The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มรายงานปฏิญญาสากล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dr.parinya.dsi, 2023-09-25 02:10:42

เล่มรายงานปฏิญญาสากล

เล่มรายงานปฏิญญาสากล

89 การฝ่าฝืนมาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 25 และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และคดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 58 และมาตรา 59 5. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 108 มาตรา 109 มาตรา 109/1 มาตรา 110 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลค่าน่าเชื่อว่ามีการกระทําความผิดในลักษณะเป็นแหล่งผลิตแหล่งจําหน่ายสถานที่รับซื้อ สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นําเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครอง เพื่อจะใช้ในการกระทําความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทําความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตามราคาท้องตลาดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือคดีที่น่าเชื่อว่ามีมูลค่าความเสียหาย อันเกิดจากการกระทําความผิดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป 6. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจํากัด คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 193 มาตรา 197 มาตรา 216 มาตรา 217 มาตรา 221 และมาตรา 222 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจํากัด พ.ศ. 2535 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ห้าสิบล้านบาทขึ้นไป 7. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 60 และมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีความผิดมูลฐานเป็นคดีพิเศษ ซึ่งอยู่ในอํานาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือคดีความผิดมูลฐานที่เป็นคดีอาญาอื่นที่มีมูลน่าเชื่อว่า มีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลค่าตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไป 8. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 48 มาตรา 48 ทวิ แห่ง พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อ ว่ามีมูลค่าผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจํานวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปหรือ มีจํานวนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรืออาจเป็นอันตรายต่อประชาชน จํานวนห้าหมื่น หน่วยขึ้นไปตามชนิดของผลิตภัณฑ์ 9. คดีความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 69 มาตรา 69/1 มาตรา 70 และ มาตรา 70/1 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทําความผิด ในลักษณะเป็นแหล่งผลิตแหล่งจําหน่าย สถานที่รับซื้อสถานที่เก็บสินค้า หรือได้นําเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทําความผิด หรือซึ่งได้มาโดย การกระทําความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตามราคาท้องตลาดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือคดีที่น่าเชื่อว่ามีมูลค่าความเสียหายอันเกิดจากการกระทําความผิดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป 10. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 85 มาตรา 86 และมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทํา ความผิดในลักษณะเป็นแหล่งผลิตแหล่งจําหน่าย สถานที่รับซื้อ สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นําเข้ามาใน ราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทําความผิด หรือซึ่งได้


90 มาโดยการกระทําความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิดอันมีมูลค่าตามราคาท้องตลาดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้น ไป หรือคดีที่น่าเชื่อว่ามีมูลค่าความเสียหายอันเกิดจากการกระทําความผิดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป 11. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 278 มาตรา 281/2 วรรคสอง มาตรา 288 มาตรา 289 มาตรา 296 มาตรา 296/1 มาตรา 300 เฉพาะความผิดตามมาตรา 278 มาตรา 288 มาตรา 289 และ มาตรา 306 ถึงมาตรา 315 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป 12. คดีความผิดตามประมวลรัษฎากร คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 37 มาตรา 90/4 มาตรา 90/5 และมาตรา 91/21 (7) แห่งประมวลรัษฎากรและที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียว หรือหลายกรรมต่างกัน ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่าเป็นเหตุให้รัฐขาดรายได้เป็นเงินภาษีอากรรวมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม หรือทุจริตขอคืนภาษีอากรตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป 13. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 205 มาตรา 206 มาตรา 242 มาตรา 243 มาตรา 244 มาตรา 245 มาตรา 246 มาตรา 247 และมาตรา 253 แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่ว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ที่มีมูลค่าราคาของรวม ค่าภาษีอากรทุกประเภทเข้าด้วยกันแล้วรวมเป็นเงินตั้งแต่สามสิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีการฉ้อ ค่าอากรหรือขอคืนค่าอากรโดยทุจริต รวมเป็นเงินค่าภาษีอากรทุกประเภทตั้งแต่สามสิบล้านบาทขึ้นไป 14. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 186 มาตรา 202 มาตรา 203 มาตรา 204 และมาตรา 208 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ไม่ว่าจะเป็นความผิด กรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าสินค้าหรือรายรับของสถานบริการ รวมเป็นเงินตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีปริมาณยาสูบหรือยาเส้นน้ำหนักตั้งแต่หนึ่งล้านกรัมขึ้นไป หรือมีปริมาณสุราตั้งแต่ห้าพันลิตรขึ้นไป 15. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 14 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีลักษณะหนึ่งลักษณะใด ดังนี้ (1) มีผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศของประเทศ ด้านความมั่นคงและบริการภาครัฐที่สําคัญ ด้านการเงิน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ด้านสาธารณสุข หรือด้านกระบวนการ ยุติธรรม (2) มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ (3) มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชนอย่างร้ายแรง (4) มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การเงินการคลังของประเทศ


91 16. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 38 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่เป็นการกล่าวหานิติบุคคล หรือคนต่างด้าวซึ่งมีสินทรัพย์ตามงบแสดงฐานะการเงินรวมกันตั้งแต่ หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป 17. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 52 มาตรา 52/1 มาตรา 53 มาตรา 53/1 มาตรา 53/2 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 56 และมาตรา 56/1 แห่งพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) มีเจ้าหน้าที่ของรัฐมาเกี่ยวข้อง หรือมีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ (2) ได้รับคําร้องขอจากหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานภาครัฐของ ต่างประเทศ หรือองค์การเอกชน (3) ได้รับการร้องขอจากผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (4) มีรายได้หรือเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ มากกว่าหนึ่งแสนบาทต่อวัน (5) ผู้กระทําความผิดที่มีลักษณะต่อเนื่อง เป็นเครือข่ายทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ (6) มีการกระทําในลักษณะเปิดเป็นสถานบริการที่มีขนาดใหญ่ เปิดทําการ อย่างเห็นได้ชัดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย 18. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยแร่ (1) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 159 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ที่เป็นการกระทําต่อแร่ปริมาณตั้งแต่ห้าพันตันขึ้นไป หรือเป็นเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ห้าสิบไร่ ขึ้นไป หรือมูลค่าของแร่รวมกันตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป (2) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 163 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ที่มีการซื้อขาย ครอบครอง เก็บ หรือขนแร่ปริมาณตั้งแต่ห้าสิบตันขึ้นไป หรือมูลค่าของแร่ รวมกันตั้งแต่ห้าสิบล้านบาทขึ้นไป (3) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 166 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ที่ปรากฏว่าแร่ที่มีการฝ่าฝืนประกาศตามกฎหมายมีปริมาณตั้งแต่ห้าสิบตันขึ้นไป หรือ มูลค่าของแร่รวมกันตั้งแต่ห้าสิบล้านบาทขึ้นไป (4) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 169 และมาตรา 170 แห่ง พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2562 ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างมีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่หนึ่งร้อยไร่ ขึ้นไป หรือจํานวนคนในพื้นที่ดังกล่าวมีจํานวนตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป 19. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 121 มาตรา 132 มาตรา 139 มาตรา 140 มาตรา 141 มาตรา 142 มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 145 มาตรา 146 มาตรา 147 มาตรา 148 มาตรา 149 และมาตรา 150 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม


92 20. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย (1) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุ อันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีวัตถุอันตรายในความครอบครอง ตั้งแต่ห้าสิบลูกบาศก์เมตรหรือห้าสิบตันขึ้นไป หรือมีจํานวนผู้ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป (2) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 74 มาตรา 75 มาตรา 76 และมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่า มีมูลค่าวัตถุอันตรายตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจํานวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป 21. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (1) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 89 วรรคสอง เฉพาะความผิด ตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง มาตรา 93 เฉพาะความผิดตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง และมาตรา 94 เฉพาะ ความผิดตามมาตรา 25 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ที่มีหรือ มีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าความเสียหาย ตั้งแต่ห้าสิบล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ ตามราคาประเมินที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมิน (2) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ที่มีการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งมี เนื้อที่ตั้งแต่ยี่สิบห้าไร่ ขึ้นไปหรือการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ได้มีการออก หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายมีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ยี่สิบ ห้าไร่ขึ้นไป หรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ห้าสิบล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ ตามราคาประเมินที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมิน 22. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ (1) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าความเสียหายเป็นไม้สักหรือ ไม้พะยูงที่มีปริมาตรตั้งแต่สิบลูกบาศก์เมตรขึ้นไป (2) คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 72 ตรี แห่งพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่ามีเนื้อที่ตั้งแต่ห้าสิบไร่ ขึ้นไป หรือการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่ได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวล กฎหมายที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายมีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ห้าสิบไร่ขึ้นไป หรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหาย ตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ ตามราคาประเมินที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมิน (3) คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 73 เฉพาะความผิดตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าความ เสียหาย เป็นไม้สักหรือไม้พะยูงที่มีปริมาตรตั้งแต่สิบลูกบาศก์เมตรขึ้นไป 23. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวน แห่งชาติพ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมีเนื้อที่ ตั้งแต่ห้าสิบไร่ขึ้นไป หรือการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ได้มีการออกหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายมีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ห้าสิบไร่ ขึ้นไป หรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ตามราคาประเมินที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมิน


93 24. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติอุทยาน แห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่มีการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติมีเนื้อที่ตั้งแต่ยี่สิบห้าไร่ขึ้นไป หรือการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่ได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตาม ประมวลกฎหมายที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายมีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ยี่สิบห้าไร่ขึ้นไป หรือคดีที่มีมูลค่า ความเสียหายตั้งแต่ห้าสิบล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ ตามราคาประเมินที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมิน 25. คดีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ แห่ง ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดินมีเนื้อที่ตั้งแต่ห้าสิบไร่ขึ้นไป หรือการบุกรุกยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐที่ได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยมิชอบ ด้วยกฎหมายมีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ห้าสิบไร่ขึ้นไปหรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยล้านบาท ขึ้นไป ทั้งนี้ ตามราคาประเมินที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมิน (3.2) ประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2566 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะ ของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติ การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 กำหนดให้คดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดเพิ่มเติมโดย กฎกระทรวงกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2566 ซึ่งมี ลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) (ก) (ข) (ค) (ง) หรือ (จ) แห่งพระราชบัญญัติการ สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เฉพาะความผิดซึ่งมีรายละเอียดตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้ และอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งให้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวน ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 1. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 61 มาตรา 64 และมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่า มีมูลค่าอาหารตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไปหรือมีจำนวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป 2. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยา คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 101 มาตรา 111 มาตรา 117 มาตรา 118 มาตรา 119 มาตรา 120 มาตรา 122 และมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่ายาตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจำนวนผู้เสียหาย ตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป 3. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคหนึ่ง มาตรา 73วรรคหนึ่ง มาตรา 74วรรคหนึ่ง มาตรา 75วรรคหนึ่ง มาตรา 76วรรคหนึ่ง มาตรา 82วรรคหนึ่ง และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อ ว่ามีมูลค่าเครื่องสำอาง ตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป หรือมีจำนวนผู้เสียหายตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป


94 4. คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเฉพาะที่เกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารเด็ก คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 287/1 และมาตรา 287/2 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) มีการกระทำผ่านสื่อออนไลน์ รวมถึงสื่อดิจิทัลประเภทต่าง ๆ เชื่อมโยง ระหว่างประเทศ และได้รับคำร้องขอจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานต่างประเทศ องค์กรระหว่าง ประเทศ หรือองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชน (2) มีผู้กระทำความผิดที่มีลักษณะต่อเนื่อง เป็นเครือข่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 5. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 4และมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ที่มีมูลน่าเชื่อว่ามีการปล่อยกู้ให้แก่บุคคลตั้งแต่ห้าสิบคน ขึ้นไป หรือมีมูลค่าเงินปล่อยกู้ตั้งแต่สามสิบล้านบาทขึ้นไป 6. คดีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 125 มาตรา 126 มาตรา 127 มาตรา 145 มาตรา 146 และมาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่มีรายละเอียดอย่างหนึ่ง อย่างใดดังต่อไปนี้ (1) มีปริมาณยาเสพติดให้โทษของกลาง ตั้งแต่ห้าร้อยกิโลกรัมขึ้นไป (2) มีมูลค่ายาเสพติดของกลางตามที่สำนักงาน ป.ป.ส. ประเมินตั้งแต่ หนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป (3) มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตั้งแต่สามร้อยล้านบาทขึ้นไป (4) เป็นคดีที่สำนักงาน ป.ป.ส. หรือกองบัญชาการตำรวจปราบปราม ยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่ามีความซับซ้อน และร้องขอให้เป็นคดีพิเศษ (4) การกำหนดกฎหมายให้หน่วยงานทำหน้าที่ในการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง กำหนดกฎหมาย ให้หน่วยงานทำหน้าที่ในการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ สั่ง ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2566 โดยกำหนดกฎหมายให้หน่วยงานทำหน้าที่ฯ ได้ดังนี้ ลำดับ หน่วยงาน คดีความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) คดีความผิดทางอาญาอื่นตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) 1 กองกิจการ ต่างประเทศและ คดีอาชญากรรม ระหว่างประเทศ คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เฉพาะที่มีลักษณะเป็นการกระทำ ความผิดข้ามชาติที่สำคัญ หรือ เป็นองค์กรอาชญากรรมระหว่าง ประเทศ คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ อาชญากรรมระหว่างประเทศและ คดีความผิดทางอาญาอื่นตามที่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมาย


95 2 กองคดีการค้า มนุษย์ คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ คดีความผิดทางอาญาอื่นที่ เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และคดีความผิด ทางอาญาอื่นตามที่อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย 3 กองคดีการเงิน การธนาคาร และการฟอกเงิน -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย บริษัทมหาชน -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ธุรกิจสถาบันการเงิน -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ การเงิน การธนาคาร และ การฟอกเงิน และคดีความผิด ทางอาญาอื่นตามที่อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย 4 กองคดีความผิด เกี่ยวกับการเสนอ ราคาต่อหน่วยงาน ของรัฐ คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐ -คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ -คดีความผิดทางอาญาอื่นเกี่ยวกับ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ -คดีความผิดทางอาญาอื่น ตามที่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมาย 5 กองคดีคุ้มครอง ผู้บริโภค -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย วัตถุอันตราย เฉพาะที่เกี่ยวข้อง กับการคุ้มครองผู้บริโภค -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย อาหาร -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ยา -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย เครื่องสำอาง คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ การคุ้มครองผู้บริโภค และคดี ความผิดทางอาญาอื่นตามที่อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย


96 6 กองคดีทรัพยากร ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม -คดีความผิดตามประมวล กฎหมายที่ดิน -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ป่าไม้ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย อุทยานแห่งชาติ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย แร่ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย วัตถุอันตราย เฉพาะที่มีผลกระทบ ต่อทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม 7 กองคดีธุรกิจ การเงินนอกระบบ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ ธุรกิจการเงินนอกระบบ และคดี ความผิดทางอาญาอื่น ตามที่อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย 8 กองคดีทรัพย์สิน ทางปัญญา -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ลิขสิทธิ์ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย สิทธิบัตร -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย เครื่องหมายการค้า -คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ ทรัพย์สินทางปัญญา -คดีความผิดทางอาญาอื่นเกี่ยวกับ การค้าตามประมวลกฎหมายอาญา -คดีความผิดทางอาญาอื่นตามที่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมาย 9 กองคดีเทคโนโลยี และสารสนเทศ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ -คดีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญาเฉพาะที่เกี่ยวกับ สื่อลามกอนาจารเด็ก -คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีและสารสนเทศ -ความผิดทางอาญาที่กระทำลงบน ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบ อินเทอร์เน็ต หรือระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ -คดีความผิดอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ สื่อลามกอนาจารเด็ก -คดีความผิดทางอาญาอื่นตามที่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย


97 10 กองคดีภาษีอากร -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ประมวลรัษฎากร -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากร -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย สรรพสามิต คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ ภาษีอากร และคดีความผิดทางอาญา อื่นตามที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมาย 11 กองคดีความมั่นคง -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ของ กองกิจการต่างประเทศและ คดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วย วัตถุอันตราย เฉพาะที่มีผลกระทบ อย่างร้ายแรงต่อความมั่นคง ประเทศ หรือเกี่ยวกับการก่อ การร้ายหรือด้านอื่นที่ไม่อยู่ใน อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใด คดีความผิดทางอาญาอื่นที่มี ผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความ มั่นคงของประเทศหรือที่เกี่ยวกับการ ก่อการร้าย หรือความผิดที่เกี่ยวกับ ความสงบสุขของประชาชน หรือ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิด ภยันตรายต่อประชาชน และคดี ความผิดทางอาญาอื่นตามที่อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย กองคดีความมั่นคง (ต่อ) คดีความผิดอาญาอื่นตามที่กฎหมายกำหนด -คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย 12 กองคดียาเสพติด - คดีความผิดตามประมวล กฎหมายยาเสพติด คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ ยาเสพติด และคดีความผิดทางอาญา อื่นตามที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมาย 13 กองกิจการอำนวย ความยุติธรรม - คดีความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ย เกินอัตรา คดีความผิดทางอาญาอื่นที่เกี่ยวกับ การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และคดี ความผิดทางอาญาอื่นตามที่อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษเป็นการสืบสวนสอบสวน อาชญากรรมที่ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป (street crime) แต่เป็นอาชญากรรมที่มีความสลับซับซ้อน มีลักษณะเป็นขบวนการ หรือมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ที่มีความรู้ มีการศึกษา เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ หรือเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติ ซึ่งไม่ได้ใช้ความรุนแรง ทารุณ ในการกระทำความผิด แต่สามารถสร้างความเสียหายหรือสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และ ความมั่นคงได้ในวงกว้าง คดีพิเศษจึงมีความยากในการสืบสวนสอบสวน อีกทั้ง อาจไม่สามารถเข้าถึง ตัวผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการสำคัญ หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง หากพยานหลักฐานที่มีอยู่ไม่ชัดเจน การพิจารณาพิพากษาคดีจึงยังไม่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ผู้สนับสนุนหรือ


98 ผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้ไม่สามารถหยุดการก่ออาชญากรรมได้อย่างสิ้นซาก จึงเกิดอาชญากรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีมาตรการพิเศษต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการสืบสวนสอบสวน แต่ อาชญากรรมก็ได้มีการพัฒนารูปแบบอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง การกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษจะไม่เปิดเผยตัว และไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะสามารถเชื่อมโยง ไปถึงได้ ส่งผลให้กฏหมายหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจำต้องพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ ในการสืบสวน สอบสวนและแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและ อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ทั้งนี้ ในการรับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ และเมื่อได้ความทราบว่าผู้ใดเป็นผู้เสียหายในคดีพิเศษ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิ ผู้เสียหายในคดีอาญา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวกับกับสิทธิของผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายทราบตามที่กฎหมายไทยบัญญัติไว้ 2.2.11 พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 มาตรา 4 การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็น การตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่พยานพึงได้รับตามกฎหมายอื่น มาตรา 10 ให้สํานักงานคุ้มครองพยานดําเนินการเพื่อคุ้มครองพยานตามมาตรการ พิเศษอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) ย้ายที่อยู่ หรือจัดหาที่พักอันเหมาะสม (2) จ่ายค่าเลี้ยงชีพที่สมควรแก่พยานหรือบุคคลที่อยู่ในความอุปการะ เลี้ยงดูของพยานเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีเว้นแต่มีเหตุจําเป็นอาจขอขยายระยะเวลาครั้งละ ไม่เกินสามเดือน แต่ไม่เกินสองปี (3) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล และ หลักฐานทางทะเบียนที่สามารถระบุตัวพยาน รวมทั้งการดําเนินการเพื่อกลับคืน สู่ฐานะเดิมตามคําขอของพยานด้วย (4) ดําเนินการเพื่อให้มีอาชีพหรือให้มีการศึกษาอบรม หรือดําเนินการใด เพื่อให้พยานสามารถดํารงชีพอยู่ได้ตามที่เหมาะสม (5) ช่วยเหลือในการเรียกร้องสิทธิที่พยานพึงได้รับ (6) ดําเนินการให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในระยะเวลาที่จําเป็น (7) ดําเนินการอื่นใดให้พยานได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับความคุ้มครอง ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่ได้มีการดําเนินการตามวรรคหนึ่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม คําขอดังกล่าว โดยให้ถือว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับ และห้ามมิให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผย ข้อมูลนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มาตรา 15 ในกรณีเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของพยานหรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือบุคคล อื่นที่ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน เพราะมีการกระทําผิดอาญาโดยเจตนาเนื่องจากการที่พยาน จะมาหรือได้มาเป็นพยาน บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่จําเป็นและสมควร ค่าตอบแทนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกําหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง


99 ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งปฏิเสธการได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9 หรือมาตรา 11 แล้วแต่กรณี บุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน มาตรา 16 ให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายที่มีสิทธิขอรับค่าตอบแทนตามมาตรา 15 หรือทายาทยื่นคําขอต่อสํานักงานคุ้มครองพยานตามแบบที่สํานักงานคุ้มครองพยานกําหนด ภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้รู้ถึงการกระทําความผิด หลักเกณฑ์วิธีการยื่นคําขอและวิธีพิจารณาคําขอ ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวง ยุติธรรมกําหนด มาตรา 17 เมื่อพยานได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอํานาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอํานาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอํานาจฟ้องคดีอาญา หรือเบิกความต่อศาลแล้ว พยานพึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่จําเป็นและสมควร ทั้งนี้ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกําหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง แต่ในกรณีที่เป็นพยานโจทก์ในคดีความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายเป็นโจทก์ หรือเป็นพยานจําเลยให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะมีคําสั่งให้มีการจ่าย ค่าตอบแทนดังกล่าว แต่ไม่เกินอัตราตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกําหนดโดยความเห็นชอบของ กระทรวงการคลัง มาตรา 19 หากปรากฏในภายหลังว่าพยานไม่มา ไม่ให้ถ้อยคําหรือไม่เบิกความ เป็นพยานโดยไม่มีเหตุสมควร หรือมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษพยานในความผิดฐานแจ้ง ข้อความอันเป็นเท็จ ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล หรือความผิดฐาน ทําพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ในคดีที่บุคคลนั้นเป็นพยาน ให้บุคคลนั้นคืนหรือชดใช้ค่าตอบแทน ตามมาตรา 15 หรือมาตรา 17 หรือคืน หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานและบุคคลอื่นตา ม มาตรา 18 แล้วแต่กรณี ที่รัฐได้จ่ายไปจริงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคําสั่งจากสํานักงาน คุ้มครองพยาน ให้หน่วยงานที่ได้จ่ายค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายประสานงานกับสํานักงานคุ้มครอง พยานในการเรียกคืนหรือเรียกให้ชดใช้ค่าตอบแทนหรือค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง 2.2.12 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะ ผู้หญิงและเด็กเพิ่มเติม อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะ องค์กร จึงได้กําหนดลักษณะความผิดให้ครอบคลุมการกระทําดังกล่าวเพื่อให้การป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับพันธกรณีของอนุสัญญาและพิธีสารจัดตั้ง กองทุนเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์รวมทั้งปรับปรุงการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพ ผู้เสียหายให้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหาย จึงได้ตราพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ขึ้น มาตรา 33 ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พิจารณาให้ความ ช่วยเหลือแก่บุคคลซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างเหมาะสมในเรื่องอาหาร ที่พัก การรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ การให้การศึกษา การฝึกอบรม การให้ ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การส่งกลับไปยังประเทศเดิมหรือภูมิลำเนาของผู้นั้น การดำเนินคดี เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยให้คำนึงถึงศักดิ์ศรี


100 ความเป็นมนุษย์และความแตกต่างทางเพศ อายุ สัญชาติ เชื้อชาติ ประเพณีวัฒนธรรมของผู้เสียหาย การแจ้งสิทธิของผู้เสียหายที่พึงได้รับการคุ้มครองในแต่ละขั้นตอนทั้งก่อน ระหว่างและหลังการช่วยเหลือ ตลอดจนขอบเขตระยะเวลาในการดำเนินการช่วยเหลือในแต่ละขั้นตอน และต้องรับฟังความคิดเห็น ของผู้เสียหายก่อนด้วย การให้ความช่วยเหลือตามวรรคหนึ่ง อาจจัดให้บุคคลซึ่งเป็นผู้เสียหายได้รับการดูแลใน สถานแรกรับตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี สถานแรกรับตาม กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก หรือสถานสงเคราะห์อื่นของรัฐหรือเอกชนก็ได้ มาตรา 34 เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้เสียหาย ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงาน อัยการแจ้งให้ผู้เสียหายทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการ กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย มาตรา 35 ในกรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิและประสงค์ที่จะเรียกค่าสินไหม ทดแทนอันเนื่อง มาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ให้พนักงานอัยการเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหาย ตามที่ได้รับแจ้งจากปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มาตรา 36 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหาย ระหว่างที่อยู่ในความดูแลไม่ว่าบุคคลนั้นจะพำนักอยู่ ณ ที่ใด ไม่ว่าก่อน ขณะ หรือหลังการดำเนินคดี ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของบุคคลในครอบครัวของผู้เสียหายด้วย ในกรณีที่ผู้เสียหายจะให้การหรือเบิกความเป็นพยานในความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พระราชบัญญัตินี้ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยาน ในคดีอาญา ถ้าผู้เสียหายต้องเดินทางกลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่หรือภูมิลำเนา หรือถ้าบุคคลใน ครอบครัวของผู้เสียหายอาศัยอยู่ในประเทศอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานใน ประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน และไม่ว่าจะกระทำผ่านสถานทูตหรือ สถานกงสุลของประเทศนั้น ๆ หรือไม่ก็ตาม เพื่อให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายและ บุคคลในครอบครัวอย่างต่อเนื่องในประเทศนั้น มาตรา 37 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ การรักษาพยาบาล การบำบัดฟื้นฟู การเรียกร้องสิทธิของผู้เสียหาย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจดำเนินการ ให้มีการผ่อนผันให้ผู้เสียหายนั้นอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทำงาน เป็นการชั่วคราวตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก มาตรา 38 ภายใต้บังคับมาตรา 37 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นคนต่างด้าว กลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่หรือภูมิลำเนาโดยไม่ชักช้า เว้นแต่บุคคลนั้นเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือเป็นผู้ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักร เป็นกรณีพิเศษจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีหลักฐานเอกสารตามกฎหมายว่าด้วยการ ทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของบุคคลนั้น มาตรา 39 ในกรณีที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐาน ค้ามนุษย์ในต่างประเทศ หากผู้นั้นประสงค์จะกลับเข้ามาในราชอาณาจักรหรือถิ่นที่อยู่ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีสัญชาติไทยจริงหรือไม่ หากบุคคลนั้นเป็นผู้มีสัญชาติ


101 ไทยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่จำเป็นเพื่อให้บุคคลนั้นเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร หรือถิ่นที่อยู่โดยไม่ชักช้า และให้คำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้นั้น ในกรณีที่ผู้เสียหายในต่างประเทศเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ใน ราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือเป็นผู้ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็น กรณีพิเศษจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและก่อนออกนอกราชอาณาจักร สถานะของการ ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่เป็นการชั่วคราวยังไม่สิ้นสุด เมื่อได้ตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความ ถูกต้องของผู้เสียหายที่ถือเอกสารแล้ว หากผู้นั้นประสงค์จะกลับเข้ามาในราชอาณาจักร ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่จำเป็นเพื่อให้ผู้เสียหายนั้นเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้นั้นและให้ได้รับการพิจารณาให้อยู่ใน ราชอาณาจักรต่อไปได้ตามสถานะและระยะเวลาที่เป็นอยู่เดิมก่อนออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่ผู้เสียหายในต่างประเทศเป็นคนต่างด้าวและไม่มีเอกสารประจำตัว แต่มีเหตุ อันควรเชื่อได้ว่าเป็นผู้ที่มีหรือเคยมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อได้ตรวจพิสูจน์สถานะของการมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของผู้นั้นแล้ว หากผู้นั้น ประสงค์จะกลับเข้ามาในราชอาณาจักร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่จำเป็นเพื่อให้ผู้เสียหาย นั้น เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ของผู้นั้นและให้ได้รับการพิจารณาให้อยู่ในราชอาณาจักรต่อไปได้ตามสถานะ และระยะเวลาที่เป็นอยู่ เดิมก่อนออกไปนอกราชอาณาจักร จากมาตราต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายเป็น อย่างมาก รวมถึงการให้ความช่วยเหลือดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายให้เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับ พันธกรณีของอนุสัญญาและพิธีสารจัดตั้งกองทุนเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ซึ่งการให้ ความช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ได้ยึดแนวทางการช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ดังนี้ (1) บริการปัจจัยสี่ (2) การฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ (3) การให้บริการทางการแพทย์ (4) การให้บริการทางด้านกฎหมาย (5) การให้คำปรึกษา (6) การสืบหาและประเมินครอบครัว (7) การให้การศึกษา (8) การฝึกอาชีพ (9) กิจกรรมนันทนาการและสังคม (10) การเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม (11) การส่งกลับและการคืนสู่สังคม (12) การติดตามและประเมินผล การดำเนินการข้างต้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงมีบทบาทสำคัญในการ ช่วยเหลือคุ้มครอง ตามมาตรา 33 ภายใต้หลักการทำงานแบบทีมสหวิชาชีพและการมีส่วนร่วมของ ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในการเตรียมความพร้อมผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ก่อนกลับสู่สังคม ทั้ง


102 ด้านการฟื้นฟูเยียวยาทางร่างกาย จิตใจ ตลอดจนการค้นหาอาชีพและสร้างรายได้ที่ตรงกับความ ต้องการของผู้เสียหาย 2.2.13 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 เนื่องจากปัจจุบันคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน อาชญากรรมคอมพิวเตอร์จึงเพิ่มมากขึ้นด้วย ส่งผลให้มีผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำ ความผิดเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ได้มีบทบัญญัติในการคุ้มครองผู้เสียหายไว้ด้วย สรุปได้ดังนี้ มาตรา 16ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับ ความอับอาย ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยสุจริต อันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ผู้กระทำไม่มี ความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 นี้ถือว่าเป็น กฎหมายใหม่ มุ่งกำหนดบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ในฐานความผิดทางอาญาเพิ่มมากขึ้น เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท การเผยแพร่ข้อมูลที่ส่งผลกระทบ ต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะจนก่อให้เกิดความตื่นตระหนัก แก่ประชาชน รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้าย การคุ้มครองสิทธิและการเยียวยาความเสียหายจึงมีลักษณะเป็นวงกว้าง 2.3 การดำเนินคดีอาญาและสิทธิของผู้เสียหายในประเทศไทย กระบวนการยุติธรรมทางอาญามีเป้าหมายและให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพด้านการควบคุม ระงับ และปราบปรามอาชญากรรม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม ตามทฤษฎี การควบคุมอาชญากรรม (Crime Control Model) และในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับ การคุ้มครองสิทิและเสรีภาพของประชาชน โดยใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม มีเหตุผลเป็นไปตาม ทฤษฎีความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process Model)


103 ระบบการดำเนินคดีอาญาของไทยในปัจจุบันเป็นระบบผสมระหว่างระบบกล่าวหาและระบบไต่สวน มีการนำหลักการสำคัญที่เป็นข้อดีของแต่ละระบบมาใช้ในการค้นหาความจริงหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี ตลอดจนมีหลักประกันสำหรับการให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลทั้งจำเลยหรือผู้เสียหาย จากการศึกษากฎหมายของไทยพบว่า ระบบกฎหมายไทยเป็นระบบ Civil Law มีหลักเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติที่มีกฎหมายรองรับและคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไว้ เพื่อให้เป็นหลักประกัน สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา โดยให้มีความสอดคล้องกับปฏิญญาสากลและกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ตามแนวคิดเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิ 4 สิทธิที่สำคัญ ได้แก่ (1) สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (2) สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหาย (3) สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม (4) สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย ปัจจุบันการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยมีการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าตอบแทน และค่าใช้จ่าย แก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ทั้งในการดำเนินการชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณา (ศาล) และในชั้น การบังคับคดีแนวคิดเรื่องการช่วยเหลือเหยื่อในคดีทางอาญาเริ่มมีรูปแบบชัดเจนเมื่อมีการแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รับรองสิทธิผู้เสียหายไว้หลายส่วน จำแนกได้ดังนี้ 2.3.1 สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (1) สิทธิในการร้องทุกข์กับเจ้าพนักงาน การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้มีการบัญญัติรับรองและความคุ้มครองสิทธิบุคคลทุกคนย่อม ได้รับความคุ้มครองตามกระบวนของกฎหมายอย่างเป็นธรรม เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติเมื่อมี การกระทำความผิดทางอาญาฐานใดฐานหนึ่งเกิดขึ้น ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำ ความผิดนั้น ต้องเข้าพบเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้นำตัวผู้กระทำความผิด มาลงโทษ จึงถือเป็นด่านแรกที่เจ้าพนักงานได้ใกล้ชิดกับผู้เสียหายและจำเลยมากที่สุด และเป็น หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นจุดเริ่มต้นคดีดังนั้น การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของ ผู้เสียหาย จึงเริ่มต้นตั้งแต่ในชั้นสอบสวนโดยมีพนักงานสอบสวนทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ตามที่ผู้เสียหายได้ทำการร้องทุกข์ ในกรณีเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว หากเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน พนักงานสอบสวนสามารถ สอบสวนความผิดได้ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวนรู้เองหรือโดยมีผู้มากล่าวโทษ การร้องทุกข์ของผู้เสียหาย ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 ที่บัญญัติว่า “ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ คำร้องทุกข์นั้นต้องปรากฏชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ความเสียหายที่ได้รับและชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำ ผิดเท่าที่จะบอกได้


104 คำร้องทุกข์นี้จะทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ ถ้าเป็นหนังสือต้องมีวันเดือนปี และลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ ถ้าร้องด้วยปาก ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ ลงวันเดือนปีและลง ลายมือชื่อผู้บันทึกกับผู้ร้องทุกข์ในบันทึกนั้น” และ มาตรา 124 ที่บัญญัติว่า “ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รอง หรือเหนือพนักงานสอบสวน และเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายก็ได้” (2) สิทธิในการขอให้ศาลตั้งทนายความให้ ตั้งแต่ยื่นฟ้องจนถึงบังคับคดี สิทธิในการมีทนายความของผู้เสียหายถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยผู้เสียหายถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงาน อัยการได้ เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน แต่ส่วนใหญ่พบว่าผู้เสียหายต้องประสบปัญหาไม่สามารถ บังคับคดีได้ตามคำพิพากษาส่งผลให้ผู้เสียหายรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และต้องเสียเวลาในการนำ คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะไม่สามารถนำคำพิพากษาไปบังคับคดีได้จริง รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้เสียหาย เหยื่ออาชญากรรม และพยานในคดีอาญา ตั้งแต่ชั้นสอบสวน ฟ้องคดี และการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมได้ให้ความสำคัญจึงจัดตั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในศาลทั่วประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ช่วยและแนะนำเกี่ยวสิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมายอาญา และให้ผู้เสียหาย ทราบถึงสิทธิของตนดังนี้ 1) สิทธิในการร้องทุกข์และถอนคำร้องทุกข์ 2) สิทธิคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย 3) สิทธิในการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้ด้วยตนเองและถอนฟ้องคดีอาญา 4) สิทธิในการเป็นโจทก์และถอนฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา 5) สิทธิในการเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ 6) สิทธิในการยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว 7) สิทธิในการรับทราบสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งความช่วยเหลือ ตามสมควรในการดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ค่าตอบแทน หรือการช่วยเหลืออย่างอื่น ที่จำเป็น 8) สิทธิที่จะยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยขอให้บังคับจำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 แล้วเมื่อศาลชั้นต้นนัดฟัง คำพิพากษาให้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาไปยังผู้เสียหาย และหากศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาหรือ พิพากษาให้ใช้ค่าเสียหายไม่เต็มตามขอ ให้แจ้งสิทธิในการอุทธรณ์คำร้องในส่วนแพ่งด้วย 9) สิทธิที่จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย เพื่อให้ ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหาย 10) สิทธิที่จะไม่ต้องตอบคำถามซึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อม อาจจะทำให้ผู้เสียหายใน ฐานะพยานถูกฟ้องในคดีอาญา 11) สิทธิให้จัดหาล่าม 12) สิทธิขอให้ศาลตั้งทนายความ


105 13) สิทธิในการรับรู้ความคืบหน้าของคดีและผลของคำพิพากษา 14) สิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและข้อกังวลใจต่อศาล 15) สิทธิขอให้จัดให้มีการยืนยันหรือชี้ตัวผู้กระทำผิดในสถานที่ที่เหมาะสมและมิให้ ผู้เสียหายถูกมองเห็น 16) ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์หรือโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ 17) สิทธิตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบ คำให้การของตน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว 18) กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายมีสิทธิในการ ได้รับคำแนะนำและช่วยเหลือในการดำเนินการเพื่อบังคับคดี (3) สิทธิในการมีล่ามหรือล่ามภาษามือ สิทธิในการมีล่ามหรือล่ามภาษามือ ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถพูดหรือเข้าใจ ภาษาไทย หรือไม่สามารถพูดหรือได้ยิน หรือสื่อความหมายได้เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดี ให้ข้อมูล หรือพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 บัญญัติว่า “การสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา ให้ใช้ภาษาไทย แต่ถ้ามีความจำเป็นต้อง แปลภาษาไทยท้องถิ่นหรือภาษาถิ่นหรือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยหรือต้องแปลภาษาไทยเป็น ภาษาไทยท้องถิ่นหรือภาษาถิ่นหรือภาษาต่างประเทศให้ใช้ล่ามแปล ในกรณีที่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือพยานไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย หรือสามารถพูดหรือเข้าใจเฉพาะภาษาไทยท้องถิ่นหรือภาษาถิ่น และไม่มีล่าม ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาลจัดหาล่ามให้โดยมิชักช้า ในกรณีที่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือพยานไม่สามารถพูดหรือได้ยิน หรือสื่อ ความหมายได้ และไม่มีล่ามภาษามือ ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล จัดหาล่ามภาษา มือให้หรือจัดให้ถาม ตอบ หรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่นที่เห็นสมควร เมื่อมีล่ามแปลคำให้การ คำพยานหรืออื่น ๆ ล่ามต้องแปลให้ถูกต้อง ล่ามต้องสาบาน หรือปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริตใจ จะไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล ให้ล่ามลงลายมือชื่อในคำแปลนั้น ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลสั่งจ่ายค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักแก่ล่ามที่จัดหาให้ตามมาตรานี้ ตามระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวง มหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด หรือสำนักงานศาลยุติธรรม แล้วแต่กรณี กำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง” (4) สิทธิในการแก้คำร้องทุกข์หรือถอนคำร้องทุกข์ สิทธิในการแก้คำร้องทุกข์หรือถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิของผู้เสียหายตามประมาล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 ที่บัญญัติว่า “ผู้ร้องทุกข์จะแก้คำร้องทุกข์ระยะใด หรือจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ในคดีซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์เช่นนั้น ย่อมไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวน หรือพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดีนั้น”


106 2.3.2 สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหาย (1) สิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐตามพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 มาตรา 6/1 พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยใน คดีอาญา พ.ศ. 2544 มาตรา 6/1 ในคดีที่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้เสียหายหรือทายาทซึ่งได้รับความเสียหาย ที่มาร้องทุกข์ดังกล่าวทราบถึงสิทธิการได้รับค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัตินี้ (2) สิทธิของผู้เสียหายในการขอให้บังคับคดีการบังคับคดีทางอาญาเป็นการดำเนินการ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งจะมีความผูกพันกับคู่ความ รวมทั้งบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในคดี ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษานั้น การบังคับคดีจึงเป็นสิทธิของ ผู้เสียหายที่จะได้รับ เว้นแต่จะได้มีการงดโทษเปลี่ยนโทษ หรืออภัยโทษหรืออื่น ๆ ในทางคดีอาญา กฎหมายส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีประเด็นปัญหา เนื่องจากมีหน่วยงานรับช่วงดำเนินการต่อหลังจากที่ ศาลมีคำพิพากษา คือ กรมราชทัณฑ์หากแต่ในทางคดีแพ่งยังอาจมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวอยู่ 2.3.3 สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม (1) ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องในคดีอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยนั้นยึดหลักการดําเนินคดีอาญาโดยรัฐเป็น หลักเพียงแต่การดําเนินคดีโดยรัฐดังกล่าวอาจทําควบคู่ไปกับการดําเนินคดีอาญาโดยผู้เสียหาย เพราะ การฟ้องคดีอาญานั้นเป็นภาระหน้าที่ของรัฐ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะยอมให้ ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ได้ให้อํานาจอัยการซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของ รัฐในการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ พร้อมทั้งให้ดุลพินิจในการควบคุมการดําเนินคดีดังกล่าวโดยหากเห็นว่า ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมจะกระทําให้คดีเสียหายพนักงานอัยการก็มีอํานาจร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งให้ ผู้เสียหายกระทําการหรือละเว้นการกระทํานั้นได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 32 การดําเนินคดีโดยผู้เสียหายนั้นมีความสําคัญเทียบเท่ากับการดําเนินคดีโดยพนักงาน อัยการ เนื่องจากมีการบัญญัติถึงอํานาจในการเริ่มต้นคดีไว้อย่างชัดเจนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 28 ว่าให้พนักงานอัยการ และผู้เสียหาย เป็นผู้มีอํานาจฟ้องคดีอาญา ประกอบกับการที่ ประเทศไทยมีการเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีได้อย่างกว้างขวางเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ที่ใช้ระบบซีวิลลอว์ด้วยกันการดําเนินคดีอาญาของประเทศไทยจึงเป็นการผสาน ระหว่างหลักการ ดําเนินคดีอาญาโดยรัฐและหลักการดําเนินคดีอาญาโดยเอกชนผู้เสียหาย ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหรือเป็น โจทก์ร่วมกัน หลักการเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 30 ดังนี้ 1) การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา มีได้เพียง 2 กรณี ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ คือ ผู้เสียหายขอเข้าร่วมกับพนักงานอัยการ ที่ยื่นฟ้องไว้แล้วกรณีหนึ่ง กับพนักงานอัยการขอเข้าร่วมกับผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องไว้แล้วอีกกรณีหนึ่ง นอกจากสองกรณีดังกล่าวแล้วจะมีการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้


107 2) การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกัน จะมีประเด็นที่ต้องระมัดระวัง คือ เกิดการฟ้องซ้อน การที่ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งได้ฟ้องจำเลยหาว่ากระทำผิดฐานหนึ่ง อยู่แล้ว ผู้เสียหายจะมาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในเรื่องการกระทำของจำเลยอันเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ 3) กรณีผู้เสียหายหรือผู้จัดการแทนผู้เสียหายมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงาน อัยการได้ 4) ผู้เสียหายที่จะขอเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย 5) ถ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแล้วปรากฏว่าคดีนั้นการสอบสวนเป็นไปโดย มิชอบ ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง คำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมของผู้เสียหายย่อมตกไป 6) ถ้าสิทธิของผู้เสียหายระงับไปตามกฎหมายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการไม่ได้ 7) ผู้เสียหายที่ขอเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องถือเอาคำฟ้องของพนักงาน อัยการเป็นหลัก 8) การที่ผู้เสียหายขอเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องทำเป็นคำร้อง ทนายของ ผู้เสียหายลงชื่อในคำร้องได้ 9) กรณีผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม (2) ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา สิทธิเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาตาม มาตรา 44/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็น โจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจหรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้ บังคับจำเลยให้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้” กรณีนี้เป็นการที่ผู้เสียหายเรียกร้องให้ผู้กระทำความผิด อาญาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเป็นการเรียกร้องสิทธิในทางกฎหมายแพ่ง แต่กฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เสียหายสามารถที่จะฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนใน ระหว่างมีการดำเนินคดีอาญาได้ หากความเสียหายที่ตนได้รับมีมูลมาจากการกระทำความผิดอาญา หรือที่เรียกว่าเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยการยื่นคำร้องขอต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาซึ่ง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญานั้นไว้ก่อนแล้ว ซึ่งคำร้องดังกล่าวถือเป็นคำฟ้องตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น และให้ถือว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนค่าสินไหมทดแทน คำพิพากษาในส่วนคดีแพ่งให้รวมเป็น ส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา หลักการในการดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งมีความแตกต่างกัน แต่ในบางครั้งการ กระทำความผิดอาญาได้ไปก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในสองลักษณะ กล่าวคือ เป็นการก่อความเสียหาย ต่อสังคมเนื่องจากเป็นการกระทำที่ทำลายความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสงบสุขของสังคม ในขณะเดียวกันยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้นโดยตรง ซึ่งอาจจะเป็นชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้นด้วย จะเห็นได้ว่า การกระทำ ความผิดอาญานั้นได้ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งที่ผู้เสียหาย ควรจะได้รับจากผู้กระทำความผิดด้วย เรียกว่า “คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา” หากให้รัฐดำเนิน คดีอาญาแทนผู้เสียหายตามหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ และให้ผู้เสียหายดำเนินคดีแพ่งตาม หลักการดำเนินแพ่งแยกกันโดยเด็ดขาด ทั้งที่คดีดังกล่าวเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาอาจส่ง


108 ผลเสียต่อการรับฟังพยานหลักฐาน ตลอดจนการพิจารณาพิพากษาคดีที่อาจมีผลแตกต่างกัน จึงมีการ ขยายเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาออกไป โดยให้มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีในอันที่จะไม่ต้องพิจารณาคดีถึงสองครั้ง คือ ในศาลที่ชำระคดีอาญาครั้งหนึ่งแล้ว และในศาลคดีที่ชำระคดีแพ่งอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ ทำให้คู่ความไม่ต้องเสียเวลาที่จะต้องไปแยกฟ้อง เป็นคดีแพ่งต่างหากเพื่อให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสม แก่ความหนักเบาตามหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแสดงต่อศาล (3) สิทธิในการติดตามผลการสอบสวนคดี แนวทางการปฏิบัติในการแจ้งผลความคืบหน้าการสอบสวนคดีอาญาของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติได้มีข้อกำหนดในการแจ้งความคืบหน้าการสอบสวน เพื่อเป็นการสื่อสารและสร้าง ความเข้าใจที่ถูกต้องให้ประชาชนผู้แจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษได้รับทราบความคืบหน้า ผลดำเนินการของพนักงานสอบสวน และเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติดังกล่าว มีการกำหนดระยะเวลาไว้3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งแรก เมื่อครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษสำหรับ การสอบสวนคดีทุกประเภท ครั้งที่สอง เมื่อครบกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่แจ้งครั้งแรก ครั้งที่สาม เมื่อสรุปสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการ หากการสอบสวนเสร็จสิ้นก่อนครบกำหนดให้แจ้งการสรุปสำนวนการสอบสวน ให้ผู้ร้องทุกข์หรือผู้กล่าวโทษทราบ โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดดังกล่าว และหากในระหว่างการ สอบสวนมีความคืบหน้าของการสอบสวนที่สำคัญหรือเห็นว่าเป็นประโยชน์ เช่น จับกุมผู้ต้องหา ได้พบทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย เป็นต้น ให้แจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกส่วนหนึ่งด้วย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิ ของประชาชนในการทราบข้อมูลทางราชการไว้ว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะใน ครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทาง ราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้ ดังนั้น จากแนวทางการปฏิบัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการให้สิทธิแก่ผู้เสียหาย ในการติดตามผลการสอบสวนคดีได้ แต่ในทางปฏิบัติเมื่อผู้เสียหายจะได้รับการติดต่อกลับจากพนักงาน สอบสวนก็ต่อเมื่อมีการสอบปากคำเพิ่มเติม หรือต้องการพยานหลักฐานเพิ่มเติมประกอบสำนวน หากผู้เสียหายต้องการทราบถึงความคืบหน้าของคดีต้องทำการติดต่อเข้าไปยังสถานีตำรวจที่รับเรื่อง ด้วยตนเอง (4) ผู้เสียหายมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์-ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกานั้น ตามกฎหมายได้มีการให้สิทธิผู้เสียหายสามารถ ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมี การบัญญัติถึงข้อห้ามในการอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งความหมายของปัญหาข้อเท็จจริง คือ ข้อเท็จจริงที่ยังมีการโต้เถียงไม่ลงรอยกันระหว่างคู่ความ ทำให้ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยพยาน หลักฐานเพิ่มเติม เหตุที่ให้ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา เพื่อความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม สนับสนุนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการใช้สิทธิทางศาล การอุทธรณ์ฎีกา ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของคู่ความ เป็นการเปิดโอกาสให้คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหา ข้อกฎหมาย ซึ่งทำได้โดยการขอให้ศาลในลำดับที่อยู่สูงกว่าแก้ไขความไม่ถูกต้อง


109 (5) สิทธิคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หรือจำเลยในกรณีที่ศาลรับฟ้องแล้ว กรณีที่ผู้เสียหายรู้สึกว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจากการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หรือจำเลย ผู้เสียหายมีสิทธิคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หรือจำเลยต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/2 (6) สิทธิขอให้ศาลตั้งทนายความให้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคสอง ได้บัญญัติให้ศาลมี อำนาจตั้งทนายความให้แก่ผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ถ้าความปรากฏต่อศาลว่าผู้นั้นเป็นคนยากจนไม่สามารถจัดหาทนายความได้เอง (7) สิทธิในการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาทเพื่อเยียวยาค่าเสียหาย เมื่อมีการกระทำผิดทางอาญาเกิดขึ้น หากคู่กรณีสามารถที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ที่เกิดขึ้น ย่อมจะเกิดผลดีต่อคู่ความทำให้สามารถระงับหรือยุติข้อพิพาทนั้นได้ ทั้งยังช่วยลดปริมาณคดี ในศาล ลดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในสังคม การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาจึงเป็นสิทธิของ ผู้เสียหายประการหนึ่งที่จะสามารถใช้สิทธิดังกล่าว คดีอาญาที่จะสามารถเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยข้อ พิพาททางอาญา ได้แก่ 1) คดีความผิดอันยอมความได้ 2) คดีความผิดลหุโทษ ตามมาตรา 390-395 และมาตรา 397 ตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดลหุโทษที่ไม่กระทบต่อส่วนรวมตามที่ กำหนดในพระราชกฤษฎีกา 3) ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ตามบัญชีท้าย พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกิดขึ้นได้ทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณา โดยในชั้น พิจารณาจะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ต้องเป็นกรณีเมื่อมีการฟ้องต่อศาล และคดีนั้นอยู่ในระหว่าง การพิจารณา คู่ความอาจร้องขอต่อศาลและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด 2.3.4 สิทธิในการได้รับความคุ้มครองปลอดภัย (1) สิทธิที่จะไม่ต้องตอบคำถามโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งอาจทำให้ผู้เสียหายในฐานะพยาน ถูกฟ้องคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 234 บัญญัติว่า พยานไม่ต้อง ตอบคำถามซึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อม อาจจะทำให้เข้าถูกฟ้องคดีอาญา (2) สิทธิที่จะขอให้จัดให้มีการยืนยันหรือชี้ตัวผู้กระทำผิดในสถานที่ที่เหมาะสมและมิให้ ผู้เสียหายถูกมองเห็น เป็นการป้องกันคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 133 วรรคห้า บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดให้ผู้เสียหาย หรือพยานยืนยันตัวผู้กระทำความผิดในชั้นจับกุมหรือชี้ตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา ให้พนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีการยืนยันตัวผู้กระทำความผิดหรือชี้ตัวผู้ต้องหาใน สถานที่ที่เหมาะสม และสามารถจะป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหายหรือ พยาน โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหายหรือพยานเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณี เว้นแต่ผู้เสียหายหรือพยานนั้นยินยอม และให้บันทึกความยินยอมนั้นไว้” และมาตรา 133 ตรี“ในกรณี ที่พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีชี้ตัว บุคลใด ให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการชี้ตัวบุคคลในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและสามารถ ป้องกันมิให้บุคคลซึ่งจะถูกชี้ตัวนั้นเห็นตัวเด็ก โดยให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่ เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการชี้ตัวบุคคลนั้น เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่อาจหาหรือ


110 รอบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้และเด็กไม่ประสงค์จะให้มีหรือรอบุคคลดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ให้พนักงาน สอบสวนบันทึกเหตุดังกล่าวไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย” (3) คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะไม่ถูกถามอันเกี่ยวกับการกระทำหรือ พฤติกรรมทางเพศที่ได้รับจากการกระทำของจำเลย และผู้เสียหายที่เป็นหญิงมีสิทธิได้รับการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนที่เป็นหญิง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 วรรคสี่ “ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิง เป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และให้บันทึกความยินยอมหรือ เหตุจำเป็นนั้นไว้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายจะขอให้บุคคลใดอยู่ร่วมในการถามปากคำนั้นด้วยก็ได้” (4) สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองในฐานะพยาน พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2565 ได้บัญญัติคำว่า พยานไว้ว่า“พยาน” หมายความว่า บุคคลซึ่งจะมาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจ สืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือศาล ในการดำเนินคดีอาญา รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ แต่มิให้หมายความรวมถึงจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษและหลบหนี” ดังนั้น ผู้เสียหาย ซึ่งได้มาให้หรือได้ให้ข้อเท็จจริงต่อเจ้าพนักงาน จึงอาจอยู่ใน ฐานะพยาน ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2565 อีกทั้ง มาตรา 6 บัญญัติว่า “ในกรณีที่พยานอาจไม่ได้รับความปลอดภัย พนักงานผู้มี อํานาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอํานาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอํานาจฟ้องคดีอาญา ศาล หรือสํานักงานคุ้มครองพยาน แล้วแต่กรณีอาจจัดให้พยานอยู่ในความคุ้มครองตามที่เห็นเป็นการ สมควร หรือตามที่พยานหรือบุคคลอื่นใด ซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ร้องขอ และในกรณีจําเป็นบุคคล ดังกล่าวจะขอให้เจ้าพนักงานตํารวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นช่วยให้ความคุ้มครองแก่พยานได้ตามความ จําเป็น ทั้งนี้ต้องได้รับความยินยอมของพยานด้วย” ซึ่งจะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายที่มีฐานะเป็นพยานอาจ ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงถือเป็นสิทธิของผู้เสียหายอีกประการหนึ่ง 2.3.5 ข้อสรุปสิทธิของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย จากข้อมูลที่ได้ศึกษาและทบทวนวรรณกรรมที่กล่าวมานั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติรับรองสิทธิของผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ในการที่จะได้รับความช่วยเหลือ ที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิของผู้เสียหายสามารถแบ่งออกได้ตามแนวคิด เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย 4 สิทธิที่สำคัญ ได้แก่ 1) สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 2) สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหาย 3) สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม 4) สิทธิ ที่จะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย ซึ่งสิทธิต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นได้ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายหลายฉบับ และอยู่ภายใต้อำนาจ หน้าที่ของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา จึงขอสรุปสิทธิของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมทาง อาญาของประเทศไทย จำแนกตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ (1) สิทธิของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (1.1) สิทธิในการร้องทุกข์และถอนคำร้องทุกข์(มาตรา 3, 124, 126) (1.2) สิทธิในการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้ด้วยตนเองและถอนฟ้องคดีอาญา (มาตรา 3, 35)


111 (1.3) สิทธิในการเป็นโจทก์ฟ้องและถอนฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา (มาตรา 3, 40, มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175) (1.4) สิทธิในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ (มาตรา 30) (1.5) สิทธิในการยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว (มาตรา 35) (1.6) สิทธิที่จะยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยขอให้บังคับ จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ (มาตรา 41/1) ในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องตามมาตรา 41/1 แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นนัดฟังคำ พิพากษาให้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาไปยังผู้เสียหายด้วย และหากศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญา หรือศาลพิพากษาให้ค่าเสียหายไม่เต็มตามคำขอ ให้แจ้งถึงสิทธิในการอุทธรณ์คำร้องในส่วนแพ่งด้วย (1.7) สิทธิที่จะไม่ต้องตอบคำถามซึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อม อาจจะทำให้ผู้เสียหายใน ฐานะพยานถูกฟ้องในคดีอาญา (มาตรา 234) (1.8) สิทธิให้จัดหาล่ามหรือล่ามภาษามือ (มาตรา 13) (1.9) ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์หรือเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการมีสิทธิอุทธรณ์หรือ ฎีกาได้ (มาตรา 193, 216) (1.10) สิทธิตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การขอตนในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบ คำให้การของตน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว (มาตรา 8) (1.11) สิทธิคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย (มาตรา 108/2) (2) สิทธิของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและ ค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (2.1) ในกรณีที่ผู้เสียหายหรือจำเลยถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับค่าตอบแทน ค่าทดแทน หรือค่าใช้จ่าย แล้วแต่กรณี ให้สิทธิในการเรียกร้องและการรับค่าตอบแทน ค่าทดแทนหรือ ค่าใช้จ่าย ตกแก่ทายาทซึ่งได้รับความเสียหายของผู้เสียหายหรือจำเลยนั้น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ คณะกรรมการกำหนด (มาตรา 6) (2.2) การได้รับค่าตอบแทนผู้เสียหาย เฉพาะความผิดตามรายการที่ระบุไว้ท้าย พระราชบัญญัติฯ (มาตรา 17) ได้แก่ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 คือ ลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน มาตรา 224 มาตรา 238 ลักษณะ 9 ความผิดเกี่ยวกับเพศ มาตรา 276 ถึงมาตรา 287 ลักษณะ 10 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย หมวด 1 ความผิดต่อชีวิต มาตรา 288 ถึงมาตรา 294 หมวด 2 ความผิดต่อร่างกาย มาตรา 295 ถึงมาตรา 300 หมวด 3 ความผิดฐานทำให้แท้งลูก มาตรา 301 ถึงมาตรา 305 หมวด 4 ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บ หรือคนชรา


112 มาตรา 306 ถึงมาตรา 308 ลักษณะ 11 ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง หมวด 1 ความผิดต่อเสรีภาพ มาตรา 309 มาตรา 310 มาตรา 311 มาตรา 312 ทวิ มาตรา 313 ลักษณะ 12 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หมวด 1 ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ มาตรา 336 หมวด 2ความผิดฐานกรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ มาตรา 337 มาตรา 339 มาตรา 339 ทวิ มาตรา 340 มาตรา 340 ทวิ หมวด 8 ความผิดฐานบุกรุก มาตรา 365 (2.3) ค่าตอบแทนตามมาตรา 17 ได้แก่ 1) ค่าใช่จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย และจิตใจ 2) ค่าตอบแทนในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย จำนวนไม่เกินที่กำหนดใน กฎกระทรวง 3) ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ 4) ค่าตอบแทนความเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร คณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้เสียหายได้รับค่าตอบแทนเพียงใดหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์และ ความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสภาพความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับรวมทั้งโอกาสที่ผู้เสียหาย จะได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่นด้วย (มาตรา 18) (3) สิทธิของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม (3.1) สิทธิของผู้เสียหายในฐานะพยานตามบทนิยามคำว่า “พยาน” ที่จะได้รับความ คุ้มครองปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน (มาตรา 3) (3.2) สิทธิของผู้เสียหายในฐานะพยาน ในกรณีที่สามีภริยา ผู้บุพการีผู้สืบสันดานของ พยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานซึ่งมีผลต่อการที่พยานจะมาเป็นพยานอาจไม่ได้ รับความปลอดภัยและพยานได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณานํามาตรการทั่วไปในการ คุ้มครองพยานมาใช้บังคับแก่บุคคลดังกล่าวได้ตามความจําเป็นที่เห็นสมควร เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะ ไม่ให้ความยินยอม (มาตรา 7)


113 (3.3) สิทธิของผู้เสียหายในฐานะพยาน ที่อาจจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรการพิเศษ ในคดีความผิด ดังนี้มาตรา 8, 10 (3.3.1) คดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายว่า ด้วยศุลกากร (3.3.2) คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือคดีความผิด เกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา (3.3.3) คดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือคดีความผิดฐานพรากเด็กหรือผู้เยาว์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา หรือคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี (3.3.4) คดีความผิดเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม ได้แก่ ความผิดฐานอั้งยี่และ ซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา และให้หมายความรวมถึงความผิดอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการ กระทําร่วมกันโดยกลุ่มอาชญากร ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีการวางเครือข่ายเป็นขบวนการ หรือองค์กรลับอย่างซับซ้อนและเป็นสัดส่วน (3.3.5) คดีความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จําคุกตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือโทษ สถานที่หนักกว่านั้น (3.3.6) คดีซึ่งสํานักงานคุ้มครองพยานเห็นสมควรให้ความคุ้มครองพยาน (3.4) สิทธิของผู้เสียหายในฐานะพยาน ที่จะได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และสมควร เมื่อพยานได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานผู้มีอำนาจ (มาตรา 17) (4) สิทธิของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (4.1) สิทธิได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อย่างเหมาะสมในเรื่องอาหาร ที่พักการรักษาพยาบาล การบําบัดฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ การให้ การศึกษา การฝึกอบรม การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การส่งกลับไปยังประเทศเดิมหรือ ภูมิลําเนาของผู้นั้น การดําเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหาย โดยให้คํานึงถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์และความแตกต่างทางเพศ อายุสัญชาติเชื้อชาติประเพณีวัฒนธรรมของผู้เสียหาย การแจ้งสิทธิของผู้เสียหายที่พึงได้รับการคุ้มครองในแต่ละขั้นตอนทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการช่วยเหลือ ตลอดจนขอบเขตระยะเวลาในการดําเนินการช่วยเหลือในแต่ละขั้นตอน และต้องรับฟังความคิดเห็น ของผู้เสียหายก่อนด้วย (มาตรา 33) (4.2) สิทธิที่ได้รับการดูแลในสถานแรกรับตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการค้าประเวณีสถานแรกรับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก หรือสถานสงเคราะห์อื่น ของรัฐหรือเอกชนก็ได้(มาตรา 33 วรรคสอง) (4.3) สิทธิที่จะได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการในโอกาสแรก ถึงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์และสิทธิที่จะ ได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย (มาตรา 34) (4.4) ในกรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิและประสงค์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่อง มาจากการกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์ให้พนักงานอัยการเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนผู้เสียหาย


114 ตามที่ได้รับแจ้งจากปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (มาตรา 35) (4.5) สิทธิในการได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายระหว่างที่อยู่ใน ความดูแลไม่ว่าบุคคลนั้นจะพํานักอยู่ ณ ที่ใด ไม่ว่าก่อน ขณะ หรือหลังการดําเนินคดี ทั้งนี้ให้คํานึงถึง ความปลอดภัยของบุคคลในครอบครัวของผู้เสียหายด้วย (มาตรา 36) (4.6) ในกรณีที่ผู้เสียหายจะให้การหรือเบิกความเป็นพยานในความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง พยานในคดีอาญา (มาตรา 36 วรรคสอง) (4.7) สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือในการประสานงานระหว่างประเทศ ในกรณี ที่ผู้เสียหายต้องเดินทางกลับประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่หรือภูมิลําเนา หรือถ้าบุคคลในครอบครัวของ ผู้เสียหายอาศัยอยู่ในประเทศอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานในประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน และไม่ว่าจะกระทําผ่านสถานทูตหรือสถานกงสุลของ ประเทศนั้น ๆ หรือไม่ก็ตาม เพื่อให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายและบุคคล ในครอบครัวอย่างต่อเนื่องในประเทศนั้น (มาตรา 36 วรรคสาม) (4.8) สิทธิในการผ่อนผันให้ผู้เสียหายนั้นอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทํางานเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายได้เพื่อประโยชน์ในการดําเนินคดีกับ ผู้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัติฯ การรักษาพยาบาล การบําบัดฟื้นฟูการเรียกร้องสิทธิของ ผู้เสียหาย ทั้งนี้โดยให้คํานึงถึงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก (มาตรา 37) (4.9) สิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักรหรือถิ่นที่อยู่ ในกรณีที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทําความผิดฐานค้ามนุษย์ในต่างประเทศ (มาตรา 39)


115 ส่วนที่ 3 การปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด ในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีภารกิจป้องกัน ปราบปราม สืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ โดยมีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่คดีพิเศษปฏิบัติหน้าที่ ในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ และนำผู้กระทำความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นคดีพิเศษมาลงโทษ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมีการปฏิบัติต่อ ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็น คดีพิเศษ และเพื่อให้ได้ข้อมูลข้อเท็จจริงประกอบการจัดทำรายงานการศึกษานี้ จึงได้ดำเนินการ สอบถามแนวทางและวิธีการการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีพิเศษ โดยจัดทำแบบสอบถามปลายเปิด เพื่อให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษที่สังกัดกองคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจ หน้าที่รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนกฎหมายฉบับต่าง ๆ ตามที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมาย ได้ให้ข้อมูลและอธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบตามข้อคำถามในแบบสอบถามแล้ว จากนั้นผู้ศึกษา จะนำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามมาวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อหาข้อสรุป พร้อมจัดทำ ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องต่อไป 3.1 หน่วยงานที่ให้ข้อมูล หน่วยงาน (กองคดี) ในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีพิเศษ รวมจำนวน 13 หน่วยงาน ประกอบด้วย (1) กองคดีการค้ามนุษย์(กคม.) (2) กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ (กคธ.) (3) กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค (กคบ.) (4) กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน (กคง.) (5) กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กคส.) (6) กองคดีภาษีอากร (กคภ.) (7) กองคดีความมั่นคง (กมค.) (8) กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (กคร.) (9) กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค (กปภ.) (10) กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ (กตท.) (11) กองคดีทรัพย์สินทางปัญญา (กคป.) (12) กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ (กคท.) (13) กองคดียาเสพติด (กยส.)


116 3.2 ข้อคำถามในแบบสอบถาม ข้อคำถามในแบบสอบถามปลายเปิด มีจำนวน 10 ข้อ ดังนี้ ข้อ 1. หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และคนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 2. หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 3. หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการ เยียวยาตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 4. หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัว หรือให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 5. หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 6. ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 7. ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 8. หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 9. ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/หรือ คดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) ข้อ 10. หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด(อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) 3.3 ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถาม 3.3.1 กองคดีการค้ามนุษย์ (กคม.) ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กคม. มีแนวทางปฎิบัติต่อผู้เสียหาย ตามหมวดที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ เพื่อให้การช่วยเหลือและคุ้มครอง สวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความแตกต่างทาง เพศ อายุ สัญชาติ ประเพณีวัฒนธรรมของผู้เสียหาย การแจ้งสิทธิของผู้เสียหายที่พึงได้รับการคุ้มครอง


117 ในแต่ละขั้นตอน ตลอดจนขอบเขตระยะเวลาในการดำเนินการช่วยเหลือในแต่ละขั้นตอน และต้องรับฟัง ความเห็นของผู้เสียหายก่อนด้วย . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ตามข้อ. 1 .. ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กรณีผู้เสียหาย จากการค้ามนุษย์ มีกฎหมายให้สิทธิ ที่จะได้รับการเยียวยาอยู่แล้ว . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่าง ประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ยึดหลักปฎิบัติตาม ระเบียบ กสพ. ว่าด้วยการปฎิบัติ เกี่ยวกับการให้ข่าวฯในข้อ 5 และ ข้อ 6 อย่างเคร่งครัด โดยให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของ ทางราชการ พ.ศ. 2540 ด้วย . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กรณีผู้เสียหายเดินทางมาหน่วยงานมีความยากลำบาก ด้วยภาวะเศรษฐกิจหรือ ระยะทางฯ หรือผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศ หรือกรณี ผู้เสียหายไม่ให้ความร่วมมือในการสืบสวน สอบสวน ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องเน้นย้ำในการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ให้เป็นไป ตามกฎหมายและให้การดูแลเป็นกรณีพิเศษ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ป่วย คนพิการ ฯลฯ .


118 ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ปัจจุบันพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ โดยไม่มีข้อติดขัดทั้งใน แง่ของการให้ความดูแล คุ้มครองผู้เสียหาย และการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายกำหนด .ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . 3.3.2 กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ (กคธ.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 3 ราย (1) ผู้ตอบแบบสอบถามรายที่ 1 ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หากผู้ต้องหาเป็นเด็ก พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาอย่างเคร่งครัด คือ มีสหวิชาชีพเข้าร่วมฟังการสอบปากคำดูแลหญิงมีครรภ์ คนชรา คนเจ็บป่วย คนพิการ เป็นอย่างดี . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) สอบปากคำผู้เสียหาย เก็บรักษาคำให้การ และเอกสารหลักฐานทุกอย่างให้เป็น ความลับในสำนวน ไม่เผยแพร่ต่อบุคคลภายนอก . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการแจ้งสิทธิให้ผู้เสียหายทราบทุกครั้งก่อนสอบปากคำ . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่าง ประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่เคยมีการนำผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือให้ข่าวต่อสื่อมวลชน ยกเว้นผู้เสียหายจะ ไปให้ข่าวเอง .


119 ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีผู้เสียหายโทรมาสอบถาม หน่วยงานก็ได้แจ้งผลการดำเนินการให้ทราบ . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการนัดหมายผู้เสียหายในการมาให้การ มีการสอบปากคำผู้เสียหายโดยให้ ผู้เสียหายให้การอย่างไรก็ได้ ให้คำแนะนำผู้เสียหายถึงขั้นตอนในการสอบสวน . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ส่วนมากผู้เสียหายกว่าจะมาให้การเวลาผ่านไปนานแล้ว จึงเตรียมเอกสารหลักฐาน ไม่ครบ . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ให้คำแนะนำผู้เสียหายในการเตรียมเอกสารมาให้การ . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี . .ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . (2) ผู้ตอบแบบสอบถามรายที่ 2 ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หากผู้เสียหายเป็นผู้พิการ ทางการได้ยิน/มองเห็น กคธ. จะดำเนินการจัดหาล่าม หากผู้เสียหายเป็นหญิงมีครรภ์ผู้เจ็บป่วยจะคำนึงถึงความปลอดภัยทางสุขภาพ หากผู้เสียหายเป็น เด็กจะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา .


120 ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กคธ. มีนโยบายกำชับการรักษาความลับในสำนวนสืบสวนสอบสวน เพื่อป้องกัน ผู้เสียหาย/ครอบครัวผู้เสียหายปลอดภัยจากการคุกคาม ข่มขู่ แก้แค้น . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นผู้แจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่าง ประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กคธ. หากมีการแถลงข่าวจะแถลงโดยผ่านโฆษกฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นผู้แจ้งดำเนินการ แจ้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการ ดำเนินการต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กคธ. ดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยยึดหลัก สะดวก รวดเร็ว ต่อเนื่อง เป็นธรรม . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กคธ. ดำเนินการตามกระบวนการสืบสวน สอบสวน คดีพิเศษโดยยึดตามหลักกฎหมาย. ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กคธ. ดำเนินการตามหลักกฎหมายโดยครบถ้วนสมบูรณ์ . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี .


121 .ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) กฎหมาย/ระเบียบ/แนวทางการปฏิบัติมีความเหมาะสมครบถ้วน . (3) ผู้ตอบแบบสอบถามรายที่ 3 ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กรณีผู้เสียหายในคดีแชร์ลูกโซ่ที่อยู่ต่างจังหวัดห่างไกลกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ทำการของ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาให้การ หรือในการลงพื้นที่ของ


122 เจ้าหน้าที่ก็ไม่ครอบคลุมทุกจังหวัด ซึ่งบางคนค่าเสียหายน้อยกว่าค่าเดินทางมาให้การ ทำให้ดูแล ผู้เสียหายไม่ทั่วถึง . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี . .ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . 3.3.3 กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค (กคบ.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ได้มีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ เนื่องจาก อาคารที่ตั้งมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่แล้ว เช่น รถเข็น . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หากผู้เสียหายถูกคุกคาม ข่มขู่ จะพิจารณาส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาต่อไป . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) เนื่องจากคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งมีความเสียหาย เกิดขึ้น ไม่เข้าเงื่อนไขการเยียวยาตามกฎหมาย เช่น สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 .


123 ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ในการแถลงข่าวมีเพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่มีการนำผู้เสียหายเข้าร่วมด้วย . . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) เนื่องจากทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในคดีพิเศษ จะเป็นทรัพย์สินของผู้ต้องหา เช่น สารเคมีซึ่งเป็นวัตถุอันตราย ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่อย่างใด . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปฏิบัติด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม เสมอภาค . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี . .ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . 3.3.4 กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน (กคง.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กคง. ไม่มีผู้เสียหายประเภทดังกล่าว .


124 ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกราย อย่างเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรม . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการแจ้งผู้เสียหายทราบในคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่ง ฟ้องจะมีการขอให้ผู้กระทำความผิดชดใช้หรือคืนราคาทรัพย์ ตามมาตรา 43 ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่เปิดเผยรายละเอียดทางคดีหรือข้อมูลของผู้เสียหายต่อสาธารณชน . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) เช่น ในคดีความผิดฐานฟอกเงิน..ได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินคืน กรณีที่มีการยึดอายัดทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกราย อย่างเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรม ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี .


125 .ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . 3.3.5 กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กคส.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หน่วยงานมีการจัดห้องน้ำบริการแยกสำหรับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วยและคนพิการ แยกต่างหาก เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายเท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หน่วยงานมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจากการเลือก ปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และมีการคุ้มครองพยานในคดีพิเศษเพื่อให้ผู้เสียหายหรือครอบครัวผู้เสียหาย ให้ปลอดภัยจากการถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หน่วยงานได้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงการดำเนินการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทน ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โดยพนักงานอัยการ เมื่อได้ยื่นฟ้อง คดีต่อศาลและแนะนำการใช้สิทธิขอรับการเยียวยาตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และ ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 โดยยื่นต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือสำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัด . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หน่วยงานมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนอันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของผู้เสียหาย และไม่ให้ เกิดผลกระทบต่อการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ แต่ทั้งนี้ ยังไม่มีการกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติ ที่ชัดเจน ..


126 ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หน่วยงานมีการแจ้งและให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย ในคดีพิเศษ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และแนะนำให้ผู้เสียหาย ทราบว่าการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษซึ่งเป็นคดีอาญาไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะใช้สิทธิเรียกร้อง ในทางแพ่งแต่อย่างใด ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งได้ . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปัจจุบันหน่วยงานยังไม่มีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในการปฏิบัติงานสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ บุคลากรทุกคนปฏิบัติงานด้วยความเคารพต่อสิทธิของผู้เสียหาย ช่วยเหลือให้ผู้เสียหายได้เข้าถึงความ ยุติธรรม และการปฏิบัติต่อผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปัจจุบันหน่วยงานมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวน คดีพิเศษที่มีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติและไม่ได้พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้งปัญหาการสื่อสาร และ ปัญหาค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมเอกสาร การแปล และในการเดินทางเข้าในประเทศไทย ทำให้การ ช่วยเหลือให้ผู้เสียหายได้เข้าถึงความยุติธรรมเป็นไปอย่างล่าช้า . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ในการดำเนินคดีอาญา เดิมมีการกล่าวว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะเป็นประธานแห่งคดี โดยได้รับการคุ้มครองในทุกขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่ในชั้นจับกุม สอบสวน การพิจารณาพิพากษาคดี ไปถึงการลงโทษ แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบ โดยตรงเท่าที่ควร โดยเห็นด้วยกับจัดทำข้อเสนอว่าด้วยการปฏิบัติงานตามปฏิญญาสากลที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ แต่ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงการที่จะไม่เพิ่ม ขั้นตอนหรือก่อให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงานเกินสมควร . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายใน คดีอาญา และ/หรือ คดีพิเศษมีความเหมาะสมและครบถ้วนเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน แต่สามารถ กำหนดให้มีกฎหมาย ระเบียบ หรือแนวทางที่เพิ่มเติมเพื่อเป็นการยกระดับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายใน การสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษให้สอดคล้องกับแนวทางที่เป็นสากลได้ .


127 .ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) หน่วยงานมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นรูปธรรม และมี มาตรฐานการปฏิบัติในระดับเดียวกันของทุกหน่วยงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ . 3.3.6 กองคดีภาษีอากร (กคภ.) ไม่มีผู้ตอบแบบสอบถาม 3.3.7 กองคดีความมั่นคง (กมค.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) – ผู้เสียหายที่เป็นเด็กต้องดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา - สำนักงานมีทางสำหรับผู้พิการซึ่งต้องใช้รถเข็น – การเชิญมาให้ถ้อยคำพนักงานสอบสวน คดีพิเศษจะคำนึงถึงสภาพร่างกายของผู้เกี่ยวข้อง เช่น คนชรา หญิงมีครรภ์ คนป่วย โดยอาจมีการผ่อนผัน ด้วยการเดินทางไปสอบปากคำยังสถานที่พักอาศัยของบุคคลดังกล่าว . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) โดยการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา/กฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองพยาน/กฎหมายว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลย ในคดีอาญา ทั้งนี้โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) โดยปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ รวมถึงการแนะนำให้ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ด้วย . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ขึ้นกับผู้เสียหายด้วยว่าต้องการให้ข่าวกับสื่อมวลชนหรือไม่ เป็นความสมัครใจของผู้เสียหาย


128 ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) โดยการให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางการสื่อสาร เช่น การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ผ่าน เว็บไซต์/เฟซบุ๊ค/line official ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) เป็นคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ/หนังสือเวียน . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กฎ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ มีหลายฉบับออกมาใช้บังคับทำให้พนักงานสอบสวนอาจจะ ถือปฏิบัติได้ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) มีแต่เป็นหนังสือเวียน หรือ คำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งบางฉบับหรือคำสั่ง อาจไม่ เป็นปัจจุบัน หรือไม่เป็นที่รับทราบกันในทางปฏิบัติงาน ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ . ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ควรมีระเบียบ/ข้อบังคับ กคพ. ซึ่งกำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อผู้เสียหายของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะพนักงานสอบสวนจะได้มีแนวทางหลักในการสืบสวนสอบสวนต่อไป . 3.3.8 กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (กคร.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีห้องรับรองไว้สำหรับบุคคลที่มีสภาพร่างกายหรือสุขภาพไม่ดีเหมือนคนปกติ .


129 ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) คดีที่รับผิดชอบไม่ต้องตรงกับคำถาม แต่มีบางกรณีได้รับมอบหมาย ให้สนับสนุน และดำเนินการบ้างบางกรณีจึงต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) คดีที่รับผิดชอบไม่มีบุคคลที่ได้รับความเสียหาย ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ค่าตอบแทน ผู้เสียหาย และค่าทดแทนฯ พ.ศ. 2544 . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) เป็นไปตามข้อกำชับของผู้บังคับบัญชา . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) คดีรัฐเป็นผู้เสียหายเป็นหลัก . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) คดีพิเศษที่รับผิดชอบเป็นคดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี .


130 ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ความเห็น ข้อ 8 ข้อ 9 และ ข้อ 10 ด้วยเนื้อหาของคำถามข้อ 8, 9 และ 10 มีความ เกี่ยวโยงกันโดยตรง กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ขอให้ข้อมูล ดังนี้ 1. การปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีพิเศษของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในปัจจุบัน เป็นการปฏิบัติและดำเนินการตามวิธีปฏิบัติในทางอาญาที่มีบทบัญญัติตามกฎหมายหลัก คือ รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ตาม มาตรา 68 จัดระบบการบริหารในกระบวนการ ยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพเป็นธรรม ตาม มาตรา 68 มีเนื้อหาที่ผู้ร่างเขียนให้กระชับมากกว่า รัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐธรรมนูญ 2550 (นักวิชาการมีความเห็นตรงกันว่า ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้มุ่งเขียนเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในเชิงก้าวหน้า ไม่ได้ต้องการวางหลักการใหม่ ๆ ให้กับ กระบวนการยุติธรรมไทย เพื่อผลักดันให้รัฐบาลต้องพัฒนาการคุ้มครองสิทธิประชาชนให้มากขึ้นมากนัก) การปฏิบัติจึงเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งใหญ่ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ที่ได้รับอิทธิพลหลักมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การคุ้มครองสิทธิ “ผู้ต้องหาหรือ จำเลย” เป็นหลัก โดยมีส่วนที่มีการเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิผู้เสียหายไม่มากนัก มีเฉพาะในส่วนของ ผู้เสียหายที่เป็นเด็กหรือเยาวชน ดังนั้น ปัจจุบันพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือ พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จึงยึดถือตามหลักที่กฎหมายมีบทบัญญัติบังคับเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา และมีกฎหมายเฉพาะที่เพิ่มบทบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิให้ผู้เสียหายเพื่อประโยชน์ ในการช่วยเหลือ/เยียวยาเท่านั้น อาทิ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์พ.ศ. 2551 หมวด 4 การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ มาตรา 6/1 แห่ง พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (เพิ่มโดยพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559) เป็นต้น 2. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนแล้วว่า “เป็นองค์การหลักในการ บังคับใช้กฎหมายกับอาชญากรรมพิเศษตามมาตรฐานสากล” โดยกำหนดความหมาย “มาตรฐานสากล” หมายถึง หลักเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นไปตามเกณฑ์ตัวชี้วัดหลักนิติธรรมขององค์การสหประชาชาติ (The United Nations Rule of Law Indicators) ประกอบด้วย หลักประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน หลักความเที่ยงตรง เป็นกลาง ความรับผิดชอบและความโปร่งใส หลักการคุ้มครองบุคคลที่มีความเสี่ยง ต่อการถูกละเมิด และหลักศักยภาพ ดังนั้น เมื่อมีการกำหนดมาตรฐานสากลไว้ชัด “การปฏิบัติ ต่อผู้เสียหาย” จึงย่อมเป็นไปตามหลักของปฏิญญาว่าด้วยหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับ ผู้เสียหายจากอาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ.1985 (Declaration of Basic Principles of Justice for Victims of Crime and Abuse of Power) ที่มีการกำหนดสิทธิของผู้เสียหายไว้ที่ สำคัญ 2 ประการ คือ ประการที่ 1 สิทธิการเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วม ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม และ ประการที่ 2 สิทธิได้รับการชดเชยความเสียหายจากรัฐ ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้มีการ นำหลักการเฉพาะประการที่ 2 มาไว้ในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและ ค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 สำหรับประการที่ 1 ได้ขาดหายไป ไม่ว่าจะเป็น สิทธิการขอรับ


131 การช่วยเหลือในการดำเนินคดีจากรัฐ สิทธิที่จะให้มีที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือทนายความ สิทธิที่จะ แสดงมุมมองทางกฎหมาย หรือให้ฝ่ายรัฐรับฟังเสียงของผู้เสียหาย (voice of victims) หรือขอให้ ฝ่ายรัฐทบทวนความเห็นเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ย่อมส่งผลในภาพรวมของประเทศในการคุ้มครองสิทธิ ผู้เสียหายหรือเหยื่ออาชญากรรมยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ความเสียหายย่อมเกิดซ้ำกับผู้เสียหาย หรือเหยื่ออาชญากรรมและตามมาตรฐานสากลย่อมถือว่า “เป็นการถูกกระทำซ้ำ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มีความเห็นว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ควรจะต้องมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือยกร่างระเบียบที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีพิเศษโดยนำหลักการของ ปฏิญญาว่าด้วยหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้เสียหายจากอาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ.1985 (Declaration of Basic Principles of Justice for Victims of Crime and Abuse of Power) เกี่ยวกับบทบาทสิทธิของผู้เสียหาย อันสำคัญ ทั้ง 2 ประการ มาไว้ให้ครบถ้วน เหมือนกับคดีกรณีตัวอย่างคดีพิเศษที่ 13/2565 กรณี การฆาตกรรมนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอ แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีและกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการส่งผลการดำเนินการกรณีการคุ้มครอง ผู้เสียหายในคดีดังกล่าวตามหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เสียหายจากอาชญากรรมตาม มาตรฐานสากลมาแล้วทำให้ได้รับรางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน” ประจำปี 2564 ระดับ ดีเด่น จากคณะกรรมการขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย . 3.3.9 กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค (กปภ.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 2 ราย (1) ผู้ตอบแบบสอบถามรายที่ 1 ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการดูแล และปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าวเป็นอย่างดี . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค และให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ตามปกติ หากมีกฎหมาย หรือระเบียบกำหนดขั้นตอนให้ปฏิบัติ ก็จะกำหนดนโยบายตามนั้น . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการแจ้งสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด .


132 ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) โดยปกติจะไม่มีการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัว หรือให้ข่าวต่อสื่อมวลชน เว้นแต่ เป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการ ซึ่งผู้เสียหายจะต้องสมัครใจด้วย . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอธิบายให้ผู้เสียหายทราบ และผู้เสียหายสามารถ โทรศัพท์มาสอบถามได้ที่กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ดำเนินการตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น มีการแจ้งผลการดำเนินการตาม กำหนดระยะเวลา . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . (2) ผู้ตอบแบบสอบถามรายที่ 2 ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่าง ประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) แม้ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเป็นพิเศษ แต่เจ้าหน้าที่จะดูแลและคอยอำนวย ความสะดวกให้ .


133 ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการปฎิบัติอย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ ยังไม่เคยปรากฏจากผู้เสียหายและ ครอบครัวว่าถูกข่มขู่คุกคาม หากมีกรณีเช่นนั้นก็อาจเสนอให้มีการคุ้มครองพยาน และแจ้งความต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) แจ้งให้ผู้เสียหายทราบสิทธิในการดำเนินคดีและสิทธิในการได้รับการชดเชย ความเสียหายจากผู้กระทำความผิด . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) เมื่อมีการเรียกผู้เสียหายมาให้ถ้อยคำไม่เคยเรียกสื่อมวลชลมาทำข่าว . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กรณีคดีที่ผู้เสียหายถูกฉ้อโกงเงินและดำเนินการโดย ปปง.ส่วนราชการติดตามทรัพย์ ให้ผู้เสียหาย และไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีเองด้วย . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ผู้เสียหายให้ความร่วมมือในการดำเนินคดีเป็นอย่างดี . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี .


134 ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . 3.3.10 กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ (กตท.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ ทวิ . ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) การดำเนินการตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าด้วยการคุ้มครองพยานใน คดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 . ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) การแจ้งให้ผู้เสียหายดำเนินการยื่นคำร้องที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อ ขอรับค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่ได้มีการแจ้งภารกิจให้สื่อมวลชนทราบ . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ในคดีการหลอกลวงให้ประชาชนลงทุน (แชร์ลูกโซ่) มีการแจ้งสิทธิให้ผู้เสียหาย ทราบว่าสามารถขอให้อัยการเรียกให้ผู้ต้องหาคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายให้ได้ . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา .


135 ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่สามารถเรียกผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้มาพบพนักงานสอบสวนได้ ถึงแม้ได้มีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการไป . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) - ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยการสืบสวนสอบสวนให้มากขึ้น เช่น Blockchain - ควรมีการช่วยเหลือผู้เสียหายในการไกล่เกลี่ยเรียกคืนค่าเสียหายในเบื้องต้น . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) คดีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศมักมีความล่าช้า ซึ่งส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับความ ยุติธรรมที่ล่าช้าตามมา ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำเนินการเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่อง ทางอาญา หรือแม้แต่การประสานงานระหว่างบุคคล . ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ควรมีระเบียบเพื่อการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงที่ยังขาดโอกาส ในการเข้าถึงข้อมูล บางครั้งพบว่าผู้เสียหายยังไม่มีความรู้เพียงพอในการดำเนินการตามสิทธิของ ผู้เสียหาย . 3.3.11 กองคดีทรัพย์สินทางปัญญา (กคป.) ไม่มีผู้ตอบแบบสอบถาม 3.3.12 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ (กคท.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการอำนวยความสะดวกโดยการเดินทางไปสอบปากคำหรือบันทึกถ้อยคำในพื้นที่ ที่ผู้เสียหายสะดวกหรือไปสอบปากคำที่บ้านพักของผู้เสียหาย .


136 .ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการเก็บข้อมูลของผู้เสียหายเป็นความลับและหากผู้เสียหายมีความเสี่ยงที่จะมีภัยก็ สามารถเข้ามาตรการคุ้มครองพยานได้ ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมายเมื่อคดีความเสร็จสิ้นตามสัดส่วน หรือตามคำตัดสินของศาลในชั้นสอบสวนหรือให้ปากคำ . ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มี ถ้าผู้เสียหายแจ้งความประสงค์ที่จะไม่ออกสื่อ พนักงานสอบสวนก็จะเก็บเรื่องไว้ เป็นความลับ . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการบอกกล่าวในการให้ถ้อยคำ หรืออธิบายวิธีการริบทรัพย์สิน หรือเมื่อได้มี การสอบปากคำกับผู้เสียหายว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เมื่อไร . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีการใช้ระเบียบบริหารคดีพิเศษมาเป็นแนวทางปฏิบัติและหลักความยุติธรรมให้ ผู้เสียหายได้รับบริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ .. ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) มีผู้เสียหายร้องทุกข์มาตามช่องทางต่าง ๆ แต่เวลาพนักงานสอบสวนเรียกตัวมา ให้ถ้อยคำ ผู้เสียหายไม่ค่อยมา ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) หากมีแนวทางปฏิบัติหรือระเบียบที่ใช้ดำเนินการกับผู้เสียหายก็จะสามารถปฏิบัติ กับผู้เสียหายเป็นแนวทางเดียวกัน .


137 ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) เหมาะสมแต่ถ้ามีการปรับปรุงให้ทันกับเหตุการณ์และเวลาที่เปลี่ยนไปก็เห็นสมควร ปรับปรุงให้ทันสมัยเหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน . ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ต้องการเพราะจะได้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและใช้เป็นแนวทางเดียวกัน ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ . 3.3.13 กองคดียาเสพติด (กยส.) มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 1 ราย ข้อ 1 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และ คนพิการ ให้ได้รับความสะดวกสบาย เท่าเทียมกับบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือไม่ (อธิบายหรือ ยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กองคดียาเสพติดได้ปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา ผู้เจ็บป่วย และคนพิการ โดยจัดให้ได้รับความสะดวกสบายมากกว่าบุคคลทั่วไป เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่มี ความอ่อนแอทางร่างกายและจิตใจ เช่น จัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางและ สำหรับผู้เสียหายที่เป็นเด็ก ได้ดำเนินการตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องกับมาตรการสำหรับเด็ก อย่างครบถ้วนเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก . .ข้อ 2 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจาก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และดูแลให้ผู้เสียหาย หรือครอบครัวผู้เสียหายให้ปลอดภัยจาก การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการแก้แค้น หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กองคดียาเสพติดได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ประสานงาน ให้ผู้เสียหายสามารถติดต่อได้ ทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงหากปรากฏพฤติการณ์ความ ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าทางร่างกาย จิตใจ หรือสิทธิเสรีภาพ จะดำเนินการร้องขอให้คุ้มครองความปลอดภัย ตามระเบียบขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความปลอดภัยจากการถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือการ แก้แค้น โดยปฏิบัติต่อผู้เสียหายทุกเพศ ทุกวัย อย่างเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ข้อ 3 หน่วยงานของท่านมีการแจ้งสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย หรือดำเนินการเยียวยา ตามกฎหมายต่อผู้เสียหายหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กองคดียาเสพติดให้ความรู้คำแนะนำแก่ผู้เสียหาย โดยแจ้งให้ทราบถึงสิทธิที่จะ ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินการ ความคืบหน้า และระยะเวลาในการดำเนินการ ให้ผู้เสียหายทราบ รวมถึงให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายโดยการแนะนำสิทธิในการร้องทุกข์ หรือสิทธิ ของผู้เสียหายตามกฎหมายต่าง ๆ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง .


138 ข้อ 4 หน่วยงานของท่านมีการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยงดเว้นการนำตัวผู้เสียหายมาปรากฏตัวหรือ ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) กองคดียาเสพติดดำเนินการตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าด้วยการปฏิบัติ เกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อ ประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ สัมภาษณ์ หรือให้ข่าวของผู้เสียหาย โดยให้การเคารพต่อสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมาย . ข้อ 5 หน่วยงานของท่านมีการแจ้ง หรือมีช่องทางให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของผู้เสียหายในคดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ในชั้นนี้ กองคดียาเสพติดยังไม่มีการดำเนินการต่อทรัพย์สินของผู้เสียหายใน คดีพิเศษที่ดำเนินการอยู่ . ข้อ 6 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ในชั้นนี้ กองคดียาเสพติดยังไม่มีแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อ ผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในทางปฏิบัติ กองคดียาเสพติดได้ ปฏิบัติต่อผู้เสียหายในทุกขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษอย่างเหมาะสม ด้วยความเข้าใจ คำนึงถึงสิทธิของบุคคล ตลอดจนให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยและผลกระทบทุกด้านที่จะเกิดขึ้น ต่อผู้เสียหาย อันเนื่องมากจากการสอบสวนคดีพิเศษ รับฟังข้อเท็จจริงด้วยความเป็นกลางปราศจาก อคติ . ข้อ 7 ปัจจุบันหน่วยงานของท่านมีปัญหาหรืออุปสรรคในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 8 หน่วยงานของท่านมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการ สืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 9 ปัจจุบันกฎหมาย/ระเบียบ หรือแนวทางที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในคดีอาญา และ/ หรือคดีพิเศษมีความเหมาะสม ครบถ้วนแล้วหรือไม่ (อธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ) เหมาะสม/ครบถ้วน ไม่เหมาะสม/ไม่ครบ (อธิบาย) ไม่มี . ข้อ 10 หน่วยงานของท่านมีความต้องการให้มีการกำหนดแนวทางหรือร่างระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือไม่ เพราะเหตุใด มี ไม่มี (อธิบาย) ไม่มี .


Click to View FlipBook Version