The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunwadee12345, 2021-06-14 01:57:40

เที่ยวพิพิธภัณฑ์มีนบุรี ใน E-Book

คำนำ






ปัจจุบันการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในแต่ละครั้ง ผู้ที่ต้องการศึกษา เรยนรู้ เกี่ยวกับ
พิพิธภัณฑ์นั้น ๆ ต้องเดินทางไปเยี่ยมชมและหาข้อมูลด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่ขาดโอกาสในการ

เดินทางหรือเดินทางไม่สะดวกนั้นถือเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้พิพิธภัณฑ์ไม่เป็นที่รู้จักและไม่เป็น
ที่นิยม ในขณะที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้พัฒนาไปอย่างมากและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ

ื่
แต่การนำเสนอข้อมูลพิพิธภัณฑ์กลับยังไม่ได้มีการพัฒนาเท่าที่ควรไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา สอ วิธีการ
นำเสนอ และการนำไปประยุกต์ใช้งานดังกล่าว


สำนักงานเขตมีนบุรี เล็งเห็นความสำคัญในการประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
เมืองมีนบุรี ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายผ่านช่องทาง social media จึงได้จัดทำ QR Code

เพอช่วยเพมความสะดวกรวดเรวในการเข้าถึงข้อมูลสิ่งของต่าง ๆ ที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์

ิ่
ื่
ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี แต่ QR Code ดังกล่าว ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจของ
นักท่องเที่ยวได้มากนัก

สำนักงานเขตมีนบุรี จึงได้จัดทำโครงการเที่ยวพิพิธภัณฑ์มีนบุรีใน E-Book ขึ้น

เพื่อสอดคล้องวิถีปัจจุบัน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรีให้เป็นที่รู้จัก
อย่างแพร่หลาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของ

ท้องถิ่น ซึ่งสามารถอ่านที่ไหน เมื่อไหร่ ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องเดินทางประหยัดค่าใช้จ่าย และ
เพื่อเพิ่มช่องทางในการนำเสนอข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรีให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สารบัญ




บทที่ 1 ประวัติความเป็นมาของมีนบุรี


 ประวัติความเป็นมา 1

 บันทึกการเสด็จประพาสต้นเมืองมีนบุร 8

 แผนที่มณฑลกรุงเทพ พ.ศ.2444 ๑๑


 แผนที่เมืองมีนบุรี พ.ศ.2445 ๑๒

 ตราประจำเขตมีนบุร ี 1๓

บทที่ 2 พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี


 ประวัติความเป็นมา 1๔

 ห้องที่ 1 ห้องหอจดหมายเหตุเมืองมีนบุรี 1๙

 ห้องที่ 2 ห้องหอเกียรติยศ 2๙

 ห้องที่ 3 ห้องศิลปกรรม และวัฒนธรรม 3๗


 ห้องที่ 4 ห้องการเมืองการปกครอง 5๔

 ห้องที่ 5 ห้องศาสนา 7๓

บทที่ 3 สภาพภูมิศาสตร์และลักษณะประชากร

 สภาพทางภูมิศาสตร์ 7๕


 ถนนสายหลักมีนบุร ี 7๖

 ทรัพยากรธรรมชาติ 7๗

 ลักษณะประชากรในเขตมีนบุรี ๗๘


บทที่ 4 สถานที่สำคัญและสถานที่ท่องเที่ยวในเขตมีนบุรี

 สถานที่สำคัญ ๗๙

 สถานที่ท่องเที่ยว 11๒

บทที่ ๑






ประวัติความเป็นมาของมีนบุรี






บทที่





ประวัติความเป็นมาของมีนบุรี






























เขตมีนบุรี เดิมเคยเป็นจังหวัดหนึ่งขึ้นอยู่กับมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งประกอบด้วย

ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ นนทบุรี ธัญญบุรี และมีนบุรี เริ่มต้นในรัชสมัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕ ได้ทรงพระกรุณา

โปรดเกล้าฯ ให้รวมท้องที่อำเภอคลองสามวา กับอำเภออื่น ๆ อีก ๓ อำเภอ คือ อำเภอแสนแสบ

อำเภอเจียรดับ และอำเภอหนองจอก รวมเปน ๔ อำเภอ ตั้งเป็นเมืองขนานนามว่า “เมืองมีนบุรี”

ซึ่งหมายถึง “เมืองปลา” ทั้งนี้ เพื่อให้คู่กับเมืองธัญญบุรี แปลว่า “เมืองข้าว” ซึ่งทรงพระกรุณา


โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งอยู่ก่อนแล้ว และทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ให้หม่อมเจ้าสง่างาม (สุประดิษฐ์)
เป็นข้าหลวงรักษาราชการเมือง ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ร.ศ.๑๒๑ ดังหลักฐานซึ่งคัดลอกจาก


เอกสารสำคัญในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี ดังนี้



ที่มา : Facebook เมืองไทยในอดีต


เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ ขอพระบรมราชานุญาต ในการจัดตั้งเมือง
ได้มีการส่งรายชื่อเมืองใหม่ เพื่อให้พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ คัดเลือกหลายชื่อ

โดยรายชื่อเมืองใหม่ที่ปรากฏในจดหมายหลักฐานนั้น พระสาสนโสภณได้ส่งมาให้แก่ พระเจ้า-

น้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ มี ๓ ชื่อ ที่พระสาสนโสภณเห็นควร คือ มีนบุรี บุญชธานี เมสบุรี

และยังมีรายชื่ออื่น ๆ ที่ปรากฏมีไว้คัดเลือก เพื่อใช้เป็นนามเมืองใหม่ที่รวมตัวขึ้นในบริเวณ
เมืองแสนแสบ ได้แก่ มัจฉบุรี ที่มีความหมายว่า เมืองปลา มัศยาไศรย มีความหมายว่า เป็นที่


ปลาอาไศรย มัศยาไลย มีความหมายว่า เป็นที่ปลาอยู่ มัศยาภิรมย์ มีความหมายว่า เปนที่รื่นรมย์
ของปลา

นอกจากนั้นแล้วยังมีชื่ออื่น ๆ ที่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศร์วรฤทธิ์ส่งเข้าไป

เพื่อให้โปรดพระราชทานชื่อ ได้แก่ ศรีมัจภูมิ วารโคจรภูมิ ธานีมัจฉชาติ อัมพุชบุรี อัมพุชไพบูลย์

วาริชากร วาริชรัฐ อัมพุชราม อัมพุชาไศรย


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระบรมราชานุญาต

พระราชทานนามให้จัดตั้ง เมืองมีนบุรี ดังหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ,

เอกสารกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กระทรวงนครบาล, ราชการทั่วไป หัวเมืองในมณฑล
กรุงเทพฯ ปีที่ ๑ (ร.น.๑๖ก) ดังนี้

นอกจากหลักฐานการตั้งเมืองมีนบุรีที่กล่าวมาแล้ว ยังมีหลักฐานเอกสารสำคัญของ

กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กระทรวงนครบาล ดังนี้













































ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๓ - ๒๔๗๔ เนื่องจากผลกระทบของสงครามโลก ครั้งที่ ๑
ทำให้ “เศรษฐกิจตกต่ำ” ไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงกระทบถึง

งบประมาณของประเทศอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ จึงโปรดเกล้าฯ

ให้แก้ไขเหตุการณ์โดยยกเลิกหรือรวมกรม กองต่าง ๆ ในส่วนกลาง และยุบมณฑลจังหวัดและสถานที่

หรือส่วนราชการบางแห่ง ตลอดจนปลดข้าราชการออกจากตำแหน่ง เพื่อตัดทอนงบประมาณ

รายจ่ายให้สู่ดุลยภาพ จึงทำให้มีการยุบรวมจังหวัดมีนบุรีเข้ากับพระนคร ดังมีหลักฐานหนังสือ
โต้ตอบแจ้งเรื่อง การยุบจังหวัดมีนบุรี พ.ศ.๒๔๗๔ ไว้ดังนี้

“ยุบจังหวัดมีนบุรี” เนื่องจากใน

สมัยรัชกาลที่ ๗ พุทธศักราช ๒๔๗๔
ประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำโดยทั่วไป

จึงมีพระราชดำริยุบส่วนราชการบางส่วน

เพื่อตัดทอนค่าใช้จ่ายภายในประเทศ โดยให้

ยุบจังหวัดมีนบุรีมารวมกับจังหวัดพระนคร

ขึ้นต่อมณฑลกรุงเทพฯ เว้นไว้แต่ท้องที่
อำเภอหนองจอก ให้ยกไปขึ้นกับจังหวัด

ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๔


และเป็นอันว่า ต้องยุบเลกกองจังหวัดตั้งแต่
วันที่นั้นเป็นต้นไป ท้องที่อำเภอมีนบุรีกับ

ท้องที่อำเภอลาดกระบังยกไปขึ้นกับจังหวัดพระนคร ในการประกาศยุบรวมจังหวัดนั้น กำหนด

ไว้ด้วยคำว่า ให้ยุบรวมจังหวัดมีนบุรีเข้าไว้ในการปกครองของจังหวัดพระนคร เว้นแต่อำเภอ

หนองจอก ให้ออกไปขึ้นอยู่ในปกครองของจังหวัดฉะเชิงเทรา ท้องที่จังหวัดพระประแดง

ให้รวมขึ้นอยู่กับจังหวัดสมุทรปราการ เว้นแต่ท้องที่อำเภอราษฎร์บูรณะ ให้ขึ้นกับจังหวัดธนบุรี
และท้องที่จังหวัดธัญญบุรี ให้รวมอยู่กับจังหวัดปทุมธานี เป็นอันว่ามณฑลกรุงเทพฯ ในตอนนั้น

คือนับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๔ เป็นต้นมา มีจังหวัดสังกัดอยู่เพียง ๔ จังหวัดเท่านั้น คือ

พระนคร ธนบุรี นนทบุรี และสมุทรปราการ เฉพาะจังหวัดพระนครหลังจากการปรับปรุงแล้ว
มีอำเภอเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ อำเภอ คืออำเภอมีนบุรีกับอำเภอลาดกระบัง รวมกับอำเภอที่มีแล้ว

๑๒ อำเภอ คือ อำเภอพระนคร อำเภอดุสิต อำเภอนางเลิ้ง อำเภอบางรัก อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย

อำเภอสัมพันธวงศ์ อำเภอปทุมวัน อำเภอบ้านทราย (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอยานนาวา)

อำเภอบางซื่อ อำเภอบางกะปิ อำเภอบางเขน
อำเภอพระโขนง รวม ๑๔ อำเภอ ต่อมาในปี

พ.ศ.๒๔๗๕ ก็ได้มีพระราชบัญญัติ ให้โอน

การปกครองอำเภอหนองจอก ซึ่งขึ้นอยู่กับ

จังหวัดฉะเชิงเทรา มาขึ้นจังหวัดพระนคร
เพราะไม่สะดวกแก่ราษฎรที่จะไปติดต่อกับ

จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ ให้โอนตั้งแต่วันที่

๒๖ มีนาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ดังนั้นจังหวัด

พระนคร จึงมีอำเภอรวมทั้งสิ้น ๑๕ อำเภอ ที่มา : www.silpa-mag.com

มีนบุรีจึงเป็นจังหวัดนับตั้งแต่ วันที่ ๑ กันยายน ๒๔๔๕ จนถึงวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๔

เมื่อยุบเป็นอำเภอแล้ว คงมีเขตท้องที่เหมือนเช่นเดิม คือ ๗ ตำบล ๑๓๒ หมู่บ้าน ดังนี้
๑. ตำบลบางชัน มี ๒๐ หมู่บ้าน

๒. ตำบลทรายกองดิน มี ๒๕ หมู่บ้าน

๓. ตำบลคลองสามวาฝั่งตะวันออก มี ๒๕ หมู่บ้าน

๔. ตำบลคลองสามวาฝั่งตะวันตก มี ๑๗ หมู่บ้าน

๕. ตำบลคลองเจ๊ก มี ๒๐ หมู่บ้าน
๖. ตำบลแสนแสบ มี ๑๕ หมู่บ้าน

๗. ตำบลคู้ฝั่งใต้ มี ๑๐ หมู่บ้าน

กับมีกิ่งอำเภอลาดกระบัง ซึ่งได้ยกจากอำเภอลงมาเป็นกิ่งอำเภอ มาขึ้นอยู่อีก ๑ กิ่ง

โดยเฉพาะกิ่งอำเภอลาดกระบัง มี ๕ ตำบล ๙๑ หมู่บ้าน ดังนี้

๑. ตำบลลาดกระบัง มี ๑๕ หมู่บ้าน

๒. ตำบลคลองสองต้นนุ่น มี ๑๖ หมู่บ้าน

๓. ตำบลคลองสามประเวศ มี ๑๗ หมู่บ้าน
๔. ตำบลทับยาว มี ๒๑ หมู่บ้าน

๕. ตำบลลำปลาทิว มี ๒๒ หมู่บ้าน

มีการเปลี่ยนแปลงเขตท้องที่อีกหลายครั้ง ในที่สุด เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐

ได้ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอลาดกระบังขึ้นเป็นอำเภออีกครั้งหนึ่ง


มีนบุรีได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๗ แขวง(ตำบล) มี ๑๐๗ หมู่บ้าน แต่เดิมมี

สุขาภิบาล ๑ แห่ง ชื่อสุขาภิบาลมีนบุรี ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ ซึ่งในชั้นแรกมีหมู่บ้าน ที่ ๑, ๒, ๘,
๙, ๑๐, ๑๓, ๑๗, ๑๘ และ ๑๙ ของตำบลมีนบุรีรวมกันเข้าเป็นเขตสุขาภิบาล ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.

๒๕๐๕ ได้มีการขยายเขตของสุขาภิบาลออกไปอีก โดยรวมเอาหมู่บ้านที่ ๓ ของตำบลมีนบุรีและ

หมู่บ้านที่ ๑๔ ของตำบลแสนแสบเข้ามาอยู่ในเขตสุขาภิบาลด้วย ต่อจากนั้นมาได้ขยายเขต
สุขาภิบาลออกไปตลอดทั้งอำเภอ ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๑๑ เมษายน

๒๕๐๖ และเมื่อได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๕ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ มีนบุรี

จึงมีฐานะเป็นเขตหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

เดิมเขตมีนบุรีมีพื้นที่ ๑๗๔ ตารางกิโลเมตร แต่ได้มีการประกาศกระทรวงมหาดไทย

เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตมีนบุรีและตั้งเขตคลองสามวา ตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เขตมีนบุรี

ในปัจจุบัน จึงมีพื้นที่เหลือเพียง 63.64 ตารางกิโลเมตร

บันทึกการเสด็จประพาสต้นเมืองมีนบุรี























ที่มา : www.silpa-mag.com


พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง เสด็จประพาสคลองแสนแสบ

วันที่ ๓๑ มกราคม ร.ศ.๑๒๖ (พ.ศ.๒๔๕๑)



เมื่อคืนนี้หนาวลักลั่นพิลึก แรกห่มผ้า ๒ ชั้น ไม่พอ ครั้นปิดม่านกลับร้อน เลกเสยชั้นหนึ่ง
เหลือชั้นเดียว ห่มก็ร้อนไม่ห่มก็หนาวเลยไม่เข้าทีตลอดเช้า ได้ความนาฬิกาบอกว่าโมงกับ ๔๐ นาที




เศษแล้ว ประเดี๋ยวก็จะ ๒ โมง จะนอนไปทำไม ตื่นทำสรีรกิจต่างๆ และเรยกผู้คนลงเรอ ออกเรอ
เวลา ๒ โมงครึ่ง ค่อนจะอยู่ข้างสายไปสักนิด เป็นนานจึงได้ความว่า นาฬิกาเขาตั้งผิดชั่วโมง ๑
เวลาที่จดมาแล้วหักเสียชั่วโมง ๑ เป็นได้ความจริง


พอออกจากวัดปากบึง ประเดี๋ยวก็เข้าแดนเมืองมีน คลองตอนนี้หน้าตาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่
คือ รากไม้เกาะยึดและมีต้นไม้ริมคลองมากขึ้น มีบ้านเรือนเรียงรายมาจนถึงหนองจอกเป็นหมู่ใหญ่

เรือนฝากระดานหลังโตๆ หน้าตาบางกอกออกไปถึง มีหลังคามุงกระเบื้องเฟลแรนโด (กระเบื้อง



ซีเมนต์ที่ชอบใช้กันสมัยนั้น ผู้คิดทำขึ้นขายเป็นฝรั่งอิตาเลยนชื่อ ฟารันโด เมื่อแรกมีจึงเรยกกันว่า
กระเบื้องฟารันโด) เห็นวัดสักวันเดียวเท่านั้น เพราะแถบนี้เป็นบ้านแขก คือ แขกพวกหลวงอุดม

ทีเดียวมิใช่อื่นไกลเลย (แขกมลายูเข้ามาเมื่อคราวสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อยังเปน
พระยาศรีพิพัฒน์ เป็นแม่ทัพยกออกไปปราบกบฏเมืองไทยในรัชกาลที่ ๓ มีเรื่องปรากฏอยู่ใน

รายงานหลวงอุดม ซึ่งได้พิมพ์แล้วตรัสอ้างถึงรายงานนั้น) เห็นกองเข้า(ข้าว) ลานนวดเข้า(ข้าว)

กำลังนวดอยู่บ้าง ร่องรอยแห่งความบริบูรณ ปรากฏผิดกันกับข้างตอนฉะเชิงเทรามาก ผักตบชะวา


ได้สางแล้ว แต่ยังเหลือมาก ท่วงทีในนาถ้าจะเล่นนกเห็นจะสนุกแน่ ตามริมคลองเลี้ยงเป็ดไทย

เป็ดเทศ ไก่ นกพิราบ ตลอดทั้งนี้คงเป็นวิสัยแขก เพื่อจะเชือดง่าย ในเรื่องเชือดคออย่างแขก
มันก็มีดีที่ได้กินอาหารสด แต่ถ้าบทร้ายก็ร้ายมาก เล่ากันว่าเมื่อเวลาไปยุโรปคราวนี้ พวกเมืองมีน

เมืองธัญญ์พากันเจ็บเป็นโรคเพล็กตายมาก แต่สังเกตว่าเฉพาะตายในพวกแขกมากกว่าไทย

แต่เมื่อพิจารณาตรวจตรากันเข้า ได้ความว่ามิใช่โรคเพล็ก เป็นโรคที่เกิดขึ้นในฝูงสัตว์โคกระบือ

พอเจ้าของรู้ว่าเจ็บก็ขายให้แขก แขกก็มาเชือดกิน คนที่กินแรกนั้นไม่มีรอดเลยแต่สักคนเดียว

ส่วนคนที่พยาบาลตอนต้นตายบ้างรอดบ้าง แต่พยาบาลชั้นที่ ๓ ไม่มีใครตายเลย เป็นด้วยพิษโรค
ที่เกิดจากสัตว์อย่างเดียว


กินข้าวต้มกุ้งแล้ว ถึงตำบลคู้มีสุเหร่าใหญ่
ดูเป็นกำลังบริบูรณ์ บ้านเรือนผู้คนเต็มตลอด

แถบนี้ดูมีไทยมากขึ้น มีเจ๊กขายหมู ได้เรียกมาถาม

ได้ความว่าเป็นเมืองมีน เจ๊กคนนี้รับวันละตัว

ราคานั้น ๕๐ บาท ขึ้นไปหา ๖๐ ว่าแพงเพราะ

ไม่ใคร่มีหมู เป็นหมูโรงสี ขายชั่งละ ๒ สลึง ๒ ไพ
ประเดี๋ยวก็ถึงวัด พบกรมดำรงและพระยาสุขุม ที่มา : www.mgronline.com


ที่นั่น ได้ความว่าอกชั่วโมงเดียวจะถึงเมืองมีน เขากะอย่างโอ๊ะๆ ให้เดินช้าๆ ที่จริงจะตื่นสัก ๔ โมง
แล้วจึงมาก็ทันไปนอนเมืองมีน แต่แกขึ้นไปดูวัด ขึ้นทางตะพานการเปรียญแล้วไปโบสถ์ เป็นชิ้นใหม่
อย่างเอกเพิ่งแล้ว ๘ ปีเท่านั้น ได้ความว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

(ริด)วัดอรุณ) ออกมาผูกสีมาตั้งชื่อว่า วัดทรัพย์สโมสรนิกรเกษม เพราะว่าผู้ที่สร้างนั้นเป็นยายทรัพย์

คนหนึ่ง ในวิสุงคามปลวกกินยับเยินได้รับว่าจะทำให้ใหม่ ใบเดิมลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ร.ศ.๑๑๘


สมภารอยู่ข้างปากคอเราะร้าย และบอกว่าบริบูรณดี ออกจากวัดนี้เวลา ๕ โมงหลวง ๔ โมงราษฎ์
ไม่ช้านักผ่านบ้านแขกและสุเหร่าแขกอีก ๒ แห่ง ถึงแสนแสบตอนนอกนี้ไม่สู้มีบ้าน ต้นแถวโรงพล
ตะเวนท่าดินแดงตามเคย ถัดไปตะราง ๆ ทำใหญ่โตแน่นหนาดีกว่า ที่ไหน ๆ ในหัวเมืองเป็นอันมาก

แต่ไม่มีคนโทษ มีแต่คนที่อยู่ในระหว่างพิจารณา ๗ คน เพราะไม่มีศาล ถัดไปเป็นที่ว่าการเมือง

แล้วจึงเข้าบ้านเจ้าเมืองปลัดเมือง ออกจะตามเคยอย่างเมืองธัญญบุรี แต่ที่หน้าที่ว่าการเหล่านี้
ยังไม่มีถมดิน มีถนนขึ้นจากน้ำสายหนึ่ง ตรงหน้าบ้านผู้ว่าราชการ ถนนขวางสายหนึ่งตั้งแต่ประตู

หน้าบ้านผู้ว่าราชการเมืองไปถึงโรงพล เพราะที่นี่ไม่มีศาลเมืองไม่มีกำลังที่จะทำอะไรได้ เรือเข้าไป

ในคูตรงหน้าบ้านผู้ว่าราชการเมืองจอดที่หน้าเรือนเก่าของชายงาม (หม่อมเจ้าสง่างาม สุประดิษฐ์)



เปนเรือนเครื่องผูกเลว ๆ แต่สบายดีกว่าเรือนฝากระดานอีก ทำกับเข้า(ข้าว)ที่แคร่รมคูในเงาต้นไผ่
แต่มากินกลางวันบนเรือน เวลาเย็นไปดูเรือนผู้ว่าราชการ แล้วลงเรือไปดูคลองสามวา คลองสามวานี้
เป็นของกรมภูธเรศขุด (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ ซึ่งได้ทรงบัญชาการ

กระทรวงนครบาลอยครั้ง ๑) แต่เดี๋ยวนี้ใหญ่กว่า
ู่
สามวามาก ขุดก่อนบริษัทขุดคลองเหนือขึ้นไป
จดคลองหกวาสายใต้ข้างใต้เรียกว่า คลองนุ่นไป

จดคลองสองที่พระยามหาโยธา (พระยามหาโยธา

(นกแก้ว คชเสนี)) ขุดคลอง เมื่อครั้งยังเป็น

พระยาดำรงราชพลขันธ์ ผู้ว่าราชการเมืองนคร

เขื่อนขันธ์ คลองนี้ได้ร้างไป ๒ ปี เดี๋ยวนี้มีคน
ทำนาตลอด มีเรือชะล่าบรรทุกเข้า(ข้าว)เปลือก ที่มา : www.nuradio.nu.ac.th

จอดหลายสิบลำว่าลงตามคลองซอยของคลองสามวานี่เอง ที่สี่แยกนี้เป็นตลาด มีบ้านเรือนคนมาก



นับวามากกวาตำบลอื่นในเมืองนี้ ได้เห็นเจ๊กทำหมูต้องไปหยุดดู กลับมาทำกับเข้า(ข้าว)ที่เก่าและ
มากินบนเรือนเหมือนกัน ในเรือออกร้อนเพราะเข้าไปจอดอยู่ในอู่

วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๑๒๖ ออกเรือ ๓ โมงเศษ บ้านเรือนตอนนี้ เข้ามาแปลกกว่าข้างนอก

รู้สึกว่าบางกอกมากขึ้น มีเจ๊กและไทยมากขึ้น ผักตบชะวาแลเห็นกำลังออกดอกในทุ่งดาษไปมัน

ก็งาม เขาว่าเพิ่งมีไม่ใช่เต็มคลองอย่างข้างแถบนครไชยศรี แต่เจ้าชายงามออกจะชอบ ๆ เห็นว่า
เลี้ยงหมูได้ แต่ข้างฝ่ายนครไชยศรีนั้นกริ้วเหลือเกินว่า หมูก็ไม่กิน...

แผนทมณฑลกรุงเทพ พ.ศ.2444
ี่

















































ที่มา : www.matichon.co.th

แผนที่เมืองมีนบุรี






















































ที่มา : www.matichon.co.th

มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2445 แจ้งความกระทรวงนครบาล

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รวม 4 อำเภอในทุ่งแสนแสบ


ยกขึ้นเป็นเมืองมีนบุร และให้หม่อมเจ้าสง่างาม เป็นข้าหลวงรักษาราชการเมือง





v

ตราประจำเขตมีนบุรี



ตราจังหวัดมีนบุรีในสมัยก่อน





สัญลักษณ์ตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินสยาม

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสวกเอก หม่อมเจ้า

ประวิช ชุมสาย พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์

เจ้าชุมสาย กรมขุนราชสีหวิกรม ผูกตราประจำประเทศ
ขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๑๖ โดยอิงกับหลักการผูกตรา

ของทางยุโรป ที่เรียกกันว่า Heraldry ตรานี้เรียกกัน

โดยทั่วไปว่า ตราแผ่นดิน หรือ ตราอาร์ม




ตราประจำเขตมีนบุรีในปัจจุบัน


สัญลักษณ์ เป็นรูปวงกลม มีปลาตะเพียนสีทอง

อยู่ตรงกลาง ด้านล่างเป็นพื้นน้ำสีฟ้า มีรวงข้าวสีเขียว



สองข้างล้อมรอบด้วยคำวา “สำนักงานเขตมีนบุรี” ที่เปน
ภาษาอังกฤษและภาษาไทย
ความหมาย เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๕

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา

โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้รวม

๔ อำเภอ ในทุ่งแสนแสบ คือ อำเภอคลองสามวา อำเภอ
แสนแสบ อำเภอหนองจอก และอำเภอเจียรดับ (ปัจจุบันอยู่ในเขตหนองจอก) ยกขึ้นเป็นเมืองมีนบุรี

ซึ่งแปลว่า “เมืองปลา” เพราะตำบลแสนแสบเป็นบริเวณที่มีบ่อปลามาก ปลาที่ขึ้นชื่อคือ


“ปลาตะเพยน” และเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเมืองธัญญบุรีที่แปลว่า “เมืองข้าว”
วันก่อกำเนิดเมืองมีนบุรี ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๕

วันสถาปนาเขตมีนบุรี ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕

บทที่ ๒






พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี

บทที่

2



ประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี


































กรุงเทพมหานคร มีนโยบายให้ทุกเขตจัดหาสถานที่เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา เรื่องราวความเป็นมาของบุคคลสำคัญ

สถานที่สำคัญ วิถีชีวิตชุมชน ความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา อาหาร สมุนไพร หตถกรรม ประเพณี
และวัฒนธรรมของท้องถิ่น ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมให้ชนรุ่นหลัง

(นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป) ได้ศึกษา ค้นคว้า


สำนักงานเขตมีนบุรร่วมกับคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมเขตมีนบุร บูรณะซ่อมแซมอาคาร


ศาลากลางจังหวัดมีนบุรี (ศาลาว่าการจังหวัดมีนบุรีในสมัยรัชกาลที่ 5) เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์
ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตมีนบุรี ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานครแห่งเดียว ที่ได้รับ

ชื่อพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
5 ธันวาคม 2550” พร้อมทั้งอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม

2550 ตามหนังสือราชสำนักเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ที่ รล 003.4/7964 ลงวันที่

24 เมษายน 2551







อาคารพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี เป็นอาคารไม้สัก ยกพื้นทั้งหลัง สร้างขึ้นเมื่อปี



พ.ศ. 2445 เปนสถาปตยกรรมผสมผสานระหว่างสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาคารไม้สัก

เก่าแก่หลังนี้ เดิมเคยเป็นศาลาว่าการจังหวัดมีนบุรี เมื่อสมัยที่ยังเป็นจังหวัดอยู่ ใต้ถุนเรอนไม้มีการ
ขุดดินลึกลงไปประมาณ 1 ห้อง เป็นคุกเพื่อใช้กักขังนักโทษ อาคารพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี

หลังนี้ยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. 2544

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี ตั้งอยู่ในอาคารศาลาว่าการจังหวัดมีนบุรีหลังเก่า ภายใน

จัดแสดงเป็นห้องต่าง ๆ จำนวน 5 ห้อง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และความสำคัญของ
เมืองมีนบุรี วิถีชีวิตของผู้คนกับคลองแสนแสบ และเครื่องมือเครื่องใช้ในอดีต ตลอดจนเรื่องราว

อันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาในท้องถิ่น โดยได้เริ่มเปิดให้บริการเข้าเยี่ยมชม เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551




ห้องที่ 1 ห้องหอจดหมายเหตุเมืองมีน



ห้องนี้จัดแสดงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองมีนบุรี เริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมา


ของเมืองมีนบุรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเมืองมีนบุรนั้น เคยเปนจังหวัดหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชทานชื่อเมืองว่า “มีนบุรี”

แปลว่า “เมืองปลา” เพื่อให้คู่กับเมืองธัญญบุรี ที่แปลว่า “เมืองข้าว” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7
มีเหตุการณ์ “เศรษฐกิจตกต่ำ” ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพงและกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ ยุบจังหวัดมีนบุรีเข้ากับ

จังหวัดพระนคร เพื่อเป็นการตัดทอนค่าใช้จ่ายภายในประเทศ มีนบุรีจึงมีฐานะเป็นอำเภอและ
เป็นเขตมีนบุรีในปัจจุบัน ซึ่งมีนบุรีเป็นจังหวัดได้เพียง 29 ปีเท่านั้น (พ.ศ. 2445 - 2474)

ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ. 2473 – 2474 เนื่องจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1

ทำให้ “เศรษฐกิจตกต่ำ” ไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง
กระทบถึงงบประมาณของประเทศอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7


จึงโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขเหตุการณ์โดยยกเลกหรือรวมกรม กองต่าง ๆ ในส่วนกลาง และยุบมณฑล
จังหวัดและสถานที่ หรือส่วนราชการบางแห่ง ตลอดจนปลดข้าราชการออกจากตำแหน่ง เพื่อตัดทอน

ู่

งบประมาณรายจ่ายให้สดุลยภาพ จึงทำให้มีการยบรวมจังหวัดมีนบุรีเข้ากับพระนคร ดังมีหลักฐาน
หนังสือโต้ตอบแจ้งเรื่อง การยุบจังหวัดมีนบุรี พ.ศ.2474


มีการจัดแสดงแผนที่ สถานที่สำคัญต่าง ๆ ของเขตมีนบุรีในปัจจุบัน เช่น วัด มัสยิด โรงเรียน
และสถานที่ราชการ



















ที่มา : www.Homenayoo.com

จัดแสดงแบบเหรียญที่ระลึก 100 ปีเมืองมีนบุรี เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี จังหวัด

มีนบุรี เหรียญที่ระลึก 100 ปีเมืองมีนบุรีนี้ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำ
เหรียญที่ระลึกครบ 100 ปี เมืองมีนบุรี จำนวน 40,100 เหรียญ เพื่อจำหน่ายให้แก่ ข้าราชการ


พ่อค้า และประชาชน



จัดแสดงโมเดลจำลองวิถีชีวิตผู้คนริมคลองแสนแสบในอดีต อาทิ การตั้งบ้านเรือน การค้าขาย

ทางเรือ การละเล่น เป็นต้น คลองมีบทบาทและความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตอย่างมาก
ทั้งในด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำ การปองกันตัวเมืองทางด้านยุทธศาสตร์ การนำน้ำไปหล่อเลี้ยง

พื้นที่ทางการเกษตร การระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังในบริเวณที่ราบลุ่ม และการนำน้ำมาใช้

ในการอุปโภคบริโภคของบ้านเรือน

























ที่มา : www.True Travel.com

จัดแสดงผลิตภัณฑ์งานฝีมือท้องถิ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของขึ้นชื่อ ของดีของเมืองมีนบุรี

ในอดีตทั้งสิ้น เช่น เขาควายแกะสลัก และช้อนที่ทำจากสแตนเลสแท้ เป็นต้น


เขาควายแกะสลก

งานศิลปกรรมที่เกี่ยวกับการแกะสลัก มักรวมเรียกว่า “เครื่องหมายจำหลัก” นับว่า

เป็นงานศิลปะไทย ที่อยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาช้านานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่การ
แกะสลักไม้เป็นวัตถุที่สูญสลาย ดังนั้นศิลปะที่ทำด้วยไม้จึงไม่เหลือให้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน


ช่างแกะสลัก คือ ช่างที่มีความรู้

ความสามารถในการออกแบบลวดลาย

และของมีคมแกะสลักลงบนวัตถุ เช่น ไม้
หิน โลหะ เขาสัตว์ และบนวัสดุของอ่อน

ทำให้เกิดลวดลาย ภายในภาพสามารถ

สัมผัสได้ด้วยมือและสายตา ซึ่งช่างจะต้อง
ใช้ความประณีต ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ

ลักษณะของเนื้อวัสดุ นอกจากนี้ยังต้องรู้

เทคนิคและวิธีการใช้เครื่องมือ เพื่อเวลา

แกะสลักจะได้ไม่บิ่นหรือหลุด


เครื่องครัวที่ทำจากสแตนเลสแท้

วัฒนธรรมการใช้เครื่องมือในการ

กินของสังคมสยาม แต่ไหนแต่ไรจะใช้นิ้วมือ

เปิบข้าว จะใช้ช้อนก็แต่ในวาระโอกาสที่
ต้องการซดน้ำแกง เมื่อต้องกินอาหารด้วย

ช้อนส้อม ทำให้ต้องจัดระเบียบมือใหม่

ในระหว่างมื้ออาหาร มือขวาต้องถือช้อน
มือซ้ายถือส้อมตลอดเวลาในการกิน ถ้าเปน

อาหารตะวันตก มือขวาจะถือมีด มือซ้าย

ถือส้อม

ปัจจุบันนิยมใช้ช้อนที่ทำจากสแตนเลสแท้ เนื่องจากสแตนเลสแท้คือเหล็กกล้าไร้สนิม

จะมีราคาค่อนข้างสูงกว่าช้อนส้อมที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับอายุการใช้งานแล้ว

ถือว่าคุ้มค่า

ห้องต่อมา เป็นห้องที่จัดแสดงภาพและบันทึกหลักฐานการเสด็จประพาสต้นของ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นั้น เมื่อมีพระราชประสงค์จะเสด็จประพาส
หัวเมืองใหญ่ในพระราชอาณาเขต เพื่อสำราญพระราชอิริยาบถ พระองค์ไม่ทรงโปรดฯ ให้มีการ

จัดรับเสด็จเป็นทางการ แต่ทรงโปรดฯ ให้จัดการเสด็จให้เป็นไปโดยง่ายเพื่อสำราญพระราช

อิริยาบถอย่างสามัญ โดยมิให้มีท้องตรา สั่งหัวเมืองให้จัดทำที่ประทับแรม ณ ที่ใด ๆ สุดแต่

จะพอพระราชหฤทัย บางคราก็ทรงเรือเล็ก หรือเสด็จโดยสารรถไฟไปไม่ให้ใครรู้จัก เรียกกันว่า

“เสด็จประพาสต้น”

ตามบันทึกการเสด็จประพาสต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาจากจังหวัดฉะเชิงเทราผ่านมาทางคลองแสนแสบ และได้พัก
ประทับแรมที่เมืองมีนบุรี เมื่อวันที่ 31 มกราคม ร.ศ.126 (พ.ศ.2451) และได้มีการบันทึกการเสด็จ

ประพาสต้น ดังนี้


บันทึกการเสด็จประพาสต้นเมืองมีนบุรี



เมื่อคืนนี้หนาวลักลั่นพิลึก แรกห่มผ้า 2 ชั้น ไม่พอ ครั้นปิดม่านกลับร้อน เลกเสยชั้นหนึ่ง
เหลือชั้นเดียว ห่มก็ร้อนไม่ห่มก็หนาวเลย ไม่เข้าทีตลอดเช้า ได้ความนาฬิกาบอกว่าโมงกับ 40

นาทีเศษแล้ว ประเดี๋ยวก็จะ 2 โมง จะนอนไปทำไม ตื่นทำสรีรกิจต่าง ๆ และเรียกผู้คนลงเรือ

ออกเรอเวลา 2 โมงครึ่ง ค่อนจะอยู่ข้างสายไปสักนิด เป็นนานจึงได้ความว่า นาฬิกาเขาตั้งผิด

ชั่วโมง 1 เวลาที่จดมาแล้วหักเสียชั่วโมง 1 เป็นได้ความจริง

พอออกจากวัดปากบึง ประเดี๋ยวก็เข้าแดนเมืองมีน คลองตอนนี้หน้าตาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่

คือ รากไม้เกาะยึดและมีต้นไม้ริมคลองมากขึ้น มีบ้านเรือนเรียงรายมาจนถึงหนองจอกเป็นหมู่ใหญ่

เรอนฝากระดานหลังโต ๆ หน้าตาบางกอกออกไปถึง มีหลังคามุงกระเบื้องเฟลแรนโด (กระเบื้อง


ซีเมนต์ที่ชอบใช้กันสมัยนั้น ผู้คิดทำขึ้นขายเป็นฝรั่งอิตาเลยนชื่อ ฟารันโด เมื่อแรกมีจึงเรยกกันว่า
กระเบื้องฟารันโด) เห็นวัดสักวันเดียวเท่านั้น เพราะแถบนี้เป็นบ้านแขก คือ แขกพวกหลวงอุดม




ทีเดียวมิใช่อื่นไกลเลย (แขกมลายเข้ามาเมื่อคราวสมเด็จเจาพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อยังเปน
พระยาศรีพิพัฒน์ เป็นแม่ทัพยกออกไปปราบกบฏเมืองไทยในรัชกาลที่ 3 มีเรื่องปรากฏอยู่ใน
รายงานหลวงอุดม ซึ่งได้พิมพ์แล้วตรัสอ้างถึงรายงานนั้น) เห็นกองเข้า(ข้าว)ลานนวดเข้า(ข้าว)

กำลงนวดอยู่บ้าง รองรอยแห่งความบริบูรณ์ ปรากฏผิดกันกับข้างตอนฉะเชงเทรามาก ผักตบชวา



ได้สางแล้ว แต่ยังเหลือมาก ท่วงทีในนาถ้าจะเล่นนกเห็นจะสนุกแน่ ตามริมคลองเลี้ยงเป็ดไทย
เป็ดเทศ ไก่ นกพิราบ ตลอดทั้งนี้ คงเป็นวิสัยแขก เพื่อจะเชือดง่าย ในเรื่องเชือดคออย่างแขก

มันก็มีดีที่ได้กินอาหารสด แต่ถ้าบทร้าย ก็ร้ายมาก เลากันว่าเมื่อเวลาไปยุโรปคราวนี้ พวกเมืองมีน

เมืองธัญญ์พากันเจ็บเป็นโรคเพล็กตายมาก แต่สังเกตว่าเฉพาะตายในพวกแขกมากกว่าไทย

แต่เมื่อพิจารณาตรวจตรากันเข้าได้ความว่ามิใช่โรคเพล็ก เป็นโรคที่เกิดขึ้นในฝูงสัตว์โคกระบือ

พอเจ้าของรู้ว่าเจ็บก็ขายให้แขก แขกก็มาเชือดกิน คนที่กินแรกนั้นไม่มีรอดเลยแต่สักคนเดียว
ส่วนคนที่พยาบาลตอนต้นตายบ้างรอดบ้าง แต่พยาบาลชั้นที่ 3 ไม่มีใครตายเลย เป็นด้วยพิษโรค

ที่เกิดจากสัตว์อย่างเดียว


กินข้าวต้มกุ้งแล้ว ถึงตำบลคู้มีสุเหร่าใหญ่ดูเป็นกำลังบริบูรณ์ บ้านเรือนผู้คนเต็มตลอด

แถบนี้ ดูมีไทยมากขึ้น มีเจ๊กขายหมู ได้เรียกมาถามได้ความว่าเป็นเมืองมีน เจ๊กคนนี้รับวันละตัว

ราคานั้น 50 บาท ขึ้นไปหา 60 วาแพงเพราะไม่ใคร่มีหมู เป็นหมูโรงสี ขายชั่งละ 2 สลึง 2 ไพ
ประเดี๋ยวก็ถึงวัด พบกรมดำรงและพระยาสุขุมที่นั่น ได้ความว่าอีกชั่วโมงเดียวจะถึงเมืองมีน

เขากะอย่างโอ๊ะ ๆ ให้เดินช้า ๆ ที่จริงจะตื่นสัก 4 โมง แล้วจึงมาก็ทันไปนอนเมืองมีน แต่แกขึ้นไปดูวัด
ขึ้นทางตะพานการเปรียญแล้วไปโบสถ์ เป็นชิ้นใหม่อย่างเอกเพิ่งแล้ว 8 ปีเท่านั้น ได้ความว่า

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ริด)วัดอรุณ) ออกมาผูกสีมาตั้งชื่อว่า

วัดทรัพย์สโมสรนิกรเกษม เพราะว่าผู้ที่สร้างนั้นเป็นยายทรัพย์คนหนึ่ง ในวิสุงคามปลวกกิน

ยับเยินได้รับว่าจะทำให้ใหม่ ใบเดิมลงวันที่ 19 สิงหาคม ร.ศ.118 สมภารอยู่ข้างปากคอเราะร้าย

และบอกว่าบริบูรณ์ดี ออกจากวัดนี้เวลา 5 โมงหลวง 4 โมงราษฎ์ ไม่ช้านักผ่านบ้านแขกและ
สุเหร่าแขกอีก 2 แห่ง ถึงแสนแสบตอนนอกนี้ไม่สู้มีบ้านต้นแถวโรงพลตะเวนท่าดินแดงตามเคย

ถัดไปตะราง ๆ ทำใหญ่โตแน่นหนาดีกว่าที่ไหน ๆ ในหัวเมืองเป็นอันมาก แต่ไม่มีคนโทษ มีแต่คน

ที่อยู่ในระหว่างพิจารณา 7 คน เพราะไม่มีศาล ถัดไปเป็นที่ว่าการเมืองแล้วจึงเข้าบ้านเจ้าเมือง
ปลัดเมือง ออกจะตามเคยอย่างเมืองธัญญบุรี แต่ที่หน้าที่ว่าการเหล่านี้ยังไม่มีถมดิน มีถนนขึ้นจาก

น้ำสายหนึ่ง ตรงหน้าบ้านผู้ว่าราชการ ถนนขวางสายหนึ่งตั้งแต่ประตูหน้าบ้านผู้ว่าราชการเมือง

ไปถึงโรงพล เพราะที่นี่ไม่มีศาลเมืองไม่มีกำลังที่จะทำอะไรได้ เรือเข้าไปในคูตรงหน้าบ้านผู้ว่า

ราชการเมืองจอดที่หน้าเรือนเก่าของชายงาม (หม่อมเจ้าสง่างาม สุประดิษฐ์) เป็นเรือนเครื่อง

ผูกเลว ๆ แต่สบายดีกว่าเรือนฝากระดานอีก ทำกับเข้า(ข้าว)ที่แคร่ริมคูในเงาต้นไผ่ แต่มากิน
กลางวันบนเรือน เวลาเย็นไปดูเรือนผู้ว่าราชการ แล้วลงเรือไปดูคลองสามวา คลองสามวานี้

เป็นของกรมภูธเรศขุด (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ ซึ่งได้ทรงบัญชาการ

กระทรวงนครบาลอยู่ครั้ง 1) แต่เดี๋ยวนี้ใหญ่กว่าสามวามาก ขุดก่อนบริษัทขุดคลองเหนือขึ้นไป

จดคลองหกวาสายใต้ข้างใต้เรยกว่า คลองนุ่นไปจดคลองสองที่พระยามา โยธา (พระยามหาโยธา
(นกแก้ว คชเสนี)) ขุดคลอง เมื่อครั้งยังเป็นพระยาดำรงราชพลขันธ์ ผู้ว่าราชการเมืองนครเขื่อนขันธ์

คลองนี้ได้ร้างไป 2 ปี เดี๋ยวนี้มีคนทำนาตลอด มีเรือชะล่าบรรทุกเข้าเปลือกจอดหลายสิบลำ

ว่าลงตามคลองซอยของคลองสามวานี่เอง ที่สี่แยกนี้เป็นตลาดมีบ้านเรือนคนมาก นับว่ามากกว่า


ตำบลอื่นในเมืองนี้ ได้เหนเจ๊กทำหมูต้องไปหยุดดู กลับมาทำกับเข้า(ข้าว)ที่เก่าและมากินบนเรอน
เหมือนกันในเรือออกร้อนเพราะเข้าไปจอดอยู่ในอู่

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 126 ออกเรือ 3 โมงเศษ บ้านเรือนตอนนี้ เข้ามาแปลกกว่าข้างนอก

รู้สึกว่าบางกอกมากขึ้น มีเจ๊กและไทยมากขึ้น ผักตบชะวาแลเห็นกำลังออกดอกในทุ่งดาษไป
มันก็งาม เขาว่าเพิ่งมีไม่ใช่เต็มคลองอย่างข้างแถบนครไชยศรี แต่เจาชายงามออกจะชอบ ๆ เห็นว่า

เลี้ยงหมูได้ แต่ข้างฝ่ายนครไชยศรีนั้นกริ้วเหลือเกินว่า หมูก็ไม่กิน...

……………………………………………………………………………………




ห้องนี้ยังได้มีการจัดแสดงเรือมาด และเรือหางแมงป่องจำลอง ที่พระองค์ทรงใช้เป็น

พระราชพาหนะ เมื่อตอนเสด็จประพาสต้น และมีพระราชประวัติของพระองค์ให้เยาวชนคนรุ่นหลัง

ได้ศึกษาเรียนร ู้

เรือมาด หรือเรือยอดไชยา


เรือมาดลำที่มีชื่อเสียงและถูกบันทึก

ไว้ในประวัติศาสตร์คือ "เรือยอดไชยา"
เรือยอดไชยาเป็นเรือมาด ๖ แจว (หัว ๓ แจว


ท้าย ๓ แจว) เปนเรอมาดขนาดใหญ่ขุดจาก

ซุงต้นเดียวแล้วนำมาใส่เก๋งตรงกลางลำ

พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ตั้งแต่มี
บรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตภักดีผู้สำเร็จ

ราชการเมืองไชยาผู้มีความสามารถทางด้านการ “เหลา” เรือมาด ทำถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่ยังมีพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชา-

นุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเรือ

ยอดไชยาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สำหรับทรงใช้เป็นเรือพระที่นั่ง

ในการเสด็จประพาสหัวเมืองต่าง ๆ













ที่มา : www.saranukromthai.com

เรือหางแมงป่อง


เรือหางแมงป่อง เป็นเรือของจังหวัด
เชียงใหม่ สันนิษฐานว่า ใช้ในสมัยพระนาง

จามเทวีแห่งกรุงหริภุญชัย เกิดจากจิตนาการ

ของสล่าทำเรือ ที่บังเอิญเจอกาบมะพร้าว

มีพวกมด หนอน แมลง และแมงป่องอาศัยอยู่
แล้วแมงป่องชี้หางไปบนฟ้า ดูแล้วเหมือน

โครงสร้างของเรือหางแมงป่องเหมาะกับ

สภาพพื้นที่ของเชียงใหม่ เพราะแม่น้ำปิง

มีเกาะแก่งมากในหน้าแล้ง เรอหางแมงป่องทำจากไม้สักและลอยน้ำได้ดีกว่าเรืออื่น นอกจากนั้น
ยังแข็งแรง เวลาที่เรือกระแทกเกาะแก่งเรือก็ไม่แตก


ในพงศาวดารล้านนา มีบันทึกที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่

โดยในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ เสด็จมาถวายเครื่องราชบรรณาการ
แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2413 เสร็จแล้วนั้น ได้เดินทาง

ออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ เดือนหก แรมสี่ค่ำ ทั้งนี้ในพงศาวดารมิได้ระบุว่าเสด็จกลับ



ทางเรอ ระบุเพียงความว่า “ขึ้นไปถึงบ้านท่าพระเนตรในเขตเมืองนครเชยงใหม่” จึงสันนิษฐานว่า
อาจเสด็จโดยทางเรือ






























ที่มา : www.chiangmainews.co.th

ห้องที่ 2 ห้องหอเกียรติยศ



เป็นห้องที่รวบรวมเรื่องราวและความภาคภูมิใจของชาวมีนบุรี ในการเฝ้ารับเสด็จ

พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรเขตมีนบุร ภายในห้อง


มีการจัดแสดงภาพถ่ายต่าง ๆ เก้าอี้ที่ประทับ ร ะนามาภิไธย กาน้ำชาทรงใช้ ไฟหลวง
พระราชทานในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ฯลฯ


จัดแสดงภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ-
พระวชิรเกล้า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธราชฯ

สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์และเปิดอาคาร

ศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547

ศาลจังหวัดมีนบุรี (อดีต)

















ที่มา : ห้องสมุดอเล็กทรอนกส์ศาลยติธรรม








ศาลจังหวัดมีนบุรี
ปัจจุบันได้จัดตังเป็นศาลแพ่งมีนบุรี และศาลอาญามีนบุรี


เก้าอี้ที่ประทับ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ






































เก้าอี้ที่ประทับและพระนามาภิไธยของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน

รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเทพ-



รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเปนประธานในพิธีเปดพระบรม-
ราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545
ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เขตมีนบุรี (ฝั่งตรงข้ามสำนักงานเขตมีนบุรี)

กาน้ำชาทรงใช้

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ


กาน้ำชาทรงใช้ ของสมเด็จพระกนิษฐา-

ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา

เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราช-

ภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากร-
ปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ขณะดำรงพระราช-

อิสริยยศเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนิน
ทอดพระเนตรกิจกรรมโรงเรียนโครงการ

เสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ตามพระราชดำริ ณ โรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ สำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๘

มิถุนายน ๒๕๖๑ โดยมีคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่ คณะกรรมการสถานศึกษา

เครือข่ายผู้ปกครอง คณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

เก้าอี้ที่ประทับ

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ









































:


การจัดแสดงเก้าอที่ประทับและพระนามาภิไธยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ
ี้
เมื่อครั้งเสร็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มาเปิดโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหา

ยาเสพติด (To Be Number One) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2546

ไฟหลวงพระราชทาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
รัชกาลที 9























พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า ในหลวง
รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี และคณะ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานไฟหลวงไปในพิธีถวาย

พระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช-
บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ณ พระเมรุมาศจำลอง


สำหรับไฟหลวงพระราชทานนั้น พระราชทานให้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ

ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญไฟหลวง ซึ่งเป็นโคมตะเกียง 76 โคม
ไปมอบให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76

จังหวัด ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดย

ทั้ง 76 จังหวัด รับพระราชทานโคมตะเกียง

เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้า
อยู่หัว เพื่อเชิญไปในพระพิธีถวายพระเพลิง

พระบรมศพ ณ พระเมรุมาศจำลองของ

แต่ละจังหวัด

โดยได้กำหนดให้มีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล-
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 โดยได้

มอบหมายให้สำนักงานเขตจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ของประชาชนในพื้นที่เขต พร้อมกับพิธีถวาย

พระเพลิงพระบรมศพ ณ เมรุ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง








































เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นายไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี เป็นประธาน

ในพิธีอัญเชิญไฟหลวงพระราชทาน มายังมลฑลพิธีวัดบำเพ็ญเหนือ เพื่อประกอบพิธี

นำดอกไม้จันทน์เข้าเผา ณ พระจิตกาธาน โดยมีคณะผู้บริหารเขตมีนบุรี ผู้บริหารสถานศึกษา

ข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจำนวนมากร่วมพิธี โดยมีประชาชนผู้มา
ถวายดอกไม้จันทน์ ณ ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์วัดบำเพ็ญเหนือ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 22.00 น.


จำนวนทั้งสิ้น 40,349 คน

จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่าง ๆ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช

มหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย ์

ที่เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพและความสามารถ พระองค์

ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจ

ตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชสมบัติ














ที่มา : www.it24hrs.com



โมเดลจำลองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง























เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล-

อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสแก่ชาวไทย นับตั้งแต่ พ.ศ.2517
เปนต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจน ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไข

วิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ.2540 เป็นปรชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของ

ประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหาร
ประเทศให้ดำเนิน ไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่าง

มั่นคงและยั่งยืน ในกระแสยุคโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

ห้องที่ 3 ศิลปกรรม และวัฒนธรรม




จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น กระเป๋า
สะพายหนังแท้ ปัตตาเลี่ยนมือ ช้อนสังกะสี รอกไม้ พัดลมโบราณ เครื่องชั่งทองโบราณ นาฬิกา

ไขลาน เก้าอี้ไม้สัก หาบเร่โบราณ ฯลฯ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวมีนบุรี

ในอดีต สิ่งของที่นำมาจัดแสดงนั้น บางส่วนได้รับความอนุเคราะห์จากประชาชนในท้องถิ่นมีนบุรี

บริจาคให้ไว้ เพื่อให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปได้ใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาเรียนรู้เรื่องราว
ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่อไป




กระเป๋าสะพายหนัง

เมื่อเราย้อนกลับไปในยุคของอียิปต์

โบราณ ได้มีการบันทึกเรื่อง "กระเป๋า" ไว้ใน

ประวัติศาสตร์ว่า "กระเป๋า" และ"กระเป๋าถือ"
มีการเริ่มสร้างและใช้งาน ในลักษณะของถุง

ที่ผูกรอบเอวของชาวนา และเกษตรกร ใช้เพอ
ื่

เก็บเมล็ดธัญพืชอยู่ในถุงขนาดเลก ไว้ใช้สำหรับ
การทำเกษตร ส่วน"กระเป๋าถือ" เป็นที่รู้จัก

จากนักบวชชาวแอฟริกันว่า กระเป๋าถือเป็น

สัญลักษณ์แห่งความหรูหรา และอำนาจของผู้ที่

ใช้งานมันอยู่
ที่มา : www.pinterest.com

กระเป๋าในสมัยโบราณมักจะ

ทำด้วยหนังของสัตว์ ผ้าฝ้ายแล ะ

เสนใยพืช สวนตัวสายของกระเป๋านั้น


ก็จะทำมาจากวัสดุชนิดเดียวกันกับ
วัสดุของตัวกระเปา แต่รูปลักษณ์และ

การออกแบบไม่หวือหวามากนัก

ชุดเครื่องเสียงโบราณ


เครื่องเสียง คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือ

เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่
ขยายสัญญาณเสียง หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการ

ขยายเสียง ถ่ายทอดเสียง กระจายเสียง เป็นต้น



ในภายหลังยังนิยมเรยกรวมถึงอุปกรณที่เกี่ยวกับ
สัญญาณภาพด้วย



แม่แรง

แม่แรง คือ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับ

ยก ดีด ดึง งัด วัตถุหรือสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก ๆ

ใช้หลักการทำงานด้วยคานเกลียวหรือแรงดันจาก
น้ำมัน

สมัยโบราณจะเอาไม้มาขัด ตัดตกแต่งเป็น

เกลียวท่อ จากนั้นจึงมาประกอบกันเปนเฟืองหมุน

ยกให้สูงขึ้น ช่วยผ่อนแรง ลดระยะเวลาการทำงาน
เพื่อให้เหมาะสมกับงานประเภทนั้น ๆ


ช้อนสังกะสีเคลือบสี
















นิยมใช้กันทุกครัวเรือน เมื่อซื้อช้อนมาใหม่ ๆ ขอบช้อนจะคม เด็กสมัยก่อนจึงนั่งกินข้าว
อย่างเรียบร้อย เขาจะช้อนข้าวนำเข้าปากอย่างบรรจง ไม่เร่งรีบ เพื่อป้องกันไม่ให้ช้อนบาด

ริมฝีปาก ระหว่างที่ช้อนถูกใช้ไปเรื่อย ๆ สีที่เคลือบไว้จะกะเทาะออกมา ช้อนที่กะเทาะได้ที่ หรือ

ไม่น่าจะมีการกะเทาะอีกต่อไป จะเป็นช้อนที่ปลอดภัยแน่นอน

พัดลมโบราณ


ประเทศไทยเริ่มมีไฟฟ้าใช้กันในสมัยรัชกาลที่ 5

และผู้ที่นำไฟฟ้าเข้ามาก็คือ จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์-

มนตรี (เจม แสง-ชูโต) ได้ซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาจาก

ประเทศอังกฤษ และได้จ่ายกระแสไฟฟ้าที่พระที่นั่ง
จักรีมหาปราสาท ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2427

และเริ่มมีโรงไฟฟ้า เมื่อปี 2441

สำหรับช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มมีพัดลม

ใช้กันนั้น ไม่ได้ปรากฏอย่างแน่นอน แต่คาดว่าน่าจะ

เริ่มใช้กันหลังจากที่ประเทศไทยเริ่มมีไฟฟ้าได้ไม่นาน

ทั้งนี้หนึ่งในหลักฐานที่อ้างอิงได้คือ ในแฟนเพจของ

มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.6 ได้โพสต์ไว้ในหัวข้อ
คลายร้อนว่า พระมหาธีรราชเจ้ารับสั่งเรียกลมจากพัดลมไฟฟ้าว่า “ลมกระป๋อง” ภายหลังจึงมีการ

นำพัดลมไฟฟ้าเข้ามาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยมากขึ้น จนเป็นที่นิยมนับตั้งแต่นั้นมา

คนไทยและทั่วโลกก็มีตัวช่วยคลายร้อน แก้ร้อน ดับร้อนได้อย่างง่าย ๆ เพียงแค่กดปุ่ม



นาฬิกาไขลานโบราณ


สมัยก่อนนาฬกาแต่ละเรือนจะไม่มียี่ห้อ คนไทย
จึงนิยมตั้งชื่อกันเอาเอง บางชื่อนำมาจากแหล่งที่ซื้อ

หรือบางเรือนก็ตั้งตามลักษณะที่โดดเด่น เชน นาฬิกา


กระสือ เปนนาฬิกาแขวนผนัง ด้านล่างมีตุ้มห้อยลงมา
ไม่มีกล่องปิดคล้ายกับไส้ของกระสือ ส่วนบนที่เป็น

ตัวเรือนนาฬิกาจึงเปรียบเป็นหัว เมื่อลูกตุ้มแกว่งไปมา

ดูคล้ายกับไส้ของกระสือนั่นเอง

นาฬิกาที่นำมาจัดแสดงนั้น คือ นาฬิกาไขลาน

เป็นนาฬิกาที่ต้องใช้การไขลานทางด้านหลังของนาฬิกา

ทุกครั้ง เมื่อลานหยุดเดินต้องไขลานนาฬิกาเพื่อให้กลไก
ภายในมันทำงานอีกครั้ง

ปัตตาเลี่ยนมือ
























“ปัตตาเลี่ยน” เป็นภาษาที่เรียกคำพ้องเสียงจากคำว่า Battalion ที่แปลว่า กองพันทหาร
ตรงกับภาษาอังกฤษ คือ Hair clipper คำว่าปัตตาเลี่ยนนี้ มาจากหน่วยทหารที่ใช้ hair clipper


เพื่อตัดผม จึงเห็นเปนภาพชินตาเมื่อทหารตัดผมด้วยเครื่องมืออันนี้ จึงเรียกชื่อปัตตาเลี่ยนแทน
ิ่
hair clipper มาตลอด เรมเข้ามาในไทยประมาณรัชกาลที่ 6 โดยเริ่มในหน่วยทหารก่อน แล้วจึง
แพร่หลายออกไปสู่ประชาชน

ย้อนอดีตไปเมื่อกว่าห้าสิบปี ในยุคนั้นไม่มีเด็กผู้ชายคนไหนที่ไม่รู้จัก “ปัตตาเลี่ยน” ที่ตัดผม

รูปทรงที่คุ้นตาและคู่กับเก้าอี้นั่งตัดผมแบบนี้ เพราะต้องไปใช้บริการตัดผมเป็นประจำ ซึ่งด้วย
ี่
เทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่งทำให้ “ปัตตาเลยนมือ” ถูกกลืนหายไปพร้อมกาลเวลา แต่อาจจะยังพอ
มีหลงเหลือใช้งานอยู่บ้างในที่ไม่มีไฟฟ้าใช้



น้ำเต้าโบราณ


น้ำเต้าเป็นไม้เถา ขนาดใหญ่ ในส่วน

ของผล มีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่
เปลือกมีสีเขียวเป็นลาย รูปร่างแปลก

ประหลาดคล้ายกับนาฬิกาทราย ชั้นบนกับ
ชั้นล่างมีลักษณะกลมป้อม คั่นด้วยส่วน

คอดกิ่วตรงกลาง ในสมัยโบราณเวลาจะ
เดินทางไปยังที่ไกล นิยมนำน้ำเต้า

ที่แห้งแล้วมาเป็นภาชนะใช้บรรจุน้ำ หรือสุรา

พกติดตัวไปด้วย

รอกไม้โบราณ






















เป็นอุปกรณ์ผ่อนแรงและอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ มีลักษณะเป็นล้อ

โดยร้อยไว้กับเชอกหรือรอกถูกออกแบบมาเพอใช้ในการเคลื่อนสิ่งของให้สะดวกขึ้น หรือในระบบ
ื่

รอกบางชนิดใช้ในการผอนแรง ใช้ตักน้ำจากบ่อน้ำของคนในสมัยโบราณ
ที่สูบลมโบราณ
























ที่สูบลมโบราณทำจากหนังสัตว์ ใช้สำหรับสูบลมโดยใช้เท้าเหยียบ และจะมีลมออก
ทางด้านบนของตัวสูบ ใช้สำหรับสูบลมล้อจักรยาน



เก้าอี้ไม้สัก


ไม้สักเป็นไม้ขนาดใหญ่ เนื้อไม้มีสีเหลืองทอง

ซึ่งนานเข้าจะกลายเป็นสีน้ำตาลและมีน้ำมันในตัว
เนื้อไม้แข็งพอประมาณ มีความคงทนต่อปลวก แมลง


เห็ดรา ได้อย่างดียิ่ง ในอดีตจึงนิยมนำไม้สักมาทำเปน
เครื่องเรือนต่าง ๆ มากมาย

ถังตวงข้าว
ถังตวงข้าว คือ เครื่องตวงข้าวลักษณะ
ทรงกระบอกปากกลม ทำด้วยไม้ การตวงข้าวด้วยถัง

จะต้องเทข้าวให้พูนปากถัง แล้วใช้ไม้เรียบตรง
ปาดข้าวให้เสมอขอบปากถัง ลักษณะเด่นของ

ถังตวงข้าว คือ การเข้าเดือยไม้โดยไม่มีการช่วยยึด
ส่วนของฝาและพื้นถังช่วงเชื่อมต่อกัน ได้ใช้วิธี

เข้าลิ้นไม้ ซึ่งจะช่วยในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
ถังตวงข้าวส่วนใหญ่จะทำด้วยไม้สัก เพราะ

มีคุณสมบัติ คือ มีความแข็งแรงคงทนใช้ตวง
ข้าวสารได้ดี ไม้สักไม่มีเชื้อราและปลวกไม่มากิน

เนื้อไม้ และยางไม้สามารถช่วยไล่มอดไม่ให้

มารบกวนข้าวสาร นอกจากการใช้ถังเป็นมาตราตวงข้าวแล้ว ยังใช้ตวงข้าวในการแลกเปลี่ยน
ข้าวของ พืชผล และสินค้าซึ่งกันและกัน


ในสมัยโบราณแทบทุกครัวเรอน จะมีถังไม้ติดบ้านไว้เสมอเพอความสะดวกในการค้าขาย
ื่
แต่ในปัจจุบันนี้ “ถังตวงข้าวหรือถังไม้” ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเรือนได้อย่าง
ลงตัว ซึ่งในสมัยโบราณบ้านไหนมี “ถังไม้สัก” ไว้ในบ้านจะเป็นมงคลแก่บ้าน บ้างก็นำไปใช้ใส่

เศษสตางค์ถือเป็นเคล็ดของคนค้าขาย หรือใส่ข้าวสารสามารถกันมอดได้ดี


กล้องสูบยา


ยาสบ มีแหล่งกำเนิดในบริเวณตอนกลางของ

ทวีปอเมริกา แม้มนุษย์จะรู้จักใบยาสูบมาประมาณ

สองพันปีแล้ว
สำหรับประเทศไทยไม่มีหลักฐานว่า ใครเป็น

ผู้นำเข้ามา และมาถึงเมื่อใด มีเพียงบันทึกของ
หมอสอนศาสนาว่า เมื่อเขาเข้ามาเมืองไทยในสมัย

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นพบว่า คนไทยสูบยา
กันทั่วไปแล้ว


กล้องยาสบหรือไปป์ มีรากฐานการกำเนิดมา
จากยุโรป ส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นมักจะประดิษฐ์
มาจากไม้ แต่ในยุคหลังๆ มานี้ มีการใช้วัสดุหลากหลาย

มากขึ้น เช่น โลหะ อะคริลิก อำพัน หรือจากงาช้าง พูดให้ง่ายเข้าก็ได้ว่าสร้างจากอะไรก็ได้ที่มี
คุณสมบัติทนไฟได้ ส่วนรสชาติที่ได้จากไปป์ไม้กับไปป์จากวัสดุอื่นนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพราะปัจจัย

ที่จะทำให้รสชาติแตกต่างกันมาจากตัวยาเส้น ไม่ใช่จากตัวไปป์

โอ่งเคลือบมุก


สมัยก่อน โอ่งได้เป็นที่ต้องการอย่าง
แพร่หลาย เพราะแต่ละบ้านจำเป็นที่

จะต้องมีภาชนะบรรจุน้ำ ซึ่งภาชนะส่วน
ใหญ่ก็จะเป็นโอ่งหรือถังไม้ พอมีการตั้ง

โรงงาน โอ่งก็กลายเป็นธุรกิจการค้า

โดยเฉพาะในสมัยสงครามโลกโอ่งที่นำเข้า
จากเมืองจีนเริ่มขาดแคลน โรงงานจึง
ต้องผลิตส่ง โดยโรงโอ่งสมัยนั้นจะตั้งอยู่

ริมแม่น้ำ เพื่อง่ายต่อการขนส่ง


ในอดีตโอ่งเป็นมากกว่าภาชนะบรรจุน้ำ แต่ยังเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะอันมั่งคั่งของ

ผู้ที่ครอบครอง ด้วยระยะทางที่ไกลจากแหล่งผลิตทำให้ราคาของโอ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว โอ่งจึงเป็น
เครื่องชี้สถานภาพทางสังคมของคนสมัยก่อน

โอ่งเคลือบมุก เป็นโอ่งเคลือบน้ำยาเคลือบมุก มีลักษณะแวววาวคล้ายหอยมุก มีหลายสี

เช่น สีขาวมุก สีเหลืองมุก สีเขียวมุก สีฟ้ามุก สีชมพูมุก สีเขียวมะนาวมุก เป็นต้น โอ่งเคลือบมุกนี้

จะผ่านขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอน จึงทำให้มีราคาสูงกว่าโอ่งธรรมดาทั่วไป


งอบใบลาน






















หมวกงอบใบลาน ไม่ปรากฏแน่ชัดว่ากำเนิดในช่วง พ.ศ. ใด แต่กำเนิดขึ้นในสมัยปลาย
กรุงศรีอยุธยา เป็นหัตถกรรมที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพของชาวไทยโดยตรง

งอบนับเป็นงานที่ควบคู่กับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมจนถึงปัจจุบัน


กว่าจะได้หมวกงอบสักใบ ก็ต้องใช้ความชำนิชำนาญและความประณีตละเอียดอ่อน

เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นงานที่ใช้มือล้วน ๆ ไม่ได้ใช้เครื่องจักรช่วยทุ่นแรงแต่ใด

ตาชั่งทองโบราณ
























ตาชั่ง คือ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดน้ำหนักของสิ่งของ ซึ่งจำเป็นในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย

สิ่งของ โดยนำน้ำหนักมาตีเป็นราคาหรือประเมินกับสิ่งที่จะต้องการแลกด้วย นับว่าเป็นเครื่องมือ
ที่สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างชุมชน หรือบางครั้งอาจเป็นการซื้อขายกันใน

ระดับภูมิภาคด้วยซ้ำไป พ่อค้ามักพกตาชั่งติดตัวหรือขบวนค้าขาย ตาชั่งจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก




ขึ้นอยู่กับสิ่งที่นำมาชั่ง เชน ถ้าเป็นพวกสมุนไพร เกลือ ก็อาจเปนตาชั่งขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ถ้าเปน
พวกเหล็ก สัตว์จำพวกวัวหรือควาย ก็ต้องใช้ตาชั่งขนาดใหญ่

หมอนโบราณ



หมอน เป็นเครองใช้ประจำวันในครัวเรือน
ื่
ซึ่งอยู่กับวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่โบราณ โดยมี
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงธรรมเนียม

การใช้หมอน นับย้อนไปไกลได้ถึงสมัยสุโขทัย

นอกจากนี้ ในสำนวนไทยก็มีคำว่า ร่วมเรียงเคียง
หมอน หมายถึง การร่วมใช้ชีวิตอยู่เป็นครอบครัว

ก็เป็นหลักฐานการมีอยู่ของหมอนมาตั้งแต่โบราณ


หมอนที่นำมาจัดแสดง เป็นหมอนหนุนที่

ทำจากกระเบื้อง มีการเคลือบมุกเพื่อความสวยงาม
ใช้สำหรับหนุนนอน ลักษณะเล็ก น้ำหนักเบา

ที่ใส่เอกสาร (ชนิดเหล็ก)


ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่องกระดาษ กล่องกระดาษ
ลูกฟูก หรือบรรจุภัณฑ์จากกระดาษ ยังไม่เป็นที่รู้จัก นอกจาก

ยังไม่มีโรงงานผลิตกระดาษแล้ว ในยุคนั้นเห็นว่ากระดาษเป็น
ของสูงเนื่องจากกระดาษข่อยหรือสมุดข่อยใช้สำหรับจดสูตรยา

ตำราหลวง ยาพื้นเมือง ยาผีบอก หรือใช้สำหรับพระบรมราช-
โองการของพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่ควรนำมาใช้หีบห่อหรือทำเป็น

บรรจุภัณฑ์ใส่สิ่งของ การพัฒนาหรือผลิตบรรจุภัณฑ์ในอดีต
จนถึงปัจจุบัน จึงแสดงถึงการผลิตตามรูปแบบการใช้สอยใน


ชีวิตประจำวน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มหรือ
บรรจุภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ เริ่มจากการใช้วัสดุจากธรรมชาติ

มาผลิต เช่น ไม้ไผ่ ใบตอง เชือกกล้วย ใบลาน ปอ หรือดิน


ที่นำมาทำเปนเครื่องปั้นดินเผา จากนั้นค่อย ๆ พัฒนามาเป็น
การใช้โลหะผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ เช่น หีบเหล็กบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้ หีบไม้ หรือกล่องยาเส้น

จากโลหะ

ในอดีตนั้น กล่องสำหรับจัดเก็บเอกสารจะทำมาจากเหล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เอกสารสำคัญ
โดนน้ำ และป้องกันความชื้น เพื่อให้เอกสารอยู่ในสภาพที่คงทนถาวร



เหรียญสตางค ์

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้โปรดฯ ให้ผลิต

เงินเหรียญขึ้นใช้ใน พ.ศ.2411 เป็นเหรียญดีบุก

ราคาโสฬส นอกจากนี้ยังมีการผลิตเหรียญเงิน
ตราพระเกี่ยวยอด เหรียญเงินตราแผ่นดิน(ตราอาร์ม)

ราคาบาท สลึง และเฟื้อง เหรียญทองแดง จปร.

เหรียญทองแดงตราพระรูป (พระสยามเทวาธิราช)

ราคาซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส
เมื่อปี พ.ศ.2451 มีการผลิตเหรียญสตางค์

ทองขาว (นิกเกิล) และทองแดง ซึ่งมีลักษณะแปลกไป

คือ เป็นเหรียญกลมแบนที่มีรูตรงกลาง หรือที่มักเรียกกันว่า “สตางค์รู” โดยมีลักษณะด้านหน้า

เป็นลายอุณาโลม มีคำว่า สยามรัฐ และตัวเลขบอกราคา ด้านหลังเป็นรูปจักร 8 แฉก และบอก
ปีที่ผลิต มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเหรียญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


Click to View FlipBook Version