๑ คูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน สํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย 2566
๒ คำนำ กรมที่ดินไดจัดทำคูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อป พ.ศ. 2553 โดยรวบรวมแนวทางเกี่ยวกับการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน และการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งประกอบดวย กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดิน การอนุญาตใหไดมาและ การจำหนายที่ดิน รวมทั้งขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่เกี่ยวกับการขอไดมาซึ่งที่ดินและการจำหนายที่ดิน ของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจัดทำเปนรูปเลมเพื่อแจกจายให สำนักงานที่ดินสามารถนำไปใชศึกษาและใชปฏิบัติงาน ตลอดจนใชอางอิงในการใหบริการประชาชนดานกำหนดสิทธิ ในที่ดินและใหคำแนะนำประชาชนไดอยางครบถวนถูกตอง โดยที่ปจจุบันไดมีการปรับปรุงแกไขรวมทั้งออกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการขอไดมา ซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ขึ้นใหมหลายฉบับ ดังนั้น เพื่อให การปฏิบัติงานของพนักงานเจาหนาที่สามารถดำเนินการใหบริการประชาชนไดอยางถูกตอง ครบถวน และ มีประสิทธิภาพ จึงไดปรับปรุงคูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวล กฎหมายที่ดินขึ้นใหมเพื่อใหพนักงานเจาหนาที่ใชเปนคูมือในการปฏิบัติงานไดอยางถูกตองและเปนไปในแนวทาง เดียวกัน และหวังเปนอยางยิ่งวาคูมือการขอไดมาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดินเลมนี้จะเปนประโยชนตอทางราชการ ประชาชนทั่วไป รวมทั้งขาราชการกรมที่ดินในการใช เปนแนวทางในการปฏิบัติงานตอไป สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน พฤษภาคม 2566
๓ สารบัญ หนา คำนำ สารบัญ • การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 3 2. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 4 3. ที่ดินของวัดและที่ซึ่งขึ้นตอวัด 4 4. ประเภทของวัด 4 5. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 4 6. การทำนิติกรรมเกี่ยวที่ดินของวัด 5 7. ผูแทนวัด 6 8. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน 6 9. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ 7 10. การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดประเภทตาง ๆ 10 11. การจำหนายจายโอนที่ดินของวัด 14 12. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 14 13. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา 15 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน แนวคำพิพากษาศาลฎีกา 15 แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 25 • การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 29 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 31 2. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 32 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 32 3. ความหมายของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 32 4. ผูแทนของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 32 5. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 32 6. หลักเกณฑการพิจารณาของเจาหนาที่ 32 7. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน 33 8. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ 33 9. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดิน 38 เปนอยางอื่นไมตรงตามที่อนุญาตไว 10. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรประเภทตาง ๆ 39 11. การจำหนายที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 40 12. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 40
๔ 13. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา 41 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 41 • การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 51 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 53 2. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม 53 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 3. ความหมายของมัสยิด 53 4. การทำนิติกรรมแทนมัสยิด (ผูแทนมัสยิด) 54 5. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 54 6. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมัสยิดอิสลามขอไดมาซึ่งที่ดิน 54 7. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ 54 8. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลามประเภทตาง ๆ 57 9. การจำหนายที่ดินของมัสยิดอิสลาม 58 10. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 58 11. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา 59 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน แนวคำพิพากษาศาลฎีกา 60 • การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 65 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 67 2. ความหมายของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก 67 3. วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกไมมีสภาพเปนนิติบุคคล 67 4. ผูแทนของมิซซังโรมันคาทอลิก 67 5. ที่ดินของมิซซังโรมันคาทอลิก 67 6. จำนวนที่ดินสำหรับทำประโยชนใหแกมิซซังโรมันคาทอลิก 68 7. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน 68 แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินกรณีมิซซังโรมันคาทอลิกขอไดมาซึ่งที่ดิน 68 ภาคผนวก 71 1. พระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม 73 ตามกฎหมาย (ร.ศ.128) 2. พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่ 27 สิงหาคม ร.ศ. 128 85 (พ.ศ. 2452) วาดวยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ในกรุงสยาม ตามกฎหมาย 3. พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 88 4. พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 102
๕ 5. พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 111 6. กฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน 123 พระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 7. กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสาน 133 และฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ 8. กฎกระทรวง การสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัด 139 การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัด มีพระภิกษุอยูจำพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ 9. กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 159 10. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วาดวยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้ง 162 วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 11. ระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ วาดวยหลักเกณฑ 167 การพิจารณาคำขอเพื่อสรางวัด พ.ศ. 2561 12. ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 181 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2552 13. ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 201 ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 14. ระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย วาดวย 202 การจัดการทรัพยสินและการจัดหาผลประโยชนของ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด พ.ศ. 2560 15. คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 95/2546 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2546 204 16. มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 16/2528 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2528 210 17. มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 18/2540 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 212 18. หนังสือกรมที่ดิน ที่ 6956/2505 ลงวันที่ 4 กันยายน 2505 214 19. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0607/ว 1150 ลงวันที่ 19 มกราคม 2513 215 20. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0612/4/ว 8938 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2521 216 21. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0612/4/ว 14647 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2524 218 22. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 2604 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ 2530 219 23. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 21143 ลงวันที่ 30 กันยายน 2531 221 24. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 22241 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2531 222 25. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 1010 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2534 224 26. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0610/ว 35424 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2535 226 27. หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0610/ว 20300 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2535 228 28. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 24261 ลงวันที่ 10 กันยายน 2541 231 29. หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท 0710/ว 06232 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ 2542 232 30. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม 2543 237 31. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว 11242 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 248 32. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว 13778 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 250
๖ 33. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 35435 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 253 34. หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0515/ว 8190 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 256 35. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549 266 36. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0516.5/ว 17379 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 271 37. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 3154 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ 2565 277 38. หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565 282
1 ๗ การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน
3๘ 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ๑.๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ 1.2 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 ๑.3 ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 797, 1367, 1382, 1623, ๑๖24 ๑.4 กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕4๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ขอ ๒ (7) (จ) 1.5 กฎกระทรวง การสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจําพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ 1.6 กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 1.7 ระเบียบสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ วาดวยหลักเกณฑการพิจารณาคําขอเพื่อสรางวัด พ.ศ. 2561 1.8 ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2552 1.9 ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ๑.10 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดินและผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการ ๑.11 มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑6/๒๕28 ลงวันที่ 20 มิถุนายน ๒๕28 เรื่อง การระวังชี้แนวเขตที่ดินของวัด ๑.12 มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๘/๒๕4๐ ลงวันที่ 30 มิถุนายน ๒๕4๐ เรื่อง การทําสัญญาและจดทะเบียน ทางภาระจํายอมผานที่วัดหรือที่ธรณีสงฆของวัด ๑.13 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว 8938 ลงวันที่ ๑7 พฤษภาคม ๒๕๒๑ เรื่อง วัดหลักสี่ราษฎร สโมสร ขอแบงซ้อืที่ดิน 1.14 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖๔๗ ลงวันที่ 7 กรกฎาคม ๒๕๒4 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคล ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.15 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 2604 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ 2530 เรื่อง การลงนามของพระภิกษุ สามเณรในเอกสารการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม 1.16 หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ เรื่อง การขอไดมาซึ่ง ที่ดินของนิติบุคคล ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.17 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑0/ว ๒๔๒๖๑ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕4๑ เรื่อง การทํานิติกรรมเกี่ยวกับ ที่ดินอันเปนสมบัติของวัด 1.๑8 หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒4 กุมภาพันธ ๒๕๔๒ เรื่อง การยกเวน ภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด 1.๑9 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว 02674 ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๓ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน การขอไดมาซึ่งที่ดินของวดัวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน
4 ๙ 1.20 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ๑.21 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การขอไดมาซึ่ง ที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.22 หนังสือกรมที่ดิน มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549 เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณี การเรียกเก็บอากรแสตมป 1.23 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0516.5/ว 17379 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 เรื่อง การทํานิติกรรม เกี่ยวกับที่ดินของวัด ที่อยูในความปกครองของสํานักงานพระคลังขางที่ 1.24 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 3154 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ 2565 เรื่อง การลงนามหนังสือ สัญญาตกลงยกที่ดินใหสรางวัด (ศถ.2) 1.25 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565 เรื่อง เอกสารประกอบการ พิจารณากรณีวัดตาง ๆ ขอไดมาซึ่งที่ดินเกินกวา 100 ไร ๒. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน วัดจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงจะมีสิทธิถือครองที่ดินได ซึ่งการพิจารณาสภาพการเปนนิติบุคคล ของวัด ใหพิจารณาจากหลักฐานอยางใดอยางหนึ่ง ดังนี้ ๑. หนังสือรับรองสภาพวัดของสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (กรมการศาสนา) ๒. สําเนาประวัติวัด หรือสําเนาทะเบียนวัด ซึ่งรับรองโดยทางราชการ ๓. ประกาศตั้งวัดของกระทรวงศึกษาธิการ 4. ประกาศตั้งวัดของสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ๓. ที่ดินของวัดและที่ซึ่งขึ้นตอวัด แบงได 3 ประเภท คือ ๑. ที่วัด หมายถึง ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น ๒. ที่ธรณีสงฆหมายถึง ที่ซ่งึเปนสมบัติของวัด ๓. ที่กัลปนา หมายถึง ที่ซึ่งมีผูอุทิศแตผลประโยชนใหวัดหรือพระศาสนา (มาตรา ๓๓ แหงพระราชบัญญัติ คณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕) ๔. ประเภทของวัด วัดมี ๒ ประเภท คือ 1. วัดที่ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา หมายถึง วัดที่มีประกาศตั้งวัดโดยชอบดวยกฎหมายแลว และตอมา ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๒. สํานักสงฆ หมายถึง วัดที่ตั้งโดยชอบดวยกฎหมาย แตยังไมไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา วัดที่ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสํานักสงฆ ตางก็เปนนิติบุคคลตามมาตรา ๓1 แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ๕. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอํานาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้
5 ๑๐ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่เห็นวาไมควรอนุญาต ใหเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ ๖. การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของวัด คําวา “นิติกรรม” ตามความหมายที่ปรากฏในมติคณะสังฆมนตรี ครั้งที่ ๑/๒496 เมื่อวันที่ ๕ มกราคม 2496 นั้น หมายถึง การขอรังวัดรับโฉนด การขอสอบเขต การขอแบงแยก และการขอรับรองเขตที่ดินของวัด ๔ ประการเทานั้น มิใชหมายถึง “นิติกรรม" ตามความหมายในมาตรา ๑๔9 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ๖.๑ การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของวัด ๔ ประการ ตามมติคณะสังฆมนตรี ครั้งที่ 1/2496 เมื่อวันที่ ๕ มกราคม 2496 หมายถึง (๑) การขอรังวัดรับโฉนดที่ดิน (๒) การขอสอบเขต (3) การขอแบงแยก (๔) การขอรับรองเขตที่ดินของวัด ๖.๒ การทํานิติกรรม ๔ ประการ ตามมติคณะสังฆมนตรีดังกลาวมีหลักเกณฑ ดังนี้ (๑) วัดมีพระสงฆที่ตั้งอยูในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเทศบาล หรือสุขาภิบาล ใหเจาอาวาสมอบฉันทะให สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ หรือตัวแทนของสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเปนผูดําเนินการแทน แตขอตกลงใด ๆ ในการทํานิติกรรมในกรณีเชนนี้ตองไดรับความเห็นชอบจากเจาอาวาส (๒) วัดที่ตั้งอยูนอกเขตดังกลาวในขอ ๑ ใหเจาอาวาสพิจารณาคัดเลือกทายก ทายิกาแหงวัดนั้น อันอยูใน ฐานะที่ควรแกการเชื่อถือ มีจํานวน ๒ หรือ ๓ ทาน ใหเปนผูดําเนินการแทนเจาอาวาสในการทํานิติกรรมเกี่ยวกับ ที่ดินของวัดแตขอตกลงใด ๆ ในการทํานิติกรรมในกรณีเชนนี้ตองไดรับความเห็นชอบจากเจาอาวาสกอน (มติคณะสังฆมนตรี ครั้งที่ ๑/2496 ลงวันที่ 5 มกราคม ๒๔9๖, มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๖/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๘, หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0516.5/ว 17379 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563) ๖.๓ การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินอันเปนศาสนสมบัติของวัด การพิจารณาเกี่ยวกับอํานาจในการจัดประโยชนศาสนสมบัติของวัดกรณีที่วัดไดมอบการจัดประโยชน ศาสนสมบัติของวัดใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดําเนินการ การทํานิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับศาสนสมบัติ ของวัดตองใหผูอํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเปนผูทําการแทนวัด แตถาวัดมิไดมอบการจัด ประโยชนศาสนสมบัติของวัดใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดําเนินการ เจาอาวาสในฐานะผูแทนวัดก็ชอบ ที่จะทําการแทนวัด หรือมอบอํานาจใหไวยาวัจกร หรือผูใดไปดําเนินการแทนได ตามนัยมาตรา ๓1 แหง พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และ การที่จะทราบวาวัดที่ขอจดทะเบียนมอบการจัดประโยชนศาสนสมบัติของวัดใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ หรือไม ใหตรวจสอบจากสัญญาที่คูกรณีนํามาขอจดทะเบียน หากวัดไดมอบการจัดประโยชนใหแกทางราชการ สัญญา จะระบุวา วัด………………โดยสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ผูรับมอบอํานาจสําหรับวัดที่อยูในกรุงเทพมหานคร สวน วัดที่อยูในสวนภูมิภาคจะระบุวา วัด………………โดยผูอํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และถาวัดมิได มอบอํานาจการจัดประโยชนจะระบุวา วัด…………...……โดยเจาอาวาส (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๒๔๒๖๑ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๑ เรื่อง การทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินอันเปนศาสนสมบัติของวัด)
6 ๑๑ 7. ผูแทนวัด เจาอาวาส เปนผูแทนของวัดในกิจการทั่วไป ตามมาตรา ๓๑ แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแกไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ 8. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน 8.๑ สําเนาประกาศกระทรวงศึกษาธิการหรือสําเนาประกาศสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เรื่อง ตั้งวัดใน พระพุทธศาสนาหรือหนังสือรับรองสภาพวัด หรือสําเนาทะเบียนวัดหรือประวัติวัดที่รับรองโดยทางราชการ ๘.๒ สําเนาหนังสือพระราชทานวิสุงคามสีมา (ถามี) 8.๓ สําเนาตราตั้งเจาอาวาส หรือผูรักษาการแทน (โดยจะแตงตั้งเจาอาวาสกอนประกาศตั้งวัดไมได) ๘.๔ สําเนาหนังสือสุทธิของเจาอาวาสหรือผูรักษาการแทน หนังสือเลื่อนสมณศักดิ์ หรือหลักฐานการแตงตั้ง ฐานานุกรม 8.๕ บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูรับโอน สอบสวนวาวัดตั้งขึ้นเมื่อใด ชื่อเจาอาวาส, มีพระภิกษุสามเณรกี่รูป เหตุผลความจําเปนที่วัดประสงคจะไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม เพื่อใชเปนที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ (ระบุใหชัดเจนวาจะใช ประโยชนในที่ดินอยางไร) วัดมีที่ดินเดิมหรือไม มีหลักฐานอยางไร ใชเปนที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ ที่ดินเดิมของวัด หากไดมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม หากยัง ไมไดรับอนุญาตก็สามารถยื่นคําขอยอนหลังได โดยใหวัดแจงความประสงคไวในบันทึกถอยคํา (ท.ด. ๑๖) และ เจาหนาที่ที่เกี่ยวของตองชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับ อนุญาต เสร็จแลวสรุปเรื่องใหผูมีอํานาจพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนเพิ่มตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐7๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓4 8.๖ บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ผูโอนกรณีใหที่ดินใหสอบสวนเจาของที่ดินผูใหถึงเจตนาที่แทจริงและความจําเปน ในการโอนที่ดิน ตามนัยขอ ๒ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0710/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ (กรณีพระภิกษุเปนผูโอน ตองสอบสวนวากอนอุปสมบทมีคูสมรสหรือไม ที่ดินเปนสินสมรสหรือสินสวนตัว) 8.7 คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมฯ (ท.ด.1) (ท.ด.1 ก.) 8.8 สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่วัดถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน, สําเนา น.ส.1 หรือ น.ส.1 ก. ประกอบการพิจารณา 8.9 กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับแปลงที่ขอใหม 8.๑๐ หลักฐานของผูโอน เชน บัตรประจําตัวประชาชน, ทะเบียนสมรส, ใบสําคัญการหยา, ใบมรณบัตร 8.๑๑ หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรสทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด 8.12 หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) 8.๑๓ หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) 8.๑๔ คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคําพิพากษาหรือคําสั่งศาล 8.15 ความเห็นของอําเภอและจังหวัด ตามนัยขอ ๑ และขอ ๖ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ 24 มิถุนายน ๒๕๓4 ๘.๑๖ กรณขีอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใหใชเอกสารตาม 8.๑ – 8.5, 8.8, 8.9, 8.12, ๘.๑๓ และ 8.๑๕
7 ๑๒ 9. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ ใหดำเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม 2546 ดังนี้ 9.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 9.๑.๑ เมื่อมีการยื่นคำขอใหไดมาซึ่งที่ดินของวัด ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให, ซื้อ, รับมรดก, ไดมาโดยการครอบครอง, ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ตรวจสอบ หลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคำผูขอตามแบบที่กำหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑0/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม 2543 สำหรับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๕๐ ไร ใหสอบสวนใหได ความโดยละเอียดชัดเจนวามีเหตุผลและความจำเปนอยางไร ทั้งนี้ เพื่อใชประกอบการพิจารณาวาควรจะอนุญาต ใหวัดไดมาซึ่งที่ดินเกินกวาที่กฎหมายกำหนดไวหรือไม 9.1.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดำเนินการใหได ใหสำนักงานที่ดินที่รับคำขอดำเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลว สแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทาง ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สำนักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซึ่งจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสำนักงานที่ดินที่รับคำขอ ดำเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา ทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทาง ทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดำเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 9.1.3 สำนักงานที่ดินที่รับคำขอประสานงานกับผูอำนวยการเขตที่ที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทำการตรวจสอบ ขอเท็จจริงวา ที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้ง เหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 9.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริง และความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสงเรื่อง ใหกรมที่ดินเพื่อพิจารณาขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยตอไป
8 ๑๓ 9.1.5 กรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินเมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา 100 ไร กอนเสนอเรื่องเพื่อขออนุญาต ใหเจาหนาที่สงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบกอนและเมื่อไดรับเรื่องคืน จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติแลว ใหเจาหนาที่พิจารณาเสนอเรื่องตออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการตอไป โดยเอกสารหลักฐานประกอบในการสงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติพิจารณากรณีวัด ขอไดมาซึ่งที่ดินเกินกวา 100 ไร มีดังนี้(หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565) 1. บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน 2. สำเนาหนังสือความเห็นนายอำเภอทองที่ ตามนัยหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0710/ว 1010 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2534 3. สำเนาหนังสือ ท.ด.16 ของผูใหและผูรับให ผูซื้อและผูขาย และผูรับมรดกที่ดินแลวแตกรณี 4. สำเนาโฉนดที่ดินเฉพาะแปลงที่รับใหโดยถายเอกสารทุกหนา 5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/สำเนาทะเบียนบานของผูใหและผูรับให ผูซื้อและผูขาย และ ผูรับมรดกที่ดินแลวแตกรณี 6. กรณีมีคำสั่งศาลใหแนบสำเนาคำสั่งศาลทุกหนา 9.1.6 กรณีที่ตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให วัดรับโอนที่ดิน โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหดำเนินการตาม 9.๑.๑ – 9.1.4 กอนเสนอเรื่องตออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งอนุญาต ยอนหลังใหเปนการถูกตอง 9.1.7 เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการ 9.๑.8 เมื่อมีคำสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 9.๑.9 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อใหดำเนินการตอไป 9.๑.10 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหวัด รับโอนที่ดิน หรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 9.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 9.๒.๑ เมื่อมีการยื่นคำขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให, ซื้อ, รับมรดก, ไดมาโดยการครอบครอง, ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ตรวจสอบหลักฐาน และสอบสวนบันทึกถอยคำผูขอตามแบบที่กำหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕4๓ สำหรับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๕๐ ไร ใหสอบสวนใหได ความโดยละเอียดชัดเจนวามีเหตุผลและความจำเปนอยางไร ทั้งนี้ เพื่อใชประกอบการพิจารณาวาควรจะอนุญาต ใหวัดไดมาซึ่งที่ดินเกินกวาที่กฎหมายกำหนดไว หรือไม 9.2.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดำเนินการใหได ใหสำนักงานที่ดินที่รับคำขอดำเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84)
9 ๑๔ โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซ่ึงจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสํานักงานที่ดินจังหวัด สํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกทางระบบงานจัดเก็บขอมูล ทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 9.2.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับนายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ ทองที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการตรวจสอบขอเท็จจริงวาที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบ ศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 9.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ใหดําเนินการ ดังนี้ (1) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดรับคําขอ ใหเสนอเร่ืองตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการ แทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ (2) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกรับคําขอ ใหสงเรื่องใหสํานักงานที่ดิน จังหวัดเพื่อเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อ พิจารณาสั่งการ สําหรับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินเมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๑๐๐ ไร กอนเสนอเรื่อง เพื่อขออนุญาต ใหจังหวัดสงเรื่องใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบกอน โดยเอกสาร หลักฐานประกอบในการสงเรื่องใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติพิจารณากรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินเกินกวา 100 ไร ตองเปนไปตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515.2/ว 26899 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2565 และเมื่อไดรับเรื่องคืน จากสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติแลวใหเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการตอไป กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ใหวัดรับโอนที่ดินไป โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหดําเนินการตาม 9.๒.๑ - 9.๒.4
10 ๑๕ กอนเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา สั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง 9.๒.๕ เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลวใหดําเนินการ ดังนี้ ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดรายงานผลการสั่งอนุญาตโดยพิมพรายงานผลการสั่งอนุญาตจาก ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) และดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ใหกรมที่ดินทราบภายใน 7 วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตแลวแจงผูขอมาดําเนินการตอไป เพื่อใหกรมที่ดินรวบรวม รายงานผลการสั่งอนุญาตใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยทราบ 9.๒.๖ เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหวัดรับโอน ที่ดินหรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหจังหวัดรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ๑๐. การขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดประเภทตาง ๆ ๑๐.๑ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามมาตรา ๑6๒๓, ๑๖๒๔ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณชิย มาตรา ๑๖๒๓ ทรัพยสินของพระภิกษุที่ไดมาในระหวางที่อยูในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก มรณภาพใหตกเปนสมบัติของวัดที่เปนภูมิลําเนาของพระภิกษุนั้น เวนไวแตพระภิกษุนั้นจะไดจําหนายไปในระหวาง ชีวิตหรือโดยพินัยกรรม การพิจารณาจะตองตรวจสอบใหไดขอเท็จจริงวาทรัพยสินนั้นพระภิกษุ ไดมาในระหวางเวลาที่อยูใน สมณเพศ และพระภิกษุถึงแกมรณภาพในขณะที่จําพรรษาอยูในวัดนั้น ใหทรัพยสินนั้นตกเปนสมบัติของวัดที่เปน ภูมิลําเนาของพระภิกษุ เวนแตพระภิกษุจะจําหนายไปในระหวางชีวิต หรือโดยพินัยกรรม มาตรา ๑๖๒๔ ทรัพยสินใดเปนของบุคคลกอนอุปสมบทเปนพระภิกษุ ทรัพยสินนั้นหาตกเปนสมบัติ ของวัดไม และใหเปนมรดกแกทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจําหนายโดยประการใดตาม กฎหมายก็ได 10.2 กรณีการทํานิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของพระภิกษุสามเณร ตามประกาศมหาเถรสมาคมไดหามพระภิกษุ สามเณรเซ็นนามเปน “นาย” อันแสดงภาวะไมแนนอนวาเปนบรรพชิตหรือคฤหัสถ ดังนั้น ในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยที่เปนพระภิกษุสามเณร จึงใหลงนามในเอกสารการจดทะเบียนเปนพระภิกษุหรือ สามเณรตามความเปนจริง (หากมีสมณศักดิ์ใหระบุดวย) (ประกาศมหาเถรสมาคม เรื่อง ภิกษุสามเณรเซ็นนามแสดง ภาวะไมแนนอนวาเปนบรรพชิตหรือคฤหัสถ ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2479 เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0708/ว 2604 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ 2530) ๑๐.3 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามพินัยกรรม พิจารณาพินัยกรรมวาชอบตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิยหรือไม ๑๐.4 การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (ไมเต็มแปลงตามโฉนดที่ดินหรือ น.ส.3 เวนการจดทะเบียน เฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยก ในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตามขั้นตอนตอไป ๑๐.5 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๖7 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาดําเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551
11 ๑๖ ๑๐.6 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินตามมาตรา ๑๓8๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาจากคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอันถึงที่สุดแสดงวามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. ๒497) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 ประกอบ ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 1๐.7 วัดใหเชาที่ดิน การใหเชาที่วัดที่กันไวสำหรับเปนที่จัดประโยชน ที่ธรณีสงฆ ที่กัลปนา หรือสิ่งปลูกสราง ใหเจาอาวาส จัดใหไวยาวัจกรหรือผูจัดประโยชนของวัดซึ่งเจาอาวาสแตงตั้ง ทำทะเบียนทรัพยสิน ที่จัดประโยชน ทะเบียนผูเชา หรือผูอาศัยไวใหถูกตอง และใหวัดเก็บรักษาทะเบียนและหนังสือ สัญญาเชาไวเปนหลักฐานหรือจะฝากไวกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติสำหรับวัดในเขตกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสำหรับ วัดในเขตจังหวัดอื่นก็ไดแตหากมีกำหนดระยะเวลาเกินสามป จะกระทำไดตอเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เห็นชอบ และไดรับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม การใหเชาที่วัดหรือที่ธรณีสงฆเพื่อเปนทางเขาออกไมวาจะมีกำหนดระยะเวลากี่ปก็ตาม จะกระทำได ตอเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเห็นชอบและไดรับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม โดยใหวัดจัดทำเปนสัญญา ภาระจำยอม (ขอ 5 และ ขอ 6 แหงกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔) ๑๐.8 การจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของวัด การนำที่ดินของวัด (ที่วัดและที่ธรณีสงฆ) ไปจดภาระจำยอม ตองใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เสนอคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาใหความเห็นชอบกอน (มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ เรื่อง การทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอม ผานที่วัดหรือที่ธรณีสงฆของวัด) ๑๐.9 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการขอรับโอนตามคำสั่งศาลหรือโอนตามคำพิพากษา พิจารณาวาศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแลวและหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ๑๐.10 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการโอนใหตัวการ ตามมาตรา 797 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาใหไดขอเท็จจริงวาขณะที่ตัวแทนรับโอนที่ดินไวแทนวัดนั้น วัดจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามกฎหมายอยูแลว และการรับโอนที่ดินไวแทนนั้นจะตองเปนไปตามเจตนาของผูโอนดวยวามีความประสงคจะโอน ใหแกวัดจริง แตเนื่องจากมีเหตุขัดของไมสามารถโอนใหแกวัดในขณะนั้นได จึงโอนลงชื่อตัวแทนไวกอน 10.11 การขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรังวัดออกโฉนดที่ดิน (๑) กรณีวัดยื่นคำขอหรือนำรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชนสำหรับที่ดิน ที่ไดมาภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ เมื่อพนักงานเจาหนาที่รับคำขอสอบสวนและดำเนินการตาม ขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีวัดขอไดมาซึ่งที่ดินในขอ 9 ทุกประการแลว กอนแจกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ รับรองการทำประโยชน กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ตองเสนออธิบดีกรมที่ดินในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ตองเสนอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖47 ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๔ และดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8๑90 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖)
12 ๑๗ (๒) กรณีขอออกโฉนดที่ดินที่งอก หากที่งอกเปนที่ดินเกิดหลังประมวลกฎหมายที่ดินตองพิจารณา ดำเนินการตาม 10.11 (๑) ๑๐.๑2 วัดขอแลกเปลี่ยนที่ดิน วัดขอแลกเปลี่ยนที่ดินกับเอกชน หรือกับวัดดวยกัน ตองตราเปนพระราชบัญญัติโดยมีขั้นตอน ดังนี้ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร (๑) วัดและคูกรณี เสนอเรื่องการแลกเปลี่ยนที่ดินกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (๒) เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดำเนินการตามอำนาจหนาที่ และขั้นตอนตาง ๆครบถวนแลว ถาผลการพิจารณาใหวัดแลกเปลี่ยนที่ดินได จะสงเรื่องใหกรมที่ดินพิจารณา (๓) กรมที่ดินรับเรื่องแลว สงเรื่องคืนสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครเพื่อแจงวัดและคูกรณีใหมายื่น คำขอแลกเปลี่ยนที่ดินกับพนักงานเจาหนาที่ (๔) พนักงานเจาหนาที่รับคำขอ สอบสวน และดำเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีวัดขอ ไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากผูอำนวยการเขต ตามขอ 9.1.2 - 9.1.3 (๕) เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสง เรื่องใหกรมที่ดินเพื่อพิจารณาเสนอขออนุญาตรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน เมื่ออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยอนุญาตแลวกรมที่ดินจะ สงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดำเนินการออกพระราชบัญญัติตอไป กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น (1) วัดและคูกรณี เสนอเรื่องการแลกเปลี่ยนที่ดินกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (๒) เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติดำเนินการตามอำนาจหนาที่ และขั้นตอนตางๆ ครบถวนแลว ถาผลการพิจารณาใหวัดแลกเปลี่ยนที่ดินได จะสงเรื่องใหกรมที่ดินพิจารณา (๓) กรมที่ดินรับเรื่องแลว สงเรื่องคืนจังหวัดเพื่อแจงวัด และคูกรณีใหมายื่นคำขอแลกเปลี่ยนที่ดิน กับพนักงานเจาหนาที่ (๔) พนักงานเจาหนาที่รับคำขอ สอบสวน และดำเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีวัดขอ ไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ตามขอ 9.2.2 - 9.2.3 (5) เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอำเภอหรือกิ่งอำเภอแลว ใหดำเนินการตามขอ 9.2.4 เมื่อผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย อนุญาตแลวใหสงเรื่องใหสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการออกพระราชบัญญัติตอไป 10.13 การรวมวัด การรวมวัด คือ การรวมวัดตั้งแตสองวัดขึ้นไปอยูใกลกันหรือติดตอกันใหเปนวัดเดียวจะเปนการรวม ระหวางวัดที่มีพระภิกษุอยูจำพรรษาเขาดวยกัน หรือรวมวัดรางเขากับวัดที่มีพระภิกษุอยูจำพรรษา ก็สามารถ กระทำไดโดยตองดำเนินการตามหลักเกณฑ ขั้นตอน และวิธีการที่กำหนด
13๑๘ (กฎกระทรวง การสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัด การขอรับ พระราชทาน วิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ ขอ ๑๒ “ในกรณีที่มีวัดตั้งแตสอง วัดขึ้นไปอยูใกลกันหรือติดตอกัน และการรวมวัดเปนวัดเดียวจะเปนประโยชนในการทำนุบำรุงวัดใหเจริญยิ่งขึ้นหรือ เปนประโยชนในการปกครองคณะสงฆใหเจาอาวาสรายงานการขอรวมวัดไปยังผูอำนวยการสำนักงาน พระพุทธศาสนาจังหวัด เมื่อผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดไดรับรายงานการขอรวมวัดตามวรรคหนึ่ง ใหขอ ความเห็นจากเจาคณะตำบล เจาคณะอำเภอ นายอำเภอ และเจาคณะจังหวัด ที่เกี่ยวของแลวเสนอรายงานการ ขอรวมวัดพรอมความเห็นตอผูวาราชการจังหวัด ในกรณีที่ผูวาราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรใหรวมวัดได ใหเสนอรายงานการขอรวมวัดพรอม ความเห็นไปยังเจาคณะภาค เจาคณะใหญ ที่เกี่ยวของ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อ พิจารณาตามลำดับ เมื่อเจาคณะภาค เจาคณะใหญ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเห็นสมควรให รวมวัดได ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเสนอรายงานการขอรวมวัด พรอมความเห็นตอมหาเถร สมาคมเพื่อพิจารณา เมื่อมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นชอบแลว ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ ประกาศรวมวัดนั้นตามแบบ ว. ๓ ทายกฎกระทรวงนี้ แลวแจงใหผูวาราชการจังหวัด เจาคณะภาคและ เจาคณะใหญทราบ และใหผูวาราชการจังหวัดแจงการรวมวัดใหผูขอรวมวัดและเจาคณะจังหวัดทราบและให ผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติประกาศเรื่องการรวมวัดนั้นในราชกิจจานุเบกษาตอไป”) 10.14 การยกวัดรางขึ้นเปนวัดที่มีพระภิกษุอยูจำพรรษา วัดราง คือ วัดที่ไมมีพระภิกษุอยูพักอาศัย และในระหวางที่ยังไมมีการยุบเลิกวัด ใหสำนักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติ มีหนาที่ปกครองดูแลรักษาวัดนั้น รวมทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ และทรัพยสินของวัดนั้นดวย การยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนั้น การจะฟนฟูบูรณะปฏิสังขรณวัดรางใหกลับเปนวัดมีพระสงฆ เพื่อประโยชนในการประกอบศาสนกิจบำเพ็ญ กุศลของพุทธศาสนิกชนอีกครั้ง จึงสามารถกระทำไดโดยตองดำเนินการใหเปนไปตามหลักเกณฑ ขั้นตอน และ วิธีการที่กำหนด ถาวัดรางยังไมไดประกาศยุบเลิกวัดเปนทางการ ชั่วระยะเวลาที่ไมมีพระภิกษุอยูอาศัยนั้น สำนักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติมีหนาที่ปกครองดูแลรักษาอยู แตถาประกาศยุบเลิกวัดไปแลว ที่ดินวัดก็ดี ที่ธรณีสงฆ ของวัดก็ดี ทรัพยสินของวัดก็ดี จะตกกลายเปนศาสนสมบัติกลาง ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติก็จะมีหนาที่ ดูแลรักษารับผิดชอบตอไปอีก ในกรณีที่ผูวาราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรใหยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษาใหเสนอ รายงานการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษาพรอมความเห็นไปยังเจาคณะภาค เจาคณะใหญที่เกี่ยวของ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเพื่อพิจารณาตามลำดับ เมื่อเจาคณะภาค เจาคณะใหญ และผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ เห็นสมควรให ยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเสนอรายงานการ ขอยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา พรอมความเห็นตอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณา เมื่อมหาเถร สมาคมพิจารณาเห็นชอบแลว ใหผูอำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติประกาศยกวัดรางขึ้นเปนวัดมี พระภิกษุอยูจำพรรษา แลวแจงใหผูวาราชการจังหวัด เจาคณะภาค และเจาคณะใหญทราบ และผูวาราชการ จังหวัดจะแจงการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษาใหผูขอยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจำพรรษา
14 ๑๙ และเจาคณะจังหวัดทราบ และผูอํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติจะสงเรื่องเพื่อประกาศเรื่องการยก วัดรางนั้นขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจําพรรษาในราชกิจจานุเบกษาตอไป (มาตรา ๓๒ ทวิ แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505, กฎกระทรวงการสราง การตั้ง การรวม การยาย และการยุบเลิกวัดการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดรางขึ้นเปนวัดมีพระภิกษุอยูจําพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ ขอ 22 - ขอ 26) ๑1. การจําหนายจายโอนที่ดินของวัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๓๔ ที่ดินของวัดและที่ธรณีสงฆจะโอนกรรมสิทธิ์ไดโดย ตราเปนพระราชบัญญัติเทานั้น แตที่วัด ที่ธรณีสงฆ ที่วัดราง ก็อาจหมดสภาพไปจากการเปนศาสนสมบัติดวยเหตุใด เหตุหนึ่งดังนี้ (๑) ที่ดินถูกโอนไปจากวัดโดยตราเปนพระราชบัญญัติ (๒) ที่ดินถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย กรณีเชนนี้ใหถือวาที่ดินไดโอนไปตาม พระราชบัญญัติเวนคนือสังหาริมทรัพยฉบับนั้นแลว ไมจําตองตราพระราชบัญญัติโอน โดยเฉพาะขึ้นอีก (๓) ที่ดินถูกกระแสน้ําเซาะพังลงน้ําไปตามธรรมชาติทําใหที่ดินของวัดขาดหายไป (๔) วัดยินยอมใหตัดหรือขยายถนน หรือทางหลวง เปนการอุทิศใหเปนทางสาธารณประโยชนเขาลักษณะ เปนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมาย ซึ่งไมขัดตอบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ ๑๒. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 1๒.๑ หลักเกณฑการเรียกเก็บคาธรรมเนียมในการโอนที่ดินใหวัด ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ.๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 กําหนดวา “คาจดทะเบียนเฉพาะในกรณีที่วัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมัน คาธอลิกหรือมัสยิดอิสลาม เปนผูรับใหเพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน ทั้งนี้ ในสวนที่ไดมารวมกับที่ดินที่มีอยูกอนแลว ไมเกิน ๕๐ ไร เรียกตามราคาประเมินทุนทรัพยตามที่คณะกรรมการกําหนดราคาประเมินทุนทรัพยกําหนดรอยละ 0.01 คําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕4๑)ฯ ขอ ๒ (7) (จ) หมายถึง ที่ตั้ง ของสถานที่ใด ๆ ซึ่งมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทางศาสนาของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกหรือมัสยิดอิสลามและรวมถึงบริเวณของสถานที่ดังกลาวดวย เชน ที่ตั้งของมัสยิด โบสถ วิหาร กุฏิสงฆ ศาลาการเปรียญ ฌาปนสถาน และที่ธรณีสงฆ ที่มีลักษณะการใชประโยชนตามนัยดังกลาว สวนสถานที่ ที่มีไวเพื่อการอยางอื่น มิไดมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทางศาสนา เชน ที่ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โรงเลี้ยงเด็ก เปนตน ไมใช “ที่ตั้งศาสนสถาน” (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน) สรุป หลักเกณฑการพิจารณาเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑)ฯ ขอ ๒ (7) (จ) ซึ่งใหเรียกเก็บคาธรรมเนียมรอยละ 0.01 ดังนี้ 1. ใชกับวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก มัสยิดอิสลามเทานั้น (มูลนิธิคริสตจักรไมไดสิทธิตามกฎกระทรวง ฉบับนี้) ๒. เปนกรณีรับใหที่ดิน ๓. เพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน (ความหมายตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐728/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕44) ๔. เมื่อรวมกับที่ดินซึ่งเปนที่ตั้งศาสนสถานที่มีอยูกอนแลวไมเกิน ๕๐ ไร
15๒๐ 1๒.๒ หลักเกณฑการเรียกเก็บภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินใหวัด พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรวาดวยการยกเวนรัษฎากร(ฉบับที่ ๓๒๖) พ.ศ. ๒๕4๑ และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๑๔ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในประมวลรัษฎากร วาดวยการยกเวนรัษฎากร ใหยกเวน ภาษีเงินไดนิติบุคคล ภาษีเงินไดบุคคลธรรมดา และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในที่ดิน โดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิดเฉพาะการโอนที่ดินสวนที่ทำใหวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด มีที่ดินไมเกินหาสิบไร (หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕๔๒ เรื่อง การยกเวนภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด) ขอสังเกต การเรียกเก็บภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัดเฉพาะการโอนที่ดินสวนที่ทำใหวัดมีที่ดินไมเกิน ๕๐ ไร นั้น ไมตองพิจารณาวา เปนที่ดินประเภทใดซึ่งตางกับกรณีการเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔1)ฯขอ ๒ (7) (จ) ซึ่งตองเปนที่ดินที่ใชเปนที่ตั้งศาสนสถานเทานั้น 12.3 คาอากรแสตมป มาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร กำหนดวา ถาฝายที่ตองเสียอากรเปนรัฐบาล เจาพนักงาน ผูกระทำงานของรัฐบาลโดยหนาที่ บุคคลผูกระทำการในนามของรัฐบาล องคการบริหารราชการสวนทองถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองคการศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเปนนิติบุคคล อากรเปนอัน ไมตองเสีย ดังนั้น กรณีจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหโดยเสนหาไมมีคาตอบแทน หากฝายผูรับโอนซึ่งเปนฝายที่ ตองเสียอากรไดรับการยกเวนอากรตามกฎหมาย พนักงานเจาหนาที่ไมตองเรียกเก็บอากรแสตมป เชน กรณีการโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแก สวนราชการ สภากาชาดไทย วัด มัสยิด หรือองคการศาสนาอื่น ในราชอาณาจักรซึ่งเปนนิติบุคคล เปนตน เนื่องจากหนวยงานที่รับโอนดังกลาวไดรับการยกเวนอากร ตามมาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมที่ดิน มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549) ๑๓. การทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ใหสำนักงานที่ดินจังหวัดและสำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูใชสมุดเบอร 2 ทำบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยใหสำนักงานที่ดินจังหวัดจัดทำรวมทั้งจังหวัดแหงหนึ่ง และสำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูจัดทำในเขตทองที่อีกแหงหนึ่ง เพื่อประโยชนในการตรวจสอบคราวตอไป โดยแยกเก็บ ตามตัวอักษรตัวหนาของชื่อนิติบุคคลนั้น แลวนำขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลที่ไดจากการตรวจสอบขอมูล จากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ลงในบัญชีทะเบียนที่ดินดังกลาวตามลำดับการไดมาซึ่งที่ดิน กอนหลัง แลวจึงนำขอมูลที่ดินที่แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหนิติบุคคลนั้น รับโอนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตลงเปนลำดับตอไป • แนวคำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๔๓/2487 ที่ธรณีสงฆนั้น ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ.๑๒๑ หรือตาม พ.ร.บ.คณะสงฆพ.ศ. ๒484 ก็มี ความหมายอยางเดียวกัน คือหมายถึงที่ซึ่งเปนสมบัติของวัด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔7-๕๐/ ๒490 ที่ธรณีสงฆนั้น ไมมีกฎหมายบังคับใหตองจดทะเบียน การฟองขับไลออกจากที่ธรณีสงฆนั้น โจทกพิสูจนวาเปนที่ธรณีสงฆก็เพียงพอแลวไมจำเปนตองนำสืบถึงการไดมา
16 ๒๑ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๒/2490 ยกที่ดินถวายวัด แลวเชาและสงคาเชาใหวัดมากวา ๑๐ ป แมไมไดทําการโอนทะเบียนวัดก็ไดกรรมสิทธิ์เปน ที่ธรณีสงฆตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๘๒ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๕๔/2492 เจาอาวาสยอมมีอํานาจเปนโจทกเองหรือมอบอํานาจแกไวยาวัจกรฟองความเกี่ยวแกที่ธรณีสงฆได ในสัญญากรรมสิทธิ์ระบุวา ที่ธรณีสงฆเปนผูรับนั้น ยอมหมายความวายกใหแกวัดเปนที่ธรณีสงฆ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑868/๒492 เจาอาวาสยอมมอบอํานาจใหไวยาวัจกรฟองคดีแทนวัดได เจาอาวาสปลูกเรือนลงในที่ธรณีสงฆ แมจะใชเงินของผูอื่นปลูก เมื่อไมปรากฏวาเจาอาวาสและเจาของเงิน ไดรับสิทธิที่จะปลูกลงในที่ของวัดประการใดแลว เรือนนั้นก็ยอมเปนสวนควบของที่ดินและเปนกรรมสิทธิ์ของวัดซึ่ง เปนเจาของที่ดิน ฉะนั้น ขอตอสูของผูที่อยูในเรือนซึ่งอางวาเรือนเปนของเจาอาวาสหรือเจาของเงินหรือตนไดสิทธิ โดยทางครอบครองปรปกษยอมฟงไมขึ้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๕/2497 ที่วัดและที่ธรณีสงฆ จะโอนกรรมสิทธิ์ไดแตโดยพระราชบัญญัติ เอกชนจะอางวาไดกรรมสิทธิ์โดยครอบครอง ปรปกษในที่ของวัดไมได คําพิพากษศาลาฎีกาที่ ๖๖๒/2497 ที่ธรณสีงฆนั้น ใครจะครอบครองมาชานานเทาใด ก็แยงกรรมสิทธิ์ไปไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9๔๔-9๔๕/๒497 วัดเปนนิติบุคคล เจาอาวาสเปนผูแทนมีอํานาจฟองขับไลและมอบอํานาจใหไวยาวัจกรฟองผูบุกรุกแทนวัดได วัดอาจถือที่ดินไว โดยการเขาครอบครองทําเปนปาชา ปาชาที่ธรณีสงฆของวัด ใครจะอางสิทธิทางครอบครองยันวัดไมได จะเอาไปทํานิติกรรมจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนาที่ก็ไมได จะโอนไดแตโดยทางพระราชบัญญัติเทานั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๑๑-๖๑๒/๒498 ที่ปาชาของวัด แมออกโฉนดใหใครไป ผูนั้นก็อางกรรมสิทธิ์ตอสูวัดมิได เพราะมิใชไดไปโดยพระราชบัญญัติ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 851-853/๒499 มาตรา 1332 ใชบังคับเฉพาะทรัพยสินธรรมดา แตสําหรับที่วัดและที่ธรณีสงฆนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 บัญญัติวาจะโอนกรรมสิทธิ์ไดแตโดยพระราชบัญญัติเทานั้น ดังนั้นแมจะซื้อที่พิพาทไว โดยสุจริตเสียคาตอบแทนจากการขายทอดตลาดก็หาไดกรรมสิทธิ์ไมและเมื่อวัดซ่ึงเปนเจาของที่ดินก็ไมมีหนาที่ คืนหรือชดใชราคาแกผูซื้อ เพราะกรณีไมเขามาตรา 1332 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 947-958/2503 วัดยินยอมใหมีการขยายเขตถนนเดิมซึ่งไดใชเปนทางหลวงอยูแลวเขาไปในที่ของวัดเมื่อทางหลวงนี้เปน สาธารณสมบัติของแผนดิน กรณีจึงเปนวาวัดไดอุทิศที่ดินสวนนี้ของวัดโดยปริยายใหเปนทางหลวง การอุทิศของวัดเชนนี้ ไมขัดตอพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒484 มาตรา ๔๑ เพราะกรณีเชนนี้ไมเขา ลักษณะเปนการโอนกรรมสิทธิ์ตามที่กฎหมายนั้นระบุไว ฉะนั้น การที่จําเลยปลูกอาคารลงในเขตทางหลวง โดย มิไดรับอนุญาตก็ยอมเปนผิดตามกฎหมาย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๑๖/2503 เจาของที่ดินทําพินัยกรรมยกที่ดินใหวัด โดยระบุใหยายและมารดามีสิทธิเก็บกินตลอดชีวิตเมื่อเจาของที่ดิน ตายแลว วัดมิไดใชสิทธิแกที่ดินนี้ประการใด ปลอยใหมารดาของเจามรดกครอบครองที่ดินและจดทะเบียนโอนรับ
17 ๒๒ มรดกเปนของตนดวย ซึ่งเปนเวลาเกิน ๑๐ ปแลวดังนี้ เมื่อปรากฏวามารดาของเจามรดกก็ไดรับประโยชนตาม พินัยกรรมอยูดวย มิไดถูกตัดมิใหรับมรดก สิทธิเรียกรองวัดในฐานะเปนผูรับพินัยกรรม จึงขาดอายุความไปแลว ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1754 วรรคทาย ผูสืบสิทธิของมารดา เจามรดกยอมยกอายุความดังกลาวตอสูวัดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7๒๑/๒๕๐๔ ที่ธรณสีงฆนั้น ผูใดจะยกอายุความครอบครองปรปกษขึ้นใชยันกับวัดไมได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 955/๒๕๐๔ ในการบังคับคดีที่ศาลพิพากษาใหทําลายโฉนดเฉพาะสวนที่ออกทับที่ของวัดตามแผนที่วิวาทกันเมื่อเขตดาน หนึ่งในแผนที่ไมแสดงระยะที่แนนอนไวคูความจึงตกลงกันชี้เขตของดานนั้นใหรังวัดไปตามที่ตกลงชี้เขตกัน ดังนี้ ยอมเปนความตกลงเพื่อใหการบังคับคดีเปนไปตามคําพิพากษานั้นเอง ไมใชเปนการเปลี่ยนแปลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ วัดอันจะขัดตอพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา ๔๑ แตอยางใด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/๒๕๐๔ วัดเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๗๒ (๒) เจาอาวาสของวัดมีหนาที่บํารุงรักษา จัดการวัดและสมบัติของวัดตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา ๔๓ (๑) และเปนผูแสดงเจตนาแทนวัด ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๗๕ เจาอาวาสของวัดจึงมีอํานาจเปนผูแทนวัด รองขัดทรัพย ในนามของวัดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔/2507 วัดยอมใหกรมการศาสนาใหเชาที่ดินของวัดในนามของกรมการศาสนาเอง ผูใหเชาไมจําเปนตองเปนเจาของ กรรมสิทธิ์ทรัพยสินที่ใหเชา เมื่อผูเชายินยอมทําสัญญาเชาที่รายนี้จากกรมการศาสนา กรมการศาสนาผูใหเชายอม มีอํานาจฟองผูเชาในฐานะคูสัญญาได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๗/๒๕๐7 หนังสือมอบอํานาจของเจาอาวาสที่มอบอํานาจใหไวยาวัจกรฟองคดีแทนวัดนั้น จะตองปดอากรแสตมปให ถูกตองตามประมวลรัษฎากร เพราะพระราชบัญญัติคณะสงฆมิไดกําหนดอํานาจหนาที่ของไวยาวัจกรได ฉะนั้น กิจการใดของวัดที่ไวยาวัจกรกระทําไปจึงถือวาเปนการกระทําในฐานะตัวแทนธรรมดาของเจาอาวาสวัดนั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๗/๒๕๐7 วัดครอบครองปรปกษในที่ดินมีโฉนดซึ่งเจาของยกใหไดแมตอมาผูใหตาย วัดยังคงครอบครองตอมาอีกจน ครบกําหนด ๑๐ ปแลว วัดยอมไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น พฤติการณดังกลาวไมขัดตอวัตถุประสงคของวัด และหลักทางพระพุทธศาสนา โจทกฟองขอใหศาลแสดงกรรมสิทธิ์ของโจทกในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิครอบครองไมไดฟองเรียกมรดกจําเลย ไมอาจยกอายุความมรดกขึ้นมาอางได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2507 ที่ดินของวัดจะโอนไดแตโดยพระราชบัญญัตินั้น เปนบทบัญญัติยกเวนหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งจะตองตีความ โดยเครงครัด ศาลฎีกาเห็นวาบทบัญญัติดังกลาวบัญญัติถึงการโอนไปซึ่งกรรมสิทธิ์ตามธรรมดาไมมีความมุง หมายถึงการแบงทรัพยสินซึ่งวัดเปนเจาของรวมกับผูอื่นดวย กลาวคือ ในกรณีที่บุคคลตั้งแตสองคนขึ้นไปเปน เจาของทรัพยสินรวมกันอยู กฎหมายบัญญัติใหเจาของรวมมีสิทธิขอแบงทรัพยไดในกรณีที่วัดกับบุคคลอื่นเปน เจาของกรรมสิทธิ์รวมกันนั้นไมมีเหตุผลอยางใดที่จะไมยอมใหมีการแบงแยกความเปนเจาของรวมกัน ฉะนั้น เมื่อ กรณีตองดวยเหตุที่จะแบงทรัพยตอกันศาลก็พิพากษาใหแบงทรัพยที่วัดกับบุคคลธรรมดาเปนเจาของรวมกันได เมื่อศาลพิพากษาใหแบงทรัพยได ก็ยอมพิพากษาถึงวิธีการแบงทรัพยตามที่ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บัญญัติไวได ไมเปนการขัดตอพระราชบัญญัติคณะสงฆ
18 ๒๓ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๗๑-๕7๒/๒๕๐8 การที่เจาของที่ดินไดสละการครอบครองที่ดินมีโฉนดโดยยกใหแกวัด และวัดไดเขาครอบครองที่นั้นเปนเวลา เกินกวา ๑๐ ปแลว เชนนี้วัดยอมไดกรรมสิทธิ์ แมในขณะยกใหวัดจะไมมีการทําเปนหนังสือและจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนาที่ก็ตาม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 550/2510 ที่ดินอันเปนสวนหนึ่งของปาชาซึ่งเปนของวัด แมจะตั้งอยูหางจากตัววัด ก็จัดเขาอยูในประเภทที่ธรณสีงฆตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 (2) คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2513 เมื่อขอเท็จจริงฟงไดวา ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2693 และโฉนดที่ดินเลขที่ 2649 เปนที่ดินวัดประดิษฐารามโจทก กระทรวงการคลังจําเลยไดนํารังวัดออกโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงนี้รุกล้ําเอาที่ดินซึ่ง เปนที่วัดโจทก แมขอเท็จจริงจะไดความวา กระทรวงการคลังจําเลยไดครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงโดยเก็บ คาเชาจากผูอยูอาศัยตลอดมาเกิน 10 ป และวัดโจทกก็ไมคัดคาน หรือไมสงคนไปรังวัดแนวเขตในเมื่อมีการรังวัด ออกโฉนดพิพาท ก็หาใชขอสําคัญไม เพราะเมื่อฟงวาที่ดินพิพาทเปนที่วัดเปนกรรมสิทธิ์ของวัดโจทกแลว กระทรวงการคลังจําเลยจะเขาไปยึดไปเปนกรรมสิทธิ์หาไดไม ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ. 121 มาตรา 7 ซึ่งตอมาไดแกไขตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆแกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2477 มาตรา 3 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 ซึ่งยกเลิก พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 34 ซึ่งบัญญัติไดตลอดมาวา ที่วัด ผูใดผูหนึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ที่นั้น ไปไมได และวาที่วัด จะโอนกรรมสิทธิ์ไดแตโดยพระราชบัญญัติ และหามมิใหบุคคลยกอายุความขึ้นตอสูกับวัดใน เรื่องทรัพยสินอันเปนที่วัด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1029/2519 คดีกอนโจทกรับมรดกความจากมารดาซึ่งไดฟองผูเชาที่ดินวัดรางเปนจําเลยมิไดฟองกรมการศาสนาจําเลยที่ 1 ผูใหเชาดวย ศาลพิพากษายกฟองโดยยังมิไดวินิจฉัยขอเท็จจริงที่โจทกวาเดินเขาออกที่สะพานปลาไมจําเปนตอง รับอนุญาตจากใคร ดังนั้น ที่โจทกฟองในคดีนี้วาโจทกใชเปนทางเดินออกสูถนนสาธารณะและทาปลามาเปนเวลา 60 ปเศษไดภารจํายอม บัดนี้จําเลยลอมรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กปดกั้นทางผานของโจทก จึงเปนเรื่องโจทกฟองวา ไดภารจํายอม โดยทางอายุความตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1401 จึงไมเปนฟองซ้ํา พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 34 ครอบคลุมถึงอายุความไดภารจํายอมดวย ผูใดจะยกอายุ ความขึ้นอางกับวัดในเรื่องที่ดินของวัดหรือที่ธรณีสงฆไมได แมพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มิไดบัญญัติไวถึงเรื่องวัดรางวัดรางก็หาไดเสียสภาพจากการเปนวัดไปไม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๘๗/๒๕๒๐ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ และที่ดินของสํานักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริย ผูใดจะครอบครองปรปกษมิได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/๒๕๒๔ ราษฎรพรอมใจสรางวัดโจทกกันขึ้นเองในที่พิพาทเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ โดยไมปรากฏวาไดมีการขอรับ พระราชทานพระบรมราชานุญาตใหสราง จึงเปนการสรางวัดขึ้นใหม ฝาฝนตอบทบัญญัติ ม.9 แหง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ.๑๒๑ ซึ่งใชบังคับอยูในเวลานั้น ไมมีสภาพเปนวัดตามที่ระบุไวใน ม.๕ แหง พ.ร.บ. ดังกลาว แมตอมาจะมีชื่อปรากฏอยูในทะเบียนวัดสํานักสงฆก็ไมมีผลทําใหกลับกลายสภาพเปนวัดที่ชอบดวย กฎหมายไปได ที่พิพาทซึ่งอางวามีผูยกใหเปนที่สรางวัดจึงไมใชสมบัติของวัดอันจะถือวาเปนที่ธรณีสงฆ วัดโจทกจึง ไมมีอํานาจฟองขับไลจําเลยใหออกไปจากที่พิพาท
19 ๒๔ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2954/2524 แมจะยกฐานะวัดโจทกจากวัดรางขึ้นเปนวัดที่มีพระสงฆในป พ.ศ. 2518 ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ตามแตพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มิไดบัญญัติถึงวัดราง ฉะนั้นวัดรางจึงมิไดเสียสภาพจาก การเปนวัดเพราะยังมิไดมีการยุบเลิกวัดราง และยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพยสินที่เปนของวัดไดอยู โดยให พนักงานฝายพระราชอาณาจักรเปน ผูปกครองรักษาไวแทน ตอมาวัดโจทกไดรับการยกฐานะจากวัดราง ขึ้นเปนวัด ที่มีพระสงฆจึงมีฐานะเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 72 และเปนผูสืบทอดสิทธิ ตางๆ ของวัดรางนั้นมาจึงมีอํานาจเปนโจทกและมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพยสินของวดัรางนั้นจากบุคคลผูไมมีสิทธิ จะยึดถือไวไดตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1336 จําเลยยกขอตอสู เรื่องการครอบครองปรปกษไวในคําใหการแตเมื่อศาลชั้นตนทําการชี้สองสถาน มิไดกําหนด ปญหาดังกลาวไวเปนประเด็นขอพิพาท โจทกจําเลยมิไดโตแยงหรือคัดคานแตประการใด จึงถือวาคูความไดสละ เกี่ยวกับปญหาขอนี้แลว ศาลจะหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยอีกไมไดเพราะเปนการวินิจฉัยนอกประเด็นขอพิพาทไมชอบ ดวยกระบวนวิธีพิจารณา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๒7 - ๔๐๓๐/๒๕๒๔ วัดรางสงฆไมอาศัย กรมการศาสนายอมมีอํานาจดูแลรักษาและจัดการทรัพยสินของวัดนั้น คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1๖๕๓/๒๕๒๕ เจาคณะจังหวัดเพชรบูรณ ไดใหยุบรวมวัดใหมกับวัดภูเขาดินโจทกเปนวัดเดียวกัน เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ ในขณะที่ วัดใหมยังมีพระภิกษุอยู จึงหาใชเปนวัดรางสงฆไมอาศัยไม การยุบรวมวัดแมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆร.ศ. ๑๒๑ ซ่ึงใชบังคับอยูในขณะนั้นจะไมได บัญญัติไว แตตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. ๒๔๘๔ ยอมรับใหมีการรวมวัดที่ใกลชิดติดกันเปนวัดเดียวกัน เพื่อประโยชนแกการบํารุงวัดใหเจริญยิ่งขึ้น หรือเพื่อประโยชนแกการปกครองคณะสงฆได โดยขอรับความ เห็นชอบในที่สุดจากฝายปกครองคณะสงฆกอน และพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ ร.ศ.๑๒๑ ก็ไมมี บทบัญญัติหามไว ดังนั้น การที่เจาคณะจังหวัดเพชรบูรณสั่งรวมวัดใหมเขาเปนวัดเดียวกับวัดโจทก จึงเปนการชอบ ดวยกฎหมาย วัดใหมที่ยุบรวมเขาเปนวัดเดียวกับวัด โจทกจึงไมมีสภาพที่จะตกเปนวัดรางไดท ี่ดินพิพาทเดิมเปนของวัดใหม แลวไดรื้อกุฏิวิหารและสิ่งปลูกสรางจากที่ดินพิพาทไปไวที่วัดโจทกเมื่อรวมกับวัดโจทกยอมถือไมไดวาเปนที่ดินของ วัดราง แตเปนที่ธรณีสงฆของวัดโจทก ดวยการยุบรวมวัดใหมกับวัดโจทกเปนวัดเดียว ดังนี้ การดูแลรักษาและ จัดการไมอยูในอํานาจหนาที่ของกรมการศาสนาจําเลย การที่จําเลยไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเปนของวัดใหม (ราง) เปนการไมชอบ โจทกมีสิทธิขอใหเพิกถอนเสียได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑8๔ – ๒๑9๕/๒๕๒๕ เจาอาวาสมีอํานาจฟองคดีแทนวัด หรือมอบอํานาจใหผูอื่นฟองคดีแทนได โจทกฟองขับไลจําเลยออกจากที่ดิน จําเลยตอสูวาที่พิพาทเปนกรรมสิทธิ์ของตน จึงเปนคดีเกี่ยวดวย อสังหาริมทรัพย และจําเลยไดกลาวแกเปนขอพิพาทดวยกรรมสิทธิ์ แมที่ดินจะราคาไมเกิน ๒๐,000 บาท และ โจทกเรียกคาเสียหายไมเกิน ๒,๐๐๐ บาทตอเดือน คูความก็มีสิทธิอุทธรณฎีกาในขอเท็จจริงได เมื่อขอเท็จจริงฟงไดวาที่พิพาทเปนของวัด แมบางแปลงจะไดมีการออกโฉนดเปนชื่อของจําเลย จําเลยก็หาได กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นไม เพราะที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดย พ.ร.บ.และบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นตอสูวัดใน เรื่องทรัพยสินอันเปนของวัดไมได
20 ๒๕ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2531 ที่ดินพิพาทเปนที่ดินของวัดนก (ราง) อันเปนที่ศาสนสมบัติแมโจทกจะซื้อมาโดยสุจริตก็ไมไดกรรมสิทธิ์ เพราะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 ที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติ เทานั้น เมื่อโจทกไมมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจึงไมมีอํานาจฟองขับไลจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5645-5646/2538 ในระหวางพิจารณา พ. รักษาการเจาอาวาสวัดโจทกไดยื่นคํารองขอใหสัตยาบันการที่นาย ช. และนาย น. ฟองคดีแทนวัดโจทกพรอมกับไดชี้แจงเหตุผลประกอบ และไดสงหนังสือมอบอํานาจฉบับใหมโดยไมไดระบุมอบ อํานาจใหนาย ช. เปนผูฟองคดีแทนดวยเพราะนาย ช. ถึงแกกรรมไปแลวยอมเทากับเปนการใหสัตยาบันในการ มอบอํานาจใหฟองคดีซึ่งไมมีบทบัญญัติแหงกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงหามไวแตประการใด ทั้งกรณีไมตอง ดวยบทบัญญัติมาตรา 47 แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง นาย ช. และนาย น. จึงมีอํานาจฟองคดี แทนโจทกมาแตตน ที่ดินโจทกดังกลาวมีสภาพเปนปาชามาแตโบราณกาล ลอมรอบดวยที่ธรณีสงฆของวัด บ. จาก ขอเท็จจริงที่ปรากฏตอมาวานาย ห. เปนผูแจงสิทธิครอบครองในที่ปาชาดังกลาวไวดวยเหตุผลที่จะกันไมใหถูกบุกรุก ยึดครอง โดยเจตนาของนาย ห. ดังกลาวนี้ไดประกาศชัดเจนวาถือครองในฐานะแทนโจทก ซึ่งจําเลยก็มิไดคัดคาน โตแยงเมื่อพิเคราะหประกอบกับขอเท็จจริงที่บริเวณที่ดินใกลเคียงที่ปาชา ซึ่งหากจําเลยยึดถือครอบครองและออก โฉนดซึ่งมีทั้งซากวัตถุโบราณซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมการฝงศพ ตลอดจนทางจําเลยก็ยอมรับถึงความ เชื่อถือที่ไมยอมใชน้ําในหนองโบสถตรงตามที่พยานโจทกเบิกความเปนหนองน้ําใชลางกระดูกศพ แลวยิ่งเห็นไดชัดวา คํายืนยันของโจทกดังกลาวเปนความจริงวาที่ดินพิพาทที่ลอมรอบปาชาของโจทก เปนที่ที่ใชประโยชนเกี่ยวเนื่อง กับการฝงศพจริง ที่ดินพิพาทเปนที่ธรณีสงฆของวัด บ. โจทก จําเลยไมอาจยกการครอบครองขึ้นยันวัดโจทก การออกโฉนดในที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆดังกลาวจึงไมชอบ และโตแยงสิทธิโจทก โจทกมีอํานาจขอให เพิกถอนไดตามฟอง คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6943/2538 การแยงการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา 1375 เปนกรณีที่ใชบังคับไดแตเฉพาะแก ทรัพยสินธรรมดาสําหรับทรัพยสินอันเปนที่วัดและที่ธรณีสงฆนั้นตองใชบังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆซึ่งได บัญญัติไวเปนกรณีพิเศษในเรื่องกรรมสิทธิ์และการโอนที่วัดและที่ธรณีสงฆจะนําบทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพยสิน ธรรมดามาใชบังคับไมไดซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 ที่วัดและที่ธรณีสงฆจะโอน กรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติและหามมิใหบุคคลใดยกอายุความขึ้นตอสูกับวัดในเรื่องทรัพยสินอันเปนที่วัด และที่ธรณีสงฆ ดังนั้น โจทกจะยกเรื่องการแยงการครอบครองขึ้นมาเปนขอโตแยงในเรื่องที่วัดไมได คําพิพากษาศาลฎีกา ที่ 7638/2538 การทําหนังสือยกใหที่ดินพิพาทสําหรับเปนที่สรางวัด ถือไดวามีเจตนาอุทิศที่พิพาทเพื่อใชสรางวัด ที่พิพาท ยอมตกเปนของแผนดินสําหรับใชเปนที่สําหรับสรางวัดโจทก ตามเจตนาของผูอุทิศทันทีโดยไมจําตองทําเปน หนังสือและจดทะเบียนการยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 อีกแตอยางใด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6354/2540 แมจําเลยที่ 2 จะไดทําสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับพระภิกษุ ส. ไวแลว ตั้งแตป 2528 และชําระราคา ครบถวนแลวก็ตาม แตพระภิกษุ ส. ยังมิไดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแกจําเลยที่ 2 จนพระภิกษุ ส. ถึงแก มรณภาพในป 2530 เมื่อชื่อเจาของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังเปนของพระภิกษุ ส. อยูที่ดินพิพาทจึงเปน ทรัพยสินของพระภิกษุ ส. ที่ไดมาระหวางเวลาที่อยูในสมณเพศ ซึ่งประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1623 ใหทรัพยสินดังกลาวตกเปนสมบัติของวัดที่เปนภูมิลําเนาในขณะที่พระภิกษุนั้นถึงแกมรณภาพ ดังนั้นเมื่อ พระภิกษุ ส. ถึงแกมรณภาพกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจึงตกเปนสมบัติของวัดศรีบุญเรืองตามกฎหมายและถือวาที่ดิน
21 ๒๖ พิพาทเปนที่ธรณีสงฆของวัดศรีบุญเรืองดวย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33(2) กรณีตอง บังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆฯ มาตรา 34 ซึ่งบัญญัติใหที่วัดและที่ธรณีสงฆจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดย พระราชบัญญัติฯ และหามมิใหบุคคลใดยกอายุความขึ้นตอสูกับวัดในเรื่องสิทธิอันเปนที่วัดและที่ธรณีสงฆ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเปนผูจัดการมรดกของพระภิกษุ ส.หรือวัดศรีบุญเรืองจึงไมมีอำนาจทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทใหแกบุคคลใดๆ ได การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแกจำเลยที่ 2 จึงเปนโมฆะตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 150 นิติกรรมดังกลาวจึงเสียเปลามาแตแรกโดยศาลไมจำเปนตองเพิกถอน และโจทกก็ไมมีอำนาจฟองขอใหบังคับจำเลยที่ 1 หรือวัดศรีบุญเรืองจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแกโจทกโดย อางวาโจทกไดทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทและชำระราคาแกพระภิกษุ ส. ครบถวนแลวไดเพราะวัดศรีบุญเรือง ซึ่งเปนเจาของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมามีฐานะเปนวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆฯ จึงเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 72(1) ตางหากจากพระภิกษุ ส. ผูเปนคูสัญญากับ โจทก ดังนั้นจึงไมจำเปนตองวินิจฉัยวาโจทกไดทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับพระภิกษุ ส. และชำระราคาที่ดิน ครบถวนแลวหรือไม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2542 พระภิกษุ ส. ไดที่ดินพิพาทมาในระหวางเวลาที่อยูในสมณเพศและเปนกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุ ส. ในขณะถึง แกมรณภาพ ที่ดินพิพาทจึงตกเปนสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 แตวัดมิใชทายาท โดยธรรมของพระภิกษุที่ถึงแกมรณภาพตามมาตรา 1629 ดังนั้น การที่วัดจำเลยรองขอใหศาลตั้งจำเลยที่ 2 เปน ผูจัดการมรดกของพระภิกษุ ส. จึงมิใชกรณีทายาทรองขอใหศาลตั้งผูจัดการมรดกเพื่อจัดแบงมรดกใหทายาท การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผูจัดการมรดก จึงเปนการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไวแทน จำเลยที่ 1 ซึ่งเปนเจาของกรรมสิทธิ์โดยผลแหงกฎหมาย แมกอนถึงแกมรณภาพพระภิกษุ ส. ไดทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทใหแกจำเลยรวม และจำเลยรวมไดผอน ชำระคาที่ดินครบถวนแลว แตเมื่อพระภิกษุ ส. ถึงแกมรณภาพ ที่ดินพิพาทตกเปนสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 โดยเปน ที่ธรณีสงฆ ซึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 (2) และมาตรา 34 การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผูจัดการมรดกพระภิกษุ ส. จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทใหจำเลยรวม แมจะโดยความเห็นชอบของจำเลยที่ 1 ก็เปนโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 นิติกรรมยอมเสียเปลามาแตแรก โดยศาลไมจำเปนตองเพิกถอน และโจทกก็ไมมีอำนาจฟองขอใหบังคับจำเลยทั้งสองรวมกันจดทะเบียนโอนขาย ที่ดินพิพาทใหแกโจทก เพราะจำเลยทั้งสองไมมีอำนาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งเปนธรณีสงฆ ใหแกโจทกได จึงไมจำเปนตองวินิจฉัยวาโจทกไดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 หรือไม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1316/2544 จ. ถึงแกกรรม ที่ดินของ จ. จึงตกทอดเปนมรดกแกทายาทโดยธรรมรวมทั้ง ส. ซึ่งเปนพระภิกษุดวย ที่ดินที่ ส. ไดรับมรดกมาเชนนี้มิใชที่ดินของวัด แมจะไดมาในระหวางที่อยูในสมณเพศ ส. จึงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินสวน ของตนซึ่งยังมิไดแบงแยกจากที่ดินเดิมใหแกโจทกได การที่ ส. ดำเนินการแบงแยกโฉนดที่ดินเสร็จในเวลาตอมา แตยังมิไดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แกโจทกและถึงแกมรณภาพเสียกอน ที่ดินดังกลาวยอมตกเปนสมบัติของวัด จำเลย โดยผลแหงกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 การแบงแยกโฉนดที่ดินออกมาจากโฉนดเดิมไมถือวาเปนการจำหนายที่ดิน เพราะการจำหนายจะตองเปน การจดทะเบียนโอนตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยเทานั้น การที่ ส. ซึ่งเปนพระภิกษุดำเนินการแบงแยก โฉนดที่ดินของตนเสร็จแตยังไมไดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใหโจทกกอนที่ ส. มรณภาพ จึงมิใช ส. โอนที่ดินใหแก โจทกกอน ส. มรณภาพ ที่ดินดังกลาวจึงเปนของวัดจำเลย
22 ๒๗ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3760/2545 หลังจากตั้งวัดโจทกขึ้นแลว มีการตั้งโรงเรียนขึ้นโดยยืมศาลาวัดสรางเปนโรงเรียนอยู 10 ป จึงสรางโรงเรียน ในที่ดินของวัดดวยความยินยอมของโจทก แตเมื่อวัดโจทกยายออกไปแลว โจทกมิไดสละสิทธิในที่ดินพิพาทยังคง นําที่ดินออกหาผลประโยชนตลอดมา การที่โจทกยอมใหทางราชการใชที่ดินพิพาทเปนโรงเรียนหาใชเปนการยก ที่ดินพิพาทใหแกจําเลยไม เมื่อที่ดินพิพาทมีผูยกใหเพื่อสรางวัด ซึ่งตอมาก็มีการสรางวัดขึ้นตามเจตนาของผูยกให ที่ดินพิพาทจึงเปนที่วัดและเปนที่ธรณีสงฆตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 40(1) และ (2) ซึ่ง เปนกฎหมายที่ใชอยูในขณะนั้น โดยที่วัดและที่ธรณีสงฆตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2484 มาตรา 41 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติเทานั้น การที่ มีผูนําที่ดินพิพาทไปออก น.ส. 3 ก. เปนชื่อจําเลยและตอมาถูกเปลี่ยนแปลงขึ้นทะเบียนเปนที่ราชพัสดุจึงเปนการ ไมชอบ ที่ดินพิพาทยังคงสภาพเปนที่วัดและที่ธรณีสงฆของโจทกอยูเชนเดิม คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2546 หากเจาของเดิมอุทิศที่ดินใหแกวัดโจทกและที่ดินตกเปนที่ธรณีสงฆตามที่โจทกกลาวอาง การโอนที่ธรณีสงฆ จะตองทําตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนโดยพระราชบัญญัติหรือพระราช กฤษฎีกา แมที่ดินจะไดมีการโอนตอกันมาหลายทอดจนถึงจําเลยทั้งสอง เมื่อการโอนมิไดทําตามกฎหมายจึงเปน การโอนที่ตองหามชัดแจง ยอมเปนโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทกจึงมีอํานาจฟองจําเลยทั้งสองซึ่งมีชื่อ เปนเจาของโฉนดพิพาท และขับไลจําเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจําเลยทั้งสองครอบครองอยูได โดยหา จําตองฟองเจาของเดิมและผูรับโอนคนกอนจําเลยทั้งสองไม ฟองโจทกไมตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580 - 1585/2550 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 31 วรรคสาม บัญญัติเพียงวาใหเจาอาวาสเปนผูแทนของวัด ในกิจการทั่วไปเทานั้น มิไดบังคับวาการกระทํากิจการแทนวัดจะตองประทับตราสําคัญของวัดดวย ดังนั้น แมหนังสือ มอบอํานาจที่พระราชสุธรรมาภรณมอบอํานาจให ป. มีอํานาจฟองคดีและทํานิติกรรมสัญญาใดๆ แทนวัดโจทกที่ 1 จะมีพระราชสุธรรมาภรณลงลายมือชื่อโดยมิไดประทับตราสําคัญของโจทกที่ 1 ไวดวย ก็มีผลสมบูรณตาม กฎหมาย โจทกที่ 2 ซึ่งเปนผูรับมอบอํานาจชวงจาก ป. จึงมีอํานาจฟองคดีแทนโจทกที่ 1 ได การทําหนังสือสัญญาเชาที่ดินที่ไมไดจดทะเบียนการเชาตอพนักงานเจาหนาที่ ยอมมีผลฟองรองบังคับคดี ไดเพียง 3 ป ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 538 จึงเปนการเชาที่ไมตองไดรับความเห็นชอบจาก กรมการศาสนาตามขอ 4 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2551 โจทกจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 11 แปลง ของโจทกใหแกวัด ถือเปนการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ที่ไดกระทําภายในหาปนับแตวันที่โจทกไดมา แตผูที่โจทกโอนที่ดินใหมีฐานะเปนวัดตามพระราชบัญญัติ คณะสงฆ พ.ศ. 2505 และเปนการโอนใหโดยไมมีคาตอบแทน ทั้งที่ดินดังกลาวติดตอเปนผืนเดียวกันและอยูติดกับ ที่ดินที่ตั้งวัดใชในการจัดกิจกรรมของวัดและเปนลานกีฬาของชุมชน แสดงใหเห็นถึงเจตนาของโจทกที่ตองการ บริจาคที่ดินเพื่อเปนการกุศลจึงไมใชการขายอสังหาริมทรัพยที่เปนทางคาหรือหากําไร โจทกจึงไมตองเสียภาษี ธุรกิจเฉพาะ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551 โจทกที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผูอื่นแลวยกใหวัดโจทกที่ 1 ขณะที่โจทกที่ 1 ยังไมเปนนิติบุคคล ตอมาเมื่อ โจทกที่ 1 ไดรับการประกาศตั้งเปนวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทกที่ 2 ซึ่งไดรับการแตงตั้งใหเปน เจาอาวาส โจทกที่ 2 ก็ไดแสดงเจตนายืนยันวาไดมีการยกที่ดินพิพาทใหแกโจทกที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทําบันทึก
23 ๒๘ ถอยคําวา โจทกที่ 1 มีความประสงคขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทกที่ 2 นับแตวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได วามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใชเปนที่สรางวัดที่ดินพิพาทยอมตกเปนของแผนดินสําหรับใชเปนที่สําหรับสรางวัด โจทกที่ 1 ตามเจตนาของผูอุทิศทันทีโดยไมจําตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนการยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 525 เมื่อสรางวัดโจทกที่ 1 เสร็จเรียบรอย กระทรวงศึกษาธิการ และมหาเถรสมาคมเห็นชอบใหตั้งวัดโจทกที่ 1 และไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเปนกรรมสิทธิ์ของโจทกที่ 1 โดยสมบูรณตั้งแตบัดนั้น เมื่อที่ดินพิพาทตกเปนของโจทกที่ 1 แลวตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ไดก็แตโดยพระราชบัญญัติเทานั้น การที่โจทกที่ 2 มอบอํานาจใหจําเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเปนของจําเลย จําเลยก็ไมมีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาท ซึ่งเปนของโจทกที่ 1 มาเปนกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทําใหการโอนที่ดินพิพาทจากจําเลยไปยังจําเลยรวมที่ 1 ไมชอบดวยกฎหมายไปดวย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4177/2552 พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มิไดบัญญัติวาที่ดินที่จะเปนที่ธรณีสงฆจะตองเปนที่ดินมีโฉนดเทานั้น ดังนั้น ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองก็สามารถเปนที่ธรณีสงฆไดเมื่อมีการยกใหที่ดินที่มีเพียงการครอบครองใหแกวัด ที่ดินดังกลาวก็ตกเปนที่ธรณีสงฆแมตอมาผูแทนของวัดซึ่งเปนเจาของที่ธรณีสงฆไมทราบวาที่ดินดังกลาวเปน ที่ธรณีสงฆก็หาทําใหที่ดินดังกลาวหลุดพนจากการเปนที่ธรณสีงฆแตอยางใด คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 9359/2555 โจทกเปนนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 และเปนเจาของที่ดินธรณีสงฆที่พิพาท จําเลย เชาที่ดินของโจทกบางสวนเพื่อปลูกบานอยูอาศัย เมื่อสัญญาเชาสิ้นสุดลง โจทกมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให จําเลยและบริวารขนยายทรัพยสินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแลว จําเลยมิไดปฏิเสธวาโจทกไมไดเปนเจาของ กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เทากับจําเลยยอมรับอํานาจการจัดการที่ดินซึ่งเปนทรัพยที่เชาของโจทกมาตั้งแตแรก เมื่อ โจทกไมประสงคใหจําเลยเชาที่ดินตอไป จําเลยยังคงครอบครองและไมยอมขนยายทรัพยสินและบริวารออกไปจาก ที่ดินพิพาท จึงเปนการกระทําละเมิดตอโจทก การฟองคดีเพื่อขับไลผูที่อยูในที่ดินของวัดโจทกไมไดอยูในบังคับที่จะตองใหสํานักงานพระพุทธศาสนา แหงชาติเปนผูดําเนินการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 มาตรา 40 เพราะบทบัญญัติดังกลาวได บัญญัติใหสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติมีหนาที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางไดแกทรัพยสินของ พระศาสนาซึ่งมิใชของวัดใดวัดหนึ่งเทานั้น โจทกจึงมีอํานาจฟองขับไลและเรียกคาเสียหายจากจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 20664/2556 เจาอาวาสเปนผูแทนของวัด มีหนาที่บํารุงรักษาวัด การบริหารจัดการกิจการและศาสนสมบัติของวัด โจทก โดยเจาอาวาสจึงยอมมีอํานาจฟองขับไลผูที่อยูในที่ดินของโจทก ซึ่งเปนศาสนสมบัติของวัดโดยละเมิดได สวนการ ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดใหเปนไปตามวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวงนั้น เปนเรื่องของการ กําหนดวิธีการในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเปนคนละเรื่องกับเรื่องอํานาจฟอง สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเปนเพียงตัวแทนโจทกในการนําที่ดินศาสนสมบัติของวัดโจทกออกใหเชา ซึ่งการตั้งตัวแทนใหกระทําการตาง ๆ นั้นหาตัดสิทธิตัวการที่จะกระทําการนั้นดวยตนเองไม และโจทกโดยเจาอาวาส มีอํานาจมอบอํานาจใหบุคคลอื่นฟองและดําเนินคดีแทนโจทกได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2557 ภ. ทําหนังสือสัญญาบริจาคที่ดินเพื่อสรางวัดตอนายอําเภอและเจาพนักงานที่ดิน ซึ่งมีจําเลยที่ 2 เปนผูขอ อนุญาตสรางวัด หากทางราชการอนุญาตใหสรางวัด และตั้งเปนวัดแลว ภ. จะจัดการโอนที่ดินใหแกวัดภายในเวลา ที่นายอําเภอกําหนด ถือไดวา ภ. มีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใชเปนที่สรางวัด ที่ดินพิพาทยอมตกเปนของแผนดิน
24 ๒๙ สําหรับใชเปนที่สรางวัดตามเจตนาของ ภ. โดยไมจําตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนการยกใหตอพนักงาน เจาหนาที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 จําเลยที่ 2 ไดรับอนุญาตใหสรางวัดตั้งแต ภ. ยกที่ดินใหสรางวัด และจําเลยทั้งสองไดดําเนินการกอสรางวัด ตามกฎกระทรวงและตามวัตถุประสงคของ ภ. ตลอดมาจนสรางวัดไดสําเร็จ การที่ ภ. ยกที่ดินพิพาทใหสรางวัด แปลเจตนาของผยูกใหไดวาใหจําเลยที่๒ มีอํานาจเด็ดขาดอยางผูมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อสรางวัดขึ้น โดยจําเลยที่๒ มิไดครอบครองที่ดินพิพาทแทน ภ. แตครอบครองที่ดินสรางวัด ที่ดินพิพาทจึงตกเปนศาสนาสมบัติของวัดตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 40 (2) และตองตกอยูในบังคับของมาตรา 34 วรรคหนึ่ง จะโอน กรรมสิทธิ์กันไดตองกระทําโดยการออกพระราชบัญญัติ แมโจทกซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียคาตอบแทน ทั้งไดจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก็ตาม โจทกก็ไมอาจไดกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 16527/2557 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 546 บัญญัติวา "ผูใหเชาจําตองสงมอบทรัพยสินซึ่งใหเชานั้นในสภาพอันซอมแซมดีแลว" บทบัญญัติดังกลาวเปนการยืนยันหนาที่ของผูใหเชาในอันที่จะตองใหผูเชาไดใชสอยหรือไดรับประโยชนใน ทรัพยสินที่เชา โจทกในฐานะผูใหเชาจึงมีหนาที่ตองสงมอบที่ดินที่เชาในสภาพที่พรอมจะใหผูเชาทําการปลูกสราง อาคารเพื่อดําเนินธุรกิจไดมีกําหนด 30 ปตามที่ตกลงกันไวในสัญญา แตขอเท็จจริงกลับปรากฏวาโจทกเพียงแจงให จําเลยเขาปลูกสรางอาคารโดยโจทกยังมิไดขอความเห็นชอบตอกรมการศาสนาตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ.2505 ขอ 4 ที่ระบุวา "การใหเชาที่ธรณีสงฆ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไวเปนที่จัดประโยชนที่มีกําหนดระยะเวลาการเชาเกินสามป จะกระทําไดก็ตอเมื่อไดรับ ความเห็นชอบจากกรมการศาสนา" สัญญาระหวางโจทกและจําเลยจึงยังไมสมบูรณตามกฎหมาย และยังถือไมได วาโจทกไดสงมอบทรัพยที่เชาตรงตามวัตถุประสงคแหงสัญญาเชาแลว โจทกจึงไมอาจนําเง่ือนเวลาการกอสราง อาคารใหแลวเสร็จภายใน 10 เดือน นับแตวันทําสัญญามาบังคับแกจําเลยได จําเลยไมไดเปนฝายผิดสัญญา โจทก ยังไมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไมมีสิทธิเรียกคาเสียหาย และตราบใดที่ยังไมมีการจดทะเบียนสิทธิการเชา จําเลยผูเชา ยังไมมีหนาที่ตองชําระคาเชาใหแกโจทกผูใหเชา โจทกไมมีสิทธิเรียกคาเชาจากจําเลย คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 15710/2558 โจทกบรรยายฟองตั้งสิทธิเปนประเด็นแหงคดีประการแรกวา วัด ช. เปนเจาของที่ดินพิพาทและยกใหโจทก เพียงแตวัด ช. จดทะเบียนใสชื่อจําเลยที่ 1 และที่ 2 เปนเจาของแทน กับประการที่สอง จําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําบันทึกแสดงเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนใหแกโจทก แตภายหลังไมปฏิบัติตาม เปนกรณีที่โจทกอางวา จําเลยที่ 1 และที่ 2 โตแยงสิทธิตองตามหลักเกณฑในการนําคดีเขาสูศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทกจึงมี อํานาจฟอง สวนที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ใหการตอสูวา โจทกมิใชเจาของที่ดินพิพาท จําเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดิน พิพาทจากวัด ช. ผูเปนเจาของ กับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําบันทึกเพราะถูกขมขูและถูกกลฉอฉล ประเด็นขอพิพาท มิใชมีเพียงโจทกเปนเจาของที่ดินหรือไมเทานั้น เพราะหากศาลวินิจฉัยวาโจทกมิใชเจาของที่ดินพิพาท ยังมีประเด็น ตองวินิจฉัยบันทึกวามีผลตามกฎหมายหรือไม ที่ศาลอุทธรณภาค 9 วินิจฉัยขอเท็จจริงวาโจทกมิใชเจาของที่ดินพิพาท เพราะการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆ รัฐตองตราเปนพระราชบัญญัติเทานั้น ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 (2) ประกอบมาตรา 34 วรรคหนึ่ง โจทกไมมีอํานาจฟองแลวดวนพิพากษายกฟองนั้น หาชอบดวยกระบวนพิจารณาไม เพราะยังมีประเด็นตองวินิจฉัยเกี่ยวกับบันทึกอันมีผลเกี่ยวกับเนื้อหาคดีที่ศาล ตองพิพากษาอีก ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยโดยไมตองยอนสํานวนไปใหศาลอุทธรณภาค 9 วินิจฉัยกอน ที่ศาลอุทธรณ ภาค 9 ใชดุลพินิจหยิบยกวินิจฉัยวา ที่ดินพิพาทยังเปนของวัด ช.ตามเดิมหรือไมนั้น เปนปญหาเกี่ยวกับการโอน ที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆอยูในบังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 จึงเปนปญหาขอกฎหมาย อันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ศาลอุทธรณภาค 9 วินิจฉัยสวนนี้ชอบแลว
25 ๓๐ แมจะรับฟงตามบันทึกวา จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนาที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทใหแกโจทกตามความ ประสงคของวัด ช. แตเมื่อขอเท็จจริงฟงเปนยุติวาวัด ช. เปนเจาของที่ดินพิพาท การโอนที่ดินพิพาทซึ่งเปนที่ธรณีสงฆ จะกระทำไดก็แตโดยรัฐตองตราเปนพระราชบัญญัติเทานั้น ดังนี้ การจะบังคับใหจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียน โอนโดยตรงใหแกโจทก ยอมเปนการพนวิสัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหนาที่จดทะเบียนโอนใสชื่อวัด ช. เปน เจาของตามความเปนจริงกอน และจะหยิบยกอายุความไดสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มากลาวอางมิได เพราะมีบัญญัติหามไวในพระราชบัญญัติคณะสงฆพ.ศ. 2505 มาตรา 34 วรรคทาย แตศาลจะพิพากษาในคดีนี้ มิไดเพราะเปนการเกินคำขอตองหามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ชอบที่จะไปวากลาวกันระหวางวัด ช. กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเปนเรื่องที่โจทกจะตองติดตอกับวัด ช. ตอไป สวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึก ยินยอมที่จะไปโอนที่ดินพิพาทแกโจทกและจะไมเขาไปเกี่ยวของกับที่ดินพิพาทตอไป ยอมแสดงวาจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ยอมรับวาโจทกมีสิทธิไดดอกผลในที่ดินพิพาทดวย กับถือวาเจตนาสละการครอบครองและสงมอบการ ครอบครองที่ดินพิพาทแกโจทกแลว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไมปฏิบัติตามขอตกลงดังกลาว โจทกจึงมีสิทธิฟองให จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใชผลผลิตยางพาราในที่ดินพิพาท และหามยุงเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม 1. พินัยกรรมที่ยกเฉพาะผลประโยชนจากที่ดินใหแกวัดเทานั้น มิไดประสงคจะยกกรรมสิทธิ์ที่ดินใหดวย และที่ดินซึ่งวัดไดรับเพียงผลประโยชนในที่ดินโดยมิใชเปนผูถือกรรมสิทธิ์เปนที่กัลปนา ตามนัยมาตรา 33(3) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 ดังนั้น ผูจัดการมรดกจะขอจดทะเบียนใหวัด ท. เปนผูรับประโยชน จากที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ก็ใหจดทะเบียนประเภท “ที่กัลปนา”(ตอบขอหารือสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ที่ มท 0708.4/1033 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2531) 2. นาง บ. ถึงแกกรรมไดทำพินัยกรรมยกที่ดิน ฉ. 1 ใหแกวัด ป.กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกลาวจึงยอมตกไดแกวัด ป. ทันทีที่นาง บ. ถึงแกกรรม แมวาหลังจากนั้นศาลแพงจะมีคำพิพากษาใหนาง ช. โอนกรรมสิทธิ์คืนใหแกวัด แตก็ตอง ถือวาวัดไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยทางมรดกตั้งแตนาง บ. ถึงแกกรรม และการที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขต ที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนก็ไมไดทำใหกรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัดตกเปนของเจาหนาที่เวนคืน จนกวาจะไดมี พระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินเสียกอน (มาตรา 16, 17 แหงพระราชบัญญัติวาดวยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย พ.ศ. 2530 ที่ใชบังคับในขณะนั้น) ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลงจึงยังคงเปนของวัด ป. และเมื่อมีการเวนคืนและมีการจาย คาทดแทน วัด ป. ในฐานะผูถือกรรมสิทธิ์ยอมไดรับคาทดแทน (อธิบดีเห็นชอบตามความเห็นกองทะเบียนที่ดิน (สำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน) ตามบันทึก ที่ มท 0710.1/338 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2541) 3. นาง จ. ไดถวายที่ดินใหแก พระ อ. เพื่อสรางวัดตอมามีการสรางวัดลงในที่ดินเสร็จเรียบรอยแลว โดย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบใหตั้งเปนวัด และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว โดยใชชื่อวา วัด ว. ตอมา พระ อ. มรณภาพโดยยังไมไดจดทะเบียนโอนที่ดินดังกลาวใหแกวัด ว. ที่ดินดังกลาวจึงตกไดแกวัด ว. ตามกฎหมายและถือไดวาเปนกรณีไดมาโดยประการอื่นตามนัยขอ 9(3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพรระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 หากวัด ว. ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวตามนัยมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินแลว การจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ ใหแกวัด ว. เพื่อใหตรงกับขอเท็จจริง ควรดำเนินการจดทะเบียนในประเภท “โอนเปนที่วัด” (หนังสือกรมที่ดิน ตอบขอหารือจังหวัดลพบุรี ที่ มท 0515/1972 ลงวันที่ 27 มกราคม 2546) 4. การทำหนังสือยกใหที่ดินเพื่อเปนที่สรางวัด แมมิไดมีการจดทะเบียนก็ผูกพันผูทำสัญญาหรือทายาทหรือ ผูแทนที่จะตองปฏิบัติตามสัญญานั้น แมขณะยกใหยังไมมีวัดเกิดขึ้นก็ตาม ที่พิพาทก็ยังคงเปนของแผนดินสำหรับ สรางวัดอยูเชนเดิมไมเปลี่ยนแปลง และคงสภาพนี้อยูตลอดไปจนกวาวัดจะสรางเสร็จ โดยผูจัดการมรดกจะตอง
26 ๓๑ ปฏิบัติตามสัญญา โอนที่ดินดังกลาวใหแกวัดที่สรางขึ้น การโอนดังกลาวมิใชเปนการโอนตามขอกำหนดใน พินัยกรรม แตเปนการโอนอันเนื่องมาจากผลของสัญญาใหที่เจามรดกทำไวกอนถึงแกกรรม (ตอบขอหารือจังหวัด สุพรรณบุรี ที่ มท 0515/23162 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2546, คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 7638/2538) 5. ที่ดินเดิมเปนของ นางสาว ค. ไดขายใหนาย จ. แตยังมิไดจดทะเบียนโอนมาเปนของนาย จ. เนื่องจาก นาย จ. ประสงคจะบริจาคใหแกวัด แตมีขอขัดของบางประการไมสามารถโอนใหวัดได นาย จ. จึงใหนางสาว ค. โอนที่ดินใหแกมูลนิธิ ข. เปนผูถือกรรมสิทธิ์แทนวัด ดังนี้ เมื่อขอเท็จจริงปรากฏหลักฐานเปนที่เชื่อไดวามูลนิธิ ข. ไดลงชื่อ เปนผูรับโอนไวแทนวัด ก. จริง และขณะนั้นวัดมีสภาพเปนนิติบุคคลแลว ก็สามารถจดทะเบียนใหไดในประเภท “โอนใหตัวการ” (ตอบขอหารือจังหวัดยโสธร ที่ มท 0515/24864 ลงวันที่ 4 กันยายน 2546) 6. วัด ก. ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินจากหลักฐาน น.ส.3 จากการตรวจสอบพบวา น.ส.3 ดังกลาวมีชื่อนาย ข. เปนผูครอบครอง เมื่อปรากฏหลักฐานเปนที่เชื่อไดวา วัด ก. เปนผูซื้อที่ดินโดยลงชื่อ นาย ข. ถือครองไวแทนวัดจริง และขณะนั้นวัดมีสภาพเปนนิติบุคคลแลว ก็สามารถจดทะเบียนในประเภท “โอนใหตัวการ” ได หากวัดไมสามารถ จดทะเบียนโอนใหตัวการไดจะดวยเหตุผลใดก็ตาม วัดก็สามารถจดทะเบียนไดมาโดยการครอบครองตามมาตรา 1367 แหง ป.พ.พ. ได เพราะแมวัดจะไดมาซึ่งสิทธิครอบครองแตการที่วัดจะนำ น.ส.3 ที่มีชื่อนาย ข. ไปขอออก โฉนดที่ดินได วัดยอมตองจดทะเบียนการไดมาโดยการครอบครองใหปรากฏใน น.ส.3 เสียกอน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง (ตอบขอหารือจังหวัดสิงหบุรี ที่ มท 0515/26251 ลงวันที่ 16 กันยายน 2546) 7. วัด ก. อำเภอทาใหม จังหวัดจันทบุรี ขอรับใหที่ดินที่อำเภอทาแซะ จังหวัดชุมพร จากนาย ข. เพื่อใชเปน ที่วัด สำหรับตั้งวัด (สาขา) กรมที่ดินไดหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติไดรับแจงวา การที่วัด ก. ขอรับให ที่ดินสามารถกระทำได โดยตองปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไวในมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อรับให แลวที่ดินตกเปนที่ธรณีสงฆตามมาตรา 33 (2) มิใชตกเปนที่วัดตามมาตรา 33 (1) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 การขออนุญาตตั้งวัดใหมในที่ดินธรณีสงฆของวัดอื่นจะตองดำเนินการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 เมื่อนายกรัฐมนตรีไดประกาศตั้งวัดขึ้นแลว จะตองดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณที่ตั้งวัดใหมอันเปนที่ธรณีสงฆของวัดอื่นใหเปนกรรมสิทธิ์ของวัด ที่ประกาศตั้งใหม ซึ่งตองตราเปนพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 34 วรรคแรก แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และตามกฎกระทรวงก็มิได กำหนดหลักเกณฑหรือวิธีการขออนุญาตสรางวัดหรือตั้งวัดสาขาไว เมื่อไมมีกฎหมายบัญญัติใหอำนาจในการสราง วัดสาขาหรือตั้งวัดสาขาไว การอนุญาตใหสรางวัดสาขาหรือตั้งวัดสาขาไมอาจกระทำได การที่วัด ก. ขอรับใหที่ดิน สามารถกระทำได และมีผลเปนที่ธรณีสงฆของวัด ก. ตามมาตรา 32 (2) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 (ตอบขอหารือจังหวัดชุมพร ที่ มท 0515/7042 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2546) 8. กรณีที่วัดไดที่ดินมากอนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใชบังคับ ไมอยูในบังคับใหตองขออนุญาต รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจะตองเปนกรณีที่วัดไดที่ดินมา ขณะที่วัดมีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมายแลว แตกรณีนี้ปรากฏขอเท็จจริงวาขณะที่วัดไดที่ดินมา (ที่ดินไมมี หลักฐาน) วัดยังไมมีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมาย ตอมาพนักงานเจาหนาที่ไดดำเนินการออกหนังสือรับรอง การทำประโยชน (น.ส.3 ก.) ใหวัด ซึ่งเปนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชนใหวัดภายหลังวันที่ประมวล กฎหมายที่ดินมีผลใชบังคับ ตองไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย (ตอบขอหารือจังหวัด มหาสารคาม ที่ มท 0515/7041 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2546) 9. วัด ร. ขอรับมรดกที่ดินจากพระอธิการ ล. ซึ่งเปนอดีตเจาอาวาสวัด ร. เจามรดก ตามมาตรา 1623 แหง ป.พ.พ. แตมิไดมรณภาพที่วัด ร. ประเด็นพิจารณาคือ พระอธิการ ล. ไดขอลาออกจากตำแหนงเจาอาวาสวัด ร. เนื่องจากชราภาพมาก มาเปนที่ปรึกษาของวัด ร. แตไดไปจำพรรษาอยูที่วัด น. วัดบานเกิด แตขณะเดียวกันได
27๓๒ เดินทางไปมาระหวางวัด ร. กับวัด น. และยังมาปฏิบัติศาสนกิจที่วัด ร. โดยสม่ําเสมอจนกระทั่งมรณภาพที่วัด น. กรมที่ดินไดหารือไปยังสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (กรมการศาสนา) ไดรับแจงวา จากพฤติการณดังกลาว ของพระอธิการ ล. ถือไดวาพระอธิการ ล. ยังมีภูมิลําเนาอยูที่วัด ร. ดั้งนั้นที่ดินดังกลาวจึงควรตกไดแกวัด ร. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 (ตอบขอหารือจังหวัดนครปฐม ที่ มท 0515/11892 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2550, หนังสือสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ (กรมการศาสนา) ที่ พศ 0001/4152 ลงวันที่ 30 เมษายน 2547) 10. ที่ดินมีชื่อ นาง ว. ผูถือสิทธิครอบครองโดยมีเจตนาอุทิศใหกับวัดสํานัก ว. เพื่อใชเปนสถานที่สรางวัด โดยใสชื่อพระ จ. เปนผูถือสิทธิครอบครอง ที่ดินดังกลาวตกเปนของแผนดินสําหรับใชเปนที่สรางวัดตามเจตนาของ ผูอุทิศทันที ถึงแมขณะนั้นจะยังไมมีวัดเกิดขึ้นเพราะยังไมไดสราง ที่ดินดังกลาวก็ยังคงเปนของแผนดินสําหรับสรางวัด อยูเชนเดิมไมเปลี่ยนแปลงจนกวาวัดไดมีการสรางและตั้งเปนวัดแลว แมวาวัดสํานัก ว. จะไดรับการประกาศตั้งวัด ภายหลังจากพระ จ. มรณภาพก็ไมไดทําใหที่ดินนั้นเปนมรดกของพระ จ. ดังนั้น เมื่อตอมาไดมีการสรางวัดในที่ดิน ดังกลาวเรียบรอยแลว จนกระทั่งสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติไดประกาศตั้งเปนวัดโดยใชชื่อวา “สํานัก ว.” ที่ดิน ดังกลาวจึงตกเปนกรรมสิทธิ์ของวัดสํานัก ว. โดยสมบูรณตั้งแตวันประกาศตั้งเปนวัด เมื่อวัดมาขอจดทะเบียนโอน กรรมสิทธิ์ที่ดิน ใหดําเนินการใหวัดไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหไดมาตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินกอนแลวจึงจดทะเบียนประเภท “โอนเปนที่วัด” (ตอบขอหารือจังหวัดสงขลา ที่ มท 0515/11997 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550) 11. พระ ร. เจาของที่ดินอดีตเจาอาวาสวัด ธ. ไดยกที่ดินตามหลักฐาน น.ส.3 เลขที่ 1 เพื่อสรางวัด ป. แตพระ ร. ไดมรณภาพกอนประกาศตั้งวัด ตอมากระทรวงศึกษาธิการไดประกาศตั้งวัด ป. เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา น.ส.3 เลขที่ 1 เปนที่ดินที่พระ ร. ไดทําหนังสือสัญญายกใหที่ดินดังกลาวเพื่อสรางวัด ป. และที่ดินไดตกเปนของแผนดิน สําหรับสรางวัดแลว พระ ร. ไมมีสิทธิในที่ดินอีกตอไป เมื่อกระทรวงศึกษาธิการไดเห็นชอบใหตั้งเปนวัด โดยใชชื่อ วา วัด ป. ที่ดินดังกลาวจึงตกเปนสิทธิของวัด ป. โดยสมบูรณนับแตวันที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งวัด เมื่อที่ดิน เปนของวัด ป. แลวจึงใหวัด ป. ยื่นคําขอจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่เพื่อใหปรากฏหลักฐานในทางทะเบียน วากรรมสิทธิ์ในที่ดินเปนของวัด ป. เมื่อวัดไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหไดมาซึ่งที่ดิน ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินแลว ใหดําเนินการจดทะเบียนในประเภท “โอนเปนที่วัด” (ตอบขอหารือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ มท 0515/5485 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ 2552) 12. วัด น. ยื่นคําขอจดทะเบียนรับใหที่ดินจาก นาย บ. เพ่อืใชเปนที่ธรณีสงฆ และผูวาราชการจังหวัดในฐานะ ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ไดมีคําสั่งอนุญาตใหวัด น. รับใหที่ดินแปลงดังกลาวได แตยัง ไมไดจดทะเบียนใหที่ดิน ผูขอทั้งสองฝายไดยื่นคําขอยกเลิกเรื่อง เพื่อนําที่ดินไปขายใหบุคคลอื่น สํานักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติไดหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีความเห็นวา ที่ธรณีสงฆเปนที่ซึ่งเปนสมบัติของวัด ไมใชที่สาธารณสมบัติของแผนสําหรับพลเมืองใชรวมกัน ตามมาตรา 1304 (2) แหง ป.พ.พ. การใหที่ดินแกวัด เพื่อเปนที่ธรณีสงฆ ตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่ตามมาตรา 525 แหง ป.พ.พ. จึงจะ มีผลสมบูรณตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อนาย บ. ผูให ยังมิไดดําเนินการจดทะเบียนการใหตอพนักงานเจาหนาที่ แมจะมี การแสดงเจตนาโดยชัดแจงโดยมีการทําคําขอจดทะเบียนและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยไดมีคําสั่งอนุญาต แลว ก็ไมมีผลทําใหการใหนั้นสมบูรณตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกลาวยังคงอยูกับนาย บ. และยังไมตกเปน ที่ธรณีสงฆตามมาตรา 33 (2) แหงพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2505 แตอยางใด (บันทึกสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การยกเลิกการรับใหที่ธรณีสงฆ เรื่องเสร็จที่ 1534/2558 และหนังสือตอบขอหารือ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ มท 0515.2/28103 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558) 13. วัด ธ. นําคําสั่งศาลซึ่งสั่งใหวัด ธ. ไดมาโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. มายื่นคําขอ จดทะเบียนไดมาโดยการครอบครองที่ดินตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. จึงถือไดวาวัด ธ. ไดมาซึ่งที่ดินแปลง ดังกลาวโดยการครอบครองปรปกษ ตองจดทะเบียนประเภทไดมาโดยการครอบครอง ตามมาตรา 1382 แหง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มิใชประเภทให แมวัด ธ. จะโตแยงวาผูถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไดทําหนังสือ
28 ๓๓ สัญญาใหที่ดินแกวัด ธ. และควรจดทะเบียนประเภทให แตกรณีดังกลาวเปนเรื่องที่ผูจัดการมรดกตองการยกที่ดินให ตามหนังสือแสดงเจตนายกใหที่ดินที่เจามรดกทําไวซ่งึเปนคนละเรื่องกัน ดังนั้น กรณีนี้พนักงานเจาหนาที่รับคําขอ จดทะเบียนในประเภทไดมาโดยการครอบครอง ตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. และเรียกเก็บคาธรรมเนียมรอยละ 2 จากราคาประเมินทุนทรัพย (ตอบขอหารือจังหวัดอุทัยธานี ที่ มท 0515.2/24806 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2562) 14. วัด ผ. นําคํารองและรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลมาหารือแนวทางในการดําเนินการรับโอน ที่ดิน ซึ่งขอเท็จจริงตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลสรุปไดวา นาย ม. ยกที่ดินใหแกผูรองซึ่งเปนวัด ผ. แลว ที่ดินดังกลาวจึงตกเปนศาสนสมบัติของวัดตาม พรบ.คณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตรา 40(2) ในทันที โดยไมจําตอง ทําเปนหนังสือและจดทะเบียนยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 ผูรองจึงไมอาจรองขอ ครอบครองปรปกษที่ดินของตนเองไดอีก ศาลยกคํารอง จึงรับฟงไดวา การที่ นาย ม. ไดแสดงเจตนายกที่ดินใหแก วัด ผ. โดยการสงมอบที่ดินและโฉนดที่ดินใหแกวัด ผ. เพื่อยึดถือไว และยินยอมใหวัด ผ.เขาครอบครองทําประโยชน ในที่ดินแปลงดังกลาวตลอดมานับแตป พ.ศ. 2489 ถือเปนการอุทิศที่ดินใหแกวัด ผ. แลว ที่ดินยอมตกเปนของ วัด ผ. โดยสมบูรณตามกฎหมายทันทีที่นาย ม. ไดแสดงเจตนาอุทิศและมีผลใหที่ดินแปลงดังกลาวไมใชของนาย ม. อีกตอไป ดังนั้น วัด ผ. ยอมสามารถยื่นคําขอจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดินดังกลาว และเมื่อไดรับอนุญาต จากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามนัยมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินแลว กรณีนี้พนักงานเจาหนาที่ ควรดําเนินการจดทะเบียนในประเภท “โอนเปนที่วัด” (ตอบขอหารือจังหวัดสระบุรี ที่ มท 0515.2/26357 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562) 15. วัด ล. ขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับใหระหวางภาระจํายอมเพื่อเปนที่ธรณีสงฆ โดยกรมที่ดินไดหารือ สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติเกี่ยวกับการขอไดมาซึ่งที่ดินของวัดระหวางมีภาระผูกพันในอสังหาริมทรัพยอยู วา กอนการพิจารณาอนุญาตของรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยจะตองไดรับความเห็นชอบจากหนวยงานใดกอน หรือไม โดยสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติแจงวา ที่ดินที่มีภาระผูกพันประเภทภาระจํายอมไมตองหามในการโอน หรือรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามมาตรา 1387 แหง ป.พ.พ. ดังนั้น เพื่อประโยชนแกวัดและพระพุทธศาสนา จึงเห็นควร ใหวัด ล. รับใหที่ดินดังกลาวเปนกรรมสิทธิ์ของวัดตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทย (อธิบดีกรมที่ดินปฏิบัติราชการแทน) ไดอนุญาตใหวัด ล. ไดมาซึ่งที่ดินเพื่อเปนที่ธรณีสงฆได (บันทึกสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/881 ลงวันที่ 29 เมษายน 2565, หนังสือสํานักงาน พระพุทธศาสนาแหงชาติ ที่ พศ 0005/2576 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2565) 16. การใหอสังหาริมทรัพยซึ่งเปนที่ดินยอมสมบูรณตอเมื่อไดทําเปนหนังสือและจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนาที่ ตามมาตรา 525 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย แตสําหรับการยกใหที่ดินแกวัดวาอาราม ไดมีคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2538, 9543/2551 และ 738/2557 วินิจฉัยเปนบรรทัดฐานสรุปไดวา การยกใหที่ดินเพื่อสรางวัด ถือไดวามีเจตนาอุทิศที่ดินใหเพื่อใชเปนที่สรางวัด ที่ดินยอมตกเปนของแผนดินสําหรับ ใชเปนที่สรางวัดตามเจตนาของผูใหทันที โดยไมจําตองทําเปนหนังสือและจดทะเบียนยกใหตอพนักงานเจาหนาที่ ตามมาตรา 525 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยอีกแตอยางใด เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา นาง บ. ผูให ไดยื่น คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน (ท.ด.1) ยกที่ดินใหเปนที่ตั้งวัด แกวัด ช. ตอพนักงาน เจาหนาที่ ณ สํานักงานที่ดิน ถือไดวา นาง บ. มีเจตนายกที่ดินดังกลาวใหวัด ช. แลว ตอมานาง บ. ตาย ที่ดิน จึงมิใชทรัพยมรดกของนาง บ. ที่จะตกแกทายาท การที่นาง บ. ผูให ไดถึงแกความตายกอนจดทะเบียนโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินใหแกวัด ช. ที่ดินแปลงดังกลาวยอมผูกพันผูจัดการมรดกของนาง บ. ผูตาย ที่จะตองดําเนินการโอน ที่ดินนั้นใหแกวัดตามเจตนาเดิมของเจามรดก ที่ไดยื่นคําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิ ในที่ดิน (ท.ด.1) ดังกลาว ดังนั้น ผูจัดการมรดกของนาง บ. เจามรดก ยอมสามารถเขาสวมสิทธิคําขอยกใหที่ดิน ของนาง บ. ใหที่ดินแกวัด ช. ตามเจตนาของผูใหตอไปได โดยไมตองยกเลิกคําขอ (ตอบขอหารือจังหวัดสระบุรี ที่ มท 0515.2/9014 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2566)
29 ๓๔ การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน
31 ๓๕ 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ 1.1 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ ๑.๒ ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 110, 111, 112, 122, 797, 798 1.3 พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ 1.4 กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ 1.5 กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 1.6 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดิน และผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน 1.7 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 6956/2505 ลงวันที่ 4 กันยายน ๒๕๐๕ เรื่อง มูลนิธิคณะซาเลเซียนแหง ประเทศไทย ขอไดมาซึ่งที่ดิน 1.8 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๗/ว ๑๑๕๐ ลงวันที่ ๑9 มกราคม ๒๕๑๓ เรื่อง มูลนิธิคณะเซนตคาเบรียล แหงประเทศไทย ขอรับใหที่ดิน 1.9 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว 14647 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม ๒๕๒๔ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.10 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/ว ๒๑๑๔๓ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๑ เรื่อง มูลนิธิสิทธิชนไทยขออนุญาต ไดมาซึ่งที่ดิน 1.11 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/ว 22241 ลงวันที่ ๑7 ตุลาคม ๒๕๓๑ เรื่อง มูลนิธิภคินีซาเลเซียนแหง ประเทศไทย ขอรับโอนที่ดิน 1.12 หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑0/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลตามมาตรา 8๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.13 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖10/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 1.๑4 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๓๕๔๒๔ ลงวันที่ 19 ตุลาคม ๒๕๓๕ เรื่อง การจดทะเบียนใหไดมา ซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.๑5 หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕๔๒ เรื่อง การยกเวน ภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิค หรือมัสยิด 1.16 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม ๒๕43 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๑.๑7 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว ๑๓๗๗๘ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 เรื่อง การขอใหไดมาซึ่งที่ดิน ของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 1.18 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 35435 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน ๒๕45 เรื่อง คาธรรมเนียมการ จดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพยใหแกมูลนิธิหรือสมาคมที่ไดรับประกาศใหเปนองคการกุศลสาธารณะ การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน
32 ๓๖ ๑.๑9 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0515/ว 8190 ลงวันที่ 26 มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๒. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน มูลนิธิที่จะขอไดมาซึ่งที่ดิน จะตองเปนมูลนิธิที่ดําเนินการหรือมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับศาสนาคริสต ไมวาจะเปน นิกายใดในคริสตศาสนา และจะตองเปนมูลนิธิที่มีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมายแลว ๓. ความหมายของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร หมายถึง มูลนิธิที่จดทะเบียนเปนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย โดยมูลนิธิดังกลาวมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับศาสนาคริสต ไมวานิกายใด หรือดําเนินกิจการเกี่ยวกับการเผยแพร ศาสนาคริสตอยูดวย ทั้งนี้ แมจะไมระบุวัตถุประสงคใหปรากฏชัดแจงก็ตาม เชน อาจเปนเพียงใหการศึกษาทาง ศาสนา เปนตน ๔. ผูแทนของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร พิจารณาจากตราสารหรือขอบังคับของมูลนิธิวา มอบใหผูใดเปนผูแทนของมูลนิธิในการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมใหไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิ ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ๕. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอํานาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน ดังนี้ กรณทีี่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณทีี่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณทีี่เห็นวาไมควรอนุญาต ใหเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ 6. หลักเกณฑการพิจารณาของเจาหนาที่ เมื่อมีผูมายื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดินในนามมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรใหเจาหนาที่พิจารณา ดังนี้ 1. มูลนิธิดังกลาวตองมีวัตถุประสงคเกี่ยวกับคริสตศาสนา เชน การเผยแพรศาสนาคริสต ๒. แมวาวัตถุประสงคไมไดระบุไวอยางชัดเจนวาเผยแพรศาสนาคริสตแตการดําเนินการอาจมีสวนเกี่ยวของกัน เชน มีคณะกรรมการเปนนักบวช แมชี (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๗/ว ๑๑๕๐ ลงวันที่ 19 มกราคม ๒๕๑๓ เรื่อง มูลนิธิคณะเซนตคาเบรียลแหงประเทศไทย ขอรับใหที่ดิน และหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/ว ๒๒๒4๑ ลงวันที่ ๑7 ตุลาคม ๒๕๓๑ เรื่อง มูลนิธิภคินีซาเลเซียนแหงประเทศไทย ขอรับโอนที่ดิน) 3. ไดรับเงินอุดหนุนจากองคกรทางดานศาสนาคริสตจากตางประเทศหรือไม ๔. มีการใหทุนการศึกษาเฉพาะนักเรียนผูนับถือศาสนาคริสตเทานั้น หรือเปนสวนใหญ แตนักเรียนผูนับถือ ศาสนาอื่นจะไมไดรับทุน หรือไดรับเปนเพียงบางรายเทานั้น ๕. ดูจากตราสารของมูลนิธิในเรื่องการเลิกกิจการของมูลนิธิวา ถาเลิกแลวทรัพยสินตาง ๆ ตลอดจนการ ดําเนินการตอไปใหตกแกมูลนิธิใด และมูลนิธิดังกลาวเปนมูลนิธิที่ดําเนินการเกี่ยวกับคริสตจักรหรือไม 6. ใหพนักงานเจาหนาที่สอบสวนผูขอใหชัดเจนวาที่ดินที่ขอไดมาแตละแปลงเพื่อใชประโยชนอยางไร เชน โรงเรียน โบสถ โรงพยาบาล เปนตน
33๓๗ 7. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน 7.1 หลักฐานการจดทะเบียนเปนมูลนิธิ (แบบ ม.น.๒) ฉบับแรก หากมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ใหนําครั้ง สุดทายประกอบเรื่องดวย และตองระบุรายชื่อคณะกรรมการชุดปจจุบันดานหลัง หากไมระบุมูลนิธิตองจัดทําบัญชี รายชื่อดังกลาวประกอบการพิจารณา 7.๒ ตราสารหรือขอบังคบั 7.3 รายงานการประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิ เกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมาโดยคณะกรรมการของมูลนิธิที่เขาประชุม ตองลงนามใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอํานาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บ คาธรรมเนียมการมอบอํานาจตามระเบียบดวย 7.๔ กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนที่สุสาน ตองมีใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสานประกอบการพิจารณา 7.๕ บัญชีรายรับ-รายจาย การดําเนินการในรอบปที่ผานมา 7.๖ บัญชีที่ดินเดิมที่มูลนิธิไดรับอนุญาตแลว พรอมแจงการใชประโยชนในที่ดินดังกลาว 7.7 สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มูลนิธิถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน สําเนา น.ส.๑ หรือ น.ส.๑ ก. ประกอบการพิจารณา 7.๘ กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหแสดงแผนผังการตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับที่ดินแปลง ที่ขอใหมใหชัดเจน 7.9 หลักฐานของผูโอน เชน บัตรประจําตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสําคัญการหยา ใบมรณบัตร 7.๑๐ หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด 7.๑๑ หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) 7.๑๒ หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) 7.๑๓ คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคําพิพากษา หรือคําสั่งศาล 8. ขั้นตอนการดําเนินการของเจาหนาที่ ใหดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ดังนี้ 8.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 8.๑.๑ เมื่อมีการยื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวล กฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงาน เจาหนาที่ตรวจสอบหลักฐาน สอบสวนผูขอใหชัดเจนวา ที่ดินที่ขอไดมาแตละแปลงเพื่อใชประโยชนอยางไร เชน โบสถ โรงเรียน สถานที่อบรม เปนตน พรอมทั้งบันทึกถอยคําผูขอตามแบบที่กําหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐710/ว 02674 ลงวันที่ 24 มกราคม ๒๕4๓ กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวเกินกวา ๕๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ (๑) เจาหนาที่จะตองพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียดถึงเหตุผลความจําเปนเกี่ยวกับการใช ประโยชนในที่ดินที่มูลนิธิขอไดมานั้นวา มีเหตุผลและความจําเปนมากนอยเพียงใด การใชประโยชนเหมาะสมกับ สภาพที่ดิน และจํานวนเนื้อที่ดินที่ขอใหไดมานั้นหรือไม อยางไร โดยบันทึกขอพิจารณากลั่นกรองดังกลาวไวใน บันทึกถอยคําการสอบสวนมูลนิธิใหแจงชัด (๒) ใหมูลนิธิแสดงโครงการเพื่อใหเห็นวา มูลนิธินั้นมีความสามารถทําประโยชนในที่ดินที่ขอไดมาใหม ไดอยางจริงจังตรงตามที่ขออนุญาต เชน เสนอโครงการความเปนไปไดในการใชประโยชนในที่ดิน พรอมทั้งแบบ หรือแผนผังประกอบรวมเรื่อง
34 ๓๘ (๓) ถามูลนิธิใดมีที่ดินอยูแลว และขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม ตองใหมูลนิธิชี้แจงวาไดทํา ประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลวตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม อยางไร ใหทําบัญชีรายละเอียดของที่ดิน แตละแปลงที่มูลนิธิมีอยู หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลวไมตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ก็ให เจาหนาที่บันทึกรายละเอียดถึงสาเหตุที่ไมใชประโยชนตามที่ไดรับอนุญาตไวใหแจงชัดแลวรวมเรื่องเพื่อเสนอ รัฐมนตรีประกอบการพิจารณาการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิแปลงใหมในคราวเดียวกัน (๔) มูลนิธิไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใดแลวหากยังไมไดจดทะเบียนรับโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินมาเปนของมูลนิธิ ใหเจาหนาที่ผูทําการสอบสวนแจงใหมูลนิธิไปดําเนินการจดทะเบียนรับโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินใหเสร็จเรียบรอยกอนแลวจึงมาดําเนินการขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวมีจํานวนเนื้อที่เกินกวา ๑๐๐ ไร นอกจากจะตองดําเนินการตามนัยขอ ๑ และขอ ๒ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ แลว เจาหนาที่ตองแจงใหมูลนิธิทราบวา การขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหมจะตองใช ประโยชนเฉพาะกิจการทางดานศาสนา หรือใชเพื่อประโยชนตอสวนรวม เชน เปนที่สรางโรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อใหบริการแกบุคคลทั่วไป เปนตน เทานั้น หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นแลวก็อาจจะไมไดรับ อนุญาตจากรัฐมนตรีใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม โดยใหบันทึกการชี้แจงดังกลาวไวในบันทึกการสอบสวนของมูลนิธิ รวมเรื่องเพื่อใชประกอบการพิจารณา กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนวาไดเงินมาอยางไร หรือดวยวิธีใด มีผลกระทบตอฐานะทางการเงิน ของนิติบุคคลนั้นหรือไม มากนอยเพียงใด หากเงินที่ซื้อไดมาจากการบริจาคใหระบุผูบริจาค หากเปนองคการ ตางประเทศ เปนผูบริจาค มีความสัมพันธอยางไรกับมูลนิธิ และมูลนิธิไดรับผลตอบแทนจากองคการฯ หรือไม อยางไร 8.1.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดําเนินการใหได ใหสํานักงานที่ดินที่รับคําขอดําเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซ่ึงจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา ทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทาง ทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม
35 ๓๙ 8.1.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับผูอํานวยการเขตที่ที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการ ตรวจสอบขอเท็จจริงวา ที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบศาสนกิจหรือไม เพียงใด โดยใหแสดง ความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 8.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริง และความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอํานวยการเขตแลว ใหสงเรื่องให กรมที่ดินเพื่อพิจารณาขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยตอไป 8.๑.5 เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยสั่งอนุญาต โดยมีเงื่อนไขตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ ขอ ๑ - ขอ ๔ ซึ่งมูลนิธิตองปฏิบัติตาม ๘.๑.6 กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให มูลนิธิฯ รับโอนที่ดินไป โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ใหแจงมูลนิธิดําเนินการยื่นคําขอ ใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว ตาม 8.๑.๑ - 8.๑.4 และใหแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียน หรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาตแลวสรุปเรื่องเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง 8.๑.7 เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 8.๑.8 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อใหไปดําเนินการตอไป 8.๑.9 ในการจดทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ตองระบุการใชประโยชนในที่ดินตอจากชื่อมูลนิธิ เชน “มูลนิธิ............ (เพื่อการศึกษาของโรงเรียน........)” ลงในเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนและสารบัญจดทะเบียน ๘.๑.10 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให มูลนิธิรับโอนที่ดิน หรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 8.๑.๑1 ใหพนักงานเจาหนาที่ติดตามตรวจสอบที่ดินของมูลนิธิที่ไดรับอนุญาตแลววาไดปฏิบัติตาม เงื่อนไขหรือไมหากตรวจพบวามูลนิธิไมปฏิบัติตามเง่ือนไข ใหแจงมูลนิธิทราบเพื่อดําเนินการจําหนายที่ดินภายใน กําหนดเวลา ๑ ป นับแตวันไมใชหรือไมปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยการจําหนายที่ดินของมูลนิธิจะตองขออนุญาตอธิบดี กรมที่ดินกอน สําหรับระยะเวลาการตรวจสอบที่ดิน ใหดําเนินการ ดังนี้ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตครบ ๑ ปแลว ใหตรวจสอบไดทันที และรายงานผลใหกรมที่ดิน ทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่มีหนังสือตรวจสอบ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตไมครบ ๑ ป ใหตรวจสอบเมื่อครบกําหนด ๑ ป และรายงานผล ใหกรมที่ดินทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันครบกําหนด ๑ ป (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๘/ว ๑๓๗7๘ ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕45) 8.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 8.๒.๑ เมื่อมีการยื่นคําขอไดมาซ่ึงที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวล กฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงาน เจาหนาที่ตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคําผูขอตามแบบที่กําหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ ๒๔ มกราคม 2543
36 ๔๐ สําหรับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลว เกินกวา ๕๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ (๑) เจาหนาที่จะตองพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียดถึงเหตุผลความจําเปนเกี่ยวกับการใช ประโยชนในที่ดินที่มูลนิธิขอไดมานั้นวา มีเหตุผลและความจําเปนมากนอยเพียงใด การใชประโยชนเหมาะสมกับ สภาพที่ดินและจํานวนเนื้อที่ดินที่ขอใหไดมานั้นหรือไม อยางไร โดยบันทึกขอพิจารณากลั่นกรองดังกลาวไว ในบันทึกการสอบสวนมูลนิธิใหแจงชัด (๒) ใหมูลนิธิแสดงโครงการเพื่อใหเห็นวา มูลนิธินั้นมีความสามารถทําประโยชนในที่ดินที่ขอไดมาใหม ไดอยางจริงจังตรงตามที่ขออนุญาต เชน เสนอโครงการความเปนไปไดในการใชประโยชนในที่ดิน พรอมทั้งแบบหรือ แผนผังประกอบรวมเรื่อง (๓) ถามูลนิธิใดมีที่ดินอยูแลว และขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหมตองใหมูลนิธิชี้แจงวาไดทํา ประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลวตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม อยางไร ใหทําบัญชีรายละเอียดของที่ดิน แตละแปลงที่มูลนิธิมีอยู หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินที่มีอยูแลว ไมตรงตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ก็ให เจาหนาที่บันทึกรายละเอียดถึงสาเหตุที่ไมใชประโยชนตามที่ไดรับอนุญาตไวใหแจงชัดแลวรวมเรื่องเพื่อเสนอ รัฐมนตรีประกอบการพิจารณาการขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิแปลงใหมในคราวเดียวกัน (๔) มูลนิธิไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใดแลว หากยังไมไดจดทะเบียนรับโอน ที่ดินมาเปนของมูลนิธิ ใหเจาหนาที่ผูทําการสอบสวนแจงใหมูลนิธิไปดําเนินการจดทะเบียนรับโอนที่ดินใหเสร็จ เรียบรอยกอน แลวจึงมาดําเนินการขอใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน เมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยูเดิมแลวมีจํานวนเนื้อที่เกินกวา ๑๐๐ ไร นอกจากจะตองดําเนินการตามนัยขอ ๑ และขอ ๒ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ แลว เจาหนาที่ตองชี้แจงใหมูลนิธิทราบวาการขอไดมาซ่ึงที่ดินแปลงใหมจะตองใช ประโยชนเฉพาะกิจการทางดานศาสนา หรือใชประโยชนตอสวนรวม เชน เปนที่สรางโรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อใหบริการ แกบุคคลทั่วไป เปนตน เทานั้น หากมูลนิธิใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นแลวก็อาจจะไมไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี ใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม โดยใหบันทึกการชี้แจงดังกลาวไวในบันทึกการสอบสวนของมูลนิธิรวมเรื่องเพื่อใช ประกอบการพิจารณา กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนวาไดเงินมาอยางไร หรือดวยวิธีใด มีผลกระทบตอฐานะทาง การเงินของนิติบุคคลนั้นหรือไมมากนอยเพียงใด หากเงินที่ซื้อไดมาจากการบริจาค ใหระบุผูบริจาค หากเปน องคการตางประเทศ เปนผูบริจาค มีความสัมพันธอยางไรกับมูลนิธิ และมูลนิธิไดรับผลตอบแทนจากองคการฯ หรือไม อยางไร 8.2.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดําเนินการใหได ใหสํานักงานที่ดินที่รับคําขอดําเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง
37 ๔๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซึ่งจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสํานักงานที่ดินจังหวัด สํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกทางระบบงานจัดเก็บขอมูล ทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 8.2.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับนายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ ทองที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการตรวจสอบขอเท็จจริงวาที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบ ศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 8.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ให ดําเนินการดังนี้ (1) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดรับคําขอ ใหเสนอเร่ืองตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการ แทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ (2) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกรับคําขอ ใหสงเรื่องใหสํานักงานที่ดิน จังหวัดเพื่อเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อ พิจารณาสั่งการ ๘.๒.๕ กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให มูลนิธิรับโอนที่ดินไปโดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ใหแจงมูลนิธิดําเนินการยื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว ตาม 8.๒.๑ - 8.๒.4 และใหเจาหนาที่ที่เกี่ยวของชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิ ในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต แลวสรุปเรื่องเสนอตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีฯ เพื่อพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตองตอไป 8.๒.๖ เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหดําเนินการ ดังนี้ ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดรายงานผลการสั่งอนุญาตโดยพิมพรายงานผลการสั่งอนุญาตจาก ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) และดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ใหกรมที่ดินทราบภายใน 7 วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตแลวแจงผูขอมาดําเนินการตอไป เพื่อใหกรมที่ดินรวบรวม รายงานผลการสั่งอนุญาตใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยทราบ ๘.๒.7 ในการจดทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ตองระบุการใชประโยชนในที่ดินตอจากชื่อมูลนิธิ เชน “มูลนิธิ…..…...(เพื่อการศึกษาของโรงเรียน.........)” ลงในเอกสารที่เกี่ยวของกับการจดทะเบียนและสารบัญจดทะเบียน 8.๒.๘ เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหมูลนธิิ รับโอนที่ดินหรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหจังหวัดรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ
38 ๔๒ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ๘.2.9 ใหพนักงานเจาหนาที่ติดตามตรวจสอบที่ดินของมูลนิธิที่ไดรับอนุญาตแลววาไดปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือไม หากตรวจพบวามูลนิธิไมปฏิบัติตามเงื่อนไข ใหแจงมูลนิธิทราบเพื่อดำเนินการจำหนายที่ดินภายใน กำหนดเวลา ๑ ป นับแตวันไมใชหรือไมปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยการจำหนายที่ดินของมูลนิธิจะตองขออนุญาต อธิบดีกรมที่ดินกอนสำหรับระยะเวลาการตรวจสอบที่ดิน ใหดำเนินการ ดังนี้ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตครบ ๑ ปแลว ใหตรวจสอบไดทันที และรายงานผลใหกรมที่ดิน ทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่มีหนังสือตรวจสอบ - กรณีเปนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตไมครบ ๑ ป ใหตรวจสอบเมื่อครบกำหนด 1 ป และรายงานผล ใหกรมที่ดินทราบภายใน ๓๐ วัน นับแตวันครบกำหนด ๑ ป (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0๗๒๘/ว ๑๓๗7๘ ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕4๕) 9. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นไมตรงตามที่อนุญาตไว มูลนิธิจะตองขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินตอรัฐมนตรี เมื่อรัฐมนตรีอนุญาตแลว จึงจะ เปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นได และใหพนักงานเจาหนาที่ดำเนินการ ดังนี้ 9.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 9.๑.๑ ใหมูลนิธิยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนตอพนักงานเจาหนาที่ โดยใชคำขอ ท.ด.9 9.๑.๒ ตรวจสอบหลักฐานเชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐7๑๐/ว 0๒๖๗๔ ลงวันที่ ๒4 มกราคม ๒๕4๓ 9.๑.๓ สอบสวนเหตุผลและความจำเปนที่จะเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นไมตรง ตามที่รัฐมนตรีฯ อนุญาตไวแลว และดำเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ขอไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากผูอำนวยการเขต ตามขอ 8.1.2 - 8.1.3 9.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสงเรื่องให กรมที่ดินเพื่อพิจารณาเสนอขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 9.๑.๕ เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการ 9.๑.๖ เมื่อมีคำสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 9.๑.7 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อมาดำเนินการ และหมายเหตุดวยอักษรสีแดงถึงการ เปลี่ยนแปลงนั้นลงในรายการจดทะเบียนการไดมาของมูลนิธิ โดยใหมีใจความวา “มูลนิธิขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชน จากเดิมเปน....................ซึ่งรัฐมนตรีฯ ไดมีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่........เดือน.................พ.ศ. ....” พรอมทั้งลงชื่อ เจาพนักงานที่ดิน และวัน เดือน ป กำกับไว 9.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 9.๒.๑ ใหมูลนิธิยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนตอพนักงานเจาหนาที่ โดยใชคำขอ ท.ด.9 9.2.๒ ตรวจสอบหลักฐานเชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน
39 ๔๓ 9.2.๓ สอบสวนเหตุผลและความจําเปนที่จะเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินเปนอยางอื่นไมตรง ตามที่รัฐมนตรีฯ อนุญาตไวแลว และดําเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ขอไดมาซึ่งที่ดินในกรณีทั่วไปทุกประการ รวมทั้งการสอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และขอความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอ ตามขอ 8.2.2 – 8.2.3 9.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ใหเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ โดยดําเนินการตามขอ 8.2.4 9.๒.5 เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหจังหวัดรายงานการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินใหกรมที่ดิน ทราบภายใน ๗ วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตเพื่อจะไดแกไขบัญชีทะเบียนที่ดินทางสวนกลางใหถูกตองตรงกันตอไป 9.๒.6 ใหพนักงานเจาหนาที่มีหนังสือแจงผูขอเพื่อมาดําเนินการ และหมายเหตุดวยอักษรสีแดงถึงการ เปลี่ยนแปลงนั้นลงในรายการจดทะเบียนการไดมาของมูลนิธิ โดยใหมีใจความวา “มูลนิธิขอเปลี่ยนแปลงการใช ประโยชนจากเดิมเปน…...........…ซึ่งรัฐมนตรีฯ ไดมีคําสั่งอนุญาตเมื่อวันที่..........เดือน.....………..พ.ศ. ….” พรอมทั้ง ลงชื่อเจาพนักงานที่ดิน และวัน เดือน ป กํากับไว ๑๐. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรประเภทตาง ๆ ๑๐.๑ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามพินัยกรรม พิจารณาพินัยกรรมวาชอบตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิยหรือไม ๑๐.๒ การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (ไมเต็มแปลงตามโฉนดหรือ น.ส.๓ เวนการจดทะเบียน เฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยก ในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตามขั้นตอนตอไป 10.3 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๖7 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาดําเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่ง ไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 10.4 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินตามมาตรา ๑๓8๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาจากคําพิพากษาหรือคําสั่งศาลอันถึงที่สุดแสดงวามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.๒497) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒497 ประกอบ ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 ๑๐.๕ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการขอรับโอนตามคําสั่งศาลหรือโอนตามคําพิพากษา พิจารณาวาศาลมีคําสั่งถึงที่สุดแลวและมีหลักฐานหนังสือแสดงวาคดีถึงที่สุด ๑๐.๖ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการโอนใหตัวการ ตามมาตรา 797 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาใหไดขอเท็จจริงวาขณะที่ตัวแทนรับโอนที่ดินไวแทนมูลนิธินั้น มูลนิธิจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามกฎหมายอยูแลว และการรับโอนที่ดินไวแทนนั้นจะตองเปนไปตามเจตนาของผูโอนดวยวามีความประสงค จะโอนใหแกมูลนิธิจริง แตเนื่องจากมีเหตุขัดของไมสามารถโอนใหแกมูลนิธิในขณะนั้นได จึงโอนลงชื่อตัวแทนไวกอน ๑๐.7 การขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรังวัดออกโฉนดที่ดิน (๑) กรณีมูลนิธิยื่นคําขอหรือนํารังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชนสําหรับที่ดิน ที่ไดมาภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ เมื่อพนักงานเจาหนาที่รับคําขอสอบสวน และดําเนินการตาม
40 ๔๔ ขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมูลนิธิขอไดมาซึ่งที่ดินในขอ ๘ ทุกประการแลว กอนแจกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ รับรองการทําประโยชน กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ตองเสนออธิบดีกรมที่ดินในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ตองเสนอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/4/ว ๑๔๖47 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม ๒๕๒๔ และดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖) (๒) กรณีขอออกโฉนดที่ดินที่งอก หากที่งอกเปนที่ดินเกิดหลังประมวลกฎหมายที่ดินตองพิจารณา ดําเนินการตาม ๑๐.7 (๑) ๑๑. การจําหนายที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ถามูลนิธิจะจําหนายที่ดินจะตองไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมที่ดินกอน (หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖10/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕, ที่ มท 0728/ว 13778 ลงวันที่2 พฤษภาคม 2545 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับครสิตจักร) ๑๒. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม ๑๒.๑ หลักเกณฑการเรียกเก็บคาธรรมเนียมในการโอนที่ดินใหมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕41) ขอ ๒ (7) (ก) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔97 กําหนดวา “คาจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพยเรียกตามราคาทุนทรัพย ตามที่คณะกรรมการกําหนดราคาประเมินทุนทรัพยกําหนด รอยละ ๒” 12.2 การโอนอสังหาริมทรัพยโดยไมมีคาตอบแทนแกมูลนิธิหรือสมาคมที่ไดรับการประกาศเปนองคการกุศล สาธารณะ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ใหไดรับลดหยอนคาธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเฉพาะในสวน ที่ไดมารวมกับที่ดินที่มีอยูกอนแลวไมเกิน 25 ไร เรียกเก็บรอยละ 0.01 ตามราคาประเมินทุนทรัพยฯ สวนที่ยกให รวมกับที่ดินที่มีอยูแลวเกิน 25 ไร เรียกเก็บรอยละ 2 ตามราคาประเมินทุนทรัพยฯ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บคาธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีการโอน อสังหาริมทรัพยใหแกมูลนิธิหรือสมาคมตามหลักเกณฑที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2545 โดยไมมีกําหนดเวลาสิ้นสุดของการบังคับใช (เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0515/ว 35435 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545) ๑๒.3 หลักเกณฑการเสียภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะกรณโีอนที่ดินใหมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ไมไดรับยกเวนภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะ ๑๒.4 คาอากรแสตมป การเรียกเก็บคาอากรแสตมป ใหเรียกเก็บในอัตรารอยละ 0.๕ คํานวณตามราคาประเมินทุนทรัพย หรือจํานวนทุนทรัพยที่ผูขอแสดงแลวแตอยางใดจะสูงกวา (คูมือการเรียกเก็บคาธรรมเนียมภาษีและอากรในการ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยตามประมวลกฎหมายที่ดิน เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๕/ว ๒๑๒๕ ลงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕4๖)
41 ๔๕ ๑๓. การทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดและสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูใชสมุดเบอร 2 ทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยใหสํานักงานที่ดินจังหวัดจัดทํารวมทั้งจังหวัดแหงหนึ่ง และสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูจัดทําในเขตทองที่อีกแหงหนึ่งเพื่อประโยชนในการตรวจสอบคราวตอไป โดยแยกเก็บ ตามตัวอักษรตัวหนาของชื่อนิติบุคคลนั้นแลวนําขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลที่ไดจากการตรวจสอบขอมูล จากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ลงในบัญชีทะเบียนที่ดินดังกลาวตามลําดับการไดมาซึ่งที่ดิน กอนหลัง แลวจึงนําขอมูลที่ดินที่แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหนิติบุคคลนั้น รับโอนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตลงเปนลําดับตอไป แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร 1. ขอเท็จจริงปรากฏวามูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภ โดยนางสาว ส. ไดรับอนุญาตใหจัดตั้งจากสํานักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ ซึ่งเปนหนวยงานของรัฐ จึงถือไดวามูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภเปนมูลนิธิที่จัดตั้ง โดยไดรับอํานาจจากรัฐบาลแลว แมวามูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภจะจดทะเบียนเปนนิติบุคคลภายหลังก็ตาม และ ขณะที่มูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภไดขอจัดตั้งมูลนิธิ ปรากฏชื่อ นางสาว ส. เปนผูยื่นคําขออนุญาตจัดตั้ง โดยในขณะนั้น นางสาว ส. มีสถานะเปนนักบวชคณะภคินีพระหฤทัยฯ ดํารงตําแหนงมหาธิการิณีของคณะภคินีพระหฤทัยฯ จาก ขอเท็จจริงประกอบสถานะของมูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภที่จัดตั้งโดยไดรับอํานาจจากรัฐแลว กรณีจึงนาเชื่อวา นางสาว ส. กระทําการซื้อที่ดินในฐานะเปนตัวแทนของมูลนิธิพระหฤทัยอุปถัมภ พนักงานเจาหนาที่สามารถจด ทะเบียนประเภท “โอนใหตัวการ” ได (มติคณะกรรมการพิจารณาปญหาขอกฎหมายของกรมที่ดิน ครั้งที่ 2/2554 วันที่ 14 มิถุนายน 2554, บันทึกสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/1587 ลงวันที่ – สิงหาคม 2554) 2. มาตรา 66 และ 67 ประกอบมาตรา 110 แหง ป.พ.พ. ซึ่งบัญญัติวา “มูลนิธิไดแกทรัพยสินที่จัดสรรไว โดยเฉพาะสําหรับวัตถุประสงคเพื่อการกุศล สาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตรวรรณคดีการศกึษา หรือ เพื่อสาธารณประโยชนอยางอื่น โดยมิไดมุงหาผลประโยชนมาแบงปนกัน” มิไดหมายถึงการหามมูลนิธิหากําไร เพราะถาหามมูลนิธิหากําไรทรัพยสินที่มีอยูก็จะไมเพิ่มขึ้นมีแตลดลง ประโยชนที่จะไดรับก็ลดนอยลงและในทาง ปฏิบัติมูลนิธิหลายแหงที่ขายสินคาเพื่อนําเงินไปใชตามวัตถุประสงค เชน มูลนิธิสายใจไทย ดังนั้น มูลนิธิอาจ จัดการทรัพยสินในลักษณะของการหากําไรได แตการหากําไรนั้นตองเปนการกระทําเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของ มูลนิธิมิใชเพื่อประโยชนของบุคคลใดหรือนําผลประโยชนมาแบงปนกัน ดังนั้น การขายที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางของ มูลนิธิ ว. เพื่อนําเงินที่ไดจากการขายไปจัดหาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร สําหรับยายที่ตั้งสํานักงานมูลนิธิ ซื้ออุปกรณการแพทยบริจาคใหแกโรงพยาบาล ขุดบอน้ําใหชาวบาน และบริจาคเงินเพื่อการกุศลอื่น ๆ อันเปนการ กระทําเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของมูลนิธิมิใชเพื่อประโยชนของบุคคลใดหรือนําผลประโยชนมาแบงปนกัน ดังนั้น การที่มูลนิธิ ว. ขอจดทะเบียนขายที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางซึ่งเปนที่ตั้งมูลนิธิเพื่อนําเงินที่ไดจากการขายไปซื้อที่ดิน เพื่อใชเปนที่ตั้งแหงใหมของมูลนิธิ และนําไปใชประโยชนตามวัตถุประสงคของมูลนิธิ จึงเปนการกระทําที่อยูใน ขอบวัตถุประสงคของมูลนิธิ ว. พนักงานเจาหนาที่ชอบที่จะรับจดทะเบียนขายได (อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบ ตามความเห็นสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ตามบันทึก ที่ มท 0515.1/928 ลงวันที่ 25 เมษายน 2559) 3. มูลนิธิ อ. เปนมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1 จังหวัดเชียงราย เพื่อใช เปนที่ตั้งของมูลนิธิ อ. และที่ตั้งโรงเรียนนานาชาติ โดยมีเงื่อนไขวาถามูลนิธิจะจําหนายที่ดินตองไดรับอนุญาตจาก อธิบดีกรมที่ดินกอน (ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0610/ว 20300 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2535) และ มูลนิธิยอมรับเงื่อนไขดังกลาว การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของมูลนิธิ อ. ใหแกโรงเรียนนานาชาติ ว. ยอมถือเปนการ