The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มที่ 10 การติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-14 20:42:39

เล่มที่ 10 การติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็ง

เล่มที่ 10 การติดตามปริมาณคาร์บอนในพื้นที่พรุควนเคร็ง

ผลสมั ฤทธิ์ในการดำ� เนินงานผลผลิตท่ี 2.3 ติดต้งั ระบบการตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในพรุ สรุปได้ดงั ตารางที่ 3

ตารางที่ 3 ผลสัมฤทธใิ์ นการดำ� เนนิ งานผลผลิตที่ 2.3 ติดตั้งระบบการติดตามปริมาณคารบ์ อนในพรุ

ผลผลิต ผลสมั ฤทธ์ิ กจิ กรรม ผลสัมฤทธิ์ท่ไี ดร้ ับ

1) การตดิ ต้ังอุปกรณก์ ารตรวจวดั และติดตามปรมิ าณคารบ์ อนใน ระบบและห้องปฏิบัติการการตรวจวัดและติดตามปริมาณ
ปา่ พรรุ ่วมกับชมุ ชนในพื้นทพ่ี รุ 3 แหง่ คาร์บอนในป่าพรุอย่างมีส่วนรว่ มในพน้ื ทพ่ี รุ 3 แห่ง ได้แก่ พนื้ ท่ี
ปา่ พรุดงั้ เดิม (undisturbed peat swamp forest) พน้ื ทปี่ ่าพรุ
ทีถ่ กู รบกวน (disturbed peat swamp forest) และพ้นื ทปี่ า่
พรุที่ถกู เปลยี่ นแปลงการใชป้ ระโยชน์ทดี่ ิน (land conversion)

2) การวางแปลงตัวอย่างถาวรเพอื่ สำ� รวจพชื พรรณ และปริมาณ แปลงตัวอย่างถาวรและข้อมูลการส�ำรวจพืชพรรณและปริมาณ
การกักเก็บคารบ์ อนรว่ มกับชมุ ชนในพืน้ ท่ปี ่าพรุ 3 แหง่ การกักเก็บคาร์บอนร่วมกับชุมชนในพ้ืนท่ีป่าพรุ 3 แห่งข้างต้น
และข้อมูลการสำ� รวจ

3) การตรวจวดั และติดตามปริมาณการปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกใน ข้อมลู ปรมิ าณการกกั เกบ็ และการปลดปล่อยคารบ์ อน และก๊าซ
ป่าพรรุ ่วมกบั ชมุ ชนในพ้ืนทป่ี า่ พรุ 3 แห่ง เรือนกระจก ในพนื้ ท่แี ปลงตวั อยา่ งถาวร 3 แห่ง

4) การส�ำรวจพืชพรรณและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนร่วมกับ ข้อมูลการส�ำรวจพืชพรรณและปริมาณการกักเก็บคาร์บอน
ชุมชนในพืน้ ที่ป่าพรุ 28,750 ไร่ (4,600 เฮกตาร์) (2 กม x 2 กม) ร่วมกับชุมชนในพ้ืนท่ีป่าพรุ 28,750 ไร่ (4,600 เฮกตาร์)

โดยสำ� รวจแบบ grid sampling (2 กม. x 2 กม.)

5) การฝึกอบรมเยาวชนเรื่องการตรวจวัด การประเมินคาร์บอน นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่มีความรู้ความเข้าใจและทักษะการ
เบื้องตน้ สำ� หรบั พ้ืนที่ป่าพรุ ตรวจวดั การประเมนิ คารบ์ อนเบื้องต้น

6) การลงพ้ืนที่และแลกเปล่ียนองค์ความรู้ ประสบการณ์กับพ้นื ท่ี ถอดบทเรียนเปรียบเทียบระบบการติดตามปริมาณคาร์บอนใน
สาธิตปา่ พรุคนั ธุลี พืน้ ทีโ่ ครงการฯ กบั พน้ื ทสี่ าธิตป่าพรุคนั ธลุ ี จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี

7) การออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลส�ำหรับการตรวจวัด 1) ระบบฐานข้อมูลส�ำหรับการตรวจวัดปริมาณการกักเก็บ
ปริมาณการกักเกบ็ คารบ์ อน คารบ์ อน
2) แอพพลเิ คชน่ั การตรวจวดั ปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนอยา่ งงา่ ย

8) การอัพเดทข้อมูลในระบบฐานข้อมูลส�ำหรับการตรวจวัด ระบบฐานขอ้ มลู สำ� หรบั การตรวจวดั ปรมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อน
ปรมิ าณการกักเก็บคาร์บอน ไดร้ บั การอัพเดทและวเิ คราะห์

9) กิจกรรมการเรียนรู้ แลกเปล่ียนและเสริมศักยภาพกลุ่ม ผลการศึกษาทางด้านวิชาการของโครงการฯ ได้รับการแลก
เป้าหมายโครงการฯ เปลย่ี นและเผยแพร่

50 |

5.1 ระบบการตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในพืน้ ทีป่ ่าพรุร่วมกับชมุ ชน

5.1.1 การคัดเลือกพนื้ ท่ีเพ่ือวางแปลงตวั อยา่ งถาวร
ในการคัดเลือกพื้นที่เพื่อวางแปลงตัวอย่างถาวรในตรวจวัดและติดตามปริมาณคาร์บอนในพ้ืนท่ีป่าพรุเพื่อก�ำหนดเป็นพ้ืนที่วางแปลง
ตวั อยา่ ง 3 แหง่ ทม่ี กี ารใชร้ ปู แบบทด่ี นิ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ไดแ้ ก่ พนื้ ทปี่ า่ พรดุ งั้ เดมิ (undisturbed peat swamp forest) พนื้ ทปี่ า่ พรทุ ถ่ี กู รบกวน
(disturbed peat swamp forest) และพื้นทีป่ า่ พรุทถี่ กู เปล่ยี นแปลงการใช้ประโยชน์ทดี่ ิน (land conversion) โดยเลอื กพื้นท่ปี า่ พรุ
ที่ถกู เปลย่ี นแปลงเปน็ สวนปาลม์ น้ำ� มัน ดำ� เนนิ การโดยการทบทวนเอกสารวิจยั และรายงานของป่าพรุควนเครง็ ส�ำรวจพน้ื ทที่ ่มี ศี ักยภาพ
เบอ้ื งตน้ ในพน้ื ทพี่ รคุ วนเครง็ และทำ� การวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บทง้ั ในแงข่ องการเปน็ ตวั แทนทด่ี ขี องรปู แบบทด่ี นิ แตล่ ะประเภท ความเหมาะสม
ในการเดนิ ทาง และความสะดวกและปลอดภัยในการติดตงั้ เครอ่ื งมือ โดยพ้ืนท่ีศึกษามรี ายละเอียดดังต่อไปนี้
5.1.1.1 พน้ื ท่ปี ่าพรุดงั้ เดิม
ในการศกึ ษาครง้ั นคี้ ัดเลอื ก สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง อ�ำเภอควนขนุน จังหวัดพทั ลงุ เปน็ ป่าพรุดง้ั เดมิ อยใู่ นท่ีลมุ่ รมิ ทะเลสาบ เดมิ ช่อื
สวนพฤกษศาสตร์พัทลุง โดยใช้พื้นท่ีของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองยวน และท่ีดินสาธารณประโยชน์
ทุ่งสระ ในทอ้ งทีต่ �ำบลพนางตุง อำ� เภอควนขนนุ จังหวัดพัทลงุ ประมาณ 6,100 ไร่ เพือ่ รกั ษาสภาพป่าพรดุ ัง้ เดิม อยู่ในความรบั ผิดชอบ
ของสำ� นกั หอพรรณไม้ กรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั ว์ปา่ และพันธพ์ุ ืช โดยมเี สม็ดขาวและยา่ นลเิ ภาเป็นพรรณไม้เดน่ โดยเลอื กพ้ืนที่เพือ่ เป็น
ตวั แทนส�ำหรบั วางแปลงตวั อย่างถาวร จ�ำนวน 4 แปลง (ภาพที่ 14)
ภาพท่ี 14 พน้ื ท่ปี ่าพรุด้ังเดมิ สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ อำ� เภอควนขนนุ จงั หวัดพทั ลงุ

| 51

5.1.1.2 พน้ื ทปี่ า่ พรทุ ถ่ี กู รบกวน
พน้ื ทปี่ า่ พรทุ ถี่ กู รบกวน (disturbed peat swamp forest) เปน็ พน้ื ทท่ี เ่ี คยถกู พายไุ ตฝ้ นุ่ แฮเรยี ดพดั ผา่ นภาคใตเ้ มอ่ื ปี พ.ศ. 2505 เปน็ เหตุ
ให้ป่าพรุดั้งเดิมโค่นล้มเสียหายจ�ำนวนมาก และมีการฟื้นตัวโดยมีไม้เสม็ดขาวขึ้นปกคลุมหนาแน่นสลับกับทุ่งหญ้า บางพื้นที่มีไม้พื้นล่าง
อยบู่ า้ ง มลี กั ษณะเปน็ ตวั แทนทดี่ ขี องปา่ พรทุ ถี่ กู รบกวน มพี น้ื ทที่ ง้ั ถกู ไฟไหม้ และพน้ื ทที่ ไี่ มถ่ กู ไฟไหม้ โดยบรเิ วณพนื้ ทป่ี า่ เสมด็ ทางทศิ เหนอื
เป็นพื้นท่ีถูกไฟไหม้ จะมีการปกคลุมไปด้วยต้นเสม็ดขาวท่ีมีความหนาแน่นไม่สูงมากนัก และพืชพื้นล่างเป็นทุ่งกระจูด และเฟิร์นอย่าง
หนาแนน่ เนอ่ื งจากตน้ เสมด็ ขาวมีการลม้ ตายจากการถูกไฟไหมเ้ ปน็ จ�ำนวนมาก อีกท้งั พน้ื ที่ดงั กลา่ วมลี ักษณะเป็นพน้ื ที่ลุ่มมากกวา่ และ
ในทางทิศใต้อีกฝั่งถนนเป็นพ้ืนที่ป่าเสม็ดท่ีมีความหนาแน่นของต้นเสม็ดขาวอย่างหนาแน่น และมีพืชพ้ืนล่างเป็นกระจูด และเฟิร์น ที่มี
หนาแนน่ นอ้ ยกวา่ พนื้ ทท่ี างทศิ เหนอื ในการศกึ ษาครง้ั นจ้ี งึ เลอื ก ปา่ เสมด็ ตำ� บลเครง็ อำ� เภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช เปน็ ตวั แทน
พื้นท่ีป่าพรุท่ีถูกรบกวน โดยเลือกทั้งพื้นท่ีป่าเสม็ดท่ีถูกไฟไหม้ประจ�ำ และพ้ืนที่ป่าเสม็ดท่ีไม่ค่อยถูกไฟไหม้ เพ่ือเป็นตัวแทนส�ำหรับวาง
แปลงตัวอยา่ งถาวร จำ� นวน 4 แปลง (ภาพท่ี 15)
ภาพที่ 15 พนื้ ทปี่ ่าพรทุ ่ีถูกรบกวน (ปา่ เสม็ด) ตำ� บลเคร็ง อำ� เภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช ได้แก่ ปา่ เสมด็ ทถี่ ูกไฟไหม้ (บน) และ
พน้ื ทป่ี ่าเสม็ดสมบรู ณ์ (ลา่ ง)

52 |

5.1.1.3 พืน้ ทีป่ า่ พรุที่ถกู เปลยี่ นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดนิ
ส�ำหรับพ้ืนที่ป่าพรุที่ถูกเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดิน คัดเลือกพื้นที่สวนปาล์มน�้ำมันซึ่งเป็นพื้นท่ีพรุท่ีถูกแปรสภาพ โดยมีการขุด
คลองยกรอ่ ง และถมทเ่ี พอื่ ปลกู ปาลม์ น�ำ้ มนั โดยท�ำการคดั เลอื กพื้นท่สี วนปาล์มน้�ำมนั 4 ช้นั อายุ ไดแ้ ก่ ปีปลกู พ.ศ. 2552 (อายุ 10 ป)ี
พ.ศ. 2555 (อายุ 7 ปี) พ.ศ. 2557 (อายุ 5 ปี) และปปี ลูก พ.ศ. 2560 (อายุ 2 ปี) ในพื้นที่บรเิ วณหมู่ 6 ต�ำบลเคร็ง อ�ำเภอชะอวด จงั หวัด
นครศรีธรรมราช เน่อื งจากมีพน้ื ทสี่ วนปาล์มน้�ำมนั เปน็ จำ� นวนมาก (ภาพท่ี 16)
ภาพท่ี 16 พนื้ ทป่ี า่ พรทุ ถี่ กู เปลยี่ นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ (สวนปาลม์ นำ�้ มนั ) ตำ� บลเครง็ อำ� เภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช ไดแ้ ก่
ปปี ลกู พ.ศ. 2560 (บนซ้าย) ปีปลูก พ.ศ. 2557 (บนขวา) ปีปลูก พ.ศ. 2555 (ล่างซ้าย) และปีปลกู พ.ศ. 2552 (ล่างขวา)

| 53

5.1.2 การวางแปลงถาวรเพอ่ื ตรวจวัดและติดตามปริมาณคารบ์ อน
ในการวางแปลงตวั อยา่ งถาวรเพอ่ื ตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อนในพนื้ ทป่ี า่ พรกุ ำ� หนดเปน็ พน้ื ทวี่ างแปลงตวั อยา่ ง 3 แหง่ ทมี่ กี ารใช้
รปู แบบทดี่ นิ ท่แี ตกต่างกนั ได้แก่ พ้นื ทปี่ ่าพรุดัง้ เดิม (สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ ) พ้ืนทปี่ า่ พรุที่ถกู รบกวน (ปา่ เสมด็ ) และพ้ืนทป่ี า่ พรุท่ีถูก
เปลย่ี นแปลงการใชป้ ระโยชน์ทดี่ นิ (สวนปาล์มน�้ำมนั ) ท�ำการวางแปลงศึกษาส�ำรวจขนาด 50 เมตร × 50 เมตร จำ� นวน 4 แปลง รวมเป็น
พนื้ ท่ี 1 เฮกตาร์ ในแต่ละพ้ืนท่ี รวมแปลงตัวอยา่ งทงั้ สิน้ 12 แปลงตวั อย่าง โดยมรี ายละเอยี ดการเก็บขอ้ มลู ดงั ต่อไปนี้
1) การเก็บขอ้ มูลไม้ต้น ในแปลงขนาด 50 เมตร × 50 เมตร แบง่ เป็นแปลงย่อยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร ดังภาพที่ 11 เพ่ือเกบ็ ข้อมูล
ไม้ตน้ (trees) ทกุ ชนดิ ทีม่ ีขนาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางเพียงอก (diameter at breast height, DBH) มากกว่าหรอื เทา่ กบั 4.5 เซนตเิ มตร
โดยท�ำการจ�ำแนกชนิดของตน้ ไม้ วัดเส้นผ่านศนู ยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) และความสงู (height) ของตน้ ไม้
ทั้งหมด ดังภาพท่ี 18 นอกจากน้ีตอ้ งเกบ็ ขอ้ มูลไม้ตาย (dead wood) ทง้ั ทย่ี นื ตน้ ตาย และไมท้ ล่ี ม้ วดั ขนาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางโคนและ
ปลายทอ่ น และความยาวท่อน และจ�ำแนกประเภทของไมต้ ายตามระดบั ความผุ
ภาพที่ 17 การเกบ็ ข้อมลู ไมต้ ้น ในพ้ืนที่แปลงตวั อยา่ งถาวรท้ัง 12 แปลง

2) การเกบ็ ขอ้ มลู ไมร้ ุ่น ในแปลงตวั อย่างย่อยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร จำ� นวน 9 แปลงท่ีอยู่ในแนวทแยงมมุ ใหว้ างแปลงตวั อยา่ งยอ่ ย
ขนาด 4 เมตร × 4 เมตร ท่มี ุมลา่ งด้านซ้าย ดงั ภาพท่ี 11 เพ่ือเก็บขอ้ มูลไมร้ ุน่ (sapling) ทีม่ ขี นาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางเพียงอกนอ้ ยกวา่
หรือเทา่ กบั 4.5 เซนติเมตร และความสงู มากกวา่ 1.3 เมตร ทำ� การเก็บข้อมูลโดยจ�ำแนกชนดิ ของไมร้ ุน่ วัดเส้นผ่านศูนยก์ ลางเพยี งอก
(diameter at breast height: DBH) และความสูง (height) ของต้นไม้ทัง้ หมด
3) การเก็บข้อมลู ลกู ไม้ ในแปลงตวั อย่างย่อยขนาด 4 เมตร × 4 เมตร จ�ำนวน 9 แปลงท่อี ยูใ่ นแนวทแยงมุม ใหว้ างแปลงตัวอย่างยอ่ ย
ขนาด 1 เมตร × 1 เมตร ท่ีมมุ ล่างด้านซา้ ย ดงั ภาพที่ 11 เพอื่ เกบ็ ข้อมูลลกู ไม้ (seedling) ท่ีมคี วามสงู นอ้ ยกว่าหรือเท่ากบั 1.3 เมตร
ท�ำการเก็บข้อมลู โดยจำ� แนกชนดิ ของไม้ร่นุ และนบั จ�ำนวนลูกไม้

54 |

4) การเกบ็ ข้อมลู ไมพ้ ื้นล่างและซากพืช ในแปลงตวั อย่างย่อยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร จ�ำนวน 9 แปลงที่อยูใ่ นแนวทแยงมมุ ใหว้ าง
แปลงตัวอยา่ งยอ่ ยขนาด 1 เมตร × 1 เมตร ตรงกลางแปลง ดงั ภาพที่ 11 เพือ่ ทำ� การเก็บข้อมลู ไมพ้ ื้นลา่ ง และซากพชื โดยการตัดและ
แยกระหว่างไม้พืน้ ล่างและซากพืช แลว้ ชงั่ น้�ำหนักสด เก็บตัวอย่างบางสว่ นเพ่ือนำ� ไปหารอ้ ยละความชนื้ และคำ� นวนเป็นน�้ำหนกั แห้งของ
ไม้พนื้ ล่างและซากพชื
5) การเกบ็ ขอ้ มูลไมต้ าย ในแปลงขนาด 50 เมตร × 50 เมตร แบ่งเป็นแปลงย่อยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร เพอื่ เกบ็ ข้อมลู ไมต้ น้ (trees)
ไดท้ ำ� การเกบ็ ขอ้ มลู ไมต้ าย (dead wood) ทง้ั ทยี่ นื ตน้ ตาย และไมท้ ลี่ ม้ ตาย วดั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางโคนและปลายทอ่ น และความยาวทอ่ น
หากไมท้ ยี่ นื ตน้ ตายวดั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก และจำ� แนกประเภทของไมต้ ายตามระดบั ความผเุ ปน็ 3 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั 1 ผนุ อ้ ย
(ไม้ทยี่ นื ต้นตาย) และระดับ 2 ผปุ านกลาง และระดับ 3 ผุมาก ส�ำหรับไม้ท่ลี ้มตาย (ภาพท่ี 18) และสมุ่ เกบ็ ตัวอยา่ งไม้ตายแตล่ ะระดับ
ความผุ ขณะนีอ้ ยูร่ ะหวา่ งการวเิ คราะห์ความหนาแน่นของเน้อื ไม้ และปรมิ าณคาร์บอนในเนือ้ ไม้ในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ
ภาพท่ี 18 ลักษณะไมต้ ายจำ� แนกตามระดบั ความผุเปน็ 3 ระดับ ได้แก่ ระดบั 1 ผนุ อ้ ย (บน) ระดบั 2 ผปุ านกลาง (ล่างซ้าย-กลาง) และ
ระดับ 3 ผมุ าก (ล่างขวา)

| 55

(6) การเก็บข้อมูลความลึกของช้นั พรุ ในแปลงตัวอย่างยอ่ ยขนาด 10 เมตร × 10 เมตร ทำ� การสำ� รวจความลกึ ของช้นั พรุตรงจุดก่ึงกลาง
แปลงทกุ แปลง (ภาพท่ี 11) โดยทำ� การปกั เหลก็ ปลายแหลม หรอื “เหลก็ เครง็ ” ลงในดนิ พรจุ นกระทง่ั ไมส่ ามารถกดลงไปไดอ้ กี เพอื่ บนั ทกึ
ความลึกของพรุ ดังภาพที่ 19
7) การเก็บตัวอย่างดิน ในบริเวณที่วางแปลงตัวอย่างถาวรในพ้ืนท่ีพรุดั้งเดิม ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน�้ำมัน ของพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็ง
ขุดหลุมดนิ ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร และลึก 1 เมตร จำ� นวนพน้ื ทลี่ ะ 1 หลมุ เพ่อื จดั ท�ำหน้าตดั ดนิ (soil profile) และเกบ็ ตัวอย่าง
ดิน/พรุ ในแตล่ ะชน้ั เพื่อนำ� ไปสง่ ปฏิบตั กิ ารเพือ่ วเิ คราะหป์ ริมาณคารบ์ อนต่อไป ดังภาพที่ 20
ภาพที่ 19 การวัดความลึกของพรุ โดยการใชเ้ หล็กเคร็ง



56 |

ภาพท่ี 20 การขดุ หลุมดิน จำ� นวนพื้นท่ลี ะ 1 หลุม เพอ่ื จดั ท�ำหน้าตดั ดิน (soil profile) ลึก 1 เมตร และเก็บตวั อย่างดนิ /พรุ

5.1.3 ลกั ษณะสงั คมพชื ในพนื้ ที่พรคุ วนเคร็ง
5.1.3.1 พน้ื ที่ป่าพรุดัง้ เดิม
พ้นื ที่ป่าพรดุ ้งั เดิม ในบรเิ วณสวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง มกี ารวางแปลงตวั อยา่ งขนาด 50 เมตร x 50 เมตร จำ� นวน 4 แปลง (ภาพท่ี 21)
โดยสภาพพ้นื ทว่ั ไปทีท่ ำ� การส�ำรวจพรรณไมท้ ีพ่ บเกือบทั้งหมดน้ันพบเสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) เปน็ พรรณไมเ้ ดน่ โดยเสมด็ ขาว
ทพี่ บบางตน้ มขี นาดใหญม่ าก และยงั พบพรรณไมท้ ส่ี ามารถขนึ้ ไดใ้ นสภาพพนื้ ทท่ี มี่ นี ำ�้ ทว่ มขงั อยเู่ ปน็ ประจำ� เชน่ กมุ่ นำ้� (Crateva religiosa)
ไข่เนา่ (Vitex glabrata) จิกนำ้� (Barringtonia acutangula) ตะขบนำ�้ (Scolopia Macrophylla) พดุ นำ้� (Gardenia angusta) หว้านำ้�
(Eugenia oblata) เปน็ ต้น รวมถึงพรรณไมพ้ ้ืนลา่ ง เช่น กก กระจดู เตยทะเล ปรงทะเล หญ้ายุง และบวั เปน็ ต้น ไมเ้ ลือ้ ย เช่น ย่านลเิ ภา
เป็นต้น โดยสภาพพ้ืนท่ีโดยรวมมีน้�ำท่วมขังเกือบตลอดท้ังปี และต้นไม้มีการล้มนอน เนื่องจากมีชั้นดินพรุท่ีลึกท�ำให้ต้นไม้ไม่สามารถ
ยดึ เกาะเพือ่ พยงุ ล�ำตน้ ให้ตง้ั ตรงได้

| 57

แปลงตวั อยา่ งถาวรพรดุ ง้ั เดมิ แปลงที่ 1 พบพรรณไมต้ น้ (tree) ทง้ั หมด 10 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) กระทอ่ มขหี้ มู
(Mitragyna diversifolia) กมุ่ นำ�้ (Crateva religiosa) ไขเ่ นา่ (Vitex glabrata) จกิ นำ้� (Barringtonia acutangula) ตะขบนำ้� (Scolopia
Macrophylla) ปอทะเล (Hibiscus tiliaceus) พดุ น�้ำ (Gardenia angusta) เมา (Syzygium grande) หวา้ นำ้� (Eugenia oblata)
และเถาวลั ย์ 2 ชนดิ คอื เถาวลั ยก์ รด (Combretum tetralophum) และไมท่ ราบชนดิ 1 ชนดิ (Unknow 1) จากผลการสำ� รวจโครงสรา้ ง
สังคมพืชพบว่า แปลงตัวอย่างถาวรพรุดั้งเดิมแปลงท่ี 1 พบว่า เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) (203.01) มีค่าค่าดัชนีความส�ำคัญ
(Importance Value Index, IVI) มากทส่ี ดุ รองลงมาไดแ้ ก่ จกิ นำ�้ (Barringtonia acutangula) (49.23) และกมุ่ นำ้� (Crateva religiosa)
(14.24) ตามลำ� ดบั (ตารางท่ี 4) โดยทพ่ี บวา่ ไมต้ น้ มคี วามหนาแนน่ 331 ตน้ ตอ่ ไร่ ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast
height: DBH) เฉลยี่ 34.92 เซนตเิ มตร และความสงู (height) เฉลยี่ 6.33 เมตร โดยไมพ่ บไมร้ นุ่ (sapling) และลกู ไม้ (seedling) ในแปลง
ตวั อย่างเลย เนือ่ งจากพ้ืนท่มี ีน�้ำท่วมขงั อยูเ่ กอื บตลอดเวลา และความลกึ พรุมคี า่ เฉลย่ี เท่ากับ 2.21 เมตร (ภาพท่ี 22 และตารางท่ี 5)
แปลงตัวอย่างถาวรป่าพรุด้ังเดิมแปลงที่ 2 พบพรรณไม้ต้น (tree) ทั้งหมด 9 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) กุ่มน้�ำ
(Crateva religiosa) ไข่เนา่ (Vitex glabrata) จิกน�ำ้ (Barringtonia acutangula) ชะเมา (Eugenia grandus) ตะขบน้ำ� (Scolopia
Macrophylla) พดุ นำ้� (Gardenia angusta) เมา (Syzygium grande) หวา้ นำ�้ (Eugenia oblata) และเถาวลั ย์ 1 ชนดิ คอื เถาวลั ยก์ รด
(Combretum tetralophum) จากผลการส�ำรวจโครงสร้างสังคมพืชพบว่า แปลงตัวอย่างถาวรพรุด้ังเดิมแปลงที่ 2 พบว่า เสม็ดขาว
(Melaleuca cajuputi) (167.33) มคี า่ คา่ ดชั นคี วามสำ� คญั (Importance Value Index, IVI) มากทส่ี ดุ รองลงมาไดแ้ ก่ จกิ (Barringtonia
acutangula) (66.31) และ กมุ่ นำ้� (Crateva religiosa) (20.26) ตามลำ� ดบั (ตารางที่ 6) โดยทพี่ บวา่ ไมต้ น้ มคี วามหนาแนน่ 316 ตน้ ตอ่ ไร่
มขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลยี่ เพยี ง 33.03 เซนตเิ มตร ความสงู (height) เฉลยี่ 6.19 เมตร
โดยไม่พบไม้ร่นุ (sapling) และลูกไม้ (seedling) ในแปลงตวั อยา่ งเชน่ กัน และความลึกพรมุ ีค่าเฉลยี่ เท่ากับ 2.16 เมตร (ภาพท่ี 23
และตารางที่ 5)


58 |

ภาพที่ 21 แปลงตวั อยา่ งถาวรพ้นื ที่ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง อ.ควนขนนุ จ.พัทลงุ

| 59

ตารางท่ี 4 ชนิดของพันธไุ์ มแ้ ละคา่ ดัชนคี วามสำ� คัญของ แปลงตวั อย่างถาวรพรุดง้ั เดมิ แปลงท่ี 1

ชนิด วงศ์ จำ� นวน ค่าดัชนีความส�ำคญั
เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) MYRTACEAE 376 203.01
จิกน�ำ้ (Barringtonia acutangula) LECYTHIDACEAE 91 49.23
CAPPARACEA 18 14.24
กมุ่ นำ้� (Crateva religiosa) RUBIACEAE 17 13.81
พุดน�ำ้ (Gardenia angusta) MYRTACEAE 6 5.95
เมา (Syzygium grande) RUBIACEAE 6 5.62
กระทอ่ มข้ีหมู (Mitragyna diversifolia) FLACOURTIACEAE 5 2.45
ตะขบน�้ำ (Scolopia Macrophylla) MYRTACEAE 2 2.16
หว้านำ้� (Eugenia oblata) MALVACEAE 2 1.87
ปอทะเล (Hibiscus tiliaceus) VERBENACEAE 1 1.67
524 300
ไข่เนา่ (Vitex glabrata) รวม

ภาพท่ี 22 สภาพพนื้ ท่ีแปลงตัวอยา่ งถาวรพรดุ ้ังเดมิ แปลงที่ 1 ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง

60 |

ตารางที่ 5 ความหนาแนน่ และการเตบิ โตของไม้ยนื ตน้ และไม้รุ่น ในแปลงตัวอย่างถาวรในพื้นทพี่ รคุ วนเครง็

ไมย้ ืนตน้ ไมร้ ุ่น

พ้ืนที่ แปลง ความ DBH ความสูง ความสงู ความหนา DBH ความสงู
ป่าพรุดงั้ เดมิ หนาแน่น ที่โคนกาบ แน่น
1 (ตน้ ต่อไร)่ (เมตร) (เซนติเมตร) (เมตร)
ปา่ เสมด็ 2 (เซนตเิ มตร) (เมตร) 6.33 (ต้นต่อไร)่ NA NA
สวนปาล์มน�้ำมนั 3 331 6.19 0 NA NA
4 316 34.92 - 5.80 0 3.36 2.61
ค่าเฉลี่ย 311 6.34 77 3.40 2.86
1 205 33.03 - 6.17 55 1.69 1.37
2 291 12.15 33 NA NA
3 304 30.67 - 12.32 0 1.86 3.98
4 344 5.44 55 1.93 2.60
ค่าเฉลีย่ 314 37.88 - 6.81 277 1.83 2.37
1 189 9.18 100 1.41 2.24
2 288 34.13 - 2.68 108 2.00 2.35
3 24 7.99 22 NA NA
4 40 12.54 - 8.47 0 NA NA
ค่าเฉล่ยี 32 12.30 0 NA NA
26 10.38 - 7.86 0 0.50 0.59
31 6
22.70 -

31.03 -

19.16 -

52.31 -

71.23 2.18

72.68 2.96

77.67 4.57

68.47 2.43

ภาพท่ี 23 สภาพพ้นื ทีแ่ ปลงตัวอย่างถาวรพรดุ ั้งเดมิ แปลงท่ี 2 ณ สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตุง

| 61

ตารางท่ี 6 ชนดิ ของพนั ธไ์ุ ม้และค่าดัชนคี วามสำ� คญั ของ แปลงตวั อยา่ งถาวรพรดุ ้งั เดมิ แปลงท่ี 2

ชนดิ วงศ์ จ�ำนวน ค่าดัชนคี วามสำ� คญั
เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) MYRTACEAE 293 167.33
จกิ น�้ำ (Barringtonia acutangula) LECYTHIDACEAE 136 66.31
CAPPARACEA 26 20.26
กุม่ น�้ำ (Crateva religiosa) MYRTACEAE 35 19.27
เมา (Syzygium grande) MYRTACEAE 18 11.53
ชะเมา (Eugenia grandus) RUBIACEAE 3 6.1
พดุ น�ำ้ (Gardenia angusta) MYRTACEAE 13 5.61
หวา้ นำ้� (Eugenia oblata) VERBENACEAE 3 1.87
ไขเ่ น่า (Vitex glabrata) FLACOURTIACEAE 2 1.72
ตะขบน�้ำ (Scolopia Macrophylla) 529 300
รวม

แปลงตวั อยา่ งถาวรปา่ พรดุ ง้ั เดมิ แปลงท่ี 3 พบพรรณไมต้ น้ (tree) ทง้ั หมด 9 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) กระถนิ ณรงค์
(Acacia auriculifomis) กระทอ่ มขหี้ มู (Mitragyna diversifolia) ไขเ่ นา่ (Vitex glabrata) จกิ นำ�้ (Barringtonia acutangula) ชะเมา
(Eugenia grandus) พดุ นำ�้ (Gardenia angusta) เมา (Syzygium grande) หวา้ นำ้� (Eugenia oblata) และเถาวลั ย์ 1 ชนดิ คอื เถาวลั ยก์ รด
(Combretum tetralophum) จากผลการส�ำรวจโครงสร้างสังคมพืชพบว่า แปลงตัวอย่างถาวรพรุดั้งเดิมแปลงท่ี 3 พบว่า เสม็ดขาว
(Melaleuca cajuputi) (175.74) มคี า่ คา่ ดชั นคี วามสำ� คญั (Importance Value Index, IVI) มากทสี่ ดุ รองลงมาไดแ้ ก่ จกิ นำ้� (Barringtonia
acutangula) (73.66) และ กมุ่ นำ�้ (Crateva religiosa) (26.23) ตามลำ� ดบั (ตารางท่ี 7) โดยทพี่ บวา่ ไมต้ น้ มคี วามหนาแนน่ 311 ตน้ ตอ่ ไร่
มีขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลยี่ 30.67 เซนตเิ มตร ความสงู (height) เฉลี่ย 5.80 เมตร
โดยพบไมร้ นุ่ (sapling) จำ� นวน 1 ชนดิ ไดแ้ ก่ จกิ นำ้� (Barringtonia acutangula) มคี วามหนาแนน่ 77 ตน้ ตอ่ ไร่ มขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
เพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลย่ี 3.36 เซนตเิ มตร ความสงู (height) เฉลยี่ 2.61 เมตร โดยทไี่ มพ่ บลกู ไม้ (seedling)
และความลึกพรุมีคา่ เฉลยี่ เท่ากบั 1.86 เมตร (ภาพที่ 24 และตารางท่ี 5)

62 |

ตารางที่ 7 ชนิดของพันธ์ุไมแ้ ละคา่ ดัชนีความสำ� คญั ของ แปลงตวั อยา่ งถาวรพรดุ ้งั เดมิ แปลงท่ี 3

ชนิด วงศ์ จำ� นวน คา่ ดชั นี ความสำ� คัญ
เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) MYRTACEAE 276 175.74
จกิ น้ำ� (Barringtonia acutangula) LECYTHIDACEAE 179 73.66
CAPPARACEA 39 26.23
กุ่มน�ำ้ (Crateva religiosa) MYRTACEAE 29 11.98
ชะเมา (Eugenia grandus) RUBIACEAE 3 3.65
พุดน้�ำ (Gardenia angusta) MYRTACEAE 3 3.64
เมา (Syzygium grande) FABACEAE 1 1.73
กระถนิ เทพา (Acacia mangium) RUBIACEAE 1 1.69
กระท่อมขหี้ มู (Mitragyna diversifolia) MYRTACEAE 1 1.69
หว้าน้ำ� (Eugenia oblata) 532 300
รวม

ภาพที่ 24 สภาพพน้ื ทแี่ ปลงตัวอยา่ งถาวรพรุด้งั เดิมแปลงท่ี 3 ณ สวนพฤกษศาสตร์พนางตงุ

| 63

แปลงตวั อยา่ งถาวรปา่ พรดุ งั้ เดมิ แปลงที่ 4 พบพรรณไมต้ น้ (tree) ทงั้ หมด 9 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) กระทอ่ มขห้ี มู
(Mitragyna diversifolia) กุ่มน�้ำ (Crateva religiosa) จิกน�้ำ (Barringtonia acutangula) ชะเมา (Eugenia grandus) ตะขบน�้ำ
(Scolopia Macrophylla) พดุ นำ้� (Gardenia angusta) เมา (Syzygium grande) ทองหลางนำ�้ (Erythrina fusca) และเถาวลั ย์ 2 ชนดิ
คอื เถาวลั ยก์ รด (Combretum tetralophum) และไมท่ ราบชนดิ อกี 1 ชนดิ (Unknow 1) จากผลการสำ� รวจโครงสรา้ งสงั คมพชื พบวา่
แปลงตัวอย่างถาวรพรุด้ังเดิมแปลงท่ี 4 พบว่า เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) (176.41) มีค่า ค่าดัชนีความส�ำคญั (Importance
Value Index, IVI) มากที่สุด รองลงมาได้แก่ จิก (Barringtonia acutangula) (68.66) และ กุ่มน�้ำ (Crateva religiosa) (26.93)
ตามลำ� ดบั (ตารางที่ 8) โดยทพ่ี บวา่ ไมต้ น้ มคี วามหนาแนน่ 205 ตน้ ตอ่ ไร่ มขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height:
DBH) เฉลย่ี 37.88 เซนตเิ มตร ความสงู (height) เฉลยี่ 6.34 เมตร โดยไมร้ นุ่ (sapling) พบ 1 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi)
มคี วามหนาแนน่ 55 ตน้ ตอ่ ไร่ มขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลยี่ 3.40 เซนตเิ มตร ความสงู เฉลย่ี
2.86 เมตร โดยที่ไมพ่ บลูกไม้ (seedling) และความลึกพรุมีคา่ เฉลย่ี เท่ากับ 2.47 เมตร (ภาพที่ 25 และตารางที่ 5)

ตารางที่ 8 ชนดิ ของพนั ธไ์ุ ม้และคา่ ดชั นคี วามสำ� คญั (Importance Value Index, IVI ) ของแปลงตวั อยา่ งถาวรพรุดั้งเดิมแปลงที่ 4

ชนิด วงศ์ จ�ำนวน ค่าดัชนคี วามสำ� คญั
เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) MYRTACEAE 199 176.41
จิกนำ้� (Barringtonia acutangula) LECYTHIDACEAE 103 68.66
CAPPARACEA 30 26.93
ก่มุ น้�ำ (Crateva religiosa) MYRTACEAE 12 8.12
ชะเมา (Eugenia grandus) RUBIACEAE 6 7.5
พุดน้�ำ (Gardenia angusta) MYRTACEAE 3 4.58
เมา (Syzygium grande) RUBIACEAE 3 3.45
กระท่อมข้ีหมู (Mitragyna diversifolia) FLACOURTIACEAE 2 2.39
ตะขบน้�ำ (Scolopia Macrophylla) FABACEAE 2 1.97
ทองหลางนำ้� (Erythrina fusca) 401 300
รวม

64 |

ภาพที่ 25 สภาพพน้ื ท่แี ปลงตัวอยา่ งถาวรพรดุ งั้ เดิมแปลงที่ 4 ณ สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง 

5.1.3.2 ปา่ เสม็ด
พื้นทีป่ ่าพรุที่ถกู รบกวน (disturbed peat swamp forest) มีการวางแปลงตวั อย่างถาวรขนาด 50 เมตร x 50 เมตร จำ� นวน 4 แปลง
ในพน้ื ทปี่ า่ เสมด็ (ภาพท่ี 26) โดยสภาพพนื้ ทเ่ี กอื บทงั้ หมดปกคลมุ ดว้ ยไมเ้ สมด็ ขาวสลบั กบั ทงุ่ หญา้ หรอื ทงุ่ กระจดู พนื้ ทบ่ี างสว่ นมตี น้ เสมด็
ขาวค่อนข้างสูง และหนาแนน่ พ้ืนท่ีบางสว่ นมีต้นเสม็ดขาวไม่สงู นกั สลับกันไป
แปลงตวั อย่างถาวรป่าเสม็ดแปลงท่ี 1 พบพรรณไม้ต้น (tree) เพียง 1 ชนิด ได้แก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) โดยมีความหนาแน่น
304 ต้นต่อไร่ มีขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉลี่ย 12.54 เซนติเมตร ความสงู (height)
เฉลยี่ 12.15 เมตร โดยไมพ่ บไมร้ นุ่ (sapling) ลกู ไม้ (seedling) เนอ่ื งจากพชื พน้ื ลา่ งปกคลมุ ไปดว้ ยหญา้ กระจดู และเฟริ น์ และความลกึ พรุ
มคี า่ เฉลยี่ เท่ากับ 1.04 เมตร (ภาพที่ 27 และตารางท่ี 5)
แปลงตัวอยา่ งถาวรป่าเสม็ดแปลงท่ี 2 พบพรรณไมต้ ้น (tree) เพียง 1 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) โดยมีความหนาแนน่
344 ตน้ ต่อไร่ มขี นาดเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลยี่ 10.38 เซนติเมตร ความสงู (height)
เฉล่ยี 12.32 เมตร โดยพบไม้รนุ่ (sapling) จ�ำนวน 1 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) โดยมีความหนาแนน่ 55 ตน้ ต่อไร่
มขี นาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ีย 1.86 เซนตเิ มตร ความสงู (height) เฉลีย่ 3.98 เมตร และ
ไม่พบลูกไม้ (seedling) ในพื้นที่แปลงตัวอย่าง และความลกึ พรุมคี ่าเฉลย่ี เทา่ กับ 1.80 เมตร (ภาพที่ 28 และตารางที่ 5)
แปลงตัวอยา่ งถาวรป่าเสมด็ แปลงท่ี 3 พบพรรณไมต้ น้ (tree) เพียง 1 ชนิด ไดแ้ ก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) โดยมคี วามหนาแนน่
314 ต้นต่อไร่ (1,968 ต้นตอ่ เฮกตาร)์ มีขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลย่ี 22.70 เซนตเิ มตร
ความสงู (height) เฉลย่ี 5.44 เมตร โดยพบไมร้ นุ่ (sapling) จำ� นวน 1 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) โดยมคี วามหนาแนน่ ถงึ
277 ตน้ ต่อไร่ สงู กวา่ แปลงอนื่ ๆ มีขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลย่ี 1.93 เซนติเมตร ความสูง
(height) เฉล่ีย 2.60 เมตร และไม่พบลกู ไม้ (seedling) ในพืน้ ทีแ่ ปลงตัวอยา่ ง และความลึกพรมุ ีคา่ เฉล่ียเท่ากบั 1.14 เมตร (ภาพท่ี 29
และตารางที่ 5)

| 65

แปลงตัวอยา่ งถาวรป่าเสม็ดแปลงที่ 4 พบพรรณไมต้ น้ (tree) เพยี ง 1 ชนดิ ไดแ้ ก่ เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) เช่นกนั โดยมคี วาม
หนาแน่นเพยี ง 189 ต้นต่อไร่ มีขนาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉลยี่ 31.03 เซนติเมตร ความสงู
(height) เฉล่ีย 6.81 เมตร โดยไม้รุ่น (sapling) พบ 1 ชนิด ได้แก่ เสมด็ (Melaleuca cajuputi) มคี วามหนาแน่นเพยี ง 100 ตน้ ต่อไร่
(625 ต้นตอ่ เฮกตาร)์ มีขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลางเพยี งอก (diameter at breast height: DBH) เฉลยี่ 1.83 เซนติเมตร ความสงู เฉลี่ย
2.37 เมตร และไม่พบลกู ไม้ (seedling) ในพืน้ ทแี่ ปลงตัวอยา่ ง และความลกึ พรมุ คี า่ เฉล่ียเท่ากบั 1.34 เมตร (ภาพท่ี 30 และตารางท่ี 5)
ภาพท่ี 26 แปลงตวั อย่างถาวรพ้นื ทปี่ า่ เสม็ด อำ� เภอชะอวด จังหวดั นครศรธี รรมราช

66 |

ภาพท่ี 27 สภาพพ้ืนท่แี ปลงตวั อย่างถาวรพ้นื ทป่ี ่าเสมด็ แปลงท่ี 1

ภาพที่ 28 สภาพพนื้ ที่แปลงตวั อยา่ งถาวรพืน้ ที่ปา่ พรุที่ถกู รบกวน (ปา่ เสมด็ ) แปลงท่ี 2

ภาพที่ 29 สภาพพ้ืนทีแ่ ปลงตัวอยา่ งถาวรพื้นท่ีป่าเสม็ด แปลงที่ 3 

| 67

ภาพที่ 30 สภาพพืน้ ท่แี ปลงตัวอยา่ งถาวรพน้ื ท่ีป่าพรทุ ีถ่ ูกรบกวน (ป่าเสม็ด) แปลงท่ี 4

เมอื่ เปรยี บเทียบแปลงตัวอย่างถาวรในป่าเสม็ดพบว่ามีสภาพพน้ื ที่ทแี่ ตกตา่ งกัน โดยแปลงถาวรปา่ เสมด็ แปลงที่ 1 และแปลงที่ 2 มีสภาพ
พนื้ ทไ่ี มเ้ สมด็ ขาวขน้ึ ปกคลมุ หนาแนน่ สลบั กบั ทงุ่ หญา้ มไี มพ้ น้ื ลา่ งอยบู่ า้ ง และมสี ภาพถกู รบกวนนอ้ ย พบรอ่ งรอยการถกู รบกวนดว้ ยไฟปา่
แตไ่ ม่ได้เสยี หายมากท�ำให้ต้นไมฟ้ ้นื ตัวได้ ขณะแปลงที่ 3 และแปลงที่ 4 เปน็ ป่าเสมด็ ทม่ี ีไฟป่าท�ำลายมากกวา่ แปลงที่ 1 และ 2 สภาพ
พนื้ ทีไ่ ม้เสมด็ ขาวขึน้ ปกคลมุ แตม่ ีขนาดของต้นที่ใหญก่ ว่าและหนาแนน่ น้อยกว่า เน่อื งจากมชี ่องวา่ งของเรือนยอดท่ีเกิดจากต้นไมล้ ้มตาย
จากการถูกไฟไหม้ไปเปน็ จำ� นวนมาก สลับกบั ทุง่ หญา้ กระจูด และไมพ้ ้ืนล่างอนื่ ขึน้ อยา่ งหนาแน่น
5.1.3.3 สวนปาลม์ นำ้� มนั
พน้ื ท่สี วนปาล์มนำ้� มันเป็นตัวแทนพื้นที่พรทุ ี่ถูกแปรสภาพ มกี ารขดุ คลองยกรอ่ งเพอื่ ปลูกปาล์มนำ้� มัน เลอื กพืน้ ทีส่ วนปาลม์ บรเิ วณหมู่ 6
ตำ� บลเคร็ง อำ� เภอชะอวด จงั หวัดนครศรีธรรมราช เน่ืองจากเป็นพื้นทีท่ ม่ี ีสวนปาลม์ อยูจ่ �ำนวนมาก ทำ� การวางแปลงถาวรและเกบ็ ข้อมลู
ภายในแปลงสวนปาล์มน�้ำมันขนาด 50 เมตร x 50 เมตร ทงั้ หมด 4 แปลง กระจายตามช้นั อายุของปาลม์ จ�ำนวน 4 ชั้นอายุ ไดแ้ ก่
ปปี ลกู พ.ศ. 2552 (อายุ 10 ป)ี พ.ศ. 2555 (อายุ 7 ปี) พ.ศ. 2557 (อายุ 5 ปี) และปีปลูก พ.ศ. 2560 (อายุ 2 ป)ี (ภาพท่ี 31) โดยพน้ื ทป่ี ลูก
สวนปาล์มนำ�้ มนั น้ันมกี ารดูแลจัดการ โดยการใส่ปุ๋ย กำ� จัดวชั พชื และลิดกาบ ท�ำใหใ้ นพ้นื ทไี่ ม่พบไม้รนุ่ (sapling) และลกู ไม้ (seedling)
แปลงตวั อยา่ งถาวรสวนปาลม์ น้ำ� มันแปลงท่ี 1 ปปี ลกู พ.ศ. 2560 (อายุ 2 ป)ี มปี าลม์ นำ�้ มัน มีความหนาแน่น 23 ต้นตอ่ ไร่ มีขนาดเส้น
ผ่านศูนยก์ ลางท่ีโคนตน้ เฉลยี่ 52.31 เซนตเิ มตร ความสูงทง้ั หมด (height) เฉล่ยี 2.68 เมตร และยงั พบกระถินเทพา (Acacia mangium)
ประมาณ 1 ตน้ ตอ่ ไร่ มีขนาดเสน้ ผ่านศูนยก์ ลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ีย 9.39 เซนติเมตร ความสงู (height)
เฉล่ีย 3.40 เมตร โดยไมร้ ุน่ (sapling) พบ 2 ชนิด ได้แก่ เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) และกระถนิ เทพา (Acacia mangium)
มีความหนาแน่นเพียง 22 ต้นต่อไร่ (138 ต้นต่อเฮกตาร์) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH)
เฉลยี่ 2.00 เซนติเมตร ความสูงเฉล่ยี 2.35 เมตร และไมพ่ บลูกไม้ (seedling) ในพ้นื ทีแ่ ปลงตัวอยา่ ง และความลึกพรมุ คี ่าเฉลี่ยเท่ากบั
1.42 เมตร (ภาพท่ี 32 และตารางท่ี 5) 

68 |

ภาพที่ 31 แปลงตวั อยา่ งถาวรพน้ื ท่ีปา่ พรทุ ถ่ี กู เปล่ียนแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ (สวนปาลม์ นำ้� มนั )

| 69

ภาพที่ 32 สภาพพน้ื ท่แี ปลงตวั อย่างถาวร สวนปาลม์ นำ�้ มนั แปลงที่ 1 อายุ 2 ปี
แปลงตวั อยา่ งถาวรสวนปาลม์ นำ้� มนั ที่ 2 ปปี ลกู พ.ศ. 2557 (อายุ 5 ป)ี ) ปาลม์ นำ้� มนั มคี วามหนาแนน่ 40 ตน้ ตอ่ ไร่ มขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
เพียงอก (diameter at breast height: DBH) 71.23 เซนติเมตร ความสูงทโี่ คนกาบเฉลย่ี 2.18 เมตร ความสงู ทง้ั หมด (height) เฉลี่ย
7.99 เมตร โดยไมพ่ บไมร้ ่นุ (sapling) และลกู ไม้ (seedling) และความลึกพรุมีคา่ เฉลยี่ เท่ากับ 0.60 เมตร (ภาพท่ี 33 และตารางท่ี 5)
ภาพที่ 33 สภาพพน้ื ท่แี ปลงตัวอย่างถาวร สวนปาล์มน�ำ้ มนั แปลงที่ 2 อายุ 5 ปี

70 |

แปลงตวั อย่างถาวรสวนปาล์มน้�ำมันท่ี 3 ปีปลกู พ.ศ. 2555 (อายุ 7 ป)ี ) ปาลม์ น�ำ้ มนั ปลกู มีความหนาแนน่ 32 ตน้ ตอ่ ไร่ มีขนาดเสน้ ผ่าน
ศูนยก์ ลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉล่ีย 72.68 เซนติเมตร ความสงู ทีโ่ คนกาบเฉลี่ย 2.96 เมตร ความสูงทง้ั หมด
(height) เฉล่ีย 8.47 เมตร โดยไมพ่ บไม้รนุ่ (sapling) และลูกไม้ และความลกึ พรมุ ีคา่ เฉลีย่ เทา่ กบั 0.43 เมตร (ภาพท่ี 34 และตารางที่ 5)
ภาพที่ 34 สภาพพ้นื ท่ีแปลงตัวอย่างถาวร สวนปาล์มน�้ำมัน แปลงที่ 3 อายุ 7 ปี

แปลงตวั อยา่ งถาวรสวนปาลม์ น�้ำมันที่ 4 ปีปลูก พ.ศ. 2552 (อายุ 10 ปี) ) ปาล์มน้�ำมันมคี วามหนาแน่น 26 ต้นต่อไร่ (164 ต้นต่อเฮกตาร)์
มีขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางเพียงอก (diameter at breast height: DBH) เฉลย่ี 77.67 เซนติเมตร ความสูงทีโ่ คนกาบเฉล่ีย 4.57 เมตร
ความสูงทง้ั หมด (height) เฉลีย่ 12.30 เมตร โดยไมพ่ บไมร้ ่นุ (sapling) และลูกไม้ (seedling) และความลึกพรุมคี ่าเฉล่ียเทา่ กับ 1.00
เมตร (ภาพที่ 35 และตารางท่ี 5)
ภาพที่ 35 สภาพพืน้ ท่แี ปลงตัวอย่างถาวร สวนปาลม์ นำ�้ มัน แปลงที่ 4 อายุ 10 ปี

| 71

5.1.3.4 การเปรียบเทียบลักษณะสังคมพชื
การเปรยี บเทยี บลกั ษณะสงั คมพชื ทง้ั 3 พ้นื ที่ ไดแ้ ก่ ป่าพรดุ ัง้ เดิม ปา่ เสมด็ และสวนปาล์มน้ำ� มนั พบวา่ ปา่ พรดุ ้ังเดมิ พบไมต้ ้น 13 ชนิด
โดยเสม็ดขาว จกิ นำ�้ และกมุ่ นำ�้ เป็นพนั ธไุ์ ม้ท่มี คี ่าดชั นคี วามสำ� คัญสูงสุด 3 ลำ� ดบั แรกในแปลงตัวอย่างถาวรของป่าพรดุ ัง้ เดิมทง้ั 4 แปลง
ในขณะทป่ี า่ เสมด็ พบเสมด็ ขาวเปน็ พนั ธไ์ุ มเ้ พยี งชนดิ เดยี ว เชน่ เดยี วกบั สวนปาลม์ นำ�้ มนั ทป่ี ลกู เชงิ เดย่ี ว อยา่ งไรกต็ าม ถงึ แมว้ า่ ปา่ พรดุ งั้ เดมิ
จะมคี วามหลากชนดิ ของพนั ธไ์ุ มม้ ากกวา่ พน้ื ทอ่ี นื่ แตม่ คี วามหลากชนดิ นอ้ ยเมอื่ เปรยี บเทยี บกบั ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ ทส่ี มบรู ณ์ เชน่ ปา่ พรโุ ตะ๊ แดง
เป็นตน้ ในขณะทป่ี ่าพรดุ ง้ั เดิม (คา่ เฉล่ยี 290 ต้นต่อไร)่ และปา่ เสมด็ (ค่าเฉลี่ย 287 ต้นต่อไร)่ มีความหนาแนน่ เฉลย่ี ของไมต้ น้ ใกลเ้ คยี งกัน
แต่ป่าพรุทั้งสองประเภทมีความแตกต่างของความหนาแน่นเฉล่ียของไม้ต้นระหว่างแปลงตัวอย่างค่อนข้างสูง ในทางตรงข้าม
สวนปาล์มน�้ำมนั ปลูกด้วยระยะหา่ งคอ่ นข้างมาก (ประมาณ 6 x 8 เมตร และ 8 x 8 เมตร) ทำ� ให้มีความหนาแนน่ เฉลย่ี เพยี ง 30 ตน้ ตอ่ ไร่)
โดยความหนาแนน่ ของไมต้ น้ มคี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำ� คญั ยง่ิ ทางสถติ ิ (p<0.01) ระหวา่ งพนื้ ที่ อยา่ งไรกต็ าม ทง้ั ปา่ พรดุ งั้ เดมิ และปา่ เสมด็
มไี ม้ร่นุ นอ้ ยมาก และไมม่ กี ล้าไม้เลย แสดงใหเ้ หน็ ถงึ อัตราการเจริญทดแทนตามธรรมชาติท่ตี ำ�่ นอกจากน้ี ยงั พบเถาวัลยม์ ีเฉพาะในพน้ื ท่ี
ป่าพรุดั้งเดิม เม่ือเปรียบเทียบ การเติบโตของไม้ต้น พบว่า ป่าพรุดั้งเดิมจะมีไม้ต้นขนาดใหญ่กว่าป่าเสม็ดเกือบสองเท่า โดยมีค่าเฉล่ีย
เส้นผ่านศูนยลางเพียงอกเท่ากับ 34.13 และ 19.16 เซนติเมตร ตามล�ำดับ ในขณะที่ปาล์มน�้ำมันมีขนาดเฉล่ียใหญ่ที่สุด แต่มีขนาด
แตกตา่ งกันไปตามอายุ โดยขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางของไม้ต้นมีความแตกต่างอยา่ งมีนัยสำ� คัญทางสถติ ิ (p<0.05) ระหว่างพื้นท่ี ในทาง
ตรงข้าม ความสูงของไม้ตน้ มคี วามแตกต่างอยา่ งไมม่ นี ยั ส�ำคัญทางสถิติ (p>0.05) (ตารางที่ 5 และ 9)

ตารางท่ี 9 เปรยี บเทียบความหนาแนน่ และการเติบโตของไมย้ ืนตน้ ในแปลงถาวรต่างๆ ในพนื้ ท่ีพรุควนเครง็

พ้นื ท่ี ความหนาแน่น เสน้ ผา่ นศูนย์กลางเพียงอก ความสูง
(ตน้ /ไร)่ (เซนติเมตร) (เมตร)
ป่าพรุดง้ั เดมิ 34.13±3.05 6.17±0.25
ปา่ เสม็ด 290.75±57.79 19.16±9.56 9.18±3.57
287.75±67.99 70.82±28.12 8.71±3.96
สวนปาลม์ น�้ำมนั 30.50±14.60 4.644 0.972
F-value 0.037 0.411
p-value 43.619
<0.01

72 |

5.1.4 การกักเก็บคารบ์ อนในแหล่งสะสมคารบ์ อนตา่ งๆ ในพน้ื ท่ีพรุควนเครง็
การประเมนิ มวลชวี ภาพและการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพในพนื้ ทพี่ รคุ วนเครง็ ทงั้ 3 พน้ื ท่ี ไดแ้ ก่ พนื้ ทปี่ า่ พรดุ ง้ั เดมิ (สวนพฤกษศาสตร์
พนางตงุ ) ป่าเสม็ด และสวนปาล์มนำ้� มัน จำ� แนกเป็น 1) การกักเก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพเหนือดิน และใต้ดนิ 2) การกักเกบ็ คารบ์ อน
ในไม้ตาย 3) การกักเก็บคารบ์ อนในซากพืช และ 4) การกกั เก็บคาร์บอนในดนิ
5.1.4.1 การกักเกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพเหนือดนิ และใตด้ ิน
การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพเหนอื ดนิ และใตด้ นิ ประกอบดว้ ย ไมต้ น้ ไมร้ นุ่ และพชื พนื้ ลา่ ง สำ� หรบั ปรมิ าณมวลชวี ภาพเหนอื พนื้ ดนิ
ของไมท้ ง้ั 3 พน้ื ที่ ไดแ้ ก่ พนื้ ทป่ี า่ พรดุ ง้ั เดมิ (สวนพฤกษศาสตรพ์ นางตงุ ) พนื้ ทปี่ า่ พรทุ ถี่ กู รบกวน (ปา่ เสมด็ ) และพน้ื ทปี่ า่ พรถุ กู เปลย่ี นแปลง
การใชป้ ระโยชน์ทีด่ นิ (สวนปาล์มน้�ำมนั ) พบว่า พ้นื ที่ป่าพรดุ ั้งเดมิ มปี ริมาณมวลชีวภาพสงู ท่สี ดุ รองลงมา ป่าเสมด็ และสวนปาลม์ น้�ำมัน
มีคา่ เฉลีย่ เท่ากบั 61.54, 30.40 และ 10.53 ตันต่อไร่ ตามลำ� ดบั
โดยมวลชวี ภาพสว่ นของลำ� ต้น กิ่ง ใบ และเปลอื ก พบวา่ พืน้ ทีป่ า่ พรดุ ั้งเดิม มีปรมิ าณมวลชีวภาพสูงท่สี ุด รองลงมา ปา่ เสมด็ และสวน
ปาลม์ นำ้� มนั (ไมช้ นดิ อน่ื ) มคี า่ เฉลย่ี ในลำ� ตน้ เทา่ กบั 26.21, 10.17 และ 0.018 ตนั ตอ่ ไร่ ตามลำ� ดบั กง่ิ มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 10.34, 3.85 และ
0.002 ตันตอ่ ไร่ ตามล�ำดับ ใบ มีค่าเฉลยี่ เท่ากบั 21.31, 14.62 และ 0.001 ตนั ตอ่ ไร่ ตามลำ� ดับ ส�ำหรบั มวลชวี ภาพของเปลอื ก (เสม็ด)
พบเฉพาะพื้นทป่ี ่าพรุดง้ั เดิม ป่าเสม็ด โดยมีคา่ เฉลยี่ เทา่ กบั 3.68 และ 1.75 ตันตอ่ ไร่ ตามล�ำดับ เนือ่ งจากไม่พบไมต้ ้นเสมด็ ขาวในพ้ืนที่
ดังตารางท่ี 10 ในขณะท่ี พ้นื ท่ปี ่าพรดุ ้ังเดมิ มมี วลชีวภาพใตด้ ินสูงทส่ี ุด รองลงมา ปา่ เสม็ด และสวนปาล์มน�ำ้ มนั มคี ่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.77,
11.25 และ 4.31 ตันต่อไร่ ตามล�ำดับ เช่นเดยี วกบั มวลชวี ภาพรวม (เหนอื พนื้ ดนิ และใต้พนื้ ดนิ ) พบวา่ พนื้ ทีป่ ่าพรุด้ังเดมิ มปี ริมาณมวล
ชีวภาพสงู ที่สุด รองลงมา ป่าเสมด็ และสวนปาล์มน้ำ� มัน มีคา่ เฉลีย่ เทา่ กบั 84.31, 41.64 และ 11.37 ตันตอ่ ไร่ ตามล�ำดับ ดังตารางท่ี 10
ในขณะท่ีการกักเก็บคาร์บอนนั้นมีแนวโน้นไปในทิศทางเดียวกับปริมาณมวลชีวภาพ โดยพ้ืนท่ีป่าพรุดั้งเดิม มีปริมาณคาร์บอนสูงท่ีสุด
รองลงมา ป่าเสมด็ และสวนปาลม์ น้�ำมนั มีค่าเฉลย่ี เทา่ กบั 40.30, 19.99 และ 4.66 ตนั ตอ่ ไร่ ตามลำ� ดบั (ตารางที่ 10)
สำ� หรบั ปรมิ าณมวลชีวภาพเหนือพื้นดนิ ของไม้ร่นุ ท้งั 3 พื้นที่ ได้แก่ พ้นื ที่ป่าพรดุ ั้งเดมิ ป่าเสมด็ และ สวนปาล์มน้ำ� มัน พบว่า พนื้ ท่ปี ่าพรุ
ดั้งเดิม มปี รมิ าณมวลชวี ภาพสูงท่สี ุด รองลงมา ปา่ เสมด็ และสวนปาลม์ นำ้� มนั มีคา่ เฉลยี่ เท่ากับ 0.0775, 0.0735 และ 0.0042 ตนั ตอ่ ไร่
ตามล�ำดบั (ตารางที่ 11) มวลชีวภาพใต้ดนิ พบวา่ ป่าเสม็ดมีคา่ สูงท่สี ดุ รองลงมา ปา่ พรดุ ้งั เดิมและสวนปาล์มนำ้� มนั มีค่าเฉลี่ยเทา่ กับ
0.0287, 0.0272 และ 0.0015 ตันตอ่ ไร่ ตามลำ� ดับ เช่นเดยี วกบั มวลชีวภาพรวม (เหนือพน้ื ดนิ และใต้พนื้ ดนิ ) พบว่า พื้นทีป่ า่ พรุด้ังเดิม
มีปรมิ าณมวลชีวภาพสูงทสี่ ดุ รองลงมาป่าเสม็ด และปาล์มน�ำ้ มนั มคี ่าเฉลีย่ เท่ากบั 0.1062, 0.1008 และ 0.0077 ตันตอ่ ไร่ ตามลำ� ดบั
(ตารางที่ 11)
ขณะท่กี ารกกั เก็บคาร์บอนนัน้ มีแนวโน้นไปในทศิ ทางเดียวกบั ปริมาณมวลชีวภาพ โดยพืน้ ท่สี วนพฤกษศาสตรพ์ นางตุงมปี ริมาณคารบ์ อน
สงู ท่สี ุด รองลงมาป่าเสม็ด และสวนปาลม์ น้ำ� มนั มีค่าเฉลยี่ เทา่ กับ 0.0502, 0.0484 และ 0.0027 ตันตอ่ ไร่ ตามลำ� ดบั ดังตารางที่ 11 ทงั้ นี้
พื้นที่ป่าพรุดั้งเดิม มีมวลชีวภาพรวมและการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวมของไม้ต้นและไม้รุ่นสูงมากท่ีสุดเพราะมีความหนาแน่น
ของพรรณไมม้ ากทส่ี ดุ แตเ่ มอื่ เทยี บปา่ เสมด็ ทง้ั ทม่ี คี วามหนาแนน่ ของตน้ ไมใ้ กลเ้ คยี งกนั แตพ่ นื้ ทปี่ า่ พรดุ งั้ เดมิ มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวล
ชวี ภาพสงู กวา่ เนอ่ื งจากพ้นื ทป่ี ่าพรดุ ้ังเดมิ มตี ้นไม้ทีม่ ีขนาดใหญม่ ากกว่า
นอกจากน้ี ยงั มกี ารประเมนิ มวลชวี ภาพเหนอื ดนิ และใตด้ นิ ของเถาวลั ยใ์ นพน้ื ทปี่ า่ พรดุ งั้ เดมิ โดยพบวา่ ในพนื้ ทป่ี า่ พรดุ งั้ เดมิ มเี ถาวลั ยอ์ ยใู่ น
พ้นื ท่ีเป็นจำ� นวนมาก ตา่ งจากพน้ื ท่ปี ่าเสม็ด และสวนปาลม์ น้�ำมัน ซงึ่ ไมพ่ บเถาวลั ย์ในพื้นทเ่ี ลย โดยปริมาณมวลชีวภาพเหนอื พ้ืนดินของ
เถาวัลย์มคี า่ เฉลย่ี เท่ากับ 2.10 ตนั ตอ่ ไร่ มวลชวี ภาพใตด้ นิ เฉลี่ยเท่ากับ 0.78 ตันต่อไร่ และมวลชวี ภาพรวม (เหนือพ้ืนดนิ และใต้พ้นื ดิน)
มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 2.87 ตันตอ่ ไร่ คิดเป็นปริมาณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชีวภาพรวมทงั้ ส้นิ เท่ากับ 1.35 ตันตอ่ ไร่ (ตารางที่ 12)

| 73

ในการศกึ ษาครง้ั นย้ี งั ไดป้ ระเมนิ มวลชวี ภาพเหนอื ดนิ และใตด้ นิ ของพชื พน้ื ลา่ งในแปลงตวั อยา่ งถาวรในพน้ื ทพ่ี รคุ วนเครง็ ทงั้ 3 แหง่ พบวา่
ปา่ เสมด็ มมี วลชวี ภาพรวม (เหนอื ดนิ และใตด้ นิ ) และการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพรวมของพขื พนื้ ลา่ งมากทส่ี ดุ รองลงมาคอื พน้ื ทส่ี วน
ปาลม์ น�ำ้ มนั และและพนื้ ท่ีปา่ พรดุ ัง้ เดมิ ซึ่งมคี ่าเฉล่ียเท่ากับ 0.45, 0.34 และ 0.45 ตนั ตอ่ ไร่ ตามลำ� ดับ (ตารางที่ 13) ปา่ เสม็ดมปี รมิ าณ
การกักเก็บคาร์บอนของไม้พื้นล่างสูงท่ีสุด เน่ืองจากพบพืชพื้นล่างเช่น กก และกระจูด เป็นต้น ค่อนข้างมาก ในขณะที่ป่าพรุด้ังเดิมมี
น�้ำทว่ มเกอื บตลอดทัง้ ปี ทำ� ใหพ้ ชื พ้นื ลา่ งไม่สามารถเตบิ โตได้ จึงสง่ ผลให้ท�ำให้มพี ชื พืน้ ลา่ งนอ้ ยมาก และมีการกกั เกบ็ คารบ์ อนจึงต�ำ่ ท่สี ุด
สำ� หรบั สวนปาลม์ นำ�้ มนั ซงึ่ มกี ารจดั การวชั พชื อาจพบวชั พชื ขนาดใหญอ่ ยบู่ า้ งทำ� ใหม้ กี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในพชื พนื้ ลา่ งสงู กวา่ ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ
เมื่อเปรยี บเทียบการกกั เก็บคารบ์ อนในมวลชีวภาพ (เหนือดนิ และใตด้ ิน) ทัง้ ในไมต้ น้ ไม้รนุ่ เถาวลั ย์ พชื พน้ื ลา่ ง และการกักเกบ็ คารบ์ อน
รวม (เหนือดิน และใต้ดิน) ในแปลงตัวอย่างของพ้ืนที่พรุท้ัง 3 แห่ง ได้แก่ พื้นท่ีป่าพรุด้ังเดิม ป่าเสม็ด และ สวนปาล์มน�้ำมัน พบว่า
ป่าพรุดงั้ เดมิ การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชีวภาพสูงที่สุด รองลงมา ป่าเสม็ด และสวนปาล์มน�ำ้ มัน มคี า่ เฉล่ียเทา่ กบั 41.70, 20.06 และ
4.67 ตนั ตอ่ ไร ทงั้ นี้ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพของไมต้ น้ มสี ดั สว่ นมากกวา่ รอ้ ยะ 90 ของการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพทง้ั หมด
(ตารางที่ 14) ปา่ พรุด้ังเดิม และป่าเสม็ดมีความหนาแน่นของต้นไมใ้ กล้เคยี งกนั แตป่ ่าพรุดั้งเดมิ มตี น้ ไม้ขนาดใหญก่ วา่ ทำ� ใหม้ กี ารกกั เก็บ
คารบ์ อนในมวลชีวภาพเป็นสองเท่าของป่าเสมด็ (ตารางท่ี 5)

ตารางท่ี 10 ปริมาณมวลชวี ภาพและการกกั เกบ็ คารบ์ อนไมต้ ้น (tree) ในแตล่ ะพืน้ ท่ีแปลงตัวอย่างถาวร

มวลชีวภาพเหนอื ดิน (ตนั /ไร่) มวล มวลชีวภาพ การกกั เกบ็
ชีวภาพ รวม คาร์บอน
พ้ืนที่ แปลง ก่งิ ใบ เปลอื ก รวม ใตด้ นิ (ตนั /ไร)่
ลำ� ต้น (ตัน/ไร่) (ตัน/ไร่)

ป่าพรดุ ัง้ เดิม 1 24.41 10.03 25.66 4.21 64.31 23.79 88.10 42.21

2 29.47 10.96 20.81 3.33 64.57 23.89 88.47 42.22

3 25.81 10.36 20.56 3.80 60.52 22.39 82.91 39.64

4 25.17 10.02 18.19 3.36 56.74 21.00 77.74 37.13

เฉลี่ย 26.21 10.34 21.31 3.68 61.54 22.77 84.31 40.30

ป่าเสมด็ 1 10.49 3.81 15.45 1.69 31.43 11.63 43.06 20.67

2 9.25 3.20 14.21 1.40 28.06 10.38 38.44 18.45

3 9.23 3.33 13.72 1.48 27.77 10.27 38.04 18.26

4 11.73 5.07 15.10 2.43 34.33 12.70 47.03 22.58

เฉลี่ย 10.17 3.85 14.62 1.75 30.40 11.25 41.64 19.99

สวนปาล์มน�้ำมนั 1 0.073 0.007 0.003 NA 4.00 1.64 5.64 2.31

2 NA NA NA NA 6.02 2.47 8.48 3.48

3 NA NA NA NA 9.58 3.93 13.50 5.54

4 NA NA NA NA 12.66 5.19 17.84 7.32

เฉลีย่ 0.018 0.002 0.001 NA 8.07 3.31 11.37 4.66

74 |

ตารางท่ี 11 ปริมาณมวลชวี ภาพและการกกั เก็บคาร์บอนไมร้ ุ่น (sapling) ในแต่ละพน้ื ท่แี ปลงตัวอย่างถาวร

มวลชีวภาพเหนอื ดิน (ตนั /ไร่) มวล มวล การกกั เก็บ
ชวี ภาพ ชีวภาพ คารบ์ อน
พ้นื ที่ แปลง ลำ� ตน้ กิง่ ใบ รวม ใต้ดิน รวม (ตัน/ไร)่
(ตัน/ไร)่ (ตนั /ไร)่
ป่าพรดุ ง้ั เดิม 1 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000
ปา่ เสมด็ 2 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000
3 0.1116 0.0199 0.0664 0.1978 0.0732 0.2710 0.1277
สวนปาล์มน�้ำมนั 4 0.0686 0.0134 0.0303 0.1123 0.0415 0.1538 0.0729
เฉล่ีย 0.0450 0.0083 0.0242 0.0775 0.0287 0.1062 0.0502
1
2 0.0223 0.0048 0.0029 0.0300 0.0111 0.0411 0.0197
3 0.1443 0.0321 0.0251 0.2015 0.0746 0.2761 0.1325
4 0.0454 0.0100 0.0072 0.0627 0.0232 0.0859 0.0412
เฉลย่ี 0.0530 0.0117 0.0088 0.0735 0.0272 0.1008 0.0484
1 0.0019 0.0019 0.0039 0.0167 0.0062 0.0229 0.0110
2 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000
3 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000
4 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000 0.0000
เฉลย่ี 0.0027 0.00005 0.0010 0.0042 0.0015 0.0077 0.0027

| 75

ตารางท่ี 12 มวลชวี ภาพและการกักเกบ็ คาร์บอนไมเ้ ถาวัลย์ ในแปลงตัวอย่างถาวรของพน้ื ทป่ี ่าพรุดั้งเดิม

พน้ื ท่ี แปลง มวลชวี ภาพเหนือดิน มวลชวี ภาพใตด้ ิน มวลชวี ภาพรวม กักเก็บคารบ์ อน
ปา่ พรุดัง้ เดมิ (ตนั /ไร)่ (ตัน/ไร)่ (ตัน/ไร่) (ตัน/ไร่)
2.51 1.18
1 1.83 0.68 2.55 1.20
0.83 0.39
2 1.86 0.69 5.60 2.63
2.87 1.35
3 0.60 0.22

4 4.08 1.51

เฉลย่ี 2.10 0.78

ตารางท่ี 13 ปริมาณมวลชีวภาพและการกกั เกบ็ คารบ์ อนพืชพ้นื ล่าง ของแปลงตัวอย่างถาวรต่าง ๆ ในพื้นทพี่ รุควนเครง็

พ้นื ที่ แปลง การกักเกบ็ คารบ์ อน (ตนั /ไร)่
ป่าพรุด้ังเดิม 1 0.09
2 0.01
ป่าเสม็ด 3 0.01
สวนปาลม์ นำ�้ มนั 4 0.02
เฉล่ีย 0.03
1 1.22
2 0.95
3 0.76
4 2.51
เฉลยี่ 0.34
1-
2 0.42
3 0.91
4 0.48
เฉลี่ย 0.45

76 |

ตารางท่ี 14 การกักเก็บคาร์บอนในมวลชวี ภาพเหนอื ดินและใตด้ ินของพืชพรรณตา่ ง ๆ ของแปลงตวั อย่างถาวรต่าง ๆ ในพ้ืนท่พี รคุ วนเครง็

การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชีวภาพ (ตน้ ตอ่ ไร)่

พ้นื ที่ ไม้ตน้ ไม้รุ่น เถาวัลย์ พืชพืน้ ล่าง รวม

เหนอื ดิน ใตด้ นิ เหนอื ดิน ใตด้ ิน เหนอื ดนิ ใต้ดิน เหนือดนิ ใตด้ นิ เหนอื ดนิ ใต้ดนิ รวมท้ังหมด

ป่าพรดุ ้งั เดมิ 29.42±1.78 10.88±0.66 0.04±0.05 0.01±0.02 0.98±0.68 0.36±0.25 0.00±0.00 0.00±0.00 30.44±1.44 11.26±0.53 41.70±1.98

ปา่ เสม็ด 14.59±1.49 5.40±0.55 0.04±0.04 0.01±0.02 NA NA 0.01±0.01 0.01±0.00 14.64±1.48 5.42±0.55 20.06±2.03

สวนปาล์มนำ้� มนั 3.31±1.57 1.36±0.65 <0.01 <0.01 NA NA <0.01 <0.01 3.31±1.57 1.36±0.65 4.67±2.22

F-value 261.647 237.43 1.18 1.19 8.35 8.35 7.07 7.08 330.456 296.76 321.06

p-value <0.01 <0.01 0.349 0.349 0.009 0.014 <0.01 <0.01 <0.01 <0.01 <0.01

| 77

5.1.4.2 การกกั เกบ็ คารบ์ อนในไมต้ าย
ปริมาณไมต้ ายท้งั 3 พ้นื ที่ ได้แก่ พ้ืนที่ป่าพรดุ ัง้ เดมิ (สวนพฤกษศาสตร์พนางตุง) พน้ื ทีป่ า่ พรทุ ถ่ี กู รบกวน (ปา่ เสม็ด) และพื้นทป่ี า่ พรถุ ูก
เปล่ียนแปลงการใช้ประโยชน์ท่ีดิน (สวนปาล์มน้�ำมัน) พบว่า พื้นท่ีป่าพรุดั้งเดิมมีน้�ำหนักแห้ง และการกักเก็บคาร์บอนของไม้ตายของ
สูงท่ีสดุ เทา่ กบั 12.58 ตันต่อไร่ ตามล�ำดบั เนอื่ งจากป่าพรุดง้ั เดมิ มไี ม้ยนื ตน้ และลม้ ตายจำ� นวนมาก และต้นไมท้ มี่ ีอยู่ก็มีสุขภาพไมค่ อ่ ยดี
มนี ้อยจะลม้ ตายมากขึน้ รองลงมา ปา่ เสมด็ แต่มคี ่าเฉล่ยี เพียง 2.37 ตนั ต่อไร่ ตามล�ำดับ ในพื้นท่สี วนปาลม์ น�ำ้ มนั พบไมต้ ายนอ้ ยมาก
เนอ่ื งจากพื้นที่สวนปาลม์ นำ้� มนั เป็นพชื เกษตรกรรมท่ีมกี ารดูแล บำ� รุง และการจัดการ ตา่ งจากทัง้ 2 พนื้ ทเี่ ปน็ พน้ื ที่ปา่ ไม้ ดังตารางท่ี 15

ตารางท่ี 15 การกกั เก็บคาร์บอนในไมต้ าย ของแปลงตวั อยา่ งถาวรต่าง ๆ ในพืน้ ท่ีพรุควนเคร็ง

พ้นื ท่ี แปลง การกกั เก็บคาร์บอน (ตนั ตอ่ ไร่)
ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ
1 ไมต้ าย ซากพชื
ป่าเสมด็ 2
สวนปาล์มน�ำ้ มัน 3 8.5694 0.0634
4
เฉลย่ี 9.5757 0.0267
1
2 19.3434 0.0244
3
4 12.8418 0.0576
เฉลย่ี
1 12.5826 0.0430
2
3 0.7559 0.9300
4
เฉล่ีย 4.4610 0.8800

2.8056 0.5200

1.4522 1.2900

2.3687 0.9050

0.0000 0.0596

0.0000 0.0037

0.0000 0.0558

0.0045 0.0421

0.0011 0.0403

78 |

5.1.4.3 การกักเกบ็ คารบ์ อนในซากพืช
จากการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในซากพืชในแปลงตัวอย่างถาวรในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็งทั้ง 3 แห่ง พบว่า ป่าเสม็ด ปริมาณการกักเก็บ
คาร์บอนของไม้พื้นล่างสูงท่ีสุด เท่ากับ 0.90 ตันต่อไร่ เนื่องจากมีเศษซากกระจูด และพืชพ้ืนล่างที่ตายเป็นประจ�ำทุกปี รองลงมาเป็น
พ้นื ทีป่ ่าพรดุ ัง้ เดมิ เทา่ กับ 0.04 ตันต่อไร่ เนอ่ื งจากพืน้ ที่มกี ารปริมาณซากพืชทยี่ ังไม่มกี ารย่อยสลาย เพราะวา่ มนี ำ้� ท่วมขงั ตลอดปี โดยที่
สวนปาล์มน้�ำมัน มีการกักเกบ็ คาร์บอนในซากพชื ต�ำ่ ทส่ี ดุ เทา่ กับ 0.04 ตันตอ่ ไร่ เนอ่ื งจากเปน็ พน้ื ท่ีเกษตรมีการก�ำจัดวัชพชื และดูแลเพ่อื
ปอ้ งกนั การเกิดไฟไหมใ้ นพ้ืนที่ท�ำในพ้นื ที่แทบไมพ่ บซากพชื เลย (ตารางท่ี 15)
5.1.4.4 การกกั เก็บคารบ์ อนในดนิ
จากการศกึ ษาการกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ โดยในบรเิ วณทว่ี างแปลงตวั อยา่ งถาวรในพนื้ ทพ่ี รดุ งั้ เดมิ ปา่ เสมด็ และสวนปาลม์ นำ้� มนั ของพน้ื ท่ี
ปา่ พรคุ วนเครง็ ขดุ หลมุ ดนิ ขนาดกวา้ ง 1 เมตร ยาว 1 เมตร และลกึ 1 เมตร จำ� นวนพน้ื ทลี่ ะ 1 หลมุ เพอื่ จดั ทำ� หนา้ ตดั ดนิ (soil profile) และ
เกบ็ ตวั อยา่ งดนิ /พรุ ในแตล่ ะชนั้ เพอื่ นำ� ไปสง่ ปฏบิ ตั กิ ารเพอ่ื วเิ คราะหป์ รมิ าณคารบ์ อน นอกจากน้ี เกบ็ ตวั อยา่ งดนิ แบบไมท่ ำ� ลายโครงสรา้ ง
(undisturbed soil sampling) ท่รี ะดบั ความลึก 100 เซนตเิ มตร ดว้ ย split tube soil sampler ในแต่ละพืน้ ท่ี ๆ ละ 4 แปลงตวั อยา่ ง
เพื่อน�ำมาวเิ คราะหค์ วามหนาแน่นรวม (bulk density) และปรมิ าณคารบ์ อนทงั้ หมด (ภาพท่ี 36)
ในการศกึ ษาการกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ของปา่ พรซุ งึ่ เปน็ ชนั้ ดนิ อนิ ทรยี ์ ในครงั้ นศ้ี กึ ษาถงึ ทร่ี ะดบั ความลกึ 100 เซนตเิ มตร ซง่ึ อาจประกอบ
ด้วยชั้นพรุ และดิน แล้วแต่ระดับความลึกของพรุ โดยจ�ำแนกช้ันพรุโดยปรับปรุงการจ�ำแนกดินอินทรีย์ตามหลักเกณฑ์ลักษณะทาง
กายภาพของพรุซ่ึงพจิ ารณาจากลักษณะต่าง ๆ ของเศษซากพืชทอี่ ยู่ในกระบวนการยอ่ ยสลายตามเกณฑ์ของ The Von Post Scale of
humification (EKONO, 1981) เนอ่ื งจากองคป์ ระกอบตา่ งๆ เหลา่ นมี้ ผี ลตอ่ ปรมิ าณคารบ์ อน และคา่ ความหนาแนน่ รวมของพรุ ตวั อยา่ งการ
จ�ำแนกพรุ ดงั แสดงในภาพที่ 37 และมีรายละเอยี ด ดงั น้ี

1) พรุหยาบ ลักษณะพรุที่ยังไม่ย่อยสลาย มีเศษซากพืชที่ยังไม่ย่อยสลายอยู่เป็นส่วนใหญ่ สามารถเห็นเศษซากพืชเป็นชิ้นส่วน
เนอ้ื พรุมลี ักษณะหยาบ (ใกลเ้ คียง H1-H2 ใน The Von Post Scale of humification)

2) พรโุ คลน ลกั ษณะพรทุ ย่ี อ่ ยสลายปานกลาง ยงั มเี ศษซากพชื ทยี่ งั ไมย่ อ่ ยสลายอยบู่ า้ งประปราย สว่ นใหญเ่ ปน็ ชน้ิ เลก็ ๆ ไมส่ ามารถ
จำ� แนกเป็นชน้ิ ส่วนได้ เนอ้ื พรุมลี กั ษณะเหนยี วเหมือนโคลน หรือท่เี รียกว่า muddy (ใกลเ้ คยี ง H3-H6 ใน The Von Post
Scale of humification)

3) ดนิ พรุ ลกั ษณะพรทุ ย่ี อ่ ยสลายเกอื บสมบรู ณถ์ งึ สมบรู ณจ์ นไมพ่ บชน้ิ สว่ นของเศษซากพชื ชนิ้ เลก็ หรอื พบนอ้ ยมาก ลกั ษณะเหนยี ว
ใกลเ้ คียงเนื้อดนิ เหนียว (ใกล้เคียง H7-H10 ใน The Von Post Scale of humification)

| 79

ภาพที่ 36 การจ�ำแนกชัน้ พรตุ ามลกั ษณะทางกายภาพของพรุตามกระบวนการย่อยสลาย


จากการวเิ คราะหต์ วั อยา่ งดนิ พรุ โดยการจำ� แนกเปน็ ชนั้ ตา่ งๆ พบวา่ ชน้ั พรหุ ยาบ และพรโุ คลนซง่ึ มปี รมิ าณเศษซากพชื ทย่ี งั ไมย่ อ่ ยสลาย
อยู่มีปริมาณคาร์บอนค่อนข้างสูงมากถึงร้อยละ 33 เมื่อเปรียบเทียบกับช้ันดินพรุที่มีการย่อยสลายเกือบสมบูรณ์ถึงสมบูรณ์แล้ว ที่มี
ปรมิ าณคารบ์ อนตำ�่ ทส่ี ดุ ไมถ่ งึ รอ้ ยละ 1 แตกตา่ งกนั ไปตามประเภทของพน้ื ท่ี (ตารางท่ี 16-18) และในแตล่ ะพน้ื ทม่ี ลี กั ษณะของประเภทดนิ
ทแี่ ตกตา่ งกนั ไปทำ� ใหป้ รมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนแตกตา่ งกนั ดว้ ย โดยทป่ี า่ พรดุ ง้ั เดมิ มคี วามลกึ ของพรเุ ฉลย่ี 1.86-2.47 เมตร ทำ� ใหด้ นิ พรุ
ส่วนใหญ่เป็นพรุหยาบ และพรุโคลน ซึ่งมีปริมาณเศษซากพืชที่ยังไม่ย่อยสลายอยู่ มีเพียงส่วนน้อยท่ีย่อยสลายเกือบสมบูรณ์เป็นดินพรุ
(ตารางที่ 16 และภาพที่ 38) จงึ ทำ� ใหม้ กี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ทร่ี ะดบั 0-100 เซนตเิ มตร สงู มากโดยเฉลยี่ มคี า่ เทา่ กบั 120.15 ตนั ตอ่ ไร่
หรือ 750.93 ตนั ต่อเฮกตาร์ แต่มคี วามแปรผนั ระหว่างแปลงตัวอย่างสูงมาก (ตารางที่ 16) ในขณะที่ ในพนื้ ทีป่ ่าเสมด็ มีความลกึ ของพรุ
ตำ่� กวา่ โดยมคี า่ เฉลี่ย 1.04-1.80 เมตร ช้ันดินพรุท่พี บด้านบนเป็นพรหุ ยาบ พรุโคลน ซึ่งมีปริมาณเศษซากพืชท่ียังไมย่ อ่ ยสลายอยู่ และ
ดา้ นลา่ งท่ยี อ่ ยสลายเกือบสมบูรณเ์ ปน็ ดินพรุ และในแปลงตัวอย่าง ท่ี 3 และ 4 พบช้ันดนิ นพรทุ ถี่ ูกไฟไหม้ (ตารางท่ี 17 และภาพท่ี 38)
การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ มกี ารแปรผนั ระหวา่ งแปลงตวั อยา่ งคอ่ นขา้ งสงู โดยเฉลย่ี มคี า่ เทา่ กบั 88.36 ตนั ตอ่ ไร่ หรอื 552.26 ตนั ตอ่ เฮกตาร์
ซงึ่ มีคา่ ตำ�่ กวา่ ปา่ พรุด้งั เดมิ แตม่ ีคา่ สูงเม่อื เปรยี บเทียบกบั พน้ื ท่ีอ่ืน
ในทางตรงขา้ ม สวนปาลม์ นำ้� มนั ซงึ่ พนื้ ทปี่ า่ พรุ (ปา่ เสมด็ ) ถกู เปลยี่ นแปลงการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ โดยมกี ารระบายนำ�้ ออก และมกี ารปรบั แตง่
พื้นดินยกร่องเพ่ือปลูกปาล์มน้�ำมัน ท�ำให้ลักษณะดินพรุและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดินมีความแตกต่างกันไปตามอายุของปาล์ม
โดยแปลงที่ 1 ซง่ึ เปน็ ปาลม์ นำ้� มนั อายุ 2 ปี ยงั มคี วามลกึ ของพรเุ ฉลย่ี 1.42 เมตร ลกั ษณะชนั้ ดนิ พรใุ กลเ้ คยี งกบั ปา่ เสมด็ คอื มที ง้ั ชน้ั พรหุ ยาบ
พรโุ คลน และดนิ พรุ และมกี ารกักเก็บคารบ์ อนในดินท่รี ะดบั 0-100 เซนติเมตร เทา่ กบั 136.43 ตันต่อไร่ หรือ 852.66 ตันต่อเฮกตาร์
แตใ่ นแปลงที่ 2, 3 และ 4 ซงึ่ มีอายุ 5 ปี 7 ปี และ 10 ปี ตามล�ำดบั มีความลกึ ของพรเุ ฉลยี่ 0.43-1.00 เมตร ในการประเมนิ การกักเกบ็
คารบ์ อนที่ระดบั ความลึก 0-100 เซนตเิ มตร พบวา่ มลี ักษณะของชั้นพรไุ มช่ ดั เจน มสี ่วนนอ้ ยเปน็ พรหุ ยาบและพรโุ คลน สลับกบั ดินพรุ
และดนิ ทวั่ ไปทเ่ี ปน็ ดนิ อนนิ ทรยี ์ ทำ� ใหม้ กี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ทร่ี ะดบั 0-100 เซนตเิ มตร เทา่ กบั 68.32, 49.82 และ 32.85 ตนั ตอ่ ไร่
ตามลำ� ดบั (ตารางท่ี 18 และภาพที่ 38)
เม่ือเปรียบเทียบกับการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในดินที่ระดับ 0-100 เซนติเมตร ในพ้ืนที่ป่าเสม็ดท่ีลุ่ม ป่าเสม็ดที่ดอน และทุ่งหญ้า
พบวา่ มีการกกั เกบ็ คารบ์ อนในดินสงู และมีแปรผันสูงมากเชน่ กนั ปา่ พรทุ ล่ี มุ่ แปรผนั สูงมากระหวา่ ง 182.23 - 616.57 ตนั ต่อเฮกตาร์
และมคี า่ เฉลี่ยเทา่ กบั 401.59 ตันต่อเฮกตาร์ ป่าพรทุ ่ดี อนมีค่าระหวา่ ง 144.96 – 931.46 ตันตอ่ เฮกตาร์ และมีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ 542.03
ตนั ตอ่ เฮกตาร์ และทงุ่ หญา้ มคี า่ ระหวา่ ง 132.06 - 974.61 ตนั ตอ่ เฮกตาร์ และมคี า่ เฉลยี่ เทา่ กบั 485.15 ตนั ตอ่ เฮกตาร์ เมอ่ื เปรยี บเทยี บ
กบั การกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ กับในปา่ ประเภทอน่ื ๆ พบว่า จะเห็นไดว้ ่า การกักเก็บคารบ์ อนในชัน้ ดินพรมุ คี ่ามาก เนื่องจากมีชั้นพรทุ ี่ยงั
ยอ่ ยสลายไมส่ มบรู ณอ์ ยมู่ าก ชน้ั พรเุ ปน็ ชนั้ ซากพชื ทบั ถมกนั มากเปน็ แหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อนอยา่ งดี แตอ่ าจมกี ารเปลยี่ นแปลง และปลดปลอ่ ย

80 |

เปน็ ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์สบู่ รรยากาศได้งา่ ยเช่นกนั จากกระบวนการ peat oxidation ช้ันของพรเุ ม่อื ระดับน้�ำลดลง การย่อยสลาย
ตามธรรมชาติ และการเปลย่ี นแปลงการใชท้ ดี่ นิ เป็นประเภทอน่ื ๆ เช่น สวนปาล์มน้ำ� มนั ดังแสดงในตารางท่ี 19



ตารางท่ี 16 ลักษณะดนิ และศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในดินของป่าพรดุ ้งั เดมิ

่ปาพ ุร ัด้งเ ิดมพื้นที่ แปลงท่ี จำ� นวนซ�้ำลกั ษณะดิน ความลกึ (ซม.) ความหนาแนน่ ปรมิ าณ การกกั เกบ็ การกกั เกบ็
1 รวม คาร์บอน คารบ์ อน คารบ์ อน
ป่าพ ุร ัด้งเ ิดม พรุหยาบ 0-27 ในดนิ ในดิน
12 พรุโคลน 27-100 (กรัม/ลบ.ซม.) (%) (ตนั ต่อไร่) (ตันตอ่ เฮกตาร)์
3 พรหุ ยาบ 0-26 0.96 15.98 66.27 414.20
พรุหยาบผสมพรโุ คลน 26-36 0.29 27.44 92.94 580.90
1 พรโุ คลน 36-100 0.44 15.98 29.25 182.81
พรหุ ยาบ 0-10 0.28 30.79 13.79 86.21
2 พรุโคลน 10-100 0.25 27.44 70.25 439.04
2 0-100 0.12 15.98 19.18
เฉลย่ี 0-25 0.3 27.44 3.07 740.88
3 พรหุ ยาบ 25-40 0.38 23.01 118.54 821.08
พรุโคลนผสมดินทราย 40-100 0.56 24.06 131.37 336.84
1 พรุโคลน 0.48 22.53 53.89 162.22
2 พรุหยาบ 0-7 0.33 22.53 25.95 446.09
3 พรุโคลน 7-15 0.08 24.06 71.38 13.47
3 พรโุ คลนผสมดินทราย 15-20 0.42 22.53 2.16 75.70
ดนิ ทราย 20-57 0.34 22.53 12.11 38.30
1 พรุโคลน 57-100 0.5 7.93 6.13 146.71
42 พรุหยาบ 0-5 0.21 22.53 23.47 203.45
ดินพรุผสมพรุโคลน 5-20 0.11 24.06 32.55 13.23
3 ดนิ พรุ 20-35 0.44 12.77 2.12 84.28
พรุโคลน 35-100 0.34 13.68 13.49 69.77
0-100 0.18 22.53 11.16 263.60
เฉลย่ี 0-20 0.33 20.15 42.18 617.89
พรหุ ยาบ 20-100 0.34 20.39 98.86 138.65
พรโุ คลน 0-8 0.22 23.89 22.18 420.46
พรุหยาบ 8-35 0.15 20.39 67.27 24.47
พรุโคลนผสมดินทราย 35-100 0.42 7.96 3.91 90.27
พรุโคลน 0-5 0.28 23.89 14.44 434.80
พรุหยาบ 5-50 0.17 20.39 69.57 17.33
พรโุ คลน (น�ำ้ ท่วมไม่ถงึ ) 50-100 0.64 20.91 2.77 602.21
พรุโคลน 0-100 0.23 23.89 96.35 274.74
0-20 0.31 20.21 43.96 667.64
เฉลีย่ 20-23 0.62 20.44 106.82 253.46
พรหุ ยาบ 23-100 0.58 10.27 40.55 17.87
ดนิ พรุ 0-7 0.27 29.8 2.86 619.54
พรโุ คลน 7-36 0.19 29.8 99.13 39.63
พรหุ ยาบ 36-100 0.62 16.97 6.34 305.12
พรโุ คลน (น�้ำทว่ มไม่ถึง) 0-36 0.18 29.8 48.82 343.30
พรุโคลน 36-100 0.7 13.87 54.93 349.52
พรโุ คลน (นำ�้ ท่วมไม่ถึง) 0-100 0.4 29.8 55.92 762.88
พรโุ คลน 0.45 22.59 122.06 897.11
143.54
เฉลย่ี

| 81

ตารางท่ี 17 ลักษณะดนิ และศักยภาพในการกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ ของปา่ พรุเสม็ด

พน้ื ท่ี แปลงที่ จ�ำนวนซ�้ำ ลกั ษณะดิน ความลกึ (ซม.) ความหนาแนน่ ปรมิ าณคาร์บอน การกักเก็บ การกกั เกบ็
82 | 1 รวม คาร์บอน คารบ์ อน
ป่าเส ็มด พรหุ ยาบ 0-4 (%) ในดนิ ในดนิ
12 พรหุ ยาบผสมดนิ พรุ 4-18 (กรัม/ลบ.ซม.) 20.15 (ตันตอ่ ไร)่ (ตันตอ่ เฮกตาร)์
่ปาเส ็มด 3 18-51 0.18 4.18 14.51
ดินพรุ 51-100 0.9 2.83 2.32 52.67
1 พรโุ คลน 0-6 0.64 27.73 8.43 59.77
22 พรุหยาบ 6-16 0.28 20.15 9.56 380.46
ดินทั่วไป 16-58 0.15 5.99 60.87 18.14
3 ดินพรุ 58-100 0.23 2.83 2.90 13.78
พรุโคลน 0-8 0.84 27.73 2.20 99.84
1 พรหุ ยาบ 8-37 0.21 20.15 15.97 244.58
2 ดินพรุ 37-50 0.19 2.83 39.13 30.63
3 พรโุ คลน 50-100 1.07 27.73 4.90 87.81
3 ดินพรุ 0-100 0.23 2.83 14.05 82.91
0-10 0.76 13.76 13.27 107.54
1 เฉลี่ย 10-33 0.47 20.15 17.21 397.54
42 พรหุ ยาบ 34-50 0.33 3.05 63.61 66.50
พรุหยาบผสมดินพรุ 34-100 0.82 20.15 10.64 57.52
3 พรหุ ยาบ 0-19 0.33 7.47 9.20 113.04
ดินพรุ 19-50 0.63 20.15 18.09 235.31
พรุหยาบ 50-56 0.24 7.9 37.65 91.88
พรุหยาบผสมพรุโคลน 56-100 0.7 12.96 14.70 171.43
พรโุ คลน 0-9 0.13 7.47 27.43 10.11
ดินพรุ 9-35 2.44 7.9 1.62 801.98
ดนิ ทั่วไป 35-48 0.28 3.05 128.32 19.91
พรุหยาบผสมดินพรุ 48-100 1.05 20.15 3.19 83.27
พรุหยาบ 0-100 0.56 7.47 13.32 146.69
ดนิ พรุ 0-10 1.55 11.49 23.47 602.08
10-40 0.76 31.46 96.33 799.90
เฉลี่ย 40-100 0.19 7.49 127.98 59.77
พรุหยาบไฟไหม้ 0-12 0.69 1.48 9.56 155.04
12-34 1.87 31.46 24.81 166.06
พรโุ คลน 35-53 0.29 7.49 26.57 109.48
พรโุ คลนผสมดินพรุ 53-62 0.21 13.7 17.52 36.18
พรหุ ยาบไฟไหม้ 62-100 0.23 1.48 5.79 56.72
พรหุ ยาบผสมพรุโคลน 0-14 0.93 2.83 9.07 12.39
14-29 1.72 31.46 1.98 184.97
พรุโคลน 29-49 0.47 7.49 29.60 207.01
พรุโคลนผสมดินพรุ 49-57 0.59 31.46 33.12 66.29
57-100 0.27 13.7 10.61 169.88
ดินพรุ 0-100 0.38 2.83 27.18 41.65
พรหุ ยาบไฟไหม้ 0-17 2.62 14.18 6.66 318.83
17-72 0.80 15.72 51.01 528.09
ดินพรุ 72-100 0.29 33.02 84.49 77.50
พรุหยาบ 0-20 0.29 7.49 12.40 526.67
พรโุ คลน 20-52 0.93 15.72 84.27 195.04
ดินพรุ 52-100 0.4 33.02 31.21 125.76
0-35 0.44 7.49 20.12 464.92
เฉลย่ี 35-44 1.69 8.03 74.39 607.59
พรุหยาบ 44-100 0.38 5.68 97.21 106.80
พรโุ คลน 0-100 0.24 0.59 17.09 12.27
ดนิ พรุ 2.22 14.08 1.96 73.35
พรุหยาบ 0.76 11.74 729.97
พรโุ คลน 116.79
ดนิ พรุ
พรหุ ยาบ
พรหุ ยาบผสมดนิ พรุ
ดินพรุ

เฉลี่ย

ตารางที่ 18 ลกั ษณะดนิ และศักยภาพในการกกั เก็บคาร์บอนในดินของสวนปาลม์ น�้ำมัน การกกั เกบ็ คาร์บอน การกกั เกบ็ คาร์บอน
  ในดนิ ในดิน

พืน้ ที่ แปลงท่ี จำ� นวนซ�้ำ ลักษณะดนิ ความลึก (ซม.) ความหนาแนน่ รวม ปรมิ าณคาร์บอน (ตันต่อไร)่ (ตันต่อเฮกตาร์)
1
พรหุ ยาบ 0-22 (กรัม/ลบ.ซม.) (%) 12.40 77.50
12 พรุโคลน 22-30 0.29 15.72
3 ดนิ พรุ 30-100 0.29 33.02 84.27 526.67
พรุหยาบ 0-13 0.93 0.59
1 พรุโคลน 13-26 0.4 15.72 2.46 15.36
22 ดนิ พรุ 26-100 0.44 33.02
พรุหยาบ 0-15 1.69 0.59 20.12 125.76
3 พรุโคลน 15-30 0.38 8.03
ดินพรุ 30-100 0.24 5.68 74.39 464.92
1 0-100 2.22 0.59
32 เฉลีย่ 0-5 0.76 12.55 7.66 47.86
พรุหยาบ 5-17 0.34 2.84
3 ดนิ พรุ 17-30 1.05 2.46 17.09 106.80
พรุโคลน 30-100 0.86 8.88
1 ดินพรุ 0-18 0.85 2.46 1.96 12.27
42 ดินท่ัวไป 18-29 1.43 5.67
ดนิ ทวั่ ไปผสมพรโุ คลน 29-100 0.69 6.6 11.74 73.35
3 ดินพรุ 0-20 1.98 2.46
ดินทว่ั ไป 20-29 1.27 5.67 77.36 483.50
พรหุ ยาบ 0.72 2.84
29-100 0.77 4.83
ดินพรุ 1.69 2.46
0-100 4.96 31.00
เฉลย่ี 0-15 1.09 4.23
ดนิ ทั่วไป 15-26 1.43 5.37 15.88 99.28
ดนิ ท่ัวไปผสมดนิ พรุ 26-100 1.3 3.52
สวนปา ์ลม ้น�ำ ัมน ดนิ พรุ 0-11 3.21 1.46 23.42 146.37
ดนิ ท่ัวไป 11-19 0.56 5.37
ดินทว่ั ไปผสมดนิ พรุ 19-100 0.55 3.52 23.35 145.95
ดนิ พรุ 0-7 1.44 1.46
ดินทัว่ ไปผสมพรุโคลน 7-100 0.55 2.61 8.02 50.09
ดนิ พรุ 0-100 1.42 1.46
0-9 1.31 3.10 55.33 345.83
เฉล่ยี 9-33 0.81 1.36
ดนิ ทวั่ ไป 33-71 1.73 1.01 23.04 144.02
พรุหยาบ 71-100 1.47 1.12
ดนิ พรุ 0-12 1.27 2.75 2.94 18.40
พรโุ คลน 12-36 0.98 1.36
ดนิ ทั่วไป 36-100 0.99 1.1 47.23 295.18
ดนิ ทัว่ ไปผสมพรหุ ยาบ 0-13 2.24 1.12
สวนปา ์ลมน�้ำ ัมน ดนิ พรุ 13-29 0.9 1.36 68.32 426.98
ดนิ ท่วั ไป 29-73 1.61 0.93 18.43 115.19
ดินทวั่ ไปผสมดนิ พรุ 73-100 2.05 1.12 8.05 50.34
ดินพรุ 0-100 1.03 2.04 55.49 346.81
ดินพรผุ สมพรุโคลน 1.37 1.39 5.29 33.08
2.48 15.49
เฉลี่ย 27.25 170.29
1.61 10.05
30.85 192.81
49.82 311.35
1.59 9.91
6.71 41.94
10.01 62.56
16.21 101.28
2.56 15.99
4.18 26.14
25.69 160.56
2.55 15.91
3.83 23.96
16.16 101.02
9.08 56.73
32.85 205.34

| 83

ภาพที่ 37 หนา้ ตดั ดนิ ทรี่ ะดบั ความลกึ 1 เมตร ในแปลงตวั อยา่ งถาวรของพน้ื ทพี่ รคุ วนเครง็ 3 แหง่ ปา่ พรดุ ง้ั เดมิ (ซา้ ย) ปา่ เสมด็ (กลาง)
และสวนปาล์มนำ้� มัน (ขวา)

ตารางท่ี 19 การกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ ในแปลงตวั อยา่ งถาวรของพ้ืนทพ่ี รุควนเคร็ง 3 แหง่

พื้นที่ แปลงที่ ความลึก (ซม.) ความหนาแนน่ รวม ปริมาณคาร์บอน การกักเกบ็ คาร์บอนในดิน
(กรัม/ลบ.ซม.) (%) (ตนั ต่อไร)่ (ตันต่อเฮกตาร)์
ป่าพรุดั้งเดิม 1 0-100 0.38 22.72 131.37 821.08
2 0-100 0.34 20.41
ปา่ เสมด็ 3 0-100 0.30 20.43 98.86 617.89
4 0-100 0.46 22.51 106.82 667.64
สวนปาล์มน�ำ้ มนั เฉล่ีย 0-100 0.37 21.52 143.54 897.11
  1 0-100 0.47 13.76 120.15 750.93
2 0-100 0.76 11.49 63.61 397.54
84 | 3 0-100 0.82 14.09 127.98 799.90
4 0-100 0.76 12.55 84.49 528.09
เฉลี่ย 0-100 0.70 12.97 77.36 483.50
1 0-100 0.32 23.26 88.36 552.26
2 0-100 1.12 4.24 136.43 852.66
3 0-100 1.27 2.98 68.32 426.98
4 0-100 1.37 1.37 49.82 311.35
เฉลีย่ 0-100 1.02 7.96 32.85 205.34
449.08 71.85

5.1.4.5 การกักเกบ็ คารบ์ อนทัง้ หมด
เมอื่ เปรยี บเทยี บภาพรวมของการกกั เกบ็ คารบ์ อนในแหลง่ สะสมคารบ์ อนตา่ งๆ พบวา่ ปา่ พรดุ งั้ เดมิ มกี ารกกั เกบ็ มากทสี่ ดุ เทา่ กบั 109.45 ตนั
ตอ่ ไร่ หรอื 684.06 ตนั คารบ์ อนตอ่ เฮกตาร์ รองลงมาเปน็ ปา่ เสมด็ มคี า่ เทา่ กบั เทา่ กบั 46.87 ตนั ตอ่ ไร่ หรอื 292.94 ตนั คารบ์ อนตอ่ เฮกตาร์
และสวนปาลม์ นำ�้ มนั มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนตำ�่ สดุ เพยี ง 23.19 ตนั ตอ่ ไร่ หรอื 144.94 ตนั คารบ์ อนตอ่ เฮกตาร์ (ตารางที่ 20 และภาพที่ 38)
สรุปได้ว่า ป่าพรุดั้งเดิมซ่ึงเป็นป่าพรุที่ไม่ถูกรบกวนมีการกักเก็บคาร์บอนในภาพรวมมากกว่าป่าเสม็ดซึ่งเป็นป่าพรุที่เคยเกิดภัยพิบัติจน
เส่ือมโทรมและมีเพียงเสม็ดขาวขึ้นทดแทนเกือบเท่าตัว ในทั้งสองพ้ืนที่มีสัดส่วนการกักเก็บคาร์บอนในดินร้อยละ 40-50 ของปริมาณ
การกักเกบ็ คาร์บอนทงั้ หมด นอกจากนีป้ ่าเสม็ดยงั เกดิ ไฟไหม้พรเุ ปน็ ประจำ� ทำ� ให้คาร์บอนในดินลดลง แตก่ ารกักเกบ็ คาร์บอนในปา่ เสมด็
กย็ งั สงู เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั พนื้ ทอี่ น่ื ในขณะทส่ี วนปาลม์ นำ้� มนั ซงึ่ เปน็ พน้ื ทปี่ า่ พรทุ ถี่ กู เปลย่ี นสภาพและมกี ารปรบั สภาพพนื้ ทที่ ำ� ใหภ้ าพรวม
การกกั เกบ็ คารบ์ อนลดลง โดยการกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ลดลงอยา่ งรวดเรว็ เมอ่ื เวลาผา่ นไปถงึ แมว้ า่ การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพจะ
เพิ่มขน้ึ เม่อื ปาล์มน�้ำมนั อายมุ ากขึ้นกต็ าม โดยเฉลีย่ การกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ คิดเปน็ ร้อยละ 80 ของปริมาณการกกั เกบ็ คาร์บอนทั้งหมด
ภาพท่ี 38 การกกั เกบ็ คารบ์ อนในแหลง่ สะสมคาร์บอนต่างๆ ของในพนื้ ท่ีพรุควนเคร็ง (หน่วย: ตันต่อไร่)

| 85

ตารางท่ี 20 ภาพรวมของการกกั เกบ็ คาร์บอนในแหลง่ สะสมคาร์บอนตา่ งๆ ของในพื้นทพี่ รคุ วนเคร็ง

การกักเก็บคารบ์ อนในแหลง่ สะสมต่าง ๆ (ต้นตอ่ ไร่)

พื้นที่ มวลชวี ภาพ มวลชวี ภาพ ไมต้ าย ซากพชื ในดิน รวมทง้ั หมด
เหนือดนิ ใต้ดิน
ป่าพรดุ ้ังเดมิ 30.44±1.44 109.45±15.78
ปา่ เสมด็ 14.64±1.48 11.26±0.53 23.98±9.48 0.04±0.02 43.73±14.55 46.87±10.37
3.31±1.57 23.19±4.95
สวนปาลม์ นำ้� มัน 330.518 5.42±0.55 2.61±4.20 0.91±0.32 23.30±7.09
F-value <0.01 62.542
p-value 1.36±0.65 0.00±0.00 0.04±0.03 18.48±7.03 <0.01

295.775 19.305 29.707 6.924

<0.01 <0.01 <0.01 0.015

86 |

5.2 การส�ำรวจปริมาณคาร์บอนแบบกริด (Grid sampling)

5.2.1 วธิ ีการสำ� รวจ
ในตอนแรกกำ� หนดการวางแปลงสำ� รวจแบบกรดิ (grid sampling) ใหค้ รอบคลมุ ทวั่ พนื้ ทพ่ี รคุ วนเครง็ 28,750 ไร่ (4,600 เฮกตาร)์ ภายใต้
โครงการ โดยมกี ารวางแปลงส�ำรวจระยะหา่ ง 1 กิโลเมตร x 1 กิโลเมตร แตต่ ่อมาไดก้ �ำหนดในวางแปลงส�ำรวจเพอื่ ให้ครอบคลุมพ้นื ท่ี
พรคุ วนเครง็ ในจงั หวดั นครศรธี รรมราช จงั หวดั พทั ลงุ และจงั หวดั สงขลา เนอื้ ทท่ี งั้ หมด 508,981 ไร่ (93,105 เฮกตาร)์ จงึ ทำ� การวางแปลง
ส�ำรวจเป็นกรดิ มีระยะหา่ ง 2 กโิ ลเมตร x 2 กิโลเมตร จำ� เปน็ ตอ้ งวางแปลงสำ� รวจทง้ั ส้ิน 234 จดุ สำ� รวจ โดยการก�ำหนดพิกัดของแปลง
ตัวอย่างในแผนที่ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อจะได้นำ� ไปวางแผนการส�ำรวจ (ภาพท่ี 39) ในแต่ละจุดส�ำรวจ วางแปลงขนาด
15 x 15 เมตร เพ่ือเกบ็ ขอ้ มลู ตน้ ไม้ ไม้พ้ืนลา่ ง ซากพชื และความลกึ ของดิน (ภาพท่ี 40)
5.2.1.1 การเกบ็ ข้อมลู ไม้ตน้
ในแปลงขนาด 15 เมตร × 15 เมตร ดังภาพที่ 41 เพอื่ เก็บข้อมูลไมต้ น้ (trees) ทุกชนิดที่มีขนาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางเพียงอก (diameter
at breast height, DBH) มากกวา่ หรือเทา่ กบั 4.5 เซนติเมตร โดยท�ำการจ�ำแนกชนดิ ของต้นไม้ วดั ขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลางเพยี งอก
และวดั ความสูงของตน้ ไมท้ ัง้ หมด และเก็บขอ้ มลู ไมต้ ายทง้ั ท่ียืนตน้ ตาย และไม้ที่ลม้ วดั ขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางโคนและปลายท่อน และ
ความยาวทอ่ น
5.2.1.2 การเกบ็ ขอ้ มลู ไมร้ ุ่น
ในแปลงขนาด 15 เมตร × 15 เมตร วางแปลงตวั อย่างยอ่ ยขนาด 4×4 ตารางเมตร ท่มี มุ ล่างด้านซา้ ยดงั ภาพท่ี 41 เพื่อเก็บขอ้ มลู ไม้รุน่
(sapling) ทีม่ ขี นาดเส้นผา่ นศูนย์กลางเพยี งอกนอ้ ยกวา่ หรอื เทา่ กับ 4.5 เซนตเิ มตร และความสงู มากกวา่ 1.3 เมตร ท�ำการเก็บข้อมลู โดย
จ�ำแนกชนดิ ของไม้ร่นุ วดั ขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางเพยี งอก และวัดความสงู ของต้นไม้ท้ังหมด
5.2.1.3 การเกบ็ ข้อมลู พืชพืน้ ลา่ งและซากพชื
ในแปลงขนาด 15 เมตร × 15 เมตร วางแปลงย่อยขนาด 1 เมตร × 1 เมตร ที่มมุ ดา้ นล่าง ดงั ภาพท่ี 41 เพ่อื ท�ำการเก็บข้อมลู พชื พื้นล่าง
โดยการตดั แลว้ ชง่ั นำ้� หนกั สดและเกบ็ ขอ้ มลู ปรมิ าณซากพชื ทงั้ หมดโดยการชง่ั นำ�้ หนกั สด เกบ็ ตวั อยา่ งบางสว่ นเพอื่ นำ� ไปหารอ้ ยละความชน้ื
และค�ำนวนเปน็ น�้ำหนกั แห้งของพชื พนื้ ลา่ งซากพชื
5.2.1.4 การเกบ็ ข้อมลู ความลกึ ของชัน้ พรุ
ท�ำการส�ำรวจความลึกของช้ันพรุจ�ำนวน 3 จุด ตามแนวทะแยงมุมของแปลง (ภาพที่ 41) โดยท�ำการปักเหล็กปลายแหลม หรือ
“เหล็กเคร็ง” ตามภาษาท้องถิ่นลงในดนิ พรจุ นกระทั้งไมส่ ามารถกดลงไปไดอ้ ีก

| 87

ภาพท่ี 39 การกำ� หนดจดุ วางแปลงสำ� รวจมรี ะยะหา่ ง 2 กโิ ลเมตร x 2 กโิ ลเมตร จำ� นวน 234 แปลงครอบคลมุ พน้ื ทพ่ี รคุ วนเครง็ ทงั้ หมด

88 |

ภาพที่ 40 การวางแปลงสำ� รวจขนาด 15 เมตร x 15 เมตร แบบกริด (Grid sampling)

5.2.2 ผลการสำ� รวจเบอื้ งตน้
จากน้นั ทำ� การสำ� รวจเบ้ืองต้น โดยการตรวจสอบแผนท่กี ารใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ในปี พ.ศ. 2561 โดยจดุ ส�ำรวจทัง้ หมด 234 จดุ สำ� รวจ อย่ใู น
จงั หวัดนครศรธี รรมราช 166 จุดสำ� รวจ จังหวดั พทั ลงุ 39 จุดส�ำรวจ และจังหวดั สงขลา 29 จุดสำ� รวจ ไดท้ �ำการสำ� รวจเบอื้ งต้นจากแผนท่ี
การใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ จำ� แนกประเภทการใชท้ ดี่ นิ ออกเปน็ 9 ประเภท ไดแ้ ก่ ทอี่ ยอู่ าศยั และสง่ิ กอ่ สรา้ ง แหลง่ นำ�้ พนื้ ทเี่ กษตร พนื้ ทป่ี ลกู ไม้
ยนื ตน้ ทุง่ หญา้ ตามธรรมชาติ สวนปาลม์ น�้ำมนั ปา่ พรุสมบรู ณ์ ปา่ พรุรอฟน้ื สภาพ/เสอื่ มโทรม และพืน้ ทลี่ ุ่ม ได้ด�ำเนินการส�ำรวจ ในพื้นที่
สวนปาล์มน้�ำมัน ป่าพรสุ มบูรณ์ ป่าพรุรอฟ้ืนสภาพ/เส่อื มโทรม และพ้นื ทล่ี ุ่ม จำ� นวนทง้ั สิน้ 152 จุดสำ� รวจ ดังรายละเอยี ดในตารางที่ 21
ส�ำหรบั พืน้ ทก่ี ารใช้ประโยชน์ทีด่ นิ ประเภทอนื่ ๆ ไมไ่ ดท้ �ำการเกบ็ ข้อมูล โดยพนื้ ท่สี ว่ นใหญเ่ ป็นพื้นทสี่ วนปาลม์ นำ้� มนั อายตุ ่าง ๆ (48 จุด
สำ� รวจ) รองลงมา และปา่ พรุรอฟื้นสภาพ/เสอ่ื มโทรม (33 จุดสำ� รวจ) ปา่ พรสุ มบรู ณ์ (24 จดุ ส�ำรวจ) และพ้ืนท่ลี ่มุ (12 จดุ ส�ำรวจ)
ในจงั หวดั นครศรธี รรมราช ดำ� เนนิ การสำ� รวจ 117 จดุ สำ� รวจ จดุ สำ� รวจสว่ นใหญม่ ปี ระเภทการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ เปน็ พน้ื ทส่ี วนปาลม์ นำ�้ มนั
(รอ้ ยละ 41) รองลงมา พน้ื ทป่ี า่ พรรุ อการฟน้ื ฟ/ู เสอ่ื มโทรม (รอ้ ยละ 28) พนื้ ทป่ี า่ พรสุ มบรู ณ์ (รอ้ ยละ 21) และพน้ื ทลี่ มุ่ (รอ้ ยละ 10) (ภาพที่
41) โดยพ้ืนที่สวนปาล์มนำ�้ มันส่วนใหญ่เป็นสวนปาล์มน�้ำมันอายุยังน้อย อายุที่มากท่ีสุดไม่เกิน 10 ปี และการกักเก็บคาร์บอนในมวล
ชวี ภาพรวม (เหนอื ดินและใตด้ ิน) แปรผันระหว่าง 0.00-6.67 ตันตอ่ ไร่ และมคี ่าเฉลี่ย 2.69 ตนั ตอ่ ไร่ (17.14 ตนั ต่อเฮกตาร์) ซึง่ จดุ ส�ำรวจ
บางแหง่ ยังอยู่ในระหวา่ งการเตรียมพนื้ ทเี่ พ่ือปลกู ปาลม์ นำ�้ มัน และการกักเกบ็ คาร์บอนในดนิ ท่รี ะดบั 0-100 เซนติเมตร แปรผนั สงู มาก
ระหว่าง 32.85-136.43 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 71.85 ตันต่อไร่ (449.08 ตันต่อเฮกตาร์) ซ่ึงสวนปาล์มน�้ำมันท่ีเพ่ิงเริ่มปลูกจะมีการ
กักเกบ็ คารบ์ อนในดนิ สูงใกลเ้ คยี งกบั ปา่ พรสุ มบูรณ์ ปา่ พรรุ อฟน้ื สภาพ/เสือ่ มโทรม และพืน้ ท่ลี ุ่ม แตก่ ารกกั เก็บคารบ์ อนในดนิ มคี า่ ลดลง
ตามอายขุ องปาลม์ น�ำ้ มันที่ปลูก (ตารางท่ี 22) ในขณะท่ีพน้ื ท่ีป่าพรรุ อฟนื้ สภาพ/เสื่อมโทรม ส่วนใหญ่เป็นพ้นื ทีป่ ่าเสมด็ และปา่ เสมด็ ผสม
ท่งุ กระจดู มีท้ังพ้ืนท่ลี ุม่ น้�ำทว่ มถึงตลอดปี และพ้นื ทดี่ อนทน่ี �้ำท่วมเฉพาะบางฤดู ท�ำให้มรี ะดับการปกคลุมของเรอื นยอดไมย้ นื ต้นแตกต่าง
กนั ไปตามสภาพของพนื้ ท่ี บางพน้ื ทมี่ ไี มเ้ สมด็ ขาวขน้ึ อยอู่ ยา่ งหนาแนน่ บางพนื้ ทมี่ ตี น้ เสมด็ ขาวขน้ึ กระจาย และบางพนื้ ทยี่ งั ไดร้ บั ผลกระทบ
จาการเกดิ ไฟไหมพ้ รุ ทำ� ใหป้ รมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพรวม (เหนอื ดนิ และใตด้ นิ ) แปรผนั สงู มากระหวา่ ง 0.00-12.56 ตนั ตอ่ ไร่
และมคี ่าเฉลีย่ 3.09 ตนั ต่อไร่ (19.30 ตนั ต่อเฮกตาร)์ และการกักเกบ็ คารบ์ อนในดนิ ที่ระดบั 0-100 เซนตเิ มตร เทา่ กับ แปรผันระหว่าง
51.88-125.65 ตนั ตอ่ ไร่ และมีค่าเฉลีย่ 87.21 ตันต่อไร่ (545.04 ตนั ต่อเฮกตาร์) ดังตารางที่ 22 ส�ำหรบั พ้ืนทีป่ ่าพรุสมบรู ณ์ ทพ่ี บเปน็
ป่าพรุท่ีมีความหลากชนิดของพันธุ์ไม้ทั้งพ้ืนท่ีลุ่มในอ�ำเภอชะอวด และพ้ืนท่ีดอนในอ�ำเภอร่อนพิบูลย์ แต่ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนใน
มวลชวี ภาพรวม (เหนอื ดนิ และใต้ดนิ ) ค่อนขา้ งต�่ำ แปรผนั ระหวา่ ง 2.37-15.30 ตันต่อไร่ และมคี า่ เฉล่ีย 8.50 ตันต่อไร่ (53.15 ตนั ตอ่
เฮกตาร)์ และการกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ทรี่ ะดบั 0-100 เซนตเิ มตร แปรผนั ระหวา่ ง 56.60-130.44 ตนั ตอ่ ไร่ และมคี า่ เฉลย่ี 88.28 ตนั ตอ่ ไร่

| 89

(546.72 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ ดงั ตารางท่ี 22 และสดุ ทา้ ยในพน้ื ทลี่ มุ่ ซงึ่ เปน็ ทงุ่ กระจดู และทงุ่ หญา้ อนื่ ๆ ทม่ี นี ำ�้ ทว่ มถงึ ทำ� ใหม้ ปี รมิ าณการกกั เกบ็
คาร์บอนในมวลชวี ภาพรวม (เหนือดินและใตด้ นิ ) คอ่ นขา้ งต่�ำมาก แปรผันระหว่าง 0.00-8.03 ตนั ต่อไร่ และมีคา่ เฉลีย่ 2.11 ตนั ต่อไร่
(13.20 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ แตม่ กี ารกกั เกบ็ คารบ์ อนในดนิ ทร่ี ะดบั 0-100 เซนตเิ มตร สงู มาก โดยมกี ารแปรผนั ระหวา่ ง 54.61-119.27 ตนั ตอ่ ไร่
และมคี ่าเฉลย่ี 102.02 ตนั ต่อไร่ (671.01 ตนั ต่อเฮกตาร์) ดังตารางท่ี 22
ในจังหวัดพัทลุงด�ำเนินการส�ำรวจเพียง 17 จุดส�ำรวจ ส่วนใหญ่มีประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่ป่าพรุสมบูรณ์ (ร้อยละ 53)
รองลงมาเป็น พื้นทีป่ ่าพรุสมบูรณ์ (รอ้ ยละ 22) และพน้ื ท่ีสว่ นปาลม์ นำ้� มนั (ร้อยละ 22) โดยไมพ่ บพื้นท่ปี ่าพรรุ อการฟน้ื ฟู/เส่อื มโทรม
(ภาพท่ี 41) ในขณะที่พ้ืนที่ลุ่มซึ่งเป็นทุ่งหญ้าที่มีน้�ำท่วมขังมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน) ค่อนข้างสูง
เน่ืองจากบางพื้นที่มีไม้ยืนต้นอยู่ประปราย โดยแปรผันระหว่าง 6.51-15.30 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 12.49 ตันต่อไร่ (78.07 ตันต่อ
เฮกตาร์) และการกักเกบ็ คารบ์ อนในดนิ ท่รี ะดบั 0-100 เซนติเมตร กส็ ูงมากเช่นกนั โดยแปรผนั ระหว่าง 101.40-132.82 ตนั ตอ่ ไร่ และ
มีค่าเฉลยี่ 128.25 ตันต่อไร่ (739.09 ตนั ต่อเฮกตาร์) ในพน้ื ทปี่ ่าพรสุ มบูรณ์ ซง่ึ เป็นพ้ืนที่พรดุ ้ังเดมิ ในบริเวณตำ� บลทะเลนอ้ ย และต�ำบล
พนางตุง อ�ำเภอควนขนุน มีต้นไม้ข้ึนอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ท�ำให้มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน)
สูงมากโดยแปรผันระหว่าง 37.13-42.22 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉลี่ย 40.51 ตันต่อไร่ (253.21 ตันต่อเฮกตาร์) และการกักเก็บคาร์บอน
ในดนิ ทีร่ ะดบั 0-100 เซนติเมตร กส็ ูงมากเชน่ กัน โดยมคี า่ เฉลย่ี 109.77 ตนั ต่อไร่ (150.28 ตนั ต่อเฮกตาร)์ และสำ� หรับสวนปาล์มน้�ำมัน
การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพรวม (เหนอื ดนิ และใตด้ นิ ) เฉลย่ี 3.48 ตนั ตอ่ ไร่ (21.74 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ แตไ่ มส่ ามารถเกบ็ ขอ้ มลู การกกั เกบ็
คาร์บอนในดนิ ได้ (ตารางที่ 22)
สำ� หรบั จงั หวดั สงขลามพี น้ื ทส่ี ำ� รวจเพยี ง 18 จดุ สำ� รวจ ในตำ� บลบา้ นขาว อำ� เภอระโนด สว่ นใหญม่ ปี ระเภทการใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ เปน็ พนื้ ท่ี
ลมุ่ (รอ้ ยละ 56) รองลงมาเปน็ พนื้ ทป่ี า่ พรสุ มบรู ณ์ (รอ้ ยละ 22) และพนื้ ทส่ี ว่ นปาลม์ นำ้� มนั (รอ้ ยละ 22) โดยไมพ่ บพนื้ ทป่ี า่ พรรุ อฟน้ื สภาพ/
เส่ือมโทรม (ภาพท่ี 41) ในพื้นที่ลมุ่ มกี ารกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพรวม (เหนือดนิ และใต้ดิน) ปานกลางเน่อื งจากบางพื้นท่ีมไี ม้ยืนต้น
อยปู่ ระปราย โดยแปรผันระหวา่ ง 9.73-10.30 ตันต่อไร่ และมคี า่ เฉล่ยี 9.85 ตันตอ่ ไร่ (61.58 ตนั ตอ่ เฮกตาร์) และการกกั เกบ็ คาร์บอน
ในดินท่รี ะดับ 0-100 เซนติเมตร กส็ ูงมากเชน่ เดยี วกบั ในพน้ื ทีล่ ุ่มจงั หวัดนครศรธี รรมราชและพัทลงุ โดยแปรผนั ระหวา่ ง 127.77-128.34
ตนั ต่อไร่ และมคี า่ เฉลี่ย 127.90 ตนั ตอ่ ไร่ (799.36 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ ในขณะที่พนื้ ทป่ี า่ พรุสมบรู ณ์ มีปรมิ าณการกักเก็บคารบ์ อนในมวล
ชีวภาพรวม (เหนือดินและใต้ดิน) แปรผันระหว่าง 11.74-37.13 ตันต่อไร่ และมีค่าเฉล่ีย 19.02 ตันต่อไร่ (118.87 ตันต่อเฮกตาร์)
และการกักเก็บคาร์บอนในดินท่ีระดับ 0-100 เซนติเมตร ก็สูงมากเช่นกัน โดยมีค่าเฉลี่ย 132.03 ตันต่อไร่ (825.16 ตันต่อเฮกตาร์)
และสำ� หรบั สวนปาลม์ น�้ำมนั การกักเกบ็ คาร์บอนในมวลชวี ภาพรวม (เหนือดนิ และใตด้ ิน) เฉลย่ี 2.83 ตันตอ่ ไร่ (17.71 ตันต่อเฮกตาร)์
แต่ไม่สามารถเกบ็ ข้อมลู การกกั เกบ็ คาร์บอนในดินได้ (ตารางท่ี 22)

90 |

ตารางที่ 21 การใช้ประโยชน์ทด่ี นิ ของแปลงส�ำรวจแบบกรดิ (Grid sampling) จ�ำนวน 234 จดุ สำ� รวจ

การใช้ประโยชนท์ ่ีดนิ จังหวดั จ�ำนวนจดุ สำ� รวจ สถานภาพการส�ำรวจ หมายเหตุ
ทอี่ ยอู่ าศัยและส่งิ กอ่ สร้าง ท่อี ยูอ่ าศยั ถนน และ
นครศรีธรรมราช 5
แหล่งน�ำ้ พัทลงุ 0 สงิ่ กอ่ สรา้ งตา่ ง ๆ
พ้ืนท่ีเกษตร สงขลา 0
พื้นท่ีปลูกไม้ยืนต้น รวม 5
ทงุ่ หญา้ ตามธรรมชาติ
สวนปาล์มน้ำ� มนั นครศรธี รรมราช 6 ทะเลสาบ หนอง บงึ และ
ป่าพรสุ มบรู ณ์ พัทลงุ คลองชลประทาน
ปา่ พรรุ อพ้นื สภาพ/เสอ่ื มโทรม สงขลา
พน้ื ทล่ี ุม่ รวม 6

นครศรธี รรมราช 12 ไม่ไดด้ �ำเนินการ พืชเกษตรทเี่ ป็นนาข้าว
พัทลงุ ส�ำรวจรวมทงั้ ส้นิ พืชไร่ นาท้ิงรา้ ง
สงขลา 10 82 จุดส�ำรวจ และพชื ผกั อ่นื ๆ
รวม 9

นครศรธี รรมราช 31
พัทลงุ
สงขลา 28 พ้ืนทีป่ ลูกไม้ยนื ตน้
รวม 6 ชนิดตา่ ง ๆ เชน่ ยางพารา
2 มะพรา้ ว เปน็ ต้น
นครศรีธรรมราช 36 ยกเว้นปาล์มนำ�้ มนั
พัทลงุ
สงขลา 4 ทุ่งหญา้ ธรรมชาติ
รวม รวมถึงทุ่งหญา้ สลับไมพ้ ่มุ
0
นครศรธี รรมราช 0 หรือป่าละเมาะ
พทั ลุง
สงขลา 4
รวม
48 สวนปาล์มนำ�้ มนั
นครศรีธรรมราช 3 ส่วนใหญอ่ ายุยังน้อย
พทั ลุง 4 อายทุ ่มี ากทีส่ ุด
สงขลา 55 ไม่เกนิ 10 ปี

รวม 24 ส่วนใหญเ่ ป็นพ้นื ท่ี
9 ปา่ พรดุ ัง้ เดิมทีม่ ี
นครศรธี รรมราช ความหลากชนดิ ของพนั ธ์พุ ชื
พทั ลุง 4 ดำ� เนนิ การส�ำรวจ และอาจรวมป่าเสมด็ ท่ีมี
สงขลา 37 รวมทง้ั สิ้น การปกคลุมเรือนยอดสงู
รวม
33 152 จดุ สำ� รวจ ส่วนใหญเ่ ปน็ พ้ืนท่ีปา่ เสม็ด
นครศรีธรรมราช
พัทลุง 0 ทอ่ี ยูใ่ นทีล่ ่มุ และทด่ี อน
สงขลา 0 มกี ารปกคลมุ ของเรอื นยอด
รวม 33 แตกตา่ งกนั

12 พ้ืนท่ลี มุ่ ท่เี ปน็ ทงุ่ กะจดู
ทุ่งหญ้า อน่ื ๆ
5 ทมี่ นี ้ำ� ทว่ มขงั
10

27

| 91

ภาพท่ี 41 สัดส่วนการใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ ของแปลงสำ� รวจแบบกริด (Grid sampling) ในจงั หวัดนครศรีธรรมราช พทั ลงุ และสงขลา

เมื่อพิจารณาการกักเก็บคาร์บอนในภาพรวมของพ้ืนที่ท่ีมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบต่าง ๆ พบว่า พ้ืนที่ลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่
ทุ่งกระจดู และทงุ่ หญา้ อน่ื ๆ ทมี่ ีน้�ำท่วมขงั มีการกักเก็บคาร์บอนสูงทส่ี ดุ เทา่ กบั 114.28 ตนั ต่อไร่ (714.24 ตันตอ่ เฮกตาร)์ เนอื่ งจาก
มีการกักเก็บคาร์บอนในดินปริมาณที่สูงท่ีสุด และมีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพค่อนข้างสูง เน่ืองจากในพ้ืนท่ีส�ำรวจส่วนใหญ่พบ
ปะปนอยกู่ บั พน้ื ทป่ี า่ พรรุ อฟน้ื สภาพ/เสอ่ื มโทรม ทำ� ใหพ้ บไมส้ เมด็ ขาวในพน้ื ทส่ี ำ� รวจ ซง่ึ พบวา่ พนื้ ทท่ี งุ่ หญา้ มปี รมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนสงู
รองลงมา ไดแ้ ก่ ปา่ พรสุ มบูรณ์ ปา่ พรุรอฟืน้ สภาพ/เส่ือมโทรม และสวนปาล์มน้�ำมัน โดยปา่ พรุสมบูรณม์ ปี ริมาณการกักเก็บคาร์บอนรวม
100.78 ตนั ต่อไร่ (629.85 ตนั ตอ่ เฮกตาร์) โดยมีการกกั เก็บคาร์บอนในมวลชวี ภาพสูงที่สดุ เท่ากับ 17.43 ตันตอ่ ไร่ ในขณะทป่ี า่ พรุรอ
ฟน้ื สภาพ/เสอ่ื มโทรมมปี รมิ าณการกกั เกบ็ คารบ์ อนรวม 90.29 ตนั ตอ่ ไร่ (564.34 ตนั ตอ่ เฮกตาร)์ ทง้ั น้ี พน้ื ทส่ี วนปาลม์ นำ�้ มนั มปี รมิ าณการ
กักเกบ็ คารบ์ อนรวมต�่ำท่ีสดุ เทา่ กับ 74.60 ตันต่อไร่ หรือ 466.22 ตนั ตอ่ เฮกตาร์ เนอ่ื งจากมีการกักเกบ็ คารบ์ อนทั้งในมวลชวี ภาพและ
ในดนิ ตำ่� ทสี่ ดุ (ภาพที่ 42 และตารางท่ี 23) อยา่ งไรกต็ าม ประเภทการจำ� แนกการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ จากภาพถา่ ยดาวเทยี ม เมอ่ื เปรยี บเทยี บ
กับสภาพพ้นื ทีจ่ รงิ จากการสำ� รวจ พบว่า พน้ื ท่ปี ่าพรุรอฟ้ืนสภาพ/เสอ่ื มโทรม (ท่ีพบไม้สเมด็ ขาวข้นึ อย่ปู ระปราย และพ้ืนทล่ี ุ่ม มสี ภาพ
ใกล้เคียงกันมาก จึงท�ำให้ภาพรวมการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของพ้ืนที่สองประเภทนี้ในจังหวัดนครศรีธรรมราชใกล้เคียงกัน
แต่การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของพ้ืนที่ลุ่มในจังหวัดพัทลุงและสงขลามีค่ามากกว่า ท�ำให้ภาพรวมการกักเก็บคาร์บอนในมวล
ชีวภาพของพื้นที่ลุ่มสงู กว่าการกักเกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพในปา่ พรุเสอ่ื มโทรม

92 |

ตารางท่ี 22 การกกั เกบ็ คารบ์ อนในพืน้ ทก่ี ารใช้ประโยชนท์ ่ดี ินของแปลงส�ำรวจแบบกริด (Grid sampling) ในจงั หวัดนครศรีธรรมราช พทั ลงุ และสงขลา

การกกั เกบ็ คารบ์ อน (ตนั ตอ่ ไร่)

การใชป้ ระโยชนท์ ีด่ ิน จังหวัด จ�ำนวนจดุ สำ� รวจ มวลชีวภาพ ดินพรุ รวม
ป่าพรุสมบูรณ์ คา่ สงู สุด
นครศรีธรรมราช 24 ค่าตำ่� สุด 15.30 คา่ เฉล่ีย คา่ ตำ�่ สุด ค่าสงู สดุ คา่ เฉล่ยี 95.98
ปา่ พรุรอฟน้ื สภาพ/ พัทลงุ 9 2.37 42.22 87.48 150.28
เส่ือมโทรม สงขลา 4 37.13 37.13 8.50 56.60 130.44 109.77 151.05
พืน้ ท่ลี ่มุ เฉลี่ย 11.74 132.03 100.78
33 15.30 40.51 109.77 109.77 83.35 91.43
สวนปาล์มน้ำ� มนั นครศรีธรรมราช 0 0.00 na 88.27
พัทลุง 0 na na 19.02 130.44 132.82 na na
สงขลา na na na
เฉลย่ี 12 8.03 17.43 88.27 91.43
5 0.00 15.30 102.02 104.13
นครศรีธรรมราช 10 6.51 10.30 3.16 51.88 132.82 118.25 130.75
พทั ลงุ 9.73 127.90 137.75
สงขลา 48 6.67 na na na 107.36 114.28
เฉลี่ย 3 0.00 3.48 71.85 74.54
4 3.48 4.33 na na na na na
นครศรธี รรมราช 0.88 na na
พทั ลุง 3.16 71.85 74.60
สงขลา
เฉลย่ี 2.11 54.61 119.27

12.49 101.40 132.82

9.85 127.77 128.34

6.92

2.69 32.85 136.43

3.48 na na

2.83 na na

| 93 2.74

ภาพที่ 42 การกกั เกบ็ คารบ์ อนในพื้นท่ีการใชป้ ระโยชน์ทด่ี นิ ตา่ ง ๆ ในพน้ื ท่พี รุควนเคร็งจากส�ำรวจแบบกริด (Grid sampling)

ตารางท่ี 23 ภาพรวมการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพนื้ ทก่ี ารใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ ตา่ ง ๆ ในพนื้ ทพ่ี รคุ วนเครง็ จากสำ� รวจแบบกรดิ (Grid sampling)

การกักเกบ็ คารบ์ อน (ตนั ตอ่ ไร่)

การใช้ประโยชนท์ ด่ี นิ จ�ำนวน มวลชีวภาพ ดินพรุ รวม
จุดส�ำรวจ
ป่าพรุสมบรู ณ์ คา่ ต่ำ� สุด คา่ สูงสดุ คา่ เฉลย่ี คา่ ต่ำ� สดุ ค่าสูงสุด ค่าเฉล่ีย 100.78
ปา่ พรุรอฟื้นสภาพ/ 37 90.29
33 2.37 42.22 17.43 56.60 132.82 83.35 114.28
เสอ่ื มโทรม 27 74.60
พน้ื ท่ลี มุ่ 55 0.00 12.56 3.09 51.88 125.65 87.21
สวนปาล์มน้�ำมัน
0.00 15.30 6.92 54.61 119.27 107.36
0.00 6.67 2.74 32.85 136.43 71.85

94 |

5.2.3 การประเมินสถานภาพการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนทพ่ี รุควนเครง็
พื้นท่ีพรุควนเคร็งเป็นพ้ืนท่ีพรุในลุ่มน�้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเน่ืองมาจากพระราชด�ำริ พื้นท่ีดังกล่าวได้มีประกาศต้ังแต่
พ.ศ. 2518 ใหเ้ ปน็ เขตห้ามล่าสตั ว์ปา่ ทะเลน้อย และประกาศเป็นเขตหา้ มลา่ สตั ว์ป่าบ่อล้อ (มติคณะรฐั มนตรี เม่อื วันท่ี 22 มิถนุ ายน พ.ศ.
2553) มพี น้ื ทป่ี า่ พรปุ ระมาณ 179,904.69 ไร่ (สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม, 2563) แตจ่ ากการปรบั ปรงุ
ขอบเขตพนื้ ทพ่ี รคุ วนเครง็ รวมพน้ื ทท่ี กุ ประเภท พบวา่ มอี าณาเขตครอบคลมุ พนื้ ท่ี 3 จงั หวดั ไดแ้ ก่ จงั หวดั นครศรธี รรมราช ประกอบดว้ ย
5 อ�ำเภอ ไดแ้ ก่ อำ� เภอเชียรใหญ่ อ�ำเภอชะอวด อ�ำเภอเฉลมิ พระเกียรติ อ�ำเภอร่อนพบิ ูลย์ อ�ำเภอหัวไทร จงั หวดั พทั ลงุ ไดแ้ ก่ อำ� เภอ
ควนขนนุ และจงั หวดั สงขลา ไดแ้ ก่ อำ� เภอระโนด ครอบคลมุ พน้ื ทที่ ง้ั หมด 581,907.95 ไร่ (93,109.27 เฮกตาร)์ แตจ่ ากการจำ� แนกการใช้
ประโยชนท์ ด่ี นิ จากภาพถ่ายดาวเทยี มในปี พ.ศ. 2561 โดยนำ� เอาประเภทการใชป้ ระโยชน์ที่ดินมาจดั กลุม่ ตามการจำ� แนกประเภทการใช้
ประโยชนท์ ่ีดนิ ส�ำหรบั การจดั ท�ำบัญชีกา๊ ซเรือนกระจก เปน็ 6 ประเภท ไดแ้ ก่ พ้ืนท่ปี ่าไม้ (forest land) พ้ืนท่ีเกษตร (cropland) พ้ืนที่
ทุ่งหญ้า (grassland) พื้นที่ชุมน้�ำ (wetland) พ้ืนที่ตง้ั ถ่นิ ฐาน (settlements) และพน้ื ทอ่ี ืน่ (other land) พบวา่ พน้ื ทีช่ ุ่มน้ำ� และพน้ื ท่ี
เกษตร มีสดั ส่วนมากทส่ี ุด คิดเปน็ รอ้ ยละ 45 และ 44 ของพื้นที่ท้งั หมด ตามลำ� ดับ (ภาพที่ 43) จากการประเมินสถานภาพการกกั เก็บ
คารบ์ อนในพนื้ ทพี่ รคุ วนเครง็ (การกกั เกบ็ คารบ์ อนในมวลชวี ภาพ และในดนิ ) จากการจำ� แนกการใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ จากภาพถา่ ยดาวเทยี ม
ในปี พ.ศ. 2561 ซ่ึงมีพ้นื ทที่ ั้งหมด 581,908 ไร่ และจากข้อมูลการส�ำรวจแบบกริด โดยทำ� การประเมนิ ในพ้ืนที่ 4 ประเภท ยกเวน้ พนื้ ท่ี
ตง้ั ถิน่ ฐาน และพ้ืนทอี่ นื่ พบวา่ พ้ืนท่ีชุม่ น้�ำ มีการกกั เก็บคารบ์ อนรวมสงู ท่ีสุด (26,153,100 ไร่) ท้งั พ้นื ทป่ี า่ พรสุ มบูรณ์ ปา่ พรุเสื่อมโทรม
และพน้ื ทีล่ มุ่ รองลงมา คือ พื้นทเ่ี กษตร (11,372,763 ไร)่ ซง่ึ สว่ นใหญม่ าจากพื้นท่ีสวนปาล์มนำ้� มัน และสวนยางพารา เนอื่ งจากการใช้
ประโยชนท์ ดี่ นิ ทงั้ สองประเภทรวมกนั เกอื บรอ้ ยละ 90 ของพน้ื ทที่ งั้ หมด ในขณะทพ่ี นื้ ทป่ี า่ ไมม้ เี พยี งรอ้ ยละ 1 ของพน้ื ทที่ งั้ หมด (เนอ่ื งจาก
จ�ำแนกพื้นท่ีป่าพรุเป็นพ้ืนท่ีชุมน้�ำ) มีการกักเก็บคาร์บอนรวม 88,512 ตัน และพื้นที่ทุ่งหญ้ามีการกักเก็บคาร์บอนน้อยท่ีสุด เท่ากับ
23,269 ตัน ท�ำใหม้ ีการกกั เก็บคาร์บอนรวมทั้งสนิ้ 37,637,644 ตันคารบ์ อน หรือ 138 ลา้ นตนั คารบ์ อนไดออกไซด์ (ภาพที่ 43 และ
ตารางที่ 24) ขอ้ มลู สถานภาพการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพนื้ ทพี่ รคุ วนเครง็ น้ี สามารถนำ� ไปใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู สำ� หรบั การณฐี าน (baseline) สำ� หรบั
ประเมินการเปล่ียนแปลงปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพ้ืนท่ีพรุควนเคร็ง หากมีการด�ำเนินกิจกรรมต่างเพ่ือเพ่ิมศักยภาพในการกักเก็บ
คารบ์ อนของพ้นื ท่ีแห่งน้ตี อ่ ไป
ในขณะทีพ่ นื้ ที่น�ำร่องขนาด 4,600 เฮกตาร์ หรอื 28,750 ไร่ ซ่งึ เปน็ พืน้ ท่ปี ่าพรรุ อฟน้ื สภาพ/เส่ือมโทรมทง้ั หมด มีการกักเก็บคาร์บอน
2,595,968 ตนั คดิ เป็น 9.52 ลา้ นตันคารบ์ อนไดออกไซด์ โดยมีรายละเอียด ดังน้ี
ป่าดอนทราย เขตหา้ มลา่ สัตวป์ ่าบอ่ ล้อ พ้ืนท่ี 2,670 เฮกตาร์ (16,687.5 ไร่) มีการกักเกบ็ คาร์บอน 1,506,790 ตนั คิดเปน็ 5.52 ลา้ นตัน
คาร์บอนไดออกไซด์
ป่าชุมชนควนเงิน พ้นื ที่ 90 เฮกตาร์ (562.5 ไร่) มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อน 50,790 ตัน คิดเปน็ 0.19 ลา้ นตนั คาร์บอนไดออกไซด์
ปา่ ชมุ ชนสมเดจ็ เจา้ ฟา้ จฬุ าภรณ์ พนื้ ที่ 240 เฮกตาร์ (1,500 ไร)่ มกี ารกกั เกบ็ คารบ์ อน 135,441 ตนั คดิ เปน็ 0.50 ลา้ นตนั คารบ์ อนไดออกไซด์
ป่าชมุ ชนบา้ นไสขนุน พืน้ ที่ 1,600 เฮกตาร์ (10,000 ไร)่ มกี ารกกั เกบ็ คาร์บอน 902,946 ตนั คดิ เป็น 3.31 ลา้ นตันคารบ์ อนไดออกไซด์

| 95

ภาพท่ี 43 ประเภทการใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ และสถานภาพในการกกั เกบ็ คารบ์ อนในพน้ื ทพี่ รคุ วนเครง็ (พนื้ ทท่ี งั้ หมด 581,908 ไร)่ จากภาพถา่ ย
ดาวเทยี มในปี พ.ศ.2561

96 |

ตารางที่ 24 สถานภาพในการกกั เก็บคาร์บอนของประเภทการใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ต่าง ๆ ในพ้ืนท่พี รุควนเครง็ ปี พ.ศ.2561

การใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ พื้นที่ การกกั เก็บคารบ์ อน การกกั เก็บคารบ์ อน การกักเก็บ
ในมวลชีวภาพ ในดิน คาร์บอนรวม

(ตร.กม.) (ไร)่ (ร้อยละ) (ตันต่อไร)่ (ตัน) (ตันต่อไร่) (ตัน) (ตนั )

0.12 พืน้ ท่ปี า่ ไม้ (Forest land)
0.45
F101 พื้นทป่ี ่าดงดิบสมบรู ณ์ 0.11 73 0.01 26.18 1,908 38.08 2,776 4,684
F300 พ้ืนทป่ี ่าชายเลนถกู รบกวน 0.01 8.27 2,308
F301 พน้ื ทป่ี า่ ชายเลนสมบูรณ์ 4.13 279 0.05 19.42 1,325 28.16 7,857 10,165
A305 พื้นที่สวนสกั 0.03 9.10 33
A307/308 พืน้ ที่สวนป่าไม้โตเรว็ 4.84 68 0.01 16.58 42,826 28.16 1,921 3,246
A323 พน้ื ที่สวนป่าไมไ้ ตชา้ 4.70 73
รวม 108.75 4 0.00 84 48,473 10.56 39 72
29.21
0.17 2,584 0.44 10.56 27,283 70,110
78.92
189.85 16 0.00 10.56 164 237
3.10
2.96 3,023 0.52 126 40,039 88,512.00
412.96
พื้นท่เี กษตร (Cropland)

A200-A229 พน้ื ทีป่ ลูกพืชไร่ 67,966 11.68 NE NE NE NE NE
A300 พื้นทป่ี ลกู พชื เกษตรยืนตน้ (ทิ้งรา้ ง) NE NE
A301 พื้นทป่ี ลกู พชื เกษตรยืนตน้ 18,257 3.14 4.00 414 NE NE NE
A302 พื้นทส่ี วนยางพารา 18.05 890,172
A303 พน้ื ท่สี วนปาลม์ นํ้ามนั 104 0.02 2.74 325,434 NA NA 414
A400-A427 พ้นื ที่ปลูกไม้ผล 5.46 10,582
A500-/A502 พน้ื ที่ปลกู พชื สวน 49,322 8.48 NE NE 32.85 1,620,244 2,510,417
รวม 30 1,226,603
118,657 20.39 71.85 8,525,916 8,851,350

1,940 0.33 NA NA 10,582

1,852 0.32 NE NE NE

258,098 44.35 105 10,146,160 11,372,763

| 97

98 | การใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ พืน้ ที่ การกักเก็บคาร์บอน การกกั เก็บคาร์บอน การกกั เก็บ
ในมวลชวี ภาพ ในดิน คาร์บอนรวม

(ตร.กม.) (ไร)่ (ร้อยละ) (ตนั ตอ่ ไร่) (ตนั ) (ตันต่อไร)่ (ตนั ) (ตนั )

พ้นื ท่ที งุ่ หญ้า (Grassland)

M101 พ้นื ทีท่ ุง่ หญา้ ตามธรรมชาติ 14.70 9,188 1.58 NE NE NE NE NE

M102 พื้นทีป่ า่ ละเมาะ 2.73 1,705 0.29 3.09 5,265 10.56 18004 23,269

รวม 17.43 10,893 1.87 3.09 5,265 10.56 18,004 23,269

พ้ืนท่ชี ุ่มนำ้� (Wetland)

F400 พน้ื ทป่ี ่าพรทุ ่ีถูกรบกวน/เสอ่ื มโทรม 158.03 98,770 16.97 3.09 304,987 87.21 8,613,409 8,918,397
83.35 6,531,850 7,897,526
F401 พ้ืนที่ป่าพรุสมบรู ณ์ 125.39 78,368 13.47 17.43 1,365,675 107.36 8,771,996 9,337,177
277.92 23,917,256 26,153,100
M201 พน้ื ที่ลุ่ม 130.73 81,705 14.04 6.92 565,181

รวม 414.15 258,843 44.48 27.44 2,235,844

พืน้ ทตี่ ัง้ ถ่นิ ฐาน (Settlements)

U201-U503 ท่ีอยอู่ าศัยและสง่ิ ก่อสรา้ ง 31.34 19,584 3.37 NE NE NE NE NE
รวม 31.34 NE NE NE
19,584 3.37 NE NE

พนื้ ทอี่ ่นื (Other land)

A700-A703 ท่งุ หญ้าเล้ยี งสัตวแ์ ละโรงเรือน 0.22 138 0.02 NE NE NE NE NE
เลีย้ งสัตว์
A900-A903 สถานทเี่ พาะเลี้ยงสัตวห์ ญา้ 1.28 801 0.14 NE NE NE NE NE
M301 พืน้ ที่ขุดเหมอื ง 3.27 2,045 0.35 NE NE NE NE NE
M405 พื้นทท่ี ง้ิ ขยะ 0.03 21 0.00 NE NE NE NE NE
W101-W203 แหลง่ น้�ำ 45.54 28,462 4.89 NE NE NE NE NE
50.35 NE NE NE
รวม 31,467 5.41 NE NE
931.05 519.26 34,121,459 37,637,644
รวมทั้งส้ิน 581,908 100.00 145.03 3,516,185

5.3 การปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกในพื้นท่ีป่าพรุ 3 แหง่

5.3.1 การศึกษาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
5.3.1.1 วิธกี ารศึกษา
การตรวจวดั และตดิ ตามปรมิ าณคารบ์ อน โดยจะทำ� การตรวจวดั ในพนื้ ทปี่ า่ พรทุ งั้ 3 พนื้ ท่ี ๆ ละ 4 แปลงตวั อยา่ ง รวมทงั้ สนิ้ จำ� นวน
12 แปลง โดยท�ำการตรวจวดั การปลอ่ ยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดว์ ธิ ี Chamber method ดว้ ยเครื่อง LI-8100A Automated Soil CO2
Flux System ในแปลงตัวอยา่ งละ 3 จดุ เวลาชว่ งเชา้ (เร่ิมต้งั แตเ่ วลา 8.00 น. จนสนิ้ สุดในเวลา 12.00 น.) และชว่ งบ่าย (เรมิ่ ตัง้ แตเ่ วลา
13.00 น. จนสิน้ สดุ ในเวลา 16.00 น.) (ภาพที่ 44) โดยตรวจวัดและติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดเ์ ป็นรายเดอื น และเริ่มใน
เดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2562 เปน็ เดือนแรก ทงั้ นี้ ในพน้ื ทีส่ วนพฤกษศาสตร์พนางตงุ ไม่สามารถด�ำเนนิ การไดเ้ น่อื งจากความไม่สม�่ำเสมอ
ของพื้นที่ ทำ� ให้มรี ะดับน�้ำทล่ี ดลงไม่เทา่ กัน และมนี �้ำทว่ มขังเกอื บตลอดท้งั ปี โดยสามารถสรุปการเกบ็ ข้อมูลไดด้ งั ตารางท่ี 25 ทง้ั นี้ในช่วง
เดือนมนี าคม-พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เกิดการแพรร่ ะบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทำ� ให้ไมส่ ามารถเก็บขอ้ มลู ได้
ภาพที่ 44 การวดั การปลดปล่อยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซดโ์ ดยวิธี Chamber method ในพ้ืนที่พรคุ วนเครง็

| 99


Click to View FlipBook Version