42 ๔๖ จำหนายที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น เมื่อมูลนิธิ อ. จะจำหนายที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ดังกลาวใหแกโรงเรียนนานาชาติ ว. จะตองไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมที่ดินกอน เมื่อมูลนิธิ อ. ไดรับอนุญาตใหจำหนายที่ดินแลว จดทะเบียนโอนใหแกโรงเรียนนานาชาติ ว. ในประเภท “โอนตาม กฎหมาย (ตามมาตรา 27 แหงพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550)” (บันทึกสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2693 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563) 4. มูลนิธิ อ. เปนมูลนิธิคริสตจักรไดมาขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1, 2 และ 3 เพื่อใชเปนที่ตั้ง สาขาของโรงเรียน ม. โดยมีเงื่อนไขวา ถามูลนิธิจะจำหนายที่ดินจะตองไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมที่ดินกอน และ มูลนิธิยอมรับเงื่อนไขดังกลาว ตอมามูลนิธิ อ. รวมโฉนดทั้งสามแปลง และออกเปนโฉนดที่ดินเลขที่ 4 ตอมามูลนิธิ อ. ไดขออนุญาตจำหนายที่ดินโดยการแบงขายโฉนดที่ดินเลขที่ 4 ตามมาตรา 68/1 แหงพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 เพื่อประโยชนในการกอสรางถนนเลียบคลองประปา กับถนนสรงประภา โดยวิธีปองดองตามมติ คณะรัฐมนตรี ซึ่งเปนการจำหนายที่ดินเพื่อประโยชนสาธารณะ ไดดำเนินการตามพระราชบัญญัติวาดวยการ เวนคืนและการไดมาซึ่งอสังหาริมทรัพย พ.ศ. 2562 แลว อธิบดีกรมที่ดินจึงอนุญาตใหมูลนิธิ อ. จำหนายที่ดิน โดยการแบงขายที่ดินใหแกกรุงเทพมหานครตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4 ตามความประสงค (บันทึกสำนักมาตรฐาน การทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2096 ลงวันที่ 13 กันยายน 2564) 5. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. เมื่อไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินใชเพื่อประโยชนของโรงเรียน การใช ประโยชนในที่ดินสำหรับกิจการตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับใชประโยชนในที่ดินดังกลาวเพื่อโรงเรียน นอกจากอาคารเรียน ยังตองหมายความรวมถึง สระวายน้ำ หองประชุม โรงอาหาร สนามเด็กเลน สนามฟุตบอล โรงยิม เปนตน ซึ่งเปน สวนหนึ่งของการดำเนินกิจการโรงเรียนดวย เพราะหากจะแปลความคำวา “ใชเพื่อประโยชนของโรงเรียน” จะตองมีแตอาคารเรียนเทานั้นยอมเปนการแปลความที่แคบเกินไป นอกจากนั้นการจดขอเปลี่ยนแปลงการใช ประโยชนในที่ดินควรจะตองหมายความถึงเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนจากประเภทหนึ่งเปนอีกประเภทหนึ่ง เชน ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินใชเพื่อประโยชนของ “โรงเรียน” ตอมาตองการเปลี่ยนแปลงเปนใชเพื่อประโยชนใน ที่ดินเปน “โรงพยาบาล” เปนตน ดังนั้น กรณีของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. ซึ่งมีฐานะเปนนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. และอยูภายในการกำหนดสิทธิในที่ดินเพื่อการศาสนาเมื่อไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยให ไดมาซึ่งที่ดินโดยมีวัตถุประสงคเพื่อใชประโยชนในเรื่องใด เชน โรงเรียน โรงพยาบาล เปนตน มูลนิธิก็สามารถ ดำเนินการใหอยูภายในขอบวัตถุประสงคของมูลนิธิควบคูไปกับการใชประโยชนในที่ดินที่ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่ง ที่ดินดังกลาว (บันทึกสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2076 ลงวันที่ 10 กันยายน 2564) 6. มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. ขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินจาก “โรงพยาบาล” เปนใชประโยชน ในที่ดิน “เพื่อกิจการโรงพยาบาลและเพื่อหารายไดสำหรับใชในกิจการของโรงพยาบาลและของมูลนิธิเกี่ยวกับ คริสตจักร ก.” เห็นวาการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินควรจะตองหมายถึงเปลี่ยนแปลงการใชประโยชน จากประเภทหนึ่งเปนอีกประเภทหนึ่ง เชน ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพื่อประโยชนของ “โรงเรียน” ตอมา ตองการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนเปน “โรงพยาบาล” เปนตน กรณีนี้มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. ยังคง ดำเนินการใชประโยชนในที่ดินเพื่อโรงพยาบาลตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย สวนการใช ประโยชนในที่ดินเพื่อหารายไดสำหรับใชในกิจการของโรงพยาบาลและของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. นั้น เปนกรณี การดำเนินกิจการตาง ๆ ที่เปนการหารายไดจากการใชประโยชนในที่ดินเพื่อโรงพยาบาล เพื่อนำมาใชจายในการ ดำเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคของมูลนิธิ ซึ่งมาตรา 110 แหง ป.พ.พ. ไมไดบัญญัติหามมูลนิธิดำเนินกิจกรรม ในการหารายไดเพื่อนำมาใชจายในการดำเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคของการจัดตั้งมูลนิธินั้น เพียงแตการหารายได ของมูลนิธิมีขอจำกัดที่จะดำเนินการมุงหาผลประโยชนมาแบงปนกัน หรือมีการจัดการทรัพยสินมูลนิธิอันเปนการ หาประโยชนเพื่อบุคคลใดมิได ดังนั้น กรณีของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. จึงไมใชกรณีการเปลี่ยนแปลงการใช
43๔๗ ประโยชนในที่ดินจากประเภทหนึ่งเปนอีกประเภทหนึ่งที่จะตองขออนุญาตแตอยางใด (บันทึกสํานักมาตรฐาน การทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2237 ลงวันที่ 28 กันยายน 2564) 7. การดําเนินกิจการของมูลนิธิจะตองดําเนินการตามวัตถุประสงคที่ไดจดทะเบียนจัดตั้งและวัตถุประสงคนั้น ตองอยูในขอบเขตตามที่บัญญัติไวในมาตรา 110 แหง ป.พ.พ. ซึ่งก็มิไดบัญญัติหามมูลนิธิดําเนินกิจการในการหา รายไดเพื่อนํามาใชจายในการดําเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคของมูลนิธิ ดังนั้น มูลนิธิจึงสามารถหารายไดจากการ รับจางเพื่อดําเนินกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได ถาการรับจางเพื่อดําเนินกิจกรรมนั้นสอดคลองกับวัตถุประสงคของ การจัดตั้ง สวนราชการจึงสามารถจัดจางมูลนิธิไดถาการดําเนินการตามการจัดจางนั้นอยูในขอบวัตถุประสงคและ ขอบังคบัของมูลนิธิรวมทั้งไมขัดตอบทบัญญัติของกฎหมาย (บันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 384/2551)
44 ๔๘ หลักฐานประกอบการพิจารณากรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน (ใหทําเครื่องหมาย / ในชอง ที่ดําเนินการแลว) ๑. หลักฐานการจดทะเบียนเปนมูลนิธิ (แบบ ม.น.๒) ฉบับแรก หากมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งใหนํา ครั้งสุดทายมาประกอบเรื่องดวย และตองระบุรายชื่อคณะกรรมการชุดปจจุบันดานหลัง หากไมระบุ มูลนิธิตอง จัดทําบัญชีรายชื่อดังกลาว ๒. ตราสารหรือขอบังคบั 3. รายงานการประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมาโดยคณะกรรมการของมูลนิธิที่มา เขาประชุมตองลงนามใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอํานาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บคาธรรมเนียมการมอบอํานาจตามระเบียบดวย 4. กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนสุสาน ตองสงใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสาน 5. บันทึกถอยคาํ (ท.ด.๑๖) ของผูรับโอน สอบสวนรายละเอียดตามแบบ ม.น.๒ วามูลนิธิจดทะเบียนตาม กฎหมายที่ใด เลขหมายทะเบียนที่เทาไร จดทะเบียนครั้งแรก และจดทะเบียนครั้งสุดทายเมื่อใด สํานักงานแหง ใหญตั้งอยูที่ใด วัตถุประสงคยอของมูลนิธิเหตุผลความจําเปนที่ประสงคจะไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหมเพื่อใชประโยชน อยางไร มูลนิธิมีที่ดินเดิมหรือไม ใหแนบหลักฐานประกอบพรอมแจงการใชประโยชน ที่ดินเดิมของมูลนิธิ หากไดมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม หาก ยังไมไดรับอนุญาตก็สามารถยื่นคําขอยอนหลังได โดยใหมูลนิธิแจงความประสงคไวใน ท.ด.๑๖ และเจาหนาที่ที่ เกี่ยวของตองชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต เสร็จแลวสรุปเรื่องใหผูมีอํานาจพิจารณา ใหมูลนิธิบันทึกยอมรับเงื่อนไขตามนัยขอ ๑ ถึงขอ ๔ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓4 กรณีมูลนิธิมีที่ดินเดิมรวมกับที่ขอไดมาเกิน ๕๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติมตามนัยขอ ๒ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑0/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ และหากกรณีเกิน ๑๐๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติม ตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑0/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ กรณีเปนการซื้อที่ดิน ใหสอบสวนเพิ่มตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗10/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓5 6. บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูโอน กรณีใหที่ดินตองดําเนินการตามนัย ขอ ๒ ของหนังสือกระทรวง มหาดไทย ที่ มท ๐๗๑0/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ 7. คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมฯ (ท.ด.๑) (ท.ด.๑ ก) 8. สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มูลนิธิถือครองอยูหากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน, สําเนา น.ส.๑ หรือ น.ส.1 ก. ประกอบการพิจารณา 9. กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับแปลงที่ขอใหม ๑๐. หลักฐานของผูโอน เชน สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสําคัญการหยา ใบมรณบัตร 11. หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด ๑๒. หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) ๑๓. หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) ๑๔. คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคาํพิพากษาหรือคําสั่งศาล
45 ๔๙ ๑๕. ความเห็นของอําเภอและจังหวัด ตามนัยขอ ๑ และขอ 6 ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว 1๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ๑๖. กรณีขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใหใชเอกสารตาม ๑ - ๕, 8, 9, ๑๒, ๑๓ และ 15 17. การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (เวนการจดทะเบียนเฉพาะสวน หรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตาม ขั้นตอนตอไป ๑๘. เมื่อไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีแลว ในการจดทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ตองระบุใชประโยชน ในที่ดินตอจากชื่อมูลนิธิ เชน “(มูลนิธิ..............เพื่อการศกึษาของโรงเรียน................)” ลงในเอกสารที่เกี่ยวกับการ จดทะเบียนและสารบัญจดทะเบียน
46 ๕๐ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล....................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ………………...……….อําเภอ………………..…………………………………..………… โฉนดหมายเลขที่………………………………...………..….จังหวัด………………………………….…………………..……… ที่วาการ.................................................................. วันที่.....................เดือน.........................พ.ศ......................... ขาพเจา.........................มูลนิธิฯ............(โดย..............แทน)........................อายุ..........ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร......................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล............................................................................ อําเภอ...................................................จังหวัด........................................................................................................ ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน...................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่มูลนิธิ.......................(รับให/ซื้อ ฯลฯ ) ที่ดินแปลงเครื่องหมายดังกลาวขางตน จาก........................ เพื่อใชประโยชนเปน......................ขาพเจาในฐานะตัวแทนมูลนิธิฯ ขอใหถอยคาํตอพนักงานเจาหนาที่ดังนี้ 1. มูลนิธิฯ เปนมูลนิธิฯ ที่ถูกตองตาม ป.พ.พ. ไดรับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการตามใบอนุญาตตั้ง สมาคม หรือองคการ เลขที่....................เลขคําขอที่........................ลงวันที่............................................................. 2. วัตถุประสงคโดยยอเพื่อ.......................(ดูตราสารมูลนิธิฯ ประกอบ)..................................................... 3. ที่ดินของมูลนิธิฯ มีอยูเดิมจํานวน..................แปลง เนื้อที่.......................(ตามบัญชีรายละเอียดที่แนบ) 4. เมื่อมูลนิธิฯ ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงนี้แลว ขอยอมรับเง่ือนไขตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0610/ว 20300 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2535 ขอ 1 และขอ 4 (ระบุรายละเอียดดวย) เจาหนาที่อานใหฟงแลวขอรับรองวาถูกตอง เปนวามจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐานตอ หนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก หมายเหตุ 1. ถามูลนิธฯิมีที่ดินเกิน 50 ไรหรือ 100 ไรตองดําเนินการเพิ่มเติมตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่มท 0610/ ว 20300 ลงวนัที่ 4 สิงหาคม 2535 ขอ 2 และขอ 3 ตามลําดับ 2.กรณีมูลนิธฯิขอซื้อที่ดินหากเงินที่ซื้อไดมาจากการบริจาค ใหระบุผูบริจาค หากเปนองคการตางประเทศ เปนผูบริจาค มีความสมัพันธอยางไรกับมูลนิธิและมูลนิธิฯ ไดรับผลตอบแทนจากองคการฯ หรือไมอยางไร มูลนิธิฯ ขอไดมาซึ่งที่ดิน
47๕๑ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล....................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ………………………....อําเภอ………………..………………………..……………….… โฉนดหมายเลขที่…………………..………………………....จังหวัด………………………………….………………….……… ที่วาการ.................................................................. วันที่.....................เดือน...........................พ.ศ...................... ขาพเจา.........................มูลนิธิฯ............(โดย..............แทน)........................อายุ.........ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร........................................................................ อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล........................................................................... อําเภอ...................................................จังหวัด....................................................................................................... ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน......................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่พนักงานเจาหนาที่แจงใหทราบวา การไดมาซ่ึงที่ดินแปลงดังกลาวขางตน ยังมิไดรับอนุญาตจาก รัฐมนตรีฯ นั้น ขาพเจาในฐานะตัวแทนมูลนิธิฯ ขอใหถอยคาํตอพนักงานเจาหนาที่ดังนี้ ๑. มูลนิธิฯ มีความประสงคจะขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวยอนหลังใหเปนการถูกตองตามกฎหมาย (พรอมกับการขอไดมาซึ่งที่ดินครั้งนี้ดวย) ๒. ที่ดินตามโฉนดเลขที่...............อําเภอ..............จังหวัด……………มูลนิธิฯ ไดใชประโยชนเพื่อ................. โดยรับให, ซื้อมาจาก..................จดทะเบียนฯ ออกโฉนดเมื่อวันที่............................. 3. มูลนิธิฯ มีที่ดินเดิมอยูแลว.......... แปลง เนื้อที่............ (โดยรวมแปลงที่ขอยอนหลังดวยแลว และหากมี ขอแปลงใหมพรอมกับขอยอนหลัง ใหรวมจํานวนแปลงและเนื้อที่กับแปลงที่ขอยอนหลังดวย) เจาหนาที่อานใหฟงแลว ขอรับรองวาถูกตอง เปนความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐานตอ หนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก หมายเหตุ 1. สําหรับกรณีขอยอนหลังอยางเดียว ตองสอบสวนและใชหลักฐานตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีขอไดมาซึ่งที่ดินกรณีปกติ แตไมตองดําเนินการตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวนัที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ขอ ๑ ๒. ใหเจาหนาที่ผูรับผิดชอบชี้แจงประกอบดวย โดยแยกบันทึกตางหากจากบันทึกของมูลนิธิฯ มูลนิธิฯ ขอไดมาซึ่งที่ดินยอนหลัง
48 ๕๒ (ท.ด.9) คําขอ....ไดมาซึ่งที่ดินยอนหลัง............ ฉบบัที่............................................... ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล....................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ………………………....อําเภอ………………..………………………..……………….… โฉนดหมายเลขที่……………………………………………....จังหวัด………………………………….………………….……… วันที่.....................เดือน...........................พ.ศ...................... ขาพเจา.........................มูลนิธิฯ............................(โดย...................แทน)........................อายุ................ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................บุตร............................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.........................หมูที่...........ตําบล...................................................................... อําเภอ..............................................................จังหวัด.....................................................................ขอยื่นคําขอตอ เจาพนักงานที่ดิน.........................................ดวยความสัตยจริงวา ขอ 1. ดวยการไดมาซึ่งที่ดินแปลงเครื่องหมายขางบนนี้ ยังมิไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ขาพเจาในฐานะ ตัวแทนมูลนิธิฯ จึงยื่นคําขอตอพนักงานเจาหนาที่ ดังนี้ ๑. มูลนิธิฯ มีความประสงคจะขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวยอนหลังใหเปนการถูกตองตาม กฎหมาย ๒. ที่ดินตามโฉนดเลขที่...............อําเภอ.................จังหวัด………………..…มูลนิธิฯ ไดใชประโยชน เพื่อ.......................โดยรับให, ซื้อมาจาก............................จดทะเบียนฯ ออกโฉนดเมื่อวันที่............................. 3. มูลนิธิฯ มีที่ดินเดิมอยูแลว.......... แปลง เนื้อที่................. (โดยรวมแปลงที่ขอยอนหลังดวยแลว) ขอ 2. ฉะนั้นขอใหเจาพนักงานที่ดิน...ไดโปรดดําเนินการขออนุญาตรัฐมนตรีฯ ใหถูกตองตามกฎหมายดวย ขาพเจายอมเสียคาธรรมเนียมตามระเบียบ................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ....................................................ผูขอ ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน หมายเหตุ 1. สําหรับกรณีขอยอนหลังอยางเดียว ตองสอบสวนและใชหลักฐานตางๆ เชนเดียวกับกรณีขอไดมาซึ่งที่ดิน กรณีปกติ แตไมตองดําเนินการตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวนัที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ขอ ๑ ๒. ใหเจาหนาที่ผูรับผิดชอบชี้แจงประกอบดวย โดยแยกบันทึกตางหากจากบันทึกของมูลนิธิฯ กรณี มูลนิธิฯ ขอไดมาซึ่งที่ดิน ยอนหลังอยางเดียว
49 ๕๓ แบบรายงานผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร สงตามหนังสือจังหวัด…………………ที่......................ลงวันที่............เดือน...............พ.ศ....................... ลําดับที่ ชื่อมูลนิธิ วตัถุประสงค ของมูลนิธิ หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ผลการ ตรวจสอบ หมาย ชนิด เลขที่ ตําบล อําเภอ จังหวัด เหตุ ลงชื่อ............................................ผูตรวจสอบ (...........................................)
51 ๕๔ การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน
53๕๕ 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ๑.๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ ๑.2 พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ ๑.3 พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ 1.4 กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ ๑.5 กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 1.6 ระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย วาดวยการจัดการทรัพยสินและการจัดหาผลประโยชน ของสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดและมัสยิด พ.ศ.2560 1.7 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒54๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดิน และผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ๑.8 หนังสือกรมที่ดิน ที่มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖๔๗ ลงวันที่7 กรกฎาคม ๒๕๒๔ เร่อืง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.9 หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓4 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.10 หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท 0710/ว ๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕42 เรื่อง การยกเวน ภาษีเงนิไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกหรือมัสยิด ๑.11 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว 0๒๖๗๔ ลงวันที่ ๒4 มกราคม ๒๕4๓ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.12 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๘/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ๑.๑3 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่มท ๐๕๑๕/ว 8๑9๐ ลงวันที่๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่องการขอไดมาซ่งึที่ดินของ นิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.๑4 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๕/ว ๐๐9๔๕ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕49 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับ การเรียกเก็บอากรแสตมป ๒. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอสิลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน มัสยิดที่จะขอไดมาซึ่งที่ดินจะตองเปนมัสยิดที่มีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมายแลว ๓. ความหมายของมัสยิด “มัสยิด” หมายความวา สถานที่ซึ่งมุสลิมใชประกอบศาสนกิจ โดยจะตองมีละหมาดวันศุกรเปนปกติและเปน สถานที่สอนศาสนาอิสลาม “อิหมาม” หมายความวา ผูนําศาสนาอิสลามประจํามัสยิด “คอเต็บ” หมายความวา ผูแสดงธรรมประจํามัสยิด “บิหลั่น” หมายความวา ผูประกาศเชิญชวนใหมุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน
54 ๕๖ ๔. การทำนิติกรรมแทนมัสยิด (ผูแทนมัสยิด) ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพยสินของมัสยิดใหคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดอาจมีมติมอบหมายให กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเปนผูทำการแทนสำนักงาน โดยใหระบุไวในบันทึกรายงานการประชุมหรือจัดทำ เปนเอกสารใหแจงชัด (ระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย วาดวยการจัดการทรัพยสินและการจัดหา ผลประโยชนของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด พ.ศ. ๒๕60) ๕. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอำนาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่เห็นวาไมควรอนุญาต ใหเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ 6. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมัสยิดอิสลามขอไดมาซึ่งที่ดิน 6.1 สำเนาทะเบียนมัสยิด (แบบ บอ.๒) หรือ ๖.๒ หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมัสยิด (แบบ บอ.๓) ๖.๓ รายงานการประชุมของคณะกรรมการเกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมาโดยคณะกรรมการที่เขาประชุมตองลงนาม ใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอำนาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บคาธรรมเนียม การมอบอำนาจตามระเบียบดวย ๖.๔ กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนที่สุสาน ตองมีใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสานประกอบการพิจารณา ๖.๕ บัญชีรายรับ-รายจาย การดำเนินการในรอบปที่ผานมา ๖.๖ บัญชีที่ดินเดิมที่มัสยิดไดรับอนุญาตแลว พรอมแจงการใชประโยชนในที่ดินดังกลาว 6.7 สำเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มัสยิดถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ใหใชสำเนาใบไตสวน สำเนาแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจนการทำประโยชน เพื่อ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชนตามมาตรา 58 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (น.ส.๑) หรือ (น.ส.๑ ก.) ประกอบ เรื่องพิจารณา ๖.๘ กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหแสดงแผนผังการตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับที่ดินแปลงที่ ขอใหมใหชัดเจน 6.9 หลักฐานของผูโอน เชน บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสำคัญการหยา ใบมรณบัตร ฯลฯ ๖.๑๐ หนังสือยินยอมใหทำนิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณีเปนโสดใหบันทึกโสด ๖.๑๑ หนังสือมอบอำนาจใหทำนิติกรรม (ถามี) ๖.๑๒ หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) ๖.๑๓ สำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล 7. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ ใหดำเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ดังนี้
55 ๕๗ 7.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 7.๑.๑ เมื่อมีการยื่นคำขอใหไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ ตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคำผูขอตามแบบที่กำหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ ๒4 มกราคม ๒๕4๓ 7.1.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดำเนินการใหได ใหสำนักงานที่ดินที่รับคำขอดำเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สำนักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซึ่งจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสำนักงานที่ดินที่รับคำขอ ดำเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา ทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทาง ทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดำเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 7.1.3 สำนักงานที่ดินที่รับคำขอประสานงานกับผูอำนวยการเขตที่ที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทำการ ตรวจสอบขอเท็จจริงวา ที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดง ความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 7.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริง และความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสงเรื่องให กรมที่ดินเพื่อพิจารณาขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยตอไป 7.๑.5 เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยสั่งอนุญาต 7.๑.6 กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ใหมัสยิดฯ รับโอนที่ดินไป โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ใหแจงมัสยิดดำเนินการยื่นคำขอใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว ตาม ๗.1.๑ - 7.๑.๓ และใหแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของชี้แจงเหตุผลที่ไดดำเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือ
56 ๕๘ แสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต แลวสรุปเรื่องเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีฯ เพื่อพิจารณา สั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง 7.๑.7 เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 7.๑.8 ใหพนักงานเจาหนาที่สงหนังสือแจงผูขอเพื่อใหไปดําเนินการตอไป 7.1.9 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหมัสยิด รับโอนที่ดิน หรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 7.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 7.๒.๑ เมื่อมีการยื่นคําขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ตรวจสอบ หลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคําผูขอตามแบบที่กําหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว 0๒๖๗๔ ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๓ 7.2.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดําเนินการใหได ใหสํานักงานที่ดินที่รับคําขอดําเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินตรวจสอบทางระบบงานจัดเก็บขอมูล ทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซ่ึงจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินโดยใหเจาหนาที่ ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักงานที่ดินจังหวัด สํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 7.2.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับนายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ ทองที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการตรวจสอบขอเท็จจริงวาที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบ ศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา
57 ๕๙ 7.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ใหดําเนินการดังนี้ (1) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดรับคําขอ ใหเสนอเร่ืองตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการ แทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ (2) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกรับคําขอ ใหสงเรื่องใหสํานักงานที่ดิน จังหวัดเพื่อเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อ พิจารณาสั่งการ 7.๒.๕ กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ใหมัสยิดรับโอนที่ดินไปโดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ใหแจงมัสยิดดําเนินการยื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดิน ดังกลาว ตาม 7.2.1 - 7.2.4 และใหเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ ชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต แลวสรุปเรื่องเสนอตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตองตอไป 7.๒.๖ เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลวใหดําเนินการ ดังนี้ ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดรายงานผลการสั่งอนุญาตโดยพิมพรายงานผลการสั่งอนุญาตจาก ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) และดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ใหกรมที่ดินทราบภายใน 7 วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตแลวแจงผูขอมาดําเนินการตอไป เพื่อใหกรมที่ดินรวบรวม รายงานผลการสั่งอนุญาตใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยทราบ 7.2.7 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหมัสยิด รับโอนที่ดินหรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหจังหวัดรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 8. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลามประเภทตาง ๆ 8.1 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามพินัยกรรม พิจารณาพินัยกรรมวาชอบตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิยหรือไม 8.2 การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (ไมเต็มแปลงตามโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชน (น.ส.๓) (น.ส.๓ ก.) เวนการจดทะเบียนเฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอ ทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตามขั้นตอนตอไป 8.3 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๖7 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาดําเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมา โดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 8.4 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินตามมาตรา ๑๓8๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาจากคําพิพากษาหรือคําสั่งศาลอันถึงที่สุดแสดงวามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.๒497) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒497 ประกอบ ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551
58 ๖๐ ๘.๕ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการขอรับโอนตามคําสั่งศาลหรือโอนตามคําพิพากษา พิจารณาวาศาลมีคําสั่งถึงที่สุดแลวและมีหลักฐานหนังสือแสดงวาคดีถึงที่สุดแลว 8.6 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการโอนใหตัวการ ตามมาตรา 797 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาใหไดขอเท็จจริงวาขณะที่ตัวแทนรับโอนที่ดินไวแทนมัสยิดนั้น มัสยิดจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามกฎหมายอยูแลว และการรับโอนที่ดินไวแทนนั้นจะตองเปนไปตามเจตนาของผูโอนดวยวามีความประสงคจะโอนใหแก มัสยิดจริง แตเนื่องจากมีเหตุขัดของไมสามารถโอนใหแกมัสยิดในขณะนั้นไดจึงโอนลงชื่อตัวแทนไวกอน ๘.7 การขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรังวัดออกโฉนดที่ดิน (๑) กรณีมัสยิดยื่นคําขอหรือนํารังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส.๓) (น.ส.๓ ก.) สําหรับที่ดินที่ไดมาภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ เมื่อพนักงานเจาหนาที่รับคําขอสอบสวน และ ดําเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมัสยิดขอไดมาซ่ึงที่ดินในขอ 7 ทุกประการแลว กอนแจกโฉนด ที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ตองเสนออธิบดีกรมที่ดินในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ตองเสนอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖๔๗ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๔ และ ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖) (๒) กรณีขอออกโฉนดที่ดินที่งอก หากที่งอกเปนที่ดินเกิดหลังประมวลกฎหมายที่ดินตองพิจารณา ดําเนินการตาม ๘.๗ (๑) 9. การจําหนายที่ดินของมัสยิดอิสลาม มัสยิดอิสลามจําหนายที่ดินไดโดยไมตองขออนุญาตรัฐมนตรีหรืออธิบดีกรมที่ดินกอน (ไมมีกฎหมายกําหนดให ขออนุญาตกอน) 10. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 10.๑ หลักเกณฑการเรียกเก็บคาธรรมเนียมในการโอนที่ดินใหมัสยิดอิสลาม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 กําหนดวา “คาจดทะเบียนเฉพาะในกรณีที่วัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมัน คาธอลิก หรือมัสยิดอิสลาม เปนผูรับให เพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน ทั้งนี้ ในสวนที่ไดมารวมกับที่ดินที่มีอยูกอน แลวไมเกิน ๕๐ ไร เรียกตามราคาประเมินทุนทรัพยตามที่คณะกรรมการกําหนดราคาประเมินทุนทรัพยกําหนด รอยละ ๐.๐๑” คําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) หมายถึงที่ตั้งของ สถานที่ใดๆ ซึ่งมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทางศาสนาของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิดอิสลาม และรวมถึงบริเวณของสถานที่ดังกลาวดวย เชน ที่ตั้งของมัสยิด โบสถ วิหาร กุฏิสงฆ ศาลาการเปรียญ ฌาปนสถาน และที่ธรณีสงฆ ที่มีลักษณะการใชประโยชนตามนัยดังกลาว สวนสถานที่ที่มีไวเพื่อการอยางอื่นมิไดมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทาง ศาสนา เชน ที่ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โรงเลี้ยงเด็ก เปนตน ไมใช “ที่ตั้งศาสนสถาน” แตอยางใด (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๘/ว ๑๑๒๔2 ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน”)
59๖๑ สรุป หลักเกณฑการพิจารณาเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔1)ฯ ขอ ๒ (7) (จ) ซึ่งใหเรียกเก็บคาธรรมเนียมรอยละ 0.01 ดังนี้ ๑. ใชกับวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก มัสยิดอิสลามเทานั้น (มูลนิธิคริสตจักรไมไดสิทธิตาม กฎกระทรวงฉบับนี้) ๒. เปนกรณรีับใหที่ดิน 3. เพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน (ความหมายตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว 11242 ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕44) ๔. เมื่อรวมกับที่ดินซึ่งเปนที่ตั้งศาสนสถานที่มีอยูกอนแลวไมเกิน ๕๐ ไร 10.๒ หลักเกณฑการเรียกเก็บภาษีเงินได และภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโอนที่ดินใหมัสยิดอิสลาม พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรวาดวยการยกเวนรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒๖) พ.ศ. ๒๕4๑ และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๑๔ (พ.ศ. ๒๕4๑) ออกตามความในประมวลรัษฎากร วาดวยการยกเวนรัษฎากร ใหยกเวนภาษีเงินไดนิติบุคคล ภาษีเงินไดบุคคลธรรมดา และภาษีธุรกิจเฉพาะ สําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด เฉพาะการโอนที่ดินสวน ที่ทําใหวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด มีที่ดินไมเกินหาสิบไร (หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐7๑๐/ว 0๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕4๒ เรื่อง การยกเวนภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอน กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกหรือมัสยิด) ขอสังเกต การเรียกเก็บภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหมัสยิดเฉพาะการโอนที่ดินสวนที่ทําใหมัสยิดมีที่ดินไมเกิน ๕๐ ไร ไมตองพิจารณาวาเปน ที่ดินประเภทใด ซึ่งตางกับกรณีการเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 ซึ่งตองเปนที่ดินที่ใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน เทานั้น 10.3 คาอากรแสตมป มาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร กําหนดวา ถาฝายที่ตองเสียอากรเปนรัฐบาล เจาพนักงานผูกระทํา งานของรัฐบาลโดยหนาที่ บุคคลผูกระทําการในนามของรัฐบาล องคการบริหารราชการสวนทองถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองคการศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเปนนิติบุคคล อากรเปนอันไมตองเสีย ดังนั้น กรณี จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหโดยเสนหาไมมีคาตอบแทน หากฝายผูรับโอนซึ่งเปนฝายที่ตองเสียอากรไดรับการ ยกเวนอากรตามกฎหมาย พนักงานเจาหนาที่ไมตองเรียกเก็บอากรแสตมป เชน กรณีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดย ไมมีคาตอบแทนใหแก สวนราชการ สภากาชาดไทย วัด มัสยิด หรือองคการศาสนาอื่นในราชอาณาจักรซึ่งเปน นิติบุคคล เปนตน เนื่องจากหนวยงานที่รับโอนดังกลาวไดรับการยกเวนอากร ตามมาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมที่ดิน มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549) 11. การทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบคุคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดและสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูใชสมุดเบอร 2 ทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยใหสํานักงานที่ดินจังหวัดจัดทํารวมทั้งจังหวัดแหงหนึ่ง และสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูจัดทําในเขตทองที่อีกแหงหนึ่งเพื่อประโยชนในการตรวจสอบคราวตอไป โดยแยกเก็บ ตามตัวอักษรตัวหนาของชื่อนิติบุคคลนั้นแลวนําขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลที่ไดจากการตรวจสอบขอมูล จากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ลงในบัญชีทะเบียนที่ดินดังกลาวตามลําดับการไดมาซึ่งที่ดิน กอนหลัง แลวจึงนําขอมูลที่ดินที่แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหนิติบุคคลนั้น รับโอนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตลงเปนลําดับตอไป
60 ๖๒ แนวคําพิพากษาศาลฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2514 มัสยิดอาจไดกรรมสิทธิ์ที่ดินตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1382 ได ตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 มาตรา 5 ใหมัสยิดซ่ึงไดจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่แลว เปนนิติบุคคลซึ่งหมายความวาใหเปนนิติบุคคลตั้งแตวันที่ไดจดทะเบียนเปนตนไป แตปรากฏวามัสยิดจําเลยรวม จดทะเบียนเมื่อ 26 กรกฎาคม 2499 การที่จะถือวา อ. ยกที่ดินพิพาทใหจําเลยตั้งแต พ.ศ. 2498 ยอมเปนไป ไมไดเพราะการใหตองมีผูรับ แมจะฟงวาจําเลยรวมครอบครองปรปกษตอมาหลังจากการยกใหที่ไมถูกตองตาม กฎหมาย ก็ตองนับการครอบครองแตวันเปนนิติบุคคลเปนตนไป แตถานับตั้งแตวันที่ 26 กรกฎาคม 2499 จนถึง วันที่โจทกฟอง คือ วันที่ 15 กรกฎาคม 2509 แลว ก็เห็นไดวายังไมครบ 10 ป จึงไมอาจไดกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 62/2520 ผ.ยกที่พิพาทใหมัสยิดโจทก โจทกครอบครองเก็บคาเชาตลอดมา ผ.ถึงแกกรรมโดยไมไดจดทะเบียนยกให เพื่อ ประหยัดคา ใชจายในการดําเนินคดีเรื่องครอบครองปรปกษกรรมการโจทกจึงประชุมใหจําเลยทั้งสองรับโอนที่ดิน พิพาทในฐานะทายาทของ ผ. เสียกอน แลวใหจําเลยทั้งสองโอนใหโจทก จําเลยทั้งสองรับโอนที่ดินพิพาทในฐานะ ทายาทแลว จําเลยที่ 1 ไมยอมโอนที่ดินพิพาทใหโจทก ดังนี้ จําเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดก็เพื่อความสะดวกในการ ที่จะโอนใหโจทกตอไป ไมมีสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท โจทกชอบที่จะฟองขอใหเพิกถอนพฤติกรรมการรับโอนของ จําเลยที่ 1 ได โจทกเปนมัสยิดอิสลามการไดที่ดินมาของโจทกตองไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เมื่อยังไม ปรากฏวาไดรับอนุญาตแลว กรณีก็ไมอาจบังคับตามคําขอทายฟองของโจทกที่ขอใหใสชื่อโจทกเปนเจาของที่ พิพาทในโฉนดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4437/2550 ส. บิดาโจทกทั้งสองไดอุทิศที่ดินพิพาทใหแกมัสยิดเพื่อใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ตอมาไดมีการ กอสรางมัสยิดลงบนที่ดินดังกลาวรวมทั้งบางสวนไดทําเปนสุสานฝงศพผูนับถือศาสนาอิสลาม การอุทิศที่ดินรวมทั้ง ที่ดินพิพาทเปนการอุทิศเพื่อประโยชนแกชาวบานผูนับถือศาสนาอิสลามหรืออิสลามนิกชนโดยทั่วไป มิไดจํากัดแต เพียงเพื่อประโยชนแกบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ถือไดวาที่ดินดังกลาวตก เปนสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกันนับแตเวลาที่อุทิศแลว แมโจทกทั้งสองจะมีชื่อเปนผูถือ กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกลาว โจทกทั้งสองก็ไมมีอํานาจนําที่ดินดังกลาวรวมทั้งที่ดินพิพาทใหจําเลยเชา
61 ๖๓ หลักฐานประกอบการพิจารณากรณีมัสยิดอสิลามขอไดมาซึ่งที่ดิน (ใหทําเคร่ืองหมาย / ในชอง ที่ดําเนินการแลว) 1. สําเนาทะเบียนมัสยิด (เเบบ ม.อ.2) ๒. สําเนาประกาศนียบัตรแตงตั้งกรรมการมัสยิด หรือเรื่องราวแจงการแตงตั้งเปลี่ยนแปลง อิหมาม คอเต็บ บิหลั่น กรรมการมัสยิด หรือสถานที่ตั้งแบบ (ม.อ.๓) ๓. รายงานการประชุมของมัสยิดที่ลงมติเกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมา โดยคณะกรรมการของมัสยิดที่มาเขาประชุมตอง ลงนามใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอํานาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บ คาธรรมเนียมการมอบอํานาจตามระเบียบดวย ๔. กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนสุสาน ตองสงใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสาน ๕. บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูรับโอน สอบสวนรายละเอียดตามทะเบียนมัสยิด (แบบ ม.อ.2) วามัสยิด ตั้งอยูที่ใด จดทะเบียนเมื่อใด มีกรรมการกี่คน ใครเปนอิหมาม คอเต็บ และบิหลั่น เหตุผลความจําเปนที่มัสยิด ขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม เพื่อใชประโยชนอยางไร มัสยิดมีที่ดินเดิมหรือไม ใหแนบหลักฐานประกอบ พรอมแจง การใชประโยชน ที่ดินเดิมของมัสยิด หากไดมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี หรือไม หากยังไมไดรับอนุญาตก็สามารถยื่นคาํขอยอนหลังไดโดยใหมัสยิดแจงความประสงคไวใน ท.ด.๑๖ และเจาหนาที่ ที่เกี่ยวของตองชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต เสร็จแลวสรุปเรื่องใหผูมีอํานาจพิจารณา กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนเพิ่มตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน 2534 6. บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูโอน กรณใีหที่ดินตองดําเนินการตามนัยขอ ๒ ของหนังสอกระทรวงมหาดไทย ื ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ 7. คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ฯ (ท.ด.๑) 8. สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มัสยิดถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน, สําเนา น.ส.๑ หรือ น.ส.1 ก. ประกอบการพิจารณา 9. กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับแปลงที่ขอ ใหม ๑๐. หลักฐานของผูโอน เชน สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสําคัญการหยา ใบมรณบัตร ๑๑. หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด ๑๒. หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) ๑3. หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) ๑๔. คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคําพิพากษา หรือคําสั่งศาล ๑๕. ความเห็นของอําเภอและจังหวัด ตามนัยขอ ๑ และขอ 6 ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑0/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓4
62 ๖๔ ๑๖. กรณีขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใหใชเอกสารตาม ๑-๕, 8, 9, ๑๒, ๑๓ และ 1๕ ๑7. การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (เวนการจดทะเบียนเฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมกอนแลวจึงดําเนินการตาม ขั้นตอนตอไป …………………………………………. (เจาพนักงานที่ดินจังหวัด / สาขา หัวหนาสวนแยก / ผูตรวจสอบ)
63 ๖๕ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง.....................................................................ตําบล........................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ……………………….อําเภอ………………..…………………………………….....……… โฉนดหมายเลขที่…………………………………………….จังหวัด………………………………….…..……………...………… ที่วาการ................................................................... วันที่.....................เดือน..........................พ.ศ......................... ขาพเจา.........มัสยิด.......................................(โดย...........................................แทน).....อายุ....................ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร.......................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล............................................................................. อําเภอ...................................................จังหวดั......................................................................................................... ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน...................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่...มัสยิดฯ..ขอ...(รับให/ซื้อ ฯลฯ ) ที่ดินแปลงเคร่อืงหมายดังกลาวขางตน จาก............................... เพื่อใชประโยชนเปน......................ขาพเจาในฐานะตัวแทนมัสยิดฯ ขอใหถอยคําตอพนักงานเจาหนาที่ ดังนี้ 1. มัสยิดฯ ตั้งอยูหมูที่.......ตําบล.......อําเภอ......จังหวัด......จดทะเบียนเมื่อวันที่...................................... หมายเลขทะเบียนที่................................... 2. มัสยิดฯ มีคณะกรรมการ......คน โดยมี.......เปนอิหมาม........เปนคอเต็บ........เปนบิหลั่น และในการขอ ไดมาซึ่งที่ดินครั้งนี้ คณะกรรมการไดลงมติให.........มาดําเนินการแทน 3. มัสยิดฯ มีที่ดินอยูแลว.........แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่..................อําเภอ...............จังหวัด.................. เนื้อที่...........................................เปนที่ตั้งมัสยิด 4. มัสยิดฯ มีถาวรวัตถุ ดังนี้......................................................................................................................... 5. มัสยิดฯ ขอรับใหที่ดินแปลงดังกลาวขางตนเพื่อ.....................เมื่อรวมกับที่ดินตาม 3 เปน............แปลง เนื้อที่รวม................................................ 6. มัสยิดฯ ขอซื้อที่ดินแปลงดังกลาวขางตนเพื่อ...........................ในราคา...............................โดยมัสยิดฯ ไดเงินมาจากการบริจาคของ.......................................... เจาหนาที่อานใหฟงแลว ขอรับรองวาถูกตอง เปนความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐาน ตอหนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก มัสยิดขอไดมาซึ่งที่ดิน
64 ๖๖ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล..................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ…………………...…….อําเภอ………………..…………………………………………… โฉนดหมายเลขที่……………………………………………....จังหวัด………………………………….………………………… ที่วาการ................................................................. วันที่.....................เดือน...........................พ.ศ...................... ขาพเจา...... มัสยิด.........................(โดย....................แทน)........................อายุ..........ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร....................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล.......................................................................... อําเภอ...................................................จังหวัด...................................................................................................... ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน...................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่พนักงานเจาหนาที่แจงใหทราบวา การไดมาซ่ึงที่ดินแปลงดังกลาวขางตน ยังมิไดรับอนุญาตจาก รัฐมนตรีฯ นั้น ขาพเจาในฐานะตัวแทนมัสยิด ขอใหถอยคําตอพนักงานเจาหนาที่ ดังนี้ ๑. มัสยิดฯ มีความประสงคจะขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวยอนหลังใหเปนการถูกตองตามกฎหมาย (พรอมกับการขอไดมาซึ่งที่ดินครั้งนี้ดวย) ๒. ที่ดินตามโฉนดเลขที่...............อําเภอ...........จังหวัด……………มัสยิด ฯ ไดใชประโยชนเพื่อ................. โดยรับให, ซื้อ มาจาก........................จดทะเบียนฯ ออกโฉนดเมื่อวันที่............................. 3. มัสยิดฯ มีที่ดินเดิมอยูแลว.......... แปลง เนื้อที่....... (โดยรวมแปลงที่ขอยอนหลังดวยแลว และหากมีขอ แปลงใหมพรอมกับขอยอนหลัง ใหรวมจํานวนแปลงและเนื้อที่กับแปลงที่ขอยอนหลังดวย) เจาหนาที่อานใหฟงแลว ขอรับรองวาถูกตอง เปนความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐาน ตอหนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก หมายเหตุ 1. สําหรับกรณีขอยอนหลังอยางเดียว ตองสอบสวนและใชหลักฐานตางๆ เชนเดียวกับกรณีขอไดมาซึ่งที่ดินกรณีปกติ แตไมตองดําเนินการตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวนัที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ขอ ๑ ๒. ใหเจาหนาที่ผูรับผิดชอบชี้แจงประกอบดวย โดยแยกบันทึกตางหากจากบันทึกของมัสยิด มัสยิดขอไดมาซึ่งที่ดินยอนหลัง
65 ๖๗ การขอได มาซง ึ่ท ี่ดน ิ ของวดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ั ตามมาตรา 84 แห งประมวลกฎหมายท ี่ดน ิ
๖๘ 67 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ๑.๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ ๑.๒ พระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย (ร.ศ.128) 1.3 พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่ 27 สิงหาคม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) วาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย 1.4 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 1.5 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดินและผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ๒. ความหมายของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก หมายถึง วัดซึ่งมีบาทหลวงเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอมิซซัง ๓. วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกไมมีสภาพเปนนิติบุคคล เนื่องจากไมมีกฎหมายใดบัญญัติใหวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกมีสภาพเปนนิติบุคคลจึงไมสามารถถือครองที่ดิน ในนามของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกได แตจะสามารถถือครองที่ดินในนามของมิซซังโรมันคาทอลิก...ได ปจจุบันมิซซังที่มีสภาพเปนนิติบุคคลมีอยูจํานวน ๒ แหง คือ ๓.๑ มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ตั้งอยูถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ๓.๒ มิซซังโรมันคาทอลิกทาแร - หนองแสง ตั้งอยูตําบลทาแร อําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มิซซังโรมันคาทอลิกมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ร.ศ. ๑๒๘ ขอ ๑ (คําพิพากษาศาลฎีกา ที่ 8033/2538 “ตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาดหลวงโรมัน คาธาลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ. 128 ขอ 1 และขอ 2 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระบุใหมิสซังมีฐานะเปน บริษัท ดังนั้น มิสซังโจทกจึงเปนนิติบุคคลตามกฎหมายมีอํานาจฟอง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 65, 66 ที่ไดตรวจชําระใหมไมไดบัญญัติใหยกเลิกมิสซังโรมันคาธอลิควาไมเปนนิติบุคคล แตไดบัญญัติรับรองไววา นิติบุคคลจะมีขึ้นไดก็แตดวยอาศัยอํานาจแหงประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น เมื่อโจทกเปนมิซซังโรมันคาธอลิค เปนนิติบุคคลอยูกอนแลวตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาดหลวงโรมันคาธอลิคในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ. 128 ซึ่งเปนกฎหมายพิเศษยังใชบังคับจนปจจุบันนี้ พระราชบัญญัติดังกลาวจึงเปนกฎหมายอื่น ฉบับหนึ่งตามความหมายของมาตรา 65 โจทกจึงมีฐานะเปนนิติบุคคลตามกฎหมายอยูตอไป”) ๔. ผูแทนของมิซซังโรมันคาทอลิก มีมุขนายก หรือบิชอบ เปนประมุข ๕. ที่ดินของมิซซังโรมันคาทอลิก แบงได ๒ ประเภท คือ ๕.๑ ที่ดินที่ใชเปนที่วัด โรงเรียน ตึกราม วัดบาทหลวง ที่ปาชา ที่อยูของบาทหลวง โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนสอน ศาสนา โรงพยาบาล การขอไดมาซึ่งที่ดินของวดับาทหลวงโรมันคาทอลกิ (วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค)
68 ๖๙ ๕.๒ ที่ดินเพื่อทําประโยชนใหแกมิซซัง เชน ไร นา สวน มิซซังจะทําเอง หรือใหเชาก็ได (ขอ ๖ และขอ ๘ แหง พระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงฯ ร.ศ. ๑๒๘) ๖. จํานวนที่ดินสําหรับทําประโยชนใหแกมิซซังโรมันคาทอลิก ซึ่งมิซซังฯ แตละแหงจะมีได ๖.๑ มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ใหมีไดไมเกินกวาจังหวัดละสามพันไรตามขอ ๑๓ แหงพระราชบัญญัติวาดวย ลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ร.ศ. ๑๒๘ 6.๒ มิซซังโรมันคาทอลิกทาแร - หนองแสง ใหมีไดไมเกินกวาจังหวัดละหนึ่งพันไร ตามขอ ๒ แหงพระราชกฤษฎีกา ใหใชพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒4๕๒ แกวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แหงหนองแสง ปจจุบันการครอบครองที่ดินของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกโดยมิซซังโรมันคาทอลิก...อยูภายใตบังคับของ มาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน “การไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร หรือมัสยิดอิสลาม ตองไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี และใหไดมาไมเกิน ๕๐ ไร ในกรณีที่เปนการสมควร รัฐมนตรีจะอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเกินจํานวนที่บัญญัติไวในวรรคแรกก็ได” 7. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอํานาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของวัด วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก มูลนิธิเกี่ยวกับ คริสตจักร และมัสยิดอิสลาม ดังนี้ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน (คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดินและผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน) แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินกรณีมิซซังโรมันคาทอลิกขอไดมาซึ่งที่ดิน 1. กรณีเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของมิซซังโรมันคาทอลิก ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ตั้งแตกอนประกาศใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 จนถึงปจจุบัน จะไมอนุญาตใหมิซซังฯ รับโอนที่ดินเพิ่มจากที่มีอยูเดิม โดยมีเหตุผลและความเห็นวามิซซังฯ ไดขยายตัวไปยังจังหวัดอื่นมากเกินกวากฎหมายกําหนด และการอนุญาตตั้ง วัดบาทหลวงขึ้นใหมในจังหวัดที่มิซซังฯ ยังไมมีสิทธิถือที่ดินก็ไมควรอนุญาต เพราะจะทําใหมิซซังฯ ถือที่ดินเกินกวา กฎหมายกําหนด การถือครองที่ดินของมิซซังตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ. ๑๒๘ กําหนดการถือครองที่ดินสําหรับที่ดินที่ทําประโยชนในจังหวัด ที่ตั้งวัดไดจังหวัดละ 3,000 ไร สําหรับมิซซังกรุงเทพฯ และจังหวัดละ ๑,๐๐๐ ไร สําหรับมิซซังหนองแสง ตอมา เมื่อมีการประกาศใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒49๗ แลว การถือครองที่ดินของมิซซังจะตองถือปฏิบัติตาม มาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งปจจุบันมิซซังฯ ไดถือครองที่ดินเกินกําหนด ๕๐ ไร ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดินอยูมากแลว ในทางปฏิบัติจะไมอนุญาตใหมิซซังฯ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพิ่มอีก แตมิซซังฯ เคยอางเหตุกรณีจําเปนขอเปนที่ตั้งโรงเรียน ซึ่งทางการไดเคยผอนผันอนุญาตตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน ผอนผันใหเฉพาะเปนที่ตั้งโรงเรียนเทานั้น และในปจจุบันมิซซังฯ ก็ไมอาจรับโอนที่ดินเพื่อ จัดตั้งโรงเรียนไดอีก เพราะขัดกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ (ปจจุบันคือพระราชบัญญัติ โรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐) (ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 254/2528)
69 ๗๐ สําหรับกรณีมิซซังฯ ขออนุญาตรับโอนที่ดินเพื่อประโยชนของมิซซังฯ กรมที่ดินไดเคยนําเสนอรัฐมนตรีฯ เพื่อ พิจารณาสั่งการหลายเรื่อง อาทิเชน (๑) บันทึกกรมที่ดิน ที่ 1743/๒๔๘7 ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๔87 เรื่อง ขออนุญาตตั้งวัดบาทหลวงที่หัวหิน จังหวัดประจวบครีขีันธมซิซงัฯ ขออนุญาตตั้งสถานวัดบาทหลวง ในตําบลและอําเภอหัวหิน จังหวัดประจวบครีีขันธ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีคําสั่งไมอนุญาต เมื่อป พ.ศ. 2479, พ.ศ. ๒๔๘7 และ พ.ศ. 2494 (๒) บันทึกกรมที่ดิน ลับ ที่ มท ๓๗๓/๒๕๐๐ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๐๐ เรื่อง มิซซังโรมันคาทอลิกราชบุรี ขอรับใหที่ดิน รัฐมนตรีฯ สั่งไมอนุญาตโดยมีความเห็นวา พฤติการณที่มิชซังฯ ไดออกเงินใหบุคคลอื่นซื้อที่ดินไวแทน แลวปลูกสรางโบสถลงในที่ดินโดยไมไดขออนุญาตกอนนั้น มีพฤติการณเปนการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยชัดแจง ยอมไมเปนการสมควรที่มิซซังฯ ซึ่งเปนองคการเผยแพรศาสนาจะกระทําเชนนั้น ทั้งมิซซังฯ ก็มีที่ดินเกินจํานวน ๕๐ ไร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินมากแลว และมิใชเปนกรณีขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใช เปนที่ตั้งของโรงเรียนโดยเฉพาะดังที่เคยผอนผันอนุญาตไป (๓) บันทึกกรมที่ดิน ที่ ๓๓๓/๒๕๐๕ ลงวันที่ ๒7 เมษายน ๒๕๐๕ เรื่อง มิซซังฯ ขออนุญาตตั้งสถานวัด บาทหลวง รัฐมนตรีฯ สั่งไมอนุญาตโดยมีความเห็น ในทางนโยบายเกี่ยวกับมิซซังฯ รัฐบาลทุก ๆ รัฐบาลถือเปนหลักที่จะ ไมใหมิซซังฯ ขยายตัวไปจังหวัดอื่น ถาขออนุญาตตั้งวัดบาทหลวงขึ้นในจังหวัดใหมก็ไมควรอนุญาต (๔) บันทึกกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/๑6019 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม ๒๕๓๑ เรื่อง มิซซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ ขอรับใหที่ดิน รัฐมนตรีฯ สั่งไมอนุญาตโดยมีความเห็นวา มิชซังฯ มีที่ดินเกินกําหนด ๕๐ ไร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดินอยูมากแลว การขอรับโอนที่ดินเพื่อสรางวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ทั้งในเขตกรุงเทพฯ มีวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกอยูแลวหลายแหง เห็นวาการขอไดมาซึ่งที่ดินของมิซซังฯ ไมมีเหตุผลและความจําเปน เพียงพอ จึงมีคาํสั่งไมอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว (๕) บันทึกกองทะเบียนที่ดิน ที่มท 0710.4/612 ลงวันที่9 เมษายน ๒๕๔๒ เรื่อง การจัดตั้งสถานท่ี วัดบาทหลวง และขอถือที่ดินสําหรับประโยชนของวัด รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีคําสั่งไมอนุญาตใหมิซซังฯ กรุงเทพฯ ขอรับบริจาคที่ดินที่เขตบางกะป กรุงเทพฯ เนื้อที่รวม ๕ ไร ๒ งาน ๐๔ ตารางวา สําหรับปลูกสรางวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก โดยผลการพิจารณา ปรากฏ ดังนี้ (5.๑) การไมอนุญาตใหมิซซังฯ รับโอนที่ดินสําหรับทําประโยชนแกวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกดังกลาว เปนการใชอํานาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว และถือมิไดวาเปนการกระทําอันเปนการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน อันควรมีควรไดเพราะสาเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ฯลฯ ตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ แตอยางใด (5.๒) การที่รัฐมนตรีฯ ไมอนุญาต เนื่องจากเปนนโยบายการสงวนที่ดินกสิกรรมไวใหคนพื้นเมืองดังที่ รัฐบาลไทยไดท ําความตกลงไวกับรัฐบาลฝรั่งเศส (5.3) อํานาจในการอนุญาตใหกอตั้งวัดบาทหลวง เปนอํานาจของรัฐบาล ตามขอ 8 และขอ 10 ของ พระราชบัญญัติวาดวยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ร.ศ. ๑๒๘ สรุป แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดิน กรณีรับใหที่ดินเพื่อเปนที่ตั้งวัดบาทหลวง รัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกไดมาซึ่งที่ดินเพิ่มอีก 2. กรณีมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ขอรับใหหองชุด นโยบายรัฐบาลที่ผานมากอนประมวลกฎหมายที่ดิน จนถึงปจจุบันไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ถือที่ดินเพิ่มเติมจากที่มีอยูแลว เนื่องจากมิซซังฯ ไดถือ ครองกรรมสิทธิ์ที่ดินอยูแลวจํานวนเนื้อที่ประมาณ 9,205 ไร มากกวามาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน กําหนด และขณะนี้ยังไมมีเหตุผลความจําเปนที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐใหมิซซังถือที่ดินเพิ่มแตอยางใด การที่
70 ๗๑ มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ขอรับใหหองชุดเลขที่ 408/42 เนื้อที่ประมาณ 166.14 ตารางเมตร พรอม ที่จอดรถจํานวน 2 คัน จะมีผลทําใหมิซซังฯ มีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพยสวนกลาง ซึ่งเปนที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและ ที่ดินหรือทรัพยสินอื่นที่มีไวเพื่อใชหรือเพื่อประโยชนรวมกันสําหรับเจาของรวม ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 การอนุญาตใหมิซซังฯ รับใหหองชุดไดจะเปนการสนับสนุนใหมีการหลีกเลี่ยงกฎหมายอีกรูปแบบหนึ่ง ในการถือครองที่ดินของมิซซังฯ ทางออม อีกทั้งกรณีการขอรับโอนหองชุดยังไมมีเหตุผลและความจําเปนเพียงพอที่ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยจะอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเกินจํานวนที่กฎหมายกําหนด ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน เนื่องจากมิซซังฯ สามารถนําทรัพยสินอื่นที่มีอยูใชประโยชนแทนได โดยรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบกับความเห็นของกรมที่ดินที่ไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ รับใหหองชุด (บันทึกสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2116 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2554) 3. มิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง ขอไดมาซึ่งที่ดินตามคําพิพากษาศาล ซึ่งศาลไดมีคําพิพากษาถึงที่สุด ใหที่ดินเปนของมิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง โดยนาย อ. เปนผูมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนมิซซัง และ ใหนาย อ. จดทะเบียนโอนที่ดินคืนใหแกมิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ผานมา ถือเปนหลักการที่จะไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกไดมาซึ่งที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่มีอยูเดิมเปนจํานวนมาก ดังนั้น กรณีนี้จึงใหจดทะเบียนโอนตามคําสั่งศาล โดยใหมิซซงัโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง ขอไดมาซึ่งที่ดินของมิซซัง และกําหนดเปนเง่อืนไขในการขอไดมาซึ่งที่ดินของมิซซังวา เมื่อมิซซังไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินและรับโอนที่ดิน ดังกลาวแลว มิซซังจะจําหนายที่ดินดังกลาวแกผูมีชื่อรับโอนที่ดินทันทีในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ผูรับโอนที่ดินจะตองมี สัญชาติไทยและไมมีพฤติการณเปนการถือที่ดินแทนมิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง (บันทึกสํานักมาตรฐาน การทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/771 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564)
71 ๗๒ ภาคผนวก
73 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑๔ ฯ พระราชบัญญัติ ว่าด้วยลักษณ ฐานะ ของวัดบาดหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย๑ มีพระบรมราชโองการดํารัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่าด้วยโปรวิการิโอ อาปอสตอลิโก ผู้บัญชาการมิซซังโรมันคาทอลิกในวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่งกรุงเทพฯ ได้กราบบังคมทูล พระกรุณาว่า มิซซังโรมันคาทอลิกได้พยายามกระทําการมาแล้วแต่ปางก่อน และยังกระทําอยู่สืบไป เพื่อจะให้ประชาชนมีความดีและเจริญยิ่งขึ้น และว่ามีความยากลําบากเกิดขึ้นในการที่ดินของมิซซัง ที่กล่าวแล้วนั้น อีกประการหนึ่งตามความในข้อ ๓ ของหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีการค้าขาย และการเดินเรือ ซึ่งได้ทําไว้ในระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส ลงวัน ๖ ๙ ค่ํา ปีมะโรงอัฐศก จุล ศักราช ๑๒๑๘ ตรงกับวันที่๑๕ สิงหาคม คริสต์ศักราช ๑๘๕๖ นั้น มีความว่า บาทหลวงฝรั่งเศสจะ สร้างวัดตึกและเรือนโรงอยู่ก็ดีปลูกโรงสอนหนังสือเด็ก ๆ ก็ดีโรงรักษาคนไข้ก็ดีในประเทศสยามก็ ทําได้แต่ต้องประพฤติตามกฎหมายไทย ประการหนึ่งยังไม่ได้ทําข้อบังคับ สําหรับการที่จะทําตามสัญญาที่กล่าวมานี้และ เป็นการสมควรที่จะมีข้อบังคับลงไว้เพื่อให้บาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ได้รับหนังสือสําหรับ ที่ดินซึ่งจะถือไว้ใช้เป็นประโยชน์ของวัดนั้น ประการหนึ่ง โปรวิการิโออาปอสตอลิโกได้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า เพราะเหตุด้วย ทุนที่จะใช้ในการสอนศาสนาไม่มีพอ รัฐบาลฝ่ายสยามจึงได้อนุญาตให้ทําการเพาะปลูกในที่ดินต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักร เพื่อให้ได้รับประโยชน์มาใช้ในการวัดนั้น และว่ามิซซังโรมันคาทอลิกขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้มีอํานาจถือที่ดินเช่นว่ามานี้ได้บริบูรณ์ตามกฎหมายในพระราชอาณาจักรนี้ ประการหนึ่ง โปรวิการิโอ อาปอสตอลิโก ขอพระราชทานพระมหากรุณาและพระบรม ราชานุเคราะห์เพื่อให้มิซซังมีอํานาจถือที่ดินที่เป็นส่วนทําประโยชน์ให้แก่มิซซังตามแต่ที่จะได้มาโดยซื้อ หรือโดยให้ปันกันตามกฎหมายฝ่ายสยาม อีกประการหนึ่ง การที่จะอนุญาตให้มีอํานาจถือที่ดินนี้เป็นการจําเป็นที่ต้องกําหนด ลงไว้ในกฎหมายฝ่ายสยามว่า ลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกเป็นอย่างไรด้วย เพราะเหตุทั้งหลายเหล่านี้และเพราะเหตุที่โปรวิการิโอ อาปอสตอลิโก ได้เขียน หนังสือรับแทนมิซซังคาทอลิกในวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่งกรุงเทพฯ ว่า ทั้งผู้บัญชาการมิซซังนี้ และผู้ที่จะสืบต่อไปในภายหน้า จะถือและทําตามข้อความทั้งปวงในพระราชบัญญัตินี้แล้ว ๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๖/-/หน้า ๑๗/๒๙ สิงหาคม ๑๒๘
74 - ๒ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้มีข้อความดังต่อไปนี้ หมวดที่๑ ว่าด้วยข้อความทั่วไป ข้อ ๑ คณะโรมันคาทอลิก ในกรุงสยามนี้ไม่เลือกว่ามิซซังและบาทหลวงจะเป็นคน ชาติภาษาใดๆได้รับอนุญาตตามกฎหมายฝ่ายสยาม ให้เป็นบริษัทอันหนึ่งเฉพาะวิการิโอ อาปอสตอลิโก แห่งหนึ่ง เพื่อให้มีอํานาจถือที่ดินสําหรับประโยชน์มิซซัง ตามข้อความที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ข้อ ๒ วิการิอาโตอาปอสตอลิโกนั้น ต่อไปในภายหลังเรียกว่า บิสชอปริก หรือมิซซัง วิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาให้เป็นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในบิสชอปริก แห่งหนึ่ง และถ้าไม่มีตัวอยู่ผู้บัญชาการในมิซซังนั้นเป็นผู้แทนบริษัทของบิสชอปริก หรือมิซซังเหมือนอย่าง บริษัทที่บุคคลรวมกันทําการได้อันหนึ่ง ในสถานวัดบาทหลวงนั้น บาทหลวงที่รักษาที่นั้นทําการเป็นผู้แทนของมิซซัง อยู่ใน บังคับบัญชาของบิสชอปหรือวิการิโอ อาปอสตอลิโก ซึ่งมีอํานาจใหญ่กว่ากัน ที่ตั้งสอนศาสนาทั้งหลาย ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่ในสถานวัดบาทหลวงแห่งใด ๆ แล้ว มี โปรกุราตอร์ของมิซซังเป็นผู้แทนทําการอยู่ในบังคับบัญชาผู้มีอํานาจใหญ่กว่าอันเดียวกันนั้น ข้อ ๓ ในภายหน้าห้ามไม่ให้บาทหลวงโรมันคาทอลิกผู้ซึ่งยังอยู่ในมิซซัง ถือที่ดินใน ชื่อของตนเองได้ ข้อ ๔ ที่ดินของมิซซังนั้น อยู่ในกฎหมายฝ่ายสยามและอยู่ในบังคับและอํานาจศาล ฝ่ายสยาม ข้อ ๕ ตั้งแต่นี้สืบไป ให้มิซซังถือที่ดินเป็นของมิซซังเองได้ตามความที่กล่าวไว้ใน พระราชบัญญัตินี้แต่จะถือที่ดินแทนผู้อื่นไม่ได้มิซซังจะร้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินหรือว่ามีประโยชน์ใน ที่ดินได้แต่ในชื่อของมิซซังเอง หรือในชื่อของสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนา หรือที่ตั้ง การสอนศาสนาโรมันคาทอลิก ข้อ ๖ ที่ดินของมิซซังนั้น ให้แบ่งเป็นสองอย่างตามที่ใช้การในท่ดีินนั้น ๆ อย่างที่๑ นั้น คือที่ดินที่ใช้เป็นวัดโรงเรือนตึกรามวัดบาทหลวง อย่างที่๒ นั้น คือที่ดินเพื่อทําประโยชน์ให้แก่มิซ ซัง หมวดที่๒ ว่าด้วยวัดและโรงเรือนตึกรามของบาทหลวง
75 - ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑๔ ฯ ข้อ ๗ ตามความในข้อ ๓ แห่งหนังสือสัญญาลงวัน ๖ ๙ ค่ํา ปีมะโรงอัฐศก จุล ศักราช ๑๒๑๘ ตรงกับวันที่๑๕ สิงหาคม คริสต์ศักราช ๑๘๕๖ ในระหว่างกรุงสยามกับฝรั่งเศสนั้น มี ความว่า บาทหลวงจะไปเที่ยวสอนศาสนาในประเทศสยามก็ได้จะสร้างวัดตึกและเรือนโรงอยู่ก็ดีปลูกโรง สอนหนังสือเด็ก ๆ ก็ดีโรงรักษาคนไข้ก็ดีในประเทศสยามก็ทําได้แต่ต้องประพฤติตามกฎหมายไทย ข้อ ๘ สถานวัดบาทหลวงนั้นเป็นที่ตั้งอยู่ประจําแห่งหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลอนุญาตแล้ว มีที่ เหล่านี้รวมอยู่ด้วยในจังหวัดนั้น คือ ที่วัดที่ป่าช้าที่อยู่ของบาทหลวง และมักมีที่โรงเรียนเด็กผู้ชาย โรงเรียนเด็กผู้หญิง โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนศาสนา และโรงพยาบาล สถานพักสอนศาสนานั้น มีที่เหล่านี้รวมอยู่ด้วย คือ โรงสวด ที่พักของบาทหลวงเวลา ไปตรวจสถานพัก และมักมีโรงเรียนศาสนาหรือโรงทําการกุศลอย่างอื่น ๆ แบบบัญชีที่๑ ซึ่งติดท้ายพระราชบัญญัตินี้มีรายชื่อสถานวัดบาทหลวง และสถาน พักสอนศาสนา ตามที่ได้ตงอยัู้่ในเวลาปัจจุบันนี้อยู่ในบังคับของวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่ง กรุงเทพฯ ข้อ ๙ ให้มิซซังจัดการตามที่จําเป็นจะต้องจัดให้สถานวัดบาทหลวง หรือสถานพัก และที่ตั้งสอนศาสนานั้น มีเขตกําหนดให้ชัดเจนเป็นแผนกหนึ่งต่างหากจากที่ดินที่ติดต่อกัน อันเป็นที่ กระทําประโยชน์ให้แก่วัด หรือเป็นที่อยู่ของคนเข้ารีดคริสตัง ข้อ ๑๐ มิซซังจะหาที่ดินแห่งใด ๆ เพื่อใช้การตั้งสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพัก สอนศาสนาขึ้นใหม่มีขนาดที่ดินตามที่ต้องการใช้เฉพาะเพื่อประโยชน์ที่กล่าวนี้ก็ทําได้ตามปรารถนา แต่ว่าเมื่อมิซซังประสงค์จะตั้งสถานวัดบาทหลวง ขึ้นใหม่ในเมืองซึ่งยังไม่ได้มีอํานาจ ที่จะถือที่ดิน สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังนั้นแล้ว ก่อนที่จะตั้งสถานวัดบาทหลวงขึ้นนั้น ให้ทํา เรื่องราวฉบับ ๑ ร้องขอต่อรัฐบาล ชี้แจงข้อความตามประสงค์ที่จะตั้งสถานนั้น การที่จะอนุญาตให้ตั้งสถานวัดบาทหลวงเช่นนี้อย่าให้งดไว้โดยไม่มีเหตอุัน สมควรที่จะงด และให้เสนาบดีเจ้ากระทรวงในท้องที่นั้นตอบคําร้องของมิซซังเป็นเด็ดขาดภายใน กําหนดสี่เดือน การที่จะตั้งสถานพักสอนศาสนานั้น ไม่จําเป็นต้องขอให้รัฐบาลอนุญาตก่อน ก็ตั้งได้ แต่ว่าเพียงแต่ตั้งสถานพักสอนศาสนาแล้ว ไม่มีอํานาจที่จะถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่วัดนั้นได้ ภายในเมืองที่ยังไม่มีสถานวัดบาทหลวงอยู่ ข้อ ๑๑ บาทหลวง ผู้รักษาสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนานั้น เป็นผู้ที่ ได้รับมอบหมายให้ปกป้องครอบครอง ที่ซึ่งอยู่ภายในเขตสถาน ดังได้กําหนดไว้แล้วในข้อ ๘ เพราะ เหตุฉะนี้ถ้ามีคดีเกิดขึ้นในสถานที่เหล่านี้แล้ว เจ้าพนักงานทั้งหลายซึ่งมีหน้าที่จะเข้าไปตรวจดูการใน สถานที่นั้น ๆ จะต้องบอกแก่บาทหลวงก่อน หรือถ้าบาทหลวงไม่อยู่ก็ให้บอกแก่ผู้แทนบาทหลวงในที่ นั้น หมวดที่๓
76 - ๔ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยที่ดินซึ่งสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มซซิ ัง ข้อ ๑๒ นอกจากที่ดินสําหรับใช้การวัด หรือการกุศลดังได้กําหนดไว้ในข้อ ๘ นั้นแล้ว ให้มิซซังมีอํานาจที่จะถือที่ดินเป็นที่สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง ภายในเขตของเมืองใดเมืองหนึ่ง ซึ่งมีสถานวัดบาทหลวงตั้งอยู่แห่งหนึ่งแล้ว (เมืองที่ว่านั้น คือเขตแขวงที่แบ่งการปกครองเป็นชั้นรอง จากมณฑล) แต่การที่จะตั้งสถานวัดบาทหลวงขึ้นใหม่ในภายหน้านั้นจะต้องทําตามความที่กล่าวไว้ใน ข้อ ๑๐ จึงจะตั้งขึ้นได้ ข้อ ๑๓ จํานวนที่ดินซึ่งมิซซังจะมีได้ในจําพวกที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้มิซซังนี้ ให้มีกําหนดไม่เกินกว่าเมืองละสามพันไร่ ไม่ว่าสถานวัดบาทหลวงที่ตั้งอยู่ในเมืองนั้นมีอยู่กี่แห่ง และ ที่ดินอย่างนี้ไม่ให้คิดจํานวนเนื้อที่ซึ่งตั้งสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนานั้นเข้ามารวมด้วย ข้อ ๑๔ ๒ แบบบัญชีที่๒ ซึ่งติดท้ายพระราชบัญญัตินี้มีรายชื่อจังหวัดทั้งหลาย ซงวึ่ิ การิอาตุสแห่งกรุงเทพฯ ซึ่งมีอํานาจถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังได้ในเวลาปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุที่มีพิเศษเฉพาะแก่ท้องที่เหล่านั้น ให้เลื่อนกําหนดจํานวนเนื้อที่ขึ้นไปเป็น หมื่นสี่พันไร่ในจังหวัดชลบุรีเก้าพันไร่ในจังหวัดราชบุรีสี่พันไร่ในจังหวัดสมุทรสงคราม และเก้าพันไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ให้เป็นที่เข้าใจว่า จํานวนที่ดินซึ่งถือไว้ได้เกินกว่ากําหนดตามอัตราจังหวัดละสาม พันไร่ ให้เป็นการยกเว้นอยู่ในสี่จังหวัดนั้นจะต้องไปคิดหักจากจํานวนรวมกันทั้งหมด ที่อนุญาตให้ถือ ได้ในจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีที่กล่าวมาแล้ว เพื่อว่าเมื่อคิดเฉลี่ยถัวกันลงแล้ว คงไม่ให้เกินกว่า จังหวัดละสามพันไร่ และตามอย่างที่เคยเป็นมาแต่ก่อนแล้ว ห้ามมิให้มิซซังถือเอาที่ดินภายในกําแพงพระ นครกรุงเทพฯ เว้นไว้แต่รัฐบาลจะมอบอํานาจให้ถือจึงจะถือได้ ข้อ ๑๕ ถ้ามิซซังเลิกถอนไม่ตั้งสถานวัดบาทหลวง ในเมืองหนึ่งเมืองใดแล้ว ให้มี กําหนดเวลาอนุญาตให้มิซซังจําหน่ายที่ดินซึ่งมีอยู่ในเมืองนั้นได้ปีหนึ่ง ข้อ ๑๖ การที่มิซซังได้ที่ดินมา หรือการรักษาที่ดินนั้นผิดต่อข้อความที่กล่าวไว้ใน ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้นับว่าเป็นใช้ไม่ได้หรือเป็นเหมือน ไม่มีอํานาจในที่นั้นเลย ถ้ารัฐบาลขอให้ศาลที่มีอํานาจบังคับคดีนี้พิพากษาในข้อนี้แล้วเมื่อใด ก็ให้ศาล ตัดสินได้ตามความข้อนี้เมื่อนั้น แล้วและให้ศาลจัดการขายทอดตลาดที่ดินนั้นด้วย เมื่อขายและได้เงิน มาหักใช้ค่าธรรมเนียม และค่าใช้สอยในการนั้นเสร็จแล้ว เงินเหลือเท่าใดให้คืนให้แก่มิซซังเท่านั้น หมวดที่๔ ๒ข้อ ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามลงวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖
77 - ๕ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการที่ทําให้สําเร็จตามพระราชบัญญัตินี้ ข้อ ๑๗ การที่จําเป็นจะต้องทําให้สําเร็จโดยเร็ว ที่จะทําได้นั้นคือเมื่อมิซซังร้องขอแล้ว ให้เจ้าพนักงานออกหนังสือสําหรับที่หรือโฉนดที่ดินที่มิซซังถืออยู่ในเวลานี้ในชื่อของมิซซังหรือในชื่อ ของผู้อื่นถือไว้แทนมิซซัง ไม่เลือกว่าที่ดินเหล่านี้จะได้ถือมาตามความที่กําหนดไว้ในหนังสือสัญญา หรือตามวิธีที่คนในบังคับสยามมีอํานาจถือที่ดินได้ ข้อ ๑๘ เพราะว่าการต่อไปภายหน้า จะอนุญาตให้มิซซังถือที่ดินได้แต่เพียงในชื่อ ของมิซซังอย่างเดียวเท่านี้หนังสือสําหรับที่หรือโฉนดที่ดินซึ่งกล่าวมาในข้อก่อนนี้จึงให้มีชื่อของมิซซัง เท่านั้น การทําหนังสือสําหรับที่หรือโฉนดที่ดินนั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในการออก หนังสือสําหรับที่ให้แก่คนในบังคับไทย แต่ให้มีชื่อสถานวัดบาทหลวง สถานพักหรือที่ตั้งสอนศาสนา สุดแต่ว่าที่ดินจะขึ้นอยู่สถานที่นนั้ๆ ข้อ ๑๙๓ บรรดาคดีระหว่างมิสซังกับคนในบังคับไทยพิพาทกันด้วยที่ดิน ซึ่งมิสซังยัง มิได้รับโฉนดใหม่และซึ่งมิสซังอ้างว่ากรรมสิทธิ์ได้ตกมาอยู่กับมิสซังก่อนวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒ นั้น ให้เป็นกระทรวงศาลคดีต่างประเทศได้พิจารณาวินิจฉัย และคดีทั้งหลายเช่น ว่ามานี้แม้ที่ค้างพิจารณาอยู่ณ ศาลอื่น ๆ ก็ให้ย้ายกระทรวงมาว่าในศาลคดีต่างประเทศด้วย ให้มิสซังได้รับประโยชน์ตามที่พระราชทานไว้โดยพระราชบัญญัตินั้น ข้อ ๒๐ ณ วันที่๑ มกราคมทุกปีให้บิสชอปหรือวิการิโอ อาปอสตอลิโก ยื่นรายงาน ต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงนครบาล ตามเนื้อที่ซึ่งอยู่ในกระทรวงนั้น ให้มีข้อความ บริบูรณ์ชัดเจนในเรื่องที่ดิน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างปีที่ล่วงแล้วมา คือ อย่างที่๑ ว่าด้วยการที่ตั้งหรือเลิกถอนสถานวัดบาทหลวงและสถานพักสอนศาสนา อย่างที่๒ ว่าด้วยได้ที่ดินมาใหม่อีกหรือโอนที่ดินไป และให้ยื่นบญชั ีตามแบบ มีจํานวนที่ดินซึ่งเปลี่ยนแปลงไปให้เห็นว่ามีที่ดินมิซซังถือ อยู่ในเมืองใดเท่าใดทุกเมือง ข้อ ๒๑ จะมีประกาศต่อไปใหม่อีกฉบับหนึ่ง สําหรับที่จะจัดการให้ตกลงว่า ประโยชน์ที่มิซซังจะได้และจะต้องทําตาม พระบรมราชานุญาตในพระราชบัญญัตินี้จะใช้ไปถึงที่วิการิ อาโต อาปอสตอลิโก แห่งหนองแซงนั้นด้วย ข้อ ๒๒ ให้ทําคําแปลพระราชบัญญัตินี้ไว้เป็นภาษาอังกฤษสําหรับติดกับ พระราชบัญญัตินี้ด้วย ๓ข้อ ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามลงวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๑
78 - ๖ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๔๒ ประกาศมา ณ วันที่๒๗ สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๘ เป็นวันที่๑๔๘๙๙ ใน รัชกาลปัจจุบันนี้
79 - ๗ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บัญชีที่๑ รายชื่อวัดบาทหลวง สถานพักและที่ตั้งสอนศาสนาของวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่งกรุงเทพฯ เมือง สถานวัดบาทหลวง สถานพักสอนศาสนา (๑) มณฑลกรุงเทพฯ ๑ กรุงเทพฯ ๑ วัดบ้านญวนสามเสน ๒ วัดบ้านเขมรสามเสน ๓ วัดบ้านกุฎีจีน บางเชือกหนัง ๑ คลองมอญ ๔ วัดบาทหลวงตลาดน้อย บางสะแก ๒ ตลาดพลู ๕ วัดบาทหลวงบางรัก ๖ โรงพยาบาลคลองพ่อยม ๗ โรงเรียนผู้หญิงถนนสีลม ๓ พระโขนง (วัดมหาบุศย์) ๒ นครเขื่อนขนธั ์๘ ปากลัด ๓ สมทรปราการุ๙ ปากน้ํา ๔ ธัญบุรี๑๐ ลําทรายอําเภอลําลูกกา ๕ มีนบุรี๑๑ หัวจรเข้ (๒) มณฑลปราจิณบุรี ๖ ฉะเชิงเทรา ๑๒ คลองตีนเป็ด ๔ นครเนื่องเขต ๑๓ ปากคลองท่าลาด ๕ บ้านโพ ๑๔ ท่าเกวียน (เมืองพนม) (๒) เมือง สถานวัดบาทหลวง สถานพักสอนศาสนา ๗ ปราจีณบุรี๑๕ ปราจีณ ๑๖ โคกวัด ๖ หาดสะแก ๗ ดงกะทุงยาม ๘ ประจันตคาม ๘ นครนายก ๑๗ บ้านเหล้า ๑๘ หัวกระบือ (อําเภอองครักษ์)
80 - ๘ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๙ ชลบุรี๑๙ บางปลาสร้อย ๙ โคกกะเหรี่ยง ๑๐ พนัสนิคม ๒๐ พนัส ๒๑ หัวไผ่ (๓) มณฑลนครไชยศรี ๑๑ นครไชยศรี ๒๒ ท่าคา ๑๐ หนองหิน ๑๒ สุพรรณบรุี ๒๓ สองพี่น้อง ๑๑ ทุ่งน้อย ๑๒ บ้านดอน ๑๓ มดแดง ๑๓ สมุทรสาคร ๒๔ ท่าจีน (๔) มณฑลกรุงเก่า ๑๔ กรุงเก่า ๒๕ อยุธยา (คลองตะเคียน) ๑๔ บ้านแดง (อําเภอ เสนาน้อย) ๑๕ เจ้าเจ็ด ๒๖ เกาะใหญ่ ๒๗ บ้านปลายนาปากคลองเจ้าเจ็ด (๓) เมือง สถานวัดบาทหลวง สถานพักสอนศาสนา ๑๕ สระบุรี ๒๘ ดอนพุด ๑๖ แก่งคอย ๑๖ สิงห์บุรี ๒๙ บ้านแป้ง (๕) มณฑลราชบุรี ๑๗ ราชบุรี๓๐ บางนกแขวก ๓๑ โรงเรียนนกบวชั ๓๒ วัดเพลง (อําเภอแม่น้ําอ้อม) ๑๗ เขาหลาว ๓๓ โคกมดตะนอย ๓๔ ดอนกระเบื้อง ๓๕ ท่าว่า (อําเภอพระแท่น) ๑๘ กาญจนบุรี๓๖ ท่าม่วง (อาเภอวํ ังขนาย) ๑๙ สมุทรสงคราม ๓๗ แม่กลอง (๖) มณฑลนครสวรรค์ ๒๐ นครสวรรค์๓๘ ปากน้ําโพ (เกาะญวน) (๗) มณฑลจันทบุรี ๒๑ จันทบุรี๓๙ จันตบูน ๔๐ ปากน้ําจันตบูน ๔๑ บ้านยาว (อําเภอพลิ้ว) ๔๒ ท่าใหม่
81 - ๙ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๘) มณฑลนครราชสีมา๔ ๒๒. นครราชสมาี ๔๓ โคราช ๑๘ บ้านหัน ๑๙ บ้านลาว ที่๒๐ ห้วยหิน ที่๒๑ ลาดบัวขาว ๔บัญชีที่๑ (๘) มณฑลนครราชสีมา เพิ่มโดยพระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๑๐ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๑
82 - ๑๐ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บัญชีที่๒ ๕ รายชื่อจังหวัดซึ่งวิการิอุส อาปอสตอลิกุส แห่งกรุงเทพฯ มีอํานาจที่จะถือที่ดิน สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง มีจํานวนที่ดินซึ่งมีอยู่แล้ว ในวันที่ออกพระราชบัญญัติเพิ่มเติมฉบับนี้ ๑ กรุงเทพมหานคร ไร่ งาน วา ๑ พระนครและธนบุรี๔๕๕ ๒ ๕๐ ๒ ๑ ๒ พระประแดง ๓๕ ๓ สมุทรปราการ ๔๖ ๑ ๒๘ ๔ มีนบุรี ๘๓๔ ๓ ๑๘ รวม ๑๓๗๑ ๒ ๙๖ ๒ ๑ ๒ มณฑลปราจิณ ๕ ฉะเชิงเทรา ๙๐๐๐ ๖ ปราจีนบุรี ๑๓๖๕ - ๓๖ ๗ นครนายก ๒๙๕ - - ๘ ชลบุรี ๑๔๐๐๐ - - รวม ๒๔๖๖๐ - ๓๖ ๓ มณฑลนครไชยศรี ๙ นครปฐม ๒๒๗๔ - - ๑๐ สุพรรณบุรี ๓๕๐ - - ๑๑ สมุทรสาคร ๑๕๐ - - รวม ๒๗๗๔ - - ๔ มณฑลอยุธยา ไร่ งาน วา ๑๒ พระนครศรีอยุธยา ๑๗๙๕ ๒ ๔๓ ๑๓ สระบุรี ๑๖๐ - - ๑๔ สิงห์บุรี ๑๖๔ - - ๑๕ ธัญญบุรี ๑๐๑ ๒ ๘๘ รวม ๒๒๒๑ ๑ ๓๑ ๕บัญชีที่๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๒๔ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖
83 - ๑๑ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๕ มณฑลราชบุรี ๑๖ ราชบุรี ๙๐๐๐ - - ๑๗ กาญจนบุรี ๕๐ - - ๑๘ สมุทรสงคราม ๔๐๐๐ - - รวม ๑๓,๐๕๐ - - ๖ มณฑลนครสวรรค์ ๑๙ นครสวรรค์ ๑๒ - - ๗ มณฑลจันทบุรี ๒๐ จันทบุรี ๒๑๕ - - ๘ มณฑลนครราชสีมา ๒๑ นครราชสีมา ๙๙๕ - - ๙ มณฑลพิษณุโลก ๒๒ พิษณุโลก ๓๐๐ - - รวมทั้งสิ้น ๔๕๕๙๙ - ๖๓ ๒ ๑
84 - ๑๒ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติแก้ความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาดหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยามลงวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒๖ พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๑๐ ตุลาคม พระ พุทธศักราช ๒๔๖๑๗ พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๒๔ พฤศจิกายน พระ พุทธศักราช ๒๔๖๖๘ วศิน/จัดทํา ๑๓ มิถนายนุ๒๕๕๗ ๖ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๐/-/หน้า ๒๑๐/๓๑ สิงหาคม ๒๔๕๖๗ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๕/-/หน้า ๒๓๘/๒๐ ตุลาคม ๒๔๖๑๘ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๐/-/หน้า ๑๕๖/๙ ธันวาคม ๒๔๖๖
85 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ลงวันที่๒๗ สงหาคมิร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาโทลิค ในกรุงสยาม ตามกฎหมาย๑ มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดํารัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายอําเภอบางคณฑีในมณฑลราชบุรีซึ่งเดิม อยู่ในความปกครองของจังหวัดราชบุรีไปอยู่ในความปกครองของจังหวัดสมุทรสงคราม และ ด้วยตามความในข้อ ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ ว่า ด้วยลักษณะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิค ในกรุงสยามตามกฎหมาย มิซซัง ไม่มีสิทธิที่จะถือที่ดิน เป็นที่สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง ในเขตของจังหวัดสมุทรสงคราม เกินกว่าจํานวนสามพันไร่และ ด้วยเหตุที่การย้ายอําเภอบางคณฑีจากจังหวัดราชบุรีไปขึ้นจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ กระทําให้จํานวนที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังในจังหวัดนั้น สูงเกินกว่าจํานวนที่ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตไว้ในพระราชบัญญัติร.ศ. ๑๒๘ นั้น ด้วย วิคาริอุส อาโปสโตลิกุส ผู้บัญชาการมิซซังโรมันคาโทลิคในกรุงสยาม ในแคว้น คณะกรุงเทพฯ ได้อ้างเหตุที่กล่าวมาแล้วกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมรา ชานุญาต ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงความในข้อ ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ นั้น เพื่อให้มิซซังมี สิทธิถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ในจังหวัดสมุทรสงครามเป็นจํานวนมากขึ้น และให้ลดจํานวนใน จังหวัดราชบุรีให้น้อยลงตามส่วน และ ด้วยเหตุที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายอาณาเขตในการปกครองกันมาหลายครั้ง หลายหนแล้ว ดูเป็นการสมควรที่จะแก้ไขบัญชีที่๒ ต่อท้ายพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ นั้น เพราะเหตุนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้พระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณะ ของวัดโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย โดยอนุโลมตามที่บัญชาการ มิซซังโรมันคาโทลิค ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตมาและโดยมีพระราชประสงค์จะให้ พระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ นั้น ใช้ได้กลมเกลียวกับอาณาเขตของการปกครองในปัจจุบัน ดังจะ กล่าวต่อไปนี้ ข้อ ๑ ให้แก้ความในข้อ ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ให้อ่านได้ความ ดังต่อไปนี้ ๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๐/-/หน้า ๑๕๖/๙ ธันวาคม ๒๔๖๖
86 - ๒ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ข้อ ๑๔ แบบบัญชีที่๒ ซึ่งติดท้ายพระราชบัญญัตินี้มีรายชื่อจังหวัดทั้งหลาย ซึ่งวิ การิอาตุสแห่งกรุงเทพฯ ซึ่งมีอํานาจถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังได้ในเวลาปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุที่มีพิเศษเฉพาะแก่ท้องที่เหล่านั้น ให้เลื่อนกําหนดจํานวนเนื้อที่ขึ้นไปเป็น หมื่นสี่พันไร่ในจังหวัดชลบุรีเก้าพันไร่ในจังหวัดราชบุรีสี่พันไร่ในจังหวัดสมุทรสงคราม และเก้าพันไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ให้เป็นที่เข้าใจว่า จํานวนที่ดินซึ่งถือไว้ได้เกินกว่ากําหนดตามอัตราจังหวัดละสาม พันไร่ ให้เป็นการยกเว้นอยู่ในสี่จังหวัดนั้นจะต้องไปคิดหักจากจํานวนรวมกันทั้งหมด ที่อนุญาตให้ถือ ได้ในจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีที่กล่าวมาแล้ว เพื่อว่าเมื่อคิดเฉลี่ยถัวกันลงแล้ว คงไม่ให้เกินกว่า จังหวัดละสามพันไร่ และตามอย่างที่เคยเป็นมาแต่ก่อนแล้ว หามม้ ิให้มิซซังถือเอาที่ดินภายในกําแพงพระ นครกรุงเทพฯ เว้นไว้แต่รัฐบาลจะมอบอํานาจให้ถือจึงจะถือได้ ข้อ ๒ ให้แก้บัญชีที่๒ ต่อท้ายพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ให้อ่านได้ความดังต่อไปนี้ บัญชีที่๒ รายชื่อจังหวัดซึ่งวิการิอุส อาปอสตอลิกุส แห่งกรุงเทพฯ มีอํานาจที่จะถือ ที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง มีจํานวนที่ดินซึ่งมีอยู่แล้ว ในวันที่ออกพระราชบัญญัติเพิ่มเติม ฉบับนี้ ๑ กรุงเทพมหานคร ไร่ งาน วา ๑ พระนครและธนบุรี๔๕๕ ๒ ๕๐ ๒ ๑ ๒ พระประแดง ๓๕ ๓ สมุทรปราการ ๔๖ ๑ ๒๘ ๔ มีนบุรี ๘๓๔ ๓ ๑๘ รวม ๑๓๗๑ ๒ ๙๖ ๒ ๑ ๒ มณฑลปราจิณ ๕ ฉะเชิงเทรา ๙๐๐๐ ๖ ปราจีนบุรี ๑๓๖๕ - ๓๖ ๗ นครนายก ๒๙๕ - - ๘ ชลบุรี ๑๔๐๐๐ - - รวม ๒๔๖๖๐ - ๓๖ ๓ มณฑลนครไชยศรี ๙ นครปฐม ๒๒๗๔ - - ๑๐ สุพรรณบุรี ๓๕๐ - -
87 - ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑๑ สมุทรสาคร ๑๕๐ - - รวม ๒๗๗๔ - - ๔ มณฑลอยุธยา ไร่ งาน วา ๑๒ พระนครศรีอยุธยา ๑๗๙๕ ๒ ๔๓ ๑๓ สระบุรี ๑๖๐ - - ๑๔ สิงห์บุรี ๑๖๔ - - ๑๕ ธัญญบุรี ๑๐๑ ๒ ๘๘ รวม ๒๒๒๑ ๑ ๓๑ ๕ มณฑลราชบุรี ๑๖ ราชบุรี ๙๐๐๐ - - ๑๗ กาญจนบุรี ๕๐ - - ๑๘ สมุทรสงคราม ๔๐๐๐ - - รวม ๑๓,๐๕๐ - - ๖ มณฑลนครสวรรค์ ๑๙ นครสวรรค์ ๑๒ - - ๗ มณฑลจันทบุรี ๒๐ จันทบุรี ๒๑๕ - - ๘ มณฑลนครราชสีมา ๒๑ นครราชสีมา ๙๙๕ - - ๙ มณฑลพิษณุโลก ๒๒ พิษณุโลก ๓๐๐ - - รวมทั้งสิ้น ๔๕๕๙๙ - ๖๓ ๒ ๑ ประกาศ ณ วันที่๒๔ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖ เป็นปีที่สิบสี่ในรัชกาล ปัจจุบันนี้
88 ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ พระรำชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ ธันวำคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นปีที่ ๑๗ ในรัชกำลปัจจุบัน พระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมรำชโองกำรโปรดเกล้ำฯ ให้ประกำศว่ำ โดยที่เป็นกำรสมควรปรับปรุงกฎหมำยว่ำด้วยคณะสงฆ์ให้เหมำะสมยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้ตรำพระรำชบัญญัติขึ้นไว้ โดยค ำแนะน ำและ ยินยอมของสภำร่ำงรัฐธรรมนูญในฐำนะรัฐสภำ ดังต่อไปนี้ มำตรำ ๑ พระรำชบัญญัตินี้เรียกว่ำ “พระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕” มำตรำ ๒๑ พระรำชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจำกวันประกำศในรำชกิจจำ นุเบกษำเป็นต้นไป มำตรำ ๓ ให้ยกเลิกพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักรำช ๒๔๘๔ มำตรำ ๔ ภำยในระยะเวลำหนึ่งปีนับแต่วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บรรดำ กฎกระทรวง สังฆำณัติ กติกำสงฆ์ กฎองค์กำร พระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำช ข้อบังคับและระเบียบ เกี่ยวกับคณะสงฆ์ที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกำศพระรำชบัญญัตินี้ในรำชกิจจำนุเบกษำ ให้คงใช้บังคับ ต่อไปเท่ำที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระรำชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่ำจะมีกฎกระทรวง กฎมหำเถรสมำคม พระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำช ข้อบังคับหรือระเบียบของมหำเถรสมำคมยกเลิก หรือมีควำมอย่ำง เดียวกัน หรือขัดหรือแย้งกัน หรือกล่ำวไว้เป็นอย่ำงอื่น มำตรำ ๕ เพื่อประโยชน์แห่งมำตรำ ๔ บรรดำอ ำนำจหน้ำที่ซึ่งก ำหนดไว้ใน สังฆำณัติ กติกำสงฆ์ กฎองค์กำร พระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำช ข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับคณะ สงฆ์ ให้เป็นอ ำนำจหน้ำที่ของพระภิกษุต ำแหน่งใดหรือคณะกรรมกำรสงฆ์ใดซึ่งไม่มีในพระรำชบัญญัติ นี้ ให้มหำเถรสมำคมมีอ ำนำจก ำหนดโดยกฎมหำเถรสมำคมให้เป็นอ ำนำจหน้ำที่ของพระภิกษุต ำแหน่ง ใด รูปใดหรือหลำยรูปร่วมกันเป็นคณะตำมที่เห็นสมควรได้ ๑ รำชกิจจำนุเบกษำ เล่ม ๗๙/ตอนที่ ๑๑๕/ฉบับพิเศษ หน้ำ ๒๙/๓๑ ธันวำคม ๒๕๐๕
89 - ๒ - ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ มำตรำ ๕ ทวิ๒ ในพระรำชบัญญัตินี้ “คณะสงฆ์” หมำยควำมว่ำ บรรดำพระภิกษุที่ได้รับบรรพชำอุปสมบทจำกพระ อุปัชฌำย์ตำมพระรำชบัญญัตินี้ หรือตำมกฎหมำยที่ใช้บังคับก่อนพระรำชบัญญัตินี้ไม่ว่ำจะปฏิบัติ ศำสนกิจในหรือนอกรำชอำณำจักร “คณะสงฆ์อื่น” หมำยควำมว่ำ บรรดำบรรพชิตจีนนิกำย หรือ อนัมนิกำย “พระรำชำคณะ” หมำยควำมว่ำ พระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งและสถำปนำให้มีสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้นสำมัญจนถึงชั้นสมเด็จพระรำชำคณะ “สมเด็จพระรำชำคณะผู้มีอำวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” หมำยควำมว่ำ สมเด็จ พระรำชำคณะที่ได้รับสถำปนำก่อนสมเด็จพระรำชำคณะรูปอื่น ถ้ำได้รับสถำปนำในวันเดียวกันให้ถือ รูปที่ได้รับสถำปนำในล ำดับก่อน มำตรำ ๕ ตรี๓ เพื่อให้กำรอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศำสนำ ตลอดจนกำรดูแล กำรปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมกำรเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศำสนำให้เกิดกำรพัฒนำ จิตใจและปัญญำ และมีกำรรักษำพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่ำงถูกต้องดีงำมโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธำแก่พุทธศำสนิกชนทั่วไป พระมหำกษัตริย์จึงทรงไว้ซึ่งพระรำชอ ำนำจในกำร แต่งตั้ง สถำปนำ และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมกำรมหำเถร สมำคมตำมพระรำชบัญญัตินี้ มำตรำ ๖ ให้นำยกรัฐมนตรี*รักษำกำรตำมพระรำชบัญญัตินี้ และให้มีอ ำนำจออก กฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติกำรให้เป็นไปตำมพระรำชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำแล้วให้ใช้บังคับได้ หมวด ๑ สมเด็จพระสังฆรำช มำตรำ ๗๔ พระมหำกษัตริย์ทรงสถำปนำสมเด็จพระสังฆรำชองค์หนึ่ง และให้ นำยกรัฐมนตรีลงนำมรับสนองพระบรมรำชโองกำร มำตรำ ๘ สมเด็จพระสังฆรำชทรงด ำรงต ำแหน่งสกลมหำสังฆปริณำยก ทรง บัญชำกำรคณะสงฆ์ และทรงตรำพระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมำย พระ ธรรมวินัยและกฎมหำเถรสมำคม ๒ มำตรำ ๕ ทวิ เพิ่มโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๓ มำตรำ ๕ ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๔ มำตรำ ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐
90 - ๓ - ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ มำตรำ ๙๕ ใน กรณี ที่สมเด็จพ ระสังฆ รำชท รงล ำออกจ ำกต ำแหน่งห รือ พระมหำกษัตริย์ทรงพระกรุณำโปรดให้ออกจำกต ำแหน่ง พระมหำกษัตริย์จะทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ ปรึกษำของสมเด็จพระสังฆรำชหรือต ำแหน่งอื่นใดตำมพระรำชอัธยำศัยก็ได้ มำตรำ ๑๐๖ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆรำช ให้สมเด็จพระรำชำคณะผู้มีอำวุโส สูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช ถ้ำสมเด็จพระรำชำคณะผู้มีอำวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อำจปฏิบัติหน้ำที่ได้ ให้ กรรมกำรมหำเถรสมำคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระรำชำคณะรูปหนึ่งผู้มีอำวุโสโดยสมณศักดิ์ รองลงมำตำมล ำดับและสำมำรถปฏิบัติหน้ำที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช ในเมื่อสมเด็จพระสังฆรำชไม่ประทับอยู่ในรำชอำณำจักร หรือไม่อำจทรงปฏิบัติ หน้ำที่ได้ สมเด็จพระสังฆรำชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระรำชำคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้ำที่แทน ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆรำชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้ำที่แทนตำมวรรคสำม หรือ สมเด็จพระรำชำคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้ำที่แทนสมเด็จพระสังฆรำชไม่อำจปฏิบัติหน้ำที่ สมเด็จพระสังฆรำชได้ ให้น ำควำมในวรรคหนึ่งและวรรคสองมำใช้บังคับโดยอนุโลม ในกำรแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำชตำมมำตรำนี้ ถ้ำสมเด็จพระสังฆรำช ทรงเห็นเป็นกำรสมควรส ำหรับกรณีที่มีเหตุตำมวรรคสำม หรือกรรมกำรมหำเถรสมำคมที่เหลืออยู่เห็น เป็นกำรสมควรส ำหรับกรณีที่มีเหตุตำมวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสี่ อำจพิจำรณำเลือกสมเด็จ พระรำชำคณะหลำยรูปที่สำมำรถปฏิบัติหน้ำที่ได้ เพื่อให้เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช แทนผู้ปฏิบัติหน้ำที่ตำมวรรคหนึ่ง หรือแทนกำรด ำเนินกำรตำมวรรคสอง วรรคสำม หรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี ได้และจะให้มีผู้ช่วยหรือที่ปรึกษำในกำรปฏิบัติหน้ำที่ดังกล่ำวด้วยก็ได้ วิธีด ำเนินกำรของ คณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำชให้เป็นไปตำมที่คณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำชก ำหนด๗ เมื่อมีกำรแต่งตั้งหรือเลือกผู้ปฏิบัติหน้ำที่หรือคณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช ตำมมำตรำนี้แล้ว ให้นำยกรัฐมนตรีน ำควำมกรำบบังคมทูลทรำบฝ่ำละอองธุลีพระบำท๘ ควำมในมำตรำนี้ไม่กระทบกระเทือนพระรำชอ ำนำจที่จะทรงพระกรุณำโปรด หรือมี พระรำชวินิจฉัยให้ปฏิบัติเป็นประกำรอื่น๙ มำตรำ ๑๑ สมเด็จพระสังฆรำชพ้นจำกต ำแหน่ง เมื่อ (๑) มรณภำพ (๒) พ้นจำกควำมเป็นพระภิกษุ (๓) ลำออก (๔) ทรงพระกรุณำโปรดให้ออก ๕ มำตรำ ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๖ มำตรำ ๑๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๗ มำตรำ ๑๐ วรรคห้ำ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชก ำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๘ มำตรำ ๑๐ วรรคหก เพิ่มโดยพระรำชก ำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๔๗๙ มำตรำ ๑๐ วรรคเจ็ด เพิ่มโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑
91 - ๔ - ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ หมวด ๒ มหำเถรสมำคม มำตรำ ๑๒๑๐ มหำเถรสมำคมประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆรำชซึ่งทรงด ำรง ต ำแหน่งประธำนกรรมกำรโดยต ำแหน่ง และกรรมกำรอื่นอีกไม่เกินยี่สิบรูปซึ่งพระมหำกษัตริย์ทรง แต่งตั้งจำกสมเด็จพระรำชำคณะ พระรำชำคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษำอันสมควร และมีจริยวัตร ในพระธรรมวินัยที่เหมำะสมแก่กำรปกครองคณะสงฆ์ กำรแต่งตั้งตำมวรรคหนึ่งและกำรด ำเนินกำรตำมมำตรำ ๑๕ (๔) และวรรคสอง ให้เป็นไปตำมพระรำชอัธยำศัย โดยจะทรงปรึกษำหำรือกับสมเด็จพระสังฆรำชก่อนก็ได้ มำตรำ ๑๓ ให้ผู้อ ำนวยกำรส ำนักงำนพระพุทธศำสนำแห่งชำติ*เป็นเลขำธิกำรมหำ เถรสมำคมโดยต ำแหน่ง และให้ส ำนักงำนพระพุทธศำสนำแห่งชำติ*ท ำหน้ำที่ส ำนักเลขำธิกำรมหำเถร สมำคม มำตรำ ๑๔๑๑ กรรมกำรมหำเถรสมำคมซึ่งพระมหำกษัตริย์ทรงแต่งตั้งอยู่ใน ต ำแหน่งครำวละสองปีและอำจได้รับกำรแต่งตั้งอีกได้ มำตรำ ๑๕๑๒ นอกจำกกำรพ้นจำกต ำแหน่งตำมวำระตำมมำตรำ ๑๔ กรรมกำร มหำเถรสมำคมซึ่งพระมหำกษัตริย์ทรงแต่งตั้งพ้นจำกต ำแหน่ง เมื่อ (๑) มรณภำพ (๒) พ้นจำกควำมเป็นพระภิกษุ (๓) ลำออก (๔) พระมหำกษัตริย์มีพระบรมรำชโองกำรให้ออก ในกรณีที่กรรมกำรมหำเถรสมำคมพ้นจำกต ำแหน่งก่อนวำระ พระมหำกษัตริย์อำจ ทรงแต่งตั้งพระภิกษุตำมมำตรำ ๑๒ รูปใดรูปหนึ่งเป็นกรรมกำรแทน กรรมกำรซึ่งได้รับแต่งตั้งตำมควำมในวรรคสองให้อยู่ในต ำแหน่งเท่ำกับวำระที่ เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน มำตรำ ๑๕ ทวิ๑๓ พระบรมรำชโองกำรตำมมำตรำ ๑๐ วรรคเจ็ด กำรแต่งตั้ง กรรมกำรมหำเถรสมำคมตำมมำตรำ ๑๒ และกำรให้กรรมกำรมหำเถรสมำคมพ้นจำกต ำแหน่งตำม มำตรำ ๑๕ ให้นำยกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนำมรับสนองพระบรมรำชโองกำร ๑๐ มำตรำ ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๑๑ มำตรำ ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๑๒ มำตรำ ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๑๓ มำตรำ ๑๕ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑