The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prdmr.pr, 2023-09-04 06:09:44

Abstract book-GEOTHAI2023

Abstract book-GEOTHAI2023

การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 79 Abstract: Oral แผนการบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ท่ากระดาน ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ณัฐธนากร สงประชา1 สุรีย์ ธีระรังสิกุล2 นราเมศวร์ ธีระรังสิกุล2 และ สุธาสินี กองมงคล1 1 กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี 2 62/3 อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี บทคัดย่อ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ท่ากระดาน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 เนื่องจากในปี พ.ศ. 2561 มีการค้นพบซากดึก ดำบรรพ์นอติลอยด์มีการสะสมตัวอยู่เป็นจำนวนมากและมีลักษณะสมบูรณ์ที่สุดที่พบในประเทศไทย มีศักยภาพพร้อมที่ จะพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ในอนาคต กรมทรัพยากรธรณีจึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการ อย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน การบูรณาการการทำงาน โดยมีแผนในการพัฒนาพื้นที่ เพื่อใช้เป็นแผนบริหารจัดการ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ขึ้นทะเบียนและเป็นการอนุรักษ์คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์อย่างยั่งยืน โดยในปี พ.ศ. 2566 กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ จึงจัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดำบรรพ์ท่า กระดาน จังหวัดกาญจนบุรี โดยศึกษา วิเคราะห์ความเหมาะสม จุดเด่น จุดด้อย ของการบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำ บรรพ์ โครงสร้างการบริหารจัดการอำนาจหน้าที่ หน่วยงาน เครือข่ายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และกฎหมายที่ เกี่ยวข้อง ทั้งนี้มีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ผู้นำท้องถิ่น นักวิชาการเชี่ยวชาญ และการประชุม ระดมความคิดเห็น ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระดาน จังหวัดกาญจนบุรี นำมาวิเคราะห์ประมวลผล จัดทำแนวทางการบริหารจัดการ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสถานภาพในปัจจุบัน โดยวางวิสัยทัศน์ไว้คือ “เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ด้านซากดึกดำบรรพ์ เชื่อมโยงวัฒนธรรม ท้องถิ่น ที่สมบูรณ์แบบ ในภาคตะวันตกของประเทศไทย” ประกอบด้วยแนวทางทั้ง 2 ด้าน คือ 1) แนวทางบริหาร จัดการด้านอนุรักษ์ คุ้มครอง และพัฒนา แหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัด กาญจนบุรี 2) แนวทางบริหารจัดการด้านท่องเที่ยวของแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งแผนงานโครงการทั้ง 2 แนวทาง ได้วางกรอบในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง โดยจัดทำเป็นแผนปฏิบัติ ในระยะ 5 ปี และระยะ 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการคุ้มครองแหล่ง ซากดึกดำบรรพ์และซากดึกดำบรรพ์พ.ศ. 2566 - 2580 และแผนปฏิบัติการการคุ้มครองแหล่งซากดึกดำบรรพ์และ ซากดึกดำบรรพ์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570)ทั้งนี้ แผนบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนแหล่ง ซากดึกดำบรรพ์ท่ากระดาน จังหวัดกาญจนบุรี ยังเสนอกลไกการขับเคลื่อนิ การตรวจติดตาม และประมวลผลเพื่อให้ การนำแผนไปสู่การปฏิบัต้เกิดประสิทธิภาพบรรลุตามวัตถุประสงค์รวมถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จ ที่เกื้อหนุนให้แผน บริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ท่ากระดาน จังหวัดกาญจนบุรี สู่ความสำเร็จในการปฏิบัติ คำสำคัญ: ท่ากระดาน แหล่งซากดึกดำบรรพ์นอติลอยด์แนวทางการบริหารจัดการ การขับเคลื่อนแผน


| 80 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral แหล่งซากดึกดำบรรพ์รอยตีนสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคไทรแอสซิกตอนปลาย หมวดหินห้วยหินลาด จังหวัดเพชรบูรณ์ กฤษณะ สุดชา1 * ธิดา ลิอาร์ด2 พรนภา ปะวะโก1 เกษฎาภรณ์ เครือภักดี1 กมลลักษณ์ วงษ์โก3 และ โรมัง ลิอาร์ด4 1 ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ จังหวัดขอนแก่น 2พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ 3พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดลำปาง 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ แหล่งซากดึกดำบรรพ์รอยตีนสัตว์มีกระดูกสันหลัง ในพื้นที่อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ พบใน ชั้นหินตะกอนยุคไทรแอสซิกตอนปลาย หมวดหินห้วยหินลาด จำนวน 3 แหล่ง ได้แก่ แหล่งรอยตีนบ้านนาพอสอง พบรอยตีนสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกอาร์โคซอร์เดินด้วยสี่ขา จำนวนสามแนวทางเดิน บนชั้นหินทรายเนื้อละเอียด สีน้ำตาลแกมเทา ที่วางตัวอยู่ใต้ชั้นหินโคลนสีเทาชั้นหนาของหน่วยหินพรานบา หมวดหินห้วยหินลาด รอยตีนหน้ามี ขนาดเล็กกว่าตีนหลัง รอยตีนหลังมีลักษณะยาว ปรากฏรอยนิ้วสี่นิ้ว คือนิ้วทีสอง สาม และ สี่ มีลักษณะยาว ส่วนนิ้วที่ ห้า มีลักษณะสั้น แหล่งรอยตีนตาดฟ้า พบรอยตีนสัตว์มีกระดูกสันหลังอย่างน้อยสี่แนวทางเดิน บนชั้นหินทรายสลับ ด้วยหินโคลนสีเทาดำของหน่วยหินตาดฟ้า หมวดหินห้วยหินลาด รอยตีนปรากฏรอยนิ้วสี่นิ้ว คือนิ้วที่ สอง สาม และสี่ ที่มีลักษณะปลายนิ้วทู่ ส่วนนิ้วที่ห้า ปรากฎรอยกรงเล็บ แต่ไม่พบร่องรอยของนิ้วที่หนึ่ง และแหล่งที่มีการค้นพบล่าสุด คือแหล่งรอยตีนตาดใหญ่ พบรอยทางเดินของสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ ที่เดินด้วยสี่ขา แสดงลักษณะรอยตีน หน้าเป็นวงรีแคบ และรอยตีนหลังเป็นรูปวงกลม บนชั้นหินโคลนสีน้ำตาลแกมเทา ของหน่วยหินตาดฟ้า หมวดหิน ห้วยหินลาด แหล่งซากดึกดำบรรพ์รอยตีนตาดใหญ่นี้อาจเป็นรอยตีนไดโนเสาร์ซอโรพอดที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศ ไทย และควรทำการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ข้อมูลเจ้าของรอยตีนต่อไป การสะสมตัวของหินตะกอนในแหล่งซาก ดึกดำบรรพ์ทั้ง 3 แหล่ง เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแอ่งสะสมตะกอนกึ่งกราเบน ที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในยุค ไทรแอสซิกตอนปลาย แหล่งซากดึกดำบรรพ์รอยตีนเหล่านี้เป็นนัยสำคัญทางบรรพชีวินวิทยาของพื้นที่อุทยานธรณี เพชรบูรณ์ ควรแก่การเป็นแหล่งศึกษาวิจัยและการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนต่อไป คำสำคัญ: ซากดึกดำบรรพ์รอยตีนสัตว์มีกระดูกสันหลัง ยุคไทรแอสซิกตอนปลาย หมวดหินห้วยหินลาด อุทยานธรณี เพชรบูรณ์


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 81 Abstract: Oral Late Triassic Vertebrate footprint sites in Huai Hin Lat Formation, Petchabun Province Krishna Sutcha1 *, Tida Liard2 , Phonnapha Pawako1 , Ketsadaporn Khuapakdee1 , Kamonlak Wongko3 and Romain Liard4 1 Phu Wiang Fossil Research Center and Dinosaur Museum, Khon Kaen 2 Sirindhorn Museum, Kalasin 3Museum of Fossil, Geology and Natural Science, Lampang 4 Faculty of Humanities and Social Sciences, Khon Kaen University, Khon Kaen *E-mail: [email protected] ABSTRACT Three vertebrate footprint sites have been discovered in Nam Nao District, Phetchabun Province, Thailand. The sites are exposed in Late Triassic terrestrial sedimentary strata of Huai Hin Lat Formation. The Na Pho Song footprint site contains the tracks of quadrupedal archosaurians. The manus is smaller than the pes, and the pes is elongate in shape. Digits II, III, and IV are long, but digit V is reduced. Three trackways are preserved on a greyish brown very fine sandstone slab, which is underlain by massive grey mudstone of the Phran Ba member. The Tad Fa footprint site contains at least four trackways of bipedal tetradactyl tracks. The digit V is slender with a claw mark and the digit I is missing. The trackways are preserved on a sandstone slab interbedded with blackish grey mudstone of the Dat Fa member of Huai Hin Lat Formation. The Tad Yai footprint site contains the tracks of large quadrupedal vertebrates. The manus is ellipsoid in shape and the pes is circular in shape. The tracks are deeply incised, indicating that they were made by large vertebrates. The tracks are preserved on greyish brown mudstone of the Dat Fa member of Huai Hin Lat Formation. The Tad Yai footprints may be the oldest known sauropod footprints in Thailand but the site needs further examinations to determine the trackway makers. The depositional environment of these sites is a half graben basin with a Late Triassic biodiversity. These sites show significant paleontological value to the Phetchabun Geopark and they should be the object of a dedicated research and conservation program. Keywords: Vertebrate footprint, Late Triassic, Huai Hin Lat Formation, Petchabun Geopark


| 82 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral แหล่งทรายนอกชายฝั่ง ความหวังฟื้นฟูชายหาดท่องเที่ยวไทย พื้นที่ศึกษาหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สำราญ ประพัฒน์ กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรัพยากรธรณี บทคัดย่อ การสำรวจธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ทางทะเล บริเวณนอกชายฝั่ง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อจัดทำแผนที่และ ข้อมูลทางวิชาการด้านการสะสมตัวของชนิดตะกอนและธรณีสัณฐานพื้นทะเล เพื่อสนับสนุนการกำหนดแนวทางหรือ มาตรการในการบริหารพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนการจัดการการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งชายหาดชะอำ ถือเป็นพื้นที่ ท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากมีชายหาดที่ทอดยาวและหาดทรายที่ละเอียด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายบริเวณตลอดแนวชายหาดชะอำ กำลังถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง ส่งผลให้แนวชายหาดมีขนาดแคบและชัน เกิดคลื่นกระโจนฝั่ง ไม่เหมาะแก่การท่องเที่ยว การดำเนินการเสริมทรายชายหาดเพื่อปรับสภาพพื้นที่หน้าหาดให้กว้างขึ้น และมีความลาดชันน้อยลง จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว ให้กลับมาสวยงามและดึงดูด นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่มากขึ้น การสำรวจธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์พื้นทะเล สามารถกำหนดขอบเขตแหล่งทรายใต้น้ำ จำนวน 3 แหล่ง ในบริเวณนอกชายฝั่งอำเภอชะอำ เป็นแนวสันดอนทรายใต้น้ำขนาดใหญ่สุดวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ - ตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากฝั่งอำเภอชะอำประมาณ 10 กิโลเมตร ที่ระดับความลึกน้ำเฉลี่ย -10 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปานกลาง มีความกว้างเฉลี่ย 5 กิโลเมตร และยาวถึง 20 กิโลเมตร โดยตะกอนทรายมีขนาดตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียดมาก แนวถัดมาวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ห่างจากชายฝั่งชะอำประมาณ 20 กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ 2.5 กิโลเมตร และ ยาวถึง 25 กิโลเมตร ที่ระดับความลึกน้ำเฉลี่ย -23 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตะกอนส่วนใหญ่มีขนาดละเอียด มากจึงอาจไม่เหมาะแก่การนำมาใช้ และแหล่งทรายนอกชายฝั่งอำเภอท่ายาง วางตัวอยู่เหนือสุดระหว่าง 2 แนวข้างต้น อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 9 กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ 2 กิโลเมตร และยาว 11 กิโลเมตร ที่ระดับความลึกน้ำเฉลี่ย - 13 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตะกอนทรายมีขนาดหยาบถึงละเอียดมาก ซึ่งพื้นที่ตะกอนทรายทั้งหมดครอบคลุม พื้นที่มากถึง 972 ตารางกิโลเมตร แต่เมื่อพิจารณาถึงตะกอนทรายขนาดหยาบถึงละเอียด พบว่ามีพื้นที่รวม 115 ตารางกิโลเมตร และตะกอนทรายขนาดหยาบถึงปานกลางมีพื้นที่เพียง 14 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งการวิเคราะห์ขนาด ตะกอนทรายหน้าหาดชะอำ พบว่าตะกอนทรายส่วนใหญ่มีขนาดปานกลางถึงละเอียด การเจาะสำรวจตะกอนทรายในพื้นที่ดังกล่าวร่วมกับการแปลความหมายธรณีฟิสิกส์ พบว่าบริเวณสัน ดอนทรายใต้น้ำนอกชายฝั่งอำเภอชะอำมีความหนาสูงสุดประมาณ 5 เมตร โดยส่วนใหญ่เป็นตะกอนทรายขนาดปานกลาง ถึงละเอียด สีเทาปนน้ำตาล ในขณะที่แนวสันดอนทรายนอกชายฝั่งอำเภอท่ายางมีตะกอนทรายหนาประมาณ 2 เมตร ขนาดปานกลางถึงละเอียด สีเทาปนน้ำตาล ซึ่งการแปลความหมายทางธรณีฟิสิกส์พบว่าแนวสันดอนทรายใต้น้ำทั้ง 2 แนว นี้มีการสะสมตัวต่อเนื่องจากฝั่งออกไปยังทะเล จึงเป็นไปได้ว่าจะเป็นแนวชายฝั่งในอดีต คำสำคัญ: หาดชะอำ แหล่งทรายนอกชายฝั่ง เสริมทรายชายหาด


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 83 Abstract: Oral แผนที่แสดงสัณฐานพื้นทะเลและรูปแบบการกระจายตัวของชนิดตะกอน แผนที่แสดงขอบเขตการกระจายตัวตามขนาดของตะกอนทราย


| 84 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral ไดโนเสาร์ในจังหวัดหวัดหนองบัวลำภู ประเทศไทย ธนโชติ บูรณ์เจริญ1* อดุลย์ สมาธิ2,3 สุรเวช สุธีธร1,3,4กฤษณะ สุดชา5 วราวุธ สุธีธร3 1 สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2 สถาบันวิจัยวลัยรุกเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3หน่วยวิจัยไดโนเสาร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 4 ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 5 ศูนย์วิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ จังหวัดหนองบัวลำภู ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นจังหวัดที่พบไดโนเสาร์ หลากหลายกลุ่มในต้นยุคครีเทเซียส อย่างไรก็ตามหนองบัวลำภูกลับได้รับความสนใจในเรื่องไดโนเสาร์น้อย ทั้งจาก แวดวงวิชาการและจากสาธารณะ ในงานวิจัยนี้ ได้ศึกษาอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพของซาก ดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่พบในจังหวัดหนองบัวลำภู บางชิ้นถูกค้นพบเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่บางชิ้นถูกพบเมื่อไม่ นานมานี้ จากการศึกษาพบว่า ในหมวดหินเสาขัว มีการค้นพบไดโนเสาร์ซอโรพอดที่ยังไม่สามารถระบุกลุ่มแน่ชัด กลุ่มนีโอซอโรพอด และไททันโนซอริฟอร์ม รวมถึงแบรคิโอซอริด และซอมโฟสปอนไดลานอย่าง ภูเวียงโกซอรัส ส่วนไดโนเสาร์เทอโรพอด ประกอบไปด้วย สไปโนซอริด วายุแรปเตอร์ เทอโรพอดขนาดใหญ่ที่ยังไม่ทราบแน่ชัด และ เทอโรพอดขนาดเล็กที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ จระเข้ เต่า ปลา และ ฉลามน้ำจืด บ่งชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกับแหล่งซากดึกดำบรรพ์ในหมวดหินเสาขัวแหล่งอื่น ๆ ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย สำหรับหมวดหินโคกกรวด มีการค้นพบสไปโนซอริด แต่ยังไม่มีรายงานการพบ ไดโนเสาร์กลุ่มอื่น ซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ ฉลามน้ำจืด และจระเข้ ซึ่งอาจเกิดจากความ เอนเอียงโดยการสุ่มตัวอย่าง หรือเกิดจากสภาพแวดล้อมบรรพกาล หรือเกิดจากขั้นตอนการกลายสภาพเป็นซาก ดึกดำบรรพ์ งานวิจัยนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการสำรวจและวิจัยซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังใน มหายุคมีโซโซอิก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในอนาคต คำสำคัญ: ซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ยุคครีเทเซียสตอนต้น จังหวัดหนองบัวลำภู ประเทศไทย ความหลากหลายทาง ชีวภาพ


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 85 Abstract: Oral Dinosaurs in Nong Bua Lamphu Province, Thailand Tanachot Boonjarern1* Adun Samathi2,3 Suravech Suteethorn1,3,4 Krishna Sutcha5 and Varavudh Suteethorn3 1Department of Biology, Faculty of Science, Mahasarakham Univerity, 2 Biodiversity and Conservation Research Unit, Walai Rukhavej Botanical Research Institute, 3Dinosaur Research Unite, Mahasarakham University, 4 Palaeontological Research and Education Center, Mahasarakham University 5 Phu Wiang Fossil Research Center and Dinosaur Museum *E-mail: [email protected] ABSTRACT Nong Bua Lamphu Province, northeastern Thailand, bear several localities that yield various groups of dinosaurs in the Lower Cretaceous. However, this area has received relatively little attention from the scientific community and the public. Here we report dinosaur materials recovered from this region, some found decades ago, while others discovered recently. We identify and discuss their taxonomy and biodiversity. In the Barremian Sao Khua Formation, sauropods were represented by an indeterminate sauropod, a neosauropod, and titanosauriforms, including probable brachiosaurid and non-titanosaur somphospondylans Phuwiangosaurus. Theropod dinosaurs were represented by spinosaurids, an early branching megaraptoran Vayuraptor, a large indeterminate theropod, and small indeterminate theropods. Other vertebrate groups, including crocodilians, turtles, fishes, and sharks, indicate a similar composition to other Sao Khua Formation communities in northeastern Thailand. The Aptian–Albian Khok Kruat Formation yields spinosaurid theropods, but no other dinosaurs have been reported so far. Other vertebrate groups are represented by freshwater sharks and crocodilians. This may be due to sampling bias, environmental, or taphonomic conditions. This study provides the basis for future paleontological exploration and research of Mesozoic vertebrates in northeastern Thailand. Keywords: Dinosaur fossils, Early Cretaceous, Nong Bua Lamphu, Thailand, biodiversity


| 86 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral 35 years: The study of the Chaiburi Formation, Triassic, Phatthalung Province Kittichai Tongtherm1 * Apsorn Sardsud2 Terapon Wongprayoon2 Doungrutai Saesaengseerung2 Denchok Manchai2 Anuwat Treerotchananon2 Chandech Jantarut2 Cholnipha Fakseangsa2 and Cherdchan Pothichaiya3 1 Princess Maha Chakri, Sirindhorn Natural History Museum, Prince of Songkla University, Songkla, Thailand 2Geological Survey Division, Department of Mineral Resources, Bangkok, Thailand 3Department of Mineral Resources, Rayong, Thailand *E-mail: [email protected] ABSTRACT Triassic carbonate rocks of the Chaiburi Formation in the Phatthalung area, lower peninsular Thailand, are widely distributed as isolated mountains in the plain formed by Quaternary sediments. Geological and Paleontological studies of the Chaiburi Formation began 3 5 years ago when Igo et al. (1988) reported Triassic conodont from Khao Chiak and continued when Ampornmaha (1995) proposed the Chaiburi Formation for marine carbonate that was distributed in Phatthalung. Since then, fossils have been studied only as index fossils for the determination of the age of rock from assemblages of fossils. At present, fossil research extends to systematics and evolution studies, biostratigraphy, biozonation, and paleoecology. Recently, more than 1 8 international publications have been published from the Chaiburi Formation (Igo et al., 1988; Mazin et al., 1991; Sashida and Igo, 1992; Adachi et al., 1993; Ampornmaha, 1995, 1996; Sashida et al., 1999; Tongtherm et al., 2016a, b; 2017a, b; 2018, 2020a, b; 2021, 2023; Ueno et al., 2003; Sardsud et al., 2017). More than 5 localities have reported fossils: radiolarians (6 species), echinoderms (2 species), nautiloids (1 1 species), ammonoids (51 species), conodonts (75 species), and ichthyosaurs (1 species), this report included three new genera and nine new species. Nowadays, Princess Maha Chakri, Sirindhorn Natural History Museum, Prince of Songkla University have a cooperation project with the Geological Survey Division, Department of Mineral Resources Thailand, to study the Chaiburi Formation in more than 1 4 areas, and we have discovered ammonoid from a dolomite bed in Chao Chiak, Mueang Phatthalung, which can be correlated with the upper part of the dolomite at Khao Thong section, Khuan-khanun District in PKT 24-1 (Idahocolumbites Zone, Idahocolumbites phatthalungensis beds, lower Spathian). Keywords: Chaiburi Formation, Fossil, Phatthalung


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 87 Abstract: Oral Biodiversity of Permian marine fossil in Ban Phot fossil site, Phetchabun province, Thailand Adulwit Kaweera1 *, Kasidit Eiamlaor2 , Watcharanon Juknin1 , Nattakit Saengsuwan1 , Navapol Sudjai3 , Worawan Tamsuksont1 and Chawanluck Wongphul1 1 Fossil Protection Division, Department of Mineral Resources 2Department of Geology, Faculty of Science, University of Chulalongkorn 3Geological Survey Division, Department of Mineral Resources *E-mail: [email protected] Abstract Ban Phot fossil site in Nong Phai district, Phetchabun Province covers approximately 64 square kilometers. The discovery of abundant marine fossils in limestone interbedded with calcareous shale and chert of Tak Fa Formation indicated in Early to Middle Permian in age. There are more than 30 fossil sites have been explored which are divided into 8 zones. Over 100 fossil taxa foundincluding brachiopods, bryozoans, fusulinids, anthozoans, poriferans, crinoids, echinoids, gastropods, nautiloids, ammonoids, bivalves, trilobites, stromatolites, and trace fossils which considered to one of the highest biodiversity of Permian marine fossil in Thailand. There are 6 fossil sites with the high potential assessment fossil site, high academic value and highly suitable for conservation and development including Sap Haeng fossil site no. 1, Sap Ta Bo fossil site no. 1, Sap Haeng fossil site no. 2, Khao Sap Nam Khwaen fossil site no. 1, Khao Lom fossil site and Sap Noi fossil site no. 1, respectively. Keywords: Permian, biodiversity, fossil, fossil site


| 88 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral Geophysics for Geohazard Evaluation of Sinkhole Hazard and Landslide Susceptibility Using Electrical Resistivity Tomography Rungroj Arjwech Department of Geotechnology, Faculty of Technology, Khon Kaen University E-mail: [email protected] Abstract The use of electrical resistivity surveys as a geophysical method for evaluating the risk of sinkholes and landslides has become a key instrument in the management of geohazards. In order to reveal the complex geological and hydrological circumstances that lead to these dangerous events, our approach takes advantage of differences in subsurface electrical resistivity. Significant dangers from landslides and sinkholes to infrastructure, communities, and the environment call for thorough research and mitigating measures. It emphasizes how this method can map subsurface heterogeneity that is essential to slope instability and sinkhole formation, delineate moisture content, and find holes or cavities. Due to its capacity to offer insightful knowledge about subsurface factors impacting slope stability, the use of electrical resistivity surveys in the assessment of landslide threats has attracted considerable attention. This geophysical technique uses differences in electrical resistivity to identify structural abnormalities, moisture content, and subsurface material heterogeneity. Electrical resistivity studies provide a non-invasive and economical way to define geological strata that contribute to slope instability, identify possible risk zones, and detect moisture accumulation in the context of landslides. By outlining case studies and recent developments in the field of study that help in the early detection and management of landslide-prone areas. Electrical resistivity surveys have become a potent tool for understanding the intricate subsurface processes that result in sinkhole development when used in sinkhole hazard assessment. Sinkholes, which are caused by the breakdown of subsurface rock formations, pose serious risks to land use planning. A non-invasive and effective way to map differences in subsurface conductivity and identify probable cavities and voids is through electrical resistivity studies. It emphasizes the method's ability to spot locations with altered subsurface structure and moisture content, both of which are crucial for foretelling and preventing sinkhole occurrences. By displaying case studies and new research findings that improve the assessment of sinkhole hazards and aid in making wise choices for safer urban and rural development. Keywords: Electrical resistivity tomography, Slope susceptibility, Sinkhole collapses, Cavity References Arjwech, R., Ruansorn, T., Schulmeister, M., Everett, M. E., Thitimakorn, T., Pondthai, P., & Somchat, K. (2021). Protection of electricity transmission infrastructure from sinkhole hazard based on electrical resistivity tomography. Engineering Geology, 293, 106318. Arjwech, R., Phothaworn, T., Chaisuriya, S., Thitimakorn, T., & Pondthai, P. (2023). Evaluation of Slope Susceptibility Using 2D Electrical Resistivity Tomography Supplemented with Spatial Resistivity Change. Geotechnical and Geological Engineering, 1-17.


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 89 Abstract: Oral Microfacies and palaeoenvironments of late Cisuralian and Guadalupian (early to middle Permian) alatoconchid-bearing limestone in Loei fold belt, Indochina Terrane Mongkol Udchachon1 , Hathaithip Thassanapak1,2*, Clive Burrett1 , Seksan Chaidrusasmee1 , Michal Krobicki3 and Pradit Nulay4 1 Centre of Excellence in Basin Studies and Applied Palaeontology, Palaeontological Research and Education Center, Mahasarakham University, Maha Sarakham 2Department of Biology, Faculty of Science, Mahasarakham University, Maha Sarakham 3 AGH University of Science and Technology, Faculty of Geology, Geophysics and Environmental Protection, Department of General Geology and Geotourism, Mickiewicza 30, 30-059 Kraków, Poland 4Department of Mineral Resources, Bangkok, Thailand Abstract This study presents the first record of early Permian alatoconchid bivalves from Thailand -the Erawan section, in the north of Loei fold belt with prolific fusulines in association with gastropods, brachiopods. Fusuline taxa are dominated by Pseudofusulina sp. with Darvasites sp., Staffella cf. labanalensis, Staffella sp., Nankinella sp., Neofusulinella sp., Schubertella sp., Pamirina darvasica, Pseudoendothyra sp. and others indicating an Artinskian age. Fusuline wackestone with common, wellpreserved smaller foraminifers, Pseudovermiporella sp. and ostracods are indicators of a restricted lagoon environment with low to moderate water circulation. These fossils, along with well-preserved, articulated alatoconchids in life-position, support the autochthonous nature of the deposits. Algal laminites, rip-up clasts and siliciclastic influx suggest an intertidal environment during a sea level low-stand. In the central part of the fold belt, the Pak Chong section exhibits intervals of alatoconchid biostromes and coquinites. Carbonate build-ups of the alatoconchid biostromes with gregarious bivalves, in life position embedded in a micritic wackestone matrix, suggest their preferred life habit and environment. While the bivalve coquinites contain packed bivalve shells and fragments in densely packed bioclastics and skeletal debris, the dark gray to black, fine packstone matrix indicate a high energy event. This rock fabric along with common fusuline storm sheets suggests occasional storm events in a restricted, with moderate water circulation to open lagoon environment. Fusulines are predominated by staffellids and others including Staffella sphaerica, Staffella sp., Sphaerurina croatica, Pisolina subsphaerica, Nankinella sp. Neoschwagerina simplex, Presumatrina sp., Afghanella sp. and others indicate a Wordian (middle Permian) age. In the southern portion of the fold belt along the Thai-Cambodian border, the Khao Taa Ngog section contains limestone with alatoconchid shells with massive rugose corals which formed local carbonate build-ups in high-energy open platform environments. Poorly sorted bioclasts with common fusuline tests, shell fragments and coated grains dispersed in a peloidal, micrite matrix suggest an open marine, lagoon, back reef environment. The occurrence of a fusuline assemblage including Neoschwagerina sp., Yabeina sp., Lepidolina sp., Codonofusiella sp., Verbeekina verbeeki and Chusenella sp. indicates the Capitanian (late middle Permian, ~264-260 Ma). Keywords: Indochina Terrane; Carbonate build-ups; Microfacies; Permian; Depositional environment


| 90 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral Petrography of high-grade olivine-spinel-humite marble within the Mae Ping Fault Zone, Tak Province, Thailand Preyaporn Chaiyawong, John Booth and Prayath Nantasin* Department of Earth Sciences, Faculty of Science, Kasetsart University *E-mail: [email protected] ABSTRACT This is a study of the mineral assemblages found in an impure dolomite marble formed within the Mae Ping Fault Zone, which crops out over a distance of some 60 m in a road cut of Highway 12, about 25 kms west of Tak. Based on regional stratigraphy the protolith of marble is thought to have been an Ordovician impure dolomite. It is surrounded by leucocratic (primarily Kfeldspar + quartz) gneisses that have been highly strained, as evident by mylonite fabrics, and metamorphosed to at least uppermost amphibolite grade. The gneisses contain fibrolitic sillimanite inter-grown with biotite, but do not contain primary muscovite. This suggests that they are in the upper sillimanite zone, having experienced the “second sillimanite” reaction: muscovite + quartz → sillimanite + K-feldspar + H2O. The marbles must have suffered a similar degree of strain as the surrounding gneisses, but have largely recrystallised, showing little evidence of any foliation or lineation. There are no indications as to the stratigraphic way up of the section. Chemicals were not available for staining to determine the amount of dolomite and calcite in each thin section, although in some cases dolomite could be positively identified as present based on characteristic twinning/cleavage geometry. Based on optical identification of their primary mineral assemblages in thin section, the logged interval can be divided into 5 units, 3 of which are marbles and the other 2 are calc-silicates. The latter are probably multiple thin layers with the marbles. These units are from west to east: Marble A Cc / Dol + diopside + scapolite + titanite ± phlogopite ± albite Calc-silicate B Calcite + diopside + K-feldspar + albite Marble C Cc / Dol + olivine + spinel ± phlogopite Calc-silicate D Calcite + diopside + K-feldspar + titanite ± corundum Marble E Cc / Dol + olivine + spinel + phlogopite + humite Retrograde alteration is limited, most evident in the calc-silicates or restricted to the immediate vicinity of thin fractures or crush zones in the marbles. This alteration is primarily hydrous, involving tremolite after diopside, serpentine after olivine, and chlorite after both spinel and phlogopite. The primary mineral assemblages are divariant in the CaO–SiO2–MgO–H2O–CO2 system. Given the absence of tremolite and talc from the primary assemblages and no relict phases seen as inclusions within porphyroblasts. It is assumed that all prograde reactions went to completion.


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 91 Abstract: Oral Providing the optical identification of the mineral assemblages are correct the peak metamorphic PT conditions can be constrained by reference to various published petrogenic grids and isobaric T-XCO2 diagrams. As the mylonitic gneisses contain fibrolitic sillimanite and no primary muscovite, it is assumed that their peak metamorphic grade was above the “second sillimanite”. This reaction occurs between 610 O C/2.3 Kbar and 775 O C/9.3 kbar. Regional geology suggests that these gneisses equilibrated at the higher temperature and pressure end of this range. It is assumed that the fluid phase in the marbles was externally buffered by H2O produced by the coeval metamorphism of the surrounding gneisses. As such it probably always had a relatively low partial pressure of CO2. This assumption is consistent with olivine and humite bearing assemblages in some of the marbles, phases which do not coexist with even moderate partial pressures of CO2. Published T-P-XCO2 diagrams for the metamorphism of siliceous dolomite under typical orogenic conditions indicate that, at a CO2 partial pressure of 0 .1 5, the assemblages of the studied marbles indicate peak metamorphism would have reached around 750 O C and 9kbar. The peak metamorphic temperatures and pressures indicated by the assemblages in the marbles are consistent with the stable aluminosilicates being kyanite rather than sillimanite. However, the indicted PT conditions are just above the sillimanite – kyanite univariant line and this polymorph transition is frequently overstepped. In addition, such a discrepancy could be accounted for the inherent uncertainties in the petrogenic grids and PTXCO2 diagrams. Nevertheless, it is concluded that peak metamorphism of the studied marbles occurred in the transition zone between upper amphibolite and lower granulite facies. Keywords: Mae Ping Fault zone, Tak, Marble, Spinel, Corundum


| 92 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral Preliminary study of quartz vein characteristics at Si Mongkol, Saiyok, Kanchanaburi: Insight from quartz petrography Sorada Wangsereekul and Apivut Veeravinantanakul* Mahidol University, Kanchanaburi Campus *E-mail: [email protected] ABSTRACT This study investigates the characteristics of quartz crystals from Si Mongkol, Kanchanaburi, aiming to identify impurities within quartz veins. In this area, three distinct NW-SEoriented quartz veins underwent thorough petrographic observation. The first quartz vein, situated in the south of the deposit with the length, measures of 350 meters comprises four types: white, green, dark grey, and dark grey banded. White quartz, opaque with small black spots, exhibits subhedral to anhedral crystal shapes. Fine-grained quartz crystal sizes range from 1 to 20 μm, with minor mediumto coarse-grained quartz varying from 20 to 1,500 μm. Detected impurities include sericite and muscovite. Green quartz, opaque to slightly translucent, displays fine-grained quartz (1 to 20 μm) dominating over medium- to coarse-grained quartz (20 to 1,000 μm) and contains sericite. Translucent dark grey quartz is composed of coarse- to fine-grained subhedral to anhedral crystals (1 to 1,000 μm) with sericite and iron impurity clusters. Quartz with dark grey bands is slightly translucent, solely comprising fine-grained quartz (1 to 20 μm) and sericite, indicating evidence of alteration. The black banded area shows long streaks of red iron staining. The second and third quartz veins, located along mountain slopes, have the length of 480 and 100 meters , respectively. Quartz from the second vein are opaque with white and red colors and mainly consists of fine-grained (1 to 20 m) with sericite as impurities. Quartz from the third vein shares similar color and petrographic characteristics with the white quartz in the first vein. Keywords: quartz, impurities, petrography, vein, Kanchanaburi


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 93 Abstract: Oral Sedimentology, Lithostratigraphy and Fossil assemblage at Ban Phu Khao Thong, Kham Pha-Ung Sub-district, Pho Chai District, Roi Et Province Pradit Nulay Department of Mineral Resources Abstract The data of studying on sedimentology and fossil assemblages are required for fossil protection and management on the fossil site following the Fossil Protection Act B.E. 2551of the Kingdom of Thailand. Based on the preliminary report indicated that at Phu Kum Khao, Ban Phu Khao Thong, Kham Pha-Ung Sub-district, Pho Chai District, Roi Et Province contain abundant bed of bivalves which can be the important evident for the study of history of the earth as well as the study of paleo-environment. However, there is no detailed study on the geology and stratigraphy that can be used for future planning and developing as well as to protect the site in accordant with the Fossil Protection Act B.E. 2551of the Kingdom of Thailand. So this study is aim to carried out the detailed study focusing on geology, stratigraphy and fossil assemblage. The result indicate that geology of Phu Khum Kao, Ban Phu Khao Thong, Kham Pha-Ung Sub-district, Pho Chai District, Roi Et Province in northeastern Thailand is the upper Sao Khua Formation. The rocks are composed of reddish brown, mudstones, siltstones, sandstone and intraformational conglomerate. Sandstones are intercalated in the lower and middle parts and are dominant in the upper showing the fining upward sequence. The sequence is approximately 15 meterthick which can be divided into six lithostratigraphic units (Units I-VI) in ascending order. Unit I consists mainly of sandstone. Units II and III are characterized by the repeated cycle of fining upward sequences of active channels in an meandering river system including channel floor lag deposit, point bar sand and flood plain fine-gained sediment. Unit IV consists mainly of a thin bedded sandstone of crevasse splay. Unit V and VI are composed of flood plain deposits/ back swamps/ ponds which are characterized by reddish brown mudstone, siltstone intercalated with thin bedded sandstone and conglomerate of crevasse splay. Faunas are abundant in the Unit V containing the Early Cretaceous bivalves of the Superfamily Trigonioidoidea including Pseudohyriasp., Yunnanoconchasp., Nippononaia sp. Trigonioides (Diversitrigonioides) sp, Trigonioidoidea fam. et gen. indet. 1, Trigonioidoidea fam. et gen. indet. 2, Trigonioidoidea fam. et gen. indet. 3, Trigonioidoidea fam. et gen. indet. 4 and Trigonioidoidea fam. et gen. indet. 5 . Of these, Pseudohyria sp. is the most abundant with more than 6 , 0 0 0 samples. Subsequently, this fossil assemblage can be correlated with Pseudohyria (Matsumotoina) somanai – Trigonioidoidea fam. indet assemblage Tumpeesuwan (2010) suggesting the late Barremian age (±128 Ma). To sum up, this area is the largest site with the most abundant, good preserved and the most diversity of bivalve’s fossil in the Sao Khua Formation in Thailand. Keywords: Lithostratigraphy, Early Cretaceous, Sao Khua Formation, Pseudohyria sp.


| 94 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Oral The forgotten dinosaur from the Phu Wiang Dinosaur Valley, Khon Kaen Geopark Suravech Suteethorn1 * Adun Samathi1 Kongkrapan Chaitongsri1 Kmonvish Lawan1 Krishna Sutcha2 Sutham Wongchan3 and Varavudh Suteethorn4 1Mahasarakham University, 2Department of Mineral Resources, 3 Phu Wiang National Park, 4Dinosaur Research Unit *E-mail: [email protected] ABSTRACT The first dinosaur bone in Thailand was discovered in 1976 at Huai Pratu Tee Ma, Wiang Kao District, Khon Kaen Province, by the Uranium Exploration team led by Mr. Sutham Yaemniyom. It is the distal part of the femur of the sauropod dinosaur. In 1978, bones were found bedded in hard rock near where the first bone was found. But at that time, the expedition team had no knowledge of paleontology and excavation equipment. In 1981, the Thai-French expedition team began exploring the Phu Wiang Valley area. Therefore the bones at Huai Pratu Tee Ma (PW 3) were confirmed as dinosaur bones. But no further excavations have been done at this site. Due to the tough rock caused, dinosaur bones are still bedded in situ. There was no research until the establishment of the Khon Kaen Geopark. Therefore, the rock matrix was extracted to show the bones more clearly. But there is a lack of budget support, so no research study exists. Recently, Khon Kaen Geopark has been applying for assessment to be a global geopark. It is an excellent opportunity to study the mysterious dinosaur bones of the Huai Pratu Tee Ma after 47 years of waiting. Keywords: Dinosaur, Phu Wiang, Huai Phatu Teema, Geopark


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 95 Abstract: Oral ไดโนเสาร์ที่ถูกลืม จากหุบเขาไดโนเสาร์ภูเวียง อุทยานธรณีขอนแก่น สุรเวช สุธีธร1 * อดุลย์ สมาธิ1 คงกระพัน ไชยทองศรี1 กมลวิช ลาวัลย์1 กฤษณะ สุดชา2 สุธรรม วงษ์จันทร์3 และ วราวุธ สุธีธร4 1 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2 กรมทรัพยากรธรณี 3 อุทยานแห่งชาติภูเวียง 4หน่วยวิจัยไดโนเสาร์ *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ กระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของประเทศไทย ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2519 ที่ห้วยประตูตีหมา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่นโดยคณะสำรวจแร่ยูเรเนียม นำโดยคุณสุธรรม แย้มนิยม เป็นชิ้นส่วนกระดูกส่วนปลายของกระดูก ต้นขาท่อนบน (femur) จากการสำรวจภายหลัง ในปี พ.ศ. 2521 มีการพบกระดูกฝังอยู่ในชั้นหินแข็ง ใกล้กับจุดที่พบ กระดูกชิ้นแรก แต่ในเวลานั้น คณะสำรวจยังไม่มีความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาและอุปกรณ์สำหรับการขุดค้น จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2524 คณะสำรวจไทย-ฝรั่งเศส เริ่มการสำรวจในบริเวณหุบเขาภูเวียง จึงยืนยันได้ว่ากระดูกที่ฝังอยู่ในลานหิน ที่ห้วยประตูตีหมา (หลุมขุดค้นที่ 3) เป็นกระดูกไดโนเสาร์ ทว่าไม่มีการขุดค้นเพิ่มเติมที่แหล่งนี้ เนื่องจากสภาพหิน ที่แข็งมาก ทำให้กระดูกไดโนเสาร์ยังคงฝังไว้ในหลุมจนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีการศึกษาวิจัยใด ๆ จนกระทั่งมีแนวคิด จัดตั้งอุทยานธรณีขอนแก่น จึงได้มีการสกัดหินเปิดให้เห็นกระดูกได้ชัดเจนขึ้น แต่ขาดงบประมาณสนับสนุนจึงยังไม่มี การศึกษาวิจัย ถึงปัจจุบันนี้อุทยานธรณีขอนแก่นกำลังยื่นขอประเมินการเป็นอุทยานธรณีโลก นับเป็นโอกาสดีที่จะได้มี การศึกษากระดูกไดโนเสาร์ปริศนาแห่งห้วยประตูตีหมาหลังจากต้องรอมาถึง 47 ปี คำสำคัญ: ไดโนเสาร์ ภูเวียง ห้วยประตูตีหมา อุทยานธรณีขอนแก่น


| 96 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การขับเคลื่อนธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐของข้อมูลกรมทรัพยากรธรณี คณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลกรมทรัพยากรธรณี และคณะบริกรข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรธรณี E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล และการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ข้อมูลจึงจัดเป็นทรัพย์สินที่สำคัญในการ ดำเนินงานของหน่วยงาน ภาครัฐจึงได้ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลให้กับทุกภาคส่วน โดยการกำหนดให้มีธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐเพื่อเป็นหลักการและแนวทางในการ ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 อันจะ นำไปสู่การพัฒนาระบบข้อมูลที่สำคัญของภาครัฐเพื่อประโยชน์ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานของรัฐอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการพัฒนาศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมทรัพยากรธรณีได้ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐของข้อมูลกรมทรัพยากรธรณี และให้ ความสำคัญกับการนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย และแผนการปฏิบัติราชการของกรมทรัพยากรธรณี เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่งผลต่อคุณภาพ ความมั่นคงปลอดภัย และบูรณาการ ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และข้อมูลเป็นปัจจุบัน และดำเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการการพัฒนา รัฐบาลดิจิทัลว่าด้วยเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ การดำเนินการภายใต้คณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูล กรมทรัพยากรธรณี และคณะบริกรข้อมูลของ กรมทรัพยากรธรณี จัดทำนโยบายยธรรมาภิบาลข้อมูลกรมทรัพยากรธรณี ประกอบด้วย 8 หมวด โดยในแต่ละหมวด ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ ขอบเขต และแนวทางปฏิบัติและความรับผิดชอบ และเล่มเอกสารขับเคลื่อนธรรมาภิบาล ข้อมูลภาครัฐของข้อมูลกรมทรัพยากรธรณี ประกอบด้วย สถาปัตยกรรมองค์กรโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ การบริหารจัดการระบบสารสนเทศ ระบบฐานข้อมูลกลางของกรมทรัพยากรธรณี แผนผังกระบวนการ แนวทางปฏิบัติ และแนวทางการดำเนินงานกับข้อมูล มาตรการควบคุมและพัฒนาคุณภาพข้อมูล เป็นต้น เพื่อการใช้ ประโยชน์ข้อมูลกรมทรัพยากรธรณีที่มีความถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน รักษาความเป็นส่วนบุคคล รวมถึงสามารถ เชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง ปลอดภัย ที่สามารถกำกับดูแลและบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ คำสำคัญ: รัฐบาลดิจิทัล ธรรมาภิบาลข้อมูล บริหารจัดการข้อมูล พระราชบัญญัติติการบริหารงานและการให้บริการ ภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 97 Abstract: Poster การตรวจพิสูจน์กรณีตัวอย่างที่อ้างว่าเป็นพระธาตุโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนวิเคราะห์รัตนชาติและธรณีวัตถุ กองวิเคราะห์และตรวจสอบทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรธรณี บทคัดย่อ จากกรณีที่มีการเสนอข่าว และการเผยแพร่ทาง Facebook ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2566 เกี่ยวกับ การเปิดเผยผลการตรวจพิสูจน์วัตถุที่อ้างว่าออกมาจากร่างกายครูบาท่านหนึ่งโดยเรียกว่าเป็น “พระธาตุ” และอ้างว่าพบ โปรตีนในสสาร ทั้งนี้มีการกล่าวถึงผลวิเคราะห์ตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณี และสถาบันระดับชาติหลายแห่ง ซึ่งเป็น การกล่าวอ้างข้อมูลอันไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ส่งผลต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของกรมทรัพยากรธรณีเป็น อย่างมาก กรมทรัพยากรธรณีจึงได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน หน่วยงาน และสื่อต่างๆ โดยนำเสนอผลการตรวจวิเคราะห์วัตถุตัวอย่าง ที่ได้รับมาจากตัวแทนคณะศิษย์ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จังหวัด อุบลราชธานี ที่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์โดยอาศัยหลักการทางวิชาการ และเครื่องมือวิเคราะห์ของ กรมทรัพยากรธรณี อันประกอบด้วย การตรวจสอบโดยวิธีพื้นฐานเพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพทั่วไปที่เด่นชัด (Megascopic study) การตรวจการเรืองแสงภายใต้แสง UV และการตรวจสอบด้วยเครื่องมือชั้นสูง ได้แก่ เครื่อง X-ray diffractometer (XRD) และ micro X-ray fluorescence (micro-XRF) ผลจากการตรวจสอบทางกายภาพพบว่า วัตถุ ตัวอย่างมีลักษณะเป็นเม็ดกลมคละขนาด (ขนาดน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร จนถึงประมาณ 2 มิลลิเมตร) มีทั้งสีแดงอ่อน สีแดง เข้ม และสีน้ำเงิน มีลักษณะสีที่ไม่สม่ำเสมอ มีความวาวและรอยแตกแบบแก้ว ภายในเม็ดกลมมีฟองอากาศ ผลจากการ ตรวจสอบโดยเครื่อง XRD แสดงให้เห็นว่า วัตถุตัวอย่างดังกล่าวเป็นสารประกอบที่ไม่มีรูปผลึก (amorphous) โดยเม็ด กลมสีแดง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร มีรูปแบบการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์คล้ายซิลิกาเจล (SiO2) ซึ่งสอดคล้องกับ ผลจากเครื่อง micro-XRF ที่พบธาตุซิลิคอน (Si) เป็นองค์ประกอบ ส่วนเม็ดกลมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร พบธาตุซัลเฟอร์ (S) และโซเดียม (Na) เป็นองค์ประกอบ เมื่อนำมาเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที และวิเคราะห์หาชนิดสารประกอบด้วยเครื่อง XRD พบว่าเป็นสารประกอบชนิดโซเดียมซัลเฟต (sodium sulfate, Na2SO4) ซึ่งให้ผลที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้การวิเคราะห์ตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณี เป็นการ วิเคราะห์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชนิดและองค์ประกอบวัตถุตัวอย่างด้วยความรู้ทาง วิชาการที่ถูกต้อง และเครื่องมือชั้นสูง ที่จะสนับสนุนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของวัตถุตัวอย่าง จากการตรวจสอบตัวอย่าง ด้วยวิธีที่กล่าวมาข้างต้น ไม่พบองค์ประกอบของไฮดรอกซีอะพาไทต์ที่เป็นองค์ประกอบของกระดูก และมิได้ตรวจพบ โปรตีนดังที่ มีการแอบอ้างในข่าวแต่อย่างใด คำสำคัญ: พระธาตุ เอกซเรย์ดิฟแฟรกชัน เอกซเรย์ฟลูออเรสเซนต์ 1. บทนำ ความเชื่อและความศรัทธาอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเรื่องเหนือ ธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจสำหรับผู้คน ข้อมูลจากงานวิจัย “Marketing in the Uncertain World การตลาดของคนอยู่เป็น” พบว่าในช่วงโควิด-19 คนไทยเกิดความรู้สึกกังวลกับความไม่แน่นอนในชีวิต ส่งผล ให้เกิดปรากฏการณ์คนไทยหันหน้าพึ่ง“สายมู” และ “เชื่อโชคลาง” ดังเป็นข่าวให้เห็นกันบ่อย ๆ โดยพบว่า พระ เครื่องวัตถุมงคล เป็นความเชื่อโชคลางอันดับ 2 รองจากเรื่องของ พยากรณ์ โหราศาสตร์ ลายมือ ไพ่ยิปซี ( CMMU Insights, 2021) โดย “พระธาตุ” เป็นวัตถุมงคลหนึ่งที่ได้รับความสนใจในการนำมาสักการบูชา ซึ่งไม่นานมานี้ มีข่าว โด่งดัง ในกรณีเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี อ้างว่าวัตถุคล้ายก้อนกรวดขนาดเล็กเป็นพระธาตุของแท้ พิสูจน์


| 98 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster ได้โดยเมื่อใส่เข้าไปในเปลือกตาจะไม่ระคายเคือง และมีพุทธคุณเสริมสิริมงคล อันเป็นความเชื่อแบบผิด ๆ ที่แพทย์ ออกมาเตือนถึงอันตรายต่อดวงตาเป็นอย่างยิ่ง และล่าสุด เป็นกรณีที่มีข่าวศิษย์ครูบาท่านหนึ่งเผยผลการตรวจพิสูจน์ พระธาตุที่ออกมาจากร่างกายครูบา จากสถาบันระดับชาติ 5 หน่วยงาน ชี้ว่าพบโปรตีนในสสาร โดย มีการอ้างถึงผล การวิเคราะห์ตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณีเป็นหน่วยงานหนึ่งในการนำเสนอข่าว และเผยแพร่ทาง Facebook ซึ่ง เป็นการกล่าวอ้างข้อมูลที่เป็นเท็จ ทางกรมทรัพยากรธรณีจึงได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ ประชาชนและบุคคลทั่วไป ถึงผลการตรวจวิเคราะห์วัตถุตัวอย่างดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนและสาธารณะชนรับทราบ ข้อมูลที่ถูกต้อง กรมทรัพยากรธรณี โดยกองวิเคราะห์และตรวจสอบทรัพยากรธรณี เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพใน การตรวจวิเคราะห์ดิน หิน แร่ และธรณีวัตถุต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการด้านธรณีวิทยา และเครื่องมือวิเคราะห์ ชั้นสูง ที่สามารถวิเคราะห์ตัวอย่างทางธรณีวิทยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กรณีของการตรวจพิสูจน์ว่าเป็น พระธาตุ หรือไม่นั้น อาจไม่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ การนำเถ้ากระดูกของ พระอริย สงฆ์ หรือพระธาตุ ซึ่งมีผู้คนนับถือศรัทธาเป็นจำนวนมากมาตรวจพิสูจน์ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ อาจเป็นการ ไม่เหมาะสม ในปัจจุบันจึงไม่พบว่ามีหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์หน่วยงานใดพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ในกรณี ที่เป็นข่าวให้เห็น จึง มักเกิดจากมีผู้อ้างว่าเป็นวัตถุมงคลของแท้เท่านั้น กรณีข่าวที่เกิดขึ้นก็เช่นกัน มีผู้ส่งวัตถุตัวอย่างมาวิเคราะห์โดยให้ข้อ สงสัยว่าเป็นอัญมณีมีค่า แต่กลับนำผลวิเคราะห์ไปบิดเบือนข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตาม กรม ทรัพยากรธรณีในฐานะหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแก่ประชาชน ด้วยหลักทางวิชาการและ เครื่องมือวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ จากข้อมูลเกี่ยวกับพระธาตุ พบว่า “พระธาตุ” หมายถึง อัฐิธาตุของพระอริยสงฆ์ หรือครูอาจารย์ที่ บรรลุธรรม มีจิตใจบริสุทธิ์หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ บางทีเรียกว่า “พระอรหันตธาตุ” (พระเทพเวที, 2533) ซึ่งตาม หลักการทางวิทยาศาสตร์ การเผาร่างกายมนุษย์ด้วยอุณหภูมิสูง ส่วนประกอบของน้ำ สารชีวโมเลกุล และสารอินทรีย์ ส่วนใหญ่ซึ่งทนความร้อนได้ต่ำ จะระเหยออกไป หรือถูกเผาเหลือเพียงเถ้าและกระดูกที่สามารถทนความร้อนได้สูง โดยกระดูกมีองค์ประกอบหลักเป็นสารไฮดรอกซีอะพาไทต์ (hydroxyapatite) ที่มีจุดหลอมเหลวสูงถึง 1100 o C จึง เป็นส่วนที่คงสภาพอยู่ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ไฮดรอกซีอะพาไทต์เป็นสารประกอบประเภทแคลเซียมฟอสเฟต มีสูตรเคมี เป็น [Ca10(PO4)6(OH)2] เป็นแร่ชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มแร่ฟอสเฟตชนิดอะพาไทต์ มีค่าความแข็ง 5 ตามสเกลของโมส์ (Moh's scale) (Anthony et al., 2000) สารในกลุ่มนี้เป็นองค์ประกอบหลักของสารเคลือบฟันถึง 97% และเป็น องค์ประกอบของกระดูกถึง 65% ดังนั้น การตรวจสอบพระธาตุในเบื้องต้นการวิเคราะห์องค์ประกอบของไฮดรอกซีอะ พาไทต์ในวัตถุตัวอย่างที่เชื่อว่าเป็นเถ้ากระดูกที่มาจากร่างกายมนุษย์ จึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังเชื่อ ว่าพระธาตุอาจเกิดได้จากส่วนของร่างกายผู้บรรลุธรรม เช่น เส้นผม เลือด น้ำลาย น้ำเหลือง ที่แปรสภาพกลายเป็น พระธาตุได้อีกด้วย ดังนั้น ในการตรวจสอบองค์ประกอบต้องพิจารณา ในส่วนนี้ด้วย การวิเคราะห์ตรวจสอบไฮดรอกซีอะพาไทต์ซึ่งเป็นแร่ชนิดหนึ่ง สามารถวิเคราะห์ตรวจสอบได้โดย การวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพด้วยวิธีพื้นฐานเพื่อตรวจสอบลักษณะทั่วไปที่เด่นชัด (Megascopic study) เป็น การศึกษาด้วยตาเปล่า การใช้แว่นขยาย 6 – 10 เท่าหรือใช้กล้องจุลทรรศน์ ศึกษาสมบัติทางกายภาพของตัวอย่าง เช่น สี สีผงละเอียด ความแข็ง ความถ่วงจำเพาะ รอยแตก ความวาว สมบัติความเป็นแม่เหล็ก crystal habits และ ตรวจสอบเพิ่มเติมโดยวิธีอื่นและเครื่องมือขั้นสูง เช่น วัดค่าดรรชนีหักเหทางแสงด้วย index of refraction liquids การใช้กรดเกลือ (HCl) เพื่อทดสอบหา carbonate (CO3 2- ) ทดสอบหา phosphate ทดสอบการเรืองแสงภายใต้แสง อัลตราไวโอเลตช่วงคลื่นสั้นและคลื่นยาว และการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือขั้นสูง เช่น micro-XRF, XRD, SEM และ FT-IR เป็นต้น


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 99 Abstract: Poster ดังนั้น จากกรณีวัตถุตัวอย่างที่เกิดข้อสงสัยว่าเป็นพระธาตุหรือไม่นั้น กรมทรัพยากรธรณี โดย กอง วิเคราะห์และตรวจสอบทรัพยากรธรณี จึงทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดย อาศัยหลักการทางวิชาการและเครื่องมือวิเคราะห์ของกรมทรัพยากรธรณี เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องแก่ประชาชนและบุคคลทั่วไป 2. วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ตรวจสอบชนิดและองค์ประกอบของวัตถุตัวอย่างเม็ดกลมคละขนาด (ขนาดน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร จนถึงประมาณ 2 มิลลิเมตร) ที่ได้รับมาจากตัวแทนคณะศิษย์ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จังหวัด อุบลราชธานี โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 3. วิธีการศึกษา วิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างเม็ดกลมคละขนาด (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร จนถึงประมาณ 2 มิลลิเมตร) ดังแสดงในรูปที่ 1 ด้วยวิธีการดังนี้ 1. ตรวจสอบโดยวิธีพื้นฐาน ด้วยการใช้ตาเปล่า ใช้แว่นกำลังขยาย 6 – 10 เท่า หรือใช้กล้อง จุลทรรศน์กำลังขยายไม่น้อยกว่า 10 เท่า เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพทั่วไปที่เด่นชัด (Megascopic study) เช่น สี สีผงละเอียด ความแข็ง ความถ่วงจำเพาะ รอยแตก ความวาว สมบัติความเป็นแม่เหล็ก crystal habits เป็นต้น 2. ทดสอบการเปลี่ยนแปลงโดยความร้อนด้วยการเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที เพื่อศึกษาลักษณะการเปลี่ยนแปลงของวัตถุและสารคงเหลือจากการเผา ซึ่งวัสดุแต่ละประเภทมีสมบัติทนต่อความร้อนที่ แตกต่างกัน 3. ทดสอบการเรืองแสงของตัวอย่างภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตช่วงคลื่นสั้นและคลื่นยาว ซึ่งวัตถุหรือ สารประกอบบางชนิดมีลักษณะเฉพาะที่สามารถเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตช่วงคลื่นต่าง ๆ 4. วิเคราะห์องค์ประกอบและลักษณะเฉพาะทางกายภาพโดยใช้เครื่องมือขั้นสูง ได้แก่ 4.1 วิเคราะห์ชนิดของธาตุองค์ประกอบด้วยเครื่อง micro X-ray fluorescence (micro-XRF) เพื่อตรวจสอบธาตุองค์ประกอบในวัตถุตัวอย่าง 4.2 วิเคราะห์ตัวอย่างด้วยเครื่อง X-ray diffractometer (XRD) เพื่อศึกษาโครงสร้าง และชนิดของสารด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ ซึ่งสารประกอบแต่ละชนิดจะให้รูปแบบการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ หรือ diffraction pattern ที่เป็นลักษณะเฉพาะของสารนั้น รูปที่ 1 ตัวอย่างเม็ดกลมคละขนาด (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร จนถึงประมาณ 2 มิลลิเมตร)


| 100 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ตรวจสอบ การวิเคราะห์วัตถุตัวอย่างใช้เครื่องมือพื้นฐานและเครื่องมือวิเคราะห์ชั้นสูง ดังแสดงในรูปที่ 2 รูปที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ตรวจสอบ: (ก) กล้องจุลทรรศน์สเตอริโอแบบ 2 ตา (ข) กล้อง gemolite (ค) หลอดรังสีอัลตราไวโอเลต (ง) เครื่อง X-ray diffractometer และ (จ) เครื่อง micro X-ray fluorescence 4. ผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างเม็ดกลมคละขนาด (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร จนถึงประมาณ 2 มิลลิเมตร) มีผลดังนี้ 1. ผลการตรวจสอบลักษณะทางกายภายภาพโดยวิธีพื้นฐานด้วยกล้อง gemolite กำลังขยายไม่น้อย กว่า 10 เท่า พบว่า ตัวอย่างมีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีแดงอ่อน สีแดงเข้ม และสีน้ำเงิน มีลักษณะสีที่ไม่ส ม่ำเสมอ มี ความวาวแบบแก้ว มีรอยแตกแบบแก้ว ภายในมีฟองอากาศ ดังแสดงในรูปที่ 3 (ก) ลักษณะความไม่สม่ำเสมอของสี ที่ ปรากฏแสดงลักษณะของสีที่เกิดจากกระบวนการย้อมซึ่งแตกต่างจากลักษณะของสีที่เกิดตามธรรมชาติเช่น การเกิดสี ของอัญมณีตามธรรมชาติ และลักษณะของฟองอากาศมีลักษณะคล้ายกับฟองอากาศที่เกิดในแก้ว หรือในซิลิกาเจล รูปที่ 3 แสดงมลทินฟองอากาศที่พบในเม็ดตัวอย่างสีแดง (ก) และการเปลี่ยนสีของเม็ดกลมสีแดงขนาด 2 มิลลิเมตร เมื่อนำไปเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที (ข) 2. ผลการทดสอบการเปลี่ยนแปลงโดยความร้อนด้วยการเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส เป็น เวลา 30 นาที เพื่อศึกษาลักษณะการเปลี่ยนแปลงของวัตถุและสารคงเหลือจากการเผา พบว่า เม็ดกลมสีแดงที่มีขนาด


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 101 Abstract: Poster เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร เกิดการหดตัวมีขนาดเล็กลง และสีแดงจางหายไปเปลี่ยนเป็นไม่มีสี ดังแสดงในรูปที่ 3 (ข) ขณะที่ตัวอย่างเม็ดกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร เปลี่ยนสภาพกลายเป็นผงสีเทา การ จาง หายไปของสีในตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม อาจเนื่องมาจากรงควัตถุที่ทำให้เกิดสีของวัตถุนั้นสลายตัวไปที่อุณหภูมิสูง จึงอาจ เป็นรงควัตถุประเภทสารอินทรีย์ที่ทนความร้อนได้น้อยกว่าสารอนินทรีย์ 3. ผลการทดสอบการเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตช่วงคลื่นสั้นและคลื่นยาว พบว่า ตัวอย่างมี การเรืองแสงภายใต้ช่วงคลื่นยาว บางเม็ดมีสีฟ้าอ่อน บางเม็ดมีสีชมพูแกมส้ม และมีการเรืองแสงภายใต้ช่วงคลื่นสั้น บางเม็ดมีสีส้ม บางเม็ดมีการเรืองแสงน้อย ดังแสดงในรูปที่ 4 นอกจากนี้ยังพบว่า ภายหลังการเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที นอกจากเม็ดตัวอย่างจะเปลี่ยนสีจากสีแดงเป็นไม่มี สมบัติการเรืองแสงของวัตถุ ตัวอย่างก็หายไปด้วย จึงอาจเป็นไปได้ว่าการเรืองแสงที่เกิดขึ้นมาจากรงควัตถุที่ทำให้ตัวอย่างมีสีต่าง ๆ รูปที่ 4 การเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตช่วงคลื่นยาว (ซ้าย) และคลื่นสั้น (ขวา) 4. ผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือขั้นสูง 4.1 ผลวิเคราะห์ด้วยเครื่อง micro-XRF ของตัวอย่างเม็ดกลมสีแดงที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร ตรวจพบธาตุซิลิคอน (Si) เป็นองค์ประกอบ ส่วนเม็ดกลมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร พบธาตุซัลเฟอร์ (S) และโซเดียม (Na) เป็นองค์ประกอบ ดังแสดงในรูปที่ 5 (ก) และ (ข) ตามลำดับ รูปที่ 5 สเปกตรัมแสดงธาตุองค์ประกอบของตัวอย่าง: (ก) เม็ดกลมขนาด 2 มิลลิเมตร และ (ข) เม็ดกลมขนาดน้อย กว่า 2 มิลลิเมตร 4.2 ผลการวิเคราะห์ด้วยเครื่อง X-ray Diffractometer (XRD) พบว่า ตัวอย่างเม็ดกลมทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ เป็นสารประกอบที่ไม่มีรูปผลึก หรือของแข็งอสัณฐาน (amorphous solid) โดยเม็ดกลมสีแดงขนาด 2 มิลลิเมตร พบพีคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ที่มีลักษณะกว้างเป็นรูประฆังคว่ำ ดังแสดงในรูปที่ 6 ซึ่งมีรูปแบบการ เลี้ยวเบนรังสีเอกซ์คล้ายกับซิลิกาเจลหรือแก้ว ซึ่งเป็นสารประกอบซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO2) สอดคล้องกับข้อมูล XRF ที่พบธาตุซิลิคอน (Si) เป็นองค์ประกอบ


| 102 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster รูปที่ 6 Diffraction patterns ของตัวอย่างเม็ดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร ผลการวิเคราะห์การเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ของเม็ดกลมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ด้วยเครื่อง XRD พบกราฟการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ที่มีลักษณะกว้างมาก ดังแสดงในรูปที่ 7 (ก) ผลการทดสอบ การ เปลี่ยนแปลงโดยความร้อนด้วยการเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที เพื่อศึกษาลักษณะ การ เปลี่ยนแปลงของวัตถุและสารคงเหลือจากการเผา พบว่า เม็ดตัวอย่างกลายเป็นเถ้าและเปลี่ยนเป็นสีเทา เมื่อนำไปหาชนิด สารประกอบด้วยวิธี XRD พบว่าเป็นสารประกอบโซเดียมซัลเฟต (Sodium sulfate, Na2SO4) ดังแสดงในรูปที่ 7(ข) รูปที่ 7 Diffraction pattern ของตัวอย่างเม็ดที่มีขนาดเล็กกว่า 2 มิลลิเมตร (ก) และ หลังจากเผาที่ 700 องศา เซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที (ข) 5. สรุปผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ตรวจสอบวัตถุตัวอย่างเม็ดกลมคละขนาด ที่ได้รับมาจากตัวแทนคณะศิษย์ที่พักสงฆ์ วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ว่า วัตถุตัวอย่างมีลักษณะเป็น เม็ด กลมคละขนาด (ขนาดน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร จนถึงประมาณ 2 มิลลิเมตร) มีทั้งสีแดงอ่อน สีแดงเข้ม และ สีน้ำเงิน มี ลักษณะสีที่ไม่สม่ำเสมอ มีความวาวแบบแก้ว มีรอยแตกแบบแก้ว ภายในมีฟองอากาศ ผลจากเครื่อง XRD แสดงให้ เห็นว่าวัตถุตัวอย่างดังกล่าวเป็นสารประกอบที่ไม่มีรูปผลึก (amorphous) โดยเม็ดกลมสีแดงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร มีรูปแบบการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์คล้ายซิลิกาเจล (SiO2) ซึ่งสอดคล้องกับผลจากเครื่อง micro-XRF ที่พบ ธาตุซิลิคอน (Si) เป็นองค์ประกอบ ส่วนเม็ดกลมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร พบธาตุซัลเฟอร์ (S) และโซเดียม (Na) เป็นองค์ประกอบ โดยเมื่อนำมาเผาที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที และวิเคราะห์ (ก) (ข)


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 103 Abstract: Poster หาชนิดสารประกอบด้วยเครื่อง XRD พบว่าเป็นสารประกอบชนิดโซเดียมซัลเฟต (sodium sulfate, Na2SO4) ซึ่ง ให้ผลที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ไม่พบองค์ประกอบของไฮดรอกซีอะพาไทต์ที่เป็นองค์ประกอบของกระดูก 6. เอกสารอ้างอิง พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2533). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. CMMU Insights. (2021). เจาะอินไซต์ 52 ล้านคนไทย “สายมู” กับ 5 อันดับความเชื่อ โอกาสแบรนด์ชูกลยุทธ์ “การตลาดของ คนอยู่เป็น”. สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2566, https://www.brandbuffet.in.th/2021/01/ cmmu-suggestmarketing-in-the-uncertain-world/ Anthony, J.W., Bideaux, R.A., Bladh, K.W., and Nichols, M.C. (2000). "Hydroxylapatite". Handbook of Mineralogy. Vol. IV (Arsenates, Phosphates, Vanadates). Chantilly, VA, US: Mineralogical Society of America. ISBN 978-0962209734.


| 104 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การตรวจสอบความใช้ได้ (Method validation) ของวิธีวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายาก ด้วยเทคนิค Inductively coupled plasma mass spectrometry (ICP-MS) ดุษฎี ร่วมสนิท กรมทรัพยากรธรณี E-mail: [email protected] บทคัดย่อ บทบาทความสำคัญของธาตุหายากหรือแรร์เอิร์ทในปัจจุบัน มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการใช้เป็น ส่วนประกอบในเทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิป สมาร์ทโฟน จอโทรทัศน์ แบตเตอรี่ รถยนต์ เส้นใยแก้วนำแสง และอาวุธยุทโธปกรณ์ เนื่องจากมีประเทศผู้ผลิตจำนวนน้อย ทำให้การค้นหาพื้นที่ศักยภาพ แร่หายาก จึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามมา ผลการสำรวจเพื่อให้ทราบถึงปริมาณสำรองของแหล่งแร่ที่มีผลต่อการพัฒนา เป็น พื้นที่เหมืองแร่ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายากในสินแร่โดยวิธีจำเพาะต่าง ๆ การวิเคราะห์ ปริมาณธาตุหายากมีหลายเทคนิค ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ในรูปแรร์เอิร์ทออกไซด์จะทำให้ทราบปริมาณธาตุหายาก ทั้งหมดในตัวอย่าง แต่ไม่สามารถแยกปริมาณของแต่ละธาตุได้ การพัฒนาวิธีวิเคราะห์ธาตุหายากในตัวอย่างสินแร่ด้วย เทคนิค ICP-MS เป็นเทคนิคที่สามารถวิเคราะห์ธาตุได้มากกว่า 70 ชนิด ได้พร้อมกัน มีความไว ความแม่น และความ เที่ยงในการวิเคราะห์สูง ซึ่งวิธีที่พัฒนาต้องเป็นไปตามข้อกำหนดความใช้ได้ของวิธี เพื่อสร้างมาตรฐาน ความเชื่อมั่นใน กระบวนการวิเคราะห์ ผู้วิเคราะห์ และผลการวิเคราะห์ก่อนการนำไปวิเคราะห์ปริมาณในตัวอย่างจริง ในการเตรียม ตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ได้เลือกใช้วิธี triacid digestion เป็นการย่อยสลายด้วยกรดที่มีความเข้มข้นสูง สามารถย่อย สลายตัวอย่างทางธรณีที่มีความหลากหลายได้ดี ซึ่งการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายาก ใช้วัสดุอ้างอิงรับรอง ตัวอย่างดินหมายเลข Till-3 ตัวอย่างหินแอนดีไซด์หมายเลข JA-1 ตัวอย่างหินบะซอลต์ หมายเลข JB-1a และตัวอย่าง หินแกรนิตหมายเลข JG-2 เป็นตัวอย่างในการทดสอบ (ไม่ใช่ตัวอย่างหินและดินที่ เก็บได้โดยทั่วไป) โดยผลการทดสอบ พบว่าความเป็นเส้นตรงของกราฟมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพัทธ์อยู่ระหว่าง 0.9999 – 1 ในช่วงความเข้มข้น 0.05 – 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ขีดจำกัดการวัดเชิงปริมาณ (LOQ) อยู่ระหว่าง 0.5 – 10 มิลลิกรัมต่อลิตร การประเมินความแม่นมี ค่า %recovery อยู่ระหว่าง 80 – 120 และความเที่ยงมีค่า %RSD ไม่เกิน 10 และค่า HORRAT น้อยกว่า 2 ซึ่งผ่าน เกณฑ์การยอมรับ เป็นการสรุปว่าวิธีวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายาก ด้วยเทคนิค ICP-MS สามารถนำไปใช้เป็นวิธีวิเคราะห์ ในห้องปฏิบัติการได้อย่างเป็นที่ยอมรับได้ คำสำคัญ: ธาตุหายาก แร่หายาก ICP-MS


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 105 Abstract: Poster การประเมินความสูงวิกฤตของลาดโดยการใช้แบบจำลองเชิงตัวเลข ศรสวรรค์ พรมหาไชย์* และ วิมล สุขพลำ มหาวิทยาลัยขอนแก่น *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การออกแบบหรือการก่อสร้างโครงสร้างที่มีความเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของลาดหิน โดยเฉพาะ บริเวณที่จำเป็นต้องมีการตัดลาดผ่านแนวเขา เช่น บริเวณพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็น ภูเขาสูง ซึ่งบริเวณที่มีลาดหินค่อนข้างชันหรือหินอาจมีโครงสร้างที่มีรอยแตกมาก ก่อให้เกิดการร่วงหรือการวิบัติของ หิน นอกจากนี้การวิบัติอาจเกิดจากแรงดันน้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดการวิบัติได้มากกว่าปกติ ตามที่ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ในช่วงพื้นที่จังหวัดพะเยาและจังหวัดลำปาง มีการ ก่อสร้างอุโมงค์และเส้นทางรถไฟตัดลาดผ่านภูเขา จึงจำเป็นต้องประเมินเสถียรภาพของลาดทั้งหมด เพื่อป้องกันการ พังทลายของลาดในระหว่างการก่อสร้างและความปลอดภัยในการใช้งานระยะยาว เพื่อการออกแบบค้ำยัน โดย การศึกษาในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การประเมินความสูงวิกฤตของลาดในพื้นที่ก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพต่อเสถียรภาพของ ลาดสูงสุด ดำเนินการศึกษาโดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการใช้แบบจำลองเชิงตัวเลข ( Numerical Methods Methods) ด้วยวิธีสมดุลจำกัด (Limit Equilibrium) ด้วยอัตราส่วนของลาดที่แตกต่างกัน โดยแยกพิจารณาทั้งหมด 3 รูปแบบ ประกอบไปด้วย แบบจำลองปกติ (Normal Operation) แบบจำลองกรณีที่มีผลจากแรงดันน้ำ้ำภายใน โพรง (Normal Operation with Piezometer) และแบบจำลองกรณีที่อาจเกิดแผ่นดินไหว (Normal Operation with Earthquake loading) จากการศึกษาพบว่า แบบจำลองปกติและแบบจำลองกรณีที่มีผลจากแรงดันน้ำภายใน โพรงแสดงให้เห็นถึงค่าปัจจัยความปลอดภัยที่มากกว่า 1 แต่แบบจำลองในกรณีที่อาจเกิดแผ่นดินไหวมีผลทำให้ค่า ปัจจัยความปลอดภัยลดลงน้อยกว่า 1 อย่างชัดเจน ซึ่งสรุปได้ว่าความสูงที่เริ่มมีผลต่อเสถียรภาพของลาดที่สามารถทำ ให้ลาดเกิดการวิบัติอยู่ที่อัตราส่วน 1:0.25 ตั้งแต่ความสูง 8 เมตร คำสำคัญ: เสถียรภาพของลาด ปัจจัยความปลอดภัย แบบจำลองเชิงตัวเลข อัตราส่วนของลาด


| 106 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การพัฒนาระบบฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศของกรมทรัพยากรธรณี สาวิตรี ลือชาอภิชาติกุล* นุชจรี เจริญบุญวานนท์ ฤทัยชนก สายน้ำทิพย์ พิมลวรรณ ทิมแก้ว และ สุรพงษ์ หมายลาภ กรมทรัพยากรธรณี *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ กรมทรัพยากรธรณี ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศขึ้นใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 สำหรับ ใช้ในการรวบรวมและจัดการข้อมูลด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลเชิงพื้นที่สนับสนุนการ ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ การตัดสินใจของผู้บริหาร และการให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป โดยระบบฐานข้อมูลภูมิ สารสนเทศนี้ได้ออกแบบและพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ในรูปแบบ Web-based Application ที่สามารถรองรับการใช้ ข้อมูลด้านต่างๆ ได้แก่ ธรณีวิทยา ทรัพยากรแร่ ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย เป็นต้น รวม ทั้งสิ้น 93 ชั้นข้อมูล ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณีและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบได้ทาง URL: https://gis.dmr.go.th นอกจากนี้ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศดังกล่าว สามารถให้บริการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่บนระบบฐานข้อมูลกับระบบอื่นที่รองรับ ผ่านการให้บริการในรูปแบบ API เพื่อสนับสนุนการบูร ณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำไปวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยปัจจุบันมีการบูรณาการระบบ ฐานข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ในหลายโครงการ อาทิ ระบบฐานข้อมูลเปิดภาครัฐ ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ และระบบ คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ เป็นต้น การพัฒนาระบบฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ประกอบด้วย การเพิ่ม ประสิทธิภาพในการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ของโปรแกรมประยุกต์ Web-based Application การเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ ฐานข้อมูลแผ่นดินไหว และการจัดทำ GIS Portal เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลและการให้บริการ ประชาชน โดยจะจัดทำโปรแกรมประยุกต์ภายใต้ GIS Portal ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ โปรแกรมประยุกต์รูปแบบ Native Mobile Application เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการบันทึกและส่งข้อมูลจากภาคสนาม โปรแกรมประยุกต์รูปแบบ Interactive Dashboard เพื่อสรุปข้อมูลเชิงพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ และโปรแกรมประยุกต์รูปแบบ Web Application Builder เพื่อเพิ่มช่องทางการบริการสืบค้นข้อมูลสำหรับประชาชน ส่วนการปรับปรุงฐานข้อมูลนั้นจะมีการ ปรับปรุงโครงสร้างในบางชั้นข้อมูลให้ตอบสนองการใช้งานยิ่งขึ้นและเพิ่มเติมชั้นข้อมูลใหม่เข้าสู่ระบบ คำสำคัญ: ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ ธรณีวิทยา ทรัพยากรแร่ซากดึกดำบรรพ์ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม ธรณีพิบัติภัย GIS Portal


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 107 Abstract: Poster การพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลกรมทรัพยากรธรณี สาวิตรี ลือชาอภิชาติกุล* นุชจรี เจริญบุญวานนท์ และ สุรพงษ์ หมายลาภ กรมทรัพยากรธรณี *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ สถานการณ์ปัจจุบัน เข้าสู่ยุคของการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อ ประกอบการตัดสินใจและการดำเนินงานของหน่วยงาน งมีความต้องการใช้ประโยชน์ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐเพิ่ม มากขึ้น อย่างไรก็ดี หน่วยงานภาครัฐยังขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน อีกทั้งมีข้อจำกัดในการเข้าถึง ข้อมูล และผู้ใช้ข้อมูลที่มีอยู่หลากหลายกลุ่ม ดังนั้นการจัดทำบัญชีข้อมูลของหน่วยงาน (Agency Data Catalog : AD Catalog) เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ข้อมูล สามารถเข้าถึงบริการข้อมูลของหน่วยงานผ่านระบบสารสนเทศ เพื่อการสืบค้น ร้องขอ เข้าถึงแหล่งที่มา ทราบถึงประเภท รูปแบบข้อมูล รวมทั้ง ใช้เป็นเครื่องมือในการบูรณาการ ข้อมูลของหน่วยงานร่วมกับบัญชีข้อมูลภาครัฐหรือ Government Data Catalog : GD Catalog ผ่านวิธีการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบทำให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลสำคัญของภาครัฐทั้งหมด ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน สามารถบูรณาการและใช้ประโยชน์ข้อมูลข้ามหน่วยงานได้อย่างเป็น ระบบและมีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลของหน่วยงานกรมทรัพยากรธรณี ได้ดำเนินการตามแนวทางการจัดทำ และการใช้มาตรฐานซอฟแวร์แบบเปิด Open Source: CKAN Open-D Platform ที่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)-สำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้กำหนดให้แก่หน่วยงานภาครัฐนำมา พัฒนาเป็นระบบบัญชีของหน่วยงาน ผลการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลของหน่วยงาน สามารถให้บริการข้อมูลผ่านระบบ Web Application และ Mobile (Web Responsive) ที่ http://data.dmr.go.th ซึ่งระบบจะทำหน้าที่บริหาร จัดการบัญชีข้อมูล ประกอบด้วย การเพิ่ม แก้ไข สืบค้น: กลุ่มข้อมูล รายชื่อชุดข้อมูล คำอธิบายข้อมูล (Metadata) รวมทั้ง สามารถกำหนดการเผยแพร่ชุดข้อมูลเพื่อรองรับการทำข้อมูลเปิด (Open Data) นอกจากนี้ ระบบยังมี เครื่องมือเพื่อให้บริการดาวน์โหลดข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลประเภทตาราง และการให้บริการข้อมูล API เพื่อการ เชื่อมต่อกับระบบอื่นที่รองรับ รวมทั้งจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ (GD Catalog) เพื่อบูรณาการ ข้อมูลเป็นศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน กรมทรัพยากรธรณี พัฒนาระบบบัญชีข้อมูลของหน่วยงาน จัดทำชุดข้อมูลและคำอธิบายชุด ข้อมูลตามมาตรฐานแนวทางการจัดทำบัญชีข้อมูลภาครัฐ นำเข้าสู่ระบบบัญชีข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี ลงทะเบียนบนระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ และเชื่อมโยงกับระบบศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ จำนวนทั้งสิ้น 73 ชุดข้อมูล คำสำคัญ: ข้อมูลเปิดภาครัฐ ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ ระบบบัญชีข้อมูลกรมทรัพยากรธรณีOpen data Data Catalog


| 108 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การวัดความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธี MASW พื้นที่จังหวัดเลย ธัญรัตน์ วินัยพานิช* ภควัต ศรีวังพล และ ภัณฑรักษ์ ชาญณรงค์ กรมทรัพยากรธรณี *E-mail : [email protected] บทคัดย่อ การสำรวจวัดความเร็วคลื่นเฉือนสามารถบอกคุณสมบัติชั้นดินในระดับตื้น และนำไปแบ่งประเภท ตะกอนตามมาตรฐาน NEHRP ตลอดจนอัตราการขยายตัวของคลื่นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวได้ ในการสำรวจครั้งนี้ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลความเร็วคลื่นเฉือนในพื้นที่ชุมชนเมืองของจังหวัดเลย รวม 67 จุดสำรวจ โดยแต่ละจุดทำการ สำรวจคลื่นไหวสะเทือนชนิดคลื่นผิวดิน 2 รูปแบบ คือ การสำรวจคลื่นไหวสะเทือนชนิดคลื่นผิวดินโดยใช้การกำเนิด สัญญาณด้วยวิธี Active MASW และวิธีการรับคลื่นสัญญาณที่เกิดขึ้นในธรรมชาติด้วยวิธี Passive MASW จากผลการสำรวจพบว่าค่าความเร็วคลื่นเฉือนระดับความลึกตั้งแต่พื้นผิวจนถึงความลึก 30 เมตร (Vs30) อยู่ในช่วงตั้งแต่ 261.8-1973.6 เมตรต่อวินาที ซึ่งค่าต่ำสุดพบที่อำเภอเมืองเลย และค่าสูงสุดพบที่อำเภอวังสะพุง สามารถจำแนกประเภทตะกอนตามมาตรฐาน NEHRP ปี 2003 ได้เป็น ประเภท A จำนวน 1 จุดสำรวจ ประเภท B จำนวน 12 จุดสำรวจ ประเภท C จำนวน 36 จุดสำรวจ และตะกอนประเภท D จำนวน 18 จุดสำรวจ จากข้อมูล ความเร็วคลื่นเฉือนสามารถคำนวณหาอัตราการขยายตัวของคลื่น พบว่าพื้นที่สำรวจมีอัตราการขยายตัวของคลื่นเชิง ความเร็ว อยู่ในช่วง 0.45-1.71 และอัตราการขยายตัวของคลื่นเชิงความเร่ง อยู่ในช่วง 0.63-1.64 ซึ่งข้อมูลที่ได้มีความ สอดคล้องกัน เมื่อพิจารณาจากพื้นที่ที่มีอัตราการขยายตัวของคลื่นทั้ง 2 แบบที่มีค่าสูง พบกระจายตัวอยู่บริเวณ โดยรอบลุ่มน้ำสำคัญของจังหวัด คือ ลุ่มน้ำเลย บริเวณตอนกลางของจังหวัดเลย ลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำเหืองทางตอนเหนือ ของจังหวัดเลย ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่ม และเป็นบริเวณที่มีการสะสมตะกอนที่มีความหนา มีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับ ผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากกว่าบริเวณอื่นๆ คำสำคัญ: จังหวัดเลย ความเร็วคลื่นเฉือน คลื่นไหวสะเทือนชนิดคลื่นผิวดิน MASW


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 109 Abstract: Poster การศึกษาและประเมินความอ่อนไหวเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งต่อการกัดเซาะชายฝั่ง กรณีศึกษาพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดภูเก็ตฝั่งตะวันตก ชุติมา บุญฤทธิ์ศรีพงษ์ณฐมน ติมัน* พรพรรณ ชุมภูเทพ อนุชิต คนแคล้ว อรธีรา ศรีสวัสดิ์ และ นิรันดร์ ชัยมณี กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง *Email: [email protected] บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการประเมินความเปราะบางชายฝั่งทะเล ( Coastal vulnerability assessment) เพื่อศึกษาตัวแปรที่ส่งผลต่อดัชนีความเปราะบางชายฝั่งต่อการกัดเซาะชายฝั่ง และประเมินพื้นที่ เปราะบางต่อการกัดเซาะชายฝั่ง กรณีศึกษาพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดภูเก็ตฝั่งตะวันตก โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศภูมิศาสตร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งพื้นที่ศึกษาคลอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบล ได้แก่ ตำบลไม้ขาว ตำบลสาคู และตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง ตำบลกมลา และตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ ตำบลกะรน และตำบลราไวย์ อำเภอเมือง ภูเก็ต มีระยะทางแนวชายฝั่งทะเลประมาณ 84.14 กิโลเมตร และมีระยะทางตั้งฉากกับแนวชายฝั่งทะเลเข้ามาใน แผ่นดิน 500 เมตร รวมพื้นที่ศึกษาทั้งหมดประมาณ 37.26 ตารางกิโลเมตร โดยได้จำแนกปัจจัยที่ใช้ในการศึกษา ออกเป็น 3 ปัจจัยย่อย รวม 15 ตัวแปร ประกอบด้วย ปัจจัยย่อยด้านลักษณะทางภายภาพ ได้แก่ อัตราการ เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งทะเล ความลาดชันชายฝั่ง ความกว้างของหาด ธรณีสัณฐานชายฝั่งทะเล พื้นที่แนวปะการัง พื้นที่ป่าชายเลน และแหล่งหญ้าทะเล ปัจจัยย่อยด้านการเปิดรับสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ความสูงคลื่นนัยสำคัญเฉลี่ย พิสัยระดับน้ำขึ้น-น้ำลงเฉลี่ย และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และปัจจัยย่อยด้านเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ความ หนาแน่นประชากร การใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง อัตราส่วนสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่เมือง และโครงสร้างพื้นฐาน ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ศึกษามีความเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งต่อการกัดเซาะชายฝั่งตั้งแต่ ระดับต่ำมาก - สูงมาก โดยส่วนใหญ่มีความเปราะบางระดับปานกลาง มีพื้นที่ประมาณ 9.81 ตารางกิโลเมตร รองลงมาเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางระดับสูง สูงมาก ต่ำ และต่ำมาก มีพื้นที่รวมประมาณ 8.99 7.54 6.78 และ 4.14 ตารางกิโลเมตร ตามลำดับ โดยตำบลเชิงทะเลมีความเปราะบางในระดับสูง - สูงมาก มากที่สุด รองลงมาคือ ตำบลไม้ขาว ตำบลกะรน ตำบลป่าตอง ตำบลสาคู ตำบลกมลา และตำบลราไวย์ ตามลำดับ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ความเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งต่อการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ศึกษามากที่สุด คือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ โครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง อัตราส่วนสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่เมือง และโครงสร้างพื้นฐาน คำสำคัญ: ดัชนีความเปราะบางชายฝั่ง การกัดเซาะชายฝั่ง ภูเก็ต


| 110 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การศึกษาการจัดการน้ำเบื้องต้นงานป้องกันความลาดบริเวณทางเข้าอุโมงค์ทางด้านทิศเหนือ ของอุโมงค์พะเยา โครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ บุญธิดา นวลจันทร์* และ วิมล สุขพลำ มหาวิทยาลัยขอนแก่น *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การก่อสร้างทางรถไฟผ่านจังหวัดพะเยา ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเนิน หรือภูเขาเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องทำการก่อสร้างผ่านภูเขา ซึ่งสภาพทางธรณีวิทยาของโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่สายเด่นชัย-เชียงรายเชียงของ เป็นตะกอนทางน้ำ อายุควอเทอร์นารี ประกอบไปด้วยดินจำพวกดินทรายแป้ง ดินเหนียวแทรกสลับกับ ตะกอนจำพวกควอตซ์ หินทรายและหินโคลน ด้วยทางสภาพธรณีวิทยาเป็นดินส่วนใหญ่ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามา เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของความลาดชันก่อให้เกิดการวิบัติในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้จะต้องทำการระบายน้ำออกจาก ทางลาดที่ต้องการทำการก่อสร้าง เพื่อลดการวิบัติของหน้าดินเนื่องด้วยสาเหตุมาจากน้ำ จึงทำการศึกษาการจัดการน้ำ เบื้องต้นที่บริเวณลาดของโครงการด้วยวิธีการคำนวณพื้นที่รับน้ำ คำนวณปริมาณน้ำหลากสูงสุด คำนวณพื้นที่หน้าตัด ของรางระบายน้ำในแต่ละลาดของทั้งสองฝั่งข้างทางรถไฟด้านหน้าอุโมงค์ พบว่าจากการคำนวณหาพื้นที่หน้าตัดราง ระบายน้ำ สามารถเลือกใช้รางระบายน้ำรูปแบบใดก็ได้ แต่ต้องให้มีพื้นที่หน้าตัดของรางระบายน้ำ ( Interceptor Ditch) รองรับน้ำได้ไม่น้อยกว่า 0.0031 ตารางเมตร มีพื้นที่หน้าตัดของรางระบายน้ำรวม (Cut Off Ditch) รองรับน้ำ ได้ไม่น้อยกว่า 0.011 ตารางเมตร และ พื้นที่หน้าตัดรางระบายน้ำใหญ่ (Reinforced concrete ditch) ต้องไม่น้อย กว่า 0.023 ตารางเมตร จึงจะรองรับน้ำฝนได้เพียงพอ ดังนั้นระบบระบายน้ำของโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัยเชียงราย-เชียงของ แสดงให้เห็นว่าการออกแบบระบบระบายน้ำของโครงการสามารถใช้ได้และสามารถรองรับน้ำได้ เพียงพอสำหรับปริมาณน้ำหลากสูงสุดในฤดูกาล คำสำคัญ: รางระบายน้ำ สัมประสิทธิ์การไหล พื้นที่รับน้ำ การเสริมเสถียรภาพของลาด


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 111 Abstract: Poster การสำรวจข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรแร่ของจังหวัดระยอง เฉลิมพร กาญจนสถิตย์* ธวัชชัย เชื้อเหล่าวานิช และ ขวัญใจ ยวงเดชกล้า กองทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ด้วยข้อมูลพื้นฐานทางธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณีเป็นสิ่งจำเป็นต่อการบริหารจัดการวัตถุดิบแร่ใน จังหวัดเพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์ แก่นักลงทุน สนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการท่องเที่ยวภายในเขตพื้นที่จังหวัดระยองซึ่งเป็นหนึ่งใน จังหวัดพื้นที่เป้าหมายของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) กรมทรัพยากรธรณี จึงได้ดำเนินการสำรวจและปรับปรุงข้อมูลพื้นฐานด้าน ทรัพยากรแร่ให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการสำรวจ และเก็บข้อมูลแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดแร่ โดยมีทั้งการเก็บตัวอย่างสายแร่ การเลียงตัวอย่างแร่หนักจากชั้นกะสะ หรือดินระดับตื้น การเจาะสำรวจด้วยเครื่องเจาะสำรวจชั้นดินระดับตื้นแบบมือหมุน (Hand auger) เพื่อหาค่าความ สมบูรณ์ของทรัพยากรแร่แตละชนิดและข้อมูลเพิ่มเติมทางด้านศิลาวรรณนา นำไปประมวลผลเพื่อหาปริมาณ ทรัพยากรแร่และปรับปรุงชั้น ข้อมูลทางด้านทรัพยากรแร่ ได้ผลดำเนินการดังนี้ พื้นที่ศักยภาพแร่ ประกอบด้วย 13 ชนิดแร่ ได้แก่ 1) ควอตซ์ 8 ล้านเมตริกตัน 2) ดินขาว 14.7 ล้านเมตริกตัน 3) ทรายแก้ว 139 ล้านเมตริกตัน 4) ทองคำ 473.4 กิโลกรัม 5) เฟลด์สปาร์ 30 ล้านเมตริกตัน 6) หินแกรนิตเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง 162,860 ล้าน เมตริกตัน 7) หินควอร์ตไซต์เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง 60 ล้านเมตริกตัน 8) หินไนส์เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง 2,529 ล้านเมตริกตัน 9) หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง 24.5 ล้านเมตริกตัน 10) หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมซีเมนต์ 830 ล้าน เมตริกตัน 11) หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ 184.4 ล้านเมตริกตัน 12) หินแอนดีไซต์เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง 821.5 ล้านเมตริกตัน และ13) เหล็ก 10,300 เมตริกตัน คำสำคัญ: พื้นที่ศักยภาพแร่ ข้อมูลพื้นฐาน ทรัพยากรแร่ ระยอง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก


| 112 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การสำรวจข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรแร่จังหวัดชลบุรี อำนวย ส่งอุไรล้ำ1 และ สมชาย ประทีปเทียนทอง2 กรมทรัพยากรธรณี Email: 1 [email protected], 2 [email protected] บทคัดย่อ การสำรวจข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรแร่จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแผนที่ ทรัพยากรแร่ และปรับปรุงข้อมูลแหล่งแร่ให้เป็นปัจจุบันใช้สำหรับการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรแร่ในจังหวัดชลบุรี รวมถึง การสนับสนุนแผนการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ตาม พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้โครงการ EEC มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ผลจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรแร่จังหวัดชลบุรีมีพื้นที่ศักยภาพแร่มีเนื้อที่รวมกัน ประมาณ 353,000 ไร่ คิดเป็นประมาณร้อยละ 13 ของพื้นที่จังหวัดชลบุรี พบแร่ที่สำคัญทางเศรษฐกิจ 4 กลุ่มแร่ ได้แก่ 1. กลุ่มแร่เพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ในกลุ่มแร่ เพื่อการ ก่อสร้าง เช่น หินชนิดต่าง ๆ ที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง (หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมซีเมนต์ หินแกรนิตเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง และหินไนส์เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) มีพื้นที่ศักยภาพ 71 พื้นที่ มีเนื้อที่รวม ประมาณ 338,000 ไร่ มีปริมาณทรัพยากรแร่รวมประมาณ 155,000 ล้านเมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 30 ล้านล้านบาท 2. กลุ่มแร่โลหะมีค่า ได้แก่ ทองคำ มีพื้นที่ศักยภาพ 2 พื้นที่ มีเนื้อที่รวมประมาณ 9,120 ไร่ มี ปริมาณทรัพยากรแร่รวมประมาณ 64 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 139 ล้านบาท 3. กลุ่มแร่โลหะ ได้แก่ พลวง มีพื้นที่ศักยภาพ 4 พื้นที่ มีเนื้อที่รวมประมาณ 6,000 ไร่ มีปริมาณ ทรัพยากรแร่รวมประมาณ 8,800 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 255 ล้านบาท 4. กลุ่มแร่อุตสาหกรรม ได้แก่ เฟลด์สปาร์ มีพื้นที่ศักยภาพ 1 พื้นที่ มีเนื้อที่ประมาณ 153 ไร่ มี ปริมาณทรัพยากรแร่รวมประมาณ 68,400 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 116 ล้านบาท คำสำคัญ: พื้นที่ศักยภาพแร่ หินก่อสร้าง ทองคำ พลวง ชลบุรี


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 113 Abstract: Poster การสำรวจธรณีวิทยาใต้ผิวดินด้วยวิธีวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนข้อมูลวิชาการ แหล่งมรดกทางธรณีวิทยา บริเวณน้ำผุดทัพลาว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ถนัด สร้อยซา* วันวิษา น้อมสูงเนิน ภควัต ศรีวังพล และ กรรณิการ์ ทิพย์รัตน์ กรมทรัพยากรธรณี *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การสำรวจธรณีฟิสิกส์บริเวณน้ำผุดทัพลาว ตำบลห้วยยาง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิเพื่อศึกษา ลักษณะธรณีวิทยาใต้ผิวดินด้วยวิธีการวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าและเป็นข้อมูลทางวิชาการในการสนับสนุนแหล่ง มรดกธรณีวิทยาชัยภูมิในการรับรองเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย ผลการดำเนินการสำรวจพบว่าลักษณะธรณีวิทยา บริเวณพื้นที่สำรวจเป็นหินปูนยุคเพอร์เมียน หินดินดาน หินทราย หินทรายแป้ง และตะกอนเศษหินเชิงเขา ผลการ แปลความหมายค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าจากการสำรวจวัดค่าแบบภาพตัดขวาง 2 มิติ โดยใช้วิธีการวางขั้วสำรวจแบบ เกรเดียน (Gradient) พบว่าลักษณะธรณีวิทยาชั้นปิดทับด้านบนประกอบด้วย กรวด ทราย ทรายปนดินเหนียว มีความหนาประมาณ 5-40 เมตร มีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า 5-100 โอห์ม-เมตร ชั้นรองรับด้านล่างเป็นพวกหินปูน หินปูนผุ หินทราย หรือหินดินดาน มีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าสูงมากกว่า 100 โอห์ม-เมตร บริเวณผิดปกติจากค่าสภาพ ต้านทานไฟฟ้าที่แสดงลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาใต้ดินพบมีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าต่ำและแปลความหมาย แสดงถึงความไม่ต่อเนื่องของหินฐานรองรับด้านล่าง สันนิษฐานว่าบริเวณผิดปกติที่พบอาจเป็นแนวโครงสร้างใต้ผิวดิน ที่เป็นแนวสัมผัสของหน่วยหิน แนวรอยแตก แนวรอยแยก หรือแนวรอยเลื่อน และยังคาดว่าอาจเป็นช่องทางการไหล ของน้ำใต้ดิน แหล่งสะสมตัวของชั้นน้ำใต้ดิน แหล่งกักเก็บน้ำบาดาล หรืออาจจะเป็นช่องทางการไหลของน้ำขึ้นมาสู่ผิว ดินเป็นน้ำผุดตามแนวโครงสร้างดังกล่าว คำสำคัญ: ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า รอยแตก รอยเลื่อน น้ำใต้ดิน น้ำผุดทัพลาว


| 114 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การออกแบบระบบป้องกันลาดและขั้นตอนการบำรุงรักษาเพื่อลดการผุกร่อนของหน้าลาด อรวรรณ ทัพรัตน์* และ วิมล สุขพลำ มหาวิทยาลัยขอนแก่น *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและออกแบบระบบป้องกันลาด รวมทั้งเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย และประสิทธิภาพของระบบป้องกันลาดวิธีต่าง ๆ จากการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟรางคู่สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 (ช่วงงาว-เชียงราย) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ได้มีการตัดลาดเพื่อป้องกันการ วิบัติของพื้นที่รอบอุโมงค์ ทำให้ต้องมีการประเมินเสถียรภาพของลาดในพื้นที่ดังกล่าวโดยอาศัยการสำรวจและศึกษา สภาพธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานของพื้นที่ ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการสร้างแบบจำลองเพื่อประเมิน เสถียรภาพและออกแบบระบบป้องกันลาด สำหรับการประเมินเสถียรภาพของลาดจะใช้การวิธีการคำนวณแบบ Simplified Bishop พบว่า เสถียรภาพของลาดทั้งก่อนและหลังการเสริมแรงมีค่าความปลอดภัยมากกว่า 1 นอกจากนี้ บริเวณพื้นผิวของลาดจำเป็นต้องได้รับการป้องกันเพื่อลดการผุกร่อน ซึ่งวิธีการป้องกันการผุกร่อนของหน้าลาดจะแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ โดยทั้งแบบที่ 1 และ 2 จะมีการติดตั้งท่อระบายน้ำและสร้างรางน้ำเพื่อให้น้ำไหลออกจากลาดโดยไม่ มีการพัดพาเอาตะกอนออกไป ในรูปแบบที่ 1 ใช้วิธีติดตั้งตาข่ายคลุมดินพร้อมกับปูหญ้า ส่วนรูปแบบที่ 2 ใช้วิธีฉีดพ่น น้ำปูน พบว่า แบบที่ 1 มีราคาถูกกว่าและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการกร่อนของหน้าลาดน้อยกว่ารูปแบบที่ 2 คำสำคัญ: เสถียรภาพของลาด การค้ำยัน การเสริมแรง ปัจจัยความปลอดภัย การผุกร่อน


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 115 Abstract: Poster ก้าวเล็กๆ ของนวัตกรรมสามมิติ ท่ามกลางพลวัตของการอนุรักษ์และการเกิดขึ้นของอุทยานธรณี อธิวัตน์ วัฒนะพิทักษ์สกุล1 * พลอยพรรณ จิตรราช1 คงกระพัน ไชยทองศรี2 ชาญวิชญ์ พาอาจ3 กมลวิช ลาวัลย์2 อดุลย์ สมาธิ2 และ สุรเวช สุธีธร2 1นักวิจัยอิสระ 2 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การสร้างภาพดิจิตอลสามมิติกลายเป็น แนวทางใหม่ที่ช่วยกระตุ้นการอนุรักษ์ และรังสรรค์ส่วนจัดแสดงของอุทยานธรณี ที่ปัจจุบันได้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ของประเทศไทย ด้วยเทคนิคโฟโตแกรมเมตรีที่ใช้ถ่ายภาพซากดึกดำบรรพ์ และการสร้างแบบจำลองสามมิติ ด้วย โปรแกรมการปรับแต่งภาพที่ใช้อย่างแพร่หลาย อย่าง Photoshop โปรแกรมแผนที่อย่าง ArcGIS และ Q-Gis เป็นต้น รวมถึงโปรแกรมการสร้างภาพสามมิติ อย่าง Blender ช่วยให้สามารถสร้างภาพดิจิตอลสามมิติได้อย่างสมจริง โมเดล ที่พิมพ์ด้วยวัสดุจำพวกเรซิ่นและเส้นพลาสติกในการพิมพ์แบบจำลองสามมิตินั้น เมื่อสร้างสรรค์ร่วมกับเทคนิคไดโอ รามา ซึ่งเป็นการจำลองสภาพแวดล้อม สาม มิติ คืนชีพให้ไดโนเสาร์มีชีวิตขึ้นมา และเสมือนจริงมากขึ้น เป็นการใช้ เทคโนโลยีอย่างไม่มีข้อจำกัด เพื่อผลิตผลงานที่สื่อความหมายได้อย่างถูกต้องและสมจริง ซึ่งเป็นก้าวเล็กๆ ส่วนหนึ่งใน การสนับสนุนอุทยานธรณีประเทศไทยไปสู่ระดับโลก คำสำคัญ: แบบจำลองสามมิติ ภาพดิจิตอลสามมิติ การอนุรักษ์ การจัดแสดง อุทยานธรณี


| 116 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster A small step of 3D innovation among digital conservation dynamic and the rise of geoparks Athiwat Wattanapituksakul1 * Ployphan Chittarach1 Kongkrapan Chaitongsr2 Chanwit Paart3 Kmonvish Lawan2 Adun Samathi2 and Suravech Suteethorn2 1 Independent Researcher 2Mahasarakham University 3 Suranaree University of Technology *E-mail: [email protected] ABSTRACT With technology rapidly improving, 3 D imaging has developed as an approach that encourages conservation and created an exhibit that was part of a geopark that has been proposed in many provinces of Thailand. The photogrammetric technique used to photograph fossils and 3 D modelling widely used image editing programs such as Photoshop, mapping programs such as ArcGIS and Q-Gis, as well as 3D computer graphics software tool such as Blender, allow for the creation of realistic 3 D digital images that can then be printed with resin and plastic filaments material in the 3 D printing model. Getting creative with diorama techniques to model a 3 D environment, bringing dinosaurs to life and rendering them look incredible. As consequently, the use of technology without limitations to create works that are accurate and realistic is a modest step towards raising Thailand's geopark to a world-class level. Keywords: 3D model, 3D digital image, Conservation, Exhibition Geopark


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 117 Abstract: Poster การเผยแพร่ความรู้ธรณีวิทยา อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ทวิชากร ทะสี* จันทนี ดวงคำสวัสดิ์ณรงค์ฤทธิ์ บุญชัยวงค์ภัคพงษ์ ศรีบัวทอง ทัศนพร เรือนสอน และ ฐากูร มากคุณ สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 กรมทรัพยากรธรณี *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ อุทยานธรณีเพชรบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำหนาว อำเภอหล่มสัก และอำเภอ เมืองเพชรบูรณ์ แหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญในพื้นที่อำเภอน้ำหนาว ประกอบด้วย ถ้ำใหญ่น้ำหนาว เลยดั้น แคนยอน น้ำหนาว น้ำตกตาดใหญ่ และผารอยตีนอาร์โคซอร์ แหล่งธรรมชาติวิทยา จำนวน 7 แหล่ง ประกอบด้วย ผาสวรรค์ ผารอยพระบาท น้ำตกถ้ำค้างคาว น้ำตกพรานบา น้ำตกวงพระจันทร์ ป่าเปลี่ยนสี และเส้นทางเดินป่าน้ำหนาว และ แหล่งวัฒนธรรม จำนวน 1 แหล่ง คือ วัดห้วยสนามทราย การดำเนินการในด้านต่างๆ ของอุทยานธณีเพชรบูรณ์ ได้แก่ ด้านแผนบริหารจัดการ การศึกษา การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมอุทยานธรณี การเผยแพร่ความรู้ต่างๆ กรมทรัพยากรธรณีเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมและสนับสนุนข้อมูลทางธรณีวิทยา เพื่อผลักดันและ ยกระดับอุทยานธรณีเพชรบูรณ์เป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโกต่อไปในอนาคต กรมทรัพยากรธรณีได้ดำเนินโครงการ พัฒนาและส่งเสริมอุทยานธรณีตามแนวทางสากล (UNESCO Geopark) โดยหนึ่งในกิจกรรมที่ได้จัดทำคือ การ ส่งเสริมเผยแพร่องค์ความรู้ทางธรณีวิทยาให้สาธารณะรู้จักอุทยานธรณีและการอนุรักษ์แหล่งมรดกธรณี เพื่อให้เกิด การอนุรักษ์ และมีการพัฒนาอุทยานธรณีอย่างยั่งยืน โดยมีการเผยแพร่ความรู้แหล่งธรณีวิทยา ในพื้นที่อำเภอน้ำ หนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย 1) การจัดทำป้ายสื่อความหมายให้ความรู้เกี่ยวกับธรณีวิทยาของแหล่งนั้นๆ 2) การจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ 3) การบรรยายให้ความรู้ทางด้านธรณีวิทยาแก่เครือข่ายอุทยานธรณี และโรงเรียน อุทยานธรณี 4) การจัดทำแหล่งเรียนรู้ธรณีวิทยา ณ โรงเรียนน้ำหนาววิทยาคม เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การ ดำเนินงานของกรมทรัพยากรธรณี อุทยานธรณีเพชรบูรณ์ รวมถึงเป็นการเผยแพร่ความรู้ และส่งเสริมความรู้ความ เข้าใจทางด้านธรณีวิทยา ทรัพยากรธรณี และแหล่งอนุรักษ์ธรณีวิทยา ให้แก่นักเรียน ครู เครือข่ายอุทยานธรณี เพชรบูรณ์ และประชาชนทั่วไป ซึ่งจะทำให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของแหล่งมรดกธรณีในพื้น ที่อันจะ นำไปสู่การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ: การเผยแพร่ความรู้อุทยานธรณีเพชรบูรณ์อำเภอน้ำหนาว


| 118 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster การใช้วิธีทางธรณีฟิสิกส์สำรวจแหล่งแร่โพแทช จังหวัดนครพนม วันวิษา น้อมสูงเนิน ธัญรัตน์ วินัยพานิช วชิราชัย ศักดิ์อาภา และ เจริญชัย สุขุมคัมภีรภาพ กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรัพยากรธรณี บทคัดย่อ การสำรวจธรณีฟิสิกส์พื้นที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปการ บริหารจัดการทรัพยากรแร่ ปีงบประมาณ 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ศักยภาพแร่โพแทช และ รูปแบบการสะสมตัวของแร่ใต้ดินใต้ดินในรูปแบบ 2 มิติ โดยดำเนินการสำรวจธรณีฟิสิกส์ด้วยวิธีวัดค่าความโน้มถ่วง โลก ครอบคลุมพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร โดยวางจุดสำรวจแบบสุ่ม มีระยะห่างระหว่างจุดประมาณ 300 เมตร รวม จำนวนจุดสำรวจทั้งสิ้น 785 จุด และวิธีวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบภาพจำลอง ในบริเวณที่มีค่าความโน้มถ่วงโลก ตกค้างแตกต่างกัน จำนวน 3 แนวสำรวจ ผลการแปลความหมายข้อมูลค่าความโน้มถ่วงโลกแสดงในรูปแบบแผนที่ค่า ผิดปกติบูเกร์สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะธรณีวิทยาทั้งระดับลึกและระดับตื้น มีค่าอยู่ในช่วง -54.13 ถึง -43.04 มิลลิเกล แบ่งเป็น พื้นที่ค่าผิดปกติบูเกร์ต่ำ ปานกลาง และสูง แสดงชุดหินโคราชอยู่ที่ระดับลึกที่สุด ปานกลาง และตื้นที่สุด โดยเอียงเทไปทางทิศเหนือ ในส่วนของแผนที่ค่าความโน้มถ่วงโลกตกค้างสะท้อนถึงข้อมูลธรณีวิทยาระดับตื้น ซึ่ง สัมพันธ์กับหมวดหินมหาสารคามและหมวดหินภูทอกในพื้นที่ บ่งชี้ถึงบริเวณที่คาดว่าจะเป็นชั้นเกลือหิน แอ่งเกลือ หรือโดมเกลือในพื้นที่สำรวจได้อย่างชัดเจน แบ่งเป็น พื้นที่ค่าความโน้มถ่วงโลกตกค้างต่ำ มีค่าต่ำกว่า -0.4 มิลลิเกล เป็นชั้นเกลือหินหรือโดมเกลือ พื้นที่ค่าความโน้มถ่วงโลกตกค้างปานกลาง มีค่าอยู่ในช่วง -0.4 ถึง 0.4 มิลลิเกล เป็น บริเวณขอบแอ่งเกลือ หรือส่วนที่เป็นไหล่ของโดมเกลือที่สัมพันธ์กับแหล่งแร่โพแทช พื้นที่ค่าความโน้มถ่วงโลกตกค้าง สูง มีค่ามากกว่า 0.4 มิลลิเกล เป็นบริเวณที่หมวดหินภูทอกปรากฎที่ระดับตื้นปิดทับอยู่บนหมวดหินมหาสารคาม จากแบบจำลองภาพตัดขวาง ข้อมูลค่าความโน้มถ่วงโลก พบโดมเกลือที่ระดับตื้นที่สุด ประมาณ 50-60 เมตร จากผิว ดิน หนาประมาณ 150-200 เมตร กว้างประมาณ 1.8-2.4 กิโลเมตร จากแบบจำลองพบว่าหมวดหินมหาสารคาม ตอนล่างลาดเอียงลงเป็นลักษณะไหล่โดมเกลือที่เป็นแหล่งสะสมตัวของแร่โพแทช ซึ่งทางด้านทิศใต้ของโดมเกลือ มีระดับความลึก 110 - 210 เมตร จากผิวดิน กว้างประมาณ 0.6 - 1.2 กิโลเมตร ทางด้านทิศเหนือของโดมเกลือ มีระดับความลึก 150 - 290 เมตร จากผิวดิน กว้างประมาณ 400 - 800 เมตร โดยมีหมวดหินภูทอกปิดทับ ผลการ สำรวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบภาพจำลองสามารถแบ่งลักษณะธรณีวิทยาออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นที่ 1 ชั้นสภาพ ต้านทานไฟฟ้าสูง เป็นชั้นตะกอนปิดทับชั้นค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าต่ำมากชั้นที่ 2 ซึ่งน่าจะเป็นน้ำเค็ม จากการที่น้ำจืด ละลายเกลือหินที่ซ่อนตัวใต้ผิวดิน ปิดทับชั้นค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าที่สูงขึ้นในชั้นที่ 3 เป็นชั้นเกลือหินที่มีรูปทรง เรขาคณิตคล้ายโดม ในส่วนของแนวสำรวจ L3 พบเพียงชั้นที่ 1 และ 2 พื้นที่ศักยภาพแหล่งแร่โพแทชจากการ ประมวลผลการสำรวจธรณีฟิสิกส์ทั้งสองวิธีคือบริเวณขอบแอ่งหรือไหล่ของโดมเหลือที่มีค่าความโน้มถ่วงโลกตกค้าง - 0.4 ถึง 0.0 มิลลิเกล ทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่สำรวจ ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญในการกำหนดพื้นที่สำรวจแร่ขั้น รายละเอียด และกำหนดตำแหน่งหลุมเจาะสำรวจให้ประสบผลสำเร็จในการพบแร่โพแทช คำสำคัญ: พื้นที่ศักยภาพแร่โพแทช ค่าผิดปกติบูเกร์ค่าความโน้มถ่วงโลกตกค้าง การสำรวจวัดค่าสภาพต้านทาน ไฟฟ้าแบบภาพจำลอง


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 119 Abstract: Poster ซากดึกดำบรรพ์เรดิโอลาเรียน อำเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ หลักฐานการนำไปสู่สภาพภูมิศาสตร์ของทะเลบรรพกาลเททีส ธนกฤต เตจ๊ะ1 * Qinglai Feng2 และ ปัญญา จารุศิริ3,4 1 สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 1 กรมทรัพยากรธรณี 2 China University of Geosciences (Wuhan) 3MESA CE คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4 กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพมหานคร *E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ชั้นหินตะกอนของเขตอินทนนท์ พื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ถูกสำรวจสำหรับการศึกษา ซากดึกดำบรรพ์เรดิโอราเรียน โดยทำการลำดับชั้นหินตะกอน และแปลความหมายสภาพภูมิศาสตร์บรรพกาล จาก การลำดับชั้นหิน ส่วนใหญ่เป็นหินตะกอนเนื้อซิลิกา ความหนาชั้นหินประมาณ 2-5 เซนติเมตร โดยลำดับประเภท หินตะกอนจากอายุแก่ไปอ่อน คือ หินดินดานสีดำ หินเถ้าภูเขาไฟเนื้อซิลิกา หินเชิร์ต และ หินดินดาน ผลการศึกษา จากตัวอย่างหินตะกอนเนื้อซิลิกาในพื้นที่ทั้งหมด 80 ตัวอย่าง พบว่า เรดิโอลาเรียนมีรูปร่างสมบูรณ์ ส่วนใหญ่ปรากฎ ในหินเชิร์ต และหินเถ้าภูเขาไฟ จำนวน 43 สายพันธุ์ (species), 13 สกุล (genera), และ 9 วงศ์ (families) ของ 3 อันดับ (orders) ทำให้สามารถกำหนดอายุ์ได้อย่างชัดเจน โดยจัดแบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ ได้แก่ 1) ยุคดีโวเนียน ต อ น ก ล า ง ถ ึ ง ป ล า ย ไ ด ้ แ ก ่ Trilonche minax, Trilonche elegans, Trilonche palimbola, Trilonche chiangdaoensis, 2) ยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนต้น ได้แก่ Albaillella cartalla, Entactinia itsukatriensis, Pseudotormentus kamikoriensis, แ ล ะ 3 ) ย ุ ค เ พ อ ร ์ เ ม ี ย น Pseudoalbaillella sakmarensis, Pseudoalbaillella rhombothoracata, Pseudoalbaillella simplex และพบโคโนดอนท์ จำนวน 1 สายพันธุ์ คือ Mesogondolella sp. ผลการแปลความหมายของสภาพแวดล้อมบรรพกาลในพื้นที่การศึกษา ทำให้เชื่อว่าบริเวณ ขอบธรณีภาคไซบูมาสุด้านตะวันออกซึ่งเป็นทะเลบรรพกาลเททีส มีการสะสมตัวของตะกอนทะเลน้ำลึก (Pelagic) เป็นช่วงระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่ยุคดีโวเนียนตอนกลางจนถึงเพอร์เมียน จากหลักฐานปรากฏหินเถ้าภูเขาไฟในยุค ดีโวเนียนตอนกลาง บ่งชี้ถึงการประทุของภูเขาไฟในทะเลเกิดการสะสมตะกอนภูเขาไฟร่วมกับซิลิกา และเรดิโอ ลาเรียนบนพื้นสมุทร ต่อมายุคคาร์บอนิเฟอร์รัสตอนปลาย เกิดการหายไปของเรดิโอลาเรียนทั้งหมด โดยเหตุการณ์นี้ สัมพันธ์กับการละลายตัวธารน้ำแข็งจากซีกโลกใต้ของแผ่นมหาทวีปกอนวานาไหลลงมหาสมุทร มีผลให้อุณภูมิลดลง อย่างรวดเร็ว เรดิโอลาเรียนจึงไม่สามารถสะสมตัวได้ อีกทั้งในยุคเพอร์เมียนตอนปลาย (ต้นสมัยโลพินเกียน) พบ โคโนดอนต์สะสมตัวรวมกับเรดิโอลาเรียน บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมของขอบทวีปที่เป็นทะเลกึ่งท้องสมุทร (Hemipelagic environment) เป็นไปได้ว่ามีการยกตัวของแผ่นดินในช่วงเวลานั้นเกิดเป็นไหล่ทวีปซึ่งเป็นอิทธิพลจากการเคลื่อนที่ เข้าหากันของแผ่นธรณีภาคไซบูมาสุกับอินโดจีน คำสำคัญ: เรดิโอลาเรียน ทะเลเททีส เขตอินทนนท์มหายุคพาลิโอโซอิก เชียงใหม่ 1. บทนำ ผลจากการเคลื่อนที่ออกจากกันของแผ่นอนุทวีปต่างๆจากมหาทวีปกอนด์วานา ในยุคดีโวเนียนถึง ไทรแอสซิกตอนปลาย ทำให้เกิดทะเลบรรพกาลเททีส (Paleo-Tethys ocean) ซึ่งอยู่ระหว่างการเคลื่อนที่เข้าหากัน ของแผ่นธรณีภาคไซบูมาสุ (Sibumasu terrane) และแผ่นธรณีภาคอินโดจีน (Indochina terrane) โดยแผ่นธรณี ภาคของไซบูมาสุเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ประเทศเมียนมาร์, ภาคเหนือ และตะวันตกของประเทศไทย, คาบสมุทรสุ มาตรา-มาเลเซีย และบริเวณด้านตะวันตกของสาธารณรัฐประชาชนจีน (Metcalfe, 2013) หลังจากกระบวนการ


| 120 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster เคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาคชนตัวกันจนทะเลบรรพกาลเททีสปิดลง ยังคงปรากฏหลักฐานเป็นแนวตะเข็บแผ่นดิน (suture zone) บ่งชี้ถึงบริเวณที่เคยมีสภาพเป็นทะเลเททีสบรรพกาล ประกอบด้วย แนวเขตฉางหนิง-เมิ่งเหลียน (Changning-Menglian suture zone) และ แนวเขตอินทนนท์ (Inthanon zone) (Barr และ Macdonald, 1991) ด้วยเหตุนี้เองการศึกษาหลักฐานบริเวณแนวตะเข็บดังกล่าว สามารถอธิบายถึงวิวัฒนาการของการเกิดแผ่นดิน รวมถึง สภาพภูมิศาสตร์บรรพกาลในช่วงเวลานั้นได้ (รูปที่ 1) การหาหลักฐานสนับสนุนการการแปลความหมายของวิวัฒนาการทะเลบรรพกาล สามารถศึกษาชุด หินภูเขาไฟใต้ทะเล (Oceanic island basalt) ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของชุดหินที่แสดงลักษณะการลำดับชั้นหินของ เปลือกโลกมหาสมุทร ที่ปิดทับด้วยหินตะกอนทะเล เรียกว่า ชุดหินโอฟิโอไลต์ (Ophiolite) สำหรับพื้นที่แนวเขต อินทนนท์ของภาคเหนือ ประเทศไทย มีแนวเขตด้านตะวันตกโดยการใช้แนวรอยเลื่อนแม่ยวม (Mae Yuam falt) และ ใช้แนวตะเข็บแผ่นดินเชียงใหม่-เชียงราย เป็นขอบเขตด้านตะวันออก และยังเป็นการแบ่งเขตด้านตะวันตกของแนว เขตภูเขาไฟสุโขทัย (Metcalfe และคณะ, 2017) สำหรับพื้นที่แนวเขตอินทนนท์ เป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่บ่งชี้ถึงการเกิดทะเลบรรพการเทที สตอนใต้ครอบคลุมพื้นที่ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ เช่น อำเภอเชียงดาว ไชยปราการ และพร้าว ตลอดจนถึงบริเวณตอนเหนือของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เช่น อำเภอ ปาย แม่สะเรียง ส่วนแนวเขตฉางหนิง-เมิ่งเหลียน เป็นตอนเหนือของทะเลบรรพการเททีส ครอบคลุมพื้นที่มลฑลยูนนานตอนใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน สะสมตัวใน ทะเลบรรพกาลเททีสมี ตั้งแต่ยุคดีโวเนียนตอนกลาง ถึง ไทรแอสซิกตอนปลาย (Sone และ Metcafe., 2008; Hara และคณะ, 2010; Metcalfe, 2011) หรือในบางรายงานกล่าวถึงการสะสมตัวตั้งแต่ ยุคดีโวเนียนตอนต้น เป็นต้นมา (Feng และ Liu, 1993c; Metcafe และคณะ, 2013) โดยใช้ซากดึกดำบรรพ์ของเรดิโอลาเรียนเป็นดัชนีระบุช่วงอายุ ช่วงเวลาการสะสมตัวของตะกอนในทะเลได้ค่อนข้างแม่นยำ นอกจากนั้นยังสามารถนำไปใช้แปลความหมายถึง ภูมิศาสตร์บรรพกาล และเหตุการณ์ธรณีแปรสัณฐานบรรพกาลได้ การศึกษาทะเลบรรพกาลเททีสในพื้นที่แนวเขตอินทนนท์ เริ่มต้น โดย Kobayashi และ Igo (1966) ทำการศึกษาแกรบโทไลต์ และแบรคิโอพอด ในหินดินดานสีดำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้อายุในยุคออร์โด วิเชียนตอนกลาง ถึง ไซลูเรียนตอนต้น ต่อ Jaeger และคณะ (1968) ศึกษาแกรปโตไลต์ และโคโนดอนต์ ใน หินดินดานสีดำเช่นกัน ระบุอายุได้ยุคดีโวเนียนตอนต้นที่ มีความสอดคล้องกับงานของ Randon และคณะ (2006) แต่ อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของการหาอายุก็ยังไม่ได้ศึกษาเรดิโอลาเรียนในประเทศไทย ต่อมา Bunopas (1981) ศึกษา ลำดับชั้นของหินตะกอนเนื้อซิลิกา ประกอบด้วย หินเชิร์ต หินดินดาน หินดินดานสีดำ บริเวณทางหลวงหมายเลข 107 เชียงดาว-ฝาง ครอบคลุมพื้นที่งานที่กล่าวมาข้างต้น และให้ชื่อชุดหินบริเวณนี้ว่า “ฝางเชิร์ต” การศึกษาเรดิโอลาเรียนในประเทศไทยเริ่มต้นบุกเบิกโดย Caridroit และคณะ (1990) ศึกษาในชุด หินฝางเชิร์ต และบริเวณใกล้เคียง จากงานศึกษาของนักวิจัยต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ระบุอายุของทะเลบรรพกาลเททีส จากการศึกษาเรดิโอลาเรียนในพื้นที่เชียงดาว ตั้งแต่ยุคดีโวเนียนตอนกลาง ถึงไทรแอสซิกตอนกลาง ( Caridroit และ คณะ,1990; Sashida และ Salyapongse, 2002; Wonganan และ Caridroit, 2005; Wonganan และคณะ, 2007; Saesaengseerung และคณะ, 2007) ด้วยอายุและลักษณะชุดหินในอำเภอเชียงดาว มีความใกล้เคียงกันกับอายุของ แนวเขตฉางหนิง-เมิ่งเหลียน ทำให้พื้นที่นี้อำเภอเชียงดาวนี้เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการอธิบายวิวัฒนาการของธรณี แปรสัณฐานและภูมิศาสตร์บรรพกาลของทะเลบรรพกาลเททีส จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าอายุของแนวเขตอินทนนท์ แบ่งออกเป็น 2 บริเวณ คือ 1) พื้นที่ ตอนกลางของทะเลบรรพกาลเททีส ได้แก่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีอายุเด่นในยุคดีโวเนียน ถึงเพอร์เมียน และ 2) บริเวณไหล่ทวีป หรือขอบทะเลบรรพกาลเททีส ได้แก่ อำเภอแม่สะเรียง ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอายุเด่น


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 121 Abstract: Poster ในยุค เพอร์เมียน ถึง ไทรแอสซิกตอนปลาย ( Caridroit และคณะ, 1992; Shashida และคณะ, 2000; Saesaengseerung และคณะ, 2007; Sone และ Metcafe., 2008) แต่อย่างไรก็ตาม Feng และ Liu (1993) ใช้ซากดึกดำบรรพ์เรดิโอลาเรียน Eoalbaillella lilaensis ที่พบในกลุ่มหิน Lila formation ในมลฑลยูนนาน ซึ่งชุดหินนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดหินฝางเชิร์ต อำเภอเชียงดาว ได้อายุยุคดีโวเนียนตอนต้นช่วงปลาย (late Early Devonian) เช่นกัน ต่อมา Wang และคณะ (2003) ได้เปลี่ยนอายุ ของ Eoalbaillella lilaensis ว่ามีอายุดีโวเนียนตอนกลาง ด้วยเหตุนี้เองช่วงเวลาการสะสมตัวช่วงแรกของทะเล บรรพกาลเททีสยังไม่ชัดเจนว่าอยู่ในอายุดีโวเนียนช่วงต้นหรือกลาง สำหรับการแปลความหมายสภาพแวดล้อมบรรพกาลจากการลำดับชั้นหิน และเทียบเคียงซาก ดึกดำบรรพ์ Kamata และคณะ, 2009 ได้มีการกำหนดให้บริเวณอำเภอเชียงดาว มีสภาพเป็นการสะสมตัวในน้ำทะเล ลึก (pelagic) เพียงอย่างเดียว ส่วนอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นทะเล้ำกึ่งท้องสมุทร (Hemi-pelagic) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาธรณีเคมีพื้นที่ฝางเชิร์ต ระบุสภาพแวดล้อมทะเลที่มีทั้งน้ำลึกท้องสมุทร และ้ำกึ่ง ท้องสมุทร (Hara และคณะ, 2010; Tassanapak และคณะ, 2011b) รูปที่ 1 แผนที่การจัดแบ่งธรณีแปรสัณฐานบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงตำแหน่งของทะเลเททีสบรรพกาล ในแนวเขตอินทนนท์ (Inthanon suture zone) และแสดงตำแหน่งพื้นที่ศึกษาในอำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ (ดัดแปลงจาก Sone และ Metcafe 2008)


| 122 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster 2. พื้นที่สำรวจ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 จุดศึกษา ได้แก่ จุดศึกษาฝางเชิร์ต (CDC), บ้านปิงโค้ง (PKA), จุดศึกษาตีนดอยเชียงดาวที่ 1 (CD1) และจุดศึกษาตีนดอยเชียงดาวที่ 2 (CD2) รูปที่ 2 แผนที่แนวเขตธรณีแปรสัณฐานของประเทศไทย (A) และธรณีวิทยาอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง แสดงจุดสำรวจศึกษาในครั้งนี้ (B) (ดัดแปลงจาก Wonganan และ Caridroit, 2005)


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 123 Abstract: Poster รูปที่ 3 จุดศึกษาพื้นที่ฝางเชิร์ต บนทางหลวงหมายเลข 107 กม. 600 ใช้ชื่อตำแหน่งนี้เป็น CDC แสดงชั้นหินดินดาน แทรกสลับหินเชิร์ต แสดงการคดโค้ง (A) และมีเนื้อหินปัจจุบันค่อนข้างผุ สีดำ น้ำตาล เหลือง เนื้อสดสีเทา เทาเขียว (B), จุดศึกษาพื้นที่บ้านปิงโค้ง (PKA) บนทางหลวงหมายเลข 1150 กม. 2+100 ปรากฏชั้นหินเชิร์ ตบริเวณส่วนล่าง และส่วนบน แต่ส่วนกลางมีการผุพังสูง (C-D), จุดศึกษาดอยเชียงดาว1 (CD1) ปรากฏการผุ พังค่อนข้างสูง มีสีน้ำตาล และมีรอยเลื่อนตัดผ่านจำนวนมาก (E), จุดศึกษาดอยชียงดาว2 (CD2) แสดงชั้น หินดินดานสีผุสีเทาขาว และรอยเลื่อนตัดผ่าน (F) โดยทั้งรูปที่ E และ F อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับดอยหลวง เชียงดาว


| 124 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster 3. วิธีการดำเนินงาน ตัวอย่างจากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อทำการหาหลักฐานในการสนับสนุนธรณีประวัติในพื้นที่เชียงดาวจึง ทำการเลือกจุดเก็บหินตะกอนเนื้อซิลิกา ประกอบด้วย หินเชิร์ต หินเชิร์ตเนื้อภูเขาไฟ และหินดินดาน ประมาณ 80 ตัวอย่าง ประกอบด้วย พื้นที่ศึกษาเดิม ได้แก่ ชุดหินฝางเชิร์ต (CDC) จุดเก็บบ้านปิงโค้ง (PKA) และพื้นที่ที่ไม่ได้รับ การสำรวจมาก่อน ได้แก่ พื้นที่จุดหินโผล่ใกล้ดอยเชียงดาว 1 (CD1) และ ดอยเชียงดาว (CD2) ตัวอย่างหินดังกล่าวถูก นำไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจสอบชนิดหิน และการประเมินปริมาณของเรดิโอลาเรียน ก่อนจะนำไปทำ การแยกเรดิโอลาเรียนออกจากหินในกระบวนการต่อไป กระบวนการแยกเรดิโอลาเรียนออกจากหินตะกอนเนื้อซิลิกา ทำโดยการทุบตัวอย่างให้เล็กลง (ประมาณ 2-3 ซม.) นำไปแช่กรด HF 3-5% ในบีกเกอร์พาสติก ภายใต้ตู้ดูดควันพิษเพื่อทำการละลายซิลิกา ประมาณ 20-24 ชม. ในอุณภูมิห้อง ล้างกรดด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือให้หลงเหลือแต่ตะกอนที่ถูกละลายแล้วทิ้งไว้ภายใน บีกเกอร์ หลังจากนั้นทำการแช่กรดอีกครั้ง ทำซ้ำประมาณ 2 อาทิตย์ หรือมากกว่านั้นตามปริมาณตะกอนที่ได้ เมื่อทำ การล้างในครั้งสุดท้ายให้ทำการนำไปอบในตู้อบ อุณภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส จนกระ ทั้งตัวอย่างแห้ง กระบวนการนี้ถูกคิดค้นโดย Pessagno และ Newport’s (1972) จึงสามารถนำตัวอย่างไปทำการคัดเลือกภายใต้ กล้องจุลทรรศน์ และทำการถ่ายภาพด้วยเครื่อง Scanning Electron Microscope (SEM) รุ่น FEI QUANTA 200 ในการศึกษานี้ได้ทำการใช้เครื่องมือศึกษาจากห้องปฏิบัติการของ the State Key Laboratory, China University of Geosciences (Wuhan) หลังจากนั้นทำการศึกษาเปรียบเทียบซากดึกดำบรรพ์ระบุสายพันธุ์ ช่วงเวลาอายุ ทำการ แปลความหมาย และอภิปราย 4. สรุปผลการศึกษา และการอภิปราย จากการศึกษาเรดิโอลาเรียนจำนวนมากใน 4 จุดเก็บตัวอย่าง พบว่ามีเรดิโอลาเรียนสภาพสมบูรณ์ หลากหลายสายพันธุ์ ให้อายุหลายช่วงได้แก่ 1) ยุคดีโวเนียนตอนกลาง ถึง คาร์บอนิเฟอร์รัสตอนต้น 2) ยุคคาร์บอนิ เฟอร์รัสตอนต้น และเพอร์เมียน (ตอนต้น ถึงตอนปลาย) โดยยุคคาร์บอนิเฟอร์รัสตอนปลายหายไป และไม่พบเรดิโอ ลาเรียนยุคไทรแอสซิกในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาประกอบด้วย เรดิโอลาเรียน จำนวน 43 สายพันธุ์ (species) 13 สกุล (genera) และ 9 วงศ์ (families) ของ 3 อันดับ (orders) เช่น Albaillella cartalla, Albaillella furcata furcata, Pseudoalbaillella sakmarensis, Pseudoalbaillella rhombothoracata, Pseudoalbaillella simplex, Trilonche minax, Trilonche elegans, Trilonche palimbola, Trilonche vachardi, Latentifistula sp. aff. L. triporosa ฯลฯ และ โคโนดอนต์ จำนวน 1 สายพันธุ์ คือ Mesogondolella sp. การศึกษานี้อยู่ในพื้นที่แนวเขตอินทนนท์ ซึ่งเป็นแนวเขตรอยต่อของทะเลบรรพกาลเททีสตอนใต้ที่ ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ส่วนแนวเขตฉางหนิ่ง-เมิ่งเหลียน เป็นแนวเขตตอนเหนือของทะเลบรรพกาลเททีส โดยทั้ง 2 แนวเขต มีช่วงอายุตั้งแต่ดีโวเนียน ถึง ไทรแอสซิกตอนปลาย จากหลักฐานการศึกษาเรดิโอลาเรียนของแนว เขตฉางหนิง-เมิ่งเหลียน มีอายุแก่สุดในยุคดีโวเนียนตอนต้น (Feng และ Liu 1993c; Metcalfe, 2013) แต่ในแนวเขต อินทนนท์ อายุแก่สุดอยู่ในยุคดีโวเนียนตอนกลาง (Sashida และคณะ, 1993; Wonganan และคณะ, 2005; Sone และ Metcalfe, 2008; Kamata, 2012; Sanjit และคณะ, 2013) แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นทะเลเดียวกัน ทั้ง 2 แนวเขตนี้ควรมีช่วงเวลาแก่สุดเหมือนกัน จากงานของ Hara และคณะ (2010) เสนอแบบจำลองวิวัฒนาการของชุด หินฝางเชิร์ต เริ่มตั้งแต่อายุดีโวเนียนตอนต้นมีสภาพแวดล้อมในยุคนี้มีสภาพไร้ออกซิเจน (anoxic environment) ทำให้ไม่พบเรดิโอลาเรียนสะสม และให้มีเฉพาะหินดินดานสีดำที่พบเฉพาะซากดึกดำบรรพ์ของแกรปโตไลต์ แบรคิโอ พอด และโคโนดอนต์ (Kobayashi และ Igo, 1966; Jaeger และคณะ, 1968) ปรากฏอยู่ในลำดับล่างสุดของชุดหิน


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 125 Abstract: Poster ฝางเชิร์ต แต่อย่างไรก็ตามอายุดีโวเนียนตอนต้นของแนวเขตอินทนนท์ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ส่วนใน แนวเขตฉางหนิง-เมิ่งเหลียน พบหินดินดานสีดำที่คล้ายกับแนวเขตอินทนนท์เช่นกัน คือชุดหิน Lalei และพบเรดิโอลา เรียนชนิด Eoalbaillella lilaensis (Feng และ Liu, 1993) จากข้อมูลดังกล่าวเป็นไปได้ที่แนวเขตอินทนน์จะพบเรดิ โอลาเรียนอายุดีโวเนียนตอนต้นนี้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทั้ง 2 แนวเขตมีอายุแก่สุดเหมือนกัน Wang และ คณะ, (2003a) ทำการเปลี่ยนอายุของ Eoalbaillella lilaensis จากดีโวเนียนตอนต้น เป็นดีโวเนียนตอนกลาง ด้วย เหตุนี้เองการศึกษาอายุของทะเลบรรพกาลเททีสช่วงต้นยังคงไม่ชัดเจน จากการศึกษาในครั้งนี้ประกอบด้วยการรวบรวมข้อมูลทางธรณีวิทยา งานบรรพชีวิน การศึกษา ศิลาวรรณา และซากดึกดำบรรพ์ สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์จากหลักฐานและการเปรียบเทียบจากเหตุการณ์ได้ดังนี้ 1) สำหรับการศึกษาครั้งนี้ยังคงไม่พบเรดิโอลาเรียนยุคดีโวเนียนตอนต้น จึงยังคงยอมรับอายุเริ่มต้น ของแนวเขตอินทนนท์เป็นดีโวเนียนตอนกลางเหมือนเดิม (Plate 1) และหากในอนาคตในแนวเขตอินทนนท์มีการ พบเรดิโอลาเรียน Eoalbaillella lilaensis นี้ ช่วงเวลาทะเลเปิดจะได้เป็นที่ยอมรับในอายุดีโวเนียนตอนต้นมากขึ้น 2) เหตุการณ์ภูเขาไฟประทุที่ถูกนำขึ้นมาเผยแพร่ในแนวเขตอินทนนท์จะปรากฎในยุคเพอร์เมียน ซึ่ง พบหลักฐานหินภูเขาไฟชนิดบะซอลต์ชัดเจนในพื้นที่บ้านแกน้อย (Feng และคณะ, 2008) ทำให้ทราบถึงกระบวนการ เกิดภูเขาไฟที่มีความรุนแรงในยุคเพอร์เมียน แต่สำหรับยุคดีโวเนียนยังไม่มีรายงานไหนกล่าวถึงเหตุการณ์นี้มาก่อน แม้ว่าจะมีหลักฐานการระบุชื่อหินเชิร์ตเนื้อเถ้าภูเขาไฟ (tuffaceous chert) ในชุดหินฝางเชิร์ตก็ตาม (Wonganan และ Caridroit, 2005; Saesaengseerung และคณะ, 2007; Hara และคณะ, 2010) จากผลวิเคราะห์ทางธรณีเคมี ในชุดหินฝางเชิร์ต กล่าวถึงการสะสมตะกอนที่ได้รับอิทธิพลจากภูเขาไฟในทะเลน้ำลึกแบบท้องสมุทร (pelagic) และ ในขอบแผ่นดินทวีป (continental margin) (Hara และคณะ, 2010; Tassanapak และคณะ, 2011b; Tassanapak และคณะ, 2017) แสดงถึงหลักฐานสนับสนุนเหตุการณ์ภูเขาไฟในยุคดีโวเนียน คือ หินเถ้าภูเขาไฟ (รูปที่ 4) จึงมีความ เป็นไปได้ที่ยุคดีโวเนียนตอนกลางมีภูเขาไฟขนาดเล็กประทุเกิดขึ้น ตามแนวการมุดตัวระหว่างแผ่นอนุทวีปไซบูมาสุ และอินโดจีน แต่เหตุการณ์อาจไม่รุนแรงเท่ากับในยุคเพอร์เมียนที่พบหินบะซอลต์ปรากฎอย่างชัดเจน 3) อายุที่ได้จากการศึกษาซากดึกดำบรรพ์เรดิโอลาเรียนจากการทบทวนวรรณกรรม สามารถช่วย กำหนดขอบเขตของแนวเขตอินทนนท์ได้ โดยกระจายตัวตั้งแต่ทางตะวันตกสุดของไทย ตั้งแต่อำเภอปาย และอำเภอ แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาจนถึงฝั่งตะวันออกในอำเภอเชียงดาว และอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อทำการ เปรียบเทียบอายุและบริเวณพื้นที่อื่นๆ พบว่าบริเวณใกล้รอยต่อขอบของแนวเขตอินทนนท์ฝั่งตะวันตก เริ่มตั้งแต่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาจนถึงอำเภอเชียงดาว (ฝั่งตะวันตก) ให้อายุตั้งแต่ยุคเพอร์เมียน ถึงยุคไทรแอสซิก (ยุคไทรแอสซิกเด่นมาก) และตอนกลางจนถึงตะวันออกของอำเภอเชียงดาว ให้อายุตั้งแต่ดีโวเนียนตอนกลางถึง ไทรแอสซิกตอนต้น โดยเรดิโอลาเรียนยุคไทรแอสซิกพบน้อยมาก ส่วนด้านตะวันออกสุดของแนวเขตอินทนนท์ที่คาด ว่าอยู่บริเวณอำเภอพร้าว พบเรดิโอลาเรียนตั้งแต่ยุคเพอร์เมียนตอนกลางถึงยุคไทรแอสซิกตอนกลาง (Saesaengseerung และคณะ, 2007) จึงสันนิษฐานว่าเป็นทะเลแรกเริ่มในช่วงการเปิดตัวกลางแอ่งทะเลบรรพกาล เททีส และสะสมตัวในทะเลลึก (pelagic) น่าจะอยู่ในตอนกลางของอำเภอเชียงดาว เนื่องจากพบเรดิโอลาเรียนที่ให้ อายุเก่าแก่ที่สุด ในยุคดีโวเนียนตอนกลาง (e.g. Sashida และคณะ, 1998: 2000a; Kamata และคณะ, 2002; Wonganan และ Caridroit, 2006; Saesaengseerung และคณะ, 2007; Hara และคณะ, 2010) และยังสามารถ อนุมานได้ว่า ด้านตะวันตกสุดของทะเลบรรพกาลเททีสน่าจะอยู่บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ อำเภอปาย และแม่ สะเรียง ด้านตะวันออกสุดน่าจะอยู่บริเวณอำเภอพร้าว ต่อเนื่องลงมาจนถึงอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน สำหรับในยุค เพอร์เมียนตอนปลาย มีการพบซากดึกดำบรรพ์โคโนดอนต์ร่วม อาจเป็นไปได้ว่าแผ่นดินเริ่มมีการยกตัวขึ้นเนื่องจาก แผ่นอนุทวีปเคลื่อนที่เข้าหากัน จึงทำให้มีสภาพแวดล้อมเป็นไหล่ทวีป หรือทะเลแบบ (hemi-pelagic)


| 126 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster 4) การหายไปของเรดิโอลาเรียนในช่วงยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย ถึงเพอร์เมียนตอนต้น ในพื้นที่ ศึกษามีความสอดคล้องกับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่หนาวเย็น เป็นผลมาจากการละลายตัวของธาร น้ำแข็งจากมหาทวีปกอนด์วานาลงสู่มหาสมุทร (Metcalfe, 2013) เป็นเหตุทำให้อุณภูมิในทะเลบรรพกาลเททีสลดลง อย่างรวดเร็ว จนทำให้เรดิโอลาเรียนที่ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำอุ่นหายไปในช่วงเวลาดังกล่าว ผลการศึกษาครั้งนี้จึงเป็น หลักฐานในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของทะเลบรรพกาลเททีสในช่วงเวลาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ดังเช่นจุดศึกษาบ้านปิงโค้ง (PKA) (รูปที่ 5) พบเรดิโอลาเรียนเฉพาะสมัย Mississippian และหายไปในสมัย Pennsylvanian แต่ปรากฎอีกครั้งในช่วงเพอร์เมียนตอนต้น นอกจากนี้จุดศึกษาที่ดอยเชียงดาว1 และ2 (CD1 และ CD 2) ซึ่งเป็นจุดศึกษาที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ปรากฎเรดิโอลาเรียนของสมัย Pennsylvanian เช่นกัน 5) สภาพแวดล้อมของความลึกมีผลต่อการสะสมตัวของเรดิโอลาเรียนเช่นกัน จากจัดแบ่งชุดลักษณ์ หินเชิร์ตของ Kamata และคณะ (2009) แบ่งการสะสมตัวเป็น 2 รูปแบบ คือ ทะเลน้ำลึกแบบท้องสมุทร (Pelagic) และ ทะเลกึ่งท้องสมุทร (Hemi-pelagic) โดยจัดสภาพแวดล้อมการสะสมตะกอนในอำเภอเชียงดาว เป็นทะเล ท้องสมุทรเพียงอย่างเดียว แต่จากหลักฐานทางธรณีเคมีที่ศึกษาบริเวณฝางเชิร์ต อำเภอเชียงดาว มีสภาพแวดล้อม บรรพกาลเป็นได้ทั้งทะเลน้ำลึกแบบท้องสมุทร และแบบกึ่งท้องสมุทร ได้แก่ บริเวณไหล่ทวีป (Hara และคณะ, 2010; Tassanapak และคณะ, 2011b) จากการศึกษาของข้าพเจ้าพบว่าชุดหินฝางเชิร์ตมีเนื้อหินที่ผุพัง และมีสายแร่ขนาด เล็กจำนวนมาก การศึกษาธรณีเคมีจึงอาจทำให้ค่าวิเคราะห์ธรณีเคมีมีความคลาดเคลื่อนได้สูง แต่ถึงอย่างไรตาม ผล การศึกษานี้ได้พบโคโนดอนต์ ซึ่งสะสมในทะเลน้ำตื้น หลักฐานชิ้นนี้พบในจุดศึกษาบ้านปิงโค้ง (PKA) ที่ไม่ห่างจาก พื้นที่ฝางเชิร์ตมากนัก สามารถเป็นหลักฐานการสนับสนุน สภาพทะเลในช่วงนั้นได้ดีกว่าเป็นทะเลแบบกึ่งท้องสมุทร ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าพื้นที่เชียงดาวเป็นสะสมตัวในทะเลลึกเป็นบริเวณกว้างในช่วงยุคดีโวเนียน และทะเลยกตัวขึ้น เป็นทะเลกึ่งท้องสมุทรในยุคเพอร์เมียน (รูปที่ 6)


การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจำปี 2566 (GEOTHAI 2023) วันที่ 5-7 กันยายน 2566 | 127 Abstract: Poster รูปที่ 4 แผ่นหินบางจากพื้นที่ฝางเชิร์ต (CDC-A01) แสดงรอยแตก สายแร่ และเรดิโอลาเรียนหนาแน่นในหินดินดาน เนื้อซิลิกา (A), หินเชิร์ตเนื้อเถ้าภูเขาไฟ พื้นที่ฝางเชิร์ต (CDC-A04 และ CDC-A05) ประกอบด้วยเม็ดแร่ควอร์ตขนาด เล็กกระจายในเนื้อหิน และมีเรดิโอลาเรียนไม่หนาแน่น (B และ C), หินเชิร์ต ของพื้นที่บ้านปิงโค้ง (PKA) ประกอบด้วย เรดิโอลาเรียนหนาแน่น (D) จากการศึกษา และการอภิปรายสามารถสรุปได้ว่าหลักฐานการศึกษาเรดิโอลาเรียนสามารถใช้ระบุ อายุช่วงเวลาที่สะสมตัวตะกอนเนื้อซิลิกา และสามารถกำหนดลักษณะสภาพแวดล้อมทะเลบรรพกาลเททีสในลักษณะ ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังสามารถอธิบายเหตุผลที่ไม่พบเรดิโอลาเรียนในช่วงคาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย รอยแตก Qtz vein Qtz rd rd rd rd rd


| 128 “ต่อยอดองค์ความรู้ธรณีไทย ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” Abstract: Poster รูปที่ 5 ลำดับชั้นหินของพื้นที่บ้านปิงโค้ง (PKA) แสดงช่วงอายุที่ได้จากการศึกษาเรดิโอลาเรียน ที่พบเฉพาะตอนต้นถึง ตอนกลางของสมัย Mississippian ยุคคาร์บอนิเฟอรัส และช่วงต้นของยุคเพอร์เมียน โดยตอนกลางระหว่าง สองช่วงอายุนี้หายไป


Click to View FlipBook Version