The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมคำพิพากษาของศาลและกฎหมายที่เกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by taicoj2559, 2020-02-13 21:57:35

รวมคำพิพากษาของศาลและกฎหมายที่เกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการ

รวมคำพิพากษาของศาลและกฎหมายที่เกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการ

สถาบนั อนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ค�ำวินจิ ฉัยของคณะกรรมการวินจิ ฉยั ชีข้ าดอ�ำนาจหนา้ ท่ีระหวา่ งศาลที่ 2/2555
ผูรองเปนเจาหน้ีตามคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการในขอพิพาทเกี่ยวกับสัญญา
จางกอสรางโครงการศูนยการศึกษาธรรมชาติทะเลนอย จังหวัดพัทลุง ระหวางผูรอง
ผรู บั จาง กบั กรมอทุ ยานแหง ชาตสิ ัตวปาและพันธุพืช (กรมปาไมเดิม) ผูวาจาง ซ่ึงคณะ
อนญุ าโตตลุ าการชขี้ าดใหก รมอทุ ยานแหง ชาติ สตั วป าและพนั ธพุ ชื ชําระเงนิ พรอ มดอกเบยี้
และใหค นื หลกั ประกนั ผลงานทีห่ ักไวแ กผ รู อง แตกรมอทุ ยานแหง ชาตสิ ตั วปาและพันธุ์พชื
เพิกเฉยขอใหบังคับตามคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ กรณีเปน ขอพิพาทท่ีสืบเนื่องมา
จากสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการศูนยการศึกษาธรรมชาติทะเลนอย จังหวัดพัทลุง เมื่อ
กรมอุทยานแหงชาติสัตวปาและพันธุพืช ผูคัดค้านมีฐานะเปนหนวยงานทางปกครอง
ทําสัญญา วาจางผูรองใหกอสรางทั่วไปโครงการศูนยการศึกษาธรรมชาติทะเลนอย
จังหวัดพัทลุง เพ่ือเปนแหลง สําหรับศึกษาหาความรูฝกอบรมดานการอนุรักษทรัพยากร
ธรรมชาตอิ นั เปน ภารกจิ เกย่ี วกบั การจดั ทาํ บรกิ ารสาธารณะอยา งหนงึ่ ในการอนรุ กั ษส งวน
คมุ ครอง ฟน ฟดู แู ลรกั ษาสง เสรมิ และทาํ นบุ าํ รงุ ทรพั ยากรปา ไมใ หบ รรลผุ ล สญั ญาดงั กลา ว
จึงมีลักษณะเปนสัญญาที่จัดใหมีสิ่งสาธารณูปโภค อันเปนสัญญาทางปกครองตา
มาตรา 3 แหงพระราชบัญญัตจิ ัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542
ขอพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกลาว จึงอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง
ตามมาตรา 9 วรรคหนง่ึ (4) แหงพระราชบัญญตั ิเดียวกัน ดังนั้น การที่ผรู อ งยื่นคํารอ ง
ขอใหมีการบังคับตามคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอันเกิดจากขอพิพาทตามสัญญา
จา งกอ สรา ง ดงั กลา ว จงึ เปน คดพี พิ าททอี่ ยใู นอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลปกครอง
ตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (4) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 9 และมาตรา 42 แหงพระราชบัญญัติ
อนุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545
แต่อย่างไรก็ตาม การท่ีคู่พิพาทมีการขอใช้อ�ำนาจจากศาลใดศาลหน่ึงแล้ว เช่น
ขอให้ศาล ออกหมายเรียกพยานบุคคล หรือขอให้ศาลต้ังประธานคณะอนุญาโตตุลาการ
เมอื่ ศาลน้นั ๆ ไดใ้ ชอ้ ำ� นาจตลุ าการใหไ้ ปแล้วตอ้ งถือวา่ ศาลน้ันเปน็ ศาลทม่ี เี ขตอ�ำนาจโดย
ไมจ่ ำ� ตอ้ งพจิ ารณาเนอื้ หาวา่ เปน็ คดปี ระเภทใด ดคู ำ� วนิ จิ ฉยั ของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ชขี้ าด
อ�ำนาจหน้าท่รี ะหวา่ งศาลที่ 24/2559

ศาลท่ีมเี ขตอำ�นาจ 49

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ

คำ� วินจิ ฉัยของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ช้ขี าดอ�ำนาจหน้าทรี่ ะหวา่ งศาลที่ 24/2559
เจ้าพนักงานพิทกั ษ์ทรพั ย์ของบรษิ ัทนาแคปฯ ผ้รู ้อง ยน่ื คำ� รอ้ งว่า บรษิ ัทปตท.ฯ
ผู้คัดค้าน ท�ำสัญญาว่าจ้างบริษัทนาแคปฯ วางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตามสัญญามี
ข้อตกลงกันว่า ข้อพิพาทใด ๆตามสัญญาที่เกิดขึ้นให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท
ผู้คัดค้านเป็นผู้ช้ีขาดและหากผู้รับจ้างประสงค์จะเสนอข้อพิพาทให้แก่อนุญาโตตุลาการ
และอนุญาโตตุลาการแต่ละฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้ ก็ให้ร้องขอต่อศาลยุติธรรมแห่ง
ประเทศไทยแตง่ ตงั้ ประธานอนญุ าโตตลุ าการ ตอ่ มาผคู้ ดั คา้ นไมช่ ำ� ระคา่ จา้ ง บรษิ ทั นาแคปฯ
เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตลุ าการ สำ� นักระงบั ข้อพพิ าท ส�ำนกั งานศาลยตุ ธิ รรม
ในช้ันพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้มีหมายเรียกบุคคลมาให้เป็น
พยานแก่อนุญาโตตุลาการและมีค�ำสั่งแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการ ต่อมา คณะ
อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านช�ำระค่าจ้างแก่บริษัทนาแคปฯ แต่ผู้คัดค้านไม่ช�ำระ
ผู้ร้องซ่ึงเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ จึงย่ืนค�ำร้องขอให้ปฏิบัติ
ตามค�ำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านย่ืนค�ำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิ
บังคับตามค�ำช้ีขาด เนื่องจากได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาพิพาทให้แก่บุคคลภายนอก
ไปแล้ว การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการไม่เป็นไปตามสัญญา เน่ืองจากต้องให้กรรมการ
ผู้จัดการใหญ่ของผู้คัดค้านวินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อน จึงจะท�ำการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ
ได้ การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของผู้ร้องจึงเป็นการข้ามข้ันตอน นอกจากน้ี
ค�ำช้ีขาดมีข้อผิดพลาดมากมาย ดังนี้ จึงเป็นกรณีพิพาทเก่ียวกับการคัดค้านอ�ำนาจของ
คณะอนุญาโตตุลาการในการพิจารณาข้อพิพาท กับค�ำชี้ขาดไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญา
อนญุ าโตตลุ าการและขดั ตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ย ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน เมอื่ ปรากฏวา่
ในการพิจารณาช้นั อนญุ าโตตลุ าการ ศาลแพ่งได้ออกหมายเรยี กบคุ คลให้มาเป็นพยานแก่
อนญุ าโตตลุ าการ และมคี ำ� สง่ั แตง่ ตง้ั ประธานอนญุ าโตตลุ าการใหแ้ กผ่ รู้ อ้ งและผคู้ ดั คา้ นแลว้
ศาลแพ่งจึงเป็นศาลที่ใช้อ�ำนาจเหนือคดีนี้มาโดยตลอดและเป็นศาลที่มีการพิจารณา
ช้นั อนญุ าโตตุลาการอยใู่ นเขตศาล ตาม พระราชบญั ญัตอิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545
มาตรา 9 คดีจึงอยูใ่ นอ�ำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลยุติธรรม

50 คำ�ชีข้ าด

สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 6412/2560
พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545 มาตรา 9 บญั ญตั วิ า่ "ใหศ้ าลทรพั ยส์ นิ
ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า
ระหว่างประเทศภาค หรือศาลท่ีมีการพิจารณาช้ันอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล หรือ
ศาลท่ีคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิล�ำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มีเขตอ�ำนาจพิจารณา
พพิ ากษาขอ้ พพิ าทซง่ึ ไดเ้ สนอตอ่ อนญุ าโตตลุ าการนนั้ เปน็ ศาลทม่ี เี ขตอำ� นาจตามพระราชบญั ญตั ิ
นี้" ดังน้ี ศาลใดศาลหนึ่งตามท่ีกฎหมายบัญญัติจึงมีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ คดีน้ี
แมข้ ณะทำ� สญั ญาผคู้ ดั คา้ นมภี มู ลิ ำ� เนาอยทู่ เี่ กาะสมยุ ซง่ึ ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นเขตอำ� นาจศาลแพง่
แตเ่ มอื่ ผคู้ ดั คา้ นมสี ำ� นกั งานแหง่ ใหญอ่ นั เปน็ ภมู ลิ ำ� เนาตง้ั อยใู่ นเขตอำ� นาจศาลแพง่ ขณะ
ผู้ร้อง ยื่นค�ำร้องขอให้ศาลบังคับตามค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งจึงเป็น
ศาลทผ่ี คู้ ดั คา้ นซง่ึ เปน็ คพู่ พิ าทฝา่ ยหนงึ่ มภี มู ลิ ำ� เนาอยใู่ นเขตศาลและมอี ำ� นาจพจิ ารณา
พิพากษาคดีน้ี
3.2 การเพกิ ถอนคำ� ชข้ี าด
หลักเร่ืองการร้ือร้องฟ้องซ�้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งน�ำมา
ใช้บงั คบั กบั การยน่ื ค�ำร้องขอให้บังคบั หรอื เพกิ ถอนค�ำชข้ี าดด้วย ดคู ำ� พิพากษาศาลฎกี าที่
525/2559
คำ� พิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2559
พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสอง บญั ญตั ใิ หส้ ทิ ธิ
คพู่ พิ าทฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ รอ้ งขอใหเ้ พกิ ถอนคำ� ชข้ี าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการได้ ผคู้ ดั คา้ นใชส้ ทิ ธิ
นโี้ ดยเปน็ ผรู้ อ้ งขอไปแลว้ แตศ่ าลชนั้ ตน้ ยกคำ� ร้อง คดีถงึ ทส่ี ุดแลว้ ผู้คัดคา้ นมายน่ื คำ� รอ้ งขอ
อย่างเดียวกันอีกในเดือนเดียวกันโดยอ้างเหตุใหม่ ซ่ึงเป็นเหตุผลท่ีผู้คัดค้านสามารถ
ยกขึ้นอ้างได้ในขณะย่ืนค�ำร้องขอคร้ังก่อน และประเด็นตามค�ำร้องท้ังสองครั้งเป็น
อยา่ งเดยี วกนั ซง่ึ ศาลชน้ั ตน้ พพิ ากษายกคำ� รอ้ งโดยวนิ จิ ฉยั ในเนอ้ื หาของคดตี ามคำ� รอ้ งขอ
ไปแลว้ ถอื วา่ เปน็ การทผี่ คู้ ดั คา้ นรอื้ รอ้ งฟอ้ งใหศ้ าลวนิ จิ ฉยั กนั ใหมอ่ กี ในประเดน็ ทไี่ ดว้ นิ จิ ฉยั
ไปแลว้ โดยอาศยั เหตอุ ยา่ งเดยี วกนั คำ� รอ้ งขอใหเ้ พกิ ถอนคำ� ชขี้ าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการ

การเพกิ ถอนคำ�ช้ีขาด 51

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ

ของผู้คัดค้านฉบับหลังจึงซ้�ำกับค�ำร้องขอฉบับแรก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความแพ่งมาตรา 148 วรรคหน่ึง ผู้คัดค้านไม่มีอ�ำนาจยื่นค�ำร้อง ปัญหานี้แม้
ผู้ร้องมิทันยกข้ึนต่อสู้ก่อนศาลชั้นต้นมีค�ำพิพากษา เพิ่งยกข้ึนในค�ำแก้อุทธรณ์ แต่เป็น
เรอ่ื งอำ� นาจฟอ้ งอนั เปน็ เรอ่ื งเกย่ี วกบั ความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน ผรู้ อ้ งยกขนึ้ อา้ งใน
ชน้ั อทุ ธรณไ์ ด้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพง่ มาตรา 225 วรรคสอง
ตามพระราชบัญญัติอนญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 การขอเพกิ ถอน
คำ� ชข้ี าด ตอ้ งยน่ื คำ� รอ้ งตอ่ ศาลทมี่ เี ขตอำ� นาจภายใน 90 วนั นบั แตว่ นั ไดร้ บั สำ� เนาคำ� ชข้ี าด
หรือถ้าเป็นกรณีมีการขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขหรือตีความค�ำช้ีขาด หรือช้ีขาด
เพิ่มเติม นับแต่วันท่ีคณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขหรือตีความค�ำชี้ขาดหรือท�ำค�ำชี้ขาด
เพ่มิ เตมิ แล้ว
เมอื่ ยน่ื คำ� รอ้ งขอเพกิ ถอนคำ� ชข้ี าดภายในกำ� หนดระยะเวลาขา้ งตน้ แลว้ แมต้ อ่ มาศาล
จะจำ� หนา่ ยคดเี พราะคดไี มอ่ ยใู่ นเขตอำ� นาจศาล กถ็ อื วา่ เปน็ กรณที ศ่ี าลมคี ำ� สงั่ อนั เนอื่ งมาจาก
บทบญั ญตั ใิ นพระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยการวนิ จิ ฉยั ชขี้ าดอำ� นาจหนา้ ทร่ี ะหวา่ งศาล พ.ศ. 2542
มาตรา 13 วรรคสอง ซ่ึงบัญญัติว่า “เมื่อมีเหตุต้องฟ้องคดีใดใหม่ต่อศาลที่มีเขตอ�ำนาจ
อันเนื่องจากมีการด�ำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าอายุความหรือก�ำหนดเวลาในการ
ฟอ้ งคดคี รบกำ� หนดไปแลว้ ในระหวา่ งการพจิ ารณาของศาลหรอื ของคณะกรรมการ แลว้ แต่
กรณี หรอื จะครบกำ� หนดกอ่ นหกสบิ วนั นบั แตว่ นั ทม่ี คี ำ� สง่ั ของศาลหรอื ของคณะกรรมการ
แล้วแตก่ รณี ให้ขยายอายุความหรอื ก�ำหนดเวลาการฟ้องคดีออกไปจนถึงหกสิบวนั นับแต่
วันท่ีมีค�ำสั่งของศาลหรือของคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี” คู่พิพาทสามารถน�ำค�ำช้ีขาด
ไปขอบงั คบั หรือเพกิ ถอนไดภ้ ายใน 60 วนั นับแตศ่ าลจ�ำหน่ายคดี ดูคำ� พิพากษาศาลฎีกา
ท่ี 6690/2555
ค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6690/2555
ผู้ร้องได้ปฏบิ ัติตามบทบัญญตั ขิ องพระราชบัญญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545
มาตรา 40 วรรคสอง ครบถว้ นแลว้ ดว้ ยการนำ� คำ� รอ้ งขอเพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดยนื่ ตอ่ ศาลภายใน
ระยะเวลา 90 วนั นบั แตว่ นั ทไี่ ดร้ บั สำ� เนาคำ� ชข้ี าด เพยี งแตผ่ รู้ อ้ งยน่ื คำ� รอ้ งตอ่ ศาลปกครอง
กลาง และศาลปกครองกลางจำ� หนา่ ยคดเี พราะเหน็ วา่ คดไี มอ่ ยใู่ นอำ� นาจของศาลปกครอง

52 การเพิกถอนคำ�ชข้ี าด

สถาบันอนญุ าโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

และขณะทศี่ าลปกครองกลางจำ� หนา่ ยคดเี ปน็ เวลาทกี่ ำ� หนดเวลาในการยนื่ คำ� รอ้ งขอตอ่ ศาล
ตามมาตรา 40 วรรคสองของพระราชบัญญตั อิ นุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 ครบกำ� หนด
ไปแล้ว และการจ�ำหน่ายคดีของศาลปกครองกลาง ก็เน่ืองมาจากเหตุผลว่าคดีน้ีอยู่ใน
อ�ำนาจของศาลยุติธรรมมิได้อยู่ในอ�ำนาจของศาลปกครอง ค�ำส่ังจ�ำหน่ายคดีของศาล
ปกครองกลางจงึ เปน็ คำ� สง่ั อนั เนอื่ งมาจากบทบญั ญตั ใิ น พระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยการวนิ จิ ฉยั
ชข้ี าดอำ� นาจหนา้ ทรี่ ะหวา่ งศาล พ.ศ. 2542 การทผี่ รู้ อ้ งนำ� คดมี ารอ้ งใหมภ่ ายในกำ� หนด 60
วนั นบั แตว่ นั ทศี่ าลปกครองกลางมคี ำ� สง่ั ใหจ้ ำ� หนา่ ยคดี จงึ เปน็ การนำ� คดไี ปรอ้ งเพอ่ื ดำ� เนนิ
คดใี หมต่ อ่ ศาลทมี่ เี ขตอำ� นาจ อนั เนอื่ งจากการมกี ารดำ� เนนิ การตามพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
กรณจี งึ ตอ้ งดว้ ยมาตรา 13 วรรคสอง การทศ่ี าลชน้ั ตน้ มคี ำ� พพิ ากษาใหย้ กคำ� รอ้ งเพราะเหตุ
ท่ีผรู้ อ้ งยนื่ ค�ำร้องเกนิ ก�ำหนด 90 วัน แลว้ นนั้ จงึ ไม่ต้องดว้ ยความเหน็ ของศาลฎีกา
อยา่ งไรกด็ ี ระยะเวลาในการยนื่ คำ� รอ้ งขอใหศ้ าลเพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดเปน็ เพยี งระยะ
เวลาในการใชส้ ทิ ธเิ ทา่ นนั้ มใิ ชเ่ รอื่ งอายคุ วามจงึ ไมน่ ำ� บทบญั ญตั เิ กยี่ วกบั อายคุ วาม เชน่ อายุ
ความสะดดุ หยดุ ลง หรอื หา้ มขยายอายคุ วามตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยม์ าใช้
บงั คบั ดูค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10878/2554, 16037/2556
คำ� พพิ ากษาศาลฎีกาที่ 10878/2554
ผู้ร้องย่ืนค�ำร้องขอให้ศาลเพิกถอนค�ำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการครั้งแรก
ต่อศาลแพ่งภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับส�ำเนาค�ำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติ
อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสอง และเปน็ การยื่นค�ำร้องภายในก�ำหนด
เวลา 3 ปี นับแต่วันทอี่ าจบงั คับตามคำ� ชข้ี าดไดต้ ามมาตรา 42 วรรคหน่ึงแล้ว ศาลแพง่
มีค�ำส่งั จ�ำหน่ายคดี ตอ่ มาผู้ร้องย่ืนคำ� รอ้ งขอให้เพกิ ถอนค�ำชีข้ าด อกี ครง้ั ต่อศาลทรพั ยส์ ิน
ทางปญั ญาและการค้าระหวา่ งประเทศกลาง ซง่ึ ยังไม่ลว่ งเลยระยะเวลา 3 ปี ตามมาตรา
42 วรรคหน่ึง แต่ลว่ งเลยระยะเวลา 90 วัน ตามมาตรา 40 วรรคสอง ดงั กลา่ วแล้ว ซ่งึ
เป็นกรณีที่ต้องย่ืนค�ำฟ้องหรือค�ำร้องขออีกคร้ังเพราะเหตุท่ีการยื่นคร้ังแรกมีข้อบกพร่อง
ในเร่ืองอ�ำนาจศาลถือว่าข้อบกพร่องในการย่ืนค�ำร้องขอแต่แรกต่อศาลหน่ึงแต่ในท่ีสุด
ศาลน้ันไม่รับค�ำร้องขอ เพราะคดีไม่อยู่ในอำ� นาจศาลนนั้ จนตอ้ งยน่ื คำ� รอ้ งขออกี ครง้ั หนง่ึ
ตอ่ ศาลทมี่ อี ำ� นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดนี นั้ ไมเ่ ปน็ เหตใุ หผ้ รู้ อ้ งขอต้องเสอื่ มเสยี สทิ ธิ นอกจาก

การเพิกถอนคำ�ช้ขี าด 53

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ

นี้ก�ำหนดระยะเวลาเช่นน้ีก็เป็นก�ำหนดระยะเวลาที่ศาลมีอ�ำนาจที่จะส่ังให้ขยายได้ตาม
หลกั เกณฑ์ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ มาตรา 23 หรอื พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สิน
ทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 37 ด้วย เม่ือปรากฏว่าผ้รู อ้ ง
ยนื่ คำ� รอ้ งตอ่ ศาลทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง ภายหลงั ศาลแพง่ มี
คำ� สงั่ จำ� หนา่ ยคดที ผี่ รู้ อ้ งยนื่ คำ� รอ้ งขอฉบบั แรกเพยี ง 60 วนั แสดงใหเ้ หน็ วา่ ผรู้ อ้ งยงั ประสงค์
จะขอใหศ้ าลพจิ ารณาพพิ ากษาตามคำ� รอ้ งขอของผรู้ อ้ งอยู่ และจำ� เปน็ ตอ้ งทำ� คำ� รอ้ งขอยนื่ ใหม่
ต่อศาลที่มีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาภายในเวลาพอสมควร อันเป็นการด�ำเนินกระบวน
พิจารณาไปตามความจ�ำเปน็ โดยสจุ ริต จึงมีเหตสุ มควรอยา่ งยิ่งทศ่ี าลทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา
และการคา้ ระหวา่ งประเทศกลาง จะใชอ้ ำ� นาจตามบทบญั ญตั แิ หง่ พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาล
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญา
และการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 37 ประกอบมาตรา 26 และประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 สง่ั ใหข้ ยายกำ� หนดระยะเวลาการยน่ื คำ� รอ้ งขอ
ค�ำพิพากษาศาลฎกี าท่ี 16037/2556
พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสอง เปน็ บทบงั คบั
เร่ืองก�ำหนดเวลาส�ำหรับร้องขอให้เพิกถอนค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เร่ือง
อายคุ วาม จงึ ไมอ่ าจนำ� เรอ่ื งอายคุ วามสะดดุ หยดุ ลงมาใชบ้ งั คบั ได้ การทผ่ี รู้ อ้ งยนื่ คำ� รอ้ งขอ
ให้เพิกถอนคำ� ชี้ขาดของอนุญาโตตลุ าการในครง้ั แรกเม่ือวนั ที่ 27 พฤษภาคม 2551 และ
ศาลช้ันต้นมีค�ำสั่งไม่รับค�ำร้องของ ผู้ร้องเพราะค�ำร้องบกพร่อง ผู้ร้องก็ชอบที่จะแก้ไข
ข้อบกพร่องและย่ืนค�ำร้องเสียใหม่ภายในก�ำหนดเวลาดังกล่าว หรือหากผู้ร้องเห็นว่าศาล
ชน้ั ตน้ มคี ำ� สง่ั ไมร่ บั คำ� รอ้ งเปน็ การไมช่ อบ ผรู้ อ้ งกช็ อบทจ่ี ะอทุ ธรณค์ ำ� สงั่ ศาลชน้ั ตน้ ทไ่ี มร่ บั
ค�ำร้องดงั กลา่ วตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคทา้ ย แตเ่ มอื่
ผรู้ อ้ งมไิ ดด้ ำ� เนนิ การดงั กลา่ วมาจนลว่ งเลยระยะเวลา 90 วนั นบั แตว่ นั ทผี่ รู้ อ้ งไดร้ บั สำ� เนาคำ�
ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการ ผรู้ อ้ งยอ่ มขาดสทิ ธทิ จ่ี ะยน่ื คำ� รอ้ งขอใหเ้ พกิ ถอนคำ� ชขี้ าดของ
อนญุ าโตตลุ าการ ตามพระราชบญั ญตั ิอนญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสอง

54 การเพิกถอนคำ�ชีข้ าด

สถาบนั อนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ในการวินิจฉัยค�ำร้องขอเพิกถอนค�ำชี้ขาด รวมถึงการบังคับตามค�ำช้ีขาด
ศาลคงมีอ�ำนาจตามท่ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 เท่าน้ัน
ไม่อาจกา้ วลว่ งดุลยพินจิ เข้าไปวินจิ ฉัยในเน้ือหาสาระแหง่ ขอ้ พิพาท (Merits of a case)
อันเป็นอำ� นาจของคณะอนุญาโตตลุ าการได้ ดูค�ำพิพากษาศาลฎกี าที่ 1875/2556
คำ� พพิ ากษาศาลฎีกาที่ 1875/2556
คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านได้ท�ำงานเสร็จตามสัญญาแล้ว
จงึ ชขี้ าดใหผ้ รู้ อ้ งชำ� ระเงนิ คา่ จา้ งทยี่ งั คา้ งกบั คนื เงนิ ประกนั ผลงานใหแ้ กผ่ คู้ ดั คา้ น คำ� วนิ จิ ฉยั
ชขี้ าดนจี้ งึ เปน็ การวนิ จิ ฉยั ชข้ี าดวา่ ผคู้ ดั คา้ นไดท้ ำ� งานแลว้ เสรจ็ และมสี ทิ ธไิ ดร้ บั สนิ จา้ งตาม
สัญญาหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อสัญญา จึงไม่มีเหตุให้ศาลสั่งเพิกถอนค�ำช้ีขาดของคณะ
อนุญาโตตุลาการดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านยังท�ำงานไม่เสร็จเรียบร้อย
ตามสญั ญาเพราะมัณฑนากรหรือผคู้ วบคมุ งานของผ้วู ่าจ้าง คือ ผูร้ อ้ งยงั ไมไ่ ดอ้ อกหนังสือ
ให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการเข้าไปวินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทท่ีเป็นอ�ำนาจ
หนา้ ท่ีของคณะอนุญาโตตลุ าการโดยเฉพาะ แลว้ พพิ ากษาใหเ้ พกิ ถอนคำ� ช้ีขาดของคณะ
อนญุ าโตตุลาการดังกลา่ วมานนั้ จงึ ไมช่ อบ
คำ� พิพากษาศาลฎกี าท่ี 4750 - 4751/2561
ศาลจะแทรกแซงกระบวนการอนญุ าโตตลุ าการโดยการเขา้ มาตรวจสอบการใช้
ดลุ พินจิ ของอนุญาโตตลุ าการหรือแกไ้ ขเปลยี่ นแปลงหรือท�ำลายคำ� ช้ีขาดไมไ่ ด้ เวน้ แต่
กฎหมายให้อำ� นาจไวอ้ ยา่ งชดั แจ้ง เพราะมฉิ ะนนั้ แลว้ ระบบอนญุ าโตตลุ าการยอ่ มไมอ่ าจ
บรรลผุ ลสมดงั เจตนารมณข์ องกฎหมาย การทผ่ี คู้ ดั คา้ นอทุ ธรณโ์ ตแ้ ยง้ วา่ อนญุ าโตตลุ าการ
เสียงขา้ งมากวนิ จิ ฉยั ชี้ขาดวา่ ผูค้ ัดค้านกอ่ สรา้ งอาคารไมแ่ ล้วเสร็จตามกำ� หนดเวลาจงึ เปน็
ฝ่ายผิดสัญญาและก�ำหนดค่าเสียหายให้ผู้คัดค้านรับผิดช�ำระแก่ผู้ร้องโดยมิได้วินิจฉัยเชื่อ
ตามพยานหลกั ฐานของผคู้ ดั ค้านท่ีนำ� สืบวา่ ผรู้ ้องมิได้ถอื เอากำ� หนดระยะเวลาตามสัญญา
เป็นสาระส�ำคัญ ผู้คัดค้านจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และอุทธรณ์คัดค้านในประเด็นการ
ก�ำหนดค่าเสยี หายและคา่ ปรบั ของอนญุ าโตตุลาการ นน้ั ล้วนเป็นอุทธรณ์โต้แยง้ ดลุ พินิจ
ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการเท่าน้ัน หาใช่เป็นการโต้แย้ง
ว่าคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาวินิจฉัยโดยขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายเก่ียวกับ

การเพกิ ถอนคำ�ชี้ขาด 55

Thai Arbitration Institute สถาบันอนญุ าโตตลุ าการ

อนุญาโตตุลาการไม่ เม่ืออนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงท่ีได้มาจาก
การรบั ฟงั พยานหลกั ฐานของผคู้ ดั คา้ นและผรู้ อ้ งและขอ้ วนิ จิ ฉยั ชข้ี าดแลว้ วา่ ผคู้ ดั คา้ นเปน็
ฝ่ายผิดสัญญาและก�ำหนดค่าเสียหายและค่าปรับภายใต้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและ
ผรู้ อ้ งนำ� สบื ในชนั้ อนญุ าโตตลุ าการโดยไมป่ รากฏวา่ ไดด้ ำ� เนนิ การโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
ประการใด กรณจี งึ ไมต่ อ้ งด้วยหลกั เกณฑ์ตามมาตรา 45 (1) แหง่ พ.ร.บ.อนุญาโตตลุ าการ
พ.ศ.2545 ทผี่ คู้ ดั คา้ นจะอทุ ธรณว์ า่ การยอมรบั หรอื บงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดนน้ั จะเปน็ การขดั ตอ่
ความสงบเรียบรอ้ ยหรือศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนได้
3.3 การบังคับตามคำ� ช้ีขาด
สิทธิในการขอบังคับตามค�ำช้ีขาดสามารถโอนกันได้ ผู้รับโอนสิทธิสามารถ
น�ำค�ำช้ีขาดมาขอบังคับต่อศาลได้ มิได้จ�ำกัดเฉพาะคู่พิพาทที่เป็นผู้ด�ำเนินการทาง
อนญุ าโตตลุ าการเทา่ นน้ั ดูค�ำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 9691/2554
คำ� พพิ ากษาศาลฎีกาที่ 9691/2554
สิทธิเรียกร้องของคู่พิพาทฝ่ายชนะคดีท่ีจะได้รับช�ำระหนี้ตามค�ำชี้ขาดของ
อนุญาโตตุลาการจากคู่พิพาทฝ่ายแพ้คดีเป็นสิทธิเรียกร้องที่จะพึงโอนกันได้ ตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 303 วรรคหนงึ่ การที่บริษทั บ. คู่พพิ าทฝ่าย
ชนะคดที ำ� หนงั สอื ขอโอนสทิ ธกิ ารรบั ชำ� ระหนต้ี ามคำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการใหแ้ กผ่ รู้ อ้ ง
และผู้ร้องตกลงช�ำระค่าตอบแทนการรับโอนสิทธิการรับช�ำระหน้ีดังกล่าวนั้น เป็นสัญญา
การโอนหนอ้ี ันผ้คู ัดคา้ นจะพึงตอ้ งชำ� ระแก่บริษทั บ. โดยเฉพาะเจาะจง เมอ่ื มีการแจง้ โอน
สิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นหนังสือให้แก่ผู้คัดค้านทราบแล้ว จึงถือว่าบริษัท บ. และ
ผู้ร้องได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามท่ีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 306 บัญญัติแล้ว สิทธิเรียกร้องตามค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงตกเป็น
ของผู้รอ้ ง ทพ่ี ระราชบญั ญัติอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 วรรคหน่งึ บญั ญตั ิ
ว่า "...คำ� ช้ีขาดของคณะอนุญาโตตลุ าการไม่ว่าจะได้ทำ� ขนึ้ ในประเทศใดใหผ้ กู พันคพู่ พิ าท
และเม่ือได้มีการร้องขอต่อศาลท่ีมีเขตอ�ำนาจย่อมบังคับได้ตามค�ำชี้ขาดนั้น" และมาตรา
42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามค�ำช้ีขาดของ
คณะอนญุ าโตตลุ าการให้คูพ่ ิพาทฝา่ ยน้นั ย่ืนค�ำรอ้ งตอ่ ศาล..." นัน้ คำ� ว่า "คพู่ พิ าท" ตาม

56 การบังคับตามคำ�ชข้ี าด

สถาบันอนุญาโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

บทมาตราดงั กลา่ วไมจ่ ำ� กดั เฉพาะคสู่ ญั ญาในสญั ญาอนญุ าโตตลุ าการเทา่ นนั้ แตห่ มายรวม
ถึงผู้ท่สี บื สิทธติ ามสัญญาทั้งโดยผลของกฎหมายและโดยผลของสญั ญาดว้ ย
ค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการย่อมมีผลผูกพันคู่ความ หากคู่พิพาทฝ่ายที่ต้อง
ปฏิบัติตามค�ำชี้ขาดไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะขอให้ศาลท่ีมีอ�ำนาจบังคับตาม
ค�ำชข้ี าดได้ ตามพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 อยา่ งไรกด็ ี หาก
คู่พพิ าทเห็นวา่ คำ� ชขี้ าดไม่ชอบดว้ ยกฎหมายดว้ ยประการใดตามทกี่ ฎหมายก�ำหนด ก็อาจ
ยนื่ คำ� รอ้ งขอเพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดหรอื ขอใหศ้ าลปฏเิ สธการบงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดได้ ตามพระราช
บญั ญัติอนญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 และ 43 ตามลำ� ดับ
ในกรณีทคี่ ู่พพิ าทฝ่ายหนึ่งยน่ื ค�ำรอ้ งขอใหบ้ ังคับตามคำ� ชี้ขาดแล้ว อกี ฝ่ายหนึง่ มี
สทิ ธเิ พยี งคดั คา้ นคำ� รอ้ งเพอื่ ใหศ้ าลปฏเิ สธไมบ่ งั คบั ตามคำ� ชขี้ าดเทา่ นน้ั แตไ่ มอ่ าจเรยี กรอ้ งแยง้
ให้บังคับตามค�ำช้ีขาด ในส่วนท่ีตนชนะเพื่อให้อีกฝ่ายชดใช้เงินแก่ตนได้ ดูค�ำพิพากษา
ศาลฎกี าที่ 2045/2557
ค�ำพิพากษาศาลฎีกาท่ี 2045/2557
การทผ่ี คู้ ดั คา้ นไดย้ นื่ คำ� คดั คา้ นขอใหย้ กคำ� รอ้ งของผรู้ อ้ งและเรยี กรอ้ งแยง้ ใหผ้ รู้ อ้ ง
ชำ� ระเงินใหผ้ คู้ ดั คา้ นอกี จำ� นวน 430,010.25 บาท พรอ้ มดอกเบย้ี อตั รารอ้ ยละ 7.5 ตอ่ ปี นบั แต่
วนั ยน่ื คำ� คดั คา้ นเปน็ ตน้ ไปจนกว่าจะช�ำระเสร็จนั้น ข้อเรียกร้องแย้งดังกล่าวเป็นประเด็นที่
ผคู้ ดั คา้ นไดเ้ คยเรยี กรอ้ งแยง้ ในชน้ั อนญุ าโตตลุ าการและคณะอนญุ าโตตลุ าการไดว้ นิ จิ ฉยั
ชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว ค�ำช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงผูกพันคู่พิพาท
ทงั้ สองฝา่ ยตามพระราชบัญญตั ิอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 หากผู้คัดค้าน
ไม่เห็นด้วยกับค�ำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจท�ำได้โดยการร้องขอให้ศาลที่มี
เขตอ�ำนาจเพิกถอนค�ำช้ีขาดตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซ่ึงบัญญัติ
ว่า "การคัดค้านค�ำช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจท�ำได้โดยการขอให้ศาลท่ีมีเขต
อ�ำนาจเพิกถอนค�ำช้ีขาดตามท่ีบัญญัติไว้ในมาตราน้ี..." หรือคัดค้านการร้องขอบังคับ
ตามค�ำช้ีขาดเพื่อให้ศาลมีค�ำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามค�ำช้ีขาดตามมาตรา 43 แห่ง
พระราชบัญญัติดังกล่าว ซ่ึงบัญญัติว่า "ศาลมีอ�ำนาจท�ำค�ำส่ังปฏิเสธไม่รับบังคับตาม
ค�ำช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าค�ำชี้ขาดนั้นจะได้ท�ำขึ้นในประเทศใด ถ้าผู้ซึ่งจะ

การบงั คับตามคำ�ชข้ี าด 57

Thai Arbitration Institute สถาบันอนญุ าโตตลุ าการ

ถกู บงั คบั ตามคำ� ชข้ี าดพสิ จู นไ์ ดว้ า่ ..." การทผ่ี คู้ ดั คา้ นยน่ื คำ� รอ้ งแยง้ ขอใหบ้ งั คบั ผรู้ อ้ งชำ� ระ
เงนิ ใหผ้ คู้ ดั คา้ นตามทไี่ ดเ้ คยตอ่ สแู้ ละเรยี กรอ้ งแยง้ ไวใ้ นชนั้ อนญุ าโตตลุ าการอกี ถอื ไมไ่ ด้
วา่ เปน็ การรอ้ งขอใหศ้ าลเพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดตามมาตรา 40 หรอื คดั คา้ นการรอ้ งขอบงั คบั
ตามค�ำช้ีขาดเพื่อให้ศาลมีค�ำส่ังปฏิเสธไม่รับบังคับตามค�ำชี้ขาดตามมาตรา 43 แห่ง
พระราชบัญญตั อิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2545 แต่อย่างใด ผคู้ ดั ค้านจงึ ไม่อาจเรยี กร้อง
แยง้ ขอใหศ้ าลบงั คบั ใหผ้ รู้ อ้ งชดใชเ้ งนิ ดงั กลา่ วไดท้ ศี่ าลชนั้ ตน้ มคี ำ� สงั่ ใหร้ บั เฉพาะคำ� คดั คา้ น
คำ� รอ้ งขอใหศ้ าลบงั คบั ตามคำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการเทา่ นน้ั สว่ นทเ่ี กย่ี วกบั คำ� รอ้ งแยง้
มีค�ำส่งั ไม่รบั ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว
ในการขอบังคับตามค�ำช้ีขาด คู่พิพาทไม่อาจขอให้บังคับเกินกว่าค�ำชี้ขาดนั้นได้
ดูคำ� พพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 9477/2558
ค�ำพิพากษาศาลฎกี าท่ี 9477/2558
แมห้ นต้ี ามสัญญาซอื้ ขายทมี่ คี �ำช้ีขาดนี้จะเปน็ หน้เี งนิ ซ่ึงกฎหมายใหค้ ิดดอกเบยี้
ได้นบั แต่วันท่ี ผดิ นัด แตค่ �ำช้ขี าดของอนุญาโตตลุ าการก็ตอ้ งเป็นไปตามขอ้ เรียกรอ้ ง และ
คำ� ขอทใ่ี หช้ ข้ี าดในเรอ่ื งนน้ั ๆ ซงึ่ ตามขอ้ เรยี กรอ้ งของผรู้ อ้ งมไิ ดม้ คี ำ� ขอดอกเบย้ี หลงั วนั ชขี้ าด
ดว้ ย และอนญุ าโตตลุ าการกช็ ขี้ าดดอกเบย้ี เฉพาะตามทข่ี อ เมอ่ื ผรู้ อ้ งมาขอบงั คบั ตามคำ� ชข้ี าด
ผรู้ อ้ งจงึ ไมอ่ าจขอใหบ้ งั คบั เกนิ ไปกวา่ คำ� ชข้ี าดนนั้ ได้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีค�ำขอดอกเบี้ย
รอ้ ยละ 7.5 ต่อปนี บั แตว่ ันร้องขอเป็นตน้ ไปจนกว่าจะช�ำระเสรจ็ มาท้ายคำ� รอ้ ง ก็เป็นการ
ขอบังคับเกินไปกว่าค�ำช้ีขาดที่ก�ำหนดสถานะความรับผิดของผู้คัดค้านจากการผิดสัญญา
ซ้ือขายไว้โดยเฉพาะแล้ว และตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 นั้น
ศาลไม่อาจมีค�ำพิพากษาบังคับเกินค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการได้ (ค�ำสั่งศาลปกครอง
สูงสุดที่ 483/2548 วินิจฉัยในท�ำนองเดยี วกนั )
หากศาลทม่ี เี ขตอำ� นาจเหน็ วา่ การบงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดจะเปน็ การขดั ตอ่ ความสงบ
เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ก็มีอ�ำนาจท่ีจะปฏิเสธการบังคับตามค�ำชี้ขาด
ได้ ตามพระราชบัญญัติอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 ดคู ำ� พพิ ากษาศาลฎกี าที่
1730/2555 และในกรณที เ่ี หน็ วา่ คำ� ชข้ี าดบางสว่ นขดั ตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั
ดขี องประชาชน กอ็ าจปฏเิ สธหรอื เพกิ ถอนเฉพาะคำ� ชข้ี าดส่วนนน้ั ได้ ดคู ำ� พพิ ากษาศาลฎีกา
ที่ 8265/2559

58 การบงั คบั ตามคำ�ชขี้ าด

สถาบันอนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ค�ำพิพากษาศาลฎกี าที่ 1730/2555*
อทุ ธรณข์ องผรู้ อ้ งซงึ่ กลา่ วอา้ งวา่ คำ� พพิ ากษาศาลชนั้ ตน้ ทบี่ งั คบั ตามคำ� ชขี้ าดของ
คณะอนุญาโตตุลาการเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือ
ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน ผรู้ อ้ งจงึ มอี ำ� นาจอทุ ธรณต์ ามพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ
พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (2) อนั เป็นกฎหมายที่ใชบ้ งั คบั ในขณะที่ผูร้ ้องยื่นอุทธรณ์ซ่ึงบัญญัติ
ไว้อยา่ งเดยี วกนั กับพระราชบญั ญัตอิ นุญาโตตลุ าการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 (2) อันเป็น
กฎหมายทใ่ี ชบ้ ังคบั อยใู่ นขณะที่คณะอนญุ าโตตุลาการมคี ำ� ช้ีขาด
สญั ญาใหบ้ รกิ ารโทรศพั ทพ์ กพา (สญั ญา TPS) ระหวา่ งผรู้ อ้ งกบั ผคู้ ดั คา้ นกำ� หนด
สิทธิหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านเก่ียวกับท่ีมาและเงื่อนไขการคืนทรัพย์สินในกรณี
ผู้คัดค้านผิดสัญญาแล้ว ผู้ร้องใช้สิทธิบอกเลกิ สญั ญาวา่ ผคู้ ดั คา้ นไมม่ สี ทิ ธเิ รยี กทรพั ยส์ นิ หรอื
เงินคืนจากผู้ร้องและต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่ผู้ร้องในสภาพท่ีดีและใช้งานได้ในทันทีท่ี
สัญญาสิน้ สดุ ลง นอกจากนีย้ ังมีข้อกำ� หนดอีกวา่ กรณีความเสยี หายเกดิ ข้ึน ใหผ้ ้รู อ้ งมสี ทิ ธิ
เรียกร้องเงินจากธนาคาร ผู้ออกหนังสือค้�ำประกันทั้งหมดหรือบางส่วนตามแต่จะเห็น
สมควรเพอ่ื ชดใชค้ า่ เสยี หาย เมอ่ื คณะอนญุ าโตตลุ าการชข้ี าดวา่ ผคู้ ดั คา้ นเปน็ ฝา่ ยผดิ สญั ญา
และผู้คัดค้านยังมีหนี้ค้างช�ำระแก่ผู้ร้องอยู่ ย่อมถือว่าผู้ร้องได้รับความเสียหาย ภายหลัง
จากผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแล้วสิทธิหน้าที่ของผู้ร้องและผู้คัดค้านในฐานะคู่สัญญาย่อม
เปน็ ไปตามขอ้ สญั ญาดงั กลา่ ว การทคี่ ณะอนญุ าโตตลุ าการชข้ี าดใหผ้ รู้ อ้ งรบั มอบทรพั ยส์ นิ
จากผู้คัดค้านและให้ผู้ร้องชดใช้มูลค่าทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้าน โดยไม่ก�ำหนดเง่ือนไขว่าต้อง
ส่งมอบคนื ในสภาพทด่ี ีและใชง้ านได้ รวมทง้ั ไม่กำ� หนดว่าหากผูค้ ัดคา้ นไมส่ ามารถสง่ มอบ
คนื ในสภาพทด่ี แี ละใช้งานไดใ้ ห้ผู้คัดค้านใช้เงนิ แทนมูลคา่ ทีแ่ ทจ้ ริงของทรพั ยส์ ิน และการ
ช้ีขาดให้ผู้ร้องคืนเงินค�้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้คัดค้านโดยไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ร้องน�ำไป
หักจากหนี้ท่ีผู้คัดค้านยังค้างช�ำระแก่ผู้ร้องตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นค�ำช้ีขาดท่ีไม่เป็น
ตามสญั ญา การบงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการดงั กลา่ วยอ่ มเปน็ การขดั ตอ่
ความสงบเรยี บรอ้ ยและศีลธรรมอันดขี องประชาชน ศาลฎีกามีอ�ำนาจทำ� ค�ำสัง่ ปฏิเสธการ
ขอบงั คบั ตามคำ� ชข้ี าดนน้ั ได้ตามพระราชบัญญัติอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 44
ซ่ึงเปน็ กฎหมายทใ่ี ชบ้ งั คับอยใู่ นระหว่างการอุทธรณ์คำ� พพิ ากษาศาลชน้ั ตน้

การบงั คบั ตามคำ�ชข้ี าด 59

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ

หมายเหตุ*
1. คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนหลักท่ีว่า อนุญาโตตุลาการไม่มีอ�ำนาจเปล่ียนแปลง
แก้ไขข้อสัญญาท่ีคู่พิพาทท�ำขึ้นท�ำนองเดียวกับค�ำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.
349/2549
2. สญั ญา TPS คดนี มี้ ลี กั ษณะเปน็ สญั ญาตา่ งตอบแทนรวมอยดู่ ว้ ย กลา่ วคอื เปน็
สญั ญาทร่ี ฐั ใหส้ มั ปทานแกผ่ คู้ ดั คา้ นในการใหบ้ รกิ ารโทรศพั ทพ์ กพาระบบ TPS ซงึ่ ผคู้ ดั คา้ น
ไดร้ บั อนญุ าตใหใ้ ชค้ ลน่ื ความถภ่ี ายใตเ้ งอ่ื นไขของสญั ญาโดยไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ภยนั ตรายตอ่ สงั คม
หรอื ความมน่ั คงของรฐั (ตามสญั ญาขอ้ 2) และ ผคู้ ดั คา้ นจะตอ้ งใหผ้ ลประโยชนต์ อบแทนแก่
รฐั จากการได้รบั อนุญาตดังกลา่ วซึ่งรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
มาตรา 40 วรรคหนง่ึ มขี อ้ ความเหมอื นกบั รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช
2550 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คลื่นความถ่ีที่ใช้ในการส่งวิทยุโทรคมนาคม เป็น
ทรพั ยากรสือ่ สารของชาตเิ พื่อประโยชนส์ าธารณะ หรอื กลา่ วอีกนยั หน่ึงไดว้ ่า คลื่นความถ่ี
ทใ่ี ชใ้ นการสง่ วทิ ยโุ ทรคมนาคมเปน็ ทรพั ยากรสอ่ื สารของรฐั ทรี่ ฐั ตอ้ งนำ� มาใชเ้ พอื่ ประโยชน์
ส่วนรวมของประชาชน การจัดให้มีบริการโทรศัพท์พกพาระบบ TPS จึงเป็นบริการ
สาธารณะท่ีเป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรัฐอาจเป็นผู้จัดท�ำเองหรือรัฐอาจมอบหมายให้เอกชน
เปน็ ผจู้ ดั ทำ� แทน หรอื ใหเ้ อกชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการจดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะโดยวธิ กี ารให้
สมั ปทานแกเ่ อกชนซง่ึ กค็ อื การอนญุ าตใหเ้ อกชนมสี ทิ ธจิ ดั ทำ� บรกิ ารสาธารณะดงั กลา่ วและ
ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถ่ีที่ใช้ในการส่งวิทยุโทรคมนาคมภายในระยะเวลาที่ก�ำหนด
โดยทเ่ี อกชนผรู้ บั สมั ปทานจะไดร้ บั ผลประโยชนเ์ ปน็ การตอบแทนดว้ ยการไดร้ บั สทิ ธใิ นอนั ท่ี
จะเรยี กเกบ็ คา่ ใชบ้ รกิ ารหรอื คา่ ตอบแทนจากประชาชนผใู้ ชป้ ระโยชนจ์ ากบรกิ ารสาธารณะ
นนั้ ภายใตเ้ งอื่ นไขทเี่ อกชนผรู้ บั สมั ปทานเปน็ ผลู้ งทนุ และแบกรบั ความเสยี่ งในการดำ� เนนิ การ
เอง ดงั นน้ั การท่สี ญั ญาดงั กล่าวมลี ักษณะเปน็ สัญญาต่างตอบแทนรวมอยูด่ ว้ ย และคดีน้ี
คณะอนุญาโตตลุ าการก�ำหนดประเดน็ ขอ้ พิพาทว่า ผรู้ อ้ งหรือผคู้ ัดคา้ นเปน็ ฝา่ ยผดิ สัญญา
หรือไม่ ผู้รอ้ งมีสทิ ธบิ อกเลิกสัญญาหรอื ไม่ แลว้ วนิ จิ ฉัยว่าผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสญั ญา เม่อื
ผู้ร้องบอกเลิกสัญญา สัญญาเลิกกัน คณะอนุญาโตตุลาการย่อมมีอ�ำนาจชี้ขาดรวมไปถึง

* สิรมิ งคล กองธนสุวรรณ

60 การบังคับตามคำ�ชีข้ าด

สถาบนั อนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ ทเี่ กดิ จากขอ้ สญั ญาดงั กลา่ วได้ (เทยี บเคยี งคำ� พพิ ากษาฎกี า 5111/2547,
1738/2525) การทค่ี ณะอนุญาโตตุลาการ ชขี้ าดขอ้ พพิ าทในส่วนทเี่ ก่ียวกบั ทรพั ย์สนิ และ
หลักประกันไม่เป็นไปตามสัญญาย่อมขัดต่อหลักความศักด์ิสิทธ์ิแห่งการแสดงเจตนาที่คู่
สญั ญาตกลงกนั ไว้อย่างชดั แจง้ ไมเ่ ปน็ ธรรมแกค่ ู่สญั ญาอย่างยง่ิ การบงั คบั ตามค�ำชีข้ าดดัง
กล่าวยอ่ มเป็นการขดั ต่อความสงบเรียบรอ้ ยหรือศลี ธรรมอันดขี องประชาชน
ค�ำพิพากษาศาลฎกี าท่ี 840/2561
ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจ�ำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายดินแดนหมู่
เกาะเวอรจ์ นิ ผรู้ อ้ งจงึ เปน็ นติ บิ คุ คลตามกฎหมายตา่ งประเทศซง่ึ ไมม่ สี ญั ชาตไิ ทยและถอื วา่
เปน็ คนตา่ งด้าวตามประกาศของคณะปฏวิ ัติฉบับท่ี 281 ลงวันที่ 24 พฤศจกิ ายน 2515
ข้อ 3 การท่ีนิติบุคคลท่ีกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว จะมีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ต้อง
เปน็ นติ ิบุคคลตามท่ีก�ำหนดไวใ้ นมาตรา 19 แหง่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ซง่ึ บัญญัติ
วา่ "...นิตบิ คุ คลซง่ึ กฎหมายถอื วา่ เป็นคนตา่ งดา้ วอาจถือกรรมสิทธใ์ิ นหอ้ งชุดได้ ถา้ เป็น...
นติ ิบคุ คลดงั ตอ่ ไปนี้...(4) นติ บิ คุ คลซึง่ เปน็ คนต่างดา้ วตามประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับที่
281 ลงวันที่ 24 พฤศจกิ ายน 2515 และได้รับบัตรส่งเสรมิ การลงทนุ ตามกฎหมายว่าดว้ ย
การสง่ เสริมการลงทุน..." เมอ่ื ผรู้ อ้ งซึ่งเป็นนติ ิบุคคลเป็นคนต่างดา้ วตามประกาศของคณะ
ปฏิวตั ฉิ บบั ท่ี 281 ลงวันที่ 24 พฤศจกิ ายน 2515 ข้อ 3 ผ้รู ้องผูจ้ ะซือ้ จะขายถอื กรรมสทิ ธ์ิ
ในหอ้ งชดุ ของผคู้ ดั คา้ นผจู้ ะขายตามสญั ญาจะซอ้ื จะขายหอ้ งชดุ ลงวนั ที่ 12 สงิ หาคม 2548
ได้ ผรู้ อ้ งจะตอ้ งไดร้ บั บตั รสง่ เสรมิ การลงทนุ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการสง่ เสรมิ การลงทนุ
ตามเงื่อนไขที่บญั ญัตไิ ว้ใน พ.ร.บ.อาคารชดุ พ.ศ.2522 มาตรา 19 (4) ดว้ ย เม่อื ไม่ปรากฏ
ว่า ผู้ร้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน จึงถือ
ไม่ได้ว่าบริษัทผู้ร้องซ่ึงเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 ลงวันที่
24 พฤศจกิ ายน 2515 มคี ณุ สมบตั ทิ จี่ ะถอื กรรมสทิ ธใิ์ นหอ้ งชดุ ตามสญั ญาดงั กลา่ วไดป้ รากฏ
ตามหนงั สอื รบั รองบรษิ ทั ผรู้ อ้ งวา่ บรษิ ทั ผรู้ อ้ งมวี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการดำ� เนนิ ธรุ กจิ การลงทนุ
ทว่ั ไปและถอื ครองทรัพย์สินในการประกอบกิจการของบรษิ ทั ผรู้ อ้ ง จงึ มเี หตผุ ลใหเ้ ชือ่
ว่ากอ่ นท่ีบริษทั ผูร้ อ้ งจะเขา้ ถือครองทรพั ย์สินโดยซื้อทรพั ยส์ ินในต่างประเทศ ผรู้ อ้ งได้
ศกึ ษากฎหมายของประเทศทผี่ รู้ อ้ งจะไปซอื้ ทรพั ยส์ นิ แลว้ วา่ บรษิ ทั ผรู้ อ้ งมคี ณุ สมบตั ทิ จี่ ะ

การบงั คับตามคำ�ช้ขี าด 61

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนุญาโตตุลาการ

เขา้ ถือครองทรัพยส์ ินในประเทศนัน้ ไดห้ รอื ไม่ ทั้งนเี้ พอ่ื ใหเ้ ป็นไปตามวัตถปุ ระสงค์ของ
บริษัทผู้ร้อง ในคดีนี้ปรากฏตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดว่า ห้องชุดท่ีผู้ร้องจะซื้อจาก
ผคู้ ดั คา้ นมรี าคาสงู ถงึ 72,960,361 บาท จงึ มเี หตผุ ลใหเ้ ชอ่ื วา่ บรษิ ทั ผรู้ อ้ งไดศ้ กึ ษากฎหมาย
ไทย โดยเฉพาะประกาศของคณะปฏวิ ตั ิฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 และ
พ.ร.บ.อาคารชดุ พ.ศ.2522 แลว้ และทราบดวี า่ ผรู้ อ้ งซงึ่ เปน็ นติ บิ คุ คลเปน็ คนตา่ งดา้ วตาม
ประกาศของคณะปฏวิ ตั ฉิ บบั ท่ี 281 ลงวนั ที่ 24 พฤศจกิ ายน 2515 ขอ้ 3 จะถอื กรรมสทิ ธใ์ิ น
หอ้ งชดุ ทป่ี ระเทศไทยได้ บริษทั ผรู้ อ้ งตอ้ งไดร้ บั บตั รสง่ เสรมิ การลงทนุ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ย
การสง่ เสรมิ การลงทนุ กอ่ น สว่ นบรษิ ทั ผคู้ ดั คา้ นผจู้ ะขายหอ้ งชดุ ใหแ้ กผ่ รู้ อ้ งซงึ่ ประกาศของ
คณะปฏวิ ตั ฉิ บบั ที่ 281 ลงวนั ท่ี 24 พฤศจกิ ายน 2515 ถอื วา่ เปน็ คนตา่ งดา้ ว กต็ อ้ งตรวจสอบ
ก่อนว่าบริษัทผู้ร้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามบทกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการ
ลงทุนหรือไม่ และเช่ือว่าผู้คัดค้านตรวจสอบแล้วทราบดีว่าผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริม
การลงทุน การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทราบดีว่าผู้ร้องยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน
ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการสง่ เสรมิ การลงทนุ แตย่ งั เขา้ ทำ� สญั ญาจะซอ้ื จะขายหอ้ งชดุ กนั
สญั ญาจะซ้ือจะขายห้องชดุ ลงวนั ที่ 12 สงิ หาคม 2548 จึงเป็นสญั ญาทมี่ ีวตั ถปุ ระสงค์
เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาจะซ้ือจะขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะ
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ทผ่ี ูร้ อ้ งอุทธรณแ์ ละน�ำสืบวา่ ผคู้ ดั ค้านปฏบิ ัตผิ ดิ สญั ญาจะซ้อื
จะขายทด่ี นิ ไมส่ ง่ มอบหอ้ งชดุ ใหผ้ รู้ อ้ งภายในกำ� หนด ผรู้ อ้ งกบั ผคู้ ดั คา้ นจงึ ทำ� บนั ทกึ ยกเลกิ
การซื้อขายห้องชุดและตกลงกันตามข้อตกลง เปลี่ยนข้อตกลงเดิมเป็นการตกลงคืนเงิน
ค่าห้องชุดที่ผู้ร้องได้ช�ำระให้แก่ผู้คัดค้านไปแล้วบางส่วนน้ัน แม้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านจะมิได้
ตกลงยกเลกิ การซอ้ื ขายหอ้ งชดุ ดงั กลา่ วและมไิ ดต้ กลงใหผ้ คู้ ดั คา้ นคนื เงนิ คา่ หอ้ งชดุ ทผ่ี รู้ อ้ ง
ไดช้ ำ� ระใหแ้ กผ่ คู้ ดั คา้ นไปแลว้ บางสว่ นกต็ าม แตเ่ มอื่ สญั ญาจะซอ้ื จะขายหอ้ งชดุ ตกเปน็ โมฆะ
และหากผู้คัดค้านต้องคืนเงินค่าห้องชุดท่ีผู้ร้องได้ช�ำระให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วน ป.พ.พ.
มาตรา 172 วรรคสอง กบ็ ญั ญตั ใิ หน้ ำ� บทบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยลาภมคิ วรไดแ้ หง่ ประมวลกฎหมาย
นมี้ าใชบ้ งั คบั เมอื่ ผคู้ ดั คา้ นผดิ นดั ไมค่ นื เงนิ คา่ หอ้ งชดุ ทผี่ รู้ อ้ งไดใ้ หแ้ กผ่ คู้ ดั คา้ นบางสว่ นตาม
ขอ้ ตกลงผู้รอ้ งจงึ เสนอขอ้ พพิ าทให้คณะอนญุ าโตตลุ าการ สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ ส�ำนกั
ระงับข้อพิพาท ส�ำนักงานศาลยุติธรรม ช้ีขาดตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 4.2
ในบันทึกข้อตกลง ซึ่ง ส. คณะอนุญาโตตุลาการท่ีผู้ร้องกับผู้คัดค้านแต่งตั้งตามข้อ 4.2
ในบนั ทกึ ขอ้ ตกลงกไ็ ดม้ ี คำ� วนิ จิ ฉยั ชข้ี าดเมอ่ื วนั ที่ 8 ธนั วาคม 2558 ตามคำ� ชขี้ าดใหผ้ คู้ ดั คา้ น

62 การบังคับตามคำ�ชี้ขาด

สถาบนั อนญุ าโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

คืนเงนิ จำ� นวน 17,136,747.59 บาท พรอ้ มด้วยดอกเบ้ียในอตั รารอ้ ยละ 10 ต่อปี นบั แต่
วนั ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวนั ท่ี 2 ตุลาคม 2556 จำ� นวน 7,134,408.14 บาท และ
ดอกเบย้ี ผดิ นดั ในอตั รารอ้ ยละ 15 ตอ่ ปี นบั แตว่ นั ที่ 3 ตลุ าคม 2556 เปน็ ตน้ ไปจนกวา่ ผรู้ อ้ ง
จะได้รบั ชำ� ระหนค้ี รบถว้ น ค่าเสียหายเปน็ เงนิ จ�ำนวน 2,000,000 บาท และค่าธรรมเนยี ม
และค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการกึ่งหนึ่งท่ีผู้ร้องทดรองจ่ายแทนผู้คัดค้านไปก่อน
จำ� นวน 65,258 บาท แกผ่ รู้ อ้ ง การทผี่ รู้ อ้ งจดทะเบยี นเปน็ บรษิ ทั จำ� กดั ตามกฎหมายดนิ แดน
หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซ่ึงประกาศของคณะปฏิวัติฉบับท่ี 281 ลงวันท่ี 24 พฤศจิกายน
2515 ขอ้ 3 ถือวา่ เปน็ คนต่างดา้ วรู้อยู่แลว้ ว่าผ้รู อ้ งยังไมไ่ ด้รบั บตั รสง่ เสรมิ การลงทนุ ตาม
กฎหมายวา่ ดว้ ยการสง่ เสรมิ การลงทนุ ไมอ่ าจถอื กรรมสทิ ธใ์ิ นหอ้ งชดุ ตาม พ.ร.บ.อาคารชดุ
พ.ศ.2522 มาตรา 19 (4) ได้เข้าทำ� สัญญาจะซื้อห้องชดุ จากผู้คดั คา้ นซง่ึ ตกเป็นโมฆะ และ
ผรู้ อ้ งไดช้ ำ� ระคา่ หอ้ งชดุ ใหแ้ กผ่ คู้ ดั คา้ นไปบางสว่ นถอื เปน็ การทผี่ รู้ อ้ งไดก้ ระทำ� การเพอื่ ชำ� ระหน้ี
เปน็ การอนั ฝา่ ฝนื ขอ้ หา้ มตามกฎหมาย ผรู้ อ้ งจงึ ไมอ่ าจเรยี กรอ้ งใหผ้ คู้ ดั คา้ นคนื เงนิ คา่ หอ้ งชดุ
ท่ีผู้ร้องช�ำระให้แก่ผู้คัดค้านไปบางส่วนในฐานลาภมิควรได้แก่ผู้ร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา
411 ได้ ซึ่งบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 411 เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เก่ียวกับ
ความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน ทค่ี ณะอนญุ าโตตลุ าการวนิ จิ ฉยั ชข้ี าด
ตามคำ� ชขี้ าดใหผ้ คู้ ดั คา้ นคนื เงนิ แกผ่ รู้ อ้ งตามขอ้ ตกลง จงึ เปน็ การวนิ จิ ฉยั ชขี้ าดทขี่ ดั ตอ่
ป.พ.พ. มาตรา 411 ซ่งึ เป็นบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมายท่เี กยี่ วกบั ความสงบเรยี บร้อยหรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน การบังคับตามค�ำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการย่อม
เปน็ การขดั ตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน ศาลชอบทจี่ ะมคี ำ� สง่ั
ปฏเิ สธไมร่ บั บังคับตามคำ� ชขี้ าดของคณะอนุญาโตตลุ าการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ
พ.ศ.2545 มาตรา 44
ค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8265/2559
การทำ� นติ กิ รรมทมี่ วี ตั ถปุ ระสงคเ์ ปน็ การตอ้ งหา้ มชดั แจง้ โดยกฎหมายหรอื เปน็ การ
ขัดต่อความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนอนั เปน็ ตามประมวลกฎหมายแพง่
และพาณชิ ยม์ าตรา 150 นนั้ คู่สัญญาท้ังสองฝ่ายต้องร่วมรู้หรือมีความมุ่งหมายในการ
น้นั การท�ำสัญญาประกนั อัคคภี ัย ผรู้ ้องไม่ทราบว่าสินค้าท่ีเอาประกนั ภยั เป็นสินค้าละเมิด
ลขิ สทิ ธห์ิ รอื ละเมดิ เครอื่ งหมายการคา้ ซงึ่ ถอื เปน็ สนิ คา้ ทผ่ี ดิ กฎหมาย ตวั แทนของผรู้ อ้ งเพยี ง

การบังคบั ตามคำ�ชี้ขาด 63

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ

แต่ถ่ายภาพสินค้าในตู้โชว์สินค้าไว้เพียงภาพเดียว ผู้คัดค้านไม่เคยแจ้งข้อเท็จจริงเก่ียวกับ
ทรัพย์สินดังกล่าวให้ทราบว่าเป็นสินค้าท่ีผิดกฎหมายหรือไม่และผู้ร้องไม่เคยทราบหรือ
ล่วงรู้ว่าสินค้าท่ีเอาประกันภัยไว้เป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ เม่ือไม่ปรากฏว่าผู้ร้อง
รู้รายละเอียดย่ีห้อนาฬิกาข้อมือ ระดับราคาหรือแหล่งที่มาของนาฬิกาท่ีผู้คัดค้านน�ำมา
ขายยอ่ มเหน็ ไดว้ า่ ผรู้ อ้ งคงมเี จตนารบั ประกนั ภยั สนิ คา้ นาฬกิ าขอ้ มอื ทผ่ี คู้ ดั คา้ นมไี วเ้ พอ่ื ขาย
โดยทว่ั ไปเท่าน้ัน สำ� หรับข้อเท็จจริงทวี่ า่ นาฬกิ าข้อมือดังกลา่ วอาจจะมลี ักษณะเปน็ สนิ ค้า
ที่ผิดกฎหมายหรือไม่นั้นผู้ร้องมิได้รู้เห็นด้วย สัญญาประกันอัคคีภัยในส่วนสต็อกสินค้า
นาฬิกาข้อมือจึงท�ำข้ึนเพ่ือให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านกรณีเกิดอัคคีภัย
หรือภัยเพิ่มเติมท่ีตกลงท�ำประกันภัย ซึ่งเม่ือผู้คัดค้านเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองสินค้า
นาฬิกาข้อมือท่ีมีไว้เพื่อขาย หากนาฬิกาข้อมือได้รับความเสียหายจากอัคคีภัยหรือภัย
ท่ีระบุไว้ย่อมท�ำให้ผู้คัดค้านสูญเสียตัวทรัพย์หรือผลประโยชน์ท่ีจะได้จากทรัพย์สินน้ัน
ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย สัญญาประกันภัยระหว่างผู้ร้องกับ
ผู้คัดค้านหาได้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบ
เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ผู้ร้องและ
ผคู้ ดั คา้ นจงึ มคี วามผกู พนั กนั ตามเงอื่ นไขขอ้ ตกลงและความรบั ผดิ ในการรบั ประกนั อคั คภี ยั
ท่ีมผี ลบังคบั โดยสมบรู ณ์
ผู้ร้องอ้างว่า นาฬิกาข้อมือท่ีผู้คัดค้านเอาประกันอัคคีภัยสต็อกสินค้าไว้กับ
ผู้ร้องเป็นสินค้าท่ีผิดกฎหมาย มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อ่ืนน้ัน ก็เป็นข้อเท็จจริง
อีกส่วนหน่ึงท่ีอาจท�ำให้ผู้คัดค้านถูกด�ำเนินคดีอาญาฐานมีไว้เพื่อจ�ำหน่ายซึ่งสินค้า
เครอื่ งหมายการคา้ ปลอมของผอู้ น่ื ซงึ่ หากศาลในคดอี าญาลงโทษผคู้ ดั คา้ นโดยใหร้ บิ สนิ คา้
นาฬกิ าขอ้ มอื ปลอม ผคู้ ดั คา้ นกจ็ ะไมม่ สี ว่ นไดเ้ สยี ในทรพั ยส์ นิ สว่ นนน้ั อกี ตอ่ ไป แตต่ ราบใด
ที่ผู้คัดค้านยังคงยึดถือและครอบครองสินค้านาฬิกาข้อมือที่มีไว้เพ่ือขายในฐานะเจ้าของ
สนิ คา้ เหลา่ นน้ั โดยผคู้ ดั คา้ นไมถ่ กู ดำ� เนนิ คดเี กย่ี วกบั สนิ คา้ นาฬกิ าขอ้ มอื ดงั กลา่ ว ตอ้ งถอื วา่
ไมม่ บี คุ คลใดมสี ทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ นน้ั ดกี วา่ ผคู้ ดั คา้ นหากถอื ตามทผ่ี รู้ อ้ งอา้ งวา่ สญั ญาประกนั
อคั คภี ยั กรณนี ไี้ มใ่ หค้ วามคมุ้ ครองสนิ คา้ นาฬกิ าขอ้ มอื ทมี่ เี ครอื่ งหมายการคา้ ปลอมของผอู้ นื่
และผู้ร้องไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือท่ีผิดกฎหมาย
ก็จะเป็นการระงับสิทธิในทางทรัพย์สินของผู้คัดค้านท้ังท่ีไม่มีการด�ำเนินคดีอาญาแก่

64 การบังคับตามคำ�ชข้ี าด

สถาบันอนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ผคู้ ดั คา้ นในความผดิ ตามทผ่ี รู้ อ้ งกลา่ วอา้ ง จงึ เสมอื นกบั ผรู้ อ้ งสามารถอา้ งเอาวา่ การกระทำ�
ใดๆ ของผู้คัดค้านเป็นความผิดในทางอาญาก็ได้ ซ่ึงไม่น่าจะชอบด้วยเหตุผล การที่
อนญุ าโตตลุ าการชขี้ าดใหผ้ รู้ อ้ งชำ� ระคา่ สนิ ไหมทดแทนในสว่ นสตอ็ กสนิ คา้ นาฬกิ าขอ้ มอื
ให้แก่ผู้คัดค้าน ก็เพ่ือให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันอัคคีภัยซ่ึงมีผลผูกพัน
คู่สัญญาโดยชอบ ค�ำช้ีขาดในส่วนนี้เป็นการบังคับตามสัญญาเพ่ือให้ความคุ้มครอง
แกผ่ คู้ ดั ค้านซ่ึงเปน็ ผมู้ สี ว่ นได้เสยี ในทรัพยส์ ินทเี่ อาประกันภยั เทา่ นนั้ มิไดม้ ผี ลกระทบ
ต่อประชาชนโดยส่วนรวมแต่อย่างใด การบังคับตามค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการท่ีให้
ผรู้ อ้ งชำ� ระคา่ สนิ ไหมทดแทนสตอ็ กสนิ คา้ นาฬกิ าขอ้ มอื 2,012,446.75 บาท จงึ หาไดข้ ดั ตอ่
ความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน ตามมาตรา 40 (2) (ข) แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
อนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545
การชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย
การกำ� หนดดอกเบยี้ ในระหวา่ งผดิ นดั จงึ ตอ้ งอยภู่ ายใตบ้ งั คบั ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
มาตรา 224 วรรคหนง่ึ ทบ่ี ญั ญตั วิ า่ หนเี้ งนิ นนั้ ใหค้ ดิ ดอกเบยี้ ในระหวา่ งผดิ นดั รอ้ ยละ 7.5
ต่อปี ถ้าเจ้าหน้ีอาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าน้ันโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วย
กฎหมาย กใ็ หส้ ง่ ดอกเบยี้ ตอ่ ไปตามนนั้ เมอ่ื ตามสญั ญาประกนั อคั คภี ยั มไิ ดก้ ำ� หนดใหผ้ รู้ อ้ ง
ตอ้ งรบั ผดิ ในดอกเบย้ี ในกรณที ผี่ รู้ อ้ งผดิ นดั ชำ� ระคา่ สนิ ไหมทดแทนเกนิ กวา่ อตั รารอ้ ยละ 7.5
ตอ่ ไปได้ ผคู้ ัดค้านกไ็ มม่ เี หตุอย่างอนื่ อนั ชอบดว้ ยกฎหมายที่จะเรียกดอกเบี้ยอตั ราร้อยละ
15 ตอ่ ปี ไดท้ ้งั การที่อนุญาโตตุลาการช้ขี าดให้ผู้รอ้ งช�ำระดอกเบีย้ ผิดนัดอัตรารอ้ ยละ 15
ต่อปี น้ัน เห็นว่า เป็นกรณีท่ีอนุญาโตตุลาการใช้อ�ำนาจก�ำหนดให้ผู้ร้องช�ำระดอกเบี้ย
ในอัตราที่สูงข้ึนกว่าที่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
นบั แตว่ นั ฟอ้ งหรอื วนั อน่ื หลกั จากนน้ั โดยคำ� นงึ ถงึ เหตสุ มควรและความสจุ รติ ในการสคู้ วาม
หรือการด�ำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) เมื่อ
ขอ้ ตอ่ สทู้ ผ่ี รู้ อ้ งยกขน้ึ ตอ่ สวู้ า่ สนิ คา้ ทน่ี ำ� มาเอาประกนั ภยั เปน็ สนิ คา้ ทผ่ี ดิ กฎหมาย สญั ญา
ประกนั ภัยไม่คุม้ ครอง ซึง่ ลว้ นแต่เป็นประเดน็ โดยตรงและเป็นสาระแกค่ ดี กรณีจงึ ไม่มี
เหตใุ หอ้ นญุ าโตตลุ าการทจี่ ะกำ� หนดใหผ้ รู้ อ้ งชำ� ระดอกเบยี้ ในอตั รารอ้ ยละ 15 ตอ่ ปี ดงั น้ี
การทอ่ี นญุ าโตตลุ าการชี้ขาดให้ผรู้ อ้ งช�ำระดอกเบยี้ ผิดนดั ในอัตราดงั กล่าว จึงไม่ชอบด้วย
กฎหมายและเขา้ เกณฑเ์ ปน็ กรณที กี่ ารยอมรบั หรอื บงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการ

การบงั คับตามคำ�ชีข้ าด 65

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

น้ันจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบรอ้ ยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน ศาลจึงมอี ำ� นาจ
เพกิ ถอนคำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการในสว่ นทใ่ี หผ้ รู้ อ้ งชำ� ระดอกเบย้ี ผดิ นดั เกนิ กวา่ อตั รา
รอ้ ยละ 7.5 ตอ่ ปไี ด้ ตามมาตรา 40 (2) (ข) แหง่ พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545
3.4 ค�ำชีข้ าดที่ท�ำข้ึนในต่างประเทศ
ด้วยประเทศไทยน้ันได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและ
การบงั คบั ตาม ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการตา่ งประเทศ หรอื อนสุ ญั ญากรงุ นวิ ยอรก์ (New
York Convention) จงึ มพี นั ธกรณที จี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ าม ซงึ่ พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ
พ.ศ. 2545 ทีใ่ ช้อยูใ่ นปัจจบุ ันกเ็ ป็นการอนวุ ัตรมาจากอนสุ ัญญาฉบับน้ีด้วยเช่นกนั ผลของ
การอนุวัตรอนุสญั ญาฉบบั น้ีท�ำใหค้ �ำช้ีขาด (Award) ทท่ี �ำขึ้นไม่ว่าในประเทศใด ๆ ที่เปน็
ภาคอี นสุ ญั ญาฉบบั ดงั กลา่ วสามารถนำ� มาขอบงั คบั ในประเทศไทยได้ และคำ� ชข้ี าดทท่ี ำ� ขนึ้
ในประเทศไทยกส็ ามารถนำ� ไปบงั คับในประเทศทีเ่ ปน็ ภาคีอนุสัญญาฉบบั ดังกลา่ วดว้ ย
อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ได้ให้อ�ำนาจ
ศาลเพิกถอน คำ� ชข้ี าดท่ที �ำข้นึ ในต่างประเทศได้ ดคู ำ� พพิ ากษาศาลฎีกาที่ 13534/2556,
9467/2558
ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 13534/2556
ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศเยอรมนี ท�ำสัญญาซ้ือสินค้าจาก
ผู้คัดค้านซึ่งเป็นนติ บิ คุ คลตามกฎหมายของประเทศไทย โดยมขี อ้ ตกลงใหช้ ขี้ าดขอ้ พพิ าท
ตามสญั ญาอนญุ าโตตลุ าการภายใตก้ ฎหมายของประเทศเยอรมนี ต่อมาผู้คัดค้านผิดสัญญา
สง่ สนิ คา้ ใหแ้ กผ่ รู้ อ้ งไมค่ รบจำ� นวน ผรู้ อ้ งจงึ นำ� ขอ้ พพิ าทใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการสมาคมการ
คา้ สง่ และการคา้ ระหวา่ งประเทศแหง่ ตลาดหลกั ทรพั ยฮ์ มั บรู ก์ ประเทศเยอรมนมี คี ำ� ชขี้ าด
ใหผ้ คู้ ดั คา้ นชำ� ระเงนิ และนำ� คำ� ชขี้ าดมาขอบงั คบั ใหผ้ คู้ ดั คา้ นชำ� ระหนตี้ อ่ ศาลในประเทศไทย
ผู้คัดค้านย่ืนค�ำคัดค้านและค�ำร้องแย้งขอให้เพิกถอนค�ำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
ดงั กลา่ ว กรณนี แี้ มม้ าตรา 40 แหง่ พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 จะบญั ญตั ิ
ถงึ เหตใุ นการเพกิ ถอนคำ� ชข้ี าดไวเ้ ฉพาะตามวรรคสาม (1) (ก) ถงึ (จ) โดยไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ชิ ดั เจน
ถึงอ�ำนาจของศาลในการเพิกถอนค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ท�ำขึ้นในประเทศหรือ

66 คำ�ชี้ขาดที่ทำ�ขน้ึ ในต่างประเทศ

สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ทที่ ำ� ขนึ้ ในตา่ งประเทศ ซงึ่ แตกตา่ งจากบทบญั ญตั ใิ นมาตรา 43 (1) ถงึ (6) ทบี่ ญั ญตั ไิ วช้ ดั เจน
วา่ ศาลมอี ำ� นาจทำ� คำ� สงั่ ปฏเิ สธไมร่ บั บงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการไมว่ า่ คำ� ชขี้ าด
นน้ั จะไดท้ �ำขึ้นในประเทศใด ลกั ษณะของการบัญญัตกิ ฎหมายดังกลา่ วแสดงวา่ ในกรณีท่ี
คำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการเปน็ คำ� ชข้ี าดทหี่ ากปรากฏวา่ มเี หตหุ นงึ่ เหตใุ ดเขา้ ลกั ษณะตาม
ที่บัญญตั ิไว้ในมาตรา 40 หรือมาตรา 43 แลว้ ศาลย่อมมีอ�ำนาจเพิกถอนคำ� ช้ขี าดหรอื มี
ค�ำส่ังปฏิเสธไม่รับบังคับตามค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น แต่เหตุท่ีมาตรา 40 มิได้
บัญญัติให้ศาลมีอ�ำนาจเพิกถอนค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการท่ีท�ำข้ึนในต่างประเทศ
เหมอื นดงั เชน่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา 43 กน็ า่ จะเปน็ การเปดิ โอกาสในกรณที ม่ี กี ารยนื่ คำ� รอ้ ง
ขอใหเ้ พกิ ถอนคำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการดงั กลา่ วเพอื่ ใหม้ กี ารใชอ้ ำ� นาจศาลใหเ้ หมาะสม
สอดคล้องกับข้อตกลงหรืออนุสัญญาท่ีประเทศไทยได้ท�ำไว้กับประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับ
คำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการของประเทศนนั้ ๆ ตามหลกั การปฏบิ ตั อิ ยา่ งถอ้ ยทถี อ้ ยอาศยั
ตอ่ กนั เพอื่ ไมใ่ หส้ ง่ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาการขดั กนั ของการบงั คบั ตามคำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการ
ของประเทศภาคสี มาชกิ โดยเฉพาะคำ� ชขี้ าดในคดนี เี้ ปน็ คำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการของ
เมอื งฮมั บรู ก์ ประเทศเยอรมนใี นขอ้ พพิ าทเกย่ี วกบั การซอ้ื สนิ คา้ อนั เปน็ ขอ้ พพิ าททเี่ กย่ี วกบั
การคา้ ระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศเยอรมนีและประเทศไทยตา่ งเปน็ ประเทศภาคสี มาชกิ
ของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ต่างประเทศ ฉบบั นครนวิ ยอรก์ ค.ศ. 1958 (New York Convention) ซงึ่ มขี อบเขตการ
ใชบ้ งั คบั เกยี่ วกบั เรอ่ื งการคา้ ระหวา่ งประเทศ ดงั นนั้ แมศ้ าลทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาและการคา้
ระหวา่ งประเทศกลางจะเปน็ ศาลท่ีมีเขตอ�ำนาจพจิ ารณาพิพากษาขอ้ พพิ าทซง่ึ ได้เสนอต่อ
อนุญาโตตุลาการตามมาตรา 9 แต่เม่ือปรากฏว่าข้อพิพาทในคดีน้ีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับ
การค้าระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกการรับค�ำร้องแย้งของผู้คัดค้านไว้
จงึ ไมเ่ ปน็ การสะดวกเพราะจะไมส่ อดคลอ้ งกบั การอนวุ ตั รการตามอนสุ ญั ญาทปี่ ระเทศไทย
มพี นั ธะผกู พนั ตอ่ ประเทศภาคสี มาชกิ คำ� รอ้ งแยง้ ของผคู้ ดั คา้ นจงึ ไมเ่ ปน็ ประโยชนแ์ กก่ ารพจิ ารณา
ค�ำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 9467/2558
ค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้เป็นค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการแห่ง
วาเรน - แฟรไ์ อน์ แดร์ ฮามบัวร์เกอร์ เบอร์เซ อี.วี. ประเทศสหพนั ธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
จงึ เปน็ คำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการตา่ งประเทศ ซง่ึ ตามพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ

คำ�ช้ีขาดทีท่ ำ�ข้ึนในต่างประเทศ 67

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ถงึ มาตรา 44 เหน็ ไดแ้ จง้ ชดั วา่ คพู่ พิ าทอาจรอ้ งขอตอ่ ศาลประเทศไทย
ทม่ี เี ขตอำ� นาจใหบ้ งั คบั ตามคำ� ชขี้ าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการซงึ่ กระทำ� ขนึ้ ในตา่ งประเทศ
ได้ และศาลท่ีมีเขตอ�ำนาจจะมีค�ำพิพากษาบังคับตามค�ำชี้ขาดนั้นให้ต่อเมื่อเป็นค�ำชี้ขาด
ที่อย่ใู นบังคบั แหง่ สนธสิ ญั ญา อนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศซงึ่ ประเทศไทย
เปน็ ภาคแี ละใหม้ ผี ลบงั คบั ไดเ้ พยี งเทา่ ทปี่ ระเทศไทยยอมตนเขา้ ผกู พนั เทา่ นน้ั ตามพระราชบญั ญตั ิ
อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 หรือคู่พิพาทซึ่งจะถูกบังคับตามค�ำชี้ขาดของ
คณะอนุญาโตตุลาการซึ่งได้กระท�ำขึ้นในต่างประเทศอาจขอให้ศาลประเทศไทยท่ีมีเขต
อ�ำนาจ มีค�ำส่ังปฏิเสธไม่รับบังคับตามค�ำชี้ขาดดังกล่าวหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริง
อย่างใดอย่างหนง่ึ ตามท่ีพระราชบญั ญตั ิอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 (1) ถึง
(6) บญั ญัตไิ ด้เท่าน้ันแต่ พระราชบัญญัติอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545 ไมม่ ีบทบญั ญัติใด
ให้อ�ำนาจศาลไทยที่มีเขตอ�ำนาจมีค�ำส่ังให้เพิกถอนค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการซ่ึง
กระทำ� ขน้ึ ในตา่ งประเทศ การรอ้ งขอใหศ้ าลมคี ำ� พพิ ากษาหรอื คำ� สง่ั เพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดของ
คณะอนญุ าโตตลุ าการจงึ ตอ้ งรอ้ งขอตอ่ ศาลในประเทศทคี่ ำ� ชข้ี าดคณะอนญุ าโตตลุ าการได้
กระท�ำขึ้นเทา่ นัน้ สอดคล้องกับบทบญั ญัตมิ าตรา 5 (1) (อ)ี ในอนสุ ัญญาวา่ ด้วยการมอบ
รับนับถือและการบังคับตามช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็น
ภาคี และกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ของคณะกรรมาธิการว่า
ด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาตหิ รือ "UNCITRAL Model Laws"
ท่ีก�ำหนดไว้ใน Article 34 และ 36 การเพิกถอนค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม
พระราชบญั ญัตอิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 น้ัน เฉพาะศาลท่ีมกี ารดำ� เนิน
กระบวนการทางอนญุ าโตตลุ าการอยใู่ นเขตศาลเทา่ นนั้ ทอ่ี าจพพิ ากษาเพกิ ถอนคำ� ชขี้ าด
ของอนญุ าโตตลุ าการ ดงั นน้ั ผคู้ ดั คา้ นจงึ ไมอ่ าจยน่ื คำ� รอ้ งขอแยง้ ใหศ้ าลทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา
และการค้าระหว่างประเทศกลางมีค�ำส่ังเพิกถอนค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว
ซง่ึ เปน็ คำ� ชขี้ าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการ ซึง่ กระท�ำขนึ้ ในตา่ งประเทศไดท้ ศ่ี าลทรัพยส์ ิน
ทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศกลางพพิ ากษาใหผ้ คู้ ดั คา้ นชำ� ระเงนิ สกลุ ตา่ งประเทศ
โดยใช้อัตราแลกเปล่ียนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในวันท่ีถึงก�ำหนดช�ำระเงิน
ตามค�ำช้ีขาดอนุญาโตตุลาการน้ัน ยังไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 196 ท่ีบัญญัตใิ ห้ลกู หนี้ใช้เป็นเงินไทยไดโ้ ดยใหค้ ิดอัตราแลกเปล่ียนเงิน ณ สถานที่
และในเวลาที่ใชเ้ งนิ จึงเห็นสมควรแกไ้ ขให้ถูกต้อง

68 คำ�ช้ีขาดที่ทำ�ขึ้นในต่างประเทศ

สถาบนั อนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

คำ� พพิ ากษาศาลฎีกาท่ี 8539/2560
การขอใหศ้ าลเพกิ ถอนกระบวนพจิ ารณาทผี่ ดิ ระเบยี บนน้ั คคู่ วามอาจมคี ำ� รอ้ งขอ
ใหเ้ พกิ ถอนกระบวนพจิ ารณาภายหลงั จากทศ่ี าลมคี ำ� พพิ ากษาแลว้ ได้ ประกอบกบั คำ� สงั่ ให้
เพิกถอนค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่าง
ประเทศกลางน้ันมีผู้พิพากษาสมทบซึ่งลงชื่อเป็นองค์คณะได้ท�ำความเห็นแย้งว่า
ศาลทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศกลางไมม่ อี ำ� นาจสงั่ เพกิ ถอนคำ� ชข้ี าด
ของอนุญาโตตุลาการที่ท�ำขึ้นในประเทศสหราชอาณาจักรตามค�ำร้องขอของผู้ร้อง ซึ่ง
ความเหน็ แยง้ ทวี่ า่ ศาลทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศกลางไมม่ อี ำ� นาจสงั่
เพกิ ถอนคำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการทที่ ำ� ขน้ึ ในตา่ งประเทศนก้ี เ็ ปน็ ไปในทำ� นองเดยี วกบั
ค�ำวนิ จิ ฉยั ในค�ำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 9476/2558 โดยไมว่ า่ จะพจิ ารณาจากความหมายใน
ขอ้ ความตามพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545 มาตราตา่ ง ๆ หรอื ความสอดคลอ้ ง
ของบทกฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าวกับอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือการบังคับตาม
คำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการตา่ งประเทศหรอื อนสุ ญั ญานวิ ยอรก์ ตามพนั ธกรณที ป่ี ระเทศ
ยอมรบั ลว้ นแตเ่ ปน็ กรณที จ่ี ะตอ้ งถอื วา่ ศาลไทยมอี ำ� นาจพจิ ารณาและมคี ำ� สงั่ เพกิ ถอน
ค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการท่ีท�ำขึ้นในประเทศไทยเท่าน้ัน ศาลไทยไม่มีอ�ำนาจ
พจิ ารณาและมคี ำ� สง่ั เพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการทที่ ำ� ขน้ึ ในตา่ งประเทศ
(แต่เดมิ มคี ำ� พิพากษาศาลฎีกาท่ี 5511-5512/2552 วนิ จิ ฉยั ว่า มาตรา 40 ไมม่ ี
เง่ือนไขใดห้ามมใิ ห้เพกิ ถอนค�ำช้ขี าดทไ่ี ดก้ ระท�ำข้นึ ในต่างประเทศได้ แมค้ ำ� ช้ขี าดค�ำชข้ี าด
ของอนญุ าโตตลุ าการสมาคมการคา้ เมลด็ พนั ธแ์ุ ละอาหาร (GAFTA) กรงุ ลอนดอน ประเทศ
สหราชอาณาจกั ร จะไดท้ ำ� ขน้ึ โดยคณะอนญุ าโตตลุ าการตา่ งประเทศ ศาลในประเทศไทยที่
มเี ขตอำ� นาจกม็ อี ำ� นาจพจิ ารณาปฏเิ สธไมร่ บั บงั คบั ตามคำ� ชข้ี าดหรอื เพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดของ
คณะอนญุ าโตตลุ าการดงั กลา่ วไดต้ ามพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา
40 และ 43)
การขอบงั คบั ตามคำ� ชข้ี าดทท่ี ำ� ขนึ้ ในตา่ งประเทศ กต็ อ้ งอยภู่ ายใตห้ ลกั เกณฑก์ าร
ขอบังคับตามค�ำชี้ขาดและการปฏิเสธการบังคับตามค�ำชี้ขาดตามท่ีบัญญัติไว้ในพระราช
บัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เช่นเดียวกับ
คำ� ชข้ี าดทท่ี ำ� ข้ึนในประเทศไทย ดูค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2556

คำ�ชข้ี าดที่ทำ�ขึน้ ในต่างประเทศ 69

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนญุ าโตตลุ าการ

ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 13535/2556
ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนประเภทบริษัทมหาชนจ�ำกัด ผู้คัดค้านเป็น
นิติบุคคลจดทะเบยี นตามกฎหมายของประเทศบาฮามาส ผูร้ อ้ งย่นื ค�ำรอ้ งขอฟื้นฟูกจิ การ
ต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลาง มีค�ำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของผู้ร้อง และศาล
ล้มละลายกลางมีค�ำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องและให้ผู้ร้องบริหารแผน
และยกเลิกการฟนื้ ฟกู ิจการของผรู้ ้อง ระหว่างน้นั อันเปน็ ชว่ งเวลาทีผ่ ู้รอ้ งอยู่ในระหว่าง
การฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องและผู้คัดค้านท�ำสัญญาซ้ือขายปูนซีเมนต์เม็ดโดยมีข้อตกลงให้
น�ำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ภายใต้กฎการ
อนญุ าโตตลุ าการของหอการคา้ นานาชาตแิ ละใหใ้ ชก้ ฎหมายของประเทศสวติ เซอรแ์ ลนดบ์ งั คบั
แกส่ ญั ญา ต่อมาผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องผิดสัญญาจึงน�ำข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการ
ในประเทศสิงคโปร์ชี้ขาดว่า ผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญาและให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่
ผู้คัดค้าน โดยระหว่างการพิจารณาของอนญุ าโตตุลาการดงั กลา่ ว ผ้คู ดั คา้ นทราบวา่ ผรู้ ้อง
อยใู่ นระหวา่ งการฟน้ื ฟกู จิ การตามคำ� สง่ั ของ ศาลลม้ ละลายกลาง แตผ่ คู้ ดั คา้ นมไิ ดย้ น่ื คำ� รอ้ ง
ขออนญุ าตตอ่ ศาลลม้ ละลายกลาง ดงั นี้ แมก้ ารเสนอ ขอ้ พพิ าทใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการ
ในประเทศสิงคโปร์ชี้ขาดนั้นจะเป็นการด�ำเนินการไปตามข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ
ในสัญญาซื้อขายปูนซีเมนต์เม็ดระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ซึ่งต้องด�ำเนินการไปตาม
ขอ้ กำ� หนดเพ่ือการอา้ งอิง (Term of Reference) ของอนุญาโตตุลาการและกฎหมาย
ภายในของประเทศสิงคโปร์ และมีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านท่ีจะต้องปฏิบัติตาม
ค�ำชีข้ าดดงั กล่าว แตก่ ารท่ี ผู้คดั ค้านจะน�ำเอาผลคำ� วนิ จิ ฉยั ชข้ี าดมาบังคับแกท่ รพั ยส์ ิน
ของผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหน้ีในประเทศไทย ในขณะท่ีผู้ร้องอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ
ย่อมเป็นการกระทบต่อกระบวนการฟน้ื ฟูกจิ การของผรู้ ้องตามมาตรา 90/12 (4) แห่ง
พระราชบญั ญัตลิ ้มละลาย พ.ศ. 2483 ซง่ึ ตอ้ งขออนญุ าตต่อศาลลม้ ละลายกลางกอ่ น
มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเจ้าหนี้ในราชอาณาจักรกับเจ้าหน้ี
นอกราชอาณาจักรซ่งึ มาตรา 90/12 (4) แหง่ พระราชบญั ญัตลิ ม้ ละลาย พ.ศ. 2483 มิได้
จำ� กดั หรือแยกให้แตกต่างกนั แม้ค�ำช้ขี าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการของประเทศสิงคโปร์
จะเป็นไปตามข้อตกลงและด�ำเนินการตามข้อก�ำหนดและกฎหมายของประเทศสิงคโปร์
และอาจไมม่ เี หตทุ จี่ ะใหเ้ พกิ ถอนได้ แตก่ ารทผ่ี คู้ ดั คา้ นจะนำ� คำ� ชขี้ าดมาใชบ้ งั คบั แกผ่ รู้ อ้ ง

70 คำ�ชข้ี าดทท่ี ำ�ขึ้นในต่างประเทศ

สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ในประเทศไทยกต็ อ้ งอยภู่ ายใตบ้ ังคับของพระราชบญั ญตั ิลม้ ละลาย พ.ศ. 2483 เพอื่ ให้
เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ทุกฝ่าย เม่ือผู้คัดค้านไม่ได้ด�ำเนินการดังกล่าว จึงไม่อาจน�ำ
หนี้ตามค�ำช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการของประเทศสิงคโปร์มาบังคับเอาแก่กองทรัพย์สิน
ของผู้ร้องในคดีล้มละลายได้ เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน ศาลจงึ มอี ำ� นาจปฏเิ สธการขอบงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการ
ในตา่ งประเทศไดต้ ามพระราชบญั ญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 44 ประกอบ
มาตรา 43
3.5 การอุทธรณ์คำ� พิพากษาของศาลในคดอี นุญาโตตลุ าการ
การอทุ ธรณค์ ำ� พพิ ากษาศาลชน้ั ตน้ หรอื ศาลปกครองชน้ั ตน้ ในสว่ นทเ่ี กยี่ วกบั การ
อนญุ าโตตลุ าการ อยภู่ ายใตบ้ งั คบั พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45
ทบ่ี ญั ญัตวิ ่า
“หา้ มมใิ หอ้ ุทธรณค์ �ำสัง่ หรอื ค�ำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญตั นิ ี้ เว้นแต่
(1) การยอมรับหรือการบังคับตามค�ำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบ
เรยี บร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
(2) ค�ำสั่งหรือค�ำพิพากษาน้ันฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบ
เรียบรอ้ ยของประชาชน
(3) ค�ำส่งั หรอื ค�ำพิพากษาน้ันไม่ตรงกับคำ� ช้ีขาดของคณะอนุญาโตตลุ าการ
(4) ผู้พิพากษา หรือตุลาการซ่ึงพิจารณาคดีน้ันได้ท�ำความเห็นแย้งไว้ในค�ำ
พพิ ากษา หรือ
(5) เป็นค�ำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพ่ือคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาท
ตามมาตรา 16
การอุทธรณ์ค�ำสั่งหรือค�ำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติน้ีให้อุทธรณ์ต่อ
ศาลฎีกาหรือ ศาลปกครองสงู สดุ แลว้ แต่กรณี”

การอทุ ธรณค์ ำ�พพิ ากษาของศาลในคดีอนุญาโตตลุ าการ 71

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ

จะเหน็ ไดว้ า่ สำ� หรบั คดอี นญุ าโตตลุ าการนนั้ หลกั การสำ� คญั คอื ความรวดเรว็ และ
มีประสิทธิภาพ จึงใช้หลักการอุทธรณ์ในรูปแบบของการอุทธรณ์ต่อศาลสูงโดยตรง
(Leap Frog Procedure) ท่ีเป็นระบบสองช้ันศาล มิใช่สามช้ันศาลดังเช่นคดีแพ่งท่ัวไป
หากน�ำข้อพิพาทมาขอบังคับหรือเพิกถอนต่อ ศาลยุติธรรมก็จะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาล
ฎกี า หากขอบงั คบั หรอื เพกิ ถอนตอ่ ศาลปกครองกจ็ ะตอ้ งยน่ื อทุ ธรณต์ อ่ ศาลปกครองสงู สดุ
ถ้าย่ืนผิดช้ันศาล ศาลชั้นที่รับพิจารณาไว้ย่อมไม่มีอ�ำนาจวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบด้วย
พระราชบัญญตั อิ นุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 ดูคำ� พิพากษาศาลฎีกาท่ี 14670/2556
คำ� พิพากษาศาลฎีกาท่ี 14670/2556
ผู้ร้องย่ืนค�ำร้องขอให้เพิกถอนค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ กรณีจึงเป็นการ
ด�ำเนินการตาม พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้น
พิจารณาพิพากษาแล้ว การอุทธรณ์ค�ำสั่งหรือค�ำพิพากษาของศาลช้ันต้นดังกล่าวต้อง
อทุ ธรณต์ อ่ ศาลฎกี าตามมาตรา 45 วรรคทา้ ย การทผ่ี รู้ อ้ งยน่ื อทุ ธรณต์ อ่ ศาลอทุ ธรณภ์ าค 1
จงึ เปน็ การไมช่ อบ และการทศี่ าลอทุ ธรณภ์ าค 1 รบั อทุ ธรณด์ งั กลา่ วแลว้ พจิ ารณาพพิ ากษา
จึงไม่ชอบเช่นกัน การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาค�ำพิพากษาของศาลอทุ ธรณภ์ าค 1 จงึ เปน็ อทุ ธรณ์
ในขอ้ ทมี่ ไิ ดว้ า่ กลา่ วกนั มาแลว้ โดยชอบในศาลลา่ ง ตอ้ งหา้ มมใิ หศ้ าลฎกี ารบั ฎกี าไวพ้ จิ ารณา
กรณจี งึ ตอ้ งยกคำ� สงั่ ของศาลชน้ั ตน้ ทใ่ี หส้ ง่ สำ� นวนไปยงั ศาลอทุ ธรณภ์ าค 1 ยกคำ� พพิ ากษา
ของศาลอทุ ธรณ์ ภาค 1 และยกฎกี าของผรู้ อ้ ง แตก่ ารทสี่ ำ� นวนคดมี าสศู่ าลฎกี าแลว้ ศาลฎกี า
เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องไปโดยไม่ต้องย้อนส�ำนวนไปให้ศาลช้ันต้นมีค�ำส่ังให้
สง่ อทุ ธรณข์ องผ้รู ้องมายังศาลฎีกาอีก
การอทุ ธรณค์ ำ� สงั่ หรอื คำ� พพิ ากษาของศาลตามพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ
พ.ศ. 2545 น้ันต้องเปน็ ไปตาม มาตรา 45 (1) ถึง (5) การทผ่ี ู้รอ้ งยน่ื อุทธรณอ์ ้างข้อเท็จจริง
ว่า ผู้รอ้ งเป็นภรรยาอย่กู ินโดยไม่ไดจ้ ดทะเบยี นสมรสกับ ป. และ ป. ซื้อรถยนตค์ ันเกดิ เหตุ
ให้ผู้ร้องขอสินเชื่อเช่าซ้ือและท�ำประกันภัย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัยน้ัน
ล้วนเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จ
จริงจากพยานหลักฐานในส�ำนวนของอนุญาโตตุลาการ และศาลชั้นต้นโดยไม่ปรากฏ
ว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของ

72 การอุทธรณค์ ำ�พิพากษาของศาลในคดีอนญุ าโตตลุ าการ

สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

ผูร้ ้องจึงต้องห้ามตามพระราชบญั ญตั ิอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (ในประเด็น
นม้ี คี ำ� พพิ ากษาศาลฎกี าที่ 1465/2560,9857/2559 และคำ� สง่ั ศาลปกครองสงู สดุ อ.1726-
1727/2559 วินิจฉยั ในท�ำนองเดียวกนั )
ค�ำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ 5417/2560
ผู้ร้องยื่นค�ำร้องขอให้เพิกถอนค�ำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกัน
วนิ าศภยั ไทยและ ใหอ้ นญุ าโตตลุ าการจำ� หนา่ ยคดอี อกจากสารบบความหรอื ยกคำ� เสนอ
ขอ้ พิพาท จึงเปน็ ค�ำร้องขอให้บังคับตามพระราชบัญญตั ิอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545
มาตรา 40 เม่ือศาลช้ันต้นพิพากษาแล้วเป็นกรณีอยู่ในบังคับต้องอุทธรณ์ค�ำสั่งหรือ
คำ� พพิ ากษาของศาลชน้ั ตน้ ตอ่ ศาลฎกี าตามท่ี มาตรา 45 วรรคสอง บญั ญตั ไิ ว้ การทผี่ รู้ อ้ งยน่ื
อทุ ธรณ์ฉบบั แรกตอ่ ศาลอทุ ธรณจ์ งึ เปน็ การไมช่ อบ คำ� สง่ั ของศาลชั้นต้นที่ให้รับอทุ ธรณ์
ฉบับแรกและส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์
ดังกล่าวไว้วินิจฉัยแล้วจ�ำหน่ายอุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องน้ันชอบแล้ว แต่ท่ีศาลอุทธรณ์
ไม่ได้มีคำ� ส่ังใหศ้ าลชนั้ ตน้ สง่ อุทธรณ์ฉบบั แรกให้ศาลฎกี าวนิ ิจฉัยน้ันยังไมถ่ กู ต้อง เม่ือศาล
ชั้นต้นอ่านค�ำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วการที่ผู้ร้องย่ืนอุทธรณ์ค�ำพิพากษาศาลช้ันต้นใหม่
เปน็ ฉบบั ทสี่ องและศาลช้นั ต้นมคี �ำส่ังรับอทุ ธรณ์ ฉบบั ท่สี องของผรู้ ้องท่ยี ืน่ เมอื่ พน้ ก�ำหนด
ระยะเวลาอทุ ธรณน์ บั แตอ่ า่ นคำ� พพิ ากษาศาลชนั้ ตน้ กไ็ มช่ อบเชน่ กนั กรณจี งึ ตอ้ งยกอทุ ธรณ์
ฉบบั ทสี่ องของผรู้ อ้ ง เมอ่ื สำ� นวนคดนี มี้ าสศู่ าลฎกี าแลว้ ศาลฎกี าเหน็ สมควรวนิ จิ ฉยั อทุ ธรณ์
ฉบบั แรกของผรู้ อ้ งไปโดยไมจ่ ำ� ตอ้ งยอ้ ยสำ� นวนไปใหศ้ าลชน้ั ตน้ มคี ำ� สงั่ ใหส้ ง่ อทุ ธรณด์ งั กลา่ ว
ของผ้รู ้องมายงั ศาลฎีกาอีก
คำ� พิพากษาศาลฎีกาที่ 4896/2557
การทศ่ี าลชนั้ ตน้ พพิ ากษาตามคำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการวา่ สญั ญาจา้ งมงุ่ ถงึ
ผลส�ำเร็จของงานท้ังหมด ผู้ร้องกับผู้คัดค้านต่างมิได้ยึดถือเอาการช�ำระค่าจ้างตามเนื้อ
งานทร่ี ะบใุ นแตล่ ะงวดตามสญั ญาเปน็ ขอ้ สาระสำ� คญั แมผ้ คู้ ดั คา้ นไมช่ ำ� ระคา่ จา้ งงานงวดที่
11 อายุความยังไม่เร่ิมนบั อายุความ เร่มิ นบั เมอ่ื สง่ มอบงานทงั้ หมดแล้ว ผคู้ ัดค้านอทุ ธรณ์
ว่า ค�ำพิพากษาของศาลช้ันต้นคลาดเคลื่อนต่อ ความเป็นจริงเพราะสัญญาจ้างระบุงาน
ในแต่ละงวดและระบุค่าจ้างไว้ชัดเจน อายุความย่อมเร่ิมนับเม่ือ ผู้ว่าจ้างไม่ช�ำระค่าจ้าง

การอทุ ธรณค์ ำ�พิพากษาของศาลในคดอี นุญาโตตุลาการ 73

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนญุ าโตตลุ าการ

ในแต่ละงวดน้ัน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและ
ดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในส�ำนวนของอนุญาโตตุลาการ
และโต้แย้งการให้เหตุผลในการวินิจฉัยตีความข้อสัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านของ
อนุญาโตตุลาการและ ศาลช้ันต้นโดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดย
ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่ง
พระราชบัญญตั ิอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (2) ทว่ี า่ คำ� พพิ ากษาของศาล
ช้ันต้นนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเก่ียวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชนแตป่ ระการใด ศาลฎกี าไมร่ ับวินิจฉยั ให้ (ค�ำสัง่ ศาลปกครองสูงสดุ ท่ี 132/2559,
698-699/2558, 824/2556 วนิ จิ ฉยั ในทำ� นองเดียวกัน)
คำ� พิพากษาศาลฎกี าที่ 8664/2558
ปญั หาทเี่ กยี่ วกบั ภาษาทใ่ี ชใ้ นการทำ� คำ� ชข้ี าดของอนญุ าโตตลุ าการไมใ่ ชป่ ญั หาท่ี
จะทำ� ใหก้ ารยอมรบั หรอื บงั คบั ตามคำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการจะเปน็ การขดั ตอ่ ความ
สงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน อทุ ธรณข์ องผคู้ ดั คา้ นทวี่ า่ อนญุ าโตตลุ าการ
ท�ำค�ำช้ีขาดเป็นภาษาไทยขัดกับสัญญาท่ีให้ท�ำเป็นภาษาอังกฤษจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เข้า
ขอ้ ยกเวน้ อนั จะไมต่ อ้ งหา้ มอทุ ธรณต์ ามมาตรา 45 (1) แหง่ พระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ
พ.ศ. 2545 ศาลฎกี าแผนกคดที รพั ยส์ นิ ทางปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศไมร่ บั วนิ จิ ฉยั
แต่อย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลสูงเช่นนี้ใช้บังคับเฉพาะบทบัญญัติ
ที่เก่ียวกับการอนุญาโตตุลาการ เท่าท่ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ
พ.ศ. 2545 มาตรา 45 หากเปน็ การอทุ ธรณเ์ กย่ี วกบั วธิ พี จิ ารณาของศาลชนั้ ตน้ ตามประมวล
กฎหมายวิธพี จิ ารณาความแพง่ เช่น ค�ำส่ังเก่ียวกับการรอ้ งขอขยายระยะเวลาการวางเงนิ
ประกนั ชนั้ อทุ ธรณห์ รอื คา่ ฤชาธรรมเนยี ม หรอื คำ� สงั่ เกย่ี วกบั การรอ้ งขดั ทรพั ย์ เมอื่ กฎหมาย
ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นจะต้องอุทธรณ์ไปตามล�ำดับชั้นศาล ดูค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่
9610/2558 และ 2120/2553

74 การอุทธรณ์คำ�พพิ ากษาของศาลในคดีอนุญาโตตลุ าการ

สถาบันอนญุ าโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ค�ำพิพากษาศาลฎกี าที่ 9610/2558
ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติห้ามมิให้
อุทธรณ์ค�ำสงั่ หรอื คำ� พพิ ากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) - (5) คดีนผี้ ู้รอ้ ง
อทุ ธรณโ์ ตแ้ ยง้ คำ� สง่ั ของศาลชนั้ ตน้ ทอี่ นญุ าตใหผ้ คู้ ดั คา้ นขยายระยะเวลาวางเงนิ คา่ ขนึ้
ศาลชนั้ อทุ ธรณ์ มใิ ชเ่ ปน็ การอทุ ธรณค์ ำ� สง่ั หรอื คำ� พพิ ากษาของศาลตามพระราชบญั ญตั ิ
น้ี แต่เป็นเพยี งการอุทธรณค์ ำ� สง่ั ของศาลชั้นต้นในเร่อื งการตรวจรบั อทุ ธรณ์ ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 3 ลักษณะ 1 ว่าด้วยการอุทธรณ์ ที่ผู้อุทธรณ์ต้อง
อุทธรณ์ไปตามล�ำดับชั้นศาลและจะถือเป็นการอนุโลมว่าผู้ร้องประสงค์จะอุทธรณ์ปัญหา
ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎกี า ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพ่ง มาตรา 223
ทวิ ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะผู้ร้องมิได้ท�ำเป็นค�ำร้องมาพร้อมค�ำฟ้องอุทธรณ์เพื่อขออนุญาต
อทุ ธรณ์ ขอ้ กฎหมายตอ่ ศาลฎกี าตามหลกั เกณฑข์ องบทบญั ญัตมิ าตรา 223 ทวิ ทีศ่ าลชัน้
ต้นส่งั อุทธรณค์ �ำสงั่ ของผ้รู ้องมายงั ศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำ� พิพากษาศาลฎกี าท่ี 2120/2553
การอทุ ธรณค์ ำ� สง่ั หรอื คำ� พพิ ากษาของศาลตามพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ
พ.ศ. 2545 ตอ่ ศาลฎกี ากระทำ� ไดเ้ ฉพาะกรณที บ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นพระราชบญั ญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ
พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (1) - (5) เทา่ นนั้ คดนี ศี้ าลชนั้ ตน้ พพิ ากษาใหจ้ ำ� เลยชำ� ระเงนิ แกโ่ จทก์
ตามคำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการ จำ� เลยไมช่ ำ� ระหนตี้ ามคำ� พพิ ากษา โจทกน์ ำ� เจา้ พนกั งาน
บังคับคดียึดทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อ้างว่าเป็นของจ�ำเลยเพ่ือบังคับช�ำระหนี้ตามค�ำพิพากษา
การท่ีผู้ร้องยื่นค�ำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 288 มิใชก่ รณที ี่บัญญัตไิ ว้ในพระราชบญั ญตั ดิ ังกล่าว การอทุ ธรณห์ รอื ฎีกาตอ้ ง
เป็นไปตามล�ำดับช้ันของศาล ท่ีศาลอุทธรณ์มีค�ำส่ังให้ศาลชั้นต้นส่งส�ำนวนมายังศาลฎกี า
จงึ ไมถ่ กู ตอ้ ง แตเ่ นอ่ื งจากคคู่ วามไดส้ บื พยานมาเสรจ็ สนิ้ พยานหลกั ฐานเพยี งพอแกก่ ารวนิ จิ ฉยั
แลว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนส�ำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมี
ค�ำสั่งใหม่

การอุทธรณค์ ำ�พพิ ากษาของศาลในคดีอนุญาโตตุลาการ 75

Thai Arbitration Institute สถาบันอนญุ าโตตุลาการ

บรรณานกุ รม

หนังสือ
ไชยวัฒน์ บนุ นาค. (2554). อนุญาโตตุลาการ ทฤษฎีและปฏิบตั ิ. พมิ พค์ ร้งั ที่ 2. กรุงเทพฯ:

ทรัพย์สุรยี ์
ส�ำนกั งานศาลยุติธรรม. สำ� นกั ระงบั ข้อพพิ าท. (2549). รวมบทความ ขอ้ บงั คบั ข้อตกลง

ระหว่างประเทศ กฎหมายและค�ำพิพากษาศาลฎีกาเก่ียวกับการอนุญาโตตุลาการ
ฉบบั 15 ปี สถาบัน อนญุ าโตตุลาการ. กรุงเทพ: พิศษิ ฎก์ ารพิมพ์.
สรวิศ ลิมปรังษี. (2545). อนุญาโตตุลาการตามกฎหมายใหม่กับการระงับข้อพิพาท.
กรงุ เทพ: นิตริ ัฐ
เสาวนยี ์ อศั วโรจน.์ (2554). คำ� อธบิ ายกฎหมายวา่ ดว้ ยวธิ กี ารระงบั ขอ้ พพิ าททางธรุ กจิ โดย
การ อนญุ าโตตลุ าการ. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ: สำ� นกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
บทความ
บุญอนันต์ วรรณพานิชย์. (2559, 26 สิงหาคม). การด�ำเนินกระบวนพิจารณาคดีใน
ศาลปกครองในส่วนท่ีเก่ียวกับการอนุญาโตตุลาการ. เอกสารประกอบการสัมมนา
เพื่อพัฒนางาน อนุญาโตตุลาการ เรื่อง ศาลกับการด�ำเนินกระบวนพิจารณาช้ัน
อนุญาโตตลุ าการ
จดั โดย สำ� นักอนุญาโตตุลาการ สำ� นักงานศาลยตุ ิธรรม. กรุงเทพฯ.
พิชัยศกั ด์ิ หรยางกรู . (2540). การอนญุ าโตตุลาการ : ความรเู้ บ้อื งต้นในทางทฤษฎี. รวม
บทความขอ้ บงั คบั ขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศ กฎหมาย และคำ� พพิ ากษาศาลฎกี าเกย่ี ว
กับอนุญาโตตุลาการ เล่ม 2. กรงุ เทพฯ : นิตธิ รรม.

76 บรรณานุกรม

สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

ตลุ เมฆยงค.์ (2555). ศาลไทยกบั เขตอำ� นาจในการเพกิ ถอนคำ� ชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการ
ระหว่างประเทศ. วารสารกฎหมายทรพั ย์สินทางปญั ญาและการค้าระหว่างประเทศ
เนอื่ งในวาระครบรอบ 15 ปี, 441 – 459.

เสาวนยี ์ อัศวโรจน์. (2540). ความรู้เบอ้ื งต้นเกย่ี วกับการอนุญาโตตุลาการ. รวมบทความ
ข้อบังคับ ข้อตกลงระหว่างประเทศ กฎหมาย และค�ำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับ
อนุญาโตตลุ าการ เลม่ 2. กรงุ เทพฯ : นิติธรรม.

ฐานขอ้ มลู จากอนิ เตอร์เนต็
ค้นหาค�ำพิพากษาศาลฎีกา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://deka.in.th/ .สืบค้น

กุมภาพันธ์ 2562.
คำ� พพิ ากษาค�ำส่งั ศาลปกครองสงู สดุ ทนี่ ่าสนใจ. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก http://www.

admincourt.go.th/admincourt/site/05SearchSuit.html สืบค้น กุมภาพันธ์
2562.
ค�ำวินิจฉัยชี้ขาดอ�ำนาจหน้าที่ระหว่างศาลแยกตามรายปี. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
http://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/content.
php?content=com ponent/content/view.php&id=39&base=19&base=19.
สบื คน้ กมุ ภาพนั ธ์ 2562.
ระบบสืบค้นค�ำพิพากษา ค�ำส่ังค�ำร้องและค�ำวินิจฉัยศาลฎีกา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
http://deka.supremecourt.or.th/. กุมภาพันธ์ 2562.

บรรณานุกรม 77

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

กฎหมายทเี่ กีย่ วขอ้ ง

78 กฎหมายทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

อพพนรอุญ.พพนะศรุญ.รำะศ.รโา.ำ๒าโ๒ตชต๕๕ตบตบ๔ุลญั ๔ลุญา๕ั ญกำ๕*าญัตกริ ำ*ตั ริ

ภมู ิพลอดุลยเดช ป.ร.

ภมู ให้ไพิว้เณปล็นวปนัอที ที่ ่ี๕ด๒๗๓ลุ ใเนมยรษัชากเยาดนลปพชัจ.ศจ.ุบ๒ันป๕๔.๕ร.
ใหไ้ ว้ ณ วนั ที่ ๒๓ เมษำยน พ.ศ. ๒๕๔๕

พเรปะบ็ นาทสปมเี ดท็จพี่ ร๕ะป๗รมินทใรนมหารภูมชั ิพลกอดำุลลยเดปช จั มีพจระบุ บรนมั ราชโองการ
โปรดเกลา้ ฯ ให้ประกาศวา่

มพี ระพบรรม ะรบำชำโโทอดยงทสก่เี ปมำน็ รกเาโรดปส็มรจคดวพรเปกรรับลปะำ้ รฯุงปกฎรหมมายิ วน่าดทว้ ใยอหรนปุ้ญมารโหตะตกุลำาำกภศารูวมำ่ ิ พ ล อ ดุ ล ย เ ด
โดย ยทนิ ยีเ่ อปม็ นขอจกงึงรทำฐั รรสงภพสารมะดกงัคตรุณว่อไารปโนปป้ีรรดเบักลป้าฯรุงใหก้ตฎราหพรมะรำายชบวัญำ่ ญดัตว้ ิขย้ึนไอว้โนดยุญค�ำำแโนะตนต�ำแุลลำะกำร
ดหงั ต้ตอ่ รไจำปึ พนง๒ รี้๕ะ๔ทร๕”ำมชราตบรงาญั ๑ญพพตัระิขรราึ้ชนบัญไะญวัต้โกินดี้เรียยกรวคุ ่า ำณ“แพรนะระาำชนบัญำโญแัตปลิอนะุญยารโิ นตตยุลดาอกามรเขพก.อศ. ง รลฐ้ั ำ
สภ

ม ำ ต ร ำ ๑ พ ร ะ ร ำ ช บั ญ ญั ติ นี้ เ รี ย ก ว่
พระรำชบ* ปญั ระญกาศตรั าชอิ กิจนจาุญนเุ บำกษโาตเลต่ม ๑ลุ ๑ำ๙กตอำนรท่ี ๓พ๙ ก.ลศงว.นั ท๒่ี ๒๕๙ เ๔มษา๕ยน”๒๕๔๕

พระราชบญั ญัตอิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ.2545 79

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

มาตรา ๒ พระราชบญั ญตั นิ ใี้ หใ้ ชบ้ งั คบั ตง้ั แตว่ นั ถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จา
นเุ บกษาเปน็ ตน้ ไป
มาตรา ๓ ใหย้ กเลิกพระราชบญั ญตั อิ นุญาโตตลุ าการ พ.ศ. ๒๕๓๐
มาตรา ๔ บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดอ้างถึงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความแพง่ ในส่วนที่เก่ียวกับอนุญาโตตุลาการนอกศาลให้ถือว่าบทบัญญัติ
แห่งกฎหมายน้นั อา้ งถึงพระราชบญั ญัตินี้
มาตรา ๕ ในพระราชบญั ญตั ิน้ี
“คณะอนุญาโตตุลาการ” หมายความว่า อนุญาโตตุลาการคนเดียวหรือ
อนญุ าโตตลุ าการหลายคน
“ศาล” หมายความวา่ องค์กรหรอื สถาบันใดสถาบนั หนงึ่ ที่มีอำ� นาจตลุ าการตาม
กฎหมายของประเทศซงึ่ เป็นทต่ี งั้ ของศาลนน้ั
“ขอ้ เรยี กรอ้ ง” หมายความรวมถงึ ขอ้ เรยี กรอ้ งแยง้ ดว้ ย ทงั้ นี้ เวน้ แตข่ อ้ เรยี กรอ้ งตาม
มาตรา ๓๑ (๑) และมาตรา ๓๘ วรรคสอง (๑)
“ค�ำคัดคา้ น” หมายความรวมถึง ค�ำคัดค้านแก้ขอ้ เรียกร้องแย้งดว้ ย ท้ังน้ี เว้นแต่
คำ� คัดคา้ นแก้ ขอ้ เรียกรอ้ งแยง้ ตามมาตรา ๓๑ (๒) และมาตรา ๓๘ วรรคสอง (๑)
มาตรา ๖ ภายใตบ้ ังคบั มาตรา ๓๔ ในกรณที บี่ ทบญั ญตั ิแห่งพระราชบัญญัตนิ ี้
ให้อ�ำนาจคู่สัญญาในการตัดสินใจเรื่องใด คู่สัญญาน้ันมีอ�ำนาจมอบหมายให้บุคคลท่ีสาม
หรือหนว่ ยงานใดหนว่ ยงานหน่ึงเปน็ ผ้ตู ัดสนิ ใจเรื่องนน้ั แทนไดด้ ว้ ย
ในกรณที บ่ี ทบญั ญตั แิ หง่ พระราชบญั ญตั นิ ไ้ี ดก้ ำ� หนดใหข้ อ้ เทจ็ จรงิ ใดเปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ
ทค่ี สู่ ญั ญาจะหรอื อาจจะตกลงกนั ได้ หรอื กำ� หนดถงึ ขอ้ ตกลงของคสู่ ญั ญาไมว่ า่ ดว้ ยประการ
ใด ๆ ขอ้ ตกลงเชน่ วา่ นนั้ ใหร้ วมถงึ ขอ้ บงั คบั วา่ ดว้ ยอนญุ าโตตลุ าการทร่ี ะบไุ วใ้ นขอ้ ตกลงนน้ั
ดว้ ย

80 พระราชบญั ญัติอนญุ าโตตุลาการ พ.ศ.2545

สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

มาตรา ๗ ในกรณีท่ีคู่สัญญามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอ่ืน การส่งเอกสารตาม
พระราชบญั ญตั นิ ี้ ถา้ ไดส้ ง่ ใหแ้ กบ่ คุ คลซงึ่ ระบไุ วใ้ นเอกสารนนั้ หรอื ไดส้ ง่ ไปยงั สำ� นกั ทำ� การงาน
ภมู ลิ ำ� เนา หรือทอ่ี ยู่ทางไปรษณยี ข์ องบคุ คลซง่ึ ระบไุ วใ้ นเอกสารนน้ั หรอื ในกรณที ไ่ี มป่ รากฏ
ทอ่ี ยขู่ า้ งตน้ แมไ้ ดส้ บื หาตามสมควรแลว้ ถา้ ไดส้ ง่ ไปยงั ส�ำนกั ท�ำการงาน หรือภมู ิลำ� เนา หรือ
ทอี่ ยทู่ างไปรษณยี แ์ หง่ สดุ ทา้ ยทท่ี ราบ โดยทางไปรษณยี ล์ งทะเบยี นหรอื ไปรษณยี ล์ งทะเบยี น
ตอบรับ ถ้าเป็นการส่งภายในประเทศ หรือโดยวิธีอื่นใดท่ีแสดงถึงความพยายามในการ
จัดส่ง ให้ถือวา่ บคุ คลซงึ่ ระบไุ ว้ในเอกสารนน้ั ได้รับเอกสารดังกลา่ วแลว้
บทบัญญัติมาตรานีไ้ มใ่ ชบ้ ังคบั กบั การส่งเอกสารในการด�ำเนนิ กระบวนพิจารณา
ในศาล
มาตรา ๘ ในกรณีท่ีคู่สัญญาฝ่ายใดรู้ว่าบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติน้ีซ่ึง
คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ หรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึงยังมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข
ที่ก�ำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ ถ้าคู่สัญญาฝ่ายนั้นยังด�ำเนินกระบวนพิจารณา
ในชั้นอนุญาโตตุลาการต่อไปโดยไม่คัดค้านการไม่ปฏิบัติของคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึงภายใน
เวลาอนั สมควรหรอื ภายในเวลาทก่ี ำ� หนดไว้ ใหถ้ อื วา่ คสู่ ญั ญาฝา่ ยนน้ั สละสทิ ธใิ นการคดั คา้ น
มาตรา ๙ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือ
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศภาค หรือศาลท่ีมีการพิจารณาชั้น
อนญุ าโตตลุ าการอยใู่ นเขตศาลหรอื ศาลทค่ี พู่ พิ าทฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ มภี มู ลิ ำ� เนาอยใู่ นเขตศาลหรอื
ศาลทม่ี เี ขตอำ� นาจพจิ ารณาพพิ ากษาขอ้ พพิ าทซงึ่ ไดเ้ สนอตอ่ อนญุ าโตตลุ าการนน้ั เปน็ ศาลทมี่ ี
เขตอ�ำนาจตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
มาตรา ๑๐ ใหร้ ฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยตุ ธิ รรมรกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี

พระราชบัญญัตอิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545 81

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

หมวด ๑
สญั ญาอนญุ าโตตุลาการ

มาตรา ๑๑ สัญญาอนุญาโตตุลาการ หมายถึง สัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับ
ข้อพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนที่เกิดข้ึนแล้วหรือที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าจะเกิดจาก
นิติสัมพันธ์ทางสัญญาหรือไม่โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ท้ังนี้ สัญญาอนุญาโตตุลาการ
อาจเปน็ ข้อสัญญาหนง่ึ ในสัญญาหลัก หรอื เปน็ สัญญาอนญุ าโตตุลาการแยกตา่ งหากกไ็ ด้
สัญญาอนุญาโตตุลาการตอ้ งมีหลกั ฐานเป็นหนงั สือลงลายมือชอ่ื คสู่ ญั ญา เว้นแต่
ถ้าปรากฏ ขอ้ สญั ญาในเอกสารทค่ี สู่ ญั ญาโตต้ อบทางจดหมาย โทรสาร โทรเลข โทรพมิ พ์
การแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือทางอื่นซ่ึงมีการบันทึก
ขอ้ สัญญานั้นไว้ หรือมกี ารกล่าวอา้ ง ขอ้ สญั ญาในข้อเรยี กร้องหรอื ข้อคดั ค้านและคสู่ ัญญา
ฝา่ ยที่มิไดก้ ล่าวอา้ งไม่ปฏเิ สธใหถ้ อื ว่ามี สญั ญาอนุญาโตตุลาการแลว้
สัญญาท่ีมีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้กล่าวถึงเอกสารใดที่มีข้อตกลงให้ระงับ
ข้อพิพาทโดย วิธีอนุญาโตตุลาการ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ข้อตกลงน้ันเป็นส่วนหน่ึงของ
สญั ญาหลัก ให้ถือว่ามี สญั ญาอนญุ าโตตลุ าการแลว้
มาตรา ๑๒ ความสมบรู ณแ์ หง่ สญั ญาอนญุ าโตตลุ าการและการตงั้ อนญุ าโตตลุ าการ
ย่อมไม่เสียไป แม้ในภายหลังคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือส้ินสุดสภาพความเป็น
นิติบุคคล ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือน
ไร้ความสามารถ
มาตรา ๑๓ เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องหรือความรับผิดใด สัญญา
อนุญาโตตุลาการท่มี ีอย่เู ก่ียวกับสทิ ธเิ รยี กรอ้ งหรือความรับผิดน้นั ยอ่ มผกู พันผรู้ ับโอนดว้ ย
มาตรา ๑๔ ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเก่ียวกับข้อพิพาทตาม
สัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทน้ันต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา
คู่สัญญาฝ่ายท่ีถูกฟ้อง อาจย่ืนค�ำร้องต่อศาลท่ีมีเขตอ�ำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นค�ำให้การหรือ
ภายในระยะเวลาทมี่ สี ทิ ธยิ น่ื คำ� ใหก้ ารตามกฎหมาย ใหม้ คี ำ� สงั่ จำ� หนา่ ยคดี เพอื่ ใหค้ สู่ ญั ญา

82 พระราชบัญญตั อิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ.2545

สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

ไปด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทำ� การไตส่ วนแลว้ เห็นว่าไม่มเี หตทุ ท่ี ำ� ให้
สญั ญาอนญุ าโตตลุ าการนนั้ เปน็ โมฆะหรอื ใชบ้ งั คบั ไมไ่ ด้ หรอื มเี หตทุ ท่ี ำ� ใหไ้ มส่ ามารถปฏบิ ตั ิ
ตามสัญญาน้นั ได้ ก็ให้มีคำ� ส่ังจำ� หนา่ ยคดีนน้ั เสยี
ในระหว่างการพิจารณาค�ำร้องของศาลตามวรรคหน่ึง คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง
อาจเรม่ิ ดำ� เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการได้ หรอื คณะอนญุ าโตตลุ าการอาจดำ� เนนิ กระบวน
พิจารณาต่อไป และมคี ำ� ช้ีขาดในขอ้ พพิ าทนน้ั ได้
มาตรา ๑๕ ในสญั ญาระหวา่ งหนว่ ยงานของรฐั กบั เอกชนไมว่ า่ เปน็ สญั ญาทางปกครอง
หรอื ไมก่ ต็ าม คสู่ ญั ญาอาจตกลงใหใ้ ชว้ ธิ กี ารอนญุ าโตตลุ าการในการระงบั ขอ้ พพิ าทได้ และ
ให้สัญญาอนญุ าโตตุลาการดงั กลา่ วมีผลผูกพันคู่สัญญา
มาตรา ๑๖ คู่สัญญาที่ได้ท�ำสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้อาจย่ืนค�ำร้องต่อศาลที่มี
เขตอ�ำนาจใหม้ ีค�ำส่งั ใช้วิธีการช่ัวคราวเพอื่ คุ้มครองประโยชน์ของตนก่อนหรือขณะดำ� เนิน
การทางอนญุ าโตตลุ าการได้ ถา้ ศาลเหน็ วา่ กระบวนพจิ ารณานน้ั หากเปน็ การพจิ ารณาของ
ศาลแลว้ ศาลทำ� ใหไ้ ด้ กใ็ หศ้ าลจดั การใหต้ ามคำ� รอ้ งนน้ั ทงั้ นี้ ใหน้ ำ� บทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย
วธิ พี ิจารณาความของศาล ในส่วนทเ่ี กย่ี วกับการนนั้ มาใช้บังคบั โดยอนโุ ลม
ในกรณที ี่ศาลมีคำ� สง่ั ตามค�ำร้องของค่สู ญั ญาตามวรรคหนง่ึ ถา้ คูส่ ญั ญาฝ่ายท่ยี ื่น
คำ� รอ้ งมไิ ดด้ ำ� เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการภายในสามสบิ วนั นบั แตว่ นั ทศี่ าลมคี ำ� สง่ั หรอื ภายใน
ระยะเวลาทศี่ าลกำ� หนด ใหถ้ อื ว่าค�ำส่งั นั้นเป็นอันยกเลกิ เมอ่ื ครบกำ� หนดดังกลา่ ว

หมวด ๒
คณะอนญุ าโตตลุ าการ

มาตรา ๑๗ ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการประกอบดว้ ยอนญุ าโตตลุ าการเปน็ จำ� นวน
เลขค่ี
ในกรณีท่ีค่พู ิพาทกำ� หนดจำ� นวนอนญุ าโตตลุ าการเปน็ เลขคู่ ให้อนุญาโตตุลาการ
รว่ มกนั ตงั้ อนญุ าโตตลุ าการเพมิ่ อกี หนง่ึ คนเปน็ ประธานคณะอนญุ าโตตลุ าการวธิ กี ารตง้ั ประธาน
คณะอนญุ าโตตลุ าการใหเ้ ป็นไปตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึง่ (๒)

พระราชบญั ญัตอิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ.2545 83

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตุลาการ

ในกรณีท่ีคู่พิพาทไม่สามารถตกลงก�ำหนดจ�ำนวนอนุญาโตตุลาการได้ ให้มี
อนุญาโตตลุ าการเพียงคนเดียว

มาตรา ๑๘ ในกรณที ค่ี พู่ พิ าทมไิ ดก้ ำ� หนดวธิ กี ารตง้ั คณะอนญุ าโตตลุ าการไวเ้ ปน็
อยา่ งอื่น ให้ดำ� เนินการดงั ตอ่ ไปนี้

(๑) ในกรณีที่ก�ำหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย
อนุญาโตตลุ าการ เพยี งคนเดยี ว ถ้าคพู่ ิพาทไมอ่ าจตกลงกนั ได้ ให้คพู่ พิ าทฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ
ยนื่ ค�ำร้องตอ่ ศาลทีม่ เี ขตอ�ำนาจ ใหม้ ีคำ� ส่ังตงั้ คณะอนญุ าโตตุลาการแทน

(๒) ในกรณีท่ีก�ำหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย
อนุญาโตตุลาการ มากกว่าหน่ึงคน ให้คู่พิพาทต้ังอนุญาโตตุลาการฝ่ายละเท่ากันและให้
อนุญาโตตุลาการดังกล่าวร่วมกัน ตั้งอนุญาโตตุลาการอีกคนหน่ึง แต่ถ้าคู่พิพาทฝ่ายใด
มไิ ดต้ ง้ั อนญุ าโตตลุ าการภายในสามสบิ วนั นบั แต่ วนั ทไ่ี ดร้ บั แจง้ จากคพู่ พิ าทอกี ฝา่ ยหนงึ่ ให้
ต้ังอนุญาโตตุลาการ หรือถ้าอนุญาโตตุลาการท้ังสองฝ่าย ไม่อาจร่วมกันตั้งประธานคณะ
อนญุ าโตตลุ าการไดภ้ ายในสามสบิ วนั นบั แตว่ นั ทผ่ี นู้ น้ั ไดร้ บั การตง้ั ใหเ้ ปน็ อนญุ าโตตลุ าการ
ใหค้ พู่ พิ าทฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ ยน่ื คำ� รอ้ งตอ่ ศาลทม่ี เี ขตอำ� นาจใหม้ คี ำ� สงั่ ตงั้ อนญุ าโตตลุ าการหรอื
ประธานคณะอนุญาโตตุลาการแทน

ในกรณีที่การตั้งอนุญาโตตุลาการตามวรรคหนึ่งมิได้ก�ำหนดวิธีการอ่ืนใดที่ท�ำให้
สามารถตัง้ อนุญาโตตลุ าการได้ ใหค้ พู่ พิ าทฝ่ายใดฝ่ายหนึง่ ยื่นคำ� รอ้ งต่อศาลท่ีมเี ขตอ�ำนาจ
ให้ด�ำเนนิ การต้ังอนญุ าโตตลุ าการตามทีศ่ าลเห็นสมควรได้ หากปรากฏวา่

(๑) คูพ่ พิ าทฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งมิไดด้ ำ� เนนิ การตามวิธกี ารท่กี �ำหนดไว้

(๒) คพู่ พิ าทหรอื อนญุ าโตตลุ าการไมอ่ าจตกลงกนั ตามวธิ กี ารทก่ี ำ� หนด
ไว้ได้ หรอื

(๓) บุคคลที่สามหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมิได้ด�ำเนินการตาม
วธิ ีการที่กำ� หนดไว้

84 พระราชบัญญัตอิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545

สถาบนั อนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

มาตรา ๑๙ อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ รวมทั้งต้องมี
คุณสมบัติตามท่ีก�ำหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือในกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันให้
หนว่ ยงานซงึ่ จดั ตง้ั ขนึ้ เพอ่ื ดำ� เนนิ การระงบั ขอ้ พพิ าทโดยวธิ อี นญุ าโตตลุ าการเปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การ
ต้องมคี ณุ สมบัติตามทีห่ นว่ ยงานดังกล่าวก�ำหนด
บคุ คลซงึ่ จะถกู ตง้ั เปน็ อนญุ าโตตลุ าการจะตอ้ งเปดิ เผยขอ้ เทจ็ จรงิ ซง่ึ อาจเปน็ เหตุ
อันควรสงสัย ถงึ ความเป็นกลางหรอื ความเป็นอิสระของตน และนบั แตเ่ วลาที่ไดร้ ับการตง้ั
และตลอดระยะเวลาท่ีด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ บุคคลดังกล่าวจะต้องเปิดเผย
ข้อเทจ็ จรงิ เช่นว่าน้ันต่อคู่พพิ าทโดยไม่ชกั ชา้ เว้นแตจ่ ะได้แจ้งใหค้ ู่พิพาทรูล้ ่วงหน้าแล้ว
อนญุ าโตตลุ าการอาจถกู คดั คา้ นได้ หากปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ ซงึ่ เปน็ เหตอุ นั ควรสงสยั
ถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ หรือการขาดคุณสมบัติตามท่ีคู่พิพาทตกลงกัน
แตค่ พู่ พิ าทจะคดั คา้ นอนญุ าโตตลุ าการซง่ึ ตนเปน็ ผตู้ ง้ั หรอื รว่ มตงั้ มไิ ด้ เวน้ แตค่ พู่ พิ าทฝา่ ยนนั้
มิไดร้ ู้หรือควรรถู้ ึงเหตุแหง่ การคัดค้านในขณะทตี่ ัง้ อนุญาโตตลุ าการน้นั
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอ่ืน คู่พิพาทฝ่ายท่ี
ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องย่ืนหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะ
อนุญาโตตุลาการภายในสิบห้าวันนับแต่วันท่ีได้รู้ถึงการต้ังอนุญาโตตุลาการ หรือรู้ถึง
ขอ้ เทจ็ จรงิ ตามทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๑๙ วรรคสาม และหากอนญุ าโตตลุ าการซง่ึ ถกู คดั คา้ น
ไมถ่ อนตวั จากการเปน็ อนญุ าโตตลุ าการ หรอื คพู่ พิ าทอกี ฝา่ ยหนงึ่ ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั ขอ้ คดั คา้ น
น้นั ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยคำ� คดั ค้านนนั้
ถ้าการคัดค้านโดยวิธีตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือตามวิธีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง
ไม่บรรลุผลหรือในกรณีมีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว คู่พิพาทฝ่ายท่ีคัดค้านอาจ
ย่ืนค�ำร้องคัดค้านต่อศาล ท่ีมีเขตอ�ำนาจภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
คำ� วนิ จิ ฉยั ค�ำคดั ค้านนัน้ หรือนับแตว่ ันที่รู้ถึงการตั้งอนญุ าโตตุลาการ หรือรถู้ ึงข้อเทจ็ จริง
ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙ วรรคสาม แล้วแต่กรณี และเมื่อศาลไต่สวนค�ำคัดค้าน
นน้ั แลว้ ใหม้ คี ำ� สง่ั ยอมรบั หรอื ยกเสยี ซงึ่ คำ� คดั คา้ นนนั้ และในระหวา่ งการพจิ ารณาของศาล
คณะอนุญาโตตุลาการซ่ึงรวมถึงอนุญาโตตุลาการซ่ึงถูกคัดค้านอาจด�ำเนินการทาง
อนญุ าโตตุลาการตอ่ ไปจนกระท่งั มีคำ� ชีข้ าดได้ ทง้ั นี้ เว้นแต่ศาลจะมีคำ� สงั่ เปน็ อย่างอนื่

พระราชบญั ญตั ิอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ.2545 85

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

ในกรณีท่ีมีเหตุจ�ำเป็น คณะอนุญาโตตุลาการอาจขยายระยะเวลาการคัดค้าน
อนุญาโตตุลาการตามวรรคหนึง่ ออกไปไดอ้ ีกไม่เกนิ สิบห้าวัน
มาตรา ๒๑ การเป็นอนญุ าโตตุลาการส้นิ สดุ ลงเม่อื ตาย
ในกรณที ี่บุคคลซงึ่ จะได้รับหรือไดร้ บั การตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการผู้ใดไม่สามารถ
ปฏิบัติหน้าท่ีได้ไม่ว่าโดยไม่ยินยอมรับการตั้ง ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ถูกศาลสั่งให้เป็น
คนไร้ความสามารถหรอื เสมอื นไร้ความสามารถ หรอื ไมป่ ฏบิ ัตหิ น้าที่ภายในระยะเวลาอนั
สมควรด้วยเหตุอ่ืน ให้การ เป็นอนุญาโตตุลาการของผู้น้ันส้ินสุดลงเมื่ออนุญาโตตุลาการ
ผู้นั้นขอถอนตัว หรือคู่พิพาทตกลงกัน ให้การเป็นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดลง แต่ถ้ายังมี
ข้อโต้แย้งในเหตุดังกล่าว คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจย่ืนค�ำร้องต่อศาลท่ีมีเขตอ�ำนาจให้
วนิ จิ ฉัยถึงการสิ้นสุดของการเป็นอนุญาโตตลุ าการได้
ภายใต้บังคับวรรคสองหรือมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง การที่อนุญาโตตุลาการ
ขอถอนตัวหรือ การที่คู่พิพาทตกลงกันให้การเป็นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดลง ไม่ถือว่า
เป็นการยอมรับเหตุตาม วรรคสองหรือมาตรา ๑๙ วรรคสาม
มาตรา ๒๒ ถ้าการเป็นอนุญาโตตุลาการส้ินสุดลงตามมาตรา ๒๐ หรือมาตรา
๒๑ หรือเพราะเหตุการถอนตัวของอนุญาโตตุลาการ หรือคู่พิพาทตกลงกันให้การเป็น
อนุญาโตตุลาการสิ้นสุดลง หรือ ในกรณีที่การเป็นอนุญาโตตุลาการสิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่น
ให้ต้ังอนุญาโตตลุ าการแทนตามวธิ ีการ ที่ได้ก�ำหนดไว้ส�ำหรับการตง้ั อนญุ าโตตลุ าการ
มาตรา ๒๓ อนุญาโตตุลาการไม่ต้องรับผิดทางแพ่งในการกระท�ำตามหน้าที่
ในฐานะอนญุ าโตตลุ าการ เวน้ แตจ่ ะกระทำ� การโดยจงใจ หรอื ประมาทเลนิ เลอ่ อยา่ งรา้ ยแรง
ท�ำใหค้ ่พู พิ าท ฝา่ ยใดฝ่ายหนง่ึ เสียหาย
อนุญาโตตุลาการผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใด
ส�ำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพ่ือกระท�ำการหรือไม่กระท�ำการอย่างใดในหน้าที่
ต้องระวางโทษจ�ำคกุ ไมเ่ กินสบิ ปี หรือปรบั ไมเ่ กนิ หน่ึงแสนบาท หรือท้ังจำ� ทง้ั ปรบั

86 พระราชบัญญตั อิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

สถาบันอนุญาโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่
อนญุ าโตตลุ าการ เพอ่ื จงู ใจใหก้ ระทำ� การ ไมก่ ระทำ� การหรอื ประวงิ การกระทำ� การใดอนั มชิ อบ
ดว้ ยหนา้ ที่ ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ สบิ ปี หรอื ปรบั ไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรอื ท้ังจ�ำทงั้ ปรบั

หมวด ๒/๑
อนญุ าโตตลุ าการซ่งึ เป็นคนตา่ งดา้ ว*

มาตรา ๒๓/๑ คู่พิพาทอาจต้ังคนต่างด้าวเป็นอนุญาโตตุลาการคนเดียวหรือ
หลายคนเพือ่ ด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการในราชอาณาจกั รได้
ในกรณที ม่ี กี ารตง้ั อนญุ าโตตลุ าการตามมาตรา ๑๘ หรอื มกี ารตง้ั อนญุ าโตตลุ าการ
ตามความตกลงของคู่พพิ าท อาจมีการตงั้ คนต่างด้าวเปน็ อนญุ าโตตุลาการก็ได้
มาตรา ๒๓/๒ ในกรณีท่ีมีการตั้งคนต่างด้าวผู้อยู่นอกราชอาณาจักรท�ำหน้าที่
อนุญาโตตุลการในราชอาณาจักร อันเป็นการด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการโดยส่วน
ราชการหรือหน่วยงานท่ีมีกฎหมายจัดต้ังข้ึนและมีภารกิจท่ีเก่ียวเน่ืองในด้านการระงับข้อ
พิพาทโดยวิธอี นญุ าโตตลุ าการ คนตา่ งด้าวผนู้ ้นั อาจขอหนงั สือรับรองจากสว่ นราชการหรื
หนว่ ยงานดงั กลา่ วเพอื่ ประกอบการพจิ ารณาของเจา้ หนา้ ทต่ี ามกฎหมายวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมอื ง
และกฎหมายว่าด้วยการบรหิ ารจัดการการทำ� งานของคนต่างดา้ วได้
คนต่างดา้ วผทู้ �ำหนา้ ทีอ่ นุญาโตตลุ าการซ่งึ มสี ทิ ธิอยูใ่ นราชอาณาจักรอยแู่ ล้วอาจ
ขอหนงั สอื รับรองตามวรรคหนงึ่ ได้
มาตรา ๒๓/๓ ให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานตามมาตรา ๒๓/๒ ออกหนังสือ
รับรองเพื่อให้อนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นคนต่างด้าวท�ำหน้าที่ได้ตามกฎหรือข้อบังคับ
การด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการที่ตกลงกันเพื่อด�ำเนินการตามมาตรา ๒๓/๔ และ
มาตรา ๒๓/๕

* หมวด ๒/๑ แกไ้ ขโดยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญตั อนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๒

พระราชบัญญัติอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ.2545 87

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนญุ าโตตุลาการ

หนงั สอื รบั รองตามวรรคหนงึ่ ให้มีรายละเอยี ดอย่างนอ้ ย ดงั ต่อไปนี้
(๑) ชือ่ และทอี่ ยู่ของสว่ นราชการหรือหน่วยงานทีอ่ อกหนงั สือรับรอง
(๒) หมายเลขของข้อพิพาทหรือรหสั ขอ้ พพิ าททอ่ี ้างอิงได้
(๓) ชอ่ื ตัว ชือ่ สกลุ และสัญชาติของอนุญาโตตุลาการ
(๔) เลขทห่ี นังสือเดินทางของอนุญาโตตลุ าการ
(๕) ระยะเวลาประมาณการในการดำ� เนินการทางอนุญาโตตลุ าการ
ในกรณีท่ีการด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการยังไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ได้
ประมาณการตามวรรคสอง (๕) อนุญาโตตลุ าการอาจขอหนงั สือรบั รองใหม่ได้

มาตรา ๒๓/๔ ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ให้อนุญาโตตุลาการ
ซง่ึ ได้รับหนงั สอื รบั รองตามมาตรา ๒๓/๓ แลว้ มีสทิ ธไิ ด้รับอนญุ าตให้เข้ามาและอยูใ่ นราช
อาณาจกั รเปน็ การชว่ั คราวไดต้ ามระยะเวลาทกี่ ำ� หนดในหนงั สอื รบั รอง แตไ่ มเ่ กนิ ระยะเวลา
ตามท่ีกำ� หนดไว้ในกฎหมายวา่ ดว้ ยคนเขา้ เมือง

มาตรา ๒๓/๕ ภายใตบ้ งั คบั กฎหมายวา่ ดว้ ยการบรหิ ารจดั การการทำ� งานของคน
ต่างดา้ ว ให้อนุญาโตตุลาการซ่ึงได้รบั หนงั สอื รบั รองตามมาตรา ๒๓/๓ และได้รบั อนญุ าต
ใหอ้ ยูใ่ นราชอาณาจกั ร มีสทิ ธิท�ำงานในราชอาณาจักรตามตำ� แหน่งหน้าท่ขี องตน

ใหน้ ายทะเบยี นตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการบรหิ ารจดั การการทำ� งานของคนตา่ งดา้ ว
ออกใบอนุญาตท�ำงานให้แก่อนุญาโตตุลาการตามวรรคหน่ึง และในระหว่างที่ด�ำเนินการ
ออกใบอนญุ าตให้อนญุ าโตตลุ าการดังกล่าวทำ� งานไปพลางกอ่ นได้

มาตรา ๒๓/๖ ในการดำ� เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการในราชอาณาจกั รคพู่ พิ าท
อาจตง้ั คนตา่ งดา้ วเปน็ ผรู้ บั มอบอำ� นาจคนเดยี วหรอื หลายคนเพอ่ื ทำ� หนา้ ทแี่ ทนตนได้ และ
ให้นำ� บทบัญญัตใิ นหมวดน้มี าใชบ้ ังคับแกผ่ ้รู บั มอบอ�ำนาจดังกลาโดยอนโุ ลม

88 พระราชบญั ญัติอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ.2545

สถาบันอนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

หมวด ๓
อำ� นาจของคณะอนุญาโตตุลาการ

มาตรา ๒๔ คณะอนุญาโตตุลาการมีอ�ำนาจวินิจฉัยขอบเขตอ�ำนาจของตน
รวมถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ความสมบูรณ์ของการ
ตั้งคณะอนุญาโตตุลาการ และประเด็นข้อพิพาทอันอยู่ภายในขอบเขตอ�ำนาจของคณะ
อนญุ าโตตลุ าการได้ และเพอื่ วตั ถุประสงคน์ ้ี ใหถ้ อื วา่ ขอ้ สัญญาอนุญาโตตุลาการซ่งึ เป็น
ส่วนหน่ึงของสัญญาหลักเป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก ค�ำวินิจฉัยของคณะ
อนุญาโตตุลาการท่ีว่าสัญญาหลักเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์จะไม่กระทบกระเทือนถึง
ขอ้ สญั ญาอนุญาโตตุลาการ
การคดั คา้ นอำ� นาจของคณะอนญุ าโตตลุ าการในการพจิ ารณาขอ้ พพิ าทใดจะตอ้ ง
ถกู ยกขนึ้ วา่ กลา่ วไมช่ า้ กวา่ วนั ยนื่ คำ� คดั คา้ นตอ่ สใู้ นประเดน็ ขอ้ พพิ าท และคพู่ พิ าทจะไมถ่ กู
ตดั สทิ ธทิ จ่ี ะคดั คา้ นเพราะเหตทุ ค่ี พู่ พิ าทนน้ั ไดต้ ง้ั หรอื มสี ว่ นรว่ มในการตงั้ อนญุ าโตตลุ าการ
และในการคัดค้านว่า คณะอนญุ าโตตลุ าการกระทำ� การเกนิ ขอบเขตอ�ำนาจ คู่พพิ าทฝา่ ย
ใดฝ่ายหนึ่งต้องยกข้ึนว่ากล่าวในทันทีที่เรื่องดังกล่าวเกิดข้ึนในระหว่างด�ำเนินการทาง
อนุญาโตตุลาการ เว้นแต่ในกรณีท่ีคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาเห็นว่าการท่ีล่าช้าน้ัน
มเี หตสุ มควร คณะอนญุ าโตตลุ าการอาจอนญุ าตใหค้ พู่ พิ าทยกขนึ้ วา่ กลา่ วภายหลงั ระยะเวลา
ที่ก�ำหนดไว้กไ็ ด้
คณะอนุญาโตตุลาการอาจวินิจฉัยขอบเขตอ�ำนาจของตนโดยการวินิจฉัยช้ีขาด
เบอ้ื งตน้ หรอื ในคำ� ชข้ี าดประเดน็ ขอ้ พพิ าทกไ็ ด้ แตถ่ า้ คณะอนญุ าโตตลุ าการไดช้ ขี้ าดเบอื้ งตน้
ว่าคณะอนุญาโตตุลาการมีอ�ำนาจพิจารณาเร่ืองใด คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงอาจย่ืนค�ำร้อง
ต่อศาลที่มีเขตอ�ำนาจให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้ง
ค�ำช้ีขาดเบื้องต้นนั้นและในขณะที่ค�ำร้อง ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
คณะอนญุ าโตตลุ าการอาจดำ� เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการ และทำ� คำ� ชข้ี าดตอ่ ไปได้

พระราชบญั ญัตอิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545 89

Thai Arbitration Institute สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ

หมวด ๔
วิธพี ิจารณาชนั้ อนุญาโตตลุ าการ

มาตรา ๒๕ ในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทได้รับการ
ปฏิบัติอย่าง เท่าเทียมกัน และให้มีโอกาสน�ำสืบพยานหลักฐานและเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้
ของตนไดต้ ามพฤติการณ์ แหง่ ข้อพพิ าทนั้น
ในกรณที ค่ี พู่ พิ าทมไิ ดต้ กลงกนั หรอื กฎหมายนม้ี ไิ ดบ้ ญั ญตั ไิ วเ้ ปน็ อยา่ งอนื่ ใหค้ ณะ
อนญุ าโตตลุ าการมีอำ� นาจด�ำเนินกระบวนพจิ ารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำ� นาจของ
คณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอ�ำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน และ
การชง่ั นำ�้ หนกั พยานหลกั ฐานทั้งปวงดว้ ย
เพื่อประโยชน์แห่งหมวดน้ี คณะอนุญาโตตุลาการอาจน�ำประมวลกฎหมายวิธี
พจิ ารณาความแพง่ วา่ ด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนโุ ลม
มาตรา ๒๖ คู่พิพาทอาจตกลงก�ำหนดสถานท่ีในการด�ำเนินการทาง
อนุญาโตตุลาการไว้ก็ได้ ในกรณที ไ่ี มม่ ขี อ้ ตกลงเชน่ วา่ นนั้ ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการกำ� หนด
สถานทโ่ี ดยคำ� นงึ ถงึ สภาพแหง่ ขอ้ พพิ าท และความสะดวกของคพู่ ิพาท
ในกรณที คี่ พู่ พิ าทมไิ ดต้ กลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอน่ื คณะอนญุ าโตตลุ าการอาจกำ� หนด
สถานทอี่ น่ื ใดนอกเหนอื จากทกี่ ำ� หนดไวต้ ามวรรคหนงึ่ เพอื่ ดำ� เนนิ การปรกึ ษาหารอื เพอื่ สบื พยาน
บุคคลผู้เชยี่ วชาญหรอื คพู่ พิ าท หรอื เพื่อตรวจสอบวัตถุ สถานที่หรือเอกสารใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๒๗ ในการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ให้ถือว่ามีการมอบ
ขอ้ พพิ าท ใหอ้ นญุ าโตตลุ าการพจิ ารณาตามมาตรา ๑๙๓/๑๔ (๔) แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่
และพาณิชย์ และ การด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการจะเร่ิมต้นในกรณีใดกรณีหนึ่ง
ดงั ต่อไปน้ี
(๑) เม่ือคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งได้รับหนังสือจากคู่พิพาทอีกฝ่ายหน่ึงขอให้ระงับ
ข้อพิพาทน้ัน โดยวิธีอนญุ าโตตลุ าการ

90 พระราชบัญญตั ิอนญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545

สถาบนั อนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

(๒) เม่ือคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหน่ึงให้
ตงั้ อนญุ าโตตลุ าการ หรอื ใหค้ วามเหน็ ชอบในการตง้ั อนญุ าโตตลุ าการเพอื่ ระงบั ขอ้ พพิ าทนนั้
(๓) เม่ือคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงมีหนังสือแจ้งข้อพิพาทท่ีประสงค์จะระงับ
ตอ่ คณะอนญุ าโตตลุ าการ ในกรณที ส่ี ญั ญาอนญุ าโตตลุ าการกำ� หนดคณะอนญุ าโตตลุ าการไว้
(๔) เม่ือคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงเสนอข้อพิพาทต่อหน่วยงานซ่ึงจัดต้ังข้ึน
เพ่อื ดำ� เนนิ การระงับขอ้ พพิ าทโดยวิธีอนญุ าโตตุลาการตามทีต่ กลงกันไว้
มาตรา ๒๘ คพู่ พิ าทอาจตกลงกำ� หนดภาษาทจ่ี ะใชใ้ นการดำ� เนนิ กระบวนพจิ ารณาได้
ในกรณีที่ไมม่ ขี อ้ ตกลงเชน่ วา่ นน้ั ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการเปน็ ผกู้ ำ� หนด และถา้ มไิ ดก้ ำ� หนด
ไว้โดยเฉพาะ เป็นอย่างอ่ืน ข้อตกลงหรือข้อก�ำหนดเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับถึงข้อเรียกร้อง
ค�ำคัดค้าน ค�ำร้องท่ีท�ำเป็นหนังสือของคู่พิพาท การสืบพยาน ค�ำชี้ขาด ค�ำวินิจฉัยหรือ
การสือ่ สารใด ๆ ท่ที ำ� โดยหรือทำ� ตอ่ คณะอนุญาโตตุลาการดว้ ย
คณะอนญุ าโตตลุ าการอาจมคี ำ� สง่ั ใหแ้ นบคำ� แปลเอกสารทค่ี พู่ พิ าทอา้ งเปน็ พยาน
เปน็ ภาษาตามที่คูพ่ ิพาทตกลงกันไว้หรอื ตามทค่ี ณะอนญุ าโตตุลาการกำ� หนดก็ได้
มาตรา ๒๙ ภายในระยะเวลาที่คู่พิพาทตกลงกันหรือที่คณะอนุญาโตตุลาการ
กำ� หนด ถา้ คพู่ พิ าทมไิ ดต้ กลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอน่ื คพู่ พิ าทฝา่ ยทเี่ รยี กรอ้ งตอ้ งแสดงขอ้ เทจ็ จรงิ
เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้อง ประเด็นข้อพิพาท และค�ำขอบังคับของตน ส่วนคู่พิพาท
ฝา่ ยทถ่ี กู เรยี กร้องต้องแสดงในค�ำคดั ค้านถงึ ขอ้ ตอ่ ส้ขู องตน ทงั้ น้ี คู่พพิ าทอาจแนบเอกสาร
ท่ีเกี่ยวข้องหรือบัญชีระบุพยานท่ีระบุถึงเอกสารหรือพยานหลักฐานอ่ืนที่ประสงค์จะอ้าง
เปน็ พยานมาด้วยก็ได้
ในกรณที ค่ี พู่ พิ าทมไิ ดต้ กลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอนื่ คพู่ พิ าทฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ อาจขอแกไ้ ข
เพิม่ เติมขอ้ เรยี กรอ้ งหรือคำ� คัดค้านในระหวา่ งพิจารณากไ็ ด้ เว้นแตค่ ณะอนุญาโตตุลาการ
เหน็ วา่ การแก้ไขเพมิ่ เตมิ น้ันไม่สมควรเม่ือคำ� นึงถงึ ความลา่ ชา้ ที่จะเกดิ ขนึ้

พระราชบัญญตั อิ นญุ าโตตลุ าการ พ.ศ.2545 91

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตุลาการ

มาตรา ๓๐ ในกรณที คี่ พู่ พิ าทมไิ ดต้ กลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอน่ื ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการ
เปน็ ผกู้ ำ� หนดวา่ จะสบื พยานหรอื ฟงั คำ� แถลงการณด์ ว้ ยวาจาหรอื เปน็ หนงั สอื หรอื จะดำ� เนนิ
กระบวนพิจารณาโดยรับฟังเพียงเอกสารหรอื พยานหลักฐานอน่ื ใดก็ได้
คณะอนุญาโตตุลาการมีอ�ำนาจด�ำเนินการสืบพยานตามวรรคหนึ่งในระหว่าง
ด�ำเนินกระบวนพิจารณาในช่วงใด ๆ ตามท่ีเห็นสมควรถ้าได้รับค�ำร้องขอจากคู่พิพาท
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เว้นแต่ในกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงไม่ให้มีการสืบพยานด้วยวาจาหรือเป็น
หนังสือ
ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการแจง้ กำ� หนดนดั สบื พยานและนดั พจิ ารณาเพอื่ ตรวจสอบ
วตั ถุ สถานที่ หรอื เอกสารอย่างอนื่ ใหค้ ูพ่ พิ าททราบล่วงหนา้ เป็นเวลาพอสมควร
ข้อเรยี กร้อง คำ� คดั คา้ น ค�ำรอ้ ง เอกสาร หรือข้อมูลทัง้ หมดท่คี ู่พพิ าทฝา่ ยใดเสนอ
ต่อคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องส่งให้แกค่ พู่ พิ าทอกี ฝ่ายหนึ่งดว้ ย ทัง้ นี้ ใหร้ วมถึงรายงาน
ของผเู้ ชย่ี วชาญ หรอื เอกสารหลกั ฐานใด ๆ ซง่ึ คณะอนญุ าโตตลุ าการจะตอ้ งใชป้ ระกอบการ
ชีข้ าดด้วย
มาตรา ๓๑ ในกรณที คี่ พู่ พิ าทมไิ ดต้ กลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอน่ื ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการ
ดำ� เนนิ การดังตอ่ ไปน้ี
(๑) มีค�ำส่ังยุติกระบวนพิจารณา ถ้าคู่พิพาทฝ่ายท่ีเรียกร้องไม่ยื่นข้อเรียกร้อง
ตามทก่ี ำ� หนดไว้ในมาตรา ๒๙ วรรคหน่งึ
(๒) ดำ� เนนิ กระบวนพจิ ารณาตอ่ ไป ถา้ คพู่ พิ าทฝา่ ยทถี่ กู เรยี กรอ้ งไมย่ น่ื คำ� คดั คา้ น
ตามที่ก�ำหนดไวใ้ นมาตรา ๒๙ วรรคหนึง่ แตท่ งั้ นี้ มิใหถ้ อื ว่าการไม่ยื่นค�ำคดั คา้ นดังกลา่ ว
เปน็ การยอมรับตามขอ้ เรยี กร้องนน้ั
(๓) ด�ำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ถ้าคู่พิพาทฝ่ายใดไม่มาในวันนัดสืบพยาน
หรือนดั พจิ ารณาหรอื ไม่เสนอพยานหลกั ฐานใด ๆ และใหม้ ีค�ำชี้ขาดตอ่ ไป
ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอ�ำนาจไต่สวนตามท่ีเห็นสมควรก่อนด�ำเนินการตาม
วรรคหนึง่ ท้งั นี้ ใหร้ วมถงึ เหตทุ ท่ี ำ� ใหค้ ่พู พิ าทฝา่ ยที่ถูกเรียกร้องขาดนัดยื่นคำ� คดั คา้ นหรือ
ขาดนดั พิจารณาแลว้ แตก่ รณี

92 พระราชบัญญตั อิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ.2545

สถาบันอนุญาโตตุลาการ Thai Arbitration Institute

มาตรา ๓๒ ในกรณที ค่ี พู่ พิ าทมไิ ดต้ กลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอน่ื คณะอนญุ าโตตลุ าการ
อาจดำ� เนนิ การดงั ต่อไปน้ี
(๑) แต่งตั้งผู้เช่ียวชาญคนหนึ่งหรือหลายคน เพ่ือให้ท�ำความเห็นเฉพาะ
ในประเดน็ ใด ประเดน็ หน่ึงทีจ่ ะต้องช้ขี าดก็ได้
(๒) เรียกให้คพู่ พิ าทให้ขอ้ เท็จจรงิ แก่ผเู้ ช่ียวชาญ หรอื จัดท�ำหรือด�ำเนินการเพื่อ
ให้ไดม้ า ซง่ึ เอกสาร หรือวัตถใุ ด ๆ ทเ่ี ก่ยี วกบั ประเด็นข้อพิพาทเพือ่ ให้ผู้เชย่ี วชาญสามารถ
ตรวจสอบได้
ในกรณีท่ีคู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น เม่ือผู้เชี่ยวชาญได้ท�ำความเห็น
เปน็ หนงั สอื หรอื ดว้ ยวาจาแลว้ หากคพู่ พิ าทฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ รอ้ งขอหรอื คณะอนญุ าโตตลุ าการ
เหน็ สมควร ใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญนน้ั มาใหข้ อ้ เท็จจริงเพ่อื ให้ค่พู ิพาทมโี อกาสซกั ถาม หรือคพู่ พิ าท
ฝ่ายน้ันอาจน�ำพยานผู้เชี่ยวชาญของตน มาสบื ในประเดน็ ดงั กล่าวได้
มาตรา ๓๓ คณะอนุญาโตตุลาการหรืออนุญาโตตุลาการคนใดคนหนึ่ง หรือ
คู่พิพาทฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งโดยความยินยอมของคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมาก อาจ
ยื่นค�ำร้องต่อศาลท่ีมีเขตอ�ำนาจ ให้ออกหมายเรียกพยาน หรือมีค�ำสั่งให้ส่งเอกสารหรือ
วัตถใุ ดก็ได้
ในกรณีที่ศาลเห็นว่าการด�ำเนินกระบวนพิจารณาตามค�ำร้องตามวรรคหน่ึง
ถ้าเป็นการพิจารณาของศาลแลว้ ศาลอาจท�ำใหไ้ ด้ ก็ใหศ้ าลจัดการใหต้ ามค�ำรอ้ งนนั้ ท้งั นี้
ให้น�ำบทบัญญัติแห่งกฎหมาย วิธีพิจารณาความของศาลในส่วนท่ีเกี่ยวกับการนั้นมาใช้
บงั คบั โดยอนโุ ลม

หมวด ๕
ค�ำชข้ี าดและการสิ้นสุดกระบวนพิจารณา

มาตรา ๓๔ ให้คณะอนุญาโตตุลาการช้ีขาดข้อพิพาทไปตามกฎหมายที่คู่พิพาท
ก�ำหนดให้น�ำมาใช้บังคับกับข้อพิพาท ในกรณีที่มีการก�ำหนดถึงกฎหมายหรือระบบ

พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 93

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

กฎหมายของประเทศใด หากขอ้ ความมไิ ดก้ ำ� หนดไวโ้ ดยชดั แจง้ ใหห้ มายความถงึ กฎหมาย
สารบญั ญัติ มิใช่กฎหมายวา่ ด้วย การขดั กันแห่งกฎหมายของประเทศนั้น
ในกรณที ค่ี พู่ พิ าทมไิ ดก้ ำ� หนดถงึ กฎหมายทจี่ ะนำ� มาใชบ้ งั คบั กบั ขอ้ พพิ าทไว้ ใหค้ ณะ
อนญุ าโตตลุ าการช้ีขาดข้อพิพาทไปตามกฎหมายไทย เว้นแต่เป็นกรณีที่มีการขัดกันแห่ง
กฎหมายก็ให้พิจารณาจากหลัก ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายท่ีคณะอนุญาโตตุลาการ
เห็นสมควรนำ� มาปรับใช้
คพู่ พิ าทอาจกำ� หนดไวโ้ ดยชดั แจง้ ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการมอี ำ� นาจชขี้ าดขอ้ พพิ าท
โดยใช้ หลกั แหง่ ความสจุ ริตและเป็นธรรม
การวินิจฉัยช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามข้อสัญญา และหาก
เป็นข้อพิพาท ทางการค้าใหค้ ำ� นงึ ถงึ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ทิ างการค้าทใี่ ชก้ บั ธรุ กรรมนั้นดว้ ย
มาตรา ๓๕ ในกรณีที่คู่พิพาทมไิ ด้ตกลงกนั ไวเ้ ปน็ อย่างอื่น คำ� ชข้ี าด ค�ำสั่ง และ
คำ� วนิ จิ ฉยั ในเรอื่ งใด ๆ ของคณะอนญุ าโตตลุ าการใหเ้ ปน็ ไปตามเสยี งขา้ งมาก ถา้ ไมอ่ าจหา
เสยี งขา้ งมากได้ ใหป้ ระธานคณะอนญุ าโตตลุ าการเปน็ ผทู้ ำ� คำ� ชขี้ าด มคี ำ� สง่ั หรอื คำ� วนิ จิ ฉยั
เพยี งผูเ้ ดยี ว
ใหป้ ระธานคณะอนุญาโตตุลาการเปน็ ผ้ชู ี้ขาดในกระบวนวิธีพจิ ารณา ถ้าคพู่ พิ าท
หรอื อนุญาโตตุลาการทกุ คนได้ใหอ้ �ำนาจไวเ้ ชน่ นัน้
มาตรา ๓๖ ในระหวา่ งดำ� เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการ ถา้ คพู่ พิ าทประนปี ระนอม
ยอมความกนั ใหค้ ณะอนุญาโตตุลาการยุติกระบวนพจิ ารณา หากคูพ่ ิพาทรอ้ งขอและคณะ
อนญุ าโตตลุ าการเหน็ วา่ ขอ้ ตกลงหรอื การประนปี ระนอมยอมความกนั นน้ั ไมเ่ ปน็ การฝา่ ฝนื
ตอ่ กฎหมาย ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการมคี ำ� ชข้ี าดไปตามขอ้ ตกลงประนปี ระนอมยอมความ
น้นั
ค�ำชี้ขาดตามข้อตกลงประนีประนอมยอมความให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๓๗
และให้มีสถานะและผลเช่นเดยี วกับค�ำชขี้ าดท่ีวินิจฉยั ในประเดน็ ข้อพพิ าท

94 พระราชบัญญตั อิ นุญาโตตลุ าการ พ.ศ.2545

สถาบนั อนุญาโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

มาตรา ๓๗ ค�ำช้ีขาดต้องท�ำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคณะอนุญาโตตุลาการ
ถา้ คณะอนญุ าโตตลุ าการมจี ำ� นวนมากกวา่ หนงึ่ คน การลงลายมอื ชอื่ ของอนญุ าโตตลุ าการ
เสียงข้างมากถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ต้องจดแจ้งเหตุขัดข้องของอนุญาโตตุลาการผู้ซ่ึง
ไมล่ งลายมือช่ือนนั้ ไวด้ ว้ ย
ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ค�ำช้ีขาดต้องระบุเหตุผลแห่งการ
วินิจฉัยท้ังปวง ไว้โดยชัดแจ้ง แต่จะก�ำหนดหรือช้ีขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่งสัญญา
อนุญาโตตุลาการหรือค�ำขอ ของคู่พิพาทไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นค�ำชี้ขาดตามข้อตกลง
ประนีประนอมยอมความตามมาตรา ๓๖ หรอื เป็นการกำ� หนดคา่ ธรรมเนยี มและคา่ ใชจ้ า่ ย
ในชน้ั อนญุ าโตตลุ าการหรอื คา่ ปว่ ยการอนญุ าโตตลุ าการ ตามมาตรา ๔๖
คำ� ชขี้ าดตอ้ งระบวุ นั และสถานทด่ี ำ� เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการตามมาตรา ๒๖
วรรคหนึ่ง และใหถ้ ือวา่ คำ� ช้ีขาดดงั กลา่ วได้ท�ำขึ้น ณ สถานทเี่ ชน่ วา่ นน้ั
เม่ือท�ำค�ำช้ีขาดเสร็จแล้ว ให้คณะอนุญาโตตุลาการส่งส�ำเนาค�ำชี้ขาดน้ันให้แก่
คพู่ พิ าททกุ ฝา่ ย
มาตรา ๓๘ การด�ำเนินการทางอนุญาโตตุลาการจะส้ินสุดลงเม่ือมีค�ำชี้ขาด
เสรจ็ เด็ดขาดหรอื โดยค�ำส่งั ของคณะอนญุ าโตตุลาการตามวรรคสอง
คณะอนุญาโตตุลาการจะมคี ำ� ส่ังใหย้ ุติกระบวนพิจารณา เมื่อ
(๑) คพู่ พิ าทฝา่ ยทเี่ รยี กรอ้ งขอถอนขอ้ เรยี กรอ้ ง เวน้ แตค่ พู่ พิ าทฝา่ ยทถ่ี กู เรยี กรอ้ ง
ได้คัดค้าน การถอนข้อเรียกร้องดังกล่าว และคณะอนุญาโตตุลาการเห็นถึงประโยชน์อัน
ชอบด้วยกฎหมายของคู่พิพาทฝ่ายท่ีถูกเรียกร้องในการที่จะได้รับการวินิจฉัยในประเด็น
ขอ้ พพิ าทนนั้
(๒) คพู่ ิพาทตกลงกนั ใหย้ ุติกระบวนพิจารณา
(๓) คณะอนญุ าโตตลุ าการเหน็ วา่ ไมม่ คี วามจำ� เปน็ ทจี่ ะดำ� เนนิ กระบวนพจิ ารณา
ตอ่ ไปหรือ ไมอ่ าจด�ำเนนิ กระบวนพิจารณาต่อไปได้

พระราชบญั ญตั ิอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 95

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ วรรคสี่ อำ� นาจของคณะอนญุ าโตตลุ าการ
จะสิ้นสุดลงพรอ้ มกับการยุตขิ องกระบวนพจิ ารณา
มาตรา ๓๙ ในกรณีทคี่ ่พู ิพาทมิไดต้ กลงกันไวเ้ ป็นอย่างอ่ืน ภายในสามสิบวนั นบั
แตว่ ันที่ ได้รับคำ� ชี้ขาด
(๑) คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง อาจยื่นค�ำร้องขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไข
ขอ้ ผดิ พลาดในการคำ� นวณตวั เลข ขอ้ ผดิ พลาดหรอื การพมิ พท์ ผี่ ดิ พลาดหรอื ขอ้ ผดิ หลงเลก็ นอ้ ย
ในคำ� ชข้ี าดใหถ้ กู ต้องได้ ทงั้ น้ี ใหส้ ่งส�ำเนาค�ำร้องใหค้ ู่พิพาทอีกฝ่ายหน่ึงทราบด้วย หรือ
(๒) ในกรณีท่ีได้ตกลงกันไว้แล้ว คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นค�ำร้องขอให้
คณะอนุญาโตตุลาการตีความ อธิบายข้อความหรือส่วนหนึ่งส่วนใดในค�ำช้ีขาดได้ ทั้งน้ี
ให้ส่งส�ำเนา ค�ำร้องใหค้ ู่พิพาทอีกฝา่ ยหนง่ึ ทราบดว้ ย
ถา้ คณะอนญุ าโตตลุ าการเหน็ วา่ คำ� รอ้ งตาม (๑) และ (๒) มเี หตผุ ลสมควร ใหแ้ กไ้ ข
หรือตีความ ให้เสร็จส้ินภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับค�ำร้อง ค�ำตีความ อธิบายความ
ดงั กล่าวให้ถือเป็นสว่ นหนง่ึ ของคำ� ชข้ี าดดว้ ย
คณะอนญุ าโตตลุ าการอาจแกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดหรอื ขอ้ ผดิ หลงตาม (๑) ไดเ้ องภายใน
สามสิบวันนับแต่วันมคี ำ� ช้ีขาด
เวน้ แตค่ พู่ พิ าทจะตกลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอนื่ คพู่ พิ าทฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ อาจยน่ื คำ� รอ้ ง
ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับค�ำชี้ขาดและเมื่อได้แจ้งให้คู่พิพาทอีกฝ่ายหน่ึงทราบแล้ว
ใหค้ ณะอนญุ าโตตลุ าการทำ� คำ� ชขี้ าดเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั ขอ้ เรยี กรอ้ งทยี่ งั มไิ ดม้ กี ารวนิ จิ ฉยั ไวใ้ น
ค�ำช้ขี าด ถ้าคณะอนญุ าโตตุลาการเหน็ ว่า ค�ำรอ้ งดงั กล่าวมีเหตผุ ลสมควร ใหท้ ำ� ค�ำชีข้ าด
เพ่มิ เตมิ ให้เสร็จสนิ้ ภายในหกสบิ วันนบั แต่วนั ได้รบั ค�ำร้อง
ในกรณมี เี หตจุ ำ� เปน็ คณะอนญุ าโตตลุ าการอาจขยายระยะเวลาการแกไ้ ข การตคี วาม
การอธบิ ายความหรอื การทำ� ค�ำชขี้ าดเพ่มิ เตมิ ตามที่บัญญตั ไิ วใ้ นวรรคสองและวรรคสไ่ี ด้
ให้น�ำมาตรา ๓๗ มาใชบ้ ังคบั แกก่ ารแกไ้ ข การตคี วาม การอธบิ ายความ หรอื การ
ท�ำค�ำชี้ขาดเพมิ่ เติมตามมาตรานี้

96 พระราชบัญญตั อิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ.2545

สถาบันอนญุ าโตตลุ าการ Thai Arbitration Institute

หมวด ๖
การคัดค้านคำ� ชขี้ าด

มาตรา ๔๐ การคดั คา้ นคำ� ชขี้ าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการอาจทำ� ไดโ้ ดยการขอ
ใหศ้ าลที่มี เขตอ�ำนาจเพิกถอนค�ำชข้ี าดตามท่ีบญั ญัตไิ วใ้ นมาตรานี้
คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนค�ำชี้ขาดได้ โดยย่ืนค�ำร้องต่อศาลท่ี
มีเขตอ�ำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับส�ำเนาค�ำช้ีขาด หรือถ้าเป็นกรณีมีการขอให้
คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขหรือตีความค�ำชี้ขาด หรือช้ีขาดเพิ่มเติม นับแต่วันท่ีคณะ
อนุญาโตตลุ าการได้แกไ้ ขหรือตคี วามค�ำชข้ี าดหรือ ทำ� คำ� ช้ขี าดเพ่มิ เติมแลว้
ใหศ้ าลเพกิ ถอนคำ� ชข้ี าดได้ในกรณดี งั ต่อไปนี้
(๑) คู่พพิ าทฝา่ ยท่ีขอใหเ้ พกิ ถอนคำ� ชข้ี าดสามารถพสิ ูจน์ได้วา่
(ก) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้
บกพร่อง ในเรอ่ื งความสามารถตามกฎหมายท่ีใช้บงั คับแกค่ สู่ ัญญาฝ่ายนัน้
(ข) สญั ญาอนญุ าโตตลุ าการไมม่ ผี ลผกู พนั ตามกฎหมายแหง่ ประเทศ
ทคี่ ูพ่ พิ าท ไดต้ กลงกนั ไว้ หรือตามกฎหมายไทยในกรณที ไี่ ม่มีข้อตกลงดงั กลา่ ว
(ค) ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายท่ีขอให้เพิกถอนค�ำชี้ขาดรู้ล่วงหน้า
โดยชอบ ถงึ การแตง่ ตง้ั คณะอนญุ าโตตลุ าการหรอื การพจิ ารณาของคณะอนญุ าโตตลุ าการ
หรอื บคุ คลดงั กลา่ ว ไมส่ ามารถเขา้ ตอ่ สคู้ ดใี นชน้ั อนญุ าโตตลุ าการไดเ้ พราะเหตปุ ระการอน่ื
(ง) ค�ำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซ่ึงไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญา
อนุญาโตตุลาการหรือค�ำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อ
คณะอนุญาโตตุลาการ แต่ถ้าค�ำช้ีขาดที่วินิจฉัยเกินขอบเขตนั้นสามารถแยกออกได้จาก
ค�ำช้ีขาดส่วนท่ีวินิจฉัยในขอบเขตแล้ว ศาลอาจเพิกถอนเฉพาะส่วนท่ีวินิจฉัยเกินขอบเขต
แหง่ สญั ญาอนญุ าโตตุลาการหรือขอ้ ตกลงนั้นก็ได้ หรอื

พระราชบัญญตั ิอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ.2545 97

Thai Arbitration Institute สถาบันอนุญาโตตลุ าการ

(จ) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณา
ของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือในกรณีที่คู่พิพาท
ไม่ได้ตกลงกนั ไว้ เปน็ อยา่ งอนื่ องค์ประกอบดงั กลา่ วไม่ชอบดว้ ยกฎหมายน้ี
(๒) มกี รณีปรากฏต่อศาลว่า
(ก) ค�ำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการ
อนญุ าโตตลุ าการไดต้ ามกฎหมาย หรอื
(ข) การยอมรับหรือการบังคับตามค�ำชี้ขาดน้ันจะเป็นการขัดต่อ
ความสงบเรียบรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดีของประชาชน
ในการพจิ ารณาคำ� รอ้ งใหเ้ พกิ ถอนคำ� ชข้ี าด ถา้ คพู่ พิ าทยน่ื คำ� รอ้ งและศาลพจิ ารณา
เห็นว่า มีเหตุผลสมควร ศาลอาจเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปตามที่เห็นสมควรเพ่ือให้
คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาอีกคร้ังหนึ่งหรือด�ำเนินการอย่างใดอย่างหน่ึงที่คณะ
อนุญาโตตลุ าการเห็นสมควร เพ่ือให้ เหตแุ หง่ การเพิกถอนนั้นหมดสิน้ ไป

หมวด ๗
การยอมรับและบังคับตามคำ� ช้ีขาด

มาตรา ๔๑ ภายใตบ้ ังคับมาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔ ค�ำชขี้ าดของ
คณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ท�ำข้ึนในประเทศใดให้ผูกพันคู่พิพาท และเมื่อได้มีการ
ร้องขอตอ่ ศาล ท่ีมเี ขตอำ� นาจยอ่ มบังคบั ได้ตามคำ� ชข้ี าดนน้ั
ในกรณีค�ำช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการกระท�ำขึ้นในต่างประเทศ ศาลท่ีมี
เขตอ�ำนาจจะมีค�ำพิพากษาบังคับตามค�ำช้ีขาดให้ต่อเม่ือเป็นค�ำช้ีขาดท่ีอยู่ในบังคับแห่ง
สนธสิ ญั ญา อนุสญั ญาหรอื ความตกลงระหวา่ งประเทศซึง่ ประเทศไทยเปน็ ภาคี และใหม้ ี
ผลบังคบั ไดเ้ พียงเท่าที่ประเทศไทยยอมตนเข้าผกู พันเทา่ น้ัน
มาตรา ๔๒ เม่ือคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับตามค�ำชี้ขาดของคณะ
อนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทฝ่ายน้ันยื่นค�ำร้องต่อศาลท่ีมีเขตอ�ำนาจภายในก�ำหนดเวลา

98 พระราชบญั ญตั ิอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545


Click to View FlipBook Version