แผนการจดั การเรียนรู้
รหัสวชิ า ว30221 รายวิชาเคมี1
ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ่4ี
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 เร่อื ง อะตอมและสมบัตขิ องธาตุ
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา2565
นางสาวสุธาสนิ ี พเิ นตรเสถยี ร
ตำแหน่ง นกั ศึกษาฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ครู
โรงเรียนหนองคายวทิ ยาคาร อำเภอเมอื งหนองคาย จงั หวัดหนองคาย
สำนกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาขน้ั พื้นฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ
คำนำ
แผนการจัดการเรียนรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จัดทำขึ้นเพื่อกำหนด
หรือวางแผน การจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด
ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ให้ผู้เรียนได้เป็นผู้คิดและปฏิบัติด้วยตนเองตามสภาพแวดล้อมและบริบทของโรงเรียน วัดและประเมินผลด้วย
วธิ กี ารทเ่ี หมาะสมกับจดุ ประสงค์ในการเรียนรแู้ ละวยั ของผู้เรยี น
แผนการจัดการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจในการสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และมี
ส่วนช่วยในการวางแผนให้มีประสิทธิภาพซึง่ การสอนที่มีประสิทธิภาพจะสะท้อนให้เหน็ ถึงคุณภาพของผู้เรียน
เมื่อพบข้อบกพร่องและปัญหาในการจัดการเรียนการสอนการเขียนบันทึกหลังการสอนผู้สอนได้นำประเด็น
ปัญหาทพี่ บเจอมาปรบั ปรุงแกไ้ ขให้ถกู ตอ้ งเหมาะสมกับผู้เรยี นและสภาพหอ้ งเรยี นท่ีจดั การเรียนรู้ซึง่ ช่วยให้การ
จัดการเรียนรู้มปี ระสิทธิภาพมากขึ้นอันจะส่งผลไปถึงศักยภาพการเรียนรู้ของผูเ้ รยี นทีม่ ีคุณภาพตามเป้าหมาย
ทางการเรยี นรู้
แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ ประกอบไปด้วย มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์
คำอธิบายรายวิชา กำหนดการสอนวิชาเคมี 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 การประเมินและการให้
คะแนนรวมทง้ั แผนการจัดการเรียนรูท้ ้ังหมด 8 แผน ส่ือ ใบงาน แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ ทใี่ ชใ้ นการประเมิน
ความรคู้ วามสามารถของผู้เรยี น วิธีการและเกณฑก์ ารประเมนิ การเรียนรู้ของผูเ้ รียน
ผู้สอนขอขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำแผนการ
จัดการเรียนรู้ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อการจัดการเรียนการสอนอันเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียน
ไว้ ณ โอกาสน้ี
สธุ าสนิ ี พเิ นตรเสถยี ร
สารบญั หน้า
เรอื่ ง ก
ข
คำนำ 1
สารบญั
มาตรฐานการเรยี นรู้ และตัวช้ีวัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 5
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น 30
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 33
คำอธิบายรายวิชา 35
โครงสร้างรายวิชา 36
กำหนดการสอน 46
54
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 4 เรอื่ ง แบบจำลองอะตอม 63
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 5 เรือ่ ง ไอโซโทปไอโซโทนไอโซบา 71
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอน 78
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 7 เร่ือง ตารางธาตุ 86
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8 เรอ่ื ง ขนาดอะตอมของธาตุ ไอออน พลงั งานไอออไนเซชัน 94
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 9 เรื่อง อเิ ล็กโทรเนกาติวติ ี และสมั พรรคภาพอิเล็กตรอน 103
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 10 เรอื่ ง ธาตุแทรนซิซัน
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 11 เร่ือง ธาตกุ มั มันตรงั สี
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 12 เรอื่ ง การนำธาตุไปใชป้ ระโยชนแ์ ละผลกระทบตอ่ สิ่งมีชีวติ
1
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
กลมุ่ สาระการเรียนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความนำ
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใชห้ ลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เป็น
หลักสูตรแกนกลางของประเทศ เมื่อวันที่ 11 กรกฎคม 2551 เริ่มใช้ในโรงเรียนต้นแบบการใช้ หลักสูตรและ
โรงเรียนที่มีความพร้อม ในปีการศึกษา 2552 และเริ่มใช้ในโรงเรียนทั่วไปในปีการศึกษา 2553 สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้ดำเนินการติดตาม ผลการ
นำหลักสูตรไปสูก่ ารปฏิบตั ิอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ทั้งการประชุมรับฟังความคิดเห็น การนิเทศ ติดตาม
ผลการใช้หลักสูตรของโรงเรียน การรับฟังความคดิ เหน็ ผ่านเวบ็ ไซตข์ องสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
รายงานผลการวิจัยของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 ผลจากการศกึ ษา พบว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 มีข้อดีในหลายประการ เช่น กำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ชัดเจน มีความยืดหยุ่นเพียงพอให้
สถานศึกษาบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาได้ สำหรับปัญหาที่พบส่วนใหญ่เกิดจากการนำหลักสูตร
แกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 สู่การปฏิบัตใิ นสถานศึกษาและในห้องเรยี น
นอกจากนี้ การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ทิศทาง กรอบยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และกฎหมายที่ เกี่ยวข้อง
กับการพัฒนาประเทศ พบว่า ประเด็นสำคัญเพื่อแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ อย่างแท้จริง
คือ การเตรียมพร้อมด้านกำลังคนและการเสริมสรา้ งศักยภาพของประชากรในทุกช่วงวัย มุ่งเน้นการยกระดับ
คณุ ภาพทนุ มนุษย์ของประเทศ โดยพฒั นาคนใหเ้ หมาะสมตามชว่ งวัย เพือ่ ใหเ้ ตบิ โตอย่างมีคุณภาพ การพัฒนา
ทกั ษะที่สอดคลอ้ งกับความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะทีจ่ ำเปน็ ต่อ การดำรงชีวติ ในศตวรรษ ที่ 21 ของ
คนในแต่ละชว่ งวัยตามความเหมาะสม การเตรียมความพร้อมของ กำลังคนด้าน วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่
จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต ตลอดจนการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ดังนั้นการขับเคลื่อน
ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเตรียมความพร้อมคนให้สามารถ ปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่าง
เหมาะสม กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดเป็นนโยบายสำคญั และเร่งดว่ นให้มีการปรับปรงุ หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระ
ภมู ศิ าสตร์ ในกลุม่ สาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รวมท้งั สาระเทคโนโลยี โดยมอบหมาย
ให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ดำเนินการปรับปรุง กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาระเทคโนโลยี และมอบหมายให้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐานดำเนินการปรับปรุงสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้
สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม การปรบั ปรงุ หลักสูตรคร้ังน้ยี ังคงหลักการและโครงสรา้ งเดิมของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษา ขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 คือ ประกอบดว้ ย 8 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษา
และพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ และภาษาต่างประเทศ แต่มุ่งเน้นการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัย
ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ คำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียน มีทักษะท่ี
จำเปน็ สำหรับการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ เตรยี มผเู้ รยี นให้มีความพร้อมทจี่ ะเรยี นรู้ส่ิงต่างๆ พร้อม
2
ที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือสามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับ
ประชาคมโลกได้
กรอบในการปรับปรุง คือ ให้มีองค์ความรู้ที่เป็นสากลเทียบเท่านานาชาติ ปรับ มาตรฐานการ เรียนรู้
และตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน สอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ และ
ระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรูท้ างวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เข้า
ด้วยกัน จัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละระดับชั้นตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ให้มีความ
เชื่อมโยงความรู้และกระบวนการเรียนรู้ โดยให้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด
สาระสำคัญของการปรับปรุงหลกั สตู ร มดี ังนี้
1. กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์
1.1 จัดกลมุ่ ความรู้ใหมแ่ ละนำทักษะกระบวนการไปบูรณาการกบั ตัวชว้ี ัด เน้นใหผ้ เู้ รียนเกิด การ
คดิ วเิ คราะห์ คดิ แก้ปัญหา และมที ักษะในศตวรรษที่ 21
1.2 กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดสำาหรับผู้เรียนทุกคน ที่เป็นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ
ชีวติ ประจำวัน และเป็นพน้ื ฐานสำคญั ในการศกึ ษาต่อระดบั ที่สูงข้ึน
1.3 ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 – 6 กำหนดตัวช้วี ัด เป็นรายปี
2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เพิ่มสาระเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วยการ
ออกแบบและ เทคโนโลยี และวิทยาการคำนวณ ทั้งนี้เพื่อเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้บูรณาการสาระทาง
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการเชงิ วศิ วกรรม ตามแนวคดิ สะเต็มศึกษา
3. สาระภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นสาระหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้
ปรับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย มีองค์ความรู้ที่เปน็
สากล เพิ่มความสามารถ ทกั ษะ และกระบวนการทางภูมิศาสตร์ ท่ีชดั เจนขน้ึ
ตามคำสั่ง สพฐ ที่ 1239/2560 เรื่องให้ใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 แทนมาตรฐานการ
เรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคำส่ัง
สพฐ ที่ 921/2561 เรื่องยกเลิกมาตรฐานตัวชี้วัด สาระที่2 การออบแบบและเทคโนโลยี และสาระที่ 3
เทคโนโลยีสาระสนเทศและการสื่อสาร ตั้งแต่ปี2563 เป็นต้นไปให้เปล่ียนชือ่ กลุ่มสาระการเรียนรู้งานอาชพี
และเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กลุม่ สาระการเรนี ร.ู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้จัดทำ
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลักสูตรโรงเรียนหนองคายวิทยาคาร
พุทธศักราช 2561 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ปีการศึกษา 2562 ระดับ ม.2 และ ม.5 และใช้
ทุกช้ันเรียนตัง้ แต่ปีการศึกษา 2563
3
วสิ ัยทัศน์หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้
คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ มคี วามรแู้ ละทักษะพื้นฐาน รวมทัง้ เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การ
ประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถ
เรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน มีหลักการทีส่ ำคัญ ดงั นี้
1. เป็นหลกั สตู รการศกึ ษาเพอื่ ความเปน็ เอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและมาตรฐานการเรยี นรู้
เปน็ เป้าหมายสำหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชนให้มคี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพืน้ ฐาน
ของความเปน็ ไทยควบคกู่ ับความเปน็ สากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพือ่ ปวงชน ทีป่ ระชาชนทกุ คนมีโอกาสไดร้ ับการศึกษาอยา่ งเสมอภาค
และมคี ณุ ภาพ
3. เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สงั คมมสี ว่ นร่วมในการจัดการศึกษา
ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของทอ้ งถนิ่
4. เป็นหลกั สูตรการศึกษาท่มี ีโครงสรา้ งยืดหยนุ่ ทง้ั ด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจัด
การเรียนรู้
5. เป็นหลกั สูตรการศึกษาทเี่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสำคญั
6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั ครอบคลุม
ทกุ กลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จดุ หมายหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขมีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึง
กำหนดเปน็ จุดหมายเพอ่ื ให้เกิดกบั ผเู้ รยี น เมอ่ื จบการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน ดังน้ี
1. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมท่ีพงึ ประสงค์ เหน็ คณุ คา่ ของตนเอง มีวนิ ัยและปฏบิ ตั ิตน
ตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทตี่ นนบั ถอื ยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคิด การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทักษะชีวติ
3. มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจติ ทด่ี ี มีสุขนสิ ยั และรักการออกกำลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครอง
ตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ
5. มจี ติ สำนกึ ในการอนุรกั ษ์วัฒนธรรมและภมู ิปัญญาไทย การอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาสิ่งแวดลอ้ ม
มจี ิตสาธารณะท่มี ุ่งทำประโยชนแ์ ละสรา้ งสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยรู่ ว่ มกันในสังคมอย่างมคี วามสขุ
หลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จดั ทำขน้ึ เพอื่ นำไปใช้เปน็ กรอบ และทิศทาง
ในการจัดการเรียนการสอน ให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ในสังคมที่ มี
การเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา
4
2561 เป็นต้นไป ทั้งมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในเอกสารหลักสูตรนี้ จะช่วยทำให้ครูผู้สอน
และผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับเห็นผลคาดหวังที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่ชัดเจนตลอดแนว
ซึ่งจะสร้างความมั่นใจ และทำความเข้าใจหลักสูตรในระดับสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพ และมีความเป็นเอกภาพ
ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหา การเทียบ
โอนระหว่างสถานศึกษา การจัดทำหลกั สูตร จะประสบความสำเรจ็ ตามเป้าหมายทีค่ าดหวงั ได้ จึงเปน็ ความ
ร่วมมอื รว่ มใจของทุกฝา่ ยท่เี กยี่ วข้องทั้งระดับครูผ้สู อน ชุมชน ครอบครวั องค์กรท่ีเกยี่ วข้อง และบุคลากรต้อง
รว่ มรบั ผดิ ชอบ โดยรว่ มกันทำงานอยา่ งเป็นระบบ และต่อเน่ือง ใน การวางแผน ดำเนนิ การ สง่ เสริมสนบั สนุน
ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาเยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ทีก่ ำหนด
ไว้
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน โรงเรยี นหนองคายวิทยาคารมงุ่ ให้ผูเ้ รียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังน้ี
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร เปน็ ความสามารถในการรบั และสง่ สาร มีวฒั นธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคดิ ความร้คู วามเข้าใจ ความรู้สกึ และทศั นะของตนเองเพอื่ แลกเปล่ยี นข้อมูลขา่ วสาร
และประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพือ่ ขจดั
และลดปญั หาความขดั แยง้ ตา่ งๆ การเลอื กรบั หรือไม่รับขอ้ มลู ขา่ วสารด้วยหลกั เหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ ีการส่ือสาร ทมี่ ีประสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบทมี่ ตี ่อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคดิ
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ และการคดิ เปน็ ระบบ เพือ่ นำไปสู่การสร้างองคค์ วามรหู้ รอื
สารสนเทศเพ่ือการตดั สนิ ใจเกยี่ วกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปญั หาและอุปสรรคต่างๆ
ทเี่ ผชิญได้อย่างถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เขา้ ใจ
ความสมั พันธแ์ ละการเปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรูม้ าใช้
ในการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหา และมกี ารตัดสนิ ใจท่ีมีประสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบที่เกดิ ข้ึน
ต่อตนเอง สงั คมและส่ิงแวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวนั การเรยี นรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยรู่ ว่ มกัน
ในสงั คมด้วยการสรา้ งเสรมิ ความสัมพันธ์อนั ดีระหว่างบคุ คล การจดั การปัญหาและความขัดแย้งตา่ งๆ
อย่างเหมาะสม การปรับตัวใหท้ นั กับการเปล่ียนแปลงของสงั คมและสภาพแวดล้อม และการร้จู ัก
หลกี เลยี่ งพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงคท์ ีส่ ่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อน่ื
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยดี า้ นต่างๆ
และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่อื การพัฒนาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรียนรู้ การส่อื สาร
การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรมวิสัยทัศน์โรงเรียน
หนองคายวทิ ยาคารมุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งดา้ นความรู้ คุณธรรม ปลกู จติ สำนกึ ความเป็นพลเมืองไทยและ
พลโลก ยึดม่นั ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมและพัฒนา
5
ผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพอย่างหลากหลาย มีคุณภาพและมาตรฐานสู่
สากล
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โรงเรียนหนองคายวิทยาคารมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอยูร่ ่วมกับผู้อ่ืนในสังคมไดอ้ ย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซือ่ สตั ยส์ จุ ริต
3. มีวินยั
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อย่อู ย่างพอเพยี ง
6. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
7. รกั ความเปน็ ไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ โครงสร้างเวลาเรียน และ โครงสร้าง
หลกั สูตรช้นั ปี
วิสัยทศั น์โรงเรยี นหนองคายวทิ ยาคาร
“สรา้ งคนคุณภาพ บนพืน้ ฐานความเป็นไทย กา้ วไกลสสู่ ากล”
วสิ ัยทัศน์กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เชื่อมโยงความรู้สกู่ ระบวนการ บนพนื้ ฐานความเป็นไทย ก้าวไกลสสู่ ากล
พนั ธกิจกล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1. พัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจองค์รวมของความรู้ ตลอดจนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รวมทงั้ ทักษะแหง่ ศตวรรตท่ี 21
2. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนทส่ี อดคล้องกบั สภาพจริงในชีวติ โดยใช้แหล่งการเรยี นรูห้ ลากหลาย
3. จัดกจิ กรรมเรียนรู้ดว้ ยการลงมือปฏิบตั จิ ริง สามารถเชอื่ มโยงกับชีวิตจรงิ ได้
4. จัดการเรียนการสอนท่สี อดแทรกคุณธรรม จรยิ ธรรมและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
5. พฒั นาศกั ยภาพของครูตามแนวทางของการปฏิรปู การศกึ ษาให้ทนั กับโลกปัจจบุ ัน
เปา้ หมายการจดั การเรยี นรู้ของกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1. เพื่อใหเ้ ข้าใจหลกั การ ทฤษฎี และกฎท่ีเปน็ พ้ืนฐานในวชิ าวิทยาศาสตร์
2. เพอื่ ให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละข้อจำกัดในการศึกษาวิชาวทิ ยาศาสตร์
3. เพ่ือให้มีทกั ษะที่สำคญั ในการศึกษาคน้ คว้าและคิดคน้ ทางเทคโนโลยี
4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และสภาพแวดล้อม
ในเชงิ ทมี่ ีอิทธิพลและผลกระทบซ่งึ กนั และกนั
6
5. เพื่อนำความรู้ ความเขา้ ใจ ในวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ต่อสังคม และการ
ดำรงชวี ติ
6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการ ทักษะใน
การส่อื สาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ
7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค์
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซือ่ สตั ย์สุจริต
3. มีวนิ ัย
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
7. รกั ความเป็นไทย
8. มีจติ สาธารณะ
9. มจี ิตวทิ ยาศาตร์
7
คุณภาพผเู้ รยี น
จบช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
1. เข้าใจลกั ษณะและองค์ประกอบท่สี ำคัญของเซลลส์ ิง่ มีชวี ติ ความสมั พันธข์ องการทำงาน ของระบบ
ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ การดำรงชีวิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของยีน
หรือโครโมโซม และตัวอย่างโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ประโยชน์และผลกระทบของ
สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ ปฏิสัมพันธ์ ขององค์ประกอบของระบบนิเวศ และ
การถ่ายทอดพลังงานในสง่ิ มชี วี ติ
2. เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของธาตุ สารละลาย สารบริสุทธ์ิ สารผสม หลักการแยกสาร การ
เปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปลี่ยนสถานะ การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี และ
สมบัตทิ างกายภาพ และการใช้ประโยชนข์ องวสั ดุประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ ส์ และวัสดผุ สม
3. เข้าใจการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์และผลของแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ โมเมนต์ของแรง แรงที่ปรากฏใน
ชีวิตประจำวัน สนามของแรง ความสัมพันธ์ของงาน พลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วง กฎการอนุรักษ์
พลังงาน การถ่ายโอนพลงั งาน สมดุลความร้อน ความสัมพันธ์ของปริมาณทางไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าในบา้ น
พลังงานไฟฟ้า และหลักการเบ้อื งต้นของวงจรอิเลก็ ทรอนกิ ส์
4. เข้าใจสมบัติของคลื่น และลักษณะของคลื่นแบบต่างๆ แสง การสะท้อน การหักเหของแสงและ
ทัศนูปกรณ์
5. เข้าใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคลื่อนที่ปรากฏ ของดวงอาทิตย์
การเกดิ ขา้ งขึน้ ขา้ งแรม การขน้ึ และตกของดวงจันทร์ การเกดิ น้ำขึน้ นำ้ ลง ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศ และ
ความกา้ วหนา้ ของโครงการสำรวจอวกาศ
6. เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปัจจัยที่มีผลต่อลมฟ้าอากาศ การเกิด และ
ผลกระทบของพายุฟ้าคะนอง พายุหมนุ เขตรอ้ น การพยากรณอ์ ากาศ สถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
โลก กระบวนการเกิดเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และการใช้ประโยชน์ พลังงานทดแทนและการใช้ประโยชน์
ลักษณะโครงสร้างภายในโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ลักษณะชั้นหน้าตัดดิน
กระบวนการเกิดดิน แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน กระบวนการเกิด และผลกระทบของภัยธรรมชาติ และ
ธรณพี ิบตั ิภยั
7. เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเทคโนโลยีกบั ศาสตร์อืน่ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรอื คณิตศาสตร์ วเิ คราะห์ เปรียบเทียบ
และตัดสินใจเพื่อเลือกใชเ้ ทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้
ทักษะ และทรัพยากรเพื่อออกแบบและสร้างผลงานสำหรับการแก้ปัญหา ในชีวิตประจำวันหรือการประกอบ
อาชีพ โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมทั้งเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม ปลอดภัย รวมทงั้ คำนงึ ถึงทรพั ย์สนิ ทางปัญญา
8. นำข้อมลู ปฐมภมู เิ ขา้ สรู่ ะบบคอมพิวเตอร์ วเิ คราะห์ ประเมิน นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศไ ดต้ าม
วัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง และเขียนโปรแกรม อย่างง่ายเพ่ือ
ช่วยในการแกป้ ัญหา ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารอยา่ งรู้เท่าทนั และรับผดิ ชอบต่อสงั คม
9. ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่เชื่อมโยงกับพยานหลักฐาน หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการ
กำหนดและควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สามารถนำไปสู่ การสำรวจ
ตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสำรวจตรวจสอบโดยใช้วัสดุและเครื่องมือที่เหมาะสม เลือกใช้เครื่องมือและ
8
เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูล ท้ังในเชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ ทไ่ี ดผ้ ลเท่ียงตรงและ
ปลอดภัย
10. วิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบจากพยานหลักฐาน
โดยใช้ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุปและสื่อสารความคิด ความรู้
จากผลการสำรวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ ได้อย่าง
เหมาะสม
11. แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิด
สร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง
เชื่อถือได้ ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ แสดงความคิดเห็นของตนเองรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น
และยอมรับการเปล่ียนแปลงความรทู้ ่ีค้นพบ เมือ่ มีข้อมลู และประจกั ษ์พยานใหมเ่ พิ่มขึน้ หรือโต้แย้งจากเดมิ
12. ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้ และ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ยก
ย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้น เข้าใจผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบของการพัฒนาทาง
วิทยาศาสตร์ตอ่ สิ่งแวดล้อมและต่อบรบิ ทอื่นๆ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสรา้ งช้ินงานตาม
ความสนใจ
13. แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ และ
ความหลากหลายทางชีวภาพ
จบชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6
1. เข้าใจการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกัน ใน
ร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่างๆ ที่พืชสร้างขึ้น การ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทำให้เกิดความหลากหลายของ
สงิ่ มีชีวิต ความสำคญั และผลของเทคโนโลยีทางดีเอน็ เอต่อมนุษย์ สงิ่ มชี วี ิต และสิ่งแวดลอ้ ม
2. เขา้ ใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภมู ิศาสตร์ตา่ งๆ ของโลก การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบ
นิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปัญหาสง่ิ แวดล้อม
3. เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการของธาตุ
การจัดเรยี งธาตุในตารางธาตุ ชนดิ ของแรงยดึ เหน่ียวระหว่างอนุภาคและสมบัตติ า่ งๆ ของสารทมี่ ีความสัมพันธ์
กบั แรงยดึ เหนยี่ ว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบตั ขิ องพอลเิ มอร์ การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี ปจั จัยท่มี ผี ลต่ออตั ราการ
เกิดปฏิกริ ิยาเคมี และการเขียนสมการเคมี
4. เข้าใจปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งแรง มวลและความเร่งผลของความเร่ง
ที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กและ
กระแสไฟฟ้า และแรงภายในนวิ เคลยี ส
5. เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็น
พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคลื่น การได้ยิน
ปรากฏการณ์ท่ีเก่ยี วข้องกบั เสียง สกี ับการมองเหน็ สี คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ และประโยชนข์ องคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้า
9
6. เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีที่
สมั พนั ธก์ บั การเกิดลักษณะธรณีสณั ฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผน่ ดนิ ไหว ภเู ขาไฟระเบดิ สนึ ามิ ผลกระทบ
แนวทางการเฝ้าระวงั และการปฏิบัติตนใหป้ ลอดภยั
7. เข้าใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส ที่มีต่อการหมุนเวียน
ของอากาศ การหมนุ เวียนของอากาศตามเขตละติจดู และผลที่มีต่อภูมิอากาศ ความสัมพนั ธข์ องการหมุนเวียน
ของอากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้ำผิวหน้าในมหาสมุทร และผลต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต
และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพื่อลดกิจกรรมของ
มนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศที่สำคัญ
จากแผนท่ีอากาศ และขอ้ มูลสารสนเทศ
8. เข้าใจการกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐาน ที่
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทางช้างเผือก
กระบวนการเกิดและการสร้างพลงั งาน ปัจจัยทีส่ ่งผลตอ่ ความสอ่ งสวา่ งของดาวฤกษ์ และความสัมพนั ธ์ระหว่าง
ความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัม ของดาวฤกษ์
วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขต
บรวิ ารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะหท์ ่ีเอ้ือต่อการดำรงชวี ิต การเกดิ ลมสุริยะ พายสุ ุริยะ และผลท่ีมี
ตอ่ โลก รวมทั้งการสำรวจอวกาศและการประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับ
สิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอ้ ม แนวทางในการอนุรักษ์ธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาส่ิงแวดลอ้ ม ท้ังนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และออก
จากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พนั ธกุ รรมการเปล่ียนแปลงทางพนั ธกุ รรมที่มีผลต่อสงิ่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพ และววิ ฒั นาการของ
สง่ิ มีชวี ติ รวมทงั้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของ
สสารกับโครงสรา้ งและแรงยึดเหนยี่ วระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคลอ่ื นที่ แบบต่างๆ ของวตั ถุ รวมทงั้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
10
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวติ ประจำวัน ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณ์ ที่เกี่ยวข้อง
กับเสยี ง แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทัง้ นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและการ
ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล
ต่อสง่ิ มชี ีวิตและสิง่ แวดล้อม
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่าง
รวดเรว็ ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และศาสตรอ์ น่ื ๆ เพือ่ แก้ปญั หาหรือ พัฒนางาน
อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย
คำนงึ ถึงผลกระทบต่อชวี ติ สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน และ
เป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ รู้เทา่ ทนั และมีจริยธรรม
11
สาระเคมี
1. เขา้ ใจโครงสรา้ งอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พนั ธะเคมแี ละสมบัติของสาร
แกส๊ และสมบตั ขิ องแกส๊ ประเภทและสมบัตขิ องสารประกอบอนิ ทรีย์ และพอลิเมอร์ รวมทงั้ การนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พมิ่ เติม
ม.4 1. สืบค้นข้อมูลสมมติฐาน การทดลอง หรือผล • นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างของอะตอม
การทดลองที่เป็นประจักษ์พยานในการ และเสนอแบบจำลองอะตอมแบบต่างๆ
เสนอแบบจำลองอะตอมขอนักวิทยาศาสตร์ จากการศึกษาข้อมูล การสังเกต การ
และอธิบายวิวัฒนาการของแบบจำลอง ตงั้ สมมตฐิ าน และ ผลการทดลอง
อะตอม • แบบจำลองอะตอมมีวิวัฒนาการ โดยเริ่มจา
กดอลตันเสนอว่าธาตุประกอบด้วยอะตอม
ซ่ึงเป็นอนภุ าคขนาดเลก็ ไมส่ ามารถแบ่งแยก
ได้ ต่อมา ทอมสันเสนอว่าอะตอม
ประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุลบ เรียกว่า
อิเล็กตรอน และอนุภาคประจุบวก
รัทเทอร์ฟอร์ดเสนอว่าประจุบวก ที่เรียกว่า
โปรตอน รวมตัวกันอยู่ตรงกึ่งกลางอะตอม
เรียกว่า นิวเคลียส ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และ
มีอิเล็กตรอนอยู่รอบนิวเคลียส โบร์เสนอว่า
อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เป็นวงรอบนิวเคลียส
โดยแต่ละวงมีระดับพลังงานเฉพาะตัว ใน
ป ั จ จ ุ บ ั น น ั ก ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ ย อ ม ร ั บ ว่ า
อิเล็กตรอนมีการเคลื่อนที่รวดเร็วรอบ
นิวเคลียส และไม่สามารถระบุตำแหน่งท่ี
แนน่ อนได้ จึงเสนอแบบจำลองอะตอมแบบ
กลุ่มหมอก ซึ่งแสดงโอกาสการพบ
อิเล็กตรอนรอบนวิ เคลยี ส
2. เขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ และระบุ • สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ ประกอบด้วย
จำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน สัญลักษณ์ธาตุ เลขอะตอมซึ่งแสดงจำนวน
ของอะตอมจากสัญลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ รวมทั้ง โปรตอน และเลขมวลซึ่งแสดงผลรวมของ
บอกความหมายของไอโซโทป จำนวนโปรตอนกับนิวตรอน อะตอมของ
ธาตุชนิดเดียวกันที่มจี ำนวนโปรตอนเท่ากนั
แต่มีจำนวนนิวตรอนต่างกัน เรียกว่า
ไอโซโทป
3. อธิบาย และเขียนการจัดเรียงอิเล็กตรอนใน • การศึกษาสเปกตรัมการเปล่งแสงของ
ระดับพลังงานหลักและระดับพลังงานย่อย อะตอมแก๊ส ทำให้ทราบว่า อิเล็กตรอน
เมือ่ ทราบเลขอะตอมของธาตุ จัดเรียงอยู่รอบๆ นิวเคลียสในระดับ
พลังงานหลักต่างๆ และแต่ละระดับ
12
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เตมิ
พลังงานหลักยังแบ่งเป็นระดับพลังงานย่อย
ซึ่งมีบริเวณที่จะพบอิเล็กตรอน เรียกว่า
ออร์บทิ ัล ได้แตกตา่ งกัน และอิเล็กตรอนจะ
จัดเรียงในออร์บิทัลให้มีระดับพลังงานต่ำ
ท่สี ุดสำหรบั อะตอมในสถานะพน้ื
4. ระบุหมู่ คาบ ความเปน็ โลหะ อโลหะ และก่ึง • ตารางธาตุในปัจจุบันจัดเรียงธาตุตามเลข
โลหะ ของธาตุเรพรีเซนเททีฟและธาตุแท อะตอมและสมบัติที่คล้ายคลึงกันเป็นหมู่
รนซชิ ันในตารางธาตุ และคาบ โดยอาจแบ่งธาตุในตารางธาตุเป็น
กลุ่มธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ
นอกจากน้ีอาจแบ่งเปน็ กลุม่ ธาตเุ รพรีเซนเท
ทีฟและกลุ่มธาตแุ ทรนซิชัน
5. วิเคราะห์ และบอกแนวโน้มสมบัติของธาตุ • ธาตุเรพรีเซนเททีฟในหมู่เดียวกันมีจำนวน
เรพรีเซนเททฟี ตามหมแู่ ละตามคาบ เวเลนซ์-อิเลก็ ตรอนเท่ากัน และธาตุที่อยู่ใน
คาบเดียวกันมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนในระดับ
พลังงานหลักเดียวกัน ธาตุเรพรีเซนเททีฟมี
สมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกันตามหมู่ และมี
แนวโน้มสมบัติบางประการเป็นไปตามหมู่
และตามคาบ เช่น ขนาดอะตอม รัศมี
ไอออน พลังงานไอออไนเซชัน อิเล็กโทร
เนกาตวิ ิตีสมั พรรคภาพอิเลก็ ตรอน
6. บอกสมบัติของธาตุโลหะแทรนซิชัน และ • ธาตุแทรนซิชันเป็นโลหะที่ส่วนใหญ่มี
เปรียบเทียบสมบัติกับธาตุโลหะในกลุ่มธาตุ เวเลนซ์-อิเล็กตรอนเท่ากับ 2 มีขนาด
เรพรเี ซนเททฟี อะตอมใกล้เคียงกัน มีจุดเดือด จุด
ห ล อ ม เ ห ล ว แ ล ะ ค ว า ม ห น า แ น ่ น สู ง
เกิดปฏิกิริยากับน้ำได้ช้ากว่าธาตุโลหะใน
กลุ่มธาตุ เรพรีเซนเททีฟ เมื่อเกิดเป็น
สารประกอบส่วนใหญ่จะมีสี
7. อธิบายสมบัติ และคำนวณครึ่งชีวิตของ • ธาตุแต่ละชนิดมีไอโซโทป ซึ่งในธรรมชาติ
ไอโซโทปกมั มนั ตรังสี บางธาตุ มีไอโซโทปที่แผ่รังสีได้ เนื่องจาก
นิวเคลียสไม่เสถียร เรียกว่า ไอโซโทป
กัมมันตรังสี สำหรับธาตุกัมมันตรังสีเป็น
ธาตุที่ทุกไอโซโทปสามารถแผ่รังสีได้ รังสีท่ี
เกิดขึ้น เช่น รังสีแอลฟา รังสีบีตา รังสี
แกมมา โดยครึ่งชีวิตของไอโซโทป
กัมมันตรังสีเป็นระยะเวลาที่ไอโซโทป
กัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่งของ
13
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พ่ิมเตมิ
ปรมิ าณเดิม ซงึ่ เปน็ คา่ คงท่ีเฉพาะของแต่ละ
ไอโซโทปกมั มนั ตรงั สี
8. สืบค้นข้อมูล และยกตัวอย่างการนำธาตุมา • สมบตั ิบางประการของธาตุแต่ละชนิด ทำให้
ใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สามารถนำธาตุไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
และสิ่งแวดลอ้ ม ได้อย่างหลากหลาย ทั้งนี้การนำธาตุไปใช้
ต้องตระหนักถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งมีชีวิต
และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะสารกัมมันตรังสี
ซงึ่ ตอ้ งมกี ารจัดการอย่างเหมาะสม
9. อธิบายการเกิดไอออนและการเกิดพันธะ • สารเคมีเกิดจากการยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะ
ไอออนิก โดยใช้แผนภาพหรือสัญลักษณ์ เคมี ซึ่งเกี่ยวข้องกับเวเลนซ์อิเล็กตรอนที่
แบบจุดของลิวอสิ แสดงได้ด้วยสัญลักษณ์แบบจุดของลิวอิส
โดยการเกิดพันธะเคมี ส่วนใหญ่เป็นไปตาม
กฎออกเตต
• พันธะไอออนิกเกิดจากการยึดเหนี่ยว
ระหว่างประจุไฟฟ้าของไอออนบวกกับ
ไอออนลบ ส่วนใหญ่ไอออนบวกเกิดจาก
โลหะเสียอิเล็กตรอนและไอออนลบเกิดจาก
อโลหะรับอิเล็กตรอน สารประกอบที่เกิด
จากพันธะไอออนิก เรียกว่า สารประกอบไอ
ออนิก สารประกอบไอออนิกไม่อยู่ในรูป
โมเลกุล แต่เป็นโครงผลึกที่ประกอบด้วย
ไ อ อ อ น บ ว ก แ ล ะ ไ อ อ อ น ล บ จ ั ด เ ร ี ย ง ตั ว
ต่อเนื่องกันไปท้ังสามมิติ
10. เขียนสูตร และเรียกชื่อสารประกอบ ไอ • สารประกอบไอออนิกเขียนแสดงสูตรเคมี
ออนิก โดยให้สัญลักษณ์ธาตุที่เป็นไอออนบวกไว้
ข้างหน้าตามด้วยสัญลักษณ์ธาตุที่เป็น
ไอออนลบ โดยมีตัวเลขแสดงอัตราส่วน
อ ย ่ า ง ต ่ ำ ข อ ง จ ำ น ว น ไ อ อ อ น ท ี ่ เ ป็ น
องค์ประกอบ
• การเรียกชื่อสารประกอบไอออนิกทำได้โดย
เรียกชื่อไอออนบวกแล้วตามด้วยชื่อไอออน
ลบ สำหรับสารประกอบไอออนิกที่เกิดจาก
โลหะที่มีเลขออกซิเดชันได้หลายค่า ต้อง
ระบเุ ลขออกซิเดชนั ของโลหะดว้ ย
11. คำนวณพลังงานที่เก่ยี วข้องกับปฏิกิริยาการ • ปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบไอออนิกจาก
เกิดสารประกอบไอออนิกจากวัฏบอร์น-ฮา ธาตุเกี่ยวข้องกับปฏกิ ิริยาเคมีหลายขั้นตอน
เบอร์ มีทั้งที่เป็นปฏิกิริยาดูดพลังงานและคาย
14
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พมิ่ เติม
พลังงานซึ่งแสดงได้ด้วยวัฏจักรบอร์น-ฮา
เบอร์ และพลังงานของปฏิกิริยาการเกิด
สารประกอบไอออนิกเป็นผลรวมของ
พลงั งานทุกขั้นตอน
12. อธิบายสมบตั ิของสารประกอบไอออนกิ • สารประกอบไอออนิกส่วนใหญ่มีลักษณะ
เป็นผลึกของแข็ง เปราะ มีจุดหลอมเหลว
และจุดเดือดสูง ละลายน้ำแล้วแตกตัวเป็น
ไอออนเรียกว่า สารละลายอิเล็กโทรไลต์
เมื่อเป็นของแข็งไม่นำไฟฟ้า แต่ถ้าทำให้
หลอมเหลวหรือละลายในน้ำจะนำไฟฟา้
• สารละลายของสารประกอบไอออนิกแสดง
สมบัติคว ามเป็นกรด –เบส ต่างกัน
สารละลายของสารประกอบคลอไรด์มี
สมบัติเป็นกลาง และสารละลายของ
สารประกอบออกไซดม์ ีสมบัติเป็นเบส
13. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนิก • ปฏกิ ิรยิ าของสารประกอบไอออนิก สามารถ
สทุ ธขิ องปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก เขียนแสดงด้วยสมการไอออนิกหรือสมการ
ไอออนิกสุทธิ โดยที่สมการไอออนิกแสดง
สารตงั้ ตน้ และผลิตภณั ฑท์ กุ ชนิดท่แี ตกตัวได้
ในรูปของไอออน ส่วนสมการไอออนิกสุทธิ
แสดงเฉพาะไอออนที่ทำปฏิกิริยากัน และ
ผลติ ภณั ฑท์ ี่เกดิ ข้นึ
14. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบพันธะ • พันธะโคเวเลนต์เป็นการยึดเหนี่ยวที่เกิดข้ึน
เดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสาม ด้วย ภ า ย ใ น โ ม เ ล ก ุ ลจ า ก ก า ร ใช ้ เว เลนซ์
โครงสรา้ งลวิ อิส อิเลก็ ตรอนรว่ มกันของธาตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น
ธาตุอโลหะ โดยทั่วไปจะเป็นไปตามกฎออก
เตต สารที่ยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะโคเว
เลนต์เรียกว่า สารโคเวเลนต์ พันธะโคเว
เลนต์เกิดได้ทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู่ และ
พันธะสาม ซึ่งสามารถเขียนแสดงได้ด้วย
โครงสร้างลิวอิส โดยแสดงอิเลก็ ตรอนค่รู ่วม
พันธะดว้ ยจดุ หรอื เสน้ และแสดงอิเล็กตรอน
คู่โดดเดย่ี วของแตล่ ะอะตอมดว้ ยจดุ
15.เขียนสูตร และเรียกชอ่ื สารโคเวเลนต์ • ความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสาร
โคเวเลนต์ขึ้นกับชนิดของอะตอมคู่ร่วม
พันธะ และชนิดของพันธะ โดยพันธะเดี่ยว
พันธะคู่และพันธะสาม มีความยาวพันธะ
15
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เตมิ
และพลังงานพันธะแตกต่างกัน นอกจากน้ี
โมเลกุลโคเวเลนต์บางชนิดมีค่าความยาว
พันธะและพลังงานพันธะแตกต่างจากของ
พันธะเดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสาม ซึ่งสาร
เหล่านี้สามารถเขียนโครงสร้างลิวอิสที่
เหมาะสมไดม้ ากกวา่ 1 โครงสรา้ ง ที่เรยี กว่า
โครงสรา้ งเรโซแนนซ์
• พลังงานพันธะนำมาใช้ในการคำนวณ
พลังงานของปฏิกิริยา ซึ่งได้จากผลต่างของ
พ ล ั ง ง า น พ ั น ธ ะ ร ว ม ข อ ง ส า ร ต ั ้ ง ต ้ น กั บ
ผลิตภัณฑ์
17. คาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ โดยใช้ • รูปร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ อาจพิจารณา
ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวง โดยใช้ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอน
เวเลนซ์ และระบุสภาพขั้วของโมเลกุลโคเว ในวงเวเลนซ์ (VSEPR) ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวน
เลนต์ พันธะและจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
รอบอะตอมกลางโมเลกุลโคเวเลนต์มีทั้ง
โมเลกุลมีขั้วและไม่มีขั้ว สภาพขั้วของ
โมเลกุลโคเวเลนต์เป็นผลรวมปริมาณ
เวกเตอร์สภาพขั้วของแต่ละพันธะตาม
รูปร่างโมเลกลุ
18. ระบุชนิดของแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกลุ • แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลซึ่งอาจเป็น
โคเวเลนต์ และเปรียบเทียบจุดหลอมเหลว แรงแผ่กระจายลอนดอน แรงระหว่างข้ัว
จุดเดือด และการละลายน้ำของสารโคเว และพันธะไฮโดรเจน มผี ลต่อจุดหลอมเหลว
เลนต์ จุดเดือด และการละลายน้ำของสาร
นอกจากนี้สารโคเวเลนต์ส่วนใหญ่ยังมีจุด
ห ล อ ม เ ห ล ว แ ล ะ จ ุ ด เ ด ื อ ด ต ่ ำ ก ว่ า
สารประกอบไอออนิก เนื่องจากแรงยึด
เหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีค่าน้อยกว่าพันธะ
ไอออนกิ
• สารโคเวเลนต์สว่ นใหญ่มีจุดหลอมเหลวและ
จุดเดอื ดตำ่ และไม่ละลายในน้ำ สำหรบั สาร
โคเวเลนต์ที่ละลายน้ำมีทั้งแตกตัวและไม่
แตกตัวเป็นไอออน สารละลายที่ได้จากสาร
ท ี ่ ไ ม ่ แ ต ก ต ั ว เ ป็ น ไ อ อ อ น จ ะ ไ ม ่ น ำ ไ ฟ ฟ้ า
เรียกว่า สารละลาย-นอนอเิ ลก็ โทรไลต์ ส่วน
สารละลายทีไ่ ดจ้ ากสารท่แี ตกตวั เป็นไอออน
จะนำไฟฟ้า เรียกว่า สารละลายอิเล็กโทร
16
ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พ่มิ เตมิ
ไลต์ สารละลายของสารประกอบคลอไรด์
และออกไซด์จะมสี มบตั เิ ป็นกรด
19. สืบค้นข้อมูล และอธิบายสมบัติของสาร • สารโคเวเลนต์บางชนดิ ท่ีมโี ครงสรา้ งโมเลกุล
โคเวเลนตโ์ ครงรา่ งตาข่ายชนิดต่างๆ ขนาดใหญ่และมีพันธะโคเวเลนต์ต่อเนื่อง
เปน็ โครงรา่ งตาขา่ ย จะมจี ุดหลอมเหลวและ
จุดเดือดสูง สารโคเวเลนต์โครงร่างตาข่ายที่
มีธาตุองค์ประกอบเหมือนกัน แต่มีอัญรูป
ต่างกันจะมีสมบัติต่างกัน เช่น เพชร
แกรไฟต์
20. อธิบายการเกิดพันธะโลหะและสมบัติของ • พันธะโลหะเกิดจากเวเลนซ์อิเล็กตรอนของ
โลหะ ทุกอะตอมของโลหะเคลื่อนที่อย่างอิสระไป
ทั่วทั้งโลหะ และเกิดแรงยึดเหนี่ยวกับ
โปรตอนในนวิ เคลียสทกุ ทศิ ทาง
• โลหะส่วนใหญ่เป็นของแข็ง มีผิวมันวาว
สามารถตีเป็นแผ่นหรือดึงเป็นเส้นได้ นำ
ความร้อนและนำไฟฟา้ ได้ดี มีจุดหลอมเหลว
และจุดเดอื ดสงู
21. เปรียบเทียบสมบัติบางประการของ • สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และ
สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และ โลหะมีสมบัติเฉพาะตัวบางประการท่ี
โลหะ สบื คน้ ข้อมลู และนำเสนอตวั อย่างการ แตกต่างกัน เช่น จุดเดือด จุดหลอมเหลว
ใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สาร การละลายน้ำ การนำไฟฟ้า จึงสามารถ
โคเวเลนต์ และโลหะ ได้อย่างเหมาะสม นำมาใชป้ ระโยชน์ในด้านต่างๆ ได้ตามความ
เหมาะสม
ม.5 1. อธิบายความสัมพันธ์และคำนวณปริมาตร • พฤติกรรมของแก๊ส และความสัมพันธ์
ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่ภาวะ ระหว่างปริมาตร ความดัน และอุณหภูมิ
ต่างๆ ตามกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎ ของแก๊ส อธิบายได้ด้วยกฎของบอยล์ กฎ
ของเกย์–ลูสแซก ของชาร์ล กฎของเกย์–ลูสแซก และกฎรวม
2. คำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของ แก๊ส ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการคำนวณ
แกส๊ ท่ีภาวะต่างๆ ตามกฎรวมแกส๊ ปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊ส
ทีภ่ าวะต่างๆ ได้
3. คำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวน • ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร และจำนวน
โมล หรือมวลของแก๊ส จากความสัมพันธ์ โมลหรือมวลของแก๊ส อธิบายความสัมพันธ์
ตามกฎของอาโวกาโดร และกฎแก๊สอุดมคติ ได้ด้ว ยกฎ ของอาโ ว กาโ ดร สำหรับ
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร ความดัน
อุณหภูมิ และจำนวนโมลของแก๊ส อธิบาย
ได้ด้วยกฎแก๊สอุดมคติ ซึ่งสามารถนำมาใช้
ในการคำนวณและการอธิบายการ
17
ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ
เปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับจำนวนโมล
ของแกส๊ ทภี่ าวะตา่ งๆ ได้
4. คำนวณความดันย่อยหรือจำนวนโมลของแกส๊ • ในธรรมชาติ แก๊สส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็น
ในแก๊สผสม โดยใช้กฎความดันย่อยของดอล แก๊สผสม ในกรณีที่แก๊สในแก๊สผสมไม่ทำ
ตนั ปฏิกิริยากันความดันของแก๊สแต่ละชนิด
แปรผันตามเศษส่วนโมลของแก๊ส ที่มีอยู่ใน
แกส๊ ผสมตามกฎความดนั ยอ่ ยของดอลตนั
5. อธบิ ายการแพร่ของแกส๊ โดยใช้ทฤษฎจี ลน์ของ • แก๊สสามารถแพร่ได้ การแพร่ของแก๊ส
แก๊ส คำนวณและเปรียบเทียบอัตราการแพร่ อธิบายได้ด้วยทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ที่
ของแก๊ส โดยใช้กฎการแพร่ผ่านของ เกรแฮม อุณหภูมิเดียวกัน แก๊สจะแพร่ได้ช้า หรือ
เร็วขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุลของแก๊ส อัตรา
การแพรข่ องแก๊สเป็นสัดส่วนผกผันกับรากที่
สองของมวลโมเลกุลของแก๊สสัมพนั ธ์กบั กฎ
การแพร่ผา่ นของเกรแฮม
6. สืบคน้ ข้อมูล นำเสนอตวั อยา่ ง และอธบิ ายการ • สมบัติและกฎต่างๆ ของแก๊สสามารถ
ประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับสมบัติและกฎ นำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ หรือ
ต่างๆ ของแก๊สในการอธิบายปรากฏการณ์ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และใน
หรือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและใน อตุ สาหกรรม
อตุ สาหกรรม
ม.6 1 . ส ื บ ค ้ น ข ้ อ ม ู ล แ ล ะ น ำ เ ส น อ ต ั ว อ ย ่ า ง • สารประกอบอินทรีย์เปน็ สารประกอบ ของ
สารประกอบอินทรีย์ที่มีพันธะเดี่ยว พันธะคู่ คาร์บอนส่วนใหญ่พบในสิ่งมีชีวิต มี
หรือพนั ธะสาม ท่ีพบในชวี ติ ประจำวัน โครงสร้างหลากหลายและแบ่งได้หลาย
ประเภท เน่อื งจากธาตคุ ารบ์ อนสามารถเกิด
พันธะโคเวเลนต์กับธาตุคาร์บอนด้วยพันธะ
เดี่ยว พันธะคู่ พันธะสาม นอกจากนี้ยัง
สามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุอื่นๆ
ได้อีกด้วย และมีการนำสารประกอบ
อนิ ทรียไ์ ปใชป้ ระโยชนอ์ ย่างหลากหลาย
2. เขียนสูตรโครงสรา้ งลวิ อิส สตู รโครงสร้างแบบ • โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์แสดงได้
ย่อ และสูตรโครงสร้างแบบเส้นของ ด้วย สูตรโครงสร้างลิวอิส สูตรโครงสร้าง
สารประกอบอินทรยี ์ แบบย่อหรอื สูตรโครงสรา้ งแบบเสน้
3. วิเคราะห์โครงสร้าง และระบุประเภทของ • สารประกอบอินทรีย์มีหลายประเภท การ
สารประกอบอินทรยี ์จากหมูฟ่ งั ก์ชัน พิจารณาประเภทของสารประกอบอินทรีย์
อาจใช้หมู่ฟังก์ชันเป็นเกณฑ์ได้เป็นแอลเคน
แอลคนี แอลไคน์ อะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอน
แอลกอฮอล์ อีเทอร์ เอมีน แอลดไี ฮด์ คีโตน
กรดคาร์บอกซิลิก เอสเทอร์ เอไมด์
18
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ
4. เขียนสูตรโครงสร้างและเรยี กชื่อสารประกอบ • การเรียกชอ่ื สารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทแอ
อินทรีย์ประเภทต่างๆ ที่มีหมู่ฟังก์ชันไม่เกิน ลเคน แอลคนี แอลไคน์ แอลกอฮอล์ อเี ทอร์
1 หมู่ ตามระบบ IUPAC เอมีน แอลดีไฮด์ คีโตน กรดคาร์บอกซิลิก
เอสเทอร์ และเอไมด์ จะเรียกตามระบบ
IUPAC หรอื อาจเรยี กโดยใชช้ ื่อสามัญ
5. เขียนไอโซเมอร์โครงสร้างของสารประกอบ • ปรากฏการณ์ท่ีสารมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน
อนิ ทรียป์ ระเภทต่างๆ แต่มีสมบัติแตกต่างกัน เรียกว่า ไอโซเมอริ
ซึม และเรียกสารแต่ละชนิดว่า ไอโซเมอร์
ไอโซเมอร์ที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่มี
สูตรโครงสร้างต่างกัน เรียกว่า ไอโซเมอร์
โครงสรา้ ง
6. วิเคราะห์ และเปรียบเทียบจุดเดือดและการ • สารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ฟังก์ชัน ขนาด
ละลายในน้ำของสารประกอบอินทรีย์ที่มีหมู่ โมเลกุล หรือโครงสร้างของสารต่างกันจะมี
ฟังกช์ นั ขนาดโมเลกลุ หรอื โครงสร้างตา่ งกัน จุดเดือดและ การละลายในน้ำต่างกัน
สำหรับการละลายของสารพิจารณาได้จาก
ความมีขั้วของตัวละลายและ ตัวทำละลาย
โดยสารสามารถละลายได้ในตัวทำละลายท่ี
มขี ั้วใกล้เคียงกัน
7. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน • สารประกอบอินทรีย์ประเภทแอลเคน แอ
และเขยี นผลิตภัณฑ์จากปฏิกริ ยิ าการเผาไหม้ ลคีน แอลไคน์ อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
ปฏิกิริยากับโบรมีน หรือปฏิกิริยากับ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเมื่อ
โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต เกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ ปฏิกิริยากับ
โบรมีนและปฏิกิริยากับโพแทสเซียมเปอร์
แมงกาเนต จะให้ผลของปฏกิ ิริยาตา่ งกัน จงึ
สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกประเภท
ของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนได้
8. เขียนสมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยา • ก ร ด ค า ร ์ บ อ ก ซ ิ ล ิ ก ท ำ ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า กั บ
เอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอ แอลกอฮอล์ได้เป็นเอสเทอร์ เรียกว่า
ไมด์ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และปฏิกิริยาสะ ปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟิเคชัน กรดคาร์บอกซิลิก
ปอนนิฟเิ คชัน ทำปฏิกิริยากับเอมีนเกิดเป็นเอไมด์ เอส
9. ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยา เทอร์และเอไมด์สามารถเกิดปฏิกิริยาไฮโดร
ไฮโดรลิซสิ และปฏิกิริยาสะปอนนิฟเิ คชนั ลิซิส ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์ใน
เบสแอลคาไล เรยี กว่า ปฏิกริ ยิ าสะปอนนิฟิ
เคชัน
10. สืบค้นข้อมูล และนำเสนอตัวอย่างการนำ • สารประกอบอินทรีย์สามารถนำไปใช้
สารประกอบอินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ใน ประโยชน์ ได้มากมายในชีวิตประจำวัน
ชีวิตประจำวนั และอุตสาหกรรม รวมทั้งนำไปใช้เป็น สารตั้งต้นและตัวทำ
19
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ
ละลายในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น
อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและพลังงาน
อุตสาหกรรมอาหารและยา อุตสาหกรรม
เกษตร
11. ระบุประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์ • พอลิเมอร์เป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ซึ่ง
จากโครงสร้างของมอนอเมอรห์ รือพอลเิ มอร์ ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า มอนอ
เมอร์ เชื่อมต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ โดยมี
ท ั ้ ง พ อ ล ิ เ ม อ ร ์ ธ ร ร ม ช า ต ิ แ ล ะ พ อ ล ิ เ ม อ ร์
สังเคราะห์ ปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์ อาจ
เป็นปฏิกิริยาแบบควบแน่นหรือปฏิกิริยา
แบบเติม ขึ้นอยู่กับหมู่ฟังก์ชันและโครงสร้าง
ของมอนอเมอร์
12. วิเคราะห์ และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง • พอลิเมอร์มีโครงสร้างต่างกันอาจเป็น
โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ รวมทั้ง โครงสร้าง แบบเส้น แบบกิ่ง หรือแบบ
การนำไปใช้ประโยชน์ ร่างแห ขึน้ อยกู่ บั ชนิดของมอนอเมอร์ และ
ภาวะของปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์ ซ่ึง
โครงสร้างของพอลิเมอร์ส่งผลต่อ จุด
หลอมเหลว ความหนาแน่น ความเปราะ
ความเหนียว ความยืดหยุ่น จึงสามารถ
นำไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้อย่างหลากหลาย
13. ทดสอบ และระบุประเภทของพลาสติกและ • พอลิเมอร์ที่ให้ความร้อนแล้วสามารถนำ
ผลิตภณั ฑย์ าง รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ กลับมา ขึ้นรูปใหม่ได้ เรียกว่า พอลิเมอร์
เทอร์มอพลาสติก ส่วนใหญ่มีโครงสร้าง
แบบเส้นและแบบกิ่ง ส่วนพอลิเมอร์ที่ให้
ความร้อนแล้วไม่อ่อนตัว จึงไม่สามารถนำ
กลับมาขึ้นรูปใหม่ได้ เรียกว่า พอลิเมอร์
เทอร์มอเซต มีโครงสร้างแบบร่างแห
พลาสติกมีทั้งที่เป็นพอลิเมอร์เทอร์มอ
พลาสติกและพอลิเมอร์เทอร์มอเซต
ผลิตภัณฑ์ยางเป็นพอลิเมอร์เทอร์มอเซต
ซึ่งทำให้มีสมบัติและการนำไปใช้ประโยชน์
ต่างกัน
14. อธิบายผลของการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง • การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือการ
และการสังเคราะห์พอลิเมอร์ที่มีต่อสมบัติ สังเคราะห์พอลิเมอร์ เช่น วัลคาไนเซชัน
ของพอลิเมอร์ การสังเคราะห์โคพอลิเมอร์ การสังเคราะห์
พอลิเมอร์นำไฟฟ้า เป็นการปรับปรุง
คุณภาพของพอลิเมอร์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์
20
ชน้ั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พ่มิ เติม
ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่าง
เหมาะสมและหลากหลายมากขนึ้
15. สบื คน้ ขอ้ มลู และนำเสนอตัวอย่างผลกระทบ • การใช้และการกำจัดผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์
จากการใช้และการกำจัดผลิตภณั ฑ์พอลิเมอร์ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีว ิต และ
และแนวทางแก้ไข สิ่งแวดล้อม จึงควรตระหนักถึงผลกระทบท่ี
เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไข
2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์เคมีไฟฟ้า รวมทั้งการนำ
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรเู้ พม่ิ เตมิ
ม.4 1. แปลความหมายสัญลักษณ์ในสมการเคมี • ปฏิกิริยาเคมี เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีสาร
เขียนและดุลสมการเคมีของปฏิกิริยาเคมีบาง ใหม่เกิดขึ้นจากการจัดเรียงตัวใหม่ของ
ชนดิ อะตอมธาตุ โดยจำนวนและชนิดของ
อะตอมธาตุไม่เปลี่ยนแปลง ปฏิกิริยาเคมี
เ ข ี ย น แ ส ด ง ไ ด ้ ด ้ ว ย ส ม ก า ร เ ค ม ี ซ่ึ ง
ประกอบด้วยสูตรเคมีของสารตั้งต้นและ
ผลิตภัณฑ์ ลูกศรแสดงทิศทางของการ
เกิดปฏิกิริยา และเลขสัมประสิทธิ์ของสาร
ตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ที่ดุลแล้ว นอกจากน้ี
อาจมีสัญลักษณ์แสดงสถานะของสาร หรือ
ปัจจัยอ่นื ท่ีเกยี่ วขอ้ งในการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
• การดุลสมการเคมีทำได้โดยการเติมเลข
สัมประสิทธิ์หน้าสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์
เพื่อให้อะตอมของธาตุในสารตั้งต้นและ
ผลิตภัณฑ์เทา่ กนั
2. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีท่ี • การเปลีย่ นแปลงปรมิ าณสารในปฏิกริ ิยาเคมี
เกย่ี วขอ้ งกับมวลสาร มีความสัมพันธ์กันตามเลขสัมประสิทธิ์ใน
3. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีท่ี สมการเคมี ซึ่งบอกถึงอัตราส่วนโดย โม
เกีย่ วขอ้ งกบั ความเข้มขน้ ของสารละลาย ลของสารในปฏิกิริยา สามารถนำมาใช้ใน
4. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีท่ี การคำนวณปริมาณของสารที่เกี่ยวข้องกับ
เกีย่ วข้องกับปรมิ าตรแกส๊ มวล ความเข้มข้นของสารละลาย และ
ปรมิ าตรของแกส๊ ได้
5. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกริ ิยาเคมี • ความสัมพันธ์ของโมลสารตั้งต้นและ
หลายขั้นตอน ผลิตภัณฑ์ในปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน
21
ช้นั ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเตมิ
พิจารณาได้จากเลขสัมประสิทธิ์ของสมการ
เคมรี วม
6. ระบุสารกำหนดปริมาณ และคำนวณปริมาณ • ปฏิกิริยาเคมีที่สารตั้งต้นทำปฏิกริ ิยาไม่พอดี
สารตา่ งๆ ในปฏกิ ิริยาเคมี กัน สารตั้งต้นที่ทำปฏิกิริยาหมดก่อน
เรียกว่าสารกำหนดปริมาณ ซึ่งเป็นสารที่
กำหนดปริมาณผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้น และ
ปริมาณสารตั้งต้นอื่นที่ทำปฏิกิริยาไปเม่ือ
สิน้ สดุ ปฏกิ ิรยิ า
7. คำนวณผลได้ร้อยละของผลิตภัณฑ์ใน • ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงในปฏิกิริยาเคมีส่วน
ปฏิกิริยาเคมี ใหญ่มีปริมาณน้อยกว่าที่คำนวณได้ตาม
ทฤษฎี ซงึ่ คา่ เปรียบเทยี บผลได้จริงกับผลได้
ตามทฤษฎี เป็นร้อยละ เรียกว่า ผลได้
ร้อยละ
ม.5 1. ทดลอง และเขียนกราฟการเพิ่มขึ้นหรือ • ปฏิกิริยาเคมีแต่ละปฏิกิริยามีอัตราการเกิด
ลดลงของสารท่ีทำการวดั ในปฏิกริ ยิ า ปฏิกิริยาเคมีต่างกัน โดยอาจวัดจากการ
2. คำนวณอัตราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี และเขียน ลดลงของสารตั้งต้นหรือการเพิ่มขึ้นของ
กราฟการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของสารที่ไม่ไดว้ ดั ผลิตภัณฑ์ต่อหนึ่งหน่วยเวลา และหารด้วย
ในปฏกิ ิริยา เลขสัมประสิทธิ์ของสารน้ันๆ ในสมการเคมี
เพื่อให้ได้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่
เท่ากันไม่ว่าจะเป็นการวัดจากสารตั้งต้น
หรือผลิตภัณฑ์
3. เขียนแผนภาพ และอธิบายทศิ ทางการชนกัน • ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออนุภาค
ของอนุภาคและพลังงานที่ส่งผลต่ออัตราการ ของ สารตั้งต้นชนกันในทิศทางที่เหมาะสม
เกิดปฏิกิรยิ าเคมี และมีพลังงานอย่างน้อยเท่ากับพลังงาน
ก่อกัมมันต์ดังนั้นอัตราการเกิดปฏิกิริยาจึง
ขึ้นกับทิศทางการชน และพลังงานที่เกิด
จากการชน
4. ทดลอง และอธิบายผลของความเข้มข้น • อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารหนึ่งๆ
พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น อุณหภูมิ และตัวเร่ง ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ
ปฏิกิรยิ าทีม่ ีตอ่ อัตราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี ตัวเร่งและตัวหน่วงปฏิกิริยา นอกจากน้ี
5. เปรยี บเทยี บอัตราการเกิดปฏิกิริยาเม่ือมีการ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมียังขึ้นอยู่กับชนิด
เปล่ียนแปลงความเข้มข้น พื้นท่ผี ิวของสารต้ัง ของสารท่ที ำปฏิกริ ิยาด้วย
ต้น อณุ หภูมิ และตวั เร่งปฏิกิริยา
6. ยกตัวอยา่ ง และอธิบายปัจจัยทีม่ ีผลต่ออัตรา • ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการ
การเกิดปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวันหรือ เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถนำมาใช้อธิบาย
อุตสาหกรรม กระบวนการ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
หรืออุตสาหกรรม
22
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพมิ่ เติม
7. ทดสอบ และอธิบายความหมายของปฏิกิริยา • ปฏิกิริยาเคมีที่สามารถดำเนินไปข้างหน้า
ผนั กลับได้และภาวะสมดลุ และย้อนกลับได้ เรียกว่า ปฏิกิริยาผันกลับ
8. อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของ ได้ เมื่อปฏิกิริยาดำเนินไปความเข้มข้นของ
สาร อัตราการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้า และ สารตั้งต้นและอัตราการเกิดปฏิกิริยาไป
อัตราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ เมื่อเริ่ม ข้างหน้าจะลดลง ส่วนความเข้มข้นของ
ปฏกิ ิรยิ าจนกระท่งั ระบบอยใู่ นภาวะสมดุล ผลิตภัณฑ์และอัตราการเกิดปฏิกิริยา
ย้อนกลับจะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราการ
เกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าเท่ากับอัตราการ
เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ ระบบจะอยู่ในภาวะ
สมดุลที่มีความเข้มข้นของสารตั้งต้นและ
ผลติ ภณั ฑค์ งที่ เรียกวา่ สมดุลพลวตั
9. คำนวณค่าคงท่ีสมดลุ ของปฏิกิรยิ า • ณ ภาวะสมดุล ความสัมพันธ์ระหว่างความ
10. คำนวณความเขม้ ข้นของสารทีภ่ าวะสมดลุ เขม้ ขน้ ของผลติ ภัณฑ์กับสารต้ังต้น แสดงได้
ด้วยค่าคงที่สมดุล ซึ่งเป็นค่าคงที่ ณ
อุณหภมู ิหนงึ่
11. คำนวณค่าคงที่สมดุลหรือความเข้มข้นของ • ค่าคงที่สมดลุ ของปฏิกิริยาหลายขัน้ ตอน หา
ปฏิกิริยาหลายข้ันตอน ได้จากผลคูณของค่าคงท่สี มดุลของปฏิกิริยา
ย่อยที่นำสมการเคมีมารวมกัน โดยถ้ามีการ
คูณสมการย่อยใหย้ กกำลังค่าคงทส่ี มดุลด้วย
ตัวเลขที่คูณ และหากมีการกลับข้างสมการ
ใหก้ ลับคา่ คงทสี่ มดุลเป็นตวั หาร
12. ระบปุ ัจจยั ที่มผี ลต่อภาวะสมดลุ และค่าคงท่ี • เมอื่ ระบบทอ่ี ยใู่ นภาวะสมดลุ ถูกรบกวน โดย
สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเนการ การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อภาวะสมดุลของ ความดัน หรืออุณหภูมิ ระบบจะเกิดการ
ระบบถูกรบกวน โดยใช้หลักของ เลอชา เปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกคร้ัง
เตอลเิ อ ตามหลักของเลอชาเตอลิเอทั้งนี้การ
เปลี่ยนแปลงอุณหภ ูม ิมี ผลท ำให ้ ค่ า ค ง ที่
สมดุลเปลย่ี นแปลง
13. ยกตัวอย่าง และอธิบายสมดุลเคมีของ • ความรู้เกี่ยวกับสมดุลเคมีสามารถนำมาใช้
กร ะบ ว น กา ร ท ี ่ เ กิ ด ขึ ้ น ใ น ส ิ ่ ง ม ี ช ี วิ ต อธิบายกระบวนการที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต
ปรากฏการณใ์ นธรรมชาติและกระบวนการใน ปรากฏการณ์ ในธรรมชาตแิ ละกระบวนการ
อตุ สาหกรรม ในอตุ สาหกรรม
14. ระบุ และอธิบายว่าสารเป็นกรดหรือเบส • สารในชีวิตประจำวันหลายชนิดมีสมบัติเป็น
โดยใช้ทฤษฎีกรด–เบสของอาร์เรเนียส เบ กรดหรือเบส ซึ่งพิจารณาได้โดยใช้ทฤษฎี
รนิ สเตด–ลาวรี และลวิ อสิ กรด-เบสของอาร์เรเนียส เบรินสเตด–ลาวรี
หรือลิวอิส
23
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พม่ิ เติม
15. ระบคุ ู่กรด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบส • ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด–ลาวรี
ของเบรนิ สเตด-ลาวรี เมื่อกรดหรือเบสละลายน้ำหรือทำปฏิกิริยา
กับสารอื่น จะมีการถ่ายโอนโปรตอน
ระหว่างสารตั้งต้นที่เป็นกรดและเบส เกิด
เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นโมเลกุลหรือไอออนท่ี
เป็นคู่กรด-เบสของสารตั้งต้นนั้น โดยสารที่
เป็นคู่กรด-เบสกันจะมีโปรตอนต่างกัน 1
โปรตอน
16. คำนวณ และเปรียบเทียบความสามารถใน • กรดและเบสแต่ละชนิดสามารถแตกตัวใน
การแตกตัวหรือความแรงของกรดและเบส น้ำได้แตกต่างกัน กรดแก่หรือเบสแก่
สามารถแตกตัวเป็นไอออนในน้ำได้เกือบ
สมบูรณ์ ส่วนกรดอ่อนหรือเบสอ่อนแตกตัว
เป็นไอออนได้น้อยโดยความสามารถในการ
แตกตัวหรือความแรงของกรดหรือเบสอาจ
พจิ ารณาได้จากค่าคงที่ การแตกตวั ของกรด
หรือเบส หรือปริมาณ การแตกตัวเป็นร้อย
ละของกรดหรอื เบส
17. คำนวณค่า pH ความเข้มข้นของไฮโดร • น้ำบริสทุ ธท์ิ ีอ่ ุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสแตก
เนียมไอออนหรือไฮดรอกไซด์ไอออนของ ตัวให้ไฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์
สารละลายกรดและเบส ไอออนที่มีความเข้มข้นเท่ากัน คือ 1.0 x
10-7 โมลต่อลิตร โดยมีค่าคงที่การแตกตัว
ของน้ำ เทา่ กบั 1.0 x 10-14
• เมื่อกรดหรือเบสแตกตัวในน้ำ ค่าความเป็น
กรด-เบสของสารละลายแสดงไดด้ ้วยค่า pH
ซึ่งสัมพันธ์กับความเข้มข้นของไฮโดรเนียม
ไอออน โดยสารละลายกรดมีความเข้มข้น
ของไฮโดรเนียมไอออนมากกว่า 1.0 x 10-7
โมลต่อลิตรหรือมีค่า pH น้อยกว่า 7 ส่วน
สารละลายเบสมีความเข้มข้นของไฮโดร
เนียมไอออนน้อยกว่า 1.0 x 10-7 โมลต่อ
ลติ ร หรอื มีคา่ pH มากกวา่ 7
18. เขยี นสมการเคมีแสดงปฏกิ ริ ิยาสะเทิน และ • ปฏิกิริยาสะเทินระหว่างกรดแก่และเบสแก่
ระบุความเป็นกรด-เบสของสารละลายหลัง ให้สารละลายที่เป็นกลาง ปฏิกิริยาสะเทิน
การสะเทนิ ระหว่างกรดแก่และเบสอ่อน ให้สารละลาย
19. เขียนปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ และ ทเ่ี ปน็ กรด ส่วนปฏิกิรยิ าสะเทนิ ระหว่างกรด
ระบคุ วามเปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลือ อ่อนและเบสแก่ ใหส้ ารละลายทีเ่ ป็นเบส
24
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้เู พิ่มเตมิ
• เกลือที่ได้จากการสะเทินของกรดแก่ด้วย
เบสอ่อน เมื่อละลายในน้ำจะเกิดปฏิกิริยา
ไฮโดรลิซิสได้สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรด
ส่วนเกลือที่ได้จาก การสะเทินของกรดอ่อน
ด้วยเบสแก่ เมื่อละลายในน้ำจะ
เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสได้สารละลายที่มี
สมบตั ิเปน็ เบส
20. ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรต • การไทเทรตเป็นเทคนิคในการวิเคราะห์หา
และเลือกใช้อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับ ปริมาณหรือความเข้มข้นของสารที่ทำ
การไทเทรตกรด-เบส ปฏิกิริยาพอดีกัน จุดที่สารทำปฏิกิริยาพอดี
กันเรยี กว่า จดุ สมมลู ในทางปฏิบัติ จุดสมมูล
ของปฏิกิริยาอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้
จึงสังเกตจากการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร์
เพื่อบอกจุดยุติของการไทเทรต ดังนั้นอินดิ
เคเตอร์ที่เหมาะสมในการไทเทรตกรด-เบส
ควรเป็นอินดิเคเตอร์ที่เปลี่ยนสีในช่วง pH
ตรงกบั หรอื ใกลเ้ คียงกับ pH ของสารละลาย
ณ จุดสมมูล
21. คำนวณปริมาณสารหรือความเข้มข้นของ • ปริมาณกรดและเบสที่ทำปฏิกิริยาพอดีกัน
สารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต จาก การไทเทรตกรด-เบส สามารถนำไป
คำนวณความเข้มข้นของกรดหรือเบสที่
ตอ้ งการทราบความเข้มขน้ ได้
22. อธิบายสมบัติ องค์ประกอบ และประโยชน์ • สารละลายบัฟเฟอร์เป็นสารละลายของกรด
ของสารละลายบัฟเฟอร์ ออ่ นกบั เกลอื ของกรดอ่อนนน้ั หรอื เบสอ่อน
กับเกลือของเบสอ่อนนั้น เมื่อเติมกรด เบส
หรือน้ำจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า pH
น้อยกว่าสารละลายท่วั ไป สมบตั ิเฉพาะของ
สารละลายบัฟเฟอร์เป็นประโยชน์ต่อการ
ควบคุม pHของระบบในสิ่งมีชีวิตและ
สงิ่ แวดล้อม
23. สืบค้นข้อมูล และนำเสนอตัวอย่างการใช้ • ความรู้เกี่ยวกับกรด-เบส สามารถนำมาใช้
ประโยชน์และการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ ประโยชน์และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
เก่ยี วกับกรด–เบส เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการแพทย์
24. คำนวณเลขออกซเิ ดชนั และระบปุ ฏกิ ิริยาที่ • เคมีไฟฟ้าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการ
เปน็ ปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซ์ เปล่ียนแปลงระหว่างพลังงานไฟฟ้าและการ
เกิดปฏิกริ ยิ าเคมีที่มีการถา่ ยโอนอิเล็กตรอน
แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลข
25
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พม่ิ เติม
ออกซิเดชัน ซึ่งเป็นเลขที่แสดงประจุไฟฟ้า
หรือประจุไฟฟ้าสมมตขิ องอะตอมธาตุ เรียก
ปฏกิ ิรยิ าชนิดนวี้ ่า ปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์
25. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน • ปฏิกิริยารีดอกซ์มีทั้งครึ่งปฏิกิริยาที่มีการให้
และระบุตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์ รวมท้ัง อิเล็กตรอน เรียกว่า ครึ่งปฏิกิริยา
เขียนครึ่งปฏิกิริยาออกซิเดชันและคร่ึง ออกซิเดชัน และครึ่งปฏิกิริยาที่มีการรับ
ปฏกิ ิรยิ ารีดกั ชนั ของปฏกิ ิริยารดี อกซ์ อิเล็กตรอน เรียกว่า ครึ่งปฏิกิริยารีดักชัน
โดยสารท่ีให้อิเล็กตรอนจะมีเลขออกซิเดชนั
เพิ่มขึ้น เรียกว่า ตัวรีดิวซ์ ส่วนสารที่รับ
อิเล็กตรอนจะมีเลขออกซิเดชันลดลง
เรียกว่า ตวั ออกซไิ ดส์
26. ทดลอง และเปรียบเทียบความสามารถใน • การเปรียบเทียบความสามารถในการเป็นตัว
การเป็นตัวรีดิวซ์หรือตัวออกซิไดส์ และเขียน รีดิวซ์หรือตัวออกซิไดส์สามารถพิจารณาได้
แสดงปฏิกริ ิยารดี อกซ์ จากผลการทดลองของปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์
27. ดลุ สมการรดี อกซด์ ้วยการใชเ้ ลขออกซเิ ดชัน • ปฏิกิริยารีดอกซ์เขียนแทนได้ด้วยสมการรี
และวธิ ีครงึ่ ปฏกิ ิริยา ดอกซ์ ซึ่งการดุลสมการรีดอกซ์ทำได้โดย
การใช้เลขออกซเิ ดชันและวธิ ีครึ่งปฏิกริ ิยา
28. ระบุองค์ประกอบของเซลล์เคมีไฟฟ้า และ • เซลล์เคมีไฟฟ้าประกอบด้วยแอโนด แคโทด
เขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาที่แอโนดและ และสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งอาจ
แคโทด ปฏกิ ิริยารวม และแผนภาพเซลล์ เชื่อมต่อกันด้วยสะพานเกลือ โดยที่แอโนด
เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และแคโทด
เกิดปฏิกิริยารีดักชัน ทำให้อิเล็กตรอน
เคลื่อนที่จากแอโนดไปแคโทด เซลล์
เคมีไฟฟ้า สามารถเขียนแสดงได้ด้วย
แผนภาพเซลล์
29. คำนวณค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ • ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์คำนวณได้
และระบุประเภทของเซลล์เคมีไฟฟา้ ข้ัวไฟฟ้า จากค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์
และปฏกิ ิรยิ าเคมที ่เี กิดข้ึน ถ้าค่าศักย์ไฟฟ้าของเซลล์เป็นบวก แสดงว่า
ปฏิกิริยารีดอกซ์เกิดขึ้นได้เอง ซึ่งทำให้เกิด
กระแสไฟฟ้า เรียกเซลล์ชนิดนี้ว่า เซลล์กัล
วานิก แต่ถ้าค่าศักย์ไฟฟ้าของเซลล์เป็นลบ
แสดงว่าปฏิกิริยารีดอกซ์ไม่สามารถเกิดได้
เอง ต้องมีการให้กระแสไฟฟ้าจึงจะ
เกดิ ปฏิกิริยาได้ เซลล์ชนิดนเี้ รียกวา่ เซลล์อิ
เล็กโทรลติ กิ
26
ชัน้ ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเตมิ
30. อธิบายหลักการทำงาน และเขียนสมการ • เซลล์เคมีไฟฟ้าสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ได้
แสดงปฏิกิริยาของเซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ ในชีวิตประจำวัน เช่น แบตเตอรี่ ซึ่งมีท้ัง
ทุติยภมู ิ เซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติยภูมิ โดย
ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ปฐมภูมิ
ไม่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้
โดยการประจุไฟ จึงไม่สามารถนำกลับมา
ใช้ได้อีก ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์
ทตุ ิยภูมสิ ามารถทำใหเ้ กดิ ปฏิกิริยาย้อนกลับ
ได้โดยการประจไุ ฟ จงึ นำกลบั มาใช้ไดอ้ กี
31. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมีด้วย • เซลล์อิเล็กโทรลิติกสามารถนำไปใช้
กระแสไฟฟ้า และอธิบายหลักการทาง ประโยชน์ได้ทั้งในชีวิตประจำวัน และใน
เคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการชุบโลหะ การแยก อุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น การชุบ
สารเคมีด้วยกระแสไฟฟ้า การทำโลหะให้ โลหะ การแยกสารเคมีด้วยกระแสไฟฟ้า
บริสุทธิ์ และการป้องกันการกัดกร่อนของ การทำโลหะให้บริสุทธ์ิ การป้องกันการกัด
โลหะ กรอ่ นของโลหะ
32. สืบค้นข้อมูล และนำเสนอตัวอย่าง • ปฏิกิริยาเคมีหลายปฏิกิริยาที่พบใน
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์ เช่น
เซลลเ์ คมไี ฟฟา้ ในชีวิตประจำวนั ปฏิกิริยาการเผาไหม้ ปฏิกิริยาในเซลล์
เคมีไฟฟ้า ซึ่งความรู้เรื่องเซลล์เคมีไฟฟ้า
แ ล ะ ค ว า ม ก ้ า ว ห น ้ า ท า ง เ ท ค โ น โ ล ย ี ที่
เกี่ยวข้องกับเซลล์เคมีไฟฟ้า นำไปสู่
นวัตกรรม ด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อ
สง่ิ แวดล้อม
ม.6 - -
3. เข้าใจหลักการทำปฏิบัติการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและการเปลี่ยนหน่วย การคำนวณ
ปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้ และทักษะ ในการอธิบาย
ปรากฏการณใ์ นชีวิตประจำวนั และการแก้ปัญหาทางเคมี(ม.4,6)
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม
ม.4 1. บอก และอธิบายข้อปฏิบัติเบื้องต้น และ • การทำปฏิบัติการเคมีต้องคำนึงถึง ความ
ปฏิบัติตนที่แสดงถึงความตระหนักในการทำ ปลอดภัยและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ปฏิบัติการเคมีเพื่อให้มีความปลอดภัยทั้งต่อ ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อปฏิบัติของการทำ
ตนเอง ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม และเสนอแนว ปฏิบัติการเคมี เช่น ความปลอดภัยใน
ทางแกไ้ ขเมือ่ เกิดอบุ ัตเิ หตุ การใช้อุปกรณ์ และสารเคมี การป้องกัน
27
ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พิ่มเตมิ
อุบัติเหตุระหว่างการทดลองการกำจัด
สารเคมี
2. เลือก และใช้อุปกรณ์หรือเคร่ืองมือในการทำ • อุปกรณ์และเครือ่ งมือชั่ง ตวง วัดแต่ละชนิด
ปฏิบัติการ และวัดปริมาณต่างๆ ได้อย่าง มีวิธีการใช้งานและการดูแลแตกต่างกัน
เหมาะสม ซึ่งการวัดปริมาณต่างๆ ให้ได้ข้อมูลที่มี
ความเที่ยงและ ความแม่นในระดับ
นัยสำคัญที่ต้องการ ต้องมีการเลือก และใช้
อุปกรณใ์ นการทำปฏบิ ัตกิ ารอย่างเหมาะสม
3. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียน • การทำปฏบิ ัตกิ ารเคมตี อ้ งมกี ารวางแผน การ
รายงานการทดลอง ทดลอง การทำการทดลอง การบนั ทกึ ข้อมูล
สรุปและวิเคราะห์ นำเสนอข้อมูล และการ
เขียนรายงานการทดลองที่ถูกต้อง โดยการ
ทำปฏิบัติการเคมีต้องคำนึงถึงวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรแ์ ละจติ วิทยาศาสตร์
4. ระบุหน่วยวัดปริมาณต่างๆ ของสาร และ • การทำปฏิบัติการเคมีต้องมีการวัดปริมาณ
เปลี่ยนหน่วยวัดให้เป็นหน่วยในระบบเอสไอ ต่างๆ ของสาร การบอกปริมาณของสารอาจ
ดว้ ยการใช้แฟกเตอรเ์ ปลี่ยนหน่วย ระบุอยู่ในหน่วยต่างๆ ดังนั้นเพื่อให้มี
มาตรฐานเดียวกัน จึงมีการกำหนดหน่วยใน
ระบบเอสไอให้เป็นหน่วยสากล ซึ่งการ
เปล่ยี นหนว่ ยเพอ่ื ให้เป็นหน่วยสากล สามารถ
ทำได้ด้วยการใช้แฟกเตอรเ์ ปล่ยี นหนว่ ย
5. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุ • มวลอะตอมของธาตุ เป็นมวลของธาตุ 1
และคำนวณมวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ มวล อะตอม ซึ่งเป็นผลรวมของมวลโปรตอน
โมเลกลุ และมวลสูตร นิวตรอน และอิเล็กตรอน แต่เนื่องจาก
อิเล็กตรอนมีมวลน้อยมากเมื่อเทียบกับ
โปรตอนและนิวตรอน ดังนั้นมวลอะตอมจึง
มีค่าใกล้เคียงกับผลรวมของมวลโปรตอน
และนวิ ตรอน
• มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุเป็นค่าเฉลี่ยจาก
ค่า มวลอะตอมของแต่ละไอโซโทปของธาตุ
ชนิดน้นั ตามปรมิ าณทม่ี ีในธรรมชาติ
• มวลโมเลกุลและมวลสูตรเป็นผลรวมของ
ม ว ล อ ะ ต อ ม เ ฉ ล ี ่ ย ข อ ง ธ า ต ุ ท ี ่ เ ป็ น
องค์ประกอบของสารน้นั
28
ช้ัน ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ
6. อธิบาย และคำนวณปริมาณใดปริมาณหนึ่ง • โมลเป็นปริมาณสารที่มีจำนวนอนุภาค
จากความสัมพันธ์ของโมล จำนวนอนุภาค เท่ากับเลขอาโวกาโดร คือ 6.02 × 1023
มวล และปริมาตรของแก๊สท่ี STP อนุภาคมวลของสาร 1 โมล ที่มีหน่วยเป็น
กรัม เรียกว่า มวลต่อโมล ซึ่งมีค่าตัวเลข
เท่ากับมวลอะตอม มวลโมเลกุลหรือมวล
สูตรของสารนั้น สำหรับสารที่มีสถานะแก๊ส
1 โมล จะมีปริมาตรเท่ากับ 22.4 ลูกบาศก์
เดซเิ มตร ท่ี STP
7. คำนวณอัตราส่วนโดยมวลของธ าตุ • สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุ
องค์ประกอบของสารประกอบตามกฎสัดส่วน ตั้งแต่2 ชนิดขึ้นไป โดยมีอัตราส่วนโดยมวล
คงที่ ของธาตุองค์ประกอบคงที่เสมอ ตามกฎ
สัดสว่ นคงที่
8. คำนวณสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของ • สูตรเคมีสามารถแสดงได้ด้วยสูตรเอมพิริคัล
สาร หรือสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุล ซึ่งสูตร
อย่างง่ายคำนวณไดจ้ ากร้อยละโดยมวลและ
มวลอะตอมของธาตุองค์ประกอบ และถ้า
ทราบมวลโมเลกุลของสารจะสามารถ
คำนวณสตู รโมเลกลุ ได้
9. คำนวณความเข้มข้นของสารละลายในหน่วย • สารที่พบในชีวิตประจำวันจำนวนมากอยู่ใน
ตา่ งๆ รูปของสารละลาย การบอกปริมาณของสาร
ในสารละลายสามารถบอกเป็นความเข้มข้น
ในหน่วยร้อยละ ส่วนในล้านส่วน ส่วนใน
พันล้านส่วน โมลาริตี โมแลลิตี และเศษสว่ น
โมล
10. อธิบายวิธีการ และเตรียมสารละลายให้มี • การเตรียมสารละลายให้มีความเข้มข้น
ความเข้มข้นในหน่วยโมลาริตี และปริมาตร และปริมาตรของสารละลายตามที่กำหนด
สารละลายตามทก่ี ำหนด ทำได้โดยการละลายตัวละลายที่เป็นสาร
บริสทุ ธิ์ในตวั ทำละลายหรอื นำสารละลาย ที่
มีความเข้มข้นมาเจือจางด้วยตัวทำละลาย
โดยปริมาณของสารที่ใช้ขึ้นอยู่กับ ความ
เข้มข้นและปริมาตรของสารละลาย ท่ี
ตอ้ งการ
11. เปรียบเทียบจุดเดือดและจุดเยือกแข็งของ • สารละลายมีจุดเดือดและจุดเยือกแข็ง
สารละลายกบั สารบริสุทธิ์ รวมทั้งคำนวณ จุด แตกต่างไปจากสารบริสุทธิ์ที่เป็น ตัวทำ
เดือดและจุดเยอื กแข็งของสารละลาย ละลายในสารละลาย โดยสมบัติ ท่ี
เปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับปริมาณ ของตัว
29
ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พ่ิมเตมิ
ละลายในตัวทำละลาย และชนิด ของตัวทำ
ละลาย
ม.5 - -
ม.6 1. กำหนดปัญหา และนำเสนอแนวทางการ • ส ถ า น ก า ร ณ ์ บ า ง ส ถ า น ก า ร ณ ์ ใ น
แก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ทางเคมีจาก ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ หรือ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การ อุตสาหกรรม สามารถนำความรู้ทางเคมีไป
ประกอบอาชพี หรืออตุ สาหกรรม ใช้ประโยชนห์ รือแก้ปญั หาได้
2. แสดงหลักฐานถึงการบูรณาการความรู้ทาง • การศึกษาและการแก้ปัญหาในสถานการณ์
เคมีร่วมกับสาขาวิชาอื่น รวมทั้งทักษะ หรือประเด็นที่สนใจทำไดโ้ ดยการบูรณาการ
ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ ห รื อ ความรู้ ทางเคมีร่วมกับวิทยาศาสตร์แขนง
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเน้น อื่น รวมทั้งคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ
การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและความคิด ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์หรือ
สร้างสรรค์ เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์หรือ กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดย
ประเดน็ ท่ีสนใจ เน้นการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาและ
ความคิดสร้างสรรค์
3. นำเสนอผลงานหรือชิ้นงานที่ได้จากการ • การนำเสนองานหรือแสดงผลงาน เป็นการ
แก้ปัญหาในสถานการณ์หรือประเด็นที่สนใจ เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนร่วมได้แลกเปลี่ยน
โดยใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ แนวคิดผลงาน รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการ
พฒั นางาน โดยใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเป็น
เครื่องมือประกอบการนำเสนอ ซึ่งจะทำให้
การสอื่ สารมปี ระสทิ ธิภาพมากข้ึน
4. แสดงหลักฐานการเข้าร่วมการสัมมนา การ • การสัมมนา การประชุมวิชาการ หรือการ
เขา้ รว่ มประชุมวชิ าการ หรอื การแสดงผลงาน ร่วมแสดงผลงาน สิ่งประดิษฐ์ในงาน
สิง่ ประดษิ ฐใ์ นงานนิทรรศการ นิทรรศการ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วน
ร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิด แสดงทัศนคติ
ต่อกรณีศึกษา สถานการณ์ หรือประเด็น
สำคัญทางเคมี ซึ่งช่วยส่งเสริมให้พัฒนา
กระบวนการคิด ทักษะการสื่อสาร ทักษะ
การใช้เทคโนโลยี เพื่อการค้นคว้าและการ
สื่อสาร ซึ่งสามารถทำได้หลายระดับ โดย
อาจเป็นระดับชั้นเรียน โรงเรียน กลุ่ม
โรงเรยี น ชุมชน ระดับชาติ หรอื นานาชาติ
30
รำยวิชำเพ่ิมเติม คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
ช้นั มธั ยมศึกษำปี ที่ 4 ภำคเรียนท่ี 1
60 ช่วั โมง/ภำคเรยี น รหสั วิชำ ว30221
เวลำ 3 ช่วั โมง/สปั ดำห์
จำนวน 1.5 หน่วยกติ
ศึกษา สืบคน้ ขอ้ มูล ทดลองและอธบิ าย เกยี่ วกบั ข้อปฏบิ ตั ิเบอ้ื งตน้ และปฏิบัตติ นที่แสดงถึงความ
ตระหนกั ในการทำปฏิบัติการเคมี โดยเลือกและใช้อุปกรณห์ รือเครื่องมือในการทำปฏบิ ตั ิการหรืออตุ สาหกรรม
นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงานการทดลองและ ระบุหน่วยวดั ปรมิ าณต่าง ๆ ของสาร การ
เปลี่ยนหนว่ ยวัดใหเ้ ป็นหนว่ ยในระบบเอสไอด้วยการใช้แฟกเตอรเ์ ปลีย่ นหนว่ ย
สืบคน้ ขอ้ มูล วิเคราะหเ์ ปรียบเทียบ การเสนอแบบจำลองอะตอมของนักวทิ ยาศาสตร์ และอธิบาย
วิวฒั นาการของแบบจำลองอะตอม เขยี นสญั ลักษณ์นิวเคลียรข์ องธาตุ อธบิ าย และเขยี นการจัดเรียง
อิเลก็ ตรอน ในระดับพลงั งานหลกั และระดบั พลังงานยอ่ ย ความเป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ของธาตุเรพรี
เซนเททีฟและธาตุ แทรนซิชันในตารางธาตุ วิเคราะห์ และบอกแนวโนม้ สมบัติของธาตุเรพรเี ซนเททีฟตามหมู่
และตามคาบ บอกสมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซิชนั และเปรียบเทยี บสมบัตกิ บั ธาตโุ ลหะในกล่มุ ธาตุเรพรเี ซน
เททฟี อธิบายสมบัติ และคำนวณครง่ึ ชีวิตของไอโซโทปกมั มันตรงั สี การนำธาตุ มาใชป้ ระโยชน์ รวมทั้ง
ผลกระทบต่อสงิ่ มชี ีวิตและสิง่ แวดลอ้ ม
วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ คำนวณ ทดลอง และอธบิ ายการเกดิ ไอออนและการเกิดพนั ธะ ไอออนกิ โดยใช้
แผนภาพหรอื สญั ลกั ษณ์แบบจดุ ของลวิ อิส เขยี นสูตร และเรยี กช่ือสารประกอบไอออนกิ คำนวณพลงั งานที่
เกีย่ วขอ้ งกบั ปฏกิ ริ ิยาการเกิดสารประกอบไอออนิกจากวัฏจกั ร บอรน์ -ฮาเบอร์ สมบัติของสารประกอบไอออ
นกิ การเกิดพันธะโคเวเลนต์ เขียนสูตร และเรยี กชื่อสารโคเวเลนต์ ความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสาร
โคเวเลนต์ คำนวณพลังงานท่ีเกยี่ วขอ้ งกับปฏิกิรยิ าของสารโคเวเลนต์จากพลงั งานพันธะ คาดคะเนรูปรา่ ง
โมเลกุลโคเวเลนต์ โดยใชท้ ฤษฎีการผลกั ระหวา่ งคู่อิเลก็ ตรอนในวงเวเลนซ์ และระบุสภาพขั้วของโมเลกุลโคเว
เลนตร์ ะบุชนดิ ของแรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ และเปรยี บเทียบจุดหลอมเหลว จุดเดอื ด และการ
ละลายน้ำของสารโคเวเลนต์ สบื ค้นขอ้ มูล และอธบิ ายสมบัตขิ องสารโคเวเลนต์โครงร่างตาขา่ ยชนดิ ตา่ ง ๆ การ
เกดิ พนั ธะโลหะและสมบัติของโลหะ เปรยี บเทยี บสมบัติบางประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์
และโลหะ สบื ค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอยา่ งการใช้ประโยชนข์ องสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และ
โลหะ ได้อย่างเหมาะสมโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการสบื ค้นข้อมลู อธิบาย เปรียบเทียบ
คำนวณ ทดลอง เขียนกราฟ เขยี นแผนภาพ นำเสนอผล ประยกุ ต์ใชแ้ ละแก้ปัญหาเพ่ือใหเ้ กดิ ความร้คู วาม
เข้าใจ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้อย่างถกู ต้อง ตระหนกั ดแู ลรกั ษาอย่างเหมาะสม ปลอดภัยและ
ค้มุ คา่ เกิดความสามารถในการคดิ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถ
ในการใชท้ ักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
31
ผลการเรยี นรู้
1. บอก และอธิบายขอ้ ปฏิบัตเิ บ้ืองต้น และปฏิบตั ติ นทแ่ี สดงถงึ ความตระหนักในการทำปฏิบตั กิ ารเคมี
เพือ่ ใหม้ ีความปลอดภัยทงั้ ต่อตนเอง ผูอ้ ืน่ และสง่ิ แวดล้อม และเสนอแนวทางแกไ้ ขเม่ือเกิดอบุ ตั เิ หตุ
2. เลือก และใช้อปุ กรณ์หรือเคร่ืองมือในการทำปฏบิ ตั ิการ และวดั ปรมิ าณต่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม
3. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงานการทดลอง
4. ระบุหนว่ ยวัดปริมาณตา่ ง ๆ ของสาร และเปลี่ยนหน่วยวดั ให้เปน็ หน่วยในระบบเอสไอด้วยการใช้แฟก
เตอรเ์ ปลี่ยนหนว่ ย
5. สืบคน้ ข้อมูลสมมติฐาน การทดลอง หรือผลการทดลองทเ่ี ปน็ ประจักษ์พยานในการเสนอแบบจำลอง
อะตอมของนักวทิ ยาศาสตร์ และอธบิ ายววิ ฒั นาการของแบบจำลองอะตอม
6. เขียนสัญลกั ษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุ และระบจุ ำนวนโปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอมจาก
สญั ลักษณ์นิวเคลยี ร์ รวมท้ังบอกความหมายของไอโซโทป
7. อธบิ าย และเขยี นการจัดเรยี งอิเลก็ ตรอน ในระดบั พลงั งานหลกั และระดับพลงั งานยอ่ ยเมื่อทราบเลข
อะตอมของธาตุ
8. ระบุหมู่ คาบ ความเปน็ โลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ ของธาตุเรพรเี ซนเททฟี และธาตุ แทรนซิชันใน
ตารางธาตุ
9. วเิ คราะห์ และบอกแนวโน้มสมบตั ขิ องธาตเุ รพรเี ซนเททฟี ตามหมู่และตามคาบ
10. บอกสมบัติของธาตุโลหะแทรนซชิ นั และเปรยี บเทียบสมบตั ิกับธาตุโลหะในกล่มุ ธาตเุ รพรเี ซนเททีฟ
11. อธบิ ายสมบัติ และคำนวณครึง่ ชวี ติ ของไอโซโทปกมั มันตรงั สี
12. สบื ค้นขอ้ มูล และยกตัวอยา่ งการนำธาตุ มาใชป้ ระโยชน์ รวมทง้ั ผลกระทบต่อส่ิงมีชีวิตและ
สงิ่ แวดล้อม
13. อธิบายการเกดิ ไอออนและการเกิดพนั ธะไอออนิกโดยใช้แผนภาพหรือสัญลกั ษณแ์ บบจดุ ของลวิ อสิ
14. เขยี นสตู ร และเรียกชื่อสารประกอบไอออนกิ
15. คำนวณพลงั งานท่เี ก่ยี วข้องกับปฏกิ ิริยาการเกดิ สารประกอบไอออนิกจากวฏั จกั ร บอรน์ -ฮาเบอร์
16. อธิบายสมบัติของสารประกอบไอออนิก
17. อธิบายการเกดิ พันธะโคเวเลนต์แบบพนั ธะเด่ยี ว พันธะคู่ และพันธะสาม ด้วยโครงสร้างลวิ อิส
18. เขียนสูตร และเรียกช่ือสารโคเวเลนต์
19. วิเคราะห์ และเปรยี บเทียบความยาวพันธะและพลงั งานพันธะในสารโคเวเลนต์ รวมทงั้ คำนวณ
พลังงานท่ีเกย่ี วข้องกบั ปฏกิ ริ ิยาของสารโคเวเลนตจ์ ากพลงั งานพันธะ
20. คาดคะเนรูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ โดยใช้ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อเิ ลก็ ตรอนในวงเวเลนซ์ และระบุ
สภาพขั้วของโมเลกลุ โคเวเลนต์
21. ระบุชนิดของแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ และเปรยี บเทียบจุดหลอมเหลว จุดเดือด และ
การละลายนำ้ ของสารโคเวเลนต์
22. สบื คน้ ขอ้ มูล และอธบิ ายสมบัตขิ องสารโคเวเลนต์โครงร่างตาข่ายชนิดต่าง ๆ
23. อธบิ ายการเกดิ พนั ธะโลหะและสมบัตขิ องโลหะ
32
24. เปรยี บเทียบสมบตั ิบางประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ สบื ค้นขอ้ มูลและ
นำเสนอตวั อยา่ งการใช้ประโยชน์ของสารประกอบไอออนกิ สารโคเวเลนต์ และโลหะ ได้อย่างเหมาะสม
รวมท้ังหมด 24 ผลการเรยี นรู้
33
รายวชิ า เคมีเพ่มิ เติม รหสั วิชา ว30221 โครงสรา้ งรายวชิ า
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลา 60 ช่ัวโมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ
หน่วยการ สาระสำคัญ/สาระการเรยี นรู้ ผลการ จำนวน น้ำหนกั
เรียนรู้ เรียนรู้ ช่ัวโมง คะแนน
1. บอกและอธบิ ายข้อปฏบิ ตั ิเบือ้ งต้น เลอื กและใช้อุปกรณ์หรอื
1 ความ เครอื่ งมือในการทำปฏิบตั กิ าร และวัดปริมาณต่างๆ ได้อยา่ ง
ปลอดภัย และ เหมาะสม ปฏิบตั ติ นท่ีแสดงถึงความตระหนักในการทำ ขอ้
1-4
ทักษะใน ปฏบิ ตั กิ ารเคมเี พ่ือใหม้ ี ความปลอดภัย ท้ังตอ่ ตนเอง ผู้อ่ืนและ 7 30
ปฏบิ ตั กิ ารเคมี สง่ิ แวดล้อม และเสนอแนว ทางแก้ไขเม่ือเกิดอุบัตเิ หต
(5 ช่วั โมง) 2. ระบหุ นว่ ยวัดปรมิ าณตา่ งๆ ของสาร และเปลยี่ นหน่วยวัดให้
เปน็ หน่วยในระบบเอสไอด้วยการใชแ้ ฟกเตอรเ์ ปล่ียนหนว่ ย
3. อธิบายวิวฒั นาการของแบบจำลองอะตอม เขยี นสัญลักษณ์
นิวเคลยี รข์ องธาตุ และระบุจำนวนโปรตอน นิวตรอน และ
อเิ ลก็ ตรอน ของอะตอม รวมทั้งบอกความหมายของไอโซโทป
เขยี นการจัดเรยี ง อิเลก็ ตรอนในระดับพลงั งานหลกั และระดับ
2 อะตอมและ พลงั งานย่อยเมื่อทราบเลขอะตอมของธาตุ ขอ้ 27 30
สมบัติ ของ 4. ระบหุ ม่คู าบ ความเป็นโลหะ อโลหะ และกงึ่ โลหะ ของกลุม่ 5-12
ธาตุเรพรเี ซนเททีฟ และธาตแุ ทรนซชิ นั ในตารางธาตุ แนวโนม้
ธาตุ สมบตั ขิ องธาตุตามหมู่และตามคาบ สมบตั ิของธาตุโลหะแทรนซิ
(27 ชั่วโมง) ชนั และ เปรยี บเทยี บสมบัตกิ ับธาตุโลหะในกล่มุ ธาตุเรพรีเซนเท
ทฟี
5. อธบิ ายสมบตั แิ ละคำนวณคร่ึงชีวติ ของไอโซโทปกมั มันตรงั สี
และ ยกตัวอยา่ งการนำธาตุมาใชป้ ระโยชนร์ วมท้ังผลกระทบต่อ
สิ่งมีชวี ิต และสงิ่ แวดล้อม
34
หนว่ ยการ สาระสำคัญ/สาระการเรยี นรู้ ผลการ จำนวน น้ำหนกั
เรยี นรู้ เรยี นรู้ ชั่วโมง คะแนน
3 พันธะเคมี 6. อธบิ ายการเกิดไอออนและการเกิดพันธะไอออนิก โดยใช้
(24 ช่วั โมง)
แผนภาพ หรอื สัญลกั ษณแ์ บบจุดของลิวอสิ เขียนสูตรและ
เรยี กช่ือสารประกอบไอออนิก และคำนวณพลังงานทเี่ กยี่ วข้อง
กบั ปฏิกิริยาการเกิด สารประกอบไอออนิกจากวฏั จกั รบอร์น-ฮา
เบอร์
7. อธบิ ายสมบัติของสารประกอบไอออนิก เขียนสมการไอออนิก
และ สมการไอออนกิ สทุ ธขิ องปฏกิ ริ ิยาของสารประกอบไอออนกิ
8. อธบิ ายการเกดิ พนั ธะโคเวเลนต์แบบพันธะเดีย่ ว พันธะคู่ และ
พนั ธะสาม ดว้ ยโครงสร้างลิวอิส เขยี นสตู รและเรยี กชื่อสารโคเว
เลนต์ วเิ คราะห์และเปรยี บเทียบความยาวพนั ธะและพลังงาน ขอ้ 24 30
พันธะในสารโคเวเลนต์ รวมทั้งคำนวณพลังงานที่เก่ยี วขอ้ งกับ 13-24
ปฏกิ ริ ยิ าของสาร โคเวเลนต์จากพลงั งานพนั ธะ
9. คาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนตแ์ ละระบสุ ภาพขวั้ ของ
โมเลกลุ โคเวเลนต์ ชนิดของแรงยึดเหนยี่ วระหว่างโมเลกลุ โคเว
เลนต์ และ เปรยี บเทยี บจุดหลอมเหลวจดุ เดือด และการละลาย
น้ำของสารโคเวเลนต์
10. อธิบายการเกิดพนั ธะโลหะและสมบัติของโลหะ เปรยี บเทียบ
สมบตั บิ างประการของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และ
โลหะ สืบค้นข้อมลู และนำเสนอตวั อย่างการใช้ประโยชนข์ อง
สารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ ไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสม
กลางภาค 1 20
ปลายภาค 1 10
รวม 60 100
35
โครงสร้างแผนการจัดการเรยี นรู้
รายวิชา เคมีเพ่มิ เติม รหสั วชิ า ว30221 กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 เวลา 60 ช่ัวโมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ
หน่วยการ แผนการ เรื่อง จำนวน
เรยี นรู้ จดั การ ชวั่ โมง
เรยี นรู้ที่
3
1 ความปลอดภยั ในการทำงานกบั สารเคมีอุบัตเิ หตุจากสารเคมี 2
2
1 2 การวัดปริมาณสาร 3
3
3 หน่วยวดั และวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ 2
2
4 แบบจำลองอะตอม 3
4
5 อนุภาคในอะตอม 4
1
6 ไอโซโทป ไอโซโทน ไอโซบาร์ 3
3
2 7 การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม 2
2
8 การจัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับชัน้ พลังงาน 2
3
9 ตารางธาตุและสมบัตขิ องธาตุหมหู่ ลกั 3
2
10 ธาตแุ ทรนซิชัน 3
2
กลางภาค 1
60
2 11 ธาตุกัมมนั ตรังสี
12 การนำธาตุไปใชป้ ระโยชน์และผลกระทบตอ่ สงิ่ มีชวี ติ
13 สญั ลักษณแ์ บบจุดของลวิ อสิ และกฎออกเตต
14 พันธะไอออนิก
15 การเกดิ พนั ธะโคเวเลนต์
3 16 ความยาวพนั ธะและพลังงานพนั ธะของสารโคเวเลนต์
17 รูปรา่ งและมุมระหวา่ งพนั ธะของโมเลกุลโคเวเลนต์
18 แรงยึดเหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์
19 พนั ธะโลหะ
20 ประโยชน์ของสารประกอบไอออนิก สารโคเวเลนต์ และโลหะ
ปลายภาค
รวม
แผนการจัดการเรียนรู้ 36
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 เรอ่ื ง อะตอมและสมบัตขิ องธาตุ เวลาเรียน 60 ชั่วโมง
เวลาเรยี น 2 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 4 เรื่อง แบบจำลองอะตอม ปีการศึกษา 2565
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรียน 1
ช่อื ครูผูส้ อน นางสาวสธุ าสินี พเิ นตรเสถยี ร
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชีว้ ดั
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพมิ่ เตมิ เคมี)
ขอ้ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรยี งธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พนั ธะเคมแี ละ
สมบตั ิของสาร แก๊สและสมบัตขิ องแกส๊ ประเภทและสมบัตขิ องสารประกอบอินทรียแ์ ละพอลเิ มอร์ รวมทั้งการ
นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตัวชวี้ ัด
ม.4/1 สบื ค้นขอ้ มูลสมมตฐิ าน การทดลอง หรือ ผลการทดลองท่ีเป็นประจักษ์พยานในการเสนอ
แบบจำลองอะตอมของนกั วิทยาศาสตร์ และอธบิ ายวิวฒั นาการของแบบจำลองอะตอม
สาระสำคัญ
วิวฒั นาการของแบบจำลองอะตอมแต่ละแบบ มีวิวัฒนาการ โดยเร่ิมจากดอลตันเสนอวา่ ธาตุ
ประกอบดว้ ยอะตอมซง่ึ เปน็ อนุภาคขนาดเลก็ ไมส่ ามารถแบ่งแยกได้ ทอมสนั เสนอว่าอะตอมประกอบไปด้วย
อนภุ าคทีม่ ีประจลุ บเรียยกว่า อเิ ลก็ ตรอน รัทเทอร์ฟอรด์ เสนอว่าประจบุ วกเรยี กว่า โปรตรอน รวมตัวกันอยู่
ตรงกงึ่ กลางเรียกว่า นวิ เคลียส โบร์เสนอว่าอิเลก็ ตรอนเคลอ่ื นทเ่ี ป็นวงรอบนวิ เคลียส ในปจั จบุ ัน
นักวิทยาศาสตร์ไดเ้ สนอแบบจำลองอะตอมแบบกลมุ่ หมอก
ผลการเรียนรู้
สืบค้นขอ้ มลู สมมติฐาน การทดลอง หรือ ผลการทดลองทเี่ ป็นประจักษ์พยานในการเสนอแบบจำลอง
อะตอมของนักวทิ ยาศาสตร์ และอธบิ ายวิวัฒนาการของแบบจำลองอะตอม
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
1. อธิบาย เปรียบเทยี บ และบอกลกั ษณะของแบบจำลองอะตอมต่างๆ ได้
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
2. สบื คน้ ขอ้ มูลสมมตฐิ านแบบจำลองอะตอม จากการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตร์
3. เขียนสัญลักษณน์ ิวเคลียรข์ องธาตุ และระบุจำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเลก็ ตรอนของอะตอม
จากสญั ลักษณ์นิวเคลียร์ รวมทง้ั บอกความหมายของไอโซโทป
ดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
4. ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีส่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผอู้ ่ืน
และรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ทีท่ ี่ได้รับมอบหมาย
37
กจิ กรรมการเรียนรู้
ขน้ั นำ
1. ครูถามนกั เรียนดว้ ยชุดคำถาม ดงั น้ี
- หน่วยท่เี ล็กทีส่ ุดของสิง่ มีชีวิต คือ เซลล์ แลว้ นักเรยี นคิดวา่ อนภุ าคท่ีเลก็ ที่สดุ ของสารคอื อะไร
(แนวตอบ : อนุภาคท่ีเล็กที่สดุ ของสาร คือ อะตอม)
- ถ้าแบง่ ธาตุตา่ ง ๆ ให้มขี นาดเล็กลงเรื่อย ๆ จนมีขนาดเลก็ ท่ีสดุ ซง่ึ มองไม่เหน็ จะเปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ: เหลอื อะตอมของธาตุซ่ึงเล็กจนมองไม่เหน็ )
- นักเรียนคดิ ว่าธาตดุ งั กลา่ วจะสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยทเี่ ล็กลงได้อกี หรือไม่
ขน้ั ดำเนินการ
2. ครูบรรยาย “แนวคิดของดิโมครติ ุส” ดงั นี้
“ในสมยั โบราณมีนักปราชญ์ชาวกรีกชอ่ื ดโิ มครติ ุส (Democritus) เชื่อวา่ เม่อื ย่อยสารลงเรอื่ อย ๆ
จะได้ส่วนท่ีเล็กทสี่ ดุ ซงึ่ ไม่สามารถทำให้เล็กลงกว่าเดมิ ได้อกี และเรียกอนุภาคขนาดเลก็ ท่ีสดุ วา่ อะตอม ซึ่งคำ
ว่า "อะตอม"(atom) เปน็ คำซึ่งมาจากภาษากรีกวา่ (atomas) แปลว่า แบ่งแยกอีกไม่ได้”
3. ครูต้ังคำถาม
- จากแนวคดิ ดงั กลา่ วนกั เรียนคิดวา่ รูปรา่ งหนา้ ตาของอะตอมมลี ักษณะเปน็ อย่างไร
แล้วสุม่ นักเรยี นนำเสนอแบบจำลองอะตอมในความคดิ ของนกั เรียนตามแนวคิดของดโิ มครติ สุ
จำนวน 3-5 คน
4. ครแู จกแบบฝึกหดั และใหน้ ักเรยี นลองเรียงลำดบั การเกดิ ของแบบจำลองอะตอม พร้อมทัง้ ระบุ
คอนเสป็ ของแบบจำลองอะตอมในแต่ละแบบ โดยครจู ะบรรยายแบบจำลองอะตอมตา่ งๆให้นักเรยี นนำมาเตมิ
ลงในแบบฝกึ หดั ให้ครบถ้วน
5. ครบู รรยายองค์ความรโู้ ดยมีสาระสำคัญดังน้ี
“สสารทง้ั หลายประกอบด้วยอนุภาคทเ่ี ล็กทีส่ ดุ จะไมส่ ามารถมองเหน็ ได้และจะไมส่ ามารถ
แบ่งแยกให้เล็กลงกว่านนั้ ไดอ้ ีก เรียกวา่ อะตอม แต่ในสมัยนน้ั กย็ งั ไมม่ กี ารทดลอง เพื่อพิสูจนแ์ ละสนบั สนุน
แนวความคดิ ดังกลา่ ว จงึ ไม่มใี ครเคยมองเห็นอะตอมมาก่อนเมือ่ เวลาผา่ นไปมีการพฒั นากลอ้ งจลุ ทรรศน์สนาม
ไอออนทม่ี ีกำลงั ขยายสูงมาก นกั วิทยาศาสตรจ์ งึ สามารถถ่ายภาพท่เี ชอื่ ว่าเปน็ ภาพของอะตอมได้
38
แนวคิดของ จอหน์ ดอลตนั
(1) สสารประกอบข้นึ จากอนุภาคที่เลก็ ทีส่ ดุ เรยี กว่าอะตอม มลี ักษณะเปน็ ทรงกลมตนั ที่ไมส่ ามารถ
แบง่ แยกได้อกี
(2) อะตอมไมส่ ามารถสร้างข้ึนใหม่ หรอื ทำลายได้
(3) อะตอมของธาตุชนดิ เดยี วกนั จะมีคุณสมบัติเหมือนกนั
(3.1) ในทางกลับกนั อะตอมของธาตุต่างชนดิ กัน จะมีสมบัติตา่ งกัน
(4) เมื่ออะตอมของธาตุต่างชนดิ กนั มารวมตวั กนั จะเกิดเป็นสารประกอบ
(4.1) โดยสารประกอบจะมอี ัตราส่วนของธาตุเปน็ เลขลงตัวจำนวนต่ำ ๆ
แนวคิดของ โจเซฟ จอห์น ทอมสัน
(1) อะตอมเป็นทรงกลมที่เปน็ กลางทางไฟฟา้ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยอนภุ าคท่ีมปี ระจบุ วกและอนภุ าคทม่ี ี
ประจลุ บ ซึง่ มีคา่ ประจุไฟฟ้าเท่ากัน
(2) ประจุบวกและประจลุ บของอะตอมจะกระจายตัวอยทู่ ั่วท้ังอะตอมอยา่ งสมำ่ เสมอ โดยประจุลบจะฝงั
ตัวอยใู่ นเนอ้ื อะตอมทีม่ ีประจุบวก
แนวคดิ ของ รัทเธอร์ฟอรด์
(1) ภายในอะตอมเปน็ พ้นื ท่วี า่ งเป็นสว่ นใหญ่
(2) โปรตอนซงึ่ มีประจุเปน็ บวกนน้ั รวมตวั กันอย่างหนาแนน่ อยตู่ รงกลางของอะตอม เรียกกว่านวิ เคลยี ส
(3) นวิ เคลยี สของอะตอมนั้นมีขนาดเลก็ มากเม่ือเทยี บกบั ขนาดทง้ั หมดของอะตอม ถงึ แมว้ ่านิวเคลยี สจะมี
ขนาดเลก็ แต่ก็มีมวลสูงมาก
(4) อเิ ล็กตรอนเคล่อื นทีอ่ ยู่รอบๆนวิ เคลียส และเคล่อื นท่เี ป็นบริเวณกว้าง”
39
6. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เก่ยี วกับคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ และสเป็กตรัมของแสงขาว ก่อนจะเขา้ สู่แบบจำลอง
ของ นีล โบร์
“
“แนวคดิ ของ นลี โบร์
(1) อิเลก็ ตรอนเคล่ือนท่ีรอบนิวเคลียสเป็นวงโคจร โดยมขี นาด และค่าพลงั งานท่ีแน่นอน
(2) ขนาดวงโคจรของอเิ ล็กตรอนนั้นจะสำพันธ์กับระดบั พลังงาน
(2.1) ท่ีระดบั พลงั งานตำ่ วงโคจรจะมีขนาดเล็ก และอยู่ใกล้กับนวิ เคลยี ส
(2.2) เม่ือระดับพลังงานเพิ่มข้ึน วงโคจรจะมีขนาดใหญ่ขน้ึ และอยู่ห่างจากนวิ เคลยี สมากขึ้น
(3) อิเล็กตรอนสามารถเคล่อื นทข่ี า้ มจากระดับพลงั งานหน่ึงไปยังระดบั พลังงานหน่งึ ได้ เมื่อมีได้รบั หรอื
สญู เสียพลังงาน
(3.1) เมื่อได้รบั พลังงานจะอเิ ลก็ ตรอนจะขา้ มขึ้นไปยังระดับพลังงานท่สี งู ขึน้ (ไกลจากนิวเคลียส)
(3.2) เมื่อสูญเสยี พลงั งานอิเล็กตรอนจะข้ามลงมายงั ระดับพลังงานท่ตี ่ำลง (เขา้ ใกล้นวิ เคลยี ส)
แนวคิดทาง กลศาสตรค์ วอนตัม
(1) อิเล็กตรอนมีสมบตั ิเป็นทง้ั อนุภาคและคล่ืน ทำให้ไม่สามารถระบตุ ำแหนง่ ที่แนน่ อนของอิเลก็ ตรอนได้
(2) แต่สามารถระบุได้ว่าบรเิ วณใดทีม่ โี อกาสพบอเิ ล็กตรอน
(3) อิเล็กตรอนเคลอ่ื นที่อยู่รอบๆนวิ เคลียสในลักษณะของกล่มุ หมอกทีม่ ีประจุเป็นลบ
(3.1) ย่ิงเข้าใกล้นิวเคลยี สโอกาสทพ่ี บอเิ ล็กตรอนยง่ิ สูงข้ึน
(4) กลมุ่ หมอกหรือบริเวณท่ีมีโอกาศพบอิเลก็ ตรอน เรียกว่า ออรบ์ ทิ ัล
(4.1) ออร์บิทัลมีหลายรปู แบบ เช่น s, p, d และ f”
40
ข้นั สรปุ
5. ครแู ละนกั เรียนเฉลยแบบฝึกหัดร่วมกันโดยใหน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่ม (แบ่งกลมุ่ ตามโต๊ะที่นักเรยี นน่งั
ร่วมกนั ) พูดคุยลงความเห็นกันวา่ คำตอบไหนมคี วามถูกต้องแลว้ ใหส้ ่งตัวแทนกลุ่มยืนขน้ึ นำเสนอผลของการจด
บันทึกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของสมาชิกในกลุ่มโดยครกู ำหนดประเดน็ สำคัญในการนำเสนอดงั นี้
(1)เรยี งลำดับการเกดิ ของแบบจำลองทง้ั หมดจากกอ่ นไปหลงั
(2)นำเสนอสาระสำคัญของแบบจำลองอะตอมแตล่ ะแบบ
6. ครเู พมิ่ เติมประเด็นทต่ี กหล่นใหม้ คี วามสมบรู ณย์ ิง่ ข้ึนและเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นซักถามข้อสงสยั
สื่อการเรยี นรู้/แหลง่ การเรียนรู้
1. สไลด์ประกอบการเรยี นรู้ (https://shorturl.asia/wnBNf)
2. ใบงานแบบจำลองอะตอม
41
การวัดผลประเมนิ ผล วธิ กี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน
รายการประเมิน - ตรวจใบงาน - ใบงาน
- ตรวจการ - ร้อยละ 70 ข้ึนไป ผา่ นเกณฑ์
1. ดา้ นความรู้ : K นำเสนอ - นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 ไม่ผา่ น
1.1 อธบิ าย เปรียบเทยี บ และ
บอกลักษณะของแบบจำลอง เกณฑ์
อะตอมต่างๆ ได้
2. ดา้ นทกั ษะกระบวนการ : P - ตรวจใบงาน - ขอ้ คำถาม - รอ้ ยละ 70 ข้ึนไป ผ่านเกณฑ์
2.1 สบื ค้นข้อมลู สมมตฐิ าน - สังเกตุการณ์ - ใบงาน - น้อยกว่าร้อยละ 70 ไม่ผา่ น
แบบจำลองอะตอม จากการ ตอบคำถาม
ทดลองของนักวิทยาศาสตร์ เกณฑ์
3. ดา้ นคณุ ลักษณะ : A - สังเกต - แบบประเมนิ - รอ้ ยละ 70 ข้ึนไป ผ่านเกณฑ์
3.1 มีความใฝ่รู้ ม่งุ มั่นในการ คณุ ลกั ษณะอันพึง คุณลักษณะอนั พึง - น้อยกว่ารอ้ ยละ 70 ไม่ผ่าน
ทำงาน และทำงานร่วมกับผอู้ ่ืน ประสงค์ ประสงค์
ได้ เกณฑ์
ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ..........................
....................................................................................................... ......................................................................
............................................................................................................................. ................................................
42
แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
หน่วยที่ 2 อะตอมและสมบัติของธาตุ
คำชแ้ี จง จงทำเคร่ืองหมาย ✓ ลงในช่องตรงกบั คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ท่ผี เู้ รยี นแสดงออก โดย
จำแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกไวเ้ ปน็ 3 คะแนน ดงั น้ี
3 คะแนน หมายถึง ผเู้ รยี นมีพฤติกรรมการแสดงออกอย่างสมำ่ เสมอ
2 คะแนน หมายถึง ผู้เรยี นมีพฤติกรรมการแสดงออกเป็นครั้งคราว
1 คะแนน หมายถงึ ผู้เรยี นมีพฤติกรรมการแสดงออกน้อยคร้ัง
สถานะผ้ปู ระเมิน ผู้สอน ผูเ้ รียน
รายการประเมนิ
ชื่อ-นามสกุล ความสนใจในการทำงาน
การเสนอความ ิคดเห็น
ีมความ ุ่มง ั่มนการทำงาน คะแนน รอ้ ยละ สรปุ ผลการ
ความ ่รวม ืมอในการทำงาน รวม ประเมิน
3 3 3 3 12 100 ผ่าน ไม่ผา่ น
เกณฑก์ ารประเมนิ ผา่ นเกณฑ์
รอ้ ยละ 70 ขึ้นไป ( 9-12 คะแนน) ไมผ่ า่ นเกณฑ์
น้อยกว่าร้อยละ 70 ( 0-8 คะแนน)
ลงชอ่ื
(................................................)
ตำแหน่ง...................................
วนั ที.่ .........................................
43
บนั ทึกหลังสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
ดา้ นความรู้
(K) ………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ
(P) ..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ
(A) ..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ปัญหาอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ขอ้ แสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่ือ……………………………………..ครผู ู้สอน
(………………………………………………)
วนั ท.ี่ ...........เดอื น...............................พ.ศ..............
44
ความคิดเหน็ ของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้/ครพู ี่เลย้ี ง
เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
นำไปใชส้ อนได้
ควรปรับปรุงกอ่ นนำไปใช้
ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชือ่ ……………………………………..
( นางนิรดา นนั ทะมชี ัย )
ความคิดเห็นของเจ้าหนา้ ท่ีงานจัดการเรยี นการสอน
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
องค์ประกอบครบถว้ น องคป์ ระกอบไม่ครบ คือ.........................................................
2. การจัดกิจกรรมการเรยี นร/ู้ กระบวนการเรยี นรเู้ หมาะสม
เนน้ ผู้เรียนเปน็ สำคัญ กจิ กรรมเหมาะสมกับเน้ือหา/ส่ือ/เวลา
ไม่เนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคญั ควรปรับปรงุ พฒั นาต่อไป
3. การวัด/ประเมินผล
หลากหลาย เหมาะสม ประเมนิ ตามสภาพจรงิ
การประเมนิ ผลควรหลากหลาย และประเมินตามสภาพจรงิ
ข้อเสนอแนะอ่ืนๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่ือ……………………………………..
( นางสาวอจั ฉราภรณ์ ทูลมี )
ความคิดเห็นของรองผูอ้ ำนวยการโรงเรียนฝ่ายวชิ าการ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชื่อ……………………………………..
(นางสาวบวั มี เหนือโพธทิ์ อง)
ตำแหนง่ รองผู้อำนวยการโรงเรยี นหนองคายวทิ ยาคาร
45
แผนการจัดการเรียนรู้ 46
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 เรื่อง อะตอมและสมบตั ขิ องธาตุ เวลาเรยี น 60 ช่ัวโมง
เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 5 เรอื่ ง อนุภาคในอะตอมและไอโซโทป ปกี ารศึกษา 2565
ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียน 1
ชอื่ ครูผูส้ อน นางสาวสุธาสนิ ี พิเนตรเสถยี ร
มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชีว้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้ (สาระเพิ่มเตมิ เคมี)
เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจดั เรียงธาตุในตารางธาตุ สมบตั ขิ องธาตุ พันธะเคมแี ละสมบตั ิของ
สาร แกส๊ และสมบัติของแกส๊ ประเภทและสมบตั ิของสารประกอบอินทรียแ์ ละพอลิเมอร์ รวมทงั้ การนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์
ตวั ชี้วดั
ม.4/2 เขยี นสญั ลกั ษณ์นวิ เคลียรข์ องธาตุ และระบจุ ำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเลก็ ตรอน
ของอะตอมจากสัญลกั ษณน์ ิวเคลียร์ รวมท้งั บอกความหมายของไอโซโทป
สาระสำคัญ
สญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี รข์ องธาตุประกอบดว้ ยสัญลกั ษณ์ธาตุ เลขอะตอม ซงึ่ แสดงจำนวนโปรตอน และ
เลขมวลซง่ึ แสดงผลรวมของจำนวนโปรตอนกับนวิ ตรอน อะตอมของธาตชุ นดิ เดียวกันท่ีมจี ำนวนโปรตอน
เทา่ กัน แต่มจี ำนวนนิวตรอนต่างกัน เรียกวา่ ไอโซโทป
ผลการเรียนรู้
เขียนสัญลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ของธาตุ และระบจุ ำนวนโปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอมจาก
สญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ รวมทัง้ บอกความหมายของไอโซโทป
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
1. บอกความหมายของเลขมวล เลขอะตอม สัญลักษณ์นิวเคลยี ร์ ไอโซโทป ไอโซบาร์ ไอโซโทน และไอ
โซอิเลก็ ทรอนิกได้
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
2. เขียนสญั ลักษณน์ ิวเคลยี รข์ องธาตุ และระบจุ ำนวนโปรตอน นิวตรอน และอเิ ล็กตรอนของอะตอม
จากสัญลกั ษณน์ วิ เคลยี ร์ รวมทง้ั บอกความหมายของไอโซโทป ไอโซโทน ไอโซบาร์ และไอโซอเิ ล็กทรอนิก
ดา้ นคุณลักษณะ (A)
3. ทำงานรว่ มกบั ผอู้ ่ืน มีส่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็นภายในกลมุ่ ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผู้อน่ื
และรับผดิ ชอบต่อหนา้ ทท่ี ี่ไดร้ ับมอบหมาย