The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มที่ 1 Smart Patrol ป่าพรุควนเคร็ง-Ebook

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Forestry Research Center, 2021-11-09 20:40:28

เล่มที่ 1 Smart Patrol ป่าพรุควนเคร็ง-Ebook

เล่มที่ 1 Smart Patrol ป่าพรุควนเคร็ง-Ebook

Keywords: Smart Patrol,ป่าพรุควนเคร็ง

ภาพที่ 14 ตวั อยา่ งแบบฟอร์มและการเขยี นแบบฟอร์มการสังเกตการณโ์ ดยชดุ ลาดตระเวน

| 99

100 |

แบบฟอรม์ รายงานซากสตั ว์
เมือ่ พบเห็นซากสตั วต์ อ้ งทำ� การบันทกึ รายละเอียดของซากสัตวป์ ่าทพ่ี บในแบบฟอร์มนี้

1) วนั ทก่ี รอกข้อมูล : ใสว่ นั (ตัวเลข) เดอื น(ตัวอกั ษร) ปี (ตวั เลข) ที่ท�ำการกรอกขอ้ มูล
2) เจา้ หนา้ ทผี่ ู้บนั ทกึ ข้อมูล : ใสช่ ่อื นามสกุลของผู้บันทึกขอ้ มลู พรอ้ มท้ังตำ� แหนง่
3) ชนดิ ซาก : ระบชุ นดิ สัตวข์ องซากท่ีพบ
4) จำ� นวนซาก : ระบุจ�ำนวนของซากสัตว์ท่ีพบ
5) ชอ่ื Waypoint : ใสช่ ื่อ waypoint ของพกิ ดั ทพ่ี บซากทไี่ ดท้ �ำการบันทกึ ลงในเคร่อื ง GPS
6) พกิ ัด GPS (UTM) : ใสพ่ ิกัด UTM บรเิ วณจุดท่พี บซาก
7) อายซุ าก : ระบอุ ายซุ ากทพี่ บ ถา้ สภาพซากยงั สดใหมอ่ ายไุ มเ่ กนิ 1 สปั ดาห์ ใหต้ ก๊ิ ในชอ่ ง สด (1 สปั ดาห)์ ถา้ ซากทพ่ี บพจิ ารณา

แลว้ ว่า มอี ายปุ ระมาณ 1 ถงึ 4 สัปดาห์ เลือกติก๊ ในช่อง ใหม่ (1 – 4 สัปดาห์) ถา้ ซากทพี่ บมอี ายุเกนิ 1 เดอื น แตไ่ ม่ถึง 1 ปี
เลือกตกิ๊ ในช่อง เกา่ (1 – 12 เดอื น) และถา้ ซากท่ีพบอายเุ กิน 1 ปี เลือกตก๊ิ ในชอ่ ง เก่ามาก (>1 ปี)
8) สาเหตกุ ารตาย : ระบสุ าเหตกุ ารตายของซากสตั วท์ พี่ บ โดยพจิ ารณาจากสงิ่ ทเ่ี หน็ จากซากและหลกั ฐานทแี่ ทจ้ รงิ ไมค่ วรคาดเดา
สาเหตุการตายของสัตว์ โดยไม่มีหลักฐานประกอบ ถ้าไม่ทราบให้ใส่ช่อง ไม่ทราบ พร้อมอธิบายลักษณะซากท่ีพบเห็นและ
บรเิ วณทพ่ี บซาก ถา้ ซากนน้ั ตายตามธรรมชาติ หรอื ถกู ฆา่ เพอื่ การจดั การ ตอ้ งระบสุ าเหตดุ ว้ ย แตถ่ า้ ซากทพี่ บ ตายจากการลา่
ใหร้ ะบอุ าวุธท่ใี ชล้ า่ (ถ้าท�ำได)้ และระบุสาเหตุผลกั ดนั ที่ทำ� ให้เกดิ การลา่ สัตว์ชนิดนน้ั ๆ
9) เพศของซากสัตว์ : ถา้ สามารถระบุไดใ้ ห้ระบุด้วย
10) เกณฑอ์ ายขุ องสตั ว์ : ถา้ สามารถระบุได้ให้ระบุด้วย
11) ขนาดและต�ำหนิ : ถ้าเป็นไปได้ให้วัดขนาดของซากที่พบด้วย โดยการวัดส่วนต่าง ๆ ที่ก�ำหนดให้ในแบบฟอร์ม โดยการวัด
ใหใ้ ชห้ นว่ ยเปน็ เซนตเิ มตร ถา้ เปน็ เขาสตั ว์ หรอื งาชา้ ง ใหก้ ำ� หนดเลขที่ หรอื รหสั จดั เกบ็ ดว้ ยทกุ ครงั้ (การกำ� หนดรหสั จดั เกบ็
ขนึ้ อยู่กบั การจดั การแตล่ ะเขตอนรุ กั ษ์)
12) หมายเหตุ : ใหใ้ สค่ ำ� อธิบายเพมิ่ เตมิ หรอื ความคิดเหน็ เพ่มิ เติม

| 101

สถานการณจ์ ำ� ลองการบนั ทกึ ในแบบฟอรม์ ซากสัตวแ์ ละเกบ็ ขอ้ มลู สตั วป์ า่

102 |



ภาพที่ 15 ตัวอยา่ งแบบฟอรม์ และการเขียนแบบฟอรม์ รายงานซากสตั ว์

  | 103

แบบฟอรม์ การส�ำรวจโป่งและแหลง่ ปจั จยั ที่เหมาะสมส�ำหรบั สัตว์ปา่ (ปัจจยั ดา้ นนิเวศ)
ระหว่างการลาดตระเวน หากมกี ารพบเหน็ แหล่งโป่ง ต้นไทร ตน้ ญวนผ้งึ ควรมีการบันทึกข้อมลู เหล่าน้ีไวด้ ้วย เนอ่ื งจากสถานทเี่ หลา่ น้ี
มกั สร้างความสนใจและดึงดดู ให้สัตว์ป่าเข้ามาใช้ประโยชน์ และอาจเป็นแหล่งรวมผูก้ ระท�ำความผดิ ที่เขา้ มาล่าหรอื ดกั จับสตั ว์ปา่ รวมทง้ั
เกบ็ หาของปา่ ทง้ั นีส้ ามารถน�ำขอ้ มูลที่ได้ไปใช้วางแผนการปอ้ งกันและการจัดการพืน้ ทีไ่ ด้

1) โป่ง : ถ้าพบโป่ง ให้พิจารณาว่าเป็นโป่งน�้ำหรือโป่งดินแล้วให้ต๊ิกในช่องน้ัน ๆ จากนั้น ระบุความกว้างและยาวของโป่งที่พบ
โดยประมาณ ถา้ มรี อ่ งรอยของสตั วเ์ ขา้ มาใชโ้ ปง่ ใหต้ ก๊ิ ทชี่ อ่ ง “มสี ตั วเ์ ขา้ ไปใชป้ ระโยชน”์ พรอ้ มระบชุ นดิ สตั วท์ พ่ี บเหน็ วา่ เขา้ มา
ใช้โป่งนั้น ๆ ครา่ ว ๆ โดยอาจเลือกบันทึกเฉพาะชนิดสตั วป์ ่าทมี่ คี วามเสย่ี งตอ่ ปจั จัยคกุ คาม ถา้ พิจารณาแลว้ ว่าโปง่ ทพี่ บเห็น
ไม่น่ามีสัตว์เข้ามาใช้แล้วให้ต๊ิกในช่อง “ไม่มีสัตว์ใช้ประโยชน์” จากนั้นให้ต๊ิกเลือกสาเหตุท่ีท�ำให้คิดว่าโป่งน้ัน ๆ ไม่มีสัตว์ใช้
ประโยชนแ์ ล้ว จากนั้นอธิบายลักษณะโป่งนัน้ ๆ ครา่ ว ๆ เช่น เป็นโป่งดินขนาดไม่ใหญม่ ากอยูข่ า้ งร่องหว้ ยแหง้ มีตรงกลาง
เวา้ เข้าไป เกิดจากการขดุ กินดินของสัตว์

2) ไทร : เม่ือพบต้นไทร ให้สังเกตผลว่ามีผลไทรหรือไม่ สุกหรือยัง (อธิบายเพิ่มเติม) แล้วเลือกต๊ิกในช่องใดช่องหน่ึง และระบุ
รอ่ งรอยสตั วท์ พ่ี บเหน็ รอบตน้ ไทรโดยอาจเลอื กบนั ทกึ เฉพาะชนดิ สตั วป์ า่ ทมี่ คี วามเสยี่ งตอ่ ปจั จยั คกุ คาม สามารถแสดงความคดิ เหน็
และอธิบายเพิม่ เติมในช่องหมายเหตุ

3) ต้นยวนผึ้ง : เมื่อพบเห็นต้นยวนผ้ึง ให้สังเกตว่ามีรังผ้ึงหรือไม่แล้วเลือกติ๊กในช่องที่ก�ำหนดให้ แล้วสังเกตว่ามีร่องรอยการใช้
ประโยชน์หรือไม่ ถ้ามใี ห้เลอื กวา่ มีการใช้ประโยชน์จากอะไร สามารถแสดงความคดิ เห็นและอธิบายเพม่ิ เติมในช่องหมายเหตุ

4) อน่ื ๆ บรรยาย : ในกรณที สี่ ภาพพน้ื ทบี่ รเิ วณนนั้ เหมาะตอ่ การดกั ลา่ สตั วป์ า่ อนั เนอ่ื งมาจากมอี าหารทส่ี ตั วป์ า่ ชอบ ผลู้ าดตระเวน
พงึ บนั ทกึ ในชอ่ งน้ี เชน่ ตน้ ไมช้ นดิ อนื่ ทเ่ี ปน็ พชื อาหารของสตั วป์ า่ หรอื บรเิ วณทมี่ หี ญา้ ระบดั ขนึ้ และเปน็ แนวตอ่ ระหวา่ งเขตอนรุ กั ษ์
กบั ไรช่ าวบ้าน หรืออาจไดข้ า่ ว

104 |

สถานการณจ์ �ำลองการบันทกึ ขอ้ มลู ในแบบฟอรม์ การส�ำรวจโปง่ และเกบ็ ข้อมลู สัตวป์ ่า

| 105

ภาพท่ี 16 ตวั อย่างแบบฟอรม์ และการเขยี นแบบฟอรม์ การสำ� รวจโปง่ และแหลง่ ปจั จยั ท่เี หมาะสมส�ำหรบั สตั ว์ (ปจั จยั ด้านนเิ วศ)
1 06 |

แบบฟอร์มการส�ำรวจเสอื โคร่ง/สัตวผ์ ู้ล่า
ระหวา่ งการลาดตระเวนถ้าพบเหน็ ตวั เสือโครง่ ร่องรอยและซากเหย่ือของเสอื โคร่งให้บันทกึ ขอ้ มลู โดยละเอยี ดในแบบฟอรม์ น้ี

1) รอ่ งรอยตนี : ใหว้ ดั ความกวา้ งทงั้ หมด (TW) และความยาวทง้ั หมด (TL) ของรอยตนี ความกวา้ งขององุ้ (PW) โดยวดั เปน็ หนว่ ย
เซนติเมตร พรอ้ มระบุว่าเปน็ ตีนซา้ ยหรือขวา ตนี หนา้ หรอื หลัง เท่าทร่ี อ่ งรอยจะเออ้ื อ�ำนวย
2) กนิ ซาก : ถา้ พบซากเหยอื่ ของเสอื โครง่ ใหร้ ะบวุ า่ ซากนน้ั ๆ เปน็ อาหารของเสอื โครง่ หรอื เสอื ดาว ถา้ ไมท่ ราบตกิ๊ ชอ่ งไมท่ ราบ
พร้อมท้ังระบุชนดิ เหยื่อ
3) เสียงร้อง : ถ้าได้ยินเสียงร้องของเสือโคร่ง ให้บันทึกจ�ำนวนคร้ังและจ�ำนวนตัวด้วย เท่าท่ีจะสามารถท�ำได้ เช่น ร้องสองตัว
ร้องเฉลีย่ 5 ครัง้ ตอ่ 1 นาที
4) เหน็ ตัว : ถา้ พบเห็นตัว ให้พจิ ารณาวา่ เสือโคร่งท่ีพบเห็นมีอายอุ ยใู่ นช่วงใด และเพศอะไร (ถา้ ทราบ) และระบเุ วลาท่พี บเห็น
ตวั เสอื โดยชว่ งตวั เสอื โครง่ เตม็ วยั ประมาณ 170-229 ซม. หางยาวประมาณ 95-119 ซม. นำ�้ หนกั ประมาณ 245 กก. พรอ้ มระบุ
พฤตกิ รรมของเสือท่พี บเหน็ ในชอ่ งพฤติกรรม เชน่ ก�ำลังเดนิ ผ่านตามถนนดิน
5) ลับเล็บ/ท่ี : หมายถึงรอ่ งรอยลบั เล็บของเสอื โครง่ ถ้าพบให้ระบวุ ่าพบท่ไี หน เชน่ พบ รอยเลบ็ บนต้นแดง เป็นต้น
6) กองข้ี : ถ้าพบกองขี้ ให้ระบุว่าเก่าหรือใหม่ โดยข้ีใหม่มักจะมีเมือกเปียกและรา ยังไม่ข้ึน พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างกองขี้ที่พบ
โดยต้องให้รหัสตัวอย่างข้ีที่เก็บมาด้วยทุกคร้ัง รหัสตัวอย่างขี้ต้องขึ้นต้นด้วย Sc ซ่ึงเป็นตัวย่อของ Scat ท่ีแปลว่า ขี้ ตามด้วย
ขดี ช่อื ย่อของผ้เู กบ็ ตวั อย่าง (ตัวอกั ษรภาษาอังกฤษ) วนั เดอื นปี (ตัวเลข) ขดี ตามด้วยลำ� ดบั ตวั อย่างที่เกบ็ ในรอบวันน้ัน ๆ เช่น
Sc-NK-120848-1 ทง้ั นกี้ ารจะระบวุ า่ กองขน้ี นั้ เปน็ ขเี้ สอื โครง่ หรอื ไมน่ นั้ จำ� เปน็ ตอ้ งมรี อ่ งรอยของการคยุ้ หรอื รอยตนี อยใู่ นบรเิ วณนน้ั
ดว้ ยเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณา มฉิ ะนนั้ อาจเกดิ ความผดิ พลาดในการจำ� แนก ดงั นน้ั หากจะบนั ทกึ กองขต้ี อ้ งบนั ทกึ รอ่ งรอยการคยุ้
หรอื /และรอยตีนด้วยเสมอ
7) Spray : ถา้ พบเหน็ รอ่ งรอยการพน่ สเปรยข์ องเสอื โครง่ ใหร้ ะบสุ ถานทที่ พ่ี บรอ่ งรอย และระดบั ความสงู จากพน้ื ดนิ (หนว่ ยเปน็ เมตร)
8) รหสั ซาก : ถา้ พบเห็นซากเสอื โครง่ ตอ้ งระบรุ หัสซากซึ่งขึ้นต้นด้วย Ca ยอ่ มาจาก คำ� วา่ Carcass ท่ีแปลวา่ ซาก ตามดว้ ยขดี
ช่ือย่อของคนเก็บข้อมูล (ตัวอักษรภาษาอังกฤษ) ขีด วันที่เก็บข้อมูลซากนั้น ขีด และล�ำดับการพบเห็นซากในวันน้ัน ๆ เช่น
Ca-NK-120848-1 จากนัน้ บนั ทึกรายละเอยี ดในแบบฟอรม์ ซากสตั ว์
9) รหสั เกบ็ รอย : ถา้ ทำ� การวาดหรอื หลอ่ รอยตนี เกบ็ ไว้ ตอ้ งมกี ารใสร่ หสั ใหร้ อ่ งรอย ทกุ อนั ทเ่ี กบ็ มา โดยขน้ึ ดว้ ย Tr ซงึ่ เปน็ ตวั อยา่ ง
จากคำ� วา่ Track ทแี่ ปลวา่ รอยตนี ตามดว้ ยขดี ชอ่ื ยอ่ ของคนเกบ็ ตวั อยา่ ง (ตวั อกั ษรภาษาองั กฤษ) ขดี วนั ทเ่ี กบ็ ตวั อยา่ งรอย ขดี
และล�ำดบั ของตัวอยา่ งท่ที ำ� การเก็บในวันนัน้ ๆ เช่น Tr-NK-120848-1 

| 107

ภาพท่ี 17 ตวั อย่างแบบฟอร์มและการเขยี นแบบฟอรม์ การสำ� รวจเสือโครง่ /สตั ว์ผลู้ า่
1 08 |

แบบฟอร์มการสอบทานข้อมูลหลงั ปฏิบตั งิ าน : ข้อสรปุ และผลการลาดตระเวน
1) สว่ นการจดั การ/บริเวณทีล่ าดตระเวน : ให้บรรยายย่อ ๆ ถึงเสน้ ทางการลาดตระเวน รวมท้งั ชื่อพ้ืนทแ่ี ละสว่ นของพ้ืนที่เขตฯ
ทเ่ี ดินผา่ น
2) วาดเสน้ ทางลาดตระเวนและทำ� เครอ่ื งหมายแสดงจดุ เกดิ เหตตุ ่าง ๆ ในแผนท่ี : ในการลาดตระเวนแตล่ ะครงั้ ควรมีการสำ� เนา
แผนที่ของพื้นท่ีเขตฯ เพ่ือใช้บันทึกเส้นทางลาดตระเวน ให้แนบแผนท่ีดังกล่าวไว้ในรายงานการลาดตระเวนภาคพ้ืนดิน
ท�ำสญั ลกั ษณจ์ ดุ เกดิ เหตุ และ/หรอื ค่ายพกั แรม ลงในแผนท่ีดว้ ย สามารถวาดเป็นเส้นทางครา่ ว ๆ ในช่องว่างหรอื นำ� แผนที่
มาแนบประกอบก็ได้

“แนบแบบฟอรม์ แตล่ ะชดุ พรอ้ มทงั้ ระบจุ ำ� นวนหนา้ ของแบบฟอรม์ แตล่ ะชดุ ดว้ ย หากมรี ายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ของเหตกุ ารณใ์ ด ๆ ทน่ี า่ สนใจ
ใหเ้ ขียนลงในหมายเหตุเพิม่ เติม โดยกล่าวถงึ เหตกุ ารณ์ พร้อมทงั้ ระบวุ นั เวลา และพิกดั รวมท้งั รายละเอียดทั่ว ๆ ไปของเหตุการณท์ ่ีพบ
ท่ีต้องการบันทกึ ” (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพนั ธ์ุพชื , 2560, น.98–138)
ภาพท่ี 18 ค�ำอธิบายคำ� ยอ่ ในแบบฟอร์มท่ีใชใ้ นการลาดตระเวน

| 109



ภาพที่ 19 ตัวอย่างแบบฟอร์มและการเขยี นแบบฟอร์มการสอบทานข้อมลู หลังปฏิบตั งิ าน : ข้อสรุปและผลการลาดตระเวน

110 |

บทท่ี 5
การปฏิบตั ิงานในการป้องกัน ปราบปราม
ท่ีเก่ียวข้องกับการกระท�ำความผิดตาม
กฏหมายปา่ ไม้และทรพั ยากรธรรมชาติอื่น ๆ

| 111

1. บทบาทและสถานะของผูป้ ฏิบัติงาน

ในพระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ พ.ศ. 2484 นน้ั กำ� หนดให้ “เจา้ พนกั งานปา่ ไม”้ และ “พนกั งานปา่ ไม”้ เปน็ ผมู้ หี นา้ ทด่ี ำ� เนนิ การตามพระราชบญั ญตั ิ
ปา่ ไม้ พ.ศ. 2484 สว่ นต�ำแหน่งอ่ืน ๆ ในกรมปา่ ไม้ หรือบุคคลภายนอกน้นั จะต้องไดร้ ับการแต่งตงั้ จากรัฐมนตรวี า่ การกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์เสยี ก่อน จึงจะมีหนา้ ท่ดี �ำเนนิ การตามพระราชบญั ญัตปิ า่ ไม้ แต่ในกฎหมายฉบับอื่นท่ีเกย่ี วขอ้ ง คอื พระราชบญั ญตั ิอุทยาน
แหง่ ชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบญั ญตั ปิ า่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั วป์ า่ พ.ศ. 2503 และพระราชบญั ญตั ิ
สวนป่า พ.ศ. 2535 หาได้ก�ำหนดตำ� แหน่งเจา้ หน้าที่ไวเ้ ป็นการเฉพาะ เช่น พระราชบญั ญัตปิ ่าไม้ พ.ศ. 2484 ไมเ่ พียงแตบ่ ัญญตั ิวา่ ผใู้ ด
จะเปน็ ผมู้ ีหน้าที่ในการปฏบิ ัติตามกฎหมายแตล่ ะฉบบั นน้ั ตอ้ งเปน็ ไปตามประกาศแต่งตงั้ พนกั งานเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั มนตรี ซึ่งการก�ำหนด
ใหม้ กี ารแตง่ ตง้ั บคุ คลดงั กลา่ ว ดำ� เนนิ การหรอื ปฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั แิ ตล่ ะฉบบั นนั้ (ยกเวน้ พนกั งานเจา้ หนา้ ทตี่ ามพระราชบญั ญตั ิ
สวนปา่ พ.ศ. 2535) ต้องเข้าใจวา่ มอี ำ� นาจและหน้าทม่ี ากกวา่ “พนักงานฝา่ ยปกครอง หรอื ต�ำรวจ” เพราะพนักงานฝา่ ยปกครองหรือ
ตำ� รวจจะมหี นา้ ทห่ี ลกั เฉพาะ เพอ่ื การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชนและการจบั กมุ ปราบปรามผกู้ ระทำ� ความผดิ กฎหมายเทา่ นน้ั
แต่ “เจา้ พนกั งานปา่ ไม”้ “พนกั งานปา่ ไม”้ หรอื “พนกั งานเจา้ หนา้ ท”่ี ทร่ี ฐั มนตรแี ตง่ ตงั้ นน้ั นอกจากจะมหี นา้ ทใี่ นการปอ้ งกนั และปราบปราม
ผ้กู ระทำ� ความผดิ ตามพระราชบญั ญัติแตล่ ะฉบับแลว้ ยงั มีอ�ำนาจและหนา้ ท่ีอ่นื เช่น การอนญุ าตหรือไม่อนญุ าตใหด้ �ำเนนิ การอยา่ งหนง่ึ
อยา่ งใดตามกฎหมายกำ� หนดไวเ้ ป็นการเฉพาะ เชน่ การอนุญาตเกีย่ วกบั การทำ� ไม้ การส่ังใหอ้ อกจากป่าสงวน เปน็ ต้น
ในทางกลับกัน ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตวป์ ่า พ.ศ. 2503 ได้กำ� หนดให้พนักงานเจ้าหน้าทตี่ ามพระราชบัญญตั แิ ต่ละฉบับ ยกเว้น
พระราชบญั ญตั สิ วนปา่ พ.ศ. 2535 เปน็ พนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจ ซงึ่ จะตอ้ งมอี ำ� นาจและหนา้ ทเี่ ชน่ เดยี วกบั พนกั งานฝา่ ยปกครอง
และตำ� รวจท่วั ไป
สว่ นพระราชบญั ญตั สิ วนปา่ พ.ศ. 2535 นน้ั ถอื วา่ พนกั งานเจา้ หนา้ ทแี่ ละนายทะเบยี นตามกฎหมายสวนปา่ เปน็ เจา้ พนกั งานโดยอตั โนมตั ิ
เพราะเปน็ ขา้ ราชการทีไ่ ด้รบั แตง่ ตงั้ ให้ปฏิบัติราชการของฝา่ ยบริหารโดยตรง การบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
ไวอ้ ยา่ งชดั แจ้งยอ่ มตดั ปัญหาขอ้ โตเ้ ถียงต่าง ๆ ออกไปได้ และเนอ่ื งจากกฎหมายมิไดบ้ ัญญตั ิใหพ้ นกั งานเจา้ หน้าทห่ี รือนายทะเบียนเป็น
พนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย พนักงานเจ้าหน้าท่ีและนายทะเบียนจึงเป็นเพียง
เจา้ พนกั งานทว่ั ไป มไิ ดเ้ ปน็ เจา้ พนกั งานในการยตุ ธิ รรมและไมม่ อี ำ� นาจจบั กมุ ปราบปรามผกู้ ระทำ� ความผดิ แตอ่ ยา่ งใด แตก่ ารเปน็ เจา้ พนกั งาน
ทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา ย่อมไดร้ ับความคุ้มครองตาม มาตรา 136 – 146 และถูกควบคุมตามมาตรา 147 – 166 ซ่ึงผู้ทเี่ ป็น
เจ้าพนักงานทงั้ หลาย ควรตอ้ งสนใจศึกษาบทบญั ญัตดิ ังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายคุ้มครองและควบคุมเฉพาะการปฏิบัติหน้าท่ีเท่านั้น ถ้ามิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือนอกเหนือหน้าที่ก็ไม่อยู่ใน
ความคุ้มครองหรือควบคุมของประมวลกฎหมายอาญาแต่อย่างใด ส่วนจะอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระเบียบวินัยข้าราชการหรือไม่
จะต้องพิจารณาถึงกฎหมายดังกล่าวโดยตรง ส�ำหรับการเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือต�ำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญาท�ำให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรม เป็นผลให้ได้รับความคุ้มครองมีมากขึ้นกว่าปกติ แต่ต้อง
พงึ ระลกึ เสมอว่า เม่อื ใดที่มีการคุ้มครองมากขึ้น ความรบั ผิดทางกฎหมายก็ยอ่ มมากข้นึ ดว้ ยเช่นเดยี วกัน (พลวรี ,์ 2559)

112 |

2. อำ� นาจและหนา้ ที่

“อำ� นาจ” คือ การมีดุลยพินิจในการตดั สนิ ใจตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมายของเจา้ พนักงาน ในทำ� นองเดียวกบั ประชาชนเองก็มีดุลยพนิ ิจ
ในการตดั สนิ ใจตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายเชน่ เดยี วกนั จะตา่ งกนั ตรงทดี่ ลุ ยพนิ จิ ของประชาชนเราจะเรยี กวา่ “สทิ ธ”ิ เชน่ สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ
ของตน คอื ประชาชนยอ่ มท่ีจะมดี ุลยพนิ ิจในการตัดสนิ ใจท่จี ะใชท้ รพั ย์น้นั หรือไม่ใช้ทรพั ยส์ นิ นน้ั กไ็ ด้ ต่างกบั “หนา้ ที่” ไม่วา่ จะเป็นของ
เจ้าพนักงานหรือของประชาชนก็จะเรียกว่า “หน้าที่” เหมือนกัน เพราะผู้มีหน้าท่ีจะต้องกระท�ำการตามหน้าท่ีนั้น ไม่อาจใช้ดุลยพินิจ
เพื่อการตัดสินใจได้เลย เช่น หน้าที่ของพนักงานขับรถของกรมป่าไม้ก็ต้องขับรถราชการ ไม่มีดุลพินิจที่จะตัดสินใจไม่ขับรถตามท่ีได้รับ
มอบหมาย เพราะจะมีความผิดในการขัดค�ำสั่งทางราชการ หรือกรณีชายไทยมีหน้าที่ต้องเข้ารับการคัดเลือกรับราชการทหารกองเกิน
กไ็ มม่ ดี ุลพินจิ ตดั สนิ ใจทีไ่ ม่เข้ารับการคัดเลือก เพราะเป็นความผดิ ทางอาญาทท่ี �ำให้ต้องรับโทษได้
การเปน็ พนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญานน้ั ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ หนา้ ทท่ี จี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั แิ ละอำ� นาจ
ในการสงั่ การตามทีก่ ฎหมายก�ำหนด แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
อำ� นาจ
1) อำ� นาจในการสบื สวนคดอี าญา การสบื สวนเปน็ อำ� นาจทมี่ มี าจากหนา้ ทใี่ นการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน และเพอ่ื ทจ่ี ะ
ทราบรายละเอยี ดการกระทำ� ความผดิ ในสว่ นของพนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจนนั้ กฎหมายมไิ ดบ้ ญั ญตั วิ ธิ กี ารสบื สวนควรจะดำ� เนนิ การ
อย่างไร เช่น จะต้องไปซุ่มดู หรือแอบดู หรือสะกดรอยผู้กระท�ำความผิด หรือควรจะซักถามใครอย่างใด กฎหมายเพียงแต่ระบุว่าให้
ด�ำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ซึ่งแตกต่างกับการสอบสวน ของพนักงานสอบสวนที่กฎหมายก�ำหนดให้พนักงาน
สอบสวนมอี �ำนาจท่ีจะเรยี กบคุ คลทั้งท่เี ป็นพยานหรือผตู้ ้องหาให้มาพบพนักงานสอบสวนเนื่องในการสอบสวน
นอกจากนั้นยังระบุขอบเขตของการสอบสวนไว้ชัดเจนว่าท�ำได้เพียงใด ทั้งน้ีเน่ืองจากว่า การสอบสวนกระบวนการพิสูจน์ความผิดท่ีได้
เกดิ ขึ้นแลว้ เป็นส�ำคัญ และยังถอื วา่ การสืบสวนเปน็ ส่วนหน่ึงของกระบวนการสอบสวนดว้ ย เพราะการสืบสวนส่วนหนง่ึ ก็เพอ่ื ท่ีจะทราบ
รายละเอยี ดแหง่ ความผดิ นน่ั เอง ดงั นนั้ ในสว่ นของการใชอ้ ำ� นาจในการสบื สวนคดอี าญาของพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ ในพระราชบญั ญตั ทิ เี่ กย่ี วขอ้ ง
จำ� เปน็ ต้องศึกษาแยกตา่ งหากเป็นกรณีพเิ ศษ
2) อำ� นาจในการตรวจคน้ การใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ทม่ี อี ำ� นาจในการตรวจคน้ นน้ี อกจากจะเพอื่ การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน
ดงั กลา่ วมาแลว้ ยงั เปน็ อำ� นาจเพอ่ื การจบั กมุ รวมตลอดเพอื่ การคน้ หาสง่ิ ของดว้ ย ดงั นนั้ อาจแยกออกเปน็ การคน้ หาบคุ คลผกู้ ระทำ� ความผดิ
กับการค้นหาสิ่งของทม่ี ีไว้เป็นความผดิ หรือจะไดใ้ ช้ หรอื ใชใ้ นการกระท�ำความผิด หรอื ได้มาจากการกระทำ� ความผิด หรอื สิง่ ของท่จี ะใช้
เปน็ พยานหลกั ฐานเพอ่ื พสิ จู นค์ วามผดิ หรอื ความบรสิ ทุ ธด์ิ ว้ ย โดยในสว่ นของการดำ� เนนิ การตรวจคน้ ของพนกั งานเจา้ หนา้ ทน่ี ้ี จะตอ้ งเปน็
การใช้อ�ำนาจใหเ้ ปน็ ไปตามบทบญั ญตั ิแหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญาโดยเคร่งครดั
3) อำ� นาจในการยดึ สง่ิ ของ การยดึ สงิ่ ของเปน็ ผลมาจากการทำ� หนา้ ทใี่ นการจบั กมุ และใชอ้ ำ� นาจการตรวจคน้ ดงั กลา่ วมาแลว้ และสง่ิ ทจ่ี ะยดึ
จะตอ้ งเปน็ สงิ่ ของทม่ี ไี วเ้ ปน็ ความผดิ หรอื จะไดใ้ ช้ หรอื ใชใ้ นการกระทำ� ความผดิ หรอื ไดม้ าจากการกระทำ� ความผดิ หรอื สงิ่ ของทจ่ี ะใชเ้ ปน็
พยานหลกั ฐานเพ่ือพิสจู น์ความผิดหรอื ความบริสทุ ธิ์ด้วย โดยในสว่ นของการยึดสงิ่ ของนี้ นอกจากจะเป็นไปตามบทบัญญตั ิแห่งประมวล
กฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา อนั เป็นบทบญั ญัตใิ นหลักเบอื้ งตน้ แล้ว จะต้องเป็นไปตามบทบญั ญตั ใิ นพระราชบัญญตั ทิ เ่ี กย่ี วข้องดว้ ย

| 113

หน้าที่
1) หน้าทใ่ี นการรกั ษาความสงบเรยี บร้อยของประชาชน
ในกฎหมายทกุ ฉบบั ไมม่ คี ำ� จำ� กดั ความของคำ� วา่ “การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน” แตเ่ ปน็ ทเี่ ขา้ ใจกนั วา่ การรกั ษาความสงบ
เรียบร้อยของประชาชน หมายรวมถึง การดำ� เนนิ การตา่ ง ๆ ตามที่กฎหมายบัญญตั ไิ ว้ เพ่ือมิใหเ้ กดิ การละเมิดต่อกฎหมาย มไิ ด้หมายถึง
ความสบั สนวนุ่ วายของสภาพสงั คม เชน่ การเดนิ ขบวนเพอื่ เรยี กรอ้ งสทิ ธทิ พ่ี งึ มขี องประชาชนมใิ ชเ่ ปน็ การกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ย
เว้นเสยี แตก่ ารเดนิ ขบวนดังกลา่ วก่อใหเ้ กิดการละเมดิ สทิ ธขิ องบคุ คลอนื่ อาจเปน็ การกอ่ ให้เกิดความไมส่ งบเรียบร้อยได้
ปญั หาจงึ อยูท่ ว่ี า่ พนักงานเจา้ หนา้ ท่ีควรจะปฎิบตั อิ ย่างไร เพ่อื การรักษาความสงบเรียบรอ้ ย ในแง่มมุ ของกฎหมายนั้น เมื่อใดที่กฎหมาย
ให้หน้าที่แก่เจ้าหน้าท่ีของรัฐ กฎหมายก็จะบัญญัติอ�ำนาจควบคู่กันไปด้วย ฉะนั้นการรักษาความสงบเรียบร้อยในแง่มุมของกฎหมาย
ในทางหนง่ึ ก็คือ การสบื สวน เพือ่ แสวงหาข้อเทจ็ จริงและหลักฐาน ซงึ่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำ� รวจไดป้ ฏิบตั ิไปตามอ�ำนาจและหนา้ ท่ี
ในอนั ทจ่ี ะป้องกันมใิ ห้เกดิ การกระท�ำความผิดข้ึน
ในอกี ทางหนง่ึ คอื การตรวจคน้ เพอ่ื หาสงิ่ ของทจ่ี ะใชใ้ นการกระทำ� ความผดิ ซงึ่ กเ็ พอ่ื การปอ้ งปรามเชน่ เดยี วกนั นอกจากนน้ั ยงั อาจจะตอ้ ง
ดำ� เนินการอื่น ๆ ตามทเ่ี หน็ สมควร เพือ่ เป็นการปอ้ งกนั การกระท�ำความผดิ เช่น เจา้ หน้าท่ขี องกรมป่าไม้ ผมู้ หี นา้ ทด่ี ูแลป่าไม้ หรือดูแล
อทุ ยานแห่งชาติ หรอื ป่าสงวนแห่งชาติ หรอื รบั ผดิ ชอบเขตรักษาพันธส์ุ ัตวป์ ่า ตามแตก่ ฎหมายแตล่ ะฉบบั กำ� หนด อาจดำ� เนนิ การส�ำรวจ
ตรวจสอบแนวเขตพ้ืนท่ีท่ีตนรับผิดชอบดูแลเป็นประจำ� ทุกปี เพ่ือทราบข้อเท็จจริงว่ามีการบุกรุกแนวเขตพื้นท่ีที่ตนรับผิดชอบมากน้อย
เพยี งใด หรือเพื่อเปรียบเทยี บการเปลยี่ นแปลง และเพ่อื การปอ้ งปรามมใิ ห้มผี ้บู กุ รุกเขา้ ไป เพราะการส�ำรวจแนวเขตดงั กล่าวเท่ากับเปน็
การแสดงอาณาเขตในความรบั ผดิ ชอบและอ�ำนาจรัฐอยา่ งชดั แจ้ง
2) หน้าทใ่ี นการปราบปรามและจบั กุมผ้กู ระท�ำความผิด
การปราบปรามและการจับกุมผู้กระท�ำความผิดเป็นหน้าท่ีของพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจโดยแท้ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญาระบไุ วใ้ นมาตรา 2 (16) ก�ำหนดไว้วา่ “ในเมื่อทำ� การอันเกย่ี วกับการปราบปรามผกู้ ระท�ำความผดิ กฎหมาย ซ่ึงตนมี
หนา้ ทตี่ อ้ ง “จบั กมุ หรอื ปราบปราม” ดงั นนั้ ในการปฏบิ ตั กิ ารตามกฎหมายปา่ ไมข้ องพนกั งานเจา้ หนา้ ทต่ี ามพระราชบญั ญตั ทิ ง้ั สฉี่ บบั ดงั กลา่ ว
ซงึ่ กำ� หนดสถานะใหเ้ ปน็ พนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจนนั้ หากพบการกระทำ� ความผดิ แลว้ ไมด่ ำ� เนนิ การปราบปรามและจบั กมุ กจ็ ะเปน็
ความผิดต่อต�ำแหน่งหน้าท่ีราชการฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทันที ตรงกันข้าม
ถา้ แกลง้ จบั โดยทผ่ี ถู้ กู จบั ไมไ่ ดก้ ระทำ� ความผดิ กจ็ ะเปน็ ความผดิ ตอ่ ตำ� แหนง่ หนา้ ทใ่ี นการยตุ ธิ รรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200
วรรคสอง เชน่ เดียวกนั ซง่ึ จะแตกตา่ งกับ “อ�ำนาจ” เพราะอ�ำนาจน้ันยอ่ มทำ� ใหเ้ จา้ หนา้ ทม่ี ดี ลุ ยพนิ ิจที่จะใชอ้ �ำนาจหรือไมใ่ ชอ้ �ำนาจกไ็ ด้
แต่หากได้มีการใช้อ�ำนาจโดยชอบตามดุลยพินิจไปแล้วกลับละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ก็จะกลายเป็นความผิดเช่นเดียวกัน
(พลวีร์, 2559)

114 |

3. การจับ

โดยเหตุที่การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคลเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จะกระท�ำได้ต่อเมื่อผู้กระท�ำมีอ�ำนาจตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังนั้นในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติทั้ง 4 ฉบับดังกล่าว จึงต้องก�ำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีสถานะ
เปน็ พนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจ กเ็ พอื่ ใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ทด่ี งั กลา่ วมอี ำ� นาจและหนา้ ทท่ี จี่ ะกระทำ� การจบั หรอื คน้ ตวั ผกู้ ระทำ� ผดิ ได้
และถึงแม้จะมอี �ำนาจหนา้ ทต่ี ามบทบัญญัติแหง่ กฎหมายแลว้ กต็ าม แตใ่ นคดีอาญานนั้ การจับและคมุ ขงั บคุ คลใดจะกระทำ� มิได้ เว้นแต่
มคี �ำสัง่ หรือหมายของศาล หรอื ผนู้ ้นั ไดก้ ระทำ� ความผิดซึง่ หน้า หรอื มีเหตุจ�ำเป็นอยา่ งอ่นื ให้จบั ไดโ้ ดยไมม่ ีหมายตามทีก่ ฎหมายบญั ญัติ
จากหลักกฎหมายดงั กลา่ วข้างตน้ จงึ สรุปประเดน็ ทตี่ ้องพิจารณา ไดว้ า่ ผู้ทจ่ี ะด�ำเนนิ การได้ตอ้ งมอี ำ� นาจและหนา้ ทต่ี ามประกาศแต่งต้ัง
ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ ประเด็นต่อมาจะด�ำเนินการจับผู้กระท�ำผิดได้เมื่อใด
และจับอย่างไรจึงจะไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพราะหากด�ำเนินการโดยไม่ชอบต่อกฎหมายอาจท�ำให้ไม่สามารถด�ำเนินคดีกับ
ผกู้ ระท�ำความผดิ ได้แลว้ พนกั งานเจา้ หน้าทอี่ าจตอ้ งรบั ผิดตามกฎหมายด้วย ซง่ึ เป็นเรอ่ื งที่ตอ้ งพงึ ระมดั ระวัง
การ “จบั ” จะดำ� เนินการต่อเมือ่ มีหมายจับ ยกเว้นในกรณีดังต่อไปนี้

1) เมอ่ื บคุ คลนนั้ ไดก้ ระทำ� ความผดิ ซง่ึ หนา้ ไดแ้ ก่ ความผดิ ซง่ึ เหน็ กำ� ลงั กระทำ� หรอื พบในอาการใดซงึ่ แทบจะไมม่ คี วามสงสยั เลยวา่
เขาได้กระท�ำผดิ มาแลว้ อนั เป็นความผิดตามพระราชบญั ญตั ิทั้ง 4 ฉบับ

2) เมอื่ พบบุคคลนน้ั ก�ำลังกระทำ� ความผดิ หรอื พบโดยมพี ฤตกิ ารณอ์ ันควรสงสยั ว่าผู้น้ันจะกระทำ� ความผดิ โดยมีเครื่องมือ อาวธุ
หรอื วตั ถอุ ย่างอ่นื อนั สามารถอาจใชใ้ นการกระทำ� ความผิดอันเปน็ ความผิดตามพระราชบัญญตั ดิ งั กลา่ ว

3) เม่อื มเี หตุอันควรสงสัยวา่ ผ้นู ัน้ ได้กระทำ� ความผดิ ตามพระราชบัญญัตทิ ง้ั 4 ฉบบั ดังกลา่ วมาแล้ว และกำ� ลงั จะหลบหนี
4) เม่ือมผี ู้ขอให้จบั โดยแจง้ วา่ บุคคลน้นั ได้กระทำ� ความผิดพระราชบัญญตั ิทั้ง 4 ฉบบั ดังกลา่ ว และแจ้งด้วยวา่ ไดร้ ้องทุกข์ไวต้ าม

ระเบียบแล้ว
อยา่ งไรทีเ่ รียกว่า “จบั ”
ในการจบั กฎหมายไดก้ ำ� หนดขนั้ ตอนการดำ� เนนิ การในการจบั บคุ คลไวเ้ ปน็ ลำ� ดบั เพอื่ ใหก้ ารดำ� เนนิ การกระทบกระเทอื นเสรภี าพผถู้ กู จบั
น้อยท่ีสุดเท่าที่จะท�ำได้ ดังนั้นพนักงานเจ้าหน้าท่ีผู้ด�ำเนินการ ควรเข้าใจในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน เพ่ือให้ได้รับความคุ้มครองในการ
ปฏบิ ัติหน้าทอ่ี ันเกีย่ วดว้ ยสิทธิเสรภี าพของบุคคลอ่ืนดว้ ยเช่นกนั ซงึ่ แยกไดด้ ังนี้
ขั้นตอนท่ี 1 : ผจู้ ับกุมจะต้องแจ้งแกผ่ ูท้ ี่จะถูกจบั กุมนน้ั ว่าเขาตอ้ งถกู จบั แลว้ สง่ั ให้ผ้ถู ูกจับไปยงั ที่ทำ� การของพนกั งานฝ่ายปกครองหรือ
ตำ� รวจ พร้อมดว้ ยผจู้ ับ ในขน้ั ตอนนีใ้ หพ้ งึ สงั เกตว่ากฎหมายก�ำหนดเฉพาะการแจง้ ให้ผถู้ กู จบั ว่า “เขาต้องถูกจบั ” เทา่ นน้ั กรณีนี้จงึ ไมต่ ้อง
แจง้ ข้อกล่าวหา
ข้นั ตอนที่ 2 : ถ้าจ�ำเปน็ ก็ให้จับตวั ไป ในข้ันตอนน้เี ปน็ ดุลยพนิ ิจของพนกั งานเจา้ หนา้ ทผ่ี ู้จับจะพิจารณาตดั สินใจว่าจะจบั ตวั ซ่ึงหมายถึง
การแตะเน้ือต้องตัวของผู้ถูกจับเพื่อพาไปยังที่ท�ำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจได้ ส่วนอย่างไรจะถือว่าเป็นความจ�ำเป็นนั้น
น่าจะหมายความถึงการชักช้า หรอื ถว่ งเวลา หรือขดั ขนื ไม่ยอมไปตามทผ่ี จู้ บั ส่ัง
ขนั้ ตอนท่ี 3 : ถา้ บคุ คลทจี่ ะถกู จบั ขดั ขวางหรอื จะขดั ขวางการจบั หรอื หลบหนหี รอื พยายามหลบหนี ผทู้ ำ� การจบั มอี ำ� นาจใชว้ ธิ ี หรอื ความ
ป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเร่ืองในการจับผู้น้ัน ในขั้นตอนนี้ก็ท�ำนองเดียวกันกับข้ันตอนท่ีสอง กล่าวคืออย่างไร
จะเปน็ การขดั ขวาง หรอื จะขดั ขวางหลบหนี หรอื พยายามจะหลบหนี เปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ ทผ่ี จู้ บั สามารถใชด้ ลุ ยพนิ จิ ตดั สนิ ใจได้ แตต่ อ้ งไมล่ มื วา่
ดลุ ยพนิ จิ นน้ั ตอ้ งมเี หตผุ ลจากขอ้ เทจ็ จรงิ มใิ ชค่ วามรสู้ กึ นกึ คดิ เอาเอง การดำ� เนนิ การในขนั้ ตอนนี้ พนกั งานเจา้ หนา้ ทอ่ี าจตอ้ งใชก้ ำ� ลงั และ
มีอำ� นาจทจี่ ะป้องกันตวั กรณีจะเกิดเหตุอนั ตรายแกผ่ ้จู บั ได้

| 115

ขั้นตอนที่ 4 : เมอ่ื จบั ตัวไดแ้ ลว้ ผูจ้ ับจะตอ้ งเอาตวั ผถู้ กู จับไปยังทท่ี �ำการของพนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำ� รวจทันที และเม่ือถงึ ท่นี ้นั แลว้
ก็ใหแ้ จง้ เหตุทจ่ี ับนั้นด้วย ระยะเวลาในการเดนิ ทางจากสถานทีท่ ี่ถูกจบั จนถงึ ที่ทำ� การของพนกั งานฝา่ ยปกครอง หรอื ตำ� รวจนั้นกฎหมาย
ไมก่ ำ� หนด เพยี งแตใ่ หด้ ำ� เนนิ การโดยทนั ทเี ทา่ นน้ั ในระหวา่ งนผี้ จู้ บั มอี ำ� นาจทจี่ ะควบคมุ ผถู้ กู จบั ไวโ้ ดยใชว้ ธิ คี วบคมุ เทา่ ทจี่ ำ� เปน็ เพอื่ ปอ้ งกนั
มใิ หเ้ ขาหนี แต่เวลาควบคุมนัน้ จ�ำกัดเฉพาะเทา่ ทจ่ี ะพาผูถ้ ูกจับไปมอบใหพ้ นักงานสอบสวน จะสน้ั ยาวแคไ่ หนก็แล้วแตพ่ ฤตกิ ารณแ์ ห่งคดี
เป็นราย ๆ ไป ในกรณีทจี่ �ำเป็น ผู้จบั กุมจะจดั การพยาบาลผู้ถกู จบั กุมก่อนนำ� ตัวไปยงั ท่ีท�ำการของพนกั งานก็ได้ สว่ นการแจง้ เหตทุ ่ถี กู จบั
ให้ผู้ถูกจับทราบ หมายความว่า แต่เพียงบอกให้ผู้ถูกจับทราบว่าเขาถูกจับในเรื่องอะไร หรือฐานความผิดใดเท่านั้น มิใช่เป็นการแจ้ง
ขอ้ กลา่ วหา เพราะการแจง้ ขอ้ กลา่ วหานนั้ คอื แจง้ ใหเ้ ขาทราบวา่ เขากระทำ� ผดิ อยา่ งไร เมอื่ ใด และตอ้ งครบถว้ น ใหเ้ ขาเขา้ ใจขอ้ กลา่ วหาได้
ซงึ่ การแจ้งข้อกลา่ วหาน้ี เปน็ หนา้ ท่ขี องพนักงานสอบสวน มิใช่ผู้จบั
การจบั กมุ นห้ี ้ามมใิ หก้ ระทำ� ในทร่ี โหฐาน เวน้ แตจ่ ะเขา้ กรณยี กเว้นดงั กลา่ วมาแลว้ ในเร่อื งการคน้ การจบั จงึ ยงั คงเปน็ หนา้ ท่ีของพนกั งาน
เจา้ หนา้ ที่ แตก่ ารทจ่ี ะใหต้ วั ผถู้ กู จบั มายงั ทท่ี ำ� การฝา่ ยปกครอง หรอื ตำ� รวจ เปน็ เรอื่ งอำ� นาจของพนกั งานเจา้ หนา้ ทท่ี จี่ ะตดั สนิ ใจดำ� เนนิ การ
(พลวรี ์, 2559)

4. การคน้

การค้น เป็นอ�ำนาจของเจ้าพนักงาน นอกจากจะเพ่ือการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังกล่าวมาแล้ว
ซึ่งโดยหลักการท่ัวไปก็มีลักษณะท�ำนองเดียวกับการจับ คือ ต้องค�ำนึงถึงสิทธิประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญก�ำหนด อย่างไรก็ตามใน
เบอ้ื งตน้ นี้ จะกลา่ วเฉพาะหลกั การคน้ ทเ่ี ปน็ อำ� นาจทส่ี บื เนอ่ื งมาจากการทำ� หนา้ ทข่ี องพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี เพอ่ื การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย
ของประชาชนกบั กรณีการจบั ผกู้ ระท�ำความผิดกฎหมายในอ�ำนาจหนา้ ท่ี ตามพระราชบญั ญตั ิทัง้ 4 ฉบบั ดังกล่าว
การค้นเพ่ือการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติท้ัง 4 ฉบับ จะกระท�ำได้ในกรณีเมื่อ
พบเห็นบุคคลผู้ต้องสงสัยในสาธารณสถาน ซึ่งเป็นท่ีท่ีประชาชนมีความชอบธรรมท่ีจะเข้าไปได้ การค้นตัวบุคคลในท่ีสาธารณสถานน้ี
ต้องได้ความว่ามีเหตุอันควรสงสัย ว่าบุคคลนั้นมีส่ิงของไว้ในครอบครองเพ่ือจะใช้ในการกระท�ำความผิด หรืออาจมีส่ิงของซึ่งได้มา
โดยการกระทำ� ความผิด หรือมีส่งิ ของซึง่ มไี ว้เปน็ ความผดิ ตามพระราชบญั ญัตทิ ้ัง 4 ฉบบั
การคน้ ในทรี่ โหฐานหรอื สถานที่สว่ นบคุ คล ต้องมหี มายค้นเสมอ เว้นแตก่ รณีดงั ตอ่ ไปนี้

1) เมื่อปรากฏความผิดซ่ึงหน้า อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติท้ัง 4 ฉบับดังกล่าวก�ำลังกระท�ำลงในท่ีรโหฐาน ซ่ึงว่าโดย
ความเปน็ จรงิ แล้วก็คงเปน็ ไปไดย้ าก

2) เม่อื บคุ คลท่ไี ด้กระท�ำความผิดซงึ่ หนา้ อันเป็นความผดิ ตามพระราชบัญญตั ิทงั้ 4 ฉบบั ดังกลา่ ว ขณะทีถ่ กู ไล่จับได้หนีเขา้ ไปใน
ทร่ี โหฐานนนั้ หรอื มีเหตุอันแน่นแฟน้ ควรสงสยั วา่ ไดเ้ ขา้ ไปซุกซอ่ นตวั อยู่ในท่รี โหฐานน้นั

3) เมอ่ื มคี วามสงสยั ตามสมควรวา่ ส่งิ ของท่ไี ดม้ าโดยการกระทำ� ความผิดตามพระราชบัญญัติทงั้ 4 ฉบบั ดังกลา่ ว ได้ซ่อนอยู่ในที่
รโหฐานนัน้ แตต่ ้องมเี หตอุ ันควรเชอื่ วา่ ถ้าเน่นิ ช้าไปกว่าจะเอาหมายค้นมาไดส้ ่งิ ของนน้ั จะถกู โยกยา้ ยเสยี กอ่ น

4) เมอ่ื ทรี่ โหฐานนน้ั ผถู้ กู จบั เปน็ เจา้ บา้ นและมหี มายจบั ไปดว้ ยในขอ้ หาวา่ บคุ คลนน้ั กระทำ� ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ทิ ง้ั 4 ฉบบั
ดังกล่าว หรือเป็นกรณที ่ีจะจับไดโ้ ดยไม่ต้องมีหมายจับ

ในการค้นในทร่ี โหฐานดังกลา่ วน้ี ผู้ค้นมีอ�ำนาจทีจ่ ะสง่ั ให้เจ้าบา้ นหรอื ผคู้ รอบครองสถานทน่ี ัน้ ใหย้ อมเขา้ ไปโดยมหิ วงหา้ ม และให้อ�ำนวย
ความสะดวกตามสมควรในการคน้ นน้ั ทงั้ นผ้ี คู้ น้ จะตอ้ งแสดงชอ่ื และตำ� แหนง่ ใหเ้ ขาทราบกอ่ นดว้ ย ถา้ บคุ คลดงั กลา่ วไมย่ อมใหเ้ ขา้ ไป ผคู้ น้
มอี ำ� นาจทจี่ ะใชก้ ำ� ลงั เพอื่ เขา้ ไปได้ และถา้ จำ� เปน็ กอ็ าจจะเปดิ หรอื ทำ� ลายประตบู า้ น หนา้ ตา่ ง รว้ั หรอื สง่ิ กดี ขวางอยา่ งอนื่ ทำ� นองเดยี วกนั ได้

116 |

การค้นในท่ีรโหฐานน้นั ก่อนลงมอื ค้น ใหผ้ คู้ ้นแสดงความบริสทุ ธิ์เสียกอ่ น และให้คน้ ตอ่ หน้าผูค้ รอบครองสถานท่ี หรือบคุ คลในครอบครวั
ของผู้น้ัน หรือให้ค้นต่อหน้าบุคคลอ่ืนอย่างน้อยสองคน ซ่ึงได้ขอร้องมาให้เป็นพยาน แต่ถ้าไม่สามารถจะท�ำได้ ก็อาจค้นไปโดยไม่มีใคร
อย่ใู นขณะที่ค้นก็ได้
ในการค้นดังกล่าวข้างต้น ถ้ามเี หตุอันควรสงสยั วา่ บุคคลซง่ึ อยใู่ นท่ซี ่ึงค้นหรือจะถกู คน้ จะขัดขวางถงึ กบั ทำ� ใหก้ ารค้นไรผ้ ล ผคู้ น้ มีอำ� นาจ
เอาตวั ผนู้ น้ั ควบคมุ ไว้ หรอื ใหอ้ ยใู่ นความดแู ลในขณะทท่ี ำ� การคน้ เทา่ ทจี่ ำ� เปน็ เพอ่ื มใิ หข้ ดั ขวางถงึ กบั ทำ� ใหก้ ารคน้ นนั้ ไรผ้ ล และถา้ มเี หตอุ นั ควร
สงสยั วา่ บคุ คลนน้ั ไดเ้ อาของทตี่ อ้ งการพบ ซกุ ซอ่ นในรา่ งกาย ผคู้ น้ กอ็ าจมอี ำ� นาจคน้ ตามรา่ งกายไดด้ ว้ ย แมจ้ ะมใิ ชก่ ารคน้ ในทส่ี าธารณสถาน
ก็ตาม และผู้ค้นจะต้องพยายามมิให้มีการเสียหาย และกระจัดกระจายเท่าที่จะท�ำได้เฉพาะระหว่างเวลาพระอาทิตย์ข้ึนและตกเท่าน้ัน
เว้นแตว่ า่ ได้ค้นตั้งแต่เวลากลางวนั ถา้ ค้นไมเ่ สร็จจะคน้ ตอ่ ไปในเวลากลางคนื กไ็ ด้ หรือในกรณฉี ุกเฉินอย่างยิง่ จะค้นในเวลากลางคนื ก็ได้
สงิ่ ของใดทยี่ ดึ ไดจ้ ากการคน้ ผคู้ น้ จะตอ้ งใหผ้ คู้ รอบครองสถานที่ บคุ คลในครอบครวั ผตู้ อ้ งหาจำ� เลย ผแู้ ทน หรอื พยานดู เพอ่ื ใหร้ บั รองวา่
ถกู ต้อง ถา้ บุคคลน้นั รับรองก็ใหบ้ นั ทึกไว้ ถา้ ไม่รบั รองกใ็ หบ้ นั ทกึ ไวเ้ ชน่ กนั สง่ิ ของดงั กลา่ วนี้ ให้หอ่ หรือบรรจหุ ีบห่อตีตราไว้ หรอื ใหท้ ำ�
เครื่องหมายไวเ้ ป็นสำ� คญั
ใหผ้ คู้ น้ บนั ทกึ รายละเอยี ดแหง่ การคน้ และทำ� บญั ชสี ง่ิ ของทค่ี น้ ไดโ้ ดยละเอยี ด และใหอ้ า่ นบนั ทกึ และบญั ชดี งั กลา่ วใหผ้ คู้ รอบครองสถานที่
บคุ คลในครอบครวั ผตู้ ้องหา จ�ำเลย ผูแ้ ทนหรอื พยานฟังแลว้ แตก่ รณี แล้วใหผ้ ู้นนั้ ลงลายมือช่ือรับรองไว้ แล้วให้รบี สง่ บันทึก และบัญชี
ดงั กล่าวนไ้ี ปยังพนักงานสอบสวน
ส่วนการคน้ โดยมีหมายคน้ ของพนกั งานฝ่ายปกครอง หรอื ตำ� รวจชั้นผ้ใู หญ่น้ัน พนักงานเจา้ หนา้ ทีต่ ามพระราชบัญญัติท้ัง 4 ฉบับดังกลา่ ว
ก็อาจทำ� การคน้ ได้ ถา้ ในหมายค้นระบใุ ห้ผคู้ น้ มอี ำ� นาจ และหน้าทส่ี ำ� หรบั การค้นในกรณนี ี้ กเ็ ป็นท�ำนองเดยี วกบั การคน้ โดยไมม่ ีหมายค้น
ดังไดก้ ล่าวมาแล้วขา้ งต้น (พลวีร,์ 2559)

5. การยดึ

การยดึ ส่งิ ของ เป็นอำ� นาจของพนักงานเจ้าหน้าท่ี ภายหลงั จากทไี่ ด้ด�ำเนนิ การตามหนา้ ที่ เพือ่ การรักษาความสงบเรยี บร้อยแล้วใชอ้ �ำนาจ
ในการคน้ หรือตรวจคน้ เพื่อพบและยดึ ส่ิงของซ่ึงมไี ว้เป็นความผิด หรือไดม้ าโดยผิดกฎหมาย หรือมเี หตอุ ันควรเชื่อว่าไดใ้ ช้หรอื ต้งั ใจจะใช้
ในการกระทำ� ความผดิ หรอื ดำ� เนนิ การจบั กมุ แลว้ ใชอ้ ำ� นาจคน้ ตวั ผตู้ อ้ งหาและยดึ สง่ิ ของตา่ ง ๆ ทอี่ าจใชเ้ ปน็ พยานหลกั ฐานได้ นอกจากนนั้
กฎหมายยงั บญั ญตั ไิ วเ้ ปน็ พเิ ศษสำ� หรบั พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี ตามพระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ ในการยดึ ทรพั ยส์ นิ บางอยา่ ง โดยใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ท่ี
มีอ�ำนาจยึดบรรดาเคร่ืองมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเคร่ืองจักรกลใด ๆ ท่ีบุคคลได้ใช้ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้
ในการกระทำ� ความผดิ หรอื เป็นอปุ กรณใ์ ห้ได้รับผลในการกระทำ� ความผิด ไวเ้ พ่อื เปน็ พยานหลักฐานในคดีได้
จงึ สรุปได้ว่าสง่ิ ของท่พี นักงานเจา้ หนา้ ท่จี ะต้องดำ� เนนิ การยดึ น้ัน ประกอบไปด้วย

1) สงิ่ ของที่มไี วเ้ ปน็ ความผิด
2) สง่ิ ของทีไ่ ดม้ าโดยผิดกฎหมาย
3) ส่ิงของทม่ี ีเหตุอนั ควรเชอ่ื ว่าไดใ้ ช้หรือตัง้ ใจจะใช้ในการกระทำ� ความผิด
4) สิ่งของท่ีอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดไี ด้
ขอ้ สังเกตประการแรก คือ สง่ิ ของที่มไี วเ้ ปน็ ความผิด หรอื ได้มาโดยผิดกฎหมาย จะเป็นไปตามพระราชบญั ญตั ใิ น 4 ฉบบั ดังกลา่ ว ซึ่งจะมี
ความชดั เจนอย่ใู นตวั วา่ เปน็ ส่ิงใดบา้ ง แตส่ ง่ิ ของทม่ี ีเหตอุ ันควรเชอ่ื ว่าไดใ้ ช้ หรอื ตงั้ ใจจะใช้ในการกระทำ� ความผิด หรอื สิง่ ของทอี่ าจใชเ้ ปน็
พยานหลักฐานในคดีได้น้ัน ค่อนข้างกว้างขวางไม่อาจจ�ำกัดได้ว่าเป็นสิ่งใดบ้าง แต่มีหลักกฎหมายอยู่ว่า พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร
ซงึ่ นา่ จะพสิ จู นไ์ ดว้ า่ จำ� เลยมผี ดิ หรอื บรสิ ทุ ธิ์ ใหอ้ า้ งเปน็ พยานหลกั ฐานได้ แตต่ อ้ งเปน็ พยานชนดิ ทม่ี ไิ ดเ้ กดิ ขน้ึ จากการจงู ใจ มคี ำ� มน่ั สญั ญา
ขู่เขญ็ หลอกลวงหรอื โดยมชิ อบประการอ่นื

| 117

ข้อสังเกตประการทีส่ อง คือ การยดึ ส่ิงของเปน็ ของกลางน้ัน หากเป็นกรณียดึ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ตามมาตรา 64 ทวิ
วรรคหน่ึง จ�ำเป็นต้องระบุให้ชัดเจน เพราะผลการด�ำเนินการเกี่ยวกับของกลางตามกฎหมายป่าไม้ แตกต่างจากการยึดส่ิงของเป็น
ของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ซึง่ เปน็ หลักโดยทว่ั ไป กล่าวคอื “ส่งิ ของใดท่เี จ้าพนักงานยึดไว้ตาม
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา 85 เจ้าพนกั งาน มอี ำ� นาจยดึ ไวจ้ นกวา่ คดถี งึ ทสี่ ดุ เมอ่ื คดถี งึ ที่สดุ แลว้ กใ็ หค้ นื แก่ผตู้ ้องหา
หรือแกผ่ ูอ้ น่ื ทม่ี ีสทิ ธิเรียกรอ้ งขอคืนของกลาง เว้นแต่ศาลจะสง่ั เป็นอย่างอืน่ ” ดงั นั้นการสงั่ เปน็ อยา่ งอน่ื จึงหมายถงึ การสั่งริบนัน่ เอง
การรบิ ทรัพย์สิน ซึ่งโทษตามกฎหมายอาญานน้ั โดยปกติจะรบิ ทรพั ยส์ ินไดก้ ต็ อ่ เมือ่ ได้ความว่าทรัพยสินนั้นกฎหมายบญั ญตั ิไว้ว่าผู้ใดทำ�
หรอื มไี วเ้ ปน็ ความผดิ ใหร้ บิ เสยี ทงั้ สน้ิ ไมว่ า่ จะเปน็ ของผกู้ ระทำ� ผดิ และมผี ถู้ กู ลงโทษตามคำ� พพิ ากษาหรอื ไม่ และนอกจากศาลจะมอี ำ� นาจ
รบิ ทรพั ยส์ นิ ของกลางตามกฎหมายอน่ื ทบี่ ญั ญตั ไิ วโ้ ดยเฉพาะได้ แตถ่ า้ เปน็ ทรพั ยส์ นิ ซง่ึ บคุ คลไดใ้ ช้ หรอื มไี วเ้ พอ่ื กระทำ� ความผดิ หรอื ไดม้ า
โดยการกระทำ� ความผดิ ศาลกย็ งั มอี ำ� นาจรบิ ทรพั ยส์ นิ เหลา่ นน้ั ได้ เวน้ แตท่ รพั ยส์ นิ เหลา่ นนั้ เปน็ ของผอู้ นื่ ซงึ่ มไิ ดร้ เู้ หน็ เปน็ ใจในการกระทำ�
ความผดิ ซงึ่ ทรพั ย์สินทไี่ ม่ไดร้ ิบนี้หากเจ้าของไมเ่ รยี กร้องภายในหน่งึ ปี นับแตว่ ันที่ได้ส่งไวใ้ นความรักษาของกรมในรฐั บาล หรอื ถา้ ได้ฟอ้ ง
คดีอาญาต่อศาลแล้ว นับแต่วันท่ีค�ำพิพากษาถึงท่ีสุด แต่ถ้าไม่ทราบตัวเจ้าของท่านให้ผ่อนเวลาออกไปห้าปี แต่หากพนักงานสอบสวน
หรือพนักงานอัยการเห็นว่าของกลางดังกล่าว ไม่มีความจ�ำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐาน และเป็นทรัพย์สินที่ไม่ริบได้ตามกฎหมาย
จะคืนให้แกเ่ จ้าของก่อนคดถี ึงทสี่ ุด ก็ยอ่ มทำ� ได้เพราะกฎหมายให้อ�ำนาจว่ายดึ ไวจ้ นคดถี งึ ท่สี ดุ
ส่วนการยึดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา 64 ทวิ เป็นข้อยกเว้นที่ไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 85 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา 1327 จึงตอ้ งตีความโดยเคร่งครดั และใช้บังคับเฉพาะกรณีการยดึ เครือ่ งมือ
เคร่อื งใช้ สตั วพ์ าหนะ ยานพาหนะ หรอื เคร่ืองจกั รกลใด ๆ ทบี่ คุ คลได้ใชห้ รอื มีเหตุอนั ควรสงสัยวา่ ไดใ้ ช้ในการกระท�ำความผิด หรอื เป็น
อปุ กรณใ์ หไ้ ด้รบั ผลในการกระท�ำความผิดฐานทำ� ไม้หวงหา้ ม โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตตามมาตรา 11 ตามความผิดฐานแปรรปู ไมโ้ ดยไมไ่ ดร้ บั
อนญุ าตตามมาตรา 48 ตามความผิดฐานแผ้วถางปา่ โดยฝา่ ฝืนกฎหมายตามมาตรา 54 หรือความผิดฐานมไี มซ้ ่งึ ยังมไิ ดแ้ ปรรูปไว้ในความ
ครอบครองโดยฝ่าฝนื ตอ่ กฎหมายตามมาตรา 69 เพื่อเปน็ พยานหลกั ฐานในการพจิ ารณาคดี ไดจ้ นกว่าพนกั งานอัยการสัง่ เดด็ ขาดไมฟ่ อ้ ง
หรือจนกว่าคดีจะถงึ ทส่ี ดุ
อย่างไรก็ตามมิใช่ว่าการยึดดังกล่าวน้ี เพ่ือเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีเพียงเดียว แต่อาจต้องยึดเพื่อบังคับคดีในภายหลัง
หากไดค้ วามวา่ ทรัพย์สนิ น้ันเป็นทรพั ย์สินท่ตี ้องริบตามพระราชบญั ญัตปิ า่ ไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 ทวิ แตก่ ารจะคืนทรัพย์สินท่ยี ึดไว้
ดงั กล่าวกอ่ นเวลาทก่ี ำ� หนดในมาตรา 64 ทวิ คือ กอ่ นท่พี นกั งานอัยการจะมคี ำ� ส่งั เด็ดขาดไมฟ่ อ้ ง หรอื คดีถึงทีส่ ุดได้น้ันตอ้ งเป็นไปตาม
พระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ มาตรา 64 ตรี เทา่ นนั้ จงึ เปน็ กรณพี เิ ศษทพี่ นกั งานสอบสวนไมอ่ าจคนื ของกลางดงั กลา่ ว กอ่ นถงึ ระยะเวลาทกี่ ฎหมาย
กำ� หนดดังเชน่ ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญามาตรา 85
การขอคืนก่อนถึงระยะเวลาที่ก�ำหนดดังกล่าวตามมาตรา 64 ตรี ในทางปฏบิ ตั ิแลว้ แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะเงื่อนไขในประการแรก คดนี ั้น
พนักงานอัยการจะต้องสั่งไม่ฟ้อง ค�ำถามจึงอยู่ท่ีว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง โดยปกติพนักงานอัยการไม่อาจตอบ
คำ� ถามในสว่ นนไ้ี ดจ้ นกวา่ จะมคี ำ� สง่ั ไมฟ่ อ้ ง และผวู้ า่ ราชการจงั หวดั หรอื ผบู้ ญั ชาการตำ� รวจแหง่ ชาตเิ หน็ ชอบดว้ ยแลว้ เทา่ นนั้ หรอื ในกรณี
ทศี่ าลไมพ่ พิ ากษาใหร้ บิ กไ็ มม่ ใี ครใหค้ ำ� ตอบไดว้ า่ ศาลจะพพิ ากษารบิ หรอื ไมร่ บิ ของกลางดงั กลา่ ว ซง่ึ ในกรณนี อ้ี ยา่ งนอ้ ยกจ็ ะมแี นวพน้ื ฐานวา่
พนกั งานอยั การจะตอ้ งขอริบ สำ� หรับในเงือ่ นไข ประการท่ีสอง ท่วี า่ ผขู้ อคืนจะตอ้ งมีหลักฐานยนื ยันว่าของกลางดังกลา่ ว ไม่อยู่ในความ
ครอบครองของผู้ต้องหา เพราะผตู้ อ้ งหากระท�ำความผิดในลักษณะทรัพย์ตอ่ เจ้าของ การแสดงพยานหลกั ฐานตรงน้ี ก็จำ� เปน็ ต้องมกี าร
แจ้งความรอ้ งทกุ ข์ หรือการกลา่ วโทษ และหากสามารถแสดงหลกั ฐานดงั กล่าวได้ผู้ตอ้ งหาหรือผูท้ ี่ไดก้ ระทำ� ความผดิ ในคดีปา่ ไม้ดงั กลา่ ว
กจ็ ะต้องถกู ด�ำเนินคดใี นความผิดเก่ียวกับทรพั ยอ์ ีกกระทงหนึ่ง และทสี่ ำ� คัญทส่ี ดุ ผ้มู ีอ�ำนาจในการอนุมัติคนื คือ รัฐมนตรีวา่ การกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ มใิ ช่พนักงานสอบสวนหรอื พนกั งานอยั การ หรือเจ้าพนักงานป่าไม้ (พลวรี ,์ 2559)

118 |

6. การจัดทำ� บันทกึ การจบั กุม

หากการจบั กุมนนั้ ด�ำเนนิ การโดยราษฎร ใหบ้ ันทกึ ช่อื อาชีพ ทอี่ ยู่ของผจู้ ับอกี ท้งั ข้อความและพฤติการณแ์ หง่ การจบั นั้นไว้ แล้วให้ผู้จบั
ลงลายมอื ชอื่ กำ� กบั ไวเ้ ปน็ สำ� คญั แตก่ ารทพี่ นกั งานเจา้ หนา้ ทผี่ จู้ บั ไดจ้ ดั ทำ� บนั ทกึ แหง่ การจบั กมุ นนั้ นบั เปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ ในการดำ� เนนิ คดี
เพราะเอกสารฉบับแรกทพี่ นักงานเจา้ หนา้ ท่ีไดท้ �ำขน้ึ เพอ่ื เป็นหลักฐานในการพสิ ูจน์ความผดิ หรอื บรสิ ทุ ธ์ิของผถู้ ูกจบั ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
บนั ทกึ ตอ้ งระบสุ ถานท่ี วนั เดอื นปที ท่ี ำ� นามและตำ� แหนง่ ของเจา้ พนกั งานผทู้ ำ� และเจา้ พนกั งานผทู้ ำ� บนั ทกึ ลงลายมอื ชอื่ ของตนในบนั ทกึ นนั้
แล้วตอ้ งอ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำ� ฟัง ถ้ามขี อ้ ความแกไ้ ข ทกั ท้วง หรอื เพิม่ เติม ให้แกไ้ ขให้ถูกตอ้ ง หรือมิฉะนน้ั ก็ให้บันทึกไว้ และให้ผใู้ หถ้ อ้ ยคำ�
ลงลายมอื รบั รองวา่ ถกู ตอ้ งแลว้ ถา้ บคุ คลทตี่ อ้ งลงลายมอื ชอ่ื ในบนั ทกึ ไมส่ ามารถ หรอื ไมย่ อมลง ใหบ้ นั ทกึ หรอื รายงานเหตนุ น้ั ไว้ และเอกสาร
ซงึ่ เจา้ พนกั งานเปน็ ผทู้ ำ� ตอ้ งเขยี นดว้ ยนำ�้ หมกึ หรอื พมิ พด์ ดี หรอื พมิ พ์ ถา้ มผี ดิ ทใี่ ดหา้ มมใิ หล้ บออก ใหเ้ พยี งแตข่ ดี ฆา่ คำ� ผดิ นนั้ แลว้ เขยี นใหม่
เจ้าพนกั งานหรอื บุคคลผู้ขอแกไ้ ขเช่นนนั้ ตอ้ งลงนามยอ่ รบั รองไวข้ ้างกระดาษ ถอ้ ยคำ� ท่ีตกเติมในเอกสารกใ็ ห้ลงนามกำ� กบั ไวด้ ้วยเชน่ กัน
การเขยี นบันทึกจบั กมุ ท่ีดี
1) ควรเร่ิมต้นด้วยการเล่าเรื่องว่า ในวันน้ันใครเป็นหัวหน้าชุดในการปฏิบัติการตามกฎหมายป่าไม้ น�ำก�ำลังอันประกอบไปด้วยผู้ใดบ้าง
จ�ำนวนก่ีคนไปปฏิบัติหน้าท่ีตั้งแต่วันที่เท่าไร และพบเห็นใคร รู้จักหรือไม่ จ�ำนวนก่ีคน แต่ละคนก�ำลังท�ำอะไร อย่างไร ในวันใด และ
ณ จุดใด ในขัน้ ตอนนหี้ ากไม่รจู้ กั ช่อื หรือรจู้ ักตวั กร็ ะบแุ ตเ่ พียงว่าชายไทยไมท่ ราบช่ือ และตอ่ มาได้แสดงตนเข้าท�ำการจบั กมุ จงึ ทราบวา่
ชายไทยนนั้ ช่ืออะไร กำ� หนดให้เป็นผูต้ ้องหาท่เี ท่าไร
2) การระบุชื่อผตู้ อ้ งหา ในบนั ทกึ จับกุมควรระบุให้ชัดว่าชอ่ื นามสกุลใด อายเุ ทา่ ไร อยูบ่ า้ นเลขที่ ต�ำบล อ�ำเภอ จงั หวัดอะไร และท่สี ำ� คญั
กว่านนั้ ตอ้ งระบุตอ่ ไปอกี ว่าผตู้ อ้ งหาน้เี ป็นชายไทยคนทที่ �ำอะไรกอ่ นการจบั กมุ เมื่อจับกุมแล้วไดย้ ดึ สิ่งของใดเป็นของกลาง
3) การระบขุ องกลาง ตอ้ งระบทุ ง้ั ปริมาตรและจำ� นวน หรอื ขนาดของสง่ิ ของที่ยดึ เปน็ ของกลาง ในกรณีทไี่ ม่ทราบปริมาตรชดั เจน ส�ำหรับ
ส่งิ ของใดทมี่ ีหมายเลขก�ำกบั เช่น หมายเลขในอาวธุ ปืน หมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขเลือ่ ยยนต์ เปน็ ต้น และหากเปน็ ไปไดน้ ่าจะระบุ
ดว้ ยวา่ ยดึ สิ่งของน้ันมาจากใคร หรอื จาก ณ ที่แหง่ ใดในบริเวณทีเ่ กดิ เหตุ
4) จากน้ันจึงจะเป็นการบันทึกว่าผู้ต้องหาบอกว่าอย่างไร หรือจะพูดว่าผู้ต้องหาให้การอย่างไร น่ันเอง จุดน้ีจะมีความส�ำคัญไม่น้อย
ดงั ทกี่ ลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ แตท่ ผ่ี า่ นมาผจู้ บั มกั มองขา้ มวา่ กอ่ นผตู้ อ้ งหามากระทำ� ความผดิ เปน็ มาอยา่ งไร และกระทำ� ผดิ แลว้ จะนำ� ทรพั ยส์ นิ
ท่ไี ดก้ ระทำ� ความผิดไปใหใ้ ครทไี่ หนอย่างไร เพราะอยา่ งน้อยก็จะเป็นประโยชน์ในการปอ้ งปรามในโอกาสต่อไป แตป่ ระโยชนเ์ ฉพาะหนา้
กค็ อื ประสทิ ธภิ าพของการดำ� เนนิ คดี เนอ่ื งจากในขณะทที่ ำ� การจบั กมุ ผตู้ อ้ งหานน้ั เจา้ พนกั งานผจู้ บั มโี อกาสทำ� หนา้ ทบี่ างสว่ นของพนกั งาน
สอบสวนกอ่ นพนกั งานสอบสวนเสยี อกี การใหก้ ารครง้ั แรกของผตู้ อ้ งหาโดยทว่ั ไป จะเปน็ การใหก้ ารไปตามสตั ยจ์ รงิ ไมแ่ ตง่ เตมิ เหมอื นกบั
ค�ำแนะน�ำทไ่ี ดร้ ับเมอ่ื พบผูร้ ู้ในภายหลงั
5) ประเด็นสำ� คญั ทีต่ อ้ งการในบันทกึ จับกุม นอกเหนือจากทกี่ ลา่ วมาแลว้ ขา้ งต้น คือ การบนั ทึกเกี่ยวกบั ของกลางทยี่ ึดมาน้ัน ตอ้ งระบุ
ด้วยว่ายึดมาตามบทบัญญัติกฎหมายใด ควรระบุว่าได้ยึดส่ิงของใดบ้าง ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ส่วนท่ีไม่ระบุก็พอเข้าใจ
อยูแ่ ล้ววา่ ยดึ ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญามาตรา 85 ซ่งึ ผลแห่งการยึดมีความแตกตา่ งกันมาก ดงั กลา่ วมาแลว้ เชน่ กนั
ในกรณีของกลางมีจ�ำนวนมาก จ�ำเป็นต้องแยกบัญชีของกลางออกต่างหาก ซ่ึงจะเหมาะสมกว่า แต่เหนืออื่นใดต้องไม่ลืมว่าจะต้องถาม
ผคู้ รอบครองทรัพยท์ ี่ยึดเป็นของกลางใหไ้ ด้ว่า สง่ิ ของท่ใี ช้ในการกระทำ� ความผิด ทั้งเครื่องมอื หรอื ยานพาหนะเหลา่ นั้น ท่านไดแ้ ต่ใดมา
เพราะนีค่ ือประเดน็ สำ� คัญอีกเรื่องหนึ่ง ดังกลา่ วมาตง้ั แตต่ น้ แล้ววา่ ของกลางในคดีป่าไม้ โดยเฉพาะเครอ่ื งมือ เคร่ืองใชท้ ใี่ ช้ในการกระท�ำ
ความผดิ หรือก่อใหเ้ กิดผลในการกระทำ� ความผิด หากยดึ ไว้หรอื ตกเปน็ ของแผ่นดินได้จะกระทบกระเทอื นตอ่ นายทนุ ผู้ท�ำลายทรัพยากร
ของชาติได้เป็นอย่างดี เพราะคนท่ีรับจ้างไปกระท�ำความผิดเป็นเพียงชาวบ้านผู้ยากไร้ เม่ือถูกจับก็หมดความส�ำคัญและมีคนใหม่เข้ามา
ทดแทน ส่วนเคร่ืองมือ เครื่องใช้เป็นอุปกรณ์ท่ีมีราคาสูง บางชนิดไม่อาจสั่งเข้ามาได้ การท�ำลาย หรือการสกัดกั้นการน�ำอุปกรณ์มาใช้
ในการกระท�ำความผดิ ซ�ำ้ จงึ เปน็ การป้องกันการกระทำ� ผดิ ทีไ่ ด้ผลดี (พลวีร์, 2559)

| 119

7. การจดั ท�ำแผนที่สถานท่เี กดิ เหตุ

การจัดทำ� แผนท่สี ถานที่เกดิ เหตุ เปน็ การจัดท�ำรายละเอยี ดทจี่ ะทำ� ให้คดแี จ่มกระจ่างข้นึ อันจะเปน็ พยานหลักฐานฉบับทสี่ องท่พี นกั งาน
เจ้าหน้าที่ผู้จับเป็นผู้จัดท�ำข้ึน โดยปกติแล้ว หากการกระท�ำความผิดเกิดข้ึนในเขตป่าสงวนแห่งชาติก็ดี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ดี
หรืออุทยานแห่งชาติก็ดี แผนที่เกิดเหตุควรมีสองฉบับ ฉบับแรกเป็นแผนที่ตามประกาศ หรือตามพระราชกฤษฎีกาซ่ึงเป็นภาพใหญ่
ของเขตรับผิดชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในแผนท่ีฉบับนี้เพียงก�ำหนดจุดที่เกิดการกระท�ำความผิดเท่าน้ัน ส่วนแผนท่ีฉบับท่ีสองเป็น
แผนทแ่ี สดงรายละเอียดเฉพาะบริเวณที่เกดิ วา่ พบผตู้ ้องหาจดุ ใด ของกลางที่ยึดอยูต่ รงไหน เปน็ ตน้
ทง้ั หมดกเ็ พอื่ ปอ้ งกนั การโตเ้ ถยี งในชน้ั พจิ ารณาของศาล อกี ทงั้ ในการจดั ทำ� แผนทเี่ กดิ เหตดุ งั กลา่ ว ใหถ้ อื เสมอื นหนงึ่ วา่ เปน็ การทำ� “บนั ทกึ ”
ดังทกี่ ฎหมายก�ำหนด น่ันคอื ตอ้ งใหผ้ ู้ตอ้ งหาลงนามรับรองความถกู ตอ้ งของการจดั ท�ำบันทกึ น่นั เอง ส�ำหรับในคดสี �ำคญั ถ้าเป็นไปไดจ้ ะ
ถ่ายภาพหรือถา่ ยวีดโี อไว้ดว้ ย ก็จะเป็นประโยชนใ์ นการดำ� เนนิ คดอี ยา่ งย่งิ (พลวรี ์, 2559)

8. การควบคุมการสอบสวน

ความส�ำคัญของการด�ำเนินคดีด้านป่าไม้ อยู่ที่การจับกุมและการบันทึกการจับกุมของเจ้าพนักงานป่าไม้ เพราะเป็นเอกสารฉบับแรก
ทีเ่ จา้ พนกั งานเป็นผู้จดั ท�ำขึ้น นอกจากนั้นเอกสารบนั ทึกการจบั กมุ นี้เปรยี บเสมอื นหนึ่งแผนแม่บทท่พี นกั งานสอบสวนจะใช้ หรอื ยดึ เป็น
กรอบแนวทางในการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป ฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ถูกเรียบเรียงและบันทึกไว้ในบันทึกจับกุม
จงึ มคี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ เพราะเปน็ การบนั ทกึ ครง้ั แรกหลงั เกดิ เหตุ และเรยี กวา่ แทบจะทนั ทที นั ใด การรวบรวมพยานหลกั ฐานในภายหลงั
ทกี่ ระทำ� โดยพนกั งานสอบสวน หากจะมกี ารเปลย่ี นแปลงขอ้ เทจ็ จรงิ ไมว่ า่ จะโดยตงั้ ใจหรอื โดยไมต่ ง้ั ใจ หรอื เกดิ จากคำ� ใหก้ ารชนั้ สอบสวน
ของผู้ตอ้ งหา หรือผู้อื่น จึงต้องมีเหตุผลและความนา่ เชื่อถือทีจ่ ะลบลา้ งขอ้ เทจ็ จรงิ เดมิ
ดังน้ัน การท่ีเจ้าพนักงานป่าไม้ ผู้ท�ำการจับกุมบันทึกข้อเท็จจริงโดยละเอียดของการพบเห็นการกระท�ำผิด หรือค�ำให้การของผู้ถูกจับ
ว่าเป็นมาอยา่ งไร จะมนี ำ้� หนกั นา่ เช่อื ถอื มากนอ้ ยเพยี งใดก็ข้ึนอยู่กับความละเอียดของผู้บันทึก เมื่อขอ้ เท็จจริงดงั กลา่ วเปน็ ตวั กำ� หนดให้
พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานให้เกิดความชัดเจน จึงเท่ากับว่าบันทึกการจับกุม คือ เครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการ
ควบคุมการสอบสวนนัน่ เอง
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะต้องเป็นความจริงแท้ที่ได้พบเห็น เพราะข้อเท็จจริงน้ี เจ้าพนักงานป่าไม้จะต้องให้การยืนยัน
ในชนั้ สอบสวนอกี ครง้ั หรอื ในกรณที ผ่ี ตู้ อ้ งหาใหก้ ารปฏเิ สธในชนั้ พจิ ารณาคดี เจา้ พนกั งานปา่ ไม้ กต็ อ้ งเบกิ ความในขอ้ เทจ็ จรงิ นเ้ี ชน่ เดยี วกนั
ขอ้ เทจ็ จรงิ ในบนั ทกึ การจบั กมุ ตอ้ งมมี ากพอและละเอยี ดจนเขา้ ใจได้ ไมข่ ดั สนและคลมุ เครอื เพราะสงิ่ นค้ี อื การควบคมุ การสอบสวนนน่ั เอง

9. แนวทางการสบื สวนและทำ� สำ� นวนความผิดตามกฎหมายป่าไม้

เนือ่ งจากปรากฏว่า เมอ่ื มีการกระท�ำผดิ ตามกฎหมายปา่ ไม้เกดิ ข้นึ แตไ่ ม่อาจนำ� ตวั ผูก้ ระท�ำผดิ มาลงโทษไดอ้ ย่เู สมอ ทงั้ น้เี พราะพนักงาน
อัยการสั่งไม่ฟ้อง ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การด�ำเนินคดีไม่เป็นผลน้ัน สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากรายละเอียดในบันทึกการจับกุมยังมี
รายละเอยี ดไม่เพยี งพอ จงึ แสดงตัวอยา่ งบนั ทกึ จบั กมุ หรอื กล่าวโทษด�ำเนินคดีไว้เป็นแนวทาง ดงั ต่อไปนี้
1) เกี่ยวกับชื่อท่ีอยู่ หรอื ภูมลิ �ำเนาของผกู้ ระทำ� ผดิ หรือผู้ต้องสงสัย ถ้ากรณที ไี่ ม่ทราบตัวผู้กระทำ� ผดิ รอ่ งรอยตา่ ง ๆ และสภาพแวดล้อม
ควรจะไดบ้ นั ทกึ ไวใ้ หล้ ะเอยี ด เพอื่ ประโยชนใ์ นการสบื หาตวั ผกู้ ระทำ� ผดิ ตอ่ ไป การระบชุ อื่ ผกู้ ระทำ� ผดิ เปน็ สงิ่ จำ� เปน็ ในการดำ� เนนิ คดกี รณี
ทมี่ กี ารกระทำ� ผดิ ตง้ั แตส่ องคนขน้ึ ไป ผกู้ ระทำ� ผดิ อาจเปน็ ตวั การ หรอื สมรดู้ ว้ ย แลว้ แตก่ ารสบื สวนวา่ บคุ คลน้ี ไดเ้ กย่ี วขอ้ งในการกระทำ� ผดิ
เพยี งใด กรณีทม่ี กี ารตดั ไมห้ ลายตน้ แต่ได้ตวั ผตู้ อ้ งหาคนเดยี ว ยงั ไมเ่ รียกวา่ ไดต้ ัวผูก้ ระท�ำผิดโดยแท้ ควรจะไดส้ อบสวนผ้ตู ้องหานนั้ ตอ่ ไป
ว่าทำ� ไมอ้ ย่างไร ใชเ้ คร่ืองมอื หรือใครเข้ามาช่วยเหลือดว้ ย สงิ่ เหล่าน้อี าจยดึ โยงไปหาผูก้ ระท�ำผิดได้อีก

120 |

2) เกีย่ วกับสถานทเ่ี กิดเหตุและเวลากระท�ำผดิ จะต้องมกี ารกลา่ วโทษ ใครเป็นเจ้าของสถานที่ ผเู้ ปน็ เจ้าของเกย่ี วขอ้ งกับการกระทำ� ผิด
หรือมีความสัมพันธ์กับการกระท�ำผิดเพียงใด ลักษณะโดยละเอียดของสถานที่นั้นเป็นอย่างใด เช่น ในน้�ำ ท่ีควรระบุให้ชัดแจ้งว่าเป็นอู่
เพื่อเก็บไม้ หรือแม่น�้ำล�ำคลองมีขอบเขตอย่างไร มีน�้ำมากน้อยเพียงใด รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ น้ี ย่อมจะเป็นประโยชน์
แก่การด�ำเนินคดีมาก พยายามบันทึกให้ชัดเจน พอท่ีผู้ซึ่งไม่เคยเข้าไปในสถานท่ีนั้นเลยสามารถมองเห็นภาพสถานที่น้ันได้ และจัดท�ำ
แผนทส่ี งั เขป ประกอบเร่อื งทก่ี ลา่ วโทษได้ทกุ เรอื่ งกเ็ ปน็ การดี
3) ของกลางต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเปน็ ไม้ผดิ กฎหมาย เครือ่ งมอื เครอื่ งใช้ สตั วพ์ าหนะ ยานพาหนะ หรอื ทรัพยส์ ินสิง่ ของอย่างอ่นื ท่ีได้ใชเ้ ปน็
อปุ กรณ์ ใหไ้ ดร้ บั ผลในการกระทำ� ผดิ กค็ วรบนั ทกึ ใหส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ กลา่ วหา เชน่ ฟอ้ งฐานนำ� ไมเ้ คลอื่ นที่ ไมม่ ใี บเบกิ ทางนำ� ไม้ หรอื ของปา่
เคลอ่ื นที่ การบรรยายในการนำ� เคล่ือนที่ ตอ้ งประกอบดว้ ย ไม้ของกลาง เปน็ ไมช้ นิดใด จ�ำนวนและปริมาตรเท่าใด ยานพาหนะผ้ใู ดเป็น
ผขู้ บั ขี่ หรอื ควบคมุ นำ� มาจากไหน ไปไหน เปน็ ตน้ ซงึ่ เรอื่ งนกี้ รมปา่ ไมม้ รี ะเบยี บเกย่ี วกบั การนบั จำ� นวน วดั ขนาดไมข้ องกลางอยชู่ ดั แจง้ แลว้
แต่ในการด�ำเนินคดี หากจ�ำเป็น จะต้องระบุเพิ่มเติม เก่ียวกับลักษณะและสภาพไม้ด้วย เพื่อสอดคล้องกับการกล่าวโทษ ก็ควรระบุให้
ชัดเจน เช่น มกี ารกลา่ วอา้ งวา่ เป็นไมเ้ ก่าใช้แลว้ กต็ ้องบรรยายสภาพไม้หักล้างว่าไมน้ ้ันยังไม่ได้ใช้โดยมเี หตผุ ลประกอบ ส�ำหรับเครอ่ื งมือ
เครื่องใช้ สัตว์พาหนะต่าง ๆ แม้ไม่มีระเบียบกรมป่าไม้วางไว้ เรื่อง การเรียกช่ือนับจ�ำนวน แต่ก็โดยสภาพส่ิงเหล่าน้ีเอง เจ้าหน้าท่ีอาจ
บรรยายเคร่ืองมือ เครอื่ งใช้ไดช้ ัดเจน เช่น ชอื่ ทะเบียนตา่ ง ๆ สี ยห่ี อ้ หรือเครอ่ื งหมายเหลา่ นเ้ี ปน็ ตน้
4) การกระท�ำทงั้ หลายท่อี า้ งว่าการกระท�ำผิดนอกจากสถานท่ี เวลา ดงั กลา่ วมาแล้ว การบันทกึ หรอื การกล่าวโทษ จะตอ้ งมกี ารมุ่งหมาย
หรอื ทราบเป็นประการแรกวา่ การกระท�ำผิดฐานใดแล้วบรรยายการกระทำ� ผดิ ในบนั ทึกใหต้ รงกับความผดิ ท่กี ล่าวหานั้น การกระทำ� ผิด
ท่จี ะเป็นการผดิ กฎหมายต้องประกอบดว้ ย

- ไมม่ ีอำ� นาจใหต้ ามกฎหมาย เชน่ ไม่มใี บอนญุ าตหรือกฎหมายไมย่ กเว้นไว้
- ไดก้ ระท�ำการอนั กฎหมายบญั ญตั วิ า่ การกระท�ำผดิ และมีบทกำ� หนดโทษไว้
- มีเจตนากระทำ� ผดิ หรือไมเ่ พียงใด
แนวทางการปฏิบตั ิเม่ือพบการกระทำ� ผดิ กฎหมายเกีย่ วกับการปา่ ไม้
เช่น การตัดไม้ การลา่ สัตวป์ ่า บุกรุกพน้ื ท่ีป่าไม้ รถยนต์บรรทกุ ไม้ฯ มีขัน้ ตอนปฏิบตั ิดังนี้
1) แสดงตนเปน็ พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี
2) ขอตรวจสอบ หากพบวา่ เปน็ ความผดิ ใหค้ วบคมุ ผตู้ อ้ งหาพรอ้ มของกลางไว้ พรอ้ มรายงานผบู้ งั คบั บญั ชาโดยวาจาเปน็ การเบอ้ื งตน้
3) ตรวจสอบการกระท�ำผิดว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติใด มาตราใด มีของกลางหรือไม่ และคิดเป็นความเสียหายต่อรัฐ

เป็นจ�ำนวนเงนิ เท่าใด
4) แจง้ ข้อกล่าวหาแก่ผู้กระท�ำผิด ช้ีแจงข้อกฎหมาย พร้อมท�ำบันทกึ ใหผ้ ้กู ระท�ำผดิ รบั ทราบขอ้ กล่าวหา
5) ทำ� บันทกึ การตรวจยดึ จับกุม ลงรายละเอยี ดตามข้อเทจ็ จริง
6) ใหผ้ ู้เกีย่ วขอ้ งอา่ นหรืออ่านให้ฟงั เม่อื รบั วา่ ถกู ตอ้ งแลว้ ให้ลงลายมือชื่อไวเ้ ปน็ หลักฐานทกุ คน (ท้ังผ้ตู อ้ งหาและคณะเจ้าหน้าที)่
7) รวบรวมพยานหลักฐานในการกระทำ� ผดิ ส่งพนกั งานสอบสวน (ต�ำรวจท้องที)่ เพ่ือดำ� เนนิ การตามกระบวนการของกฎหมาย

(*การด�ำเนินคดีที่พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีอ�ำนาจเปรียบเทียบปรับได้ในความผิดบางมาตรา ให้บันทึกให้ผู้ถูกกล่าวหายินยอมให้
เปรยี บเทียบปรับได้ และลงบนั ทึกประจำ� วันเพื่อเปน็ หลักฐาน กอ่ นปรบั เงินตามอัตราที่กฎหมายกำ� หนดในอำ� นาจหน้าทขี่ อง
พนักงานเจา้ หน้าที่ (หัวหนา้ อุทยานแหง่ ชาติ) โดยออกใบเสรจ็ รับเงนิ ใหผ้ ้ถู ูกกลา่ วหาลงนามรับเอกสารไป)
8) ขอสำ� เนาประจ�ำวนั เลขคดี เลขบัญชยี ึดทรัพย์
9) รายงานผ้บู ังคบั บญั ชาตามล�ำดบั และติดตามผลคดเี พอ่ื ดำ� เนนิ การส่วนท่เี ก่ียวขอ้ งตอ่ ไป

| 121

การเขยี นบันทกึ การสบื สวนและการท�ำส�ำนวนสบื สวน
การสบื สวน (Investigation) หมายความถงึ การแสวงหาขอ้ เท็จจริงและหลักฐาน ซงึ่ พนกั งานฝ่ายปกครองหรือต�ำรวจไดป้ ฏิบัติไปตาม
อำ� นาจและหนา้ ที่ เพ่อื ให้รตู้ ัวผูก้ ระทำ� ผดิ และผู้ทเี่ กย่ี วข้อง วิธกี ารในการกระท�ำผิด และเพ่อื ให้ร้วู า่ ผู้กระทำ� ผิดหลบหนีไปอยู่ทใี่ ด รวมทั้ง
ทรัพย์สินท่ีได้มา มีไว้ หรือใช้ในการกระท�ำผิดว่าอยู่ที่ใด เม่ือสืบสวนเสร็จส้ินแล้ว ต้องมีการเขียนบันทึก หรือรายงานการสืบสวน
เสนอหัวหนา้ พนักงานสอบสวน เพื่อทราบพจิ ารณาส่ังการต่อไป โดยมีเอกสารประกอบในส�ำนวนการสบื สวนคดตี า่ ง ๆ ดังนี้

1) รายงานการสืบสวน
2) เอกสารข้อมลู ทว่ั ไปเกยี่ วกับ ผู้กลา่ วหา/ผเู้ สยี หาย/ผูต้ าย
3) เอกสารขอ้ มลู ท่วั ไปเกย่ี วกบั ผตู้ อ้ งหา
4) เอกสารขอ้ มูลท่วั ไปเก่ยี วกับพยานทเ่ี กีย่ วข้อง
5) เอกสารข้อมลู เกีย่ วกับพยานเอกสารและพยานวตั ถุ
6) เอกสารข้อมลู เกีย่ วกับทรัพยส์ ินทถ่ี ูกประทุษรา้ ย
7) บันทกึ พนกั งานสบื สวน
8) บนั ทึกการตรวจสถานทีเ่ กดิ เหตุ
9) แผนทเี่ กิดเหตุ
10) เอกสารอ่ืนที่เกี่ยวข้อง เชน่ ข้อมูลท้องถน่ิ ประวัติบุคคลพ้นโทษ ฯลฯ
11) เอกสารการโตต้ อบกบั หน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
12) ส�ำเนาการรบั คำ� ร้องทุกข์
13) บัญชที า้ ยรายงานการสืบสวน
การสอบสวนคดคี วามผิดเกีย่ วกับป่าไม้และทรัพยากรของชาตอิ ืน่ ๆ
การกระท�ำความผดิ อันถือวา่ เป็นความผิดอาญา คือ มีบทลงโทษในลักษณะท่ีเป็นการประหารชีวติ จำ� คกุ กกั ขัง ปรับ และริบทรพั ยส์ นิ
ซึง่ การดำ� เนนิ คดีอาญาตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญานัน้ ด�ำเนนิ การได้ 2 วิธี คือ
1) ผ้เู สียหายน�ำคดไี ปฟ้องศาล ซงึ่ คดใี นลกั ษณะน้ีไมเ่ กี่ยวข้องกบั พนกั งานสอบสวนฝ่ายปกครอง
2) ผเู้ สยี หายหรอื ผกู้ ลา่ วโทษ เขา้ รอ้ งทกุ ข์ หรอื กลา่ วโทษตอ่ เจา้ พนกั งาน ซงึ่ จะตอ้ งดำ� เนนิ การสอบสวน และสง่ สำ� นวนใหพ้ นกั งาน
อัยการด�ำเนินการฟอ้ งร้องตอ่ ศาลจนถึงผลท่ีสดุ แหง่ คดี
“เขตอำ� นาจ” ในการสบื สวนคดอี าญาตามประมวลกฏหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญามไิ ดบ้ ญั ญตั ไิ วโ้ ดยตรง แตม่ คี ำ� พพิ ากษาฎกี า ที่ 140/2490
ความว่า “ต�ำรวจมอี ำ� นาจสบื สวนคดอี าญาไดท้ ั่วราชอาณาจกั ร”
อำ� นาจในการสอบสวนคดีอาญา หมายถงึ การรวบรวมพยานหลกั ฐาน และการด�ำเนนิ การทั้งหลายตามบทบญั ญตั แิ หง่ ประมวลกฏหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนไได้ปฏิบัติไปตามอ�ำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อที่จะ
ทราบรายละเอยี ดแห่งความผดิ เพ่ือจะเอาตวั ผู้กระทำ� ความผิดมาฟอ้ งลงโทษ ซงึ่ ขา้ ราชการฝา่ ยปกครองเขา้ ไปเก่ียวข้องในการสอบสวน
เฉพาะในเขตอำ� นาจ โดยเปน็ ผดู้ �ำเนินการสอบสวนฝา่ ยเดียว หรอื สอบสวนร่วมกับตำ� รวจ
ความผดิ เก่ียวกบั กฎหมายป่าไม้ และทรพั ยากรของชาติอื่น ๆ ฝ่ายปกครองเข้ามามีอำ� นาจสอบสวนคดีอาญาได้ โดยอาศยั บทบัญญตั ขิ อง
กฎหมาย ดังนี้

122 |

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 2 (16) บญั ญตั วิ า่ พนกั งานฝา่ ยปกครอง หรอื ตำ� รวจ หมายถงึ เจา้ พนกั งานซง่ึ กฎหมาย ใหอ้ ำ� นาจและหนา้ ทรี่ กั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย
ของประชาชน ใหร้ วมถึงทง้ั พัสดี เจา้ พนักงานกรมสรรพสามิต กรมศลุ กากร กรมเจา้ ทา่ พนักงานตรวจคนเขา้ เมือง และเจ้าพนกั งานอน่ื ๆ
ในเม่อื ท�ำการอันเกี่ยวกับการจบั กุมปราบปรามผู้กระท�ำผิดกฎหมาย ซ่ึงตนมหี นา้ ทีต่ อ้ งจบั กมุ ปราบปราม
ดงั นั้นค�ำว่า เจา้ พนกั งานฝา่ ยปกครอง จงึ มคี วามหมาย 2 ประการ คือ

1) พนกั งานฝา่ ยปกครองโดยสายงาน คอื ปลดั กระทรวงมหาดไทย ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นายอำ� เภอ ปลดั อำ� เภอ กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น
2) พนักงานฝ่ายปกครองทเี่ ป็นเจ้าพนกั งานตามกฎหมายอื่น เช่น เจา้ หนา้ ที่ป่าไม้
ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบยี บการดำ� เนนิ คดีอาญา พ.ศ. 2523 และแกไ้ ขเพิ่มเติม
1) เมอื่ ขา้ ราชการสว่ นภมู ภิ าค สว่ นทอ้ งถนิ่ เทศมนตรี กำ� นนั ผใู้ หญบ่ า้ น สารวตั รกำ� นนั แพทยป์ ระจำ� ตำ� บล และกรรมการบรหิ ารองคก์ าร
บริหารส่วนต�ำบล ที่ต้องหาคดีอาญา เพราะได้กระท�ำตามหน้าท่ี หรืออ้างว่าได้กระท�ำตามหน้าที่ พนักงานสอบสวนต้องรีบรายงาน
ผู้ว่าราชการจังกวัด หรือนายอ�ำเภอ ทราบเป็นการด่วน เพื่อส่ังให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองร่วมกับพนักงานสอบสวนฝ่ายต�ำรวจ
ด�ำเนินคดี ถ้าเป็นเร่อื งทเี่ สนอมายังส่วนกลาง หรอื ส่วนกลางด�ำเนนิ การเอง ใหก้ รมการปกครอง และกรมต�ำรวจ จัดพนกั งานสอบสวน
ของแตล่ ะฝ่ายร่วมกันสอบสวนด�ำเนนิ คดี
2) เม่ือมีเหตุส�ำคัญหรือจ�ำเป็นสมควรให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ท�ำการสอบสวน หรือร่วมในการสอบสวนคดีอาญาที่เกิดขึ้นใน
ท้องท่ีใด ให้ผู้ก�ำกับการต�ำรวจภูธรจังหวัดหรือผู้รักษาราชการแทนเสนอเหตุผล ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพ่ือสั่งการให้พนักงานสอบสวน
ฝ่ายปกครองรว่ มกันสอบสวนดำ� เนินคดี
3) กรณีผ้วู ่าราชการจงั หวดั หรอื นายอำ� เภอประสบเหตเุ ก่ียวกับความผดิ อาญา หากไมส่ ามารถจบั กมุ ไดใ้ นทนั ที สามารถส่ังใหเ้ จ้าหนา้ ที่
ต�ำรวจ หรือเจ้าพนักงานผู้มีอ�ำนาจหน้าที่ด�ำเนินการจับกุม และเพ่ือประโยชน์ในการสอบสวนคดี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอ�ำเภอ
อาจสืบสวน สอบสวน หรือสั่งให้เจ้าหน้าท่ีด�ำเนินการ เพ่ือรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท่ีเกิดเหตุ หรือด�ำเนินการทั้งหลายอ่ืน ๆ
เพ่อื เปน็ หลักฐานในช้นั ตน้ และบันทกึ ไว้ รวมท้งั ส่งหลักฐานทไี่ ด้ทำ� การสบื สวน สอบสวน และตวั บุคคลทจี่ ับไว้ ไปใหพ้ นักงานสอบสวน
ทอ้ งทดี่ �ำเนินการเอง
4) การสอบสวนคดีอาญาใด ๆ ที่อยู่ในเขตอ�ำนาจจังหวัด หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเป็นการสมควร สามารถเร่งรัด หรือควบคุมการ
สอบสวนได้ โดยเรียกพนักงานสอบสวนให้มาช้ีแจง พร้อมท้ังน�ำส�ำนวนการสอบสวนมาตรวจพิจารณา และแนะน�ำเร่งรัดให้ด�ำเนินการ
เพอื่ เกิดผลดีเปน็ ไปในทางท่ีชอบและเหมาะสม
หากเห็นว่าการด�ำเนินการดังกล่าวข้างต้นจะไม่เป็นผล สามารถใช้อ�ำนาจควบคุมการสอบสวน โดยส่ังให้พนักงานสอบสวนด�ำเนินการ
ตามท่ีเหน็ สมควร รวมท้ังการส่ังอนญุ าต หรอื ไม่อนุญาตให้ปลอ่ ยช่วั คราว สัง่ เปลยี่ นตัวพนักงานสอบสวน แตง่ ตง้ั พนกั งานสอบสวนฝา่ ย
ปกครองร่วมสอบสวนคดีเร่ืองน้ันด้วย กรณีดังกล่าวน้ี ถือว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (ป.วิ.อาญา
มาตรา 18 วรรคทา้ ย) และเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผดิ ชอบ (ป.ว.ิ อาญา มาตรา 140) โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยมอี �ำนาจเชน่ เดยี วกบั
ผู้ว่าราชการจงั หวัด แต่มเี ขตอ�ำนาจครอบคลุมทัว่ ราชอาณาจักร

| 123

หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ท่ี มท 0207/ ว 981 ลง 26 กรกฎาคม 2532 เร่อื ง การควบคุมการสอบสวนคดีเกยี่ วกับป่าไม้
และทรพั ยากรของชาติอน่ื ๆ
เม่อื มคี ดีเกิดขน้ึ ในทอ้ งที่ใด หัวหนา้ พนักงานสอบสวนตอ้ งรายงานคดปี ่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติให้ฝา่ ยปกครองทราบโดยดว่ น เพอื่ ให้
อ�ำเภอ และจงั หวดั รายงานตามลำ� ดับชน้ั ไปยังกระทรวงมหาดไทยทราบ หากปลดั อ�ำเภอ นายอ�ำเภอ หรือผ้วู ่าราชการจงั หวัด พจิ ารณา
เหน็ วา่ ควรมกี ารตรวจสอบกำ� กบั ดแู ลการสอบสวน ใหเ้ รยี กสำ� นวนการสอบสวนมาตรวจพจิ ารณา แนะนำ� หรอื เรง่ รดั การปฏบิ ตั ขิ องพนกั งาน
สอบสวนใหเ้ ป็นผลดีและเปน็ ไปในทางท่ีเหมาะสมได้
หากพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้จับกุม หรือร่วมในการจับกุมคดีเกี่ยวกับคดีป่าไม้และทรัพยากรของชาติอื่น ๆ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอ�ำเภอ หรือปลัดอ�ำเภอ เข้าควบคุมการสอบสวนทุกคดี และกรณีท่ีเป็นคดีรายใหญ่ ให้เข้าควบคุมการสอบสวนในฐานะหัวหน้า
พนกั งานสอบสวน แลว้ แตก่ รณี
จะเหน็ ไดว้ า่ ในการทำ� งานการสบื สวน และทำ� สำ� นวนการสบื สวน จะตอ้ งทราบถงึ สว่ นทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การทำ� งานในคดคี วามผดิ เกย่ี วกบั ปา่ ไม้
และทรัพยากรของชาตอิ ่ืน ๆ ท่มี หี นว่ ยงานท่ีเก่ยี วขอ้ งทีต่ อ้ งประสานการปฏบิ ัติในการสืบสวน เพอ่ื รวบรวมพยานหลกั ฐานคอื พนกั งาน
ฝา่ ยปกครอง ตามทกี่ ลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ นอกจากนี้ ยงั มสี ว่ นทเี่ กย่ี วขอ้ งซง่ึ ในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู อนื่ เชน่ กรมปา่ ไม้ กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่
และพนั ธพุ์ ชื และหนว่ ยงานอื่นในสงั กัดกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม (พลวีร,์ 2559)
ตวั อย่างรายละเอียดท่แี สดงในบนั ทกึ การจับกมุ

1. ชือ่ คณะเจา้ หน้าท่ี ตำ� แหนง่ หนว่ ยงานทส่ี งั กดั ทกุ คน
2. ชือ่ นามสกลุ อายุ ภมู ลิ �ำเนาอยบู่ า้ นเลขที่ หมู่บ้าน ตำ� บล อำ� เภอ จงั หวัด ของผู้กระท�ำผิด
3. เขยี นบรรยายเหตกุ ารณ์ทีพ่ บอย่างละเอียด
4. จุดพิกัดทีเ่ กดิ เหตุ ระบเุ ครอื่ งมือทใ่ี ชต้ รวจสอบ อยูใ่ นเขตป่าสงวนแหง่ ชาติ หรอื ป่าประเภทใด
5. วนั เดือน ปี เวลา ทเ่ี กดิ เหตุ
6. สถานทเ่ี กดิ เหตุ หมูท่ ่ี ต�ำบล อำ� เภอ จงั หวัด
7. ระบุการแจ้งขอ้ กลา่ วหาใหผ้ ู้กระทำ� ผิดทราบว่าผิดตามกฎหมายใด ผูก้ ระทำ� ผดิ ยอมรับสารภาพหรอื ใหก้ ารปฏเิ สธ
8. ตรวจสอบ วัด ขนาด ชนดิ จ�ำนวน ของกลาง เช่น ถา้ บกุ รุกพนื้ ทีจ่ ำ� นวนเท่าใด (ไร่) ไมแ้ ปรรปู (ลักษณะและจำ� นวน)
9. จดั ทำ� บัญชขี องกลางและบญั ชไี มข้ องกลาง (ถ้ามี)
10. การมอบหมายใหเ้ จ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ น�ำผตู้ ้องหาพรอ้ มของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีต�ำรวจในพน้ื ท่ีเกดิ เหตุ และ

จัดการกบั ของกลางตามระเบียบต่อไป
11. แผนท่ีระบจุ ุดเกิดเหตุ

- แผนที่สงั เขปแสดงบรเิ วณทีเ่ กิดเหตุ
- แผนที่ภมู ปิ ระเทศ มาตราสว่ น 1: 50,000
- แผนทีท่ า้ ยพระราชกฤษฎกี าหรือแผนที่ทา้ ยกฎกระทรวง
12. สำ� เนากฎหมายท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การกระทำ� ความผดิ เช่น
- พระราชกฤษฎกี ากำ� หนดไมห้ วงห้าม พ.ศ. 2530 พรอ้ มบัญชี (ถ้ามี)
- พระราชกฤษฎีกากำ� หนดของป่าหวงหา้ ม พ.ศ. 2530 พรอ้ มบญั ชี (ถ้าม)ี
- กฎกระทรวงก�ำหนดใหส้ ตั ว์ป่าบางชนิดเปน็ สตั ว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 พรอ้ มบญั ชสี ัตว์ป่าคุ้มครอง (ถ้าม)ี
13. ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ ผตู้ ้องหา ของกลางในทีเ่ กิดเหตุ

124 |

10. หลักเกณฑก์ ารเก็บ และการบำ� รงุ รักษาอาวธุ ปืน และเครื่องกระสุนปืน

เพ่ือใหก้ ารเกบ็ และการรักษาอาวธุ ปนื และเครอ่ื งกระสุน เป็นไปด้วยความปลอดภยั เจ้าหนา้ ทผ่ี ูค้ รอบครองอาวธุ ปนื ควรศึกษามาตรการ
ความปลอดภยั ในการเกบ็ รกั ษา การพกพา และการใชอ้ าวธุ ปนื ชนดิ นนั้ ๆ ใหเ้ ขา้ ใจอยา่ งถอ่ งแท้ ในคมู่ อื นจ้ี ะยกมาเปน็ ตวั อยา่ งเพยี งสงั เขป
(1) การเกบ็ รักษาอาวธุ ปนื และเครือ่ งกระสุนปนื
ให้ผู้ครอบครองอาวุธปนื และเครอ่ื งกระสุน จัดสถานทที่ ม่ี ีความมนั่ คง แข็งแรง และปลอดภยั รวมถงึ จดั ใหม้ รี ะบบรักษาความปลอดภัย
โดยจดั เก็บในตู้ หรอื ห้อง หรอื สถานทเี่ กบ็ เปน็ การเฉพาะ
(2) การบ�ำรงุ รักษาอาวธุ ปนื
กอ่ นทำ� การยิง
ให้ปฏบิ ตั ติ ามข้อแนะนำ� ตอ่ ไปนี้

- ใชผ้ า้ สะอาดเช็ดน้�ำมัน และฝนุ่ ผงออกจากล�ำกลอ้ ง และรงั เพลิงใหห้ มด
- ใชน้ ำ�้ มนั ทใี่ ชส้ ำ� หรบั อาวธุ ปนื โดยเฉพาะ ชโลมชนิ้ สว่ นตา่ ง ๆ ซง่ึ ไมไ่ ดส้ มั ผสั กบั กระสนุ บาง ๆ อยา่ ชะโลมนำ�้ มนั ใหม้ าก เพราะจะทำ� ให้
กลไกท�ำงานไม่สะดวก
- ห้ามทานำ้� มันในล�ำกลอ้ ง และรงั เพลงิ เพราะจะทำ� ใหค้ วามดนั ในรังเพลงิ มากขึ้น
- หยอดน�้ำมันทีใ่ ช้สำ� หรับอาวุธปืนโดยเฉพาะตามช้นิ สว่ นตา่ ง ๆ ทเ่ี คล่ือนท่ี เช่น ชอ่ งทางเดนิ ของเลือ่ นปืน ลกู เลอ่ื น และอ่ืน ๆ
- คุมช้ินส่วนตา่ ง ๆ เขา้ ท่ี แล้วใชน้ ำ้� มันท่ใี ช้สำ� หรบั อาวธุ ปนื โดยเฉพาะพอหมาด ๆ เชด็ ภายนอกของปืน
- ส่ิงท่ีต้องระวังเป็นพิเศษก่อนท�ำการยิง คือ อย่าให้ผ้าที่ท�ำความสะอาด หรือส่ิงอื่น ๆ ค้างอยู่ภายในล�ำกล้อง รังเพลิง หรือ
อุดปากลำ� กลอ้ ง
หลังทำ� การยิง
หากละเลยจะท�ำใหเ้ กดิ สนิมได้งา่ ย โดยเฉพาะภายในล�ำกล้อง และรังเพลิง จงึ ให้ปฏิบตั ติ ามข้อแนะนำ� ตอ่ ไปนี้
- ภายหลังการยิง ให้รีบท�ำความสะอาดภายในล�ำกล้องกับรังเพลิงทันที โดยใช้เศษผ้าชุบน้�ำมันท่ีใช้ส�ำหรับอาวุธปืนโดยเฉพาะ
แยงในลำ� กล้องไปมาหลาย ๆ ครงั้ หลังจากเสรจ็ ส้ินภารกจิ
- ตรวจภายในล�ำกลอ้ ง หากพบกากของดินปนื ซง่ึ เปน็ เหตใุ หเ้ กิดสนมิ ได้ง่าย ใหท้ �ำความสะอาดอกี ครัง้ หนงึ่
- ส�ำหรบั ช้ินส่วนอน่ื ๆ ของปนื ใหป้ ฏบิ ตั เิ ช่นเดียวกับการท�ำความสะอาดปกติ

| 125

การทำ� ความสะอาดประจ�ำวนั
สำ� หรับอาวธุ ปืนที่ทำ� การยงิ ทกุ ๆ วนั ใหป้ ฏิบัตติ ามขอ้ แนะนำ� ตอ่ ไปนี้

- ใชผ้ า้ สะอาดซบั นำ้� มนั ทใ่ี ชส้ ำ� หรบั อาวธุ ปนื โดยเฉพาะพอหมาด ๆ เชด็ ปนื ใหท้ ว่ั แลว้ ใชผ้ า้ แหง้ เชด็ จนสะอาด สำ� หรบั ภายในลำ� กลอ้ ง
ปฏิบัตเิ ช่นเดียวกัน
- ตามรแู ละร่องต่าง ๆ ของปืน เชน่ รอ่ งทางเดนิ ของเล่ือนปนื ฯลฯ ใหท้ ำ� ความสะอาดโดยใชแ้ ปรง หรอื ไมเ้ ลก็ ๆ แคะฝนุ่ ผงออก
ใหห้ มด
- เมอื่ เชด็ สว่ นตา่ ง ๆ จนแหง้ และสะอาดดแี ลว้ จงึ ใชผ้ า้ สะอาดชบุ นำ�้ มนั ทใ่ี ชส้ ำ� หรบั อาวธุ ปนื โดยเฉพาะ ทาปนื และชน้ิ สว่ นตา่ ง ๆ
ใหท้ ว่ั สำ� หรบั รอ่ งรอยและสว่ นหนา้ ของชนิ้ สว่ นทถ่ี กู เสยี ดสอี ยเู่ สมอ เมอ่ื เครอื่ งกลไกทำ� งานใหห้ ยอดนำ้� มนั ประมาณ 2 – 3 หยด
เพอื่ หลอ่ ลนื่ ในวนั ทมี่ อี ากาศชนื้ ใหร้ ะมดั ระวงั เปน็ พเิ ศษ เมอ่ื ไดท้ ำ� ความสะอาดเรยี บรอ้ ยแลว้ อยา่ ใชม้ อื ทเ่ี ปยี กนำ�้ หรอื เปยี กเหงอื่
จับต้องช้ินส่วนโลหะ ก่อนน�ำปืนเกบ็ เข้าท่ี และห้ามใชผ้ ้าใบ หรือสง่ิ หน่งึ สงิ่ ใดคลุมปืน เพราะจะท�ำใหป้ ืนเกดิ สนิม
การท�ำความสะอาดเพ่อื เก็บ
หมายถงึ การท�ำความสะอาดในกรณีทจ่ี ะไม่ต้องใช้ปนื เป็นเวลาเกิน 1 สปั ดาห์ ใหป้ ฏบิ ตั ิตามขอ้ แนะนำ� ต่อไปน้ี
- ถอดปนื ตามวิธีถอดปกติ และเช็ดปืนตลอดจนชิน้ สว่ นตา่ ง ๆ ตามวิธีทำ� ความสะอาดประจำ� วนั
- ใชน้ ำ้� มนั ขน้ ปานกลางชโลมชน้ิ ตา่ ง ๆ ใหท้ วั่ ถา้ ไมเ่ กนิ 30 วนั อาจใชน้ ำ�้ มนั ใสชโลมชนิ้ สว่ นตา่ ง ๆ ของปนื ไวก้ ไ็ ด้ แตจ่ ะตอ้ งตรวจ
ทกุ 4 – 5 วนั ถ้าปรากฏว่าแหง้ กใ็ หช้ โลมใหม่
- ภายในล�ำกล้อง รังเพลิง และผิวของชิ้นส่วนต่าง ๆ ท่ีถูกเสียดสีในขณะเคร่ืองกลไกท�ำงาน ให้ใช้น้�ำมันกันสนิมอย่างใสชโลม
น�ำ้ มนั กันสนมิ อยา่ งใสน้ี มลี ักษณะกง่ึ แข็ง สามารถปอ้ งกนั สนิมได้ในระยะเวลาไม่เกนิ 1 ปี
(3) ข้อควรระวงั
- ภายหลงั การยิง ใหช้ ำ� ระลำ� กลอ้ งใหส้ ะอาด ก่อนชโลมน้ำ� มันในลำ� กล้อง หากชโลมน้�ำมนั ก่อนอาจท�ำให้ลำ� กลอ้ งชำ� รุดเปน็ สนมิ
เกลียวขาด บวม หรือแตก การไม่มีน้�ำมันชโลมจะท�ำให้เกิดสนิมแดงขึ้นก่อน ต่อมาจะกลายเป็นขุมสนิมกัดกินเน้ือเหล็กจน
กร่อนไป และทำ� ใหเ้ กลยี วขาด หากนำ� ไปยิงอาจท�ำใหล้ ำ� กลอ้ งบวม หรอื แตกได้
- ห้ามใชผ้ ้า หรือเศษไมอ้ ดุ ปากล�ำกล้อง เพ่อื กันฝนุ่ ผงเข้าล�ำกล้อง เพราะจะทำ� ให้ลำ� กลอ้ งเปน็ สนมิ ไดง้ ่าย และหากน�ำอาวธุ ปนื
ไปยิง โดยลมื เอาเศษผ้า หรือเศษใบไมอ้ อก ลำ� กล้องปนื จะบวม หรือแตกไดง้ ่าย
- หากเครอื่ งกระสนุ เปอื้ นนำ�้ หรือน้ำ� มนั หรอื เศษดนิ ตอ้ งเชด็ ให้แห้งและสะอาด หา้ มใชน้ �ำ้ มันเชด็ เครื่องกระสนุ ปนื โดยเดด็ ขาด
เพราะจะทำ� ใหเ้ ครอ่ื งกระสุนปืนเสอ่ื มสภาพและไมส่ ามารถใช้งานได้

126 |

เอกสารอ้างองิ

| 127

กรมปา่ ไม,้ 2562. ข้อมูลพน้ื ฐานสถานการณไ์ ฟปา่ พรุควนเคร็ง.
กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถน่ิ , เปา้ หมายการพฒั นาแหง่ สหสั วรรษ Sustainable Development Goals (SDGs) ฉบบั เตม็ , (ออนไลน)์ ,

แหล่งท่มี า : http://e-plan.dla.go.th/activityImage/422.pdf, สบื คน้ เมือ่ 19 มีนาคม 2563.
กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธพ์ุ ชื , 2560. เทคนคิ การลาดตระเวนเชงิ คณุ ภาพ เพอื่ การจดั การพนื้ ทอ่ี นรุ กั ษ,์ โครงการปฏริ ปู ระบบ

ลาดตระเวนพืน้ ทอี่ นรุ ักษ์ตามมาตรฐานระบบลาดตระเวนเชงิ คุณภาพ.
จิตรประภา นุ่มนวล, 2554. มาตรการทางกฎหมายในการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่ป่าพรุ : กรณีศึกษาพ้ืนท่ีป่าพรุควนเคร็ง จังหวัด

นครศรธี รรมราช.
แผนงานพฒั นาแหง่ สหประชาชาต,ิ 2558. ปา่ พรแุ ละความสำ� คญั ของปา่ พร,ุ โครงการเสรมิ ศกั ยภาพการจดั การระบบนเิ วศปา่ พรเุ พอ่ื เพม่ิ

ความสามารถในการกกั เกบ็ คาร์บอนและอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพอยา่ งยงั่ ยนื .
พระราชบญั ญตั ิการปฏริ ปู ทีด่ นิ เพือ่ เกษตรกรรม พ.ศ. 2518, (ออนไลน)์ , แหลง่ ท่ีมา : http://web.krisdika.go.th/lawHeadContent.

jsp?fromPage=lawHeadContent&formatFile=htm&hID=0, สบื ค้นเมอ่ื 17 มีนาคม 2563.
พระราชบญั ญัติการประมง พ.ศ. 2490, (ออนไลน์), แหล่งทม่ี า : http://web.krisdika.go.th/data/law/ law2/%A125/%A125-20-

9999-update.pdf, สบื คน้ เมื่อ 17 มนี าคม 2563.
พระราชบญั ญตั ปิ า่ ไม้ พ.ศ. 2484, (ออนไลน)์ , แหลง่ ทม่ี า : http://web.krisdika.go.th/data/law/ law2/%BB26/%BB26-20-9999-

update.pdf, สืบค้นเม่อื 17 มนี าคม 2563.
พระราชบญั ญตั ปิ า่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2507, (ออนไลน)์ , แหลง่ ทม่ี า : http://web.krisdika.go.th/data/ law/law2/%BB27/%BB27-

20-9999-update.pdf, สบื คน้ เมือ่ 17 มนี าคม 2563.
พระราชบัญญัตเิ ลอ่ื ยโซย่ นต์ พ.ศ. 2545, (ออนไลน์), แหลง่ ท่ีมา : http://web.krisdika.go.th/data/law/ law2/%C508/%C508-

20-9999-update.pdf, สบื คน้ เม่อื 17 มีนาคม 2563.
พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535, (ออนไลน์), แหล่งท่ีมา : https://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%

CA04/%CA04-20-2545-002.pdf, สบื ค้นเมือ่ 17 มนี าคม 2563.
พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562, (ออนไลน์), แหล่งท่ีมา : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/data/pdf/

2562/A/071/T_0104.pdf, สบื คน้ เมื่อ 17 มนี าคม 2563.
พระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535, (ออนไลน)์ , แหลง่ ทมี่ า : http://web.krisdika.go.th/data/

law/law2/%CA08/%CA08-20-9999-update.pdf, สืบคน้ เม่ือ 17 มีนาคม 2563.
พระราชบญั ญตั สิ วนปา่ พ.ศ. 2535, (ออนไลน)์ , แหลง่ ทม่ี า : http://web.krisdika.go.th/data/law/ law2/%CA46/%CA46-20-9999-

update.htm, สบื ค้นเมอ่ื 14 เมษายน 2563.
พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535, (ออนไลน์), แหล่งท่ีมา : http://web.krisdika.go.th/data/law/ law2/%CA46/%CA46-20-

9999-update.htm, สืบค้นเมอ่ื 14 เมษายน 2563.
พระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา พ.ศ. 2477, (ออนไลน)์ , แหลง่ ทมี่ า : http://web.krisdika.go.th/lawHead

PDF.jsp?formatFile=pdf&hID=0, สบื ค้นเมอื่ 17 เมษายน 2563.
พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562, (ออนไลน์), แหล่งที่มา : https://library2.parliament.go.th/ giventake/content_

nla2557/law136-290562-145.pdf, สืบคน้ เม่ือ 17 มนี าคม 2563.

128 |

พลวีร์ บูชาเกียรติ, (2556), เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า (Ranger), (ออนไลน์), แหล่งที่มา : http://www.thairanger.com, สืบค้นเมื่อ
17 มนี าคม 2563.

พลวรี ์ บูชาเกียรต,ิ (2555), การเพิม่ ประสิทธิภาพการลาดตระเวนพืน้ ท่ปี า่ อนรุ กั ษ,์ (ออนไลน)์ , แหล่งทม่ี า : http://www.thairanger.
com/tactics/, สืบค้นเมอื่ 17 มีนาคม 2563.

พลวีร์ บูชาเกยี รต,ิ (2559), การด�ำเนินคดีอาญาเกย่ี วกับการกระท�ำความผดิ ตามกฎหมายป่าไม้, (ออนไลน์), แหล่งท่ีมา : http://www.
thairanger.com, สืบคน้ เม่ือ 17 มีนาคม 2563.

พลวรี ์ บชู าเกยี รต,ิ (2559), คมู่ อื การสบื สวนและทำ� สำ� นวนสบื สวนความผดิ ตามกฎหมายปา่ ไมแ้ ละทรพั ยากรของชาตอิ น่ื ๆ , (ออนไลน)์ ,
แหลง่ ทีม่ า : http://www.thairanger.com, สบื คน้ เม่ือ 17 มีนาคม 2563.

สำ� นกั บรหิ ารพน้ื ทอี่ นรุ กั ษท์ ่ี 9 (อบุ ลราชธาน)ี , หลกั เกณฑก์ ารเกบ็ และการบำ� รงุ รกั ษาอาวธุ ปนื และเครอ่ื งกระสนุ ปนื กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ
สัตว์ปา่ และพนั ธ์พุ ืช พ.ศ. 2557, (ออนไลน์), แหลง่ ทีม่ า : http://wildlife.dnp9.com/wildlife/web1/web/edoc/HzY
cQDbB4NGe.pdf, สืบค้นเม่อื 17 มนี าคม 2563.

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560, (ออนไลน์), แหล่งทีม่ า : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/
040/1.PDF, สบื คน้ เมอื่ 17 มีนาคม 2563.

| 129

130 |



ป่าพรุควนเคร็ง ต้ังอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยในเขตรอยต่อ

ระหว่างลุ่มน้�ำปากพนังและลุ่มน้�ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 แสนไร่
แต่ถ้ารวมพ้ืนท่ีในระดับภูมิทัศน์แล้ว พรุควนเคร็งจะมีพ้ืนท่ีกว่า 4 แสนไร่ ซึ่งใหญ่เป็น
อันดับสองรองจากพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส ป่าพรุควนเคร็งให้ประโยชน์ท่ีหลากหลาย
ทั้งผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรและการบริการทางนิเวศต่อวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่น
รวมถึงกลมุ่ ผมู้ ีสว่ นได้สว่ นเสยี บรเิ วณโดยรอบภูมทิ ัศน์ ท้งั นี้โดยประมาณ 65% ของพนื้ ท่ี
ป่าพรุธรรมชาติเส่ือมโทรมลงอันเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น การขยายตัวของพ้ืนท่ี
ปลูกพืชเศรษฐกิจ การลักลอบตัดไม้ ขาดการจัดการระบบน้�ำในพรุที่มีประสิทธิภาพ
ภัยธรรมชาติและไฟป่า เป็นต้น การแก้ไขปัญหาระยะยาวในการจัดการพ้ืนที่ป่าพรุของ
ประเทศไทย จาํ เปน็ ตอ้ งบรู ณาการทกุ ภาคสว่ นเพอ่ื ใหเ้ กดิ การอนรุ กั ษแ์ ละการใชป้ ระโยชน์
พ้ืนที่อย่างยง่ั ยนื
สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับโครงการ
พัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)
ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่ิงแวดล้อมโลก (Global Environment
Facility: GEF) ให้ดําเนินงาน “โครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ
เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการกกั เกบ็ คารบ์ อนและอนรุ กั ษค์ วามหลากหลายทางชวี ภาพ
อยา่ งยงั่ ยนื (Maximizing Carbon Sink Capacity and Conserving Biodiversity
through Sustainable Conservation, Restoration and Management of Peat
Swamp Ecosystems)” หรือท่ีเรียกว่า โครงการป่าพรุควนเคร็ง (Peat Swamps
Project) ในระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2559 - 2563)


Click to View FlipBook Version