วารสารราย ๖ เดอื น ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๔ เมษายน – กนั ยายน ๒๕๕๕
ภาพจากปก : จดั พมิ พ : จำนวน ๑,๐๐๐ เลม
ธรรมาสนท รงปราสาทยอด วตั ถุประสงค : เพอ่ื เผยแพรข อ มลู ศลิ ปวฒั นธรรมในจงั หวดั เพชรบรู ณ
ศลิ ปะแบบลา นชา งผสมพน้ื ถน่ิ เจาของ : สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
วดั ทรายงาม ตำบลนาแซง
อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ
ISSN : ๒๒๒๙ – ๑๐๖๗
ทปี่ รึกษา : ดร.ชาตรี นาคะกุล
ดร.วศิ ัลย โฆษิตานนท นายสชุ ิน อินทรสา
ผศ.ศนั สนีย อตุ มอาง
นายวีรยุทธ วงศอุย
บรรณาธิการอำนวยการ : นางปล ันธนา สงวนบุญญพงษ
บรรณาธิการ : นางพรพมิ ล ออ นศรี
นางสาวจักษุมาลย วงษท าว
กองบรรณาธกิ าร : นายอมรรัตน ฉมิ พลนี ภานนท
นายเอกชยั แสงโสดา นายภัทรพล พิมพา
นายวโิ รจน หุนทอง นางนิภา พิลาเกิด
นางสาววริศรา เงาทุม
นางอรอมุ า ปองเพยี ร
กราฟก /ภาพ : นางสาวมนชยา คลายโศก
นายพทิ ักษ จันทรจิระ
นายอนนท กันผง
คณะกรรมการอำนวยการ : สำนกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม
นางนภาพร ตมุ ทองคำ สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม
นางสาวกนกวรรณ นวาวตั น คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร
ดร.อญั ชนา ศรีเรอื งฤทธิ์ คณะครุศาสตร
นางอิศราพร ชยั งาม คณะวทิ ยาการจดั การ
นายเอกชยั แสงโสดา คณะเทคโนโลยีการเกษตร
นายวิทยา หนชู างสงิ ห คณะวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
นายอคั กะบทั คาน ปาทาน
พมิ พท ่ี : ไทยมีเดียเพชรบูรณ ๓๒๓ ถนนสามัคคีชยั ตำบลในเมอื ง
อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบูรณ โทร. ๐๕๖-๗๒๕-๘๒๓
วารสาร “ศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ” เปน วารสารทีม่ งุ รวบรวมองคความรูและนำเสนอขอมลู ทาง
ดา นศลิ ปวฒั นธรรมและภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ของจงั หวดั เพชรบรู ณ ทง้ั ในดา นประวตั ศิ าสตร โบราณสถาน
โบราณวัตถุ ศลิ ปหัตกรรม ประเพณี ตำนาน ความเชือ่ วถิ ชี วี ติ อาหารการกิน และเรือ่ งราวตา งๆ
ทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ศิลปะและวัฒนธรรมของชาวเพชรบรู ณ
วารสารฉบับนี้ไดดำเนินมาถึงฉบับที่ ๔ กองบรรณาธิการไดเลือกสรรบทความที่นาสนใจจาก
นักวิชาการแขนงตา งๆ มานำเสนอใหท า นผูอ า นไดต ดิ ตาม อาทิ เจดยี ทรงยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุ :
หลักฐานการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายังเมืองเพชรบูรณ, “บานมง” ทับเบิก : เสนหแหง
สถาปต ยกรรมพนื้ ถนิ่ , “ทับวัว” บา นทรัพยส วา ง : วิถขี องชมุ ชนคนเล้ยี งววั , มรดกพุทธศลิ ปเพชรบรู ณ
สมัยรัตนโกสินทร, “เมืองหลม” ดินแดนแหงการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมอาณาจักรลานชาง,
กนิ ดองเจา กบั รา งทรง : พธิ กี รรมสบื ทอดรา งทรงของชาวไทหลม บา นนาทราย และเมย่ี งโคน (คน ) : เมย่ี ง
น้ำปลารา ของชาวไทหลม เปนตน
คณะบรรณาธิการหวงั เปนอยางย่งิ วา ผูอา นทุกทา นคงจะไดรบั ความรแู ละเพลดิ เพลินไปกับนานา
สาระบทความในวารสารฉบับนี้ และหวังเปนอยางยิ่งวาวารสารฉบับนี้จะเปนแรงผลักดันใหเกิดการ
ศึกษาคนควา ทางวิชาการ และการอนรุ ักษมรดกทางศิลปวฒั นธรรมของชาวจงั หวัดเพชรบูรณส ืบไป
ในโอกาสน้ี กองบรรณาธกิ ารขอขอบคณุ นกั วชิ าการ ผเู ขยี นบทความ รวมทง้ั ผใู หข อ มลู ทกุ ๆ ทา น
ตลอดจนขอขอบคณุ ผูทรงคณุ วุฒทิ กุ ทานท่ใี หความอนุเคราะหในการพจิ ารณาผลงานทกุ เร่อื ง จนทำให
วารสาร “ศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ” ฉบับนี้ไดจัดพมิ พเ ผยแพรจนสำเร็จลลุ ว งมาไดดว ยดี
ปล นั ธนา สงวนบุญญพงษ
ผอู ำนวยการสำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม
สารบัญCONTENTS
วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ราย ๖ เดือน ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔ เมษายน – กนั ยายน ๒๕๕๕
๔ เจดยี ทรงยอดดอกบวั ตมู วดั มหาธาตุ :
หลกั ฐานการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัย
มายังเมอื งเพชรบูรณ
ธีระวฒั น แสนคำ
๑๓ “บา นมง” ทับเบิก : เสนหแหง สถาปตยกรรมพน้ื ถ่ิน
มานะ อินพรมมี
๒๔ “สตรมี ง ” บา นทับเบกิ :
บทบาทจากวิถีด้งั เดิมสสู ังคมปจจบุ นั
ธงชัย ศรีเมอื ง
๓๑ ประเพณีการแขงเรือทวนน้ำ เมืองเพชรบรู ณ
ดร.วศิ ัลย โฆษติ านนท
๓๕ “ทบั ววั ” บานทรัพยส วา ง : วิถขี องชมุ ชนคนเลีย้ งวัว
ปลันธนา สงวนบุญญพงษ
๔๔ มรดกพทุ ธศลิ ปเพชรบูรณส มัยรตั นโกสนิ ทร :
ธรรมมาสน ตูพระธรรม
กองบรรณาธกิ าร
๕๗ หอยกนตัด : ตำนานคูลำนำ้ เข็กบา นหนองแมนา
กองบรรณาธกิ าร
๖๑ “เมอื งหลม” ดนิ แดนแหงการสืบทอดประเพณี
และวัฒนธรรมอาณาจักรลานชาง
บุษยรัตน ธรรมขันตี
๗๗ กนิ ดองเจากบั รางทรง : พธิ กี รรมสบื ทอด
รางทรงของชาวไทหลมบา นนาทราย
จักษมุ าลย วงษท าว
๘๖ อนั เนื่องมาจากประวตั ิศาสตรว ัดชา งเผอื ก
และตำนานสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
วดั ตาล จงั หวัดเพชรบรู ณ
ธรี ะวัฒน แสนคำ
๙๔ ตามไปดู “พธิ ีเลี้ยงเจาปเู จา ยา” :
ประเพณคี ูศรทั ธาของชุมชนบา นปา แดง
เอกชัย แสงโสดา
๑๐๕ อาหารพน้ื บา นเพชรบูรณ :
เมี่ยงโคน (คน) : เม่ยี งน้ำปลาราของชาวไทหลม
กองบรรณาธกิ าร
๑๑๒ ประมวลภาพกิจกรรม สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม
ขอเขียนหรอื บทความใดๆ ที่ตพี ิมพเ ผยแพรในวารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ เปน
ความคดิ เหน็ เฉพาะตวั ของผเู ขยี น สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรมและกองบรรณาธกิ าร
ไมจ ำเปน ตอ งเหน็ ดว ย และไมมขี อ ผกู พันดวยประการใด
เจดียทรงยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุ :
หลักฐานการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายังเมืองเพชรบูรณ
ธีระวัฒน แสนคำ
ที่ปรึกษากลุมประวัติศาสตรสองขางทาง
ภาควิชาประวัติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร
เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู หรอื ทรงพมุ ขา วบณิ ฑ เปน สถาปต ยกรรมทป่ี รากฏ
เกย่ี วกบั การสรา งวา นยิ มสรา งขน้ึ เฉพาะในสมยั สโุ ขทยั และปรากฏเฉพาะในบา นเมอื ง
ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ งทางการเมอื งและวฒั นธรรมกบั เมอื งสโุ ขทยั โดยเปน เจดยี พ ระมหาธาตุ
ประจำเมืองในเมืองที่อยูภายใตการปกครองของอาณาจักรสุโขทัย เชน เมืองนครชุม
เมอื งตากเกา เปน ตน และอาจเปน เจดยี ป ระธานหรอื เจดยี บ รวิ ารในวดั ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ ง
กบั คณะสงฆเ มอื งสโุ ขทยั หรอื ราชวงศส โุ ขทยั ในบา นเมอื งทอ่ี ยนู อกเขตอาณาจกั รสโุ ขทยั
เชน เมืองเชียงใหมและเมืองแพรกศรีราชา (อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท) เปนตน
(คทา จนั ทลกั ขณา, ๒๕๔๕ : ๕๑ - ๒๖๐)
4 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
เมืองเพชรบูรณเปนเมืองโบราณขนาดใหญในลุมแมน้ำปาสัก ซึ่งอยูทางดาน
ตะวนั ออกของเมอื งสโุ ขทัย ภายในวัดมหาธาตกุ ลางเมืองเพชรบูรณ มีเจดียประธาน
ทรงยอดดอกบวั ตมู ซง่ึ มลี กั ษณะสถาปต ยกรรมทค่ี ลา ยกบั เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู ทพ่ี บ
ภายในเมอื งสโุ ขทยั และเมอื งใกลเ คยี ง ซง่ึ เปน หลกั ฐานทางโบราณคดแี ละประวตั ศิ าสตร
สถาปต ยกรรมทส่ี ำคญั ในการยนื ยนั วา เมอื งเพชรบรู ณเ คยเปน สว นหนง่ึ ของอาณาจกั ร
สโุ ขทยั ซง่ึ สอดคลอ งกบั งานวจิ ยั เรอ่ื ง “เมอื งโบราณในอาณาจกั รสโุ ขทยั ” ของรองศาสตราจารย
ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม ทม่ี ผี ลการศกึ ษาระบวุ า ชมุ ชนโบราณเมอื งเพชรบรู ณเ ปน ชมุ ชนโบราณ
แหงหนงึ่ ในเขตอาณาจกั รสโุ ขทยั (ศรศี ักร วลั ลโิ ภดม, ๒๕๕๒ : ๓๕๐ - ๓๕๑)
ดังนั้น บทความนี้ผูเขียนจึงมีจุดมุงหมายที่จะนำเสนอขอมูลเกี่ยวกับเจดียทรง
ยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุกลางเมืองเพชรบูรณ อันเปนหลักฐานสำคัญที่แสดงให
เห็นวาเมืองเพชรบูรณเคยเปนสวนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัยมากอน กอนหนาที่จะ
ตกเปนสวนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ประกอบกับใชหลักฐานดานจารึกประกอบกับการ
พจิ ารณา เพอ่ื ใหช าวเพชรบรู ณไ ดร บั รแู ละเขา ใจประวตั ศิ าสตรท อ งถน่ิ บา นเมอื งของตน
เมอื่ กวา ๗๐๐ ปท ผ่ี า นมา
เจดียทรงยอดดอกบัวตูม วัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ
วัดมหาธาตุ เปนพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยูเลขที่ ๑๗ ถนน
นกิ รบำรุง ตำบลในเมอื ง อำเภอเมืองเพชรบูรณ สงั กดั คณะสงฆม หานิกาย บรเิ วณ
วัดมีเนื้อท่ี ๑๗ ไร ๓ งาน ๓๓ ตารางวา ภายในวัดมอี าคารเสนาสนะตา งๆ หลายหลงั
พระอุโบสถเปนที่ประดิษฐาน “หลวงพองาม” พระวิหารเปนที่ประดิษฐาน “หลวงพอ
เพชรมีชยั ” นอกจากนี้ ยงั มี “พระมหาธาตุ” ซ่งึ เปน เจดียประธานของวดั (สำนักงาน
จังหวัดเพชรบูรณ, มปป. : ๖ - ๑๑)
เจดยี ป ระธานวดั มหาธาตเุ ปน เจดยี ท ส่ี รา งเปน หลกั ของวดั มหาธาตุ มขี นาดใหญ
ทส่ี ดุ ในบรรดาเจดยี อ งคอ น่ื ภายในวดั และสรา งอยใู นตำแหนง ทเ่ี ดน สมเปน ประธานแก
เจดียอื่น ปจจุบันแมไดรับการบูรณปฏิสังขรณจากเจาหนาที่กรมศิลปากรแลวตั้งแต
ป พ.ศ.๒๕๑๐ (ณฏั ฐภัทร จนั ทวชิ , ๒๕๔๓ : ๑๒) แตก พ็ บวา สว นยอดของเจดียน้ันหัก
พงั หายไป และไมไ ดม กี ารเสรมิ ยอดเจดยี ข น้ึ ใหม นกั วชิ าการดา นประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะ
และสถาปต ยกรรมสนั นษิ ฐานวา เจดยี ป ระธานองคน ม้ี ลี กั ษณะรปู ทรงและสถาปต ย-
กรรมแบบเจดียทรงยอดดอกบัวตูมศิลปะสุโขทัย แมวายอดที่เปนทรงยอดดอก-
บัวตูมจะปรักหักพังไปก็ตาม แตองคประกอบหลายอยางยังคงชัดเจนและสามารถ
ศกึ ษาถงึ รปู แบบศลิ ปะและสถาปตยกรรมได
5สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ
เจดียท รงยอดดอกบัวตมู กอนบรู ณะ เจดยี ท รงยอดดอกบัวตูมหลังบรู ณะ
ท่มี า : หอประวัติศาสตรเพชบรุ ะ เทศบาลเมอื งเพชรบรู ณ
เจดียทรงยอดดอกบัวตูมนี้ บางครั้งก็เรียกวา “ทรงพุมขาวบิณฑ” (เรียกโดย
สมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ) หรอื “ทรงทะนาน” (เรยี กโดยสมเดจ็ เจา ฟา กรมพระยา
นรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ) เปน เจดยี ท ส่ี นั นษิ ฐานวา เปน รปู แบบทช่ี า งสโุ ขทยั สรา งสรรคข น้ึ มาเอง
(ธาดา สุทธิธรรม, ๒๕๓๖ : ๖๗) แตมีสวนที่ปรับปรุงมาจากทรงปราสาทแบบขอม
(สันติ เล็กสขุ ุม, ๒๕๔๙, ๓๘)
ลกั ษณะสถาปต ยกรรมของเจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู นน้ั องคเ รอื นธาตมุ กั ตง้ั อยู
บนฐานสเี่ หลยี่ มทยี่ กสงู อันประกอบดวยชน้ั ฐานเขยี งเปน ช้ันลางสุดและนยิ มกอสราง
ซอนกันหลายชั้น (เชน ๓ - ๔ ชั้น) ถัดขึ้นมาจะเปนฐานบัว (ฐานปทม) ซึ่งอาจเปน
ฐานบวั ธรรมดาหรอื ฐานบวั ลกู แกว (คอื มกี ารปน ปนู เปน สนั นนู ออกมาเปน เสน โดยรอบ
ซึ่งเรียกวาลูกแกว ลูกแกวอาจวางอยูสวนกลางของทองไม คือ ระนาบที่ลึกที่สุดของ
ฐานบวั หรอื วางเปนจังหวะในสว นบนและลางของทองไมนนั้ ) หากเจดยี ท รงยอดดอก
บัวตูมจะเพิ่มสวนฐานใหสูงขึ้นไปอีกก็จะกอสรางเปนฐานแวนฟา โดยฐานนี้ก็จะวาง
ซอ นอยบู นฐานบวั อาจมหี ลายชน้ั และจะมรี ปู แบบเปน ฐานบวั เชน กนั แตม กั นยิ มยอ มมุ
(ยอไม) การยอมุมจึงเริ่มจากชั้นนี้ จากนั้นจึงเปนสวนของเรือนธาตุที่ยอมุมเชนกัน
บนเรอื นธาตุอาจมีซุมพระประดษิ ฐานอยูทัง้ สท่ี ิศหรอื เปน เรอื นตนั เรือนธาตุจะรองรบั
ดอกบัวตูมซึ่งเปนสวนของยอดธาตุ ที่โคนหรือฐานดอกบัวมักทำเปนกลีบขนุนขึ้นมา
รองรบั บนผวิ ดอกบวั ตูมอาจปนลวดลายเปน กลบี บวั และปลายดอกบวั จะเปน สว น
ยอดธาตุ อาจมีบวั กาบปลี ปลอ งไฉน ปลียอดและเมด็ นำ้ คา งเปน ลำดับขึ้นไป (ธาดา
สทุ ธธิ รรม, ๒๕๓๖ : ๖๙ ; สนั ติ เลก็ สุขมุ , ๒๕๔๙ : ๔๘)
6 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
เจดียว ัดวังพระธาตุ ตำบลไตรตรึงษ เจดยี วดั กะโลทัย ตำบลในเมือง เจดียว ัดตระพงั เงนิ ตั้งอยูภ ายใน
อำเภอเมืองกำแพงเพชร อำเภอเมืองกำแพงเพชร อทุ ยานประวัตศิ าสตรสโุ ขทัย
จงั หวัดกำแพงเพชร จังหวดั กำแพงเพชร จังหวดั สุโขทัย
ศาสตราจารย ดร.สนั ติ เลก็ สขุ มุ กลา ววา รปู แบบของเจดยี ท รงนเ้ี กดิ ขน้ึ ในศลิ ปะ
สโุ ขทยั นยิ มสรา งกนั เพยี งในชว งเวลาของสมยั ศลิ ปะสโุ ขทยั เทา นน้ั ความทเ่ี จดยี ท รงน้ี
มีลักษณะเฉพาะของศิลปะสุโขทัย ไมเหมือนเจดียอื่นใด และไดรับความนิยมอยูใน
ชว งเวลาทก่ี รงุ สโุ ขทยั เปน ศนู ยก ลางแหง อำนาจ ทำใหน า คดิ วา เปน เพราะลกั ษณะเฉพาะ
ทีเ่ ดนชัดของเจดีย เปน สัญลักษณข องแควน สุโขทยั เปน เหตใุ หไมไ ดร ับความนิยมอีก
ตอ ไปภายหลงั ทีส่ ุโขทยั หมดอำนาจและถูกรวมอยูใ นอาณาจกั รอยุธยา ซ่ึงอาจนบั เปน
เหตผุ ลอยา งหน่ึงทางดานการเมอื งดวยกเ็ ปน ได (สันติ เล็กสุขมุ , ๒๕๕๒ : ๔๔)
สำหรบั เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู วดั มหาธาตเุ มอื งเพชรบรู ณ มลี กั ษณะคลา ยกบั
เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู ทพ่ี บในเขตเมอื งโบราณอน่ื ในเขตอาณาจกั รสโุ ขทยั เชน เจดยี
ประธานวัดเจดียก ลางทุง (เมืองนครชมุ ) วัดวงั พระธาตุ (เมืองไตรตรงึ ษ) วดั กะโลทยั
(เมืองกำแพงเพชร) จังหวดั กำแพงเพชร เจดยี ย ทุ ธหตั ถี (เมอื งตาก) จังหวดั ตาก และ
เจดยี ป ระธานวดั เจดยี เ จด็ แถว (เมอื งศรสี ชั นาลยั ) วดั ตระพงั เงนิ (เมอื งสโุ ขทยั ) จงั หวดั
สุโขทัย เปนตน แตเจดียทรงยอดดอกบัวตูมวัดมหาธาตุเมืองเพชรบูรณคอนขางจะมี
ขนาดเล็กและปอมเตย้ี กวา เจดียองคอ ่นื ๆ
7สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
วัดมหาธาตุและเจดียทรงยอดดอกบัวตูม :
สัญลักษณการขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยในเมืองเพชรบูรณ
การทเ่ี มอื งเพชรบรู ณม กี ารสรา งพระมหาธาตุ อยา งดี เพราะสถานทป่ี ระดษิ ฐานพระศรรี ตั นมหา-
และวดั มหาธาตขุ น้ึ กลางเมอื งนน้ั แสดงใหเ หน็ ถงึ ธาตหุ รอื พระมหาธาตนุ น้ั เปน สญั ลกั ษณข องความ
ความเปนเมืองใหญของเมืองเพชรบูรณ ชื่อวัด รงุ เรอื งและความมง่ั คง่ั ของชมุ ชนดว ย (ธดิ า สาระยา,
มหาธาตุเปนสิ่งที่แสดงใหเห็นวา ภายในวัดมี ๒๕๓๙ : ๒๔)
พระมหาธาตุ ซง่ึ นา จะสรา งขน้ึ เพอ่ื ใหเ ปน สง่ิ คบู า น
คูเมือง (สมคิด จิระทัศนกุล, ๒๕๕๔ : ๑๙ - ๒๐) แตการสรางเจดียทรงยอดดอกบัวตูม
ดังนั้น เจดียทรงยอดดอกบัวตูมของวัดมหาธาตุ ข้ึนเปนพระมหาธาตุกลางเมืองเพชรบูรณน้ัน
จึงเปนส่ิงสำคัญหรือเปนเจดียสำคัญประจำเมือง คอนขางท่ีจะมีนัยทางดานการเมืองการ
เพชรบรู ณด ว ย (ต. อมาตยกลุ , ๒๕๐๔ : ๔๘ ; สมเดจ็ ปกครองแฝงอยู กลา วคอื
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๕๔๓ : ๑๓๔)
ในชว งกอ นหนา รชั สมยั พระมหาธรรมราชา
รองศาสตราจารย ศรีศักร วัลลิโภดม ได ท่ี๑ (ลไิ ท) สภาพการเมอื งการปกครองของอาณาจกั ร
เสนอวา การสรางพระมหาธาตุขึ้นกลางเมืองนั้น สโุ ขทัยไดม คี วามออ นแอเปน อยา งมาก เมืองเลก็
ไดรับอิทธิพลมาจากคติความเช่ือเรื่องการสราง เมอื งนอ ยตา งกแ็ ยกเปน อสิ ระ พระมหาธรรมราชา
ปราสาทกลางพระนครในลกั ษณะทเ่ี ปน เขาพระสเุ มรุ ที่ ๑ ซึ่งในขณะนั้นครองเมืองศรีสัชนาลัยจึงได
อันเปนศูนยกลางของจักรวาลของเขมรโบราณ ยกทพั มายดึ เมอื งสโุ ขทยั และขน้ึ ปกครองอาณาจกั ร
แนวคิดเชนน้ีไดสงผานขึ้นไปยังเมืองหริภุญไชย สโุ ขทัย
และทำใหพระเจาอาทิตยราชทรงนำมาใชในการ
สรา งพระมหาธาตขุ น้ึ กลางเมอื งกไ็ ด คตกิ ารสรา ง จากนน้ั พระองคก พ็ ยายามทจ่ี ะฟน ฟอู ำนาจ
พระบรมธาตุขึ้นเปนหลักของนครนี้จึงแพรหลาย ของอาณาจักรใหเปนดังเดิม จึงไดใชพระพุทธ-
อยทู ว่ั ไปในดนิ แดนประเทศไทยตง้ั แตพ ทุ ธศตวรรษ ศาสนาแบบลงั กาวงศเปน เครอื่ งมอื สำคญั การที่
ท่ี ๑๗ - ๑๘ ลงมา นครสำคญั ๆ ในภาคกลางตง้ั แต พระองคท รงเลอื กใชพ ระพทุ ธศาสนาแบบลงั กาวงศ
ลพบุรี สพุ รรณบุรี เพชรบรุ ี และราชบรุ ี ลว นมี นั้น ผูเขียนสันนิษฐานวาคงมีสาเหตุสืบเนื่องมา
การสรา งพระมหาธาตุข้ึนกลางนครท้งั สิ้น (ศรศี ักร จากชว งกอ นและหลงั ขน้ึ ครองราชยไ มน าน พระองค
วัลลิโภดม, ๒๕๒๕ : ๒๖ - ๒๗) ไดท ำสงครามปราบปรามพระราชวงศฝ า ยตรงขา ม
ทเ่ี มอื งสโุ ขทยั (กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๘ : ๒๙๖) และ
ดงั นน้ั วดั มหาธาตเุ มอื งเพชรบรู ณก ค็ งมคี ติ เจา เมอื งตา งๆ หลายเมอื งในอาณาจกั รทพ่ี ยายาม
การสรางเชนเดียวกันกับบรรดาเมืองตางๆ ที่อยู แยกตนเปน อสิ ระ(กรมศลิ ปากร,๒๕๔๘:๗๖) อาจ
ใกลเคียง ถึงแมวาสถานะของเมืองอาจจะไมใช ทำใหภ าพลักษณข องพระองคไมด นี ัก สิ่งสำคญั
ศูนยกลางทางการเมืองการปกครองที่มีอำนาจใน ทจ่ี ะทำใหพ ระราชวงศแ ละเจา เมอื งใหญน อ ยยอมรบั
ภูมิภาค แตการสรางพระมหาธาตุขึ้นกลางเมือง ในอำนาจและสิทธิธรรมของพระองคไดก็คือ
เพชรบูรณก็ถือเปนสัญลักษณท่ีสะทอนใหเห็นถึง ความเชอ่ื ทางพระพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะอยา งยง่ิ
ความเปนเมืองใหญของเมืองเพชรบูรณไดเปน เกยี่ วกับ “คติธรรมราชา” (พระราชาผูทรงธรรม)
8 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔
จารึกเขาสุมนกฏู พบท่เี ขาพระบาทใหญ ดงั นน้ั การทพ่ี ระองคท รงนมิ นตพ ระสงั ฆราช
ตำบลเมอื งเกา อำเภอเมือง จงั หวดั สโุ ขทยั จากเมอื งนครพนั (เมาะตะมะ) ซง่ึ สบื ทอดพระธรรม
คำสอนของพระพทุ ธเจา มาจากลงั กา อนั เปน ศนู ย-
ทีม่ า : โครงการฐานขอ มูลจารึกในประเทศไทย. กลางทางการศึกษาและเผยแผพระพุทธศาสนา
ศนู ยมานษุ ยวทิ ยาสิรนิ ธร (องคการมหาชน), ๒๕๔๖. ในขณะนั้นใหเขามาเผยแพรพระพุทธศาสนาน้ัน
(กรมศิลปากร, ๒๕๔๘ : ๓๐๒ - ๓๐๔) จึงเปน
เสมอื นการนำความเชอ่ื คตธิ รรมราชาเขา มาเผยแพร
ใหเ ปน ทย่ี อมรบั นบั ถอื ของผคู นพลเมอื ง ซง่ึ สง ผล
ใหเ กดิ ทศั นคตใิ หมว า พระองคท รงเปน ธรรมราชา
ทรงเปน องคศ าสนปู ถมั ภก และทรงผนวชเปน พระ
ภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนา (กรมศิลปากร, ๒๕๔๘ :
๓๐๒ - ๓๐๔) ซง่ึ สอ่ื ใหเ หน็ วา พระองคม สี ทิ ธธิ รรม
ในการปกครองอาณาจักร รวมทั้งทรงโปรดสราง
ศาสนสถานตา งๆ ดงั ไดม กี ารสรา งสรรคง านศลิ ปะ
สถาปตยกรรมขึ้นมาใหม นั่นก็คือ เจดียทรงยอด
ดอกบัวตูม ซึ่งพบวามีการสรางเปนพระมหาธาตุ
ประจำเมืองท่ีรวมสมัยกับเมืองสุโขทัยหลายเมือง
ความพยายามดังกลาวนี้เปนการใชความเช่ือทาง
พระพุทธศาสนาเขาไปในทองถิ่นตางๆ เพื่อเปน
เครื่องมือสำคัญในการขยายอำนาจทางการเมือง
ดว ย (ธีระวัฒน แสนคำ, ๒๕๕๓ : ๙)
ดังนั้น เจดียทรงยอดดอกบัวตูมจึงเปน
สัญลักษณของการขยายอำนาจทางการเมือง
การปกครองของอาณาจักรสุโขทัย (ตั้งแต
รชั กาลพระมหาธรรมราชาท่ี๑ลงไป) ในเมอื ง
ตางๆ ทอ่ี ยภู ายใตก ารปกครอง ซงึ่ ก็มี “เมอื ง
เพชรบรู ณ” เปน เมอื งหนง่ึ ในจำนวนเมอื งตา งๆ
นน้ั ดงั ปรากฏหลกั ฐานประวตั ศิ าสตรท เ่ี กย่ี วขอ งวา
การขยายอำนาจเขามาปกครองเมือง
เพชรบูรณของอาณาจักรสุโขทัยนาจะเกิดขึ้นใน
รชั สมัยพระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ขอความในจารกึ
เขาสุมนกูฏซึ่งจารึกขึ้นในป พ.ศ.๑๙๑๑ สมัย
พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ไดแ สดงใหเห็นเงอื่ นงำวา
เมืองสุโขทัยไดแผอำนาจเขาครอบครองบริเวณ
ลุมแมน้ำปาสักตอนบน ดังปรากฏความระบุวา
9สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ
แแผนทีแ่ สดงชมุ ชนบานเมืองและรฐั บางแหงทส่ี ำคัญใน (สยาม) ประเทศไทย หลงั พ.ศ.๑๗๐๐ หรอื ราว ๘๐๐ กวาปม าแลว
ท่มี า : แผนที่ประวตั ิศาสตร (สยาม) ประเทศไทย, ๒๕๕๐.
10 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔
บทสรุป
พระองคยกกองทัพไปปราบปรามบานเมืองทาง จากเน้ือหาบทความที่ผูเขียนนำเสนอมา
ตะวันออก “ยังพระสักรอดสิ้น” (กรมศิลปากร, ขา งตน ไดแ สดงใหเ หน็ วา เจดยี ท รงยอดดอกบวั ตมู
๒๕๔๘:๙๖) จากขอ ความในจารกึ คำวา “พระสกั ” หรือเจดียพระมหาธาตุที่วัดมหาธาตุกลางเมือง
น้ัน นกั วิชาการเห็นพอ งตองกนั วานาจะหมายถงึ เพชรบูรณนั้นเปนเจดียท่ีสรางขึ้นในสมัยสุโขทัย
บานเมืองในลุมแมน้ำปาสักตอนบน อันมีเมือง และเปนหลักฐานโบราณคดีสำคัญที่ชวยสนับ
เพชรบูรณเปนเมืองหลัก (กระทรวงศึกษาธิการ, สนุนหลักฐานดานจารึกซ่ึงแสดงใหเห็นถึงการ
๒๕๔๓ : ๑๒๐ ; ประเสรฐิ ณ นคร, ๒๕๔๙ : ๔๑, ขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายังเมือง
๕๗ ; ศรีศกั ร วัลลโิ ภดม, ๒๕๕๒ : ๓๕๐ ; สุจิตต เพชรบูรณตั้งแตรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑
วงษเ ทศ, ๒๕๓๙ : ๒๕๖) ลงมาไดเปนอยางดี
แตเนื่องจากวาเราไมปรากฏหลักฐาน นอกจากนี้ ในจารึกสุโขทัยยังไดกลาวถึง
เก่ียวกับชื่อเมืองเพชรบูรณในจารึกสุโขทัยที่ทำข้ึน ชื่อเมืองอีกหลายเมืองที่อยูในอาณาจักรสุโขทัย
กอ นหนา พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ เลย ทำใหน กั วชิ าการ ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนสันนิษฐานวามีบางเมือง
บางคนสันนษิ ฐานวา ในสมยั พระมหาธรรมราชา อาจจะตง้ั อยใู นลมุ แมน ำ้ ปา สกั การศกึ ษาคน ควา
ที่ ๑ การสรางเมืองเพชรบูรณอาจจะยังไมเต็มที่ และสำรวจภาคสนามตามชุมชนโบราณตางๆ ใน
ครั้นถึงรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๒ จึงมีการ ลมุ แมน ำ้ ปา สกั จงั หวดั เพชรบรู ณ อาจทำใหเ ราพบ
สรา งเมอื งขน้ึ อยา งชดั เจน และการสรา งเจดยี ท รง รองรอยซากโบราณสถานหรือซากเจดียทรงยอด
ยอดดอกบัวตูมขึ้นกลางเมืองเพชรบูรณนี้ นาจะ ดอกบัวตูมตามชุมชนโบราณในบริเวณดังกลาวนี้
สรางข้นึ ในรชั สมัยพระมหาธรรมราชาท่ี ๒ เพราะ ก็เปนได หากมีการพบจริงก็จะเปนหลักฐานใหม
ที่วัดอโศการามซึ่งเปนที่ท่ีพบจารึกกลาวถึงเมือง ทางดานการศึกษาประวัติศาสตรไทย และเปน
เพชรบูรณเองก็มีการสรางเจดียท่ีสมเด็จพระราช หลักฐานท่ีแสดงใหเห็นถึงการขยายอำนาจของ
เทวีศรีจุฬาลักษณโปรดใหสรางขึ้นเปนทรงยอด อาณาจกั รสโุ ขทยั มายงั บา นเมอื งในลมุ แมน ำ้ ปา สกั
ดอกบัวตูมเชน กัน นบั เปนสง่ิ สืบเนื่องมาจากการ ไดเปนอยา งดอี กี ดวย
รเิ รม่ิ ในรชั กาลพระมหาธรรมราชาท่ี ๑ กไ็ ด (ศรศี กั ร
วลั ลิโภดม, ๒๕๕๒ : ๓๕๐ - ๓๕๑) ผเู ขยี นขออาศยั พน้ื ทส่ี ว นทา ยของบทความน้ี
ฝากถงึ ผมู สี ว นเกย่ี วขอ งในการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร
แตอยางไรก็ตาม การพบเจดียทรงยอด ทองถ่ินจังหวัดเพชรบูรณท้ังภาครัฐและเอกชน
ดอกบวั ตมู ซง่ึ สรา งขน้ึ เปน พระมหาธาตปุ ระจำเมอื ง รวมไปถึงชาวเมืองเพชรบูรณทุกคน ไดรวมแรง
เพชรบรู ณ ก็เปน หลักฐานทางโบราณคดีและ รวมใจกันศึกษาคนควาหรือสำรวจชุมชนโบราณ
ประวตั ศิ าสตรส ถาปต ยกรรมทแ่ี สดงใหเ หน็ ถงึ ในจงั หวัด และอนุรกั ษแ หลง โบราณคดีหรือศลิ ป-
การขยายอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยมายัง วัฒนธรรมของทองถิ่น ถึงแมวาเราอาจจะไมพบ
เมืองเพชรบูรณไ ดเ ปน อยา งดี รอ งรอยซากเจดยี ท รงยอดดอกบวั ตูม แตเ ราอาจ
จะพบขอมูลใหมเก่ียวกับประวัติศาสตรทองถิ่น
จงั หวดั เพชรบรู ณท น่ี า สนใจอยา งทเ่ี ราไมเ คยคาดคดิ
มากอนกเ็ ปนได
11สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ
บรรณานุกรม
คทา จนั ทลกั ขณา. การศกึ ษาเจดยี ท รงพุมขา วบิณฑใ นสมยั สุโขทัย. วทิ ยานพิ นธศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาวิชาประวตั ศิ าสตรส ถาปตยกรรม มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๕.
จังหวัดเพชรบูรณ, สำนักงาน. คูมอื ทองเท่ียวทางพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบรู ณ. เพชรบูรณ :
สมาคมธุรกจิ ทองเท่ยี วจงั หวัดเพชรบูรณ, มปป.
ณฏั ฐภทั ร จนั ทวชิ . “โบราณสถานทส่ี ำคัญในจงั หวดั เพชรบรู ณ” . โลกประวัตศิ าสตร. ปท ่ี ๖ ฉบับท่ี ๓
กรกฎาคม - กนั ยายน ๒๕๕๓.
ต. อมาตยกุล. นิทานประวัติศาสตรแ ละโบราณคด.ี พระนคร : นยิ มวิทยา, ๒๕๐๔.
ธาดา สุทธิธรรม. สถาปตยกรรมสโุ ขทัย. ขอนแกน : คณะสถาปต ยกรรมศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน , ๒๕๓๖.
ธดิ า สาระยา. ประวัติศาสตรส โุ ขทัย : พลงั คน อำนาจผี บารมพี ระ. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๓๙.
ธรี ะวัฒน แสนคำ. “การเมืองและศาสนา : การขยายอิทธพิ ลของกรุงสุโขทัยสเู มอื งในลมุ นำ้ ปง
เขตจังหวดั กำแพงเพชร”. ใน วารสารพิกลุ คณะมนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั กำแพงเพชร. ปที่ ๘ ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม - ธันวาคม ๒๕๕๓.
ประเสรฐิ ณ นคร. ประวตั ศิ าสตรเ บ็ดเตลด็ : รวมบทนิพนธ “เสาหลักทางวชิ าการ” ของศาสตราจารย
ดร.ประเสรฐิ ณ นคร. กรงุ เทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๙.
รงุ โรจน ภิรมยอนกุ ลู . “เมอื งลมุ บาจายอยูล ำน้ำสกั ”. ใน สยามรฐั สปั ดาหว ิจารณ. ปท ี่ ๕๘ ฉบับที่ ๑๙
๒๘ ม.ค. - ๓ ก.พ. ๒๕๕๔.
ศกึ ษาธิการ, กระทรวง. ประวัติศาสตรไทย : จะเรยี นจะสอนกันอยา งไร. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พก ารศาสนา, ๒๕๔๓.
ศรศี ักร วลั ลิโภดม. “ความสำคญั ของวดั พระศรรี ตั นมหาธาตุเมืองพษิ ณุโลกในทางประวัตศิ าสตรแ ละ
โบราณคด”ี . ใน บุญเทียม แสงศริ ิ (บรรณาธิการ). ทร่ี ะลกึ ทำบญุ อายุครบ ๖ รอบ
พระราชรัตนรงั ษี. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พการศาสนา, ๒๕๒๕.
ศรีศกั ร วลั ลิโภดม. ความหมายพระบรมธาตุในอารยธรรมสยามประเทศ. กรงุ เทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๔๖.
ศรีศักร วลั ลโิ ภดม. เมอื งโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรงุ เทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๒.
สมคดิ จิระทัศนกลุ . รเู รอ่ื งวัด วหิ าร โบสถ เจดีย พทุ ธสถาปตยกรรมไทย. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๔.
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. นทิ านโบราณคดี. กรงุ เทพฯ : บรรณาคาร, ๒๕๔๓.
สันติ เลก็ สขุ ุม. เจดีย ความเปน มาและคำศพั ทเรียกองคประกอบเจดียในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มตชิ น, ๒๕๕๒.
สนั ติ เลก็ สุขุม. ศิลปะสโุ ขทยั . กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๔๙.
สำนกั ศิลปากรที่ ๑ ราชบรุ ี กรมศลิ ปากร. วดั มหาธาตวุ รวิหาร จงั หวัดราชบรุ .ี กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๒.
สจุ ิตต วงษเทศ. กรุงสุโขทยั มาจากไหน?. กรงุ เทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๘.
12 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
“บานมง” ทับเบิก :
เสนหแหงสถาปตยกรรมพื้นถิ่น
มานะ อินพรมมี
สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
เสนทางอนั แสนคดเคีย้ ว และสภาพเขาสูงชนั ในพนื้ ท่ีของตำบลวังบาล อำเภอ
หลมเกา จงั หวัดเพชรบูรณ เปนสัญญาณบอกวา สถานทขี่ า งหนา ทีก่ ำลงั จะไดเ ห็นคอื
ภาพความงดงามของเทือกเขาที่เรียงรายซอนตัวกันอยางสวยงาม กวางใหญและนา
อศั จรรย ดงึ ดดู ใหผ คู นจากทว่ั ทกุ สารทศิ หลง่ั ไหลเขา มาสมั ผสั แตค วามงามของธรรมชาติ
ไมใ ชสง่ิ เดียวท่นี าหลงใหล เพราะท่ีน่ยี ังมเี สนหข องวถิ ีชวี ิต ประเพณี พธิ กี รรม การ
แตง กายของผคู นในหมบู า น โดยเฉพาะบา นเรอื นอาศยั หรอื ทห่ี ลายคนรจู กั และเรยี กขาน
กนั วา “บา นมง ทบั เบกิ ” นบั เปน สถาปต ยกรรมพน้ื ถน่ิ ทน่ี า คน หา เพยี งแคเ ดนิ เขา ไปใน
หมบู า นกส็ มั ผสั ไดถ งึ ความศรทั ธาในการใชช วี ติ ซง่ึ ถกู ผกู โยงรอ ยสมั พนั ธไ วก บั ความเชอ่ื
สะทอ นออกเปน ตวั ตนความเปน มง และการถอื มน่ั ในสง่ิ ทเ่ี ปน มงคลเพอ่ื เปน หลกั ใจใน
13สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ
พนื้ ที่การใชงานภายในบานมงที่ภูทบั เบกิ
การดำเนนิ ชวี ิตประจำวนั บา นแตละหลังแมร ูปทรงจะไมยง่ิ ใหญและรูปแบบของบาน
อาจจะไมเขาถึงในหลักการของงานศิลปะ แตคนที่นี่สรางสรรคที่อยูอาศัยออกมาได
สอดคลอ งกบั สภาพแวดลอ มของสงั คมมง ทง้ั การตอบสนองหนา ทใ่ี ชส อยทางกายภาพ
และยึดโยงขนบธรรมเนยี มประเพณีของกลมุ ชนไวไ ดอ ยา งนา ภูมิใจ
บานทับเบิก ภูสูงของหลมเกา
แตเดิมบานทับเบิกมีชื่อเรียกวา “ถ้ำเบิก” เนื่องจากบริเวณนี้เคยมีถ้ำศักดิ์สิทธิ์
ซง่ึ ชาวบา นหรอื ผคู นทเ่ี ดนิ ทางผา นตา งเชอ่ื กนั วา จะตอ งบอกกลา วสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธใ์ิ นถำ้ กอ น
เพอ่ื ขอเบกิ ผา นทาง และเพอ่ื ใหก ารเดนิ ทางครง้ั นน้ั รอดปลอดภยั ไมม อี นั ตรายในทาง
ขา งหนา โดยถำ้ แหง นอ้ี ยหู า งจากดา นปา ไมต รงทางแยกเขา หมบู า นทางทศิ ตะวนั ออก
ประมาณ ๑ กโิ ลเมตร แตป จ จบุ นั ถกู ดนิ พงั ทบั ถมปากถำ้ จนไมส ามารถมองเหน็ ไดแ ลว
ชอื่ ทเ่ี รียกกนั ตอมาจงึ เปน “ทบั เบกิ ”
กวา ๘๐ ปแลวที่หมูบานแหงนี้เกิดและเติบโตขึ้นทามกลางภูเขาและหนาผาที่
สูงชัน เปนการตั้งรกรากของชาวมงซึ่งแวดลอมดวยทิวทัศนสวยงามของธรรมชาติ
ดานหลังของหมูบานสามารถมองเห็นตัวเมืองตางๆ ของจังหวัดเพชรบูรณ ทั้งเมือง
หลม เกา หลม สัก น้ำหนาว เขาคอ และมองไดก วา งไกลไปจนถงึ จงั หวดั เลย ชดั เจน
ทง้ั ภกู ระดงึ ภเู รอื ภหู ลวง และภหู อ โดยพน้ื ทข่ี องบา นทบั เบกิ อยหู า งจากอำเภอหลม เกา
ประมาณ ๓๐ กโิ ลเมตร มหี มอกและอากาศทห่ี นาวเยน็ ปกคลมุ ตลอดทง้ั ป จนไดช อ่ื วา
เปน “เมืองในหมอก” ที่สวยงามแหงหนึ่งของเมืองไทย และไดรับการพัฒนาดานการ
คมนาคมอยา งดดี ว ยถนนยทุ ธศาสตรล าดยางตลอดสาย เสน ทางสามแยกบา นโจะโหวะ
ถึงภูหินรองกลา จะผานชุมชนบานทับเบิกโดยมีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กแยกเขาสู
หมบู า นระยะทาง ๖ กิโลเมตร
14 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔
มงทับเบิก กาลเวลาเปลี่ยน ตัวตนยังคงเดิม
ชาวมง มถี นิ่ กำเนดิ จากตอนเหนือของเอเชยี อพยพลงมาทางใตของจนี เขามา
ในดนิ แดนไทยตง้ั แตป พ.ศ. ๒๔๐๐ ตง้ั ถน่ิ ฐานบนเขาสงู และทร่ี าบเชงิ เขา ตง้ั แตจ งั หวดั
เชยี งราย เชยี งใหม พิษณโุ ลก เพชรบรู ณ ตาก เลย ฯลฯ โดยชาวเขาเผา มงที่เขา มา
ในจังหวัดเพชรบูรณ คือ มงน้ำเงินและมงขาว อพยพมาตามเทือกเขาหลวงพระบาง
ประเทศลาว และมงขาวสวนหนึ่งไดเลือกตั้งหมูบานใหมขึ้นที่บานทับเบิก ซึ่งมงขาว
แหงบานทับเบิกนี้เคยเขาไปเก่ียวพันกับการเมืองในชวงการตอสูระหวางรัฐบาลและ
พรรคคอมมิวนิสต เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๐ จนหมูบานลมสลายเพราะชาวบานหนีเขาปา
จบั อาวุธตามคำปลุกระดมของพรรคคอมมวิ นสิ ต ตอ สูกบั รฐั บาลอยูนานถงึ ๑๖ ป จงึ
วางอาวธุ และเขา มอบตวั เปน ผรู ว มพฒั นาชาตไิ ทย และกลบั เขา สหู มบู า นสรา งบา นเรอื น
อาศัย
ปจ จุบันชุมชนทบั เบกิ มีอยูดว ยกัน ๒ หมูบา น คือ หมูท่ี ๑๔ (บานทับเบิกเดิม)
และหมูที่ ๑๖ (บานทับเบิกใหม) ตำบลวังบาล รวม ๕๖๓ ครัวเรือน ประชากรรวม
๒,๗๔๑ คน (องคการบริหารสวนตำบลวังบาล, ๒๕๕๕) ทั้งหมดประกอบอาชีพทำไร
ทง้ั กะหล่ำปลี ขงิ ขา วไร ขา วโพด ถวั่ ลันเตา ลกู ทอ และลน้ิ จ่ี
จากจุดเริ่มตนของการอพยพรอนแรมมาจนเจอแหลงอาศัยที่ตั้งถิ่นฐาน ผาน
กระแสการเมืองการปกครองที่ตองแลกชีวิตชดใชอุดมการณ จนกระทั่งไดภาคภูมิใจ
กบั สถานะของพลเมืองไทย ชาวมงเหลา นี้ไมเคยทิ้งความผกู พันทีม่ ีตอขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี วิถีชีวิต พิธีกรรมและความเชื่อที่เปนเอกลักษณ ทั้งงานประเพณีปใหม
การแตงงาน พิธีสูขวัญ การขึ้นบานใหม งานศพ หรือแมกระทั่งการกินอยู และที่
สำคญั เปน ลกั ษณะเฉพาะของชาวมงทบั เบกิ กค็ ือบานเรอื นอาศัย ซง่ึ แมวาในปจ จุบนั
ตวั เรอื นภายนอกจะถกู ปรบั เปลย่ี นใหท นั สมยั คงทนถาวรมากขน้ึ แตภ ายในบา นแตล ะ
หลังพวกเขายงั คงยดึ โยงอยกู ับความเชื่อและพธิ ีกรรมด้งั เดิมแทบท้ังหมด
15สำนกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
ลักษณะบานมงแบบดั้งเดิมทภ่ี ทู บั เบิก
บานมงทับเบิก กาลเวลาทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลง โดย
เปลี่ยนแปลงแตไมเปลี่ยนไป บา นมง ในปจ จบุ นั มกี ารนำวสั ดจุ ากภายนอกเขา มา
กอ สรางเพ่ือความคงทน และสรา งบานตามแบบ
บานมงแบบด้ังเดิมปลูกโดยใชวัสดุจาก ของชาวไทยพื้นราบมากขึ้น โดยมีทั้งหลังที่ยึด
ธรรมชาตทิ ง้ั หมด เปน บา นชน้ั เดยี วรปู ทรง ๔ เหลย่ี ม โครงสรา งแบบเดมิ แตป รบั การใชว สั ดกุ อ สรา งใหม
ผืนผา ปลูกติดกับพื้นดินและใชดินเปนพื้นเรือน เพอ่ื ความแขง็ แรงทนถาวร เชน เปลย่ี นหลงั คาจาก
หลงั คาเปน รปู สามเหลย่ี มปา น มงุ กนั แดดฝนและ ใบจากมาเปน สงั กะสเี พอ่ื ทจ่ี ะไดไ มต อ งคอยเปลย่ี น
ลมดวยใบจากหรือหญาคาหรือไมแผนตอกดวย หลงั คาทกุ ป เปลย่ี นผนงั จากไมเ ปน อฐิ บลอ็ กเพอ่ื
ตะปู โครงสรางบานใชไมเนื้อแข็งหรือไมไผสับ ความแข็งแรง เปน ตน โดยบา นในลกั ษณะน้ีจะมี
มี ๒ ประตู ไมมีหนาตาง ภายในบานโลงกวาง อยเู ปน จำนวนมากประมาณรอ ยละ ๖๐ ของบา นมง
โดยมีการก้ันหองนอนของพอแมไวเพียงหองเดียว ทัง้ หมด สว นท่เี หลอื อีกรอยละ ๓๐ จะเปนบานที่
ที่เหลือจะถูกแบงเปนสัดสวนสำหรับการประกอบ ปรับโฉมจากเดมิ ไปแบบสนิ้ เชงิ โดยลกั ษณะภาย
อาหาร มีเตาไฟ มีอุปกรณทำกิน เก็บผลผลิต นอกจะคลายกบั บานของชาวไทยพ้นื ราบ คือ เปน
ทางการเกษตร ทานอาหารและรับแขกกันหนา บานปูนยกพื้นชั้นเดียวหรือสองชั้น แยกสัดสวน
เตาไฟ เรียกวากินนอนอยูภายในบานหลังเดียว ของหองนอนและหองตางๆ โดยแยกหองครัว
ซ่ึงปจจุบันบานมงแบบด้ังเดิมมีเหลืออยูเพียงไมก่ี ออกมาอีกหองหนึ่ง หลังคามุงดวยสังกะสีหรือ
หลงั คาเรอื นเทา นน้ั หรอื ประมาณรอ ยละ ๑๐ ของ กระเบื้อง ผนังเปนปูนทั้งหมด มีชองหนาตาง
บานมงท้ังหมด แทบทกุ ดา นของผนงั สว นพ้นื เทปนู หรือคอนกรตี
และปูดว ยกระเบือ้ ง
16 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
ทั้งหมดนี้คือบานมงทับเบิกในปจจุบัน ที่ ๑
มองแบบผิวเผินอาจจะคิดวาชาวมงที่นี่ตานทาน
กระแสสมัยใหมไมไดจนยอมเปล่ียนแปลงวิถีชีวิต
แตความจริงแลวบานมงทับเบิกยังคงผูกโยงไวกับ
การดำเนนิ วถิ ชี วี ติ แบบดง้ั เดมิ โดยคงสบื ทอดตวั ตน
ของบรรพบุรุษเอาไว ดวยจิตวิญญาณที่ยึดมั่น
ศรัทธาในพิธีกรรม ความเชื่อในทุกนาทีของการ
ดำรงชีวติ
บานมง ทุกตารางนิ้ว
ในบาน คือ มงคลของชีวิต
จากพ้ืนดินกลายเปนพ้ืนไมและพ้ืนปูนหรือ ๒
พื้นกระเบื้อง จากหลังคามุงใบจากหรือหญาคา ๓
กลายเปน มงุ สงั กะสหี รอื กระเบอ้ื งอยา งดี จากบา น
ไมชนั้ เดยี วและมีเพียงหอ งเดยี ว ถกู ยกระดบั เปน ๑. บานที่ปรับเปล่ยี นวสั ดโุ ดยยดึ โครงสรา งแบบเดิม
บา นไมผ สมปนู สองชน้ั แยกสดั สว นหอ งหลากหลาย ๒. บานทปี่ รับเปล่ียนทงั้ วัสดุและโครงสรา ง
แทบทกุ หลงั คาเรอื นของหมบู า นถกู สถาปต ยกรรม ๓. พธิ กี ารเรยี กขวัญทป่ี ระตหู ลักหรือประตู “ขอตรงั ตาฮ”
สมัยใหมเขาแทนที่ ขณะที่สถาปตยกรรมพื้นถิ่น
เหลอื อยไู มก ห่ี ลงั แตไ มว า จะเปน บา นเกา หรอื บา น
ใหม พวกเขายงั คงรกั ษาตวั ตนของมง เอาไวใ นทกุ
ตารางนิว้ ภายในบา น
ประตูมี ๒ ประตู ใชเดินเขาออกในชีวิต
ประจำวันไดเหมือนกนั แตกตางกันตรงที่ ประตู
หลักหรือประตูผี เรียกวา “ขอตรังตาฮ” เปน
ประตสู ำคญั ในการประกอบพธิ กี รรมตา งๆ อยตู รง
ขามกับหิ้งบูชาบรรพบุรุษ สวนอีกประตูเรียกวา
“ขอตรังสั่ว” เปนประตูที่ใชสำหรับเดินเขาออก
ตามปกตแิ ละไมมคี วามสำคญั ในทางพธิ ีกรรม
เสามที ง้ั หมด ๙ ตน โดยตน ทส่ี ำคญั ทส่ี ดุ
จะอยกู ลางบา น เรยี กวา เยห ด ะ เปน เสาหลกั หรอื
เสาเจา ท่ี มีความสำคัญและสะทอ นวิถีของมง ได
ชัดเจนที่สุด เพราะชาวมงจะนับถือวาเปนเสาที่
อยอู าศยั ของเจา ทบ่ี า น คอยปกปก รกั ษาคมุ ครอง
คนทอ่ี ยใู นบา นใหม ชี วี ติ ทร่ี ม เยน็ เปน สขุ เรยี กไดว า
17สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ
เปน เสาหลักทคี่ อยคำ้ จุนทุกคนในบา น วถิ ีปฏบิ ัติ ๑ ๑. เสากลางบา น หรอื เยหด ะ
สำหรบั เสาหลกั นเ้ี จา ของบา นและสมาชกิ จะจดุ ธปู ๒ ๒. ห้ิงบรรพบุรษุ หรือ สีกะ
บชู าไวใ นทกุ ๆ ครง้ั ทม่ี กี ารจดั งานประเพณพี ธิ กี รรม
ตา งๆ เชน ประเพณวี นั ขน้ึ ปใ หมม ง ประเพณลี งสดี า
พธิ แี ตง งาน พธิ ศี พ ฯลฯ รวมถงึ การบอกกลา วเมอ่ื
ตองออกไปทำงานไกลบาน หรือแมกระทั่งการ
บนบานขอใหไ ดผ ลผลติ ดี และเมอ่ื ไดต ามทข่ี อแลว
จะมีพิธีแสดงความขอบคุณโดยนำไกตมมาเล้ียง
เจา ท่ี นอกจากนเ้ี พอ่ื เปน การแสดงความเคารพตอ
เสาหลกั ชาวมง มขี อ ปฏบิ ตั ทิ ย่ี ดึ ถอื กนั วา หา มนำ
ไม มีด หรือสิ่งอื่นใดก็ตามมาเคาะที่เสาตนนี้
เพราะเชื่อกันวาจะเปนการขับไลเจาที่บานออกไป
ทำใหบานไมมีส่ิงคุมครองและทำใหเกิดเรื่องไมดี
กบั คนในบานหรือทำใหชวี ิตเสอ่ื มถอย
หง้ิ บรรพบรุ ษุ หรอื สกี ะ เปน จดุ ทส่ี ำคญั มาก
สำหรบั ชาวมง โดยหากเปรยี บเทยี บเสาเปน วถิ แี ลว
ห้ิงบรรพบุรุษจะเทากับตัวตนของความเปนมง
เลยทีเดียว และแมวาจะมีลักษณะเปนเพียงแค
แผน กระดาษเงิน กระดาษทองรูปส่ีเหล่ยี มจัตุรัส
ขนาดประมาณ ๓๐ x ๓๐ เซนติเมตร แตคณุ คา
ในการนบั ถอื บชู านน้ั มหาศาล โดยสกี ะ จะถกู แปะ
อยทู ผ่ี นงั บา นดา นตรงขา มกบั ประตหู ลกั หรอื หาก
เขาหรือมองจากประตูหลักเขาไปจะตองเห็นสีกะ
นี้อยูในทุกๆ บาน โดยจะมีการเปลี่ยนกระดาษ
แผนใหมใหพรอมกับจัดของเซนไหวบูชาดวยไก
และเลือดไกพ รอมติดขนไกไว ๓ จุด ในทุกๆ ป
เตาไฟใหญห รอื ขอสอ อยูใ นมุมถดั จาก
ประตูทางเขาออกปกติ แตเ ดิมมลี ักษณะเปนดนิ
เหนียวกอขึ้นเปนเตาสำหรับประกอบอาหาร แต
ปจ จบุ นั หลายบา นเปลย่ี นเปน เตาแกส หรอื นำถงั นำ้ มนั
ขนาดใหญมาใชเพื่อความสะดวกในการเคลื่อน
ยาย โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ยังถูกจับยึดไวกับ
ความเชอ่ื ทว่ี า เตาทำใหม กี นิ ทำใหอ ม่ิ ทอ ง ทำให
มชี ีวติ ชาวมง จงึ ใหความเคารพนบั ถือ
18 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔
๑. เตาไฟใหญ หรือ ขอสอ ๑ เตาไฟเลก็ หรอื ขอจุ ตง้ั อยกู ลางบา น เปน
๒. เตาไฟเลก็ หรอื ขอจุ เตาเลก็ ๆ ลกั ษณะเปน โครงเหลก็ สามขา มไี วส ำหรบั
ตอนรับแขกที่มาเยือน โดยจะนั่งจิบน้ำชาพูดคุย
มที ี่รับประทานอาหารหรือทจ่ี ิบนำ้ ชาอยูด า นขา ง กันหนาเตาไฟน้ี
ทุกองคประกอบภายในบานมงยังคงดำรง
อยูภายใตกระแสของวัฒนธรรมสมัยใหมบนหลัก
ยึดประจำวิถีที่วา ทุกสิ่งทุกอยางไมวาจะอยูรอบ
บาน ภายในบานและภายในชุมชน ลวนมีคามี
บุญคุณมีความสำคัญและความจำเปนตอการ
ดำรงชีวิต ดังนั้น ตองแสดงความเคารพและให
การนบั ถือเพ่อื รักษามงคลของชีวิตเอาไว
บานมง กับพิธีกรรมและความเชื่อ
พิธกี ินขาวใหม เปน พธิ ีกรรมท่สี ำคัญพิธี
หนึ่งของชาวมง โดยจะทำขาวใหมทมี่ ีความหอม
อรอยและเชิญชวนญาติพ่ีนองหรือแขกมารวม
รับประทาน เพื่อแสดงวาครอบครัวหรือบุคคลที่
ทำขาวใหมน้ีเปนคนขยันทำมาหากินและมีน้ำใจ
เพราะขา วใหมน น้ั กวา จะทำไดต อ งผา นกระบวนการ
หลายขน้ั ตอน ปจ จบุ นั ยงั คงมพี ธิ นี อ้ี ยแู ตล ดขน้ั ตอน
๒
19สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
แปลนโครงสรา งและภาพแสดงรปู ดา นตา งๆ ของบา นมง ท่ภี ูทบั เบกิ
20 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔
ด้งั เดิมลง โดยเฉพาะขั้นตอนการเกี่ยวขา วเพราะ ประเพณีปใหมมง ถือเปนชวงของการ
ในพน้ื ทบ่ี า นทบั เบกิ ไมม กี ารปลกู ขา วกนั แลว เปน เฉลมิ ฉลอง พบปะ สงั สรรคก นั ในหมบู า นหลงั จาก
พธิ กี รรมทใ่ี ชผ นงั ตรงขา มประตหู ลกั เปน ทเ่ี ลย้ี ง ทแ่ี ตล ะคนทำงานหนกั กนั มาตลอดทง้ั ป โดยจะมี
บรรพบรุ ุษ และเลี้ยงแขกบรเิ วณโถงภายใน เวลาวางจากงานเกษตรกรรมชวงประมาณเดือน
ของบา น พฤศจกิ ายน - ธนั วาคม เลอื กวนั แรม ๑๕ คำ่ เดอื น
๑๒ และวนั ขึ้น ๑ คำ่ เดือน ๑ เปน วันขนึ้ ปใหม
พธิ ลี งสดี าหรอื อว๊ั เนง เปน พธิ กี รรมความ ประจำทกุ ป และตามประเพณปี ฏบิ ตั ิ กอ นถงึ ชว ง
เชอื่ เรอ่ื งการถา ยชีวติ กันระหวางคนกบั สัตว โดย ปใหมแตละครอบครัวจะนำขาวของเก่ียวกับการ
มกั จะทำเมอ่ื มคี นเจบ็ ปว ยหรอื ถกู ทำนายวา อายขุ ยั ทำไรมาไวบริเวณนอกบาน เพื่อใชพื้นที่ภายใน
ส้นั จะไดรบั อันตรายถงึ ชีวติ โดยมีหมอสีดาหรือ บานจัดเตรียมส่งิ ของเซนไหวเจาท่บี รรพบุรุษ
รางทรงเปนผูทำนายและประกอบพิธีกรรม ปด เปา สิ่งช่ัวรายภายในครอบครัวใหหมดสิ้น
ไถวิญญาณโดยฆาไกหรือหมูเพ่ือทดแทนดวง กอนถึงวันปใหม โดยมีญาติพี่นองมารวมตัวกัน
วญิ ญาณของมนษุ ย ซง่ึ พธิ กี รรมนจ้ี ะทำกนั บรเิ วณ มกี ารเรียกขวญั ทป่ี ระตหู ลกั ทำพธิ เี ซน ไหวเ จาที่
โถงภายในบาน หนาหิ้งบรรพบุรุษ แตตอน ในบา นทเ่ี สาหลกั กลางบา น ทำพธิ เี รยี กบรรพบรุ ษุ
ฆาไกหรอื หมจู ะทำกันนอกบา น
แปลนโครงสรา งภายนอกของบา นแบบดงั้ เดมิ ทีภ่ ูทบั เบิก
21สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
แปลนโครงสรางภายในบา นมง แบบด้งั เดมิ ท่ภี ูทบั เบกิ
22 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
ท่ีลวงลับไปแลวใหกลับมารวมรับประทานอาหาร ใหก บั ผูตายดวยวัวเพื่อใหมีความสุข ไมรบกวน
รว มกบั ทายาท รวมไปถงึ การไหวบ ชู าสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ญาติพี่นอ งทยี่ งั มชี วี ติ อยู
ตามจุดตา งๆ ของบา น ไดแก แมป ระตู (ท้งั สอง
ประตู) แมเตาไฟ (เตาไฟใหญ) แมหองนอน แตละพิธกี รรม ทกุ ๆความเชื่อ ทั้งหมด
(เตียงนอนของแตล ะคน) โดยบชู าดว ยไกและหมู ของเหตุผลที่บานมงทับเบิก ลวนสะทอนให
และเมอ่ื ถึงวันปใหม แตละคนจะแตงกายดว ยชุด เหน็ ถงึ ความผกู พนั ของแตล ะครอบครวั ทม่ี ตี อ
ประจำเผา ท่ีตดั เย็บข้ึนมาใหมออกไปรว มกจิ กรรม บานและความสำคัญของทุกชีวิตภายในบาน
กนั ทล่ี านกจิ กรรมของหมบู า น เชน การโยนลกู ชว ง ตั้งแตเกิดจนตายชาวมงใชพ้ืนท่ีของบานเปน
ของคนหนมุ สาว เปน ตน ทง้ั ทอ่ี ยอู าศยั และเปน สถานทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ไมว า
ภายนอกรปู ทรงบา นจะเปลย่ี นแปลงไปแคไ หน
พธิ ศี พเปน พธิ กี รรมทเ่ี ชอ่ื วา จะตอ งแตง กาย แตภายในยังคงทำหนาที่อยางสมบูรณแบบ
ใหก บั ศพดว ยชดุ ใหมแ ละใสเ ครอ่ื งประดบั เพอ่ื ให ในการตอบสนองวถิ กี ารดำเนนิ ชวี ติ ประจำวนั
ผตู ายไปเกดิ ใหมด ว ยฐานะรำ่ รวย และใชก ระดาษ และหนา ทส่ี ำคญั ในการถา ยทอดความเคารพ
เงนิ กระดาษทองไหวแ ละเผาไปใหผ ตู าย ซึ่งพธิ ีนี้ นบั ถอื สง ตอ ไปยงั บรรพบรุ ษุ และดวงวญิ ญาณ
จดั ขน้ึ ภายในบา นโดยหากผตู ายตายจากภายนอก เพอ่ื ใหค มุ ครองและคมุ ภยั ใหก บั สมาชกิ ครอบ-
บาน จะไมนำศพเขาทางประตูเพราะถือวาเปน ครัว เพื่อมีชีวิตอยูบนที่ตั้งแหงความดีและ
ประตทู ใ่ี ชเ ขา -ออกของคนเทา นน้ั แตจ ะนำศพเขา ความศรัทธาของการมีชีวติ
ทางหนา ตา ง สว นบา นมง แบบดง้ั เดมิ ทไ่ี มม หี นา ตา ง
จะใชว ธิ รี อ้ื ฝาบา นเพอ่ื นำศพเขา ขณะทก่ี ารตง้ั ศพ ...เสนหของสถาปตยกรรมพื้นถิ่นของ
จะใชพ ้ืนทีต่ รงขามประตหู ลัก โดยวางโลงศพ มง ทับเบิก จึงเปนความงดงามอยางแทจริง
ขนานกบั ผนงั และเมอ่ื เกบ็ ศพไวค รบกำหนดกจ็ ะ ดวยจติ วญิ ญาณและความมน่ั คงในวถิ อี นั เปน
นำไปฝง โดยนำออกทางประตหู ลกั เซน ดวงวญิ ญาณ เอกลกั ษณส บื ทอดจากรุน สูร นุ
บรรณานุกรม
มานะ อนิ พรมม.ี แนวทางในการอนรุ กั ษและพฒั นาชมุ ชนบา นทับเบกิ . วทิ ยานพิ นธป ริญญาอตุ สาหกรรมมหาบณั ฑิต,
สาขาวิชาสถาปต ยกรรม. บณั ฑติ วทิ ยาลัย. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจา คณุ ทหารลาดกระบงั , ๒๕๔๘.
จกั ษมุ าลย วงษทาว และวโิ รจน หุนทอง. รายงานการเก็บขอ มลู ภาคสนามเรอ่ื งบา นมง ทบั เบิก.
สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอดั สำเนา)
พันธนุ ุวัฒน โรจนคีรไี พศาล. อายุ ๒๗ ป บา นเลขที่ ๓๐๑ หมู ๑๔ ตำบลวังบาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเ มอ่ื วันท่ี `๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔.
วนั ชัย ชยารมณ. อายุ ๓๕ ป บา นเลขที่ ๖ หมู ๑๖ ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเม่อื วันที่ `๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔.
องคก ารบรหิ ารสวนตำบลวงั บาล. สภาพทัว่ ไปและขอมลู พื้นฐาน. สืบคนจาก
http://www.wangban.go.th/system/showdata.asp?TID=135`. [๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕]
23สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ
“สตรีมง” บานทับเบิก :
บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสูสังคมปจจุบัน
ธงชัย ศรีเมือง
สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน
คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
เอกชยั แสงโสดา : เรยี บเรยี ง
บทบาทของสตรี ไมว า จะชาติพนั ธุใด ถือเปนภาพสะทอนทาง
วฒั นธรรม เชน การเลย้ี งลกู การสรรคส รา งเครอ่ื งแตง กายทเ่ี ยบ็ ปก อยา ง
ประณีต กริยามารยาท รวมถึงวิธีคิด เหลานี้คือ วัฒนธรรมซึ่งแตละ
ชนชาติมีแตกตา งกัน แตค วามตางน้ีหาใชความแปลกพสิ ดารจนเกนิ จะ
ยอมรบั หากแตค อื ความงามทห่ี ลากหลาย ทถ่ี กู นำมาจดั วางและประดบั
ประดาใหโลกมสี สี ัน เชิญชวนใหเ ราไดเรยี นรูและทำความเขาใจ
24 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔
ไรก ะหลำ่ ปลบี นภทู บั เบกิ ท่ีทั้งครอบครัวตองชวยกันทำงาน
“มง ทบั เบกิ ” เปน ชนเผา มง ทอ่ี าศยั อยบู รเิ วณ วิถีดั้งเดิมของสตรีมงบานทับเบิก
ภทู บั เบกิ ในเขตตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จงั หวดั
เพชรบรู ณ ชมุ ชนแหง นต้ี ง้ั อยบู นสนั เขาและไหลเ ขา ชนเผามงบานทับเบิก มีถิ่นฐานตั้งเปน
ของภแู ผงมา อาณาเขตของเทอื กเขาแหง นม้ี บี รเิ วณ ชมุ ชนอาศัยอยูร ว มกันบนพ้ืนทีภ่ ูเขาสูง มวี ถิ ชี วี ติ
กวา ง มอี าณาเขตพน้ื ทร่ี อยตอ ๓ จงั หวดั ระหวา ง ทเ่ี รยี บงา ย พง่ึ พาทรพั ยากรธรรมชาตเิ ปน หลกั ใช
จังหวัดเพชรบูรณ จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัด วธิ กี ารประสานภมู ปิ ญ ญาประจำเผา ทถ่ี า ยทอดตอ ๆ
เลย อยตู ดิ กับเขตพนื้ ทอี่ ทุ ยานแหง ชาตภิ ูหินรอง- กันมา ชวยใหวิถีการดำรงชีพแบบพึ่งพาตนเอง
กลา พื้นที่ภายในหมูบานและพื้นที่ทำกินไดถูก เปนไปดวยดี และยังคงรักษาวิถีชีวิตสังคมการ
แผวถางเพื่อเปนที่อยูอาศัยและปลูกพืชไร สวน เกษตรเพอ่ื ยงั ชพี ตามแบบฉบบั มง ดง้ั เดมิ ไว ทง้ั ขา ว
รอบนอกหมบู า นยงั คงสภาพปา ทส่ี มบรู ณแ ละเปน ขงิ และพชื ไรอ น่ื ๆ พชื ผกั ทม่ี กี ารปลกู มากทส่ี ดุ กค็ อื
แหลงตนน้ำธรรมชาติ กะหลำ่ ปลี ซ่งึ มกี ารจัดสรรที่ดินทำกนิ สำหรบั การ
ปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไรบนยอดเขาสูง ทำให
ชนเผามง ถือเปนกลุมชาติพันธุที่มีวิถีชีวิต ในชวงฤดูฝนมีกะหล่ำปลีผุดขึ้นละลานตาเต็ม
ทน่ี า สนใจ หากมองในแงม มุ ของคนพน้ื ราบจะพบ ภเู ขา โดยเฉพาะในชว งเดอื นกรกฎาคม - สงิ หาคม
วฒั นธรรมประเพณที แ่ี ตกตา ง ไมเ พยี งการแตง กาย และชว งเดอื นตลุ าคม-พฤศจกิ ายนของทกุ ป จนได
และภาษา หากแตก ารทำการเกษตร การเลือกคู ช่ือวาเปนแปลงปลูกกะหลำ่ ปลีที่ใหญที่สดุ ในโลก
ความเชือ่ ก็ถือวา ตางออกไป ส่งิ หนง่ึ ท่ีนาสนใจ
คือความขยันขันแข็งและความรับผิดชอบตอ สังคมของชนเผามงมีการจัดรูปแบบความ
ครอบครัว เดก็ หญิงตัวนอยที่เลยี้ งนอ งไปดวยทำ สัมพันธในระบบเครือญาติเปนพื้นฐานโครงสราง
งานไปดวย กับความสามารถของสตรีมงในการ ทางสงั คม ประกอบดว ยแซส กลุ ตา งๆ ระบบเครอื
แบกลูกนอยไวกลางหลังไปพรอมการทำงานหนัก ญาติเปนความเช่ือมแนนทางสังคมท่ีมีสถานะ
กลางแดดจา เหลา นไ้ี ดส ะทอ นวถิ ชี วี ติ และบทบาท และบทบาทควบคุมท่ีไมใหชาวเขาเผามงมีความ
ท่นี าทง่ึ ประพฤติเบ่ียงเบนไปจากปทัสถานและคานิยม
ดง้ั เดมิ ทย่ี ดึ ถดื ปฏบิ ตั อิ ยา งตอ เนอ่ื งมาจนถงึ ปจ จบุ นั
25สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ
สตรมี ง แบกลกู นอ ยไวก ลางหลังขณะทำขนมชว งเทศกาลปใหมม ง
ครอบครวั มงถอื เปนสถาบันที่มคี วามสำคัญสูงสดุ เพราะถือวาเปนสถาบนั แรก
ที่ดำเนินบทบาทใกลชิดกับสมาชิกในสังคม เพื่อถายทอดและหลอหลอมบุคลิกภาพ
วิธีปฏิบัติแหงสังคมไปสูสมาชิกดวย ทำใหสมาชิกไดเรียนรูวิธีการประพฤติปฏิบัติใน
บทบาทและตำแหนง ทางสังคมท่ตี นเองดำเนินอยู โดยเรมิ่ จากครอบครัวเปน เบอื้ งแรก
จนทำใหส มาชกิ สามารถดำรงชวี ติ อยภู ายในสงั คมไดส อดคลอ งกบั แบบแผนแหง วฒั นธรรม
กอ นแตง งานสตรชี าวมง คอ นขา งทจ่ี ะมอี สิ รภาพทางเพศมากกวา สตรใี นวฒั นธรรม
ของชาวไทยพื้นราบ จากการที่สังคมชาวมงเปดโอกาสใหหนุมสาวมีความสัมพันธได
กอ นการแตงงาน (pre-marital intercourse) ทขี่ ้ึนอยกู ับความพงึ พอใจของหนุมสาว
แตห ากฝา ยหญงิ ไมเ ตม็ ใจ ไมช อบชายคนนน้ั อกี ตอ ไปกส็ ามารถปฏเิ สธได เมอ่ื แตง งาน
แลว บทบาทของภรรยาชาวมง จะมกี ารดำเนนิ ชวี ติ ทเ่ี กย่ี วขอ งสมั พนั ธใ นระบบเครอื ญาติ
ขนบธรรมเนยี มประเพณี การสบื ทอดมรดก หลงั แตง งานผหู ญงิ จะตอ งยา ยเขา บา นสามี
หนั มาใชแ ซ และนบั ถอื ผบี รรพบรุ ษุ ของตระกลู สามี และเปน แรงงานสำคญั ในครอบครวั
สถานภาพหรือตำแหนงของสตรีมงในฐานะภรรยาจึงเปนสถานภาพที่ไดมาจากการ
สมรส เชน การสขู อ การฉดุ การหนตี ามกนั ทกุ วธิ กี ารทก่ี ลา วมานำมาสพู ธิ กี ารแตง งาน
ที่เรียกวา “หยัวเกาปู” หมายถึงการซื้อเมีย เปนการซื้อที่ทำใหผูหญิงตองออกจากแซ
ตระกูล ขาดผจี ากสกลุ เดมิ ไปเขา อยกู ับผแี ซส ามี การแตง งานจึงเปนส่งิ สำคัญสำหรับ
สตรมี งมาก
26 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔
สตรีทอ่ี ยใู นฐานะภรรยาจะอยูในฐานะลกู สะใภค วบคูก ันไปดว ย ซึง่ เปน ฐานะท่ี
ไดรับเกียรติ ไดรับการยอมรับในครอบครัว มีสิทธิในครอบครัวมากกวาลูกสาวของ
หวั หนา ครอบครัว ในฐานะลกู สะใภสตรเี หลา น้นั จงึ ไมเ พียงมีหนาท่ดี ูแลสามแี ละภาระ
งานตางๆ ในครอบครัวเทานั้น แตยังตองดูแลไปถึงพอแมและเครือญาติผูใหญของ
ฝายสามีในบานดวย แตเมื่อแยกครอบครัวออกมาแลว ก็จะอยูในฐานะภรรยาของ
หวั หนา ครอบครวั แตไ มว า จะอยใู นฐานะภรรยาหรอื ฐานะลกู สะใภ สตรมี ง กม็ บี ทบาท
สำคญั ตอ ครอบครวั ทง้ั ในดา นการทำอาหาร การดแู ลภายในบา น เลย้ี งสตั ว และเปน
แรงงานสำคัญในวิถีการเกษตรนั่นคือการทำไรเล่ือยลอยแบบหมุนเวียนท่ีสตรีมงจะมี
บทบาทตงั้ แตการเตรียมพืน้ ทปี่ ลูก การปลูก การดูแลรกั ษา การเกบ็ เกี่ยว และการ
จำหนาย
การทช่ี มุ ชนทบั เบกิ แหง นด้ี ำรงตนดว ยการทำการเกษตรเปน อาชพี หลกั แรงงาน
จงึ เปน เรอ่ื งสำคญั เมอ่ื เกดิ การขาดแคลนแรงงาน บางครอบครวั จงึ มลี กั ษณะผวั เดยี ว
หลายเมีย (polygamy) โดยชายมงมกั จะหาภรรยาเพิม่ ขน้ึ บางรายมภี รรยาถงึ ๔ คน
ถือเปนเรื่องที่ยอมรับไดในสังคมที่สืบทอดกันมานาน ฝายหญิงเองก็ยอมรับไดดวย
ความคดิ วา มแี รงงานเพม่ิ ขน้ึ ในครอบครวั แตล ะคนจะชว ยกนั รบั ผดิ ชอบงานในครวั เรอื น
โดยมี “แมใหญ” (ภรรยาหัวหนา ครอบครวั ที่สามพี ิจารณาใหเปน ใหญ) เปน ผูกำหนด
งานและมอบหมายหนาท่ีใหกับทกุ คน
ดวยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตร การมีลูกมากจึงถือเปนเรื่องดี เพราะนั่น
หมายถึงแรงงานชั้นเยี่ยมในการแบงเบาภาระงาน สมาชิกทุกคนในครอบครัวจึงตอง
ชวยเหลือและพึ่งพากันบนพื้นฐานของเครือญาติ โดยผูชายจะไดรับมอบหมายหนาที่
ในการเปนผูนำและหัวหนาครอบครัว สวนผูหญิงจะไดรับมอบหมายใหดูแลความ
เปน อยขู องทกุ คนในครอบครวั ผหู ญงิ มง จงึ มบี ทบาทอยใู นโครงสรา งสงั คมชายเปน ใหญ
และพ่งึ พาผชู ายเปนหลกั (patriarchy)
เมอ่ื ใหก ำเนิดบุตรสตรมี ง จะดูแลบุตรอยางใกลช ดิ โดยใชผาเปนผืนผกู บุตรตดิ
ไวกลางหลังตลอดเวลาที่ทำงาน ภาพสตรีมงแบกบุตรอยูบนหลังทำงานจึงเปนภาพ
คุนชินตาของผคู นที่ไปเยือนภูทับเบกิ และแมว าบดิ าจะมีสิทธใิ นการตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั
บุตรมากกวาผูเปนแม แตหนาที่เลี้ยงดูและสั่งสอนอบรมก็ยังคงเปนหนาที่หลักของ
ผเู ปนแม รวมถึงการฝกฝนใหทำงานเพอ่ื การเปนแมแ ละภรรยาที่ดีในอนาคตอกี ดว ย
การอบรมเด็กหญิงของสตรีมงนั้นจะบมเพาะกันตั้งแตเด็ก เมื่อเด็กหญิงอายุ
ประมาณ ๒ ขวบ แมจ ะหาผามามัดเปนกอนกลมยาวลกั ษณะคลายเดก็ ทารก แลว
มดั ผา นไ้ี วบ นหลงั เดก็ ๆ จะคนุ เคยกบั การเลย้ี งดเู ดก็ ทเ่ี ลก็ กวา ตนแมว า ตนเองจะมอี ายุ
นอยอยกู ต็ าม ทำใหเ ด็กหญงิ มีความสามารถในการเลีย้ งดนู องแทนแมไ ด นอกจากนี้
งานขนของโดยใช “กว ย” สะพายไวด า นหลงั กจ็ ะถกู ฝกหดั ต้ังแตเด็กๆ ชาวเขาเผา มง
จะมีกวยใสของอันเล็กๆ ไวสำหรับเด็ก เมื่อแมไปหาฟนหรือไปไรก็จะนำลูกไปดวย
แลวสอนใหรูจักกับการแบกของโดยใสฟน หรือสิ่งของอืน่ ๆ ในกว ยของเดก็ พอประมาณ
27สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ
๑๒
๑. “กว ย” ท่เี ด็กสาวชาวมงจะสะพายไวดานหลังสำหรับเกบ็ ของปา หรอื พืชผลทางการเกษตร
๒. ยามวางกบั การปก ผา
ใหเ ดก็ แบกกลบั บา น เดก็ จะเกดิ การเคยชนิ กบั การ จำเปนที่ทางครอบครัวตองการแรงงานก็มักจะไม
แบกของจากประสบการณท ีม่ ีอยู งานทเี่ ดก็ เลก็ ๆ ใหบุตรของตนเองไปโรงเรียน แตถึงกระนั้นก็ถือ
จะไดรับการฝกหัดจากแมอีกอยางหน่ึงก็คือ วาเปนวิถีการดำเนินชีวิตและวิธีส่งั สอนอบรมตาม
งานบานเล็กๆ นอยๆ เชน การเลี้ยงสตั ว ลา งผกั ขนบธรรมเนยี มประเพณชี าวมง ทจ่ี ะใหเ ดก็ ชาวมง ได
เปน ตน สวนเด็กผูชายจะจับกลุมไปเที่ยวในปา เรียนรโู ดยการสังเกตและเลยี นแบบไปพรอมๆ กนั
ใชห นงั สะตก๊ิ ยงิ สตั วเ ลก็ ๆ เชน นก กระรอก กระแต
เปนตน นอกจากความสามารถในการทำไรซ่ึงเปน
งานท่ีผูห ญิงในฐานะลูกสาวตองมแี ลว ทกั ษะอกี
การอบรมเด็กอายุระหวาง ๗ - ๑๕ ป ซึ่ง อยา งหนง่ึ ทข่ี าดไมไ ดเ ลยสำหรบั การจะเปน ภรรยา
ชาวมงถือวาเปนวัยที่ใชแรงงานนั้น แมจะยิ่งมี ท่ดี ีในอนาคตคอื การเย็บปก ถกั รอ ย ทัง้ นเ้ี พราะ
บทบาทในการอบรมเล้ียงดูบุตรสาวมากขึ้น ผาปกคือสมบัติของผูหญิงมง งานปกผาเปนงาน
เดก็ สาวกจ็ ะเรม่ิ ทำงานตามแมท กุ อยา งโดยเฉพาะ ละเอยี ดประณตี และถอื เปนเรอ่ื งทส่ี ตรีมงทกุ คน
ในเร่ืองงานบา นงานเรอื น หญงิ สาวตอ งมคี วาม ตอ งเรยี นรแู ละฝก ฝนกนั ตง้ั แตเ ยาวว ยั โดยเรม่ิ จาก
ประพฤตทิ ่เี หมาะสม เชน ตอ งเปน คนขยันขันแขง็ การปก ลวดลายงา ยๆ เมอ่ื เรม่ิ เขา สวู ยั สาวกจ็ ะเรม่ิ
รจู กั บทบาทหนา ท่ีของตน การเตรียมตัวท่จี ะเปน ปก ลวดลายทย่ี ากขน้ึ พรอ มกบั เรยี นรวู ธิ กี ารตดั เยบ็
ครัวเรือนใหม ตลอดจนความมีอิสระทางเพศที่ ไปดว ย ผหู ญิงท่ปี ก ผาสวย และปก ไดม ากชน้ิ จึง
เปน ไปตามจารตี ประเพณขี องชาวมง สว นลกู ชาย หมายถึงการเปนผูหญิงขยัน ในหมูชาวมงจึงมี
บิดาจะเปนผูสอนลูกชายใหรูจักกับบทบาทที่ คานิยมในการมองผูหญิงวาสมควรแตงงานดวย
เหมาะสมกับเพศ ไดแก การทำไร การลาสัตว หรอื ไม โดยพจิ ารณาจากความขยนั รจู กั ประหยดั
การสรา งบาน ผาฟน จกั สานเคร่ืองใชต า งๆ และ และดูวาทำงานเปนหรือไม เพราะนั่นคือความ
แมวาเด็กในวัยน้ีจะตองอยูในโรงเรียนตามการ สามารถทำมาหากนิ ในอนาคตได การเปน ผหู ญงิ ดี
ศึกษาภาคบงั คับกต็ าม แตเ มอ่ื ทางครอบครัวตอง และผูหญิงขยันในสังคมมงจึงหมายถึงสตรีที่รูจัก
การแรงงาน การเล้ียงดแู ลนองๆ หรอื เม่อื มคี วาม ใชทุกวินาทีใหเ กิดงานมากทีส่ ดุ นัน่ เอง
28 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔
บทบาทและสภาพสตรีมง ๑. - ๒. สตรชี าวมงกบั รานคาชมุ ชนบนภทู บั เบกิ
บานทับเบิกที่เปลี่ยนไป
เม่ือภูทับเบิกกลายเปนแหลงทองเท่ียว ๑
เลื่องชื่อของจังหวัดเพชรบูรณ มีนักทองเที่ยว ๒
หลั่งไหลมาเที่ยวภูทับเบิกเปนจำนวนมากในแต
ละป ดว ยภทู บั เบกิ เปน เทอื กเขาสงู อากาศหนาว
เย็นตลอดทั้งป มีทุงกะหล่ำผลิบานออกดอกผล
เรียงรายใหผูมาเยือนไดช่นื ชมความงามอยางใกล
ชิด มีตนนางพญาเสือโครงหรือที่รูจักกันในชื่อ
“ซากุระเมืองไทย” ชูชอบานไสวเต็มภูเขาในชวง
ฤดหู นาว
วนั น้ี กระแสความเปลย่ี นแปลงในภทู บั เบกิ
จงึ เกดิ ข้นึ ทัง้ ดานเศรษฐกจิ และสงั คม ถนนเขาสู
หมบู า นไดร บั การพฒั นาลาดยางอยา งดเี พอ่ื รองรบั
การทองเที่ยว ทำใหการเดินทางไปมาระหวาง
หมูบานและชุมชนในพ้ืนราบทำไดสะดวกข้ึน
ครอบครัวท่ีเปนแบบผัวเดียวหลายเมียเร่ิมลด
นอ ยลง ครอบครวั แบบผวั เดยี วเมยี เดยี วเรม่ิ มมี าก
ขึ้น สตรีมงหลายคนออกจากบานไปเรียนจนถึง
ระดบั ปริญญาตรี หรอื ระดบั ทสี่ ูงขน้ึ จนทำใหมี
ความรูความสามารถที่จะเปนกำลังสำคัญของ
ครอบครวั ในการทำงานไดห ลากหลายสาขาวชิ าชพี
มากข้ึน หรอื แมกระทง่ั นำความรนู ้ันไปมีสวนรว ม
ในการพฒั นาหมูบ า น
ถึงกระนั้น บทบาทของสตรีมงในภูทับเบิก
กย็ งั คงดำรงบทบาทของความเปน แมศ รเี รอื นไมต า ง
ไปจากเดมิ เทา ใดนกั และบางคนอาจจะมบี ทบาท
เพิ่มข้ึนจากการขยายตัวของธุรกิจการทองเท่ียว
ที่นับวันจะเจริญขึ้นอยางตอเนื่อง สตรีมงที่บาน
ทับเบิกในวันน้ีจึงนอกจากจะเปนแมศรีเรือนที่จะ
ตองทำงานทุกอยางในบาน ตั้งแตหุงหาอาหาร
อบรมเลย้ี งดบู ตุ ร และงานในไรแ ลว ยงั เปน แรงงาน
ทส่ี ำคญั ของครอบครวั ในการจำหนา ยสนิ คา ใหก บั
นักทอ งเทย่ี วทีม่ จี ำนวนไมน อ ยในแตละป ทัง้ พืช
ผกั อาหาร เสื้อผา รวมถึงของฝากเลก็ ๆ นอ ยๆ
29สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
ฝม อื ชาวมง ทง้ั ทผ่ี ลติ กนั เองในหมบู า น และทร่ี บั จาก แมวา ชุมชนเผามงที่บานทับเบิกจะเจริญ
แหลง ตา งๆ เขา มาจำหนาย สตรีชาวมง คนใดท่มี ี ขึ้นมาก สตรีมีบทบาทในการชวยเหลือเศรษฐกิจ
ความสามารถในการคา ขาย น่นั ก็หมายถึงความ ของครอบครัวมากขึ้น แตบ ทบาทของสตรตี อการ
สามารถในการชว ยแบง เบาภาระทางเศรษฐกจิ ของ ผลติ ยงั คงเปน แรงงานสำคญั ของครอบครวั ถงึ แม
ครอบครัวดวยเชนกนั วาจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช และมีเสนทาง
คมนาคมทด่ี ขี น้ึ ตลอดจนวถิ กี ารผลติ ทเ่ี ปลย่ี นไป
มง ในพน้ื ทบ่ี า นทบั เบกิ ปจ จบุ นั ไมน ยิ มเลย้ี ง มีการนำเครื่องจักรกลมาใชแทนแรงงานคน จน
สตั วเ หมอื นในอดตี ยกเวน เลย้ี งไวเ พอ่ื บรโิ ภคและ ทำใหช ายชาวมง ปรบั ทศั นคตมิ ภี รรยาคนเดยี วแลว
ประกอบพธิ กี รรม อาจจะเปน เพราะการคมนาคม ก็ตาม แตบทบาทของภรรยากย็ งั คงเปน แรงงาน
ที่สะดวกข้ึนทำใหแตละครอบครัวสามารถซ้ือหา ทีส่ ำคัญเพอื่ ความอยรู อดของครอบครัวอยนู ่ันเอง
เนอ้ื สตั วม ารบั ประทานไดง า ย แมก ระทง่ั การปก ผา
ซึ่งเรื่องสำคัญสำหรับสตรีมงมาต้ังแตอดีตก็มี สตรีมง จึงถือเปนตัวแปรสำคัญในการ
สว นนอ ยท่ีจะปกผา ใสเ อง เพราะการแตงกายของ ขับเคลื่อนสังคมชาติพันธุนี้ เพราะในขณะที่เรา
ผหู ญงิ มง สว นใหญ โดยเฉพาะผหู ญงิ ทอ่ี ายตุ ำ่ กวา กำลังใหความสำคัญกับบทบาทของผูชายใน
สามสิบปจะแตงกายตามแฟชั่น การเรียนรูเรื่อง ฐานะผนู ำครอบครวั สตรมี ง เองกถ็ อื เปน ฟน เฟอ ง
การปกผาซ่ึงเปนงานยากและละเอียดประณีตจึง สำคัญในการจัดการรายละเอียดในบานและ
ลดความนิยมลง ประกอบกับปจจุบันมีผาพิมพ แรงงานภาคเกษตรกรรม วถิ ชี วี ติ และบทบาทของ
ลายมง ออกมาวางจำหนา ยเปน จำนวนมาก ทำให การเปนลูกสาว สูการเปนลกู สะใภ และภรรยา
สตรมี ง ทบ่ี า นทบั เบกิ นยิ มซอ้ื ผา ปก และผา พมิ พล าย รวมถงึ การเปน แม ถอื เปน การสะทอ นภาพวฒั นธรรม
สำเร็จรูปจากในเมืองมาตัดเย็บ เพราะการทำ ของสตรีมงท่ีกำลังทาทายใหคนพ้ืนราบไดสัมผัส
ลายกระโปรงของชาวมง มขี น้ั ตอนตา งๆ มาก และ และเรยี นรู ซ่ึงหากมองอยา งเขา ใจทุกวัฒนธรรม
การปกลายผาตองใชเวลานาน ดังนั้นจึงทำให ทุกความเชื่อ ทุกคานิยม และยอมรับในความ
ชดุ มง ทท่ี ำดว ยมอื ลว นๆ มรี าคาสงู ขน้ึ และหาดไู ด แตกตา ง เราจะพบความเปน วฒั นธรรมทม่ี แี บบแผน
ยากในหมูบาน ภาพสตรีมงปกลวดลายสีสันสด และงดงามซอนอยูเสมอ
สวยลงบนผาที่ภูทับเบิกในวันน้ีจึงมีเพียงผูอาวุโส
ไมก ค่ี นทย่ี งั ใชเ วลาวา งในการปก ผา ใหน กั ทอ งเทย่ี ว บรรณานุกรม
ไดช่ืนชมกับวถิ ีชวี ิตแบบด้งั เดมิ
ธงชยั ศรเี มอื ง. สถานภาพภายหลังการแตงงานของสตรี
หากใครไปเยอื นภทู บั เบกิ ในวนั น้ี นอกจาก เผา มง : กรณศี ึกษาบานทับเบิก ตำบลวังบาล
จะพบภาพสตรีชาวมงกับวิถีชาวไรที่คุนตาแลว อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ. วิทยานิพนธ
ยงั จะพบสาวนอ ยสาวใหญข องชนเผา มง เจอ้ื ยแจว ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวิชา
ทำหนา ทเ่ี ปน ไกดต อ นรบั และใหบ รกิ ารนกั ทอ งเทย่ี ว พัฒนาชนบทศกึ ษา. บัณทติ วิทยาลยั .
ทง้ั รา นอาหาร รา นของฝากจากไร รา นของทร่ี ะลกึ มหาวิทยาลัยมหดิ ล. ๒๕๔๕.
ที่มีทั้งฝมือแมศรีเรือนชาวมงและที่รับมาขาย
สวนผชู ายทน่ี อกจากจะเปนกำลังหลักในการทำไร
จนไดท งุ กะหลำ่ เรยี งรายสวยงามไปทว่ั ทง้ั ภทู บั เบกิ
แลว ยงั ทำหนา ท่ีอำนวยความสะดวกและความ
ปลอดภยั ใหกับนักทอ งเท่ยี วอีกทางหน่งึ ดว ย
30 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔
ประเพณีการแขงเรือทวนน้ำ
เมืองเพชรบูรณ
ดร.วศิ ัลย โฆษิตานนท
นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
การแขง ขนั เรอื ยาวประเพณี เปน กฬี าพน้ื บา นของคนไทยทส่ี ามารถพบเหน็
ไดใ นทว่ั ทกุ ภมู ภิ าคตามแมน ำ้ ลำคลองตา งๆ ในชว งฤดนู ำ้ หลาก เปน กจิ กรรมทว่ี า งเวน
จากการเพาะปลกู ปก ดำทำนา ทส่ี ะทอ นใหเ หน็ ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณแี ละวถิ ชี วี ติ
ของคนไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ในการจัดงานแขงขันเรือยาวประเพณีแตละ
ทองถิ่นจะมีการจัดงานกันอยางยิ่งใหญทั้งในระดับประเทศและในระดับทองถิ่น ซึ่ง
โดยปกตแิ ลว การแขง ขนั เรอื ยาวทจ่ี ดั ขน้ึ ในประเทศไทยสว นใหญจ ะเปน การแขง พายเรอื
ตามกระแสนำ้ หรอื ไมก แ็ ขง เรอื ยาวในบงึ นำ้ หรอื สระนำ้ ทม่ี ลี กั ษณะนำ้ นง่ิ แตป ระเพณี
การแขงเรือยาวที่จังหวัดเพชรบูรณนั้น มีความแปลกไมเหมือนที่อื่นๆ นั่นคือ การ
แขงเรือทวนน้ำ
31สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ
บรรยากาศงานประเพณแี ขงเรอื ทวนนำ้ ในอดตี บรรยากาศงานประเพณีแขงเรอื ทวนน้ำในปจ จบุ นั
ประเพณีการแขงเรือทวนน้ำบริเวณลำน้ำปาสัก หนาวัดไตรภูมิ อำเภอเมือง
จงั หวดั เพชรบรู ณน น้ั เปน ประเพณเี กา แกท จ่ี ดั ขน้ึ ตอ เนอ่ื งมานานหลายรอ ยป โดยการ
แขง เรอื ทวนนำ้ ถอื เปน กจิ กรรมสำคญั ของงานประเพณอี มุ พระดำนำ้ ของเมอื งเพชรบรู ณ
ซึง่ จดั ขน้ึ ในวันแรม ๑๕ ค่ำเดอื น ๑๐ ของทุกป
การแขงเรือทวนน้ำของเมืองเพชรบูรณจะมีลักษณะพิเศษไมเหมือนการแขงเรือ
ทั่วๆ ไปคือ ฝพายจะตองพายเรือทวนน้ำทามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากรุนแรง
ของลำนำ้ ปา สกั ทำใหฝ พ ายทกุ ลำทแ่ี ขง ขนั จะตอ งออกแรงการจว งพายหนกั และเรว็ ขน้ึ
เปน ๒ เทา เพื่อเอาชนะความแรงของกระแสน้ำนำพาเรือฝาสายน้ำไปยังเปาหมายที่
เสน ชยั ฝพ ายจงึ ตอ งมกี ารฝก ซอ มกำลงั กนั มาเปน อยา งดี มฉิ ะนน้ั เรอื อาจจะไมเ ดนิ หนา
หรือก็อาจจะถูกกระแสน้ำพัดใหไหลถอยหลังไป จังหวะการจวงพายของฝพายตาม
ระยะทางการแขง ขนั กจ็ ะตอ งลงพายกนั อยา งหนกั พรอ มเรง เครอ่ื งอยา งเตม็ กำลงั ตลอด
เวลาตง้ั แตเ รม่ิ ตน จนถงึ เสน ชยั กนั เลยทเี ดยี ว จะไมเ หมอื นกบั การแขง เรอื ยาวทว่ั ไป ทม่ี ี
จังหวะการพายมีการผอ น มกี ารเรง ตามระยะทางท่ีพายไป ดวยเหตนุ เ้ี องระยะทาง
ลำน้ำในการแขงเรือทวนน้ำจึงมีระยะสั้นกวาการแขงเรือยาวทั่วๆ ไป กลาวคือจะมี
ความยาวของการแขงขนั เพยี งประมาณ ๔๐๐ เมตรเทา นัน้
ทม่ี าของการแขง เรอื ทวนนำ้ ของจงั หวดั เพชรบรู ณ มาจากการประกอบพธิ อี มุ พระ-
ดำนำ้ ทใ่ี นสมยั กอ นเมอ่ื มกี ารจดั งานประเพณี ชาวเพชรบรู ณจ ากตำบลหมบู า นตา งๆ
ที่อยูริมแมน้ำปาสัก ก็จะพายเรือมาตามลำน้ำเพื่อรวมพิธีอุมพระดำน้ำกันตั้งแตเชา
ซึ่งพธิ ีดังกลา วมกี ารประกอบพธิ ีกรรมขนึ้ บริเวณ“วงั มะขามแฟบ” เปนวังนำ้ อยเู หนอื น้ำ
จากวดั ไตรภมู ขิ น้ึ ไป ดงั นน้ั ทกุ คนทไ่ี ปรว มพธิ กี จ็ ะรว มกนั อญั เชญิ “พระพทุ ธมหาธรรมราชา”
จากวัดไตรภมู ิ แลวพายเรือทวนน้ำข้ึนไปยงั บรเิ วณที่จะประกอบพิธี เมือ่ เสรจ็ พธิ ี กจ็ ะ
พากันอญั เชิญองคพระกลับมาประดษิ ฐานยังวัดไตรภูมิดงั เดิม หลงั จากนน้ั ชาวบา นท่ี
พายเรอื กนั มาจากแตล ะหมบู า นไกลๆ กย็ งั ไมก ลบั บา น จะอยรู ว มเลย้ี งฉลอง นำอาหาร
32 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
การแขง ขนั พายเรือทวนน้ำในลำนำ้ ปาสักในอดตี การแขง ขนั พายเรือทวนน้ำในลำน้ำปาสกั ในปจ จบุ ัน
ที่แตละคนเตรียมมาจากบานมาแลกเปลี่ยนกันกินเปนการพบปะสังสรรคกัน มีการ
ดม่ื สรุ า รองรำทำเพลงกนั อยางสนุกสนานครกึ ครืน้ เมื่อบางคนคะนองไดท ่ีกจ็ ะมีการ
ทา ทายพายเรอื แขง กนั โดยจะพายทวนนำ้ เลยี นแบบการเดนิ ทางไปประกอบพธิ ใี นชว ง
เชา เรอื ทใ่ี ชแ ขงก็เปนเรือทแี่ ตละคนพายมารวมพิธซี ึ่งก็คอื เรอื หาปลาธรรมดาๆ นน่ั เอง
เมอ่ื เวลาผา นไป การแขงขันกนั เชน นีท้ ี่ไดจ ัดเปนประจำทกุ ๆ ปกก็ ลายเปนการ
แขงขันอยางจริงจังมากขึ้น โดยแตละหมูบานจะจัดเตรียมเลือกเฟนฝกซอมผูที่จะมา
เปนฝพายเพื่อแขงขันกันอยางเต็มที่ รูปแบบของเรือที่ใชในการแขงขันก็มีการพัฒนา
ข้นึ เรอื่ ยๆ จากการใชเรอื หาปลาธรรมดามาเปน การใชเ รอื ขดุ ลำยาวในการแขง ขัน โดย
มฝี พ ายลำละ ๑๘ คน และ ๓๐ คน อยา งในปจ จุบนั
การแขงเรือทวนน้ำยังมีลักษณะพิเศษที่ไมเหมือนที่อื่นๆ เนื่องจากลำน้ำปาสัก
ทีใ่ ชเ ปนสนามแขงขนั นนั้ เปน ชว งตนแมนำ้ จึงมีความแคบมาก คนดแู ละกองเชียรจ ึง
นั่งดนู งั่ เชียรกันใกลชดิ กับเรอื และฝพ ายมาก เรียกไดวาตะโกนเชียรอยขู า งหกู นั ไดเลย
นอกจากนั้น การแขงขันจะเนนที่ความสนุกสนานและอนุรักษประเพณีมากกวาการ
เอาชนะกนั อยา งจรงิ จงั เพราะไมส ามารถวดั ฝม อื การพายไดต ามหลกั เกณฑก ารแขง เรอื
ทั่วๆ ไป ทง้ั น้ีเพราะลำน้ำท่ใี ชแขง ขนั นอกจากจะแคบแลว ยังมขี อจำกัดอนื่ ๆ อีกหลาย
อยาง เชน ตองพายเรือลอดสะพาน ซึ่งถาปไหนน้ำมากเรือจะลอดสะพานไมได ก็จะ
พายแขงกนั เพียงแคจากสะพานมายงั เสน ชยั ซง่ึ เปน ระยะทางท่ีสน้ั มาก และเนื่องจาก
การจดั งานยดึ ถอื ปฏทิ นิ ทางจนั ทรคติ ซง่ึ ถา ปไ หนทม่ี เี ดอื น ๘ ถงึ ๒ ครง้ั การจดั งานทจ่ี ะ
จัดกันในเดือน ๑๐ ก็จะลาชาออกไป ซึ่งจะเปนชวงเวลาที่ปริมาณน้ำในแมน้ำปาสัก
ลดนอ ยลงไปมาก จนบางครง้ั ใบพายถึงกับขดู กบั พื้นใตทองลำนำ้ เลยทีเดยี ว และท่ี
สำคญั คอื ลำนำ้ ทใ่ี ชแ ขง ขนั กนั นม้ี คี วามโคง ทำใหเ กดิ การไดเ ปรยี บเสยี เปรยี บกนั ทง้ั ใน
ดา นระยะทางและความแรงของกระแสนำ้ อยางไรกต็ ามประเพณีการแขงเรอื ทวนนำ้
กไ็ มไดขาดอรรถรส ความสนกุ สนานในการแขง ขันและการเชยี รไ ปแตป ระการใด แต
33สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ
สสี นั กองเชยี รป ระจำป ๒๕๕๕
เปน การแขง ขนั ทม่ี เี รอื ยาวเขา รว มแขง ขนั เปน จำนวน ไดอ อกกำลงั กาย สรา งเสรมิ สขุ ภาพใหแ ขง็ แรงไป
มากที่สุดในจังหวัดคือประมาณ ๓๐ - ๔๐ ลำใน ในตวั และกลมุ สดุ ทา ยกค็ อื เดก็ ๆ เยาวชน กจ็ ะได
ทกุ ๆ ป ซง่ึ ชาวเพชรบรู ณตางกร็ อคอยใหถ ึงวนั ท่ี เหน็ วฒั นธรรมแบบอยา งทด่ี ขี องการทำงานรว มกนั
จะมีการแขงเรือเพ่อื จะไดไปรวมงานกันอยางสนุก เพอ่ื สว นรวมของผใู หญอ นั เปน การปลกู ฝง จติ สำนกึ
สนานปราศจากการพนันขันตอ สาธารณะใหกับเด็กและเยาวชนไดซึมซับและ
รบั เอาไปปฏิบตั ิไดอ ยา งเต็มความภาคภมู ใิ จ
ประเพณีการแขงเรือยาวถือไดวาเปน
ภมู ปิ ญ ญาอนั ชาญฉลาดของคนโบราณทม่ี อี านสิ งส การแขงเรือทวนน้ำจึงเปนกีฬาพื้นบานที่
ในการสรางความรักความสามัคคีใหเกิดขึ้นใน ชวยเสรมิ บรรยากาศใหงานประเพณีอมุ พระดำน้ำ
ชุมชน หมูบานไหนที่มีเรือแขงไวประจำหมูบาน ครึกครื้นขึ้น เปนประเพณีที่แสดงออกถึงความ
ผูคนในหมูบานนั้นจะมีปฏิสัมพันธกันอยางอบอุน สามัคคี ความรว มแรงรวมใจ สะทอนใหเห็นวิถ-ี
และเหนยี วแนน รว มแรงรว มใจกนั ทำกจิ กรรมตา งๆ ชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำปาสักมาเนิ่นนานของชาว
ในกลุมผูชายก็จะทำหนาที่ดูแลซอมเรือ แตงเรือ เพชรบูรณ จึงเปนมรดกที่คนเพชรบูรณควรจะ
และเขารวมพธิ กี รรมตางๆ กลุมแมบานก็มีหนาท่ี เรียนรู ภาคภูมิใจ และรวมกันอนุรักษไวใหอยูคู
ในการทำกบั ขา ว จดั เตรยี มอาหารสำหรบั กองเชยี ร แผน ดินเพชรบรู ณตลอดไปชว่ั กาลนาน
และฝพ ายท้งั ตอนซอ มและตอนแขง ขัน สวนกลมุ
หญงิ สาวกจ็ ะมาเชยี รเ ปน กำลงั ใจใหห นมุ ๆ ฝพ าย
ของตน กลุมวัยรุนหนุมๆ ที่เปนฝพายก็จะไดใช
เวลาวา งใหเ ปน ประโยชน ไดแ สดงออก ไดฝ ก การ
ทำงานรวมกันอยางเปนทีม ฝกความอดทนและ
34 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔
“ทับวัว”
บานทรัพยสวาง : วิถีชุมชนคนเลี้ยงวัว
ปล ันธนา สงวนบุญญพงษ
ผูอำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
แรกเรม่ิ ทไ่ี ดย นิ คำวา “ทบั ววั ” บางคนอาจจะจนิ ตนาการถงึ ววั จำนวนมาก
ทม่ี ขี นาดเทา กองทพั หรอื บางคนอาจจะคดิ ไปถงึ ลกั ษณะของววั ทถ่ี กู ทบั ดว ยรถ
หรอื ดวยตนไม หรืออาจจะเขา ใจวา เปน วิธีการเลี้ยงวัวอยางหนง่ึ และย่งิ เมือ่
เปดพจนานุกรมแลวกลับไมพบกับความหมายของคำๆ นี้ ยิ่งทำใหรูสึกไดวา
“ทับวัว” ตองเปนคำเฉพาะหรือมีความพิเศษเปนเอกลักษณของที่ไหนสักแหง
อยา งแนน อน และในทส่ี ดุ ความกระจา งของชอ่ื นก้ี ป็ รากฏขน้ึ ณ บา นทรพั ยส วา ง
ตำบลนำ้ หนาว อำเภอนำ้ หนาว จงั หวดั เพชรบรู ณ ซง่ึ สถานทแ่ี หง นไ้ี มไ ดม เี ฉพาะ
แค “วัว” หรอื บอกแค “วธิ ีการเลย้ี งวัว” เทานัน้ เพราะความหมายโดยสมบูรณ
35สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ
ถนนทางเขา สูทบั ววั บานทรพั ยสวาง
ของที่นี่คือชุมชนของคนกับวัว ที่กอกำเนิดขึ้น การเลี้ยงวัว ควาย และปลูกขาวไร ปลูกพริก
ทา มกลางทงุ โลง บนเทอื กเขาเพชรบรู ณ และแมว า ปลกู ฝา ยไวก นิ ไวใ ชก นั ในครวั เรอื นเพยี งเทา นน้ั กต็ าม
ปจจุบันทุงโลงแหงนี้จะกลายเปนปาไมผืนใหญ
อันอุดมสมบูรณ แตวิถีชุมชนคนเลี้ยงวัวที่บาน จนกระทง่ั ป พ.ศ. ๒๕๒๐ ทางราชการไดส ง่ั
ทรพั ยส วา งกย็ งั คงดำเนนิ ตอ ไป แมว า จะเหลอื ผยู ดึ อพยพชาวบานท้งั หมดใหยายถ่นิ ฐานออกมาอยูท่ี
อาชีพนอี้ ยูในทบั วัวเพยี งไมกค่ี นกต็ าม ราบใกลท่ีวาการอำเภอน้ำหนาวเพื่อใหการดูแล
ราษฎรไทยเปนไปอยา งทั่วถงึ โดยพน้ื ทส่ี รางหม-ู
จากบานภูฮี สูบานซำจิ๊จะ บานแหง ใหมน ้ี นายชวง กนั ยาประสทิ ธ์ิ ผูใ หญ-
เปนทางการในชื่อ บานทรัพยสวาง บา นในขณะนน้ั ไดเ ลอื กเอาบรเิ วณทค่ี าดวา จะเปน
เสนทางผานของถนนสายใหมท่ีทางราชการจะ
ในชวงประมาณป พ.ศ. ๒๕๑๑ - ๒๕๑๘ สรา งจากบา นกกกระทอน อำเภอหลม เกา ถงึ บา น
ผูกอการรายคอมมิวนิสตเกิดข้ึนมากมายตาม หว ยสนามทราย อำเภอน้ำหนาว ทำใหห มบู าน
เทือกเขาตางๆ ในประเทศไทย และแนนอนวา ซึ่งอยูหางจากที่วาการอำเภอน้ำหนาวประมาณ
จังหวัดเพชรบูรณเปนหน่ึงในพ้ืนที่สำคัญของคน ๔ กโิ ลเมตรแหง นม้ี ถี นนตดั ผา น และมที างคมนาคม
กลุมนี้ที่พยายามเขาแทรกแซงเปล่ียนวิถีชีวิตและ สะดวกขน้ึ โดยแรกเรม่ิ ชาวบา นไดร ว มใจกนั ตง้ั ชอ่ื
แนวความคิดของชาวบานเพ่ือหาแนวรวมตอตาน หมูบานวา“หมูบานซำจิ๊จะ” ตามสภาพพื้นที่ซึ่ง
รัฐบาล ซึ่งหมูบานภูฮีบนเทือกเขาในเขตอำเภอ เปยกชื้นอยูตลอดเวลาหลังฝนตก เพราะภาษา
น้ำหนาวตดิ กบั อำเภอภกู ระดึง จงั หวัดเลย กห็ นี ทอ งถน่ิ คำวา “จจ๊ิ ะ ” แปลวา เฉอะแฉะนน่ั เอง อยา งไร
ไมพนกับการถูกรุกรานเชนกัน แมจะเปนเพียง ก็ตามชื่อหมูบานถูกเปลี่ยนในเวลาตอมาเปน
หมบู า นเลก็ ๆ หา งไกลจากความเจรญิ และไรค วาม “หมบู า นซบั สวา ง” โดยยงั คงเปน การสอ่ื ความหมาย
สะดวกในการคมนาคมชาวบา นทอ่ี ยูกนั ประมาณ ของสภาพหมบู า นเหมอื นเดมิ เพราะ “ซบั ” แปลวา
๓๕ ครัวเรือน ทุกครอบครัวประกอบอาชีพดวย มนี ำ้ ซมึ เฉอะแฉะ แตจ บลงตรงทท่ี างราชการไดข อ
ใหเ ปลยี่ นเปน “หมบู านทรพั ยสวา ง” และลงตัวกบั
ชอ่ื นม้ี าจนถงึ ปจ จบุ นั แมว า ถน่ิ ทอ่ี ยจู ะถกู ยา ยหรอื
36 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔
ชอ่ื หมบู า นจะมกี ารเปลย่ี นแปลงไป แตอ าชพี หลกั หางจากหมูบานทรัพยสวางไปทางทิศตะวันตก
อาชีพหนึ่งท่ียังคงดำเนินมาคูกับหมูบานก็คือ ๔ กิโลเมตร เปนพื้นที่ของเขตอุทยานแหงชาติ
อาชพี เกษตรกรผเู ลย้ี งววั โดยคราวนพ้ี วกเขาได นำ้ หนาว ทกุ ๆ เชา ชาวบา นจะพาววั เดนิ ไปกนิ หญา
ทำใหวิถีของคนเลี้ยงวัวกลายเปนเอกลักษณ พรอมๆ กันเปนหมูคณะ เดินไลตอนวัวเรียงราย
เฉพาะถิ่นที่นอกจากจะไมเหมือนที่ไหนแลว ยัง กนั ไปจากหมบู า น ขา มหว ยจานซง่ึ เปน ลำธารสาย
สรางทั้งรายไดและสรางพื้นที่ปา รวมถึงสราง เลก็ ๆ มุงหนา ไปยงั ทุงโลงเพ่ือใหววั หาหญา กินเอง
อนาคตใหก ับลกู หลาน โดยเจาของวัวสรางหางไมไผไวน่ังนอนเฝามองวัว
ทเ่ี ดนิ กนิ หญา บนภเู ขาไดแ มจ ะอยไู กลออกไป และ
เมื่อ “โหลนใหญ” กลายเปน “ทับวัว” พอตกเยน็ กต็ อ นววั กลบั เขา คอกของแตล ะบา นเปน
เชน น้ีประจำทุกวนั จนกระท่งั ขาวไรข องชาวบาน
หลังจากเสร็จส้ินการยายถิ่นฐานและปลูก ท่ีปลูกอยูบริเวณสองขางทางเดินเติบโตจนไดเปน
บานสรางเรือนจนมีท่ีอยูอาศัยพรอมตอการดำรง ผลผลติ กเ็ กดิ เหตกุ ารณท ฝ่ี งู ววั เขา ไปกนิ ขา วในไร
ชีวิต ชาวบานทรัพยสวางก็เริ่มเดินหนาประกอบ ไดร บั ความเสยี หาย ชาวบา นทรพั ยส วา งจงึ ประชมุ
อาชพี โดยทำตอ เนอ่ื งมาจากครง้ั ทอ่ี ยหู มบู า นเดมิ รว มกนั และไดข อ สรปุ กำหนดใหบ รเิ วณโหลน ใหญ
นั่นก็คือการเลี้ยงวัว และจากวิธีการที่ตองเลี้ยง เปนพื้นที่สำหรับเลี้ยงวัวเทานั้น เพราะนอกจาก
โดยปลอยใหวัวหากินเองตามธรรมชาติน่ีเอง สภาพพน้ื ทจ่ี ะเปน เชงิ เขาไมเ หมาะกบั ทำนาขา วหรอื
ชาวบา นจงึ ไดค น พบกบั “โหลน ใหญ” หรอื ทงุ หญา ทำสวนแลว ยังสามารถสรางคอกววั เอาไวโ ดยไม
ทเ่ี ปน ลานกวา งไมม ตี น ไมใ หญ ขนาดพน้ื ทป่ี ระมาณ ตองคอยตอ นวัวกลบั เขา มาในหมูบ า นอกี ดว ย
๑,๐๐๐ ไร อดุ มสมบรู ณด ว ยหญา มากมายหลาย
ชนดิ เชน หญา พง หญา แฝก หญา คา หญา แซงดำ ตง้ั แตป พ.ศ. ๒๕๒๑ เปน ตน มาโหลน ใหญก ็
หญาขน ซึ่งลวนแตเปนอาหารที่วัวชื่นชอบ อยู กลายเปนพื้นท่ีที่ถูกครอบครองโดยจำนวนวัวกวา
๕๐๐ ตัวของชาวบาน เปนที่อยูที่กินและที่นอน
สะพานขามลำน้ำหวยจานไปยงั ทงุ โลง กวา ง
37สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
สภาพทบั วัวในปจจุบนั
ของววั ทง้ั หมด และตอ มาไมน านนกั กระทอ มหลงั แรกกเ็ กดิ ขน้ึ โดย นายชว ง กนั ยาประสทิ ธ์ิ
ที่เห็นวาการเดนิ ทางไปกลบั ระหวางหมบู า นทรพั ยส วางและโหลน ใหญท กุ ๆ วันนนั้ เสยี
เวลา จึงตัดสินใจสรางกระทอมสำหรับนอนคางคืนไวที่บริเวณโหลนใหญ ใชชีวิต
ประจำวันอยางเปนระบบโดยตอนเชาปลอยวัวออกจากคอกไปกินหญา ระหวางวันก็
เดินเขาปาไปที่ “ซำทอง” ซึ่งอยูหางจากโหลนใหญไปทางทิศเหนือประมาณ ๗ - ๘
กโิ ลเมตรเพอ่ื หาของปา และเหด็ ไวข ายเปน รายไดพ เิ ศษ กลบั มาถงึ ตอนเยน็ ไดเ วลาตอ นววั
กลับเขาคอก ตกค่ำพักผอนนอนหลับในกระทอม โดยจะเดินทางกลับเขาหมูบานใน
ยามจำเปน เทา นน้ั กลายเปน วถิ ชี วี ติ ทช่ี าวบา นทรพั ยส วา งคนอน่ื ๆ เหน็ ถงึ ความสะดวก
และประหยัดเวลาในการเดินทาง กระทอมหลังที่สองจึงเกิดขึ้นเปนของ กำนันจำปา
แกวกอง ตามดว ยกระทอ มของเกษตรกรผูเล้ียงววั รายอน่ื ๆ จนเม่ือผูเลย้ี งวัวเขามา
สรางกระทอมอยูกันมากขึ้น ชาวบานจึงเรียกโหลนใหญวา “ทับวัว” มีการแบง
พน้ื ทใ่ี ชง านเปน สดั สว นอยา งชดั เจน ประกอบดว ยสว นทอ่ี ยอู าศยั ทเ่ี รยี งรายเตม็ ไปดว ย
กระทอ มชนั้ เดยี ว ยกทรงสงู มใี ตถนุ บานไวเกบ็ เคร่ืองใชตางๆ มงุ หลังคาดวยหญา คา
พ้ืนและผนังทำดว ยไมไ ผ และมคี อกวัวซ่งึ หลงั คามุงดวยหญาคาบังแดดกนั ฝนอยดู า น
ขางไมหางจากกระทอม โดยแตละคอกจะมีชื่อเจาของติดไว และสวนของวัวซึ่งเปน
ลานทงุ หญากวางมองเหน็ ออกไปไกลจนสดุ ลูกหูลูกตา
การเลย้ี งววั ทท่ี บั ววั บา นทรพั ยส วา ง เกษตรกรจะไมโ ยกยา ยววั ไปเลย้ี งในพน้ื ทอ่ี น่ื
โดยทง้ั ววั และชมุ ชนคนเลย้ี งววั จะอยกู นั ทท่ี บั ววั ตลอดทง้ั ป อกี ทง้ั ยงั สงวนพน้ื ทไ่ี วเ ฉพาะ
แคก ารเลย้ี งววั เทา นน้ั ไมไ ดม กี ารใชเ พอ่ื ประกอบอาชพี อน่ื ขณะทอ่ี าชพี เสรมิ อยา งการ
เกบ็ ของปา และเกบ็ เหด็ ของบา นทรพั ยส วา งจะทำกนั ในพน้ื ทซ่ี ำทองทห่ี า งออกไป ซง่ึ เปน
ทั้งอาหารและสรางรายไดจุนเจือครอบครัวอยางตอเนื่อง เรียกไดวาชาวบานที่นี่ใช
ประโยชนจากระบบนิเวศทางธรรมชาติอยางคุมคา ภายใตพื้นฐานของการพึ่งพาเอื้อ
ประโยชนซึ่งกนั และกนั ระหวางผนื ปา กับการเลยี้ งววั
38 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับท่ี ๔
กระทอ มของผูเ ลี้ยงววั ทีท่ ับวัวบา นทรัพยสวา ง
ตง้ั แตน น้ั เปน ตน มาทบั ววั บา นทรพั ยส วา งกก็ ลายเปน สถานทแ่ี สนรกั แสนหวงของ
ชาวบา น เพราะเปน ทง้ั แหลง ประกอบอาชพี หลกั และเปน แหลง ทอ่ี ยอู าศยั ของครอบครวั
ความผูกพันระหวางคนและผืนปาเกิดข้ึนโดยท่ีไมตองใหเจาหนาที่มาคอยกระตุนหรือ
รณรงค เพราะสำนกึ แหงการอนุรกั ษง อกงามขน้ึ เองอยางลกึ ซง้ึ
วัวบานทรัพยสวาง พันธุไมตางแตโดดเดนเฉพาะตัว
ชาวบานทรัพยสวางประกอบอาชีพเลี้ยงวัวสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ พันธุวัว
สว นใหญจะเปนววั พนั ธุพ ื้นเมือง ขยายพนั ธไุ ดรวดเร็ว โดยในทุกๆ ปแ มวัวแตละตัวจะ
สง ทายาทออกมาหนง่ึ ตวั ทำใหจ ำนวนววั เพม่ิ ขน้ึ ตอ เนอ่ื ง แตเ พราะปจ จยั ดา นการตลาด
ทช่ี าวบา นตา งเรยี นรกู นั เองจากสว นหนง่ึ ของวถิ ชี วี ติ ซง่ึ หลกี เลย่ี งหรอื เพกิ เฉยตอ ความ
ตอ งการของผซู อ้ื ไมไ ด ทำใหม กี ารเปลย่ี นแปลงพนั ธวุ วั ทเ่ี ลย้ี ง โดยหวงั ใหว วั ขายไดร าคา
ดกี วา เดมิ สรา งรายไดใ หค รอบครวั มากกวา เดมิ เนอ่ื งจากตลาดใหร าคาววั พนั ธลุ กู ผสม
(ลกู ววั ทไ่ี ดจ ากแมว วั พนั ธพุ น้ื เมอื งและพอ ววั พนั ธอุ เมรกิ นั บราหม นั ) สงู กวา พนั ธพุ น้ื เมอื ง
เดิม ชาวบานทรัพยสวางจงึ นยิ มเลยี้ งวัวพันธุล ูกผสมกนั มากขึน้ แตทกุ ครอบครัวตาง
ยงั คงยดึ มน่ั ในวถิ ชี มุ ชนทบั ววั ใหค วามเคารพในภมู ปิ ญ ญาอนั ชาญฉลาดของบรรพบรุ ษุ
ที่สั่งสอนใหรจู กั ใชทรพั ยากรธรรมชาติในทอ งถิน่ อยา งคุม คา
การสบื ทอดวธิ กี ารเลย้ี งววั จากรนุ สรู นุ ของชาวบา นทรพั ยส วา ง นอกจากววั ทกุ ตวั
จะถกู ปลอยใหห ากินหญาตามธรรมชาติเองแลว บรรพบุรษุ ยงั ไดถ ายทอดภูมิปญญา
ฉบับคนเลี้ยงวัวมืออาชีพมาใหอีกมากมาย เริ่มตั้งแตการคัดเลือกพันธุแมวัวพอวัว
ววั แตล ะตวั จะเขา มาสวู ถิ ขี องทบั ววั ไดต อ งผา นการคดั เลอื กอยา งรอบคอบกบั คณุ สมบตั วิ วั
39สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
ววั พนั ธุล กู ผสมทที่ ับวัว
ซง่ึ จะตอ งครบถว นทง้ั การมรี ปู รา งสงู ใบหนา โหนก เกลอื แกงวางไวใ หววั กินภายในบรเิ วณคอกววั วธิ ี
หยู าว สะดอื หยอ น หางดกดำยาวเลยขอ เขา และ นจ้ี ะทำใหว วั รสู กึ กระหายนำ้ และหวิ งา ย เมอ่ื ทกุ ตวั
มหี นงั หนา แมพ นั ธทุ ด่ี ตี อ งมอี วยั วะเพศใหญ สว น ถูกปลอยจากคอกวัวก็จะมุงหาน้ำและหญากิน
พอพันธุช้ันเย่ียมจะตองมีลูกอัณฑะหยอนตรง บรรเทาความกระหายและบำรุงรางกายทันที วัว
กอนท่ีจะปลอยวัวไปหากินชาวบานจะมีการนำ ในทับวัวทรัพยสวางจึงอวนข้ึนโดยไมตองพ่ึงพา
หมากกะโหละ หมากขิกและหมากกะโปง แขวน ยาปฏชิ วี นะซง่ึ อาจสง ผลอนั ตรายตอ ววั และผบู รโิ ภค
ทค่ี อววั ซง่ึ จดั เปน เครอ่ื งมอื สอ่ื สารแบบภมู ปิ ญ ญา เนื้อววั ได
ทอ งถนิ่ สำหรบั การตดิ ตามการเดนิ ทางรวมถงึ การ
คนหาวัวแตละตัวในปา ไมวาจะอยูไกลแคไหน การเลย้ี งววั เปน ฝงู และวธิ กี ารทำใหว วั เชอ่ื ง
เพยี งแคว วั ขยบั ตวั เจา ของกส็ ามารถตามหาววั ได ชาวบานทรัพยสวางจะเก็บรังของนกหงอก (นก
อยางงา ยดาย ชนิดหน่งึ อาศัยอยูในเขตอุทยานแหงชาติน้ำหนาว
ทำรงั นกดว ยกง่ิ ไมห ลายๆ ชนดิ สานกนั ไปมา) นำมา
วธิ กี ารแกป ญ หาววั แพอ ากาศหนาวจนไม แชกับน้ำซาวขาวเพื่อใชประพรมหัววัว โดยทำใน
ยอมกนิ หญา และกนิ นำ้ และอาจสง ผลใหม รี ปู รา ง ตอนเชาของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือวันแรม ๑๕ ค่ำ
ไมส มบรู ณแ ข็งแรง ชาวบานทรัพยสวา งจะใหว วั เพราะมีความเชื่อวาน้ำที่ใชประพรมน้ีจะทำใหวัว
กนิ เกลอื แกงทกุ วนั ๆ ละ ๒ เวลา คอื เชา กอ นปลอ ย ทุกตัวในฝูงรักและผูกพันกันไปไหนไปดวยกัน
ออกจากคอกและเยน็ เมอื่ ววั กลบั เขาคอก โดยนำ โดยไมแ ตกฝงู แตห ากววั ตวั ใดแตกฝงู หรอื ชอบชน
40 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔
เพอ่ื นในฝงู เจา ของววั จะเอาแหหรอื สวงิ เกา ๆ เชด็ ทับวัวบานทรัพยสวาง :
ท่ีหัววัวในตอนเชากอนปลอยวัวออกจากคอกหรือ ตัวอยางของชุมชนชนบทไทย
ตอนเย็นเมือ่ ววั กลบั เขา คอก โดยเชด็ เปนประจำ
ทกุ วนั ประมาณ ๑ - ๒ สปั ดาห ซ่ึงความเอาใจใส ทับวัวบานทรัพยสวาง ตำบลน้ำหนาว
ดูแลของเจาของวัวในลักษณะนี้ทำใหวัวด้ือกลาย อำเภอนำ้ หนาว จงั หวดั เพชรบรู ณ แมถ อื ไดว า เปน
เปนวัวท่อี อ นโยนและเลย้ี งงา ยขึน้ ชุมชนที่สมบูรณพรอมดวยทรัพยากรบุคคลและ
ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี คี ณุ คา กบั ประเทศ ทง้ั ความ
สวนการรักษาสุขภาพของวัว ชาวบาน เปนเกษตรกรผูเล้ียงวัวด้ังเดิมซึ่งถือเปนสวนหนึ่ง
ทรพั ยส วา งมวี ธิ ที น่ี า สนใจเชน กนั อยา งการเชด็ ตวั ของการอนุรักษสาขาหน่ึงของอาชีพการเกษตร
เพอ่ื ฆา เหบ็ ตามตวั ววั จะใช“ไหล” ซง่ึ เปน พชื เถาวลั ย ท่ีย่ังยนื ของคนไทยเอาไวไ ดอ ยา งนา ชื่นชม
ชนิดหน่ึงมีอยูทั่วไปตามตนไมในบริเวณอุทยาน
แหง ชาตินำ้ หนาว นำมาตดั เปนทอ นๆ และทุบพอ อีกหน่ึงคุณคาสำหรับสังคมที่ชาวทับวัว
แตก กอนจะแชน ำ้ เพื่อใชเ ชด็ ตวั ใหว วั ในตอนเชา บานทรัพยสวางสามารถสะทอนออกมาไดอยาง
และตอนเยน็ “ไหล” จะทำใหเห็บจะหลุดออกจาก นาชื่นชมก็คือ โครงสรางของสังคมคนที่นี่ยังคง
ตัววัว ไมทำใหวัวคันหรือมีผลกับผิวหนังของวัว ความเปน ครอบครวั ชนบทและชมุ ชนไทยแทด ง้ั เดมิ
แตละตัว สำหรับวัวที่มีบาดแผลทั้งจากอุบัติเหตุ เอาไว แมจ ดุ เรม่ิ ตน ของชมุ ชนจะเกดิ จากการอพยพ
และแผลหลงั คลอดลกู ชาวบา นจะสมานแผลดว ย ยา ยถ่ินฐานและผสมรวมผคู นจากท่ีตางๆ เขามา
ยาสูบตำผสมกับขม้ินและนำ้ มะนาว ซง่ึ นอกจาก อาศยั อยูรว มกัน จนกลายเปน ชุมชนขนาดใหญท ่ี
จะทำใหข ้กี ะขาง (ไขแมลงวันและตัวหนอนทีค่ อย อบอวลไปดวยความสุขและความอบอุน เพราะ
เจาะบาดแผล) หลดุ ออกมาแลว ยงั มสี รรพคณุ บำรงุ พ้ืนฐานท่ีทุกคนตางรักในอาชีพของบรรพบุรุษ
แผลใหห ายเรว็ ขน้ึ ดว ย ทง้ั นก้ี ารรกั ษาบาดแผลของ สรางใหทุกครอบครัวท่ีอยูในทับวัวกลายเปน
วัวจะสมบูรณตามแบบฉบับของบานทรัพยสวาง เครอื ญาตกิ นั ทง้ั หมด คอยใหค วามชว ยเหลอื พง่ึ พา
ก็ตอเมื่อทำการ “ไซวัว” ดวย นั่นก็คือ การนำ ซง่ึ กนั และกนั แมก ระทง่ั การฝากววั กนั เลย้ี งในยามท่ี
ดินเหนียวมาปน เปนหนุ ววั ตัวท่ีเปน แผลนนั้ แลว เจา ของววั บางรายเกดิ มธี รุ ะภายนอกชมุ ชน เจา ของ
นำหนามของตนสมโอหรือหนามของตนมะนาว วัวรายอ่ืนในทับวัวจะมีความเอื้ออาทรดูแลวัว
เลอื กอยา งใดอยา งหนึง่ มาจำนวน ๗ อันแทงไปท่ี แทนกนั เสมอ กระทง่ั มคี ำเฉพาะทเ่ี รยี กกนั วา “เอา
หุนวัว โดยตองแทงบริเวณเดียวกับแผลของวัว แรงกัน” หรือการถอยทีถอยอาศัยกันนั่นเอง ที่
ตัวจริงพรอมกลาว “สาธุขอใหหนามเจ็ดเลมน้แี ทง สำคัญทุกคนตางใหความเคารพเช่ือฟงผูอาวุโส
ขี้กะขาง โตหนอน และพยาธิตางๆ ทีอ่ ยูในโตงวั กวาและยึดมั่นในขอตกลงซึ่งกันและกัน ทำให
ของขานอยและใหงัวของขานอยเซาจากการเปน ชมุ ชนทับวัวอยูอยา งสงบสุข ไมมีการลักขโมย ไม
แผลแดเดอ” เสร็จแลวนำหุนวัวไปแขวนไวกับขื่อ เคยมีกรณีวัวหายแมวาเจาของจะปลอยหรือวัว
ใหตรงกับเตาไฟ เพื่อใหควันไฟรมหุนวัวตัวนั้น หลงเขา ไปตางคอกก็ตาม
จนกวาววั ตวั เปนจะหายจากการเปนแผล จงึ คอ ย
นำหนุ ไปทงิ้ เรียกไดว า เปนรูปแบบการรักษาทาง การแสดงพลังเพื่อสวนรวมของคนท่ีนี่ก็
กายดวยสมุนไพร (สำหรับวัว) และทางใจดวย ยิ่งใหญไมแพท ี่อืน่ ๆ เหน็ ไดจากการปรับปรงุ ถนน
ความเชอ่ื (สำหรบั เจา ของววั )ทท่ี ำใหอ าการเจบ็ ปว ย จากหมูบานทรัพยสวางเขาสูบริเวณทับวัว จาก
ของววั หายเร็วยิง่ ข้ึน สภาพถนนดินที่ถูกกัดเซาะเปนรองน้ำในชวง
หนา ฝนซง่ึ ทำใหการเดินทางไมสะดวก เกษตรกร
41สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
มลู ววั ทีเ่ ตรียมสงขายตลาด
ผเู ลีย้ งววั บานทรพั ยส วางไดล งเงนิ คนละเทาๆ กัน จา งรถไถมาปรบั ปรุงแตงถนนใหมี
สภาพทดี่ ีขน้ึ สามารถใชเดนิ ทางสะดวกในทกุ ฤดกู าล นับเปน การสะทอนพลังความ
สามัคคีและเปนอันหนึ่งอันเดียวกันไดอยางนาชื่นชม รวมไปถึงการรวมตัวกันจัดตั้ง
กองทนุ ยาววั เพื่อใหส มาชิกไดห าซอ้ื ยาไดง า ย สะดวกและราคาถูก ซึ่งเปน การชวย
เหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกภายในทับวัว โดยผลกำไรก็ไดกลายเปนทุนหมุนเวียน
ของกลุมแบบที่ใชไ มมวี ันหมด สว นในดานอนามยั ของการเลี้ยงววั ในทับววั แหงน้ี ถอื
ไดวาเครงครัดตามคำแนะนำของเจาหนาที่อยางดี เพราะจะมีการแยกคอกเฉพาะ
สำหรับวัวที่มีอาการเจ็บปวยออกไป เพื่อชวยกันรักษาและรวมกันปองกันโรคติดตอ
ซงึ่ ถอื เปนสาธารณสุขแบบพ้นื บา นทีไ่ ดผล
“ทับวัว” กาลเวลากับการเปลี่ยนแปลง
จากการรูและรักษที่จะอยูกับปา ตระหนักถึงการพึ่งพาอาศัยกันโดยไมตอง
ทำลายอยา งใดอยางหน่งึ ใหเ กดิ ความสญู เสยี ตอบแทนผืนปา ดวยการสรางปา ทำให
พื้นที่ทุงกวางกวาหนึ่งพันไรในอดีต แปรเปลี่ยนเปนปาใหญ หนาแนนไปดวยพันธุไม
นานาชนิดท่ีสะทอนถึงความอุดมสมบูรณดวยมูลวัวซ่ึงเปนปุยทางธรรมชาติอยางดีท่ี
ทบั ถมกันเปนเวลานานนบั ป ทบั ววั ในวนั น้จี งึ อดุ มสมบรู ณไ ปดวยไมเต็งรัง ไมม ะคา
ไมโ คโซ ไมกอ ไมแ ดง ไมป ระดู ตะแบก ฯลฯ รวมถงึ สัตวปา นานาชนิดที่เรยี กไดวา
ครบในคณุ สมบตั ขิ องปา สงวนแหง ชาติ แตข ณะเดยี วกนั กเ็ หลอื พน้ื ทท่ี งุ กวา งให
เลย้ี งววั ไดน อยลงไปดวย
42 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔
กาลเวลาท่ีเปลี่ยนแปลงแนนอนวายอมมีผลกับชีวิตของใครหลายคนท่ีไมอาจ
ตานทานความผันแปรตามกระแสตางๆ ไปได เชนเดียวกับทับวัวบานทรัพยสวางใน
ปจจุบัน จากผลของวิถีธรรมชาติท่ีไดชวยสรา งเศรษฐกิจใหก บั ชุมชน ทง้ั จากอาชพี
เลย้ี งววั ซงึ่ เปน อาชพี หลกั และจากรายไดเสริมที่มาจากการเกบ็ เหด็ เก็บของปา รวมถึง
การเก็บมูลวัวสงขายตลาด ถึงขั้นไดชื่อวาเปนแหลงผลิตวัวและเห็ดคุณภาพที่ไดรับ
ความนยิ มสูงจากพอ คา แมคาตา งถ่ิน
การมรี ายไดท ด่ี ไี ดช ว ยขยบั ใหเ กษตรกรในชมุ ชนมฐี านะความเปน อยดู ขี น้ึ
สามารถสง ลกู หลานเรยี นในระดบั สงู ได ทำใหค นรนุ ปจ จบุ นั ของบา นทรพั ยส วา ง
ประกอบอาชพี ทต่ี า งไปจากเดมิ เชน ขา ราชการ หรอื เปด กจิ การสว นตวั รวมไปถงึ
การทำสวนยางพารา สวนผลไม หลายครอบครวั จงึ ไมม ผี สู บื ทอดอาชพี เลย้ี งววั
ซง่ึ หากมองตามความเปลย่ี นแปลงนอ้ี าจเขา ใจไดว า สภาพของทบั ววั บา น
ทรพั ยส วา งคงไมต า งจากชมุ ชนทร่ี า งทง้ั ผคู นและววั แตด ว ยเพราะความผกู พนั กบั
ทบั ววั ซง่ึ ใหท ง้ั ทอ่ี ยทู ก่ี นิ และเปน ทส่ี รา งทกุ สง่ิ ทกุ อยา งใหก บั ครอบครวั ทำใหย งั มี
กลุมผเู ลีย้ งววั อยอู ีกจำนวนหน่งึ ทยี่ งั คงดำเนินวิถีทบั วัวดง้ั เดมิ แมจ ะไมม ากนกั
และมีวัวในทบั ววั ไมถงึ รอยตัวก็ตาม แตดว ยสายเลอื ดของคนเลยี้ งวัวท่ฝี ง แนน
อยูใ นจติ วญิ ญาณ ทำใหพวกเขายังคงทำหนา ที่สบื ทอดวถิ อี นั เปน เอกลักษณน้ี
ไว เพ่อื บอกใหรูว า แกนแทข องวิถชี ุมชนคนเล้ยี งวัวที่ “ทบั ววั ” นนั้ ใชวาจะหาย
ไปกับกาลเวลาไดง า ยๆ
บรรณานุกรม
กรุณา ศรบี ุญเรอื ง. ทบั ววั กับวถิ ีชมุ ชนบานทรัพยส วาง ตำบลนำ้ หนาว อำเภอนำ้ หนาว
จงั หวัดเพชรบรู ณ. วิทยานพิ นธปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาไทยศึกษาเพ่ือการพัฒนา.
สำนักงานบัณฑิตศกึ ษา. มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเลย, ๒๕๔๗.
วริศรา เงา ทมุ และ ภทั รพล พิมพา. รายงานการเกบ็ ขอมลู ภาคสนามเรอื่ งทับวัว.
สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอดั สำเนา)
กรณุ า ศรีบุญเรือง. อายุ ๕๘ ป โรงเรียนบานทรัพยสวา ง อำเภอนำ้ หนาว จงั หวัดเพชรบูรณ
สัมภาษณเมอื่ วันที่ ๒๑ ธนั วาคม ๒๕๕๕.
จันทรเพง็ ขวญั คง. อายุ ๕๓ ป บานเลขที่ ๑๑๓ หมู ๓ บา นทรัพยส วา ง ตำบลน้ำหนาว อำเภอนำ้ หนาว
จงั หวัดเพชรบูรณ, สัมภาษณเมื่อวนั ท่ี ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕.
จวง วงั คีรี. อายุ ๗๒ ป บานเลขที่ ๙ หมู ๔ บา นทรัพยสวา ง อำเภอนำ้ หนาว จังหวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเ ม่อื วันท่ี ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕.
บัวไร คำสงิ ห. อายุ ๖๑ บา นเลขที่ ๑๑ หมู ๔ บานทรพั ยสวา ง อำเภอนำ้ หนาว จังหวดั เพชรบูรณ,
สัมภาษณเมื่อวนั ที่ ๒๑ ธนั วาคม ๒๕๕๕.
43สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ
มธรรรดมกาพสทุ นธ ศตลิ ูพ ปรเะพธชรรรบมูรณเรือ่ สง/ภมาัยพรกตัองนบรโรกณสาธนิ กิ ทารร :
ธรรมาสนวัดพระนอน
ธรรมาสนวดั พระนอน บานนายม หมูที่ ๓
ตำบลนายม อำเภอเมอื ง จังหวัดเพชรบรู ณ สรา ง
ขน้ึ ในสมยั รตั นโกสนิ ทร เมอ่ื ประมาณป พ.ศ.๒๕๐๘
ขนาดสงู ๔๕๐ เซนตเิ มตร กวา ง ๑๕๐ เซนตเิ มตร*
ยาว ๑๕๐ เซนตเิ มตร* ลกั ษณะเปน ธรรมาสนท รง
ปราสาทยอดทำจากไม ตั้งอยูบนฐานเขียงรูป
สเ่ี หลย่ี มจตั รุ สั ฐานสว นลา งของธรรมาสนท ง้ั สด่ี า น
ใชไ มย ดึ เปน รปู กากบาท ตวั เรอื นธรรมาสนม แี ผงบงั
มีบันไดขึ้นลงดานเดียวเปนบันไดไมไมมีลวดลาย
ฐานบนั ไดสนั นษิ ฐานวา เปน รปู กวางหมอบ(ปจ จบุ นั
ชำรดุ แลว ) เสาทำรองรบั ชน้ั เพดานดว ยไมข นานกบั
ตวั ธรรมาสน สว นหลงั คาทำเปน ชน้ั ๕ ชน้ั ลดหลน่ั
กันถึงยอด ตามมุมหลังคาแตละชั้นประดับดวย
ใบโพธ์ิ(ปจ จบุ นั บางสว นชำรดุ ) สว นยอดประดบั ฉตั ร
* วฒั นธรรมจังหวัดเพชรบรู ณ, สำนกั งาน. แหลง มรดกทางวฒั นธรรม
ทอ งถ่ินในจังหวดั เพชรบูรณ, ๒๕๔๙ : ๑๒๖.
๑. ธรรมาสนท รงปราสาทยอด ๑
๒. ฐานบันไดรูปกวางหมอบ
๓. หลงั คาทำเปน ชน้ั ๕ ชั้น
ลดหลัน่ กันถงึ ยอด แตละ
ชั้นประดับดวยใบโพธิ์
๔. ตัวเรือนธรรมาสนม ีแผงบงั
๔๓๒
44 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ท่ี ๔
ธรรมาสนวัดศรีมงคล
ธรรมาสนว ดั ศรมี งคล หมทู ่ี๓ ตำบลวงั บาล
อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ สรางในสมัย
รตั นโกสนิ ทรป พ.ศ.๒๔๙๕ ขนาดสงู ๔ เมตร กวา ง
๑๕๒ เซนติเมตร ยาว ๑๕๒ เซนติเมตร ลกั ษณะ
เปนธรรมาสนทรงปราสาทยอดทำจากไม* เปน
ศิลปะลานชางผสมพื้นถิ่น ตั้งอยูบนฐานเขียงรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัส เสารองรับชั้นเพดานทำดวยไม
ขนานกับเรือนธรรมาสน ตัวเรือนธรรมาสน
ประกอบดวยแผงบงั ทท่ี ำดวยกระจก สว นหลังคา
ทำเปนชั้นซอนกัน ๗ ชั้นลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึง
สว นยอด มมุ ไมใ นชน้ั เชงิ กลอนชน้ั แรกของหลงั คา
ประดับนาคปก ถัดขึ้นไปประดับดวยบัวกระจัง
ขนาดเล็ก มีบันไดข้ึนลงดานเดยี วทำดว ยไมแกะ
สลกั รูปพญานาค
๑ * วัฒนธรรมจงั หวดั เพชรบรู ณ, สำนักงาน.
แหลง มรดกทางวฒั นธรรมทองถ่ินในจงั หวัดเพชรบูรณ, ๒๕๔๙ : ๒๘๐.
๑. ธรรมาสนทรงปราสาทยอด
๒. หลังคาทำเปนชนั้ ซอนกัน
๗ ชน้ั ลดหลั่นกนั ขึน้ ไป
จนถึงสว นยอด ประดับ
ดวยบัวกระจงั
๓. หลังคาประดับนาคปก
๔. บนั ไดแกะสลักรปู พญานาค
๒๓๔
45สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
มธรรรดมกาพสุทนธ ศตลิ ูพ ปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมายัพรกตัองนบรโรกณสาธินกิ ทารร :
ธรรมาสนวัดทรายงาม
๑. ธรรมาสนท รงปราสาทยอด
๒. หลงั คาทรงปราสาทยอด
๓. บันไดแกะสลกั ลายกนก
๔. ลายดอกประจำยาม
๕. ดาวเพดาน
๖. สาหรายรวงผงึ้
๗. คนั ทวยนาครองรบั ชนั้ หลงั คา
๘. คนั ทวยแกะสลกั นาคค้ำยนั
ระหวางตวั เรือนธรรมาสนก บั
ฐานช้นั ลาง
๑ ๒
46 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
ธรรมาสนว ดั ทรายงาม ตำบลนาแซง อำเภอ ไมย าวรองรับซมุ และชน้ั หลงั คา ตกแตง ดวยดอก
หลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ สรา งในสมยั รตั นโกสนิ ทร ประจำยามทง้ั ๔ ดา น ดา นละ ๓ ดอก ซมุ ธรรมาสน
ประมาณป พ.ศ.๒๔๗๖ ขนาดสงู ๖๑๐ เซนตเิ มตร ประดับดวยสาหรายรวงผึ้งทั้ง ๔ ดาน เพดาน
กวาง ๑๔๐ เซนติเมตร ยาว ๑๔๐ เซนติเมตร ธรรมาสนตกแตงดวยดาวเพดาน ถัดขึ้นไปมี
ลักษณะเปนธรรมาสนทรงปราสาทยอด ทำจาก คันทวยนาครองรับช้ันหลังคาแบบทรงปราสาทที่
ไมแ กะสลกั ลงรกั ปด ทอง* เปน ศลิ ปะแบบลา นชา ง ประกอบดวยชั้นเชิงกลอน แตละชั้นประดับดวย
ผสมพน้ื ถน่ิ ฐานเปน รปู บวั ควำ่ บวั หงาย สว นกลาง นาคปกตามมุมทั้ง ๔ ดาน มีบันไดทางขึ้นดาน
มีลกั ษณะเวาเขา ตามแบบสถาปตยกรรมลา นชา ง เดยี วแกะสลกั ลายกนก ประกาศขน้ึ ทะเบยี นกรม-
ทเ่ี รยี กวา แอวขนั (เอวขนั ) และยอ มมุ ไม ๑๒ ทอ งไม ศิลปากรเมื่อวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
ประดบั ดว ยบวั ลกู แกว อกไก พน้ื ฐานราบตดิ กบั พน้ื
ตกแตงลวดลายแกะสลักรูปนาค มีคันทวยแกะ- * ศลิ ปากร, กรม. ประกาศกรมศิลปากร เรอื่ ง ขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ
สลกั นาคค้ำยันระหวางตัวเรือนธรรมาสนกับฐาน ** และศลิ ปวัตถุ, ๒๕๓๖ : ๑๑.
ชน้ั ลา ง ตัวเรอื นธรรมาสนป ระกอบดวยเสาท่ตี ้งั
ข้ึนไปตามมุมไม และเสาทป่ี ระกบแผงบังทำดวย โบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑสถานแหง ชาติ, สำนกั . ทะเบียนโบราณวตั ถุ
ศลิ ปวตั ถุในครอบครองของวดั และเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๐.
๔๕
๓
๖๗ ๘
47สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
มธรรรดมกาพสุทนธ ศติลพู ปรเะพธชรรรบมูรณเรื่อสง/ภมายัพรกัตองนบรโรกณสาธินกิ ทารร :
ธรรมาสนวัดมหาธาตุ
๑
๒ ๓ ๔
48 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
ธรรมาสนว ดั มหาธาตุ ตำบลในเมอื ง อำเภอ ประจำยามกา นขด กรอบลายประแจจนี ราวพนกั
เมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ ศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร สรา ง ลูกมะหวดและเสาหัวเม็ดเกล้ียงไมมีลายสลัก
ในป พ.ศ.๒๔๕๓ ขนาดสงู ๑๒๑ เซนตเิ มตร กวา ง ปด ทองทบึ กระจงั ขนาดใหญด า นหลงั ของธรรมาสน
๙๐.๕ เซนตเิ มตร ยาว ๑๒๒ เซนตเิ มตร ลกั ษณะ กง่ึ กลางจำหลกั ตราดารา ภายในเปน พระปรมาภไิ ธย
เปน ธรรมาสนล ายสลักปดทองลองชาด เปน ยอ จ.ป.ร. อยใู ตพ ระเกย้ี วทา มกลางกนกเปลว ดา น
ธรรมาสนไมจำหลักลวดลายปดทองบนตัวลาย ลางมจี ารกึ ๒ แถว ความวา “ทรงพระราชอทุ ศิ ใน
สวนลองลายทาชาดลวดลายสลักหยาบ สันขา งานพระบรมศพ พ.ศ. ๒๔๕๓” ขอบจำหลักลาย
จำหลักลายกระจัง ประดับลายเม็ดประคำและ
กนกครบี ขาสงิ ห เทา เปน รปู เทา สงิ หเ หยยี บลกู แกว กระจงั ๓ แถว ปจ จบุ นั ชำรดุ บา งแลว เปน บางสว น*
ไมยึดขาธรรมาสนจำหลักลายกลีบบัวกระจัง
แขงสิงหและนมสิงหจำหลักลายกานขด ภายใน ประกาศขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรเมื่อวันที่ ๒๔
คาดดวยแนวเสนรูปสามเหล่ียมประดับแถวลาย
กระจงั และลายเนอ่ื ง (ลายเมด็ ประคำ) หนา กระดาน พฤศจกิ ายน ๒๕๓๖**
สลักลายรักรอย กนกใบปรือจำหลักลายกานขด * ศิลปากร, กรม. ธรรมาสนสังเคด็ งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
สอดไสแ ถวลายกระจงั รปู สามเหลย่ี ม ขอบชน้ั นอก
ตกแตงลายกระจังเปน ๓ แถว พนักจำหลักลาย พระจลุ จอมเกลาเจาอยูห วั . [ออนไลน] สบื คน จาก :
** http://www.finearts.go.th/noode/373 [๒๖ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภัณฑสถานแหงชาติ, สำนกั . ทะเบียนโบราณวัตถุ
ศลิ ปวัตถใุ นครอบครองของวัดและเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๖.
๑. ดา นขา งซาย
๒. ดา นขางขวา
๓. ดา นหนา
๔. ดา นหลัง
๕. จำหลกั ตราดารา
๖. เทาสงิ หเหยียบลกู แกว
๗. กนกใบปรือจำหลักลายกา นขด
๕ ๖๗
49สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ