The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือ การขอได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sukit Taksavanit, 2024-02-13 08:01:29

คู่มือ การขอได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

คู่มือ การขอได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

Keywords: มาตรา ๘๔

42 ๔๖ จำหนายที่ดินของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น เมื่อมูลนิธิ อ. จะจำหนายที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ดังกลาวใหแกโรงเรียนนานาชาติ ว. จะตองไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมที่ดินกอน เมื่อมูลนิธิ อ. ไดรับอนุญาตใหจำหนายที่ดินแลว จดทะเบียนโอนใหแกโรงเรียนนานาชาติ ว. ในประเภท “โอนตาม กฎหมาย (ตามมาตรา 27 แหงพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550)” (บันทึกสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2693 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563) 4. มูลนิธิ อ. เปนมูลนิธิคริสตจักรไดมาขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1, 2 และ 3 เพื่อใชเปนที่ตั้ง สาขาของโรงเรียน ม. โดยมีเงื่อนไขวา ถามูลนิธิจะจำหนายที่ดินจะตองไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมที่ดินกอน และ มูลนิธิยอมรับเงื่อนไขดังกลาว ตอมามูลนิธิ อ. รวมโฉนดทั้งสามแปลง และออกเปนโฉนดที่ดินเลขที่ 4 ตอมามูลนิธิ อ. ไดขออนุญาตจำหนายที่ดินโดยการแบงขายโฉนดที่ดินเลขที่ 4 ตามมาตรา 68/1 แหงพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 เพื่อประโยชนในการกอสรางถนนเลียบคลองประปา กับถนนสรงประภา โดยวิธีปองดองตามมติ คณะรัฐมนตรี ซึ่งเปนการจำหนายที่ดินเพื่อประโยชนสาธารณะ ไดดำเนินการตามพระราชบัญญัติวาดวยการ เวนคืนและการไดมาซึ่งอสังหาริมทรัพย พ.ศ. 2562 แลว อธิบดีกรมที่ดินจึงอนุญาตใหมูลนิธิ อ. จำหนายที่ดิน โดยการแบงขายที่ดินใหแกกรุงเทพมหานครตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4 ตามความประสงค (บันทึกสำนักมาตรฐาน การทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2096 ลงวันที่ 13 กันยายน 2564) 5. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. เมื่อไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินใชเพื่อประโยชนของโรงเรียน การใช ประโยชนในที่ดินสำหรับกิจการตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับใชประโยชนในที่ดินดังกลาวเพื่อโรงเรียน นอกจากอาคารเรียน ยังตองหมายความรวมถึง สระวายน้ำ หองประชุม โรงอาหาร สนามเด็กเลน สนามฟุตบอล โรงยิม เปนตน ซึ่งเปน สวนหนึ่งของการดำเนินกิจการโรงเรียนดวย เพราะหากจะแปลความคำวา “ใชเพื่อประโยชนของโรงเรียน” จะตองมีแตอาคารเรียนเทานั้นยอมเปนการแปลความที่แคบเกินไป นอกจากนั้นการจดขอเปลี่ยนแปลงการใช ประโยชนในที่ดินควรจะตองหมายความถึงเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนจากประเภทหนึ่งเปนอีกประเภทหนึ่ง เชน ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินใชเพื่อประโยชนของ “โรงเรียน” ตอมาตองการเปลี่ยนแปลงเปนใชเพื่อประโยชนใน ที่ดินเปน “โรงพยาบาล” เปนตน ดังนั้น กรณีของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. ซึ่งมีฐานะเปนนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. และอยูภายในการกำหนดสิทธิในที่ดินเพื่อการศาสนาเมื่อไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยให ไดมาซึ่งที่ดินโดยมีวัตถุประสงคเพื่อใชประโยชนในเรื่องใด เชน โรงเรียน โรงพยาบาล เปนตน มูลนิธิก็สามารถ ดำเนินการใหอยูภายในขอบวัตถุประสงคของมูลนิธิควบคูไปกับการใชประโยชนในที่ดินที่ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่ง ที่ดินดังกลาว (บันทึกสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2076 ลงวันที่ 10 กันยายน 2564) 6. มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. ขอเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินจาก “โรงพยาบาล” เปนใชประโยชน ในที่ดิน “เพื่อกิจการโรงพยาบาลและเพื่อหารายไดสำหรับใชในกิจการของโรงพยาบาลและของมูลนิธิเกี่ยวกับ คริสตจักร ก.” เห็นวาการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนในที่ดินควรจะตองหมายถึงเปลี่ยนแปลงการใชประโยชน จากประเภทหนึ่งเปนอีกประเภทหนึ่ง เชน ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพื่อประโยชนของ “โรงเรียน” ตอมา ตองการเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนเปน “โรงพยาบาล” เปนตน กรณีนี้มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. ยังคง ดำเนินการใชประโยชนในที่ดินเพื่อโรงพยาบาลตามที่ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย สวนการใช ประโยชนในที่ดินเพื่อหารายไดสำหรับใชในกิจการของโรงพยาบาลและของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. นั้น เปนกรณี การดำเนินกิจการตาง ๆ ที่เปนการหารายไดจากการใชประโยชนในที่ดินเพื่อโรงพยาบาล เพื่อนำมาใชจายในการ ดำเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคของมูลนิธิ ซึ่งมาตรา 110 แหง ป.พ.พ. ไมไดบัญญัติหามมูลนิธิดำเนินกิจกรรม ในการหารายไดเพื่อนำมาใชจายในการดำเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคของการจัดตั้งมูลนิธินั้น เพียงแตการหารายได ของมูลนิธิมีขอจำกัดที่จะดำเนินการมุงหาผลประโยชนมาแบงปนกัน หรือมีการจัดการทรัพยสินมูลนิธิอันเปนการ หาประโยชนเพื่อบุคคลใดมิได ดังนั้น กรณีของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร ก. จึงไมใชกรณีการเปลี่ยนแปลงการใช


43๔๗ ประโยชนในที่ดินจากประเภทหนึ่งเปนอีกประเภทหนึ่งที่จะตองขออนุญาตแตอยางใด (บันทึกสํานักมาตรฐาน การทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2237 ลงวันที่ 28 กันยายน 2564) 7. การดําเนินกิจการของมูลนิธิจะตองดําเนินการตามวัตถุประสงคที่ไดจดทะเบียนจัดตั้งและวัตถุประสงคนั้น ตองอยูในขอบเขตตามที่บัญญัติไวในมาตรา 110 แหง ป.พ.พ. ซึ่งก็มิไดบัญญัติหามมูลนิธิดําเนินกิจการในการหา รายไดเพื่อนํามาใชจายในการดําเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคของมูลนิธิ ดังนั้น มูลนิธิจึงสามารถหารายไดจากการ รับจางเพื่อดําเนินกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได ถาการรับจางเพื่อดําเนินกิจกรรมนั้นสอดคลองกับวัตถุประสงคของ การจัดตั้ง สวนราชการจึงสามารถจัดจางมูลนิธิไดถาการดําเนินการตามการจัดจางนั้นอยูในขอบวัตถุประสงคและ ขอบังคบัของมูลนิธิรวมทั้งไมขัดตอบทบัญญัติของกฎหมาย (บันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 384/2551)


44 ๔๘ หลักฐานประกอบการพิจารณากรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอไดมาซึ่งที่ดิน (ใหทําเครื่องหมาย / ในชอง ที่ดําเนินการแลว) ๑. หลักฐานการจดทะเบียนเปนมูลนิธิ (แบบ ม.น.๒) ฉบับแรก หากมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งใหนํา ครั้งสุดทายมาประกอบเรื่องดวย และตองระบุรายชื่อคณะกรรมการชุดปจจุบันดานหลัง หากไมระบุ มูลนิธิตอง จัดทําบัญชีรายชื่อดังกลาว ๒. ตราสารหรือขอบังคบั 3. รายงานการประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมาโดยคณะกรรมการของมูลนิธิที่มา เขาประชุมตองลงนามใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอํานาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บคาธรรมเนียมการมอบอํานาจตามระเบียบดวย 4. กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนสุสาน ตองสงใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสาน 5. บันทึกถอยคาํ (ท.ด.๑๖) ของผูรับโอน สอบสวนรายละเอียดตามแบบ ม.น.๒ วามูลนิธิจดทะเบียนตาม กฎหมายที่ใด เลขหมายทะเบียนที่เทาไร จดทะเบียนครั้งแรก และจดทะเบียนครั้งสุดทายเมื่อใด สํานักงานแหง ใหญตั้งอยูที่ใด วัตถุประสงคยอของมูลนิธิเหตุผลความจําเปนที่ประสงคจะไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหมเพื่อใชประโยชน อยางไร มูลนิธิมีที่ดินเดิมหรือไม ใหแนบหลักฐานประกอบพรอมแจงการใชประโยชน ที่ดินเดิมของมูลนิธิ หากไดมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือไม หาก ยังไมไดรับอนุญาตก็สามารถยื่นคําขอยอนหลังได โดยใหมูลนิธิแจงความประสงคไวใน ท.ด.๑๖ และเจาหนาที่ที่ เกี่ยวของตองชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต เสร็จแลวสรุปเรื่องใหผูมีอํานาจพิจารณา ใหมูลนิธิบันทึกยอมรับเงื่อนไขตามนัยขอ ๑ ถึงขอ ๔ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓4 กรณีมูลนิธิมีที่ดินเดิมรวมกับที่ขอไดมาเกิน ๕๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติมตามนัยขอ ๒ ของหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๖๑0/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ และหากกรณีเกิน ๑๐๐ ไร ใหดําเนินการเพิ่มเติม ตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑0/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ 4 สิงหาคม ๒๕๓๕ กรณีเปนการซื้อที่ดิน ใหสอบสวนเพิ่มตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗10/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓5 6. บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูโอน กรณีใหที่ดินตองดําเนินการตามนัย ขอ ๒ ของหนังสือกระทรวง มหาดไทย ที่ มท ๐๗๑0/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ 7. คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมฯ (ท.ด.๑) (ท.ด.๑ ก) 8. สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มูลนิธิถือครองอยูหากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน, สําเนา น.ส.๑ หรือ น.ส.1 ก. ประกอบการพิจารณา 9. กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับแปลงที่ขอใหม ๑๐. หลักฐานของผูโอน เชน สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสําคัญการหยา ใบมรณบัตร 11. หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด ๑๒. หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) ๑๓. หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) ๑๔. คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคาํพิพากษาหรือคําสั่งศาล


45 ๔๙ ๑๕. ความเห็นของอําเภอและจังหวัด ตามนัยขอ ๑ และขอ 6 ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว 1๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ๑๖. กรณีขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใหใชเอกสารตาม ๑ - ๕, 8, 9, ๑๒, ๑๓ และ 15 17. การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (เวนการจดทะเบียนเฉพาะสวน หรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตาม ขั้นตอนตอไป ๑๘. เมื่อไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีแลว ในการจดทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ตองระบุใชประโยชน ในที่ดินตอจากชื่อมูลนิธิ เชน “(มูลนิธิ..............เพื่อการศกึษาของโรงเรียน................)” ลงในเอกสารที่เกี่ยวกับการ จดทะเบียนและสารบัญจดทะเบียน


46 ๕๐ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล....................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ………………...……….อําเภอ………………..…………………………………..………… โฉนดหมายเลขที่………………………………...………..….จังหวัด………………………………….…………………..……… ที่วาการ.................................................................. วันที่.....................เดือน.........................พ.ศ......................... ขาพเจา.........................มูลนิธิฯ............(โดย..............แทน)........................อายุ..........ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร......................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล............................................................................ อําเภอ...................................................จังหวัด........................................................................................................ ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน...................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่มูลนิธิ.......................(รับให/ซื้อ ฯลฯ ) ที่ดินแปลงเครื่องหมายดังกลาวขางตน จาก........................ เพื่อใชประโยชนเปน......................ขาพเจาในฐานะตัวแทนมูลนิธิฯ ขอใหถอยคาํตอพนักงานเจาหนาที่ดังนี้ 1. มูลนิธิฯ เปนมูลนิธิฯ ที่ถูกตองตาม ป.พ.พ. ไดรับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการตามใบอนุญาตตั้ง สมาคม หรือองคการ เลขที่....................เลขคําขอที่........................ลงวันที่............................................................. 2. วัตถุประสงคโดยยอเพื่อ.......................(ดูตราสารมูลนิธิฯ ประกอบ)..................................................... 3. ที่ดินของมูลนิธิฯ มีอยูเดิมจํานวน..................แปลง เนื้อที่.......................(ตามบัญชีรายละเอียดที่แนบ) 4. เมื่อมูลนิธิฯ ไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินแปลงนี้แลว ขอยอมรับเง่ือนไขตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท 0610/ว 20300 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2535 ขอ 1 และขอ 4 (ระบุรายละเอียดดวย) เจาหนาที่อานใหฟงแลวขอรับรองวาถูกตอง เปนวามจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐานตอ หนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก หมายเหตุ 1. ถามูลนิธฯิมีที่ดินเกิน 50 ไรหรือ 100 ไรตองดําเนินการเพิ่มเติมตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่มท 0610/ ว 20300 ลงวนัที่ 4 สิงหาคม 2535 ขอ 2 และขอ 3 ตามลําดับ 2.กรณีมูลนิธฯิขอซื้อที่ดินหากเงินที่ซื้อไดมาจากการบริจาค ใหระบุผูบริจาค หากเปนองคการตางประเทศ เปนผูบริจาค  มีความสมัพันธอยางไรกับมูลนิธิและมูลนิธิฯ ไดรับผลตอบแทนจากองคการฯ หรือไมอยางไร มูลนิธิฯ ขอไดมาซึ่งที่ดิน


47๕๑ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล....................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ………………………....อําเภอ………………..………………………..……………….… โฉนดหมายเลขที่…………………..………………………....จังหวัด………………………………….………………….……… ที่วาการ.................................................................. วันที่.....................เดือน...........................พ.ศ...................... ขาพเจา.........................มูลนิธิฯ............(โดย..............แทน)........................อายุ.........ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร........................................................................ อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล........................................................................... อําเภอ...................................................จังหวัด....................................................................................................... ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน......................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่พนักงานเจาหนาที่แจงใหทราบวา การไดมาซ่ึงที่ดินแปลงดังกลาวขางตน ยังมิไดรับอนุญาตจาก รัฐมนตรีฯ นั้น ขาพเจาในฐานะตัวแทนมูลนิธิฯ ขอใหถอยคาํตอพนักงานเจาหนาที่ดังนี้ ๑. มูลนิธิฯ มีความประสงคจะขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวยอนหลังใหเปนการถูกตองตามกฎหมาย (พรอมกับการขอไดมาซึ่งที่ดินครั้งนี้ดวย) ๒. ที่ดินตามโฉนดเลขที่...............อําเภอ..............จังหวัด……………มูลนิธิฯ ไดใชประโยชนเพื่อ................. โดยรับให, ซื้อมาจาก..................จดทะเบียนฯ ออกโฉนดเมื่อวันที่............................. 3. มูลนิธิฯ มีที่ดินเดิมอยูแลว.......... แปลง เนื้อที่............ (โดยรวมแปลงที่ขอยอนหลังดวยแลว และหากมี ขอแปลงใหมพรอมกับขอยอนหลัง ใหรวมจํานวนแปลงและเนื้อที่กับแปลงที่ขอยอนหลังดวย) เจาหนาที่อานใหฟงแลว ขอรับรองวาถูกตอง เปนความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐานตอ หนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก หมายเหตุ 1. สําหรับกรณีขอยอนหลังอยางเดียว ตองสอบสวนและใชหลักฐานตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีขอไดมาซึ่งที่ดินกรณีปกติ แตไมตองดําเนินการตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวนัที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ขอ ๑ ๒. ใหเจาหนาที่ผูรับผิดชอบชี้แจงประกอบดวย โดยแยกบันทึกตางหากจากบันทึกของมูลนิธิฯ มูลนิธิฯ ขอไดมาซึ่งที่ดินยอนหลัง


48 ๕๒ (ท.ด.9) คําขอ....ไดมาซึ่งที่ดินยอนหลัง............ ฉบบัที่............................................... ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล....................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ………………………....อําเภอ………………..………………………..……………….… โฉนดหมายเลขที่……………………………………………....จังหวัด………………………………….………………….……… วันที่.....................เดือน...........................พ.ศ...................... ขาพเจา.........................มูลนิธิฯ............................(โดย...................แทน)........................อายุ................ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................บุตร............................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.........................หมูที่...........ตําบล...................................................................... อําเภอ..............................................................จังหวัด.....................................................................ขอยื่นคําขอตอ เจาพนักงานที่ดิน.........................................ดวยความสัตยจริงวา ขอ 1. ดวยการไดมาซึ่งที่ดินแปลงเครื่องหมายขางบนนี้ ยังมิไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ขาพเจาในฐานะ ตัวแทนมูลนิธิฯ จึงยื่นคําขอตอพนักงานเจาหนาที่ ดังนี้ ๑. มูลนิธิฯ มีความประสงคจะขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวยอนหลังใหเปนการถูกตองตาม กฎหมาย ๒. ที่ดินตามโฉนดเลขที่...............อําเภอ.................จังหวัด………………..…มูลนิธิฯ ไดใชประโยชน เพื่อ.......................โดยรับให, ซื้อมาจาก............................จดทะเบียนฯ ออกโฉนดเมื่อวันที่............................. 3. มูลนิธิฯ มีที่ดินเดิมอยูแลว.......... แปลง เนื้อที่................. (โดยรวมแปลงที่ขอยอนหลังดวยแลว) ขอ 2. ฉะนั้นขอใหเจาพนักงานที่ดิน...ไดโปรดดําเนินการขออนุญาตรัฐมนตรีฯ ใหถูกตองตามกฎหมายดวย ขาพเจายอมเสียคาธรรมเนียมตามระเบียบ................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ....................................................ผูขอ ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน หมายเหตุ 1. สําหรับกรณีขอยอนหลังอยางเดียว ตองสอบสวนและใชหลักฐานตางๆ เชนเดียวกับกรณีขอไดมาซึ่งที่ดิน กรณีปกติ แตไมตองดําเนินการตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวนัที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ขอ ๑ ๒. ใหเจาหนาที่ผูรับผิดชอบชี้แจงประกอบดวย โดยแยกบันทึกตางหากจากบันทึกของมูลนิธิฯ กรณี มูลนิธิฯ ขอไดมาซึ่งที่ดิน ยอนหลังอยางเดียว


49 ๕๓ แบบรายงานผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร สงตามหนังสือจังหวัด…………………ที่......................ลงวันที่............เดือน...............พ.ศ....................... ลําดับที่ ชื่อมูลนิธิ วตัถุประสงค ของมูลนิธิ หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ผลการ ตรวจสอบ หมาย ชนิด เลขที่ ตําบล อําเภอ จังหวัด เหตุ ลงชื่อ............................................ผูตรวจสอบ (...........................................)


51 ๕๔ การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน


53๕๕ 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ๑.๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ ๑.2 พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ ๑.3 พระราชบัญญัติการบริหารองคกรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ 1.4 กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ ๑.5 กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 1.6 ระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย วาดวยการจัดการทรัพยสินและการจัดหาผลประโยชน ของสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดและมัสยิด พ.ศ.2560 1.7 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒54๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดิน และผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ๑.8 หนังสือกรมที่ดิน ที่มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖๔๗ ลงวันที่7 กรกฎาคม ๒๕๒๔ เร่อืง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.9 หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓4 เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดิน ของนิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.10 หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท 0710/ว ๐๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕42 เรื่อง การยกเวน ภาษีเงนิไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกหรือมัสยิด ๑.11 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว 0๒๖๗๔ ลงวันที่ ๒4 มกราคม ๒๕4๓ เรื่อง การขอไดมาซึ่งที่ดินของ นิติบุคคลตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.12 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๘/ว ๑๑๒๔๒ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ๑.๑3 หนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่มท ๐๕๑๕/ว 8๑9๐ ลงวันที่๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่องการขอไดมาซ่งึที่ดินของ นิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน 1.๑4 หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๕/ว ๐๐9๔๕ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕49 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับ การเรียกเก็บอากรแสตมป ๒. หลักเกณฑการขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอสิลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน มัสยิดที่จะขอไดมาซึ่งที่ดินจะตองเปนมัสยิดที่มีสภาพเปนนิติบุคคลตามกฎหมายแลว ๓. ความหมายของมัสยิด “มัสยิด” หมายความวา สถานที่ซึ่งมุสลิมใชประกอบศาสนกิจ โดยจะตองมีละหมาดวันศุกรเปนปกติและเปน สถานที่สอนศาสนาอิสลาม “อิหมาม” หมายความวา ผูนําศาสนาอิสลามประจํามัสยิด “คอเต็บ” หมายความวา ผูแสดงธรรมประจํามัสยิด “บิหลั่น” หมายความวา ผูประกาศเชิญชวนใหมุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน


54 ๕๖ ๔. การทำนิติกรรมแทนมัสยิด (ผูแทนมัสยิด) ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพยสินของมัสยิดใหคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดอาจมีมติมอบหมายให กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเปนผูทำการแทนสำนักงาน โดยใหระบุไวในบันทึกรายงานการประชุมหรือจัดทำ เปนเอกสารใหแจงชัด (ระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแหงประเทศไทย วาดวยการจัดการทรัพยสินและการจัดหา ผลประโยชนของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด พ.ศ. ๒๕60) ๕. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอำนาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่เห็นวาไมควรอนุญาต ใหเสนอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ 6. หลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณากรณีมัสยิดอิสลามขอไดมาซึ่งที่ดิน 6.1 สำเนาทะเบียนมัสยิด (แบบ บอ.๒) หรือ ๖.๒ หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมัสยิด (แบบ บอ.๓) ๖.๓ รายงานการประชุมของคณะกรรมการเกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมาโดยคณะกรรมการที่เขาประชุมตองลงนาม ใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอำนาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บคาธรรมเนียม การมอบอำนาจตามระเบียบดวย ๖.๔ กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนที่สุสาน ตองมีใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสานประกอบการพิจารณา ๖.๕ บัญชีรายรับ-รายจาย การดำเนินการในรอบปที่ผานมา ๖.๖ บัญชีที่ดินเดิมที่มัสยิดไดรับอนุญาตแลว พรอมแจงการใชประโยชนในที่ดินดังกลาว 6.7 สำเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มัสยิดถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ใหใชสำเนาใบไตสวน สำเนาแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจนการทำประโยชน เพื่อ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชนตามมาตรา 58 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (น.ส.๑) หรือ (น.ส.๑ ก.) ประกอบ เรื่องพิจารณา ๖.๘ กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหแสดงแผนผังการตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับที่ดินแปลงที่ ขอใหมใหชัดเจน 6.9 หลักฐานของผูโอน เชน บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสำคัญการหยา ใบมรณบัตร ฯลฯ ๖.๑๐ หนังสือยินยอมใหทำนิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณีเปนโสดใหบันทึกโสด ๖.๑๑ หนังสือมอบอำนาจใหทำนิติกรรม (ถามี) ๖.๑๒ หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) ๖.๑๓ สำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล 7. ขั้นตอนการดำเนินการของเจาหนาที่ ใหดำเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ดังนี้


55 ๕๗ 7.๑ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร 7.๑.๑ เมื่อมีการยื่นคำขอใหไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ ตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคำผูขอตามแบบที่กำหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0710/ว 02674 ลงวันที่ ๒4 มกราคม ๒๕4๓ 7.1.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดำเนินการใหได ใหสำนักงานที่ดินที่รับคำขอดำเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ตรวจสอบทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สำนักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซึ่งจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสำนักงานที่ดินที่รับคำขอ ดำเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินจากระบบงาน จัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิม สงใหสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา ทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทาง ทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดำเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 7.1.3 สำนักงานที่ดินที่รับคำขอประสานงานกับผูอำนวยการเขตที่ที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทำการ ตรวจสอบขอเท็จจริงวา ที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดง ความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา 7.1.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสำนักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริง และความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากผูอำนวยการเขตแลว ใหสงเรื่องให กรมที่ดินเพื่อพิจารณาขออนุญาตอธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยตอไป 7.๑.5 เมื่อกรมที่ดินรับเรื่องแลวใหเจาหนาที่พิจารณาเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยสั่งอนุญาต 7.๑.6 กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ใหมัสยิดฯ รับโอนที่ดินไป โดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ใหแจงมัสยิดดำเนินการยื่นคำขอใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว ตาม ๗.1.๑ - 7.๑.๓ และใหแจงเจาหนาที่ที่เกี่ยวของชี้แจงเหตุผลที่ไดดำเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือ


56 ๕๘ แสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต แลวสรุปเรื่องเสนออธิบดีในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีฯ เพื่อพิจารณา สั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตอง 7.๑.7 เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลว ใหสงเรื่องคืนสํานักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร 7.๑.8 ใหพนักงานเจาหนาที่สงหนังสือแจงผูขอเพื่อใหไปดําเนินการตอไป 7.1.9 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหมัสยิด รับโอนที่ดิน หรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการ ศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 7.๒ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น 7.๒.๑ เมื่อมีการยื่นคําขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลาม ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน เชน รับให ซื้อ รับมรดก ไดมาโดยการครอบครอง ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ฯลฯ ใหพนักงานเจาหนาที่ตรวจสอบ หลักฐานและสอบสวนบันทึกถอยคําผูขอตามแบบที่กําหนดในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว 0๒๖๗๔ ลงวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๓ 7.2.2 หากเห็นวาอยูในหลักเกณฑที่จะดําเนินการใหได ใหสํานักงานที่ดินที่รับคําขอดําเนินการ ดังนี้ (๑) สอบถามขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมไปยังสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ทางระบบงาน จัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) โดยพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักงานที่ดินจากระบบงานจัดเก็บขอมูลฯ โดยใหเจาหนาที่ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกน บัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินตรวจสอบทางระบบงานจัดเก็บขอมูล ทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรม เจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) (๒) เมื่อสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ไดรับขอมูลการตรวจสอบที่ดินเดิมจาก สํานักงานที่ดินทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) แลว ใหตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมซ่ึงจัดเก็บที่กรมที่ดินวามีขอมูลตรงกัน หรือไม หากไมถูกตองตรงกันใหสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน แจงสํานักงานที่ดินที่รับคําขอ ดําเนินการแกไขใหถูกตองครบถวนกอน เสร็จแลวจัดพิมพบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลเพื่อ การศาสนา ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ฉบับหัวสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดินโดยใหเจาหนาที่ ลงนามรับรองการตรวจสอบเสร็จแลวสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงใหสํานักงานที่ดินจังหวัด สํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกทางระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) (คูมือฝกอบรมเจาหนาที่ผูใชระบบงาน : ระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา หนาที่ 1) ***อนึ่ง หากระบบงานจัดเก็บขอมูลทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาฯ มีขอขัดของ ไมสามารถสแกนบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมสงทางระบบงานฯ ได ใหดําเนินการจัดสงโดยทางโทรสารหรือ โดยวิธีอื่นโดยอนุโลม 7.2.3 สํานักงานที่ดินที่รับคําขอประสานงานกับนายอําเภอหรือปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิ่งอําเภอ ทองที่ ซึ่งที่ดินตั้งอยูเพื่อออกไปทําการตรวจสอบขอเท็จจริงวาที่ดินดังกลาวมีสภาพเหมาะสมกับการประกอบ ศาสนกิจหรือไมเพียงใด โดยใหแสดงความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นประกอบการพิจารณา


57 ๕๙ 7.2.4 เมื่อไดรับบัญชีตรวจสอบขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมจากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน และ ผลการตรวจสอบขอเท็จจริงและความเห็นพรอมทั้งเหตุผลในการใหความเห็นจากอําเภอหรือกิ่งอําเภอแลว ใหดําเนินการดังนี้ (1) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดรับคําขอ ใหเสนอเร่ืองตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการ แทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งการ (2) กรณีสํานักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือสํานักงานที่ดินสวนแยกรับคําขอ ใหสงเรื่องใหสํานักงานที่ดิน จังหวัดเพื่อเสนอเรื่องตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อ พิจารณาสั่งการ 7.๒.๕ กรณีตรวจสอบพบวามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน หรือไดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ใหมัสยิดรับโอนที่ดินไปโดยไมไดขออนุญาตจากรัฐมนตรีฯ ใหแจงมัสยิดดําเนินการยื่นคําขอใหไดมาซึ่งที่ดิน ดังกลาว ตาม 7.2.1 - 7.2.4 และใหเจาหนาที่ที่เกี่ยวของ ชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต แลวสรุปเรื่องเสนอตอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาสั่งอนุญาตยอนหลังใหเปนการถูกตองตอไป 7.๒.๖ เมื่อมีคําสั่งอนุญาตแลวใหดําเนินการ ดังนี้ ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดรายงานผลการสั่งอนุญาตโดยพิมพรายงานผลการสั่งอนุญาตจาก ระบบงานจัดเก็บขอมูลทางทะเบียนที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน (M84) และดําเนินการตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ ใหกรมที่ดินทราบภายใน 7 วัน นับแตวันที่สั่งอนุญาตแลวแจงผูขอมาดําเนินการตอไป เพื่อใหกรมที่ดินรวบรวม รายงานผลการสั่งอนุญาตใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยทราบ 7.2.7 เมื่อพนักงานเจาหนาที่ไดแจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหมัสยิด รับโอนที่ดินหรือสั่งอนุญาตยอนหลังแลว ใหจังหวัดรายงานกรมที่ดินทราบ ตามบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖ 8. การขอไดมาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลามประเภทตาง ๆ 8.1 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการรับมรดกตามพินัยกรรม พิจารณาพินัยกรรมวาชอบตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิยหรือไม 8.2 การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (ไมเต็มแปลงตามโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทํา ประโยชน (น.ส.๓) (น.ส.๓ ก.) เวนการจดทะเบียนเฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอ ทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมกอน แลวจึงดําเนินการตามขั้นตอนตอไป 8.3 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา ๑๓๖7 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาดําเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมา โดยการครอบครอง พ.ศ. 2551 8.4 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินตามมาตรา ๑๓8๒ แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาจากคําพิพากษาหรือคําสั่งศาลอันถึงที่สุดแสดงวามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.๒497) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒497 ประกอบ ระเบียบกรมที่ดิน วาดวยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งไดมาโดยการครอบครอง พ.ศ. 2551


58 ๖๐ ๘.๕ การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการขอรับโอนตามคําสั่งศาลหรือโอนตามคําพิพากษา พิจารณาวาศาลมีคําสั่งถึงที่สุดแลวและมีหลักฐานหนังสือแสดงวาคดีถึงที่สุดแลว 8.6 การขอใหไดมาซึ่งที่ดินโดยการโอนใหตัวการ ตามมาตรา 797 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย พิจารณาใหไดขอเท็จจริงวาขณะที่ตัวแทนรับโอนที่ดินไวแทนมัสยิดนั้น มัสยิดจะตองมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามกฎหมายอยูแลว และการรับโอนที่ดินไวแทนนั้นจะตองเปนไปตามเจตนาของผูโอนดวยวามีความประสงคจะโอนใหแก มัสยิดจริง แตเนื่องจากมีเหตุขัดของไมสามารถโอนใหแกมัสยิดในขณะนั้นไดจึงโอนลงชื่อตัวแทนไวกอน ๘.7 การขอไดมาซึ่งที่ดินโดยการรังวัดออกโฉนดที่ดิน (๑) กรณีมัสยิดยื่นคําขอหรือนํารังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส.๓) (น.ส.๓ ก.) สําหรับที่ดินที่ไดมาภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ เมื่อพนักงานเจาหนาที่รับคําขอสอบสวน และ ดําเนินการตามขั้นตอนตาง ๆ เชนเดียวกับกรณีมัสยิดขอไดมาซ่ึงที่ดินในขอ 7 ทุกประการแลว กอนแจกโฉนด ที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ตองเสนออธิบดีกรมที่ดินในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ตองเสนอผูวาราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยเปนผูพิจารณาสั่งการ (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๒/๔/ว ๑๔๖๔๗ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๔ และ ดวนมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว 8190 ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕4๖) (๒) กรณีขอออกโฉนดที่ดินที่งอก หากที่งอกเปนที่ดินเกิดหลังประมวลกฎหมายที่ดินตองพิจารณา ดําเนินการตาม ๘.๗ (๑) 9. การจําหนายที่ดินของมัสยิดอิสลาม มัสยิดอิสลามจําหนายที่ดินไดโดยไมตองขออนุญาตรัฐมนตรีหรืออธิบดีกรมที่ดินกอน (ไมมีกฎหมายกําหนดให ขออนุญาตกอน) 10. การเรียกเก็บคาธรรมเนียม 10.๑ หลักเกณฑการเรียกเก็บคาธรรมเนียมในการโอนที่ดินใหมัสยิดอิสลาม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 กําหนดวา “คาจดทะเบียนเฉพาะในกรณีที่วัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมัน คาธอลิก หรือมัสยิดอิสลาม เปนผูรับให เพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน ทั้งนี้ ในสวนที่ไดมารวมกับที่ดินที่มีอยูกอน แลวไมเกิน ๕๐ ไร เรียกตามราคาประเมินทุนทรัพยตามที่คณะกรรมการกําหนดราคาประเมินทุนทรัพยกําหนด รอยละ ๐.๐๑” คําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน” ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) หมายถึงที่ตั้งของ สถานที่ใดๆ ซึ่งมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทางศาสนาของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิดอิสลาม และรวมถึงบริเวณของสถานที่ดังกลาวดวย เชน ที่ตั้งของมัสยิด โบสถ วิหาร กุฏิสงฆ ศาลาการเปรียญ ฌาปนสถาน และที่ธรณีสงฆ ที่มีลักษณะการใชประโยชนตามนัยดังกลาว สวนสถานที่ที่มีไวเพื่อการอยางอื่นมิไดมีไวเพื่อปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อในทาง ศาสนา เชน ที่ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โรงเลี้ยงเด็ก เปนตน ไมใช “ที่ตั้งศาสนสถาน” แตอยางใด (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๘/ว ๑๑๒๔2 ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕4๔ เรื่อง ความหมายของคําวา “ที่ตั้งศาสนสถาน”)


59๖๑ สรุป หลักเกณฑการพิจารณาเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔7 (พ.ศ. ๒๕๔1)ฯ ขอ ๒ (7) (จ) ซึ่งใหเรียกเก็บคาธรรมเนียมรอยละ 0.01 ดังนี้ ๑. ใชกับวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก มัสยิดอิสลามเทานั้น (มูลนิธิคริสตจักรไมไดสิทธิตาม กฎกระทรวงฉบับนี้) ๒. เปนกรณรีับใหที่ดิน 3. เพื่อใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน (ความหมายตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท 0728/ว 11242 ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕44) ๔. เมื่อรวมกับที่ดินซึ่งเปนที่ตั้งศาสนสถานที่มีอยูกอนแลวไมเกิน ๕๐ ไร 10.๒ หลักเกณฑการเรียกเก็บภาษีเงินได และภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีโอนที่ดินใหมัสยิดอิสลาม พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรวาดวยการยกเวนรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๒๖) พ.ศ. ๒๕4๑ และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๑๔ (พ.ศ. ๒๕4๑) ออกตามความในประมวลรัษฎากร วาดวยการยกเวนรัษฎากร ใหยกเวนภาษีเงินไดนิติบุคคล ภาษีเงินไดบุคคลธรรมดา และภาษีธุรกิจเฉพาะ สําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด เฉพาะการโอนที่ดินสวน ที่ทําใหวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิก หรือมัสยิด มีที่ดินไมเกินหาสิบไร (หนังสือกรมที่ดิน ดวนที่สุด ที่ มท ๐7๑๐/ว 0๖๒๓๒ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ ๒๕4๒ เรื่อง การยกเวนภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอน กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหแกวัด วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิกหรือมัสยิด) ขอสังเกต การเรียกเก็บภาษีเงินไดและภาษีธุรกิจเฉพาะสําหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในที่ดินโดยไมมีคาตอบแทนใหมัสยิดเฉพาะการโอนที่ดินสวนที่ทําใหมัสยิดมีที่ดินไมเกิน ๕๐ ไร ไมตองพิจารณาวาเปน ที่ดินประเภทใด ซึ่งตางกับกรณีการเรียกเก็บคาธรรมเนียมตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑) ขอ ๒ (7) (จ) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 ซึ่งตองเปนที่ดินที่ใชเปนที่ตั้งศาสนสถาน เทานั้น 10.3 คาอากรแสตมป มาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร กําหนดวา ถาฝายที่ตองเสียอากรเปนรัฐบาล เจาพนักงานผูกระทํา งานของรัฐบาลโดยหนาที่ บุคคลผูกระทําการในนามของรัฐบาล องคการบริหารราชการสวนทองถิ่น สภากาชาดไทย วัดวาอาราม และองคการศาสนาใด ๆ ในราชอาณาจักรซึ่งเปนนิติบุคคล อากรเปนอันไมตองเสีย ดังนั้น กรณี จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหโดยเสนหาไมมีคาตอบแทน หากฝายผูรับโอนซึ่งเปนฝายที่ตองเสียอากรไดรับการ ยกเวนอากรตามกฎหมาย พนักงานเจาหนาที่ไมตองเรียกเก็บอากรแสตมป เชน กรณีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดย ไมมีคาตอบแทนใหแก สวนราชการ สภากาชาดไทย วัด มัสยิด หรือองคการศาสนาอื่นในราชอาณาจักรซึ่งเปน นิติบุคคล เปนตน เนื่องจากหนวยงานที่รับโอนดังกลาวไดรับการยกเวนอากร ตามมาตรา 121 แหงประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมที่ดิน มท 0515/ว 00945 ลงวันที่ 13 มกราคม 2549) 11. การทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบคุคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ใหสํานักงานที่ดินจังหวัดและสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูใชสมุดเบอร 2 ทําบัญชีทะเบียนที่ดินของนิติบุคคล เพื่อการศาสนาตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน โดยใหสํานักงานที่ดินจังหวัดจัดทํารวมทั้งจังหวัดแหงหนึ่ง และสํานักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยูจัดทําในเขตทองที่อีกแหงหนึ่งเพื่อประโยชนในการตรวจสอบคราวตอไป โดยแยกเก็บ ตามตัวอักษรตัวหนาของชื่อนิติบุคคลนั้นแลวนําขอมูลที่ดินที่มีอยูเดิมของนิติบุคคลที่ไดจากการตรวจสอบขอมูล จากสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน ลงในบัญชีทะเบียนที่ดินดังกลาวตามลําดับการไดมาซึ่งที่ดิน กอนหลัง แลวจึงนําขอมูลที่ดินที่แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใหนิติบุคคลนั้น รับโอนที่ดินซึ่งไดรับอนุญาตลงเปนลําดับตอไป


60 ๖๒ แนวคําพิพากษาศาลฎีกา คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2514 มัสยิดอาจไดกรรมสิทธิ์ที่ดินตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1382 ได ตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 มาตรา 5 ใหมัสยิดซ่ึงไดจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่แลว เปนนิติบุคคลซึ่งหมายความวาใหเปนนิติบุคคลตั้งแตวันที่ไดจดทะเบียนเปนตนไป แตปรากฏวามัสยิดจําเลยรวม จดทะเบียนเมื่อ 26 กรกฎาคม 2499 การที่จะถือวา อ. ยกที่ดินพิพาทใหจําเลยตั้งแต พ.ศ. 2498 ยอมเปนไป ไมไดเพราะการใหตองมีผูรับ แมจะฟงวาจําเลยรวมครอบครองปรปกษตอมาหลังจากการยกใหที่ไมถูกตองตาม กฎหมาย ก็ตองนับการครอบครองแตวันเปนนิติบุคคลเปนตนไป แตถานับตั้งแตวันที่ 26 กรกฎาคม 2499 จนถึง วันที่โจทกฟอง คือ วันที่ 15 กรกฎาคม 2509 แลว ก็เห็นไดวายังไมครบ 10 ป จึงไมอาจไดกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 แหง ป.พ.พ. คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 62/2520 ผ.ยกที่พิพาทใหมัสยิดโจทก โจทกครอบครองเก็บคาเชาตลอดมา ผ.ถึงแกกรรมโดยไมไดจดทะเบียนยกให เพื่อ ประหยัดคา ใชจายในการดําเนินคดีเรื่องครอบครองปรปกษกรรมการโจทกจึงประชุมใหจําเลยทั้งสองรับโอนที่ดิน พิพาทในฐานะทายาทของ ผ. เสียกอน แลวใหจําเลยทั้งสองโอนใหโจทก จําเลยทั้งสองรับโอนที่ดินพิพาทในฐานะ ทายาทแลว จําเลยที่ 1 ไมยอมโอนที่ดินพิพาทใหโจทก ดังนี้ จําเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดก็เพื่อความสะดวกในการ ที่จะโอนใหโจทกตอไป ไมมีสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท โจทกชอบที่จะฟองขอใหเพิกถอนพฤติกรรมการรับโอนของ จําเลยที่ 1 ได โจทกเปนมัสยิดอิสลามการไดที่ดินมาของโจทกตองไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เมื่อยังไม ปรากฏวาไดรับอนุญาตแลว กรณีก็ไมอาจบังคับตามคําขอทายฟองของโจทกที่ขอใหใสชื่อโจทกเปนเจาของที่ พิพาทในโฉนดได คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 4437/2550 ส. บิดาโจทกทั้งสองไดอุทิศที่ดินพิพาทใหแกมัสยิดเพื่อใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ตอมาไดมีการ กอสรางมัสยิดลงบนที่ดินดังกลาวรวมทั้งบางสวนไดทําเปนสุสานฝงศพผูนับถือศาสนาอิสลาม การอุทิศที่ดินรวมทั้ง ที่ดินพิพาทเปนการอุทิศเพื่อประโยชนแกชาวบานผูนับถือศาสนาอิสลามหรืออิสลามนิกชนโดยทั่วไป มิไดจํากัดแต เพียงเพื่อประโยชนแกบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ถือไดวาที่ดินดังกลาวตก เปนสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทพลเมืองใชรวมกันนับแตเวลาที่อุทิศแลว แมโจทกทั้งสองจะมีชื่อเปนผูถือ กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกลาว โจทกทั้งสองก็ไมมีอํานาจนําที่ดินดังกลาวรวมทั้งที่ดินพิพาทใหจําเลยเชา


61 ๖๓ หลักฐานประกอบการพิจารณากรณีมัสยิดอสิลามขอไดมาซึ่งที่ดิน (ใหทําเคร่ืองหมาย / ในชอง ที่ดําเนินการแลว) 1. สําเนาทะเบียนมัสยิด (เเบบ ม.อ.2) ๒. สําเนาประกาศนียบัตรแตงตั้งกรรมการมัสยิด หรือเรื่องราวแจงการแตงตั้งเปลี่ยนแปลง อิหมาม คอเต็บ บิหลั่น กรรมการมัสยิด หรือสถานที่ตั้งแบบ (ม.อ.๓) ๓. รายงานการประชุมของมัสยิดที่ลงมติเกี่ยวกับที่ดินที่ขอไดมา โดยคณะกรรมการของมัสยิดที่มาเขาประชุมตอง ลงนามใหครบถวน หากใชรายงานการประชุมแทนหนังสือมอบอํานาจใหเจาพนักงานที่ดินสั่งการ พรอมเรียกเก็บ คาธรรมเนียมการมอบอํานาจตามระเบียบดวย ๔. กรณีขอไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใชเปนสุสาน ตองสงใบอนุญาตใหจัดตั้งสุสาน ๕. บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูรับโอน สอบสวนรายละเอียดตามทะเบียนมัสยิด (แบบ ม.อ.2) วามัสยิด ตั้งอยูที่ใด จดทะเบียนเมื่อใด มีกรรมการกี่คน ใครเปนอิหมาม คอเต็บ และบิหลั่น เหตุผลความจําเปนที่มัสยิด ขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงใหม เพื่อใชประโยชนอยางไร มัสยิดมีที่ดินเดิมหรือไม ใหแนบหลักฐานประกอบ พรอมแจง การใชประโยชน ที่ดินเดิมของมัสยิด หากไดมาหลังประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับ ไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี หรือไม หากยังไมไดรับอนุญาตก็สามารถยื่นคาํขอยอนหลังไดโดยใหมัสยิดแจงความประสงคไวใน ท.ด.๑๖ และเจาหนาที่ ที่เกี่ยวของตองชี้แจงเหตุผลที่ไดดําเนินการจดทะเบียนหรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไมไดรับอนุญาต เสร็จแลวสรุปเรื่องใหผูมีอํานาจพิจารณา กรณีเปนการซื้อที่ดินใหสอบสวนเพิ่มตามนัยขอ ๓ ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน 2534 6. บันทึกถอยคํา (ท.ด.๑๖) ของผูโอน กรณใีหที่ดินตองดําเนินการตามนัยขอ ๒ ของหนังสอกระทรวงมหาดไทย ื ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ 7. คําขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ฯ (ท.ด.๑) 8. สําเนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตและแปลงที่มัสยิดถือครองอยู หากไดมากอนประมวล กฎหมายที่ดินใชบังคับ ก็ใหสงสําเนาใบไตสวน, สําเนา น.ส.๑ หรือ น.ส.1 ก. ประกอบการพิจารณา 9. กรณีเปนการขยายพื้นที่เดิมหรือเปนทางเขาออกใหตอรูปแผนที่ที่ดินเดิมกับแปลงที่ขอ ใหม ๑๐. หลักฐานของผูโอน เชน สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน ทะเบียนสมรส ใบสําคัญการหยา ใบมรณบัตร ๑๑. หนังสือยินยอมใหทํานิติกรรมของคูสมรส ทั้งชอบและมิชอบดวยกฎหมาย ถาเปนสินสวนตัวใหแนบ หลักฐานประกอบ และกรณเีปนโสดใหบันทึกโสด ๑๒. หนังสือมอบอํานาจใหทํานิติกรรม (ถามี) ๑3. หลักฐานการปดประกาศ (ถามี) ๑๔. คําพิพากษาหรือคําสั่งศาล และหลักฐานแสดงวาคดีถึงที่สุด ในกรณีโอนตามคําพิพากษา หรือคําสั่งศาล ๑๕. ความเห็นของอําเภอและจังหวัด ตามนัยขอ ๑ และขอ 6 ของหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑0/ว ๑๐๑๐ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓4


62 ๖๔ ๑๖. กรณีขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใหใชเอกสารตาม ๑-๕, 8, 9, ๑๒, ๑๓ และ 1๕ ๑7. การขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพียงบางสวน (เวนการจดทะเบียนเฉพาะสวนหรือขอถือกรรมสิทธิ์รวม) ควรใหเจาของที่ดินยื่นคําขอทําการรังวัดแบงแยกและจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมกอนแลวจึงดําเนินการตาม ขั้นตอนตอไป …………………………………………. (เจาพนักงานที่ดินจังหวัด / สาขา หัวหนาสวนแยก / ผูตรวจสอบ)


63 ๖๕ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง.....................................................................ตําบล........................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ……………………….อําเภอ………………..…………………………………….....……… โฉนดหมายเลขที่…………………………………………….จังหวัด………………………………….…..……………...………… ที่วาการ................................................................... วันที่.....................เดือน..........................พ.ศ......................... ขาพเจา.........มัสยิด.......................................(โดย...........................................แทน).....อายุ....................ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร.......................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล............................................................................. อําเภอ...................................................จังหวดั......................................................................................................... ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน...................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่...มัสยิดฯ..ขอ...(รับให/ซื้อ ฯลฯ ) ที่ดินแปลงเคร่อืงหมายดังกลาวขางตน จาก............................... เพื่อใชประโยชนเปน......................ขาพเจาในฐานะตัวแทนมัสยิดฯ ขอใหถอยคําตอพนักงานเจาหนาที่ ดังนี้ 1. มัสยิดฯ ตั้งอยูหมูที่.......ตําบล.......อําเภอ......จังหวัด......จดทะเบียนเมื่อวันที่...................................... หมายเลขทะเบียนที่................................... 2. มัสยิดฯ มีคณะกรรมการ......คน โดยมี.......เปนอิหมาม........เปนคอเต็บ........เปนบิหลั่น และในการขอ ไดมาซึ่งที่ดินครั้งนี้ คณะกรรมการไดลงมติให.........มาดําเนินการแทน 3. มัสยิดฯ มีที่ดินอยูแลว.........แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่..................อําเภอ...............จังหวัด.................. เนื้อที่...........................................เปนที่ตั้งมัสยิด 4. มัสยิดฯ มีถาวรวัตถุ ดังนี้......................................................................................................................... 5. มัสยิดฯ ขอรับใหที่ดินแปลงดังกลาวขางตนเพื่อ.....................เมื่อรวมกับที่ดินตาม 3 เปน............แปลง เนื้อที่รวม................................................ 6. มัสยิดฯ ขอซื้อที่ดินแปลงดังกลาวขางตนเพื่อ...........................ในราคา...............................โดยมัสยิดฯ ไดเงินมาจากการบริจาคของ.......................................... เจาหนาที่อานใหฟงแลว ขอรับรองวาถูกตอง เปนความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐาน ตอหนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก มัสยิดขอไดมาซึ่งที่ดิน


64 ๖๖ (ท.ด.16) บันทึกถอยคํา ที่ดิน ระวาง........................................................................ตําบล..................................................................... เลขที่……………………หนาสํารวจ…………………...…….อําเภอ………………..…………………………………………… โฉนดหมายเลขที่……………………………………………....จังหวัด………………………………….………………………… ที่วาการ................................................................. วันที่.....................เดือน...........................พ.ศ...................... ขาพเจา...... มัสยิด.........................(โดย....................แทน)........................อายุ..........ป เชื้อชาติ................................สัญชาติ.................................เปนบุตร....................................................................... อยูที่บาน...............................เลขที่.....................................ตําบล.......................................................................... อําเภอ...................................................จังหวัด...................................................................................................... ขอปฏิญาณตนและใหถอยคําตอ เจาพนักงานที่ดิน...................................... ดวยความสัตยจริง ดังตอไปนี้ ตามที่พนักงานเจาหนาที่แจงใหทราบวา การไดมาซ่ึงที่ดินแปลงดังกลาวขางตน ยังมิไดรับอนุญาตจาก รัฐมนตรีฯ นั้น ขาพเจาในฐานะตัวแทนมัสยิด ขอใหถอยคําตอพนักงานเจาหนาที่ ดังนี้ ๑. มัสยิดฯ มีความประสงคจะขอไดมาซึ่งที่ดินแปลงดังกลาวยอนหลังใหเปนการถูกตองตามกฎหมาย (พรอมกับการขอไดมาซึ่งที่ดินครั้งนี้ดวย) ๒. ที่ดินตามโฉนดเลขที่...............อําเภอ...........จังหวัด……………มัสยิด ฯ ไดใชประโยชนเพื่อ................. โดยรับให, ซื้อ มาจาก........................จดทะเบียนฯ ออกโฉนดเมื่อวันที่............................. 3. มัสยิดฯ มีที่ดินเดิมอยูแลว.......... แปลง เนื้อที่....... (โดยรวมแปลงที่ขอยอนหลังดวยแลว และหากมีขอ แปลงใหมพรอมกับขอยอนหลัง ใหรวมจํานวนแปลงและเนื้อที่กับแปลงที่ขอยอนหลังดวย) เจาหนาที่อานใหฟงแลว ขอรับรองวาถูกตอง เปนความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไวเปนหลักฐาน ตอหนาพยานและเจาพนักงานที่ดิน ลงชื่อ....................................................ผูใหถอยคํา ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................พยาน ลงชื่อ....................................................เจาพนักงานที่ดิน/ผูบันทึก หมายเหตุ 1. สําหรับกรณีขอยอนหลังอยางเดียว ตองสอบสวนและใชหลักฐานตางๆ เชนเดียวกับกรณีขอไดมาซึ่งที่ดินกรณีปกติ แตไมตองดําเนินการตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท ๐๗๑๐/ว ๑๐๑๐ ลงวนัที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ ขอ ๑ ๒. ใหเจาหนาที่ผูรับผิดชอบชี้แจงประกอบดวย โดยแยกบันทึกตางหากจากบันทึกของมัสยิด มัสยิดขอไดมาซึ่งที่ดินยอนหลัง


65 ๖๗ การขอได  มาซง ึ่ท ี่ดน ิ ของวดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ั ตามมาตรา 84 แห  งประมวลกฎหมายท ี่ดน ิ


๖๘ 67 1. กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ๑.๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๔ ๑.๒ พระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย (ร.ศ.128) 1.3 พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่ 27 สิงหาคม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) วาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย 1.4 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 1.5 คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดินและผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ๒. ความหมายของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก หมายถึง วัดซึ่งมีบาทหลวงเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอมิซซัง ๓. วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกไมมีสภาพเปนนิติบุคคล เนื่องจากไมมีกฎหมายใดบัญญัติใหวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกมีสภาพเปนนิติบุคคลจึงไมสามารถถือครองที่ดิน ในนามของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกได แตจะสามารถถือครองที่ดินในนามของมิซซังโรมันคาทอลิก...ได ปจจุบันมิซซังที่มีสภาพเปนนิติบุคคลมีอยูจํานวน ๒ แหง คือ ๓.๑ มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ตั้งอยูถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ๓.๒ มิซซังโรมันคาทอลิกทาแร - หนองแสง ตั้งอยูตําบลทาแร อําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มิซซังโรมันคาทอลิกมีสภาพเปนนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ร.ศ. ๑๒๘ ขอ ๑ (คําพิพากษาศาลฎีกา ที่ 8033/2538 “ตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาดหลวงโรมัน คาธาลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ. 128 ขอ 1 และขอ 2 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระบุใหมิสซังมีฐานะเปน บริษัท ดังนั้น มิสซังโจทกจึงเปนนิติบุคคลตามกฎหมายมีอํานาจฟอง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 65, 66 ที่ไดตรวจชําระใหมไมไดบัญญัติใหยกเลิกมิสซังโรมันคาธอลิควาไมเปนนิติบุคคล แตไดบัญญัติรับรองไววา นิติบุคคลจะมีขึ้นไดก็แตดวยอาศัยอํานาจแหงประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น เมื่อโจทกเปนมิซซังโรมันคาธอลิค เปนนิติบุคคลอยูกอนแลวตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาดหลวงโรมันคาธอลิคในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ. 128 ซึ่งเปนกฎหมายพิเศษยังใชบังคับจนปจจุบันนี้ พระราชบัญญัติดังกลาวจึงเปนกฎหมายอื่น ฉบับหนึ่งตามความหมายของมาตรา 65 โจทกจึงมีฐานะเปนนิติบุคคลตามกฎหมายอยูตอไป”) ๔. ผูแทนของมิซซังโรมันคาทอลิก มีมุขนายก หรือบิชอบ เปนประมุข ๕. ที่ดินของมิซซังโรมันคาทอลิก แบงได ๒ ประเภท คือ ๕.๑ ที่ดินที่ใชเปนที่วัด โรงเรียน ตึกราม วัดบาทหลวง ที่ปาชา ที่อยูของบาทหลวง โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนสอน ศาสนา โรงพยาบาล การขอไดมาซึ่งที่ดินของวดับาทหลวงโรมันคาทอลกิ (วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค)


68 ๖๙ ๕.๒ ที่ดินเพื่อทําประโยชนใหแกมิซซัง เชน ไร นา สวน มิซซังจะทําเอง หรือใหเชาก็ได (ขอ ๖ และขอ ๘ แหง พระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงฯ ร.ศ. ๑๒๘) ๖. จํานวนที่ดินสําหรับทําประโยชนใหแกมิซซังโรมันคาทอลิก ซึ่งมิซซังฯ แตละแหงจะมีได ๖.๑ มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ใหมีไดไมเกินกวาจังหวัดละสามพันไรตามขอ ๑๓ แหงพระราชบัญญัติวาดวย ลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ร.ศ. ๑๒๘ 6.๒ มิซซังโรมันคาทอลิกทาแร - หนองแสง ใหมีไดไมเกินกวาจังหวัดละหนึ่งพันไร ตามขอ ๒ แหงพระราชกฤษฎีกา ใหใชพระราชบัญญัติวาดวยลักษณ ฐานะ ของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒4๕๒ แกวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แหงหนองแสง ปจจุบันการครอบครองที่ดินของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกโดยมิซซังโรมันคาทอลิก...อยูภายใตบังคับของ มาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน “การไดมาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักร หรือมัสยิดอิสลาม ตองไดรับอนุญาตจากรัฐมนตรี และใหไดมาไมเกิน ๕๐ ไร ในกรณีที่เปนการสมควร รัฐมนตรีจะอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเกินจํานวนที่บัญญัติไวในวรรคแรกก็ได” 7. การอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดิน รัฐมนตรีไดมอบอํานาจการสั่งอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินของวัด วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก มูลนิธิเกี่ยวกับ คริสตจักร และมัสยิดอิสลาม ดังนี้ กรณีที่ดินอยูในเขตกรุงเทพมหานคร ใหอธิบดีกรมที่ดินเปนผูปฏิบัติราชการแทน กรณีที่ดินอยูในเขตจังหวัดอื่น ใหผูวาราชการจังหวัดเปนผูปฏิบัติราชการแทน (คําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 9๕/๒๕๔๖ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕4๖ เรื่อง การมอบอํานาจของรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยใหอธิบดีกรมที่ดินและผูวาราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน) แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดินกรณีมิซซังโรมันคาทอลิกขอไดมาซึ่งที่ดิน 1. กรณีเกี่ยวกับการไดมาซึ่งที่ดินของมิซซังโรมันคาทอลิก ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ตั้งแตกอนประกาศใช ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒497 จนถึงปจจุบัน จะไมอนุญาตใหมิซซังฯ รับโอนที่ดินเพิ่มจากที่มีอยูเดิม โดยมีเหตุผลและความเห็นวามิซซังฯ ไดขยายตัวไปยังจังหวัดอื่นมากเกินกวากฎหมายกําหนด และการอนุญาตตั้ง วัดบาทหลวงขึ้นใหมในจังหวัดที่มิซซังฯ ยังไมมีสิทธิถือที่ดินก็ไมควรอนุญาต เพราะจะทําใหมิซซังฯ ถือที่ดินเกินกวา กฎหมายกําหนด การถือครองที่ดินของมิซซังตามพระราชบัญญัติวาดวยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย ร.ศ. ๑๒๘ กําหนดการถือครองที่ดินสําหรับที่ดินที่ทําประโยชนในจังหวัด ที่ตั้งวัดไดจังหวัดละ 3,000 ไร สําหรับมิซซังกรุงเทพฯ และจังหวัดละ ๑,๐๐๐ ไร สําหรับมิซซังหนองแสง ตอมา เมื่อมีการประกาศใชประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒49๗ แลว การถือครองที่ดินของมิซซังจะตองถือปฏิบัติตาม มาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งปจจุบันมิซซังฯ ไดถือครองที่ดินเกินกําหนด ๕๐ ไร ตามมาตรา ๘๔ แหง ประมวลกฎหมายที่ดินอยูมากแลว ในทางปฏิบัติจะไมอนุญาตใหมิซซังฯ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพิ่มอีก แตมิซซังฯ เคยอางเหตุกรณีจําเปนขอเปนที่ตั้งโรงเรียน ซึ่งทางการไดเคยผอนผันอนุญาตตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน ผอนผันใหเฉพาะเปนที่ตั้งโรงเรียนเทานั้น และในปจจุบันมิซซังฯ ก็ไมอาจรับโอนที่ดินเพื่อ จัดตั้งโรงเรียนไดอีก เพราะขัดกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ (ปจจุบันคือพระราชบัญญัติ โรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐) (ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 254/2528)


69 ๗๐ สําหรับกรณีมิซซังฯ ขออนุญาตรับโอนที่ดินเพื่อประโยชนของมิซซังฯ กรมที่ดินไดเคยนําเสนอรัฐมนตรีฯ เพื่อ พิจารณาสั่งการหลายเรื่อง อาทิเชน (๑) บันทึกกรมที่ดิน ที่ 1743/๒๔๘7 ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๔87 เรื่อง ขออนุญาตตั้งวัดบาทหลวงที่หัวหิน จังหวัดประจวบครีขีันธมซิซงัฯ ขออนุญาตตั้งสถานวัดบาทหลวง ในตําบลและอําเภอหัวหิน จังหวัดประจวบครีีขันธ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีคําสั่งไมอนุญาต เมื่อป พ.ศ. 2479, พ.ศ. ๒๔๘7 และ พ.ศ. 2494 (๒) บันทึกกรมที่ดิน ลับ ที่ มท ๓๗๓/๒๕๐๐ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๐๐ เรื่อง มิซซังโรมันคาทอลิกราชบุรี ขอรับใหที่ดิน รัฐมนตรีฯ สั่งไมอนุญาตโดยมีความเห็นวา พฤติการณที่มิชซังฯ ไดออกเงินใหบุคคลอื่นซื้อที่ดินไวแทน แลวปลูกสรางโบสถลงในที่ดินโดยไมไดขออนุญาตกอนนั้น มีพฤติการณเปนการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยชัดแจง ยอมไมเปนการสมควรที่มิซซังฯ ซึ่งเปนองคการเผยแพรศาสนาจะกระทําเชนนั้น ทั้งมิซซังฯ ก็มีที่ดินเกินจํานวน ๕๐ ไร ตามมาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดินมากแลว และมิใชเปนกรณีขออนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเพื่อใช เปนที่ตั้งของโรงเรียนโดยเฉพาะดังที่เคยผอนผันอนุญาตไป (๓) บันทึกกรมที่ดิน ที่ ๓๓๓/๒๕๐๕ ลงวันที่ ๒7 เมษายน ๒๕๐๕ เรื่อง มิซซังฯ ขออนุญาตตั้งสถานวัด บาทหลวง รัฐมนตรีฯ สั่งไมอนุญาตโดยมีความเห็น ในทางนโยบายเกี่ยวกับมิซซังฯ รัฐบาลทุก ๆ รัฐบาลถือเปนหลักที่จะ ไมใหมิซซังฯ ขยายตัวไปจังหวัดอื่น ถาขออนุญาตตั้งวัดบาทหลวงขึ้นในจังหวัดใหมก็ไมควรอนุญาต (๔) บันทึกกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๐๘/๑6019 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม ๒๕๓๑ เรื่อง มิซซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ ขอรับใหที่ดิน รัฐมนตรีฯ สั่งไมอนุญาตโดยมีความเห็นวา มิชซังฯ มีที่ดินเกินกําหนด ๕๐ ไร ตามมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายที่ดินอยูมากแลว การขอรับโอนที่ดินเพื่อสรางวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ทั้งในเขตกรุงเทพฯ มีวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกอยูแลวหลายแหง เห็นวาการขอไดมาซึ่งที่ดินของมิซซังฯ ไมมีเหตุผลและความจําเปน เพียงพอ จึงมีคาํสั่งไมอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินดังกลาว (๕) บันทึกกองทะเบียนที่ดิน ที่มท 0710.4/612 ลงวันที่9 เมษายน ๒๕๔๒ เรื่อง การจัดตั้งสถานท่ี วัดบาทหลวง และขอถือที่ดินสําหรับประโยชนของวัด รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยมีคําสั่งไมอนุญาตใหมิซซังฯ กรุงเทพฯ ขอรับบริจาคที่ดินที่เขตบางกะป กรุงเทพฯ เนื้อที่รวม ๕ ไร ๒ งาน ๐๔ ตารางวา สําหรับปลูกสรางวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก โดยผลการพิจารณา ปรากฏ ดังนี้ (5.๑) การไมอนุญาตใหมิซซังฯ รับโอนที่ดินสําหรับทําประโยชนแกวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกดังกลาว เปนการใชอํานาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว และถือมิไดวาเปนการกระทําอันเปนการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน อันควรมีควรไดเพราะสาเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ฯลฯ ตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ แตอยางใด (5.๒) การที่รัฐมนตรีฯ ไมอนุญาต เนื่องจากเปนนโยบายการสงวนที่ดินกสิกรรมไวใหคนพื้นเมืองดังที่ รัฐบาลไทยไดท ําความตกลงไวกับรัฐบาลฝรั่งเศส (5.3) อํานาจในการอนุญาตใหกอตั้งวัดบาทหลวง เปนอํานาจของรัฐบาล ตามขอ 8 และขอ 10 ของ พระราชบัญญัติวาดวยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ร.ศ. ๑๒๘ สรุป แนวทางการพิจารณาของกรมที่ดิน กรณีรับใหที่ดินเพื่อเปนที่ตั้งวัดบาทหลวง รัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกไดมาซึ่งที่ดินเพิ่มอีก 2. กรณีมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ขอรับใหหองชุด นโยบายรัฐบาลที่ผานมากอนประมวลกฎหมายที่ดิน จนถึงปจจุบันไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ถือที่ดินเพิ่มเติมจากที่มีอยูแลว เนื่องจากมิซซังฯ ไดถือ ครองกรรมสิทธิ์ที่ดินอยูแลวจํานวนเนื้อที่ประมาณ 9,205 ไร มากกวามาตรา 84 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน กําหนด และขณะนี้ยังไมมีเหตุผลความจําเปนที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐใหมิซซังถือที่ดินเพิ่มแตอยางใด การที่


70 ๗๑ มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ขอรับใหหองชุดเลขที่ 408/42 เนื้อที่ประมาณ 166.14 ตารางเมตร พรอม ที่จอดรถจํานวน 2 คัน จะมีผลทําใหมิซซังฯ มีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพยสวนกลาง ซึ่งเปนที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและ ที่ดินหรือทรัพยสินอื่นที่มีไวเพื่อใชหรือเพื่อประโยชนรวมกันสําหรับเจาของรวม ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 การอนุญาตใหมิซซังฯ รับใหหองชุดไดจะเปนการสนับสนุนใหมีการหลีกเลี่ยงกฎหมายอีกรูปแบบหนึ่ง ในการถือครองที่ดินของมิซซังฯ ทางออม อีกทั้งกรณีการขอรับโอนหองชุดยังไมมีเหตุผลและความจําเปนเพียงพอที่ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยจะอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินเกินจํานวนที่กฎหมายกําหนด ตามมาตรา 84 แหง ประมวลกฎหมายที่ดิน เนื่องจากมิซซังฯ สามารถนําทรัพยสินอื่นที่มีอยูใชประโยชนแทนได โดยรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบกับความเห็นของกรมที่ดินที่ไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ รับใหหองชุด (บันทึกสํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/2116 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2554) 3. มิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง ขอไดมาซึ่งที่ดินตามคําพิพากษาศาล ซึ่งศาลไดมีคําพิพากษาถึงที่สุด ใหที่ดินเปนของมิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง โดยนาย อ. เปนผูมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนมิซซัง และ ใหนาย อ. จดทะเบียนโอนที่ดินคืนใหแกมิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ผานมา ถือเปนหลักการที่จะไมอนุญาตใหมิซซังโรมันคาทอลิกไดมาซึ่งที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่มีอยูเดิมเปนจํานวนมาก ดังนั้น กรณีนี้จึงใหจดทะเบียนโอนตามคําสั่งศาล โดยใหมิซซงัโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง ขอไดมาซึ่งที่ดินของมิซซัง  และกําหนดเปนเง่อืนไขในการขอไดมาซึ่งที่ดินของมิซซังวา เมื่อมิซซังไดรับอนุญาตใหไดมาซึ่งที่ดินและรับโอนที่ดิน ดังกลาวแลว มิซซังจะจําหนายที่ดินดังกลาวแกผูมีชื่อรับโอนที่ดินทันทีในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ผูรับโอนที่ดินจะตองมี สัญชาติไทยและไมมีพฤติการณเปนการถือที่ดินแทนมิซซังโรมันคาทอลิกทาแร-หนองแสง (บันทึกสํานักมาตรฐาน การทะเบียนที่ดิน ที่ มท 0515.2/771 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564)


71 ๗๒ ภาคผนวก


73 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑๔ ฯ พระราชบัญญัติ ว่าด้วยลักษณ ฐานะ ของวัดบาดหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย๑ มีพระบรมราชโองการดํารัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่าด้วยโปรวิการิโอ อาปอสตอลิโก ผู้บัญชาการมิซซังโรมันคาทอลิกในวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่งกรุงเทพฯ ได้กราบบังคมทูล พระกรุณาว่า มิซซังโรมันคาทอลิกได้พยายามกระทําการมาแล้วแต่ปางก่อน และยังกระทําอยู่สืบไป เพื่อจะให้ประชาชนมีความดีและเจริญยิ่งขึ้น และว่ามีความยากลําบากเกิดขึ้นในการที่ดินของมิซซัง ที่กล่าวแล้วนั้น อีกประการหนึ่งตามความในข้อ ๓ ของหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีการค้าขาย และการเดินเรือ ซึ่งได้ทําไว้ในระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส ลงวัน ๖ ๙ ค่ํา ปีมะโรงอัฐศก จุล ศักราช ๑๒๑๘ ตรงกับวันที่๑๕ สิงหาคม คริสต์ศักราช ๑๘๕๖ นั้น มีความว่า บาทหลวงฝรั่งเศสจะ สร้างวัดตึกและเรือนโรงอยู่ก็ดีปลูกโรงสอนหนังสือเด็ก ๆ ก็ดีโรงรักษาคนไข้ก็ดีในประเทศสยามก็ ทําได้แต่ต้องประพฤติตามกฎหมายไทย ประการหนึ่งยังไม่ได้ทําข้อบังคับ สําหรับการที่จะทําตามสัญญาที่กล่าวมานี้และ เป็นการสมควรที่จะมีข้อบังคับลงไว้เพื่อให้บาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ได้รับหนังสือสําหรับ ที่ดินซึ่งจะถือไว้ใช้เป็นประโยชน์ของวัดนั้น ประการหนึ่ง โปรวิการิโออาปอสตอลิโกได้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า เพราะเหตุด้วย ทุนที่จะใช้ในการสอนศาสนาไม่มีพอ รัฐบาลฝ่ายสยามจึงได้อนุญาตให้ทําการเพาะปลูกในที่ดินต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักร เพื่อให้ได้รับประโยชน์มาใช้ในการวัดนั้น และว่ามิซซังโรมันคาทอลิกขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้มีอํานาจถือที่ดินเช่นว่ามานี้ได้บริบูรณ์ตามกฎหมายในพระราชอาณาจักรนี้ ประการหนึ่ง โปรวิการิโอ อาปอสตอลิโก ขอพระราชทานพระมหากรุณาและพระบรม ราชานุเคราะห์เพื่อให้มิซซังมีอํานาจถือที่ดินที่เป็นส่วนทําประโยชน์ให้แก่มิซซังตามแต่ที่จะได้มาโดยซื้อ หรือโดยให้ปันกันตามกฎหมายฝ่ายสยาม อีกประการหนึ่ง การที่จะอนุญาตให้มีอํานาจถือที่ดินนี้เป็นการจําเป็นที่ต้องกําหนด ลงไว้ในกฎหมายฝ่ายสยามว่า ลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกเป็นอย่างไรด้วย เพราะเหตุทั้งหลายเหล่านี้และเพราะเหตุที่โปรวิการิโอ อาปอสตอลิโก ได้เขียน หนังสือรับแทนมิซซังคาทอลิกในวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่งกรุงเทพฯ ว่า ทั้งผู้บัญชาการมิซซังนี้ และผู้ที่จะสืบต่อไปในภายหน้า จะถือและทําตามข้อความทั้งปวงในพระราชบัญญัตินี้แล้ว ๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๖/-/หน้า ๑๗/๒๙ สิงหาคม ๑๒๘


74 - ๒ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัตินี้ไว้มีข้อความดังต่อไปนี้ หมวดที่๑ ว่าด้วยข้อความทั่วไป ข้อ ๑ คณะโรมันคาทอลิก ในกรุงสยามนี้ไม่เลือกว่ามิซซังและบาทหลวงจะเป็นคน ชาติภาษาใดๆได้รับอนุญาตตามกฎหมายฝ่ายสยาม ให้เป็นบริษัทอันหนึ่งเฉพาะวิการิโอ อาปอสตอลิโก แห่งหนึ่ง เพื่อให้มีอํานาจถือที่ดินสําหรับประโยชน์มิซซัง ตามข้อความที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ข้อ ๒ วิการิอาโตอาปอสตอลิโกนั้น ต่อไปในภายหลังเรียกว่า บิสชอปริก หรือมิซซัง วิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาให้เป็นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในบิสชอปริก แห่งหนึ่ง และถ้าไม่มีตัวอยู่ผู้บัญชาการในมิซซังนั้นเป็นผู้แทนบริษัทของบิสชอปริก หรือมิซซังเหมือนอย่าง บริษัทที่บุคคลรวมกันทําการได้อันหนึ่ง ในสถานวัดบาทหลวงนั้น บาทหลวงที่รักษาที่นั้นทําการเป็นผู้แทนของมิซซัง อยู่ใน บังคับบัญชาของบิสชอปหรือวิการิโอ อาปอสตอลิโก ซึ่งมีอํานาจใหญ่กว่ากัน ที่ตั้งสอนศาสนาทั้งหลาย ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่ในสถานวัดบาทหลวงแห่งใด ๆ แล้ว มี โปรกุราตอร์ของมิซซังเป็นผู้แทนทําการอยู่ในบังคับบัญชาผู้มีอํานาจใหญ่กว่าอันเดียวกันนั้น ข้อ ๓ ในภายหน้าห้ามไม่ให้บาทหลวงโรมันคาทอลิกผู้ซึ่งยังอยู่ในมิซซัง ถือที่ดินใน ชื่อของตนเองได้ ข้อ ๔ ที่ดินของมิซซังนั้น อยู่ในกฎหมายฝ่ายสยามและอยู่ในบังคับและอํานาจศาล ฝ่ายสยาม ข้อ ๕ ตั้งแต่นี้สืบไป ให้มิซซังถือที่ดินเป็นของมิซซังเองได้ตามความที่กล่าวไว้ใน พระราชบัญญัตินี้แต่จะถือที่ดินแทนผู้อื่นไม่ได้มิซซังจะร้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินหรือว่ามีประโยชน์ใน ที่ดินได้แต่ในชื่อของมิซซังเอง หรือในชื่อของสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนา หรือที่ตั้ง การสอนศาสนาโรมันคาทอลิก ข้อ ๖ ที่ดินของมิซซังนั้น ให้แบ่งเป็นสองอย่างตามที่ใช้การในท่ดีินนั้น ๆ อย่างที่๑ นั้น คือที่ดินที่ใช้เป็นวัดโรงเรือนตึกรามวัดบาทหลวง อย่างที่๒ นั้น คือที่ดินเพื่อทําประโยชน์ให้แก่มิซ ซัง หมวดที่๒ ว่าด้วยวัดและโรงเรือนตึกรามของบาทหลวง


75 - ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑๔ ฯ ข้อ ๗ ตามความในข้อ ๓ แห่งหนังสือสัญญาลงวัน ๖ ๙ ค่ํา ปีมะโรงอัฐศก จุล ศักราช ๑๒๑๘ ตรงกับวันที่๑๕ สิงหาคม คริสต์ศักราช ๑๘๕๖ ในระหว่างกรุงสยามกับฝรั่งเศสนั้น มี ความว่า บาทหลวงจะไปเที่ยวสอนศาสนาในประเทศสยามก็ได้จะสร้างวัดตึกและเรือนโรงอยู่ก็ดีปลูกโรง สอนหนังสือเด็ก ๆ ก็ดีโรงรักษาคนไข้ก็ดีในประเทศสยามก็ทําได้แต่ต้องประพฤติตามกฎหมายไทย ข้อ ๘ สถานวัดบาทหลวงนั้นเป็นที่ตั้งอยู่ประจําแห่งหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลอนุญาตแล้ว มีที่ เหล่านี้รวมอยู่ด้วยในจังหวัดนั้น คือ ที่วัดที่ป่าช้าที่อยู่ของบาทหลวง และมักมีที่โรงเรียนเด็กผู้ชาย โรงเรียนเด็กผู้หญิง โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนศาสนา และโรงพยาบาล สถานพักสอนศาสนานั้น มีที่เหล่านี้รวมอยู่ด้วย คือ โรงสวด ที่พักของบาทหลวงเวลา ไปตรวจสถานพัก และมักมีโรงเรียนศาสนาหรือโรงทําการกุศลอย่างอื่น ๆ แบบบัญชีที่๑ ซึ่งติดท้ายพระราชบัญญัตินี้มีรายชื่อสถานวัดบาทหลวง และสถาน พักสอนศาสนา ตามที่ได้ตงอยัู้่ในเวลาปัจจุบันนี้อยู่ในบังคับของวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่ง กรุงเทพฯ ข้อ ๙ ให้มิซซังจัดการตามที่จําเป็นจะต้องจัดให้สถานวัดบาทหลวง หรือสถานพัก และที่ตั้งสอนศาสนานั้น มีเขตกําหนดให้ชัดเจนเป็นแผนกหนึ่งต่างหากจากที่ดินที่ติดต่อกัน อันเป็นที่ กระทําประโยชน์ให้แก่วัด หรือเป็นที่อยู่ของคนเข้ารีดคริสตัง ข้อ ๑๐ มิซซังจะหาที่ดินแห่งใด ๆ เพื่อใช้การตั้งสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพัก สอนศาสนาขึ้นใหม่มีขนาดที่ดินตามที่ต้องการใช้เฉพาะเพื่อประโยชน์ที่กล่าวนี้ก็ทําได้ตามปรารถนา แต่ว่าเมื่อมิซซังประสงค์จะตั้งสถานวัดบาทหลวง ขึ้นใหม่ในเมืองซึ่งยังไม่ได้มีอํานาจ ที่จะถือที่ดิน สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังนั้นแล้ว ก่อนที่จะตั้งสถานวัดบาทหลวงขึ้นนั้น ให้ทํา เรื่องราวฉบับ ๑ ร้องขอต่อรัฐบาล ชี้แจงข้อความตามประสงค์ที่จะตั้งสถานนั้น การที่จะอนุญาตให้ตั้งสถานวัดบาทหลวงเช่นนี้อย่าให้งดไว้โดยไม่มีเหตอุัน สมควรที่จะงด และให้เสนาบดีเจ้ากระทรวงในท้องที่นั้นตอบคําร้องของมิซซังเป็นเด็ดขาดภายใน กําหนดสี่เดือน การที่จะตั้งสถานพักสอนศาสนานั้น ไม่จําเป็นต้องขอให้รัฐบาลอนุญาตก่อน ก็ตั้งได้ แต่ว่าเพียงแต่ตั้งสถานพักสอนศาสนาแล้ว ไม่มีอํานาจที่จะถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่วัดนั้นได้ ภายในเมืองที่ยังไม่มีสถานวัดบาทหลวงอยู่ ข้อ ๑๑ บาทหลวง ผู้รักษาสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนานั้น เป็นผู้ที่ ได้รับมอบหมายให้ปกป้องครอบครอง ที่ซึ่งอยู่ภายในเขตสถาน ดังได้กําหนดไว้แล้วในข้อ ๘ เพราะ เหตุฉะนี้ถ้ามีคดีเกิดขึ้นในสถานที่เหล่านี้แล้ว เจ้าพนักงานทั้งหลายซึ่งมีหน้าที่จะเข้าไปตรวจดูการใน สถานที่นั้น ๆ จะต้องบอกแก่บาทหลวงก่อน หรือถ้าบาทหลวงไม่อยู่ก็ให้บอกแก่ผู้แทนบาทหลวงในที่ นั้น หมวดที่๓


76 - ๔ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยที่ดินซึ่งสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มซซิ ัง ข้อ ๑๒ นอกจากที่ดินสําหรับใช้การวัด หรือการกุศลดังได้กําหนดไว้ในข้อ ๘ นั้นแล้ว ให้มิซซังมีอํานาจที่จะถือที่ดินเป็นที่สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง ภายในเขตของเมืองใดเมืองหนึ่ง ซึ่งมีสถานวัดบาทหลวงตั้งอยู่แห่งหนึ่งแล้ว (เมืองที่ว่านั้น คือเขตแขวงที่แบ่งการปกครองเป็นชั้นรอง จากมณฑล) แต่การที่จะตั้งสถานวัดบาทหลวงขึ้นใหม่ในภายหน้านั้นจะต้องทําตามความที่กล่าวไว้ใน ข้อ ๑๐ จึงจะตั้งขึ้นได้ ข้อ ๑๓ จํานวนที่ดินซึ่งมิซซังจะมีได้ในจําพวกที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้มิซซังนี้ ให้มีกําหนดไม่เกินกว่าเมืองละสามพันไร่ ไม่ว่าสถานวัดบาทหลวงที่ตั้งอยู่ในเมืองนั้นมีอยู่กี่แห่ง และ ที่ดินอย่างนี้ไม่ให้คิดจํานวนเนื้อที่ซึ่งตั้งสถานวัดบาทหลวง หรือสถานพักสอนศาสนานั้นเข้ามารวมด้วย ข้อ ๑๔ ๒ แบบบัญชีที่๒ ซึ่งติดท้ายพระราชบัญญัตินี้มีรายชื่อจังหวัดทั้งหลาย ซงวึ่ิ การิอาตุสแห่งกรุงเทพฯ ซึ่งมีอํานาจถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังได้ในเวลาปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุที่มีพิเศษเฉพาะแก่ท้องที่เหล่านั้น ให้เลื่อนกําหนดจํานวนเนื้อที่ขึ้นไปเป็น หมื่นสี่พันไร่ในจังหวัดชลบุรีเก้าพันไร่ในจังหวัดราชบุรีสี่พันไร่ในจังหวัดสมุทรสงคราม และเก้าพันไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ให้เป็นที่เข้าใจว่า จํานวนที่ดินซึ่งถือไว้ได้เกินกว่ากําหนดตามอัตราจังหวัดละสาม พันไร่ ให้เป็นการยกเว้นอยู่ในสี่จังหวัดนั้นจะต้องไปคิดหักจากจํานวนรวมกันทั้งหมด ที่อนุญาตให้ถือ ได้ในจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีที่กล่าวมาแล้ว เพื่อว่าเมื่อคิดเฉลี่ยถัวกันลงแล้ว คงไม่ให้เกินกว่า จังหวัดละสามพันไร่ และตามอย่างที่เคยเป็นมาแต่ก่อนแล้ว ห้ามมิให้มิซซังถือเอาที่ดินภายในกําแพงพระ นครกรุงเทพฯ เว้นไว้แต่รัฐบาลจะมอบอํานาจให้ถือจึงจะถือได้ ข้อ ๑๕ ถ้ามิซซังเลิกถอนไม่ตั้งสถานวัดบาทหลวง ในเมืองหนึ่งเมืองใดแล้ว ให้มี กําหนดเวลาอนุญาตให้มิซซังจําหน่ายที่ดินซึ่งมีอยู่ในเมืองนั้นได้ปีหนึ่ง ข้อ ๑๖ การที่มิซซังได้ที่ดินมา หรือการรักษาที่ดินนั้นผิดต่อข้อความที่กล่าวไว้ใน ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ แห่งพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้นับว่าเป็นใช้ไม่ได้หรือเป็นเหมือน ไม่มีอํานาจในที่นั้นเลย ถ้ารัฐบาลขอให้ศาลที่มีอํานาจบังคับคดีนี้พิพากษาในข้อนี้แล้วเมื่อใด ก็ให้ศาล ตัดสินได้ตามความข้อนี้เมื่อนั้น แล้วและให้ศาลจัดการขายทอดตลาดที่ดินนั้นด้วย เมื่อขายและได้เงิน มาหักใช้ค่าธรรมเนียม และค่าใช้สอยในการนั้นเสร็จแล้ว เงินเหลือเท่าใดให้คืนให้แก่มิซซังเท่านั้น หมวดที่๔ ๒ข้อ ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามลงวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖


77 - ๕ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการที่ทําให้สําเร็จตามพระราชบัญญัตินี้ ข้อ ๑๗ การที่จําเป็นจะต้องทําให้สําเร็จโดยเร็ว ที่จะทําได้นั้นคือเมื่อมิซซังร้องขอแล้ว ให้เจ้าพนักงานออกหนังสือสําหรับที่หรือโฉนดที่ดินที่มิซซังถืออยู่ในเวลานี้ในชื่อของมิซซังหรือในชื่อ ของผู้อื่นถือไว้แทนมิซซัง ไม่เลือกว่าที่ดินเหล่านี้จะได้ถือมาตามความที่กําหนดไว้ในหนังสือสัญญา หรือตามวิธีที่คนในบังคับสยามมีอํานาจถือที่ดินได้ ข้อ ๑๘ เพราะว่าการต่อไปภายหน้า จะอนุญาตให้มิซซังถือที่ดินได้แต่เพียงในชื่อ ของมิซซังอย่างเดียวเท่านี้หนังสือสําหรับที่หรือโฉนดที่ดินซึ่งกล่าวมาในข้อก่อนนี้จึงให้มีชื่อของมิซซัง เท่านั้น การทําหนังสือสําหรับที่หรือโฉนดที่ดินนั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในการออก หนังสือสําหรับที่ให้แก่คนในบังคับไทย แต่ให้มีชื่อสถานวัดบาทหลวง สถานพักหรือที่ตั้งสอนศาสนา สุดแต่ว่าที่ดินจะขึ้นอยู่สถานที่นนั้ๆ ข้อ ๑๙๓ บรรดาคดีระหว่างมิสซังกับคนในบังคับไทยพิพาทกันด้วยที่ดิน ซึ่งมิสซังยัง มิได้รับโฉนดใหม่และซึ่งมิสซังอ้างว่ากรรมสิทธิ์ได้ตกมาอยู่กับมิสซังก่อนวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒ นั้น ให้เป็นกระทรวงศาลคดีต่างประเทศได้พิจารณาวินิจฉัย และคดีทั้งหลายเช่น ว่ามานี้แม้ที่ค้างพิจารณาอยู่ณ ศาลอื่น ๆ ก็ให้ย้ายกระทรวงมาว่าในศาลคดีต่างประเทศด้วย ให้มิสซังได้รับประโยชน์ตามที่พระราชทานไว้โดยพระราชบัญญัตินั้น ข้อ ๒๐ ณ วันที่๑ มกราคมทุกปีให้บิสชอปหรือวิการิโอ อาปอสตอลิโก ยื่นรายงาน ต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงนครบาล ตามเนื้อที่ซึ่งอยู่ในกระทรวงนั้น ให้มีข้อความ บริบูรณ์ชัดเจนในเรื่องที่ดิน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างปีที่ล่วงแล้วมา คือ อย่างที่๑ ว่าด้วยการที่ตั้งหรือเลิกถอนสถานวัดบาทหลวงและสถานพักสอนศาสนา อย่างที่๒ ว่าด้วยได้ที่ดินมาใหม่อีกหรือโอนที่ดินไป และให้ยื่นบญชั ีตามแบบ มีจํานวนที่ดินซึ่งเปลี่ยนแปลงไปให้เห็นว่ามีที่ดินมิซซังถือ อยู่ในเมืองใดเท่าใดทุกเมือง ข้อ ๒๑ จะมีประกาศต่อไปใหม่อีกฉบับหนึ่ง สําหรับที่จะจัดการให้ตกลงว่า ประโยชน์ที่มิซซังจะได้และจะต้องทําตาม พระบรมราชานุญาตในพระราชบัญญัตินี้จะใช้ไปถึงที่วิการิ อาโต อาปอสตอลิโก แห่งหนองแซงนั้นด้วย ข้อ ๒๒ ให้ทําคําแปลพระราชบัญญัตินี้ไว้เป็นภาษาอังกฤษสําหรับติดกับ พระราชบัญญัตินี้ด้วย ๓ข้อ ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามลงวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๑


78 - ๖ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๔๒ ประกาศมา ณ วันที่๒๗ สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๘ เป็นวันที่๑๔๘๙๙ ใน รัชกาลปัจจุบันนี้


79 - ๗ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บัญชีที่๑ รายชื่อวัดบาทหลวง สถานพักและที่ตั้งสอนศาสนาของวิการิอาโต อาปอสตอลิโก แห่งกรุงเทพฯ เมือง สถานวัดบาทหลวง สถานพักสอนศาสนา (๑) มณฑลกรุงเทพฯ ๑ กรุงเทพฯ ๑ วัดบ้านญวนสามเสน ๒ วัดบ้านเขมรสามเสน ๓ วัดบ้านกุฎีจีน บางเชือกหนัง ๑ คลองมอญ ๔ วัดบาทหลวงตลาดน้อย บางสะแก ๒ ตลาดพลู ๕ วัดบาทหลวงบางรัก ๖ โรงพยาบาลคลองพ่อยม ๗ โรงเรียนผู้หญิงถนนสีลม ๓ พระโขนง (วัดมหาบุศย์) ๒ นครเขื่อนขนธั ์๘ ปากลัด ๓ สมทรปราการุ๙ ปากน้ํา ๔ ธัญบุรี๑๐ ลําทรายอําเภอลําลูกกา ๕ มีนบุรี๑๑ หัวจรเข้ (๒) มณฑลปราจิณบุรี ๖ ฉะเชิงเทรา ๑๒ คลองตีนเป็ด ๔ นครเนื่องเขต ๑๓ ปากคลองท่าลาด ๕ บ้านโพ ๑๔ ท่าเกวียน (เมืองพนม) (๒) เมือง สถานวัดบาทหลวง สถานพักสอนศาสนา ๗ ปราจีณบุรี๑๕ ปราจีณ ๑๖ โคกวัด ๖ หาดสะแก ๗ ดงกะทุงยาม ๘ ประจันตคาม ๘ นครนายก ๑๗ บ้านเหล้า ๑๘ หัวกระบือ (อําเภอองครักษ์)


80 - ๘ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๙ ชลบุรี๑๙ บางปลาสร้อย ๙ โคกกะเหรี่ยง ๑๐ พนัสนิคม ๒๐ พนัส ๒๑ หัวไผ่ (๓) มณฑลนครไชยศรี ๑๑ นครไชยศรี ๒๒ ท่าคา ๑๐ หนองหิน ๑๒ สุพรรณบรุี ๒๓ สองพี่น้อง ๑๑ ทุ่งน้อย ๑๒ บ้านดอน ๑๓ มดแดง ๑๓ สมุทรสาคร ๒๔ ท่าจีน (๔) มณฑลกรุงเก่า ๑๔ กรุงเก่า ๒๕ อยุธยา (คลองตะเคียน) ๑๔ บ้านแดง (อําเภอ เสนาน้อย) ๑๕ เจ้าเจ็ด ๒๖ เกาะใหญ่ ๒๗ บ้านปลายนาปากคลองเจ้าเจ็ด (๓) เมือง สถานวัดบาทหลวง สถานพักสอนศาสนา ๑๕ สระบุรี ๒๘ ดอนพุด ๑๖ แก่งคอย ๑๖ สิงห์บุรี ๒๙ บ้านแป้ง (๕) มณฑลราชบุรี ๑๗ ราชบุรี๓๐ บางนกแขวก ๓๑ โรงเรียนนกบวชั ๓๒ วัดเพลง (อําเภอแม่น้ําอ้อม) ๑๗ เขาหลาว ๓๓ โคกมดตะนอย ๓๔ ดอนกระเบื้อง ๓๕ ท่าว่า (อําเภอพระแท่น) ๑๘ กาญจนบุรี๓๖ ท่าม่วง (อาเภอวํ ังขนาย) ๑๙ สมุทรสงคราม ๓๗ แม่กลอง (๖) มณฑลนครสวรรค์ ๒๐ นครสวรรค์๓๘ ปากน้ําโพ (เกาะญวน) (๗) มณฑลจันทบุรี ๒๑ จันทบุรี๓๙ จันตบูน ๔๐ ปากน้ําจันตบูน ๔๑ บ้านยาว (อําเภอพลิ้ว) ๔๒ ท่าใหม่


81 - ๙ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๘) มณฑลนครราชสีมา๔ ๒๒. นครราชสมาี ๔๓ โคราช ๑๘ บ้านหัน ๑๙ บ้านลาว ที่๒๐ ห้วยหิน ที่๒๑ ลาดบัวขาว ๔บัญชีที่๑ (๘) มณฑลนครราชสีมา เพิ่มโดยพระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๑๐ ตุลาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๑


82 - ๑๐ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บัญชีที่๒ ๕ รายชื่อจังหวัดซึ่งวิการิอุส อาปอสตอลิกุส แห่งกรุงเทพฯ มีอํานาจที่จะถือที่ดิน สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง มีจํานวนที่ดินซึ่งมีอยู่แล้ว ในวันที่ออกพระราชบัญญัติเพิ่มเติมฉบับนี้ ๑ กรุงเทพมหานคร ไร่ งาน วา ๑ พระนครและธนบุรี๔๕๕ ๒ ๕๐ ๒ ๑ ๒ พระประแดง ๓๕ ๓ สมุทรปราการ ๔๖ ๑ ๒๘ ๔ มีนบุรี ๘๓๔ ๓ ๑๘ รวม ๑๓๗๑ ๒ ๙๖ ๒ ๑ ๒ มณฑลปราจิณ ๕ ฉะเชิงเทรา ๙๐๐๐ ๖ ปราจีนบุรี ๑๓๖๕ - ๓๖ ๗ นครนายก ๒๙๕ - - ๘ ชลบุรี ๑๔๐๐๐ - - รวม ๒๔๖๖๐ - ๓๖ ๓ มณฑลนครไชยศรี ๙ นครปฐม ๒๒๗๔ - - ๑๐ สุพรรณบุรี ๓๕๐ - - ๑๑ สมุทรสาคร ๑๕๐ - - รวม ๒๗๗๔ - - ๔ มณฑลอยุธยา ไร่ งาน วา ๑๒ พระนครศรีอยุธยา ๑๗๙๕ ๒ ๔๓ ๑๓ สระบุรี ๑๖๐ - - ๑๔ สิงห์บุรี ๑๖๔ - - ๑๕ ธัญญบุรี ๑๐๑ ๒ ๘๘ รวม ๒๒๒๑ ๑ ๓๑ ๕บัญชีที่๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๒๔ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖


83 - ๑๑ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๕ มณฑลราชบุรี ๑๖ ราชบุรี ๙๐๐๐ - - ๑๗ กาญจนบุรี ๕๐ - - ๑๘ สมุทรสงคราม ๔๐๐๐ - - รวม ๑๓,๐๕๐ - - ๖ มณฑลนครสวรรค์ ๑๙ นครสวรรค์ ๑๒ - - ๗ มณฑลจันทบุรี ๒๐ จันทบุรี ๒๑๕ - - ๘ มณฑลนครราชสีมา ๒๑ นครราชสีมา ๙๙๕ - - ๙ มณฑลพิษณุโลก ๒๒ พิษณุโลก ๓๐๐ - - รวมทั้งสิ้น ๔๕๕๙๙ - ๖๓ ๒ ๑


84 - ๑๒ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติแก้ความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาดหลวง โรมันคาทอลิกในกรุงสยามลงวันที่๒๗ สิงหาคม (ร.ศ. ๑๒๘) พ.ศ. ๒๔๕๒๖ พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๑๐ ตุลาคม พระ พุทธศักราช ๒๔๖๑๗ พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ลงวันที่๒๔ พฤศจิกายน พระ พุทธศักราช ๒๔๖๖๘ วศิน/จัดทํา ๑๓ มิถนายนุ๒๕๕๗ ๖ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๐/-/หน้า ๒๑๐/๓๑ สิงหาคม ๒๔๕๖๗ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๕/-/หน้า ๒๓๘/๒๐ ตุลาคม ๒๔๖๑๘ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๐/-/หน้า ๑๕๖/๙ ธันวาคม ๒๔๖๖


85 สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ลงวันที่๒๗ สงหาคมิร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาโทลิค ในกรุงสยาม ตามกฎหมาย๑ มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดํารัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายอําเภอบางคณฑีในมณฑลราชบุรีซึ่งเดิม อยู่ในความปกครองของจังหวัดราชบุรีไปอยู่ในความปกครองของจังหวัดสมุทรสงคราม และ ด้วยตามความในข้อ ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติลงวันที่๒๗ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๘ ว่า ด้วยลักษณะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิค ในกรุงสยามตามกฎหมาย มิซซัง ไม่มีสิทธิที่จะถือที่ดิน เป็นที่สําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง ในเขตของจังหวัดสมุทรสงคราม เกินกว่าจํานวนสามพันไร่และ ด้วยเหตุที่การย้ายอําเภอบางคณฑีจากจังหวัดราชบุรีไปขึ้นจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ กระทําให้จํานวนที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังในจังหวัดนั้น สูงเกินกว่าจํานวนที่ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตไว้ในพระราชบัญญัติร.ศ. ๑๒๘ นั้น ด้วย วิคาริอุส อาโปสโตลิกุส ผู้บัญชาการมิซซังโรมันคาโทลิคในกรุงสยาม ในแคว้น คณะกรุงเทพฯ ได้อ้างเหตุที่กล่าวมาแล้วกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมรา ชานุญาต ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงความในข้อ ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ นั้น เพื่อให้มิซซังมี สิทธิถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ในจังหวัดสมุทรสงครามเป็นจํานวนมากขึ้น และให้ลดจํานวนใน จังหวัดราชบุรีให้น้อยลงตามส่วน และ ด้วยเหตุที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายอาณาเขตในการปกครองกันมาหลายครั้ง หลายหนแล้ว ดูเป็นการสมควรที่จะแก้ไขบัญชีที่๒ ต่อท้ายพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ นั้น เพราะเหตุนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้พระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วยลักษณะ ของวัดโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย โดยอนุโลมตามที่บัญชาการ มิซซังโรมันคาโทลิค ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตมาและโดยมีพระราชประสงค์จะให้ พระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ นั้น ใช้ได้กลมเกลียวกับอาณาเขตของการปกครองในปัจจุบัน ดังจะ กล่าวต่อไปนี้ ข้อ ๑ ให้แก้ความในข้อ ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ให้อ่านได้ความ ดังต่อไปนี้ ๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๐/-/หน้า ๑๕๖/๙ ธันวาคม ๒๔๖๖


86 - ๒ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ข้อ ๑๔ แบบบัญชีที่๒ ซึ่งติดท้ายพระราชบัญญัตินี้มีรายชื่อจังหวัดทั้งหลาย ซึ่งวิ การิอาตุสแห่งกรุงเทพฯ ซึ่งมีอํานาจถือที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซังได้ในเวลาปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุที่มีพิเศษเฉพาะแก่ท้องที่เหล่านั้น ให้เลื่อนกําหนดจํานวนเนื้อที่ขึ้นไปเป็น หมื่นสี่พันไร่ในจังหวัดชลบุรีเก้าพันไร่ในจังหวัดราชบุรีสี่พันไร่ในจังหวัดสมุทรสงคราม และเก้าพันไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ให้เป็นที่เข้าใจว่า จํานวนที่ดินซึ่งถือไว้ได้เกินกว่ากําหนดตามอัตราจังหวัดละสาม พันไร่ ให้เป็นการยกเว้นอยู่ในสี่จังหวัดนั้นจะต้องไปคิดหักจากจํานวนรวมกันทั้งหมด ที่อนุญาตให้ถือ ได้ในจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีที่กล่าวมาแล้ว เพื่อว่าเมื่อคิดเฉลี่ยถัวกันลงแล้ว คงไม่ให้เกินกว่า จังหวัดละสามพันไร่ และตามอย่างที่เคยเป็นมาแต่ก่อนแล้ว หามม้ ิให้มิซซังถือเอาที่ดินภายในกําแพงพระ นครกรุงเทพฯ เว้นไว้แต่รัฐบาลจะมอบอํานาจให้ถือจึงจะถือได้ ข้อ ๒ ให้แก้บัญชีที่๒ ต่อท้ายพระราชบัญญัติปีร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) ว่าด้วย ลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาโทลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ให้อ่านได้ความดังต่อไปนี้ บัญชีที่๒ รายชื่อจังหวัดซึ่งวิการิอุส อาปอสตอลิกุส แห่งกรุงเทพฯ มีอํานาจที่จะถือ ที่ดินสําหรับทําประโยชน์ให้แก่มิซซัง มีจํานวนที่ดินซึ่งมีอยู่แล้ว ในวันที่ออกพระราชบัญญัติเพิ่มเติม ฉบับนี้ ๑ กรุงเทพมหานคร ไร่ งาน วา ๑ พระนครและธนบุรี๔๕๕ ๒ ๕๐ ๒ ๑ ๒ พระประแดง ๓๕ ๓ สมุทรปราการ ๔๖ ๑ ๒๘ ๔ มีนบุรี ๘๓๔ ๓ ๑๘ รวม ๑๓๗๑ ๒ ๙๖ ๒ ๑ ๒ มณฑลปราจิณ ๕ ฉะเชิงเทรา ๙๐๐๐ ๖ ปราจีนบุรี ๑๓๖๕ - ๓๖ ๗ นครนายก ๒๙๕ - - ๘ ชลบุรี ๑๔๐๐๐ - - รวม ๒๔๖๖๐ - ๓๖ ๓ มณฑลนครไชยศรี ๙ นครปฐม ๒๒๗๔ - - ๑๐ สุพรรณบุรี ๓๕๐ - -


87 - ๓ - สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑๑ สมุทรสาคร ๑๕๐ - - รวม ๒๗๗๔ - - ๔ มณฑลอยุธยา ไร่ งาน วา ๑๒ พระนครศรีอยุธยา ๑๗๙๕ ๒ ๔๓ ๑๓ สระบุรี ๑๖๐ - - ๑๔ สิงห์บุรี ๑๖๔ - - ๑๕ ธัญญบุรี ๑๐๑ ๒ ๘๘ รวม ๒๒๒๑ ๑ ๓๑ ๕ มณฑลราชบุรี ๑๖ ราชบุรี ๙๐๐๐ - - ๑๗ กาญจนบุรี ๕๐ - - ๑๘ สมุทรสงคราม ๔๐๐๐ - - รวม ๑๓,๐๕๐ - - ๖ มณฑลนครสวรรค์ ๑๙ นครสวรรค์ ๑๒ - - ๗ มณฑลจันทบุรี ๒๐ จันทบุรี ๒๑๕ - - ๘ มณฑลนครราชสีมา ๒๑ นครราชสีมา ๙๙๕ - - ๙ มณฑลพิษณุโลก ๒๒ พิษณุโลก ๓๐๐ - - รวมทั้งสิ้น ๔๕๕๙๙ - ๖๓ ๒ ๑ ประกาศ ณ วันที่๒๔ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖ เป็นปีที่สิบสี่ในรัชกาล ปัจจุบันนี้


88 ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ พระรำชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ ธันวำคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นปีที่ ๑๗ ในรัชกำลปัจจุบัน พระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมรำชโองกำรโปรดเกล้ำฯ ให้ประกำศว่ำ โดยที่เป็นกำรสมควรปรับปรุงกฎหมำยว่ำด้วยคณะสงฆ์ให้เหมำะสมยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้ตรำพระรำชบัญญัติขึ้นไว้ โดยค ำแนะน ำและ ยินยอมของสภำร่ำงรัฐธรรมนูญในฐำนะรัฐสภำ ดังต่อไปนี้ มำตรำ ๑ พระรำชบัญญัตินี้เรียกว่ำ “พระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕” มำตรำ ๒๑ พระรำชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจำกวันประกำศในรำชกิจจำ นุเบกษำเป็นต้นไป มำตรำ ๓ ให้ยกเลิกพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักรำช ๒๔๘๔ มำตรำ ๔ ภำยในระยะเวลำหนึ่งปีนับแต่วันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บรรดำ กฎกระทรวง สังฆำณัติ กติกำสงฆ์ กฎองค์กำร พระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำช ข้อบังคับและระเบียบ เกี่ยวกับคณะสงฆ์ที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกำศพระรำชบัญญัตินี้ในรำชกิจจำนุเบกษำ ให้คงใช้บังคับ ต่อไปเท่ำที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระรำชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่ำจะมีกฎกระทรวง กฎมหำเถรสมำคม พระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำช ข้อบังคับหรือระเบียบของมหำเถรสมำคมยกเลิก หรือมีควำมอย่ำง เดียวกัน หรือขัดหรือแย้งกัน หรือกล่ำวไว้เป็นอย่ำงอื่น มำตรำ ๕ เพื่อประโยชน์แห่งมำตรำ ๔ บรรดำอ ำนำจหน้ำที่ซึ่งก ำหนดไว้ใน สังฆำณัติ กติกำสงฆ์ กฎองค์กำร พระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำช ข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับคณะ สงฆ์ ให้เป็นอ ำนำจหน้ำที่ของพระภิกษุต ำแหน่งใดหรือคณะกรรมกำรสงฆ์ใดซึ่งไม่มีในพระรำชบัญญัติ นี้ ให้มหำเถรสมำคมมีอ ำนำจก ำหนดโดยกฎมหำเถรสมำคมให้เป็นอ ำนำจหน้ำที่ของพระภิกษุต ำแหน่ง ใด รูปใดหรือหลำยรูปร่วมกันเป็นคณะตำมที่เห็นสมควรได้ ๑ รำชกิจจำนุเบกษำ เล่ม ๗๙/ตอนที่ ๑๑๕/ฉบับพิเศษ หน้ำ ๒๙/๓๑ ธันวำคม ๒๕๐๕


89 - ๒ - ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ มำตรำ ๕ ทวิ๒ ในพระรำชบัญญัตินี้ “คณะสงฆ์” หมำยควำมว่ำ บรรดำพระภิกษุที่ได้รับบรรพชำอุปสมบทจำกพระ อุปัชฌำย์ตำมพระรำชบัญญัตินี้ หรือตำมกฎหมำยที่ใช้บังคับก่อนพระรำชบัญญัตินี้ไม่ว่ำจะปฏิบัติ ศำสนกิจในหรือนอกรำชอำณำจักร “คณะสงฆ์อื่น” หมำยควำมว่ำ บรรดำบรรพชิตจีนนิกำย หรือ อนัมนิกำย “พระรำชำคณะ” หมำยควำมว่ำ พระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งและสถำปนำให้มีสมณศักดิ์ ตั้งแต่ชั้นสำมัญจนถึงชั้นสมเด็จพระรำชำคณะ “สมเด็จพระรำชำคณะผู้มีอำวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” หมำยควำมว่ำ สมเด็จ พระรำชำคณะที่ได้รับสถำปนำก่อนสมเด็จพระรำชำคณะรูปอื่น ถ้ำได้รับสถำปนำในวันเดียวกันให้ถือ รูปที่ได้รับสถำปนำในล ำดับก่อน มำตรำ ๕ ตรี๓ เพื่อให้กำรอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศำสนำ ตลอดจนกำรดูแล กำรปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมกำรเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศำสนำให้เกิดกำรพัฒนำ จิตใจและปัญญำ และมีกำรรักษำพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่ำงถูกต้องดีงำมโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธำแก่พุทธศำสนิกชนทั่วไป พระมหำกษัตริย์จึงทรงไว้ซึ่งพระรำชอ ำนำจในกำร แต่งตั้ง สถำปนำ และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมกำรมหำเถร สมำคมตำมพระรำชบัญญัตินี้ มำตรำ ๖ ให้นำยกรัฐมนตรี*รักษำกำรตำมพระรำชบัญญัตินี้ และให้มีอ ำนำจออก กฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติกำรให้เป็นไปตำมพระรำชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำแล้วให้ใช้บังคับได้ หมวด ๑ สมเด็จพระสังฆรำช มำตรำ ๗๔ พระมหำกษัตริย์ทรงสถำปนำสมเด็จพระสังฆรำชองค์หนึ่ง และให้ นำยกรัฐมนตรีลงนำมรับสนองพระบรมรำชโองกำร มำตรำ ๘ สมเด็จพระสังฆรำชทรงด ำรงต ำแหน่งสกลมหำสังฆปริณำยก ทรง บัญชำกำรคณะสงฆ์ และทรงตรำพระบัญชำสมเด็จพระสังฆรำชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมำย พระ ธรรมวินัยและกฎมหำเถรสมำคม ๒ มำตรำ ๕ ทวิ เพิ่มโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๓ มำตรำ ๕ ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๔ มำตรำ ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐


90 - ๓ - ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ มำตรำ ๙๕ ใน กรณี ที่สมเด็จพ ระสังฆ รำชท รงล ำออกจ ำกต ำแหน่งห รือ พระมหำกษัตริย์ทรงพระกรุณำโปรดให้ออกจำกต ำแหน่ง พระมหำกษัตริย์จะทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ ปรึกษำของสมเด็จพระสังฆรำชหรือต ำแหน่งอื่นใดตำมพระรำชอัธยำศัยก็ได้ มำตรำ ๑๐๖ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆรำช ให้สมเด็จพระรำชำคณะผู้มีอำวุโส สูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช ถ้ำสมเด็จพระรำชำคณะผู้มีอำวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อำจปฏิบัติหน้ำที่ได้ ให้ กรรมกำรมหำเถรสมำคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระรำชำคณะรูปหนึ่งผู้มีอำวุโสโดยสมณศักดิ์ รองลงมำตำมล ำดับและสำมำรถปฏิบัติหน้ำที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช ในเมื่อสมเด็จพระสังฆรำชไม่ประทับอยู่ในรำชอำณำจักร หรือไม่อำจทรงปฏิบัติ หน้ำที่ได้ สมเด็จพระสังฆรำชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระรำชำคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้ำที่แทน ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆรำชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้ำที่แทนตำมวรรคสำม หรือ สมเด็จพระรำชำคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้ำที่แทนสมเด็จพระสังฆรำชไม่อำจปฏิบัติหน้ำที่ สมเด็จพระสังฆรำชได้ ให้น ำควำมในวรรคหนึ่งและวรรคสองมำใช้บังคับโดยอนุโลม ในกำรแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำชตำมมำตรำนี้ ถ้ำสมเด็จพระสังฆรำช ทรงเห็นเป็นกำรสมควรส ำหรับกรณีที่มีเหตุตำมวรรคสำม หรือกรรมกำรมหำเถรสมำคมที่เหลืออยู่เห็น เป็นกำรสมควรส ำหรับกรณีที่มีเหตุตำมวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสี่ อำจพิจำรณำเลือกสมเด็จ พระรำชำคณะหลำยรูปที่สำมำรถปฏิบัติหน้ำที่ได้ เพื่อให้เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช แทนผู้ปฏิบัติหน้ำที่ตำมวรรคหนึ่ง หรือแทนกำรด ำเนินกำรตำมวรรคสอง วรรคสำม หรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี ได้และจะให้มีผู้ช่วยหรือที่ปรึกษำในกำรปฏิบัติหน้ำที่ดังกล่ำวด้วยก็ได้ วิธีด ำเนินกำรของ คณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำชให้เป็นไปตำมที่คณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำชก ำหนด๗ เมื่อมีกำรแต่งตั้งหรือเลือกผู้ปฏิบัติหน้ำที่หรือคณะผู้ปฏิบัติหน้ำที่สมเด็จพระสังฆรำช ตำมมำตรำนี้แล้ว ให้นำยกรัฐมนตรีน ำควำมกรำบบังคมทูลทรำบฝ่ำละอองธุลีพระบำท๘ ควำมในมำตรำนี้ไม่กระทบกระเทือนพระรำชอ ำนำจที่จะทรงพระกรุณำโปรด หรือมี พระรำชวินิจฉัยให้ปฏิบัติเป็นประกำรอื่น๙ มำตรำ ๑๑ สมเด็จพระสังฆรำชพ้นจำกต ำแหน่ง เมื่อ (๑) มรณภำพ (๒) พ้นจำกควำมเป็นพระภิกษุ (๓) ลำออก (๔) ทรงพระกรุณำโปรดให้ออก ๕ มำตรำ ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๖ มำตรำ ๑๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕๗ มำตรำ ๑๐ วรรคห้ำ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชก ำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๘ มำตรำ ๑๐ วรรคหก เพิ่มโดยพระรำชก ำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๔๗๙ มำตรำ ๑๐ วรรคเจ็ด เพิ่มโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑


91 - ๔ - ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ ส ำนักงำนคณะกรรมกำรกฤษฎีกำ หมวด ๒ มหำเถรสมำคม มำตรำ ๑๒๑๐ มหำเถรสมำคมประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆรำชซึ่งทรงด ำรง ต ำแหน่งประธำนกรรมกำรโดยต ำแหน่ง และกรรมกำรอื่นอีกไม่เกินยี่สิบรูปซึ่งพระมหำกษัตริย์ทรง แต่งตั้งจำกสมเด็จพระรำชำคณะ พระรำชำคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษำอันสมควร และมีจริยวัตร ในพระธรรมวินัยที่เหมำะสมแก่กำรปกครองคณะสงฆ์ กำรแต่งตั้งตำมวรรคหนึ่งและกำรด ำเนินกำรตำมมำตรำ ๑๕ (๔) และวรรคสอง ให้เป็นไปตำมพระรำชอัธยำศัย โดยจะทรงปรึกษำหำรือกับสมเด็จพระสังฆรำชก่อนก็ได้ มำตรำ ๑๓ ให้ผู้อ ำนวยกำรส ำนักงำนพระพุทธศำสนำแห่งชำติ*เป็นเลขำธิกำรมหำ เถรสมำคมโดยต ำแหน่ง และให้ส ำนักงำนพระพุทธศำสนำแห่งชำติ*ท ำหน้ำที่ส ำนักเลขำธิกำรมหำเถร สมำคม มำตรำ ๑๔๑๑ กรรมกำรมหำเถรสมำคมซึ่งพระมหำกษัตริย์ทรงแต่งตั้งอยู่ใน ต ำแหน่งครำวละสองปีและอำจได้รับกำรแต่งตั้งอีกได้ มำตรำ ๑๕๑๒ นอกจำกกำรพ้นจำกต ำแหน่งตำมวำระตำมมำตรำ ๑๔ กรรมกำร มหำเถรสมำคมซึ่งพระมหำกษัตริย์ทรงแต่งตั้งพ้นจำกต ำแหน่ง เมื่อ (๑) มรณภำพ (๒) พ้นจำกควำมเป็นพระภิกษุ (๓) ลำออก (๔) พระมหำกษัตริย์มีพระบรมรำชโองกำรให้ออก ในกรณีที่กรรมกำรมหำเถรสมำคมพ้นจำกต ำแหน่งก่อนวำระ พระมหำกษัตริย์อำจ ทรงแต่งตั้งพระภิกษุตำมมำตรำ ๑๒ รูปใดรูปหนึ่งเป็นกรรมกำรแทน กรรมกำรซึ่งได้รับแต่งตั้งตำมควำมในวรรคสองให้อยู่ในต ำแหน่งเท่ำกับวำระที่ เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน มำตรำ ๑๕ ทวิ๑๓ พระบรมรำชโองกำรตำมมำตรำ ๑๐ วรรคเจ็ด กำรแต่งตั้ง กรรมกำรมหำเถรสมำคมตำมมำตรำ ๑๒ และกำรให้กรรมกำรมหำเถรสมำคมพ้นจำกต ำแหน่งตำม มำตรำ ๑๕ ให้นำยกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนำมรับสนองพระบรมรำชโองกำร ๑๐ มำตรำ ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๑๑ มำตรำ ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๑๒ มำตรำ ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑๑๓ มำตรำ ๑๕ ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑


Click to View FlipBook Version