The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารเพชบุระฉบับที่4
เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม,
"บ้านม้ง" ทับเบิก:เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น,
"สตรีม้ง" บ้านทับเบิก บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสู่สังคมปัจจุบัน,
ธรรมาสน์วัดทรายงาม,
กินดองเจ้ากับร่างทรง,
ตามไปดู "พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าย่า",
หอยก้นตัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirapa1070, 2022-06-07 00:48:39

64...08วารสารเพชบุระฉบับที่4 8เรื่อง

วารสารเพชบุระฉบับที่4
เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม,
"บ้านม้ง" ทับเบิก:เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น,
"สตรีม้ง" บ้านทับเบิก บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสู่สังคมปัจจุบัน,
ธรรมาสน์วัดทรายงาม,
กินดองเจ้ากับร่างทรง,
ตามไปดู "พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าย่า",
หอยก้นตัด

วารสารราย ๖ เดอื น ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๔ เมษายน – กนั ยายน ๒๕๕๕

ภาพจากปก : จดั พมิ พ : จำนวน ๑,๐๐๐ เลม
ธรรมาสนท รงปราสาทยอด วตั ถุประสงค : เพอ่ื เผยแพรข อ มลู ศลิ ปวฒั นธรรมในจงั หวดั เพชรบรู ณ
ศลิ ปะแบบลา นชา งผสมพน้ื ถน่ิ เจาของ : สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
วดั ทรายงาม ตำบลนาแซง
อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ

ISSN : ๒๒๒๙ – ๑๐๖๗

ทปี่ รึกษา : ดร.ชาตรี นาคะกุล
ดร.วศิ ัลย โฆษิตานนท  นายสชุ ิน อินทรสา
ผศ.ศนั สนีย อตุ มอาง
นายวีรยุทธ วงศอุย

บรรณาธิการอำนวยการ : นางปล ันธนา สงวนบุญญพงษ

บรรณาธิการ : นางพรพมิ ล ออ นศรี
นางสาวจักษุมาลย วงษท าว

กองบรรณาธกิ าร : นายอมรรัตน ฉมิ พลนี ภานนท
นายเอกชยั แสงโสดา นายภัทรพล พิมพา
นายวโิ รจน หุนทอง นางนิภา พิลาเกิด
นางสาววริศรา เงาทุม
นางอรอมุ า ปองเพยี ร

กราฟก /ภาพ : นางสาวมนชยา คลายโศก
นายพทิ ักษ จันทรจิระ
นายอนนท กันผง

คณะกรรมการอำนวยการ : สำนกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม
นางนภาพร ตมุ ทองคำ สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม
นางสาวกนกวรรณ นวาวตั น คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร
ดร.อญั ชนา ศรีเรอื งฤทธิ์ คณะครุศาสตร
นางอิศราพร ชยั งาม คณะวทิ ยาการจดั การ
นายเอกชยั แสงโสดา คณะเทคโนโลยีการเกษตร
นายวิทยา หนชู างสงิ ห คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
นายอคั กะบทั คาน ปาทาน

พมิ พท ่ี : ไทยมีเดียเพชรบูรณ ๓๒๓ ถนนสามัคคีชยั ตำบลในเมอื ง
อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบูรณ โทร. ๐๕๖-๗๒๕-๘๒๓

วารสาร “ศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ” เปน วารสารทีม่ งุ รวบรวมองคความรูและนำเสนอขอมลู ทาง
ดา นศลิ ปวฒั นธรรมและภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ของจงั หวดั เพชรบรู ณ ทง้ั ในดา นประวตั ศิ าสตร โบราณสถาน
โบราณวัตถุ ศลิ ปหัตกรรม ประเพณี ตำนาน ความเชือ่ วถิ ชี วี ติ อาหารการกิน และเรือ่ งราวตา งๆ
ทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ศิลปะและวัฒนธรรมของชาวเพชรบรู ณ

วารสารฉบับนี้ไดดำเนินมาถึงฉบับที่ ๔ กองบรรณาธิการไดเลือกสรรบทความที่นาสนใจจาก
นักวิชาการแขนงตา งๆ มานำเสนอใหท า นผูอ า นไดต ดิ ตาม อาทิ เจดยี ทรงยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุ :
หลักฐานการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายังเมืองเพชรบูรณ, “บานมง” ทับเบิก : เสนหแหง
สถาปต ยกรรมพนื้ ถนิ่ , “ทับวัว” บา นทรัพยส วา ง : วิถขี องชมุ ชนคนเล้ยี งววั , มรดกพุทธศลิ ปเพชรบรู ณ
สมัยรัตนโกสินทร, “เมืองหลม” ดินแดนแหงการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมอาณาจักรลานชาง,
กนิ ดองเจา กบั รา งทรง : พธิ กี รรมสบื ทอดรา งทรงของชาวไทหลม บา นนาทราย และเมย่ี งโคน (คน ) : เมย่ี ง
น้ำปลารา ของชาวไทหลม เปนตน

คณะบรรณาธิการหวงั เปนอยางย่งิ วา ผูอา นทุกทา นคงจะไดรบั ความรแู ละเพลดิ เพลินไปกับนานา
สาระบทความในวารสารฉบับนี้ และหวังเปนอยางยิ่งวาวารสารฉบับนี้จะเปนแรงผลักดันใหเกิดการ
ศึกษาคนควา ทางวิชาการ และการอนรุ ักษมรดกทางศิลปวฒั นธรรมของชาวจงั หวัดเพชรบูรณส ืบไป

ในโอกาสน้ี กองบรรณาธกิ ารขอขอบคณุ นกั วชิ าการ ผเู ขยี นบทความ รวมทง้ั ผใู หข อ มลู ทกุ ๆ ทา น
ตลอดจนขอขอบคณุ ผูทรงคณุ วุฒทิ กุ ทานท่ใี หความอนุเคราะหในการพจิ ารณาผลงานทกุ เร่อื ง จนทำให
วารสาร “ศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ” ฉบับนี้ไดจัดพมิ พเ ผยแพรจนสำเร็จลลุ ว งมาไดดว ยดี

ปล นั ธนา สงวนบุญญพงษ
ผอู ำนวยการสำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม

สารบัญCONTENTS

วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ราย ๖ เดือน ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔ เมษายน – กนั ยายน ๒๕๕๕

๔ เจดยี ทรงยอดดอกบวั ตมู วดั มหาธาตุ :
หลกั ฐานการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัย
มายังเมอื งเพชรบูรณ

ธีระวฒั น แสนคำ

๑๓ “บา นมง” ทับเบิก : เสนหแหง สถาปตยกรรมพน้ื ถ่ิน

มานะ อินพรมมี

๒๔ “สตรมี ง ” บา นทับเบกิ :
บทบาทจากวิถีด้งั เดิมสสู ังคมปจจบุ นั

ธงชัย ศรีเมอื ง

๓๑ ประเพณีการแขงเรือทวนน้ำ เมืองเพชรบรู ณ

ดร.วศิ ัลย โฆษติ านนท

๓๕ “ทบั ววั ” บานทรัพยส วา ง : วิถขี องชมุ ชนคนเลีย้ งวัว

ปลันธนา สงวนบุญญพงษ

๔๔ มรดกพทุ ธศลิ ปเพชรบูรณส มัยรตั นโกสนิ ทร :
ธรรมมาสน ตูพระธรรม

กองบรรณาธกิ าร

๕๗ หอยกนตัด : ตำนานคูลำนำ้ เข็กบา นหนองแมนา

กองบรรณาธกิ าร

๖๑ “เมอื งหลม” ดนิ แดนแหงการสืบทอดประเพณี
และวัฒนธรรมอาณาจักรลานชาง

บุษยรัตน ธรรมขันตี

๗๗ กนิ ดองเจากบั รางทรง : พธิ กี รรมสบื ทอด
รางทรงของชาวไทหลมบา นนาทราย

จักษมุ าลย วงษท าว

๘๖ อนั เนื่องมาจากประวตั ิศาสตรว ัดชา งเผอื ก
และตำนานสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
วดั ตาล จงั หวัดเพชรบรู ณ

ธรี ะวัฒน แสนคำ

๙๔ ตามไปดู “พธิ ีเลี้ยงเจาปเู จา ยา” :
ประเพณคี ูศรทั ธาของชุมชนบา นปา แดง

เอกชัย แสงโสดา

๑๐๕ อาหารพน้ื บา นเพชรบูรณ :
เมี่ยงโคน (คน) : เม่ยี งน้ำปลาราของชาวไทหลม

กองบรรณาธกิ าร

๑๑๒ ประมวลภาพกิจกรรม สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม

ขอเขียนหรอื บทความใดๆ ที่ตพี ิมพเ ผยแพรในวารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ เปน
ความคดิ เหน็ เฉพาะตวั ของผเู ขยี น สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรมและกองบรรณาธกิ าร
ไมจ ำเปน ตอ งเหน็ ดว ย และไมมขี อ ผกู พันดวยประการใด

เจดียทรงยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุ :

หลักฐานการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายังเมืองเพชรบูรณ

ธีระวัฒน แสนคำ

ที่ปรึกษากลุมประวัติศาสตรสองขางทาง
ภาควิชาประวัติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร

เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู หรอื ทรงพมุ ขา วบณิ ฑ เปน สถาปต ยกรรมทป่ี รากฏ
เกย่ี วกบั การสรา งวา นยิ มสรา งขน้ึ เฉพาะในสมยั สโุ ขทยั และปรากฏเฉพาะในบา นเมอื ง
ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ งทางการเมอื งและวฒั นธรรมกบั เมอื งสโุ ขทยั โดยเปน เจดยี พ ระมหาธาตุ
ประจำเมืองในเมืองที่อยูภายใตการปกครองของอาณาจักรสุโขทัย เชน เมืองนครชุม
เมอื งตากเกา เปน ตน และอาจเปน เจดยี ป ระธานหรอื เจดยี บ รวิ ารในวดั ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ ง
กบั คณะสงฆเ มอื งสโุ ขทยั หรอื ราชวงศส โุ ขทยั ในบา นเมอื งทอ่ี ยนู อกเขตอาณาจกั รสโุ ขทยั
เชน เมืองเชียงใหมและเมืองแพรกศรีราชา (อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท) เปนตน
(คทา จนั ทลกั ขณา, ๒๕๔๕ : ๕๑ - ๒๖๐)

4 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

เมืองเพชรบูรณเปนเมืองโบราณขนาดใหญในลุมแมน้ำปาสัก ซึ่งอยูทางดาน
ตะวนั ออกของเมอื งสโุ ขทัย ภายในวัดมหาธาตกุ ลางเมืองเพชรบูรณ มีเจดียประธาน
ทรงยอดดอกบวั ตมู ซง่ึ มลี กั ษณะสถาปต ยกรรมทค่ี ลา ยกบั เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู ทพ่ี บ
ภายในเมอื งสโุ ขทยั และเมอื งใกลเ คยี ง ซง่ึ เปน หลกั ฐานทางโบราณคดแี ละประวตั ศิ าสตร
สถาปต ยกรรมทส่ี ำคญั ในการยนื ยนั วา เมอื งเพชรบรู ณเ คยเปน สว นหนง่ึ ของอาณาจกั ร
สโุ ขทยั ซง่ึ สอดคลอ งกบั งานวจิ ยั เรอ่ื ง “เมอื งโบราณในอาณาจกั รสโุ ขทยั ” ของรองศาสตราจารย
ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม ทม่ี ผี ลการศกึ ษาระบวุ า ชมุ ชนโบราณเมอื งเพชรบรู ณเ ปน ชมุ ชนโบราณ
แหงหนงึ่ ในเขตอาณาจกั รสโุ ขทยั (ศรศี ักร วลั ลโิ ภดม, ๒๕๕๒ : ๓๕๐ - ๓๕๑)

ดังนั้น บทความนี้ผูเขียนจึงมีจุดมุงหมายที่จะนำเสนอขอมูลเกี่ยวกับเจดียทรง
ยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุกลางเมืองเพชรบูรณ อันเปนหลักฐานสำคัญที่แสดงให
เห็นวาเมืองเพชรบูรณเคยเปนสวนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัยมากอน กอนหนาที่จะ
ตกเปนสวนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ประกอบกับใชหลักฐานดานจารึกประกอบกับการ
พจิ ารณา เพอ่ื ใหช าวเพชรบรู ณไ ดร บั รแู ละเขา ใจประวตั ศิ าสตรท อ งถน่ิ บา นเมอื งของตน
เมอื่ กวา ๗๐๐ ปท ผ่ี า นมา

เจดียทรงยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ

วัดมหาธาตุ เปนพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยูเลขที่ ๑๗ ถนน
นกิ รบำรุง ตำบลในเมอื ง อำเภอเมืองเพชรบูรณ สงั กดั คณะสงฆม หานิกาย บรเิ วณ
วัดมีเนื้อท่ี ๑๗ ไร ๓ งาน ๓๓ ตารางวา ภายในวัดมอี าคารเสนาสนะตา งๆ หลายหลงั
พระอุโบสถเปนที่ประดิษฐาน “หลวงพองาม” พระวิหารเปนที่ประดิษฐาน “หลวงพอ
เพชรมีชยั ” นอกจากนี้ ยงั มี “พระมหาธาตุ” ซ่งึ เปน เจดียประธานของวดั (สำนักงาน
จังหวัดเพชรบูรณ, มปป. : ๖ - ๑๑)

เจดยี ป ระธานวดั มหาธาตเุ ปน เจดยี ท ส่ี รา งเปน หลกั ของวดั มหาธาตุ มขี นาดใหญ
ทส่ี ดุ ในบรรดาเจดยี อ งคอ น่ื ภายในวดั และสรา งอยใู นตำแหนง ทเ่ี ดน สมเปน ประธานแก
เจดียอื่น ปจจุบันแมไดรับการบูรณปฏิสังขรณจากเจาหนาที่กรมศิลปากรแลวตั้งแต
ป พ.ศ.๒๕๑๐ (ณฏั ฐภัทร จนั ทวชิ , ๒๕๔๓ : ๑๒) แตก พ็ บวา สว นยอดของเจดียน้ันหัก
พงั หายไป และไมไ ดม กี ารเสรมิ ยอดเจดยี ข น้ึ ใหม นกั วชิ าการดา นประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะ
และสถาปต ยกรรมสนั นษิ ฐานวา เจดยี ป ระธานองคน ม้ี ลี กั ษณะรปู ทรงและสถาปต ย-
กรรมแบบเจดียทรงยอดดอกบัวตูมศิลปะสุโขทัย แมวายอดที่เปนทรงยอดดอก-
บัวตูมจะปรักหักพังไปก็ตาม แตองคประกอบหลายอยางยังคงชัดเจนและสามารถ
ศกึ ษาถงึ รปู แบบศลิ ปะและสถาปตยกรรมได

5สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ

เจดียท รงยอดดอกบัวตมู กอนบรู ณะ เจดยี ท รงยอดดอกบัวตูมหลังบรู ณะ

ท่มี า : หอประวัติศาสตรเพชบรุ ะ เทศบาลเมอื งเพชรบรู ณ

เจดียทรงยอดดอกบัวตูมนี้ บางครั้งก็เรียกวา “ทรงพุมขาวบิณฑ” (เรียกโดย
สมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ) หรอื “ทรงทะนาน” (เรยี กโดยสมเดจ็ เจา ฟา กรมพระยา
นรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ) เปน เจดยี ท ส่ี นั นษิ ฐานวา เปน รปู แบบทช่ี า งสโุ ขทยั สรา งสรรคข น้ึ มาเอง
(ธาดา สุทธิธรรม, ๒๕๓๖ : ๖๗) แตมีสวนที่ปรับปรุงมาจากทรงปราสาทแบบขอม
(สันติ เล็กสขุ ุม, ๒๕๔๙, ๓๘)

ลกั ษณะสถาปต ยกรรมของเจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู นน้ั องคเ รอื นธาตมุ กั ตง้ั อยู
บนฐานสเี่ หลยี่ มทยี่ กสงู อันประกอบดวยชน้ั ฐานเขยี งเปน ช้ันลางสุดและนยิ มกอสราง
ซอนกันหลายชั้น (เชน ๓ - ๔ ชั้น) ถัดขึ้นมาจะเปนฐานบัว (ฐานปทม) ซึ่งอาจเปน
ฐานบวั ธรรมดาหรอื ฐานบวั ลกู แกว (คอื มกี ารปน ปนู เปน สนั นนู ออกมาเปน เสน โดยรอบ
ซึ่งเรียกวาลูกแกว ลูกแกวอาจวางอยูสวนกลางของทองไม คือ ระนาบที่ลึกที่สุดของ
ฐานบวั หรอื วางเปนจังหวะในสว นบนและลางของทองไมนนั้ ) หากเจดยี ท รงยอดดอก
บัวตูมจะเพิ่มสวนฐานใหสูงขึ้นไปอีกก็จะกอสรางเปนฐานแวนฟา โดยฐานนี้ก็จะวาง
ซอ นอยบู นฐานบวั อาจมหี ลายชน้ั และจะมรี ปู แบบเปน ฐานบวั เชน กนั แตม กั นยิ มยอ มมุ
(ยอไม) การยอมุมจึงเริ่มจากชั้นนี้ จากนั้นจึงเปนสวนของเรือนธาตุที่ยอมุมเชนกัน
บนเรอื นธาตุอาจมีซุมพระประดษิ ฐานอยูทัง้ สท่ี ิศหรอื เปน เรอื นตนั เรือนธาตุจะรองรบั
ดอกบัวตูมซึ่งเปนสวนของยอดธาตุ ที่โคนหรือฐานดอกบัวมักทำเปนกลีบขนุนขึ้นมา
รองรบั บนผวิ ดอกบวั ตูมอาจปนลวดลายเปน กลบี บวั และปลายดอกบวั จะเปน สว น
ยอดธาตุ อาจมีบวั กาบปลี ปลอ งไฉน ปลียอดและเมด็ นำ้ คา งเปน ลำดับขึ้นไป (ธาดา
สทุ ธธิ รรม, ๒๕๓๖ : ๖๙ ; สนั ติ เลก็ สุขมุ , ๒๕๔๙ : ๔๘)

6 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

เจดียว ัดวังพระธาตุ ตำบลไตรตรึงษ เจดยี วดั กะโลทัย ตำบลในเมือง เจดียว ัดตระพงั เงนิ ตั้งอยูภ ายใน
อำเภอเมืองกำแพงเพชร อำเภอเมืองกำแพงเพชร อทุ ยานประวัตศิ าสตรสโุ ขทัย
จงั หวัดกำแพงเพชร จังหวดั กำแพงเพชร จังหวดั สุโขทัย

ศาสตราจารย ดร.สนั ติ เลก็ สขุ มุ กลา ววา รปู แบบของเจดยี ท รงนเ้ี กดิ ขน้ึ ในศลิ ปะ
สโุ ขทยั นยิ มสรา งกนั เพยี งในชว งเวลาของสมยั ศลิ ปะสโุ ขทยั เทา นน้ั ความทเ่ี จดยี ท รงน้ี
มีลักษณะเฉพาะของศิลปะสุโขทัย ไมเหมือนเจดียอื่นใด และไดรับความนิยมอยูใน
ชว งเวลาทก่ี รงุ สโุ ขทยั เปน ศนู ยก ลางแหง อำนาจ ทำใหน า คดิ วา เปน เพราะลกั ษณะเฉพาะ
ทีเ่ ดนชัดของเจดีย เปน สัญลักษณข องแควน สุโขทยั เปน เหตใุ หไมไ ดร ับความนิยมอีก
ตอ ไปภายหลงั ทีส่ ุโขทยั หมดอำนาจและถูกรวมอยูใ นอาณาจกั รอยุธยา ซ่ึงอาจนบั เปน
เหตผุ ลอยา งหน่ึงทางดานการเมอื งดวยกเ็ ปน ได (สันติ เล็กสุขมุ , ๒๕๕๒ : ๔๔)

สำหรบั เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู วดั มหาธาตเุ มอื งเพชรบรู ณ มลี กั ษณะคลา ยกบั
เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู ทพ่ี บในเขตเมอื งโบราณอน่ื ในเขตอาณาจกั รสโุ ขทยั เชน เจดยี 
ประธานวัดเจดียก ลางทุง (เมืองนครชมุ ) วัดวงั พระธาตุ (เมืองไตรตรงึ ษ) วดั กะโลทยั
(เมืองกำแพงเพชร) จังหวดั กำแพงเพชร เจดยี ย ทุ ธหตั ถี (เมอื งตาก) จังหวดั ตาก และ
เจดยี ป ระธานวดั เจดยี เ จด็ แถว (เมอื งศรสี ชั นาลยั ) วดั ตระพงั เงนิ (เมอื งสโุ ขทยั ) จงั หวดั
สุโขทัย เปนตน แตเจดียทรงยอดดอกบัวตูมวัดมหาธาตุเมืองเพชรบูรณคอนขางจะมี
ขนาดเล็กและปอมเตย้ี กวา เจดียองคอ ่นื ๆ

7สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

วัดมหาธาตุและเจดียทรงยอดดอกบัวตูม :
สัญลักษณการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยในเมืองเพชรบูรณ

การทเ่ี มอื งเพชรบรู ณม กี ารสรา งพระมหาธาตุ อยา งดี เพราะสถานทป่ี ระดษิ ฐานพระศรรี ตั นมหา-
และวดั มหาธาตขุ น้ึ กลางเมอื งนน้ั แสดงใหเ หน็ ถงึ ธาตหุ รอื พระมหาธาตนุ น้ั เปน สญั ลกั ษณข องความ
ความเปนเมืองใหญของเมืองเพชรบูรณ ชื่อวัด รงุ เรอื งและความมง่ั คง่ั ของชมุ ชนดว ย (ธดิ า สาระยา,
มหาธาตุเปนสิ่งที่แสดงใหเห็นวา ภายในวัดมี ๒๕๓๙ : ๒๔)
พระมหาธาตุ ซง่ึ นา จะสรา งขน้ึ เพอ่ื ใหเ ปน สง่ิ คบู า น
คูเมือง (สมคิด จิระทัศนกุล, ๒๕๕๔ : ๑๙ - ๒๐) แตการสรางเจดียทรงยอดดอกบัวตูม
ดังนั้น เจดียทรงยอดดอกบัวตูมของวัดมหาธาตุ ข้ึนเปนพระมหาธาตุกลางเมืองเพชรบูรณน้ัน
จึงเปนส่ิงสำคัญหรือเปนเจดียสำคัญประจำเมือง คอนขางท่ีจะมีนัยทางดานการเมืองการ
เพชรบรู ณด ว ย (ต. อมาตยกลุ , ๒๕๐๔ : ๔๘ ; สมเดจ็ ปกครองแฝงอยู กลา วคอื
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๕๔๓ : ๑๓๔)
ในชว งกอ นหนา รชั สมยั พระมหาธรรมราชา
รองศาสตราจารย ศรีศักร วัลลิโภดม ได ท่ี๑ (ลไิ ท) สภาพการเมอื งการปกครองของอาณาจกั ร
เสนอวา การสรางพระมหาธาตุขึ้นกลางเมืองนั้น สโุ ขทัยไดม คี วามออ นแอเปน อยา งมาก เมืองเลก็
ไดรับอิทธิพลมาจากคติความเช่ือเรื่องการสราง เมอื งนอ ยตา งกแ็ ยกเปน อสิ ระ พระมหาธรรมราชา
ปราสาทกลางพระนครในลกั ษณะทเ่ี ปน เขาพระสเุ มรุ ที่ ๑ ซึ่งในขณะนั้นครองเมืองศรีสัชนาลัยจึงได
อันเปนศูนยกลางของจักรวาลของเขมรโบราณ ยกทพั มายดึ เมอื งสโุ ขทยั และขน้ึ ปกครองอาณาจกั ร
แนวคิดเชนน้ีไดสงผานขึ้นไปยังเมืองหริภุญไชย สโุ ขทัย
และทำใหพระเจาอาทิตยราชทรงนำมาใชในการ
สรา งพระมหาธาตขุ น้ึ กลางเมอื งกไ็ ด คตกิ ารสรา ง จากนน้ั พระองคก พ็ ยายามทจ่ี ะฟน ฟอู ำนาจ
พระบรมธาตุขึ้นเปนหลักของนครนี้จึงแพรหลาย ของอาณาจักรใหเปนดังเดิม จึงไดใชพระพุทธ-
อยทู ว่ั ไปในดนิ แดนประเทศไทยตง้ั แตพ ทุ ธศตวรรษ ศาสนาแบบลงั กาวงศเปน เครอื่ งมอื สำคญั การที่
ท่ี ๑๗ - ๑๘ ลงมา นครสำคญั ๆ ในภาคกลางตง้ั แต พระองคท รงเลอื กใชพ ระพทุ ธศาสนาแบบลงั กาวงศ
ลพบุรี สพุ รรณบุรี เพชรบรุ ี และราชบรุ ี ลว นมี นั้น ผูเขียนสันนิษฐานวาคงมีสาเหตุสืบเนื่องมา
การสรา งพระมหาธาตุข้ึนกลางนครท้งั สิ้น (ศรศี ักร จากชว งกอ นและหลงั ขน้ึ ครองราชยไ มน าน พระองค
วัลลิโภดม, ๒๕๒๕ : ๒๖ - ๒๗) ไดท ำสงครามปราบปรามพระราชวงศฝ า ยตรงขา ม
ทเ่ี มอื งสโุ ขทยั (กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๘ : ๒๙๖) และ
ดงั นน้ั วดั มหาธาตเุ มอื งเพชรบรู ณก ค็ งมคี ติ เจา เมอื งตา งๆ หลายเมอื งในอาณาจกั รทพ่ี ยายาม
การสรางเชนเดียวกันกับบรรดาเมืองตางๆ ที่อยู แยกตนเปน อสิ ระ(กรมศลิ ปากร,๒๕๔๘:๗๖) อาจ
ใกลเคียง ถึงแมวาสถานะของเมืองอาจจะไมใช ทำใหภ าพลักษณข องพระองคไมด นี ัก สิ่งสำคญั
ศูนยกลางทางการเมืองการปกครองที่มีอำนาจใน ทจ่ี ะทำใหพ ระราชวงศแ ละเจา เมอื งใหญน อ ยยอมรบั
ภูมิภาค แตการสรางพระมหาธาตุขึ้นกลางเมือง ในอำนาจและสิทธิธรรมของพระองคไดก็คือ
เพชรบูรณก็ถือเปนสัญลักษณท่ีสะทอนใหเห็นถึง ความเชอ่ื ทางพระพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะอยา งยง่ิ
ความเปนเมืองใหญของเมืองเพชรบูรณไดเปน เกยี่ วกับ “คติธรรมราชา” (พระราชาผูทรงธรรม)

8 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔

จารึกเขาสุมนกฏู พบท่เี ขาพระบาทใหญ ดงั นน้ั การทพ่ี ระองคท รงนมิ นตพ ระสงั ฆราช
ตำบลเมอื งเกา อำเภอเมือง จงั หวดั สโุ ขทยั จากเมอื งนครพนั (เมาะตะมะ) ซง่ึ สบื ทอดพระธรรม
คำสอนของพระพทุ ธเจา มาจากลงั กา อนั เปน ศนู ย-
ทีม่ า : โครงการฐานขอ มูลจารึกในประเทศไทย. กลางทางการศึกษาและเผยแผพระพุทธศาสนา
ศนู ยมานษุ ยวทิ ยาสิรนิ ธร (องคการมหาชน), ๒๕๔๖. ในขณะนั้นใหเขามาเผยแพรพระพุทธศาสนาน้ัน
(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘ : ๓๐๒ - ๓๐๔) จึงเปน
เสมอื นการนำความเชอ่ื คตธิ รรมราชาเขา มาเผยแพร
ใหเ ปน ทย่ี อมรบั นบั ถอื ของผคู นพลเมอื ง ซง่ึ สง ผล
ใหเ กดิ ทศั นคตใิ หมว า พระองคท รงเปน ธรรมราชา
ทรงเปน องคศ าสนปู ถมั ภก และทรงผนวชเปน พระ
ภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนา (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘ :
๓๐๒ - ๓๐๔) ซง่ึ สอ่ื ใหเ หน็ วา พระองคม สี ทิ ธธิ รรม
ในการปกครองอาณาจักร รวมทั้งทรงโปรดสราง
ศาสนสถานตา งๆ ดงั ไดม กี ารสรา งสรรคง านศลิ ปะ
สถาปตยกรรมขึ้นมาใหม นั่นก็คือ เจดียทรงยอด
ดอกบัวตูม ซึ่งพบวามีการสรางเปนพระมหาธาตุ
ประจำเมืองท่ีรวมสมัยกับเมืองสุโขทัยหลายเมือง
ความพยายามดังกลาวนี้เปนการใชความเช่ือทาง
พระพุทธศาสนาเขาไปในทองถิ่นตางๆ เพื่อเปน
เครื่องมือสำคัญในการขยายอำนาจทางการเมือง
ดว ย (ธีระวัฒน แสนคำ, ๒๕๕๓ : ๙)

ดังนั้น เจดียทรงยอดดอกบัวตูมจึงเปน
สัญลักษณของการขยายอำนาจทางการเมือง
การปกครองของอาณาจักรสุโขทัย (ตั้งแต
รชั กาลพระมหาธรรมราชาท่ี๑ลงไป) ในเมอื ง
ตางๆ ทอ่ี ยภู ายใตก ารปกครอง ซงึ่ ก็มี “เมอื ง
เพชรบรู ณ” เปน เมอื งหนง่ึ ในจำนวนเมอื งตา งๆ
นน้ั ดงั ปรากฏหลกั ฐานประวตั ศิ าสตรท เ่ี กย่ี วขอ งวา

การขยายอำนาจเขามาปกครองเมือง
เพชรบูรณของอาณาจักรสุโขทัยนาจะเกิดขึ้นใน
รชั สมัยพระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ขอความในจารกึ
เขาสุมนกูฏซึ่งจารึกขึ้นในป พ.ศ.๑๙๑๑ สมัย
พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ไดแ สดงใหเห็นเงอื่ นงำวา
เมืองสุโขทัยไดแผอำนาจเขาครอบครองบริเวณ
ลุมแมน้ำปาสักตอนบน ดังปรากฏความระบุวา

9สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ

แแผนทีแ่ สดงชมุ ชนบานเมืองและรฐั บางแหงทส่ี ำคัญใน (สยาม) ประเทศไทย หลงั พ.ศ.๑๗๐๐ หรอื ราว ๘๐๐ กวาปม าแลว

ท่มี า : แผนที่ประวตั ิศาสตร (สยาม) ประเทศไทย, ๒๕๕๐.

10 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔

บทสรุป

พระองคยกกองทัพไปปราบปรามบานเมืองทาง จากเน้ือหาบทความที่ผูเขียนนำเสนอมา
ตะวันออก “ยังพระสักรอดสิ้น” (กรมศิลปากร, ขา งตน ไดแ สดงใหเ หน็ วา เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู
๒๕๔๘:๙๖) จากขอ ความในจารกึ คำวา “พระสกั ” หรือเจดียพระมหาธาตุที่วัดมหาธาตุกลางเมือง
น้ัน นกั วิชาการเห็นพอ งตองกนั วานาจะหมายถงึ เพชรบูรณนั้นเปนเจดียท่ีสรางขึ้นในสมัยสุโขทัย
บานเมืองในลุมแมน้ำปาสักตอนบน อันมีเมือง และเปนหลักฐานโบราณคดีสำคัญที่ชวยสนับ
เพชรบูรณเปนเมืองหลัก (กระทรวงศึกษาธิการ, สนุนหลักฐานดานจารึกซ่ึงแสดงใหเห็นถึงการ
๒๕๔๓ : ๑๒๐ ; ประเสรฐิ ณ นคร, ๒๕๔๙ : ๔๑, ขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายังเมือง
๕๗ ; ศรีศกั ร วัลลโิ ภดม, ๒๕๕๒ : ๓๕๐ ; สุจิตต เพชรบูรณตั้งแตรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑
วงษเ ทศ, ๒๕๓๙ : ๒๕๖) ลงมาไดเปนอยางดี

แตเนื่องจากวาเราไมปรากฏหลักฐาน นอกจากนี้ ในจารึกสุโขทัยยังไดกลาวถึง
เก่ียวกับชื่อเมืองเพชรบูรณในจารึกสุโขทัยที่ทำข้ึน ชื่อเมืองอีกหลายเมืองที่อยูในอาณาจักรสุโขทัย
กอ นหนา พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ เลย ทำใหน กั วชิ าการ ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนสันนิษฐานวามีบางเมือง
บางคนสันนษิ ฐานวา ในสมยั พระมหาธรรมราชา อาจจะตง้ั อยใู นลมุ แมน ำ้ ปา สกั การศกึ ษาคน ควา
ที่ ๑ การสรางเมืองเพชรบูรณอาจจะยังไมเต็มที่ และสำรวจภาคสนามตามชุมชนโบราณตางๆ ใน
ครั้นถึงรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๒ จึงมีการ ลมุ แมน ำ้ ปา สกั จงั หวดั เพชรบรู ณ อาจทำใหเ ราพบ
สรา งเมอื งขน้ึ อยา งชดั เจน และการสรา งเจดยี ท รง รองรอยซากโบราณสถานหรือซากเจดียทรงยอด
ยอดดอกบัวตูมขึ้นกลางเมืองเพชรบูรณนี้ นาจะ ดอกบัวตูมตามชุมชนโบราณในบริเวณดังกลาวนี้
สรางข้นึ ในรชั สมัยพระมหาธรรมราชาท่ี ๒ เพราะ ก็เปนได หากมีการพบจริงก็จะเปนหลักฐานใหม
ที่วัดอโศการามซึ่งเปนที่ท่ีพบจารึกกลาวถึงเมือง ทางดานการศึกษาประวัติศาสตรไทย และเปน
เพชรบูรณเองก็มีการสรางเจดียท่ีสมเด็จพระราช หลักฐานท่ีแสดงใหเห็นถึงการขยายอำนาจของ
เทวีศรีจุฬาลักษณโปรดใหสรางขึ้นเปนทรงยอด อาณาจกั รสโุ ขทยั มายงั บา นเมอื งในลมุ แมน ำ้ ปา สกั
ดอกบัวตูมเชน กัน นบั เปนสง่ิ สืบเนื่องมาจากการ ไดเปนอยา งดอี กี ดวย
รเิ รม่ิ ในรชั กาลพระมหาธรรมราชาท่ี ๑ กไ็ ด (ศรศี กั ร
วลั ลิโภดม, ๒๕๕๒ : ๓๕๐ - ๓๕๑) ผเู ขยี นขออาศยั พน้ื ทส่ี ว นทา ยของบทความน้ี
ฝากถงึ ผมู สี ว นเกย่ี วขอ งในการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร
แตอยางไรก็ตาม การพบเจดียทรงยอด ทองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณท้ังภาครัฐและเอกชน
ดอกบวั ตมู ซง่ึ สรา งขน้ึ เปน พระมหาธาตปุ ระจำเมอื ง รวมไปถึงชาวเมืองเพชรบูรณทุกคน ไดรวมแรง
เพชรบรู ณ ก็เปน หลักฐานทางโบราณคดีและ รวมใจกันศึกษาคนควาหรือสำรวจชุมชนโบราณ
ประวตั ศิ าสตรส ถาปต ยกรรมทแ่ี สดงใหเ หน็ ถงึ ในจงั หวัด และอนุรกั ษแ หลง โบราณคดีหรือศลิ ป-
การขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายัง วัฒนธรรมของทองถิ่น ถึงแมวาเราอาจจะไมพบ
เมืองเพชรบูรณไ ดเ ปน อยา งดี รอ งรอยซากเจดยี ท รงยอดดอกบวั ตูม แตเ ราอาจ
จะพบขอมูลใหมเก่ียวกับประวัติศาสตรทองถิ่น
จงั หวดั เพชรบรู ณท น่ี า สนใจอยา งทเ่ี ราไมเ คยคาดคดิ
มากอนกเ็ ปนได

11สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ

บรรณานุกรม

คทา จนั ทลกั ขณา. การศกึ ษาเจดยี ท รงพุมขา วบิณฑใ นสมยั สุโขทัย. วทิ ยานพิ นธศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวิชาประวตั ศิ าสตรส ถาปตยกรรม มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๕.

จังหวัดเพชรบูรณ, สำนักงาน. คูมอื ทองเท่ียวทางพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบรู ณ. เพชรบูรณ :
สมาคมธุรกจิ ทองเท่ยี วจงั หวัดเพชรบูรณ, มปป.

ณฏั ฐภทั ร จนั ทวชิ . “โบราณสถานทส่ี ำคัญในจงั หวดั เพชรบรู ณ” . โลกประวัตศิ าสตร. ปท ่ี ๖ ฉบับท่ี ๓
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๕๓.

ต. อมาตยกุล. นิทานประวัติศาสตรแ ละโบราณคด.ี พระนคร : นยิ มวิทยา, ๒๕๐๔.
ธาดา สุทธิธรรม. สถาปตยกรรมสโุ ขทัย. ขอนแกน : คณะสถาปต ยกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน , ๒๕๓๖.
ธดิ า สาระยา. ประวัติศาสตรส โุ ขทัย : พลงั คน อำนาจผี บารมพี ระ. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๓๙.
ธรี ะวัฒน แสนคำ. “การเมืองและศาสนา : การขยายอิทธพิ ลของกรุงสุโขทัยสเู มอื งในลมุ นำ้ ปง

เขตจังหวดั กำแพงเพชร”. ใน วารสารพิกลุ คณะมนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั กำแพงเพชร. ปที่ ๘ ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม - ธันวาคม ๒๕๕๓.
ประเสรฐิ ณ นคร. ประวตั ศิ าสตรเ บ็ดเตลด็ : รวมบทนิพนธ “เสาหลักทางวชิ าการ” ของศาสตราจารย
ดร.ประเสรฐิ ณ นคร. กรงุ เทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๙.
รงุ โรจน ภิรมยอนกุ ลู . “เมอื งลมุ บาจายอยูล ำน้ำสกั ”. ใน สยามรฐั สปั ดาหว ิจารณ. ปท ี่ ๕๘ ฉบับที่ ๑๙
๒๘ ม.ค. - ๓ ก.พ. ๒๕๕๔.
ศกึ ษาธิการ, กระทรวง. ประวัติศาสตรไทย : จะเรยี นจะสอนกันอยา งไร. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พก ารศาสนา, ๒๕๔๓.
ศรศี ักร วลั ลิโภดม. “ความสำคญั ของวดั พระศรรี ตั นมหาธาตุเมืองพษิ ณุโลกในทางประวัตศิ าสตรแ ละ
โบราณคด”ี . ใน บุญเทียม แสงศริ ิ (บรรณาธิการ). ทร่ี ะลกึ ทำบญุ อายุครบ ๖ รอบ
พระราชรัตนรงั ษี. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พการศาสนา, ๒๕๒๕.
ศรีศกั ร วลั ลิโภดม. ความหมายพระบรมธาตุในอารยธรรมสยามประเทศ. กรงุ เทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๔๖.
ศรีศักร วลั ลโิ ภดม. เมอื งโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรงุ เทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๒.
สมคดิ จิระทัศนกลุ . รเู รอ่ื งวัด วหิ าร โบสถ เจดีย พทุ ธสถาปตยกรรมไทย. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๔.
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. นทิ านโบราณคดี. กรงุ เทพฯ : บรรณาคาร, ๒๕๔๓.
สันติ เลก็ สขุ ุม. เจดีย ความเปน มาและคำศพั ทเรียกองคประกอบเจดียในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มตชิ น, ๒๕๕๒.
สนั ติ เลก็ สุขุม. ศิลปะสโุ ขทยั . กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๔๙.
สำนกั ศิลปากรที่ ๑ ราชบรุ ี กรมศลิ ปากร. วดั มหาธาตวุ รวิหาร จงั หวัดราชบรุ .ี กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๒.
สจุ ิตต วงษเทศ. กรุงสุโขทยั มาจากไหน?. กรงุ เทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๘.

12 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

“บานมง” ทับเบิก :

เสนหแหงสถาปตยกรรมพื้นถิ่น

มานะ อินพรมมี

สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

เสนทางอนั แสนคดเคีย้ ว และสภาพเขาสูงชนั ในพนื้ ท่ีของตำบลวังบาล อำเภอ
หลมเกา จงั หวัดเพชรบูรณ เปนสัญญาณบอกวา สถานทขี่ า งหนา ทีก่ ำลงั จะไดเ ห็นคอื
ภาพความงดงามของเทือกเขาที่เรียงรายซอนตัวกันอยางสวยงาม กวางใหญและนา
อศั จรรย ดงึ ดดู ใหผ คู นจากทว่ั ทกุ สารทศิ หลง่ั ไหลเขา มาสมั ผสั แตค วามงามของธรรมชาติ
ไมใ ชสง่ิ เดียวท่นี าหลงใหล เพราะท่ีน่ยี ังมเี สนหข องวถิ ีชวี ิต ประเพณี พธิ กี รรม การ
แตง กายของผคู นในหมบู า น โดยเฉพาะบา นเรอื นอาศยั หรอื ทห่ี ลายคนรจู กั และเรยี กขาน
กนั วา “บา นมง ทบั เบกิ ” นบั เปน สถาปต ยกรรมพน้ื ถน่ิ ทน่ี า คน หา เพยี งแคเ ดนิ เขา ไปใน
หมบู า นกส็ มั ผสั ไดถ งึ ความศรทั ธาในการใชช วี ติ ซง่ึ ถกู ผกู โยงรอ ยสมั พนั ธไ วก บั ความเชอ่ื
สะทอ นออกเปน ตวั ตนความเปน มง และการถอื มน่ั ในสง่ิ ทเ่ี ปน มงคลเพอ่ื เปน หลกั ใจใน

13สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ

พนื้ ที่การใชงานภายในบานมงที่ภูทบั เบกิ

การดำเนนิ ชวี ิตประจำวนั บา นแตละหลังแมร ูปทรงจะไมยง่ิ ใหญและรูปแบบของบาน
อาจจะไมเขาถึงในหลักการของงานศิลปะ แตคนที่นี่สรางสรรคที่อยูอาศัยออกมาได
สอดคลอ งกบั สภาพแวดลอ มของสงั คมมง ทง้ั การตอบสนองหนา ทใ่ี ชส อยทางกายภาพ
และยึดโยงขนบธรรมเนยี มประเพณีของกลมุ ชนไวไ ดอ ยา งนา ภูมิใจ

บานทับเบิก ภูสูงของหลมเกา

แตเดิมบานทับเบิกมีชื่อเรียกวา “ถ้ำเบิก” เนื่องจากบริเวณนี้เคยมีถ้ำศักดิ์สิทธิ์
ซง่ึ ชาวบา นหรอื ผคู นทเ่ี ดนิ ทางผา นตา งเชอ่ื กนั วา จะตอ งบอกกลา วสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธใ์ิ นถำ้ กอ น
เพอ่ื ขอเบกิ ผา นทาง และเพอ่ื ใหก ารเดนิ ทางครง้ั นน้ั รอดปลอดภยั ไมม อี นั ตรายในทาง
ขา งหนา โดยถำ้ แหง นอ้ี ยหู า งจากดา นปา ไมต รงทางแยกเขา หมบู า นทางทศิ ตะวนั ออก
ประมาณ ๑ กโิ ลเมตร แตป จ จบุ นั ถกู ดนิ พงั ทบั ถมปากถำ้ จนไมส ามารถมองเหน็ ไดแ ลว
ชอื่ ทเ่ี รียกกนั ตอมาจงึ เปน “ทบั เบกิ ”

กวา ๘๐ ปแลวที่หมูบานแหงนี้เกิดและเติบโตขึ้นทามกลางภูเขาและหนาผาที่
สูงชัน เปนการตั้งรกรากของชาวมงซึ่งแวดลอมดวยทิวทัศนสวยงามของธรรมชาติ
ดานหลังของหมูบานสามารถมองเห็นตัวเมืองตางๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ ทั้งเมือง
หลม เกา หลม สัก น้ำหนาว เขาคอ และมองไดก วา งไกลไปจนถงึ จงั หวดั เลย ชดั เจน
ทง้ั ภกู ระดงึ ภเู รอื ภหู ลวง และภหู อ โดยพน้ื ทข่ี องบา นทบั เบกิ อยหู า งจากอำเภอหลม เกา
ประมาณ ๓๐ กโิ ลเมตร มหี มอกและอากาศทห่ี นาวเยน็ ปกคลมุ ตลอดทง้ั ป จนไดช อ่ื วา
เปน “เมืองในหมอก” ที่สวยงามแหงหนึ่งของเมืองไทย และไดรับการพัฒนาดานการ
คมนาคมอยา งดดี ว ยถนนยทุ ธศาสตรล าดยางตลอดสาย เสน ทางสามแยกบา นโจะโหวะ
ถึงภูหินรองกลา จะผานชุมชนบานทับเบิกโดยมีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กแยกเขาสู
หมบู า นระยะทาง ๖ กิโลเมตร

14 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔

มงทับเบิก กาลเวลาเปลี่ยน ตัวตนยังคงเดิม

ชาวมง มถี นิ่ กำเนดิ จากตอนเหนือของเอเชยี อพยพลงมาทางใตของจนี เขามา
ในดนิ แดนไทยตง้ั แตป  พ.ศ. ๒๔๐๐ ตง้ั ถน่ิ ฐานบนเขาสงู และทร่ี าบเชงิ เขา ตง้ั แตจ งั หวดั
เชยี งราย เชยี งใหม พิษณโุ ลก เพชรบรู ณ ตาก เลย ฯลฯ โดยชาวเขาเผา มงที่เขา มา
ในจังหวัดเพชรบูรณ คือ มงน้ำเงินและมงขาว อพยพมาตามเทือกเขาหลวงพระบาง
ประเทศลาว และมงขาวสวนหนึ่งไดเลือกตั้งหมูบานใหมขึ้นที่บานทับเบิก ซึ่งมงขาว
แหงบานทับเบิกนี้เคยเขาไปเก่ียวพันกับการเมืองในชวงการตอสูระหวางรัฐบาลและ
พรรคคอมมิวนิสต เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๐ จนหมูบานลมสลายเพราะชาวบานหนีเขาปา
จบั อาวุธตามคำปลุกระดมของพรรคคอมมวิ นสิ ต ตอ สูกบั รฐั บาลอยูนานถงึ ๑๖ ป จงึ
วางอาวธุ และเขา มอบตวั เปน ผรู ว มพฒั นาชาตไิ ทย และกลบั เขา สหู มบู า นสรา งบา นเรอื น
อาศัย

ปจ จุบันชุมชนทบั เบกิ มีอยูดว ยกัน ๒ หมูบา น คือ หมูท่ี ๑๔ (บานทับเบิกเดิม)
และหมูที่ ๑๖ (บานทับเบิกใหม) ตำบลวังบาล รวม ๕๖๓ ครัวเรือน ประชากรรวม
๒,๗๔๑ คน (องคการบริหารสวนตำบลวังบาล, ๒๕๕๕) ทั้งหมดประกอบอาชีพทำไร
ทง้ั กะหล่ำปลี ขงิ ขา วไร ขา วโพด ถวั่ ลันเตา ลกู ทอ และลน้ิ จ่ี

จากจุดเริ่มตนของการอพยพรอนแรมมาจนเจอแหลงอาศัยที่ตั้งถิ่นฐาน ผาน
กระแสการเมืองการปกครองที่ตองแลกชีวิตชดใชอุดมการณ จนกระทั่งไดภาคภูมิใจ
กบั สถานะของพลเมืองไทย ชาวมงเหลา นี้ไมเคยทิ้งความผกู พันทีม่ ีตอขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี วิถีชีวิต พิธีกรรมและความเชื่อที่เปนเอกลักษณ ทั้งงานประเพณีปใหม
การแตงงาน พิธีสูขวัญ การขึ้นบานใหม งานศพ หรือแมกระทั่งการกินอยู และที่
สำคญั เปน ลกั ษณะเฉพาะของชาวมงทบั เบกิ กค็ ือบานเรอื นอาศัย ซง่ึ แมวาในปจ จุบนั
ตวั เรอื นภายนอกจะถกู ปรบั เปลย่ี นใหท นั สมยั คงทนถาวรมากขน้ึ แตภ ายในบา นแตล ะ
หลังพวกเขายงั คงยดึ โยงอยกู ับความเชื่อและพธิ ีกรรมด้งั เดิมแทบท้ังหมด

15สำนกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

ลักษณะบานมงแบบดั้งเดิมทภ่ี ทู บั เบิก

บานมงทับเบิก กาลเวลาทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลง โดย
เปลี่ยนแปลงแตไมเปลี่ยนไป บา นมง ในปจ จบุ นั มกี ารนำวสั ดจุ ากภายนอกเขา มา
กอ สรางเพ่ือความคงทน และสรา งบานตามแบบ
บานมงแบบด้ังเดิมปลูกโดยใชวัสดุจาก ของชาวไทยพื้นราบมากขึ้น โดยมีทั้งหลังที่ยึด
ธรรมชาตทิ ง้ั หมด เปน บา นชน้ั เดยี วรปู ทรง ๔ เหลย่ี ม โครงสรา งแบบเดมิ แตป รบั การใชว สั ดกุ อ สรา งใหม
ผืนผา ปลูกติดกับพื้นดินและใชดินเปนพื้นเรือน เพอ่ื ความแขง็ แรงทนถาวร เชน เปลย่ี นหลงั คาจาก
หลงั คาเปน รปู สามเหลย่ี มปา น มงุ กนั แดดฝนและ ใบจากมาเปน สงั กะสเี พอ่ื ทจ่ี ะไดไ มต อ งคอยเปลย่ี น
ลมดวยใบจากหรือหญาคาหรือไมแผนตอกดวย หลงั คาทกุ ป เปลย่ี นผนงั จากไมเ ปน อฐิ บลอ็ กเพอ่ื
ตะปู โครงสรางบานใชไมเนื้อแข็งหรือไมไผสับ ความแข็งแรง เปน ตน โดยบา นในลกั ษณะน้ีจะมี
มี ๒ ประตู ไมมีหนาตาง ภายในบานโลงกวาง อยเู ปน จำนวนมากประมาณรอ ยละ ๖๐ ของบา นมง
โดยมีการก้ันหองนอนของพอแมไวเพียงหองเดียว ทัง้ หมด สว นท่เี หลอื อีกรอยละ ๓๐ จะเปนบานที่
ที่เหลือจะถูกแบงเปนสัดสวนสำหรับการประกอบ ปรับโฉมจากเดมิ ไปแบบสนิ้ เชงิ โดยลกั ษณะภาย
อาหาร มีเตาไฟ มีอุปกรณทำกิน เก็บผลผลิต นอกจะคลายกบั บานของชาวไทยพ้นื ราบ คือ เปน
ทางการเกษตร ทานอาหารและรับแขกกันหนา บานปูนยกพื้นชั้นเดียวหรือสองชั้น แยกสัดสวน
เตาไฟ เรียกวากินนอนอยูภายในบานหลังเดียว ของหองนอนและหองตางๆ โดยแยกหองครัว
ซ่ึงปจจุบันบานมงแบบด้ังเดิมมีเหลืออยูเพียงไมก่ี ออกมาอีกหองหนึ่ง หลังคามุงดวยสังกะสีหรือ
หลงั คาเรอื นเทา นน้ั หรอื ประมาณรอ ยละ ๑๐ ของ กระเบื้อง ผนังเปนปูนทั้งหมด มีชองหนาตาง
บานมงท้ังหมด แทบทกุ ดา นของผนงั สว นพ้นื เทปนู หรือคอนกรตี
และปูดว ยกระเบือ้ ง

16 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

ทั้งหมดนี้คือบานมงทับเบิกในปจจุบัน ที่ ๑
มองแบบผิวเผินอาจจะคิดวาชาวมงที่นี่ตานทาน
กระแสสมัยใหมไมไดจนยอมเปล่ียนแปลงวิถีชีวิต
แตความจริงแลวบานมงทับเบิกยังคงผูกโยงไวกับ
การดำเนนิ วถิ ชี วี ติ แบบดง้ั เดมิ โดยคงสบื ทอดตวั ตน
ของบรรพบุรุษเอาไว ดวยจิตวิญญาณที่ยึดมั่น
ศรัทธาในพิธีกรรม ความเชื่อในทุกนาทีของการ
ดำรงชีวติ

บานมง ทุกตารางนิ้ว
ในบาน คือ มงคลของชีวิต

จากพ้ืนดินกลายเปนพ้ืนไมและพ้ืนปูนหรือ ๒
พื้นกระเบื้อง จากหลังคามุงใบจากหรือหญาคา ๓
กลายเปน มงุ สงั กะสหี รอื กระเบอ้ื งอยา งดี จากบา น
ไมชนั้ เดยี วและมีเพียงหอ งเดยี ว ถกู ยกระดบั เปน ๑. บานที่ปรับเปล่ยี นวสั ดโุ ดยยดึ โครงสรา งแบบเดิม
บา นไมผ สมปนู สองชน้ั แยกสดั สว นหอ งหลากหลาย ๒. บานทปี่ รับเปล่ียนทงั้ วัสดุและโครงสรา ง
แทบทกุ หลงั คาเรอื นของหมบู า นถกู สถาปต ยกรรม ๓. พธิ กี ารเรยี กขวัญทป่ี ระตหู ลักหรือประตู “ขอตรงั ตาฮ”
สมัยใหมเขาแทนที่ ขณะที่สถาปตยกรรมพื้นถิ่น
เหลอื อยไู มก ห่ี ลงั แตไ มว า จะเปน บา นเกา หรอื บา น
ใหม พวกเขายงั คงรกั ษาตวั ตนของมง เอาไวใ นทกุ
ตารางนิว้ ภายในบา น

ประตูมี ๒ ประตู ใชเดินเขาออกในชีวิต
ประจำวันไดเหมือนกนั แตกตางกันตรงที่ ประตู
หลักหรือประตูผี เรียกวา “ขอตรังตาฮ” เปน
ประตสู ำคญั ในการประกอบพธิ กี รรมตา งๆ อยตู รง
ขามกับหิ้งบูชาบรรพบุรุษ สวนอีกประตูเรียกวา
“ขอตรังสั่ว” เปนประตูที่ใชสำหรับเดินเขาออก
ตามปกตแิ ละไมมคี วามสำคญั ในทางพธิ ีกรรม

เสามที ง้ั หมด ๙ ตน โดยตน ทส่ี ำคญั ทส่ี ดุ
จะอยกู ลางบา น เรยี กวา เยห ด ะ เปน เสาหลกั หรอื
เสาเจา ท่ี มีความสำคัญและสะทอ นวิถีของมง ได
ชัดเจนที่สุด เพราะชาวมงจะนับถือวาเปนเสาที่
อยอู าศยั ของเจา ทบ่ี า น คอยปกปก รกั ษาคมุ ครอง
คนทอ่ี ยใู นบา นใหม ชี วี ติ ทร่ี ม เยน็ เปน สขุ เรยี กไดว า

17สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ

เปน เสาหลักทคี่ อยคำ้ จุนทุกคนในบา น วถิ ีปฏบิ ัติ ๑ ๑. เสากลางบา น หรอื เยหด ะ
สำหรบั เสาหลกั นเ้ี จา ของบา นและสมาชกิ จะจดุ ธปู ๒ ๒. ห้ิงบรรพบุรษุ หรือ สีกะ
บชู าไวใ นทกุ ๆ ครง้ั ทม่ี กี ารจดั งานประเพณพี ธิ กี รรม
ตา งๆ เชน ประเพณวี นั ขน้ึ ปใ หมม ง ประเพณลี งสดี า
พธิ แี ตง งาน พธิ ศี พ ฯลฯ รวมถงึ การบอกกลา วเมอ่ื
ตองออกไปทำงานไกลบาน หรือแมกระทั่งการ
บนบานขอใหไ ดผ ลผลติ ดี และเมอ่ื ไดต ามทข่ี อแลว
จะมีพิธีแสดงความขอบคุณโดยนำไกตมมาเล้ียง
เจา ท่ี นอกจากนเ้ี พอ่ื เปน การแสดงความเคารพตอ
เสาหลกั ชาวมง มขี อ ปฏบิ ตั ทิ ย่ี ดึ ถอื กนั วา หา มนำ
ไม มีด หรือสิ่งอื่นใดก็ตามมาเคาะที่เสาตนนี้
เพราะเชื่อกันวาจะเปนการขับไลเจาที่บานออกไป
ทำใหบานไมมีส่ิงคุมครองและทำใหเกิดเรื่องไมดี
กบั คนในบานหรือทำใหชวี ิตเสอ่ื มถอย

หง้ิ บรรพบรุ ษุ หรอื สกี ะ เปน จดุ ทส่ี ำคญั มาก
สำหรบั ชาวมง โดยหากเปรยี บเทยี บเสาเปน วถิ แี ลว
ห้ิงบรรพบุรุษจะเทากับตัวตนของความเปนมง
เลยทีเดียว และแมวาจะมีลักษณะเปนเพียงแค
แผน กระดาษเงิน กระดาษทองรูปส่ีเหล่ยี มจัตุรัส
ขนาดประมาณ ๓๐ x ๓๐ เซนติเมตร แตคณุ คา
ในการนบั ถอื บชู านน้ั มหาศาล โดยสกี ะ จะถกู แปะ
อยทู ผ่ี นงั บา นดา นตรงขา มกบั ประตหู ลกั หรอื หาก
เขาหรือมองจากประตูหลักเขาไปจะตองเห็นสีกะ
นี้อยูในทุกๆ บาน โดยจะมีการเปลี่ยนกระดาษ
แผนใหมใหพรอมกับจัดของเซนไหวบูชาดวยไก
และเลือดไกพ รอมติดขนไกไว ๓ จุด ในทุกๆ ป

เตาไฟใหญห รอื ขอสอ อยูใ นมุมถดั จาก
ประตูทางเขาออกปกติ แตเ ดิมมลี ักษณะเปนดนิ
เหนียวกอขึ้นเปนเตาสำหรับประกอบอาหาร แต
ปจ จบุ นั หลายบา นเปลย่ี นเปน เตาแกส หรอื นำถงั นำ้ มนั
ขนาดใหญมาใชเพื่อความสะดวกในการเคลื่อน
ยาย โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ยังถูกจับยึดไวกับ
ความเชอ่ื ทว่ี า เตาทำใหม กี นิ ทำใหอ ม่ิ ทอ ง ทำให
มชี ีวติ ชาวมง จงึ ใหความเคารพนบั ถือ

18 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔

๑. เตาไฟใหญ หรือ ขอสอ ๑ เตาไฟเลก็ หรอื ขอจุ ตง้ั อยกู ลางบา น เปน
๒. เตาไฟเลก็ หรอื ขอจุ เตาเลก็ ๆ ลกั ษณะเปน โครงเหลก็ สามขา มไี วส ำหรบั
ตอนรับแขกที่มาเยือน โดยจะนั่งจิบน้ำชาพูดคุย
มที ี่รับประทานอาหารหรือทจ่ี ิบนำ้ ชาอยูด า นขา ง กันหนาเตาไฟน้ี

ทุกองคประกอบภายในบานมงยังคงดำรง
อยูภายใตกระแสของวัฒนธรรมสมัยใหมบนหลัก
ยึดประจำวิถีที่วา ทุกสิ่งทุกอยางไมวาจะอยูรอบ
บาน ภายในบานและภายในชุมชน ลวนมีคามี
บุญคุณมีความสำคัญและความจำเปนตอการ
ดำรงชีวิต ดังนั้น ตองแสดงความเคารพและให
การนบั ถือเพ่อื รักษามงคลของชีวิตเอาไว

บานมง กับพิธีกรรมและความเชื่อ

พิธกี ินขาวใหม เปน พธิ ีกรรมท่สี ำคัญพิธี
หนึ่งของชาวมง โดยจะทำขาวใหมทมี่ ีความหอม
อรอยและเชิญชวนญาติพ่ีนองหรือแขกมารวม
รับประทาน เพื่อแสดงวาครอบครัวหรือบุคคลที่
ทำขาวใหมน้ีเปนคนขยันทำมาหากินและมีน้ำใจ
เพราะขา วใหมน น้ั กวา จะทำไดต อ งผา นกระบวนการ
หลายขน้ั ตอน ปจ จบุ นั ยงั คงมพี ธิ นี อ้ี ยแู ตล ดขน้ั ตอน



19สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

แปลนโครงสรา งและภาพแสดงรปู ดา นตา งๆ ของบา นมง ท่ภี ูทบั เบกิ

20 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔

ด้งั เดิมลง โดยเฉพาะขั้นตอนการเกี่ยวขา วเพราะ ประเพณีปใหมมง ถือเปนชวงของการ
ในพน้ื ทบ่ี า นทบั เบกิ ไมม กี ารปลกู ขา วกนั แลว เปน เฉลมิ ฉลอง พบปะ สงั สรรคก นั ในหมบู า นหลงั จาก
พธิ กี รรมทใ่ี ชผ นงั ตรงขา มประตหู ลกั เปน ทเ่ี ลย้ี ง ทแ่ี ตล ะคนทำงานหนกั กนั มาตลอดทง้ั ป โดยจะมี
บรรพบรุ ุษ และเลี้ยงแขกบรเิ วณโถงภายใน เวลาวางจากงานเกษตรกรรมชวงประมาณเดือน
ของบา น พฤศจกิ ายน - ธนั วาคม เลอื กวนั แรม ๑๕ คำ่ เดอื น
๑๒ และวนั ขึ้น ๑ คำ่ เดือน ๑ เปน วันขนึ้ ปใหม
พธิ ลี งสดี าหรอื อว๊ั เนง เปน พธิ กี รรมความ ประจำทกุ ป และตามประเพณปี ฏบิ ตั ิ กอ นถงึ ชว ง
เชอื่ เรอ่ื งการถา ยชีวติ กันระหวางคนกบั สัตว โดย ปใหมแตละครอบครัวจะนำขาวของเก่ียวกับการ
มกั จะทำเมอ่ื มคี นเจบ็ ปว ยหรอื ถกู ทำนายวา อายขุ ยั ทำไรมาไวบริเวณนอกบาน เพื่อใชพื้นที่ภายใน
ส้นั จะไดรบั อันตรายถงึ ชีวติ โดยมีหมอสีดาหรือ บานจัดเตรียมส่งิ ของเซนไหวเจาท่บี รรพบุรุษ
รางทรงเปนผูทำนายและประกอบพิธีกรรม ปด เปา สิ่งช่ัวรายภายในครอบครัวใหหมดสิ้น
ไถวิญญาณโดยฆาไกหรือหมูเพ่ือทดแทนดวง กอนถึงวันปใหม โดยมีญาติพี่นองมารวมตัวกัน
วญิ ญาณของมนษุ ย ซง่ึ พธิ กี รรมนจ้ี ะทำกนั บรเิ วณ มกี ารเรียกขวญั ทป่ี ระตหู ลกั ทำพธิ เี ซน ไหวเ จาที่
โถงภายในบาน หนาหิ้งบรรพบุรุษ แตตอน ในบา นทเ่ี สาหลกั กลางบา น ทำพธิ เี รยี กบรรพบรุ ษุ
ฆาไกหรอื หมจู ะทำกันนอกบา น

แปลนโครงสรา งภายนอกของบา นแบบดงั้ เดมิ ทีภ่ ูทบั เบิก

21สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

แปลนโครงสรางภายในบา นมง แบบด้งั เดมิ ท่ภี ูทบั เบกิ

22 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

ท่ีลวงลับไปแลวใหกลับมารวมรับประทานอาหาร ใหก บั ผูตายดวยวัวเพื่อใหมีความสุข ไมรบกวน
รว มกบั ทายาท รวมไปถงึ การไหวบ ชู าสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ญาติพี่นอ งทยี่ งั มชี วี ติ อยู
ตามจุดตา งๆ ของบา น ไดแก แมป ระตู (ท้งั สอง
ประตู) แมเตาไฟ (เตาไฟใหญ) แมหองนอน แตละพิธกี รรม ทกุ ๆความเชื่อ ทั้งหมด
(เตียงนอนของแตล ะคน) โดยบชู าดว ยไกและหมู ของเหตุผลที่บานมงทับเบิก ลวนสะทอนให
และเมอ่ื ถึงวันปใหม แตละคนจะแตงกายดว ยชุด เหน็ ถงึ ความผกู พนั ของแตล ะครอบครวั ทม่ี ตี อ
ประจำเผา ท่ีตดั เย็บข้ึนมาใหมออกไปรว มกจิ กรรม บานและความสำคัญของทุกชีวิตภายในบาน
กนั ทล่ี านกจิ กรรมของหมบู า น เชน การโยนลกู ชว ง ตั้งแตเกิดจนตายชาวมงใชพ้ืนท่ีของบานเปน
ของคนหนมุ สาว เปน ตน ทง้ั ทอ่ี ยอู าศยั และเปน สถานทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ไมว า
ภายนอกรปู ทรงบา นจะเปลย่ี นแปลงไปแคไ หน
พธิ ศี พเปน พธิ กี รรมทเ่ี ชอ่ื วา จะตอ งแตง กาย แตภายในยังคงทำหนาที่อยางสมบูรณแบบ
ใหก บั ศพดว ยชดุ ใหมแ ละใสเ ครอ่ื งประดบั เพอ่ื ให ในการตอบสนองวถิ กี ารดำเนนิ ชวี ติ ประจำวนั
ผตู ายไปเกดิ ใหมด ว ยฐานะรำ่ รวย และใชก ระดาษ และหนา ทส่ี ำคญั ในการถา ยทอดความเคารพ
เงนิ กระดาษทองไหวแ ละเผาไปใหผ ตู าย ซึ่งพธิ ีนี้ นบั ถอื สง ตอ ไปยงั บรรพบรุ ษุ และดวงวญิ ญาณ
จดั ขน้ึ ภายในบา นโดยหากผตู ายตายจากภายนอก เพอ่ื ใหค มุ ครองและคมุ ภยั ใหก บั สมาชกิ ครอบ-
บาน จะไมนำศพเขาทางประตูเพราะถือวาเปน ครัว เพื่อมีชีวิตอยูบนที่ตั้งแหงความดีและ
ประตทู ใ่ี ชเ ขา -ออกของคนเทา นน้ั แตจ ะนำศพเขา ความศรัทธาของการมีชีวติ
ทางหนา ตา ง สว นบา นมง แบบดง้ั เดมิ ทไ่ี มม หี นา ตา ง
จะใชว ธิ รี อ้ื ฝาบา นเพอ่ื นำศพเขา ขณะทก่ี ารตง้ั ศพ ...เสนหของสถาปตยกรรมพื้นถิ่นของ
จะใชพ ้ืนทีต่ รงขามประตหู ลัก โดยวางโลงศพ มง ทับเบิก จึงเปนความงดงามอยางแทจริง
ขนานกบั ผนงั และเมอ่ื เกบ็ ศพไวค รบกำหนดกจ็ ะ ดวยจติ วญิ ญาณและความมน่ั คงในวถิ อี นั เปน
นำไปฝง โดยนำออกทางประตหู ลกั เซน ดวงวญิ ญาณ เอกลกั ษณส บื ทอดจากรุน สูร นุ

บรรณานุกรม

มานะ อนิ พรมม.ี แนวทางในการอนรุ กั ษและพฒั นาชมุ ชนบา นทับเบกิ . วทิ ยานพิ นธป ริญญาอตุ สาหกรรมมหาบณั ฑิต,
สาขาวิชาสถาปต ยกรรม. บณั ฑติ วทิ ยาลัย. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจา คณุ ทหารลาดกระบงั , ๒๕๔๘.

จกั ษมุ าลย วงษทาว และวโิ รจน หุนทอง. รายงานการเก็บขอ มลู ภาคสนามเรอ่ื งบา นมง ทบั เบิก.
สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอดั สำเนา)

พันธนุ ุวัฒน โรจนคีรไี พศาล. อายุ ๒๗ ป บา นเลขที่ ๓๐๑ หมู ๑๔ ตำบลวังบาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเ มอ่ื วันท่ี `๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔.

วนั ชัย ชยารมณ. อายุ ๓๕ ป บา นเลขที่ ๖ หมู ๑๖ ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเม่อื วันที่ `๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔.

องคก ารบรหิ ารสวนตำบลวงั บาล. สภาพทัว่ ไปและขอมลู พื้นฐาน. สืบคนจาก
http://www.wangban.go.th/system/showdata.asp?TID=135`. [๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕]

23สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ

“สตรีมง” บานทับเบิก :

บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสูสังคมปจจุบัน

ธงชัย ศรีเมือง

สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน
คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

เอกชยั แสงโสดา : เรยี บเรยี ง

บทบาทของสตรี ไมว า จะชาติพนั ธุใด ถือเปนภาพสะทอนทาง
วฒั นธรรม เชน การเลย้ี งลกู การสรรคส รา งเครอ่ื งแตง กายทเ่ี ยบ็ ปก อยา ง
ประณีต กริยามารยาท รวมถึงวิธีคิด เหลานี้คือ วัฒนธรรมซึ่งแตละ
ชนชาติมีแตกตา งกัน แตค วามตางน้ีหาใชความแปลกพสิ ดารจนเกนิ จะ
ยอมรบั หากแตค อื ความงามทห่ี ลากหลาย ทถ่ี กู นำมาจดั วางและประดบั
ประดาใหโลกมสี สี ัน เชิญชวนใหเ ราไดเรยี นรูและทำความเขาใจ

24 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔

ไรก ะหลำ่ ปลบี นภทู บั เบกิ ท่ีทั้งครอบครัวตองชวยกันทำงาน

“มง ทบั เบกิ ” เปน ชนเผา มง ทอ่ี าศยั อยบู รเิ วณ วิถีดั้งเดิมของสตรีมงบานทับเบิก
ภทู บั เบกิ ในเขตตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จงั หวดั
เพชรบรู ณ ชมุ ชนแหง นต้ี ง้ั อยบู นสนั เขาและไหลเ ขา ชนเผามงบานทับเบิก มีถิ่นฐานตั้งเปน
ของภแู ผงมา อาณาเขตของเทอื กเขาแหง นม้ี บี รเิ วณ ชมุ ชนอาศัยอยูร ว มกันบนพ้ืนทีภ่ ูเขาสูง มวี ถิ ชี วี ติ
กวา ง มอี าณาเขตพน้ื ทร่ี อยตอ ๓ จงั หวดั ระหวา ง ทเ่ี รยี บงา ย พง่ึ พาทรพั ยากรธรรมชาตเิ ปน หลกั ใช
จังหวัดเพชรบูรณ จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัด วธิ กี ารประสานภมู ปิ ญ ญาประจำเผา ทถ่ี า ยทอดตอ ๆ
เลย อยตู ดิ กับเขตพนื้ ทอี่ ทุ ยานแหง ชาตภิ ูหินรอง- กันมา ชวยใหวิถีการดำรงชีพแบบพึ่งพาตนเอง
กลา พื้นที่ภายในหมูบานและพื้นที่ทำกินไดถูก เปนไปดวยดี และยังคงรักษาวิถีชีวิตสังคมการ
แผวถางเพื่อเปนที่อยูอาศัยและปลูกพืชไร สวน เกษตรเพอ่ื ยงั ชพี ตามแบบฉบบั มง ดง้ั เดมิ ไว ทง้ั ขา ว
รอบนอกหมบู า นยงั คงสภาพปา ทส่ี มบรู ณแ ละเปน ขงิ และพชื ไรอ น่ื ๆ พชื ผกั ทม่ี กี ารปลกู มากทส่ี ดุ กค็ อื
แหลงตนน้ำธรรมชาติ กะหลำ่ ปลี ซ่งึ มกี ารจัดสรรที่ดินทำกนิ สำหรบั การ
ปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไรบนยอดเขาสูง ทำให
ชนเผามง ถือเปนกลุมชาติพันธุที่มีวิถีชีวิต ในชวงฤดูฝนมีกะหล่ำปลีผุดขึ้นละลานตาเต็ม
ทน่ี า สนใจ หากมองในแงม มุ ของคนพน้ื ราบจะพบ ภเู ขา โดยเฉพาะในชว งเดอื นกรกฎาคม - สงิ หาคม
วฒั นธรรมประเพณที แ่ี ตกตา ง ไมเ พยี งการแตง กาย และชว งเดอื นตลุ าคม-พฤศจกิ ายนของทกุ ป จนได
และภาษา หากแตก ารทำการเกษตร การเลือกคู ช่ือวาเปนแปลงปลูกกะหลำ่ ปลีที่ใหญที่สดุ ในโลก
ความเชือ่ ก็ถือวา ตางออกไป ส่งิ หนง่ึ ท่ีนาสนใจ
คือความขยันขันแข็งและความรับผิดชอบตอ สังคมของชนเผามงมีการจัดรูปแบบความ
ครอบครัว เดก็ หญิงตัวนอยที่เลยี้ งนอ งไปดวยทำ สัมพันธในระบบเครือญาติเปนพื้นฐานโครงสราง
งานไปดวย กับความสามารถของสตรีมงในการ ทางสงั คม ประกอบดว ยแซส กลุ ตา งๆ ระบบเครอื
แบกลูกนอยไวกลางหลังไปพรอมการทำงานหนัก ญาติเปนความเช่ือมแนนทางสังคมท่ีมีสถานะ
กลางแดดจา เหลา นไ้ี ดส ะทอ นวถิ ชี วี ติ และบทบาท และบทบาทควบคุมท่ีไมใหชาวเขาเผามงมีความ
ท่นี าทง่ึ ประพฤติเบ่ียงเบนไปจากปทัสถานและคานิยม
ดง้ั เดมิ ทย่ี ดึ ถดื ปฏบิ ตั อิ ยา งตอ เนอ่ื งมาจนถงึ ปจ จบุ นั

25สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ

สตรมี ง แบกลกู นอ ยไวก ลางหลังขณะทำขนมชว งเทศกาลปใหมม ง

ครอบครวั มงถอื เปนสถาบันที่มคี วามสำคัญสูงสดุ เพราะถือวาเปนสถาบนั แรก
ที่ดำเนินบทบาทใกลชิดกับสมาชิกในสังคม เพื่อถายทอดและหลอหลอมบุคลิกภาพ
วิธีปฏิบัติแหงสังคมไปสูสมาชิกดวย ทำใหสมาชิกไดเรียนรูวิธีการประพฤติปฏิบัติใน
บทบาทและตำแหนง ทางสังคมท่ตี นเองดำเนินอยู โดยเรมิ่ จากครอบครัวเปน เบอื้ งแรก
จนทำใหส มาชกิ สามารถดำรงชวี ติ อยภู ายในสงั คมไดส อดคลอ งกบั แบบแผนแหง วฒั นธรรม

กอ นแตง งานสตรชี าวมง คอ นขา งทจ่ี ะมอี สิ รภาพทางเพศมากกวา สตรใี นวฒั นธรรม
ของชาวไทยพื้นราบ จากการที่สังคมชาวมงเปดโอกาสใหหนุมสาวมีความสัมพันธได
กอ นการแตงงาน (pre-marital intercourse) ทขี่ ้ึนอยกู ับความพงึ พอใจของหนุมสาว
แตห ากฝา ยหญงิ ไมเ ตม็ ใจ ไมช อบชายคนนน้ั อกี ตอ ไปกส็ ามารถปฏเิ สธได เมอ่ื แตง งาน
แลว บทบาทของภรรยาชาวมง จะมกี ารดำเนนิ ชวี ติ ทเ่ี กย่ี วขอ งสมั พนั ธใ นระบบเครอื ญาติ
ขนบธรรมเนยี มประเพณี การสบื ทอดมรดก หลงั แตง งานผหู ญงิ จะตอ งยา ยเขา บา นสามี
หนั มาใชแ ซ และนบั ถอื ผบี รรพบรุ ษุ ของตระกลู สามี และเปน แรงงานสำคญั ในครอบครวั
สถานภาพหรือตำแหนงของสตรีมงในฐานะภรรยาจึงเปนสถานภาพที่ไดมาจากการ
สมรส เชน การสขู อ การฉดุ การหนตี ามกนั ทกุ วธิ กี ารทก่ี ลา วมานำมาสพู ธิ กี ารแตง งาน
ที่เรียกวา “หยัวเกาปู” หมายถึงการซื้อเมีย เปนการซื้อที่ทำใหผูหญิงตองออกจากแซ
ตระกูล ขาดผจี ากสกลุ เดมิ ไปเขา อยกู ับผแี ซส ามี การแตง งานจึงเปนส่งิ สำคัญสำหรับ
สตรมี งมาก

26 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔

สตรีทอ่ี ยใู นฐานะภรรยาจะอยูในฐานะลกู สะใภค วบคูก ันไปดว ย ซึง่ เปน ฐานะท่ี
ไดรับเกียรติ ไดรับการยอมรับในครอบครัว มีสิทธิในครอบครัวมากกวาลูกสาวของ
หวั หนา ครอบครัว ในฐานะลกู สะใภสตรเี หลา น้นั จงึ ไมเ พียงมีหนาท่ดี ูแลสามแี ละภาระ
งานตางๆ ในครอบครัวเทานั้น แตยังตองดูแลไปถึงพอแมและเครือญาติผูใหญของ
ฝายสามีในบานดวย แตเมื่อแยกครอบครัวออกมาแลว ก็จะอยูในฐานะภรรยาของ
หวั หนา ครอบครวั แตไ มว า จะอยใู นฐานะภรรยาหรอื ฐานะลกู สะใภ สตรมี ง กม็ บี ทบาท
สำคญั ตอ ครอบครวั ทง้ั ในดา นการทำอาหาร การดแู ลภายในบา น เลย้ี งสตั ว และเปน
แรงงานสำคัญในวิถีการเกษตรนั่นคือการทำไรเล่ือยลอยแบบหมุนเวียนท่ีสตรีมงจะมี
บทบาทตงั้ แตการเตรียมพืน้ ทปี่ ลูก การปลูก การดูแลรกั ษา การเกบ็ เกี่ยว และการ
จำหนาย

การทช่ี มุ ชนทบั เบกิ แหง นด้ี ำรงตนดว ยการทำการเกษตรเปน อาชพี หลกั แรงงาน
จงึ เปน เรอ่ื งสำคญั เมอ่ื เกดิ การขาดแคลนแรงงาน บางครอบครวั จงึ มลี กั ษณะผวั เดยี ว
หลายเมีย (polygamy) โดยชายมงมกั จะหาภรรยาเพิม่ ขน้ึ บางรายมภี รรยาถงึ ๔ คน
ถือเปนเรื่องที่ยอมรับไดในสังคมที่สืบทอดกันมานาน ฝายหญิงเองก็ยอมรับไดดวย
ความคดิ วา มแี รงงานเพม่ิ ขน้ึ ในครอบครวั แตล ะคนจะชว ยกนั รบั ผดิ ชอบงานในครวั เรอื น
โดยมี “แมใหญ” (ภรรยาหัวหนา ครอบครวั ที่สามพี ิจารณาใหเปน ใหญ) เปน ผูกำหนด
งานและมอบหมายหนาท่ีใหกับทกุ คน

ดวยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตร การมีลูกมากจึงถือเปนเรื่องดี เพราะนั่น
หมายถึงแรงงานชั้นเยี่ยมในการแบงเบาภาระงาน สมาชิกทุกคนในครอบครัวจึงตอง
ชวยเหลือและพึ่งพากันบนพื้นฐานของเครือญาติ โดยผูชายจะไดรับมอบหมายหนาที่
ในการเปนผูนำและหัวหนาครอบครัว สวนผูหญิงจะไดรับมอบหมายใหดูแลความ
เปน อยขู องทกุ คนในครอบครวั ผหู ญงิ มง จงึ มบี ทบาทอยใู นโครงสรา งสงั คมชายเปน ใหญ
และพ่งึ พาผชู ายเปนหลกั (patriarchy)

เมอ่ื ใหก ำเนิดบุตรสตรมี ง จะดูแลบุตรอยางใกลช ดิ โดยใชผาเปนผืนผกู บุตรตดิ
ไวกลางหลังตลอดเวลาที่ทำงาน ภาพสตรีมงแบกบุตรอยูบนหลังทำงานจึงเปนภาพ
คุนชินตาของผคู นที่ไปเยือนภูทับเบกิ และแมว าบดิ าจะมีสิทธใิ นการตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั
บุตรมากกวาผูเปนแม แตหนาที่เลี้ยงดูและสั่งสอนอบรมก็ยังคงเปนหนาที่หลักของ
ผเู ปนแม รวมถึงการฝกฝนใหทำงานเพอ่ื การเปนแมแ ละภรรยาที่ดีในอนาคตอกี ดว ย

การอบรมเด็กหญิงของสตรีมงนั้นจะบมเพาะกันตั้งแตเด็ก เมื่อเด็กหญิงอายุ
ประมาณ ๒ ขวบ แมจ ะหาผามามัดเปนกอนกลมยาวลกั ษณะคลายเดก็ ทารก แลว
มดั ผา นไ้ี วบ นหลงั เดก็ ๆ จะคนุ เคยกบั การเลย้ี งดเู ดก็ ทเ่ี ลก็ กวา ตนแมว า ตนเองจะมอี ายุ
นอยอยกู ต็ าม ทำใหเ ด็กหญงิ มีความสามารถในการเลีย้ งดนู องแทนแมไ ด นอกจากนี้
งานขนของโดยใช “กว ย” สะพายไวด า นหลงั กจ็ ะถกู ฝกหดั ต้ังแตเด็กๆ ชาวเขาเผา มง
จะมีกวยใสของอันเล็กๆ ไวสำหรับเด็ก เมื่อแมไปหาฟนหรือไปไรก็จะนำลูกไปดวย
แลวสอนใหรูจักกับการแบกของโดยใสฟน หรือสิ่งของอืน่ ๆ ในกว ยของเดก็ พอประมาณ

27สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ

๑๒

๑. “กว ย” ท่เี ด็กสาวชาวมงจะสะพายไวดานหลังสำหรับเกบ็ ของปา หรอื พืชผลทางการเกษตร
๒. ยามวางกบั การปก ผา

ใหเ ดก็ แบกกลบั บา น เดก็ จะเกดิ การเคยชนิ กบั การ จำเปนที่ทางครอบครัวตองการแรงงานก็มักจะไม
แบกของจากประสบการณท ีม่ ีอยู งานทเี่ ดก็ เลก็ ๆ ใหบุตรของตนเองไปโรงเรียน แตถึงกระนั้นก็ถือ
จะไดรับการฝกหัดจากแมอีกอยางหน่ึงก็คือ วาเปนวิถีการดำเนินชีวิตและวิธีส่งั สอนอบรมตาม
งานบานเล็กๆ นอยๆ เชน การเลี้ยงสตั ว ลา งผกั ขนบธรรมเนยี มประเพณชี าวมง ทจ่ี ะใหเ ดก็ ชาวมง ได
เปน ตน สวนเด็กผูชายจะจับกลุมไปเที่ยวในปา เรียนรโู ดยการสังเกตและเลยี นแบบไปพรอมๆ กนั
ใชห นงั สะตก๊ิ ยงิ สตั วเ ลก็ ๆ เชน นก กระรอก กระแต
เปนตน นอกจากความสามารถในการทำไรซ่ึงเปน
งานท่ีผูห ญิงในฐานะลูกสาวตองมแี ลว ทกั ษะอกี
การอบรมเด็กอายุระหวาง ๗ - ๑๕ ป ซึ่ง อยา งหนง่ึ ทข่ี าดไมไ ดเ ลยสำหรบั การจะเปน ภรรยา
ชาวมงถือวาเปนวัยที่ใชแรงงานนั้น แมจะยิ่งมี ท่ดี ีในอนาคตคอื การเย็บปก ถกั รอ ย ทัง้ นเ้ี พราะ
บทบาทในการอบรมเล้ียงดูบุตรสาวมากขึ้น ผาปกคือสมบัติของผูหญิงมง งานปกผาเปนงาน
เดก็ สาวกจ็ ะเรม่ิ ทำงานตามแมท กุ อยา งโดยเฉพาะ ละเอยี ดประณตี และถอื เปนเรอ่ื งทส่ี ตรีมงทกุ คน
ในเร่ืองงานบา นงานเรอื น หญงิ สาวตอ งมคี วาม ตอ งเรยี นรแู ละฝก ฝนกนั ตง้ั แตเ ยาวว ยั โดยเรม่ิ จาก
ประพฤตทิ ่เี หมาะสม เชน ตอ งเปน คนขยันขันแขง็ การปก ลวดลายงา ยๆ เมอ่ื เรม่ิ เขา สวู ยั สาวกจ็ ะเรม่ิ
รจู กั บทบาทหนา ท่ีของตน การเตรียมตัวท่จี ะเปน ปก ลวดลายทย่ี ากขน้ึ พรอ มกบั เรยี นรวู ธิ กี ารตดั เยบ็
ครัวเรือนใหม ตลอดจนความมีอิสระทางเพศที่ ไปดว ย ผหู ญิงท่ปี ก ผาสวย และปก ไดม ากชน้ิ จึง
เปน ไปตามจารตี ประเพณขี องชาวมง สว นลกู ชาย หมายถึงการเปนผูหญิงขยัน ในหมูชาวมงจึงมี
บิดาจะเปนผูสอนลูกชายใหรูจักกับบทบาทที่ คานิยมในการมองผูหญิงวาสมควรแตงงานดวย
เหมาะสมกับเพศ ไดแก การทำไร การลาสัตว หรอื ไม โดยพจิ ารณาจากความขยนั รจู กั ประหยดั
การสรา งบาน ผาฟน จกั สานเคร่ืองใชต า งๆ และ และดูวาทำงานเปนหรือไม เพราะนั่นคือความ
แมวาเด็กในวัยน้ีจะตองอยูในโรงเรียนตามการ สามารถทำมาหากนิ ในอนาคตได การเปน ผหู ญงิ ดี
ศึกษาภาคบงั คับกต็ าม แตเ มอ่ื ทางครอบครัวตอง และผูหญิงขยันในสังคมมงจึงหมายถึงสตรีที่รูจัก
การแรงงาน การเล้ียงดแู ลนองๆ หรอื เม่อื มคี วาม ใชทุกวินาทีใหเ กิดงานมากทีส่ ดุ นัน่ เอง

28 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔

บทบาทและสภาพสตรีมง ๑. - ๒. สตรชี าวมงกบั รานคาชมุ ชนบนภทู บั เบกิ
บานทับเบิกที่เปลี่ยนไป

เม่ือภูทับเบิกกลายเปนแหลงทองเท่ียว ๑
เลื่องชื่อของจังหวัดเพชรบูรณ มีนักทองเที่ยว ๒
หลั่งไหลมาเที่ยวภูทับเบิกเปนจำนวนมากในแต
ละป ดว ยภทู บั เบกิ เปน เทอื กเขาสงู อากาศหนาว
เย็นตลอดทั้งป มีทุงกะหล่ำผลิบานออกดอกผล
เรียงรายใหผูมาเยือนไดช่นื ชมความงามอยางใกล
ชิด มีตนนางพญาเสือโครงหรือที่รูจักกันในชื่อ
“ซากุระเมืองไทย” ชูชอบานไสวเต็มภูเขาในชวง
ฤดหู นาว

วนั น้ี กระแสความเปลย่ี นแปลงในภทู บั เบกิ
จงึ เกดิ ข้นึ ทัง้ ดานเศรษฐกจิ และสงั คม ถนนเขาสู
หมบู า นไดร บั การพฒั นาลาดยางอยา งดเี พอ่ื รองรบั
การทองเที่ยว ทำใหการเดินทางไปมาระหวาง
หมูบานและชุมชนในพ้ืนราบทำไดสะดวกข้ึน
ครอบครัวท่ีเปนแบบผัวเดียวหลายเมียเร่ิมลด
นอ ยลง ครอบครวั แบบผวั เดยี วเมยี เดยี วเรม่ิ มมี าก
ขึ้น สตรีมงหลายคนออกจากบานไปเรียนจนถึง
ระดบั ปริญญาตรี หรอื ระดบั ทสี่ ูงขน้ึ จนทำใหมี
ความรูความสามารถที่จะเปนกำลังสำคัญของ
ครอบครวั ในการทำงานไดห ลากหลายสาขาวชิ าชพี
มากข้ึน หรอื แมกระทง่ั นำความรนู ้ันไปมีสวนรว ม
ในการพฒั นาหมูบ า น

ถึงกระนั้น บทบาทของสตรีมงในภูทับเบิก
กย็ งั คงดำรงบทบาทของความเปน แมศ รเี รอื นไมต า ง
ไปจากเดมิ เทา ใดนกั และบางคนอาจจะมบี ทบาท
เพิ่มข้ึนจากการขยายตัวของธุรกิจการทองเท่ียว
ที่นับวันจะเจริญขึ้นอยางตอเนื่อง สตรีมงที่บาน
ทับเบิกในวันน้ีจึงนอกจากจะเปนแมศรีเรือนที่จะ
ตองทำงานทุกอยางในบาน ตั้งแตหุงหาอาหาร
อบรมเลย้ี งดบู ตุ ร และงานในไรแ ลว ยงั เปน แรงงาน
ทส่ี ำคญั ของครอบครวั ในการจำหนา ยสนิ คา ใหก บั
นักทอ งเทย่ี วทีม่ จี ำนวนไมน อ ยในแตละป ทัง้ พืช
ผกั อาหาร เสื้อผา รวมถึงของฝากเลก็ ๆ นอ ยๆ

29สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

ฝม อื ชาวมง ทง้ั ทผ่ี ลติ กนั เองในหมบู า น และทร่ี บั จาก แมวา ชุมชนเผามงที่บานทับเบิกจะเจริญ
แหลง ตา งๆ เขา มาจำหนาย สตรีชาวมง คนใดท่มี ี ขึ้นมาก สตรีมีบทบาทในการชวยเหลือเศรษฐกิจ
ความสามารถในการคา ขาย น่นั ก็หมายถึงความ ของครอบครัวมากขึ้น แตบ ทบาทของสตรตี อการ
สามารถในการชว ยแบง เบาภาระทางเศรษฐกจิ ของ ผลติ ยงั คงเปน แรงงานสำคญั ของครอบครวั ถงึ แม
ครอบครัวดวยเชนกนั วาจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช และมีเสนทาง
คมนาคมทด่ี ขี น้ึ ตลอดจนวถิ กี ารผลติ ทเ่ี ปลย่ี นไป
มง ในพน้ื ทบ่ี า นทบั เบกิ ปจ จบุ นั ไมน ยิ มเลย้ี ง มีการนำเครื่องจักรกลมาใชแทนแรงงานคน จน
สตั วเ หมอื นในอดตี ยกเวน เลย้ี งไวเ พอ่ื บรโิ ภคและ ทำใหช ายชาวมง ปรบั ทศั นคตมิ ภี รรยาคนเดยี วแลว
ประกอบพธิ กี รรม อาจจะเปน เพราะการคมนาคม ก็ตาม แตบทบาทของภรรยากย็ งั คงเปน แรงงาน
ที่สะดวกข้ึนทำใหแตละครอบครัวสามารถซ้ือหา ทีส่ ำคัญเพอื่ ความอยรู อดของครอบครัวอยนู ่ันเอง
เนอ้ื สตั วม ารบั ประทานไดง า ย แมก ระทง่ั การปก ผา
ซึ่งเรื่องสำคัญสำหรับสตรีมงมาต้ังแตอดีตก็มี สตรีมง จึงถือเปนตัวแปรสำคัญในการ
สว นนอ ยท่ีจะปกผา ใสเ อง เพราะการแตงกายของ ขับเคลื่อนสังคมชาติพันธุนี้ เพราะในขณะที่เรา
ผหู ญงิ มง สว นใหญ โดยเฉพาะผหู ญงิ ทอ่ี ายตุ ำ่ กวา กำลังใหความสำคัญกับบทบาทของผูชายใน
สามสิบปจะแตงกายตามแฟชั่น การเรียนรูเรื่อง ฐานะผนู ำครอบครวั สตรมี ง เองกถ็ อื เปน ฟน เฟอ ง
การปกผาซ่ึงเปนงานยากและละเอียดประณีตจึง สำคัญในการจัดการรายละเอียดในบานและ
ลดความนิยมลง ประกอบกับปจจุบันมีผาพิมพ แรงงานภาคเกษตรกรรม วถิ ชี วี ติ และบทบาทของ
ลายมง ออกมาวางจำหนา ยเปน จำนวนมาก ทำให การเปนลูกสาว สูการเปนลกู สะใภ และภรรยา
สตรมี ง ทบ่ี า นทบั เบกิ นยิ มซอ้ื ผา ปก และผา พมิ พล าย รวมถงึ การเปน แม ถอื เปน การสะทอ นภาพวฒั นธรรม
สำเร็จรูปจากในเมืองมาตัดเย็บ เพราะการทำ ของสตรีมงท่ีกำลังทาทายใหคนพ้ืนราบไดสัมผัส
ลายกระโปรงของชาวมง มขี น้ั ตอนตา งๆ มาก และ และเรยี นรู ซ่ึงหากมองอยา งเขา ใจทุกวัฒนธรรม
การปกลายผาตองใชเวลานาน ดังนั้นจึงทำให ทุกความเชื่อ ทุกคานิยม และยอมรับในความ
ชดุ มง ทท่ี ำดว ยมอื ลว นๆ มรี าคาสงู ขน้ึ และหาดไู ด แตกตา ง เราจะพบความเปน วฒั นธรรมทม่ี แี บบแผน
ยากในหมูบาน ภาพสตรีมงปกลวดลายสีสันสด และงดงามซอนอยูเสมอ
สวยลงบนผาที่ภูทับเบิกในวันน้ีจึงมีเพียงผูอาวุโส
ไมก ค่ี นทย่ี งั ใชเ วลาวา งในการปก ผา ใหน กั ทอ งเทย่ี ว บรรณานุกรม
ไดช่ืนชมกับวถิ ีชวี ิตแบบด้งั เดมิ
ธงชยั ศรเี มอื ง. สถานภาพภายหลังการแตงงานของสตรี
หากใครไปเยอื นภทู บั เบกิ ในวนั น้ี นอกจาก เผา มง : กรณศี ึกษาบานทับเบิก ตำบลวังบาล
จะพบภาพสตรีชาวมงกับวิถีชาวไรที่คุนตาแลว อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ. วิทยานิพนธ
ยงั จะพบสาวนอ ยสาวใหญข องชนเผา มง เจอ้ื ยแจว ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวิชา
ทำหนา ทเ่ี ปน ไกดต อ นรบั และใหบ รกิ ารนกั ทอ งเทย่ี ว พัฒนาชนบทศกึ ษา. บัณทติ วิทยาลยั .
ทง้ั รา นอาหาร รา นของฝากจากไร รา นของทร่ี ะลกึ มหาวิทยาลัยมหดิ ล. ๒๕๔๕.
ที่มีทั้งฝมือแมศรีเรือนชาวมงและที่รับมาขาย
สวนผชู ายทน่ี อกจากจะเปนกำลังหลักในการทำไร
จนไดท งุ กะหลำ่ เรยี งรายสวยงามไปทว่ั ทง้ั ภทู บั เบกิ
แลว ยงั ทำหนา ท่ีอำนวยความสะดวกและความ
ปลอดภยั ใหกับนักทอ งเท่ยี วอีกทางหน่งึ ดว ย

30 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔

ประเพณีการแขงเรือทวนน้ำ

เมืองเพชรบูรณ

ดร.วศิ ัลย โฆษิตานนท

นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

การแขง ขนั เรอื ยาวประเพณี เปน กฬี าพน้ื บา นของคนไทยทส่ี ามารถพบเหน็
ไดใ นทว่ั ทกุ ภมู ภิ าคตามแมน ำ้ ลำคลองตา งๆ ในชว งฤดนู ำ้ หลาก เปน กจิ กรรมทว่ี า งเวน
จากการเพาะปลกู ปก ดำทำนา ทส่ี ะทอ นใหเ หน็ ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณแี ละวถิ ชี วี ติ
ของคนไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ในการจัดงานแขงขันเรือยาวประเพณีแตละ
ทองถิ่นจะมีการจัดงานกันอยางยิ่งใหญทั้งในระดับประเทศและในระดับทองถิ่น ซึ่ง
โดยปกตแิ ลว การแขง ขนั เรอื ยาวทจ่ี ดั ขน้ึ ในประเทศไทยสว นใหญจ ะเปน การแขง พายเรอื
ตามกระแสนำ้ หรอื ไมก แ็ ขง เรอื ยาวในบงึ นำ้ หรอื สระนำ้ ทม่ี ลี กั ษณะนำ้ นง่ิ แตป ระเพณี
การแขงเรือยาวที่จังหวัดเพชรบูรณนั้น มีความแปลกไมเหมือนที่อื่นๆ นั่นคือ การ
แขงเรือทวนน้ำ

31สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ

บรรยากาศงานประเพณแี ขงเรอื ทวนนำ้ ในอดตี บรรยากาศงานประเพณีแขงเรอื ทวนน้ำในปจ จบุ นั

ประเพณีการแขงเรือทวนน้ำบริเวณลำน้ำปาสัก หนาวัดไตรภูมิ อำเภอเมือง
จงั หวดั เพชรบรู ณน น้ั เปน ประเพณเี กา แกท จ่ี ดั ขน้ึ ตอ เนอ่ื งมานานหลายรอ ยป โดยการ
แขง เรอื ทวนนำ้ ถอื เปน กจิ กรรมสำคญั ของงานประเพณอี มุ พระดำนำ้ ของเมอื งเพชรบรู ณ
ซึง่ จดั ขน้ึ ในวันแรม ๑๕ ค่ำเดอื น ๑๐ ของทุกป

การแขงเรือทวนน้ำของเมืองเพชรบูรณจะมีลักษณะพิเศษไมเหมือนการแขงเรือ
ทั่วๆ ไปคือ ฝพายจะตองพายเรือทวนน้ำทามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากรุนแรง
ของลำนำ้ ปา สกั ทำใหฝ พ ายทกุ ลำทแ่ี ขง ขนั จะตอ งออกแรงการจว งพายหนกั และเรว็ ขน้ึ
เปน ๒ เทา เพื่อเอาชนะความแรงของกระแสน้ำนำพาเรือฝาสายน้ำไปยังเปาหมายที่
เสน ชยั ฝพ ายจงึ ตอ งมกี ารฝก ซอ มกำลงั กนั มาเปน อยา งดี มฉิ ะนน้ั เรอื อาจจะไมเ ดนิ หนา
หรือก็อาจจะถูกกระแสน้ำพัดใหไหลถอยหลังไป จังหวะการจวงพายของฝพายตาม
ระยะทางการแขง ขนั กจ็ ะตอ งลงพายกนั อยา งหนกั พรอ มเรง เครอ่ื งอยา งเตม็ กำลงั ตลอด
เวลาตง้ั แตเ รม่ิ ตน จนถงึ เสน ชยั กนั เลยทเี ดยี ว จะไมเ หมอื นกบั การแขง เรอื ยาวทว่ั ไป ทม่ี ี
จังหวะการพายมีการผอ น มกี ารเรง ตามระยะทางท่ีพายไป ดวยเหตนุ เ้ี องระยะทาง
ลำน้ำในการแขงเรือทวนน้ำจึงมีระยะสั้นกวาการแขงเรือยาวทั่วๆ ไป กลาวคือจะมี
ความยาวของการแขงขนั เพยี งประมาณ ๔๐๐ เมตรเทา นัน้

ทม่ี าของการแขง เรอื ทวนนำ้ ของจงั หวดั เพชรบรู ณ มาจากการประกอบพธิ อี มุ พระ-
ดำนำ้ ทใ่ี นสมยั กอ นเมอ่ื มกี ารจดั งานประเพณี ชาวเพชรบรู ณจ ากตำบลหมบู า นตา งๆ
ที่อยูริมแมน้ำปาสัก ก็จะพายเรือมาตามลำน้ำเพื่อรวมพิธีอุมพระดำน้ำกันตั้งแตเชา
ซึ่งพธิ ีดังกลา วมกี ารประกอบพธิ ีกรรมขนึ้ บริเวณ“วงั มะขามแฟบ” เปนวังนำ้ อยเู หนอื น้ำ
จากวดั ไตรภมู ขิ น้ึ ไป ดงั นน้ั ทกุ คนทไ่ี ปรว มพธิ กี จ็ ะรว มกนั อญั เชญิ “พระพทุ ธมหาธรรมราชา”
จากวัดไตรภมู ิ แลวพายเรือทวนน้ำข้ึนไปยงั บรเิ วณที่จะประกอบพิธี เมือ่ เสรจ็ พธิ ี กจ็ ะ
พากันอญั เชิญองคพระกลับมาประดษิ ฐานยังวัดไตรภูมิดงั เดิม หลงั จากนน้ั ชาวบา นท่ี
พายเรอื กนั มาจากแตล ะหมบู า นไกลๆ กย็ งั ไมก ลบั บา น จะอยรู ว มเลย้ี งฉลอง นำอาหาร

32 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔

การแขง ขนั พายเรือทวนน้ำในลำนำ้ ปาสักในอดตี การแขง ขนั พายเรือทวนน้ำในลำน้ำปาสกั ในปจ จบุ ัน

ที่แตละคนเตรียมมาจากบานมาแลกเปลี่ยนกันกินเปนการพบปะสังสรรคกัน มีการ
ดม่ื สรุ า รองรำทำเพลงกนั อยางสนุกสนานครกึ ครืน้ เมื่อบางคนคะนองไดท ่ีกจ็ ะมีการ
ทา ทายพายเรอื แขง กนั โดยจะพายทวนนำ้ เลยี นแบบการเดนิ ทางไปประกอบพธิ ใี นชว ง
เชา เรอื ทใ่ี ชแ ขงก็เปนเรือทแี่ ตละคนพายมารวมพิธซี ึ่งก็คอื เรอื หาปลาธรรมดาๆ นน่ั เอง

เมอ่ื เวลาผา นไป การแขงขันกนั เชน นีท้ ี่ไดจ ัดเปนประจำทกุ ๆ ปกก็ ลายเปนการ
แขงขันอยางจริงจังมากขึ้น โดยแตละหมูบานจะจัดเตรียมเลือกเฟนฝกซอมผูที่จะมา
เปนฝพายเพื่อแขงขันกันอยางเต็มที่ รูปแบบของเรือที่ใชในการแขงขันก็มีการพัฒนา
ข้นึ เรอื่ ยๆ จากการใชเรอื หาปลาธรรมดามาเปน การใชเ รอื ขดุ ลำยาวในการแขง ขัน โดย
มฝี พ ายลำละ ๑๘ คน และ ๓๐ คน อยา งในปจ จุบนั

การแขงเรือทวนน้ำยังมีลักษณะพิเศษที่ไมเหมือนที่อื่นๆ เนื่องจากลำน้ำปาสัก
ทีใ่ ชเ ปนสนามแขงขนั นนั้ เปน ชว งตนแมนำ้ จึงมีความแคบมาก คนดแู ละกองเชียรจ ึง
นั่งดนู งั่ เชียรกันใกลชดิ กับเรอื และฝพ ายมาก เรียกไดวาตะโกนเชียรอยขู า งหกู นั ไดเลย
นอกจากนั้น การแขงขันจะเนนที่ความสนุกสนานและอนุรักษประเพณีมากกวาการ
เอาชนะกนั อยา งจรงิ จงั เพราะไมส ามารถวดั ฝม อื การพายไดต ามหลกั เกณฑก ารแขง เรอื
ทั่วๆ ไป ทง้ั น้ีเพราะลำน้ำท่ใี ชแขง ขนั นอกจากจะแคบแลว ยังมขี อจำกัดอนื่ ๆ อีกหลาย
อยาง เชน ตองพายเรือลอดสะพาน ซึ่งถาปไหนน้ำมากเรือจะลอดสะพานไมได ก็จะ
พายแขงกนั เพียงแคจากสะพานมายงั เสน ชยั ซง่ึ เปน ระยะทางท่ีสน้ั มาก และเนื่องจาก
การจดั งานยดึ ถอื ปฏทิ นิ ทางจนั ทรคติ ซง่ึ ถา ปไ หนทม่ี เี ดอื น ๘ ถงึ ๒ ครง้ั การจดั งานทจ่ี ะ
จัดกันในเดือน ๑๐ ก็จะลาชาออกไป ซึ่งจะเปนชวงเวลาที่ปริมาณน้ำในแมน้ำปาสัก
ลดนอ ยลงไปมาก จนบางครง้ั ใบพายถึงกับขดู กบั พื้นใตทองลำนำ้ เลยทีเดยี ว และท่ี
สำคญั คอื ลำนำ้ ทใ่ี ชแ ขง ขนั กนั นม้ี คี วามโคง ทำใหเ กดิ การไดเ ปรยี บเสยี เปรยี บกนั ทง้ั ใน
ดา นระยะทางและความแรงของกระแสนำ้ อยางไรกต็ ามประเพณีการแขงเรอื ทวนนำ้
กไ็ มไดขาดอรรถรส ความสนกุ สนานในการแขง ขันและการเชยี รไ ปแตป ระการใด แต

33สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ

สสี นั กองเชยี รป ระจำป ๒๕๕๕

เปน การแขง ขนั ทม่ี เี รอื ยาวเขา รว มแขง ขนั เปน จำนวน ไดอ อกกำลงั กาย สรา งเสรมิ สขุ ภาพใหแ ขง็ แรงไป
มากที่สุดในจังหวัดคือประมาณ ๓๐ - ๔๐ ลำใน ในตวั และกลมุ สดุ ทา ยกค็ อื เดก็ ๆ เยาวชน กจ็ ะได
ทกุ ๆ ป ซง่ึ ชาวเพชรบรู ณตางกร็ อคอยใหถ ึงวนั ท่ี เหน็ วฒั นธรรมแบบอยา งทด่ี ขี องการทำงานรว มกนั
จะมีการแขงเรือเพ่อื จะไดไปรวมงานกันอยางสนุก เพอ่ื สว นรวมของผใู หญอ นั เปน การปลกู ฝง จติ สำนกึ
สนานปราศจากการพนันขันตอ สาธารณะใหกับเด็กและเยาวชนไดซึมซับและ
รบั เอาไปปฏิบตั ิไดอ ยา งเต็มความภาคภมู ใิ จ
ประเพณีการแขงเรือยาวถือไดวาเปน
ภมู ปิ ญ ญาอนั ชาญฉลาดของคนโบราณทม่ี อี านสิ งส การแขงเรือทวนน้ำจึงเปนกีฬาพื้นบานที่
ในการสรางความรักความสามัคคีใหเกิดขึ้นใน ชวยเสรมิ บรรยากาศใหงานประเพณีอมุ พระดำน้ำ
ชุมชน หมูบานไหนที่มีเรือแขงไวประจำหมูบาน ครึกครื้นขึ้น เปนประเพณีที่แสดงออกถึงความ
ผูคนในหมูบานนั้นจะมีปฏิสัมพันธกันอยางอบอุน สามัคคี ความรว มแรงรวมใจ สะทอนใหเห็นวิถ-ี
และเหนยี วแนน รว มแรงรว มใจกนั ทำกจิ กรรมตา งๆ ชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำปาสักมาเนิ่นนานของชาว
ในกลุมผูชายก็จะทำหนาที่ดูแลซอมเรือ แตงเรือ เพชรบูรณ จึงเปนมรดกที่คนเพชรบูรณควรจะ
และเขารวมพธิ กี รรมตางๆ กลุมแมบานก็มีหนาท่ี เรียนรู ภาคภูมิใจ และรวมกันอนุรักษไวใหอยูคู
ในการทำกบั ขา ว จดั เตรยี มอาหารสำหรบั กองเชยี ร แผน ดินเพชรบรู ณตลอดไปชว่ั กาลนาน
และฝพ ายท้งั ตอนซอ มและตอนแขง ขัน สวนกลมุ
หญงิ สาวกจ็ ะมาเชยี รเ ปน กำลงั ใจใหห นมุ ๆ ฝพ าย
ของตน กลุมวัยรุนหนุมๆ ที่เปนฝพายก็จะไดใช
เวลาวา งใหเ ปน ประโยชน ไดแ สดงออก ไดฝ ก การ
ทำงานรวมกันอยางเปนทีม ฝกความอดทนและ

34 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔

“ทับวัว”

บานทรัพยสวาง : วิถีชุมชนคนเลี้ยงวัว

ปล ันธนา สงวนบุญญพงษ

ผูอำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

แรกเรม่ิ ทไ่ี ดย นิ คำวา “ทบั ววั ” บางคนอาจจะจนิ ตนาการถงึ ววั จำนวนมาก
ทม่ี ขี นาดเทา กองทพั หรอื บางคนอาจจะคดิ ไปถงึ ลกั ษณะของววั ทถ่ี กู ทบั ดว ยรถ
หรอื ดวยตนไม หรืออาจจะเขา ใจวา เปน วิธีการเลี้ยงวัวอยางหนง่ึ และย่งิ เมือ่
เปดพจนานุกรมแลวกลับไมพบกับความหมายของคำๆ นี้ ยิ่งทำใหรูสึกไดวา
“ทับวัว” ตองเปนคำเฉพาะหรือมีความพิเศษเปนเอกลักษณของที่ไหนสักแหง
อยา งแนน อน และในทส่ี ดุ ความกระจา งของชอ่ื นก้ี ป็ รากฏขน้ึ ณ บา นทรพั ยส วา ง
ตำบลนำ้ หนาว อำเภอนำ้ หนาว จงั หวดั เพชรบรู ณ ซง่ึ สถานทแ่ี หง นไ้ี มไ ดม เี ฉพาะ
แค “วัว” หรอื บอกแค “วธิ ีการเลย้ี งวัว” เทานัน้ เพราะความหมายโดยสมบูรณ

35สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ

ถนนทางเขา สูทบั ววั บานทรพั ยสวาง

ของที่นี่คือชุมชนของคนกับวัว ที่กอกำเนิดขึ้น การเลี้ยงวัว ควาย และปลูกขาวไร ปลูกพริก
ทา มกลางทงุ โลง บนเทอื กเขาเพชรบรู ณ และแมว า ปลกู ฝา ยไวก นิ ไวใ ชก นั ในครวั เรอื นเพยี งเทา นน้ั กต็ าม
ปจจุบันทุงโลงแหงนี้จะกลายเปนปาไมผืนใหญ
อันอุดมสมบูรณ แตวิถีชุมชนคนเลี้ยงวัวที่บาน จนกระทง่ั ป พ.ศ. ๒๕๒๐ ทางราชการไดส ง่ั
ทรพั ยส วา งกย็ งั คงดำเนนิ ตอ ไป แมว า จะเหลอื ผยู ดึ อพยพชาวบานท้งั หมดใหยายถ่นิ ฐานออกมาอยูท่ี
อาชีพนอี้ ยูในทบั วัวเพยี งไมกค่ี นกต็ าม ราบใกลท่ีวาการอำเภอน้ำหนาวเพื่อใหการดูแล
ราษฎรไทยเปนไปอยา งทั่วถงึ โดยพน้ื ทส่ี รางหม-ู
จากบานภูฮี สูบานซำจิ๊จะ บานแหง ใหมน ้ี นายชวง กนั ยาประสทิ ธ์ิ ผูใ หญ-
เปนทางการในชื่อ บานทรัพยสวาง บา นในขณะนน้ั ไดเ ลอื กเอาบรเิ วณทค่ี าดวา จะเปน
เสนทางผานของถนนสายใหมท่ีทางราชการจะ
ในชวงประมาณป พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๑๘ สรา งจากบา นกกกระทอน อำเภอหลม เกา ถงึ บา น
ผูกอการรายคอมมิวนิสตเกิดข้ึนมากมายตาม หว ยสนามทราย อำเภอน้ำหนาว ทำใหห มบู าน
เทือกเขาตางๆ ในประเทศไทย และแนนอนวา ซึ่งอยูหางจากที่วาการอำเภอน้ำหนาวประมาณ
จังหวัดเพชรบูรณเปนหน่ึงในพ้ืนที่สำคัญของคน ๔ กโิ ลเมตรแหง นม้ี ถี นนตดั ผา น และมที างคมนาคม
กลุมนี้ที่พยายามเขาแทรกแซงเปล่ียนวิถีชีวิตและ สะดวกขน้ึ โดยแรกเรม่ิ ชาวบา นไดร ว มใจกนั ตง้ั ชอ่ื
แนวความคิดของชาวบานเพ่ือหาแนวรวมตอตาน หมูบานวา“หมูบานซำจิ๊จะ” ตามสภาพพื้นที่ซึ่ง
รัฐบาล ซึ่งหมูบานภูฮีบนเทือกเขาในเขตอำเภอ เปยกชื้นอยูตลอดเวลาหลังฝนตก เพราะภาษา
น้ำหนาวตดิ กบั อำเภอภกู ระดึง จงั หวัดเลย กห็ นี ทอ งถน่ิ คำวา “จจ๊ิ ะ ” แปลวา เฉอะแฉะนน่ั เอง อยา งไร
ไมพนกับการถูกรุกรานเชนกัน แมจะเปนเพียง ก็ตามชื่อหมูบานถูกเปลี่ยนในเวลาตอมาเปน
หมบู า นเลก็ ๆ หา งไกลจากความเจรญิ และไรค วาม “หมบู า นซบั สวา ง” โดยยงั คงเปน การสอ่ื ความหมาย
สะดวกในการคมนาคมชาวบา นทอ่ี ยูกนั ประมาณ ของสภาพหมบู า นเหมอื นเดมิ เพราะ “ซบั ” แปลวา
๓๕ ครัวเรือน ทุกครอบครัวประกอบอาชีพดวย มนี ำ้ ซมึ เฉอะแฉะ แตจ บลงตรงทท่ี างราชการไดข อ
ใหเ ปลยี่ นเปน “หมบู านทรพั ยสวา ง” และลงตัวกบั
ชอ่ื นม้ี าจนถงึ ปจ จบุ นั แมว า ถน่ิ ทอ่ี ยจู ะถกู ยา ยหรอื

36 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔

ชอ่ื หมบู า นจะมกี ารเปลย่ี นแปลงไป แตอ าชพี หลกั หางจากหมูบานทรัพยสวางไปทางทิศตะวันตก
อาชีพหนึ่งท่ียังคงดำเนินมาคูกับหมูบานก็คือ ๔ กิโลเมตร เปนพื้นที่ของเขตอุทยานแหงชาติ
อาชพี เกษตรกรผเู ลย้ี งววั โดยคราวนพ้ี วกเขาได นำ้ หนาว ทกุ ๆ เชา ชาวบา นจะพาววั เดนิ ไปกนิ หญา
ทำใหวิถีของคนเลี้ยงวัวกลายเปนเอกลักษณ พรอมๆ กันเปนหมูคณะ เดินไลตอนวัวเรียงราย
เฉพาะถิ่นที่นอกจากจะไมเหมือนที่ไหนแลว ยัง กนั ไปจากหมบู า น ขา มหว ยจานซง่ึ เปน ลำธารสาย
สรางทั้งรายไดและสรางพื้นที่ปา รวมถึงสราง เลก็ ๆ มุงหนา ไปยงั ทุงโลงเพ่ือใหววั หาหญา กินเอง
อนาคตใหก ับลกู หลาน โดยเจาของวัวสรางหางไมไผไวน่ังนอนเฝามองวัว
ทเ่ี ดนิ กนิ หญา บนภเู ขาไดแ มจ ะอยไู กลออกไป และ
เมื่อ “โหลนใหญ” กลายเปน “ทับวัว” พอตกเยน็ กต็ อ นววั กลบั เขา คอกของแตล ะบา นเปน
เชน น้ีประจำทุกวนั จนกระท่งั ขาวไรข องชาวบาน
หลังจากเสร็จส้ินการยายถิ่นฐานและปลูก ท่ีปลูกอยูบริเวณสองขางทางเดินเติบโตจนไดเปน
บานสรางเรือนจนมีท่ีอยูอาศัยพรอมตอการดำรง ผลผลติ กเ็ กดิ เหตกุ ารณท ฝ่ี งู ววั เขา ไปกนิ ขา วในไร
ชีวิต ชาวบานทรัพยสวางก็เริ่มเดินหนาประกอบ ไดร บั ความเสยี หาย ชาวบา นทรพั ยส วา งจงึ ประชมุ
อาชพี โดยทำตอ เนอ่ื งมาจากครง้ั ทอ่ี ยหู มบู า นเดมิ รว มกนั และไดข อ สรปุ กำหนดใหบ รเิ วณโหลน ใหญ
นั่นก็คือการเลี้ยงวัว และจากวิธีการที่ตองเลี้ยง เปนพื้นที่สำหรับเลี้ยงวัวเทานั้น เพราะนอกจาก
โดยปลอยใหวัวหากินเองตามธรรมชาติน่ีเอง สภาพพน้ื ทจ่ี ะเปน เชงิ เขาไมเ หมาะกบั ทำนาขา วหรอื
ชาวบา นจงึ ไดค น พบกบั “โหลน ใหญ” หรอื ทงุ หญา ทำสวนแลว ยังสามารถสรางคอกววั เอาไวโ ดยไม
ทเ่ี ปน ลานกวา งไมม ตี น ไมใ หญ ขนาดพน้ื ทป่ี ระมาณ ตองคอยตอ นวัวกลบั เขา มาในหมูบ า นอกี ดว ย
๑,๐๐๐ ไร อดุ มสมบรู ณด ว ยหญา มากมายหลาย
ชนดิ เชน หญา พง หญา แฝก หญา คา หญา แซงดำ ตง้ั แตป  พ.ศ. ๒๕๒๑ เปน ตน มาโหลน ใหญก ็
หญาขน ซึ่งลวนแตเปนอาหารที่วัวชื่นชอบ อยู กลายเปนพื้นท่ีที่ถูกครอบครองโดยจำนวนวัวกวา
๕๐๐ ตัวของชาวบาน เปนที่อยูที่กินและที่นอน

สะพานขามลำน้ำหวยจานไปยงั ทงุ โลง กวา ง

37สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

สภาพทบั วัวในปจจุบนั

ของววั ทง้ั หมด และตอ มาไมน านนกั กระทอ มหลงั แรกกเ็ กดิ ขน้ึ โดย นายชว ง กนั ยาประสทิ ธ์ิ
ที่เห็นวาการเดนิ ทางไปกลบั ระหวางหมบู า นทรพั ยส วางและโหลน ใหญท กุ ๆ วันนนั้ เสยี
เวลา จึงตัดสินใจสรางกระทอมสำหรับนอนคางคืนไวที่บริเวณโหลนใหญ ใชชีวิต
ประจำวันอยางเปนระบบโดยตอนเชาปลอยวัวออกจากคอกไปกินหญา ระหวางวันก็
เดินเขาปาไปที่ “ซำทอง” ซึ่งอยูหางจากโหลนใหญไปทางทิศเหนือประมาณ ๗ - ๘
กโิ ลเมตรเพอ่ื หาของปา และเหด็ ไวข ายเปน รายไดพ เิ ศษ กลบั มาถงึ ตอนเยน็ ไดเ วลาตอ นววั
กลับเขาคอก ตกค่ำพักผอนนอนหลับในกระทอม โดยจะเดินทางกลับเขาหมูบานใน
ยามจำเปน เทา นน้ั กลายเปน วถิ ชี วี ติ ทช่ี าวบา นทรพั ยส วา งคนอน่ื ๆ เหน็ ถงึ ความสะดวก
และประหยัดเวลาในการเดินทาง กระทอมหลังที่สองจึงเกิดขึ้นเปนของ กำนันจำปา
แกวกอง ตามดว ยกระทอ มของเกษตรกรผูเล้ียงววั รายอน่ื ๆ จนเม่ือผูเลย้ี งวัวเขามา
สรางกระทอมอยูกันมากขึ้น ชาวบานจึงเรียกโหลนใหญวา “ทับวัว” มีการแบง
พน้ื ทใ่ี ชง านเปน สดั สว นอยา งชดั เจน ประกอบดว ยสว นทอ่ี ยอู าศยั ทเ่ี รยี งรายเตม็ ไปดว ย
กระทอ มชนั้ เดยี ว ยกทรงสงู มใี ตถนุ บานไวเกบ็ เคร่ืองใชตางๆ มงุ หลังคาดวยหญา คา
พ้ืนและผนังทำดว ยไมไ ผ และมคี อกวัวซ่งึ หลงั คามุงดวยหญาคาบังแดดกนั ฝนอยดู า น
ขางไมหางจากกระทอม โดยแตละคอกจะมีชื่อเจาของติดไว และสวนของวัวซึ่งเปน
ลานทงุ หญากวางมองเหน็ ออกไปไกลจนสดุ ลูกหูลูกตา

การเลย้ี งววั ทท่ี บั ววั บา นทรพั ยส วา ง เกษตรกรจะไมโ ยกยา ยววั ไปเลย้ี งในพน้ื ทอ่ี น่ื
โดยทง้ั ววั และชมุ ชนคนเลย้ี งววั จะอยกู นั ทท่ี บั ววั ตลอดทง้ั ป อกี ทง้ั ยงั สงวนพน้ื ทไ่ี วเ ฉพาะ
แคก ารเลย้ี งววั เทา นน้ั ไมไ ดม กี ารใชเ พอ่ื ประกอบอาชพี อน่ื ขณะทอ่ี าชพี เสรมิ อยา งการ
เกบ็ ของปา และเกบ็ เหด็ ของบา นทรพั ยส วา งจะทำกนั ในพน้ื ทซ่ี ำทองทห่ี า งออกไป ซง่ึ เปน
ทั้งอาหารและสรางรายไดจุนเจือครอบครัวอยางตอเนื่อง เรียกไดวาชาวบานที่นี่ใช
ประโยชนจากระบบนิเวศทางธรรมชาติอยางคุมคา ภายใตพื้นฐานของการพึ่งพาเอื้อ
ประโยชนซึ่งกนั และกนั ระหวางผนื ปา กับการเลยี้ งววั

38 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับท่ี ๔

กระทอ มของผูเ ลี้ยงววั ทีท่ ับวัวบา นทรัพยสวา ง

ตง้ั แตน น้ั เปน ตน มาทบั ววั บา นทรพั ยส วา งกก็ ลายเปน สถานทแ่ี สนรกั แสนหวงของ
ชาวบา น เพราะเปน ทง้ั แหลง ประกอบอาชพี หลกั และเปน แหลง ทอ่ี ยอู าศยั ของครอบครวั
ความผูกพันระหวางคนและผืนปาเกิดข้ึนโดยท่ีไมตองใหเจาหนาที่มาคอยกระตุนหรือ
รณรงค เพราะสำนกึ แหงการอนุรกั ษง อกงามขน้ึ เองอยางลกึ ซง้ึ

วัวบานทรัพยสวาง พันธุไมตางแตโดดเดนเฉพาะตัว

ชาวบานทรัพยสวางประกอบอาชีพเลี้ยงวัวสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ พันธุวัว
สว นใหญจะเปนววั พนั ธุพ ื้นเมือง ขยายพนั ธไุ ดรวดเร็ว โดยในทุกๆ ปแ มวัวแตละตัวจะ
สง ทายาทออกมาหนง่ึ ตวั ทำใหจ ำนวนววั เพม่ิ ขน้ึ ตอ เนอ่ื ง แตเ พราะปจ จยั ดา นการตลาด
ทช่ี าวบา นตา งเรยี นรกู นั เองจากสว นหนง่ึ ของวถิ ชี วี ติ ซง่ึ หลกี เลย่ี งหรอื เพกิ เฉยตอ ความ
ตอ งการของผซู อ้ื ไมไ ด ทำใหม กี ารเปลย่ี นแปลงพนั ธวุ วั ทเ่ี ลย้ี ง โดยหวงั ใหว วั ขายไดร าคา
ดกี วา เดมิ สรา งรายไดใ หค รอบครวั มากกวา เดมิ เนอ่ื งจากตลาดใหร าคาววั พนั ธลุ กู ผสม
(ลกู ววั ทไ่ี ดจ ากแมว วั พนั ธพุ น้ื เมอื งและพอ ววั พนั ธอุ เมรกิ นั บราหม นั ) สงู กวา พนั ธพุ น้ื เมอื ง
เดิม ชาวบานทรัพยสวางจงึ นยิ มเลยี้ งวัวพันธุล ูกผสมกนั มากขึน้ แตทกุ ครอบครัวตาง
ยงั คงยดึ มน่ั ในวถิ ชี มุ ชนทบั ววั ใหค วามเคารพในภมู ปิ ญ ญาอนั ชาญฉลาดของบรรพบรุ ษุ
ที่สั่งสอนใหรจู กั ใชทรพั ยากรธรรมชาติในทอ งถิน่ อยา งคุม คา

การสบื ทอดวธิ กี ารเลย้ี งววั จากรนุ สรู นุ ของชาวบา นทรพั ยส วา ง นอกจากววั ทกุ ตวั
จะถกู ปลอยใหห ากินหญาตามธรรมชาติเองแลว บรรพบุรษุ ยงั ไดถ ายทอดภูมิปญญา
ฉบับคนเลี้ยงวัวมืออาชีพมาใหอีกมากมาย เริ่มตั้งแตการคัดเลือกพันธุแมวัวพอวัว
ววั แตล ะตวั จะเขา มาสวู ถิ ขี องทบั ววั ไดต อ งผา นการคดั เลอื กอยา งรอบคอบกบั คณุ สมบตั วิ วั

39สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

ววั พนั ธุล กู ผสมทที่ ับวัว

ซง่ึ จะตอ งครบถว นทง้ั การมรี ปู รา งสงู ใบหนา โหนก เกลอื แกงวางไวใ หววั กินภายในบรเิ วณคอกววั วธิ ี
หยู าว สะดอื หยอ น หางดกดำยาวเลยขอ เขา และ นจ้ี ะทำใหว วั รสู กึ กระหายนำ้ และหวิ งา ย เมอ่ื ทกุ ตวั
มหี นงั หนา แมพ นั ธทุ ด่ี ตี อ งมอี วยั วะเพศใหญ สว น ถูกปลอยจากคอกวัวก็จะมุงหาน้ำและหญากิน
พอพันธุช้ันเย่ียมจะตองมีลูกอัณฑะหยอนตรง บรรเทาความกระหายและบำรุงรางกายทันที วัว
กอนท่ีจะปลอยวัวไปหากินชาวบานจะมีการนำ ในทับวัวทรัพยสวางจึงอวนข้ึนโดยไมตองพ่ึงพา
หมากกะโหละ หมากขิกและหมากกะโปง แขวน ยาปฏชิ วี นะซง่ึ อาจสง ผลอนั ตรายตอ ววั และผบู รโิ ภค
ทค่ี อววั ซง่ึ จดั เปน เครอ่ื งมอื สอ่ื สารแบบภมู ปิ ญ ญา เนื้อววั ได
ทอ งถนิ่ สำหรบั การตดิ ตามการเดนิ ทางรวมถงึ การ
คนหาวัวแตละตัวในปา ไมวาจะอยูไกลแคไหน การเลย้ี งววั เปน ฝงู และวธิ กี ารทำใหว วั เชอ่ื ง
เพยี งแคว วั ขยบั ตวั เจา ของกส็ ามารถตามหาววั ได ชาวบานทรัพยสวางจะเก็บรังของนกหงอก (นก
อยางงา ยดาย ชนิดหน่งึ อาศัยอยูในเขตอุทยานแหงชาติน้ำหนาว
ทำรงั นกดว ยกง่ิ ไมห ลายๆ ชนดิ สานกนั ไปมา) นำมา
วธิ กี ารแกป ญ หาววั แพอ ากาศหนาวจนไม แชกับน้ำซาวขาวเพื่อใชประพรมหัววัว โดยทำใน
ยอมกนิ หญา และกนิ นำ้ และอาจสง ผลใหม รี ปู รา ง ตอนเชาของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือวันแรม ๑๕ ค่ำ
ไมส มบรู ณแ ข็งแรง ชาวบานทรัพยสวา งจะใหว วั เพราะมีความเชื่อวาน้ำที่ใชประพรมน้ีจะทำใหวัว
กนิ เกลอื แกงทกุ วนั ๆ ละ ๒ เวลา คอื เชา กอ นปลอ ย ทุกตัวในฝูงรักและผูกพันกันไปไหนไปดวยกัน
ออกจากคอกและเยน็ เมอื่ ววั กลบั เขาคอก โดยนำ โดยไมแ ตกฝงู แตห ากววั ตวั ใดแตกฝงู หรอื ชอบชน

40 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔

เพอ่ื นในฝงู เจา ของววั จะเอาแหหรอื สวงิ เกา ๆ เชด็ ทับวัวบานทรัพยสวาง :
ท่ีหัววัวในตอนเชากอนปลอยวัวออกจากคอกหรือ ตัวอยางของชุมชนชนบทไทย
ตอนเย็นเมือ่ ววั กลบั เขา คอก โดยเชด็ เปนประจำ
ทกุ วนั ประมาณ ๑ - ๒ สปั ดาห ซ่ึงความเอาใจใส ทับวัวบานทรัพยสวาง ตำบลน้ำหนาว
ดูแลของเจาของวัวในลักษณะนี้ทำใหวัวด้ือกลาย อำเภอนำ้ หนาว จงั หวดั เพชรบรู ณ แมถ อื ไดว า เปน
เปนวัวท่อี อ นโยนและเลย้ี งงา ยขึน้ ชุมชนที่สมบูรณพรอมดวยทรัพยากรบุคคลและ
ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี คี ณุ คา กบั ประเทศ ทง้ั ความ
สวนการรักษาสุขภาพของวัว ชาวบาน เปนเกษตรกรผูเล้ียงวัวด้ังเดิมซึ่งถือเปนสวนหนึ่ง
ทรพั ยส วา งมวี ธิ ที น่ี า สนใจเชน กนั อยา งการเชด็ ตวั ของการอนุรักษสาขาหน่ึงของอาชีพการเกษตร
เพอ่ื ฆา เหบ็ ตามตวั ววั จะใช“ไหล” ซง่ึ เปน พชื เถาวลั ย ท่ีย่ังยนื ของคนไทยเอาไวไ ดอ ยา งนา ชื่นชม
ชนิดหน่ึงมีอยูทั่วไปตามตนไมในบริเวณอุทยาน
แหง ชาตินำ้ หนาว นำมาตดั เปนทอ นๆ และทุบพอ อีกหน่ึงคุณคาสำหรับสังคมที่ชาวทับวัว
แตก กอนจะแชน ำ้ เพื่อใชเ ชด็ ตวั ใหว วั ในตอนเชา บานทรัพยสวางสามารถสะทอนออกมาไดอยาง
และตอนเยน็ “ไหล” จะทำใหเห็บจะหลุดออกจาก นาชื่นชมก็คือ โครงสรางของสังคมคนที่นี่ยังคง
ตัววัว ไมทำใหวัวคันหรือมีผลกับผิวหนังของวัว ความเปน ครอบครวั ชนบทและชมุ ชนไทยแทด ง้ั เดมิ
แตละตัว สำหรับวัวที่มีบาดแผลทั้งจากอุบัติเหตุ เอาไว แมจ ดุ เรม่ิ ตน ของชมุ ชนจะเกดิ จากการอพยพ
และแผลหลงั คลอดลกู ชาวบา นจะสมานแผลดว ย ยา ยถ่ินฐานและผสมรวมผคู นจากท่ีตางๆ เขามา
ยาสูบตำผสมกับขม้ินและนำ้ มะนาว ซง่ึ นอกจาก อาศยั อยูรว มกัน จนกลายเปน ชุมชนขนาดใหญท ่ี
จะทำใหข ้กี ะขาง (ไขแมลงวันและตัวหนอนทีค่ อย อบอวลไปดวยความสุขและความอบอุน เพราะ
เจาะบาดแผล) หลดุ ออกมาแลว ยงั มสี รรพคณุ บำรงุ พ้ืนฐานท่ีทุกคนตางรักในอาชีพของบรรพบุรุษ
แผลใหห ายเรว็ ขน้ึ ดว ย ทง้ั นก้ี ารรกั ษาบาดแผลของ สรางใหทุกครอบครัวท่ีอยูในทับวัวกลายเปน
วัวจะสมบูรณตามแบบฉบับของบานทรัพยสวาง เครอื ญาตกิ นั ทง้ั หมด คอยใหค วามชว ยเหลอื พง่ึ พา
ก็ตอเมื่อทำการ “ไซวัว” ดวย นั่นก็คือ การนำ ซง่ึ กนั และกนั แมก ระทง่ั การฝากววั กนั เลย้ี งในยามท่ี
ดินเหนียวมาปน เปนหนุ ววั ตัวท่ีเปน แผลนนั้ แลว เจา ของววั บางรายเกดิ มธี รุ ะภายนอกชมุ ชน เจา ของ
นำหนามของตนสมโอหรือหนามของตนมะนาว วัวรายอ่ืนในทับวัวจะมีความเอื้ออาทรดูแลวัว
เลอื กอยา งใดอยา งหนึง่ มาจำนวน ๗ อันแทงไปท่ี แทนกนั เสมอ กระทง่ั มคี ำเฉพาะทเ่ี รยี กกนั วา “เอา
หุนวัว โดยตองแทงบริเวณเดียวกับแผลของวัว แรงกัน” หรือการถอยทีถอยอาศัยกันนั่นเอง ที่
ตัวจริงพรอมกลาว “สาธุขอใหหนามเจ็ดเลมน้แี ทง สำคัญทุกคนตางใหความเคารพเช่ือฟงผูอาวุโส
ขี้กะขาง โตหนอน และพยาธิตางๆ ทีอ่ ยูในโตงวั กวาและยึดมั่นในขอตกลงซึ่งกันและกัน ทำให
ของขานอยและใหงัวของขานอยเซาจากการเปน ชมุ ชนทับวัวอยูอยา งสงบสุข ไมมีการลักขโมย ไม
แผลแดเดอ” เสร็จแลวนำหุนวัวไปแขวนไวกับขื่อ เคยมีกรณีวัวหายแมวาเจาของจะปลอยหรือวัว
ใหตรงกับเตาไฟ เพื่อใหควันไฟรมหุนวัวตัวนั้น หลงเขา ไปตางคอกก็ตาม
จนกวาววั ตวั เปนจะหายจากการเปนแผล จงึ คอ ย
นำหนุ ไปทงิ้ เรียกไดว า เปนรูปแบบการรักษาทาง การแสดงพลังเพื่อสวนรวมของคนท่ีนี่ก็
กายดวยสมุนไพร (สำหรับวัว) และทางใจดวย ยิ่งใหญไมแพท ี่อืน่ ๆ เหน็ ไดจากการปรับปรงุ ถนน
ความเชอ่ื (สำหรบั เจา ของววั )ทท่ี ำใหอ าการเจบ็ ปว ย จากหมูบานทรัพยสวางเขาสูบริเวณทับวัว จาก
ของววั หายเร็วยิง่ ข้ึน สภาพถนนดินที่ถูกกัดเซาะเปนรองน้ำในชวง
หนา ฝนซง่ึ ทำใหการเดินทางไมสะดวก เกษตรกร

41สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

มลู ววั ทีเ่ ตรียมสงขายตลาด

ผเู ลีย้ งววั บานทรพั ยส วางไดล งเงนิ คนละเทาๆ กัน จา งรถไถมาปรบั ปรุงแตงถนนใหมี
สภาพทดี่ ีขน้ึ สามารถใชเดนิ ทางสะดวกในทกุ ฤดกู าล นับเปน การสะทอนพลังความ
สามัคคีและเปนอันหนึ่งอันเดียวกันไดอยางนาชื่นชม รวมไปถึงการรวมตัวกันจัดตั้ง
กองทนุ ยาววั เพื่อใหส มาชิกไดห าซอ้ื ยาไดง า ย สะดวกและราคาถูก ซึ่งเปน การชวย
เหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกภายในทับวัว โดยผลกำไรก็ไดกลายเปนทุนหมุนเวียน
ของกลุมแบบที่ใชไ มมวี ันหมด สว นในดานอนามยั ของการเลี้ยงววั ในทับววั แหงน้ี ถอื
ไดวาเครงครัดตามคำแนะนำของเจาหนาที่อยางดี เพราะจะมีการแยกคอกเฉพาะ
สำหรับวัวที่มีอาการเจ็บปวยออกไป เพื่อชวยกันรักษาและรวมกันปองกันโรคติดตอ
ซงึ่ ถอื เปนสาธารณสุขแบบพ้นื บา นทีไ่ ดผล

“ทับวัว” กาลเวลากับการเปลี่ยนแปลง

จากการรูและรักษที่จะอยูกับปา ตระหนักถึงการพึ่งพาอาศัยกันโดยไมตอง
ทำลายอยา งใดอยางหน่งึ ใหเ กดิ ความสญู เสยี ตอบแทนผืนปา ดวยการสรางปา ทำให
พื้นที่ทุงกวางกวาหนึ่งพันไรในอดีต แปรเปลี่ยนเปนปาใหญ หนาแนนไปดวยพันธุไม
นานาชนิดท่ีสะทอนถึงความอุดมสมบูรณดวยมูลวัวซ่ึงเปนปุยทางธรรมชาติอยางดีท่ี
ทบั ถมกันเปนเวลานานนบั ป ทบั ววั ในวนั น้จี งึ อดุ มสมบรู ณไ ปดวยไมเต็งรัง ไมม ะคา
ไมโ คโซ ไมกอ ไมแ ดง ไมป ระดู ตะแบก ฯลฯ รวมถงึ สัตวปา นานาชนิดที่เรยี กไดวา
ครบในคณุ สมบตั ขิ องปา สงวนแหง ชาติ แตข ณะเดยี วกนั กเ็ หลอื พน้ื ทท่ี งุ กวา งให
เลย้ี งววั ไดน อยลงไปดวย

42 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔

กาลเวลาท่ีเปลี่ยนแปลงแนนอนวายอมมีผลกับชีวิตของใครหลายคนท่ีไมอาจ
ตานทานความผันแปรตามกระแสตางๆ ไปได เชนเดียวกับทับวัวบานทรัพยสวางใน
ปจจุบัน จากผลของวิถีธรรมชาติท่ีไดชวยสรา งเศรษฐกิจใหก บั ชุมชน ทง้ั จากอาชพี
เลย้ี งววั ซงึ่ เปน อาชพี หลกั และจากรายไดเสริมที่มาจากการเกบ็ เหด็ เก็บของปา รวมถึง
การเก็บมูลวัวสงขายตลาด ถึงขั้นไดชื่อวาเปนแหลงผลิตวัวและเห็ดคุณภาพที่ไดรับ
ความนยิ มสูงจากพอ คา แมคาตา งถ่ิน

การมรี ายไดท ด่ี ไี ดช ว ยขยบั ใหเ กษตรกรในชมุ ชนมฐี านะความเปน อยดู ขี น้ึ
สามารถสง ลกู หลานเรยี นในระดบั สงู ได ทำใหค นรนุ ปจ จบุ นั ของบา นทรพั ยส วา ง
ประกอบอาชพี ทต่ี า งไปจากเดมิ เชน ขา ราชการ หรอื เปด กจิ การสว นตวั รวมไปถงึ
การทำสวนยางพารา สวนผลไม หลายครอบครวั จงึ ไมม ผี สู บื ทอดอาชพี เลย้ี งววั

ซง่ึ หากมองตามความเปลย่ี นแปลงนอ้ี าจเขา ใจไดว า สภาพของทบั ววั บา น
ทรพั ยส วา งคงไมต า งจากชมุ ชนทร่ี า งทง้ั ผคู นและววั แตด ว ยเพราะความผกู พนั กบั
ทบั ววั ซง่ึ ใหท ง้ั ทอ่ี ยทู ก่ี นิ และเปน ทส่ี รา งทกุ สง่ิ ทกุ อยา งใหก บั ครอบครวั ทำใหย งั มี
กลุมผเู ลีย้ งววั อยอู ีกจำนวนหน่งึ ทยี่ งั คงดำเนินวิถีทบั วัวดง้ั เดมิ แมจ ะไมม ากนกั
และมีวัวในทบั ววั ไมถงึ รอยตัวก็ตาม แตดว ยสายเลอื ดของคนเลยี้ งวัวท่ฝี ง แนน
อยูใ นจติ วญิ ญาณ ทำใหพวกเขายังคงทำหนา ที่สบื ทอดวถิ อี นั เปน เอกลักษณน้ี
ไว เพ่อื บอกใหรูว า แกนแทข องวิถชี ุมชนคนเล้ยี งวัวที่ “ทบั ววั ” นนั้ ใชวาจะหาย
ไปกับกาลเวลาไดง า ยๆ

บรรณานุกรม

กรุณา ศรบี ุญเรอื ง. ทบั ววั กับวถิ ีชมุ ชนบานทรัพยส วาง ตำบลนำ้ หนาว อำเภอนำ้ หนาว
จงั หวัดเพชรบรู ณ. วิทยานพิ นธปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาไทยศึกษาเพ่ือการพัฒนา.
สำนักงานบัณฑิตศกึ ษา. มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเลย, ๒๕๔๗.

วริศรา เงา ทมุ และ ภทั รพล พิมพา. รายงานการเกบ็ ขอมลู ภาคสนามเรอื่ งทับวัว.
สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอดั สำเนา)

กรณุ า ศรีบุญเรือง. อายุ ๕๘ ป โรงเรียนบานทรัพยสวา ง อำเภอนำ้ หนาว จงั หวัดเพชรบูรณ
สัมภาษณเมอื่ วันที่ ๒๑ ธนั วาคม ๒๕๕๕.

จันทรเพง็ ขวญั คง. อายุ ๕๓ ป บานเลขที่ ๑๑๓ หมู ๓ บา นทรัพยส วา ง ตำบลน้ำหนาว อำเภอนำ้ หนาว
จงั หวัดเพชรบูรณ, สัมภาษณเมื่อวนั ท่ี ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕.

จวง วงั คีรี. อายุ ๗๒ ป บานเลขที่ ๙ หมู ๔ บา นทรัพยสวา ง อำเภอนำ้ หนาว จังหวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเ ม่อื วันท่ี ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕.

บัวไร คำสงิ ห. อายุ ๖๑ บา นเลขที่ ๑๑ หมู ๔ บานทรพั ยสวา ง อำเภอนำ้ หนาว จังหวดั เพชรบูรณ,
สัมภาษณเมื่อวนั ที่ ๒๑ ธนั วาคม ๒๕๕๕.

43สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ

มธรรรดมกาพสทุ นธ ศตลิ ูพ ปรเะพธชรรรบมูรณเรือ่ สง/ภมาัยพรกตัองนบรโรกณสาธนิ กิ ทารร :

ธรรมาสนวัดพระนอน

ธรรมาสนวดั พระนอน บานนายม หมูที่ ๓
ตำบลนายม อำเภอเมอื ง จังหวัดเพชรบรู ณ สรา ง
ขน้ึ ในสมยั รตั นโกสนิ ทร เมอ่ื ประมาณป พ.ศ.๒๕๐๘
ขนาดสงู ๔๕๐ เซนตเิ มตร กวา ง ๑๕๐ เซนตเิ มตร*
ยาว ๑๕๐ เซนตเิ มตร* ลกั ษณะเปน ธรรมาสนท รง
ปราสาทยอดทำจากไม ตั้งอยูบนฐานเขียงรูป
สเ่ี หลย่ี มจตั รุ สั ฐานสว นลา งของธรรมาสนท ง้ั สด่ี า น
ใชไ มย ดึ เปน รปู กากบาท ตวั เรอื นธรรมาสนม แี ผงบงั
มีบันไดขึ้นลงดานเดียวเปนบันไดไมไมมีลวดลาย
ฐานบนั ไดสนั นษิ ฐานวา เปน รปู กวางหมอบ(ปจ จบุ นั
ชำรดุ แลว ) เสาทำรองรบั ชน้ั เพดานดว ยไมข นานกบั
ตวั ธรรมาสน สว นหลงั คาทำเปน ชน้ั ๕ ชน้ั ลดหลน่ั
กันถึงยอด ตามมุมหลังคาแตละชั้นประดับดวย
ใบโพธ์ิ(ปจ จบุ นั บางสว นชำรดุ ) สว นยอดประดบั ฉตั ร
* วฒั นธรรมจังหวัดเพชรบรู ณ, สำนกั งาน. แหลง มรดกทางวฒั นธรรม

ทอ งถ่ินในจังหวดั เพชรบูรณ, ๒๕๔๙ : ๑๒๖.

๑. ธรรมาสนท รงปราสาทยอด ๑
๒. ฐานบันไดรูปกวางหมอบ
๓. หลงั คาทำเปน ชน้ั ๕ ชั้น

ลดหลัน่ กันถงึ ยอด แตละ
ชั้นประดับดวยใบโพธิ์
๔. ตัวเรือนธรรมาสนม ีแผงบงั

๔๓๒

44 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔

ธรรมาสนวัดศรีมงคล

ธรรมาสนว ดั ศรมี งคล หมทู ่ี๓ ตำบลวงั บาล
อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ สรางในสมัย
รตั นโกสนิ ทรป  พ.ศ.๒๔๙๕ ขนาดสงู ๔ เมตร กวา ง
๑๕๒ เซนติเมตร ยาว ๑๕๒ เซนติเมตร ลกั ษณะ
เปนธรรมาสนทรงปราสาทยอดทำจากไม* เปน
ศิลปะลานชางผสมพื้นถิ่น ตั้งอยูบนฐานเขียงรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัส เสารองรับชั้นเพดานทำดวยไม
ขนานกับเรือนธรรมาสน ตัวเรือนธรรมาสน
ประกอบดวยแผงบงั ทท่ี ำดวยกระจก สว นหลังคา
ทำเปนชั้นซอนกัน ๗ ชั้นลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึง
สว นยอด มมุ ไมใ นชน้ั เชงิ กลอนชน้ั แรกของหลงั คา
ประดับนาคปก ถัดขึ้นไปประดับดวยบัวกระจัง
ขนาดเล็ก มีบันไดข้ึนลงดานเดยี วทำดว ยไมแกะ
สลกั รูปพญานาค

๑ * วัฒนธรรมจงั หวดั เพชรบรู ณ, สำนักงาน.
แหลง มรดกทางวฒั นธรรมทองถ่ินในจงั หวัดเพชรบูรณ, ๒๕๔๙ : ๒๘๐.

๑. ธรรมาสนทรงปราสาทยอด
๒. หลังคาทำเปนชนั้ ซอนกัน

๗ ชน้ั ลดหลั่นกนั ขึน้ ไป
จนถึงสว นยอด ประดับ
ดวยบัวกระจงั
๓. หลังคาประดับนาคปก
๔. บนั ไดแกะสลักรปู พญานาค

๒๓๔

45สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

มธรรรดมกาพสุทนธ ศตลิ ูพ ปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมายัพรกตัองนบรโรกณสาธินกิ ทารร :

ธรรมาสนวัดทรายงาม

๑. ธรรมาสนท รงปราสาทยอด
๒. หลงั คาทรงปราสาทยอด
๓. บันไดแกะสลกั ลายกนก
๔. ลายดอกประจำยาม
๕. ดาวเพดาน
๖. สาหรายรวงผงึ้
๗. คนั ทวยนาครองรบั ชนั้ หลงั คา
๘. คนั ทวยแกะสลกั นาคค้ำยนั

ระหวางตวั เรือนธรรมาสนก บั
ฐานช้นั ลาง

๑ ๒

46 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔

ธรรมาสนว ดั ทรายงาม ตำบลนาแซง อำเภอ ไมย าวรองรับซมุ และชน้ั หลงั คา ตกแตง ดวยดอก
หลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ สรา งในสมยั รตั นโกสนิ ทร ประจำยามทง้ั ๔ ดา น ดา นละ ๓ ดอก ซมุ ธรรมาสน
ประมาณป พ.ศ.๒๔๗๖ ขนาดสงู ๖๑๐ เซนตเิ มตร ประดับดวยสาหรายรวงผึ้งทั้ง ๔ ดาน เพดาน
กวาง ๑๔๐ เซนติเมตร ยาว ๑๔๐ เซนติเมตร ธรรมาสนตกแตงดวยดาวเพดาน ถัดขึ้นไปมี
ลักษณะเปนธรรมาสนทรงปราสาทยอด ทำจาก คันทวยนาครองรับช้ันหลังคาแบบทรงปราสาทที่
ไมแ กะสลกั ลงรกั ปด ทอง* เปน ศลิ ปะแบบลา นชา ง ประกอบดวยชั้นเชิงกลอน แตละชั้นประดับดวย
ผสมพน้ื ถน่ิ ฐานเปน รปู บวั ควำ่ บวั หงาย สว นกลาง นาคปกตามมุมทั้ง ๔ ดาน มีบันไดทางขึ้นดาน
มีลกั ษณะเวาเขา ตามแบบสถาปตยกรรมลา นชา ง เดยี วแกะสลกั ลายกนก ประกาศขน้ึ ทะเบยี นกรม-
ทเ่ี รยี กวา แอวขนั (เอวขนั ) และยอ มมุ ไม ๑๒ ทอ งไม ศิลปากรเมื่อวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
ประดบั ดว ยบวั ลกู แกว อกไก พน้ื ฐานราบตดิ กบั พน้ื
ตกแตงลวดลายแกะสลักรูปนาค มีคันทวยแกะ- * ศลิ ปากร, กรม. ประกาศกรมศิลปากร เรอื่ ง ขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ
สลกั นาคค้ำยันระหวางตัวเรือนธรรมาสนกับฐาน ** และศลิ ปวัตถุ, ๒๕๓๖ : ๑๑.
ชน้ั ลา ง ตัวเรอื นธรรมาสนป ระกอบดวยเสาท่ตี ้งั
ข้ึนไปตามมุมไม และเสาทป่ี ระกบแผงบังทำดวย โบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑสถานแหง ชาติ, สำนกั . ทะเบียนโบราณวตั ถุ
ศลิ ปวตั ถุในครอบครองของวดั และเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๐.

๔๕


๖๗ ๘

47สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

มธรรรดมกาพสุทนธ ศติลพู ปรเะพธชรรรบมูรณเรื่อสง/ภมายัพรกัตองนบรโรกณสาธินกิ ทารร :

ธรรมาสนวัดมหาธาตุ



๒ ๓ ๔

48 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

ธรรมาสนว ดั มหาธาตุ ตำบลในเมอื ง อำเภอ ประจำยามกา นขด กรอบลายประแจจนี ราวพนกั
เมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ ศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร สรา ง ลูกมะหวดและเสาหัวเม็ดเกล้ียงไมมีลายสลัก
ในป พ.ศ.๒๔๕๓ ขนาดสงู ๑๒๑ เซนตเิ มตร กวา ง ปด ทองทบึ กระจงั ขนาดใหญด า นหลงั ของธรรมาสน
๙๐.๕ เซนตเิ มตร ยาว ๑๒๒ เซนตเิ มตร ลกั ษณะ กง่ึ กลางจำหลกั ตราดารา ภายในเปน พระปรมาภไิ ธย
เปน ธรรมาสนล ายสลักปดทองลองชาด เปน ยอ จ.ป.ร. อยใู ตพ ระเกย้ี วทา มกลางกนกเปลว ดา น
ธรรมาสนไมจำหลักลวดลายปดทองบนตัวลาย ลางมจี ารกึ ๒ แถว ความวา “ทรงพระราชอทุ ศิ ใน
สวนลองลายทาชาดลวดลายสลักหยาบ สันขา งานพระบรมศพ พ.ศ. ๒๔๕๓” ขอบจำหลักลาย
จำหลักลายกระจัง ประดับลายเม็ดประคำและ
กนกครบี ขาสงิ ห เทา เปน รปู เทา สงิ หเ หยยี บลกู แกว กระจงั ๓ แถว ปจ จบุ นั ชำรดุ บา งแลว เปน บางสว น*
ไมยึดขาธรรมาสนจำหลักลายกลีบบัวกระจัง
แขงสิงหและนมสิงหจำหลักลายกานขด ภายใน ประกาศขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรเมื่อวันที่ ๒๔
คาดดวยแนวเสนรูปสามเหล่ียมประดับแถวลาย
กระจงั และลายเนอ่ื ง (ลายเมด็ ประคำ) หนา กระดาน พฤศจกิ ายน ๒๕๓๖**
สลักลายรักรอย กนกใบปรือจำหลักลายกานขด * ศิลปากร, กรม. ธรรมาสนสังเคด็ งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
สอดไสแ ถวลายกระจงั รปู สามเหลย่ี ม ขอบชน้ั นอก
ตกแตงลายกระจังเปน ๓ แถว พนักจำหลักลาย พระจลุ จอมเกลาเจาอยูห วั . [ออนไลน] สบื คน จาก :

** http://www.finearts.go.th/noode/373 [๒๖ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภัณฑสถานแหงชาติ, สำนกั . ทะเบียนโบราณวัตถุ
ศลิ ปวัตถใุ นครอบครองของวัดและเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๖.

๑. ดา นขา งซาย
๒. ดา นขางขวา
๓. ดา นหนา
๔. ดา นหลัง
๕. จำหลกั ตราดารา
๖. เทาสงิ หเหยียบลกู แกว
๗. กนกใบปรือจำหลักลายกา นขด

๕ ๖๗

49สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ


Click to View FlipBook Version