The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มที่ 10 การติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-14 20:42:39

เล่มที่ 10 การติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็ง

เล่มที่ 10 การติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็ง

การตดิ ตามปริมาณคาร์บอน

ในพ้นื ท่พี รคุ วนเครง็

การติดตาม

พปริมราณุคควารน์บอเนคในพรื้น็งที่

สารบญั 7
8
1. ค�ำนำ� 10
2. วัตถุประสงค์ 11
3. การทบทวนเอกสารและงานวิจยั 11
11
3.1 ปา่ พรุ 12
3.1.1 ลกั ษณะท่วั ไป 13
3.1.2 ประเภทของป่าพรุ 13
3.1.3 การกระจายของป่าพรุ 13
14
3.2 สมดลุ คารบ์ อนในระบบนเิ วศ 15
3.2.1 มวลชีวภาพ 15
3.2.2 การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชีวภาพ 16
3.2.3 การสะสมคารบ์ อนในดนิ 16
3.2.4 การหมุนเวยี นคาร์บอน 18
3.2.5 ไฟปา่ และการหมนุ เวียนคาร์บอน 19
20
3.3 การตรวจวัดและติดตามปรมิ าณคารบ์ อนของระบบนิเวศ 22
3.3.1 UNFCCC 22
3.3.2 Winrock International 23
3.3.3 Carbon2Markets Michigan State University 23
3.3.4 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) 23
24
3.4 พน้ื ที่พรุควนเคร็ง 34
3.4.1 สถานภาพทางกายภาพ 35
3.4.2 สถานภาพทางชวี ภาพ 37
3.4.3 สถานภาพทางทางเคมี 37
3.4.4 คุณค่าและการใช้ประโยชน์ 37
3.4.5 ประเภทการใช้ทดี่ นิ 37
38
4. วิธีการและขน้ั ตอนการด�ำเนินงาน 44
4.1 พ้นื ท่แี ละขอบเขตการดำ� เนินงาน 46
4.2 การประเมนิ และการคดั เลือกพนื้ ทีเ่ บอื้ งต้น 46
4.3 การพฒั นาระบบการตรวจวัดและตดิ ตามปรมิ าณคาร์บอนในพ้นื ทป่ี า่ พรุรว่ มกบั ชุมชน 46
4.3.1 การพัฒนาระบบ 46
4.3.2 การวางแปลงตวั อย่างถาวร 46
4.3.3 การตรวจวัดและตดิ ตามการกกั เกบ็ คารบ์ อนในแปลงตวั อยา่ งถาวร
4.3.4 การศกึ ษาการปลดปล่อยคาร์บอนในแปลงตัวอย่างถาวร
4.4 การส�ำรวจปริมาณคารบ์ อนในพื้นที่พรคุ วนเคร็งโดยอาศยั การมสี ่วนร่วมกบั ชุมชน
4.5 การพัฒนานักวทิ ยาศาสตร์รนุ่ เยาวร์ ่วมกับสถาบนั การศกึ ษาในพ้ืนที่
4.6 การศึกษาบทเรียนและเปรยี บเทยี บระบบการติดตามปรมิ าณคาร์บอนในพื้นทีส่ าธติ ปา่ พรุคนั ธลุ ี
4.7 การสร้างและพัฒนาระบบฐานข้อมูลสำ� หรับการตรวจวดั ปริมาณการกกั เก็บคาร์บอน
4.8 การพัฒนาศักยภาพองคค์ วามร้แู ละการส่อื สารเพ่ือตรวจวัดปรมิ าณคาร์บอน

5. ผลการด�ำเนนิ งาน 49
5.1 ระบบการตรวจวดั และตดิ ตามปริมาณคาร์บอนในพ้นื ที่ปา่ พรรุ ว่ มกับชมุ ชน 51
5.1.1 การคดั เลือกพน้ื ท่ีเพอื่ วางแปลงตวั อย่างถาวร 51
5.1.2 การวางแปลงถาวรเพอ่ื ตรวจวดั และติดตามปรมิ าณคารบ์ อน 54
5.1.3 ลักษณะสังคมพืชในพ้ืนท่พี รุควนเคร็ง 57
5.1.4 การกกั เก็บคาร์บอนในแหล่งสะสมคาร์บอนตา่ งๆ ในพนื้ ท่พี รุควนเครง็ 73
5.2 การส�ำรวจปรมิ าณคารบ์ อนแบบกรดิ (Grid sampling) 87
5.2.1 วธิ ีการสำ� รวจ 87
5.2.2 ผลการสำ� รวจเบื้องต้น 89
5.2.3 การประเมินสถานภาพการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนทีพ่ รคุ วนเคร็ง 95
5.3 การปล่อยก๊าซเรอื นกระจกในพ้ืนทป่ี ่าพรุ 3 แหง่ 99
5.3.1 การศกึ ษาการปล่อยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ 99
5.3.2 การศึกษาการปล่อยก๊าซเรอื นกระจก 106
5.4 การพัฒนานักวทิ ยาศาสตรร์ นุ่ เยาว์รว่ มกับสถาบนั การศกึ ษาในพื้นท่ี 126
5.4.1 พัฒนาทีมนกั วจิ ัยจากสถาบันการศกึ ษาในพน้ื ท่ี 126
5.4.2 การพัฒนาอาสาสมัครวิจัยจากชุมชนในการตรวจวดั และตดิ ตามปริมาณคาร์บอน 127
5.4.3 การฝกึ อบรมเยาวชนเร่อื งการตรวจวัด การประเมินคาร์บอนเบ้อื งตน้ สำ� หรบั พน้ื ทปี่ ่าพรุ 128
5.5 การศึกษาบทเรยี นการตดิ ตามปริมาณคารบ์ อนในพืน้ ทีส่ าธิตป่าพรคุ นั ธลุ ี 130
5.5.1 ความเปน็ มาของพรุคนั ธุลี 130
5.5.2 กระบวนการศึกษา 130
5.5.3 การถอดบทเรยี นการติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นทส่ี าธิตป่าพรุคนั ธลุ ี 133
5.6 การสร้างและพัฒนาระบบฐานข้อมูลส�ำหรับการตรวจวัดปรมิ าณการกักเก็บคาร์บอน 137
5.6.1 ระบบฐานข้อมลู สำ� หรบั การตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพน้ื ทพ่ี รุควนเคร็ง 137
5.6.2 แอพพลเิ คช่ันสำ� หรับการตรวจวัดปริมาณการกักเกบ็ คารบ์ อนในพ้นื ทพี่ รคุ วนเคร็ง 139
5.7 คู่มอื การตรวจวดั ปริมาณคาร์บอนอย่างง่าย 140
142
6. สรปุ และขอ้ เสนอแนะ 143
6.1 สรปุ 145
6.2 ขอ้ เสนอแนะ 145
6.2.1 ข้อเสนอแนะเพอ่ื การวจิ ยั ดา้ นการกักเก็บและปลดปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกในพืน้ ท่ีพรุ 145
6.2.2 ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การบรหิ ารจัดการเพื่อเพิ่มศกั ยภาพในการกักเกบ็ คารบ์ อนในพน้ื ท่พี รุ 146

7. บรรณานุกรม

สารบญั ภาพ

ภาพที่ 1 ข้ันตอนการประเมนิ การกักเกบ็ คารบ์ อนของปา่ ไม้ 17
ภาพที่ 2 ตวั อยา่ งแปลงตัวอยา่ งวงกลมขนาดต่าง ๆ ซอ้ นทับกัน (nested plot) 19
ภาพท่ี 3 การวางแปลงตวั อย่างและการเกบ็ ข้อมูลของต้นไม้ในแปลงตวั อยา่ ง 21
ภาพที่ 4 ลักษณะพ้ืนทแี่ ละพชื พรรณป่าพรุด้งั เดิมบา้ นทงุ่ พดั อำ� เภอชะอวด จังหวดั นครศรีธรรมราช 25
ภาพท่ี 5 ลักษณะพนื้ ทีแ่ ละพืชพรรณปา่ พรุดัง้ เดิมริมคลองกก อำ� เภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรธี รรมราช 26
ภาพท่ี 6 ลักษณะพชื พรรณป่าพรดุ ้ังเดมิ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ จังหวดั พัทลงุ 27
ภาพที่ 7 ลกั ษณะพื้นทีป่ า่ พรุที่ถูกรบกวน ในพ้ืนท่ีปา่ พรุควนเครง็ อ�ำเภอชะอวด จงั หวัดนครศรธี รรมราช 30
ภาพท่ี 8 ลกั ษณะพื้นทแ่ี ละพืชพรรณป่าเสม็ด บริเวณหมู่ 3 และหมู่ 9 ต�ำบลเคร็ง อำ� เภอชะโอด จังหวดั นครศรีธรรมราช 32
ภาพที่ 9 ลกั ษณะสวนปาลม์ น�้ำมนั อายุต่าง ๆ หมู่ 6 ต�ำบลเครง็ อ�ำเภอชะโอด จงั หวัดนครศรีธรรมราช 33
ภาพที่ 10 แผนทีแ่ สดงขอบเขตพ้ืนท่ีพรคุ วนเคร็ง จังหวดั นครศรธี รรมราช และจังหวัดพัทลุง 36
ภาพท่ี 11 การวางแปลงตวั อยา่ งถาวร ขนาด 50 เมตร x 50 เมตร เพอ่ื ตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อนจากแหลง่ สะสมคารบ์ อนตา่ ง ๆ 43
ภาพท่ี 12 เครอื่ งมอื วดั การปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ LI-8100A Automated Soil CO2 Flux System (LICOR Inc., USA) 45
ภาพที่ 13 แบบจ�ำลองการศึกษาการปลดปล่อยกา๊ ซมีเทนในพน้ื ท่ีนาข้าวโดยใชว้ ิธี Closed chamber 45
ภาพที่ 14 พื้นที่ป่าพรุด้ังเดิม สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ อำ� เภอควนขนุน จังหวดั พทั ลงุ 51
ภาพท่ี 15 พน้ื ทป่ี ่าพรุท่ถี กู รบกวน (ปา่ เสม็ด) ตำ� บลเคร็ง อำ� เภอชะอวด จังหวัดนครศรธี รรมราช 52
ภาพท่ี 16 พืน้ ท่ีป่าพรุทีถ่ ูกเปลยี่ นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดิน (สวนปาลม์ น้�ำมนั ) ต�ำบลเครง็ อ�ำเภอชะอวด 53
จงั หวดั นครศรีธรรมราช
ภาพท่ี 17 การเกบ็ ข้อมูลไม้ตน้ ในพื้นทแี่ ปลงตวั อยา่ งถาวรทง้ั 12 แปลง 54
ภาพท่ี 18 ลักษณะไม้ตายจ�ำแนกตามระดับความผุ 55
ภาพท่ี 19 การวดั ความลึกของพรุ โดยการใชเ้ หลก็ เคร็ง 56
ภาพท่ี 20 การขดุ หลมุ ดนิ จ�ำนวนพื้นท่ีละ 1 หลุม เพ่อื จัดท�ำหนา้ ตัดดนิ (soil profile) ลึก 1 เมตร และเกบ็ ตัวอยา่ งดนิ /พรุ 57
ภาพท่ี 21 แปลงตัวอย่างถาวรพื้นทีป่ ่าพรุดัง้ เดมิ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง อ.ควนขนนุ จ.พทั ลุง 59
ภาพที่ 22 สภาพพนื้ ที่แปลงตวั อย่างถาวรพรดุ ัง้ เดิมแปลงที่ 1 ณ สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ 60
ภาพที่ 23 สภาพพื้นทีแ่ ปลงตัวอย่างถาวรพรดุ ัง้ เดมิ แปลงท่ี 2 ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง 61
ภาพที่ 24 สภาพพน้ื ที่แปลงตัวอยา่ งถาวรพรุดั้งเดิมแปลงที่ 3 ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ 63
ภาพที่ 25 สภาพพื้นท่แี ปลงตวั อยา่ งถาวรพรดุ ง้ั เดมิ แปลงท่ี 4 ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง 65
ภาพที่ 26 แปลงตวั อย่างถาวรพน้ื ท่ีป่าเสม็ด อ�ำเภอชะอวด จงั หวัดนครศรธี รรมราช 66
ภาพที่ 27 สภาพพน้ื ที่แปลงตวั อย่างถาวรพน้ื ที่ปา่ เสม็ด แปลงท่ี 1 67
ภาพท่ี 28 สภาพพืน้ ที่แปลงตัวอยา่ งถาวรพนื้ ที่ปา่ พรทุ ีถ่ กู รบกวน (ป่าเสมด็ ) แปลงที่ 2 67
ภาพท่ี 29 สภาพพื้นที่แปลงตวั อยา่ งถาวรพ้ืนทป่ี า่ เสมด็ แปลงที่ 3 67
ภาพท่ี 30 สภาพพื้นทแ่ี ปลงตัวอยา่ งถาวรพน้ื ทีป่ ่าพรทุ ่ีถูกรบกวน (ป่าเสมด็ ) แปลงท่ี 4 68
ภาพท่ี 31 แปลงตัวอย่างถาวรพน้ื ท่ปี า่ พรุท่ีถกู เปลีย่ นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ่ดี นิ (สวนปาลม์ น้ำ� มัน) 69
ภาพท่ี 32 สภาพพน้ื ทแ่ี ปลงตัวอย่างถาวร สวนปาลม์ น�้ำมนั แปลงที่ 1 อายุ 2 ปี 70
ภาพที่ 33 สภาพพื้นทแ่ี ปลงตวั อย่างถาวร สวนปาลม์ นำ�้ มนั แปลงท่ี 2 อายุ 5 ปี 70
ภาพที่ 34 สภาพพน้ื ทแ่ี ปลงตัวอย่างถาวร สวนปาลม์ นำ�้ มนั แปลงท่ี 3 อายุ 7 ปี 71
ภาพที่ 35 สภาพพน้ื ทแ่ี ปลงตัวอย่างถาวร สวนปาลม์ น�ำ้ มนั แปลงท่ี 4 อายุ 10 ปี 71
ภาพที่ 36 การจ�ำแนกชั้นพรตุ ามลกั ษณะทางกายภาพของพรุตามกระบวนการยอ่ ยสลาย 80
ภาพที่ 37 หน้าตัดดินทร่ี ะดบั ความลึก 1 เมตร ในแปลงตัวอย่างถาวรของพื้นทพี่ รคุ วนเครง็ 3 แหง่ 84
ภาพที่ 38 การกักเก็บคารบ์ อนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนต่างๆ ของในพ้นื ทพี่ รคุ วนเคร็ง (หน่วย: ตนั ต่อไร)่ 85

ภาพที่ 39 การก�ำหนดจดุ วางแปลงสำ� รวจมรี ะยะหา่ ง 2 กิโลเมตร x 2 กโิ ลเมตร จ�ำนวน 234 แปลง 88
ครอบคลุมพืน้ ทพ่ี รคุ วนเคร็งทงั้ หมด 89
ภาพที่ 40 การวางแปลงสำ� รวจขนาด 15 เมตร x 15 เมตร แบบกริด (Grid sampling) 92
ภาพที่ 41 สดั ส่วนการใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ของแปลงสำ� รวจแบบกริด (Grid sampling) ในจังหวดั นครศรีธรรมราช 94
พทั ลุง และสงขลา 96
ภาพท่ี 42 การกกั เกบ็ คารบ์ อนในพนื้ ทกี่ ารใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ตา่ ง ๆ ในพน้ื ทพ่ี รคุ วนเครง็ จากสำ� รวจแบบกรดิ (Grid sampling) 99
ภาพท่ี 43 ประเภทการใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ และสถานภาพในการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพน้ื ทพ่ี รคุ วนเครง็ (พนื้ ทที่ ง้ั หมด 581,908 ไร)่ 105
จากภาพถา่ ยดาวเทยี มในปี พ.ศ.2561 107
ภาพที่ 44 การวดั การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยวธิ ี Chamber method ในพื้นทีพ่ รคุ วนเคร็ง 107
ภาพท่ี 45 ปจั จยั อณุ หภมู ิ และ ความชนื้ กบั การปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 113
ของเดอื นกรกฎาคม 2562 - มถิ ุนายน 2563 ในช่วงเชา้ และบ่าย 119
ภาพที่ 46 การเก็บตวั อย่างก๊าซดว้ ยวธิ ี The closed static chamber technique ชว่ งเวลาไมม่ นี ้�ำทว่ มขงั 125
ภาพที่ 47 การเกบ็ ตวั อย่างกา๊ ซด้วยวธิ ี The closed static chamber technique ด้วย floating chamber 126
ช่วงเวลามนี �ำ้ ทว่ มขัง 127
ภาพท่ี 48 กกกาารรราฟแแปปแรรสผผดนนัังคขข่าออกงงากกราาปรรปปลดลลดดปปปลอ่ลลยอ่อ่ กยย๊ากกซา๊๊าไซซนมคตาเี ทรรสับ์นออ(อนCกHไดไ4ซอ)ดอต์ กงั้(Nแไซ2ตOด่ ก์)(รCตกงั้Oฎแ2าต)ค่ใกนมรช2กว่ 5ฎง6กา2ครกม–ฎ6มา2คถิ ุนม–า2มย5ิถน6นุ 22า5ย–6น3ม6ถิ 3นุ ายน 2563 128
ภาพที่ 49 129
ภาพท่ี 50 132
ภาพที่ 51 หารอื ความร่วมมอื ในการวิจัยระหวา่ งทีมนกั วิจัยจากมหาวทิ ยาลัยวลยั ลักษณ์ จังหวัดนครศรธี รรมราช 133
ภาพท่ี 52 หารอื กับทางทีมมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี ณ มลู นธิ ิปา่ -ทะเลเพ่ือชีวติ 134
ภาพที่ 53 การจัดอบรมการสำ� รวจต้นไมแ้ ละการตรวจวัดการกกั เก็บคาร์บอนในพ้ืนท่ปี ่าพรุควนเคร็ง 135
ภาพท่ี 54 กจิ กรรมค่ายเยาวชน “ส�ำรวจปา่ ...สบื หาคารบ์ อนในป่าพรคุ วนเคร็ง” 138
ภาพที่ 55 หารือพูดคุยกับทางองคก์ ารบริหารส่วนตำ� บล (อบต.) และทมี แกนน�ำชุมชน 139
ภาพที่ 56 พนื้ ที่ปา่ พรุสมบรู ณข์ องพรุคันธลุ ี 141
ภาพท่ี 57 พื้นที่ปา่ พรถุ กู ไฟไหม้
ภาพที่ 58 พ้ืนทีท่ ี่ปลกู ปาล์มน้ำ� มัน
ภาพท่ี 59 ระบบฐานข้อมลู สำ� หรับการตรวจวดั ปรมิ าณการกกั เกบ็ คาร์บอนในพน้ื ที่ป่าพรคุ วนเคร็ง
ภาพท่ี 60 ตัวอย่างขอ้ มูลทแ่ี สดงในแอพพลิเคชน่ั การตรวจวัดปรมิ าณการกักเกบ็ คาร์บอน
ภาพท่ี 61 เนื้อหาของ คมู่ ือการสำ� รวจและตรวจวดั ปริมาณคาร์บอนในปา่ พรอุ ยา่ งง่าย

สารบัญตาราง

ตารางท่ี 1 รายชือ่ พรรณพืชสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ จังหวดั พทั ลงุ 28
ตารางท่ี 2 สมการสำ� หรับมวลชีวภาพของพรรณไมใ้ นพนื้ ทพ่ี รคุ วนเคร็ง 39
ตารางท่ี 3 ผลสมั ฤทธใิ์ นการดำ� เนินงานผลผลติ ท่ี 2.3 ตดิ ตงั้ ระบบการติดตามปริมาณคารบ์ อนในพรุ 50
ตารางที่ 4 ชนิดของพันธ์ไุ ม้และค่าดัชนีความสำ� คัญของ แปลงตัวอย่างถาวรพรดุ ัง้ เดมิ แปลงที่ 1 60
ตารางท่ี 5 ความหนาแน่น และการเตบิ โตของไมย้ นื ตน้ และไมร้ ่นุ ในแปลงตัวอย่างถาวรในพ้ืนท่ีพรคุ วนเครง็ 61
ตารางท่ี 6 ชนดิ ของพนั ธ์ุไมแ้ ละค่าดัชนีความส�ำคัญของ แปลงตวั อย่างถาวรพรุด้ังเดิมแปลงที่ 2 62
ตารางท่ี 7 ชนิดของพันธุ์ไมแ้ ละค่าดัชนคี วามสำ� คญั ของ แปลงตัวอยา่ งถาวรพรดุ งั้ เดมิ แปลงท่ี 3 63
ตารางที่ 8 ชนิดของพนั ธุไ์ ม้และคา่ ดชั นคี วามส�ำคญั (Importance Value Index, IVI ) 64
ของแปลงตวั อย่างถาวรพรดุ ั้งเดมิ แปลงที่ 4 72
ตารางที่ 9 เปรียบเทยี บความหนาแนน่ และการเติบโตของไมย้ นื ตน้ ในแปลงถาวรตา่ งๆ ในพ้นื ทีพ่ รคุ วนเคร็ง 74
ตารางที่ 10 ปรมิ าณมวลชีวภาพและการกกั เกบ็ คารบ์ อนไมต้ ้น (tree) ในแตล่ ะพ้นื ทแ่ี ปลงตัวอยา่ งถาวร 75
ตารางที่ 11 ปรมิ าณมวลชีวภาพและการกกั เกบ็ คารบ์ อนไมร้ ่นุ (sapling) ในแตล่ ะพ้นื ทแี่ ปลงตวั อย่างถาวร 76
ตารางที่ 12 มวลชวี ภาพและการกกั เก็บคารบ์ อนไมเ้ ถาวัลย์ ในแปลงตัวอย่างถาวรของพ้ืนทีป่ ่าพรดุ ้ังเดิม 76
ตารางที่ 13 ปรมิ าณมวลชวี ภาพและการกกั เก็บคารบ์ อนพืชพ้ืนล่าง ของแปลงตวั อย่างถาวรตา่ ง ๆ ในพื้นท่ีพรคุ วนเครง็ 77
ตารางที่ 14 การกักเก็บคาร์บอนในมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ และใตด้ นิ ของพชื พรรณต่าง ๆ ของแปลงตวั อย่างถาวรตา่ ง ๆ 78
ในพน้ื ท่พี รคุ วนเครง็ 81
ตารางที่ 15 การกักเกบ็ คาร์บอนในไม้ตาย ของแปลงตวั อยา่ งถาวรตา่ ง ๆ ในพื้นทพ่ี รคุ วนเคร็ง 82
ตารางที่ 16 ลักษณะดนิ และศักยภาพในการกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ ของป่าพรดุ งั้ เดิม 83
ตารางที่ 17 ลกั ษณะดนิ และศักยภาพในการกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ ของป่าพรเุ สม็ด 84
ตารางท่ี 18 ลกั ษณะดนิ และศกั ยภาพในการกกั เก็บคาร์บอนในดนิ ของสวนปาล์มน้�ำมัน 86
ตารางท่ี 19 การกกั เก็บคารบ์ อนในดนิ ในแปลงตวั อยา่ งถาวรของพ้นื ที่พรุควนเครง็ 3 แหง่ 91
ตารางท่ี 20 ภาพรวมของการกักเกบ็ คาร์บอนในแหล่งสะสมคาร์บอนตา่ งๆ ของในพื้นทพี่ รคุ วนเครง็ 93
ตารางท่ี 21 การใช้ประโยชน์ทีด่ ินของแปลงส�ำรวจแบบกริด (Grid sampling) จ�ำนวน 234 จดุ สำ� รวจ 94
ตารางท่ี 22 การกักเก็บคาร์บอนในพน้ื ที่การใชป้ ระโยชนท์ ี่ดนิ ของแปลงสำ� รวจแบบกรดิ (Grid sampling) 97
ในจงั หวดั นครศรีธรรมราช พัทลงุ และสงขลา 100
ตารางท่ี 23 ภาพรวมการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพืน้ ท่ีการใช้ประโยชนท์ ดี่ นิ ตา่ ง ๆ ในพ้ืนท่พี รุควนเครง็ 102
จากสำ� รวจแบบกรดิ (Grid sampling) 104
ตารางท่ี 24 สถานภาพในการกักเกบ็ คาร์บอนของประเภทการใช้ประโยชน์ท่ดี ินตา่ ง ๆ ในพนื้ ทีพ่ รคุ วนเครง็ ปี พ.ศ.2561 108
ตารางท่ี 25 สรุปการเก็บข้อมูลการปลอ่ ยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์วธิ ี Chamber method 109
ตารางท่ี 26 การปลดปลอ่ ยคารบ์ อนไดออกไซด์ในแปลงตวั อยา่ งถาวรต่าง ๆ ในพนื้ ท่ีพรุควนเคร็ง 114
ตารางท่ี 27 การเปรียบเทยี บพ้ืนทีส่ วนปาล์มน�้ำมนั และพ้ืนทปี่ า่ เสมด็ ในแต่ละเดอื น 115
ตารางท่ี 28 สรปุ การเก็บตวั อย่างเพ่อื วเิ คราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยวิธี gas chromatography 119
ตารางที่ 29 ข้อมลู การปลดปล่อยก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ตั้งแต่เดอื น กรกฎาคม 2562 – มถิ นุ ายน 2563 121
ตารางที่ 30 ค่าเฉลี่ยการปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ในแตล่ ะเดือน 125
ตารางที่ 31 กกขข้อ้อาารรมมปปููลลลลกก่ออ่าายยรรปปกกา๊า๊ลลซซดดไมปปนีเลลทต่อ่อนรยยัสกก(อCาา๊๊อHซซก4มไ)ไนซเี เทตดฉนรล์ (สั ่ยีN(อCร2อOาHกย)4)ไเรดซตาดอื ้งัยน์ แ(เNดตขือ2เ่ อOดนงือ)พขนตื้นอง้ั กทงแรพีต่ตกนื้่าเ่ ฎดงทือาต่ีๆคน่ามใงกน2รๆพ5ก้ืนใ6ฎนท2าพพ่ีค–ื้นรมทคุม2วิถ่ีพ5นนุร6เคุาค2ยวรนน–ง็ เ2คม5รถิ ็ง6นุ 3า ยน 2563
ตารางที่ 32
ตารางที่ 33
ตารางที่ 34

1. ค�ำน�ำ

ปา่ พรุ (peat swamp forest) เปน็ แหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อนทส่ี ำ� คญั โดยชน้ั พรมุ อี นิ ทรยี วตั ถทุ ย่ี งั ไมส่ ลายตวั อยา่ งสมบรู ณน์ นั้ เปน็ แหลง่ สะสม
คารบ์ อนของระบบนเิ วศปา่ ประเภทนไี้ วเ้ ปน็ อยา่ งมาก มกี ารประมาณการวา่ มปี า่ พรอุ ยทู่ ว่ั โลกประมาณ 380,000 ตารางกโิ ลเมตร ซง่ึ คดิ เปน็
พืน้ ท่เี พียงประมาณร้อยละ 0.25 ของพ้ืนผวิ โลก สามารถกกั เกบ็ คาร์บอนไว้ประมาณ 50,000-70,000 ล้านตัน หรอื ประมาณรอ้ ยละ 3
ของคารบ์ อนทก่ี กั เกบ็ อยใู่ นดนิ ของโลก (Rieley and Page, 2005) สำ� หรบั ประเทศไทยมพี น้ื ทป่ี า่ พรอุ ยปู่ ระมาณ 505,000 ไร่ สว่ นใหญ่
อยใู่ นจงั หวดั นราธวิ าส ซง่ึ เปน็ ปา่ พรทุ ส่ี มบรู ณท์ ส่ี ดุ ในประเทศไทย (คณะวนศาสตร,์ 2556) ปญั หาของปา่ พรทุ ว่ั โลกกำ� ลงั เผชญิ อยใู่ นปจั จบุ นั
คือการเปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพ้ืนท่ีป่าเป็นการปลูกพืชเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนปาล์มน้�ำมัน โดยมีการถางป่าและ
ระบายน้�ำออกจากพ้ืนที่พรุ ส่งผลให้พรุแห้งและเสี่ยงต่อการถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ซ่ึงเป็นปัญหาที่ประเทศไทยก�ำลังเผชิญอยู่ในพ้ืนที่
ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช และในประเทศอินโดนีเซีย จากรายงานการเกิดไฟป่าในป่าพรุท่ีอินโดนีเซียระหว่างปี พ.ศ.
2540-2541 และ พ.ศ. 2545-2546 พบวา่ ทำ� ใหเ้ กดิ การปลดปลอ่ ยคารบ์ อนสบู่ รรยากาศมากถงึ 2,500 และ 200-1,000 ลา้ นตนั ตามลำ� ดบั
สำ� หรบั ประเทศไทยปญั หาไฟปา่ นบั วนั จะทวคี วามรนุ แรงขน้ึ อนั เนอื่ งมาจากกจิ กรรมการใชไ้ ฟทงั้ ในและบรเิ วณโดยรอบพน้ื ทป่ี า่ สง่ ผลตอ่
การเกิดไฟไหม้ลุกลามเข้าไปในพ้ืนท่ีป่า จากสถิติของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่าสาเหตุส�ำคัญของการเกิดไฟป่า
ส�ำหรับประเทศไทยนั้นล้วนมีสาเหตุจากมนุษย์ โดยที่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมเก็บหาของป่า และการเผาพ้ืนที่การเกษตรแล้ว
ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ป่าข้างเคียง นอกจากนี้กิจกรรมการใช้ไฟเพ่ือวัตถุประสงค์อ่ืน ๆ ของราษฎรท่ีขาดความระมัดระวัง เช่น การเผาวัสดุ
ทางการเกษตร การเผาเตรยี มพ้ืนทีส่ ง่ ผลใหเ้ กิดไฟลกุ ลามเขา้ พนื้ ทป่ี ่าได้อย่างมากเช่นกัน เปน็ ต้น
ภูมิทัศน์พรุควนเคร็งครอบคลุมพ้ืนท่ี เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย พื้นที่กันชนเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย
เขตปฏิรปู ท่ีดนิ เพอ่ื การเกษตร พนื้ ท่ีพรุในเขตปา่ สงวนแห่งชาติ ทดี่ ินสาธารณะ ในจงั หวัดนครศรีธรรมราช พทั ลงุ และสงขลา จากการ
แปลภาพถา่ ยจากดาวเทยี มปี พ.ศ. 2561 (สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม, 2563) พบวา่ ภมู ทิ ศั นพ์ รคุ วนเครง็
มีพ้ืนท่ีทั้งหมด 581,907.95 ไร่ พ้ืนที่สวนใหญ่เป็นป่าพรุมีพ้ืนท่ีประมาณ 179,904.69 ไร่ (ร้อยละ 30.44) พ้ืนที่ทุ่งหญ้าและพื้นท่ีลุ่ม
87,141.41 ไร่ (รอ้ ยละ 15.92) โดยปา่ พรสุ ว่ นใหญม่ สี ภาพเปน็ ป่าพรุทีถ่ กู รบกวนหรือป่าพรเุ สอื่ มโทรม ซ่งึ ไดร้ ับผลกระทบจากลมพายทุ ี่
พดั ถลม่ ในปี พ.ศ. 2505 และสถานการณไ์ ฟไหมป้ า่ พรทุ เี่ กดิ ขน้ึ เปน็ ประจำ� ทกุ ปี ทำ� ใหพ้ รรณไมด้ ง้ั เดมิ ในปา่ พรถุ กู ทำ� ลายและมไี มเ้ สมด็ ขาว
ข้ึนทดแทนอยา่ งหนาแน่น สง่ ผลทำ� ให้พ้นื ทป่ี ่าพรุสมบูรณเ์ หลือเพยี ง 93,896.62 ไร่ หรือรอ้ ยละ 16.13 ของพน้ื ทีภ่ ูมทิ ัศนพ์ รุควนเครง็
ทง้ั หมด

2. วตั ถุประสงค์

8|

ในการดำ� เนนิ โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรเุ พอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อน และอนรุ กั ษค์ วามหลากหลาย
ทางชีวภาพอย่างย่ังยืน ผลลัพธ์ที่ 2 การใช้เทคโนโลยีเพ่ือหลีกเล่ียงการเสื่อมโทรมของป่าพรุ และป่าพรุที่เส่ือมโทรม ผลผลิตท่ี 2.3
การติดตามปริมาณคารบ์ อนในพื้นท่พี รุควนเคร็ง มีวัตถุประสงค์ ดังตอ่ ไปนี้

1) เพื่อน�ำร่องและสาธิตระบบการตรวจวัดและติดตามการแลกเปล่ียนคาร์บอนของป่าพรุในพื้นท่ีตัวแทนการใช้ประโยชน์ท่ีดิน
3 รูปแบบ ในพน้ื ทพี่ รุควนเครง็

2) เพ่ือพัฒนาระบบการตรวจวดั และติดตามปรมิ าณคารบ์ อนของพ้นื ท่ีพรุควนเครง็ ในชว่ งเวลาต่าง ๆ
3) เพอื่ พฒั นาเครอ่ื งมอื /กลไกการตดิ ตามมวลชวี ภาพโดยการมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชนเพอื่ ประเมนิ การแลกเปลยี่ นคารบ์ อนของพนื้ ที่

พรุควนเคร็ง

|9

3. การทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั

10 |

3.1 ปา่ พรุ

3.1.1 ลักษณะทัว่ ไป
สังคมพืชป่าพรุเป็นป่าไม้ไม่ผลัดใบ (evergreen forest) ประเภทหน่ึงซ่ึงเกิดในท่ีลุ่มต่�ำ มีน้�ำท่วมขังตลอดปี หรือท่วมในบางฤดูกาล
ค�ำว่า พรุ ใช้เรียกบริเวณที่เป็นที่ลุ่มชุม่ น�้ำหรอื มนี �ำ้ แช่ขัง มีซากผุของพชื ทบั ถมหนาเวลาเหยยี บย�่ำจะรู้สกึ อ่อนนมุ่ สภาพเช่นนภ้ี าคกลาง
เรยี กวา่ ทล่ี มุ่ สนนุ่ สภาพดนิ พรทุ ม่ี กี ารทบั ถมของซากพชื เรยี กวา่ ดนิ อนิ ทรยี วตั ถุ (organic soils) หรอื ดนิ ชดุ นราธวิ าส ซากอนิ ทรยี วตั ถุ
ทท่ี บั ถมถา้ หากสลายหมดจนไมเ่ หน็ ซากพชื เรยี ก มคั (muck) ถา้ สลายยงั ไมห่ มด เรยี ก พที (peat) ดนิ พรสุ ว่ นใหญห่ นากวา่ 40 เซนตเิ มตร
บางแหง่ อาจลกึ ถงึ 2 เมตร มสี ดี ำ� หรือสีน้ำ� ตาลแก่ ดนิ เปน็ กรดปานกลางในชน้ั บนและกรดจดั ในชนั้ ลา่ ง
ป่าพรุเขตรอ้ น (tropical peat forest) ของโลกมบี ทบาทสำ� คัญอย่างมากในการเปน็ แหลง่ ดดู ซับคารบ์ อน (carbon sink) และกกั เก็บ
คาร์บอน (carbon storage) ซึ่งการท�ำลายป่าพรุโดยเฉพาะการเปล่ียนแปลงการใช้ที่ดินและไฟป่าจะมีผลอย่างมากต่อการปลดปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ โดยมีการประมาณการว่ามีป่าพรุอยู่ท่ัวโลกประมาณ 380,000 ตารางกิโลเมตร สามารถกักเก็บ
คารบ์ อนไวป้ ระมาณ 50,000-70,000 ลา้ นตนั หรอื ประมาณรอ้ ยละ 3 ของคารบ์ อนทก่ี กั เกบ็ อยใู่ นดนิ ของโลก (Rieley and Page, 2005)
ส�ำหรับประเทศไทยมีพ้ืนท่ีป่าพรุในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 505,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนราธิวาส ป่าพรุโต๊ะแดงเป็นป่าพรุ
ท่ีสมบูรณ์ท่ีสุดในประเทศไทย นอกจากป่าพรุจะมีบทบาทส�ำคัญอย่างยิ่งต่อการกักเก็บคาร์บอนซ่ึงเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการ
เปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศของโลกแลว้ ปา่ พรยุ งั เปน็ ระบบนเิ วศทมี่ คี วามหลากหลายทางชวี ภาพสงู และยงั เปน็ พนื้ ทที่ ม่ี บี ทบาทในดา้ น
ของการเป็นท่รี บั น�ำ้ ทีส่ ำ� คญั จากพ้ืนทโี่ ดยรอบอกี ด้วย
3.1.2 ประเภทของปา่ พรุ
ป่าพรุจ�ำแนกโดยลกั ษณะภูมปิ ระเทศ สภาพดินและพันธุ์ไม้ในสังคมพชื เป็นหลัก เปน็ ป่าท่ีไม่ผลัดใบอยใู่ นทีล่ มุ่ ทีม่ ีน้�ำจืดขังตดิ ตอ่ กันเป็น
เวลายาวนาน อาจมีการแห้งแลง้ บ้างในบางครั้งแต่ดนิ ยังคงชื้นจัดและดินเปน็ กรดจดั มี pH ประมาณ 4-6 เน่ืองจากมีซากของใบไม้และ
เศษพืชทบั ถมหนาตง้ั แต่ 0.5-5 เมตร (จ�ำลองและคณะ 2534) โดยไม่สลายตวั หรอื สลายตวั น้อยเรยี กวา่ ดนิ พที (peat) ดังน้ันอาจเรยี ก
ปา่ พรชุ นดิ นไี้ ดว้ า่ ปา่ พรดุ นิ พที (peat swamp forest) ชนดิ ไมข้ องปา่ นต้ี อ้ งมกี ารปรบั ตวั เปน็ พเิ ศษทต่ี อ้ งขน้ึ อยใู่ นนำ้� และดนิ เปน็ กรดสงู
ดงั นน้ั จงึ เปน็ ชนดิ ไมท้ แ่ี ตกตา่ งไปจากปา่ ชนดิ อน่ื คอื ไมส้ ว่ นใหญม่ รี ากแกว้ คอ่ นขา้ งสน้ั รากแขนงแผก่ วา้ ง มรี ากคำ้� ยนั (stilt root) โคนตน้
มพี ูพอน (buttress) มรี ากหายใจ (pneumatophore root) เปน็ ตน้
ธวชั ชยั และชวลติ (2528) รายงานวา่ ปา่ ในรปู แบบทม่ี นี ำ�้ จดื ทว่ มนมี้ ชี อ่ื เรยี กหลายชอื่ ดว้ ยกนั แตบ่ างชอื่ เปน็ ปา่ นำ้� ทว่ มทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะ
เช่น ป่าบึง ป่าบึงน้�ำจืด ป่าน้�ำท่วม ป่าพรุ ป่าพรุน้�ำจืด หรือ ป่าเสม็ด เป็นต้น และได้สรุปว่า สังคมพืชท่ีมีน�้ำท่วมหรือขังควรเรียกว่า
ปา่ บงึ (swamp forest) ซง่ึ แยกยอ่ ยเปน็ 3 รปู แบบ คอื 1) ปา่ ชายเลน (mangrove forest) 2) ปา่ บงึ นำ้� จดื (fresh water swamp forest)
และ 3) ป่าพรุ (peat swamp forest) เปน็ ตน้
ป่าบงึ น�ำ้ จืด (fresh water swamp forest) หรืออาจเรียกว่าปา่ น�้ำทว่ ม เกดิ ในพื้นทร่ี าบตำ�่ รมิ ฝัง่ แมน่ �ำ้ หรอื บงึ ทมี่ ีน�ำ้ ทว่ มในฤดฝู นเป็น
เวลายาวนาน จะไมม่ ซี ากพชื ทบั ถมบนผวิ ดนิ เนอื่ งจากนำ�้ จะพดั หายไปสน้ิ พบทว่ั ไปในทกุ ภาค เชน่ ปา่ รมิ ฝง่ั แมน่ ำ้� ตาปี รมิ แมน่ ำ�้ มลู เปน็ ตน้
ส่วนป่าพรุท่ีข้ึนอยู่ในพ้ืนท่ีท่ีเป็นแอ่งรูปกระทะได้รับน�้ำจากฝนเป็นส่วนใหญ่ มีน�้ำจืดแช่ขังตลอดปี มีซากพืชทับถมกันเป็นเวลาช้านาน
โดยผสุ ลายนอ้ ยมาก กอ่ ใหเ้ กดิ พรุ (peat bog) ขนึ้ ในชว่ งฤดนู ำ้� หลากปรมิ าณนำ�้ สว่ นเกนิ จะเออ่ ลน้ ไหลลงสทู่ ะเลหรอื ลงสแู่ มน่ ำ้� ลำ� คลอง
(ธวชั ชัย และชวลิต, 2528 )

| 11

3.1.3 การกระจายของปา่ พรุ
ปา่ พรเุ ขตรอ้ น (tropical peat forest) ของโลกสว่ นใหญพ่ บอยใู่ นภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ประมาณรอ้ ยละ 70 และสว่ นทเี่ หลอื
พบในบริเวณทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ โดยมีการประมาณการว่ามีป่าพรุอยู่ท่ัวโลกประมาณ 380,000 ตารางกิโลเมตร ซ่ึงคิดเป็น
พน้ื ท่ีเพียงประมาณ รอ้ ยละ 0.25 ของพ้นื ผวิ โลก ส�ำหรับประเทศไทยมีพนื้ ท่ีปา่ พรใุ นประเทศไทยมอี ยปู่ ระมาณ 505,000 ไร่ สว่ นใหญ่
อยู่ในจังหวัดนราธิวาส ป่าพรุโต๊ะแดงเป็นป่าพรุท่ีสมบูรณ์ท่ีสุดในประเทศไทย ป่าพรุมีบทบาทส�ำคัญอย่างมากในการเป็นแหล่งดูดซับ
คาร์บอน (carbon sink) และกักเกบ็ คาร์บอน (carbon storage) ซ่งึ การท�ำลายปา่ พรุโดยเฉพาะการเปลย่ี นแปลงการใชท้ ด่ี ินและไฟป่า
จะมีผลอย่างมากต่อการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ นอกจากน้ีป่าพรุยังเป็นระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทาง
ชีวภาพสงู และยังเปน็ พ้นื ท่ีทีม่ ีบทบาทในดา้ นของการเป็นท่ีรบั น้�ำท่สี ำ� คัญจากพืน้ ทีโ่ ดยรอบอีกด้วย
ประเทศไทย ส่วนใหญ่มักพบป่าพรุอยู่ทางภาคใต้ของทั้งทางด้านตะวันตก และตะวันออกของคาบสมุทร ซ่ึงเกิดจากการทรุดตัวของ
เปลือกโลก หรือเน่ืองจากบริเวณนั้นรับน้�ำหนักมากจนเกินไปจนท�ำให้บริเวณดังกล่าวเกิดเป็นที่ลุ่มป่าพรุข้ึนได้ พื้นท่ีพรุเป็นทรัพยากรที่
สลบั ซับซ้อนมคี วามหลากหลายทางชีวภาพสูง (biodiversity) มรี ะบบนิเวศน์ท่ีมคี วามเก่ียวเนื่องกันหลายประเภท เช่น ปา่ พรุ ทุง่ หญา้
ทรี่ าบ น�ำ้ ทว่ ม หนองนำ�้ สตั วป์ ่า และสตั ว์นำ้� ทรัพยากรธรรมชาตติ า่ ง ๆ ในพืน้ ทพ่ี รแุ ตล่ ะแหลง่ มคี วามเดน่ เฉพาะตัวแตกต่างไปจาก
ระบบนเิ วศนข์ องปา่ ประเภทอนื่ ๆ สภาพโดยทวั่ ไปของปา่ พรุ จะมลี กั ษณะคลา้ ยปา่ ดงดบิ ชน้ื ประกอบดว้ ยพนั ธไ์ุ มห้ ลายชน้ั อายุ ขนึ้ ปะปน
กนั อยตู่ งั้ แตไ่ มช้ น้ั บน ไมช้ น้ั รอง ไมช้ นั้ ลา่ ง ไมว้ ยั หนมุ่ และกลา้ ไม้ นอกจากนบ้ี รเิ วณพนื้ ทป่ี า่ ยงั มพี รรณไมป้ ระเภทอนื่ ๆ ไดแ้ ก่ ปาลม์ ไมพ้ มุ่
ไม้ล้มลุก เถาวัลย์ กล้วยไม้ หญ้า และเฟิร์น หลากหลายชนิด ข้ึนปะปนกันอยู่อย่างหนาแน่น สังคมพืชในป่าพรุมีความเปราะบางมาก
ไดร้ บั ผลกระทบจากกจิ กรรมตา่ ง ๆ ได้งา่ ย (อทุ ศิ , 2542)
ปา่ พรแุ ละปา่ บงึ นำ�้ จดื พบกระจายทวั่ ไป โดยเฉพาะปา่ บงึ นำ�้ จดื ทพ่ี บไดใ้ นทกุ ภาค แตภ่ าคใตแ้ ละภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มปี รากฏอยมู่ าก
บางแหง่ อยรู่ อบทะเลสาบหรอื บงึ ขนาดใหญ่ เชน่ ผนื ปา่ รอบ ๆ ทะเลนอ้ ยในจงั หวดั พทั ลงุ ปา่ หนองทงุ่ ทองในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ปา่ รมิ ฝง่ั
แม่นำ�้ มูล เปน็ ต้น สว่ นพรุในประเทศไทยมีอย่มู ากพอควรแตม่ ักเป็นพืน้ ท่แี คบ ๆ อาจปรากฏบนภูเขาสูง เช่น บนยอดดอยสูงอินทนนท์
ท่เี ป็นแอ่งน�ำ้ หรือท่ีเรยี กว่า อา่ งกา ประกอบด้วยข้าวตอกฤาษี (sphagnum moss) อยู่เตม็ พื้นที่ สว่ นป่าพรุทมี่ ขี นาดกว้างใหญ่และเปน็
ทรี่ จู้ กั กนั ดคี อื ปา่ พรโุ ตะ๊ แดง จงั หวดั นราธวิ าส จากรายงานของกองสำ� รวจดนิ กรมพฒั นาทดี่ นิ (2525) สำ� รวจพนื้ ทกี่ ารกระจายของปา่ พรุ
ในประเทศไทยไดผ้ ลดังน้ี พ้ืนทีป่ า่ พรสุ มบูรณ์ในจงั หวดั นราธิวาสมีประมาณ 283,350 ไร่ จงั หวดั นครศรีธรรมราชมปี ระมาณ 76,875 ไร่
จงั หวดั ชมุ พร มปี ระมาณ 16,900 ไร่ จงั หวดั สงขลาประมาณ 5,545 ไร่ จงั หวดั พทั ลงุ ประมาณ 2,786 ไร่ จงั หวดั ปตั ตานปี ระมาณ 1,127 ไร่
และจงั หวดั ตราดประมาณ 11,980 ไร่ สว่ นจงั หวดั ทพ่ี บเลก็ นอ้ ย ไดแ้ ก่ สรุ าษฎรธ์ านี ตรงั กระบี่ สตลู ระยอง จนั ทบรุ ี เชยี งใหม่ (อำ� เภอพรา้ ว)
และจงั หวดั ชายทะเลอน่ื ๆ รวมพน้ื ทปี่ ระมาณ 400,00 ไร่ อยา่ งไรกต็ าม พน้ื ทที่ กี่ ลา่ วนกี้ ม็ รี ะดบั ความเปน็ พรทุ แี่ ตกตา่ งกนั ไป ในหลายแหง่
ถูกบุกรุกท�ำลายระบบน้�ำออกเปล่ียนแปลงสภาพเป็นสวนมะพร้าว นาข้าว และบ่อเลี้ยงกุ้งเล้ียงปลาจนไม่มีสภาพความเป็นพรุต่อไป
ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั การประเมนิ สถานการณก์ ารลดลงของพนื้ ทป่ี า่ พรจุ ากการรายงานของคณะวนศาสตร์ (2556) ทพี่ บวา่ พน้ื ทปี่ า่ พรดุ งั้ เดมิ
ของประเทศไทยมีการถูกท�ำลายลงเป็นอย่างมาก และปัจจุบันคงเหลือให้เห็นได้เป็นพ้ืนที่กว้างใหญ่ก็เฉพาะในจังหวัดนราธิวาสที่ยังคงมี
ความสมบูรณต์ ามรูปแบบของป่าพรุ

12 |

3.2 สมดุลคารบ์ อนในระบบนเิ วศ

3.2.1 มวลชวี ภาพ

มวลชีวภาพ หมายถึง ปริมาณของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของสถานการณ์ใด ๆ โดยอาจวัดได้ในรูปของ
น�ำ้ หนกั สด น�้ำหนกั แห้ง นำ�้ หนกั อนิ ทรยี ส์ ารที่ไมร่ วมถึงนำ้� หนกั ข้ีเถา้ (ash-free dry weight) นำ�้ หนกั คารบ์ อนแคลอร่ี หรือ หนว่ ยอนื่ ๆ
ซง่ึ อาจเปน็ ประโยชน์ สำ� หรบั วตั ถปุ ระสงคก์ ารเปรยี บเทยี บ โดยมหี นว่ ยเปน็ กรมั ตอ่ ตารางเมตร กโิ ลกรมั /เฮกตาร์ หรอื หาในรปู พลงั งาน
ซง่ึ มหี นว่ ยเปน็ กโิ ลแคลอร่ี โดย พงษศ์ กั ดิ์ (2538) กไ็ ดใ้ หค้ วามหมายของมวลชวี ภาพไวว้ า่ เปน็ นำ�้ หนกั ของพชื ทวี่ ดั ออกมาเปน็ นำ�้ หนกั แหง้
หรอื น้ำ� หนกั แหง้ ของพืชทปี่ ราศจากขเี้ ถ้าอาจเป็นน�้ำหนกั ตอ่ หน่วยของพชื เช่น ต่อตน้ หรอื ต่อหนว่ ยพ้นื ทซี่ ึง่ หมายถึง มวลชวี ภาพของ
พชื ทง้ั กลมุ่ หมไู่ ม้ หรอื สงั คมพชื แตโ่ ดยทวั่ ไปแลว้ นยิ มหาออกมาในรปู ของนำ�้ หนกั แหง้ ซง่ึ มหี นว่ ยเปน็ ตนั ตอ่ เฮกตาร์ (Ogawa et al., 1965)
มวลชวี ภาพเหนอื ดนิ ของตน้ ไมป้ ระกอบไปดว้ ยผลรวมของ มวลชวี ภาพของลำ� ตน้ มวลชวี ภาพของกง่ิ มวลชวี ภาพของใบ ดอก ผล และเมลด็
ในขณะทมี่ วลชีวภาพใตด้ ินเป็นมวลชวี ภาพของราก FAO (2005) ได้ประเมินปา่ ในประเทศไทยวา่ มปี รมิ าณมวลชีวภาพเหนือดนิ ท้งั หมด
เทา่ กบั 1,129 ลา้ นตนั ซงึ่ มวลชวี ภาพเหนอื ดนิ ของปา่ ในแตล่ ะสภาพแวดลอ้ มแตกตา่ งกนั และมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ ยงั มคี วามแตกตา่ งกนั
ตามอายุอีกด้วย (พงษ์ศักดิ์, 2538) ปริมาณมวลชีวภาพเหนือดินของป่าเต็งรัง บริเวณสวนป่ามัญจาคีรีพบว่า มีมวลชีวภาพเหนือดิน
42.29 ตนั ต่อเฮกตาร์ (วสันต,์ 2553) ซ่งึ ถอื วา่ มปี ริมาณทน่ี ้อยเม่ือเทียบกบั ปา่ เตง็ รงั ทตุ ยิ ภมู ิ บรเิ วณป่าโครงการพฒั นาตามพระราชด�ำริ
หนองเตง็ – จกั ราช จงั หวดั นครราชสมี า มปี รมิ าณมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ 67.1 ตนั ตอ่ เฮกตาร์ (จรสั , 2540) ในขณะทมี่ วลชวี ภาพสว่ นทอี่ ยู่
ใต้ดินคือมวลชีวภาพของรากท้ังหมดของหมู่ไม้ต่อหน่วยพ้ืนท่ีมีแนวโน้มแปรผันมากกว่ามวลชีวภาพของรากของต้นไม้ต่อต้น ท้ังน้ีขี้นอยู่
กบั ความหนาแนน่ ของหมู่ไม้ (stand density) การเติบโตของหมู่ไม้ (stand growth) และปัจจัยส่งิ แวดล้อม ปริมาณมวลชีวภาพของ
รากตอ่ ปรมิ าณมวลชวี ภาพของตน้ ไมท้ ั้งหมู่ไมจ้ ะมคี ่าระหว่างร้อยละ 20-25 ไม่วา่ หมู่ไมน้ ้ันจะอายุเทา่ ใดก็ตาม ถ้าต้นไมม้ ีพ้ืนทหี่ น้าตดั
เฉลยี่ นอ้ ยกวา่ 1,000 ตารางเซนตเิ มตร แตอ่ ตั ราสว่ นจะแตกตา่ งกนั ไประหวา่ งชนดิ ของพรรณไม้ และประเภทปา่ เชน่ คา่ สดั สว่ นระหวา่ ง
มวลชีวภาพใต้ดนิ และมวลชีวภาพเหนือดินของป่าแลง้ เขตร้อน (tropical dry forest) เท่ากบั 0.28 เปน็ ต้น (IPCC, 2006)
3.2.2 การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชีวภาพ

ป่าไม้เปน็ แหลง่ สะสมคาร์บอนทส่ี ำ� คญั ปา่ ไม้ หรอื พน้ื ท่ีทม่ี ีตน้ ไมเ้ ปน็ องค์ประกอบจัดเป็นแหลง่ สะสมคารบ์ อน (forest carbon pool)
โดย Watson (2009) ไดจ้ �ำแนกแหล่งสะสมคาร์บอนของพน้ื ทป่ี ่าไม้เป็น 6 แหลง่ ดังนี้

1) มวลชีวภาพเหนอื ดิน (living above-ground biomass) ได้แก่ ทกุ สว่ นของตน้ ไมท้ อี่ ยเู่ หนอื พนื้ ดนิ ได้แก่ ลำ� ต้น กิง่ ใบ ดอก
และผล รวมทง้ั พืชพรรณต่าง ๆ

2) มวลชวี ภาพใตพ้ ืน้ ดิน (living below-ground biomass) ไดแ้ ก่ ทุกสว่ นของตน้ ไมท้ อี่ ยู่ใต้ดินคือราก
3) ไมต้ าย (dead organic matter in wood) ไดแ้ ก่ ต้นไมท้ ล่ี ้ม หรือยนื ตน้ ตาย
4) ซากพชื (dead organic matter in litter) ได้แก่ ส่วนตา่ ง ๆ ของตน้ ไม้ทรี่ ว่ งหลน่ ลงสู่ดิน ได้แก่ กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล
5) อนิ ทรยี วัตถุในดนิ (soil organic matter)
6) ผลติ ภณั ฑไ์ ม้ (harvested wood product) ซง่ึ ไดจ้ ากการตดั ฟนั ไม้ เพอื่ นำ� มาใชเ้ ปน็ ผลติ ภณั ฑต์ า่ ง ๆ ทงั้ นอ้ี ายขุ องการกกั เกบ็

คาร์บอนข้ึนอยู่กบั ประเภทของผลติ ภัณฑ์
การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของป่าธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอน (carbon content) ท่ีสะสมในส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้
แตล่ ะชนดิ ทเี่ ปน็ องคป์ ระกอบสำ� คญั และผลผลติ มวลชวี ภาพของพนื้ ทป่ี า่ นนั้ ๆ ในทำ� นองเดยี วกนั การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของ
สวนปา่ หรอื พนื้ ทที่ ตี่ น้ ไม้ หรอื พชื เปน็ องคป์ ระกอบขนึ้ อยกู่ บั ปรมิ าณคารบ์ อนและผลผลติ มวลชวี ภาพของพรรณไมท้ ปี่ ลกู (สาพศิ , 2550)
โดยทว่ั ไปปริมาณคารบ์ อนทส่ี ะสมมีการแปรผนั ไมม่ ากนกั โดย IPCC (1996) ก�ำหนดค่า default value ของปริมาณคาร์บอนในมวล
ชีวภาพมีค่าร้อยละ 50 ของน�้ำหนักแห้ง แต่ต่อมา IPCC (2006) ได้ก�ำหนดค่า default value ของปริมาณคาร์บอนในมวลชีวภาพ

| 13

มีค่าร้อยละ 47 ของน้�ำหนักแห้ง เมื่อมีข้อมูลอ้างอิงเพิ่มมากข้ึน จากการรวบรวมข้อมูลของ IPCC (1996) พบว่า การสะสมคาร์บอน
ในมวลชีวภาพของพชื และในดิน มีความแตกตา่ งกันขึ้นอยกู่ บั ลกั ษณะพืชพรรณในแตล่ ะไบโอม
สาพศิ (2550) ไดร้ วบรวมปรมิ าณคารบ์ อนในพรรณไมป้ า่ ธรรมชาตชิ นดิ ตา่ ง ๆ ของประเทศไทย พบวา่ มปี รมิ าณคารบ์ อนสะสมในมวลชวี ภาพ
โดยเฉลี่ยระหว่างรอ้ ยละ 48-55 ของนำ�้ หนักแห้ง โดยพรรณไม้ปา่ ชายเลยมีปรมิ าณคาร์บอนสะสมในมวลชวี ภาพมากทีส่ ดุ รองลงมาคือ
ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าสนตามล�ำดับ ในขณะท่ีสวนป่าชนิดต่าง ๆ ได้แก่ สัก และยูคาลิปตัสมีคาร์บอนสะสมอยู่ใน
สว่ นตา่ ง ๆ ของต้นไม้ เชน่ ล�ำต้น ก่งิ หรอื ใบ แตก่ ารแปรผนั ของการกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชีวภาพของปา่ ธรรมชาติ สวนป่า หรอื พืน้ ท่ี
ปา่ ต่าง ๆ สว่ นใหญข่ น้ึ อยกู่ บั ความแตกต่างของมวลชวี ภาพมากกว่าปรมิ าณคาร์บอนทีส่ ะสมในมวลชีวภาพ ดังนั้น พ้นื ทีท่ ี่มมี วลชีวภาพ
มากหรือการเติบโตมาก จะมีการกักเก็บคาร์บอนมากด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามมวลชีวภาพของป่าธรรมชาติ มีการแปรผันขึ้นอยู่กับ
ปัจจยั ตา่ ง ๆ เช่น ชนดิ ป่า ชนิดไมท้ ี่เป็นองคป์ ระกอบ ความหนาแน่นของป่า สภาพภูมิประเทศ และปจั จยั สง่ิ แวดลอ้ ม เป็นต้น ขณะท่ี
มวลชีวภาพของสวนป่า หรือพ้ืนที่สีเขียวรูปแบบต่าง ๆ มีการแปรผันข้ึนอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชนิดไม้ ลักษณะทางพันธุกรรม อายุ
ระยะปลกู หรอื ความหนาแนน่ คณุ ภาพทอ้ งที่ รปู แบบการปลกู และการจดั การเปน็ ตน้ นอกจากน้ี จริ นนั ท์ และนนั ทนา (2547) ไดศ้ กึ ษา
การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ ที่อยู่เหนือพ้ืนดินของป่าธรรมชาติของป่าประเภทต่าง ๆ ในอ�ำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
พบว่าปา่ ดิบชน้ื มคี าร์บอนสะสมอยใู่ นมวลชวี ภาพมากทส่ี ดุ (137.7 ตันตอ่ เฮกตาร์) รองลงมาคอื ปา่ ดบิ แล้ง (70.3 ตันตอ่ เฮกตาร)์ และ
ป่าเบญจพรรณ (48.1 ตันต่อเฮกตาร์) ในขณะท่ีสาพิศ และคณะ (2548) ศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของป่าธรรมชาติ
ชนิดต่าง ๆ พบว่า ยังมีความแตกต่างกัน โดยข้ึนอยู่กับองค์ประกอบของสังคมพืช ลักษณะภูมิอากาศ และลักษณะภูมิประเทศ เช่น
ป่าดบิ แลง้ สะแกราช จงั หวัดนครราชสีมา และป่าเบญจพรรณผสมไผ่ บริเวณสถานีวจิ ัยลุ่มน�้ำแม่กลอง จงั หวดั กาญจนบุรี มีการกกั เกบ็
คาร์บอนในมวลชวี ภาพทงั้ หมดเทา่ กบั 223.7 และ 126.7 ตันต่อเฮกตาร์ หรอื คดิ เป็น 35.8 และ 20.3 ตนั ต่อไร่ ตามลำ� ดับ
3.2.3 การสะสมคารบ์ อนในดิน
ดนิ เปน็ แหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อนทใ่ี หญแ่ ละสำ� คญั อกี แหลง่ หนง่ึ ปรมิ าณคารบ์ อนทก่ี กั เกบ็ ไวใ้ นดนิ (soil carbon pool) มปี ระมาณ 3.3 เทา่
ในบรรยากาศ (atmospheric pool) และ 4.3 เทา่ ของทก่ี ักเก็บไวโ้ ดยมวลชวี ภาพ (biotic pool) คาร์บอนในดินอยใู่ นรูปสารอนิ ทรยี ์
(soil organic carbon, SOC) และอนนิ ทรีย์ (soil inorganic carbon, SIC) ปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ในดนิ มีคา่ แปรผนั สงู ข้ึนอย่กู ับ
สภาพพ้ืนท่ีและสภาพภูมิอากาศ การเปล่ียนแปลงการใช้ที่ดินจากสภาพธรรมชาติมาใช้ท�ำการเกษตรมีผลท�ำให้สารอินทรีย์ลดลงมากถึง
ร้อยละ 60 ในเขตหนาว และอาจมากถึงร้อยละ 75 หรือมากกว่าในเขตร้อน การลดลงของปริมาณสารอินทรีย์ท�ำให้ดินเส่ือมสภาพ
(IPCC, 2006) คารบ์ อนทกี่ กั เกบ็ อยใู่ นดนิ สามารถเกบ็ ไวไ้ ดน้ านและคงทนกวา่ การกกั เกบ็ ไวใ้ นมวลชวี ภาพของพชื เนอ่ื งจากคารบ์ อนในดนิ
สลายตัวได้ช้า
ส�ำหรับในพ้ืนท่ีป่าไม้การกักเก็บคาร์บอนในดินมีความแปรผันไปตามชนิดของป่า ลักษณะของพื้นที่ โครงสร้างของดิน ความชื้นในดิน
และระดบั ความลึกของดนิ เม่ือเปรียบเทยี บท่รี ะดับความลกึ 0-100 เซนติเมตร ป่าดิบช้ืนมกี ารสะสมคารบ์ อนในดนิ สูงสดุ รองลงมาเปน็
ปา่ เบญจพรรณ ป่าชายเลน ป่าสน และป่าเตง็ รงั ตามล�ำดับ (Tangtham and Tantasirin, 1997)
สำ� หรบั ดนิ อนิ ทรยี ์ (organic soil) หมายถงึ ดนิ ทป่ี ระกอบดว้ ยอนิ ทรยี วตั ถุ (organic soil material) เปน็ ชนั้ หนามากกวา่ 40 เซนตเิ มตร
ขึ้นไป ภายในชว่ ง 80 เซนติเมตร จากผวิ ดิน มีอินทรยี ์คาร์บอน มากกว่าร้อยละ 18 ถ้ามอี นุภาคดินเหนียวมากกว่ารอ้ ยละ 60 หรอื มี
อินทรีย์คาร์บอนระหว่างร้อยละ 12-18 ถ้ามีอนุภาคน้อยกว่าร้อยละ 60 เน่ืองจากประเภทน้ีมักอยู่ในบริเวณลุ่มต่�ำท่ีมีน้�ำขังตลอดทั้งปี
หรอื เกอื บท้งั ปี
ดนิ อนิ ทรยี ห์ รอื ดนิ พรจุ ดั อยใู่ นอนั ดบั ฮสิ โตโซลล์ (Histosols) ทพี่ บในประเทศไทยมลี กั ษณะทว่ั ไป คอื มเี นอ้ื ดนิ เปน็ อนิ ทรยี วตั ถุ ชน้ั อนิ ทรยี วตั ถุ
จะเกดิ สลบั กบั ชน้ั เนอื้ ดนิ ชนั้ อนิ ทรยี วตั ถมุ สี ดี ำ� นำ้� ตาล หรอื นำ้� ตาลปนแดง สว่ นชน้ั เนอื้ ดนิ จะมสี เี ทา ใตช้ นั้ อนิ ทรยี วตั ถลุ งไปจะเปน็ ดนิ เลน
ของตะกอนนำ�้ ทะเล บางพ้นื ทเี่ ปน็ ดินเหนียว ครอบคลมุ พ้ืนท่ปี ระมาณร้อยละ 0.14 ของประเทศ พบมากในภาคใตแ้ ละบางบรเิ วณของ
ชายฝงั่ ทะเลตะวันออก ไดแก ดินชุดนราธิวาส และดนิ ชุดกาบแดง

14 |

3.2.4 การหมนุ เวียนคาร์บอน
การหมนุ เวยี นกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นบรรยากาศ เกดิ จากการทพ่ี ชื ดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นบรรยากาศ เพอ่ื สรา้ งอนิ ทรยี สาร
ทส่ี ลบั ซบั ซอ้ นผา่ นกระบวนการสงั เคราะหแ์ สงของใบ (photosynthesis) ซงึ่ ในขนาดเดยี วกนั กป็ ลดปลอ่ ยสบู่ รรยากาศดว้ ยกระบวนการ
หายใจ (respiration) ทั้งของพืชและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ (สาพิศ, 2550) เมื่อพืชและสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ ตายลงสารประกอบจะถูกย่อยสลาย
ท�ำให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมไปถึงการเปื่อยผุพัง และการเผาไหม้คาร์บอนอาจสะสมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของพืช ซากพืช
และสัตว์ท่ีเน่าเปื่อยผุสลายไม่หมด หรือสะสมอยู่ในช้ันหินปูนในมหาสมุทรหรือภูเขาหินปูน และกระบวนการละลาย การสึกกร่อน
จะทำ� ใหค้ ารบ์ อนในสว่ นนถ้ี กู นำ� กลบั เขา้ ไปในวฏั จกั รคารบ์ อนอกี ครง้ั หนงึ่ (สาพศิ , 2550) การหมนุ เวยี นคารบ์ อนในปา่ ทำ� ใหป้ า่ เปน็ ไดท้ งั้
แหลง่ ดดู ซบั หรอื กกั เกบ็ คารบ์ อน (carbon sink) และแหลง่ ปลดปลอ่ ยคารบ์ อน (carbon source) โดยปา่ ทม่ี กี ารดดู ซบั กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์
มากกวา่ การปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ เรยี กวา่ แหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อน ในทางตรงขา้ มกนั ปา่ ไมท้ มี่ กี ารปลดปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์
มากกว่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เรียกว่า แหล่งปลดปล่อยคาร์บอน โดยทั่วไป ป่าไม้หรือสวนป่าที่มีต้นไม้ท่ีกำ� ลังเติบโตเป็น
แหล่งกักเก็บคาร์บอนท่ีมีศักยภาพมากกว่า หรือสามารถดูดซับคาร์บอนได้มากว่าป่าไม้หรือสวนป่าที่มีต้นไม้อายุมากหรือมีอัตราการ
เจริญเติบโตน้อย (สาพิศ, 2550) การกักเก็บก๊าซคาร์บอนไว้ในต้นไม้และผลิตภัณฑ์ของไม้ท่ีมีอายุการใช้งานที่ยืนยาว ต้นไม้และป่าไม้
เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ส�ำคัญ ดังนั้น เม่ือต้นไม้เติบโต คาร์บอนถูกกักเก็บอยู่ในราก ล�ำต้น กิ่งก้าน และใบ โดยผ่านกระบวนการ
สังเคราะห์แสงและดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศเข้าไปเก็บในมวลชีวภาพของต้นไม้ ดังน้ันคาร์บอนจึงยึดอยู่กับเน้ือเยื่อของ
ตน้ ไม้และเนอื้ ไมไ้ ดอ้ ย่างเสถียรและมรี ะยะเวลาคอ่ นขา้ งยาวนาน
3.2.5 ไฟปา่ และการหมนุ เวยี นคาร์บอน
ไฟป่าในประเทศไทยเกิดขึ้นทุกปีในหน้าแล้ง ส่วนมากเกิดจากการกระท�ำของมนุษย์ เพ่ือหาของป่า เพื่อเปล่ียนประโยชน์การใช้ท่ีดิน
เปน็ ต้น จากสถติ กิ ารเกิดไฟป่ากรมป่าไม้ ปี พ.ศ. 2543 ไฟป่ามักจะเกิดตงั้ แตเ่ ดอื นพฤศจิกายนถึงเดอื นกรกฎาคมในปถี ัดไป ไฟปา่ เกดิ
มากที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ และช่วงเวลาที่เกิดไฟมากที่สุดคือ 10.00 ถึง 16.00 น. ไฟป่ามักเกิดในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสน
ทงุ่ หญา้ ในไรร่ า้ งและสวนปา่ ตา่ ง ๆ ไฟปา่ ในประเทศไทยมกั เผาไหมอ้ อกเปน็ หยอ่ ม ๆ ไมเ่ ผาไหมต้ ดิ ตอ่ กนั เปน็ ผนื ใหญเ่ หมอื นในตา่ งประเทศ
ไฟปา่ ในประเทศไทยสว่ นใหญเ่ ปน็ ชนดิ ไฟผวิ ดนิ ไมค่ อ่ ยรนุ แรงมาก เพราะอยใู่ นเขตรอ้ นมมี รสมุ พดั ผา่ น มคี วามชน้ื สมั พทั ธส์ งู และเชอื้ เพลงิ
ส่วนใหญ่มีสารน้�ำมันน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ไฟป่าที่เผาไหม้ในป่าธรรมชาติและสวนป่า ก็ท�ำความเสียหายแก่ลูกไม้ในป่าธรรมชาติและ
ทำ� ให้กล้าไมท้ ป่ี ลกู ใหม่ตาย นอกจากนี้บริเวณทถ่ี กู ไฟไหมบ้ อ่ ย ๆ ก็มผี ลตอ่ สมบตั ขิ องดนิ ทัง้ ทางเคมแี ละทางกายภาพ (กอบศกั ดิ,์ 2554)
ลักษณะของไฟในป่าพรุของประเทศไทยในแง่ของการจัดการไฟป่ามีลักษณะเป็นไฟแบบกึ่งผิวดินและก่ึงใต้ดิน (semi ground fire)
โดยมีการลุกลามบนผิวดินให้เห็นเปลวไฟและในขณะเดียวกันก็มีการลุกลามของไฟใต้ดินอยู่ด้วย การควบคุมไฟในป่าพรุกระท�ำได้ยาก
เพราะไมอ่ าจรทู้ ศิ ทางการลกุ ลามและพนื้ ทท่ี ล่ี กุ ลามอยใู่ ตด้ นิ (ศริ ,ิ 2543) จากการรายงานในนติ ยสาร National Geographic ภาคภาษาไทย
ฉบับท่ี 88 ไดร้ ายงานว่าการเปลีย่ นพ้นื ทปี่ ่าไมเ้ ป็นพ้ืนท่เี กษตรกรรมโดยการถางปา่ แลว้ เผา โดยเฉพาะการถางพืน้ ทีป่ ่าพรุในอนิ โดนเี ซีย
ทำ� ใหค้ ารบ์ อนทกี่ กั เกบ็ ในชนั้ ดนิ อนิ ทรยี ์ (peat soil) ถกู ปลอ่ ยออกมาเปน็ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดม์ ากถงึ 1,652 ตนั ตอ่ พน้ื ทที่ ถี่ กู ไฟไหม้
1 เฮกตาร์ นอกจากน้ี ไดม้ กี ารศกึ ษาถงึ ระดบั ความลกึ ของไฟทไี่ หมใ้ นปา่ พรใุ นเกาะสมุ าตราของประเทศอนิ โดนเี ซยี พบวา่ ไฟไหมล้ กึ ลงไป
โดยเฉลย่ี ประมาณ 20-30 เซนตเิ มตร ซง่ึ ใกลเ้ คยี งกบั ทป่ี า่ พรโุ ตะ๊ แดง จงั หวดั นราธวิ าส ซงึ่ จากการดบั ไฟในปา่ พรใุ นปี พ.ศ. 2541 พบวา่
ไฟไหม้ลึกลงไปโดยเฉล่ียไม่เกิน 30 เซนติเมตร (คณะวนศาสตร์, 2556) จากการศึกษาผลกระทบของไฟต่อการกักเก็บและปลดปล่อย
คารบ์ อนในป่าพรุควนเครง็ . โดยจำ� แนกพืน้ ทศี่ กึ ษาเปน็ 3 สงั คมพชื ไดแ้ ก่ ป่าเสมด็ ในทีด่ อน ปา่ เสมด็ ในทีล่ ่มุ และทุ่งหญ้าตา่ ง ๆ พบวา่
ปา่ เสมด็ ในทด่ี อน (574.33 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนเรมิ่ ตน้ สงู สดุ รองลงมาคอื ทงุ่ หญา้ (491.04 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ และปา่ เสมด็
ในทล่ี มุ่ (424.02 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ ตามลำ� ดบั ทงั้ 3 สงั คมพชื มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ มากกวา่ รอ้ ยละ 90 ของการกกั เกบ็ คารบ์ อนทง้ั หมด
โดยท่ีป่าเสม็ดในที่ดอนมีการกักเก็บคาร์บอนในเชื้อเพลิงมากท่ีสุด (23.28 ตันต่อเฮกตาร์) และสูญเสียคาร์บอนจากการเผามากที่สุด
(8.81 ตันต่อเฮกตาร์) นอกจากน้ี เม่ือประเมินสมดุลคาร์บอนในสังคมพืชท้ัง 3 แห่ง พบว่าท้ัง 3 สังคมพืชเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน
(carbon source) โดยป่าเสม็ดที่ดอนมีการปล่อยคาร์บอนมากท่ีสุดเท่ากับ 169.90 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี หรือคิดเป็น 622.97 ตัน
คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทยี บเทา่ รองลงมาคอื ปา่ เสมด็ ทลี่ มุ่ 81.45 ตนั ตอ่ เฮกตารต์ อ่ ปี หรอื คดิ เปน็ 298.65 ตนั คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทยี บเทา่
และทงุ่ หญา้ 7.58 ตนั ตอ่ เฮกตารต์ อ่ ปี หรอื คดิ เปน็ 27.79 ตนั คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ทยี บเทา่ โดยสาเหตสุ ำ� คญั มาจากการสญู เสยี คารบ์ อน
จากดนิ จากกระบวนการ peat oxidation มากกว่าผลกระทบจากไฟ (สาพศิ และคณะ, 2559)

| 15

3.3 การตรวจวดั และติดตามปรมิ าณคารบ์ อนของระบบนเิ วศ

ที่ผ่านมามีการออกแบบ และก�ำหนดกรอบในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนสาขาป่าไม้เพ่ือรองรับการด�ำเนินงานเพื่อลดปริมาณ
ก๊าซเรือนกระจกจากองค์กรต่าง ๆ ในงานวิจัยฉบับน้ีจึงได้รวบรวมและเปรียบวิธีการประเมินการกักเก็บคาร์บอนสาขาป่าไม้ ท่ีมีการ
กำ� หนดไว้ตามมาตรฐานต่าง ๆ ทน่ี ยิ มน�ำมาใช้ ดงั นี้
3.3.1 UNFCCC
วิธีการและการะบวนติดตามและรายงานผลการปล่อยและการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากการท�ำลายป่า และการกักเก็บและสูญเสีย
คารบ์ อนสาขาป่าไม้ ซง่ึ สอดคล้องกบั อนสุ ัญญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู ิอากาศ (United Nations Framework
on Climate Change Convention (UNFCCC) โดย Watson (2009) ซึ่งมีกรอบการด�ำเนนิ งาน ดงั ภาพที่ 1 และมีรายละเอียด ดังนี้


1) การก�ำหนดขอบเขตพ้ืนท่ี ระยะเวลาในการประเมนิ และตรวจสอบ และการจ�ำแนกชน้ั หรอื ประเภทของพื้นท่ี โดยอาศยั ขอ้ มลู
พื้นฐาน เช่น ชนดิ ของพืชพรรณ ความสงู จากระดับนำ�้ ทะเล ความลาดชัน การรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ เปน็ ตน้

2) การกำ� หนดประเภทของการประเมนิ Stock accounting เปน็ การประเมนิ เพอ่ื จัดทำ� บญั ชีการสะสมคารบ์ อนของแหล่งสะสม
ต่าง ๆ ของปา่ ไม้ ณ เวลาใด ๆ หรอื ที่เรียกวา่ carbon stock
• Emissions accounting เปน็ การประเมินการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกภาคป่าไม้ ทเี่ รียกวา่ การเปล่ียนแปลงการใชป้ ระโยชน์
ทดี่ นิ และการป่าไม้ (land use, land use change and forestry, LULUCF) ของประเทศภาคีสมาชิกตามขอ้ กำ� หนดของ
อนุสญั ญาสหประชาชาติวา่ ด้วยการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมิอากาศ และพธิ ีสารเกยี วโต
• Project emission reductions accounting เป็นการประเมินการดูดซับ/ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลไกภายใต้พิธีสาร
เกียวโต เชน่ โครงการ CDM และตลาดการซอ้ื ขายคาร์บอนโดยสมัครใจ (voluntary carbon markets) เป็นตน้

3) การกำ� หนดแหล่งสะสมคารบ์ อนทีน่ �ำมาใชป้ ระเมิน ซึ่งประกอบดว้ ย 6 แหล่ง สามารถก�ำหนดแหล่งทจ่ี ะประเมนิ ได้ตามความ
เหมาะสม เช่น มกี ารเปล่ียนแปลงอย่างชัดเจน ค้มุ คา่ ในตรวจวัด เปน็ ต้น แหลง่ สะสมคาร์บอน มรี ายละเอียด ดังน้ี

16 |

ภาพที่ 1 ขนั้ ตอนการประเมินการกกั เก็บคาร์บอนของป่าไม้

ที่มา : Watson (2009)
• มวลชีวภาพเหนอื พน้ื ดิน (living above-ground biomass) ได้แก่ ทุกสว่ นของต้นไมท้ ี่อยูเ่ หนอื พ้นื ดนิ อันไดแ้ ก่ ลำ� ตน้ ก่งิ
ใบ ดอก และผล รวมทัง้ พืชพรรณอื่น ๆ
• มวลชีวภาพใต้ดิน (living below-ground biomass) ได้แก่ สว่ นของต้นไมท้ ่อี ยู่ใต้ดินคอื ราก
• ไมต้ าย (dead organic matter in wood) ไดแ้ ก่ ต้นไมท้ ่ีล้ม หรือยืนต้นตาย
• ซากพืช (dead organic matter in litter) ได้แก่ สว่ นต่าง ๆ ของต้นไม้ทรี่ ว่ งหลน่ สดู่ นิ ได้แก่ กิ่ง กา้ น ใบ ดอก และผล
• อนิ ทรียวัตถใุ นดนิ (soil organic matter)
• ผลติ ภัณฑ์ไม้ (harvested wood product) ในกรณที ีม่ กี ารตัดฟันไม้เพ่ือใช้ประโยชน์

| 17

4) กำ� หนดขอ้ มลู ทตี่ อ้ งการ ขนึ้ อยกู่ บั ขอ้ มลู ทม่ี อี ยแู่ ลว้ (existing data) ศกั ยภาพในการวเิ คราะห์ และขอ้ มลู ทส่ี ามารถหาได้ ขอ้ มลู
ที่ตอ้ งการประกอบด้วย
• ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู ิ (secondary data) จากการรวบรวมเอกสารวชิ าการทเี่ กยี่ วขอ้ ง เชน่ ขอ้ มลู ภมู อิ ากาศ (อณุ หภมู ิ ปรมิ าณนำ้� ฝน)
อตั ราการเพม่ิ พนู ของมวลชวี ภาพ (biomass growth rate) สมการเพอ่ื ประเมนิ มวลชวี ภาพ (biomass regression equation)
ความหนาแนน่ ของเนอื้ ไม้ (wood density) เปน็ ตน้ รายละเอยี ดของการนำ� ขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู มิ าใชข้ นึ้ อยกู่ บั ระดบั ของการประเมนิ
• ข้อมูลการส�ำรวจระยะไกล (remote sensing) ส�ำหรับการจ�ำแนกลักษณะพื้นท่ี เช่น พ้ืนที่ป่า ชนิดป่า การเปล่ียนแปลง
พ้ืนที่ป่า ข้อมูลการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจก เป็นต้น
• ขอ้ มลู ปฐมภมู ิ (primary data) จากการวางแปลงและสำ� รวจภาคสนาม เชน่ ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง ขอ้ มลู จากการตดั ฟนั ไม้
ตัวอย่างเพอื่ การสร้างสมการมวลชีวภาพ ข้อมลู ปรมิ าณคารบ์ อนในดิน เปน็ ตน้

5) วเิ คราะหค์ วามไม่แน่นอนของขอ้ มูลทนี่ ำ� มาใชใ้ นการประเมิน เช่น สมการมวลชีวภาพ เป็นต้น
3.3.2 Winrock International
มาตรฐานของกระบวนการตรวจวดั คาร์บอนของป่าไม้ (Standard Operation of Procedures: SOP) โดย Winrock International
(Walker et al., 2012) เปน็ เอกสารทใี่ ชเ้ ปน็ แนวทางในการประเมนิ ปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนตา่ ง ๆ ของปา่ ไม้
ทมี่ คี วามถกู ต้องและแม่นยำ� ตามหลกั วิชาการป่าไม้ โดยมีเนื้อหาสรุปได้ ดังนี้

1) การออกแบบแปลงตวั อยา่ ง ประกอบดว้ ยขอ้ มลู สำ� คญั ไดแ้ ก่ การกำ� หนดตำ� แหนง่ แปลงตวั อยา่ ง เชน่ แบบสมุ่ หรอื แบบเปน็ ระบบ
เปน็ ตน้ การกำ� หนดการกระจายของแปลงตวั อยา่ ง เชน่ แปลงตวั อยา่ งเปน็ กลมุ่ หรอื แปลงตวั อยา่ งเดยี่ ว เปน็ ตน้ การกำ� หนดขนาด
และรูปรา่ งของแปลงตวั อย่าง อาจเปน็ วงกลม สเ่ี หลย่ี มผืนผ้า หรอื ส่เี หลยี่ มจัตุรัส หรอื การก�ำหนดแปลงตัวอย่างหลายขนาด
ซ้อนทบั กัน (nested plot) สำ� หรบั เกบ็ ตวั อย่างต้นไมข้ นาดต่าง ๆ ดงั ตัวอย่างในภาพที่ 2 ที่เปน็ แปลงตัวอยา่ งวงกลม และ
สเ่ี หล่ียมจัตรุ สั ขนาดตา่ ง ๆ ซอ้ นทับกนั

2) การวางแปลงตวั อย่าง การใช้อุปกรณ์ตา่ ง ที่สำ� คญั เช่น GPS เพื่อเก็บข้อมลู พกิ ัดของแปลงตวั อย่าง clinometer เพือ่ วัดความ
ลาดชนั เทปวัดระยะ เป็นตน้ ตลอดจนเครอื่ งมืออน่ื ๆ ท่ีเหมาะสมกบั ประเภทของแปลงตวั อย่าง

3) การเกบ็ ขอ้ มลู ภาคสนาม จำ� เปน็ ตอ้ งกำ� หนดตวั แปรทจี่ ำ� เปน็ สำ� หรบั การเกบ็ ขอ้ มลู เชน่ เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง ความสงู ทงั้ นี้ จำ� เปน็
ตอ้ งศกึ ษาถงึ สมการแอลโลเมตรี ทจ่ี ะนำ� มาใชป้ ระเมนิ มวลชวี ภาพกอ่ น เพอ่ื จะไดท้ ราบถงึ ขอ้ มลู ทจ่ี ำ� เปน็ สำ� หรบั ในสมการทเ่ี ลอื กใช้
นอกจากน้ี ยงั แตกตามกนั ไปตามขนาดของต้นไม้ (ภาพท่ี 3) และประเภทของพืชพรรณ เชน่ ไมต้ ้น ปาล์ม ไผ่ เปน็ ต้น

4) การประเมนิ การกกั เก็บคาร์บอนในซากพชื นิยมใช้ clip plot เชน่ โดยใช้กรอบขนาด 50 เซนติเมตร x 50 เซนติเมตร หรือ
1.0 เมตร x 1.0 เมตร หรืออาจเป็นรปู ร่างวงกลม

5) การประเมินการกักเก็บคาร์บอนในดิน ก�ำหนดพื้นที่ตัวอย่าง ความลึก (แนะน�ำท่ีระดับ 30 เซนติเมตร) และก�ำหนดวิธีการ
เก็บตวั อย่าง เช่น soil corer method แบบไมท่ �ำลายโครงสร้างดนิ หรอื soil pit method ท�ำลายโครงสรา้ งดนิ เปน็ ตน้
แต่ท่ีส�ำคัญนอกเหนือจากการเก็บตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนแล้วจ�ำเป็นต้องวิเคราะห์ความหนาแน่นรวมของดิน
(bulk density) ด้วย

18 |

ภาพที่ 2 ตวั อย่างแปลงตัวอย่างวงกลมขนาดตา่ ง ๆ ซอ้ นทบั กัน (nested plot)

ที่มา : Walker et al. (2012)
3.3.3 Carbon2Markets Michigan State University
มาตรฐานของกระบวนการตรวจวดั ภาคสนาม การเกบ็ ขอ้ มลู และการรายงานคารบ์ อนของปา่ ไม้ โดย Carbon2Market ของ Michigan
State University มวี ตั ถปุ ระสงคส์ ำ� หรบั ใชใ้ นการประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อนของโครงการขนาดเลก็ ดา้ นวนเกษตร (Carbon2Markets,
2009) โดยมีเนือ้ หาสรปุ ได้ ดงั นี้

1) การก�ำหนดขอบเขตพน้ื ที่ โดยทั่วไปกำ� หนดพิกัดของพื้นท่ีปลูกปา่ ดว้ ยเคร่ือง GPS
2) การจ�ำแนกช้ันภูมิ (stratification) ของพ้ืนท่ี อาจจ�ำแนกตามประเภทต่อไปน้ี เช่น ประเภทของระบบวนเกษตร ชนิดของ

พรรณไม้ ชน้ั อายุ
3) จำ� นวนแปลงตวั อยา่ ง ขนึ้ อยกู่ บั ขนาดของพน้ื ท่ี โดยกำ� หนดให้ พนื้ ที่ นอ้ ยกวา่ 2 เฮกตาร์ มจี ำ� นวน 1 แปลง พน้ื ที่ 2-10 เฮกตาร์

มจี ำ� นวน 1 แปลง ตอ่ 2 เฮกตาร์ พน้ื ที่ 10-50 เฮกตาร์ มจี ำ� นวน 1 แปลง ตอ่ 5 เฮกตาร์ และพน้ื ที่ 50-100 เฮกตาร์ มจี ำ� นวน
1 แปลง ต่อ 7 เฮกตาร์
4) การกำ� หนดต�ำแหนง่ แปลงตวั อย่างเป็นแบบสมุ่ การกระจายรอบคลมุ พื้นท่ี การกำ� หนดขนาดแปลงตวั อย่าง 0.5 เฮกตาร์ และ
รูปร่างของแปลงตวั อย่าง อาจเปน็ วงกลม (รศั มี 12.62 เมตร) หรือส่เี หล่ียมจตั รุ ัส (20 เมตร x 25 เมตร)
5) การวดั ข้อมลู ต้นไมเ้ พื่อประเมนิ มวลชวี ภาพ และการกักเกบ็ คาร์บอน วัดต้นไม้ท่ีมขี นาดเส้นผา่ นศนู ย์กลางเพียงอก (diameter
at breast height: DBH) มากกว่า 2 เซนติเมตร ขน้ึ ไป โดยวดั ทง้ั เส้นผา่ นศนู ย์กลางเพยี งอก และความสูง โดยสามารถใช้
มาตรฐานของกระบวนการตรวจวดั คาร์บอนของปา่ ไม้ โดย Winrock International

| 19

3.3.4 องคก์ ารบรหิ ารจัดการก๊าซเรอื นกระจก (องคก์ ารมหาชน)
องคก์ ารบรหิ ารจดั การกา๊ ซเรอื นกระจก (องคก์ ารมหาชน) กำ� หนดระเบยี บวธิ กี ารคำ� นวณการลดกา๊ ซเรอื นกระจกภาคสมคั รใจสำ� หรบั การ
ปลกู ปา่ อยา่ งยง่ั ยนื (Sustainable Forestation) หรอื T-VER-METH-FOR-01 และ LESS-FOR-01 (องคก์ ารบรหิ ารจดั การกา๊ ซเรอื นกระจก,
2559ก) และเคร่ืองมือค�ำนวณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ T-VER-TOOL-FOR/AGR-01 (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก,
2559ข) เคร่อื งมอื การคำ� นวณการสะสมคาร์บอนในดนิ T-VER-TOOL-FOR/AGR-02 (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก, 2559ค)
และคู่มืออ้างอิงการพัฒนาโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย สาขาป่าไม้และการเกษตร
(องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก, 2558) ซึ่งระเบียบวิธีการดังกล่าวนี้เป็นการประยุกต์ระเบียบวิธีการที่นิยมใช้กันทั่วไป และมี
มาตรฐานในระดบั สากล มาปรบั ให้งา่ ย และสะดวกในการปฏิบัติ โดยมีรายละเอียดดงั นี้
1) การวางแปลงส�ำรวจและการเกบ็ ขอ้ มูล
การวางแปลงส�ำรวจปริมาณคาร์บอนในการประเมนิ การกักเกบ็ คารบ์ อนส�ำหรับโครงการภาคปา่ ไมเ้ ป็นส่วนส�ำคญั จงึ มกี ารก�ำหนด ดังนี้

• การกำ� หนดชน้ั ภมู ิ (stratification) อาจกำ� หนดตามความหนาแนน่ ของพชื พรรณทปี่ กคลมุ แตกตา่ งกนั อยา่ งชดั เจน โดยสามารถ
แบง่ เป็น 3 ช้ันภูมิ คือ ความหนาแน่นสูง ความหนาแนน่ ปานกลาง และความหนาแน่นต่ำ�
• คำ� นวณขนาดพนื้ ทท่ี เี่ หมาะสำ� หรบั แปลงตวั อยา่ ง การคำ� นวณขนาดพน้ื ทที่ เ่ี หมาะสำ� หรบั พนื้ ทใี่ นการประเมนิ การกกั เกบ็ คารบ์ อน
ก�ำหนดให้ขนาดพื้นท่ีส�ำหรับวางแปลงตัวอย่าง เก็บข้อมูลเพื่อประเมินการกักเก็บคาร์บอน อย่างน้อยร้อยละ 1 ของพ้ืนที่
ดำ� เนินโครงการท้งั หมด และวางแปลงตวั อยา่ งให้กระจายในแต่ละชนั้ ภมู ิอย่างเหมาะสม
• ขนาดแปลงตวั อยา่ งทแี่ นะนำ� เปน็ แปลงรปู สเ่ี หลย่ี ม มขี นาด 1 ไร่ (40x40 เมตร) ในกรณที พี่ น้ื ทดี่ ำ� เนนิ โครงการมพี น้ื ทไ่ี มเ่ พยี งพอ
ทจี่ ะวางแปลงตัวอยา่ งขนาด 40x40 เมตร ใหพ้ ิจารณาวางแปลงตวั อยา่ งรปู ส่ีเหล่ยี มขนาดอ่นื ๆ ไดต้ ามความเหมาะสม โดย
มีพนื้ ท่ีรวมกนั ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของพน้ื ท่ีทงั้ หมด และแบง่ เปน็ แปลงยอ่ ยขนาด 10x10 เมตร โดยทีม่ ุมซ้ายด้านล่างวาง
แปลงยอ่ ยขนาด 4x4 เมตร และแปลงย่อยขนาด 1x1 เมตร จำ� นวน 4 แปลง (ภาพที่ 3)

20 |

ภาพท่ี 3 การวางแปลงตวั อย่างและการเกบ็ ขอ้ มลู ของตน้ ไม้ในแปลงตวั อย่าง

ทม่ี า: องค์การบริหารจัดการกา๊ ซเรอื นกระจก (2558)
2) สมการแอลโลเมตรี
การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ท้ังในส่วนเหนือพื้นดินและใต้ดินในพ้ืนที่โครงการสามารถค�ำนวณได้โดยใช้สมการ
แอลโลเมตรีในการประเมิน ซ่ึงสามารถน�ำไปใช้ในการค�ำนวณปริมาณการกักเก็บทั้งในส่วนของกรณีฐานและการด�ำเนินงานภายใต้
กจิ กรรมโครงการ ทง้ั การปลกู ในปา่ ธรรมชาตแิ ละสวนปา่ สมการแอลโลเมตรที สี่ ามารถนำ� มาใชใ้ นการคำ� นวณสามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ระดบั
ประกอบด้วย

• ระดบั ที่ 1 สมการแอลโลเมตรที แ่ี นะน�ำโดย อบก. สามารถแบง่ เป็น 5 กลุม่ ใหญ่ ๆ
• ระดบั ที่ 2 สมการแอลโลเมตรที ม่ี กี ารศกึ ษาและตพี มิ พใ์ นบทความทางวชิ าการและสามารถระบไุ ดว้ า่ เหมาะสมกบั พน้ื ทด่ี ำ� เนนิ
โครงการ
• ระดับที่ 3 สมการแอลโลเมตรที ี่พฒั นาขนึ้ ส�ำหรบั พ้นื ที่ด�ำเนินโครงการ โดยจำ� เป็นตอ้ งจดั สง่ ขอ้ มลู ทใี่ ชใ้ นการพัฒนาสมการ
ดงั กล่าวมายัง อบก. เพื่อตรวจสอบอกี คร้ัง
3) ค่าสัมประสิทธิ์
ในการประเมนิ ประกอบดว้ ยคา่ สมั ประสทิ ธท์ิ จี่ ำ� เปน็ ตอ้ งนำ� มาใชค้ อื คา่ สดั สว่ นคารบ์ อน (carbon fraction, CF) และ คา่ สดั สว่ นนำ้� หนกั แหง้
ของรากต่อต้นของตน้ ไม้ (root/shoot ratio) จากการศึกษาของ IPCC (2006) และการรวบรวมเอกสารในการจดั ท�ำคมู่ อื ศกั ยภาพของ
พรรณไม้สำ� หรับส่งเสริมภายใตโ้ ครงการกลไกการพฒั นาทีส่ ะอาดภาคปา่ ไม้ (คณะวนศาสตร์, 2554)

| 21

3.4 พนื้ ทพ่ี รุควนเคร็ง

3.4.1 สถานภาพทางกายภาพ
สภาพพื้นที่ป่าต้ังป่าพรุควนเคร็ง อยู่ในเขตอ�ำเภอเชียรใหญ่ อ�ำเภอเฉลิมพระเกียรติ อ�ำเภอร่อนพิบูลย์ อ�ำเภอชะอวด อ�ำเภอหัวไทร
จังหวัดนครศรีธรรมราช และอ�ำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุงระหว่างพิกัดมุมบนซ้ายท่ี 615000N 884000E และพิกัดมุมล่างขวาที่
633000N 860000E พ้นื ทพี่ รมุ ีประมาณ 179,904.69 ไร่ อยู่ในพืน้ ท่ปี ่าสงวนแหง่ ชาติ และป่าถาวร ตามมติ คณะรัฐมนตรี
ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ชายฝั่งติดอ่าวไทย ลักษณะชายฝั่งเป็นทะเลราบเรียบมีท่ีราบแคบ ๆ ทางด้านตะวันตกจะเป็นเทือกเขา
พืน้ ท่ลี มุ่ น้ำ� มคี วามลาดชนั จากทิศตะวันตกลาดเทมายงั ทศิ ตะวนั ออก โดยทางด้านตะวันตกจะเปน็ เทอื กเขาแดนเปน็ จดุ สงู สดุ มคี วามสงู
จากระดบั นำ�้ ทะเลปานกลางประมาณ 700-750 เมตร บรเิ วณตอนกลางของพน้ื ทเ่ี ปน็ พนื้ ทดี่ อนและมพี น้ื ทร่ี าบอยทู่ างดา้ นทศิ ตะวนั ออก
ติดกับทะเลน้อย ในขณะท่ีระบบลุ่มน�้ำประกอบด้วย แม่น�้ำปากพนังเป็นแม่น�้ำสายหลักที่มีต้นก�ำเนิดบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช
มีทิศทางการไหลของน�้ำจากทิศใต้ข้ึนไปทิศเหนือผ่าน อ�ำเภอชะอวด อ�ำเภอเชียรใหญ่ และอ�ำเภอปากพนัง ลงสู่อ่าวปากพนังบริเวณ
บ้านปากน้�ำ อ�ำเภอปากพนัง ส่วนล�ำน�้ำและแม่น้�ำโดยทั่วไปมีความยาวไม่มากนัก มีต้นก�ำเนิดจากเขาหลวง และเทือกเขาสวนอร่าม
ทางทศิ ตะวันตกของลมุ่ นำ�้ ไหลลงสทู่ ะเลด้านอ่าวไทย โดยมคี ลองสาขาท่ีสำ� คัญ เชน่ คลองชมุ ขลงิ คลองทา่ แพ คลองทา่ ดี คลองหยวด
คลองเสาธง เปน็ ตน้ (สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม, 2552)
ลกั ษณะภูมอิ ากาศ จากสภาพพนื้ ที่ทีต่ ้ังใกลเ้ สน้ ศนู ยส์ ูตร มีภเู ขาและเปน็ คาบสมุทรทั้งสองดา้ น กล่าวคือ ดา้ นตะวันออกเปน็ ทะเลจีนใต้
มหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ท�ำให้จังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมจาก
มหาสมุทรอินเดีย และพายุหมุนเขตร้อน จากทะเลจีนใต้สลับกัน มีอุณหภูมิเฉล่ียตลอดปี 27.00 องศาเซลเซียส โดยมีอุณหภูมิสูงสุด
ในเดอื นเมษายน เทา่ กบั 35.90 องศาเซลเซยี ส และตำ�่ สดุ ในเดอื น มกราคมและกมุ ภาพนั ธ์ เทา่ กบั 21.90 องศาเซลเซยี ส ปรมิ าณนำ�้ ฝน
รวมตลอดปี 2,396.10 มลิ ลเิ มตร โดยมปี รมิ าณนำ้� ฝนสงู สดุ ในเดอื นพฤศจกิ ายน เทา่ กบั 624.70 มลิ ลเิ มตร ตำ�่ สดุ ในเดอื นมนี าคม เทา่ กบั
59.70 มลิ ลเิ มตร มคี วามชน้ื สมั พทั ธต์ ลอดปี 81.00 มลิ ลเิ มตร เปอรเ์ ซน็ ต์ สงู สดุ ในเดอื นพฤศจกิ ายน เทา่ กบั 87.00 เปอรเ์ ซน็ ต์ และตำ่� สดุ
ในเดือนกรกฎาคมและสงิ หาคม เท่ากับ 77.00 เปอร์เซน็ ต์
ดินทพี่ บบริเวณพรคุ วนเครง็ สำ� นักงานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม (2552) สรปุ ไว้ดังนี้

• ชดุ ดนิ ทพ่ี บบรเิ วณภเู ขา-เนนิ เขา : เกดิ ในสภาพพน้ื ทที่ เ่ี ปน็ เชงิ เขาหรอื เนนิ เขาทม่ี หี นิ โผล่ สว่ นใหญย่ งั คงสภาพเปน็ ปา่ ธรรมชาติ
ชดุ ดินท่พี บบรเิ วณเหลา่ นี้ ไดแ้ ก่ ทีล่ าดเชงิ ซ้อน ชุมพร สวี พะโตะ๊ ระนอง ห้วยยอดและเหมืองแร่
• ชดุ ดนิ ทพี่ บบรเิ วณทดี่ อนสภาพเปน็ ลกู คลนื่ ลอนลาดถงึ ลกู คลนื่ ลอนชนั : สว่ นใหญจ่ ะมกี ารระบายนำ้� ดี การใชป้ ระโยชนส์ ว่ นใหญ่
ใช้ปลูกพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ชุดดินที่พบ ได้แก่ ชุดดิน กระบี่ เขาขาด คลองซาก คลองเต็ง คลองท่อม คลองนกกระทุง
คอหงส์ ทงุ่ หวา้ นาทวนี าทอน นาท่าม ฉลอง ท่าแซะ
• ชดุ ดนิ ทพี่ บบรเิ วณทลี่ มุ่ : เป็นชดุ ดินท่ีเกิดในสภาพพ้ืนท่ีราบเรียบถงึ คอ่ นขา้ งราบเรียบ เป็นดินทรี่ ะบายนำ้� เลวมักพบจดุ ประ
ในดินช้ันล่าง ระดับน�้ำใต้ดินสูง การใช้ประโยชน์ท่ีดินส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าวและพืชไร่หลังฤดูท�ำนา ชุดดินท่ีพบ เช่น ชุดดิน
แกลง โคกเคยี น เชยี รใหญ่ ท่าศาลา พัทลุง ระแงะ ละงู
• ชดุ ดินทพี่ บบริเวณท่ลี มุ่ น�ำ้ กรอ่ ย : เชน่ ชุดดินบางกอก
• ชดุ ดนิ ท่พี บบรเิ วณที่ลมุ่ นำ�้ เค็ม : เช่น ชุดดนิ ท่าจีน สมุทรปราการ
• ชดุ ดินทพ่ี บบริเวณท่ลี มุ่ น�ำ้ ขังและเป็นดนิ อนิ ทรีย์ :เชน่ ชดุ ดนิ มโู นะ๊ กาบแดง นราธวิ าส
• ชุดดินทพ่ี บบรเิ วณสันทราย เนนิ ทรายหรอื หาดทราย : เชน่ ชดุ ดิน บา้ นทอน บาเจาะ หัวหิน

22 |

3.4.2 สถานภาพทางชีวภาพ
ด้านทรัพยากรปา่ ไม้ การศึกษาภาพรวมด้านปา่ ไม้ พืน้ ท่พี รุรอบทะเลน้อย ป่าพรนุ ี้อยู่ในเขตห้ามล่าสตั วป์ ่าทะเลน้อย มีกฎหมายในการ
ป้องกันและปราบปรามการบุกรุกท�ำลาย แต่ยังมีพ้ืนที่บางส่วนถูกบุกรุกเปลี่ยนสภาพป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะน�ำไปปลูก
ปาลม์ น้�ำมัน พรรณไมห้ ลักทีป่ กคลมุ พ้ืนที่ยังคงเป็นเสมด็ เช่นเดยี วกับปา่ พรผุ นื อ่นื ๆ ท่ีอยู่ใกล้เคียง นอกจากน้นั ยังพบ ทงุ้ ฟา้ (Alstonia
macrophylla) เทีย๊ ะ (A. spathulata) แคนำ�้ (Dolichandrone spathacea) สมอทะเล (Shirakiopsis indica) และกระทอ่ มข้ีหมู
(Mitragyna javanica) ขึ้นกระจายอยทู่ ่วั ไป สว่ นในน้�ำพบพชื น้�ำหลายชนิด เชน่ กง (Hanguana malayanu) ผกั กะเฉด (Neptunia
oleracea) เตยนำ�้ (Pandanus immersus) จูดหนู (Eleocharts ochrostachys) กระจูด (Lepironia articulate) แตล่ ะชนิดมกั ขึน้
เปน็ กลมุ่ ขนาดใหญ่ ในขณะทดี่ า้ นทรพั ยากรสตั วป์ า่ จากการรวบรวมทรพั ยากรดา้ นสตั วป์ า่ ทงั้ จากขอ้ มลู ปฐมภมู แิ ละขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู พิ บวา่
ในพนื้ ทพี่ รรุ อบทะเลนอ้ ยมสี ตั วป์ า่ อาศยั อยไู่ มน่ อ้ ยกวา่ 131 ชนดิ ประกอบดว้ ย สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนม 10 ชนดิ นก 77 ชนดิ สตั วเ์ ลอ้ื ยคลาน
32 ชนิด และสัตวส์ ะเทินนำ�้ สะเทินบก 12 ชนิด (ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม, 2552)
3.4.3 สถานภาพทางทางเคมี
น้�ำในพรุมอี ณุ หภูมิอยรู่ ะหวา่ ง 20.0-35.0 องศาเซลเซยี ส โดยในฤดูร้อนมคี า่ เฉล่ียเทา่ กบั 27.57 องศาเซลเซยี ส มีคา่ สูงสดุ และคา่ ต�ำ่ สดุ
เทา่ กบั 29.2 องศาเซลเซยี ส และ 25.9 องศาเซลเซยี ส ในตน้ ฤดฝู นมคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 32.42 องศาเซลเซยี ส มคี า่ สงู สดุ และคา่ ตำ่� สดุ เทา่ กบั
34.5 องศาเซลเซียส และ 30.1 องศาเซลเซยี ส และในปลายฤดฝู น มคี า่ เฉลยี่ เท่ากบั 27.2 องศาเซลเซยี ส มคี า่ สงู สดุ และค่าตำ่� สดุ เทา่ กบั
27.9 องศาเซลเซยี ส และ 26.3 องศาเซลเซยี ส ความเป็นกรด-ด่างของนำ�้ ในฤดูแลง้ มีคา่ เฉล่ียเทา่ กบั 6.51 ในต้นฤดูฝนมคี า่ เฉลย่ี เท่ากับ
6.51 ในปลายฤดฝู นมคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 5.02 คา่ ความเปน็ กรด-ดา่ งของนำ้� โดยรวมคา่ อยรู่ ะหวา่ ง 5-9 ซง่ึ เปน็ คา่ ของแหลง่ นำ�้ ธรรมชาตทิ ว่ั ไป
ในขณะทอ่ี อกซเิ จนละลายนำ้� โดยรวมมคี า่ คอ่ นขา้ งตำ่� และแปรปรวน โดยในฤดแู ลง้ มคี า่ เฉลย่ี โดยรวมเทา่ กบั 3.05 มก./ลติ ร ในตน้ ฤดฝู น
มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 2.18 มก./ลติ ร ในปลายฤดฝู นมคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 5.02 มก./ลติ ร คา่ ออกซเิ จนละลายนำ้� ทต่ี ำ�่ นเ้ี ปน็ เพราะการเพม่ิ ปรมิ าณ
ออกซิเจนจากบรรยากาศ เนอ่ื งจากปฏกิ ริ ิยาออกซเิ ดชั่นมนี อ้ ย
3.4.4 คณุ ค่าและการใชป้ ระโยชน์
คณุ คา่ ในระบบนเิ วศ ประกอบดว้ ย การเกบ็ กกั นำ�้ ฝนและนำ�้ ทา่ การดกั ตะกอนและแรธ่ าตุ แหลง่ ทรพั ยากร ผลผลติ ธรรมชาติ แหลง่ รวบรวม
พันธพ์ุ ืชและสตั ว์ ดา้ นนเิ วศวิทยาและหว่ งโซอ่ าหาร และการดักสารมลพิษ ในขณะที่การใชป้ ระโยชน์ ประกอบดว้ ย บริเวณพ้ืนท่พี รเุ ป็น
แหล่งท�ำประมงที่ส�ำคัญเพ่ือการยังชีพและการค้าของชุมชน ประชาชนในพื้นที่ใช้ไม้เสม็ด เป็นแหล่งกระจูดซึ่งเป็นวัตถุดิบส�ำหรับท�ำ
หัตถกรรมเส่ือของชุมชนทะเลน้อย การใช้เส้นทางน�้ำระหว่างชุมชนที่อยู่ตอนเหนือทะเลสาบกับชุมชนทะเลน้อย พ้ืนท่ีพรุเป็นแหล่ง
อาหารที่ส�ำคัญของครัวเรือนในพ้ืนที่ เน่ืองจากเป็นแหล่งพืชผักและสมุนไพร มีการพัฒนาแหล่งน�้ำประเภทคูคลองเพ่ือการเกษตรใน
พ้ืนที่ และพื้นท่ีพรุควนเคร็งที่เป็นทุ่งหญ้ามีพ้ืนท่ีบริเวณกว้างเน่ืองจากยังไม่มีการฟื้นตัวของป่าไม้ ถูกชุมชนใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
(ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม, 2552)

| 23

3.4.5 ประเภทการใชท้ ดี่ ิน
การใชท้ ด่ี นิ พน้ื ทพี่ รคุ วนเครง็ สภาพการใชท้ ด่ี นิ สว่ นใหญเ่ ปน็ ปา่ พรเุ สอ่ื มโทรม เนอ้ื ท่ี 56,951 ไร่ หรอื รอ้ ยละ 65.50 ของเนอ้ื ทพ่ี รุ รองลงมา
ไดแ้ ก่ พนื้ ทล่ี มุ่ เนอ้ื ที่ 15,249 ไรห่ รอื รอ้ ยละ 17.54 ของเนอื้ ทพี่ รุ ปา่ พรสุ มบรู ณ์ เนอ้ื ท่ี 6,638 ไร่ หรอื รอ้ ยละ 7.63 ของเนอื้ ทพ่ี รุ พรนุ า
เนอ้ื ท่ี 3,678 ไร่ หรอื รอ้ ยละ 4.23 ของเนอ้ื ทพ่ี รุ ทเ่ี หลอื เปน็ ปาลม์ นำ้� มนั ทงุ่ หญา้ สนประดพิ ทั ธ์ คลองชลประทาน นารา้ ง สถานทรี่ าชการ
และหมบู่ า้ น (สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม, 2552) จากการศกึ ษาของคณะวนศาสตร์ (2556) รปู แบบ
การใชท้ ด่ี นิ ในพนื้ ทพ่ี น้ื ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็ ในพนื้ ทโ่ี ครงการพฒั นาพน้ื ทลี่ มุ่ นำ้� ปากพนงั อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำ� ริ มปี ระเภทรปู แบบการใช้
ที่ดินส่วนใหญ่เป็นพ้ืนท่ีป่าพรุมากท่ีสุด รองลงมา ได้แก่ พ้ืนที่อ่ืน ๆ ไม้ยืนต้น (อาทิ สวนปาล์มน้�ำมัน สวนยางพารา และสวนผลไม้)
นาข้าว แหล่งนำ�้ หมบู่ ้าน ไม้ผล พืชสวน พืชไร่ พน้ื ทีช่ มุ ชนและสิ่งปลูกสรา้ ง พื้นท่เี กษตรอื่น ๆ และปา่ ชายเลน (รอ้ ยละ 55.04, 22.01,
15.83, 2.90, 1.74, 1.08, 0.43, 0.36, 0.31, 0.18, 0.11 และ 0.02) ตามลำ� ดับ ในรายงานฉบบั น้ีจำ� แนกประเภทการใชท้ ี่ดินทสี่ ำ� คญั
ของพน้ื ที่ครุควนเครง็ ดงั นี้
3.4.5.1 ป่าพรดุ ง้ั เดิม
พื้นที่ป่าพรุดั้งเดิม (undisturbed peat swamp forest) เป็นพ้ืนที่ที่ไม่เคยถูกรบกวนท�ำให้ยังมีสภาพดั้งเดิม ในพื้นที่พรุควนเคร็งมี
พ้ืนที่ป่าพรุด้ังเดิมหลายพ้ืนที่ เช่น ป่าพรุบ้านทุ่งพัด ต�ำบลเคร็ง อ�ำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นป่าพรุดั้งเดิมยังไม่มีการ
แปรสภาพ สภาพพ้ืนท่ีมีถนนจากองค์การบริหารส่วนต�ำบลเคร็งไปยังต�ำบลนางหลง และคลองนางหลงผ่ากลางพ้ืนที่ป่าพรุ มีพรรณไม้
สำ� คญั ที่พบเช่น อนิ ทนิลน�้ำ ไทร และปาลม์ สาคู เปน็ ตน้ (ภาพที่ 4) ป่าพรดุ ้ังเดมิ ริมคลองกอก ต�ำบลควนพงั อ�ำเภอรอ่ นพิบลู ย์ จังหวัด
นครศรธี รรมราช เป็นป่าพรุด้งั เดมิ อยูบ่ นที่ดอน อยใู่ นความรับผดิ ชอบของเขตหา้ มลา่ สัตว์ป่าบ่อลอ้ กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และ
พนั ธพ์ุ ชื มพี รรณไมส้ ำ� คญั ทพี่ บ เชน่ เสมด็ ขาว กระทอ่ มหมู สงั แก เปน็ ตน้ นอกจากนย้ี งั พบพรรณพชื อน่ื ๆ เชน่ ยา่ นลเิ ภา ลำ� เทง็ เปน็ ตน้
โดยต้นเสมด็ ขาวที่พบมขี นาดใหญ่ (ภาพที่ 5)

24 |

ภาพที่ 4 ลักษณะพ้ืนทแ่ี ละพชื พรรณป่าพรุดัง้ เดมิ บา้ นทุง่ พัด อ�ำเภอชะอวด จงั หวัดนครศรธี รรมราช 

| 25

ภาพท่ี 5 ลกั ษณะพ้นื ที่และพชื พรรณป่าพรดุ ั้งเดมิ รมิ คลองกอก อ�ำเภอร่อนพบิ ูลย์ จงั หวดั นครศรธี รรมราช

26 |

ในการศกึ ษาครง้ั นเี้ ลอื กศกึ ษา ณ พน้ื ทปี่ า่ พรดุ ง้ั เดมิ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ ตง้ั อยทู่ อี่ ำ� เภอควนขนนุ
จังหวัดพัทลุง เป็นป่าพรุดั้งเดิมอยู่ในที่ลุ่มริมทะเลสาบ เดิมชื่อสวนพฤกษศาสตร์พัทลุง โดยใช้พื้นที่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย
เขตปา่ สงวนแหง่ ชาติป่าคลองยวน และที่ดินสาธารณประโยชนท์ ุ่งสระ ในท้องท่ีต�ำบลพนางตงุ อำ� เภอควนขนนุ จังหวัดพัทลงุ ประมาณ
6,100 ไร่ เพอื่ รกั ษาสภาพปา่ พรดุ ง้ั เดมิ อยใู่ นความรบั ผดิ ชอบของสำ� นกั หอพรรณไม้ กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธพ์ุ ชื มลี กั ษณะ
เปน็ ตวั แทนทดี่ ขี องปา่ พรดุ ง้ั เดมิ ลกั ษณะพนื้ ทใ่ี หญส่ ามารถวางแปลงตวั อยา่ งไดต้ ามแผน การเขา้ ถงึ พน้ื ทสี่ ะดวก และแปลงตวั อยา่ งอยใู่ น
ความดูแลของสวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ (ภาพที่ 6) ลักษณะพชื พรรณมีเสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi Powell) เปน็ พรรณไม้เดน่
โดยเสมด็ ขาวทพ่ี บบางตน้ มขี นาดใหญม่ าก และยงั พบพรรณไมท้ สี่ ามารถขนึ้ ไดใ้ นสภาพพน้ื ทที่ ม่ี นี ำ�้ ทว่ มขงั อยเู่ ปน็ ประจำ� เชน่ หยนี ำ้� กระทมุ่
ครุ ะ อนิ ทนลิ นำ้� ตนี เปด็ นำ้� ทองหลางนำ้� หวา้ เปน็ ตน้ รวมถงึ พรรณไมพ้ นื้ ลา่ ง เชน่ กก กระจดู เตยทะเล ปรงทะเล หญา้ ยงุ และบวั เปน็ ตน้
ไมเ้ ลื้อย เชน่ ย่านลเิ ภา เปน็ ต้น (ภาพท่ี 6) ดงั รายละเอยี ดชอ่ื พรรณไม้ในตารางที่ 1
ภาพที่ 6 ลักษณะพืชพรรณป่าพรุดง้ั เดมิ สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง จังหวัดพัทลุง

| 27

ตารางท่ี 1 รายช่ือพรรณพชื สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ จงั หวดั พัทลงุ

ลำ� ดับ ชือ่ ท้องถิน่ ชอ่ื พฤกษศาสตร์ วงศ์
1. เหงือกปลาหมอ
2. รักนำ้� Acanthus ebracteatus Vahl ACANTHACEAE
3. ผกั หนาม
4. เทยี นนา,เทยี นนำ้� ,แก้วนำ้� Gluta velutina Blume ANACARDIACEAE
5. แคนา
Lasia spinosa (L.) Thw. ARACEAE
6. โสนนอ้ ย
7. กุม่ น�ำ้ Hydrocera triflora Wight&Arn. BALSAMINACEAE

8. เถาวลั ย์กรด Stereospermum personatum BALSAMINACEAE
9. สะแกดนิ Chatterjee
10. จูดหนู
11. มะดาด Cassia mimosoides L. CAESALPINIACEAE
12. รสสคุ นธ์
13. กรุ ะ Crateva adansonii DC. subsp. odo- CAPPARACEAE
14. กา้ งปลาขาว rata Jacobs
15. ตะขบน�้ำ,ไซโข
Combretum tetralophum Clarke CAPPARACEAE
16. หวายลงิ
17. อนิ ทนนิ น�้ำ Quisqualis prostrate Craib COMBRETACEAE
18. โพทะเล
Eleocharis ochrostacys Stend CYPERACEAE
19. ปอทะเล
20. คล้า,ก้านพร้า,แหย่ง Dillenia indica L. DILLENIACEAE

Tetracera loureiri Plerre DILLENIACEAE

Sapium undlcum Willd EUPHORBIACEAE

Breynia angustifolia Hook.f. EUPHORBIACEAE

Scolopia macrophylia (Wight&Arn.) FLACOURTIACEAE
Clos

Flagellarla indica L. FLAGELLARIACEAE

Lagerstroemia speciosa (L.) Pers. LYTHRACEAE

Thespesia popuinea (L.) Soland ex LYTHRACEAE
Correa

Hibiscus tiliaces L. MALVACEAE

Schumannianthus dichotomus MARANTHACEAE
Gagnep

28 |

ลำ� ดับ ช่ือทอ้ งถ่นิ ช่อื พฤกษศาสตร์ วงศ์
21. บวั สายต่งิ Nymphoides parvifolia (Griseb.) MANYANTHACEAE
Ktze
22. บัวบา,รามใหญ่ Nymphoide cristatun Ktze MANYANTHACEAE
23. ไทรย้อยใบทู่ Ficus microcapa L.f. MORACEAE
24. ไทรย้อย Ficus benjamina L. MORACEAE
25. รามใหญ่ Ardisia littonalis Andr. YRSINACEAE
26. เสม็ดขาว Melaleuca cajuputi Powell MYRTACEAE
27. เมา Eugenia grandis Wight MYRTACEAE
28. หว้านา Eugenia psudosubtilis King var. MYRTACEAE
platyphylla King
29. หว้าน้�ำ Eugenia oblate Roxb. MYRTACEAE
30. สาคู Metroxylon sagu Rottb. PALMAE
31. จาก Nypa fruticans Wurmb. PALMAE

3.4.5.2 พน้ื ที่ป่าพรทุ ถี่ กู รบกวน
พน้ื ทปี่ า่ พรทุ ถ่ี กู รบกวน (Disturbed peat swamp forest) เปน็ พนื้ ทท่ี เ่ี คยถกู พายไุ ตฝ้ นุ่ แฮเรยี ดพดั ผา่ นภาคใตเ้ มอื่ ปี พ.ศ. 2505 เปน็ เหตุ
ใหป้ ่าพรุดั้งเดมิ โคน่ ลม้ เสียหายจำ� นวนมาก และมีการฟน้ื ตวั โดยมไี มเ้ สม็ดขาวข้นึ ปกคลมุ หนาแนน่ สลบั กับท่งุ หญ้า บางพนื้ ทีม่ ไี ม้พน้ื ลา่ ง
อย่บู ้าง (ภาพท่ี 7) พน้ื ทท่ี ที่ �ำการมอี ย่หู ลายพ้ืนที่ ไดแ้ ก่

1) ป่าเสม็ดบริเวณบา้ นไสขนนุ หมู่ 11 ตำ� บลเครง็ อ�ำเภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช มีสะพานเดินเทา้ คอนกรีตเป็นวงรอบ
ดา้ นละประมาณ 100 เมตร บริเวณรอบ ๆ เสน้ ทางเดนิ มลี กั ษณะเปน็ ปา่ เสมด็ เกอื บทง้ั หมดปกคลมุ ดว้ ยไมเ้ สม็ดขาวสลบั กบั
ทงุ่ หญา้ หรอื ทงุ่ กระจดู พนื้ ทบ่ี างสว่ นมตี น้ เสมด็ ขาวคอ่ นขา้ งสงู และหนาแนน่ พน้ื ทบ่ี างสว่ นมตี น้ เสมด็ ขาวไมส่ งู นกั สลบั กนั ไป
พื้นทเ่ี ปน็ ท่คี อ่ นขา้ งลมุ่ ในฤดแู ล้งยงั มนี ำ้� ทว่ มถึง

2) ป่าเสม็ดบริเวณบ้านควนยาว หมู่ 3 ต�ำบลเคร็ง อ�ำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเส้นทางเดินคอนกรีตเป็นวงรอบ
ดา้ นละประมาณ 100 เมตร บรเิ วณรอบ ๆ เสน้ ทางเดินมลี ักษณะเปน็ ปา่ เสมด็ เกือบทัง้ หมดปกคลุมดว้ ยไมเ้ สม็ดขาวสลับกับ
ทงุ่ หญา้ หรอื ทงุ่ กระจดู พน้ื ทบี่ างสว่ นมตี น้ เสมด็ ขาวคอ่ นขา้ งสงู และหนาแนน่ พนื้ ทบ่ี างสว่ นมตี น้ เสมด็ ขาวไมส่ งู นกั สลบั กนั ไป
คลา้ ย ๆ กบั ปา่ เสม็ดบริเวณบ้านไสขนุน แตพ่ น้ื ท่ีเป็นท่คี ่อนข้างลุ่มมากกวา่ มคี ูนำ�้ ลม้ รอบ ในฤดแู ล้งยังมนี ้ำ� ทว่ มถงึ

| 29

3) ปา่ ชมุ ชนบา้ นควนเงิน ต�ำบลบา้ นตลู อ�ำเภอชะอวด จังหวดั นครศรธี รรมราช มพี ้ืนทปี่ ระมาณ 500 ไร่ เกือบท้งั หมดปกคลมุ
ดว้ ยไมเ้ สมด็ ขาว พน้ื ทสี่ ว่ นใหญม่ ตี น้ เสมด็ ขาวคอ่ นขา้ งสงู และหนาแนน่ พนื้ ทเ่ี ปน็ ทคี่ อ่ นขา้ งอยบู่ นทด่ี อนแตค่ อ่ ย ๆ ลาดลงมา
เป็นท่ีลุ่ม ในบริเวณที่ลุ่มพบพืชพ้ืนล่างจ�ำพวกกง กระจูด มีคูนำ้� ที่ขุดไว้ล้อมรอบ และมีบ่อนำ�้ ขนาดใหญ่ท่ีขุดไว้เป็นแหล่งน้�ำ
อุปโภคบริโภคของชุมชน และพ้นื ท่บี างสว่ นเป็นท่งุ กระจดู

4) ป่าเสมด็ บรเิ วณสำ� นกั งานโครงการฯ มลู นธิ ิชัยพัฒนา และสถานีควบคุมไฟปา่ พรคุ วนเครง็ ต�ำบลการะเกด อ�ำเภอเชียรใหญ่
จงั หวดั นครศรธี รรมราช ใกลค้ ลองชะอวดแพรกเมอื ง พน้ื ทส่ี ว่ นใหญม่ ตี น้ เสมด็ ขาวคอ่ นขา้ งสงู และหนาแนน่ มาก พน้ื ทคี่ อ่ นขา้ ง
อยบู่ นทดี่ อน

ภาพที่ 7 ลกั ษณะพน้ื ที่ปา่ พรุท่ถี กู รบกวน ในพ้นื ที่ป่าพรุควนเคร็ง อ�ำเภอชะอวด จังหวดั นครศรธี รรมราช

30 |

จากการศกึ ษาของสาพิศ และคณะ (2559) ได้ศึกษาลกั ษณะสังคมพืชตา่ ง ๆ ของป่าพรุควนเคร็งทถ่ี กู รบกวน สามารถสรปุ ได้ดังนี้
1) ปา่ เสมด็ ท่ีลุ่ม
ป่าเสม็ดท่ีลุ่มในพื้นท่ีศึกษาอยู่ในระดับพ้ืนท่ีต่�ำ และมีน�้ำท่วมขังเกือบตลอดปี มีปริมาณการปกคลุมของเรือนยอดแตกต่างกันไปตาม
ความหนาแน่นของไมเ้ สม็ด แปลงตัวอย่างท่เี ป็นทีโ่ ล่งมีการปกคลุมของเรอื นยอดต�ำ่ มีความหนาแน่นของไม้เสม็ดต่ำ� ทส่ี ุดเพยี ง 656 ตน้
ต่อเฮกตาร์ แปลงตัวอย่างที่มีลักษณะทึบมีการปกคลุมของเรือนยอดสูง มีความหนาแน่นของไม้เสม็ดสูงท่ีสุดถึง 2700 ต้นต่อเฮกตาร์
โดยมคี วามหนาแนน่ เฉลยี่ 1,500 ตน้ ตอ่ เฮกตาร์ โดยมไี มเ้ สมด็ ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก และความสงู เฉลย่ี เทา่ กบั 9.68 เซนตเิ มตร
และ 7.27 เมตร ตามลำ� ดบั ในแปลงทม่ี ลี กั ษณะโลง่ ความหนาแนน่ ของตน้ ไมน้ อ้ ยมกี ระจดู กระจดู หนู และไมพ้ นื้ ลา่ งชนดิ อน่ื ๆ ขนึ้ ปะปน
ในบริเวณทโ่ี ล่ง
2) ปา่ เสม็ดท่ีดอน
ป่าเสม็ดที่ดอนในพื้นที่ศึกษาอยู่ในพื้นที่ระดับสูง ส่วนใหญ่มีน้�ำท่วมขังเฉพาะฤดูฝนท่ีมีระดับน้�ำสูง มีปริมาณการปกคลุมของเรือนยอด
แตกต่างกันไปตามความหนาแน่นของไม้เสม็ดเช่นเดียวกับในพื้นที่ลุ่ม กล่าวคือ แปลงตัวอย่างท่ีเป็นท่ีโล่งมีการปกคลุมของเรือนยอดต่�ำ
มีความหนาแน่นของไม้เสม็ดต�่ำท่ีสุดเพียง 733 ต้นต่อเฮกตาร์ แปลงตัวอย่างท่ีเป็นทึบมีการปกคลุมของเรือนยอดสูง มีความหนาแน่น
ของไม้เสม็ดสูงท่ีสุดถึง 1,600 ต้นต่อเฮกตาร์ โดยมีความหนาแน่นเฉลี่ย 1,120 ต้นต่อเฮกตาร์ โดยไม้เสม็ดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
เพียงอก และความสูงเฉลย่ี เท่ากับ 12.29 เซนติเมตร และ 9.31 เมตร ตามล�ำดับ แตท่ ี่แตกต่างกับแปลงป่าเสม็ดทีล่ มุ่ คอื ในแปลงทม่ี ี
ลกั ษณะโลง่ ถงึ แมค้ วามหนาแน่นของตน้ ไมน้ อ้ ย พบกระจูดหนู และไมพ้ ้นื ล่างชนิดอน่ื ๆ ขน้ึ ปะปนในบริเวณท่โี ลง่ ไมม่ ากนกั
3) ทุง่ หญา้
ทงุ่ หญา้ ในบรเิ วณปา่ พรคุ วนเครง็ ในบรเิ วณทล่ี มุ่ ในทโ่ี ลง่ จะพบพน้ื ทท่ี เี่ ปน็ ทงุ่ หญา้ อยเู่ ปน็ บรเิ วณกวา้ ง ลกั ษณะทงุ่ หญา้ สว่ นใหญเ่ ปน็ ทงุ่ กระจดู
(Lepironia articulata) มีกระจูดเป็นจำ� นวนมาก ส่วนใหญเ่ ป็นกระจดู ใหญ่ทใ่ี ช้ประโยชน์มากกวา่ ทง้ั ในการสานเสือ่ ท�ำใบเรอื ทำ� เชอื ก
ผูกมัด และท�ำกระสอบบรรจุสินค้าเกษตรและส่ิงของอ่ืน ๆ และมีเพียงส่วนน้อยท่ีมีกระจูดหนูท่ีมีล�ำต้นขนาดเล็กและส้ันกว่าท�ำให้ใช้
ประโยชน์ได้น้อยกว่าข้ึนปะปน มีเพียงพ้ืนท่ีส่วนน้อยที่เป็นทุ่งหญ้าอื่น ๆ ท่ีมีพืชวงศ์กกเช่นเดียวกัน แต่เป็นพวก กกปรือ กระจูดหนู
ซ่ึงเปน็ ไม้พน้ื ลา่ งทพ่ี บในปา่ เสมด็ ที่ลมุ่ และทดี่ อนด้วยเชน่ กัน
ทงั้ นี้ ปา่ พรทุ งั้ 3 รปู แบบมกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนทแ่ี ตกตา่ งกนั ปา่ เสมด็ ในทดี่ อน (574.33 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนเรม่ิ ตน้ สงู สดุ
รองลงมาคือทุ่งหญ้า (491.04 ตันต่อเฮกตาร์) และป่าเสม็ดในท่ีลุ่ม (424.02 ตันต่อเฮกตาร์) ตามลำ� ดับ ท้ัง 3 สังคมพืชมีการกักเก็บ
คาร์บอนในดนิ มากกวา่ รอ้ ยละ 90 ของการกักเกบ็ คารบ์ อนทงั้ หมด

| 31

ในการศึกษาครั้งนี้ เลือกพื้นท่ีป่าพรุที่ถูกรบกวนเป็นป่าเสม็ดท่ีอยู่บริเวณหมู่ท่ี 3 และหมู่ท่ี 9 ต�ำบลเคร็ง อ�ำเภอชะอวด จังหวัด
นครศรีธรรมราช บริเวณใกล้ ๆ พนื้ ทแ่ี ปลงตวั อยา่ งมเี ส้นทางเดินคอนกรีตเป็นวงรอบด้านละประมาณ 100 เมตร มลี กั ษณะเปน็ ตัวแทน
ทดี่ ขี องปา่ พรทุ ถ่ี กู รบกวน มพี น้ื ทท่ี งั้ ถกู ไฟไหม้ และพนื้ ทท่ี ไี่ มถ่ กู ไฟไหม้ ลกั ษณะพน้ื ทใ่ี หญส่ ามารถวางแปลงตวั อยา่ งไดต้ ามแผน การเขา้ ถงึ
พื้นท่ีสะดวก และแปลงตัวอย่างอยู่ในความดูแลของชุมชน พ้ืนที่เกือบทั้งหมดปกคลุมด้วยไม้เสม็ดขาวสลับกับทุ่งหญ้า หรือทุ่งกระจูด
พน้ื ท่ีบางส่วนมตี ้นเสมด็ ขาวคอ่ นข้างสงู และหนาแน่น พืน้ ที่บางส่วนมตี ้นเสม็ดขาวไม่สูงนัก สลบั กันไป (ภาพที่ 8)
ภาพที่ 8 ลกั ษณะพน้ื ที่และพชื พรรณปา่ เสม็ด บรเิ วณหมู่ 3 และหมู่ 9 ต�ำบลเคร็ง อ�ำเภอชะโอด จังหวัดนครศรีธรรมราช

32 |

3.4.5.3 สวนปาลม์ น้�ำมัน
พ้ืนที่สวนปาล์มน�้ำมันเป็นพ้ืนท่ีพรุท่ีถูกแปรสภาพ มีการขุดคลองยกร่องเพ่ือปลูกปาล์มน�้ำมัน อาจเลือกได้จากการส�ำรวจเบื้องต้น
และลงพื้นที่ส�ำรวจ จึงเลือกพ้ืนท่ีสวนปาล์มบริเวณหมู่ 6 ต�ำบลเคร็ง อ�ำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เน่ืองจากเป็นพ้ืนท่ีท่ีสวน
ปาลม์ อยจู่ ำ� นวนมาก วางแปลงตวั อยา่ งขนาด 50 เมตร x 50 เมตร จำ� นวน 4 แปลง กระจายตามชน้ั อายขุ องปาลม์ ไดแ้ ก่ 2 ปี 5 ปี 7 ปี
และ 10 ปี (ภาพที่ 9)
ภาพท่ี 9 ลกั ษณะสวนปาลม์ นำ้� มันอายุต่าง ๆ หมู่ 6 ต�ำบลเคร็ง อำ� เภอชะโอด จงั หวัดนครศรีธรรมราช

| 33

4. วธิ ีการและขั้นตอนการด�ำเนนิ งาน

34 |

4.1 พน้ื ทแ่ี ละขอบเขตการดำ� เนินงาน

ป่าพรคุ วนเคร็งเป็นป่าพรุในลุม่ นำ�้ ปากพนงั จงั หวดั นครศรธี รรมราช อันเนอ่ื งมาจากพระราชด�ำริ มีอาณาเขตครอบคลมุ พื้นที่ 5 อำ� เภอ
ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย อ�ำเภอเชียรใหญ่ อ�ำเภอชะอวด อ�ำเภอเฉลิมพระเกียรติ อ�ำเภอร่อนพิบูลย์ อ�ำเภอหัวไทร
และ จังหวัดพัทลุง อ�ำเภอควนขนุน พ้ืนที่ดังกล่าวได้มีประกาศเมื่อ พ.ศ. 2518 ให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย และประกาศเป็น
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ (มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553) มีพ้ืนท่ีพรุมีประมาณ 179,904.69 ไร่ (ส�ำนักงาน
นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2563) พื้นที่พรุควนเคร็งสภาพการใช้ท่ีดินส่วนใหญ่เป็นป่าพรุเสื่อมโทรม เนื้อท่ี
56,951 ไร่ หรอื รอ้ ยละ 65.50 ของเนอ้ื ทพ่ี รุ รองลงมาไดแ้ ก่ พืน้ ทล่ี ่มุ เนอ้ื ท่ี 15,249 ไรห่ รอื ร้อยละ 17.54 ของเนื้อทีพ่ รุ ปา่ พรุสมบูรณ์
เนอ้ื ท่ี 6,638 ไร่ หรอื รอ้ ยละ 7.63 ของเนอื้ ทพ่ี รุ พรนุ า เนอื้ ที่ 3,678 ไร่ หรอื รอ้ ยละ 4.23 ของเนอ้ื ทพ่ี รุ ทเี่ หลอื เปน็ ปาลม์ นำ�้ มนั ทงุ่ หญา้
สนประดิพทั ธ์ คลองชลประทาน นาร้าง สถานทร่ี าชการ และหมบู่ า้ น ลกั ษณะภูมิประเทศเปน็ พื้นทชี่ ายฝัง่ ติดอ่าวไทย ลกั ษณะชายฝ่ัง
เปน็ ทะเลราบเรยี บมที ร่ี าบแคบๆ ทางดา้ นตะวนั ตกจะเปน็ เทอื กเขา พนื้ ทลี่ มุ่ นำ้� มคี วามลาดชนั จากทศิ ตะวนั ตกลาดเทมายงั ทศิ ตะวนั ออก
โดยทางดา้ นตะวนั ตกจะเปน็ เทอื กเขาแดนเปน็ จดุ สงู สดุ มคี วามสงู จากระดบั นำ�้ ทะเลปานกลางประมาณ 700-750 เมตร บรเิ วณตอนกลาง
ของพ้ืนที่เปน็ พืน้ ทดี่ อนและมพี ื้นทรี่ าบอยู่ทางด้านทศิ ตะวนั ออกตดิ กบั ทะเลนอ้ ย (ภาพที่ 10)

| 35

ภาพท่ี 10 แผนที่แสดงขอบเขตพื้นท่พี รคุ วนเครง็ จงั หวัดนครศรธี รรมราช และจงั หวดั พัทลงุ

36 |

ในขณะที่ระบบลุ่มน้�ำประกอบด้วย แม่น�้ำปากพนังเป็นแม่น้�ำสายหลักท่ีมีต้นก�ำเนิดบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช มีทิศทางการไหล
ของน�้ำจากทศิ ใต้ขึ้นไปทิศเหนือผา่ น อ�ำเภอชะอวด อำ� เภอเชยี รใหญ่ และอ�ำเภอปากพนงั ลงสู่อา่ วปากพนงั บริเวณบ้านปากนำ้� อำ� เภอ
ปากพนงั สว่ นลำ� นำ้� และแมน่ ำ�้ โดยทวั่ ไปมคี วามยาวไมม่ ากนกั มตี น้ กำ� เนดิ จากเขาหลวง และเทอื กเขาสวนอรา่ มทางทศิ ตะวนั ตกของลมุ่ นำ้�
ไหลลงสทู่ ะเลดา้ นอา่ วไทย โดยมคี ลองสาขาทสี่ ำ� คญั เชน่ คลองชมุ ขลงิ คลองทา่ แพ คลองทา่ ดี คลองยวด คลองเสาธง เปน็ ตน้ (ภาพท่ี 10)
ในพ้ืนท่ีป่าพรุควนเครง็ โดยทวั่ ไปแลว้ ลักษณะพันธุพ์ ืชจะเป็นไม้ปา่ พรุดงั้ เดิม ซ่ึงไม้ยนื ตน้ ส่วนใหญ่เปน็ พวก หวา้ (Syzygium cumini)
ตะเคยี นทอง (Hopea odorata) จกิ (Barringtonia acutangula) เสมด็ (Melaleuca cajuputi) และไมพ้ น้ื ลา่ งจำ� พวก กระจดู (Lepironia
articulata) กก (Cyperus imbricatus) ยา่ นลเิ ภา (Lygodium microphyllum) เปน็ ตน้ หลงั จากเกดิ ไฟไหมป้ า่ พรหุ ลายครง้ั ตดิ ตอ่ กนั
พรรณไมด้ ง้ั เดมิ ถกู ทดแทนดว้ ยไมเ้ สมด็ และไมพ้ น้ื ลา่ งอยา่ งกระจดู กก ซงึ่ สามารถเตบิ โตไดใ้ นนำ้� เปรย้ี วหรอื มภี าวะเปน็ กรด (คณะวนศาสตร,์
2556)

4.2 การประเมินและการคัดเลือกพื้นทีเ่ บอื้ งต้น

ทำ� การรวบรวมขอ้ มลู พนื้ ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ ทำ� การลงพน้ื ทภ่ี าคสนามเพอ่ื สำ� รวจพนื้ ทท่ี มี่ ศี กั ยภาพสำ� หรบั ตดิ ตง้ั ระบบการตรวจวดั ปรมิ าณ
คารบ์ อน ทำ� การประเมนิ และคดั เลอื กพนื้ ทเี่ พอื่ เปน็ ตวั แทนในการตดิ ตง้ั แปลงถาวรในพนื้ ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ
ปา่ พรทุ ถี่ กู รบกวน และพน้ื ทสี่ วนปาลม์ นำ้� มนั และกำ� หนดจดุ วางแปลงสำ� รวจแบบกรดิ (grid sampling) ระยะ 2 กโิ ลเมตร x 2 กโิ ลเมตร
ครอบคลมุ พ้นื ทีพ่ รคุ วนเคร็ง

4.3 การพัฒนาระบบการตรวจวัดและตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในพื้นทีป่ า่ พรรุ ่วมกบั ชุมชน

4.3.1 การพัฒนาระบบ
ทำ� การทบทวนเอกสารเกย่ี วกบั ระบบการตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในพนื้ ทป่ี า่ ไมแ้ ละพนื้ ทปี่ า่ พรุ การประชมุ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้
เพอ่ื พฒั นาศกั ยภาพนกั วจิ ยั จากสภาบนั การศกึ ษาในพน้ื ทใี่ นการการตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรุ และการฝกึ อบรมชมุ ชน
เพอื่ พฒั นาศกั ยภาพในการการตรวจวัดและตดิ ตามปริมาณคาร์บอนในป่าพรุ
4.3.2 การวางแปลงตัวอยา่ งถาวร
ในพนื้ ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ ปา่ พรทุ ถ่ี กู รบกวน และพน้ื ทส่ี วนปาลม์ นำ�้ มนั วางแปลงตวั อยา่ งขนาด 50 x 50 เมตร
จ�ำนวน 4 แปลง รวมเป็นพน้ื ท่ี 1 เฮกตาร์ ในแตล่ ะพนื้ ที่ ให้กระจายเพอื่ เปน็ ตัวแทนพน้ื ทีป่ า่ พรุในแตล่ ะประเภท แต่สำ� หรับพ้ืนทสี่ วน
ปาล์มน้ำ� มันให้กระจายตามชัน้ อายขุ องปาลม์ ไดแ้ ก่ 2 ปี 5 ปี 7 ปี และ 10 ปีภายในแปลงตัวอย่างขนาด 50 x 50 เมตร แบง่ แปลง
ออกเป็น 25 แปลงย่อย ขนาด 10 x 10 เมตร เพ่ือเก็บข้อมูลไม้ยืนต้น (tree) ซ่ึงเป็นต้นไม้ท่ีมีเส้นผ่านศูนย์กลางท่ีระดับอกมากกว่า
4.5 เซนติเมตร ภายในแปลงตวั อย่างขนาด 10 x 10 เมตร ได้แบ่งเปน็ แปลงยอ่ ย วางแปลงขนาด 4 x 4 เมตร มมุ ลา่ งซา้ ยแปลงย่อย
เพ่ือสำ� รวจไม้รุ่น (sapling) ซ่ึงมคี วามสงู มากกว่า 1.30 เมตร แต่มเี สน้ ผา่ นศูนย์กลางที่ระดับอกนอ้ ยกว่า 4.5 เซนติเมตร และวางแปลง
ขนาด 1 x 1 เมตร มุมลา่ งซา้ ยแปลงย่อย เพ่อื สำ� รวจลูกไม้ (seedling) ซึ่งความสูงน้อยกวา่ กว่า 1.30 เมตร (ภาพที่ 11)

| 37

4.3.3 การตรวจวัดและตดิ ตามการกกั เกบ็ คาร์บอนในแปลงตวั อย่างถาวร
4.3.3.1 การกำ� หนดแหลง่ สะสมคาร์บอน ก�ำหนดแหล่งสะสมคารบ์ อนทีศ่ ึกษาในพืน้ ที่ปา่ พรุ ดังน้ี
1) มวลชวี ภาพเหนือดนิ (living above-ground biomass) ได้แก่ ทุกส่วนของต้นไมท้ ่อี ย่เู หนอื พ้นื ดนิ ไดแ้ ก่ ลำ� ตน้ กง่ิ
ใบ ดอก และผล (ถ้ามี) ของไม้ยืนตน้ ไมร้ ุน่ กล้าไม้ และไมพ้ ืน้ ล่าง
2) มวลชีวภาพใต้ดิน (living below-ground biomass) ได้แก่ ทกุ สว่ นของตน้ ไมท้ อ่ี ย่ใู ตด้ ินคอื ราก
3) ไมต้ าย (dead organic matter in wood) ได้แก่ ตน้ ไม้ท่ีล้ม หรือ ยืนต้นตาย
4) ซากพชื (dead organic matter in litter) ได้แก่ สว่ นตา่ งๆ ของตน้ ไม้ทีร่ ่วงหล่นลงสูด่ นิ ได้แก่ ก่ิง ก้าน ใบ ดอก
ผล (ถา้ ม)ี และเศษซากไมพ้ นื้ ลา่ งต่างๆ
5) อนิ ทรยี วัตถใุ นดิน (soil organic matter) ในท่นี ้คี ืออินทรียวัตถใุ นพรุ (peat) และในดนิ
4.3.3.2 การตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคาร์บอนในมวลชวี ภาพของไม้ยนื ตน้ และไมร้ ุ่น
• ภายในแปลงตัวอย่างขนาด ขนาด 10 x 10 เมตร ทุกแปลง เก็บข้อมูลไม้ยืนต้น (tree) ซ่ึงเป็นต้นไม้ท่ีมีเส้นผ่าน
ศูนย์กลางที่ระดับอกมากกว่า 4.5 เซนติเมตร ทุกต้นในแปลง ติดหมายเลข (tag) ที่ต้นไม้ทุกต้น วัดขนาดเส้นผ่าน
ศนู ยก์ ลางท่ีระดบั อก (diameter at breast height: DBH) ดว้ ย ดว้ ย diameter tape และวัดความสูงท้ังหมดด้วย
เครือ่ งวดั ความสงู Vertex (ภาพที่ 11)
• ภายในแปลงตัวอย่างขนาด 4 x 4 เมตร จำ� นวน 5 แปลงย่อย ในแนวทแยงมุม ส�ำรวจไม้รนุ่ (sapling) ซึ่งมีความสงู
มากกวา่ 1.30 เมตร แตม่ เี สน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางทรี่ ะดบั อกนอ้ ยกวา่ 4.5 เซนตเิ มตร โดยวดั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางทรี่ ะดบั
อก (diameter at breast height: DBH) ดว้ ย Vernier caliper และวดั ความสงู ทัง้ หมดดว้ ยเทปวดั
• ภายในแปลงตัวอยา่ งขนาด 1 x 1 เมตร จำ� นวน 5 แปลงยอ่ ย ในแนวทแยงมมุ มมุ ล่างซา้ ยแปลงย่อยขนาด 4 x 4 เมตร
ทำ� การส�ำรวจลกู ไม้ (seedling) ซง่ึ ความสูงนอ้ ยกว่ากวา่ 1.30 เมตร (ภาพท่ี 11)
• คำ� นวณหาปรมิ าณมวลชีวภาพเหนอื ดนิ (aboveground biomass) ของพนั ธ์ุไม้ในแปลงตวั อย่าง ในการศึกษาครงั้ น้ี
ใชส้ มการแอลโลเมตรขี องพนั ธุไ์ มช้ นิดตา่ ง ๆ ทไ่ี ด้มีผทู้ ำ� การศึกษาไวแ้ ล้ว ดงั แสดงในตารางที่ 2
• ท�ำการวิเคราะห์มวลชีวภาพของส่วนใต้ดิน (ราก) ใช้อัตราส่วนของมวลชีวภาพใต้ดินต่อมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ
0.26 ของปา่ ดงดบิ เขตร้อน (tropical rain forest) ซ่งึ ก�ำหนดโดย IPCC (2006)
• ทำ� การวิเคราะห์การกักเก็บคาร์บอนในมวลชวี ภาพของไมต้ ้น และไม้รนุ่ โดยใชป้ ริมาณคาร์บอนในส่วนต่าง ๆ ของพืช
เหล่านั้น (สาพศิ และคณะ, 2559) และนำ้� หนกั แห้งของส่วนตา่ ง ๆ ของพชื

38 |

ตารางท่ี 2 สมการสำ� หรบั มวลชวี ภาพของพรรณไมใ้ นพน้ื ท่ีพรุควนเครง็

สมการ ทมี่ า
1. มวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนของไม้ยืนต้น (Trees)

ข้อมลู ที่เก็บ
D: เส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (เซนติเมตร)
H: ความสงู ทั้งหมดของตน้ ไม้ (เมตร)
HR: ความสูงจนถงึ โคนกาบ (เฉพาะปาลม์ นำ�้ มัน) (เมตร)

ข้อมลู ทคี่ ำ� นวณ/ตวั แปรท่ีเกย่ี วข้อง
WWWSLB = มวลชีวภาพของลำ� ต้น (กิโลกรัม)
= มวลชวี ภาพของกิง่ (กโิ ลกรัม)
= มวลชีวภาพของใบ (กิโลกรมั )
WBa = มวลชีวภาพของเปลือก (เฉพาะเสมด็ ขาว) (กิโลกรมั )
WAG = มวลชวี ภาพเหนอื ดนิ (กโิ ลกรัม)
CWWTTBG = มวลชวี ภาพใต้ดนิ (กโิ ลกรัม)
= มวลชวี ภาพรวม (เหนือพ้นื ดิน+ใต้พื้นดิน) (กิโลกรมั )
= การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพรวม (กโิ ลกรมั )

เสม็ดขาว

WS = 0.0661 (DH)1.2178 กอบศกั ดิ์ และคณะ (2559)
WB = 0.0094 (DH)1.3903
WL = 0.2226 (DH)1.0641 IPCC (2006)
WBa = 0.0029 (DH)1.4567 สาพศิ และกอบศกั ดิ์ (2559)
WAG = Ws+Wb+WL+WBa
WBG = 0.37WAG
WT = WAG + WBG
CT = 0.48WT

| 39

สมการ ที่มา
พรรณไมป้ ่าพรุ สมการพรรณไม้ปา่ ดิบของ
WS = 0.0509 (D2H)0.919 Tsutsumi et.al. (1983)
WB = 0.00893 (D2H)0.977
WL = 0.0140 (D2H)0.669 IPCC (2006)
WAG = WS+WB+WL IPCC (2006)
WBG = 0.37WAG กนั ตินนั ท์ และชิงชยั (2545)
WT = WAG + WBG
CT = 0.47WT คณะวนศาสตร์ (2554)
กระถนิ เทพา คณะวนศาสตร์ (2554)
WS = 0.017 (D2H)0.9973 ชิงชัยและคณะ (2554)
WB = 0.00004 (D2H)1.4430 IPCC (2006)
WL = 0.00004 (D2H)1.3462 IPCC (2006)
WAG = WS+WB+WL
WBG = 0.13WAG
WT = WAG + WBG
CT = 0.48WT
เถาวัลย์
WAG = 0.8622 (D)2.0210
WBG = 0.37WAG
WT = WAG+WBG
CT = 0.47WT

40 |

สมการ ทมี่ า

ปาล์มน้ำ� มัน (peat soils)

WAG = 0.00224(D)1.85(100HR)0.68 Yulianti et al. (2010)

WBG = 0.41WAG คณะวนศาสตร์ (2554)

WT = WAG+WBG

CT = 0.41WT คณะวนศาสตร์ (2554)

2. มวลชีวภาพและการกกั เก็บคาร์บอนของไม้ร่นุ (Saplings)

ข้อมลู ที่เกบ็
D: เส้นผา่ นศนู ย์กลางเพียงอก (เซนติเมตร)
H: ความสงู ของตน้ ไม้ (เมตร)

ข้อมูลที่คำ� นวณ/ตัวแปรท่เี กี่ยวขอ้ ง
WWWBSL = มวลชวี ภาพของล�ำตน้ (กิโลกรมั )
= มวลชีวภาพของกง่ิ (กิโลกรมั )
= มวลชวี ภาพของใบ (กโิ ลกรมั )
WBa = มวลชีวภาพของเปลือก (เฉพาะเสม็ดขาว) (กิโลกรมั )
WCWWTATBGG = มวลชวี ภาพเหนอื ดิน (กโิ ลกรัม)
= มวลชวี ภาพใต้ดิน (กโิ ลกรมั )
= มวลชวี ภาพรวม (เหนือพื้นดนิ +ใตพ้ นื้ ดิน) (กิโลกรมั )
= การกักเก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพรวม (กโิ ลกรัม)

เสม็ดขาว

WS = 0.1050 (DBH)1.9916 กอบศักด์ิ และคณะ (2558)
WB = 0.02001 (DBH)2.1419
WL = 0.0062 (DBH)2.9918 IPCC (2006)
WAG = WS+WB+WL สาพิศ และกอบศักด์ิ (2559)
WBG = 0.37WAG
WT = WAG + WBG
CT = 0.48WT

| 41

สมการ ทมี่ า

พรรณไม้อน่ื ๆ

WS = 0.0702 (D2H)0.8737 ธติ ิ และชลธิดา (2547)
WB = 0.0093 (D2H)0.9403
WL = 0.0244 (D2H)1.0517 IPCC (2006)
WAG = WS+WB+WL IPCC (2006)
WBG = 0.37WAG 3. การกักเก็บคาร์บอนในไมต้ าย (Deadwood)
WT = WAG + WBG
CT = 0.47WT

ขอ้ มูลท่ีเกบ็
D: เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางเพียงอกของไมย้ ืนต้นตาย (เซนติเมตร)
D1: เส้นผา่ นศนู ยก์ ลางโคนท่อนของไมน้ อนตาย หรอื โคนทอ่ นของไม้ยืนต้นตายและยอดหัก (เซนติเมตร)
D2: เสน้ ผา่ นศนู ย์กลางปลายท่อนของไมน้ อนตาย (เซนติเมตร)
L: ความยาวท่อนของไมน้ อนตาย หรือของไมย้ นื ต้นตายและยอดหกั (เซนตเิ มตร)

ขอ้ มลู ที่คำ� นวณ/ตัวแปรท่ีเก่ยี วข้อง
VVVDCCCCDDDLDDDLii SLSSLS1212 = ปรมิ าตรของไมย้ ืนตน้ ตาย (ลูกบาศกเ์ มตร)
= ปริมาตรของไม้ยืนตน้ ตายและยอดหัก (ลูกบาศกเ์ มตร)
= ปรมิ าตรของไม้นอนตาย (ลกู บาศก์เมตร)
= ความหนาแนน่ ของไม้ตายทีร่ ะดับความผุต่าง ๆ 3 ระดับ (ยืนต้นตาย/นอนตาย) (กิโลกรัมตอ่ ลูกบาศกเ์ มตร)
= สัดส่วนคาร์บอนของไมต้ ายทีร่ ะดบั ความผุต่าง ๆ 3 ระดับ (ยนื ต้นตาย/นอนตาย) (กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
= การกักเก็บคาร์บอนของไม้ยนื ต้นตาย (กิโลกรัม)
= การกกั เกบ็ คาร์บอนของไมย้ ืนต้นตายและยอดหกั
= การกกั เก็บคาร์บอนของไมน้ อนตาย

VDS1 = 0.0002(D)2.310

VDS2 = [ D12L]/4(106)

VDL = [ (D12+D22)L]/8(106)

CDS1 = VDS1DLiCLi

CDS2 = VDS2DLiCLi

CDL = VDLDLiCLi



42 |

ภาพที่ 11 การวางแปลงตวั อย่างถาวร ขนาด 50 เมตร x 50 เมตร เพ่อื ตรวจวัดปริมาณคาร์บอนจากแหล่งสะสมคาร์บอนตา่ ง ๆ

4.3.3.3 การศึกษาปรมิ าณคารบ์ อนในมวลชวี ภาพของลกู ไม้ ไมพ้ ื้นล่าง และในซากพชื
• วางแปลงตัวอยา่ งย่อย 1 x 1 เมตร จำ� นวน 3 แปลง และเกบ็ ข้อมูลปริมาณ ไม้พ้นื ลา่ ง ได้แก่ หญา้ พืชลม้ ลุก ไม้พุ่ม
และลูกไม้ (seedling) ของไมย้ นื ต้น และซากพชื โดยท�ำการตัดและชงั่ นำ�้ หนักพชื ในกลมุ่ ตา่ ง ๆ สมุ่ ตวั อยา่ งเชื้อเพลิง
แต่ละประเภท
• นำ� ไปอบทอี่ ณุ หภมู ปิ ระมาณ 80 องศาเซลเซยี ส เปน็ เวลา 48 ชว่ั โมง หรอื จนนำ้� หนกั คงท่ี จงึ ชงั่ นำ�้ หนกั แหง้ ของตวั อยา่ ง
เพ่ือคำ� นวณปรมิ าณไม้พ้นื ล่าง และเศษซากพชื เป็นน�ำ้ หนักแห้ง
• ทำ� การวเิ คราะหก์ ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของลกู ไม้ ไมพ้ นื้ ลา่ ง และในซากพชื โดยใชป้ รมิ าณคารบ์ อนในแตล่ ะ
ประเภท และน�้ำหนักแหง้ (สาพิศ และคณะ, 2559)

4.3.3.4 การศึกษาปริมาณคาร์บอนในดินพรุ
• ภายในแปลงตัวอย่างขนาด 50 x 50 เมตร ส�ำรวจความลึกของช้ันพรุในแปลงตัวอย่างย่อยขนาด 10 x 10 เมตร
ทุก ๆ แปลง เพือ่ หาคา่ เฉลี่ยของความลกึ ของชนั้ พรุ
• ภายในแปลงตวั อยา่ งขนาด 50 x 50 เมตร เกบ็ ตวั อยา่ งชนั้ พรใุ นแตล่ ะชน้ั แบบไมร่ บกวนโครงสรา้ งของดนิ (undisturbed
sampling) ทค่ี วามลึก 1 เมตร
• นำ� ไปวเิ คราะหห์ าความหนาแน่น และวเิ คราะห์ปรมิ าณคารบ์ อนดว้ ยวิธี dry combustion โดยใชเ้ ครื่องมอื CHNS
analyzer (PerkinElmer รุ่น CHNS 2400 series II) ท่ีห้องปฏิบัติการภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์

| 43

• การวเิ คราะห์การกกั เก็บคาร์บอนในชน้ั ดินพรุและดนิ ดังสมการที่ (1)

SoilC = C * DB * Depth (1)

เมอื่ SoilC คือ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดิน (soil carbon) (ตัน/เฮกตาร์) (ตามระดบั ความลกึ ดนิ )
C คอื ปริมาณคาร์บอนในดิน, ร้อยละของน�ำ้ หนกั แหง้
DB คอื ความหนาแนน่ รวม (กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร)
Depth คือ ความลกึ ของดิน (เซนติเมตร)
4.3.4 การศกึ ษาการปลดปล่อยคาร์บอนในแปลงตวั อยา่ งถาวร
1) การตรวจวดั และตดิ ตามการปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ สามารถดำ� เนนิ การดว้ ยเครอ่ื งมอื วดั การปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์
LI-8100A Automated Soil CO2 Flux System (LICOR Inc., USA) ดังแสดงในภาพท่ี 13 โดยการออกแบบ collar
ซ่ึงท�ำจากพีวีซีขนาดเส้นผ่านกลาง 20 เซนติเมตร เพ่ือติดต้ังในแปลงตัวอย่างถาวรส�ำหรับเป็นจุดที่มีการตรวจวัดการปล่อย
กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ โดยภายในแปลงตัวอยา่ งขนาด 50 x 50 เมตร มกี ารตดิ ต้ัง collar จ�ำนวน 3 จดุ
2) ท�ำการศึกษาการปลดปล่อยก๊าซมีเทน และไนตรัสออกไซด์ ในพ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิม 1 แปลงตัวอย่างเพ่ือเป็นการศึกษาน�ำร่อง
ทำ� โดยกำ� หนดจดุ เกบ็ กา๊ ซเรอื นกระจกโดยใชว้ ธิ ี Closed chamber พฒั นามาจากการศกึ ษาการปลดปลอ่ ยกา๊ ซมเี ทนในนาขา้ ว
และทุ่งหญ้า (ภาพที่ 14) โดยท�ำการเก็บตัวอย่างก๊าซท่ีครอบคลุมความผันแปรตามฤดูกาลเท่าที่สภาพแวดล้อมจะอ�ำนวย
ก๊าซตัวอย่างที่เก็บได้ถูกวิเคราะห์หาปริมาณก๊าซมีเทน ด้วยเครื่องก๊าซโครมาโตกราฟี (Gas Chromatography: GC) และ
บนั ทกึ ขอ้ มลู ต่าง ๆ ทีจ่ �ำเป็นในการคำ� นวณ
3) ท�ำการตรวจวัดและติดตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรอื นกระจกในป่าพรรุ ่วมกบั ชุมชนในแปลงตวั อยา่ งทัง้ หมดทุก ๆ เดอื น


44 |

ภาพท่ี 12 เครือ่ งมอื วัดการปล่อยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ LI-8100A Automated Soil CO2 Flux System (LICOR Inc., USA)

ภาพท่ี 13 แบบจำ� ลองการศกึ ษาการปลดปล่อยกา๊ ซมเี ทนในพ้นื ที่นาข้าวโดยใช้วธิ ี Closed chamber

| 45

4.4 การสำ� รวจปริมาณคารบ์ อนในพนื้ ที่พรคุ วนเคร็งโดยอาศยั การมสี ว่ นรว่ มกบั ชุมชน

ในพนื้ ทีพ่ รคุ วนเคร็งในจงั หวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพทั ลุง ทำ� การวางแปลงส�ำรวจเป็นกริด (grid sampling) มีระยะหา่ ง
2 กโิ ลเมตร x 2 กิโลเมตร ทว่ั พน้ื ท่ีป่าพรคุ วนเครง็ ในแตล่ ะจุดสำ� รวจ วางแปลงขนาด 15 x 15 เมตร เพ่อื เกบ็ ข้อมลู ตน้ ไม้ ไม้พน้ื ลา่ ง
ซากพชื และความลกึ ของดิน โดยการกำ� หนดพกิ ดั ของแปลงตัวอยา่ งในแผนท่ีดว้ ยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพอ่ื จะไดน้ �ำไปวางแผน
การสำ� รวจ และมีการวิเคราะหก์ ารกกั เก็บคารบ์ อนในแหล่งตา่ ง ๆ เชน่ เดียวกบั แปลงตวั อยา่ งถาวร

4.5 การพฒั นานกั วทิ ยาศาสตรร์ ุน่ เยาวร์ ่วมกับสถาบนั การศึกษาในพ้ืนที่

1) การจดั ประชมุ เพือ่ สรา้ งทีมวิทยากรในการตรวจวดั และติดตามปรมิ าณคาร์บอนในปา่ พรรุ ว่ มกบั สถาบนั การศกึ ษาในพื้นที่
2) การจัดฝกึ อบรมการตรวจวดั และตดิ ตามปริมาณคารบ์ อนในปา่ พรใุ หแ้ ก่ชุมชนในพ้ืนท่ี
3) การจัดฝกึ อบรมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาวใ์ นการตรวจวัดและตดิ ตามปริมาณคารบ์ อนในปา่ พรุรว่ มกบั สถาบนั การศกึ ษาในพื้นที่

4.6 การศกึ ษาบทเรยี นและเปรยี บเทยี บระบบการตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในพนื้ ทสี่ าธติ ปา่ พรุ
คนั ธุลี

1) การรวบรวมข้อมลู ระบบการติดตามปริมาณคารบ์ อนในพ้ืนที่สาธติ ปา่ พรุคนั ธลุ ี
2) การลงพื้นทีเ่ พื่อศึกษาระบบการติดตามปรมิ าณคาร์บอนท่เี คยมกี ารดำ� เนินการในพ้นื ทีส่ าธติ ปา่ พรุคันธลุ ี
3) การวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบระบบการติดตามปรมิ าณคารบ์ อนท่เี คยมีการดำ� เนนิ การในพื้นทีส่ าธติ ปา่ พรคุ ันธลุ ี

4.7 การสรา้ งและพฒั นาระบบฐานข้อมลู ส�ำหรบั การตรวจวัดปริมาณการกักเกบ็ คารบ์ อน

1) การออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลสำ� หรับการตรวจวดั ปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพ้นื ท่ปี ่าพรุควนเครง็ ประกอบ
ด้วยขอ้ มูลพชื พรรณ การกกั เก็บคารบ์ อนในแหล่งตา่ ง ๆ ในพน้ื ท่ปี ่าพรุควนเครง็

2) การอพั เดทข้อมลู ในระบบฐานขอ้ มลู ส�ำหรบั การตรวจวัดปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนใหเ้ ป็นปจั จบุ ัน

4.8 การพฒั นาศกั ยภาพองคค์ วามรแู้ ละการส่ือสารเพ่ือตรวจวัดปริมาณคาร์บอน

การผลิตคูม่ อื การตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอนสำ� หรับปา่ พรุ ในรปู แบบเข้าใจง่ายสำ� หรบั ชุมชน เยาวชน และประชาชนท่ัวไป

46 |

แผนการด�ำเนินงาน

OP  กิจกรรม/วิธกี ารดำ� เนินงาน 2561 2562 2563
3.1 1. รวบรวมขอ้ มูลพนื้ ท่ศี กึ ษาเบ้ืองต้น
7 8 9 10 11 12 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1 2 3 4 5 6 7

2. ลงพ้ืนทภ่ี าคสนามเพอ่ื ส�ำรวจพน้ื ทที่ ่มี ีศักยภาพส�ำหรับตดิ ตัง้ ระบบการตรวจวดั ปรมิ าณคารบ์ อน

3. ประเมนิ และคดั เลอื กพน้ื ทต่ี ดิ ตงั้ แผงถาวรในพน้ื ทป่ี า่ พรุ 3 แหง่ และพนื้ ทว่ี างแปลงสำ� รวจพนื้ ทปี่ า่ พรุ
28,750 ไร่ (4,600 เฮกตาร)์

3.2 1. การรวบรวมข้อมูลและจัดซ้อื อปุ กรณต์ รวจวดั และติดตามปริมาณคารบ์ อนในป่าพรุรว่ มกบั ชมุ ชน
ในพืน้ ทีป่ า่ พรุ 3 แห่ง

2. การตดิ ตง้ั อปุ กรณก์ ารตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรรุ ว่ มกบั ชมุ ชนในพน้ื ทปี่ า่ พรุ 3 แหง่

3.3 1. การฝึกอบรมชมุ ชนเพ่ือพฒั นาศกั ยภาพนักวิจยั จากสถาบนั การศึกษาในพนื้ ทใ่ี นการตรวจวัดและ
ตดิ ตามปรมิ าณคาร์บอนในปา่ พรุ

2. การประชมุ แลกเปลยี่ นเรยี นรเู้ พอ่ื พฒั นาศกั ยภาพนกั วจิ ยั จากสถาบนั การศกึ ษาในพน้ื ทใ่ี นการตรวจวดั
และตดิ ตามปริมาณคาร์บอนในปา่ พรุ

3. การวางแปลงตวั อย่างถาวรเพ่อื ส�ำรวจพืชพรรณและปริมาณการกักเกบ็ คาร์บอนร่วมกับชุมชน
ในพื้นทีป่ า่ พรุ 3 แห่ง

4. การสำ� รวจและตดิ ตามพชื พรรณและปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนรว่ มกบั ชมุ ชนในพน้ื ทป่ี า่ พรุ 3 แหง่

5. การตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรรุ ่วมกบั ชุมชนในพ้นื ทปี่ ่าพรุ 3 แห่ง 

| 47 6. การสำ� รวจพืชพรรณและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนรว่ มกับชมุ ชนในพ้ืนท่ปี า่ พรุ 28,750 ไร่
(4,600 เฮกตาร์) (1 กม. x 1 กม.)

7. การประเมินผลการกกั เกบ็ และปลอ่ ยปริมาณคาร์บอนในปา่ พรรุ ่วมกบั ชุมชนในพ้นื ที่ปา่ พรุ 3 แห่ง
และพืน้ ทปี่ ่าพรุ 28,750 ไร่ (4,600 เฮกตาร์) 

3.4 1. การจดั ฝกึ อบรมเพอื่ สรา้ งทีมวิทยากรในการตรวจวดั และติดตามปริมาณคารบ์ อนในป่าพรรุ ่วมกบั
สถาบนั การศกึ ษาในพ้นื ที่

2. การจดั ฝกึ อบรมนกั วทิ ยาศาสตรร์ นุ่ เยาวใ์ นการตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในปา่ พรรุ ว่ มกบั
สถาบนั การศกึ ษาในพ้นื ท่ี

48 | แผนการดำ� เนินงาน (ตอ่ )

OP  กิจกรรม/วธิ กี ารด�ำเนินงาน 2561 2562 2563
3.5 1. การรวบรวมขอ้ มลู ระบบการติดตามปริมาณคารบ์ อนในพ้นื ท่ีสาธิตป่าพรุคนั ธลุ ี
7 8 9 10 11 12 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1 2 3 4 5 6 7

2. การลงพ้นื ท่เี พอ่ื ศึกษาระบบการตดิ ตามปริมาณคารบ์ อนที่เคยมกี ารดำ� เนนิ การในพื้นที่สาธิตป่าพรุ
คนั ธุลี

3. การวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบระบบการติดตามปรมิ าณคาร์บอนท่ีเคยมีการดำ� เนนิ การในพืน้ ท่สี าธิต
ปา่ พรคุ นั ธลุ ี

3.6 1. การออกแบบและพัฒนาระบบฐานขอ้ มลู สำ� หรับการตรวจวดั ปรมิ าณการกกั เก็บคารบ์ อน

2. การอัพเดทขอ้ มูลในระบบฐานข้อมูลสำ� หรับการตรวจวดั ปริมาณการกักเก็บคารบ์ อน

3.7 1. การผลิตคูม่ ือการตรวจวดั และตดิ ตามปริมาณคารบ์ อนส�ำหรบั ป่าพรุ

2. การประกวดผลติ สอ่ื ประชาสมั พนั ธเ์ กยี่ วกบั ปรมิ าณการกกั เกบ็ และคารบ์ อนของปา่ พรแุ ละแนวทาง
การลดการปลอ่ ยปรมิ าณคารบ์ อน

การวเิ คราะหแ์ ละจัดทำ� รายงาน

5. ผลการด�ำเนนิ งาน

| 49


Click to View FlipBook Version