มธรรรดมกาพสทุ นธ ศติลพู ปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมาัยพรกตัองนบรโรกณสาธนิ ิกทารร :
ตูพระธรรมวัดโบสถโพธิ์ทองหลังที่ ๑
๑. ตพู ระธรรมศิลปะรตั นโกสินทร
๒. พระรามรบกบั ทศกณั ฑ
๓. พระลักษณท ี่แวดลอ มดวยพลลงิ
แผลงศรพลายวาตไปฆาอนิ ทรชติ
๔. องคตถอื พานแวน ฟารองรับเศยี ร
อินทรชติ
๕. พเิ ภกไปเจรจากับกุมภกรรณ
ใหยกทัพกลบั ตามคำส่ังพระราม
๖. หนมุ านและองคตแปลงเปน
กาจิกหมาเนาลอยนำ้ เขา ไป
ทำลายพธิ ลี ับหอกโมกขศกั ดิ์
ของกมุ ภกรรณ
๑ ๒
50 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
ตพู ระธรรมวดั โบสถโ พธท์ิ องหลงั ท่ี ๑ ตำบล ดา นขา งขวาตอนบนเปน ภาพกมุ ภกรรณเหาะขน้ึ ไป
นายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ ศิลปะ เอาหอกโมกขศักด์ิทช่ี ้นั พรหม ตอนลา งเปน ภาพ
รตั นโกสนิ ทร พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๔ – ๒๕ ขนาดสงู หนุมานและองคตแปลงเปน กาจกิ หมาเนา ลอยน้ำ
๑๗๔ เซนตเิ มตร กวา ง ๑๐๑ เซนตเิ มตร หนา ๗๓ เขา ไปทำลายพธิ ีลับหอกโมกขศกั ดข์ิ องกุมภกรรณ
เซนติเมตร ลักษณะเปนตูพระธรรมขาสิงหลาย สวนดานขางซายถูกยึดติดกับผนังไมสามารถ
เคลื่อนยายได เสาขอบตูตกแตง ดว ยลายรักรอย
รดนำ้ * เขียนลายเลา เรื่องราวรามเกยี รต์ิ พ้นื หลงั และลายกรวยเชงิ ขอบตบู น-ลา งตกแตง ดว ยลาย
กา นตอ ดอกเครอื เถา ภายในตพู ระธรรมมที ง้ั หมด
ของภาพเขียนลายกนกเปลวเครือเถาเลื้อย และ ๓ ชน้ั ปจ จบุ นั ใชเ กบ็ หนงั สอื พระธรรม คมั ภรี และ
มภี าพสตั วต างๆ ประกอบ เชน นก กระรอก ปลา มีสภาพชำรุดบางบางสวน ประกาศขึ้นทะเบียน
ลงิ และนาค บานประตตู อนบนเปน ภาพพระราม กรมศลิ ปากรเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
รบกับทศกัณฑ และพระลักษณที่แวดลอมดวย * ศลิ ปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณวตั ถุ
พลลงิ แผลงศรพลายวาตไปฆาอนิ ทรชติ มีองคต
ถอื พานแวน ฟา รองรบั เศยี ร ตอนลา งขวาเปน ภาพ ** และศิลปวตั ถ,ุ ๒๕๓๖ : ๑๐.
ทศกัณฑส งั่ กมุ ภกรรณออกรบ ตอนลางซายเปน โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑส ถานแหง ชาต,ิ สำนกั . ทะเบยี นโบราณวตั ถุ
ภาพพเิ ภกไปเจรจากบั กมุ ภกรรณใหย กทพั กลบั ไป ศิลปวตั ถใุ นครอบครองของวัดและเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
ตามคำสง่ั พระราม กง่ึ กลางของบานประตตู ปู ระดบั เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๑.
ดอกประจำยามรัดอก (ปจจุบันชำรุดหลุดหาย)
๓๕
๔๖
51สำนกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ
มธรรรดมกาพสทุ นธ ศติลพู ปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมาัยพรกตัองนบรโรกณสาธนิ ิกทารร :
ตูพระธรรมวัดโบสถโพธิ์ทองหลังที่ ๒
๑. ตูพ ระธรรมศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร
ขาสิงหลายรดนำ้
๒. เจาชายสทิ ธัตถะ
ประทบั นง่ั บนหลงั มา กัณฐกะ
มีนายฉันนะจงู บงั เหียนมา
๓. เจา ชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช
๔. นางยโสธรากบั พระราหแู ละ
เหลาขาราชบรพิ ารในหอ งบรรทม
๕. – ๖. พระพรหมเชญิ เครือ่ ง
อฐั บริขารแวดลอมดว ย
เหลาเทวดา นางฟา
๑ ๒
52 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
ตพู ระธรรมวดั โบสถโ พธท์ิ องหลงั ท่ี ๒ ตำบล อฐั บรขิ ารแวดลอ มดวยเหลา เทวดา นางฟา ตอน
นายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ ศิลปะ ลางเปนภาพนายฉันนะนอนสลบซบอยูกับคอมา
รตั นโกสนิ ทร พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๔ – ๒๕ ขนาดสงู กัณฐกะ พรอมภาพนายฉันนะกับมากัณฐกะ
๑๖๘ เซนติเมตร กวาง ๙๑.๕ เซนติเมตร หนา กราบทลู ลาเจา ชายสทิ ธตั ถะกลบั เขา เมอื ง สว นดา น
๗๕ เซนติเมตร ลักษณะเปนตูพระธรรมขาสิงห ขา งขวาถกู ยดึ ตดิ กบั ผนงั ไมส ามารถเคลอ่ื นยา ยได
เสาขอบตตู กแตง ดว ยลายรกั รอยพมุ ขาวบิณฑ มี
ลายรดนำ้ * เขยี นลายเลา เรอ่ื งราวพทุ ธประวตั ติ อน ลายกรวยเชงิ เปน ทส่ี ดุ ตอนบนและตอนลา ง ขอบตู
บน-ลางตกแตงดวยลายกานตอดอกเครือเถา
พระพุทธเจา เสดจ็ ออกมหาภเิ นษกรมณ พนื้ หลงั ภายในตพู ระธรรมมที ง้ั หมด ๓ ชน้ั ปจ จบุ นั ใชเ กบ็
ของภาพเขียนลายกนกเปลวเครือเถาเลื้อย และ หนงั สอื พระธรรม คมั ภรี และสภาพชำรดุ บา งบาง
มภี าพสตั วต า งๆ ประกอบ เชน นก กระรอก ปลา สวน ประกาศขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรเมื่อวันที่
ลงิ และเหลา ภาพเทวดา บานประตตู อนบนเปน
ภาพพญามารยนื หา มการเสดจ็ ออกบวชของเจา ชาย ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
สิทธัตถะ ตอนลางซายเปนภาพนางยโสธรากับ * ศิลปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เร่อื ง ขึน้ ทะเบยี นโบราณวตั ถุ
พระราหูและเหลาขาราชบริพารในหองบรรทม ** และศลิ ปวตั ถ,ุ ๒๕๓๖ : ๑๐.
ตอนลางขวาเปนภาพเจาชายสิทธัตถะประทับน่ัง
บนหลังมากัณฐกะ มีนายฉันนะจูงบังเหียนมา โบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑส ถานแหงชาติ, สำนัก. ทะเบียนโบราณวตั ถุ
กง่ึ กลางของบานประตปู ระดบั ดอกประจำยามรดั อก ศลิ ปวตั ถใุ นครอบครองของวดั และเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
ดา นขา งซา ยตอนบนเปน ภาพพระพรหมเชญิ เครอ่ื ง เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๒.
๓๔
๕๖
53สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ
มธรรรดมกาพสทุ นธ ศติลูพปรเะพธชรรรบมรู ณเร่อื สง/ภมายัพรกตัองนบรโรกณสาธนิ ิกทารร :
ตูพระธรรมวัดภูเขาดนิ
๑ ๑. ตพู ระธรรม
ศิลปะรตั นโกสินทร
54 ขาสงิ หลายรดน้ำ
๒. ดานขา งขวา
เจาชายสิทธตั ถะ
เสดจ็ มาดนู างยโสธรา
กับพระราหกู อน
ตัดสินใจออกบวช
๓. ดานขางซาย
เจาชายสทิ ธัตถะ
ประทับน่งั บนอาสนะ
ในทา ตดั พระโมฬี
๔. ดา นหลังมีจารกึ
เกีย่ วกับผสู รางและ
วตั ถุประสงคในการ
ถวายตพู ระธรรม
วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
ตูพระธรรมวัดภูเขาดิน ตำบลในเมือง ออกบวช ดา นขางซายเปนภาพเจา ชายสิทธัตถะ
อำเภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ ศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร ประทบั นง่ั บนอาสนะในทา ตดั พระโมฬี มพี ระอนิ ทร
พทุ ธศตวรรษท่ี๒๔ – ๒๕ ขนาดสงู ๑๐๘ เซนตเิ มตร ถือผอบเหาะลงมาทางขวา ตอนลางเปนภาพ
กวาง ๕๕.๕ เซนติเมตร หนา ๔๕ เซนติเมตร นายฉนั นะกบั มา กณั ฐกะ ดา นหลงั มจี ารกึ เกย่ี วกบั
ลักษณะเปน ตพู ระธรรมขาสงิ หลายรดนำ้ * เขยี น ผูสรางและวัตถุประสงคในการถวายตูพระธรรม
ลายเลาเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจา เสาขอบตตู กแตง ลายรกั รอ ยพมุ ขา วบณิ ฑ มลี าย
เสด็จมหาภิเนษกรมณ บานประตูตอนบนเปน กรวยเชิงเปนที่สุดตอนบนและตอนลาง ขอบตู
ภาพเขยี นลายกนกเปลวเครอื เถาเลอ้ื ย เคลาภาพ บน-ลางเขียนลายดอกประจำยามลูกฟกกามปู
ลิง เทวดา บานประตูตอนลางเปน ภาพเจา ชาย เชิงตูทำเปนรูปปากสิงหทั้ง ๔ ดาน ภายในตู
สทิ ธตั ถะประทบั นง่ั บนหลงั มา กณั ฐกะ มพี ระพรหม พระธรรมมที ง้ั หมด ๓ ชน้ั และสภาพชำรดุ บางสว น
เชิญเครื่องอัฐบริขารพรอมเหลาเทวดา นางฟา ประกาศขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรเมื่อวันที่ ๒๔
แวดลอ มสง เสดจ็ ออกบวช กง่ึ กลางของบานประตู พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
ประดบั ดอกประจำยามรดั อก (ปจ จบุ นั ชำรดุ ) ดา น * ศิลปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เร่ือง ขน้ึ ทะเบียนโบราณวัตถุ
ขา งขวาเปน ภาพนางยโสธรากบั พระราหแู ละเหลา ** และศิลปวัตถ,ุ ๒๕๓๖ : ๙.
ขาราชบริพารกำลังหลับใหลภายในหองบรรทม
และเจาชายสิทธัตถะเสด็จมาดูกอนตัดสินใจ โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภัณฑสถานแหง ชาต,ิ สำนัก. ทะเบียนโบราณวตั ถุ
ศิลปวัตถุในครอบครองของวดั และเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๕.
๒๓๔
55สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ
มธรรรดมกาพสุทนธ ศตลิ ูพปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมายัพรกัตองนบรโรกณสาธนิ กิ ทารร :
ตูพระธรรมวัดไตรภูมิ
ตูพระธรรมวัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง
อำเภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ ศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร
พุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕ ขนาดสูง ๑๕๙
เซนติเมตร กวาง ๙๑ เซนติเมตร หนา ๗๐
เซนติเมตร ลกั ษณะเปนตพู ระธรรมขาหมูลาย
รดนำ้ * เขยี นเปน ลายดอกไมส ก่ี ลบี ทง้ั ดา นหนา
และดานขาง เสาขอบตูตกแตงดวยลายดอก
ประจำยามกา นแยง ขอบตบู น-ลา งตกแตง ดว ย
ลายดอกประจำยาม ขาตตู กแตง ดว ยลายดอก
ประจำยามกา มปแู ละมลี ายกรวยเชงิ ทง้ั ดา นบน
และดา นลา ง เชงิ ตทู ำเปน หชู า ง ตรงกลางหชู า ง
ทำเปนรูปสัตวสันนิษฐานวาเปนรูปกระตาย
ภายในตพู ระธรรมมีทง้ั หมด ๓ ช้นั ปจ จุบันใช
เกบ็ หนงั สอื พระธรรม คมั ภรี และมสี ภาพชำรดุ
บา งบางสว น ประกาศขน้ึ ทะเบยี นกรมศลิ ปากร
เมือ่ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
* ศลิ ปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เรือ่ ง ขึ้นทะเบยี น
** โบราณวัตถแุ ละศลิ ปวตั ถุ, ๒๕๓๖ : ๘.
โบราณคดแี ละพิพิธภัณฑส ถานแหงชาต,ิ สำนัก. ทะเบียน
โบราณวตั ถุ ศิลปวตั ถุในครอบครองของวัดและเอกชน
พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘ เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๐.
๑
๒ ๑. ตูพระธรรมขาหมูลายรดน้ำ
๒. ขอบตแู ละเสาขอบตู
วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔ ๓. เชงิ ตทู ำเปนหชู าง
๓ ตรงกลางเปน รูปสตั ว
56
หอยกนตัด :
ตำนานคูลำน้ำเข็กบานหนองแมนา
เรอ่ื ง / ภาพ กองบรรณาธิการ
หนองแมน า ตงั้ อยูทางทิศใตข องอำเภอเขาคอ สภาพพื้นทสี่ วนใหญเ ปนปา
และภูเขาใหญนอยสลับซับซอน ติดกับอุทยานแหงชาติทุงแสลงหลวง มีลำน้ำเข็ก
ไหลผา น มปี า ไมน านาพนั ธทุ อ่ี ดุ มสมบรู ณ มสี ตั วน ำ้ มากมายหลายชนดิ ตลอดทง้ั สาย
ของลำนำ้ เขก็ เตม็ ไปดว ยแกง และโขดหนิ จดั เปน แหลง ทอ งเทย่ี วขน้ึ ชอ่ื แหง หนง่ึ ในอำเภอ
เขาคอ จงั หวดั เพชรบรู ณ โดยเฉพาะในฤดรู อ นชว งเดอื นมนี าคม - เมษายน ซง่ึ เปน ชว ง
ทน่ี ำ้ ในลำนำ้ เขก็ มกี ารไหลเวยี นนอ ยเปด โอกาสใหผ มู าเยอื นไดพ ายเรอื ลอ งแกง ในลำนำ้ เขก็
บานหนองแมนา เพื่อชมแมงกระพรุนน้ำจืดตัวนอยเทาเหรียญสิบนับพันๆ ตัวที่มีอยู
เพยี งไมก แ่ี หงในโลกออกมาแหวกวายอวดสายตาผูมาเยอื น นอกจากน้ยี ังไดชมเหลา
57สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ
ผเี สอ้ื หายากหลากหลายพนั ธนุ บั รอ ยตวั บนิ อวดโฉม ๑. ลำนำ้ เข็กบริเวณแกงบางระจัน บานหนองแมน า
ชมความสมบูรณของปาธรรมชาติ รวมถึงยังมี อำเภอเขาคอ จังหวดั เพชรบรู ณ
พันธุไมพ้ืนเมืองและสมุนไพรประจำถ่ินแปลกตา
ขึ้นแซมตลอดรมิ สองฝง ลำน้ำเข็ก ๒. ผเี สือ้ บริเวณแกงหิน
๓. แมงกระพรุนน้ำจดื
นอกจากความสวยงามและแมงกะพรุน
นำ้ จดื หายากแลว ทน่ี ย่ี งั เปน แหลง ทพ่ี บ “หอยกน ตดั ” ๑
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับหอยขมที่ตองตัดกนออก ๒
กอนจะนำมาปรุงอาหาร เมอ่ื สุกแลวจะไดดดู เอา ๓
ตวั หอยออกมารบั ประทานไดง า ย เพยี งแตห อยขม
ทีน่ ี่เปนหอยกน ตดั ตามธรรมชาติ เปลือกแข็ง
สเี ขม และมตี มุ วนรอบตวั หอย
หอยกนตดั ชนิดน้ี พบมากท่แี กงบางระจนั
และบรเิ วณใกลเ คยี ง และเรม่ิ พบนอ ยลงเรอ่ื ยๆ ตาม
ลำนำ้ เขก็ ลงมาจนถงึ อำเภอวงั ทอง จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
ในอดีตหอยกนตัดท่ีหนองแมนามีจำนวนมาก
ชนิดท่ีเพียงแคกวาดมืองมลงไปในลำน้ำก็ไดหอย
กน ตดั ตดิ มาจนเตม็ มอื หรอื งมลงไปเพยี ง๔-๕ครง้ั
กไ็ ดไ ปพอแกงจนเต็มหมอ ดวยความสะดวกและ
งายตอการนำไปทำอาหารเมนูอรอยนานาชนิด
ทง้ั คว่ั แกง ลวกจม้ิ และอกี สารพดั อยา งทห่ี อยขม
จะสามารถนำไปเสกสรรเปน เมนอู รอ ยได เลยเปน
ทน่ี ยิ มของชาวบา น จำนวนหอยกน ตดั ในลำนำ้ เขก็
จึงรอยหรอลงไปจนแทบจะเห็นแตซากของเปลือก
หอยเอาไวใหเปนอนุสรณบอกเลาใหผูมาเยือนฟง
ประกอบกบั การเลา ขานถงึ ตำนานพน้ื บา นเกา แก
เร่ืองหอยกน ตดั ท่ีเลาตอๆ กันมาวา
ครง้ั หนง่ึ นานมาแลว มปี กู บั ยา คหู นง่ึ ใชช วี ติ
รว มกนั จนมลี กู ชายดว ยกนั หนง่ึ คน ตวั ปนู น้ั ชอ่ื ปสู า
ยา นน้ั ชอ่ื ยา สี ทง้ั คไู ดอ าศยั ทำมาหากนิ อยใู นพน้ื ท่ี
ตนน้ำของลำน้ำเข็ก ซึ่งเปนที่ที่มีแตความอุดม-
สมบรู ณท ง้ั ปา ไม พน้ื นำ้ พน้ื ดนิ และสงิ สาราสตั ว
ปูสาผูเปนสามีมีนิสัยเจาชู ชอบไปติดพัน
หญงิ อน่ื จนมเี รอ่ื งหงึ หวงและทะเลาะเบาะแวง กนั
เรอ่ื งความเจา ชขู องปอู ยเู ปน ประจำ อยมู าวนั หนง่ึ
ทั้งคูไดปรึกษาหารือกันเรื่องจะทำสะพานหินขาม
58 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบับที่ ๔
๑. ปลาจาดหรอื ปลาตะเพียนหางแดง คลองนำ้ เพอ่ื ทจ่ี ะไดอ าศยั ขา มไปทำมาหากนิ เมอ่ื
๒. หอยกน ตดั ในลำน้ำเข็ก ทั้งสองตกลงกันไดก็ชวยกันขนหินขึ้นมาเรียง
๓. ศาลยาสตี ั้งอยบู รเิ วณหนา ทางเขา แกง บางระจนั เปน คันกนั้ น้ำ วนั หนง่ึ ขณะท่ปี สู าและยา สีชว ยกัน
ขนหนิ มาเรยี งเปน คนั กน้ั นำ้ อยนู น้ั เสบยี งทจ่ี ดั เตรยี ม
๑ ไวเกิดหมดลง จึงตกลงกันออกหาเสบียงอาหาร
๒ ตัวปูเขาปาเพื่อไปลาสัตวเปนอาหาร สวนยาจับ
๓ สวิงไดก็ลงคลองน้ำเข็กจับหอยจับปลา ปูจับเมน
มาได ดว ยความหวิ ปจู งึ กอ กองไฟชำแหละตวั เมน
แลวยางไฟจนสกุ จากน้นั ก็กินเมน ยางอยางเอรด็
อรอ ยหมดทงั้ ตัว เมือ่ อิ่มแลว ปจู งึ นึกขนึ้ ไดวายา สี
ผเู ปน ภรรยารอกนิ อาหารจากตนอยู จงึ คดิ วา ไหนๆ
ก็ไมม อี าหารหรือเนื้อไปฝากยาสแี ลว เอาขนเมน
ไปฝากเพื่อใชเหนบ็ ผมกย็ งั ดี เม่ือเลอื กไดข นเมน
ทตี่ องการแลวจงึ ออกจากปา กลบั ไปหายาสี
สว นทางดา นยา สีท่ีลงลำน้ำเขก็ จบั หอยจบั
ปลาได ก็เอามาเตรียมทำอาหารรอกินพรอมกับ
ปูส า หอยที่หามาไดก็เอามาตัดกน เตรยี มทำแกง
หอย สวนปลาก็ผาไมไผแลวเอามาหนีบไมตาม
ความยาวของลำตัวปลาเพือ่ เตรียมเอาไปยา ง
ในระหวางที่กำลังตำเคร่ืองแกงเพื่อท่ีจะ
แกงหอยอยูนั้น ปูสาก็กลับมาถึงพรอมกับนำ
ขนเมน ทต่ี ง้ั ใจเอามาฝากใหก บั ยา แลว เลา เหตกุ ารณ
ตา งๆ รวมถงึ ความหวิ ของตนในขณะออกหาอาหาร
ในปาจนทนไมไหวเผลอใจกินเมนเปนอาหารจน
หมดท้ังตัว
ยาที่รอปูดวยความหิวไดยินดังนั้น ก็เกิด
ความนอ ยใจทต่ี นอตุ สา หท นหวิ รอ ดว ยหวงั วา จะ
ไดกินอาหารพรอมหนากัน และดวยนิสัยเจาชู
ของปูที่ทำใหยาระแวงเปนทุนเดิมอยูกอนแลว
เลยพาลคิดไปวาขนาดชางที่ตัวใหญยังมีขนเล็ก
นดิ เดียว แลวน่ขี นแมน ใหญขนาดน้ีตัวคงโตกวา
ชางไมรูกี่รอยเทา ปูสากลับกินเนื้อเมนจนหมด
และไมเหลือมาถึงตนไดอยางไร จึงเกิดบันดาล
โทสะขึ้นมาอางเรือ่ งเกาความหลังทปี่ ูสาทำกับตน
เอง เลยเกดิ การทะเลาะกนั รุนแรงตา งฝายตา งไม
ยอมกนั ยา เลยเอาหอยทต่ี ดั กน และปลาทห่ี นบี ไม
59สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ
เตรยี มทำอาหาร โยนลงลำนำ้ เขก็ ไปจนหมด แลว แยกยา ยกนั ไปอยคู นละทางของ
สองฟากฝง ลำนำ้ เข็ก
ยา สเี ลอื กเอาดา นทศิ ตะวนั ออก ซง่ึ คอื ทต่ี ง้ั ของบา นหนองแมน าในปจ จบุ นั ตอ มา
ชาวบา นสรา งศาลยา เอาไวก ราบไหวบ ชู า เพอ่ื ใหท า นปกปอ งคมุ ครองหมบู า น สว นปสู า
เดนิ ตามลำน้ำเข็กไปอยทู างดานทิศตะวันตก เกือบถงึ อุทยานแหงชาติทุง แสลงหลวง
ตง้ั แตว นั นน้ั เปน ตน มาหอยกน ตดั ไดแ พรข ยายพนั ธอุ อกลกู ออกหลานเปน จำนวน
มากทแ่ี กง บางระจนั และแพรข ยายตามลำนำ้ เขก็ ลงไปและแตล ะตวั กถ็ กู ตดั กน พรอ มท่ี
จะนำไปแกง สว นปลาทห่ี นบี กบั ไมเ ตรยี มไว กพ็ บเปน ปลาจาด (ปลาตะเพยี นหางแดง)
ที่มีลักษณะตัวแบน สีแดง กลางตัวมีแถบยาวตั้งแตหัวจรดหาง (แถบคลายกับรอย
หนีบไมของยา สี) เจริญเตบิ โตอยูใ นลำน้ำเข็กเปนจำนวนมาก
จากวนั นน้ั เปน ตน มา เรอ่ื งราวทเ่ี ลา ขานจนเปน ตำนาน “ปอู ดกนิ หอย” จน
ทำใหช าวหนองแมน ามี “หอยยา กน ตดั ” กนิ จากฤทธแ์ิ รงหงึ ของยา กส็ บื ทอดมา
จนถงึ ทกุ วนั น้ี
วนั นเ้ี ปน ทน่ี า เสยี ดายวา หอยกน ตดั แทบไมม ใี หเ หน็ ในแกง บางระจนั และปลาจาด
กเ็ หลอื นอ ยลงไปทกุ ที หากผคู นในชมุ ชนไมร ว มมอื กนั หาทางอนรุ กั ษแ ละรกั ษาทรพั ยากร
ตามธรรมชาตทิ ก่ี อ เกดิ จากความอดุ มสมบรู ณข องลำนำ้ แหง น้ี วนั ขา งหนา เราในฐานะ
ผไู ปเยือนก็คงไดแตฟ งนทิ านปรมั ปราคไู ปกบั การลอ งเรือชมธรรมชาติ โดยไมมีโอกาส
จะเหน็ ของจริงไดอ ีกเลย หรอื บางคร้ังแมกระทง่ั ความงามตามธรรมชาติกอ็ าจจะไมมี
ใหไปเยอื นเลยก็ได
ขอขอบคุณ
นายกองคก ารบริหารสว นตำบลหนองแมนา อำเภอเขาคอ จงั หวดั เพชรบรู ณ
บรรณานุกรม
ภัทรพล พมิ พา และวริศรา เงา ทุม. รายงานการเก็บขอมูลภาคสนามเรอ่ื งตำนานหอยกนตดั .
สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอดั สำเนา)
เกรยี งไกร สมนรนิ ทร. อายุ ๕๘ ป บานเลขท่ี ๕๘ หมู ๖ บานหนองแมนา ตำบลหนองแมน า
อำเภอเขาคอ จงั หวัดเพชรบูรณ, สัมภาษณเ ม่อื วนั ท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕.
สมพงษ ตยุ คำ. อายุ ๕๒ ป บา นเลขที่ ๔๑ หมู ๖ บานหนองแมนา ตำบลหนองแมน า อำเภอเขาคอ
จงั หวดั เพชรบรู ณ, สมั ภาษณเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕.
สมาน กงกอง. อายุ ๗๐ ป บา นเลขท่ี ๕๓/๓ หมู ๖ บา นหนองแมนา ตำบลหนองแมนา อำเภอเขาคอ
จังหวดั เพชรบรู ณ, สัมภาษณเ มอ่ื วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕.
กอ ง กงั ฟู. หอยกน ตดั ลำนำ้ เขก็ มหัศจรรยจากฤทธิห์ งึ ยา...เมอ่ื ปเู จา ช.ู [ออนไลน].
สบื คน จาก : http://www.phufasairesort.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539381163&
Ntype=9. [มิถุนายน ๒๕๕๕]
60 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔
“เมืองหลม”
อาณาจักรลานชางดินแดนแหงการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรม
บุษยรัตน ธรรมขันตี
อักษรศาสตรมหาบณั ฑติ
สาขาวิชาประวัติศาสตรเ อเชียตะวนั ออกเฉยี งใต มหาวิทยาลยั ศิลปากร
หากผูใดเคยมาเยอื น “เพชรบรู ณ” และ “เมอื งหลม” ผเู ขียนเช่ือวาหลายๆ ทา น
ตา งก็ไดร บั ความประทับใจในความสวยงามตามธรรมชาติ ประเพณี และวัฒนธรรม
ของชาวหลมไมมากก็นอย เหตุเนื่องดวยจังหวัดเพชรบูรณเปนอีกหนึ่งจังหวัดของ
ประเทศไทยที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตรมาอยางตอเนื่องและยาวนาน พบคำวา
“ลมุ บาจาย” ในศลิ าจารกึ พอ ขนุ รามคำแหงหลกั ท่ี ๑ ซง่ึ นกั ประวตั ศิ าสตรแ ละนกั โบราณคดี
เชื่อวาลุมบาจายคือเมืองหลมเกา การเปนเมืองที่มีประวัติศาสตรความเปนมาอยาง
ตอเนื่องยาวนาน ยอมสงผลโดยตรงตอการตั้งถิ่นฐานและชุมชนของประชากร โดย
61สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ
เฉพาะประชากรจากอาณาจักรลานชางหรือลาว สมัยสุโขทัย
ในปจจุบัน ตางไดมีประวัติศาสตรแหงการตั้ง
ถิ่นฐานรวมอยูในประวัติศาสตรเมืองเพชรบูรณ จากหลักฐานบันทึกเรื่องเมืองหลมเกาใน
ดวยสภาพภูมิประเทศที่อยูไมไกลกับอาณาจักร หนังสือนิทานโบราณคดีเรื่องความไขเมือง
ลานชางในอดีต ตลอดจนสถานการณทางการ เพชรบรู ณ พระราชนพิ นธข องสมเดจ็ กรมพระยา-
เมืองและภาวะสงคราม อีกทั้งเพชรบูรณยังเปน ดำรงราชานภุ าพ คราวเสดจ็ มาตรวจราชการเมอื ง
เสมือนเมืองหนาดานที่มีเสนทางผานเขาออก หลมเกา เมื่อเดือนกุมภาพันธ พ.ศ.๒๔๗๗ ได
ระหวางสองอาณาจักรนับตั้งแตอดีตเปนตนมา กลาวไวต อนหนึ่งวา
จึงมิใชเรื่องแปลกแตประการใด หากจะพบเห็น
ประเพณีและวัฒนธรรมของลานชางผสมผสาน “เมืองหลมเกาตั้งอยูในแองใหญ ภูเขา
อยกู บั วถิ ชี วี ติ ของชาวเมอื งหลม จงั หวดั เพชรบรู ณ ลอมรอบ มีลำหว ยผา นกลางเมืองมาตกลำน้ำสกั
ณ ปจจุบัน ขา งใตเ มอื งหลม สกั ทางทเ่ี ดนิ ไปจากเมอื งหลม สกั
เปน ทส่ี งู เมอ่ื ใกลจ ะถงึ เมอื งหลม เกา เหมอื นกบั อยู
การตั้งถิ่นฐานของ บนขอบกะทะแลลงไปเห็นเมืองหลมเกาเหมือน
ชาวลาวลานชางในเมืองหลม อยใู นกน กะทะ แตเ ปน เรอื กสวนไรน า มบี า นชอ ง
เต็มไปในแองนั้นนาพิศวง แตสังเกตดูไมมีของ
“ลาว” ในทน่ี ห้ี มายถงึ ชาวลาวทเ่ี ปน พลเมอื ง โบราณอยางใด แสดงวาเปนเมืองรัฐบาลตั้งมา
กลุมใหญสุดที่อาศัยอยูในอาณาจักรลานชางหรือ แตก อ น สนั นษิ ฐานวา เหตุท่จี ะเกดิ เมอื งหลมเกา
ประเทศลาวในปจ จบุ นั แตเ นอ่ื งดว ยเหตกุ ารณท าง เห็นจะเปนดวยพวกราษฎรท่ีหลบหนีภัยอันตราย
ประวตั ศิ าสตร โดยเฉพาะสงครามภายในลาวเอง ในประเทศลานชาง มาตั้งซองมั่วสุมกันอยูกอน
หรือสงครามระหวา งรฐั ตอรฐั ไดส ง ผลใหชาวลาว แตเ ปน ทด่ี นิ ดมี นี ำ้ บรบิ รู ณเ หมาะแกก ารทำเรอื กสวน
ทเ่ี คยตง้ั ถน่ิ ฐานอยทู อ่ี าณาจกั รลา นชา งแตเ ดมิ ตอ ง ไรน าและเลย้ี งโคกระบอื จงึ มผี คู นตามมาอยมู ากขน้ึ
อพยพโยกยายจากถิ่นฐานเดิมของตนและเขามา โดยลำดับจนเปนเมือง..แตเปนเมืองมาแตสมัย
ตั้งหลักแหลงอยูตามเมืองตางๆ ที่มีอาณาเขต สุโขทัย มีชื่อปรากฏในศิลาจารึกของพอขุนราม-
ใกลเคียงกับลาวในสมัยนั้น ซึ่งเมืองหลมของ คำแหงเรยี กวา “เมอื งลมุ ” ชน้ั หลงั มาเรยี กวา “เมอื ง
จังหวัดเพชรบูรณก็เปนอีกเมืองหนึ่งที่มีเรื่องราว หลม” กห็ มายความอยางเดยี วกนั ” (สมเดจ็ กรม-
การอพยพของชาวลาวเขามาตั้งถ่ินฐานนับต้ังแต พระยาดำรงราชานุภาพ, มปป : ๒๐๐ – ๒๐๑)
สมยั อดตี จนกระทง่ั ถงึ ปจ จบุ นั เหตเุ นอ่ื งดว ยสภาพ
ทางภมู ศิ าสตร ตลอดจนการมีอาณาเขตพรมแดน จากบันทึกทางประวัติศาสตรดังกลาว
ทต่ี ดิ ตอ กนั ยอ มมผี ลโดยตรงตอ การอพยพโยกยา ย สะทอนใหเห็นวาเมืองหลมเปนเมืองมาต้ังแต
ถิ่นฐานของชาวลาว โดยเรื่องราวการอพยพของ สมัยสุโขทัย แตเดิมเรียกวา เมืองลุมหรือเมือง
ชาวลาวนับตั้งแตอดีตเปนตนมา ความนาสนใจ หลม ซง่ึ ความหมายในพจนานกุ รม หมายความวา
ของเร่ืองราวมักจะข้ึนอยูกับเหตุการณทางดาน ภมู ปิ ระเทศทม่ี โี คลนลกึ ทล่ี มุ ดว ยโคลน สว นความ
ประวัติศาสตรที่สำคัญๆ หลายๆ เหตุการณ ซึ่ง หมายทเ่ี ปน คำพน้ื เมอื ง หมายความวา ใตห รอื ลา ง
สามารถแบงเปน ชวงระยะเวลาตา งๆ ดงั น้ี ซึ่งราษฎรท่ีอพยพมาจากเมืองหลวงพระบางที่อยู
บริเวณทางตอนเหนือ ตางเรียกเมืองที่อยูทางใต
หลวงพระบางวา เมืองลุม เชน เดียวกบั ชาวเมือง
เวียงจันทนที่นิยมเรียกคนในภาคอีสานวา ไทใต
62 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔
พอแสเใเอจปนลาามัรดนสณณะะพียหมธสนัาาศาลักัยจจธรตักขกกัักไสี ุศแพีรมรรองุรบลไตยงศสีทงาารรอรปยีรนนกั ีองะกนชทยรหบัเาซกัาุธขวงงง่ึหยตา ดสรางแารือดานนงขึน้
เปนตน (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ, ของชาวลาวในยคุ สมยั นน้ั เปน เพยี งการคาดคะเน
๒๕๔๙ : ๓๒) อยา งไรกด็ ี คำวา “หลม ” หรอื “เมอื ง และต้ังสมมุติฐานมาจากบันทึกของสมเด็จ-
หลม” ในที่นี้หมายถึงการใชเรียกพื้นที่ที่ราษฎร กรมพระยาดำรงราชานภุ าพเพยี งเทา นน้ั สว นการ
ชาวลาวอพยพเขามาต้ังถ่ินฐานในอำเภอหลม เกา สรางบานเมืองในสมัยแรกไมมีหลักฐานพอจะ
และอำเภอหลมสักในปจจุบัน ซึ่งแตเดิมจะเรียก อา งองิ ทช่ี ดั เจน แตค รน้ั ตอ มาในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
เพยี งแค “เมอื งหลม ” เทานัน้ เนือ่ งดว ยความเปน การอพยพของชาวลาวท่ีเขามายังเมืองหลมไดมี
รัฐหรือเปนเขตท่ีต้ังแบบเมืองยังไมชัดเจนเทาที่ จำนวนเพม่ิ ขน้ึ เปน ทวคี ูณ
ควร โดยแตเดมิ ราษฎรสว นใหญอาศัยเรียกพน้ื ท่ี
บริเวณดังกลาววาเมืองหลมตามลักษณะทาง สมัยกรุงศรีอยุธยา
กายภาพของภูมิประเทศที่เปนที่ราบลุมและมี
เทอื กเขาลอ มขนาบทง้ั สามดา น ไดแ ก ดา นทศิ เหนอื ในชว งสมัยกรงุ ศรีอยุธยา เปนชว งทสี่ ยาม
ดานทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ทั้งนี้คำวา และเวยี งจนั ทนม คี วามสมั พนั ธอ นั ดตี อ กนั โดยใน
“หลม” นาจะเปนคำเรียกใหถูกตองตามสำเนียง ราวป พ.ศ.๒๑๐๓ สมัยสมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ
ภาษาไทยจากคำวา “ลมุ ” หรอื “ลม” เปนตน แหงกรุงศรีอยุธยาไดทำสัมพันธไมตรีกับพระ
ไชยเชษฐาธิราชแหงนครเวียงจันทน พระไชย-
จากหลกั ฐานดงั กลา วเปน เสมอื นสง่ิ สะทอ น เชษฐาธริ าชไดป ฏบิ ตั ติ ามสญั ญาพนั ธมติ ร ณ เจดยี
ใหท ราบวา พน้ื ทบ่ี รเิ วณเมอื งหลม นบั ตง้ั แตส มยั ศรสี องรกั อกี ๕ ปต อ มาพระเจา หงสาวดบี เุ รงนอง
สุโขทัยเปนตนมา ไดมีชาวเวียงจันทนและ ยกทพั มาตกี รงุ ศรอี ยธุ ยา ในครานน้ั พระไชยเชษฐา-
หลวงพระบางตางอพยพโยกยายเขามาอาศัย ธิราชก็ไดสงกองทัพมาชวยทางดานเมืองนครไทย
อยเู ปน จำนวนมาก เพราะขนบธรรมเนยี มประเพณี เขามาทางเมืองเพชรบูรณ (สำนักงานวัฒนธรรม
ความเปนอยูตลอดจนสำเนียงภาษาของชาวหลม จังหวัดเพชรบรู ณ, ๒๕๔๙ : ๙)
ในสมัยนั้น มีลักษณะเฉพาะที่คลายคลึงกับชาว
หลวงพระบางหลายประการ แตการสืบเชื้อสาย
63สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ
ดวยเมืองหลมอยูใกลกับพระธาตุศรี สมัยกรุงธนบุรี
สองรักหรือเจดียศรีสองรัก ซึ่งสรางขึ้นเปนหลัก
แบงปนเขตแดนและสักขีพยานทางดานสัมพันธ- ตอ มาในพ.ศ.๒๓๒๑ รชั สมยั สมเดจ็ พระเจา
ไมตรรี ะหวา งอาณาจกั รไทยกบั อาณาจกั รลา นชา ง ตากสินมหาราช เหตุการณทางประวัติศาสตรที่
สะทอนใหเห็นวา การมีอาณาเขตใกลเคียงกับ สำคญั ของยคุ น้ีคือ การโปรดเกลา ฯ ใหเ จาพระยา
อาณาจักรลา นชางของเมอื งหลม ยอมกอใหเ กดิ มหากษตั รยิ ศ กึ ฯ (พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา
การอพยพและโยกยา ยของราษฎรไดโ ดยงา ย อีก จุฬาโลก หรือรัชกาลที่ ๑) และเจาพระยาสุรสีหฯ
ทง้ั การผสมผสานกลมกลนื ในวถิ ชี วี ติ และวฒั นธรรม (สมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาท) ยกทัพ
ประเพณกี ส็ ามารถกระทำไดง ายเชน กนั ขึ้นไปตีเวียงจันทน เหตุสืบเนื่องมาจากพระองค
ทรงมวิ างพระทยั ตอ เจา ผคู รองเวยี งจนั ทน (พระเจา
ตอ มาในชว งประมาณพ.ศ.๒๒๕๐ อาณาจกั ร สริ บิ ญุ สาร) ทไ่ี ดน ำกองทพั เขา มาปราบปรามพระวอ
ลานชางไดเกิดความวุนวายและเกิดสงคราม พระตาในเขตไทย ประกอบกับในชวงเวลานั้น
กลางเมือง อนั มสี าเหตมุ าจากขอ พพิ าทระหวา ง เวียงจันทนมีความสัมพันธอยางใกลชิดกับพมา
เมอื งเวยี งจนั ทน (สมยั พระเจา ไชยเชษฐาธริ าชท่ี ๒ โดยมิไดหวั่นเกรงพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จ
หรือเจา ชยั องเว) กบั เมืองหลวงพระบาง (สมยั เจา พระเจา ตากสนิ มหาราชแตอ ยา งใด ทำใหพ ระองค
กงิ กสิ ราช) ขึน้ ผลพวงท่มี าจากสงครามภายใน ตองดำเนินการปราบปรามเพื่อเปนการตัดไฟเสีย
ไดสงผลกระทบโดยตรงตอราษฎร โดยในคร้ังนน้ั แตต น ลม มใิ หเ กดิ สงครามตขี นาบทง้ั จากลา นชา ง
ชาวลาวเปนจำนวนมากท้ังเจานายและไพรฟา และพมาขึ้นได
ราษฎรตางไดอพยพลี้ภัยจากสงครามกลางเมือง
มาทางใตตามลำแมน้ำโขงและยังไดกระจายตัว ผลพวงของสงครามในครั้งนั้น ปรากฏวา
ไปตามทองถนิ่ ตางๆ ใกลเคียง และรวมถึงบรเิ วณ ไทยตไี ดเ มอื งจำปาศักด์ิ เมืองเวยี งจนั ทน และ
ตอนบนของลุมน้ำปาสักในเขตเมืองหลมดวย เมืองหลวงพระบาง ซึ่งชัยชนะดังกลาวสงผลให
เชนกนั ทง้ั สามเมอื งตกเปน ประเทศราชของไทยอกี ครง้ั หนง่ึ
และกองทัพไทยไดอัญเชิญพระแกวมรกตและ
เม่ือชาวลาวอพยพเขามาต้ังหลักแหลงใน พระบางลงมายังกรุงธนบุรี พรอมกับกวาดตอน
เมอื งหลม และเพชรบรู ณม ากขน้ึ การขยายตัวของ ราษฎรชาวลาวเมอื งเวยี งจนั ทนเ ขา มาอยใู นเขตไทย
ชมุ ชนชาวลา นชา ง ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี ตั้งแตเ มอื งลพบรุ ี สระบรุ ี นครนายก ปราจีนบุรี
ในลักษณะของลานชางคงมีมากขึ้นตาม ดังขอ นครปฐม จนถงึ เมอื งราชบรุ ี สว นราษฎรชาวเมอื ง
สนั นษิ ฐานของสมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ หลวงพระบาง เมืองไชยบุรีและเมืองเวียงจันทน
ท่ีทรงสนั นษิ ฐานไวว า บางสวนไดอพยพหนีภัยของสงครามครั้งนั้นเขา
มาอยูในเขตเมอื งน้ำปาด เมืองนครไทย (จังหวดั
“...พวกราษฎรชาวศรีสัตนาคนหุตไดมา พษิ ณโุ ลก) และเมืองหลม ซ่งึ การอพยพเขามาต้งั
พำนักอยูกอนแลว และกอสรางเจดียสถานไว ถ่ินฐานในเมืองหลมของราษฎรชาวลาวในครั้งนี้
สำหรบั เพอ่ื นบา น เหตทุ พ่ี ากนั มาอยสู รา งเมอื งลมุ ไดเพ่ิมจำนวนมากขึ้นกวาในสงครามกลางเมือง
นก้ี เ็ พราะหนภี ยั ตา งๆ เมอ่ื มจี ำนวนคนเพม่ิ ขน้ึ กเ็ กดิ ครั้งแรก (ยุคกรุงศรีอยุธยา) จากเดิมมีกลุมชนที่
เปนบานเมืองในที่สุด เกิดมีผูปกครองแตไมได อพยพมาอยูรวมกันหลายกลุม เชน กลมุ ชาวเมือง
เรียกวาเจาเมอื ง ใชคำพ้ืนเมืองเรยี กวา “อุปฮาด” หลวงพระบาง กลุมชาวเมืองเวียงจันทน กลุม
ตามภาษาพน้ื เมอื งทใ่ี ชก นั เปน ชอ่ื ตำแหนง เจา เมอื ง ชาวพวนจากแขวงเชียงขวาง และกลมุ ชาวไชยบุรี
ของชาวศรีสัตนาคนหุต (ลานชาง)....” (สมเด็จ
กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ, มปป)
64 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๔
อยูกอนแลว แตผลจากสงครามที่เกิดขึ้นยังเปน สมัยรัตนโกสินทร
ปจ จยั สำคญั ทส่ี ง ผลใหม ชี าวลาวเขา มาสเู มอื งหลม
และเมอื งเพชรบรู ณมากขน้ึ ซึง่ การอพยพเขา มา ศกึ เจา อนวุ งศแ หง เวยี งจนั ทนท เ่ี กดิ ขน้ึ ระหวา ง
ต้ังถิ่นฐานดังกลาวไดกอใหเกิดการผสมผสาน พ.ศ.๒๓๖๙ - ๒๓๗๑ ตน รชั สมัยพระบาทสมเดจ็
ระหวา งกลมุ ชาวลาวดวยกันจนแทบแยกไมอ อก พระน่ังเกลา เจา อยหู วั รัชกาลท่ี ๓ (พ.ศ.๒๓๖๗-
๒๓๙๔) ของกรงุ รตั นโกสนิ ทร ถอื เปน เรอ่ื งราวของ
อยางไรก็ดี นอกเหนือจากการอพยพของ สงครามท่ีโดดเดนอยูในจารึกทางประวัติศาสตร
ชาวลาวเขามาต้ังบานเรือนอยูในเมืองหลมแลว โดยเฉพาะการอพยพของชาวลาวในสมัยสงคราม
ความทเ่ี มอื งหลม และเพชรบรู ณเ ปน เมอื งหนา ดา น เจาอนุวงศ ซ่งึ สงครามในคร้ังน้นั ถือเปน สงคราม
และมที ต่ี ง้ั อยรู ะหวา งอาณาจกั รสยามกบั อาณาจกั ร ครง้ั ใหญแ ละสำคญั ทก่ี อ ใหเ กดิ การกวาดตอ นผคู น
ลานชา ง ยอมไดรบั ผลกระทบโดยตรงหากเมอ่ื ใด จากประเทศลาวเขาสูไทยเปนจำนวนมาก และ
กต็ ามทส่ี องอาณาจกั รเกดิ ความวนุ วาย หรอื มกี าร เมืองเพชรบูรณถือเปนอีกหนึ่งจังหวัดท่ีมีชาวลาว
ทำสงครามระหวางกันข้นึ อยางยากท่จี ะหลีกเล่ยี ง อพยพเขามาตั้งถิ่นฐาน และสรางวัฒนธรรมของ
ได โดยเฉพาะการอพยพโยกยายของประชากร ลา นชา งในวถิ ชี วี ติ ของชาวเมอื งเพชรบรู ณข น้ึ ตราบ
จากลานชางเขาสูเมืองหลมและเพชรบูรณ หรือ กระทง่ั ถงึ ปจ จบุ นั เปน จำนวนมากดว ยเชน กนั เหตุ
จากฝง เพชรบูรณก ลับคืนสลู านชา ง ซึ่งเหตกุ ารณ ที่กลาวเชนน้ีเน่ืองดวยเมืองเพชรบูรณเปนเมือง
ในลักษณะดังกลาวไดเกิดข้ึนในชวงสมัยสงคราม ที่ตั้งอยูบริเวณใกลเคียงกับลานชาง ซึ่งเขตแดน
เจา อนวุ งศหรอื ศกึ เจาอนุวงศน น่ั เอง ดังกลาวราษฎรชาวลาวสามารถเดินทางไปมา
ลกั ษณะบา นแบบศลิ ปะลา นชา งทบี่ านภูผักไซ ตำบลหินฮาว อำเภอหลมเกา
65สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
หาสกู นั ได เพราะการเดนิ ทางจากลาวมายงั เมอื งหลม มรี ะยะทางไมไ กลนกั ระยะทางเพยี ง
๑๐๐ กวา กิโลเมตรเทานน้ั จงึ มคี วามเปนไปไดว าวัฒนธรรมและการอพยพเขา มาต้ัง
ถิ่นฐานของลาวสามารถเขาสูเพชรบูรณไดโดยงาย อีกทั้งเมืองเพชรบูรณเปนเสมือน
หนา ดา นและทม่ี น่ั สำคญั แหง หนง่ึ สำหรบั ปอ งกนั การลว งลำ้ เขา มาของอาณาจกั รลา นชา ง
มาตั้งแตอดีตตราบจนกระทั่งรตั นโกสินทร
เมอ่ื ครน้ั เกดิ ศกึ สงครามเจา อนวุ งศข น้ึ เมอื งเพชรบรู ณท ต่ี ง้ั อยใู นลมุ แมน ำ้ ปา สกั
ตอนบน และเปนเมืองที่มีเสนทางคมนาคมที่สามารถผานไปยังเวียงจันทนได และ
ไดก ลายมาเปน เสน ทางการเดนิ ทพั ของการทำสงครามอกี เสน ทางหนง่ึ ซง่ึ ความสำคญั
ของการเปนเสน ทางคมนาคมสง ผลใหเ มอื งเพชรบูรณกลายเปนทางผานใหท ้งั ฝายลาว
และฝายไทยทำการกวาดตอนผูคนในชวงที่เกิดสงครามในขณะนั้น กลาวคือ ในชวง
สงครามเจาราชวงษ (เงา) บุตรของเจาอนุวงศ ไดนำกองทัพลาวยกมาจากเมือง
นครราชสีมาขึ้นมากวาดตอนชาวลาวที่เมืองสระบุรี เมืองเพชรบูรณและเมืองหลม
กลบั ไปยงั เมอื งเวยี งจนั ทน โดยใชเ สน ทางผา นเมอื งเพชรบรู ณแ ละเมอื งหลม สาเหตทุ ่ี
เจาราชวงษเลือกเมืองเพชรบูรณเปนทางผาน เพื่อเปนการกระจายกองกำลังในการ
ทำศกึ สงครามและชว ยปอ งกนั การถกู โจมตจี ากกองทพั สยามใหแ บง ออกเปน หลายทาง
ซ่ึงกลศึกดังกลาวสงผลใหเมืองหลมและเพชรบูรณไดรับผลกระทบจากศึกเจาอนุวงศ
อยา งยากทจ่ี ะหลกี เลย่ี งได อกี ทง้ั ภายในเมอื งหลม และเมอื งเพชรบรู ณเ อง ณ ขณะนน้ั
ไดม ชี าวลาวจำนวนไมน อ ยเขา มาตง้ั หลกั แหลง และอาศยั อยแู ลว กอ นหนา นน้ั เมอ่ื เกดิ
การกวาดตอนผูคนขึ้น ฝายลาวเองจึงเลือกที่จะเกณฑกำลังไพรพลของตนกลับคืนสู
เวยี งจนั ทน ซง่ึ รวมถงึ ชาวลาวทอ่ี าศยั อยใู นเมอื งเพชรบรู ณแ ละเมอื งหลม ตา งกย็ อ มถกู
กวาดตอนกลับสูอาณาจักรลานชางดวยเชนกัน ซึ่งการกวาดตอนผูคนชาวลาวกลับ
ภมู ลิ ำเนาเดมิ ดงั กลา ว สะทอ นใหเ หน็ วา ในชว งขณะนน้ั ในเมอื งหลม ไดม ชี าวลาวจำนวน
ไมน อยเขา มาประกอบอาชพี และตง้ั ถน่ิ ฐาน ตลอดจนมีอิทธพิ ลทางวฒั นธรรมรวมกบั
ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยูกอนหนานั้นแลว นอกจากนี้การที่เมืองหลมตั้งอยูบนเสนทาง
คมนาคมโบราณที่เชื่อมระหวางบานเมืองในลุมแมน้ำเลยและแมน้ำโขง กับลุมแมน้ำ
ปาสักและแมน ำ้ เจาพระยา จึงทำใหพืน้ ท่เี มืองหลมเปนสว นหนง่ึ ของสมรภูมริ บ
อยางไรก็ดี สาเหตุที่ใหเกิดการกวาดตอนชาวลาวไปจากเมืองหลมและเมือง
เพชรบรู ณไ ดโ ดยงา ย เหตเุ นอ่ื งดว ยอปุ ฮาดหรอื เจา เมอื งลมุ (เจา เมอื งหลม ) ในขณะนน้ั
ไดเ ขา รว มกบั ฝา ยเจา อนวุ งศเ วยี งจนั ทน เหตทุ เ่ี จา เมอื งลมุ เขา รว มกบั กองทพั เวยี งจนั ทน
นาจะสืบเนื่องมาจากแตเดิมเมืองหลมขึ้นตรงตอเวียงจันทน อีกทั้งมีกำลังที่นอยกวา
จงึ ตดั สนิ ใจเขา รว มและมไิ ดท ำการปอ งกนั เมอื งแตอ ยา งใด พรอ มกนั นน้ั ยงั ไดน ำกำลงั
จากเมืองหลมเขายดึ เมอื งเพชรบรู ณ และทำการกวาดตอ นครวั เรอื นเมอื งหลม เมอื ง
ดานซาย เมืองเลย เมืองน้ำปาดกลับสูเวียงจันทน หลังจากนั้นไดตั้งคายรบรอรับ
กองทพั ไทยจากพระนคร (กรุงเทพฯ) ทีเ่ มืองหลม แหง หนงึ่ และทบ่ี า นนาหลักเมอื งเลย
อีกแหง หน่งึ ครัน้ เจา อนวุ งศยกทัพเวียงจนั ทนผานเมืองนครราชสีมามาถึงเมอื งสระบุรี
ไดมีรับสั่งใหเจาราชวงศยกกองทัพมาจากเมืองนครราชสีมามาสมทบกับกองทัพ
เจา เมืองลมุ ทีเ่ มืองหลมน่ันเอง
66 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบับท่ี ๔
แผนทีส่ มยั รตั นโกสนิ ทรตอนตน ที่มา : หอประวตั ศิ าสตรเ พชบรุ ะ เทศบาลเมืองเพชรบูรณ
เหตุการณการรุกรานของเวียงจันทนในครานั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา-
เจา อยหู วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ใหกรมพระราชวงั บวรมหาศักดพิ ลเสพเปนแมทพั
ใหญ ยกกำลังขน้ึ ไปทำการปราบเจา อนุวงศ และใหกองทัพของเจา พระยาอภัยภูธร
(นอย บุณยรัตพันธ) สมุหนายก ยกทัพมาปราบเจาราชวงศท ี่เมอื งหลม และใหย ดึ
เมืองหลมตลอดจนเมืองเพชรบูรณใหกลายเปนฐานที่ม่ันในการสงเสบียงสนับสนุน
กองทัพไทยที่ยกขึ้นไปรบกับลาว นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกลาใหพระยาพิชัยและพระยาพิษณุโลกยกกองทัพมาทางเมือง
พษิ ณโุ ลก เพอ่ื ตกี ระหนาบทพั เจา ราชวงศ ซง่ึ ศกึ ในครง้ั นน้ั นายคงผเู ปน ชาวพน้ื เมอื งลมุ
(อาศยั อยบู รเิ วณอำเภอหลม เกา ) อาสานำทพั ของพระยาอภยั ภธู รกบั พระยาพชิ ยั ขน้ึ ไป
ถงึ เมอื งหนองบวั ลำภเู พอ่ื ทำศกึ ในครง้ั นน้ั ดว ย เมอ่ื เจา อนวุ งศเ หน็ วา สกู องทพั ไทยไมไ ด
จึงถอยทัพไปสูอยูที่บานขาวสาร เขตเมืองนครหนองบัวลำภู และเกิดการสูรบที่
บา นบกหวาน ระหวา งเจา พระยาราชสภุ าวดี (สงิ ห สงิ หเสนยี ) กบั เจา ราชวงศ เปน เหตุ
ใหทหารทั้งสองฝายลมตายเปนจำนวนมาก และในที่สุดกองทัพไทยก็สามารถตีทัพ
เวยี งจนั ทนแ ตกพา ย และยดึ เวยี งจนั ทนค นื กลบั มาไดเ ปน ผลสำเรจ็ (สำนกั งานวฒั นธรรม
จังหวัดเพชรบรู ณ, ๒๕๔๙ : ๓๖)
ภายหลังจากสงครามสงบ กรมพระยาวังบวรมหาศักดิ์ พลเสพ ไดสงพระยา
เพชรพิชัยและพระยาสมบัติธิบาลเขามาจัดการระบบการปกครองข้ึนใหมท่ีเมืองหลม
โดยนายคงชาวหลม ทรี่ วมรบในคราศกึ เจาอนุวงศก็ไดร ับความดีความชอบ และไดรบั
พระราชทานบรรดาศักดิ์เปนพระสุริยวงศาชนะสงครามรามภักดีวิริยะกรมพาหะ
ซึ่งนายคงเล็งเห็นวาควรสรางเมืองหลมใหมขึ้นบริเวณบานทากกโพธิ์ ฝงตะวันออก
67สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
ของแมน้ำปาสัก เพราะมีพื้นที่เหมาะแกการทำ หากจะมกี เ็ พยี งแคก ารอพยพโยกยา ยของครวั เรอื น
เรือกสวนไรนาสามารถขยายที่ตั้งของความเปน ชาวลาวเองทห่ี นภี ยั จากสงครามภายใน หรอื ความ
เมืองได ประกอบกับราษฎรสามารถอาศัยแมน้ำ มญี าตทิ เ่ี ขา มาตง้ั ถน่ิ ฐานอยใู นเพชรบรู ณ ตลอดจน
ปา สกั ในการขนสง สนิ คา และคา ขายกบั เมอื งตา งๆ หวั เมอื งตา งๆ ในไทยในยคุ กอ นหนา นน้ั แลว จงึ ได
ไดโดยสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมืองหลมใหมนี้เอง อพยพครวั เรอื นตามกนั มา และสรา งสรรคว ฒั นธรรม
ไดเปนรูจักกันในนามของ “เมืองหลมสัก” โดยมี ลาวลา นชา งในวถิ ชี วี ติ ของชาวหลม ตราบจนกระทง่ั
นายคงหรอื พระสรุ ยิ วงศาชนะสงครามรามภกั ดวี ริ ยิ ะ ปจ จบุ ัน
กรมพาหะเปนเจาเมืองหลมสักทานแรก และให
เรยี กเมอื งหลม ทอ่ี ยมู าแตเ ดมิ วา “เมอื งหลม เกา ”หรอื เมืองหลมกับการสืบทอดประเพณี
“เมอื งเกา” นนั่ เอง (ประวัติเมอื งหลมสัก, ๒๕๕๕) และวัฒนธรรมลานชาง
นอกจากนัน้ ยังไดทำการรวบรวมกลุมชาว จากประวตั คิ วามเปน มาเบอ้ื งตน จะเหน็ ไดว า
เวียงจันทนที่กระจัดกระจายอยูตามปาหรือล้ีภัย ชาวลาวลา นชา งไดห ลง่ั ไหลเขา มาตง้ั ถน่ิ ฐานทน่ี ม่ี า
จากสงคราม ตลอดจนกลุมที่กวาดตอ นกลับมา อยา งตอ เนอ่ื งยาวนานหลายยคุ หลายสมยั ดว ยกนั
จากลาวภายหลังไดรับชัยชนะใหเขามาต้ังหลัก อีกทั้งเมืองหลมเองคร้ังหนึ่งเคยขึ้นกับเวียงจันทน
ปกฐานอยูอยางเปนระเบียบตราบจนกระท่ังถึง คร้ังหน่ึงก็ขึ้นกับสยามตามแตสถานการณทาง
ปจ จุบนั นี้ และถงึ แมวาในรชั สมยั ตอ ๆ มาตราบ การเมืองในสมัยนั้น จึงไมใชเรื่องนาแปลกใจแต
จนกระทง่ั ถงึ ยคุ สมยั สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ จะมกี าร ประการใดหากในปจจุบันจะพบเห็นรองรอยของ
ปรับปรุงและปฏิรูประบบการปกครองใหแกเมือง วฒั นธรรมลา นชา งปรากฏอยทู ว่ั บรเิ วณพน้ื ทแ่ี ถบน้ี
หลม ทง้ั หลม เกา และหลม สกั ขน้ึ มาใหม ตลอดจน
ใชเสนทางของเมืองเพชรบูรณผานเขาออกสูลาว ดังเอกสารจดหมายเหตใุ นสมยั รัชกาลที่ ๓
ในบางกรณกี ต็ าม แตเ รอ่ื งราวการตง้ั ถน่ิ ฐานตลอด ท่ีชวยยืนยันใหทราบวาชาวเมืองท่ีต้ังถิ่นฐานอยูท่ี
จนการอพยพของครัวเรือนชาวลาวจากลานชางก็ เมืองหลม โดยสวนใหญมาจากชาวลาวลานชาง
มิไดมีบทบาทมากเทากับยุคศึกเจาอนุวงศ เหตุ ทัง้ สน้ิ ดังใจความตอนหนึ่งท่ีวา
เนื่องดวยในยุคที่เกิดศึกเจาอนุวงศ การแบงเขต
แดนภายใตก ารเขา มามอี ทิ ธพิ ลของจกั รวรรดนิ ยิ ม “....ชาวหลมลวนมาจากชาวลาวลานชาง
ตะวนั ตกหรอื ยคุ ลา อาณานคิ มยงั ไมเ กดิ ขน้ึ ทำให ทั้งสิ้น โดยมีการเรียกชาวเมืองหลมสักวา “ลาว
ไมมีระบบการจัดการเรื่องแผนท่ีหรือการกำหนด หลม สกั ” หรอื “ลาวหลม ”....” (จดหมายเหตรุ ชั กาล
อาณาเขตทช่ี ดั เจนแตป ระการใด ตลอดจนในชว ง ท่ี ๓ เลม ๓, ๒๕๓๐ : ๑๖)
ที่ไทยชนะศึก ฝายไทยไดทำกุศโลบายตัดทอน
กำลงั ของทางเวยี งจนั ทน โดยการกวาดตอ นผคู น ซ่ึงจากบันทึกในเอกสารจดหมายเหตุ
ราษฎรชาวลาวใหอพยพเขามาอยูในเมืองตางๆ ดงั กลา วสะทอ นใหเ หน็ ถงึ การรบั รขู องฝา ยไทยทว่ี า
ซ่ึงรวมถึงเมืองหลมและเมืองเพชรบูรณเปน ในยุคสรางบานแปลงเมืองของชาวหลมนั้น
จำนวนมากแลว อีกทั้งภายหลังศึกเจาอนุวงศ กลุมชนที่อาศัยอยูในเมืองหลมสมัยน้ันสวนใหญ
การทำสงครามใหญร ะหวา งไทยกบั ลา นชา งมไิ ดเ กดิ ลว นเปน ชาวลาวทอ่ี พยพมาจากอาณาจกั รลา นชา ง
ขน้ึ อกี จงึ สง ผลใหใ นรชั สมยั ตอ ๆมา การกวาดตอ น และเขามาตั้งถิ่นฐานอยูทางฝงไทย กลุมชน
ผูคนคร้ังใหญจากลาวเพ่ือมาตั้งหลักแหลงตาม ดังกลาวเปนพลเมืองที่มีวัฒนธรรมท่ีแตกตางจาก
หัวเมืองตางๆ ของไทยจึงมิไดเกิดขึ้นอีกมากนัก
68 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
ชาวเมืองเพชรบูรณด้ังเดิมและเมืองใกลเคียงใน ววัฒดั นนาธทรรรามยลาตนำชบาลงใวนงั ภบาาพลจิตอรำกเภรอรมหฝลาม ผเกนางั
หัวเมอื งฝายเหนือทงั้ หมด แตจ ะกระเดยี ดและมี
ลักษณะใกลเคียงกับผูคนในดินแดนแควนถ่ิน
ลานชางท่ีมาจากเมืองหลวงพระบางและเมือง
เวียงจันทน ทั้งนี้ การอพยพเขามาของชาวลาว
ตลอดระยะเวลาท่ผี านมานบั ตง้ั แตอ ดีต ชาวลาว
ลานชางท้ังจากเวียงจันทนและหลวงพระบาง
ตา งกไ็ ดน ำอตั ลกั ษณท างวฒั นธรรมดง้ั เดมิ ของตน
มาผสมผสานกับการตั้งถ่ินฐานในดินแดนใหม
อยางเมืองหลม สงผลใหวัฒนธรรม ความเชื่อ
วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนประเพณีดั้งเดิมยังคง
มีอัตลักษณ และมีการสืบทอดทางวัฒนธรรม
ลา นชา งมาอยา งตอ เนอ่ื งยาวนาน ดงั จะยกตวั อยา ง
รอ งรอยของวฒั นธรรมลา นชา งในเมอื งหลม ทป่ี รากฏ
อยใู นศิลปวัฒนธรรมดานตางๆ ดงั ตอ ไปนี้
สถาปตยกรรมและพุทธศิลป
หลักฐานท่ีกลาวถึงการสืบทอดวัฒนธรรม
และศลิ ปะของชาวลาวในเมอื งหลม ไดส ะทอ นอยู
ในงานเขียนเชิงประวัติศาสตรศิลปะลาวของ
รองศาสตราจารยส งวน รอดบญุ ทก่ี ลา วไวต อนหนง่ึ
วา
“...ในลมุ แมน ำ้ ปา สกั ตอนบนนน้ั มชี มุ ชนลาว
ตง้ั ถน่ิ ฐานอยมู ากมาย เขา ใจวา คงจะตง้ั หลกั แหลง
อยูนานแลว อยางนอยก็เปนชวงในระยะสมัย
อยธุ ยาตอนปลายสบื เนอ่ื งมาจนถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร
ตอนตน โดยเฉพาะอยางยิ่งไดพบหลักฐานจาก
พระธาตุหลวงลาวรูปทรงดอกบัวตูมแปดเหลี่ยม
องคห น่ึง จากวดั ทงุ ธงชัย ทอี่ ำเภอหลม เกา ภาย
ในกรุพระธาตุพบจารกึ บนแผนโลหะ จารึกสงั กาด
๙๗ ตวั (พ.ศ.๒๒๗๘) พรอ มทง้ั พระพทุ ธรปู บเุ งนิ คำ
ขนาดเลก็ กระโถนและเตา ปนู สำรดิ ซง่ึ ตรงกบั สมยั
อยุธยาตอนปลาย ดังนั้น วัดตางๆ ในอำเภอ
หลม เกา และอำเภอหลม สกั จงึ ปรากฏพระธาตแุ บบ
ลาวกอดวยอิฐสอดินตามรูปทรงสถาปตยกรรม
69สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
๑. พระธาตุหลวงลาวรปู ทรงดอกบัวตูมแปดเหลี่ยม ของลมุ แมน ำ้ โขงและลมุ แมน ำ้ ชี เปน สถาปต ยกรรม
วดั ทงุ ธงชัย อำเภอหลม เกา ที่มีแตสมัยเวียงจันทนมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร
ของไทย....” (สงวน รอดบุญ, ๒๕๔๕: ๑๓๕)
๒. พระธาตุวดั โพนชยั อำเภอหลม สกั
และผลการศึกษาเรื่องอิทธิพลของศิลปะ
๑ ลา นชางในเมืองหลม ของ รองศาสตราจารยส งวน
๒ รอดบญุ ยงั ไดส อดคลอ งกบั ผลงานการศกึ ษาเรอ่ื ง
“ธาตอุ สี าน” ของอาจารยว โิ รฒ ศรสี โุ ร ทก่ี ลา วไวว า
“...พระธาตวุ ดั ศรวี ชิ ยั วดั โพนชยั วดั ตมู คำมณี
อำเภอหลมสัก พระธาตุวัดศรีฐานปยาราม วัด
ทงุ ธงไชย วัดโพธเ์ิ กา อำเภอหลม เกา มรี ูปแบบ
ศิลปะสถาปตยกรรมคลายกับพระธาตุในภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือของไทยและในวัดตางๆ ของ
ลาว....” (วโิ รฒ ศรีสุโร, ๒๕๓๙ : ๙-๑๐)
อกี ทง้ั รายงานการสำรวจทางโบราณคดขี อง
รองศาสตราจารยศรีศักร วัลลิโภดม ในเขตลุม
แมน้ำปาสักตอนบนบริเวณอำเภอหลมเกาและ
อำเภอหลม สกั ไดพ บวา ลกั ษณะของโบราณสถาน
ตลอดจนวตั ถลุ ว นเปน ของทส่ี บื เนอ่ื งและมบี ทบาท
อยใู นวฒั นธรรมของพวกลาวทอ่ี พยพมาจากบรเิ วณ
ลุมแมน ำ้ โขงทงั้ ส้ิน ชมุ ชนทีพ่ บบางแหง มวี ัดและ
พระสถูปเจดียขนาดใหญ แตรูปแบบทางศิลปะ
สถาปตยกรรมน้ันกระเดียดไปทางศิลปะแบบ
ลา นชา งในสมยั อยธุ ยาตง้ั แตต อนกลางลงมาเกอื บ
ท้งั นัน้ (ศรีศกั ร วัลลิโภดม, ๒๕๕๒ : ๑๗๔)
ผลงานทางดา นสถาปต ยกรรมและพทุ ธศลิ ป
ทป่ี รากฏตามวัดวาอารามตางๆ ทงั้ ในแถบอำเภอ
หลมเกา และหลมสัก ตา งสะทอ นอัตลกั ษณข อง
รูปแบบศิลปะลา นชา งไดอยางชดั เจน โดยเฉพาะ
อยา งย่งิ รปู แบบสถาปต ยกรรม สิมหรอื อุโบสถ
ที่ถือเปนศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะใน
สายวัฒนธรรมไทย-ลาว ซึ่งจะมีความแตกตาง
จากศิลปะในแถบภาคกลางของไทย สิมในเมือง
หลมจะมีรูปแบบทางศิลปะที่ไดรับอิทธิพลมาจาก
ศิลปะลานชางผสมกับทองถิ่น อาทิเชน สิมใน
วัดศรีมงคล ที่สรางโดยชางฝมือพื้นบานที่ไดรับ
70 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
อิทธิพลลาว สรางขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ๑. สตมิำบ(ลอวโุ บงั บสาถล) วอดั ำศเรภีมองหคลลม (เนกาา ทราย)
(นฤมล กางเกต,ุ ๒๕๕๓ : ๔๙) และยงั พบสถาปต ย- ๒. สมิ (อโุ บสถ) วดั ศรบี ญุ เรอื ง
กรรมแบบลานชางในสิมตามวดั เกาแกของอำเภอ
หลม เกา อกี หลายแหง เชน วดั ศรบี ญุ เรอื ง วดั โพนชยั ตำบลนาซำ อำเภอหลม เกา
และวดั โพธท์ิ อง เปน ตน สงั เกตไดจ ากองคป ระกอบ
ของสมิ ไมว า จะเปน หวั เสาทง้ั ๔ ดา น ทม่ี กี ารประดบั ๑
ตกแตงลายปูนปนเปนรูปกลีบบัว หางหงสเปน ๒
ปูนปนประดับรูปหัวพญานาค และโหงที่เปนไม
แกะสลักไมเปนรูปหงสที่มีแบบลวดลายคลายกับ
ศลิ ปะของลา นชา งทส่ี วยงาม ตลอดจนคนั ทวยหรอื
แขนนางเปน ไมแ กะสลกั รปู นาคนง่ั ซง่ึ เปน รปู แบบ
เฉพาะของวฒั นธรรมลา นชา งทเ่ี ปน เอกลกั ษณข อง
ชางในแตละทอ งถิ่น
อีกทั้งศิลปกรรมในการปนแตงองคพระ
พุทธรูป ซึ่งเปนพระประธานในสิม ยังแสดงให
เห็นถึงเอกลักษณลานชางไดอยางสมบูรณแบบ
กลา วคอื มลี กั ษณะการนง่ั จะนง่ั ลกึ มาก พระเพลา
(ตกั ) พระชานุ (เขา ) ตลอดจนพระหตั ถม กั มขี นาด
ใหญ พระวรกายสงู ชะลดู พระอรุ ะ (อก) แบนแฟบ
พระกรรณ (ห)ู มเี บา พระกรรณขนาดใหญ ตง่ิ พระ-
กรรณหอยยาวโคงออกจากลำคอ พระเศียรสวน
มากมีลักษณะใหญรับกับพระอังสาที่กวางขึ้น
(สมเกยี รติ โลห เ พชรตั น, ๒๕๔๓ อา งถงึ ใน ณฐั พล
โอจรัสพร, ๒๕๕๕) เชน หลวงพอใหญวัดตาล
ศิลปกรรมท่ีสืบทอดโดยตรงแหงชาวหลมลานชาง
และพระประธานวดั นาทราย ศลิ ปะและจติ รกรรม
แบบชาวหลม
นอกจากนี้ยังมศี าลาการเปรยี ญ ศาสน-
สถานที่สวยงามและมีเอกลักษณของศิลปะลาว
ลา นชา ง เชน ศาลาการเปรยี ญวดั ทรายงาม อำเภอ
หลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ ทส่ี รา งขน้ึ ใน พ.ศ.๒๔๙๐
ซ่ึงความสวยงามของศิลปะลา นชางเริม่ ต้งั แตผ นงั
และหลงั คาทผ่ี สมผสานระหวางศิลปะลา นชางกบั
ศลิ ปะดง้ั เดมิ ของทอ งถิ่น ตวั อาคารจะมีลักษณะ
เปนอาคารทรงโถง พื้นยกสูงเปนฐานบัวลูกแกว
อกไก หลังคาจั่วมนิลาซอน ๒ ชั้น มุขทางเขา
71สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ
พตำระบปลรวะงั ธบาานลศลิ อปำะเภลอาหนลชมางเกทา่ีวดั ศรีมงคล (นาทราย) ศอำาเลภาอกหาลรเม ปเรกียาญจงั ศหลิ วปัดะเพลชาวรบลารู ณนช า ง วัดทรายงาม
แตละดานมีการแกะสลักไมเปนรูปวงโคงเรียกวา ผลสนบั สนนุ การสรา งขวญั และกำลงั ใจใหแ กผ คู น
โกงคิ้วหรอื ฮังผึง้ เสามขุ คปู ระดับคนั ทวยไมสลกั โดยเฉพาะในชว งอพยพโยกยา ยเขา มาสไู ทยในระยะ
รปู นาคอยบู นเสารองรบั หลงั คาของศาลาการเปรยี ญ เรม่ิ แรก ราษฎรชาวลาวจำเปน ตอ งสรา งขวญั และ
(ปล ันธนา สงวนบุญญพงษ, ๒๕๕๔ : ๑๘) กำลังใจ เพ่ือเสรมิ ศริ ิใหแกตนและบา นเรือน เปน
เสมือนการรวมศิริแหงโภคทรัพยใหผูคนคลาย
นอกจากน้ี ความสวยงามของศลิ ปะลา นชา ง ความทกุ ขโ ศกจากภาวะสงคราม ลดความหอ เหย่ี ว
ยังสะทอนผานทางเจดีย พระธาตุ บานเรือนไม ความวติ กกงั วลและหมดหวงั ตลอดจนชวี ติ ทไ่ี มม ี
แบบเกาท่ีปจจุบันกระจายอยูทั่วไปในเมืองหลม ชวี าใหก ลบั มาเตม็ เปย มดว ยความพอใจและความ
อกี ดว ย หวังอีกครั้ง โดยศูนยกลางแหงความสมดุลของ
ชวี านจ้ี ะเรยี กไดว า “ขวญั ” ซึ่งโอกาสจดั พิธสี ูขวัญ
วัฒนธรรมประเพณีทองถิ่น ของชาวหลม มหี ลายโอกาสเชน กนั ไดแ ก การคารวะ
พระพุทธรูป พิธีบายศรีพระสงฆ พิธีสูขวัญแม
ทางดา นวฒั นธรรมประเพณี ชาวหลมเอง ออกกรรม (คลอดบุตรออกไฟ) พิธสี ูขวัญเด็กนอ ย
ก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีด้ังเดิม พิธสี ขู วัญเฮอื น พธิ ีสูข วัญคนธรรมดา พิธสี ูขวญั
ทส่ี ะทอ นความเปน ลา นชา งของตนไว เชน พธิ สี ขู วญั แตงงาน พิธีสูขวัญหลวง พิธีสูขวัญเกวียน พิธี
หรอื บางทเ่ี รยี กวา “พธิ บี ายศร”ี หรอื “บายศรสี ขู วญั ” สูขวัญขึ้นเลา (ยุง) พิธีสูขวัญนอยกอนแตงงาน
ซึ่งพิธีดังกลาวเปนพิธีที่สำคัญของชาวลาว และ พธิ สี ูขวัญคนปว ย พิธีสขู วญั ข้ึนบานใหม และพธิ ี
นิยมทำกันแทบจะทุกโอกาส หากจะกลาววาพิธี สขู วัญวัวขวญั ควาย เปนตน โดยพธิ ีสูขวัญตา งๆ
บายศรีสูขวัญเปนจิตวิทยาอยางหนึ่งแหงปราชญ เหลานี้ถือเปน “ขนบประเพณี” ที่ชาวหลมรักษา
โบราณท่ีชาวลาวในอดีตคิดคนข้ึนก็คงไมผิด และธำรงไวต ราบจนกระทั่งปจ จุบนั น้ี
เพราะพิธีกรรมดังกลาวเกิดข้ึนมาอยางมีเหตุและ
72 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
ประเพณบี ญุ บง้ั ไฟ กเ็ ปน อกี ประเพณหี นง่ึ โดยเฉพาะ “แคน” แคนกับวิถีชีวิตของชาวหลม
ทส่ี ะทอ นความเปน ลานชา ง ซึง่ หลายๆ ทา นอาจ เริ่มตนมาเมื่อใดไมสามารถระบุวันเวลาไดอยาง
คิดวาประเพณีดังกลาวมีเฉพาะในแถบภาคอีสาน แนช ดั แตค าดคะเนไดว า แคนไดถ กู นำเขา มาพรอ ม
เทานั้น แตในวัฒนธรรมของชาวหลมจังหวัด กับกลุมผูคนชาวลาวที่ถูกกวาดตอนมาเมื่อครั้ง
เพชรบรู ณก ม็ ปี ระเพณบี ญุ บง้ั ไฟดว ยเชน กนั ในชว ง สงครามสมยั ตน รตั นโกสนิ ทร แคน เปน เครอ่ื งดนตรี
เดือนพฤษภาคมของทุกปชาวไทหลมแทบทุก ที่อยูคูกับชาวหลมมาชานาน นับตั้งแตชาวลาว
หมบู า นจะจดั งานบญุ บง้ั ไฟเพอ่ื บชู าพญาแถนและ อพยพเขา มาอยใู นเมอื งหลม ทกุ วนั นย้ี งั มคี นหลม
ขอฝน บุญบั้งไฟท่ีหลมสัมพนั ธกับวิถีการนับถอื ผี อีกหลายๆ คนที่มีความสามารถในการเปาแคน
ที่เรียกวา “เจาพอเจาแม” ซึ่งเปนผีที่คอยปกปก และเราจะเห็นแคนในแทบทุกประเพณีพิธีกรรม
รักษาใหชาวบานอยูเย็นเปนสุข เดิมชาวบานจะ ของเมอื งหลม รวมไปถงึ การละเลน และการแสดง
ทำบง้ั ไฟกนั เองในแตล ะหมบู า น แตป จ จบุ นั มกี าร รองรำเพ่ือความบนั เทงิ เริงใจอยา งหมอลำ ลำซ่ิง
สง่ั ทำจากบา นทร่ี บั ทำบง้ั ไฟ เมอ่ื ไดก ระบอกบง้ั ไฟ อกี ดว ย
มาแลวชาวหลมก็จะชวยกันประดับตกแตงบ้ังไฟ
ดว ยกระดาษสสี นั สดใสตา งๆ เมอ่ื ถงึ วนั งานชาวหลม วัฒนธรรมดานอาหารการกิน
จะต้ังขบวนแหบ้ังไฟไปตามจุดสำคัญของหมูบาน
เชน ศาลเจาพอเจาแม วัด และนำไปจุดแขงกัน วัฒนธรรมทางดานการกินของชาวหลม
ยังสถานที่สำหรับจุดบั้งไฟ บางบานแขงกันเพื่อ มคี วามใกลเ คยี งกบั ชาวลาวอยา งเดน ชดั โดยเฉพาะ
ความสนุกสนาน บางบานมีการประกวดแขงขัน การบรโิ ภค ปลารา เปน องคป ระกอบหลกั ทจ่ี ะขาด
กันเปนเรื่องเปนราว ไมไ ดเ ลยทเี ดยี ว เพราะไมว า จะเปน เมนชู นดิ ใดกต็ าม
ชาวหลมตางนิยมปรุงรสอาหารดวยปลารา โดย
นอกจากน้ี วัฒนธรรมชาวหลม ลา นชางยัง เฉพาะอาหารประเภทตำสมหรือสมตำ ที่วัตถุดิบ
สะทอนใหเห็นในรูปแบบเคร่ืองดนตรีทองถิ่น
พิธสี ูขวัญผูปวยโดยเจาพอ เจาแม บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลมเกา
73สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ
ประเพณบี ญุ บัง้ ไฟ บา นนำ้ ครง่ั ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา ประจำป พ.ศ.๒๕๕๕
หลักทำมาจากมะละกอ มะมวง หรือแตง และ แมน ำ้ โขงมายงั เมอื งหลม โดยเฉพาะในชว งทเ่ี กดิ
อาหารประเภทลาบ ประเภทซบุ ซ่งึ ลาบและซบุ การอพยพคร้ังใหญของชาวลาวในศึกเจาอนุวงศ
เปนอาหารท่ีมีเอกลักษณเฉพาะในวัฒนธรรมลาว เขา สูเมืองหลม และเพชรบรู ณ ซง่ึ ภาษาหลม จะมี
เทานัน้ ซ่ึงซบุ ท่ีนยิ มบรโิ ภคกัน ไดแก ซบุ หนอ ไม อยหู ลายสำเนยี งดว ยกนั ไดแ ก หลม ดง่ั เดมิ บา นตว้ิ
ซุบบักมี่ (ซุบขนุน) ซบุ ผักติ้ว ซุบดอกแค ซุบบัก- บุงคลา บงุ นำ้ เตา ทา พล นาแซง และสำเนยี ง
แตงกวา ซบุ เหด็ ซบุ เอน็ ววั เปน ตน แลว ยงั มกี อ ย ดานซายที่พูดกนั แถวตอนเหนือของหลมเกา และ
เมย่ี ง สา และแกงลาว (ไมใ สก ะท)ิ นอกจากนเ้ี มนู แมวาภาษาหลมจะมีสำเนียงหลากหลายก็ตาม
อาหารท่ีชาวหลม นยิ มบรโิ ภค ไดแก ผกั ตม ขา วจ่ี แตทุกสำเนียงตางก็มีเสนหและความไพเราะ
ขา วเหนยี ว ขา วหลาม ขาวเมา เปน ตน (ศนั สนยี เพราะพร้งิ ดว ยกันแทบท้ังหมด
อตุ มอาง และคณะ, ๒๕๕๑ : ๓๐)
หากทา นใดทเ่ี คยมาเยอื นเมอื งหลม จงั หวดั
วัฒนธรรมภาษาหลม เพชรบรู ณ หลายๆ ทา นอาจจะไดย นิ สำเนยี งภาษา
ของชาวหลมและมักใหขอสังเกตวาภาษาหลม
ประการสำคญั สดุ ทายนัน่ คือ “ภาษาหลม ” เปน ภาษาพดู ทม่ี ีเอกลกั ษณเฉพาะตัว คอื เสมือน
ซ่ึงภาษาหลมถือเปนภาษาถิ่นที่ความโดดเดนไม ภาษาที่มีสวนผสมระหวางภาษาเหนือและภาษา
เหมอื นใคร เพราะสำเนยี งทพ่ี ดู จะมอี ตั ลกั ษณแ ละ อีสานรวมกันไดอยางลงตัว อีกทั้งทวงทำนองจะ
ความเปนทองถิ่นอยางชัดเจน ภาษาหลมเปน นมุ นวลเหมอื นภาษาเหนือ แตคำศพั ทต า งๆ ท่ใี ช
ภาษาถ่ินที่ไดรับอิทธิพลมาจากชาวลาวลานชาง โดยทว่ั ไปมกั จะมคี วามคลา ยคลงึ เหมอื นกบั ภาษา
และประยกุ ตจ นกอ ใหเ กดิ ความโดดเดน ตลอดจน ของทางอสี าน ปจ จบุ นั ภาษาหลม ถอื เปน ภาษาถน่ิ
เปนภาษาท่ีชาวหลมนิยมพูดกันมากและอยู ท่ีมีอิทธิพลและเปนภาษาท่ีมีคนพูดมากท่ีสุดใน
ควบคมู ากบั วฒั นธรรมชาวหลม มาชา นาน ซง่ึ ภาษา จังหวัดเพชรบูรณ เราจะพบชาวหลมที่พูดภาษา
หลมมีตนกำเนิดมาจากเมืองหลวงพระบางของ หลมไดอพยพและกระจายตัวจากบานเกิดถ่ินเดิม
ประเทศลาว และสืบเนื่องมายังเมืองแกนทาว ไหลทะลกั ลงมาทางตอนใตเ พชรบรู ณ ทำใหภ าษา
เมืองบอแตน อันเปนเมืองชายแดนตอเนื่องขาม ที่ชาวหลมนิยมใชแผกระจายและแทรกลงไปอยู
ในแทบทกุ ตำบลและทกุ อำเภอในจงั หวดั เพชรบรู ณ
74 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
เลยทีเดียว และหากวาทานใดเคยไดยินสำเนียง รนุ ตอรนุ เพราะวัฒนธรรมเปนส่งิ ทมี่ ีคุณคาท่คี วร
ของภาษาหลมก็อาจนึกไปถึงภาษาของชาวเมือง ธำรงรักษาไวเปนมรดกสืบไป ซึ่งคุณคาดังกลาว
เลย เมอื งนครไทย ชาตติ ระการ จงั หวดั พษิ ณโุ ลก ชาวหลม ไดต ระหนกั ถงึ และอนรุ กั ษไ วไ ดอ ยา งดเี ยย่ี ม
อำเภอนำ้ ปาด อำเภอทองแสนขนั จงั หวดั อตุ รดติ ถ ดังกรณีศลิ ปวัฒนธรรมตัวอยางขางตน ซ่งึ การมี
ก็เปนได เหตุเนื่องดวยกลุมคนเหลานี้มีสำเนียง วัฒนธรรมและความทรงจำในอดีตท่ีมีเอกลักษณ
ภาษาแบบเดียวกันกับชาวหลม เพราะกลุมชน เฉพาะตัว โดยเฉพาะการเรียนรูจากบรรพบุรุษ
ตางๆ ดงั กลา วมีประวตั กิ ารอพยพเคลือ่ นยายจาก สามารถนำมาซง่ึ รายไดใ หก บั คนื สชู มุ ชนในทอ งถน่ิ
บานเมืองของอาณาจักรลานชาง (ตอนเหนือ) ซง่ึ อาทิ การทองเที่ยวในเชิงอนุรักษ เที่ยว “เมือง
มีเมืองหลวงอยูท่ีเมืองหลวงพระบางหรือเมือง หลม” สมั ผสั วิถแี หง “ไทหลม” ลา นชา ง เปน ตน
เชียงดงเชียงทองเชนเดียวกับชาวหลมน่ันเอง พรอ มกนั นน้ั ยงั เปน การรกั ษาไวซ ง่ึ ขนบธรรมเนยี ม
นอกจากน้ี สำเนยี งพูดแบบชาวหลมยงั มีลกั ษณะ ประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษไดอยางตอเน่ือง
ใกลเคียงกับชาวลาวที่อาศัยอยูที่จังหวัดสระบุรี ทั้งทางดานศิลปะ วรรณกรรม ประเพณี และ
ลพบรุ ี เพชรบรุ ี กาญจนบุรี นครปฐม อุทัยธานี วัฒนธรรมท่ีดีงามไดอยางเหมาะสมกับวิถีชีวิต
ฯลฯ (วิศัลย โฆษิตานนท, ๒๕๕๖) เนื่องดวย ปจ จบุ นั เพอ่ื เปน เอกลกั ษณป ระจำทอ งถน่ิ ใหผ คู น
กลมุ ชนเหลา นต้ี า งกเ็ ปน กลมุ ชาวลาวทถ่ี กู กวาดตอ น มาเยือนไดเขาใจและสัมผัสถึงคำตอบในความ
และอพยพเขา มาตง้ั แตส มยั ตอนตน กรงุ รตั นโกสนิ ทร สวยงามของศิลปวัฒนธรรมพ้ืนบานของชาวหลม
ดว ยเชน กนั วามีอิทธพิ ลมาจากลานชางตงั้ แตค รง้ั บรรพบรุ ุษ
การศึกษาเรื่องภาษาหลมยอมทำใหเกิด ในปจจุบันถึงแมวาชาวลาวในเมืองหลม
ความเขา ใจในความเปน วถิ แี หง ชาวหลม มากยง่ิ ขน้ึ จะตง้ั ถน่ิ ฐานอยใู นประเทศไทยและถอื สญั ชาตไิ ทย
เพราะสำเนยี งภาษาเปน สญั ลกั ษณห รอื เครอ่ื งหมาย ตามกฎหมาย ตลอดจนวถิ ีการดำรงชีวติ สังคม
ที่สามารถส่ือความหมายใหคนในกลุมหรือคนใน ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวหลมจะเปลี่ยน
ชาติเขาใจกันได อันเปนสิ่งที่สามารถสะทอนให แปลงไปตามกระแสโลกาภิวัฒนและทุนนิยมของ
เห็นถึงตนสกุลและบงบอกความเปนตัวตนของ ยคุ การสอ่ื สารแบบไรพ รมแดนแลว กต็ าม แตต วั ตน
ชมุ ชนนน้ั ๆ ไดเ ปน อยา งดี โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ชว ย และอัตลักษณของชาวหลมก็ยังคงมีอารยธรรม
ตอกยำ้ ประวตั ศิ าสตรท ว่ี า ชาวลาวลา นชา งไดอ พยพ และกลิ่นอายแหงวัฒนธรรมลาวลานชางที่
เขามาตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองหลม และสามารถ สบื เนอ่ื งมาอยา งยาวนานตง้ั แตค รง้ั ทอ่ี พยพโยกยา ย
ถายทอดความเปนลานชางในเมืองหลมไดอยาง เขามาตั้งถ่ินฐานท่ีเมืองหลมและเพชรบูรณ
นาสนใจ มีเอกลักษณและความสวยงามของ เพราะพื้นฐานและมโนสำนึกของมนุษยไมวาจะ
วัฒนธรรม ตลอดจนสรา งอตั ลักษณแหง รากเหงา ชนชาตใิ ดหรอื มกี ารอพยพโยกยา ยไปอยู ณ แหง หน
ความเปนชาวหลมไดอยางภาคภูมิใจตราบจน ตำบลใดกต็ าม แตจ ติ วญิ ญาณของบรรพบรุ ษุ ยอ ม
กระท่งั ปจ จุบัน มอิ าจเสอ่ื มสลาย ซง่ึ เชน เดยี วกบั ชาวหลม ทย่ี งั คง
รักษาไวซึ่งเอกลักษณเฉพาะทองถิ่น ประเพณี
อนึ่ง เมื่อศิลปะและวัฒนธรรมคือระบบ วัฒนธรรมด้ังเดิมของตนมาอยางตอเนื่องและ
สัญลักษณท่ีมนุษยแทบจะทุกสังคมสรางข้ึนมา ยาวนาน ดงั คำกลาวทว่ี า “เมืองหลม ” ดนิ แดน
โดยมไิ ดเ กดิ ขน้ึ เองโดยระบบสญั ชาตญาน กห็ มาย แหงการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมแหง
ความวาศิลปวัฒนธรรมดังกลาวคือส่ิงที่มนุษยจะ อาณาจกั รลา นชา งตราบจนกระทงั่ ถึงปจจุบัน
ตองเรียนรูและมีการถายทอดทางวัฒนธรรมไปสู
75สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ
บรรณานุกรม
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ. นิทานโบราณคดี. พมิ พค ร้ังที่ ๑๐. กรุงเทพฯ : เขษมบรรณกิจ, มปป.
(เอกสารอดั สำเนา)
จดหมายเหตุ รชั กาลที่ ๓ เลม ๓. กรุงเทพฯ : หา งหนุ สว นสามญั นติ บิ ุคคลสหประชาพาณิชย, ๒๕๓๐.
ณฐั พล โอจรสั พร. พระพทุ ธรปู ลานชางตอนตน พุทธศตวรรษท่ี ๑๘ – ๒๓. (ออนไลน) . สืบคนจาก
http://www.antiqueofsiam.com/Knowledgepage/lanchangep๒.html. [๑๕ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
นเรศวร, มหาวิทยาลัย. ประวัตเิ มืองหลมสกั . (ออนไลน) สืบคน จากhttp://student.nu.ac.th/thanaporn/web2/
เมืองหลมสกั /ประวตั เิ มอื งหลม สกั .html [๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]
นฤมล กางเกต.ุ “สมิ (โบสถ) สถาปตยกรรมพนื้ ถิน่ วดั ศรมี ลคล (บานนาทราย) อำเภอหลม เกา จงั หวัดเพชรบรู ณ”
ใน วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ. ปท ่ี ๑ ฉบบั ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ - มนี าคม ๒๕๕๔.
บา ว พิจิตร. กำเนิดเพชรบูรณ. ๒๐๑๓. (ออนไลน) สบื คน จาก http://www.baanmaha.com/community/
thread๑๖๒๖๑.html. [๒๐ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
ประชาสมั พนั ธจงั หวดั เพชรบูรณ, สำนักงาน. ประวัติความเปน มา. (ออนไลน). สืบคน จาก http://province.prd.go.th/
phetchabun/index.php/explore-๓/features-๖/history.html [๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕]
ปลนั ธนา สงวนบุญญพงษ, รักชนก สมศักด์ิ, และคณะ. “จิตรกรรมไทย บนเสาไมแปดเหลย่ี มวัดทรายงาม :
มรดกอันทรงคุณคา แหง หนง่ึ ของไทย”. ใน วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ. ปท ่ี ๑ ฉบับที่ ๒
เมษายน – กันยายน ๒๕๕๔.
ฝา ยประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจดั งานเฉลมิ พระเกยี รติ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ,
คณะกรรมการ. วัฒนธรรม พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร เอกลกั ษณและภูมิปญ ญาจังหวดั เพชรบรู ณ.
พิมพครง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพฯ : องคก ารคาครุสภา, ๒๕๔๔.
พระธาตุศรสี องรัก. (ออนไลน) สบื คน จาก http://moohin.com/trips/loei/phrathatsisongrak/ [๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕]
วลยั ลักษณ ทรงศิริ. ลาวในเมอื งไทย กลมุ ชาติพันธทุ ่ีคลุมเครือ. (ออนไลน) . สืบคนจาก
http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=๗๙๐. [๑๙ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
วฒั นธรรมจงั หวัดเพชรบูรณ, สำนักงาน. แหลงมรดกทางวัฒนธรรมทอ งถนิ่ ในจังหวดั เพชรบูรณ, ๒๕๔๙.
วโิ รฒ ศรีสุโร. ธาตุอีสาน. กรงุ เทพฯ : เมฆาเพรส, ๒๕๓๙.
วิศัลย โฆษิตานนท. ภาษาหลม และภาษาถนิ่ เพชรบูรณ. (ออนไลน) สืบคนจาก https://m.facebook.com/
note.php?note_id=๑๐๑๕๐๓๑๔๑๙๕๕๑๒๑๖๘&p=๐&_rdr. [๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕]
เวาพืน้ เมืองหลม . (ออนไลน) สืบคนจาก http://laypak.blogspot.com/๒๐๐๘/๐๗/blog-post_๗๓๐๕.html.
[๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]
ศรีศักร วลั ลโิ ภดม. เมอื งโบราณในอาณาจักรสโุ ขทัย. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๕๒.
ศนั สนยี อุตมอางและคณะ. รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณโครงการอาหารวางพ้นื บา นไทหลม องคค วามรู
เกย่ี วกับอาหารวา งไทหลม เชงิ วัฒนธรรม ภมู ปิ ญญาและการสืบทอด. เพชรบูรณ :
คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ, ๒๕๕๑.
สงวน รอดบญุ . พุทธศลิ ปะลาว. กรุงเทพฯ : สายธาร, ๒๕๔๕.
สุรพล เนสสุ นิ ธุ. แคน มรดกลา นชาง ส่ือสายสัมพันธแหงมติ รภาพไทย-ลาว. (ออนไลน) . สืบคนจาก
http://laos.kku.ac.th/db/Lan-Xang/artist/thai/surapol/article.pdf. [๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]
สวุ ทิ ย ธรี ศาศวัต. ทำไมเจาอนุวงศจึงตองปราชยั . (ออนไลน) . สบื คน จาก http://www.photoontour.com/
outbound/lao๒/lao_detail๒.htm. [๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]
76 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
กินดองเจากับรางทรง :
พิธีกรรมสืบทอดรางทรงของชาวไทหลมบานนาทราย
จกั ษมุ าลย วงษทาว
ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ ามานุษยวทิ ยา
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
ความเช่ือเปนเจตคติที่สำคัญอยางหนึ่งในความรูสึกนึกคิดของ
บุคคลในการที่จะยอมรับไมยอมรับในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ความเชื่อเปนเรื่อง
เฉพาะของแตละบุคคล ความเชื่อที่บุคคลยอมรับอาจเกิดจากความ
เคารพและความศรทั ธา ซง่ึ จะแตกตา งกนั ไปในแตล ะพน้ื ท่ี แมแ ตค วาม
เชื่อในเรื่องเดียวกันแตบางคร้ังยังมีรายละเอียดปลีกยอยที่แตกตางกัน
ออกไป
การนับถือผีเปนระบบความเช่ือท่ีฝงรากลึกอยูในสังคมไทยมา
ชา นาน ผสมผสานควบคูไ ปกับพระพุทธศาสนา บางพน้ื ท่คี วามเชอื่ ใน
77สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
ลักษณะนี้เบาบางลง ในขณะที่บางพื้นที่กลับยัง กินดองเจา คืออะไร ทำไมตองกินดองเจา
คงยดึ ถือกนั อยางเหนียวแนน เราจะพบประเพณี
พิธีกรรมเกี่ยวกับการไหวผี การเลี้ยงผีหรือการ กนิ ดองเจาเปนพธิ ีกรรม “รบั เปน รางทรง”
อญั เชญิ ผมี ารบั เครอ่ื งเซน ไหว รวมไปถงึ “การทรง เปนหน่ึงในระบบความเชื่อเจาพอเจาแมของชาว
เจา เขา ผี” กระจายอยทู ั่วทุกภูมิภาค ไทหลม (หลม เกา ) ซง่ึ เปน เมอื งทม่ี เี รอ่ื งราวการอพยพ
ของชาวลาวเวียงจันทนและหลวงพระบางเขามา
อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ เปน อีก ตั้งถ่ินฐานอยูเปนจำนวนมากนับตั้งแตสมัยอดีต
พื้นที่หนึ่งที่ยังคงมีการยึดถือระบบความเช่ือ จนกระทั่งถึงปจจุบัน (สมเด็จกรมพระยาดำรง
ประเพณี พธิ กี รรมเกย่ี วกบั ผแี ละการทรงเจา เขา ผี ราชานภุ าพ, มปป : ๒๐๐)
สบื ทอดกนั มาหลายชว่ั อายคุ น เรยี กกนั วา “เจา พอ
เจาแม” ซ่งึ ก็คือ “ผ”ี หรือ “กลมุ ผี” ประจำหมูบาน คำวา “กนิ ดอง” หมายถงึ การกนิ เลย้ี งในงาน
ที่คอยปกปกรักษาชาวบานใหอยูเย็นเปนสุข แตงงาน ซึ่งถือเปนการเริ่มตนชีวิตใหมที่มีมาแต
สามารถใหคณุ ใหโทษแกช าวบานได มลี ำดบั ช้นั โบราณกาล คำเรียก “พิธีกินดองเจา” ของชาว
สงู ศกั ดเ์ิ หนอื ผอี น่ื ๆ ในหมบู า นทง้ั ปวง แตล ะหมบู า น ไทหลมจึงเปนคำเรียกในพิธีรับเปนรางทรงโดย
จะมีกลุมเจาพอเจาแมเปนของตนเอง หมูบาน อาศัยพิธีกรรมแตงงานมาเปนตัวเช่ือมรอยความ
หนึง่ ๆ จะมเี จา พอ เจา แมห ลายองค แตละองคจะ สมั พนั ธร ะหวา งเจา กบั รา งทรง โดยมรี ปู แบบขน้ั ตอน
มสี ายสมั พนั ธห รอื เปน เครอื ญาตเิ กย่ี วดองกนั โดย ท่คี ลายคลงึ กับการแตง งานท่วั ไปของชาวหลม เกา
มีเจาพอหรือเจาแมองคหน่ึงเปนองคประธานหรือ แตจะผสมผสานพิธีกรรมเก่ียวกับเจาพอเจาแม
เปน ผมู ีอำนาจสงู สดุ ในบรรดาผีทง้ั ปวงในหมูบ า น เขาไปกลายเปน “พิธีแตงงานระหวางเจากับ
รา งทรง” หรือ “พิธกี ินดองเจากับรางทรง” ซึง่
ชาวไทหลมจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับเจาพอ เปนการสืบทอดวิถีความเชื่อแบบเจาพอเจาแมให
เจาแมตลอดทั้งปจนถือเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิต ดำรงอยูคูชาวไทหลม และเราสามารถพบเห็น
จะเวน กแ็ ตช ว งเขา พรรษาทช่ี าวบา นจะหยดุ กจิ กรรม พิธีกรรมดงั กลา วไดตามหมูบานตา งๆ ในหลมเกา
ทกุ อยา งทเ่ี กย่ี วกบั ผี นอกนน้ั เราจะพบพธิ อี ญั เชญิ เกือบทุกหมูบาน พิธีกินดองของแตละบานจะมี
เจาพอเจาแมลงมาติดตอส่ือสารกับชาวบานใน ความคลายคลึงกัน แตอาจจะแตกตางกันไปใน
โอกาสตา งๆ เสมอๆ เจาพอ เจาแมจ ะมารับเครอ่ื ง รายละเอยี ดปลีกยอยตา งๆ แตถึงกระนน้ั พิธกี รรม
เซนไหว รายรำ พูดคุย ตลอดจนรักษาโรคภัย กินดองก็เปนพิธีกรรมที่มีมนตขลังนาติดตาม
ไขเจ็บใหชาวบานเมื่อมีการเจ็บปวย ซึ่งกิจกรรม อยา งเชน “พิธกี นิ ดองเจา บานนาทราย”
ทุกอยางเหลาน้ีจะกระทำโดยผานส่ือกลางคือ
“รา งทรง” การจะเปนรางทรงไดตอ งผา นพิธกี รรม บา นนาทราย อำเภอหลม เกา เปน หมบู า น
รับเปนรางทรงที่เรียกวา “กินดองเจา” ที่มีความ หน่ึงที่มีการนับถือและใหความสำคัญกับเจาพอ
นาสนใจเปนอยางยิ่ง พิธีกรรมตางๆ เหลานี้เปน เจา แมเ ปน อยา งมาก เจา ทม่ี อี ำนาจสงู สดุ ของบา น
เครอ่ื งตอกยำ้ ถงึ การดำรงอยแู ละการสบื ทอดความ นาทรายคอื เจา พอ อคู ำ รองลงมาคอื เจา แมอ แู กว
เชอ่ื อนั เปน รากฐานทางวฒั นธรรมทอ งถน่ิ ทง่ี ดงาม ซง่ึ เปน ภรรยาของเจา พอ อคู ำ และยงั มเี จา พอ ขนุ ไทร
ไวไดอยางมั่นคง ภายใตกระแสสังคมที่คราคลั่ง เปน ลกู ชายของเจา พอ อคู ำ เจา พอ พญาละกองคำ
ไปดว ยความกา วหนา ทางวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโน- เปนนองชายของเจาพออูคำ และองคอื่นๆ อีก
โลยีดงั เชนสงั คมปจ จบุ ัน หลายองค เทา ทช่ี าวบา นไลเ รยี งกนั มาไดห มบู า นน้ี
78 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
คุณบุญเฮยี ง เกตแกว
ผเู ขา พธิ ีรบั รางทรงคนใหม
บา นนาทราย อำเภอหลมเกา
มปี ระมาณ ๓๒ องคด ว ยกนั แตล ะองคจ ะมรี า งทรง บางทกี ป็ วดจนหวั แทบจะระเบดิ จนตอ งไปเบง่ิ มอ
ประจำองค แตห ากรา งทรงไมส ามารถเปน รา งทรง (ดดู วง) เพน่ิ กบ็ อกวา องคเ พน่ิ อยากมาเทยี ม (อาศยั
ตอไปไดไมวาจะดวยเหตุปวย ชรา หรือเสียชีวิต ใหเปนรางทรง) ตอนแรกเราก็ไมรับ จนเปนหนัก
เจาองคนั้นก็จะหารางทรงคนใหม หรือหากมีเจา ขึ้นเรื่อยๆ จนตองรับในที่สุด พอรับแลวก็ดีขึ้น
องคใหมเขามาอยูในหมูบานก็จะมองหาคนเปน เรอ่ื ยๆ ไมป วดหัวอีกเลย”
รา งทรงให เจา บางองคเ ปน ทเ่ี คารพศรทั ธาของคน
ในหมูบา นมากๆ ก็จะถูกเชญิ ใหมาประทับทรงอยู กลาวไดวา สาเหตุที่คนรับเปนรางทรงก็
เสมอ บางองคจึงมีรางทรงมากกวาหนึง่ คน เพอื่ เพราะวาตองการหายจากอาการเจ็บปวยน่ันเอง
ใหสามารถติดตอส่ือสารและดูแลปกปองผูคนใน แตถาใครไมตองการเปนรางทรงจริงๆ ก็พอที่จะ
หมูบานไดอยางทั่วถึง เมื่อใดที่เจาตองการเลือก ปฏเิ สธได โดยยน่ื ขอ เสนอแลกเปลย่ี น เชน จะมกี าร
คนมาเปนรา งทรงใหห รอื ตองการจะมรี า งเพ่มิ จาก เลย้ี งหมหู นง่ึ ตวั เปน ตน เมอ่ื เจา พอ เจา แมย อมรบั
เดิม จะใชวิธีทำใหบุคคลนัน้ เจ็บปวย จนนำไปสู อาการเจ็บปวยก็ทุเลาลง เจาพอเจาแมจะไปหา
การรับเปนรางทรงและอาการเจ็บปวยก็จะหาย คนอื่น แตถาเจาพอเจาแมไมยอมรับก็จะทำให
ไปดวยในที่สดุ บุคคลนั้นเจ็บปวยหนักเรื่อยๆ จนกวาจะรับเปน
รา งทรงในทีส่ ดุ การจะตกลงรับเปน รา งทรงคนใน
บุญเฮียง เกตแกว คนที่กำลังจะเขาพิธี ครอบครัวทุกคนตองตกลงยินยอมใหเปนรางทรง
กินดองเจาเพ่อื เปนรางทรงคนใหม เลา วา “สาเหตุ ดว ย ถา มคี นใดคนหนึ่งคัดคา นจะไมส ามารถเปน
ทท่ี ำใหต อ งมารบั เปน รา งทรงเพราะวา ปว ยไมส บาย รา งทรงได เมอ่ื ใดทใ่ี นหมบู า นมคี นรบั เปน รา งทรง
ปวดหวั ปวดคอ เจบ็ ขา เปน ๆ หายๆ อยนู านเปน ปๆ กลุมผูที่เปนรางทรงอยูกอนจะรวมกับชาวบานใน
รักษาอยางไรก็ไมหาย ไปหาหมอที่โรงพยาบาล ชมุ ชนจดั “พธิ กี นิ ดองเจา ” เพอ่ื รบั รา งทรงคนใหม
หมอกบ็ อกวา ไมไ ดเ ปน อะไร ตรวจแลว กป็ กติ แต ใหเปนรางทรงอยา งสมบูรณ
79สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
พิธีกินดองเจา : การเปลี่ยนผานจากคนธรรมดาสูการเปนรางทรง
พธิ กี นิ ดองเจา เปน พธิ สี ำคญั ทจ่ี ะเปลย่ี นชวี ติ วาที่รางทรงคนใหมจะตองเตรียม “ที่อยู”
คนคนหน่ึง จากที่เปน คนธรรมดาสามัญใหก ลาย หรือ “ที่สถิต” ของเจา พอเจาแมใ นบา นของตนเอง
เปน รา งหนง่ึ ของเจา พอ เจา แม จงึ ตอ งมกี าร “ดฤู กษ เรยี กวา “ครอง” มลี กั ษณะเปน โตะ สำหรบั วางเครอ่ื ง
ยาม” หาวันจัดงานที่เหมาะสม อาจจะดูจากวัน บูชาตางๆ ไดแก แจกันดอกไม กระถางธูป จาน
เดอื นปเ กดิ ของรา งทรงคนใหม หรอื จากความตอ ง ตั้งเทียน และที่ขาดไมไดคืออาวุธคูกายที่เจาพอ
การของเจาพอเจาแมเปนผูระบุวันเวลา อยางไร เจา แมท กุ องคต อ งมคี อื ดาบ ๑ คแู ละไมแ ซห วาย
กต็ ามจะตอ งไมใ หต รงกบั วนั พระ เพราะเปน ความ ๑ อนั วา ทร่ี า งทรงคนใหมจ ะตอ งเลอื กหอ งหรอื มมุ
เชอ่ื ของคนโบราณวา วนั พระไมใ หม กี ารทรงเจา เขา ผี ใดมมุ หนง่ึ ของบา นสำหรบั วางครอง หอ งหรอื ทต่ี รง
นน้ั จะตอ งไมอยูใ กลก บั หอ งน้ำหรือหองครัว และ
เมอ่ื ระบวุ นั จดั งานไดแ ลว คนท่ีจะเขารบั จะตองไมใหใครเขาไปใชหองนั้นหลังจากท่ีเชิญ
เปนรางทรง จะตองมีการตระเตรียมทุกสิ่งให เจามาขน้ึ ครอง (สถติ ทค่ี รองน)ี้ แลว ทกุ วันพระ
พรอ มสรรพ โดยจะมกี ลมุ คนทม่ี บี ทบาทสำคญั อยา ง รางทรงจะตอ งนำขัน ๕ ขนั ๘ มาบชู าและถวาย
กวนจ้ำ แมแตง และรางทรงผูใหญมาชว ยใหค ำ เจาประจำรางของตน
ปรึกษาและเปนหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงาน
“กวนจำ้ ” เปน กลมุ ผชู ายผปู ระกอบพธิ กี รรม บา น แขกทจี่ ะมารวมงาน รางทรงคนใหมจ ะจัด
นาทรายจะมกี วนจำ้ ทง้ั หมด ๔ คน โดยมกี วนจำ้ ใหญ ทำ “หอนิมนต” หรือ “ขันนิมนต” คือ กรวยใส
เปน ผนู ำในการประกอบพธิ ี และคอยอำนวยความ ดอกไม จีบหมาก จบี พลู นำไปใหบ รรดารางทรง
สะดวกใหเ จา พอ อคู ำ สว นกวนจำ้ คนอน่ื ๆ จะเปน คนอื่นๆ ในหมูบาน เพื่อเปนการอัญเชิญเจาพอ
ผูชวย สวน “แมแตง” จะเปนกลุมผูหญิงจำนวน เจาแมประจำรางทรงคนน้ันใหมารวมงานกินดอง
๔ คน เปน ผดู แู ลจดั การเตรยี มขา วปลาอาหารและ หรอื เปรยี บเสมอื นเทยี บเชญิ ใหม ารว มงานแตง งาน
อปุ กรณต างๆ ในการประกอบพธิ ีกรรม ตลอดท้ัง ระหวางเจา กับรางทรงคนใหมน ัน่ เอง
อำนวยความสะดวกตางๆ ใหแ กเจาพอเจาแมเ มือ่
มาประทบั รา งทรง เมื่อถึงวันงานพิธีกินดองของบานนาทราย
บรรดารา งทรงทไ่ี ดรบั หอนมิ นต และผูมสี ว นเก่ียว
กอนจะถึงวันงานกินดอง ๑ วัน รางทรง ของตลอดจนชาวบานคนอื่นๆ จะไปรวมตัวกันที่
กวนจ้ำ และแมแตงจะชวยกันเตรียมสิ่งของวัสดุ ศาลเจาพออูคำ-เจาแมอูแกว ซึ่งชาวบานเรียกที่
อปุ กรณท จ่ี ะใชใ นวนั งาน อนั ประกอบไปดว ยพาน ตรงนว้ี า “หอเลย้ี ง” ซง่ึ เมอ่ื มกี ารเลย้ี งเครอ่ื งเซน ไหว
บายศรีสูขวัญ กรวยขนั ๕ ขนั ๘ (กรวยใบตองใส ในโอกาสตางๆ ก็จะมาเลี้ยงที่นี่ มีลักษณะเปน
ธปู ดอกไม ใบไมม งคล จำนวน ๕ กรวย เรยี กวา เรือนไมทรงไทย อาณาบริเวณกวา งขวาง รม รนื่
ขนั ๕ จำนวน ๘ กรวย เรียกวาขนั ๘) จัดเปน ชดุ ๆ ไปดว ยตน ไมน อ ยใหญท อ่ี ยลู อ มรอบ ทางดา นซา ย
หลายๆ ชุดสำหรับใชประกอบพิธีกรรมในทุกๆ สุดจะเปนศาลาสำหรับใหรางทรงอันเชิญเจาพอ
ขน้ั ตอน นอกจากนย้ี งั มอี ปุ กรณใ ชป ระกอบในขบวน เจาแมเขาประทับรางและแตงองคทรงเครื่อง
ขนั หมาก เชน รม รองเทา พวงขา วตอ นแตน (ขา ว สวนดานตรงขามเรือนไมทรงไทยจะเปนศาลา
เหนยี วปน เปน กอ นเลก็ ๆ ๙ กอ น) ยอดออ ย ตลอด สำหรับเตรียมสำรับอาหารเซนไหว และเปนที่
ทง้ั ขา วปลาอาหารทใ่ี ชเ ปน เครอ่ื งเซน ไหวค าวหวาน รบั ประทานอาหารรว มกนั สว นดา นหลงั สดุ จะเปน
ตางๆ ครัวสำหรับหุงหาอาหาร รอบๆบริเวณศาลจะ
ประดบั ดว ยทงุ (ธง) สีสนั สดใสท้ัง ๘ ทิศ
80 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบบั ที่ ๔
เมื่อทุกคนมากันพรอมหนาพรอมตา พิธี ๑ ๒
กนิ ดองเจา อนั ศกั ดส์ิ ทิ ธก์ิ เ็ รม่ิ ตน ขน้ึ การถวายของ ๓
เซนไหวใหกับเจาพอเจาแม เปนขั้นตอนแรก
ของงาน กลมุ แมแ ตง จะจัดอาหารเครอ่ื งเซนไหว
ตา งๆ ใส “พาขา ว” มีท้ังค่ัวหมู ตม หมู ลาบขาว
(ลาบหม)ู ลาบแดง (ลาบหมใู สเ ลอื ดหมสู ดๆ) ผกั สด
กระดกู หมทู อด และขา วเหนยี ว กวนจำ้ จะชว ยกนั
ทยอยยกพาขาวมาถวายเจาพอเจาแม ไมเพียง
แคอาหารในสำรับเทาน้ันอาหารท้ังหมดที่นำมา
เลี้ยงในงานก็จะถูกนำมาถวายเจาพอเจาแมดวย
กวนจ้ำจะยกไปทั้งหมอตมหมอแกงใบใหญๆ ทั้ง
กะละมังใสผักสดและเน้ือหมูสดไปวางรวมกันท่ี
หนาศาลกันเลยทเี ดียว
การเชิญเจาพอเจาแมมารับเครื่องเซนก็ใช
วิธีปกเทียนลงไปบนพาขาว แลวใหหมอแคนซึ่ง
เปนบุคคลสำคัญผูหนึ่งในพิธีทำหนาท่ีใชเสียง
ดนตรีเปนเคร่ืองติดตอส่ือสารกับเจาพอเจาแม
โดยการเปาแคนอัญเชิญใหเจาพอเจาแมมา
รับประทานอาหาร เมื่อเทียนที่ปกอยูในพาขาว
หมดเลมก็หมายถึงเจาพอเจาแมรับเคร่ืองเซนไหว
เรยี บรอ ยแลว กวนจำ้ จะลาพาขา วและแบง อาหาร
จำนวนหนึ่งไวท่ีแทนปูนขางลางหอเลี้ยงเพ่ือใหผี
ทม่ี าไมท นั หรอื ยงั ไมอ ม่ิ มากนิ รวมกนั ตรงน้ี หนง่ึ ใน
กวนจ้ำนำพาขาว ๑ สำรับ เดนิ ไปถวายอาหารให
เจาพออูคำที่ “หีบใหญ” (ที่สถิตของเจาพออูคำ
ในบานของรางทรงคนแรกของหมูบาน หางจาก
หอเลย้ี งเกอื บ ๑ กโิ ลเมตร) กวนจำ้ ทเ่ี หลอื กจ็ ะชว ย
กันนำอาหารท่ีขออนุญาตจากเจาพอเจาแมแลว
มาเลี้ยงชาวบานที่มารวมพิธี เชื่อกันวาอาหารที่
๑. พวงขา วตอ นแตน ๔
๒. หอ นิมนต
๓. “ครอง” ท่ีสถิตของเจา ในบานรางทรง
๔. ศาลเจาพอ อคู ำ-เจาแมอูแกว
หรอื หอเล้ียงประจำหมูบา น
สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ 81
ขบวนแหขนั หมากในพิธกี นิ ดองเจา กบั รา งทรง รางทรงคนใหมถือพวงขา วตอนแตน
กบั ยอดออยในขบวนขนั หมาก
รบั ตอ มาจากเจาพอเจาแมเปรยี บเสมอื นอาหารทพิ ยดงั ทคี่ ุณยายพูน วนั เมฆ รา งทรง
ของเจาพอขุนไทร กลาววา “กินกันนะ อาหารของเจาพอเจาแมประทานให กินแลว
จะเปนยา ทำใหเราสมบูรณแ ขง็ แรง”
เมื่อรับประทานอาหารกันเรียบรอยแลว บรรดารางทรงก็จะอัญเชิญเจาพอ
เจา แมล งมาประทบั ทรง โดยมหี มอแคนทำหนา ทเ่ี ปน สอ่ื กลาง เมอ่ื เจา ลงมาประทบั
ทรงแลวก็จะหยิบชุดเครื่องแตงกายที่อยูตรงหนามาสวมใส เครื่องแตงกายแตละองค
จะมีสีสันลวดลายแตกตางกันออกไป โดยทั่วไปจะเปนผาลายดอกสีตางๆ ประกอบ
ดว ย ผา นงุ ๑ ผนื ผา มดั เอว ๑ ผนื เสอ้ื มกี ระดมุ ๑ ตวั ผา พาดบา วางซอ นกนั ๒ ผนื
และผาโพกศรี ษะ ๑ ผืน ถึงแมว ารางทรงเจา พอเจา แมท ุกคนจะมีอาวุธประจำกายคือ
ดาบคแู ละไมแ ซห วาย แตใ นวนั งานพธิ จี ะมเี พยี งรา งทรงทใ่ี หญท ส่ี ดุ คอื เจา พอ อคู ำทถ่ี อื
ดาบคู และรางทรงเจาพอขุนไทร (ลกู ชายของเจา พออูค ำ) ถือไมแซห วาย นอกนั้นจะ
เก็บอาวุธไวทคี่ รองในบานของตน
เมอ่ื เจา พอ เจา แมเ ขา ประทบั รา งแลว จะทยอยกนั เขา ไปกราบเจา พอ อคู ำตามลำดบั
ศักดิ์จนครบทุกองค จากนั้นวาที่รางทรงคนใหมจะเขาไปกราบเจาพออูค่ำพรอมกับ
รับมอบเครื่องแตงกาย เจาพอเจาแมองคอื่นๆ จะเขามาชวยกันแตงตัวให แลวจึง
รว มกนั รา ยรำตามจงั หวะเสยี งแคนทห่ี มอแคนเปา อยา งสนกุ สนาน รา งทรงใหมจ ะเลอื ก
หนึ่งในบรรดาเจาพอเจาแมที่รวมวงรำใหมาเปนผูประกบคูหรือเปนเสมือน “พี่เลี้ยง”
คอยกางรม และดแู ลตลอดพธิ กี นิ ดอง เมอ่ื เจา พอ เจา แมท กุ องคร า ยรำกนั จนเปน ทพ่ี อใจ
แลว กจ็ ะเริ่มตัง้ ขบวนแหข นั หมากหนา เรือนทรงไทยของเจาพอ อคู ำ
ขบวนแหขนั หมากในพิธีกินดองของท่นี ีจ่ ะแตกตา งไปจากขบวนขนั หมากของ
งานแตง งานทว่ั ๆ ไป คอื จะมกี วนจำ้ ใหญถ อื พานบายศรอี ยหู นา ขบวน ตามดว ยเจา พอ
อูคำถือดาบ ๑ คู เจาพอขุนไทรถือไมแซหวาย ๑ อัน แลวจึงเปนรางทรงคนใหมถือ
82 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
แมแตง ลา งเทา ใหร างทรงกอ นเขา ไปทำการสขู วัญ หมอขวัญทำพิธสี ูขวัญและผกู ขอมอื ใหร า งทรง
ยอดออ ยทห่ี อ ยดว ยพวงขา วตอ นแตน ขา งๆ รา งทรงคนใหมจ ะเปน เจา องคท ถ่ี กู เลอื กให
มาเปน พเ่ี ลย้ี ง ซง่ึ จะถอื รม กางใหร า งทรงคนใหม ตามดว ยบรรดาเจา พอ เจา แมอ งคอ น่ื ๆ
จดุ เทยี นถอื ไวอ งคล ะ ๑ เลม เดนิ รอบศาลเจา พอ อคู ำ ๓ รอบ ระหวา งทเ่ี ดนิ จะมผี นู ำโห
และคนที่รวมขบวนก็รับโหพรอมกัน เมื่อครบ ๓ รอบ ก็จะนำรางทรงองคใหมและ
เจาบาวไปทำการสูขวัญ โดยใหกาวขึ้นไปยืนบนกอนหินที่วางหญาแพรกไวดานบน
ทลี ะคน เพือ่ ใหแ มแ ตงเปนผลู า งเทา ให จากนนั้ ก็นำไปนง่ั หนาบายศรี (พาขวัญ) เพอื่
ใหห มอขวญั ทำพธิ สี ขู วญั และผกู ขอ มอื ให ผทู ท่ี ำหนา ทเ่ี ปน พเ่ี ลย้ี งจะปอ นไขต ม และของ
ทอ่ี ยใู นมอื ใหร า งทรงคนใหมก นิ จนหมด เปน อนั เสรจ็ พธิ ที ศ่ี าลเจา พอ อคู ำ - เจา แมอ แู กว
หลงั จากนน้ั กจ็ ะยา ยไปประกอบพธิ ที ่ี “บา นของรา งทรงคนใหม” โดยกวนจำ้ ใหญ
จะเปนผูถือ “ขันครอง” นำหนาทุกคนไป ขันครองเปนขันบูชาเจาทำจากไมไผสาน
เปนภาชนะ เรียกวา “หยอง” ภายในใสกรวยดอกไม ๘ กรวย และมีเทียนครอง
(ทำจากขผ้ี ึ้งแทง ยาวๆ) จุดปก ไว ที่สำคญั ระหวางการเดนิ ทางหา มเทียนดับเดด็ ขาด
และเมอ่ื มาถงึ บรรดารา งทรง กวนจำ้ และแมแ ตง กจ็ ะนำรา งทรงคนใหมเ ขา ไปประกอบ
“พิธีขึ้นครองนาย” โดยมีเจาพออูคำซึ่งเปนผูนำในพิธียกขันครองขึ้นกลาวอัญเชิญ
เจาพอเจาแมองคที่จะมาอยูกับรางทรงคนใหมใหมาสถิตที่ครองนี้ และประกาศให
เจา พอเจาแมท ุกองคทราบวา “คนคนน้ีจะเขามาเปน รา งทรงต้งั แตน ้เี ปน ตน ไป”
จากนั้นเจาพออูคำและเจาพอขุนไทรก็จะทำพิธีประพรมน้ำมนตและปด
รงั ควานสยบสง่ิ ชว่ั รา ย ดว ยการใชด าบคแู ละไมแ ซห วายแตะและกดไปตามสว นตา งๆ
ของบาน เปน การสะกดสง่ิ ชว่ั รา ยไวไ มใหม อี ำนาจเหนือเจา พอ เจา แม จากนนั้ เจาพอ
อูคำก็สงดาบคูนั้นใหรางทรงคนใหม รางทรงคนใหมจะลุกขึ้นนำดาบมาภาวนาแลว
ออกเดินไขวดาบกระทบกันและกดแตะไปรอบๆ บานเชนเดียวกับเจาพออูคำโดยมี
เจา พออูค ำและเจา องคอืน่ ๆ คอยดอู ยูหา งๆ เปรยี บเสมือนเปนการฝกรา งทรงคนใหม
ใหร ูจกั วิธปี ดรงั ควานและสยบสิง่ ชวั่ รา ย
83สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ
๑
๒ เม่ือการปดรังควานเสร็จส้ินลงก็เปนการ
ปด ทา ยดว ยการรำฉลองงานกนิ ดอง โดยเจา พอ
๓ อูคำจะเปนผูนำเจาพอเจาแมองคอื่นๆ ฟอนตาม
เสียงแคนที่บรรเลงอยางสนุกสนาน บางชวน
๑. พธิ ีข้นึ ครองนายทบ่ี านรางทรงคนใหม ชาวบา นทน่ี ง่ั อยใู หล กุ ขน้ึ มารำรว มกนั ไมม ใี ครกลา
๒. เจา พอ อูคำทำพธิ ีปด รงั ควานในบา นรา งทรงคนใหม ปฏิเสธคำชวนของเจาพอ ดวยกลัววาถาเจาพอ
๓. การรำฉลองพธิ ีกินดองของเจา พอ เจา แม โกรธอาจจะใหโ ทษกบั ตนไดถึงกระน้นั บรรยากาศ
ก็เต็มไปดวยความสนกุ สนานร่ืนเริง จากนน้ั ก็เปน
การอันเชิญเจาพอเจาแมออกจากรางทรง แลว
รบั ประทานอาหารรว มกนั ระหวา งคนทเ่ี ปน รา งทรง
กบั ชาวบา นทม่ี ารว มงาน เปน อนั เสรจ็ พธิ กี นิ ดอง
ที่จบลงอยางอบอุน ชื่นมื่น หากแตเจือไวดวย
ความเขมขลังและศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกยางกาวตอง
ดำเนนิ ไปดว ยความระมดั ระวงั และพถิ พี ถิ นั ภายใต
ความเชื่อและศรัทธาในองคเจาพอเจาแมของ
หมบู า นนาทราย
หลังจากวันกินดองรางทรงคนใหมจะ
เปนรางทรงโดยสมบูรณ ทุกๆ วันพระหรือที่
เรียกวา “วนั ศีล” จะตอ งจดั จานขัน ๕ ขนั ๘ ไป
ไหวบูชาที่หีบใหญ (ที่สถิตของเจาองคใหญหรือ
เจาพออูคำ) และที่ครองที่บานของตนเอง ทั้งยัง
จะตอ งยดึ ถอื ปฏบิ ตั ติ ามกฎตา งๆ ของรา งทรงอยา ง
84 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
เครง ครัด เปน ตน วา รกั ษาศลี ๕ หา มกนิ อาหาร หลมเกา ท่ที ำใหร า งทรงและเจาพอเจาแมผ กู พัน
ที่เหลอื จากผอู ื่น เม่อื ไปงานศพหามเขา ไปไหวศพ เปนอันหนึ่งอันเดียวกันตราบจนกวาชีวิตจะหาไม
และหา มกนิ อาหารและเคร่ืองดมื่ ในงานศพ หา ม พิธีกินดองจึงเปนเครื่องมือในการสืบสานระบบ
เดินลอดราวตากผา หามเดินลอดใตถุนบานของ ความเชื่อเกี่ยวกับเจาพอเจาแมใหคงอยูคูชาว
ผูอื่น (แตบานตนเองไมเปนไร) ถามีเหตุจำเปน หลมเกาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ไมนาเชื่อวา
ตองเดินลอดผานบานผูอื่นตองหาหมวกมาสวม ภายใตกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมปจจุบัน
กอ นจงึ จะเดนิ ลอดใตถ นุ ได ไมอ ยา งนน้ั จะ “ขะลำ” ระบบความเชื่อและพิธีกรรมเกาแกด้ังเดิมอยาง
หรือเกิดเรื่องไมดีขึ้นนั่นเอง เมื่อถึงวันงานที่เกี่ยว “เจาพอ เจา แม” จะยังคงดำรงอยูในวถิ กี ารดำเนิน
กับเจาพอเจาแม เชน งานเลี้ยงป งานบุญบั้งไฟ ชวี ติ ปจ จบุ นั ของชาวหลม เกา มาไดอ ยา งเหนยี วแนน
งานสรงน้ำพระธาตุ เจาก็จะลงมาอาศัยรางของ กลาวไดวาความเชื่อเรื่องเจาพอเจาแมมีความ
รา งทรงเพอ่ื มารบั เครอ่ื งเซน ไหวท ช่ี าวบา นจดั เลย้ี ง ผูกพันกับชาวหลมเกาต้ังแตเกิดจนกระท่ังตาย
และฟอนรำหาความสำราญแลวก็จะออกจากราง และเปนความเก่ียวของกับชีวิตดวยอำนาจเหนือ
ไปเม่อื งานเสร็จสิ้นลง ธรรมชาติ ซง่ึ สอดคลอ งกบั วถี กี ารดำเนนิ ชวี ติ ของ
ชุมชนท่ีสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมของชาวลาว
พิธีกินดองเจา จงึ เปนพธิ ีสำคญั ทส่ี บื ทอด มาตัง้ แตตงั้ อดีตจนกระทงั่ ถึงปจ จบุ นั
ระบบความเช่ือเก่ียวกับเจาพอเจาแมของชาว
บรรณานุกรม
จักษมุ าลย วงษท า ว และวโิ รจน หุน ทอง. รายงานการลงพ้ืนที่เกบ็ ขอมลู ภาคสนาม เรอ่ื งพิธกี ินดอง บานนาทราย
อำเภอหลมเกา จงั หวดั เพชรบูรณ. สำนักศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ, ๒๕๕๕.
(เอกสารอัดสำเนา)
ฝายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ,
คณะกรรมการ. วัฒนธรรม พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร เอกลักษณแ ละภูมปิ ญญาจงั หวดั เพชรบูรณ.
พิมพครง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพฯ : องคการคา ครสุ ภา, ๒๕๔๔
เขยี น วนั เมฆ. อายุ ๘๕ ป บานเลขท่ี ๖๕ หมู ๒ บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบูรณ,
สัมภาษณเ มอ่ื วนั ท่ี ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๕.
คำ วันเมฆ. อายุ ๘๒ ป บานเลขที่ ๖๕ หมู ๒ บา นนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลม เกา จังหวดั เพชรบรู ณ,
สัมภาษณเมื่อวันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕.
ซุง ดวงอุปะ. อายุ ๗๕ ป บานเลขที่ ๑๔๖ หมู ๓ บา นนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมอ่ื วนั ท่ี ๒๐ - ๒๑ มถิ นุ ายน ๒๕๕๕.
บญุ เฮียง เกตแกว. อายุ ๖๑ ป บานเลขที่ ๖๕/๑ หมู ๓ บานนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา จงั หวดั เพชรบรู ณ,
สัมภาษณเมอื่ วนั ท่ี ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๕๕.
พนู วันเมฆ. อายุ ๗๗ ป บานเลขที่ ๕๕ หมู ๒ บา นนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเ มอ่ื วันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕.
เพยี ง ขัดมัน. อายุ ๗๓ ป บา นเลขที่ ๙๐ หมู ๒ บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมือ่ วันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕.
ลอย อนิ สกุล. อายุ ๗๐ ป บานเลขที่ ๘๗ หมู ๓ บานนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา จงั หวดั เพชรบูรณ,
สัมภาษณเม่ือวันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถนุ ายน ๒๕๕๕.
อว ย วนั ยศ. อายุ ๖๙ ป บานเลขท่ี ๘๗ หมู ๒ บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จังหวดั เพชรบรู ณ,
สัมภาษณเม่ือวนั ที่ ๒๑ มถิ ุนายน ๒๕๕๕.
85สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ
อันเนื่องมาจากประวัติศาสตรวัดชางเผือก
แวลัดะตตำานลานสมจังเดห็จวพัดรเพะมชรหบาจูรักณร พรรดิ
ธีระวัฒน แสนคำ
ที่ปรึกษากลุมประวัติศาสตรสองขางทาง
ภาควิชาประวัติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร
บทความนีเ้ ขียนขึ้นหลงั จากท่ผี ูเขียนไดอ านบทความเร่อื ง “วัดชา งเผอื ก ตาม
ตำนานเลา ขานของปยู าตายาย” ของอาจารยร ักชนก สมศักดิ์ ซงึ่ ตพี ิมพใ นวารสาร
ศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๑ ฉบับที่ ๑ (ตุลาคม ๒๕๕๓ - มนี าคม ๒๕๕๔) และ
บทความเรื่อง “หลวงพอใหญวัดตาลพุทธศิลปรวมลานชาง : ตำนาน ศรัทธา
ความเช่ือของชาวหลมเกา ” ของผชู ว ยศาสตราจารยจินตนา สนามชัยกลุ ซ่ึงตพี มิ พ
ในวารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๑ ฉบับที่ ๒ (เมษายน - กันยายน ๒๕๕๔) โดย
ความอนเุ คราะหของสำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
86 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบับท่ี ๔
พศหลิลระปวพงะพุทลอธาใรนหปู ชญปา งนูวปดั อตน ำาปเลภางอมหาลรมวเชิ กยั า
เน้ือหาในบทความท้ังสองเร่ืองท่ีกลาวมา ที่ไดรับการบอกเลาตอกันมา โดยอาจมีเรื่องราว
ขางตน เปนเรื่องราวทางประวัติศาสตรทองถิ่น ที่ใกลเคียงกันปรากฏในหลักฐานภายนอก เชน
เพชรบรู ณท น่ี า สนใจ และผเู ขยี นเองกไ็ มเ คยทราบ พระราชพงศาวดาร ซง่ึ เปน หลกั ฐานสำคญั ในการ
มากอ น โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ตำนานวัดชางเผอื ก ศึกษาประวัติศาสตรชาติ และไดรับการยอมรับ
ในบางกระแสที่เกี่ยวของกับพระมหากษัตริย จากนกั วชิ าการวา มคี วามคลาดเคลอ่ื นของหลกั ฐาน
กรงุ ศรอี ยธุ ยา และตำนานการสรา งหลวงพอ ใหญ คอนขางนอ ย
วัดตาลที่เกี่ยวของกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พระมหากษตั รยิ แ หง กรงุ ศรอี ยธุ ยา ตำนานทอ งถน่ิ ตำนานสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
จงั หวดั เพชรบรู ณท ง้ั สองตำนาน หากนำมารวมกนั สรางหลวงพอใหญวัดตาล
แลว พจิ ารณารว มกบั ขอ ความในพระราชพงศาวดาร
กรุงศรีอยุธยา ที่ผูเขียนเคยศึกษาและใชอางอิง วดั ตาลเปน วดั เกา แกแ ละเปน ทป่ี ระดษิ ฐาน
ในงานเขียนบอยคร้งั ก็จะพบวา ตำนานทองถ่นิ หลวงพอ ใหญ ซง่ึ เปน พระพทุ ธรปู ปนู ปน ปางมาร-
ดงั กลา วมเี นอ้ื หาทใ่ี กลเ คยี งหรอื สอดรบั กบั ขอ ความ วิชยั ขนาดหนา ตกั กวา ง ๒.๙๕ เมตร สงู ๔.๑๙
ท่รี ะบุไวในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยธุ ยา เมตร มีลักษณะทางพุทธศิลปรวมพระพุทธรูป
ศลิ ปะลา นชาง อายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ - ๒๑
ในบทความนี้ ผูเขียนมุงที่จะศึกษาและ หลวงพอใหญเปนที่เคารพศรัทธาของชาว
นำเสนอความเก่ียวพันกันระหวางตำนานทองถ่ิน หลม เกา และบรเิ วณใกลเ คยี งมาโดยตลอด(จนิ ตนา
จังหวัดเพชรบูรณเรื่อง ตำนานวัดชางเผือกและ สนามชัยกุล, ๒๕๕๔ : ๓๔ - ๔๒)
ตำนานการสรา งหลวงพอ ใหญว ดั ตาลกบั ขอ ความ
ในพระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา โดยพจิ ารณา หลวงพอ ใหญวดั ตาลไมปรากฏประวัติการ
จากองคป ระกอบหรอื บรบิ ททเ่ี กย่ี วขอ ง เพอ่ื แสดง สรางอยา งแนชดั จงึ มเี รือ่ งเลา หรอื ตำนานหลาย
ใหเ หน็ ถงึ ความสำคญั ของตำนานทอ งถน่ิ อนั เปน กระแสเกย่ี วกบั การสรา ง บางกระแสกบ็ อกวา สรา ง
หลกั ฐานสำคญั อยา งหนง่ึ ในการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร โดยพระนางเนาวรงคเ ทวพี ระชายาของพอ ขนุ ผาเมอื ง
ทอ งถน่ิ ซง่ึ อาจจะมเี คา โครงมาจากเหตกุ ารณจ รงิ
87สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
๑. พระเจดียใ จราย เจดียทรงระฆังควำ่ ศิลปะสุโขทยั บางกระแสก็วาสรางโดยพระเถระผูใหญท่ีมาจาก
เช่อื วาบรรจุพระศพมเหสหี รือพระแมอทุ ยั ทางใต แตท น่ี า สนใจกค็ อื มตี ำนานกระแสหนง่ึ
ทเ่ี ลา วา หลวงพอ ใหญว ดั ตาลสรา งโดยสมเดจ็
๒. พระเจดียใจดี เจดยี ทรงระฆงั ควำ่ ศิลปะสุโขทยั พระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริยแหง
เชือ่ วา บรรจกุ ระดูกชางเผือกท่ีมาลม (ตาย) กรงุ ศรีอยุธยา
ทว่ี ดั ชางเผอื กแหงน้ี
เนอ้ื หาของตำนานกลา ววา หลงั จากสมเดจ็
พระสุริโยทัยสิ้นพระชนมแลว สมเด็จพระมหา-
จักรพรรดิซึ่งเบื่อหนายตอการศึกสงคราม จึงได
เสดจ็ ออกผนวชและดำรงเพศเปน พระภกิ ษสุ งฆช อ่ื
“หลวงตาจกั ร” เดนิ ธดุ งคม าจนถงึ บรเิ วณเมอื งหลม
(อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ) จึงไดสราง
พระพุทธรูป “หลวงตาใหญ” วัดตาล พรอมกับ
บูรณะพระธาตุหรือหลวงปูธาตุที่วัดศรีมงคล
(บา นหนิ กลง้ิ ) ซง่ึ อยใู กลๆ กบั วดั ตาลดว ย (จนิ ตนา
สนามชยั กุล, ๒๕๕๔ : ๓๘)
ตำนานพระมหากษัตริยกรุงศรีอยุธยา
สรางวัดชางเผือก
๑ วัดชางเผือกเปนวัดเกาแกต้ังอยูตำบล
ในเมอื ง อำเภอเมอื งเพชรบรู ณ วดั แหง นม้ี โี บราณ
สถานและโบราณวตั ถคุ งไวเ ปน หลกั ฐานหลายอยา ง
อาทิ โบสถ พระเจดยี พระประธานและพระพทุ ธรปู
ในโบสถอีกหลายองค ประวัติความเปนมาของ
วดั นก้ี ไ็ มป รากฏหลกั ฐานแนช ดั และมตี ำนานเรอ่ื ง
เลาที่เกี่ยวของกับการสรางวัดมากถึง ๔ กระแส
ดว ยกนั หนงึ่ ในตำนานวดั ชา งเผือกทชี่ าวบานได
เลาสืบตอกันมามีเนื้อหาที่เกี่ยวของกับพระมหา-
กษัตริยกรุงศรีอยุธยา อาจารยรักชนก สมศักดิ์
ซง่ึ เปน ผศู กึ ษารวบรวมเกย่ี วกบั ตำนานวดั ชา งเผอื ก
ไดกลาวถึงท่มี าของตำนานกระแสนว้ี า มาจากการ
บอกเลาของ นายทอน มาจาก ชาวบา นสะเดยี ง
อายุ ๘๔ ป ซึ่งเคยอา นเอกสารประวัติความเปน
มาของวัดชางเผือกจากหลวงตาวาว พระในวัด
ชางเผือกซึ่งมรณภาพไปแลว (รักชนก สมศักดิ์,
๒ ๒๕๕๔ : ๖๒)
88 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
เนื้อหาของตำนานกลาววา ในสมัยกรุง- ปวแรปูดัลฏปชะิเวภาน รงรชวเราผรยงรอื าเณกผ) อืกสเมกิจรอ่ืา(องนพดถาีตว.ยศาผจ.ย๒วู ำเา๕เพนรื่อ๒ายี ชเ๔รปกแนาลสระจัญนังาลหงกัวเัดอษือ้เณพมชขพรอรบงูรณ
ศรีอยุธยา พระมหากษัตริยมีชา งเผือกเชือกหนง่ึ
ซ่ึงเปน ชางคูบ า นคเู มอื ง เกิดอาการตกมันมุง หนา สิ้นพระชนมของสมเด็จพระสุริโยทัยหรือมาใน
มาทางเมอื งเพชรบรู ณ เจา เมอื งจงึ ไดจ ดั ทพั ทหาร สมณเพศ หากแตเ สดจ็ มาคลอ งชา งเผอื ก ในพระ-
ควาญชา ง และเสบยี งอาหาร เพอ่ื ตามหาชา งเผอื ก ราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั หลวงประเสรฐิ -
เชือกนี้กลับพระนคร ในระหวางนั้น พระมเหสีมี อักษรนิติ์ ซึ่งมีความแมนยำเรื่องเวลามากที่สุด
พระนามวา “พระแมอทุ ัย” ทรงตั้งครรภแก พระ- กลาววา “ศักราช ๙๑๗ เถาะศก (พ.ศ.๒๐๙๘)
มหากษัตริยทรงเปนหวงจึงใหเสด็จติดตามทัพมา วนั จนั ทร แรม ๗ คำ่ เดอื น ๗ ไดช า งเผอื กพลาย
ดวย ขบวนไพรพลเดินทางมาถึงเมืองเพชรบูรณ ตำบลปาเพชบูรร สูง ๔ ศอกคืบมีเศษ ชื่อ
ไดพบชางเผือกตกปลัก (ตกหลม) ที่บานปาแดง พระแกวทรงบาต” (พระราชพงศาวดารกรุงศรี-
ควาญชางจะจบั ชางเผอื ก จงึ ด้นิ ตะเกยี กตะกาย อยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๓๙ :
ขน้ึ จากหลมุ หนั หนา หนเี ขา มาทางในเมอื ง และมา ๒๒๓)
ลม (ตาย) ที่วัดชางเผือกแหงนี้ ขณะเดียวกัน
พระแมอ ทุ ยั กท็ รงมปี ระสตู กิ าล (เปน พระโอรสหรอื นอกจากนี้ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรี-
พระธิดาไมปรากฏหลักฐาน) หลังจากนั้นก็สิ้น อยธุ ยา ฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ (เจมิ ) ยงั ไดข ยายความ
พระชนมท ว่ี ดั ชา งเผอื ก พระมหากษตั รยิ จ งึ ไดส รา ง เพิ่มเติมวา “ศักราช ๙๐๘ ปม ะเมียอัฐศก (พ.ศ.
วัดและสรางพระเจดียเพ่ือบรรจุพระศพมเหสีและ ๒๐๘๙) เสดจ็ ไปวงั ชา งตำบลปา เพช็ รบรู ณ ได
ชางเผือก โดยตั้งชื่อวัดแหงนี้วา “วัดชางเผือก” ชา งเผอื กพลาย สงู ๔ ศอกเศษ ใหช อ่ื พระแกว
(รักชนก สมศักด,ิ์ ๒๕๕๔ : ๖๒) ทรงบาศ” (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั
พันจนั ทนมุ าศ (เจิม), ๒๕๓๙ : ๒๔๕)
ความนาสนใจของตำนานหลวงพอใหญ
วัดตาลและตำนานวัดชางเผือก แมวาศักราชในพระราชพงศาวดารจะไม
ตรงกนั (ใหยึดเอาฉบับหลวงประเสริฐฯ เปนหลกั )
เมื่อผูเขียนไดอานตำนานและเนื้อหาที่ แตเนื้อความก็สอดคลองกัน ซึ่งแสดงใหเห็นวา
เกี่ยวของกับหลวงพอใหญวัดตาลและตำนานวัด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จมาคลองชางเผือก
ชางเผอื ก กเ็ ห็นความนาสนใจของตำนานทองถ่นิ
ทัง้ สองเร่อื ง เนอ่ื งจากวา เน้อื หาของตำนานมี
ความเกย่ี วพนั กบั พระมหากษตั รยิ ก รงุ ศรอี ยธุ ยา
โดยเฉพาะอยา งย่งิ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ในตำนานการสรางหลวงพอใหญวัดตาล
ระบวุ า ผสู รา งหลวงพอ ใหญ คอื สมเดจ็ พระมหา-
จกั รพรรดิ ซงึ่ ขณะนนั้ ทรงผนวชอยู สว นในพระ
ราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั พนั จันทนมุ าศ
(เจมิ ) ไดร ะบวุ า สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดเิ คยเสดจ็
มายังเมืองเพชรบูรณ แตไมไดเสด็จมาหลังการ
89สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
ปทพรจรงะจเปบุครนัระ่ือปธงรานะนอดปยษิ าฐงกาปอนรนาอกบยาพูใรนรบวะูริหยณาารชะหมลพวู งพอแกว
ที่ปาเมืองเพชรบูรณ และทรงไดชางเผือกพลาย : ๕ - ๓๗) การเดนิ ทางมาของพระราชวงศ ขนุ นาง
สงู ประมาณ ๔ ศอกเศษ หลงั พธิ สี มโภชทรงพระราช และพระสงฆจ ากกรงุ ศรีอยธุ ยา กต็ องผา นเมือง
ทานชอ่ื วา พระแกว ทรงบาศ นบั เปน ชา งเผอื ก ๑ ใน เพชรบรู ณ และอาศัยเสน ทางในลมุ น้ำปาสักขา ม
๗ เชือกของพระองค ซึ่งทำใหพระองคไดรับการ เทอื กเขาไปยงั สถานทส่ี รา งพระธาตุ เหตกุ ารณใ น
ถวายพระนามจากสมเดจ็ พระสงั ฆราช พระราชา- ประวัติศาสตรดังกลาวอาจอยูในความทรงจำของ
คณะและเสนาพฤฒามาตยร าชปโุ รหติ วา “สมเดจ็ ทองถนิ่ และไดร ับการบอกเลา อยา งเลอื นลางมา
พระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจาชางเผือก” จนถงึ ปจ จบุ นั ทำใหเ รอ่ื งราวผดิ เพย้ี นและเกดิ เปน
(พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยาฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ ตำนานทว่ี า สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดเิ สดจ็ มาสรา ง
(เจมิ ), ๒๕๓๙ : ๒๔๕) หลวงพอใหญวัดตาลและพระธาตุวัดศรีมงคลก็
เปนได
เมื่อนำความในพระราชพงศาวดารมา
เทยี บกบั ตำนานทองถ่ินทง้ั สองเร่ือง ผเู ขยี นมี สวนตำนานวัดชางเผือกท่ีมีการกลาวถึง
ความเห็นวา ตำนานเกีย่ วกับการสรา งหลวงพอ พระมหากษตั รยิ ก รงุ ศรอี ยธุ ยานน้ั แมจ ะไมไ ดก ลา ว
ใหญวัดตาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอาจ ถึงสมเด็จพระมหาจกั รพรรดโิ ดยตรง แตเนื้อหาก็
มิไดเปนเรื่องท่ีเกิดข้ึนจริงในประวัติศาสตร สอดรับกับเหตุการณในพระราชพงศาวดารที่ระบุ
เนื่องจากวา หลวงพอใหญวัดตาลเปนพุทธศิลป วาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จคลองชางเผือก
รวมลานชาง แตเหตุที่มีการกลาวถึงสมเด็จพระ ที่เมืองเพชรบูรณ โดยมีความเปนไปไดวาภาย
มหาจกั รพรรดนิ น้ั อาจเปน เพราะในอดตี พระองค หลงั ทจ่ี บั ชา งเผอื กพลายไดแ ลว อาจมกี ารสรา งวดั
เคยเสด็จมาเมืองเพชรบูรณ และในรัชกาลของ ข้ึนเปนอนุสรณบริเวณวังชางท่ีจับชางเผือกพลาย
พระองคก็มีการสรางพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเปน “พระแกวทรงบาศ” ได หรือบริเวณวัดชางเผือก
สัญลักษณของเขตแดนและไมตรีระหวางกรุงศรี อาจเปนสถานที่ท่ีใชในการสมโภชชางเผือกกอน
อยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต (ลานชาง) ขึ้นที่ ที่จะนำไปยังกรุงศรีอยุธยาก็เปนได สมเด็จพระ-
บริเวณรมิ ฝง แมน้ำหมนั เมืองดานซาย ในชวงป มหาจกั รพรรดอิ าจมรี บั สง่ั ใหส รา งวดั ขน้ึ เปน อนสุ รณ
พ.ศ. ๒๑๐๓ - ๒๑๐๖ (วินัย พงศศ รเี พียร, ๒๕๕๔ หรือเจาเมืองเพชรบูรณอาจสรางวัดขึ้นเพื่อถวาย
90 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔
ใทพนรรองะเุโปคบรรสะอ่ื ถธงาหนนลอ ปงัยใาหงอมปงรคาจ บำพลรอะงยาชมพู ขาวสารดำที่กระจายอยบู นดินบริเวณวดั โพนชัย
เปนพระราชกุศลกเ็ ปน ได ซึ่งลักษณะทางศิลปะ พระประธานในโบสถเ ปน พระพทุ ธรปู สำรดิ
หลายอยางภายในวัดชางเผือกก็บงชี้วาวัดแหงน้ี ปางมารวิชัย สวมเครือ่ งทรงอยางกษัตรยิ หรอื ท่ี
นาจะมีการสรางข้ึนในสมัยอยุธยาตอนกลาง เรียกวาพระพุทธรูปทรงเคร่ืองนอย ทำใหบางคน
(ตน พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ - กลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒) เรียกวาพระพุทธรูปปางปราบพระยาชมพู ซึ่ง
อีกดวย สวนที่มีการกลาวถึงพระแมอุทัยวาเปน ปรากฏเรอ่ื งราวในพทุ ธประวตั ิ เมอ่ื พจิ ารณาจาก
พระมเหสีของพระมหากษัตริยกรุงศรีอยุธยานั้น พทุ ธศลิ ปข องพระประธานในโบสถว ดั ชา งเผอื ก
ผูเขียนสันนิษฐานวานาจะเปนเร่ืองราวที่มีการ แลว ผูเขียนสันนิษฐานวานาจะสรางขึ้นใน
แตงเติมในภายหลังมากกวา เพื่อใหมีพระเอก สมยั อยุธยาตอนกลาง (ระหวางรชั กาลสมเด็จ
นางเอกในเรอ่ื งตามอยา งนทิ านปรมั ปราทป่ี รากฏอยู พระบรมราชาธิราชที่ ๓ พ.ศ.๒๐๓๑ ถึงพระเจา
หลายๆ เรือ่ ง อาทติ ยวงศ พ.ศ. ๒๑๗๒) ตามการแบง ของยคุ สมยั
ทางศลิ ปะของศาสตราจารย ดร.ศกั ดช์ิ ยั สายสงิ ห
วัดชางเผือก : ประวัติศาสตรศิลปะ แหง ภาควชิ าประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะ คณะโบราณคดี
แบบอยุธยาตอนกลาง มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร (ศกั ดิช์ ยั สายสิงห, ๒๕๕๔
: ๑๐๓)
ภายในวัดชางเผือกมีโบราณวัตถุและ
โบราณสถานปรากฏอยหู ลายอยา ง ซงึ่ ไดรับการ ในสมัยอยุธยาตอนกลางน้ันไดเกิดการทำ
ข้ึนทะเบียนจากกรมศิลปากรตามประกาศใน พระพุทธรูปสวมเครื่องทรงกษัตริยหรือพระจกั ร-
ราชกจิ จานเุ บกษา ตัง้ แตวนั ท่ี ๒๔ พฤศจิกายน พรรดิ ซ่งึ เรียกกันวา “พระพุทธรูปทรงเคร่ืองนอย”
พ.ศ. ๒๕๓๖ (รักชนก สมศักดิ์, ๒๕๕๔ : ๖๓) ขึ้นมาโดยเฉพาะ พระพุทธรูปทรงเครื่องนอยจะ
และพอที่จะสามารถนำรูปแบบทางดานศิลปะมา สวมเครื่องทรงไมมากชิ้น เครื่องทรงเปนแบบ
กำหนดอายุได โดยเฉพาะอยา งยิ่ง พระพทุ ธรูป เดียวกันกับเทวดาที่สรางขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน
ประธานในโบสถ (ปจจุบันยายไปประดิษฐานใน เครอ่ื งทรงสว นใหญป ระกอบดว ย มงกฎุ ซง่ึ ประกอบ
วหิ ารและสรา งองคจ ำลองขนึ้ มาแทน) ดวยกระบังหนาและรัดเกลา กุณฑล กรองศอ
ซึ่งบางครั้งมีสายสรอยประดับทับทรวงหอยลงมา
91สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
ดว ย และพาหรุ ดั (รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง, ๒๕๕๓ : ๑๔๐ - ๑๔๑) นกั วชิ าการดา นประวตั -ิ
ศาสตรศ ลิ ปส นั นษิ ฐานวา พทุ ธศลิ ปด งั กลา วนา จะมคี วามสมั พนั ธก บั เทวรปู สมยั สโุ ขทยั
และพระพทุ ธรูปทรงเครอื่ งในศลิ ปะลานนาซ่ึงมมี ากอน (ศกั ดช์ิ ัย สายสิงห, ๒๕๕๔ :
๑๐๖ ; สนั ติ เล็กสุขมุ , ๒๕๕๐ : ๑๔๕)
ลกั ษณะพุทธศิลปในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึง่ ครองราชยร ะหวางป
พ.ศ. ๒๐๙๑ - ๒๑๑๑ (วลิ าสวงศ พงศะบุตรและวุฒชิ ยั มูลศลิ ป, ๒๕๔๘ : ๑๘) และ
อยูในชวงสมัยอยุธยาตอนกลาง จึงนาจะมีลักษณะพุทธศิลปรวมแบบศิลปะอยุธยา
ตอนกลาง ดังน้นั จงึ มคี วามเปน ไปไดอยางยิ่งวา พระพุทธรปู ประธานในโบสถ
วัดชางเผือก อาจสรางขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจริง หากขอ
สนั นษิ ฐานดงั กลา วเปน ความจรงิ กจ็ ะสอดรบั กบั ขอ สนั นษิ ฐานเกย่ี วกบั ตำนาน
วดั ชางเผอื ก และขอความในพระราชพงศาวดาร ตามทผี่ เู ขียนไดนำเสนอใหทราบ
แลว ในขางตน
บทสรุป
จากทก่ี ลา วมาขา งตน เปน เพยี งขอ สนั นษิ ฐานของผเู ขยี นทพ่ี จิ ารณาตามหลกั ฐาน
ทางประวตั ศิ าสตร (ทม่ี อี ยคู อ นขา งจำกดั ) ประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะ และบรบิ ททางประวตั -ิ
ศาสตรท ่เี ก่ียวของ เพือ่ อธบิ ายความเกี่ยวพนั กนั ระหวา งตำนานทองถ่นิ กับเหตุการณ
ในประวัติศาสตรจากบันทึกของราชสำนัก แตอยางไรก็ตาม ขอสันนิษฐานดังกลาว
อาจไมใ ชข อ ยตุ ทิ างการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร ซง่ึ ควรทจ่ี ะตอ งมผี รู หู รอื นกั วชิ าการเขา มา
ทำการศึกษาตอ ยอดตอไป ผูเขียนจะมคี วามยนิ ดเี ปนอยา งย่งิ หากบทความน้ีเปน ฐาน
ขอ มลู ทีผ่ ลกั ดันใหเ กดิ การศึกษาตำนานหรอื ประวัติศาสตรท อ งถิน่ เพชรบรู ณ
นอกจากนี้ ผลการศึกษาในครั้งนี้ยังชี้ใหเห็นวา การสรางความรับรูเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตรที่สัมพันธกับกลุมบุคคลตางระดับคือ ที่มีความรูหนังสือหรือสามารถ
กำหนดใหมีการบันทึกเรื่องนี้เปนลายลักษณได อันอาจเปนกลุมชนในระดับบนของ
สังคมกบั กลมุ ทส่ี งตอเรอ่ื งราวดวยจารตี บอกเลา มีขอแตกตา งกนั อยูในระดบั บนของ
สงั คมกบั กลมุ ทส่ี ง ตอ เรอ่ื งราวดว ยจารตี บอกเลา อยใู นรายละเอยี ดปลกี ยอ ย แตก ถ็ อื ได
วาเปน การรับรเู ชิงประวตั ิศาสตรเ กิดขึ้นในสงั คมระดบั ทองถิ่น ท่สี ัมพนั ธกบั ศูนยกลาง
อำนาจ คอื กรุงศรีอยุธยา
สิ่งที่เราควรทำความเขาใจคือการรับรูของ “สังคมทองถิ่น” ที่เกิดขึ้นนี้ อยูใน
รศั มกี ารดดู กลนื ของศนู ยอ ำนาจสว นกลางอยเู ปน อนั มาก ความพยายามทจ่ี ะศกึ ษาให
ลกึ ลงถงึ หนว ยยอ ย (sub-unit) ของทอ งถน่ิ เปน สง่ิ ทค่ี วรเรง ใหม ขี น้ึ ในการศกึ ษาประวตั -ิ
ศาสตรทองถิ่น กอนที่การรับรูของทองถิ่นแบบเดิมจะถูกลืมเลือนไป โดยการศึกษา
แบบใหมที่รัฐบาลทุนนยิ มคิดวา “ด”ี แตไ มเขา ใจคำวา “ความเปนทอ งถิน่ ” เลย
92 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
บรรณานุกรม
“พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยุธยา ฉบบั พนั จันทนมุ าศ (เจมิ )”. ใน ประชมุ พงศาวดารฉบับ
กาญจนาภิเษก เลม ๓. กรงุ เทพฯ : กองวรรณกรรมและประวตั ิศาสตร กรมศลิ ปากร, ๒๕๓๙.
“พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสรฐิ อักษรนติ ์”ิ . ใน ประชมุ พงศาวดารฉบับ
กาญจนาภเิ ษก เลม ๑. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร กรมศลิ ปากร, ๒๕๓๙.
จนิ ตนา สนามชัยกลุ . “หลวงพอใหญวดั ตาลพุทธศิลปรว มลานชาง : ตำนาน ศรัทธา ความเชอ่ื
ของชาวหลมเกา”. ใน วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ. ปท ี่ ๑ ฉบบั ท่ี ๒
เมษายน – กนั ยายน ๒๕๕๔.
ธดิ า สาระยา. “พระรว ง : ตวั อยา งศกึ ษาเรอื่ งการรบั รเู ชงิ ประวตั ิศาสตรของสงั คมทองถิน่ ”. ใน
ประวตั ิศาสตรท องถ่ิน : ประวัติศาสตรท่ีสมั พนั ธก บั สงั คมมนุษย. กรุงเทพฯ :
เมืองโบราณ, ๒๕๓๙.
รักชนก สมศักดิ.์ “วัดชางเผือก ตามตำนานเลาขานของปูยา ตายาย”. ใน วารสาร
ศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ. ปท่ี ๑ ฉบับที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ – มีนาคม ๒๕๕๔.
รุงโรจน ธรรมรงุ เรือง. พระพุทธปฏมิ าสยาม. กรงุ เทพฯ : มวิ เซียมเพรส, ๒๕๕๓.
วินัย พงศศ รีเพียร. “จารกึ พระธาตศุ รสี องรกั : มรดกความทรงจำแหง จังหวัดเลย วาดวยสญั ญาทาง
ไมตรีศรอี โยธยา - ศรีศัตนาคนหตุ พ.ศ. ๒๑๐๓”. ใน วนิ ัย พงศศ รีเพียร (บรรณาธิการ).
๑๐๐ เอกสารสำคัญ : สรรพสาระประวัตศิ าสตรไทย ลำดับที่ ๖. กรุงเทพฯ :
โครงการวจิ ยั “๑๐๐ เอกสารสำคญั เก่ยี วกับประวตั ศิ าสตรไ ทย” ในความสนบั สนนุ ของ
สำนักงานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.), ๒๕๕๔.
วิลาสวงศ พงศะบุตรและวุฒชิ ยั มูลศลิ ป. “ลำดบั พระมหากษตั ริยไ ทย”. ใน สารานุกรมไทยสำหรบั
เยาวชนโดยพระราชประสงคในพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว ฉบบั เสริมการเรียนรู
เลม ๓. กรุงเทพฯ : โครงการสารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงคใ น
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ฉบบั เสริมการเรยี นรู, ๒๕๔๘.
ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม. เมอื งโบราณในอาณาจกั รสโุ ขทัย. กรงุ เทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๒.
ศักดิช์ ัย สายสงิ ห และไพฑรู ย พงศะบุตร. “พระพุทธรปู ”. ใน สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน
โดยพระราชประสงคใ นพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัว ฉบบั เสรมิ การเรยี นรู เลม ๘.
กรงุ เทพฯ : โครงการสารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชนโดยพระราชประสงคใน
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั ฉบบั เสริมการเรียนร,ู ๒๕๕๐.
ศกั ดช์ิ ยั สายสงิ ห. พระพทุ ธรปู สำคญั และพทุ ธศลิ ปใ นดนิ แดนไทย. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๕๔.
สนั ติ เล็กสุขมุ . ศิลปะอยุธยา : งานชา งหลวงแหง แผน ดนิ . กรุงเทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๕๐.
93สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ
ตามไปดู “พิธีเลี้ยงเจาปู-เจายา” :
ประเพณีคูศรัทธาของชุมชนบานปาแดง
เอกชัย แสงโสดา
อาจารยประจำหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ
รา ง “นางทรง” ลุกขน้ึ โยกยายรา ยรำตามเสียงวงปพ าทยพน้ื บาน ดูคลา ยวาจะ
ออ นชอยแตกลับแขง็ แรงดดุ นั ราวกบั บุรุษเพศ เสยี งหวีดหวิวของ “ปห มอ” ใตร มคร้มึ
ของตนไมใหญผสานสายลมที่พัดแผวเบา สรางบรรยากาศใหชวนขนลุกเปนระยะ
รางสั่นเทิ้มของนางทรงลดตัวลงดวยอาการหอบ กอนจะนั่งสนทนากับชาวบานราว
ลูกหลานทค่ี ุน เคยดวยสำเนียงไมคนุ หู
ข้นึ ๖ คำ่ เดือน ๖ ของทกุ ป สำหรบั ชาวบา นปา แดง ตำบลปาเลา อำเภอเมอื ง
จังหวัดเพชรบูรณเองแลว ถอยความที่กลาวเปดเรื่องดูเหมือนจะเปนภาพที่คุนชินอยู
ไมนอย เพราะถือเปนชวงเวลาที่ลูกหลานชาวปาแดงจากทุกสาระทิศ ตางรวมแรง
รว มใจกันทำพิธเี ล้ยี งผเี จาปู-เจายา ซง่ึ ถือเปน ประเพณสี ำคัญที่ทำสืบกันมาชา นาน
94 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔
ปฐมเหตุ : ประเพณีเลี้ยงเจาปู-เจายา
พธิ เี ลี้ยงผเี จา ป-ู เจายา เปน การจดั อาหารคาวหวานไปเซน สังเวยดวงวญิ ญาณ
ของบรรพบรุ ษุ ทล่ี ว งลบั ไปแลว ณ วงั สาน หรอื ศาลเจา ป-ู เจา ยา ซง่ึ เชอ่ื วา เปน ทส่ี งิ สถติ ย
ของวิญญาณเจา ป-ู เจายา และผบี รรพบุรุษ ทคี่ อยวนเวยี นปกปอ งรกั ษาลูกหลานให
อยเู ยน็ เปนสขุ ปลอดภัยจากการคกุ คามทำรายของภตู ผีอน่ื ๆ ตลอดจนคอยชวยเหลือ
ใหผ า นพนจากปญ หาอปุ สรรคและความทุกขใจทแ่ี ผวพานเขามาในชวี ติ
ผีเจาปู-เจายาเปนใครมาจากไหน ไมมีหลักฐานปรากฏชัดเจน เลากันวาเดิม
บานปา แดงแหงนี้ มชี าวภไู ทจากฝง ลาวอพยพมาตั้งถนิ่ ฐานอยบู รเิ วณน้ี ๗ ครอบครวั
ตอมามีพระภิกษุสงฆธุดงคมาถึงยังบริเวณหมูบาน ๓ รูป พระสงฆรูปหนึ่งปกกลด
ธดุ งคอยกู ลางหมูบ าน และมองเหน็ วา ชัยภูมิทต่ี ง้ั ซงึ่ ตนเองอาศยั อยูนน้ั มีตนโพธิใ์ หญ
ขน้ึ อยู เหมาะสำหรบั ทจ่ี ะเปน สถานทต่ี ง้ั ของวดั จงึ นมิ นตพ ระสงฆอ กี สองรปู มารว มกนั
สรางวัดกลางหมูบานขึ้น และใหชื่อวา “วัดโพธิ์กลาง” ซึ่งยังคงเปนวัดคูหมูบานมาจน
ถึงปจ จุบัน ขณะทช่ี มุ ชนปาแดงไดส บื ลูกสบื หลานขยายครวั เรือนเพ่ิมมากขึน้ น้ัน ได
ปรากฏอาเพศอยา งท่ไี มเ คยมีมากอ น มีคนลมตายภายในหมูบ านโดยไมทราบสาเหตุ
ชาวบานจึงทำพิธีเขาทรงเพื่อสอบถามสาเหตุที่เกิดขึ้น ก็ทำใหรูกันวาเจาปู-เจายา
ผบี รรพบรุ ษุ และผเี จาบา นเจา เมอื งทอ่ี าศยั อยบู ริเวณนีอ้ ยากมาอาศยั อยูดวย
ตั้งแตน้ันเปนตนมาชาวบานปาแดงจึงตกลงกันวาใหมีการทำพิธีเล้ียงดู
เจา ปู-เจายา และผีบรรพบุรษุ อ่ืนๆ พรอ มสรา งศาลใหเปนทีอ่ าศยั บรเิ วณวังสานทาง
ขนึ้ ไปเข่ือนปา แดงในปจจุบนั โดยกำหนดใหว นั ขน้ึ ๖ คำ่ เดอื น ๖ หรืออาจจะเปน วัน
ข้นึ ๔ ค่ำ เดอื น ๖ เปน วันทำพิธีเลย้ี งเจา ป-ู เจา ยา ท้ังน้ีแลวแตวาปน น้ั จะสะดวกฤกษ
ใด โดยชาวบา นจะหาวนั เวลา ฤกษย าม จากนน้ั จะอญั เชญิ ผเี จา ป-ู เจา ยา และผอี น่ื ๆ
ที่เคารพนับถือมาเขารางนางทรง แลวทำพิธีเลี้ยงเพื่อเปนการแสดงความกตัญูตอ
บรรพบุรุษและขอใหท านปกปก รักษาคุมครอง
ศาลเจาปูเจายา
ศาลเจา ปเู จา ยา ตง้ั อยทู างทศิ ตะวนั ตก หา งจากหมบู า นราว ๕๐ เมตร ผอู าวโุ ส
ในหมูบา นเลา ใหฟง วา ศาลของเจาป-ู เจา ยา นั้นเดมิ ทสี รางจากไมไ ผ หลงั คามงุ ดว ย
หญา คา พ้นื ปไู มฟ ากแบบงา ยๆ สรา งมาต้ังแตเ มื่อไรไมม ใี ครรู จนในสมัย นายฟน
เกตแุ ฟง เปน ผใู หญบ า นเมอ่ื ป พ.ศ.๒๕๒๗ - ๒๕๒๘ ไดร ว มกบั ลกู บา นทำการสรา งศาล
ขึ้นใหม เนื่องจากศาลหลังเกาคับแคบ ทรุดโทรม โดยรวบรวมเงินและแรงงานจาก
ชาวบานในหมูบาน ศาลเจาปู-เจายาในปจจุบันจึงเปนอาคารโปรง กอผนังปูนขึ้น
ดานเดยี ว เทพ้นื ปูน มุงหลังคาดวยกระเบ้อื ง ดานที่กอฝาผนงั ขึ้นมหี ้ิง (ชัน้ ) สำหรบั
95สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ
วางของตามความยาวของฝาผนงั หง้ิ ดา นหนง่ึ จะแขวน
เส้ือผาและจัดวางอุปกรณประจำตัวรวมถึงของท่ีชอบ
ของผบี รรพบรุ ุษแตละตนเอาไว อกี ดานหน่งึ จะจดั วาง
ของและเครอ่ื งเซน บชู าตา งๆ ทง้ั ธปู เทยี น ตกุ ตารปู ชา ง
มา รวมถงึ ของบชู าอน่ื ๆ ตามความเชอ่ื และศรทั ธาของ
ผูคนในหมบู าน
นายฟน เกตุแฟง เลาวา ศาลเจาปู-เจายานั้น
เดมิ เรยี กวา ศาลเจา ปวู งั สาน ดว ยศาลแหง นต้ี ง้ั อยเู หนอื
วังสานซึ่งในอดตี บริเวณนจี้ ะเปนวังนำ้ ลึก มลี ักษณะ
๑ เปนลำน้ำทอดยาว เรียกวาหวยปาแดง (ปจจุบันเห็น
เพยี งรอ งคนั ดนิ ) เมอ่ื มกี ารสรา งเขอ่ื นปา แดงขน้ึ นำ้ ใน
หว ยปา แดงจงึ เรม่ิ แหง ขอดเหลอื ใหเ หน็ เพยี งลำหว ยเลก็ ๆ
รวมทง้ั วงั สานทเ่ี ปน แอง นำ้ ขนาดใหญก พ็ ลอยเหอื ดแหง
หายไปดว ย
พิธีเลี้ยงเจาปูเจายา
ชวงเวลาที่ลูกหลานชาวปาแดงรอคอย
เชาตรูของวันขน้ึ ๖ คำ่ เดอื น ๖ ผูเ ฒา ผูแกเ ดนิ
นำหนาลูกหลานบานปาแดงมายังศาลเจาปู-เจายา
ในมือตางถือเคร่ืองเซนไหวทั้งอาหารคาวหวานและ
เครอ่ื งเซน บชู า เมอ่ื มาถงึ ศาลกจ็ ะพบผอู าวโุ สทม่ี หี นา ท่ี
จัดเตรียมสถานที่ รับเครื่องเซนไหวไปจัดวางตาม
๒ ธรรมเนียมพิธีอีกครั้งหนึ่ง บางคนก็ถือโอกาสนำของ
มาแกบ นรว มในพธิ ใี นครง้ั นด้ี ว ย และดว ยงานพธิ จี ดั ขน้ึ
เพียงปละครั้ง จึงทำใหบริเวณศาลคลาคล่ำไปดวย
ผูสูงวัยในหมูบานที่ทยอยมารวมงานอยางตอเนื่อง
เสียงถามไถสารทุกขสุกดิบเซ็งแซทั่วบริเวณศาลเจาปู-
เจายา ศาลทีจ่ ากเดมิ เคยเงยี บสงบจงึ กลบั ดูครึกคร้ืน
และเล็กไปถนัดตา
๑. ศาลเจาป-ู เจายา ณ วังสานบานปา แดง
๒. แทนบูชาเจาปู- เจายา ตกุ ตาบรวิ ารตา งๆ
และราวเส้ือผาสำหรับประกอบพิธีเล้ียงเจา ปเู จา ยา
๓ ๓. เครือ่ งเซน ไหวทช่ี าวบานชวยกันนำมาเลีย้ งเจาปเู จายา
96 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
กวา เครอ่ื งเซน ไหวท ท่ี ง้ั ผรู บั หนา ทจ่ี ดั เตรยี ม กอนพิธีจะเริ่มข้ึนมีการไหวครูวงปหมอ
และทต่ี า งคนตา งกน็ ำมาตามความศรทั ธา จะจดั และวงปพ าทย วงดนตรีเปน ของคูพธิ ีอยา งหนง่ึ
วางเรียงรายเต็มศาลก็ใชเวลารวมชั่วโมง เพราะ ทข่ี าดไมไ ด เพราะการเชญิ ผเี จา ป-ู เจา ยา รวมถงึ
ทุกคนตางก็อยากใหเคร่ืองเซนของตนมีโอกาส ผีบรรพบุรุษอื่นๆ ตองอาศัยเครื่องดนตรีเปนสื่อ
นำไปเลี้ยงผบี รรพบุรุษอยา งทว่ั ถึง เครอ่ื งเซนไหว ในการตดิ ตอ กบั ผี คไู ปกบั การทำพธิ บี วงสรวงและ
ทน่ี จ่ี ดั เตรยี มกนั แบบเรยี บงา ย ชนดิ ทว่ี า ใครมอี ะไร เซน ไหว รวมถงึ หากผตี นใดเกดิ รสู กึ ครกึ ครน้ื ขน้ึ มา
ก็นำมารวมพิธี ไมมีขอกำหนดกฎเกณฑอะไร ก็จะสั่งใหดนตรีบรรเลงประกอบการฟอนรำให
มากมาย ยกเวนหัวหมูกับไกตมเทานั้นที่จะขาด ลูกหลานไดดู และเมื่อผีจะออกจากรางก็ตองใช
ไมได ไกที่นำมาจะใชวิธีการทุบหัวไมใชวิธีการ เครอ่ื งดนตรบี รรเลงสง สอบถามไดค วามวา วงปห มอ
เชอื ดคอนำเอาเครอ่ื งในออกมาลา งทำความสะอาด เปนวงที่เลนประกอบในพิธีมาตั้งแตโบราณ มี
ทางกน ไก แลว นำกลับเขาไปไวเหมอื นเดมิ เพอื่ จะ เครื่องดนตรเี พียง ๓ ช้ิน คอื ป ฆอ ง กลองตะโพน
ไดดูเหมือนวา เปน ไกท ้ังตัว สวนหมแู มวา จะไมได คนเปาปก็ร่ำเรียนกันมาแบบสืบทอดจากรุนสูรุน
เห็นหมูทัง้ ตวั แตหัวหมทู ถ่ี กู จัดวางพรอ มกบั สว น และไมนิยมนำไปบรรเลงท่ีไหนเนื่องจากปมีเสียง
หางและขาทง้ั ๔ ขา กเ็ ปรยี บเสมอื นกบั การนำหมู โหยหวน สว นวงปพ าทยเ ปน ของชาวบา นทน่ี ำเขา
ทง้ั ตวั มาเซน ไหวแ ลว ผอู าวโุ สเลา วา จำนวนหวั หมู มาประกอบพิธีในภายหลัง การไหวครูของทั้ง
กบั ไกตมจะมีเทาไรกไ็ ด แลว แตศรทั ธา ย่งิ ปไ หน สองวงจะมเี ครอ่ื งคายสำหรบั ไหวค รทู เ่ี จา พธิ ใี นศาล
มคี นบนกนั มากหวั หมกู บั ไกก แ็ ทบจะเตม็ ศาล สว น จดั เตรยี มไวให ท่ีแปลกจากท่เี คยเห็นก็คงจะเปน
ของอน่ื ๆ แตไ หนแตไ รมากใ็ ชว ธิ ใี ครมอี ะไรกเ็ อามา การทำนำ้ มนตข องวงปพ าทย ทก่ี อ นเรม่ิ เลน คณุ ตา
จงึ เห็นขนมทอด ขนมไทย ขนมกรุบกรอบ ขวด จำเนยี ร เพยี รเกดิ หวั หนา วงจะเปน คนจดุ เทยี นทำ
นำ้ สม นำ้ อดั ลม และเบยี รช นดิ ตา งๆ วางเรยี งราย นำ้ มนตเ อง ทำเสรจ็ กป็ ระพรมไปตามเครอ่ื งดนตรี
เต็มศาล บางมุมถึงกับกองรวมกนั ไวก ็มี แลว นำนำ้ มนตใ นขนั ทเ่ี หลอื มาดม่ื แลว วนใหล กู วง
ด่ืมจนครบทกุ คนจึงจะถอื วา เรมิ่ บรรเลงได
คุณตาชอุม อินเหลือง ไหวครปู ห มอ จคดุณุ เทตยีาจนำทเำนนีย้ำรมนเพตียแ รลเกะไิดหวหค วั รหูวนงปา พวงาปทพ ยา ทย
ชขาาววสบาา รนแปลา ะแเคดรงอ่ืชงวเยซกนันไนหำวมทา่ี รว มในพิธี การทำขนั คายโดยผูอ าวโุ สทมี่ หี นา ทีจ่ ดั เตรียมของใชในพิธี
พิธีเริ่มข้ึนดวยเสียงบรรเลงของวงปหมอ กต็ อ งรบี ยกจานเครอ่ื งเซน มาให เจา ปจู ะรบั ไวแ ลว
และสอดประสานรบั ดว ยเสยี งวงปพ าทย พรอ มกบั ยกขน้ึ มาดม กเ็ ปน อนั วา รบั เลย้ี งแลว จานทเ่ี ลย้ี ง
ทค่ี ณุ ยายมล สนิ สอน นางทรง (รา งทรง) ของผปี ยู า แลวก็จะถูกสงตอใหลูกหลานนำไปรับประทาน
วัย ๗๘ ป ซึ่งเปนนางทรงที่สืบเชื้อสายมาจาก เปน สิรมิ งคลกบั ตนเองตอ ไป ผีเจาปูมาแตล ะครง้ั
บรรพบุรุษผูเปนปา ตั้งแตอายุประมาณ ๓๕ ป กต็ อ งเตรยี มบหุ รม่ี วนไว บางครง้ั ทา นกจ็ ะลกุ ขน้ึ รำ
ยกขันคายและจุดธูปเทียนทำพิธีบูชาและอัญเชิญ กอนจะรำทานก็จะไปเลือกเสื้อผาที่ทานชอบจาก
ผีเจา ป-ู เจา ยา รวมถึงผบี รรพบรุ ษุ อื่นๆ ใหมารวม ราวผาท่เี ตรยี มไวมาใส แลวจึงหันไปสง่ั ใหปหมอ
ในพิธี บรรเลงเพลงใหรำ จากนน้ั จึงจะลงมานัง่ สูบบุหร่ี
พดู คยุ กบั ลกู หลานตอ ไมน านผเี จา ปกู จ็ ะออกจาก
ขันคายที่นางทรงใชบูชาเหลาผีบรรพบุรุษ รางไปเปดโอกาสใหผีบรรพบุรุษตนอื่นๆ ไดเขามา
ดูเหมือนไมมีอะไรมาก ดวยเปนการนำขาวสาร ทักทายพูดคุยกบั ลูกหลานบา ง กอ นเจาปจู ะออก
ดอกไม ดายสายสิญจน พริกสด เกลือเม็ด จากรางนางทรง วงปหมอและวงปพาทยก็จะ
กรวยหมาก เทียนน้ำมนต และเงิน ๑๒ บาท บรรเลงเพลงสงพรอ มกบั รับผีตนใหมเ ขา สรู าง
จดั ใสร วมไวใ นขนั คาย เพยี งแตข า วสารทจ่ี ะใสใ น
ขนั คาย ชาวบา นปา แดงจะชว ยกนั นำมาดว ยความ ขณะที่พิธีกรรมยังดำเนินอยูนั้น ผูอาวุโส
ศรทั ธา คนจดั ขนั คายกต็ อ งนำของทกุ คนอยา งละ ท่ีน่ังอยูขางๆ กระซิบเบาๆ วา บานปา แดงจะมี
นดิ อยา งละหนอ ยมาใสร วมไวใ นขนั คาย เรยี กไดว า นางทรงเพยี งคนเดยี วตลอดจนจบพิธี ผีตน
ขนั ใบนร้ี วมศรทั ธาของผคู นในชมุ ชนเอาไวด ว ยกไ็ ด แรกทม่ี าจะเปน ผเี จา ปเู สมอ ซง่ึ ชาวบา นปา แดง
มักเรียกทา นกันจนติดปากวา “ผีปูหลวง” จาก
จากน้ันไมนานรางนางทรงก็เริ่มมีอาการ นัน้ ผตี นอื่นก็สบั เปลย่ี นกนั มาเขารา งนางทรง ใคร
สั่นเทิ้ม เปนสัญญาณบอกใหผูคนที่มารอดวย มากอนมาหลังคนทรงก็ไปกำหนดกะเกณฑไมได
ความศรทั ธารวู า ผีเจา ปไู ดเ ขารางนางทรงแลว แมแตผีเจายาบางปทานก็มา บางปทานก็ไมมา
จากนั้นอิริยาบถของรางนางทรงก็เริ่มเปล่ียนไป และมาเปนลำดับท่ีเทาไรก็ยากท่ีจะตอบได
ทันทที ่ีผีเจาปูเขา ราง คนจดั เตรยี มของเลี้ยงเจาปู เรียกวารกู ันเฉพาะผีบรรพบุรุษ
98 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔
การจะรูวาผตี นใดมาเขา รา งนางทรง กใ็ ชว ธิ ใี ห ๑
ปหมอซึ่งเปนผูบรรเลงเชิญผีเขารางนางทรงและอยู ๒
ใกลท ส่ี ดุ เปน ผถู ามวา ผตี นใดทก่ี ำลงั เขา รา ง แลว กบ็ อก ๓
ตอๆ ใหค นท่อี ยูในพิธีไดทราบ ผีแตละตนท่เี ขารา งจะ
แสดงกิริยาแตกตางกันไป บางคนก็เลือกเพียงนั่งคุย
ทักทายกับลูกหลานแลวก็ออกจากรางไป บางคนก็
นั่งเฉยๆ ดูวาลูกหลานที่มารายรอบอยูนั้นเปนอยางไร
กันบางก็ออกจากรางไป บางคนก็ลุกขึ้นเลือกผานุง
เลอื กอาวธุ คกู าย แลว สง่ั วงปห มอหรอื วงปพ าทยบ รรเลง
ประกอบใหไดรายรำอยางสนุกสนาน เลากันวาถา
ผบี รรพบรุ ษุ อาวโุ สมากๆ กม็ กั จะเลอื กใหว งปห มอบรรเลง
เน่อื งจากเปนดนตรีโบราณท่คี ุน เคย บางตนก็เลือกวง
ปพาทยเพียงอยางเดยี ว แตก ็มบี างตนเลอื กใหท้งั สอง
วงบรรเลงพรอมกันเลยก็มี ลีลาทารำของผีแตละตน
จะแตกตางกันไป ที่สังเกตไดงายสุดเห็นจะเปนผีที่
รำประกอบอาวุธหรอื อุปกรณค กู ายตา งๆ เชน รำดาบ
รำปน รำมีด หรือรำคลองชาง หรือรำประกอบเรือ
จำลองทเ่ี รยี กวา รำลอ งเรอื เมอ่ื รำจนพอใจแลว ผแี ตล ะ
ตนก็จะลงนั่งพูดคุยกับลูกหลานที่มารอรับ บางครั้ง
ลูกหลานที่บนไวกับผีตนใดก็จะรอจนผีตนนั้นเขาราง
แลว เขา ไปกราบไหวข อพรและขอแกบ นไปพรอ มกนั ดว ย
ผบี รรพบรุ ษุ ทม่ี าเขา ทรง นอกจากผเี จา ป-ู เจา ยา
แลว ยังมีผีบรวิ าร ผีสหาย ผบี รเิ วณใกลเ คียง และ
ผบี รรพบรุ ษุ อน่ื ๆ อกี มากมาย เชน ผปี แู ขง็ นอ งผปี หู ลวง
ผปี พู ระยาธรรมจากอำเภอชนแดน ผเี จา พอหลักเมอื ง
๑. วงปห มอและวงปพ าทยบ านปา แดง รวมบรรเลง
ใหผ ีบรรพบรุ ษุ ที่อยูในรา งคุณยายมล สนิ สอน
ฟอ นรำ
๒. ลลี าการรำลอ งเรอื ของผที หารปนเล็ก
๓. ลีลาการรำดาบของผีทหารปน ใหญ