The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณ เรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียนออนไลน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tor Varoon Sangpabuchot, 2023-07-01 23:01:14

วิจัยในชั้นเรียน

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณ เรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียนออนไลน์

รายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่องการออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียนออนไลน์ โดย บุษยมาส เลิศศิริธรกุล 637199416 กุมภาพันธ์2565


ก บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณ เรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้บทเรียน ออนไลน์2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการ เขียนผังงาน ของนักเรียนหลังการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์กับเกณฑ์ร้อยละ 60 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียน ออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการ คำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียน ผังงาน หลังการเรียน (คะแนนเฉลี่ย = 15.20 คะแนน) สูงกว่าก่อนการเรียน (คะแนนเฉลี่ย = 8.70 คะแนน) โดยใช้บทเรียนออนไลน์ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียน ผังงาน หลังการเรียน (คะแนนเฉลี่ย = 15.20 คะแนน) โดยใช้บทเรียนออนไลน์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 (12 คะแนน)


ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเล่มนี้ได้เสนอผลการศึกษา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณ เรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียน ออนไลน์ ในการวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงก็ด้วยความอนุเคราะห์ของ รองศาสตร์ตราจารย์ดร.จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องแก่ผู้วิจัยมาโดยตลอด ขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน คือ นายธนกฤต ปาจันทร์ นายสุวิทย์ จันทร์คูเมือง และ นางสาวนัฐฑริกา สุขสมบูรณ์ที่ได้ให้ความช่วยเหลือในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือและแผนการสอน และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัย ขอขอบคุณนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัดท่าแคลง (ท่าแคลงวิทยาคาร) ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูลเป็นอย่างดี ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพครู 63.4 ทุกท่าน ที่คอยให้คำแนะนำ คำปรึกษา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ท้ายนี้ผู้วิจัยขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานวิจัยเล่มนี้จะเป็น ประโยชน์ทางวิชาการและใช้เป็นแนวทางในการศึกษาและวิจัยต่อไป นางสาวบุษยมาส เลิศศิริธรกุล ผู้วิจัย


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ (ก) กิตติกรรมประกาศ (ข) สารบัญ (ค) สารบัญตาราง (จ) สารบัญภาพ (ฉ) บทที่ 1 บทนำ.................................................................................................................................. 1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา.......................................................................................... 1 วัตถุประสงค์การวิจัย……………………………………………………………………………………………… 4 สมมติฐานการวิจัย…………………………………………………………………………………………………. 4 ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………….………… 4 นิยามศัพท์เฉพาะ................................................................................................................ 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ.................................................................................................. 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................ 6 แนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน............................................................................. 7 แนวคิดเกี่ยวกับบทเรียนออนไลน์………………………..………………………………………………….. 19 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 40 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………....…………………………………………… 44 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย.............................................................................................................. 49 แบบแผนการทดลอง........................................................................................................... 49 กลุ่มเป้าหมาย……………………………………...………………….................……………………………… 49 เครื่องมือและการหาคุณภาพเครื่องมือ………………………………...........……………………………. 49 การเก็บรวบรวมข้อมูล....………………………………………………………………………………………… 51 การวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................................. 51


ง บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................... 52 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ..................................................................................... 54 สรุปผลการวิจัย................................................................................................................... 54 อภิปรายผลการวิจัย.....................………………………..…………………………………………...……… 54 ข้อเสนอแนะ…………………………..........………………………....…………………………………….……… 57 บรรณานุกรม.................................................................................................................................. 58 ภาคผนวก....................................................................................................................................... 63 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ........................................................................................... 64 ภาคผนวก ข นวัตกรรม........................................................................................................ 66 ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้นวัตกรรม............................................................... 71 ภาคผนวก ง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................ 83 ภาคผนวก จ ภาพกิจกรรม.................................................................................................... 101 ประวัติผู้วิจัย................................................................................................................................... 106


จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้........................................................................................... 41 3.1 แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง.............................. 49 4.1 แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรม ด้วยการเขียนผังงานของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บทเรียนออนไลน์........................ 52 ง.1 แบบประเมินความสอดคล้องของเครื่องมือวัดตัวแปรประเภทข้อสอบ......................... 87 ง.2 แบบประเมินความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ (IOC).................................... 95 ง.3 แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยากาคำนวณ............... 97 ง.4 ผังวิเคราะห์ข้อสอบ....................................................................................................... 98 ง.5 ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)............................................................. 99 ง.6 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณ.......... 100


ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ข.1 หน้าหลัก...................................................................................................................... 67 ข.2 หน้าหน่วยการเรียนรู้................................................................................................... 67 ข.3 หน้าแบบทดสอบก่อนเรียน.......................................................................................... 68 ข.4 หน้าใบความรู้............................................................................................................... 68 ข.5 หน้าวีดีโอ...................................................................................................................... 69 ข.6 หน้าแบบฝึกหัด............................................................................................................. 69 ข.7 หน้าแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม.............................................................................................. 70 ข.8 หน้าแบบทดสอบหลังเรียน........................................................................................... 70 จ.1 ภาพนักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน........................................................................ 102 จ.2 ภาพนักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน......................................................................... 102 จ.3 ภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอ............................................................................ 103 จ.4 ภาพนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มในห้องเรียน............................................................... 103 จ.5 ภาพนักเรียนดูวีดีโอใรบทเรียนออนไลน์........................................................................ 104 จ.6 ภาพนักเรียนขณะศึกษาบทเรียนออนไลน์ในห้องเรียน.................................................. 104 จ.7 ภาพนักเรียนทำแบบฝึกหัดในบทเรียนออนไลน์............................................................ 105 จ.8 ภาพนักเรียนปฏิบัติกิจกรรม………………………............................................................... 105


1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างมีความสุขในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ของชาติ การกีฬา ภูมิปัญ ญ าท้องถิ่น ภูมิปัญ ญ าไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรัก ษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่ม สร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้สอนจะต้องศึกษาเป้าหมายและปรัชญาของการ จัดการเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจน กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการและผู้เรียนเป็นสำคัญ แล้วพิจารณาเลือกนำไปใช้ออกแบบ กิจกรรมที่หลากหลายให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ เหมาะกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและแหล่ง ความรู้ท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ที่โรงเรียนจะต้องจัดการเรียนรู้ของโรงเรียน โดย มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เทียบเคียงมาตรฐานสากล แผนการศึกษาแห่งชาติได้ให้ ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการแพร่กระจายข่าวสารความรู้และเรื่องทั่วไป อย่างกว้างขวาง ผู้เรียนจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา แต่กลับมี ข้อเท็จจริงว่าผู้เรียนมีปัญหาด้านการเรียน และมีข้อจำกัดอยู่มาก ปัญหาอันเนื่องมาจากการไม่เข้าใจ ระบบการเรียนการสอน การผลิต การใช้ และส่วนของครูในด้านการพัฒนาการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญยังมีไม่เพียงพอ ปัญหาเหล่านี้ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกระบวนการผลิต พัฒนา และเสริมสร้างแรงจูงใจให้แก่ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ รวมไปถึง ผู้เรียน และการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งแตกต่างไปจากการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 20 ที่จัดการเรียนรู้ตามหนังสือ ส่งผลให้การเรียนรู้ของ ผู้เรียนสามารถเข้าไปสืบค้นความรู้จากตำราต่าง ๆ หรือแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ หรือจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง (ปรัชญนันท์ นิลสุข, 2558, หน้า 9) ซึ่งผู้สอนต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้สืบค้นอย่าง สม่ำเสมอ โดยที่ผู้เรียนจะต้องมีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แต่ในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารต้องได้รับคำแนะนำจากครูและพ่อแม่ในการใช้เครื่องมือนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อ การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ (วิจารณ์พานิช, 2555, หน้า 43) เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการ


2 สื่อสารเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยที่ครูก็ต้องหมั่นเรียนรู้ ออกแบบการเรียนที่ ดีกว่า เหมาะสมกว่าตามช่วงวัยของเด็ก ทั้งนี้การจัดการเรียนด้วยวิธีสอนออนไลน์จะเป็นตัวกระตุ้นการ เรียนรู้ทั้งในทางตรงและในทางอ้อม อีกทั้งยังมุ่งเน้นส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงจูงใจในการ เรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง ประกอบกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศใช้เป็นเครื่องมือ ที่สำคัญในการศึกษาสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชาติให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถ และ ยังเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง รวมถึงยังมีความสอดคล้องตามแนวปฏิรูป การศึกษา ตลอดจนจะเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ระดับสากล (เขมณัฏฐ์ กิ่งศิริธรรม, 2559, หน้า 8) วิธีการสอนยุคปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการจัดกิจกรรมเพื่อการสอนบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตด้วยนวัตกรรมประยุกต์ในเชิงบูรณาการ (สุมนา สุขพันธ์, 2561, หน้า 583) สำหรับใช้เป็น เครื่องมือในการพัฒนาและเป็นปัจจัยสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนศตวรรษที่ 21 และปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ข้อมูลความรู้ทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วและมีข้อมูลมากมายที่สามารถเรียนรู้ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น www, Facebook ในขณะเดียวกัน ผู้เรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติติด้วยตนเอง (Learning by doing and thinking) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed Learning) เป็นการเรียนรู้แนวทางหนึ่งที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในสภาพ ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นการเรียนที่ทำให้บุคคลมีการเริ่มการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใน การเรียน มีการเรียนที่ดี นอกจากนี้เป็นการศึกษาแบบใหม่ที่เน้นการเรียนรู้โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้ การ เรียนแบบอิสระ เป็นการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนต้องรับผิดชอบในการวางแผน การปฏิบัติและการประเมินผล ความก้าวหน้าด้านการเรียนของตนเอง การเรียนการสอนบทเรียนออนไลน์มีมากขึ้น ทำให้ผู้เรียน สามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่าการเรียนการสอนตามปกติ เนื่องจากเป็นการสื่อสารที่มี รูปแบบการเรียนที่หลากหลาย มีอิสระในด้านการเรียน มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการเรียนรู้ และ ความเหมาะสมกับโลกยุคใหม่ การจัดการเรียนการสอนบทเรียนออนไลน์ของโรงเรียน วัดท่าแคลง (ท่าแคลงวิทยาคาร) เป็นการจัดการเรียนการสอนแบบการเรียนในห้องเรียนควบคู่กับการใช้การเรียน การสอนบทเรียนออนไลน์ บทเรียนออนไลน์สามารถแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะ บทเรียนออนไลน์สามารถให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถ ความสนใจ และความพร้อมโดยไม่ต้อง กังวลขณะเรียน บทเรียนออนไลน์เป็นสื่อสำเร็จรูปที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการและ แก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดและความสามารถ ของตนเอง อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกมีมาตรฐานการรับส่งข้อมูล ระหว่างกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ได้หลาย รูปแบบ ความสามารถของอินเทอร์เน็ตในด้านการค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิชาการ ด้านความก้าวหน้าทางวิทยาการ หรือด้านต่าง ๆ ล้วนทำได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วินาที จาก แหล่งข้อมูลทั่วทุกมุมโลก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง หรือแม้แต่ข้อมูลแบบ


3 มัลติมีเดีย ปัจจุบันมีการวิจัยและผลิตสื่อที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนบนเว็บไซต์กันมากขึ้น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้สร้างบทเรียนออนไลน์รายวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดท่าแคลง(ท่าแคลงวิทยาคาร) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรีเขต 1 ขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในเรื่องดังกล่าว โดยภายในบทเรียน ผู้วิจัยมีความคาดหวังว่า ผู้เรียนจะได้เห็นความเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยใช้คุณสมบัติของบทเรียนออนไลน์ช่วยในการทำให้ บทเรียนออนไลน์นี้ มีความน่าสนใจ เพราะประกอบด้วยรูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว ตลอดจนมีความ ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้ทันสมัยได้ ในการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์นั้น ขั้นตอนที่สำคัญขั้นแรกคือ การออกแบบ โปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ซึ่งจะทำให้สามารถเขียนโปรแกรมเพื่อใช้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ดังจะ เห็นได้จากตัวชี้วัดรายวิชาของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) วิชาวิทยาการคำนวณ สาระที่ 4 เทคโนโลยี มีตัวชี้วัด ว 4.2 ป.6/2 คือ ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และ ตรวจหาข้อผิดพลาดและแก้ไข แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนคือ นักเรียนไม่สามารถออกแบบโปรแกรม ด้วยการเขียนผังงานได้ทำให้ไม่สามารถที่จะเขียนโปรแกรมได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งในการจัดการเรียนรู้ยัง ประสบกับปัญหาเรื่องของเวลาที่นักเรียนแต่ละคนใช้ในการทำศึกษาไม่เท่ากัน ทำให้การศึกษาเป็นไป ด้วยความยากลำบาก และเสียเวลารอนักเรียนที่ยังรู้เรื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน การใช้บทเรียนออนไลน์จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาการออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียน ผังงาน โดยมีความคิดเห็นสอดคล้องกับ (ทิพย์สุคนธ์พันธ์กิ่ง, 2558, หน้า 85 - 90) ที่ได้กล่าวว่า “นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้เกมคอมพิวเตอร์เป็นฐาน มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่องการเขียนผังงาน สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วย การจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้” ซึ่งจะ เห็นได้ว่าบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์เป็นบทเรียนที่มีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนออนไลน์ หรือจาก ความคิดเห็นของ (พนมไพร สุขมา, 2557, หน้า 69 - 74) และ (พิมพันธุ์ จันทะรัง, 2561, หน้า 129 - 136) ที่ได้กล่าวว่า “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์เพื่อ ทบทวนเรื่อง การวิเคราะห์ปัญหาและการเขียนผังงานนั้น สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้” และ (พิจิตรา ศิริวัฒน์, 2559, หน้า 56 - 62) กล่าวไว้ว่า “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาโปรแกรมภาษาซีเรื่อง โครงสร้างภาษาซีและการเขียนผังงาน ของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์สูงกว่านักเรียนที่เรียนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้” จากผลการวิจัยของนักวิจัยที่ได้กล่าวอ้างถึงจะเห็นว่าบทเรียนออนไลน์จะ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ บทเรียนออนไลน์จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเรื่อง นักเรียนที่ไม่มีเวลาในการศึกษา นักเรียนที่อยู่ห่างไกล


4 สามารถเข้าศึกษาบทเรียนในเวลา สถานที่ที่ต้องการได้ทั้งที่บ้านหรือโรงเรียน หรือสถานที่ที่นักเรียน สามารถเข้าไปใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตได้ ดังนั้นเพื่อพัฒนาสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณ ผู้วิจัยจึงได้จัดทำรายงานการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียน ผังงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียนออนไลน์” และปัญหาการออกแบบโปรแกรม ด้วยการเขียนผังงานจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้บทเรียนออนไลน์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้นักเรียนสามารถ เข้าศึกษาเรื่องการแก้ไขปัญหาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จากทุกที่ทุกเวลา ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนสูงขึ้น อันจะส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้ ค้นหาความรู้ สรุปองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และ สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ตลอดจนผู้เรียนสามารถลงมือทำด้วยตนเองจากการเรียนบทเรียน ออนไลน์ และเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ตลอดจนต้องการให้นักเรียนรู้ถึงปัญหาที่ เกิดขึ้นจริง และรู้จักวิธีการสำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรม ด้วยการเขียนผังงาน ของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรม ด้วยการเขียนผังงาน ของนักเรียนหลังการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์กับเกณฑ์ร้อยละ 60 สมมติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผัง งานของนักเรียนหลังสูงกว่าก่อนการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผัง งานของนักเรียนหลังการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ขอบเขตของการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดจันทบุรี


5 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น/ตัวจัดกระทำคือ บทเรียนออนไลน์ ตัวแปรตามคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาการคำนวณเรื่อง การออกแบบ โปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ระยะเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ตั้งแต่พฤศจิกายน 2564 - กุมภาพันธ์ 2565 พื้นที่ พื้นที่ในการวิจัยครั้งนี้คือ จังหวัดจันทบุรี นิยามศัพท์เฉพาะ บทเรียนออนไลน์หมายถึง สื่อการเรียนรู้ที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ ออกแบบมาเป็น เว็บไซต์มีเนื้อหา 4 บท คือ ความหมายและประโยชน์ของผังงาน ประเภทของผังงาน วิธีการเขียนผัง งานที่ดี และสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน โดยเว็บไซต์จะใช้งานผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนออนไลน์จากทุกที่ทุกเวลา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการสอบวัดความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทาง การศึกษา ซึ่งวัดได้จาก แบบทดสอบ แบบเลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ มี 4 ตัวเลือก ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เป็นข้อมูลให้ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน นำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาบทเรียน ออนไลน์ โดยการจัดการความรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน 2. เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมในการประกันคุณภาพภายในมาตรฐานด้าน คุณภาพของผู้เรียนตัวชี้วัดที่เน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของผู้เรียน ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 1.3 ระดับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.5 ข้อควรคำนึงในการใช้แบบทดสอบ 2. แนวคิดเกี่ยวกับบทเรียนออนไลน์ 2.1 ความหมายของบทเรียนออนไลน์ 2.2 ประเภทของบทเรียนออนไลน์ 2.3 ส่วนประกอบของบทเรียนออนไลน์ 2.4 การสร้างบทเรียนออนไลน์ 2.5 ประโยชน์ของบทเรียนออนไลน์ 2.6 ข้อจำกัดของบทเรียนออนไลน์ 3. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ


7 แนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Achievement) เป็นผลที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ในการ จัดการศึกษา นักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน จึงได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื่องจาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นดัชนีประการหนึ่งที่สามารถวัดคุณภาพการศึกษา ซึ่งนักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ ทิศนา แขมมณี(2556, หน้า 10) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึง ความรู้การพัฒนาทักษะในด้านการเรียน ซึ่งอาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้คะแนนที่ได้จาก การงานที่ครูมอบหมายให้หรือทั้งสองอย่าง จิตติมา พุทธเจริญ (2554, หน้า 105) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของความสามารถทางสมองด้านต่าง ๆ ที่เกิดจากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ ต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งได้จากการนับเป็นคะแนนที่ได้จากการตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนทั้งหลังจากที่เรียนจบเนื้อหาที่กำหนดไว้ ภพ เลาหไพบูลย์(2557, หน้า 295) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จากที่เคยไม่กระทำได้หรือกระทำได้น้อย ก่อนที่จะมีการเรียนรู้ จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้มีผู้กล่าวไว้ สามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหมายถึง ความสามารถ ทักษะ และความรู้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากบุคคลได้รับประสบการณ์ ทั้งที่ครูกำหนดให้ และจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก ความสามารถทางร่างกายและสมองเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล และผลที่เกิดขึ้นและแสดงออกหลังจากที่ นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะสามารถวัดออกมาเป็นคะแนนได้ 1.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ รสริน พันธุ (2555, หน้า 38) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน ศิริชัย นามบุรี(2556, หน้า 31) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์คือ แบบทดสอบที่ใช้ วัดระดับความรู้ความสามารถ ทักษะและสมรรถนะภาพทางสมอง ซึ่งได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่กำหนด สมนึก ภัททิยธนี(2554, หน้า 73) ให้ความหมายว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว


8 บุญชม ศรีสะอาด (2560, หน้า 56) ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) ว่าแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการ ซึ่งเป็นผล จากการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระและตามจุดประสงค์ของวิชาหรือเนื้อหาที่สอบนั้น โดยทั่วไปจะวัด ผลสัมฤทธิ์ในด้านวิชาต่าง ๆ ที่เรียนในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาต่าง ๆ อาจ จำแนกข้อสอบได้เป็น 2 ประเภท 1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์(Criterion Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สำหรับใช้ตัดสินว่าผู้สอนมีความรู้ตาม เกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ การวัดตรงตามจุดประสงค์เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภท นี้ 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งสร้างเพื่อวัด ให้ครอบคลุมหลักสูตร จึงสร้างตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร ความสามารถในการจำแนกผู้สอบตาม ความคิดอ่อนได้ดีเป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้การรายงานผลการสอบ ภาษาไทย คะแนนมาตรฐานซึ่งเป็นคะแนนสามารถให้ความหมายแสดงถึงสถานภาพความสามารถของ บุคคล เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ที่ใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ จิตติรัตน์แสงเลิศอุทัย (2562, หน้า 50) ได้กล่าวถึง แบบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็น แบบทดสอบที่ใช้วัดพฤติกรรมด้านความรู้ความสามารถ และทักษะวิธีการ ภายหลังจากผู้เรียนผ่าน กระบวนการเรียนการสอนแล้วเพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนมีพฤติกรรมดังกล่าวมากน้อยเพียงใด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถแบ่งตามจุดประสงค์ของการใช้ได้ 2 ชนิด คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างเอง เป็นแบบทดสอบที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างและจัดทำขึ้น โดยยึด จุดประสงค์ของการเรียนรู้เป็นหลัก เพื่อใช้วัดผลและประเมินผลย่อยระหว่างเรียน (formative test) และใช้วัดผลและประเมินผลรวมหลังเรียน (summative test) การสร้างแบบทดสอบชนิดนี้จะต้อง วางแผนดำเนินการสร้างและปฏิบัติตามหลักการทดสอบที่ถูกต้องเพื่อควบคุมคุณภาพของแบบทดสอบ ซึ่งจะช่วยให้คะแนนการวัดผลมีความเที่ยงตรง 2. แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเพื่อใช้วัดผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการ สอนตามหลักสูตรของรายวิชาในระดับชั้นนั้น มีจุดประสงค์เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพของความรู้ ความสามารถของผู้เรียน มีวิธีเปรียบเทียบแบบอิงกลุ่ม เช่น เปรียบเทียบความรู้ความสามารถวิชา คณิตศาสตร์ชั้น ม.3 ของโรงเรียนกับโรงเรียนอื่นในอำเภอ ในจังหวัด หรืออาจจะเปรียบเทียบใน ระดับประเทศก็ได้สำหรับการเปรียบเทียบทำได้โดยใช้เกณฑ์ปกติของแบบทดสอบแต่ละฉบับที่ ดำเนินการสร้างขึ้นเป็นเกณฑ์ตัดสิน


9 ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชวาล แพรัตกุล (2556, หน้า 112 - 115) แบ่งแบบทดสอบออกเป็น 2 ชนิด ใหญ่ ๆ คือ 1. แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นเอง (Teacher Made Test) เป็นแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ใน วิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์หรือภาษา เป็นต้น โดยแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ แบบให้ตอบ เสรีและแบบจำกัดคำตอบ ซึ่งคุณประโยชน์ของแบบทดสอบชนิดนี้อยู่ที่สามารถพลิกแพลงให้เหมาะกับ สภาพและเหตุการณ์ได้ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) แบบทดสอบมาตรฐานเป็นตัวอย่างของ การกระทำหรือความรู้ของบุคคลแต่ละคนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรับมาภายใต้สภาพการณ์ที่กำหนด การให้คะแนนเป็นไปตามกฎเกณฑ์และการตีความหมายก็อาจจะเป็นไปตามตารางเกณฑ์ตามปกติ ส่วนนักวิชาการอีกท่านคือ สมบุญ ภู่นวล (2555, หน้า 17 - 22) ได้แบ่งแบบทดสอบ ออกเป็น 6 ชนิด คือแบบทดสอบรายบุคคลและสอบเป็นกลุ่ม (Individual and Group Test) แบบทดสอบปรนัยและอัตนัย แบบทดสอบไม่จำกัดเวลาและจำกัดเวลา (Power and Speed Tests) แบบทดสอบตัวหนังสือไม่เป็นจริง และข้อเขียน (Performance and Pencil-Paper Test) และ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง และแบบทดสอบมาตรฐาน ส่วน อำนวย เลิศชยันตี (2556, หน้า 88 - 91) ได้แบ่งแบบทดสอบออกเป็น 18 ชนิด คือ แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) แบบทดสอบ ถูก-ผิด (True-False) แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching) แบบทดสอบให้เขียนตอบ (Free Response) แบบทดสอบความเร็วในการคิด (Speed Test) แบบทดสอบแบบไม่จำกัดเวลา (Power Test) แบบทดสอบที่วัดความสามารถขั้นสูงสุด (Maximum Performance) แบบทดสอบที่วัดคุณ ลักษ ณ ะเฉพ าะอย่ าง (Typical Performance) แบ บ ทด สอ บ แ บ บ ป รนั ย (Objective Test) แบบทดสอบแบบอัตนัย (Subjective Test) การทดสอบที่ใช้การเขียน-ตอบ (Paper – Pencil Test) การทดสอบที่ไม่ใช่การเขียน (Performance) การทดสอบที่ใช้นักเรียนเป็นกลุ่ม (Group Tests) แบบทดสอบที่ต้องสอบครั้งละ 1 คน(Individual Test) แบบทดสอบที่ใช้ภาษา (Language) แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา (Non-Language) แบบทดสอบที่ต้องการเฉพาะกระบวนการคิดตอบ (Process) และแบบทดสอบแบบการสร้างจินตภาพ (Projective) จากแนวคิดเกี่ยวกับความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนข้างต้น สรุปได้ ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดผลด้านพุทธิพิสัยของผู้เรียน โดยวัดหลังจากผู้เรียนได้ทำการเรียนรู้ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ จำแนกตามลักษณะของการใช้ข้อสอบ มี2 ประเภทคือ 1) อิงกลุ่ม 2) อิงเกณฑ์และจำแนกตามการจัดทำมี 2 ประเภท คือ 1) แบบทดสอบที่ ครูสร้างเอง และ 2) แบบทดสอบมาตรฐาน


10 1.3 ระดับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย (2562, หน้า 23) กล่าวว่า ระดับของคำถาม หมายถึง ความตื้นลึก ของข้อคำถามที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการจำแนกระดับของคำถามโดยทั่วไปนิยมยึดตามแนว การจำแนกพฤติกรรมทางสมองของบลูม (Bloom, Benjamin S.) และคณะ ซึ่งจำแนกออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1. ความรู้ (Knowledge) คือ ความสามารถในการจำ และระลึก นึกออกเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ เรียนรู้มา ซึ่งได้แก่ ข้อเท็จจริงของเรื่อง เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ รายละเอียดของความรู้ ทฤษฎี หลักการ กฎเกณฑ์ สูตร จำแนกเป็น 3 ประเภท คือ 1.1 ความรู้ด้านเนื้อหา เป็นความรู้ความสามารถในการระลึกถึงข้อมูลที่เป็น รายละเอียดปลีกย่อย มีลักษณะเป็นรูปธรรมหรือสัญลักษณ์ ถือเป็นสมรรถภาพขั้นต่ำสุด ที่จะเป็นพื้นฐานให้เกิดสมรรถภาพขั้นสูง ที่จะรับรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมยิ่งขึ้นต่อไป จำแนกเป็น 2 ประเภทย่อย คือ 1.1.1 ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์และนิยาม เป็นความสามารถในการบอก ความหมายของกลุ่มคำ และสัญลักษณ์ในลักษณะตรงไปตรงมา ตามที่เคยได้เคยรู้ และจดจำไว้ เช่น บอกนิยามคำว่า “เส้นตรง” ได้อย่างถูกต้อง 1.1.2 ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงเฉพาะอย่าง เป็นความสามารถในการบ่งบอก เรื่องราวที่เกี่ยวกับรายละเอียดเฉพาะของเหตุการณ์ บุคคล สถานที่ วันที่ พ.ศ. ขนาด จำนวน ฯลฯ บอกได้ว่า พระมหากษัตริย์พระองค์ใดในสมัยอยุธยาที่ครองราชย์ ยาวนานที่สุด 1.2 ความรู้เกี่ยวกับวิธีดำเนินการเฉพาะอย่าง เป็นความสามารถที่บ่งบอกถึงวิธีการจัด ระเบียบ วิธีการศึกษา วิธีการตัดสิน วิธีการสืบเสาะความรู้ หรือแนวปฏิบัติอื่นใด ตาม ข้อเท็จจริงที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งจำแนกเป็น 5 ประเภท คือ 1.2.1 ความรู้เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน เป็นความสามารถที่จะบ่งบอก ถึง รูปแบบ การปฏิบัติหรือแบบฉบับที่เหมาะสมในการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น แบบ ฉบับ การพูด การเขียน การแต่งกาย 1.2.2 ความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นและแนวโน้ม เป็นความสามารถที่จะบ่งบอก ถึงขั้นตอนก่อนหลังทิศทางหรือแนวโน้มของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใด เช่น ความสามารถในการลำดับ เวลาของเหตุการณ์หรือเรื่องราวใด ความสามารถในการ ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ


11 1.2.3 ความรู้เกี่ยวกับการจำแนกประเภท และจัดกลุ่ม เป็นความสามารถใน การจำแนก จัดหมวดหมู่ จัดแบ่งสิ่งของ เหตุการณ์ตามจุดมุ่งหมาย ตามเหตุผล หรือ ตามเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น บอกได้ว่า จากรายชื่อสัตว์ที่ระบุมาให้สัตว์ชนิดใดที่ จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1.2.4 ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์เป็นความสามารถที่จะบ่งบอกถึงข้อเท็จจริง หลักการ ความคิดเห็นและการกระทำ ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินหรือวินิจฉัย สิ่งหนึ่ง สิ่งใด ทั้งนี้เป็นเพียงความสามารถจดจำเขียนตามที่ได้รับรู้และจดจำไว้ไม่ได้นำไปใช้ ตัดสินเรื่องใหม่ สถานการณ์ใหม่ เช่น บอกได้ว่าสิ่งใดหรือความแตกต่างระหว่าง ผ้า ไหมแท้กับผ้าไหมเทียม การจดจำสิ่งเหล่านี้แสดงว่าสามารถจำตัวเองได้อย่างถูกต้อง 1.2.5 ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ เป็นความสามารถที่จะบ่งบอกถึงเทคนิควิธีการ กระบวนการ หรือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใด ทั้งนี้ เป็นเพียงความรู้ในวิธีการเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสามารถทำตามวิธีการดังนั้นได้การมี ความรู้ในวิธีการจึงตีกรอบ อยู่เฉพาะความสามารถที่จะบอกถึงวิธีเทคนิค หรือแนว ปฏิบัติตามที่เคยรับรู้มาแล้ว เช่น สามารถบอกวิธีการล้างผักให้สะอาด และปลอดภัย ที่สุด วิธีการขยายพันธุ์มะม่วงที่ช่วยให้กิ่งพันธุ์มีความคล้ายคลึงกับต้นพันธุ์มากที่สุด 1.3 ความรู้ท่วมยอดและนามธรรมในเนื้อแต่ละเนื้อเรื่อง เป็นความสามารถที่บ่งบอกถึง แนวคิดที่เป็นจุดเด่น โครงสร้างใหม่ ทฤษฎีและข้อสรุปการอ้างอิง ซึ่งจะนำไปใช้ในการ แก้ปัญหาและศึกษาปรากฏการณ์ในสาขาวิชานั้น ถือว่าเป็นความรู้ระดับสูงสุดอันมีลักษณะที่ เป็นนามธรรม และซับซ้อนมาก จำแนกเป็น 2 ประเภท คือ 1.3.1 ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชา และข้อสรุปอ้างอิง เป็นความรู้ในสิ่งที่เป็น สาระสำคัญ หรือหลักการซึ่งเป็นข้อสรุปของเรื่องราว รวมถึงสามารถขยายสาระสำคัญ ของเรื่องราวไปสู่เรื่องราวอื่นที่มีสภาพการณ์ทำนองเดียวกัน เช่น สามารถบอก หลักการในการ หาปริมาตรของวัตถุ โดยการแทนที่น้ำ สามารถบอกหลักการบวกลบ เศษส่วนได้อย่างถูกต้อง 1.3.2 ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง เป็นความรู้เกี่ยวกับการสัมพันธ์ ระหว่างวิชาเข้าด้วยกัน แล้วสรุปเป็นเนื้อความใหม่เรื่องเดียวกัน อันจะช่วยให้ผู้เรียนมี ความรู้ในเนื้อหาวิชานั้นอย่างชัดเจนและเป็นระบบ ความสามารถดังกล่าวนี้จะแตกต่าง จาก 1.3.1 ตรงที่ ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชาและข้อสรุปบ้าง เป็นการบอกเกี่ยวกับ สาระสำคัญและหลักการของโดยตรง ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับทฤ ษฎี และ โครงสร้างเป็นความสามารถที่จะระบุแนวคิดสำคัญจากหลายเรื่อง สิ่งที่สัมพันธ์กั


12 กัน เพื่อค้นหาทฤษฎีและโครงสร้างที่เป็นตัวร่วม ของเนื้อหาเหล่านั้น เช่น บอกได้ การเชื่อมและการบัดกรีอาศัยหลักการใดร่วมกัน 2. ความเข้าใจ (Comprehension) คือ ความสามารถในการจับใจความสำคัญอธิบาย ความหมาย ความรู้ที่ยากให้ง่าย ๆ แปลความ มีความประเด็นที่มีความหมายแฝงให้เป็นภาษาที่ง่าย คาดคะเนเกี่ยวกับปรากฏการณ์อย่างสมเหตุสมผล จำแนกเป็น 3 ประเภท คือ 2.1 การแปลความ เป็นความสามารถในการถอดความหรือถอดแบบความหมาย รูปลักษณ์ใหม่ที่เข้าใจง่าย ซึ่งเป็นสื่อความให้สามารถรู้ความหมายตรงกัน เช่น การแปล ความหมายข้อความ คําพังเพ ย สุภาษิต คำคม หรือ สัญ ลักษณ์ ไม่เป็นภาษ า แปลภาษาคณิตศาสตร์ให้เป็นสัญลักษณ์หรือกลับกัน 2.2 การตีความ เป็นความสามารถในการสื่อความหมาย โดยการอธิบายหรือสรุปความ ซึ่งมีลักษณะที่ลุ่มลึกกว่าการแปล การแปลจะมีลักษณะการสื่อความหมายโดยการถอดความ จากรูปลักษณ์หนึ่งไปอีกรูปลักษณ์หนึ่งโดยตรง แต่การตีความจะต้องมีการจัดระเบียบใหม่ เรียบเรียงใหม่ แสดงแนวคิดใหม่ ซึ่งยังรักษาความหมายเดิมไว้ เช่น สามารถสรุปความคิดที่ คลุมเครือออกเป็นประเด็นสำคัญที่ชัดเจน 2.3 การขยายความ เป็นความสามารถในการสื่อความหมายโดยการขยายกรอบ ความคิด คาดคะเนแนวโน้มของข้อมูลว่าจะมีทิศทางไปทางใด มีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับความหมายดั้งเดิม หรือต้องอาศัยข้อมูลเดิมเป็นเครื่องชี้นำผลลัพธ์ การขยายความ จึงต้องอาศัยเรื่องราวที่มีข้อมูลหรือมีแนวโน้มเพียงพอจนสามารถนำมาแปล ความหรือตีความ แล้วขยายได้อย่างสมเหตุสมผล เช่น จากกราฟแสดงข้อมูลทางเศรษฐกิจ ในช่วง 10 ปีผู้เรียนสามารถคาดคะเนแนวโน้มในปีหน้าได้อย่างถูกต้อง 3. การนำไปใช้ (application) คือ สามารถในการนำเอาหลักการ สูตร กฎเกณฑ์หรือ วิธีดำเนินการไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ใช้พิจารณากรณีตัวอย่างใหม่หรือใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริง 4. การวิเคราะห์ (analysis) คือ ความสามารถในการค้นหาหรือแยกแยะเนื้อหาสาระของ ความรู้ รวมทั้งเรื่องราวเหตุการณ์ เครื่องระบุถึงองค์ประกอบที่สำคัญ ข้อเท็จจริงที่ซ่อนเร้น จำแนกเป็น 3 ประเภท คือ 4.1 การวิเคราะห์ส่วนประกอบ เป็นความสามารถในการแยกแยะองค์ประกอบย่อย ดู สามารถค้นหาองค์ประกอบที่สำคัญของประเด็นปัญหา เรื่องราว เหตุการณ์ เช่น ความสามารถในการจำแนกข้อเท็จจริงออกมาจากสมมติฐาน ความสามารถในการระบุ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในสังคม


13 4.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์เป็นความสามารถในการแยกแยะองค์ประกอบของสิ่งที่ สมบูรณ์ค้นหาจนพบความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหรือระหว่างองค์ประกอบกับสิ่ง สมบูรณ์ว่ามีอะไรสัมพันธ์กัน สิ่งใดเป็นเหตุและเป็นผลของกันและกัน หรือสิ่งใดไม่ สอดคล้องไม่เกี่ยวข้องกัน เช่น บอกได้ว่าสองสิ่งใดเกี่ยวข้องกันที่สุดจากข้อมูลทั้งหมดที่ให้ มา 4.3 การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการค้นหาโครงสร้าง หรือระบบ ของ สิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าที่สามารถคงอยู่หรือรวมกันอยู่ได้เพราะเหตุใด มีอะไรเป็นหลักเป็น แกนกลางตัวคำตอบที่ค้นได้นี้ก็คือ หลักการของเรื่องนั้น ดังนั้นหลักการของเรื่องใดก็คือ ความจริงแม่บทที่ครอบคลุม กฎ วิธีปฏิบัติ คติ สาระสำคัญของเรื่องราวนั้น การที่จะ วิเคราะห์หลักการของสิ่งใด จึงพยายามค้นหาองค์ประกอบย่อยเหล่านั้นว่าผูกพันกัน อย่างไร เช่น ความสามารถในการบ่งชี้ถึงเทคนิคที่ใช้ในการโฆษณา หรือการชักชวน 5. การประเมินค่า (evaluation) คือ ความสามารถในการสรุปตัดสินคุณค่าหรือการตัดสิน การกระทำว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้โดยยึดหลักเกณฑ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ จำแนกเป็น 2 ประเภท คือ 5.1 การตัดสินโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายในเหตุการณ์ เป็นความสามารถในการตัดสิน เหตุการณ์หนึ่ง โดยใช้ข้อเท็จจริงภายในเหตุการณ์นั้นเป็นเกณฑ์ตัดสิน เป็นการประเมิน ความสอดคล้องของสาเหตุและผล ความเป็นเอกพันธ์กันระหว่างองค์ประกอบ ความถูกต้อง เหมาะสมของข้อมูล ความเหมาะสมและประสิทธิภาพของวิธีการ หรือการปฏิบัติในเรื่อง นั้น เช่น เราอาจจะประเมินว่า นางรจนาเป็นคนดีเพราะรักสามีและเป็นคนไม่ดีเพราะทำ ให้พ่อแม่เสียใจ ซึ่งอาศัยข้อเท็จจริงตามท้องเรื่องเป็นหลักในการตัดสินใจ 5.2 การตัดสินโดยใช้เกณฑ์ภายนอก เป็นความสามารถในการตัดสินเหตุการณ์หนึ่ง โดยนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ภายนอกที่เลือกมาและเป็นที่ยอมรับในสังคมแล้ว เช่น ความสามารถในการเปรียบเทียบผลที่ได้ทำลงไปกับเกณฑ์มาตรฐานสากล การตัดสินความ เหมาะสมของพฤติกรรม ของบุคคลหนึ่งกับเกณฑ์ทางวัฒนธรรมไทยในยุคปัจจุบัน เช่น เรา อาจจะตัดสินว่านางรจนาทำไม่ผิด เพราะพ่อแม่ไม่ให้สิทธิ์ในการเลือกคู่ครองแล้ว ซึ่งอาศัย เกณฑ์ภายนอกเป็นหลัก 6. การสังเคราะห์ (synthesis) และสร้างสรค์ (creative) คือ ความสามารถในการ ผสมผสานความรู้หลายด้าน และเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์เดิม ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทั้ง ในเชิงภาษา แนวคิด การวางแผน ในการออกแบบผลิตผลงานใหม่ ตลอดจนการเชื่อมโยง ข้อมูล และ ข้อเท็จจริงเพื่อการตั้งสมมติฐาน การคิดสูตร กฎ การพิสูจน์อ้างอิง หาข้อสรุป จำแนก เป็น 3 ประเภท คือ


14 6.1 การสังเคราะห์ข้อความหรือการถ่ายทอดความคิด เป็นความสามารถเชิงภาษา ของผู้เขียนหรือผู้ที่พยายามจะถ่ายทอดแนวคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์ไปสู่ผู้อื่น ให้ เข้าใจความหมายตรงกัน เช่น ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ ความสามารถในการ บอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวด้วยภาษาชัดเจน งานที่มีทักษะในการเขียนโดยสามารถ เรียบเรียงแนวคิด เขียนถ่ายทอดออกมาได้อย่างดี 6.2 การสังเคราะห์แผนงาน หรือเสนอโครงการดำเนินงาน เป็นความสามารถ ในการ วางแผน กำหนดโครงสร้างการดำเนินงานหรือจัดกิจกรรมว่าจะต้องเตรียมสิ่งใดมีขั้นตอน การปฏิบัติอย่างไร มีการเตรียมการแก้ไขอุปสรรค ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นการกำหนด แนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงานล่วงหน้า ทำให้การดำเนินงานราบรื่น เห็นสมควร คล้องกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่ เช่น วางแผนการสอนในเงื่อนไขหรือ สถานการณ์ที่ กำหนดให้ ได้อย่างเหมาะสม 6.3 การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นความสารถในการคัดเลือก ข้อเท้จริงเพื่อนำมาสัมพันธ์กัน โดยการเชื่อมโยงข้อเท็จจริงเหล่านั้นอย่างสมเหตุสมผล เช่น ความสามารถในการตั้งสมมติฐาน ความสามารถในการสรุปอ้างอิงข้อมูลอย่างสมเหตุสมผล การสร้างสูตร-กฎทางคณิตศาสตร์ จากแนวคิดเกี่ยวกับระดับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนข้างต้น สรุปได้ว่าระดับของการ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความลึกตื้นของระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถจำแนก ออกเป็น 6 ระดับ 1) ความรู้ 2) ความเข้าใจ 3) การนำไปใช้ 4) การวิเคราะห์ 5) การประเมิน 6) การสังเคราะห์ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำลักษณะระดับของคำถามมาศึกษาเพื่อทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 1.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย (2562, หน้า 133) ได้กล่าวว่า ในการสร้างแบบทดสอบนั้น แบบทดสอบจะถูกสร้างขึ้นโดยใช้หลักสูตร มาตรฐาน ตัวชี้วัดเป็นกรอบการกำหนดเนื้อหาของ แบบทดสอบ โดยแบบทดสอบจะมีหลักในการสร้างดังต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์เนื้อหาในหลักสูตร กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการวัด แล้วพิจารณาว่า เนื้อหา สาระใดบ้างที่ผู้เรียนต้องรู้ และพฤติกรรมอะไรที่ผู้เรียนควรมี จากนั้นผู้วิจัยจะต้องจัดทำตาราง วิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด


15 2. ตารางวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด มักจำแนกพฤติกรรมของผู้เรียนตามแนวคิด ของบลูมและคณะ ได้แก่ ความจำ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราห์ การประเมิน การสังเคราะห์ และสร้างสรรค์ 3. กำหนดรูปแบบของแบบทดสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวชี้วัด เนื้อหาและระยะเวลา และศึกษาวิธีการสร้าง การหาคุณภาพของแบบทดสอบด้วย 4. ลงมือเขียนข้อคำถามตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยเลือกสถานการณ์และเนื้อหามาเป็น สิ่งเร้าให้ผู้ตอบแสดงพฤติกรรมออกมา 5. นำแบบทดสอบที่เขียนไว้มาทบทวน แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด 6. พิมพ์แบบทดสอบทั้งฉบับ ตรวจแก้ไขแล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ กลุ่มตัวอย่างที่จะใช้แบบทดสอบในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อตรวจสอบคุณภาพในด้านความยากง่าย อำนาจจำแนกและค่าความเชื่อมั่น 7. ปรับปรุง แก้ไข พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง แล้วนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2556, หน้า 97 - 98) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้8 ขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรการสร้างแบบทดสอบ ควรเริ่มต้น ด้วยการวิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระ และพฤติกรรมที่ ต้องการวัด ตารางวิเคราะห์หลักสูตรจะใช้เป็น กรอบในการออกข้อสอบ โดยระบุจำนวนข้อสอบในแต่ ละเรื่อง และพฤติกรรมที่ต้องการไว้ 2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมที่เป็นผลการเรียนรู้ที่ ผู้สอนมุ่งหวังจะให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนซึ่งผู้สอนจะต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางในการจัดการ เรียนการสอน และการสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง ดูการศึกษาตารางวิเคราะห์หลักสูตร และ จุดประสงค์การเรียนรู้ ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาและตัดสินใจเลือกใช้ชนิดของข้อสอบจะใช้วัดว่าเป็น แบบใด โดยต้องเลือกให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน แล้วถ้ามีที่ เขียนข้อสอบชนิดนั้นให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักและวิธีการเขียนข้อสอบ 4. เขียนข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบลงมือเขียนข้อสอบตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในตาราง วิเคราะห์หลักสูตรให้สอดคล้องใกล้กับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยอาศัยหลักและวิธีการเขียนข้อสอบที่ได้ ศึกษามา


16 5. ตรวจทานข้อสอบ เพื่อให้ข้อสอบที่เขียนขึ้นมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความ สมบูรณ์ครบถ้วนตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณา ทบทวนตรวจสอบข้อสอบอีกครั้งก่อนที่จะจัดพิมพ์และนำไปใช้ต่อไป 6. จัดพิมพ์ข้อสอบฉบับทดลอง เมื่อตรวจทานข้อสอบเสร็จแล้วให้พิมพ์ข้อสอบทั้งหมด จัดทำเป็นแบบทดสอบฉบับทดลองโดยมีคำชี้แจงหรือคำอธิบายวิธีการตอบแบบทดสอบ (direction) และจัดวางรูปแบบการพิมพ์ให้เหมาะสม 7. การทดลองข้อสอบและวิเคราะห์ข้อสอบเป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบก่อน นำไปใช้จริง โดยนำแบบทดสอบไปทดลองสอบกับกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกลุ่มที่ต้องการสอบ จริง แล้วนำผลสอบมาวิเคราะห์และปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพ 8. จะทำข้อสอบฉบับจริงจากผลการวิเคราะห์ข้อสอบ หากพบว่าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพ หรือมีคุณภาพไม่ดีพออาจจะต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงแก้ไขข้อสอบให้มีคุณภาพดีขึ้น แล้วจึงจะทำเป็น แบบทดสอบฉบับจริงที่จะนำไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาศึกษาศาสาตร์ (2559 , หน้า 59) ได้กล่าวว่า การ สร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่งขั้นตอนดำเนินการง่าย ๆ ดังนี้ ขั้นที่ 1 วิเคราะห์วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม วัตถุประสงค์ที่ผู้สอนกำหนดควรจะเป็น วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การวิเคราะห์วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมทำให้สามารถสร้างแผนผังการสร้าง ข้อสอบ (Table of Specification) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างข้อสอบ ขั้นที่ 2 กำหนดรูปแบบของข้อสอบ กำหนดรูปแบบของข้อสอบใช้วัดเนื้อหา และพฤติกรรม ที่วิเคราะห์ได้ในขั้นที่ 1 ในการกำหนดรูปแบบที่ดีนั้นควรคำนึงถึง แผนผังการสร้างข้อสอบ และลักษณะ ของข้อสอบที่ดี แต่อย่างไรก็ตามการกำหนดให้มีรูปแบบหลายรูปแบบในแบบทดสอบเดียวกัน ทำให้ผู้ เข้าสอบได้แสดงพฤติกรรม ตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้แบบทดสอบที่ดีผู้เข้าสอบมีโอกาส อ่านและแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน ขั้นที่ 3 วิเคราะห์ข้อสอบก่อนนำไปใช้ เมื่อสร้างข้อสอบเสร็จแล้วควรจะมีการทบทวน ตรวจทาน และวิเคราะห์ข้อสอบเบื้องต้น ควรให้ผู้ใดผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหา และเชี่ยวชาญ ทางด้านการสร้างข้อสอบได้ทบทวน ตรวจทาน และวิเคราะห์ความยากง่าย ฯลฯ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว จะตรวจดูรูปแบบภาษาที่ใช้ สถานการณ์ของข้อสอบ คำเฉลย และให้ข้อคิดเห็นเรื่องความยาก-ง่าย ความเที่ยงและความตรง ซึ่งทำให้ผู้สร้างข้อสอบสามารถแก้ไข ปรับปรุงข้อสอบก่อนนำไปใช้ได้ หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เยาวดี วิบูลยศรี (2555, หน้า 82) และ วัญญาวิศาลาภรณ์ (2555, หน้า 11) กล่าวถึงหลักเกณฑ์ไว้ซึ่งมีความสอดคล้องกัน ดังนี้


17 1. เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้น จะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัด ผลสัมฤทธิ์ได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้แบบทดสอบวัดนั้น ถ้านำไปเปรียบเทียบกันจะต้องให้ทุกคน มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน 3. วัดให้ตรงกับจุดประสงค์ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรจะวัดตาม วัตถุประสงค์ทุกอย่างของการสอน และจะต้องมั่นใจว่าได้วัดในสิ่งที่ต้องการจะวัดได้จริง 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียนในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าไปสู่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ ดังนั้น ครูผู้สอนควรจะทราบว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความรู้ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความแตกต่างจาก เดิมหรือไม่ โดยการทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน 5. การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อม โดยเป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบเพื่อวัด พฤติกรรมตรง ๆ ของบุคคลได้ แต่จะวัดในสิ่งที่วัดได้ คือการตอบสนองต่อข้อสอบ ดังนั้นการ เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ให้เป็นพฤติกรรมที่จะสอบ จะต้องทำอย่างรอบคอบและถูกต้อง 6. การวัดการเรียนรู้ เป็นการยากที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างที่สอนได้ภายในเวลาจำกัด สิ่งที่วัด ได้เป็นเพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นต้องมั่นใจว่าสิ่งที่วัดนั้นเป็นตัวแทนแท้จริงได้ 7. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องช่วยพัฒนาการสอนของครูผู้สอน และเป็น เครื่องช่วยในการเรียนของเด็ก 8. ข้อสอบต้องมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น ความยากง่ายที่พอเหมาะและ มีเวลาพอสำหรับนักเรียนในการทำข้อสอบจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว สรุปได้ว่า ในการสร้างแบบทดสอบ ให้มีคุณภาพจะต้องครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่ได้กำหนดไว้ และมีระดับความ ยากง่ายที่เหมาะสมกับผู้เรียน และแบบทดสอบควรคำนึงถึงโอกาสที่ทุกคนได้แสดงออกในความสามารถ ของตนเอง จากแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนข้างต้น สรุปได้ว่าการ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นส่วนที่สำคัญที่ช่วยให้แบบทดสอบมีประสิทธิภาพ ผ่าน กระบวนการ 7 ขั้นตอน คือ 1) วิเคาะห์จุดประสงค์ 2) สร้างตารางวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด 3) กำหนดรูปแบบของแบบทดสอบ 4) เขียนข้อคำถามตามจุดประสงค์ 5) นำแบบทดสอบให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาความเที่ยงตรง 6) นำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง และ 7) ปรับปรุงแก้ไข ทำให้ผู้วิจัยสามารถสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การออกแบบ โปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 ฉบับ เป็นข้อสอบแบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ


18 1.5 ข้อควรคำนึงในการใช้แบบทดสอบ จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย (2562, หน้า 53) กล่าวว่า แบบทดสอบเป็นเครื่องมือหลักที่ครูต้องใช้ วัดผลการเรียนของผู้เรียนตลอดมา และยังไม่มีเครื่องมืออื่นใดจะมาแทนที่แบบทดสอบได้ในปัจจุบัน แต่ การใช้แบบทดสอบก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ครูต้องคำนึง ดังนี้ ข้อดี 1. เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับใช้วัดพฤติกรรมด้านปัญญาหรือด้านพุทธิพิสัยได้ดีกว่า เครื่องมือชนิดอื่น 2. แบบทดสอบมีหลายชนิด หลายรูปแบบ ทำให้สามารถเลือกสร้าง และใช้ให้เหมาะสมกับ จุดมุ่งหมายที่ต่างกัน 3. ใช้ได้สะดวกและประหยัด เนื่องจากใช้สอบวัดผู้เรียนได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน ข้อจำกัด 1. แบบทดสอบที่มีคุณภาพดี ต้องใช้เวลาสร้างนาน และต้องนำเทคนิควิธีการด้านการวัดผล และสถิติมาปฏิบัติในกระบวนการการสร้าง จึงจะช่วยให้มีความเที่ยงตรงและเชื่อมั่นได้ 2. สร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพเป็นมาตรฐานตายตัวไม่ได้ เพราะคำถามหรือสถานการณ์ที่ กำหนดเป็นเพียงตัวแทนของพฤติกรรมที่ครูสุ่มขึ้นมา ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงใหม่ได้เสมอไม่ มีที่สิ้นสุด 3. คะแนนผลการสอบมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้เสมอไม่มากก็น้อย ทุกครั้งที่มีการ สอบวัดจะมีสาเหตุที่ทำให้คะแนนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเสมอ เช่น คำถามในแบบทดสอบไม่ เป็นตัวแทนที่ดี มีความบกพร่องทางเทคนิคการสร้างแบบทดสอบ การดำเนินการสอบไม่รัดกุม สภาพแวดล้อมไม่ดีตลอดจนผู้สอบขาดความพร้อมก็เป็นสาเหตุได้ จากการศึกษาเรื่องข้อคำนึงในการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า จาก ข้อคำนึงของการใช้แบบทดสอบผู้วิจัยพิจารณาเลือกใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การออกแบบโปรแกรมด้วยการเขียนผังงาน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 ฉบับ เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งเหมาะสมกับการวิจัยในครั้งนี้


19 แนวคิดเกี่ยวกับบทเรียนออนไลน์ 2.1 ความหมายของบทเรียนออนไลน์ บทเรียนที่จัดทำขึ้นเป็นสื่อการสอน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ประกอบไปด้วย โครงสร้างหลักสูตร คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้การวางแผนการจัดการเรียนรู้เนื้อหา แบบทดสอบ แบบฝึกทักษะเพื่อให้นักเรียนและผู้ที่สนใจศึกษา สามารถศึกษาค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วย ตนเอง โดยการออกแบบไว้ให้โต้ตอบกับผู้เรียนได้ การเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบต่าง ๆ ข้างต้นนี้ได้มีผู้จัดทำ มาแล้วเป็นจำนวนมาก โดยอาจใช้ชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น เว็บไซต์ช่วยสอน บทเรียนผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต บทเรียนออนไลน์หรืออื่น ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ เป็นสื่อการสอน ประเภทเว็บไซต์ช่วยสอน แสดงผลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ขึ้นอยู่กับผู้จัดทำจะพัฒนาไปใน รูปแบบใด จากการศึกษาและสืบค้นเกี่ยวกับบทเรียนออนไลน์ข้าพเจ้าพบว่าการใช้บทเรียนออนไลน์ใน การจัดการเรียนการสอนมีประโยชน์หลายประการเช่น 1. เหมาะกับการเรียนตามความสนใจของแต่ละคน 2. มีเอกสารสำหรับการเรียนรู้หลากหลาย 3. เป็นการเรียนรู้สองทาง 4. ง่ายต่อการสำรวจความก้าวหน้า 5. เป็นการเรียนรู้ได้ทุกสถานที่และทุกเวลา 6. ค่าใช้จ่ายในการเรียนของผู้เรียนต่ำลง 7. สร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนในการเรียนรู้กับบุคคลอื่น 8. ประสิทธิภาพของการเรียนเพิ่มขึ้น 9. การส่ง (แลกเปลี่ยน) เอกสารในการสอนรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนผ่านบทเรียนออนไลน์ก็ยังมีขีดจำกัด เช่น ผู้สอน และผู้เรียนขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ครูผู้สอนไม่สามารถสอดแทรกเพื่อคุณธรรมและจริยธรรมให้กับ ผู้เรียนได้โดยตรง อีกทั้งการใช้บทเรียนออนไลน์เหมาะสมกับผู้เรียนและสถานศึกษาที่มีความพร้อมด้าน เทคโนโลยี ศรัณย์ พรมสวัสดิ์(2557, หน้า 7) กล่าวว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บ หมายถึง บทเรียน ผ่านเว็บ (Web-based instruction) คือ กระบวนการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มี รูปแบบของไฮเปอร์มีเดีย โดยอาศัยทรัพยากรอินเทอร์เน็ตและเวิลด์ไวด์เว็บ รวมทั้งเครื่องมือสื่อสารใน การสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนทำให้เกิดการเรียนรู้สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา


20 เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม (2559, หน้า 59) กล่าวว่า บทเรียนออนไลน์ หมายถึง สื่อที่ใช้สำหรับ การเรียนการสอนในรูปแบบ E-learning และเป็นการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ที่สามารถอำนวยความ สะดวกให้กับผู้เรียนในยุคปัจจุบันโดยผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้จากเนื้อหาบทเรียนที่จัดเตรียมไว้ ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ และความสามารถของบุคคลซึ่งการ เรียนการสอนแบบ E-learning สามารถศึกษาได้ทั้งแบบบุคคลและแบบกลุ่ม สุวัฒน์ บันลือ (2559, หน้า 252) กล่าวว่า บทเรียนผ่านเว็บ หรือ บทเรียนออนไลน์หมายถึง การเรียนการสอนออนไลน์ เป็นรูปแบบที่มีการออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนไว้อย่างเป็นระบบ มี การกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายการจัดการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจนจัดการเรียนการสอนตาม หลักทฤษฎีทางการศึกษา หลักการเรียนรู้และจิตวิทยาการศึกษาการถ่ายทอดความรู้ การนำเสนอ เนื้อหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยถ่ายทอดกลยุทธ์การสอนจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา สุมนา สุขพันธ์(2561, หน้า 587) กล่าวว่า บทเรียนออนไลน์ หมายถึง การเรียนการสอน ผ่านเว็บเป็นการใช้เว็บในการเรียนการสอนโดยอาจใช้เว็บเพื่อนำเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติ ของวิชาทั้งหมดตามหลักสูตรหรือใช้เพียงการนำเสนอข้อมูลบางอย่างเพื่อประกอบการสอนก็ได้ รวมทั้ง ใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะต่าง ๆ ของการสื่อที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตจากการศึกษาความหมายบทเรียน ออนไลน์ของนักวิชาการทางการศึกษา สรุปได้ว่าบทเรียนออนไลน์ หมายถึง การจัดการเรียนการสอน ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีการออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนไว้อย่างเป็นระบบ และมีการ กำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายการจัดการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจนจัดการเรียนการสอนตามหลัก ทฤษฎีทางการศึกษาหลักการเรียนรู้และจิตวิทยาการศึกษา ซึ่งนำเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติ ทั้งนี้การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “บทเรียน” ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการสื่อสารกระบวนการจัดการ เรียนการสอนกาอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และทุกรูปแบบของ เทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ บทเรียนออนไลน์มีหลายชื่อที่สามารถเรียกได้เช่น บทเรียนออนไลน์บทเรียนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต บทเรียนผ่านเว็บ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ดังมีผู้กล่าว ดังนี้ ราชบัณฑิตสถาน (2554, หน้า 206) ได้บัญญัติคำศัพท์ “Web-Based Instruction” ว่า หมายถึง การสอนโดยใช้เว็บพื้นฐานหรือการสอนบนเว็บ ดังนั้นการใช้เว็บเพื่อช่วยการเรียนการสอน จึง เป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ตมาออกแบบและจัดระบบเพื่อการเรียนการสอนโดย สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ การเรียนการสอนโดยใช้เว็บ เป็นการผสมผสานระหว่าง เทคโนโลยีปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้และ แก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดทางด้านสถานที่และเวลา โดยการสอนบนเว็บจะประยุกต์ใช้ในคุณสมบัติและ ทรัพยากรของเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web : www) ในการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม และ


21 สนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนการสอนที่จัดขึ้นโดยใช้เว็บนี้ เป็นบางส่วนหรือทั้งหมดของ กระบวนการอินเทอร์เน็ตก็ได้ ทิศนา แขมมณี (2556, หน้า 153) ให้ความหมายว่า เป็นการออกแบบการเรียนการสอน โดยจัดห้องเรียนเสมือนจริง (Visual Classroom) ที่จำลองสภาพชั้นเรียนปกติเป็นช่องทางในการสื่อสาร ระหว่างครูและนักเรียน ครูจะออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลจากเครือข่ายต่างๆ ในการ สอนจะใช้คุณลักษณะและทรัพยากรของอินเทอร์เน็ตมาสร้างหรืออกแบบการเรียนรู้ การเรียนการสอน แบบนี้ นักเรียนสามารถกระทำได้ด้วยตนเอง หรืออาจออกแบบให้มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและ ครูหรือระหว่างนักเรียนด้วยกันก็ได้ กิดานันท์มลิทอง (2555, หน้า 273) ให้ความหมายว่า การเรียนการสอนโดยใช้เว็บ เป็น การใช้เว็บในการเรียนการสอน โดยใช้เพื่อนำเสนอบทเรียนในลักษณะมิติของผู้ใช้ทั้งหมดตามหลักสูตร หรือใช้เพียงการเสนอข้อมูลบางอย่างเพื่อประกอบการสอนก็ได้ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะ ต่าง ๆ ของการสื่อสารที่มีอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การเขียนโต้ตอบกันทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และการพูดคุยสดด้วยข้อความและเสียงมาใช้ประกอบด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า บทเรียนออนไลน์คือ บทเรียนที่ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หรือช่วยให้ผู้สอน สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา และสถานที่ 2.2 ประเภทของบทเรียนออนไลน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ (2556, หน้า 146) ได้แยก ประเภทของบทเรียนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้ดังนี้ 1. รูปแบบห้องสมุด (Library Model) เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ประโยชน์จาก ความสามารถในการเข้าไปยังแหล่งทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่หลากหลาย โดยวิธีการจัดหาเนื้อหา ให้ผู้เรียนผ่านการเชื่อมโยงไปยังแหล่งเสริมต่าง ๆ เช่น สารานุกรม วารสาร หรือ หนังสือออนไลน์ ทั้งหลาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการนำเอาลักษณะทางกายภาพของห้องสมุดที่มีทรัพยากรจำนวนมหาศาลมา ประยุกต์ใช้ ส่วนประกอบของรูปแบบนี้ได้แก่ สารานุกรมออนไลน์วารสารออนไลน์หนังสือออนไลน์ สารบัญการอ่านออนไลน์ (Online Reading List) เว็บห้องสมุด เว็บงานวิจัย รวมทั้งการรวบรวมรายชื่อ เว็บที่สัมพันธ์กับวิชาต่าง ๆ 2. รูปแบบหนังสือเรียน (Textbook Model) การจัดการเรียนรู้ผ่านเว็บรูปแบบนี้ เป็นการ จัดเนื้อหาของหลักสูตรในลักษณะออนไลน์ให้แก่ผู้เรียน เช่น คำบรรยาย สไลด์นิยาม คำศัพท์และส่วน เสริมผู้สอน สามารถเตรียมเนื้อหาออนไลน์ที่ใช้เหมือนกับที่ใช้ในการเรียนในชั้นเรียนปกติและสามารถ


22 ทำสำเนาเอกสารให้กับผู้เรียนได้รูปแบบนี้ต่างจากรูปแบบห้องสมุด คือรูปแบบนี้ จะเตรียมเนื้อหา สำหรับการจัดการเรียนรู้โดยเฉพาะ ขณะที่รูปแบบห้องสมุดช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการจาก การเชื่อมโยงที่ได้เตรียมเอาไว้รูปแบบนี้ประกอบด้วยบันทึกของหลักสูตร บันทึกคำบรรยาย ข้อแนะนำ ของห้องเรียน สไลด์ที่นำเสนอ วิดีโอและภาพที่ใช้ในชั้นเรียน เอกสารอื่นที่มีความสัมพันธ์กับชั้นเรียน เช่น ประมวลรายวิชา รายชื่อในชั้น กฎเกณฑ์ข้อตกลงต่าง ๆ ตารางการสอบ และตัวอย่างการสอบครั้งที่ แล้ว งานที่มอบหมาย เป็นต้น 3. รูปแบบการสอนที่มีปฏิสัมพันธ์(Interactive Instruction Model) รูปแบบนี้ จัดให้ ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาที่ได้รับ โดยนำลักษณะของบทเรียน คอมพิวเตอร์ชวยสอน (CAI) มาประยุกต์ใช้เป็นการสอนแบบออนไลน์ที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์มีการให้ คำแนะนำ การปฏิบัติการให้ผลย้อนกลับ รวมทั้งการให้สถานการณ์จำลอง จากบทความข้างต้นสามารถ สรุปประเภทของบทเรียนเครือข่ายได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. รูปแบบห้องสมุด คือจะเป็นที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้ผู้เรียนเลือกตามความ สนใจ 2. รูปแบบหนังสือเรียน คือจะเป็นข้อมูลเฉพาะรายวิชามีตั้งแต่ประมวลผลรายวิชา จุดประสงค์ เนื้อหา แบบฝึกหัด 3. รูปแบบปฏิสัมพันธ์ คือรูปแบบที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันของผู้เรียน ผู้สอน และ การจัดการเรียน คุณลักษณะของบทเรียนออนไลน์ ศรัณย์ พรมสวัสดิ์(2557, หน้า 125) กล่าวว่า การเรียนการสอนผ่านเว็บมี 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบรายวิชาอย่างเดียว (Stand-alone course) คือเว็บ รายวิชาเป็นเว็บที่มีการบรรจุเนื้อหา (Content) หรือเอกสารในรายวิชาเพื่อการสอนเพียงอย่างเดียว เป็นเว็บรายวิชาที่มีเครื่องมือและแหล่งที่เข้าไปถึง และเข้าหาได้โดยผ่านระบอินเทอร์เน็ตลักษณะของ การเรียนการสอนผ่านเว็บที่มีลักษณะเป็นแบบวิทยาเขต มีนักศึกษาจำนวนมากที่เข้ามาใช้งานจริง แต่มี ลักษณะการสื่อสารส่งข้อมูลระยะไกลและมักจะเป็นการสื่อสารทางเดียว 2) การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบเว็บสนับสนุนรายวิชา (Web supported course) เป็น เว็บรายวิชาที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมที่มีลักษณะเป็นการสื่อสารสองทางที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและ ผู้เรียน และมีแหล่งทรัพยากรทางการศึกษาให้มาก มีการกำหนดงานให้ทำบนเว็บ การกำหนดให้อ่าน มี การร่วมกันอภิปราย การตอบคำถาม มีการสื่อสารอื่น ๆ ผ่านคอมพิวเตอร์มีกิจกรรมต่าง ๆ ที่ให้ทำใน รายวิชา มีการเชื่อมโยงไปยังแหล่งทรัพยากรอื่น ๆ เป็นต้น 3) การเรียนการสอนผ่านเว็บแบบศูนย์กลางการศึกษา (Web pedagogical recourse) เป็นเว็บที่มีรายละเอียดทางการศึกษาการเชื่อมโยงไปยังเว็บอื่น ๆ เครื่องมือวัตถุดิบและรวมรายวิชา


23 ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสถาบันการศึกษาไว้ด้วยกัน และยังรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาไว้บริการ ทั้งหมด และเป็นแหล่งสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ทางการศึกษา ทั้งทางด้านวิชาการและไม่ใช้วิชาการโดย การใช้สื่อที่หลากหลาย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ลักษณะบทเรียนออนไลน์มีอยู่ 5 ประการ คือ 1) ต้องเป็นดิจิตอล 2) สะดวกต่อการพกพา 3) ต้องสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายได้เป็น ประจำ 4) อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในภารกิจหลายประการ ได้แก่ การสื่อสาร การเก็บข้อมูล การ บันทึก ไฟล์ภาพ และเสียง ฯลฯ และ 5) เป็นเทคโนโลยีที่ปรากฏใช้อย่างแพร่หลาย วิวัฒน์ มีสุวรรณ์ (2561, หน้า 3 - 11) กล่าวว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ใน การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงได้เรียนรู้ จากสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความรับผิดชอบในการเรียน และเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากที่สุด การผสมผสานสื่อการสอนหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน และ จัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้เรียนเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตที่สามารถสร้างสื่อได้ด้วยตนเอง ทั้งใน รูปแบบข้อความ เสียง ภาพ วีดีโอ วัสดุจริง และหรือแบบจำลอง ซึ่งสื่อเหล่านี้เมื่อนำมารวมกันหรือใช้ ร่วมกันอย่างมีระบบมีรูปแบบที่เหมาะสมหรือที่เรียกว่า “สื่อประสม” โปรแกรมในคอมพิวเตอร์สามารถ สร้างสื่อหรือรวมสื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ จากบทความข้างต้นสามารถสรุปประเภทของบทเรียนออนไลน์ได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) รูปแบบห้องสมุด คือจะเป็นที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้ผู้เรียนเลือกตามความสนใจ 2) รูปแบบ หนังสือเรียน คือจะเป็นข้อมูลเฉพาะรายวิชา มีตั้งแต่ประมวลรายวิชา จุดประสงค์ เนื้อหา แบบฝึกหัด 3) รูปแบบปฏิสัมพันธ์ คือรูปแบบที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันของผู้เรียน ผู้สอน และการจัดการเรียน 2.3 ส่วนประกอบของบทเรียนออนไลน์ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2555, หน้า 30) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของบทเรียนออนไลน์ ไว้ ว่า ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. เนื้อหา (Content) เนื้อหาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด การที่ผู้เรียนจะบรรลุ วัตถุประสงค์การเรียนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่ผู้สอนได้จัดหาให้กับผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนมีหน้าที่ในการใช้ เวลาศึกษาเนื้อหาด้วยตนเอง เพื่อปรับเปลี่ยนเนื้อหาที่ผู้สอนเตรียมไว้ให้เกิดเป็นความรู้โดยผ่านการ คิดค้น วิเคราะห์อย่างมีหลักการและเหตุผลด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยคำว่าเนื้อหานั้นยังหมายถึง ส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ ของบทเรียนออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีเพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์ 2. ระบบบริหารจัดการรายวิชา (Course Management System) เป็นองค์ประกอบที่ สำคัญมาก เป็นเสมือนระบบที่รวบรวมเครื่องมือซึ่งออกแบบไว้เพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการจัดการ กับการเรียนการสอนออนไลน์ซึ่งผู้ใช้ที่กล่าวนั้นอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สอน (Instructor)


24 ผู้เรียน (Student) และผู้บริหารระบบเครือข่าย (Network Administrator) ซึ่งมีการกำหนดสิทธิการใช้ งานเครื่องมือของผู้ใช้ในแต่ละกลุ่มไว้แตกต่างกัน 3. โหมดการติดต่อสื่อสาร (Modes of Communication) องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้อีก ประการหนึ่งคือ การจัดให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้สอน วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ อื่น ๆ รวมทั้ง ผู้เรียนด้วยกัน ในลักษณะที่หลากหลาย และสะดวกต่อผู้ใช้โดย 17 เครื่องมือที่จัดไว้ให้ผู้เรียนนั้น ควรมี มากกว่า 1 แบบ เช่น การประชุมทางคอมพิวเตอร์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เป็นต้น 4. แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ การจัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสโต้ตอบกับเนื้อหาในรูปแบบของ การทำแบบฝึกหัด และแบบทดสอบความรู้โดยแบบฝึกหัดจะช่วยในการตรวจสอบผู้เรียนว่ามีความรอบรู้ ในเรื่องที่ศึกษามาแล้วเป็นอย่างดีพร้อมที่จะได้รับการทดสอบแล้วหรือไม่ และแบบทดสอบนั้นสามารถ อยู่ในรูปของแบบทดสอบก่อนเรียนหรือหลังเรียนก็ได้และสามารถออกแบบการประเมินผลได้ หลากหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบอัตนัย ปรนัย ถูกผิด การจับคู่ เป็นต้น จินตวีร์คล้ายสังข์ (2554, หน้า 11) ได้กล่าวว่า ส่วนประกอบของเว็บไซต์ทางการศึกษาที่ สำคัญ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบพื้นฐาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (Courseware) บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์เป็นเนื้อหาสาระที่ นำเสนอใรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นสื่อประสม โดยเน้นการออกแบบที่ใช้วิธีการ กลยุทธ์และการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียนโดยทันที ในการนำเสนอที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการ เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งนักเรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ตามความต้องการ ตลอดจนอาจ มีแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบ เพื่อให้นักเรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจ 2. การติดต่อสื่อสาร (Communication) เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเป็นเครื่องมือที่ช่วย ให้นักเรียนได้ติดต่อสอบถาม ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักเรียนกับครูผู้สอน และระหว่างนักเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่น ๆ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอาจแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบประสานเวลา (Synchronous) และแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous) ซึ่งมี รายละเอียด ต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 แซ็ท (Chat) เป็นการสื่อสารแบบประสานเวลา ซึ่งเหมาะกับการแลกเปลี่ยน สารสนเทศในกลุ่มเดียวกัน และสามารถทบทวนไฟล์การสนทนาของกลุ่มได้ 2.2 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) เป็นการสื่อสารแบบไม่ประสานเวลา ซึ่งเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนสามารถติดต่อสื่อสารกับครูผู้สอนหรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้ โดย ส่งข้อความในรูปจดหมาย พร้อมทั้งแนบไฟล์ไปยังพื้นที่ส่วนตัวของผู้รับ จึงสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ได้ กับการปรึกษารายบุคคล การส่งงาน และการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียน 2.3 กระดานอภิปรายและกระดานประกาศ (Discussion Board and Bulletin Board) เป็นการสื่อสารแบบไม่ประสานเวลา ซึ่งสนับสนุนให้ครูผู้สอนและนักเรียนประกาศ


25 ข้อความ ไฟล์และสารสนเทศในพื้นที่ที่ครูผู้สอนเตรียมไว้ให้ และครูผู้สอนและนักเรียน สามารถโต้ตอบหรือดาวน์โหลดไฟล์เหล่านั้นได้ ซึ่งนักเรียนสามารถติดตามการสนทนา โต้ตอบในประเด็นที่ต้องการได้ 2.4 บล็อก (Blog) เป็นการสื่อสารแบบไม่ประสานเวลา ซึ่งสนับสนุนให้นักเรียน เขียนบันทึกการเรียนรู้ประจำวัน และเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นเรียนสามารถ ให้ข้อมูลป้อนกลับได้ เสนอข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำแนบไปกับบันทึกนั้นได้ 2.5 วิกิ (Wiki) เป็นการสื่อสารแบบไม่ประสานเวลา โดยสนับสนุนให้นักเรียนและ กลุ่มสามารถสร้างและแก้ไขเอกสารร่วมกัน ซึ่งสนับสนุนการเรียนแบบร่วมมือ ทั้งนี้กลุ่ม นักเรียนสามารถบันทึกและร่วมกันทำงานในพื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน โดยครูผู้สอนอาจใช้ เครื่องมือการติดต่อสื่อสารอื่นร่วมด้วย เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มได้ร่วมอภิปรายและตกผลึก ความคิดได้ 3. การประเมินผลการเรียน (Assessment and Evaluation) ในการเรียนแบบผสมผสาน บางรายวิชาจำเป็นต้องวัดระดับความรู้ก่อนเรียน (Pre-test) เพื่อให้นักเรียนได้เลือกเรียนในบทเรียน หรือหลักสูตรที่เหมาะสมมากที่สุด ซึ่งจะทำให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเข้าสู่บทเรียนในแต่ ละหลักสูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท (Quiz) และการสอบใหญ่ก่อนที่จะจบหลักสูตร (Final Examination) ระบบจัดการการเรียนรู้จะเรียกข้อสอบที่จะใช้มาจากระบบบริหาร คลังข้อสอบซึ่งเป็น ส่วนย่อยที่รวมอยู่ในระบบจัดการการเรียนรู้โดย มีข้อสอบหลายรูปแบบให้ครูผู้สอนเลือกใช้ ทั้งนี้โดย ส่วนใหญ่แล้วระบบจัดการการเรียนรู้จะสามารถสร้างข้อสอบได้อย่างน้อย 4 รูปแบบ ได้แก่ แบบ เลือกตอบแบบถูกผิด แบบเติมคำตอบ และ แบบจับคู่ มนต์ชัย เทียนทอง (2554, หน้า 73) ได้กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีของเว็บ และการใช้เว็บ บราวเซอร์ในการนำเสนอภายใต้กรอบของระบบการเรียนการสอน บทเรียนบนระบบเครือข่าย จะ ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1. สื่อสำหรับนำเสนอ (Presentation Media) ได้แก่ 1.1 ข้อความ กราฟิก และภาพเคลื่อนไหว (Text Graphics and Animation) 1.2 วีดิทัศน์และเสียง (Video Stream and Sound) 2. การปฏิสัมพันธ์(Interactivity) 3. การจัดการฐานข้อมูล (Data based Management) 4. ส่วนสนับสนุนการเรียนการสอน (Course Support) ได้แก่ 4.1 อิเล็กทรอนิกส์บอร์ด (Electronic Board) เช่น BBS, Web board 4.2 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)


26 4.3 การสนทนาผ่านเครือข่าย (Internet Relay Chat) เช่น Chat room, ICQ จากบทความข้างต้นสามารถสรุปส่วนประกอบของบทเรียนเครือข่ายว่ามีส่วนประกอบ สำคัญ 4 ส่วนประกอบ คือ 1. ส่วนเนื้อหาของบทเรียน ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรียนรู้ 2. ส่วนบริหารรายวิชา จะเป็นส่วนที่จัดการกำหนดสิทธิของการจัดการเรียนทั้งผู้เรียน ผู้สอน และผู้ดูแลระบบ 3. ส่วนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารได้หลากหมายช่องทางทั้งแบบ ประสานเวลาและไม่ประสานเวลา 4. ส่วนประเมินผล จะเป็นส่วนที่บอกถึงผลลัพธ์ของการจัดการเรียนรู้ว่ามี ประสิทธิภาพหรือไม่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้หรือไม่ จากบทความข้างต้นสามารถสรุปส่วนประกอบของบทเรียนออนไลน์ว่ามีส่วนประกอบสำคัญ 4 ส่วนประกอบคือ 1) ส่วนเนื้อหาของบทเรียน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการจัดการเรียนรู้ 2) ส่วน บริหารรายวิชา จะเป็นส่วนที่จัดการกำหนดสิทธิของการจัดการเรียนรู้ทั้งผู้เรียน ผู้สอน และผู้ดูแลระบบ 3) ส่วนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารได้หลากหลายช่องทาง ทั้งแบบประสานเวลาและไม่ ประสานเวลา 4) ส่วนประเมินผล จะเป็นส่วนที่บอกถึงผลลัพธ์ของการจัดการเรียนรู้ว่ามีประสิทธิภาพ หรือไม่ ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้หรือไม่ 2.4 การสร้างบทเรียนออนไลน์ ณัฐกร สงคราม (2554, หน้า 128) ได้กล่าวถึงกระบวนการสร้างบทเรียนเครือข่ายไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การวางแผน (Planning) ขั้นตอนการวางแผนนับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะเกี่ยวข้อง กับการวิเคราะห์และกำหนด แผนปฏิบัติงาน หากวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่ชัดเจน จะส่งผลให้การ ออกแบบวิธีการนำเสนอ เนื้อหาบทเรียนให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ทำให้บทเรียน ให้มีประสิทธิภาพที่จะนำไปใช้ได้ขั้นตอนการวางแผน ประกอบด้วย 1.1 กำหนดเป้าหมาย ผู้พัฒนาบทเรียนจะต้องกำหนดเป้าหมายของการเรียนให้ชัดเจน ว่าผู้เรียนคือใคร ต้องการ ให้ผู้เรียนรู้อะไร หรือบอกว่าผู้เรียนสามารถทำอะไรได้บ้าง หลังจากการศึกษาบทเรียนแล้ว อย่างไรก็ตามการกำหนดเป้าหมายในขั้นนี้อาจไม่ จำเป็นต้องระบุพฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่อาจกล่าว ในลักษณะของวัตถุประสงค์ กว้าง ๆ ทั่วไปไว้ก่อน


27 1.2 วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนการปฏิบัติงาน และ ออกแบบบทเรียน ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.2.1 กลุ่มเป้าหมายและความต้องการในการเรียน โดยศึกษาลักษณะของ ผู้เรียนไม่ว่าจะเป็นอายุระดับความรู้พื้นฐาน ฐานะ ศาสนา สภาพแวดล้อม ค่านิยม ทัศนคติพฤติกรรม หรือ รูปแบบการเรียน เป็นต้น และความต้องการในการเรียน เพราะเหตุผลใด เรียนเพราะจำเป็นต้องเรียนตามหลักสูตรหรือเรียนเพราะความ สนใจ เพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำมาใช้ในการออกแบบบทเรียน 1.2.2 เนื้อหาวิชา เป็นการวิเคราะห์เพื่อกำหนดขอบข่ายของเนื้อหา โดย จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าเนื้อหาใดที่ต้องการถ่ายทอดไปสู่ผู้เรียน จากนั้นจึงศึกษาว่า เนื้อหาที่ต้องการนำเสนอนั้นมีขอบเขตที่เกี่ยวข้องเพียงใด ประกอบด้วยหัวข้อใดบ้าง จำเป็นต้องนำเสนอหรือไม่จำเป็น จากนั้นจัดลำดับเนื้อหาให้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน โดยกำหนดออกมาเป็นหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย การวิเคราะห์เนื้อหานับว่ามี ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลที่ได้จากขั้นตอนนี้จะส่งผลถึงขั้นตอนต่อไป ถามการ วิเคราะห์เนื้อหาไม่สมบูรณ์จะทำให้บทเรียนที่สร้างขึ้นไม่มีประสิทธิภาพที่จะนำไปใช้ งานตามวัตถุประสงค์ได้ขั้นนี้จึงต้องกระทำด้วยความรอบคอบ และต้องใช้ ข้อมูลจาก แหล่งต่าง ๆ เข้าช่วย รวมทั้งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่ ได้จากการวิเคราะห์ 1.2.3 ทรัพยากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นการวิเคราะห์ทรัพยากรทั้งหมดที่ต้อง ใช้ในการพัฒนาบทเรียน ทั้งด้านของแหล่งข้อมูล บุคลากร ฮาร์ดแวร์และซอฟ์ตแวร์ รวมทั้งบประมาณ การวิเคราะห์แหล่งข้อมูลเพื่อที่จะทราบว่าจะสามารถรวบรวม ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวจากเอกสาร ตำรา หรือแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคลจากที่ใดได้บ้าง การวิเคราะห์บุคลากรในการผลิตเพื่อให้ทราบว่ามีบุคลากรรองรับบทบาทหน้าที่ใดได้ บ้าง หน้าที่ใดที่ไม่มีจะได้เตรียมหามาเสริมหรือมีฮาร์ดแวร์และซอต์ฟแวร์ใดบ้าง เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานและต้องจัดหามาเพิ่ม ส่วนงบประมาณ ถือว่างบประมาณเท่าใดในการพัฒนามีแหล่งทุนหรือไม่ ถ้าไม่มีจะหาไดจากที่ใด 1.3 กำหนดแผนการปฏิบัติงาน นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาทำการปฏิบัติงาน โดยแบ่งขั้นตอนการทำงาน ออกเป็นระยะ ๆ แต่ละช่วงมีภารกิจใดที่ต้องดำเนินการใครบ้างที่เกี่ยวข้อง และเป็นผู้รับผิดชอบ ควรใช้เวลาเท่าใด โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ ในแต่ละขั้นวางแผนการ


28 2. การออกแบบ (Design) ขั้นตอนการออกแบบนี้เปรียบเสมือนการร่างพิมพ์เขียวของ บทเรียนเพื่อเป็นต้นแบบในการนำไปพัฒนาบทเรียน โดยเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ของบทเรียน การเขียนเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นตอนการออกแบบประกอบด้วย 2.1 เขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เป็นการนำวัตถุประสงค์ทั่วไปที่ได้กำหนดไว้ใน ขั้นตอนการวางแผน มักเขียนเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งจะบ่งบอกสิ่งที่คาดหวังว่าผู้ เรียนจะแสดงพฤติกรรมใดออกมาหลังจากสิ้นสุดการเรียนรู้โดยที่พฤติกรรมนั้นจะต้องวัดได้ หรือสังเกตได้ คำที่ระบุในวัตถุประสงค์ประเภทนี้จึงเป็นคำกริยาที่ชี้เฉพาะ เช่น อธิบาย แยกแยะ เปรียบเทียบ วิเคราะห์เป้นต้น 2.2 เขียนเนื้อหา การวิเคราะห์เนื้อหาในขั้นตอนการวางแผน ทำให้ทราบขอบเขตของ เนื้อหาบทเรียนที่ต้องการนำเสนอในขั้นตอนนี้จะต้องรวบรวมเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งจาก ผู้เชี่ยวชาญ ม าเขีย น เรียบ เรีย งให ม่ตาม หัว ข้อที่วางแ ผน ไว้โด ย พิจารณาให้เหมาะสมต่อการ นำเสนอด้วยบทเรียน รูปแบบการเขียนอาจใช้วิธีการ เหมือนการเขียนหนังสือหรือบทความแต่ควรใช้ประโยคที่สั้นกระชับได้ใจความ 2.3 กำหนดรูปแบบ กลวิธีในการสอน และวิธีการประเมินผล เป็นการนำเสนอเนื้อหาที่ ได้มา จะพิจารณาว่าจะทำการสอนอย่างไร ซึ่งโดยปกติรูปแบบ และกลวิธีในการสอนมีความ แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น วัตถุประสงค์ของบทเรียน ผู้เรียน สภาพแวดล้อมของห้องเรียน และสื่อการสอน 2.4 วางโครงสร้างของบทเรียน และเสนอทางการควบคุมบทเรียน การออกแบบ โครงสร้างของบทเรียน เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ของส่วนประกอบต่าง ๆ ในบทเรียน แบบคร่าว ๆ แสดงให้เห็นภาพรวมของลักษณะการเข้าสู่แต่ละส่วนในบทเรียนว่ามีเส้นทาง ใดบ้าง 2.5 การเขียนผังงาน ผังการทำงานนิยมใช้รูปแบบสัญลักษณเดียวกันกับการเขียนผัง งานของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ซึ่งความละเอียดในการเขียนผังงานขึ้นอยู่กับความซับซ้อน ของเนื้อหาและการทำงานของโปรแกรมบทเรียน ยิ่งผังงานมีความละเอียดมาก ก็จะง่ายต่อ การนำไปพัฒนาบทเรียน 2.6 ร่างส่วนประกอบต่าง ๆ ในหน้าจอ ทำให้เกิดภาพคร่าว ๆ ว่าบทเรียนจะ ประกอบด้วยส่วนใดบ้าง ซึ่งควรร่างส่วนประกอบให้สามารถมองเห็นตำแหน่งของ ส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบทเรียน 2.7 เขียนสตอรี่บอร์ด การเขียนสตอรี่บอร์ดอาจใช้การวาดหรือการเขียนด้วยมือ หรือ สร้างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้เขียน


29 3. การพัฒนา (Development) เมื่อผ่านกระบวนการออกแบบทุกอย่างแล้ว ถึงขั้นตอน สำคัญที่ต้องถ่ายทอดสิ่งที่ออกแบบได้ออกมาเป็นบทเรียนที่สามารถใช้งานได้จริง ขั้นตอนการพัฒนา ประกอบด้วย 3.1 เตรียมสื่อในการนำเสนอเนื้อหา วิเคราะห์ว่าในแต่ละหน้าต้องใช้สื่อประเภทใดในการ นำเสนอเนื้อหาบ้าง ควรแยกออกมาเป็นรายการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาบทเรียน 3.1.1 การเตรียมข้อความ ควรจัดการพิมพ์ข้อความและบันทึกในรูปแบบ ไฟล์ข้อมูล ประเภท Word หรือ Text เพื่อสะดวกในการใช้งาน 3.1.2 การเตรียมภาพและกราฟิก ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบไฟล์ คอมพิวเตอร์ซึ่งอาจใช้วิธีการหาภาพที่มีอยู่แล้วจากแหล่งต่าง ๆ หรือวาดภาพขึ้นมาใหม่ 3.1.3 การเตรียมเสียง จัดหาเสียงประเภทต่าง ๆ ทั้งเสียงบรรยาย เสียงดนตรีและเสียง ประกอบ 3.1.4 การเตรียมวีดิทัศน์หากต้องการถ่ายทำวีดิทัศน์ขึ้นมาใหม่ก็เปรียบได้กับการทำ สื่ออีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งต้องเตรียมสคริปต์อุปกรณ์สถานที่ นักแสดงให้พร้อม หลังจากบันทึกแล้ว ต้องนำมา ตัดต่อให้พอดีกับเวลาที่กำหนด 3.2 เตรียมกราฟิกที่ใช้ตกแต่งหน้าจอ ในขั้นตอนนี้จะต้องทำการสร้างกราฟิกหลักที่จะ นำไปใช้ในหน้าจอ นอกจากนี้อาจรวมไปถึง การออกแบบส่วนนำ หรือส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กราฟิก ประกอบการนำเสนอ 3.3 การเขียนโปรแกรม เป็นหน้าที่ของบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรมหรือ อาจเป็นผู้สอน 1 ในขั้นตอนนี้จะต้องนำเสนอกราฟิกหน้าจอ รวมทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์ และเสียงที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วมาประกอบจนสมบูรณ์สวยงาม 3.4 ทดสอบการใช้งานเบื้องต้น ทำการทดสอบการใช้งานบทเรียนเบื้องต้นเพื่อหา ข้อผิดพลาดของโปรแกรม และปรับปรุง แก้ไข จากนั้นทดสอบการใช้งานอีกครั้งจนมั่นใจว่าไม่มี ข้อผิดพลาด 3.5 สร้างคู่มือการใช้งาน เป็นการอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มเป้าหมายที่จะนำบทเรียนไปใช้ ซึ่งอาจต้องเป็นคู่มือ สำหรับผู้สอนและคู่มือสำหรับนักเรียน ภายในคู่มือ อาจบอกวิธีการใช้งาน รวมทั้ง วิธีการแก้ไขปัญหาที่ อาจพบในการใช้งาน 4. การประเมินและปรับปรุง (Evaluation and Revise) เป็นการนำบทเรียนที่ได้รับการ พัฒนาแล้วไปผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพ เริ่มจากการนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาพิจารณา ความถูกต้อง ความสมบูรณ์และความเหมาะสมของบทเรียน แล้วจึงนำมาปรับปรุงแก้ไขก่อนจะนำไป ทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมายจริง เริ่มจากการทดลองในลักษณะนำร่องกับตัวอย่างไม่กี่คนแล้วจึงนำไป


30 ทดลองภาคสนามกับกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ โดยพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนและ ความคิดเห็นที่มีต่อการเรียน การใช้บทเรียนออนไลน์ การนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของสื่อการ เรียนการสอนซึ่งแบ่งเป็นสื่อหลัก สื่อเพิ่มเติม และสื่อเสริม โดยมีรูปแบบการใช้งาน 2 ลักษณะคือ ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง และผู้เรียนศึกษาร่วมกับผู้อื่น ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2555, หน้า 54) กล่าวว่า การนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้ ประกอบการเรียนการสอนทำได้ใน 3 ลักษณะ ดังนี้ สื่อเสริม (Supplementary) หมายถึง การนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้เป็นสื่อเสริม กล่าวคือ นอกจากเนื้อหาที่ปรากฏในลักษณะบทเรียนออนไลน์แล้ว ผู้เรียนยังสามารถศึกษาเนื้อหาเดียวกันนี้จาก แหล่งอื่น ๆ เช่น จากเอกสารประกอบการสอน จากวีดีทัศน์ การใช้บทเรียนออนไลน์ในลักษณะนี้เท่ากับ ว่าผู้สอนเพียงต้องการจัดหาทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งสำหรับผู้เรียนในการเข้าถึงเนื้อหาเพื่อให้ ประสบการณ์พิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้เรียนเท่านั้น สื่อเพิ่มเติม (Complementary) หมายถึง การนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้เพิ่มเติมจากวิธีการ สอนในลักษณะอื่น ๆ เช่น นอกจากการบรรยายในห้องเรียนแล้ว ผู้สอนยังออกแบบเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้า ไปศึกษาเพิ่มเติมจากบทเรียนออนไลน์ ได้แก่ ให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจากบทเรียนออนไลน์ เพื่อ วัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน สื่อหลัก (Comprehensive Replacement) หมายถึง การนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้แทนที่ การบรรยายในห้องเรียน ผู้เรียนจะต้องศึกษาเนื้อหาทั้งหมด โดยในปัจจุบันบทเรียนออนไลน์ส่วนใหญ่ใน ต่างประเทศจะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นสื่อหลักแทนครูเพื่อสอนทางไกลด้วย แนวคิดที่ว่ามัลติมีเดียที่นำเสนอทางบทเรียนออนไลน์สามารถช่วยในการถ่ายทอดเนื้อหาได้ใกล้เคียงกับ การสอนจริงของครูผู้สอน ทั้งนี้ ใจทิพย์ ณ สงขลา (2557, หน้า 20 - 30) สรุปว่าบทเรียนออนไลน์ที่ใช้ เพื่อการเรียนการสอนมีอยู่2 ลักษณะ ได้แก่ 1) ผู้เรียนต้องศึกษาด้วยตนเอง (Human to Computer) เป็นการสร้างเนื้อหาที่มีการ เชื่อมโยงไปยังเนื้อหารายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเชื่อมโยงไปยังสื่อชนิดอื่น ๆ ที่ผู้สอนเห็นว่า จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น บทเรียนออนไลน์จะมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ ผู้สอน สามารถเชื่อมโยงบทเรียนของตนไปสู่เนื้อหาที่มีผู้สอนอื่นสร้างขึ้นไว้แล้วในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผู้สอน เห็นว่ามีประโยชน์เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าไปศึกษาเช่นเดียวกับผู้สอนจะเปิดให้ผู้ใดก็ได้เข้ามาศึกษาบทเรียน ที่ตนสร้างขึ้นไว้อย่างเสรีหรือจะกำหนดให้ผู้เรียนเฉพาะกลุ่มเข้าเรียนผ่านเครือข่ายก็ได้ นอกจากนั้นยัง สามารถแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา


31 2) ผู้เรียนศึกษาร่วมกับผู้อื่น (Human to Human) การเรียนวิธีนี้มักพบในลักษณะของการ เรียนแบบเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง คือผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดปัญหาหรือโจทย์บางอย่างขึ้นมา กลุ่มผู้เรียน ร่วมกันระดมความคิดหาสาเหตุและเสนอหนทางแก้ไข โดยผู้สอนจะทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ กระตือรือร้นในการแสวงหาคำตอบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เรียนอื่นๆ เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์การเรียนนั้น ๆ การเรียนลักษณะนี้อาจเป็นการศึกษาเป็นรายกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลก็ได้ เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกันเอง จากการบทความจะสามารถสรุปความได้ว่าการสร้างบทเรียนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องมี ขั้นตอนการสร้างสำคัญ 4 ขั้นตอนคือ การวางแผนการผลิต การออกแบบ การพัฒนา การประเมินและ ปรับปรุง ซึ่งเมื่อทำครบ 4 ขั้นตอนจะทำให้ได้บทเรียนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ 2.5 ประโยชน์ของบทเรียนออนไลน์ ณัฐกร สงคราม (2554, หน้า 24) ได้ให้ข้อดีของการเรียนการสอนผ่านเว็บมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความยืดหยุ่นและความสะดวกสบาย (Flexibility and Convenience) นักเรียนสามารถ ที่จะเข้าไปเรียนในหลักสูตรโดยไม่มีข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ ลักษณะทางกายภาพของห้องเรียน มักจะมีการกำหนดตารางเวลาตายตัว แต่ถ้าหากใช่การเรียนการสอนผ่านเว็บแล้วจะลดปัญหาในเรื่อง ของการกำหนดเวลา สถานที่ และราคาคาใช้จ่ายบางประการลงไปได้ 2. ความเหมาะสมในการเรียนรู้ (Just-in-time Learning) การเรียนการสอนผ่านเว็บมี ความสัมพันธ์กับความต้องการที่จะเรียนรู้และเวลา นักเรียนที่เข้ามาเรียนจะได้รับความรู้ที่มี ความสำคัญและมีประโยชน์หากผู้ออกแบบการเรียนการสอนได้เพิ่มแรงจูงใจและการระลึกถึงความรู้ได้ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต หากพวกเขาประสงค์ที่จะเรียนรู้ 3. การควบคุมผู้เรียน (Learner Control) ในสภาพการเรียนรู้แบบนี้ ลักษณะการควบคุม การเรียนการสอนผ่านจากผู้สอนไปสู่ผู้เรียน โดยผู้เรียนจะตัดสินใจและกำหนดเส้นทางการเรียนตาม ความต้องการของตนเอง 4. รูปแบบมัลติมีเดีย (Multimedia Format) เวิล์ดไวด์เว็บ จะมีการนำเสนอเนื้อหาของ หลักสูตรโดยใช้สื่อมัลติมีเดียที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ เสียง วิดีทัศน์และการสื่อสารในเวลา เดียวกันผู้สอนและผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบการนำเสนอได้ตามความยืดหยุ่นของเวิล์ดไวด์เว็บ เพื่อให้ การเรียนเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด 5. แหล่งทรัพยากรข้อมูล (Information Resource) ตัวแปรที่เกี่ยวของกับแหล่งทรัพยากร ข้อมูลมี 2 ตัวแปร คือ จำนวนและความหลากหลายของเนื้อหาที่มีอยู่ในเว็บ ข้อมูลได้มาจากหลาย ๆ


32 แหล่ง เช่น การศึกษา ธุรกิจ หรือ รัฐบาล ฯลฯ จากทั่วทุกมุมโลกถือได้ว่า เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นที่ เก็บข้อมูลได้หลากหลายชนิด ผู้ออกแบบการเรียนการสอนจะต้องออกแบบให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่ง ทรัพยากร ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม ตัวแปรที่สองคือ ข้อความหลายมิติ (Hypertext) ซึ่งช่วย ในการเข้าไปคน้หาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ได้อย่างง่ายกว่าการค้นหาข้อมูลในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม 6. ความทันสมัย (Curency) เนื้อหาที่ใช้เรียนในชั้นเรียนแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บ สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้อย่างง่ายดาย แหล่งทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยูบนเว็บโดยมากมักจะมีความ ทันสมัย ดังนั้น ผู้สอนในชั้นเรียนแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บนี้สามารถจะเสนอข้อมูลที่มีความ ทันสมัยให้แก่ผู้เรียน ประโยชน์ที่ได้รับจะสามารถนำมาประยุกต์เข้ากับหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา 7. ความสามารถในการประชาสัมพันธ์ (Publishing Capabilities) เว็บให้โอกาสแกนักเรียน ที่จะเสนองานที่ได้รับมอบหมายบนเว็บได้ อีกทั้งนักเรียนยังมีโอกาสที่จะมองเห็นผลงานของผู้อื่น และ เพิ่มแรงจูงใจภายนอกโดยการใช้การทำงานของนักเรียนได้ 8. เพิ่มทักษะทางเทคโนโลยี(Increase Technology Skills) นักเรียนที่เรียนด้วยการเรียน การสอนผ่านเว็บจะได้เพิ่มพูนทักษะทางเทคโนโลยี เนื้อหาที่นักเรียนเรียนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง เหมาะสมและเพิ่มแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ ให้นักเรียนได้เพิ่มพูนความรู้นักเรียนจะได้รับประสบการณ์ และฝึกฝนทักษะได้จากเทคโนโลยีอันหลากหลาย ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2555, หน้า 87) ได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดการเรียนการสอนบน เครือข่ายอินเทอรเน็ตไว้หลายประการ ได้แก่ 1. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่ ห่างไกลหรือไม่มีเวลาในการมาเข้าชั้นเรียนได้เรียนในเวลา และสถานที่ ๆ ต้องการ ซึ่งอาจเป็นที่บ้าน ที่ ทำงาน หรือสถานศึกษาใกล้เคียงที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปใช้บริการทางอินเทอรเน็ตได้การที่ผู้เรียนไม่ จำเป็นต้องเดินทางมายังสถานศึกษาที่กำหนดไว้จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาในด้านของข้อจำกัดเกี่ยวกับ เวลาและสถานที่ศึกษาของผู้เรียนเป็นอยางดี 2. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่า เทียมกันทางการศึกษา ผู้เรียนอยู่สถาบันการศึกษาในภูมิภาค หรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียงอภิปราย กับอาจารย์ครูผู้สอนซึ่งสอนอยู่ที่สถาบันการศึกษาในนครหลวง หรือในต่างประเทศก็ ตาม 3. การเรียนการจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ช่วยส่งเสริมแนวคิดในเรื่อง ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเป็นแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่ต้องการศึกษาในเรื่องใดเรื่อง หนึ่งสามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา การเรียนบนเว็บ สามารถ ตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้รวมทั้งมีทักษะในการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (metacognitive skills) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


33 4. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ช่วยทลายกำแพงของห้องเรียนและ เปลี่ยนจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมไปสู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และมีประสิทธิภาพ สนับสนุนสิ่งแวดล้อมทางการเรียนที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับ ปัญหาที่พบในความเป็นจริง โดยเน้นให้เกิดการเรียนรู้ตามบริบทในโลกแห่งความเป็นจริง (contextualization) และการเรียนรู้จากปัญหา (problem-based Learning) ตามแนวคิดแบบ constructivism 5. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นวิธีการเรียนการสอนที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการรูปแบบใหม่ ครอบคลุม สารสนเทศทั่วโลก โดยไม่จำกัดภาษา การเรียนบนเว็บช่วยแก้ปัญหาของข้อจำกัดของแหล่งค้นคว้าแบบเดิมจากห้องสมุด อันได้แก่ ปัญหาทรัพยากรการศึกษาที่มีอยู่จำกัด และเวลาที่ใช้ในการคน้หาข้อมูล เนื่องจากเว็บมีข้อมูล ที่หลากหลายและเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใช้การเชื่อมโยงในลักษณะของไฮเปอร์มีเดีย (สื่อหลายมิติ) ซึ่งทำให้การค้นหาทำได้สะดวกและง่ายดายกว่าการค้นหาข้อมูลแบบเดิม 6. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ที่ กระตือรือร้น ทั้งนี้เนื่องจากคุณลักษณะของเว็บที่เอื้ออำนวยให้เกิดการศึกษา ในลักษณะที่ผู้เรียนถูก กระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นได้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น การ ให้ผู้เรียนรวมมือกันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ บนเครือข่าย การให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น และแสดงไว้บนเว็บบอร์ดหรือการให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้ามาพบปะกับผู้เรียนคนอื่น ๆ อาจารย์หรือ ผู้เชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันที่ห้องสนทนา เป็นต้น 7. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ซึ่งการเปิด ปฏิสัมพันธนี้อาจทำได้2 รูปแบบคือ ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกันหรือผู้สอน และปฏิสัมพันธ์กับ บทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการเรียนบนเว็บ ซึ่งลักษณะแรกนี้จะอยู่ในรูปของการเข้าไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน (ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว) ส่วนในลักษณะหลังนั้น จะอยู่ในรูปแบบของการเรียน การสอนแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบที่ผู้สอนได้จัดหาไว้ให้แก่ผู้เรียน 8. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นการเปิดโอกาสสำหรับผู้เรียน ใน การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทั้งในและนอกสถาบัน จากในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก โดย ผู้เรียนสามารถติดต่อสอบถามปัญหาขอข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจริง โดยตรง ซึ่งไม่ สามารถทำได้ในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เมื่อ เปรียบเทียบกับการติดต่อสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ 9. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสใหผู้เรียนได้มีโอกาส แสดงผลงานของตนสู่สายตาผู้อื่นอย่างง่ายดาย ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน หากแต่เป็น บุคคลทั่วไปทั่วโลกได้ดังนั้นจึงถือเป็นการสร้างแรงจูงใจภายนอกในการเรียนอย่างหนึ่งสำหรับผู้เรียน


34 ผู้เรียนจะพยายามผลิตผลงานที่ดีเพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงตนเอง นอกจากนี้ผู้เรียนยังมีโอกาสได้เห็นผลงาน ของผู้อื่นเพื่อนำมาพัฒนางานของตนเองให้ยิ่งขึ้น 10. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถ ปรับปรุง เนื้อหาหลักสูตรให้ทันสมัยได้อย่างสะดวกสบาย เนื่องจากข้อมูลบนเว็บมีลักษณะเป็นพลวัตร (Dynamic) ดังนั้น ผู้สอนสามารถอัพเดตเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัยแกผู้เรียนได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ การให้ผู้เรียนได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาทำให้เนื้อหาการเรียนมีความยืดหยุ่น มากกว่าการเรียนการสอนแบบเดิม และเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ 11. การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถนำเสนอเนื้อหาในรูปของ มัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่งเสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์ภาพ 3 มิติโดยผู้สอนและผู้เรียน สามารถเลือกรูปแบบของการนำเสนอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียน ประโยชน์ของการเรียนการสอนผ่านเว็บหรือบทเรียนออนไลน์มีมากมายหลายประการ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นมิติใหม่ของเครื่องมือ และ กระบวนการในการเรียนการสอน โดยมีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนการสอน บทเรียนออนไลน์ไว้ดังนี้ การใช้บทเรียนออนไลน์ มีประโยชน์กับการศึกษาในยุคปัจจุบันพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ ปี 2542 ได้กำหนดไว้ว่าเพื่อพัฒนาให้คนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การศึกษาในระบบ นอกระบบตามอัธยาศัย และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ ที่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาในระบบนั้น ถ้าสามารถใช้บทเรียนออนไลน์เป็นสื่อการเรียนการสอนจะทำ ให้โอกาสในการศึกษาเพิ่มขึ้น ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วย บุญเกื้อ ควรหาเวช (2562, หน้า 56 - 60) ได้สรุปถึงประโยชน์ของการใช้บทเรียนออนไลน์ ไว้ว่าประโยชน์ของบทเรียนออนไลน์โดยทั่ว ๆ ไป มีดังนี้ 1. สามารถตอบสนองการเรียนรู้ส่วนบุคคลได้ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามระดับ ความสามารถและอัตราความเร็วตามที่ต้องการ 2. สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนโดยการใช้สี เสียง และภาพ รวมทั้งการออกแบบ โปรแกรมที่น่าสนใจ 3. สามารถคำนวณได้รวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ทำให้เกิดความคิดรวบยอด (Concept) และทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี สามารถเรียนได้อย่างไม่จำกัดเวลาและสถานที่ และทบทวนได้ตามที่ต้องการ 5. ผู้สอนสามารถกำหนดขั้นตอนในการเรียน ระบบการจัดการให้สอดคล้องกับแผนการสอน ได้


35 ประโยชน์ของบทเรียนออนไลน์ต่อผู้สอน 1. ช่วยลดชั่วโมงการสอน ทำให้ครูมีเวลาในการปรับปรุงการสอนและพัฒนาความสามารถ ยิ่งขึ้น 2. ช่วยลดเวลาที่จะต้องติดต่อกับผู้เรียน โดยการเปลี่ยนจากฝึกทักษะในห้องเรียนมาใช้ ระบบบทเรียนออนไลน์แทน 3. ความสามารถในการเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์ทำให้การเรียนแบบเอกัตบุคคลเป็นไป อย่างง่ายดาย ซึ่งครูผู้สอนสามารถออกแบบให้นักเรียนเรียนได้ด้วยตนเอง 4. ให้โอกาสในการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมสำหรับหลักสูตรและวัสดุเพื่อการศึกษา 5. ผู้สอนสามารถควบคุมการเรียนของผู้เรียนได้เพราะคอมพิวเตอร์จะบันทึกการเรียนของ ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ประโยชน์ของบทเรียนออนไลน์ต่อผู้เรียน 1. บทเรียนออนไลน์เป็นติวเตอร์ส่วนตัวของผู้เรียนได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะผู้ที่ขาดเรียน 2. บทเรียนออนไลน์เก็บข้อมูลได้มาก ทำให้ประหยัดพื้นที่ เมื่อผู้เรียนต้องการเรียนเรื่อง อะไรก็สามารถค้นหาและดึงเอาบทเรียนออกมาแสดงได้อย่างรวดเร็ว 3. บทเรียนออนไลน์ทำให้ผู้เรียนสามารถสรุปหลักการ เนื้อหาสาระของบทเรียนแต่ละบทได้ สะดวกและรวดเร็ว 4. บทเรียนออนไลน์ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถแอบพลิกดูคำตอบได้ก่อน จึงเป็นการบังคับให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้จริงก่อนจึงจะผ่านบทเรียนไปได้ 5. บทเรียนออนไลน์ช่วยฝึกให้ผู้เรียนคิดอย่างมีเหตุผล เพราะต้องคอยแก้ปัญหาอยู่ ตลอดเวลา 6. บทเรียนออนไลน์สามารถยืดหยุ่นตารางเรียนได้ตามสถานที่ที่สะดวกไม่ว่าจะเป็นที่ โรงเรียนบ้านหรือที่ทำงานก็ได้ 7. บทเรียนออนไลน์ช่วยเสริมนิสัยความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนเพราะไม่เป็นการ บังคับผู้เรียนให้เรียน แต่เป็นการเสริมแรงอย่างเหมาะสม 8. บทเรียนออนไลน์จะยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner Focus) 9. บทเรียนออนไลน์สามารถให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)และให้การเสริมแรง (Reinforcement) แก่ ผู้เรียนได้รวดเร็ว ทั้งในแบบของข้อความ เสียง รูปภาพ เมื่อผู้เรียนทำผิดก็ สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เกิดการเรียนรู้ทันที 10. ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกกี่ครั้งก็ได้ตามความต้องการ “ผู้เรียนสามารถ เลือกบทเรียนและวิธีการเรียนได้หลายแบบ มีโอกาสโต้ตอบกับบทเรียนออนไลน์ด้วยตนเองทำให้ไม่น่า เบื่อ


36 11. สนองต่อการเรียนรายบุคคล เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของ ตนเอง โดยไม่ต้องรอหรือเร่งตามคนอื่นนอกจากนี้ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2555, หน้า 12 - 13) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของบทเรียนออนไลน์ ดังนี้ 1. บทเรียนออนไลน์เกิดจากความพยายามในการที่จะช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนอ่อนสามารถใช้ เวลานอกเวลาเรียนในการฝึกฝนทักษะและเพิ่มเติมความรู้เพื่อที่จะปรับปรุงการเรียนของตนให้ทันผู้อื่น ได้ผู้สอนสามารถนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้สอนเสริมหรือสอนทบทวนการสอนปกติในชั้นเรียนได้โดย ผู้สอนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการทำซ้ำกับผู้เรียนที่เรียนไม่ทันหรือจัดการสอนเพิ่มเติม 2. ผู้เรียนสามารถนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้ในการเรียนด้วยตนเองในเวลาและสถานที่ซึ่ง ผู้เรียนสะดวก 3. บทเรียนออนไลน์ได้รับการออกแบบมาอย่างดีถูกต้องตามหลักของการออกแบบ ดังนั้น จึงสามารถจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้น (Motivation) ที่จะเรียนและสนุกสนานไปกับการเรียน ตามแนวความคิดของการเรียนรู้ในปัจจุบันว่า “Learning is Fun” ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก จากความหมายข้างต้นสรุปว่า บทเรียนออนไลน์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนโดยการ ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และคลังความรู้จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาสนับสนุนการเรียนการสอนของครู และนักเรียนและส่งเสริมผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะ สืบค้นวิชาความรู้ ต่างๆ ได้ด้วยตนเองตามความเหมาะสมโดยอาศัยสื่อ และ IT ทางการศึกษาโดยมีครูหรืออาจารย์เป็นที่ ปรึกษาและชี้แนะแนวทาง จากประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าการใช้บทเรียนออนไลน์มีประโยชน์อย่าง ยิ่งในการจัดการเรียนรู้ และสามารถช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.6 ข้อจำกัดของบทเรียนออนไลน์ ณัฐกร สงคราม (2555, หน้า 25) ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของการเรียนการสอนผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต มีรายละเอียดดังนี้ 1. รูปแบบที่ออน (Format Weaknesses) รูปแบบการเข้าถึงมัลติมีเดีย และประสิทธิภาพ ของรูปแบบการเรียนส่วนบุคคล ทั้งสองสิ่งนี้เป็นข้อโต้เถียงที่จะนำการเรียนการสอนผ่านเว็บมาใช้งาน ข้อความที่อ่านได้ง่าย และใช้ในรูปแบบของสิ่งพิมพ์วีดิทัศน์แบบออนไลน์ที่ช้ากว่าแถบบันทึกเสียง หรือ


37 โทรทัศน์และการสื่อสารโดยทันที ไม่สามารถจับเสียงมนุษย์ได้เหมือนกับการใช้โทรศัพท์ขณะที่นักเรียน กำลังพิมพ์เนื้อหาออกมา หรือรอขณะที่วีดิทัศน์กำลังดาวน์โหลดจะสูญเสียความสนใจจากการเรียน 2. ปัญหาของเส้นทางการเข้าสู่เนื้อหา (Navigational Problems) รูปแบบข้อความหลาย มิติจะให้นักเรียนได้ย้ายจากสภาพแวดล้อมของห้องเรียน ไปยังสภาพแวดล้อมภายในของเว็บด้วยการ เชื่อมโยงไปยังแหล่งต่าง ๆ การควบคุมผู้เรียนสามารถจำกัดได้ถ้าผู้เรียนหลงทางในสภาพแวดล้อมของ เว็บ การหลงทางและสูญเสียความสนใจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้เรียน การใช้ส่วนชี้นำจะเป็นการ ช่วยเหลือให้ผู้เรียนลดปัญหาเหล่านี้ลงไปได้ 3. การขาดการติดต่อ (Lack of Human Contact) ผู้เรียนบางคนชอบสภาพของการเรียน แบบดั้งเดิม ที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ผู้สอนจะได้รับทราบปฏิกิริยาของผู้เรียน ว่าเป็นอย่างไร แต่ผู้สอนในรูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บนี้จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้เรียนกำลัง สับสนหรือเขาใจในเนื้อหา หรือไม่ถ้าไม่ได้ติดต่อสื่อสารกัน สภาพการเรียนการสอนผ่านเว็บ ผู้เรียนมี โอกาสจะได้มีปฏิสัมพันธเช่นเดียวกับการเรียนแบบดั้งเดิม แต่จะมีวิธีการต่างไป โดยจะอาศัยจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์การอภิปราย หรือวิธีการอื่น ๆ ได้ แต่ผู้เรียนบางคนก็อาจขาดการติดต่อและขาด ปฏิสัมพันธ์กับชั้นเรียน ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยูบ่อยครั้ง 4. แรงจูงใจ (Motivation) นักเรียนในชั้นเรียนการเรียนการสอนผ่านเว็บต้องมีแรงจูงใจ ส่วนตัวและจัดระบบการเรียน การขาดการวางแผนการเรียนจะทำให้นักเรียนไม่ประสบความสำเร็จกับ การเรียนและอาจสอบไม่ผานในหลักสูตรนั้น ๆ ได้ 5. เนื้อหาที่กระจายไม่มีข้อยุติ (Open-ended Content) เนื้อหาของการเรียนการสอนผ่าน เว็บที่เสนอให้กับผู้เรียนนั้น บางครั้งผู้เรียนจะไม่รู้ว่าขอบเขตของเนื้อหาสิ้นสุดที่ใด หากหัวข้อหรือ หลักสูตรของการเรียนเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ทำให้ผู้เรียนเกิดอุปสรรคต่อการเรียนได้ กิดานันท์ มลิทอง (2555, หน้า 350) ได้ให้ข้อจำกัดของบทเรียนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้ ดังนี้ 1. ในการศึกษาทางไกล ผู้สอนและนักเรียนอาจไม่ได้พบหน้ากันเลย รวมทั้งการพบกัน ระหว่างนักเรียนคนอื่น ๆ ด้วย วิธีการนี้อาจทำให้นักเรียนบางคนรู้สึกอึดอัดและไม่สะดวกในการเรียน 2. เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ผู้สอนจำเป็นต้องใช้เวลามากในการเตรียมการสอนทั้งใน ด้านเนื้อหา การใช้โปรแกรมและคอมพิวเตอร์ และในส่วนของนักเรียนก็จำเป็นต้องเรียนรู้การใช้ โปรแกรมและคอมพิวเตอร์เช่นกัน 3. การถามและตอบปัญหาบางครั้งไม่เกิดขึ้นในทันที อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจอย่างถ่อง แท้ได้ 4. ผู้สอนไม่สามารถควบคุมการเรียนได้เหมือนชั้นเรียนปกติ


38 5. นักเรียนต้องรู้จักควบคุมตนเองในการเรียนได้อย่างดีจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียน ได้ ทักษิณา วิไลลักษณ์ (2555, หน้า 31) ได้นำเสนอข้อคำนึงถึงในการใช้บทเรียนเครือข่ายไว้ ดังนี้ 1. ความพร้อมของอุปกรณ์และระบบเครือข่าย จำเป็นต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์และระบบ เครือข่ายที่พร้อมและสมบูรณ์ เพื่อให้ได้บทเรียนดิจิตอลที่มีคุณภาพและทันต่อความต้องการเรียน นักเรียนสามารถเลือกเวลาเรียนได้ทุกช่วงเวลาตามที่ต้องการ 2. ความพร้อมของนักเรียน นักเรียนจะต้องมีความพร้อมทั้งทางจิตใจและความรู้ คือจะต้อง ยอมรับในเทคโนโลยีรูปแบบนี้ ยอมรับการเรียนด้วยตนเอง มีความกระตือรือร้น ตื่นตัว ใฝ่รู้มีความ รับผิดชอบ กล้าแสดงความคิดเห็นและศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ 3. ความพร้อมของครูผู้สอน ครูผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทตนเองจากผู้แนะนำมายึด นักเรียนเป็นศูนย์กลาง กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้ กระตุ้นการทำกิจกรรม เตรียมเนื้อหาและแหล่งค้นคว้าที่มีคุณภาพ รวมทั้งความพร้อมด้านการใช้คอมพิวเตอร์ การผลิตบทเรียน ออนไลน์ และการเผยแพร่บทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4. เนื้อหาบทเรียน เนื้อหาบทเรียนจะต้องเหมาะสมกับนักเรียนให้มากกลุ่มที่สุด มี หลากหลายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกเรียนได้ด้วยตนเอง มีกิจกรรม วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เลือกใช้สื่อ การสอนที่เหมาะสมกับความพร้อมของเทคโนโลยีการลำดับเนื้อหาไม่ซับซ้อน ไม่ก่อให้เกิดความสับสน ระบุแหล่งค้นคว้าอื่น ๆ ที่เหมาะสมจากข้อจำกัดของบทเรียนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถสรุปได้ว่า บทเรียนเครือข่ายมีข้อจำกัดที่สำคัญหลายข้อที่ควรจะพิจารณาเมื่อต้องการนำบทเรียนเครือข่ายไปใช้ งานเพราะอาจทำให้ผู้เรียนไม่ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี ข้อควรคำนึงในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ หรือบทเรียนผ่านเว็บมีมากมายหลายประการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งมีนักวิชาการศึกษากล่าวถึงข้อ ควรคำนึงและข้อจำกัดของการเรียนการสอนบทเรียนออนไลน์ไว้ดังนี้ ปาริชาติ พองพรหม (2554, หน้า 35) กล่าวว่า ข้อจำกัดของบทเรียนบนเว็บ มีดังนี้ คือ 1. ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน 2. ผู้สอนต้องใช้เวลานานในการเตรียมการสอนเนื่องจากผู้สอนต้องเตรียมการทั้งเนื้อหาการ เรียน และเนื้อหาการใช้งานโปรแกรม 3. ในบางแห่งอาจมีปัญหาด้านการติดต่อสื่อสาร เช่น การส่งผ่านข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ ล่าช้า หรือระบบโทรศัพท์เข้าไปไม่ถึง ทำให้ไม่สามารถใช้บริการได้ 4. ผู้สอนไม่สามารถควบคุมชั้นเรียนได้เหมือนชั้นเรียนตามปกติ


39 5. ผู้เรียนต้องรู้จักควบคุมตัวเองในการเรียนได้เป็นอย่างดี จึงจะประสบความสำเร็จทางการ เรียนได้ ณัฐกร สงคราม (2555, หน้า 25) กล่าวว่า ผู้เรียนอาจจะขาดความสนใจในบทเรียนหาก เนื้อหาและรูปแบบที่นำเสนอไม่น่าสนใจ และอาจทำให้เกิดปัญหาในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม เพราะการเรียนแบบออนไลน์นั้นเป็นการเรียนรู้ และมีการรายงานการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับ บุคลากรด้านสุขภาพในประเทศไทย พบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่มักเคยใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสาร ระหว่างกัน หรือเพื่อการสันทนาการ แต่ยังคงมีประสบการณ์ในการใช้สื่อออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ ค่อนข้างน้อย จากการศึกษาข้อควรคำนึงในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์หรือบทเรียนผ่านเว็บในการ พัฒนาบทเรียนออนไลน์ของนักวิชาการศึกษา สรุปได้ว่า การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ต้องคำนึงถึง องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการจัดการการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต นอกเหนือจากการเตรียม เนื้อหา คือ ความพร้อมของอุปกรณ์ระบบเครือข่าย รวมถึงทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ของผู้เรียนและผู้สอนต้องมีความรู้และทักษะทั้งด้านคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ต้องมีความหลากหลายในเนื้อหาที่สามารถให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเลือก เรียนได้ด้วยตนเองและมีกิจกรรมวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดแรงจูงใจในการ เรียน ตลอดจนเลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะสมกับความพร้อมของเทคโนโลยีและงบประมาณ จากข้อจำกัดของบทเรียนออนไลน์สามารถสรุปได้ว่า บทเรียนออนไลน์มีข้อจำกัดที่สำคัญ หลายข้อที่ควรจะพิจารณาเมื่อต้องการนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้งาน เพราะอาจทำให้ผู้เรียนไม่ได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี


40 3. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เทคโนโลยี การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้ เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและฝึกทักษะเกี่ยวกับการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การอธิบายการ ทำงานหรือการคาดการผลลัพธ์จากปัญหาอย่างง่าย การออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย การ ตรวจหาข้อผิดพลาดในโปรแกรม การค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและการใช้คำค้น การประเมินความ น่าเชื่อถือของข้อมูล การรวบรวมข้อมูล การประมวลผลอย่างง่าย การวิเคราะห์ผลและสร้างทางเลือก การนำเสนอข้อมูล การสื่อสารอย่างมีมารยาทและรู้กาลเทศะ การปกป้องข้อมูลส่วนตัว มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ว 4.2 ป.6/2 ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และ ตรวจหาข้อผิดพลาดและแก้ไข


41 ตารางที่ 2.1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ 1. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การ อธิบายการทำงาน การคาดการณ์ผลลัพธ์จาก ปัญหาอย่างง่าย ➢ การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยให้ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ➢ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะเป็นการนำกฎเกณฑ์ หรือเงื่อนไขที่ครอบคลุมทุกกรณีมาใช้ พิจารณาในการแก้ปัญหา ➢ แนวคิดของการทำงานแบบวนซ้ำ และ เงื่อนไข ➢ การพิจารณากระบวนการทำงานที่มีการ ทำงานแบบวนซ้ำหรือเงื่อนไขเป็นวิธีการที่จะ ช่วยให้การออกแบบวิธีการแก้ปัญหาเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ ➢ ตัวอย่างปัญหา เช่น การค้นหาเลขหน้าที่ ต้องการให้เร็วที่สุด การทายเลข 1-1,000,000 โดยตอบให้ถูกภายใน 20 คำถาม การคำนวณเวลาในการเดินทางโดย คำนึงถึงระยะทาง เวลาจุดหยุดพัก 2. ออกแบบและเขียนโปรแกรม อย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน ตรวจหา ข้อผิดพลาดของโปรแกรม และแก้ไข ➢ การออกแบบโปรแกรมสามารถทำได้โดย เขียนเป็นข้อความ หรือผังงาน ➢ การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่มีการใช้ตัว แปร การวนซ้ำ การตรวจสอบเงื่อนไข ➢ หากมีข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการทำงานที ละคำสั่ง เมื่อพบจุดที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้อง ให้ทำการแก้ไขจนกว่าจะได้ ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ➢ การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของ ผู้อื่นจะช่วย พัฒนาทักษะการหาสาเหตุของ ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น


42 สาระสำคัญ การออกแบบโปรแกรม เป็นการอธิบายการทำงานของโปรแกรมอย่างเป็นลำดับขั้นตอน โดยการออกแบบโปรแกรมสามารถทำได้ทั้งการเขียนข้อความ และการเขียนผังงาน การออกแบบ โปรแกรมด้วยการเขียนข้อความโปรแกรม Scratch เป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็น บล็อกโปรแกรม (block) นำมาต่อกันเพื่อสร้างรหัสคำสั่ง (Code) เพื่อสั่งให้โปรแกรม Scratch ทำงาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ 2. ออกแบบและเขียนโปรแกรม อย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน ตรวจหา ข้อผิดพลาดของโปรแกรม และแก้ไข ➢ ตัวอย่างปัญหาเช่น โปรแกรมเกม โปรแกรม หาค่า ค.ร.น เกมฝึกพิมพ์ ➢ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมเช่น Scratch, logo 3. ใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหา ข้อมูลอย่างมี ประสิทธิภาพ ➢ การค้นหาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการค้นหา ข้อมูลที่ได้ตรงความต้องการในเวลารวดเร็ว จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหลายแหล่ง และ ข้อมูลมีความสอดคล้องกัน ➢ การใช้เทคนิคการค้นหาขั้นสูงเช่นการใช้ตัว ดำเนินการ การระบุรูปแบบของข้อมูลหรือชนิดของไฟล์ ➢ การจัดลำดับการค้นหาของโปรแกรมค้นหา ➢ การเรียบเรียงสรุปสาระสำคัญ(บูรณาการกับ วิชาภาษาไทย) 4. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำงานร่วมกัน อย่างปลอดภัยเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อ พบข้อมูล หรือบุคคลที่ไม่เหมาะสม ➢ อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทาง อินเทอร์เน็ตแนวทางในการป้องกัน ➢ วิธีกำหนดรหัสผ่าน ➢ การกำหนดสิทธิ์การใช้งาน(สิทธิ์ในการ เข้าถึง) ➢ แนวทางการตรวจสอบและป้องกันมัลแวร์ ➢ อันตรายจากการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่อยู่บน อินเทอร์เน็ต


43 ตามที่ได้เขียนโปรแกรมไว้ สามารถนำมาใช้พัฒนาซอฟต์แวร์เชิงสร้างสรรค์ โดยต้องกำหนดตัวแปร เขียนโปรแกรมอย่างมีเงื่อนไข สาระการเรียนรู้ 1. การการออกแบบโปรแกรมสามารถทำได้โดยเขียนเป็นข้อความ หรือผังงาน 2. การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่มีการใช้ตัวแปร การวนซ้ำ การตรวจสอบเงื่อนไข 3. หากมีข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการทำงานทีละคำสั่ง เมื่อพบจุดที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่ ถูกต้อง ให้ทำการแก้ไขจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง 4. การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของผู้อื่นจะช่วย พัฒนาทักษะการหาสาเหตุ ของปัญหาได้ดียิ่งขึ้น 5. ตัวอย่างปัญหาเช่น โปรแกรมเกม โปรแกรมหาค่า ค.ร.น เกมฝึกพิมพ์ 6. ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมเช่น Scratch, logo สมรรถนะสำคัญ 1. ความสามารถในการสื่อสาร ทักษะการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ทักษะการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน


Click to View FlipBook Version