รายงานการวิจัย เรื่อง การวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดย นางสาวสุภาพร มะนุโย ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปีงบประมาณ 2564
รายงานการวิจัย เรื่อง การวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดย นางสาวสุภาพร มะนุโย นายศุภวัฒน์ ศุภษร ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปีงบประมาณ 2564
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียน บ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ผู้วิจัย สุภาพร มะนุโย และ ศุภวัฒน์ ศุภษร หน่วยงาน คณะครุศาสตร์ ปีที่ทำวิจัย 2564 การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายคือ 1) เพื่อศึกษาการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ในการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจาก ข้อมูลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผัง ความคิด (Mind Map) ในการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2/2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวนทั้งหมด 32 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการทำวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita action ร่วมกับการ เรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องแรงและ แรงเสียดทาน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน-หลังเรียน และ 3) แบบ วัดความพึงพอใจนักเรียนชั้นปะถมศึกษาปีที่ 5 รูปแบบการวิจัย คือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย 2 วงจรปฏิบัติการ ได้แก่ วงจร ปฏิบัติการที่ 1 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 วงจรปฏิบัติการที่ 2 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-5 เก็บรวบรวมข้อมูลโดย ใช้แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน-หลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า จากการทำแบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน มี นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ทั้งหมด 32 คน คิดเป็นร้อยละ 100 เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้จาก แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Akita action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) มี นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 32 คน คิดเป็นร้อยละ 100
ABSTRACT Research Title Action research to Develop Inferring skills for Achievement by Using the inquiry Akita action Plus Concept Map (Mind Map) of Prathomsuksa 5to Students Second semester of the acadermic year 2020 Bantabo school. Ubonratchathani primary educational service area office 1 Author Supaporn Manuyo and Supawat Supasorn Organization Faculty of Education Year 2021 The purpose of this research is 1) to study the use of Akita action model plus mind map. Study the satisfaction of primary school students in the fifth grade students' opinions In the fifth year of research, Akita action learning plus Mind map development according to The target groups include 32 students in grade 5, academic year 2 /2 0 2 0, Bantabo school, Ubonratchathani primary educational service area office 1 , 3 2 students, research tools, 1 ) Akita action learning management plan plus Mind map learning, science subjects, grade 5, force and friction, 2 ) testing for pre-study and post-study Inferring skills for Achievement. The research model is a research workshop consisting of 2 operating cycles: 1st operating cycle, 1st-3rd learning management plan, 2nd operating cycle, 4-5 learning management plan, data collection using a test based on pre-study and poststudy data. Statistical mean, percentage and standard deviation for data analysis. According to the results of the test, the test was based on pre-study data. There are students who do not meet the criteria. 60% of the 32 students accounted for 100 % when students learned from the Akita action management plan plus mind map learning, with 32 students passing the criteria, representing 100%
กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยนี้ได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อนำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของ นักศึกษา ครู ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่อนุเคราะห์ในการให้ข้อมูล ให้คำปรึกษา แนะนำ และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ช่วยให้งานวิจัยฉบับนี้ประสบความสำเร็จและ สมบูรณ์ ขอขอบคุณสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ ให้เป็นแหล่งบริการ ในการค้นคว้าข้อมูล สืบค้นข้อมูลในการทำการวิจัย ทำให้ผู้วิจัยได้ศึกษาหาข้อมูล รวบรวมข้อมูลและนำข้อมูลมาใช้ในการทำการวิจัยได้อย่างมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และครบถ้วน ขอขอบคุณคุณครูครูปรมา เยาวบุตร คุณครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 คุณครูประจำกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนบ้านท่าบ่อ ที่ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ และให้คำปรึกษาในการทำการวิจัยและเก็บข้อมูลวิจัย ทำให้ได้ข้อมูลมาอย่าง สมบูรณ์ ถูกต้อง และครบถ้วน ขอขอบคุณโรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัย ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ ที่เป็น ประชากรกลุ่มเป้าหมาย ที่ให้ความร่วมมือ ร่วมใจเป็นอย่างดีในการทำกิจกรรม ตลอดจนการ แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ซึ่งกันและกัน สำหรับการเก็บข้อมูลการวิจัย จนทำให้งานวิจัยฉบับนี้ ประสบความสำเร็จและสมบูรณ์ลุล่วงได้ด้วยดี สุภาพร มะนุโย และศุภวัฒน์ ศุภษร มีนาคม 2564
สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ………………………………………………………………………………………………………… ข ABSTRACT ……………………………………………………………………………………………………………….. ค กิตติกรรมประกาศ ……………………………………………………………………………………………………….… ง สารบัญ ……………………………………………………………………………………………………………………….. จ สารบัญตาราง ……………………………………………………………………………………………………………... ฉ สารบัญรูปภาพ …………………………………………………………………………………………………………….. ซ บทที่ 1 บทนำ ......................................................................................................................... 1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา ........................................................................ 1 คำถามของการวิจัย ........................................................................................... 3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ................................................................................. 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ................................................................................ 4 ขอบเขตการวิจัย ............................................................................................... 4 นิยามศัพท์เฉพาะการวิจัย ................................................................................. 5 สมมติฐานการวิจัย ............................................................................................ 6 กรอบแนวคิดการวิจัย ....................................................................................... 6 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ................................................................... 7 แนวคิดเกี่ยวกับ Akita Action ......................................................................... 7 ผังความคิด ……….............................................................................................. 9 การลงความเห็นจากข้อมูล …………………………………………………………………….. 9 ความพึงพอใจ ……………………………………………………………………………….……… 11 วิจัยปฏิบัติการ ……………………………………………………………………….…….……… 12 3 วิธีดำเนินการวิจัย ………………………………………………………………………………..…….… 14 กลุ่มเป้าหมาย …………………………………………………………………………………..…. 14 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ……………….…………………………………………………..….. 14 รูปแบบในการวิจัย ……………………………………………………………………………..… 17 การเก็บรวบรวมข้อมูล …………………………………………………………………………. 20 การวิเคราะห์ข้อมูล …………………………………………………………………………….… 20
หน้า บทที่ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ……………………………………………………………………………. 21 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………………………………………………………………………..... 25 การดำเนินการก่อนปัจจุบันการ …………………………………………………………… 25 การดำเนินการขณะปฏิบัติการ ……………………………………………………………. 29 การดำเนินการหลังปฏิบัติการ .………………………………………………………….… 43 5 บทสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ………………………………………………………. 45 สรุปผลการวิจัย ……………………………………………………………………………....... 47 อภิปรายผลการวิจัยที่ …………………………………………………………………………. 48 ข้อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………… 49 บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………………………………………. 51 ภาคผนวก ……………………………………………………………………………………………………………...... 56 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ …………………………………………………………………….. 57 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ……………………………………………………………… 60 ภาคผนวก ค ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ………………………………………………….. 82 ภาคผนวก ง หนังสือราชการ ……………………………………………………………..…………… 112 ภาคผนวก จ บรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียน ……….…………………………………….. 124 ประวัติผู้วิจัย …………………………………………………………………………………………………………….. 129
สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 แสดงคะแนนสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ......................... 32 4.2 แสดงคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน .................. 34 4.3 แสดงคะแนนการสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ................... 38 4.4 แสดงคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลหลังเรียน ................... 40 4.5 แสดงคะแนนที่ได้จากการประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้................. 42 4.6 แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อน เรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ………………………………………………. 43
สารบัญรูปภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ............................................................................................... 6 3.1 แสดงวงจรปฏิบัติการดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 19
บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามาบทบาทเป็นอย่างมากในการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งเห็นได้จากประเทศต่าง ๆ ที่มั่นคงนั้น ได้มีการพัฒนาและให้ความสำคัญกับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ประชาชนมีความรู้ ความสามารถ และติดตามความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กว้างขวางและรวดเร็ว อีกทั้งความรู้วิทยาศาสตร์ยังช่วยเพิ่มขีด ความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของ ประชาชนให้สูงขึ้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือประชนจะต้องมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์จึงจะทำให้เกิดการ ฝึกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้ได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ แม่นยำและน่าเชื่อถือ การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ พบปัญหาและอุปสรรคบางประการ ที่ทำให้การเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยมีสาเหตุมาจากรูปแบบการจัดการเรียนการ สอน ที่มีแนวการสอนแบบนามธรรมมากกว่ารูปธรรม คือ สอนบรรยายอธิบายความรู้ ขาดสื่อ ประกอบการสอนและไม่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนเท่าที่ควร ส่งผลให้ความรู้ที่ผู้เรียนได้รับเป็น ความรู้ที่ไม่ยั่งยืนรู้แล้วลืม ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถสังเคราะห์และบูรณาการความรู้กับศาสตร์อื่น ๆ ใน การทำความเข้าใจธรรมชาติและการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นผู้สอนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญกับผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้มากขึ้น เพื่อพัฒนา ทักษะทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 จากที่ผู้วิจัยได้ลงไปสำรวจและเก็บข้อมูลของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บ้านท่อบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ซึ่งเอกสารที่นำไป เก็บข้อมูลประกอบไปด้วย 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามตัวชี้วัดของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช และมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดฯ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่ามีนักเรียนทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 2 คน ในจำนวนนักเรียนทั้งหมด 32 คน ค่าเฉลี่ยรวมคือ 0.37 คิดเป็นร้อยละ 37 ซึ่งถือได้ ว่ายังไม่ผ่านตามเกณฑ์
2 2. แบบประเมินคุณลักษณะด้านจิตวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าพฤติกรรมบ่งชี้ของนักเรียนที่แสดงออกในระดับมากที่สุด คือ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ค่าเฉลี่ยที่ ได้ คือ 3.10 และพฤติกรรมบ่งชี้ของนักเรียนที่แสดงออกในระดับน้อยที่สุด คือ ด้านความใจกว้าง ค่าเฉลี่ยที่ได้ คือ 2.31 พฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะด้านจิตวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเฉลี่ยรวม 2.74 ซึ่งถือว่ามีระดับพฤติกรรมการแสดงออกในระดับปานกลาง 3. แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าทักษะที่มีจำนวนนักเรียนเลือก ระดับมากที่สุด อับดับที่ 1 คือ ทักษะการสังเกต อันดับที่ 2 คือ ทักษะการพยากรณ์ อันดับที่ 3 คือ ทักษะการวัด ระดับปานกลาง ได้แก่ ทักษะการคำนวณ ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติและมิติกับเวลา ทักษะการจัด กระทำและสื่อความหมายข้อมูล ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ทักษะการกำหนดและควบคุม ตัวแปร ทักษะการทดลองทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อมูล และทักษะการสร้าง แบบจำลอง ระดับน้อยที่สุด ได้แก่ ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลและการตั้งสมมติฐาน ซึ่งมี ค่าเฉลี่ย 0.1 คิดเป็นร้อยละ 10 อยู่ในระดับไม่ผ่านเกณฑ์ 4. แบบสัมภาษณ์ของคุณครูประจำชั้นและคุณครูประจำรายวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับ ประถมศึกษาปีที่ 5 จากการสัมภาษณ์คุณครูผู้สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ครูประจำชั้นและนักศึกษาฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครูชั้นปี 5 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง และปัญหานักเรียนไม่ให้ความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์ เท่าที่ควร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องหาแนวทางในการแก้ไขต่อไป จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ใน รายวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น ให้ผู้เรียนค้นพบและแก้ปัญหาด้วยตนเอง การเรียนรู้เชิงสนทนาเพื่อขยายความคิดของตนเองให้กว้าง และลึกด้วยปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกภายนอก ผู้เรียนจะรู้จักคาดการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเต็ม ความสามารถ ทบทวนกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองและนำไปสู่การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) จัดการเรียนรู้แบบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ขั้นตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ ผู้เรียนจะเรียนได้ด้วยการคิดเอง โดยการค้นพบหัวข้อในการเรียนรู้ ด้วยตนเองและรู้จักตั้งข้อสังเกตในการหาคำตอบ 2.ขั้นมีความคิดของตนเอง การมีความคิดเป็นของ ตนเองจะเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมการอภิปรายที่ช่วยขยายความรู้ให้กว้างและลึกซึ้งขึ้น 3.ขั้นอภิปรายกัน เป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม จากการเรียนรู้แบบให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันจะช่วยให้ความคิดของแต่ละคน กว้างและลึกขึ้น ความสามารถในการคิดและการแสดงออกก็จะเพิ่มขึ้นด้วย 4.ขั้นทบทวนเนื้อหาโดย
3 ใช้การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) และกิจกรรมการทบทวนโดยใช้สมุดจดบันทึกหรือการ เขียนกระดาน จะช่วยให้จดจำเนื้อหาการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) เพื่อพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ ต่อไป 1.2 คำถามของการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ช่วยพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ควรมีลักษณะ อย่างไร 2. การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นี้ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลเป็นอย่างไร 3. การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับ การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) หรือไม่ อย่างไร 1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผัง ความคิด (Mind Map) ในการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ในการพัฒนาทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูล
4 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้แนวทางในการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลในเรื่องต่อไป 2. ผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นแนวทางสำหรับครูในการนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) มาใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะหรือความสามารถในด้านอื่นต่อไป 3. ได้รู้ประสิทธิภาพจากแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง แรงและแรงเสียดทาน โดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4. นักเรียนมีพัฒนาการด้านความสามารถในทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลที่สูงขึ้น และ นำไปต่อยอดในอนาคตต่อไป 1.5 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2/2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวนทั้งหมด 32 คน เป็นนักเรียนชาย 18 คน และ นักเรียนหญิง 14 คน 2. ตัวแปรศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น รูปแบบการจัดการเรียนรู้ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผัง ความคิด (Mind Map) 2.2 ตัวแปรตาม ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่5 สาระที่2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงใน ชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ ได้แก่ ตัวชี้วัดที่ 1 ป.5/1 ตัวชี้วัดที่ 2 ป.5/2 ตัวชี้วัดที่ 3 ป.5/3 ตัวชี้วัดที่ 4 ป.5/4 และตัวชี้วัดที่ 5 ป.5/5 เรื่องแรง และแรงเสียดทาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)
5 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระยะเวลาของการทดลองในการวิจัยครั้งนี้ ดำเนินกรในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ใช้เวลาทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง จำนวน 8 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564 - 22 มีนาคม พ.ศ. 2564 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะการวิจัย 1. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ วิจัยเชิงปฏิบัติการ คือ การศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้เข้าใจถึง ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพของงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ให้ดียิ่งขึ้น 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ Akita Action Akita action เป็นรูปแบบการจักการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียน ได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิด และร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อการเรียนรู้ขั้นตอนของ Akita action ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจต่อ บทเรียน ต้องการที่จะหาคำตอบและเรียนรู้ด้วยตนเอง ขั้นที่ 2 ขั้นมีความคิดเป็นของตนเอง คือ การมีความคิดที่เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับกิจกรรม การเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นของตนเอง ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายเป็นคู่ กลุ่ม หรือทั้งชั้นเรียน คือ การเรียนรู้ที่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและ กัน แลกเปลี่ยนความคิดของตนเองกับสมาชิกคนอื่น เพื่อให้ได้ความคิดเห็นและคำตอบที่มากขึ้น ขั้นที่ 4 ขั้นทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้ คือ การทบทวนเนื้อหา สรุปสิ่งที่ได้เรียนมาด้วย วิธีต่าง ๆ เช่น การจดบันทึก พูดคุย หรือนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน การเรียนรู้ 3. ผังความคิด (Mind map) ผังความคิด (mind map) คือ เทคนิคและวิธีการจัดรวบรวมข้อสรุปของเนื้อหาโดยการเขียน ที่มีลักษณะเหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งออกไปอย่างมีมิติ ช่วยพัฒนาสมองและเชื่อมโยงความคิดในแต่ละ ด้านให้สอดคล้องกัน 4. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล การลงความเห็นจากข้อมูล คือ ความสามารถในการเพิ่มหรือแสดงความคิดเห็นที่ได้จากการ สังเกตซึ่งเกี่ยวกับวัตถุหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมเข้ามาช่วย
6 5. ความพึงพอใจ ความพึงพอใจ เป็นสิ่งที่เป็นไปตามความต้องการของแต่ละบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความ ชื่นชอบต่อการกระทำของบุคคลอื่น แต่ความพึงพอใจของแต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกัน จึงทำให้ ระดับของความพึงพอใจแตกต่างกันออกไป 1.7 สมมติฐานการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 มีทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูลสูงกว่าก่อนเรียน 2. การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 มีความพึงพอใจ ต่อการรจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ระดับดี ขึ้นไป 1.8 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) 1. พัฒนาทักษะการลงความเห็น จากข้อมูล 2. ความพึงพอใจต่อการจัดการ เรี ย น รู้ แ บ บ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผัง ความคิด (Mind Map)
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 1 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.แนวคิดเกี่ยวกับ Akita action 1.1 ความหมายของ Akita action 1.2 ขั้นตอนของ Akita action 2. แผนผังความคิด 3. การลงความเห็นจากข้อมูล 3.1 ความหมายของการลงความเห็นจากข้อมูล 3.2 พฤติกรรมบ่งชี้ 4. ความพึงพอใจ 4.1 ความหมายของความพึงพอใจ 4.2 ประเภทของความพึงพอใจ 5. วิจัยเชิงปฏิบัติการ 1.แนวคิดเกี่ยวกับ Akita action 1.1 ความหมายของ Akita action ชลันดา แสนอุบล (2562:21) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Akita action เป็น รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้มีส่วนร่วมในการคิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเน้นกระบวนการกลุ่มเพื่อช่วยส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน เพ็ญสิริ ซื่อสัตย์(2563:59) ให้ความหมายของ Akita action ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ ความสำคัญกับกระบวนการที่ให้นักเรียนได้คิดผ่านการอภิปรายกันเป็นกลุ่ม นักเรียนจะได้แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันเกี่ยวกับหัวข้อการเรียนรู้ที่ตนกำหนดขึ้นเอง สรุปได้ว่า Akita action เป็นรูปแบบการจักการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดและร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อการเรียนรู้
8 1.2 ขั้นตอนของ Akita action ชลันดา แสนอุบล (2562:24) สรุปได้ว่า ขั้นตอนของแนวคิด Akita action ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1. รู้จักตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ หมายถึง นักเรียนจะได้เรียนรู้ด้วยการคิดเองโดย ค้นพบหัวข้อในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2. มีความคิดของตัวเอง หมายถึง การมีความคิดเป็นของตัวเองจะเชื่อมโยงไปสู่ กิจกรรมการอภิปรายที่ช่วยขยายความคิดให้กว้างและลึกซึ้งขึ้น 3. อภิปรายกันเป็นคู่ กลุ่ม หรือทั้งชั้นเรียน หมายถึง การเรียนรู้แบบให้ความร่วมมือ ซึ่งกันและกันจะช่วยให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดและความแสดงออกทางความคิดเห็นเพิ่ม มากขึ้น 4. ทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้ หมายถึง การทบทวนกิจกรรมและเนื้อหาโดย การจดบันทึกหรือเขียนกระดานในเพื่อช่วยในการจดจำเนื้อหาและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพ็ญสิริ ซื่อสัตย์ (2563:59) ได้กล่าวว่า ขั้นตอนของแนวคิด Akita action มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่1 ขั้นตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนเกิดความ สนใจต่อบทเรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้คำถามส่งเสริมความสนใจ การนำเสนอประเด็นเพื่อให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการหาคำตอบ การทบทวนความรู้เดิมรวมถึงการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ร่วมกันของครูและนักเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสร้างความคิดของตัวเองคือ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนแต่ละคนมี ความรอบรู้ในบทเรียนนั้น ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การใช้คำถามพัฒนาการคิดขั้นสูง การสาธิต การ แสดงตัวอย่าง การใช้แผนผังความคิด เป็นต้น ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายกันเป็นคู่ กลุ่มหรือทั้งชั้นเรียน คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อ เปรียบเทียบความคิดของตนเองกับคู่ กลุ่ม หรือทั้งชั้นเรียน โดยต้องมีการสรุปผลการอภิปรายด้วย ขั้นที่ 4 ขั้นทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้คือ การให้นักเรียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้ง ด้านความรู้ ทักษะ และกระบวนการเรียนรู้โดยอาจใช้สถานการณ์ใหม่มาทดสอบความรู้ใช้การพูดหรือ การเขียนสรุปบทเรียน การนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมถึงฝึกให้นักเรียนคาดการณ์ เกี่ยวกับการเรียนรู้ในครั้งต่อไป สรุปได้ว่า ขั้นตอนของ Akita action ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนเกิดความ สนใจต่อบทเรียน ต้องการที่จะหาคำตอบและเรียนรู้ด้วยตนเอง
9 ขั้นที่ 2 ขั้นมีความคิดเป็นของตนเอง คือ การมีความคิดที่เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับ กิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ เป็นของตนเอง ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายเป็นคู่ กลุ่ม หรือทั้งชั้นเรียน คือ การเรียนรู้ที่ให้ความร่วมมือซึ่ง กันและกัน แลกเปลี่ยนความคิดของตนเองกับสมาชิกคนอื่น เพื่อให้ได้ความคิดเห็นและคำตอบที่มาก ขึ้น ขั้นที่ 4 ขั้นทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้ คือ การทบทวนเนื้อหา สรุปสิ่งที่ได้ เรียนมาด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การจดบันทึก พูดคุย หรือนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ 2. แผนผังความคิด 2.1 ความหมายของแผนผังความคิด (Mind map) กวิสรา สุนทรโอวาท (2561:5) กล่าวว่า ผังความคิด (mind map) คือ เทคนิควิธีในการจัด รวบรวมสรุปเนื้อหาแสดงความคิดเห็นโดยการเชื่อมโยงความคิดรวบยอดของผู้เรียนช่วยให้เห็นภาพ ของความคิดที่หลากหลายมุมมองที่กว้างและชัดเจน เป็นการเขียนตามความคิดที่เกิดขึ้นขณะนั้น การ เขียนมีลักษณะเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อย ๆ ทำให้สมองได้คิดได้ทำงานตามธรรมชาติ อย่างมีจินตนาการกว้างไกล ศรีพระจันทร์ แสงเขตต์ (2557:33) กล่าวว่า ผังความคิด (mind map) คือเครื่องมือที่ใช้ เชื่อมโยงความคิด จัดระบบความคิด แตกกิ่งความคิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตามความลึก ความกว้างของ ผู้เขียนว่าจะให้สิ้นสุดที่ใด สรุปได้ว่า ผังความคิด (mind map) คือ เทคนิคและวิธีการจัดรวบรวมข้อสรุปของเนื้อหาโดย การเขียนที่มีลักษณะเหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งออกไปอย่างมีมิติ ช่วยพัฒนาสมองและเชื่อมโยงความคิด ในแต่ละด้านให้สอดคล้องกัน 3. การลงความเห็นจากข้อมูล 3.1 ความหมายของการลงความเห็นจากข้อมูล ปราณี โตยะบุตร (2557:28) กล่าวว่า การลงความเห็นจากข้อมูล คือ ความชำนาญในการ อธิบาย สิ่งได้จากการสังเกตเกี่ยวกับวัตถุหรือเหตุการณ์เฉพาะอย่าง สามารถแยกความแตกต่าง ระหว่างการสังเกต และการแสดงความคิดเห็น แปลความหมายข้อมูลที่บันทึกไว้หรือได้มาทางอ้อม แล้วนามาทำนายเหตุการณ์จากข้อมูล ลงข้อสรุปจากข้อมูลทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล เป็น
10 การ อธิบายเกิดขอบเขตของข้อมูลจากการสังเกตโดยใช้ความรู้ประสบการณ์เดิม และเหตุผลหรือ เพิ่มเติมความเห็นส่วนตัวเองไปด้วย วราภรณ์ สีดำนิล (2550:36) กล่าวว่า การลงความเห็นจากข้อมูล คือ การเพิ่มความเห็น ให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิม และใช้ กระบวนการทางสมองคิดค้นเกี่ยวกับความหมายของข้อมูลที่ได้รับมาความสามารถที่แสดงให้เห็นว่า เกิดทักษะนี้คือ การอธิบายหรือสรุปโดยเพิ่มความเห็นให้กับข้อมูลโดยใช้ความรู้หรือประสบการณ์เดิม มาช่วย สรุปได้ว่า การลงความเห็นจากข้อมูล คือ ความสามารถในการเพิ่มหรือแสดงความคิดเห็นที่ ได้จากการสังเกตซึ่งเกี่ยวกับวัตถุหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมเข้ามา ช่วย 3.2 พฤติกรรมบ่งชี้ ปราณี โตยะบุตร (2557:28) กล่าวว่า พฤติกรรมที่แสดงว่า เกิดทักษะการลงความเห็น จากขอ้มูลจะต้องมีความสามารถ ดังนี้ 1. อธิบายหรือสรุปโดยเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตโดยใช้ความรู้ หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย 2. การลงความคิดเห็นจากข้อมูลในเรื่องเดียวกันอาจลงความคิดเห็นได้หลายอย่าง ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความละเอียดของข้อมูล ความถูกต้องของข้อมูล ความรู้และ ประสบการณ์เดิมของผู้ลงความคิดเห็น และความสามารถในการสังเกต กิตติชัย สุธาสิโนบล (2541:61) ได้กล่าวว่า การแสดงออกว่านักเรียนมีพฤติกรรมการลง ความเห็นจากข้อมูลมีดังนี้ 1. สรุปหรืออภิปรายโดยการเพิ่มความคิดเห็นลงไปในข้อมูลที่ได้จากการสังเกตโดย ใช้ประสบการณ์หรือความรู้เดิมเข้ามาช่วย 2. สังเกตและวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นจากข้อมูลที่ได้อย่างสมเหตุสมผล สรุปได้ว่า พฤติกรรมที่แสดงถึงการมีทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลมีดันนี้ 1. สามารถสรุปและอภิปรายผลโดยการเพิ่มความคิดเห็นลงไปในข้อมูลที่ได้จากการ สังเกต โดยนำความรู้เดิมที่มีอยู่หรือประสบการณ์เดิมเข้ามาช่วย 2. การลงความเห็นจากข้อมูลเป็นการนำความรู้ ประสบการณ์เดิมของผู้ลงความเห็น มาช่วยกระกอบกับการสังเกต
11 4. ความพึงพอใจ 4.1 ความหมายของความพึงพอใจ เพ็ญนภา จรัสพันธ์(2557:9) กล่าวว่า ความพึงพอใจคือ สิ่งที่เป็นไปตามความต้องการ ความ พึงพอใจจึงเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียง ของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับ อาจจะมากหรือน้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ถ้าเมื่อใดสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการหรือ ทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้ก็จะเกิดความรู้สึกทางบวกเป็นความรู้สึกที่พึงพอใจ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งนั้นสร้างความรู้สึกผิดหวังไม่บรรลุจุดมุ่งหมาย ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบเป็นความรู้สึกไม่ พึงพอใจ ชนะดา วีระพันธ์(2555:6) กล่าวว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกหรือทัศนคติทางบวกของ บุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือมีความชื่นชอบ พอใจต่อการที่บุคคลอื่นกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตอบสนองความต้องการของบุคคลหนึ่งที่ปรารถนาให้กระทำในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่ง นั้นสามารถตอบสนองความต้องการให้แก่บุคคลนั้นได้ แต่ทั้งนี้ความพึงพอใจของแต่ละบุคคลย่อมมี ความแตกต่างกันหรือมีความพึงพอใจมากน้อยขึ้นอยู่กับค่านิยมของแต่ละบุคคลและความสัมพันธ์ของ ปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจตลอดจนสิ่งเร้าต่าง ๆ ซึ่งอาจสามารถทำให้ระดับความพึงพอใจ แตกต่างกันได้ เช่น ความสะดวกสบายที่ได้รับ ความสวยงาม ความเป็นกันเอง ความภูมิใจ การยกย่อง การได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ต้องการและความศรัทธา เป็นต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นสิ่งที่เป็นไปตามความต้องการของแต่ละบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ความชื่นชอบต่อการกระทำของบุคคลอื่น แต่ความพึงพอใจของแต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกัน จึงทำให้ระดับของความพึงพอใจแตกต่างกันออกไป 4.2 ประเภทของความพึงพอใจ สุรศักดิ์ นาถวิล (2544 : 10) ได้กล่าวว่า ลักษณะความพึงพอใจไว้ ดังนี้ 1. ความพึงพอใจเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกทางบวกของบุคคล หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด บุคคลจะรับรู้ความพึงพอใจจำเป็นต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบตัว การตอบสนองความต้องการของมนุษย์ส่วนบุคคลด้วยการโต้ตอบกับบุคคลอื่นและสิ่งต่าง ๆ ใน ชีวิตประจำวัน ทำให้แต่ละคนมีประสบการณ์รับรู้ เรียนรู้ สิ่งที่ได้รับการตอบสนองแตกต่างกันไป และ หากสิ่งที่ได้รับเป็นไปตามความต้องการก็จะก่อให้เกิดความพึงพอใจ 2. ความพึงพอใจเกิดจากการประเมินความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่ ได้รับจริงในสถานการณ์บริการก่อนที่ลูกค้าจะมาใช้บริการใดก็ตาม มักจะมีมาตรฐานของการบริการ
12 นั้นไว้ในใจอยู่ก่อนเสมอแล้ว ซึ่งมีแหล่งอ้างอิงมาจากคุณค่าหรือเจตคติที่ยึดถือต่อบริการ ประสบการณ์ดั้งเดิมที่เคยใช้บริการ การบอกเล่าของผู้อื่น การรับทราบข้อมูล การรับประกันบริการ จากโฆษณา การให้คำมั่นสัญญาของผู้ให้บริการเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ผู้ใช้บริการเหล่านี้เป็น ปัจจัยพื้นฐานที่ผู้รับบริการ ใช้เปรียบเทียบกับบริการที่ได้รับในวงจรของการให้บริการตลอดช่วงเวลา ของความจริง สิ่งที่ผู้บริการได้รับความรู้เกี่ยวกับการบริการที่ได้รับการบริการ คือ ความคาดหวังในสิ่ง ที่คิดว่าได้รับ(Expectations) นี้มีอิทธิพลต่อช่วงเวลาของการเผชิญความจริงหรือการพบปะระหว่างผู้ ให้บริการและผู้รับบริการเป็นอย่างมาก เพราะผู้รับบริการจะประเมินเปรียบเทียบสิ่งที่ได้รับจริงใน กระบวนการบริการที่เกิดขึ้น (Performance) กับความหวังเอาไว้หากสิ่งที่ได้รับเป็นไปตามความ คาดหวังถือว่าเป็นการยืนยันที่ถูกต้อง (Confirmation) กับความคาดหวังที่มีผู้รับริการย่อมเกิดความ พึงพอใจต่อการบริการดังกล่าว แต่ถ้าไม่เป็นไปตามคาดหวังอาจจะสูงหรือต่ำกว่านับว่าเป็นการยืนยัน ที่คลาดเคลื่อน (Disconfirmation) ความคาดหวังดังกล่าวทั้งนี้ช่วงความแตกต่าง (Discrimination) ที่เกิดขึ้นจะชี้ให้เห็นระดับความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจมากน้อยได้ ถ้ายืนยันเบี่ยงเบนไปในทางบวก แสดงถึงความพึงพอใจ ถ้าไปในทางลบแสดงถึงความไม่พอใจ สรุปได้ว่า ประเภทของความพึงพอใจมี 2 ประเภท ดังนี้ 1. ความพึงพอใจที่เกิดจากการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกทางบวกของบุคคล ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 2. ความพึงพอใจที่เกิดจากการประเมิน หรือคาดหวังสิ่งที่จะได้รับจากการบริการ ถ้าหากบุคคลที่ได้รับจากบริการตามที่คาดหวังก็จะมีความพึงพอใจไปในทางบวก แต่ถ้าหากไม่ได้รับ บริการตามที่คาดหวังความพึงพอใจจะเบนไปในทางลบ 5. วิจัยเชิงปฏิบัติการ 5.1 ความหมายของวิจัยเชิงปฏิบัติการ สิริกร เลิศลัคธนาธาร (2550:24) กล่าวว่า วิจัยเชิงปฏิบัติการ คือ การศึกษาค้นคว้าอย่างมี ระบบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติ เพื่อเข้าใจได้ดีขึ้น หรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับงานที่ปฏิบัติอยู่ มี การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นซึ่งได้จากการรวบรวม ร่วมมือ สะท้อนผล และการใช้วิจารณญาณประกอบ ภายใต้กรอบจรรยาบรรณที่ยอมรับกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพของงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ และผู้วิจัย คือ ผู้ปฏิบัติงาน ปภิญญาภัชร์ ตรีชะวะนันท์(2557:14) กล่าวว่า วิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นกระบวนการศึกษา ค้นคว้าอย่างเป็นระบบเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาคุณภาพของงานที่ ตนกำลังปฏิบัติอยู่ และในขณะเดียวกันสร้างความเข้าใจถึงสภาพและกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่
13 เกิดขึ้น โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งผล การปฏิบัติงานนั้นบรรลุจุดประสงค์ สรุปได้ว่า วิจัยเชิงปฏิบัติการ คือ การศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ เข้าใจถึงปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพของงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ให้ดี ยิ่งขึ้น
บทที่3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ตามลำดับดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องแรงและแรงเสียดทาน สำหรับการวิจัยในครั้งนี้มีแผนการจัดการเรียนรู้ ทั้งหมด 5 แผนและมีขั้นตอนการสร้างและปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ วิชา วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แรงและแรงเสียดทาน และเอกสารที่เกี่ยวกับการ จัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) 1.2 ศึกษาเอกสารแนวคิดหลักการสอนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.3 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้และเวลาเรียนรายชั่วโมง
15 1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 5 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง ดังนี้ 1.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 แรงหลายแรงในแนวเดียวกันกระทำต่อวัตถุใน กรณีที่วัตถุอยู่นิ่ง 1.4.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ทิศของแรงและแรงลัพธ์ 1.43 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การวัดแรงที่กระทำต่อวัตถุโดยเครื่องชั่งสปริง 1.4.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 แรงเสียดทาน 1.4.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ทิศของแรงเสียดทาน 1.5 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องแรงและแรงเสียดทาน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับ การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) 1.6 เสนอแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แรงและแรงเสียดทาน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับ การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยเพื่อตรวจแก้ไข 1.7 แก้ไขปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 1.8 เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ต่อผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน เพื่อเพื่อแบบประเมินความ เหมาะสมของแบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล นำแบบทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) (ปกรณ์ ประจันบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร,2541: โปรแกรมช่วยการวิเคราะห์ ค่าดัชนีความสอดคล้อง) 1.9 ปรับปรุงแก้ไขตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 1.10 นำเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 1.11 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 32 คน 1.13 สะท้อนผลการปฏิบัติตามแผนการจัดการเรียนรู้ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติการ คือ แบบทดสอบวัดทักษะการ ลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน-หลังเรียน แบบวัดความพึงพอใจนักเรียนชั้นปะถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน-หลังเรียน แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน-หลังเรียน ใช้ทดสอบนักเรียน ก่อนการสอนแผนการจัดการเรียนรู้หลังจากเรียนรู้ที่ 1 และหลังจากสิ้นสุดการสอนแผนการจัดการ
16 เรียนรู้หลังจากเรียนรู้ที่ 5 เพื่อประเมินผลสรุปผสว่านักเรียนมีทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลเป็นไป ตามเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลคู่มือการวัดและประเมินผลแนวคิดและ วิธีการในการสร้างแบบทดสอบ 2) วิเคราะห์พฤติกรรมบ่งชี้ที่ต้องการวัด 3) สร้างแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 5 ข้อ โดยสร้างให้พฤติกรรมบ่งชี้ที่ ต้องการวัด 4) นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 5) แก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 6) นำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน 7) นำคำแนะนำการประเมินแบบวัดความพึงพอใจตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) (ปกรณ์ ประจันบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร,2541: โปรแกรมช่วยการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง) 8) แก้ไข ปรับปรุง ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 9) นำแบบทดสอบเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 10) นำแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว จำนวน 30 คน เพื่อนำแบบทดสอบจำนวน 5 ข้อ มาหาค่าความยาก (p) ซึ่งอยู่ระหว่าง 20- 80 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบค่าอำนาจจำแนก (1) ตั้งแต่ 20 ขึ้นไปนำแบบทดสอบมา วิเคราะห์หาค่าความเชื่อถือได้ของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 ของ Kurder-Wichardson (บุญชมศรีสะอาด 2545: 85) ซึ่งค่าความเชื่อถือของแบบทดสอบตั้งแต่ 80 ขึ้นไป 11) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานีเขต 1 จำนวน 32 คน แบบวัดความพึงพอใจนักเรียนชั้นปะถมศึกษาปีที่ 5 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่องแรง และแรงเสียดทาน เพื่อประเมินผลสรุปผสว่านักเรียนความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับใด ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลคู่มือการวัดและประเมินผลแนวคิดและ วิธีการในการสร้างคำถามวัดความพึงพอใจ
17 2) สร้างแบบวัดความพึงพอใจโดยใช้ข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งกำหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) และกำหนดเกณฑ์มาทำข้อมูลในการ ประเมิน ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ระดับความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 ระดับความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 ระดับความพึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 ระดับความพึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด 3) สร้างรายการประเมินจำนวน 14 ข้อคำถาม ซึ่งประกอบด้วยความคิดเห็นเกี่ยวกับ ด้าน การเตรียมความพร้อมของครู การออกแบบกิจกรรมในห้องเรียน และการจัดรูปแบบด้านคุณภาพของ เนื้อหา ระดับความพึงพอใจโดยภาพรวม 4) นำแบบวัดความพึงพอใจที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 5) แก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 6) นำแบบวัดความพึงพอใจที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน 5) นำคำแนะนำการประเมินแบบวัดความพึงพอใจตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) (ปกรณ์ ประจันบาน มหาวิทยาลัยนเรศวร,2541: โปรแกรมช่วยการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง) 6) แก้ไข ปรับปรุง ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 7) นำแบบวัดความพึงพอใจเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย 8) นำวัดความพึงพอใจที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 32 คน รูปแบบในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องแรง และแรงเสียดทาน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของวงจรปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน ดังนี้
18 ขั้นตอนที่ 1 ชั้นวางแผน (Plan) ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1) สำรวจสภาพปัญหาการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและแรงเสียดทาน การ สอบถามปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากครูผู้สอน แบบทดสอบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดทักษะทางวิทยาศาสตร์และแบบสอบถามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พร้อมทั้ง วิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาและแนวทางในการแก้ไข 2) ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมสื่อการเรียนการสอน การ วัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อนำหลักการและแนวคิดมาใช้ในการพัฒนาผลการเรียนรู้วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและแรงเสียดทาน ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 3) ศึกษาและสร้างเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย 3.1) เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) 3.2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติการ คือ แบบทดสอบ วัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน-หลังเรียน และแบบวัดความพึงพอใจ ขั้นตอนที่2 ขั้นปฏิบัติการ (Act) ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ เป็นการนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและแรงเสียดทาน โดยนำไปใช้สอนนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในการ วิจัยปฏิบัติการในครั้งนี้ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผน และดำเนินการตามขั้นตอนการ วิจัยปฏิบัติการเป็น 2 วงจร และดำเนินการปฏิบัติการดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูล วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและแรงเสียดทาน ดังภาพที่ 3.1
19 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-5 สะท้อน ปฏิบัติการ สะท้อน ปฏิบัติการ ผลกลับ ผลกลับ สังเกตการณ์ สังเกตการณ์ พัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและแรงเสียดทาน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบแบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ภาพที่3.1 แสดงวงจรปฏิบัติการดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ขั้นตอนที่3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observe) ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ในขั้นตอนนี้ได้ดำเนินการโดยการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติการ สอนโดยสังเกตกระบวนการในการปฏิบัติ (The Action Process) และผลของการปฏิบัติ (The Effects of Action) โดยใช้เทคนิคการรวบรวมข้อมูลดังนี้ 1) บันทึกเหตุการณ์ในขณะที่กำลังดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้โดยสังเกตพฤติกรรม การสอนของครูและการเรียนรู้ของนักเรียนตั้งแต่เริ่มสอนจนกระทั่งจบชั่วโมง 2) แบบทดสอบย่อยทำแบบทดสอบย่อยเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนในแต่ละวงจร ปฏิบัติ ขั้นตอนที่ 4 ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflect) ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ เป็นขั้นตอนในการประเมินหรือตรวจสอบกระบวนการ ปัญหาหรือสิ่งที่เป็นข้อจำกัด เป็น อุปสรรคต่อการปฏิบัติการโดยใช้ข้อมูลจากการสังเกต การวิเคราะห์อภิปราย ประเมินผล เพื่อนำ ข้อมูลที่ได้ไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาเพื่อการวางแผนการปฏิบัติในวงจรปฏิบัติการต่อไป วงจรที่ 1 วงจรที่ 2
20 การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลและปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นระยะซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูล ดังนี้ 1. ก่อนเริ่มการสอน ทำการประเมินทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียนเรียน โดยใช้ แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 2. ดำเนินการสอน ผู้วิจัยได้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้าง ขึ้นจำนวน 5 แผน ใช้เวลา 8 ชั่วโมง 3. หลังสิ้นสุดการสอนทั้ง 5 แผน ทำการประเมินทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล และนักเรียนประเมินความพึงพอใจของการ สอน 4. ระยะเวลาในการทดลอง เริ่มปฏิบัติการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัด ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน-หลังเรียน เพื่อประเมินผลสรุปในการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) โดยนำคะแนนที่ได้มาหาค่าร้อยละ (Percentage) การหาค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) หาค่าความแม่นตรงเชิงเนื้อหาแบบทดสอบ (IOC) การคำนวณหาค่าระดับความยากของข้อสอบ (p) หาค่าอำนาจจำแนก (r) หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ข้อมูลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน มาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาใน ปฏิบัติการ และสรุปสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสรุปเป็นความเรียง
21 สถิติที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Science) for windows 1. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 1.1 การหาค่าความยากง่าย (p) (บุญชม ศรีสะอาด, 2542: 84) ของแบบทดสอบวัด ทักษะการทดลองโดยใช้เทคนิค 27% คำนวณจากสูตร ดังนี้ p = N PH PL 2 + เมื่อ p แทน ค่าความยากง่าย PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ โดยมีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ ความยากง่าย (p) 0.00 – 0.19 หมายถึง ยากมาก 0.20 – 0.39 หมายถึง ค่อนข้างยาก 0.40 – 0.59 หมายถึง ปานกลาง 0.60 – 0.80 หมายถึง ค่อนข้างง่าย 0.81 – 1.00 หมายถึง ง่ายมาก 1.2 การหาค่าอำนาจจำแนก (r) (บุญชม ศรีสะอาด, 2542: 84) ของแบบทดสอบวัด ทักษะการทดลองโดยใช้สูตร ดังนี้ r = N PH − PL เมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนก PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ แปลผลค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบตามเกณฑ์ อำนาจจำแนก (r) -1.00 – น้อยกว่า 0.00 หมายถึง ไม่ดี/ผิดธรรมชาติ
22 0.00 – 0.09 หมายถึง ต่ำมากหรือใช้ไม่ได้เลย 0.10 – 0.19 หมายถึง ค่อนข้างต่ำหรือควรปรับปรุง 0.20 – 0.39 หมายถึง พอใช้ 0.40 – 0.59 หมายถึง ดี 0.60 – 1.00 หมายถึง ดีมาก 1.3 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) (กาญจนา วัฒนายุ, 2548 : 196) ของ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดเรียนรู้แบบ 7 E ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค LT โดย ใช้สูตร RTT = n −1 n − 2 1 t S pq เมื่อ RTT แทนค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ N แทน จำนวนข้อของแบบทดสอบ P แทน สัดส่วนของผู้ตอบถูกในข้อหนึ่ง ๆ Q แทน สัดส่วนของผู้ตอบผิดในข้อหนึ่ง ๆ (1- P) ST 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ 1.4การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 117) ของแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดทักษะการทดลอง โดยผู้เชี่ยวชาญพิจารณาจำนวน 5 คน ใช้สูตร IOC = N R เมื่อ IOC แทน ค่าดัชนีความสอดคล้อง R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ค่าดัชนี i IOC มีค่าตั้งแต่ -1.00 - 1.00 ค่าดัชนี i IOC ถ้าที่คำนวณได้มากกว่าหรือเท่ากับ 0.50 แสดงว่า ข้อคำถามนั้นมีความสอดคล้องกับสิ่งที่พิจารณา ถ้าหากค่าดัชนี i IOC ที่คำนวณได้น้อยกว่า 0.50 แสดงว่า ข้อคำถามนั้นไม่มีความสอดคล้อง กับสิ่งที่พิจารณา
23 2. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 การหาค่าเฉลี่ย (Mean) (บุญชม ศรีสะอาด, 2542 : 102) ของผลการทดสอบวัด ทักษะการทดลอง และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 7 E ร่วมกับการเรียนแบบ ร่วมมือ เทคนิค LT โดยใช้สูตร เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ย แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม แทน นักเรียนทั้งกลุ่ม การแปลผลของแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 7 E ร่วมกับการเรียน แบบร่วมมือเทคนิค LT คะแนนช่วง 4.21 - 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด 3.41 - 4.20 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับมาก 2.61 - 3.40 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับปานกลาง 1.81 - 2.60 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อย 1.00 - 1.80 หมายถึง มีความพึงพอใจระดับน้อยที่สุด 2.2 การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (บุญชม ศรีสะอาด, 2542 : 103) วิเคราะห์ข้อมูลจากผลการทดสอบวัดทักษะการทดลอง และแบบสอบถามความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้แบบ 7 E ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค LT โดยใช้สูตร SD = ( 1) ( ) 2 2 − − N N N X X เมื่อ SD แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่ม X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง (X) 2 แทน กำลังสองของผลรวมของคะแนนทั้งหมด
24 2.3 ค่าร้อยละพัฒนาการ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552) โดยใช้สูตรการคำนวณดังนี้ เมื่อ S แทนคะแนนพัฒนาการของผู้เรียน (คิดเป็นร้อยละ) X แทนคะแนนวัดครั้งก่อน Y แทนคะแนนวัดครั้งหลัง F แทนคะแนนเต็ม ระดับของคะแนนพัฒนาการ ร้อยละ 75 ขึ้นไป พัฒนาการระดับสูงมาก ร้อยละ 50 – 74.99 พัฒนาการระดับสูง ร้อยละ 25 – 49.99 พัฒนาการระดับปานกลาง ต่ำกว่าร้อยละ 25 พัฒนาการระดับต่ำ
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผัง ความคิด (Mind Map) วิชาวิทยาศาสตร์เรื่องแรงและแรงเสียดทาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิจัยตามหัวข้อ ดังนี้ 1. ดำเนินการก่อนปฏิบัติการ 2. การดำเนินการขณะปฏิบัติการ ผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิจัยขณะปฏิบัติการใน 3 วงจรปฏิบัติการตามแนวคิดของ Lewin (Kemmis and McTaggart 1991:11, อ้างถึงใน ธีรวุฒิ เอกาะกุล 2552:36) ตามลำดับโดยทุกวงจร ปฏิบัติการจะนำเสนอตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 2.1 ชั้นวางแผน 2.2 ชั้นปฏิบัติการ 2.3 ชั้นสังเกตการณ์ 2.4 ขั้นสะท้อนการปฏิบัติการ 3. การดำเนินการหลังปฏิบัติการ การดำเนินการก่อนปฏิบัติการ เพื่อให้เป็นการวิจัยตามรูปแบบและขั้นตอนที่กำหนดไว้ก่อนการปฏิบัติการ ผู้วิจัยได้เตรียม เครื่องมือสำหรับการปฏิบัติการ โดยสร้างและปรับปรุงเครื่องมือทั้งหมด 6 รายการ ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล เรื่อง แรงและแรงเสียด ทาน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) จำนวน 5 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ท้ายแผนการเรียนรู้จำนวน 5 ฉบับ ใช้ทดสอบหลังปฏิบัติการใน แต่ละแผนการเรียนรู้ทุกวงจร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ท้ายแผนการเรียนรู้แต่ละฉบับเป็น แบบทดสอบอัตนัย จำนวน 4-5 ข้อ
26 3.แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ใช้สำหรับทดสอบก่อนปฏิบัติการ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 และหลังปฏิบัติการแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 แบบทดสอบวัดทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูลฉบับนี้ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 5 ข้อ 4. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน 5. แบบประเมินความพึงพอใจการสอนของครู 6. สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ในทุกแผนการจัดการเรียนรู้ การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการในการพัฒนาผลการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงและแรงเสียดทาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยดำเนินการตามขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ชั้นวางแผน ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยดำเนินการสำรวจสภาพปัญหาการเรียนรู้ วิชา วิทยาศาสตร์ การสอบถามปัญหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากครูผู้สอน พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ของปัญหาและแนวทางในการแก้ไข เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ เป็นการนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อพัฒนา ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงและแรงเสียดทาน โดยนำไปใช้สอน นักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งกระบวนการใน การปฏิบัติการและผลของการปฏิบัติการ ขั้นตอนที่ 4 ขั้นสะท้อนการปฏิบัติการ เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้ในขั้นตอนที่ 3 มา วิเคราะห์และสะท้อนผลข้อมูลแล้วนำผลที่ได้มาเป็นข้อมูลในการพัฒนาปรับปรุงแผนการเรียนรู้ใน วงจรปฏิบัติการต่อไป จากกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการข้างต้น ผู้วิจัยแบ่งวงจรปฏิบัติการเป็น 2 วงจรปฏิบัติการ ตามลำดับ 1. วงจรปฏิบัติการที่ 1 ใช้เวลาปฏิบัติการ 5 ชั่วโมง ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน ดังนี้ 1.1 ชั่วโมงที่ 1-2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องแรงและแรงลัพธ์ 1.2 ชั่วโมงที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องทิศของแรงและแรงลัพธ์ 1.3 ชั่วโมงที่ 4-5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องการใช้เครื่องชั่งสปริงแบบแขวน
27 2. วงจรปฏิบัติการที่ 2 ใช้เวลาปฏิบัติการ 5 ชั่วโมงประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน ดังนี้ 2.1 ชั่วโมงที่ 6-8 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงเสียดทาน 2.2 ชั่วโมงที่ 9-10 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องทิศทางของแรงเสียดทาน การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยปฏิบัติการด้วยตนเอง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2563 ซึ่งผู้วิจัยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2564 ใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและแรงเสียดทาน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) จำนวน 5 แผน ซึ่งแผนการจัดการ เรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและแรงเสียดทาน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) มีการกำหนดขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 รู้จักตั้งข้อสังเกต ในการเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เด็กนักเรียนเรียนรู้แบบ Active Learning ได้นั้นคือหัวข้อ การเรียนรู้ต้องมีความน่าดึงดูดน่าสนใจและเพิ่มความรู้สึกอยากเรียนรู้ให้กับนักเรียนจุดสำคัญในการ สร้างหัวข้อการเรียนรู้ครูควรตั้งคำถามดังต่อไปนี้กระตุ้นให้คิดเกี่ยวกับสาเหตุและหลักฐานสนับสนุน โดยใช้คำถามว่า“ ทำไม” วิธีทำให้นักเรียนรู้จักตั้งข้อสังเกตเพื่อค้นหาคำตอบ ได้แก่ 1. กระตุ้นให้คิดโดยใช้ความรู้และทักษะที่ได้ติดตัวจากการเรียนรู้ที่ผ่านมาจนถึง ปัจจุบัน 2. พิจารณาเนื้อหาของหัวข้อการเรียนทำให้เด็กตระหนักเองว่าควรสนใจในจุดไหน และคิดอย่างไร 3. ให้นักเรียนกะประมาณเวลาและขั้นตอนในการหาคำตอบตามข้อสังเกตที่ตั้งไว้ ขั้นตอนที่ 2 ขั้นมีความคิดของตัวเอง เงื่อนไขสำคัญที่จะจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้สำเร็จได้นั้นคือ“ การมีความคิดของตัวเอง” เมื่อมี ความคิดของตัวเองแล้วจึงจะสามารถจัดกิจกรรมการอภิปรายเพื่อแก้ไขปัญหาได้สำเร็จข้อสำคัญใน การคิดพิจารณาด้วยตัวเอง 1. ปรับเวลา (ประมาณ 5 นาที) ให้เข้ากับสภาพจริงของเด็กนักเรียน 2. ไม่เพียงแค่แสดงความคิดของตัวเองผ่านการเขียนเป็นประโยคเท่านั้น แต่ต้อง แสดงด้วยการวาดภาพหรือแผนผังด้วย 3. เตรียมคำถามเพื่อกระตุ้นให้เกิดการคิด
28 4. ใช้เครื่องมือช่วยคิด (Thinking Tool) เพื่อให้สามารถจัดระเบียบความคิดให้ เข้าใจได้ง่ายเช่นการใช้แผนผังความคิดการใช้ตารางเปรียบเทียบหรือการให้ตัวอย่างที่สอดคล้องเป็น ต้นโดยเฉพาะนักเรียนที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ครูต้องเข้าไปช่วยเหลือเช่นการสาธิตทบทวน ขั้นตอนที่ 3 ขั้นอภิปรายกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม อภิปรายเพื่อเพิ่มทักษะการแก้ไขปัญหาเปรียบเทียบความคิดที่ได้จากการคิดด้วยตัวเอง จากนั้นแบ่งกลุ่มเพื่ออภิปรายหรืออภิปรายร่วมกันกับทุกคนในชั้นเรียนเพื่อ หาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน การปรับแก้ความคิดให้คำแนะนำในจุดที่ผิด และการยอมรับในจุตดีจะช่วยทำให้ทักษะในการคิด พิจารณาหลากหลายมุมติตตัวไปตลอดสิ่งสำคัญที่ทำให้การอภิปรายสมบูรณ์แบบ ได้แก่ 1. รวบรวมและให้ความสำคัญกับความคิดที่สอดรับกับการแก้ไขปัญหา 2. เน้นย้ำวิธีและกฎระเบียบในการอภิปราย (แสดงขั้นตอนของการอภิปราย) 3. สรุปความคิดเห็นของนักเรียนแล้วเขียนลงบนกระดานอย่างเป็นแบบแผนหรือ ด้วยวิธีอื่นใดที่ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ได้โดยง่ายรูปประโยคพื้นฐานของการ “ อภิปราย ” ขั้นตอนที่ 4 ขั้นทบทวนเนื้อหาโดยใช้ผังความคิด (Mind Map) วิธีการเรียนรู้การสรุปสิ่งที่สามารถทำและเข้าใจได้เพิ่มขึ้นด้วย คำพูดของตนเองจะทำให้เกิด ความเข้าใจที่แท้จริงและสร้างความตั้งใจที่จะเรียนรู้ในครั้งต่อไปสรุปด้วยคำพูดของตัวเองหลังจากทำ กิจกรรมอภิปรายแล้วก็สรุปเป็นคำพูดของตัวเองลงสมุดหรือกระดาน ทบทวนสิ่งที่เรียนในชั่วโมงเรียน ไม่เพียง แต่ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ แต่ทบทวนสิ่งอื่น ๆ ด้วยเช่นข้อดีของการเรียนรู้แบบให้ความร่วมมือ ซึ่งกันและกันทำให้จดจำด้วยโจทย์ปัญหาประยุกต์ฝึกให้นักเรียนคาดการณ์ถึงการเรียนรู้ในครั้งต่อไป วิธีการเขียน Mind mapping ดังนี้ 1. เตรียมกระดาษเปล่าที่ไม่มีเส้นบรรทัดและวางกระดาษภาพแนวนอน 2. วาดภาพสีหรือเขียนคำหรือข้อความที่สื่อหรือแสดงถึงเรื่องจะทำ Mind Map กลางหน้ากระดาษ โดยใช้สีอย่างน้อย 3 สีและต้องไม่ตีกรอบด้วยรูปทรงเรขาคณิต 3. คิดถึงหัวเรื่องสำคัญ ที่เป็นส่วนประกอบของเรื่องที่ทา Mind Map โดยให้เขียน เป็นคำที่มีลักษณะเป็นหน่วยหรือเป็นคำสำคัญ (Key Word) สั้น ๆ ที่มีความหมายบนเส้น ซึ่งเส้นแต่ ละเส้นจะต้องแตกออกมาจากศูนย์กลางไม่ควรเกิน 8 กิ่ง 4. แตกความคิดของหัวเรื่องสำคัญแต่ละเรื่องในข้อ 3 ออกเป็นกิ่ง ๆ หลายกิ่งโดย เขียนคำหรือวลีบนเส้นที่แตกออกไป ลักษณะของกิ่งควรเอนไม่เกิน 60 องศา 5. แตกความคิดรองลงไปที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละกิ่ง ในข้อ4 โดยเขียนคำหรือ วลีเส้นที่แตกออกไป ซึ่งสามารถแตกความคิดออกไปเรื่อย ๆ 6. การเขียนคำควรเขียนด้วยคำที่เป็นคำสำคัญ (Key Word) หรือเป็นวลีที่มี ความหมายชัดเจน
29 7. คำวลีสัญลักษณ์หรือรูปภาพใดที่ต้องการเน้นอาจใช้วิธีการทำให้เด่น เช่น การ ล้อมกรอบหรือใส่กล่องเป็นต้น 8. ตกแต่ง Mind Map ที่เขียนด้วยความสนุกสนานทั้งภาพและแนวคิดที่เชื่อมโยง ต่อกัน การดำเนินการขณะปฏิบัติการ 1. การปฏิบัติการในวงจรปฏิบัติการที่ 1 วงจรปฏิบัติการที่ 1 ผู้วิจัยจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 โดยผู้วิจัยขอ นำเสนอผลการวิจัยในวงจรปฏิบัติการที่ 1 ตามขั้นตอนของการปฏิบัติการ ดังต่อไปนี้ 1.1 ขั้นวางแผน ผู้วิจัยเริ่มวางแผนการสอน โดยการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง 2560 ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ จัดทำกำหนดการสอน ในขณะเดียวกัน ผู้วิจัยได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้ แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นำผลข้อมูลที่ได้มาออกแบบการเรียนรู้ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ในการวางแผนการสอนครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้สร้างแผนการ จัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตั้งข้อสังเกต 2. ขั้นมีความคิดของตัวเอง 3. ขั้นอภิปรายกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม 4.ขั้น ทบทวนเนื้อหา โดยใช้ผังความคิด (Mind Map) จากนั้นสร้างแบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็น จากข้อมูล ซึ่งแบบทดสอบฉบับนี้ ผู้วิจัยได้นำไปหาค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ได้ ก่อน นำมาใช้ใน ลงความเห็นจากข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการสอนในปฏิบัติการที่ 1 1.2 ขั้นปฏิบัติการ การจัดการเรียนรู้ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 ผู้วิจัยได้ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดทักษะการ ลงความเห็นจากข้อมูลก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ สรุปผลการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ได้ ดังนี้ ขั้นที่ 1. ขั้นตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 สถานการณ์จำลองเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน นักเรียนจัดโต๊ะ เป็นรูปตัว U โดยวิธีการลาก หรือผลักโต๊ะ ถามคำถามกระตุ้นความคิด คำถาม : นักเรียนรู้สึกยังไงเมื่อ ผลักหรือลากโต๊ะ คำถาม : ทำไมต้องออกแรงผลักหรือลากโต๊ะ นักเรียนทำการทดลอง เรื่องแรงหลาย
30 แรงในแนวเดียวกันกระทำต่อวัตถุในกรณีที่หยุดนิ่ง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ตัวแทนนักเรียนเปิดพัด ลมที่เตรียมไว้ จากนั้นให้นักเรียนสังเกตทิศทางของลม ถามคำถามกระตุ้นความคิด เพื่อให้นักเรียน เกิดข้อสงสัย คำถาม : นักเรียนสังเกตเห็นอะไรเกิดขึ้นบ้าง คำถาม : แล้วริบบิ้นปลิวไปในทิศทางไหน นักเรียนทำการทดลอง เรื่อง ทิศของแรงและแรงลัพธ์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ครูถามคำถาม กระตุ้นความคิด คำถาม : นักเรียนคาดว่าถุงทรายนี้มีน้ำหนักเท่าไหร่ คำถาม : นักเรียนจะใช้เครื่องมือ ใดบ้างที่สามารถหาน้ำหนักของถุงทรายได้ นักเรียนจับกลุ่มโดยนับเลข 1-8 และคนที่นับได้เลข เดียวกันเข้ากลุ่มด้วยกัน (กลุ่มละ 4 คน) นักเรียนทำการทดลอง เรื่อง การหาแรงลัพธ์โดยใช้เครื่องชั่ง สปริงแบบแขวน ขั้นที่ 2. ขั้นมีความคิดของตัวเอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 นักเรียนจับคู่โดยจับหมายเลข 1-16 และคนที่จับได้เลข เดียวกันเข้าคู่กัน นักเรียนสรุปผลการทดลองลงในแบบบันทึกการทดลอง รายละเอียดการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 นักเรียนจับกลุ่มโดยนับเลข 1-8 และคนที่นับได้เลขเดียวกันเข้ากลุ่ม ด้วยกัน (กลุ่มละ 4 คน) ครูนักเรียนสรุปผลการทดลองลงในแบบบันทึกการทดลอง รายละเอียดการ ทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 นักเรียนสรุปผลการทดลองลงในแบบบันทึกการทดลอง ขั้นที่ 3. ขั้นอภิปรายกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 นักเรียนผลัดกันนำเสนอสรุปผลการทดลองกับคู่ของ ตัวเองนักเรียนเปรียบเทียบผลการทดลองว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ถ้าหากได้ข้อสรุปเหมือนกัน ให้นำมาเป็นข้อสรุปร่วมกัน แต่ถ้าหากได้ข้อสรุปต่างกัน ให้ช่วยกันตั้งคำถามและหาคำตอบว่าเพราะ เหตุใดจึงได้ผลการทดลองที่ต่างกัน จากนั้นลงข้อสรุปที่ได้ร่วมกัน นำเสนอหน้าชั้นเรียนและร่วมกัน อภิปรายผลการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 นักเรียนผลัดกันนำเสนอสรุปผลการทดลองร่วมกัน ในกลุ่มของตัวเอง นำเสนอหน้าชั้นเรียนและร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 นักเรียนผลัดกันนำเสนอสรุปผลการทดลองร่วมกันในกลุ่มของตัวเอง นำเสนอหน้าชั้นเรียนและ ร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง ขั้นที่ 4.ขั้นทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้กิจกรรมการทบทวน โดยใช้การเรียนรู้ แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 นักเรียนนำสรุปผลที่ได้จากการทดลองของคู่ตัวเองไปติด บนกระดาน นักเรียนบันทึกการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียนทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องแรงหลายแรงในแนวเดียวกันกระทำต่อวัตถุในกรณีที่ หยุดนิ่ง และเฉลยร่วมกัน ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนในคาบเรียน แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 2 นักเรียนนำสรุปผลที่ได้จากการทดลองของกลุ่มตัวเองไปติดบนกระดาน นักเรียน
31 บันทึกการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทิศของแรงและแรงลัพธ์ เฉลยร่วมกัน ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวน เนื้อหาทั้งหมดที่เรียนในคาบเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 นักเรียนนำสรุปผลที่ได้จากการทดลอง ของกลุ่มตัวเองไปติดบนกระดาน นักเรียนบันทึกการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการวัดแรงที่กระทำต่อวัตถุโดยเครื่อง ชั่งสปริง ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนในคาบเรียน 1.3 ขั้นสังเกตการณ์ จากการปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการในวงจรที่ 1 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียน การตรวจใบงานและการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ท้ายแผนการจัดการ เรียนรู้ เมื่อดำเนินการสอนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้เสร็จสิ้นลง 1.4 ขั้นสะท้อนการปฏิบัติการ การสะท้อนผลการปฏิบัติการในเชิงปริมาณ คือ คะแนนที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรม ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลของเป้าหมาย ได้ผลดังแสดงในตารางคะแนนการสังเกตพฤติกรรม ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ดังตารางที่ 4.1 และคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดทักษะ การลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียนของกลุ่มเป้าหมาย ได้ผลดังแสดงในตารางคะแนนการทดสอบ ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน ดังตารางที่ 4.2
32 ตารางที่ 4.1 แสดงคะแนนการสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล เลขที่นักเรียน คะแนนการสังเกตพฤติกรรมการลง ความเห็นจากข้อมูล ( เต็ม 8 คะแนน) ค่าเฉลี่ย ระดับคุณภาพ แผน 1 แผน 2 แผน 3 1. 6 6 6 5.67 ดี 2. 5 6 6 5.67 ดี 3. 5 6 6 5.33 ดี 4. 5 6 6 5.67 ดี 5. 5 6 5 5.67 ดี 6. 6 6 5 6.00 ดี 7. 6 6 5 6.00 ดี 8. 6 6 6 5.67 ดี 9. 6 6 6 5.33 ดี 10. 6 5 6 5.33 ดี 11. 6 5 5 5.67 ดี 12. 6 5 5 5.33 ดี 13. 6 6 5 5.67 ดี 14. 5 6 5 5.67 ดี 15. 5 6 6 6.00 ดี 16. 5 6 6 6.00 ดี 17. 6 6 6 5.67 ดี 18. 6 6 6 5.67 ดี 19. 5 6 6 5.67 ดี
33 จากตารางที่ 4.1 ผลของคะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ผลของคะแนนการสังเกต พฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 คิดเป็นค่าเฉลี่ย 5.69 ระดับคุณภาพดีโดยกำหนดคะแนนผ่านเกณฑ์ที่ระดับคุณภาพดีและจำนวนนักเรียนที่สามารถทำ คะแนนได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 มีทั้งหมด 32 คน, คิดเป็นร้อยละ 100 จากการวิเคราะห์ผล พบว่า คะแนนการสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลใน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 นักเรียนมีความสามารถในการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) เป็นที่ น่าพอใจของครูผู้สอน เนื่องจากนักเรียนทั้งหมดมีคะแนนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ คือ 20. 5 6 6 6.00 ดี 21. 5 6 6 5.67 ดี 22. 6 6 6 5.67 ดี 23. 6 6 6 5.33 ดี 24. 6 6 6 5.67 ดี 25. 6 6 6 5.67 ดี 26. 6 6 5 6.00 ดี 27. 6 6 5 6.00 ดี 28. 6 6 5 5.67 ดี 29. 6 5 5 5.33 ดี 30. 6 5 6 5.33 ดี 31. 6 5 6 5.67 ดี ค่าเฉลี่ย 5.65 5.81 6 5.69 ดี ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.47 0.39 0.47 0.21
34 ระดับคุณภาพดีทั้งนี้ในการจัดการเรียนรู้ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 เป็นเนื้อหาเหมาะสม มีกิจกรรมที่ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน จึงทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตารางที่ 4.2 แสดงคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน เลขที่ คะแนน ( เต็ม 5) ระดับคุณภาพ 1. 1 ไม่ผ่าน 2. 1 ไม่ผ่าน 3. 2 ไม่ผ่าน 4. 2 ไม่ผ่าน 5. 1 ไม่ผ่าน 6. 2 ไม่ผ่าน 7. 1 ไม่ผ่าน 8. 2 ไม่ผ่าน 9. 1 ไม่ผ่าน 10. 1 ไม่ผ่าน 11. 0 ไม่ผ่าน 12. 0 ไม่ผ่าน 13. 1 ไม่ผ่าน 14. 2 ไม่ผ่าน 15. 2 ไม่ผ่าน 16. 2 ไม่ผ่าน 17. 0 ไม่ผ่าน 18. 2 ไม่ผ่าน 19. 1 ไม่ผ่าน 20. 2 ไม่ผ่าน 21. 1 ไม่ผ่าน 22. 2 ไม่ผ่าน 23. 2 ไม่ผ่าน
35 24. 1 ไม่ผ่าน 25. 2 ไม่ผ่าน 26. 1 ไม่ผ่าน 27. 2 ไม่ผ่าน 28. 2 ไม่ผ่าน 29. 1 ไม่ผ่าน 30. 1 ไม่ผ่าน 31. 1 ไม่ผ่าน 32. 2 ไม่ผ่าน ค่าเฉลี่ย 1.37 ไม่ผ่าน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 จากตารางที่ 4.2 ผลของคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลก่อนเรียน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ผลของคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ก่อนเรียน คิดเป็นค่าเฉลี่ย 1.37 ระดับคุณภาพไม่ผ่านเกณฑ์ โดยกำหนดคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และไม่มีจำนวนนักเรียนที่สามารถทำคะแนนได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 1-3 จากการวิเคราะห์ผล พบว่า ไม่มีนักเรียนคนใดผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม ผู้วิจัย จึงได้จัดการเรียนการสอน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผัง ความคิด (Mind Map) เพื่อพัฒนาทักษะการลงความเห็นให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากผลการปฏิบัติการดังกล่าวผู้วิจัยดำเนินการสะท้อนจากการรวบรวมข้อมูลในแต่ละหัวข้อ ดังนี้ 1) พฤติกรรมของครูพบว่า ครูมีความวิตกกังวลกลัวว่าจะสอนไม่ทันกำหนดเวลา ครูมีความ มั่นใจการจัดการเรียนรู้เป็นธรรมชาติ 2) พฤติกรรมของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีความสนใจในเนื้อหาและการทดลองที่เรียน ในช่วง 30 นาทีแรกของการจัดการเรียนการสอน ในระหว่างทำการทดลอง นักเรียนมีปัญหาในการ บันทึกผลการทดลอง เมื่อถึงขั้นตอนสรุปผลการทดลอง นักเรียนเข้าใจและสามารถสรุปผลการทดลอง ได้ถูกต้อง นักเรียนสามารถเขียนแผนผังความคิด (mind map) โดยใช้ทักษะการลงความเห็นจาก ข้อมูลได้
36 3) กิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า การทดลองเหมาะสมกับเนื้อหาและวัยของนักเรียนในวงจร ปฏิบัติการที่ 1 ประเมินจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพสรุปได้ว่าผลการปฏิบัติ กิจกรรมเป็นที่น่าพอใจ 2. การปฏิบัติการในวงจรปฏิบัติการที่ 2 วงจรปฏิบัติการที่ 2 ผู้วิจัยจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-5 โดยผู้วิจัยขอ นำเสนอผลการวิจัยในวงปฏิบัติการที่ 2 ตามขั้นตอนของการปฏิบัติการดังต่อไปนี้ 2.1 ขั้นวางแผน ผู้วิจัยได้นำเอาข้อดีและข้อบกพร่อง ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 มาแก้ไขปรับปรุงในวงจร ปฏิบัติการที่ 2 2.1.1 พฤติกรรมของครู ผู้วิจัยได้กำหนดแนวทางการปรับพฤติกรรมการสอนดังนี้ 1.) ปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอผลการทดลองกลุ่มของนักเรียนให้มีความต่อเนื่อง และมีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อใช้เวลาให้น้อยลง 2.) เพิ่มการเสริมแรงให้แก่นักเรียนที่เรียนอ่อน ให้คำชม เพื่อให้นักเรียนมีความ มั่นใจในการเรียนมากขึ้น 2.2 วิธีปฏิบัติการ การจัดการเรียนรู้ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 ผู้วิจัยได้ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูลหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 2 แผนการจัดการเรียนรู้ สรุปผลการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ได้ดังนี้ ขั้นที่ 1. ขั้นตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ให้นักเรียนชมวิดีทัศเรื่องแรงเสียดทานในชีวิตประจำวัน (ข่าวเชียงใหม่-ฝนตกถนนลื่นกระบะเสียหลักพุ่งชนรถจักรยานยนต์จอดหลบฝน เจ็บระนาว https://www.youtube.com/watch?v=9Znk3PCLb_Q) ถามคำถามกระตุ้นความคิด เพื่อให้ นักเรียนเกิดข้อสงสัย คำถาม : นักเรียนนักเรียนสังเกตเห็นอะไรในวิดีโอบ้าง นักเรียนจับกลุ่มโดยนับ เลข 1-8 และคนที่นับได้เลขเดียวกันเข้ากลุ่มด้วยกัน (กลุ่มละ 4 คน) นักเรียนทำการทดลอง เรื่อง แรง เสียดทาน จำนวน 2 การทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ครูสาธิตการพับรถกระดาษ นักเรียนทำ กิจกรรมพับรถกระดาษ นักเรียนทำการทดลองเป่ารถกระดาษ ถามคำถามกระตุ้นความคิด คำถาม : จากการทดลองที่จบไป นักเรียนคิดว่าแรงเสียดทานมีทิศทางหรือไม่ คำถาม : แรงเสียดทานมีทิศทาง อย่างไร นักเรียนจับกลุ่มโดยนับเลข 1-8 และคนที่นับได้เลขเดียวกันเข้ากลุ่มด้วยกัน (กลุ่มละ 4 คน) นักเรียนทำการทดลองเรื่องทิศของแรงเสียดทาน ขั้นที่ 2. ขั้นมีความคิดของตัวเอง
37 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 นักเรียนสรุปผลการทดลองลงในแบบบันทึกการทดลอง รายละเอียดการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 นักเรียนสรุปผลการทดลองลงในแบบบันทึกการ ทดลอง รายละเอียดการทดลอง ขั้นที่ 3. ขั้นอภิปรายกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 นักเรียนผลัดกันนำเสนอสรุปผลการทดลองร่วมกันใน กลุ่มของตัวเอง นำเสนอหน้าชั้นเรียนและร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 นักเรียนผลัดกันนำเสนอสรุปผลการทดลองร่วมกันในกลุ่มของตัวเอง นำเสนอหน้าชั้นเรียนและ ร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง ขั้นที่ 4.ขั้นทบทวนเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้กิจกรรมการทบทวน โดยใช้การเรียนรู้ แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 นักเรียนนำสรุปผลที่ได้จากการทดลองของกลุ่มตัวเองไป ติดบนกระดาน นักเรียนบันทึกการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียน ทุกคนทำใบงานเรื่องแรงเสียดทาน นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องแรงเสียด ทาน แล้วเฉลยร่วมกัน ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนในคาบเรียน แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 5 นักเรียนนำสรุปผลที่ได้จากการทดลองของกลุ่มตัวเองไปติดบนกระดาน นักเรียน บันทึกการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) นักเรียนทุกคนทำใบงานเรื่องทิศ ของแรงเสียดทาน นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทิศของแรงเสียดทาน จากนั้นนเฉลยร่วมกัน ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนในคาบเรียน ให้นักเรียนทำ แบบทดสอบวัดทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 2.3 ขั้นสังเกตการณ์ จากการปฏิบัติการวิจัยเชิงปฏิบัติการในวงจรที่ 2 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียน การตรวจใบงานนักเรียนและการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ท้ายแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน เมื่อดำเนินการสอนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้เสร็จสิ้นลง 2.4 ขั้นสะท้อนการปฏิบัติการ การสะท้อนผลการปฏิบัติการในเชิงปริมาณ คือ คะแนนที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมทักษะ การลงความเห็นจากข้อมูลของเป้าหมาย ได้ผลดังแสดงในตารางคะแนนการสังเกตพฤติกรรมทักษะ การลงความเห็นจากข้อมูล ดังตารางที่ 4.3, คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูลหลังเรียนของกลุ่มเป้าหมาย ได้ผลดังแสดงในตารางคะแนนการทดสอบทักษะการ ลงความเห็นจากข้อมูลหลังเรียน ดังตารางที่ 4.4 และคะแนนที่ได้จากแบบประเมินความพึงพอใจการ จัดการเรียนรู้ ได้ผลดังแสดงในตารางคะแนนได้จากแบบประเมินความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ ดัง ตาราง 4.5
38 ตารางที่ 4.3 แสดงคะแนนการสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล เลขที่นักเรียน คะแนนการสังเกตพฤติกรรมการลง ความเห็นจากข้อมูล ( เต็ม 8 คะแนน) ค่าเฉลี่ย ระดับ คุณภาพ แผน 4 แผน 5 1. 6 8 7 ดีมาก 2. 7 8 7.5 ดีมาก 3. 7 8 7.5 ดีมาก 4. 7 8 7.5 ดีมาก 5. 7 8 7.5 ดีมาก 6. 6 8 7 ดีมาก 7. 6 8 7 ดีมาก 8. 6 8 7 ดีมาก 9. 7 8 7.5 ดีมาก 10. 7 8 7.5 ดีมาก 11. 7 8 7.5 ดีมาก 12. 6 8 7 ดีมาก 13. 6 8 7 ดีมาก 14. 7 8 7.5 ดีมาก 15. 7 8 7.5 ดีมาก 16. 7 8 7.5 ดีมาก 17. 6 8 7 ดีมาก 18. 7 8 7.5 ดีมาก
39 จากตารางที่ 4.3 ผลของคะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-5 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ผลของคะแนนการสังเกต พฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-5 คิดเป็นค่าเฉลี่ยรวม 7.28 ระดับคุณภาพดีมาก โดยกำหนดคะแนนผ่านเกณฑ์ที่ระดับคุณภาพดีและจำนวนนักเรียนที่สามารถ ทำคะแนนได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-5 มีทั้งหมด 32 คน, คิดเป็นร้อยละ 100 จากการวิเคราะห์ผล พบว่า คะแนนการสังเกตพฤติกรรมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลใน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 นักเรียนมีความสามารถในการพัฒนาทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) เป็นที่ 19. 7 8 7.5 ดีมาก 20. 7 8 7.5 ดีมาก 21. 6 8 7 ดีมาก 22. 6 8 7 ดีมาก 23. 6 8 7 ดีมาก 24. 6 8 7 ดีมาก 25. 7 8 7.5 ดีมาก 26. 7 8 7.5 ดีมาก 27. 7 8 7.5 ดีมาก 28. 7 8 7.5 ดีมาก 29. 6 8 7 ดีมาก 30. 6 8 7 ดีมาก 31. 7 8 7.5 ดีมาก 32. 6 8 7 ดีมาก ค่าเฉลี่ย 6.56 8 7.28 ดีมาก ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.49 0 0.24
40 น่าพอใจของครูผู้สอน เนื่องจากนักเรียนทั้งหมดมีคะแนนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ คือ ระดับคุณภาพดีทั้งนี้ในการจัดการเรียนรู้ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 ได้ทำผลการสะท้อนจากวงจร ปฏิบัติการที่ 1 มากปรับปรุง จึงทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตารางที่ 4.4 แสดงคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลหลังเรียน เลขที่ คะแนน ( เต็ม 5) ระดับคุณภาพ 1. 4 ผ่าน 2. 5 ผ่าน 3. 4 ผ่าน 4. 4 ผ่าน 5. 4 ผ่าน 6. 4 ผ่าน 7. 5 ผ่าน 8. 4 ผ่าน 9. 4 ผ่าน 10. 5 ผ่าน 11. 4 ผ่าน 12. 4 ผ่าน 13. 4 ผ่าน 14. 4 ผ่าน 15. 5 ผ่าน 16. 4 ผ่าน 17. 4 ผ่าน 18. 4 ผ่าน 19. 4 ผ่าน 20. 4 ผ่าน 21. 3 ผ่าน 22. 4 ผ่าน
41 23. 3 ผ่าน 24. 4 ผ่าน 25. 4 ผ่าน 26. 4 ผ่าน 27. 4 ผ่าน 28. 4 ผ่าน 29. 4 ผ่าน 30. 5 ผ่าน 31. 5 ผ่าน 32. 5 ผ่าน ค่าเฉลี่ย 4.15 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.50 จากตารางที่ 4.4 ผลของคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลหลังเรียน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ผลของคะแนนการทดสอบทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล หลังเรียน คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.15 ระดับคุณภาพผ่านเกณฑ์ โดยกำหนดคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และจำนวนนักเรียนที่สามารถทำคะแนนได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 4-5 มีทั้งหมด 32 คน, คิดเป็นร้อยละ 100 จากการวิเคราะห์ผล พบว่า นักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มมีทั้งหมด 32 คน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Akita Action ร่วมกับการเรียนรู้แบบใช้ผังความคิด (Mind Map) เป็นที่ น่าพอใจยิ่งนัก เนื่องจากนักเรียนทั้งหมดมีคะแนนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้