The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือ การขอได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sukit Taksavanit, 2024-02-13 08:01:29

คู่มือ การขอได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

คู่มือ การขอได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

Keywords: มาตรา ๘๔

๑ คูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน สํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย 2566


๒ คำนำ กรมที่ดินไดจัดทำคูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อป พ.ศ. 2553 โดยรวบรวมแนวทางเกี่ยวกับการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน และการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งประกอบดวย กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดิน การอนุญาตใหไดมาและ การจำหนายที่ดิน รวมทั้งขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่เกี่ยวกับการขอไดมาซึ่งที่ดินและการจำหนายที่ดิน ของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจัดทำเปนรูปเลมเพื่อแจกจายให สำนักงานที่ดินสามารถนำไปใชศึกษาและใชปฏิบัติงาน ตลอดจนใชอางอิงในการใหบริการประชาชนดานกำหนดสิทธิ ในที่ดินและใหคำแนะนำประชาชนไดอยางครบถวนถูกตอง โดยที่ปจจุบันไดมีการปรับปรุงแกไขรวมทั้งออกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการขอไดมา ซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ขึ้นใหมหลายฉบับ ดังนั้น เพื่อให การปฏิบัติงานของพนักงานเจาหนาที่สามารถดำเนินการใหบริการประชาชนไดอยางถูกตอง ครบถวน และ มีประสิทธิภาพ จึงไดปรับปรุงคูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวล กฎหมายที่ดินขึ้นใหมเพื่อใหพนักงานเจาหนาที่ใชเปนคูมือในการปฏิบัติงานไดอยางถูกตองและเปนไปในแนวทาง เดียวกัน และหวังเปนอยางยิ่งวาคูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดินเลมนี้จะเปนประโยชนตอทางราชการ ประชาชนทั่วไป รวมทั้งขาราชการกรมที่ดินในการใช เปนแนวทางในการปฏิบัติงานตอไป สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน พฤษภาคม 2566


๓ สารบัญ หนา คำนำ สารบัญ • การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 3 2. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 4 3. ที่ดินของวัดและที่ซึ่งขึ้นตอวัด 4 4. ประเภทของวัด 4 5. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 4 6. การทำนิติกรรมเกี่ยวที่ดินของวัด 5 7. ผูแทนวัด 6 8. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน 6 9. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ 7 10. การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดประเภทตาง ๆ 10 11. การจำหนายจายโอนที่ดินของวัด 14 12. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 14 13. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา 15 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน แนวคำพิพากษาศาลฎีกา 15 แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 25 • การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 29 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 31 2. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 32 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 32 3. ความหมายของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 32 4. ผูแทนของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 32 5. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 32 6. หลักเกณฑการพิจารณาของเจาหนาที่ 32 7. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน 33 8. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ 33 9. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดิน 38 เปนอยางอื่นไมตรงตามที่อนุญาตไว 10. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรประเภทตาง ๆ 39 11. การจำหนายที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 40 12. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 40


๔ 13. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา 41 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 41 • การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 51 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 53 2. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม 53 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 3. ความหมายของมัสยิด 53 4. การทำนิติกรรมแทนมัสยิด (ผูแทนมัสยิด) 54 5. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 54 6. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมัสยิดอิสลามขอไดมาซึ่งที่ดิน 54 7. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ 54 8. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลามประเภทตาง ๆ 57 9. การจำหนายที่ดินของมัสยิดอิสลาม 58 10. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 58 11. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา 59 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน แนวคำพิพากษาศาลฎีกา 60 • การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 65 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 67 2. ความหมายของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก 67 3. วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกไมมีสภาพเปนนิติบุคคล 67 4. ผูแทนของมิซซังโรมันคาทอลิก 67 5. ที่ดินของมิซซังโรมันคาทอลิก 67 6. จำนวนที่ดินสำหรับทำประโยชนใหแกมิซซังโรมันคาทอลิก 68 7. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 68 แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินกรณีมิซซังโรมันคาทอลิกขอไดมาซึ่งที่ดิน 68 ภาคผนวก 71 1. พระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม 73 ตามกฎหมาย (ร.ศ.128) 2. พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่ 27 สิงหาคม ร.ศ. 128 85 (พ.ศ. 2452) วาดวยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ในกรุงสยาม ตามกฎหมาย 3. พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 88 4. พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 102


๕ 5. พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 111 6. กฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน 123 พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 7. กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสาน 133 และฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ 8. กฎกระทรวง การสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัด 139 การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัด มีพระภิกษุอยูจำพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ 9. กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 159 10. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้ง 162 วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 11. ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ วาดวยหลักเกณฑ 167 การพิจารณาคำขอเพื่อสรางวัด พ.ศ. 2561 12. ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 181 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2552 13. ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 201 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 14. ระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย วาดวย 202 การจัดการทรัพยสินและการจัดหาผลประโยชนของ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด พ.ศ. 2560 15. คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 95/2546 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2546 204 16. มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2528 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2528 210 17. มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 18/2540 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 212 18. หนังสือกรมที่ดิน ที่ 6956/2505 ลงวันที่ 4 กันยายน 2505 214 19. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0607/ว 1150 ลงวันที่ 19 มกราคม 2513 215 20. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0612/4/ว 8938 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2521 216 21. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0612/4/ว 14647 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2524 218 22. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 2604 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ 2530 219 23. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 21143 ลงวันที่ 30 กันยายน 2531 221 24. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 22241 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2531 222 25. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 1010 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2534 224 26. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0610/ว 35424 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2535 226 27. หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0610/ว 20300 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2535 228 28. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 24261 ลงวันที่ 10 กันยายน 2541 231 29. หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท 0710/ว 06232 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ 2542 232 30. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม 2543 237 31. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว 11242 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 248 32. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว 13778 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 250


๖ 33. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 35435 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 253 34. หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0515/ว 8190 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 256 35. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549 266 36. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0516.5/ว 17379 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 271 37. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 3154 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ 2565 277 38. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565 282


1 ๗ การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน


3๘ 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ๑.๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ 1.2 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 ๑.3 ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 797, 1367, 1382, 1623, ๑๖24 ๑.4 กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕4๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ขอ ๒ (7) (จ) 1.5 กฎกระทรวง การสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจําพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ 1.6 กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 1.7 ระเบียบสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ วาดวยหลักเกณฑการพิจารณาคําขอเพื่อสรางวัด พ.ศ. 2561 1.8 ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2552 1.9 ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ๑.10 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดินและผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการ ๑.11 มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑6/๒๕28 ลงวันที่ 20 มิถุนายน ๒๕28 เรื่อง การระวังชี้แนวเขตที่ดินของวัด ๑.12 มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๘/๒๕4๐ ลงวันที่ 30 มิถุนายน ๒๕4๐ เรื่อง การทําสัญญาและจดทะเบียน ทางภาระจํายอมผานที่วัดหรือที่ธรณีสงฆของวัด ๑.13 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว 8938 ลงวันที่ ๑7 พฤษภาคม ๒๕๒๑ เรื่อง วัดหลักสี่ราษฎร สโมสร ขอแบงซ้อืที่ดิน 1.14 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖๔๗ ลงวันที่ 7 กรกฎาคม ๒๕๒4 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคล ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.15 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 2604 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ 2530 เรื่อง การลงนามของพระภิกษุ สามเณรในเอกสารการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม 1.16 หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ เรื่อง การขอไดมาซึ่ง ที่ดินของนิติบุคคล ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.17 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑0/ว ๒๔๒๖๑ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕4๑ เรื่อง การทํานิติกรรมเกี่ยวกับ ที่ดินอันเปนสมบัติของวัด 1.๑8 หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒4 กุมภาพันธ ๒๕๔๒ เรื่อง การยกเวน ภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด 1.๑9 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว 02674 ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๓ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน การขอไดมาซึ่งที่ดินของวดัวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน


4 ๙ 1.20 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ๑.21 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การขอไดมาซึ่ง ที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.22 หนังสือกรมที่ดิน มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549 เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณี การเรียกเก็บอากรแสตมป 1.23 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0516.5/ว 17379 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 เรื่อง การทํานิติกรรม เกี่ยวกับที่ดินของวัด ที่อยูในความปกครองของสํานักงานพระคลังขางที่ 1.24 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 3154 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ 2565 เรื่อง การลงนามหนังสือ สัญญาตกลงยกที่ดินใหสรางวัด (ศถ.2) 1.25 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565 เรื่อง เอกสารประกอบการ พิจารณากรณีวัดตาง ๆ ขอไดมาซึ่งที่ดินเกินกวา 100 ไร ๒. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน วัดจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงจะมีสิทธิถือครองที่ดินได ซึ่งการพิจารณาสภาพการเปนนิติบุคคล ของวัด ใหพิจารณาจากหลักฐานอยางใดอยางหนึ่ง ดังนี้ ๑. หนังสือรับรองสภาพวัดของสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (กรมการศาสนา) ๒. สําเนาประวัติวัด หรือสําเนาทะเบียนวัด ซึ่งรับรองโดยทางราชการ ๓. ประกาศตั้งวัดของกระทรวงศึกษาธิการ 4. ประกาศตั้งวัดของสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ๓. ที่ดินของวัดและที่ซึ่งขึ้นตอวัด แบงได 3 ประเภท คือ ๑. ที่วัด หมายถึง ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น ๒. ที่ธรณีสงฆหมายถึง ที่ซ่งึเปนสมบัติของวัด ๓. ที่กัลปนา หมายถึง ที่ซึ่งมีผูอุทิศแตผลประโยชนใหวัดหรือพระศาสนา (มาตรา ๓๓ แหงพระราชบัญญัติ คณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕) ๔. ประเภทของวัด วัดมี ๒ ประเภท คือ 1. วัดที่ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา หมายถึง วัดที่มีประกาศตั้งวัดโดยชอบดวยกฎหมายแลว และตอมา ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๒. สํานักสงฆ หมายถึง วัดที่ตั้งโดยชอบดวยกฎหมาย แตยังไมไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา วัดที่ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสํานักสงฆ ตางก็เปนนิติบุคคลตามมาตรา ๓1 แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ๕. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอํานาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้


5 ๑๐ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่เห็นวาไมควรอนุญาต ใหเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ ๖. การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของวัด คําวา “นิติกรรม” ตามความหมายที่ปรากฏในมติคณะสังฆมนตรี ครั้งที่ ๑/๒496 เมื่อวันที่ ๕ มกราคม 2496 นั้น หมายถึง การขอรังวัดรับโฉนด การขอสอบเขต การขอแบงแยก และการขอรับรองเขตที่ดินของวัด ๔ ประการเทานั้น มิใชหมายถึง “นิติกรรม" ตามความหมายในมาตรา ๑๔9 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ๖.๑ การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของวัด ๔ ประการ ตามมติคณะสังฆมนตรี ครั้งที่ 1/2496 เมื่อวันที่ ๕ มกราคม 2496 หมายถึง (๑) การขอรังวัดรับโฉนดที่ดิน (๒) การขอสอบเขต (3) การขอแบงแยก (๔) การขอรับรองเขตที่ดินของวัด ๖.๒ การทํานิติกรรม ๔ ประการ ตามมติคณะสังฆมนตรีดังกลาวมีหลักเกณฑ ดังนี้ (๑) วัดมีพระสงฆที่ตั้งอยูในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเทศบาล หรือสุขาภิบาล ใหเจาอาวาสมอบฉันทะให สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ หรือตัวแทนของสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเปนผูดําเนินการแทน แตขอตกลงใด ๆ ในการทํานิติกรรมในกรณีเชนนี้ตองไดรับความเห็นชอบจากเจาอาวาส (๒) วัดที่ตั้งอยูนอกเขตดังกลาวในขอ ๑ ใหเจาอาวาสพิจารณาคัดเลือกทายก ทายิกาแหงวัดนั้น อันอยูใน ฐานะที่ควรแกการเชื่อถือ มีจํานวน ๒ หรือ ๓ ทาน ใหเปนผูดําเนินการแทนเจาอาวาสในการทํานิติกรรมเกี่ยวกับ ที่ดินของวัดแตขอตกลงใด ๆ ในการทํานิติกรรมในกรณีเชนนี้ตองไดรับความเห็นชอบจากเจาอาวาสกอน (มติคณะสังฆมนตรี ครั้งที่ ๑/2496 ลงวันที่ 5 มกราคม ๒๔9๖, มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๖/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๘, หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0516.5/ว 17379 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563) ๖.๓ การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินอันเปนศาสนสมบัติของวัด การพิจารณาเกี่ยวกับอํานาจในการจัดประโยชนศาสนสมบัติของวัดกรณีที่วัดไดมอบการจัดประโยชน ศาสนสมบัติของวัดใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดําเนินการ การทํานิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับศาสนสมบัติ ของวัดตองใหผูอํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเปนผูทําการแทนวัด แตถาวัดมิไดมอบการจัด ประโยชนศาสนสมบัติของวัดใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดําเนินการ เจาอาวาสในฐานะผูแทนวัดก็ชอบ ที่จะทําการแทนวัด หรือมอบอํานาจใหไวยาวัจกร หรือผูใดไปดําเนินการแทนได ตามนัยมาตรา ๓1 แหง พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และ การที่จะทราบวาวัดที่ขอจดทะเบียนมอบการจัดประโยชนศาสนสมบัติของวัดใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ หรือไม ใหตรวจสอบจากสัญญาที่คูกรณีนํามาขอจดทะเบียน หากวัดไดมอบการจัดประโยชนใหแกทางราชการ สัญญา จะระบุวา วัด………………โดยสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ผูรับมอบอํานาจสําหรับวัดที่อยูในกรุงเทพมหานคร สวน วัดที่อยูในสวนภูมิภาคจะระบุวา วัด………………โดยผูอํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และถาวัดมิได มอบอํานาจการจัดประโยชนจะระบุวา วัด…………...……โดยเจาอาวาส (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๒๔๒๖๑ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๑ เรื่อง การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินอันเปนศาสนสมบัติของวัด)


6 ๑๑ 7. ผูแทนวัด เจาอาวาส เปนผูแทนของวัดในกิจการทั่วไป ตามมาตรา ๓๑ แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแกไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ 8. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน 8.๑ สําเนาประกาศกระทรวงศึกษาธิการหรือสําเนาประกาศสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เรื่อง ตั้งวัดใน พระพุทธศาสนาหรือหนังสือรับรองสภาพวัด หรือสําเนาทะเบียนวัดหรือประวัติวัดที่รับรองโดยทางราชการ ๘.๒ สําเนาหนังสือพระราชทานวิสุงคามสีมา (ถามี) 8.๓ สําเนาตราตั้งเจาอาวาส หรือผูรักษาการแทน (โดยจะแตงตั้งเจาอาวาสกอนประกาศตั้งวัดไมได) ๘.๔ สําเนาหนังสือสุทธิของเจาอาวาสหรือผูรักษาการแทน หนังสือเลื่อนสมณศักดิ์ หรือหลักฐานการแตงตั้ง ฐานานุกรม 8.๕ บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูรับโอน สอบสวนวาวัดตั้งขึ้นเมื่อใด ชื่อเจาอาวาส, มีพระภิกษุสามเณรกี่รูป เหตุผลความจําเปนที่วัดประสงคจะไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม เพื่อใชเปนที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ (ระบุใหชัดเจนวาจะใช ประโยชนในที่ดินอยางไร) วัดมีที่ดินเดิมหรือไม มีหลักฐานอยางไร ใชเปนที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ ที่ดินเดิมของวัด หากไดมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม หากยัง ไมไดรับอนุญาตก็สามารถยื่นคําขอยอนหลังได โดยใหวัดแจงความประสงคไวในบันทึกถอยคํา (ท.ด. ๑๖) และ เจาหนาที่ที่เกี่ยวของตองชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับ อนุญาต เสร็จแลวสรุปเรื่องใหผูมีอํานาจพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนเพิ่มตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐7๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓4 8.๖ บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ผูโอนกรณีใหที่ดินใหสอบสวนเจาของที่ดินผูใหถึงเจตนาที่แทจริงและความจําเปน ในการโอนที่ดิน ตามนัยขอ ๒ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0710/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ (กรณีพระภิกษุเปนผูโอน ตองสอบสวนวากอนอุปสมบทมีคูสมรสหรือไม ที่ดินเปนสินสมรสหรือสินสวนตัว) 8.7 คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมฯ (ท.ด.1) (ท.ด.1 ก.) 8.8 สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่วัดถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน, สําเนา น.ส.1 หรือ น.ส.1 ก. ประกอบการพิจารณา 8.9 กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับแปลงที่ขอใหม 8.๑๐ หลักฐานของผูโอน เชน บัตรประจําตัวประชาชน, ทะเบียนสมรส, ใบสําคัญการหยา, ใบมรณบัตร 8.๑๑ หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรสทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด 8.12 หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) 8.๑๓ หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) 8.๑๔ คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคําพิพากษาหรือคําสั่งศาล 8.15 ความเห็นของอําเภอและจังหวัด ตามนัยขอ ๑ และขอ ๖ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ 24 มิถุนายน ๒๕๓4 ๘.๑๖ กรณขีอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใหใชเอกสารตาม 8.๑ – 8.5, 8.8, 8.9, 8.12, ๘.๑๓ และ 8.๑๕


7 ๑๒ 9. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ ใหดำเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม 2546 ดังนี้ 9.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 9.๑.๑ เมื่อมีการยื่นคำขอใหไดมาซึ่งที่ดินของวัด ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให, ซื้อ, รับมรดก, ไดมาโดยการครอบครอง, ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ตรวจสอบ หลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคำผูขอตามแบบที่กำหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑0/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม 2543 สำหรับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๕๐ ไร ใหสอบสวนใหได ความโดยละเอียดชัดเจนวามีเหตุผลและความจำเปนอยางไร ทั้งนี้ เพื่อใชประกอบการพิจารณาวาควรจะอนุญาต ใหวัดไดมาซึ่งที่ดินเกินกวาที่กฎหมายกำหนดไวหรือไม 9.1.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดำเนินการใหได ใหสำนักงานที่ดินที่รับคำขอดำเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลว สแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทาง ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สำนักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซึ่งจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสำนักงานที่ดินที่รับคำขอ ดำเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา ทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทาง ทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดำเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 9.1.3 สำนักงานที่ดินที่รับคำขอประสานงานกับผูอำนวยการเขตที่ที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทำการตรวจสอบ ขอเท็จจริงวา ที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้ง เหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 9.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริง และความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสงเรื่อง ใหกรมที่ดินเพื่อพิจารณาขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยตอไป


8 ๑๓ 9.1.5 กรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินเมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา 100 ไร กอนเสนอเรื่องเพื่อขออนุญาต ใหเจาหนาที่สงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบกอนและเมื่อไดรับเรื่องคืน จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติแลว ใหเจาหนาที่พิจารณาเสนอเรื่องตออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการตอไป โดยเอกสารหลักฐานประกอบในการสงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติพิจารณากรณีวัด ขอไดมาซึ่งที่ดินเกินกวา 100 ไร มีดังนี้(หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565) 1. บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน 2. สำเนาหนังสือความเห็นนายอำเภอทองที่ ตามนัยหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0710/ว 1010 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2534 3. สำเนาหนังสือ ท.ด.16 ของผูใหและผูรับให ผูซื้อและผูขาย และผูรับมรดกที่ดินแลวแตกรณี 4. สำเนาโฉนดที่ดินเฉพาะแปลงที่รับใหโดยถายเอกสารทุกหนา 5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/สำเนาทะเบียนบานของผูใหและผูรับให ผูซื้อและผูขาย และ ผูรับมรดกที่ดินแลวแตกรณี 6. กรณีมีคำสั่งศาลใหแนบสำเนาคำสั่งศาลทุกหนา 9.1.6 กรณีที่ตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให วัดรับโอนที่ดิน โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหดำเนินการตาม 9.๑.๑ – 9.1.4 กอนเสนอเรื่องตออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งอนุญาต ยอนหลังใหเปนการถูกตอง 9.1.7 เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการ 9.๑.8 เมื่อมีคำสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 9.๑.9 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อใหดำเนินการตอไป 9.๑.10 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหวัด รับโอนที่ดิน หรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 9.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 9.๒.๑ เมื่อมีการยื่นคำขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให, ซื้อ, รับมรดก, ไดมาโดยการครอบครอง, ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ตรวจสอบหลักฐาน และสอบสวนบันทึกถอยคำผูขอตามแบบที่กำหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕4๓ สำหรับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๕๐ ไร ใหสอบสวนใหได ความโดยละเอียดชัดเจนวามีเหตุผลและความจำเปนอยางไร ทั้งนี้ เพื่อใชประกอบการพิจารณาวาควรจะอนุญาต ใหวัดไดมาซึ่งที่ดินเกินกวาที่กฎหมายกำหนดไว หรือไม 9.2.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดำเนินการใหได ใหสำนักงานที่ดินที่รับคำขอดำเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84)


9 ๑๔ โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซ่ึงจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสํานักงานที่ดินจังหวัด สํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกทางระบบงานจัดเก็บขอมูล ทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 9.2.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับนายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ ทองที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการตรวจสอบขอเท็จจริงวาที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบ ศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 9.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ใหดําเนินการ ดังนี้ (1) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดรับคําขอ ใหเสนอเร่ืองตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการ แทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ (2) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกรับคําขอ ใหสงเรื่องใหสํานักงานที่ดิน จังหวัดเพื่อเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อ พิจารณาสั่งการ สําหรับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินเมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๑๐๐ ไร กอนเสนอเรื่อง เพื่อขออนุญาต ใหจังหวัดสงเรื่องใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบกอน โดยเอกสาร หลักฐานประกอบในการสงเรื่องใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติพิจารณากรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินเกินกวา 100 ไร ตองเปนไปตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565 และเมื่อไดรับเรื่องคืน จากสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติแลวใหเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการตอไป กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ใหวัดรับโอนที่ดินไป โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหดําเนินการตาม 9.๒.๑ - 9.๒.4


10 ๑๕ กอนเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา สั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง 9.๒.๕ เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลวใหดําเนินการ ดังนี้ ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดรายงานผลการสั่งอนุญาตโดยพิมพรายงานผลการสั่งอนุญาตจาก ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) และดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ใหกรมที่ดินทราบภายใน 7 วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตแลวแจงผูขอมาดําเนินการตอไป เพื่อใหกรมที่ดินรวบรวม รายงานผลการสั่งอนุญาตใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยทราบ 9.๒.๖ เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหวัดรับโอน ที่ดินหรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหจังหวัดรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ๑๐. การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดประเภทตาง ๆ ๑๐.๑ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามมาตรา ๑6๒๓, ๑๖๒๔ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณชิย มาตรา ๑๖๒๓ ทรัพยสินของพระภิกษุที่ไดมาในระหวางที่อยูในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก มรณภาพใหตกเปนสมบัติของวัดที่เปนภูมิลําเนาของพระภิกษุนั้น เวนไวแตพระภิกษุนั้นจะไดจําหนายไปในระหวาง ชีวิตหรือโดยพินัยกรรม การพิจารณาจะตองตรวจสอบใหไดขอเท็จจริงวาทรัพยสินนั้นพระภิกษุ ไดมาในระหวางเวลาที่อยูใน สมณเพศ และพระภิกษุถึงแกมรณภาพในขณะที่จําพรรษาอยูในวัดนั้น ใหทรัพยสินนั้นตกเปนสมบัติของวัดที่เปน ภูมิลําเนาของพระภิกษุ เวนแตพระภิกษุจะจําหนายไปในระหวางชีวิต หรือโดยพินัยกรรม มาตรา ๑๖๒๔ ทรัพยสินใดเปนของบุคคลกอนอุปสมบทเปนพระภิกษุ ทรัพยสินนั้นหาตกเปนสมบัติ ของวัดไม และใหเปนมรดกแกทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจําหนายโดยประการใดตาม กฎหมายก็ได 10.2 กรณีการทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของพระภิกษุสามเณร ตามประกาศมหาเถรสมาคมไดหามพระภิกษุ สามเณรเซ็นนามเปน “นาย” อันแสดงภาวะไมแนนอนวาเปนบรรพชิตหรือคฤหัสถ ดังนั้น ในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยที่เปนพระภิกษุสามเณร จึงใหลงนามในเอกสารการจดทะเบียนเปนพระภิกษุหรือ สามเณรตามความเปนจริง (หากมีสมณศักดิ์ใหระบุดวย) (ประกาศมหาเถรสมาคม เรื่อง ภิกษุสามเณรเซ็นนามแสดง ภาวะไมแนนอนวาเปนบรรพชิตหรือคฤหัสถ ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2479 เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 2604 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ 2530) ๑๐.3 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามพินัยกรรม พิจารณาพินัยกรรมวาชอบตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิยหรือไม ๑๐.4 การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (ไมเต็มแปลงตามโฉนดที่ดินหรือ น.ส.3 เวนการจดทะเบียน เฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยก ในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตามขั้นตอนตอไป ๑๐.5 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๖7 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาดําเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551


11 ๑๖ ๑๐.6 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินตามมาตรา ๑๓8๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาจากคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุดแสดงวามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. ๒497) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 ประกอบ ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 1๐.7 วัดใหเชาที่ดิน การใหเชาที่วัดที่กันไวสำหรับเปนที่จัดประโยชน ที่ธรณีสงฆ ที่กัลปนา หรือสิ่งปลูกสราง ใหเจาอาวาส จัดใหไวยาวัจกรหรือผูจัดประโยชนของวัดซึ่งเจาอาวาสแตงตั้ง ทำทะเบียนทรัพยสิน ที่จัดประโยชน ทะเบียนผูเชา หรือผูอาศัยไวใหถูกตอง และใหวัดเก็บรักษาทะเบียนและหนังสือ สัญญาเชาไวเปนหลักฐานหรือจะฝากไวกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติสำหรับวัดในเขตกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสำหรับ วัดในเขตจังหวัดอื่นก็ไดแตหากมีกำหนดระยะเวลาเกินสามป จะกระทำไดตอเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เห็นชอบ และไดรับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม การใหเชาที่วัดหรือที่ธรณีสงฆเพื่อเปนทางเขาออกไมวาจะมีกำหนดระยะเวลากี่ปก็ตาม จะกระทำได ตอเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเห็นชอบและไดรับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม โดยใหวัดจัดทำเปนสัญญา ภาระจำยอม (ขอ 5 และ ขอ 6 แหงกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔) ๑๐.8 การจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของวัด การนำที่ดินของวัด (ที่วัดและที่ธรณีสงฆ) ไปจดภาระจำยอม ตองใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เสนอคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาใหความเห็นชอบกอน (มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ เรื่อง การทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอม ผานที่วัดหรือที่ธรณีสงฆของวัด) ๑๐.9 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการขอรับโอนตามคำสั่งศาลหรือโอนตามคำพิพากษา พิจารณาวาศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแลวและหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ๑๐.10 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการโอนใหตัวการ ตามมาตรา 797 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาใหไดขอเท็จจริงวาขณะที่ตัวแทนรับโอนที่ดินไวแทนวัดนั้น วัดจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามกฎหมายอยูแลว และการรับโอนที่ดินไวแทนนั้นจะตองเปนไปตามเจตนาของผูโอนดวยวามีความประสงคจะโอน ใหแกวัดจริง แตเนื่องจากมีเหตุขัดของไมสามารถโอนใหแกวัดในขณะนั้นได จึงโอนลงชื่อตัวแทนไวกอน 10.11 การขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรังวัดออกโฉนดที่ดิน (๑) กรณีวัดยื่นคำขอหรือนำรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชนสำหรับที่ดิน ที่ไดมาภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ เมื่อพนักงานเจาหนาที่รับคำขอสอบสวนและดำเนินการตาม ขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินในขอ 9 ทุกประการแลว กอนแจกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ รับรองการทำประโยชน กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ตองเสนออธิบดีกรมที่ดินในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ตองเสนอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖47 ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๔ และดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8๑90 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖)


12 ๑๗ (๒) กรณีขอออกโฉนดที่ดินที่งอก หากที่งอกเปนที่ดินเกิดหลังประมวลกฎหมายที่ดินตองพิจารณา ดำเนินการตาม 10.11 (๑) ๑๐.๑2 วัดขอแลกเปลี่ยนที่ดิน วัดขอแลกเปลี่ยนที่ดินกับเอกชน หรือกับวัดดวยกัน ตองตราเปนพระราชบัญญัติโดยมีขั้นตอน ดังนี้ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร (๑) วัดและคูกรณี เสนอเรื่องการแลกเปลี่ยนที่ดินกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (๒) เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดำเนินการตามอำนาจหนาที่ และขั้นตอนตาง ๆครบถวนแลว ถาผลการพิจารณาใหวัดแลกเปลี่ยนที่ดินได จะสงเรื่องใหกรมที่ดินพิจารณา (๓) กรมที่ดินรับเรื่องแลว สงเรื่องคืนสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครเพื่อแจงวัดและคูกรณีใหมายื่น คำขอแลกเปลี่ยนที่ดินกับพนักงานเจาหนาที่ (๔) พนักงานเจาหนาที่รับคำขอ สอบสวน และดำเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีวัดขอ ไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากผูอำนวยการเขต ตามขอ 9.1.2 - 9.1.3 (๕) เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสง เรื่องใหกรมที่ดินเพื่อพิจารณาเสนอขออนุญาตรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน เมื่ออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยอนุญาตแลวกรมที่ดินจะ สงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดำเนินการออกพระราชบัญญัติตอไป กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น (1) วัดและคูกรณี เสนอเรื่องการแลกเปลี่ยนที่ดินกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (๒) เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดำเนินการตามอำนาจหนาที่ และขั้นตอนตางๆ ครบถวนแลว ถาผลการพิจารณาใหวัดแลกเปลี่ยนที่ดินได จะสงเรื่องใหกรมที่ดินพิจารณา (๓) กรมที่ดินรับเรื่องแลว สงเรื่องคืนจังหวัดเพื่อแจงวัด และคูกรณีใหมายื่นคำขอแลกเปลี่ยนที่ดิน กับพนักงานเจาหนาที่ (๔) พนักงานเจาหนาที่รับคำขอ สอบสวน และดำเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีวัดขอ ไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ตามขอ 9.2.2 - 9.2.3 (5) เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอำเภอหรือกิ่งอำเภอแลว ใหดำเนินการตามขอ 9.2.4 เมื่อผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย อนุญาตแลวใหสงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการออกพระราชบัญญัติตอไป 10.13 การรวมวัด การรวมวัด คือ การรวมวัดตั้งแตสองวัดขึ้นไปอยูใกลกันหรือติดตอกันใหเปนวัดเดียวจะเปนการรวม ระหวางวัดที่มีพระภิกษุอยูจำพรรษาเขาดวยกัน หรือรวมวัดรางเขากับวัดที่มีพระภิกษุอยูจำพรรษา ก็สามารถ กระทำไดโดยตองดำเนินการตามหลักเกณฑ ขั้นตอน และวิธีการที่กำหนด


13๑๘ (กฎกระทรวง การสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัด การขอรับ พระราชทาน วิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ ขอ ๑๒ “ในกรณีที่มีวัดตั้งแตสอง วัดขึ้นไปอยูใกลกันหรือติดตอกัน และการรวมวัดเปนวัดเดียวจะเปนประโยชนในการทำนุบำรุงวัดใหเจริญยิ่งขึ้นหรือ เปนประโยชนในการปกครองคณะสงฆใหเจาอาวาสรายงานการขอรวมวัดไปยังผูอำนวยการสำนักงาน พระพุทธศาสนาจังหวัด เมื่อผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดไดรับรายงานการขอรวมวัดตามวรรคหนึ่ง ใหขอ ความเห็นจากเจาคณะตำบล เจาคณะอำเภอ นายอำเภอ และเจาคณะจังหวัด ที่เกี่ยวของแลวเสนอรายงานการ ขอรวมวัดพรอมความเห็นตอผูวาราชการจังหวัด ในกรณีที่ผูวาราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรใหรวมวัดได ใหเสนอรายงานการขอรวมวัดพรอม ความเห็นไปยังเจาคณะภาค เจาคณะใหญ ที่เกี่ยวของ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อ พิจารณาตามลำดับ เมื่อเจาคณะภาค เจาคณะใหญ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเห็นสมควรให รวมวัดได ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเสนอรายงานการขอรวมวัด พรอมความเห็นตอมหาเถร สมาคมเพื่อพิจารณา เมื่อมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นชอบแลว ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ประกาศรวมวัดนั้นตามแบบ ว. ๓ ทายกฎกระทรวงนี้ แลวแจงใหผูวาราชการจังหวัด เจาคณะภาคและ เจาคณะใหญทราบ และใหผูวาราชการจังหวัดแจงการรวมวัดใหผูขอรวมวัดและเจาคณะจังหวัดทราบและให ผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติประกาศเรื่องการรวมวัดนั้นในราชกิจจานุเบกษาตอไป”) 10.14 การยกวัดรางขึ้นเปนวัดที่มีพระภิกษุอยูจำพรรษา วัดราง คือ วัดที่ไมมีพระภิกษุอยูพักอาศัย และในระหวางที่ยังไมมีการยุบเลิกวัด ใหสำนักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติ มีหนาที่ปกครองดูแลรักษาวัดนั้น รวมทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ และทรัพยสินของวัดนั้นดวย การยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนั้น การจะฟนฟูบูรณะปฏิสังขรณวัดรางใหกลับเปนวัดมีพระสงฆ เพื่อประโยชนในการประกอบศาสนกิจบำเพ็ญ กุศลของพุทธศาสนิกชนอีกครั้ง จึงสามารถกระทำไดโดยตองดำเนินการใหเปนไปตามหลักเกณฑ ขั้นตอน และ วิธีการที่กำหนด ถาวัดรางยังไมไดประกาศยุบเลิกวัดเปนทางการ ชั่วระยะเวลาที่ไมมีพระภิกษุอยูอาศัยนั้น สำนักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติมีหนาที่ปกครองดูแลรักษาอยู แตถาประกาศยุบเลิกวัดไปแลว ที่ดินวัดก็ดี ที่ธรณีสงฆ ของวัดก็ดี ทรัพยสินของวัดก็ดี จะตกกลายเปนศาสนสมบัติกลาง ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติก็จะมีหนาที่ ดูแลรักษารับผิดชอบตอไปอีก ในกรณีที่ผูวาราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรใหยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษาใหเสนอ รายงานการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษาพรอมความเห็นไปยังเจาคณะภาค เจาคณะใหญที่เกี่ยวของ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อพิจารณาตามลำดับ เมื่อเจาคณะภาค เจาคณะใหญ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เห็นสมควรให ยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเสนอรายงานการ ขอยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา พรอมความเห็นตอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณา เมื่อมหาเถร สมาคมพิจารณาเห็นชอบแลว ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติประกาศยกวัดรางขึ้นเปนวัดมี พระภิกษุอยูจำพรรษา แลวแจงใหผูวาราชการจังหวัด เจาคณะภาค และเจาคณะใหญทราบ และผูวาราชการ จังหวัดจะแจงการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษาใหผูขอยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา


14 ๑๙ และเจาคณะจังหวัดทราบ และผูอํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติจะสงเรื่องเพื่อประกาศเรื่องการยก วัดรางนั้นขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจําพรรษาในราชกิจจานุเบกษาตอไป (มาตรา ๓๒ ทวิ แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505, กฎกระทรวงการสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัดการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจําพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ ขอ 22 - ขอ 26) ๑1. การจําหนายจายโอนที่ดินของวัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ที่ดินของวัดและที่ธรณีสงฆจะโอนกรรมสิทธิ์ไดโดย ตราเปนพระราชบัญญัติเทานั้น แตที่วัด ที่ธรณีสงฆ ที่วัดราง ก็อาจหมดสภาพไปจากการเปนศาสนสมบัติดวยเหตุใด เหตุหนึ่งดังนี้ (๑) ที่ดินถูกโอนไปจากวัดโดยตราเปนพระราชบัญญัติ (๒) ที่ดินถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย กรณีเชนนี้ใหถือวาที่ดินไดโอนไปตาม พระราชบัญญัติเวนคนือสังหาริมทรัพยฉบับนั้นแลว ไมจําตองตราพระราชบัญญัติโอน โดยเฉพาะขึ้นอีก (๓) ที่ดินถูกกระแสน้ําเซาะพังลงน้ําไปตามธรรมชาติทําใหที่ดินของวัดขาดหายไป (๔) วัดยินยอมใหตัดหรือขยายถนน หรือทางหลวง เปนการอุทิศใหเปนทางสาธารณประโยชนเขาลักษณะ เปนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมาย ซึ่งไมขัดตอบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ ๑๒. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 1๒.๑ หลักเกณฑการเรียกเก็บคาธรรมเนียมในการโอนที่ดินใหวัด ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ.๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 กําหนดวา “คาจดทะเบียนเฉพาะในกรณีที่วัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมัน คาธอลิกหรือมัสยิดอิสลาม เปนผูรับใหเพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน ทั้งนี้ ในสวนที่ไดมารวมกับที่ดินที่มีอยูกอนแลว ไมเกิน ๕๐ ไร เรียกตามราคาประเมินทุนทรัพยตามที่คณะกรรมการกําหนดราคาประเมินทุนทรัพยกําหนดรอยละ 0.01 คําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕4๑)ฯ ขอ ๒ (7) (จ) หมายถึง ที่ตั้ง ของสถานที่ใด ๆ ซึ่งมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทางศาสนาของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกหรือมัสยิดอิสลามและรวมถึงบริเวณของสถานที่ดังกลาวดวย เชน ที่ตั้งของมัสยิด โบสถ วิหาร กุฏิสงฆ ศาลาการเปรียญ ฌาปนสถาน และที่ธรณีสงฆ ที่มีลักษณะการใชประโยชนตามนัยดังกลาว สวนสถานที่ ที่มีไวเพื่อการอยางอื่น มิไดมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทางศาสนา เชน ที่ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โรงเลี้ยงเด็ก เปนตน ไมใช “ที่ตั้งศาสนสถาน” (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน) สรุป หลักเกณฑการพิจารณาเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑)ฯ ขอ ๒ (7) (จ) ซึ่งใหเรียกเก็บคาธรรมเนียมรอยละ 0.01 ดังนี้ 1. ใชกับวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก มัสยิดอิสลามเทานั้น (มูลนิธิคริสตจักรไมไดสิทธิตามกฎกระทรวง ฉบับนี้) ๒. เปนกรณีรับใหที่ดิน ๓. เพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน (ความหมายตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐728/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕44) ๔. เมื่อรวมกับที่ดินซึ่งเปนที่ตั้งศาสนสถานที่มีอยูกอนแลวไมเกิน ๕๐ ไร


15๒๐ 1๒.๒ หลักเกณฑการเรียกเก็บภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินใหวัด พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรวาดวยการยกเวนรัษฎากร(ฉบับที่ ๓๒๖) พ.ศ. ๒๕4๑ และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๑๔ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในประมวลรัษฎากร วาดวยการยกเวนรัษฎากร ใหยกเวน ภาษีเงินไดนิติบุคคล ภาษีเงินไดบุคคลธรรมดา และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในที่ดิน โดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิดเฉพาะการโอนที่ดินสวนที่ทำใหวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด มีที่ดินไมเกินหาสิบไร (หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕๔๒ เรื่อง การยกเวนภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด) ขอสังเกต การเรียกเก็บภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัดเฉพาะการโอนที่ดินสวนที่ทำใหวัดมีที่ดินไมเกิน ๕๐ ไร นั้น ไมตองพิจารณาวา เปนที่ดินประเภทใดซึ่งตางกับกรณีการเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔1)ฯขอ ๒ (7) (จ) ซึ่งตองเปนที่ดินที่ใชเปนที่ตั้งศาสนสถานเทานั้น 12.3 คาอากรแสตมป มาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร กำหนดวา ถาฝายที่ตองเสียอากรเปนรัฐบาล เจาพนักงาน ผูกระทำงานของรัฐบาลโดยหนาที่ บุคคลผูกระทำการในนามของรัฐบาล องคการบริหารราชการสวนทองถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองคการศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเปนนิติบุคคล อากรเปนอัน ไมตองเสีย ดังนั้น กรณีจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหโดยเสนหาไมมีคาตอบแทน หากฝายผูรับโอนซึ่งเปนฝายที่ ตองเสียอากรไดรับการยกเวนอากรตามกฎหมาย พนักงานเจาหนาที่ไมตองเรียกเก็บอากรแสตมป เชน กรณีการโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแก สวนราชการ สภากาชาดไทย วัด มัสยิด หรือองคการศาสนาอื่น ในราชอาณาจักรซึ่งเปนนิติบุคคล เปนตน เนื่องจากหนวยงานที่รับโอนดังกลาวไดรับการยกเวนอากร ตามมาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมที่ดิน มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549) ๑๓. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ใหสำนักงานที่ดินจังหวัดและสำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูใชสมุดเบอร 2 ทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยใหสำนักงานที่ดินจังหวัดจัดทำรวมทั้งจังหวัดแหงหนึ่ง และสำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูจัดทำในเขตทองที่อีกแหงหนึ่ง เพื่อประโยชนในการตรวจสอบคราวตอไป โดยแยกเก็บ ตามตัวอักษรตัวหนาของชื่อนิติบุคคลนั้น แลวนำขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลที่ไดจากการตรวจสอบขอมูล จากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ลงในบัญชีทะเบียนที่ดินดังกลาวตามลำดับการไดมาซึ่งที่ดิน กอนหลัง แลวจึงนำขอมูลที่ดินที่แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหนิติบุคคลนั้น รับโอนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตลงเปนลำดับตอไป • แนวคำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๔๓/2487 ที่ธรณีสงฆนั้น ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ.๑๒๑ หรือตาม พ.ร.บ.คณะสงฆพ.ศ. ๒484 ก็มี ความหมายอยางเดียวกัน คือหมายถึงที่ซึ่งเปนสมบัติของวัด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔7-๕๐/ ๒490 ที่ธรณีสงฆนั้น ไมมีกฎหมายบังคับใหตองจดทะเบียน การฟองขับไลออกจากที่ธรณีสงฆนั้น โจทกพิสูจนวาเปนที่ธรณีสงฆก็เพียงพอแลวไมจำเปนตองนำสืบถึงการไดมา


16 ๒๑ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๒/2490 ยกที่ดินถวายวัด แลวเชาและสงคาเชาใหวัดมากวา ๑๐ ป แมไมไดทําการโอนทะเบียนวัดก็ไดกรรมสิทธิ์เปน ที่ธรณีสงฆตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๒ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๔/2492 เจาอาวาสยอมมีอํานาจเปนโจทกเองหรือมอบอํานาจแกไวยาวัจกรฟองความเกี่ยวแกที่ธรณีสงฆได ในสัญญากรรมสิทธิ์ระบุวา ที่ธรณีสงฆเปนผูรับนั้น ยอมหมายความวายกใหแกวัดเปนที่ธรณีสงฆ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑868/๒492 เจาอาวาสยอมมอบอํานาจใหไวยาวัจกรฟองคดีแทนวัดได เจาอาวาสปลูกเรือนลงในที่ธรณีสงฆ แมจะใชเงินของผูอื่นปลูก เมื่อไมปรากฏวาเจาอาวาสและเจาของเงิน ไดรับสิทธิที่จะปลูกลงในที่ของวัดประการใดแลว เรือนนั้นก็ยอมเปนสวนควบของที่ดินและเปนกรรมสิทธิ์ของวัดซึ่ง เปนเจาของที่ดิน ฉะนั้น ขอตอสูของผูที่อยูในเรือนซึ่งอางวาเรือนเปนของเจาอาวาสหรือเจาของเงินหรือตนไดสิทธิ โดยทางครอบครองปรปกษยอมฟงไมขึ้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๕/2497 ที่วัดและที่ธรณีสงฆ จะโอนกรรมสิทธิ์ไดแตโดยพระราชบัญญัติ เอกชนจะอางวาไดกรรมสิทธิ์โดยครอบครอง ปรปกษในที่ของวัดไมได คําพิพากษศาลาฎีกาที่ ๖๖๒/2497 ที่ธรณสีงฆนั้น ใครจะครอบครองมาชานานเทาใด ก็แยงกรรมสิทธิ์ไปไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9๔๔-9๔๕/๒497 วัดเปนนิติบุคคล เจาอาวาสเปนผูแทนมีอํานาจฟองขับไลและมอบอํานาจใหไวยาวัจกรฟองผูบุกรุกแทนวัดได วัดอาจถือที่ดินไว โดยการเขาครอบครองทําเปนปาชา ปาชาที่ธรณีสงฆของวัด ใครจะอางสิทธิทางครอบครองยันวัดไมได จะเอาไปทํานิติกรรมจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนาที่ก็ไมได จะโอนไดแตโดยทางพระราชบัญญัติเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๑๑-๖๑๒/๒498 ที่ปาชาของวัด แมออกโฉนดใหใครไป ผูนั้นก็อางกรรมสิทธิ์ตอสูวัดมิได เพราะมิใชไดไปโดยพระราชบัญญัติ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 851-853/๒499 มาตรา 1332 ใชบังคับเฉพาะทรัพยสินธรรมดา แตสําหรับที่วัดและที่ธรณีสงฆนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 บัญญัติวาจะโอนกรรมสิทธิ์ไดแตโดยพระราชบัญญัติเทานั้น ดังนั้นแมจะซื้อที่พิพาทไว โดยสุจริตเสียคาตอบแทนจากการขายทอดตลาดก็หาไดกรรมสิทธิ์ไมและเมื่อวัดซ่ึงเปนเจาของที่ดินก็ไมมีหนาที่ คืนหรือชดใชราคาแกผูซื้อ เพราะกรณีไมเขามาตรา 1332 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 947-958/2503 วัดยินยอมใหมีการขยายเขตถนนเดิมซึ่งไดใชเปนทางหลวงอยูแลวเขาไปในที่ของวัดเมื่อทางหลวงนี้เปน สาธารณสมบัติของแผนดิน กรณีจึงเปนวาวัดไดอุทิศที่ดินสวนนี้ของวัดโดยปริยายใหเปนทางหลวง การอุทิศของวัดเชนนี้ ไมขัดตอพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒484 มาตรา ๔๑ เพราะกรณีเชนนี้ไมเขา ลักษณะเปนการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่กฎหมายนั้นระบุไว ฉะนั้น การที่จําเลยปลูกอาคารลงในเขตทางหลวง โดย มิไดรับอนุญาตก็ยอมเปนผิดตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๑๖/2503 เจาของที่ดินทําพินัยกรรมยกที่ดินใหวัด โดยระบุใหยายและมารดามีสิทธิเก็บกินตลอดชีวิตเมื่อเจาของที่ดิน ตายแลว วัดมิไดใชสิทธิแกที่ดินนี้ประการใด ปลอยใหมารดาของเจามรดกครอบครองที่ดินและจดทะเบียนโอนรับ


17 ๒๒ มรดกเปนของตนดวย ซึ่งเปนเวลาเกิน ๑๐ ปแลวดังนี้ เมื่อปรากฏวามารดาของเจามรดกก็ไดรับประโยชนตาม พินัยกรรมอยูดวย มิไดถูกตัดมิใหรับมรดก สิทธิเรียกรองวัดในฐานะเปนผูรับพินัยกรรม จึงขาดอายุความไปแลว ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1754 วรรคทาย ผูสืบสิทธิของมารดา เจามรดกยอมยกอายุความดังกลาวตอสูวัดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7๒๑/๒๕๐๔ ที่ธรณสีงฆนั้น ผูใดจะยกอายุความครอบครองปรปกษขึ้นใชยันกับวัดไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/๒๕๐๔ ในการบังคับคดีที่ศาลพิพากษาใหทําลายโฉนดเฉพาะสวนที่ออกทับที่ของวัดตามแผนที่วิวาทกันเมื่อเขตดาน หนึ่งในแผนที่ไมแสดงระยะที่แนนอนไวคูความจึงตกลงกันชี้เขตของดานนั้นใหรังวัดไปตามที่ตกลงชี้เขตกัน ดังนี้ ยอมเปนความตกลงเพื่อใหการบังคับคดีเปนไปตามคําพิพากษานั้นเอง ไมใชเปนการเปลี่ยนแปลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ วัดอันจะขัดตอพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา ๔๑ แตอยางใด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/๒๕๐๔ วัดเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๗๒ (๒) เจาอาวาสของวัดมีหนาที่บํารุงรักษา จัดการวัดและสมบัติของวัดตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา ๔๓ (๑) และเปนผูแสดงเจตนาแทนวัด ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๗๕ เจาอาวาสของวัดจึงมีอํานาจเปนผูแทนวัด รองขัดทรัพย ในนามของวัดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔/2507 วัดยอมใหกรมการศาสนาใหเชาที่ดินของวัดในนามของกรมการศาสนาเอง ผูใหเชาไมจําเปนตองเปนเจาของ กรรมสิทธิ์ทรัพยสินที่ใหเชา เมื่อผูเชายินยอมทําสัญญาเชาที่รายนี้จากกรมการศาสนา กรมการศาสนาผูใหเชายอม มีอํานาจฟองผูเชาในฐานะคูสัญญาได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๗/๒๕๐7 หนังสือมอบอํานาจของเจาอาวาสที่มอบอํานาจใหไวยาวัจกรฟองคดีแทนวัดนั้น จะตองปดอากรแสตมปให ถูกตองตามประมวลรัษฎากร เพราะพระราชบัญญัติคณะสงฆมิไดกําหนดอํานาจหนาที่ของไวยาวัจกรได ฉะนั้น กิจการใดของวัดที่ไวยาวัจกรกระทําไปจึงถือวาเปนการกระทําในฐานะตัวแทนธรรมดาของเจาอาวาสวัดนั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๗/๒๕๐7 วัดครอบครองปรปกษในที่ดินมีโฉนดซึ่งเจาของยกใหไดแมตอมาผูใหตาย วัดยังคงครอบครองตอมาอีกจน ครบกําหนด ๑๐ ปแลว วัดยอมไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น พฤติการณดังกลาวไมขัดตอวัตถุประสงคของวัด และหลักทางพระพุทธศาสนา โจทกฟองขอใหศาลแสดงกรรมสิทธิ์ของโจทกในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิครอบครองไมไดฟองเรียกมรดกจําเลย ไมอาจยกอายุความมรดกขึ้นมาอางได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2507 ที่ดินของวัดจะโอนไดแตโดยพระราชบัญญัตินั้น เปนบทบัญญัติยกเวนหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งจะตองตีความ โดยเครงครัด ศาลฎีกาเห็นวาบทบัญญัติดังกลาวบัญญัติถึงการโอนไปซึ่งกรรมสิทธิ์ตามธรรมดาไมมีความมุง หมายถึงการแบงทรัพยสินซึ่งวัดเปนเจาของรวมกับผูอื่นดวย กลาวคือ ในกรณีที่บุคคลตั้งแตสองคนขึ้นไปเปน เจาของทรัพยสินรวมกันอยู กฎหมายบัญญัติใหเจาของรวมมีสิทธิขอแบงทรัพยไดในกรณีที่วัดกับบุคคลอื่นเปน เจาของกรรมสิทธิ์รวมกันนั้นไมมีเหตุผลอยางใดที่จะไมยอมใหมีการแบงแยกความเปนเจาของรวมกัน ฉะนั้น เมื่อ กรณีตองดวยเหตุที่จะแบงทรัพยตอกันศาลก็พิพากษาใหแบงทรัพยที่วัดกับบุคคลธรรมดาเปนเจาของรวมกันได เมื่อศาลพิพากษาใหแบงทรัพยได ก็ยอมพิพากษาถึงวิธีการแบงทรัพยตามที่ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บัญญัติไวได ไมเปนการขัดตอพระราชบัญญัติคณะสงฆ


18 ๒๓ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๗๑-๕7๒/๒๕๐8 การที่เจาของที่ดินไดสละการครอบครองที่ดินมีโฉนดโดยยกใหแกวัด และวัดไดเขาครอบครองที่นั้นเปนเวลา เกินกวา ๑๐ ปแลว เชนนี้วัดยอมไดกรรมสิทธิ์ แมในขณะยกใหวัดจะไมมีการทําเปนหนังสือและจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนาที่ก็ตาม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 550/2510 ที่ดินอันเปนสวนหนึ่งของปาชาซึ่งเปนของวัด แมจะตั้งอยูหางจากตัววัด ก็จัดเขาอยูในประเภทที่ธรณสีงฆตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 (2) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2513 เมื่อขอเท็จจริงฟงไดวา ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2693 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2649 เปนที่ดินวัดประดิษฐารามโจทก กระทรวงการคลังจําเลยไดนํารังวัดออกโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้รุกล้ําเอาที่ดินซึ่ง เปนที่วัดโจทก แมขอเท็จจริงจะไดความวา กระทรวงการคลังจําเลยไดครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงโดยเก็บ คาเชาจากผูอยูอาศัยตลอดมาเกิน 10 ป และวัดโจทกก็ไมคัดคาน หรือไมสงคนไปรังวัดแนวเขตในเมื่อมีการรังวัด ออกโฉนดพิพาท ก็หาใชขอสําคัญไม เพราะเมื่อฟงวาที่ดินพิพาทเปนที่วัดเปนกรรมสิทธิ์ของวัดโจทกแลว กระทรวงการคลังจําเลยจะเขาไปยึดไปเปนกรรมสิทธิ์หาไดไม ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ. 121 มาตรา 7 ซึ่งตอมาไดแกไขตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆแกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 มาตรา 3 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 ซึ่งยกเลิก พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 34 ซึ่งบัญญัติไดตลอดมาวา ที่วัด ผูใดผูหนึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ที่นั้น ไปไมได และวาที่วัด จะโอนกรรมสิทธิ์ไดแตโดยพระราชบัญญัติ และหามมิใหบุคคลยกอายุความขึ้นตอสูกับวัดใน เรื่องทรัพยสินอันเปนที่วัด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1029/2519 คดีกอนโจทกรับมรดกความจากมารดาซึ่งไดฟองผูเชาที่ดินวัดรางเปนจําเลยมิไดฟองกรมการศาสนาจําเลยที่ 1 ผูใหเชาดวย ศาลพิพากษายกฟองโดยยังมิไดวินิจฉัยขอเท็จจริงที่โจทกวาเดินเขาออกที่สะพานปลาไมจําเปนตอง รับอนุญาตจากใคร ดังนั้น ที่โจทกฟองในคดีนี้วาโจทกใชเปนทางเดินออกสูถนนสาธารณะและทาปลามาเปนเวลา 60 ปเศษไดภารจํายอม บัดนี้จําเลยลอมรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กปดกั้นทางผานของโจทก จึงเปนเรื่องโจทกฟองวา ไดภารจํายอม โดยทางอายุความตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1401 จึงไมเปนฟองซ้ํา พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 34 ครอบคลุมถึงอายุความไดภารจํายอมดวย ผูใดจะยกอายุ ความขึ้นอางกับวัดในเรื่องที่ดินของวัดหรือที่ธรณีสงฆไมได แมพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มิไดบัญญัติไวถึงเรื่องวัดรางวัดรางก็หาไดเสียสภาพจากการเปนวัดไปไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๘๗/๒๕๒๐ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ และที่ดินของสํานักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริย ผูใดจะครอบครองปรปกษมิได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/๒๕๒๔ ราษฎรพรอมใจสรางวัดโจทกกันขึ้นเองในที่พิพาทเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ โดยไมปรากฏวาไดมีการขอรับ พระราชทานพระบรมราชานุญาตใหสราง จึงเปนการสรางวัดขึ้นใหม ฝาฝนตอบทบัญญัติ ม.9 แหง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ.๑๒๑ ซึ่งใชบังคับอยูในเวลานั้น ไมมีสภาพเปนวัดตามที่ระบุไวใน ม.๕ แหง พ.ร.บ. ดังกลาว แมตอมาจะมีชื่อปรากฏอยูในทะเบียนวัดสํานักสงฆก็ไมมีผลทําใหกลับกลายสภาพเปนวัดที่ชอบดวย กฎหมายไปได ที่พิพาทซึ่งอางวามีผูยกใหเปนที่สรางวัดจึงไมใชสมบัติของวัดอันจะถือวาเปนที่ธรณีสงฆ วัดโจทกจึง ไมมีอํานาจฟองขับไลจําเลยใหออกไปจากที่พิพาท


19 ๒๔ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2954/2524 แมจะยกฐานะวัดโจทกจากวัดรางขึ้นเปนวัดที่มีพระสงฆในป พ.ศ. 2518 ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ตามแตพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มิไดบัญญัติถึงวัดราง ฉะนั้นวัดรางจึงมิไดเสียสภาพจาก การเปนวัดเพราะยังมิไดมีการยุบเลิกวัดราง และยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพยสินที่เปนของวัดไดอยู โดยให พนักงานฝายพระราชอาณาจักรเปน ผูปกครองรักษาไวแทน ตอมาวัดโจทกไดรับการยกฐานะจากวัดราง ขึ้นเปนวัด ที่มีพระสงฆจึงมีฐานะเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 72 และเปนผูสืบทอดสิทธิ ตางๆ ของวัดรางนั้นมาจึงมีอํานาจเปนโจทกและมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพยสินของวดัรางนั้นจากบุคคลผูไมมีสิทธิ จะยึดถือไวไดตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1336 จําเลยยกขอตอสู เรื่องการครอบครองปรปกษไวในคําใหการแตเมื่อศาลชั้นตนทําการชี้สองสถาน มิไดกําหนด ปญหาดังกลาวไวเปนประเด็นขอพิพาท โจทกจําเลยมิไดโตแยงหรือคัดคานแตประการใด จึงถือวาคูความไดสละ เกี่ยวกับปญหาขอนี้แลว ศาลจะหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยอีกไมไดเพราะเปนการวินิจฉัยนอกประเด็นขอพิพาทไมชอบ ดวยกระบวนวิธีพิจารณา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒7 - ๔๐๓๐/๒๕๒๔ วัดรางสงฆไมอาศัย กรมการศาสนายอมมีอํานาจดูแลรักษาและจัดการทรัพยสินของวัดนั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1๖๕๓/๒๕๒๕ เจาคณะจังหวัดเพชรบูรณ ไดใหยุบรวมวัดใหมกับวัดภูเขาดินโจทกเปนวัดเดียวกัน เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ ในขณะที่ วัดใหมยังมีพระภิกษุอยู จึงหาใชเปนวัดรางสงฆไมอาศัยไม การยุบรวมวัดแมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆร.ศ. ๑๒๑ ซ่ึงใชบังคับอยูในขณะนั้นจะไมได บัญญัติไว แตตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๔๘๔ ยอมรับใหมีการรวมวัดที่ใกลชิดติดกันเปนวัดเดียวกัน เพื่อประโยชนแกการบํารุงวัดใหเจริญยิ่งขึ้น หรือเพื่อประโยชนแกการปกครองคณะสงฆได โดยขอรับความ เห็นชอบในที่สุดจากฝายปกครองคณะสงฆกอน และพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ.๑๒๑ ก็ไมมี บทบัญญัติหามไว ดังนั้น การที่เจาคณะจังหวัดเพชรบูรณสั่งรวมวัดใหมเขาเปนวัดเดียวกับวัดโจทก จึงเปนการชอบ ดวยกฎหมาย วัดใหมที่ยุบรวมเขาเปนวัดเดียวกับวัด โจทกจึงไมมีสภาพที่จะตกเปนวัดรางไดท ี่ดินพิพาทเดิมเปนของวัดใหม แลวไดรื้อกุฏิวิหารและสิ่งปลูกสรางจากที่ดินพิพาทไปไวที่วัดโจทกเมื่อรวมกับวัดโจทกยอมถือไมไดวาเปนที่ดินของ วัดราง แตเปนที่ธรณีสงฆของวัดโจทก ดวยการยุบรวมวัดใหมกับวัดโจทกเปนวัดเดียว ดังนี้ การดูแลรักษาและ จัดการไมอยูในอํานาจหนาที่ของกรมการศาสนาจําเลย การที่จําเลยไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเปนของวัดใหม (ราง) เปนการไมชอบ โจทกมีสิทธิขอใหเพิกถอนเสียได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑8๔ – ๒๑9๕/๒๕๒๕ เจาอาวาสมีอํานาจฟองคดีแทนวัด หรือมอบอํานาจใหผูอื่นฟองคดีแทนได โจทกฟองขับไลจําเลยออกจากที่ดิน จําเลยตอสูวาที่พิพาทเปนกรรมสิทธิ์ของตน จึงเปนคดีเกี่ยวดวย อสังหาริมทรัพย และจําเลยไดกลาวแกเปนขอพิพาทดวยกรรมสิทธิ์ แมที่ดินจะราคาไมเกิน ๒๐,000 บาท และ โจทกเรียกคาเสียหายไมเกิน ๒,๐๐๐ บาทตอเดือน คูความก็มีสิทธิอุทธรณฎีกาในขอเท็จจริงได เมื่อขอเท็จจริงฟงไดวาที่พิพาทเปนของวัด แมบางแปลงจะไดมีการออกโฉนดเปนชื่อของจําเลย จําเลยก็หาได กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นไม เพราะที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดย พ.ร.บ.และบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นตอสูวัดใน เรื่องทรัพยสินอันเปนของวัดไมได


20 ๒๕ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2531 ที่ดินพิพาทเปนที่ดินของวัดนก (ราง) อันเปนที่ศาสนสมบัติแมโจทกจะซื้อมาโดยสุจริตก็ไมไดกรรมสิทธิ์ เพราะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 ที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติ เทานั้น เมื่อโจทกไมมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจึงไมมีอํานาจฟองขับไลจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645-5646/2538 ในระหวางพิจารณา พ. รักษาการเจาอาวาสวัดโจทกไดยื่นคํารองขอใหสัตยาบันการที่นาย ช. และนาย น. ฟองคดีแทนวัดโจทกพรอมกับไดชี้แจงเหตุผลประกอบ และไดสงหนังสือมอบอํานาจฉบับใหมโดยไมไดระบุมอบ อํานาจใหนาย ช. เปนผูฟองคดีแทนดวยเพราะนาย ช. ถึงแกกรรมไปแลวยอมเทากับเปนการใหสัตยาบันในการ มอบอํานาจใหฟองคดีซึ่งไมมีบทบัญญัติแหงกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงหามไวแตประการใด ทั้งกรณีไมตอง ดวยบทบัญญัติมาตรา 47 แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง นาย ช. และนาย น. จึงมีอํานาจฟองคดี แทนโจทกมาแตตน ที่ดินโจทกดังกลาวมีสภาพเปนปาชามาแตโบราณกาล ลอมรอบดวยที่ธรณีสงฆของวัด บ. จาก ขอเท็จจริงที่ปรากฏตอมาวานาย ห. เปนผูแจงสิทธิครอบครองในที่ปาชาดังกลาวไวดวยเหตุผลที่จะกันไมใหถูกบุกรุก ยึดครอง โดยเจตนาของนาย ห. ดังกลาวนี้ไดประกาศชัดเจนวาถือครองในฐานะแทนโจทก ซึ่งจําเลยก็มิไดคัดคาน โตแยงเมื่อพิเคราะหประกอบกับขอเท็จจริงที่บริเวณที่ดินใกลเคียงที่ปาชา ซึ่งหากจําเลยยึดถือครอบครองและออก โฉนดซึ่งมีทั้งซากวัตถุโบราณซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมการฝงศพ ตลอดจนทางจําเลยก็ยอมรับถึงความ เชื่อถือที่ไมยอมใชน้ําในหนองโบสถตรงตามที่พยานโจทกเบิกความเปนหนองน้ําใชลางกระดูกศพ แลวยิ่งเห็นไดชัดวา คํายืนยันของโจทกดังกลาวเปนความจริงวาที่ดินพิพาทที่ลอมรอบปาชาของโจทก เปนที่ที่ใชประโยชนเกี่ยวเนื่อง กับการฝงศพจริง ที่ดินพิพาทเปนที่ธรณีสงฆของวัด บ. โจทก จําเลยไมอาจยกการครอบครองขึ้นยันวัดโจทก การออกโฉนดในที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆดังกลาวจึงไมชอบ และโตแยงสิทธิโจทก โจทกมีอํานาจขอให เพิกถอนไดตามฟอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6943/2538 การแยงการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา 1375 เปนกรณีที่ใชบังคับไดแตเฉพาะแก ทรัพยสินธรรมดาสําหรับทรัพยสินอันเปนที่วัดและที่ธรณีสงฆนั้นตองใชบังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆซึ่งได บัญญัติไวเปนกรณีพิเศษในเรื่องกรรมสิทธิ์และการโอนที่วัดและที่ธรณีสงฆจะนําบทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพยสิน ธรรมดามาใชบังคับไมไดซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 ที่วัดและที่ธรณีสงฆจะโอน กรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติและหามมิใหบุคคลใดยกอายุความขึ้นตอสูกับวัดในเรื่องทรัพยสินอันเปนที่วัด และที่ธรณีสงฆ ดังนั้น โจทกจะยกเรื่องการแยงการครอบครองขึ้นมาเปนขอโตแยงในเรื่องที่วัดไมได คําพิพากษาศาลฎีกา ที่ 7638/2538 การทําหนังสือยกใหที่ดินพิพาทสําหรับเปนที่สรางวัด ถือไดวามีเจตนาอุทิศที่พิพาทเพื่อใชสรางวัด ที่พิพาท ยอมตกเปนของแผนดินสําหรับใชเปนที่สําหรับสรางวัดโจทก ตามเจตนาของผูอุทิศทันทีโดยไมจําตองทําเปน หนังสือและจดทะเบียนการยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 อีกแตอยางใด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6354/2540 แมจําเลยที่ 2 จะไดทําสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับพระภิกษุ ส. ไวแลว ตั้งแตป 2528 และชําระราคา ครบถวนแลวก็ตาม แตพระภิกษุ ส. ยังมิไดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแกจําเลยที่ 2 จนพระภิกษุ ส. ถึงแก มรณภาพในป 2530 เมื่อชื่อเจาของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังเปนของพระภิกษุ ส. อยูที่ดินพิพาทจึงเปน ทรัพยสินของพระภิกษุ ส. ที่ไดมาระหวางเวลาที่อยูในสมณเพศ ซึ่งประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1623 ใหทรัพยสินดังกลาวตกเปนสมบัติของวัดที่เปนภูมิลําเนาในขณะที่พระภิกษุนั้นถึงแกมรณภาพ ดังนั้นเมื่อ พระภิกษุ ส. ถึงแกมรณภาพกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจึงตกเปนสมบัติของวัดศรีบุญเรืองตามกฎหมายและถือวาที่ดิน


21 ๒๖ พิพาทเปนที่ธรณีสงฆของวัดศรีบุญเรืองดวย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33(2) กรณีตอง บังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆฯ มาตรา 34 ซึ่งบัญญัติใหที่วัดและที่ธรณีสงฆจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดย พระราชบัญญัติฯ และหามมิใหบุคคลใดยกอายุความขึ้นตอสูกับวัดในเรื่องสิทธิอันเปนที่วัดและที่ธรณีสงฆ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเปนผูจัดการมรดกของพระภิกษุ ส.หรือวัดศรีบุญเรืองจึงไมมีอำนาจทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทใหแกบุคคลใดๆ ได การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแกจำเลยที่ 2 จึงเปนโมฆะตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 150 นิติกรรมดังกลาวจึงเสียเปลามาแตแรกโดยศาลไมจำเปนตองเพิกถอน และโจทกก็ไมมีอำนาจฟองขอใหบังคับจำเลยที่ 1 หรือวัดศรีบุญเรืองจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแกโจทกโดย อางวาโจทกไดทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทและชำระราคาแกพระภิกษุ ส. ครบถวนแลวไดเพราะวัดศรีบุญเรือง ซึ่งเปนเจาของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมามีฐานะเปนวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆฯ จึงเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 72(1) ตางหากจากพระภิกษุ ส. ผูเปนคูสัญญากับ โจทก ดังนั้นจึงไมจำเปนตองวินิจฉัยวาโจทกไดทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับพระภิกษุ ส. และชำระราคาที่ดิน ครบถวนแลวหรือไม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2542 พระภิกษุ ส. ไดที่ดินพิพาทมาในระหวางเวลาที่อยูในสมณเพศและเปนกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุ ส. ในขณะถึง แกมรณภาพ ที่ดินพิพาทจึงตกเปนสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 แตวัดมิใชทายาท โดยธรรมของพระภิกษุที่ถึงแกมรณภาพตามมาตรา 1629 ดังนั้น การที่วัดจำเลยรองขอใหศาลตั้งจำเลยที่ 2 เปน ผูจัดการมรดกของพระภิกษุ ส. จึงมิใชกรณีทายาทรองขอใหศาลตั้งผูจัดการมรดกเพื่อจัดแบงมรดกใหทายาท การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผูจัดการมรดก จึงเปนการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไวแทน จำเลยที่ 1 ซึ่งเปนเจาของกรรมสิทธิ์โดยผลแหงกฎหมาย แมกอนถึงแกมรณภาพพระภิกษุ ส. ไดทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทใหแกจำเลยรวม และจำเลยรวมไดผอน ชำระคาที่ดินครบถวนแลว แตเมื่อพระภิกษุ ส. ถึงแกมรณภาพ ที่ดินพิพาทตกเปนสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 โดยเปน ที่ธรณีสงฆ ซึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 (2) และมาตรา 34 การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผูจัดการมรดกพระภิกษุ ส. จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทใหจำเลยรวม แมจะโดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 1 ก็เปนโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 นิติกรรมยอมเสียเปลามาแตแรก โดยศาลไมจำเปนตองเพิกถอน และโจทกก็ไมมีอำนาจฟองขอใหบังคับจำเลยทั้งสองรวมกันจดทะเบียนโอนขาย ที่ดินพิพาทใหแกโจทก เพราะจำเลยทั้งสองไมมีอำนาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งเปนธรณีสงฆ ใหแกโจทกได จึงไมจำเปนตองวินิจฉัยวาโจทกไดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 หรือไม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1316/2544 จ. ถึงแกกรรม ที่ดินของ จ. จึงตกทอดเปนมรดกแกทายาทโดยธรรมรวมทั้ง ส. ซึ่งเปนพระภิกษุดวย ที่ดินที่ ส. ไดรับมรดกมาเชนนี้มิใชที่ดินของวัด แมจะไดมาในระหวางที่อยูในสมณเพศ ส. จึงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินสวน ของตนซึ่งยังมิไดแบงแยกจากที่ดินเดิมใหแกโจทกได การที่ ส. ดำเนินการแบงแยกโฉนดที่ดินเสร็จในเวลาตอมา แตยังมิไดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แกโจทกและถึงแกมรณภาพเสียกอน ที่ดินดังกลาวยอมตกเปนสมบัติของวัด จำเลย โดยผลแหงกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 การแบงแยกโฉนดที่ดินออกมาจากโฉนดเดิมไมถือวาเปนการจำหนายที่ดิน เพราะการจำหนายจะตองเปน การจดทะเบียนโอนตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยเทานั้น การที่ ส. ซึ่งเปนพระภิกษุดำเนินการแบงแยก โฉนดที่ดินของตนเสร็จแตยังไมไดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใหโจทกกอนที่ ส. มรณภาพ จึงมิใช ส. โอนที่ดินใหแก โจทกกอน ส. มรณภาพ ที่ดินดังกลาวจึงเปนของวัดจำเลย


22 ๒๗ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3760/2545 หลังจากตั้งวัดโจทกขึ้นแลว มีการตั้งโรงเรียนขึ้นโดยยืมศาลาวัดสรางเปนโรงเรียนอยู 10 ป จึงสรางโรงเรียน ในที่ดินของวัดดวยความยินยอมของโจทก แตเมื่อวัดโจทกยายออกไปแลว โจทกมิไดสละสิทธิในที่ดินพิพาทยังคง นําที่ดินออกหาผลประโยชนตลอดมา การที่โจทกยอมใหทางราชการใชที่ดินพิพาทเปนโรงเรียนหาใชเปนการยก ที่ดินพิพาทใหแกจําเลยไม เมื่อที่ดินพิพาทมีผูยกใหเพื่อสรางวัด ซึ่งตอมาก็มีการสรางวัดขึ้นตามเจตนาของผูยกให ที่ดินพิพาทจึงเปนที่วัดและเปนที่ธรณีสงฆตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 40(1) และ (2) ซึ่ง เปนกฎหมายที่ใชอยูในขณะนั้น โดยที่วัดและที่ธรณีสงฆตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติเทานั้น การที่ มีผูนําที่ดินพิพาทไปออก น.ส. 3 ก. เปนชื่อจําเลยและตอมาถูกเปลี่ยนแปลงขึ้นทะเบียนเปนที่ราชพัสดุจึงเปนการ ไมชอบ ที่ดินพิพาทยังคงสภาพเปนที่วัดและที่ธรณีสงฆของโจทกอยูเชนเดิม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2546 หากเจาของเดิมอุทิศที่ดินใหแกวัดโจทกและที่ดินตกเปนที่ธรณีสงฆตามที่โจทกกลาวอาง การโอนที่ธรณีสงฆ จะตองทําตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนโดยพระราชบัญญัติหรือพระราช กฤษฎีกา แมที่ดินจะไดมีการโอนตอกันมาหลายทอดจนถึงจําเลยทั้งสอง เมื่อการโอนมิไดทําตามกฎหมายจึงเปน การโอนที่ตองหามชัดแจง ยอมเปนโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทกจึงมีอํานาจฟองจําเลยทั้งสองซึ่งมีชื่อ เปนเจาของโฉนดพิพาท และขับไลจําเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจําเลยทั้งสองครอบครองอยูได โดยหา จําตองฟองเจาของเดิมและผูรับโอนคนกอนจําเลยทั้งสองไม ฟองโจทกไมตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580 - 1585/2550 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 31 วรรคสาม บัญญัติเพียงวาใหเจาอาวาสเปนผูแทนของวัด ในกิจการทั่วไปเทานั้น มิไดบังคับวาการกระทํากิจการแทนวัดจะตองประทับตราสําคัญของวัดดวย ดังนั้น แมหนังสือ มอบอํานาจที่พระราชสุธรรมาภรณมอบอํานาจให ป. มีอํานาจฟองคดีและทํานิติกรรมสัญญาใดๆ แทนวัดโจทกที่ 1 จะมีพระราชสุธรรมาภรณลงลายมือชื่อโดยมิไดประทับตราสําคัญของโจทกที่ 1 ไวดวย ก็มีผลสมบูรณตาม กฎหมาย โจทกที่ 2 ซึ่งเปนผูรับมอบอํานาจชวงจาก ป. จึงมีอํานาจฟองคดีแทนโจทกที่ 1 ได การทําหนังสือสัญญาเชาที่ดินที่ไมไดจดทะเบียนการเชาตอพนักงานเจาหนาที่ ยอมมีผลฟองรองบังคับคดี ไดเพียง 3 ป ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 538 จึงเปนการเชาที่ไมตองไดรับความเห็นชอบจาก กรมการศาสนาตามขอ 4 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2551 โจทกจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 11 แปลง ของโจทกใหแกวัด ถือเปนการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ไดกระทําภายในหาปนับแตวันที่โจทกไดมา แตผูที่โจทกโอนที่ดินใหมีฐานะเปนวัดตามพระราชบัญญัติ คณะสงฆ พ.ศ. 2505 และเปนการโอนใหโดยไมมีคาตอบแทน ทั้งที่ดินดังกลาวติดตอเปนผืนเดียวกันและอยูติดกับ ที่ดินที่ตั้งวัดใชในการจัดกิจกรรมของวัดและเปนลานกีฬาของชุมชน แสดงใหเห็นถึงเจตนาของโจทกที่ตองการ บริจาคที่ดินเพื่อเปนการกุศลจึงไมใชการขายอสังหาริมทรัพยที่เปนทางคาหรือหากําไร โจทกจึงไมตองเสียภาษี ธุรกิจเฉพาะ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551 โจทกที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผูอื่นแลวยกใหวัดโจทกที่ 1 ขณะที่โจทกที่ 1 ยังไมเปนนิติบุคคล ตอมาเมื่อ โจทกที่ 1 ไดรับการประกาศตั้งเปนวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทกที่ 2 ซึ่งไดรับการแตงตั้งใหเปน เจาอาวาส โจทกที่ 2 ก็ไดแสดงเจตนายืนยันวาไดมีการยกที่ดินพิพาทใหแกโจทกที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทําบันทึก


23 ๒๘ ถอยคําวา โจทกที่ 1 มีความประสงคขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทกที่ 2 นับแตวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได วามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใชเปนที่สรางวัดที่ดินพิพาทยอมตกเปนของแผนดินสําหรับใชเปนที่สําหรับสรางวัด โจทกที่ 1 ตามเจตนาของผูอุทิศทันทีโดยไมจําตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนการยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 525 เมื่อสรางวัดโจทกที่ 1 เสร็จเรียบรอย กระทรวงศึกษาธิการ และมหาเถรสมาคมเห็นชอบใหตั้งวัดโจทกที่ 1 และไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเปนกรรมสิทธิ์ของโจทกที่ 1 โดยสมบูรณตั้งแตบัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเปนของโจทกที่ 1 แลวตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติเทานั้น การที่โจทกที่ 2 มอบอํานาจใหจําเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเปนของจําเลย จําเลยก็ไมมีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาท ซึ่งเปนของโจทกที่ 1 มาเปนกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทําใหการโอนที่ดินพิพาทจากจําเลยไปยังจําเลยรวมที่ 1 ไมชอบดวยกฎหมายไปดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4177/2552 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มิไดบัญญัติวาที่ดินที่จะเปนที่ธรณีสงฆจะตองเปนที่ดินมีโฉนดเทานั้น ดังนั้น ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองก็สามารถเปนที่ธรณีสงฆไดเมื่อมีการยกใหที่ดินที่มีเพียงการครอบครองใหแกวัด ที่ดินดังกลาวก็ตกเปนที่ธรณีสงฆแมตอมาผูแทนของวัดซึ่งเปนเจาของที่ธรณีสงฆไมทราบวาที่ดินดังกลาวเปน ที่ธรณีสงฆก็หาทําใหที่ดินดังกลาวหลุดพนจากการเปนที่ธรณสีงฆแตอยางใด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9359/2555 โจทกเปนนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 และเปนเจาของที่ดินธรณีสงฆที่พิพาท จําเลย เชาที่ดินของโจทกบางสวนเพื่อปลูกบานอยูอาศัย เมื่อสัญญาเชาสิ้นสุดลง โจทกมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให จําเลยและบริวารขนยายทรัพยสินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแลว จําเลยมิไดปฏิเสธวาโจทกไมไดเปนเจาของ กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เทากับจําเลยยอมรับอํานาจการจัดการที่ดินซึ่งเปนทรัพยที่เชาของโจทกมาตั้งแตแรก เมื่อ โจทกไมประสงคใหจําเลยเชาที่ดินตอไป จําเลยยังคงครอบครองและไมยอมขนยายทรัพยสินและบริวารออกไปจาก ที่ดินพิพาท จึงเปนการกระทําละเมิดตอโจทก การฟองคดีเพื่อขับไลผูที่อยูในที่ดินของวัดโจทกไมไดอยูในบังคับที่จะตองใหสํานักงานพระพุทธศาสนา แหงชาติเปนผูดําเนินการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 40 เพราะบทบัญญัติดังกลาวได บัญญัติใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติมีหนาที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางไดแกทรัพยสินของ พระศาสนาซึ่งมิใชของวัดใดวัดหนึ่งเทานั้น โจทกจึงมีอํานาจฟองขับไลและเรียกคาเสียหายจากจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 20664/2556 เจาอาวาสเปนผูแทนของวัด มีหนาที่บํารุงรักษาวัด การบริหารจัดการกิจการและศาสนสมบัติของวัด โจทก โดยเจาอาวาสจึงยอมมีอํานาจฟองขับไลผูที่อยูในที่ดินของโจทก ซึ่งเปนศาสนสมบัติของวัดโดยละเมิดได สวนการ ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดใหเปนไปตามวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวงนั้น เปนเรื่องของการ กําหนดวิธีการในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเปนคนละเรื่องกับเรื่องอํานาจฟอง สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเปนเพียงตัวแทนโจทกในการนําที่ดินศาสนสมบัติของวัดโจทกออกใหเชา ซึ่งการตั้งตัวแทนใหกระทําการตาง ๆ นั้นหาตัดสิทธิตัวการที่จะกระทําการนั้นดวยตนเองไม และโจทกโดยเจาอาวาส มีอํานาจมอบอํานาจใหบุคคลอื่นฟองและดําเนินคดีแทนโจทกได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2557 ภ. ทําหนังสือสัญญาบริจาคที่ดินเพื่อสรางวัดตอนายอําเภอและเจาพนักงานที่ดิน ซึ่งมีจําเลยที่ 2 เปนผูขอ อนุญาตสรางวัด หากทางราชการอนุญาตใหสรางวัด และตั้งเปนวัดแลว ภ. จะจัดการโอนที่ดินใหแกวัดภายในเวลา ที่นายอําเภอกําหนด ถือไดวา ภ. มีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใชเปนที่สรางวัด ที่ดินพิพาทยอมตกเปนของแผนดิน


24 ๒๙ สําหรับใชเปนที่สรางวัดตามเจตนาของ ภ. โดยไมจําตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนการยกใหตอพนักงาน เจาหนาที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 จําเลยที่ 2 ไดรับอนุญาตใหสรางวัดตั้งแต ภ. ยกที่ดินใหสรางวัด และจําเลยทั้งสองไดดําเนินการกอสรางวัด ตามกฎกระทรวงและตามวัตถุประสงคของ ภ. ตลอดมาจนสรางวัดไดสําเร็จ การที่ ภ. ยกที่ดินพิพาทใหสรางวัด แปลเจตนาของผยูกใหไดวาใหจําเลยที่๒ มีอํานาจเด็ดขาดอยางผูมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อสรางวัดขึ้น โดยจําเลยที่๒ มิไดครอบครองที่ดินพิพาทแทน ภ. แตครอบครองที่ดินสรางวัด ที่ดินพิพาทจึงตกเปนศาสนาสมบัติของวัดตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 40 (2) และตองตกอยูในบังคับของมาตรา 34 วรรคหนึ่ง จะโอน กรรมสิทธิ์กันไดตองกระทําโดยการออกพระราชบัญญัติ แมโจทกซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียคาตอบแทน ทั้งไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก็ตาม โจทกก็ไมอาจไดกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2557 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 546 บัญญัติวา "ผูใหเชาจําตองสงมอบทรัพยสินซึ่งใหเชานั้นในสภาพอันซอมแซมดีแลว" บทบัญญัติดังกลาวเปนการยืนยันหนาที่ของผูใหเชาในอันที่จะตองใหผูเชาไดใชสอยหรือไดรับประโยชนใน ทรัพยสินที่เชา โจทกในฐานะผูใหเชาจึงมีหนาที่ตองสงมอบที่ดินที่เชาในสภาพที่พรอมจะใหผูเชาทําการปลูกสราง อาคารเพื่อดําเนินธุรกิจไดมีกําหนด 30 ปตามที่ตกลงกันไวในสัญญา แตขอเท็จจริงกลับปรากฏวาโจทกเพียงแจงให จําเลยเขาปลูกสรางอาคารโดยโจทกยังมิไดขอความเห็นชอบตอกรมการศาสนาตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 ขอ 4 ที่ระบุวา "การใหเชาที่ธรณีสงฆ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไวเปนที่จัดประโยชนที่มีกําหนดระยะเวลาการเชาเกินสามป จะกระทําไดก็ตอเมื่อไดรับ ความเห็นชอบจากกรมการศาสนา" สัญญาระหวางโจทกและจําเลยจึงยังไมสมบูรณตามกฎหมาย และยังถือไมได วาโจทกไดสงมอบทรัพยที่เชาตรงตามวัตถุประสงคแหงสัญญาเชาแลว โจทกจึงไมอาจนําเง่ือนเวลาการกอสราง อาคารใหแลวเสร็จภายใน 10 เดือน นับแตวันทําสัญญามาบังคับแกจําเลยได จําเลยไมไดเปนฝายผิดสัญญา โจทก ยังไมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไมมีสิทธิเรียกคาเสียหาย และตราบใดที่ยังไมมีการจดทะเบียนสิทธิการเชา จําเลยผูเชา ยังไมมีหนาที่ตองชําระคาเชาใหแกโจทกผูใหเชา โจทกไมมีสิทธิเรียกคาเชาจากจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 15710/2558 โจทกบรรยายฟองตั้งสิทธิเปนประเด็นแหงคดีประการแรกวา วัด ช. เปนเจาของที่ดินพิพาทและยกใหโจทก เพียงแตวัด ช. จดทะเบียนใสชื่อจําเลยที่ 1 และที่ 2 เปนเจาของแทน กับประการที่สอง จําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําบันทึกแสดงเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนใหแกโจทก แตภายหลังไมปฏิบัติตาม เปนกรณีที่โจทกอางวา จําเลยที่ 1 และที่ 2 โตแยงสิทธิตองตามหลักเกณฑในการนําคดีเขาสูศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทกจึงมี อํานาจฟอง สวนที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ใหการตอสูวา โจทกมิใชเจาของที่ดินพิพาท จําเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดิน พิพาทจากวัด ช. ผูเปนเจาของ กับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําบันทึกเพราะถูกขมขูและถูกกลฉอฉล ประเด็นขอพิพาท มิใชมีเพียงโจทกเปนเจาของที่ดินหรือไมเทานั้น เพราะหากศาลวินิจฉัยวาโจทกมิใชเจาของที่ดินพิพาท ยังมีประเด็น ตองวินิจฉัยบันทึกวามีผลตามกฎหมายหรือไม ที่ศาลอุทธรณภาค 9 วินิจฉัยขอเท็จจริงวาโจทกมิใชเจาของที่ดินพิพาท เพราะการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆ รัฐตองตราเปนพระราชบัญญัติเทานั้น ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 (2) ประกอบมาตรา 34 วรรคหนึ่ง โจทกไมมีอํานาจฟองแลวดวนพิพากษายกฟองนั้น หาชอบดวยกระบวนพิจารณาไม เพราะยังมีประเด็นตองวินิจฉัยเกี่ยวกับบันทึกอันมีผลเกี่ยวกับเนื้อหาคดีที่ศาล ตองพิพากษาอีก ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยโดยไมตองยอนสํานวนไปใหศาลอุทธรณภาค 9 วินิจฉัยกอน ที่ศาลอุทธรณ ภาค 9 ใชดุลพินิจหยิบยกวินิจฉัยวา ที่ดินพิพาทยังเปนของวัด ช.ตามเดิมหรือไมนั้น เปนปญหาเกี่ยวกับการโอน ที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆอยูในบังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 จึงเปนปญหาขอกฎหมาย อันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลอุทธรณภาค 9 วินิจฉัยสวนนี้ชอบแลว


25 ๓๐ แมจะรับฟงตามบันทึกวา จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนาที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทใหแกโจทกตามความ ประสงคของวัด ช. แตเมื่อขอเท็จจริงฟงเปนยุติวาวัด ช. เปนเจาของที่ดินพิพาท การโอนที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆ จะกระทำไดก็แตโดยรัฐตองตราเปนพระราชบัญญัติเทานั้น ดังนี้ การจะบังคับใหจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียน โอนโดยตรงใหแกโจทก ยอมเปนการพนวิสัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหนาที่จดทะเบียนโอนใสชื่อวัด ช. เปน เจาของตามความเปนจริงกอน และจะหยิบยกอายุความไดสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มากลาวอางมิได เพราะมีบัญญัติหามไวในพระราชบัญญัติคณะสงฆพ.ศ. 2505 มาตรา 34 วรรคทาย แตศาลจะพิพากษาในคดีนี้ มิไดเพราะเปนการเกินคำขอตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ชอบที่จะไปวากลาวกันระหวางวัด ช. กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเปนเรื่องที่โจทกจะตองติดตอกับวัด ช. ตอไป สวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึก ยินยอมที่จะไปโอนที่ดินพิพาทแกโจทกและจะไมเขาไปเกี่ยวของกับที่ดินพิพาทตอไป ยอมแสดงวาจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ยอมรับวาโจทกมีสิทธิไดดอกผลในที่ดินพิพาทดวย กับถือวาเจตนาสละการครอบครองและสงมอบการ ครอบครองที่ดินพิพาทแกโจทกแลว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไมปฏิบัติตามขอตกลงดังกลาว โจทกจึงมีสิทธิฟองให จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใชผลผลิตยางพาราในที่ดินพิพาท และหามยุงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 1. พินัยกรรมที่ยกเฉพาะผลประโยชนจากที่ดินใหแกวัดเทานั้น มิไดประสงคจะยกกรรมสิทธิ์ที่ดินใหดวย และที่ดินซึ่งวัดไดรับเพียงผลประโยชนในที่ดินโดยมิใชเปนผูถือกรรมสิทธิ์เปนที่กัลปนา ตามนัยมาตรา 33(3) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 ดังนั้น ผูจัดการมรดกจะขอจดทะเบียนใหวัด ท. เปนผูรับประโยชน จากที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ก็ใหจดทะเบียนประเภท “ที่กัลปนา”(ตอบขอหารือสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ที่ มท 0708.4/1033 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2531) 2. นาง บ. ถึงแกกรรมไดทำพินัยกรรมยกที่ดิน ฉ. 1 ใหแกวัด ป.กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกลาวจึงยอมตกไดแกวัด ป. ทันทีที่นาง บ. ถึงแกกรรม แมวาหลังจากนั้นศาลแพงจะมีคำพิพากษาใหนาง ช. โอนกรรมสิทธิ์คืนใหแกวัด แตก็ตอง ถือวาวัดไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยทางมรดกตั้งแตนาง บ. ถึงแกกรรม และการที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขต ที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนก็ไมไดทำใหกรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัดตกเปนของเจาหนาที่เวนคืน จนกวาจะไดมี พระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินเสียกอน (มาตรา 16, 17 แหงพระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. 2530 ที่ใชบังคับในขณะนั้น) ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลงจึงยังคงเปนของวัด ป. และเมื่อมีการเวนคืนและมีการจาย คาทดแทน วัด ป. ในฐานะผูถือกรรมสิทธิ์ยอมไดรับคาทดแทน (อธิบดีเห็นชอบตามความเห็นกองทะเบียนที่ดิน (สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน) ตามบันทึก ที่ มท 0710.1/338 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2541) 3. นาง จ. ไดถวายที่ดินใหแก พระ อ. เพื่อสรางวัดตอมามีการสรางวัดลงในที่ดินเสร็จเรียบรอยแลว โดย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบใหตั้งเปนวัด และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว โดยใชชื่อวา วัด ว. ตอมา พระ อ. มรณภาพโดยยังไมไดจดทะเบียนโอนที่ดินดังกลาวใหแกวัด ว. ที่ดินดังกลาวจึงตกไดแกวัด ว. ตามกฎหมายและถือไดวาเปนกรณีไดมาโดยประการอื่นตามนัยขอ 9(3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพรระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หากวัด ว. ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวตามนัยมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินแลว การจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ ใหแกวัด ว. เพื่อใหตรงกับขอเท็จจริง ควรดำเนินการจดทะเบียนในประเภท “โอนเปนที่วัด” (หนังสือกรมที่ดิน ตอบขอหารือจังหวัดลพบุรี ที่ มท 0515/1972 ลงวันที่ 27 มกราคม 2546) 4. การทำหนังสือยกใหที่ดินเพื่อเปนที่สรางวัด แมมิไดมีการจดทะเบียนก็ผูกพันผูทำสัญญาหรือทายาทหรือ ผูแทนที่จะตองปฏิบัติตามสัญญานั้น แมขณะยกใหยังไมมีวัดเกิดขึ้นก็ตาม ที่พิพาทก็ยังคงเปนของแผนดินสำหรับ สรางวัดอยูเชนเดิมไมเปลี่ยนแปลง และคงสภาพนี้อยูตลอดไปจนกวาวัดจะสรางเสร็จ โดยผูจัดการมรดกจะตอง


26 ๓๑ ปฏิบัติตามสัญญา โอนที่ดินดังกลาวใหแกวัดที่สรางขึ้น การโอนดังกลาวมิใชเปนการโอนตามขอกำหนดใน พินัยกรรม แตเปนการโอนอันเนื่องมาจากผลของสัญญาใหที่เจามรดกทำไวกอนถึงแกกรรม (ตอบขอหารือจังหวัด สุพรรณบุรี ที่ มท 0515/23162 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2546, คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 7638/2538) 5. ที่ดินเดิมเปนของ นางสาว ค. ไดขายใหนาย จ. แตยังมิไดจดทะเบียนโอนมาเปนของนาย จ. เนื่องจาก นาย จ. ประสงคจะบริจาคใหแกวัด แตมีขอขัดของบางประการไมสามารถโอนใหวัดได นาย จ. จึงใหนางสาว ค. โอนที่ดินใหแกมูลนิธิ ข. เปนผูถือกรรมสิทธิ์แทนวัด ดังนี้ เมื่อขอเท็จจริงปรากฏหลักฐานเปนที่เชื่อไดวามูลนิธิ ข. ไดลงชื่อ เปนผูรับโอนไวแทนวัด ก. จริง และขณะนั้นวัดมีสภาพเปนนิติบุคคลแลว ก็สามารถจดทะเบียนใหไดในประเภท “โอนใหตัวการ” (ตอบขอหารือจังหวัดยโสธร ที่ มท 0515/24864 ลงวันที่ 4 กันยายน 2546) 6. วัด ก. ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินจากหลักฐาน น.ส.3 จากการตรวจสอบพบวา น.ส.3 ดังกลาวมีชื่อนาย ข. เปนผูครอบครอง เมื่อปรากฏหลักฐานเปนที่เชื่อไดวา วัด ก. เปนผูซื้อที่ดินโดยลงชื่อ นาย ข. ถือครองไวแทนวัดจริง และขณะนั้นวัดมีสภาพเปนนิติบุคคลแลว ก็สามารถจดทะเบียนในประเภท “โอนใหตัวการ” ได หากวัดไมสามารถ จดทะเบียนโอนใหตัวการไดจะดวยเหตุผลใดก็ตาม วัดก็สามารถจดทะเบียนไดมาโดยการครอบครองตามมาตรา 1367 แหง ป.พ.พ. ได เพราะแมวัดจะไดมาซึ่งสิทธิครอบครองแตการที่วัดจะนำ น.ส.3 ที่มีชื่อนาย ข. ไปขอออก โฉนดที่ดินได วัดยอมตองจดทะเบียนการไดมาโดยการครอบครองใหปรากฏใน น.ส.3 เสียกอน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง (ตอบขอหารือจังหวัดสิงหบุรี ที่ มท 0515/26251 ลงวันที่ 16 กันยายน 2546) 7. วัด ก. อำเภอทาใหม จังหวัดจันทบุรี ขอรับใหที่ดินที่อำเภอทาแซะ จังหวัดชุมพร จากนาย ข. เพื่อใชเปน ที่วัด สำหรับตั้งวัด (สาขา) กรมที่ดินไดหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติไดรับแจงวา การที่วัด ก. ขอรับให ที่ดินสามารถกระทำได โดยตองปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไวในมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อรับให แลวที่ดินตกเปนที่ธรณีสงฆตามมาตรา 33 (2) มิใชตกเปนที่วัดตามมาตรา 33 (1) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 การขออนุญาตตั้งวัดใหมในที่ดินธรณีสงฆของวัดอื่นจะตองดำเนินการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 เมื่อนายกรัฐมนตรีไดประกาศตั้งวัดขึ้นแลว จะตองดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณที่ตั้งวัดใหมอันเปนที่ธรณีสงฆของวัดอื่นใหเปนกรรมสิทธิ์ของวัด ที่ประกาศตั้งใหม ซึ่งตองตราเปนพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 34 วรรคแรก แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และตามกฎกระทรวงก็มิได กำหนดหลักเกณฑหรือวิธีการขออนุญาตสรางวัดหรือตั้งวัดสาขาไว เมื่อไมมีกฎหมายบัญญัติใหอำนาจในการสราง วัดสาขาหรือตั้งวัดสาขาไว การอนุญาตใหสรางวัดสาขาหรือตั้งวัดสาขาไมอาจกระทำได การที่วัด ก. ขอรับใหที่ดิน สามารถกระทำได และมีผลเปนที่ธรณีสงฆของวัด ก. ตามมาตรา 32 (2) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 (ตอบขอหารือจังหวัดชุมพร ที่ มท 0515/7042 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2546) 8. กรณีที่วัดไดที่ดินมากอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใชบังคับ ไมอยูในบังคับใหตองขออนุญาต รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจะตองเปนกรณีที่วัดไดที่ดินมา ขณะที่วัดมีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมายแลว แตกรณีนี้ปรากฏขอเท็จจริงวาขณะที่วัดไดที่ดินมา (ที่ดินไมมี หลักฐาน) วัดยังไมมีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมาย ตอมาพนักงานเจาหนาที่ไดดำเนินการออกหนังสือรับรอง การทำประโยชน (น.ส.3 ก.) ใหวัด ซึ่งเปนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชนใหวัดภายหลังวันที่ประมวล กฎหมายที่ดินมีผลใชบังคับ ตองไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย (ตอบขอหารือจังหวัด มหาสารคาม ที่ มท 0515/7041 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2546) 9. วัด ร. ขอรับมรดกที่ดินจากพระอธิการ ล. ซึ่งเปนอดีตเจาอาวาสวัด ร. เจามรดก ตามมาตรา 1623 แหง ป.พ.พ. แตมิไดมรณภาพที่วัด ร. ประเด็นพิจารณาคือ พระอธิการ ล. ไดขอลาออกจากตำแหนงเจาอาวาสวัด ร. เนื่องจากชราภาพมาก มาเปนที่ปรึกษาของวัด ร. แตไดไปจำพรรษาอยูที่วัด น. วัดบานเกิด แตขณะเดียวกันได


27๓๒ เดินทางไปมาระหวางวัด ร. กับวัด น. และยังมาปฏิบัติศาสนกิจที่วัด ร. โดยสม่ําเสมอจนกระทั่งมรณภาพที่วัด น. กรมที่ดินไดหารือไปยังสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (กรมการศาสนา) ไดรับแจงวา จากพฤติการณดังกลาว ของพระอธิการ ล. ถือไดวาพระอธิการ ล. ยังมีภูมิลําเนาอยูที่วัด ร. ดั้งนั้นที่ดินดังกลาวจึงควรตกไดแกวัด ร. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 (ตอบขอหารือจังหวัดนครปฐม ที่ มท 0515/11892 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2550, หนังสือสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (กรมการศาสนา) ที่ พศ 0001/4152 ลงวันที่ 30 เมษายน 2547) 10. ที่ดินมีชื่อ นาง ว. ผูถือสิทธิครอบครองโดยมีเจตนาอุทิศใหกับวัดสํานัก ว. เพื่อใชเปนสถานที่สรางวัด โดยใสชื่อพระ จ. เปนผูถือสิทธิครอบครอง ที่ดินดังกลาวตกเปนของแผนดินสําหรับใชเปนที่สรางวัดตามเจตนาของ ผูอุทิศทันที ถึงแมขณะนั้นจะยังไมมีวัดเกิดขึ้นเพราะยังไมไดสราง ที่ดินดังกลาวก็ยังคงเปนของแผนดินสําหรับสรางวัด อยูเชนเดิมไมเปลี่ยนแปลงจนกวาวัดไดมีการสรางและตั้งเปนวัดแลว แมวาวัดสํานัก ว. จะไดรับการประกาศตั้งวัด ภายหลังจากพระ จ. มรณภาพก็ไมไดทําใหที่ดินนั้นเปนมรดกของพระ จ. ดังนั้น เมื่อตอมาไดมีการสรางวัดในที่ดิน ดังกลาวเรียบรอยแลว จนกระทั่งสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติไดประกาศตั้งเปนวัดโดยใชชื่อวา “สํานัก ว.” ที่ดิน ดังกลาวจึงตกเปนกรรมสิทธิ์ของวัดสํานัก ว. โดยสมบูรณตั้งแตวันประกาศตั้งเปนวัด เมื่อวัดมาขอจดทะเบียนโอน กรรมสิทธิ์ที่ดิน ใหดําเนินการใหวัดไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหไดมาตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินกอนแลวจึงจดทะเบียนประเภท “โอนเปนที่วัด” (ตอบขอหารือจังหวัดสงขลา ที่ มท 0515/11997 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550) 11. พระ ร. เจาของที่ดินอดีตเจาอาวาสวัด ธ. ไดยกที่ดินตามหลักฐาน น.ส.3 เลขที่ 1 เพื่อสรางวัด ป. แตพระ ร. ไดมรณภาพกอนประกาศตั้งวัด ตอมากระทรวงศึกษาธิการไดประกาศตั้งวัด ป. เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา น.ส.3 เลขที่ 1 เปนที่ดินที่พระ ร. ไดทําหนังสือสัญญายกใหที่ดินดังกลาวเพื่อสรางวัด ป. และที่ดินไดตกเปนของแผนดิน สําหรับสรางวัดแลว พระ ร. ไมมีสิทธิในที่ดินอีกตอไป เมื่อกระทรวงศึกษาธิการไดเห็นชอบใหตั้งเปนวัด โดยใชชื่อ วา วัด ป. ที่ดินดังกลาวจึงตกเปนสิทธิของวัด ป. โดยสมบูรณนับแตวันที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งวัด เมื่อที่ดิน เปนของวัด ป. แลวจึงใหวัด ป. ยื่นคําขอจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่เพื่อใหปรากฏหลักฐานในทางทะเบียน วากรรมสิทธิ์ในที่ดินเปนของวัด ป. เมื่อวัดไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหไดมาซึ่งที่ดิน ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินแลว ใหดําเนินการจดทะเบียนในประเภท “โอนเปนที่วัด” (ตอบขอหารือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ มท 0515/5485 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ 2552) 12. วัด น. ยื่นคําขอจดทะเบียนรับใหที่ดินจาก นาย บ. เพ่อืใชเปนที่ธรณีสงฆ และผูวาราชการจังหวัดในฐานะ  ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ไดมีคําสั่งอนุญาตใหวัด น. รับใหที่ดินแปลงดังกลาวได แตยัง ไมไดจดทะเบียนใหที่ดิน ผูขอทั้งสองฝายไดยื่นคําขอยกเลิกเรื่อง เพื่อนําที่ดินไปขายใหบุคคลอื่น สํานักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติไดหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีความเห็นวา ที่ธรณีสงฆเปนที่ซึ่งเปนสมบัติของวัด ไมใชที่สาธารณสมบัติของแผนสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ตามมาตรา 1304 (2) แหง ป.พ.พ. การใหที่ดินแกวัด เพื่อเปนที่ธรณีสงฆ ตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่ตามมาตรา 525 แหง ป.พ.พ. จึงจะ มีผลสมบูรณตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อนาย บ. ผูให ยังมิไดดําเนินการจดทะเบียนการใหตอพนักงานเจาหนาที่ แมจะมี การแสดงเจตนาโดยชัดแจงโดยมีการทําคําขอจดทะเบียนและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยไดมีคําสั่งอนุญาต แลว ก็ไมมีผลทําใหการใหนั้นสมบูรณตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกลาวยังคงอยูกับนาย บ. และยังไมตกเปน ที่ธรณีสงฆตามมาตรา 33 (2) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 แตอยางใด (บันทึกสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การยกเลิกการรับใหที่ธรณีสงฆ เรื่องเสร็จที่ 1534/2558 และหนังสือตอบขอหารือ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ มท 0515.2/28103 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558) 13. วัด ธ. นําคําสั่งศาลซึ่งสั่งใหวัด ธ. ไดมาโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. มายื่นคําขอ จดทะเบียนไดมาโดยการครอบครองที่ดินตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. จึงถือไดวาวัด ธ. ไดมาซึ่งที่ดินแปลง ดังกลาวโดยการครอบครองปรปกษ ตองจดทะเบียนประเภทไดมาโดยการครอบครอง ตามมาตรา 1382 แหง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มิใชประเภทให แมวัด ธ. จะโตแยงวาผูถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไดทําหนังสือ


28 ๓๓ สัญญาใหที่ดินแกวัด ธ. และควรจดทะเบียนประเภทให แตกรณีดังกลาวเปนเรื่องที่ผูจัดการมรดกตองการยกที่ดินให ตามหนังสือแสดงเจตนายกใหที่ดินที่เจามรดกทําไวซ่งึเปนคนละเรื่องกัน ดังนั้น กรณีนี้พนักงานเจาหนาที่รับคําขอ จดทะเบียนในประเภทไดมาโดยการครอบครอง ตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. และเรียกเก็บคาธรรมเนียมรอยละ 2 จากราคาประเมินทุนทรัพย (ตอบขอหารือจังหวัดอุทัยธานี ที่ มท 0515.2/24806 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2562) 14. วัด ผ. นําคํารองและรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลมาหารือแนวทางในการดําเนินการรับโอน ที่ดิน ซึ่งขอเท็จจริงตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลสรุปไดวา นาย ม. ยกที่ดินใหแกผูรองซึ่งเปนวัด ผ. แลว ที่ดินดังกลาวจึงตกเปนศาสนสมบัติของวัดตาม พรบ.คณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 40(2) ในทันที โดยไมจําตอง ทําเปนหนังสือและจดทะเบียนยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 ผูรองจึงไมอาจรองขอ ครอบครองปรปกษที่ดินของตนเองไดอีก ศาลยกคํารอง จึงรับฟงไดวา การที่ นาย ม. ไดแสดงเจตนายกที่ดินใหแก วัด ผ. โดยการสงมอบที่ดินและโฉนดที่ดินใหแกวัด ผ. เพื่อยึดถือไว และยินยอมใหวัด ผ.เขาครอบครองทําประโยชน ในที่ดินแปลงดังกลาวตลอดมานับแตป พ.ศ. 2489 ถือเปนการอุทิศที่ดินใหแกวัด ผ. แลว ที่ดินยอมตกเปนของ วัด ผ. โดยสมบูรณตามกฎหมายทันทีที่นาย ม. ไดแสดงเจตนาอุทิศและมีผลใหที่ดินแปลงดังกลาวไมใชของนาย ม. อีกตอไป ดังนั้น วัด ผ. ยอมสามารถยื่นคําขอจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดินดังกลาว และเมื่อไดรับอนุญาต จากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามนัยมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินแลว กรณีนี้พนักงานเจาหนาที่ ควรดําเนินการจดทะเบียนในประเภท “โอนเปนที่วัด” (ตอบขอหารือจังหวัดสระบุรี ที่ มท 0515.2/26357 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562) 15. วัด ล. ขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับใหระหวางภาระจํายอมเพื่อเปนที่ธรณีสงฆ โดยกรมที่ดินไดหารือ สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเกี่ยวกับการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดระหวางมีภาระผูกพันในอสังหาริมทรัพยอยู วา กอนการพิจารณาอนุญาตของรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยจะตองไดรับความเห็นชอบจากหนวยงานใดกอน หรือไม โดยสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติแจงวา ที่ดินที่มีภาระผูกพันประเภทภาระจํายอมไมตองหามในการโอน หรือรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามมาตรา 1387 แหง ป.พ.พ. ดังนั้น เพื่อประโยชนแกวัดและพระพุทธศาสนา จึงเห็นควร ใหวัด ล. รับใหที่ดินดังกลาวเปนกรรมสิทธิ์ของวัดตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทย (อธิบดีกรมที่ดินปฏิบัติราชการแทน) ไดอนุญาตใหวัด ล. ไดมาซึ่งที่ดินเพื่อเปนที่ธรณีสงฆได (บันทึกสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/881 ลงวันที่ 29 เมษายน 2565, หนังสือสํานักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติ ที่ พศ 0005/2576 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2565) 16. การใหอสังหาริมทรัพยซึ่งเปนที่ดินยอมสมบูรณตอเมื่อไดทําเปนหนังสือและจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนาที่ ตามมาตรา 525 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย แตสําหรับการยกใหที่ดินแกวัดวาอาราม ไดมีคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2538, 9543/2551 และ 738/2557 วินิจฉัยเปนบรรทัดฐานสรุปไดวา การยกใหที่ดินเพื่อสรางวัด ถือไดวามีเจตนาอุทิศที่ดินใหเพื่อใชเปนที่สรางวัด ที่ดินยอมตกเปนของแผนดินสําหรับ ใชเปนที่สรางวัดตามเจตนาของผูใหทันที โดยไมจําตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ ตามมาตรา 525 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยอีกแตอยางใด เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา นาง บ. ผูให ไดยื่น คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน (ท.ด.1) ยกที่ดินใหเปนที่ตั้งวัด แกวัด ช. ตอพนักงาน เจาหนาที่ ณ สํานักงานที่ดิน ถือไดวา นาง บ. มีเจตนายกที่ดินดังกลาวใหวัด ช. แลว ตอมานาง บ. ตาย ที่ดิน จึงมิใชทรัพยมรดกของนาง บ. ที่จะตกแกทายาท การที่นาง บ. ผูให ไดถึงแกความตายกอนจดทะเบียนโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินใหแกวัด ช. ที่ดินแปลงดังกลาวยอมผูกพันผูจัดการมรดกของนาง บ. ผูตาย ที่จะตองดําเนินการโอน ที่ดินนั้นใหแกวัดตามเจตนาเดิมของเจามรดก ที่ไดยื่นคําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิ ในที่ดิน (ท.ด.1) ดังกลาว ดังนั้น ผูจัดการมรดกของนาง บ. เจามรดก ยอมสามารถเขาสวมสิทธิคําขอยกใหที่ดิน ของนาง บ. ใหที่ดินแกวัด ช. ตามเจตนาของผูใหตอไปได โดยไมตองยกเลิกคําขอ (ตอบขอหารือจังหวัดสระบุรี ที่ มท 0515.2/9014 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2566)


29 ๓๔ การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน


31 ๓๕ 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 1.1 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ ๑.๒ ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 110, 111, 112, 122, 797, 798 1.3 พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ 1.4 กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ 1.5 กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 1.6 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดิน และผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน 1.7 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 6956/2505 ลงวันที่ 4 กันยายน ๒๕๐๕ เรื่อง มูลนิธิคณะซาเลเซียนแหง ประเทศไทย ขอไดมาซึ่งที่ดิน 1.8 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๗/ว ๑๑๕๐ ลงวันที่ ๑9 มกราคม ๒๕๑๓ เรื่อง มูลนิธิคณะเซนตคาเบรียล แหงประเทศไทย ขอรับใหที่ดิน 1.9 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว 14647 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม ๒๕๒๔ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.10 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/ว ๒๑๑๔๓ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๑ เรื่อง มูลนิธิสิทธิชนไทยขออนุญาต ไดมาซึ่งที่ดิน 1.11 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/ว 22241 ลงวันที่ ๑7 ตุลาคม ๒๕๓๑ เรื่อง มูลนิธิภคินีซาเลเซียนแหง ประเทศไทย ขอรับโอนที่ดิน 1.12 หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑0/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลตามมาตรา 8๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.13 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖10/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 1.๑4 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๓๕๔๒๔ ลงวันที่ 19 ตุลาคม ๒๕๓๕ เรื่อง การจดทะเบียนใหไดมา ซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.๑5 หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕๔๒ เรื่อง การยกเวน ภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิค หรือมัสยิด 1.16 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม ๒๕43 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.๑7 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว ๑๓๗๗๘ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 เรื่อง การขอใหไดมาซึ่งที่ดิน ของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 1.18 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 35435 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน ๒๕45 เรื่อง คาธรรมเนียมการ จดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพยใหแกมูลนิธิหรือสมาคมที่ไดรับประกาศใหเปนองคการกุศลสาธารณะ การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน


32 ๓๖ ๑.๑9 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0515/ว 8190 ลงวันที่ 26 มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๒. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน มูลนิธิที่จะขอไดมาซึ่งที่ดิน จะตองเปนมูลนิธิที่ดําเนินการหรือมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับศาสนาคริสต ไมวาจะเปน นิกายใดในคริสตศาสนา และจะตองเปนมูลนิธิที่มีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมายแลว ๓. ความหมายของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร หมายถึง มูลนิธิที่จดทะเบียนเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย โดยมูลนิธิดังกลาวมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับศาสนาคริสต ไมวานิกายใด หรือดําเนินกิจการเกี่ยวกับการเผยแพร ศาสนาคริสตอยูดวย ทั้งนี้ แมจะไมระบุวัตถุประสงคใหปรากฏชัดแจงก็ตาม เชน อาจเปนเพียงใหการศึกษาทาง ศาสนา เปนตน ๔. ผูแทนของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร พิจารณาจากตราสารหรือขอบังคับของมูลนิธิวา มอบใหผูใดเปนผูแทนของมูลนิธิในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมใหไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิ ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๕. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอํานาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน ดังนี้ กรณทีี่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณทีี่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณทีี่เห็นวาไมควรอนุญาต ใหเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ 6. หลักเกณฑการพิจารณาของเจาหนาที่ เมื่อมีผูมายื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดินในนามมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรใหเจาหนาที่พิจารณา ดังนี้ 1. มูลนิธิดังกลาวตองมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับคริสตศาสนา เชน การเผยแพรศาสนาคริสต ๒. แมวาวัตถุประสงคไมไดระบุไวอยางชัดเจนวาเผยแพรศาสนาคริสตแตการดําเนินการอาจมีสวนเกี่ยวของกัน เชน มีคณะกรรมการเปนนักบวช แมชี (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๗/ว ๑๑๕๐ ลงวันที่ 19 มกราคม ๒๕๑๓ เรื่อง มูลนิธิคณะเซนตคาเบรียลแหงประเทศไทย ขอรับใหที่ดิน และหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/ว ๒๒๒4๑ ลงวันที่ ๑7 ตุลาคม ๒๕๓๑ เรื่อง มูลนิธิภคินีซาเลเซียนแหงประเทศไทย ขอรับโอนที่ดิน) 3. ไดรับเงินอุดหนุนจากองคกรทางดานศาสนาคริสตจากตางประเทศหรือไม ๔. มีการใหทุนการศึกษาเฉพาะนักเรียนผูนับถือศาสนาคริสตเทานั้น หรือเปนสวนใหญ แตนักเรียนผูนับถือ ศาสนาอื่นจะไมไดรับทุน หรือไดรับเปนเพียงบางรายเทานั้น ๕. ดูจากตราสารของมูลนิธิในเรื่องการเลิกกิจการของมูลนิธิวา ถาเลิกแลวทรัพยสินตาง ๆ ตลอดจนการ ดําเนินการตอไปใหตกแกมูลนิธิใด และมูลนิธิดังกลาวเปนมูลนิธิที่ดําเนินการเกี่ยวกับคริสตจักรหรือไม 6. ใหพนักงานเจาหนาที่สอบสวนผูขอใหชัดเจนวาที่ดินที่ขอไดมาแตละแปลงเพื่อใชประโยชนอยางไร เชน โรงเรียน โบสถ โรงพยาบาล เปนตน


33๓๗ 7. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน 7.1 หลักฐานการจดทะเบียนเปนมูลนิธิ (แบบ ม.น.๒) ฉบับแรก หากมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ใหนําครั้ง สุดทายประกอบเรื่องดวย และตองระบุรายชื่อคณะกรรมการชุดปจจุบันดานหลัง หากไมระบุมูลนิธิตองจัดทําบัญชี รายชื่อดังกลาวประกอบการพิจารณา 7.๒ ตราสารหรือขอบังคบั 7.3 รายงานการประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิ เกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมาโดยคณะกรรมการของมูลนิธิที่เขาประชุม ตองลงนามใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอํานาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บ คาธรรมเนียมการมอบอํานาจตามระเบียบดวย 7.๔ กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนที่สุสาน ตองมีใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสานประกอบการพิจารณา 7.๕ บัญชีรายรับ-รายจาย การดําเนินการในรอบปที่ผานมา 7.๖ บัญชีที่ดินเดิมที่มูลนิธิไดรับอนุญาตแลว พรอมแจงการใชประโยชนในที่ดินดังกลาว 7.7 สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มูลนิธิถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน สําเนา น.ส.๑ หรือ น.ส.๑ ก. ประกอบการพิจารณา 7.๘ กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหแสดงแผนผังการตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับที่ดินแปลง ที่ขอใหมใหชัดเจน 7.9 หลักฐานของผูโอน เชน บัตรประจําตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสําคัญการหยา ใบมรณบัตร 7.๑๐ หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด 7.๑๑ หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) 7.๑๒ หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) 7.๑๓ คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคําพิพากษา หรือคําสั่งศาล 8. ขั้นตอนการดําเนินการของเจาหนาที่ ใหดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ดังนี้ 8.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 8.๑.๑ เมื่อมีการยื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวล กฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงาน เจาหนาที่ตรวจสอบหลักฐาน สอบสวนผูขอใหชัดเจนวา ที่ดินที่ขอไดมาแตละแปลงเพื่อใชประโยชนอยางไร เชน โบสถ โรงเรียน สถานที่อบรม เปนตน พรอมทั้งบันทึกถอยคําผูขอตามแบบที่กําหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐710/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม ๒๕4๓ กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๕๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ (๑) เจาหนาที่จะตองพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียดถึงเหตุผลความจําเปนเกี่ยวกับการใช ประโยชนในที่ดินที่มูลนิธิขอไดมานั้นวา มีเหตุผลและความจําเปนมากนอยเพียงใด การใชประโยชนเหมาะสมกับ สภาพที่ดิน และจํานวนเนื้อที่ดินที่ขอใหไดมานั้นหรือไม อยางไร โดยบันทึกขอพิจารณากลั่นกรองดังกลาวไวใน บันทึกถอยคําการสอบสวนมูลนิธิใหแจงชัด (๒) ใหมูลนิธิแสดงโครงการเพื่อใหเห็นวา มูลนิธินั้นมีความสามารถทําประโยชนในที่ดินที่ขอไดมาใหม ไดอยางจริงจังตรงตามที่ขออนุญาต เชน เสนอโครงการความเปนไปไดในการใชประโยชนในที่ดิน พรอมทั้งแบบ หรือแผนผังประกอบรวมเรื่อง


34 ๓๘ (๓) ถามูลนิธิใดมีที่ดินอยูแลว และขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม ตองใหมูลนิธิชี้แจงวาไดทํา ประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลวตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม อยางไร ใหทําบัญชีรายละเอียดของที่ดิน แตละแปลงที่มูลนิธิมีอยู หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลวไมตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ก็ให เจาหนาที่บันทึกรายละเอียดถึงสาเหตุที่ไมใชประโยชนตามที่ไดรับอนุญาตไวใหแจงชัดแลวรวมเรื่องเพื่อเสนอ รัฐมนตรีประกอบการพิจารณาการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิแปลงใหมในคราวเดียวกัน (๔) มูลนิธิไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใดแลวหากยังไมไดจดทะเบียนรับโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินมาเปนของมูลนิธิ ใหเจาหนาที่ผูทําการสอบสวนแจงใหมูลนิธิไปดําเนินการจดทะเบียนรับโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินใหเสร็จเรียบรอยกอนแลวจึงมาดําเนินการขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวมีจํานวนเนื้อที่เกินกวา ๑๐๐ ไร นอกจากจะตองดําเนินการตามนัยขอ ๑ และขอ ๒ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ แลว เจาหนาที่ตองแจงใหมูลนิธิทราบวา การขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหมจะตองใช ประโยชนเฉพาะกิจการทางดานศาสนา หรือใชเพื่อประโยชนตอสวนรวม เชน เปนที่สรางโรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อใหบริการแกบุคคลทั่วไป เปนตน เทานั้น หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นแลวก็อาจจะไมไดรับ อนุญาตจากรัฐมนตรีใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม โดยใหบันทึกการชี้แจงดังกลาวไวในบันทึกการสอบสวนของมูลนิธิ รวมเรื่องเพื่อใชประกอบการพิจารณา กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนวาไดเงินมาอยางไร หรือดวยวิธีใด มีผลกระทบตอฐานะทางการเงิน ของนิติบุคคลนั้นหรือไม มากนอยเพียงใด หากเงินที่ซื้อไดมาจากการบริจาคใหระบุผูบริจาค หากเปนองคการ ตางประเทศ เปนผูบริจาค มีความสัมพันธอยางไรกับมูลนิธิ และมูลนิธิไดรับผลตอบแทนจากองคการฯ หรือไม อยางไร 8.1.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดําเนินการใหได ใหสํานักงานที่ดินที่รับคําขอดําเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซ่ึงจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา ทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทาง ทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม


35 ๓๙ 8.1.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับผูอํานวยการเขตที่ที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการ ตรวจสอบขอเท็จจริงวา ที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบศาสนกิจหรือไม เพียงใด โดยใหแสดง ความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 8.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริง และความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอํานวยการเขตแลว ใหสงเรื่องให กรมที่ดินเพื่อพิจารณาขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยตอไป 8.๑.5 เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยสั่งอนุญาต โดยมีเงื่อนไขตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ ขอ ๑ - ขอ ๔ ซึ่งมูลนิธิตองปฏิบัติตาม ๘.๑.6 กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให มูลนิธิฯ รับโอนที่ดินไป โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ใหแจงมูลนิธิดําเนินการยื่นคําขอ ใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว ตาม 8.๑.๑ - 8.๑.4 และใหแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียน หรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาตแลวสรุปเรื่องเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง 8.๑.7 เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 8.๑.8 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อใหไปดําเนินการตอไป 8.๑.9 ในการจดทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ตองระบุการใชประโยชนในที่ดินตอจากชื่อมูลนิธิ เชน “มูลนิธิ............ (เพื่อการศึกษาของโรงเรียน........)” ลงในเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนและสารบัญจดทะเบียน ๘.๑.10 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให มูลนิธิรับโอนที่ดิน หรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 8.๑.๑1 ใหพนักงานเจาหนาที่ติดตามตรวจสอบที่ดินของมูลนิธิที่ไดรับอนุญาตแลววาไดปฏิบัติตาม เงื่อนไขหรือไมหากตรวจพบวามูลนิธิไมปฏิบัติตามเง่ือนไข ใหแจงมูลนิธิทราบเพื่อดําเนินการจําหนายที่ดินภายใน กําหนดเวลา ๑ ป นับแตวันไมใชหรือไมปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยการจําหนายที่ดินของมูลนิธิจะตองขออนุญาตอธิบดี กรมที่ดินกอน สําหรับระยะเวลาการตรวจสอบที่ดิน ใหดําเนินการ ดังนี้ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตครบ ๑ ปแลว ใหตรวจสอบไดทันที และรายงานผลใหกรมที่ดิน ทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่มีหนังสือตรวจสอบ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตไมครบ ๑ ป ใหตรวจสอบเมื่อครบกําหนด ๑ ป และรายงานผล ใหกรมที่ดินทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันครบกําหนด ๑ ป (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๘/ว ๑๓๗7๘ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕45) 8.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 8.๒.๑ เมื่อมีการยื่นคําขอไดมาซ่ึงที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงาน เจาหนาที่ตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคําผูขอตามแบบที่กําหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ ๒๔ มกราคม 2543


36 ๔๐ สําหรับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลว เกินกวา ๕๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ (๑) เจาหนาที่จะตองพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียดถึงเหตุผลความจําเปนเกี่ยวกับการใช ประโยชนในที่ดินที่มูลนิธิขอไดมานั้นวา มีเหตุผลและความจําเปนมากนอยเพียงใด การใชประโยชนเหมาะสมกับ สภาพที่ดินและจํานวนเนื้อที่ดินที่ขอใหไดมานั้นหรือไม อยางไร โดยบันทึกขอพิจารณากลั่นกรองดังกลาวไว ในบันทึกการสอบสวนมูลนิธิใหแจงชัด (๒) ใหมูลนิธิแสดงโครงการเพื่อใหเห็นวา มูลนิธินั้นมีความสามารถทําประโยชนในที่ดินที่ขอไดมาใหม ไดอยางจริงจังตรงตามที่ขออนุญาต เชน เสนอโครงการความเปนไปไดในการใชประโยชนในที่ดิน พรอมทั้งแบบหรือ แผนผังประกอบรวมเรื่อง (๓) ถามูลนิธิใดมีที่ดินอยูแลว และขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหมตองใหมูลนิธิชี้แจงวาไดทํา ประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลวตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม อยางไร ใหทําบัญชีรายละเอียดของที่ดิน แตละแปลงที่มูลนิธิมีอยู หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลว ไมตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ก็ให เจาหนาที่บันทึกรายละเอียดถึงสาเหตุที่ไมใชประโยชนตามที่ไดรับอนุญาตไวใหแจงชัดแลวรวมเรื่องเพื่อเสนอ รัฐมนตรีประกอบการพิจารณาการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิแปลงใหมในคราวเดียวกัน (๔) มูลนิธิไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใดแลว หากยังไมไดจดทะเบียนรับโอน ที่ดินมาเปนของมูลนิธิ ใหเจาหนาที่ผูทําการสอบสวนแจงใหมูลนิธิไปดําเนินการจดทะเบียนรับโอนที่ดินใหเสร็จ เรียบรอยกอน แลวจึงมาดําเนินการขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวมีจํานวนเนื้อที่เกินกวา ๑๐๐ ไร นอกจากจะตองดําเนินการตามนัยขอ ๑ และขอ ๒ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ แลว เจาหนาที่ตองชี้แจงใหมูลนิธิทราบวาการขอไดมาซ่ึงที่ดินแปลงใหมจะตองใช ประโยชนเฉพาะกิจการทางดานศาสนา หรือใชประโยชนตอสวนรวม เชน เปนที่สรางโรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อใหบริการ แกบุคคลทั่วไป เปนตน เทานั้น หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นแลวก็อาจจะไมไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม โดยใหบันทึกการชี้แจงดังกลาวไวในบันทึกการสอบสวนของมูลนิธิรวมเรื่องเพื่อใช ประกอบการพิจารณา กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนวาไดเงินมาอยางไร หรือดวยวิธีใด มีผลกระทบตอฐานะทาง การเงินของนิติบุคคลนั้นหรือไมมากนอยเพียงใด หากเงินที่ซื้อไดมาจากการบริจาค ใหระบุผูบริจาค หากเปน องคการตางประเทศ เปนผูบริจาค มีความสัมพันธอยางไรกับมูลนิธิ และมูลนิธิไดรับผลตอบแทนจากองคการฯ หรือไม อยางไร 8.2.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดําเนินการใหได ใหสํานักงานที่ดินที่รับคําขอดําเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง


37 ๔๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซึ่งจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสํานักงานที่ดินจังหวัด สํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกทางระบบงานจัดเก็บขอมูล ทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 8.2.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับนายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ ทองที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการตรวจสอบขอเท็จจริงวาที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบ ศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 8.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ให ดําเนินการดังนี้ (1) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดรับคําขอ ใหเสนอเร่ืองตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการ แทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ (2) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกรับคําขอ ใหสงเรื่องใหสํานักงานที่ดิน จังหวัดเพื่อเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อ พิจารณาสั่งการ ๘.๒.๕ กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให มูลนิธิรับโอนที่ดินไปโดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ใหแจงมูลนิธิดําเนินการยื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว ตาม 8.๒.๑ - 8.๒.4 และใหเจาหนาที่ที่เกี่ยวของชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิ ในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต แลวสรุปเรื่องเสนอตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีฯ เพื่อพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตองตอไป 8.๒.๖ เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหดําเนินการ ดังนี้ ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดรายงานผลการสั่งอนุญาตโดยพิมพรายงานผลการสั่งอนุญาตจาก ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) และดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ใหกรมที่ดินทราบภายใน 7 วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตแลวแจงผูขอมาดําเนินการตอไป เพื่อใหกรมที่ดินรวบรวม รายงานผลการสั่งอนุญาตใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยทราบ ๘.๒.7 ในการจดทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ตองระบุการใชประโยชนในที่ดินตอจากชื่อมูลนิธิ เชน “มูลนิธิ…..…...(เพื่อการศึกษาของโรงเรียน.........)” ลงในเอกสารที่เกี่ยวของกับการจดทะเบียนและสารบัญจดทะเบียน 8.๒.๘ เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหมูลนธิิ รับโอนที่ดินหรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหจังหวัดรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ


38 ๔๒ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ๘.2.9 ใหพนักงานเจาหนาที่ติดตามตรวจสอบที่ดินของมูลนิธิที่ไดรับอนุญาตแลววาไดปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือไม หากตรวจพบวามูลนิธิไมปฏิบัติตามเงื่อนไข ใหแจงมูลนิธิทราบเพื่อดำเนินการจำหนายที่ดินภายใน กำหนดเวลา ๑ ป นับแตวันไมใชหรือไมปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยการจำหนายที่ดินของมูลนิธิจะตองขออนุญาต อธิบดีกรมที่ดินกอนสำหรับระยะเวลาการตรวจสอบที่ดิน ใหดำเนินการ ดังนี้ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตครบ ๑ ปแลว ใหตรวจสอบไดทันที และรายงานผลใหกรมที่ดิน ทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่มีหนังสือตรวจสอบ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตไมครบ ๑ ป ใหตรวจสอบเมื่อครบกำหนด 1 ป และรายงานผล ใหกรมที่ดินทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันครบกำหนด ๑ ป (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0๗๒๘/ว ๑๓๗7๘ ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕4๕) 9. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นไมตรงตามที่อนุญาตไว มูลนิธิจะตองขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินตอรัฐมนตรี เมื่อรัฐมนตรีอนุญาตแลว จึงจะ เปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นได และใหพนักงานเจาหนาที่ดำเนินการ ดังนี้ 9.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 9.๑.๑ ใหมูลนิธิยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนตอพนักงานเจาหนาที่ โดยใชคำขอ ท.ด.9 9.๑.๒ ตรวจสอบหลักฐานเชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐7๑๐/ว 0๒๖๗๔ ลงวันที่ ๒4 มกราคม ๒๕4๓ 9.๑.๓ สอบสวนเหตุผลและความจำเปนที่จะเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นไมตรง ตามที่รัฐมนตรีฯ อนุญาตไวแลว และดำเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ขอไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากผูอำนวยการเขต ตามขอ 8.1.2 - 8.1.3 9.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสงเรื่องให กรมที่ดินเพื่อพิจารณาเสนอขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 9.๑.๕ เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการ 9.๑.๖ เมื่อมีคำสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 9.๑.7 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อมาดำเนินการ และหมายเหตุดวยอักษรสีแดงถึงการ เปลี่ยนแปลงนั้นลงในรายการจดทะเบียนการไดมาของมูลนิธิ โดยใหมีใจความวา “มูลนิธิขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชน จากเดิมเปน....................ซึ่งรัฐมนตรีฯ ไดมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่........เดือน.................พ.ศ. ....” พรอมทั้งลงชื่อ เจาพนักงานที่ดิน และวัน เดือน ป กำกับไว 9.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 9.๒.๑ ใหมูลนิธิยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนตอพนักงานเจาหนาที่ โดยใชคำขอ ท.ด.9 9.2.๒ ตรวจสอบหลักฐานเชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน


39 ๔๓ 9.2.๓ สอบสวนเหตุผลและความจําเปนที่จะเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นไมตรง ตามที่รัฐมนตรีฯ อนุญาตไวแลว และดําเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ขอไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอ ตามขอ 8.2.2 – 8.2.3 9.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ใหเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ โดยดําเนินการตามขอ 8.2.4 9.๒.5 เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหจังหวัดรายงานการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินใหกรมที่ดิน ทราบภายใน ๗ วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตเพื่อจะไดแกไขบัญชีทะเบียนที่ดินทางสวนกลางใหถูกตองตรงกันตอไป 9.๒.6 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อมาดําเนินการ และหมายเหตุดวยอักษรสีแดงถึงการ เปลี่ยนแปลงนั้นลงในรายการจดทะเบียนการไดมาของมูลนิธิ โดยใหมีใจความวา “มูลนิธิขอเปลี่ยนแปลงการใช ประโยชนจากเดิมเปน…...........…ซึ่งรัฐมนตรีฯ ไดมีคําสั่งอนุญาตเมื่อวันที่..........เดือน.....………..พ.ศ. ….” พรอมทั้ง ลงชื่อเจาพนักงานที่ดิน และวัน เดือน ป กํากับไว ๑๐. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรประเภทตาง ๆ ๑๐.๑ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามพินัยกรรม พิจารณาพินัยกรรมวาชอบตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิยหรือไม ๑๐.๒ การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (ไมเต็มแปลงตามโฉนดหรือ น.ส.๓ เวนการจดทะเบียน เฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยก ในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตามขั้นตอนตอไป 10.3 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๖7 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาดําเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่ง ไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 10.4 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินตามมาตรา ๑๓8๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาจากคําพิพากษาหรือคําสั่งศาลอันถึงที่สุดแสดงวามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.๒497) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒497 ประกอบ ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 ๑๐.๕ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการขอรับโอนตามคําสั่งศาลหรือโอนตามคําพิพากษา พิจารณาวาศาลมีคําสั่งถึงที่สุดแลวและมีหลักฐานหนังสือแสดงวาคดีถึงที่สุด ๑๐.๖ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการโอนใหตัวการ ตามมาตรา 797 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาใหไดขอเท็จจริงวาขณะที่ตัวแทนรับโอนที่ดินไวแทนมูลนิธินั้น มูลนิธิจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามกฎหมายอยูแลว และการรับโอนที่ดินไวแทนนั้นจะตองเปนไปตามเจตนาของผูโอนดวยวามีความประสงค จะโอนใหแกมูลนิธิจริง แตเนื่องจากมีเหตุขัดของไมสามารถโอนใหแกมูลนิธิในขณะนั้นได จึงโอนลงชื่อตัวแทนไวกอน ๑๐.7 การขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรังวัดออกโฉนดที่ดิน (๑) กรณีมูลนิธิยื่นคําขอหรือนํารังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนสําหรับที่ดิน ที่ไดมาภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ เมื่อพนักงานเจาหนาที่รับคําขอสอบสวน และดําเนินการตาม


40 ๔๔ ขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมูลนิธิขอไดมาซึ่งที่ดินในขอ ๘ ทุกประการแลว กอนแจกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ รับรองการทําประโยชน กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ตองเสนออธิบดีกรมที่ดินในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ตองเสนอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/4/ว ๑๔๖47 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม ๒๕๒๔ และดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖) (๒) กรณีขอออกโฉนดที่ดินที่งอก หากที่งอกเปนที่ดินเกิดหลังประมวลกฎหมายที่ดินตองพิจารณา ดําเนินการตาม ๑๐.7 (๑) ๑๑. การจําหนายที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ถามูลนิธิจะจําหนายที่ดินจะตองไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมที่ดินกอน (หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖10/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕, ที่ มท 0728/ว 13778 ลงวันที่2 พฤษภาคม 2545 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับครสิตจักร) ๑๒. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม ๑๒.๑ หลักเกณฑการเรียกเก็บคาธรรมเนียมในการโอนที่ดินใหมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕41) ขอ ๒ (7) (ก) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔97 กําหนดวา “คาจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพยเรียกตามราคาทุนทรัพย ตามที่คณะกรรมการกําหนดราคาประเมินทุนทรัพยกําหนด รอยละ ๒” 12.2 การโอนอสังหาริมทรัพยโดยไมมีคาตอบแทนแกมูลนิธิหรือสมาคมที่ไดรับการประกาศเปนองคการกุศล สาธารณะ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ใหไดรับลดหยอนคาธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเฉพาะในสวน ที่ไดมารวมกับที่ดินที่มีอยูกอนแลวไมเกิน 25 ไร เรียกเก็บรอยละ 0.01 ตามราคาประเมินทุนทรัพยฯ สวนที่ยกให รวมกับที่ดินที่มีอยูแลวเกิน 25 ไร เรียกเก็บรอยละ 2 ตามราคาประเมินทุนทรัพยฯ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บคาธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีการโอน อสังหาริมทรัพยใหแกมูลนิธิหรือสมาคมตามหลักเกณฑที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2545 โดยไมมีกําหนดเวลาสิ้นสุดของการบังคับใช (เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 35435 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545) ๑๒.3 หลักเกณฑการเสียภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะกรณโีอนที่ดินใหมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ไมไดรับยกเวนภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะ ๑๒.4 คาอากรแสตมป การเรียกเก็บคาอากรแสตมป ใหเรียกเก็บในอัตรารอยละ 0.๕ คํานวณตามราคาประเมินทุนทรัพย หรือจํานวนทุนทรัพยที่ผูขอแสดงแลวแตอยางใดจะสูงกวา (คูมือการเรียกเก็บคาธรรมเนียมภาษีและอากรในการ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยตามประมวลกฎหมายที่ดิน เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๕/ว ๒๑๒๕ ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕4๖)


41 ๔๕ ๑๓. การทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดและสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูใชสมุดเบอร 2 ทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยใหสํานักงานที่ดินจังหวัดจัดทํารวมทั้งจังหวัดแหงหนึ่ง และสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูจัดทําในเขตทองที่อีกแหงหนึ่งเพื่อประโยชนในการตรวจสอบคราวตอไป โดยแยกเก็บ ตามตัวอักษรตัวหนาของชื่อนิติบุคคลนั้นแลวนําขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลที่ไดจากการตรวจสอบขอมูล จากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ลงในบัญชีทะเบียนที่ดินดังกลาวตามลําดับการไดมาซึ่งที่ดิน กอนหลัง แลวจึงนําขอมูลที่ดินที่แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหนิติบุคคลนั้น รับโอนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตลงเปนลําดับตอไป แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 1. ขอเท็จจริงปรากฏวามูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภ โดยนางสาว ส. ไดรับอนุญาตใหจัดตั้งจากสํานักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ ซึ่งเปนหนวยงานของรัฐ จึงถือไดวามูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภเปนมูลนิธิที่จัดตั้ง โดยไดรับอํานาจจากรัฐบาลแลว แมวามูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภจะจดทะเบียนเปนนิติบุคคลภายหลังก็ตาม และ ขณะที่มูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภไดขอจัดตั้งมูลนิธิ ปรากฏชื่อ นางสาว ส. เปนผูยื่นคําขออนุญาตจัดตั้ง โดยในขณะนั้น นางสาว ส. มีสถานะเปนนักบวชคณะภคินีพระหฤทัยฯ ดํารงตําแหนงมหาธิการิณีของคณะภคินีพระหฤทัยฯ จาก ขอเท็จจริงประกอบสถานะของมูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภที่จัดตั้งโดยไดรับอํานาจจากรัฐแลว กรณีจึงนาเชื่อวา นางสาว ส. กระทําการซื้อที่ดินในฐานะเปนตัวแทนของมูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภ พนักงานเจาหนาที่สามารถจด ทะเบียนประเภท “โอนใหตัวการ” ได (มติคณะกรรมการพิจารณาปญหาขอกฎหมายของกรมที่ดิน ครั้งที่ 2/2554 วันที่ 14 มิถุนายน 2554, บันทึกสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/1587 ลงวันที่ – สิงหาคม 2554) 2. มาตรา 66 และ 67 ประกอบมาตรา 110 แหง ป.พ.พ. ซึ่งบัญญัติวา “มูลนิธิไดแกทรัพยสินที่จัดสรรไว โดยเฉพาะสําหรับวัตถุประสงคเพื่อการกุศล สาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตรวรรณคดีการศกึษา หรือ เพื่อสาธารณประโยชนอยางอื่น โดยมิไดมุงหาผลประโยชนมาแบงปนกัน” มิไดหมายถึงการหามมูลนิธิหากําไร เพราะถาหามมูลนิธิหากําไรทรัพยสินที่มีอยูก็จะไมเพิ่มขึ้นมีแตลดลง ประโยชนที่จะไดรับก็ลดนอยลงและในทาง ปฏิบัติมูลนิธิหลายแหงที่ขายสินคาเพื่อนําเงินไปใชตามวัตถุประสงค เชน มูลนิธิสายใจไทย ดังนั้น มูลนิธิอาจ จัดการทรัพยสินในลักษณะของการหากําไรได แตการหากําไรนั้นตองเปนการกระทําเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของ มูลนิธิมิใชเพื่อประโยชนของบุคคลใดหรือนําผลประโยชนมาแบงปนกัน ดังนั้น การขายที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางของ มูลนิธิ ว. เพื่อนําเงินที่ไดจากการขายไปจัดหาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร สําหรับยายที่ตั้งสํานักงานมูลนิธิ ซื้ออุปกรณการแพทยบริจาคใหแกโรงพยาบาล ขุดบอน้ําใหชาวบาน และบริจาคเงินเพื่อการกุศลอื่น ๆ อันเปนการ กระทําเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของมูลนิธิมิใชเพื่อประโยชนของบุคคลใดหรือนําผลประโยชนมาแบงปนกัน ดังนั้น การที่มูลนิธิ ว. ขอจดทะเบียนขายที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางซึ่งเปนที่ตั้งมูลนิธิเพื่อนําเงินที่ไดจากการขายไปซื้อที่ดิน เพื่อใชเปนที่ตั้งแหงใหมของมูลนิธิ และนําไปใชประโยชนตามวัตถุประสงคของมูลนิธิ จึงเปนการกระทําที่อยูใน ขอบวัตถุประสงคของมูลนิธิ ว. พนักงานเจาหนาที่ชอบที่จะรับจดทะเบียนขายได (อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบ ตามความเห็นสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ตามบันทึก ที่ มท 0515.1/928 ลงวันที่ 25 เมษายน 2559) 3. มูลนิธิ อ. เปนมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1 จังหวัดเชียงราย เพื่อใช เปนที่ตั้งของมูลนิธิ อ. และที่ตั้งโรงเรียนนานาชาติ โดยมีเงื่อนไขวาถามูลนิธิจะจําหนายที่ดินตองไดรับอนุญาตจาก อธิบดีกรมที่ดินกอน (ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0610/ว 20300 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2535) และ มูลนิธิยอมรับเงื่อนไขดังกลาว การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของมูลนิธิ อ. ใหแกโรงเรียนนานาชาติ ว. ยอมถือเปนการ


Click to View FlipBook Version