The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระระพิน พุทธิสาโร. (2553). ความรุนแรงครั้งพุทธกาล : กรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ศากยวงศ์ .สารนิพนธ์ รายวิชา สัมมนาพระไตรปิฎก หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๕๓
Phra Raphin Buddhisaro (Duangloi). (2010). Violence at Buddha’s Time: A Study of Genocide of Sakya Clan. A Thematic Paper of Doctor of Philosophy (Buddist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University Bangkok,Thailand
C.E 2010

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raphind, 2022-04-21 13:47:48

Violence at Buddha’s Time: A Study of Genocide of Sakya Clan (2010)

พระระพิน พุทธิสาโร. (2553). ความรุนแรงครั้งพุทธกาล : กรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ศากยวงศ์ .สารนิพนธ์ รายวิชา สัมมนาพระไตรปิฎก หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศักราช ๒๕๕๓
Phra Raphin Buddhisaro (Duangloi). (2010). Violence at Buddha’s Time: A Study of Genocide of Sakya Clan. A Thematic Paper of Doctor of Philosophy (Buddist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University Bangkok,Thailand
C.E 2010

๘๒

ปรินิพพานในเขตบา้ นเมืองของเรา พวกเราจะไม่ให้ส่วนแบง่ พระบรมสารีริกธาตุ” ๒๑๑พร้อมท้งั การต้งั
พลอารกั ขาขนาดน้นั ประหน่ึงเป็ นการแสดงความเป็ นเจา้ ของ รวมท้งั พร้อมท่ีจะปกป้องอย่างแข็งขนั
เม่ือมีการช่วงชิงและประหัตประหาร จน “โทณพราหมณ์” ท่ีเป็ นคนกลางและเป็ นท่ีเคารพของเจา้ เมือง
เหลา่ น้นั ไดเ้ ขา้ มาเป็ นตวั กลางไกล่เกลี่ยเพ่ือใหเ้ กิดการ “ปรองดอง” ด้วยคาทวี่ ่า “พระพทุ ธเจา้ ของพวก
เราทรงถอื หลกั ขนั ตธิ รรม ไม่ควรท่จี ะประหัตประหารกนั เพราะส่วนแบง่ พระบรมสารีริกธาตุ”๒๑๒ จึง
นาไปสู่การรอมชอมแบง่ สารีริกธาตุเท่า ๆ กนั ตามสดั ส่วนของผมู้ า ความรุนแรงไมเ่ กิดข้ึนแต่ไดส้ ะทอ้ น
ให้เห็นว่าความรุนแรงทางทหารอาจเกิดข้ึนไดใ้ นบริบทของความขดั กนั โดยมผี ลประโยชนแ์ ห่งรัฐชาติ
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรืออ่ืนใดอันจะเป็ นผลนาไปสู่การเผชิญหน้ากันทางทหาร ท่ีสัมพนั ธ์กับ
อานาจรัฐ

๓.๓.๑๓ ความรุนแรงจากสงครามระหว่างพระเจ้าอชาตศัตรูต่อกษัตริย์ลิจฉวี (หลงั พุทธ

ปรินิพพาน ๓ ปี ) เป็ นเหตุการณ์ต่อเนื่องท่ีเกิดการที่วสั กการพราหมณ์มาปรึกษายุทธศาสตร์ทางการ

ทหารกับพระพุทธเจ้าและนาไปปรับเป็ นยุทธศาสตร์ทางทหาร ด้วยการเข้าไปยุยงให้เกิดความแตก

สามคั คีของกษตั ริยแ์ ละทาให้เกดิ ความออ่ นแอ และแพส้ งครามเม่อื ตอ้ งตอ่ สูท้ างดา้ นการทหารกบั แคว้น

มคธของพระเจา้ อชาตศตั รู หลงั พระพทุ ธเจา้ ปรินิพพาน ๓ ปี

พรรษา เหตกุ ารณ์ ผลของเหตกุ ารณ์ ประเภทความรุนแรง

๔ สงครามแยง่ น้าโกลยิ วงศ์ การเผชิญหน้าทางทหาร ทรพั ยากร / ทหารนิยม

๗ จญิ จมาณวกิ ากลา่ วตู่ รุนแรงเชิงขอ้ มูล การสื่อสาร/ขอ้ มลู / ความเชื่อ

พระพทุ ธเจา้ ในทา่ มกลาง -ความเชื่อ /คนไมเ่ ชื่อ

ประชาคมท่ีวดั อมั พกิ าราม ความรุนแรงเกิดแกน่ าง

๙ มาคณั ฑิยาต่อนางสามาวดี สามาวดีและบริวาร๕๐๐ ตาย ความรุนแรงในครอบครัว

มาคณั ฑิยา ถกู ประหาร ความรุนแรงทางกายภาพ

๑๐ ภิกษุชาวโกสมั พี แตกแยก ไรส้ ามคั คี ความเช่ือ / การตีความ

๑๖ สิริมาต่อนางอตุ รา ความรุนแรงต่อร่างกาย รุนแรงในครอบครัว

๑๙ องคุลีมาลตอ่ ชีวิต ๙๙๙ ศพ มีผเู้ สียชีวติ ๙๙๙ ศพ ความเช่ือ-ศรทั ธา

๓๗ ปเสนทิโกศลต่อพนั ธุละ ตายยกครวั ๓๓ ชีวติ ทหารนิยม-ความเชื่อหลง

๒๑๑ ท.ี มหา. (ไทย) ๑๐/๒๓๖/๑๗๘.
๒๑๒ ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๒๓๗/๑๗๘.

๘๓

๓๗ อชาตศตั รูตอ่ พิมพสิ าร พมิ พสิ ารสวรรคต ผลประโยชน์-ครอบครัว

๓๗ เทวทตั ตอ่ พุทธเจา้ และสงฆ์ การแตกของสงฆ์ ความเช่ือ-ศรทั ธา

๓๘ วิฑฑู ภะตอ่ ศากยวงศ์ การฆา่ ลา้ งเผ่าพนั ธุ์ ทหารนิยม/ชาตพิ นั ธุ์

พ.ศ.๑ การแบง่ สารีริกธาตุ การเผชิญหน้าทางทหาร ทหารนิยม/ผลประโยชน์

พ.ศ.๓ สงครามโกศลกบั เวสาลี การสงครามทางทหาร ทหารนิยม/ผลประโยชน์

ตาราง ๓.๒ ลาดบั ความรุนแรงทเี่ กิดข้นึ ในคร้งั พทุ ธกาล

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดข้ึนเหล่าน้ี เป็ นความรุนแรงส่วนหน่ึงที่เกิดข้ึนในพระไตรปิ ฎก
ยงั คงเป็ นหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ท่ีปรากฏอยู่ ประเด็นที่จะนาไปสู่การศึกษาอีกหลายกรณีใน
พระไตรปิ ฎก แตใ่ นการนาเสนอตรงน้ีนาเสนอเพียงพอเป็นตวั อยา่ งประกอบการศึกษา เพ่ือช้ีให้เห็นว่า
ความรุนแรงเป็นผลติ ผลของมวลมนุษยช์ าติ แต่สาระของการศกึ ษาจะมเี ทคนิควธิ ีการอะไร ทีจ่ ะชว่ ยกนั
ยตุ คิ วามรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ “สันตภิ าพ” แบบพทุ ธคอื คาตอบในทางพระพุทธศาสนา แตก่ ่อนท่ีจะ
ไปถึงตรงน้ันจึงตอ้ งศึกษาลกั ษณะ ประเภท และพฒั นาการของความรุนแรงเพื่อประโยชนต์ ่อความเขา้
ใจความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อหาวิธีการที่สอดคลอ้ งกบั ความรุนแรง ๆ มาใชย้ ุติความรุนแรงดัง
พุทธวธิ ีเคยเกดิ ข้ึนและใชไ้ ดผ้ ลในคร้งั พุทธกาลเป็นเบ้ืองปลาย

ความรุนแรงท่ปี รากฏเป็นตวั อยา่ งเหตุการณใ์ นคร้งั พุทธกาล เมือ่ พจิ ารณาแลว้ จะเห็นไดอ้ ยบู่ น
ฐานของกิเลสท่ีมีองคป์ ระกอบ ๓ คือ โลภ โกรธ หลง และนาไปสู่ความรุนแรง ๓ ฐาน คือ กาย วาจา
และใจ และในความรุนแรงเหล่าน้ี (พิจารณาจากผงั ๓.๑ หนา้ ๔๔ ประกอบร่วม) ชดั เจนว่าเมื่อเกิดข้ึน
แลว้ ลว้ นส่งผลกระทบในวงกวา้ ง ไม่ว่าจะเป็ นความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ ความ
รุนแรงทางดา้ นทหาร และโครงสร้างลว้ นสัมพนั ธ์กันอย่างมีเง่ือนไขในเชิงสังคมเป็ นตัวกาหนดและ
กากับ โดยมีสมาชิกในสังคมเป็ นผูก้ าหนดท่าที่อย่างมีเงื่อนไข หรือบางคร้ังอาจไม่มีเง่ือนไขจะด้วย
เหตุผลทางสังคมเองท่ีไม่สามารถกาหนดอะไรได้ จึงกลายเป็ นว่าผลน้ันเกิดข้ึนและก่อให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงต่อสังคมในองคร์ วมอาทิ ความรุนแรงจากสงครามของวฑิ ูฑภะไดก้ อ่ ให้เกิดความสูญเสีย
ต่อชีวิต ทรัพย์สิน และผูอ้ พยพล้ีภัย ดังสังเกตได้จากในหลาย ๆ คร้ังของความรุนแรงของสงคราม
จานวนผูอ้ พยพในพ้ืนท่ีต่าง ๆ รวมท้งั ผูล้ ้ีภยั ทางการเมืองจานวนมาก ไดก้ ลายเป็ นปัญหาและภาระของ
ประชาชาติดังกรณีการอพยพของชาวเขมรในช่วงสงครามกลางเมือง การอพยพของชาวมง้ อนั เป็ นผล
จากสงครามในลาว ผูอ้ พยพชาวปากีสถาน ผอู้ พยพชาวพม่า กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ เป็ นตน้ สภาพเหลา่ น้ี
ลว้ นเป็ นผลเนื่องต่อท่ีเกดิ ข้ึนจากความรุนแรงและสงครามท่ีไม่ไดจ้ าเพาะตอ่ เหตุการณ์ความรุนแรงแต่

๘๔

เพยี งอย่างเดยี ว ยงั ไม่นบั รวมความรุนแรงทางเพศ ทางครอบครัว อานาจ ทหาร และอุดมการณ์ลว้ นที่มี
ผลเป็ นความรุนแรงตอบ สภาพทีไ่ ม่มน่ั คงในเชิงสังคม และในเวลาเดียวกนั ย่อมสัมพนั ธก์ บั ทรัพยากร
มนุษยข์ องแตล่ ะประเทศดว้ ย

๓.๑.๑๔ ท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อความรุนแรง

พระพุทธศาสนามีหลกั ท่ีเป็ นทา่ ที่ต่อความสัมพนั ธ์กบั บุคลอ่ืน สังคมอื่น และความเชื่ออืน่ ๆ
ในลกั ษณะท่ีประนีประนอมและส่งเสริมสันติภาพในองค์รวม ซ่ึงในการศึกษาน้ีจะไดน้ าเสนอเพ่ือให้
เห็นว่าท่าที่ต่อความรุนแรงในพระพุทธศาสนามีอย่างไร เพ่ือจะเชื่อมต่ออธิบายถึงหลักการทาง
พระพุทธศาสนา และพุทธวธิ ีของพระพุทธเจา้ ในการวางท่าท่ีต่อความรุนแรง รวมท้งั เขา้ ไปสู่ท่ามกลาง
ความขดั แยง้ รุนแรงในหลายคร้ัง ต่างกรรมต่างวาระกัน อาทิ ความรุนแรงทางความเชื่อของสีหะที่
ปฏิบตั ิต่อพระพุทธเจ้า จนกระทงั่ พระพุทธเจ้าไดท้ รงอธิบายจนเกิดความเขา้ ใจชัดเจนจนนาไปสู่ความ
เลอื่ มใส ขอประกาศตนเป็นอุบาสก แต่ในเวลาเดียวกันพระพุทธเจา้ ก็ได้แสดงท่าทีต่อความศรัทธาน้นั
เพราะจะเป็นเหตนุ าไปสู่ความรุนแรงในการแยง่ ชิงมวลชนศาสนิกในกนั และกนั ดงั พุทธดารสั วา่ ๒๑๓

‘สีหะ ตระกูลของทา่ นเคยเป็นท่ตี อ้ นรับพวกนิครนถม์ านาน ดงั น้นั ทา่ นพึงใส่
ใจวา่ ควรใหบ้ ณิ ฑบาตแกพ่ วกนิครนถผ์ เู้ ขา้ ไปตระกลู ตอ่ ไปเถิด’๒๑๔

ในงานของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แสดงทศั นะของพระพุทธศาสนาหรือทา่ ท่ี
ตอ่ ทศั นะท่ีแตกต่างโดยท่านยกพระสูตรมาอธิบายเสริมทา่ ทีแนวคิดแบบชาวพทุ ธดงั กลา่ ววา่

“ภกิ ษุท้งั หลาย ถึงคนพวกอ่ืนจะพึงกล่าวติเตียนเรา กลา่ วตเิ ตียนพระธรรมหรือกลา่ ว
ตเิ ตยี นพระสงฆก์ ต็ าม พวกเธอไม่ควรผูกอาฆาตแคน้ เคอื งข่นุ ใจคนพวกน้นั ถา้ พวกเธอโกรธ
เคืองหรือไม่พอใจพวกเขา พวกเธอกจ็ ะประสบอนั ตราย เพราะความโกรธเคืองน้นั ได้ อน่ึง
พวกเธอจะรู้ไดห้ รือว่าทีพ่ วกเขาพูดน้นั ถูกหรือผดิ ”๒๑๕

พวกภกิ ษุกราบทลู ว่า “รู้ไม่ได้ พระพทุ ธเจา้ ขา้ ”

๒๑๓ พระพรหมคณุ าภรณ์(ป.อ.ปยตุ ฺโต), มองสันติภาพโลก ผ่านภูมหิ ลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์, (กรุงเทพ ฯ
พมิ พส์ วย,๒๕๕๐), หน้า ๔๔.

๒๑๔ ว.ิ มหา.(ไทย) ๕/๒๙๓/๑๑๔.
๒๑๕ ที.สี. (ไทย) ๙/๕/๒.

๘๕

พระผูม้ ีพระภาคตรสั ว่า “คาติเตียนน้นั ถา้ เป็ นเรื่องไม่จริง พวกเธอควรช้ีแจงให้
เห็นชดั วา่ ‘เร่ืองน้ีเป็นเร่ืองไมจ่ ริง ไม่ถกู ตอ้ ง ไมม่ ี และไม่ปรากฏในพวกเรา’

ภิกษุท้ังหลาย ถึงคนพวกอ่ืนจะพึงกล่าวยกย่องเรา กล่าวยกย่องพระธรรมหรือ
กลา่ วยกยอ่ งพระสงฆก์ ็ตาม พวกเธอไม่ควรทาความร่ืนเริงดใี จหรือกระหยิ่มใจต่อคนพวกน้นั
ถา้ พวกเธอทาความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจต่อพวกเขา พวกเธอกจ็ ะประสบอนั ตรายเพราะ
ความร่ืนเริงดีใจน้นั ไดเ้ ช่นกนั คายกย่องน้นั ถา้ เป็ นเร่ืองจริง พวกเธอควรยนื ยนั ใหเ้ ขารู้
ชดั ลงไปวา่ ‘เรื่องน้ีเป็นเรื่องจริง ถูกตอ้ ง มีอยแู่ ละปรากฏในพวกเรา’๒๑๖

ท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อความรุนแรงที่ปรากฏเม่ือกรณีตกเป็ นผูก้ ระทาปรากฏอยู่ใน
พระไตรปิ ฎกที่ว่า

“...ภิกษุท้งั หลาย เขาด่าก็ไม่ด่าตอบ เขาเสียดสี ก็ไม่เสียดสีตอบ เขาประหาร ก็ไม่
ประหารตอบ อยา่ งน้ีแหละสมณะจึงจะชื่อว่าต้งั อยใู่ นสมณธรรม...”๒๑๗

ในโอวาทปาฏิโมกข์ มีข้อความท่อนแรกแสดงหลกั ขันติธรรม นิพพาน และลักษณะของ
สมณะนกั บวช ดงั น้ี ขนั ติ คอื ความอดไดท้ นได้ เป็นตบะอยา่ งยอด นิพพานเป็ นบรมธรรม ผูท้ าร้ายคน
อื่น ไม่ช่ือว่าเป็ นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอ่ืนไม่ช่ือว่าเป็ น สมณะ ๒๑๘ ดังน้ันแนวทางของ
พระพุทธศาสนาจึงส่งเสริมสันติไมส่ ่งเสริมความรุนแรงในทุกกรณีแมก้ ระท้งั ตกเป็นผถู้ ูกกระทาก็ตาม
ดังปรากฏในปุณณสูตรท่ีเป็ นบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระปุณณะที่กาลงั จะไปเผยแผ่
พระพุทธศาสนายงั ดินแดนของคนดรุ า้ ยทีว่ ่า

พระพทุ ธเจา้ ตรสั ว่า

“...ปุณณะ มนุษยช์ าวสุนาปรันตะน้นั ดุร้าย รุนแรง เม่ือท่านไปอยู่ ถา้ เขาจะด่า จะ
บริภาษท่าน ทา่ นจะทาอย่างไร...” (เพราะเป็นพวกแปลกถนิ่ แปลกพวกไปแลว้ )

พระปุณณะทลู ตอบว่า

๒๑๖ ที.สี. (ไทย) ๙/๖/๓.
๒๑๗ องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๓๒๕.
๒๑๘ ที.มหา. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐.

๘๖

“...ถา้ เขา้ ดา่ ขา้ พระองคก์ ็จะคดิ ว่า ก็ยงั ดีทเี่ ขาด่า ไมถ่ ึงกบั เอามือทุบตี...” ๒๑๙

ปรากฏแนวคิดในจารึกของพระเจา้ อโศก พระองคก์ ็ได้ยุติความรุนแรงผ่านพฤติกรรมการ
บริโภคอาหารที่จารึกบอกไวว้ า่ “แต่ก่อนน้ี ในวงั ฆ่าสัตว์เป็ นอาหาร วนั ละเท่าน้นั เท่าน้ี ต่อมาตอนน้ี
เหลืออย่างละ ๑ ตวั คือสตั ว์ ๔ เทา้ ตวั หน่ึงและสตั วป์ ี กตวั หน่ึง ต่อไปกจ็ ะไม่มีการฆ่าเลย”๒๒๐ หากมอง
สะท้อนจากเหตุการณ์น้ีก็ยอ่ มหมายความว่าบุคลิกภาพของชาวพุทธท่ีปรากฏในพระเจา้ อโศกซ่ึงเป็ น
บุคคลในสมยั หลงั พระพุทธเจา้ แต่ได้ปฏบิ ตั ติ นตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนาไดส้ ะทอ้ นภาพลกั ษณ์
แห่งสันติตามหลกั การทางพระพทุ ธศาสนา พร้อมกนั น้นั ยงั สะทอ้ นเนื่องตอ่ มาในช้นั หลงั ดงั ปรากฏเป็น
แนวคิดของไดซากุ อเิ คดะ ทใ่ี หท้ ศั นะและทา่ ทีของพทุ ธศาสนาต่อความรุนแรงไวว้ ่า๒๒๑

“...เพราะความเมตตากรุณาที่เอ้ือต่อสรรพชีวติ เป็ นพ้ืนฐานของพุทธปรัชญา พุทธ
ศาสนาจึงกาหนดข้อห้ามมิให้ทาลายชีวิตเป็ นศีลขอ้ แรก...ในขณะที่พุทธศาสนาให้ความ
เคารพชีวิตในทุกรูปแบบ...”

“...ไดม้ ีการประชุมเก่ียวกับสนธิสัญญาสันติภาพของญี่ป่ ุน ที่เมืองซานฟรานซิส
โก เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๔ ในการประชุมคราวน้ัน ท่าน เจ.อาร์. ชเยวารเดเน รฐั มนตรีการเงินของ
ประเทศศรีลงั กาฐานะหัวหนา้ คณะผูแ้ ทนเขา้ ร่วมประชมุ จากประเทศศรีลงั กา ไดก้ ล่าวสุนทร
พจน์ไวน้ ่าประทบั ใจว่าประเทศศรีลงั กาได้ตอบปฎิเสธไม่รบั ค่าปฏิกรรมสงครามจากญี่ป่ ุน
ในสุนทรพจน์น้นั ท่านได้ยกพระพุทธพจน์จากคมั ภีร์ธรรมบทมาอา้ งสนบั สนุนว่า “ในโลกน้ี
ความโกรธไม่เคยระงบั ด้วยความโกรธ มีแต่ระงบั ได้ดว้ ยความรักเท่าน้นั นี่เป็ นหลกั ธรรม
เก่าแก่” ตามรายงานระบุวา่ ที่ประชมุ ไดป้ รบมือตอบรับสุนทรพจนข์ องทา่ นอยา่ งกึกกอ้ ง๒๒๒

ทา่ ทีของพระพุทธศาสนาท่ียกมาเป็นกรณีศึกษา อาจมองไดว้ ่าความรุนแรงเป็นธรรมชาติของ
มนุษย์ ท่ีอยู่ภายใตก้ รอบของกิเลส ที่มีโลภ โกรธ หลงเป็ นอาภรณ์ แต่ในเวลาเดียวกนั ความรุนแรงท่ี
ปรากฏในกาย วาจาใจ สามารถยุติและหาทางออกอ่ืนได้ รวมท้งั ขัดเกลาและพัฒนาได้ ดังปรากฏใน

๒๑๙ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๙๕-๓๙๗/๔๔๗-๔๕๒.
๒๒๐ พระพรหมคณุ าภรณ์(ป.อ.ปยตุ ฺโต), มองสันติภาพโลก ผ่านภูมหิ ลังอารยธรรมโลกาภิวตั น์, หนา้ ๔๘-๔๙.
๒๒๑ โยฮนั กาลตงุ และไดซากุ อิเคดะ, บทเสวนาระหว่าง โยฮัน กาลตงุ และไดซากุ อเิ คดะ, (กรุงเทพ ฯ :
ศยาม,๒๕๔๐), หนา้ ๑๐๗.
๒๒๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๗.

๘๗

หลาย ๆ คร้ังท่ีพระพุทธองค์เสด็จเขา้ ไปสู่ท่ามกลางความขดั แยง้ และยุติความรุนแรงขดั แยง้ เหล่าน้ัน
ด้วยพุทธวิธีต่าง ๆ จนมีผูใ้ ห้คานิยามแนวทางของพระพุทธเจ้า แนวทางของพระพุทธศาสนาว่าเป็ น
ศาสนาแห่งสนั ติภาพ

จากท่าท่ีและแนวทางที่ปรากฏจะไดน้ าไปสู่การศึกษาแนวทางของพระพุทธศาสนาในองค์
รวมอนั เป็ นพุทธวิธีของพระพุทธเจา้ ในการเขา้ ไปยตุ ิความรุนแรง รวมท้งั การเขา้ ไปสู่ท่ามกลางความ
รุนแรงของวิฑูฑภะอนั เป็ นแก่นแกนของการศึกษาในเรื่องน้ี รวมท้งั ชดุ เหตุผลในการให้คาอธิบายต่อ
การยตุ คิ วามรุนแรงตอ่ ไป

๓.๑.๑๕ รูปแบบการจดั การความรุนแรงในคร้ังพทุ ธกาล
จากเหตุการณ์ความรุนแรงท่เี กิดข้ึนและยกมาเป็นกรณีเทยี บเคียงในบทน้ี มีหลายเหตุการณ์ที่
พระพุทธเจา้ ไดเ้ ขา้ ไปเป็นตวั กลาง ในการจดั การความรุนแรง รวมไปถึงการท่พี ระพุทธองคท์ รงวางหลกั
ให้กับศาสนิกในการปฏิบตั ิ ซ่ึงมีผลทาให้ความรุนแรงเปลี่ยนผ่าน แก้ไข หรือยุติ และมีผลเป็ นการ
ขบั เคลื่อนต่อสังคมในภาพรวมท่ีเกิดข้ึนในขณะน้ัน ซ่ึงสามารถจาแนกและขยาย จดั กลุ่มรูปแบบการ
จดั การความรุนแรงในคร้ังพทุ ธกาลจากกรณีความรุนแรงท่ียกมาไดค้ ือ
๑. พุทธเจรจา หมายถึง การเจรจา ไกล่เกลย่ี เพือ่ ใหม้ องดว้ ยเหตุผลและผล พร้อมท้งั ต้งั อย่บู น
ฐานของประโยชน์ร่วมกัน ดังกรณีที่พระพุทธองค์เจรจากับพระเจ้าปเสนทิโกศลกรณีการยุติความ
รุนแรงในครอบครวั ตอ่ วาสภขตั ติยาและวฑิ ูฑภะ การใชห้ ลกั การเจรจาโดยมองประโยชน์ร่วมกนั การ
นบั ถือพระพุทธเจา้ เช่นเดียวกัน ของโทณพราหมณ์ มีผลเป็นการยุติความรุนแรงอนั จะเกิดจากการแย่ง
ชิง “พระบรมสารีริกธาต”ุ ขอพระพทุ ธเจา้ การที่พระสารีบุตรใช้หลกั การไปเจรจาช้ีแจง้ ทาความเขา้ ใจ
ตอ่ พระภกิ ษุผูห้ ลงผดิ ไปกบั พระเทวทตั ให้เห็นถกู เขา้ ใจตรงและกลบั มาสู่การปฏิบตั ิดังเดิม รวมไปถึง
แนวคิด “เลือดกับน้า” เป็นพุทธวิธียุตคิ วามรุนแรงในสงครามแย่งชิงน้าของประยูรญาติ และ“เพราะ
หยุดจึงหยุด” พระเจ้าปเสนทิโกศลยกทัพหมายจะไปปราบปรามองคุลิมาลจอมโจรพนั ศพ แต่เม่ือ
พระพุทธเจา้ เจรจาว่าถ้าองคุลิมาล ยุติเลิกเป็ นโจร ไม่กระทาการใด ๆ ที่เป็ นภยั คุกคามต่อประชาชน
พลเมืองและรัฐ พระเจา้ ปเสนทโิ กศลจะทาประการใด ผลคือไม่ปราบปราม และตอ้ งโทษประหาร การ
เจรจาบนฐานของประโยชน์สุขร่วมกนั จึงจบลงดว้ ยการปรองดอง องคลุ ิมาลไดบ้ วชตอ่ ไป ประชาชนอยู่
เป็นสุข๒๒๓กองทพั ของพระเจา้ ปเสนทโิ กศลไมต่ อ้ งทาสงครามบาดเจบ็ ลม้ ตายอนั จะเป็นภยั ทเ่ี กิดข้นึ ของ
ท้งั สองฝ่าย

๒๒๓ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๔๘/๔๒๓.

๘๘

๒. ธรรมยาตรา “ขวาง” หมายถึง การนาพระองค์เขา้ ไปขวาง หรือเขา้ ไปอยู่ในท่ามกลาง
ความรุนแรงในอนั ท่ีจะพึงเกิดข้ึน ในความหมายท่ีพระองคม์ ีบุคลิกภาพและสถานะทางสังคม เป็ นที่
ยอมรบั ของทกุ ฝ่าย นาพระองคเ์ ขา้ ไปสู่ท่ามกลางความรุนแรงน้นั จงึ ไดร้ บั การยอมรับและทาใหผ้ ลของ
การดาเนินพระองคไ์ ปสู่ทา่ มกลางรุนแรงน้นั มผี ลเป็ นการเปล่ียนผ่าน หรือยุติความรุนแรงไดใ้ นทส่ี ุด ดงั
กรณีทีพ่ ระพุทธองคเ์ สดจ็ ไปท่ามกลางการสงครามแยง่ น้าของโกลยิ วงศ๒์ ๒๔ การพระองคไ์ ปสู่ทา่ มความ
รุนแรงขององคุลีมาล รวมไปถึงการนาพระองค์ไปสู่ท่ามกลางกองทพั และทหารของพระเจา้ วิฑูฑภะ
ก่อนจะเกิดเหตกุ ารณ์ฆ่าลา้ งเผ่าพนั ธุ์ศากยวงศ์

๓. การใช้หลักสันติธรรม หมายถึง การใช้หลกั คาสอนทางพระพุทธศาสนาเพ่อื นาไปสู่การยุติ
ความรุนแรงท่ีเกดิ ข้ึน หรือในอกี ความหมายหน่ึงใชเ้ ป็ นเครื่องมือในการยุตคิ วามรุนแรง การใชแ้ นวคิด
สนั ติธรรม หรือการใชเ้ ป็นเครื่องหมายในการสันติ กรณีที่ใชก้ บั พระเทวทตั ดังปรากฏในกรณีต่อพระ
เทวทตั ที่ใชห้ ลกั การในการประกาศ และในเวลาเดยี วกนั มีเป้าหมาย ไม่ไดม้ ีการตอบโต้ หรือกระทาการ
ใด ตอ่ การกระทาของพระเทวทตั ทรงใชห้ ลกั สนั ติธรรมในการเปลยี่ นผ่านความรุนแรง หรือกรณีความ
รุนแรงทางขอ้ มูลข่าวสารทเี่ กิดจากจากนางจณิ มาณวิกาใส่ความพระพุทธเจา้ และการทนี่ างสุนทรีถกู ฆา่
ตายแลว้ ใส่ป้าย พระพุทธเจา้ และสาวก ส่ิงท่ีพระองคด์ าเนินเพอื่ เปลี่ยนผ่านความรุนแรง ดว้ ยแนวทางท่ี
สนั ติ ไม่ไดใ้ ชค้ วามรุนแรงในการตอบโตห้ รือปกป้องพระองคแ์ ต่ประการใด แต่เม่ือสถานการณ์หรือทุก
อยา่ งมีกระบวนการขบั เคลอ่ื นด้วยเง่อื นของเวลา ขอเท็จจริงทุกอยา่ งก็เปล่ียนผา่ นและกลายเป็นผลเป็ น
ความชดั เจนในภายหลงั

๔.หลักเมตตา หลักศรัทธาต่อหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ความมีศรัทธาต่อ
ธรรมทางพระพุทธศาสนา แลว้ นาไปเป็ นหลกั ปฏิบตั ใิ นการดาเนินชีวติ ซ่ึงเป็ นเครื่องรกั ษาและป้องกัน
แก้ไข เปลี่ยนผา่ นความรุนแรง ดงั กรณีนางอุตราไดใ้ ชห้ ลกั เจริญเมตตาในการเปลี่ยนผ่านความรุนแรง
จากนางสิริมา นางสามาวดี ใช้หลกั การเจริญเมตตาในการเปล่ียนผ่านความรุนแรงจากพระเจ้าอุเทน
หรือกรณีที่พระเจ้าพิมพิสารทรงปฏิบตั ิตนเป็ นชาวพุทธท่ีม่นั คงต่อหลกั ปฏิบตั ิ ไม่ทรงให้ประหาร
เจา้ ชายอชาตศตั รูผเู้ ป็ นราชโอรสของพระองค์เองเมอ่ื ถูกจบั ได้เพราะหวงั ชิงราชสมบตั ิ ได้เจริญเมตตา
พร้อมยกราชสมบตั ิดว้ ยความเมตตาเพราะอย่างไรเสียชา้ หรือเร็วราชสมบตั ิน้ีก็ยอ่ มตกเป็ นของพระเจ้า
อชาตศตั รูอยู่แล้ว แม้ภายหลงั จะตอ้ งตกเป็ นผูถ้ ูกระทาความรุนแรงให้ต้องถูกจองจา กระทาความ

๒๒๔ ดรู ายละเอยี ดเพ่มิ เตมิ ใน พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบแผนปฏิบตั ิการสันติวธิ ีเชิงพทุ ธ : ศึกษา
กรณีการแกไ้ ขความขดั แยง้ ของชาวศากยะ และชาวโกลิยะ”, สารนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลยั ,
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๔๖), หน้า ๕๒-๗๐.

๘๙

รุนแรงทางกาย แต่พระองคก์ ม็ น่ั คงต่อหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาใชห้ ลกั ธรรมเป็นเครื่องหล่อรกั ษา
ความรุนแรงท้งั ทางกายและใจไว้ จนกระทงั่ สวรรคตก็ตาม

๕.หลักการวางเฉยอย่างรู้เท่าทัน หมายถึง การใช้หลกั การวางเฉย หรือปล่อยวางต่อส่ิงท่ี
เกิดข้ึนบนฐานของปัญญาและเขา้ ใจต่อเหตุการณ์น้ัน ๆ ในความหมายกค็ ือเป็นเหตุการณ์ท่พี ระพุทธเจ้า
ใชก้ าร “สอนโดยไม่สอน” ตอ่ พระภกิ ษโุ กสัมพี ทมี่ ีเห็นตา่ งกนั จนก่อใหเ้ กิดการให้เหตผุ ลและความเช่ือ
ที่แตกต่างกัน และนาไปสู่การ ซ่ึงเป็ นเครื่องมือประการหน่ึงในการยุติความรุนแรงท่ีเกิดข้ึนของ
พระภิกษุเหลา่ น้ัน การท่ีพระองคส์ อนแลว้ พระภกิ ษุเหล่าน้นั ไม่ได้เชื่อฟังต่อพระองค์ ทาให้พระองคใ์ ช้
พทุ ธวิธีปลีกพระองคอ์ อกไป แตใ่ นเวลาเดียวกนั ชุมชนไดเ้ ขา้ มีส่วนร่วมในการควบคมุ ชมุ ชนสงฆใ์ ห้อยู่
ในกรอบดว้ ย “ประชาชาสังคม” คือ ไม่ให้การอุปถมั ภ์ สนบั สนุน ประหน่ึง “คว่าบาตร” ทาใหพ้ ระภกิ ษุ
สงฆ์เหล่าน้ัน เกิดความยากลาบากในการดาเนินชีวิต ตอ้ งปรับปรุงตวั สานึกผิด และขอขมาโทษต่อ
พระพทุ ธเจา้

๖. หลักสายสัมพนั ธ์๒๒๕ หมายถึง การใช้หลกั เหตผุ ลในเรื่องของความสมั พนั ธ์ใกลช้ ิดในดา้ น
ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นชาติพนั ธุ์ ภาษา ศาสนา ความเป็ นมนุษยม์ าเป็ นเคร่ืองนาเหตุผลในการยุติความ
รุนแรง ซ่ึงพุทธวิธีดงั กล่าวใชเ้ ป็ นแนวคิดท่ีประสานร่วมกบั การเจรจาไกล่เกล่ีย ดังกรณีท่ีปรากฏเป็ น
แนวคิดในการเจรจาไกล่เกลี่ยในความรุนแรงอนั จะเป็นสงครามระหวา่ งโกลยิ วงศแ์ ละศากยวงศใ์ นการ
แย่งน้าเพ่ือทาเกษตร โดยให้แนวคิดเชิงสัมพันธ์ระหว่างเลือดกับน้ า อันไหนสาคัญกว่ากัน ใน
ความหมายคือการให้เหตผุ ลถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสองวงศ์ ที่มสี ่วนเก่ยี วดองกนั ในเชิงเครือญาติ และ
มีอยู่ในตวั ของผูไ้ ปไกลเ่ กล่ยี คอื พระพุทธเจา้ หลกั สัมพนั ธด์ งั กล่าวจึงมีความหมายเป็นการให้เหตุผลใน
เชิงของความสัมพนั ธ์เกาะเก่ียวกัน รวมไปถึงการให้ความหมายต่อความสาคญั และสัมพนั ธ์ทีเ่ ลือดพ่อ
ย่อมสาคญั กว่าเลือดแม่ กรณีท่ีพระเจ้าปเสนทิโกศลคืนฐานนั ดรศกั ด์ิให้กับวาสภขตั ติยาและเจา้ ชาย
วฑิ ฑู ภะ เป็นตน้

๗. การยุติความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรงหรือใช้ความสงบ การท่ีพระสงฆ์ ณ โฆสิตาราม
เขตกรุงโกสัมพี ทะเลาะเบาะแวง้ แนะนาสง่ั สอนไมน่ าพา พระองคจ์ ึงใชว้ ธิ ีการ “จาริก” จากสถานทน่ี ้ัน
โดยไม่ตรัสบอกกบั ผใู้ ด๒๒๖ หากมองถึงหลกั ฐานในส่วนน้ีก็หมายความว่าพระพุทธเจ้าใช้วธิ ีการน้ีใน

๒๒๕ เทียบเคียงแนวคดิ กงั กล่าวจาก พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบแผนปฏบิ ัตกิ ารสันตวิ ิธีเชิงพุทธ :
ศกึ ษากรณกี ารแก้ไขความขดั แย้งของชาวศากยะ และชาวโกลิยะ”, หนา้ ๖๖.

๒๒๖ ส.ข. (ไทย) ๑๗/๘๑/๑๘๙.

๙๐

การยตุ ิความรุนแรง ประหน่ึงเป็นการสอนโดยไม่สอน รวมท้งั การท่ีประชาชาสังคมไดเ้ ขา้ มามีส่วนร่วม
ในการให้ “สติ” กับพระสงฆ์เหล่าน้ันด้วยไม่ให้ความอุปถมั ภ์ จนพระสงฆ์เหล่าน้ัน ได้รับความ
ยากลาบากในการเป็ นอยู่ จึงได้สติสานึกได้ ถึงพุทธวิธีสอนโดยไม่สอน และขบวนการประชาสังคม
ไม่ให้การอปุ ถมั ภ์ จึงไปกราบขอขมาโทษจากพระพทุ ธเจ้า และอยู่ร่วมกนั ตามธรรมวินยั ในทีส่ ุด หรือ
การท่ีพระปุณณะ ท่ีประสงค์จะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายงั “สุณาปรันตชนบท” พระพุทธเจ้าจึง
ทดสอบความต้งั ใจและวธิ ีในการยตุ ิความรุนแรงหากเกดิ เหตุการณ์ความรุนแรงข้ึนวา่ “ถา้ เขาด่า ทารา้ ย
ดว้ ยมือ ทาร้ายดว้ ยไม้ และทารา้ ยอาวธุ และทารา้ ยจนสิ้นชีวิต” เธอจะทาอยา่ งไร ?

พระปุณณะทูลตอบว่า
“...เขาด่าดกี ว่า ทารา้ ยดว้ ยฝ่ามือ...”
“...เขาทารา้ ยดว้ ยฝ่ามอื ดกี ว่าเขาทารา้ ยดว้ ยกอ้ นดนิ ...”
“...เขาทาร้ายด้วยก้อนดนิ ..ดกี ว่าเขาทารา้ ยดว้ ยท่อนไม.้ ..”
“...เขาทาร้ายดว้ ยท่อนไม้ ดกี ว่าเขาทารา้ ยดว้ ยอาวธุ ...”
“...เขาทาร้ายด้วยอาวุธ ก็ยอ่ มดกี ว่ากวา่ เขาฆา่ ”
“..ถา้ เขาฆ่าก็ย่อมเป็ นการดี เพราะสาวกของพระผูม้ ีพระภาคพระองค์น้นั อึดอดั ระอา
รังเกียจอยู่ดว้ ยร่างกายและชีวติ แสวงหาศสั ตราเคร่ืองปลงชีวิตก็มอี ยู่ เราไดศ้ สั ตราเคร่ืองปลงชีวติ ที่
ไม่ได้แสวงหาเลย…”๒๒๗ แนวคิดการ “ยุติความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรง” ด้วยเหตุผลน้ัน
พระพุทธเจา้ จงึ อนุญาตให้พระปุณณะไปเผยแผธ่ รรมยงั หมู่บา้ นดงั กล่าว การยุติด้วยความไม่รุนแรง ใช้
ความน่ิงในทศั นะผูว้ ิจยั จึงถือว่าเป็ น “พุทธวธิ ี” ในการยุติความรุนแรง ท่ีควรค่าแกก่ ารศกึ ษาและนาไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการยุตคิ วามรุนแรงทป่ี รากฏอยูใ่ นปัจจบุ นั

๘.เจตจานงในการออกบวชและการต้ัง “สังฆะ” คือ แนวคิดทพี่ ระพุทธองค์ออกบวชและต้งั
ชุมชนสังฆะข้นึ มาเพื่อลดทอนความเหลอื่ มล้าทางสังคม หลอมรวมความแยก แปลกตา่ ง ของระบบชน
ช้ันในเชิงสังคมจึงทาให้เกิด การเร้ือปรับโครงสร้างทางสังคมเพ่ือลดความรุนแรงท่ีพระพุทธองค์ใน
ฐานะนกั ปฏวิ ตั ิสังคมไดท้ รงกระทา ดงั ปรากฏแนวคิดเกีย่ วกบั การเร้ือปรับโครงสร้างทางสังคมโดยการ
ปรบั สิ่งเหล่าน้ี

๒๒๗ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๙๕-๓๙๗/๔๔๗-๔๕๑.

๙๑

“...วรรณะ ๔ เหล่าน้ี คือ กษตั ริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกจากเรือนบวชเป็ น
บรรพชิตในธรรมวินัยท่ีตถาคตประกาศแลว้ ยอ่ มละช่ือและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า
‘สมณศากยบตุ ร’ ท้งั สิ้น เหมือน มหานทีทุกสาย คือ คงคา ยมนุ า อจริ วดี สรภูมหี ไหลลงสู่
มหาสมุทรแลว้ ย่อมละช่ือและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า ‘มหาสมุทร’ ท้งั สิ้น ภิกษุ
ท้งั หลาย การทวี่ รรณะ ๔ เหล่าน้ี คอื กษตั ริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกจากเรือนบวช เป็ น
บรรพชิตในธรรมวินยั ที่ตถาคตประกาศแลว้ ย่อมละชื่อและ โคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า
‘สมณศากยบตุ ร’ ท้งั สิ้น น้ีเป็น ธรรมทนี่ ่าอศั จรรย์ ไมเ่ คยปรากฏประการท่ี ๔ ในธรรมวินัย
น้ี ท่ีภิกษุท้งั หลายพบเห็นแลว้ ต่างพากันยินดีในธรรมวินัยน้ี๒๒๘ คนท่ีเรากล่าวมาท้งั หมดน้ี
เราเรียกว่าเป็ นคนเลว คนจะช่ือว่าเป็ นคนเลวเพราะชาติกาเนิดก็หามิได้ จะช่ือว่าเป็ น
พราหมณ์เพราะชาติกาเนิดก็หามิได้ แต่ช่ือว่าเป็ นคนเลวเพราะกรรม ช่ือว่าเป็ นพราหมณ์
เพราะกรรม๒๒๙

หากสะทอ้ นแนวคิดตรงน้ีท่ีปรากฏในพระไตรปิ ฎกจะทาให้เห็นว่าเจตนารมณ์อนั หน่ึงของ
พระพุทธองค์ก็คอื การเร้ือปรบั โครงสร้างทางสังคมเพอื่ ลดความรุนแรงอนั จะเกิดข้ึน กรณีความรุนแรง
ที่เกิดข้นึ ของวิฑูฑภะ เป็ นสาเหตุหน่ึงของความรุนแรงในสังคมน้นั การเร้ือปรับโครงสร้างสังคม โดย
จาลองชุมชนผา่ น “สังฆะ” ของพระพุทธองค์ ซ่ึงผูว้ ิจยั ตีความว่าเป็ นการปรบั โครงสร้างเชิงสังคมเพ่ือ
ประโยชน์ตอ่ การลดความรุนแรงอนั เกดิ ข้ึนและจะเกดิ ข้ึน ดงั เจตนารมทปี่ รากฏในวจนะของพระพุทธ
องค์ท่ีว่า “ช่ือและโคตรท่ีเขากาหนดให้กันน้ันเป็ นเพียงสมมติบัญญตั ิในโลก” กรรมเท่าน้ันเป็ นสิ่ง
อธิบายความเป็ นมนุษย์ ปรากฏแนวคิดเก่ียวกบั ชาตพิ นั ธุ์ กรรมและชาตกิ าเนิดในขุทกนิกาย สุตฺตนิบาติ
ใหข้ อ้ มูลอนั เป็นแนวคิดไวว้ า่

๒๒๘ ข.ุ อ.ุ (ไทย) ๒๕/๕/๒๖๖.
๒๒๙ ข.ุ สุตต. (ไทย) ๒๕/๑๓๖/๕๓๑-๒.

๙๒

อนั ทจี่ ริง ช่ือและโคตรทเี่ ขากาหนดใหก้ นั น้นั
เป็นเพยี งสมมตบิ ัญญตั ิในโลก
ช่ือและโคตรปรากฏอยูไ่ ดเ้ พราะรู้ตามกนั มา
ญาตสิ าโลหิตกาหนดไวใ้ นการเกดิ น้นั ๆ
ช่ือและโคตรท่ีกาหนดเรียกกนั น้ี
เป็นความเหน็ ทีฝ่ ังแน่นอยู่ในใจมานานของคนผไู้ มร่ ูค้ วามจริง
เมื่อไม่รูจ้ ึงกลา่ ววา่ บคุ คลเป็ นพราหมณ์เพราะชาตกิ าเนิด
บคุ คลจะช่ือวา่ เป็นพราหมณ์เพราะชาติกาเนิดก็หามไิ ด้
จะชื่อว่ามิใช่พราหมณ์เพราะชาติกาเกิดกห็ ามไิ ด้
แต่ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ แมก้ ระทง่ั เป็นพระราชา กเ็ พราะกรรมท้งั น้นั
บณั ฑติ ผมู้ ีปกตเิ หน็ ปฏจิ จสมปุ บาท
ฉลาดในกรรมและวบิ าก
ยอ่ มเห็นกรรมตามความเป็นจริงอยา่ งน้ี
สัตว์โลกย่อมเป็ นไปตามกรรม
หมูส่ ัตวเ์ ป็นไปตามกรรม
สตั วท์ ้งั หลายมกี รรมเป็นเครื่องผูกพนั
เปรียบเหมอื นรถที่แล่นไปมหี มดุ เป็นเครื่องตรึงไว้ ฉะน้นั
บุคคลจะเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรมอนั ประเสริฐน้ี
คอื ตบะ พรหมจรรย์ สญั ญมะ ทมะ
กรรมอนั ประเสริฐน้ีนาความเป็นพราหมณท์ ี่สูงสุดมาให้
บุคคลสมบูรณด์ ว้ ยวิชชา ๓
มีความสงบ ส้ินภพใหมแ่ ลว้ ๒๓๐

หากพิจารณาข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิ ฎกส่วนน้ี จะทาให้เห็นว่า เม่ือถึงที่สุดแล้ว
พระพุทธศาสนามองความชาติพันธุ์ เป็ นเพียง “บัญญัติ” เพราะมนุษย์ไปติดบัญญัติ จึงทาให้เกิด
ประเด็นความขดั แยง้ ในเชิงชาติพนั ธุ์ หรือลกั ษณะของชนช้นั กนั เสมอมา เพราะเม่ือถึงท่ีสุดแลว้ มนุษย์
เป็ นเพียงสัตวช์ นิดหน่ึงในวิถีธรรมชาติ แตเ่ พราะ ความเป็ น มายาคติ จินตกรรม ท่ผี ูกอยู่ใน “อตั ตา

๒๓๐ขุ.สุตต. (ไทย) ๒๕/๖๕๔-๖๖๒/๖๕๓-๖๕๕.

๙๓

แห่งชาติพันธุ์” จึงทาให้เกิดความต่างและกลายเป็ นวิวาทะในเชิงสังคม และส่งผลเป็ นความขดั แยง้
รุนแรงในหลายพ้ืนท่ี และหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีที่นามาเป็ นกรณีศึกษาเพื่อยืนยนั แนวคิดของ
พระพุทธศาสนาต่อประเด็นความเป็ นชาติพนั ธุ์ และการผูกติดต่อ พร้อมกันน้นั พระพุทธศาสนามอง
การจาแนกของมนุษยอ์ ย่างไร

พระพทุ ธศาสนาใหค้ วามสาคญั กบั คาว่า “กรรม” คือการกระทา การจาแนกมนุษยจ์ ึงสมั พนั ธ์
กบั กรรมที่ทา ดงั น้ันจึงเห็นไดว้ า่ พุทธพจนท์ ่ีปรากฏในพระไตรปิ ฎก จึงสมั พนั ธ์กบั ความหมายท่วี า่ การ
จาแนกความเป็นมนุษยไ์ ม่ได้อยู่ท่ีชาติพนั ธุ์ ชาติกาเนิด หรือภาวะความเป็ น แต่ประการใด แต่สมั พนั ธ์
กบั กรรมที่มนุษยน์ ้ัน ๆ เป็ นผูก้ ระทาท้งั สิ้น ดังน้นั พระพุทธศาสนาจึงให้ความสาคญั กับการกระทา
“กรรม” ของมนุษยผ์ ูท้ าน้นั ๆ เอง

เหตกุ ารณ์และแนวคดิ ของการจดั การตอ่ ความรุนแรงในคร้งั พทุ ธกาลตอ่ เหตกุ ารณ์ความรุนแรง
ในบทศึกษาน้ี อาจนาไปสังเคราะห์เทียบเคียงกับรูปของทางตะวันตกซ่ึงปรากฏในงานของ
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส๒๓๑ ซ่ึงท่านได้เสนอเป็ นชุดความคิด รวมท้งั มองลกั ษณะร่วมและลกั ษณะ
ต่างของ “สันตวิ ิธี” อนั หมายถงึ กรอบแนวทางอนั เป็นวิธีการเพื่อนาไปสู่ความไม่รุนแรง ระหว่างออก
และตะวนั ตกได้ คือ

(๑) การเจรจา๒๓๒ แนวคิดของตะวนั ตกกบั พระพทุ ธศาสนาน้นั มีความสอดรับกนั ในแนวทาง
ของการเจรจาของคกู่ รณี ท้งั ในแงห่ ลกั การและวธิ ีการ เน่ืองจากคูก่ รณีมองเหน็ ว่าประเดน็ ความขดั แยง้ ท่ี
เกิดข้ึนน้นั สามารถหาทางออก หรือแกไ้ ขระหว่างคู่กรณีด้วยกันเองได้ หลกั การใช้ในกรณีท่ีคู่ขดั แยง้
มองว่า น่าจะหาทางออกร่วมกนั ได้ และเป็ นทางออกท่ีสามารถคงพ้ืนที่ของ ความสัมพันธ์ให้ดาเนิน
ต่อไป ถึงกระน้ัน หลกั การตามท่ีปรากฏในพระพุทธศาสนาน้ัน คู่กรณีขดั แยง้ ในเชิง ที่สร้างสรรค์
กลา่ วคอื มงุ่ หวงั ประโยชน์ท่จี ะเกดิ ข้ึนต่อสังคมส่วนใหญ่ จะเห็นวา่ หากความขดั แยง้ ท่ีเกิดจาก เจตนาที่
ดี มุ่งใหเ้ กดิ ผลประโยชน์แก่องคก์ ร และสงั คมเป็นที่ต้งั แลว้ การเจรจามกั จะพบทางออกไดเ้ สมอ

๒๓๑ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพุทธศาสนาในฐานะเป็ นรากฐานของสันตวิ ธิ ีในสังคมไทยปจั จุบัน”,
[ออนไลน์]. แหลง่ ทีม่ า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มนี าคม ๒๕๕๔]

๒๓๒พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบแผนปฏิบตั กิ ารสันติวิธีเชิงพุทธ : ศกึ ษากรณกี ารแก้ไขความ
ขัดแย้งของชาวศากยะ และชาวโกลยิ ะ”, หน้า ๙๖.

๙๔

(๒) การไต่สวน๒๓๓ แนวคดิ ของตะวนั ตกไดน้ าเสนอทางเลือกเก่ียวกับการไต่สวนในกรณีที่
การ เจรจาพบทางตนั การไต่สวนศาลยุตธิ รรมระหวา่ งประเทศ หรือสหประชาชาติ รวมไปถึงรฐั อาจจะ
มีการต้งั คณะกรรมการเขา้ ไปตรวจสอบเหตกุ ารณค์ วามรุนแรง ความขดั แยง้ หรือขอ้ พิพาทในลกั ษณะ
ต่าง ๆ ที่คู่กรณีนาเสนอ หรืออาจจะไม่นาเสนอก็ได้ ซ่ึงการไต่สวนในลกั ษณะน้ีคณะกรรมการไม่มี
อานาจสิทธ์ิขาด ในการตดั สินความถูกหรือผิดของขอ้ พิพาท ซ่ึงหน้าที่หลกั คือ การนาเสนอ หรือ
เสนอแนะทางเลือก หรือทางออกว่าควรจะทาอย่างไร ในกรณีต่างๆ ที่เกิดข้ึน และหลงั จากน้ันจึงส่ง
ประเด็นตา่ งๆ ให้แก่รัฐ หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้พจิ ารณาต่อไป ว่าจะตดั สินใจดาเนินการ
อย่างไร หลักการน้ี ค่อนข้างสอดรับกับหลักการของ “อุพพาหิกา” ซ่ึงมีลักษณะเป็ นการไต่สวน
เช่นเดยี วกนั คณะกรรรมการชุดน้จี ะไดร้ บั การแตง่ ต้งั โดยสงั ฆสภาให้ดาเนินการ ในกรณีท่ีสังฆสภามอง
วา่ มผี มู้ ีส่วนเก่ียวขอ้ งจานวนมาก จาเป็ นตอ้ งเรียกเอกสาร และพยานจานวนมาก อีกท้งั อาจจะเกิดความ
ไม่ สะดวกในการพิจารณาอธิกรณ์ในลกั ษณะอย่างใดอย่างหน่ึง ด้วยเหตุน้ี สังฆสภาจึงได้แต่งต้ัง
คณะกรรมการชุดย่อยข้นึ มา ในความเป็นจริงแลว้ คณะกรรมการไต่สวนแมจ้ ะมีอานาจในการตดั สินคดี
แตต่ ามที่ปรากฏในหลกั ฐานทางคมั ภรี ์พบว่า ไดม้ ีการส่งอธิกรณท์ ่ีพจิ ารณาเสร็จแลว้ กลบั คนื ไปยงั สังฆ
สภา เพื่อใหด้ าเนินการช้ีขาดในลาดบั ต่อไป๒๓๔

(๓) การเจรจาไกล่เกลย่ี คนกลาง๒๓๕ การเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลางเป็นชุดของวิธีทม่ี คี วามสอดรับ
กนั ระหว่างแนวคิด และการปฏิบตั ิของตะวนั ตกและพระพุทธศาสนา เพราะหลกั การน้ีเป็นแนวทางท่ี
คกู่ รณีไม่ สามารถที่แสวงหาทางออกร่วมกนั ให้แกข่ อ้ พิพาทไดจ้ ึงตอ้ งหาคนกลางเขา้ มาช่วยไกล่เกล่ีย
แตป่ ระเด็นท่ี น่าสนใจก็คือ ท้งั สองแนวคดิ มกั ม่งุ เน้นไปที่ความน่าเช่ือถอื ของคนกลาง หรือบคุ คลทีส่ าม
ว่าควรท่ีจะเป็น กลาง และไม่มีส่วนไดส้ ่วนเสียกับการไกล่เกลี่ย ซ่ึงคนกลางดงั กล่าวตอ้ งเกิดจากความ
พงึ พอใจของคู่กรณีที่ มองเห็นคุณสมบตั ิดงั กล่าวจงึ เชิญเขา้ มาเป็นคน ไกล่เกล่ยี สาหรับพระพทุ ธเจา้ ซ่ึง
มี “ตน้ ทุนทางสังคมสูง” และประชาชนรูจ้ กั กติ ตศิ พั ทข์ องพระองคอ์ ยู่ แลว้ การเขา้ ไปทาหนา้ ทไ่ี กลเ่ กล่ยี

๒๓๓ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบแผนปฏิบัติการสันติวิธเี ชิงพทุ ธ : ศึกษากรณกี ารแก้ไขความ
ขัดแย้งของชาวศากยะ และชาวโกลยิ ะ”, หน้า ๙๗.

๒๓๔ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพทุ ธศาสนาในฐานะเป็ นรากฐานของสันติวิธีในสังคมไทยปจั จุบนั ”,
[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มนี าคม ๒๕๕๔]

๒๓๕พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบแผนปฏบิ ัตกิ ารสันตวิ ิธีเชิงพุทธ : ศกึ ษากรณกี ารแก้ไขความ
ขัดแย้งของชาวศากยะ และชาวโกลยิ ะ” , หนา้ ๙๘

๙๕

ของพระองคจ์ ึงเกิดจากการตระหนกั รู้ถงึ หายนะที่จะเกิดข้ึนจากขอ้ พพิ าท ของค่กู รณี ฉะน้ัน จะเหน็ ว่า
พระองคเ์ ขา้ ไปทาหนา้ ท่โี ดยที่คู่กรณีไมจ่ าเป็นตอ้ งเขา้ มานิมนตแ์ ตป่ ระการใด ฉะน้นั ในบางกรณีจะเหน็
ว่า การไกล่เกล่ียประสบความลม้ เหลว ซ่ึงความลม้ เหลวมิได้ปรากฏมีเฉพาะ พระองคเ์ ท่าน้ัน ในสังคม
ยคุ ปัจจุบนั แมค้ ู่กรณีจะเชิญคนกลางเขา้ ไปทาหน้าท่ีไกลเ่ กล่ียก็ตาม แต่ถึงกระน้นั หลายกรณีกป็ ระสบ
ความลม้ เหลวเชน่ เดียวกนั ตวั แปรสาคญั จึงไม่ไดอ้ ยูท่ คี่ นกลางแต่เพียงประการเดียว หากแต่อย่ทู ่ีคูก่ รณี
ดว้ ยว่า สามารถยอมรับแนวทางที่คู่กรณีแต่ละฝ่ ายนาเสนอหรือไม่มากกว่า และประเด็น สาคญั อีก
ประการหน่ึงก็คือ คนกลางไม่มอี านาจในการช้ีถูกช้ีผดิ ให้แก่คู่กรณี หากแต่หนา้ ทส่ี าคญั กค็ ือ การทาให้
บรรยากาศของการพูดคยุ เป็นไปอย่างมีเป้าหมาย และมที ศิ ทางมากย่ิงข้ึน อนั เกดิ จากการสร้างทางเลอื ก
ร่วมกนั ของคูก่ รณี และคนกลาง๒๓๖

(๔) การประนีประนอมยอมความ การประนีประนอมยอมความของสองแนวคิด แมว้ ่าจะมี
ความสอดรับกันในแง่ของขอ้ พิพาททเ่ี ป็นประเด็นเล็กนอ้ ยเท่าน้นั ดงั ทปี่ รากฏในพระวนิ ยั ว่า ตอ้ งเป็ น
อาบตั ใิ นระดบั เบาเท่าน้ัน ซ่ึงสอดรบั กบั แนวคิดของตะวนั ตกทม่ี ่งุ เนน้ โทษทางแพ่ง หรืออาญาบางอย่าง
ท่ีมิได้ก่อใหเ้ กิดผลเสียต่อค่กู รณี และสังคมอยา่ งรุนแรง ซ่ึงแนวทางเหล่าน้ีสามารถหาทางออกร่วมกนั
โดยการประนีประนอมข้อพิพาทได้ เหตุผลในการนาเสนอแนวคิดแบบ “ติณวตั ถารกะ” ซ่ึงแปลว่า
“กลบดว้ ยหญา้ ” หรือการ ประนีประนอมตามหลกั วนิ ยั น้นั เป็นเพราะขอ้ วติ กทวี่ ่า เนื่องจากอธิกรณ์หรือ
ความขดั แยง้ ดงั กล่าวแมจ้ ะมี อาบตั เิ บา (ลหุกาบตั ิ) หรือขอ้ ขดั แยง้ ในระดับเบา แต่เน่ืองจากผทู้ ่ีเขา้ ไปมี
ส่วนไดส้ ่วนเสียในเหตกุ ารณ์ ดังกล่าวน้นั มีเป็นจานวนมาก ฉะน้นั เมื่อคู่กรณีจานวนพยายามทจ่ี ะโจทก์
หรือกล่าวหาซ่ึงกันและกันก็จะทา ให้เกิดความขัดแยง้ ได้ขยายตวั ท้งั ในแง่ของประมาณ และความ
รุนแรงเพ่ิมมากยิ่งข้ึน ดว้ ยเหตุน้ีจึงใหค้ ู่กรณี ดังกลา่ วได้ประนีประนอมขอ้ พิพาทระหว่างกนั และสวด
ญตั ติกรรมเพ่ือยกเวน้ ความผิดต่างๆ ท่ีคู่กรณีเคย กระทา และเพ่ือท่ีจะได้เริ่มตน้ อยู่ร่วมกนั อีกคร้งั โดย
ปล่อยวางส่ิงต่าง ๆ ท่ีเคยทาผิดมาแลว้ แนวคิดน้ี ค่อนขา้ งสอดรับกับหลกั การ “นิรโทษกรรม” ในยุค
ปัจจบุ นั น้ี จะเหน็ วา่ การประนีประนอมในลกั ษณะน้ีจะ เป็นลกั ษณะของความผิดท่คี กู่ รณีไดก้ ระทา ถึง
กระน้นั ก็มิไดห้ มายความวา่ “บาป” หรือ “อกุศลกรรม” ที่เกิด จากการะทาผิดดงั กล่าวจะมลายหายไป
ฉะน้ัน คาว่า “สัจธรรม” จึงเป็ นส่ิงที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่าดว้ ยการ

๒๓๖พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพทุ ธศาสนาในฐานะเป็ นรากฐานของสันติวธิ ีในสังคมไทยปัจจุบนั ”,
[ออนไลน์]. แหล่งทม่ี า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มีนาคม ๒๕๕๔],

๙๖

ประนีประนอมขอ้ พิพาทของตะวนั ตกในระหว่างประเทศ หรือของนกั คิดบางกลมุ่ น้นั มกั จะดารงอย่บู น
ฐานของการประนีประนอมวตั ถุ ๒๓๗

(๕) การลงมตเิ พอื่ ตดั สินข้อพพิ าท การตดั สินความถกู ผดิ หรือพิจารณาผชู้ นะหรือในลกั ษณะ
ของการลงมติน้ี หลายองคก์ ารโดยเฉพาะอย่างยงิ่ องคก์ รสหประชาชาตมิ กั ใชว้ ธิ ีการลงคะแนนโดยเสียง
ขา้ ง มาก (Majority) ซ่ึงการลงคะแนนเสียงโดยเสียงขา้ งมากเป็ นเกณฑ์ตดั สินดังน้ี (๑) เสียงข้างมาก
ธรรมดา เป็นการลงคะแนนเสียงโดยอาศยั เสียงขา้ งมากเกินก่งึ หน่ึง และ (๒) เสียงขา้ งมากตามทก่ี าหนด
เป็นการ ลงคะแนนเสียงท่ีอาศยั เสียงมากกว่าเสียงขา้ งมากธรรมดา แลว้ แต่จะกาหนดข้ึน เช่น ๒ ใน ๓,
๓ ใน ๔, หรือ ๓ ใน ๕ สาหรับวิธีลงคะแนนเสียงมกั จะใชว้ ธิ ี (๑) การลงคะแนนโดยเสียงเปิ ดเผย เช่น
การยกมือ (๒) การ ลงคะแนนเสียงโดยการบนั ทกึ (๓) การลงคะแนนเสียงโดยใช้อุปกรณ์ทางเทคนิค
(๔) การลงคะแนนลบั (๕) การลงคะแนนเสียงทางจดหมาย แตถ่ ึงกระน้นั วธิ ีการลงมตใิ นลกั ษณะมกั จะ
ทาให้เกิดการต้งั คาถามอยู่เนืองๆ ว่ารัฐใหญ่ท่ีมี อานาจทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจมากกว่า
มกั จะใช้วิธีการในการล็อบบ้ี (Lobby) ชาติเล็ก ๆ ให้ เห็นด้วยกับขอ้ เสนอของตน หรืออาจจะมีการ
รวมกลุ่มต่าง ๆ เพื่อต่อรองอานาจทางผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และทาง
การทหาร และหลายคราวท่ีผลการลงมตกิ บั ขอ้ เทจ็ จริงน้นั กลบั มไิ ดด้ ารงอยูใ่ นลกั ษณะสอดรบั กนั ดงั จะ
เห็นไดจ้ ากประเทศสหรฐั ต่อกรณีนากองกาลงั บุกอีรักโดยมิไดส้ นใจ ผลการลงมติของสหประชาชาตจิ ะ
เห็นว่าบนเวทที างการเมืองระหว่างประเทศน้นั การลงมติแต่ละคร้ังมกั จะถกู แทรกแซงจาก กลุ่ม ระเทศ
มหาอานาจอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะการให้สิทธ์ิแก่ประเทศใหญ่ในการที่จะวีโต้ (Veto) ผลการลงมติ
ของกลุม่ ประเทศเล็ก ๆ ได้ แมว้ ่าการลงมติของกลุม่ ประเทศเลก็ ๆ จะเต็มไปดว้ ยความถูกตอ้ งและชอบ
ธรรมสักปานใดก็ตามเมื่อวิเคราะห์หลกั การโหวตตามนัยของพระพุทธศาสนาพบวา่ ให้ความสาคญั แก่
เสียงขา้ งมาก(เยภยุ ยสิกา) เชน่ เดียวกนั ประเดน็ ทแี่ ตกต่างกนั อย่างเหน็ ไดช้ ดั คือ คาวา่ “เสียงขา้ งมาก” ใน
มิติน้ี มิได้เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพเป็ นท่ีต้งั เพื่อให้ผลการลงมติดารงอยู่บนฐานของความถูกตอ้ ง
ชอบธรรม ท้ังในแง่ของความยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้เป็ นท่ีต้ัง สาหรับวิธีการลงมติ
พระพุทธเจา้ ใหใ้ ชว้ ิธีกระซิบ การจบั สลาก และโหวตแบบเปิ ดเผย พระองค์ ทรงเนน้ วา่ หากในทีป่ ระชุม
มีธรรมวาทีบุคคลมากกว่า ให้โหวตแบบเปิ ดเผยได้ แต่หากธรรมวาทีมีนอ้ ยกว่า ก็ให้ใชว้ ธิ ีการกระซิบ
หรือจบั สลาก สิ่งสาคญั ก็คือ การลงมติจะเกิดข้นึ ไม่ไดห้ ากผูเ้ ขา้ ร่วมประชุมเพ่ือลงมติน้นั มีอธรรมวาที

๒๓๗พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพทุ ธศาสนาในฐานะเป็ นรากฐานของสันตวิ ิธีในสังคมไทยปจั จุบนั ”,
[ออนไลน์]. แหลง่ ทมี่ า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มีนาคม ๒๕๕๔]

๙๗

บคุ คลมากกว่า เพราะเม่ือผูล้ งมติไม่ยุตธิ รรม หรือไม่ชอบธรรม ผลของการลงมติกย็ ่อม ปรากฏออกมา
ในแง่ของความไม่ชอบธรรมเช่นกนั คาถามก็คือ เราจะหาธรรมวาทีบุคคล และกติกาที่ชอบธรรมได้
อย่างไร ตามนัยน้ีพระองคท์ รงให้โอกาสแก่ท่ีประชุมสงฆ์ได้ช่วยกันกลนั่ กรองบุคคล หลักการและ
ข้นั ตอนต่าง ๆ อย่างเท่ียงธรรมและชอบธรรม หากที่มาของบุคคลชอบธรรม ผลของการลงมติก็ย่อม
ชอบธรรมเช่นกนั ๒๓๘

(๖) อนุญาโตตุลาการ ๒๓๙ หมายถึง การที่คู่กรณีหาทางเลือก พร้อมร้องขอให้บุคคลท่ีสาม ท่ี
คกู่ รณีเห็นวา่ มีความเขา้ ใจตอ่ ประเด็นท่ีจะพจิ ารณาเป็นอย่างดี มคี วามเป็นกลาง และมีความยตุ ิธรรม ใน
อนั ทจ่ี ะหยบิ ยื่นความยุตธิ รรมใหแ้ ก่คู่กรณีได้ คน กลางดังกล่าวอาจมีจานวน ๑ แบบผสม หรือหลายคน
กไ็ ด้ อย่างไรก็ตามผลการช้ีขาดน้นั ถือเป็นทีส่ ุดและมีผลผูกพนั คูพ่ ิพาทให้ตอ้ งปฏิบตั ิตามทนั ที แต่บาง
คราวหากคู่กรณีมองว่าไม่ได้รับความเป็ นธรรมอาจย่ืนเร่ือง ให้ศาลสูงพิจารณาก็ได้ ท้งั น้ีข้ึนอยู่กับ
ขอ้ ตกลงเบ้ืองตน้ ที่คู่กรณีได้ร่างสัญญา แต่โดยปกติน้นั กรณีน้ีมกั จะ ไม่มีการอุทธรณ์ เพราะคู่กรณี
ตอ้ งการให้ประเดน็ ดงั กล่าวไดร้ บั การแกไ้ ข ในประเดน็ เดยี วกันน้ีมีปรากฏในหลกั การทางวินยั เช่นกัน
จะเหน็ วา่ เมื่อเกิดขอ้ พิพาทระหว่าง พระภิกษุกบั พระภิกษุ ทา่ นสามารถทข่ี อร้องใหพ้ ระเถระทีอ่ ยู่ในวดั
ต่างๆ ช่วยพิจารณาตดั สินอธิกรณ์ ซ่ึง กลุ่มพระเถระน้ันอาจจะเป็ นรูปเดียวหรือหลายรูปได้ และหาก
คู่กรณีสามารถรับตามเง่ือนไขของพระเถระ ได้ รวมถึงการที่ท่านมองว่าตัวเองมีศกั ยภาพท่ีจะตดั สิน
อธิกรณไ์ ด้ ทา่ นกจ็ ะดาเนินการพจิ ารณาไตส่ วน อธิกรณ์ และตดั สิน แต่ถงึ กระน้นั ค่กู รณีอาจไมย่ อมรับ
ผลการตดั สินได้ หากมองว่าไม่ได้รับความเป็ นธรรม หรือหากพบทางตันแลว้ ก็อาจจะนาอธิกรณ์
ดงั กล่าวเขา้ สู่ “สังฆสภา” ในลาดบั สุดทา้ ย

(๗) กระบวนการทางศาล กระบวนการทางศาลยตุ ธิ รรมระหวา่ งประเทศ หรือศาลโลก และศาล
ของรัฐใดรฐั หน่ึง ซ่ึงปรากฏในยุคปัจจุบนั โดยศาลจะนาหนา้ ท่ีในการ พิจารณา ตดั สินคดขี อ้ พิพาท
ต่าง ๆ ที่คู่กรณีได้ร้องต่อศาล โดยมีทนายของโจทก์ และจาเลยเป็ นผูซ้ ักถามขอ้ มูล ต่าง ๆ ซ่ึงศาลโดย
องคค์ ณะผพู้ พิ ากษาก็จะดาเนินการพจิ ารณาตดั สินคดีจากพยานบคุ คล พยานทางเอกสาร พยาน ทางวตั ถุ

๒๓๘พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพุทธศาสนาในฐานะเป็ นรากฐานของสันติวิธีในสังคมไทยปัจจบุ ัน”,
[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มนี าคม ๒๕๕๔]

๒๓๙พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบแผนปฏิบัติการสันติวิธีเชิงพุทธ : ศึกษากรณีการแก้ไขความ
ขัดแย้งของชาวศากยะ และชาวโกลยิ ะ”, หนา้ ๑๐๒.

๙๘

เป็ นตน้ ซ่ึงผลการตดั สินเป็ นเช่นใดน้ัน คกู่ รณีสามารถยนื่ อุทธรณ์ และหากศาลฏีกาตดั สินยืนตามศาล
ช้นั ตน้ และศาลอุทธรณ์คดกี ็เป็นอนั ส้ินสุด คกู่ รณีจะตอ้ งปฏบิ ตั ิตามทีศ่ าลส่ัง

“สังฆสภา” ตามหลกั เกณฑ์ทางวินัย จะเป็ นจุดสูงสุดในการท่ีจะพิจารณากลน่ั กรอง คาร้อง
เก่ยี วกบั อธิกรณท์ ีเ่ กดิ ข้นึ ศาลสงฆจ์ ะสมมตพิ ระภิกษรุ ูปหน่ึงซ่ึงมคี วามเชี่ยวชาญในการ ซกั ถามประเด็น
ตา่ ง ๆ จากโจทก์และจาเลย ซ่ึงแนวทางน้ีค่อนขา้ งจะคลา้ ยกบั “อยั การ” ที่เป็ นผูเ้ รียกเอกสาร ประจกั ษ์
พยาน และจาเลยมาซักถามต่อสังฆสภา เมอ่ื ไดข้ อ้ มูลต่าง ๆ เพียงพอต่อการตดั สินคดีแลว้ สงั ฆสภาก็จะ
ดาเนินการพิจารณาตดั สิน ซ่ึงผลการพิจารณาตดั สินน้ัน ย่อมถือเป็ นอนั ส้ินสุดเช่นเดียวกันกับศาล
ฆราวาส แตว่ ่าผลการตดั สินน้ันของศาลสงฆม์ กั จะยึดโยงเก่ียวกบั ประเด็นทางวินยั เพราะวา่ หากจาเลย
ผิดดงั ที่โจทก์ไดก้ ล่าวหา สงฆ์ก็จะลงตัสสปาปิ ยสิกกรรมอนั เป็ นการตดั สิทธ์ิที่จะพึงมีพึงได้ในกลุ่ม
พระสงฆด์ งั ทไ่ี ดน้ าเสนอแลว้ หากจาเลยไมผ่ ิด ลงโทษโจทก์ในกรณีท่มี ีการใส่ ร้าย หรือกล่าวโดยไม่มี
มูลความผิด ซ่ึงการลงโทษโจทก์อาจจะกระทาโดยการปรบั อาบตั ิ หรือการลงตชั ชะนียกรรม เป็นตน้ ๒๔๐

(๘) สันตวิ ิธที างเลือกชนิดอ่นื ๆ ๒๔๑เม่ือกลา่ วถึงสันติวิธีที่ถือได้ว่าเป็ นทางเลือกอืน่ ๆ เช่น การ
เผชิญหนา้ การโน้มนา้ ว การหลีกเล่ยี ง การมสี ่วนร่วม การประชมุ เพอ่ื ปรึกษาหารือ เป็นตน้ น้นั ก็นบั ได้
ว่ามีความสอดคลอ้ งกันอย่างสูงระหวา่ งแนวคิดของตะวนั ตกกับพระพุทธศาสนา ประเด็นน้ีพระมหา
หรรษา ธมฺมหาโส มองว่า ชุดของสันติวิธีทางเลือกน้ีจดั ไดว้ า่ เป็ นสันติวิธีท่ีใชเ้ สริมชดุ ของสนั ติวิธี เช่น
การเจรจากันเอง และการเจรจาไกล่เกล่ียคนกลางให้สามารถเกิดความหลากหลายในแง่ของการ
ประยุกต์ใช้ และเป็ นการเพ่ิมพลงั ให้แก่กระบวนการจดั การขอ้ พิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
ย่งิ ข้ึน๒๔๒

๒๔๐ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพุทธศาสนาในฐานะเป็ นรากฐานของสันตวิ ิธีในสังคมไทยปัจจบุ ัน”,
[ออนไลน์]. แหล่งทมี่ า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มนี าคม ๒๕๕๔].

๒๔๑พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “รูปแบบแผนปฏิบัติการสันติวิธีเชิงพุทธ : ศึกษากรณีการแก้ไขความ
ขัดแย้งของชาวศากยะ และชาวโกลยิ ะ”, หนา้ ๑๐๔-๑๐๘.

๒๔๒ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพทุ ธศาสนาในฐานะเป็ นรากฐานของสันตวิ ิธีในสังคมไทยปจั จุบนั ”,
[ออนไลน์]. แหลง่ ทมี่ า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มนี าคม ๒๕๕๔].

๙๙

ความรุนแรง มีการเข้าไปจัดการเพ่ือความไม่รุนแรง หรือถูกเรียกว่า “สันติวิธี”๒๔๓ ของ
ตะวนั ตกและพระพุทธศาสนา ถอื ว่ามีความสอดคลอ้ งกบั ในหลกั การใหญ่ ๆ หลายประการดว้ ยกัน แต่
ถึงกระน้นั วธิ ี และขอ้ ปฏบิ ตั ิ ปลีกย่อยบางประการอาจจะมีความแตกตา่ งกนั บา้ ง แต่ถึงกระน้นั แนวคิด
ดงั กล่าวก็สามารถท่จี ะนาไปประยุกตใ์ ชร้ ่วมกนั ได้ ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการที่แนวคิดน้ีไดม้ กี ารพฒั นาอยา่ ง
ตอ่ เนื่องในประเทศตะวนั ตก แนวคิดเหล่าน้ี สามารถช้ีวา่ แนวคดิ ของกลุ่มใดเกิดข้ึนมาก่อน หรือพฒั นา
ไดด้ กี ว่า แตส่ ่ิงท่ีน่าสนใจมากกว่าน้นั กค็ ือ แนวคิดน้ีไดพ้ ฒั นาเคียงคูก่ บั ความรุนแรงที่เกิดข้นึ ต้งั แต่สมยั
อดีตจนถึงปัจจุบนั ถึงกระน้ัน หากนาจุดร่วมและจดุ ต่างบางประเด็นมาบูรณาการกันแลว้ น่าจะทาให้
แนวคดิ และหลกั การสันติวธิ ีทางเลือกมคี วามสมบูรณม์ ากยิ่งข้ึน

ดงั น้ันโดยสรุปแนวทางอนั เป็ นรูปแบบในการจดั การความรุนแรงในทางพระพุทธศาสนาที่
ปรากฏ หลายกรณีสอดคลอ้ งกับแนวทางของตะวนั ตก หรืออาจมีลกั ษณะพิเศษกว่าในเร่ืองหลกั การ
หรือหลกั การท่ีมเี ป้าหมายเพ่ือการจดั การความรุนแรงโดยตรง แต่หลกั ใหญ่ใจความของการจดั การความ
รุนแรงก็เพ่ือป้องกนั แก้ไข และจดั การความรุนแรงอนั มีเป้าหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอยา่ งสงบสุขเป็ น
เป้าประสงคห์ ลกั

๒๔๓ ดรู ายละเอียดเพ่ิมใน ศ.นพ.วนั ชยั วฒั นศพั ท์, “ความขัดแย้ง” : ทางออกด้วยสันตวิ ิธ,ี (สานกั สนั ติวธิ ี
และธรรมาภิบาล, สถาบนั พระปกเกลา้ , สมาคมสนั ติวิธีแห่งประเทศไทย,๒๕๔๙), หนา้ ๑-๓๐.

บทที่ ๔

ความรุนแรงของวฑิ ฑู ภะต่อการฆา่ ล้างเผา่ พันธุศ์ ากยวงศ์
และพทุ ธวิธยี ุตคิ วามรุนแรง

ความรนุ แรงทเ่ี กิดข้นึ ในครง้ั พุทธกาล ดงั ปรากฏในบทศึกษาทีผ่ า่ นมา ไดส้ ะทอ้ นให้เหน็
ว่าพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษยท์ ่ีถกู ครอบงาํ ด้วย “กเิ ลส” ทม่ี ีโลภ โกรธ หลง เปน็ พลังขบั เคล่อื น
ทําให้กอ่ ความรนุ แรงประเภทต่าง ๆ ขน้ึ เหตกุ ารณใ์ นคร้งั พทุ ธกาล วิฑฑู ภะไดใ้ ช้ความรนุ แรงกอ่
อาชญากรรมทําให้เกดิ การฆา่ ลา้ งเผา่ พันธขุ์ น้ึ ซ่งึ จะได้ทาํ การศกึ ษา เพอื่ ใหเ้ ห็นพัฒนาการ ความ
เป็นมา สาเหตุ จนกระทงั่ แรงจงู ใจนาํ ไปสูก่ ารใชค้ วามรนุ แรงในการแก้ปญั หาและนําไปสกู่ ารฆ่ า
ลา้ งเผ่าพันธุ์ รวมทั้งพทุ ธวิธีในการเขา้ ไปสู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เพื่อยตุ ปิ ญั หาความรนุ แรง กรณี
วฑิ ูฑภะทปี่ รากฏในครั้งพทุ ธกาลตอ่ ไป

๔.๑ ความเปน็ มาของศากยวงศ์ กบั กาเนิดของ “ชาติพันธนุ์ ยิ ม”
ได้มผี ทู้ าํ การศกึ ษา วเิ คราะห์ คําว่า “ศากยวงศ์ ” ซ่งึ ทําให้ได้คําตอบเกยี่ วกั บประวัตแิ ละ

ความเปน็ มาของศากยวงศ์อย่างนา่ สนใจ เน่ืองจาก คําวา่ “ศากยวงศ์ ” ประกอบดว้ ยศพั ท์ ๒ ศัพท์
กลา่ วคือ “สักกะ” และ “วงศ์” ซ่ึงหมายถึง “วงศแ์ หง่ ศากยะ” คาํ วา่ “สกั กะ” ดงั กล่าวนัน้ ซอ่ นนัยท่ี
สาํ คญั เอาไว้ สองประการ กลา่ วคอื ความหมายในแงภ่ ูมศิ าสตร์ และความ หมายแงข่ องการ
แสดงออกทางพฤตกิ รรม

สําหรับความหมายในแง่ของภมู ิศาสตรน์ นั้ จะพบวา่ การตัง้ ชอ่ื ว่า “สกั กะ ” หรอื
“ศากยะ” น้ันเปน็ การตง้ั วงศ์ข้ึนสอดรบั กับสถานทตี่ ้งั ของเมอื ง เพราะว่าสถานท่ีตงั้ เมอื งนั้น มตี ้น
“สากะ” ขนึ้ อยเู่ รยี งราย ดังหลกั ฐานตามทป่ี รากฏในอมั พฏั ฐสตู ร “พระราชกุมารเหลา่ นนั้ ....กเ็ สดจ็
ออกไปอาศัยอยู่ ณ ราวปา่ ไม้สากะใหญ่ ริมฝั่ งสระโบกขรณี เชงิ เขาหิมพานต์ ” ในขณะท่ี
ความหมายในแง่ของการแสดงออกจากการท่ีพระเจา้ โอกกากราช ซ่งึ เปน็ พระราชบิดาทรงขนา น
พระนามกลุม่ ของพระราชบุตรท่ีหนีออกจากเมอื งไปอยู่ตามป่าตามคําข อร้องของพระองค์
เนื่องจากพระองค์ไดร้ ับปากว่าจะใหพ้ รแกพ่ ระมเหสีองคห์ นง่ึ หลังจากทคี่ ลอดพระโอรส พระนาง

ท.ี ส.ิ (ไทย) ๙ / ๒๖๗ / ๙๒.

จึงขอใหพ้ ระราชายกพระราชสมบตั ใิ หแ้ ก่พระราชบตุ รของตนเอง แต่ในขณะเดยี วกนั พระองค์ก็
เกรงวา่ พระโอรสคนอ่ืน ๆ ของพระองค์จะไมป่ ลอดภัย จากสาเหตุการแยง่ ชงิ พระราชสมบัติ

จากสถานการณค์ วามไมป่ ลอดภัยดงั กล่าว พระองค์จึงออกอุบายให้พระราชบุตรเสด็จ
ออกจากพระนครไปอาศยั อย่ใู นป่า โดยทรงแนะนําราชบตุ รวา่ เมอ่ื พระองคส์ ิ้นพระชนม์แล้วจึงค่อย
กลับมาชิงพระราชสมบัติ การตัดสนิ พระทยั เชน่ น้ัน ทําให้บตุ รของพระมเหสีองคท์ ่ี ซง่ึ มีจาํ นวน
ทัง้ ส้ิน ๙ พระองค์ ซึง่ ประกอบด้วยพระราชบตุ ร ๔ พระองค์ และพระราชธดิ า ๕๒ พระองคเ์ ดิน
ทางออกไปสรา้ งเมอื งใหม่ ซึง่ มีช่ือว่า “เมืองกบิลพัสดุ์” เม่ือสร้างเสร็จแล้ว พระราชกมุ ารเหล่านั้น
ทรงอยู่ร่วมเปน็ สามภี รรยากบั พระภคนิ ขี องพระองค์เอง เน่ืองจากเกรงวา่ พระชาตจิ ะปะปนกบั ผูอ้ ่ืน
ฉะน้ันความกลา้ ที่แต่งงานกันเองในระหว่างพ่ีน้องดว้ ยกัน จงึ ทาํ ใหพ้ ระเจา้ โอกกากราชผู้ซึ่งเป็น
พระราชบดิ าทรงเรยี กพระราชบุตร และพระราชธิดาของของพระองค์วา่ “เป็นผมู้ ีความสามารถ ”
ดังเนอ้ื ความท่ปี รากฏในอมั พฎั ฐสตู รวา่ “ทา่ นท้ังหลาย พวกกมุ ารมคี วามสามารถ (ศากยะ) พวก
กุมารมีความสามารถยอดเยีย่ ม” และคาํ ว่า “ศากยะ” จงึ ไดเ้ กิดข้นึ ตงั้ แตบ่ ดั น้ัน เป็นต้นมา๔

จากหลกั ฐานท่ีกลา่ วอ้างมา พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส๕ สรุปว่า คําว่า “ศากยะ” นอกจาก
สะทอ้ นแง่มุมของความกล้าทีจ่ ะแตง่ งานกันระหว่างพ่นี อ้ งดว้ ยกนั เองแลว้ “ความกลา้ หาญ ”
ดงั กล่ าวนา่ จะสะทอ้ นแง่มุมของความกล้าหาญในการตง้ั เมืองใหม่ข้ึนมา โดยให้ชอ่ื วา่ “เมือง
กบลิ พัสด์ุ” ซึ่งเป็นการต้งั ชือ่ เมืองหลวงโดยอาศยั ช่อื ของ “กบิลฤาษี” ท่ีอยูอ่ าศยั ในปา่ สากะมากอ่ น
ทง้ั ที่ในความเป็นจรงิ แลว้ กองกําลงั ของเหลา่ ราชกมุ าร สามารถที่จะไปตีเอาเมอื งใดเมื องหน่ึงแล้ว
ยึดครองกส็ ามารถที่จะทําได้ ส่งิ ทีส่ ามารถยนื ยนั ถงึ ขอ้ สมมตฐิ านดงั กล่าวกค็ ือข้อความท่พี ระราช

๒ พระราชบุตร ๔ พระองค์ คือ โอกกามุขะ กรกณั ฑุ หัตถินกิ ะและสนิ ปิ ุระ [ท.ี สี.(ไทย) ๙/๒๖๗/๙๒]
พระราชธดิ า ๕ พระองค์ ทรงพระนามว่า ปยิ า สุปปิยา อานนั ทา วิชิตา และวิชิตเสนา

ช่ือน้ี มมี ลู มาจากต้นสากะก็ได้ , แหง่ คาํ ว่ากล้าหาญกไ็ ด้, เพราะสักกะ หมายถึง กลา้ หาญ สักกะ เรา
เรยี กในเสยี งภาษาไทยกันว่า “สากยะ” ดูเพ่มิ เตมิ ใน พุทธทาสภกิ ขุ , พทุ ธประวตั ิจากพระโอษฐ์ , พิมพค์ ร้งั ที่ ๒
(ไชยา : ธรรมทานมูลนธิ ิ ,๒๕ ๕), หน้า ๒๒. การตง้ั ขอ้ สงั เกตของท่านพุทธทาสน้ัน สอดรับกบั นยั ทางบาลีทีว่ ่า
“สากโิ ย ,สกโฺ ย,สกฺโก หมายถงึ ชนสักยะ ” ดูเพิ่มเติมใน มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ปทานกุ รม บาลี ไทย องั กฤษ
สนั สกฤต ฉบับ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระจนั ทบรุ ีนฤนาถ, พมิ พค์ รัง้ ท่ี (กรุงเทพ ฯ : มหามกุฎราชวทิ ยาลัย
,๒๕๒๘) หนา้ ๘ ๖.

๔ เรือ่ งเดยี วกนั . หน้า ๘ ๖.
๕พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส ,รูปแบบแผนปฏบิ ตั ิการสนั ติวิธเี ชิงพทุ ธ : ศกึ ษากรณีการแก้ไขความ
ขัดแยง้ ของชาวศากยะและชาวโกลยิ ะ ,สารนพิ นธ์พทุ ธศาสตร ดุษฎบี ณั ฑิต, (บัณฑติ วิทยาลัย , มหาวทิ ยาลยั มหา
จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย,๒๕๔๘), หน้า ๕๔.

กมุ ารไดพ้ ากนั ปรึกษาหารอื วา่ กองทพั นีใ้ หญ่โต ถา้ พวกเรายาํ่ ยีพระราชาในประเทศใกล้เคียงบาง
แหง่ แลว้ ยดึ เอาชนบทแม้พระราชาเหลา่ นนั้ ก็คงไม่สามารถสู้ได้ จะมีประโยชน์ อะไรกบั การ
เบียดเบียนผู้อ่นื ชมพู ทวีปน้ียงั กวา้ งใหญ่ พวกเราจกั พากันสร้างป่าในเมือง จากเหตผุ ลดงั ท่ี
นําเสนอมาในมติตา่ ง ๆ ข้างตน้ นนั้ จึงทําให้วงศก์ ษตั ริย์เหล่าน้ี ไดร้ ับการเรยี กขานวา่ “ศากยวงศ์”

โครงสร้างโกลยิ วงศแ์ ละศากยวงศ์

ตระกลู ศากยงศ์ ตระกลู โกลิยวงศ์
เม่อื งกบิลพัสดุ์ แควน้ สักกะ เมอื งเทวทหะ เมอื งโกลยิ ะ

สหี นุ ยโสธรา โธโตทนะ อัญชนะ กาญจนา ( )

กาญจนา( ) ฆนิโตทนะ ยโสธรา ทณั ฑปาณิ
ชข สุปปพทุ ธะ มายา(๒)*
ปมิตา ปชาบดี( )
สุทโธทนะ อมติ า(๔) ปชาบดี

ยโสธรา สกุ โกทนะ อมิโตทนะ

มายา(๒) * ปชาบดี( ) กีสาโคตมี ไม่ปรากฏ อมติ า(๔)

สทิ ธตั ถะ นนั ทะ อานนท์ มหานาม อนุรุทธะ เทวทตั
พมิ พา(๕) รูปนันทา พิมพา(๕)
นาคมุณฑา ปเสนทิโกศล
ยโสธรา ยโสธรา

ราหลุ วฑิ ูฑภะ

๔. ความสัมพันธ์ทางเครือญาติของศากยวงศ์



ในงานคน้ คว้าของพระมหาดาวสยาม ปญญาวชิโร ประวัติศาสตร์พระพทุ ธศาสนาในอนิ เดยี
ให้ขอ้ มูลเกี่ยวกบั ศากยวงศ์ไวว้ ่า “เป็นพวกทน่ี ับถอื ในศาสนาพราหมณ์เครง่ ครัด และเชือ่ ถอื ในระบบ
วรรณอย่างสุดโตง่ โดยเชอ่ื ว่าวรรณะท้งั ๔ ไม่สามารถท่จี ะแ ตง่ งานรว่ มกันได้ ถา้ แต่งงานบตุ รจะ
กลายเปน็ จัณฑาลทนั ที พวกเขาถือวา่ ตนย่ิงใหญ่ และบริสทุ ธิก์ ว่าสายเลือดอน่ื ๆ จงึ แต่งงานดว้ ยกนั เอง
ภายในหมู่พนี่ อ้ งและวงศาคณาญาติซง่ึ มีอยู่ ๒ ตระกูลคือ . ศากยวงค์ ๒.โกลยิ วงศ์”๖ นอกจากนีพ้ ระ
มหาดาวสยาม ปํฺญาวชิโร ยังอธิบายเสริมตอ่ ถงึ ลกั ษณะเฉพาะของศากยวงศต์ ่อไปอีกว่า “เพราะความ
ถอื ตวั จัดนีเ้ องที่ทาํ ใหก้ รุงกบลิ พัสดุดถ์ กู ทําลายอย่างยอ่ ยยบั ด้วยอาํ นาจของพระเจา้ วิฑฑู ภะ โอรสพระ
เจา้ ปเสนทโิ กศลแห่งสาวตั ถี ซึ่งพระเจ้าวฑิ ฑู ภะเอง กใ็ ช่อน่ื ไกลเปน็ พระนดั ดาของพระเจา้ มหานามแห่ง
กรงุ กบิลพัสดน์ุ นั้ เอง”๗

๔.๒ ความรนุ แรงตามโครงสร้างในระบบ “ชนชนั้ ” ของศากยวงศ์

โครงสร้างสงั คมอินเดียโบราณ มีวรรณะ เปน็ รูปแบบทใี่ ชเ้ ปน็ การจัดช้นั ทางสงั คม จาํ เพาะที่
กบิลพสั ด์ุและศากยวงศ์ แนวคดิ ทีม่ าพรอ้ มกับระบบโครงสรา้ งและวรรณะ ไดก้ ่อใหเ้ กิด แนวคดิ และ
พฤติกรรม “ชาตพิ ันธนุ์ ยิ ม ” ประเดน็ ของชาตพิ ันธ์ุทําใหพ้ บความจริงข้อหนึ่งว่า ระบบวรรณะ ที่ผสม
ดว้ ยชาติพนั ธ์ุ ไดบ้ ม่ เพาะสมาชิกในสังคมรวมท้ังกอ่ ให้เกิดการ ถอื ปฏิบตั ิสบื ตอ่ กนั ไป ดังกรณี การออก
บวช ของเหลา่ ยุวกษัตริย์ ศากยวงศ์ อาจนํามาอธิบายถงึ ลักษณะ ของความเป็นวงศท์ ีเ่ นน้ ความเปน็ ชาติ
พันธไ์ุ ด้ พรอ้ มกนั น้ันเหตุการณ์ความเปน็ “ศากยวงศ์” ได้กลายเป็นเบ้าหลอมในการถือวงศ์ หรอื ศกั ดิ์
และนําไปสู่เหตขุ องการสน้ิ วงศ์ ? ซ่งึ ผวู้ ิจัยพยายามท่ีจะตั้งสมมตุ ฐิ านความน่าจะเป็นบนเหตขุ อง “การ
ถือตน ถือวงศ์ ” เป็นเหตคุ วามล่มสลายของศากยวงศ์ และในเวลาเดียวกนั ผู้ทน่ี าํ ไปสู่ ความลม่ สลาย ถา้
นับตามสายพันธ์ุหรือสายเลือดกจ็ ัดว่ามีความสัมพั นธ์ทางเครอื ญาติ เป็นสมาชกิ ในชาตพิ ันธ์ุเดียวกัน ท่ี
แตกต่างกนั ในการจดั ลําดบั ชน้ั ทางสังคม

ในพระไตรปฎิ กมีหลักฐานเกีย่ วกับความความเป็นเผา่ พนั ธุน์ ิยม กล่าวถงึ เหตกุ ารณ์ทส่ี มาชกิ
ศากยวงศ์ออกบวช ทส่ี อื่ ถงึ แนวคิดและโลกทศั น์การ “ถือตวั ” และมวี ิธีในการ “ลด” ดว้ ยการใหอ้ บุ าลี

๖ พระมหาดาวสยาม วชริ ปญั โญ, ประวัตศิ าสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย,(กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทพิมพส์ วย,
๒๕๔๖), หน้า ๕-๕๐.

๗ เร่อื งเดียวกัน. หนา้ ๔๐-๕๐.

๐๔

อาชพี ช่างตัดผม ซึ่งถือว่าเป็นคนชัน้ ล่างในระบบวรรณะ และเปน็ คนรับใช้ บวชก่อนตามวิธกี ารของ
พระพทุ ธศาสนาที่ว่า “เสมอกันด้วยศีล”

เจ้าอนรุ ทุ ธะจึงตดั สินใจออกบวช เพราะทรงเห็นการงาน ไมม่ ที ่ี จบสนิ้ แม้
มารดาบดิ า ปู่ยา่ ตายายจะตายไปหมด พระเจ้าภทั ทิยศากยะ เจ้าอนรุ ุทธศากยะ เจา้ อานนท์
เจา้ ภคุ เจ้ากิมพิละ ถือตวั วา่ เปน็ ศากยวงศ์ เพอื่ จะตดั มานะจงึ ยอมใหอ้ ุบาลบี วชก่อน๘

ในงานค้นคว้า “อสีตมิ หาสาวก” ของบรรจบ บรรณรจุ ิ ใหข้ อ้ มูลไวส้ อดคลอ้ งกันว่ า “พวกข้า
พระองค์เปน็ เจ้าชายเชื้อสายศากยะถอื ตวั จัด อบุ าลีนีก้ ร็ บั ใชพ้ วกข้าพระองคม์ านานขอพระผู้มพี ระภาค
ไดโ้ ปรดบวชให้เขากอ่ นเถิด พวกข้าพระองคจ์ ักได้ไหว้เขาได้ ด้วยวิธกี ารอย่างนจ้ี ะชว่ ยให้พวกขา้
พระองคล์ ดความถือตัวเองพระเจ้าข้า ”๙ แนวคิด “ชาตพิ ันธ์ุนยิ ม ” หากอาศัยการตีความจากขอ้ มูลที่
ปรากฏ การถอื ตัวตน เผา่ พนั ธุ์เปน็ สิ่งทีเ่ ปน็ ลักษณะของเผ่าพนั ธ์ุนี้ ทแี่ ม้แตส่ มาชกิ ในศากยวงศก์ ็ยอมรับ
ถงึ ภาวะดงั กลา่ ว สอดคลอ้ งกับแนวคิดของ “อารยัน” ของพรรคนาซีท่ีเชื่อว่า (คนอารยนั เยอรมนั ) เป็น
สายเลือดบรสิ ทุ ธิข์ องคนเยอรมนั เหนือกว่ามนุษย์ทุกเผา่ ในโลก ๐

พระพทุ ธเจ้าไดต้ รสั ว่า พรหมช่อื สนงั กมุ ารไดก้ ล่าวเป็นคาถาไว้ว่า

“...ในหมชู่ นท่ถี ือตระกลู เป็นใหญ่ กษัตรยิ ์จดั ว่าประเสรฐิ ทส่ี ุด ส่วนท่านผูเ้ พยี บพร้อม
ดว้ ยวิชชาและจรณะ จัดว่าเปน็ ผู้ประเสรฐิ ทส่ี ุดในหมูเ่ ทวดาและมนุษย์...”

หากพจิ ารณาตามคาถาน้ี ใ นทศั นะผูว้ จิ ยั อาจตีความเป็น ๒ นยั ยะ คอื ( ) การกล่าวของ
พรหมสนงั กุมาร เป็น การกลา่ วในฐานะท่จี ะยกย่องกษัตรยิ ์ “ในหมู่ชนท่ถี ือตระกลู เป็นใหญ่ ” เปน็ การ
ใหค้ ํานยิ ามตอ่ ความเป็นกล่มุ เผา่ พนั ธุ์ หรอื ชาติพันธุ์ในระบบวรรณะ ประหน่งึ ยนื ยันตอ่ ระบบวรรณะว่า
ส่งิ ที่สาํ คญั สุดคื อกษัตรยิ ผ์ ทู้ จี่ ะถือตวั ถือตระกูลยอ่ มเปน็ ส่ิงทถ่ี ูกต้องดงี าม นัยยะตอ่ มา (๒) การท่ี
พระพุทธเจ้าสาํ ทบั ว่า “เจ้ามหานามะ พรหมชอ่ื สนงั กุมารกลา่ วคาถานน้ั ไว้ชอบ ไม่ใชไ่ มช่ อบ
กลา่ วไว้ถูกต้อง ไมใ่ ชไ่ ม่ถกู ตอ้ ง มปี ระโยชน์ ไมใ่ ชไ่ ม่มปี ระโยชน์ พระผู้ มีพระภาคทรงเห็นด้วย

๘ วิ.จ.ู (ไทย) ๗/ ๕๕/๒๒๐. ๗๐),( ๗
๙ บรรจบ บรรณรุจ,ิ อสีตมิ หาสาวก, หน้า ๕๙.
๐ วีรกร ตรเี ศศ “สายพันธุอ์ ารยันกับนาซี” , ในอาหารสมอง, มตชิ นสุดสัปดาห์ ๒๗ (
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙), หน้า ๒๐.

ม.ม. (ไทย) /๒๐/ ๔.

๐๕

แล้ว” ๒ คาํ ว่าเหน็ ดว้ ยของพระพทุ ธเจ้าคงจะหมายถึงในบาทสุดทา้ ยที่ว่า “ผ้ถู งึ พร้อมดว้ ยวิชาและจรณะ
จัดวา่ ประเสริฐท่ีสุดในหมเู่ ทวดาและมนษุ ย์ท้ังหลาย ” ซงึ่ ในบริบทอาจนยิ ามไดว้ า่ การท่พี ระองคใ์ ห้
ความสาํ คญั กับบาทสดุ ท้ายเหมอื นใหค้ าํ อธบิ ายวา่ “เผา่ พนั ธ์ุก็ดี แต่พุทธะดกี วา่ ” หรอื ในอีกความหมาย
หนึง่ ( ) แม้แตพ่ ระพทุ ธเจ้ากเ็ ห็นด้วยกับความ เปน็ ศากยะ ซง่ึ หมายความว่าในฐานะทท่ี า่ นกเ็ คยเปน็
สมาชิกส่วนหน่ึงของศากยวงศแ์ ล้วเหน็ พรอ้ งตามนัยของความหมายทางภาษาศาสตร์ในวรรคแรก
หรอื ในอกี ความหมายหนงึ่ เป็นการให้สติ เตือนต่อการ “ถอื ตวั อัตตา-ตัวตน” ? ของพวกศากยะ และอกี
เหตผุ ลหน่ึงอาจเป็นการสื่อความหมายในสองทางคือ ( ) ศากยะเปน็ ชาติวงศถ์ ือชาตพิ นั ธข์ุ องตนเอง
จรงิ จากคาถาทสี่ าํ ทบั โดยพรหมสนังกมุ าร หรอื (๒) การเป็นพุทธะ ที่ถือวชิ ชา และจรณะย่อมประเสรฐิ
กว่า ประหนึง่ เป็นการใหป้ ระ โยคเง่อื นไขปลายเปดิ เป็นทางเลอื กใหส้ ตติ ่อศากยวงศ์ ท่ีมีลกั ษณ์ของการ
ถือชาติพันธ์ุนิยมจดั ดงั นนั้ หลักฐานตรงน้จี ะชว่ ยผวู้ จิ ัยในการชช้ี ดั ลงไปถงึ แนวคิดในการถอื เผา่ พนั ธ์ุ ถือ
ตวั จัดของศากยวงศ์ ทีจ่ ะเปน็ เครื่องชน้ี าํ ไปสู่เหตุในการฆ่าลา้ งเผา่ พนั ธ์ุศากยวงศใ์ นลาํ ดับต่อไป

คนอ่นื มองเหลา่ ศากยวงศอ์ ยา่ งไร ต่อความเป็น “ชาติพันธทุ์ ่ีถือตัวจัด ” มขี ้อมลู ทป่ี รากฏใน
อมั พัฎฐสตู รว่า อมั พฎั ฐมาณพผทู้ ไี่ ปเพอ่ื ธรุ ะของอาจารย์โปกขรสาติ ได้กล่าวตอบพระพทุ ธเจา้ ใน
ประเด็นการโต้วาทะธรรมกนั และอมั พัฎฐมาณพ ได้กลา่ วกดศากยวงศ์ว่า “เป็นคนรับใช้ ” ถึง ครั้ง
พระพทุ ธเจา้ จงึ ตรสั ถามวา่ “เหลา่ ศากยวงศ์ทาํ ผดิ อนั ใดตอ่ เธอ ?” อัมพัฎฐมาณพจึงตอบไปว่า

ครั้งหนง่ึ ข้าพเจา้ เดนิ ทางไปกรงุ กบิลพัสด์ดุ ้วย ธรุ ะของพราหมณ์โปกขร
สาติผเู้ ป็นอาจารย์ เขา้ ไปท่ีท้องพระโรงของพวกศากยะ เวลาน้ัน พวกศากยะและ
ศากยกมุ ารจํานวนมาก กาํ ลังนัง่ ใช้น้วิ มือสะกิดหยอกลอ้ กนั อยบู่ นอาสนะสงู ในท้อง
พระโรง เหน็ จะหัวเราะเยาะขา้ พเจา้ เป็นแน่ ไม่มีใคร เชอ้ื เชิญให้ขา้ พเจา้ นง่ั เลย
ทา่ นพระโคดม การทีค่ นชาตศิ ากยะซงึ่ เปน็ คนดรุ า้ ย หยาบช้า วูว่ าม พดู พลา่ ม
เปน็ คนรบั ใช้ ไม่ยอมสกั การะ เคารพ นบั ถอื บูชา นอบนอ้ มพวกพราหมณ์ เปน็
การไม่เหมาะไม่ควรเลย”

การทอี่ ัมพัฎฐมาณพ มองภาพลักษณข์ องศากยวงศ์ผา่ นประสบการณข์ องการเข้าไปสัมผสั ดว้ ย
ตนเอง ไดส้ ะทอ้ นมมุ มองออกมา ซ่งึ จะเปน็ ข้อเท็จจรงิ ตามทศั นะของอัฎฐมาณพหรอื ไม่ คงมิสามารถ

๒ม.ม. (ไทย) /๒๐/ ๔.
ท.ี ส.ี (ไทย) ๙/ ๒๖๕ /๙ .

๐๖

ยืนยนั ได้ เพราะอมั พัฏฐมาณพก็อธิบายจากมมุ ท่ีตัวเองตอ้ งการคือการยอมรบั เคารพ บชู าในฐานะเปน็
พราหมณ์ ซ่งึ ก็อาจเป็นการถือภาวะของความเปน็ พราหมณ์วา่ สูงกวา่ จงึ มองจากฐานคดิ ของความเป็น
พราหมณ์ จงึ ไมต่ ่างกนั ในมติ ขิ องการมองระหวา่ งศากยะกบั อมั พฏั ฐมาณพ แตใ่ นมุมทต่ี ้องการเสนอคอื
ต้องการการอธิบายความเปน็ “ศากยวงศ์” ผา่ นประสบการณ์ของอมั พฎั ฐมาณพที่ประสบด้วยตวั เขาเอง
ศากยวงศ์อาจเป็นเช่นนนั้ จริง หรือไมจ่ ริงก็ได้ แต่เมอื่ ดจู ากพฤติการณข์ ้อมูลจากหลายแหล่ง ทาํ ให้เหน็
ภาพของความเป็น “ชาตพิ ันธุ์นิยม Racism” ของเหล่าศากยวงศ์ชัดเจนขน้ึ เพอ่ื สะท้ อนต่อความรนุ แรงท่ี
จะพงึ เกดิ ขึ้นในอนาคต

๔.๓ ความรนุ แรงจากโครงสร้างของชาตพิ นั ธ์ุ
สังคมอินเดียคร้งั โบราณ การแบ่งแยกชั้นทางสังคมในลาํ ดบั ต่าง ๆ ตามฐานความเชอ่ื ทําให้

เกดิ ระบบวรรณะ ซง่ึ ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮนิ ดทู ม่ี อี ทิ ธิพลเหนอื สงั คมอินเดียมากวา่ พนั ปี ๔
และในเวลาเดยี วกนั ระบบเหลา่ น้ีไดท้ ําให้เกดิ การแบ่งแยกทางชนชัน้ ทท่ี ําให้เกิดการจดั ชว่ งชน้ั ทาง
สงั คม หากนาํ แนวคิดเร่อื งการครอบครองและครอบงาํ ทางความคิด (Hegemony) จากชนชัน้ ปกครอง
ของสงั คมหนง่ึ อนั โตนิโอ กรัมซี่ (Antonio Gramsci) ได้เคยเสนอไว้วา่ “ชนชัน้ ผู้ปกครองจะชัก จูงให้
ประชาชนยอมรับว่าคา่ นยิ มทางวฒั นธรรมควบค่ไู ปกบั การใช้อํานาจบงั คับ ” ๕ ดังนั้นจงึ อาจนาํ แนวคิด
นม้ี าอธบิ ายถึงการจัดช้ันทางสงั คมในระบบอินเดียโบราณได้ พรอ้ มท้งั พจิ ารณาถงึ การเลื่อนชัน้ ทาง
สังคม (Social mobility) มอี ยู่ ๒ ระบบ คอื ระบบปดิ (Closed Society) และระบบเปิด (Open Society)
ระบบวรรณะในอินเดยี เปน็ ระบบปิด ผู้ทเี่ กิดในวรรณะใดกจ็ ะอยู่ในวรรณะน้นั ตลอดชีวติ ส่วนระบบชน
ชนั้ ในประเทศอุตสาหกรรมตะวนั ตกยคุ ใหม่แสดงใหเ้ ห็นระบบเปดิ เป็นต้นว่า ชาวนาหรอื ดารา
ภาพยนตร์สามารถเปลย่ี นสถานภาพไปเปน็ ประธานาธบิ ดไี ด้ หรอื ในอกี กรณถี า้ เร านาํ แนวคิดทาง
ทางดา้ นเช้ือสายเผ่าพนั ธ์ุ (race) มาอธิบายประกอบเก่ยี วกับประเด็นนี้ นักวิชาการศนู ย์มานษุ ยสิรนิ ธรได้
ทาํ การศกึ ษาไวว้ า่ “มนษุ ยม์ ิใช่เพยี งกล่มุ เรา หรอื มนษุ ย์มใิ ชม่ แี ค่เพยี ง กลมุ่ เรา หรือกลุ่มเขา อีกต่อไป
หากแตม่ หี ลากหลายกลุ่ม แตกต่างกันตามเช้ือสาย เผ่าพนั ธุ์ และในการแบง่ หรอื จดั ประเภทเผา่ พันธุน์ ีม้ ี
เง่อื นไขทางชีววิทยาและมีนัยยะทางการเมือง ซ่งึ มนษุ ย์บางเผา่ อาจถูกจดั ให้อย่ใู นเผา่ พันธุ์ทต่ี ่าต้อย

๔ บันเทิง พาพิจิตร, สงั คมวทิ ยา, (กรงุ เทพ ฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๗), หน้า ๐.
๕ วิทยากร เชียงกลู , “แนวคดิ ของกรมั ซแี่ ละลู่ทางนํามาใชศ้ กึ ษาเรือ่ งปญั ญาชนไทย,” วารสารปจารยสาร,
(พฤศจิกายน-ธนั วาคม ๒๕๒๘) : ๐ .

๐๗

หรอื ไม่มีค่าอนื่ ใด การแบ่งเผ่าพนั ธุจ์ งึ เปน็ เรอ่ื งของความไม่เทา่ เทยี มกัน และกลายเป็นสิง่ “จรงิ แท้” เป็น
สง่ิ ท่ีธรรมชาติใหม้ า และไมต่ ้องตั้งคาํ ถาม หรือการแบง่ ชนชนั้ มาเปน็ เวลานานแล้ว นอกจากนนั้ ยงั
พบว่า ทาส ยังเปน็ คนที่ตํ่าต้อยท่ีสดุ ในทางสงั คม ซง่ึ คนทเ่ี ป็นทาส จะมีชะตากรรมผกู ติดอยู่กับผ้เู ปน็ นาย
และผ้ปู กครอง” ๖ หากนําแนวคิดในการมองความรนุ แรงในการลม้ เลกิ โครงสรา้ งของชน ช้ันทป่ี รากฏ
ในหนงั สือ Communist Manifesto ของ Marx และ Engel มีความว่า “พวกคอมมวิ นิสต์ชงิ ชงั การแอบ
ซ่อนทศั นะและเป้าหมายของตน พวกเขาจะประกาศอย่างเปดิ เผยวา่ จะบรรลุเป้าหมายของเขาไดก้ ด็ ้วย
การใชก้ ําลงั ล้มล้างเงอื่ นไขทางสงั คมทง้ั หลายทด่ี ํารงอยู่ ขอใหช้ นชั้นปกครองจงสัน่ ผวาเพราะการปฏิวตั ิ
คอมมิวนสิ ต์ ผูใ้ ช้แรงงานนั้นไมม่ สี ิง่ ใดจะสญู เสยี จากจากโซต่ รวน แต่มีท้ังโลกทีจ่ ะได้มา” ๗

จากแนวคดิ ทก่ี ลา่ วมาและพัฒนาการของชาติพันธทุ์ ม่ี ีประวัตแิ ละพฒั นาการของชาตพิ ันธุใ์ น
อกี แบบหนงึ่ จงึ เป็นเหตุผลท่ีกษตั ริย์ศากยวงศจ์ งึ มีลกั ษณะของการ ปกป้องเผ่าพนั ธ์ุของตนเอง จะด้วย
เหตผุ ลของความเหนอื กวา่ ของสถานะทางการปกครอง จะด้วยความเปน็ ผู้มีเลือดวงศส์ งู กวา่ ถ้ามอง
ย้อนกลับไปท่วี ่าในเมื่อพระเจา้ ปเสนทิโกศล ท่อี ยใู่ นฐานะเมอื งใหญ่ เป็นกษตั ริย์ ถา้ เอาระบบ วรรณะมา
อธบิ ายกย็ อ่ มเปน็ วรรณะกษัตรยิ ์เชน่ เดียวกัน ถ้า วรรณะเดียวกัน แลว้ ความเป็นชาติพนั ธ์ุ ต่างกนั หรอื ไม่
เช่น กษัตรยิ ไ์ ทยและเขมรกย็ อ่ มแตกต่างกนั ดงั น้ันแม้กษตั รยิ แ์ ห่งมคธรัฐ กบั กบลิ พสั ด์จุ ะเป็นกษัตรยแ์ ต่
ย่อมแตกตา่ งกนั ในความเปน็ เผ่าพันธุ์ การปฏเิ สธเชงิ แฝงตอ่ ขอ้ เสนอของปเสนทิโกศล ผ่านการทตู
แบบแต่งงาน ทพี่ ระเจ้าปเสนทิโกศล ใช้เปน็ อบุ ายในการเป็นญาตกิ ับพระพุทธศาสนาและพระพุท ธเจา้
ในทางกลบั กันกบิลพสั ดุ์ มองว่า การหลอมรวมดังกลา่ วเป็นนโยบายทางการเมอื งทมี่ ีผลเปน็ การ
ปกครองควบคุมอย่างใกล้ชดิ ผา่ นนโยบายใช้ศาสนานําการเมอื ง “เป็นญาติกับพระพทุ ธเจา้ ” แลว้ เอา
วิธกี ารแต่งงาน(Marriage Network) มาเปน็ ตวั สร้างความสัมพันธ์ทางเครอื ญาตอิ กี ชน้ั หนึ่ง ซงึ่ จะชว่ ยให้
เกิดการยอมรบั และการหลอมรวมผ่านความสัมพนั ธท์ างเครอื ญาติ เทยี บกบั สยามกรณขี อง พระราช
ชายา เจ้าดารารศั มี (พ.ศ. ๒๔ ๖-๒๔๗๖) เจา้ หญิงแห่งราชวงศฝ์ า่ ยเหนือ ผมู้ บี ทบาทสาํ คญั ยิ่งตอ่ การ
รวมล้านนาเขา้ กับสยาม รวมถงึ พระสพุ รรณกัลยา (พ.ศ. ๒๐๙๕-๒ ๕) ในคราว อยุธยาเสยี กรงุ ครั้งที่

พ.ศ.๒ ๒ ทรงยอมเป็นองคป์ ระกนั ของหงสาวดีแทนพระนเรศวรผู้เป็นพระอนชุ า สมเด็จพระ
นเรศวรจงึ ไดเ้ สด็จกลับกรงุ ศรอี ยุธยา หรือกษตั ริย์ครสิ เตยี นท่ี ๙ (Christian IX ๘ ๘ – ๙๐๖) แห่ง

๖ [ออนไลน]์ .แหล่งที่มา : http://www.sac.or.th/projects/Article/eth.htm [๒ มกราคม ๒๕๕๒].
๗ Robert C.Tucker (ed.), The Mark-Engels Reader, (New York : W.W Norton & Company, ๙๗๘),p.
๕๐๐ อ้างจาก ชัยวฒั น์ สถาอานนั ท์, อาวุธมชี วี ิต ? : ความรนุ แรงกบั มายาการแหง่ อตั ลักษณ์, หนา้ ๐.

๐๘

เดนมาร์กที่มีพระราชธิดา ๒ พระองค์ คอื เจ้าหญิงอเลก็ ซานดรา (Princess Alexandra พ.ศ. ๒ ๘๗ -
๒๔๖๘) ที่ ทรงอภษิ กสมรสกับพระเจ้าเอ็ดเวริ ด์ ที่ ๗ แห่งอังกฤษ (Edward VII, ๘๔๔ – ๙๒๕) และ
เจ้าหญิงแดกมาร์ก(Princess Dagmar) กับพระเจ้าซารอ์ เลก็ ซานเดอร์ท่ี (Tsar Alexander III , ๘๔๗-
๙๒๘) แห่งรสั เซียจนได้รบั ฉายา “พอ่ ตายโุ รป” (Europe's "Father in Law) ๘ หรือไม่ ? ซงึ่ กบลิ พสั ดุ์
ตระหนักกลวั ตอ่ พฤติการณ์น้ี จึง “ปลอม” เพอื่ แก้ปัญหาต่อการควบแน่นอนั จะเกิดขึ้น ซึ่งในช้ันต่อมา
ได้กลายเปน็ การส่ งความรนุ แรงขึน้ ในช้นั หลงั สําหรบั ประเ ดน็ นีเ้ ป็นการตง้ั ข้อสงั เกตปลายเปดิ เพื่อให้
เกิดการศึกษาในเชิงประวตั ศิ าสตร์การเมอื งการปกครองในคร้งั พุทธกาลโดยอาศยั แนวคดิ อ่นื เทียบเคียง
ตอ่ ไป

พระ ทหารนิยม ศาสนา ระบบวรรณะ ศาก
แต่งงาน ยวงศ์
เจ้าป
เสนทิ จักรวรรดนิ ิยม เพ่อื ปกครอง ชาติพนั ธ์ุนิยม

โกศล ระบบวรรณะ สอดไส้ ปกป้องความเช่ือ
เพือ่ ปกปอ้ ง

การยึดอาํ นาจ-ปติ ฆุ าต ความรุนแรงโครงสรา้ งสง่ ตอ่ การฆา่ ลา้ งเผา่ พันธ์ุ
กรวรรดินิยม
วฑิ ูฑภะ

ผังที่ ๔.๒ ความสัมพนั ธ์ระหว่างความรุนแรงตอ่ ความรนุ แรง

จากเหตุผลการเมอื งระหวา่ งรฐั ต่อรัฐ สามารถอธบิ ายโดยผงั ท่ี ๔.๒ ทส่ี ร้างแบบจําลองทาง
ความคิดถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างรัฐทป่ี กครองโดยพระเจ้าปเสนทิโกศล และกบิลพัสดิ์ การสง่ ผ่าน
ความรุนแรงผ่านโครงสรา้ งทางการเมอื ง “ลัทธิจกั รวรรดนิ ยิ ม ” “ทหารนิยม” ท่ีไปพรอ้ มด้วยนโยบาย
“ศาสนา- การแต่งงาน ” ของแคว้นโกศล การปกป้องชาตพิ นั ธ์ุ การปกป้องก ารควบคมุ ต่อความเป็น

๘[ออนไลน]์ แหล่งที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Christian_IX_of_Denmark [ ๒ พ.ย.๕ ].

๐๙

จกั รวรรดิ และ ทหารนยิ ม “ทา้ วเธอจักทาํ ใหเ้ ราฉบิ หาย ” ๙ ท่ีส่งผา่ นมากบั การปกครองที่อาศยั ศาสนา
นาํ ที่พระเจา้ ปเสนทโิ กศลอาศัยความเคารพนับถอื พระพทุ ธศาสนาเหมือนท่ีศากยวงศ์ อันมีพระพุทธเจา้
เป็นผกู้ อ่ ตัง้ นับถือ จึงใชเ้ ปน็ ขอ้ กลา่ วอา้ ง “เพื่อเป็นญาติ กบั พระพุทธศาสนา ” ? มาเป็นตวั อธิบายถงึ
ความต้องการหลอมรวมการปกครองผา่ นรัฐตอ่ รฐั โดยใชศ้ าสนาเป็นตวั นาํ พร้อมกบั ความสัมพันธ์ทาง
เครอื ญาติคือการแต่งงาน โดยท่ศี ากยวงศเ์ องมองเหตนุ ีว้ า่ เปน็ การควบคมุ ? จึงเปน็ เหตผุ ลทจ่ี ะหนีการ
ควบคมุ โดยใชค้ วามรนุ แรงเชงิ โครงสร้างด้ วย “ระบบวรรณะผสมชาตพิ ันธ์ุ ” “ลูกทาสี” กบั การ “สอด
ไส้” จึงเปน็ ทางออกของการแกป้ ัญหา เพ่ือปกปอ้ งการควบคุมและความรุนแรงอนั จะเกดิ จาก “ทหาร
นิยม” และในเวลาเดยี วกนั เพอื่ ปกป้อง “ความเป็นชาตพิ นั ธุ์ ” ของศากยวงศ์ด้วย ความตระหนกกลัวต่อ
ภัยท่ีจะเกดิ จากรัฐใหญ่ ตอ่ รฐั เ ลก็ ระหวา่ งกบลิ พสั ด์กุ บั โกศล ซง่ึ จะก่อให้เกดิ ราชภยั ซง่ึ ในประเดน็ น้ี
ศากยะเองกต็ ระหนกั ดวี า่ ถา้ ไมย่ อมจะทําใหเ้ กดิ ความเสียหายต่อศากยะ แตใ่ นเวลาเดยี วกันถา้ ปฏิบตั ิ
ตามที่ทตู มาร้องขอ ความเสอ่ื มเสียในเชิงชาตพิ นั ธุ์ที่ปฏิบัตกิ ันมาอยา่ งยาวนานจะเสียหาย แลว้ ทางออก
ของปัญหาทีถ่ ูกรุมเรา้ ตรงน้จี ะทําอยา่ งไร ถึงจะก่อให้เกิดการผอ่ นคลายของปญั หา “การยัดไส้ " จงึ
เกิดข้ึน เพือ่ เป็นทางออกจากปญั หาของศากยะ ไม่ตอ้ งขัดคาํ พระราชไมตรจี ากแคว้นโกศล และไมต่ ้อง
เสยี หายในเชิงชาติพนั ธ์ขุ องตนเองทถ่ี ือเป็นขนบยึดถอื มาอย่างต่อเน่อื งยาวนาน

เหตผุ ลท่ี กล่าวมา ผ้วู ิจัยมองวา่ โครงสร้างนี้ จะเปน็ ตัวส่งผ่านความรุนแรงในฐานะเปน็
เครื่องมือของชนช้นั ปกครอง และชนั้ ชัน้ ปกครองใช้เปน็ เครื่องมือในการปกป้องฐานะของรัฐตอ่ รฐั รวม
ไปถึงการใชค้ วามรุนแรงของ วฑิ ูฑภะทสี่ ่ังสมมาแตแ่ รกตาม “โครงสรา้ ง” มาเปน็ เครอ่ื งมืออธบิ ายหรอื
ปกปอ้ งฐานะของชน้ั ของตนเอง รวมไปถึงการ “ลา้ งแค้น” ดงั กรณีของการ “ฆ่าลา้ งเผ่าพันธศ์ุ าก
ยวงศ์” ซ่งึ อาจพิจารณาผงั ที่ ๔.๕ (หน้า ๕) ทต่ี า่ งฝา่ ยตา่ งเปน็ เหตแุ ละเป็นผลของกนั และกนั ในการ
ส่งผา่ นความรนุ แรงนนั้

๔.๔ กระบวนการบ่มเพาะความรนุ แรงของวิฑฑู ภะ

การที่สังคมอินเดีย มวี ัฒนธรรมทางสงั คมในเรอื่ งวรรณะ และใหส้ ทิ ธกิ บั สมาชิกในวรรณะท่ี
สูงกว่า ยอ่ มเปน็ เครอ่ื งมอื ให้กับชนชั้นปกครอง หรือชนช้นั สูง ในการท่จี ะกําหนด และช้นี ํา รวมไปถงึ

๙ คณะกรรมการแผนกตําราแปล, พระธมั มปทฎั ฐกถาแปล ภาค ๓, (คร้ังท่ี ๗,กรงุ เทพ ฯ : มหามกุฏราช
วิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๘.



การกระทํา ทอ่ี าจมองว่าเป็นพฤตกิ รรมท่ถี กู ต้อง แต่ในเวลาเดยี วกนั ไดส้ ัง่ สมเปน็ การชี้นํา บงั คับ และ
ก่อให้เกิดความเคยี ดแค้น ชงิ ชัง ต่อผู้ท่ีถูกกระทํา

การบม่ เพาะความรนุ แรงให้แก่วิฑูฑภะ ในทศั นะผู้วจิ ัยมองวา่ ตา่ งฝา่ ยตา่ งเป็นผู้หยิบย่นื ความ
รุนแรงผา่ นระบบอํานาจนยิ ม โครงสร้างนิยม และเผา่ พันธนุ์ ิยม พจิ ารณาตามผงั ๔. ๒ (หนา้ ๐๘) และ
๔. (หนา้ ๐) ความรนุ แ รงทางกายภาพ (Physical Violence) ท่ีวิฑฑู ภตะตกเป็นผ้ถู ูกกระทํา อนั
เนื่องมาจากแต่เดิมวฑิ ูฑภะเปน็ ผู้มีฐานะแห่งความเป็น “ยพุ ราช” ทีจ่ ะมสี ทิ ธใ์ิ นราชบลั ลงั คต์ ่อมา แต่เม่ือ
ถงึ วยั ๖ ปีไดไ้ ปเยี่ยมญาตฝิ า่ ยมารดา จึงไดร้ ้ฐู านะแท้จริงทางสังคมของตนเอง อันเปน็ ผลจากความ
รุนแรงเชิงโครงสร้าง /วรรณะ/ชาตพิ นั ธ์ุ/จักรวรรดินยิ ม /ทหารนิยม ทง้ั ๒ เมืองไดก้ ระทาํ ต่อกนั และกัน
ไว้ แต่ความรนุ แรงเหล่านีไ้ ด้เปน็ สง่ิ แฝงตกมาสู่ วฑิ ฑู ภะ โดยตรงจากฝ่ายกบลิ พสั ดุ์กระทําใหเ้ ปน็
เบื้องต้น ทเี่ ก่ียวเน่อื งกบั ระบบสังคมปดิ และเป็นภาวะความรนุ แรงที่ วฑิ ฑู ภะสัมผสั ได้ แมใ้ นเบอื้ งตน้
ความสงสยั อาจยังไมช่ ดั เจน แต่อยู่ในภาวะการรบั รูข้ องยวุ ราชนอ้ ยผู้ทเี่ ป็นผลิตผลของโครงสรา้ งทาง
สงั คมระบบปดิ

ในวยั ๗ ขวบของวิฑูฑภะ เมอ่ื เหน็ ของเลน่ เป็นช้าง มา้ ของกมุ ารอื่น ๆ ท่ถี ูกส่งมาเปน็ เครอ่ื ง
บรรณาการจากตระกลู ของยาย จงึ ถามมารดาของตนเอ งวา่ “เจ้าแม่ ใคร ๆ เขาก็นาํ บรรณาการมาจาก
ตระกลู ยายเพือ่ พวกกมุ ารเหล่าอืน่ พระประยรู ญาตไิ ม่ส่งบรรณาการอะไรมาเพื่อหมอ่ มฉันบ้างเลยหรอื

ปเสนทิโกศล จิตท่ีโกรธ วิฑฑู ภะ
การลดฐานะ
สมาชกิ แคว้นโกศล การไม่ยอมรบั
เสนทโิ กศล

ศากยวงศ์ - มหานามะ ปฏิบตั เิ ยีย่ งทาส

สมาชิกในศากยวงศ์ ดถู ูกเหยียดหยาม ความรุนแรงสู่

ศากยวงศ์ - มหานามะ ความรุนแรงทางพฤติกรรม

การด่าทอ
แผนภาพท๔ี่ . ผังความรนุ แรงทางกายภากพายภาพต่อวฑิ ฑู ภะ

เจ้าแม่ไม่มพี ระชนนีพระชนกหรอื ?” นางวาสภขัตติยาลวงโอรสว่า “เจ้าศากยะเป็นยายของเจา้ มอี ยู่ แต่
อยูไ่ กล เหตนุ ั้น พวกทา่ น (จงึ ) มไิ ดส้ ง่ เครอื่ งบรรณาการไร ๆ มาเพอื่ เจ้า” ๒๐

จนกระทั่งวยั ๖ ส่งิ ที่วฑิ ูฑภะได้รบั เม่อื ขอไปเยยี่ มตระกูลของ ฝ่ายมารดา “อยา่ เลย ลกู เอ๋ย
ลูกจักไปทําอะไร ”๒ จะเปน็ การสง่ สัญญาณบางอย่างให้ วิฑฑู ภะ ทราบหรือไม่ ? จนกระท่งั นาง
วาสภขตั ตยิ าทนรบเรา้ ไมไ่ ด้จึงอนญุ าต วฑิ ฑู ภะจึงขออนุญาตพระราชบิดาไปพรอ้ มบริวารเปน็ จาํ นวน
มาก ทางกบิลพัสดุ์ก็รบั ทราบถงึ การไปของวิฑฑู ภะ จงึ ไดม้ ีการเกณฑก์ ุมารทม่ี ีอายนุ ้อยกวา่ วิฑูฑภะไปที่
อน่ื เสยี เพ่ือไมต่ อ้ งพบกับ วฑิ ูฑภะและ “ไม่อาจไหวไ้ ด้ ” อนั เนื่องดว้ ย ขนบแหง่ ชนชนั้ ทางสงั คม เปน็
ตวั กาํ หนด ซึ่งกรณีนี้ วฑิ ูฑภะก็ผดิ สังเกตเมือ่ ไหว้ “พระเจ้าตา พระเจ้าลุง และไหวศ้ ากยะทง้ั หมด ” แต่
ไมเ่ ห็นมใี ครไหว้ตนกลับบา้ ง “ทาํ ไม...ไม่มเี จา้ ศากยะไหว้ ...บ้าง”๒๒ ความรนุ แรงทางกายภาพน้ีปรากฏ
เปน็ ปฏกิ ิริยาตอบโตด้ ว้ ยความรนุ แรงเมื่อนางทาสใี ชน้ ํา้ เจอื ด้วยนาํ้ นมล้างแผน่ กระดานท่ี วฑิ ฑู ภะนงั่
พรอ้ มบริภาษตลอดเวลา “น้ีเปน็ แผน่ กระดานที่เปน็ บุตรของนางทาสชี ่ือวาสภขัตติยานง่ั ” ความรนุ แรง
ทส่ี ะสมไปทางกายภาพตา่ ง ๆ จงึ ปรากฏด้วยสมบรู ณก์ บั ประเดน็ ตา่ ง ๆ ที่ วิฑฑู ภะเป็นผ้สู ง่ั สมมาแตต่ น้
จนกลายเป็นปฏกิ ิรยิ าคนื กลับ “เมอ่ื เราได้ราชสมบัติแล้ว เราจึงเอาเลอื ดในลําคอของพวก ศากยะ...ลา้ ง
แผน่ กระดานทเี่ รานัง่ ”๒

สญั ญาณเหลา่ น้ีนบั แต่แรกจะเป็นเครื่องบง่ ชี้ และกลายเปน็ ความรุนแรงทางกายภาพ เหมือน
เป็นความรนุ แรงเฉพาะหนา้ ทสี่ ัมพันธ์กบั ฐานคิดเชิงโครงสร้าง และ วฑิ ูฑภะ คดิ ว่าตนเองตกเป็น
ผูถ้ ูกกระทํา ทาํ ใหเ้ กดิ การบม่ เพาะความรนุ แรงภายใน “จติ โกรธ-จิตแค้น” ทเี่ กิดจากโครงสรา้ ง และ
ความรุนแรงเฉพาะหน้าเชงิ กายภาพทป่ี ระสบเฉพาะตน เม่อื กลับไปยงั เมืองฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล
ทราบความจงึ ไดถ้ อดยศและใหใ้ ช้ชีวิตเชน่ ทาส แมภ้ ายหลงั จะไดร้ บั ราชอสิ รยยศ คนื แตค่ วามรุนแรง
ทางจติ ของความแค้น ผกู ใจเจบ็ ไดส้ ง่ั สมอยู่ตลอดเวลา

ผู้วจิ ัยมองพฤติการณเ์ หลา่ นี้ท่ีเกดิ ขึน้ เป็นปจั จัยท่ีนําไปสู่การตดั สนิ ใจชงิ ราชบลั ลงั ค์จากบดิ า
เมอ่ื มโี อกาส และสง่ ผลเป็นปติ ุฆาตในทางออ้ ม ถงึ ผลของการกระทาํ จะไมไ่ ด้สมั พันธก์ บั ความตาย
ในทนั ที แต่กไ็ ดส้ ง่ ผลใหพ้ ระเจา้ ปเสนทโิ กศลตอ้ งสวรรคตในเวลาต่อมา และนําอาํ นาจท่ไี ดม้ าดว้ ย
ความรุนแรง ได้เป็นเครอื่ งมอื ก่อความรนุ แรงที่ย่งิ กวา่ อาจเป็นการ “ล้างแคน้ ” อาํ นาจเชงิ โครงสร้าง คอื

๒๐ คณะกรรมการแผนกตําราแปล, พระธัมมปทฎั ฐกถาแปล ภาค ๓, หน้า ๒๐.
๒ เร่อื งเดยี วกนั , หน้า ๒ .
๒๒ เรอื่ งเดียวกนั , หนา้ ๒ .
๒ เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๒๒.



คนในระบบวรรณะทีส่ งู กว่า เมอื่ มโี อกาสของชนช้นั ในระดับท่ตี ่าํ กวา่ จะเป็นไปไดห้ รอื ไม่ว่า วฑิ ฑู ภะ
คอื สัญลกั ษณข์ องผูต้ อ่ ตา้ นระบบชนช้ัน( ระบบวรรณะ)อีกคนหนงึ่ นับแต่อดีต เพียงแตว่ า่ วธิ กี ารในการ
ต่อต้านรนุ แรง และสง่ ผลเป็นความสูญเสยี ส้นิ วงศ์ศากยะ เมือ่ เปรยี บเทยี บกับกรณีของชนเผา่ ฮูตู (Hutu)
ในรวนั ดา กระทาํ คืนดว้ ยการล้างแค้นต่อชาวทุสซี (Tutsi) หรอื การทช่ี นชน้ั ล่าง ในสมยั เขมรแดงทส่ี ว่ น
ใหญ่เป็นชาวนาเม่อื ปฏวิ ัตสิ าํ เร็จ ได้ปฏิบัตติ ่อชนชนั้ ปกครอง และผู้ตอ่ ต้านดว้ ยความทารุณจึงส่งผลเป็น
การฆา่ ล้างเผ่าพันธ์ุคนเขมรกว่า ลา้ นคน๒๔ และการฆ่า ปลน้ ชงิ เผาทาํ ลายชาวจนี ทยี่ ึดกมุ เศรษฐกจิ
สว่ นใหญ่ของอินโดนีเซยี ไวป้ ระหน่ึงเปน็ ความแค้นตอ่ ความยากจนและตํ่าตอ้ ย๒๕

๔.๕ ความรนุ แรงตอ่ ความรุนแรงเชงิ โครงสรา้ ง
หากพจิ ารณาผ่านระบบโครงสรา้ งทางสังคมในอินเดยี ทีเ่ ปน็ ระบบปิด จงึ ยอ่ มจะเปน็ ไปไม่ได้

ที่ยุวราชอยา่ งวิฑฑู ภะท่ีจะได้เป็นกษัตริยโ์ ดยการสมยอมจากทกุ ฝา่ ย แม้จะมีขอ้ มูลว่ามกี ารคนื ฐานนั ดร
ใหใ้ นภายหลังก็ตาม๒๖ จงึ เปน็ เหตุผลอกี ประการหน่งึ หรอื ไม่วา่ วฑิ ฑู ภะจงึ จาํ เป็นต้องใชค้ วามรนุ แรงใน
การให้ไดม้ าซง่ึ ความเปน็ เจา้ ผู้ครองนคร แทนการรอเวลาซึง่ การเลื่อนช้นั ทางสังคมในระบบปิดคง
เป็นไปไดย้ าก ? หากพจิ ารณาถงึ มาตรฐานทางสงั คมกบั การเล่ือนช้นั ทางสงั คม และ “การแบง่ ชั้นมาเป็น
เวลานานแล้ว” ในสงั คมระบบปดิ ดังเชน่ อินเดียในครั้งพุทธกาล หรือในอีกความหมายหนง่ึ จะเป็นการ
“ปฏเิ สธจากอานาจควบคมุ ”๒๗ ของวิฑฑู ภะต่อระบบวรรณะทถ่ี ูกยดั เยยี ดมาตลอด หากนําแนวคดิ ของ
ของนฤพนธ์ ดว้ งวเิ ศษมาอธิบายเทยี บเคยี ง ในการศึกษาที่พบวา่

“ตัง้ แตท่ ศวรรษที่ ๖๐ เปน็ ต้นมา ความรสู้ ึกเรื่องความไม่เท่าเทยี มกนั ทางเผ่าพันธขุ์ อง
มนุษย์เป็นสงิ่ ทแี่ ผ่ปกคลมุ ไปท่วั โลก นกั มานษุ ยวทิ ยาบางกล่มุ เคยกล่าววา่ “เผ่าพนั ธ์ุ” ของ
มนุษยไ์ ม่เคยมีจริง แตค่ วามคดิ เรือ่ ง Racism ซงึ่ ต้องการจะจัดประเภทมนุษยต์ ามความดชี ่วั

๒๔ David P Chandler, History of Cambodia, pp. 124-150.
๒๕ Ching-hwang Yen, The Chinese in southeast asia and beyond : socio-economic and political
dimensions, (Singapore : World Scientific Publishing, 2008), pp. 67 ?
๒๖K.M.Muhshi, The History and Culture of The Indian People : The Age of Imperial Unity,
(Bombay,India : Bharatiya Vidya Hhavan, 1968), pp.3-4.
๒๗ นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ ความหมาย Ethnicity ในการศกึ ษา Ethnography (อา้ งจาก Cashmore and
Others(ed.) Dictionary of Race and Ethnic Relation. Routlegde, London. 1996) [ออนไลน์] แหลง่ ที่มา : :
http://www.sac.or.th/projects/Article/eth.htm [๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๒].

เป็นสิง่ ทม่ี ีอยู่จริง การศกึ ษาของนกั มานุษยวิทยาในสหรฐั ในชว่ งทศวรรษท่ี ๐-๔๐ พบว่า
การแบ่งแยกสีผวิ ในอเมริกาทาํ ใหค้ นผวิ ดําตอ้ งเปน็ ผทู้ ถี่ ูกรังแก และถูกกดข่ี...”๒๘

หากพิจารณาขอ้ มูลเหลา่ นีเ้ ปรียบเทียบจะเหน็ ไดว้ ่าหาก วฑิ ฑู ภะ คอื ตวั แทนของชนชั้นล่าง
ตามทส่ี ังคมแบ่งแยกและจดั ให้ “ลกู นางทาสีวาสภขตั ตยิ า ” และตกเป็นผ้ถู ูกกระทาํ ด้วยความรุนแรงมา
ตลอดเม่ือความ จริงเกี่ยวกบั ฐานะทางสังคมปรากฏ “รบิ ฐานะแบบกษัตริย์ ” วฑิ ฑู ภะ จึงเป็นผปู้ ฏเิ สธ
อํานาจควบคมุ เหล่านี้ ดว้ ยความรุนแรงทสี่ ง่ั สมมาตลอด และนาํ ออกมาเป็นเคร่อื งมือในการให้ได้มาซ่ึง
ส่ิงทีต่ ัวเองต้องการ ข้อมลู ของ L.A. BASHAM. ให้ทศั นะต่อกรณีนีต้ ่างออกไปวา่ “การที่วิฑูฑภะไปฆา่
ล้างเผา่ พนั ธ์ุศากยวงศ์เพียงเพราะต้องการเป็นใหญ่เปน็ โตประหนง่ึ เจา้ จกั รพรรดิ”๒๙

ระบบวรรณะ ๔ ชาตพิ นั ธน์ุ ยิ ม (racism) ฆ่าลา้ งเผ่าพันธุ์

กษัตรยิ ์ มหานามะ ปเสนทิโกศล ปฏิวัติ-ปติ ฆุ าต
ก่อสงคราม
กษัตริย์ ความรุนแรง
โครงสรา้ ง- กายภาพ เผา่ พนั ธปุ์ ฏิวัติ-
พราหมณ์ ปฏวิปตั ติ ิ-ฆุปาิตตฆุ าต

แพศย์ ความรุนแรงเครอื่ งมือตีโต้

ศทู ร นางทาสี วาสภขตั ติยา วฑิ ฑู ภะ

จัณฑาล

แผนภาพที่ ๔.๔ ความสัมพนั ธ์ความรุนแรงจากโครงสรา้ งทางสงั คม

เมอื่ พจิ ารณาตามผงั โครงสรา้ งที่ ๔.๔ จะพบว่าความรนุ แรงทางโครงสร้าง สงั คมในระบบปดิ
ที่อยู่คู่กบั สังคมเดิมได้สง่ ผลเป็นภาวะกดทับอกี ฝา่ ยหนง่ึ ในกรณีที่ วิฑฑู ภะ เม่อื มองผังของโครงสร้าง

๒๘[ออนไลน]์ .แหลง่ ทมี่ า : http://www.sac.or.th/projects/Article/eth.htm [๒๕ ธันวาคม ๒๕๕ ].
๒๙ L.A. Basham, The Wonder That Was India : A Survey of The Culture of The Indian Sub-
Continent Before The Coming of The Muslims ,(London : William Clowes and Sons Limited,1956),pp.46-47.



ทางสงั คม จึงไม่มีทางเปน็ ไปได้โดยประการทงั้ ปวงท่ี วฑิ ูฑภะ จะมโี อกาสเปน็ ยุวกษัตรยิ ์ หรือรชั
ทายาท เพราะโครงสรา้ งทางสงั คม (ปดิ )กําหนดไว้เช่นนัน้ ความเปน็ ชาตพิ ัน ธ์นุ ิยมของเหลา่ ศากยวงศ์
“พระราชาเป็นฝักฝ่ายอื่น ” ๐ และ “โดยสกุล ท้าวเธอไมเ่ สมอกับเราเลย ” แตใ่ นเวลาเดียวกันดว้ ย
สถานะของการปกครองที่แคว้นโกศลมอี ํานาจเหนอื กวา่ ฝา่ ยศากยะจึงถูกภาวะกดทับความดว้ ยความ
รนุ แรงในเชงิ โครงสรา้ งของอํานาจ “ระหวา่ งรฐั ตอ่ รฐั ” ทอี่ ํานาจเหนือกวา่ และกลายเป็นภาวะตระหนก
กลัวอยใู่ นตัวเองของศากยวงศ์ “พวกเราจกั ไมใ่ หไ้ ซร้ ทา้ วเธอจกั ทําใหเ้ ราฉบิ หาย ” ๒ ในกรณีนี้ผู้วจิ ัย
มองว่านีค่ ือภาวะกดทบั ทปี่ ระหนงึ่ ให้ยอมจาํ นนตามโครงสรา้ งของอํานาจระหว่างรัฐต่อรฐั ในฐานที่มี
อํานาจกว่าเมื่อร้องขอกต็ อ้ งปฏิบัติตามโดยดุษฎีภาพ แ ตใ่ นเวลาเดยี วกนั ภาวะของความเป็นชาตพิ ันธ์ุ
นิยมดังทยี่ กมาแต่ตน้ ก็ได้ทาํ ใหเ้ กิดภาวะ “ยอมแบบไมย่ อม” จึงทําให้เกิดการ “ปลอม” ความสมั พันธ์ที่
พระเจา้ ปเสนทโิ กศลแสดงความประสงค์มา ไม่ว่าจะโดยเจตนาท่จี ะเป็นญาติกบั พระพุทธเจ้า เป็นญาติ
กบั พระพุทธศาสนา หรือในอีกความหมา ยหน่ึงเป็นการหลอมรวมรัฐใกล้เคียงเพ่อื เป้าประสงคใ์ นการ
ปกครองระหวา่ งรัฐต่อรฐั ตามคติทางการทตู ที่ใช้คือ “การแต่งงาน” จะเพือ่ เป็นญาติ หรือในความหมาย
ของการควบคุมแบบใกล้ชดิ ส่งบตุ รสาวมาเป็นตวั ประกนั ดงั ทร่ี ัฐโบราณทวั่ ไปนยิ มปฏบิ ัตติ อ่ รฐั ท่มี ี
สถานะตํา่ กว่าทางการปกครอง

“การปลอม ” เปน็ การสง่ ผ่านความรนุ แรงเชงิ โครงสร้างทีร่ ัฐหนึง่ ใหก้ ับอีกรัฐหน่ึง ซึ่งอาจ
หมายถงึ เกียรตยิ ศ ศกั ดิ์ศรี เสียหน้าและแพต้ อ่ กลของเหลา่ ศากยวงศ์ และสถานะ ความสมั พันธ์ดา้ นการ
ปกครองต่อรัฐอน่ื ๆ ที่อยู่ภายใต้อาณัติ หรือการปกครองของแคว้นโกศล

แม้พระเจา้ ปเสนทิโกศลเองกร็ ูว้ ่าศากยวงศ์เป็นกษัตรยิ ์ และธรรมชาติของกษัตรยิ ใ์ นฐานะเป็น
พนั ธุข์ องนักรบกย็ อ่ มมกี ลอุบายเพื่อประโยชนใ์ นนามของรฐั “ธรรมดาพวกกษตั ริยม์ เี ล่หก์ ลมาก ” ๔ แม้
จะระมดั ระวังแล้ว แต่ “การปลอม” ท่ีศากยวงศแ์ ห่งกบิลพัสดุ์ สอดไสใ้ ห้กบั พระเจ้าปเสนทิโกศล แ ละ
เมอ่ื ทราบในภายหลังพระองค์กโ็ ทรงพโิ รธ และตรสั วา่ “(พวกศากยะ )ไดใ้ หธ้ ิดานางทาสแี กเ่ รา ”
ประหน่งึ เสยี รู้พวกศากยวงศ์ จึงนําความโกรธไปสคู่ วามรุนแรงและแสดงออกผา่ นโครงสร้างอาํ นาจ

๐คณะกรรมการแผนกตาํ รา แปล, พระธมั มปทฎั ฐกถาแปล ภาค ๓, หน้า ๘.
เรื่องเดยี วกนั ,หน้า ๘.
๒ เร่อื งเดยี วกัน,หน้า ๘.
มขี อ้ มลู ว่ากบลิ พัสด์ุโดยศากยวงศเ์ ปน็ ดนิ แดนอสิ ระทปี่ กครองตนเอง ดูรายละเอียดใน L.A. Basham,
Op.cit., p.๔๖ มขี ้อมูลอืน่ วา่ กบสิ พสั ดเ์ุ ปน็ รัฐปกครองตนเองปกครองด้วยระบบสามัคคธี รรม เป็นแบบสาธารณรฐั
๔ คณะกรรมการแผนกตาํ ราแปล, พระธัมมปทัฎฐกถาแปล ภาค ๓, หนา้ ๙.



ของกษตั ริย์ด้วยการ “ริบ” ฐานะอย่างกษัตรยิ แ์ ก่นางวาสภขตั ตยิ าอนั ถอื วา่ เป็นสมาชกิ ของศากย วงศแ์ ละ
วฑิ ฑู ภะ และได้พระราชทานเพียงสงิ่ ของอนั ทาสและนางทาสจะพงึ ได้

ถือตัวจัด-กุลมัจฉรยิ ะ

ชาตพิ ันธ์ุ

ทหารนยิ ม-กองทพั

แบบแผน/จารีตดั้งเดิม

โครงสรา้ ง/ชนชั้น

จติ โกรธ-แคน้ -ชงิ ชงั
แผนภาพท่ี ๔.๕ ความสมั พนั ธก์ ารส่งผา่ นความรนุ แรงทีต่ ่างฝา่ ยต่างเปน็ ปจั จัยของกนั และกนั

ในกรณีน้ี ผ้วู จิ ัยมองวา่ ต่างฝา่ ยตา่ งตกเปน็ เครือ่ งมอื ของกันและกัน และในเวลาเดยี วกันตา่ ง
ฝา่ ย ต่างส่งผา่ นความรุนแรงท่ีสะสมไว้ใหแ้ กก่ นั และกัน ตามผงั ที่ ๔.๕ พระเจา้ มหานามะส่งผา่ นควา ม
รุนแรงในระบบโครงสร้างผ่าน ความเชื่อของศากยวงศเ์ องว่าชาตพิ ันธขุ์ องกษัตรยิ ์อ่ืนไม่สมควรกบั
“เลอื ด” ของชาตพิ นั ธข์ุ องตนเอง ซึ่งการส่งทาสีทีเ่ ป็นบุคคลในระบบทต่ี าํ่ สดุ ในโครงสรา้ งทางสังคม มี
ความหมายหลายกรณี การไมซ่ อื่ สตั ยต์ อ่ กัน “ลวง” การลดศกั ดิ์ศรีเกียรติยศของก ษตั รยิ ์ “เมอ่ื จะให้ ก็
ควรใหพ้ ระธิดาทีม่ ีชาติเสมอกนั ”๓๕ ซึ่งถ้าเม่อื พจิ ารณาถึงสถานะของรฐั ภายใต้การปกครองของพระ
เจา้ ปเสนทโิ กศลกบั การทํา “สงคราม” กบั กบิลพสั ด์ุก็อาจเปน็ ไปได้ เพราะแมก้ บิลพัสด์เุ องกร็ ู้วา่ กาํ ลงั
และฐานะระหว่างรัฐดอ้ ยกว่า “ทา้ วเธอจักทาให้พวกเราฉิบห าย”๓๖ แต่เหตกุ ารณค์ วามรนุ แรงในเชงิ
สงครามไมเ่ กิดขึน้ จะด้วยเหตผุ ลของการทีพ่ ระเจ้าปเสนทิโกศลเคารพศรัทธาในพระพระพทุ ธเจ้าและ
เช่อื ตามทพี่ ระพุทธเจา้ ทรงแนะนาํ พรอ้ มทง้ั ปฏิบัติตาม “พระนางวาสภขัตตยิ าเปน็ พระธิดาของขตั ตยิ

๕ คณะกรรมการแผนกตําราแปล, พระธมั มปทฎั ฐกถาแปล ภาค ๓, หนา้ ๒ .
๖ เร่ืองเดียวกัน, หน้า ๘.



ราช ไดอ้ ภิเษกในพระราชมณเทียรของขตั ติยราช ฝา่ ย วิฑฑู ภะ (ก็) ทรงอาศยั ขัตตยิ ราชน่ันแลประสูติ
แล้ว ธรรมดาว่าโคตรฝา่ ยมารดาจักทาํ อะไร (ได้) โคตรฝา่ ยบิดาเท่าน้นั เปน็ สําคญั ”

การถูกเหยียดหยาม ความ การทาํ ปิตุฆาต
รุนแรง การปฏิวัตยิ ึดอาํ นาจ
แรง ในแบบ การฆา่ ล้างเผา่ พนั ธ์ุ
จงู การถกู ถอดยศใหเ้ ป็นทาส ตา่ ง ๆ
ใจ
ของ ตอ้ งการล้างแคน้ เครือ่ งมือ

วฑิ ฑู
ภะ อนาคตทีไ่ มแ่ นน่ อน

ต้องการเปน็ กษัตรยิ ์

แผนภาพที่ ๔.๖ ผังความสมั พนั ธ์แรงจงู ใจของวฑิ ูฑภะตอ่ ความรนุ แรงตา่ ง ๆ

ในสว่ นของวิฑูฑภะตามแผนภาพที่ ๔.๖ จึงเป็นผ้ถู ูกกระทาํ ตามระบบโครงสรา้ ง จากเจา้ ชาย
อันเป็นที่รัก จากการตัง้ ชอื่ “วลั ลภา” แต่ผดิ เพี้ยนเป็น “วฑิ ูฑภะ” จากราชบุตรของอคั รมเหสี ในจํานวน
นางสนมของพระเจา้ ปเสนทิโกศล ๕๐๐ คน น่นั หมายถึงว่า วิฑฑู ภะ เองคือมกฎุ ราชกมุ าร เป็นรัช
ทายาทที่มีศักด์ิและสทิ ธใิ์ น ราชบัลลังค์ เมือ่ ถงึ เวลาอนั สาํ ควร แตเ่ หตุการณ์ เมอื่ คราวไป เยย่ี มพระญาติ
ฝา่ ยมารดา “น้ีเปน็ แผน่ กระดานท่ีบตุ รนางทาสีชื่อวา่ วาสภขัตตยิ านง่ั ”๓๗ ได้พลิกทกุ สิง่ ทกุ อย่าง และตก
เป็นผู้ถกู ระทําด้วยความรุนผ่านโครงสร้าง “ชน้ั ทางสงั คม” ทําใหจ้ ากยุวราช ท่ีไมน่ านเกินรอจะไดเ้ ปน็
กษตั รยิ ์ ไดพ้ ลกิ ทุกส่ิงทุกอย่างหมด “พวกพระญาตขิ องพระองคป์ ระทานธดิ าแหง่ นางทาสีแก่หม่อม
ฉัน เพราะฉะนั้น หม่อมฉนั จึงรบิ เคร่อื งบรหิ ารของนางวาสภขัตตยิ านัน้ พรอ้ มทง้ั บุตร ให้ ๆ เพยี ง
สง่ิ ของอนั ผเู้ ป็นทาสีควรไดเ้ ทา่ นนั้ ” ๘ ในมมุ ของผวู้ จิ ัยมองว่านี่คือการส่งผา่ นความรุนแร งจาก
โครงสร้างในระบบวรรณ (สังคมแบบปดิ ) ที่กษตั รยิ ์แหง่ ศากยวงศ์สง่ ผ่านมายังพระเจา้ ปเสนทโิ กศลใน
เบือ้ งตน้ และสบื เนอ่ื งมาถงึ วิฑฑู ภะ เมือ่ กลบั ไปเยยี่ มฝา่ ยญาติพระมารดา จนกลายเป็นความรนุ แรง
สะสมและพร้อมทจ่ี ะตีโต้เมือ่ ถึงเวลา “เจา้ ศากยะเหลา่ น้ัน จงลา้ งแผน่ กระดานทเ่ี รานงั่ ดว้ ยน้ําเจอื ด้วย

๗ คณะกรรมการแผนกตําราแปล, พระธมั มปทัฎฐกถาแปล ภาค ๓, หนา้ ๒๒.
๘ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒ .



นํา้ นมก่อน แต่ในกาลทีเ่ ราดาํ รงราชสมบัตแิ ล้ว เราจักเอาเลือดในลาํ คอของเจา้ ศากยะเหลา่ นนั้ ล้างแผน่
กระดานที่เรานั่ง” ๙ ในประเดน็ ตรงนีห้ ากนําแนวคดิ เกี่ยวกับ แรงจงู ใจใฝ่อํานาจ ตอ่ ความต้องการทีจ่ ะ
ได้มาซ่ึงอิทธิพลทเ่ี หนือคนอ่นื ๆ ในสังคม ซ่งึ ลักษณะอันน้ีทาํ ให้บุคคลแสวงหาอํานาจ กระทาํ ทุกสิ่ง
ทุกอยา่ งเพ่ือใหไ้ ด้มาซ่ึงอํานาจ ...การทาํ อะไรได้เหนือคนอื่นเป็นความภาคภมู ิใจอย่างหนงึ่ ของ มนษุ ย์...
การเรียนรถู้ งึ พฤตกิ รรมของบุคคลในสงั คมท่ผี า่ นมาวา่ การมอี าํ นาจสามารถทจี่ ะบนั ดาลส่ิงทกุ อยา่ งได้
ตามท่ีต้องการ และอาจกล่ าวไว้ในที่น้ีไดว้ ่า แรงจูงใจ ใฝอ่ าํ นาจเป็นการกระทาํ ของบุคคลโดยการ
พยายามท่ีจะควบคมุ สิง่ ต่าง ๆ เพือ่ ให้ตนเองบรรลุผลตามความต้องการเหนอื บุคคลอ่นื ๆ ๔๐ หากเอา
พฤตกิ รรมของวฑิ ูฑภะมาพิจารณาประกอบจะทําให้เห็นภาพของแรงจูงใจใฝอ่ าํ นาจต่อการรฐั ประหาร
พระราชบดิ า จนเปน็ เหตุไปสู่ การปติ ฆุ าตในทางอ้อม หรอื มือได้อาํ นาจขึ้นมาแล้วนาํ อาํ นาจไปสกู่ าร
ทาํ ลายศากยวงศ์ นอกจากนพี้ ฤติกรรมในเชงิ แรงจูงใจใฝอ่ ํานาจ ในทางดา้ นจิตวทิ ยามองวา่ เป็น
ลักษณะธรรมชาตขิ องมนษุ ย์แลว้ มันยังพัฒนามาจากความรูส้ ึกตํ่าต้อยของบคุ คล ทีเ่ กิดความรู้สึกวา่
ตนเองไม่ทัดเทยี มบคุ ค ลอ่นื ซง่ึ อาจจะเปน็ ความรู้สึกในดา้ นความเปน็ อยู่ ด้านเศรษฐกจิ หรือด้าน
การศึกษา ทาํ ใหบ้ คุ คลพวกนี้เกดิ ความจําเป็นทีจ่ ะต้องชดเชยปมดอ้ ยของตน จึงพยายามแสวงหาอาํ นาจ
เพอ่ื ตนจะได้มอี ทิ ธพิ ลมอี ภสิ ทิ ธ์ไิ ด้ตามตอ้ งการ๔

๔.๖ ความรนุ แรงในฐานะเปน็ เคร่ืองมือตอ่ การส้ินไปของศากยวงศ์
ความรุนแรงทางโครงสร้าง ความคดิ และการกระทาํ ท่ี วฑิ ฑู ภะ คดิ วา่ ตนเองตกเป็น

ผู้ถูกกระทาํ “การเอาคนื ” จงึ กลายเปน็ แบบทาง ความคดิ ท่ีวิฑฑู ภะ ไดน้ ํามาเปน็ ชดุ ความรูแ้ ละอธบิ าย
ปรากฏการณ์ของตวั เอง “ปลอ่ ยให้พวกนีล้ ้างแผ่นกระดานทก่ี ูนง่ั ดว้ ยนา้ นมไป กอ่ นเถิด คอ ยดูนะ พอกู
เสวยราชแลว้ เถอะ กจู ะเอาเลอื ดที่คอของพวกน้ลี า้ งแผน่ กระดานที่กนู ั่งใหไ้ ด้ ” ความรุ นแรง เชิง
โครงสรา้ งทป่ี รากฏและมอี ยใู่ นสงั คมในครัง้ น้ันได้กลายเปน็ วฒั นธรรมทางความเช่ือตอ่ ความรุนแรงเชงิ
โครงสร้าง กม็ องย้อนกลับไปท่วี ่า “วัฒนธรรม” ในมุมหนึ่งอาจมีชดุ อธิบา ยความคงอยู่ของ “ชาติพันธุ์”
แตใ่ นเวลาเดียว กัน ก็เปน็ พ้ืนฐานของการสั่งสมให้คนท่ีเปน็ สว่ นเกินของวฒั นธรรมเหลา่ น้ันสยบยอม

๙ คณะกรรมการแผนกตาํ ราแปล, เร่ืองเดียวกนั , หนา้ ๒๒.
๔๐ ถวลิ ธาราโภชน์, จิตวทิ ยาสังคม,(กรงุ เทพ ฯ : โอ.เอส. พริน้ ตงิ้ เฮ้าส,์ ๒๕ ๒), หนา้ ๖๙.
๔ เรอ่ื งเดียวกัน,หนา้ ๗๐.



และยอมรบั กระน้นั หรอื “ตโี ต้” เมอื่ มโี อกาส หรือไมก่ ก็ ารแสวงหาพนื้ ที่เพ่อื ให้เกดิ การยอมรบั แม้ จะ
เป็นวธิ ีการที่ถกู หรอื ไมก่ ต็ ามแต่ไดท้ าํ ใหเ้ กิดการคดั คา้ นปะทะรงั สรรค์ ขดั แย้ง รนุ แรง เป็นต้น

ดงั ที่กลา่ วมาแล้วแตต่ น้ ว่าการใชค้ วามรนุ แรงเพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซึ่งส่ิงทตี่ วั เองตอ้ งการ นั่นคอื การ
“ลา้ งแคน้ ” ตามผงั ๔.๖ (หน้า ๖) จะเห็นว่าได้การกระตกเป็นผ้ถู ูกกระทาํ ตามผงั โครงสร้างความ
รนุ แรงทสี่ ง่ ผา่ นในสงั คม จงึ ทาํ ให้ “วิฑูฑภะ ” ตระหนกั วา่ ตัวเองตกเปน็ ผถู้ กู กระทาํ ความรุนแรงใน
ภาพลกั ษณ์ตา่ ง ๆ ตามตามผัง ๔.๖ วฑิ ฑู ภะถกู ดูถกู เหยียดหยาม การไม่มน่ั ใจต่อสถานะของความเปน็
กษัตรยิ ์ในอนาคต ยอ่ มสัมพนั ธถ์ ึงกนั ทัง้ หมด จึงเป็นสาเหตุ และผลอันหนงึ่ ทวี่ า่ เมื่อความรนุ แรงท่สี ง่ั
สมอย่ใู นใจไดก้ ลายเปน็ คาํ ตอบว่า “ความรนุ แรง” คอื การลบทุกส่ิงทุกอย่าง ดงั นนั้ จงึ อาจอธิบายไดว้ า่
วฑิ ฑู ภะ มแี รงจูงใจอะไรทจ่ี ะต้องใช้ความรุนแรงมากระทํา หรอื มาเป็นเครือ่ งมื อในการอธบิ าย
ปรากฏการณ์ของตัวเอง การท่ียวุ กษตั ริย์แหง่ แควน้ โกศลไดเ้ ดนิ ทางไปเยย่ี มเมอื งเกดิ ของพระราชมารดา
แตไ่ ดร้ ับการตอ้ นรบั ในแบบทีไ่ ม่ใชย่ ุวกษตั รยิ ห์ รือญาติทีก่ ระพงึ ทาํ ตอ่ ญาติ รวมทั้งการต้องเป็นผู้ได้รบั
ความรุนแรงจากนางทาสีแสดงออกตอ่ ฐานะของยวุ กษัตริยอ์ ยา่ ง วิฑูฑภะ เมื่อกลบั มาส่แู ว่นแควน้ พระ
ราชบิดาทรงทราบความจริง กโ็ กรธ และนําไปส่กู ารถอดยศลดฐานะ จาก ยุวกษตั ริย์มาเป็นเชน่ เดียวกบั
ทาส จงึ กลายเปน็ ความรุนแรงสะสมทอี่ ยู่ในจิตใจหรอื ไม่ จนกระทงั่ เมือ่ พระพุทธเจา้ ในฐานะทเ่ี ปน็ ญาติ
ทง้ั ๒ ฝ่ายใหข้ อ้ คิดกับพระเจ้าปเสนทโิ กศลว่า “พอ่ สําคญั กวา่ แม่ ” จงึ เปน็ เหตกุ ารณ์ทีน่ ําไปสู่การคืน
ฐานนั ดรศกั ด์ิให้ “วฑิ ฑู ภะ ” แตค่ วามไมม่ ่ั นคงต่อสถานะ รวมทัง้ ผลของการจะได้เปน็ กษัตริยจ์ ะมี
ผลกระทบอยา่ งแนน่ อน ชาวโกศลคงรบั ไมไ่ ด้ หรือคงไม่ยินยอมโดยดษุ ฎีภาพอย่างแนน่ อน ต่อการท่ี
ลกู นางทาสี จะมาเปน็ กษัตริย์ของชาวโกศล สถานการณ์อันไมแ่ น่นอนเหลา่ นี้ ผู้วิจยั เช่อื วา่ เปน็ แรงจูงใจ
ประการหนงึ่ ของวิฑฑู ภะ ที่รว่ มกนั กับทีฆารยะณ ผู้เปน็ หลานของพันธุละเสนาบดี ด้วยการปฏิวัติแยง่
ชิงอาํ นาจจงึ เป็นคําตอบตอ่ ความไมม่ ่นั คงทอี่ าจจะเกดิ ขึ้นในอนาคต รวมท้ังความเชอ่ื ของ วฑิ ูฑภะเองก็
เชื่อว่าการมอี าํ นาจจะสามารถจัดการอะไรได้มากยิ่งขน้ึ และกระทําในสิ่งทต่ี วั เองกระทาํ ไดท้ กุ ประการ
การแย่งชงิ อํานาจจากพระเจา้ ปเสนทิโกศลจงึ เกดิ ขน้ึ และทําให้พระองคต์ อ้ งสวรรคตจากเหตุการณ์ใน
ครง้ั นน้ั

ย้อนกลบั มาทีว่ ่าทําไมวฑิ ฑู ภะจงึ ม่ันใจต่ออํานาจของพระมหากษตั รยิ ์วา่ จะจัดการได้ทุกอยา่ ง
และนาํ ไปสกู่ ารยดึ อาํ นาจเพือ่ ใหไ้ ด้เป็นกษตั รยิ ์ และเอาอาํ นาจของกษตั รยิ ม์ าใชใ้ นก ารบริหารจัดการ
รวมไปถงึ การยกทพั ดว้ ยอํานาจของกษัตรยิ ์เพอ่ื ไป “ล้างแค้น” และฆ่าลา้ งวงศศ์ ากยะ อย่างท่ปี รากฏเปน็
เหตกุ ารณ์ในประวัตศิ าสตร์ ความรนุ แรงท่ีเป็นเครื่องมือของ วิฑูฑภะจึงถกู นํามาใช้ และผลของความ
รนุ แรงนั้นไดก้ ลายเปน็ ความตายของเหล่าศากยวงศ์



“...พระเจ้าวิฑฑู ภะรับสัง่ ใหฆ้ ่าเจา้ ศากยะทั้งหมด ไมเ่ ว้นทารกแม้ยังดืม่ นม ทาํ แม่นา้ํ
ให้กลายเป็นสีแดงด้วย รบั สงั่ ใหล้ ้างแผ่นกระดานดว้ ยโลหติ ในลําคอของเจา้ ศากยะเหล่าน้นั
ศากยวงศก์ ็สูญสิน้ ลงดว้ ยนํ้ามือของพระเจา้ วิฑูฑภะอย่างน.้ี ..”

ความรุนแรง คื อสงคราม และความตายไดก้ ลายเป็นเครื่องมอื ของกษตั ริย์หนมุ่ อยา่ ง วิฑฑู ภะ
และส่งผลใหเ้ ปน็ ความตายของเหลา่ ศากยวงศ์ ความรนุ แรงทางโครงสรา้ ง ชาตพิ นั ธ์ุ ไมห่ ยดุ อยู่แค่
นั้น เพราะการท่ีพระเจา้ มหานามะ คิดอย่เู สมอตัวเองสงู กว่าดว้ ยชาติ ดว้ ยวรรณะจงึ ทาํ ให้เกิดความ
ขัดแย้งอยูใ่ นใจตลอดเวลาว่า จะยอมรบั หลานทเี่ กดิ จากระบบสังคมบัญญัตวิ ่า “เปน็ ทาส” วรรณะตํ่า ถา้
ตามศกั ดิ์ถอื วา่ เปน็ หลานและตา แตบ่ ัญญตั ทิ างสงั คมในคร้ังกระนั้นได้ทาํ ให้ “ทิฐิ” ทางสงั คมไดเ้ ป็นตัว
ช้นี าํ ให้ พระเจ้ามหานามะ ผู้อยใู่ นช้ันทางสงั คมท่สี ูงรบั ไม่ได้ การกนิ สัมผัส หรืออนื่ ใดท่สี งั คมบัญญตั ิ
ไว้ “วสิ ัยกษตั ริยท์ ง้ั หลาย ถงึ จะสละชวี ิต กไ็ ม่ยอมเสวยรว่ มกบั บุตรนางทาสี ”๔๒ การรกั ษาความรุนแรง
ดว้ ยความรุนแรงจึงเกิดข้ึน

“...แตว่ ิสยั กษัตริยท์ ัง้ หลาย ถึงจะสละชีวิต ก็ไมย่ อมเสวยร่วมกบั บตุ รนางทาสี
เพราะฉะนั้น ท้าวมหานามทอดพระเนตรเห็นสระๆ หนึ่งจงึ ตรสั วา่ “รา่ งกายเราสกปรก พอ่
เราจกั อาบนํ้า”

พระเจ้าวฑิ ฑู ภะตรัสว่า “ดลี ะ พระเจ้าตา เชิญพระเจา้ ตาอาบเถดิ ”
ทา้ วมหานามทรงดําริวา่ “ถ้าเราไมบ่ รโิ ภครว่ มสํารับเดยี วกัน พระเจา้ วฑิ ฑู ภะ นี้ตอ้ ง
ฆ่าเราเปน็ แน่ สู้เรา ตายเองเสยี ประเสริฐกว่าท่จี ะให้เขาฆ่า ” ดังนี้แลว้ จงึ ทรงสยายผมขอดให้
เป็นปมทีป่ ลายผมน้ัน สอดหัวแมเ่ ทา้ เขา้ ไปในผม ดําลงไปในน้าํ ...”

ความถอื ตวั ถือวงศ์ และความเปน็ ชาตพิ ันธแ์ุ หง่ “ศากยะ” มมุ หน่งึ เปน็ การรักษาเจตนารมณ์
และอดุ มคติของเผ่าพนั ธ์ไุ วไ้ ด้ ประหน่งึ สละไดแ้ ม้กระท่งั ชพี เพือ่ รกั ษาความเป็นเผ่าพันธ์ุของบรรพบุรษุ
และตนเองไดไ้ ด้ เทียบ กับสงั คมไทยในอดตี ขนุ ทหารเช่น พนั ทา้ ยนรสิงห์ ทสี่ ละชวี ิตเพื่อรกั ษา กฏ
มณเฑยี รบาล หรือพระยาพชิ ยั ดาบหกั ต่อการรกั ษาเจตนารมณแ์ ห่งความซอ่ื สัตย์ “ไมเ่ ปน็ ข้าสองเจ้าบา่ ว
สองนาย”สละแมก้ ระท่งั ชีวติ หรอื กวนอขู นุ พลผู้ยดึ หลักการแหง่ ความ “ซอ่ื สัตย์” ในวรรณกรรมแห่งยุค
สามอาณาจักร อาจเปน็ ตัวอย่างของการถือต่ออุดมคติทางความคดิ ต่อการท่ีจะรกั ษาหลกั การไว้ รวมท้งั

๔๒ คณะกรรมการแผนกตําราแปล, พระธมั มปทัฎฐกถาแปล ภาค ๓, หน้า ๕.

๒๐

แนวคิดในทางพระพทุ ธศาสนากใ็ ห้ถอื “ธรรม” แม้จะต้องสละน้ิว สละแขน รวมไปถงึ ชวี ิตเพ่ือรกั ษา
อุดมการณ์แห่งความถูกต้องดงี ามตามหลักพระพทุ ธศาสนาก็ยอม แตใ่ นสว่ นของ ศากยวงศ์และพระเจ้า
มหานามะ กย็ ดึ ถอื อุดมคติแห่งเผา่ พันธุไ์ วแ้ ม้จนวนิ าทีสดุ ทา้ ยและสละได้แม้กระท่งั ชีวิตเพ่ือปกปอ้ ง แต่
เปน็ การถอื ยึดในสว่ นของ “มจิ ฉาทฎิ ฐิ” เม่อื เทยี บวัดด้วยอดุ มการณ์ทางพระพทุ ธศาสนา ซ่ึงในอกี มมุ
หนึ่งไดก้ ลายเปน็ หายนะต่อเผ่าพันธุจ์ นนาํ ไปสกู่ ารสน้ิ วงศ์ศายกะ ดงั ปรากฏเป็นหลักฐานของมนุษยช์ าติ
เผ่าพนั ธห์ุ นึ่งในครั้งพทุ ธกาล

๔.๗ ผลความรนุ แรงตอ่ การสนิ้ ไปของศากยวงศ์
ความตายจาก ความรุนแรงทางทหาร กองทพั และความรนุ แรงตอ่ ร่างกาย ไดก้ ลายเปน็ การ

สูญเสยี ต่อชีวติ แล ะทรัพย์ มหี ลกั ฐานท่เี ปน็ ขอ้ มูลว่าความแคน้ ผูกใจเจ็บและอาฆาตของ วิฑฑู ภะ ได้ทาํ
ให้เกดิ คําส่ังฆ่าทุกคนท่มี ชี าตพิ ันธุ์ และกําเนดิ เปน็ “ศากยะ” ทไ่ี มเ้ วน้ แมก้ ระทั่งเดก็ และ สตรี และทารก
ท่ีกาํ ลังดม่ื นม ๔ เพราะคาํ สั่งในการศึก คอื “คนเหล่าใด ๆ บอกว่า 'พวกเราเป็นเจา้ ศากยะ ' ท่าน
ท้ังหลาย จงฆ่าคนเหล่านนั้ ทง้ั หมด”๔๔ ด้วยความทศ่ี ากยวงศ์เปน็ ชาติพนั ธ์ทุ ่ยี ดึ ม่ันใน “ศลี ” เรอื่ งความ
ไมร่ ุนแรง (ไม่ฆ่าสตั ว์-ไมเ่ บยี ดเบียน) จงึ ไม่มกี ารหยบิ ดาบต่อสู้ รวมทัง้ ไม่โกหกเมอ่ื ถกู ถามวา่ เปน็ ศาก
ยวงศห์ รอื ไม่ ? การประหตั ประหารจนถอื วา่ เกอื บส้นิ เผา่ พั นธ์ุเลอื ดนองแผน่ ดิน ๔๕ และเหตกุ ารณม์ ี
หลักฐานจากการบนั ทกึ การเดนิ ทางของมีข้อมูลจากบนั ทกึ ของพระถงั ซําจัง๋ ใน “จดหมายเหตุการ
เดินทางส่ดู ินแดนตะวันตกของมหาราชวงศถ์ งั : Records on the Western of the Great Tang Empire ที่
พระถังซาํ จ๋ัง ไดบ้ ันทึกไวข้ ณะเดินทางไปศึกษาแปลคั มภีรใ์ นประเทศอนิ เดีย เม่ือ ค .ศ.646 ได้ให้ข้อมูล
ว่า “ชาวศากยวงศ์ถกู จับเป็นเชลย....(ถูก) ประหตั ประหารจนหมดส้ิน ซากศพกองเปน็ ภเู ขาเลากา เลือด
ไหลนอง”๔๖

๔ อทุ ศิ ศิรวิ รรณ, ธรรมบทแปล ภาค ๓, (กรงุ เทพ ฯ : เลย่ี งเซยี ง,๒๕ ๐), หนา้ ๒ .
๔๔ เร่ืองเดยี วกนั , หนา้ ๒ .
๔๕ เร่อื งเดยี วกนั , หน้า ๒ .
๔๖ มขี อ้ มลู จากบนั ทึก “จดหมายเหตุการเดนิ ทางสูด่ ินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง : Records on the
Western of the Great Tang Empire ท่พี ระถงั ซําจงั๋ ได้บันทกึ ไว้ขณะเดินทางไปศกึ ษาแปลคัมภรี ์ในประเทศอนิ เดยี เม่อื
ค.ศ.๖๔๖ ได้ใหข้ ้อมูลว่า “ชาวศากยวงศ์ถกู จับเป็นเชลย ๙๙ ลา้ น ๙ แสนคน (ถูก) ประหตั ประหารจนหมดส้ิน ซากศพ
กองเปน็ ภูเขาเลากา เลอื ดไหลจนนอง” ซวิ ซหู ลุน (ผู้แปล), ถังซาจัง๋ จดหมายเหตุการณ์เดินทางสดู่ นิ แดนตะวันตกของ
มหาราชวงศถ์ งั , (กรุงเทพ ฯ มติชน,๒๕๔๗), หน้า ๒ ๙-๒๔๐.



รวมทั้งเหตุการณ์เหลา่ น้ี ปรากฏในงานของ Basham, A. L๔๗ Raychaudhuri H. ๔๘ Misra, V.S. ๔๙ ที่แม้
ไมไ่ ดเ้ จาะจงถึงวิ ธกี ารตอ่ ความตาย และกลุม่ ประชากรตอ่ ความสูญเสยี ท่ชี ดั เจน แตท่ ุกท่านกไ็ ด้บันทึก
ประวัติศาสตรค์ วามรนุ แรง ของวฑิ ูฑภะตอ่ “ศากยวงศ์” ซ่งึ นบั เปน็ ความสญู เสียเสียแหง่ มวลมนษุ ย์อกี
เผ่าพันธ์ุหนง่ึ ทีป่ รากฏในคร้ังพุทธกาลและประวตั ิศาสตรอ์ นิ เดยี โบราณ

ผลจากการฆ่าลา้ งเผ่าพันธ์ุ ในครั้งนนั้ ทําใหเ้ กดิ การสูญเสียชีวติ จะมบี ้างทร่ี อดชวี ิตแตก่ เ็ ปน็
ส่วนนอ้ ย รวมทั้งกอ่ ให้เกิดการอพยพ มขี อ้ มูลว่าตระกลู ของพระเจา้ อโศกคอื ตระกูลศากย ะ ท่ีอพยพหนี
จากการฆ่าลา้ งเผ่าพันธุ์ในครั้งแนะนําไปส่กู ารต้ังถ่ินฐานและกอ่ สรา้ งราชวงศข์ ึน้ มาอีกครั้งหน่ึง ท้ังที่ใน
ความจรงิ เหล่าศากยวงศ์เองก็มคี วามจดั เจนในการรบในเชิงการทหารอยแู่ ต่ในคมั ภีรธ์ รรมบทให้
ความหมายวา่ เขาเหลา่ นัน้ เป็นผู้ ไมฆ่ า่ สตั ว์หรอื เบยี ดเบยี นชวี ติ จึงทาํ ใหต้ กเปน็ ผู้ถกู กระทาํ รวมถงึ การ
อํานาจของกองทพั ของ วฑิ ฑู ภะในฐานะเมอื งใหญ่ จึงยอ่ มนํากองกําลงั ไปจํานวนมาก ซงึ่ มีผลต่อความ
รุนแรงและความตายของเหล่าศากยะจํานวนมาก

สว่ นใหญเ่ มอื่ ถกู ถามว่าเป็น “ศากยะ ” หรือไม่กต็ อบตามตรงวา่ ใช่ แตค่ วามตายกจ็ ะเป็น
อาภรณ์แหง่ บรรณาการที่กองทพั วฑิ ูฑภะ มอบให้ แตก่ ็มีบา้ งท่ีไม่ไดต้ อบตามความจรงิ แตใ่ ชว้ ธิ กี าร
บอกตามอาการทตี่ นเองกระทําอยคู่ ือ บ้างก็ยนื ถอื ต้นอ้อ บา้ งกป็ าก คาบหญ้า เม่อื ถามว่าเป็น “ศากยะ”
หรือไม่ ก็ตอบว่าเป็นต้นออ้ เปน็ หญ้าไป ซ่ึงคนเหลา่ น้กี ร็ อดชวี ิต แตก่ ็เปน็ ส่วนนอ้ ยท่มี ผี รู้ อดชวี ติ จาก
ความรนุ แรงในคร้ังนนั้ เพราะความรุนแรงในครงั้ น้นั กระทําแม้กระทั่งทารกทก่ี าํ ลังดม่ื นม ดว้ ยอาํ นาจ
ของความแค้นทส่ี ัมพนั ธม์ าจากโครงสรา้ งได้แสดงคืนกลบั ด้วยความรุนแรงคืน นอกจากนี้ในธรรมบท
ยงั มหี ลักฐานว่าใช้เลือดจากลําคอลา้ งแผ่นกระดานทเี่ จา้ วิฑฑู ภะเคยนง่ั ประหนึง่ เป็นการล้างแค้น “ยัง
แม่นํา้ คือโลหิต ให้ไหลไปแลว้ รบั สั่งให้ล้างแผน่ กระดาน ดว้ ยโลหิตในลําคอของเจ้าศากยะ
เหล่าน้ัน”๕๐ การฆา่ ลา้ งเผา่ พันธุใ์ นคร้งั นน้ั ทาํ ใหเ้ กดิ ความสูญเสียท้ังชีวติ และทรัพย์สนิ การอพยพ ๕
หนคี วามรุนแรง ซง่ึ เป็นผลติ ผลสากลของสงคราม และความรนุ แรงทกุ ถนิ่ ท่ีในโลกนี้

๔๗ Basham, A. L, op.cit, 62.
๔๘ Raychaudhuri H, Political History of Ancient India, (Calcutta: University of Calcutta,1972), pp.88-89.
๔๙ Misra, V.S. Ancient Indian Dynasties, (Mumbai: Bharatiya Vidya Bhavan,2007), pp.120-125.
๕๐ คณะกรรมการแผนกตาํ ราแปล, พระธัมมปทัฎฐกถาแปล ภาค ๓, หน้า ๒๒.
๕ มขี อ้ มลู วา่ จนั ทรคปุ ต์มเี ชื้อสายศากยะ ผเู้ ป็นปูข่ องพระอโศกมหาราช แห่งกรุงกบลิ พัสดุ์ หลังถูกพระเจ้า
วิฑูฑภะทําลายราชวงศศ์ ากยะแล้ว เผ่าพันธ์สว่ นหน่ึงของศากยะได้อพยพหลบหนี จากเงอื้ มดาบไปตัง้ อาณาจักรเล็ก ๆ
แหง่ ใหม่ข้นึ แถบหุบเขาหิมาลัย และบรเิ วณน้นั เปน็ ที่อาศัยของ นกยงู จึงเรียกวา่ เมารยะ หรือโมรยะ (Maurya dynasty)

๒๒

เสฐยี รพงษ์ วรรณปก ให้ข้อมูลไวว้ ่า “สงครามลา้ งโคตรคราวนั้น ไม่ถกู ลา้ งหมด อย่างนอ้ ย
พระเจา้ ตา (เจา้ มหานาม ) และพรรคพวกจํานวนหนึง่ ยังรอดชวี ิตประวัติศาสตร์ (ไม่รูก้ ระซบิ หรือไม่ )
ระบวุ า่ เจ้าศากยะทถี่ กู ปลงพระชนม์คราวน้ันจํานวนถึง ๗๗,๐๐๐ ส่วนทห่ี นีไปได้ก็มจี ํานวนหนึ่ง

๔.๘ การถอื “ชาตพิ ันธุ์” ส่งผลเป็นการสน้ิ ไปของศากยวงศ์

การท่เี หล่าศากยวงศ์ มองว่าการแต่ งงานในกล่มุ เครอื ญาติกนั เอง “เพราะเกรงพระชาตจิ ะปน

กบั ผูอ้ น่ื ”๕๒ จงึ อาจเป็นเหตุผลที่พระเจา้ มหานามะ ตอ้ งปกป้องธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องบรรพบุรุษ ในการ

รักษาความเป็น “ชาติพันธ์ุ” หรอื “เลอื ดศากยะ” ท่ีมพี ัฒนาการของความเป็นชาตพิ นั ธ์เุ ปน็ อยา่ งนั้นมาแต่

ตน้ จงึ อาจมองไดเ้ ป็น ๒ กรณี คอื ( ) เปน็ การปฏิบัตติ ามธรรมเนียมของบรรพบรุ ุษ เพราะการปฏิบตั ิผดิ

จากธรรมเนียมอาจหมายถึงการไม่เคารพตอ่ บรรพบรุ ุษของศากยวงศเ์ อง จึงเป็นเหตุผลหลักทศี่ ากยวงศ์

โดยพระเจา้ มหานาม ตอ้ งรกั ษาความเป็นชาติพนั ธ์ุตรงน้ไี ว้ ซง่ึ ถอื วงศจ์ ดั จนเป็นเหตุนําไปสู่ความล่ ม

สลายจากการฆา่ ลา้ งเผา่ พันธุ์ของพระเจ้า วฑิ ฑู ภะในชน้ั หลัง หรอื (๒) เป็นการไมย่ อมรับสถานการณ์

ปกครองทม่ี ีความหมายแฝงในทางการเมืองหรือไม่ ตรงนไี้ มม่ ีหลกั ฐานโดยตรงแต่เปน็ การ

ตัง้ สมมตฐิ านเพื่ออธบิ ายเสริมวา่ มีเหตุผลอยา่ งอื่นอีกหรือไม่ ท่ีศากยวงศ์ไม่ตอบรบั สัมพัน ธไมตรีทาง

เครอื ญาตกิ ับแคว้นใหญก่ วา่ อยา่ งโกศล

ในพระพทุ ธวจนะทพี่ ระพทุ ธองค์ตรัสกับอมั พฏั ฐมาณพ ในอัมพัฎฐสูตร ทีก่ ลา่ วถึงนัยยะของ

การถือตน ถอื ชาติ วา่ ใครเหนือกว่า ใครดีกวา่ โดยพระพทุ ธองคถ์ อื วา่ ไม่มปี ระโยชน์ และในเวลา

เดยี วกันกลุม่ คนเหลา่ น้ียงั หา่ งไกลจากคณุ สมบัตขิ อ งวชิ ชาสมบัติ หรอื จรณสมบตั ิในทาง

พระพทุ ธศาสนา

“ชนท่ยี ดึ ติดเพราะอ้างชาติ ยดึ ตดิ เพราะอา้ งตระกูล ยึดตดิ เพราะอ้างความถอื ตัวหรือ
ยึดตดิ อยู่กับอาวาหมงคลและววิ าหมงคล ชือ่ วา่ ยังอยหู่ ่างไกลจากวชิ ชาสมบัตแิ ละจรณ
สมบัตอิ ันเป็นคุณยอดเยีย่ ม”๕

ดงั น้ันขอ้ ความท่ยี กมาขา้ งต้นอาจจะอธบิ ายได้หรือไม่วา่ เปน็ การอธิบายถึงความถอื พันธุ์ หรอื
ชาติพนั ธขุ์ องตนเอง ซง่ึ พระพทุ ธศาสนาไม่ไดส้ นบั สนุน และไม่สง่ ผลเอ้ือตอ่ การการบรรลุธรรมในทาง

๕๒ ท.ี สี. (ไทย) ๙/ ๒๖๗ /๙๒.
๕ ที.ส.ี (ไทย) ๙/ ๒๗๘ / ๐๐.



พระพุทธศาสนาแตป่ ระการใด การถอื ชาตพิ ันธุ์ของเหลา่ ศากยวงศจ์ ึงอาจอธบิ ายประกอบกบั เหตุการณ์
ทีเ่ กิดขนึ้ ตามบริบทนไ้ี ด้ และในเวลาเดยี วกันสิง่ ทีเ่ กดิ ขึ้นย่อมชี้ชดั ว่า การถือเผ่า ยึดติดพนั ธ์ุ คือ ภาพของ
การผูกตดิ ยดึ ตดิ เป็นลกั ษณะของ “อัตตา” ไมม่ ีผลเปน็ การบรรลธุ รรมชน้ั สูงในทางพระพทุ ธศาสนาแ ต่
ประการใด

๔.๙ แนวคิดหลกั “กรรม” ต่อการถกู ฆ่าล้างเผา่ พันธุ์ศากยวงศ์ ?
พุทธศาสนามีแนวคดิ ต่อการกระทาํ ในฐานะเปน็ เคร่อื งแบ่งพฤติกรรมของมนษุ ย์ ๕๔ “คนจะดี

หรือเลวกเ็ พราะการกระทํา” และในเวลาเดียวกนั กรรมตามคตพิ ทุ ธยงั หมายถึงกระบวนการควบคมุ ทาง
สงั คม๕๕ “ผูก้ ระทํายอ่ มรบั ผลของการกระทาํ ” กระบวนการจดั สรรความเหลื่อมลา้ํ จัดสรรหน้าท่ีทาง
สังคมเพื่อกา รอยรู่ ว่ มกัน ๕๖ “การกระทําไม่ได้จําแนกอาชีพ ฐานะ ” ในส่วนของความรนุ แรงตอ่ ความ
ตายของศากยวงศ์ พระพทุ ธศาสนาให้คําอธบิ ายต่อแนวคดิ “หลักกรรม” ไว้วา่

“...มหาชนยังกถาใหต้ ้ังข้ึนว่า “ความตายของเจ้าศากยะท้งั หลายไมส่ มควรเลย , ความ
ตายนี่ คอื พวกเจ้าศากยะ อันพระเจา้ วฑิ ูฑภะทบุ แลว้ ๆ ชื่ออย่างนีใ้ ห้ตาย จงึ สมควร”

พระศาสดาทรงสดับเรอ่ื งนัน้ แลว้ จึงตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย ความตายอยา่ งน้ี ไม่
สมควรแกเ่ จ้าศากยะทั้ง หลายในลกั ษณะน้กี จ็ ริงถึงอยา่ งน้ันความตายที่พวกเจ้าศากยะนัน่ ได้
แล้ว กค็ วรแก่กรรมที่เขาทําไวใ้ นปางกอ่ น”

พวกพระภิกษจุ งึ ทูลถามวา่ “ข้าแตพ่ ระองค์ผเู้ จริญ ก็เจา้ ศากยะทงั้ หลายนน่ั ได้กระทาํ
กรรมอะไรไวใ้ นปางกอ่ น พระเจา้ ข้า ?”

พระศาสดา “ในปางกอ่ น พวกเจา้ ศากยะนั่น ร่วมกนั โปรยยาพษิ ในแม่นา้ํ ...”๕๗

หลักฐานการอธบิ ายหลกั “การกระทาํ ” ตามคติพทุ ธแบบนี้ ในทัศนะผู้วจิ ัยวธิ กี ารอธิบายโดย
อาศยั กรอบของ กรรมตอ่ การควบคมุ จดั สรรหน้าที่ ในสังคมซ่ึงสามารถอธิบายไดใ้ นช่วงสถานการณ์
เชน่ นั้น แตเ่ มอื่ สงั คม สถานการณต์ า่ ง ๆ เปล่ยี นการอธิบายกรรมดว้ ยวิธกี ารทาํ เชน่ ไรไดร้ ับผลเช่นนัน้

๕๔ ม.อุ. (ไทย) ๔/๒๙๐/ ๕๐.
๕๕ อํ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๘๔/ ๐๔.
๕๖ ข.ุ สตุ ตฺ . (ไทย) ๒๕/๖๕๔-๖๖๒/๖๕ -๖๕๕.
๕๗ คณะกรรมการแผนกตาํ ราแปล, พระธัมมปทัฎฐกถาแปล ภาค ๓, หนา้ ๖- ๗.

๒๔

จะยังเพยี งพอต่อเจตนารมณข์ องกรรมหรอื ? ในสภาพที่คนไมไ่ ด้กลวั กรรม ในสภาพที่คนไม่ได้มองวา่
กรรมเปน็ เรอ่ื งไกลตัว หรือกรรมเปน็ เคร่อื งทําลายชีวิตมนุษยแ์ ตอ่ ย่างไร วจิ ยั ว่าการจะอธิบายกรรมแบบ
น้ี ซึ่งอาจเปน็ วิธคี ดิ ในมิติของสังคมสมัยใหม่ ทีม่ คี วามซบั ซ้อนและชดุ ของเหตผุ ลในการอธิบาย
ปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ อยา่ งชัดเจน ฉะนั้นจะมีวิธกี ารในการอธบิ ายปรากฏการณ์ของกรรม ห รอื ทางเดนิ
ของกรรมตรงนีอ้ ยา่ งไร เพือ่ ใหเ้ กดิ ความชัดเจนในการอธิบายปรากฏการณเ์ หล่านไี้ ดอ้ ยา่ งชัดเจน การ
อธิบายกรรมนี้ เปน็ การอธิบายทอ่ี าจฟงั ได้ในมิติของกรรมในชว่ งเวลาของการเขียน “ธรรมบท” แตใ่ น
กรณีของการศกึ ษาพระพุทธศาสนาจะอธิบายอยา่ งไร ตอ่ ประเด็นวาทะกรรม แบบน้ี จงึ ขอฝากนกั
“กรรมศกึ ษา” ไดท้ ําการศึกษาและมชี ุดอธิบายความสมั พันธข์ องหลกั กรรม และปลายทางของกรรมให้
มคี วามชัดเจนและเหมาะควรตอ่ ชุดของการอธบิ ายน้ี หรอื ไม่อยา่ งไร ?

ย้อนกลับมาทีต่ รงประเด็นของการมองความรุนแรงผา่ นวรรณกรรมบาลีที่ปรากฏใน
สังคมไทย หรอื สังคมอนื่ ใดที่นับถือพระพทุ ธศาสนา และสะทอ้ นองคค์ วามคิดในเร่ืองของความรนุ แรง
ทผ่ี ่านมากับวรรณกรรม และสยบสมยอม กับวรรณกรรมทางความคดิ ในแบบที่วา่ มนั เปน็ เรือ่ งทีถ่ กู ตอ้ ง
เหมาะควรดีแลว้ แลว้ เราจะอธบิ ายชดุ ปรากฏการณน์ ้ีอยา่ งไร เพ่ือใหเ้ กดิ ความสมบูรณ์ เพี ยบพรอ้ มจน
กลายเปน็ องค์ความรู้ที่จะมปี ระโยชน์อยา่ งแทจ้ ริงต่อสงั คมท่ซี ่องเสพองค์ความรูเ้ หล่าน้ผี า่ นวรรณกรรม
วัฒนธรรมทางสังคม

๔.๑๐ พทุ ธวธิ ยี ตุ คิ วามรนุ แรง ในกรณกี ารฆ่าลา้ งเผา่ พนั ธุศ์ ากยวงศ์

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแหง่ สนั ตภิ าพ ด้วยหลักการอนั เปน็ คาํ สอน และวัตรปฏิบตั จิ รยิ า
วตั รของพระพทุ ธเจา้ แล ะสงฆส์ าวกไดป้ ฏิบตั ไิ ด้สะท้อนภาพลกั ษณ์อันเปน็ แนวทางของ
พระพุทธศาสนาได้เปน็ อย่างดี โดยในคร้ังพุทธกาลพระพุทธองคไ์ ดว้ างหลกั คาํ สอน และวางพระองค์
เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพือ่ ยตุ ิความรุนแรงในตา่ งคราว ต่างวาระกันในหลาย ๆ ครงั้ รวมทง้ั การเข้า
ไปสู่ท่ามกลางความรุนแรงขอ งวิฑฑู ภะ ดว้ ยแมท้ ่ีสุดจะไมส่ ามารถแก้ไขหรือยตุ ไิ ดก้ ต็ าม ซ่งึ จะได้
ช้ีให้เห็นในภาพรวมต่อไป

๔. ๐. พทุ ธวิธียตุ ิความรุนแรงในกรณีวิฑฑู ภะ

ในการศกึ ษาในเรื่องน้ี สิ่งทต่ี ้องการนําเสนอรว่ มกบั ความรนุ แรงกค็ อื พทุ ธวิธี หรือทา่ ทขี อง
ชาวพุทธตอ่ ความรุนแรงเพ่อื ยุตคิ วามรุน แรง ในฐานะที่สังคมไทยเป็นประเทศท่ปี ระชาชนสว่ นใหญ่

๒๕

นบั ถือพระพุทธศาสนา และความรนุ แรงในสภาพการณ์ต่าง ๆ ก็ยงั คงเกดิ ข้นึ และมีอย่อู ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง จงึ
ยอ้ นกลับไปท่วี า่ การศกึ ษาความรุนแรงของ วิฑฑู ภะ เพ่ือทราบกระบวนการของทางเดนิ ของความ
รนุ แรง เพื่อนําไปส่คู วามไม่รุนแรงด้วยวิธีการตา่ ง ๆ ในการศึกษาน้ี ผ้วู ิจยั ยงั พบพทุ ธวธิ ีความไมร่ นุ แรง
ในแบบชาวพทุ ธ ซง่ึ อาจจะเปน็ วิธีการหนึง่ ในการนํามาเปน็ เครื่องมอื ในการเดนิ ออกจากความรุนแรง
คือการช้ีให้เหน็ ความจริง การเจรจา การแสดงถึงความสัมพันธ์ และรวมไปถงึ การละตวั ตน เพอื่ นาํ ไปสู่
การเรอื้ ปรบั โครงสร้างของความรนุ แรงในรปู แบบตา่ ง ๆ ในกรณอี น่ื เทยี บเคยี งดว้ ย

๔.๑๐.๑.๑ ธรรมยาตรา๕๘ “ขวาง” คอื การทีบ่ ุคคลเปน็ ผู้ท่ีมีสถานะเปน็ กลาง มีความ
นา่ เช่อื ถือ เข้าไปสทู่ า่ มกลางความขดั แย้งรนุ แรงน้ั น ในความหมายนเ้ี ปน็ การสะทอ้ น “พทุ ธกิจ ” ท่ี
พระพุทธเจ้าทรงดําเนนิ พระองค์ไปดว้ ยเจตนาทป่ี รารถนาดตี ่อมนุษย์ (สคุ โต-ไปแลว้ ด้วยดี) สูท่ ่ามกลาง
ความขดั แย้ง ซงึ่ อาจแตกต่างกบั แนวทาง “ธรรมยาตรา” ในปัจจบุ ัน ท่ใี ช้วิธีเขา้ ไปรับฟงั ปัญหา การเขา้
ไปมีส่วนร่วม หรอื รบั ฟงั ข้อเทจ็ จริงจากท้ัง ๒ ฝ่าย แต่ในกรณีนผ้ี วู้ จิ ัยมุ่งหมายใช้ “พทุ ธจรยิ า” ในสว่ น
“สคุ โต” ของพระพุทธองค์ทเี่ ขา้ ไปในฐานะคนกลางทีม่ ฐี านจากเมตตา การใช้บารมีส่วนพระองค์ หรือ
ในฐานะอนื่ ใดก็ตามต่อบุคคลทพี่ ระองคเ์ ข้าไปเก่ยี วข้องนัน้ ๆ ในการเปน็ ตัวกลาง เจรจาไกล่เกลยี่ ๕๙ ใน
การหยดุ ความรุนแรง หรือการใชบ้ คุ ลกิ ภาพขอ งพระองคท์ ่ีเปน็ กลาง นา่ เชื่อถือ ในการเจรจา และเป็นท่ี
ยอมรับของทกุ ฝา่ ย เข้าไปขวางองคุลมี าลมิให้กอ่ กรรมหนกั “ฆ่ามารดา”ตนเอง๖๐ การนาํ พระองคเ์ องไป
อยู่ทา่ มกลางความขดั แย้งของประยรู ญาตใิ นสงครามแย่งนา้ํ รวมท้ังการใช้ “ธรรมยาตรา ” นําพระองค์
เข้าไปขวางกองทัพของพระเจา้ วฑิ ูฑภะระหว่างทเี่ ดินทพั ไปยังกรุ งกบิลพสั ด์ุ ถึง ครง้ั การขวางแมไ้ ม่
พดู แต่ก็ทาํ ให้ “ผู้จะก่อความรุนแรง ” ทราบความและมผี ลเปน็ การยุตคิ วามรุนแรงได้ท้งั คร้ังชะลอ
ความรุนแรงมิใหเ้ กดิ ขน้ึ

๕๘ ดรู ายละเอียดและเทียบเคยี งกับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส “พระพทุ ธศาสนาในฐานะเปน็ รากฐานของ
สนั ติวธิ ใี นสงั คมไทยปจั จบุ ัน”, [ออนไลน]์ . แหล่งทมี่ า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [ ๒ มนี าคม ๒๕๕๔].

๕๙ รองศาสตราจารย์สว่างจิต พงศศ์ รวี ัฒน์ , “รายงานวิจยั เรอื่ งวาทศาสตร์ Buddhist Rhetoric”, (คณะ
มนุษยศ์ าสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภฎั สงขลา, ๒๕๕ ), หน้า ๗ .

๖๐ ม.ม. (ไทย) / ๔๗- ๔๙/๔๒ -๔๒ .

๒๖

๔.๑๐.๑.๒ พทุ ธเจรจา คอื การเขา้ เป็นตวั กลางในการสนทนาเจรจา พูดคุย แลกเปลยี่ น
ตอ่ ประโยชน์รว่ มกนั เพ่ือยตุ ปิ ัญหาและความรนุ แรง ๖ การเข้าไปเจรจากบั พระเจา้ ปเสนทิโกศลด้วย
แนวคิด “เลอื ดพอ่ สาํ คัญกว่าแม่ ” มีผลให้วิฑูฑภะ และวาสภขัตติยาได้รบั อิสริยยศคืน การไปขวาง
วฑิ ฑู ภะพร้อมการเจรจา ๖๒ ด้วยแนวคิด “ร่มเงาญาติเปน็ ของเยน็ ” ๖ ทาํ ให้วฑิ ูฑภะทราบเจตนารมณ์
“เพือ่ รกั ษาหมู่ญาติ” ๖๔จึงทําให้ผลการเจรจามผี ลเป็นการเปลยี่ นแปลงในเบอ้ื งตน้ ความรุนแรงยตุ ิ การ
เจรจา มีปลายทางเพอ่ื การประนีประนอม และชี้ให้เห็นถึงโทษ ประโยชน์ทีจ่ ะพึงได้ พึงเสียรว่ มกนั ดงั
กรณีแนวคดิ “เลอื ดกบั นํ้า ” เป็นพุทธวิธียุตคิ วามรนุ แรงในสงครามแยง่ ชงิ น้าํ ของประยรู ญาติ และ
“เพราะหยุดจึงหยดุ ” พระเจา้ ปเสนทโิ กศลยกทพั หมายจะไปปราบปรามองคลุ มิ าลจอมโจรพันศพ แต่
เมื่อพระพทุ ธเจ้าเจรจาว่าถ้าองคลุ ิมาล ยตุ ิเลกิ เป็นโจร ไมก่ ระทําการใด ๆ ท่เี ปน็ ภยั คุกคามต่อประชาชน
พลเมืองและรัฐ พระเจ้าปเสนทโิ กศลจะทาํ ประการใด ผลคอื ไมป่ ราบปราม และต้องโทษ ประหาร การ
เจรจาบนฐานของประโยชนส์ ุขร่วมกนั จงึ จบลงดว้ ยการปรองดอง องคลุ ิมาลได้บวชต่อไป ประชาชนอยู่
เป็นสขุ ๖๕กองทพั ของพระเจา้ ปเสนทิโกศลไม่ตอ้ งทาํ สงครามบาดเจ็บล้มตายอนั จะเปน็ ภัยที่เกดิ ข้นึ ของ
ทงั้ สองฝา่ ย

๔.๑๐.๑.๓ หลกั สายสัมพันธ์ “รม่ เงาของญาตเิ ยน็ ” หมายถึง การนํา หลกั ของ
ความสัมพนั ธ์ทางสายเลือด ญาติ สายโลหติ เผ่าพนั ธุ์ อาจรวมถงึ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และความเปน็
หรอื ลกั ษณะรว่ มอื่นใด มาเป็นเหตุผล ใหผ้ ้จู ะก่อความรนุ แรงต่อกัน ไดเ้ ห็น ถงึ ความสําคัญ สาํ นึก

๖ ดรู ายละเอียดและเทยี บเคียงกับ พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส, “พระพทุ ธเจา้ ในฐานะนักเจรจาไกลเ่ กลี่ยคน
กลาง”, [ออนไลน์]. แหล่งทม่ี า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [ ๒ มีนาคม ๒๕๕๔].

๖๒ พทุ ธเจรจา (ผ้วู จิ ัย) หมายเอา การใช้หลักการเจรจา ไกล่เกล่ยี ในฐานะทีพ่ ระพุทธเจ้าเป็นตัวกลางในการ
เจรจาให้คําอธิบายและประสาน โดยมุง่ หวงั ต่อผลของการเจรจาพดู คยุ สนทนา ซง่ึ อาจเป็นกระบวนการทีเ่ กย่ี วเนือ่ งกบั
Dialogue ตามแนวคดิ ของ ตะวันตก [Dialogue มลี กั ษณะ ).เปน็ กระบวนการ ๒).เปน็ การปฏิสมั พนั ธแ์ บบมนษุ ย์กบั
มนษุ ย์ ).เปน็ การยอมรบั ความแตกตา่ ง หลากหลายของจดุ ยืน และ “อตั ลักษณ์” ๔).เป็นการฟังอยา่ งลกึ ซง้ึ รายละเอียด
ใน ผศ.ดร.ปาริชาด สุวรรณบบุ ผา, สานเสนวาสานใจสูใ่ จ, (ศนู ย์ศึกษาและพฒั นาสนั ตวิ ธิ ,ี มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล,๒๕๕๒),
หน้า ๒๕] ดงั นน้ั พุทธเจรจา ผวู้ ิจยั จงึ มุง่ เพียงแคก่ ารเจรจา ไกลเ่ กลย่ี ในฐานะคนกลาง ซึง่ สะท้อนพุทธจริยาของ
พระพุทธเจ้าทป่ี รากฏในคมั ภรี ท์ างพระพทุ ธศาสนาตอ่ การเขา้ ไปยตุ ิความรุนแรงที่เกิดข้นึ ในครั้งพทุ ธกาล

๖ คณะกรรมการแผนกตําราแปล, พระธมั มปทฎั ฐกถาแปล ภาค ๓, หน้า ๒.
๖๔ อทุ ศิ ศริ วิ รรณ, ธรรมบทแปล ภาค ๓, หนา้ ๒๐.
๖๕ ม.ม. (ไทย) / ๔๘/๔๒ .

๒๗

ตระหนกั รู้ เพือ่ สรา้ งแรงจูงใจ จน เห็นความสาํ คญั และรว่ มมอื ในการยุติควา มรนุ แรงในอันทีจ่ ะเกิดข้ึน
จากเหตุผลของความขัดกันในกรณีต่าง ๆ ดังกรณีท่ีพระพุทธเจา้ ใช้(ก) การเปรยี บเทียบระหว่าง “รม่ เงา”
แหง่ ต้นไม้ กับรม่ เงาของพระญาตทิ ี่พระองคท์ รงเข้าไปห้ามความรนุ แรงมิให้เกดิ ในความหมายคือ พระ
เจา้ วฑิ ฑู ภะเปน็ ญาตสิ ายโลหติ ของศากยวงศ์ ซึ่งหม ายถงึ เปน็ ญาติกบั พระพุทธเจา้ ด้วย การท่ีพระองคม์ ี
เมตตาตอ่ ญาติ ก็ควรทญ่ี าติในฐานะ ญาตสิ ายโลหิตเชน่ พ ระเจา้ วิฑฑู ภะก็ควรจะมีด้วย แนวคิด
เปรียบเทียบน้ี จึงประสงค์ส่อื ให้เห็นวา่ รม่ ใดเลา่ หรือจะเท่ารม่ เงาแห่งญาติ (ดูผงั ๔. /หน้า ๐๒) ถา้
พระพทุ ธเจา้ เองร่มเย็นด้วยพระญาติ ก็หมายความว่าพระเจา้ วิฑฑู ภะก็ควรร่มเยน็ ถงึ การมีอยขู่ องหม่ญู าติ
ดว้ ยเชน่ กัน

หลกั “ร่มเงาของญาติเย็น ” จะสามารถนํามาประยุ กตใ์ ห้เห็นไดว้ า่ ความรุนแรงท่ีปรากฏ อาจ
ขัดแยง้ ด้วยดนิ แดนผลประโยชนห์ รืออ่ืนใด แต่สิ่งทีส่ ําคัญที่สดุ คอื เผ่าพันธ์ุมนุษย์ ซึง่ เป็นแนวคิดท่ี จะ
สามารถนาํ มาอธบิ ายเปรยี บเทียบไป หากมองหลักความสมั พนั ธ์ในฐานะมนษุ ยท์ ่มี ีลักษณะร่วมที่ว่า “...
ไมว่ ่าจะผวิ สีขาว สีเหลอื ง สดี ํา ตา่ งก็เปน็ เพ่อื นทุกข์ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย และรักสุข หนีทุกขด์ ้วยกัน
เหมือนกันหมด...”๖๖ ดงั น้ันแนวคดิ หลักสายสมั พันธ์ จงึ มคี วามหมายเป็นเครื่องมอื ในการชีช้ ัดให้เหตุผล
ตอ่ ผใู้ ชค้ วามรุนแรงเป็นเครื่องมอื เพราะบ่ อยคร้ังผูก้ ่อความรุนแรงเป็นผู้ใกล้ชิด เป็นญาติ เปน็ สมาชิก
ในชุมชนเดยี วกัน สังคมเดียวกัน ภาษา ศาสนา และประเทศชาติเดียวกัน คอื ใชล้ ักษณะร่วมหลาย
ประการเป็นเคร่ืองมอื ในอันทจ่ี ะป้องกัน แกไ้ ข และยุติความรุนแรงอันจะพงึ เกิดข้ึน เปน็ ต้น

๔.๑๐.๑.๔ การให้สติ รู้ตรึก พระพุทธศาสนามหี ลักการ “สันติ” คอื การไม่สง่ เสริม
ความรุนแรงในทกุ กรณี การเสดจ็ ไปโปรดสาวก สาวกิ า ก็เพือ่ เป็นการให้สติ และให้ชอ่ งทางในการ
ตดั สินใจ ดังกรณีใหส้ ติองคลุ ีมาล จนกลับใจทงิ้ ดาบออกบวช การเข้าไปใหส้ ติแก่กลุ่ม “ประยรู ญาติ” ใน
สงครามแยง่ นํ้า การให้ทางออกสาํ หรับชวี ติ ต่อ “ปฎาจารา” ทกี่ ําลงั คลมุ้ คลั่งจากความสญู เสยี ลูก สามี
พ่อแม่ พ่นี ้อง และควนั ไฟทีก่ ําลงั ไหม้บา้ น การท่พี ระองค์ใช้ภาษากายสง่ สัญญาณขวาง วิฑูฑภะท้ัง
ครง้ั ถือว่าเปน็ การสง่ สาสน์ แห่ งสนั ติ ให้สติ เม่ือ วฑิ ฑู ภะเหน็ พระพทุ ธเจา้ แมม้ ไิ ด้พูดและสนทนาใน
ครงั้ ที่ ๒ และ ก็เสดจ็ กลับ

๖๖พินจิ รัตนกลุ , ศาสนาและความรุนแรง, (วิทยาลัยศาสนศึกษา,มหาวิทยาลยั มหดิ ,๒๕๔๘), หนา้ ๘.

๒๘

๔.๑๐.๑.๕ หลกั วาง “อเุ บกขา”๖๗ อยา่ งรูเ้ ท่าทัน หมายถึง การปฏิบตั ิ รู้ เข้าใจต่อชดุ
ความจริง ดว้ ยหลกั ฐาน ขอ้ มูล อย่างเพยี งพอ และวางท่าทีตอ่ เหตุการณอ์ ย่างเข้าใจ เหมาะกับสถานการณ์
น้ัน ๆ โดยมีวธิ กี ารคือ

ขัน้ ท่ี ๑ การใช้หลกั เมตตา หมายถึง การ ใชห้ ลกั ความรกั ใสใ่ จ ตอ่ สมาชกิ ในสังคม เพอ่ื น
มนษุ ย์ และคนใกล้ชดิ ที่เป็นส่วนหนง่ึ ของชวี ติ เรา และมอบความรัก ความใส่ใจให้ ในสว่ นพทุ ธจรยิ า
ของพระพทุ ธเจา้ ต่อประยูรญาติ ทีม่ องเห็นภยั อันจะเ กดิ กับญาติของพระองค์ จงึ กระทาํ กจิ ที่เรียกว่า
“ญาตตั จริยา”๖๘ คือการสังเคราะหห์ มู่ญาตโิ ดยใชก้ รอบแนวคิดในเร่ือง “เมตตา”

ขัน้ ที่ ๒ การใช้หลกั กรุณา หมายถงึ ความประสงค์อยากให้ผอู้ ่ืนมีความสุข หรอื อยู่รอด
ปลอดภยั มชี ีวิตทเ่ี ปน็ สขุ จงึ ดําเนินพุทธกิจด้วยการเข้าไปสู่ทา่ มกลางความรนุ แรงของพระเจา้ วฑิ ฑู ภะท่ี
จะพงึ เกิดขน้ึ ต่อประยรู ญาติ ดว้ ยการเจรจา ห้าม ไกล่เกลย่ี ๖๙ เปน็ การแสดงความรกั ญาติวงศ์ นบั ตง้ั แต่
การไปไปสนทนากบั พระเจา้ ปเสนทโิ กศลจนกระท่ังมีการคื นฐานันดรศกั ด์ใิ ห้ รวม ถงึ การเสดจ็ ไปหา้ ม
ด้วยการเจรจา ขวาง เปรียบเทยี บและใชห้ ลกั สายสมั พันธ์ แหง่ ความเปน็ ญาติ ตอ่ พระเจา้ วิฑูฑภะท้ังใน
คราวคนื ฐานันดรศักด์ใิ ห้ และการขัดขวาง เพอ่ื มใิ ห้เกดิ ความรุนแรงตอ่ ประยูรญาติ “พระศาสดาเสดจ็ มา
เพอื่ ประสงค์จะรกั ษาหมู่ญาติ” และมีผลให้พระเจา้ วฑิ ฑู ภะตอ้ งยกทพั กลับไปทั้ง ครั้ง

๖๗อเุ บกขา หมายถงึ ความวางเฉยแบบวางใจเป็นกลางๆ โดยไม่เอนเอยี งเขา้ ขา้ งเพราะชอบ เพราะชัง เพราะ
หลงและเพราะกลัว เชน่ ไม่เสียใจเมอื่ คนทตี่ นรักถงึ ความวิบตั ิ หรอื ไมด่ ีใจเม่อื ศัตรถู งึ ความวบิ ตั ิ มใิ ช่วางเฉยแบบไม่
แยแสหรอื ไมร่ ไู้ ม่ชี้ ทงั้ ๆ ทีส่ ามารถชว่ ยเหลือได้เปน็ ตน้ ลักษณะของผมู้ ีอเุ บกขา คอื เป็นคนหนักแนน่ มีสติ อยเู่ สมอ
ไม่ดใี จไม่เสียใจจนเกินเหตุ เปน็ คนยตุ ธิ รรม ยดึ หลกั ความเป็นผูใ้ หญ่ รกั ษาความเปน็ กลางไว้ได้มน่ั คงไมเ่ อนเอียง
เขา้ ขา้ ง ปฏบิ ัตหิ น้าท่ดี ้วยเหตุผลถูกตอ้ งคลองธรรม และเปน็ ผวู้ างเฉยได้เมอ่ื ไมอ่ าจประพฤติเมตตา กรุณา มุทิตาได้
รายละเอยี ดเพิม่ ใน ขุ.มหา. (ไทย) ๒๙/๒๐๗/๖๐๗. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, (กรุงเทพ ฯ :
ธรรมสภา,๒๕๕๒).

๖๘ รายละเอยี ดเพิ่มเตมิ ใน พระธรรมกติ ติวงศ์ (ทองดี สรุ เตโช), พจนานุกรมเพ่ือการศึกษาพทุ ธศาสน์ ชุด
คาวัด, กรงุ เทพฯ: เลียงเซยี ง,๒๕๔๘) .

๖๙ ดูรายละเอยี ดและเทียบเคยี งกบั พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพุทธเจา้ ในฐานะนกั เจรจาไกลเ่ กลีย่ คน
กลาง”, [ออนไลน์]. แหลง่ ทม่ี า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [ ๒ มนี าคม ๒๕๕๔].

๒๙

ขน้ั ที่ ๓ เรียนรู้ เขา้ ใจ (มุทติ า /ปญั ญา )เหน็ ปรากฏการณท์ ี่เกดิ ขน้ึ น้นั ๆ อย่างเข้าใจ กระทัง่
นาํ ไปสู่การแสดงออกตามหลักคดิ ในทางพระพุทธศาสนา กรณีความรนุ แรงของพระเจา้ วิฑูฑภะ ตอ่
ประยรู ญาติ พระพทุ ธเจา้ ได้ ใชห้ ลกั “กรรม” เป็นกรอบอธิบายต่อปรากฏการณค์ วามรุนแรงอันจะพงึ
เกดิ ข้นึ ตอ่ ศากยวงศ์

ขั้นท่ี ๔ การใช้หลัก “อุเบกขา” วางเฉยอยา่ งเทา่ ทัน หมายถงึ การวางเฉย กล่าวคือไมเ่ สด็จไป
หา้ มทัพของพระเจ้า วิฑูฑภะ เช่นที่เคยกระทาํ มา เป็นความเขา้ ใจเนอื่ งต่อ เน่ืองต่อจากขั้นท่ี ท่มี อง
กระบวนการทาํ งานของกรรม กลา่ วคือ ในครง้ั ท่ี ๔ พระพทุ ธเจ้าไดพ้ จิ ารณาตามความเป็นจริ ง ต่อ “บพุ
กรรม”๗๐ ทีศ่ ากยวงศเ์ คยทาํ รวมไปถงึ ปัญหาโครงสร้างของระบบสงั คม (วรรณะ ) ท่ยี ังไม่ได้รบั การ
แกไ้ ข จงึ ทรงใชก้ าร “วางเฉย” สิ่งทีเ่ กดิ ขึ้นอยา่ งเข้าใจ โดยมีหลกั กรรมเป็นกรอบแนวคดิ พร้อมทงั้ การ
จดั วาง “ทา่ ที” บนฐานของหลักการนน้ั ตามแนวทางของอุเบกขาในทางพระพุทธ ศาสนา ในแนวคดิ นี้
การวางเฉย จงึ หมายถึง การใช้ความพยายามวางทา่ ทีตอ่ ความรุนแรง จนถึงทส่ี ดุ แลว้ ดว้ ย “สุจริต” เมื่อถึง
ที่สดุ ความเขา้ ใจตอ่ กระบวนการอนั เน่อื งต่อทางพระพทุ ธศาสนาจึงเป็นสิ่งท่พี ระพุทธเจ้าไดใ้ ช้ตอ่ ความ
รนุ แรงอนั เกิดขน้ึ ในคร้ังพทุ ธกาล

เหตกุ ารณ์ทเ่ี กิ ดขนึ้ จากความรนุ แรงของ วิฑฑู ภะ สัมพนั ธก์ ับชนชั้น วรรณะ โครงสรา้ งทาง
สงั คม ชาติพันธุ์ จนกระทง่ั ก่อใหเ้ กิดความรนุ แรงกบั อีกฝ่ายหนง่ึ แตค่ วามรนุ แรงนั้นได้สะทอ้ น
ยอ้ นกลับ นนั้ เป็นเรื่องของ “ชาติพันธ์ุ ” กับความผกู ติด จนนาํ ไปสคู่ วามรนุ แรง หากนาํ แนวคิด
พระพุทธศาสนา ในส่วนน้มี าอธบิ ายความเป็นชาติพนั ธุ์ กจ็ ะเปน็ เพยี ง “บัญญัติ” ที่ไม่ไดม้ ีสารัตถะหรือ
ความจาํ เป็นต่อการมีอย่แู ตป่ ระการใด

ในส่วนพระพทุ ธศาสนามองความรุนแรงอย่างไร และมพี ฤตกิ รรมคําสอนอนั ใดทสี่ ่งเสริมให้
แสดงความรุนแรงต่อความไมร่ ุนแรงอยา่ งไร จงึ สามารถสรปุ ไดเ้ ลยวา่ พระพทุ ธศาสนามองความ
รนุ แรงเปน็ พฤติกรรมมนุษย์ แต่ในเวลาเดยี วกนั ก็ต้องก้าวลว่ งเพือ่ ข้ามพ้นความรุนแรงเหล่านัน้ ด้วย
“พุทธวธิ ี ” ทเ่ี คยเกิดข้ึนในครัง้ พทุ ธกาล ดว้ ยเจตจํานง เพื่อก้าวขา้ มความรุนแรงอนั เกิดข้นึ หรอื จะพงึ
เกิดข้ึน ดว้ ยมุ่งหวงั เปน็ เปน็ การอยู่รว่ มกันอย่างสงบสุข

๗๐ ศึกษารายละเอียดอนั เปน็ แนวคดิ ของการกระบวนการของกรรมไดท้ ่ี พระอุทยั จิรธมฺโม (เอกสะพงั ),
“ทศั นะเร่ืองกรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาทและปญั หาเร่อื งกรรมในสังคมชาวพุทธไทยปจั จุบนั ”, วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธ
ศาสตรมหาบัณฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลยั ,มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕ ๔),หนา้ ๐- .



๔.๑๐.๒ ผลจาก “พทุ ธวธิ ี” ยตุ คิ วามรุนแรงของพระพทุ ธเจา้
พระพทุ ธเจ้าพระองคเ์ ข้าไปสูท่ ่ามกลางความรุนแรงกรณี วฑิ ูฑภะ ด้วย “พทุ ธวิธี” ของพระองค์
ได้มีผลเปน็ การยุตคิ วามรุนแรงไดใ้ นระดับต่าง ๆ คือ
๑. ระดับบุคคล ผลทีเ่ กิดขึ้นสาํ หรบั บคุ คลต่อบคุ คลยตุ ิ กรณขี องพระเจ้ าปเสนทิโกศลตอ่
วาสภขตั ตยิ า และวฑิ ฑู ภะ กบั แนวคดิ ท่ีว่า “เลอื ดพอ่ ยอ่ มสาํ คัญกว่าเลอื ดแม่”๗
๒. ระดับครอบครัว เป็นการแก้ปญั หาความรุนแรงในระดบั ครอบครัว ท่ีอาจหมายถึงสมาชกิ
ในครอบครัวท่เี ปน็ ความรุนแรงในครอบครวั พอ่ แม่ ลกู ซงึ่ เป็นความรนุ แรงท่ีสัมพนั ธก์ บั บุคคล
โครงสรา้ ง อยา่ งนอ้ ยผลจากการเจรจาระหว่างพระพทุ ธเจ้า “เลือดพ่อสําคัญกวา่ เลอื ดแม่ ” ได้มีผลให้มี
การคนื อิสริยยศแก่สมาชกิ ในครอบครวั ของวิฑูฑภะ และวาสภขัตตยิ า ปฏบิ ัตติ าม “หลักมิตรภาพ”ท่พี งึ
ใหแ้ ก่กนั ในครอบครัว ๗๒
๓. ระดับสงั คม คอื การยุตคิ วามรุนแรงในองคร์ วมท่คี นพลเมอื ง สว่ นใหญ่ หรอื ท้งั หมด
ไดร้ ับอย่างเทา่ เทียมกัน การกอ่ ตัง้ พระพุทธศาสนาเจตนาหนง่ึ เพื่อยกเลิกระบบโครงสรา้ งเดมิ ให้เป็น
ชมุ ชนชาวพทุ ธ เปน็ สังฆะ เป็นพุทธบริษัท ทไี่ มไดจ้ ํากดั ดว้ ยชาติพันธ์ุ ภาษาและวงศ์ตระกูลมหี ลักการ
เดียวคือ “พระพทุ ธศาสนา” และเพ่ือมุง่ หวังลดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง “วรรณะ”ดว้ ย ๗ การเสดจ็ ไป
ของพระพทุ ธเจ้า สามารถยุติความรนุ แรงตอ่ สมาชิกในระดับสังคมองค์รวมได้ทั้ง ครัง้ แม้จะไม่
สามารถยุตไิ ดใ้ นคร้งั ที่ ๔ กต็ าม๗๔

๗ อทุ ศิ ศริ ิวรรณ, ธรรมบทแปล ภาค ๓,หนา้ ๔.
๗๒ พนู สุข มาศรังสรรค์ , “การศกึ ษาวเิ คราะห์แนวคดิ เรื่องกลั ยาณมิตรกบั การเสริมสร้างสันติสขุ ใน
ครอบครวั ”, สารนพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั , มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ,
๒๕๕๒), หน้า -๕.
๗ ข.ุ อุ. (ไทย) ๒๕/๕/๒๖๖.
๗๔ ในทศั นะของพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ให้คําอธิบายวา่ เหตุผลท่ไี ม่สามารถยุติความรุนแรงในกรณนี ้ี
ได้ กรณี คอื “ความเกลยี ดชงั ” (Concentration) “ความสมั พนั ธ์ ” (Relationship) “กรรมเก่า ” ของเจ้าศากยะ ดู
รายละเอยี ดเทียบเคียงจาก พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส , “พระพทุ ธเจา้ ในฐานะนกั เจรจาไกล่เกลยี่ คนกลาง ”,
[ออนไลน์]. แหลง่ ทีม่ า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [ ๒ มนี าคม ๒๕๕๔].

อุปสรรค /ปัญหาทีไ่ ม่สามารถยุติความรนุ แรงได้ จากชุดเหตผุ ลทเี่ กิดขน้ึ เม่อื ถึงทส่ี ุด
พระพุทธเจ้าไม่ส ามารถยุติความรนุ แรงได้ อันเนอ่ื งด้วยปัจจยั แทรกอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาอยู่แต่เดิม เชน่
ปัญหาโครงสร้างทางสงั คม (ระบบวรรณะ ) ที่ยังเปน็ ตัวส่งผา่ นความรุนแรงสสู่ มาชิกตลอดเวลา
ความสําคญั ผิด ทิฎฐิมานะ รวมถงึ การไมไ่ ด้เข้าสู่กระบวนการเจรจาของคขู่ ดั แย้ง เม่ือเปรียบกบั กรณี
“สงครามแยง่ น้าํ ” ยังไดม้ กี ารเจรจาทัง้ ๒ ฝา่ ย ยกเหตุแห่งความขดั แย้งเปน็ ตัวตั้ง เจรจาต่อหนา้ ร่วมกนั
จึงมผี ลเป็นการเจรจาทสี่ ําเร็จ เมือ่ เทียบกับกรณีฆ่าล้างเผ่าพนั ธ์ุศากยวงศ์

โดยสรปุ ความรนุ แรงที่เกดิ ข้นึ จนกระทั่งกลายเป็นการฆา่ ล้างเผา่ พันธ์ขุ อง วิฑฑู ภะ ตอ่
ศากยวงศ์ เปน็ เหตุการณ์เกย่ี วเนือ่ งจากความรุนแรงทเี่ กดิ ข้ึนทงั้ ในส่วนความรนุ แรงทางโครงสรา้ ง ช้นั
ทางสังคม ความรนุ แรงในครอบครวั ทางกาย ที่เปน็ ปจั จยั ผลักดนั ใหเ้ กดิ ความรนุ แรงทางใจจนกระทั่ง
กลายเป็นความ “อาฆาต” แคน้ ชิงชงั และใชค้ วามความรนุ แรงน้ัน ในการให้ได้มาซึ่งอํานาจเหนือคนอนื่
พรอ้ มทั้งนาํ อํานาจทางการทหารและกองทพั และความเหนือกวา่ ในฐานะรฐั เล็กสรู่ ฐั ใหญ่นาํ ไปสกู่ าร
ก่อสงคราม หรือความรุนแรงจากทหารและกองทพั จนกระท่ังกลายเปน็ โศกนาฏกรรมและความสูญเสีย

แม้ในแตล่ ะครัง้ พระพทุ ธเจ้าจะได้เขา้ ไปมีบทบาท เจรจา ขวาง ให้สติ เพื่ อยุติความรนุ แรงอนั
จะพึงเกดิ ข้นึ แมจ้ ะยตุ ไิ ดใ้ นเบือ้ งต้น แต่เมือ่ ถึงทส่ี ดุ ความรนุ แรงกย็ ังคงดําเนินต่อไป อันดว้ ยเหตุผลของ
ความโกรธแคน้ ของ วิฑฑู ภะ และกรรมเกา่ ท่มี าตัดรอน ศากยวงศ์ จนกระทง่ั ส่ง ผลเป็นความสญู เสยี ทั้ง
ชวี ิต พลเมือง ทรัพย์สนิ และการท้งิ ฐานทีอ่ ยู่อาศยั อพยพหนีตายจากความรุนแรงใ นครั้งนั้น ดังปรากฏ
เป็นหลักฐานในประวตั ศิ าสตร์ภาคต่อจากความรนุ แรงในครง้ั นั้นดว้ ย


Click to View FlipBook Version