หลักสตู รฝึกอบรมเร่ือง
การเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการลาดตระเวนเชงิ คณุ ภาพ
(Smart Patrol)
พื้นท่ปี ่าพรุควนเคร็ง
หลักสตู รฝึกอบรมเร่ือง
การเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการลาดตระเวนเชงิ คณุ ภาพ
(Smart Patrol)
พื้นท่ปี ่าพรุควนเคร็ง
สารบัญ 4
5
บทที่ 1 ระบบลาดตระเวนเชิงคณุ ภาพ (SMART PATROL) 7
1. ความส�ำคญั ของการลาดตระเวนเชิงคณุ ภาพ (SMART PATROL) 9
2. ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART PATROL SYSTEM) 10
3. แนวทางการดำ� เนินงานของระบบลาดตระเวนเชงิ คุณภาพ 11
4. โครงสร้างของระบบฐานขอ้ มลู ลาดตระเวน SMART 13
5. โครงสร้างฐานขอ้ มลู สำ� หรับพนื้ ทอ่ี นรุ กั ษ์ในประเทศไทย 14
15
บทท่ี 2 ระบบนเิ วศปา่ พรุควนเครง็ 17
1. ความส�ำคัญของ “ปา่ พร”ุ 18
2. ลกั ษณะทางภูมศิ าสตรข์ องภมู ทิ ัศน์พรคุ วนเคร็ง 19
3. ลกั ษณะสังคม เศรษฐกจิ และประชากรในพื้นทป่ี ่าพรุควนเครง็ 20
4. ความส�ำคัญและคณุ ประโยชน์ของป่าพรุ 27
34
บทที่ 3 แนวคดิ และกฎหมายเกี่ยวกับการอนรุ กั ษแ์ ละคุ้มครองพน้ื ทป่ี ่าพรุควนเครง็ 36
1. แนวความคดิ และนโยบายของรฐั เก่ียวกับการอนุรักษแ์ ละคุม้ ครองพืน้ ทป่ี า่ พรุ 44
2. มาตรการทางกฎหมายในการอนรุ กั ษแ์ ละคมุ้ ครองพ้ืนที่ปา่ พรุ 46
3. มาตรการทางกฎหมายเกย่ี วกบั การปอ้ งกันการทำ� ลายพนื้ ท่ปี า่ พรุ 47
4. มาตรการทางกฎหมายเกยี่ วกับการควบคมุ การใช้ประโยชนท์ รพั ยากรธรรมชาตใิ นพ้นื ที่ป่าพรุ 50
5. หนว่ ยงานท่มี ีหน้าทร่ี ับผดิ ชอบในการอนรุ ักษแ์ ละคุม้ ครองพืน้ ทีป่ า่ พรคุ วนเคร็ง 61
77
บทท่ี 4 เทคนคิ ทใี่ ช้ในการลาดตระเวน เพอื่ เกบ็ ขอ้ มูลลาดตระเวนเชงิ คุณภาพ (SMART PATROL) 86
ในพื้นท่ีปา่ พรุควนเคร็ง 111
112
1. การลาดตระเวนเพ่ือเกบ็ ข้อมูลลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นท่ีปา่ พรคุ วนเคร็ง 113
2. การใชแ้ ผนที่ และเขม็ ทิศสำ� หรับชดุ ลาดตระเวน 115
3. การใช้เครือ่ ง GPS รุน่ MAP 62S และการถา่ ยโอนข้อมลู ส�ำหรบั ชดุ ลาดตระเวน 116
4. การใชง้ าน GPSMAP 62S เบ้ืองตน้ 117
5. การใชแ้ บบฟอรม์ การบนั ทึกข้อมูลในการลาดตระเวน 119
บทท่ี 5 การปฏิบตั งิ านในการป้องกัน ปราบปรามท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การกระท�ำความผดิ ตามกฏหมายป่าไม้ 120
และทรัพยากรธรรมชาติอนื่ ๆ 120
1. บทบาทและสถานะของผ้ปู ฏบิ ตั ิงาน 120
2. อำ� นาจและหน้าที่ 125
3. การจบั 127
4. การคน้
5. การยดึ
6. การจดั ทำ� บนั ทึกการจับกมุ
7. การจดั ท�ำแผนทสี่ ถานที่เกิดเหตุ
8. การควบคมุ การสอบสวน
9. แนวทางการสืบสวนและท�ำสำ� นวนความผิดตามกฎหมายปา่ ไม้
10. หลกั เกณฑก์ ารเกบ็ และการบ�ำรุงรักษาอาวุธปนื และเครอื่ งกระสุนปืน
เอกสารอ้างอิง
สารบญั ภาพ
ภาพท่ี 1 ตวั อย่างของลักษณะการจดั เรยี งลำ� ดบั ชน้ั และการแบ่งประเภทของข้อมลู 8
ภาพท่ี 2 วงจรการจดั การแบบยดื หยนุ่ ตามสถานการณ์ (Adaptive management cycle) 8
และประโยชน์ของข้อมูล (ปรบั ปรงุ จาก BPAMP 2006)
ภาพท่ี 3 แผนท่ีทา้ ยประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม เร่อื ง กำ� หนดพื้นท่ีปา่ สงวนแหง่ ชาติ 29
ป่าดอนทรายและปา่ กลอง ป่าสงวนแห่งชาติปา่ บ้านกมุ แป ปา่ บา้ นในลมุ่ และปา่ พรุควนเครง็
ปา่ สงวนแหง่ ชาตปิ า่ คลองค็อง และปา่ สงวนแหง่ ชาติป่าท่าช้างข้าม ในทอ้ งท่ีต�ำบลควนพัง
อ�ำเภอร่อนพิบลู ย์ ตำ� บลทางพนู ต�ำบลสวนหลวง อ�ำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตำ� บลบา้ นตลู ต�ำบลชะอวด
อ�ำเภอชะอวด และต�ำบลแมเ่ จ้าอย่หู ัว ต�ำบลการะเกด อ�ำเภอเชียรใหญ่ จงั หวัดนครศรีธรรมราช
ให้เป็นเขตห้ามล่าสตั ว์ปา่ (เขตหา้ มล่าสัตวป์ ่าบอ่ ล้อ)
ภาพท่ี 4 แผนท่ที า้ ยประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรอ่ื ง ก�ำหนดพื้นที่ใหบ้ รเิ วณทะเลน้อย ในทอ้ งท่ี 30
ต�ำบลทะเลนอ้ ย ตำ� บลพนางตงุ อำ� เภอควนขนุน จงั หวัดพัทลงุ ต�ำบลแหลม ตำ� บลควนชะลิก
อำ� เภอหัวไทร ต�ำบลเคร็ง ตำ� บลท่าเสมด็ ตำ� บลขอนหาด อำ� เภอชะอวด จงั หวัดนครศรธี รรมราช
และตำ� บลตะเครยี ะ อำ� เภอระโนด จังหวัดสงขลา ให้เปน็ เขตหา้ มล่าสตั วป์ ่า (เขตหา้ มล่าสัตวป์ า่ ทะเลนอ้ ย)
ภาพท่ี 5 แผนทีแ่ สดงพน้ื ที่ป่าสงวนแห่งชาติ บรเิ วณป่าพรุควนเคร็ง จงั หวัดนครศรีธรรมราช 32
ภาพท่ี 6 ตวั อย่างเส้นทางการลาดตระเวน (SMART Patrol) 49
ภาพท่ี 7 รูปแสดงการแบ่งกริดโซนในระบบพกิ ดั กริด UTM 52
ภาพที่ 8 รปู แสดงการอ่านค่าพกิ ดั ในแผนที่ มาตราสว่ น 1:50,000 53
ภาพที่ 9 ภาพแสดงมุมเอยี งของเขม็ ทิศแตล่ ะต�ำแหนง่ ในพ้นื โลก 56
ภาพที่ 10 องค์ประกอบของเข็มทิศ 57
ภาพที่ 11 ตวั อย่างแบบฟอร์มและการเขียนแบบฟอร์มรายงานการลาดตระเวน 88
ภาพที่ 12 ตวั อยา่ งแบบฟอรม์ ความเคล่อื นไหวของชดุ ลาดตระเวน 91
ภาพที่ 13 ตัวอยา่ งการเขยี นแบบฟอรม์ ความเคลอ่ื นไหวของชดุ ลาดตระเวน 92
ภาพท่ี 14 ตัวอย่างแบบฟอรม์ และการเขียนแบบฟอรม์ การสังเกตการณโ์ ดยชดุ ลาดตระเวน 99
ภาพท่ี 15 ตวั อย่างแบบฟอรม์ และการเขยี นแบบฟอร์มรายงานซากสัตว์ 103
ภาพท่ี 16 ตวั อยา่ งแบบฟอร์มและการเขยี นแบบฟอร์มการสำ� รวจโป่ง และแหล่งปจั จัยทเี่ หมาะสมส�ำหรับสัตว์ป่า 106
(ปัจจัยดา้ นนิเวศ)
ภาพที่ 17 ตวั อย่างแบบฟอร์มและการเขยี นแบบฟอรม์ การส�ำรวจเสอื โครง่ /สัตวผ์ ลู้ ่า 108
ภาพที่ 18 ค�ำอธิบายค�ำยอ่ ในแบบฟอรม์ ทีใ่ ชใ้ นการลาดตระเวน 109
ภาพที่ 19 ตัวอย่างแบบฟอร์มและการเขยี นแบบฟอรม์ การสอบทานขอ้ มูลหลังปฏบิ ัติงาน : ข้อสรุป 110
และผลการลาดตระเวน
บทที่ 1
ระบบลาดตระเวนเชงิ คณุ ภาพ
(Smart Patrol)
4|
1. ความสำ� คญั ของการลาดตระเวนเชงิ คณุ ภาพ (Smart Patrol)
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีภารกิจเก่ียวกับการอนุรักษ์ ส่งเสริม ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเพ่ือการอนุรักษ์
โดยการควบคมุ ปอ้ งกนั พนื้ ทอี่ นรุ กั ษเ์ ดมิ ทมี่ อี ยู่ และพน้ื ทป่ี า่ เสอ่ื มโทรมใหก้ ลบั สมบรู ณ์ ดว้ ยกลยทุ ธก์ ารสง่ เสรมิ กระตนุ้ และปลกู จติ สำ� นกึ
ให้ชุมชนมีความรู้สึกหวงแหน และการมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อม
ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ ส�ำหรับเป็นแหล่งต้นน�้ำล�ำธารแหล่งท่ีอยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหาร แหล่งนันทนาการและ
การทอ่ งเทย่ี วทางธรรมชาตขิ องประชาชน
นอกเหนอื จากการบริหารจัดการพน้ื ทีอ่ นรุ กั ษ์แบบมสี ่วนร่วมกบั ภาคีทุกภาคส่วนแล้ว การควบคุมดูแลปอ้ งกนั พืน้ ทอ่ี นุรักษโ์ ดยเจ้าหน้าท่ี
ป่าไม้โดยตรง ก็เป็นส่วนส�ำคัญในการที่คุ้มครองรักษาป่าอนุรักษ์ให้คงอยู่ การบริหารจัดการพ้ืนที่อนุรักษ์ นอกเหนือไปจากการบริหาร
องคก์ ร การบริหารสำ� นกั งานแลว้ การลาดตระเวนพ้ืนทเ่ี พือ่ คุ้มครองรักษา ปอ้ งกันและปราบปรามการกระทำ� ผิด ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้
การล่าสัตว์ การบุกรุกยึดถือ ครอบครองที่ดินป่าไม้ เพ่ือท�ำประโยชน์อื่นท้ังจากผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ หรือประชาชนท่ัวไป ก็เป็นเร่ือง
ท่สี �ำคัญเปน็ อนั ดับตน้ ๆ เพราะการลาดตระเวนพื้นทีป่ า่ โดยพนกั งานเจา้ หน้าท่ี ถอื เสมือนการแจ้งเตือน ใหผ้ ทู้ ีจ่ ะกระท�ำผิดรวู้ า่ มกี ำ� ลงั
เจา้ หน้าทีร่ ะวังคุ้มครองป่าอนุรกั ษ์ของชาตอิ ยู่
ความหมายของการเพ่ิมประสิทธภิ าพ
ในการท�ำงานมักมีการก�ำหนดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายว่าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล การปฏิบัติงานในโครงการ
งานกจิ กรรมตา่ ง ๆ เพอ่ื จดั การพนื้ ทอ่ี นรุ กั ษใ์ หย้ งั่ ยนื กถ็ กู กำ� หนดไวเ้ ชน่ กนั รวมถงึ ตอ้ งประเมนิ วา่ มปี ระสทิ ธภิ าพ และเกดิ ประสทิ ธผิ ลอยา่ งไรบา้ ง
แตห่ ลายคนยังมีความสบั สนว่าประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแตกต่างกนั อย่างไร เพื่อความเข้าใจให้ถกู ตอ้ งตรงกนั จงึ ขออธบิ ายดงั นี้
• ประสทิ ธภิ าพ (Efficiency) หมายถงึ กระบวนการดำ� เนนิ งานทม่ี ลี กั ษณะ ประหยดั ตน้ ทนุ (Cost) ประหยดั ทรพั ยากร (Resources)
และประหยดั เวลา (Time) เสร็จทนั ตามกำ� หนดเวลา (Speed) และมคี ณุ ภาพ (Quality) โดยพิจารณาทง้ั กระบวนการตั้งแต่
ปัจจัยน�ำเข้า (Input) ทีด่ ี มีกระบวนการด�ำเนนิ งาน (Process) ท่ีดี และมผี ลผลติ (Output) ทด่ี ี การมปี ระสทิ ธิภาพจงึ ต้อง
พิจารณากระบวนการดำ� เนนิ งานว่าประหยดั รวดเรว็ มคี ุณภาพของงาน ซงึ่ เป็นกระบวนการดำ� เนนิ งานทง้ั หมด
• ประสิทธิผล (Effective) หมายถึง ผลส�ำเร็จของงานท่ีเป็นไปตามความมุ่งหวัง (Purpose) ที่ก�ำหนดไว้ในวัตถุประสงค์
(Objective) หรือเปา้ หมาย (Goal) และเปา้ หมายเฉพาะ (Target) ไดแ้ ก่ เป้าหมายเชงิ ปรมิ าณ จะกำ� หนดชนิดประเภท และ
จ�ำนวนของผลผลิต สุดท้ายต้องการท�ำได้รับเมื่อการด�ำเนินงานเสร็จสิ้นลง และเป้าหมายเชิงคุณภาพ จะแสดงถึงคุณค่าของ
ผลผลติ ท่ีได้รบั จากการด�ำเนนิ งานน้นั ๆ
ประสิทธิผลมุ่งเน้นที่จุดส้ินสุดของกิจกรรม หรือการด�ำเนินงานว่าได้ผลตามที่ต้ังไว้หรือไม่ และวัดได้ นั่นก็คือ “ตัวชี้วัด (Indicator)”
ซงึ่ ต้องชดั เจน และเป็นที่เขา้ ใจ ได้รับการยอมรบั จากทกุ ฝ่าย
|5
ระบบการลาดตระเวนพน้ื ที่อนุรกั ษ์ในอดตี
ในอดตี การบรหิ ารจดั การพนื้ ทป่ี า่ อนรุ กั ษท์ ง้ั ในรปู แบบอทุ ยานแหง่ ชาตแิ ละเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ นบั ตงั้ แตม่ กี ฎหมายดา้ นการอนรุ กั ษส์ ตั วป์ า่
เมื่อ พ.ศ. 2503 และกฎหมายอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา จะมีท่ีท�ำการหรือส�ำนักงานพื้นท่ีอนุรักษ์เป็นหน่วยงานกลาง
ท�ำหนา้ ท่อี �ำนวยการหรอื บัญชาการท�ำการกำ� หนดแผนงานและควบคุมการปฏิบตั งิ าน
มกี ารแบง่ พื้นที่ออกเป็นหนว่ ยย่อย รับผดิ ชอบในพืน้ ท่ที ี่มอบหมาย มีกำ� ลังผูป้ ฏิบัติงานยานพาหนะ อาวธุ งบประมาณ และปจั จัยในการ
ท�ำงานอ่ืน ๆ ซึง่ คนทั่วไปรจู้ กั กันในนามของ “หน่วยพิทักษ์ป่า” และผู้ปฏบิ ัตงิ านในหน่วย จะมีเจา้ หนา้ ที่ 1 นาย ทำ� หน้าทีห่ วั หนา้ หนว่ ย
มเี จ้าหนา้ ท่ีพทิ กั ษ์ปา่ ซง่ึ เปน็ ลกู จา้ งประจ�ำหรือพนักงานราชการ และเจา้ หน้าที่ลาดตระเวน ซงึ่ เปน็ ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน หรือรายวนั
หรือพนักงานจ้างเหมา โดยจ�ำนวนผู้ปฏิบัติงานในหน่วย จะมีประมาณ 6 – 15 คน ขึ้นอยู่กับอัตรา และงบประมาณค่าจ้างของ
หน่วยก�ำกบั ดูแลพน้ื ท่ปี า่ อนุรกั ษน์ ้ัน ๆ การลาดตระเวน จะท�ำทัง้ ในรูปแบบการเดินเท้า การใชย้ านพาหนะรถยนต์ หรือใช้เรอื ซึ่งจะขน้ึ
อยกู่ ับลกั ษณะ และสภาพพืน้ ทก่ี ารอนุรกั ษ์น้ัน ๆ
การลาดตระเวน มจี ุดมุง่ หมายเพ่อื พิสูจนท์ ราบพ้นื ท่ี เพอ่ื ปอ้ งปรามการกระทำ� ผิดในพน้ื ทป่ี า่ อนุรกั ษ์ เพอ่ื จับกุมผู้กระท�ำผดิ ตามการข่าว
ทสี่ บื ทราบ หรอื เพอ่ื ภารกจิ พเิ ศษ รวมทง้ั เปน็ การลาดตระเวนตามรอบปฏทิ นิ การปฏบิ ตั งิ าน ครน้ั เมอ่ื เสรจ็ สนิ้ ภารกจิ แลว้ จะทำ� การรายงาน
ผลการลาดตระเวน ว่าพบ หรือไม่พบการกระท�ำผิด ในพ้ืนท่ีป่าอนุรักษ์ มีเป็นส่วนน้อยท่ีจะจัดเก็บข้อมูลด้านพิกัดต�ำแหน่งท่ีส�ำคัญ
ในการลาดตระเวน หรือท�ำการบันทึกข้อมูลแสดงรายละเอียดของพื้นที่และทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า รวมถึงสถานการณ์ในพ้ืนที่
การลาดตระเวน และมีน้อยคร้ังท่ีจะท�ำการบันทึกภาพถ่ายพ้ืนท่ีลาดตระเวน ท้ังนี้อาจจะเน่ืองมาจากการขาดอุปกรณ์ ปัจจัย และ
งบประมาณในการท�ำงานด้านการลาดตระเวน
ซึ่งสรุปว่า การลาดตระเวนพื้นที่อนุรกั ษใ์ นอดตี ส่วนใหญก่ ารดำ� เนนิ การยงั ขาดการวางแผนระบบการลาดตระเวนที่มีประสิทธภิ าพ ไม่มี
ระบบการบันทึกข้อมูลจากการลาดตระเวน ไม่มีฐานข้อมูลการลาดตระเวน ฯ จึงท�ำให้ไม่สามารถสรุปบทเรียนและเสนอผลสัมฤทธ์ิ
จากการลาดตระเวนที่เป็นรูปธรรมได้ แน่นอนว่าการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามที่
ภาคผู้มสี ่วนได้ส่วนเสยี ท่วั ประเทศคาดหวงั ได้
ระบบการลาดตระเวนพน้ื ที่อนุรกั ษแ์ บบใหม่
จากสภาพการลาดตระเวนแบบเก่าท่ีไม่สามารถสนับสนุนการบริหารจัดการพ้ืนที่อนุรักษ์ให้ย่ังยืนตามที่คาดหวังได้ ดังนั้นจึงมีหน่วยงาน
ภาคสนามทร่ี บั ผดิ ชอบพนื้ ทอ่ี นรุ กั ษห์ ลายแหง่ และผบู้ รหิ าร ตลอดนกั วชิ าการปา่ ไม้ และองคก์ รภาคเอกชนไดเ้ สนอรปู แบบ และกระบวนการ
การลาดตระเวนพ้ืนท่ีอนุรักษ์แบบใหม่ขึ้นมาแทนการลาดตระเวนแบบเดิมท่ีท�ำอยู่ โดยปรับปรุงระบบแผนงานการลาดตระเวน การจัด
รปู แบบหนว่ ยลาดตระเวน การปรบั ปรงุ เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ ตลอดเทคโนโลยที ใี่ ชใ้ นการลาดตระเวน ระบบการรายงานผลการลาดตระเวน
ระบบฐานขอ้ มลู การลาดตระเวน ระบบการนำ� เสนอผลการลาดตระเวน รวมถงึ การพฒั นาศกั ยภาพเจา้ หนา้ ทท่ี เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การลาดตระเวน
ทุกระดับ โดยเร่ิมทดลองใช้ในพ้ืนที่อนุรักษ์ 2 แห่ง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นับต้ังแต่ปี
พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา และมกี ารปรับปรงุ ระบบมาโดยลำ� ดบั จนสามารถขยายผลออกสพู่ ืน้ ที่อนรุ กั ษใ์ นกลมุ่ ปา่ ตา่ ง ๆ ทั่วประเทศ
6|
เจา้ หนา้ ทีพ่ ทิ ักษ์ปา่ (Ranger)
เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานแห่งชาติ (Park Ranger) เจ้าหน้าท่ีพิทักษ์ป่า (Forest Ranger) หรือเจ้าหน้าท่ีพิทักษ์เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
(Wildlife Ranger) คอื บคุ คลผทู้ ำ� หนา้ ทค่ี มุ้ ครองและรกั ษาอทุ ยานแหง่ ชาติ เขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ หรอื พนื้ ทคี่ มุ้ ครองทางธรรมชาตติ า่ ง ๆ
แตล่ ะประเทศกจ็ ะมชี อื่ เรยี กแตกตา่ งกนั ไป “Ranger” เปน็ ชอื่ เรยี กของผพู้ ทิ กั ษป์ า่ ในประเทศ สหรฐั อเมรกิ า แคนาดา และสหราชอาณาจกั ร
ภายในประเทศสหรฐั อเมรกิ า Park Ranger คือ ผู้พทิ ักษป์ ่าทีท่ ำ� หน้าทีใ่ นกรมอทุ ยานแห่งชาติ (National Park Service) สว่ น Forest
Ranger คอื ผูพ้ ิทกั ษป์ า่ ในกรมป่าไม้ (Forest Service) ประเทศอ่ืน ๆ ใช้ค�ำวา่ Park warden หรือ Game warden เพอ่ื เรียกอาชีพน้ี
คำ� จำ� กดั ความซง่ึ อธบิ ายลกั ษณะงานของเจา้ หนา้ ทพ่ี ทิ กั ษป์ า่ กค็ อื “ผทู้ ำ� หนา้ ทป่ี กปอ้ งมนษุ ยใ์ หพ้ น้ จากภยั ธรรมชาติ และปกปอ้ งธรรมชาติ
ให้พ้นจากการท�ำลายของมนุษย์” ซึ่งการท�ำหน้าท่ีพิทักษ์ป่า จะต้องใช้ความรู้ ความช�ำนาญหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติวิทยา
ชวี วทิ ยา วิทยาศาสตรส์ ิ่งแวดลอ้ ม กฎหมาย เป็นต้น
เจา้ หนา้ ทพี่ ทิ กั ษป์ า่ ในปจั จบุ นั มหี นา้ ทแ่ี ตกตา่ งกนั และมคี วามหลากหลาย ขนึ้ อยกู่ บั พน้ื ทที่ พ่ี วกเขาทำ� งาน วา่ ตอ้ งใชค้ วามเชยี่ วชาญดา้ นใด
เป็นพเิ ศษ และต้องคำ� นงึ ถงึ การปฏบิ ัตหิ น้าท่ตี ามกฎระเบยี บ ขอ้ ห้ามท่วี างไว้ เปา้ หมายของเจา้ หนา้ ที่พทิ กั ษป์ ่าทกุ คน กค็ ือ การปกปอ้ ง
พนื้ ทีค่ ุ้มครองสำ� หรบั อนุชนรนุ่ ต่อไป
เจา้ หนา้ ทพ่ี ทิ กั ษป์ า่ มขี อบเขตการปฏบิ ตั งิ านทก่ี วา้ งและหลากหลายในการจดั การพนื้ ทค่ี มุ้ ครอง งานทเ่ี กย่ี วกบั การปา่ ไม้ การควบคมุ ไฟปา่
ปกปอ้ งทรพั ยส์ นิ รวบรวม และเผยแพรค่ วามรดู้ า้ นธรรมชาติ ประวตั ศิ าสตร์ หรอื ขอ้ มลู ทางวทิ ยาศาสตร์ การสอื่ ความหมายทางธรรมชาติ
และสงิ่ แวดลอ้ ม บังคบั ใช้กฎหมาย กฎระเบยี บ ทเี่ กย่ี วกับการปา่ ไม้และทรพั ยากรธรรมชาติ การกู้ภยั คน้ หาและชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบภยั
การจัดการด้านสัตว์ป่า ป่าไม้ ทรัพยากรชายฝั่งและใต้ท้องทะเล สถานท่ีทางประวัติศาสตร์และพ้ืนที่นันทนาการ (พลวีร์ บูชาเกียรติ,
2555: ออนไลน์).
2. ระบบลาดตระเวนเชงิ คณุ ภาพ (Smart Patrol System)
SMART คอื อะไร
SMART คอื เครอื่ งมอื ในการรายงานและตดิ ตามตรวจสอบเชงิ พน้ื ที่ (Spatial Monitoring And Reporting Tool) ซงึ่ หมายถงึ การรายงาน
และติดตามตรวจสอบงาน ด้านการป้องกนั และปราบปรามการลกั ลอบกระทำ� ผดิ ตอ่ ทรัพยากรปา่ ไม้และสัตวป์ ่า โดยมกี ารพัฒนามาจาก
ระบบฐานข้อมูลลาดตระเวนเดิม (MIST) โดยความร่วมมือระหว่างองค์กรและหน่วยงานการอนุรักษ์สัตว์ป่าต่าง ๆ ข้อมูลลาดตระเวน
ท่ีจะท�ำการน�ำเขา้ ในโปรแกรม SMART ได้ถกู คัดกรอง และกำ� หนดประเภทตามความเหมาะสมของลักษณะของข้อมลู เพ่อื ความสะดวก
ในการนำ� เข้าและการสบื คน้ ซ่ึงประเภทของขอ้ มูลในโครงสรา้ งฐานขอ้ มูล SMART มีดังต่อไปน้ี
• หมวดหมู่ (Category) เปน็ การจัดหมวดหมู่ทั่วไปของขอ้ มลู ซง่ึ ยงั ไม่ไดม้ ีการก�ำหนดรายละเอยี ดของข้อมูลสงั เกตการณ์ เช่น
กิจกรรมมนษุ ย์ สตั ว์ป่า ปจั จัยนิเวศ ต�ำแหนง่ จดุ สกดั เป็นต้น
• หมวดหมู่ยอ่ ย (Sub-category) เปน็ การจดั หมวดหมขู่ ้อมลู ท่ีละเอียดลงอกี ระดับหนง่ึ แต่ยงั ไม่สามารถใสข่ อ้ มลู เชิงปริมาณ
หรือเชิงคุณภาพในชั้นน้ีได้ เช่น ภายใต้หมวดหมู่กิจกรรมมนุษย์ จะมีหมวดหมู่ย่อย การพบคน ร่องรอยคน ปางพักพราน/
ห้างดกั ยิงสตั ว์ อาวุธและอุปกรณก์ ารลา่ สัตว์ ยานพาหนะ การท�ำไม้ เกบ็ หาของป่า สตั ว์เลย้ี ง การบุกรุกแผ้วถาง เป็นตน้
• คุณลักษณะ (Attribute) เป็นช้ันของโครงสร้างฐานข้อมูลท่ีสามารถท่ีจะระบุข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพได้ ซึ่งจะอยู่
ถดั จากชนั้ หมวดหมหู่ รอื หมวดหมยู่ อ่ ยลงมา เชน่ ภายใตห้ มวดหมู่ กจิ กรรมมนษุ ย์ จะมหี มวดหมยู่ อ่ ย พบคนโดยตรง และภายใต้
หมวดหมูย่ อ่ ยน้ีกจ็ ะมีคณุ ลักษณะท่อี ยใู่ นระดับชั้นเดียวกัน เชน่ จ�ำนวนคน การพกพาอาวุธ ช่อื อายุ เพศ ภมู ลิ �ำเนา สัญชาติ
หมายเลขบตั รประชาชน
|7
ภาพที่ 1 ตวั อยา่ งของลักษณะการจัดเรียงล�ำดับชั้นและการแบง่ ประเภทของข้อมูล
เจา้ หนา้ ทท่ี มี่ หี นา้ ทจี่ ดั การพน้ื ทอี่ นรุ กั ษ์ ควรตดั สนิ ใจจดั การจากขอ้ มลู ทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั โดยกลมุ่ ขอ้ มลู หลกั ในการจดั การสามารถแบง่ ไดเ้ ปน็
- ข้อมลู ด้านนเิ วศวิทยา เชน่ สตั ว์ป่า และพนั ธ์ุพืช
- ขอ้ มลู ดา้ นการปอ้ งกัน เชน่ ปจั จัยคกุ คามตา่ ง ๆ
- ขอ้ มูลด้านการทอ่ งเท่ียวและนันทนาการ เชน่ ปริมาณและผลกระทบของกจิ กรรม
- ขอ้ มูลดา้ นเศรษฐกิจและสังคม เช่น ข้อมูลชมุ ชนใน และรอบพนื้ ท่ีอนรุ กั ษ์
การตัดสนิ ใจในการจดั การ ควรอย่บู นพ้นื ฐานของกลุ่มข้อมลู 4 กล่มุ นเ้ี ป็นหลัก โดยขอ้ มูลจาก 4 กลุ่มหลักน้ี จะถกู น�ำไปใช้ในวงจรของ
การจดั การแบบยดื หยนุ่ ตามสถานการณ์ (Adaptive management cycle) นอกจากน้ี ควรมรี ะบบการตรวจวดั การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ าน
มดี ัชนีที่ชดั เจน ซ่งึ ในทน่ี จี้ ะกล่าวถงึ การวางระบบตรวจวดั และประเมินผลในระบบลาดตระเวนเท่าน้ัน
ภาพท่ี 2 วงจรการจัดการแบบยืดหยุ่นตามสถานการณ์ (Adaptive management cycle) และประโยชน์ของข้อมูล (ปรับปรุงจาก
BPAMP 2006)
8|
ขอ้ ดีของระบบลาดตระเวนเชงิ คุณภาพ
• ต้องการการฝึกอบรมเพ่มิ เติมเลก็ นอ้ ย และไม่ตอ้ งเปน็ ผูม้ กี ารศกึ ษาสูงกท็ ำ� ได้
• ต้องการอุปกรณเ์ พ่มิ เตมิ เพียงเลก็ นอ้ ย เช่น GPS แบบฟอร์ม คอมพวิ เตอร์
• สามารถปรับใช้ใหเ้ ขา้ กบั ระบบลาดตระเวนทม่ี ีอย่ใู นปจั จบุ นั
• ให้ขอ้ มูลท่ีใช้ในการตรวจวัดผลการปฏบิ ตั ิงานไดใ้ นรูปของดัชนีตา่ ง ๆ
• ใหผ้ ลทเ่ี ป็นปัจจุบนั สำ� หรับนกั จัดการสามารถตดั สนิ ใจได้
3. แนวทางการด�ำเนนิ งานของระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ
ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ มีการพัฒนาให้เจ้าหน้าท่ีลาดตระเวนสามารถบันทึกข้อมูลได้ตามมาตรฐานสากล โดยมีรายละเอียดของ
การด�ำเนินงานโดยสงั เขป คอื
รายละเอยี ดเชงิ โครงสร้าง
• การจดั การ หากตอ้ งการใหไ้ ด้ผลสูงสดุ ควรมกี ารแบ่งโซนสว่ นพืน้ ทจ่ี ดั การให้ชดั เจน
1) ควรมกี ารแบง่ ส่วนการจัดการในพื้นทใ่ี ห้ชัดเจน
2) หน่วยพทิ กั ษฯ์ ทุกหน่วย ในแต่ละส่วนการจดั การ ควรมีความพรอ้ มทัง้ กำ� ลงั คน และอุปกรณ์ ในการลาดตระเวนได้จริง
• อุปกรณ์ทีส่ �ำคญั ในแตล่ ะชุดลาดตระเวน
1) เคร่ืองบันทกึ พิกัดภูมิศาสตร์ หรือ GPS
2) กลอ้ งถา่ ยรปู ดจิ ทิ ลั
3) คอมพิวเตอร์ ทเ่ี ก็บฐานขอ้ มลู ลาดตระเวน
4) แบบฟอร์มลาดตระเวนมาตรฐาน
5) ห้องปฏิบัติการ (Operation room) ใช้เป็นท่ีเก็บฐานข้อมูลลาดตระเวน แผนที่ติดผนัง ใช้วางแผน และประชุมเจ้าหน้าที่
ลาดตระเวน
รายละเอยี ดเชิงปฏบิ ตั ิ
1) การบันทกึ ข้อมูลตอ้ งท�ำตามแบบฟอร์มมาตรฐาน
2) การบนั ทกึ ขอ้ มูลตอ้ งมีความสม�่ำเสมอ ทง้ั ปริมาณวันลาดตระเวนและพนื้ ทคี่ รอบคลมุ ในแต่ละสว่ นการจัดการพืน้ ท่ี
3) ระยะทางการลาดตระเวนในแตล่ ะเดือน ควรไดเ้ สน้ ทางไกล (ไม่เดนิ แคร่ อบหน่วย)
4) เสน้ ทางลาดตระเวนควรกระจายครอบคลมุ พนื้ ทใ่ี นสว่ นการจดั การของตนเอง (ควรเดนิ ลาดตระเวนในเสน้ ทางทไี่ มเ่ คยเดนิ ดว้ ย)
5) ควรมีการประชุมประจ�ำเดอื นของหัวหน้าชดุ ลาดตระเวน เพื่อน�ำเสนอและสรปุ ผลงานรายเดือน ใหก้ ับผู้บังคับบัญชา
|9
ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ตอ้ งการการท�ำงานเชงิ คณุ ภาพ (Smart Patrol Needs Best Practice) ระบบลาดตระเวนเชงิ คุณภาพ
จะเกิดข้ึนในพน้ื ท่อี นรุ กั ษ์ได้จรงิ ตอ้ งการองคป์ ระกอบ ดังนี้
1) หวั หน้าพน้ื ท่ีตอ้ งเข้มแขง็ มีลักษณะเป็นผู้นำ� ตงั้ ใจปฏิวัติการทำ� งานให้ทำ� งานอยูบ่ นพนื้ ฐานของข้อมลู
2) พื้นทตี่ ้องมผี ชู้ ่วยท่เี ขม้ แข็ง รับผดิ ชอบงานลาดตระเวน และมีความเปน็ นักวิชาการในตวั ด้วย
3) ขวญั และก�ำลงั ใจดี เจา้ หนา้ ท่ีลาดตระเวน ตอ้ งมขี วัญและกำ� ลังใจ และการสนับสนุนทด่ี ี
4) ติดตามผลต่อเนื่อง เจ้าหน้าท่ีลาดตระเวน ที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตร ต้องได้รับการติดตามผลอย่างต่อเน่ืองจาก
ผู้บังคับบัญชาในพ้ืนท่ี และหน่วยเหนือ จากประสบการณ์พบว่าการฝึกอบรมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจะท�ำให้เกิดระบบ
ลาดตระเวนที่ดีได้
5) ค่าเสบียงอาหารสนับสนุน ควรมีค่าเสบียงอาหารให้ชุดลาดตระเวนใช้จ่าย ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ให้ชุดลาดตระเวนจัดหา
โดยควกั กระเปา๋ ตวั เอง เรอ่ื งนอ้ี าจเปน็ ปญั หาในเชงิ งบประมาณของรฐั บา้ ง จงึ อาจตอ้ งอาศยั พลงั สนบั สนนุ จากองคก์ รเอกชนดว้ ย
6) นโยบายระดับบริหารต้องจริงจังและเข้มแข็ง ต้องได้รับการสนับสนุนในเชิงนโยบายอย่างจริงจัง จากกรมอุทยานแห่งชาติ
สตั วป์ า่ และพนั ธ์ุพชื และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสงิ่ แวดล้อม
7) ผูบ้ รหิ ารต้องโปรง่ ใส ใจกว้าง ผูบ้ รหิ ารตอ้ งพร้อมรับกบั ข้อมลู ในดา้ นลบและให้โอกาสแก้ไข เชน่ การล่าสตั ว์ ตัดไม้ ในพนื้ ที่
ในระยะแรกของการด�ำเนินการอาจพบปัจจัยคุกคามเป็นปริมาณมาก แต่ต้องให้โอกาสพัฒนาระบบให้เข้มแข็ง แล้วตรวจวัด
แนวโน้มปัจจัยคุกคามซึ่งควรจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป จึงไม่ควรลงโทษ โยกย้าย โดยไม่ให้โอกาสผู้ปฏิบัติได้แสดงศักยภาพ
การใชร้ ะบบนี้
8) มกี ารฝกึ ทบทวนเปน็ ระยะ การฝกึ ทบทวนควรมเี ปน็ ระยะ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความตนื่ ตวั (กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธพ์ุ ชื ,
2560, น.16-19.)
4. โครงสรา้ งของระบบฐานขอ้ มลู ลาดตระเวน SMART
ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol System) น้ันจ�ำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องมีระบบฐานข้อมูลส�ำหรับการจัดเก็บ การสืบค้น
การวิเคราะห์ และการรายงานผลการลาดตระเวนได้อย่างเป็นระบบ และมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน สามารถน�ำไปปรับใช้ได้กับทุกพ้ืนท่ี
อนรุ กั ษ์ เพอ่ื ความสะดวกในการนำ� ขอ้ มลู ลาดตระเวนมาใชป้ ระกอบการบรหิ ารจดั การพน้ื ทอี่ นรุ กั ษ์ โดยเฉพาะการนำ� ขอ้ มลู ในอดตี มาชว่ ย
ในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่เกิดข้ึนในพื้นที่ และเป็นการตรวจวัดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การรักษามาตรฐานของงาน
ลาดตระเวนในพ้ืนท่ีเอง อีกท้ังในปัจจุบันมีการให้ความร่วมมือกันในด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบกระท�ำผิดต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติ ปา่ ไม้ และสัตว์ปา่ ในระดับนานาชาติ ดงั นนั้ ระบฐานขอ้ มลู ลาดตระเวนท่นี ำ� มาใช้ ควรเปน็ ระบบท่ไี ด้รับการยอมรบั
ในระดับสากลดว้ ย
โครงสรา้ งฐานขอ้ มูล SMART เปน็ การจดั หมวดหมูข่ องข้อมูลให้ส่ิงทีม่ ลี ักษณะคล้ายคลึงกันใหอ้ ยู่ในหมวดหมเู่ ดียวกนั หรือส่งิ ท่ีแตกตา่ ง
กนั ใหไ้ ปอยใู่ นหมวดหมทู่ แี่ ยกจากกนั ทงั้ นกี้ เ็ พอ่ื ความสะดวกในการเรยี กหา สบื คน้ และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู โครงสรา้ งฐานขอ้ มลู SMART
มีการปรับให้ใช้งานได้ในระดับสากล มีลักษณะท่ัวไปคล้ายคลึงกันท่ัวโลก เน่ืองจากเป็นโครงสร้างที่แก้ไขปรับปรุงมาจากโครงสร้างฐาน
ข้อมูลเร่ิมต้นเดียวกันท้ังหมด และท�ำการปรับปรุงบางประการให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศและแต่ละพ้ืนที่อนุรักษ์ เช่น ลักษณะของ
ปัจจัยคุกคาม ลักษณะของการทำ� งานของเจา้ หนา้ ทีล่ าดตระเวน สตั วป์ า่ รวมถึงนโยบาย และภารกจิ ของแตล่ ะพ้นื ที่ ซง่ึ ระบบฐานขอ้ มูล
ลาดตระเวน SMART มีความเกีย่ วขอ้ งกบั บุคลากรท้ัง 3 ระดับ คือ
• ระดับหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออุทยานแห่งชาติ หรือผู้ท่ีมีหน้าท่ีควบคุมดูแลระบบลาดตระเวนในพ้ืนที่อนุรักษ์
ซงึ่ จะตอ้ งเปน็ ผคู้ วบคมุ ดแู ลระบบฐานขอ้ มลู SMART ซงึ่ บคุ ลากรระดบั นตี้ อ้ งมคี วามเขา้ ใจในหลกั การของทงั้ ระบบลาดตระเวน
เชิงคุณภาพ (Smart Patrol System) และระบบฐานขอ้ มูลลาดตระเวน SMART (SMART Program) อันจะน�ำไปสกู่ ารสงั่ การ
ที่ถกู ต้องเหมาะสม และเปน็ ประโยชน์ตอ่ งานป้องกันและปราบปรามในพื้นทม่ี ากทสี่ ดุ
10 |
• ระดบั ผชู้ ว่ ยหวั หนา้ เขตฯ และผชู้ ว่ ยหวั หนา้ อทุ ยาน หรอื บคุ ลากรระดบั นกั วชิ าการ หรอื เจา้ พนกั งานทดี่ แู ลหนว่ ยพทิ กั ษป์ า่
ตามการแบง่ เขตการจดั การในพน้ื ที่ ซง่ึ บคุ คลในระดบั นมี้ หี นา้ ทคี่ วบคมุ ชดุ ลาดตระเวนใหส้ ามารถเกบ็ ขอ้ มลู ตามระบบ SMART
ให้ได้คุณภาพ ทั้งยังมีความใกล้ชิดกับแต่ละชุดลาดตระเวนมากกว่าหัวหน้าฯ และจะเป็นผู้ที่ถ่ายทอดค�ำส่ังของหัวหน้าไปสู่
ชดุ ลาดตระเวนทต่ี นเองรบั ผดิ ชอบ
• บุคคลระดับหัวหนา้ หน่วยฯ และหวั หนา้ ชดุ ลาดตระเวน หรอื พนกั งานพทิ กั ษ์ป่า พนักงานราชการ หรอื เจ้าหนา้ ทท่ี ไ่ี ด้รับ
มอบหมายให้เป็นผู้น�ำของชุดลาดตระเวน มีหน้าท่ีควบคุมดูแลการท�ำงานของบุคคลในชุดลาดตระเวน พร้อมท้ังเป็นผู้น�ำส่ง
ข้อมูลลาดตระเวน เนื่องจากอาจมีการสอบถามข้อมูลเพ่ิมเติมก่อนการน�ำข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล บุคคลระดับน้ีจึงเป็น
ผทู้ ่ีรูเ้ หน็ รายละเอยี ดความเป็นไปท่ีเกดิ ขึ้นระหว่างการลาดตระเวนมากท่สี ุด
5. โครงสรา้ งฐานขอ้ มูลสำ� หรับพืน้ ทอี่ นุรกั ษ์ในประเทศไทย
(*ในโครงสร้างฐานข้อมูลน้ีจะเน้นเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางบกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่รวมอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งจะมีราย
ละเอียดต่างกันในเร่ืองของชนิดข้อมูลท่ีเก็บ ส�ำหรับอุทยานแห่งชาติทางทะเล อาจจะต้องมีการเพิ่มโครงสร้างข้ึนมาใหม่ตามที่ต้องการ
ข้อมูล)
โครงสร้างฐานขอ้ มลู ของโปรแกรมฐานขอ้ มลู ลาดตระเวน SMART มีการแบ่งหมวดหมู่ของข้อมูลออกเป็น 5 กลมุ่ หลักตามลกั ษณะของ
ข้อมลู ได้แก่ ขอ้ มลู กิจกรรมของมนุษย์ ขอ้ มูลสตั ว์ปา่ ขอ้ มูลปัจจยั นิเวศ ต�ำแหนง่ หรอื เวย์พอยทท์ ไี่ มม่ ีข้อมูลสงั เกตการณ์ใด ๆ และข้อมลู
ท่ีได้จากจุดสกดั เพื่อความสะดวกในการจดั การกับขอ้ มูล เชน่ การนำ� เข้าการสืบค้นขอ้ มูลเพ่ือน�ำไปประกอบการตดั สินใจในการจัดการ
และการวเิ คราะหข์ ้อมลู เพือ่ เปน็ แนวทางในการแก้ปัญหาพน้ื ที่อนุรักษใ์ นอนาคต ซึง่ คณุ ลักษณะขอ้ มลู มีรายละเอยี ดดังต่อไปนี้
กิจกรรมมนษุ ย์
เปน็ หมวดหมู่ของขอ้ มูลเกยี่ วกับปัจจัยคุกคามทง้ั หมด ซงึ่ เปน็ หมวดหมู่หลักของโครงสร้างฐานขอ้ มูล มีรายละเอียดมากท่สี ุด ครอบคลุม
ปจั จยั คุกคามหลกั ๆ ท่มี ีอยู่ในเกอื บทุกพ้นื ท่ีอนรุ ักษ์ของประเทศไทย ประกอบไปด้วยหมวดหมูย่ ่อย เช่น การพบเห็นคนโดยตรง การพบ
รอ่ งรอยคน ปางพกั พราน อาวธุ และอุปกรณ์ประกอบการกระทำ� ผิด เปน็ ต้น ท้ังนีเ้ น่อื งจาก SMART เป็นระบบฐานข้อมลู ท่เี นน้ ดา้ นงาน
ปอ้ งกันและปราบปรามการกระทำ� ผิดในพื้นทอ่ี นรุ ักษ์ จึงจัดไวใ้ หอ้ ยู่หมวดหมแู่ รก และมีรายละเอยี ดมากกว่าหมวดหมู่อน่ื ๆ
สัตว์ปา่
ในหมวดหม่นู เ้ี ปน็ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั สัตว์ป่าโดยคดั เลอื กมาเฉพาะชนิดทม่ี ี ความสำ� คญั และเป็นตัวแทนของสัตว์ปา่ ชนดิ อ่นื ๆ ในพนื้ ที่อนุรักษ์
เช่น เสือโคร่ง ช้างป่า กระทิง วัวแดง กวางป่า เก้ง หมูป่า สมเสร็จ เป็นต้น ซึ่งมุ่งเน้นให้ชุดลาดตระเวนเก็บข้อมูลด้านนี้มาเพ่ือเป็น
การตรวจวัดสถานภาพของสัตว์ป่า แต่ไม่มีการเก็บข้อมูลเชิงลึก และไม่ใช้เวลาในการบันทึกข้อมูลมากจนเกินไปนัก ซึ่งแตกต่างจาก
งานวจิ ยั ทจ่ี ะตอ้ งเกบ็ ขอ้ มลู โดยละเอยี ด และใชเ้ วลาในการบนั ทกึ ขอ้ มลู มาก หมวดหมเู่ กยี่ วกบั สตั วป์ า่ นม้ี กี ารกำ� หนดเปน็ หมวดหมยู่ อ่ ย เชน่
การพบเหน็ ตวั สตั วป์ า่ โดยตรง การพบรอ่ งรอย การพบซากสตั ว์ เปน็ ตน้ โดยสตั วป์ า่ ทมี่ คี วามสำ� คญั บางชนดิ เชน่ เสอื โครง่ อาจมกี ารบนั ทกึ
ขอ้ มูลพเิ ศษ และแตกตา่ งจากสัตวป์ ่าชนดิ อนื่ ๆ ท่ัวไป เช่น ขนาดของอุง้ ตีน ความสูงของรอ่ งรอยการหมายอาณาเขต เปน็ ต้น
| 11
ปัจจัยนเิ วศ
เปน็ หมวดหมสู่ ำ� หรบั จดั เกบ็ ขอ้ มลู ประเภทลกั ษณะทางธรรมชาตทิ ่ี เปน็ แหลง่ ดงึ ดดู ใหส้ ตั วป์ า่ เขา้ ไปใชป้ ระโยชน์ ซงึ่ เปน็ การตดิ ตามสถานะ
ของแหลง่ ปจั จยั นเิ วศเหลา่ นน้ั จากรอ่ งรอยการใชป้ ระโยชนจ์ ากสตั วป์ า่ นน่ั เอง หรอื อกี นยั หนงึ่ แหลง่ ปจั จยั นเิ วศเหลา่ นน้ั ยอ่ มเปน็ สง่ิ ดงึ ดดู
ให้พรานลา่ สตั ว์ หรือผลู้ ักลอบใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาตดิ ้วยนัน่ เอง เชน่ แหลง่ โปง่ แหล่งน�้ำซับ ตน้ ไทร ตน้ ยวนผง้ึ ถ�้ำ เปน็ ตน้
ทั้งนี้ควรเก็บข้อมูลเพื่อติดตามปัจจัยนิเวศอยู่เสมอ แม้จะเป็นบริเวณเดิมซ�้ำ ๆ เพื่อจะได้ทราบว่าปัจจัยนิเวศเหล่าน้ันยังสามารถอ�ำนวย
ประโยชน์ตอ่ สัตว์ป่าได้อยหู่ รือว่าหมดสภาพทสี่ ตั ว์ปา่ จะเขา้ มาใชป้ ระโยชนไ์ ด้แล้ว
ต�ำแหนง่
เป็นอีกหนึ่งประเภทของการบันทึกข้อมูลของชุดลาดตระเวนท่ีก�ำหนด ไว้เพื่อเป็นการติดตามลักษณะการเคล่ือนท่ีของชุดลาดตระเวน
โดยไม่มีข้อมูลสังเกตการณ์ใด ๆ ซ่ึงประกอบไปด้วย การเริ่มต้นลาดตระเวน การพัก การเร่ิมเดินใหม่ การเปล่ียนรูปแบบการเดินทาง
การส้ินสดุ การลาดตระเวน เป็นต้น
จดุ สกัด
เปน็ หมวดหมทู่ อ่ี าจจะมหี รอื ไมม่ กี ไ็ ด้ แลว้ แตล่ กั ษณะการบรหิ ารจัดการ ของแตล่ ะพน้ื ที่อนรุ กั ษ์ ซง่ึ เปน็ ลกั ษณะของขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการอยู่
ณ ทตี่ งั้ ไมไ่ ดม้ กี ารเคลอ่ื นท่ี เปน็ การกำ� หนดจดุ สกดั เพอื่ เฝา้ สงั เกตการณส์ ง่ิ ทผี่ า่ นเขา้ มาในพน้ื อนรุ กั ษ์ เชน่ รถยนต์ รถจกั รยานยนตท์ สี่ ญั จร
ผ่านไปมา หรอื ผู้คนทเี่ ดนิ ผา่ นบริเวณดงั กลา่ ว อันเปน็ จดุ เสีย่ งทีจ่ ะสามารถเขา้ ไปเพอื่ ลักลอบกระท�ำผิดในพืน้ ท่ี หรือดักการหลบหนีของ
ผกู้ ระท�ำผดิ หากเกิดเหตุในพื้นท่ีแลว้ โดยการดำ� เนินการต่อผทู้ ีส่ ญั จรผา่ นจดุ สกัด จะมีความแตกตา่ งกันไปตามสถานการณ์ (กรมอุทยาน
แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพชื , 2560, น.22-29.)
12 |
บทท่ี 2
ระบบนเิ วศป่าพรคุ วนเคร็ง
| 13
1. ความส�ำคัญของ “ปา่ พรุ”
ปา่ พรุ เปน็ แหลง่ ดูดซับคารบ์ อนที่ส�ำคัญของโลก ท่ัวโลกมีพนื้ ทป่ี ่าพรอุ ยรู่ าว 2,500 ล้านไร่ (400 ล้านเฮกตาร)์ คิดเป็นรอ้ ยละ 3 ของพื้นท่ี
บกของโลก กกั เก็บคาร์บอนมากถึง 528,000 ลา้ นตนั (ราวหนึ่งในสามของคารบ์ อนที่กกั เก็บในดินทัว่ โลก) พ้ืนทีป่ า่ พรเุ ขตรอ้ นท่ใี หญท่ ี่สุด
อยใู่ นเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ ซ่งึ มพี น้ื ที่มากถงึ 169.4 ล้านไร่ (27.1 ล้านเฮกตาร์) ป่าพรเุ ขตรอ้ น เช่นที่พบในประเทศไทย สามารถดดู ซับ
คาร์บอนไดเ้ ร็วกว่าปา่ พรเุ ขตอบอนุ่ ถึง 4.5 เท่า และสามารถกักเกบ็ คาร์บอนไดม้ ากกวา่ ป่าเขตร้อนประเภทอ่ืน ๆ ท่ไี ม่ได้มีลักษณะเป็นพรุ
พรุทมี่ ีความลกึ 10 เมตรในเขตร้อนสามารถกกั เก็บคารบ์ อนไดร้ าว 5,800 tC/ha ในขณะที่ปา่ เขตรอ้ นทีข่ น้ึ บนดนิ ประเภทอนื่ ๆ กกั เก็บ
คารบ์ อนได้ประมาณ 300 – 800 tC/ha
ประเทศไทยมีพ้ืนท่ีท่ีจำ� แนกได้วา่ เปน็ ป่าพรุท้งั สิ้น 403,468 ไร่ (64,555 เฮกตาร์) ส่วนใหญต่ ัง้ อย่ทู างภาคใต้ของประเทศ (399,887 ไร่)
โดยอยใู่ นจงั หวดั นราธวิ าส 193,556 ไร่ นครศรธี รรมราช 118,412 ไร่ สงขลา 30,175 ไร่ ชมุ พร 20,531 ไร่ พทั ลงุ 17,300 ไร่ สรุ าษฎรธ์ านี
9,637 ไร่ ปัตตานี 7,531 ไร่ ยะลา 1,187 ไร่ ตรงั 531 ไร่ ภเู กต็ 390 ไร่ และกระบ่ี 297 ไร่
ป่าพรุยังสามารถพบได้ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ในจังหวัดตราด 2,828 ไร่ และระยอง 750 ไร่ ส�ำหรับพ้ืนที่ป่าพรุท้ังหมด
ในประเทศไทยน้ัน มีพื้นที่จัดได้ว่าเป็นป่าพรุที่ยังสมบูรณ์เพียง 56,447 ไร่ (9,031.5 เฮกตาร์) โดยเฉพาะป่าพรุโต๊ะแดง ที่สุไหงโกลก
อำ� เภอตากใบ และอ�ำเภอสุไหงปาดี จงั หวดั นราธวิ าส ส่วนพนื้ ทปี่ ่าพรุที่เหลือ 347,018.75 ไร่ จัดวา่ เป็นป่าพรเุ ส่อื มโทรม
ปา่ พรคุ วนเครง็ จงั หวดั นครศรธี รรมราช เดมิ เปน็ พรทุ มี่ คี วามอดุ มสมบรู ณ์ และมขี นาดใหญแ่ หง่ หนง่ึ ของภาคใตร้ องจากพรโุ ตะ๊ แดง จงั หวดั
นราธิวาส เป็นป่าพรุท่ีมบี ทบาทหนา้ ท่ี ที่สำ� คัญในระบบนเิ วศ ตลอดจนมคี ุณคา่ และความส�ำคญั ต่อวถิ ชี ีวติ ทงั้ มนุษย์ พืช และสัตว์ ท้ังทาง
นิเวศวิทยา เศรษฐกิจ สังคม ของประชากรในท้องถิ่นหลายประการ เป็นพ้ืนท่ีท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีลักษณะเฉพาะ
เน่ืองจากมีชนิดพืชพรรณเจริญเติบโตอย่างหนาแน่นและสลับซับซ้อน เป็นแหล่งพันธุกรรมของพรรณพืชท่ีมีคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจและ
พรรณไมท้ หี่ ายากอกี หลายชนดิ ในประเทศไทย นอกจากไมเ้ ศรษฐกจิ ทใี่ ชใ้ นการกอ่ สรา้ ง ปา่ พรยุ งั มพี รรณไมห้ ลายชนดิ ทป่ี ลกู เปน็ ไมป้ ระดบั
ไม้ผล ปาล์ม และหวายบางชนิด สามารถน�ำมาใช้ท�ำเคร่ืองมือใช้สอยในครัวเรือน ซ่อมแซมบ้าน และท�ำคอกสัตว์ พรรณไม้หลายชนิด
เป็นอาหารของสัตวป์ า่ และจดั เป็นพชื สมุนไพร นอกเหนอื จากพืชพรรณท่ีหลากหลายแลว้ ป่าพรุยังอดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยทรัพยากรอ่นื ๆ
อกี มากมาย ซงึ่ เออื้ ประโยชนใ์ หแ้ กป่ ระชาชนทอี่ าศยั อยรู่ อบพนื้ ทพ่ี รุ เชน่ สตั วน์ ำ�้ เพอื่ การบรโิ ภคและปลาสวยงาม ทสี่ ามารถนำ� มาจำ� หนา่ ย
เป็นสัตว์เลี้ยง ดินอินทรีย์ที่สามารถนำ� มาใช้ในการเพาะช�ำ พื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ป่าพรุยังเป็นถิ่นอาศัยของชนิดพรรณสัตว์เฉพาะถ่ิน
นานาชนดิ ทพ่ี บไดเ้ ฉพาะในพรเุ ทา่ นน้ั มพี นื้ ทปี่ า่ พรดุ งั้ เดมิ (Primary Peatswamp) และปา่ พรทุ ก่ี ำ� ลงั ฟน้ื ตวั (Secondary Peatswamp)
คือ บ้านของป่าเสม็ด ทุ่งนา ทุ่งกระจูด และแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ท่ีบางชนิดถูกจัดอยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม
(Threatened) หรือใกล้สูญพนั ธุ์ (Endangered)
จึงกล่าวได้ว่า ป่าพรุเป็นแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายท้ังทางด้านชนิดพันธุ์และในระดับพันธุกรรม พ้ืนท่ีป่าพรุยังมีคุณค่าทางด้านงาน
ศึกษาวิจัยที่ช่วยเสริมความเข้าใจเก่ียวกับวิวัฒนาการของพืชและสัตว์ การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา และการเปลี่ยนแปลงสภาพของ
ดนิ และอากาศในช่วงเวลาต่าง ๆ ป่าพรุยังเปน็ แหล่งกกั เก็บคาร์บอนท่ีส�ำคัญ ซ่ึงช่วยรักษาสมดลุ ระบบนเิ วศของโลก พืน้ ทพ่ี รยุ งั ท�ำหน้าที่
เหมอื นเขอื่ นขนาดใหญต่ ามธรรมชาตทิ ี่ดดู ซบั น้ำ� หลาก และค่อย ๆ ปลอ่ ยน้ำ� ออกมาใหภ้ าคเกษตรกรรมได้ใชป้ ระโยชน์ ปอ้ งกันอุทกภยั
และวาตภัย นอกจากน้ัน ป่าพรุยังเป็นแหล่งท่องเท่ียวทางนิเวศท่ีส�ำคัญ เพราะมีลักษณะทางธรรมชาติท่ีสวยงามแปลกตามากมาย
(แผนงานพัฒนาแห่งสหประชาชาติ, 2558, น.13-15.)
14 |
2. ลกั ษณะทางภมู ิศาสตรข์ องภูมทิ ศั นพ์ รุควนเคร็ง
ลักษณะทวั่ ไปและท่ตี ง้ั ของพน้ื ท่ี
ปา่ พรคุ วนเครง็ เปน็ ปา่ พรใุ นพน้ื ทล่ี มุ่ นำ�้ ปากพนงั จงั หวดั นครศรธี รรมราช เดมิ เปน็ พน้ื ทซี่ งึ่ เคยเปน็ ทะเลมากอ่ น แตต่ อ่ มาไดเ้ กดิ หาดสนั ดอน
(Barrier beach) ปิดก้ัน และมีตะกอนจากภเู ขาด้านทิศตะวันตกของพน้ื ท่ไี หลลงมาทบั ถมจงึ กลายเปน็ พืน้ ทล่ี มุ่ น้�ำผืนใหญ่ มรี ะบบนเิ วศ
น้�ำผิวดินทเี่ ช่อื มตอ่ กันทงั้ หมดและเชื่อมต่อกบั ทะเลนอ้ ยจังหวัดพทั ลุง ซ่ึงเช่ือมโยงกบั บรเิ วณทะเลสาบสงขลา จงั หวดั สงขลา มีความอดุ ม
สมบรู ณข์ องทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งหลากหลาย
จนเม่ือปี พ.ศ. 2505 ได้เกดิ พายไุ ตฝ้ นุ่ แฮเรยี ตพดั ผา่ นภาคใต้ เป็นเหตใุ หป้ ่าพรุดัง้ เดิมในพื้นทป่ี ่าพรุควนเคร็งโคน่ ลม้ เสียหายจ�ำนวนมาก
ประกอบกบั เมอื่ มกี ารเจรญิ ของชมุ ชนและจำ� นวนประชากรไดเ้ พม่ิ มากขนึ้ ความตอ้ งการพนื้ ทท่ี ำ� กนิ มมี ากขนึ้ เปน็ เหตใุ หพ้ นื้ ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็
ถกู ทำ� ลายและบุกรุกจับจองถือครอง จนถูกแบง่ ออกเปน็ แปลงเล็กแปลงน้อย
กระทั่งในปี พ.ศ. 2517 ไดป้ ระกาศใหเ้ ปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาติ ป่าพรุควนเคร็ง ซง่ึ เคยเป็นป่าพรุผนื ใหญจ่ งึ ถกู แบง่ แยกเปน็ ป่าสงวนแหง่ ชาติ
2 ป่า ได้แก่ป่าสงวนแหง่ ชาติปา่ คลองคอ็ ง เนอ้ื ทีป่ ระมาณ 29,949 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติปา่ ท่าชา้ งขา้ ม เน้อื ทปี่ ระมาณ 28,668 ไร่
ในปีพ.ศ. 2521 ได้มีการประกาศให้พ้ืนท่ีอีกส่วนหน่ึงของพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งเป็นพื้นท่ีป่าสงวนแห่งชาติซ่ึง ได้แก่ ป่าสงวนแห่งชาติ
ป่าดอนทรายและปา่ กลอง เนือ้ ทปี่ ระมาณ 52,987 ไร่ และในปีพ.ศ. 2529 ได้มกี ารประกาศใหพ้ ื้นท่ปี ่าบ้านกมุ แป ปา่ บา้ นในลุ่ม และ
ป่าพรุควนเคร็ง เป็นพ้ืนทปี่ ่าสงวนแห่งชาติ เนือ้ ทป่ี ระมาณ 54,221 ไร่ (จติ รประภา, 2554, น.8.)
ที่ต้งั และอาณาเขตป่าพรคุ วนเคร็ง
ตั้งอยู่ในบริเวณรอยต่อระหว่างลุ่มน�้ำปากพนังตอนล่าง และลุ่มน้�ำทะเลสาบสงขลาตอนบน มีเนื้อท่ีประมาณ 455,881 ไร่ ครอบคลุม
พืน้ ท่ี 7 อำ� เภอ 3 จงั หวัด ประกอบดว้ ย อำ� เภอเชยี รใหญ่ อำ� เภอเฉลิมพระเกียรติ อ�ำเภอร่อนพิบูลย์ อ�ำเภอชะอวด อ�ำเภอหัวไทร จงั หวดั
นครศรีธรรมราช อำ� เภอควนขนุน จงั หวัดพทั ลุง และอำ� เภอระโนด จังหวัดสงขลา แบ่งพื้นทร่ี บั ผิดชอบ ดงั นี้
1) พ้นื ทอ่ี นรุ ักษ์ กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตว์ปา่ และพนั ธพ์ุ ชื จำ� นวนเนื้อที่ 348,224 ไร่
• เขตหา้ มล่าสตั วป์ า่ บ่อล้อ จำ� นวนเน้อื ท่ี 62,599 ไร่
• เขตหา้ มลา่ สัตวป์ ่าทะเลน้อย จำ� นวนเน้ือที่ 285,625 ไร่
2) พน้ื ทป่ี า่ สงวนแห่งชาติ กรมปา่ ไม้ จำ� นวนเน้ือที่ 34,888 ไร่
• ป่าสงวนแหง่ ชาตปิ ่าทา่ ชา้ งขา้ ม
• ปา่ สงวนแห่งชาตปิ า่ คลองคอ็ ง
• ป่าสงวนแหง่ ชาติปา่ บา้ นกุ่มแป ปา่ บา้ นในลมุ่ และป่าพรคุ วนเครง็
• ป่าดอนทราย และป่ากลอง
3) พน้ื ทป่ี ฏิรปู ท่ดี ินเพอ่ื เกษตรกรรม (สปก.) จ�ำนวนเนื้อท่ี 70,772 ไร่
4) พน้ื ทีม่ ูลนิธิชยั พฒั นาขอใช้ประโยชน ์ จ�ำนวนเนื้อท่ี 1,997 ไร่
| 15
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ
ลักษณะภูมิประเทศของภูมิทัศน์ป่าพรุควนเคร็งเป็นแอ่งกระทะ หรือที่ราบต่�ำใกล้ชายฝั่งทะเล มีเนินเขาขึ้นโดดเด่นบริเวณกลางแอ่ง
(ควนเคร็ง ควนยาว ควนชิง และควนพนางตุง) มีน้�ำจืดท่วมขังในพ้ืนที่ซึ่งได้รับจากน�้ำฝน น้�ำในพื้นที่ป่าพรุมีสีน้�ำตาลเน่ืองจากอินทรีย์
สารในพ้ืนท่ี และมีส่วนประกอบของกรดฮิวมิค กรดฟลวู ิค และสารประกอบฟีนอล ทำ� ใหน้ �ำ้ ในพื้นทม่ี ีความเปน็ กรด คา่ PH ประมาณ
3.2 – 5.5 มีอาณาเขตติดตอ่ ดงั น้ี
ทศิ เหนือ ติดตอ่ กบั อ�ำเภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ทิศใต้ ตดิ ต่อกับ ทะเลน้อย จงั หวดั พทั ลุง
ทศิ ตะวนั ออก ติดตอ่ กบั ชายฝงั่ ทะเลอา่ วไทยระยะหา่ งประมาณ 14 กโิ ลเมตร
ทศิ ตะวันตก ติดต่อกับ ทางรถไฟสายใต้ระยะหา่ งประมาณ 6 กิโลเมตร
ปา่ พรคุ วนเครง็ สามารถแบง่ ตามลกั ษณะพชื พนั ธอ์ุ อกไดเ้ ปน็ 3 สว่ น คอื ตอนลา่ ง สว่ นบรเิ วณทตี่ ดิ ตอ่ กบั ทะเลนอ้ ยจะเปน็ พชื พนั ธป์ุ ระเภท
กก กระจูด และหญา้ ตอนกลาง เป็นพืชประเภทเสม็ดและกระจดู และตอนเหนือ เปน็ พชื ประเภทเสมด็ และหญา้ พ้นื ท่สี ่วนใหญจ่ ะถกู
น�ำ้ ท่วมขังเป็นประจำ� โดยเฉพาะในช่วงเดอื นพฤศจกิ ายนถึงธนั วาคม โดยมรี ะดบั น้ำ� ทว่ มขังประมาณ 0.8 เมตร จากระดบั ทะเลปานกลาง
ซึง่ จะลดระดบั ลงในชว่ งเดือนกุมภาพันธแ์ ละมีนาคม และเร่ิมแหง้ แล้ง ในเดอื นเมษายน (กรมปา่ ไม้, 2562.)
ลกั ษณะภมู อิ ากาศ
ภมู อิ ากาศโดยทวั่ ไปเปน็ แบบมรสมุ เขตรอ้ น มี 2 ฤดกู าล คอื ฤดรู อ้ นและฤดฝู น ฝนตกชกุ ความชนื้ สมั พทั ธส์ งู ปรมิ าณนำ้� ฝนเฉลย่ี ในรอบปี
2,427 มลิ ลิเมตร จำ� นวนวนั ทม่ี ีฝนตกในรอบปี เฉลี่ย 176 วัน ปรมิ าณน้�ำท่าที่คำ� นวณได้ประมาณ 1.10 ลา้ นลกู บาศกเ์ มตรตอ่ ปี ซึ่งตาม
ปกตใิ นฤดฝู นชว่ งเดอื นพฤศจกิ ายนถงึ เดอื นธนั วาคม จะเกดิ นำ้� ทว่ มในกลมุ่ ปา่ พรคุ วนเครง็ ทกุ ปี สว่ นชว่ งฤดแู ลง้ นำ้� แหง้ และเกดิ ไฟไหมพ้ รุ
เปน็ ประจ�ำทกุ ปี จงั หวัดนครศรีธรรมราช มีอุณหภมู เิ ฉลี่ย 27.2 องศาเซลเซียส ความชนื้ สมั พัทธ์เฉลีย่ 82 เปอร์เซน็ ต์ (กรมปา่ ไม,้ 2562.)
ทรัพยากรธรรมชาตใิ นพืน้ ท่ีปา่ พรคุ วนเคร็ง
สถานภาพทางนเิ วศวทิ ยาของพน้ื ทก่ี ลมุ่ ปา่ พรคุ วนเครง็ เปน็ พนื้ ทขี่ นาดใหญ่ มไี มเ้ สมด็ ขาว เปน็ ไมเ้ ดน่ และหนาแนน่ เปน็ แอง่ นำ�้ ขนาดกวา้ งใหญ่
มลี ำ� นำ�้ หลายสายไหลผา่ น ประกอบกบั การขดุ คลองระบายนำ้� พาดผา่ นรวมถงึ ถนนผา่ นพน้ื ทพ่ี รหุ ลายสาย บรเิ วณพน้ื ทร่ี อบนอกสว่ นใหญ่
เปลีย่ นแปลงเปน็ พื้นทีเ่ กษตรกรรม ไดแ้ ก่ สวนปาล์มน�้ำมนั สวนยางพารา เป็นต้น รวมถึงเปน็ ท่อี ยู่อาศยั และสถานที่ราชการ สภาพทาง
นิเวศวิทยาแหล่งน้�ำส่วนใหญ่เป็นพ้ืนท่ีแอ่งน�้ำนิ่งขนาดใหญ่ เช่ือมต่อกับล�ำน้�ำหลายสาย แอ่งน�้ำบริเวณกลางพื้นท่ีต่ืนเขินซ่ึงเกิดจาก
การทบั ถมของซากพืช
• ทรพั ยากรปา่ ไม้ ไดม้ กี ารสำ� รวจพบพนั ธไ์ุ มท้ ง้ั สน้ิ 260 ชนดิ จาก 198 สกลุ 95 วงศ์ แบง่ เปน็ เฟริ น์ 10 วงศ์ ใบเลยี้ งคู่ 62 วงศ์
ใบเลย้ี งเดย่ี ว 23 วงศ์ เป็นพืชหายาก 1 ชนิด พรรณไมห้ ลักทข่ี นึ้ ปกคลมุ คอื เสมด็ ขาว (Melaleuca cajuputi) นอกจากน้ยี งั พบ
ทงุ้ ฟา้ (Alstonia macrophylla) เทยี๊ ะ (A.spathulata) แคนำ้� (Dolichandrone spathacea) สมอทะเล (Shirakiopsis indica)
และกระทมุ่ ขห้ี มู (Mitragyna javanica) ขนึ้ กระจายอยทู่ ว่ั ไป สว่ นในนำ้� พบพชื นำ้� หลายชนดิ เชน่ กง (Hanguana malayana)
ผกั กระเฉด (Neptunia oleracea) เตยนำ�้ (Pandanus immersus) จดู หนู (Eleocharis ochrostachys) กระจดู (Lepironia
articulate)
• ทรพั ยากรสตั วป์ า่ ไดม้ กี ารสำ� รวจพบ สตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั จำ� นวน 131 ชนดิ ประกอบดว้ ย สตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนม 10 ชนดิ เชน่
ลิงแสม (Macaca fascicularis) และกระรอกข้างลายท้องแดง (Callosciurus notatus) สัตว์จ�ำพวกนก 77 ชนิด เช่น
นกกระสาแดง (Ardea purpurea) เหยีย่ วแดง (Haliastur indus) และนกเขาใหญ่ (Spilopelia chinensis) สัตว์เล้ือยคลาน
32 ชนิด เช่น เต่าหบั (Cuora amboinensis) งูเห่าหมอ้ (Naja kaouthia) และจง้ิ จกหางหนาม (Hemidactylus frenatus)
16 |
• ทรพั ยากรสตั วน์ ำ�้ ทพ่ี บเปน็ ปลาทมี่ คี วามสำ� คญั โดยเฉพาะดา้ นอาหารกวา่ 8 ชนดิ ไดแ้ ก่ ปลาสลดิ (Trichogaster pectoralis)
ปลาช่อน (Channa striata) ปลาหมอไทย (Anabas testudineus) ปลากดเหลือง (Mystus nemurus) ปลาดกุ อุย (Clarias
macrocephalus) เปน็ ตน้ และเปน็ ปลาสวยงามกวา่ 17 ชนดิ ไดแ้ ก่ ปลาซวิ หางกรรไกร (Rasbora trilineata) ปลาเสอื ขา้ งลาย
(Systomus partipentaxona) ปลาแป้นแก้ว (Parambassis siamensis) เป็นต้น สถานภาพของปลาที่พบในบริเวณพ้ืนท่ี
พรคุ วนเครง็ เมอื่ พจิ ารณาตามการจดั สถานภาพโดยสหภาพสากลเพอ่ื การอนรุ กั ษ์ (IUCN) ค.ศ. 2008 ไมพ่ บชนดิ ปลาทกี่ ำ� หนดไว้
แต่เมื่อพิจารณาตามภาวการณ์ถูกคุกคามในประเทศไทยตามสถานภาพเพื่อการอนุรักษ์ของส�ำนักงานนโยบายและแผน
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม พ.ศ. 2548 พบว่าปลาจ�ำนวน 2 ชนิด ซ่ึงอยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
(Vulnerable,VU) คือ ปลาดุกอุย (Clarias microcephalus) และปลาซวิ หนู (Boraras urophthalmoides) และสถานภาพ
ถกู คกุ คามในแหลง่ ท่อี ยอู่ าศัยตามธรรมชาติ (Threatened in situ,TI) จ�ำนวน 1 ชนดิ คอื ปลากัดภาคใต้ (Betta imbellis)
3. ลักษณะสงั คม เศรษฐกิจ และประชากรในพนื้ ท่ปี า่ พรคุ วนเคร็ง
จากการศึกษาของนักวชิ าการด้านโบราณคดี และจากคำ� บอกเลา่ ของชาวบา้ น พอท่ีจะสันนิษฐานได้วา่ สมยั ก่อนพรุควนเคร็งนา่ จะเปน็
ทะเลมากอ่ น เพราะยงั คงเป็นสว่ นหนงึ่ ของอ่าว ซ่ึงปัจจุบัน คือ ทะเลสาบสงขลา จากการขุดส�ำรวจลึกลงไปประมาณ 1 เมตร พบวา่ มี
เปลือกหอยชนดิ ตา่ ง ๆ นอกจากน้นั ชื่อของหมู่บา้ น และชอ่ื ของสถานท่หี ลายแหง่ กม็ ีความเกี่ยวพนั กบั ทะเล เชน่ ควนเลมอง ควนเลตงั
อา่ วใน ฯลฯ ซงึ่ ชอ่ื ทขี่ นึ้ ตน้ ดว้ ยคำ� วา่ “ควน” ในปจั จบุ นั นเี้ ชอื่ กนั วา่ ในอดตี เปน็ เกาะอยกู่ ลางทะเล เมอื่ เทยี บเคยี งกบั ววิ ฒั นาการของปา่ พรุ
เมอื่ มกี ารตนื้ เขนิ เปน็ แผน่ ดนิ บรเิ วณพรคุ วนเครง็ กก็ ลายเปน็ บงึ นำ�้ จดื ทส่ี งั คมพชื ของพรเุ รม่ิ ขยายตวั จนกลายเปน็ ปา่ สมบรู ณ์ ซงึ่ พอจะสบื คน้
ยอ้ นหลงั จากคำ� บอกเลา่ ของชาวบา้ นไปไดป้ ระมาณ 50 ปี โดยชาวบา้ นตา่ งยนื ยนั ไปในทำ� นองเดยี วกนั วา่ บรเิ วณตอนเหนอื ของพรุ ซงึ่ อยใู่ น
เขตต�ำบลเครง็ อำ� เภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และทางตะวนั ตกในเขตต�ำบลทะเลน้อย อ�ำเภอควนขนุน จังหวัดพทั ลงุ มสี ภาพ
เป็นป่าดิบชื้นที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ป่าเขียว” ครอบคลุมพื้นที่นับหม่ืนไร่ ป่าเขียวบางแห่งมีสภาพน้�ำท่วมขังตลอดปี รกทึบ แสงแดด
ไมส่ ามารถส่องผ่านถงึ พนื้ ดินได้ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด เชน่ ไมต้ ะเคียน ไมแ้ ดงพรุ ไมพ้ งั หว้า ไม้เท๊ียะ ไมเ้ ตียว ไม้หว้าหิน และ
ไม้อ่ืน ๆ อีกมากมายตลอดจนหวายชนิดต่าง ๆ ประกอบกับความช้ืนจึงกลายเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของบรรดาสัตว์ป่า ทั้งยังเป็นแหล่ง
ปลานำ้� จดื ทส่ี ำ� คญั สว่ นดา้ นตะวนั ออกของพรสุ ว่ นใหญจ่ ะเปน็ ปา่ เสมด็ ปกคลมุ อยทู่ ว่ั ไป แนวของไมเ้ สมด็ จะใหญก่ วา่ ปจั จบุ นั มาก ทพี่ บเหน็
ในปจั จบุ นั นน้ั เปน็ ไมเ้ สมด็ รนุ่ ใหมอ่ ายไุ มเ่ กนิ 50 ปี ผคู้ นเขา้ ไปตงั้ ถนิ่ ฐานและอยอู่ าศยั ในพน้ื ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ ครง้ั แรกราวสมยั รตั นโกสนิ ทร์
ตอนต้น ส่วนมากไปจากลุ่มน้�ำปากพนัง ลักษณะนิสัยมีความเอื้อเฟื้อ ใจกว้างและจริงใจ สมัยก่อนชาวพรุควนเคร็ง มีขนบธรรมเนียม
ประเพณแี ละวฒั นธรรมเช่นเดยี วกับชาวลมุ่ น�้ำปากพนังวฒั นธรรมบางอย่างการปฏบิ ัติน้อยลงมีแนวโนม้ ว่าจะสญู หายไปในไมช่ า้
ทรพั ยากรสำ� คญั ทมี่ คี ณุ คา่ ตอ่ การดำ� รงชวี ติ คอื กระจดู ชาวพรคุ วนเครง็ แทบทกุ ครวั เรอื นทำ� เสน้ กระจดู ขายและสานกระจดู เปน็ ผลติ ภณั ฑ์
เพ่ือใช้และขาย รายได้หลักจึงมีท่ีมาจากกระจูด ปัจจุบันกระบวนการสมัยใหม่ได้เข้าไปในพ้ืนที่พรุควนเคร็ง ท�ำให้ชีวิตความเป็นอยู่
เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ทั้งทางด้านการประกอบอาชีพ อาชีพหลักของประชาชนรอบพ้ืนที่พรุก็เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ของรัฐบาล โดยเปลีย่ นไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลกั ซ่ึงได้แก่ การทำ� สวนยางพารา ท�ำนา และเรม่ิ มกี ารขยายพนื้ ท่ีปลกู ปาล์ม
นำ�้ มนั และยงั มกี ารประกอบอาชพี เสรมิ ไดแ้ ก่ หตั ถกรรมจากตน้ กระจดู และจบั สตั วน์ ำ้� ครวั เรอื นมรี ายไดด้ ขี นึ้ มคี วามมน่ั คงทางเศรษฐกจิ
การด�ำเนินการด้านสาธารณูปโภคและการพัฒนาการเกษตรใหม่มากขึ้น ช่วยให้ชาวพรุควนเคร็งมีสภาพความเป็นอยู่ดีข้ึนตามล�ำดับ
(จติ รประภา, 2554, น.12.)
| 17
4. ความส�ำคัญและคุณประโยชน์ของป่าพรุ
• เปน็ แหลง่ นำ้� สำ� คญั ทคี่ น พชื และสตั ว์ สามารถเขา้ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดโ้ ดยตรงหรอื นำ� มาใชใ้ นกจิ กรรมตา่ ง ๆ เชน่ การอปุ โภคบรโิ ภค
การเกษตร การเล้ียงสัตว์ ยังช่วยรักษาสมดุลของระดับน�้ำใต้ดิน หากจัดการควบคุมอัตราการน�ำน้�ำข้ึนมาใช้ให้เหมาะสมและ
ดแู ลรกั ษาคุณภาพน้ำ� ใหด้ จี ะสามารถนำ� กลบั ข้นึ มาใช้ไดอ้ ย่างยง่ั ยนื
• เป็นแหล่งเก็บกักน้�ำฝนและน้�ำท่าไหลบ่าลงมาจากพ้ืนท่ีตอนบนของลุ่มน�้ำแทนที่จะไหลออกไปสู่ทะเลอย่างรวดเร็วทั้งหมด
ช่วยลดและป้องกันปัญหาน�้ำท่วมฉับพลันท่ีจะเกิดกับพื้นที่โดยรอบ หากพ้ืนท่ีป่าพรุถูกถมหรือเปล่ียนแปลงไป จะเกิดปัญหา
นำ้� ทว่ มขังบอ่ ยคร้งั ข้ึน
• มบี ทบาทชว่ ยปอ้ งกนั มใิ หน้ ำ�้ เคม็ รกุ เขา้ มาในแผน่ ดนิ นำ�้ จดื ทไี่ หลมาตามทางนำ�้ ตา่ ง ๆ จะไหลผา่ นพน้ื ทพ่ี รแุ ลว้ ไหลลงสชู่ นั้ นำ้� ใตด้ นิ
และชว่ ยผลกั ดนั นำ�้ ทะเลมใิ หร้ กุ เขา้ มาในแผน่ ดนิ การถมทำ� ลายพน้ื ทป่ี า่ พรุ การสบู นำ้� ใตด้ นิ ขนึ้ มาใชใ้ ชใ้ นปรมิ าณมากเกนิ ขนาด
การผันน้�ำจากทางน้�ำมาใช้มากเกินไป รวมทั้งการเปล่ียนเส้นทางน้�ำโดยการขุด ขยายทางน้�ำและถากถางพืชพรรณชายคลอง
ชายฝง่ั ล้วนมผี ลทำ� ใหน้ ำ�้ เคม็ รกุ เขา้ มาในแผน่ ดนิ ไดม้ ากข้นึ โดยเฉพาะในช่วงน้�ำขึ้นสงู สุด
• ชว่ ยชะลอการไหลของนำ�้ ดกั จบั ตะกอนทพี่ ดั พามาจากพนื้ ทตี่ อนบน นอกจากนพี้ ชื พรรณทขี่ น้ึ อยใู่ นพน้ื ทปี่ า่ พรุ เชน่ ออ้ กระจดู
กก และหญา้ ชว่ ยชะลอ ความเรว็ ของนำ้� กกั เกบ็ ตะกอน จงึ ชว่ ยลดการตน้ื เขนิ ของอา่ วและรกั ษาคณุ ภาพของพน้ื ทชี่ ายฝง่ั ทะเล
และน้ำ� ในทะเล
• ชว่ ยดกั จบั กกั เกบ็ สารพษิ หลายชนดิ ทยี่ ดึ เกาะอยกู่ บั อนภุ าคของดนิ ทพ่ี ดั พามากบั นำ�้ และตะกอนไว้ ชว่ ยลดอนั ตราย ทเี่ กดิ กบั
ระบบนเิ วศโดยรอบ
• เปน็ แหลง่ สง่ ผา่ น เคลอื่ นยา้ ย ถา่ ยเทธาตอุ าหารและมวลชวี ภาพ ไปตามเสน้ ทางนำ�้ หรอื ตามการไหลของนำ้� ผวิ ดนิ เพมิ่ พนู ความ
อดุ มสมบรู ณ์ให้แกร่ ะบบนเิ วศโดยรอบและบรเิ วณใกล้เคยี ง
• เปน็ แหลง่ ทรพั ยากรพลงั งานหลายรปู แบบ เชน่ ไมเ้ พอ่ื การเผาถา่ น ไมฟ้ นื เพอื่ การหงุ ตม้ หรอื เพอื่ ใหค้ วามอบอนุ่ เชอื้ เพลงิ เพอ่ื ใช้
ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เชน่ ใชร้ มควันปลา รวมทั้งเชือ้ เพลิงในรูปของพที (peat)
• มคี วามสำ� คัญตอ่ การคมนาคมในท้องถิน่ เนอื่ งจากเปน็ เสน้ ทางคมนาคมทม่ี ีประสทิ ธิภาพเสียคา่ ใช้จ่ายน้อย และเกดิ ผลกระทบ
ต่อสภาพแวดลอ้ มน้อย
• เปน็ แหลง่ รวมสายพนั ธพ์ุ ชื และสตั วป์ ระจำ� ถน่ิ อนั เปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาสายพนั ธท์ุ ม่ี ลี กั ษณะเดน่ เปน็ ทต่ี อ้ งการในเชงิ พาณชิ ย์
รวมทงั้ มคี วามสำ� คญั ทางนเิ วศวทิ ยาและการอนรุ กั ษธ์ รรมชาตเิ นอ่ื งจากสง่ิ มชี วี ติ หลายชนดิ ตอ้ งพง่ึ พาอาศยั พนื้ ทป่ี า่ พรุ เพอ่ื ความ
สมบูรณ์ของวงจรชวี ิตพืชและสตั วป์ ่าหลายชนิดจะพบเห็นไดเ้ ฉพาะในพื้นทีป่ ่าพรุ
• มคี วามสำ� คญั ตอ่ นนั ทนาการและการทอ่ งเทย่ี ว กจิ กรรมทพี่ บเหน็ ไดเ้ สมอ เชน่ กฬี าทางนำ้� การตกปลา การดนู ก การถา่ ยภาพ
ธรรมชาติ การศกึ ษาธรรมชาติ การศกึ ษาชวี ติ สตั วแ์ ละอน่ื ๆ อีกมากมาย
• เปน็ แหลง่ สำ� คญั สำ� หรบั การศกึ ษาวจิ ยั ทางธรรมชาตวิ ทิ ยา ความหลากหลายทางชวี ภาพ และการศกึ ษากระบวนการความสมดลุ
ในระบบธรรมชาติท้งั ระบบ
• ปา่ พรเุ ปน็ แหลง่ กกั เกบ็ คารบ์ อนทสี่ ำ� คญั ซง่ึ ชว่ ยในการรกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ และทำ� ใหเ้ กดิ การปรบั ตวั โดยอาศยั ระบบนเิ วศ
(Ecosystem-based Adaptation)
18 |
บทที่ 3
แนวคดิ และกฎหมายเก่ยี วกบั การอนุรกั ษ์
และคุ้มครองพน้ื ท่ีปา่ พรุควนเคร็ง
| 19
1. แนวความคดิ และนโยบายของรัฐเกยี่ วกับการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นท่ีป่าพรุ
1.1 แนวคดิ ในการอนรุ ักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ป่าพรุ
การอนรุ กั ษ์ (conservation) หมายถงึ การรจู้ กั ใชท้ รพั ยากรอยา่ งชาญฉลาดเพอื่ ตอบสนองความตอ้ งการของมนษุ ยโ์ ดยคำ� นงึ ถงึ สถานภาพ
และศักยภาพของทรัพยากร รวมทั้งการควบคุมการเส่ือมสภาพ และบูรณะฟื้นฟูทรัพยากรเพ่ือรักษาชนิด ปริมาณ และคุณภาพของ
ทรพั ยากรใหม้ คี วามเหมาะสมต่อการใช้ประโยชนอ์ ย่างย่งั ยนื
ส่วนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีเหตุผลเพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของ
มนุษย์อย่างต่อเนื่องทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้กิจกรรมท่ีมนุษย์เข้าไปเก่ียวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะของการอนุรักษ์
จะท�ำให้ทรัพยากรธรรมชาติน้ันถูกน�ำมาใช้อย่างชาญฉลาด เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากท่ีสุด และใช้ได้ในระยะเวลายาวนาน
ทส่ี ดุ ทง้ั นตี้ อ้ งมกี ารสญู เสยี ทรพั ยากรธรรมชาตโิ ดยเปลา่ ประโยชนน์ อ้ ยทสี่ ดุ และจะตอ้ งกระจายการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาติ
โดยทั่วถึงกันด้วย ซึ่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้หมายความถึงเฉพาะการเก็บรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้โดยไม่มีการน�ำมาใช้
ประโยชน์เทา่ นั้น แตก่ ารอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาตติ ้องมีการน�ำมาใช้ประโยชน์ใหถ้ ูกตอ้ งตามความเหมาะสมและความจำ� เป็นอกี ด้วย
แนวคดิ ในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรดิน
การอนุรักษ์ดิน หมายถึง การใช้ประโยชน์จากดินอย่างชาญฉลาด โดยค�ำนึงถึงการป้องกันการเซาะกร่อนหรือการพังทลายของดิน
(Soil erosion) เปน็ สำ� คญั หรืออีกนยั หน่ึง หมายถงึ การใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรดินให้มปี ระสิทธภิ าพมากทส่ี ุด และได้เปน็ เวลานานทส่ี ดุ
ขณะเดียวกันก็สามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้คงธาตุอาหารที่จ�ำเป็นแก่พืชอย่างสม�่ำเสมอตลอดไป หากใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรดินอย่างไม่ระมัดระวังและไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จะส่งผลให้ดินเกิดความเส่ือมโทรม โดยเฉพาะดินในพ้ืนท่ีพรุ ซึ่งเป็น
ดนิ อนิ ทรยี เ์ ขตรอ้ นในระบบนเิ วศทมี่ คี วามเปราะบาง ดงั นน้ั ในการใชป้ ระโยชนแ์ ละอนรุ กั ษท์ รพั ยากรดนิ ในพนื้ ทด่ี งั กลา่ วนี้ จงึ จะตอ้ งคำ� นงึ
ถงึ ขอบเขตของพน้ื ทโี่ ดยพจิ ารณาตามคณุ ลกั ษณะของดนิ พจิ ารณาถงึ การระบายนำ�้ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศและความตอ้ งการทางดา้ นสงั คม
ซึ่งเป็นสิ่งจ�ำเปน็ อยา่ งยิ่งสำ� หรับการใช้ประโยชน์ที่ดินอยา่ งเหมาะสมต่อไป
แนวคิดในการอนรุ ักษท์ รัพยากรนำ�้
นำ้� เปน็ ทรพั ยากรทมี่ คี วามจำ� เปน็ และมปี ระโยชนต์ อ่ มนษุ ยม์ าก ขณะเดยี วกนั หากไมม่ กี ารบรหิ ารจดั การและควบคมุ ทดี่ กี จ็ ะสง่ ผลใหเ้ กดิ โทษ
อยา่ งมหนั ต์ ดงั นน้ั ในการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรนำ�้ จงึ จำ� เปน็ จะตอ้ งอาศยั การวางแผนจดั การและการควบคมุ ปรมิ าณและอตั ราการไหล
ของนำ�้ ใหพ้ อเหมาะ พรอ้ มทัง้ คำ� นึงถึงคณุ ภาพและระยะเวลาในการไหลของน�ำ้ ดว้ ย
การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรนำ�้ จะตอ้ งพจิ ารณาควบคกู่ บั การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรนำ้� ทกุ ประเภทรว่ มกนั ใหบ้ งั เกดิ ผลคมุ้ คา่ มากทสี่ ดุ ดงั นน้ั
แนวทางในการอนุรักษ์น�้ำและดินจึงต้องมีการด�ำเนินการควบคู่กันไป ซ่ึงการบุกรุกพ้ืนที่พรุ เพ่ือใช้เป็นพ้ืนท่ีท�ำการเกษตร หรือการท�ำ
การเกษตรในพื้นท่ีรอบ ๆ พรุ ตลอดจนการพัฒนาต่าง ๆ ล้วนแต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรน�้ำอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ โดยเฉพาะ
ในแง่ของปริมาณน้�ำ เพราะปริมาณน�้ำใต้ดินที่มีในป่าพรุจะต้องรักษาให้อยู่ใกล้กับผิวดินตลอดทั้งปี ในการใช้น�้ำก็ต้องมีการศึกษาถึง
สมดุลของนำ�้ ในพน้ื ทล่ี ุ่มน้�ำของพ้ืนทพ่ี รุ เพอื่ ทราบถงึ ปริมาณน้�ำท่ีเข้าพนื้ ที่พรุทั้งหมด (Sum of Water Input) และทราบถงึ ปรมิ าณน�ำ้
ที่ออกจากพรุทง้ั หมด (Sum of Water Output) ซึ่งจะท�ำใหก้ ารใช้ และการอนุรักษน์ ำ้� ในพื้นทเี่ ปน็ ไปอย่างมีประสิทธภิ าพ
20 |
แนวคิดในการอนุรกั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพและทรพั ยากรปา่ ไม้
จากสถานการณ์การลดน้อยถอยลงตลอดจนความเสือ่ มโทรมของทรัพยากรปา่ ไม้ของประเทศในเขตศนู ย์สูตร รวมถงึ ประเทศไทยในช่วง
ระยะเวลาที่ผ่านมา ท�ำให้มีแนวคิดในการรักษาพื้นท่ีป่าที่ยังคงเหลืออยู่ มีการประกาศและจัดต้ังพ้ืนที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มขึ้น
โดยเร่งด่วน โดยมีวัตถุประสงค์ส�ำคัญ คือ เพ่ือเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยตามธรรมชาติของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์
ตลอดจนเป็นการรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ
ในกรณีของพ้ืนที่ป่าพรุนั้นแม้ว่าพันธุ์ไม้ต่าง ๆ โดยมากจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น พันธุ์พืชจ�ำพวกไม้เสม็ดชนิดต่าง
ท�ำให้พื้นท่ีป่าพรุถูกบุกรุกท�ำลายเป็นจ�ำนวนมาก ซ่ึงโดยมากจะเป็นการบุกรุกเพ่ือใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่เม่ือพิจารณาพื้นที่ป่าพรุ
ในแง่คุณค่าทางนิเวศวิทยาแล้ว จะเห็นได้ว่าลักษณะของป่าพรุแตกต่างจากป่าชนิดอ่ืน ๆ อย่างชัดเจน เนื่องจากเกิดในบริเวณพ้ืนที่ลุ่ม
มีน้�ำท่วมเกือบตลอดปี สภาพพ้ืนดินภายในป่าพรุเป็นดินอินทรีย์ (Organic soil) จากการท่ีซากพืชและอินทรียวัตถุ รวมท้ังแร่ธาตุใน
ธรรมชาติถกู นำ้� ฝนชะลา้ งลงมาตกตะกอนรวมกนั นอกจากน้ันแลว้ พนั ธไุ์ ม้ในปา่ พรุ นบั ว่ามีความสำ� คัญตอ่ สัตว์ป่าเป็นอยา่ งยิง่ โดยเป็น
ท้ังถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า โดยในบริเวณเรือนยอดและล�ำต้นมีสัตว์จ�ำพวก ผ้ึง ต่อ ลิงชนิดต่าง ๆ
และสตั วป์ กี ขณะทร่ี ากของพชื เปน็ แหลง่ อาหารและทอ่ี ยอู่ าศยั ของสตั วน์ ำ้� และปลาหลายชนดิ จงึ กลา่ วไดว้ า่ พนั ธไ์ุ มใ้ นปา่ พรุ มสี ว่ นสำ� คญั
ที่เอื้อต่อการเกิดความหลากหลายทางชีวภาพของส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ ดังนั้นแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และความหลากหลายทาง
ชวี ภาพในพนื้ ทป่ี า่ พรุ จงึ ควรเปน็ การดำ� เนนิ การควบคกู่ นั ไปกบั การแนวทางในการควบคมุ การใชป้ ระโยชนใ์ นทด่ี นิ และหากมกี ารอนญุ าต
ใหม้ กี ารใชป้ ระโยชนใ์ นพนื้ ทด่ี งั กลา่ ว กค็ วรเปน็ การอนญุ าตทอี่ ยภู่ ายใตเ้ งอ่ื นไขการใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งถกู หลกั วชิ าการ (จติ รประภา, 2554,
น.20–22.)
| 21
1.2 แนวคดิ ในการวางแผนพฒั นาและจดั การทรัพยากรในพ้นื ทป่ี า่ พรุ
แนวคิดในการพัฒนาพ้ืนท่ีป่าพรุอย่างย่ังยืนนี้ เป็นแนวความคิดที่เน้นไปที่การพัฒนาประเทศโดยการน�ำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ
มาใช้ประโยชนอ์ ยา่ งชาญฉลาด ซ่ึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในพืน้ ท่ปี า่ พรุอย่างชาญฉลาด คอื การใช้ประโยชน์ในลกั ษณะที่ท�ำใหพ้ ืน้ ที่
ป่าพรสุ ามารถให้ผลผลติ และประโยชนส์ งู สดุ อย่างต่อเนื่องและยาวนานแกค่ นทกุ ๆ รนุ่ และทำ� ใหพ้ ื้นทีป่ ่าพรุยงั สามารถรักษาศกั ยภาพ
ในการให้ผลผลิตและประโยชน์ตามความจ�ำเป็นและความต้องการของคนรุ่นหลังได้ โดยในวิถีทางซ่ึงสอดคล้องกับการบ�ำรุงรักษา
คุณลักษณะทางธรรมชาติของระบบนิเวศไว้
ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยส่ิงแวดล้อมและการพฒั นา (UNCED) ทีก่ รงุ ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซลิ ในเดอื นมถิ ุนายน พ.ศ.
2535 ทป่ี ระชุมได้มกี ารกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาทยี่ งั่ ยืน โดยระบุไวเ้ ป็นแนวทางการด�ำเนนิ การตามแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21)
และกำ� หนดเป้าหมายการพัฒนาทีย่ งั่ ยนื (Sustainable Development Goals (SDGs) ขน้ึ โดยอาศัยกรอบความคดิ ที่มองการพฒั นา
เป็นมิติของเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม ให้มีความเช่ือมโยงกัน ซ่ึงจะใช้เป็นทิศทางการพัฒนาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2558
ถงึ เดอื นสิงหาคม พ.ศ. 2573 ครอบคลมุ ระยะเวลา 15 ปี โดยประกอบไปด้วย 17 เป้าหมาย ทีม่ ีประเทศสมาชิก 193 ประเทศให้สัตยาบัน
ถือเป็นเครื่องมือช่วยสะท้อนระดับการพัฒนาประเทศต่าง ๆ ด้วยมาตรวัดท่ีเป็นระบบ รวมถึงการระดมความร่วมมือในการยกระดับ
การพัฒนาให้มีความเท่าเทยี มกนั ซึง่ เปา้ หมายท่ี 15 เป็นเปา้ หมายทสี่ อดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาพืน้ ทปี่ า่ พรอุ ยา่ งย่งั ยืน กล่าวคือ
1) สร้างหลักประกันวา่ จะมกี ารอนุรักษ์ การฟืน้ ฟู และการใชร้ ะบบนิเวศบนบกและในน้�ำจืดในแผ่นดิน รวมทงั้ บรกิ ารทางระบบ
นิเวศอยา่ งยง่ั ยนื เฉพาะอย่างยง่ิ ป่าไม้ พื้นท่ชี ุม่ น�ำ้ ภเู ขาและเขตแห้งแลง้ โดยเปน็ ไปตามข้อบงั คับภายใต้ความตกลงระหว่าง
ประเทศ ภายในปี 2563
2) สง่ เสริมการดำ� เนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอยา่ งย่ังยืน หยุดยัง้ การตัดไมท้ ำ� ลายปา่ ฟนื้ ฟปู า่ ท่ีเส่อื มโทรม
และเพ่ิมการปลกู ปา่ และฟ้นื ฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563
3) ต่อสกู้ ารกลายสภาพเปน็ ทะเลทราย ฟ้ืนฟูแผ่นดนิ และดินท่เี สือ่ มโทรม รวมถึงแผน่ ดนิ ทไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากการกลายสภาพ
เปน็ ทะเลทราย ความแห้งแล้ง และอุทกภัย และพยายามที่จะบรรลถุ ึงโลกทีไ่ รค้ วามเสอื่ มโทรมของที่ดนิ ภายในปี 2573
4) สรา้ งหลกั ประกนั วา่ จะมกี ารอนรุ กั ษร์ ะบบนเิ วศภเู ขาและความหลากหลายทางชวี ภาพของระบบนเิ วศเหลา่ นน้ั เพอ่ื จะเพมิ่ พนู
ขดี ความสามารถของระบบนเิ วศเหลา่ น้ันทจ่ี ะใหผ้ ลประโยชน์อันส�ำคญั ต่อการพัฒนา ทีย่ ่งั ยืน ภายในปี 2573
5) ปฏบิ ตั กิ ารทจ่ี ำ� เปน็ และเรง่ ดว่ นเพอื่ ลดการเสอ่ื มโทรมของถน่ิ ทอี่ ยตู่ ามธรรมชาติ หยดุ ยง้ั การสญู เสยี ความหลากหลายทางชวี ภาพ
และภายในปี 2563 จะปกป้องและป้องกันการสญู พันธข์ องชนดิ พันธทุ์ ีถ่ ูกคกุ คาม
6) สร้างหลักประกันว่าจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม
และส่งเสริมการเขา้ ถงึ ทรัพยากรเหล่านั้นอยา่ งเหมาะสม
7) ปฏิบตั กิ ารอย่างเรง่ ด่วนเพ่อื จะยตุ กิ ารล่าและการขนย้ายชนดิ พนั ธ์พุ ืชและสัตว์คมุ้ ครอง และแก้ปญั หาทั้งอุปสงคแ์ ละอุปทาน
ตอ่ ผลิตภณั ฑส์ ัตวป์ า่ ท่ีผดิ กฎหมาย
8) น�ำมาตรการมาใช้เพ่ือป้องกันการน�ำเข้าและลดผลกระทบของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานในระบบนิเวศบกและน�้ำและควบคุม
หรือขจัด Priority species ภายในปี 2563
9) บรู ณาการมลู คา่ ของระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชวี ภาพเขา้ ไปสกู่ ารวางแผน กระบวนการพฒั นา ยทุ ธศาสตรก์ ารลด
ความยากจน และบญั ชที ง้ั ระดบั ทอ้ งถน่ิ และระดบั ประเทศ ภายในปี 2563 (กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถน่ิ , 2563: ออนไลน)์ .
22 |
จากแนวคดิ เรอ่ื งการพัฒนาอย่างยั่งยนื ดังกล่าวขา้ งตน้ สามารถน�ำมาใชเ้ ปน็ แนวทางในการคุ้มครองและอนรุ ักษพ์ ื้นท่ีปา่ พรไุ ด้ ดงั นี้
• ใชธ้ รรมชาตโิ ดยไมเ่ ปน็ การทำ� ลายลา้ งตน้ ทนุ เปน็ การกำ� หนดตน้ ทนุ ทหี่ า้ มการใชป้ ระโยชนท์ เ่ี กนิ ธรรมชาติ เชน่ การจำ� กดั จำ� นวน
หรือวิธีการหาประโยชน์ ไม่ให้ล่วงล�้ำท�ำลายฐานทรัพยากรทางป่าไม้ ประมง เกษตรกรรม ไม่ให้เกิดภาวะท�ำลายระบบนิเวศ
พร้อมทั้งให้มีการบ�ำรุงรักษาฐานทรัพยากรอยู่ตลอดเวลาด้วย ได้แก่ การไม่ท�ำลายพ้ืนที่ป่าพรุเพื่อเป็นพื้นที่การเกษตร หรือ
อน่ื ๆ เปน็ ต้น
• ใช้ธรรมชาตโิ ดยคุ้มคา่ โดยมุ่งถงึ ความตอ้ งการพ้ืนฐานในสงั คมก่อน เชน่ หลังก�ำหนดพื้นทอี่ นุรกั ษ์เป็นเขตรกั ษาพันธส์ุ ตั วป์ ่า
หรือเขตอุทยานแล้ว ท่ีดินที่เหลือก็ควรที่จะจ�ำแนกให้เป็นพ้ืนที่เกษตรกรรม ป่าไม้ ที่อยู่อาศัย ให้ครบถ้วนเป็นหลักไว้ก่อน
โดยจะต้องคำ� นึงถงึ คณุ คา่ ของท่ดี ินควบคกู่ นั ไป เช่น ถา้ เปน็ พ้ืนทท่ี ม่ี คี วามอดุ มสมบูรณม์ แี รธ่ าตอุ าหารในดนิ กค็ วรทีจ่ ะกำ� หนด
ให้เปน็ พืน้ ทสี่ �ำหรบั การเกษตร ไม่เหมาะสมส�ำหรบั การกำ� หนดให้เป็นเมืองหรอื พ้ืนที่อตุ สาหกรรม ดงั น้ัน เม่อื พจิ ารณาในกรณี
ของพน้ื ทปี่ า่ พรุ พน้ื ทใ่ี ดทมี่ คี วามพเิ ศษทางระบบนเิ วศ มคี วามเปราะบางเปน็ พเิ ศษ กค็ วรกำ� หนดใหเ้ ปน็ พนื้ ทอ่ี นรุ กั ษ์ เพอ่ื ปอ้ งกนั
การบกุ รกุ ทำ� ลาย และพน้ื ทใี่ ดทเ่ี สอ่ื มโทรมไปเนอื่ งจากการบกุ รกุ ทำ� ลาย กค็ วรทจี่ ะไดร้ บั การฟน้ื ฟเู พอ่ื ประโยชนต์ อ่ ไปในภายหนา้
• การจำ� กดั การผลติ หรอื การบรโิ ภค ภายใตข้ อ้ จำ� กดั ทจ่ี ะตอ้ งรกั ษาตน้ ทนุ ธรรมชาตแิ ละตอ้ งตอบสนองความตอ้ งการพนื้ ฐานกอ่ น
จงึ เปน็ ทแ่ี นน่ อนวา่ การผลติ หรอื การบรโิ ภคในหลายกรณจี ะตอ้ งถกู จำ� กดั แตใ่ นกรณขี องประเทศไทยทเ่ี ปน็ ประเทศประชาธปิ ไตย
การทรี่ ัฐเข้ามาจำ� กัดการผลติ และการบริโภค ดูจะเป็นส่ิงท่ขี ัดแยง้ กับการปกครองของประเทศ
• การกระจายโอกาสในสังคม เมื่อมีขีดจ�ำกัดในทางธรรมชาติเกิดข้ึน ปัญหาท่ีตามมาก็คือ ปัญหาในการกระจายโอกาสในการ
เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ หากการกระจายโอกาสและประโยชน์ในสังคมไม่เป็นธรรมแล้ว
มาตรการอนรุ กั ษต์ า่ ง ๆ กไ็ มอ่ าจจะตา้ นทานการดน้ิ รนเพอื่ ความอยรู่ อดของผดู้ อ้ ยโอกาส ในกรณขี องพน้ื ทป่ี า่ พรุ หากรฐั มกี าร
จดั สรรพนื้ ทปี่ า่ พรทุ เ่ี สอื่ มโทรม กค็ วรเปน็ การจดั สรรใหป้ ระชาชนในทอ้ งทไี่ ดท้ ำ� ประโยชนโ์ ดยเสมอภาคกนั เพอื่ กนั ไมใ่ หน้ ายทนุ
เขา้ ท�ำประโยชนแ์ ต่เพยี งฝ่ายเดยี ว ซึง่ เป็นหลักการท่ีสำ� คญั ประการหนึ่งของแนวทางการพัฒนาท่ียัง่ ยืน
| 23
แนวคดิ การมสี ่วนร่วมของประชาชนในการอนรุ กั ษแ์ ละคุ้มครองพน้ื ทป่ี ่าพรุ
แนวคดิ การมีส่วนรว่ มของประชาชนในการอนุรักษ์และคุ้มครองพนื้ ทป่ี ่าพรุ เปน็ ส่วนหนึง่ ของบทบาทภาคประชาชนในกระบวนการของ
การพัฒนา กล่าวคือ เป็นการมีส่วนร่วมด้วยการเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้น มีพลังของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจเพื่อกำ� หนด
เปา้ หมาย และจดั การเพอื่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายนน้ั และเปน็ การปฏบิ ตั ติ ามแผนการหรอื โครงการตา่ ง ๆ ดว้ ยความสมคั รใจ สรปุ คอื การใหส้ ทิ ธิ
แกป่ ระชาชนทจี่ ะมโี อกาสไดเ้ ขา้ รว่ มในกจิ กรรมหรอื โครงการทรี่ ฐั หรอื เอกชนเปน็ เจา้ ของโครงการ หรอื เปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการโดยความ
ยนิ ยอมของพวกเขาเหลา่ นนั้ และโดยมกี ฎหมายใหก้ ารรบั รองสทิ ธิ นอกจากน้ี สถานการณก์ ารตนื่ ตวั ดา้ นการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อม ประกอบกับการให้ความส�ำคัญในเร่ืองการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้มีการน�ำมาบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริม
และรกั ษาคณุ ภาพสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 7 ทงั้ นี้ แนวทางในการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการจดั การพน้ื ทพ่ี รมุ ี 6 ระดบั
ซ่งึ สามารถนำ� มาใชไ้ ด้ ดงั น้ี
• ระดบั ท่ี 1 รว่ มรบั รู้ คอื การทรี่ ฐั ใหข้ อ้ มลู ขา่ วสารทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั โครงการหรอื กจิ กรรมแกป่ ระชาชน และเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชน
ไดร้ บั รโู้ ดยการใหข้ อ้ มลู ขา่ วสารแกป่ ระชาชน หรอื ใหส้ ทิ ธแิ กป่ ระชาชนในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ขา่ วสาร ของกจิ กรรมทกี่ ำ� ลงั จะเกดิ ขนึ้
ความจ�ำเปน็ และความส�ำคัญท่จี ะต้องมีโครงการหรอื กจิ กรรมน้นั รวมถงึ การด�ำเนินการและมาตรการตา่ ง ๆ ท่ีจะน�ำมาใชเ้ พือ่
ปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาหรอื ผลกระทบที่จะเกิดข้นึ จากโครงการหรือกิจกรรมน้นั ๆ
• ระดับที่ 2 ร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น คือ เมื่อประชาชนได้ร่วมรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐแล้ว ประชาชนก็จะร่วม
คน้ หาปญั หา สาเหตขุ องปญั หา ความจำ� เปน็ และความตอ้ งการทต่ี อ้ งใหม้ โี ครงการหรอื กจิ กรรมนน้ั ๆ พรอ้ มรว่ มแสดงความคดิ เหน็
เพื่อให้หน่วยงานเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมได้น�ำไปใช้ประกอบการพิจารณาต่อไป ซึ่งก็หมายถึง กรณีท่ีประชาชนท่ีอาศัย
อยู่ในบริเวณโดยรอบของพื้นที่ป่าพรุน้ัน เม่ือได้รับทราบข้อมูลข่าวสารของทางราชการเก่ียวกับการจะด�ำเนินกิจการหรือ
กจิ กรรรมใด ๆ ในพ้นื ท่ีแลว้ กม็ สี ทิ ธทิ จี่ ะรว่ มแสดงความคดิ เห็นต่อโครงการน้ัน ๆ
• ระดบั ที่ 3 รว่ มพิจารณา รว่ มตัดสินใจ คือ การร่วมพิจารณาและแสดงความเห็นว่า เหน็ ด้วยหรอื ไมเ่ ห็นดว้ ยกับโครงการหรอื
กจิ กรรม การเลอื กพน้ื ทตี่ ง้ั โครงการ โดยเฉพาะประชาชนทอี่ าศยั อยใู่ นพนื้ ทที่ ตี่ ง้ั โครงการควรทจี่ ะมสี ว่ นรว่ มในการพจิ ารณาวา่
จะรับหรือปฏิเสธว่าไม่ให้โครงการนั้นต้ังในพื้นท่ี หากเห็นว่ามาตรการท่ีจะใช้ในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการ
ตดิ ตามตรวจสอบไม่ชัดเจน ตลอดทง้ั ไมเ่ ปดิ โอกาสให้ประชาชนมสี ่วนรว่ มในการตรวจสอบดว้ ย
• ระดับที่ 4 ร่วมด�ำเนินการ คือ มีส่วนร่วมในการลงทุน มีส่วนร่วมปฏิบัติงานเองหรือร่วมคัดเลือกผู้ปฏิบัติงาน ซ่ึงระดับของ
การมีส่วนร่วมนี้ ไม่สามารถที่จะท�ำได้ในทุกประเภทของโครงการ เพราะในบางโครงการก็อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะหรือ
ตอ้ งการผชู้ ำ� นาญการ ซ่ึงหากเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนเข้าไปมีสว่ นรว่ มดว้ ยกอ็ าจทำ� ให้ไมส่ ะดวกในการดำ� เนินการ แต่หากเป็น
โครงการหรอื กจิ กรรมระดบั ท้องถิน่ ทสี่ ามารถใชภ้ มู ปิ ัญญาชาวบ้านหรือประชาชนในพ้ืนทพี่ รุกส็ ามารถเข้าร่วมด�ำเนนิ การได้
• ระดับที่ 5 ร่วมติดตาม ร่วมตรวจสอบ และประเมินผล หมายถึง การร่วมตรวจสอบและติดตามการด�ำเนินโครงการหรือ
กิจกรรมน้ัน ๆ โดยเฉพาะโครงการหรือกิจกรรมท่ีส่งผลกระทบส่ิงแวดล้อม ว่ามีการน�ำมาตรการลดผลกระทบมาใช้หรือไม่
มกี ารใชร้ ะบบตดิ ตามตรวจสอบเพอ่ื ปอ้ งกนั ปญั หาทจี่ ะเกดิ ขนึ้ หรอื ไม่ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในระดบั นี้ จะเปน็ ประโยชน์
ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศของพ้ืนท่ีป่าพรุเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนจะท�ำหน้าท่ีคอยเฝ้าระวัง
และเตอื นภัยทำ� ให้สามารถป้องกันและแกไ้ ขปัญหาได้ทนั ท่วงทกี ่อนที่จะมผี ลร้ายเกดิ ขนึ้
• ระดับที่ 6 ร่วมรับผล หมายถึง การด�ำเนินการโครงการ หรือกิจกรรมท่ีด�ำเนินไปแล้วในท่ีสุดย่อมน�ำมาซึ่งผลประโยชน์และ
ผลกระทบท้ังที่เป็นผลกระทบด้านบวกและผลกระทบด้านลบ ท้ังต่อประชาชนและต่อส่ิงแวดล้อม โดยท่ีไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ก็เปน็ เรอ่ื งทีป่ ระชาชนตอ้ งยอมรับตอ่ ผลท่เี กดิ ข้ึนมานัน้
24 |
1.3 แนวนโยบายของรฐั ในการอนุรกั ษแ์ ละจดั การทรพั ยากรในพ้นื ทปี่ ่าพรุ
มติคณะรัฐมนตรที ี่เก่ียวกับการอนุรักษ์พนื้ ท่ชี ุม่ นำ�้
เน่ืองจากป่าพรุ ถือเป็นลักษณะหนึ่งของพื้นที่ชุ่มน้�ำ ซึ่งมีความส�ำคัญอย่างยิ่งต่อสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะพ้ืนท่ีชุ่มน�้ำเป็น
ระบบนิเวศท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ระบบหน่ึงในโลก และยังเป็นพ้ืนท่ีที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์นานัปการ ท�ำให้ประเทศต่าง ๆ ท่ัวโลก
หันมาให้ความส�ำคัญกับพ้ืนท่ีชุ่มน้�ำ โดยในกรณีของประเทศไทยนั้นได้มีการก�ำหนดแนวทางในการคุ้มครองและอนุรักษ์พ้ืนที่ชุ่มน้�ำ
ตามมติคณะรัฐมนตรี วันท่ี 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เร่ืองทะเบียนรายนามพ้ืนที่ชุ่มน้�ำท่ีมี
ความส�ำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการการอนุรักษ์พ้ืนที่ชุ่มน�้ำ มาตรการอนุรักษ์พ้ืนท่ีชุ่มน�้ำท่ีมี
ความสำ� คญั ระดบั นานาชาติ และระดบั ชาติ มสี าระส�ำคัญสรปุ ได้ดงั นี้
(1) ประกาศก�ำหนดให้พื้นที่ชุ่มน้�ำที่เป็นที่สาธารณะทุกแห่งท่ัวประเทศ โดยเฉพาะพ้ืนที่ชุ่มน�้ำแหล่งน้�ำจืดเป็นพื้นที่สีเขียว มิให้
ส่วนราชการเขา้ ไปใช้ประโยชน์ เพ่อื สงวนไวเ้ ปน็ แหลง่ รองรับน�ำ้ และกกั เกบ็ น�ำ้ ตอ่ ไป
(2) ใหม้ กี ารสำ� รวจและตรวจสอบขอบเขตพน้ื ทชี่ มุ่ นำ�้ ตามทะเบยี นรายนามพน้ื ทช่ี มุ่ นำ้� ทม่ี คี วามสำ� คญั ระดบั ทอ้ งถนิ่ ท่ี ค.ร.ม. มมี ติ
เห็นชอบ เมอ่ื วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เพื่อเป็นแหลง่ รบั น้�ำตามธรรมชาติ โดยเป็นพืน้ ที่กักเกบ็ และชะลอการไหลของน�ำ้
เพือ่ ป้องกนั น�ำ้ ทว่ มและภยั แล้ง
(3) ใหม้ กี ารตดิ ตาม ตรวจสอบ และดำ� รงรกั ษาพน้ื ทช่ี มุ่ นำ้� ตามทะเบยี นรายนามพนื้ ทชี่ มุ่ นำ้� ทม่ี คี วามสำ� คญั ระดบั ทอ้ งถน่ิ เพอ่ื สงวน
ไวเ้ ปน็ แหลง่ รองรบั นำ�้ ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ พ้นื ท่ีชมุ่ น้�ำท่ีได้รบั การขึ้นทะเบียนเปน็ แหลง่ น้�ำสาธารณะประโยชน์
ตลอดจนควบคมุ และปอ้ งกนั การบกุ รุกเข้าใช้ประโยชนท์ จี่ ะส่งผลกระทบตอ่ พ้นื ทชี่ ่มุ นำ�้ ท่เี ปน็ พ้นื ทีส่ าธารณะประโยชน์
(4) ให้สร้างจิตส�ำนึกและปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจในคุณค่าและความส�ำคัญและการใช้ประโยชน์พื้นท่ีชุ่มน�้ำอย่างยั่งยืนแก่
ทุกภาคส่วนและประชาชนทุกระดับ และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการพ้ืนที่ชุ่มน้�ำที่มีความส�ำคัญระดับ
นานาชาตแิ ละระดับชาติดว้ ย
(5) ใหน้ ำ� เสนอพนื้ ทช่ี มุ่ นำ้� ทมี่ คี วามสำ� คญั ระดบั นานาชาตแิ ละระดบั ชาติ เปน็ พน้ื ทช่ี มุ่ นำ�้ ทมี่ คี วามสำ� คญั ระหวา่ งประเทศ (Ramsar
Sites) ภายใตอ้ นสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยพืน้ ที่ชมุ่ นำ�้
(6) ประกาศให้พน้ื ทีช่ ุม่ น�้ำท่มี ีความสำ� คญั ระดับนานาชาติ และระดับชาติ เปน็ เขตหา้ มล่าสตั วป์ ่า หรือพื้นทคี่ มุ้ ครองสงิ่ แวดลอ้ ม
หรอื พ้นื ทอ่ี นรุ ักษใ์ นลกั ษณะอ่ืน
(7) เร่งรดั ให้มีการออกหนงั สอื ส�ำคญั ที่หลวง ในกรณพี ื้นท่ีชุ่มนำ�้ ทีม่ ีความส�ำคญั ระดบั นานาชาตแิ ละระดับชาตทิ ีเ่ ปน็ ที่สาธารณะ
ประโยชน์ และเร่งให้ด�ำเนินการจัดท�ำแนวเขตที่ชัดเจน เพ่ือป้องกันปัญหาการบุกรุกโดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ
ของพ้นื ที่ชมุ่ น�้ำ
(8) ใหม้ กี ารฟน้ื ฟรู ะบบนเิ วศพน้ื ทชี่ มุ่ นำ�้ ทมี่ คี วามสำ� คญั ระดบั นานาชาตแิ ละระดบั ชาตทิ เี่ สอื่ มโทรม และตอ้ งการการปรบั ปรงุ โดยดว่ น
เพ่ือใหพ้ นื้ ท่ีชมุ่ น้ำ� น้นั สามารถดำ� รงบทบาทหนา้ ทที่ างนิเวศวิทยาและอุทกวทิ ยาไดต้ ามธรรมชาติ
(9) ให้มีการจัดท�ำแผนจัดการจัดการพ้ืนท่ีชุ่มน�้ำที่มีความส�ำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติ ท้ังในระยะสั้นและระยะยาว
เพื่อคุ้มครองฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้�ำ โดยมีการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์พื้นท่ีเป็นเขตอนุรักษ์และเขตพัฒนา พร้อมท้ังก�ำหนดแนว
เขตกนั ชนพื้นที่ ตลอดจนก�ำหนดกจิ กรรมที่สามารถกระท�ำไดแ้ ละห้ามกระท�ำในพนื้ ที่
(10) ใหม้ กี ารจดั ทำ� รายงานประเมนิ ผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ ม (EIA) สำ� หรบั โครงการพฒั นาทม่ี แี นวโนม้ จะกอ่ ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลง
ระบบนิเวศของพ้ืนทีช่ ุ่มน้�ำท่มี คี วามสำ� คญั ระดบั นานาชาติและระดบั ชาติ
(11) ให้มีการศึกษาวิจัยระบบนิเวศพ้ืนท่ีชุ่มน้�ำท่ีมีความส�ำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติและเผยแพร่ข้อมูลแก่สาธารณชน
อย่างตอ่ เนื่อง
(12) ติดตามตรวจสอบการเปล่ียนแปลงในระบบนิเวศพ้ืนท่ีชุ่มน้�ำท่ีมีความส�ำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติอย่างต่อเน่ือง
โดยมีการก�ำหนดปจั จยั หรอื ดชั นีชี้วดั ท่ีชดั เจน
(13) ให้มีการศึกษาส�ำรวจพื้นที่ชุ่มน้�ำและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงและแก้ไขเพ่ิมเติมทะเบียน
พื้นท่ชี ุ่มนำ�้ ทม่ี คี วามส�ำคญั ระดบั นานาชาติและระดบั ชาติ
| 25
(14) ใหม้ กี ารปอ้ งกนั และควบคมุ มลพษิ จากแหลง่ กำ� เนดิ ประเภทตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ชมุ ชนอตุ สาหกรรม เกษตรกรรม และกจิ กรรมอนื่ ๆ
(15) ใหม้ กี ารควบคมุ ปอ้ งกนั ไฟปา่ ทอี่ าจเกดิ จากชมุ ชน หรอื เกดิ จากกจิ กรรมอน่ื ๆ ในพนื้ ทช่ี มุ่ นำ้� ทมี่ คี วามสำ� คญั ระดบั นานาชาติ
และระดับชาติ
(16) ใหม้ ีการศกึ ษาและจัดท�ำแผนกายภาพ ออกแบบภูมิทศั น์บริเวณโดยรอบและในบริเวณใกล้เคียงพืน้ ที่ช่มุ น�ำ้ ทม่ี คี วามส�ำคัญ
ระดับนานาชาตแิ ละระดับชาติทง้ั ในระยะส้นั และระยะยาว เพ่ืออนรุ กั ษแ์ ละฟนื้ ฟูพน้ื ที่ดังกลา่ วทงั้ ระบบ
(17) ให้จัดท�ำรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรี ข้อ 1-16 โดยติดตามตรวจสอบจากหน่วยงานหลัก
เสนอต่อคณะอนกุ รรมการการจัดการพน้ื ที่ชมุ่ นำ้� เปน็ ประจ�ำ
ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ได้จากการน�ำหลักเกณฑ์ท่ีก�ำหนดในมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมาเป็น
แนวทางการพิจารณาจัดล�ำดับความส�ำคัญของพื้นท่ีชุ่มน�้ำในประเทศไทย ซึ่งป่าพรุควนเคร็งได้รับการจัดล�ำดับให้เป็นพ้ืนที่พรุที่มีความ
สำ� คญั ระดบั นานาชาติ เนอ่ื งจากพรคุ วนเครง็ ตงั้ อยทู่ รี่ าบลมุ่ รมิ ทะเลสาบสงขลา เปน็ พนื้ ทมี่ บี ทบาทสำ� คญั ทางธรรมชาตดิ า้ นการกกั เกบ็ นำ้� ฝน
และน้ำ� ท่า มีคณุ คา่ สำ� คญั เปน็ แหล่งวตั ถุดิบหตั ถกรรม การประมง และการเล้ยี งสตั ว์ ด้านปา่ ไม้ อย่างไรกต็ ามยังไม่ไดม้ กี ารขน้ึ ทะเบียน
เป็นพืน้ ทพ่ี รทุ ม่ี คี วามสำ� คญั ระดับนานาชาตอิ ย่างเปน็ ทางการ เน่อื งจากอย่รู ะหว่างการศึกษาขอ้ มลู พื้นฐานใหร้ อบดา้ น
มติคณะรัฐมนตรที เ่ี กย่ี วกบั การแก้ปญั หาทดี่ นิ ปา่ ไม้
เน่ืองจากพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งเป็นพ้ืนที่ป่าสงวนแห่งชาติและพ้ืนที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งมีปัญหาการบุกรุกเข้าท�ำประโยชน์ อันน�ำไปสู่ปัญหา
ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและราษฎรท่ีท�ำกินในพื้นท่ี ภาครัฐจึงมีนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาท่ีดินป่าไม้ โดยมีการผ่อนปรนใน
พ้ืนทดี่ ังกล่าว ดังน้ี
(1) กรณีที่เปน็ พื้นที่ปา่ สงวนแหง่ ชาติ มติคณะรัฐมนตรี เม่อื วันท่ี 30 มิถุนายน 2541 เรอ่ื ง การแก้ไขปญั หาที่ดนิ ในพนื้ ทีป่ า่ ไม้
เห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ท่ีเสนอให้ก�ำหนดมาตรการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พ้ืนที่
ป่าสงวนแห่งชาติ ที่เหมาะสมต่อการเกษตรและพ้ืนท่ีป่าเพื่อเศรษฐกิจที่เสื่อมสภาพ ท่ีกรมป่าไม้ได้มอบพ้ืนท่ีดังกล่าว
ให้ ส.ป.ก. นำ� ไปด�ำเนินการปฏริ ูปท่ีดนิ ตามนโยบายของรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ. 2536 นัน้ ให้กรมปา่ ไม้ และ ส.ป.ก. ปฏิบตั ติ าม
ขอ้ ตกลงวา่ ด้วยแนวทางปฏบิ ัตใิ นการกันพื้นที่ปา่ สงวนแห่งชาตกิ ลับคนื กรมปา่ ไม้ เมื่อวนั ท่ี 14 กนั ยายน 2538 โดย
• พน้ื ทท่ี ไี่ มส่ มควรนำ� ไปปฏริ ปู ทด่ี นิ ใหก้ รมปา่ ไมด้ ำ� เนนิ การตามหนา้ ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบ และเพอ่ื เปดิ โอกาสใหร้ าษฎร
ในพน้ื ทม่ี สี ว่ นรว่ มในการจดั การทรพั ยากรปา่ ไมอ้ ยา่ งเปน็ รปู ธรรม ใหก้ รมปา่ ไมพ้ จิ ารณาตามความเหมาะสมจดั การพน้ื ท่ี
ทมี่ สี ภาพปา่ แปลงเลก็ แปลงนอ้ ย ในพน้ื ทรี่ าบและมใิ ชเ่ ปน็ พนื้ ทที่ ค่ี วรสงวนรกั ษาไวเ้ พอื่ คมุ้ ครองระบบนเิ วศ และสภาพ
แปลงดังกล่าว ต้องไม่ติดกับป่าผืนใหญ่ โดยร่วมกับองค์การบริหารส่วนต�ำบลท้องท่ี และ ส.ป.ก. กรณีน้ีให้พิจารณา
จัดเปน็ พนื้ ทีท่ ดลองจัดการเป็นบางแหง่ กอ่ น
• ให้ ส.ป.ก. นำ� ผลปฏบิ ตั ติ ามบนั ทกึ ขอ้ ตกลงไปเรง่ รดั กำ� หนดเขตปฏริ ปู ทด่ี นิ แลว้ ใหร้ าษฎรปลกู ไมผ้ ลและไมย้ นื ตน้ อยา่ งนอ้ ย
รอ้ ยละ 20 ของพ้นื ทีท่ ่ีไดร้ บั กรณที ่ดี นิ เป็นท่ีติดกับเขตป่าไม้จะต้องปลกู ไมผ้ ล ไม้ยนื ตน้ เป็นแนวกันชน และให้นำ� เอา
วธิ กี ารจดั รปู แปลงทดี่ นิ ใหม้ ขี นาดเหมาะสม เพอื่ ใชแ้ กไ้ ขปญั หาเรอ่ื งทด่ี นิ อยอู่ าศยั และทำ� กนิ ของราษฎรในเขตปา่ ไมด้ ว้ ย
• พนื้ ทท่ี ม่ี คี วามเหมาะสมทจี่ ะกำ� หนดไวเ้ ปน็ ปา่ เพอื่ การอนรุ กั ษ์ ใหก้ รมปา่ ไมก้ ำ� หนดเปน็ ปา่ อนรุ กั ษต์ ามกฎหมาย ตามความ
เหมาะสมในแต่ละพน้ื ที่ ทั้งนี้ ใหก้ รมป่าไมจ้ ัดทำ� แนวเขตที่ชดั เจน และปอ้ งกนั ดูแลคุ้มครองอยา่ งเข้มงวด ไมใ่ หร้ าษฎร
บุกรกุ เขา้ ไปถอื ครอบครองอยู่อาศัยทำ� กิน
(2) กรณีที่เป็นพื้นที่ในเขตป่าไม้ถาวรแห่งชาติ หรือป่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ให้ด�ำเนินการตามที่
กระทรวงเกษตรได้พิจารณาเห็นว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการประกอบอาชีพและการกินดีอยู่ดีของประชาชนเห็นสมควร
อนุญาตให้บุคคล หรือนิติบุคคลเข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าท่ีคณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติเป็นการชั่วคราว
โดยไม่ตดั พ้ืนที่ทข่ี อใช้ประโยชน์ออกจากเขตปา่ ทีไ่ ดจ้ ำ� แนกไว้แลว้
26 |
มตคิ ณะรัฐมนตรีในการจ�ำแนกเขตการใช้ประโยชนท์ รพั ยากรและที่ดินป่าไม้ในพื้นท่ีป่าสงวนแห่งชาติ
มตคิ ณะรฐั มนตรี เมอ่ื วนั ที่ 10 มนี าคม 2535 เรอื่ ง การจำ� แนกเขตการใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรทดี่ นิ และทดี นิ ปา่ ไมใ้ นพนื้ ทปี่ า่ สงวนแหง่ ชาติ
และมตคิ ณะรฐั มนตรี เมอ่ื วนั ที่ 17 มนี าคม 2535 เรอ่ื ง ผลการจำ� แนกเขตการใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรและทด่ี นิ ปา่ ไมใ้ นพน้ื ทป่ี า่ สงวนแหง่ ชาติ
จ�ำแนกพนื้ ท่ปี ่าเปน็ เขตต่าง ๆ ตามการใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรและท่ีดนิ ปา่ ไมไ้ ด้ 3 เขต คือ
(1) เขตพน้ื ทปี่ า่ เพอ่ื การอนรุ กั ษ์ (Zone C) หมายถงึ พนื้ ทปี่ า่ สงวนแหง่ ชาตทิ กี่ ำ� หนดไวเ้ พอ่ื การอนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ ม ดนิ นำ�้ พนั ธพ์ุ ชื
และพันธุ์สัตว์ท่ีมีคุณค่าหายาก เพ่ือการป้องกันภัยธรรมชาติ และการพังทลายของดิน ตลอดท้ังเพ่ือประโยชน์ด้านการ
ศกึ ษา การวจิ ัย นนั ทนาการของประชาชน และความม่ันคงของชาติ เชน่ พน้ื ทต่ี น้ น�้ำลำ� ธาร เขตอนรุ กั ษ์ป่าชายเลน
(2) เขตพนื้ ที่ป่าเพอ่ื เศรษฐกิจ (Zone E) หมายถึง พ้ืนท่ปี ่าสงวนแห่งชาติทกี่ ำ� หนดไวเ้ พ่ือผลติ ไม้และของป่า เปน็ การจ�ำแนกเขต
การใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างทรัพยากรป่าไม้กับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เพ่ือประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
ของชาติ ตลอดทง้ั ต้องไมอ่ ยู่ในหลักเกณฑท์ ่ีจ�ำแนกให้เป็นเขตพ้ืนท่ปี า่ เพ่ืออนุรักษ์ พ้ืนทปี่ ่าในลักษณะนี้ เชน่ พ้นื ท่ีปา่ ชมุ ชน
พน้ื ท่ีปลกู ปา่ ภาครฐั บาล
(3) เขตพ้นื ทปี่ า่ ที่เหมาะสมต่อการเกษตร (Zone A) หมายถงึ พ้ืนทปี่ า่ สงวนแหง่ ชาติทม่ี ีสมรรถนะที่ดนิ เหมาะสมตอ่ การเกษตร
หรือมีศักยภาพสูงในการพัฒนาด้านการเกษตร ตามผลการจ�ำแนกสมรรถนะที่ดินของกรมพัฒนาท่ีดิน สามารถพัฒนา
ความเป็นอยู่ของราษฎรได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ และไมอ่ ย่ใู นเขตพน้ื ที่ปา่ เพื่อการอนรุ ักษแ์ ละเขตพน้ื ทป่ี า่ เพื่อเศรษฐกจิ
ด้วยความส�ำคญั ทางระบบนเิ วศและผกู พนั กับวิถีชีวิตดั้งเดมิ ของชมุ ชน ทำ� ให้พ้นื ท่ีปา่ พรคุ วนเครง็ ไดร้ ับการประกาศเป็นพืน้ ท่ีป่าเพ่อื การ
อนรุ กั ษ์ (Zone C) จ�ำนวน 4 ปา่ ไดแ้ ก่ ปา่ คลองทราย-ปา่ กอง ปา่ หมายเลข 102 แปลงท่ี 1 ป่าคลองคอ็ ง และปา่ ทา่ ช้างขา้ ม
2. มาตรการทางกฎหมายในการอนุรกั ษ์และค้มุ ครองพ้ืนท่ีป่าพรุ
พน้ื ที่ป่าพรุควนเครง็ ไดร้ บั การประกาศเป็นพ้ืนท่ีเพ่ือการอนุรกั ษ์ในลกั ษณะต่าง ๆ ไดแ้ ก่ เขตหา้ มลา่ สัตวป์ ่า เขตป่าสงวนแห่งชาติ และ
เขตปา่ ไมถ้ าวรตามมตคิ ณะรฐั มนตรี มาตรการทางกฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ งในการอนรุ กั ษแ์ ละคมุ้ ครองพน้ื ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ จงึ อยภู่ ายใตบ้ งั คบั
ของกฎหมายหลายฉบบั และมีหน่วยงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั การอนุรักษแ์ ละคุ้มครองพืน้ ทีห่ ลายหน่วยงานด้วยกัน แยกพิจารณาตามลักษณะ
ของพืน้ ท่ี ดงั น้ี
พนื้ ทปี่ า่ พรุในเขตพน้ื ท่อี นุรักษ์
การจัดต้ังเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นมาตรการหน่ึงในการก�ำหนดพ้ืนที่อนุรักษ์ การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า โดยวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง
เพ่ือคุ้มครองอารักขาสัตว์ป่าในพื้นที่ให้ได้รับความปลอดภัย และนอกจากเพ่ือให้ความคุ้มครองแก่สัตว์ป่าแล้ว ยังมีบทบาทส�ำคัญด้าน
อื่น ๆ อกี คอื เป็นการใหค้ วามคมุ้ ครองแหล่งต้นน้�ำลำ� ธาร แหล่งทรัพยากรธรรมชาตอิ ่ืน ๆ เป็นตัวควบคมุ ระบบนิเวศใหค้ งความสมดุล
เปน็ สถานทีศ่ กึ ษา คน้ คว้า วิจัยทางวชิ าการ เป็นส่ือกลางในการสร้างจิตสำ� นึกและเผยแพร่ ความรดู้ า้ นการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
สปู่ ระชาชน และเปน็ สถานที่พักผอ่ นหยอ่ นใจของประชาชนทัว่ ไป โดยพนื้ ทอ่ี นุรักษ์ในพน้ื ท่ปี า่ พรคุ วนเครง็ มีเขตหา้ มลา่ สัตวป์ ่า จำ� นวน
2 แห่ง คอื เขตห้ามลา่ สตั วป์ า่ ทะเลน้อย (ประกาศเปน็ เขตหา้ มล่าสัตวป์ า่ เม่ือ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2518) และเขตหา้ มล่าสตั วป์ ่าบอ่ ลอ้
(ประกาศเปน็ เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ เมอ่ื วนั ท่ี 5 พฤศจกิ ายน 2555) ซง่ึ กำ� หนดใหเ้ ปน็ เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ โดยอาศยั อำ� นาจตามความในมาตรา 62
แหง่ พระราชบญั ญตั สิ งวนและคุม้ ครองสัตว์ปา่ พ.ศ. 2503 โดยในฉบับปรับปรุงลา่ สดุ (พ.ศ. 2562) มสี าระส�ำคญั ดังน้ี
“บรเิ วณพืน้ ที่ใดท่มี ไิ ด้เป็นท่ดี นิ ทมี่ ีหนงั สือแสดงกรรมสทิ ธห์ิ รือสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายทด่ี นิ หรอื กฎหมายอื่นของบคุ คลใด
เวน้ แตเ่ ปน็ ทด่ี นิ ของหนว่ ยงานของรฐั สมควรอนรุ กั ษไ์ วใ้ หเ้ ปน็ แหลง่ ทอี่ ยอู่ าศยั หรอื แหลง่ หากนิ ของสตั วป์ า่ ชนดิ ใดหรอื ประเภทใด รฐั มนตรี
โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการจะกำ� หนดใหเ้ ปน็ เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ ชนดิ หรอื ประเภทนน้ั ได้ โดยทำ� เปน็ ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
และให้มีแผนที่แสดงแนวเขตนั้นด้วย”
| 27
และตามมาตรา 67 เมือ่ ไดม้ ปี ระกาศของรฐั มนตรกี ำ� หนดเขตห้ามล่าสตั ว์ปา่ ชนดิ หรือประเภทใดแลว้ หา้ มมิใหผ้ ูใ้ ดกระท�ำการ ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) ลา่ สตั ว์ป่าชนิด หรอื ประเภทนน้ั หรอื เก็บ หรอื ทำ� อนั ตรายแกร่ ังของสัตวป์ ่านนั้ เว้นแต่จะกระท�ำเพอ่ื การส�ำรวจ การศึกษา
การวจิ ยั หรอื การทดลองทางวชิ าการ และไดร้ บั อนุญาตเปน็ หนังสือจากอธบิ ดกี รมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และพันธ์พุ ืช
(2) ตดั โคน่ แผว้ ถาง เผา ทำ� ลาย ตน้ ไม้ หรือพฤกษชาติอน่ื หรอื ท�ำลาย ทำ� ให้เสอื่ มสภาพ ขดุ เกบ็ ซ่งึ แร่ ดนิ หนิ กรวด ทราย
ลูกรัง ของปา่ หรือทรพั ยากรธรรมชาติใด ๆ หรอื เล้ยี งสตั ว์ หรือปลอ่ ยสตั วห์ รอื สตั วป์ ่า หรือเปล่ยี นแปลงทางน�้ำ หรอื ทำ� ให้
นำ้� ในล�ำน้ำ� ลำ� หว้ ย หนอง บึง ทว่ มทน้ หรอื เหอื ดแห้ง เป็นพิษ หรือเป็นอันตรายต่อสัตวป์ ่า เวน้ แต่ได้รบั อนญุ าตเปน็ หนังสอื
จากอธิบดี กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตว์ปา่ และพนั ธพ์ุ ืช หรือเมอ่ื อธิบดีกรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า และพนั ธ์ุพชื ไดป้ ระกาศ
อนุญาตไวเ้ ป็นคราว ๆ ในเขตห้ามล่าสัตวป์ า่ แห่งหนึ่งแหง่ ใดโดยเฉพาะ
แต่มิให้ใช้บังคับแก่การกระท�ำของพนักงานเจ้าหน้าท่ี หรือเจ้าพนักงานอ่ืนใดท่ีมีความจ�ำเป็นต้องปฏิบัติการเพ่ือประโยชน์ในการส�ำรวจ
การศึกษา การวิจัย หรือการทดลองทางวชิ าการหรือการค้มุ ครอง รักษา หรือช่วยเหลอื สัตว์ปา่ และตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบียบที่อธิบดีกรม
อุทยานแห่งชาติ สัตว์ปา่ และพันธุ์พชื ก�ำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
นอกจากนี้เพื่อให้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าว มีสภาพบังคับที่ชัดเจน พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงได้
บญั ญัตบิ ทบญั ญตั ิเกีย่ วกบั บทลงโทษส�ำหรบั ผู้ที่ฝ่าฝนื มาตรา 67 ไว้ในมาตรา 103 ใหผ้ ฝู้ า่ ฝืนต้องระวางโทษจำ� คกุ ไม่เกินเจ็ดปี หรือปรบั
ไมเ่ กินเจ็ดแสนบาท หรือทงั้ จ�ำทง้ั ปรับ
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การที่ก�ำหนดเขตพ้ืนท่ีเพ่ือการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นท่ีป่าพรุ โดยการประกาศให้เป็นเขตห้ามล่า
สตั วป์ ่า จะท�ำให้พ้นื ทน่ี ้นั ได้รับความคมุ้ ครองระบบนิเวศปา่ พรขุ องพนื้ ทที่ ง้ั ระบบ
28 |
ภาพท่ี 3 แผนทที่ า้ ยประกาศกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม เรอ่ื ง กำ� หนดพน้ื ทป่ี า่ สงวนแหง่ ชาตปิ า่ ดอนทรายและปา่ กลอง
ปา่ สงวนแห่งชาติปา่ บ้านกุมแป ปา่ บ้านในลมุ่ และปา่ พรุควนเคร็ง ปา่ สงวนแหง่ ชาติปา่ คลองคอ็ ง และปา่ สงวนแห่งชาตปิ า่ ท่าชา้ งข้าม ใน
ทอ้ งที่ตำ� บลควนพัง อำ� เภอรอ่ นพบิ ูลย์ ตำ� บลทางพูน ตำ� บลสวนหลวง อำ� เภอเฉลิมพระเกียรติ ต�ำบลบ้านตลู ต�ำบลชะอวด อ�ำเภอชะอวด
และตำ� บลแมเ่ จ้าอยู่หวั ตำ� บลการะเกด อำ� เภอเชยี รใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เปน็ เขตห้ามล่าสัตว์ปา่ (เขตหา้ มล่าสตั วป์ ่าบ่อลอ้ )
| 29
ภาพท่ี 4 แผนทท่ี า้ ยประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรอื่ ง กำ� หนดพนื้ ทใี่ หบ้ รเิ วณทะเลนอ้ ย ในทอ้ งทตี่ ำ� บลทะเลนอ้ ย ตำ� บลพนางตงุ
อำ� เภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ตำ� บลแหลม ตำ� บลควนชะลกิ อ�ำเภอหวั ไทร ตำ� บลเคร็ง ต�ำบลท่าเสมด็ ต�ำบลขอนหาด อำ� เภอชะอวด
จงั หวัดนครศรีธรรมราช และต�ำบลตะเครียะ อำ� เภอระโนด จงั หวัดสงขลา ให้เปน็ เขตหา้ มล่าสตั วป์ า่ (เขตหา้ มลา่ สตั ว์ปา่ ทะเลนอ้ ย)
3 0 |
พน้ื ทปี่ ่าพรุในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ
การก�ำหนดเขตพ้ืนท่ีป่าสงวนแห่งชาติ เป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะจ�ำกัดการท�ำลายป่าไม้และสงวนทรัพยากรป่าไม้ท่ีมีความอุดม
สมบรู ณใ์ นทางระบบนเิ วศ และเปน็ แหลง่ ตน้ นำ้� ลำ� ธาร ในกรณขี องพนื้ ทป่ี า่ พรทุ เี่ ปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาตนิ น้ั ไดม้ บี ทบญั ญตั ใิ น มาตรา 6 แหง่
พระราชบัญญัตปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ได้บัญญตั ิถงึ สาระส�ำคญั ของการก�ำหนดเขตพืน้ ที่ป่าสงวนแห่งชาติไว้ ดังน้ี
บรรดาป่าท่ีเป็นป่าสงวนอยู่แล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและการสงวนป่าก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นป่าสงวน
แห่งชาติตามพระราชบัญญัติน้ี เม่ือรัฐมนตรีเห็นสมควรก�ำหนดป่าอื่นใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เพ่ือรักษาสภาพป่าไม้ของป่า หรือ
ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ให้กระท�ำได้โดยออกกฎกระทรวงซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าท่ีก�ำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาติน้ัน แนบท้าย
กฎกระทรวงดว้ ย เมอ่ื ไดป้ ระกาศใหพ้ นื้ ทใี่ ดเปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาตแิ ลว้ บทบญั ญตั ติ ามพระราชบญั ญตั ปิ า่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2507 ซงึ่ แกไ้ ข
เพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ปิ ่าสงวนแหง่ ชาติ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2528 ไดก้ ำ� หนดมาตรการเพื่อคมุ้ ครองพ้ืนทนี่ น้ั ไว้ในมาตรา 14
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บคุ คลใดยดึ ถือ ครอบครอง ทำ� ประโยชน์ หรอื อยอู่ าศัยในทด่ี นิ ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ท�ำไม้ เกบ็ หา
ของป่า หรือกระท�ำดว้ ยประการใด ๆ อนั เป็นการเสอื่ มเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่
(1) ท�ำไม้ หรอื เกบ็ หาของป่าตามมาตรา 15 เข้าทำ� ประโยชน์ หรืออยู่อาศัยตามมาตรา 16 มาตรา 16 ทวิ หรือมาตรา 16 ตรี
กระทำ� การตามมาตรา 17 ใช้ประโยชน์ตามมาตรา 18 หรอื กระทำ� การตามมาตรา 19 หรือ มาตรา 20
(2) ทำ� ไมห้ วงหา้ ม หรอื เกบ็ หาของปา่ หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยปา่ ไม”้
จะเห็นได้ว่ามาตรการทางกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นมาตรการท่ีจะช่วยอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่ป่าพรุท่ีอยู่ในเขตป่าสงวนได้ดีในระดับ
หนงึ่ และเพอื่ มาตรการ เพอื่ คมุ้ ครองพน้ื ทน่ี ัน้ ทีก่ �ำหนดไว้ในมาตรา 14 มีสภาพบงั คับที่ชดั เจน จงึ ไดก้ �ำหนดบทลงโทษส�ำหรับผทู้ ฝ่ี ่าฝนื
มาตรการทางกฎหมายดังกล่าว ไว้ในมาตรา 31 แหง่ พระราชบัญญัตปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซ่งึ แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญตั ิ
ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับท่ี 4) พ.ศ. 2559 กล่าวว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำ� คุกต้ังแต่หน่ึงปี ถึง สิบปี และปรับต้ังแต่
สองหมน่ื บาทถึงสองแสนบาท หรอื อาจตอ้ งระวางโทษจ�ำคกุ ตั้งแตส่ ี่ปี ถงึ ยีส่ ิบปี และปรับต้งั แตส่ องแสนบาทถงึ สองลา้ นบาท เมื่อกระทำ�
ความผดิ เป็นเนือ้ ท่เี กนิ 25 ไร่ หรือปรมิ าตรไม้เกนิ สี่ลูกบาศก์เมตร หรอื ก่อใหเ้ กดิ ความเสยี หายแกต่ น้ น�ำ้ ลำ� ธารหรอื พ้ืนท่ชี ายฝ่งั
| 31
ภาพท่ี 5 แผนทีแ่ สดงพืน้ ท่ปี ่าสงวนแหง่ ชาติ บรเิ วณปา่ พรุควนเครง็ จงั หวดั นครศรธี รรมราช
3 2 |
พนื้ ทีป่ า่ พรใุ นเขตป่าไมถ้ าวรตามมตคิ ณะรฐั มนตรี
พน้ื ท่ีป่าไม้ถาวรตามมตคิ ณะรัฐมนตรี คือ พนื้ ทีท่ มี่ ีการสำ� รวจเพอ่ื จ�ำแนกประเภทท่ดี ินทัว่ ประเทศโดยกรมพฒั นาทด่ี นิ วา่ ท่ีดนิ บริเวณใด
สมควรทำ� การเกษตรประเภทใด หรอื ทดี่ นิ บรเิ วณใดสมควรสงวนไวเ้ ปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาติ หรอื ทด่ี นิ บรเิ วณใดสมควรเพกิ ถอนจากการเปน็
ป่าสงวนแห่งชาติ เพราะหมดสภาพการเป็นปา่ ไปเสยี แลว้ และเมื่อคณะรฐั มนตรกี �ำหนดให้ปา่ ใดเป็นปา่ ไม้ถาวรแล้ว ปา่ ไมถ้ าวรนนั้ กจ็ ะ
ตกอย่ภู ายใตก้ ารควบคมุ ดูแลของกรมป่าไมโ้ ดยอตั โนมตั ิ
กรณขี องพนื้ ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ ทเี่ ปน็ เขตพน้ื ทป่ี า่ ไมถ้ าวรตามมตคิ ณะรฐั มนตรี แมไ้ มม่ กี ฎหมายทใ่ี ชบ้ งั คบั เฉพาะ แตก่ ถ็ อื วา่ เปน็ ปา่ ตามความ
ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 จึงสามารถน�ำกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับได้ และเนื่องจากพื้นท่ีป่าพรุเป็นลักษณะหน่ึงของพื้นที่
ชุ่มน้�ำ ซ่ึงเป็นพื้นท่ีท่ีมีระบบนิเวศตามธรรมชาติท่ีมีลักษณะพิเศษกว่าพื้นท่ีอื่น ประกอบกับเป็นระบบนิเวศท่ีอาจถูกท�ำลายหรือได้รับ
ผลกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ ดังนั้น จึงสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่มาปรับใช้ได้ อันได้แก่
พระราชบัญญัตสิ ่งเสริมและรักษาคุณภาพสง่ิ แวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43 บญั ญัติว่า
“ในกรณที ป่ี รากฏวา่ พน้ื ทใี่ ดมลี กั ษณะเปน็ พนื้ ทต่ี น้ นำ้� ลำ� ธาร หรอื มรี ะบบนเิ วศตามธรรมชาตทิ แ่ี ตกตา่ งจากพนื้ ทอ่ี น่ื โดยทว่ั ไป หรอื มรี ะบบ
นิเวศตามธรรมชาติทีอ่ าจถูกทำ� ลายหรืออาจไดร้ ับผลกระทบกระเทือนจากกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ไดโ้ ดยง่าย หรือเป็นพ้นื ท่ที ่ีมคี ณุ คา่
ทางธรรมชาติหรือศิลปกรรมอนั ควรแกก่ ารอนรุ ักษ์ และพน้ื ท่นี ้นั ยังมไิ ดถ้ ูกประกาศกำ� หนดให้เปน็ เขตอนุรกั ษ์ ใหร้ ัฐมนตรีโดยคำ� แนะนำ�
ของคณะกรรมการสง่ิ แวดล้อมแห่งชาติมอี ำ� นาจออกกฎกระทรวง ก�ำหนดให้พื้นท่นี น้ั เป็นเขตพ้นื ท่ีคุม้ ครองสิ่งแวดลอ้ ม”
เน่ืองจากพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็ง ในส่วนที่เป็นพ้ืนท่ีป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นพื้นท่ียังมิได้ก�ำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ แต่
เป็นพ้ืนท่ีที่มีระบบนิเวศตามธรรมชาติท่ีแตกต่างจากพื้นที่อื่นโดยท่ัวไป และมีระบบนิเวศตามธรรมชาติที่อาจถูกท�ำลาย หรืออาจได้รับ
ผลกระทบกระเทือนจากกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ยไ์ ดโ้ ดยงา่ ย จงึ มลี ักษณะและองค์ประกอบครบถว้ นเข้าเงอื่ นไขตามทีก่ ฎหมายกำ� หนด
ตามบทบัญญัติในมาตรา 43 ดังน้ันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยค�ำแนะน�ำของคณะกรรมการ
สิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงมีอ�ำนาจออกกฎกระทรวงก�ำหนดให้พ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี
เปน็ เขตพน้ื ทคี่ มุ้ ครองสง่ิ แวดลอ้ มได้ และตอ้ งกำ� หนดมาตราการคมุ้ ครองอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ หรอื หลายอยา่ งไวใ้ นกฎกระทรวง ตามมาตรา 44
แหง่ พระราชบัญญัตสิ ่งเสริมและรกั ษาคุณภาพสงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ไดแ้ ก่
(1) กำ� หนดการใชป้ ระโยชนใ์ นทดี่ นิ เพอ่ื รกั ษาสภาพธรรมชาตมิ ใิ หก้ ระทบกระเทอื นตอ่ ระบบนเิ วศตามธรรมชาติ หรอื คณุ คา่ ของ
สง่ิ แวดลอ้ ม
(2) ห้ามการกระทำ� หรอื กจิ กรรมใด ๆ ทอี่ าจเปน็ อันตราย หรือกอ่ ให้เกดิ ผลกระทบในทางเปล่ยี นแปลงระบบนเิ วศของพืน้ ท่นี ั้น
จากลกั ษณะธรรมชาติ หรือเกิดผลกระทบต่อคณุ ค่าของส่งิ แวดล้อม
(3) กำ� หนดประเภทและขนาดของโครงการ หรอื กจิ การของสว่ นราชการ รฐั วสิ าหกจิ หรอื เอกชนทจี่ ะทำ� การกอ่ สรา้ ง หรอื ดำ� เนนิ การ
ในพืน้ ท่ีนัน้ ใหม้ ีหน้าทต่ี อ้ งเสนอรายงานการประเมนิ ผลกระทบส่งิ แวดลอ้ ม
(4) ก�ำหนดวิธีการจัดการโดยเฉพาะส�ำหรับพื้นท่ีน้ัน รวมท้ังการก�ำหนดขอบเขตหน้าท่ี และความรับผิดชอบของส่วนราชการท่ี
เกี่ยวข้อง เพ่ือประโยชน์ในการร่วมมือและประสานงานให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ
หรือระบบนิเวศตามธรรมชาติ หรือคุณค่าของส่ิงแวดลอ้ มในพนื้ ท่ีนนั้
(5) กำ� หนดมาตรการคุ้มครองอ่ืน ๆ ตามทีเ่ หน็ สมควร และเหมาะสมแกส่ ภาพของพื้นทน่ี น้ั
| 33
3. มาตรการทางกฎหมายเก่ียวกับการปอ้ งกันการท�ำลายพนื้ ท่ีปา่ พรุ
หลักการที่ส�ำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น นอกจากจะมีการสงวนรักษาและการใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาดแล้ว การป้องกันทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมจากการถูกท�ำลาย ก็ถือเป็นหลักการท่ีส�ำคัญ
ที่จะช่วยให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมด�ำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงมาตรการทางกฎหมายที่ส�ำคัญที่จะช่วย
ป้องกันพ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็งจากการถูกท�ำลายอันเน่ืองมาจากการด�ำเนินโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ท่ีมีผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม
คือ การจัดให้มีการท�ำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซ่ึงมีหลักการที่ส�ำคัญ คือ เพื่อเป็นการจ�ำแนก ท�ำนาย และประเมิน
ผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มจากโครงการหรอื กจิ กรรมทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ในพน้ื ที่ โดยการเปรยี บเทยี บกบั สภาพทไ่ี มม่ โี ครงการหรอื กจิ กรรมกบั สภาพทมี่ ี
โครงการหรือกิจกรรม และถอื เปน็ การลดผลกระทบตอ่ ส่งิ แวดล้อมต้งั แตข่ น้ั ตอนการวางแผนโครงการหรือกจิ กรรม
ส�ำหรับมาตรการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สามารถน�ำมาใช้เพ่ือคุ้มครองพ้ืนท่ีป่าพรุจากการถูกท�ำลายอันเนื่องมาจากการด�ำเนิน
โครงการหรอื กิจกรรมต่าง ๆ ไดแ้ ก่
(1) มตคิ ณะรฐั มนตรี เมอ่ื วนั ที่ 3 พฤศจกิ ายน 2552 เกย่ี วกบั การกำ� หนดใหม้ กี ารทำ� รายงานประเมนิ ผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ ม สำ� หรบั
โครงการพัฒนาใด ๆ ในพืน้ ทีช่ ุม่ น�้ำที่มีความสำ� คญั ระดับนานาชาตแิ ละระดบั ชาติ
มตคิ ณะรฐั มนตรเี ม่อื วนั ท่ี 3 พฤศจกิ ายน 2552 การทบทวนมตคิ ณะรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 1 สิงหาคม 2543 เร่อื ง ทะเบียนรายนามพน้ื ที่
ชุ่มน�้ำท่ีมีความส�ำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทยและมาตรการอนุรักษ์พ้ืนท่ีชุ่มน้�ำ ได้ก�ำหนดมาตรการเพ่ืออนุรักษ์
พื้นที่ชุ่มน้�ำในส่วนที่เก่ียวกับการท�ำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมล้อมไว้ว่า ให้มีการจัดท�ำรายงานการประเมินผลกระทบ
ส่ิงแวดลอ้ ม (EIA) ส�ำหรบั โครงการพัฒนาใด ๆ ท่ีมีแนวโนม้ จะก่อให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงระบบนเิ วศของพ้ืนทชี่ มุ่ น้ำ� ทีม่ ีความส�ำคัญระดับ
นานาชาติและระดับชาติ โดยให้หนว่ ยงานของรัฐเจา้ ของโครงการเป็นผูร้ ับผิดชอบในการดำ� เนินการ
กรณขี องพนื้ ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ นน้ั แมว้ า่ จะยงั ไมไ่ ดข้ น้ึ ทะเบยี นใหเ้ ปน็ พนื้ ทชี่ มุ่ นำ�้ ทม่ี คี วามสำ� คญั ระดบั นานาชาตแิ ละระดบั ชาติ แตส่ ำ� นกั งาน
นโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มไดน้ ำ� หลกั เกณฑท์ กี่ ำ� หนดในมตคิ ณะรฐั มนตรี วนั ท่ี 3 พฤศจกิ ายน 2552 การทบทวน
มตคิ ณะรฐั มนตรี เรอ่ื ง ทะเบยี นรายนามพนื้ ทชี่ มุ่ นำ�้ ทม่ี คี วามสำ� คญั ระดบั นานาชาตแิ ละระดบั ชาตขิ องประเทศไทย และมาตรการอนรุ กั ษ์
พน้ื ทชี่ มุ่ นำ้� มาเปน็ แนวทางการพจิ ารณาจดั ลำ� ดบั ความสำ� คญั ของพนื้ ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็ ซงึ่ กไ็ ดร้ บั การจดั ลำ� ดบั ใหเ้ ปน็ พนื้ ทชี่ มุ่ นำ้� ทมี่ คี วาม
ส�ำคญั ระดบั นานาชาติ
จากมติคณะรัฐมนตรีฉบับดังกล่าว แม้จะมีการก�ำหนดให้ต้องมีการจัดท�ำรายงานการประเมินผลผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส�ำหรับ
โครงการพฒั นาใด ๆ ทีม่ แี นวโนม้ จะกอ่ ใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของพื้นทีช่ ุม่ น้ำ� ทมี่ คี วามส�ำคัญระดบั นานาชาตแิ ละระดับชาติ
อันถอื ได้วา่ เปน็ มาตรการทางกฎหมายทจ่ี ะชว่ ยปอ้ งกันการทำ� ลายพ้นื ทปี่ ่าพรจุ ากการพฒั นา แตก่ ็อาจเกดิ ปญั หาการตคี วามได้วา่ แคไ่ หน
เพียงไรจึงจะถือวา่ มีแนวโน้มจะกอ่ ให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงระบบนิเวศของพ้ืนท่ีชมุ่ น้�ำ
34 |
(2) พระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษา
คณุ ภาพสิ่งแวดลอ้ มแห่งชาติ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2561
พระราชบญั ญตั ิสง่ เสรมิ และรักษาคณุ ภาพสง่ิ แวดล้อมแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 แกไ้ ขเพม่ิ เติมโดยพระราชบัญญตั ิส่งเสรมิ และรักษาคุณภาพ
ส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 มาตรา 48 ได้ให้อ�ำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นผู้ก�ำหนดประเภทและขนาดของโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ
รฐั วสิ าหกจิ หรอื เอกชน ทต่ี อ้ งจดั ทำ� รายงานการประเมนิ ผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มเพอื่ ประโยชนใ์ นการสง่ เสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสง่ิ แวดลอ้ ม
โดยหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขในการจดั ทำ� รายงานการประเมนิ ผลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มแตกตา่ งกนั ตามประเภท หรอื ขนาดของโครงการ
หรือกิจการ หรือการด�ำเนินการก็ได้ และอย่างน้อยต้องประกอบด้วยสาระส�ำคัญเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ การประเมินทางเลือก
ในการด�ำเนินการ การประเมินผลกระทบส่ิงแวดล้อมท่ีอาจเกิดข้ึนจากโครงการ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผลกระทบ
สิง่ แวดล้อม มาตรการปอ้ งกันแกไ้ ขผลกระทบส่งิ แวดลอ้ ม และการชดเชยเยยี วยาความเดือดร้อนหรอื เสียหาย
ใหส้ ำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มเสนอคณะกรรมการสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาตเิ พอ่ื พจิ ารณาทบทวนประกาศ
ตามวรรคหนง่ึ ทุกรอบระยะเวลาห้าปี หรอื ในกรณีที่มคี วามจ�ำเป็นจะด�ำเนินการให้เร็วกว่าน้ันกไ็ ด้
มาตรการดังกล่าว ถือเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะช่วยป้องกันพื้นท่ีป่าพรุควนเคร็งจากการการด�ำเนินโครงการหรือกิจการของ
สว่ นราชการ รัฐวิสาหกิจ หรอื เอกชนได้ดใี นระดับหน่ึง นอกจากน้ีแล้วมาตรการทางกฎหมายดังกลา่ ว กย็ ังมีการบญั ญตั ริ องรับสิทธขิ อง
ประชาชนในการเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม กลา่ วคอื ในขนั้ ตอนของการจดั ทำ� รายงานการประเมนิ
ผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ มมกี ารกำ� หนดใหต้ อ้ งมกี ารรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของประชาชน และผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี ดว้ ย (จติ รประภา, 2554, น.47–53)
| 35
4. มาตรการทางกฎหมายเกย่ี วกบั การควบคมุ การใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรธรรมชาตใิ นพนื้ ทปี่ า่ พรุ
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้มีความหมายเฉพาะเพียงการเก็บรักษาทรัพยากรน้ันไว้เท่าน้ัน แต่ยังหมายถึง การรู้จักใช้
ทรพั ยากรธรรมชาตใิ หเ้ ปน็ ประโยชนต์ อ่ สว่ นรวมมากทสี่ ดุ และใชไ้ ดเ้ ปน็ ระยะเวลายาวนานทสี่ ดุ ทงั้ นจ้ี ะตอ้ งลดการใชท้ รพั ยากรโดยเปลา่
ประโยชนใ์ หน้ อ้ ยทส่ี ดุ หรอื เรยี กวา่ การใชอ้ ยา่ งยงั่ ยนื และเพอ่ื ใหเ้ กดิ การใชท้ รพั ยากรอยา่ งยง่ั ยนื ในพน้ื ทพี่ รคุ วนเครง็ จงึ มกี ารใชม้ าตรการ
เพื่อควบคมุ การใช้ประโยชน์ ดังนี้
กฎหมายเกย่ี วกบั การควบคุมการใชป้ ระโยชน์ท่ดี ินในพนื้ ทป่ี ่าพรุ
• เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ คอื พน้ื ทท่ี ก่ี ำ� หนดขนึ้ ตามพระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั วป์ า่ พ.ศ. 2562 บญั ญตั วิ า่ “บรเิ วณพนื้ ทใ่ี ด
ที่มิได้เป็นที่ดินที่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายท่ีดิน หรือกฎหมายอ่ืนของบุคคลใด
เวน้ แตเ่ ปน็ ทดี่ นิ ของหนว่ ยงานของรฐั สมควรอนรุ กั ษไ์ วใ้ หเ้ ปน็ แหลง่ ทอี่ ยอู่ าศยั หรอื แหลง่ หากนิ ของสตั วป์ า่ ชนดิ ใด หรอื ประเภทใด
รฐั มนตรโี ดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการจะกำ� หนดใหเ้ ปน็ เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ ชนดิ หรอื ประเภทนน้ั ได้ โดยทำ� เปน็ ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาและให้มีแผนที่แสดงแนวเขตน้ันด้วย” โดยมีมาตรการบังคับ หรือมาตรการคุ้มครองในพ้ืนที่ดังกล่าว
เปน็ ไปตามที่ก�ำหนดในพระราชบัญญัติ
ดงั นนั้ ในพนื้ ทด่ี งั กลา่ ว จงึ มกี ารกำ� หนดมาตรการทเี่ กยี่ วกบั การเขา้ ใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ไวอ้ ยา่ งเครง่ ครดั โดยหลกั แลว้ จะเปน็ การหา้ ม
เข้ายึดถอื ครอบครอง หรือใชป้ ระโยชนใ์ นพืน้ ท่ี แต่กอ็ นโุ ลมให้เฉพาะในกรณีท่ีได้รบั อนญุ าตเปน็ หนังสอื จากอธบิ ดกี รมอทุ ยาน
แห่งชาติ สตั ว์ปา่ และพันธุพ์ ชื เป็นการเฉพาะ และตอ้ งเป็นการอนญุ าตเป็นคราว ๆ ไป ถอื เป็นมาตรการทีช่ ว่ ยในการอนุรกั ษ์
และคมุ้ ครองพ้นื ท่ีดังกล่าว รวมถงึ ยังมีผลเปน็ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพในพืน้ ท่ปี า่ พรุอีกด้วย
• พระราชบญั ญัติปา่ สงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แม้จะมีเจตนารมณ์ เพ่อื การรักษาสภาพปา่ ไม้ ของป่า หรอื ทรพั ยากรธรรมชาติ
อ่ืนในพื้นท่ีป่าสงวนแห่งชาติ แต่พระราชบัญญัติดังกล่าว ก็มีการอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในพ้ืนที่ป่าสงวนแห่งชาติได้
โดยก�ำหนดมาตรการควบคุมการใช้ท่ีดินในพ้นื ท่ีดังกล่าว เช่น การอนุญาตใหบ้ คุ คลหนึง่ บคุ คลใด เข้าท�ำประโยชนห์ รอื อยอู่ าศยั
ในเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ ซึง่ มีการระบถุ งึ ระยะเวลา และการเกบ็ ค่าธรรมเนยี มอย่างชดั เจน การอนุญาตใหใ้ ชป้ ระโยชน์ในพื้นท่ี
พรุทเี่ ปน็ ปา่ สงวนแห่งชาติตามมาตรานี้ เปน็ การอนุญาตใหป้ ระชาชนทว่ั ไป สามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยขออนญุ าตตามระเบียบ
กรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าท�ำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 โดยมิให้ถือว่าเป็นการ
ได้มาซ่ึงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายท่ีดิน และสามารถเพิกถอนได้หากละทิ้งไม่ท�ำประโยชน์หรือไม่อยู่อาศัยในที่ดิน
ทไี่ ดร้ บั อนญุ าตตดิ ตอ่ กนั เกนิ ระยะเวลาสองปี หรอื ยนิ ยอมใหบ้ คุ คลอนื่ นอกจากบคุ คลในครอบครวั เขา้ ทำ� ประโยชน์ หรอื ไมป่ ฏบิ ตั ิ
ตามหลักเกณฑ์และเง่อื นไขในระเบียบทอี่ ธบิ ดีก�ำหนด
แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ปจั จบุ นั น้ี จำ� นวนประชากรในพน้ื ทพ่ี รคุ วนเครง็ ไดเ้ พมิ่ ขนึ้ อยา่ งมาก นำ� ไปสกู่ ารขยายตวั ของชมุ ชนทง้ั ในพนื้ ทพี่ รุ
และบรเิ วณโดยรอบพรุ และเกดิ การเขา้ ทำ� ประโยชนโ์ ดยไมข่ ออนญุ าตอยา่ งกวา้ งขวาง หากมกี ารปลอ่ ยใหป้ ระชาชนใชท้ รพั ยากร
ในพื้นท่ีพรุอย่างไม่มีขีดจ�ำกัดก็จะท�ำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริเวณดังกล่าวร่อยหรอลงและเส่ือมโทรมไป
ในท่สี ดุ กรณกี ารอนุญาตให้ใชป้ ระโยชนใ์ นพน้ื ทป่ี า่ พรุ จึงตอ้ งมีการตรวจสอบคณุ สมบตั ิของบุคคลผขู้ ออนุญาต และสภาพของ
พนื้ ทป่ี า่ สงวนอยา่ งเครง่ ครดั เพราะมฉิ ะนน้ั แลว้ อาจจะทำ� ใหเ้ กดิ การอาศยั ชอ่ งวา่ งทางกฎหมายนบี้ กุ รกุ พน้ื ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ เขา้ ไป
ใชป้ ระโยชนจ์ นเปน็ ปา่ เสอ่ื มโทรม และทำ� ใหผ้ บู้ กุ รกุ นน้ั ไดส้ ทิ ธทิ จี่ ะขอใชป้ ระโยชนใ์ นพน้ื ทดี่ งั กลา่ วได้ อนั จะนำ� ไปสคู่ วามสญู เสยี
ความอดุ มสมบูรณ์ของป่าและเป็นการสญู เสียความหลากหลายทางชวี ภาพอนั เปน็ ลกั ษณะสำ� คัญในพ้นื ทีป่ ่าพรุควนเครง็ ดว้ ย
• พื้นที่ป่าพรุควนเคร็งท่ีอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี แม้จะถือว่าเป็น “ป่า”ตามความหมายในมาตรา 4 แห่ง
พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 แต่การขออนุญาตเข้าท�ำประโยชน์ในพื้นท่ีป่าตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้
พ.ศ. 2484 นนั้ ใชบ้ งั คบั กบั เฉพาะทด่ี นิ ทยี่ งั มไิ ดม้ บี คุ คลไดม้ าตามกฎหมายทด่ี นิ หรอื ทด่ี นิ ของรฐั ทรี่ กรา้ งวา่ งเปลา่ ทม่ี ใิ ชป่ า่ สงวน
แหง่ ชาตหิ รอื ปา่ ไมถ้ าวรตามมตคิ ณะรฐั มนตรดี งั นน้ั การอนญุ าตใหท้ ำ� ประโยชนห์ รอื อยอู่ าศยั ในพน้ื ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็ ทอี่ ยใู่ นเขต
36 |
ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีจึงต้องพิจารณาระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าท�ำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายใน
เขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2539 เมื่อพจิ ารณาหลักเกณฑ์ตามระเบียบดงั กล่าวแลว้
มาตรการทางกฎหมายดงั กลา่ วน้ี ถอื วา่ เปน็ การควบคมุ การใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรธรรมชาตใิ นพน้ื ทปี่ า่ พรบุ รเิ วณดงั กลา่ วไดเ้ พยี ง
ระดับหนงึ่ เทา่ น้ัน เนือ่ งจากมหี ลกั เกณฑแ์ ละเงอ่ื นไขในการอนญุ าตท่ไี มเ่ ขม้ งวดมากนกั ยงั ไมส่ อดคลอ้ งกับแนวทางการอนรุ ักษ์
พน้ื ทีป่ า่ พรทุ เี่ ปน็ พน้ื ทีท่ มี่ รี ะบบนิเวศท่ีเปาะบางอาจไดร้ ับการกระทบกระเทือนจากการด�ำเนนิ กจิ กรรมของมนษุ ย์ได้
กฎหมายเก่ยี วกบั การคุม้ ครองทรพั ยากรสัตว์ปา่ ในพ้นื ทป่ี ่าพรุ
พนื้ ทีป่ ่าพรุควนเคร็ง ถอื เป็นลกั ษณะหน่ึงของพืน้ ทชี่ ุม่ นำ�้ จงึ เปน็ ทอ่ี ยอู่ าศัยของสัตวป์ า่ และสตั ว์น�ำ้ นานาชนิด ถอื เปน็ แหล่งทรพั ยากรทาง
อาหารทสี่ ำ� คญั ของประชาชนในพนื้ ท่ี แตป่ รากฏวา่ การเขา้ ใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการทำ� ประมงทผ่ี ดิ วธิ ใี นพนื้ ทป่ี า่ พรุ
ควนเครง็ ท�ำใหส้ ัตวน์ ้�ำในพนื้ ทลี่ ดจ�ำนวนลงอยา่ งรวดเร็ว ถือเปน็ ปญั หาที่ส�ำคัญท่ตี ้องไดร้ ับการแกไ้ ขอยา่ งเร่งดว่ น
ทรัพยากรสัตว์ป่าในพน้ื ทป่ี ่าพรคุ วนเครง็ น้ัน มมี าตรการทางกฎหมายท่ีคมุ้ ครองในแตล่ ะพน้ื ทีท่ แ่ี ตกตา่ งกันไป ได้แก่
• พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีบทบัญญัติในการคุ้มครองสัตว์ในเขตห้ามล่าสัตว์ไว้ว่า ในเขตห้ามล่า
สตั วป์ า่ นนั้ หา้ มลา่ สตั วป์ า่ ชนดิ หรอื ประเภททก่ี ำ� หนดไวใ้ นประกาศจดั ตงั้ เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ นนั้ และหา้ มมใิ หเ้ กบ็ หรอื ทำ� อนั ตราย
แกร่ งั ของสัตวป์ ่าซึ่งหา้ มมิใหล้ า่ นัน้ พรอ้ มทัง้ มบี ัญญตั กิ ำ� หนดโทษผูท้ ่ฝี ่าฝืนมาตรการทางกฎหมายดังกลา่ วไว้
• พระราชบญั ญัตปิ ่าสงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2507มแี นวคิดในการอนรุ กั ษป์ ่าสงวนแหง่ ชาติ คือการสงวนและรกั ษาไวซ้ ่งึ ทรัพยากร
ป่าไม้ เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน แต่ในพ้ืนที่ดังกล่าวก็มีการก�ำหนดมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับ
การอนรุ ักษ์และค้มุ ครองทรัพยากรสตั ว์ไว้ด้วยเชน่ กัน กลา่ วคือ ในบทบัญญตั ิ มาตรา 14 นั้น บัญญัตเิ กย่ี วกบั การห้ามมิให้บคุ คล
ใดเก็บหาของป่า ซ่ึงของป่าตามพระราชบญั ญัติดงั กล่าวน้ี หมายความถงึ ซากสตั ว์ ไข่ หนัง เขา นอ งา กราม ขนาย กระดกู
ขน รังนก คร่งั รงั ผง้ึ น้�ำผ้งึ ข้ผี ้ึง และมลู คา้ งคาว ดว้ ย อนั จะเป็นผลช่วยอนุรักษแ์ ละคมุ้ ครองทรัพยากรสัตว์ปา่ ได้ในระดบั หน่ึง
• เนื่องจากเขตป่าไมถ้ าวรตามมตคิ ณะรฐั มนตรนี ั้น เปน็ เพียงแนวเขตท่คี ณะรฐั มนตรไี ด้มีมติให้กำ� หนดขึ้นเพื่อสงวนและคุ้มครอง
ป่าไม้ เป็นลกั ษณะหนงึ่ ของปา่ ไมอ้ ันอยู่ภายใต้บังคบั ของพระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ พ.ศ. 2484 ซง่ึ ไมม่ ีบทบัญญัตใิ นสว่ นที่เก่ียวกบั
การอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่า มีเพียงบทบัญญัติห้ามมิให้เก็บหาของป่าหวงห้าม เว้นแต่กรณีที่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหนา้ ท่ีเท่านนั้
• พระราชบญั ญตั กิ ารประมง พ.ศ. 2490 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั กิ ารประมง (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2528 และทแี่ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ
โดยประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับท่ี 105 มีมาตรการทางกฎหมายทห่ี ้ามทำ� การประมง โดยวธิ ีการทำ� ลายทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดล้อม โดยห้ามเท ทง้ิ ระบาย หรือทำ� ใหว้ ตั ถมุ ีพิษลงไปในทจี่ ับสัตวน์ ้�ำ หรือกระท�ำการใด ๆ อนั ท�ำใหส้ ัตว์น�้ำมึนเมา
หรือเป็นอันตรายต่อสัตว์น้�ำ หรือท�ำให้ที่จับสัตว์น้�ำเกิดมลพิษ เว้นแต่จะเป็นการทดลองเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์และ
ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ห้ามมิให้บุคคลใดใช้กระแสไฟฟ้าท�ำการประมงในท่ีจับสัตว์น�้ำ หรือใช้วัตถุระเบิดในท่ีจับ
สตั วน์ ำ�้ ไมว่ า่ ในกรณใี ด นอกจากนก้ี ม็ กี ารควบคมุ เครอ่ื งมอื ประมง ฤดกู าลทำ� ประมง และชนดิ ของสตั วน์ ำ�้ ทหี่ า้ มมใิ หท้ ำ� การประมง
โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ให้อ�ำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ว่าราชการจังหวัดในการออก
ประกาศเพ่ือควบคุมเกี่ยวกับชนิด จ�ำนวนและส่วนประกอบของเครื่องมือท่ีใช้จับสัตว์น้�ำ โดยก�ำหนดมิให้ใช้เคร่ืองมืออย่างใด
อยา่ งหนงึ่ กำ� หนดวธิ กี ารทำ� ประมงในฤดวู างไข่ ชนดิ ขนาด และจำ� นวนอยา่ งสงู ของสตั วน์ ำ้� ทอี่ นญุ าตใหท้ ำ� การประมง ตลอดจน
การกำ� หนดหา้ มมใิ หท้ ำ� การประมงสตั วน์ ำ้� ชนดิ ใดชนดิ หนง่ึ โดยเดด็ ขาด และไดม้ กี ารกำ� หนดโทษทางอาญาแกบ่ คุ คลทกี่ ระทำ� ผดิ
ตามพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว จงึ สามารถใชเ้ ปน็ มาตรการในการคมุ้ ครองทรพั ยากรสตั วน์ ำ้� ทอ่ี ยอู่ าศยั ในพน้ื ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็ รวมถงึ
เปน็ มาตรการทจี่ ะชว่ ยอนรุ กั ษพ์ นั ธส์ุ ตั วน์ ำ้� ในพน้ื ทบ่ี รเิ วณดงั กลา่ วมใิ หเ้ กดิ การสญู พนั ธไ์ุ ดอ้ กี ดว้ ย (จติ รประภา, 2554, น.53–68)
| 37
กฎหมายเก่ยี วกับการจัดการพื้นท่ปี า่ ไม้ในพนื้ ท่ีปา่ พรุ
การจัดการพน้ื ที่ปา่ ไม้ในพน้ื ทป่ี า่ พรุควนเครง็ มมี าตรการทางกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง คือ พระราชบญั ญตั ปิ ่าไม้ พ.ศ. 2484 ซง่ึ เป็นมาตรการ
ทางกฎหมายทใ่ี ชบ้ งั คบั กบั พนื้ ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็ ไดท้ ง้ั พนื้ ทที่ เี่ ปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาตแิ ละพนื้ ทปี่ า่ พรทุ เี่ ปน็ พน้ื ทป่ี า่ ไมถ้ าวรตามมตคิ ณะรฐั มนตรี
มาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
ซึง่ สามารถแยกพจิ ารณาตามประเภทของพ้นื ที่ได้ ดังนี้
• การจดั ตงั้ เขตหา้ มลา่ สตั วป์ า่ คอื การสงวนและคมุ้ ครองพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ และการรกั ษาถนิ่ ทอี่ ยอู่ าศยั ของสตั วป์ า่ ซง่ึ ถน่ิ ทอ่ี ยอู่ าศยั
ทส่ี ำ� คญั ของสตั วป์ า่ กค็ อื ปา่ ไม้ ดงั นน้ั เพอื่ เปน็ การรกั ษาถน่ิ ทอ่ี ยอู่ าศยั ทสี่ ำ� คญั ของสตั วป์ า่ พระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั ว์
ปา่ พ.ศ. 2562 จงึ มีมาตรการเกย่ี วกับการจดั การไม้ในส่วนของพ้นื ทเี่ ขตห้ามลา่ สตั วป์ า่ ไว้ กลา่ วคือ หา้ มมิใหต้ ดั โค่น แผว้ ถาง
เผา ท�ำลายต้นไม้ หรือพฤกษชาติอื่น ในพื้นท่ดี ังกลา่ ว เว้นแตเ่ ปน็ ทีไ่ ด้รับอนญุ าตเป็นหนงั สอื จากอธิบดีกรมอุทยานแหง่ สตั วป์ า่
และพนั ธพ์ุ ชื หรอื เปน็ กรณไี ดป้ ระกาศอนญุ าตเปน็ คราว ๆ ในพนื้ ทใี่ ดพนื้ ทห่ี นง่ึ เปน็ การเฉพาะ หรอื เปน็ กรณที พี่ นกั งานเจา้ หนา้ ที่
หรอื พนกั งานอน่ื ใดมีความจ�ำเปน็ ต้องปฏิบัติการตามกฎหมาย เชน่ การท่พี นักงานเจา้ หนา้ ท่ีมคี วามจ�ำเปน็ ตอ้ งตัด โคน่ หรือเผา
ต้นไมเ้ พื่อท�ำแนวเขตปอ้ งกนั ไฟปา่ เปน็ ต้น หรอื การอนุญาตในกรณขี องการปฏบิ ตั ิการเพื่อประโยชนใ์ นการศกึ ษาหรือวจิ ัยทาง
วชิ าการ ถอื เปน็ มาตรการทจ่ี ะชว่ ยอนรุ กั ษแ์ ละคมุ้ ครองทรพั ยากรปา่ ไมอ้ นั เปน็ ถน่ิ ทอี่ ยอู่ าศยั ของสตั วป์ า่ และมผี ลเปน็ การอนรุ กั ษ์
และคมุ้ ครองความหลากหลายทางชีวภาพในพน้ื ท่ปี า่ พรุไดเ้ ปน็ อย่างดี
• การจัดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ คือ การสงวนและรักษาไว้ ซ่ึงทรัพยากรป่าไม้ เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
อย่างย่ังยืน กฎหมายจึงมีทั้งการห้ามมิให้บุกรุก หรือหาของป่า หรือเข้าไปก่อสร้างในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซ่ึงการท�ำไม้ถือว่า
เป็นกรณีหนึง่ ท่ถี ือวา่ เป็นการบุกรุก หรือทำ� ลายสภาพปา่ สงวนแหง่ ชาติ ท่ีมกี �ำหนดไว้ในพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.
2507 มาตรา 14 – 20 โดยในพนื้ ท่ีปา่ สงวนแหง่ ชาตนิ ้นั หา้ มการท�ำไม้ซึง่ รวมถงึ การตัด ขดุ หรอื ชักลากไมท้ ่ีมีอยู่ในป่าหรือ
น�ำไม้ทอี่ ยูใ่ นปา่ ออกมาจากป่าสงวนแหง่ ชาติ ไมว่ า่ ไม้นนั้ จะเปน็ ไม้ หวงหา้ มหรือไมก่ ็ตาม
• พ้ืนที่ป่าพรุในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ถือว่าเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 จึงสามารถน�ำ
มาตรการทางกฎหมายตามทไ่ี ดบ้ ญั ญตั ไิ วใ้ นพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ วมาปรบั ใชไ้ ด้ ซงึ่ กร็ วมถงึ การจดั การไมใ้ นพนื้ ทปี่ า่ พรใุ นบรเิ วณน้ี
ด้วยโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มมี าตรการทเี่ กีย่ วกับการจัดการไม้ในพนื้ ที่ปา่ ไม้ คือ การห้ามมใิ ห้ผู้ใดตัดไม้ที่กำ� หนด
ไวว้ า่ เปน็ ไมห้ วงห้ามเพอ่ื ทางการค้า ท้ังนเี้ พราะเปน็ ไมท้ ่ีมคี วามสำ� คัญ และก�ำลงั จะหมดไป แต่สำ� หรับการน�ำไมม้ าใช้ประโยชน์
ในชวี ติ ประจ�ำวนั ผทู้ ีต่ ดั ไม้ที่ถกู ควบคุมดังกล่าว จะต้องขออนญุ าตจากเจา้ หน้าท่ีกรมปา่ ไม้
การทำ� ไม้ ซง่ึ เปน็ การกระทำ� ต้องห้าม และมโี ทษทางอาญาตามพระราชบญั ญัติน้ี ไดแ้ ก่ การตดั ฟนั กาน โคน่ ลดิ เล่อื ย ผ่า ถาก ทอน
ขดุ ชกั ลากไมใ้ นปา่ หรือน�ำไม้ออกจากป่าดว้ ยประการใด ๆ นอกจากน้กี ฎหมายยงั หา้ มการเจาะ หรอื สบั หรอื เผา หรอื การท�ำอันตรายแก่
ไม้หวงหา้ มอกี ด้วย ท้ังน้ี ถา้ ไม่ไดร้ ับอนญุ าตจากเจา้ หน้าท่ีต้องมีโทษทางกฎหมาย
ในการจัดการไมต้ ามพระราชบัญญัตปิ า่ ไม้ พ.ศ. 2484 มเี ป้าหมายหลกั เพอ่ื ค้มุ ครองไมห้ วงห้ามทม่ี ีคณุ คา่ ทางเศรษฐกิจ แตใ่ นพน้ื ทป่ี ่าพรุ
ควนเครง็ นน้ั ไมส้ ว่ นใหญเ่ ปน็ ไมจ้ ำ� พวก เสมด็ เทย๊ี ะ สมอทะเล แคนำ�้ และกระจดู เปน็ ตน้ ไมถ่ อื เปน็ ไมห้ วงหา้ มตามพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ดังนัน้ เง่อื นไขและหลักเกณฑใ์ นการใชป้ ระโยชนท์ รัพยากรไมใ้ นพนื้ ท่ปี า่ พรุที่เปน็ ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรจี ึงถือวา่ ยังไม่สอดคล้อง
กบั สภาพพ้นื ที่ ทำ� ให้มีการเขา้ ใช้ทรพั ยากรไม้ในพ้นื ท่ดี งั กลา่ วอยา่ งฟ่มุ เฟือย ไมค่ ำ� นงึ ผลกระทบจากการทป่ี ่าเสอ่ื มโทรม ทำ� ใหพ้ ้ืนทป่ี า่ พรุ
บริเวณนเี้ สอื่ มโทรมลงอย่างมาก ทำ� ใหค้ วามอดุ มสมบรู ณ์และมีความหลากหลายทางชวี ภาพตอ้ งสญู เสียไป
38 |
พระราชบัญญัติที่มีบทก�ำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับการกระท�ำความผิดตามกฎหมายป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ในพนื้ ทปี่ า่ พรคุ วนเครง็
1. ความผิดและบทก�ำหนดโทษทเ่ี ก่ยี วข้องตามพระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ พ.ศ. 2484
ความผิด บทก�ำหนดโทษ
ผู้ใดท�ำไม้ หรือเจาะ หรือสับ หรือเผา หรือท�ำอันตรายโดย - ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หา้ ปี ปรบั ไมเ่ กนิ หา้ หมนื่ บาท หรอื ทงั้ จำ�
ประการใดแก่ไม้หวงห้ามในป่า ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงาน ท้งั ปรับ
เจา้ หนา้ ที่ และตอ้ งปฏบิ ัตติ ามข้อก�ำหนดในกฏกระทรวง - ถ้าความผิดน้ันเกี่ยวกับไม้หวงห้าม หรือไม้อ่ืนรวมปริมาตรไม้
ผูร้ ับอนญุ าตทำ� ไม้ทีไ่ มม่ ีรอยตราอนุญาตของพนกั งานเจ้าหนา้ ที่ เกนิ สล่ี กู บาศกเ์ มตร หรอื ไมท้ ไ่ี ดแ้ ปรรปู แลว้ รวมปรมิ าตรไมเ้ กนิ
ประทับไว้ สองลูกบาศก์เมตร ต้องระวางโทษจ�ำคุกต้ังแต่หน่ึงปีถึงย่ีสิบปี
ผรู้ บั อนุญาตทำ� ไม้ท่มี ีขนาดตำ�่ กวา่ ขนาดจ�ำกดั และไม่ได้เปน็ ไป และปรับตัง้ แตห่ ้าหมื่นบาทถงึ สองลา้ นบาท
เพอ่ื บรรเทาเหตภุ ยั พบิ ตั สิ าธารณะ หรอื มเี หตจุ ำ� เปน็ ทเี่ หน็ สมควร
ช่วยเหลอื ราษฎรเป็นกรณพี ิเศษ
ผใู้ ดเกบ็ หาของปา่ หวงหา้ ม หรอื ทำ� อนั ตรายดว้ ยประการใด ๆ แก่ ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หนง่ึ ปหี รอื ปรบั ไมเ่ กนิ หนง่ึ หมน่ื บาท หรอื
ของปา่ หวงหา้ มในปา่ โดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตจากพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ ทั้งจ�ำทง้ั ปรบั
หรอื ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามขอ้ กำ� หนดในกฎกระทรวงหรอื ในการอนญุ าต
ผู้ใดค้า หรือมีไว้ในครอบครอง ซ่ึงของป่าหวงห้ามเกินปริมาณ
ท่ีรัฐนตรีประกาศก�ำหนดในราชกิจจานุเบษา (ไม่ใช้บังคับแก่
การน�ำของป่าหวงห้ามเคลื่อนที่โดยมีใบเบิกทางของพนักงาน
เจา้ หนา้ ทก่ี ำ� กับ)
ผใู้ ดหรอื ผรู้ บั สมั ปทานเกบ็ หาของปา่ กต็ าม ตดั หรอื โคน่ ตน้ ยวนผงึ้ - ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หา้ ปี ปรบั ไมเ่ กนิ หา้ หมน่ื บาท หรอื ทงั้ จำ�
หรือต้นไม้ที่ผ้ึงจับท�ำรังอยู่ หรือท�ำอันตรายด้วยประการใด ทงั้ ปรับ
แกต่ ้นไม้ทกี่ ล่าวแล้วโดยไม่จำ� เปน็ แกก่ ารเกบ็ หารวงผง้ึ - ถ้าความผิดนน้ั เกีย่ วกบั ไมห้ วงห้าม หรือไมอ้ ่นื รวมปริมาตรไม้
เกนิ สล่ี กู บาศกเ์ มตร หรอื ไมท้ ไ่ี ดแ้ ปรรปู แลว้ รวมปรมิ าตรไมเ้ กนิ
สองลูกบาศก์เมตร ต้องระวางโทษจ�ำคุกต้ังแต่หนึ่งปีถึงย่ีสิบปี
และปรับต้ังแต่ห้าหม่นื บาทถงึ สองล้านบาท
| 39
ความผดิ บทกำ� หนดโทษ
ผูใ้ ดน�ำไม้หรือของปา่ เคลอื่ นที่ โดยไม่มใี บเบิกทางของพนักงาน ระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินหน่ึงปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
เจ้าหน้าทีก่ ำ� กับไปด้วย หรอื ทง้ั จ�ำทั้งปรับ
ผู้ใดน�ำไม้หวงห้าม หรือไม้ที่มีชื่อ หรือชนิดตรงกับไม้หวงห้าม
ท่ีเคยอยู่ในสภาพเป็นส่ิงปลูกสร้าง หรือเคร่ืองใช้มาแล้วไม่น้อย
กว่าห้าปีส�ำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้สัก และไม่น้อยกว่าสิบปีส�ำหรับ
ไมส้ ัก และพ้นจากสภาพการเป็นสิง่ ปลกู สรา้ ง หรือเครอ่ื งใช้แลว้
เคลอ่ื นยา้ ยออกนอกเขตจงั หวดั ซงึ่ เปน็ ทต่ี งั้ ของสง่ิ ปลกู สรา้ ง หรอื
เป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหนา้ ท่ี
ผู้ใดน�ำไม้ หรือของป่าเคล่ือนที่เข้าเขตด่านป่าไม้ โดยไม่แจ้งต่อ
พนักงานเจา้ หน้าท่ีประจ�ำด่านป่าไม้น้นั หรือไม่แสดงใบเบิกทาง
ก�ำกับไม้ หรอื ของป่า หรือหนังสอื ก�ำกับไม้แปรรูปทน่ี ำ� มาน้ัน
ผู้ใดน�ำไม้ หรือของป่าเคล่ือนที่ผ่านด่านป่าไม้ในระหว่างเวลา ระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหม่ืนบาท หรือ
ตัง้ แต่พระอาทติ ยต์ กถงึ พระอาทติ ยข์ ้ึน ท้ังจำ� ท้งั ปรับ
ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ห้ามมิให้ผู้ใดแปรรูปไม้ - ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หา้ ปี ปรบั ไมเ่ กนิ หา้ หมนื่ บาท หรอื ทง้ั จำ�
ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ต้ังโรงค้าไม้แปรรูป หรือมีไม้หวงห้าม ทัง้ ปรับ
ไมว่ า่ จำ� นวนเทา่ ใดไวใ้ นครอบครอง หรอื มไี มแ้ ปรรปู ชนดิ อน่ื เปน็ - ถ้าความผิดนน้ั เกี่ยวกับไมห้ วงห้าม หรือไมอ้ ่ืนรวมปรมิ าตรไม้
จำ� นวนเกนิ 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไวใ้ นครอบครอง เวน้ แต่ได้รับ เกนิ สลี่ กู บาศกเ์ มตร หรอื ไมท้ ไี่ ดแ้ ปรรปู แลว้ รวมปรมิ าตรไมเ้ กนิ
อนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และต้องปฏิบัติตามข้อก�ำหนด สองลูกบาศก์เมตร ต้องระวางโทษจ�ำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงย่ีสิบปี
ในกฎกระทรวง โดยไม้ซุงหรือไม้ท่อนในรัศมีห้าสิบเมตรของ และปรับตง้ั แตห่ า้ หมื่นบาทถงึ สองล้านบาท
บริเวณท่ีท�ำการแปรรูปไม้ และไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ
ใหส้ นั นษิ ฐานวา่ เปน็ ไมท้ อ่ี ยใู่ นความครอบครองของผรู้ บั อนญุ าต
ตง้ั โรงงานแปรรูปไมท้ ี่มโี รงงานอยูใ่ นบรเิ วณนนั้
ผู้รับอนุญาตมีไม้ไว้ในครอบครองในสถานที่ที่ได้รับอนุญาต - ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กินหา้ ปี หรือปรับไมเ่ กนิ ห้าหมนื่ บาท หรือ
ของตนได้ เฉพาะไม้ที่ได้รับอนุญาตอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ทงั้ จำ� ทง้ั ปรบั
ครอบครองซ่ึงไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตรา - ถ้าไม้ทมี่ ไี ว้ในครอบครองเป็นไมห้ วงห้าม หรือรวมปรมิ าตรไม้
คา่ ภาคหลวงหรอื รอยตรารฐั บาลขาย และพสิ จู นไ์ มไ่ ดว้ า่ ไดไ้ มน้ น้ั เกินหนึ่งลูกบาศก์เมตรผู้กระท�ำความผิดต้องระวางโทษจ�ำคุก
มาโดยชอบดว้ ยกฏหมาย ต้ังแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หน่ึงแสนบาทถึงสอง
ล้านบาท
ผู้ใดท�ำการแปรรูปไม้ในระหว่างเวลาต้ังแต่พระอาทิตย์ตกถึง ระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือ
พระอาทติ ย์ข้ึน ทงั้ จ�ำทั้งปรับ
ผู้รับอนุญาตแปรรูปไม้ไม่อ�ำนวยความสะดวก และตอบค�ำถาม ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หนง่ึ ปหี รอื ปรบั ไมเ่ กนิ หนงึ่ หมน่ื บาท หรอื
แกพ่ นกั งานเจ้าหนา้ ทใ่ี นการตรวจสอบ ทั้งจำ� ทั้งปรับ
40 |
ความผิด บทกำ� หนดโทษ
ผใู้ ดคา้ หรอื มไี วใ้ นครอบครองเพอื่ การคา้ ซง่ึ สงิ่ ประดษิ ฐ์ เครอื่ งใช้ ระวางโทษจำ� คกุ ตงั้ แตห่ กเดอื นถงึ หา้ ปี และปรบั ตง้ั แตห่ า้ พนั บาท
หรอื สงิ่ อื่นใด ทที่ �ำด้วยไมห้ วงหา้ มที่มชี นิดไม้ ขนาดหรอื ปริมาณ ถึงห้าหมื่นบาท
เกนิ กวา่ ท่ีรัฐมนตรกี �ำหนด ภายในเขตควบคมุ
ผูใ้ ด กอ่ สรา้ ง แผว้ ถาง หรือเผาป่า หรือกระทำ� ดว้ ยประการใด ๆ - ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ ห้าปี หรือปรบั ไมเ่ กนิ ห้าหม่นื บาท หรอื
อนั เปน็ การทำ� ลายปา่ หรอื เขา้ ยดึ ถอื หรอื ครอบครองปา่ เพอื่ ตนเอง ทัง้ จำ� ทงั้ ปรับ
หรอื ผอู้ น่ื เวน้ แตจ่ ะกระทำ� ภายในเขตทไ่ี ดจ้ ำ� แนกไวเ้ ปน็ ประเภท - ถา้ ไดก้ ระทำ� เปน็ เนอ้ื ทเ่ี กนิ ยส่ี บิ หา้ ไร่ ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ตง้ั แต่
เกษตรกรรม และรัฐมนตรีไดป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษาหรอื สองปถี งึ สบิ หา้ ปี และปรบั ตงั้ แตห่ นงึ่ หมน่ื บาทถงึ หนง่ึ แสนบาท
โดยได้รบั ใบอนุญาตจากพนกั งานเจ้าหนา้ ท่ี ในกรณีที่มีค�ำพิพากษาช้ีขาดว่าบุคคลใดกระท�ำความผิดตาม
มาตราน้ี ศาลมอี ำ� นาจทส่ี งั่ ใหผ้ กู้ ระทำ� ผดิ คนงาน ผรู้ บั จา้ ง ผแู้ ทน
และบริวารของผกู้ ระท�ำผดิ ออกไปจากปา่ นั้นได้ด้วย
ผใู้ ดรบั ไว้ ซอ่ นเรน้ จำ� หนา่ ย หรอื ชว่ ยพาเอาไปเสยี ซง่ึ ไม้ หรอื ของ มีความผดิ ฐานเป็นตวั การในการกระทำ� ผิดน้ัน
ปา่ ทต่ี นรอู้ ยแู่ ลว้ วา่ ไดม้ าโดยการกระทำ� ผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
| 41
2. ความผดิ และบทกำ� หนดโทษทีเ่ กีย่ วขอ้ งตามพระราชบัญญตั ปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
ความผดิ บทกำ� หนดโทษ
ผใู้ ดยดึ ถอื ครอบครองทำ� ประโยชนห์ รอื อยอู่ าศยั ในทด่ี นิ กอ่ สรา้ ง - ระวางโทษจำ� คกุ ตงั้ แตห่ นง่ึ ปถี งึ สบิ ปี และปรบั ตง้ั แตส่ องหมน่ื บาท
แผว้ ถาง เผาปา่ ทำ� ไม้ เกบ็ หาของปา่ หรอื กระทำ� ดว้ ยประการใด ๆ ถึงสองแสนบาท
อนั เปน็ การเสอื่ มเสยี แกส่ ภาพปา่ สงวนแหง่ ชาติ - ถ้าได้กระท�ำเปน็ เน้อื ที่เกินยส่ี บิ หา้ ไร่ หรือรวมปรมิ าตรไมเ้ กิน
สี่ลูกบาศก์เมตร หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้�ำล�ำธาร
หรือพื้นท่ชี ายฝ่ัง ผกู้ ระท�ำความผดิ ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ตง้ั แต่
สีป่ ีถงึ ย่สี บิ ปี และปรบั ตั้งแตส่ องแสนบาทถึงสองลา้ นบาท
ผใู้ ดไมป่ ฏบิ ตั ติ ามระเบยี บการใชป้ ระโยชนใ์ นเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ - ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หนง่ึ หมน่ื บาท
ที่อธิบดีก�ำหนด หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามค�ำสั่งพนักงาน หรอื ท้ังจ�ำทัง้ ปรบั
เจ้าหน้าท่ีผู้ควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติน้ัน ซ่ึงสั่งเพื่อ - ระวางโทษปรับวันละไม่เกินห้าพันบาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติ
ป้องกัน หรอื บรรเทาความเสยี หายแกป่ า่ สงวนแหง่ ชาติ ใหถ้ ูกต้อง
- หากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการปฏิบัติการนั้น
ให้ผู้กระท�ำผิดชดใช้ หรือออกค่าใช้จ่ายนั้นท้ังหมด หรือให้
พนักงานเจ้าหน้าท่ีน�ำทรัพย์สินท่ียึดไว้ได้ออกขายโดยวิธีตาม
ที่เห็นสมควร เพื่อชดใช้ค่าใชจ้ า่ ยน้ัน
ผใู้ ดทำ� ใหเ้ สยี หาย ทำ� ลาย ซงึ่ หลกั เขต ปา้ ย หรอื เครอื่ งหมายอนื่ ใด ระวางโทษจ�ำคกุ ไม่เกนิ สามปี หรอื ปรบั ไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ
ที่จัดให้มขี ึ้นตามพระราชบัญญัตนิ ้ี ทงั้ จำ� ท้งั ปรับ
ผู้รับใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตท�ำประโยชน์ผู้ใดฝ่าฝืนหรือ - ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หนงึ่ หมนื่ บาท
ไมป่ ฏบิ ัตติ ามเงอ่ื นไขในใบอนุญาตหรือหนงั สืออนุญาต หรือทง้ั จ�ำทง้ั ปรับ
- หากก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิต หรือสุขภาพอนามัยของ
ประชาชนอยา่ งรา้ ยแรง ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ตงั้ แตห่ นงึ่ ปถี งึ สบิ ปี
และปรบั ต้ังแต่หน่งึ แสนบาทถงึ หนง่ึ ลา้ นบาท
ผู้รับใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตผู้ใดปล่อยปละละเลยให้ ระวางโทษจ�ำคกุ ไม่เกนิ หกเดอื น หรือปรบั ไม่เกนิ หนึง่ หมื่นบาท
บุคคลอื่นบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง หรือกระท�ำการฝ่าฝืนใน หรือทง้ั จ�ำทงั้ ปรบั
พ้ืนท่ีท่ีได้รับอนญุ าต
ผใู้ ดรบั ไว้ ซอ่ นเรน้ จำ� หนา่ ย หรอื ชว่ ยพาเอาไปเสยี ซงึ่ ไม้ หรอื ของปา่ ต้องระวางโทษเสมือนเปน็ ตัวการในการกระทำ� ผดิ น้ัน
ทีต่ นรู้อยูแ่ ล้ววา่ ได้มาโดยการกระท�ำผิดตามพระราชบัญญตั นิ ี้
42 |
3. ความผดิ และบทกำ� หนดโทษที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญตั ิสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
ความผดิ บทก�ำหนดโทษ
ผู้ใดล่าสตั ว์ปา่ สงวน หรือสัตว์ป่าคมุ้ ครอง - ถ้ากระท�ำต่อสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือ
ผู้ใดมีไว้ครอบครองซ่ึงสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซาก ผลติ ภณั ฑจ์ ากซากสตั วป์ า่ คมุ้ ครอง ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ
สัตว์ปา่ ดงั กลา่ ว สบิ ปี หรือปรบั ไมเ่ กินหนง่ึ ล้านบาท หรอื ท้งั จำ� ทง้ั ปรับ
ผใู้ ดคา้ สตั วป์ า่ สงวน สตั วป์ า่ คมุ้ ครอง ซากสตั วป์ า่ หรอื ผลติ ภณั ฑ์ - ถ้ากระท�ำต่อสัตว์ป่าสงวน ซากสัตว์ป่าสงวน หรือผลิตภัณฑ์
จากซากสัตว์ปา่ ดงั กล่าว จากซากสัตว์ป่าสงวน ต้องระวางโทษจ�ำคุก ตั้งแต่สามปีถึง
ผู้ใดนำ� เขา้ หรอื สง่ ออกซึ่งสัตวป์ า่ สงวน ซากสตั ว์ป่าสงวน หรอื สิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงหน่ึงล้านห้าแสนบาท
ผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่าสงวน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจาก หรือท้งั จ�ำทง้ั ปรบั
อธบิ ดี (ซึ่งท�ำได้เฉพาะกรณีกระท�ำเพอ่ื กจิ การสวนสตั ว์ของผู้รบั
ใบอนุญาตจัดต้ังและประกอบกิจการสวนสัตว์ หรือสวนสัตว์ที่
หน่วยงานของรฐั จดั ตง้ั ตามหนา้ ที)่
4. ความผดิ และบทก�ำหนดโทษท่เี กย่ี วข้องตามพระราชบัญญัตเิ ล่อื ยโซย่ นต์ พ.ศ. 2545
ความผิด บทก�ำหนดโทษ
ผู้ไดร้ บั ใบอนุญาต ดัดแปลงเลอื่ ยโซ่ยนต์ใหม้ ีก�ำลงั เครือ่ งเพิม่ ขน้ึ ระวางโทษปรบั ไม่เกนิ หา้ พนั บาท และตอ้ งแก้ไขให้เล่ือยโซย่ นต์
จากทรี่ ะบไุ ว้ในใบอนุญาต นนั้ มกี ำ� ลงั เครอ่ื งจกั รกลเทา่ ทขี่ ออนญุ าตไวเ้ ดมิ ภายในเวลาทศี่ าล
กำ� หนด หากไม่ปฏิบัตติ ามใหศ้ าลสัง่ รบิ เลอ่ื ยโซย่ นตน์ ้นั
หากผไู้ ดร้ บั ใบอนญุ าต ประสงคจ์ ะเปลย่ี นแปลงพนื้ ทใ่ี หม้ หี รอื ใช้ หากไม่ยื่นขออนุญาต ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ
เล่ือยโซ่ยนต์ให้แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ให้ผู้ได้รับ ปรับไมเ่ กนิ สองหมนื่ บาท หรอื ท้งั จำ� ทั้งปรับ
ใบอนุญาตยน่ื ค�ำขอต่อนายทะเบียนเล่อื ยโซย่ นต์
มีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่มีใบอนุญาต หรือไม่แสดงต่อพนักงาน ระวางโทษปรับไมเ่ กินสองพันบาท
เจ้าหนา้ ที่
ผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีเล่ือยโซ่ยนต์ ประสงค์จะน�ำหรือให้ผู้อ่ืน - หากนายทะเบยี นเลือ่ ยโซย่ นตม์ ิได้ดำ� เนนิ การพิจารณาภายใน
น�ำออกไปใช้นอกพื้นที่ท่ีได้รับอนุญาตเป็นการช่ัวคราว ผู้ได้รับ กำ� หนดเวลา ใหถ้ อื วา่ นายทะเบยี นเลอ่ื ยโซย่ นตม์ คี ำ� สง่ั อนญุ าต
ใบอนุญาตจะต้องขออนุญาตโดยระบุพ้ืนที่ และระยะเวลาท่ีจะ ตามค�ำขอ และให้ถือว่าใบรับค�ำขอเสมือนหนึ่งเป็นหนังสือ
นำ� ไปใช้ตอ่ นายทะเบียนเล่อื ยโซ่ยนต์ อนุญาต
- หากไมย่ นื่ ขออนุญาต ตอ้ งระวางโทษจำ� คุกไม่เกนิ หน่ึงปี หรือ
ปรับไม่เกินสองหมืน่ บาท หรือทงั้ จำ� ทั้งปรับ
ผู้ใดซ่อมแซมเล่ือยโซ่ยนต์เป็นธุรกิจเพ่ือสินจ้าง โดยไม่ได้รับ ระวางโทษปรบั ไมเ่ กินห้าพันบาท
ใบอนุญาตจากนายทะเบียนเล่ือยโซ่ยนต์ และซ่อมแซมเล่ือย
โซย่ นต์ทไี่ มม่ เี ครอ่ื งหมายถกู ตอ้ งตามใบอนญุ าต
| 43
5. หน่วยงานท่มี หี นา้ ทรี่ ับผดิ ชอบในการอนรุ กั ษแ์ ละคมุ้ ครองพ้ืนทปี่ ่าพรุควนเครง็
ปา่ พรคุ วนเครง็ มลี กั ษณะทางระบบนเิ วศทสี่ ำ� คญั คอื มลี กั ษณะเปน็ พนื้ ทช่ี มุ่ นำ้� ดงั นนั้ จงึ มหี นว่ ยงานทเี่ ขา้ มาดแู ลเพอ่ื อนรุ กั ษแ์ ละคมุ้ ครอง
พรคุ วนเครง็ ในฐานะเปน็ พนื้ ทช่ี มุ่ นำ้� ทีม่ ีความส�ำคัญ
ระดบั นโยบาย
• คณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรี มสี ่วนสำ� คญั ในการทจี่ ะก�ำหนดนโยบาย เพอื่ การอนุรักษ์และคุม้ ครองพนื้ ที่ช่มุ น�้ำของประเทศไทย เชน่ มติคณะรฐั มนตรี
เมื่อวันท่ี 3 พฤศจิกายน 2552 ไดก้ �ำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจดั ล�ำดบั ความส�ำคญั ของพ้นื ที่ช่มุ น�ำ้ ตลอดทัง้ มาตรการในการอนุรักษ์
พื้นที่ชุ่มน�้ำ และมีการก�ำหนดหน่วยงานหลัก และหน่วยงานสนับสนุนท่ีต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว เช่น ก�ำหนดให้มีการจัดท�ำ
แผนการจดั การพ้ืนทชี่ ุม่ นำ�้ ท่มี ีความสำ� คัญระดับนานาชาติและระดบั ชาติ ทงั้ ในระยะสัน้ และระยะยาว เพอื่ คมุ้ ครองฟนื้ ฟพู นื้ ทช่ี ุ่มนำ้� โดย
ให้กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม เป็นหน่วยงานท่ีรบั ผิดชอบหลัก เปน็ ต้น
• คณะกรรมการสงิ่ แวดล้อมแห่งชาติ
เป็นคณะกรรมการซ่ึงต้ังขึ้นตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีอ�ำนาจหน้าท่ีรับผิดชอบ
ในการเสนอนโยบายและแผนการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดจนก�ำหนดมาตรการ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงาน
ระหว่างสว่ นราชการและรัฐวสิ าหกิจ
• คณะอนุกรรมการการจดั การพ้นื ทีช่ ่มุ น้�ำ
คณะอนุกรรมการการจดั การพนื้ ท่ชี มุ่ น�้ำ แตง่ ตง้ั ข้นึ โดยคณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแหง่ ชาตเิ มอ่ื วนั ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 มีรองปลัด
กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม เปน็ ประธาน ผแู้ ทนจากหนว่ ยราชการทเี่ กีย่ วขอ้ งและองคก์ รพัฒนาเอกชนตา่ ง ๆ รัฐบาล
และผทู้ รงคณุ วฒุ เิ ปน็ อนกุ รรมการและใหส้ ำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม เปน็ ฝา่ ยเลขานกุ าร โดยมหี นา้ ท่ี
กำ� หนดนโยบายและแผนระดบั ชาตสิ ำ� หรบั การจดั การและคมุ้ ครองพนื้ ทช่ี มุ่ นำ�้ ของประเทศไทยเพอ่ื การใชป้ ระโยชนท์ รพั ยากรอยา่ งยงั่ ยนื
สนับสนุนและติดตามการด�ำเนินงานในพ้ืนที่ชุ่มน้�ำให้เป็นไปตามนโยบายแห่งชาติ ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องท้ังใน
ประเทศและต่างประเทศ รวมท้ังจัดให้มีการส�ำรวจ จ�ำแนก ประเมิน จัดท�ำแผนตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ของพื้นที่ชุ่มน�้ำทั่ว
ประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนือ่ ง
• ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม
เป็นหน่วยงานทีม่ ุ่งพัฒนาแผนและกลไกการบรหิ ารจัดการส่ิงแวดล้อมอย่างย่งั ยืน และผลักดันไปสู่การปฏิบัติดว้ ยการจดั ท�ำนโยบายและ
แผนจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม โดยมงุ่ เนน้ กระบวนการการมสี ว่ นรว่ มและประสานการนำ� ไปปฏบิ ตั อิ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง สำ� หรบั
ภารกจิ เกยี่ วกบั การอนรุ กั ษแ์ ละคมุ้ ครองพนื้ ทช่ี มุ่ นำ�้ นน้ั สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ ฝา่ ย
เลขานกุ ารของคณะอนกุ รรมการการจัดการพนื้ ทช่ี มุ่ น�ำ้ เพอื่ ก�ำหนดแนวทางและประสานการดำ� เนินงานดา้ นตา่ ง ๆ ในการจัดการพื้นที่
ชุ่มน�้ำให้เป็นไปในทิศทางเดยี วกัน
44 |
ระดับปฏบิ ตั กิ าร
• กรมปา่ ไม้
เนื่องจากพ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็งน้ัน ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และพ้ืนท่ีป่าถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนั้นกรมป่าไม้
จงึ ถอื เปน็ หนว่ ยงานหลักทีม่ ีหน้าท่รี ับผดิ ชอบดูแลพ้นื ท่ีปา่ พรคุ วนเคร็ง เน่อื งจากเปน็ หน่วยงานทม่ี อี ำ� นาจในการบังคับใช้พระราชบัญญตั ิ
ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โดยมีส�ำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ท่ี 12 (นครศรีธรรมราช)
เปน็ หนว่ ยงานผูร้ บั ผดิ ชอบพนื้ ท่ี
• กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั วป์ ่า และพนั ธุ์พืช
กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตว์ปา่ และพนั ธพุ์ ชื มีพันธกิจหลัก คือ การอนุรักษ์ คมุ้ ครอง และฟ้นื ฟทู รัพยากรปา่ ไมแ้ ละสัตวป์ ่า วิจยั พัฒนา
และใหบ้ รกิ ารดา้ นวชิ าการ บรหิ ารจดั การทรพั ยากรปา่ ไมแ้ ละสตั วป์ า่ โดยการมสี ว่ นรว่ มบนพนื้ ฐานเทคโนโลยที เ่ี หมาะสมและสง่ เสรมิ การใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างสมดลุ และย่ังยืน
ในส่วนของการอนุรักษ์และคุ้มครองพ้ืนที่ป่าพรุควนเคร็งน้ัน จะมีหน่วยงานในสังกัดของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
คอื เขตหา้ มล่าสัตวป์ า่ บ่อล้อ สังกัดส�ำนกั บรหิ ารพื้นทีอ่ นรุ กั ษท์ ่ี 5 (นครศรธี รรมราช) และเขตห้ามล่าสตั ว์ปา่ ทะเลน้อย สงั กัดสำ� นักบรหิ าร
พ้ืนท่ีอนุรกั ษ์ที่ 6 (สงขลา) ดแู ล และประสานงานดา้ นการปอ้ งกนั ปราบปรามและการอนุรกั ษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพน้ื ที่
• กรมประมง
กรมประมง มภี ารกจิ เกยี่ วกบั การศกึ ษาวจิ ยั และพฒั นาดา้ นประมง การจดั การทรพั ยากรประมง การควบคมุ การทำ� ประมงการผลติ สตั วน์ ำ้�
และผลิตภณั ฑป์ ระมง โดยมีประมงจังหวัดนครศรธี รรมราช มีหนา้ ท่ีควบคมุ ติดตาม ตรวจสอบการทำ� ประมงในพื้นที่พรุควนเครง็ ใหเ้ ป็น
ไปตามมาตรการทางกฎหมายท่บี ญั ญตั ิไว้ในพระราชบญั ญัติการประมง พ.ศ. 2490
• องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่
การบริหารราชการของประเทศไทยไดม้ ีการกระจายอ�ำนาจการบรหิ ารจัดการจากส่วนกลางสทู่ อ้ งถนิ่ ท�ำใหอ้ งคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ
มีอ�ำนาจในการบริหารราชการในท้องที่อย่างอิสระและมีความคล่องตัวในการบริหารงานภายในกรอบที่กฎหมายก�ำหนด ท�ำให้สามารถ
แกไ้ ขปัญหา อำ� นวยความสะดวก และตอบสนองความต้องการของประชาชนไดอ้ ย่างรวดเร็ว
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายสำ� คัญ เพื่อดูแลทุกข์สุขและให้บริการประชาชน มีอำ� นาจหน้าท่ีในการพัฒนาพ้ืนที่
รับผดิ ชอบทัง้ ในด้านเศรษฐกจิ สงั คมและวัฒนธรรม รวมถึงการอนรุ กั ษ์ คุม้ ครอง บาํ รุงรกั ษา ฟนื้ ฟูทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
ตามพระราชบญั ญตั สิ ภาตำ� บลและองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บล พ.ศ. 2537 นอกจากนเี้ จา้ หนา้ ทรี่ ะดบั บรหิ ารขององคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
ยังเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โดยประกาศของ
กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมอกี ด้วย
| 45
บทที่ 4
เทคนิคที่ใช้ในการลาดตระเวน
เพื่อเก็บขอ้ มลู ลาดตระเวนเชิงคุณภาพ
(Smart Patrol) ในพนื้ ทป่ี า่ พรคุ วนเครง็
46 |
1. การลาดตระเวนเพอื่ เกบ็ ข้อมูลลาดตระเวนเชิงคณุ ภาพในพน้ื ที่ป่าพรคุ วนเครง็
การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ถูกปรับปรุงและพัฒนาขึ้น เพ่ือการอนุรักษ์และจัดการเสือโคร่งและเหย่ือในถิ่นอาศัยทุก ๆ ผืนป่า ข้อมูล
เบ้ืองต้นที่สุดท่ีจ�ำเป็นต้องทราบ คือ ข้อมูลการกระจายตัวของเสือโคร่งและเหย่ือในผืนป่าน้ัน ๆ รวมทั้งปัจจัยคุกคามท่ีเกิดขึ้นในพ้ืนที่
ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก “เทคนิคการตรวจวัดสถานภาพเสือโคร่ง และเหยื่อในการลาดตระเวน (สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า, 2548)”
โดยการน�ำเทคนิคการส�ำรวจแบบรวดเร็ว (Rapid ecological assessment) (อนรรฆ และคณะ, 2545) มาร่วมกับการลาดตระเวน
จงึ เปน็ แนวทางสำ� คญั ทำ� ใหเ้ ราทราบขอ้ มลู สถานภาพของสตั วป์ า่ และปจั จยั คกุ คามในพน้ื ท่ี สามารถตดิ ตาม (Monitoring) การเปลยี่ นแปลง
ประชากรสตั วป์ า่ และปัจจยั คกุ คามไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
วตั ถุประสงค์
- ทราบการกระจายและความชกุ ชมุ ของเสอื โครง่ และเหยอื่ ขนาดใหญ่ และแนวโนม้ การเปลยี่ นแปลงการกระจายและความชกุ ชมุ
- ทราบปรมิ าณปัจจยั คุกคาม และแนวโนม้ การเปลี่ยนแปลงของปัจจยั คกุ คามในพ้นื ท่ี
- ทราบปรมิ าณ ความถ่ี และพน้ื ท่ีครอบคลุมของการลาดตระเวน
คุณสมบัตขิ องเจา้ หนา้ ที่เก็บขอ้ มูลประจำ� ชุดลาดตระเวน
- สามารถจ�ำแนกสัตว์ปา่ และรอ่ งรอยไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง แมน่ ย�ำ
- มีความรู้ในการใช้ GPS
- มคี วามรู้เร่อื งแผนท่ี เขม็ ทศิ
- รักการเดนิ ปา่ และการลาดตระเวนปา่
อุปกรณ์ประจำ� ชุดลาดตระเวนเพ่ือเกบ็ ขอ้ มลู สัตว์ป่า
1. สมุดบันทกึ ขอ้ มูลตามแบบฟอรม์ 8. กลอ้ งสอ่ งทางไกล
2. สมุดบนั ทกึ ข้อมลู อืน่ ๆ 9. กล้องถ่ายภาพดิจิทลั
3. ปากกา สดี �ำหรือน�้ำเงิน และสแี ดง 10. ตลับเมตรวัดระยะ 2 เมตร
4. เครือ่ ง GPS 11. กระเปา๋ ใสส่ มดุ บนั ทกึ ข้อมลู
5. ถ่าน AA ส�ำรองส�ำหรบั GPS และกล้องถา่ ยภาพ 12. วิทยุสอื่ สาร
6. แผนที่ 1 : 50,000 ครอบคลุมระวางที่จะเดินลาดตระเวน 13. ถุงพลาสติกเล็ก เพ่ือเก็บตวั อยา่ งมูลเสอื และอ่ืน ๆ
7. เข็มทศิ
| 47
ขน้ั ตอนการเก็บขอ้ มูลภาคสนาม
1. การกำ� หนดเสน้ ทางลาดตระเวน กำ� หนดเป้าหมายในการลาดตระเวนแตล่ ะครัง้ ใหช้ ดั เจน
1) ดแู ผนที่ 1 : 50,000 เพ่ือก�ำหนดพ้นื ท่ใี ห้เป็นแนวส�ำหรับลาดตระเวน
2) สรา้ งจุดเป้าหมายของแตล่ ะช่วงลาดตระเวน โดยการสร้างจุดพกิ ดั อ้างอิง
3) ระยะทางรวมกันแลว้ ไม่ควรต่�ำกวา่ 5 กิโลเมตร/วัน ลาดตระเวน
2. การลาดตระเวน
1) ใหใ้ ช้ GPS ชว่ ยในการนำ� ทาง โดยใชฟ้ งั ชน่ั Go To ประกอบกบั การใชเ้ สน้ ทาง ประจำ� หรอื การตดั เสน้ ทางไปหาจดุ ทไี่ ดส้ รา้ งไว้
ในเครือ่ ง GPS
2) พยายามลาดตระเวนนอกเสน้ ทางประจำ� คละกันกบั เส้นทางประจ�ำ เพอื่ เพิ่ม คณุ ภาพการครอบคลมุ พืน้ ที่ในการลาดตระเวน
3) กำ� หนดเสน้ ทางลาดตระเวน ควรใหเ้ ส้นทางลาดตระเวนกระจายครอบคลมุ พนื้ ที่ รบั ผดิ ชอบ
4) กลมุ่ เดนิ นำ� หนา้ พยายามสงั เกตสตั วป์ า่ และรอ่ งรอย พรอ้ มกบั แจง้ เจา้ หนา้ ท่ี ผบู้ นั ทกึ ขอ้ มลู ถงึ ขอ้ มลู สตั วป์ า่ เปา้ หมายทพี่ บเหน็
5) บันทกึ ข้อมลู สตั วป์ า่ ทพ่ี บโดยตรง พบร่องรอยสัตว์ปา่ ทีพ่ บ สภาพป่าบรเิ วณที่พบ ปัจจยั คกุ คามอื่น ๆ ซากสตั ว์ปา่ และอน่ื ๆ
โดยใช้ GPS บนั ทกึ คา่ พกิ ดั (Waypoint) และแบบฟอรม์
6) บนั ทึกเส้นทางการลาดตระเวน (Track)
7) บนั ทึกภาพร่องรอยสตั วป์ า่ ทง้ั เขยี นคำ� อธบิ ายภาพไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัว
8) เดินลาดตระเวนดว้ ยความเรว็ ประมาณ 2 กิโลเมตร/ชว่ั โมง เพือ่ เพิม่ โอกาสการ สังเกตสัตว์ปา่ และปัจจยั คกุ คาม
9) ควรหยดุ พกั ชว่ งเวลาฝนตกหนัก เพราะท�ำใหโ้ อกาสสังเกตการณ์ต่าง ๆ ลดลง
10) หากเจอกองมูลของเสือโคร่ง ให้เก็บใส่ถุงพลาสติกเพื่อนำ� มาตรวจสอบภายหลัง (กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช,
2560, น.46–49)
3. การบนั ทกึ ข้อมลู
เจา้ หนา้ ทป่ี ระจำ� ชดุ ลาดตระเวนทก่ี ำ� หนดไวท้ ำ� หนา้ ทบ่ี นั ทกึ ขอ้ มลู โดยสามารถศกึ ษารายละเอยี ดขน้ั ตอนการบนั ทกึ ขอ้ มลู ไดต้ าม
คูม่ ือนี้
48 |