บทที่ ๕
สรุป และเสนอแนะ
๕.๑ สรุปผลการวจิ ัย
สารนิพนธ์ฉบับน้ี มีวตั ถุประสงค์เพ่ื อศึกษา แนวคดิ เร่อื งความรุนแรง การฆ่าลา้ งเผา่ พนั ธุ์
ความรุนแรงในครั้งพทุ ธกาล และพุทธวิธีการยุติความรนุ แรงกรณี วิฑฑู ภะตอ่ การฆา่ ล้างเผ่าพันธุ์
ศากยวงศ์ ผลการศึกษาไดข้ อ้ สรปุ วา่
๑. ความรุนแรง เป็นพฤตกิ รรมธรรมชาติทม่ี อี ยใู่ นมนุษย์ทกุ เผา่ พนั ธ์ุโดยมแี นวคิดและ
สาเหตขุ องการเกิดขนึ้ ท่ีเป็นไปตามเหตุปัจจยั และเง่อื นไข ซงึ่ แนวคดิ ความรนุ แรงเกิดข้ึน อาทิ
ความรุนแรงทางโครงสรา้ ง ชาติพันธุ์ ความเชอื่ ความรนุ แรงในครอบครวั สตรี เดก็ เปน็ ต้น ซ่ึง
แนวคิดความรุนแรงเหลา่ น้ี เปน็ ความรุนแรงทแ่ี ฝงเร้นอยใู่ นทกุ สงั คม รวมทั้งก่อให้เกิดความรนุ แรง
เมอ่ื ถึงเหตแุ ละเวลาอนั สมควร (ดูรายละเอยี ดในบทที่ ๒)
๒ แนวคดิ ตอ่ การเกิดความรนุ แรงตามหลักการทางพระพทุ ธศาสนา มีฐานเกิดจากกเิ ลส ที่
มีความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และความ หลง (โมหะ) เป็นฐานของการเกิด และพฒั นา
ไปสคู่ วามรุนแรงทางกาย วาจา และใจ มีเกณฑก์ าหนดความรนุ แรงโดยอาศยั เจตนา ผลของ
พฤติกรรม และการกระทาจากผถู้ ูกกระทาความรนุ แรงนนั้ ๆ เปน็ เกณฑ์ในการบง่ ช้ี ในทาง
พระพทุ ธศาสนาจัดวา่ ความรุนแรง เปน็ เป็นธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ (ทตี่ อ้ งมีการควบคุม งดเวน้ และ
ข้ามผ่าน ) โดยมีเหตปุ จั จัย และส่ิงเร้า พร้อมทั้งสภาพแวดลอ้ มในการทจี่ ะส่งเสริมใหเ้ กิดความ
รุนแรงเป็นสว่ นเสรมิ เข้ามา (ดูรายละเอียดในบทที่ ๓)
ความรนุ แรงในคร้ังพทุ ธกาล เปน็ เหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ อัน สัมพันธ์กบั แนวคดิ ในเรอื่ งความ
รุนแรงเชงิ โครงสรา้ ง ชนช้นั วรรณะทางสังคม ความรนุ แรง ทางการเมือง การ ทหาร ทางความเชอ่ื
ความรนุ แรง ทางเพศ โดยสมั พันธก์ ับลกั ษณะ ทางกาย ทารา้ ยรา่ งกาย ตบ ตี ประทษุ ร้าย ฆา่ หรือ
ความรนุ แรงทุกชนดิ ที่เกี่ยวเน่ืองทางกายภาพ ทางวาจา การดา่ ทอ ทะเลาะววิ าท รวมไปถงึ การให้
ขอ้ มูลอนั เปน็ เทจ็ ทสี่ ั มพันธ์กบั ฐานวาจา ทางใจ กลา่ วคือมกี าร นาฐานของความโกรธพยาบาทท่ี
สมั พนั ธก์ บั ใจ มากระทาความรุนแรงท่ีสมั พันธ์เน่อื งตอ่ ไปยังฐานกาย และวาจา ตง้ั แต่ระดับเบาไป
จนถงึ ขั้นรุนแรงต่อร่างกาย ชวี ติ และทรัพย์สนิ ในที่สุด ดังน้ันความรุนแรงในครง้ั พทุ ธกาลอาจสรปุ
รวมไดว้ า่ เป็นความรุนแรงท่สี ัมพนั ธก์ ับ ความรุนแรงทางการเมือง เศรษฐกจิ วัฒน ธรรม ความเชอ่ื
ดังปรากฏในหลายกรณีดงั เช่นในบทศกึ ษาท่ีผา่ นมา (รายละเอียดบทท่ี ๓)
๑๓๓
๓. ความรนุ แรงที่วิฑฑู ภะใชเ้ ป็นเครือ่ งมือในการฆ่าลา้ งเผ่าพนั ธ์ุศากยวงศ์ จัดเป็นความ
รนุ แรงท่ีมีเหตุปัจจยั เกี่ยวเนอ่ื งกนั ไมว่ ่าจะเปน็ ความรุนแรง ในโครงสรา้ งของสงั คมในระบบปดิ เป็น
ตวั ผลกั ดนั รวมท้ังความโกรธ ความเคยี ดแค้น อันเนือ่ งดว้ ยระบบโครงสรา้ งทางสังคมผ่านความเชื่อ
ระบบวรรณะ ชาติพนั ธุ์ จนทาใหค้ วามรนุ แรงมากยิ่ งขึน้ ท่ผี สมไปดว้ ยความถอื ตัวจัด ความมที ิฐวิ า่
เหนอื กว่า สูงกวา่ เปน็ การบ่มเพาะ และซึมซับวา่ ความรุนแรง เป็นสง่ิ ทาได้ หรอื ถูกใช้เป็นเครอื่ งมือ
เพ่อื ให้ได้สิง่ ที่ต้องการ ดงั ปรากฏผลเปน็ การไดม้ าซึ่งอานาจรัฐของ วฑิ ูฑภะ รวมท้ังใชอ้ านาจนน้ั
เปน็ เครื่องมือในการกระทารนุ แรงท่เี รยี กวา่ “สงั หารหมู่” ต่อศากยวงศ์ จนเป็นความสญู เสีย ทงั้ ชีวิ ต
ทรัพย์สนิ ผอู้ พยพหนีความรุนแรงท่เี กดิ ขึ้น (ดบู ทที่ ๔)
แนวคิดในทางพระพทุ ธศาสนามีเป้าหมายหลักคอื การไม่สนับสนนุ ความ “รนุ แรง” ทุก
ประเภท การก่อตัง้ พระพุทธศาสนา เจตจานงประการหนึง่ คอื เพือ่ ร้อื ปรับโครงสรา้ งทางสงั คม ทง้ั
ลดความรุนแรง ผ่านระบบ “สังฆะ” และ “พทุ ธบริษทั ” ที่ทรงจดั ต้งั ขน้ึ โดยมุ่งหมายต่อการปรับแก้
แนวคดิ ทัศนคติ พฤติกรรม ของสมาชกิ ในสังคมองคร์ วม ท่ไี มใ่ ห้จากดั ดว้ ยช้นั วรรณะ เผา่ พันธุ์
ชาตกิ าเนิด ความเป็นเพศ หรอื สถานะทางสังคมแต่ประการใด ดัง พุทธวจนะท่ีวา่ “ชื่อและโคตรที่
เขากาหนดให้กนั น้ันเปน็ เพียงสมมติ บัญญัตใิ นโลก กรรมเท่านัน้ เป็นสง่ิ อธบิ ายความเปน็ มนุษย์ ”
นอกจากนี้หลักการทางพระพทุ ธศาสนาหลกั ใหญใ่ จความเปน็ ไปเพอื่ ส่งเสริมความไม่รนุ แรงในทกุ
ๆ กรณี ดังปรากฏเปน็ หลกั การ และหลกั ปฏบิ ตั ิทป่ี รากฏในพระพทุ ธศาสนา ซ่งึ มีความหมายเพ่ือ
การปอ้ งกัน เปล่ียนผ่าน แก้ไข และยุ ติความรุนแรงในทุกกรณี ดังปรากฏเป็นพทุ ธกจิ ในพทุ ธจรยิ า
ของพระองค์ (ดเู พมิ่ ในบทท่ี ๓)
มีเพยี งเหตุการณ์ ความรนุ แรงต่อการฆ่าล้างเผ่าพนั ธศ์ุ ากยวงศ์ ท่แี ม้พระพทุ ธเจ้าจะใช้ความ
พยายามในการเขา้ ไปยุติความรุนแรงแลว้ กต็ าม โดย พทุ ธวิธที ่พี ระพทุ ธเจา้ ใช้ ต่อการเขา้ ไปจัดก าร
ความรุนแรงของพระเจ้า วฑิ ฑู ภะ นับแตก่ ารเขา้ ไป (ก) เจรจาเพ่อื ยตุ ิความรนุ แรงในครอบครัว
ระหวา่ งพระเจา้ ปเสนทโิ กศล วาสภขตั ตยิ า วฑิ ฑู ภะ จนกระท่งั มีการคืนฐานันดรศักดใ์ิ นฐานะ
กษัตริย์ดงั เดิม จนเมอื่ ไดอ้ านาจจากพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้า วิฑฑู ภะไดใ้ ชค้ วามโกรธ อาฆาต
พยาบาท จากความรนุ แรงท่สี มั พนั ธก์ ับโครงสรา้ ง ช้ัน วรรณะ โดยใช้อานาจและพลังทมี่ ีอยูใ่ น
ฐานะกษัตริย์ นาอานาจของความ โกรธ แคน้ และอานาจการตัดสนิ ใจนา พลังทางทหารในฐานะ
เปน็ เมอื งใหญ่ ใช้ในการยตุ ิ “ปม” ในใจ ขั้นตอนน้พี ระพทุ ธเจา้ ได้ใช้ (ข) การ “ขวาง ” ใน
ความหมายหน่ึงเป็นการสรา้ งสญั ลักษณใ์ หเ้ หน็ เปน็ ความหมาย และสอื่ ความตามเจตนาที่ตอ้ งการที่
ผสมกบั การเจรจาไปพรอ้ ม กัน แม้ที่สดุ ในครงั้ ต่อมาจะไปเพยี งแค่ขวางแตส่ ่อื ความด้วยการใช้
ภาพลักษณข์ องพระองค์ในการ (ค)ให้สติ รตู้ รกึ เพ่อื ระลึกถงึ เหตผุ ลตอ่ ความไม่รนุ แรง (ง) การ
ชใ้ี หเ้ ห็นถึงหลักสายสมั พนั ธ์แหง่ “ญาติ” สายโลหิต พนี่ ้อง เลอื ดเนือ้ เผ่าพันธ์ภุ าษา แหง่ ความเป็น
๑๓๔
มนษุ ย์เชน่ เดียวกนั เพอื่ นามาเปน็ เหตุ เป็นผล หรือชีใ้ ห้เหน็ เหตผุ ลวา่ ความรุนแรงไม่ควรเกิดขนึ้ ด้วย
เหตผุ ลเหล่านี้ แม้ในทส่ี ุดผลของการดาเนินพุทธวิธีดงั กลา่ วจะไมป่ ระสบผลตอ่ การยุติคว ามรุนแรง
ได้ (จ) การวางเฉย “อเุ บกขา” อยา่ งรู้เทา่ ทนั ก็เปน็ วธิ กี ารอนั หนึง่ ในการเขา้ ใจตอ่ ปรากฏการณค์ วาม
รนุ แรง มองใหเ้ ปน็ ปรากฏการณข์ องเกดิ ข้นึ อย่างเขา้ ใจชดั เจน (รายละเอยี ดบทที่ ๔)
ในพุทธกิจพระพุทธเจา้ ที่ผา่ นมาถอื วา่ ไมม่ ีพทุ ธกิจใดที่ไม่ มีผลเปล่ยี นแปลง ตามแนวพทุ ธ
สนั ติวธิ ี แตก่ รณีของวฑิ ูฑภะต่อการฆ่าล้างเผา่ พนั ธุ์ศากยวงศ์ เปน็ เพยี งกรณีเดยี วที่ไม่ประสบ
ผลสาเร็จ มีผู้ให้เหตผุ ลไวว้ ่า๑ ด้วยเหตผุ ลของ (๑) “ความโกรธ” ที่ฝังรากลกึ จนกว่าจะแกไ้ ขได้ ที่ยัง
ไม่ไดร้ ับการแกไ้ ข (๒) “ความสมั พันธ์” ในความหมายถึงความเป็นบุคคลอ่นื การท่ีพระพุทธเจา้ ไป
เพราะใหค้ วามสาคัญกับประยูรญาติ แตไ่ มไ่ ดท้ าให้ความรูส้ กึ ของคนท่ถี ูกไปห้ามเป็นญาตดิ ้วย และ
อกี ความหมายหน่ึงคอื แนวคดิ เร่อื ง (๓) กรรรมเก่า หรือสิ่งท่เี คยกระทามาในอดีต หากนาแนวคิดน้ี
มาอธบิ ายอาจอธบิ ายเสริมไดว้ ่า เหตุเพราะโครงสรา้ งทางสังคมยังไม่ ได้รบั การแก้ไขความรนุ แรง
ท่ีมาพรอ้ มกับระบบวรรณะยังคงอยู่ ความโกรธ แคน้ ของ วิฑฑู ภะทต่ี กเปน็ ผู้ถกู กระทาจากระบบ
โครงสร้างวรรณะ ไมไ่ ดร้ บั การแก้ไขบาบัดใหท้ ุเลาเบาบางลง เหตุผลในเรือ่ งของสิง่ ทเี่ คยกระทาใน
อดีต (กรรม) ซง่ึ มผี ลเนอ่ื งต่อเป็นฐานหรือเป็นเชื้อ จนกลายเป็นความรนุ แรง และไม่สามารถแกไ้ ข
เปลี่ยนผ่าน หรอื ยตุ คิ วามรุนแรงได้ ในทางกลับกนั ถ้าจะสามารถ ทะลายกาแพงทางความคิด ทเ่ี ปน็
“ปม” ด้วยวธิ กี าร ที่เน้นย้ามากให้มากยงิ่ ข้นึ โ ดยมเี ป้าหมายและเจตนารมณ์ในการยุติความรุนแรง
ซึ่งย่อมคาดหวังตอ่ ผลของการเปลยี่ นแปลงได้ หรอื กอ่ ให้ เกดิ ภาพลักษณอ์ ่นื ทนี่ อกเหนือจากความ
รุนแรงได้
๕.๒ ข้อเสนอแนะ
๕.๒.๑ ข้อเสนอแนะเพือ่ การวิจัย
ดงั นั้นในกรอบทเี่ ปน็ ความเนอื่ งต่อจากการศกึ ษา และผลการศกึ ษา รวมท้งั ความคาดหวัง
ต่อเน่อื งจากการศกึ ษานี้ผวู้ ิจยั หวังให้มีการศกึ ษาตอ่ กรณีเหล่านี้ คือ
๑. ใหม้ ีการศึกษาแนวคิดความรุนแรง ท่ีเปน็ เหตุการณใ์ นครัง้ พทุ ธกาล ในเชิงกว้างและลึก
ยง่ิ ข้นึ เพื่อศึกษาถงึ สาเหตุ ปจั จัย และวิธกี ารออกจากความรนุ แรงตอ่ ประเดน็ ปัญหาเหล่านั้น พร้อม
๑ ดูรายละเอยี ดและเทยี บเคียงกับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, “พระพุทธเจา้ ในฐานะนักเจรจาไกล่
เกล่ียคนกลาง”, [ออนไลน]์ . แหล่งทม่ี า : http://www.mcu.ac.th/userfiles/file [๑๒ มนี าคม ๒๕๕๔]
๑๓๕
ทัง้ ประยกุ ต์ปรับเปล่ียนเพอ่ื ใหเ้ กดิ เป็นชุดความรู้ นาไปเปน็ กรณีศกึ ษาตอ่ การ ป้องกนั แกไ้ ข และ ยุติ
ความรนุ แรงในทกุ ประเภทที่กาลังจะเกิด หรอื เกิดข้ึนอยใู่ นปัจจบุ ัน
๒.ให้มีการศึกษาพุทธวธิ ี หรือแนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอ่ กา รป้องกนั แกไ้ ข และ ยตุ ิ
ความรุนแรง ทพี่ ระพทุ ธเจา้ หรอื ชาวพทุ ธเคยปฏิบัติหรือดาเนินจนนาไปสู่การไมร่ ุนแรง หรอื ยตุ ิ
ความ รุนแรงได้ ในการยตุ คิ วามรุนแรงต ามแนวพทุ ธอย่างเปน็ ระบบ และส่งเสรมิ พุทธพธิ ีเพอ่ื
นาไปสกู่ ารปฏบิ ัติและทดลองได้จริงในการปฏิบัติในสังคม
โดยความหมายกค็ อื เพือ่ ใหม้ องพฒั นาการของค วามขดั แย้ง รนุ แรงอย่างเปน็ ระบบ โดยมี
กระบวนการและแนวคดิ ชดุ เหตกุ าร ณท์ เ่ี คยเกิดขน้ึ ในครงั้ พทุ ธกาล เปน็ ฐานในการแก้ปัญหายุ ติ
ความรุนแรงท่เี กิดข้ึนในสงั คม รวมทัง้ เปน็ ชุดความร้ตู อ่ ป้องกนั แก้ไข และ ยุตคิ วามรนุ แรงทุก
ประเภทที่ปรากฏมีอย่ใู นสังคม
๕.๒.๒ ข้อเสนอแนะปฏิบตั ิ/นโยบาย
๑. จัดทา เป็นนโยบาย หมายถงึ การส่งเสริมให้เป็นหลกั ปฏิบตั ผิ า่ นกระบวนการ ทาง
กฎหมาย การเข้าไปดูแลรบั ผดิ ชอบอย่า งใกลช้ ิดจากหน่วยงานท่ีเกีย่ วขอ้ ง เช่น กฎหมายท่จี ะลด
ความรุนแรงในกรณตี ่าง ๆ อาทิ ความรุนแรง ต่อสตรี เดก็ ความรุนแรงด้านเพศ การกระทารุนแรง
ต่อทารกในครรภอ์ ย่างเปน็ องคร์ วม รวมไปถึงการเข้าไปรบั ผิดชอบต่อความรุนแรงของหน่วยงาน
หรือองค์กรที่เกยี่ วข้องกับความรนุ แรงทกุ ชนิด เพื่อการยตุ คิ วามรุนแรงในองค์รวมตอ่ ไป
๒. จัดทา เปน็ หลักสตู ร หมายถึง การจัดทาเปน็ หลกั สูตร ชุดฝึกอบรม เพือ่ ใชก้ ับผู้มี
พฤตกิ รรมเสี่ยงตอ่ การใชค้ วามรุนแรงในลักษณะตา่ ง ๆ (ตามสภาพแต่กรณี ) ไดเ้ ขา้ เรียน ฝึกอบรม
เพอ่ื ทาใหเ้ ขาเหล่านน้ั ตระหนัก และเขา้ ใจตอ่ ความรุน แรงว่าเปน็ การลดทอนศักยภาพ ศกั ด์ิ ศรีของ
มนุษย์ ท้ังตระหนกั ว่าความไม่รุนแรง มคี วามสาคญั ท่จี ะสง่ เสรมิ ความสันตสิ ุขทัง้ ในชีวิ ต ทรัพย์
และความม่ันคงของชีวิต
๓.รณรงค์สง่ เสริมใหเ้ กิดผลในทางปฏบิ ัติ หมายถงึ สง่ เสริมให้เกิดความตระหนักผา่ นการ
รณรงค์ผ่านสอื่ หรอื สรา้ งชุด วามรู้ แบบเรยี น บรรจเุ ขา้ ไปในสถานศกึ ษา เพอ่ื ให้ผู้เรียน หรอื ผทู้ ี่มี
สว่ นเก่ยี วข้องมองเหน็ โทษ และภัยของความรนุ แรง โดยมผี ลมุ่งหวงั เปน็ การเห็นความสาคญั ของ
ความรุนแรง เพือ่ นาไปสกู่ ารปรบั เปล่ยี นเจตคติ ไปสู่ความไม่รนุ แรง เช่น ความรนุ แรงในกลุม่ วยั รุน่
ความรนุ แรงตอ่ ทารกในครรภ์ หรือความรุ่นแรงชนิดประเภทอ่ืน ๆ เป็นต้น
๔. เนน้ ให้เกิดการปฏบิ ตั ิ กระทาความไมร่ ุนแรงแรง ในองค์รวม หมายถงึ การใชเ้ ครื่องมอื
คือกฎหมาย ระเบยี บ และหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวข้องในการลดความรนุ แรงในทุกกรณี ในองค์รวมที่
๑๓๖
สมั พันธ์กับสมาชิกในเชิงบุคคล และสงั คมองค์ รวม ประหน่งึ การแกป้ ัญหามิใชฝ่ ่ายหน่ึงฝ่ายใด
กระทาแตต่ อ้ งสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ความเข้าในในองคร์ วมต่อทุกส่วนทเ่ี ก่ยี วข้องและมองเหน็ ปัญหาวา่
ความรนุ แรงเป็นสิง่ ทีต่ อ้ งรว่ มมือกันในการยตุ คิ วามรุนแรงนั้น
๕.๒.๓ อปุ สรรคและปญั หา
ผู้วจิ ยั ไดเ้ ขียนงานนเี้ ป็นรายงานใ นรายวิชา สัมมนา พระไตรปิฎก ในเทอมแรกของ
การศึกษา จนกระทั่งเรียนจบในช้ันเรยี นในเทอมที่ ๓ ทกุ สิง่ ทุกอย่างกห็ ยดุ ไป โดยเฉพาะการวิจัย
อย่างตอ่ เนื่องและการอา่ นหนงั สือเพือ่ ให้เกิดความตอ่ เนอ่ื งในเร่ืองขอ้ มูล กรอบคิดและทฤษฎี ดว้ ย
เหตุผลของการไปทากจิ กรรมอืน่ ทีน่ อกเหนอื จากการเรียน ทาใหง้ านการค้นคว้าในงานวจิ ัยน้ี ขาด
ความต่อเนือ่ ง และ สมบูรณ์เพยี งพอ เมื่อกลบั มาทางานอกี ครง้ั ในปสี ุดทา้ ยของการศึกษา ขอ้ จากัด
เหลา่ น้ีไดก้ ลายเป็นปัญหาของผวู้ ิจัย ผสมกับเวลาท่รี วบรดั “ปสี ดุ ท้าย” ท่เี มอื่ ลงมอื กลับมาทางาน
วจิ ยั อกี ครง้ั ทกุ อยา่ งจึ งต้องทาไปพรอ้ ม ๆ กัน ทงั้ วทิ ยานิพนธต์ วั หลกั ๑ เร่อื ง/เล่ม และสาระนิพนธ์
อีก ๒ เลม่ ทเี่ หลอื เพอื่ ใหท้ ันกับกรอบเวลาทีย่ งั มีอยู่ ดังนั้นเมอ่ื ตอ้ งทาพร้อมกันจึงดูเรง่ รีบ ฉกุ ละหก
จากดั ท้งั เวลา ขอ้ มลู และท่ีสาคัญอย่างยิ่งคือความพร้อมอย่างต่อเนือ่ ง ของข้อมูล จึงทาใหก้ าร
ทางานน้อี ยู่บนเงอ่ื นไข อันเปน็ เหตผุ ลทต่ี ้องยอมรับวา่ เป็นข้อจากัดของผ้วู ิจัยเอง