The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564
ETP306 sec 1 จันทร์เช้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pannawat_623, 2021-09-29 07:05:31

รายงานรวม-รหัสวิชา-ETP-306.

นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564
ETP306 sec 1 จันทร์เช้า

รายงาน

เรอ่ื ง การบรหิ ารการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา

อาจารย์ท่ปี รึกษา

ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา โชตสิ กุ านต์

คณะผู้จดั ทา

นกั ศึกษาชั้นปีท่ี 3 คณะครุศาสตร์ สาขาภาษาองั กฤษ

รายงานน้เี ป็นส่วนหนงึ่ ของรายวิชา การบริหารการศกึ ษาและการประกันคุณภาพการศกึ ษา
รหัสวชิ า ETP 306 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2654

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์

คานา
รายงานน้ีเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การบริหารการศกึ ษาและการประกันคุณภาพการศึกษา รหัสวิชา
ETP 306 จัดทาข้ึนเพ่ือให้ผู้อ่านหรือผู้ท่ีศึกษา ได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการจัดทาแผนงานและโครงการพัฒนา
สถานศึกษาและชุมชน กระบวนการหรือวิธีการดาเนินการฏิบตั ิจัดทาแผน เรียนรู้ถึงความหมาย ประเภทของ
แผน รวมไปถงึ ประโยชน์ของการวางแผน ตลอดจนไปถงึ การจดั ทาแผน และเรียนรู้ถึงระบบสารสนเทศเพื่อการ
บริหารสถานศึกษา เข้าใจความหมายและความสาคัญของสารสนเทศท่ีใช้ในการบริหารงานในดา้ นต่าง ๆ รวม
ไปถึงองค์ประกอบ ผู้ศึกษาสามารถนาไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานได้ พร้อมท้ังยังมีการศึกษาถึงแนวคิด
หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตลอดจนสามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ต่อมาผู้ศึกษาสามารถ
เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการและแนวคิดของการประกันคุณภาพการศึกษา เข้าใจความหมายและความสาคัญของ
การประกนั คุณภาพมากย่งิ ขึ้น นอกจากนี้ยังเรยี นรขู้ ั้นตอนการดาเนินการประกันคุณภาพการศกึ ษาภายในและ
ภายนอกโรงเรียน จนสามารถดาเนนิ การประกันคณุ ภาพทง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียนได้อย่างถูกต้อง
ในการจัดทารายงานครั้งน้ี คณะจัดทาขอขอบคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา โชติสุกานต์
อาจารย์ประจาวิชาผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา คณะผู้จัดทาหวังว่ารายงานฉบับน้ีจะให้ความรู้ และเป็น
ประโยชนแ์ ก่ผอู้ า่ นทกุ ทา่ น ถ้ารายงานเล่มนผี้ ิดพลาดประการใดกข็ ออภยั มา ณ ท่นี ดี้ ้วยคะ่

คณะผูจ้ ดั ทา
นกั ศกึ ษาชนั้ ปีท่ี 3
คณะครศุ าสตร์ สาขาภาษาองั กฤษ

สารบญั หนา้

เร่อื งที่ 1 หลักการจัดทาแผนงานและโครงการพัฒนาสถานศกึ ษาและชุมชน 1
การจดั ทาโครงการพัฒนาสถานศึกษาและชมุ ชน 5
6
บทท่ี 1 หลักการวางแผน 15
บทที่ 2 ขนั้ ตอนการจดั ทาแผน 22
บทที่ 3 หลกั การของโครงการ
บทท่ี 4 ข้นั ตอนการจดั ทาโครงการ 27
บทท่ี 5 ตัวอยา่ งโครงการพัฒนาสถานศึกษาและชุมชน 32
เรื่องที่ 2 ระบบสารสนเทศเพื่อการบรหิ ารสถานศกึ ษา 34
บทท่ี 1 ความหมาย 35
บทท่ี 2 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 36
บทที่ 3 วัตถปุ ระสงคใ์ นการทาสารสนเทศ 39
บทท่ี 4 ประโยชนข์ องการใช้ระบบสารสนเทศ
บทท่ี 5 โปรแกรมทสี่ านักงานใชก้ ันท่วั ไป 41
บทที่ 6 โปรแกรมทใ่ี ช้ในสถานศึกษา 42
เร่อื งที่ 3 แนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง การนาปรัชญาเศรษฐกิจเพ่อื สร้างภมู คิ ุ้มกันใหผ้ เู้ รยี น 43
บทที่ 1 แนวคิดหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 44
บทท่ี 2 ความหมายของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
บทท่ี 3 องค์ประกอบของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 48
บทท่ี 4 การนาปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งไปสู่การปฏบิ ัติ
บทท่ี 5 การนาปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงไปส่สู ถานศึกษา 53
เรื่องที่ 4 หลักการ แนวคดิ การประกนั คุณภาพการศึกษา ระบบการประกนั คุณภาพการศกึ ษาใน 55
สถานศกึ ษาในแตล่ ะระดบั 56
บทที่ 1 ความหมายของการประกนั คุณภาพการศึกษา 57
บทที่ 2 วัตถุประสงคข์ องการประกันคุณภาพการศึกษา 58
บทที่ 3 ความสาคญั ของการประกันคุณภาพการศึกษา
บทที่ 4 หน่วยงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
บทท่ี 5 หนา้ ท่แี ละอานาจ

สารบัญ (ต่อ) หนา้
59
บทท่ี 6 ระบบการประกนั คุณภาพการศึกษา 61
บทที่ 7 ขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษา 62
บทที่ 8 การดาเนนิ งานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศกึ ษา 117
บรรณานกุ รม 120
คณะผูจ้ ดั ทา

1

เรอ่ื งท่ี 1 หลกั การจัดทาแผนงานและโครงการพัฒนาสถานศึกษาและชมุ ชน
การจัดทาโครงการพฒั นาสถานศึกษาและชมุ ชน
บทท่ี 1
หลักการวางแผน

ความหมายของแผนและการวางแผน
แผนตรงกับคาภาษาอังกฤษ ว่า “PLAN” เป็นข้อกาหนดหรือรายละเอียดต่างๆ ที่กระทาไว้ล่วงหน้า เพ่ือ

เป็นแนวทางของการดาเนนิ การให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ
กระบวนการวางแผนหรือการวางแผนก็คือ การดาเนินการ ให้ได้แผนเกิดขึ้นนั้นเอง ซึ่งแน่นอนการ

วางแผนเก่ียวข้องกับการคาดการณ์ต่างๆ ในอนาคต และตัดสินใจเลือกแนวทางปฏิบัติที่ดีท่ีสุด โดยผ่าน
กระบวนการคิดก่อนทาฉะนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า การวางแผน คือ ความพยายามท่ีเป็นระบบ เพ่ือตัดสินใจ
เลือกแนวทางปฏบิ ัตทิ ่ีดีท่สี ุดสาหรบั อนาคต ให้องคก์ ารบรรลผุ ลทป่ี ราถนา
ประโยชนข์ องการวางแผน ( ดลิ ก บุญเรอื งรอด 2532 : 162-164 )

1. บรรลุจุดมุ่งหมาย ถ้าจุดมุ่งหมายมีความแจ่มชัด จะช่วยให้แผนบริหารแผนมีทิศทางมุ่งตรงไปยัง
จดุ มงุ่ หมายที่กาหนดไว้ไดอ้ ย่างสะดวกและเกิดผลดี

2. ประหยัด การวางแผนเก่ียวข้องกับการใช้สติปัญญาเพ่ือคิดวิธีการให้องค์กรบรรลุถึงประสิทธิภาพ
ก่อให้เกิดความเป็นระเบียบในงานต่างๆ ที่ทา ซ่ึงส่ิงเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ อย่าง
คุม้ ค่า นบั ว่าเป็นการลดต้นทนุ ทด่ี ี ซึง่ ก่อให้เกิดการประหยัดแกอ่ งคก์ ร

3. ลดความไม่แนน่ อน การวางแผนจะช่วยลดความไม่แน่นอนในอนาคตลงได้
4. เป็นเกณฑ์ในการควบคุม กล่าวได้ว่าแผนกาหนดจุดมุ่งหมายและมาตรฐานปฏิบัติงาน ซ่ึงเป็น

สิง่ จาเป็นสาหรับการปฏิบตั ิงานในหนา้ ท่กี ารควบคมุ
5. ส่งเสริมใหเ้ กิดนวัตกรรมและสร้างสรรค์ เป็นพื้นฐานด้านการตัดสิน และเป็นส่ิงท่ีช่วยให้เกิดแนวคิด

ใหม่ ๆ และความคดิ สรา้ งสรรค์
6. พัมนาแรงจูงใจ การวางแผนยังเปน็ เคร่อื งมือฝึกและพัฒนาแรงจูงใจที่ดีสาหรับผบู้ ริหารในอนาคต
7. พัฒนาการแข่งขัน การวางแผนที่มีประสิทธิภาพทาให้งานมีการแข็งขันมากกว่างานที่ไม่มีการ

วางแผน
8. ทาใหเ้ กิดการประสานงานที่ดี ทาให้กิจกรรมตา่ ง ๆ ท่ีจัดวางไวต้ า่ งมุ่งไปท่จี ุดมุ่งหมายเดยี วกนั

2

ปรัชญาในการวางแผน

ปรัชญาหรือความเชื่อของนักวางแผนท่ีมีความจาเป็นในการรวางแผน มี 3 ประการ ( ประชุม รอด
ประเสรฐิ 2528 : 80-81 ) คือ การวางแผนโดยยึดปรชั ญาความพึงพอใจ ( satisficing philosophy ) การวางแผน
โดยยึดหลักปรัชญาการได้ประโยนช์สูงสุด ( optimizing philosophy ) และการวางแผนโดยคานึงปรัชญาในการ
ดดั แปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ ม ( adaptivizing philosophy )

การวางแผนโดยยึดปรัชญาความพึงพอใจ ( satisficing philosophy ) เป็นการวางแผนท่ีถือเอาความพึง
พอใจหรือความตอ้ งการของผวู้ างแผนเปน็ สาคัญ การกาหนดวัตถุประสงค์และการใช้ขอ้ มูลเพื่อการวางแผนเป็นไป
อย่างง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน ข้อมูลท่ีใช้มักเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการวิเคราะห์กลั่นกรอง การนาแผนไปใช้มีความ
ยดื หยุน่ สูง

การวางแผนโดยยึดหลักปรัชญาการได้ประโยชน์สูงสุด ( optimizing philosophy ) เป็นการวางแผนที่
ยึดและเช่ือถือข้อมูลท่ีเป็นตัวเลขเป็นสาคัญ วัตถุประสงค์ท่ีกาหนดขึ้นจะเน้นปริมาณมากกว่าคุ ณภาพ ให้
ความสาคัญกับทรพั ยากรทกุ ประเภท

การวางแผนโดยคานึงปรัชญาในการดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ( adaptivizing
philosophy ) เป็นการวางแผนท่ีเน้นกระบวนการ การวางแผนท่ียึดปรัชญานี้มีลักษณะเป็นการวางแผนเชิง
วิทยาศาสตร์ที่อาศัยข้อมลู จากการวจิ ัย และการวเิ คราะห์

การวางแผนท่ีดีไม่ควรยึดปรัชญาใดปรัชญาหน่ึงเพียงปรัชญาเดียว เพราะแต่ละปรัชญามีทั้งข้อดีและ
ขอ้ เสียแตกต่างกนั

3

ประเภทของแผน
ประเภทของแผนแบง่ เปน็ 2 ประเภท ดงั นี้
แผนแบ่งตามเวลา แบ่งตามเวลาได้ 3 ระยะ คือ แผนระยะยาว ( long – tern plan ) แผนระยะปาน

กลาง ( medium - tern plan ) และแผนระยะส้นั ( short - tern plan )
แผนระยะยาว เป็นแผนท่ีมีระยะเวลาในการดาเนินการต้ังแต่ประมาณมากกว่า 5 ปี ข้ึนไป มี 2 แบบ คือ

แผนระยะยาวท่ีไม่สาเร็จในตัวกับสาเร็จในตัว ได้แก่แผนท่ีทาหน้าท่ีเป็นกรอบนโยบายกว้างๆ เช่นแผนหรือ
โครงการเขอ่ื นขนาดใหญ่

แผนระยะกลาง ได้แก่ แผนที่ใช้เวลาปฏิบัติประมาณ 5 ปี มี 2 แบบ คือ แผนระยะกลางที่ไม่สาเร็จในตัว
กับสาเร็จในตัว แผนท่ีอาศัยกรอบของแผนระยะยาวมาทาเป็นแผนท่ีชัดข้ึน เช่น แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ที่
อาศยั แผนระยะยาวคือ แผนการศกึ ษาแห่งชาติ

แผนระยะสั้น เป็นแผนท่ีใช้เวลาปฏิบัติประมาณ 1 ปี มี 2 แบบ คือ เป็นแผนปฏิบัติการภายใต้แผนระยะ
ยาวกวา่ ทเี่ ป็นกรอบ เช่น แผนงบประมาณประจาปี และแผนปฏิบัตกิ ารอิสระ เชน่ แผนแกป้ ัญหาตา่ งๆทเี่ กดิ ข้นึ

แผนแบง่ ตามขนาด แบง่ ได้ 3 ขนาด คือ แผนขนาดเลก็ แผนขนาดกลาง และแผนขนาดใหญ่
แผนขนาดเล็ก ( single project plan ) เป็นแผนท่ีมีรายละเอียดเพียง 1 โครงการซึ่งใช้พัฒนาหรือ
แกป้ ัญหาหลักเพยี ง 1 ปญั หา
แผนขนาดกลาง ( program plan ) เป็นแผนที่มีรายละเอียดเป็น 1 กลุ่ม ของโครงการหรือแผนงาน (
program ) หรอื แผนงานท่มี ีรายละเอยี ดต้งั แต่ 2 โครงการ ประเภทเดียวกันข้ึนไป
แผนงานขนาดใหญ่ ( macro plan ) เป็นแผนที่มีรายละเอียดตั้งแต่ 2 กลุ่ม ( หรือ แผนงาน ) ของ
โครงการ ปกติแล้วแผนขนาดใหญค่ วรครอบคลมุ หนา้ ทห่ี ลกั ทง้ั หมดขององค์กรไว้

4

Plan แผนภมู โิ ครงสรา้ งของแผน
แผน

Program แผนงาน
Project
Task แผนงานย่อย Sub - Program

โครงการย่อย โครงการ

Sub - Project

ภารกจิ

Activity กจิ กรรม

กิจกรรม

อจั ฉรา โพธิยานนท์, ผศ.ดร. (2539). การศกึ ษากบั การพฒั นาชุมชน (พิมพ์ครง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพ: ม.ป.พ.

5

บทท่ี 2
ขั้นตอนการจัดทาแผน

ขน้ั ตอนการจดั ทาแผน มีขัน้ ตอนดังน้ี

1. รวบรวมขอ้ มูล สภาพปญั หาและปญั หา สามารถรวบรวมได้จากการสารวจ เย่ียมเยือน
2. วเิ คราะห์ข้อมลู คือ การทาข้อมูลทร่ี วบรวมไดม้ าวิเคราะหว์ ่า อะไรเปน็ สาเหตุของปัญหา พรอ้ มท้งั

เรยี งลาดบั ความสาคัญว่าปัญหาใดเป็นปัญหาเรง่ ด่วน และรองลงไปตามลาดบั และปญั หาเหล่าน้นั
เกีย่ วขอ้ งกับงานด้านใด เชน่ การศึกษา เศาษฐกจิ สังคม การเมือง การปกครอง อนามยั สังคม วัฒนธรรม
เปน็ ตน้ ในการวิเคราะหจ์ ะวิเคราะห์ถึงสภาพการณ์ที่ผ่านมา สภาพปัญหาในปัจจบุ นั และแนวโนม้ ใน
อนาคต เพื่อจะนาไปวางแผน แก้ไขใหต้ รงจุด
3. กาหนดประเดน็ ปญั หา จัดกลุ่มปัญหาทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกนั เข้าด้วยกนั เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโภชนาการ
ปญั หาสุขภาพอนามยั พิจารณาปัญหาของแตล่ ะอย่างวา่ มาจากสาเหตุอะไรบ้าง ปัญหาใดท่มี ีผลกระทบ
ตอ่ คนจานวนมาก ปัญหาใดท่ีทาให้เดอื ดรอ้ นที่สุด และปญั หาใดท่ีจะต้องไดร้ ับการแก้ไขเรว็ ทส่ี ุด
4. กาหนดแนวทางในการแกป้ ญั หา เป็นตวั กาหนดเพื่อใหท้ ราบวา่ จะทาอะไร มแี นวทางในการแก้ปัญหา
อยา่ งไร และทาเพื่ออะไร
5. กาหนดแผนงานและโครงการ การกาหนดแผนงานเปน็ กระบวนการในการเลือกวิธกี ารหรอื ยุทธศาสตรใ์ น
การใชท้ รพั ยากรและเทคโนโลยเี พือ่ แกป้ ญั หา ถ้าสาเหตขุ องปัญหามีมาก ก็อาจทาหลายโครงการ ซ่ึงในแต่
ละแผนงานจะมีโครงการต่าง ๆ มากกว่าสองโครงการข้นึ ไป

ดวงจติ แกว้ อุบล. (2542). การศกึ ษากับการพัฒนาชมุ ชน. คณะครศุ าสตร์ สถาบันราชภัฏสงชลา: ม.ป.พ.

6

บทท่ี 3
หลกั การของโครงการ

ความหมายของโครงการ

พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พทุ ธศักราช ๒๕๒๕ ได้ใหค้ วามหมายของคาว่า “โครงการ”หมายถึง
แผนหรือเค้าโครงตามท่ีกาหนดไว้

นักการศึกษา นักการตลาด และนักกฎหมายมีการให้คาจากัดความของความหมายของโครงการไว้
มากมายทง้ั ซง่ึ เปน็ ไปในแนวทางเดยี วกนั พอสรุปไดว้ ่า

โครงการ หมายถึงกิจกรรมหรือแผนงานท่ีเป็นหน่วยอิสระหนึ่งท่ีสามารถทาการวิเคราะห์วางแผนและ
นาไปปฏิบัติพร้อมทงั้ มีลักษณะแจ้งชัดถงึ จุดเริ่มต้นและจุดส้ินสดุ โดยแผนสาหรับกิจการตา่ งๆต้องระบุวตั ถปุ ระสงค์
ตามระยะเวลาที่กาหนด

โครงการ หมายถึง การวางแผนล่วงหน้าที่จัดทาข้ึนอย่างมีระบบประกอบด้วยกิจกรรมยอ่ ยหลายกิจกรรม
ที่ต้องใช้ทรัพยากรในการดาเนินงาน และคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า แต่ละโครงการมีเป้าหมายเพ่ือ
การผลติ หรอื การใหบ้ รกิ ารเพ่อื เพ่ิมพนู สมรรถภาพของแผนงาน

โครงการ หมายถึง แผนงานย่อย แผนการดาเนินงานหรือกจิ กรรมทจ่ี ะนาไปปฏบิ ัตไิ ด้โดยมีวตั ถุประสงคใ์ น
การดาเนินงานอย่างชัดแจ้งมีระยะเวลาเร่ิมต้น มีระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้
เปน็ ไปตามเปา้ หมายที่กาหนด

ความสาคญั ของโครงการ

โครงการมคี วามสาคัญในการวางแผนเพื่อแก้ไข ปรบั ปรุง เปล่ียนแปลง และพฒั นาใหเ้ ป็นไปในทางทดี่ ีขึ้นท้งั
ทางด้านวัตถุ สิง่ แวดล้อม และตวั บุคคล ความสาคัญของโครงการสรปุ ไดด้ งั น้ี

1. ทาให้การปฏบิ ตั งิ าน มแี นวทางในการปฏิบตั วิ ่าจะทาอะไร ทาท่ีไหน ทาอย่างไร ใช้เวลามากนอ้ ยแค่ไหน
และประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั คืออะไร

2. การทางานเปน็ ไปอยา่ งมรี ะบบระเบียบตามแบบแผนท่วี างไว้ สามารถปฏิบัติได้ตามข้ันตอน และยังเปน็
การระดมสมอง ความคดิ จากหลาย ๆ ฝ่าย

3. ชว่ ยให้เกิดการประสานงานท่ีดี ชว่ ยใหก้ ารปฏิบัตงิ านเป็นไปด้วยความราบรื่น
4. ชว่ ยในการประหยดั ทั้งทางดา้ นทรัพยากรมนษุ ย์ ทรัพยากรธรรมชาติ เวลา แรงงาน และด้านอื่นๆ
5. ชว่ ยให้เกิดความรว่ มมืออันดีในการปฏิบัตงิ าน เพราะผปู้ ฏิบัติจะมองเห็นเปา้ หมายลว่ งหน้าวา่ ผลประโยชน์

ท่ีไดร้ ับนนั้ เป็นของส่วนรวม

7

ลักษณะของโครงการ

โครงการเ ป็น การ จัด กิจ กร รมท่ีเ ป็ นร ะบ บเ พ่ือการ ปฏิ บัติ หน้ าที่องค์การให้บ รร ลุถึงเป้ าห มายอย่างมี
ประสิทธิภาพซ่ึงโครงการท่ีดีย่อมทาให้ประสิทธิภาพของการดาเนินงานและผลตอบแทนที่องค์การหรือหน่วยงาน
จะได้รับอยา่ งคมุ้ ค่าอันจะนามาซึ่งการพฒั นาของหน่วยงานนน้ั ๆ ซง่ึ ลักษณะของโครงการทีด่ ี มีดังตอ่ ไปน้ี

1. สามารถตอบสนองความต้องการหรอื แกป้ ัญหาขององคก์ ารหรือหน่วยงานได้
2. มวี ัตถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายที่ชดั เจน สามารถดาเนินงานและปฏบิ ัติได้
3.. รายละเอียดของโครงการต้องสอดคล้องและสัมพันธ์กัน กล่าวคือ วัตถุประสงค์ของโครงการต้อง
สอดคล้องกบั หลกั การและเหตผุ ลและวิธกี ารดาเนนิ งานต้องสอดคล้องกับวตั ถุประสงค์
4. รายละเอียดของโครงการสามารถเขา้ ใจไดง้ า่ ยสะดวกต่อการดาเนนิ งานตามโครงการ
5. เป็นโครงการที่สามารถนาไปปฏิบัติได้สอดคล้องกับแผนงานหลักขององค์การและสามารถติดตาม
ประเมนิ ผลได้
6. โครงการต้องกาหนดขนึ้ จากข้อมูลท่มี คี วามเปน็ จริง และเปน็ ขอ้ มลู ท่ไี ด้รับการวเิ คราะหอ์ ย่างรอบคอบ
7. โครงการต้องไดร้ บั การสนบั สนุนในดา้ นทรพั ยากร และการบรหิ ารอย่างเหมาะสม
8. โครงการต้องมรี ะยะเวลาในการดาเนนิ งาน กลา่ วคอื ตอ้ งระบถุ งึ วนั เวลาทเ่ี ร่ิมต้น และส้นิ สดุ โครงการ
9. สามารถตดิ ตาม ประเมินผลได้

8

การเขยี นโครงการ

“การเขียนโครงการ” หมายถึง กิจกรรมการสอ่ื สารของหนว่ ยงาน เป็นวิธีการท่ชี ่วยให้เกิดการสื่อสารอย่าง
เป็นระบบ เป็นการส่งเสริมการส่ือสารจากล่างขึ้นบน นั่นคือผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์
เพื่อเขียนโครงการเสนอไปยังผบู้ ังคบั บัญชาหรือผู้บรหิ ารเพื่อพจิ ารณา

สรปุ ได้ว่า

การเขียนโครงการคือ การสื่อความหมายซ่ึงต้องเขียนให้ถูกต้องด้วยการใช้ภาษาให้ถูกต้องรู้จักประมวล
ความคิดในการเรียงลาดับเร่ืองราวให้สัมพันธ์กันและถ่ายทอดเป็นภาษาเขียนที่กะทัดรัดเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้
ชดั เจน

เทคนคิ การเขียนโครงการ

การประกอบกิจการใด ๆ ก็ตามจะบรรลุผลสาเร็จได้ตามความมุ่งหมายท่ีได้ตั้งเอาไว้ องค์ประกอบท่ี
สาคัญก็คือการเขียนโครงการ เพราะการเขียนโครงการท่ีดีย่อมนาผลสาเร็จท่ีดีท้ังในทางปฏิบัติงานการติดตาม
ผลงาน การประสาน การทางานและการประเมินผลโครงการเป็นส่วนหน่งึ ของการวางแผน หรือเป็นส่วนย่อย ของ
การวางแผนโครงการตา่ ง ๆ เกดิ ขนึ้ เนอ่ื งจาก

1) เกดิ จากปญั หาทไ่ี ดจ้ ากการปฏบิ ัตงิ าน

2) ความคิดของผูบ้ ริหารระดับสงู

3) ความคดิ ของผ้บู ริหารกบั ผ้ปู ฏบิ ัติงานร่วมกนั

4) ความคดิ ของผปู้ ฏบิ ัติงานเอง

วธิ ีการเขยี นโครงการ

ในการเสนอโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาช้ันสูงพิจารณาน้ัน จาเป็นจะต้องเขียนโครงการข้ึน รูปแบบ
ของการเขียนโครงการท่ีนิยมกนั มี 2 วธิ ี คอื

1. แบบดง้ั เดมิ (Conventional Method) ประกอบด้วย

1) หลกั การและเหตผุ ล (ความเป็นมา) เป็นการช้ใี หเ้ ห็นว่าโครงการนเ้ี กิดขึ้น อย่างไร มเี หตุผลเพยี งใด และ
ทาไมจึงตอ้ งทาโครงการนี้

2) วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมาย เป็นส่ิงท่ีต้องการกาหนดไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการดาเนินงาน
วางแผนและติดตามประเมินผล การกาหนดวัตถุประสงค์ของโครงการจะต้องให้ชัดเจน และเข้าใจง่าย สามารถ
ปฏบิ ัตไิ ด้ และประเมนิ ผลได้ในโครงการต่าง ๆ จะมีวตั ถปุ ระสงค์มากกว่าหนึ่งวตั ถุประสงคก์ ย็ อ่ มได้

9

3) เป้าหมาย คือการแถลงเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงผลงานที่จะต้องทาให้สาเร็จว่ามีคุณลักษณะอย่างไร
จะต้องทาให้สาเร็จเม่ือใด เป้าหมายที่ดีจะต้องเข้าใจได้ง่ายจะต้องท้าทายและจะต้องมีโอกาสที่จะบรรลุผลได้
ตลอดจนสามารถวัดได้

4) แผนดาเนินงาน เป็นตอนท่ีกาหนดว่าโครงการน้ัน ๆ จะมีการดาเนินงานในด้านใดบ้างมีการติดต่อ
สืบเน่ืองกันอย่างไร จะใช้เทคนิคใดจึงเหมาะสมสอดคล้องกันจะต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ในการปฏิบัติงานตาม
โครงการน้ัน ๆ มีกี่ข้ันตอนในแต่ละขั้นตอนมีวิธีการ อย่างไร เพ่ือให้ผู้ปฏิบัติตามโครงการนั้นเข้าใจอย่างถูกต้อง
และสามารถปฏิบตั ไิ ดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

5) ผู้รับชอบโครงการและเจ้าหน้าท่ีดาเนินงาน จะต้องกาหนดตัวบุคคลให้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ
โครงการจะใช้ผูป้ ฏิบัตงิ านจานวนมากนอ้ ยแค่ไหน

6) สถานทด่ี าเนินงาน ต้องระบุใหช้ ัดว่าจะทาท่ใี ด

7) ระยะเวลาดาเนินงาน โครงการจะใช้เวลาในการปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนจะเร่ิมโครงการเมื่อไร และจะ
เสรจ็ สน้ิ โครงการเมอื่ ใด

8) งบประมาณ โครงการจะใช้งบประมาณเท่าใด แบ่งให้เห็นรายละเอียดตามประเภทของงบประมาณ ท่ี
ใช้ จะใช้งบประมาณเท่าไรสาหรบั แต่ละขนั้ ตอน และถา้ มแี หล่งเงนิ ทนุ ที่จะไดร้ ับการชว่ ยเหลอื ควรระบุไว้ด้วย

9) การติดตามและประเมินผล อธิบายถึงวิธีการติดตามผลงานเมื่อสิ้นสุดโครงการจะใช้วิธีประเมินผล
อยา่ งไร มขี ั้นตอนอย่างไรและจะประเมนิ เมอ่ื ใด

10) ประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเมื่อดาเนินการโครงการตามแผน สิ้นสุดลง
จะบังเกดิ ผลเช่นไร หรอื จะสามารถแก้ปัญหาอะไรไดบ้ ้างคมุ้ กับการลงทนุ ท่ีได้ลงไปหรือไม่

2. แบบเหตุผลสัมพันธ์ (Logical Framework) การสร้างโครงการแบบเหตุผลสัมพันธ์นี้ ใช้หลักการ
แสดง ความสัมพันธ์ในเชิงเป็นเหตุเป็นผลต่อเน่ือง และประสานกันท้ังในแนวต้ัง (Vertical) และในแนวนอน
(Horizontal) ขององค์ประกอบทเ่ี ป็นโครงสรา้ งพนื้ ฐานของโครงการต่าง ๆ องค์ประกอบตามแนวต้ัง จะเรียงลาดับ
จากสูงไปตา่ หรอื จะดูจากด้านลา่ งข้นึ ไปสู่ระดับสงู กไ็ ด้ องคป์ ระกอบตามแนวนม้ี ี 2 แบบดว้ ยกนั

10

1. องค์ประกอบในเเนวตั้ง
เปน็ องคป์ ระกอบท่ีเเบ่งระดับในการดาเนินงาน

ผู้ชว่ ยศาสตร์ตราจารยส์ มพิศ สุขเสม , Log Frame : การเขียนโครงการเเบบเหตุผลสมั พนั ธ์

11

การตรวจสอบความสัมพนั ธ์เชงิ เหตุและผลในแนวตั้งของ Log Fram
1. ตรวจสอบในแนวตั้ง

1.1 การตรวจสอบจากบนลงล่าง โดยตั้งคาถามวา่ "ทาอย่างไร" ( How )
ตวั อย่างความเป็นเหตเุ ป็นผลในลกั ษณะจาก “บน” ลง “ลา่ ง”
- ทาอย่างไรจะบรรลผุ ลตามจดุ ม่งุ หมายของแผน ?
คาตอบที่ได้จะเปน็ สิ่งกาหนด “ วตั ถุประสงค์ของโครงการ”
- ทาอย่างไรจึงจะบรรลวุ ตั ถุประสงคข์ องโครงการ?
คาตอบที่ได้คอื “ส่ิงท่ีกาหนดผลงาน / ผลผลิตของโครงการ”
- ทาอย่างไรจึงจะได้ผลผลติ หรอื ผผลงานของโครงการ
คาตอบที่ได้คือ “สิ่งทกี่ าหนดการใช้ทรัพยากร / กจิ กรรมในโครงการนนั้ ”
- ทาอยา่ งไรจงึ จะได้ทรัพยากรที่จาเปน็ ในการดาเนนิ โครงการ

ผูช้ ่วยศาสตร์ตราจารยส์ มพิศ สุขเสม , Log Frame : การเขียนโครงการเเบบเหตุผลสัมพนั ธ์

12

1.2 การตรวจสอบจากลา่ งขึน้ บน โดยตง้ั คาถามวา่ “ทาไม” ( why )

วัตถปุ ระสงค์แผนงานพฒั นาคุณภาพบัณฑิตสาขาเกษตรเเละส่ิงเเวดลอ้ มการศึกษา

ก็เพราะต้องการ
วัตถปุ ระสงค์ของโครงการ พัฒนาการเรยี นการสอน

ทาไมต้องมีการ

กเ็ พราะต้องการ
ผลงาน พัฒนาคณุ ภาพอาจารย์

ทาไมต้องมกี าร

กเ็ พราะต้องการ
ทรัพยากรทตี่ ้องใช้ ฝึกอบรม ศึกษาดูงาน ศกึ ษาต่อ

ทาไมต้องมีการ

13

2. องค์ประกอบเเนวนอน
เป็นองค์ประกอบท่ีเเสดงสาระสาคัญต่างๆ

2. ตรวจสอบในเเนวนอน
2.1 ใช้คาถามว่า “ทาไม” ( why ) โดยไล่ทางด้านซา้ ยไป จากคอลัมนข์ วาสุด
- ทาไมจงึ ต้องมีเง่อื นไขความสาเรจ็ ของการได้มาซงึ่ ทรัพยากรสาหรับโครงการ
- ทาไมจึงต้องมีแหลง่ ขอ้ มลู เเละการประเมินความสาเร็จของการได้มาซ่ึงทรัพยากรที่จาเปน็

สาหรับโครงการ
- ทาไมต้องมีตัวช้วี ัดความสาเรจ็ ของทรัพยากรในโครงการ
- ทาไมต้องมีการระบุกจิ กรรมเเละทรัพยากรที่จาเปน็ สาหรบั โครงการ

14

2.2 ใชค้ าวา่ “อยา่ งไร” (how)
ไลไ่ ปด้านขวาเปน็ ทอดๆ จากคอลมั น์ดา้ นซา้ ยสุด
- ทาอยา่ งไรจงึ จะบรรลุวัตถปุ ระสงค์
-ทาอย่างไรจงึ จะเช่ือได้ว่าตัวชว้ี ัดความสาเรจ็ ของแผนงานนนัน้ เชือ่ ถือได้
-ทาอย่างไรจงึ จะเชื่อได้ว่าแหลง่ ข้อมูล เเละการประเมินความสาเร็จของแผนงานนั้นเช่อื ถอื ได้
-ทาอยา่ งไรจงึ จะเชื่อถือได้วา่ เงอ่ื นไขสาคญั เเห่งความสาเรจ็ นั้นเช่ือถอื ได้

ผู้ชว่ ยศาสตรต์ ราจารยส์ มพิศ สุขเสม , Log Frame : การเขยี นโครงการเเบบเหตผุ ลสัมพนั ธ์

15

บทที่ 4

ขนั้ ตอนการจัดทาโครงการ

1. ชือ่ โครงการ

เป็นการระบุเพื่อให้ทราบว่าโครงการดังกล่าวน้ันจะมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างไรและหวัง

ผลตอบแทนรูปแบบใด

2. ความสาคัญและทีม่ าของโครงการ

ผูว้ างโครงการหรือกาหนดรายละเอียดโครงการจะต้องศึกษาถึงข้อมลู เกย่ี วกับโครงการ

3. การกาหนดวัตถุประสงค์

ลักษณะของวตั ถปุ ระสงค์ที่ดี ประกอบไปด้วย SMART กล่าวคอื

1. S = Sensible เปน็ ไปได้

2. M = Measurable วัดได้

3. A = Attainable ระบุส่ิงท่ตี อ้ งการ

4. R = Reasonable มีเหตุมีผล

5. T = Time มขี อบเขตเวลาการดาเนินการ

ขน้ั ตอนการกาหนดวัตถุประสงค์

ปญั หา วิเคราะหห์ า วเิ คราะห์แนวทางการแกไ้ ข กาหนดโครงการ

สาเหตุปญั หา

กาหนดวัตถปุ ระสงค์

4. การกาหนดเป้าหมายของโครงการ
เปา้ หมาย เปน็ การแสดงความตอ้ งการทีร่ ะบุเชงิ ปริมาณ คุณภาพ หรือลักษณะเฉพาะ ดงั น้ันการกาหนด

เป้าหมายของโครงการจึงหมายถงึ การแสดงให้เห็นถึงความตอ้ งการท่จี ะเกิดขนึ้ จากการดาเนนิ งานของ
โครงการในอนาคตในแตล่ ะเวลา
5. กาหนดกจิ กรรม

กิจกรรมเป็นข้ันตอนหรือรายละเอียดของโครงการที่จะเป็นผลให้เกิดการปฏิบัติและบรรลุเป้าหมายของ
โครงการทกี่ าหนดไวโ้ ดยเกดิ ประสิทธิภาพสงู สดุ รายละเอยี ดสาคญั และจาเป็นแก่การปฏิบัติงาน ดังน้ี

5.1 หน้าทท่ี เี่ กี่ยวขอ้ งกบั การดาเนนิ งาน ( function )
5.2 ระยะเวลาของการปฏบิ ตั ิ ( Time )

16

5.3 ขอบเขตหรือพื้นท่ีสาหรับปฎบิ ัติ ( area )
6. การกาหนดระยะเวลาและขน้ั ตอนการดาเนินงาน

การกาหนดระยะของโครงงานน้ัน ควรจะกาหนดให้ชัดว่า โครงการจะดาเนินกี่ปี มีระยะเวลาเริ่มต้นและ
สนิ้ สุดเม่อื ใด

ส่วนการกาหนดขั้นตอนและการดาเนนิ งาน ควรกาหนดโดยใชห้ ลักเกณฑ์ 3 ประการ ดงั น้ี
1. สาระสาคญั ของการจัดกิจกรรม
2. แผนดาเนินงาน เปน็ การระบุกิจกรรมดาเนินงานกับช่วงระยะเวลาท่จี ะปฏบิ ตั ิกจิ กรรมนั้น
3. กาหนดตวั ผู้รับผิดชอบ ระบตุ าแหนง่ หรือชอื่ ผูร้ ับผิดชอบ

7. การกาหนดทรพั ยากรท่ีจะใชใ้ นโครงการ
ทรัพยากร หมายถึง องค์ประกอบหรือปัจจัยท่ีจะนาไปใช้ในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กาหนดไว้

โดยให้เกิดประสทิ ธิภาพสูงสดุ ทรัพยากรในที่นี้จะประกอบไปดว้ ย
1. คน
2. เครอ่ื งจักร เครอ่ื งมือ
3. วสั ดุ หรืออปุ กรณ์

8. คา่ ใชจ้ า่ ยของโครงการ
9. ความสัมพนั ธก์ บั โครงการอื่น
10. ผลตอบแทนทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับจากการดาเนนิ โครงการ

กระบวนการประเมนิ โครงการ

ในการประเมนิ โครงการ ซึ่งถือเปน็ การวจิ ัยรปู แบบหนึง่ มีกระบวนการดาเนินการประเมิน ซึง่ มี ขั้นตอน
ดงั นี้

1) ประเมินอะไร: การวเิ คราะหโ์ ครงการทม่ี งุ่ ประเมนิ

2) ทาไมจึงต้องประเมิน: หลกั การและเหตผุ ลของการประเมิน

3) ประเมินเพ่ืออะไร: กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของการประเมิน

4) มแี นวคิดทฤษฎีอะไรบ้าง: ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี และแนวทางการประเมนิ

5) จะประเมินได้อยา่ งไร: การออกแบบการประเมิน

- กาหนดรูปแบบการประเมนิ

- กาหนดประเภทของตัวแปรหรอื ข้อมลู หรือตวั ช้วี ดั

- กาหนดแหลง่ ขอ้ มูล/ผใู้ หข้ อ้ มูล

17

- กาหนดเคร่ืองมือ/วธิ ีการทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

- กาหนดแนวทางการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

- กาหนดเกณฑก์ ารประเมิน

6) เครื่องมือทใี่ ช้ในการประเมนิ มีอะไรบ้าง: เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการประเมนิ

7) จะเก็บรวบรวมข้อมลู ดว้ ยวธิ ีการใด: การเก็บรวบรวมขอ้ มลู

8) จะสรุปขอ้ มูลให้มีความหมายได้อย่างไร: การวิเคราะหข์ ้อมลู

9) จะนาผลการประเมินไปใชไ้ ดอ้ ย่าง: เขียนรายงานผลการประเมิน

รายละเอยี ดการดาเนนิ การประเมินโครงการในแต่ละขั้นตอนมีดังนี้

1. วเิ คราะห์โครงการทม่ี ุง่ ประเมนิ : ประเมนิ อะไร
ในส่วนนีเ้ ปน็ การบรรยายโครงการเพอ่ื ใหเ้ กิดความรเู้ กี่ยวกับโครงการที่ม่งุ ประเมิน “ก่อนท่ีคุณจะ

ตัดสินคุณค่าของโครงการ/โปรแกรมต่าง ๆ นักประเมินควรทาความรู้จักหรือทาความ เข้าใจ
โครงการ” Robert E.Stake

1.1 ประโยชน์ของการวิเคราะห์โครงการที่มุ่งประเมิน การวิเคราะห์/บรรยายโครงการท่ี มุ่งประเมินมี
ประโยชนท์ สี่ าคญั อย่างน้อย 4 ประการ คือ

1) ทาใหผ้ ู้ประเมินรูจ้ ักโครงการนั้น ๆ มากยง่ิ ขนึ้ หรือรจู้ ักเปน็ อย่างดีก่อนที่จะประเมนิ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ในกรณีทน่ี กั ประเมนิ ภายนอก

2) ทาให้มองเหน็ กรอบแนวทางในการวางแผนประเมนิ โครงการ

3) เมื่อพบจุดเด่น – จุดด้อย หรือความส าเร็จ – ล้มเหลวของโครงการนักประเมินจะ สามารถอธิบาย
เหตุผล หรือสาเหตุได้อย่างคมชัดยิ่งขึ้น โดยวิเคราะห์เช่ือมโยงความสาเร็จ ความล้มเหลวน้ันกับ สภาพการ
ดาเนินงานโครงการ

4) จะเป็นประโยชน์ต่อการบรรยายโครงการไว้ในรายงานการประเมินในข้ันตอนของการ เขียนรายงาน
การประเมิน

1.2 การวิเคราะห์โครงการทมี่ ุ่งประเมิน เป็นการยากท่ีผู้ประเมินจะสามารถประเมิน โครงการได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ โดยปราศจากความรู้เก่ียวกับโครงการท่ีมุ่งประเมินโดยข้อเท็จจริง และ หลักการของการประเมิน
โครงการ ยิ่งผู้ประเมินมีความรอบรู้เกี่ยวกับโครงการที่มุ่งประเมินมากเท่าใด ก็ยิ่งทา ให้สามารถประเมินโครงการ
น้ันได้อย่างถูกต้อง เช่ือถือได้และเป็นที่ยอมรับแก่คนทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง ผู้ประเมิน ควรทาการศึกษาบรรยาย

18

โครงการที่มุ่งประเมินโดยการวิเคราะห์เอกสารโครงการ และเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง ตลอดจนบุคคลที่เก่ียวข้องกับ
โครงการตามหัวข้อตอ่ ไปน้ี

1) โครงการมีความเป็นมาอย่างไร ใครทา ทาไมต้องทาโครงการน้ี ทาแล้วได้อะไร ตลอดจนหลักการและ
เหตุผลของโครงการ

2) ลักษณะของโครงการ เป็นโครงการทดลอง โครงการประจา ที่ดาเนินการต่อเน่ือง หรือ โครงการพิเศษ
เปน็ ต้น

3) วตั ถปุ ระสงค์ และเป้าหมายของโครงการคอื อะไร ชัดเจน ปฏิบัตปิ ระเมนิ ไดห้ รือไม่

4) รปู แบบการบริหารโครงการเป็นอย่างไร ผบู้ ริหารโครงการมีใครบ้าง มีบุคลากรและ องค์กรที่เกี่ยวข้อง
กับโครงการหรอื ไม่

5) ทรัพยากรของโครงการมอี ะไรบ้าง ใครหรือหน่วยงานใดเปน็ ผ้สู นบั สนนุ งบประมาณ

6) มีกิจกรรม เนอ้ื หาสาระ และขน้ั ตอนในการดาเนนิ โครงการอยา่ งไรบา้ ง

7) โครงการเร่มิ ตน้ และส้ินสดุ เมอื่ ไร

8) มกี ารกาหนดเกณฑ์ในการตัดสินผลสาเรจ็ ของโครงการหรอื ไม่ ถา้ มเี กณฑเ์ หลา่ น้นั คอื อะไร

9) โครงการมีความเหมาะสมเพียงไรในเร่ืองของความชัดเจน เป้าหมาย ผลงาน และ ความเป็นไปได้ของ
โครงการ

2. หลกั การและเหตุผลของการประเมนิ : ทาไมจงึ ต้องประเมนิ

ในขั้นตอนนี้ต้องกล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ ตลอดจนความจาเป็นและความสาคัญของการ
ประเมนิ ผลโครงการนี้รวมถึงผลดีของการประเมินโครงการหรอื ผลเสียท่ีอาจจะเกิดขนึ้ ถ้าไม่ไดท้ าการ ประเมินผล
โครงการ เป็นส่วนที่นาไปสู่การค้นคว้าเก่ียวกับเหตุผล และความเป็นมาของโครงการที่จะถูก ประเมนิ ว่าทาไมต้อง
มีการประเมินเพื่อทราบความกา้ วหน้า ทราบผลของโครงการ ปัญหาและอุปสรรคของ โครงการ ฯลฯ ประเมนิ เพื่อ
ใคร ผู้สนับสนุนโครงการ ผู้ดาเนินโครงการหรือผู้ที่เก่ียวข้องและจะนาผลของการ ประเมินไปใช้ได้อย่างไร เพื่อ
ปรบั ปรุง พัฒนาโครงการ บริหารงาน ตดั สินใจยุบ หรอื ต่อโครงการ ฯลฯ

3. การกาหนดวัตถุประสงคข์ องการประเมิน: ประเมินเพอ่ื อะไร
ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน บอ่ ยคร้ังทีไ่ ด้ใช้แบบจาลองการประเมินเป็นกรอบในการ
กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ในการประเมนิ ตวั อยา่ งการกาหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการประเมิน เช่น
1) เพื่อประเมินปจั จยั เบอ้ื งตน้ ของโครงการ

19

2) เพือ่ ประเมินการบริหารโครงการ
3) เพอื่ ประเมินกระบวนการดาเนินงานของโครงการ
4) เพอ่ื ประเมนิ ผลการดาเนินงาน และผลกระทบของโครงการ
4. ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี และแนวทางการประเมิน: มแี นวคิดทฤษฎอี ะไรบา้ ง
เปน็ การศึกษาถงึ แนวคิด หลกั การ ทฤษฎี แนวทางในการประเมิน แบบจาลองการประเมนิ รูปแบบต่าง ๆ
เพ่ือใช้เป็นกรอบในการประเมิน ตลอดจนศึกษากรณีตัวอย่างงานประเมินที่ทาการประเมินโครงการท่ีมี ลักษณะ
ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทาให้นักการประเมินโดยเฉพาะนักประเมินมือใหม่ เห็นแนวทางในการดาเนินงาน ประเมินได้
ชดั เจนมากขน้ึ รายละเอยี ดของรปู แบบการประเมินจะนาเสนอต่อไป
5. การออกแบบการประเมนิ : จะประเมินได้อยา่ งไร
ในข้ันนี้เป็นการกาหนดกรอบแนวทางการประเมินในรายละเอียดว่าตัวแปรหรือข้อมูลท่ีต้องการศึกษา มี
ขอ้ มูลด้านใดบ้าง จะสุ่มตัวอยา่ งอย่างไร เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งใด มีแนวทางการวัดอย่างไร และจะวัด ด้วย
เครอื่ งมือประเภทใด จะนาขอ้ มลู มาวเิ คราะหอ์ ย่างไร และตดั สินผลการประเมินด้วยเกณฑ์อะไร
6. เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการประเมิน: เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการประเมินมอี ะไรบ้าง
เครอื่ งมือที่ใช้ในการประเมนิ มหี รือยัง จะใชเ้ ครื่องมือทมี่ ีอยแู่ ล้ว หรือจะต้องสร้างข้ึนมาใหม่ เครือ่ งมอื ทใี่ ช้
การเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องสร้างให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการประเมิน ข้อคาถามควรเฉพาะเจาะจง เป็น
ปรนัย ตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา ทดลองใช้และตรวจสอบคุณภาพขั้นพ้ืนฐานของเครื่องมือ เช่น ดัชนี ความ
เท่ียง ความตรง ความยาก ฯลฯ ก่อนท่ีจะนาเครื่องมือไปใช้จริง เคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมินอาจจะเป็น
แบบสอบถาม แบบสารวจ แบบสมั ภาษณ์ แบบแจงนับ แบบวเิ คราะห์ และแบบทดสอบ เปน็ ต้น

การเก็บรวบรวมข้อมูล: จะเก็บรวบรวมขอ้ มลู ไดด้ ว้ ยวิธีการใด

ในข้ันนี้จะเปน็ ส่วนท่ีนาไปส่คู วามชัดเจนในวธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล คอื จะทาใหท้ ราบว่าอะไร คือ แหล่ง
ของข้อมูลท่ีต้องการ จะต้องเก็บข้อมูลที่ไหน เม่ือไร จากใคร เวลาใด และจะใช้เทคนิควิธีใดในการเก็บ รวบรวม
ข้อมูลจึงจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีมีความละเอียดสมบูรณ์และถูกต้องตรงกับ ความเป็น
จริงในการปฏิบัติ ผู้ประเมินไม่จาเป็นต้องอาศัยวิธีการใดวิธีการหน่ึงเท่านั้น ในการเก็บรวบรวมข้อมูล อาจจะ
เลือกใชว้ ธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายวิธี ทต่ี อบสนองสภาพการดาเนินงานโครงการทร่ี บั ผิดชอบไดเ้ ป็น อย่างดีท่ีผู้
ประเมินอาจเลือกใช้ หรือคิดค้นวิธีการใหม่ได้ตลอดเวลา ตัวอย่างวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าจะ
สอดคล้องกับธรรมชาติของการประเมินโครงการ ได้แก่ การวิเคราะห์ผลงาน การสอบถาม การสัมภาษณ์ การ
ทดสอบความสามารถในการปฏิบัติงาน การประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง การใช้สถานการณ์จาลอง การอภิปราย การใช้
เทคนคิ เดลฟาย การสังเกตแบบมีสว่ นร่วม การนบั การวดั เปน็ ตน้

20

7. การวิเคราะหข์ ้อมลู : จะสรุปข้อมูลให้มีความหมายได้อย่างไร
กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลปกติจะไม่ใช้วิธีการท่ียุ่งยากซับซ้อนมากนัก อาจใช้วิธีการเชิงสถิติบ้าง ตาม
ความจาเป็น เช่น ถ้าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ สามารถนามาวิเคราะห์โดยสถิติต่าง ๆ อาทิเช่น แจกจง ความถ่ี ค่า
มัชฌิมาเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อัตราส่วน ร้อยละ ค่าประสิทธิสหสัมพันธ์ การทดสอบ นัยสาคัญทาง
สถิติ t – test, F – test เปน็ ตน้ ขอ้ ควรระวังในการวเิ คราะหข์ ้อมูล คือจะใช้สถิติใดต้อง ตรวจสอบว่าข้อมลู เป็นไป
ตามข้อตกลงหรือไม่ ส่วนข้อมูลท่ีไม่ใช่ปริมาณนั้นสามารถวิเคราะห์ได้โดยใช้เทคนิค การวิเคราะห์เนื้องเรื่อง
(Content Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลกับ เกณฑ์ หากผลการ
เปรียบเทียบสอดคล้องกัน หรือผ่านเกณฑ์ หรือแตกต่างกันอย่างชัดเจน การตัดสินคุณค่าก็ อาจทาได้อย่าง
ตรงไปตรงมา แตถ่ ้าเป็นกรณที ขี่ ้อมูลมีลักษณะกลา้ กึง่ กนั การตัดสินคณุ ค่าจะยากลาบากมากข้นึ

8. รายงานผลการประเมนิ : จะนาผลการประเมนิ ไปใช้ไดอ้ ย่างไร
เป้าหมายปลายทางของการประเมินโครงการ คือ การนาข้อมูลผลการประเมินไปใช้เพ่ือการวินิจฉัย ส่ัง
การ หรือตัดสินใจในการปรับปรุง และพัฒนางานโครงการนับว่าเป็นข้ันตอนท่ีสาคัญท่ีสุด ดังน้ันในข้ันตอนนี้ นัก
ประเมินจะต้องจัดท ารายงานการประเมินเพื่อนาเสนอให้ผู้บริหารได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รายงาน
การประเมินสามารถทาได้ใน 2 ลักษณะ คือ รายงานสรุปสาหรับผู้บริหารเป็นรายงานการสรุปผลการ ประเมินที่
สัน้ กะทดั รดั ปกติมคี วามยาว 1 – 3 หน้า ใหส้ ารสนเทศทีใ่ ช้ประกอบการตดั สินใจสาหรบั ผบู้ รหิ ารได้ลักษณะของ
รายงานประกอบด้วย ส่วนสาคัญ 3 ส่วนคือ วัตถุประสงค์ของการประเมิน ผลการ ประเมินและข้อเสนอแนะ
สาหรับรายงานการประเมินฉบับสมบูรณ์ท่วั ไปจะมีรายละเอียดครอบคลุม วัตถุประสงค์ ขอบเขตของการประเมิน
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง วธิ ีการประเมิน ผลวิเคราะหข์ อ้ มูล สรุปผลการประเมิน และขอ้ เสนอแนะทีช่ ดั เจน

21

หลกั การประเมิน
การประเมนิ กจิ กรรมหรอื โครงการใด ๆ ก็ตาม หากจะใหเ้ กิดประโยชน์อย่างคุ้มคา่ แลว้ กิจกรรมหรือ
โครงการนน้ั จะต้องมีลักษณะพ้ืนฐานสาคัญ 3 ประการ คือ
1) มีการเสนอแนวคิดในการจัดทาอย่างกระจ่างแจ้ง
2) บอกถึงวตั ถปุ ระสงคห์ รือผลท่ีต้องการใหเ้ กิดขึน้ อยา่ งชัดเจน
3) มกี ารแสดงเหตผุ ลและสาเหตคุ วามเกยี่ วเนอ่ื งของวตั ถุประสงค์ และผลงานกิจกรรม หรือโครงการนน้ั
จากลกั ษณะพ้ืนฐานสาคัญ 3 ประการ ดังไดก้ ล่าวแล้วนนั้ ก่อนทาการประเมนิ จงึ จาเปน็ ต้องศึกษา วตั ถุประสงค์
สถานการณ์ หลักฐาน และข้อกาจัดต่าง ๆ ของกิจกรรมหรือโครงการก่อนทจ่ี ะวางเกณฑ์ เพื่อ กาหนดความสาคญั
ของเกณฑท์ ่ีจะใชใ้ นการตัดสิน

ประสิทธิ์ ดงยิง่ ศริ ิ. การวิเคราะหแ์ ละการประเมินโครงการ โครงการส่งเสริมเอกสารทางวิชาการ
สถาบันบัณฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์.

22

บทท่ี 5
ตัวอย่างโครงการพฒั นาสถานศกึ ษา

23

24

25

อบุ ล ศบรรหารศุภวาท. การจดั ทาโครงการตามวธิ ี logical framework ในการวางแผนและ
การจดั การทางการศึกษา. 2527.

26

ตวั อยา่ งโครงการพฒั นาชุมชน

อบุ ล ศบรรหารศภุ วาท. การจดั ทาโครงการตามวิธี logical framework ในการวางแผนและ
การจัดการทางการศึกษา. 2527.

27

เร่อื งท่ี 2 ระบบสารสนเทศเพือ่ การบริหารสถานศึกษา
บทที่ 1

ความหมาย
ความหมายของสารสนเทศ

คาว่า สารสนเทศ มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้คาจากัดความไว้หลายทัศนะ แต่ก็มีความหมาย
คลายคลึงกัน ดงั นี้

เดวิด (Davis Gordon B, 1985. อ้างถึงใน ทองอินทร์ วงศ์โสธร, 2537, 8) ให้ความหมาย
ของสารสนเทศไวว้ ่า สารสนเทศ หมายถึง ขอ้ มลู ที่นามาเปล่ียนแปลงสภาพในรูปที่มคี วามหมายต่อผู้รับ
และมีคณุ คา่ ท่ีแทจ้ ริงหรือคุณค่าท่ีมองเห็นตอ่ การตัดสินใจในปัจจบุ นั หรือการตัดสินใจในอนาคต

ฮุสเซน (Hussain, 1990, 489 - 502, อ้างถึงใน มณเฑียร นาคทองอินทร์, 2542, 10)
กล่าวถึง สารสนเทศไว้พอสรุปได้ว่า สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ถูกเลือกมาเปล่ียนแปลงสภาพเพื่อให้มี
ความหมาย

กูทริค และรีด (Guthric and Reed อ้างถึงใน มณเฑียร นาคทองอินทร์, 2542, 10) ได้
กล่าวถึงสารสนเทศไว้ว่า สารสนเทศ คือ ข้อมูลชุดหน่ึงซึ่งมีความหมายเก่ียวข้องกับปัญหาหรือคาถาม
อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง

เกรยี งศักดิ์ พราวศรี(2544, 1) กล่าววา่ สารสนเทศ คอื ข้อมูลที่ได้ผา่ นการประมวลผลหรือการ
วิเคราะห์แล้วอยู่ในรูปแบบท่ีมีความสามารถนาไปประกอบการตัดสินใจในเร่ืองต่าง ๆ ได้ตาม
วัตถปุ ระสงค์

สภุ าพร พิศาลบุตร และนารรี ัตน์ หวังสุนทราพร (2544, 27) สารสนเทศ เปน็ ขอ้ มลู ทีร่ วบรวม
ไว้แล้วได้รับการเรียบเรียง ท าการวิเคราะห์ประมวลผล หรือผสมผสานข้อเท็จจริงต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
อันเป็นกระบวนการในการเพิ่มคุณค่าให้กับข้อมูลนั้น ๆ เพ่ือทาให้ข้อมูลนั้นมีความหมายสามารถ
นาไปใช้ประโยชนไ์ ด้

กระบวนการจดั การข้อมลู สารสนเทศ
1. การรวบรวมและตรวจสอบขอ้ มูล ควรประกอบดว้ ย
1.1 การรวบรวมข้อมูล เป็นเร่ืองของการเก็บรวบรวมข้อมูลซ่ึงมีจานวนมาก และต้องเก็บให้ได้
อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักเรียน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบันมีเทคโนโลยี
ช่วยในการจัดเก็บอยู่เป็นจานวนมาก เช่น การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การอ่านข้อมูลจากรหัส
แท่ง การตรวจใบลงทะเบยี นทม่ี กี ารฝนดินสอดาในตาแหน่งต่าง ๆ เป็นวิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูลเชน่ กนั
1.2 การตรวจสอบข้อมูล เม่ือมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจาเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล
เพ่ือตรวจสอบความถกู ต้อง ขอ้ มูลที่เกบ็ เขา้ ในระบบจะต้องมีความน่าเช่ือถอื หากพบท่ีผดิ พลาดต้องแก้ไข

28

กาตรวจสอบข้อมูลมีหลายวิธี เช่น การใช้ผู้ป้อนข้อมูลสองคนป้อนข้อมูลชุ ดเดียวกัน เข้าเครื่อง
คอมพวิ เตอรแลว้ เปรียบเทียบกนั หรอื ตง้ั กฎเกณฑ์ให้คอมพวิ เตอร์ตรวจสอบ
2. การประมวลผลขอ้ มูล ประกอบดว้ ยกจิ กรรมดังต่อไปน้ี

2.1 การจัดกลุ่มข้อมลู ข้อมลู ที่จดั เก็บจะตอ้ งมกี ารแบ่งแยกกลมุ่ เพ่ือเตรียมไวส้ าหรบั การ ใช้งาน
การแบ่งแยกกลุ่มมวี ิธีการท่ชี ัดเจน เชน่ ขอ้ มลู ในโรงเรียนมีการแบ่งเป็นแฟ้มประวัตนิ กั เรียน และแฟ้ม
ลงทะเบียน เพ่ือความสะดวกในการค้นหา

2.2 การจัดเรียงข้อมูล เม่ือจดั แบ่งกลุ่มเป็นแฟ้มแล้ว ควรมีการจัดเรียงข้อมูลตามลาดับ ตัวเลข
หรือตัวอักษร หรือเพ่ือให้เรียกใช้งานได้ง่าย ประหยัดเวลา ตัวอย่างการจัดเรียงข้อมูล เช่น การจัดเรียง
บัตรข้อมูลผู้แต่งหนังสือ ในตู้บัตรรายการของห้องสมุดตามลาดับตัวอักษร การจัดเรียงช่ือคนในสมุด
รายนามผใู้ ช้โทรศพั ทต์ ามลาดบั ตวั อกั ษร

2.3 การสรุปผล บางคร้ังข้อมูลท่ีจัดเก็บมีจานวนมาก จาเป็นต้องมีการสรุปผลหรือสรุปรายงาน
เพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ ข้อมูลท่ีสรุปได้น้ีอาจส่ือความหมายได้ดีกว่า เช่น สถิติจานวนนักเรียนแยกตามช้ัน
เรยี นแตล่ ะชัน้

2.4 การคานวณขอ้ มลู ท่ีเก็บรวบรวมมีเป็นจานวนมากข้อมลู บางส่วน เปน็ ข้อมูลตัวเลขทีส่ ามารถ
นาไปคานวณ เพื่อหาผลลัพธ์บางอย่างได้ ดังน้ันการสร้างสารสนเทศจากข้อมูลจึงอาศัยการคานวณข้อมูล
ทเ่ี ก็บไว้ด้วย เชน่ การคานวณเกรดเฉลยี่ ของนักเรียนแต่ละคน
3. การดูแลรกั ษาข้อมลู ประกอบดว้ ยกจิ กรรมตอ่ ไปนี้

3.1 การเก็บรักษาขอ้ มูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนาข้อมูลมาบนั ทกึ เกบ็ ไว้ในสื่อบันทึก
ต่าง ๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทาสาเนาข้อมูล เพ่ือให้ใช้งานต่อไปใน
อนาคตได้

3.2 การทาสาเนาข้อมูล การทาสาเนาเพ่ือท่ีจะนาข้อมูลเก็บรักษาไว้ หรือนาไปแจกจ่ายใน
ภายหลัง จึงควรคานึงถึงความจแุ ละความทนทานของสื่อบันทึกข้อมลู

3.3 การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานท่ีห่างไกลได้ง่าย
การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเร่ืองสาคัญและมีบทบาทท่ีสาคัญย่ิงที่จะทาให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ ทาได้
รวดเรว็ และทนั เวลา

3.4 การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลท่ีจัดเก็บไว้มีจุดประสงค์ที่จะเรียกใช้งานได้ต่อไป ดังน้ันข้อมูลจึง
ต้องมีการปรับปรงุ ใหท้ นั สมยั อยู่ตลอดเวลา และจัดเกบ็ อยา่ งเปน็ ระบบเพือ่ การค้นหาได้อยา่ งรวดเร็ว

29

ความหมายระบบสารสนเทศ
คาว่า ระบบสารสนเทศ มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้คาจากัดความไว้หลายทัศนะ แต่ก็มีความหมาย
คลายคลึงกนั หลายทา่ นดงั น้ี
มณเฑียร นาคทองอินทร์ (2542, 11) กล่าวว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง วิธีการจัดระบบ
ข้อมลู ท่ียังไม่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ใหส้ ามารถนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นการตัดสินใจหรือการดาเนินงาน
ของหนว่ ยงานไดต้ ามต้องการ
แฮกซเี วอร์(Haksever, et al. 2000, 164 อ้างถงึ ใน ยรรยงค์ อัมพวา และคณะ, 2540, 15)
กล่าวว่า ระบบสารสนเทศ เกิดจากกิจกรรมพ้ืนฐาน 3 กิจกรรม คือ การนาเข้าของตัวป้อน
(Input)กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) สารสนเทศเป็นผลผลิตของระบบข้อมูลจะถูก
เปลีย่ นเป็นส่ิงทมี่ คี วามหมายการเปลย่ี นข้อมลู ให้เปน็ สารสนเทศเปน็ หน้าทขี่ องส่วนที่เรียกว่า กระบวนการ
เกรียงศักด์ิ พราวศรี(2544, 3 - 4) ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบท่ีจัดต้ังขึ้นเพ่ือรวบรวม
จัดเก็บและใช้สารสนเทศสนองความต้องการของหน่วยงาน การจัดเก็บเป็นไปอย่างเป็นระบบความ
เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ระบบสารสนเทศจึงเป็นสิ่งสาคัญ
ประการหน่งึ ท่ีจะชว่ ยให้องคก์ ารสามารถดาเนินการไปได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ เพราะนอกจากจะใช้ในการ
วางแผนการดาเนินงานและประกอบการตัดสินใจแล้ว ยังสามารถเป็นเคร่ืองช้ีนาในการดาเนินงานต่าง ๆ
ไดต้ ามวตั ถุประสงค์

ประเภทของระบบสารสนเทศ
1. ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (TPS: Transaction Processing Systems )
เ ป็ น ร ะ บ บ ส า ร ส น เ ท ศที่ เ กี่ย ว กับ กา ร บั น ทึ กแ ล ะป ร ะม ว ล ข้ อ มูล ที่เ กิ ด จ า ก ธุ ร กร ร มห รื อก า ร
ปฏิบัติงานประจาหรืองานข้ันพ้ืนฐานขององค์การ เช่น การซ้ือขายสินค้า การบันทึกจานวนวัสดุคงคลัง
เมอื่ ใดก็ตามท่มี ีการทาธรุ กรรมหรือปฏบิ ัตงิ านในลักษณะดงั กล่าวข้อมูลทเี่ กี่ยวข้องจะเกิดข้ึนทันที เชน่ ทุก
ครั้งท่ีมีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จานวนและราคาของสินค้าที่ขาย
ไป รวมทัง้ วธิ กี ารชาระเงินของลูกคา้
2. ระบบสารสนเทศเพ่อื การจดั การ (MIS: Management Information System)
คอื ระบบทใี่ ห้สารสนเทศ ท่ผี บู้ รหิ ารต้องการ เพื่อให้สามารทางาน ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ โดยจะ
รวมทั้งสารสนเทศภายในและภายนอกสารสนเทศท่ีเกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากน้ี
ระบบนี้จะต้องให้สารสนเทศในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์เพ่ือให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวาง
แผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าผู้บริหารท่ีจะได้รับประโยชน์จาก
ระบบนี้สูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพ้ืนฐานของระบบน้ีแล้วจะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุน

30

ข้อมูลให้ผู้บริหารทั้งสาม ระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูง โดย
ระบบน้ีจะใหร้ ายงานทส่ี รุปสารสนเทศซง่ึ รวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท
3. ระบบสนบั สนนุ การตดั สนิ ใจ (DSS: Decision Support System)

เป็นระบบทีพ่ ัฒนาข้ึนจากระบบ MIS อีกระดบั หนง่ึ เนือ่ งจาก ถงึ แม้ว่าผู้ทีม่ ีหน้าทีใ่ นการตัดสินใจ
จะสามารถใช้ประสบการณ์หรือใช้ข้อมูลท่ีมีอยู่แล้วในระบบเอม็ ไอเอส ของบริษทั สาหรับทาการตัดสินใจ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานปกติ แต่บ่อยคร้ังที่ผู้ตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้บริหารในระดับสูงและ
ระดับกลางจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ประกอบด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ท่ีจะ
ประมวล เข้าดว้ ยกันได้อย่างถูกตอ้ ง จกึ ทาให้เกิดระบบน้ีข้นึ ซง่ึ เปน็ ระบบที่สนบั สนุนความต้องการเฉพาะ
ของผู้บริหารแต่ละคน (made by order) ในหลายๆสถานะการณ์ ระบบ น้ีมีหน้าท่ีช่วยให้การตัดสินใจ
เปน็ ไปไดอ้ ยา่ งสะดวก
4. ระบบสนับสนุนการตัดสนิ ใจแบบกลุ่ม (GDSS: Group Decision Support System)

เป็นระบบย่อยหน่ึงในระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการ โดยที่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะช่วย
ผ้บู ริหารในเร่ืองการตัดสนิ ใจในเหตุการณ์หรอื กิจกรรมทางธุรกิจที่ไมม่ โี ครงสร้างแน่นอน หรอื ก่ึงโครงสรา้ ง
ระบบสนับสนุนการตัดสนิ ใจอาจจะใชก้ ับบุคคลเดียวหรือช่วยสนับสนุนการตดั สินใจเป็นกลุ่ม นอกจากนั้น
ยังมีระบบสนับสนุนผบู้ ริหารเพื่อชว่ ยผบู้ ริหารในการตัดสนิ ใจเชงิ กลยทุ ธ์
5. ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS: Geographic Information System)

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS คือกระบวนการ
ทางานเก่ียวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กาหนดข้อมูลและสารสนเทศ ท่ีมี
ความสัมพันธ์กับตาแหน่งในเชิงพื้นท่ี เช่น ที่อยู่ บ้านเลขท่ี สัมพันธ์กับตาแหน่งในแผนที่ ตาแหน่ง เส้นรุ้ง
เส้นแวง ข้อมูลและแผนทีใ่ น GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศท่อี ยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลท่ี
มสี ่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นท่ี (Spatial Data) ซึ่งรปู แบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพ้ืนที่ทั้งหลาย
จะสามารถนามาวิเคราะหด์ ้วย GIS และทาให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทีส่ ัมพันธก์ ับเวลาได้
เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคล่ือนย้าย ถ่ินฐาน การบกุ รุกทาลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้
พื้นท่ี ฯลฯ ขอ้ มลู เหล่าน้ี เมอ่ื ปรากฏบนแผนทีท่ าให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใชง้ านได้งา่ ย
6. ระบบสารสนเทศเพ่ือผู้บริหารระดบั สูง (EIS: Excutive Information System)

เป็นระบบท่ีสร้างขึ้น เพ่ือสนับสนุน สารสนเทศและการตัดสินใจสาหรับผู้บริหารระดับสูง
โดยเฉพาะ หรอื สามารถกลา่ วไดว้ า่ ระบบน้คี ือสว่ นหนง่ึ ของ DSS ท่แี ยกออกมา เพือ่ เน้นการให้สารสนเทศ
ทส่ี าคัญต่อการบริการแก่ผบู้ รหิ าร
7. ปัญญาประดษิ ฐ์ (AI: Artificial Intelligence)

ระบบที่ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์กลายเป็นผู้ชานาญการณ์ ในสาขาใดสาขาหนึ่ง คล้ายกับมนุษย์
ระบบผู้เชี่ยวชาญมีส่วนคล้ายคลึงกับระบบอื่น ๆ คือเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยผู้บริหารแก้ไขปัญหา
หรือทาการ ตัดสินใจได้ดีข้ึน อย่างไรก็ดีระบบผู้เช่ียวชาญจะแตกต่างกับระบบอ่ืนอยู่มาก เนื่องจากระบบ

31

ผเู้ ช่ียวชาญจะเกยี่ วขอ้ งกับการจดั การ ความรู้ (Knowledge) มากกว่าสารสนเทศ และถกู ออกแบบให้ชว่ ย
ในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญท่ี มนุษย์ โดยใช้หลักการทางานด้วยระบบ ปัญญาประดิษฐ์
(Artificial Intelligence)
8. ระบบสานกั งานอัตโนมตั ิ (OAS: Office Automation System)

เป็นระบบท่ีใช้บุคลากรน้อยที่สุด โดยอาศัยเคร่ืองมือแบบอัตโนมัติและระบบสื่อสารเช่ืองโยง
ข่าวสารระหว่างเครอ่ื งมือเหล่านั้นเข้าด้วยกัน QAS มีจุดมุ่งหมายให้เปน็ ระบบท่ไี ม่ใช้กระดาษ (Paperless
System) สง่ ข่าว สารถึงกนั ด้วยข้อมูลอเิ ล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange) แทน ซึ่งมรี ูปแบบ
ในการใช้งาน 2 ลักษณะคือ รูปแบบของระบบงานพิมพ์และการประมวลผลทางอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Publishing & Processing System) ได้แก่การส่ือสารด้วยข้อความ รูปภาพ จดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-Mail) โทรสาร (FAX)หรือ เสียงอิเล็กทรอนิกส์ (Voice Mail) เป็น
ต้น รูปแบบการประชุมทางไกลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Meeting System) เป็นเทคนิคที่
ทาให้กลุม่ คนทั่วโลกสามารถติดต่อส่ือสารกันได้ คล้ายการพดู คุยกันโดยตรง เชน่ การประชุมทางไกลแบบ
มีแต่เสียง (Audio Conferencing),การประชุมทางไกลแบบมีทั้งภาพและเสียง (Video Conferencing)
หรือ ทัง้ จดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โทรสาร และ เสยี งอิเลก็ ทรอนกิ สร์ วมกนั เป็นต้น

ท่มี า:
http://https://com45.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%
E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%
E0%B8%A8/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97
%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A
%E0%B8%AA%

ทมี่ า: http://www.l3nr.org/posts/361269
ท่มี า: http://https://sites.google.com/site/destinyraisa/khxmul-sarsnthes-laea-khwam-

ru/krabwnkar-cadkar-khxmul-laea-sarsnthes

32

บทที่ 2
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
1. ฮารด์ แวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสาคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เคร่ืองคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์
รอบข้าง เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจ รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสาหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็น
เครอื ข่าย
2. ซอฟตแ์ วร์
ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สาคัญประการท่ีสอง ซ่ึงก็คือลาดับ
ขั้นตอนของชดุ คาสงั่ ทสี่ ั่งงานให้ฮารด์ แวร์ทางาน เพอ่ื ประมวลผลข้อมลู ใหไ้ ด้ผลลัพธ์ตามความต้องการของ
การใช้งาน ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงาน ซอฟต์แวร์สาเร็จทาให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ใน
ระดบั บคุ คลเปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง และส่งเสริมการทางานของกลุ่มมากข้ึน ส่วนงานในระดบั องค์กร ส่วน
ใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการ โดยการว่าจ้างบริษัทท่ีรับพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโดยนัก
คอมพวิ เตอร์ท่ีอยู่ในฝา่ ยคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นตน้
3. ขอ้ มลู
ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สาคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ เป็นตัวช้ีความสาเร็จหรือ
ความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกาเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง
และทันสมัย มีการกล่ันกรองและตรวจสอบแล้วเท่าน้ันจึงจะมีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม่ือใช้งานใน
ระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพ่ือการสืบค้นท่ี
รวดเรว็ และมีประสิทธภิ าพ
4. บคุ คลากร
บุคลากรในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็น
องค์ประกอบสาคัญในความสาเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมคี วามรู้ ความสามารถทางคอมพิวเตอร์
มากเท่าใด โอกาสทจ่ี ะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพวิ เตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายง่ิ มากข้ึน
เท่าน้ัน โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซ่ึงเคร่ืองคอมพิวเตอร์มขี ีดความสามารถมากข้ึน ทาให้
ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการ สาหรับระบบ
สารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนมาก อาจจะต้องใช้บุคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์
โดยตรงมาพัฒนาและดแู ลระบบงาน

33

5. กระบวนการวิเคราะห์
ขน้ั ตอนการปฏิบัติงานท่ีชัดเจนของผู้ใช้หรือบุคลากรท่ีเก่ียวข้องกเ็ ป็นเรอ่ื งสาคัญอีกประการหน่ึง

เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจาเป็นต้องปฏิบัติงานตามลาดับขั้นตอน ในขณะใช้งานก็จาเป็นต้องคานึงถึง
ลาดับข้ันตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธก์ ับเคร่ือง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ข้ันตอน
การบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชารุดหรือข้อมูลเสียหาย และขั้นตอน
การทาสาเนาข้อมูลสารองเพื่อความปลอดภัย เป็นต้น ส่ิงเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการ
และการทาเอกสารคู่มอื การใช้งานที่ชัดเจน

ทม่ี า: http://https://sites.google.com/site/computeratchariya/xngkh-prakxb-khxng-rabb-
sarsnthes

34

บทที่ 3
วตั ถุประสงค์ในการทาสารสนเทศ
วตั ถปุ ระสงค์ในการทาสารสนเทศมที ั้งหมด 4 ข้อ ดังน้ี

1. เพื่อจัดเกบ็ รวบรวม และกระจายสารสนเทศหรอื ขา่ วสารท่เี ปน็ ประโยชนต์ อ่ องคก์ ร

2. เพ่ือสนบั สนนุ การทางาน การตัดสนิ ใจใหก้ บั ผบู้ ริหารทกุ ระดับในองค์กร

3. เพ่อื เปน็ สอ่ื ประสานระหวา่ งผใู้ ชแ้ ละทรัพยากรตา่ ง ๆภายในองคก์ ร

4. เพ่อื ให้ผู้ใชส้ ามารถเขา้ ถึงทรัพยากรไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ คมุ้ ค่าและประหยดั

ที่มา: http://https://sites.google.com/site/rabbxngkhprakxbsarsnthes/home/watthuprasngkh-
laea-pea-hmay-khxng-rabb-sarsnthes

35

บทท่ี 4
ประโยชน์ของการใชร้ ะบบสารสนเทศ
การศึกษาระดับต่าง ๆ นั้น โดยท่ัวไปก็เพ่ือให้งานต่าง ๆ ท่ีต้องรับผิดชอบสาเร็จลุล่วงด้วยดี ดังน้ันจึงอาจ
กลา่ วได้วา่ เทคโนโลยบี รหิ ารการศกึ ษามีประโยชน์ดังต่อไปนี้
1. ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลเก่ียวกับการศึกษาเอาไว้เป็นหมวดหมู่ในฐานข้อมูลของหน่วยงาน
โดยเฉพาะข้อมูลบางอย่างอาจจัดเก็บเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้โดยอัตโนมัติ เม่ือจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล
แล้วกส็ ามารถคน้ คนื ขอ้ มูลตา่ ง ๆ มาใชไ้ ด้อย่างรวดเรว็ และครบถว้ น
2. ช่วยในการประมวลผลข้อมูลท่ีจัดเก็บไว้เพ่ือให้เป็นสารสนเทศรูปแบบต่าง ๆ เช่น จัดทาเป็น
รายงาน ตาราง กราฟ และ แผนภาพต่าง ๆ ได้แบบอัตโนมัติ ทาให้ผู้บริหารได้รบั ทราบรายงานและเข้าใจ
สถานการณท์ เี่ กิดข้ึนได้อยา่ งรวดเรว็
3. ช่วยในการประเมิน หรืองานประกันคุณภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าการปฏิบัติงานจะได้ผลที่บรรลุ
วัตถุประสงค์และเป้าหมายจรงิ
4. ช่วยในการส่งข้อมูลและรายงานที่ประมวลผลได้แล้วไปให้ผู้รับที่อาจจะอยู่ห่างไกลจาก
หน่วยงานทาใหผ้ ู้รับได้รบั ข้อมูลและรายงานอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะส่วนท่ีเป็นข้อมูลน้ันหากผรู้ ับต้องการ
นาไปใชป้ ระมวลผลตอ่ ก็สามารถทาได้ทนั ที ไม่ตอ้ งบันทกึ ข้อมูลใหมอ่ ีกคร้งั
5. ช่วยในการนาเสนอรายงานหรือข้อเสนอต่าง ๆต่อผู้บังคับบัญชา หรือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน
ระหวา่ งการประชุมสมั มนา
6. ช่วยในการจัดเก็บความร้แู ละประสบการณ์ทีไ่ ด้รับระหว่างการปฏบิ ัติงาน และ การดูงาน เพื่อ
สร้างเป็นฐานความรู้สาหรับนามาให้ผู้บริหารระดับล่างได้ศึกษาและนาไปใช้ประกอบการปฏิบัติงาน เช่น
ความรู้จากการเปิดสาขาวิชาหรือหลักสูตรใหม่ว่ากาหนดแนวทางไว้อย่างไร การดาเนินงานได้ผลอย่างไร
มีปญั หาอปุ สรรคและแนวทางแก้ไขปัญหาอยา่ งไร ผลของการแก้ปัญหาเปน็ อยา่ งไร
7. ช่วยให้ผู้บริหารสามารถทดสอบการตัดสินใจของตนได้โดยอาศัยโปรแกรมสนับสนุนการ
ตดั สนิ ใจ จากนน้ั ก็อาจเลือกดาเนินงานโดยใชแ้ นวทางทเี่ ห็นว่าดที ส่ี ุดได้
8. ช่วยในงานบริหารโดยตรงของผู้บริหาร เช่น การบริหารงานโครงการ การบันทึกตารางนัด
หมาย การบันทกึ ขอ้ มลู สว่ นตัว การจัดทาเอกสารที่ยังไม่ต้องการเปิดเผย การคานวณหรือการประมวลผล
บางอยา่ ง

ท่ีมา: https://sites.google.com/site/rabbxngkhprakxbsarsnthes/home/prayochn-khxng-rabb-
sarsnthes

36

บทที่ 5
โปรแกรมที่สานักงานใช้กันท่ัวไป
ระบบสารสนเทศสานักงาน (Office Information System : OIS)
สานกั งานทมี่ ีการนาเอาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการดาเนินงานเกี่ยวกับ
งานสานกั งาน เพื่อให้ไดส้ ารสนเทศ มาชว่ ยสนบั สนนุ การตัดสนิ ใจตา่ ง ๆ ในการบรหิ ารให้ เปน็ ไปอยา่ ง
รวดเรว็ ทนั เหตกุ ารณ์และมีความเสย่ี งต่อความผิดพลาดน้อย
สว่ นประกอบของระบบสารสนเทศสานกั งาน (Office Information System : OIS)

1. ระบบการจดั การเอกสาร ไดแ้ ก่
การผลิตเอกสารและนาเสนอ
- การประมวลคา (Word Processing)
- การจัดพมิ พต์ ้ังโต๊ะ (Desktop Publishing)
- การใช้ตารางอิเล็คทรอนิคส์ (Electronic Spreadsheet)
- งานด้านการเกบ็ ข้อมูล (Database)
- การนาเสนอผลงาน (Presentation)
ระบบการประมวลภาพ (Image Processing System)
เปน็ ระบบที่มีการประมวลผลโดยอาศยั รูปภาพ โดยการอาศัยอุปกรณ์ในการสแกนภาพ
เขา้ ไปในคอมพวิ เตอร์

37

การทาสาเนาเอกสาร (Reprographics)
เป็นกระบวนการทาสาเนาเอกสารต่าง ๆ เพ่ือที่จะสามารถแจกจา่ ยเอกสารใหก้ ับผู้ที่

เก่ียวข้องไดร้ วดเร็ว
หน่วยเกบ็ ขอ้ มูลถาวร (Archival Storage)

ปัจจุบันเอกสารตา่ ง ๆ ได้ถูกเก็บบันทกึ ไว้ในคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะหนว่ ยเกบ็ ข้อมูล
สารอง เชน่ จานแม่เหลก็ (Disk) แผ่นแมเ่ หลก็ (Diskette) เทปแม่เหลก็
2. ระบบจัดการขา่ วสารไปรษณยี ์อเิ ล็คทรอนคิ ส์ (Electronic mail: E-mail)
การส่งข่าวสารไปยงั บคุ คลอ่ืนโดยอาศัยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ โมเดม็ และส่ือในการติดต่อ เช่น
สายโทรศพั ท์ และอาศยั ท่ีอยู่ในรปู ของไปรษณยี ์อเิ ล็คทรอนิคส์ เช่น [email protected] สมัครเป็น
สมาชกิ กับเว็บไซตท์ ี่ให้บริการ ในปัจจุบันมีเวบ็ ไซดท์ ่ีใหบ้ ริการฟรี เชน่
http://www.ikool.comhttp://www.yahoo.comhttp://www.hotmail.com

กระดานข่าว (Web Board)
การฝากข่าวสารผ่านทางเครือข่ายถึงผรู้ ับ เป็นบริการอีกรูปแบบหน่ึงซี่งผู้สนใจ

สามารถเข้าไปอ่านและแสดงความคิดเห็นได้ กระดานข่าวสามารถใช้ได้ทั้งอินเทอร์เน็ต
และอินเทอร์เน็ต
ไปรษณยี เ์ สยี ง ( Voice mail )

เป็นระบบที่ช่วยเก็บเสียงพูดของผู้ใช้โทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามา โดยที่เราไม่อยู่ท่ี
โต๊ะทางานหรือสานกั งาน
โทรสาร (Facsimile)

เป็นเครื่องมือท่ีใช้ในการส่งข้อความ รูปภาพ จากท่ีหนึ่งไปยังอีกท่ีหนึ่ง โดย
อาศยั เครื่องโทรสารและสายโทรศัพท์
3. ระบบประชุมทางไกล
การประชมุ ด้วยเสียง (Audio teleconferencing)
เป็นการประชมุ ทางไกลหรือการตดิ ต่อส่ือสารทางไกล โดยคู่สนทนาจะสามารถได้ยนิ แต่
เพยี งผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งในการประชุมเท่าน้ัน
การประชมุ ด้วยภาพ (Video teleconferencing)
เป็นการประชมุ ทางไกล โดยผู้ร่วมประชุมสามารถทจ่ี ะตดิ ต่อพดู คยุ กันได้ โดยผสู้ นทนา
จะได้ยนิ เสยี งและภาพของคู่สนทนาในขณะทีม่ ีการประชมุ
โทรทศั นภ์ ายใน (In house television)
เป็นเครอื่ งมือที่ใช้ในการตดิ ต่อทางธรุ กจิ โดยสานกั งานจะมกี ารกระจายข่าวใหส้ มาชิก
เพอ่ื เอ้ืออานวยในการติดต่อส่ังซ้อื สินคา้ โดยผ่านโทรทศั น์ที่เป็นช่วงสถานขี องสานักน้นั

38

การทางานทางไกล (Telecommuting)
เป็นเทคโนโลยที ีใ่ ชต้ ดิ ตอ่ ระหว่างบ้านกบั สานักงาน โดยผ้ปู ฏิบตั งิ านสามารถปฏบิ ัติงานท่ี

บา้ นแลว้ ส่งงานดงั กล่าวไปยังทีท่ างาน ผใู้ ช้สามารถเชอ่ื มต่อคอมพวิ เตอรข์ องตนเองเข้ากบั
คอมพวิ เตอร์ของสานกั งานเพื่อเข้าไปใชโ้ ปรแกรม
4. ระบบสนบั สนนุ สานักงาน
ระบบเครอื ขา่ ย (Network)

- อินทราเน็ต (Intranet) คือ ระบบเครือขา่ ยภายในองคก์ ร
- อนิ เทอรเ์ น็ต (Internet) คือ ระบบเครอื ขา่ ยผู้ใชส้ ามารถทราบข้อมลู ทต่ี ้องการจากทั่ว
โลกได้โดยไม่จากัดผ้ใู ชง้ าน
ระบบแสงสวา่ ง
แสงสวา่ งทพ่ี อเหมาะจะมีส่วนช่วยใหผ้ ปู้ ฏบิ ัติงานปฏบิ ัติงานไดด้ ขี น้ึ ลดความเม่ือยล้าของ
ดวงตาลง
ระบบไฟฟา้
เครอ่ื งควบคมุ แรงดันไฟฟ้า (Voltage Stabilizer) เครื่องรักษาสภาพไฟฟ้า (Line
Conditioner) และเคร่ืองสารองไฟ (Uninteruptable Power system) เป็นต้น
ระบบรักษาความปลอดภัย
หมายรวมถึง การป้องกันอัคคีภัย การโจรกรรม และการทุจรติ ในการทางาน . เช่น
อปุ กรณ์ตรวจสอบผทู้ ีผ่ ่านเข้า-ออก โดยใช้บัตรผ่าน โทรทศั น์วงจรปิด
การวางผังหอ้ งทางาน
การวางผังอปุ กรณ์สานักงานและโตะ๊ ทางานใหอ้ ยู่ในตาแหน่งทเี่ หมาะสม มีลาดบั โตะ๊
ตามสายงาน จะชว่ ยให้การทางานสะดวกรวดเร็วขน้ึ

ทม่ี า: http://ariya-pmis.blogspot.com/2018/02/8_19.html

39

บทท่ี 6
โปรแกรมทใี่ ช้ในสถานศึกษา

โปรแกรมทีใ่ ชใ้ นสถานศึกษา โปรแกรมท่ีใช้ รายละเอียด
ดา้ น Student๔๔
การบริหารงานวิชาการในด้านงานทะเบียนและวัดผล
ดา้ นวิชาการ SMIS ซึ่งข้อมูลสารสนเทศที่จัดทาข้ึนจะต้องนาไปใช้ในการ
ใ ห้ บ ริ ก า ร ห น่ ว ย ง า น อ่ื น แ ล ะ ผู้ ข อ รั บ บ ริ ก า ร จ า ก
ดา้ นบคุ คลากร สถานศกึ ษา

เป็นโปรแกรมระบบบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศ
พื้นฐานของสถานศึกษา (School Management
Information System : SMIS) พัฒนาขึ้นเพื่อจัดเก็บ
ข้อมูลในระดับสถานศึกษาประกอบด้วยทะเบียน
โรงเรียนข้อมูลนักเรียนรายบุคคลข้อมูลบุคลากร
รายบุคคลและข้อมูลงานวชิ าการ กาหนดจัดเกบ็ เป็น 2
ระยะ ไดแ้ ก่ ขอ้ มูล ณ วันท่ี 10 มิถนุ ายน และขอ้ มูล ณ
วนั ท่ี 10 พฤศจกิ ายนของทุกปี

ด้านบรหิ ารทั่วไป P-OBEC เป็นโปรแกรมเพ่ือบันทึกประมวลผลและรายงาน
CCT ข้ อ มู ล ค รุ ภั ณ ฑ์ ร า ย โ ร ง เ รี ย น โ ด ย ใ ห้ โ ร ง เ รี ย น ห รื อ
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาเป็นผู้บันทกึ ปรับปรุงข้อมูล
ทกุ ปงี บประมาณ

ภายใต้โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกัน
โอกาสทางการเรียนรู้ โดยสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้ดาเนินการพัฒนาแนวทางคัด
กรองนักเรียนยากจนท่ีอยู่ในระบบการศึกษา เพ่ือให้
นักเรียนยากจนที่สมควรได้รับการช่วยเหลือตามเกณฑ์
ได้รับการช่วยเหลือทุกคน ตรงกับสภาพความเป็นจริง
และสอดคล้องกับเกณฑ์ความช่วยเหลือ คนยากจนของ
หนว่ ยงานอนื่ ทางเวบ็ ไซต์ thaieduforall.org

40

ดา้ น โปรแกรมที่ใช้ รายละเอียด
ด้านบรหิ ารท่วั ไป B-OBEC
เปน็ โปรแกรมเพ่ือบนั ทึกประมวลผลและรายงาน
ด้านงบประมาณ e-office ข้อมูลส่ิงก่อสรา้ งรายโรงเรยี นโดยใหโ้ รงเรียนหรอื
สานักงานเขต

พ้ืนทีก่ ารศึกษา เปน็ ผบู้ ันทึกข้อมลู ปรบั ปรุงข้อมลู ทกุ
ปงี บประมาณ Data On Web เป็นการรายงานข้อมูล
จานวนนกั เรยี นและบุคลากรในโรงเรยี นผา่ นเวบ็ ไซต์
ของ สพฐ. www.obec.go.th ซงึ่ กาหนดรายงานข้อมูล
เปน็ ระยะ ไดแ้ ก่ คร้งั ที่ 1 ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤษภาคม
ของทุกปี คร้งั ท่ี 2 ข้อมลู ณ วันท่ี 10 มถิ ุนายน ของทกุ
ปีและปรบั ปรุงข้อมูลในทกุ วันที่ 10 ของเดอื น

ด้านงานธรุ การ , การบริหารงานการเงินใชโ้ ปรแกรม
ต้นทุนผลผลติ

ทม่ี า: http://km.chon2.go.th/km/?p=155
ทมี่ า : http://www.l3nr.org/posts/361269
ที่มา: https://sites.google.com/site/jatupatschool/kar-cad-rabb-sarsnthes-pheux-kar-brihar-

cadkar

41

เรื่องท่ี 3 แนวคิดปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง การนาปรัชญาเศรษฐกิจเพ่อื สรา้ งภูมิคมุ้ กันใหผ้ ้เู รยี น
บทท่ี 1

แนวคิดหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
ประวตั คิ วามเป็นมา

ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเกดิ ขนึ้ ครง้ั แรกเมอื่ วันท่ี 18 กรกฎาคม 2517 โดยเริ่มต้นจากพระบรมราโชวาท
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซ่ึงเน้นความสาคัญในการ
พัฒนาประเทศแบบสรา้ งพ้ืนฐานคอื "ความพอมีพอกิน พอใช้"

ต่อมาพระองค์มีพระราชดารัสอีกคร้ังเม่ือวันที่ 4 ธันวาคม 2517 ณ ศาลาดุสิตดาลัยเนื่องในวันเฉลมิ พระ
ชนมพรรษาทรงเน้นคาว่า "พอมีพอกิน" ดังน้ันคาว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" จึงมาจากจุดเร่ิมต้นว่า "พอมีพอกิน
พอใช้" น่ันเอง เศรษฐกิจพอเพียง คือ ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงช้ีแนวทางการดาเนินชีวิต
ให้แก่ปวงชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลานาน ในช่วงต้ังแต่ก่อนการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งให้พสกนิกรได้
ดารงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน ม่ันคง และปลอดภัย ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนตามกระแส
โลกาภิวัฒน์ อีกทงั้ พระองคย์ ังไดท้ รงพระราชทานความหมายของ เศรษฐกิจพอเพียง เอาไว้เปน็ ภาษาอังกฤษว่า
Sufficiency Economy ดงั พระราชดารสั ที่ได้ทรงตรสั ไว้เม่ือวนั ที่ 23 ธันวาคม 2554

ประวัตคิ วามเปน็ มาของเศรษฐกจิ พอเพียง.//สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2564,/
จาก/https://sites.google.com/site/newadecmju2s605/home/prawati-khwam-pen-ma-
khxng-sersthkic-phx-pheiyng

42

บทที่ 2
ความหมายของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ
ครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ท้ังในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกจิ เพื่อให้ก้าวทนั ต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ
ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใด ๆ อันเกิด
จากการเปล่ียนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งน้ี จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง
อย่างยิ่งในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดาเนินการ ทุกข้ันตอน และขณะเดียวกัน จะต้อง
เสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มี
สานึกในคุณธรรม ความซ่ือสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ท่ีเหมาะสม ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร
มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพ่ือให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและ
กวา้ งขวาง ทั้งดา้ นวัตถุ สังคม สงิ่ แวดลอ้ ม และวฒั นธรรมจากโลกภายนอกไดเ้ ปน็ อย่างดี

Terabkk.//(2016).// ความหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง.//สืบคน้ เมื่อวันท่ี 15 สิงหาคม 2564,/
จาก/https://www.terrabkk.com/news/151854/

43

บทท่ี 3
องคป์ ระกอบของปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
ประกอบดว้ ย 3 หลักการ 2 เงอ่ื นไข ดงั น้ี
1. หลักความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากจนเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเอง
และผู้อ่ืน เช่น การผลิตและการบริโภคท่อี ยใู่ นระดบั พอประมาณ
2. หลักความมีเหตผุ ล หมายถึง การตัดสินใจเก่ียวกับระดับความพอเพยี งน้ัน จะตอ้ งเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย
พจิ ารณาจากเหตปุ จั จยั ท่เี กยี่ วข้อง ตลอดจนคานึงถงึ ผลทีค่ าดวา่ จะเกดิ ขึน้ จากการกระทานน้ั ๆ อย่างรอบคอบ
3. หลักภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปล่ียนแปลงด้านต่าง ๆ ท่ีจะเกิดข้ึน
โดยคานงึ ถึงความเป็นไปไดข้ องสถานการณ์ต่าง ๆ ท่คี าดว่าจะเกดิ ข้ึนในอนาคต
เง่ือนไขในการตัดสนิ ใจและดาเนินกจิ กรรมต่าง ๆ ต้องอยูใ่ นระดบั พอเพยี ง 2 ประการ คือ
1. เงือ่ นไขความรู้ ประกอบดว้ ย การมคี วามรอบรู้เก่ียวกบั วิชาการตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวข้องรอบดา้ น ความรอบคอบ
ทจ่ี ะนาความรู้เหล่าน้ันมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพ่ือประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ
กจิ ของตน
2. เง่ือนไขคุณธรรม ประกอบด้วย กระทาทุกสิ่งบนพื้นฐานของจิตใจท่ีมีความตระหนักในคุณธรรม มีความ
ซอ่ื สตั ย์ สุจรติ มคี วามอดทน มคี วามเพยี ร รจู้ ักแบ่งปนั รจู้ กั ใชส้ ตปิ ัญญาในการดาเนินชวี ติ

kamin muangthong.//องค์ประกอบของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง.//สืบคน้ เมื่อวนั ที่ 15 สงิ หาคม 2564,/
จาก/https://sites.google.com/site/kaminmuangthong/xngkh-prakxb-khxng-prachya-
sersthkic-phx-pheiyng

44

บทที่ 4
การนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งไปสู่การปฏิบัติ
4.1 แนวทางการประยกุ ต์ใชป้ รัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง สาหรบั เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร
เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรตอ้ งทาการเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม โดยทาการเกษตรทฤษฎีใหม่
ตามแนวพระราชดาริที่พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว ในหลวงรชั กาลท่ี 9 ได้พระราชทานไว้ โดยเป็นการบรหิ าร
จดั การท่ดี นิ และนา้ และจาแนกการใชพ้ น้ื ทดี่ ินเพอ่ื การเกษตรที่หลากหลายและผสมผสาน โดย
การดาเนนิ งานตามทฤษฎใี หม่มี 3 ขั้นตอน คือ
1 ) การผลิต ให้พง่ึ ตนเองด้วยวธิ ีง่าย ค่อยเปน็ ค่อยไปตามกาลัง ใหพ้ อมพี อกนิ
2 ) การรวมพลังกนั ในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ รว่ มแรงร่วมใจกัน ในดา้ นการผลิต การตลาด ความ
เป็นอยู่ สวสั ดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา
3 ) การดาเนินธรุ กิจโดยตดิ ต่อ ประสานงาน จัดหาทนุ หรอื แหล่งเงนิ

ในข้นั แรกท่ีเป็นการผลติ ถอื เป็นขน้ั สาคญั ท่ีสุด ใหแ้ บง่ ออกเปน็ 4 ส่วน ตามอตั ราสว่ น 30 : 30 : 30 : 10 ดังนี้
ขุดสระเก็บกักนา้
พ้ืนที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้า เพื่อให้มีน้าใช้สม่าเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้าฝนในฤดูฝน และใช้
เสรมิ การปลูกพืชในฤดูแลง้ หรอื ระยะฝนทงิ้ ช่วง ตลอดจนการเลยี้ งสัตว์ และพืชนา้ ต่างๆ เชน่ ผักบงุ้ ผักกระเฉด
โสน ฯลฯ
ปลูกขา้ ว
พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพ่ือใชเ้ ป็นอาหารประจาวนั สาหรับครวั เรือนใหเ้ พยี งพอตลอดปี โดย
ไม่ตอ้ งซื้อหาในราคาแพง เปน็ การลดคา่ ใช้จา่ ย และสามารพ่ึงตนเองได้
ปลูกผลไม้ ไมย้ นื ตน้ พชื ไร่ พชื ผัก
พ้ืนท่ีประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และ
หลากหลายในพ้ืนท่เี ดยี วกนั เพ่อื ใชเ้ ป็นอาหารประจาวัน หากเหลอื จากการบริโภคก็นาไปขายได้
เป็นทอ่ี ยู่อาศัย และอ่ืน ๆ
พน้ื ที่ประมาณ 10 % ใช้เป็นที่อยอู่ าศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดนิ โรงเรือนและสง่ิ ก่อสร้างอ่ืน๐ รวมท้งั คอก
เลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชา ฉางเก็บผลติ ผลการเกษตร ฯลฯ
หลักการและแนวทางสาคัญในการดาเนินงานเกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่" ท่ีควรทราบมดี งั นี้
- เปน็ ระบบการผลติ แบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง ท่เี กษตรกรสามารถเล้ียงตวั เองได้ในระดับที่ประหยดั ก่อน
- ต้องมพี ื้นทีส่ ่วนหน่ึงทานาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจยั หลักที่ทุกครวั เรือนต้องปลูก เพื่อให้มีขา้ วพอบรโิ ภคตลอด
ทง้ั ปี
- ตอ้ งมนี ้าสารองไวใ้ ช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรอื ในฤดแู ลง้

45

- ใช้อัตราส่วน30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพืน้ ท่ีออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพ้ืนท่ีถือครองน้อยกวา่ หรอื มากกว่า
15 ไร่ คอื
30 % ใชข้ ุดสระเกบ็ กกั น้า
30 % ใชป้ ลกู ข้าว
30 % ใช้ปลกู พืชผกั ผลไม้ พชื ไร่ ไมย้ ืนตน้
10 % ใช้เปน็ ทอี่ ยู่อาศัยและอื่น ๆ

4.2 การประยกุ ตใ์ ช้ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินธรุ กจิ
⦁ในการบริหารจัดการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นในองค์กรทางธุรกิจเพ่ือกากับการดาเนินงานตามหลัก
ปรัชญา และทาหนา้ ที่ตดิ ตามและประเมนิ ผลดว้ ย
⦁ มงุ่ ดาเนินธรุ กจิ ท่ีหวังผลประโยชน์ ผลตอบแทน หรอื กาไรในระยะยาวมากกวา่ ระยะสนั้
⦁ แสวงหาผลตอบแทนบนพ้ืนฐานของการแบ่งปันตามความเหมาะสมและเป็นธรรม ทั้งลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น
พนกั งาน และผูบ้ ริโภค
⦁ ขยายธุรกจิ และการตลาดอยา่ งคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป มกี ารเรียนรกู้ ารผลิต การตลาด และศึกษาคู่แข่งอย่างถอ่ งแท้
⦁ ผลิตในสิ่งที่ตนเองถนดั หรือชานาญ และทาตามกาลังหรือศักยภาพของตนเอง
⦁ มคี วามซ่ือสัตย์สุจริตและรับผิดชอบตอ่ สงั คมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

การประยุกตใ์ ช้ปรชั ญาในแตล่ ะหลกั
⦁ มคี วามพอประมาณ อาทิ
มุ่งดาเนินธุรกิจที่หวังผลประโยชน์หรือผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าระยะส้ัน บนพ้ืนฐานของการแบ่งปัน
และม่งุ ใหท้ ุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้องได้รับผลประโยชน์อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม / มุ่งบริหารจัดการท้ังการผลิตและ
การตลาดโดยการพ่ึงพาตนเองและหน่วยงานภายนอกที่เปน็ พันธมิตรกนั / ขยายธุรกจิ อย่างคอ่ ยเป็นคอ่ ยไปตาม
ความถนัดหรอื เช่ยี วชาญของตนเอง เปน็ ตน้
⦁ ความมีเหตผุ ล อาทิ
มีระบบงานและการพัฒนาท่ีสอดคล้องกับภูมิสังคมของประเทศไทย (ภูมิประเทศของบริเวณนั้น เช่น ดิน น้า
ป่า เขา ฯลฯ และนิสัยใจคอของผู้คนตลอดจนวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่น) / จัดโครงสร้างองค์กรที่มี
ความพอเพียงและเรียบง่าย / ไม่ส่งเสริมให้คนในองค์กรมีพฤติกรรมแบบบริโภคนิยมหรือไม่พอเพียง / ใช้
ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อความย่ังยืนของธุรกิจ / มีการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและ
ประหยัด / มีการวจิ ยั และพฒั นาธรุ กิจของตนเอง เปน็ ตน้

46

⦁ การมภี ูมิคุ้มกัน อาทิ
ใช้เทคโนโลยีที่เกิดจากภูมิปัญญาภายในธุรกิจของตนเองหรือภายในท้องถ่ิน ในการพัฒนาธุรกิจ / พัฒนา
นวัตกรรมในทุกมิติขององค์กร ไม่ว่าด้านการผลิต การตลาด หรือการบริการที่เกี่ยวข้อง / บริหารความเสี่ยง
ดว้ ยการลงทุนในผลติ ภัณฑท์ ห่ี ลากหลาย การตลาดทหี่ ลากหลาย เป็นต้น
⦁ การมคี วามรู้ อาทิ
การฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ต่าง ๆ ให้แก่พนกั งาน / การส่งเสริมใหพ้ นักงานรขู้ อ้ มลู ขา่ วสาร
ด้านการผลิตและการตลาด / การวิจยั และพฒั นาผลติ ภณั ฑ์และการให้บรกิ ารของธุรกจิ เปน็ ต้น
⦁ การมีคุณธรรม อาทิ
ให้อิสระกับพนักงานให้ทาหน้าที่หรือปฏิบัติงานตามศักยภาพของพนักงาน / ดูแลสวัสดิการและค่าจ้างของ
พนักงานให้มีความเหมาะสมกับการครองชีพ และเป็นธรรม / ส่งเสริมวัฒนธรรมขององค์กรให้มีจริยธรรม
คุณธรรม ความอดทน ขยนั หมั่นเพยี ร และความซือ่ สตั ย์สจุ ริต เปน็ คา่ นยิ มพื้นฐาน

4.3 แนวทางการประยกุ ตใ์ ช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ในหน่วยงานหรอื องค์กรของรัฐ
⦁ ผู้บริหารใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกาหนดเป็นวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรหรือหน่วยงานของ
ตนเอง โดยสือ่ สารให้คนในองค์กรมคี วามเขา้ ใจและพฒั นาร่วมกนั
⦁ เน้นให้คนในองค์กรหรือหน่วยงานนาหลักปรัชญามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตและการทางาน ในการ
ดาเนินงานและการประเมินผลการดาเนินงานตามหลักปรัชญา ให้มีการแต่งต้ังคณะกรรมการข้ึนมาทาหนา้ ทีใ่ น
การกากับ การดาเนินงาน และการประเมนิ ผล
⦁ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การจัดสรรกาลังคนให้
เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพ การสร้างบรรทัดฐานและค่านิยมให้สอดคล้องกับหลักปรัชญา การวาง
แผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีขีดความสามารถตามเป้าประสงค์ขององค์กร การปลูกฝังแนวคิดตามหลัก
ปรชั ญา เป็นต้น

การประยุกตใ์ ช้ในแต่ละหลกั ดังนี้
⦁ มีความพอประมาณ
การตั้งเปา้ หมายในการบริหารงานต่าง ๆ ให้มคี วามเหมาะสม ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ไม่สุดโต่ง / การ
ใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรหรือหนว่ ยงานต้องเป็นไปในแนวทางที่เกิดประโยชนส์ ูงสุดและคุ้มค่า โดยใช้หลัก
ความพอประมาณในการลงทุนภาครัฐ / การใชท้ รัพยากรทกุ ภาคสว่ นท่ีมีอย่อู ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ เปน็ ตน้
⦁ ความมีเหตผุ ล


Click to View FlipBook Version