๓๒
เผา่ พันธุ์ ที่ปรากฏเป็นหลักฐานใน ประวตั ศิ าสตร์มวลมนษุ ยชาตทิ วี่ า่ คนจานวนมากถูกฆา่ ‚การ
แขง่ ขันกนั ฆ่าตดั หวั ของทหารชาวญป่ี นุ่ ฆ่าชาวจีนไดเ้ พยี งวนั ละ ๒ พนั คน พอถงึ วันถดั มาจงึ หนั มา
ใช้ปืนกล ทหารสองคนกราดปืนกลเข้าใสเ่ ชลยทีย่ ืน เรยี งแถวกนั อยู่ ปังๆ ปังๆ ทหารเหนี่ยวไก ขณะ
เชลยกระโดดหนีลงนา้ แต่ไม่มใี ครไปไดถ้ งึ อกี ฝง่ั สักคน ! ‛๕๔ หญิงชาวจีนถกู ขม่ ขนื อย่างไรความ
ปราณี ‚ไมม่ ีใครบอกได้แน่ชดั วา่ ตวั เลขของสตรีในนานกิงทถ่ี ูกขม่ ขนื มีมากเท่าใด ต้ังแต่ ๒๐,๐๐๐
จนถึง ๘๐,๐๐๐ คน เพราะทหารญ่ปี ุน่ ข่มขนื ผูห้ ญิงไมเ่ ลอื กหน้า ตง้ั แต่ชาวนา เด็กนักเรียน ครู
แมก้ ระทงั่ แม่ชี ต้ังแตอ่ ายุ ๒ ปี ไปจนถงึ ๘๐ ปี‛๕๕ มีข้อมลู วา่ การฆา่ ลา้ งเผ่าพันธ์ุในคร้ังนน้ั ไมต่ ่า
กว่า ๓ แสนคน ๕๖
๒.๔.๓ การฆ่าลา้ งเผา่ พันธข์ุ องเขมรแดงในกมั พูชา ในชว่ งปี พ.ศ.๒๕ ๘-๒๕๒๒( ค.ศ.
1975 – 1979) เหตุการณ์ทฝ่ี ่ายซา้ ยภายใต้การนาของเขมรแดง ท่ปี ระสบความสาเร็จในการเข้ายึ ด
ครองการปกครองจากรฐั บาล ทหารก่อนหนา้ น้ัน (Lon Nol ค.ศ.1970-1975) และดาเนนิ นโยบาย
อพยพประชาชนสชู่ นบท เพือ่ เข้าสภู่ าคการเกษตร ตามแนวนโยบายของพรรคคอมมวิ นิสต์ เพอื่
ปลายทางสู่ ‚สังคมทบี่ ริสุทธ์ไิ ร้ชนชน้ั ‛ รวมท้งั ปราบปรามผทู้ ตี่ ่อตา้ นระบบเขมรแดง เปน็ ผลให้
ชาวเขมรกวา่ ลา้ นคน๕๗ต้องตายและเสยี ชวี ิตในเหตกุ ารณ์นี้ตลอดระยะเวลาการปกครองของเขมร
แดง ๓ ปี ๘ เดือน๕๘
๕๔ พนิดา สงวนเสรวี านชิ , "หล่งั เลอื ดท่นี านกงิ " หนังสอื ช็อคโลก ประวตั ศิ าสตร์บาดหมางจนี -ญ่ีปุ่น,
มติชนออนไลน์ ๒๗ เม.ย. ๔๘ [ออนไลน์], แหลง่ ทม่ี า :
http://www.matichonbook.com/newsdetail.php?gd=44775 [๒๒ มีนาคม ๕๓]
๕๕พนิดา สงวนเสรวี านชิ , "หลั่งเลอื ดท่นี านกงิ " หนังสอื ชอ็ คโลก ประวตั ศิ าสตรบ์ าดหมางจนี -ญป่ี ุ่น,
๕๖ [ออนไลน์]. แหลง่ ทม่ี า : http://www.gendercide.org/case_nanking.html [Case Study: The Nanjing
Massacre, 1937-1938] และ The History PlaceTM Genocide in The ๒๐th Century = The Rape of Nanking
1937-1938 300,000 Deaths ,http://www.historyplace.com/worldhistory/genocide/nanking.htm [๓ ต.ค.๕ ]
๕๗ The History PlaceTM Genocide in The ๒๐th Century = Pol Pot in Cambodia 1975-1979
2,000,000 Deaths [ออนไลน์] แหล่งท่มี า : http://www.historyplace.com/worldhistory/genocide/pol-pot.htm
[๒๒ ก.ย ๕๒].
๕๘ ดูรายละเอยี ดใน Howard J. De Nike, John Quigley and Kenneth J. Robinson, with the assistance
of Helen Jarvis and Nereida Cross, Edited, Genocide in Cambodia : documents from the trial of Pol Pot and
Ieng Sary ,Philadelphia : University of Pennsylvania Press, c2000, และ Susan E. Cook and Matthew Fladeland,
Editors, Genocide sites in Cambodia (1975-1979) /, [New Haven] : Cambodian Genocide Program, Yale
University, [2001?]
๓๓
๒.๔.๔ การฆา่ ลา้ งเผ่าพันธ์ุในรวนั ดา (Rwanda) ประเทศเลก็ ๆ ทต่ี ้ังอยูต่ รงแถบแอฟรกิ า
ตอนกลาง ชนเผ่าฮตู ู (Hutu) คนกลมุ่ ใหญ่ และชนเผ่า ตตุ ซี (Tutsi) ชนกลุ่มน้อย คือเหตกุ ารณ์ท่ีชน
พืน้ เมอื งชาวตุตซี (Tutsi) และชนพืน้ เมอื ง ชาวฮูตู (Hutu) ถูกสงั หารหมู่ ไปประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-
,๐๗ ,๐๐๐ คนในประเทศรวันดา๕๙ โดยกลมุ่ ผู้กระทาการสังหารหมูค่ อื กลุ่ม ทหารบา้ นหัวรุนแรง
ชาวฮตู ู ไดแ้ กก่ ลุ่มอินเตราฮมั เว (Interahamwe เปน็ ภาษากนิ ยาร์วันดาแปลวา่ "ผู้ที่สู้ด้วยกนั ") และ
กลมุ่ อมิ ปซู มู ูกมั บิ (Impuzamugambi แปลว่า "ผู้ทมี่ ีจดุ มุ่งหมายเดียวกนั ") โดยจะมี ๒ กลมุ่ น้เี ป็น
ผู้กระทาการสังหารหมูเ่ สียเปน็ สว่ นใหญ่ ในชว่ งเวลา ๐๐ วนั ตง้ั แต่วนั ท่ี ๖ เมษายน ไปจนถึง
กลางเดือนกรกฎาคมในปี พ.ศ.๒๕๓๗ (ค.ศ.1994) เหตเุ กดิ จากการแยง่ ชิงทรัพยากร และแย่ งชงิ
พืน้ ที่อนั อุดมสมบูรณ์ จึงปรากฏขึ้น รัฐบาลรวันดาซึง่ เป็นชาวทุสซีจึงตอ้ งทาทุกทางที่จะขบั ไล่ชน
เผ่า ไรถ้ ่นิ ฐานเหลา่ นอี้ อกไปจากพน้ื ที่ทอ่ี ดุ มทเี่ หลืออยขู่ องตน เพอื่ ใหเ้ กิดความหวาดกลวั (อยา่ งย่งิ )
กต็ อ้ งใช้ความรนุ แรง (อย่างย่งิ ) การใชค้ วามรุนแรง (อย่างย่ิง) ก็คอื ทีม่ าของสงครามล้างแคน้ ชน
เผา่ Hutu ประมาณ ๒ ล้านคนลุกข้นึ จับมีด และปนื ฆา่ คนทกุ คนท่เี ปน็ ชาว Tutsi ไม่วา่ จะเป็นผู้หญงิ
และเดก็ เรื่องราวโศกนาฏกรรมขนาดใหญ่จึงได้เกดิ ขึ้นในรวนั ดา หมอชาวสเปนคนหนึง่ ชือ่ Laura
Barroeta ทที่ างานอยู่ทร่ี วันดา เลา่ วา่ "เพยี งแตร่ ู้วา่ คนทอ่ี ยู่ต่อหน้าเป็นฝา่ ยตรงข้าม อกี ฝ่ายหนึ่งกจ็ ะ
ใชม้ ดี หรืออาวธุ ฆา่ ใหต้ ายทนั ที แมว้ า่ คนทอี่ ยู่เบ้อื งหนา้ จะเปน็ คนชรา ผู้หญิง หรอื เดก็ ๆ"๖๐
นอกจากน้อี าจมีเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ไมถ่ ึงกบั เป็นการฆ่าล้างเผ่าพนั ธุ์ แต่ก็ได้เกิดความ
รุนแรงในรูปแบบตา่ ง ไมว่ า่ จะเปน็ สงคราม หรือการทารา้ ยซงึ่ กนั และบางกรณียังเป็นประเดน็ ของ
การท่ีจะถกู กลา่ วหาวา่ เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุห์ รอื ไม่ เช่น กรณีของ อดี ้ี อามนิ (Idi Amin = พ.ศ.
๒๔๖๘?-๒๕๔๖) อดีตประธานาธบิ ดขี องอูกนั ดา (Uganda) ระหวา่ ง พ.ศ.๒๕ ๔-๒๕๒๒ ผทู้ ีฆ่ า่
รวมทง้ั สงั่ ฆ่าคแู่ ข่งทางการเมืองและเพ่ือประโยชนข์ องตนเองด้วยความดรุ า้ ยปา่ เถ่อื น ๓-๕ แสนคน
กเ็ ป็นผลจากการใช้ความรนุ แรงจากอานาจรฐั เปน็ เครอ่ื งมอื ๖ รวมไป ถึงสงครามกลางเมอื ง ที่
ขัดแย้งกันในเรื่องศาสนาและชาติพนั ธใุ์ นบอสเนยี (Bosnia) ท่สี ่งผลให้เกดิ การฆา่ ล้างเผ่าพันธ์กุ วา่
๕๙ The History PlaceTM Genocide in The 20th Century = Rwanda 1994 800,000 Deaths
[ออนไลน์] แหลง่ ท่ีมา : http://www.historyplace.com/worldhistory/genocide/rwanda.htm [๒๓ ก.ย.๕๒]
๖๐ ยุค ศรีอาริยะ. (๒๗ เม.ย. ๔๘). “วิกฤตสง่ิ แวดล้อมโลก กบั สงครามแย่งชงิ ทรัพยากร ( )”. ผูจ้ ัดการ
ออนไลน์ . [ออนไลน์] แหล่งที่มา : http://202.57.155.216/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000056238)
[ ๒ ส.ค.๕๒]
๖ Wikipedia, the free encyclopedia = Idi Amin [ออนไลน์]. แหลง่ ท่ีมา :
http://en.wikipedia.org/wiki/Idi_[Amin [๒๓ เม.ย.๕ ]
๓๔
๒ แสนคน ในช่วงปี พ .ศ.๒๕๓๕-๒๕๓๘ ๖๒ สงครามกลางเมืองในซูดาน ทข่ี ดั แยง้ กันในเร่อื ง
ศาสนาและชาตพิ นั ธุ์โดยกลุม่ เชอื้ ชาตอิ าหรบั เปน็ ผู้คมุ รฐั บาลและต้องการใชห้ ลกั ศาสนาอิสลามเป็น
กฎหมายปกครองประเทศ แตฝ่ ่ายแอฟรกิ ันไม่ยอม นาไปสคู่ วามขดั แยง้ และเป็นหนง่ึ ในสาเหตขุ อง
สงครามกลางเมอื งซ่ึงเร่ิมเมอื่ ปี ๒๕๒๖ และครา่ ชวี ติ ชาวซูดานไปประมาณ ๒ ล้านคน และมีผู้
อพยพในค่ายผลู้ ภ้ี ยั จานวนมาก ๖๓ หรือกรณที ี่ สหรัฐอเมรกิ า กบั สงครามอิรัก และสงคราม
อฟั กานิสถาน ในมุมของเนลสนั เมลเดล่า (พ.ศ.๒๔๖ -)อดีตประธานาธบิ ดคี นแรกของแอฟริกาใต้
วยั ๘๘ ปี๖๔ ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสนั ติภาพ กลา่ วถึงบชุ ว่าเปน็ “ประธานาธบิ ดที ค่ี ดิ อยา่ ง
เหมาะสมไมเ่ ปน็ และต้องการจะดงึ โลกเข้าไปสู่การฆา่ ลา้ งเผ่าพันธ์ุ ” ๖๕ โดยความหมายก็คอื การที่
สหรัฐส่งทหารเข้าไปยงั ดนิ แดนตา่ ง ๆ อาทิ ตะวันออกกลาง อริ กั ปากสี ถาน เปน็ ต้น ประหน่งึ
ส่งผา่ นความรุนแร งในทางการทหารซงึ่ มผี ลต่อการความรนุ แรงต่อชวี ิตและทรพั ย์สนิ เพราะ
“สงครามนอกจากจะทาให้ผู้คนล้มตายมากมายแลว้ ยงั ทาใหส้ ญู เสยี ทรพั ยส์ ินมูลค่ามหาศาลดว้ ย”๖๖
เหตุการณ์ทีย่ กมากาลังพยา ยามเช่อื มโยงให้เหน็ ว่าเหตุการณ์ของการใชค้ วามรุนแรง เพอื่
ประโยชน์ในการได้มาซง่ึ ส่ิงที่ตัวเองต้องการ มีมานับแตอ่ ดตี เนื่องต่อจนกระท่งั ปัจจบุ นั และความ
รุนแรงนนั้ ยงั ได้กลายเปน็ สงคราม ความรนุ แรงตอ่ ชีวติ การฆ่าฟนั และล้างเผ่าพันธุด์ ังกรณีของ
วิฑฑู ภะ ต่อศากยวงศ์ และมีพฒั นาการใน ประวัตศิ าสตรต์ อ่ เนอื่ งมาจนกระท่งั ปัจจุบัน ในปัจจุบัน
แม้เหตุการณ์และเว ลาจะเปลีย่ น แตค่ วามรนุ แรงทัง้ ในสว่ นของจติ ใจและพฤติกรรมยงั คงเปน็
เครื่องมอื ท่ีถูกนาออกมาใช้อยา่ งตอ่ เนื่องในเกือบทุกกรณใี นหลายดินแดน ดังนั้นในการศึกษานจี้ งึ
๖๒ The History PlaceTM Genocide in The 20th Century = Bosnia-Herzegovina 1992-1995 200,000
Deaths [ออนไลน์]. แหลง่ ทม่ี า : http://www.historyplace.com/worldhistory/genocide/bosnia.htm. [๓ ต.ค. ๕๐]
และใน Norman,Cigar,. Genocide in Bosnia : the policy of "ethnic cleansing" / Norman Cigar. College Station,
[Tex.] : Texas A & M University Press, c1995.
๖๓ ดร.ไสว บุญมา, ‚เรอ่ื งของ ‘ซูดาน’ ไม่ต่างกบั ’ไนจีเรีย’ ,‛ ในบา้ นเขาเมอื งเรา,หนังสอื พิมพ์
กรงุ เทพธรุ กิจ,วนั ที่ ๒๕ มิ.ย. พ.ศ. ๒๕๔๗.
๖๔สารานุกรมเสรี,เนลสนั แมนเดลา,[ออนไลน]์ . แหล่งทม่ี า:http://th.wikipedia.org/wiki [๓ ม.ค. ๕๓].
๖๕ แมนเดลาตราหน้ามะกัน “ยโสโอหงั ” [๓ ม.ค. ๒๐๐๓]. [ออนไลน]์ . แหล่งที่มา :
http://www.thaimuslimshop.com/news/htm.php [๔ ต.ค.๕๒].
๖๖ วรี กร ตรีเศส , “อาหารสมอง : นาซีปลน้ งา นศลิ ปะ”, ในมติชนสุดสัปดาห์ ประจาวนั ท่ี ๒- ๘
พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓ ปีที่ ๓ ฉบบั ท่ี ๕๗๘ หนา้ ๔๕ โครงการจัดลาดับความสาคัญแห่งชาติ (National Priority
Project-NPP) พบว่าคา่ ใชจ้ ่ายในการทาสงครามของสหรฐั ตลอด ๙ ปี (๒๕๔๔-๒๕๕๒) ในอฟั กานิสถาน รวม
เปน็ เงนิ ๒๒๘,๒๐๐ ล้านเหรี ยญสหรัฐ ในอัตรากาลงั พล ๖๒,๐๐๐ นาย อัตราเฉล่ีย ลา้ นเหรยี ญสหรัฐตอ่
นายทหาร คน/ปี (มติชนสดุ สปั ดาห์ ๒- ๘ พ.ย. ๕๓ : ๔๘)
๓๕
เปน็ การย้อนอดตี เพือ่ ดปู ัจจบุ นั และในเวลาเดียวกนั เอาเหตุการณป์ ัจจบุ ันเพื่อยอ้ นดูอดีตว่าอะไร
เกิดข้นึ อย่ างไร เพอ่ื เป็นกรณศี กึ ษาต่อการศกึ ษาพฒั นาการทางประวัตศิ าสตรใ์ นสว่ นตา่ ง ๆ ที่
เก่ียวข้องกบั พระพุทธศาสนา พรอ้ มทั้งหาแนวทางปอ้ งกนั ความรนุ แรงชนดิ ตา่ ง ๆ ทจ่ี ะเกดิ ขึ้น
ดว้ ยวิธีการแบบชาวพทุ ธ ‚พทุ ธวธิ ี‛ ทีป่ รากฏในคมั ภรี ์ทางพระพุทธศาสนา เปา้ หมายเพ่อื ยุติความ
รุนแรงชนิดตา่ ง ๆ ทก่ี าลังเกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขน้ึ อกี ในอนาคตข้างหนา้
บทที่ ๓
แนวคิดและเหตกุ ารณ์ความรุนแรงในคร้ังพุทธกาล
เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนในประวตั ิศาสตร์แห่งมวลมนุษยช์ าติ และถูกบันทึกไวใ้ นคัมภีร์ทาง
พระพุทธศาสนา ท่ีสะทอ้ นถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในคร้ังพุทธกาล รวมท้ังจะนามาเป็ น
ฐานขอ้ มูลเป็นในการศกึ ษาเปรียบเทียบเพ่ือใหเ้ ห็นพฒั นาการของความรุนแรง ทถี่ ูกนามาเป็ นเครื่องมือ
ของชนช้นั ปกครอง ท้งั ในเชิงโครงสรา้ งองคร์ วมและปัจเจก โดยมหี มุดหมายคือประโยชน์อนั พึงไดท้ ้งั
ทีเ่ ป็นวตั ถุจบั ตอ้ งได้ และ “อตั ตภาวะ” ประโยชน์และความพงึ ใจของตน กลุม่ หมู่ เหล่าเป็นท่ีต้งั ในบท
น้ีจะไดน้ ามาเป็นกรณีศกึ ษาเทียบเคยี ง โยง ยอ้ น แยง้ กลบั เพอื่ ให้เห็นพฒั นาการของความรุนแรงในคร้ัง
พุทธกาลท่เี น่ืองต่อจนถึงปัจจบุ นั ได้
๓.๑ ความรุนแรงในคร้ังพทุ ธกาล
ความรุนแรงในคร้ังพุทธกาลปรากฏในลกั ษณะต่าง ๆ กนั ไม่วา่ จะเป็ นความรุนแรงทางกาย
ทางวาจาและใจ อนั เน่ืองดว้ ยสาเหตุตา่ ง ๆ กนั ไปโดยมีกรอบคดิ อยู่บนฐานของกิเลส อาทิ ความโกรธทา
ให้เกิดการด่าทอ ทาร้าย เข่นฆ่า รวมไปถึงทาให้เกิดสงคราม ความโลภทาให้เกิดการกักตุน แย่งชิง
ปลน้ สะดม ไปจนถึงการรุกรานเพื่อไดท้ รัพยากรและผลประโยชน์อนั สัมพนั ธ์ผลได้ในทางเศรษฐกิจ
ความหลง งมงาย ทาให้เกิดศรัทธาความเชื่อท่ีผดิ แปลกจนกลายเป็ นความรุนแรงท่ีสัมพนั ธ์กบั ฐานกาย
วาจาและใจ ซ่ึงความรุนแรงเหลา่ น้ีสามารถจาแนกเป็ นความหมาย แนวคิด สาเหตุ รวมท้งั ลกั ษณะและ
เหตุการณท์ ่เี คยเกดิ ข้นึ เพ่อื เป็นกรณีเทียบเคียงเหตุการณใ์ นคร้ังพทุ ธกาลได้ คือ
๓.๑.๑ ความหมายของความรุนแรง
มงี านวิจยั ที่ได้จาแนกความขดั แยง้ ไว้ โดยผูว้ ิจยั ได้ให้รายละเอียดเก่ียวกับแนวคิดอนั เป็ นเหตุ
นาไปสู่ความขดั แยง้ ซ่ึงในงานวิจยั น้ี มองว่าประเด็นน้ีจะนามาเป็ นกรอบคิดในการมองต่อเน่ืองไปสู่
๓๗
ความรุนแรงได้ ซ่ึงทา่ นไดใ้ ห้คาอธิบายว่า ความขดั แยง้ ในความหมายหลากหลายที่ว่า๑ “ความขดั แยง้ ใน
ความหมายของ “ความบาดหมาง๒ การทะเลาะ๓ การแกง่ แยง่ ๔ การวิวาท๕ การมุ่งร้ายกนั ๖ การถกเถียง
กัน” ๗ เม่ือนาแนวคิดดังกล่าวมาพิจารณา พร้อมท้ังอธิบายเพ่ิม ในทัศนะของผูว้ ิจยั มามองว่า ความ
รุนแรงแรงยอ่ มหมายถึง ความคดิ (มโน) พฤติกรรมกรรม การกระทา (กาย) การใชว้ าจา ทเี่ ป็นฐานเนื่อง
ต่อกับกิเลส ทสี่ ่งผลเป็นการบาดหมาง ทะเลาะ แก่งแย่ง ววิ าท มุง่ ร้าย และถกเถียง จดั เป็นความรุนแรง
ทปี่ รากฏตามนยั ของพระพุทธศาสนา รวมท้งั พฤตกิ รรมเหลา่ น้ีสื่อไปถงึ ความรุนแรงในประเภทต่าง ๆ
ดังปรากฏในพระไตรปิ ฎกคาว่า “เพื่อความรุนแรง” ในท่ีน้ีหมายถึงเป็ นไปเพ่ือความมีวาจา
หยาบคาย เช่น ด่ากนั ดว้ ยคาหยาบวา่ ท่าน เป็นทาส เป็นคนชว่ั เป็นจณั ฑาลและเป็นช่างสาน๘ คาว่า
“เพ่ือความร้ายแรง” ในที่น้ีหมายถึงเป็ นไปเพ่ือการทาร้ายกันด้วยก้อนหิน ก้อนดิน และท่อนไม๙้
๑รายละเอียดในพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส , “รูปแบบการจดั การความขดั แยง้ โดยพุทธสันติวิธี : ศึกษา
วเิ คราะหก์ รณีลุ่มน้าแมต่ าชา้ ง จ.เชียงใหม่”,วิทยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรดุษฎีบณั ฑิต, (บณั ฑติ วิทยาลยั , มหาวิทยาลยั มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ), หน้า ๑๒๐.
๒ ความบาดหมาง บาลีใชค้ าว่า “ภณฺ ฑน” (ภณฺฑ ปริภาสเน+ย)ุ มาจาก “ภณฑ ธาตุ” ซ่ึงเป็นอรรถว่า “การ
กล่าวตอบ” (ปริภาสนะ) และ “ยุ ปัจจัย” มีรูปวิเคราะห์ว่า “ภณฑิยเตติ ภณฺ ฑน” แปลว่า “การ บาดหมางกัน ชื่อว่า
ภณั ฑนะ” รายละเอยี ดเพิม่ ใน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, เรื่องเดียวกนั , หน้า ๑๒๐.
๓ การทะเลาะกนั บาลวี า่ “กลห” (กลห ววิ าเท+อ) มาจาก “กล” ธาตุ ซ่ึงเป็นไปในอรรถว่า “การถกเถยี งกนั ”
(วิวาเท) รายละเอยี ดเพ่ิมใน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๑๒๐.
๔ การแกง่ แย่ง บาลใี ชค้ าว่า “วคิ คห” (วิ+คห,อปทาน+อ) อกี นยั หน่ึงคาน้ี สามารถแปลไดว้ ่า “การถอื เอา
หรือการรักษาจดุ ยนื ทแ่ี ตกตา่ งกนั ” รายละเอียดเพม่ิ ใน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส , เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๑๒๑.
๕ การววิ าท บาลีใชค้ าวา่ “ววิ าท” (วิ+วท,กถเน+ณ)...มีรูปวิเคราะหว์ า่ “วริ ุธธ กตฺวา วทตีติ วิวาโท” แปลว่า
“คาพดู ที่ทาให้แตกแยกเรียกว่า ววิ าท” รายละเอยี ดเพิ่มใน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๑๒๑.
๖ การมงุ่ รายกนั บาลีใชค้ าวา่ “เมธคา” (เมธ หึสาสงฺคาเมสุ+ณวุ+อา) มาจาก “เมธ ธาตุ” เป็ นไปในอรรถว่า
“การเบียดเบียน และต่อสู้กนั ” รายละเอยี ดเพมิ่ ใน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, เร่ืองเดยี วกนั , หน้า ๑๒๒.
๗ การถกเถียงกัน บาลีวา่ “โวหาระ” (วิ+หร,หราณ+ณ) มาจาก “หร ธาตุ” เป็ นไปในอรรถกถาว่า “นาไป”
(หราณ) ลง “ณ ปัจจยั ” มีรูปวิเคราะหว์ า่ “วิรุธท กตฺวา อวหรติ วทตีติ โวหาโร” แปลวา่ “การนาเรื่องที่ขดั แยง้ มาพูด ชื่อ
ว่า “โวหาร” รายละเอยี ดเพิม่ ใน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, เรื่องเดยี วกนั , หนา้ ๑๒๒.
๘องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๕/๑๓.
๙ องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๕/๑๓.
๓๘
ดงั น้นั การทะเลาะวิวาทยงั สะทอ้ นพฤตกิ รรมทเี่ รียกวา่ การใชว้ าจาเพ่ือก่อความรุนแรงไดด้ ว้ ย “ใชห้ อก
คอื ปากทิ่มแทงกนั อยู่”๑๐ในท่ามกลางสงฆ์
ในอคั คญั ญสูตร๑๑ มเี หตกุ ารณ์ที่สามารถอธิบายความรุนแรงไดว้ า่ ความรุนแรงเกิดจากอานาจ
ของ “ตัณหา”๑๒ ดังปรากฏเป็ นขอ้ มูลที่ว่า “...แมก้ ษัตริยบ์ างพระองค์ในโลกน้ีเป็ นผูฆ้ ่าสัตว์ ถือเอา
ส่ิงของที่เจา้ ของ เขาไม่ไดใ้ ห้ ประพฤตผิ ิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคาหยาบ พูดเพอ้ เจอ้ เพง่ เล็ง
อยากได้ของของเขา มีจิตพยาบาท เห็นผิด ด้วยประการดงั กล่าวมาน้ี...” ในมุมมองของผูว้ ิจยั นามา
อธิบาย ต่อนยั ของความรุนแรงไดว้ ่า มนุษยเ์ ป็นผูใ้ ชอ้ านาจ ความรุนแรงเบยี ดเบยี นสิ่งมีชีวติ ท้งั ในส่วน
ของมนุษยแ์ ละสัตว์ แย่งชิงสิ่งของ ทรัพยากรอนั ไม่พึงได้ตามหลกั ของดินแดน และพ้ืนที่ แต่ใช้พลัง
อานาจ ท่ีเหนือกว่าเพ่ือให้ได้มาซ่ึงส่ิงท่ีตอ้ งการ และทรัพยากรเหล่าน้ัน การคุกคามต่อสิทธิทางเพศ
ต้งั แต่ระดบั บุคคลไปจนถึงครอบครัว และเผ่าพนั ธุ์ การใชข้ อ้ มูลข่าวสารอนั เป็ นเท็จด้วยเจตนาแฝงท่ี
สัมพนั ธ์ต่อผลประโยชน์อนั พึงได้ในโลกน้ี หรือกรณีอ่ืนใดท่ีเป็ นผลต่อการรุกรานก้าวร้าว จดั ว่าเป็ น
ความรุนแรง แต่ในอีกมุมหน่ึงอาจอธิบายได้ว่า ความรุนแรงมีฐานเกิดจากธรรมชาติของมนุ ษย์
จนกระทง่ั นาไปสู่การก่อความรุนแรงแรงประเภทต่าง ๆ นอกจากน้ีพระพุทธศาสนายงั ให้ความหมาย
ของความรุนแรงไวว้ ่า หมายถึงพฤติกรรมท่ีนาไปสู่ความรุนแรงในลกั ษณะต่าง ๆ ท่ีสัมพนั ธ์ทางกาย
ทางวาจา และทางใจ “พวกเราบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกันอยู่ ได้ประพฤติละเมิดสิ่งที่ไม่สมควรแก่
สมณะเป็นอาจิณมากมาย ท้งั ทก่ี ลา่ วดว้ ยวาจาและพยายามทาดว้ ยกาย”๑๓ และหากศึกษาแนวคิดในปณุ
โณวาทสูตร๑๔ เอาเฉพาะพฤติกรรมที่สัมพนั ธ์กบั การกระทาทางกาย “การด่าทอ การทาร้ายต้งั แตร่ ะดับ
เลก็ ดว้ ยมือ ส่ิงของ วตั ถุ อาวุธ จนกระทงั่ ทาให้เสียชีวิต” ๑๕ โดยมีเจตนาเป็นองคป์ ระกอบ มีผลมุ่งหวงั
ตอ่ ความรุนแรงชนิดน้นั ๆ ดว้ ย รวมถงึ มผี ไู้ ดร้ บั ผลการการกระทาต่อความรุนแรง ท่อี ีกฝ่ายหน่ึงตกเป็ น
ผูถ้ ูกกระทา หากตีความตามทศั นะท่ียกมาอาจนิยามได้ว่า พฤติกรรมใด ๆ ท่ีกระทาและสื่อถึงความ
รุนแรงทางกาย วาจา ใจ และจิต ท่ีออกมาจากพฤติกรรม การกระทา ที่ครอบงาดว้ ยอานาจของความ
๑๐ วิ.มหา. (ไทย) ๕/๕๕๗/๓๔๑.
๑๑ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๑๑/๘๓. (อคั คญั ญสูตร)
๑๒ในความหมายที่ว่าเม่ือมนุษยม์ ีการละเมิดกฎพื้นฐานทางศีลธรรมอนั ดีงามในการประคบั ประคองให้
มนุษยห์ รือคนอยรู่ ่วมกนั
๑๓ วิ.จ.ู (ไทย) ๖/๒๔/๓๒๙.
๑๔ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๙๕/๔๔๗.
๑๕ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๓๙๕-๓๙๗/๔๔๗-๔๕๑.
๓๙
โกรธ ความโลภ และความหลง มีผูไ้ ดร้ ับจากการกระทาน้ัน ๆ ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม จดั เป็ นความ
รุนแรงในมติ ขิ องการนาเสนอน้ี
๓.๑.๒ เกณฑ์จาแนกความรุนแรงในพระพทุ ธศาสนา
พระพุทธศาสนามีเกณฑแ์ คไ่ หนอย่างไรถึงจะจดั เป็ นความรุนแรง ? เมื่อพิจารณาจากแนวคิด
ทางพระพุทธศาสนาในองคร์ วม พระพทุ ธศาสนาให้ความสาคญั กบั การ “กระทา” (กรรม) และ “เจตนา”
หรือความต้งั ใจ ดงั ปรากฏเป็นพุทธพจนท์ ี่ว่า “เจตนาห ภกิ ฺขเว กมฺม วทามิ, เจตยิตฺวา กมฺม กโรมิ กาเยน
วาจาย มนสา" แปลว่า "ภกิ ษทุ ้งั หลาย เรากลา่ ววา่ เจตนานนั่ แหละเป็นกรรม เม่ือมเี จตนาแลว้ บคุ คลย่อม
กระทากรรมโดยทางกาย วาจา ใจ"๑๖ หากเอาเกณฑ์น้ีเป็ นเคร่ืองอธิบายถึงความรุนแรงในทาง
พระพุทธศาสนา หมายความว่าพระพุทธศาสนามองความรุนแรงนับเน่ืองกับการกระทา(กรรม) และ
เจตนาต่อผลของการกระทาน้นั ดงั ปรากฏความรุนแรงในหลาย ๆ เหตกุ ารณ์ในพระไตรปิ ฎกช้ีชดั ไปที่
ลกั ษณะของการ “ทะเลาะววิ าท โตเ้ ถยี ง ดา่ ทอ และการทารา้ ยร่างกาย หรือประหารจนกระทงั่ ส้ินชีวติ " ”
จะไปสัมพนั ธ์กบั แนวคดิ ในเรื่องของการกระทา (กรรม) ทส่ี ัมพนั ธ์กบั เจตนารมณแ์ ห่งการกระทาน้นั ๆ
การอาฆาต พยาบาท เกดิ จากฐานของใจ เม่อื จติ โกรธ หรือจติ อาฆาต ยอ่ มเป็นเหตนุ าไปสู่การ
กระทา และท้งั ก่อความรุนแรงชนิดต่าง ๆ เพราะเกณฑจ์ าแนกก็จะสัมพนั ธ์กาย วาจา เป็ นรายละเอียด
ปลีกยอ่ ยลงไปอกี วา่ พระพุทธศาสนาให้ความสาคญั กบั ฐานกาย ดงั กรณีองคลุ มี าล ถึงไม่สัมพนั ธ์กบั ฐาน
ของเจตนาคอื ความรุนแรงทางใจ แตไ่ ดส้ ัมพนั ธก์ บั ความรุนแรงฐานกาย หรือความตายของนางสามาวดี
แม้ไม่ได้เจตนาจุดไฟเผาพระปัจเจกพุทธเจา้ แต่การกระทาน้นั ได้ก่อความรุนแรงต่อร่างกายและชีวิต
ผูอ้ ื่น จึงย่อมหมายความว่า “การกระทา” แมไ้ ม่สัมพนั ธ์กบั เจตนา แต่มีผลเป็ นความรุนแรง ย่อมเป็ น
เกณฑต์ ่อการช้ีวดั ความรุนแรงในทางพระพทุ ธศาสนาไมท่ างใดกท็ างหน่ึงไดด้ ว้ ยเช่นกนั
ดงั น้ันแนวคิดอนั เป็ นเกณฑใ์ นการจดั ความรุนแรงทางพระพุทธศาสนาหมายเอาผลของการ
กระทา ท้งั ในส่วนของเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม โดยมีเป็ นผลเป็ นกระทบต่อส่ิงที่ถูกกระทาน้ัน โดย
สมั พนั ธ์กบั ฐานของกิเลสเป็ นท่ีต้งั และส่งออกมาเป็นพฤติกรรมทางใจ เป็นความอาฆาต พยาบาท จิต
โกรธ คดิ เบียดเบยี น ไปสู่ฐานวาจา คอื การตาหนิ นินทา ว่ารา้ ย การใหข้ อ้ มลู ท่ีเป็ นเท็จ ไปจนสู่ฐานกาย
๑๖ รายละเอียดเสริมแนวคิด ใน อง.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๖๓ /๕๗๗.
๔๐
ท่ีนาไปสู่การเบียดเบียน บีฑา แย่งชิง ทาร้าย และการประหัตประหาร ในที่สุด ดังน้ันเกณฑ์ในการ
แบง่ แยกใหด้ เู จตนาเป็นฐานและผลของการกระทาน้นั ๆ ซ่ึงมผี ลเป็นความรุนแรง
๓.๑.๓ แนวคิด และสาเหตทุ ่นี าไปสู่ความรุนแรง
แนวคิดในพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับสาเหตุความรุนแรง หรือพฤติกรรมอ่ืนใด ที่เป็ นไป
ในทาง “ผิดบาป” ล้วนอิงอาศัย และฐานเกิดจาก “กิเลส” จนกระทั่งไปสู่การก่อ “กรรม” อันเป็ น
พฤตกิ รรมทพ่ี ุทธศาสนาเรียกว่า “อกุศล” ซ่ึงมีความหมายตรงขา้ มกบั แนวคิดทางพุทธศาสนา “ผเู้ ห็นอยู่
ย่อมไมม่ ีกิเลสเครื่องกังวล”๑๗ โดยความหมายคือเพราะมีกิเลสจึงก่อความรุนแรง และหรือส่งเสริมให้
เกดิ ความรุนแรง
ในพระวินัยปิ ฎก มหาวรรค ให้ความหมายของกิเลสไวว้ ่า “กิเลสท้งั ปวงชื่อว่าเลว”๑๘ คาว่า
“กิเลส” เป็ นภาษาบาลีสาเร็จรูปมาจาก กลิ ิส ธาตุ (ในความเร่าร้อน, เบียดเบียน) ทิ ปัจจยั มีรูปวิเคราะห์
วา่ “กลิ ิสสติ, กิลิสฺสตีติ กิเลโส” ๑๙ หมายถึงธรรมชาติท่ีทาให้จิตใจเร่ารอ้ นหรือเบยี ดเบียนจติ ใจให้เศร้า
หมอง
พจนานุกรมราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมายของกิเลสวา่ “เคร่ืองทาใหใ้ จเศร้า
หมอง ไดแ้ ก่ โลภ โกรธ หลง เช่น ยงั ตดั กเิ ลสไม่ได้ กิเลสหนา กริ ิยามารยาท ในคาวา่ กิเลสหยาบ”๒๐
ทา่ นพุทธทาส ให้ความหมายว่า ความยึดมน่ั เป็ นตวั กูก็ตาม เป็ นของกูกต็ าม นี่แหละคือแม่บท
ของกิเลสท้งั ปวง๒๑
พระธรรมปิ ฎก(ป.อ.ปยตุ ฺโต) ให้ความหมายวา่ “สิ่งท่ีทาใจใหเ้ ศร้าหมอง, ความชวั่ ที่แฝงอยใู่ น
ความรู้สึกนึกคิด ทาให้จิตใจขุ่นมวั ไม่บริสุทธ์ิ” ๒๒ พระมหาธีระพล สุขแสง ให้รายละเอียดเสริมว่า
๑๗ ขุ.อุ. (ไทย) ๒๕/๗๐/๓๑๙-๓๒๐.
๑๘วิ.มหา. (ไทย) ๒/๑๔/๒๐๔.
๑๙ พระมหาปราโมทย์ ปโมทิโต, เรียบเรียง, พจนานุกรมธาตุภาษาบาลี, (กรุงเทพ ฯ : เอกพิมพไ์ ท จากดั ,
๒๕๔๑), หนา้ ๙๒-๙๓.
๒๐ ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕, (กรุงเทพ ฯ: อกั ษรเจริญทศั น์
,๒๕๓๙), หน้า ๑๐๐.
๒๑ พุทธทาสภกิ ขุ, แก่นพทุ ธศาสตร์, (กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา, ๒๕๔๐), หน้า ๑๘.
๒๒ พระธรรมปิ ฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์คร้ังที่ ๖, (กรุงเทพ ฯ :
มหาจฬุ าลงกรณาชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๓), หน้า ๑๘.
๔๑
พฤตกิ รรมของปุถุชนโดยทว่ั ไปทป่ี รากฏออกมาลว้ นถูกกระตุน้ เร้าจากแรงจูงใจอนั มีกเิ ลสเป็นแกนกลาง
ท้งั ส้ิน กลา่ วคอื พฤติกรรมทางกายและวาจาของคนทวั่ ไปทีป่ รากฏออกมาน้นั เป็ นผลจากสภาพจติ ใจท่ี
ถกู กิเลสคอื ความโลภ ความโกรธ ความหลง เขา้ ครอบงา บงการ และคอยควบคุมอย่ตู ลอดเวลา ดังน้ัน
กิเลสจึงอยู่ในฐานะแกนกลางของแรงจูงใจท่ีทาให้เกิดพฤติกรรมของบุคคลปรากฏออกมาท้ังท่ี
เหมือนกันและแตกต่างกัน พฤติกรรมท้งั หมดน้นั คือผลลพั ธ์ที่สะทอ้ นให้เห็นภาพลกั ษณ์ของกิเลส
ชดั เจนข้นึ ๒๓ นอกจากน้ียงั มีนกั วิชาการทางดา้ นพระพุทธศาสนาท่านอื่น ๆ อาทิ สุชีพ ปุญญานุภาพ๒๔
พ.อ.ป่ิ น มทุ ุกนั ต๒์ ๕ รศ.ดร.สุนทร ณ รังษี๒๖ เดอื น คาดี๒๗ ตา่ งให้ความหมายของกิเลสไวใ้ กลเ้ คียงกนั
กนั ในภาพรวม คือ เป็ นตวั ทาให้จิตใจเศร้าหมอง และก่อให้เกิดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ ซ่ึงอาจผูก
โยงไปสู่ความรุนแรงซ่ึงสุดแตเ่ หตุปัจจยั ท่ีเขา้ มาเป็นส่วนเก้อื หนุน
โดยสรุป คาว่ากิเลส หมายถึง สภาวธรรมท่ีทาให้จิตเศร้าหมองและขดั ขวางความเจริญทาง
จิตใจ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซ่ึงเป็นสาเหตุอนั กอ่ ใหเ้ กิดความ
รุนแรงและปรากฏเป็นหลกั ฐานในทางพระพทุ ธศาสนา ซ่ึงสามารถจาแนกเป็นลาดบั ไดค้ ือ
๓.๑.๓.๑ ความไม่รู้ (โมหะ) หมายถงึ พฤติกรรมท่ีทาให้เกิดอาการลุ่มหลง มวั เมา เบา
ปัญญา จะดว้ ยความไม่รู้ รู้เทา่ ไม่ถงึ การ เป็ นตน้ สาหรบั ความไม่รู้เป็นสาเหตุในการก่อความรุนแรงได้
ดงั ปรากฏเป็ นแนวคิดท่ีว่า “...บุคคลผูม้ ีโมหะย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบา้ ง เพื่อเบียดเบียนผูอ้ ื่น
บา้ ง เพ่ือเบียดเบียนท้งั ๒ ฝ่ ายบ้าง เพราะโมหะเป็ นเหตุ...”๒๘ ดงั ปรากฏเป็ นเหตุการณ์ให้ศึกษาใน
พระพุทธศาสนากรณีท่ี อหิงสกะ ถูกอาจารยผ์ ูส้ อนอาพรางความจริงเพราะความอิจฉา ส่วนอหิงสกะ
ดว้ ยความอยากเรียนมนต์ แต่ดว้ ยความไม่รู้ จงึ ถูกอาจารยผ์ ูเ้ ป็น “มิจฉาทิฎฐิ” ให้กระทาการในส่ิงท่ีเป็ น
“อกุศล” พฤติกรรมขององคุลีมาลจึงกระทาการความรุนแรงต่อชีวิตดว้ ยอานาจของความไม่รู้ จึง
๒๓พระมหาธีระพล สุขแสง, “การศึกษาเรื่องกิเลสในพุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์
มหาบณั ฑติ , (คณะศลิ ปะศาสตร์, มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๔๖), หนา้ ๒ .
๒๔ สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวตั ิศาสตร์ศาสนา, พิมพค์ ร้งั ท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร : อมรการพมิ พ,์ ๒๕๓๒),
หน้า ๒๒๖.
๒๕ พ.อ.ป่ิ น มุทกุ นั ต์, พทุ ธศาสตร์ภาค ๒, (กรุงเทพมหานคร : มหามกฎุ ราชวิทยาลยั ,๒๕๓๕), หน้า ๑๘๖.
๒๖ รศ.ดร.สุนทร ณ รังสี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิ ฎก, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั .
๒๕๔๑), หนา้ ๔๙๗.
๒๗ รศ.ดร. เดอื น คาดี , พุทธปรัชญา, (กรุงเทพ ฯ :โอ.เอส.พริ้นติ้ง.เฮา้ ส์,๒๕๓๔), หน้า ๗๔.
๒๘ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๓๖๔/๔๓๐.
๔๒
นาไปสู่การก่อความรุนแรง รวมไปถึงการทีพ่ ระเจา้ อชาตศตั รูกระทาความรุนแรงต่อพระเจา้ พิมพสิ ารผู้
เป็นพระบิดาจนเป็ นเหตุนาไปสู่การสวรรคต๒๙ เพราะไม่รูถ้ ึงหลกั ปฏิบตั ิ และคุณคา่ บุพพการีท่บี ุตรพึง
ปฏิบตั ิ ตามแนวปฏิบตั ใิ นทางพระพุทธศาสนา รวมท้งั ถกู หลอก จงึ ไดก้ ระทาความรุนแรงต่อ “บพุ พกา
รี” จนกระทง่ั ส้ินชีวติ เนื่องดว้ ยความไม่รูเ้ พราะถูกยยุ ง รวมท้งั การแยกแยะชวั่ ดไี ม่ไดใ้ นขณะน้นั
หากนาทศั นะของยคุ ศรี อารียะ อาจนามาเทยี บเคยี งตอ่ การมองปรากฏการณค์ วามไมร่ ูไ้ ดว้ ่า
“เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก่อเกิดข้ึนจากการติดหลงในอวิชชาและความเชื่อใน
วฒั นธรรมสงคราม ฝ่ ายหน่ึงหันไปหลงเช่ือความคิดแบบฝ่ ายซ้ายอย่างสุด ๆ เช่ือว่าตอ้ งทา
สงครามชนช้นั ลม้ ลา้ งชนช้นั ผมู้ ีอานาจดว้ ยการใชค้ วามรุนแรง ส่วนอีกฝ่ายผมู้ ีอานาจกเ็ ช่ือแบบ
ขวาสุด ๆ ว่าตอ้ งฆ่าฝ่ายซ้ายในหมดแผ่นดนิ ”๓๐
ดงั น้นั ความรุนแรงที่ปรากฏในสังคมตา่ ง ๆ ลว้ นเกดิ ข้ึนจากบริบทของความไมร่ ู้ ในความท่ี
เป็นอวชิ ชา คือการไมร่ ู้อยา่ งเขา้ ใจ หรือแทงตลอดตอ่ ปัญหาท่ีเกิดข้ึน จึงไดน้ าความไม่รู้น้นั ไปกอ่ ความ
รุนแรงในช้นั ต่อมา มีผใู้ ห้ทศั นะวา่ ความหลงเชื่อรัส ปูติน เป็นสาเหตุหน่ึงต่อความส้ินไปแห่งราชวงศโ์ ร
มานอฟ (Romanov Dynasty)ในรัสเซีย ใน พ.ศ.๒๔๖๐๓๑ ความไมเ่ ขา้ ใจตอ่ พฤติกรรมความเชื่อของลทั ธิ
จิม โจนส์(Jim Jones) ฉายา “ศาสดาเถื่อน” ที่นาสาวกดื่มยาพิษฆ่าตัวตายหมู่ ๙๓๓ ศพ ใน พ.ศ.
๒๕๒๑ ดว้ ยความเช่ือว่า “วญิ ญาณจะเป็ นหน่ึงเดยี วในภพหนา้ เป็นนิรนั ดร์ในดาวดวงอน่ื ” ๓๒ รวมถึง
๒๙ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/ ๓๓๙/๑๘๕.
๓๐ ยคุ ศรีอาริยะ, วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ : สงครามคร้ังสุดท้าย & การเมืองใหม่, (กรุงเทพ ฯ : เจ้ียน เทียน เจิน
,๒๕๕๒), หน้า ๑๐๖. ประเทศไทยยงั เคยใช้ความเชื่อปะทะความเช่ือ ในระหว่างทศวรรษที่ ๑๙๗๐-๑๙๙๐ ใช้การ
แสวงหาความเช่ือหลัก มาเพ่ือย้อนแย้ง รวมท้ังต่อต้านความเช่ือท่ีจะถูกมาแทนที่กรณี ของการนาสถาบัน
พระพุทธศาสนา ชาติ และกษตั ริยม์ าเป็ นเคร่ืองมือในการยอ้ นแยง้ ต่อกระบวนคอมมิวนิสต์ในสังคมไทยที่ผ่านมา ดู
รายละเอียดใน ระวี ภาวิไล, พุทธศาสนาในประเทศไทย = Buddhism in Thailand, (Bangkok : South-East Asia
Treaty Organization), หนา้ ๒๖-๒๙.
๓๑อนันต์ชัย เลาหะพนั ธุ,สัญชยั สุวงั บุตร, รัสเซียสมัยซาร์และสังคมนิยม = Russia : land of the Tsars
and the socialists, (กรุงเทพ ฯ : ศกั ดโิ สภาการพิมพ,์ ๒๕๕๓) ,หน้า ๒๙๖- ๓๐๐, วลิ เล่ียม เลอ เคอซ์, รัสปตู นิ , แปล
โดย หลวงสารานุประพนั ธ์ แปล,(กรุงเทพ ฯ : ไทยคลอลติ ้ีบคุ ส,์ ๒๐๐๖), หน้า คานา.
๓๒ เด็บบ้ี เลยต์ นั ,จิม โจนส์ : ศาสดาเถอ่ื น, โรจนา นาเจริญ แปลเรียบเรียง, (กรุงเทพ ฯ : มติชน,๒๕๔๔),
หน้า ๙-๒๗.
๔๓
ลัทธิโอมชิริ นเกียว (Aum Shinrikyo) ท่ีมีสาวกนับถือในญ่ีป่ ุนและรัสเซีย กับความเชื่อเร่ื อง
“โลกาวินาศ” จนมีผลให้สาวกไดป้ ล่อยแก๊สซาริน ทสี่ ถานีรถไฟใตด้ ินในกรุงโตเกยี ว ในเดอื นมีนาคม
พ.ศ.๒๕๓๘ มผี ลใหผ้ ูเ้ สียชีวติ ๑๒ คน และบาดเจ็บกว่า ๖,๐๐๐ คน๓๓ รวมไปถึงความเช่ือหลงว่าการ
ปฏวิ ตั ิวฒั นธรรมเป็ นสิ่งจาเป็นต่อการปฏวิ ตั ขิ องจนี ๓๔ และเขมรแดง๓๕ จงึ นาไปสู่ความตายทผี่ ูกอยู่กับ
จานวนคน เหตุการณ์ท่ียกมาผูว้ จิ ยั เชื่อว่าลว้ นเน่ืองตอ่ เป็นผลติ ผลความไม่รู้ตอ่ ความเชื่ออยา่ งแทจ้ ริง จึง
นาไปสู่ความรุนแรงตอ่ ชีวิตและทรัพยส์ ิน เป็นตน้
๓.๑.๓.๒ ความโลภ (โลภะ) คือ พฤติกรรมท่ีทาให้เกิดหิวกระหาย ทะยานอยาก หวงแหน
สะสม เหน็ แกต่ วั ตลอดจนยดึ มน่ั ถือมนั่ ในตวั ตน ความอยากได้ “...บุคคลผูม้ ีโลภะน้ี ถูกโลภะครอบงา
มีจิตถกู โลภะกลุม้ รุม ฆ่าสตั วบ์ า้ ง ลกั ทรัพยบ์ า้ ง ล่วงเกินภรรยาของผอู้ ื่นบา้ ง พูดเท็จบา้ ง ชกั ชวนผอู้ ื่น
เพื่อสิ่งท่ีไมเ่ ก้ือกลู เพื่อทุกขบ์ า้ ง...”๓๖ หากนาแนวคิดน้ีมาอาจอธิบายไดว้ ่าความประสงคต์ ่อส่ิงใดสิ่งหน่ึง
ท้งั ในเชิงวตั ถแุ ละนามธรรม อาทิ ทรัพยส์ ิน อานาจ เกียรตยิ ศ ศกั ด์ิศรี ลว้ นนาไปสู่การก่อความรุนแรง
อนั มีผลเน่ืองตอ่ จากความโลภ อยากได้ หรือหวงั ไดต้ ่อผลน้นั กรณีสงครามแยง่ ชิงทรพั ยากรน้าของโกลิ
ยวงศก์ บั ศากยวงศ์ ดว้ ยอานาจของความตอ้ งการ จงึ นาไปสู่การยกทพั หมายก่อความรุนแรงเพื่อควบคุม
ครอบครองตอ่ แหลง่ ทรัพยากรน้าเพยี งลาพงั กลุ่มตน ความมงุ่ หวงั ต่ออานาจของวิฑฑู ภะ พระเจา้ อชาต
ศตั รู จึงนาไปสู่การกระทาที่เรียกว่า “ปิ ตฆุ าต” ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม ความอยากไดต้ ่อดินแดนจึงก่อ
สงครามระหว่างมคธรัฐและโกศล ระหว่างพระเจ้าอชาตศัตรูและปเสนทิโกศล๓๗ ความอยากได้
๓๓AUM Shinrikyo, Encyclopædia Britannica, 2006. http://en.wikipedia.org/wiki/Aum_Shinrikyo ส่ื อ
ออนไลน์ ๑๒ ธนั วาคม ๒๕๕๓.
๓๔ทวีป วรดิลก, ประวัติศาสตร์จีน, (กรุงเทพ ฯ : สุขภาพใจ,๒๕๔๒), หน้า ๑๑๗๐-๑๒๒๙. แจน มีร์ดัล
และ กาน เคสเซิล, จีน : แผ่นดินแห่งการปฏิวัติตลอดกาล=vChina : the revolution continued, แปลโดย มโน มั่นใน
ธรรม, (กรุงเทพฯ, ชมรมหนงั สือแสงตะวนั , ๒๕๑๗), หน้า ๑๐๐.
๓๕ เดวิด พี แชนด์เลอร์, ประวัติศาสตร์ กัมพูชา= History of Cambodia, พรรณงาม เง่าธรรมสาร
บรรณาธิการแปล,(กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิโครงการตารามนุษยศ์ าสตร์และสงั คมศาสตร์,๒๕๔๐). หนา้ ๓๒๙-๓๕๐. ชมุ พล
เลิศรัฐการ, กัมพูชาในการเมืองโลก : บทบาทเจ้าสีหนุกับสงครามและสันติภาพ, (กรุงเทพ ฯ : ธัญญาพับลิคเคช่ัน
,๒ ๕๓ ๖), หน้า ๑๖๗ -๒ ๐๐. และ John Marston & Eliazbeth Guthrie, History, “Buddhism and New Religious
Movement in Cambodia”, in Journal of the Siam Society 2007 Vol.95 pp. 258-261.
๓๖ องฺ.ทกุ . (ไทย) ๒๐/๖๖/๒๕๗.
๓๗ ส.ส.(ไทย) ๑๕/๑๒๖/๑๔๘-๑๔๙. (สงครามระหว่างพระเจา้ อชาตศตั รูกบั พระเจา้ ปะเสนทโิ กศลใน
ทุตยิ สงั คามสูตร ว่าดว้ ยสงคราม สูตรที่ ๒),
๔๔
ตาแหน่งปกครองเป็น “ศาสดา” แทนพระพทุ ธเจา้ ของพระเทวทตั จึงกระทาความรุนแรงท้งั ในเชิงปัจเจก
ตอ่ พระพุทธเจา้ และหมู่คณะสงฆ์๓๘ เป็ นตน้ เหตกุ ารณ์ที่เกิดข้นึ ต้งั อยบู่ นฐานของความ “อยากได้” ใน
สิ่งทีไ่ มพ่ ึงจะได้ รวมท้งั ไม่ไดอ้ ยูข่ อบเขตของการแสวงหาโดยชอบธรรม จึงทาให้เกดิ พฤติกรรมท่ีไมพ่ ึง
ประสงค์ต่ออีกฝ่ าย และกลายเป็ นความรุนแรงอย่างท่ีปรากฏในหลายคร้ังหลายคราในประวตั ิศาสตร์
พระพุทธศาสนา ดังน้นั ความรุนแรงท่ีปรากฏในโลกน้ี จึงมีฐานคิดอยู่บนความ “อยาก” ไดท้ ่ีจดั เป็ น
โลภะ ในทางศาสนา สงครามแย่งชิงทรัพยากรในอ่าวเปอร์เซีย การเผชิญหน้าทางทหารของจีนกับ
ไตห้ วนั เป็ นตน้ สอดคลอ้ งกบั แนวคิด “การเลือกสรรโดยธรรมชาติ” (Natural Selection Theory)๓๙
ของชาร์ล ดาร์วนิ (Charles Darwin ค.ศ. 1809 –1882) ซ่ึงในทางพระพทุ ธศาสนามองวา่ เป็ นฐานคดิ บน
ความ “โลภ” ท่นี าไปสู่การการคา้ การแยง่ ชิงทรัพยากร การคา้ ทาส การลา่ อาณานิคม จกั รวรรดินิยม ใน
สมยั ตอ่ มา๔๐
๓.๑.๓.๓ ความโกรธ-ความรุนแรง (โทสะ)๔๑ หมายถึง สภาวะทางจิตที่มอี าการเดือด
ดาลที่เรียกว่า “โกรธ” ต่อผอู้ ่นื หรือสิ่งใดส่ิงหน่ึง ความโกรธเกดิ ข้นึ แก่ผูใ้ ด ผนู้ ้นั จะเกดิ การเดอื ดดาลใน
จิตใจ เมอ่ื มนั รุนแรงข้นึ สัมพนั ธ์ไปถึงการคิดประทุษร้าย คิดทาลาย หรือความคิดท่ีทาให้ผูอ้ ื่นหรือสิ่ง
ใดส่ิงหน่ึงเกิดความพินาศเสียหาย ความคิดดงั กล่าวน้ีครอบคลุมความคิดดา้ นลบทุกชนิด ดงั พุทธพจน์
ท่ีว่า
“...บุคคลบางคนในโลกน้ีเป็ นคนมกั โกรธ มากไปดว้ ยความแคน้ ใจ ถกู ว่ากล่าว
เพยี งเล็กนอ้ ยก็ขดั ใจ โกรธเคอื ง พยาบาท ข้ึงเคียด แสดงอาการโกรธ ขดั เคอื ง และ
ไม่พอใจ...เปรียบเหมือนแผลเก่าถกู ไมห้ รือกระเบ้ืองกระทบเขา้ ยอ่ มหลง่ั น้าหนองออกมาก
ยิ่ง...เปรียบเหมือนถ่านไมม้ ะพลบั ถูกไม้หรือกระเบ้ืองกระทบเข้าย่อมปะทุเกินประมาณ...
๓๘อทิ ธิพล แกว้ พลิ า, “การศึกษาวิเคราะห์เรื่องสังฆเภทในพุทธศาสนาเถรวาท”, วทิ ยานิพนธ์ศิลปศาสตร์
มหาบณั ฑิต, (คณะศิลปศาสตร์, มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๔๕),หนา้ ๔๑.
๓๙ สมภาร พรมทา, พุทธปรัชญา : มนุษย์ สังคม และปัญหาจริยธรรม, (กรุงเทพ ฯ: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ,๒๕๔๒), หน้า ๑๓๕.
๔๐ จอห์น เค แฟร์แบงค,์ เอดวิน โอ ไรเซาเออร์, แอลเบิร์ต เอ็ม เครก, เอเชียตะวันออกยุคใหม่ : จนี ญี่ป่ ุน
เกาหลี ไต้หวนั , เพชรี สุมติ ร บรรณาธิการแปล, (กรุงเทพ ฯ : มลู นิธิโตโยตา้ ,๒๕๕๐), หน้า ๘๒๕-๙๓๓.
๔๑ คาว่า โกธะ สาเร็จรูปมาจาก กุธ = โกรธ ลงหมวด ทิ ธาตุ ย ปัจจัย มีรูปวิเคราะห์ว่า “กุชฺฌตีติ โกโธ”
และคาวา่ “โทสะ” สาเร็จรูปมาจาก “ทสุ = ประทษุ รา้ ย ไม่ชอบใจ ลงหมวด ทิ ธาตุ ย ปัจจยั มีรูปวเิ คราะหว์ ่า “ทุสสตตี ิ
โทโส” (พระมหาปราโมทย์ ปโมทิโต, พจนานุกรมธาตุภาษาบาลี, หนา้ ๖๒).
๔๕
เปรียบเหมอื นหลมุ คถู ถูกไมห้ รือกระเบ้ืองกระทบเขา้ ย่อมส่งกลิ่นเหมน็ รุนแรง...บุคคลบางคน
ในโลกน้ีก็ฉันน้นั เหมือนกัน เป็ นคนมกั โกรธ มากไปดว้ ยความคบั แคน้ ใจ ถูกว่ากล่าว
เพียงเล็กน้อยก็ขัดใจโกรธเคือง พยาบาท ข้ึงเคียดแสดงอาการโกรธ ขัดเคือง และไม่
พอใจ...”๔๒
นอกจากน้ีพระพุทธศาสนามีคาสอนว่าบุคคลมักโกรธคล้าย “อสรพิษ”๔๓ ที่จะก่อให้เกิด
อนั ตรายไดต้ ลอดเวลา และไดจ้ ดั วางความสัมพนั ธก์ บั คนประเภทน้ีไวว้ ่า
“...บุคคลเช่นน้ีควรวางเฉย ไมค่ วรเสพไม่ควรคบ ไม่ควรเขา้ ไปนงั่ ใกล้ ขอ้ น้ัน
เพราะเหตุไร เพราะบุคคลบางคนคิดว่า“บุคคลเช่นน้ีจะพึงด่าเราบา้ ง บริภาษเราบา้ ง ทา
เราให้ฉิบหายบา้ ง” เพราะฉะน้นั บคุ คลเช่นน้ีจึงควรวางเฉย ไมค่ วรเสพ ไมค่ วรคบ ไม่
ควรเขา้ ไปนงั่ ใกล.้ ..”
ความโกรธไดก้ ลายเป็ นพลงั ที่กอ่ ความรุนแรงหลาย ๆ คร้ัง มีเหตุการณ์ทางพระพุทธศาสนา
อาทิ ความโกรธอาฆาตของของเจา้ ชายวิฑูฑภะต่อศากยวงศ์จนนาไปสู่การก่อความรุนแรงฆ่าเผ่าพนั ธุ์
ศากยวงศ์ ความอาฆาตแคน้ ของมาคณั ฑยิ าต่อพระพทุ ธเจา้ จึงจา้ งคนไปด่าทอ และหรือทารา้ ย ก่อความ
รุนแรงต่อบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างนางสามาวดีพร้อมบริวาร ๕๐๐ ชีวิตในกองเพลิง
รวมท้งั อานาจของความโกรธอาฆาตน้ัน ได้ส่งผลสะทอ้ นยอ้ นกลบั ต่อนางมาคณั ฑิยาตอ้ งไดร้ ับโทษ
ประหารชีวติ ให้ตายตกไปตามกนั นางสิริมาดว้ ยอานาจของโทสะท่เี ห็น “รอยยม้ิ ” ของนางอุตตราเป็ น
เพียงดงั ศรที่ยอ้ นแทงมิใช่มิตรภาพ จึงใชน้ ้ามนั ตม้ เดือดราดรดศีรษะนางอุตตราดว้ ยอานาจของโทสะ
เป็ นตน้
ผวู้ ิจยั เชื่อว่าความโกรธที่เป็ นอาภรณ์คลุ่มห่มชาวปาเลสไตน์จึงก่อความรุนแรงต่ออิสลาเอล
รายวนั รวมถงึ การก่อสงคราม ๖ วนั ระหวา่ งอิสราเอลกบั ชาตอิ าหรับ ใน ค.ศ.๑๙๖๗๔๔ กไ็ ม่ต่างจากกรณี
รายแรก ผเู้ ร่ิมนวตั กิ รรมพลีชีพกระทง่ั เป็ นตน้ แบบให้กบั ผูก้ อ่ การร้ายนานาประเทศ คือชาติทมิฬในศรี
ลังกา ที่มีความโกรธเป็ นสิ่งร่ วมท่ีตกเป็ นผู้ถูกกระทาจากรัฐในหลักดินแดน ประธานาธิบดี
สหรัฐอเมริกา กล่าวภายหลงั เหตกุ ารณ์ ๙/๑๑ กบั วลีอมตะว่า “ไมใ่ ช่พวกเราก็เป็นศตั รู" และนาไปสู่การ
๔๒ อภิ.ป.ุ (ไทย) ๓๖/๑๒๕/๑๘๐.
๔๓ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/๘๔/๑๓๔.
๔๔ ประทมุ พร วชั รเสถยี ร,รศ., โลกร่วมสมัย ๒, (กรุงเทพ : ปาเจรา,๒๕๕๓), หน้า ๑๓.
๔๖
ดาเนินนโยบายทางการทหารดว้ ยการออกกฎหมายเพิ่มเงินทางดา้ นความมน่ั คง และส่งทหารเขา้ ไปยงั
ดนิ แดนทช่ี ่ือว่าเป็นผกู้ ระทาต่อสหรัฐ๔๕ ส่วนหน่ึงมีอารมณ์ร่วมของรฐั และประชาชาติโดยมอี าภรณข์ อง
ความโกรธเป็นเคร่ืองสนบั สนุน ดงั น้นั จะคร้ังพุทธกาลหรือเน่ืองต่อในปัจจุบนั ความโกรธเป็ นสาเหตุ
และปัจจยั หลกั ประการหน่ึงในการนาไปสู่การกอ่ ความรุนแรงท้งั ทางตรงและทางออ้ มดว้ ยเช่นกนั
ดงั น้นั ความรุนแรงทเี่ กิดข้นึ ชนิด ประเภทต่าง ๆ ลว้ นมีฐานมาจากอานาจของกิเลส เกาะเกี่ยว
อย่กู บั คตคิ วามโลภ ความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น โกรธ โทสะท่ีกลายเป็ นไฟแห่งการทาลาย
หลง๔๖ ไม่รู้ว่าสิ่งใดผิดถูก ควรไม่ควร ชอบ ดี ไดเ้ ป็ นพลงั ผลกั ดนั ให้เกิดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์
กลายเป็นความรุนแรงในระดบั ต่าง ๆ เร่ิมต้งั แต่ความรุนแรงทางกาย ท่หี มายถงึ การทารา้ ยรุนแรงต่อกาย
ดว้ ยกายไปจนถึงวตั ถสุ ่ิงของ ทางวาจาดว้ ยการใหข้ อ้ มลู ข่าวสารท้งั จริงและเท็จแต่มผี ลเป็นความรุนแรง
ต่อสวสั ดิภาพและชีวิตผูอ้ ื่น รวมไปถึงทางใจท่ีกลายเป็ นความพยาบาทอาฆาตแคน้ และนาไปสู่การ
กระทา หรือก่อความรุนแรงที่เน่ืองต่อกับฐานของกาย และวาจาอีกช้ันหน่ึง ซ่ึงจะได้ทาการศึกษา
ประเภทของความรุนแรงทเ่ี กย่ี วเนื่องกบั ฐานกาย วาจา และใจตอ่ ไป
๓.๑.๒ ประเภทของความรุนแรง
พระพุทธศาสนาได้จาแนกลกั ษณะของการเกิดความรุนแรงท่ีปรากฏในคร้ังพุทธกาลทเี่ ห็น
ไดช้ ดั ทส่ี ัมพนั ธ์กบั กาย หรือมนุษยเ์ ป็นเบ้อื งแรกคือ
๓.๑.๒.๑ ความรุนแรงทางใจ๔๗ (Violence on mind) เป็ นความรุนแรงในเบ้ืองตน้ ท่ี
สัมพนั ธก์ นั ไปจนถงึ วาจา และทางใจ เช่นการผูกอาฆาต การพยาบาท และการคิดแคน้ เอาคืนเหล่าน้ีลว้ น
เกดิ จากใจทีส่ ัมพนั ธ์กบั ความโกรธ ในพระไตรปิ ฎกคาว่า “จิตโกรธ-ใจโกรธ” ที่ว่า “ภกิ ษุท้งั หลาย มีจิต
๔๕ อลนั กรีนสแปน, ยุคแห่งความโกลาหล =The Age of Turbulence, นรา สุภคั โรจน์ แปล, (กรุงเทพ :
โพสตบ์ ุคส,์ ๒๕๕๓), หน้า ๒๒-๒๓.
๔๖เพ่ิมเติมใน พระจรัล เน้ือหา, “การศึกษาวิเคราะห์เรื่องความโกรธในพระพุทธศาสนาเถรวาท”,
วิทยานพิ นธ์ศิลปศาสตร์มหาบณั ฑิต,(คณะศิลปะศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๔๖), หน้า บทคดั ยอ่ .
๔๗ แนวคิดทางพุทธศาสนามองไปท่ีความรุนแรงทางใจดว้ ยการไม่ปฏิบัติความรุนแรงดงั ปรากฏในการ
แสดงโอวาทปาติโมกข์ “ท่ีการทาจิตให้ผ่องใส” รวมท้ังไม่กล่าวร้าย(อนูปวาโท) ไม่ทาร้าย (อนูปฆาโต) ซ่ึงจัดเป็ น
แนวคดิ ต่อการมองความไม่รุนแรงทางจิตซ่ึงจะเป็ นตรงกนั ขา้ มกับความรุนแรง ซ่ึงผูป้ ฏิบตั ติ รงกนั ขา้ มคือปฏิบตั ิความ
รุนแรงในทางพุทธไม่จดั เป็ น “สมณะ” ที.มหา.(ไทย) ๑๐/๙๐/๕๑ และ อภิ.ปุ.(ไทย) ๓๖/๑๒๕/๑๘๐. พระธรรมปิ ฎก
(ป.อ.ปยุตฺโต), จาริกบญุ จาริกธรรม, (กรุงเทพ ฯ มลู นิธิพุทธธรรม,๒๕๔๗), หน้า ๑๒๖.
๔๗
โลภ วิวาทกัน มีจิตโกรธ วิวาทกนั มีจิตหลง วิวาทกนั ”๔๘ อนั เป็ นสาเหตุนาไปสู่การก่ออธิกรณ์หรือ
ความรุนแรง นอกจากน้ีความรุนแรงชนิดน้ียงั สัมพันธ์กับแนวคิด “อคติ”๔๙ “จินตกรรม”๕๐ หรือ
“จินตนาการ”๕๑ ทางความคิดท่ีสัมพันธ์กับความเป็ นชาติ เผ่าพนั ธุ์ ภาษาและความเชื่อ หรืออืน่ ใดจาก
ความคดิ ผูกติดกบั “มโนทศั น์” ท่ีเป็นสาเหตุนาไปสู่การก่อความรุนแรงดว้ ยเชน่ กนั กรณีการผูกใจเจ็บ
ของทฆี การายนะผเู้ ป็นหลานของพนั ธุละเสนาบดี ท่ถี กู พระเจา้ ปเสนทิโกศลทปี่ ระกอบดว้ ยโมหะเช่ือคา
ยุยงของเสนาอามาตยท์ ่คี ิดรา้ ยต่อพนั ธุละ จงึ ลวงพนั ธุละพรอ้ มลกู ไปประหารสิ้นท้งั ๓๓ ชีวติ เหตุการณ์
น้ีจึงนาไปสู่การผูกใจเจบ็ เมื่อสบโอกาส จึงยึดเคร่ืองราชกภุ ณั ฑ์ของพระเจา้ ปเสนทิโกศลในคราวเสด็จ
สนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าและเครื่องทรงเหล่าน้นั ให้ทฆี การายนะถือไวก้ ่อนเขา้ เฝ้าพระพุทธเจา้ ๕๒
และสถาปนาวิฑูฑภะเป็ นกษตั ริย์ จนเป็ นเหตุนาไปสู่การส้ินพระชนมข์ องพระเจา้ ปเสนทิโกศลในวยั
๘๐ พรรษาดว้ ย (พรรษาที่ ๓๘ ) รวมถึงการท่เี จ้าชายวฑิ ูฑภะผกู ใจเจบ็ ต่อศากยวงศท์ ่ีแสดงความรุนแรง
ทางพฤติกรรมผ่านความรุนแรงทางโครงสรา้ งและชาติกาเนิด ประหน่ึงเป็ นความคง่ั แคน้ และผูกใจเจ็บ
และนาไปสู่การกระทาความรุนแรงดว้ ยอานาจทางการทหารและกองทพั ในภายหลงั ประหน่ึงเป็นการ
ฆ่าเพื่อเกียรติยศหรือเรียกคืนเกียรติยศอนั พึงมีแห่งความเป็นมนุษย์ การต่อสู้ของผไู้ รอ้ านาจทางสังคม
จากการตกเป็นผูถ้ ูกกระทาให้ไรอ้ านาจแมใ้ นตวั ตน ความรุนแรงทางจติ ใจทีเ่ กิดข้ึนจงึ กลายเป็นแรงขบั
ตอ่ การสร้างความรุนแรงในภายหลงั ซ่ึงยงั คงมีและปรากฏใหเ้ หน็ บอ่ ยคร้งั
๓.๑.๒.๒ ความรุนแรงทางวาจา (Violence on Speech) การใช้คาพูด การใช้วาจาใน
การกล่าวหา กล่าวร้าย ด่าทอจะด้วยความโกรธ เจตนามุ่งร้ายล้วนเป็ นพฤติกรรมท่ีปรากฏในคร้ัง
พุทธกาลซ่ึงสัมพนั ธ์ทางกาย นัยหน่ึงเป็นการตรวจสอบ ประณาม ตาหนิ ดา่ ทอ ซ่ึงล้วนสัมพนั ธก์ นั ใน
๔๘ วิ.จู. (ไทย) ๖/๒๑๖/๓๓๔.
๔๙ ศึกษาแนวคิด “อคติ” ท่ีมผี ลต่อการวินิจฉัย ประเมิน ตดั สิน แลว้ ส่งผลเป็นความรุนแรงต่ออีกฝ่ ายได้ จาก
งานวิจัยของ พระมหานรากร ช่างบุ, “ ‘อคติ’ กับปัญหาอธิกรณ์ในพุทธศาสนา : กรณึศึกษาสานักสันติอโศก”,
วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑติ , (คณะศิลปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๕๑), หนา้ บทคดั ยอ่ .
๕๐ ดรู ายละเอียดแนวคดิ “จินตกรรม” ใน เบน แอนเดอร์สนั , ชุมชนจินตกรรม : บทสะท้อนว่าด้วยกาเนิด
และการแพร่ขยายของชาตินิยม, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการแปล), (กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิโครงการตารา
สังคมศาสตร์และมนุษยศ์ าสตร์,๒๕๕๒), หน้า ๑-๑๕.
๕๑แนวคิดจินตนาการต่อความเป็ น “รัฐ-ชาติ” รายละเอียดใน ดร.ไชรัตน์ เจริญสินโอฬาร, วาทกรรม
พัฒนา : การเมืองกับการศึกษาพฒั นา, (กรุงเทพ ฯ : สานกั พมิ พว์ ภิ าษา,๒๕๔๕), หน้า ๗๗-๗๘.
๕๒ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๖๖/๔๕๒
๔๘
ฐานของความเป็ นเหตุเป็ นผล ในกันและกัน ในพระไตรปิ ฎกมีคาว่า “เพ่ือความรุนแรง” ซ่ึงในท่ีน้ี
หมายถึงเป็ นไปเพ่ือความมีวาจาหยาบคาย เช่น ด่ากันด้วยคาหยาบว่า เป็ นทาส เป็ นคนช่ัว เป็ น
จณั ฑาลและเป็ นช่างสาน เป็ นตน้ ๕๓ เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนอาทิการกล่าวตาหนิพระพุทธเจา้ ของเวรัญช
พราหมณ์๕๔ ของสุปปิ ยปริพพาชก๕๕ อคั คภิ ารทวาชพราหมณ์ ผดู้ ่าพระพุทธเจา้ วา่ เป็นคนถ่อย “หยุดอยู่
แค่น้นั แหละ คนหัวโลน้ หยดุ อยู่แค่น้นั แหละ สมณะ หยดุ อย่แู ค่น้นั แหละคนเลว”๕๖ พฤตกิ รรมที่
ยกมามพี ้ืนฐานของความไมช่ อบท้งั ในลกั ษณะทางกายภาพคือการแตง่ กาย ภาพลกั ษณข์ องนกั บวช รวม
ไปถึงกรณีอื่น ๆ ที่มีผลต่อการแสดงความไม่พอใจ จึงแสดงออกเป็ นความรุนแรงทางวาจา ถึงแมจ้ ะ
ไดร้ บั การช้ีแจงอธิบายและยกขอ้ ธรรมมาอธิบายแลว้ ก็ตาม ยงั ช้ีให้เหน็ ว่าเป็นความรุนแรงทีส่ มั พนั ธก์ บั
การแสดงออกทางวาจา เหตผุ ลของการกลา่ วตาหนิ ดา่ ประณาม อาทิคาว่า “คนถ่อย” หรือ “คนหัวโลน้ ”
ดว้ ยทศั นะทางความเช่ือของพวกพราหมณ์ท่ีมองว่าคนหัวโลน้ เป็ นคนไม่บริสุทธ์ิ เป็ นผูท้ ่ีเทพและ
พราหมณ์ไมบ่ ูชา ไม่เลื่อมใส และยงั รังเกียจว่าคนหัวโลน้ เป็นพวกขอเขากิน (คนกินเดน) ท้งั ยงั รังเกยี จ
การแต่งกายของพวกสมณะว่าเศร้าหมอง เป็ นตน้ ๕๗ การท่ีอดีตชาติของนางอฑั ฒกาสีนางโสเภณี ใน
อดตี ชาติเคยเป็นภิกษณุ ีแลว้ ใชค้ าบริภาษตอ่ ภิกษุณีผเู้ ป็นพระอรหันตว์ า่ “อีนางแพศยา”๕๘ ด้วยผลกรรม
น้ันได้มาเกิดเป็ นโสเภณี๕๙ กรณีน้ีเป็ นความรุนแรงทางวาจาต่อผูอ้ ่ืน และส่งผลกลบั เป็ นความรุนแรง
หรือผลกระทบต่อตวั เองอนั จะดว้ ยสาเหตุของการกระทา หรือหลกั กรรมตามแนวพุทธดว้ ย หรือศิษย์
ของพระมหากัสสปะซ่ึงไม่อดทนต่อคาส่ังสอนได้ใช้คาบริภาษอาจารย์รวมท้ังทาลายสิ่งของวตั ถุ
เคร่ืองใชเ้ พ่อื แสดงความโกรธ จดุ ไฟเผาศาลาประภาคาร๖๐ เป็นตน้
๕๓ องฺ.ทกุ .อ. (ไทย) ๒/๑๕/๑๓.
๕๔ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๒/๒-๔.
๕๕ ที.สี. (ไทย) ๙/๒-๔/๒-๔.
๕๖ขุ.สุ. (ไทย) ๒๕/๑๑๕/๕๒๙.
๕๗สถาบันบันลือธรรม, ชีวประวัตแิ ห่งการบรรลุธรรม ๗๕ อุบาสก พุทธสาวก อดีตชาติของพุทธสาวกใน
สมัยพุทธกาล, (กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา,๒๕๕๒), หน้า ๗๙.
๕๘เสฐียรพงษ์ วรรณปก, พุทธสาวก พุทธสาวิกา : ประมวลประวัติพระเถระพระเถรีอุบาสกอุบาสิกา สมัย
พทุ ธกาล,(กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา,๒๕๕๒), หน้า ๑๔๙-๑๕๑.
๕๙ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๔๓๐/๓๕๘. และ ขุ.อป. (ไทย) ๓๓/๑๗๐-๑๗๗/๕๔๓.
๖๐ ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๖๑/๔๖. (สทั ธิวหิ าริกของพระมหากสั สปะ)
๔๙
ความรุนแรงทางวาจาอาจหมายถึงการสื่อดว้ ยอกั ษร ภาษาพูด หรืออื่นใดท่ีสะทอ้ นถึงความ
รุนแรงจนกระทงั่ ก่อให้เกิดพฤติกรรมเอาอย่าง การขบั เคลื่อนด้วยความคิดและพฤติกรรมใดอันพึง
ประสงคจ์ นกระทง่ั กลายเป็นความรุนแรงชนดิ ต่าง ๆ กรณีการที่ผูพ้ ดู ผา่ นสื่อแมจ้ ะเป็นการแสดงทศั นะที่
แตกต่างแต่ในเวลาเดียวกันได้กลายเป็ นการ “สร้างและพัฒนาการความรุนแรงต่อเน่ือง” ต่อผูฟ้ ัง
จนกระทง่ั กลายเป็นความรุนแรงทางความคิดและส่งผลเป็นความรุนแรงทางกาย ทปี่ รากฏเป็นเหตกุ ารณ์
ความรุนแรงทางการเมอื งในประเทศไทยในชว่ ง พ.ศ.๒๕๕๓ ทีผ่ ่านมา เป็นตน้
๓.๑.๒.๓ ความรุนแรงทางกาย (กาย)๖๑ คือ การกระทารุนแรงตอ่ ร่างกายให้เกิดความ
บาดเจ็บ หรือเส่ียงต่อการบาดเจ็บ โดยจะมีอาวุธหรือไม่มีอาวุธก็ตาม ไดแ้ ก่ การตี การต่อย การผลัก
การขู่ให้กลวั หรือการกระทาใด ท่ีสัมพนั ธ์ทางกายจดั เป็นความรุนแรงใดทส่ี ัมพนั ธ์กบั ความรุนแรงทาง
กาย ในนิยามของการสารวจความรุนแรงในชีวติ คู่กบั สุขภาพผูห้ ญงิ พ.ศ.๒๕๔๓๖๒ หมายถึง การกระทา
ในลกั ษณะการผลกั กระแทก ปาสิ่งของ บบี คอ รัดคอ ตบ ตอ่ ย ตี เตะ ลาก ซ้อม ใชไ้ ฟจ้ี ขู่วา่ จะใช้อาวุธ
ทารา้ ยหรือลงมือใชอ้ าวุธทารา้ ย๖๓
ในงานศึกษาโดยสมิทธิพล เนตรนิมิตร๖๔ ให้ข้อมูลความรุนแรงที่เป็ นโทษต่อผูก้ ระทา
ความผดิ กฎหมายบา้ นเมืองในคร้งั โบราณ ซ่ึงเป็นโทษท่ีจดั วา่ เป็นความรุนแรงทางกาย มวี า่
“...หลกั ปฏิบตั ิท่ีมีแต่โบราณ การทาโทษผูก้ ระทาผดิ มีอยูห่ ลายวธิ ี ผูน้ า(ราชา)สั่งให้จบั
กมุ ผูล้ ะเมิดลงอาญา ใชว้ ธิ ีเดียวกับท่ีนายนิรบาลลงโทษสัตวใ์ นนรกภูมิ หลายวิธี เฆี่ยน ดว้ ย
แส้, เฆี่ยนดว้ ยหวาย, ตีดว้ ยไมพ้ ลอง, ตดั มือ, ตดั เทา้ , ตดั มือและเทา้ , ตดั ใบหู, ตดั จมูก, ตดั ใบ
หูและจมกู , วางก่อนเหล็กแดงบนศีรษะ, ถลกหนงั ศรี ษะขดั ใหข้ าวเหมือนสังข,์ เอาไฟยดั ปาก
จนเลือด ไหลเหมือนปากราหู, เอาผา้ พนั ตวั ราดน้ามันจุดไฟเผา, พนั มือจุดไฟต่างคบ, ถลก
หนังต้งั แต่คอถึง ขอ้ เทา้ ให้ลุกข้ึนเดนิ เหยยี บหนงั จนลม้ , ถลกหนังต้งั แต่คอ บ้นั เอวจนถึงส้น
๖๑สมั พนั ธ์กบั แนวคิดเรื่องกรรมและความรับผิดชอบตอ่ การกระทา วิ.จู. (ไทย) ๗/๔๓๐/๓๕๘.
๖๒ กฤตยา อาชวนิจกุล ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา วาสนา อิ่มเอม และอุษา เลิศศรีสันทัด, ความรุนแรงใน
ชีวติ ค่กู บั สุขภาพผ้หู ญงิ , (นครปฐม : สถาบนั วจิ ยั ประชากรและสงั คม มหาวิทยาลยั มหิดล,๒๕๔๖), หนา้ ๒๐๘.
๖๓กฤตยา อาชวนิจกุล ชื่นฤทยั กาญจนะจิตรา วาสนา อ่ิมเอม และอุษา เลิศศรีสันทดั , เรื่องเดียวกัน,
หนา้ ๒๐๘.
๖๔ สมทิ ธิพล เนตรนิมิตร, “ภาพแห่งความรุ่งเรืองเมอื งโบราณและพุทธสถานในคมั ภีร์”, [สื่อออนไลน์]
แหลง่ ทม่ี า : http://aphidham.mcu.ac.th [๒๕ ธนั วาคม ๒๕๕๓].
๕๐
ทาให้ดูเหมือนผา้ คากรอง, สวมปลอกเหล็กที่ขอ้ ศอกและเข่า แลว้ ใช้หลาวแทง ๔ จุด, เอาไฟ
เผา, ใชเ้ บ็ดเก่ยี วหนัง เกี่ยวเน้ือ และเอ็น, เฉือนเน้ือออกเป็นแวน่ เหมือนเหรียญกษาปณ์, เฉือน
หนังเน้ือ เอ็นเหลือแต่กระดูก, ใช้ หลาวแทงช่องหูให้ทะลุถึงกัน, เสียบให้ติดดินจบั หมุนได้
รอบ, ทุบกระดูกให้แหลก ถลกหนงั ออกเหลือ แต่กองเน้ือเหมือนด่ังใบไม,้ ใช้น้ามนั เดือด
พล่านรดตวั , ให้หมากดั กนิ จน เหลอื แต่กระดกู ,ใหน้ อน บนหลาวท้งั เป็น และใชด้ าบตดั คอ...”
ความรุนแรงท่ีสมั พนั ธท์ างกายเหล่าน้ีดงั ปรากฏในหลาย ๆ เหตกุ ารณใ์ นทางพระพุทธศาสนา
จดั เป็ นความรุนแรงในทางพทุ ธศาสนา เชน่ การทารา้ ยร่างกาย การฆ่า และการทาร้ายตวั เอง ไปจนถึง
การฆา่ ตวั ตาย ลว้ นปรากฏอย่ใู นพฤตกิ รรมทางกายเกอื บท้งั สิ้น รวมไปถึงเหตุการณท์ สี่ ัมพนั ธ์เนื่องเก่ยี ว
ตอ่ การฆา่ ท้งั การฆ่าตวั ตาย เชน่ การลงโทษนางมาคนั ฑยิ าดว้ ยการชาแหละเน้ือของนาง และยา่ งให้นาง
กิน ก่อนประหารชีวติ ดว้ ยการฝังดินและเอาไฟเผาพรอ้ มไถกลบ๖๕ เพื่อเป็นการทาโทษ การฆา่ ตวั ตาย
และให้ผูอ้ ่ืนให้ฆ่าของพระผูบ้ าเพญ็ ฌาน๖๖ การทาร้ายร่างกายของนางสิริมาต่อนางอุตรา๖๗ การลวง
พนั ธุละพร้อมบุตร ๓๒ คนไปประหาร๖๘ การฆา่ ขององคลุ ิมาล ๙๙๙ ศพ ดว้ ยประสงคต์ ่อน้ิวเพอื่ นาไป
เป็นเครื่องแสดงเจตจานงตอ่ การเรียนมนต๖์ ๙ รวมไปถึงความรุนแรงของพระเจา้ อชาตศตั รูตอ่ พระเจา้ พมิ
พสิ าร๗๐ พระเทวทตั ต่อพระพทุ ธเจา้ ๗๑ การฆ่าหมกศพนางสุนทรี๗๒ นางภทั ทาต่อสามที ่ีเป็น
๖๕ ข.ุ อุ. (ไทย) ๒๕/๗๐/๓๑๙-๓๒๐.
๖๖เหตุการณ์การฆ่าตวั ตายของพระฉันนะ{ม.อุ. (ไทย)๑๔/๓๘๙-๓๙๔/๔๔๒-๔๔๗} พระโคธิกะ{ส.ส.
(ไทย)๑๕/๑๕๙/๒๐๕-๒๐๗.}และ พระวกั กะลิ {ส.ข.(ไทย)๑๗/๘๗/๑๕๗-๑๖๓.} แนวคิดการฆ่าตัวตายของพระ
เหล่าน้ีสัมพนั ธ์ไปถึงทศั นะพุทธกับการฆา่ ตวั ตาย ที่แนวคิดหน่ึงมองวา่ (๑) พระพุทธศาสนาสนับสนุนการฆ่าตวั ตาย
และ(๒) อกี แนวมองว่าพระพุทธศาสนาไม่ไดส้ นับสนุนการฆ่าตวั ตายแต่มเี กณฑ์ในการวินิจฉัยต่อเจตนาในการตาย
เพ่ิมเติมใน สมภาร พรมทา, พุทธปรัชญาจากพระสูตร, (ภาควิชาปรัชญาและศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา: จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั ,๒๕๕๐), หน้า ๓๘๑-๓๘๘.
๖๗ข.ุ ธ.(ไทย) ๕/๒๒๓/๑๐๒. (เร่ืองนางอตุ ตราอุบาสิกา)
๖๘ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๔๗/๔๑. และ อุทิศ ศิริวรรณ, ธรรมบทภาค ๓ แปลโดยพยญั ชนะ, (กรุงเทพ ฯ : เลี่ยง
เชียง, ๒๕๓๐), หนา้ ๒๑-๒๕.
๖๙ธรรมสภา, ๘๐ พระอรหนั ต์ฉบบั สมบรู ณ์, (กรุงเทพ ฯ : ธรรมสภา,๒๕๕๐ ), หนา้ ๓๘๑-๓๙๙.
๗๐ วิ.จ.ู (ไทย) ๗/ ๓๓๙/๑๘๕.
๗๑ วิ.จู.(ไทย) ๗/๓๔๑/๑๙๑.
๗๒ขุ.อุ. (ไทย) ๒๕/๓๘/๒๔๖-๒๔๙. (เหตกุ ารณ์ฆ่านางสุนทรีแลว้ หมกไว)้
๕๑
โจร(พระภทั ทากุณฑลเกสาเถรี )๗๓วิฑูฑภะต่อศายกวงศ์๗๔ เป็ นตน้ เหล่าน้ีลว้ นเป็ นความรุนแรงท่ี
สัมพนั ธ์กับกาย โดยมีเหตุปัจจยั ภายนอกเขา้ มาเป็ นพลงั ผลกั ดันร่วมไม่วา่ จะเป็ นความโกรธในเชิงตวั
บคุ คล ความโลภต่อการอยากไดส้ ถานะ เงนิ ทอง และตาแหน่ง เช่นตาแหน่งกษตั ริย์ และความไม่รู้ต่อส่ิง
ท่ีกระทาน้ันว่าถูกผิดช่ัวดีจึงนาไปสู่การกระทาความรุนแรงที่สัมพนั ธ์กับฐานกายดังปรากฏในคร้ัง
พุทธกาล
วรรณะ-ชนช้นั รุนแรงโครงสร้าง
การฆา่ ตวั ตาย รุนแรงทางทหาร
ฆ่าลา้ งเผา่ พนั ธุ์ รุนแรงเชงิ ชาตพิ นั ธุ์
ทาร้าย-ขู่เข็ญ รุนแรงในครอบครัว
ล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงทางเพศ
ข่มข่ืน ทาแทง้ ทิ้งเด็ก รุนแรงในเด็ก สตรี
สงคราม-แย่งชิง รุนแรงทางทหาร
รุนแนริยงมทางความเชื่อ
ฆ่าสัตวบ์ ชู ายญั ทางขอ้ มูลขา่ วสาร
โกหก-ขอ้ มลู เทจ็ รุนแรงทางกายภาพ
ฆ่า-ทารา้ ยร่างกาย
ผงั ที่ ๓.๑ ผงั ฐานเกดิ ของกเิ ลสเนื่องตอ่ ไปสู่ความรุนแรงลกั ษณะและประเภทต่าง ๆ
ดงั น้นั ความรุนแรงที่เกิดคร้ังในพุทธกาล จึงเกิดจากสัมพนั ธ์ทางกาย ความคิด จิต และวาจา
รุนแรงแตกตา่ งกันไป แต่ผลท่ีเกดิ ข้นึ ลว้ นเน่ืองเก่ียวสัมพนั ธ์กนั และลกั ษณะความรุนแรงจะสัมพนั ธ์กบั
๓ ฐาน เป็ นองคป์ ระกอบหลกั ไม่ว่าจะเป็ นฐานใจที่ได้รบั ความบีบค้นั จากการถูกกระทาความรุนแรง
๗๓ พระภทั ทากุณฑลเกสาเถรี เอตทัคคะในฝ่ ายผูต้ รัสรู้เร็วพลนั ขุ.อป.(ไทย) ๓๓/๑-๕๔/๔๕๖-๔๖๓.
เพิ่มเติมใน จาเนียร ทรงฤกษ์, ชีวประวัติพุทธสาวิกา (พระภิกษุณี ), (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพ่อนวล แม่พัว ทรงฤกษ์,
๒๕๔๔), หน้า ๘๐-๙๐.
๗๔ อทุ ศิ ศริ ิวรรณ, ธรรมบทภาค ๓ แปลโดยพยัญชนะ, (กรุงเทพ ฯ : เลีย่ งเชียง, ๒๕๓๐), หนา้ ๒๐-๒๕.
๕๒
การถูกระทาทางวาจา และใจ บ่อยคร้ังอาจอยใู่ นฐานะเป็ นผูถ้ ูกกระทาก่อน แลว้ ยอ้ นกลบั ประหน่ึงเป็ น
การตโี ตเ้ อาคืน หรือเป็นพฤติกรรมเลยี นแบบ
๓.๒ ลกั ษณะความรุนแรงในคร้ังพทุ ธกาล
ลกั ษณะความรุนแรงทเ่ี กิดข้นึ ในคร้งั พุทธกาลอาจจาแนกและจดั กลุ่มเพ่ือใหเ้ หน็ ความชัดเจน
วา่ ในคร้ังพุทธกาลมีเหตุการณ์ใด ที่สะทอ้ นถึงความรุนแรงในลกั ษณะต่าง ๆ ตามกรอบที่เป็ นประเด็น
ศึกษาเพือ่ เป็นฐานคิดวเิ คราะห์ นาไปสู่การศกึ ษาประเด็นปัญหาความรุนแรงของวิฑฑู ภะต่อการฆ่าลา้ ง
เผา่ พนั ธุศ์ ากยวงศ์ โดยในคร้ังพุทธกาลมคี วามรุนแรงท่ีอาจจาแนกในลกั ษณะตา่ งๆ ไดค้ อื
๓.๒.๑ ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) เป็ นความรุนแรงที่สัมพันธ์กับ
สมาชิกในสังคมในวงกวา้ ง ท่กี ่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวติ อาทิ แนวความคดิ เรื่องวรรณะ ซ่ึงถือว่าเป็ น
ระบบสังคมและก่อให้เกดิ ผลกระทบในวงกวา้ งและกลายเป็นความรุนแรงท่ีส่งผลกระทบอยา่ งสูงยงิ่ ท้งั
ในระดบั บุคลและสงั คม ความรุนแรงทีป่ รากฏในคร้งั พุทธกาลผูว้ จิ ยั มองว่าพระพุทธเจา้ เป็นสญั ลกั ษณ์
ของการต่อสู้เพื่อขา้ มพ้นเรื่องความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่มาพร้อมกบั ระบบวรรณะ๗๕ การให้คุณค่า
และการมีอดุ มการณ์แนวคดิ ทางศาสนาทมี่ าพรอ้ มกบั ความรุนแรงในศาสนาเดิม อาทแิ นวคดิ เรื่อง
“‘วรรณะที่ประเสริฐที่สุดคือพราหมณ์เท่าน้ัน วรรณะอื่นเลว วรรณะท่ีขาวคือ
พราหมณ์เท่าน้ัน วรรณะอ่ืนดา พราหมณ์เท่าน้ันบริสุทธ์ิ ผูท้ ่ีมิใช่พราหมณ์ ไม่บริสุทธ์ิ
๗๕ระบบวรรณะจดั เป็นโครงสร้างทางสงั คมของอินเดีย [ดรู ายละเอียดใน สุพตั รา สุภาพ,. สังคมวทิ ยา,พิมพ์
คร้ังท่ี ๑๕,(กรุงเทพฯ, ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๒๙),หน้า ๓๐-๔๘. ทมี่ ีความรุนแรงแฝงอยู่ในระบบน้นั การทีเ่ งือ่ นไข
ทางวฒั นธรรมทางสังคมที่ถูกกาหนดโดยชนช้ันปกครองท่ีมีสถานสูงกว่า กระทาต่อกลุ่มชาติพนั ธุ์อื่น หรือกลุ่มความ
เชื่ออ่ืนโดยเฉพาะระบบวรรณะในอินเดีย เทียบกับกรณีตัวอย่างของบุคคลเช่น ดร.เอ็มเบ็ดการ์ ผู้เป็ นจัณฑาล
รายละเอียดในวิรัช ถิรพนั ธ์เมธี, ชีวิตและงานของดร.เอ็มเบ็ดก้าร์ นักปฏิวัติสังคมของอินเดีย,(กรุงเทพฯ, อลงกรณ์,
๒๕๑๘) คานธี ผู้เป็ นแพศย์ ซ่ึงสะท้อนถงึ ความรุนแรงผ่านระบบวรรณะ รายละเอียดใน คานธี, โมหันทาส การาม
จนั ทร์, อัตชีวประวัติ, หรือ, ข้าพเจ้าทดลองความจริง, เรืองอุไร-กรุณา กุศลาศยั แปล,(กรุงเทพฯ, อาศรมวฒั นธรรม
ไทย-ภารต และ สภาวฒั นธรรมสัมพนั ธ์อินเดีย นครนิวเดลฮี,๒๕๒๕) หรือในงานของ นเรนทรา จาดฮาฟ ผูเ้ ล่า
ประสบการณ์จากครอบครวั จณั ฑาล ผ่านพ่อของเขา ทถ่ี ูกกระทาจากวรรณะท่ีสูงกว่า ในหนงั สือชื่อ “จัณฑาล : ชัยชนะ
ของครอบครัวข้าพเจ้าต่อการหลกี หนีจากระบบวรรณะในอนิ เดยี =Untouchable” วีรยุทธ เลศิ พูลผล,แปล, (กรุงเทพฯ
: สนั สกฤต, ๒๕๕๐) เป็นตน้
๕๓
พราหมณเ์ ท่าน้นั เป็ นบตุ ร เป็นโอรส เกดิ จากโอษฐ์ของพรหม เกดิ จากพรหม พรหมเป็ น
ผสู้ ร้างข้ึน เป็นทายาทของพรหม...”๗๖
แนวคิดเหล่าน้ีเนื่องต่อจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเป็นความพยายามของพระพทุ ธเจ้า
ต่อการร้ือถอนด้วยแนวคิดและอุดมการณ์ รวมไปถึงการก่อต้งั ศาสนาอย่างใหม่ในนาม “พุทธ”
นอกจากน้ีมีหลายเหตุการณท์ ่ีเนื่องต่อความรุนแรงจากรฐั พระราชา และอดุ มการณ์แห่งรฐั บางกรณีได้
กอ่ เป็นความรุนแรง
ดงั แนวคดิ ของเสกสรร ประเสริฐกลุ ใหน้ ิยามเสริมความรุนแรงทางอานาจรฐั
“แนวความคดิ และความสมั พนั ธท์ างอานาจแบบรฐั ชาติ กล่าวคือถือเอาส่ิงที่เรียกวา่
ชาตเิ ป็นท้งั เป้าหมายในการใชอ้ านาจ เป็นท้งั จุดหมายในการผลติ นโยบายตอบสนอง และเป็ น
ฐานอา้ งความชอบธรรมในการกระบวนการใชอ้ านาจ แนวคิดเรื่อง “ผลประโยชน์ของชาติ”
ไม่ว่าจะเป็ นกรณีความมน่ั คงปลอดภยั ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือความสงบ
เรียบร้อยในสังคม ลว้ นแลว้ แต่ถูกผูก้ ุมอานาจรฐั นามาอา้ งอิงอย่างต่อเน่ืองและกลายเป็ นขอ้
ยึดถือทต่ี ายตวั ซ่ึงสามารถทาให้รัฐออกมาตอบโตอ้ ย่างรุนแรงไดใ้ นกรณีทีม่ ีการทา้ ทายทาง
อุดมการณ”์ ๗๗
แนวคิดของ Karl Mark๗๘ ที่มองผ่านแนวคิดทางประวัติศาสตร์ท่ีมองว่าสังคมด้ังเดิม
(Primative Society) ที่ส่งผลใหเ้ กดิ สงั คมชนช้นั ศกั ดิดา(Feudalism) และทาส (Slavery) มีผลที่กอ่ ให้เกิด
ความรุนแรง หากนามาเทียบเคียงกบั กรณีของสังคมด้งั เดิมในอินเดียคร้ังพุทธกาลก็สัมพนั ธ์ถึงสังคม
ด้งั เดิมที่มีระบบวรรณะทาใหเ้ กดิ ช้นั ทางสังคม และส่งผลเป็นความรุนแรงเน่ืองตอ่
๗๖ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๓๗/๓๘๓.
๗๗ เสกสรร ประเสริฐกลุ , “รฐั ชาติ ชาติพนั ธุ์ และความทนั สมยั ”, ในรัฐศาสตร์สาร, รฐั ศาสตร์ธรรมศาสตร์
๖๐ ปี / รัฐศาสตร์สาร ๓๐ ปี (เล่ม ๑) ปี ๒๕๕๒), หน้า ๒.
๗๘พระมหาดวงเด่น ฐิตญาโณ(ตุนิน), “การศึกษาวิเคราะห์ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจดั การความขดั แยง้
ทางชนช้นั ของคาร์ล มาร์กซ์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (บณั ฑิตวิทยาลยั , มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
,๒๕๕๑), หน้า ๑๒๘-๑๒๙.
๕๔
นายแพทยป์ ระเวศ วะสี ให้แนวคดิ ไวว้ ่าความรุนแรงเหตุผลหน่ึงเกิดจากวธิ ีคิดเชิงอานาจ ซ่ึง
ทาให้คนระดับล่างมีความรู้สึกวา่ ถูกบีบค้นั ๗๙ ซ่ึงอาจหมายถึงกฎหมาย อานาจรัฐ และอานาจแฝงท่ีมใี น
คนหรือผมู้ ีอิทธิพล ซ่ึงสอดรับกับเหตุการณ์ ท่ีพระเจ้าอุเทนใช้อานาจพระราชา ทาให้คนระดับล่างคือ
เศรษฐีและนางสามาวดถี กู บีบค้นั จนกระทงั่ ตอ้ งยอมสมรสดว้ ยความไมเ่ ตม็ ใจเพอื่ ตอบแทนตอ่ เศรษฐีท่ี
เล้ียงดูตวั เองมาและป้องกนั ความรุนแรงจากอานาจ “ราชภยั ”
สอดรับกบั แนวคิดของโยฮลั กาลตุง และไดซากุ อเิ คดะ ไดส้ นทนาเป็นแนวคดิ ร่วมกนั ว่า
“...ความรุนแรงทางโครงสร้างที่กดข่ีขูดรีด กว่า ๕๐๐ ปี มาแลว้ เมื่อคริสโตเฟอร์
โคลมั บสั เดินทางออกไปไกลเกินไป ทาให้เขาเปิ ดหนทางแห่งความรุนแรงทางโครงสร้าง
ออกไปทวั่ โลก แมว้ า่ จะไปอย่างเงียบ ๆ และไม่ได้ต้งั ใจจะทาอนั ตายให้แก่ใคร แต่ได้สร้าง
ความถกู ตอ้ งใหก้ บั ชาวคริสตผ์ ิวขาวจากโลกตะวนั ตกท่จี ะตอ้ งจดั การไปอกี นาน ผลจากความ
รุนแรงทางโครงสร้างน้ี เพิ่มพูนความไมเ่ สมอภาคให้เกิดข้นึ ในโลก...”๘๐
ดงั น้นั ความรุนแรงทางโครงสร้างท่ีปรากฏในคร้งั พุทธกาลท่ีมาจากระบบสังคม ผ่านระบบ
อานาจนิยมท่ีอยู่ในกษัตริย์ ระบบวรรณะที่มีคนจานวนมากได้รับผลกระทบ ระบบกฏสังคม หรือ
กฎหมาย จารีต ระบบความเช่ือ ท่ีลว้ นก่อให้เกดิ ความรุนแรงเม่อื ตอ้ งกระทาผดิ ต่างจากกฏ ระบบ ความ
เชื่อที่มีอยู่ก่อนแลว้ ดงั กรณี วาสภขตั ติยา วิฑูฑภะ พระเจา้ ปเสนทิโกศลจากศากยวงศ์ และศากยวงศ์
จากวิฑูฑภะ เป็นตน้
๗๙ ดูรายละเอียดแนวคิดน้ีจาก พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบการจดั การความขดั แยง้ โดยพุทธสันติ
วิธี : ศึกษาวิเคราะห์กรณีลุ่มแม่น้าตาช้าง จ.เชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยลยั ,๒๕๔๙), หนา้ ๑๖.
๘๐โยฮนั กลั ตงุ ,ไดซากุ อเิ คดะ, สู่สันติ : บทสนทนาระหว่างโยฮัล กัลป์ ตุง และไดซากุ อิเคดะ, (กรุงเทพ ฯ :
ศยาม,๒๕๔๐), หน้า (๑๑).
๕๕
๓.๒.๒ ความรุนแรงทางทหาร (Military Violence) หมายถึง ความรุนแรงที่อิงอาศัยกับ
อานาจทางการทหาร กองทพั อาวธุ ยทุ โธปกรณ์๘๑ ท่ีจาเป็นต่อเหตุการณย์ กทพั ไปเพอ่ื ทาสงคราม โดยมี
แรงจูงใจเป็นหลกั ดินแดน การช่วงชิงทรัพยากร อาทิ สงครามระหว่างโกลยิ ะและศากยวงศ์ นยั หน่ึงคือ
ความมน่ั ใจกองทพั และกาลงั ทางทหาร การทาสงครามระหว่างพระเจา้ อชาตศตั รูกับพวกเจา้ ลิจฉวี รวม
ไปถงึ การยกทพั ไปปราบองคุลมี าล เหล่าน้ีเป็ นความรุนแรงท่สี มั พนั ธ์กบั พลงั ทางการทหารและกองทพั
การที่พระเจา้ พิมพสิ ารทาสงครามกบั เจา้ ลจิ ฉวผี ลดั กนั แพแ้ ละชนะ๘๒ สงครามระหวา่ งพระเจา้ พรหมทตั
กาสีราชกับทีฆีติโกศลราช๘๓ การเผชิญหนา้ ทางการทหารและกองทพั ของกองทพั จากเมืองต่าง ๆ ใน
เหตุการณ์หลงั พุทธปรินิพพาน เพื่อประสงค์ตอ่ พระบรมสารีริกธาตุจนทาให้โทณพราหมณต์ อ้ งมาหา้ ม
ทพั และเขา้ มาเป็นตวั กลางในการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ๘๔ รวมไปถึงสงครามของพระเจา้ อโศกท่ีได้
นามว่า “จณั ฑาโศก” กบั ชาวกาลิงคราษฎร์ในประวตั ิศาสตร์อินเดียก็สัมพนั ธ์กบั ฐานคิดในเร่ืองอานาจ
ทางการทหารในเชิงรัฐนิยม ซ่ึงจากเหตุการณ์น้ีได้เป็ นจุดหักเหให้กบั พระองคใ์ นการเปลย่ี นไปนับถือ
พระพุทธศาสนาและนโยบาย “ธรรมเภรี”แทนสงครามและการศึก๘๕
ท้งั ยงั สัมพนั ธไ์ ปถึงลทั ธิจกั รวรรดินิยม หรือการถืออานาจแห่งหลกั ดินแดน กรณีรัฐใหญ่ใช้
อานาจทางการทหาร การมีอานาจที่เหนือกว่าเป็ นตวั บีบบงั คับให้มีการสมยอม กรณีการใช้ความ
๘๑ มีขอ้ มูลถึงการสะสมอาวุธโดยกองทพั ทีว่ า่ “...อนิ เดียสั่งซ้ือเคร่ืองบนิ รบมิก ๒๙ จานวน ๒๐ ลา อินเดีย
ทาไปดว้ ยการใชจ้ ่ายเงินทีอ่ าจเอามาให้การศึกษาแกเ่ ด็กหญงิ ชาวอินเดียจานวน ๑๕ ลา้ ยคน ทต่ี อนน้ีไม่ไดเ้ ขา้ โรงเรียน
ในจีเรียก็ซ้ือรถถงั ๘๐ คนั จากองั กฤษดว้ ยเงนิ ท่ีน่าจะเอามาฉีดยาให้แกเ่ ด็ก ๆ จานวน ๒ ล้านคนในประเทศน้ัน และ
จดั หาบริการวางแผนครอบครัวใหแ้ ก่คสู่ ามีภรรยาไดเ้ กือบ ๑๗ ลา้ นคู่ อหิ ร่านซ้ือเรือดาน้า ๒ ลา จากรสั เซียดว้ ยราคาท่ี
สามารถจดั หายาท่ีจาเป็ นให้แก่ประชาชนทัว่ ประเทศได้หลายคร้งั สาธารณรัฐเกาหลีไดส้ ั่งจรวดขปี นาวุธ ๒๘ เครื่อง
จากสหรฐั อเมริกาดว้ ยจานวนเงินท่ีสามารถจดั การฉีดยาป้องกนั โรคให้เด็กไดถ้ ึง ๑๒๐,๐๐๐ คน และจดั หาน้าสะอาด
ใหป้ ระชาชนไดถ้ งึ ๓.๕ ลา้ นคน...” ดูรายละเอียดใน พระมหาสม สิริปัญโญ, ผ้หู ญงิ กบั สัจธรรมของสังคม, (นนทบุรี :
นิตธิ รรมการพมิ พ,์ ๒๕๕๓), หนา้ ๒๘๗.
๘๒ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๒๓๑/๒๔๖.
๘๓ว.ิ มหา. (ไทย) ๕/๔๕๘-๔๖๕/๓๔๓-๓๕๔.
๘๔ ที.มหา. (ไทย)๑๐/๒๓๖-๒๓๙/๑๗๗-๑๗๙. (แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ) และ สถาบันบันลือธรรม,
ชีวประวัติแห่งการบรรลุธรรม ๗๕ อุบาสกพุทธสาวก อดีตชาติพุทธสาวกในสมัยพุทธกาล,(กรุงเทพ : ธรรมสภา
,๒๕๕๒), หนา้ ๓๗๖-๓๗๙.
๘๕ ราชโมฮาน คานธี, ล้างแค้นกับสมานฉันท์ : สู่ความเข้าใจประวัตศิ าสตร์เอเชียใต้, (กรุงเทพ ฯ โครงการ
จดั พิมพค์ บไฟ,๒๕๕๑), หนา้ ๗๔.
๕๖
เหนือกว่าในทางการทหารบบี รฐั เลก็ ใหย้ อมกรณีพระเจา้ ปเสนทโิ กศลสู่ขอเจา้ หญิงจากศากยบตุ ร การท่ี
พระเจา้ อชาตศตั รูใช้กาลงั ทางทหารเข้าโจมตีรัฐท่ีเล็กแต่มีความเขม้ แข็งอย่างแควน้ วัชชี เหล่าน้ีลว้ น
สมั พนั ธ์กบั แนวคิดจกั รวรรดินิยม๘๖ หรือลทั ธิครองความเป็ นเจา้ ในหลกั เขตแดนและศูนยก์ ลางอานาจ
เป็ นระบบการเมืองในเชิงอานาจนิยมหรือทหารนิยม หรือคณะนิยมอย่างระบบเผด็จการ ที่เกิดข้ึนใน
หลาย ๆ ประเทศลว้ นเป็ นระบบอานาจนิยมท่ีอิงอยู่กบั ระบบพรรค ตวั บุคคล หรือกลุ่มบุคคล แลว้ ใช้
ระบบเหล่าน้ันไปสู่การสร้างความรุนแรง อาทิ สงครามศาสนาระหว่างยุโรปกับอรับ๘๗ ลทั ธินาซี
(Nazism) แห่งเยอรมนั ในสมยั ฮติ เลอร์ หรือระบบฟาสซิส(Fascism) ท่ีเคยเกดิ ข้นึ ในสมยั มุสโสลินีแห่ง
อิตาลี ๘๘ รัฐอานาจที่ฐานการค้ายนั จากทหารและกองทพั เช่น ไทยในช่วงสมยั จอมพลสฤษด์ิ ธนรัชต์
(พ.ศ.๒๔๕๑-๒๕๐๖)๘๙ ฟิ ลิปปิ นส์ในสมยั เฟอร์ดินานด์ มาร์คอส(ค.ศ. ๑๙๑๗-๑๙๘๙) ๙๐ อนิ โดนีเซีย
ในสมยั ซูฮาร์โต๙๑(Suharto, พ.ศ. ๒๔๖๔ – ๒๕๕๑) และพม่าในปัจจบุ นั ๙๒ รวมไปถงึ การก่อตวั ของ
๘๖ ดรู ายละเอียดแนวคิดจาก เบน แอนเดอร์สัน, ชุมชนจินตกรรม : บทสะท้อนว่าด้วยกาเนดิ และการแพร่
ขยายของชาตินิยม=Imained Communities Reflections on The Origin and Spread of Nationalism, ชาญวิทย์
เกษตรศิริ บรรณาธิการแปล, (กรุงเทพฯ :มูลนิธิโครงการตารามนุษยศ์ าสตร์และสังคมศาสตร์,๒๕๕๒),หนา้ ๑๔๗-๒๐๐.
๘๗อามนี มะอล์ ฟู , สงครามครูเสดจากสายตาชาวอรับ=The Crusades Through Arab Eyes, สุธาสินี
พานิชชานนท์ แปล, (กรุงเทพ ฯ :โครงการจดั พิมพค์ บไฟ,๒๕๕๑), หนา้ (๑๔).
๘๘ รายละเอียดใน สุลกั ษณ์ ศิวลกั ษณ์, อธบิ ายแนวคดิ ปรัชญาการเมืองฝรั่ง, (พิมพค์ ร้ังท่ี ๔,กรุงเทพ ฯ : ศึก
ศิตสยาม,๒๕๔๖), หน้า ๕๖-๕๘.
๘๙ ทกั ษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถมั ภ์แบบเผด็จการ = Thailand : the politics of despotic
paternalism,( กรุงเทพฯ : มลู นิธิโครงการตาราสงั คมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๔๘), หนา้ ๒๑๖-๒๕๗.
๙๐รายละเอียดเพิ่มเติมใน สีดา สอนศรี , อานาจเผด็จการของมาร์กอส, (กรุงเทพฯ : โครงการตารา
วิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม, ๒๕๒๙).
๙๑ ดูรายละเอียดใน ไซนุดิน, เอลซา (เกวนนิธ), ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย = A short history of Indone,
(กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยตา้ ประเทศไทย, ๒๕๒๒), และ วิลาศ มณีวตั ,ชีวิตพิสดารของซูฮาร์โต, (กรุงเทพ ฯ : บริษทั
สามคั คสี าร(ดอกหญา้ ) จากดั ,๒๕๔๑), หนา้ ๑-๔๕.
๙๒ ดูรายละเอียดใน David I. Steinberg, The Burmese Conundrum : Approaching Reformation of the
Political Economy, ใ น Robert H.Taylor,Editor. Burmar : Political Economy under Military Rule,(London:
Hurst&Company,2001), pp.70-99. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ . พม่า : ประวัติศาสตร์และการเมือง,(กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิ
โครงการตาราสงั คมศาสตร์และมนุษยศ์ าสตร์,๒๕๔๔), หนา้ ๑๓๒-๑๕๐.
๕๗
ระบบรัฐมหาอานาจทางทหารในยุคสงครามเยน็ ซ่ึงได้ส่งอาวุธและกองทพั ไปยงั ดินแดนต่าง ๆ อาทิ
ตะวนั ออกกลาง อินโดจนี และแอฟริกา เป็นตน้ ๙๓
๓.๒.๓ ความรุนแรงผ่านแนวคดิ เรื่องชาติพันธ์ุ-ชาติกาเนดิ หมายถงึ การกระทาความรุนแรง
ผ่านลกั ษณะของการเกิดและชาติพันธุ์ เผ่าพนั ธุ์ ชาติ อาจรวมถึงประเทศ และดินแดน ด้วยตรรกะ
แนวคิดแห่งชาติพันธุ์หรือผลประโยชน์แห่งชาติพนั ธุ์๙๔(Ethnic Interest) โดยมุ่งมองไปท่ีความเป็ น
เผ่าพนั ธุ์หรือชาติพนั ธุ์ของผูถ้ ือเป็ นหลกั ใหญ่ ไดก้ ลายเป็ นชุดความรุนแรงท่ีปรากฏในประวตั ิศาสตร์
หลาย ๆ เหตุการณ์ โดยเฉพาะในพระไตรปิ ฎก กรณีสงครามของฆ่าลา้ งเผ่าพนั ธุ์ของศากยวงศ์ ที่มี
สาเหตมุ าจากความสัมพนั ธร์ ะหว่างรฐั โดยรัฐเล็กเช่นกบิลพสั ด์ุไดส้ ่งนางทาส มาใหร้ ฐั โกศลอภิเษกเป็ น
มเหสี ท้งั ที่ในความเป็ นจริงตอ้ งเป็ นเจ้าหญิงท่ีมีศกั ด์ิเสมอกัน ซ่ึงเป็ นผลจากแนวคิดเร่ืองเผ่าพนั ธุ์ของ
กบิลพสั ด์ุ จึงทาให้อีกฝ่ ายเม่ือทราบความจริงได้สะทอ้ นความรุนแรงยอ้ นกลบั ด้วยการถอดอิสริยยศ
ของนางวาสภขัตติกบั วิฑูฑภะผูบ้ ุตร เม่ือทราบว่ามีสถานะเป็ นเพียงทาสในช้ันทางสังคม ส่งผลให้
วิฑูฑภะยึดอานาจและกระทาความรุนแรงต่อศากยวงศ์ในช่วงเวลาต่อมา หรือการกล่าวตู่รุกราน
ศากยวงศแ์ ละพระพทุ ธเจา้ ของอมั พฏั ฐมาณพต่อความถือช้นั ทางสังคมที่ปรากฏในอมั พฎั ฐสูตร๙๕ หาก
๙๓ ในการประชุมระดับสูงว่าด้วยการศึกษาเพ่ือปวงชน (10 TH Meeting of the High Level Group on
Education for All) มีข้อมูลจากงานวิจัยว่า ระหว่าง ค.ศ.1999-2008 ใน ๓๕ ประเทศ มีปัญหาของสงครามและความ
ขดั แยง้ มี ๑๕ ประเทศอยใู่ นแอฟริกา คน ๒ ลา้ นคนถูกฆ่าตาย เด็ก ๖ ลา้ นคนกลายเป็นผพู้ ิการ ๑๓ ลา้ นคนเป็นผอู้ พยพ
ภยั สงคราม ขอ้ มูลเพ่ิมเติมจาก “สงครามฉุดการศึกษาปวงชนอืด : งบประมาณการศึกษาถกู ใช้ซ้ืออาวุธ”, ในคมชัดลึก
(รายวนั ) ๒๔ มนี าคม ๒๕๕๔, หน้า ๑๓.
๙๔ ดแู นวคิดเทยี บเคียงในเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งรัฐ” ของ เสกสรร ประเสริฐกุล, “รฐั ชาติ ชาติพนั ธุ์ และ
ความทนั สมยั ” ในรัฐศาสตร์สาร รัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ๖๐ ปี / รัฐศาสตร์สาร ๓๐ ปี (เล่ม ๑) ปี ๒๕๕๒). หน้า ๔๔.
โดยนาแนวคิดชาตพิ นั ธุม์ าเทียบเคียงเสริมเพื่อให้เห็นว่า “ผลประโยชน์” ไมไดจ้ ากดั ดว้ ยวตั ถุส่ิงของอาจเป็ นประเพณี
ความเชื่อ หรือแนวปฏิบตั ทิ ่ีเคยปฏบิ ตั ิมาเทา่ น้นั แตย่ งั สมั พนั ธ์ถึงความเช่ือ จารีต และหลกั แห่งการดาเนินชีวติ ในฐานะ
มนุษยด์ ว้ ยเชน่ กนั
๙๕ท.ี สี.(ไทย) ๙/๒๕๔-๒๙๙/๘๗- ๑๑๐, สมเกียรติ มธี รรม, วถิ ีพุทธในพระไตรปิ ฎก, (กรุงเทพ ฯ : สุขภาพ
ใจ,๒๕๔๗), หนา้ ๕๑-๖๑.
๕๘
นาแนวคิดเก่ียวกบั ทุนทางความเชื่อต่อชาติพนั ธุ์ท่ีปรากฏในงานของมะริน สุรวฒั นานนท์๙๖ จะทาให้
เหน็ ว่า การรักษาต่อจารีตทางความเช่ือยอมมีผลเป็นการรกั ษา “อตั ลกั ษณ์”แห่งเผา่ พนั ธุ์ ชาติกาเนิดไวไ้ ด้
ซ่ึงอาจนิยามรวมต่อพฤติกรรมของความเขม้ ขน้ ในการรักษาจารีตทางความเช่ือของศากยวงศต์ อ่ “จารีต”
ท่ีเคยปฏิบัติมา ประหน่ึงส่ิงเหล่าน้ีเป็ น “ทุน”ของเผ่าพนั ธุ์ทีเดียว นอกจากน้ีสัญญะ “ความเป็ น” ท่ี
ปรากฏในงานของศรยุทธ เอ่ียมเอ้ือยุทธ๙๗ และเจนสุดา สมบัติ๙๘ รวมท้ังแนวคิด “จินตกรรม”๙๙ ที่
ปรากฏในงานของ เบน แอนเดอร์สัน(Benedict Anderson) อาจนามานิยามเสริมว่า “ความเป็ น”
เผ่าพันธุ์ชาติพันธุ์ได้ก่อให้เกิดเอกลกั ษณ์และการยึดยืนต่อความเป็ นชาติพนั ธุ์ของตวั เองแต่ในเวลา
เดียวกนั ก็ไดก้ ลายเป็ นการผูกโยงกับความรุนแรงในหลาย ๆ เหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตร์ อาทิความ
รุนแรงตอ่ ชาวเคร์ิด(Kurdish)๑๐๐ ของรัฐบาลซัดดมั ฮุสเซ็น ชาวยิวในเยอรมนั สมยั ฮิตเลอร์ การเผชิญหนา้
๙๖มะริน สุรวฒั นานนั ท์, “ทุนทางสังคมในชมชนชาติพนั ธุ์ ศึกษากรณีชมชนมอญในกรุงเทพมหานคร”,
วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์. ๒๕๕๑),
หนา้ (๒).
๙๗ศรยทุ ธ เอย่ี มเอ้อื ยุทธ. “ปาเยาะห์เนาะยาดีนายู” (มนั ยากท่จี ะเป็นนายู) : ความเป็นชาตพิ นั ธุ์ ความหมาย
และการต่อลองของมลายูในชีวิตประจาวนั ”, วทิ ยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา),
(คณะสงั คมวิทยาและมานุษยวทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๕๑), หนา้ (๑)-(๒)
๙๘ เจนสุดา สมบตั ิ, “ความเป็ นพวน” ในปรากฏการณ์ความเป็ นไทยร่วมสมยั ”, วิทยานิพนธ์สังคมวิทยา
และมานษุ ยวิทยามหาบัณฑติ (มานุษยวิทยา), (คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.๒๕๕๑),
หน้า บทคดั ยอ่ .
๙๙แนวคดิ ทเี่ กิดจากจินตนาที่ตวั เอง กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ของตวั เองเป็นผูผ้ ลิตและสร้างข้ึนมาและส่งผลเป็นการรัก
ชาติเผ่าพันธุ์ตัวเองและเหยียดชาติพันธุ์และเผ่าพนั ธุ์อ่ืน ดูรายละเอียดแนวคิด เบน แอนเดอร์สัน, อ้างแล้ว, หน้า
๒๕๗-๒๘๖.
๑๐๐ ชาวเคิร์ด (เคิร์ด : کورد/ Kurd, องั กฤษ: Kurdish people) เป็ นชนในกลุ่มชนอิหร่าน ที่เป็นกลุ่มภาษา
ชาติพนั ธุ์ (ethnolinguistic) ทสี่ ่วนใหญต่ ้งั ถิน่ ฐานอยู่ในบริเวณท่เี ป็นเคอร์ดิสถาน ทรี่ วมท้ังบางส่วนบริเวณท่ใี กลเ้ คียง
กนั ที่รวมท้งั อิหร่าน อิรัก ซีเรีย และตุรกี นอกจากน้นั ก็ยงั มีกลุ่มชนเคริ ์ดขนาดใหญ่พอสมควรทางตะวนั ตกของตุรกี
และ ในเลบานอน อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน เป็ นกลุ่มชาติพนั ธุ์ท่ีไม่มีประเทศเป็ นของตนเองใหญ่ท่ีสุดมีประมาณ
๒๕-๓๐ ล้านคน ดูรายละเอียดเพ่ิมใน David McDowall, The Kurds : a nation denied , (London : Minority Rights
Publications, 1992), pp.38-39 ?
๕๙
ในเชิงชาติพนั ธุ์ในแผ่นดนิ จีน๑๐๑ อนิ เดยี ๑๐๒มลายใู นมาเลเซีย๑๐๓ รวมท้งั ความรุนแรงท่ีมีแนวคิดเร่ืองชาติ
พนั ธุ์มาเป็นตวั ขบั เคลอ่ื นในจงั หวดั ชายแดนภาคใตข้ องไทย๑๐๔ สงครามกลางเมอื งในสหรฐั อเมริกา
๑๐๑ พิชญ์อาภา พิศุทธ์เศรณี. “จีน” ใน มุสลิมกับความมั่นคงของรัฐ : ฟิ ลิปปิ นส์ จีน อินเดีย สิงคโปร์
รัสเซีย สเปน ปากีสถาน มาเลเซีย อินโดนเี ซีย ตุรกี. (กรุงเทพ ฯ : สานกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติหนา้ , ๒๕๕๓),
หน้า ๓๗-๕๙.
๑๐๒ ดร.มาโนชญ์ อารีย.์ “อินเดยี ” ในมุสลิมกับความม่ันคงของรัฐ : ฟิ ลปิ ปิ นส์ จีน อินเดีย สิงคโปร์ รัสเซีย
สเปน ปากีสถาน มาเลเซีย อนิ โดนีเซีย ตุรกี, (กรุงเทพ ฯ : สนง.คณะกรรมการวิจยั แห่งชาต,ิ ๒๕๕๓),หนา้ ๓๗-๕๙.
๑๐๓ บาร์บารา วัตสัน อันดายา และ ลีโอน าร์ด วาย. อันดายา. ประวัติศาสตร์ มาเลเซีย=History of
Malaysia. พรรณี ฉัตรพลรกั ษ์ แปล. (กรุงเทพ ฯ มลู นิธิโครงการตาราสงั คมศาสตร์และมนุษยศ์ าสตร์,๒๕๔๙), หน้า
๔๐๘-๔๑๓.
๑๐๔ เสกสรร ประเสริฐกุล. “รฐั ชาติ ชาตพิ นั ธุ์ และความทนั สมยั ” ในรฐั ศาสตร์สาร รัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์
๖๐ ปี / รัฐศาสตร์สาร ๓๐ ปี (เล่ม ๑) ปี ๒๕๕๒) หน้า ๖๑-๖๒. Dr.Immatiyaz Yusuf and Dr.Lars Peter Schmidt.
Understanding Conflict and Approaching Peace in Southern Thailand, ( Bangkok : Konrad-Adenauer-
Stiftung,2006),
ความไม่สงบหรือความรุนแรงแสดงออกมาในรูปของการลอบยงิ การโจมตี การวางระเบดิ การวางเพลิง
และการก่อกวนดว้ ยวิธีการต่าง ๆ ความรุนแรงดังกล่าวนามาซ่ึงการสูญเสียชีวิต และบาดเจ็บ รวมท้งั บงั เกิดความ
เสียหายต่อทรัพยส์ ินของท้ังทางราชการ และส่วนบุคคล นบั ต้งั แต่เดือนมกราคม ๒๕๔๗ ถึงเดือนมนี าคม ๒๕๕๒
ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบข้ึนในพื้นที่จงั หวดั ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมท้ังบางพื้นท่ีบางส่วนของจังหวดั
สงขลาด้วยรวมท้ังสิ้น ๘,๘๑๐ คร้ัง มีผูเ้ สียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบไปแล้วถึง ๓,๔๑๘ ราย และผูบ้ าดเจ็บ
๕,๖๒๔ ร้อยละ ๕๔.๖๙ เป็ นคนมุสลิม และร้อยละ ๔๑.๘๗ เป็ นคนพุทธ เป้าหมายหลกั คือพลเรือน (ประมาณ
๑,๕๖๔ คน) ตามมาดว้ ยฝ่ ายทหาร (ประมาณ ๒๑๕ คน) บุคลากรฝ่ ายตารวจ (ประมาณ ๒๐๐ คน) กานนั ผูใ้ หญ่บ้าน
หรือผูช้ ว่ ยผูใ้ หญ่บา้ น (ประมาณ ๑๘๙ คน) และชุดรักษาความปลอดภยั หม่บู า้ น (ชรบ.) (ประมาณ ๑๗๐ คน) เพ่ิมเติม
จาก พระทรงเกยี รติ ศรีจนั ทร์. “การศึกษาวิถชี ีวติ ชาวพทุ ธในสถานการณ์ความไมส่ งบ ในสามจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
: กรณีศึกษา ชาวพุทธในอาเภอโคกโพธ์ิ จงั หวดั ปัตตานี”, ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ภาควิชาปรัชญา คณะศิลปะ
ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๕๒), หนา้ ๒-๓.
๖๐
(ค.ศ.1861-1865) ทีม่ ีทาสมาเป็นแรงงานขบั เคล่อื นเศรษฐกิจ๑๐๕ ความรุนแรงต่อชาติพนั ธุข์ องรฐั พม่า๑๐๖
การรุกรานกวาดตอ้ นทางอารยธรรมธิเบต๑๐๗ และชาว “อุยกรู ์”ในซินเจียงของจนี ๑๐๘ ลว้ นองิ อาศยั อยกู่ บั
ฐานคิดในเรื่องชาติพนั ธุ์ ชาติกาเนิดหรือเผ่าพันธุ์ด้วยเช่นกัน ด้วยตรรกะแห่งเผ่าพันธุ์ส่งผลเป็ น
พฤติกรรมของการเหยียดผิว ชาติกาเนิด ภาษา ความเชื่อ รวมไปถึงการทาร้ายผูท้ ่ีมีความแตกต่างโดย
เกาะเกย่ี วอย่กู บั อตั ลกั ษณ์แห่งความเป็นชาตพิ นั ธุ์ (Identity of Ethnic)
๓.๒.๔ ความรุนแรงในครอบครัว เด็ก สตรี หมายถึง ความรุนแรงท่ีผูห้ ญิง เด็ก ซ่ึงอาจเป็ น
สมาชิกในครอบครัวหรือไมก่ ต็ าม ตกเป็นผถู้ กู กระทาความรุนแรงท้งั ทางกาย ทางจติ ชีวติ และสัมพนั ธ์
ไปถึงความรุนแรงทางเพศดว้ ย ซ่ึงเชื่อมต่อกบั แนวคิด “สังคมทช่ี ายเป็ นใหญ”่ ค่านิยมทางสังคม ที่อาจ
ถอื วา่ เป็นเรื่องธรรมดา๑๐๙ เช่น สามีทารา้ ยภรรยา พ่อแม่ลงโทษดว้ ยการทารา้ ยร่างกายบุตร ที่ส่งผลเป็ น
การปลูกฝังพฤติกรรม และค่านิยมความรุนแรง จนเกดิ ข้นึ เป็นปกติต่อเนื่องให้เห็นปรากฏอยูบ่ ่อยคร้ัง๑๑๐
ในคร้งั พุทธกาลความรุนแรงทป่ี รากฏ อาทิ การถูกทาร้ายร่างกาย การลกู ลว่ งละเมิดทางเพศ การกระทา
ทารุณกรรมต่อเด็กในครรภ์ อาทิ หญิงหมันผูเ้ ป็ นหมา้ ยขอให้พระปรุงยาทาแทง้ ทาไปให้เมียหลวงผู้
ต้งั ครรภจ์ นแทง้ ตาย๑๑๑ ต้งั ครรภท์ ี่ไมพ่ งึ ประสงคร์ ีดและนาบจนแทง้ ๑๑๒ การทง้ิ ทารกเมื่อแรกคลอดอย่าง
๑๐๕ ดูรายละเอียดใน สมร นิติทณั ฑ์ประภาศ, ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๘๖๕-๑๙๕๔ : ยุคหลัง
สงครามการเมือง - สงครามโลกคร้ังที่ ๒ , ( กรุงเทพฯ : สานกั พิมพม์ หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓), และอรพินท์
พงษ์ภกั ดี, ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ๒ = History of The United States 2, (กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคาแหง,๒๕๒๑), หนา้ ๑-๑๐.
๑๐๖ดูรายละเอียดใน ชาญวิทย์ เกษตรศริ ิ. พม่า : ประวัติศาสตร์และการเมือง,(กรุงเทพ ฯ : มลู นิธิโครงการ
ตาราสงั คมศาสตร์และมนุษยศ์ าสตร์,๒๕๔๔), หนา้ ๑๗๖-๑๙๐.
๑๐๗ เสฐียร พนั ธรงั สี, ทเิ บต หลง่ั เลือดบนหลงั คาโลก, (กรุงเทพฯ:กรีน-ปัญญาญาณ,๒๕๕๑),หนา้ ๕๑-๖๐.
๑๐๘พิชญ์อาภา พิศุทธ์เศรณี, “จีน” ใน มุสลิมกับความม่ันคงของรัฐ : ฟิ ลิปปิ นส์ จีน อินเดีย สิงคโปร์
รัสเซีย สเปน ปากสี ถาน มาเลเซีย อนิ โดนีเซีย ตุรก,ี หนา้ ๓๗-๕๙.
๑๐๙ดูแนวคิดกงั กลา่ วไดใ้ น กฤตยา อาชวนิจกุล,ทรีส โคเอทท์, นิน นิน ไพน์, เร่ืองเพศอนามยั เจริญพันธ์
และความรุนแรง : ประสบการณ์ชีวิตของแรงงานอพยพจากประเทศพม่า, (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม,
มหาวิทยาลยั มหิดล,๒๕๔๓) หน้า ๒๙-๓๓.
๑๑๐ ดูรายละเอียดใน ธวชั วงศ์สง่า, “แรงจูงใจทางสังคมและวัฒนธรรมท่ีส่งเสริมการกระทารุนแรง”,
วทิ ยานิพนธ์มหาบัณฑิตสังคมวิทยา (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั ,๒๕๔๓), หนา้ ๕๗-๖๐ ?.
๑๑๑ ว.ิ มหา (ไทย) ๑/๓๙/๒๘.
๑๑๒ วิ.มหา (ไทย) ๑/๓๙/๒๘.
๖๑
กรณีบุคคลตวั อยา่ งเชน่ “ชีวกโกมารภจั จ์”๑๑๓ รวมถึงการท่ีนางสามาวดีถกู ฤทธ์ิของความอิจฉาริษยาใน
ครอบครัว ถูกกระทาจากพระสวามีคือพระเจ้าอุเทนในหลาย ๆ คร้ัง จนกระทงั่ ท่ีสุดถูกกระทารุนแรง
ดว้ ยการจุดไฟเผาท้งั ปราสาท ไฟครอกเสียชีวิตพรอ้ มสาวใช้จานวน ๕๐๐ ชีวิต๑๑๔ นางอตุ ตราถูกทาร้าย
ร่างกายดว้ ยแรงหึงหวงในระบบครอบครัว๑๑๕ รวมไปถึงเหตุการณ์การถอดยศให้กบั ไปเป็ นเพียงทาส
ตามเดิมของวาสภขตั ติยา กับวิฑูฑภะของพระเจ้าปเสนทิโกศลเม่ือรู้ว่ามเหสีเป็ นเพียงทาสจากเมือง
กบิลพสั ดุ์ ไม่ใช่เจ้าหญิงตามที่เขา้ ใจกัน จัดเป็ นความรุนแรงในครอบครัว๑๑๖ ตามแนวคิดของระบบ
“ปิ ตาธิปไตย” (Patriarchal society)ท่ีให้ความสาคญั กบั ระบบชายเป็ นใหญ่ อนั สัมพนั ธ์กบั แนวคิดเร่ือง
ชาตพิ นั ธุแ์ ละโครงสรา้ งในสงั คมดว้ ยดงั ทศั นะของโยฮนั กาลตงุ ท่วี า่ ๑๑๗
“...งานวจิ ยั สตรีศึกษามีความสมั พนั ธใ์ กลช้ ิดกบั สันตภิ าพศึกษา นนั่ คอื การทา้ ทายต่อ
ความรุนแรงในระบบโครงสร้างของปิ ตาธิปไตยความรุนแรงโดยตรงของพวกผชู้ าย (ความ
รุนแรง ๙๕ % ผชู้ ายเป็ นผูก้ ่อ) ความรุนแรงทางวฒั นธรรม ท่ีแสวงหาความชอบธรรมให้แก่
ความรุนแรงท้ังสองประเภทในการยอมรับความเป็ นใหญ่ของผูช้ ายเหนือผูห้ ญิง (น่ันคือ
ยอมรับว่าผู้ชายทาอะไรได้ตามชอบใจ) และกดขี่ผู้หญิง (ด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงมี
ความสามารถดอ้ ย กวา่ ในการควบคมุ อารมณด์ ิบเยี่ยงสตั ว)์ ...”
นอกจากน้ียงั มีผตู้ ้งั ขอ้ สงั เกตว่าการทพ่ี ระอานนทถ์ ูกปรับอาบตั ใิ นคราวทาสังคายนาคร้งั ท่ี ๑
กรณีทนี่ าสตรีเขา้ ไปบวชในทางพทุ ธศาสนา และการนาสตรีเขา้ กราบพระบรมศพของพระพทุ ธเจา้ ก่อน
ในคราวปรินิพพาน พวกผูห้ ญิงร้องไห้ น้าตาตกตอ้ งพระพุทธสรีระ พฤตกิ รรมเหลา่ น้ีลว้ นเป็นอคตขิ อง
๑๑๓ ว.ิ มหา(ไทย) ๕/๓๒๘/๑๘๑.
๑๑๔ ข.ุ อ.ุ (ไทย) ๒๕/๗๐/๓๑๙-๓๒๐.
๑๑๕ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๒๓/๑๐๒.
๑๑๖ ดูเพิ่มเติมใน พูนสุข มาศรังสรรค.์ “การจัดการความรุนแรงในครอบครัวเชิงพุทธบูรณาการ”, ใน
พระพุทธศาสนากับการฟื้ นตัวจากวิกฤตกิ ารณ์โลก, รวมบทความประชุมวชิ าการทางพระพุทธศาสนาคร้ังที่ ๗ เน่ือง
ในวนั วสิ าขบูชา วนั สาคญั สากลของโลก ๒๓-๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓. หน้า ๒๔๙-๒๖๐.
๑๑๗ โยฮัน กาลตุงและไดซากุ อิเคดะ, บทสนทนาระหว่าง โยฮนั กาลตุงและไดซากุ อิเคดะ, (กรุงเทพ ฯ
ศยาม,๒๕๔๐), หนา้ ๓๖.
๖๒
สงั คมที่ผชู้ ายเป็ นใหญ่ซ่ึงแนวคิดดงั กล่าวไปสัมพนั ธ์กบั ฐานคิดในเร่ืองความรุนแรงต่อเพศสภาพเป็ น
ลกั ษณะของอานาจเหนือเพศ ซ่ึงอาจสมั พนั ธไ์ ปถึงความรุนแรงตอ่ เพศสภาพในสังคมคร้ังพทุ ธกาล ๑๑๘
กรณีน้ียงั คาบเกี่ยวไปถึงสิทธิสตรีในสังคม อันหมายถึงความรุนแรงต่อเพศสภาพ การท่ี
พระพทุ ธเจา้ ใหพ้ ้ืนท่ีสาหรบั สตรีในการบวชภกิ ษณุ ี เพื่อเป็นการลดความรุนแรงต่อสตรี ดว้ ยการอนุญาต
ใหบ้ วชและต้งั ชุมชนภกิ ษณุ ีสงฆ์ เพ่ือท่ีจะเปิ ดรับชมุ ชนทหี่ ลากหลายและไม่ได้จากดั ดว้ ยความเป็นเพศ
และเป็ นการกดี กนั สตรี๑๑๙ ซ่ึงประเด็นน้ีผวู้ ิจยั มองวา่ เป็ นการลดความรุนแรงต่อกลุ่มสตรีเพศทมี่ ีอยู่ ใน
โครงสรา้ งในสังคมด้งั เดิม
๓.๒.๕ ความรุนแรงต่อพฤติกรรมทางเพศ (Sex Behavior Violence) หมายถึง ความรุนแรงท่ี
เน่ืองเก่ียวกบั เพศ อาจสัมพนั ธถ์ ึงเพศรส พฤตกิ รรมทางเพศ เช่น การลวนลามทางเพศ การบงั คบั ร่วมเพศ
ขม่ ขืน หรือการใชป้ ระโยชน์จากการมีเพศสัมพนั ธ์ รวมท้งั การบงั คบั ใหค้ ่ทู ากิจกรรมทางเพศในลกั ษณะ
ท่ที าให้รู้สึกว่าต่าตอ้ ย หรือน่ารังเกียจ หรือการกระทาทางเพศที่ทาให้อบั อาย ซ่ึงการกระทาในลกั ษณะ
ดงั กลา่ ว เป็นการกระทาในลกั ษณะขนื ใจโดยทีอ่ ีกฝ่ายหน่ึงไมเ่ ต็มใจ หรือไม่ยนิ ยอม๑๒๐
โดยมีเพศสภาพเป็ นเครื่องขบั ดนั จะโดยวิถีแห่งธรรมชาติ หรือการตกเป็ นผูถ้ ูกกระทา ซ่ึงมี
หลายเหตุการณ์ในพระไตรปิ ฎกท่ีนักบวชสตรีในพระพุทธศาสนาตกเป็ นผูถ้ ูกกระทา๑๒๑ อาทิ พระ
๑๑๘ ฉัตรสุมาลย.์ “ข้อมูลท่ีไม่ลงตัวในพระไตรปิ ฎก”, ในมติชนสุดสัปดาห์ ประจาวันท่ี ๑-๗ ตุลาคม
๒๕๕๓ (๓๐) : ๑๕๗๒, หน้า ๕๘.
๑๑๙แนวคิดเก่ียวกบั สตรีต่อการมีส่วนร่วมทางศาสนา ดูรายละเอียดเพิ่มใน ลกั ษณ์วตั ปาละรัตน์.สตรีใน
มมุ มองของพุทธปรัชญา. (กรุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั ,๒๕๔๕), หน้า ๘๙-๑๐๐. และ อานิ เท็ลชิน พลั โม.
รูปเงา ขุนเขา ทะเลสาบ : นักบวชสตรีกับการปฏิบัติธรรม,นวรัตน์ ธาระวานิช แปล (กรุงเทพ ฯ : สวนเงินมีมา
๒๕๔๙), หน้า ๙๙-๑๐๐. และวชั ระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, (พิมพ์คร้ังท่ี ๒, กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลยั
ธรรมศาสตร์,๒๕๕๒), หนา้ ๔๖๔-๔๗๒.
๑๒๐ช่ืนฤทยั กาญจนะจิตรา,สุภรณ์ จรัลสิทธ์ิ, “ครอบครัวกบั ความรุนแรงในชีวติ คู่”, ใน ครอบครัวไทยใน
สถานการณ์เปล่ียนผ่านทางสังคมและประชากร, (ชาย โพธิสิตา ชุชาดา ทวีสิทธ์ิ บรรณาธิการ,นครปฐม : สถาบนั วจิ ยั
ประชากรและสังคม มหาวทิ ยาลยั มหิดล,๒๕๕๒), หน้า ๒๐๘.
๑๒๑ ดูรายระเอียดใน พุทธิสาโร. “สังวาสในพระไตรปิ ฎก : หฤหรรษแ์ ละพรหมจรรย,์ ” ใน รายงานการ
ประชุมประจาปี เพศวิถีศึกษาในสังคมไทย คร้ังที่ ๒ หัวข้อ เพศวิถีศึกษากับเพศวิถีปฏิบัติในสังคมไทย, (สานักงาน
เลขานุการจัดการประชุมประจาปี เพศวิถีศึกษาในสังคมไทย คร้ังท่ี ๒ โครงการจัดต้ังสานักงานศึกษานโยบาย
สาธารณสุข สวสั ดกิ ารและสงั คม คณะสงั คมศาสตร์และมนุษยศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล,๒๕๕๓), หนา้ ๙๑-๑๐๔.
๖๓
อบุ ลวรรณาเถรีถูกนันทมาณพข่มขืน๑๒๒ ภิกษุณี ๒ ท่านเดินทางจากสาเกตเพื่อเดินทางไปสาวตั ถี คน
พายเรือจา้ ง พาขา้ มทีละรูปเมอ่ื ไปถึงฝั่งไดข้ ม่ ขืนภกิ ษุณีที่ฝั่งแม่น้าโนน้ และกลบั มารบั อีกท่านหน่ึงแลว้
ขม่ ขนื อีกท่ีฝ่ังน้าน้ี๑๒๓ ภิกษุณีเดนิ ทางเป็ นคณะไปแควน้ สาวตั ถี ภิกษุณีรูปหน่ึงปวดหนักจึงไดป้ ลกี ตวั
ไป “ปลดทกุ ข์” พบชายหนุ่ม “รุม” ข่มขืนจนสาเร็จความใคร่๑๒๔ ถูกบงั คบั ข่มขืนใจให้แสดงพฤติกรรม
ทางเพศในสิ่งท่ีไม่พึงประสงค์ รวมถงึ การท่พี ระเจา้ ลจิ ฉวีผูม้ ีนิยมเพศรสเฉพาะ โดยการบงั คบั ให้กระทา
สังวาสให้ดู อาทิ บงั คบั ให้ภิกษุณีกบั ภิกษุณี๑๒๕ สิกขมานากับสิกขมานา๑๒๖ สามเณรีกับสามเณรี๑๒๗
ภิกษุกับโสเภณี๑๒๘ พระกับโยมคฤหัสถ์๑๒๙ พระกบั บณั เฑาะก์๑๓๐ เป็ นตน้ ซ่ึงพฤติกรรมเหล่าน้ีลว้ น
เป็ นความรุนแรงทางเพศที่สัมพนั ธ์กบั ค่านิยมทศั นะคติและความเช่ือ ท่ีกระทบต่อผูถ้ ูกกระทา รวมท้งั
สะทอ้ นให้เหน็ แนวคดิ ทศั นคติ และคา่ นิยมทางเพศทป่ี รากฏในคร้ังพทุ ธกาล
ในงานของชื่นฤทยั กาญจนะจิตรา และสภรต์ จรัสสิทธ์ิ๑๓๑ ได้แบ่งความรุนแรงทางเพศไว้
ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั เหตกุ ารณ์ที่เคยเกิดข้ึนในคร้ังพุทธกาล ความรุนแรงทางเพศออกเป็ น ๓ ลกั ษณะ คือ
(๑) การใช้กาลังบังคบั ให้มีเพศสัมพันธ์ (๒) การมีเพศสัมพันธ์เพราะความกลวั และ (๓) การมี
เพศสมั พนั ธ์ในลกั ษณะท่รี ู้สึกไม่ชอบ หรือรังเกยี จ หรือทาให้รูส้ ึกตา่ ตอ้ ย ลกั ษณะของความรุนแรงแบบ
ท่ีหน่ึงและสามมีความ ชดั เจนในความหมายของคาวา่ ความรุนแรงอยแู่ ลว้ ...แต่ความรุนแรงแบบท่ีสอง
น้นั มีความ สลบั ซับซ้อนมากกว่าและเป็ นความรุนแรงท่ีไม่ชัดเจน มีลกั ษณะของความรุนแรงเชิง
โครงสร้างและเชิงวฒั นธรรมมากกว่าความรุนแรงระหว่างบุคคล เพราะพฤตกิ รรมของท้งั สองฝ่ายถูก
หล่อหลอมดว้ ยวิธีคิดและบริบททางสงั คม...”
๑๒๒ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๖๘/๕๖-๕๗.
๑๒๓ วิ.ภิกขุณี. (ไทย) ๓/๖๘๘/๓๖.
๑๒๔วิ.ภิกขณุ ี. (ไทย) ๓/๖๙๐/๓๘.
๑๒๕ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๘๐/๗๒.
๑๒๖ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๘๐/๗๒.
๑๒๗ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๘๐/๗๒.
๑๒๘ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๘๑/๗๒.
๑๒๙ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๘๑/๗๓.
๑๓๐ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๘๑/๗๓.
๑๓๑ ช่ืนฤทยั กาญจนะจติ รา,สุภรณ์ จรัลสิทธ์ิ. “ครอบครัวกับความรุนแรงในชีวิตค่”ู . ใน ครอบครัวไทย
ในสถานการณ์ เปลี่ยนผ่านทางสังคมและประชากร, ชาย โพธิสิตา ชุชาดา ทวีสิทธ์ิ บรรณาธิการ,(นครปฐม :
สถาบนั วิจยั ประชากรและสังคม มหาวทิ ยาลยั มหิดล,๒๕๕๒), หนา้ ๒๑๐.
๖๔
มีแนวคิดปรากฏในงานวิจยั ของพุทธวรรณ ชูเชิด ท่ีมองว่าความรุนแรงทางเพศที่ตกเป็ น
ผูถ้ ูกกระทาเกิดจากวฒั นธรรมอานาจ รวมไปถึงอานาจต่อรองในเชิงสังคมที่น้อยกว่า๑๓๒ จึงตกเป็ น
ผกู้ ระทาความรุนแรงทางเพศได้กรณีที่ยกมาเป็ นตวั อย่างของเจา้ ลิจฉวีกระทาความรุนแรงทางเพศต่อ
ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี เป็ นความรุนแรงที่สัมพันธ์กับอานาจหน้าที่ในฐานะกษัตริย์ท่ี
นอกเหนือจากรสนิยมและความพึงใจทางเพศ ความรุนแรงทางเพศจากกองทพั และทหารท่ีกระทาต่อ
เชลยศึกกรณีญ่ีป่ ุนต่อสตรีชาวเกาหลี สตรีชาวจีนในนานกิง ปากีสถาน(ตะวนั ตก)ในสมยั ยายาข่าน
กระทาต่อสตรีชาวปากีสถานตะวนั ออก(บงั คลาเทศ)๑๓๓ สงครามในบอสเนียเฮอร์เซโกวนิ า๑๓๔ เป็นตน้
นอกจากน้ีในมุมของกลุ่มอติ ถีศาสตร์มองว่าความพึงพอใจทางเพศไม่ไดเ้ ป็นแรงจูงใจท่ีทาให้เกิดความ
รุนแรงทางเพศ แตเ่ กิดจากการสรา้ งรากฐานหรือการคงอยู่ หรือพยายามท่จี ะควบคุมและมีอานาจเหนือ
ผหู้ ญิง๑๓๕
ประเภทความรุนแรง เหตกุ ารณ์
ความรุนแรงในครอบครัว - ความตายของนางสามาวดี๑๓๖
- นางสิริมาทาร้ายนางอุตรา ๑๓๗
- การถอดยศวาสภขตั ติยา ฯ
ความรุนแรงทางเพศ - การขม่ ขืนอุบลวรรณาภิกษุณี๑๓๘
๑๓๒พุทธวรรณ ชูเชิด, “ผลกระทบทางดา้ นจติ ใจและความชว่ ยเหลอื ท่ีตอ้ งการไดร้ ับของผหู้ ญิงท่ีถูกขม่ ขนื :
กรณีศึกษาโรงพยาบาลศริ ิราช”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,
๒๕๔๓), หนา้ ๑๕.
๑๓๓ มีขอ้ มูลว่า “ชาวเบงกอล นบั ลา้ นถูกฆา่ ตาย สตรี ๒๕,๐๐๐ คน ถูกข่มขนื และผูล้ ้ีภยั กว่า ๙ ลา้ นคนหนีเขา้
อนิ เดยี , พระมหาสม สิริปัญโญ, ผ้หู ญิงกบั สัจธรรมของสังคม,(กรุงเทพ ฯ:นิติธรรมการพมิ พ,์ ๒๕๕๓), หนา้ ๑๓๖.
๑๓๔ สงครามกลางเมืองทีโ่ หดร้ายทารุณในบอสเนียเฮอร์โซโกวินาน้นั อาจมีผูห้ ญิงถูกข่มขืนถงึ ๕ หม่ืนคน
บางคน เมื่อถูกข่มขืนแล้วก็จะถูกเชือดคอเสีย โดยเหยื่อและครอบครัวของผูเ้ คราะห์ร้าย ส่วนใหญ่ไม่มีสิทธ์ิปกป้อง
ตวั เองไดเ้ ลย และส่วนมากก็จะปิ ดบงั เร่ืองราวไวด้ ว้ ยความขืน่ ขมระทมทุกข์...” พระมหาสม สิริปัญโญ, ผู้หญงิ กับสัจ
ธรรมของสังคม, (กรุงเทพ ฯ : นิตธิ รรมการพมิ พ์,๒๕๕๓), หนา้ ๑๓๖-๑๓๗ (อา้ งจาก สาส์สอสิ ลาม ปี ที่ ๑๑ ฉบบั ที่ ๓
หนา้ ๖๓ และปี ที่ ๑๑ ฉบบั ที่ ๒ หน้า ๔๑)
๑๓๕ พระมหาสม สิริปัญโญ, เรื่องเดยี วกนั . หน้า ๑๓.
๑๓๖ข.ุ อุ. (ไทย) ๒๕/๗๐/๓๑๙-๓๒๐.
๑๓๗รายละเอยี ดเก่ยี วกบั นางอตุ รา ขุ.ธ.(ไทย) ๕/๒๒๓/๑๐๒.
๑๓๘ ว.ิ มหา.(ไทย) ๑/๖๘/๕๖-๕๗.
๖๕
ความรุนแรงตอ่ เดก็ - การข่มขนื ภกิ ษณุ ีผเู้ ดินทาง๑๓๙
ความรุนแรงตอ่ สตรี - การใชอ้ านาจของลิจฉวตี อ่ พฤตกิ รรมทางเพศ๑๔๐ ฯ
-การท้งิ เดก็ (ชีวกโกมารภจั จ)์ ๑๔๑
ความรุนแรงทางความเชื่อ -การทาลายเดก็ ในครรภ์ (ทาแทง้ )๑๔๒ ฯ
ความรุนแรงทางการส่ือสาร -การข่มขืนต่อสตรี-ภิกษุณี
-สิทธิในครอบครัว
ความรุนแรงทางทหาร -พ้ืนทสี่ ตรีต่อความเช่ือ/ศาสนา ฯ
ความรุนแรงทางกาย -การฆา่ คนเพื่อเรียนมนตข์ ององคุลีมาล๑๔๓
-การการฆา่ (คน-สัตว)์ เพ่ือบชู ายญั ๑๔๔ ฯ
- จญิ จมาณวกิ าใส่ความพระพทุ ธเจา้ ๑๔๕
- ลจิ ฉวีใส่ความทพั พมลั บตุ ร๑๔๖
- การหวงั ผลจากความตายของนางสุนทรี๑๔๗
-สงครามแยง่ น้าโกลยิ วงศ-์ ศากยวงศ์
-แบ่งสารีริกธาตุ /การเผชิญหนา้ ทางทหาร
-การฆา่ ตวั ตายของพระผปู้ ฏิบตั ธิ รรม
๑๓๙ วิ.ภิกขุณี. (ไทย) ๓/๖๘๘/๓๖.
๑๔๐ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/๘๐/๗๒.
๑๔๐ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๘๐-๘๑/๗๒-๗๓.
๑๔๑ รายละเอยี ดเกีย่ วกบั ชีวกโกมารภจั จ์ ว.ิ มหา. (ไทย) ๕/๓๒๖-๓๓๑/๑๗๙-๑๘๕.
๑๔๒ วิ.มหา (ไทย) ๑/๓๙/๒๘.
๑๔๓ ม. ม. (ไทย) ๑๓ / ๓๔๗-๓๕๒ /๔๒๑-๔๒๙.
๑๔๔ ที.สี. (ไทย) ๙/ ๓๒๓/๑๒๕.
๑๔๕เรื่องนางจิญจมาณวิกา ที่ก่อความรุนแรงทางดา้ นการเส่ือสารต่อพระพุทธเจ้าจนซ่ึงผลที่สุดเป็ นการ
ประชาทณั ฑ์เป็นความรุนแรงยอ้ นกลบั ไปทตี่ วั ผสู้ ่งสาร ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๗๖/๘๘.
๑๔๖อธิเทพ ผาทา. “การศึกษารูปแบบและกระบวนการแกป้ ัญหาในพระพุทธศาสนาเถรวาท: ศึกษาเฉพาะ
กรณีอธิกรณสมถะ ๗ และ กฎนิคหกรรมของมหาเถรสมาคมในพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แกไ้ ขเพ่ิมเติม
(ฉบบั ที่๒) พ.ศ.๒๕๓๕”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), (บัณฑิตวิทยาลยั , มหาวิทยาลยั
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ,๒๕๔๙), หน้า ๓๖.
๑๔๗ขุ.อ.ุ (ไทย) ๒๕/๓๘/๒๔๖-๒๔๙.
๖๖
ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง -การทารายร่างกาย
- ระบบวรรณะ - ระบบชายเป็นใหญ่
- อานาจนิยม (เผด็จการ) - ชาตพิ นั ธุ์-ชาตินิยม
ตาราง ๓.๑ ชนิดความรุนแรงในคร้งั พทุ ธกาล
๓.๒.๖ ความรุนแรงทางความเช่ือ (Violence on Believes) หมายถึง ความรุนแรงท่ีเกิดจาก
ทศั นคติ ความเชื่อ สิ่งเชื่อ หรือทาให้เช่ือ ในทางศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม ประเพณี
และในความเช่ือเหลา่ น้นั ไดบ้ ม่ เพาะให้เกิดพฤตกิ รรมจากความเชื่อ เชน่ การจบั ผิด การต้งั เง่ือนไข การ
เห็นต่าง ววิ าท ด่าทอ รวมถงึ การประหตั ประหารซ่ึงกนั และกนั เชน่ การสรา้ งศรทั ธาความเชื่อใหม่ของ
พระเทวทตั ๑๔๘ ปัญหาการตคี วามที่แตกต่างกันของภิกษุชาวโกสัมพี๑๔๙ จนกระทง่ั นาไปสู่การแตกแยก
ผวู้ ิจยั ถือว่าเป็นความรุนแรงทางความเชื่อ หรือการตคี วาม ของชมั พุกาชีวก (ใชห้ ญา้ คาจม้ิ อาหาร พร้อม
ลวงว่าเป็ นคนเคร่งไม่ยินดใี นอาหาร เพื่อให้คนศรัทธาว่าเป็ นพระอรหันต์)๑๕๐ การแข่งขนั กนั เอาบาตร
เพยี งเพือ่ ประกาศว่าตนเองเป็นพระอรหนั ต์ จนเป็นที่มาของการบญั ญตั ิห้ามแสดงฤทธ์ิของภกิ ษุสงฆโ์ ดย
พระพทุ ธเจา้ ๑๕๑ การกระทาต่อชีวิตอ่ืนของพระเจา้ ปาสายาสิเพียงเพราะความเช่ือต่อสิ่งท่ีกระทา๑๕๒ ว่า
“โลกอ่ืนไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบาก แห่งกรรมท่ีทาดีและทาชวั่ ไม่มี”๑๕๓ รวมท้งั ความศรัทธา
ความเช่ือที่แตกต่างกนั นาไปสู่การกระทาความรุนแรงต่อส่ิงท่ีเคารพเชื่อของกันและกนั ของคหรทินน์
(นบั ถือศาสนาเชน)กบั สิริคุตต(์ นับถอื พระพุทธศาสนา) จนคหรทินน์ทารา้ ยพระพุทธเจา้ สิริคตุ ตท์ าร้าย
๑๔๘ อิทธิพล แก้วพิลา, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องสังฆเภทในพุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยานิพนธ์ศิลป
ศาสตร์มหาบัณฑติ , (คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๕), หน้า ๔๐.
๑๔๙ เรื่องเดยี วกนั , หนา้ ๔๔.
๑๕๐ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๗๐/๔๙.
๑๕๑ วิ.จู.(ไทย) ๗/๒๕๒/๑๖-๑๘
๑๕๒ พระเจา้ ปายาสิได้ทดลองเพ่ือทดสอบเก่ียวกบั ชีวิตหลกั ความตายในกรณีต่าง ๆ ด้วยความเช่ือที่ว่า
“กรรมดีกรรมชวั่ ไม่มี ชีวิตหลกั ความตายไม่มี โลกอื่นหรือโลกหน้าไม่มี” เช่น ตม้ นักโทษเพ่ือดูว่าชีวติ ไปตรงไหน
อยา่ งไร เป็นตน้ ดูรายละเอียดใน ปายาสิสูตร ท.ี มหา. (ไทย) ๑๐/๔๐๖-๔๔๑/๓๔๑-๓๗๒.
๑๕๓ ท.ี มหา. (ไทย) ๑๐/๔๓๓/๓๖๕.
๖๗
นกั บวชในศาสนาเชน ซ่ึงเป็ นสัญลกั ษณ์ความเช่ือของกนั และกัน๑๕๔ และการทพี่ ระเจา้ ปเสนทิโกศลได้
ยินเสียงประหลาดในคืนหน่ึง ตรัสเรียกโหรมาทานาย โหรทานายว่าจะมีเคราะห์กรรมขนาดใหญ่
จะตอ้ งบูชาดว้ ยการฆ่าสัตวอ์ ย่างละ ๑๐๐ ตวั จงึ จะสะเดาะเคราะหไ์ ด้ พระเจา้ ปเสนทิโกศล จึงทรงสงั่ ให้
จบั สัตวป์ ระเภทละ ๑๐๐ ตวั ขงั ไวเ้ พ่ือบูชายญั ในจานวนน้ันมีมนุษย์ ๑๐๐ คน รวมอยู่ดว้ ย สัตวแ์ ละ
มนุษยเ์ หลา่ น้นั ร้องโหยหวนดว้ ยความกลวั ตาย๑๕๕ หรือการท่ีกฏู ทนั ตพราหมณ์ให้จบั ลกู โค แพะ แกะ
อย่าง ๗๐๐ เพ่ือบูชายญั ๑๕๖ ๒ กรณีหลงั เป็ นความเช่ือท่ีส่งผลเป็ นความรุนแรงต่อชีวิตผอู้ ื่นซ่ึงไม่เฉพาะ
ชีวิตมนุษยแ์ ต่ยงั รวมไปถึงชีวิตสัตวด์ ว้ ย ผวู้ ิจยั มองวา่ เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างท่ีสัมพนั ธ์กบั ความ
เชื่อและการมีอานาจหนา้ ที่ อนั รวมไปถึงมีอานาจในเชิงฐานะ เงนิ ทอง ทจ่ี ะพงึ กระทาไดใ้ นฐานะชนช้นั
ปกครองและมีอานาจในการตดั สินใจ ถา้ การตดั สินใจขาดเมตตาธรรมและความเขา้ ใจ กลายเป็ นโมหะ
มีความหลง โลภ ที่จะได้ในสิ่งท่ีตวั เองปรารถนา ความรุนแรงจงึ เกิดข้ึน เป็ นความรุนแรงท่ีปิ ดทบั ด้วย
ความเชื่อ จนส่งผลเป็นความรุนแรงตอ่ ชีวิตอน่ื แมใ้ นที่สุดเหตุการณ์เหล่าน้ี พระพุทธเจา้ จะเขา้ ไปเป็ น
ตวั กลางในการใหค้ าอธิบายทาความเขา้ ใจเพ่มิ ปรบั ทา่ ท่ีและทศั นคติต่อความเชื่ออนั เป็นความรุนแรงก็
ตามดังปรากฏในกูฏทนั ตสูตร ๑๕๗แต่ถา้ พระพุทธเจ้าไม่มีอยู่ในท่ีน้ัน หรือไม่มีผูร้ ู้คอยห้ามปรามความ
รุนแรงตอ่ ชีวติ ของมนุษยแ์ ละสตั วอ์ าจเกดิ ข้ึนตามความเชื่อต่อพิธีกรรมดงั กลา่ ว
ในทศั นะทางพระพุทธศาสนามองปรากฏการณอ์ นั เป็ นสาเหตุของความรุนแรง ต่อความเช่ือ
ทีป่ รากฏในคมั ภรี ์พระไตรปิ ฎกอาจนิยามเป็น ๒ กรณีคอื
ก. ขาดศีลสามญั ญตา คือ การประพฤติปฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิของศาสนาไม่เหมือนกัน บาง
พวกประพฤติเคร่งครัด บางพวกประพฤติย่อหย่อน จึงทาให้เกิดความแตกแยกกันจนนาไปสู่ความ
แตกแยก เพราะต่างฝ่ายตา่ งรงั เกียจและดหู ม่นิ กนั นาไปสู่ความรุนแรงแตกแยก
ข. ขาดทฎิ ฐิสามญั ญตา คือ มีความคดิ เหน็ ต่อพุทธพจนแ์ ตกตา่ งกนั โดยเฉพาะการตีความหรือ
อธิบายความพุทธพจน์ เพราะแต่ละฝ่ ายต่างยึดมน่ั ในทรรศนะหรือความคิดเห็นของตนถูกตอ้ ง เม่ือมี
ความคดิ เห็นไม่ตรงกนั กเ็ กิดความแตกแยก๑๕๘
๑๕๔ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๕๘-๕๙/๔๙.
๑๕๕ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๕๘-๕๙/๔๙.
๑๕๖ที.สี. (ไทย) ๙/ ๓๒๓/๑๒๕.
๑๕๗เสฐียรพงษ์ วรรณปก, ธรรมะนอกธรรมมาสน์ ,(กรุงเทพ ฯ มตชิ น,๒๕๕๑), หนา้ ๘๗-๘๘. สมเกียรติ
มธี รรม, วถิ ีพุทธในพระไตรปิ ฎก, (กรุงเทพ ฯ : สุขภาพใจ,๒๕๔๗), หน้า ๘๑-๘๗.
๑๕๘ อิทธิพล แกว้ พิลา, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องสังฆเภทในพทุ ธศาสนาเถรวาท”, หนา้ บทคดั ยอ่ .
๖๘
๓.๒.๗ ความรุนแรงทางกายภาพ คอื ความรุนแรงท่ีเกิดข้ึนกับร่างกาย เช่น การทาร้าย ตบตี
ฆ่า ซ่ึงความรุนแรงลกั ษณะน้ีสัมพนั ธ์กบั จิต ความเชื่อ พฤติกรรมและการกระทา รวมท้งั คาดหวงั ต่อ
ผลได้ เช่น ภิกษุฆ่า หรือใหฆ้ ่าภิกษทุ ่ีปรากฏในตติยปาราชิก๑๕๙ การฆา่ ตวั ตายของพระผูบ้ าเพญ็ เพยี ร๑๖๐
การกระทารุนแรงต่อทารกในครรภ๑์ ๖๑ การฆ่า “นางสุนทรี”๑๖๒ การฆ่าตวั ตายของพระ รวมท้งั ให้ผอู้ ื่น
๑๕๙ ว.ิ มหา.(ไทย) ๑/๑๘๓/๑๕๖ (ส่งมีด และไมท้ าให้พลดั ตกดว้ ยเจตนาฆ่า ๔ เหตกุ ารณ)์ ว.ิ มหา.(ไทย) ๑/
๑๘๒/๑๕๕ (ส่งมดี อฐิ และศิลาทาให้พลดั ตกดว้ ยเจตนาฆา่ ๔ เหตกุ ารณ์) วิ.มหา.(ไทย) ๑/๑๘๑/๑๕๔. (ปรุงยาให้พระ
ทดลองยาพษิ แล้วให้พระทดลอง ๒ เหตุการณ์) (เร่ืองการอบตัว ๒ เหตุการณ์ (เรื่องการกระโดดหนา้ ผาเพื่อฆา่ ตวั ตาย
แต่ตกลงมาทบั ผอู้ นื่ ตาย) เหตกุ ารณท์ ่ียกมาผวู้ ิจยั ถือวา่ เป็นความรุนแรงทางกายทีส่ ัมพนั ธก์ ับความตายเป็นท่ีสุด ไมไ่ ดม้ ี
ผลกระทบต่อวงสังคมวงกวา้ งแตป่ ระการเป็นเพียงเหตุการณท์ เ่ี กิดข้ึนเท่าน้นั
๑๖๐ เหตุการณ์การฆ่าตัวตายของพระฉันนะ{ม.อุ.(ไทย)๑๔/๓๘๙-๓๙๔/๔๔๒-๔๔๗} พระโคธิกะ{ส.ส.
(ไทย)๑๕/๑๕๙/๒๐๕-๒๐๗}และ พระวกั กะลิ {ส.ข.(ไทย)๑๗/๘๗/๑๕๗-๑๖๓} แนวคิดการฆา่ ตวั ตายของพระเหล่าน้ี
สมั พนั ธไ์ ปถึงทศั นะพุทธกบั การฆา่ ตวั ตาย ที่แนวคดิ หน่ึงมองวา่ (๑) พระพุทธศาสนาสนบั สนุนการฆ่าตวั ตาย และ(๒)
อกี แนวมองวา่ พระพุทธศาสนาไม่ไดส้ นบั สนุนการฆ่าตวั ตายแต่มเี กณฑ์ในการวินิจฉัยตอ่ เจตนาในการตาย เพิ่มเตมิ ใน
สมภาร พรมทา, พุทธปรัชญาจากพระสูตร, (ภาควิชาปรัชญาและศูนยพ์ ุทศาสน์ศึกษา: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
,๒๕๕๐), หน้า ๓๘๑-๓๘๘.
๑๖๑ เป็ นฐานคิดที่สัมพนั ธ์กบั พฤติกรรมการทาแท้ง หรือทารุณกรรมต่อทารกในครรภด์ ้วยวิธีการต่าง ๆ
จนกระทั่งตายหรือไมต่ ายก็ตาม วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๘๖-๑๘๗/๑๖๗-๑๖๙. รวมไปถึงกรณีสมยั ปัจจุบนั เช่นกรณีการทา
แทง้ และท้ิงซากศพไวท้ ่ีวดั ไผ่เงินโชตกิ าราม กว่า ๒,๐๐๐ ศพ ย่อมเป็นเคร่ืองย่ืนยนั ถงึ ความรุนแรงตอ่ ทารกในครรภ์ท่ี
นบั เน่ืองแตอ่ ดีตจนกระทง่ั ปัจจบุ นั ดเู พม่ิ เตมิ ทางภาพขา่ วหนงั สือพมิ พร์ ายวนั ในชว่ งเดือน พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓.
การทาแท้ง แมเ้ กดิ ข้ึนมาเมื่อ ๒ พนั ปี กว่าปี ปัจจบุ ันภาพการทาลายเด็กในครรภก์ ็ยงั คงปรากฏและนับวนั
จะย่ิงทวีความรุนแรงข้นึ รายงานขององคก์ ารสหประชาชาติ ในปี ๒๕๔๘ มีผูห้ ญิงทัว่ โลกต้ังครรภท์ ี่ไม่พึงประสงค์
ประมาณ ๘๐ ลา้ นคน ในจานวนน้ีแกป้ ัญหาด้วยการทาแทง้ ๑๙-๒๐ ลา้ นคน โดยรอ้ ยละ ๕๕ อยูใ่ นประเทศแถบเอเชีย
เสียชีวติ จากการทาแท้งปี ละ ๖๘,๐๐๐ คน เฉลย่ี ชวั่ โมงละ ๘ คน หรือตาย ๑ คนทุก ๘ นาที การทาแทง้ ในไทยในรอบ
๘ ปี มาน้ี พบว่า มีหญิงไทยเขา้ รักษาตวั ในโรงพยาบาลภาครัฐ ๗๘๗ แห่งทว่ั ประเทศ จากภาวะแทรกซอ้ นหลงั แทง้ ลูก
๔๕,๙๙๐ ราย เกือบ ๑ใน ๓ หรือประมาณ ๑๓,๐๐๐ คนทาแท้งเถ่ือน (อ้างจาก : www.thaihealth.or.th/node/1771)
เพิม่ เติมใน พุทธิสาโร. “สังวาสในพระไตรปิ ฎก : หฤหรรษแ์ ละพรหมจรรย,์ ” ใน รายงานการประชุมประจาปี เพศวิถี
ศกึ ษาในสังคมไทย คร้ังท่ี ๒ หวั ข้อ เพศวิถศี ึกษากับเพศวิถปี ฏิบัติในสังคมไทย, (สานกั งานเลขานุการจดั การประชุม
ประจาปี เพศวิถีศึกษาในสงั คมไทย คร้ังท่ี ๒ โครงการจดั ต้งั สานกั งานศึกษานโยบายสาธารณสุข สวสั ดิการและสังคม
คณะสงั คมศาสตร์และมนุษยศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั มหิดล,๒๕๕๓), หนา้ ๙๑-๑๐๔.
๑๖๒ขุ.อุ. (ไทย) ๒๕/๓๘/๒๔๖-๒๔๙.
๖๙
ฆ่าเพอ่ื หวงั ต่อเป้าหมายสูงสุด จนเป็ นเหตุให้มีการบญั ญตั หิ ้ามฆ่าชีวิต๑๖๓ ดงั ปรากฏเป็นแนวคิดตอ่ การ
บญั ญตั ิเรื่อง “การฆ่า” ท่ีปรากฏในปาราชิกสิกขาบทท่ี ๓ ๑๖๔ ลว้ นเป็ นความรุนแรงทางกายภาพท่ีมี
ร่างกาย และชีวิตเป็ นองคป์ ระกอบ จะด้วยสาเหตุของความเช่ือ โกรธ โลภ หลง เป็ นผลประโยชน์เชิง
แฝง ในทศั นะผูว้ จิ ยั จดั เป็ นความรุนแรงทางกายภาพท้งั สิ้น กรณีระเบิดรายวนั ๑๖๕ โดยไมท่ ราบว่าใคร
เป็นผูก้ ระทา แต่ผลที่เกิดข้ึนกลายเป็ นความรุนแรงทางกายภาพ และมีผลเป็ นความเช่ือต่อฝ่ ายทีก่ ระทา
และไม่ไดก้ ระทา ในมุมมองทแ่ี ตกตา่ งกนั เป็นตน้
๓.๒.๘ ความรุนแรงของข้อมูลข่าวสาร หมายถึง การให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็ นเท็จ โดยมีผล
คาดหวงั เชิงแฝงท่ีจะกล่าวร้าย ให้ร้าย รวมท้งั คาดหวงั ต่อผลท่ีจะเกิดข้ึน จากขอ้ มูลข่าวสารน้ัน อาทิ
เหตุการณ์ที่ “สมณพราหมณ์อีกพวกหน่ึงมายงั เกสปุตตนิคม(กาลามคาม) แสดงประกาศวาทะ๑๖๖ของ
ตนเทา่ น้นั แต่กระทบกระเทยี บ ดูหมิ่น กลา่ วขม่ วาทะของผูอ้ นื่ ทาใหไ้ มน่ ่าเชื่อถอื ”๑๖๗ การให้ขอ้ มลู ที่
บดิ เบือน ท้งั โจมตี กล่าวรา้ ยต่อผอู้ ่ืนย่อมมีผลเป็นการให้ขอ้ มูลข่าวสารท่ผี ิดพลาด ชาวกาลามะเมอื่ มีผู้
ศรัทธาทแ่ี ตกต่างยอมกอ่ ให้เกดิ ผลเป็นการเหน็ ต่างแตกแยก กระทง่ั กลายเป็นความกา้ วรา้ วตอ่ กนั และกนั
การให้ขอ้ มูลที่เป็ นเท็จเชน่ การกลา่ วโจมตพี ระพทุ ธเจา้ ของนิครนถ์๑๖๘ การกล่าวตู่ ใส่ร้ายพระพุทธเจา้
ของนางจิญจมาณวิกา๑๖๙ “นางจิญจมาณวิกาจึงมากล่าวตู่เราด้วยคาไม่จริงท่ามกลางหมชู่ น”๑๗๐ การที่
๑๖๓ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๖๒/๑๓๔-๑๓๕.
๑๖๔ ว.ิ มหา. (ไทย) ๑/ ๑๖๒-๑๙๒/๑๓๓-๑๗๖.
๑๖๕ ขา่ วความรุนแรงอนั เกิดจากการกอ่ ความไมส่ งบปรากฏตามหน้าข่าวหนงั สือพมิ พ์ อาทิ ไทยรัฐ เดลินิวส์
ขา่ วสด มติชน คมชดั ลกึ เป็นตน้ โดยรายงานข่าวเกี่ยวกบั เหตุการณ์ความรุนแรงจากวตั ถุอนั ตรายดว้ ยเหตผุ ลทางความ
เช่ือและความแตกต่างในทศั นะทางการเมอื ง, สานักกฎหมายอมั สเตอร์ดมั แอนด์ เปรอฟ, การสังหารหมู่ทก่ี รุงเทพ ฯ ,
(กรุงเทพ ฯ : สานกั กฎหมายอมั สเตอร์ดมั แอนด์ เปรอฟ,๒๕๕๓), หน้า ๑๓๔-๑๓๕.
๑๖๖ วาทะ ในที่น้ีหมายถึงลทั ธิ คือคตคิ วามเชื่อถอื หรือความคดิ เห็น องฺ.ติก.อ. (ไทย) ๒/๖๖/๒๐๒.
๑๖๗ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๖๖/๒๕๗. เป็ นเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนในหมู่บ้านกาลคาม ท่ีเกิดกระบวนการของการ
สรา้ งศรทั ธาและแสวงหาศรัทธา
๑๖๘ ว.ิ มหา. (ไทย) ๕/๒๙๐/๑๐๘. อทุ าหรณ์ : “สีหะ ทา่ นเป็นผสู้ อนใหท้ า ไฉนจงึ จะไปเฝ้าพระสมณโคดม
ผสู้ อนไม่ใหท้ าเล่า สีหะ เพราะพระสมณโคดมเป็ นผสู้ อนไมใ่ ห้ทา ยอ่ มแสดงธรรมเพือ่ การไม่ทา ท้งั แนะนาพวกสาวก
ตามแนวน้นั ”
๑๖๙เร่ืองนางจิญจมาณวิกา ที่ก่อความรุนแรงทางด้านการเสื่อสารต่อพระพุทธเจ้าจนซ่ึงผลที่สุดเป็ นการ
ประชาทณั ฑ์เป็นความรุนแรงยอ้ นกลบั ไปท่ตี วั ผสู้ ่งสาร ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๗๖/๘๘.
๑๗๐ ขุ.อป. (ไทย) ๓๒/๗๒/๕๗๕.
๗๐
พระทพั พมลั ลบุตรถูกภิกษุฉพั พคั ียก์ ล่าวหาว่าเสพเมถุนกบั ภกิ ษุณีเมตติยา๑๗๑ เป็ นเหตุให้มกี ารไต่สวน
จนพบว่าพระทัพพมัลบุตรไม่มีความผิดจากน้ันสงฆ์จึงได้สวดประกาศให้สงฆ์รับรู้ว่าท่านเป็ นผู้
บริสุทธ์ิ๑๗๒ ขอ้ เทจ็ จริงท่เี กดิ ข้นึ จะเป็นประการใดก็ตาม ขอ้ มูลขา่ วสารท่แี พร่ออกไปย่อมมีผลตอ่ การรับ
ขอ้ มูลในเชิงทศั นะอย่างมีนัยยะสาคัญ การรับรู้ข้อมูลท่ีหลากหลาย แต่ขาดการใช้ปัญญา พิจารณา
ไตร่ตรองอย่างแยบคาย รอบคอบ บ่อยคร้ังกลายเป็ นการเห็นต่าง โตแ้ ยง้ และการทะเลาะวิวาท ถึง
ความถูกความผดิ และขอ้ โตแ้ ยง้ ในมุมทเี่ ห็นต่าง จากขอ้ มลู ข่าวสารที่บดิ เบือน ผดิ พลาด จากการส่ือสาร
ท่พี ร่องพลาดรวมไปถึงผูท้ ี่หวงั ผลจากการให้ขอ้ มูลท่ไี ม่ตรงกับขอ้ เท็จจริงด้วย และบ่อยคร้ังกลายเป็ น
ความรุนแรงทางความเชื่อ ความคดิ เศรษฐกจิ และการเมอื ง
ในงานวิจยั ของเบญจา มงั คละพฤกษ๑์ ๗๓ ให้แนวคดิ ถึงการส่ือสารไวว้ ่า
การส่ือสาร (Communication) มีลกั ษณะเป็นกระบวนการประกอบดว้ ย กระบวนการคิดและ
การใชภ้ าษา กระบวนการส่งและรับ ตลอดจนกระบวนการของการแลกเปล่ียนขา่ วสารเพื่อความเขา้ ใจ
ร่วมกัน การส่ือสารเป็ นการกระบวนการท่มี ีความสมั พนั ธ์ทางสงั คม และวฒั นธรรม ท้งั น้ีเพราะมนุษย์
อยู่กันเป็ นกลุ่ม กลุ่มทางสังคมในระดบั ต่าง ๆ จะทาให้มนุษยม์ ีสถานภาพและบทบาทที่แตกต่างกัน
ระบบค่านิยม เจตคติ ปทสั ฐาน (norm) ของกลุ่มมีบทบาทสาคญั ในการกาหนดพฤติกรรมการส่ือสาร
ตา่ ง ๆ
อาจนามานิยามร่วมว่าการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านการสื่อสารสาธารณะย่อมมีผลเป็ นการ
ขบั เคลอื่ น ผูร้ บั สารตอ่ ความจริง หรือไมจ่ ริงน้นั ยอ่ มมีผลเป็นความเชื่อตอ่ สารน้นั จึงทาใหเ้ กดิ ภาพของ
การหยิบจับในสิ่งที่ตัวเองรับรู้จะด้วยความศรัทธาต่อตัวสาร วุฒิภาวะต่อความรู้ในส่ิงที่เป็ นข้อมูล
ข่าวสารน้นั
๑๗๑วิ.จู. (บาลี) ๖/๑๘๙/๒๒๒, วิ.จู. (ไทย) ๖/๑๘๙/๓๐๔. และ อธิเทพ ผาทา, “การศึกษารูปแบบและ
กระบวนการแกป้ ัญหาในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท: ศึกษาเฉพาะกรณีอธิกรณสมถะ ๗ และ กฎนิคหกรรมของมหาเถร
สมาคมในพระราชบัญญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบบั ท่ี๒) พ.ศ.๒๕๓๕”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร
ดษุ ฎีบณั ฑติ (พระพุทธศาสนา), (บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ,๒๕๔๙), หนา้ ๓๖.
๑๗๒ เร่ืองเดียวกัน, หน้า ๓๖.
๑๗๓ เบญจา มงคละพฤกษ,์ “การส่ือสารทางการเมืองของพระสงฆ์ไทย กรณีศึกษา พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาบวั ญาณสมั ปันโน) พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๘”, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต(สื่อสารมวลชน) (คณะวารสารศาสตร์และ
ส่ือมวลชน มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๕๑), หน้า ๑๓.
๗๑
นอกจากน้ีแนวคิดของ Berlo๑๗๔ (quoted in Neuliep, 1996.p32) ที่ปรากฏในงานของเบญจา
อธิบายว่า
กระบวนการสื่อสาร คอื ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกนั ขององคป์ ระกอบทางการสื่อสาร ทีเ่ รียกว่า
กระบวนการ SMCR มาจากคาว่าแหล่งสาร (source) สาร (message) ช่องทาง (channel) และผูร้ ับสาร
(receiver) ซ่ึงไม่สามารถแยกออกจากกันเป็ นส่วน ๆ โดยอิสระได้ เขาเช่ือว่ากระบวนการสื่อสารจะ
ประสบความสาเร็จ หรือมีประสิทธิภาพเพียงใด ข้ึนอยู่กับปัจจยั ต่าง ๆ ขององค์ประกอบท้งั ๕ ใน
กระบวนการสื่อสาร โดยเฉพาะผสู้ ่งสารและความสามารถในการรบั สารของผูร้ บั สารเช่นเดียวกนั ไม่ว่า
สารเหล่าน้นั จะผ่านช่องทางรูปหรือการมองเห็น (seeing) รส (tasting) กลิ่น (smelling) เสียง (hearing)
หรือสัมผสั (touching)๑๗๕
ดงั น้ันในความหมายเหล่าน้ีขอ้ มูลข่าวสารย่อมเป็ นนยั สาคญั ที่จะส่งไปถึงผูร้ ับ แต่ในเวลา
เดียวกนั กระบวนการของการรับผิดชอบตอ่ สาร ถึงความจริงแท้ หรือไม่จริง ไม่ได้เป็ นส่วนสาคญั ต่อ
การรับผิดชอบตอ่ สารน้ันพฤตกิ ารณ์ของการนาเสนอขอ้ มูลลวงจึงไดก้ ลายเป็นประเด็นโตเ้ ถียง โตแ้ ยง้
และตีโตใ้ นหลาย ๆ เหตกุ ารณ์ในทางพระพทุ ธศาสนา
ดงั ทศั นะของพระธรรมปิ ฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่ีว่า “...การเผยแผ่ขอ้ มูลข่าวสารเท็จออกไปใน
สังคมให้คนเกดิ ความเขา้ ใจผดิ และมีทศั นคติที่ผิดน้นั เป็นการก่อความรุนแรงแบบหน่ึง ท่ีประทุษร้าย
สังคมอย่างฉกรรจ์ เพราะเป็ นการทาร้ายทางปัญญา...” ๑๗๖หรือ ในงานของกาญจนา แก้วเทพ๑๗๗ ให้
แนวคิดว่าความรุนแรงจากการส่ือสารมีผลต่อการบ่มเพาะเป็ นความรุนแรงได้อาจหมายถึงพฤติกรรม
เลียนแบบและพฤติกรรมความรุนแรงสะสมจนกระทง่ั เป็ นความรุนแรงท่ีแสดงออกทางกายโดยการ
ไดร้ ับอิทธิพลจากสื่อที่ไดร้ ับ ซ่ึงจากแนวคิดนามาสะทอ้ นเป็นปรากฏการณค์ วามรุนแรงที่ปรากฏในคร้งั
พุทธกาลซ่ึงสะทอ้ นให้เห็นถึงความรุนแรงจากการสื่อตวั สารและในเวลาเดียวเป็ นความรุนแรงที่เป็ น
ผลกระทบจากการรบั สารและนาไปเป็นตวั องคป์ ระกอบในการรบั ขอ้ มูลขา่ วสารในตวั เอง
๑๗๔ Berlo, David K , The Study of Human Communication, (Boston : Allyn&Bacon.1996),
๑๗๕ เบญจา มงคละพฤกษ์, “การส่ือสารทางการเมืองของพระสงฆ์ไทย กรณีศึกษา พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาบวั ญาณสัมปันโน) พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๘”, หน้า ๑๓.
๑๗๖พระธรรมปิ ฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) , ต่ืนกันเสียทีจากความเท็จ : ของหนังสือเหตุเกิด พ.ศ. ๑, (กรุงเทพ ฯ
มลู นิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๗), หน้า ฌ (ปรารภ)
๑๗๗ กาญจนา แก้วเทพ, ศาสตร์แห่งส่ือและวัฒนธรรมศึกษา, (กรุงเทพ ฯ คณะนิเทศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ,๒๕๔๔), หน้า ๒๓๒-๒๓๕.
๗๒
การส่ือสารท่ีผดิ พลาดของการส่ือสารต่อ “ศกั ด์ิศรี” แห่งเผ่าพนั ธุ์และดินแดน กรณีนกั แสดง
ชาวไทย กบ สุวนันท์ คงย่ิง ที่เป็ นสาเหตุนาไปสู่การก่อความรุนแรงเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ
ใน พ.ศ. ๒๕๔๖๑๗๘
๓.๓ เหตกุ ารณ์ความรุนแรงในคร้ังพุทธกาล
ในคร้ังพุทธกาลความรุนแรง หรือเหตุการณค์ วามรุนแรงที่ถูกบนั ทกึ ไวใ้ นพระไตรปิ ฎกและ
ไดร้ ับการนามาเป็นกรณีศกึ ษาพรอ้ มท้งั อา้ งอิงในเชิงของเหตกุ ารณ์จริง รวมท้งั เป็นชุดแนวคดิ ในการยุติ
ความรุนแรงซ่ึง จะได้ยกมาเป็ นกรณีตวั อย่างเพื่อเทียบเคียงกับชุดเหตุการณ์ความรุ นแรงที่ปรากฏใน
ปัจจุบนั โดยเหตุการณ์ที่ยกมาในคร้ังพุทธกาลลว้ นเป็ นเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน แต่มีลักษณะพิเศษคือ
กอ่ ให้เกิดผลกระทบตอ่ สงั คมในวงกวา้ ง ซ่ึงยกมาเป็นกรณีเทียบเคยี งศกึ ษาได้ คอื
๓.๓.๑ ความรุนแรงในสงครามแย่งน้าของโกลิยวงศ์และศายกวงศ์ (พรรษาที่ ๔ ) เป็นความ
รุนแรงระหว่างรัฐตอ่ รัฐท่ีกระทาต่อกัน มีพ้ืนฐานของการแย่งชิงทรัพยากรทางเศรษฐกิจคือทรัพยากร
“น้า” โดยตา่ งฝ่ายตา่ งก็ตอ้ งการน้าเหมอื นกนั มีแนวคดิ น่าสนใจท่ีว่า เม่อื ความตอ้ งการของแต่ละบคุ คลมี
มากกว่า แต่ทรัพยากรมีจากัด จึงมีความจาเป็ นที่ฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงจะต้องเสียสละ หากไม่สามารถ
สนองตอบต่อความตอ้ งการของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลไดอ้ ย่างเพียงพอแลว้ เมื่อน้ัน “ปรากฏการณ์
ความขัดแยง้ ” อันจะนาไปสู่ข้อพิพาท และความแตกแยกก็จะบังเกิดข้ึน กรณีความขัดแยง้ อัน
เนื่องมาจากน้าของประชาชนในแควน้ ท้งั สองก็มีลกั ษณะเชน่ เดียวกนั
๓.๓.๒ ความรุนแรงของนางจญิ จมาณวกิ าต่อพระพุทธเจ้า (พรรษาท่ี ๗) ๑๗๙เป็นเหตุการณ์ที่
เกิดข้ึนในกรุงสาวตั ถี เป็ นเหตุการณ์ท่ีนางจิญจมาณวิกา ที่มีความงดงาม ได้รับการว่าจ้างจากพวก
เดียรถีย์ เพ่ือใส่ความและทาใหป้ ระชาชนเขา้ ใจผดิ ดว้ ยการสรา้ งหลกั ฐานและเหตกุ ารณเ์ ทจ็ คือ ในเวลา
เยน็ ของทุก ๆ วนั นางจะทาทีไปบา้ นในเมอื ง เม่อื ถูกถามว่าจะไปยงั ทีใ่ ด นางตอบไปวา่ เราจะไปพระเช
ตวนั วหิ าร แลว้ เลยไปพานกั คา้ งคืนสานกั ของเดียรถียท์ ่ีอย่ใู กลก้ นั
๑๗๘ ชลธิรา สัตยาวฒั นา บรรณาธิการ, “บทเรียนจากเหตุการณ์ความรุนแรงในกัมพูชา”, (ศูนยไ์ ทยเอเชีย
ศึกษา สถาบันวิจัย มหาวิทยาลยั รังสิต ร่วมกับโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,กรุงเทพ
โรงพมิ พก์ งั หนั , ๒๕๔๕), หนา้ ๑๐-๑๔.
๑๗๙ ขุ.อป.(ไทย) ๓๒/๗๒/๕๗๕ และ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๑๗๖/๘๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).
อิทธิปาฏิหาริย์เทวดา : ทัศนะของพระพุทธศาสนาต่อเรื่องเหนือสามัญวิสัย, (กรุงเทพ ฯ : พิมพ์สวย,๒๕๕๓),
หนา้ ๘๖. สุรีย์ มผี ลกิจ,วเิ ชียรมผี ลกจิ , พระพทุ ธกิจ ๔๕ พรรษา, (กรุงเทพ ฯ : คอมฟอร์ม,๒๕๔๓), หน้า ๒๕๐.
๗๓
ในยามเช้าก็ทาทีเหมือนออกมาจากเชตวนั เพื่อกลบั บา้ นเขา้ เมือง กระทาอย่างน้ีอยู่เป็ นเวลา
๑-๒ เดอื น เมื่อมีคนถาม เธอตอบว่า เราอยใู่ นคนั ธกุฎีเดียวกบั สมณโคดม ผ่านไป ๗-๘ เดือน เธอผูกไม้
กลมไวท้ ่ีทอ้ งห่มผา้ คลมุ ทบั ไว้ เขา้ ไปยงั พระเชตวนั วิหาร ขณะท่ีพระพุทธเจา้ กาลงั แสดงธรรม เธอได้
เขา้ ไปท่ามกลางทปี่ ระชมุ น้นั และกลา่ วตูพ่ ระพทุ ธเจา้ วา่
“... มหาสมณะ พระองคม์ ุ่งแต่แสดงธรรมแก่มหาชน ส่วนหมอ่ มฉันอาศยั พระองค์
จนเกิดมีครรภค์ รบกาหนดแลว้ พระองคก์ ลบั ไมใ่ ส่ใจ นางไดก้ ล่าวบริภาษพระศาสดาท่ามกลาง
บริษทั ....”
พระพทุ ธเจา้ จงึ หยดุ การแสดงธรรมและตรัสว่า
“...นอ้ งหญงิ คาทกี่ ลา่ วมาแลว้ จริงเทจ็ ประการใดเราและเธอสองคนเท่าน้นั ทรี่ ู้ ...”
แต่เหตกุ ารณอ์ นั เป็นขอ้ เทจ็ จริงไดเ้ ขา้ มาชว่ ยใหส้ ถานการณ์ความรุนแรงดา้ นขอ้ มูลข่าวสารมี
ทางออกและเปลี่ยนผ่านไป กล่าวคอื เชือกที่ผูกท่อนไม้ ท่ีแสร้งทาว่าทอ้ ง ไดข้ าด และทาให้ขอ้ เท็จจริง
เก่ียวกับการทอ้ งท่ีทาเป็ นข้อมูลเท็จในการสื่อสารสาธารณะในที่ประชุมน้ันปรากฏเป็ นข้อเท็จจริง
ความรุนแรงทางขอ้ มูลข่าวสารท่ีถูกสร้างข้ึนมาเพ่ือหวงั ต่อความเช่ือ หรือผลของความเช่ือต่อข้อมูล
ข่าวสารน้ัน ปรากฏเป็ น “ความจริง” เมื่อความจริงปรากฏ นางจิญจมาณวิกาถูกความรุนแรงจาก
ขอ้ เทจ็ จริงน้นั คืนกลบั ทาใหน้ างไม่สามารถทจ่ี ะอยใู่ นท่ีประชมุ ชนดงั กล่าวได้ ๑๘๐
ความรุนแรงทเ่ี กดิ จากจิตของกลุ่มศาสนาความเช่ืออน่ื ทีม่ งุ่ หวงั ต่อผลประโยชน์จากการไม่มี
อีกฝ่ ายหน่ึง จึงนาไปสู่การว่าจ้างจิญจมาณวิกา เพ่ือให้ขอ้ มูลเท็จ หรือสร้างข้อมูลลวง ประหน่ึงเป็ น
เคร่ืองมือทาลายศัตรูฝ่ ายตรงข้ามหรือมุ่งหวงั ต่อผลจากการเปล่ียนแปลงต่อข้อมูลน้ัน ถือเป็ นความ
รุนแรงของขอ้ มูลขา่ วสาร ที่มผี ลมุ่งหวงั เป็นความเชื่อและจะมีผลเป็นการเปล่ียนแปลงจากความเช่ือท่ี
ถกู ทาใหเ้ ชื่อน้นั
๑๘๐ในอรรถกถาธรรมบทให้ขอ้ มูลวา่ ท้าวสักกะไดร้ ับส่งให้เทพบุตร จาแลงเป็ นหนูกัดเชือกที่ผกู ท่อนไม้
ขาด เทพบตุ รอีกองคห์ น่ึงบนั ดาลใหล้ มพดั ผา้ ทีค่ ลุมทอ้ ง น้นั ปลวิ ข้นึ มา ทอ่ นไมท้ ผ่ี ูกไวพ้ ลดั ตกลงบนหลงั เทา้ ของนาง
จิญมาณวกิ า หลงั เทา้ ท้งั สองข้างแตก ความจริงปรากฏ ตา่ งโกรธแคน้ ต่อการกระทาของนาง พากนั ฉุดนางออกไปจาก
วิหาร ดูรายละเอียดใน คณะกรรมการแผนกตาราแปล, พระธัมมปทัฎฐกถาแปล ภาค ๖, (คร้ังที่ ๑๗,กรุงเทพ ฯ :
มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๔๖).
๗๔
๓.๓.๓ ความรุนแรงของนางมาคัณฑยิ า ต่อนางสามาวดี๑๘๑ (พรรษาที่ ๙) การที่นางมาคณั ฑิยา
ผทู้ ่ีผูกใจเจ็บตอ่ พระพุทธเจ้า คราวท่ีปฏิเสธไมตรีที่นางทอดไปให้ นางจึงผูกใจเจ็บ และกระทารุนแรง
ตอ่ พระพทุ ธเจา้ ในกรณีตา่ ง ๆ รวมท้งั บคุ คลทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั พระพทุ ธเจา้ โดยเฉพาะกรณีนางสามาวดีผทู้ ่ีมี
สามีร่วมกนั คือพระเจา้ อุเทน แต่นางสามาวดีมีความศรัทธาต่อพระพุทธเจา้ และพระพทุ ธศาสนา แสดง
ตนเป็ นสาวิกาและไปฟังธรรมบอ่ ย ๆ นางมาคณั ฑิยาจึงทูลยุยงให้พระเจ้าอุเทนเขา้ ใจผิดคิดว่า นาง
สามาวดีมีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระพุทธเจา้ แต่เพราะความหนักแน่นของพระเจ้าอุเทนจึงผ่านไป ๑ กรณี
เหตกุ ารณ์เน่ืองต่อนางมาคณั ฑิยารู้วา่ พระเจา้ อุเทนโปรดการเล่นพิณ จึงให้คนนางูไปใส่ไวใ้ นพิณแลว้
พรางประหน่ึงว่าเป็ นฝี มือของนางสามาวดี จนพระเจา้ อุเทนเขา้ ผิดคดิ ว่าเป็ นไปตามกลลวงน้นั จึงหยิบ
ธนูมาด้วยหวงั ประหารชีวิต ประทบั ยืนเหน่ียวลูกธนูเต็มท่ี แต่ขยบั พระวรกายไม่ได้ อยู่เช่นน้ัน ไม่
สามารถยิงลูกธนูออกไปได้ พระวรกายสนั่ และไม่สามารถช่วยเหลือตวั เองได้ นางสามาวดจี งึ แนะนา
ให้พระเจ้าอุเทนหันลูกธนูลงดินเสีย ธนูหลุดจากหัตถ์ของพระเจา้ อุเทน พระเจ้าอุเทนตระหนักใจว่า
ความดียอ่ มคุม้ ครองผบู้ ริสุทธ์ิ จึงทรงขออภยั นางสามาวดี เหตกุ ารณค์ วามรุนแรงที่ ๒ ผ่านไปอีกคร้ัง
แมค้ ร้ังสุดทา้ ยจติ อาฆาต มาดรา้ ยซ่ึงเป็ นความรุนแรงทางจิตและส่งผลเป็นความรุนแรงทาง
กายของนางได้ ทลู เชิญพระเจา้ อุเทนเสดจ็ ประพาสอทุ ยานพร้อมกบั นางมาคณั ฑิยา และใหญ้ าตแิ ละคน
รบั ใช้ เขา้ ไปในปราสาท ปิ ดประตลู งดาลขงั พระนางแลว้ จดุ ไฟเผาปราสาทตายหมู่สิ้นท้งั ๕๐๐ คน๑๘๒
ดงั น้นั ความรุนแรงของนางมาคณั ฑยิ าต่อพระสามาวาดี ท่ีถกู ใส่รา้ ยจากการดา่ ทอและตาหนิ
จนกระทงั่ เกือบนาไปสู่การปลงพระชนมโ์ ดยสามีจดั เป็ นความรุนแรงต่อสตรีในครอบครัว เป็นความ
รุนแรงท่ีแฝงเร้นอยู่ในระบบครอบครัวท่ีชายเป็ นใหญ่และเป็ นผูก้ ่อความรุนแรง จนกระทง่ั รุนแรงสุด
คอื การที่นางมาคณั ฑิยาไดใ้ ห้คนเผาปราสาทพรอ้ มดว้ ยขา้ ทาสบริวาร ๕๐๐ คน พระนางสามาวดียงั ให้
อภยั ไม่ผูกโกรธอาฆาตตอบต่อบุคคลที่กระทานางและขา้ ทาสบริวาร๑๘๓ แต่พระนางมาคัณฑิยาก็ถูก
ความรุนแรงคนื กลบั ถกู พระเจา้ อุเทนลงโทษประหารชีวติ
๓.๓.๔ ความรุนแรงต่อความตายของนางสุนทรี๑๘๔ กล่าวคอื เป็นความรุนแรงทสี่ มั พนั ธก์ บั การ
เช่ือหรือการทาให้เชื่อรวมไปถงึ ผลประโยชนจ์ ากความเชื่อเป็นองคป์ ระกอบดว้ ย การประสงคท์ จ่ี ะให้ผู้
๑๘๑ขุ.อ.ุ (ไทย) ๒๕/๗๐/๓๑๙-๓๒๐. (วงั ของพระเจา้ อเุ ทนถกู เผา)
๑๘๒ ดวงกมล ทองคณารักษ.์ “บทบาทและความสาคญั ของอุบาสิกาในพุทธศาสนาเถรวาท”, ศิลปศาสตรม
หาบณั ฑติ , (คณะศิลปะศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๔๗), หนา้ ๑๗.
๑๘๓ ว.ิ มหา.(ไทย) ๑/๗๒/๖๗๘. และ ดวงกมล ทองคณารักษ.์ เรื่องเดียวกนั . หนา้ ๓.
๑๘๔ ข.ุ อุ (ไทย) ๒๖/๓๘/๒๔๖-๒๕๐.
๗๕
ไดร้ บั ผลจากการให้ขอ้ มูลเท็จตอ้ งมกี ารเปลย่ี นแปลงและมีผลเป็ นการกลบั ขอ้ มลู ไดใ้ นทนั ที่ ในเบ้ืองตน้
กล่มุ ปริพาชก ที่เสียผลประโยชน์เป็ นผลได้ และศาสนิก จาการเปลี่ยนศรทั ธาหนั มานบั ถือพระพทุ ธเจา้
ได้ขอความช่วยเหลือให้นางสุนทรีปริพาชิกา โดยมีเจตนาแอบแฝง โดยทาทีให้นางสุนทรีไปยัง
วดั เชตวนั บ่อย ๆ จนคนทวั่ ไปรับรู้ในวงกวา้ งว่านางสุนทรีไปท่ีวดั เป็ นประจา๑๘๕ พวกปริพาชก จึงจ้าง
นกั เลงให้ฆ่านางสุนทรีอกี ทอดหน่ึง แลว้ หมกไวใ้ นคูรอบ ๆ วดั เชตวนั พร้อมท้งั ไปแจง้ คนหายต่อทาง
ราชการบา้ นเมือง เมือ่ ทางบา้ นเมอื งพบศพอยู่ในบริเวณวดั จึงทาทีแห่ศพประจาน ใส่ความโพนทะนาว่า
พระสงฆส์ าวก สมณศากยบุตรเป็ นผูท้ า เป็ นผกู้ ่อความรุนแรงต่อนางสุนทรี๑๘๖ เป็ นท่ีโจทก์กนั ไปทวั่
พร้อม ชาวประชาประณามตอ่ การกระทาน้นั พร้อมไม่ให้การอุปถมั ภ์ สนบั สนุน ใส่บาตรต่อพระสงฆ์
สาวกขณะบณิ ฑบาต เอกลาภหรือผลได้ ศรัทธานับถือตกไป จนกระทงั่ เหตุการณผ์ ่านไป โจรที่ฆา่ นาง
สุนทรี ไดน้ าเงนิ ค่าจา้ งฆา่ นางสุนทรีไปกินเหลา้ ขณะเดียวกันพระเจ้าปเสนทโิ กศลไดส้ ่งสายสืบไปสืบ
หาขอ้ มูลการตายของนางสุนทรี จึงได้ความจริงว่า “ฝ่ ายปริพาชก จ้างโจรให้ไปฆ่านางสุนทรีแล้วโยน
ความผิดให้พระพุทธเจ้าและสาวก”๑๘๗ ความจริงถูกเปิ ดเผย สถานการณ์กลบั ไปเช่นเดิม พระศาสดา
สาวก ไดร้ ับการแกต้ า่ งดว้ ย สถานการณจ์ ึงสงบ มผี ลเป็นการยุติจากความรุนแรงของขอ้ มลู ข่าวสาร
จากขอ้ มูลความรุนแรงน้ีอาจพิเคราะห์ไดว้ ่า (๑) ความตายของนางสุนทรีเป็ นความรุนแรงทาง
กายภาพที่มีผลต่อร่างกายและชีวิต (๒) ความรุนแรงจากความตายของนางสุนทรี ถกู นามาเป็ นเคร่ืองมือ
ในการใส่ความ ให้ขอ้ มลู เท็จ ต่อพระพทุ ธเจา้ และสาวก (๓) ขอ้ มูลข่าวสารท่เี ป็นเท็จมีผลเป็นความเชื่อ
และผลประโยชน์จากเอกลาภในเรื่องการนับถือและการสนับสนุน ดังน้ันความรุนแรงที่เกิดข้ึน
กลายเป็ นความรุนแรงทางกายภาพคือความตายต่อนางสุนทรี และกระทบไปถึงความรุนแรงต่อความ
เช่ือและขอ้ มูลข่าวสาร ซ่ึงมผี ลต่อพระพทุ ธเจา้ และพระสงฆส์ าวกโดยตรง
วธิ ีการในการยุติความรุนแรงในประเดน็ น้ีพระพทุ ธเจา้ ใช้วิธีการให้ความจริง ดว้ ยการนิ่ง และ
ใชว้ ิธีการนาความจริงมาสู้ความจริง พุทธอทุ านท่ีว่า “คนท้งั หลายผูไ้ มส่ ารวม ชอบกล่าวทม่ิ แทงผูอ้ ื่น
ดว้ ยวาจา เหมอื นทหารขา้ ศกึ ทิ่มแทงชา้ งทอ่ี อกศึกดว้ ยลกู ศร ฉะน้นั ภกิ ษุผมู้ จี ิตไมค่ ิดประทุษรา้ ย ฟัง
คาหยาบคาย ที่คนพาลกล่าวแล้ว พึงอดกล้นั ไวไ้ ด้” ๑๘๘ ในความหมายคือใช้ความจริงเป็ นเคร่ือง
๑๘๕ ข.ุ อุ (ไทย) ๒๖/๓๘/๒๔๖-๒๕๐.
๑๘๖ ข.ุ อุ (ไทย) ๒๖/๓๘/๒๔๖-๒๕๐.
๑๘๗ ขุ.อุ (ไทย) ๒๖/๓๘/๒๔๖-๒๕๐.
๑๘๘ ขุ.อุ (ไทย) ๒๖/๓๘/๒๕๐.
๗๖
ป้องกนั ความไม่จริงและในเวลาเดียวกนั ก็ใชค้ วามจริง เป็นเครื่องมอื ในการสลายความรุนแรงทางความ
เชื่อหรือขอ้ มลู ขา่ วสารอนั เป็นเทจ็
๓.๓.๕ ความรุนแรงในความเช่ือและวัตรปฏิบัติของภิกษุชาวโกสัมพี (พรรษาที่ ๑๐) ภิกษุ
ชาวเมืองโกสัมพี แตกแยกออกเป็ น ๒ กลุ่ม๑๘๙ กลุ่มหน่ึงปฏิบตั ิตามคาสั่งสอนของอาจารยท์ ี่เชี่ยวชาญ
ทางวินัยของพวกตน ส่วนอีกกลุ่มหน่ึงก็ปฏิบัติอาจารยท์ ่ีเช่ียวชาญทางด้านธรรมะของพวกตน และ
แนวทางปฏบิ ตั ิพร้อมท้งั หลกั คิดของท้งั ๒ กลุ่ม ไดเ้ ป็นสาเหตุนาไปสู่การแตกแยกในการตีความ และ
ได้มีปากมีเสียงทะเลาะกนั อยู่เสมอ ๆ แมว้ ่าพระศาสดาจะห้ามปรามมิให้ทะเลาะกันอย่างไรก็ไม่ยอม
หยุด พระพุทธเจ้ามองว่าการสอนโดยไม่สอน-การแนะนาโดยการไม่แนะนาน่าจะเป็ นทางออกของ
ปัญหาวิธีหน่ึง จึงเสด็จไปจาพรรษาที่ส่วนป่ าปาลิเลยกะปลีกออกจากคณะท่ามกลางความขดั แยง้ และ
ทศั นะคติทีร่ ุนแรงต่อกนั น้นั โดยมลี ิงและชา้ งปาลิเลยยะคอยอุปัฏฐาก
ชาวเมอื งโกสัมพเี มอ่ื ทราบสาเหตุ ทีท่ าให้พระศาสดาตอ้ งเสด็จไปเชน่ น้นั ก็พากนั ไม่ใส่บาตร
ถวายทานแก่พวกภกิ ษุ ทย่ี งั เหลืออยู่ท้งั หมด ขอ้ น้ีทาให้พวกภิกษุท้งั หลายตระหนกั ถึงความผิดของพวก
ตนและเริ่มเกิดความ สามคั คีปรองดองระหว่างกัน แต่พวกชาวบา้ นก็ยงั ไมย่ อมปฏิบตั ติ ่อภิกษุเหล่าน้นั
ดว้ ยความเคารพเหมือนเดิม จะตอ้ งให้ไปขอขมาโทษพระศาสดาเสียก่อน แตว่ า่ ช่วงน้นั พระศาสดาเป็ น
ช่วงกลางพรรษาพวกภิกษุจึงไปขอขมาโทษมิได้ ดังน้นั พวกภิกษุจึงอยู่จาพรรษาน้นั ด้วยความทุกข์
ยากลาบากเป็นอยา่ งย่ิง
เม่อื ออกพรรษาพระอานนทแ์ ละภิกษุ ๕๐๐ รูปได้ไปเฝ้าพระศาสดาและไดก้ ราบทูลบอกคา
อญั เชิญของท่านอนาถปิ ณฑิกเศรษฐีและ อุบาสกอุบาสิกาอ่ืน ๆ ท่ีขอให้พระองคเ์ สด็จกลบั ต่อมาพระ
ศาสดากไ็ ดเ้ สด็จกลบั วดั พระเชตวนั กรุงสาวตั ถี พวกภิกษุท้งั หลายไดพ้ รอ้ มกนั ไปหมอบลงท่ีเบ้ืองพระ
บาทและขอขมาโทษต่อพระศาสดา พระศาสดาไดท้ รงตาหนิภิกษเุ หล่าน้นั ท่ีไม่เชื่อฟังพระโอวาทของ
พระองค์ ได้ตรัสบอกให้พวกภิกษุเหล่าน้ันให้จดจาใส่ใจไวว้ ่าพวกตนจะตอ้ งตายในวนั หน่ึง และ
เพราะฉะน้นั กจ็ ะตอ้ งหยดุ ทะเลาะวิวาทกนั และจะตอ้ งไมท่ าเหมอื นกบั ว่าพวกตน จะไม่ตาย
๓.๓.๖ ความรุนแรงของนางสิริมาต่อนางอุตรา (พรรษาที่ ๑๖) ๑๙๐ เป็ นความรุนแรงทาง
กายภาพและในครอบครัว ที่ถูกกล่าวถึงในฐานะสาวิกาท่ีได้รับการยกย่อง (เอตทัคคะ)และเป็ น
๑๘๙ วิ.มหา(ไทย) ๕/๕๕๓-๕๕๖/๓๓๓-๓๔๑. (วา่ ดว้ ยเรื่องภิกษุชาวกรุงโกสัมพีทะเลาะววิ าทกนั )
๑๙๐ข.ุ ธ.(ไทย) ๕/๒๒๓/๑๐๒. (เร่ืองนางอตุ ตราอุบาสิกา)
๗๗
เหตุการณ์ทอ่ี ยู่ในสภาพการรับรูข้ องชาวพุทธในวงกวา้ ง กรณีความรุนแรงต่อนางอุตรา เนื่องจากแตเ่ ดิม
นางไดแ้ ตง่ งานกบั บุตรชายของสุมนเศรษฐีซ่ึงไดน้ บั ถือพระรัตนตรยั เม่ือนางขอรักษาศีล ๘ เดือนละ ๘
วนั ในช่วงเขา้ พรรษา นางจะไม่ยุ่งเกี่ยวกบั สามีในทางกามแต่สามีไม่อนุญาต ดังน้นั ในช่วงคร่ึงเดือน
สุดทา้ ย ๑๕ วนั ของพรรษานางจึงไดต้ ดั สินใจจ้างนางสิริมาซ่ึงเป็ นนครโสเภณีมีช่ือเสียง จานวนเงิน
๑๕,๐๐๐ กหาปนะ มาปรนนิบตั ิสามีแทนนางเพื่อนางจะได้ปฏิบตั ิธรรมอย่างไม่ตอ้ งห่วงหน้าท่ีของ
ภรรยา จากเหตกุ ารณ์ดงั กล่าวแสดงให้เห็นว่านางมีคุณธรรมคือไม่มคี วามยึดมน่ั ถอื มน่ั หวงแหนสามี รู้
วา่ จะตอ้ งปรนนิบตั ิสามใี ห้มคี วามสุขอย่างไร จึงมีเหตุผลอกี ท้งั มีเกณฑใ์ นการคดั เลือกตดั สินใจยอมให้
สตรีอื่นมาปรนนิบตั ิสามีแทนตน ตลอดเวลาคร่ึงเดือนน้ันนางจดั เตรียมอาหารทุกเช้าเพ่ือไปถวาย
พระพุทธเจา้ จงึ ถกู สามยี ้มิ เยอะ แต่นางก็ไมโ่ กรธสามเี พราะเขา้ ใจในสภาพของสามีว่าเป็นผไู้ ม่รู้ คอื ไม่รู้
ว่าชีวิตน้ีไม่ยืนยาวและยงั เป็ นผูท้ ่ีประมาทในชีวิตอยู่ ส่วนนางสิริมาก็เกิดสาคัญผิดคิดว่าสามีและ
บา้ นเรือนเป็ นของตนจึงทารา้ ยนางอุตรา แตน่ างอตุ ราเขา้ ใจสภาพตามความเป็นจริง โดยไดแ้ สดงออก
ถึงคุณธรรมในดา้ นความเมตตา ชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ การให้อภัยทาให้นางสิริมารู้สึก
สานึกผดิ และกลบั ใจ๑๙๑ นางอุตตราเป็นผูม้ ศี รัทธามน่ั คงในพระพุทธศาสนา คลา้ ยเป็ นความรุนแรงใน
ครอบครัว ท่ีมีศรทั ธาในพระพุทธศาสนาและไดน้ าความรุนแรงน้นั ส่งผ่านเป็ นความรุนแรงต่อสมาชิก
ในครอบครัว และกลายเป็นความรุนแรงทีป่ รากฏ จนกระทงั่ พระพทุ ธเจา้ ตรัสชมนางอตุ ตรา๑๙๒ ดงั พุทธ
วจนะทวี่ ่า “บคุ คลพึงชนะคนโกรธดว้ ยความไม่โกรธ” ๑๙๓
๓.๓.๗ ความรุนแรงขององคุลมี าล (พรรษาที่ ๑๙ )๑๙๔ เป็ นเหตุการณ์หน่ึงท่ีถกู จารึกว่าเป็ น
ประวตั ศิ าสตร์บุคคล ผูว้ จิ ยั จดั ว่าองคุลีมาลเป็นความรุนแรง เพราะองคลุ ีมาลถูกช้ีนาดว้ ยความคิดทีว่ ่า
ตอ้ งเรียนวิษณุมนต์ ซ่ึงถือว่าเป็นสุดยอดวิชา แต่จะเรียนไดต้ อ้ งฆา่ (ความรุนแรง) และตดั น้ิวมาให้ครบ
๑ พนั นิ้ว เพื่อใช้เป็ นเคร่ืองประกอบในการเรียนมนต์ ดูพฤติการณ์แล้ว ความรุนแรงถูกนามาเป็ น
๑๙๑ดวงกมล ทองคณารักษ,์ “บทบาทและความสาคญั ของอุบาสิกาในพทุ ธศาสนาเถรวาท”, วิทยานพิ นธ์
ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ , (คณะศลิ ปะศาสตร์, มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๔๗), หน้า ๒.
๑๙๒ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๗๒/๖๗๘., ดวงกมล ทองคณารักษ,์ “บทบาทและความสาคัญของอุบาสิกาในพุทธ
ศาสนาเถรวาท”, หนา้ ๓.
๑๙๓ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๒๓/๑๐๒. (เรื่องนางอุตตราอบุ าสิกา) ข.ุ วิ.(ไทย) ๒๖/๑๒๔-๑๓๖/๒๑-๒๓. (อุตตรา
วมิ าน เป็นเหตกุ ารณท์ ีพ่ ระโมคคลั ลานะถามท่ีไดไ้ ปเกดิ เป็นเทพธิดาในวมิ านวา่ เหตุผลท่ีไดม้ าเกิดในสถานทแี่ ห่งน้ีดว้ ย
อานิสงคข์ องการไม่โกรธ และปฏิบตั ิศีลอุโบสถตลอดเวลา)
๑๙๔ ม. ม. (ไทย) ๑๓ / ๓๔๗-๓๕๒ /๔๒๑-๔๒๙.
๗๘
เคร่ืองมือขององคุลีมาล และนาไปสู่การสังหารคนจานวน ๙๙๙ คน แมจ้ ะมีผูว้ ินิจฉัยว่าการฆ่าของ
องคุลีมาล เป็ นการฆ่าสักแตว่ ่าฆ่าเพราะขาดเจตนาก็ตาม แตผ่ ลของการฆ่าเป็นความตายของผูอ้ ืน่ และ
ได้ส่งผลเป็ นความรุนแรงไปทวั่ บา้ นทว่ั เมือง ท่ีก่อให้เกิดความกลวั ความหวาดระแวง และรวมไปถึง
ความตระหนกกลวั ต่อพฤตกิ รรมจากการฆ่าขององคลุ ีมาล จนกระทง่ั พระเจา้ ปเสนทิโกศลตอ้ งส่งทหาร
ไปปราบ ประชาชนกลวั และส่ังสมเป็นความกลวั เป็นความรุนแรง เม่ือสบโอกาสตโี ตด้ ว้ ยความรุนแรง
คอื ก่อความรุนแรงคืนกลบั ทารา้ ยร่างกายองคุลมี าลท่ีถอื บวชแลว้ ในขณะบิณฑบาตในยามเชา้
๓.๓.๘ พระเจ้าปเสนทิโกศลกับพันธุละเสนาบดีและครอบครัว(พรรษาที่ ๓๗) พันธุละ
เสนาบดีผูเ้ ป็ นสหายร่วมสานักกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้มารับราชการอยู่กับพระเจ้าปเสนทิโกศล
ภายหลงั สาเร็จการศึกษา ระหว่างรับราชการได้ปฏิบัติหนา้ ที่ด้วยดี ดว้ ยความซ่ือสัตย์ ทราบว่าพวก
อามาตยผ์ ูว้ ินิจฉัยคดี วินิจฉัยคดีด้วยความไม่ยุติธรรมเก่เจ้าทุกข์ เมื่อมีผูร้ ้องเรียนจึงให้วินิจฉัยให ม่
เป็ นไปด้วยความบริสุทธ์ิยุติธรรมเป็ นท่ีชื่นชอบของประชาชน เรื่องรู้ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าป
เสนทิโกศล พระองคจ์ งึ ทรงมอบหนา้ ทว่ี นิ ิจฉัยคดีแกพ่ นั ธุละอีกตาแหน่งหน่ึง พวกอามาตยไ์ ม่พอใจ จงึ ยุ
ยงใส่ความให้พระเจา้ ปเสนทโิ กศลส่งให้พนั ธุละไปปราบโจรทีช่ ายแดน และส่งทหารไปดกั ฆา่ พนั ธุละ
และพร้อมกับบุตรชาย ๓๒ คนจนส้ินชีวิตหมดสิ้น๑๙๕ ส่วนหน่ึงเป็ นผลกระทบจากความรุนแรงทาง
จติ ใจของการอาฆาตมาดร้ายของเหลา่ เสนาบดีที่เสียตาแหน่ง เป็นความรุนแรงที่เนื่องต่อจากพฤติกรรม
ทางจิต พร้อมการแสดงออกทางวาจาให้ร้าย มุ่งหมายตอ่ ผลที่กล่าวอา้ งน้นั ในส่วนของพระเจ้าปเสนทิ
โกศลก็รับขอ้ มลู อนั เป็นเท็จ ซ่ึงสัมพนั ธ์กบั ความรุนแรงที่สมั พนั ธ์กบั ความเชื่อตอ่ ขอ้ มูลข่าวสารอนั เป็ น
เท็จซ่ึงผูร้ ับข้อมูลก็รับด้วยความไม่รู้ในแบบอวิชชา คือขาดการไตร่ตรองโดยฐานของสติปัญญา
จนกระทงั่ ไดใ้ ช้อานาจก่อความรุนแรงในภาวะแอบแฝงดว้ ยการส่งพนั ธุละไปเพื่อประหารชีวิตทางออ้ ม
ทาให้มคธรฐั เสียขนุ พลฝีมือดที ่ีซ่ือสัตย์ โดยความอิจฉา ความโลภในอานาจ ความเขลาในการรบั ขอ้ มูล
ของผปู้ กครอง
๓.๓.๙ ความรุนแรงของพระเจ้าอชาตศัตรูต่อพระเจ้าพมิ พิสาร (Bimbisāra, พรรษาท่ี ๓๗)
เหตุการณพ์ ระเจา้ อชาตศตั รู (ก่อนพทุ ธศกั ราช ๘ ปี - พ.ศ. ๒๔ รวม ๓๒ ปี )๑๙๖ กระทาตอ่ พระราชบิดา
เพราะเช่ือคายุยงของพระเทวทตั ลอบเขา้ ไปในพระราชวงั พร้อมอาวุธเพื่อปลงประชนม์พระเจ้าพิม
๑๙๕ดวงกมล ทองคณารกั ษ,์ “บทบาทและความสาคัญของอบุ าสิกาในพุทธศาสนาเถรวาท”,หน้า ๒๕-๒๗.
๑๙๖ พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ, ประวตั ศิ าสตร์พระพุทธศาสนาในอนิ เดีย, หน้า ๑๐-๕๐.
๗๙
พิสาร แต่ถูกทหารจบั ไดเ้ สียก่อนสอบถามทราบความว่าตอ้ งการราชบลั ลงั ค์พระเจา้ พิมพิสารจึงมอบ
ให้๑๙๗ แตด่ ้วยความกลวั ว่าพระราชบิดาจะมาชิงอานาจคืนตามคาแนะนาของพระเทวทตั จึงไดจ้ บั พระ
ราชบิดาขังคุก กรีดฝ่ าเทา้ และมิให้เสวยพระกระยาหารจนสวรรคตในที่สุด จากเหตุการณ์น้ีจดั เป็ น
ความรุนแรงท่ีสัมพนั ธ์กบั การได้มาซ่ึงอานาจของการปกครอง และในเวลาเดียวกันราชวงศน์ ้ีก็ไดใ้ ช้
ความรุนแรงเพื่อได้มาซ่ึงอานาจตลอดราชวงศ์๑๙๘ จนมีผูเ้ รียกว่าราชวงศ์ “ปิ ตุฆาต”๑๙๙ ท้งั ยงั เป็ นความ
รุนแรงในครอบครัวระหวา่ งพ่อกบั ลูก โครงสรา้ งที่สมั พนั ธ์กบั อานาจทีส่ ามารถกระทาได้ รวมถึงความ
รุนแรงต่อความเช่ือทีถ่ กู ทาให้เช่ือจนกระทงั่ กลายเป็นความรุนแรงทางกายและชีวิตในท่สี ุด
๓.๓.๑๐ ความรุนแรงของพระเทวทัตต่อพระพุทธเจ้า (พรรษาที่ ๓๗) หมายถงึ เหตุการณ์ที่
พระเทวทตั ๒๐๐ ซ่ึงมีสถานะเป็ นประยูรญาติ(ลูกผูพ้ ี่)และสาวกของพระพุทธเจ้า แต่ด้วยโลภอยากได้
อานาจในการปกครองคณะสงฆ์ ถา้ แมน้ พระพุทธเจ้าปรินิพพานตนเองได้จะเป็ นศาสดาแทน ซ่ึงคร้ัง
หน่ึงเคยเขา้ ไปขอบรมพุทธานุญาตตามแนวคิดเรื่องวตั ถุ ๕ ประการ๒๐๑ รวมท้งั ทูลขอตาแหน่งปกครอง
สงฆ์จากพระพุทธเจ้า เม่ือไม่สาเร็จในวิธีการดงั กล่าวจึงเขา้ ไปแสดงอิทธิฤทธ์ิจนพระเจา้ อชาตศตั รูเกิด
ศรัทธาและยอมปฏิบัติตามท่ีพระเทวทัตแนะนาให้กระทาจนได้เป็ นพระเจ้าแผ่นดินแทน
พระเจา้ พมิ พิสารผเู้ ป็นพระราชบิดา (ก) รวมท้งั ใหพ้ ระเจา้ อชาตศตั รูส่งมอื สังหารจานวน ๓๐ คน เพ่ือให้
๑๙๗ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๓๓๙/๑๘๕-๑๘๖.
๑๙๘(๑) พระเจา้ พิมพิสาร (Bimbisara) ปกครองสมยั พุทธกาล จนถึงก่อนพุทธปรินิพพาน ราว ๓๘ ปี [ก่อน
นิพพาน ๗ ปี ] (๒) พระเจา้ อชาตศตั รู (Ajatasatru) ก่อนพุทธศกั ราช - พ.ศ. ๒๔ รวม ๓๒ ปี (๓) พระเจา้ อุทัยภทั ร
(Udayabhadra) พ.ศ.๒๔ - พ.ศ.๔๐ รวม ๑๖ ปี (๔) พระเจ้าอนุรุทธะ (Anuruddha) พ.ศ. ๔๔ - พ.ศ.๔๔ รวม ๔ ปี (๕)
พระเจา้ มณุ ฑกะ (Mundhaga) พ.ศ. ๔๔ - พ.ศ.๔๘ รวม ๔ ปี (๖) พระเจา้ นาคทาสกะ (Nagadasaka) พ.ศ.๔๘ - พ.ศ.๖๘
รวม ๒๐ ปี ดูรายละเอยี ดใน พระมหาดาวสยาม,ประวัตศิ าสตร์พระพทุ ธศาสนาในอนิ เดยี , หน้า ๑๒๐ ? .พระธรรมปิ ฎก
(ป.อ.ปยตุ ฺโต), จาริกบญุ จาริกธรรม, (กรุงเทพ ฯ : มลู นิธิพทุ ธธรม,๒๕๔๗), หนา้ ๑๑๕.
๑๙๙ Dr. Bhikkhu Amritananda, King of the Buddha's Time, (Bangkok : The Mahamakut
Foundation press), pp.71-80.
๒๐๐ [ออนไลน์]. แหล่งท่ีมา http://en.wikipedia.org/wiki/Devadatta [๒๘ พ.ย. ๒๕๕๓].
๒๐๑ วตั ถุ ๕ ประการที่พระเทวทัตไปทูลขอเพื่อเป็ นแนวปฏิบตั ิแก่ภิกษุท้งั หมดจากพระพุทธเจา้ คือ (๑.)
แนวคดิ เร่ืองการให้พระภิกษอุ ยูป่ ่ าตลอดชีวติ (๒.) แนวคดิ เรื่องการบณิ ฑบาตโดยไมย่ ินดีในกจิ นิมนตต์ ลอดชีวติ (๓.)
แนวคิดเร่ืองการใช้สอยผา้ บงั สุกุลเพียงอยา่ งเดียว (๔) การอยูโคนไมต้ ลอดชีพไม่ใชท้ ่ีมุงท่ีบัง เช่น กุฎิ (๕) แนวคิด
เร่ืองมงั สวริ ตั กิ ารไม่บริโภคเน้ือทกุ ชนิด เป็นตน้ วิ.มหา.(ไทย) ๑/๔๐๙/๔๔๑-๔๔๑.
๘๐
ลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าเป็ นเบ้ืองตน้ และประหารซ่ึงกันและกันเพื่อปิ ดปากทาลายพยาน
หลกั ฐานจนหมดสิ้น๒๐๒ (ข) เมือ่ แผนการแรกไม่สาเร็จ พระเทวทตั จงึ ได้ลงมือกระทาเองดว้ ยการกลิ้ง
หินหมายปลงพระชนมพ์ ระพุทธเจา้ เป็ นเหตุให้พระบาทห้อพระโลหิต๒๐๓ (ค) เม่ือแผนที่ ๒ ไม่สาเร็จ
พระเทวทตั ได้ไปว่าจ้างให้นายควาญช้าง ปล่อยช้างนาฬาคิรี ที่ตกมนั ชอบฆ่าคนด้วยหวงั ให้ทาร้าย
พระพุทธเจ้าจนส้ินพระชนม์๒๐๔ เหตุการณ์ความรุนแรงจากพระเทวทตั แม้ที่สุดจะไม่มีผูใ้ ดตาย หรือ
เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ี แต่ก็เป็ นความรุนแรงท่ีปรากฏผลเป็ นพฤติกรรม การกระทา ท่ีมุ่งมองความ
รุนแรงเป็ นเครื่องมือหรือวิธีการที่ให้ได้มาซ่ึงประโยชน์ท่ีตนเองตอ้ งการ และนาไปสู่พฤติกรรมที่ผิด
บาป (ง) ท่ีสาคญั พระเทวทตั เป็ นผกู้ ่อความรุนแรงต่อความเชื่อศรัทธาในพระพุทธศาสนาต่อพระภิกษุ
จานวน ๕๐๐ รูปท่ีบวชใหม่ ที่ยงั ไม่มีความรู้ในหลกั คาสอนทางพระพุทธศาสนาให้หลงชื่อ พาภิกษุ
เหล่าน้นั ไปยงั ตาบลคยาสีสะ ต้งั ตนเป็นศาสดาเพอ่ื ปกครองสงฆ์ ซ่ึงเป็นที่มาของ “สังฆเภท” ๒๐๕
ดงั ทศั นะนิกเกียว นิวาโน ที่มองความรุนแรงของพระเทวทตั ตอ่ พระพทุ ธเจา้ ที่วา่
“...พระเทวทตั กบั พระพุทธเจา้ เป็ นลูกพ่ีลูกนอ้ งกัน แต่มบี นั ทึกไวใ้ นพุทธประวตั ิว่า
ท่านเป็ นคนอนั ธพาลดุรา้ ย ริษยาพระพุทธเจ้าศากยมุนีท่ไี ดเ้ ป็ นพระพุทธเจา้ และมีคนเคารพ
นบั ถือมาก ท่านอยากเป็ นพระพุทธเจ้า จึงวางแผนใส่ร้ายให้พระองคเ์ สียหาย ท่านพยายาม
ลอบปลงพระชนมพ์ ระพุทธเจา้ อยู่หลายคร้ัง มีอยคู่ ร้ังหน่ึง ท่านกลิ้งหินใหญ่ลงมาบนทางที่
พระพุทธเจา้ เสด็จผ่าน (หมายจะให้ทบั พระพุทธเจา้ ) ต่อมาก็พยายามมอมเหลา้ ชา้ งจนเมาแลว้
ปล่อยให้ว่ิงไปทารา้ ยพระพุทธเจา้ ต่อมากล็ อบวางยาพิษพระพุทธเจา้ ๒๐๖ และต่อมาก็ส่งนาย
ขมงั ธนูไปดกั ยิงพระพุทธเจา้ ...”๒๐๗
๒๐๒ ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๓๔๐/๑๘๗-๑๘๘.
๒๐๓ ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๓๔๑/๑๙๑.
๒๐๔ วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๓๔๒/๑๙๕-๑๙๖.
๒๐๕ วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๔๔/๒๐๓-๒๐๔.
๒๐๖ ในทศั นะของบรรจบ บรรณรุจิ ให้ขอ้ มลู วา่ เหตุการณ์น้ีไม่ปรากฏมีในพทุ ธประวตั ฝิ ่ ายบาลีดูรายละเอยี ด
ใน นิกเกียว นิวาโน, พระพุทธศาสนาเพื่อโลกสมัยใหม่, บรรจบ บรรณรุจิ แปล,( กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณาช
วิทยาลยั ,๒๕๔๙), หน้า ๑๗๒.
๒๐๗ เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๑๗๒.
๘๑
๓.๓.๑๑ ความรุนแรงของพระเจ้าวิฑูฑภะต่อศากยวงศ์ (พรรษาที่ ๓๘) เหตกุ ารณ์น้ีเป็นสาระ
ของเร่ืองที่จะทาการศึกษาในการวิจยั น้ีดว้ ย แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า ความรุนแรงถูกนามาเป็ น
เครื่องมือเพอื่ ประโยชนต์ ่อการให้ไดม้ าซ่ึงอานาจของวฑิ ฑู ภะ นอกจากน้ียงั สมั พนั ธ์กบั “ปิ ตุฆาต” ดว้ ย
แต่ในทีส่ ุดวฑิ ฑู ภะก็ไดอ้ านาจและนาไปสู่การฆา่ ลา้ งเผ่าพนั ธุ์ศากยะอนั เป็นประเด็นที่ใชน้ าในการศึกษา
วิจยั น้ีและจะไดศ้ กึ ษาในเชิงลึกในบทที่ ๔ ต่อไป
๓.๓.๑๒ ความรุนแรงทางการทหารในการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ (หลงั พระพุทธเจ้า
ปรินิพพาน ๗ วนั ) กษัตริยม์ ัลละผูค้ รองกรุงกุสินารา (The Mallas of Kusinara) ในฐานะเป็ นเมืองที่
พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน กษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ อาทิ พระเจ้าอชาตศัตรู (King
Ajātasattu) แห่งกรุงราชคฤห์ แควน้ มคธ๒๐๘ กษตั ริยล์ ิจฉวี แห่งกรุงเวสาลี (The Licchavīs of Vesālī)
พวกเจ้าศากยะชาวกบิลพสั ดุ์ (The Sakyas of Kapilavatthu) พวกเจา้ ถูลีผูค้ รองกรุงอลั ลกัปปะ(The
Bulis of Allakappa) พวกเจา้ โกลยิ ะผคู้ รองกรุงรามคาม(The Koliyās of Rāmagāma) พราหมณผ์ คู้ รอง
กรุงเวฏฐทีปกะ (The Vetthadīpa brahmin) พวกเจ้ามัลละผู้ครองกรุงปาวา (The Mallas of Pāvā)
บรรดากษตั ริยเ์ หลา่ น้ีไดท้ ราบขา่ วการเสด็จดบั ขนั ธจ์ ึงดาริที่จะได้ “พระบรมสารีริกธาตุ” ว่า
“แมพ้ ระผมู้ ีพระภาคเป็นกษตั ริย์ แมพ้ วกเรากเ็ ป็ นกษตั ริย์ จึงควรจะไดร้ ับส่วน
แบ่งพระบรมสารีริกธาตุบ้าง จะไดส้ ร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและทาการ
ฉลอง”๒๐๙
ดงั น้นั กษตั ริยจ์ ากเมอื งต่าง ๆ จงึ เสดจ็ ไปพรอ้ มกองทพั ๒๑๐ และส่ง “ทตู ” เพ่อื ไปเจรจาแบง่ พระ
บรมสารีริกธาตุ เพื่อนามาสกั การะบูชาตามเจตนารมณ์ ความหมายหน่ึงส่งทูตไปเพ่อื เจรจาเป็นเบ้อื งตน้
แต่ถา้ ไม่สามารถเจรจาได้กองทพั ท่ีพกั รออยู่ดา้ นนอกก็จะสามารถก่อความรุนแรงเป็นสงครามแย่งชิง
พระบรมสารีริกธาตตุ อ่ ไป แตใ่ นขณะเดียวกนั กษตั ริยม์ ลั ละแห่งกรุงกสุ ินารา ไดจ้ ดั พลชา้ ง พลมา้ พลธนู
พลรถ พลราบ พลหอก พลธนูอารกั ขาพระบรมสารีริกธาตุ ซ่ึงพิจารณานยั หน่ึงเพอื่ แสดงความเคารพ นยั
หน่ึงเพ่อื เป็นการประกาศสถานะแห่งความเป็ นเขา้ ของ เหน็ ไดจ้ ากทศั นะของพระเจา้ มลั ละแห่งกสุ ินารา
ตอบตอนท่ีคณะทูตานุทูตท่ีแต่งมาจากเมืองต่าง ๆ ขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุว่า “พระผูม้ ีพระภาค
๒๐๘[ออนไลน์] แหลง่ ท่มี า : http://en.wikipedia.org/wiki/Ajatashatru [ ๒๘ พ.ย.๕๓]
๒๐๙ ท.ี มหา. (ไทย) ๑๐/๒๓๖/๑๗๗.
๒๑๐ที.มหา.อ. (บาล)ี ๓/๒๓๖/๒๑๖-๒๑๗.