การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค กิจกรรมการอ่าน การคิดแบบชี้นำ (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE DEVELOPMENT OF ENGLISH READING COMPREHENSION SKILLS BY USING AESOP’S FABLES AND DIRECTED READING THINKING ACTIVITY TECHNIQUE (DR-TA) OF MATTAYOMSUKSA 1 STUDENTS ชาญชัย คำมุงคุณ ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค กิจกรรมการอ่าน การคิดแบบชี้นำ (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE DEVELOPMENT OF ENGLISH READING COMPREHENSION SKILLS BY USING AESOP’S FABLES AND DIRECTED READING THINKING ACTIVITY TECHNIQUE (DR-TA) OF MATTAYOMSUKSA 1 STUDENTS ชาญชัย คำมุงคุณ ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ก ชาญชัย คำมุงคุณ. 2566. การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้ นิทานอีสปและเทคนิคกิจกรรมการอ่าน การคิดแบบชี้นำ (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1. สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดย ใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) 2) เพื่อเปรียบเทียบ คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed ReadingThinking Activity (DR-TA) 3) เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 1 ห้องเรียน จำนวน 14 คน โดยได้รับการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปภาษาอังกฤษ จำนวน 3 แผนการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ละ 3 ชั่วโมง รวม 9 ชั่วโมง 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัด ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 2) แบบสัมภาษณ์ทัศนคติ/ข้อคิดเห็นที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้นิทาอีสปและเทคนิค DR-TA เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 1 ฉบับ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ ค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ มี คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 5.43 และ 15.14 ตามลำดับและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลัง เรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทดสอบหลังเรียน ของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.14 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.71 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบของผู้เรียนหลังเรียนพบว่าคะแนนสอบของ ผู้เรียน สูงกว่าเกณฑ์ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน ใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA)
ข Cammungkun C. 2023. THE DEVELOPMENT OF ENGLISH READING COMPREHENSION SKILLS BY USING AESOP’S FABLES AND DIRECTED READING THINKING ACTIVITY TECHNIQUE (DR-TA) OF MATTAYOMSUKSA 1 STUDENTS. Research in classroom, Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University. ABSTRACT The purposes of this research were 1) To develop English reading comprehension skills using Aesop's fables and the Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) technique. 2) To compare the pre-study and post-study scores of students using Aesop's fables and the Directed Reading-Thinking technique. Activity (DR-TA) 3) To study students' attitudes towards learning using Aesop's fables and the Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) technique. For Mathayomsuksa 1 students at Ban Thaly School, Nam Som District, Udon Thani Province. who are studying in the second semester of the academic year 2023, 1 classroom, 14 people, by random purposive The research tools consisted of 1) a learning management plan using English Aesops’ fables, totaling 3 lesson plans. Each learning management plan was 3 hours, totaling 9 hours. 2) Tools used to collect data include: 1) Test to measure reading comprehension ability. Test before class and after class It is a multiple choice test with 4 options, 1 copy, 20 questions. 2) An interview on attitudes/opinions towards learning management using Aesop's Fables and DR-TA techniques. It is an In-depth Interview quantity 1 copy, with a data analysis using percentage, mean, standard deviation and t-test. The research findings were as follows: 1) Pre-study and post-study tests of Mathayom 1 students at Ban ThaLy School. The average scores were 5.43 and 15.14, respectively, and when comparing the scores before and after the study, it was found that the test scores after the study were significantly higher than before the study at the .05 level. 2) Post-test The students' average score was 15.14 points, accounting for
ค 75.71 percent. When comparing the criteria with the students' test scores after studying, it was found that the students' test scores were higher than the criteria. 3) Students are satisfied with the teaching and learning arrangement. Use Aesop's fables and the Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) technique.
ง กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเนื่องจากผู้วิจัยได้รับความช่วยเหลือ ดูแลเอาใจใส เป็น อย่างดีจากหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะอาจารย ที่ปรึกษาสองท่าน คือ อาจารย์บุรัชต์ ภูดอกไม้และ ผศ. วชิรเกียรติ เบ้าทองจันทร์ในการแนะนํา ตรวจแก ไข ให ข อเสนอแนะ ติดตามความก้าวหน าในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยรู สึกซาบซึ้งในความกรุณาของอาจารย ทั้งสองท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง และขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ที่สละเวลาในการตรวจทานแก ไขข อบกพร อง ของแผนการสอน ตรวจทานความถูกต องของภาษา และพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือ ที่ใช ในการวิจัย ขอขอบคุณ ผู้อํานวยการ คณะผู้บริหาร คณาจารย ครูพี่เลี้ยง และนักเรียน โรงเรียนบ้าน ท่าลี่ จังหวัดอุดรธานี ที่ได ให ความร่วมมือในการดำเนินการทดลอง นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได รับ การช่วยเหลือและกําลังใจจากคุณพ อ คุณแม่ พี่น องและเพื่อนๆ ตลอดจนบุคคลต่างๆ ที่ให ความช่วยเหลืออีกมากที่ผู้วิจัยไม่สามารถกล่าวนามได หมดในที่นี้ ผู้วิจัยรู สึกซาบซึ้งในความ กรุณาและความปรารถนาดีของทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงกราบขอบพระคุณและขอบคุณไว ในโอกาส นี้ ชาญชัย คำมุงคุณ
จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก ABSTRACT ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ช บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 4 1.3 สมมติฐานการวิจัย 5 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 5 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2.1.1 ทำไมต้องเรียนภาษาต่างประเทศ 7 2.1.2 เรียนรู้อะไรในภาษาต่างประเทศ 8 2.1.3 คุณภาพผู้เรียน 8 2.1.4 ตัวชี้วัดและสาระการแกนกลาง 9 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ 10 2.2.1 ความหมายของการอ่าน 10 2.2.2 ความสำคัญและประโยชน์ของการอ่าน 11 2.2.3 ความเข้าใจในการอ่าน 11
ฉ 2.2.4 ระดับความเข้าใจในการอ่าน 12 2.2.5 การประเมินผลการอ่าน 13 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานอีสป 14 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค 14 Direct Reading-Thinking Activity (DR-TA) 2.4.1 ความเป็นมาและลักษณะสำคัญของเทคนิค DR-TA 14 2.4.2 ขั้นตอนการสอนของเทคนิค DR-TA 16 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 18 2.5.1 ความหมายของความพึงพอใจ 18 2.5.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ 19 2.5.3 การวัดความพึงพอใจ 20 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 21 2.6.1 วิจัยในประเทศ 21 2.6.2 วิจัยต่างประเทศ 23 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย 24 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 24 3.2 แบบแผนการวิจัย 24 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 25 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 26 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 28 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 29 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 30 บทที่ 4 ผลการวิจัย 35 4.1 ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่าน 35 4.2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน 36 4.3 ทัศนคติของผู้เรียน 37 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 42 5.1 สรุปผล 42 5.2 อภิปรายผล 43
ช 5.3 ข้อเสนอแนะ 45 บรรณานุกรม 47 ภาคผนวก 50 ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทาอีสปและเทคนิค 51 Directed Reading - Thinking Activity ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ 67 ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ภาคผนวก ค แบบสัมภาษณ์ทัศนคติ/ข้อคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ 73 โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TAเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)
ซ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 3.1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม 25 ตารางที่ 4.1 ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิค 35 Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ตารางที่ 4.2 ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยนิทานอีสปและใช้เทคนิค 36 Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA)
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community – AEC) ซึ่งมีความเป็นนานาชาติมากขึ้น โดยมีภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ซึ่งมี ความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างสูงในวงการการศึกษา เป็นอย่างมาก โดยประเทศไทยต้องทำความ เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชีย และต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลางในการ เชื่อมโยงกับทั่วโลก หรือการกลายเป็นนานาชาติของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของการ พัฒนาที่สำคัญในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการจะพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็นนานาชาติมากขึ้น นั้นยังคงประสบปัญหาอยู่ เพราะการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังคงห่างไกลจาก การพัฒนาโดยการใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนซึ่งเป็นสิ่งที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้บรรดานักวิชาการยังคงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษและระบบ ความรู้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาประเทศเพียงอย่างเดียว ในการเข้าถึงทรัพยากรในการ แลกเปลี่ยนและผลิตความรู้ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในการกลายเป็นนานาชาติที่แท้จริง ซึ่งความรู้ ในวงวิชาการที่ถูกผลิตเป็นภาษาอังกฤษยังอยู่ในจำนวนที่ต่ำกว่าความรู้ในภาษาตระกูลเอเชียและมัน มีมูลค่าที่ค่อนข้างสูง โดยมีแค่บางพื้นที่ที่เผยแพร่งานวิชาการเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีใน การบูรณาการทางปัญญา อีกทั้งสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและ จำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การ แสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชน โลก และตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรี และความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้ และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศและใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการ สื่อสารได้ รวมทั้งการเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างขวางขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนิน ชีวิต (กรมวิชาการ, 2551, น. 220)
2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกําลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จําเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ เต็มศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 31) สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาจึง กําหนดให้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานหนึ่งใน 8 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยในการจัดการเรียนการสอน ภาษาต่างประเทศในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคาดหวังว่าเมื่อเรียน ภาษาต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ผู้เรียนจะมีเจตคติที่ดีต่อ ภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพและศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราววัฒนธรรมอัน หลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอด ความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้ อย่างสร้างสรรค์ใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง พูด อ่าน เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดง ความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความนําเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างเหมาะสม จากความสำคัญของภาษาต่างประเทศตามที่กล่าวมา กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้มี การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศทุกช่วงชั้น เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานความเป็น มนุษย์ สร้างศักยภาพในการคิดและการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เป็นรากฐานและเตรียมความพร้อม ในการเรียนของเยาวชนรุ่มใหม่ ให้สอดคล้องกับสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร ช่วยให้นักเรียนเป็นผู้มี วิสัยทัศน์ กว้างไกล สามารถพัฒนาความคิดและมองโลกกว้างขึ้น โดยมีความคาดหวังว่าเมื่อนักเรียน เรียน ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา นักเรียนจะมีความรู้ ความสามารถใน การรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความ เข้าใจ ความรู้สึกและ ทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ที่เป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง และสังคม (กรมวิชาการ, 2551) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะที่ให้ประโยชน์สำหรับ การแสวงหาความรู้เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพชีวิต และสังคม การอ่านถือว่าเป็นทักษะที่จําเป็นและสําคัญอย่างยิ่งในการดําเนินชีวิตประจําวัน ทั้งใช้เป็น เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในการเรียนรู้วิชาการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความคิด สติปัญญา และ เสริมสร้างประสบการณ์การอ่านที่มีประสิทธิภาพจะต้องอ่านและจับใจความได้สรุปสาระสําคัญของ
3 เรื่องที่อ่านได้จากการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาของการอ่าน พบว่า ในปัจจุบันมีเด็กจํานวนไม่น้อยที่ สามารถอ่านหนังสือและสะกดคําที่ตนคุ้นเคยได้อย่างคล่องแคล่ว แต่มีปัญหาในการทําความเข้าใจ กับเนื้อหาหรือความหมายของสิ่งที่ตนอ่าน (นภเนตร ธรรมบวร. 2549, น. 176) และจากการ ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนพบว่า ปัญหาที่สําคัญในการอ่านของผู้เรียนก็คืออ่านแล้ว จับใจความไม่ได้ไม่สามารถสรุปประเด็นได้ไม่สามารถแยกความรู้ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ทําให้ไม่ได้ รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควร ทั้งยัง เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการศึกษาวิชาต่าง ๆ ด้วย (กรมวิชาการ. 2546, น. 188)
4 เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะความรู้ในด้านการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรมีการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนและมีสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเน้นให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรม การเรียนการสอน โดยยึดนักเรียนเป็นสำคัญให้ได้ลงมือปฏิบัติจริง และกระตุ้นให้วารสารมหาจุฬา นาครทรรศน์ปีที่ 6 ฉบับที่ 10 (ธันวาคม 2562) | 6085ผู้เรียนเกิดความสนใจอยากจะเรียน การอ่าน นิทานเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนสนใจต่อกิจกรรมการอ่านเพิ่มขึ้น เนื่องจากนิทาน สามารถทำ ความเข้าใจในบทอ่าน ได้ง่ายขึ้น ข้อดีของการนำนิทานมาช่วยในการอ่าน คือ สามารถ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้หลายรูปแบบทำให้ไม่น่าเบื่อ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ตาม ความสนใจของผู้เรียน การสอนอ่านภาษาอังกฤษที่นำนิทานมาใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอ่านนั้น จากงานวิจัยของ อรชร วงศ์ษา (2548) อุ มาพร ทองเสมอ (2548) อมรลักษณ์ สัพโพ (2550) วัชรา ภรณ์ แสงพันธ์ (2553) และ วาสนา บุญเชียงมา (2555) พบว่า การจัดการเรียนการสอนที่นำนิทาน มาใช้ในการการ พัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องที่ อ่านได้เป็นอย่างดี เนื่องจากนิทานมีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนทำให้นักเรียนอ่านและเข้าใจ ได้รวดเร็วอีก ทั้งเนื้อหาในนิทานมีความสอดคล้องสัมพันธ์กับโครงสร้างความรู้เดิมของ นักเรียน ช่วยให้ผู้เรียน เข้าใจในบทเรียนได้เป็นอย่างดี และการเรียนมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น ดังที่ บีที (Beaty, 1994: 4) กล่าวว่า นิทานนั้นทำให้ผู้เรียนรักการอ่าน ตระหนักถึง บทบาทของตนเองขณะที่อ่านและมีความคิด สร้างสรรค์ สตอกเดล (Stockdale, 1995: 22) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าการนำนิทานมาใช้ในการเรียน การภาษาที่สองช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความรู้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับการเรียนภาษาแม่ พร้อมทั้ง ช่วยตอบสนองวิธีการ เรียนรู้ตรงของผู้เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้นิทานสิ่งสำคัญ และจำเป็น อย่างยิ่งคือ ต้องทราบองค์ประกอบของนิทาน เสาวนีย์ กลับส่ง (2547: 21) อธิบายถึง การประเมินนิทานต้องดูองค์ประกอบดังนี้โครงเรื่อง (Plot) ความขัดแย้ง (Conflict) ลักษณะตัว ละคร (Characterization) ฉาก (Setting) แก่นเรื่อง (Theme) รูปแบบ (Style) นอกจากนั้น ปีเตอร์ เซน (Petersen, 1995: 2-5) ได้เสนอขั้นตอนในการนำ นิทานมาใช้ในการเรียนการสอน 3 ขั้น คือ ขั้นเตรียมการ (Preparation) ขั้นนำเสนอ เนื้อหา (Presentation) ขั้นติดตามผล (Follow-up Activities) ดังนั้นทักษะที่ผู้เรียนควรได้รับการส่งเสริมและฝึกฝนเป็นอันดับแรกคือ การอ่าน โดยถือว่า การอ่านเป็นศูนย์กลาง หรือหัวใจที่จะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา ส่งเสริมผู้เรียนให้รู้จักใช้ กระบวนการคิด อันเป็นทางนําไปสู่การพัฒนาการฟังการพูด การเขียน และใช้ภาษาได้ดี (บันลือ พฤกษะวัน. 2543, น. 3) เพราะทักษะการอ่านเป็นทักษะทางภาษาที่มีความสําคัญยิ่งในการแสวงหา ความรู้ช่วยปรับและขยาย ประสบการณ์ของตน ช่วยทําให้คนพัฒนาตนเอง ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์สังคม และนําความรู้จากการอ่านมาพัฒนาชีวิตของตนให้ดีขึ้น (อัจฉรา ชีวพันธ์. 2547, น. 140)
5 วิธีสอนหรือเทคนิคการสอนมีอยู่หลายวิธีมีวิธีการสอนอีกรูปแบบหนึ่งที่มีจุดหมายเพื่อ ฝึกฝนทักษะด้านการอ่านโดยให้ผู้อ่านกำหนดจุดประสงค์ในการอ่านด้วยการคาดเดา เนื้อหาที่จะ อ่านล่วงหน้า คือ วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) ซึ่งเป็น วิธีการสอนที่ช่วยพัฒนาในด้านทักษะการอ่าน ทั้งนี้เพราะมุ่งสอนให้นักเรียนคิดเป็นและรักการอ่าน ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียน จากการคาดเดาเนื้อเรื่องล่วงหน้า กระตุ้นให้นักเรียน อ่านเรื่องเพื่อค้นหาคำตอบจากการคาดเดา ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดารา หวานสนิท (อ้างถึงใน Stauffer, 1969, น. 96) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนในการสอนอ่าน แบบ DR-TA ว่า มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นวิเคราะห์และเตรียมการ ขั้นให้นักเรียนอ่านผ่าน ๆ เพื่อให้รู้เรื่องที่ อ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร จุดใดเป็นจุดสำคัญของเรื่อง อ่านให้ละเอียดเพื่อทำความเข้าใจอย่างชัดเจน และอ่านซ้ำตอนที่ไม่เข้าใจ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจบางตอน จากนั้น อ่านวิเคราะห์หรือสรุป ใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านและขั้นให้นักเรียนทำกิจกรรมโดยให้นักเรียน อ่านจับใจความ แล้วตอบ คำถามจากเรื่องที่อ่าน ต่อมา กอบแก้ว สกุลแก้ว (อ้างถึงใน Tierney and Eirnet, 1995) ได้ ปรับปรุงวิธีการสอนแบบ DR-TA ขึ้นใหม่ โดยแบ่งขั้นตอนการสอนออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้ ช่วงที่1 กระบวนการอ่านและคิดแบ่งเป็น 4 ขั้น ได้แก่ขั้นที่ 1 การคาดเดา ขั้นที่ 2 การอ่าน ขั้นที่ 3 การ แปลความหมาย และขั้นที่ 4 การตรวจสอบความเข้าใจ ช่วงที่ 2 การฝึกทักษะที่จำเป็น ช่วงของการ รวบรวมข้อมูลหลังจากการอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดและทบทวนความเข้าใจในการอ่านเป็นการสรุปเนื้อ เรื่องทั้งหมดเพื่อเสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนให้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้นจากนั้นจึง ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด กอบกุล สกุลแก้ว (2553, น. 67) ได้กล่าวว่าการสอนอ่านแบบ DR-TA เป็น วิธีการที่มุ่งฝึกการใช้ความคิดในการคาดเดาเนื้อเรื่องล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการเชื่อมโยง ประสบการณ์เดิม และความรู้ใหม่เข้ากับเรื่องที่อ่านเป็นการตรวจสอบความเข้าใจของตนเองและยัง เป็นวิธีการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางเป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้นักเรียนที่ได้รับการสอนอ่านแบบ DR-TA มีความสามารถอ่านเพื่อความเข้าใจสูงขึ้นได้ จากการศึกษาวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) ที่ กล่าวมาผู้วิจัยจึงมีความเห็นว่า การสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) นั้นสามารถพัฒนาทักษะการอ่านได้โดยเฉพาะการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียน เพราะนอกจาก นักเรียนจะได้ฝึกอ่านและได้ตรวจสอบความเข้าใจในการอ่านอย่างมีวัตถุประสงค์แล้ว นักเรียนยังจะ ได้ร่วมกันอภิปรายปัญหาการอ่านด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ ดังนั้นผู้วิจัย จึงมีความ สนใจที่จะพัฒนาความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจ ด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-Thinking Activity) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความ เข้าใจของนักเรียนต่อไป
6 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่า ลี่อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) 1.2.3 เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) 1.3 สมมติฐานการวิจัย ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี หลังเรียนสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย 1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ตำบลบ้านหยวก อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง รวม 14 คน 1.4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ตัวแปรต้น คือ การเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA 2) ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.1) ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 2.2) ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) 1.4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยกำหนดเนื้อหาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ดังนี้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่อ่านจากสื่อ ประเภทต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล โดยใช้บทอ่านจาก ข่าว บทความ เรื่องสั้น สาร คดี และนิทาน รายละเอียดดังนี้ 1. เรื่อง The Monkey and the Fishermen จำนวน 3 ชั่วโมง 2. เรื่อง The Frog and The Mouse จำนวน 3 ชั่วโมง
7 3. เรื่อง Jack and the Beanstalk จำนวน 3 ชั่วโมง 1.4.4 ขอบเขตระยะเวลา ระยะเวลาในการทำวิจัย รวมทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง
8 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 นิทานอีสป หมายถึง นิทานที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านพร้อมให้ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต กับผู้อ่านมาอย่างยาวนาน เดิมทีนิทานอีสปเป็นนิทานที่ใช้วิธีการแบบเล่าปากต่อปาก ไม่มีการจด บันทึกไว้เป็นหลักฐาน จนในศตวรรษต่อๆ มา จึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานบนแผ่น ปาปิรัสอียิปต์โบราณ รวมถึง ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแห่งแรก ของโรมัน ก็ได้เป็นอีกคนหนึ่งที่รวบรวมเรื่องราว นิทานอีสป เอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานก็บอก ว่า เดมิตริอุส ซึ่งเป็นชาวกรีก ได้รวบรวม นิทานอีสป โดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อน คริสต์ศักราช ต่อมาจึงมีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคนจนถึงพระรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า มาซิมุล พลานูด ได้ แปล นิทานอีสป จากภาษาลาตินมาเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1400 โดยนับแต่นั้นมา ชาวยุโรปก็ ได้แปล นิทานอีสป ให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตนอย่างแพร่หลาย แต่คติสอนใจและข้อคิด หลักที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน 1.5.2 การเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA (Direct Reading–Thinking Activity) หมายถึง วิธีการสอนอ่านตามขั้นตอนการสอนของ กอบแก้ว สกุลแก้ว (อ้างถึงใน Tierney and Eirnet, 1995) ซึ่งแบ่งขั้นตอนการสอนออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้ช่วงที่ 1 กระบวนการอ่านและคิด แบ่งเป็น 4 ขั้น ขั้นที่1 การคาดเดา ขั้นที่ 2 การอ่าน ขั้นที่3 การแปลความหมาย ขั้นที่ 4 การตรวจสอบความ เข้าใจ และช่วงที่ 2 การฝึกทักษะที่จำเป็น เป็นช่วงของการรวบรวมข้อมูลหลังจากการอ่านเนื้อเรื่อง ทั้งหมด และทบทวนความเข้าใจในการอ่าน โดยครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นการ เสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนให้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น จากนั้นจึงให้นักเรียนทำ แบบฝึกหัด 1.5.3 ทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ หมายถึง กระบวนการที่ผู้อ่านสร้างความหมายจาก การอ่านอย่างกระตือรือร้น กล่าวคือ เป็นการอ่านที่ผู้อ่านไม่ได้มีฐานะเป็นฝ่ายรับความหมายในตัว บท หรือข้อความที่อ่าน แต่ผู้อ่านต้องเป็นผู้สร้างความหมายระหว่างการอ่าน ซึ่งเรียกว่ากระบวนการ สร้างปฏิสัมพันธ์ส่งผ่านระหว่างกันระหว่างผู้อ่านและตัวบท ผู้อ่านจะต้องนำประสบการณ์ในชีวิต ความรู้เดิม อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการหรือเป้าหมาย ณ ขณะที่อ่านนั้นเข้ามามีส่วนใน กระบวนการสร้างความหมาย 1.5.4 ทัศนคติ หมายถึง ทัศนคติหรือระดับความพึงพอใจของบุคคลต่อกิจกรรมต่างๆ ซึ่ง สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของกิจกรรมนั้น ๆ โดยเกิดจากพื้นฐานของการรับรู้ค่านิยมและ ประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับ 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
9 1.6.1 ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity(DR-TA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ตำบล บ้านหยวก อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.6.2 นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity(DR-TA) 1.6.3 เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สามารถนำไปประยุกต์ใช้ กับการอ่านภาษาอังกฤษในรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน
10 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ตำบลบ้านหยวก อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนำเสนอตามลำดับหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานอีสป 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค DR-TA 2.5 เอกสารเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2.1.1 ทำไมต้องเรียนภาษาต่างประเทศ ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งใน ชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การ ประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับ ประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความ แตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การ ปกครอง มีเจคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสาร รวมทั้ง เข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส
11 เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลย พินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม
12 2.1.2 เรียนรู้อะไรในภาษาต่างประเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อ ภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรม อันหลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้ อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้ ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความ นำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอด และแสดง ความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ความสัมพันธ์ ความเหมือน และความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาและ วัฒนธรรมไทยและนำไปใช้อย่างเหมาะสม ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาต่างประเทศในการ เชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น เป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลก ทัศน์ของตน ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 2.1.3 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปฏิบัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียง ข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้น ๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน ระบุ/เขียนสื่อที่ไม่ใช่ ความเรียงรูปแบบต่าง ๆ สัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่าน เลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนุน และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อ ประเภทต่าง ๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคม และสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ใช้คำขอร้อง คำชี้แจง และ คำอธิบายให้คำแนะนำอย่างเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่านอย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยาย
13 ความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/ เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็น ต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคม พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จาก การวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ พร้อมให้เหตุผลประกอบ เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส ตามมารยาท สังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม และ ประเพณีของเจ้าของภาษา เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ เปรียบเทียบ และอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสียง ประโยคชนิดต่าง ๆ และการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษากับของไทยและนำไปใช้อย่างเหมาะสม ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น จากแหล่งการเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและการเขียน ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคม ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูลต่าง ๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นเป็นภาษาต่างประเทศ มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่อง เกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพ และสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงคำศัพท์ประมาณ 2,100 – 2,250 คำ (คำศัพท์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น) ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex Sentence) สื่อความหมายตาม บริบทต่าง ๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 2.1.4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร
14 มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และ แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดง ความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดยการพูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และ นำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และ สังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบ อาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ 2.2.1 ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญสำหรับนักเรียนในทุกระดับ การอ่านจัดเป็น กระบวนการที่สลับซับซ้อน มีนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ ดังนี้ ทัศนีย์ศุภเมธี (2534, น. 79) กล่าวว่า การอ่านคือการแปลสัญลักษณ์ที่เขียนหรือ พิมพ์ให้มีความหมายออกมาเป็นสัญลักษณ์สัญลักษณ์ในภาษาไทย คือ คำ ข้อความ จึงเป็นเรื่อง สำคัญมากในการสอนอ่านแก่เด็กแรกเรียน นักเรียนจะต้องเข้าใจความหมายและนำไปใช้ ในการฟัง พูด และเขียนได้ถูกต้อง
15 บันลือ พฤกษะวัน (2532, น. 2) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นการ สื่อความหมายที่จะถ่ายโยงความคิด ความรู้จากผู้เขียนถึงผู้อ่าน การอ่านลักษณะนี้เรียกว่า “อ่านเป็น” ผู้อ่านย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน โดยอ่านแล้วสามารถประเมินผลของสิ่งที่อ่านแล้ว ได้ นันทิยา แสงสิน (2540, น. 4) ได้ให้ความหมายว่า การอ่านคือกระบวนการทาง ความคิดที่ผู้อ่านพยายามสร้างความหมายจากข้อความที่ผู้เขียนพยายามสื่อความหมายในงานเขียน ซึ่งผู้อ่านต้องใช้ความรู้ความสามารถทางด้านภาษา ประสบการณ์และลักษณะของข้อเขียน เพื่อให้ เข้าใจความหมายตามที่ผู้เขียนต้องการ มณีรัตน์สุกโชติรัตน์(2549, น. 18) กล่าวว่า การอ่านหมายถึงกระบวนการที่ผู้อ่าน รับรู้ข่าวสารซึ่งเป็นความรู้ความคิด ความรู้สึกและความคิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมา เ ป็น ลายลักษณ์อักษร การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับประสบการณ์และ ความสามารถในการใช้ความคิด สรุปได้ว่าการอ่าน หมายถึง กระบวนการที่ผู้อ่านสร้างความหมายจากการอ่านอย่าง กระตือรือร้น กล่าวคือ เป็นการอ่านที่ผู้อ่านไม่ได้มีฐานะเป็นฝ่ายรับความหมายในตัวบท หรือ ข้อความที่อ่าน แต่ผู้อ่านต้องเป็นผู้สร้างความหมายระหว่างการอ่านซึ่งเรียกว่ากระบวนการสร้าง ปฏิสัมพันธ์ส่งผ่านระหว่างกันระหว่างผู้อ่านและตัวบท ผู้อ่านจะต้องนำประสบการณ์ในชีวิต ความรู้ เดิม อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการหรือเป้าหมาย ณ ขณะที่อ่านนั้นเข้ามามีส่วนในกระบวนการ สร้างความหมาย 2.2.2 ความสำคัญและประโยชน์ของการอ่าน กานต์มณีศักดิ์เจริญ (2529, น. 332) ให้ความสำคัญของการอ่านไว้ดังนี้ การอ่าน เป็นการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้เกิดทักษะต่าง ๆ ตลอดจน ความก้าวหน้าทางวิชาชีพ เกิดความคิดสร้างสรรค์ ความเพลิดเพลิน รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทำให้มนุษย์ทันต่อเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของโลก สามารถแก้ปัญหาทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และปัญหาส่วนตัวได้ นิดดา หงส์วิวัฒน์ (2537, น. 7-8) ระบุว่า การอ่านเป็นทักษะที่ต้องฝึกเช่นเดียวกับ ทักษะอื่น ๆ เด็กมีทักษะในการอ่านไว มีสมาธิในการอ่านต่อเนื่อง จับประเด็นความได้ชัดเจน มี อารมณ์และจินตนาการร่วมอยู่ด้วย ทำให้เกิดความชำนาญในการรับรู้ทางด้านการคิดเป็น การสรุป การตอบโต้ทำให้เกิดความคิดเป็นระบบ และการรับรู้เป็นระบบการแสดงออกและการสื่อสารต่อผู้อื่น ต่อโลกภายนอกก็ชัดเจน เป็นระบบซึ่งอนุภาพของการอ่านหนังสือจะนำเด็กไปสู่เส้นทางของการเป็น คนฉลาด
16 2.2.3 ความเข้าใจในการอ่าน สุภัทรา อักษรานุเคราะห์ (2532, น. 84) กล่าวถึง ความเข้าใจในการอ่าน คือ การที่ นักเรียนสามารถจับใจความในเรื่องที่อ่าน โดยไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายทุกคำ นักเรียนจะต้องใช้ ประสบการณ์ความรู้ต่าง ๆ และนำความหมายจากบริบท (Context) มาช่วยเพื่อความเข้าใจ ใน เนื้อเรื่องและรู้จักการทำนายความ (Prediction) ที่ปรากฏได้อย่างมีแนวทาง สมุทร เซ็นเชาวนิช (2542, น. 73) กล่าวว่า ความเข้า ใจ (Comprehension) คือ ความสามารถที่อนุมานข้อสนเทศหรือความหมายอันพึงประสงค์จากสิ่งที่อ่านมาแล้วได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ความเข้าใจนี้เป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการศึกษา และ ประสบการณ์ต่าง ๆ หลาย ๆ ด้านของแต่ละคนถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของการ อ่าน ถ้าอ่านแล้วไม่เกิดความเข้าใจใด ๆ เลยก็อาจกล่าวได้ว่า การอ่านที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น และการ อ่านในลักษณะนี้จึงเป็นได้แค่เพียงเห็นตัวหนังสือปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษเท่านั้น ไม่สื่อความหมาย ใดทั้งสิ้น นอกจากจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์แล้วยังไม่ได้อะไรจากการอ่านนั้นอีกด้วย กล่าวโดยสรุป ความหมายของความเข้าใจในการอ่าน คือ ความสามารถในการเข้าใจ คำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความ ตลอดจนเรื่องราวทั้งหมดที่ผู้อ่านสามารถจับใจความสำคัญ และ รายละเอียดของเรื่องได้และเชื่อมโยงความคิดของผู้เขียนเข้ากับความรู้เดิมของผู้อ่าน เพื่อตีความ สรุป ความหมายเกิดเป็นความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่าน 2.2.4 ระดับความเข้าใจในการอ่าน มีนักการศึกษาได้แบ่งระดับของความเข้าใจในการอ่านไว้ดัง นฤมล กังวานไกล (อ้าง ถึงใน Smith and Barrett, 1974) แบ่งระดับของความเข้าใจในการอ่านออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 1) ระดับความเข้าใจตามตัวอักษร (Literal Comprehension) เป็นความเข้าใจ พื้นฐานที่ผู้อ่านจะเข้าใจว่าผู้เขียนเขียนว่าอย่างไร 2) ระดับความเข้าใจที่ประเมินในขอบเขตที่เกี่ยวโยงกับเรื่อง สามารถโยงกับ เหตุการณ์อื่น ๆ ได้ (Inference) 3) ระดับความเข้าใจที่ประเมินผลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ (Evaluation) 4) ระดับความเข้าใจที่ทำให้เกิดทัศนคติเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิด ได้(Appreciation)
17 สุชาดา นาทรงคุณ (อ้างถึงใน Miller, 1997) แบ่งระดับความเข้าใจในการอ่านไว้ 4 ระดับโดยเรียงจากขั้นต่ำไปหาขั้นสูง ดังนี้ 1) ระดับความเข้าใจตามตัวอักษรหรือข้อเท็จจริง (Clitoral or Factual Comprehension) คือ ความสามารถในการหาคำตอบ ซึ่งถามตรง ๆ ตามเรื่องที่อ่าน รวมทั้งการหาใจความสำคัญและ รายละเอียดต่าง ๆ ที่อยู่ในเรื่องซึ่งอาจเทียบได้กับการจำแนกตามวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ของบลูม (Bloom) ในขั้นความรู้และการแปลความ 2) ระดับความเข้าใจแบบตีความ หรือสรุปอ้างอิงลงความเห็น (Interpretative or Inferential Comprehension) คือ ระดับที่ผู้อ่านต้องใช้กระบวนการคิดในการตีความสิ่งที่อ่าน การ สรุปอ้างอิง การหาข้อสรุป ขยายความ และทำนายสิ่งที่จะเกิดตามมา ซึ่งเทียบได้กับวัตถุประสงค์ ทางการศึกษาของบลูม (Bloom) ขั้นตีความหรือขั้นขยายความ 3) ระดับความเข้าใจในการอ่านขั้นวิจารณ์หรือการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Reading) การอ่านระดับนี้จัดไว้ในขั้นสูงของการตีความ ซึ่งจะแยกดูความแตกต่างได้ยากระหว่าง การตีความและการอ่านขั้นวิจารณ์ ในบางกรณีการอ่านขั้นวิจารณ์ยังรวมถึงการประเมินหรือตัดสิน สิ่งที่อ่าน โดยเฉพาะผู้อ่านที่กำหนดขั้น โดยอาศัยประสบการณ์เดิม การอ่านระดับนี้เทียบได้กับ วัตถุประสงค์ทางการศึกษาของบลูม (Bloom) ในระดับประเมินผล 4) ระดับการอ่านอย่างสร้างสรรค์ (Creative Reading) คือ การอ่านระดับสูงสุดของ กระบวนการอ่าน เป็นการอ่านที่สามารถนำสิ่งที่อ่านไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือ เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในการอ่าน ซึ่งเทียบได้กับวัตถุประสงค์ทางการศึกษาของบลูมในระดับการ นำไปใช้หรือสังเคราะห์กระบวนการ ที่ผู้อ่านสร้างความหมายจากการอ่านอย่างกระตือรือร้น กล่าวคือ เป็นการอ่านที่ผู้อ่านไม่ได้มีฐานะเป็นฝ่ายรับความหมายในตัวบทหรือข้อความที่อ่าน แต่ ผู้อ่านต้องเป็นผู้สร้างความหมายระหว่างการอ่าน ซึ่งเรียกว่ากระบวนการสร้างปฏิสัมพันธ์ส่งผ่าน ระหว่างกัน ระหว่างผู้อ่านและตัวบท ผู้อ่านจะต้องนำประสบการณ์ในชีวิต ความรู้เดิม อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการหรือเป้าหมาย ณ ขณะที่อ่านนั้นเข้ามามีส่วนในกระบวนการสร้าง ความหมาย 2.2.5 การประเมินผลการอ่าน การประเมินผลการอ่านเพื่อความเข้าใจ จะช่วยให้ทราบถึงความเข้าใจของผู้เรียนใน การอ่านว่ามีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด อีกทั้งผู้สอนยังสามารถนำไปใช้ในการวางแผนเพื่อการ พัฒนาหรือจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งนักการศึกษาได้กล่าวถึงการประเมินผลการอ่าน เพื่อความเข้าใจ ไว้ดังนี้
18 กฤษฎา โพธิ์ชัยรัตน์ (อ้างถึงใน, อัจฉรา วงศ์โสธร, 2538) กล่าวว่า การประเมินทักษะ การอ่าน สามารถใช้เกณฑ์ที่กำหนดตามส่วนประกอบของภาษาแบบย่อย และเกณฑ์ที่กำหนดตาม ความสามารถในการรับสาร หรืออาจใช้เกณฑ์ประยุกต์เข้าด้วยกันโดยใช้น้ำหนักเกณฑ์แบบรวม มากกว่าเกณฑ์แบบย่อย 1) เกณฑ์กำหนดความสามารถของการอ่านที่เป็นแบบเกณฑ์ย่อย มีดังนี้ 1.1) ความรู้ศัพท์ ผู้เรียนสามารถเข้าใจคำศัพท์ สำนวนที่ใช้ในระดับใด 1.2) ความรู้ไวยากรณ์ ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ด้านไวยากรณ์ในการทำความ เข้าใจและการเชื่อมโยงของเนื้อหา โดยใช้คำในลักษณะต่าง ๆ กัน ที่กำหนดหน้าที่ ทางภาษา 2) เกณฑ์กำหนดความสามารถการอ่านแบบรวม มีดังนี้ 2.1) ความสามารถเรียบเรียงความ ได้แก่ การอ่านแล้วเข้าใจความ สามารถแสดง ความเข้าใจโดยการตอบคำถามที่ให้เรียบเรียงด้วยคำใหม่โดยให้ใจความเดิม หรือสามารถตอบคำถาม แบบเลือกตอบ และแบบเรียงความ 2.2) ความสามารถในการอ่านข้อมูลที่เป็นรายละเอียด ผู้เรียนสามารถโยง รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับใจความสำคัญของเรื่องได้ว่าเป็นรายละเอียดสนับสนุน หรือเป็น รายละเอียดที่ขัดแย้งกันเพื่อให้ข้อมูลตรงกันข้าม ตลอดจนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรายละเอียด ด้วยกัน 2.3) ความสามารถอ่านจับใจความสำคัญ ผู้เรียนสามารถระบุแก่นเรื่อง หัวเรื่อง และใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ 2.4) ความสามารถวิเคราะห์และประเมินความสัมพันธ์ของเนื้อความ และ สุนทรียศาสตร์ของการใช้ภาษา ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ ความเข้าใจสิ่งที่อ่าน และความรู้เกี่ยวกับรูปแบบลีลาภาษาที่ใช้ในบทอ่าน สามารถวิเคราะห์ ประเมิน และสรุปได้ว่าบท อ่านที่อ่านนั้นเป็นบทอ่านประเภทใด ลีลาภาษาที่ใช้ เจตนา ทัศนคติของผู้เรียน สามารถ วิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุและผลที่เกิดขึ้น ตลอดจนสามารถประเมินประสิทธิผลของบทอ่านได้ ซึ่ง ความสามารถในระดับนี้เป็นระดับสูงซึ่งต้องอาศัยความรู้ในระดับเบื้องต้นเป็นพื้นฐาน การกำหนด ความสามารถข้างต้นเป็นลำดับขั้นที่ขึ้นต่อกัน และสามารถกำหนดความสามารถตามเกณฑ์ โดยใช้ มาตราส่วนประเมินค่าเป็นระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความสามารถมากที่สุด
19 ระดับ 4 หมายถึง มีความสามารถมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความสามารถพอประมาณ ระดับ 2 หมายถึง มีความสามารถน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความสามารถน้อยที่สุด 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทานอีสป นิทานอีสป หมายถึง นิทานที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านพร้อมให้ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตกับ ผู้อ่านมาอย่างยาวนาน เดิมทีนิทานอีสปเป็นนิทานที่ใช้วิธีการแบบเล่าปากต่อปาก ไม่มีการจดบันทึก ไว้เป็นหลักฐาน จนในศตวรรษต่อๆ มา จึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานบนแผ่น ปาปิรัสอียิปต์โบราณ รวมถึง ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแห่งแรก ของโรมัน ก็ได้เป็นอีกคนหนึ่งที่รวบรวมเรื่องราว นิทานอีสป เอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานก็บอก ว่า เดมิตริอุส ซึ่งเป็นชาวกรีก ได้รวบรวม นิทานอีสป โดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อน คริสต์ศักราช ต่อมาจึงมีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคนจนถึงพระรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า มาซิมุล พลานูด ได้ แปล นิทานอีสป จากภาษาลาตินมาเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1400 โดยนับแต่นั้นมา ชาวยุโรปก็ ได้แปล นิทานอีสป ให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตนอย่างแพร่หลาย แต่คติสอนใจและข้อคิด หลักที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค Direct Reading-Thinking Activity (DR-TA) 2.4.1 ความเป็นมาและลักษณะสำคัญของเทคนิค DR-TA เทคนิค DR-TA เป็นเทคนิคการสอนที่พัฒนาขึ้นโดย วิรัชนี มาตันทัง (อ้างถึงใน Stauffer, 1969) มีแนวคิดว่าการอ่าน คือกระบวนการคิดที่ต้องใช้ประสบการณ์เดิมของผู้อ่านเข้า มาเชื่อมโยงกับความคิดของผู้เขียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความคิดของตนโดยการตั้ง วัตถุประสงค์ในการอ่านของตนเองและทดสอบสมมุติฐานด้วยตนเอง จากนั้นจึงอ่านข้อมูลเพื่อ ตรวจสอบสมมุติฐาน และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เหตุผลที่ผู้เรียนจะนำมาสนับสนุนสมมุติฐาน ของตนนั้นไม่ได้เน้นที่คำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบใดคำตอบหนึ่ง แต่เป็นการให้อิสระผู้เรียนในการ ตอบคำถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความร่วมมือช่วยเหลือกัน ลักษณะเช่นนี้เป็นการสร้าง แรงกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาที่เรียนในการสื่อสาร เทคนิค DR-TA มีแนวคิดที่มีพื้นฐานมาจากแนวการสอนภาษาแบบมุ่งเน้นประสบการณ์ (Language Experience Approach) ดังนี้
20 1) ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดโดยเฉพาะทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยการ แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ หรือคาดเดาไปถึงสถานการณ์อื่น ๆ และการหาเหตุผลมา สนับสนุน 2) ผู้เรียนได้รับความสนุกสนานจากกิจกรรมการเรียนการสอนทุกขั้นตอน 3) ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างเป็นธรรมชาติโดยเน้นความเข้าใจ ความหมาย หรือความคิดรวบยอดของภาษา 4) ผู้เรียนมีโอกาสฝึกการใช้ภาษาในลักษณะบูรณาการ 5) ผู้เรียนมีโอกาสคุ้นเคยกับกระบวนการอ่านที่ถูกต้องเหมาะสมกับการรับรู้ของ มนุษย์ ประกอบด้วยความสนใจการใช้ประสบการณ์เดิมและการระลึกสิ่งที่อ่านได้ 6) ผู้เรียนมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้อื่น 7) ผู้เรียนมีโอกาสแสดงความสามารถเฉพาะด้านและเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ หลายรูปแบบ เช่น การแสดงบทบาทสมมต การวาดภาพ เป็นต้น 8) ผู้เรียนคุ้นเคยกับการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 9) ผู้สอนสามารถให้การสอนซ่อมเสริมได้กับผู้เรียนหลายกลุ่มในขณะเดียวกันตาม ระดับความสามารถของแต่ละคน 10) ผู้สอนสามารถพัฒนาทักษะการสอนภาษาได้ดีขึ้นเพราะมีบทบาทในการเป็นผู้ให้ ความช่วยเหลือและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกขั้นตอน เทคนิค DR-TA เป็นการสอนที่เน้นกระบวนการการคิดโดยมีการตั้งวัตถุประสงค์ใน การอ่าน การตั้งสมมติฐานและทดสอบสมมติฐาน ข้อมูลต่างๆจะถูกวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า ภายใต้กรอบของโครงสร้างความรู้เดิมของผู้อ่าน นอกจากนี้ยัง เป็นกระบวนการที่อยู่ภายใต้การ ควบคุมของทัศนคติแรงจูงใจ ความเชื่อมั่น และระดับความกังวลใจของผู้อ่านอีกด้วย ดังที่ วิ รัชนี มาตันทัง (อ้างถึงใน Goodman, 1982) กล่าวว่า การเดาอย่างฉลาดเกี่ยวกับสิ่งที่อ่านจะช่วยให้ ผู้อ่านสามารถเลือกโครงสร้างความรู้มาใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้อ่านมี ความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน เทคนิค DR-TA ช่วยให้ผู้เรียนนำเอาความรู้ประสบการณ์เดิมมาใช้ในการ คาดเดาอย่างเป็นระบบ เป็นการฝึกผู้เรียนให้เรียนรู้ตามแนวทางการพัฒนาทักษะรวม หรือบนลงล่าง ซึ่งเน้นที่ความหมายมากกว่าการแยกย่อยองค์ประกอบ และให้ความสำคัญของการฝึกความเข้าใจใน การอ่านมุ่งให้ความสำคัญในตัวผู้เรียน โดยคำนึงถึงความรู้เดิมความสนใจและทัศนคติของผู้เรียน
21 สุธิดา ศิริพงศ์ (2542) กล่าวว่า ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของเทคนิค DR-TA คือ ประเภทของคำถามที่ใช้ในกิจกรรมสามารถที่จะใช้วัดทั้งในด้านสติปัญญา (Cognitive) และด้าน อารมณ์ความรู้สึก (Affective) การที่ตั้งคำถามให้ผู้เรียนคาดเดาเนื้อเรื่องที่จะอ่านนั้นผู้เรียน จำเป็นต้องตอบโดยอาศัยทั้งข้อมูลจากเนื้อเรื่อง และข้อมูลจากความรู้ประสบการณ์หรือความรู้สึกเดิม ที่มีอยู่ นอกจากนี้คำถามที่ใช้ไม่เพียงต้องการคำตอบในระดับความรู้ความจำเท่านั้น แต่ยังอาศัย ความเข้าใจในระดับสูง เช่น การตีความ และการประยุกต์ใช้อีกด้วย จากลักษณะสำคัญของเทคนิค DR-TA ที่กล่าวมาข้างต้น จึงสรุปได้ว่าเทคนิค DR-TA เป็น กิจกรรมที่เน้นกระบวนการคิด การคาดเดา โดยใช้ความรู้เดิมมาช่วยในการคาดเดาและตั้งสมมติฐาน ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยผ่านกระบวนการอ่านซึ่งมีกลวิธีการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนหาคำตอบ หรือเหตุผลเพื่อสนับสนุนการคาดเดาของตนเอง นำมาซึ่งความเข้าใจในการอ่าน เทคนิค DR-TA เป็น วิธีการสอนหนึ่งที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกกลวิธีก่อนการอ่าน ขณะอ่านและหลังการอ่าน ซึ่งเป็นองค์ประกอบ สำคัญในกระบวนการอ่านและยังให้ความสำคัญของปัจจัยในด้านสติปัญญา อารมณ์ และความรู้สึก ของผู้อ่านด้วย 2.4.2 ขั้นตอนการสอนของเทคนิค DR-TA ขั้นตอนการสอนอ่านแบบ DR-TA โดย กอบแก้ว สกุลแก้ว (อ้างถึงใน Stauffe, 1969) มีดังนี้ 1) ขั้นกำหนดวัตถุประสงค์ในการอ่าน โดย 1.1) ใช้ตัวชี้แนะต่าง ๆ ชื่อเรื่อง รูปภาพ แผนที่ และกราฟ 1.2) ใช้ประเภทของสื่อเพื่อคาดเดาเนื้อหา 1.3) กำหนดวัตถุประสงค์โดยใช้ประสบการณ์ ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของกลุ่ม 2) ขั้นแนะนำอัตราเร็วในการอ่านที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และสื่อ 2.1) อ่านคร่าว ๆ (Skimming) อ่านโดยกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว 2.2) อ่านข้าม (Scanning) อ่านเฉพาะส่วนอย่างละเอียด 2.3) อ่านเพื่อศึกษา (Study) อ่านซ้ำเพื่อพิจารณาเนื้อหา 3) ขั้นสังเกตการณ์ 3.1) สังเกตการณ์ใช้อัตราเร็วในการอ่าน
22 3.2) สังเกตการณ์ขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการกำหนดวัตถุประสงค์ การสรุป แนวคิดรวบยอด และการอ่านซ้ำ (อ่านในใจ หรืออ่านออกเสียง) 3.3) เมื่อนักเรียนมีข้อสงสัยเรื่องความหมายของคำศัพท์ครูควรให้ความช่วยเหลือ ทันทีโดยแนะนำให้นักเรียนใช้ตัวแนะ 4) ขั้นพัฒนาความเข้าใจในการอ่าน 4.1) ตรวจสอบวัตถุประสงค์ 4.2) ยืนยันหรือแก้ไขวัตถุประสงค์ 4.3) นักเรียนอาจต้องการแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม 4.4) พัฒนาแนวความคิดรวบยอด 5) ขั้นกิจกรรมเสริม เช่น อภิปราย แบบฝึกหัดอ่านเพิ่มเติม เรียนเพิ่ม ฝึกเขียนเพื่อ เสริมทักษะทางการอ่านในเรื่องต่อไปนี้ 5.1) การคาดเดา 5.2) การสรุปข้อมูลโดยใช้ภาษาของตนเอง 5.3) ความมีเหตุผลโดยการอนุมานความและการหาข้อมูลสนับสนุน 5.4) การหาความหมายของคำศัพท์โดยการใช้รูปภาพ บริบทของภาษา โครงสร้าง ทางภาษา และพจนานุกรม กอบแก้ว สกุลแก้ว (อ้างถึงใน Tierney and Eirnet, 1995) ได้ปรับปรุงวิธีการสอน แบบ DR-TA ขึ้นใหม่ โดยแบ่งขั้นตอนการสอนออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้ 1) ช่วงที่ 1 กระบวนการอ่านและคิด (Directing the Reading-Thinking Process) 1.1) ขั้นที่ 1 การคาดเดา ครูนำนักเรียนเข้าสู่บทเรียนด้วยการให้นักเรียนดูรูปภาพ แล้วให้นักเรียน คาดเดาเนื้อหาของเรื่องที่กำลังจะอ่านนั้น จะเป็นอย่างไร เกี่ยวกับอะไรครูพยายามกระตุ้นด้วย คำถามให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคาดเดาเนื้อหาของเรื่อง 1.2) ขั้นที่ 2 การอ่าน
23 นักเรียนเริ่มอ่านเนื้อเรื่องในส่วนแรก (อ่านออกเสียง) โดยครูอ่านนำและ นักเรียนอ่านตาม เพื่อให้นักเรียนได้ดูข้อความตามครูไปด้วยและได้อ่านทุกตัวอักษร และหลังจาก อ่านเสร็จ ให้นักเรียนเลือกคำศัพท์ที่ไม่รู้ความหมาย และครูอธิบายความหมายของคำศัพท์ 1.3) ขั้นที่ 3 การแปลความหมาย นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องแบบคร่าว ๆ อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบการคาดเดา และ ในระหว่างที่นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องและแปลความหมายอยู่นั้น ให้ครูคอยสังเกตการทำงานและให้ ความช่วยเหลือเมื่อนักเรียนต้องการ หากนักเรียนมีปัญหาเกี่ยวกับคำศัพท์ครูแนะนำให้นักเรียนใช้ วิธีต่อไปนี้ 1.3.1) ดูรูปภาพอีกครั้ง 1.3.2) อ่านประโยคซ้ำอีกครั้ง 1.3.3) เปิดพจนานุกรม 1.3.4) ถามเพื่อนหรือครู 1.4) ขั้นที่ 4 การตรวจสอบความเข้าใจ นักเรียนปิดเรื่องที่อ่าน ครูเริ่มถามคำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจในการอ่าน ของนักเรียน โดยครูช่วยเขียนคำตอบที่เป็นประโยค และให้นักเรียนอ่านออกเสียงประโยคที่นักเรียน ตอบ หากเนื้อเรื่องมีความยาวหลายย่อหน้า ให้ทำการแบ่งสอบที่ละย่อหน้า โดยปฏิบัติตามขั้นที่ 1-4 ซ้ำอีก จนจบเนื้อเรื่องทั้งหมด 2) ช่วงที่ 2 การฝึกทักษะที่จำเป็น (Fundamental Skill Training) เป็นช่วงของการ รวบรวมข้อมูลหลังจากการอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมด และทบทวนความเข้าใจในการอ่านเพื่อเป็นการ เสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนให้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น จากนั้นจึงให้นักเรียนทำ แบบฝึกหัด วิรัชนี มาตันทัง (อ้างถึงใน Wilhelm, 2001) ได้สรุปขั้นตอนของเทคนิค DR-TA ไว้ 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ผู้สอนตั้งจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์จากหน่วยการสอนที่ต้องการ จากนั้นจึงค่อย พิจารณาเลือกบทอ่านที่มีความเหมาะสมกับผู้เรียน 2) ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมมาสู่บทอ่าน 3) ผู้เรียนคาดเดาหรือทำนายเกี่ยวกับบทอ่านโดยผู้สอนนำเสนอชื่อเรื่อง หัวข้อ รูปภาพเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ได้ใช้ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนมาช่วยในการคาดเดา
24 4) ผู้สอนคอยชี้แนะผู้เรียนในขณะอ่านเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ รวมทั้งต้อง กำหนดจุดหยุดในบทอ่าน 5) ผู้เรียนสะท้อนแนวคิดหรือเรื่องราวที่ได้อ่าน 6) ผู้เรียนทำกิจกรรมเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาทักษะและความเข้าใจ ในการทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เทคนิค DR-TA ในการเรียนการสอนตามแบบของ กอบแก้ว สกุลแก้ว (อ้างถึงใน Tierney and Eirnet, 1995) โดยสามารถแบ่งกิจกรรมออกเป็นสอง ช่วงหลัก คือ ช่วงที่ 1 ขั้นกระบวนการอ่านและคิด และช่วงที่ 2 การฝึกทักษะที่จำเป็นโดยใช้การ คาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า เป็นวิธีการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเรื่องที่อ่าน ซึ่งจะช่วย เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้เรียนอ่านเรื่องด้วยความเข้าใจและช่วยให้จำเรื่องที่อ่านได้ดียิ่งขึ้นโดยต้องอาศัย ความรู้หรือประสบการณ์เดิมของผู้เรียนมาใช้ 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 2.5.1 ความหมายของความพึงพอใจ แพรวพวง โยวะผุย (อ้างถึงใน Vroom, 1964) ได้ให้แนวคิดของความพึงพอใจกับ ทัศนคติเป็นคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกันมากจนสามารถใช้แทนกันได้ โดยให้คำอธิบายความหมาย ของทั้งสองคำนี้ว่า หมายถึง ผลจากการที่บุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งนั้นและทัศนคติด้านลบจะ แสดงให้เห็นถึงสภาพความไม่พึงพอใจ สุรีรัตน์โรจน์ประทักษ์(2539) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติ หรือ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อได้รับการตอบสนองทั้งทางด้านวัตถุประสงค์และ ด้านจิตใจก็จะทำให้เกิดความพึงพอใจ พิน คงพูน (2529) ได้สรุปว่า ความพึงพอใจ คือความรู้สึกชอบยินดีเต็มใจหรือเจตคติ ของบุคคลที่ดีต่องานที่ปฏิบัติความพึงพอใจเกิดจากการได้รับตอบสนองความต้องการ ทั้งด้านวัตถุ และจิตใจ จากนิยามของความพึงพอใจที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติความรู้สึกของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีต่อสิ่งเร้า โดยสิ่งเร้านั้นสามารถตอบสนองความต้องการ หรือความคาดหวังของบุคคลนั้น ๆ ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์หรือความคาดหวังที่ตั้งไว้ 2.5.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ
25 Maslow (1968) เป็นนักจิตวิทยาชาวอังกฤษได้สร้างทฤษฎีความต้องการตามลำดับ ขั้นมีสมมติฐานอยู่ 3 ประการ คือ 1) มนุษย์มีความต้องการตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ 2) ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว ก็จะไม่เป็นแรงจูงใจสำหรับพฤติกรรมนั้น อีกต่อไป 3) ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นจากต่ำไปสูงตาม ล ำ ดั บ ความสำคัญในเมื่อความต้องการขั้นต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการขั้นสูงก็จะตามมา ทฤษฎีของ Maslow แบ่งตามลำดับความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ลำดับขั้น 1) ความต้องการความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs) 2) ความต้องการชื่อเสียงยกย่อง (Self-Esteem Needs) 3) ความต้องการด้านสังคม ความรัก ความพอใจ (Belongness and Love Needs) 4) ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) 5) ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological Needs) กล่าวได้ว่าทฤษฎีของ Maslow ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีความต้องการ 5 ขั้น เมื่อความ ต้องการขั้นพื้นฐานขั้นหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้ว ขั้นอื่น ๆ ก็จะเกิดตามมา ซึ่งจะมีความสำคัญกับ บุคคลมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับว่าความพึงพอใจที่ได้รับนั้นตอบสนองตามความต้องการของบุคคลนั้น ๆ เพียงใด แพรวพวง โยวะผุย (อ้างถึงใน Shelly Maynard, 1975, น.9) กล่าวว่า ความพึง พอใจเป็นความรู้สึก 2 แบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ ความรู้สึก ทางบวกเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วมีความสุข ความสุขเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากความรู้สึก ทางบวกอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่เป็นระบบย้อนกลับ ความสุขสามารถทำให้เกิดความสุขหรือ ความรู้สึกทางบวกเพิ่มมากขึ้นอีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อนและมี ความสัมพันธ์กับความรู้สึกทางบวกมากกว่าความรู้สึกทางลบ จากแนวคิดนี้อาจกล่าวได้ว่า ความพึงพอใจของบุคคลจะเกิดขึ้น เมื่อความต้องการ ได้รับการตอบสนองในระดับหนึ่ง เมื่อเกิดความต้องการแล้วบุคคลจะตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุความ ต้องการ ความพึงพอใจของบุคคลจะแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมทางกายภาพและลักษณะ ส่วนบุคคล
26 2.5.3 การวัดความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจ เป็นการวัดความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในลักษณะ หนึ่งลักษณะใด การที่เราจะทราบว่าบุคคลนั้นมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการ แสดงออกที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงเป็นการยากที่จะวัดความพึงพอใจได้โดยตรง การที่จะวัดความ คิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นจะต้องตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงจึงจะสามารถวัดความพึงพอใจที่แท้จริง ได้ มีนักวิชาการได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการวัดความพึงพอใจไว้หลายท่าน ดังนี้ บุญเรือง ขจรศิลป์(2529) ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทัศนคติหรือเจตคติเป็น นามธรรม เป็นการแสดงออกค่อนข้างซับซ้อน จึงเป็นการยากที่จะวัดทัศนคติได้โดยตรง แต่เรา สามารถที่จะวัดทัศนคติได้โดยอ้อม โดยวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นแทน ฉะนั้น การวัดความ พึงพอใจก็มีขอบเขตที่จำกัดด้วย อาจมีความคลาดเคลื่อนขึ้น ถ้าบุคคลเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นไม่ ตรงกับความรู้สึกที่จริง ซึ่งความคลาดเคลื่อนเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาของการวัดโดยทั่ว ๆ ไป ภณิดา ชัยปัญญา (2541) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้นสามารถทำได้หลาย วิธี ดังต่อไปนี้ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถามใช้เพื่อต้องการทราบความคิดเห็น ซึ่ง สามารถกระทำได้ในลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าวอาจถาม ความพอใจในด้านต่าง ๆ 2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจทางตรง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการ ที่ดีจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง 3) การสังเกตเป็นวิธีวัดความพึงพอใจโดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูดจา กริยาท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและสังเกตอย่าง มีระเบียบแบบแผน โยธิน แสวงดี. (2551) กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1) การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยให้กลุ่มบุคคลที่ ต้องการวัดแสดงความคิดเห็นลงในแบบสอบถามที่กำหนด เพื่อต้องการทราบความคิดเห็น ซึ่ง สามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าวอาจถาม ความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่น การบริหารและการควบคุมงาน และเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น
27 2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคความ ชำนาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์และวิธีการที่ดีจึงจะทำให้ผู้ตอบคำถามตอบตามข้อเท็จจริง ได้ข้อมูลที่ เป็นจริงได้ 3) การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการสังเกต อย่างมีระเบียบแบบแผน จะเห็นได้ว่า การวัดความพึงพอใจต่อการให้บริการนั้นสามารถกระทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความสะดวก เหมาะสมตลอดจนจุดมุ่งหมายของการวัดด้วย จึงจะส่งผลให้การวัดนั้นมี ประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือได้ 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6.1 วิจัยในประเทศ เอกลักษณ์ เทพวิจิตร (2558) ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการสอนด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA และศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการสอนด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DRTA กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนนาคประสิทธิ์อ.สาม พราน จ.นครปฐม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DRTA และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DRTA ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการ สอนด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วยวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA อยู่ในระดับเห็นด้วย มาก ขวัญฤทัย มุลทาทอง (2560) ทำการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยวิธี DR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impressions และการใช้คำถาม 5W1H ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและศึกษาเจตคติต่อ การสอนด้วยวิธี DR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impression และการใช้คําถาม 5W1H ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จํานวน 1 ห้องเรียน จํานวน 20 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบ้านเวียงคุก สํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคายเขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัด
28 กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธี DR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impression และการใช้คําถาม 5W1H 2) แบบทดสอบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และ 3) แบบวัดเจตคติต่อ การสอนด้วยวิธี DR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impression และการใช้คําถาม 5W1H ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยวิธีDR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impression และ การใช้คําถาม 5W1H มีคะแนนความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจก่อนเรียน เท่ากับ 14.20 คิดเป็นร้อยละ 47.33 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.10 คิดเป็นร้อยละ 80.33 และมีคะแนนความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ร้อยละ 75และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีเจตคติต่อการสอนด้วยวิธีDR-TA เสริมด้วยวิธี Story Impression และการใช้คำถาม 5W1H ในระดับค่อนข้างดี วรัชฎา ครองยุต (2562) ทำการพัฒนาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์(E1/E2 = 75/75) 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์จากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่าน จับใจความ 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบ ฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนา ความสามารถการอ่านจับใจความ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนประทาย อําเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่กําลังเรียนในรายวิชา ภาษาอังกฤษ 12 (อ33102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จํานวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มี 5 ชนิด ประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 แผน เวลาเรียน 16 ชั่วโมง 2) แบบฝึกทักษะเพื่อ พัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ เรื่อง Traditions of the USA and the UK จํานวน 8 เล่ม แต่ละเล่มใช้ ประกอบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA เล่มละ 2 ชั่วโมง 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6เป็นแบบเลือกตอบปรนัย4ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 4) แบบวัดความสามารถ การอ่านจับใจความสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบปรนัย 4 ตัวเลือก
29 จํานวน 20 ข้อ5)แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผล การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR - TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถใน การอ่านจับใจความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ (E1/ E2 ) เท่ากับ 76.11 / 77.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75 / 75 2) ผลสัมฤทธิ์จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนา ความสามารถการอ่านจับใจความ หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) ความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนจากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่าน จับใจความ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.42 คิดเป็นร้อยละ 77.10 4) ดัชนีประสิทธิผลของการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่าน จับใจความ มีค่าเท่ากับ 0.6286 คิดเป็นร้อยละ 62.86 5) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ประกอบแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถการ อ่านจับใจความ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.54 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.1 2.6.2 วิจัยต่างประเทศ Yeny (2020) ทำการศึกษาผลของกิจกรรมการอ่านการคิดแบบชี้นำ (DR-TA) ต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ศูนย์การเรียนรู้ Politeknik Negeri Sriwijaya เมืองพาเล็มบาง ประเทศอินโดนีเซีย ปีการศึกษา 2018-2019 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 36 คน งานวิจัยในครั้งนี้ได้แบ่งนักศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มทดลองได้รับการปฏิบัติโดยใช้เทคนิค DR-TA ในขณะที่กลุ่มควบคุมใช้วิธีการอ่านแบบมี คำแนะนำ ผลการวิจัยพบว่า การเรียนโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA และการสอนอ่านแบบ มีคำแนะนำ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.5 Sukri (2021) ทำการศึกษาผลของการประยุกต์ใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ DR-TA ต่อ ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ SDN Kompleks Pincengpute Kecamatan Tanasitolo Kabupaten Wajo จำนวน 23 คน ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของ นักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมาก และกลวิธีการสอนอ่านแบบ DR-TA มี อิทธิพลต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใน SDN Kompleks Pincengpute Kecamatan Tanasitolo Kabupaten Wajo
30
31 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้ นิทานอีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 แบบแผนการวิจัย 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียน บ้านบ้านท่าลี่ ตำบลบ้านหยวก อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 14 คน 3.2 แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็น การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้ นิทานอีสปและเทคนิคDirected Reading-Thinking Activity (DR-TA) สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest–Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538, น. 249) และแบบกลุ่มเดี่ยวสอบหลัง (One Group PosttestOnly Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540, น. 60-61) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 3.1
32 ตารางที่ 3.1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ทัศนคติต่อการจัดการเรียน รู้โดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค DR-TA One Group Posttest – Only Design - 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DRTA จำนวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ละ 3ชั่วโมง รวม 9ชั่วโมง 3.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1)แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 2) แบบสัมภาษณ์ทัศนคติ/ข้อคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทาอีสปและ เทคนิค DR-TA เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 1 ฉบับ 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค DR-TA 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 3) แบบ สัมภาษณ์ทัศนคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ดังนี้ 3.4.1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA จำนวน 3แผนการ จัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 3 ชั่วโมง รวม 9 ชั่วโมงตามขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาจุดประสงค์วิชาภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหา
33 2) ศึกษารายละเอียดของเนื้อหาที่จะนำมาสอน จำนวน 3 เรื่อง โดยพิจารณาจาก นิทานอีสปเรื่องต่าง ๆ ให้มีความยากง่ายในระดับที่เหมาะสมกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 4) เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 4.1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เ ร ื ่ อ ง Reading Comprehension from Tale “The Frog and The Mouse” 3 ชั่วโมง 4.2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง Reading Comprehension from Tale “The Monkey and the Fishermen” 3 ชั่วโมง 4.3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง Reading Comprehension from Tale“Jack and the Beanstalk” 3 ชั่วโมง 5) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการ เรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดย ดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค DR-TA ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.4.2 แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20
34 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการ วัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียน ข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2) วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3) สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ เป็นแบบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4) นำแบบทดสอบวัดผลความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ เสนอ ต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 5) ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหยวก จังหวัดอุดรธานีแล้วนำคะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่ายระหว่าง 0.21 – 0.75 และอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.23 – 0.65 6) นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ จำนวน 20 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร KR -20 โดย พิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.71 – 1.00
35 7) นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ที่หา คุณภาพเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.4.3 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview with subtopics) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาข้อมูลที่จะทำให้ทราบถึงความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค DR-TA จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อ ศึกษาทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA 2) กำหนดประเด็นหลักในการสัมภาษณ์ตามกรอบแนวคิดในการวิจัย ระบุรายการ ข้อมูลที่ต้องการของแต่ละประเด็น 3) จัดทำร่างแบบสัมภาษณ์และรายการคำถามแต่ละประเด็น 4) นำแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ความเหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนภาษาอังกฤษ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน พิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบสัมภาษณ์มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบสัมภาษณ์มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบสัมภาษณ์มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสัมภาษณ์ โดยดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 5) ปรับปรุงแก้ไขแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ เสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 คน แล้วนำแบบ สัมภาษณ์เชิงลึกมาหาคุณภาพ 6) นำแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไป พิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป
36 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค Directed Reading- Thinking Activity (DR-TA) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1) เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA เพื่อศึกษา สภาพปัญหาและความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนในโรงเรียนบ้าน ท่าลี่ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี 2) ตรวจสอบหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กำหนดเนื้อหา และ วัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา 3) ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลองใช้ การพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA 4) เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ …. ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านท่าลี่ จังหวัดอุดรธานี 5) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA และประเมินความ สอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6) สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจผ่านเกณฑ์คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความ เชื่อมั่นทั้งฉบับ 7) สร้างแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และประเมินความเหมาะสม 8) นำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและ เทคนิค DR-TA เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 9) ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัด ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 10) ดำเนินการจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้ นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในโรงเรียนบ้านท่าลี่ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ที่ผู้วิจัยเป็นผู้ออกแบบในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ ใช้เวลา 9 ชั่วโมงในการเก็บข้อมูล ในระหว่างการจัดกิจกรรมโดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA ครูผู้สอนจะทำการสังเกตพฤติกรรมด้านความสามารถใน การอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนไปด้วย
37 11) เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับ นักเรียนกลุ่มเดิม ด้วยแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งแบบทดสอบหลังเรียนเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบ ก่อนเรียน เมื่อนักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนเรียบร้อยแล้ว ครูทำการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อให้ นักเรียนดำเนินการตอบเป็นลำดับถัดไป 12) นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 13) นำแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีวิเคราะห์ แก่นสาระ (Thematic Analysis) 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1) วิเคราะห์หาผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้นิทาน อีสปและเทคนิค Directed Reading-Thinking Activity (DR-TA) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ 2) วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โดยใช้การพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทาน อีสปและเทคนิค DR-TA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ก่อนเรียนและหลัง เรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน 3) วิเคราะห์ทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ใช้ การวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้สำหรับแยกแยะ (Identifying) วิเคราะห์ (Analyzing) และรายงานผลในรูปแบบหรือแกนสาระ (Reporting Patterns/Themes) จากข้อมูลที่มี โดยสิ่งที่เป็นแก่นสาระ (Theme) ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับการนับจำนวนที่กล่าวถึง แต่ ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นหรือแก่นสาระสามารถจับบางสิ่งที่สำคัญที่มีความสัมพันธ์กับคำถามการวิจัย ทั้งหมดหรือไม่ (Braun and Clarke, 2006) 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1) การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของเครื่องมือวิจัยทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ แผนการ จัดการเรียนรู้แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ และแบบสัมภาษณ์
38 ทัศนคติของผู้เรียน โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558, น. 220- 221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2) การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน เพื่อความเข้าใจซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558, น. 195) N R p = f Ru Rl r − = เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 3) การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558, น. 223) − − − = tt 2 s pq 1 n 1 n KR 20 : r เมื่อ tt r แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ
39 P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น S 2 แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 3.7.2 สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 1) ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553, น. 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 3.7.3 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาความสามารถในการ อ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เทคนิค DR-TA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านทาลี่อำเภอ น้ำโสม จังหวัดอุดรธานี 1) หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2 ) ตามเกณฑ์75/75 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544, น. 49) 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมแผนการจัดการเรียนรู้ทุกแผนรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแผนการจัดการเรียนรู้ทุกแผนรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 70 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากกิจกรรม กลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยการพัฒนาทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ
40 เข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 70 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จาก แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หลังเรียนรู้ตามการพัฒนา ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานอีสปและเทคนิค DR-TA สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าลี่ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70