The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunwadee12345, 2021-06-14 01:57:40

เที่ยวพิพิธภัณฑ์มีนบุรี ใน E-Book

กระจกไม้สักโบราณและชั้นวางของไม้สัก


ิ่
มนุษย์ เรมรู้จักกรรมวิธีการทำกระจกและแก้ว
ขึ้นมาเมื่อไรและอย่างไรนั้น ไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด


ประวัติศาสตร์พบว่าประเทศไทยได้นำไม้สัก

จากป่าธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เป็นเวลากว่าสองพันปี
มาแล้ว ซึ่งดั้งเดิมนั้นการทำไม้และการใช้พืชผลจากป่า

ในประเทศไทย ไม่ได้อยู่ในความควบคุมของรัฐบาลกลาง

แต่อย่างใดการใช้สิทธิต่าง ๆ ในป่าไม้ของประชาชน
เป็นไปอย่างเสรี


ในสมัยโบราณนั้น จึงนิยมนำไม้สักมาทำ

สิ่งประดิษฐ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น

กระจกไม้สักโบราณ เป็นกระจกเงา กรอบกระจก ทำมา
จากไม้สักแท้ มีการแกะสลักไม้ด้วยลวดลายสวยงาม และชั้นวางของที่ทำมาจากไม้สัก มีการแกะสลัก

ชั้นวางของด้วยลวดลายที่สวยงามเช่นเดียวกัน


เครื่องโม่แป้ง

เครื่องโม่แป้ง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับโม่ข้าว

ให้เป็นน้ำแป้ง การโม่แป้งเป็นภูมิปัญญาอันเก่าแก่

ของไทยที่เกิดขึ้นมาแต่โบราณ แม้ไม่มีหลักฐานชี้ชัด

ว่าการโม่แป้งนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใด แต่ถ้า

พิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับ

ชนชาติอื่น ๆ แล้วนั้น จะเหนได้ว่าไทยได้รับอิทธิพล
การโม่แป้งมาจากจีนและอินเดียเป็นสำคัญ


แป้งที่คนไทยนำมาทำอาหารว่างและขนมใน
สมัยก่อนมาจาก 3 วิธีหลัก ๆ ได้แก่ การยีด้วยมือ

ตำด้วยครก และโม่ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “โม่หิน”

หรือครกบด การโม่แป้งสดนิยมมากในอาหารว่าง

และขนมไทยที่ต้องการใช้ก้อนแป้งและน้ำแป้งในการทำ
เชน ข้าวเกรียบปากหม้อ ถั่วแปบ ขนมถ้วย ขนมครก


ที่มา : FB ในบาง ในอดีต กุยช่าย ฯลฯ

จัดแสดงอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ทำจากทองเหลือง ซึ่งในอดีตเชื่อกันว่าทองเหลือง

เป็นโลหะที่แข็งแกร่งที่สุดมีสีเหลือง ทองเหลืองนั้นเป็นโลหะผสมที่มีทองแดงและสังกะสี
เป็นส่วนประกอบหลัก จึงมีลักษณะบางส่วนคล้ายทองคำ มีความต้านทานต่อการเกิดสนิมได้ดี

พอสมควร จึงนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับตกแต่งภายในบ้านเรือน


มนุษย์รู้จักทองเหลืองมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ นานก่อนที่จะค้นพบธาตุสังกะสี

ด้วยซ้ำ การผลิตทองเหลืองนั้น อาศัยการหลอมละลายทองแดงกับแร่คาลาไมน์ ซึ่งเป็นหินแร่
สังกะสีชนิดหนึ่ง ในกระบวนการนี้ สังกะสีจะถูกดูดออกมาจากคาลาไมน์ และผสมเข้ากับทองแดง

สำหรับสังกะสีบริสุทธิ์นั้นไม่สามารถผลิตด้วยเทคนิคงานโลหะสมัยโบราณได้


แจกันทองเหลืองโบราณ



แจกันทำมาจากทองเหลือง แจกันทองเหลืองเป็น

ภาชนะที่นิยมใช้ใส่ดอกไม้ เพื่อการประดับตกแต่งให้ดู

สวยงาม แจกันมีหลากหลายรูปทรง แกะสลักด้วยลวดลาย

สวยงาม ซึ่งลวดลายนั้นจะบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของผู้ผลิต
แจกัน






ถาดทองเหลือง

ถาดทองเหลือง ทำมาจากทองเหลือง ซึ่งมี

การฉลุลายรอบพานเพื่อเพิ่มความสวยงาม


เปนภาชนะบรรจุสิ่งของในพิธีกรรมต่าง ๆ
ถาดที่ใช้มีหลายประเภท มีทั้งชนิดที่เป็นโลหะ

ซึ่งนิยมทำจากเงิน ทองเหลือง และโลหะเคลือบสี

ชนิดที่ไม่ใช่โลหะ คือ ถาดกระเบื้อง ถาดขนาดใหญ่
ใช้สำหรับใส่สำรับคาว-หวาน เครื่องกัณฑ์เทศน์

และของที่มีขนาดใหญ่ ถาดขนาดเล็กมีไว้สำหรับ ใส่ศีลทาน หรือใส่หมากพลู ยาสูบ ตั้งไว้ใกล้อาสนะ

ถวายพระสงฆ์ มีข้อสังเกตว่าถาดมักจะมีขาแสดงให้เห็นถึงความสูงจากพื้นสื่อถึงความเคารพ
สักการะผู้รับของในถาด

กรอบรูปทองเหลือง



เป็นกรอบรูปที่ใช้สำหรับแขวนผนัง

ลักษณะจะคล้ายถาดใส่ผลไม้ เจาะรูด้านหลัง

เพื่อร้อยเชือกสำหรับแขวนผนัง แต่ในอดีตนั้น

นิยมนำมาใส่รูปภาพ เพื่อเป็นการตกแต่งบ้านเรือน
ให้สวยงาม และเป็นการเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก


ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงสนพระทัยการถ่ายรูป
เป็นอันมาก จากพระราชนิพนธ์เรองเสด็จประพาสต้น
ื่
ครั้งที่ ๒ ที่กล่าวถึงการเสด็จเยี่ยมประชาชนในปี

พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงแวะถ่ายรูปผู้คนพลเมือง สถานที่
เหตุการณ์ทุกหนทุกแห่ง

ที่มา : www.silpa-mag.com



พานทองเหลือง


พานเป็นสิ่งสำคัญมากในวัฒนธรรมไทยตาม
ประเพณีดั้งเดิม โดยทั่วไปพานใช้กับการสักการบูชา

ในพิธีกรรม โดยใส่สิ่งของไว้ในพาน แล้ววางตั้งไว้
ที่แท่นสักการะ พานยังใช้สำหรับใส่สิ่งของที่มี

ความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมาย

สูงสุด พานยังใช้สำหรับใส่สิ่งของต่าง ๆ อาทิ ดอกไม้

ธูปเทียนในพิธีกรรมของพุทธศาสนา เพื่อถวายสิ่งของ

นั้น ๆ ให้พระสงฆ์หรือผู้ที่จะบรรพชาเป็นพระสงฆ์
สำหรับกรณีหลังจะใช้พานใส่จีวรและบริขารต่าง ๆ

ในขบวนแห่นาคจากบ้านไปยังวัด และในพิธีการสู่ขอ

เจ้าสาวก็จะใช้พานใส่สินสอดทองหมั้นเพื่อมอบแด่

ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจาสาว สมัยก่อนเมื่อชาวไทยยังนิยม
กินหมากและพลู เครื่องหมากพลูต่าง ๆ จะจัดใส่ไว้

ในพานเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนเป็นประเพณี

กระถางธูป


ธูป เป็นสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องสักการบูชาตั้งแต่


สมัยอียิปต์โบราณ เพื่อบูชาเทพเจาหรือทำให้เทพเจ้า
พอใจด้วยของหอม ในอดีตธูปทำจากเนื้อไม้หอม

และกระถางธูปที่ทำจากทองเหลือง สำหรับบรรจุ

ทรายหรือข้าวสาร สำหรับปักธูป เป็นเครื่องตั้งโต๊ะบูชา
ประกอบด้วย แจกัน เชิงเทียน กระถางธูป และพาน

ดอกไม้ เป็นต้น





กาน้ำชาลายมังกร

มังกรจีนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ

ความยิ่งใหญ่ความดีงาม และอำนาจบารมีในอดีต

จึงนิยมนำลวดลายมังกรมาวาดลงข้าวของ
เครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสวยงามและ

เชื่อว่าเป็นการเพิ่มอำนาจบารมี เสริมสร้าง
สิริมงคล ให้ตนเองตราบจนถึงทุกวันนี้




หาบแร่

กำเนิดของหาบเร่ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานที่แน่ชัด
หากได้ผูกพันกับวิถีชีวิตของไทยมาแต่โบราณ เป็นสาย

ื่
ป่านเพื่อการดำเนินชีวิตที่สืบสานต่อกันเรอยมา และคง
เอกลักษณ์ไทย ลักษณะของหาบแร่ ความสูงของหาบ
อยู่ในระดับเอว เดิมตัวหาบเป็นภาชนะที่ทำด้วย

ทองเหลือง ไม้คานทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เพื่อให้สามารถ
รับน้ำหนักของหาบ มีไม้ไผ่ชิ้นเล็ก ๆ สำหรับเคาะเป็น

สัญญาณให้ทราบว่า ก๋วยเตี๋ยวหาบมาแล้ว ภาพของ
"หาบเร่" กำลังจะเปลี่ยนไปตามความเจริญของ

บ้านเมือง หลายแบบได้สูญหายไปแล้วเหลือไว้เพียง
ความทรงจำ ปัจจุบันยังคงพบเห็นได้ที่จังหวัดอุทัยธานี

จักรยานโบราณ

ไทยเริ่มมีจักรยานใช้เป็นครั้งแรกใน
สมัยรัชกาลที่ 5 โดย เจ้าพระยาภาสกรวงศ์

(พร บุนนาค) ซึ่งได้นำจักรยานเข้ามาถวาย
แก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจาอยู่หัว หลังจากการเดินทางกลับจากการ

ปฏิบัติหน้าที่พิเศษที่กรุงลอนดอน จักรยานที่

นำเข้ามานั้นมีลักษณะล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก
ก่อนหน้าที่จะพัฒนามาเป็นจักรยานล้อ

เท่ากัน


“รถไบไซ เกล์ [จักรยาน] คือ รถถีบ มี 2 ล้อเรียงกัน มีราคา
ขายคันละ 100 บาทขึ้นไป จนถึงคันละ 300 บาทเศษ”

ิ่
เหตุที่คนไทยนิยมขี่จักรยานเป็นพาหนะ เพราะเรมมี
ถนนหนทางเกิดขึ้น ความนิยมขี่จักรยานของคนไทย
ยังปรากฏในวรรณกรรมขึ้นชื่อเรื่องสี่แผ่นดิน ผลงานของ

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้บรรยายถึงความนิยม
ที่มา : www.madchima.com
ในการขี่จักรยานในสมัยรัชกาลที่ 5 ไว้ว่า…

“พลอยจำได้ว่าปีนั้นเป็น ร.ศ.118 และพอกลับมาถึงในวังได้ไม่เท่าไร ก็บังเกิดความ

ตื่นเต้นนิยมขี่จักรยาน หรือที่เรียกกันในขณะนั้นว่ารถ ‘ไบซิเกิ้ล’ อย่างขนานใหญ่ เจ้านายข้างใน
เกือบทุกพระองค์หัดทรงจักรยาน แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหัดอยู่พักหนึ่งที่ สวนเต่า…ความนิยม

ถีบจักรยานเริ่มจากเจ้านายและคุณจอม แล้วก็เริ่มแพร่หลายไปถึงคนตามตำหนักต่าง ๆ”


เครื่องสีฝัด


สีฝัด เปนเครื่องฝัดข้าว ที่ชาวนาใช้สำหรับแยก
เมล็ดข้าวเสีย (ข้าวลีบ) และผงฝุ่นละอองออกจากข้าวดี

ชาวนาก็จะนำเมล็ดข้าวดีที่ผ่านเครื่องสีฝัดแล้ว นำไป
จำหน่ายหรือนำไปเก็บในยุ้งฉาง ไว้สีรับประทาน หรือ

เก็บไว้เพาะปลูกต่อไป สีฝัดเป็นเครื่องเป่าลมทีมี
ชุดใบพัดหลายใบอยู่ในตัวสีฝัด ทำด้วยไม้ผสมเครื่อง

เหล็ก รูปทรงมีลักษณะเป็นกล่อง มีขา ๔ ขา ด้านหลัง

กลมมน อีกด้านหนึ่งโปร่งด้านบนมีที่สำหรับใส่ข้าวเปลือก
ให้ไหลลงสู่ตระแกงเหล็ก ที่มีลักษณะห่าง ๆ ด้านหน้ามีใบพัดหมุนด้วยมือ ใบพัด จะพัดเศษผงและ

ข้าวลีบออกไปด้านหลัง ข้าวดีที่มีน้ำหนักมากกว่า จะตกลงด้านหน้าสีฝัด

อาชีพหลักของชาวมีนบุรีในอดีตนั้น คือการเกษตรและหาปลา เนื่องจากมีนบุรีมีแหล่ง



น้ำมาก ซึ่งพบสัตว์น้ำหลายชนิด เช่น ปลาตะเพยน ปลานวลจันทร์ ปลาสวาย ปลาช่อนนา เปนต้น

ห้องนี้จึงได้มีการจัดแสดงอุปกรณ์พื้นบ้านต่าง ๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ เพื่อใช้ในการจับปลาเชน ข้อง อี้จู้
สุ่ม ไซ ฯลฯ


ข้อง





















ข้อง เป็นเครื่องจักสาน ใช้สำหรับใส่ปลา สานด้วยไม้ไผ่ ถ้ามีขนาดใหญ่เรียกว่า “ข้องหลวง”
ถ้ามีรูปทรงแนวนอนเรียกว่า “ข้องเป็ด” ใช้ใส่ปลา กุ้ง หอย ทุกชนิด ใช้ในเวลาที่ออกหาปลา

โดยผูกข้องไว้ที่เอว ถ้าจับปลาที่มีขนาดใหญ่นิยมใช้ข้องเป็ด เพราะปลาไม่ต้องงอตัวอยู่ในข้อง

ปลาจะนอนตามความยาวของตัวข้อง จะทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้นาน ถ้าขังปลาด้วยข้องเป็ดแล้ว

นำไปแช่น้ำที่ไหล ยิ่งจะทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้หลายวัน


สุ่ม

เป็นเครื่องมือสำหรับครอบจับปลาในน้ำตื้น ทำจากไม้ไผ่
ประมาณ 60 เส้น สานขึ้นเป็นรูปวงกลม ใช้เป็นเส้นตั้งกระจาย

เปนรัศมีโดยรอบ จากนั้นจึงดัดให้มนโค้งลงเท่ากันทุกเส้น ใช้ไม้ไผ่

สานข่มหนึ่งยกหนึ่งให้มีตาห่างพอสมควร ตอนบนเป็นวงแคบ

แล้วค่อยบานผายกว้างออกที่ปลายโคน นับเป็นของใช้พื้นบ้าน

ที่มีอยู่ทั่วทุกภาค การสุ่มปลามักสุ่มในห้วงน้ำ ไม่กว้างและไม่ลึกนัก
สุ่มไปเรื่อย ๆ เหมือนคำว่า สุ่มสี่สุ่มห้า แล้วเอามือล้วงควานภายในสุ่ม

ถ้าครอบปลาได้จะควานจับใส่ข้องที่มัดสะพายติดตัวไป

อีจู้


เป็นเครื่องดักปลาไหลชนิดหนึ่งสานด้วยไม้ไผ่

มีงาแซงอยู่ริมก้นใส่เหยื่อไว้ในกะพล้อ บางแห่งเรียก

อีจู้ว่า กระจู้ หรือจู้ มีลักษณะกลม ป่องส่วนก้น

แล้วเรียวที่ส่วนบน คล้ายคนโทใส่น้ำบางชนิด หรือ
คล้ายรูปหม้อคอสูง ขนาดของอีจู้โดยทั่วไปวัดตาม

เส้นผ่าศูนย์กลาง ส่วนก้นมีความยาวตั้งแต่ 20 - 40

เซนติเมตร เมื่อวางตั้งมีความสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตร
จนสูง 1 เมตร การสานอีจู้ใช้ตอกไม้ไผ่เหลาบาง ๆ

เริ่มสานที่ก้นเป็นลายขัดสี่เหลี่ยมเป็นตาห่าง ๆ

แต่ต้องไม่ให้ปลาไหลลอดออกไปได้ แล้วสานใน

แนวตั้งขึ้นมาเป็นลายขัดทึบ สานปลายปากอีจู้เรียว

แคบลงทีละน้อย ส่วนริมปลายปากจะบานออก
เล็กน้อย เพื่อวางที่ปิดส่วนใหญ่ใช้กะลามะพร้าว

หรือเศษฟางเศษหญ้าจุกปากให้แน่น ริมก้นอีจู้ด้านหนึ่งจะสานเป็นช่องวงกลมไว้ เพื่อใส่งาแซง

ให้ปลาไหลเข้า โดยทั่วไปแล้วอีจู้แต่ละอันจะมีงาแซงอยู่ ๑ ช่องเท่านั้น ภายในสานไส้อีจู้จะทำด้วย
ไม้ไผ่ลายขัดห่าง ๆ ทำเป็นกรวยใส่เหยื่อล่อปลาไหล บางทีเรียกว่า “กะพล้อ” หรือรอง

สามารถดึงเข้าดึงออกได้ เหยื่อที่ใส่ให้ปลาไหลเข้าไปกิน มักใช้เนื้อหอยโข่งนา ปูตายทุบให้แหลก

หรือเนื้อปลาสับ


การดักปลาไหล จะดักน้ำนิ่งตามริมหนอง คลอง บึง
หรือตามแปลงนา ความลึกของน้ำไม่มากนัก ต้องให้ส่วน

ปลายปากอีจู้โผล่พ้นน้ำเพราะปลาไหลจะได้ขึ้นมาไม่ได้

ใช้ใบหญ้าคลุมอีจู้ แต่งช่องทางให้ปลาไหลเข้าไปทางงาแซง

ได้สะดวก ช่องงาแซงอยู่ในระดับพื้นดินใต้น้ำพอดี ปลาไหล

ซึ่งอาศัยอยู่ในโคลนเลน เมื่อได้กลิ่นเหยื่อจะหาทางเข้าไป

กินจนกระทั่งเข้าช่องงาแซงนั้น แต่ก็ไม่สามารถกินเหยื่อได้

เพราะใส่ไว้ในกะพล้ออีกชั้นหนึ่งทำให้เหยื่อไม่หมด ปลาไหล

ตัวอื่น ๆ จะเข้าไปอีก การกู้อีจู้อาจกู้วันละครั้ง หรือดักไว้

หลาย ๆ วันก่อนจึงมากู้ก็ได้

ไซ






















ไซ เป็นเครื่องมือดักสัตว์น้ำ โดยมากดักปลาในกลุ่มปลาเล็กปลาน้อย ใช้งานในแหล่งน้ำ

ไม่ลึก มักเป็นแหล่งน้ำไหลและเป็นการเปิดช่องระบายน้ำเข้าออกตามบิ้งนาคันนา ไซมีหลาย
รูปทรง ตั้งชื่อตามรูปทรงนั้น ๆ


ไซปากแตร สานเป็นรูปกรวยปากไซบานออกเป็นรูปปากแตร สานเป็นทรงกระบอกและ

ทำปากทางเข้าเป็นงาแซง ใช้หวายผูกร้อยซี่ไม้ไผ่เป็นช่องถี่ ๆ แม้แต่กุ้ง และปลาตัวขนาดเล็ก


เลดออกไม่ได้ มีความยาวตั้งแต่ 1-2 เมตร เวลาดักไม่ใสเหยื่อล่อไว้ภายในแต่วางดักไว้ตามคันนา
หรือใช้เฝือกกั้นปลาเหมาะสำหรับดักตามช่องน้ำไหล


เรือหาปลา




















ในสมัยก่อนคนพื้นถิ่นริมแม่น้ำใช้เรือในการหาปลา ซึ่งคนหาปลารุ่น ๗๐ ปีขึ้นไป ในอดีตใช้

แพไม้ไผ่เพื่อหาปลาในแม่น้ำ เมื่อเลิกใช้แพแล้ว เรือก็ได้เข้ามาแทนที่ แรกๆ นั้นเป็นเรือขุดหรือ


เรอโกน ซึ่งทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาปลาโดยเฉพาะ คนหาปลาในแม่น้ำไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำสายใดใน
โลกล้วนต้องพึ่งพาเรือแทบจะทุกคน ส่วนเครื่องมือที่ใช้สำหรับหาปลาของประมงพื้นบ้าน

คือ แห ซึ่งเป็นเครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่ง ที่ถักเป็นตาข่ายใช้ทอด (เหวี่ยง) ให้แผ่เป็นวงลงในน้ำ

แล้วต้องดึงขึ้นมาจากน้ำ ให้ขอบชายแหรวบปลาเข้ามาในเพา (ขอบถุงตาข่ายแห) ให้ได้ปลา
จำนวนมาก

ห้องที่ 4 ห้องการเมืองการปกครอง



ห้องนี้ได้รวบรวมภาพถ่ายของผู้ปกครองเมืองมีนบุรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วย
ภาพถ่ายของผู้ว่าราชการจังหวัดมีนบุรี คนแรกและคนเดียว คือ หม่อมเจ้าสง่างาม สุประดิษฐ์

นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายของนายอำเภอมีนบุรี หัวหน้าเขตมีนบุรี และผู้อำนวยการเขตมีนบุรี

เท่าที่สามารถรวบรวมได้จัดแสดงไว้ด้วย




ผู้ว่าราชการจังหวัดมีนบุรี
















































หม่อมเจ้าสง่างาม สุประดิษฐ์

ผู้ว่าราชการจังหวัดมีนบุรี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2400 – 2460

นายอำเภอมีนบุรี

จังหวัดพระนคร


1. หลวงมีนบาลบูรณศักดิ์ พ.ศ. 2466 20. หลวงสีหบุรานุกิจ พ.ศ. 2497
2. หลวงวิจารณภูธร พ.ศ. 2466 21. นายเอี่ยม เกรียงศิริ พ.ศ. 2499

3. หลวงนรกิจบริหาร พ.ศ. 2468 22. นายอรุณ นาถะเดชา พ.ศ. 2500
4. หลวงสรรพกิจจำนง พ.ศ. 2468 23. นายแม้น ศรีรัฐ พ.ศ. 2503
5. หลวงศรีวิเศษ พ.ศ. 2469 24. นายบุรี พรหมลักขโณ พ.ศ. 2504

6. ขุนบำรุงรัตนบุรี พ.ศ. 2470 25. นายอุทิศ ขันธพิน พ.ศ. 2509
7. นายสุทิน วิวัฒนะ พ.ศ. 2476 26. นายอำนวย สุวรรณปาล พ.ศ. 2512

8. นายเพิ่ม ศราทธทัต พ.ศ. 2477 27. นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์ พ.ศ. 2515
9. ขุนบวรประชานันท์ พ.ศ. 2479

10. ขุนราษฎร์ธราธร พ.ศ. 2480 หัวหน้าเขตมีนบุรี

11. หลวงคเชนทรามาตย์ พ.ศ. 2481 กรุงเทพมหานคร
12. ขุนศิริรัฐเขต พ.ศ. 2483
13. นายเปล่ง จุลเนตร พ.ศ. 2486 1. นายสุนทร ศรีเพญ พ.ศ. 2516

14. นายชำนาญ ยุวบูรณ์ พ.ศ. 2488 2. นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา พ.ศ. 2518
15. นายเชวง ไชยสุต พ.ศ. 2488 3. นายเสนาะ เอี่ยมโอภาส พ.ศ. 2518

16. นายเที่ยง เฉลิมช่วง พ.ศ. 2489 4. นายสุนาท สถิรบุตร พ.ศ. 2519
17. ขุนสิขรภูมาธิการ พ.ศ. 2490 5. นายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ พ.ศ. 2520
18. ขุนขจิตรสารกรรม พ.ศ. 2494 6. นายสุธี สุชาติเวชภูมิ พ.ศ. 2521

19. นายสอาด ปายะนันท์ พ.ศ. 2496 7. นายวิจิตร เวชรังษี พ.ศ. 2524


ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี

กรุงเทพมหานคร


1. นายวัฒนา กาญจนดุล พ.ศ. 2528 10. นายสุรินทร์ ภู่ประเสริฐ พ.ศ. 2548
2. นายนิพนธ์ สวางคพัฒน ์ พ.ศ. 2429 11. นายกริช วัชรศิริธรรม พ.ศ. 2550
3. นายสุทธิชัย ทรรศนสฤษดิ์ พ.ศ. 2532 12. ว่าที่ ร.ต.เศวตชัย ทรัพย์บุญม พ.ศ. 2552

4. นายอนันต์ ศิริภัสราภรณ์ พ.ศ. 2532 13. นายอรุณ พ่วงสมบัติ พ.ศ. 2554
5. นายสมบูรณ์ อานิกวงศ์ชัย พ.ศ. 2535 14. นายสมโภชน์ พงษ์เสมา พ.ศ. 2556

6. นายทวีศักดิ์ เดชเดโช พ.ศ. 2538 15. นายประเสริฐ ฉวีอินทร์ พ.ศ. 2559
7. นายสมชาย จันทนะศิริ พ.ศ. 2541 16. นายสว่าง แก้วมณี พ.ศ. 2559
8. นายบรรจง สุขดี พ.ศ. 2543 17. นายไพโรจน์ จันทรอด พ.ศ. 2560

9. นายชัยวัธน์ อังกิตานนท์ พ.ศ. 2547

นายอำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร





















นายเพิ่ม ศราทธทัต นายเปล่ง จุลเนตร
นายอำเภอมีนบุรี นายอำเภอมีนบุร ี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2477 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2486




















นายชำนาญ ยุวบรณ ์ นายเที่ยง เฉลิมช่วง

นายอำเภอมีนบุรี นายอำเภอมีนบุรี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2488 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2489

นายอรุณ นาถะเดชา นายแม้น ศรีรัฐ

นายอำเภอมีนบุร ี นายอำเภอมีนบุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2500 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2503
























นายบุร พรหมลักขโณ นายอุทิศ ขันธพิน

นายอำเภอมีนบุรี นายอำเภอมีนบุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2504 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2509

นายจรวย ยิ่งสวัสดิ์

นายอำเภอมีนบรี


ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2515




หัวหน้าเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร




















นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา นายเสนาะ เอี่ยมโอภาส
หัวหน้าเขตมีนบุร ี หัวหน้าเขตมีนบุรี


ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2518 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2518

นายสุนาท สถิรบุตร นายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ ์
หัวหน้าเขตมีนบุรี หัวหน้าเขตมีนบุรี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2519 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2520























นายสุธี สุชาติเวชภูมิ นายวิจิตร เวชรังษี

หัวหน้าเขตมีนบุรี หัวหน้าเขตมีนบุร ี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2521 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2524

ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร




















นายวัฒนา กาญจนดุล นายนิพนธ์ สวางคพัฒน์

ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2528 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2529






















นายสุทธิชัย ทรรศนสฤษดิ์ นายอนันต์ ศิริภัสราภรณ์

ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2532 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2532

นายสมบูรณ์ อานิกวงศ์ชัย นายทวีศักดิ์ เดชเดโช
ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2535 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2538

























นายสมชาย จันทนะศิริ นายบรรจง สุขดี
ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2541 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2543

นายชัยวัธน์ อังกิตานนท์ นายสุรินทร์ ภู่ประเสริฐ

ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2547 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2548


























นายกริช วัชรศิริธรรม ว่าที่ร้อยตรี เศวตชัย ทรัพย์บุญมี
ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2550 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2552

นายอรุณ พ่วงสมบัติ นายสมโภชน์ พงษ์เสมา

ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี
ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2554 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2556
















.






นายประเสริฐ ฉวีอินทร์ นายสว่าง แก้วมณี
ผู้อำนวยการเขตมีนบุร ี ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี


ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2559 ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2559

นายไพโรจน์ จันทรอด
ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี

ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน





จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สำนักงานในสมัยโบราณ เช่น วงเวียน เครื่องคิดเลข โทรศัพท์

เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง ถังน้ำมัน สัญญาณเตือนภัย ฯลฯ และอุปกรณ์การแต่งกาย

ของข้าราชการในสมัยก่อน เช่น หมวกทหาร หมวกตำรวจ มีดดาบ ซองปืน กระเป๋าหนัง ฯลฯ

วงเวียนโบราณและมีดดาบ


วงเวียน นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกโบราณ
เปนผู้ริเรมการสร้าง พวกเขาใช้ วิธีนี้ ในการสร้าง
ิ่

รูปหลายเหลี่ยมต่าง ๆ แต่บางรูปก็ไม่สามารถ

สร้างได้ ฟรีดริช เกาส์ (ค.ศ.1777 - 1855)

นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน เจ้าของฉายา
“เจ้าชายแห่งคณิตศาสตร์” เกาส์แสดงให้เห็นว่า

รูปหลายเหลี่ยมบางรูปนั้น สร้างได้โดยใช้วิธีนี้

แต่รูปส่วนใหญ่นั้นไม่สามารถสร้างได้

เครื่องมือสำหรับเขียนวงกลม ส่วนโค้งของวงกลม หรือกะระยะ ทำด้วยโลหะ มี ๒ ขา
ปลายข้างหนึ่งแหลม ปลายอีกข้างหนึ่งมีดินสอ อีกแบบหนึ่งมีปลายแหลมทั้ง ๒ ข้าง แบบหลังนี้

ใช้สำหรับเขียนบนโลหะก็ได้

มีดดาบ มีดดาบไทยในอดีตที่ผ่านมา

ถูกสร้างขึ้นมาร่วมกับศาสตราวุธอื่น ๆ เช่น
หอก ทวน หลาว ฯลฯ เพื่อใช้ในการรบป้องกัน

ชาติบ้านเมืองจากศัตรูผู้รุกราน ใช้ในการรบ

เพื่อขยายอาณาเขตดินแดน กระทั่งใช้ในการ

รบเพื่อกอบกู้เอกราชของชาติ หรือมีไว้เพื่อ

ป้องกันตัวเอง นับตั้งแต่สมัยกรุงสโขทัย ลพบุร ี

อยุธยาเรื่อยมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ มีช่าง

ตีดาบฝีมือดีเกิดขึ้นทุกยุคสมัย รูปแบบของ

ดาบในแต่ละยุคจึงแตกต่างกันไป ตามความ
ต้องการของผู้ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือกองทัพ

เพื่อใช้ในการรบ และรองลงมาคือ ชาวบ้านทั่วไป ที่มา : FB ประวัติศาสตร์ฮาเฮ

ที่มีไว้เพื่อป้องกันตัว



ซองปืนโบราณ




























ปืนแต่ละชนิดใช้ซองปืนที่มีลักษณะและขนาดที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งแบบปืนพกที่มี
ซองปืนขนาดเล็ก และปืนยาวที่มีซองปืนขนาดใหญ่มีสายคล้องสำหรับสะพายไหล่ ซองปืนใน

สมัยโบราณนั้นนิยมทำมาจากหนังวัว เพราะมีความคงทนและมีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ประโยชน์ของซองปืน คือ เพื่อรักษาสภาพของปืนจากฝุ่น ความชื้น


ผลกระทบที่อาจทำใหปืนขีดข่วน

เครื่องคิดเลขโบราณ


ในปี ค.ศ.1944 ฮาวเวิร์ ด ไอเคน
ได้ออกแบบ เครื่องคำนวณอัตโนมัติได้สำเร็จ

ซึ่งนับเป็นเครื่องคำนวณอัตโนมัติเครื่องแรก

ที่สามารถคำนวณและเปรียบเทียบตามขั้นตอน

ต่าง ๆ ที่บันทึกไว้โดยอัตโนมัติและนับเป็น
จุดเริ่มต้นให้มีผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องคำนวณ

ขึ้นมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคำนวณ

แบบใช้มือหมุนและมือโยก จนถึงในยุคปัจจุบัน
ที่เป็นเครื่องคำนวณระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก

สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะมี

ขนาดเล็กกระทัดรัด สามารถใช้คำนวณบวก

ลบ คูณ หาร คิดส่วนลดและคำนวณหาร้อยละ

และคำนวณค่าทางสถิติต่าง ๆ ตลอดจนสามารถ
บันทึกค่าความจำ


เครื่องเล่นแผ่นเสียง


เครื่องเล่นถูกคิดค้นในปี พ.ศ.1857

พัฒนาเรื่อยๆ จนเป็นเครื่องเล่นแบบไขลาน

เรียกว่า “แกรมโมโฟน” ป พ.ศ.1896 เล่นกับ

แผ่นที่มีเครื่องผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว หนัก แข็ง

และแตกหักง่าย แต่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฟังเพลงได้


หลักการทำงานง่าย ๆ คือ แผ่นเสียง

มีร่องขนาดเล็กจิ๋วเป็นจำนวนมาก ในร่องเหล่านี้
มีปุ่มขรุขระมากมาย เพื่อให้เข็มจากเครื่องเล่น

วิ่งผ่าน เข็มเปรียบเสมือนตัวรับแรงสั่นสะเทือน วิ่งไปสัมผัสกับปุ่มในร่องจนเกิดคลื่นเสียงส่งผ่าน

ลำโพง คล้ายปากแตร ถ้าฟังในสมัยนี้ เสียงค่อนข้างทุ้มต่ำ ไร้มิติ ฟังแล้วอุดอู้ แต่ถือว่าดีที่สุด
ของยุคนั้น เล่นด้วยสปีด 78 RPM(รอบต่อนาที) เวลาลานไขไว้ใกล้หมด เสียงเพลงก็จะอืดลง


เหมือนเทปยาน

เครื่องพิมพ์ดีดโบราณ


เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกเป็น
ภาษาอังกฤษ สร้างโดยวิศวกร ชื่อ เฮนรี่ มิส ตอน

แรกเป็นแป้นพิมพ์ มีถึง 7 แถว 84 ปุ่ม ต่อมาได้มี
การสร้างปุ่ม Shift และรวมอักษร 2 ตัว ให้อยู่ใน
ปุ่มเดียวกัน จึงทำให้เป็นแป้นพิมพ์แบบ 2 ชั้น

ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป

ในประเทศไทย นายเอดวิน แมคฟาร์แลนด์

เลขานุการส่วนพระองค์ของสมเด็จกรมพระยาดำรง

ราชานุภาพ ดัดแปลงเครื่องพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ

เป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย แต่เนื่องจากภาษาไทยมีสระและวรรณยุกต์มาก จึงต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีด
ที่มีแป้นมากกว่าชนิดอื่น คือยี่ห้อ สมิทพรีเมียร์ เมื่อ พ.ศ.2438 ต่อมา หมอยอร์ช บี แมคฟาร์แลนด์

(พระอาจวิทยาคม) ได้ปรึกษาและทำการค้นคว้า ใช้เวลา 7 ปี ก็วางแป้นอักษรใหม่สำเร็จ

ใน พ.ศ.2474 สามารถพิมพ์ได้ถนัดที่สุดและรวดเร็วที่สุด ให้ชื่อว่าแบบ “เกษมณี” และใช้มา

จนถึงปัจจุบันนี้ ต่อมามีการศึกษาพบว่าเครื่องพิมพ์ดีดแบบเกษมณียังมีข้อบกพร่อง และได้มีการ
คิดวางแป้นอักษรใหม่ ใช้ชื่อว่า “ปัตตะโชติ” ซึ่งสภาวิจัยแห่งชาติตรวจสอบแล้วว่าสามารถพิมพ์

ได้เร็วกว่าแบบเดิมประมาณ 25.8%


โทรศัพท์โบราณ


โทรศัพท์ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี
พ.ศ.2419 หลังจากนั้น 5 ปี ตรงกับปี พ.ศ.2424

โทรศัพท์ได้ถูก นำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

โดยสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจาฟ้าภาณุ-

รังษีสว่างวงศ์ เจากรมกลาโหมในสมัยนั้น ได้ทรงดำริ
นำวิทยาการด้านการสื่อสารด้วยโทรศัพท์เข้ามาใช้
เปนครั้งแรก โดยทดลองนำเครื่องโทรศัพท์มาติดตั้งที่

กรุงเทพฯ และที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ
วัตถุประสงค์ในเบองต้นเพื่อใช้แจ้งข่าวเรือเข้า - ออก
ื้
ที่ปากน้ำ สมุทรปราการให้ทางกรุงเทพฯ ทราบ

สัญญาณเตือนภัยสมัยโบราณ


สัญญาณเตือนภัย เป็นอุปกรณแจ้งเตือน

เมื่อพบความผิดปกติ ให้ผู้คนทราบถึงภัยอันตราย

ด้วยสัญญาณเสียง ช่วยให้ผู้คนระมัดระวังตัวเอง

มากขึ้น และไหวตัวได้ทัน ทำให้หนีเอาตัวรอด
ได้เร็ว ซึ่งสัญญาณเตือนภัยหรือหวูดนั้น

ใช้เตือนภัยในสงครามตั้งแต่สมัยสงครามโลก

ครั้งที่ 2

ิ่
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เรมมีการ
ทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิต ร เพื่อตัด

เส้นทางและทำลายระบบสาธารณูปโ ค

ในกรุงเทพ และเพื่อตัดเส้นทางต่างๆ ของ
ญี่ปุ่นที่อาศัยในกรุงเทพและต่างจังหวัด หลังปี

พ.ศ.๒๔๘๕ ระเบิดเริ่มหนาตัวขึ้นมาก

เนื่องจากยังส่งผลให้ชาวกรุงเทพเดือดร้อน ที่มา : www.clipmass.com/story/113019
วิ่งหนีระเบิดกันทุกคืน คนกรุงเทพในยุคนั้นผวาเสียงหวูดสัญญาณกันมาก เมื่อได้ยินเสียงก็จะ

คว้าเอกสารสำคัญ และอะไรก็ได้ฉวยติดมือ บางบ้านก็รวมของสำคัญใส่ไว้ในตะกร้าจะได้ฉวยคว้า

ได้ทันเวลา วิ่งออกไปรวมกันนอกบ้าน



หมวกเหล็ก ของทหารในสมัยโบราณ


หมวกเหล็กสำหรับทหารกองทัพไทย
รุ่น Adrian Helmet Model 31 ผลิตจากประเทศ
เบลเยยม ส่งขายให้ประเทศไทย หมวกเหล็กแบบ
ี่
Adrian นี้ทำจากเหล็กเหนียวธรรมดาที่มีน้ำหนัก

เพียง 0.765 กิโลกรัม มีน้ำหนักเบา ออกแบบมา
เพื่อป้องกันศีรษะจากเศษกระสุนปืนใหญ่

ตราด้านหน้าของหมวก คือ ตราเสียสละชีพเพอชาติ
ื่
ซึ่งหมวกเหล็กนี้ทหารไทยใช้ในสมัยสงครามโลก

ครั้งที่ 2 ราวปี ค.ศ.1920 หมวกเหล็กได้กลายมาเป็นส่วนประกอบอันมีค่าของเครื่องแบบทหาร
ที่เข้าสู่สมรภูมิการรบช่วยลดอัตราการสูญเสียชีวิตทหารลงได้เป็นจำนวนมาก

วิทยุโบราณ


เครื่องรับวิทยุเกิดขึ้นในราว พ.ศ.2439 ในงานจัดแสดงของรัสเซีย โดย Alexander
Stepanovich Popov

ในประเทศไทยยุคแรกประมาณปี พ.ศ.2470 ได้ติดตั้งเครื่องส่งวิทยุระบบ AM ขนาด


200 วัตต์ ณ ที่ทำการไปรษณียโทรเลข โดยการควบคุมของช่างวิทยุกรมไปรษณีย์โทรเลข นับเปน


ครั้งแรกที่มีเครื่องส่งวิทยุกระจายเสยงออกอากาศ เครื่องรับวิทยุในยุคแรกนั้นเป็นชนิดแร่ มีเสียง
เบามากและต้องใช้หูฟัง ต่อมาเปลี่ยนเป็นเครื่องรับชนิดหลอดสุญญากาศมีความดังมากขึ้น

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2473

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า

เจ้าอยู่หัว ประชาชนต่างพากันตื่นเต้น
และปีติยินดีเป็นที่สุดเมื่อได้รับฟัง

กระแสพระราชดำรัสของพระบาท-

สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยตรง

จากเครื่องรับวิทยุเครื่องแรกที่ใช้หูฟัง
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เพราะในยุคนั้นน้อยครั้ง ที่สามัญชน

จะได้รับฟังกระแสพระราชดำรัสจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยตรง

ประมาณปี พ.ศ.2500 เป็นยุคเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ แต่ระยะแรกๆ ยังมีขนาดใหญ่มาก

และต่อมามีการพัฒนาอุปกรณ์และวงจรให้มีขนาดเล็กลงตามลำดับ จนสามารถนำไปในสถานที่

ต่าง ๆ ได้ ทำให้กิจการวิทยุเป็นที่ยอมรับของประชาชนและมีสถานีส่งเกิดขึ้นมากมาย


ถังน้ำมันโบราณ


นับตั้งแต่การค้นพบน้ำมัน ในปี ค.ศ.1859
มีการพัฒนารูปแบบในการกักเก็บของเหลวน่ากลัวและ

อันตรายชนิดนี้ อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่

บรรจุในถังไม้ ถังเหล็กยึดด้วยน็อต และในที่สุดเป็นถัง

เหล็กเชื่อมประกอบขึ้นรูป และเพิ่งจะมีการพัฒนา

ข้อกำหนด ตลอดจนมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการผลิต
และการทดสอบถัง เมื่อช่วงแรกของศตวรรษนี้เอง

หน้ากากกันแก๊ส


หน้ากากกันแก๊ส เริ่มต้นในช่วงสงครามโลก
ครั้งที่ 1 กลุ่มทหารฝรั่งเศสนำมาเริ่มใช้ในปี ค.ศ.

1914 นอกจากแก๊สน้ำตายังมีคลอรีนของ
ฝ่ายกองทัพเยอรมัน เมื่อสูดดมเข้าไปทำให้เยื่อบุ

โพรงจมูกระคายเคือง ส่งผลต่อหลอดลม ปอด

รวมถึงดวงตา กระทบต่อระบบทางเดินหายใจ
การมองเห็น ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะ Asphyxia

หรือ ภาวะร่างกายขาดออกซิเจนเฉียบพลัน

มีอาการเจ็บหน้าอก อาเจยน และเสียชีวิตภายใน
2-3 นาที
ช่วงสงครามจึงเห็นผู้คนทั่วไปไม่ว่า

จะรวยหรือจน เพศไหน ต่างก็สวม

หน้ากากกันแก๊สพิษออกมา ทำกิจวัตร
ประจำวันกันเหมือนเป็นเรื่องปกติ เพราะ

ถึงแม้จะอยู่ในช่วงสงครามและอากาศ

จะเลวร้ายแค่ไหนทุกคนต่างก็มีหน้าที่

ที่ต้องทำและชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป สัตว์ก็

ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความปลอดภัย
จึงทำหน้ากากกันแก๊สพิษสำหรับสัตว์เลี้ยง

ที่มา : www.unlockmen.com ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือม้า


หมวกใบลาน


หมวกใบลาน ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า

กำเนิดขึ้นในช่วง พ.ศ.ใด แต่กำเนิดขึ้น

ในช่วงสมัยปลายกรุงศรีอยุธยามาแล้ว

เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ทำขึ้น เพื่อใช้
ประโยชน์ในการประกอบอาชีพของชาวไทย

โดยตรง โดยศิลปะในการทำหมวกขึ้นมานั้น

กว่าจะได้หมวกใบหนึ่ง ต้องใช้ความชำนิ

ชำนาญและความประณีตละเอียดอ่อน
เป็นอย่างยิ่ง ไม่แพ้งานจักสานประเภทอื่น ๆ เนื่องจากเป็นงานที่ใช้มือล้วน ๆ

หมวกทหารรักษาพระองค์


กิจการทหารรักษาพระองค์และ

ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เริ่มต้น
ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2402 ในขณะนั้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมบุตร
ในราชตระกูลและบุตรข้าราชการที่

ยังเยาว์วัยมาทดลองฝึกหัดเป็นทหารตาม

ยุทธวิธแบบใหม่เช่นเดียวกับกรมทหารหน้า

ซึ่งในชั้นแรกนั้นมี 12 คน และให้ทำหน้าที่ไล่กาที่บินมารบกวนในเวลาทรงบาตร ตลอดจนตั้งแถว

รับเสด็จฯ ณ ที่นั้นทุกเวลาเช้า มหาดเล็กเหล่านี้เอง (ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “ทหารมหาดเล็กไล่กา”)
คือจุดเริ่มต้นของกิจการทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ของไทย


หมวกที่นำมาจัดแสดง คือ หมวกสำหรับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ใช้ในการประกอบ
พระราชพิธีต่าง ๆ



หมวกตำรวจ


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ผูก
ตราประจำประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2416

โดยเรียกกันทั่วไปว่าตราแผ่นดิน หรือตราอารม ซึ่งตรา

ดังกล่าวนี้เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ซึ่งใช้

สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธย หรือกำกับนาม

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

สำหรับตราหน้าหมวกตำรวจในปัจจุบันนั้น

เริ่มใช้กันตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 โดยได้มีการนำตราแผ่นดิน

ที่มา : www.thaicop.blogspot.com ของรัชกาลที่ 5 มาลงอักษรคำว่า "พิทักษ์สันติราษฎร์"
สำหรับหน้าหมวกตำรวจรุ่นที่ 4 เริ่มใช้ในปี พ.ศ.2478 เป็นโลหะรูปสี่เหลี่ยมรี มีปทุมอุณาโลม

อยู่กลางกงจักร โดยรอบนอกกงจักรมีลายเพลิงส่วนในกงจักรมีอักษร "พิทักษ์สันติราษฎร์"

ดังนั้นตราหน้าหมวกในปัจจุบันที่ทำด้วยโลหะสีเงิน


ดุนเปนตราแผ่นดิน และจารึกคำว่า พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น
จึงเป็นตราหน้าหมวกตำรวจรุ่นที่ 5 โดยในตราแผ่นดิน


จะมีพุทธภาษิตจารึกไว้ว่า "สัพเพสัง สงฆะภูตานัง สามัคคี
วุฑฒิสาธกา" ซึ่งแปลว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ

ย่อมยังความเจริญให้สำเร็จ อันเป็นพุทธภาษิตที่จำเป็น

สำหรับข้าราชการตำรวจ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยความ
พร้อมเพรียงเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อรวมกับตัวอักษร

ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จึงหมายถึง พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ

และภาระหน้าที่ตำรวจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน




คุกขี้ไก่
จุดเด่นของห้องนี้ก็คือ ช่องทางเล็ก ๆ เพื่อลงไปยัง

“คุกขี้ไก่” ขุดดินลึกลงไปประมาณ 1 ห้อง ซึ่งอดีตใช้เป็น
ที่กักขังนักโทษ ลักษณะจะเตี้ยจนยืนไม่ได้และนอนไม่ได้

เนื่องจากพื้นดินด้านล่างที่มีแต่น้ำสกปรก จึงเรียกกันว่า

“คุกขี้ไก่” และบริเวณรอบตัวอาคารจะมีช่องเล็ก ๆ

เพื่อเป็นช่องระบายอากาศภายในคุก










ต้นแบบของคุกขี้ไก่นั้น อยู่ที่จังหวัด

จันทบุรี สร้างเมื่อปี พ.ศ.2436 (ร.ศ.112)
ฝรั่งเศสได้เข้ามายึดครองจังหวัดจันทบุรี และ

ได้สร้างคุกขี้ไก่นี้ขึ้นมา เพื่อกักขังนักโทษทั้ง

ทหารญวน คนจีน คนในบังคับของฝรั่งเศส
รวมทั้งคนไทยที่ต่อต้านฝรั่งเศส ลักษณะเป็นอาคาร

รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสลบเหลี่ยม ก่อด้วยอิฐ กวาง 4 เมตร

สูง 10 เมตร ชั้นบนเป็นที่เลี้ยงไก่สำหรับถ่ายมูลใส่

หัวนักโทษข้างล่าง คุกนี้เลิกใช้งานเมื่อทหารฝรั่งเศส
ถอนกำลังออกจากเมืองจันท์เมื่อปี พ.ศ.2447


ที่มา : www.daiduavkan.com








ที่มา : www.paiduaykan.com

ห้องที่ 5 ห้องศาสนา



ศาสนาที่ประชาชนในพื้นที่เขตมีนบุรีให้ความนับถือ มีทั้งหมด 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาคริสต์

ศาสนาอิสลาม และศาสนาพุทธ โดยห้องนี้จะกล่าวถึง 2 ศาสนาหลัก ๆ ที่ชาวมีนบุรีส่วนใหญ่

ให้ความนับถือ คือ ศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ


จัดแสดงห้องละหมาดจำลองพร้อมอุปกรณ์

ในการละหมาดของศาสนาอิสลาม ได้แก่ ซายาดะห์

(ผ้าปูละหมาด), หมวกกะปิเยาะห์, คัมภีร์อัลกุรอาน,
ลา ฮ า(แท่นรองคัมภีร์อัลกุรอาน), ตะลากง

(ชุดละหมาดผู้หญิง) และผ้าโสร่ง เป็นต้น


การละหมาด คือ ศาสนกิจของศาสนาอิสลาม มีเวลาละหมาด 5 เวลาต่อวัน เป็นการ

แสดงออกถึงความเคารพต่ออัลลอฮฺทั้งทางร่างกายและจิตใจ ด้วยความสงบและความสำรวม
อีกทั้งยังนับว่าเป็นศาสนกิจประจำวันที่สำคัญที่สุดในศาสนาอิสลามด้วย อัลลอฮฺได้ทรงบัญญัติ

ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเวลาละหมาดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน มีใจความสำคัญว่า ก่อนเริ่มการละหมาด

จะต้องอาบน้ำละหมาดทุกครั้ง แต่หากในกรณีที่ไม่มีน้ำสามารถใช้ตายัมมุม คือ ฝุ่นดินที่มีความสะอาด
ทดแทนได้


ละหมาด มีความหมายถึงการขอพร ซึ่งในทางศาสนาแล้วการละหมาด หมายถึง การกล่าว

และการกระทำอันประกอบไปด้วยการตักบีร และจบลงด้วยการให้สลาม การละหมาดเป็นการ

สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมุสลิมทั่วโลก




















ที่มา : www.sanook.com

ในส่วนของศาสนาพุทธนั้น มีการจัดแสดงพระพุทธรูป

ประจำจังหวัดมีนบุรี สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองมีนบุรี เป็นพระปางมาร
วิชัย เนื้อนวโลหะปิดทองทั้งองค์ มีขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว สร้างขึ้น

เมื่อ พ.ศ.2470 เป็นที่สักการะบูชาของชาวมีนบุรี ประดิษฐาน

อยู่ที่เรือนไม้สัก โดยมีจารึกที่ฐานพระพุทธรูป ดังนี้ “สำหรับ


ศาลากลางจังหวัดมีนบุร ปีเถาะ พุทธศักราช 2470”
เนื่องจากพระพุทธรูปประจำจังหวัดมีนบุรี ประดิษฐาน

อยู่ที่เรือนไม้สัก ไม่สะดวกที่ชาวมีนบุรีจะสักการะบูชา ต่อมา

เมื่อปี พ.ศ.2543 จึงได้สร้างพระพุทธรูปจำลองจากพระ

ประจำเมืองมีนบุรี หน้าตัก 39 นิ้ว ได้ประกอบพิธีเททองหล่อ

พระพุทธรูป เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543
ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เขตมีนบุรี

พระพุทธรูปแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ.

2544 และนำพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐาน
ณ หอพระ ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9

เขตมีนบุรี เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้

สักการะบูชา ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช

สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานนามว่า

“พระพุทธรังสีสวัสดิรังสรรค์”

บทที่ ๓






สภาพภูมิศาสตร์และทรัพยากร

3



บทที่




สภาพภูมิศาสตร์และทรัพยากร





































สภาพทางภูมิศาสตร์

เขตมีนบุรีเดิมมีพื้นที่ 174 ตารางกิโลเมตร แต่หลังจากมีประกาศกระทรวงมหาดไทย

เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตมีนบุรี และตั้งเขตคลองสามวา ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2540

เขตมีนบุรีในปัจจุบัน จึงมีพื้นที่ 63.64 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่การปกครอง 2 แขวง

คือ แขวงมีนบุรี และแขวงแสนแสบ


แนวเขตติดต่อ


ทิศเหนือ ติดต่อกับ เขตคลองสามวา

และเขตหนองจอก

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ เขตหนองจอก

ทิศใต้ ติดต่อกัน เขตลาดกระบัง


ทิศตะวันตก ติดต่อกับ เขตสะพานสูง

และเขตคันนายาว

ถนนสายหลักมีนบุรี


ถนนร่มเกล้า
















ที่มา : www.Home Buyers Teams.com


ถนนร่มเกล้า หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3119 สายมีนบุรี – ลาดกระบง เดิมมีชื่อว่า
“ถนนมีนบุรี - ลาดกระบัง” เป็นถนนในกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 11.003 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้น

จากถนนสุวินทวงศ์ ในท้องที่แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ไปบรรจบกับถนนลาดกระบัง
ในท้องที่แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร


ซึ่งจุดสิ้นสุดของถนนร่มเกล้าในท้องที่เขตลาดกระบังต่อจากนี้ไป จะเปนทางยกระดับเข้าสนามบิน
สุวรรณภูมิ


ถนนสีหบุรานุกิจ
























ที่มา : www.Homenayoo.com


ถนนสีหบุรานุกิจ เป็นถนนสายสั้น ๆ ในแขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มีความยาว
ประมาณ 3 กิโลเมตร มีจุดเรมต้นที่แยกมีนบุร เป็นจุดตัดระหว่างถนนรามอินทรา ถนนสุวินทวงศ์

ิ่
และถนนเสรีไทย มีทิศทางมุ่งไปทางทิศตะวันออกข้ามคลองสามวา ไปบรรจบกับถนนร่มเกล้า

บริเวณวัดแสนสุข

คลองแสนแสบในเขตมีนบุรี





















คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ขุดขึ้นในปี พ.ศ.2380 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ-
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเข้าด้วยกัน

ด้วยพระราชประสงค์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ กำลังรบและเสบียง

อาหารไปยังญวน (เวียดนาม) ในราชการสงครามไทย - ญวน ซึ่งใช้เวลารบนานถึง 14 ปี

ใน “สงครามอานามสยามยุทธ” คลองแสนแสบเป็นเส้นทางโดยสารที่นิยมเพราะสะดวกรวดเร็ว
แต่ปัจจุบันมีปัญหามลภาวะทางน้ำ ส่งกลิ่นเหม็น เนื่องจากมีการทำลายสิ่งแวดล้อมและทิ้งขยะ

ลงในคลอง


ทรัพยากรธรรมชาติ






















จากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของเขตมีนบุรี ซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม มีคลองและลำราง

ไหลผ่านหลายสาย ในอดีตเป็นเรือกสวนไร่นา บ่อปลา นาบัว และไร่หญ้า แต่ปัจจุบันเริ่มลด
น้อยลง เนื่องจากพื้นที่หลายแห่งเปลี่ยนสภาพเป็นที่อยู่อาศัย หมู่บ้าน อาคารพาณิชย์ สถานที่


ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ลักษณะประชากรในเขตมีนบุรี






















ในอดีตประชากรชาวมีนบุรี แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ มุสลิม คนไทย คนจีน และคนไทยเชื้อสายจีน


มุสลิม เดิมเป็นชนส่วนใหญ่ของเมืองมีนบุรี คือ ประมาณร้อยละ 60 ส่วนใหญ่ตั้งบ้านเรือน
อยู่หนาแน่นบริเวณริมคลองแสนแสบ และยิ่งหนาแน่นมากในพื้นที่ใกล้อำเภอหนองจอกและ

ในอำเภอหนองจอก แต่ภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตท้องที่หมู่บ้าน ชาวมุสลิม

ส่วนหนึ่งจึงขึ้นไปกับส่วนอื่นย้ายถิ่นฐานมาอยู่มีนบุรีมากขึ้นอัตราส่วนชาวพุทธและชาวมุสลิม

ปัจจุบันจึงใกล้เคียงกัน

คนไทย กระจายอยู่ทั่วไปในท้องที่ ส่วนใหญ่มักตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ เพราะใช้เป็น

เสนทางสัญจรและใช้ในการประกอบอาชีพ อาชีพที่ทำกันมาก คือ เกษตรกรรม ทั้งทำนา ทำสวน

เลี้ยงหมู เปด ไก่ บางส่วนทำการประมง บางส่วนอาจค้าขายบ้าง ส่วนหนึ่งรับราชการ หรือรับจ้าง
คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีน มักรวมตัวกันอยู่บริเวณตลาด ประกอบอาชีพค้าขาย



เปนหลัก ส่วนหนึ่งทำกิจการโรงสีข้าว โรงเลื่อย มีอู่ต่อเรือ บางครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในเรอ ล่องไป
รับสินค้าประเภทของแห้ง เช่น ถ่าน ฟืน ไม้รวก ของชำต่าง ๆ แล้วจอดเทียบขายสินค้า ชาวมีนบุร ี
จึงมักมีทั้งที่ “อยู่บ้าน” และ “อยู่เรือ” ซึ่งจอดอยู่ในคลองแสนแสบและคลองสามวา บรเวณใกล้ ๆ

ตลาด นอกจากนี้ยังมีชนเชื้อสายลาวและมอญปะปนอยู่บ้าง โดยเฉพาะมอญมักรวมตัวกันอยู่


เป็นกลุ่ม มีภาษาวฒนธรรมประเพณีของตน
ปัจจุบันเนื่องจากการขยายความเจริญมาทางพื้นที่ฝั่งตะวันออก ทำให้ประชาชนที่มาตั้ง

ถิ่นฐาน หรือประกอบอาชีพมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากยิ่งขึ้น

บทที่ ๔






สถานที่สำคัญ







และสถานที่ท่องเที่ยวในเขตมีนบุรี

สถานที่สำคัญในเขตมีนบุรี 4




บทที่











สถานที่สำคัญทางราชการ

สถานที่สำคัญทางราชการเป็นสถานที่ที่ให้บริการและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน
ในท้องที่นั้น ๆ มีหน้าที่ในการดูแลและบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในด้านต่าง ๆ ในเขตมีนบุรีมีหน่วยงาน


ทางราชการที่สำคัญ ดังนี้

ส่วนราชการในพื้นที่เขตมีนบุรี


1. ศาลจังหวัดมีนบุรี






























ที่ตั้ง : ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุร กรุงเทพมหานคร 10510
หลังจากประกาศจัดตั้งเมืองมีนบุรี พ.ศ.2445 แล้ว หม่อมเจาสง่างามสุประดิษฐ์ ข้าหลวง

รักษาราชการเมืองมีนบุรีในขณะนั้น ได้ทรงเสนอความเห็นสมควรจัดตั้งศาลมีนบุรีขึ้น ในต้นปี

พ.ศ. 2447 เพื่อพิจารณาคดีความของราษฎรในเขตเมืองมีนบุรี เปนการบรรเทาความเดือดร้อน

ในกรณีที่ราษฎรในเขตเมืองมีนบุรีมีคดีความต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับมีนบุรี

และเพื่อประโยชน์ในการโยธาของเมืองจะได้ดำเนินการด้วยแรงงานนักโทษเป็นการประหยัด

พระราชทรัพย์ส่วนหนึ่งด้วย เมื่อก่อสร้างศาลาว่าการเมืองมีนบุรี และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 11
มกราคม 2446 นั้น ราชการอัยการประจำศาลเมืองมีนบุรี ซึ่งเดิมมีตำแหน่งยกกระบัตร


เป็นหัวหน้า คงมีที่ทำการอยู่บนศาลาว่าการเมืองด้วย

ศาลจังหวัดมีนบุรี เดิมชื่อว่า ศาลเมืองมีนบุรี และศาลแขวงมีนบุรี อาคารศาลจังหวัดมีนบุรีตั้งอยู่

ในท้องที่หมู่ที่ 9 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ต่อมาในปี พ.ศ.2480 ศาลแขวงมีนบุรี
ได้รับการยกฐานะเป็นศาลจังหวัด ตามพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงมีนบุรีเป็นศาลจังหวัด

พ.ศ.2480 มีเขตอำนาจตลอดท้องที่อำเภอมีนบุรี หนองจอก และลาดกระบังในจังหวัดพระนคร

ศาลจังหวัดมีนบุรีเปิดทำการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2481


อาคารศาลจังหวัดมีนบุรีหลังเดิมก่อสร้างมาเป็นเวลานานมีสภาพคับแคบ ไม่สามารถ
ให้บริการแก่ประชาชนได้เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องรื้ออาคารศาลจังหวัดมีนบุรีเดิมออก

แล้วก่อสร้างอาคารศาลจังหวัดมีนบุรีหลังใหม่ให้มีความสง่างาม สามารถใช้ประโยชน์ได้ตาม

ต้องการ

ปัจจุบันศาลจังหวัดมีนบุรีได้ยุบเลิกและมีการจัดตั้งเป็นศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรี

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรี เป็นศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมอื่น

ศาลแพ่งมีนบุรีและศาลอาญามีนบุรีมีเขตอำนาจท้องที่ 9 เขต คือ เขตคลองสามวา

เขตคันนายาว เขตบางเขนเฉพาะแขวงท่าแร้ง เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขตลาดพร้าวเฉพาะ

แขวงจรเข้บัว เขตสะพานสูง เขตสายไหมเฉพาะแขวงสายไหมและแขวงออเงิน และเขตหนองจอก

กรุงเทพมหานคร



2. สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารมีนบุรี




























ที่ตั้ง : ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุร กรุงเทพมหานคร 10510

ตำแหน่งพนักงานอัยการแต่เดิมนั้นเรียกกันว่า “ตำแหน่งยกกระบัตร” ทำหน้าที่รักษา

ตัวบทกฎหมาย ไต่สวน สืบจับโจรผู้ร้าย ฟ้องว่าความแผ่นดินและเป็นกรมการเมืองโดยตำแหน่ง
และราชการอัยการเมืองมีนบุรีเมื่อแรกตั้งขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล


ต่อมาปลายปี พ.ศ.2459 เปลี่ยนเรียกนามตำแหน่ง “ยกกระบัตร” เป็นตำแหน่ง “อัยการ”

ขึ้นอยู่ในกระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2459 จนกระทั่ง พ.ศ.2465

จึงโอนไปขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย

ต้นปี พ.ศ.2474 ได้มีประกาศยุบจังหวัดมีนบุรีรวมท้องที่การปกครองอยู่ในจังหวัด

พระนคร ฝ่ายศาลยุติธรรมจึงต้องยุบและรวมศาลอนุโลมตามด้วย ศาลจังหวัดมีนบุรีจึงถูกยุบ
รวมเข้าในศาลยุติธรรมกรุงเทพฯ ในคราวเดียวกัน ราชการอัยการศาลแขวงมีนบุรีจึงมีอัยการ

ประจำศาลแขวง อยู่ใต้บังคับบัญชาของฝ่ายปกครอง และมีที่ทำการอยู่ ณ ที่ว่าการอำเภอมีนบุรี


ตำแหน่งอัยการประจำศาลแขวงมีนบุรี ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำแหน่งอัยการประจำจังหวัด

ประจำศาลจังหวัดมีนบุรีในปี พ.ศ.2480

ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ได้มีประกาศแยกกรมอัยการออกจากกระทรวง-


มหาดไทย ไปเปนหน่วยงานอิสระ ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงใด อยู่ภายใต้

กำกับการดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ได้เปลี่ยนชื่อจาก “กรมอัยการ” เป็น “สำนักงานอยการ
สูงสุด”


3. กองบังคับการตำรวจนครบาล 3






















ที่ตั้ง : 190 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุร กรุงเทพมหานคร 10510

กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 เปนหน่วยงานในสังกัดของกองบัญชาการตำรวจนครบาล

จัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.
2540 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2539

โดยยุบเลิกกองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครเหนือ กองบังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้

และกองบังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลและจัดตั้งกองบังคับ

การตำรวจนครบาล 1 ถึง 9 ขึ้นแทน ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2540 เป็นต้นมา

เดิมที่ทำการกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 อยู่ที่ชั้น 3 อาคารสถานีตำรวจนครบาล

มีนบุรี จนถึงปี พ.ศ.2550 ได้ย้ายที่ทำการสำนักงาน ผู้บังคับการนครบาล 3 มาบริเวณอาคาร


เรือนไม้สักเก่าข้างสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี ซึ่งในอดีตเคยเป็นโรงพักพลตระเวนมีนบุร (ปัจจุบัน
ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร)

ปี พ.ศ.2553 สร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ (ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี)

ปี พ.ศ.2558 ปรับปรุงพื้นที่ตัวอาคารและพื้นที่บริเวณโดยรอบ รวมไปถึงการปรับปรุง

สัญลักษณ์ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้เห็นชัดเจนขึ้น


4. เรือนจำพิเศษมีนบุรี























ที่ตั้ง : เลขที่ 49 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510




เรือนจำพเศษมีนบุรี เดิมเรียกชื่อว่า “เรือนจำอำเภอมีนบุร” เปนหน่วยงานบรหารราชการ


ส่วนกลาง สังกัดกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ก่อตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงมหาดไทย
ลงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2474 เพื่อรองรับผู้ต้องขังจากศาลจังหวัดมีนบุรี (ศาลแขวงมีนบุรี
ซึ่งต่อมายกฐานะเป็นศาลจังหวัดในปี พ.ศ.2480) เดิมเรียกว่า “เรือนจำอำเภอมีนบุรี”


มีนายอำเภอมีนบุรีเปนผู้บัญชาการเรือนจำโดยตำแหน่ง

ต่อมา พ.ศ.2500 กรมราชทัณฑ์ได้ประกาศก่อตั้งทัณฑสถานวัยหนุ่มมีนบุรี มีอาณาเขต

ต่อเนื่องกับเรือนจำอำเภอมีนบุรี และกรมราชทัณฑ์ได้แต่งตั้งให้ผู้ปกครองทัณฑสถานวัยหนุ่ม
มีนบุรี รักษาการผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอมีนบุรีอีกตำแหน่งหนึ่ง ปี พ.ศ.2521 ยุบเรือนจำ

อำเภอมีนบุรีและกำหนดอาณาเขตใหม่ ณ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี เรียกชื่อว่า “เรือนจำพิเศษ

มีนบุรี” พร้อมแต่งตั้งผู้บัญชาการเรือนจำโดยเฉพาะมีภาระหน้าที่ควบคุมอบรม และฝึกวิชาชีพ

ผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลจังหวดมีนบุรี กับควบคุมผู้ต้องโทษจำคุกระยะสั้น

ในปี พ.ศ.2540 ได้ประกาศยุบเลิกทัณฑสถานวัยหนุ่มมีนบุรี และรวมพื้นที่ทัณฑสถาน

วัยหนุ่มมีนบุรีเดิมเข้าเป็นส่วนเดียวกันกับเรือนจำพิเศษมีนบุรี


5. สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี

























ที่ตั้ง : เลขที่ 57 หมู่ 1 ถนนสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510

กองโปลิศ หรือกรมกองตระเวนในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ได้ดำเนินการในลักษณะต่อเนื่องจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจาอยู่หัว กล่าวคือ ได้มี
การว่าจ้างนายตำรวจจากประเทศในตะวันตกบ้าง อินเดียบ้าง มลายูบ้าง พม่าบ้าง ส่วนนายสิบ
และพลตำรวจ โดยมากเป็นชาวอินเดียบ้าง มลายูบ้าง จีนบ้าง ทำหน้าที่คอยรักษาความปกติสุข

ของพระนครให้พ้นจากมิจฉาชีพ


ต่อมาพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ได้นำโครงการจัดระบบกรมกองตระเวน

(ตำรวจนครบาล) ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจาอยู่หัว ในวันที่
26 มิถุนายน พุทธศักราช 2433 (ปีที่ 23 ในรัชกาลที่ 5)


โครงการจัดระบบกรมกองตระเวน (ตำรวจนครบาล) มีการจัดให้ใกล้กับระบบตำรวจ
อังกฤษโดยกรมกองตระเวน (ตำรวจนครบาล) มีหน้าที่จัดกิจการตำรวจนครบาลในกรุงเทพฯ

มีการแบ่งพื้นที่ทางบกและทางน้ำ มีที่ทำงานแต่ละเขตหรือว่าโรงพักแต่ละโรงพัก จัดสายตรวจไป

ประจำสถานที่ต่าง ๆ พร้อมกำหนดระเบียบให้สายตรวจหรือกรมตระเวรถือปฏิบัติในการ

ปราบปรามโจรผู้ร้าย

ปี พ.ศ.2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรม

ราชานุญาตให้ตั้งเมืองมีนบุรี มีหม่อมเจ้าสง่างามสุประดิษฐ์ เป็นข้าหลวงรักษาราชการตั้งแต่

วันที่ 1 กันยายน ร.ศ.121 พร้อมกันนี้ได้สร้างอาคารชั่วคราวโรงพักพลตระเวนเมืองมีนบุรี

ขึ้นใกล้ ๆ กับจวนผู้ว่าฯ
พ.ศ.2463 ทรงพระราชทานที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อตั้งหน่วยราชการของเมืองมีนบุร ี

พ.ศ.2473 ก่อสร้างสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี ซึ่งเป็นอาคารเรือนไม้สัก สถานที่ตั้ง

ในสมัยนั้น
พ.ศ.2522 ได้ยกฐานะจากสถานีตำรวจชั้นสารวัตรเป็นสถานีตำรวจสารวัตรใหญ่

พ.ศ.2533 สร้างสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีหลังใหม่ขึ้น เป็นตึก 3 ชั้น ตั้งอยู่ริมถนน

สีหบุรานุกิจ และถนนร่มเกล้า อยู่ด้านทิศตะวันออกของสถานีตำรวจหลังเก่า



พ.ศ.2537 ยกฐานะจากสถานีตำรวจที่มีสารวตรใหญ่เปนหัวหน้าสถานี เปนสถานีตำรวจ

ที่มีผู้กำกับการเป็นหัวหน้าสถานี
6. สำนักงานเขตมีนบุรี






























ที่ตั้ง : เลขที่ 333 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุร เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510


สำนักงานเขตมีนบุรีเดิมเคยเป็นจังหวัดหนึ่ง ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2445

หลังจากประกาศยุบจังหวัดมีนบุรีเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2474 มีนบุรีจึงมีฐานะเป็นอำเภอ

แต่ยังคงมีเขตท้องที่เหมือนเช่นเดิม คือ 7 ตำบล 132 หมู่บ้าน

มีนบุรีแบ่งเขตการปกครองเป็น 7 แขวง (ตำบล) มี 107 หมู่บ้าน แต่เดิมมีสุขาภิบาล

1 แห่ง ชื่อสุขาภิบาลมีนบุรี ซึ่งกระทรวงมหาดไทยตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2498 และเมื่อมีประกาศของ
คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2515 มีนบุรีจึงมีฐานะเป็นเขตหนึ่งของ

กรุงเทพมหานคร


เดิมเขตมีนบุรีมีพื้นที่ 174 ตารางกิโลเมตร หลังจากมีประกาศกระทรวงมหาดไทย

เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตมีนบุรีและแยก 5 แขวงทางด้านเหนือของเขต ไปจัดตั้งเปนเขตคลองสามวา

ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 เขตมีนบุรีในปัจจุบันจึงมีพื้นที่เหลือเพียง 63.64 ตาราง-

กิโลเมตร มีเขตการปกครอง 2 แขวง คือ แขวงมีนบุรีและแขวงแสน


7. ศูนย์บริการสาธารณสุข 43 มีนบุรี


































ที่ตั้ง : เลขที่ 39 หมู่ 1 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510
ศูนย์บริการสาธารณสุข 43 มีนบุรี เดิมเป็นบ้านพักท่านเจ้าเมืองมีนบุรี บนเนื้อที่ของ

สุขาภิบาลเมืองมีนบุรี ต่อมาได้ยกสุขาภิบาลเมืองมีนบุรีให้กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเปิดเป็น
สถานีอนามัย ชั้น 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กุมภาพนธ์

พ.ศ.2500 โดย ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น) และยกฐานะ

เป็นสถานีอนามัย ชั้น 1 และผดุงครรภ์ สังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ในปี พ.ศ.2515 เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์การแพทย์และอนามัยมีนบุรี จนปี พ.ศ.2521

โอนเข้าสังกัดกรุงเทพมหานคร เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์บริการสาธารณสุข 43 มีนบุร ี

ปัจจุบันศูนย์บริการสาธารณสข 43 มีนบุรี รับผิดชอบพื้นที่แขวงมีนบุรี และแขวงแสนแสบ

เขตมีนบุรี โดยดูแลรับผิดชอบศูนย์บริการสาธารณสุขสาขา จำนวน 2 แห่ง อยู่ในแขวงแสนแสบ

8. สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี



























ที่ตั้ง : ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุร เขตมีนบุร กรุงเทพมหานคร 10510

สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ตั้งอยู่บนถนนสีหบุรานุกิจใกล้ศาลจังหวัด

มีนบุรี เดิมชื่อ “หอทะเบียนที่ดิน” และตั้งเป็นหอทะเบียนที่ดินจังหวัดมีนบุรี เมื่อ พ.ศ.2458


ต่อมาจังหวัดมีนบุรีถูกยุบไปรวมกับจังหวัดพระนคร ป พ.ศ.2475 ทางราชการจึงยุบหอทะเบยน
ที่ดินจังหวัดมีนบุรีมารวมอยู่ในสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครและธนบุร ี


ในปี พ.ศ.2497 มีประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้บังคับ กรมที่ดินจึงเปลี่ยนชื่อเป็น
สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนคร สาขามีนบุรี เมื่อคณะปฏิวัติประกาศให้รวมจังหวัดพระนครกับ

ธนบุรีเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี กรมที่ดินจึงเปลี่ยนชื่อจาก สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนคร

สาขามีนบุรี เป็นสำนักงานที่ดินนครหลวงกรุงเทพธนบุรี สาขามีนบุรี จนครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็นชื่อ

“สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี” มาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงาน เช่น

งานรังวัดที่ดิน งานจดทะเบียนสิทธิ นิติกรรมที่ดิน อสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับที่ดินและอาคารชุด
ในท้องที่ 2 เขต คือ เขตมีนบุรี และเขตคลองสามวา

9. สำนักงานประปา สาขามีนบุรี






















ที่ตั้ง : 133 ถนนรามคำแหง แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510


กองประปามีนบุรี ได้รับโอนกิจการประปาจากสุขาภิบาลของกรุงเทพมหานครเมื่อประมาณ
ปลายปี พ.ศ.2523 รวม 3 อำเภอ คือ อำเภอมีนบุรี อำเภอลาดกระบัง และอำเภอหนองจอก

ตั้งเป็น “กองประปามีนบุรี” เป็นหน่วยงานระดับส่วนที่มีสายการบังคับบัญชาขึ้นกับสำนักงาน

ประปาอิสระมีผู้ใช้น้ำที่รับโอนมาไม่เกิน 5,000 บาท ความเจริญส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนหรือตลาด

และในอดีตยังมีหมู่บ้านจัดสรรไม่มาก น้ำที่นำมาให้บริการประชาชนในระยะแรกได้มาจาก
บ่อบาดาลและระบบท่อของแต่ละอำเภอ ยังไม่มีการเชื่อมถึงกัน


ต่อมา กองประปามีนบุรีได้รับผิดชอบบริการน้ำประปาในเขต 4 เขต คือ เขตมีนบุรี

เขตลาดกระบัง เขตหนองจอก และเขตคลองสามวา พนที่ความรับผิดชอบทั้งหมด 529 ตาราง-
ื้
กิโลเมตร โดยเชื่อมต่อระบบท่อเข้าด้วยกัน เพื่อให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ทั้งรายเดี่ยว รายกลุ่ม รวมทั้งรับโอนกิจการประปาจากชุมชนและโครงการหมู่บ้านจัดสรรเพิ่มมากขึ้น


จึงยกเลิกบ่อบาดาล และสรางโรงสูบน้ำที่หนองจอก ลาดกระบัง และมีนบุรี พร้อมทั้งอุโมงค์ส่งน้ำ
เพอนำน้ำที่ผลิตจากโรงกรองน้ำบางเขนมาให้บริการประชาชนในพื้นที่ ต่อมากองประปามีนบุรี
ื่

ปรับหน่วยงานขึ้นเป็น “สำนักงานประปาสาขามีนบุร”

10. สภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรี

สภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรี จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2542 ตามระเบียบของสำนักวัฒนธรรม
แห่งชาติว่าด้วยวัฒนธรรมฯ เป็นการรวบรวมเครือข่ายวัฒนธรรม ใช้ชื่อว่า “สภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรี”

ประกอบด้วยหน่วยงานราชการ มูลนิธิ ชมรม ชุมชน ภาคธุรกิจ สถานศึกษา ฯลฯ ในพื้นที่เขตมีนบุรี

คณะกรรมการเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ.2550 มีนายวิชาญ มีนชัยนันท์ เป็นประธานสภาวัฒนธรรมเขตมีนบุร ี

คนแรก โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานเขตมีนบุรีในการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีของ

เขตมีนบุรี ตลอดจนช่วยในการปรบปรุงอาคารศาลาว่าการจังหวัดมีนบุรีหลังเก่า (อาคารเรือนไม้สัก)

เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตมีนบุรี เป็นต้น
ปี พ.ศ. 2555 มีการเปลี่ยนแปลงสังกัดสภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรีใหม่ ซึ่งเดิมขึ้นตรงต่อ


สำนักวัฒนธรรมแห่งชาติและกรุงเทพมหานครให้ขึ้นตรงต่อกระทรวงวัฒนธรรม

หน้าที่ สภาวัฒนธรรมเขตมีนบุรีเป็นองค์กรที่ดำเนินการด้านวัฒนธรรมและประเพณี

รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในพื้นที่

ร่วมกับเครือข่ายหรือหน่วยงานต่าง ๆ

ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี ของเขตมีนบุรี ร่วมกับสำนักงานเขต
มีนบุรีและหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้


1. งานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา












2. การจัดงานเนื่องในวันปิยมหาราช

3. การจัดงานประเพณีลอยกระทง











4. กิจกรรมรอมฎอนสัมพันธ์











5. การจัดงานหล่อเทียนและแห่เทียนพรรษา













6. ส่งเสริมศาสนาและการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม

11. สโมสรกีฬามีนบุรี











ที่ตั้ง : ถนนรามคำแหง แขวงมีนบุร เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510

สำนักงานเขตมีนบุรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาการกีฬาเพื่อมวลชนและการพัฒนาการ

กีฬาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากมีความเกี่ยวพันและเป็นความต้องการของประชาชนสวนใหญ่ จึงกำหนด

จัดตั้งลานกีฬาสำหรับชุมชนเพื่อใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย เสริมสร้างพลานามัย นันทนาการ

และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยจัดระเบียบชุมชนให้น่าอยู่แล้วยังเป็นการ

สร้างทางเลือกแก่ชุมชนในการป้องกันปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมอีกด้วย

สโมสรกีฬามีนบุรี สำนักงานเขตมีนบุรี จัดตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2549 โดย


ู้
นายบรรจง สขดี ผอำนวยการเขตมีนบุรี (ผู้อำนวยการในขณะนั้น) เป็นนายกสโมสรกีฬามีนบุรี
คนแรก มีวัตถุประสงค์ดังนี้


1. เพื่อเสรมสร้างสุขอนามัย การออกกำลังกายของประชาชนในท้องถิ่น
2. เพื่อสร้างทางเลือกในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมใน

ท้องถิ่น

ื่
3. เพอส่งเสริม พัฒนา และยกระดับกีฬาไปสู่ระดับสากลและพัฒนาเป็นกีฬาอาชีพ
4. เพื่อผลิตนักกีฬาที่มีคุณภาพ และขับเคลื่อนการกีฬาของกรุงเทพมหานคร ให้พัฒนา

สู่สากลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

12. สถานีดับเพลิงบางชัน

























ที่ตั้ง : เลขที่ 1 ถนนหม่อมเจ้าสง่างามสุประดิษฐ์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

10510

สถานีดับเพลิงบางชัน เดิมชื่อว่า “สถานีตำรวจดับเพลิงบางชัน” สังกัดแผนก 2 กองกำกับการ 2

กองบังคับการตำรวจดับเพลิง กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสำนักงาน

และเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ในปี พ.ศ.2542 ได้ดำเนินการเช่าที่ดินของการนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ขนาดพื้นที่

376 ตารางวา ก่อสร้างอาคารที่ทำการขึ้นใหม่และเปิดทำการเมื่อ พ.ศ.2543 ต่อมาได้มี

การโอนย้ายภารกิจดับเพลิงจากกองบังคับการตำรวจดับเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มาอยู่

ในความดูแล ของหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน
พ.ศ.2546 มีสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจการดับเพลิง


อย่างเต็มรูปแบบ สถานีตำรวจดับเพลิงบางชันจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีดับเพลิงบางชัน

พื้นที่ในความรับผิดชอบของสถานี

ดับเพลิงบางชันครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 เขต ได้แก่

เขตมีนบุรี เขตคลองสามวา เขตคันนายาว และ

เขตบึงกุ่ม รวมพื้นที่รับผิดชอบประมาณ 224

ตารางกิโลเมตร

13. สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน













ที่ตั้ง : 60 หมู่ 14 ซอยเสรีไทย 87 ถนนเสรีไทย แขวงมีนบุร เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

10510
นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศไทย จัดเป็น

นิคมอุตสาหกรรมทั่วไป ประเภทที่ปราศจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ มีพื้นที่ทั้งหมด 681 ไร่ 3 งาน

96.7 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บรเวณเขตคันนายาว เขตบางกะปิ และตำบลบางชัน เขตมีนบุรี ห่างจาก

ท่าเรือกรุงเทพฯ ประมาณ 25 กิโลเมตร สถานีรถไฟบางซื่อประมาณ 33 กิโลเมตร และ

ท่าอากาศยานดอนเมืองประมาณ 35 กิโลเมตร มีถนนสุขาภิบาล 2 (บางกะปิ-มีนบุรี ปจจุบันคือ

ถนนเสรีไทย) และคลองแสนแสบ ซึ่งหากจากประตูน้ำเฉลิมโลกประมาณ 20 กิโลเมตร


ผ่านบริเวณนิคมอุตสาหกรรม ช่วยให้การขนส่งวตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของโรงงานนิคมอุตสาหกรรม
เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว
นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม

กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ การพัฒนาที่ดินดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 5 ปี

จึงมีสภาพนิคมอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ นิคมอุตสาหกรรมบางชันจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ให้มีแหล่งทำเลที่เหมาะสำหรับตั้ง

โรงงานและเสียค่าใช้จ่ายน้อย
2. แก้ไขปัญหาที่ดินราคาสูงและหายาก ลดภาระการลงทุนของผู้ประกอบการ

อุตสาหกรรม และเป็นการเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรมประเทศในคราวเดียวกัน
3. ขจัดความแออัดของอุตสาหกรรมในเขตเมือง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการปรับปรุงและ
ขยายกิจการ ขจัดปัญหาจราจรติดขัด การขนส่งไม่สะดวก รวมทั้งการขาดแคลนปัจจัย เช่น ถนน

ไฟฟ้า น้ำ เป็นต้น

4. ป้องกันชุมชน อันเนื่องมาจากอากาศ น้ำเป็นพิษ และเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญ
จากโรงงานอุตสาหกรรม

นิคมอุตสาหกรรมบางชัน โอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของการนิคมอุตสาหกรรม

แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2516

14. ศูนย์เยาวชนมีนบุรี





























ที่ตั้ง : ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ซอยคุ้มเกล้า 1 ถนนคุ้มเกล้า แขวงแสบแสบ

เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510

ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2529 บนพื้นที่ราชพัสดุหมายเลขทะเบียนที่ กท 104512 จำนวน

2.5 ไร่ เดิมอยู่ในความดูแลของสำนักวัฒนธรรมฯ จนในปี 2549 ได้ถ่ายโอนไปขึ้นกับ



สำนักงานเขตมีนบุรี ตาม พ.ร.บ.กระจายอำนาจ แต่ปัจจุบันไดกลับไปอยู่ในความดแลของสำนก

วัฒนธรรมฯ ดังเดิม
ศูนย์เยาวชนมีนบุรี มุ่งให้บริการแก่เด็ก เยาวชนและประชาชน โดยการใช้สถานที่ให้เป็น

ประโยชน์มากที่สุด คือ สามารถใช้เป็นสถานที่แข่งขันกีฬา ที่ประชุมพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยน
เรียนรู้ ความคิดและประสบการณ์ตลอดจนใช้เป็นสถานที่จัดงาน เทศกาล และเป็นที่พักผ่อน


หย่อนใจยามว่างของประชาชนในชุมชน

15. มูลนิธิกู้ภัย ร่มไทร













ที่ตั้ง : เลขที่ 39 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงแสบแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510


Click to View FlipBook Version