The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารเพชบุระฉบับที่4
เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม,
"บ้านม้ง" ทับเบิก:เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น,
"สตรีม้ง" บ้านทับเบิก บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสู่สังคมปัจจุบัน,
ธรรมาสน์วัดทรายงาม,
กินดองเจ้ากับร่างทรง,
ตามไปดู "พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าย่า",
หอยก้นตัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirapa1070, 2022-06-07 00:48:39

64...08วารสารเพชบุระฉบับที่4 8เรื่อง

วารสารเพชบุระฉบับที่4
เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม,
"บ้านม้ง" ทับเบิก:เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น,
"สตรีม้ง" บ้านทับเบิก บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสู่สังคมปัจจุบัน,
ธรรมาสน์วัดทรายงาม,
กินดองเจ้ากับร่างทรง,
ตามไปดู "พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าย่า",
หอยก้นตัด

มธรรรดมกาพสทุ นธ ศติลพู ปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมาัยพรกตัองนบรโรกณสาธนิ ิกทารร :

ตูพระธรรมวัดโบสถโพธิ์ทองหลังที่ ๑

๑. ตพู ระธรรมศิลปะรตั นโกสินทร
๒. พระรามรบกบั ทศกณั ฑ
๓. พระลักษณท ี่แวดลอ มดวยพลลงิ

แผลงศรพลายวาตไปฆาอนิ ทรชติ
๔. องคตถอื พานแวน ฟารองรับเศยี ร

อินทรชติ
๕. พเิ ภกไปเจรจากับกุมภกรรณ

ใหยกทัพกลบั ตามคำส่ังพระราม
๖. หนมุ านและองคตแปลงเปน

กาจิกหมาเนาลอยนำ้ เขา ไป
ทำลายพธิ ลี ับหอกโมกขศกั ดิ์
ของกมุ ภกรรณ

๑ ๒

50 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

ตพู ระธรรมวดั โบสถโ พธท์ิ องหลงั ท่ี ๑ ตำบล ดา นขา งขวาตอนบนเปน ภาพกมุ ภกรรณเหาะขน้ึ ไป
นายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ ศิลปะ เอาหอกโมกขศักด์ิทช่ี ้นั พรหม ตอนลา งเปน ภาพ
รตั นโกสนิ ทร พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๔ – ๒๕ ขนาดสงู หนุมานและองคตแปลงเปน กาจกิ หมาเนา ลอยน้ำ
๑๗๔ เซนตเิ มตร กวา ง ๑๐๑ เซนตเิ มตร หนา ๗๓ เขา ไปทำลายพธิ ีลับหอกโมกขศกั ดข์ิ องกุมภกรรณ
เซนติเมตร ลักษณะเปนตูพระธรรมขาสิงหลาย สวนดานขางซายถูกยึดติดกับผนังไมสามารถ
เคลื่อนยายได เสาขอบตูตกแตง ดว ยลายรักรอย
รดนำ้ * เขียนลายเลา เรื่องราวรามเกยี รต์ิ พ้นื หลงั และลายกรวยเชงิ ขอบตบู น-ลา งตกแตง ดว ยลาย
กา นตอ ดอกเครอื เถา ภายในตพู ระธรรมมที ง้ั หมด
ของภาพเขียนลายกนกเปลวเครือเถาเลื้อย และ ๓ ชน้ั ปจ จบุ นั ใชเ กบ็ หนงั สอื พระธรรม คมั ภรี  และ
มภี าพสตั วต างๆ ประกอบ เชน นก กระรอก ปลา มีสภาพชำรุดบางบางสวน ประกาศขึ้นทะเบียน
ลงิ และนาค บานประตตู อนบนเปน ภาพพระราม กรมศลิ ปากรเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
รบกับทศกัณฑ และพระลักษณที่แวดลอมดวย * ศลิ ปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณวตั ถุ
พลลงิ แผลงศรพลายวาตไปฆาอนิ ทรชติ มีองคต
ถอื พานแวน ฟา รองรบั เศยี ร ตอนลา งขวาเปน ภาพ ** และศิลปวตั ถ,ุ ๒๕๓๖ : ๑๐.
ทศกัณฑส งั่ กมุ ภกรรณออกรบ ตอนลางซายเปน โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภณั ฑส ถานแหง ชาต,ิ สำนกั . ทะเบยี นโบราณวตั ถุ
ภาพพเิ ภกไปเจรจากบั กมุ ภกรรณใหย กทพั กลบั ไป ศิลปวตั ถใุ นครอบครองของวัดและเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
ตามคำสง่ั พระราม กง่ึ กลางของบานประตตู ปู ระดบั เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๑.
ดอกประจำยามรัดอก (ปจจุบันชำรุดหลุดหาย)

๓๕

๔๖

51สำนกั ศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ

มธรรรดมกาพสทุ นธ ศติลพู ปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมาัยพรกตัองนบรโรกณสาธนิ ิกทารร :

ตูพระธรรมวัดโบสถโพธิ์ทองหลังที่ ๒

๑. ตูพ ระธรรมศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร
ขาสิงหลายรดนำ้

๒. เจาชายสทิ ธัตถะ
ประทบั นง่ั บนหลงั มา กัณฐกะ
มีนายฉันนะจงู บงั เหียนมา

๓. เจา ชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช
๔. นางยโสธรากบั พระราหแู ละ

เหลาขาราชบรพิ ารในหอ งบรรทม
๕. – ๖. พระพรหมเชญิ เครือ่ ง

อฐั บริขารแวดลอมดว ย
เหลาเทวดา นางฟา

๑ ๒

52 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔

ตพู ระธรรมวดั โบสถโ พธท์ิ องหลงั ท่ี ๒ ตำบล อฐั บรขิ ารแวดลอ มดวยเหลา เทวดา นางฟา ตอน
นายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ ศิลปะ ลางเปนภาพนายฉันนะนอนสลบซบอยูกับคอมา
รตั นโกสนิ ทร พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๔ – ๒๕ ขนาดสงู กัณฐกะ พรอมภาพนายฉันนะกับมากัณฐกะ
๑๖๘ เซนติเมตร กวาง ๙๑.๕ เซนติเมตร หนา กราบทลู ลาเจา ชายสทิ ธตั ถะกลบั เขา เมอื ง สว นดา น
๗๕ เซนติเมตร ลักษณะเปนตูพระธรรมขาสิงห ขา งขวาถกู ยดึ ตดิ กบั ผนงั ไมส ามารถเคลอ่ื นยา ยได
เสาขอบตตู กแตง ดว ยลายรกั รอยพมุ ขาวบิณฑ มี
ลายรดนำ้ * เขยี นลายเลา เรอ่ื งราวพทุ ธประวตั ติ อน ลายกรวยเชงิ เปน ทส่ี ดุ ตอนบนและตอนลา ง ขอบตู
บน-ลางตกแตงดวยลายกานตอดอกเครือเถา
พระพุทธเจา เสดจ็ ออกมหาภเิ นษกรมณ พนื้ หลงั ภายในตพู ระธรรมมที ง้ั หมด ๓ ชน้ั ปจ จบุ นั ใชเ กบ็
ของภาพเขียนลายกนกเปลวเครือเถาเลื้อย และ หนงั สอื พระธรรม คมั ภรี  และสภาพชำรดุ บา งบาง
มภี าพสตั วต า งๆ ประกอบ เชน นก กระรอก ปลา สวน ประกาศขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรเมื่อวันที่
ลงิ และเหลา ภาพเทวดา บานประตตู อนบนเปน
ภาพพญามารยนื หา มการเสดจ็ ออกบวชของเจา ชาย ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
สิทธัตถะ ตอนลางซายเปนภาพนางยโสธรากับ * ศิลปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เร่อื ง ขึน้ ทะเบยี นโบราณวตั ถุ
พระราหูและเหลาขาราชบริพารในหองบรรทม ** และศลิ ปวตั ถ,ุ ๒๕๓๖ : ๑๐.
ตอนลางขวาเปนภาพเจาชายสิทธัตถะประทับน่ัง
บนหลังมากัณฐกะ มีนายฉันนะจูงบังเหียนมา โบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑส ถานแหงชาติ, สำนัก. ทะเบียนโบราณวตั ถุ
กง่ึ กลางของบานประตปู ระดบั ดอกประจำยามรดั อก ศลิ ปวตั ถใุ นครอบครองของวดั และเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
ดา นขา งซา ยตอนบนเปน ภาพพระพรหมเชญิ เครอ่ื ง เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๒.

๓๔

๕๖

53สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ

มธรรรดมกาพสทุ นธ ศติลูพปรเะพธชรรรบมรู ณเร่อื สง/ภมายัพรกตัองนบรโรกณสาธนิ ิกทารร :

ตูพระธรรมวัดภูเขาดนิ

๑ ๑. ตพู ระธรรม
ศิลปะรตั นโกสินทร
54 ขาสงิ หลายรดน้ำ

๒. ดานขา งขวา
เจาชายสิทธตั ถะ
เสดจ็ มาดนู างยโสธรา
กับพระราหกู อน
ตัดสินใจออกบวช

๓. ดานขางซาย
เจาชายสทิ ธัตถะ
ประทับน่งั บนอาสนะ
ในทา ตดั พระโมฬี

๔. ดา นหลังมีจารกึ
เกีย่ วกับผสู รางและ
วตั ถุประสงคในการ
ถวายตพู ระธรรม

วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

ตูพระธรรมวัดภูเขาดิน ตำบลในเมือง ออกบวช ดา นขางซายเปนภาพเจา ชายสิทธัตถะ
อำเภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ ศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร ประทบั นง่ั บนอาสนะในทา ตดั พระโมฬี มพี ระอนิ ทร
พทุ ธศตวรรษท่ี๒๔ – ๒๕ ขนาดสงู ๑๐๘ เซนตเิ มตร ถือผอบเหาะลงมาทางขวา ตอนลางเปนภาพ
กวาง ๕๕.๕ เซนติเมตร หนา ๔๕ เซนติเมตร นายฉนั นะกบั มา กณั ฐกะ ดา นหลงั มจี ารกึ เกย่ี วกบั
ลักษณะเปน ตพู ระธรรมขาสงิ หลายรดนำ้ * เขยี น ผูสรางและวัตถุประสงคในการถวายตูพระธรรม
ลายเลาเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจา เสาขอบตตู กแตง ลายรกั รอ ยพมุ ขา วบณิ ฑ มลี าย
เสด็จมหาภิเนษกรมณ บานประตูตอนบนเปน กรวยเชิงเปนที่สุดตอนบนและตอนลาง ขอบตู
ภาพเขยี นลายกนกเปลวเครอื เถาเลอ้ื ย เคลาภาพ บน-ลางเขียนลายดอกประจำยามลูกฟกกามปู
ลิง เทวดา บานประตูตอนลางเปน ภาพเจา ชาย เชิงตูทำเปนรูปปากสิงหทั้ง ๔ ดาน ภายในตู
สทิ ธตั ถะประทบั นง่ั บนหลงั มา กณั ฐกะ มพี ระพรหม พระธรรมมที ง้ั หมด ๓ ชน้ั และสภาพชำรดุ บางสว น
เชิญเครื่องอัฐบริขารพรอมเหลาเทวดา นางฟา ประกาศขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรเมื่อวันที่ ๒๔
แวดลอ มสง เสดจ็ ออกบวช กง่ึ กลางของบานประตู พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
ประดบั ดอกประจำยามรดั อก (ปจ จบุ นั ชำรดุ ) ดา น * ศิลปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เร่ือง ขน้ึ ทะเบียนโบราณวัตถุ
ขา งขวาเปน ภาพนางยโสธรากบั พระราหแู ละเหลา ** และศิลปวัตถ,ุ ๒๕๓๖ : ๙.
ขาราชบริพารกำลังหลับใหลภายในหองบรรทม
และเจาชายสิทธัตถะเสด็จมาดูกอนตัดสินใจ โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภัณฑสถานแหง ชาต,ิ สำนัก. ทะเบียนโบราณวตั ถุ
ศิลปวัตถุในครอบครองของวดั และเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘
เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๕.

๒๓๔

55สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ

มธรรรดมกาพสุทนธ ศตลิ ูพปรเะพธชรรรบมรู ณเรื่อสง/ภมายัพรกัตองนบรโรกณสาธนิ กิ ทารร :

ตูพระธรรมวัดไตรภูมิ

ตูพระธรรมวัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง
อำเภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ ศลิ ปะรตั นโกสนิ ทร
พุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕ ขนาดสูง ๑๕๙
เซนติเมตร กวาง ๙๑ เซนติเมตร หนา ๗๐
เซนติเมตร ลกั ษณะเปนตพู ระธรรมขาหมูลาย
รดนำ้ * เขยี นเปน ลายดอกไมส ก่ี ลบี ทง้ั ดา นหนา
และดานขาง เสาขอบตูตกแตงดวยลายดอก
ประจำยามกา นแยง ขอบตบู น-ลา งตกแตง ดว ย
ลายดอกประจำยาม ขาตตู กแตง ดว ยลายดอก
ประจำยามกา มปแู ละมลี ายกรวยเชงิ ทง้ั ดา นบน
และดา นลา ง เชงิ ตทู ำเปน หชู า ง ตรงกลางหชู า ง
ทำเปนรูปสัตวสันนิษฐานวาเปนรูปกระตาย
ภายในตพู ระธรรมมีทง้ั หมด ๓ ช้นั ปจ จุบันใช
เกบ็ หนงั สอื พระธรรม คมั ภรี  และมสี ภาพชำรดุ
บา งบางสว น ประกาศขน้ึ ทะเบยี นกรมศลิ ปากร
เมือ่ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๖**
* ศลิ ปากร, กรม. ประกาศกรมศลิ ปากร เรือ่ ง ขึ้นทะเบยี น
** โบราณวัตถแุ ละศลิ ปวตั ถุ, ๒๕๓๖ : ๘.

โบราณคดแี ละพิพิธภัณฑส ถานแหงชาต,ิ สำนัก. ทะเบียน
โบราณวตั ถุ ศิลปวตั ถุในครอบครองของวัดและเอกชน
พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๘ เลม ๓, ๒๕๔๒ : ๑๔๐.



๒ ๑. ตูพระธรรมขาหมูลายรดน้ำ
๒. ขอบตแู ละเสาขอบตู
วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔ ๓. เชงิ ตทู ำเปนหชู าง

๓ ตรงกลางเปน รูปสตั ว

56

หอยกนตัด :

ตำนานคูลำน้ำเข็กบานหนองแมนา

เรอ่ื ง / ภาพ กองบรรณาธิการ

หนองแมน า ตงั้ อยูทางทิศใตข องอำเภอเขาคอ สภาพพื้นทสี่ วนใหญเ ปนปา
และภูเขาใหญนอยสลับซับซอน ติดกับอุทยานแหงชาติทุงแสลงหลวง มีลำน้ำเข็ก
ไหลผา น มปี า ไมน านาพนั ธทุ อ่ี ดุ มสมบรู ณ มสี ตั วน ำ้ มากมายหลายชนดิ ตลอดทง้ั สาย
ของลำนำ้ เขก็ เตม็ ไปดว ยแกง และโขดหนิ จดั เปน แหลง ทอ งเทย่ี วขน้ึ ชอ่ื แหง หนง่ึ ในอำเภอ
เขาคอ จงั หวดั เพชรบรู ณ โดยเฉพาะในฤดรู อ นชว งเดอื นมนี าคม - เมษายน ซง่ึ เปน ชว ง
ทน่ี ำ้ ในลำนำ้ เขก็ มกี ารไหลเวยี นนอ ยเปด โอกาสใหผ มู าเยอื นไดพ ายเรอื ลอ งแกง ในลำนำ้ เขก็
บานหนองแมนา เพื่อชมแมงกระพรุนน้ำจืดตัวนอยเทาเหรียญสิบนับพันๆ ตัวที่มีอยู
เพยี งไมก แ่ี หงในโลกออกมาแหวกวายอวดสายตาผูมาเยอื น นอกจากน้ยี ังไดชมเหลา

57สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ

ผเี สอ้ื หายากหลากหลายพนั ธนุ บั รอ ยตวั บนิ อวดโฉม ๑. ลำนำ้ เข็กบริเวณแกงบางระจัน บานหนองแมน า
ชมความสมบูรณของปาธรรมชาติ รวมถึงยังมี อำเภอเขาคอ จังหวดั เพชรบรู ณ
พันธุไมพ้ืนเมืองและสมุนไพรประจำถ่ินแปลกตา
ขึ้นแซมตลอดรมิ สองฝง ลำน้ำเข็ก ๒. ผเี สือ้ บริเวณแกงหิน
๓. แมงกระพรุนน้ำจดื
นอกจากความสวยงามและแมงกะพรุน
นำ้ จดื หายากแลว ทน่ี ย่ี งั เปน แหลง ทพ่ี บ “หอยกน ตดั ” ๑
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับหอยขมที่ตองตัดกนออก ๒
กอนจะนำมาปรุงอาหาร เมอ่ื สุกแลวจะไดดดู เอา ๓
ตวั หอยออกมารบั ประทานไดง า ย เพยี งแตห อยขม
ทีน่ ี่เปนหอยกน ตดั ตามธรรมชาติ เปลือกแข็ง
สเี ขม และมตี มุ วนรอบตวั หอย

หอยกนตดั ชนิดน้ี พบมากท่แี กงบางระจนั
และบรเิ วณใกลเ คยี ง และเรม่ิ พบนอ ยลงเรอ่ื ยๆ ตาม
ลำนำ้ เขก็ ลงมาจนถงึ อำเภอวงั ทอง จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
ในอดีตหอยกนตัดท่ีหนองแมนามีจำนวนมาก
ชนิดท่ีเพียงแคกวาดมืองมลงไปในลำน้ำก็ไดหอย
กน ตดั ตดิ มาจนเตม็ มอื หรอื งมลงไปเพยี ง๔-๕ครง้ั
กไ็ ดไ ปพอแกงจนเต็มหมอ ดวยความสะดวกและ
งายตอการนำไปทำอาหารเมนูอรอยนานาชนิด
ทง้ั คว่ั แกง ลวกจม้ิ และอกี สารพดั อยา งทห่ี อยขม
จะสามารถนำไปเสกสรรเปน เมนอู รอ ยได เลยเปน
ทน่ี ยิ มของชาวบา น จำนวนหอยกน ตดั ในลำนำ้ เขก็
จึงรอยหรอลงไปจนแทบจะเห็นแตซากของเปลือก
หอยเอาไวใหเปนอนุสรณบอกเลาใหผูมาเยือนฟง
ประกอบกบั การเลา ขานถงึ ตำนานพน้ื บา นเกา แก
เร่ืองหอยกน ตดั ท่ีเลาตอๆ กันมาวา

ครง้ั หนง่ึ นานมาแลว มปี กู บั ยา คหู นง่ึ ใชช วี ติ
รว มกนั จนมลี กู ชายดว ยกนั หนง่ึ คน ตวั ปนู น้ั ชอ่ื ปสู า
ยา นน้ั ชอ่ื ยา สี ทง้ั คไู ดอ าศยั ทำมาหากนิ อยใู นพน้ื ท่ี
ตนน้ำของลำน้ำเข็ก ซึ่งเปนที่ที่มีแตความอุดม-
สมบรู ณท ง้ั ปา ไม พน้ื นำ้ พน้ื ดนิ และสงิ สาราสตั ว

ปูสาผูเปนสามีมีนิสัยเจาชู ชอบไปติดพัน
หญงิ อน่ื จนมเี รอ่ื งหงึ หวงและทะเลาะเบาะแวง กนั
เรอ่ื งความเจา ชขู องปอู ยเู ปน ประจำ อยมู าวนั หนง่ึ
ทั้งคูไดปรึกษาหารือกันเรื่องจะทำสะพานหินขาม

58 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบับที่ ๔

๑. ปลาจาดหรอื ปลาตะเพียนหางแดง คลองนำ้ เพอ่ื ทจ่ี ะไดอ าศยั ขา มไปทำมาหากนิ เมอ่ื
๒. หอยกน ตดั ในลำน้ำเข็ก ทั้งสองตกลงกันไดก็ชวยกันขนหินขึ้นมาเรียง
๓. ศาลยาสตี ั้งอยบู รเิ วณหนา ทางเขา แกง บางระจนั เปน คันกนั้ น้ำ วนั หนง่ึ ขณะท่ปี สู าและยา สีชว ยกัน
ขนหนิ มาเรยี งเปน คนั กน้ั นำ้ อยนู น้ั เสบยี งทจ่ี ดั เตรยี ม
๑ ไวเกิดหมดลง จึงตกลงกันออกหาเสบียงอาหาร
๒ ตัวปูเขาปาเพื่อไปลาสัตวเปนอาหาร สวนยาจับ
๓ สวิงไดก็ลงคลองน้ำเข็กจับหอยจับปลา ปูจับเมน
มาได ดว ยความหวิ ปจู งึ กอ กองไฟชำแหละตวั เมน
แลวยางไฟจนสกุ จากน้นั ก็กินเมน ยางอยางเอรด็
อรอ ยหมดทงั้ ตัว เมือ่ อิ่มแลว ปจู งึ นึกขนึ้ ไดวายา สี
ผเู ปน ภรรยารอกนิ อาหารจากตนอยู จงึ คดิ วา ไหนๆ
ก็ไมม อี าหารหรือเนื้อไปฝากยาสแี ลว เอาขนเมน
ไปฝากเพื่อใชเหนบ็ ผมกย็ งั ดี เม่ือเลอื กไดข นเมน
ทตี่ องการแลวจงึ ออกจากปา กลบั ไปหายาสี

สว นทางดา นยา สีท่ีลงลำน้ำเขก็ จบั หอยจบั
ปลาได ก็เอามาเตรียมทำอาหารรอกินพรอมกับ
ปูส า หอยที่หามาไดก็เอามาตัดกน เตรยี มทำแกง
หอย สวนปลาก็ผาไมไผแลวเอามาหนีบไมตาม
ความยาวของลำตัวปลาเพือ่ เตรียมเอาไปยา ง

ในระหวางที่กำลังตำเคร่ืองแกงเพื่อท่ีจะ
แกงหอยอยูนั้น ปูสาก็กลับมาถึงพรอมกับนำ
ขนเมน ทต่ี ง้ั ใจเอามาฝากใหก บั ยา แลว เลา เหตกุ ารณ
ตา งๆ รวมถงึ ความหวิ ของตนในขณะออกหาอาหาร
ในปาจนทนไมไหวเผลอใจกินเมนเปนอาหารจน
หมดท้ังตัว

ยาที่รอปูดวยความหิวไดยินดังนั้น ก็เกิด
ความนอ ยใจทต่ี นอตุ สา หท นหวิ รอ ดว ยหวงั วา จะ
ไดกินอาหารพรอมหนากัน และดวยนิสัยเจาชู
ของปูที่ทำใหยาระแวงเปนทุนเดิมอยูกอนแลว
เลยพาลคิดไปวาขนาดชางที่ตัวใหญยังมีขนเล็ก
นดิ เดียว แลวน่ขี นแมน ใหญขนาดน้ีตัวคงโตกวา
ชางไมรูกี่รอยเทา ปูสากลับกินเนื้อเมนจนหมด
และไมเหลือมาถึงตนไดอยางไร จึงเกิดบันดาล
โทสะขึ้นมาอางเรือ่ งเกาความหลังทปี่ ูสาทำกับตน
เอง เลยเกดิ การทะเลาะกนั รุนแรงตา งฝายตา งไม
ยอมกนั ยา เลยเอาหอยทต่ี ดั กน และปลาทห่ี นบี ไม

59สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ

เตรยี มทำอาหาร โยนลงลำนำ้ เขก็ ไปจนหมด แลว แยกยา ยกนั ไปอยคู นละทางของ
สองฟากฝง ลำนำ้ เข็ก

ยา สเี ลอื กเอาดา นทศิ ตะวนั ออก ซง่ึ คอื ทต่ี ง้ั ของบา นหนองแมน าในปจ จบุ นั ตอ มา
ชาวบา นสรา งศาลยา เอาไวก ราบไหวบ ชู า เพอ่ื ใหท า นปกปอ งคมุ ครองหมบู า น สว นปสู า
เดนิ ตามลำน้ำเข็กไปอยทู างดานทิศตะวันตก เกือบถงึ อุทยานแหงชาติทุง แสลงหลวง

ตง้ั แตว นั นน้ั เปน ตน มาหอยกน ตดั ไดแ พรข ยายพนั ธอุ อกลกู ออกหลานเปน จำนวน
มากทแ่ี กง บางระจนั และแพรข ยายตามลำนำ้ เขก็ ลงไปและแตล ะตวั กถ็ กู ตดั กน พรอ มท่ี
จะนำไปแกง สว นปลาทห่ี นบี กบั ไมเ ตรยี มไว กพ็ บเปน ปลาจาด (ปลาตะเพยี นหางแดง)
ที่มีลักษณะตัวแบน สีแดง กลางตัวมีแถบยาวตั้งแตหัวจรดหาง (แถบคลายกับรอย
หนีบไมของยา สี) เจริญเตบิ โตอยูใ นลำน้ำเข็กเปนจำนวนมาก

จากวนั นน้ั เปน ตน มา เรอ่ื งราวทเ่ี ลา ขานจนเปน ตำนาน “ปอู ดกนิ หอย” จน
ทำใหช าวหนองแมน ามี “หอยยา กน ตดั ” กนิ จากฤทธแ์ิ รงหงึ ของยา กส็ บื ทอดมา
จนถงึ ทกุ วนั น้ี

วนั นเ้ี ปน ทน่ี า เสยี ดายวา หอยกน ตดั แทบไมม ใี หเ หน็ ในแกง บางระจนั และปลาจาด
กเ็ หลอื นอ ยลงไปทกุ ที หากผคู นในชมุ ชนไมร ว มมอื กนั หาทางอนรุ กั ษแ ละรกั ษาทรพั ยากร
ตามธรรมชาตทิ ก่ี อ เกดิ จากความอดุ มสมบรู ณข องลำนำ้ แหง น้ี วนั ขา งหนา เราในฐานะ
ผไู ปเยือนก็คงไดแตฟ งนทิ านปรมั ปราคไู ปกบั การลอ งเรือชมธรรมชาติ โดยไมมีโอกาส
จะเหน็ ของจริงไดอ ีกเลย หรอื บางคร้ังแมกระทง่ั ความงามตามธรรมชาติกอ็ าจจะไมมี
ใหไปเยอื นเลยก็ได

ขอขอบคุณ

นายกองคก ารบริหารสว นตำบลหนองแมนา อำเภอเขาคอ จงั หวดั เพชรบรู ณ

บรรณานุกรม

ภัทรพล พมิ พา และวริศรา เงา ทุม. รายงานการเก็บขอมูลภาคสนามเรอ่ื งตำนานหอยกนตดั .
สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอดั สำเนา)

เกรยี งไกร สมนรนิ ทร. อายุ ๕๘ ป บานเลขท่ี ๕๘ หมู ๖ บานหนองแมนา ตำบลหนองแมน า
อำเภอเขาคอ จงั หวัดเพชรบูรณ, สัมภาษณเ ม่อื วนั ท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕.

สมพงษ ตยุ คำ. อายุ ๕๒ ป บา นเลขที่ ๔๑ หมู ๖ บานหนองแมนา ตำบลหนองแมน า อำเภอเขาคอ
จงั หวดั เพชรบรู ณ, สมั ภาษณเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕.

สมาน กงกอง. อายุ ๗๐ ป บา นเลขท่ี ๕๓/๓ หมู ๖ บา นหนองแมนา ตำบลหนองแมนา อำเภอเขาคอ
จังหวดั เพชรบรู ณ, สัมภาษณเ มอ่ื วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕.

กอ ง กงั ฟู. หอยกน ตดั ลำนำ้ เขก็ มหัศจรรยจากฤทธิห์ งึ ยา...เมอ่ื ปเู จา ช.ู [ออนไลน].
สบื คน จาก : http://www.phufasairesort.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539381163&

Ntype=9. [มิถุนายน ๒๕๕๕]

60 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔

“เมืองหลม”

อาณาจักรลานชางดินแดนแหงการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรม

บุษยรัตน ธรรมขันตี

อักษรศาสตรมหาบณั ฑติ
สาขาวิชาประวัติศาสตรเ อเชียตะวนั ออกเฉยี งใต มหาวิทยาลยั ศิลปากร

หากผูใดเคยมาเยอื น “เพชรบรู ณ” และ “เมอื งหลม” ผเู ขียนเช่ือวาหลายๆ ทา น
ตา งก็ไดร บั ความประทับใจในความสวยงามตามธรรมชาติ ประเพณี และวัฒนธรรม
ของชาวหลมไมมากก็นอย เหตุเนื่องดวยจังหวัดเพชรบูรณเปนอีกหนึ่งจังหวัดของ
ประเทศไทยที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตรมาอยางตอเนื่องและยาวนาน พบคำวา
“ลมุ บาจาย” ในศลิ าจารกึ พอ ขนุ รามคำแหงหลกั ท่ี ๑ ซง่ึ นกั ประวตั ศิ าสตรแ ละนกั โบราณคดี
เชื่อวาลุมบาจายคือเมืองหลมเกา การเปนเมืองที่มีประวัติศาสตรความเปนมาอยาง
ตอเนื่องยาวนาน ยอมสงผลโดยตรงตอการตั้งถิ่นฐานและชุมชนของประชากร โดย

61สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ

เฉพาะประชากรจากอาณาจักรลานชางหรือลาว สมัยสุโขทัย
ในปจจุบัน ตางไดมีประวัติศาสตรแหงการตั้ง
ถิ่นฐานรวมอยูในประวัติศาสตรเมืองเพชรบูรณ จากหลักฐานบันทึกเรื่องเมืองหลมเกาใน
ดวยสภาพภูมิประเทศที่อยูไมไกลกับอาณาจักร หนังสือนิทานโบราณคดีเรื่องความไขเมือง
ลานชางในอดีต ตลอดจนสถานการณทางการ เพชรบรู ณ พระราชนพิ นธข องสมเดจ็ กรมพระยา-
เมืองและภาวะสงคราม อีกทั้งเพชรบูรณยังเปน ดำรงราชานภุ าพ คราวเสดจ็ มาตรวจราชการเมอื ง
เสมือนเมืองหนาดานที่มีเสนทางผานเขาออก หลมเกา เมื่อเดือนกุมภาพันธ พ.ศ.๒๔๗๗ ได
ระหวางสองอาณาจักรนับตั้งแตอดีตเปนตนมา กลาวไวต อนหนึ่งวา
จึงมิใชเรื่องแปลกแตประการใด หากจะพบเห็น
ประเพณีและวัฒนธรรมของลานชางผสมผสาน “เมืองหลมเกาตั้งอยูในแองใหญ ภูเขา
อยกู บั วถิ ชี วี ติ ของชาวเมอื งหลม จงั หวดั เพชรบรู ณ ลอมรอบ มีลำหว ยผา นกลางเมืองมาตกลำน้ำสกั
ณ ปจจุบัน ขา งใตเ มอื งหลม สกั ทางทเ่ี ดนิ ไปจากเมอื งหลม สกั
เปน ทส่ี งู เมอ่ื ใกลจ ะถงึ เมอื งหลม เกา เหมอื นกบั อยู
การตั้งถิ่นฐานของ บนขอบกะทะแลลงไปเห็นเมืองหลมเกาเหมือน
ชาวลาวลานชางในเมืองหลม อยใู นกน กะทะ แตเ ปน เรอื กสวนไรน า มบี า นชอ ง
เต็มไปในแองนั้นนาพิศวง แตสังเกตดูไมมีของ
“ลาว” ในทน่ี ห้ี มายถงึ ชาวลาวทเ่ี ปน พลเมอื ง โบราณอยางใด แสดงวาเปนเมืองรัฐบาลตั้งมา
กลุมใหญสุดที่อาศัยอยูในอาณาจักรลานชางหรือ แตก อ น สนั นษิ ฐานวา เหตุท่จี ะเกดิ เมอื งหลมเกา
ประเทศลาวในปจ จบุ นั แตเ นอ่ื งดว ยเหตกุ ารณท าง เห็นจะเปนดวยพวกราษฎรท่ีหลบหนีภัยอันตราย
ประวตั ศิ าสตร โดยเฉพาะสงครามภายในลาวเอง ในประเทศลานชาง มาตั้งซองมั่วสุมกันอยูกอน
หรือสงครามระหวา งรฐั ตอรฐั ไดส ง ผลใหชาวลาว แตเ ปน ทด่ี นิ ดมี นี ำ้ บรบิ รู ณเ หมาะแกก ารทำเรอื กสวน
ทเ่ี คยตง้ั ถน่ิ ฐานอยทู อ่ี าณาจกั รลา นชา งแตเ ดมิ ตอ ง ไรน าและเลย้ี งโคกระบอื จงึ มผี คู นตามมาอยมู ากขน้ึ
อพยพโยกยายจากถิ่นฐานเดิมของตนและเขามา โดยลำดับจนเปนเมือง..แตเปนเมืองมาแตสมัย
ตั้งหลักแหลงอยูตามเมืองตางๆ ที่มีอาณาเขต สุโขทัย มีชื่อปรากฏในศิลาจารึกของพอขุนราม-
ใกลเคียงกับลาวในสมัยนั้น ซึ่งเมืองหลมของ คำแหงเรยี กวา “เมอื งลมุ ” ชน้ั หลงั มาเรยี กวา “เมอื ง
จังหวัดเพชรบูรณก็เปนอีกเมืองหนึ่งที่มีเรื่องราว หลม” กห็ มายความอยางเดยี วกนั ” (สมเดจ็ กรม-
การอพยพของชาวลาวเขามาตั้งถ่ินฐานนับต้ังแต พระยาดำรงราชานุภาพ, มปป : ๒๐๐ – ๒๐๑)
สมยั อดตี จนกระทง่ั ถงึ ปจ จบุ นั เหตเุ นอ่ื งดว ยสภาพ
ทางภมู ศิ าสตร ตลอดจนการมีอาณาเขตพรมแดน จากบันทึกทางประวัติศาสตรดังกลาว
ทต่ี ดิ ตอ กนั ยอ มมผี ลโดยตรงตอ การอพยพโยกยา ย สะทอนใหเห็นวาเมืองหลมเปนเมืองมาต้ังแต
ถิ่นฐานของชาวลาว โดยเรื่องราวการอพยพของ สมัยสุโขทัย แตเดิมเรียกวา เมืองลุมหรือเมือง
ชาวลาวนับตั้งแตอดีตเปนตนมา ความนาสนใจ หลม ซง่ึ ความหมายในพจนานกุ รม หมายความวา
ของเร่ืองราวมักจะข้ึนอยูกับเหตุการณทางดาน ภมู ปิ ระเทศทม่ี โี คลนลกึ ทล่ี มุ ดว ยโคลน สว นความ
ประวัติศาสตรที่สำคัญๆ หลายๆ เหตุการณ ซึ่ง หมายทเ่ี ปน คำพน้ื เมอื ง หมายความวา ใตห รอื ลา ง
สามารถแบงเปน ชวงระยะเวลาตา งๆ ดงั น้ี ซึ่งราษฎรท่ีอพยพมาจากเมืองหลวงพระบางที่อยู
บริเวณทางตอนเหนือ ตางเรียกเมืองที่อยูทางใต
หลวงพระบางวา เมืองลุม เชน เดียวกบั ชาวเมือง
เวียงจันทนที่นิยมเรียกคนในภาคอีสานวา ไทใต

62 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔

พอแสเใเอจปนลาามัรดนสณณะะพียหมธสนัาาศาลักัยจจธรตักขกกัักไสี ุศแพีรมรรองุรบลไตยงศสีทงาารรอรปยีรนนกั ีองะกนชทยรหบัเาซกัาุธขวงงง่ึหยตา ดสรางแารือดานนงขึน้

เปนตน (สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ, ของชาวลาวในยคุ สมยั นน้ั เปน เพยี งการคาดคะเน
๒๕๔๙ : ๓๒) อยา งไรกด็ ี คำวา “หลม ” หรอื “เมอื ง และต้ังสมมุติฐานมาจากบันทึกของสมเด็จ-
หลม” ในที่นี้หมายถึงการใชเรียกพื้นที่ที่ราษฎร กรมพระยาดำรงราชานภุ าพเพยี งเทา นน้ั สว นการ
ชาวลาวอพยพเขามาต้ังถ่ินฐานในอำเภอหลม เกา สรางบานเมืองในสมัยแรกไมมีหลักฐานพอจะ
และอำเภอหลมสักในปจจุบัน ซึ่งแตเดิมจะเรียก อา งองิ ทช่ี ดั เจน แตค รน้ั ตอ มาในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
เพยี งแค “เมอื งหลม ” เทานัน้ เนือ่ งดว ยความเปน การอพยพของชาวลาวท่ีเขามายังเมืองหลมไดมี
รัฐหรือเปนเขตท่ีต้ังแบบเมืองยังไมชัดเจนเทาที่ จำนวนเพม่ิ ขน้ึ เปน ทวคี ูณ
ควร โดยแตเดมิ ราษฎรสว นใหญอาศัยเรียกพน้ื ท่ี
บริเวณดังกลาววาเมืองหลมตามลักษณะทาง สมัยกรุงศรีอยุธยา
กายภาพของภูมิประเทศที่เปนที่ราบลุมและมี
เทอื กเขาลอ มขนาบทง้ั สามดา น ไดแ ก ดา นทศิ เหนอื ในชว งสมัยกรงุ ศรีอยุธยา เปนชว งทสี่ ยาม
ดานทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ทั้งนี้คำวา และเวยี งจนั ทนม คี วามสมั พนั ธอ นั ดตี อ กนั โดยใน
“หลม” นาจะเปนคำเรียกใหถูกตองตามสำเนียง ราวป พ.ศ.๒๑๐๓ สมัยสมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ
ภาษาไทยจากคำวา “ลมุ ” หรอื “ลม” เปนตน แหงกรุงศรีอยุธยาไดทำสัมพันธไมตรีกับพระ
ไชยเชษฐาธิราชแหงนครเวียงจันทน พระไชย-
จากหลกั ฐานดงั กลา วเปน เสมอื นสง่ิ สะทอ น เชษฐาธริ าชไดป ฏบิ ตั ติ ามสญั ญาพนั ธมติ ร ณ เจดยี 
ใหท ราบวา พน้ื ทบ่ี รเิ วณเมอื งหลม นบั ตง้ั แตส มยั ศรสี องรกั อกี ๕ ปต อ มาพระเจา หงสาวดบี เุ รงนอง
สุโขทัยเปนตนมา ไดมีชาวเวียงจันทนและ ยกทพั มาตกี รงุ ศรอี ยธุ ยา ในครานน้ั พระไชยเชษฐา-
หลวงพระบางตางอพยพโยกยายเขามาอาศัย ธิราชก็ไดสงกองทัพมาชวยทางดานเมืองนครไทย
อยเู ปน จำนวนมาก เพราะขนบธรรมเนยี มประเพณี เขามาทางเมืองเพชรบูรณ (สำนักงานวัฒนธรรม
ความเปนอยูตลอดจนสำเนียงภาษาของชาวหลม จังหวัดเพชรบรู ณ, ๒๕๔๙ : ๙)
ในสมัยนั้น มีลักษณะเฉพาะที่คลายคลึงกับชาว
หลวงพระบางหลายประการ แตการสืบเชื้อสาย

63สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ

ดวยเมืองหลมอยูใกลกับพระธาตุศรี สมัยกรุงธนบุรี
สองรักหรือเจดียศรีสองรัก ซึ่งสรางขึ้นเปนหลัก
แบงปนเขตแดนและสักขีพยานทางดานสัมพันธ- ตอ มาในพ.ศ.๒๓๒๑ รชั สมยั สมเดจ็ พระเจา
ไมตรรี ะหวา งอาณาจกั รไทยกบั อาณาจกั รลา นชา ง ตากสินมหาราช เหตุการณทางประวัติศาสตรที่
สะทอนใหเห็นวา การมีอาณาเขตใกลเคียงกับ สำคญั ของยคุ น้ีคือ การโปรดเกลา ฯ ใหเ จาพระยา
อาณาจักรลา นชางของเมอื งหลม ยอมกอใหเ กดิ มหากษตั รยิ ศ กึ ฯ (พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา
การอพยพและโยกยา ยของราษฎรไดโ ดยงา ย อีก จุฬาโลก หรือรัชกาลที่ ๑) และเจาพระยาสุรสีหฯ
ทง้ั การผสมผสานกลมกลนื ในวถิ ชี วี ติ และวฒั นธรรม (สมเด็จพระบวรราชเจามหาสุรสิงหนาท) ยกทัพ
ประเพณกี ส็ ามารถกระทำไดง ายเชน กนั ขึ้นไปตีเวียงจันทน เหตุสืบเนื่องมาจากพระองค
ทรงมวิ างพระทยั ตอ เจา ผคู รองเวยี งจนั ทน (พระเจา
ตอ มาในชว งประมาณพ.ศ.๒๒๕๐ อาณาจกั ร สริ บิ ญุ สาร) ทไ่ี ดน ำกองทพั เขา มาปราบปรามพระวอ
ลานชางไดเกิดความวุนวายและเกิดสงคราม พระตาในเขตไทย ประกอบกับในชวงเวลานั้น
กลางเมือง อนั มสี าเหตมุ าจากขอ พพิ าทระหวา ง เวียงจันทนมีความสัมพันธอยางใกลชิดกับพมา
เมอื งเวยี งจนั ทน (สมยั พระเจา ไชยเชษฐาธริ าชท่ี ๒ โดยมิไดหวั่นเกรงพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จ
หรือเจา ชยั องเว) กบั เมืองหลวงพระบาง (สมยั เจา พระเจา ตากสนิ มหาราชแตอ ยา งใด ทำใหพ ระองค
กงิ กสิ ราช) ขึน้ ผลพวงท่มี าจากสงครามภายใน ตองดำเนินการปราบปรามเพื่อเปนการตัดไฟเสีย
ไดสงผลกระทบโดยตรงตอราษฎร โดยในคร้ังนน้ั แตต น ลม มใิ หเ กดิ สงครามตขี นาบทง้ั จากลา นชา ง
ชาวลาวเปนจำนวนมากท้ังเจานายและไพรฟา และพมาขึ้นได
ราษฎรตางไดอพยพลี้ภัยจากสงครามกลางเมือง
มาทางใตตามลำแมน้ำโขงและยังไดกระจายตัว ผลพวงของสงครามในครั้งนั้น ปรากฏวา
ไปตามทองถนิ่ ตางๆ ใกลเคียง และรวมถึงบรเิ วณ ไทยตไี ดเ มอื งจำปาศักด์ิ เมืองเวยี งจนั ทน และ
ตอนบนของลุมน้ำปาสักในเขตเมืองหลมดวย เมืองหลวงพระบาง ซึ่งชัยชนะดังกลาวสงผลให
เชนกนั ทง้ั สามเมอื งตกเปน ประเทศราชของไทยอกี ครง้ั หนง่ึ
และกองทัพไทยไดอัญเชิญพระแกวมรกตและ
เม่ือชาวลาวอพยพเขามาต้ังหลักแหลงใน พระบางลงมายังกรุงธนบุรี พรอมกับกวาดตอน
เมอื งหลม และเพชรบรู ณม ากขน้ึ การขยายตัวของ ราษฎรชาวลาวเมอื งเวยี งจนั ทนเ ขา มาอยใู นเขตไทย
ชมุ ชนชาวลา นชา ง ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี ตั้งแตเ มอื งลพบรุ ี สระบรุ ี นครนายก ปราจีนบุรี
ในลักษณะของลานชางคงมีมากขึ้นตาม ดังขอ นครปฐม จนถงึ เมอื งราชบรุ ี สว นราษฎรชาวเมอื ง
สนั นษิ ฐานของสมเดจ็ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ หลวงพระบาง เมืองไชยบุรีและเมืองเวียงจันทน
ท่ีทรงสนั นษิ ฐานไวว า บางสวนไดอพยพหนีภัยของสงครามครั้งนั้นเขา
มาอยูในเขตเมอื งน้ำปาด เมืองนครไทย (จังหวดั
“...พวกราษฎรชาวศรีสัตนาคนหุตไดมา พษิ ณโุ ลก) และเมืองหลม ซ่งึ การอพยพเขามาต้งั
พำนักอยูกอนแลว และกอสรางเจดียสถานไว ถ่ินฐานในเมืองหลมของราษฎรชาวลาวในครั้งนี้
สำหรบั เพอ่ื นบา น เหตทุ พ่ี ากนั มาอยสู รา งเมอื งลมุ ไดเพ่ิมจำนวนมากขึ้นกวาในสงครามกลางเมือง
นก้ี เ็ พราะหนภี ยั ตา งๆ เมอ่ื มจี ำนวนคนเพม่ิ ขน้ึ กเ็ กดิ ครั้งแรก (ยุคกรุงศรีอยุธยา) จากเดิมมีกลุมชนที่
เปนบานเมืองในที่สุด เกิดมีผูปกครองแตไมได อพยพมาอยูรวมกันหลายกลุม เชน กลมุ ชาวเมือง
เรียกวาเจาเมอื ง ใชคำพ้ืนเมืองเรยี กวา “อุปฮาด” หลวงพระบาง กลุมชาวเมืองเวียงจันทน กลุม
ตามภาษาพน้ื เมอื งทใ่ี ชก นั เปน ชอ่ื ตำแหนง เจา เมอื ง ชาวพวนจากแขวงเชียงขวาง และกลมุ ชาวไชยบุรี
ของชาวศรีสัตนาคนหุต (ลานชาง)....” (สมเด็จ
กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ, มปป)

64 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๔

อยูกอนแลว แตผลจากสงครามที่เกิดขึ้นยังเปน สมัยรัตนโกสินทร
ปจ จยั สำคญั ทส่ี ง ผลใหม ชี าวลาวเขา มาสเู มอื งหลม
และเมอื งเพชรบรู ณมากขน้ึ ซึง่ การอพยพเขา มา ศกึ เจา อนวุ งศแ หง เวยี งจนั ทนท เ่ี กดิ ขน้ึ ระหวา ง
ต้ังถิ่นฐานดังกลาวไดกอใหเกิดการผสมผสาน พ.ศ.๒๓๖๙ - ๒๓๗๑ ตน รชั สมัยพระบาทสมเดจ็
ระหวา งกลมุ ชาวลาวดวยกันจนแทบแยกไมอ อก พระน่ังเกลา เจา อยหู วั รัชกาลท่ี ๓ (พ.ศ.๒๓๖๗-
๒๓๙๔) ของกรงุ รตั นโกสนิ ทร ถอื เปน เรอ่ื งราวของ
อยางไรก็ดี นอกเหนือจากการอพยพของ สงครามท่ีโดดเดนอยูในจารึกทางประวัติศาสตร
ชาวลาวเขามาต้ังบานเรือนอยูในเมืองหลมแลว โดยเฉพาะการอพยพของชาวลาวในสมัยสงคราม
ความทเ่ี มอื งหลม และเพชรบรู ณเ ปน เมอื งหนา ดา น เจาอนุวงศ ซ่งึ สงครามในคร้ังน้นั ถือเปน สงคราม
และมที ต่ี ง้ั อยรู ะหวา งอาณาจกั รสยามกบั อาณาจกั ร ครง้ั ใหญแ ละสำคญั ทก่ี อ ใหเ กดิ การกวาดตอ นผคู น
ลานชา ง ยอมไดรบั ผลกระทบโดยตรงหากเมอ่ื ใด จากประเทศลาวเขาสูไทยเปนจำนวนมาก และ
กต็ ามทส่ี องอาณาจกั รเกดิ ความวนุ วาย หรอื มกี าร เมืองเพชรบูรณถือเปนอีกหนึ่งจังหวัดท่ีมีชาวลาว
ทำสงครามระหวางกันข้นึ อยางยากท่จี ะหลีกเล่ยี ง อพยพเขามาตั้งถิ่นฐาน และสรางวัฒนธรรมของ
ได โดยเฉพาะการอพยพโยกยายของประชากร ลา นชา งในวถิ ชี วี ติ ของชาวเมอื งเพชรบรู ณข น้ึ ตราบ
จากลานชางเขาสูเมืองหลมและเพชรบูรณ หรือ กระทง่ั ถงึ ปจ จบุ นั เปน จำนวนมากดว ยเชน กนั เหตุ
จากฝง เพชรบูรณก ลับคืนสลู านชา ง ซึ่งเหตกุ ารณ ที่กลาวเชนน้ีเน่ืองดวยเมืองเพชรบูรณเปนเมือง
ในลักษณะดังกลาวไดเกิดข้ึนในชวงสมัยสงคราม ที่ตั้งอยูบริเวณใกลเคียงกับลานชาง ซึ่งเขตแดน
เจา อนวุ งศหรอื ศกึ เจาอนุวงศน น่ั เอง ดังกลาวราษฎรชาวลาวสามารถเดินทางไปมา

ลกั ษณะบา นแบบศลิ ปะลา นชา งทบี่ านภูผักไซ ตำบลหินฮาว อำเภอหลมเกา

65สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

หาสกู นั ได เพราะการเดนิ ทางจากลาวมายงั เมอื งหลม มรี ะยะทางไมไ กลนกั ระยะทางเพยี ง
๑๐๐ กวา กิโลเมตรเทานน้ั จงึ มคี วามเปนไปไดว าวัฒนธรรมและการอพยพเขา มาต้ัง
ถิ่นฐานของลาวสามารถเขาสูเพชรบูรณไดโดยงาย อีกทั้งเมืองเพชรบูรณเปนเสมือน
หนา ดา นและทม่ี น่ั สำคญั แหง หนง่ึ สำหรบั ปอ งกนั การลว งลำ้ เขา มาของอาณาจกั รลา นชา ง
มาตั้งแตอดีตตราบจนกระทั่งรตั นโกสินทร

เมอ่ื ครน้ั เกดิ ศกึ สงครามเจา อนวุ งศข น้ึ เมอื งเพชรบรู ณท ต่ี ง้ั อยใู นลมุ แมน ำ้ ปา สกั
ตอนบน และเปนเมืองที่มีเสนทางคมนาคมที่สามารถผานไปยังเวียงจันทนได และ
ไดก ลายมาเปน เสน ทางการเดนิ ทพั ของการทำสงครามอกี เสน ทางหนง่ึ ซง่ึ ความสำคญั
ของการเปนเสน ทางคมนาคมสง ผลใหเ มอื งเพชรบูรณกลายเปนทางผานใหท ้งั ฝายลาว
และฝายไทยทำการกวาดตอนผูคนในชวงที่เกิดสงครามในขณะนั้น กลาวคือ ในชวง
สงครามเจาราชวงษ (เงา) บุตรของเจาอนุวงศ ไดนำกองทัพลาวยกมาจากเมือง
นครราชสีมาขึ้นมากวาดตอนชาวลาวที่เมืองสระบุรี เมืองเพชรบูรณและเมืองหลม
กลบั ไปยงั เมอื งเวยี งจนั ทน โดยใชเ สน ทางผา นเมอื งเพชรบรู ณแ ละเมอื งหลม สาเหตทุ ่ี
เจาราชวงษเลือกเมืองเพชรบูรณเปนทางผาน เพื่อเปนการกระจายกองกำลังในการ
ทำศกึ สงครามและชว ยปอ งกนั การถกู โจมตจี ากกองทพั สยามใหแ บง ออกเปน หลายทาง
ซ่ึงกลศึกดังกลาวสงผลใหเมืองหลมและเพชรบูรณไดรับผลกระทบจากศึกเจาอนุวงศ
อยา งยากทจ่ี ะหลกี เลย่ี งได อกี ทง้ั ภายในเมอื งหลม และเมอื งเพชรบรู ณเ อง ณ ขณะนน้ั
ไดม ชี าวลาวจำนวนไมน อ ยเขา มาตง้ั หลกั แหลง และอาศยั อยแู ลว กอ นหนา นน้ั เมอ่ื เกดิ
การกวาดตอนผูคนขึ้น ฝายลาวเองจึงเลือกที่จะเกณฑกำลังไพรพลของตนกลับคืนสู
เวยี งจนั ทน ซง่ึ รวมถงึ ชาวลาวทอ่ี าศยั อยใู นเมอื งเพชรบรู ณแ ละเมอื งหลม ตา งกย็ อ มถกู
กวาดตอนกลับสูอาณาจักรลานชางดวยเชนกัน ซึ่งการกวาดตอนผูคนชาวลาวกลับ
ภมู ลิ ำเนาเดมิ ดงั กลา ว สะทอ นใหเ หน็ วา ในชว งขณะนน้ั ในเมอื งหลม ไดม ชี าวลาวจำนวน
ไมน อยเขา มาประกอบอาชพี และตง้ั ถน่ิ ฐาน ตลอดจนมีอิทธพิ ลทางวฒั นธรรมรวมกบั
ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยูกอนหนานั้นแลว นอกจากนี้การที่เมืองหลมตั้งอยูบนเสนทาง
คมนาคมโบราณที่เชื่อมระหวางบานเมืองในลุมแมน้ำเลยและแมน้ำโขง กับลุมแมน้ำ
ปาสักและแมน ำ้ เจาพระยา จึงทำใหพืน้ ท่เี มืองหลมเปนสว นหนง่ึ ของสมรภูมริ บ

อยางไรก็ดี สาเหตุที่ใหเกิดการกวาดตอนชาวลาวไปจากเมืองหลมและเมือง
เพชรบรู ณไ ดโ ดยงา ย เหตเุ นอ่ื งดว ยอปุ ฮาดหรอื เจา เมอื งลมุ (เจา เมอื งหลม ) ในขณะนน้ั
ไดเ ขา รว มกบั ฝา ยเจา อนวุ งศเ วยี งจนั ทน เหตทุ เ่ี จา เมอื งลมุ เขา รว มกบั กองทพั เวยี งจนั ทน
นาจะสืบเนื่องมาจากแตเดิมเมืองหลมขึ้นตรงตอเวียงจันทน อีกทั้งมีกำลังที่นอยกวา
จงึ ตดั สนิ ใจเขา รว มและมไิ ดท ำการปอ งกนั เมอื งแตอ ยา งใด พรอ มกนั นน้ั ยงั ไดน ำกำลงั
จากเมืองหลมเขายดึ เมอื งเพชรบรู ณ และทำการกวาดตอ นครวั เรอื นเมอื งหลม เมอื ง
ดานซาย เมืองเลย เมืองน้ำปาดกลับสูเวียงจันทน หลังจากนั้นไดตั้งคายรบรอรับ
กองทพั ไทยจากพระนคร (กรุงเทพฯ) ทีเ่ มืองหลม แหง หนงึ่ และทบ่ี า นนาหลักเมอื งเลย
อีกแหง หน่งึ ครัน้ เจา อนวุ งศยกทัพเวียงจนั ทนผานเมืองนครราชสีมามาถึงเมอื งสระบุรี
ไดมีรับสั่งใหเจาราชวงศยกกองทัพมาจากเมืองนครราชสีมามาสมทบกับกองทัพ
เจา เมืองลมุ ทีเ่ มืองหลมน่ันเอง

66 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบับท่ี ๔

แผนทีส่ มยั รตั นโกสนิ ทรตอนตน ที่มา : หอประวตั ศิ าสตรเ พชบรุ ะ เทศบาลเมืองเพชรบูรณ

เหตุการณการรุกรานของเวียงจันทนในครานั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา-
เจา อยหู วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ใหกรมพระราชวงั บวรมหาศักดพิ ลเสพเปนแมทพั
ใหญ ยกกำลังขน้ึ ไปทำการปราบเจา อนุวงศ และใหกองทัพของเจา พระยาอภัยภูธร
(นอย บุณยรัตพันธ) สมุหนายก ยกทัพมาปราบเจาราชวงศท ี่เมอื งหลม และใหย ดึ
เมืองหลมตลอดจนเมืองเพชรบูรณใหกลายเปนฐานที่ม่ันในการสงเสบียงสนับสนุน
กองทัพไทยที่ยกขึ้นไปรบกับลาว นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกลาใหพระยาพิชัยและพระยาพิษณุโลกยกกองทัพมาทางเมือง
พษิ ณโุ ลก เพอ่ื ตกี ระหนาบทพั เจา ราชวงศ ซง่ึ ศกึ ในครง้ั นน้ั นายคงผเู ปน ชาวพน้ื เมอื งลมุ
(อาศยั อยบู รเิ วณอำเภอหลม เกา ) อาสานำทพั ของพระยาอภยั ภธู รกบั พระยาพชิ ยั ขน้ึ ไป
ถงึ เมอื งหนองบวั ลำภเู พอ่ื ทำศกึ ในครง้ั นน้ั ดว ย เมอ่ื เจา อนวุ งศเ หน็ วา สกู องทพั ไทยไมไ ด
จึงถอยทัพไปสูอยูที่บานขาวสาร เขตเมืองนครหนองบัวลำภู และเกิดการสูรบที่
บา นบกหวาน ระหวา งเจา พระยาราชสภุ าวดี (สงิ ห สงิ หเสนยี ) กบั เจา ราชวงศ เปน เหตุ
ใหทหารทั้งสองฝายลมตายเปนจำนวนมาก และในที่สุดกองทัพไทยก็สามารถตีทัพ
เวยี งจนั ทนแ ตกพา ย และยดึ เวยี งจนั ทนค นื กลบั มาไดเ ปน ผลสำเรจ็ (สำนกั งานวฒั นธรรม
จังหวัดเพชรบรู ณ, ๒๕๔๙ : ๓๖)

ภายหลังจากสงครามสงบ กรมพระยาวังบวรมหาศักดิ์ พลเสพ ไดสงพระยา
เพชรพิชัยและพระยาสมบัติธิบาลเขามาจัดการระบบการปกครองข้ึนใหมท่ีเมืองหลม
โดยนายคงชาวหลม ทรี่ วมรบในคราศกึ เจาอนุวงศก็ไดร ับความดีความชอบ และไดรบั
พระราชทานบรรดาศักดิ์เปนพระสุริยวงศาชนะสงครามรามภักดีวิริยะกรมพาหะ
ซึ่งนายคงเล็งเห็นวาควรสรางเมืองหลมใหมขึ้นบริเวณบานทากกโพธิ์ ฝงตะวันออก

67สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

ของแมน้ำปาสัก เพราะมีพื้นที่เหมาะแกการทำ หากจะมกี เ็ พยี งแคก ารอพยพโยกยา ยของครวั เรอื น
เรือกสวนไรนาสามารถขยายที่ตั้งของความเปน ชาวลาวเองทห่ี นภี ยั จากสงครามภายใน หรอื ความ
เมืองได ประกอบกับราษฎรสามารถอาศัยแมน้ำ มญี าตทิ เ่ี ขา มาตง้ั ถน่ิ ฐานอยใู นเพชรบรู ณ ตลอดจน
ปา สกั ในการขนสง สนิ คา และคา ขายกบั เมอื งตา งๆ หวั เมอื งตา งๆ ในไทยในยคุ กอ นหนา นน้ั แลว จงึ ได
ไดโดยสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมืองหลมใหมนี้เอง อพยพครวั เรอื นตามกนั มา และสรา งสรรคว ฒั นธรรม
ไดเปนรูจักกันในนามของ “เมืองหลมสัก” โดยมี ลาวลา นชา งในวถิ ชี วี ติ ของชาวหลม ตราบจนกระทง่ั
นายคงหรอื พระสรุ ยิ วงศาชนะสงครามรามภกั ดวี ริ ยิ ะ ปจ จบุ ัน
กรมพาหะเปนเจาเมืองหลมสักทานแรก และให
เรยี กเมอื งหลม ทอ่ี ยมู าแตเ ดมิ วา “เมอื งหลม เกา ”หรอื เมืองหลมกับการสืบทอดประเพณี
“เมอื งเกา” นนั่ เอง (ประวัติเมอื งหลมสัก, ๒๕๕๕) และวัฒนธรรมลานชาง

นอกจากนัน้ ยังไดทำการรวบรวมกลุมชาว จากประวตั คิ วามเปน มาเบอ้ื งตน จะเหน็ ไดว า
เวียงจันทนที่กระจัดกระจายอยูตามปาหรือล้ีภัย ชาวลาวลา นชา งไดห ลง่ั ไหลเขา มาตง้ั ถน่ิ ฐานทน่ี ม่ี า
จากสงคราม ตลอดจนกลุมที่กวาดตอ นกลับมา อยา งตอ เนอ่ื งยาวนานหลายยคุ หลายสมยั ดว ยกนั
จากลาวภายหลังไดรับชัยชนะใหเขามาต้ังหลัก อีกทั้งเมืองหลมเองคร้ังหนึ่งเคยขึ้นกับเวียงจันทน
ปกฐานอยูอยางเปนระเบียบตราบจนกระท่ังถึง คร้ังหน่ึงก็ขึ้นกับสยามตามแตสถานการณทาง
ปจ จุบนั นี้ และถงึ แมวาในรชั สมยั ตอ ๆ มาตราบ การเมืองในสมัยนั้น จึงไมใชเรื่องนาแปลกใจแต
จนกระทง่ั ถงึ ยคุ สมยั สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ จะมกี าร ประการใดหากในปจจุบันจะพบเห็นรองรอยของ
ปรับปรุงและปฏิรูประบบการปกครองใหแกเมือง วฒั นธรรมลา นชา งปรากฏอยทู ว่ั บรเิ วณพน้ื ทแ่ี ถบน้ี
หลม ทง้ั หลม เกา และหลม สกั ขน้ึ มาใหม ตลอดจน
ใชเสนทางของเมืองเพชรบูรณผานเขาออกสูลาว ดังเอกสารจดหมายเหตใุ นสมยั รัชกาลที่ ๓
ในบางกรณกี ต็ าม แตเ รอ่ื งราวการตง้ั ถน่ิ ฐานตลอด ท่ีชวยยืนยันใหทราบวาชาวเมืองท่ีต้ังถิ่นฐานอยูท่ี
จนการอพยพของครัวเรือนชาวลาวจากลานชางก็ เมืองหลม โดยสวนใหญมาจากชาวลาวลานชาง
มิไดมีบทบาทมากเทากับยุคศึกเจาอนุวงศ เหตุ ทัง้ สน้ิ ดังใจความตอนหนึ่งท่ีวา
เนื่องดวยในยุคที่เกิดศึกเจาอนุวงศ การแบงเขต
แดนภายใตก ารเขา มามอี ทิ ธพิ ลของจกั รวรรดนิ ยิ ม “....ชาวหลมลวนมาจากชาวลาวลานชาง
ตะวนั ตกหรอื ยคุ ลา อาณานคิ มยงั ไมเ กดิ ขน้ึ ทำให ทั้งสิ้น โดยมีการเรียกชาวเมืองหลมสักวา “ลาว
ไมมีระบบการจัดการเรื่องแผนท่ีหรือการกำหนด หลม สกั ” หรอื “ลาวหลม ”....” (จดหมายเหตรุ ชั กาล
อาณาเขตทช่ี ดั เจนแตป ระการใด ตลอดจนในชว ง ท่ี ๓ เลม ๓, ๒๕๓๐ : ๑๖)
ที่ไทยชนะศึก ฝายไทยไดทำกุศโลบายตัดทอน
กำลงั ของทางเวยี งจนั ทน โดยการกวาดตอ นผคู น ซ่ึงจากบันทึกในเอกสารจดหมายเหตุ
ราษฎรชาวลาวใหอพยพเขามาอยูในเมืองตางๆ ดงั กลา วสะทอ นใหเ หน็ ถงึ การรบั รขู องฝา ยไทยทว่ี า
ซ่ึงรวมถึงเมืองหลมและเมืองเพชรบูรณเปน ในยุคสรางบานแปลงเมืองของชาวหลมนั้น
จำนวนมากแลว อีกทั้งภายหลังศึกเจาอนุวงศ กลุมชนที่อาศัยอยูในเมืองหลมสมัยน้ันสวนใหญ
การทำสงครามใหญร ะหวา งไทยกบั ลา นชา งมไิ ดเ กดิ ลว นเปน ชาวลาวทอ่ี พยพมาจากอาณาจกั รลา นชา ง
ขน้ึ อกี จงึ สง ผลใหใ นรชั สมยั ตอ ๆมา การกวาดตอ น และเขามาตั้งถิ่นฐานอยูทางฝงไทย กลุมชน
ผูคนคร้ังใหญจากลาวเพ่ือมาตั้งหลักแหลงตาม ดังกลาวเปนพลเมืองที่มีวัฒนธรรมท่ีแตกตางจาก
หัวเมืองตางๆ ของไทยจึงมิไดเกิดขึ้นอีกมากนัก

68 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

ชาวเมืองเพชรบูรณด้ังเดิมและเมืองใกลเคียงใน ววัฒดั นนาธทรรรามยลาตนำชบาลงใวนงั ภบาาพลจิตอรำกเภรอรมหฝลาม ผเกนางั
หัวเมอื งฝายเหนือทงั้ หมด แตจ ะกระเดยี ดและมี
ลักษณะใกลเคียงกับผูคนในดินแดนแควนถ่ิน
ลานชางท่ีมาจากเมืองหลวงพระบางและเมือง
เวียงจันทน ทั้งนี้ การอพยพเขามาของชาวลาว
ตลอดระยะเวลาท่ผี านมานบั ตง้ั แตอ ดีต ชาวลาว
ลานชางท้ังจากเวียงจันทนและหลวงพระบาง
ตา งกไ็ ดน ำอตั ลกั ษณท างวฒั นธรรมดง้ั เดมิ ของตน
มาผสมผสานกับการตั้งถ่ินฐานในดินแดนใหม
อยางเมืองหลม สงผลใหวัฒนธรรม ความเชื่อ
วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนประเพณีดั้งเดิมยังคง
มีอัตลักษณ และมีการสืบทอดทางวัฒนธรรม
ลา นชา งมาอยา งตอ เนอ่ื งยาวนาน ดงั จะยกตวั อยา ง
รอ งรอยของวฒั นธรรมลา นชา งในเมอื งหลม ทป่ี รากฏ
อยใู นศิลปวัฒนธรรมดานตางๆ ดงั ตอ ไปนี้

สถาปตยกรรมและพุทธศิลป

หลักฐานท่ีกลาวถึงการสืบทอดวัฒนธรรม
และศลิ ปะของชาวลาวในเมอื งหลม ไดส ะทอ นอยู
ในงานเขียนเชิงประวัติศาสตรศิลปะลาวของ
รองศาสตราจารยส งวน รอดบญุ ทก่ี ลา วไวต อนหนง่ึ
วา

“...ในลมุ แมน ำ้ ปา สกั ตอนบนนน้ั มชี มุ ชนลาว
ตง้ั ถน่ิ ฐานอยมู ากมาย เขา ใจวา คงจะตง้ั หลกั แหลง
อยูนานแลว อยางนอยก็เปนชวงในระยะสมัย
อยธุ ยาตอนปลายสบื เนอ่ื งมาจนถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร
ตอนตน โดยเฉพาะอยางยิ่งไดพบหลักฐานจาก
พระธาตุหลวงลาวรูปทรงดอกบัวตูมแปดเหลี่ยม
องคห น่ึง จากวดั ทงุ ธงชัย ทอี่ ำเภอหลม เกา ภาย
ในกรุพระธาตุพบจารกึ บนแผนโลหะ จารึกสงั กาด
๙๗ ตวั (พ.ศ.๒๒๗๘) พรอ มทง้ั พระพทุ ธรปู บเุ งนิ คำ
ขนาดเลก็ กระโถนและเตา ปนู สำรดิ ซง่ึ ตรงกบั สมยั
อยุธยาตอนปลาย ดังนั้น วัดตางๆ ในอำเภอ
หลม เกา และอำเภอหลม สกั จงึ ปรากฏพระธาตแุ บบ
ลาวกอดวยอิฐสอดินตามรูปทรงสถาปตยกรรม

69สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

๑. พระธาตุหลวงลาวรปู ทรงดอกบัวตูมแปดเหลี่ยม ของลมุ แมน ำ้ โขงและลมุ แมน ำ้ ชี เปน สถาปต ยกรรม
วดั ทงุ ธงชัย อำเภอหลม เกา ที่มีแตสมัยเวียงจันทนมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร
ของไทย....” (สงวน รอดบุญ, ๒๕๔๕: ๑๓๕)
๒. พระธาตุวดั โพนชยั อำเภอหลม สกั
และผลการศึกษาเรื่องอิทธิพลของศิลปะ
๑ ลา นชางในเมืองหลม ของ รองศาสตราจารยส งวน
๒ รอดบญุ ยงั ไดส อดคลอ งกบั ผลงานการศกึ ษาเรอ่ื ง
“ธาตอุ สี าน” ของอาจารยว โิ รฒ ศรสี โุ ร ทก่ี ลา วไวว า

“...พระธาตวุ ดั ศรวี ชิ ยั วดั โพนชยั วดั ตมู คำมณี
อำเภอหลมสัก พระธาตุวัดศรีฐานปยาราม วัด
ทงุ ธงไชย วัดโพธเ์ิ กา อำเภอหลม เกา มรี ูปแบบ
ศิลปะสถาปตยกรรมคลายกับพระธาตุในภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือของไทยและในวัดตางๆ ของ
ลาว....” (วโิ รฒ ศรีสุโร, ๒๕๓๙ : ๙-๑๐)

อกี ทง้ั รายงานการสำรวจทางโบราณคดขี อง
รองศาสตราจารยศรีศักร วัลลิโภดม ในเขตลุม
แมน้ำปาสักตอนบนบริเวณอำเภอหลมเกาและ
อำเภอหลม สกั ไดพ บวา ลกั ษณะของโบราณสถาน
ตลอดจนวตั ถลุ ว นเปน ของทส่ี บื เนอ่ื งและมบี ทบาท
อยใู นวฒั นธรรมของพวกลาวทอ่ี พยพมาจากบรเิ วณ
ลุมแมน ำ้ โขงทงั้ ส้ิน ชมุ ชนทีพ่ บบางแหง มวี ัดและ
พระสถูปเจดียขนาดใหญ แตรูปแบบทางศิลปะ
สถาปตยกรรมน้ันกระเดียดไปทางศิลปะแบบ
ลา นชา งในสมยั อยธุ ยาตง้ั แตต อนกลางลงมาเกอื บ
ท้งั นัน้ (ศรีศกั ร วัลลิโภดม, ๒๕๕๒ : ๑๗๔)

ผลงานทางดา นสถาปต ยกรรมและพทุ ธศลิ ป
ทป่ี รากฏตามวัดวาอารามตางๆ ทงั้ ในแถบอำเภอ
หลมเกา และหลมสัก ตา งสะทอ นอัตลกั ษณข อง
รูปแบบศิลปะลา นชา งไดอยางชดั เจน โดยเฉพาะ
อยา งย่งิ รปู แบบสถาปต ยกรรม สิมหรอื อุโบสถ
ที่ถือเปนศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะใน
สายวัฒนธรรมไทย-ลาว ซึ่งจะมีความแตกตาง
จากศิลปะในแถบภาคกลางของไทย สิมในเมือง
หลมจะมีรูปแบบทางศิลปะที่ไดรับอิทธิพลมาจาก
ศิลปะลานชางผสมกับทองถิ่น อาทิเชน สิมใน
วัดศรีมงคล ที่สรางโดยชางฝมือพื้นบานที่ไดรับ

70 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔

อิทธิพลลาว สรางขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ๑. สตมิำบ(ลอวโุ บงั บสาถล) วอดั ำศเรภีมองหคลลม (เนกาา ทราย)
(นฤมล กางเกต,ุ ๒๕๕๓ : ๔๙) และยงั พบสถาปต ย- ๒. สมิ (อโุ บสถ) วดั ศรบี ญุ เรอื ง
กรรมแบบลานชางในสิมตามวดั เกาแกของอำเภอ
หลม เกา อกี หลายแหง เชน วดั ศรบี ญุ เรอื ง วดั โพนชยั ตำบลนาซำ อำเภอหลม เกา
และวดั โพธท์ิ อง เปน ตน สงั เกตไดจ ากองคป ระกอบ
ของสมิ ไมว า จะเปน หวั เสาทง้ั ๔ ดา น ทม่ี กี ารประดบั ๑
ตกแตงลายปูนปนเปนรูปกลีบบัว หางหงสเปน ๒
ปูนปนประดับรูปหัวพญานาค และโหงที่เปนไม
แกะสลักไมเปนรูปหงสที่มีแบบลวดลายคลายกับ
ศลิ ปะของลา นชา งทส่ี วยงาม ตลอดจนคนั ทวยหรอื
แขนนางเปน ไมแ กะสลกั รปู นาคนง่ั ซง่ึ เปน รปู แบบ
เฉพาะของวฒั นธรรมลา นชา งทเ่ี ปน เอกลกั ษณข อง
ชางในแตละทอ งถิ่น

อีกทั้งศิลปกรรมในการปนแตงองคพระ
พุทธรูป ซึ่งเปนพระประธานในสิม ยังแสดงให
เห็นถึงเอกลักษณลานชางไดอยางสมบูรณแบบ
กลา วคอื มลี กั ษณะการนง่ั จะนง่ั ลกึ มาก พระเพลา
(ตกั ) พระชานุ (เขา ) ตลอดจนพระหตั ถม กั มขี นาด
ใหญ พระวรกายสงู ชะลดู พระอรุ ะ (อก) แบนแฟบ
พระกรรณ (ห)ู มเี บา พระกรรณขนาดใหญ ตง่ิ พระ-
กรรณหอยยาวโคงออกจากลำคอ พระเศียรสวน
มากมีลักษณะใหญรับกับพระอังสาที่กวางขึ้น
(สมเกยี รติ โลห เ พชรตั น, ๒๕๔๓ อา งถงึ ใน ณฐั พล
โอจรัสพร, ๒๕๕๕) เชน หลวงพอใหญวัดตาล
ศิลปกรรมท่ีสืบทอดโดยตรงแหงชาวหลมลานชาง
และพระประธานวดั นาทราย ศลิ ปะและจติ รกรรม
แบบชาวหลม

นอกจากนี้ยังมศี าลาการเปรยี ญ ศาสน-
สถานที่สวยงามและมีเอกลักษณของศิลปะลาว
ลา นชา ง เชน ศาลาการเปรยี ญวดั ทรายงาม อำเภอ
หลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ ทส่ี รา งขน้ึ ใน พ.ศ.๒๔๙๐
ซ่ึงความสวยงามของศิลปะลา นชางเริม่ ต้งั แตผ นงั
และหลงั คาทผ่ี สมผสานระหวางศิลปะลา นชางกบั
ศลิ ปะดง้ั เดมิ ของทอ งถิ่น ตวั อาคารจะมีลักษณะ
เปนอาคารทรงโถง พื้นยกสูงเปนฐานบัวลูกแกว
อกไก หลังคาจั่วมนิลาซอน ๒ ชั้น มุขทางเขา

71สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ

พตำระบปลรวะงั ธบาานลศลิ อปำะเภลอาหนลชมางเกทา่ีวดั ศรีมงคล (นาทราย) ศอำาเลภาอกหาลรเม ปเรกียาญจงั ศหลิ วปัดะเพลชาวรบลารู ณนช า ง วัดทรายงาม

แตละดานมีการแกะสลักไมเปนรูปวงโคงเรียกวา ผลสนบั สนนุ การสรา งขวญั และกำลงั ใจใหแ กผ คู น
โกงคิ้วหรอื ฮังผึง้ เสามขุ คปู ระดับคนั ทวยไมสลกั โดยเฉพาะในชว งอพยพโยกยา ยเขา มาสไู ทยในระยะ
รปู นาคอยบู นเสารองรบั หลงั คาของศาลาการเปรยี ญ เรม่ิ แรก ราษฎรชาวลาวจำเปน ตอ งสรา งขวญั และ
(ปล ันธนา สงวนบุญญพงษ, ๒๕๕๔ : ๑๘) กำลังใจ เพ่ือเสรมิ ศริ ิใหแกตนและบา นเรือน เปน
เสมือนการรวมศิริแหงโภคทรัพยใหผูคนคลาย
นอกจากน้ี ความสวยงามของศลิ ปะลา นชา ง ความทกุ ขโ ศกจากภาวะสงคราม ลดความหอ เหย่ี ว
ยังสะทอนผานทางเจดีย พระธาตุ บานเรือนไม ความวติ กกงั วลและหมดหวงั ตลอดจนชวี ติ ทไ่ี มม ี
แบบเกาท่ีปจจุบันกระจายอยูทั่วไปในเมืองหลม ชวี าใหก ลบั มาเตม็ เปย มดว ยความพอใจและความ
อกี ดว ย หวังอีกครั้ง โดยศูนยกลางแหงความสมดุลของ
ชวี านจ้ี ะเรยี กไดว า “ขวญั ” ซึ่งโอกาสจดั พิธสี ูขวัญ
วัฒนธรรมประเพณีทองถิ่น ของชาวหลม มหี ลายโอกาสเชน กนั ไดแ ก การคารวะ
พระพุทธรูป พิธีบายศรีพระสงฆ พิธีสูขวัญแม
ทางดา นวฒั นธรรมประเพณี ชาวหลมเอง ออกกรรม (คลอดบุตรออกไฟ) พิธสี ูขวัญเด็กนอ ย
ก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีด้ังเดิม พิธสี ขู วัญเฮอื น พธิ ีสูข วัญคนธรรมดา พิธสี ูขวญั
ทส่ี ะทอ นความเปน ลา นชา งของตนไว เชน พธิ สี ขู วญั แตงงาน พิธีสูขวัญหลวง พิธีสูขวัญเกวียน พิธี
หรอื บางทเ่ี รยี กวา “พธิ บี ายศร”ี หรอื “บายศรสี ขู วญั ” สูขวัญขึ้นเลา (ยุง) พิธีสูขวัญนอยกอนแตงงาน
ซึ่งพิธีดังกลาวเปนพิธีที่สำคัญของชาวลาว และ พธิ สี ูขวัญคนปว ย พิธีสขู วญั ข้ึนบานใหม และพธิ ี
นิยมทำกันแทบจะทุกโอกาส หากจะกลาววาพิธี สขู วัญวัวขวญั ควาย เปนตน โดยพธิ ีสูขวัญตา งๆ
บายศรีสูขวัญเปนจิตวิทยาอยางหนึ่งแหงปราชญ เหลานี้ถือเปน “ขนบประเพณี” ที่ชาวหลมรักษา
โบราณท่ีชาวลาวในอดีตคิดคนข้ึนก็คงไมผิด และธำรงไวต ราบจนกระทั่งปจ จุบนั น้ี
เพราะพิธีกรรมดังกลาวเกิดข้ึนมาอยางมีเหตุและ

72 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

ประเพณบี ญุ บง้ั ไฟ กเ็ ปน อกี ประเพณหี นง่ึ โดยเฉพาะ “แคน” แคนกับวิถีชีวิตของชาวหลม
ทส่ี ะทอ นความเปน ลานชา ง ซึง่ หลายๆ ทา นอาจ เริ่มตนมาเมื่อใดไมสามารถระบุวันเวลาไดอยาง
คิดวาประเพณีดังกลาวมีเฉพาะในแถบภาคอีสาน แนช ดั แตค าดคะเนไดว า แคนไดถ กู นำเขา มาพรอ ม
เทานั้น แตในวัฒนธรรมของชาวหลมจังหวัด กับกลุมผูคนชาวลาวที่ถูกกวาดตอนมาเมื่อครั้ง
เพชรบรู ณก ม็ ปี ระเพณบี ญุ บง้ั ไฟดว ยเชน กนั ในชว ง สงครามสมยั ตน รตั นโกสนิ ทร แคน เปน เครอ่ื งดนตรี
เดือนพฤษภาคมของทุกปชาวไทหลมแทบทุก ที่อยูคูกับชาวหลมมาชานาน นับตั้งแตชาวลาว
หมบู า นจะจดั งานบญุ บง้ั ไฟเพอ่ื บชู าพญาแถนและ อพยพเขา มาอยใู นเมอื งหลม ทกุ วนั นย้ี งั มคี นหลม
ขอฝน บุญบั้งไฟท่ีหลมสัมพนั ธกับวิถีการนับถอื ผี อีกหลายๆ คนที่มีความสามารถในการเปาแคน
ที่เรียกวา “เจาพอเจาแม” ซึ่งเปนผีที่คอยปกปก และเราจะเห็นแคนในแทบทุกประเพณีพิธีกรรม
รักษาใหชาวบานอยูเย็นเปนสุข เดิมชาวบานจะ ของเมอื งหลม รวมไปถงึ การละเลน และการแสดง
ทำบง้ั ไฟกนั เองในแตล ะหมบู า น แตป จ จบุ นั มกี าร รองรำเพ่ือความบนั เทงิ เริงใจอยา งหมอลำ ลำซ่ิง
สง่ั ทำจากบา นทร่ี บั ทำบง้ั ไฟ เมอ่ื ไดก ระบอกบง้ั ไฟ อกี ดว ย
มาแลวชาวหลมก็จะชวยกันประดับตกแตงบ้ังไฟ
ดว ยกระดาษสสี นั สดใสตา งๆ เมอ่ื ถงึ วนั งานชาวหลม วัฒนธรรมดานอาหารการกิน
จะต้ังขบวนแหบ้ังไฟไปตามจุดสำคัญของหมูบาน
เชน ศาลเจาพอเจาแม วัด และนำไปจุดแขงกัน วัฒนธรรมทางดานการกินของชาวหลม
ยังสถานที่สำหรับจุดบั้งไฟ บางบานแขงกันเพื่อ มคี วามใกลเ คยี งกบั ชาวลาวอยา งเดน ชดั โดยเฉพาะ
ความสนุกสนาน บางบานมีการประกวดแขงขัน การบรโิ ภค ปลารา เปน องคป ระกอบหลกั ทจ่ี ะขาด
กันเปนเรื่องเปนราว ไมไ ดเ ลยทเี ดยี ว เพราะไมว า จะเปน เมนชู นดิ ใดกต็ าม
ชาวหลมตางนิยมปรุงรสอาหารดวยปลารา โดย
นอกจากน้ี วัฒนธรรมชาวหลม ลา นชางยัง เฉพาะอาหารประเภทตำสมหรือสมตำ ที่วัตถุดิบ
สะทอนใหเห็นในรูปแบบเคร่ืองดนตรีทองถิ่น

พิธสี ูขวัญผูปวยโดยเจาพอ เจาแม บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลมเกา

73สำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ

ประเพณบี ญุ บัง้ ไฟ บา นนำ้ ครง่ั ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา ประจำป พ.ศ.๒๕๕๕

หลักทำมาจากมะละกอ มะมวง หรือแตง และ แมน ำ้ โขงมายงั เมอื งหลม โดยเฉพาะในชว งทเ่ี กดิ
อาหารประเภทลาบ ประเภทซบุ ซ่งึ ลาบและซบุ การอพยพคร้ังใหญของชาวลาวในศึกเจาอนุวงศ
เปนอาหารท่ีมีเอกลักษณเฉพาะในวัฒนธรรมลาว เขา สูเมืองหลม และเพชรบรู ณ ซง่ึ ภาษาหลม จะมี
เทานัน้ ซ่ึงซบุ ท่ีนยิ มบรโิ ภคกัน ไดแก ซบุ หนอ ไม อยหู ลายสำเนยี งดว ยกนั ไดแ ก หลม ดง่ั เดมิ บา นตว้ิ
ซุบบักมี่ (ซุบขนุน) ซบุ ผักติ้ว ซุบดอกแค ซุบบัก- บุงคลา บงุ นำ้ เตา ทา พล นาแซง และสำเนยี ง
แตงกวา ซบุ เหด็ ซบุ เอน็ ววั เปน ตน แลว ยงั มกี อ ย ดานซายที่พูดกนั แถวตอนเหนือของหลมเกา และ
เมย่ี ง สา และแกงลาว (ไมใ สก ะท)ิ นอกจากนเ้ี มนู แมวาภาษาหลมจะมีสำเนียงหลากหลายก็ตาม
อาหารท่ีชาวหลม นยิ มบรโิ ภค ไดแก ผกั ตม ขา วจ่ี แตทุกสำเนียงตางก็มีเสนหและความไพเราะ
ขา วเหนยี ว ขา วหลาม ขาวเมา เปน ตน (ศนั สนยี  เพราะพร้งิ ดว ยกันแทบท้ังหมด
อตุ มอาง และคณะ, ๒๕๕๑ : ๓๐)
หากทา นใดทเ่ี คยมาเยอื นเมอื งหลม จงั หวดั
วัฒนธรรมภาษาหลม เพชรบรู ณ หลายๆ ทา นอาจจะไดย นิ สำเนยี งภาษา
ของชาวหลมและมักใหขอสังเกตวาภาษาหลม
ประการสำคญั สดุ ทายนัน่ คือ “ภาษาหลม ” เปน ภาษาพดู ทม่ี ีเอกลกั ษณเฉพาะตัว คอื เสมือน
ซ่ึงภาษาหลมถือเปนภาษาถิ่นที่ความโดดเดนไม ภาษาที่มีสวนผสมระหวางภาษาเหนือและภาษา
เหมอื นใคร เพราะสำเนยี งทพ่ี ดู จะมอี ตั ลกั ษณแ ละ อีสานรวมกันไดอยางลงตัว อีกทั้งทวงทำนองจะ
ความเปนทองถิ่นอยางชัดเจน ภาษาหลมเปน นมุ นวลเหมอื นภาษาเหนือ แตคำศพั ทต า งๆ ท่ใี ช
ภาษาถ่ินที่ไดรับอิทธิพลมาจากชาวลาวลานชาง โดยทว่ั ไปมกั จะมคี วามคลา ยคลงึ เหมอื นกบั ภาษา
และประยกุ ตจ นกอ ใหเ กดิ ความโดดเดน ตลอดจน ของทางอสี าน ปจ จบุ นั ภาษาหลม ถอื เปน ภาษาถน่ิ
เปนภาษาท่ีชาวหลมนิยมพูดกันมากและอยู ท่ีมีอิทธิพลและเปนภาษาท่ีมีคนพูดมากท่ีสุดใน
ควบคมู ากบั วฒั นธรรมชาวหลม มาชา นาน ซง่ึ ภาษา จังหวัดเพชรบูรณ เราจะพบชาวหลมที่พูดภาษา
หลมมีตนกำเนิดมาจากเมืองหลวงพระบางของ หลมไดอพยพและกระจายตัวจากบานเกิดถ่ินเดิม
ประเทศลาว และสืบเนื่องมายังเมืองแกนทาว ไหลทะลกั ลงมาทางตอนใตเ พชรบรู ณ ทำใหภ าษา
เมืองบอแตน อันเปนเมืองชายแดนตอเนื่องขาม ที่ชาวหลมนิยมใชแผกระจายและแทรกลงไปอยู
ในแทบทกุ ตำบลและทกุ อำเภอในจงั หวดั เพชรบรู ณ

74 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

เลยทีเดียว และหากวาทานใดเคยไดยินสำเนียง รนุ ตอรนุ เพราะวัฒนธรรมเปนส่งิ ทมี่ ีคุณคาท่คี วร
ของภาษาหลมก็อาจนึกไปถึงภาษาของชาวเมือง ธำรงรักษาไวเปนมรดกสืบไป ซึ่งคุณคาดังกลาว
เลย เมอื งนครไทย ชาตติ ระการ จงั หวดั พษิ ณโุ ลก ชาวหลม ไดต ระหนกั ถงึ และอนรุ กั ษไ วไ ดอ ยา งดเี ยย่ี ม
อำเภอนำ้ ปาด อำเภอทองแสนขนั จงั หวดั อตุ รดติ ถ ดังกรณีศลิ ปวัฒนธรรมตัวอยางขางตน ซ่งึ การมี
ก็เปนได เหตุเนื่องดวยกลุมคนเหลานี้มีสำเนียง วัฒนธรรมและความทรงจำในอดีตท่ีมีเอกลักษณ
ภาษาแบบเดียวกันกับชาวหลม เพราะกลุมชน เฉพาะตัว โดยเฉพาะการเรียนรูจากบรรพบุรุษ
ตางๆ ดงั กลา วมีประวตั กิ ารอพยพเคลือ่ นยายจาก สามารถนำมาซง่ึ รายไดใ หก บั คนื สชู มุ ชนในทอ งถน่ิ
บานเมืองของอาณาจักรลานชาง (ตอนเหนือ) ซง่ึ อาทิ การทองเที่ยวในเชิงอนุรักษ เที่ยว “เมือง
มีเมืองหลวงอยูท่ีเมืองหลวงพระบางหรือเมือง หลม” สมั ผสั วิถแี หง “ไทหลม” ลา นชา ง เปน ตน
เชียงดงเชียงทองเชนเดียวกับชาวหลมน่ันเอง พรอ มกนั นน้ั ยงั เปน การรกั ษาไวซ ง่ึ ขนบธรรมเนยี ม
นอกจากน้ี สำเนยี งพูดแบบชาวหลมยงั มีลกั ษณะ ประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษไดอยางตอเน่ือง
ใกลเคียงกับชาวลาวที่อาศัยอยูที่จังหวัดสระบุรี ทั้งทางดานศิลปะ วรรณกรรม ประเพณี และ
ลพบรุ ี เพชรบรุ ี กาญจนบุรี นครปฐม อุทัยธานี วัฒนธรรมท่ีดีงามไดอยางเหมาะสมกับวิถีชีวิต
ฯลฯ (วิศัลย โฆษิตานนท, ๒๕๕๖) เนื่องดวย ปจ จบุ นั เพอ่ื เปน เอกลกั ษณป ระจำทอ งถน่ิ ใหผ คู น
กลมุ ชนเหลา นต้ี า งกเ็ ปน กลมุ ชาวลาวทถ่ี กู กวาดตอ น มาเยือนไดเขาใจและสัมผัสถึงคำตอบในความ
และอพยพเขา มาตง้ั แตส มยั ตอนตน กรงุ รตั นโกสนิ ทร สวยงามของศิลปวัฒนธรรมพ้ืนบานของชาวหลม
ดว ยเชน กนั วามีอิทธพิ ลมาจากลานชางตงั้ แตค รง้ั บรรพบรุ ุษ

การศึกษาเรื่องภาษาหลมยอมทำใหเกิด ในปจจุบันถึงแมวาชาวลาวในเมืองหลม
ความเขา ใจในความเปน วถิ แี หง ชาวหลม มากยง่ิ ขน้ึ จะตง้ั ถน่ิ ฐานอยใู นประเทศไทยและถอื สญั ชาตไิ ทย
เพราะสำเนยี งภาษาเปน สญั ลกั ษณห รอื เครอ่ื งหมาย ตามกฎหมาย ตลอดจนวถิ ีการดำรงชีวติ สังคม
ที่สามารถส่ือความหมายใหคนในกลุมหรือคนใน ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวหลมจะเปลี่ยน
ชาติเขาใจกันได อันเปนสิ่งที่สามารถสะทอนให แปลงไปตามกระแสโลกาภิวัฒนและทุนนิยมของ
เห็นถึงตนสกุลและบงบอกความเปนตัวตนของ ยคุ การสอ่ื สารแบบไรพ รมแดนแลว กต็ าม แตต วั ตน
ชมุ ชนนน้ั ๆ ไดเ ปน อยา งดี โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ชว ย และอัตลักษณของชาวหลมก็ยังคงมีอารยธรรม
ตอกยำ้ ประวตั ศิ าสตรท ว่ี า ชาวลาวลา นชา งไดอ พยพ และกลิ่นอายแหงวัฒนธรรมลาวลานชางที่
เขามาตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองหลม และสามารถ สบื เนอ่ื งมาอยา งยาวนานตง้ั แตค รง้ั ทอ่ี พยพโยกยา ย
ถายทอดความเปนลานชางในเมืองหลมไดอยาง เขามาตั้งถ่ินฐานท่ีเมืองหลมและเพชรบูรณ
นาสนใจ มีเอกลักษณและความสวยงามของ เพราะพื้นฐานและมโนสำนึกของมนุษยไมวาจะ
วัฒนธรรม ตลอดจนสรา งอตั ลักษณแหง รากเหงา ชนชาตใิ ดหรอื มกี ารอพยพโยกยา ยไปอยู ณ แหง หน
ความเปนชาวหลมไดอยางภาคภูมิใจตราบจน ตำบลใดกต็ าม แตจ ติ วญิ ญาณของบรรพบรุ ษุ ยอ ม
กระท่งั ปจ จุบัน มอิ าจเสอ่ื มสลาย ซง่ึ เชน เดยี วกบั ชาวหลม ทย่ี งั คง
รักษาไวซึ่งเอกลักษณเฉพาะทองถิ่น ประเพณี
อนึ่ง เมื่อศิลปะและวัฒนธรรมคือระบบ วัฒนธรรมด้ังเดิมของตนมาอยางตอเนื่องและ
สัญลักษณท่ีมนุษยแทบจะทุกสังคมสรางข้ึนมา ยาวนาน ดงั คำกลาวทว่ี า “เมืองหลม ” ดนิ แดน
โดยมไิ ดเ กดิ ขน้ึ เองโดยระบบสญั ชาตญาน กห็ มาย แหงการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมแหง
ความวาศิลปวัฒนธรรมดังกลาวคือส่ิงที่มนุษยจะ อาณาจกั รลา นชา งตราบจนกระทงั่ ถึงปจจุบัน
ตองเรียนรูและมีการถายทอดทางวัฒนธรรมไปสู

75สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ

บรรณานุกรม

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ. นิทานโบราณคดี. พมิ พค ร้ังที่ ๑๐. กรุงเทพฯ : เขษมบรรณกิจ, มปป.
(เอกสารอดั สำเนา)

จดหมายเหตุ รชั กาลที่ ๓ เลม ๓. กรุงเทพฯ : หา งหนุ สว นสามญั นติ บิ ุคคลสหประชาพาณิชย, ๒๕๓๐.
ณฐั พล โอจรสั พร. พระพทุ ธรปู ลานชางตอนตน พุทธศตวรรษท่ี ๑๘ – ๒๓. (ออนไลน) . สืบคนจาก

http://www.antiqueofsiam.com/Knowledgepage/lanchangep๒.html. [๑๕ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
นเรศวร, มหาวิทยาลัย. ประวัตเิ มืองหลมสกั . (ออนไลน) สืบคน จากhttp://student.nu.ac.th/thanaporn/web2/

เมืองหลมสกั /ประวตั เิ มอื งหลม สกั .html [๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]
นฤมล กางเกต.ุ “สมิ (โบสถ) สถาปตยกรรมพนื้ ถิน่ วดั ศรมี ลคล (บานนาทราย) อำเภอหลม เกา จงั หวัดเพชรบรู ณ”

ใน วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ. ปท ่ี ๑ ฉบบั ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ - มนี าคม ๒๕๕๔.
บา ว พิจิตร. กำเนิดเพชรบูรณ. ๒๐๑๓. (ออนไลน) สบื คน จาก http://www.baanmaha.com/community/

thread๑๖๒๖๑.html. [๒๐ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
ประชาสมั พนั ธจงั หวดั เพชรบูรณ, สำนักงาน. ประวัติความเปน มา. (ออนไลน). สืบคน จาก http://province.prd.go.th/

phetchabun/index.php/explore-๓/features-๖/history.html [๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕]
ปลนั ธนา สงวนบุญญพงษ, รักชนก สมศักด์ิ, และคณะ. “จิตรกรรมไทย บนเสาไมแปดเหลย่ี มวัดทรายงาม :

มรดกอันทรงคุณคา แหง หนง่ึ ของไทย”. ใน วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ. ปท ่ี ๑ ฉบับที่ ๒
เมษายน – กันยายน ๒๕๕๔.
ฝา ยประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจดั งานเฉลมิ พระเกยี รติ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ,
คณะกรรมการ. วัฒนธรรม พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร เอกลกั ษณและภูมิปญ ญาจังหวดั เพชรบรู ณ.
พิมพครง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพฯ : องคก ารคาครุสภา, ๒๕๔๔.
พระธาตุศรสี องรัก. (ออนไลน) สบื คน จาก http://moohin.com/trips/loei/phrathatsisongrak/ [๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕]
วลยั ลักษณ ทรงศิริ. ลาวในเมอื งไทย กลมุ ชาติพันธทุ ่ีคลุมเครือ. (ออนไลน) . สืบคนจาก
http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=๗๙๐. [๑๙ สงิ หาคม ๒๕๕๕]
วฒั นธรรมจงั หวัดเพชรบูรณ, สำนักงาน. แหลงมรดกทางวัฒนธรรมทอ งถนิ่ ในจังหวดั เพชรบูรณ, ๒๕๔๙.
วโิ รฒ ศรีสุโร. ธาตุอีสาน. กรงุ เทพฯ : เมฆาเพรส, ๒๕๓๙.
วิศัลย โฆษิตานนท. ภาษาหลม และภาษาถนิ่ เพชรบูรณ. (ออนไลน) สืบคนจาก https://m.facebook.com/
note.php?note_id=๑๐๑๕๐๓๑๔๑๙๕๕๑๒๑๖๘&p=๐&_rdr. [๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕]
เวาพืน้ เมืองหลม . (ออนไลน) สืบคนจาก http://laypak.blogspot.com/๒๐๐๘/๐๗/blog-post_๗๓๐๕.html.
[๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]
ศรีศักร วลั ลโิ ภดม. เมอื งโบราณในอาณาจักรสโุ ขทัย. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๕๒.
ศนั สนยี  อุตมอางและคณะ. รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณโครงการอาหารวางพ้นื บา นไทหลม องคค วามรู
เกย่ี วกับอาหารวา งไทหลม เชงิ วัฒนธรรม ภมู ปิ ญญาและการสืบทอด. เพชรบูรณ :
คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ, ๒๕๕๑.
สงวน รอดบญุ . พุทธศลิ ปะลาว. กรุงเทพฯ : สายธาร, ๒๕๔๕.
สุรพล เนสสุ นิ ธุ. แคน มรดกลา นชาง ส่ือสายสัมพันธแหงมติ รภาพไทย-ลาว. (ออนไลน) . สืบคนจาก
http://laos.kku.ac.th/db/Lan-Xang/artist/thai/surapol/article.pdf. [๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]
สวุ ทิ ย ธรี ศาศวัต. ทำไมเจาอนุวงศจึงตองปราชยั . (ออนไลน) . สบื คน จาก http://www.photoontour.com/
outbound/lao๒/lao_detail๒.htm. [๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๕]

76 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔

กินดองเจากับรางทรง :

พิธีกรรมสืบทอดรางทรงของชาวไทหลมบานนาทราย

จกั ษมุ าลย วงษทาว

ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ ามานุษยวทิ ยา
คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร

ความเช่ือเปนเจตคติที่สำคัญอยางหนึ่งในความรูสึกนึกคิดของ
บุคคลในการที่จะยอมรับไมยอมรับในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ความเชื่อเปนเรื่อง
เฉพาะของแตละบุคคล ความเชื่อที่บุคคลยอมรับอาจเกิดจากความ
เคารพและความศรทั ธา ซง่ึ จะแตกตา งกนั ไปในแตล ะพน้ื ท่ี แมแ ตค วาม
เชื่อในเรื่องเดียวกันแตบางคร้ังยังมีรายละเอียดปลีกยอยที่แตกตางกัน
ออกไป

การนับถือผีเปนระบบความเช่ือท่ีฝงรากลึกอยูในสังคมไทยมา
ชา นาน ผสมผสานควบคูไ ปกับพระพุทธศาสนา บางพน้ื ท่คี วามเชอื่ ใน

77สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

ลักษณะนี้เบาบางลง ในขณะที่บางพื้นที่กลับยัง กินดองเจา คืออะไร ทำไมตองกินดองเจา
คงยดึ ถือกนั อยางเหนียวแนน เราจะพบประเพณี
พิธีกรรมเกี่ยวกับการไหวผี การเลี้ยงผีหรือการ กนิ ดองเจาเปนพธิ ีกรรม “รบั เปน รางทรง”
อญั เชญิ ผมี ารบั เครอ่ื งเซน ไหว รวมไปถงึ “การทรง เปนหน่ึงในระบบความเชื่อเจาพอเจาแมของชาว
เจา เขา ผี” กระจายอยทู ั่วทุกภูมิภาค ไทหลม (หลม เกา ) ซง่ึ เปน เมอื งทม่ี เี รอ่ื งราวการอพยพ
ของชาวลาวเวียงจันทนและหลวงพระบางเขามา
อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ เปน อีก ตั้งถ่ินฐานอยูเปนจำนวนมากนับตั้งแตสมัยอดีต
พื้นที่หนึ่งที่ยังคงมีการยึดถือระบบความเช่ือ จนกระทั่งถึงปจจุบัน (สมเด็จกรมพระยาดำรง
ประเพณี พธิ กี รรมเกย่ี วกบั ผแี ละการทรงเจา เขา ผี ราชานภุ าพ, มปป : ๒๐๐)
สบื ทอดกนั มาหลายชว่ั อายคุ น เรยี กกนั วา “เจา พอ
เจาแม” ซ่งึ ก็คือ “ผ”ี หรือ “กลมุ ผี” ประจำหมูบาน คำวา “กนิ ดอง” หมายถงึ การกนิ เลย้ี งในงาน
ที่คอยปกปกรักษาชาวบานใหอยูเย็นเปนสุข แตงงาน ซึ่งถือเปนการเริ่มตนชีวิตใหมที่มีมาแต
สามารถใหคณุ ใหโทษแกช าวบานได มลี ำดบั ช้นั โบราณกาล คำเรียก “พิธีกินดองเจา” ของชาว
สงู ศกั ดเ์ิ หนอื ผอี น่ื ๆ ในหมบู า นทง้ั ปวง แตล ะหมบู า น ไทหลมจึงเปนคำเรียกในพิธีรับเปนรางทรงโดย
จะมีกลุมเจาพอเจาแมเปนของตนเอง หมูบาน อาศัยพิธีกรรมแตงงานมาเปนตัวเช่ือมรอยความ
หนึง่ ๆ จะมเี จา พอ เจา แมห ลายองค แตละองคจะ สมั พนั ธร ะหวา งเจา กบั รา งทรง โดยมรี ปู แบบขน้ั ตอน
มสี ายสมั พนั ธห รอื เปน เครอื ญาตเิ กย่ี วดองกนั โดย ท่คี ลายคลงึ กับการแตง งานท่วั ไปของชาวหลม เกา
มีเจาพอหรือเจาแมองคหน่ึงเปนองคประธานหรือ แตจะผสมผสานพิธีกรรมเก่ียวกับเจาพอเจาแม
เปน ผมู ีอำนาจสงู สดุ ในบรรดาผีทง้ั ปวงในหมูบ า น เขาไปกลายเปน “พิธีแตงงานระหวางเจากับ
รา งทรง” หรือ “พิธกี ินดองเจากับรางทรง” ซึง่
ชาวไทหลมจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับเจาพอ เปนการสืบทอดวิถีความเชื่อแบบเจาพอเจาแมให
เจาแมตลอดทั้งปจนถือเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิต ดำรงอยูคูชาวไทหลม และเราสามารถพบเห็น
จะเวน กแ็ ตช ว งเขา พรรษาทช่ี าวบา นจะหยดุ กจิ กรรม พิธีกรรมดงั กลา วไดตามหมูบานตา งๆ ในหลมเกา
ทกุ อยา งทเ่ี กย่ี วกบั ผี นอกนน้ั เราจะพบพธิ อี ญั เชญิ เกือบทุกหมูบาน พิธีกินดองของแตละบานจะมี
เจาพอเจาแมลงมาติดตอส่ือสารกับชาวบานใน ความคลายคลึงกัน แตอาจจะแตกตางกันไปใน
โอกาสตา งๆ เสมอๆ เจาพอ เจาแมจ ะมารับเครอ่ื ง รายละเอยี ดปลีกยอยตา งๆ แตถึงกระนน้ั พิธกี รรม
เซนไหว รายรำ พูดคุย ตลอดจนรักษาโรคภัย กินดองก็เปนพิธีกรรมที่มีมนตขลังนาติดตาม
ไขเจ็บใหชาวบานเมื่อมีการเจ็บปวย ซึ่งกิจกรรม อยา งเชน “พิธกี นิ ดองเจา บานนาทราย”
ทุกอยางเหลาน้ีจะกระทำโดยผานส่ือกลางคือ
“รา งทรง” การจะเปนรางทรงไดตอ งผา นพิธกี รรม บา นนาทราย อำเภอหลม เกา เปน หมบู า น
รับเปนรางทรงที่เรียกวา “กินดองเจา” ที่มีความ หน่ึงที่มีการนับถือและใหความสำคัญกับเจาพอ
นาสนใจเปนอยางยิ่ง พิธีกรรมตางๆ เหลานี้เปน เจา แมเ ปน อยา งมาก เจา ทม่ี อี ำนาจสงู สดุ ของบา น
เครอ่ื งตอกยำ้ ถงึ การดำรงอยแู ละการสบื ทอดความ นาทรายคอื เจา พอ อคู ำ รองลงมาคอื เจา แมอ แู กว
เชอ่ื อนั เปน รากฐานทางวฒั นธรรมทอ งถน่ิ ทง่ี ดงาม ซง่ึ เปน ภรรยาของเจา พอ อคู ำ และยงั มเี จา พอ ขนุ ไทร
ไวไดอยางมั่นคง ภายใตกระแสสังคมที่คราคลั่ง เปน ลกู ชายของเจา พอ อคู ำ เจา พอ พญาละกองคำ
ไปดว ยความกา วหนา ทางวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโน- เปนนองชายของเจาพออูคำ และองคอื่นๆ อีก
โลยีดงั เชนสงั คมปจ จบุ ัน หลายองค เทา ทช่ี าวบา นไลเ รยี งกนั มาไดห มบู า นน้ี

78 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

คุณบุญเฮยี ง เกตแกว
ผเู ขา พธิ ีรบั รางทรงคนใหม
บา นนาทราย อำเภอหลมเกา

มปี ระมาณ ๓๒ องคด ว ยกนั แตล ะองคจ ะมรี า งทรง บางทกี ป็ วดจนหวั แทบจะระเบดิ จนตอ งไปเบง่ิ มอ
ประจำองค แตห ากรา งทรงไมส ามารถเปน รา งทรง (ดดู วง) เพน่ิ กบ็ อกวา องคเ พน่ิ อยากมาเทยี ม (อาศยั
ตอไปไดไมวาจะดวยเหตุปวย ชรา หรือเสียชีวิต ใหเปนรางทรง) ตอนแรกเราก็ไมรับ จนเปนหนัก
เจาองคนั้นก็จะหารางทรงคนใหม หรือหากมีเจา ขึ้นเรื่อยๆ จนตองรับในที่สุด พอรับแลวก็ดีขึ้น
องคใหมเขามาอยูในหมูบานก็จะมองหาคนเปน เรอ่ื ยๆ ไมป วดหัวอีกเลย”
รา งทรงให เจา บางองคเ ปน ทเ่ี คารพศรทั ธาของคน
ในหมูบา นมากๆ ก็จะถูกเชญิ ใหมาประทับทรงอยู กลาวไดวา สาเหตุที่คนรับเปนรางทรงก็
เสมอ บางองคจึงมีรางทรงมากกวาหนึง่ คน เพอื่ เพราะวาตองการหายจากอาการเจ็บปวยน่ันเอง
ใหสามารถติดตอส่ือสารและดูแลปกปองผูคนใน แตถาใครไมตองการเปนรางทรงจริงๆ ก็พอที่จะ
หมูบานไดอยางทั่วถึง เมื่อใดที่เจาตองการเลือก ปฏเิ สธได โดยยน่ื ขอ เสนอแลกเปลย่ี น เชน จะมกี าร
คนมาเปนรา งทรงใหห รอื ตองการจะมรี า งเพ่มิ จาก เลย้ี งหมหู นง่ึ ตวั เปน ตน เมอ่ื เจา พอ เจา แมย อมรบั
เดิม จะใชวิธีทำใหบุคคลนัน้ เจ็บปวย จนนำไปสู อาการเจ็บปวยก็ทุเลาลง เจาพอเจาแมจะไปหา
การรับเปนรางทรงและอาการเจ็บปวยก็จะหาย คนอื่น แตถาเจาพอเจาแมไมยอมรับก็จะทำให
ไปดวยในที่สดุ บุคคลนั้นเจ็บปวยหนักเรื่อยๆ จนกวาจะรับเปน
รา งทรงในทีส่ ดุ การจะตกลงรับเปน รา งทรงคนใน
บุญเฮียง เกตแกว คนที่กำลังจะเขาพิธี ครอบครัวทุกคนตองตกลงยินยอมใหเปนรางทรง
กินดองเจาเพ่อื เปนรางทรงคนใหม เลา วา “สาเหตุ ดว ย ถา มคี นใดคนหนึ่งคัดคา นจะไมส ามารถเปน
ทท่ี ำใหต อ งมารบั เปน รา งทรงเพราะวา ปว ยไมส บาย รา งทรงได เมอ่ื ใดทใ่ี นหมบู า นมคี นรบั เปน รา งทรง
ปวดหวั ปวดคอ เจบ็ ขา เปน ๆ หายๆ อยนู านเปน ปๆ กลุมผูที่เปนรางทรงอยูกอนจะรวมกับชาวบานใน
รักษาอยางไรก็ไมหาย ไปหาหมอที่โรงพยาบาล ชมุ ชนจดั “พธิ กี นิ ดองเจา ” เพอ่ื รบั รา งทรงคนใหม
หมอกบ็ อกวา ไมไ ดเ ปน อะไร ตรวจแลว กป็ กติ แต ใหเปนรางทรงอยา งสมบูรณ

79สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

พิธีกินดองเจา : การเปลี่ยนผานจากคนธรรมดาสูการเปนรางทรง

พธิ กี นิ ดองเจา เปน พธิ สี ำคญั ทจ่ี ะเปลย่ี นชวี ติ วาที่รางทรงคนใหมจะตองเตรียม “ที่อยู”
คนคนหน่ึง จากที่เปน คนธรรมดาสามัญใหก ลาย หรือ “ที่สถิต” ของเจา พอเจาแมใ นบา นของตนเอง
เปน รา งหนง่ึ ของเจา พอ เจา แม จงึ ตอ งมกี าร “ดฤู กษ เรยี กวา “ครอง” มลี กั ษณะเปน โตะ สำหรบั วางเครอ่ื ง
ยาม” หาวันจัดงานที่เหมาะสม อาจจะดูจากวัน บูชาตางๆ ไดแก แจกันดอกไม กระถางธูป จาน
เดอื นปเ กดิ ของรา งทรงคนใหม หรอื จากความตอ ง ตั้งเทียน และที่ขาดไมไดคืออาวุธคูกายที่เจาพอ
การของเจาพอเจาแมเปนผูระบุวันเวลา อยางไร เจา แมท กุ องคต อ งมคี อื ดาบ ๑ คแู ละไมแ ซห วาย
กต็ ามจะตอ งไมใ หต รงกบั วนั พระ เพราะเปน ความ ๑ อนั วา ทร่ี า งทรงคนใหมจ ะตอ งเลอื กหอ งหรอื มมุ
เชอ่ื ของคนโบราณวา วนั พระไมใ หม กี ารทรงเจา เขา ผี ใดมมุ หนง่ึ ของบา นสำหรบั วางครอง หอ งหรอื ทต่ี รง
นน้ั จะตอ งไมอยูใ กลก บั หอ งน้ำหรือหองครัว และ
เมอ่ื ระบวุ นั จดั งานไดแ ลว คนท่ีจะเขารบั จะตองไมใหใครเขาไปใชหองนั้นหลังจากท่ีเชิญ
เปนรางทรง จะตองมีการตระเตรียมทุกสิ่งให เจามาขน้ึ ครอง (สถติ ทค่ี รองน)ี้ แลว ทกุ วันพระ
พรอ มสรรพ โดยจะมกี ลมุ คนทม่ี บี ทบาทสำคญั อยา ง รางทรงจะตอ งนำขัน ๕ ขนั ๘ มาบชู าและถวาย
กวนจ้ำ แมแตง และรางทรงผูใหญมาชว ยใหค ำ เจาประจำรางของตน
ปรึกษาและเปนหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงาน
“กวนจำ้ ” เปน กลมุ ผชู ายผปู ระกอบพธิ กี รรม บา น แขกทจี่ ะมารวมงาน รางทรงคนใหมจ ะจัด
นาทรายจะมกี วนจำ้ ทง้ั หมด ๔ คน โดยมกี วนจำ้ ใหญ ทำ “หอนิมนต” หรือ “ขันนิมนต” คือ กรวยใส
เปน ผนู ำในการประกอบพธิ ี และคอยอำนวยความ ดอกไม จีบหมาก จบี พลู นำไปใหบ รรดารางทรง
สะดวกใหเ จา พอ อคู ำ สว นกวนจำ้ คนอน่ื ๆ จะเปน คนอื่นๆ ในหมูบาน เพื่อเปนการอัญเชิญเจาพอ
ผูชวย สวน “แมแตง” จะเปนกลุมผูหญิงจำนวน เจาแมประจำรางทรงคนน้ันใหมารวมงานกินดอง
๔ คน เปน ผดู แู ลจดั การเตรยี มขา วปลาอาหารและ หรอื เปรยี บเสมอื นเทยี บเชญิ ใหม ารว มงานแตง งาน
อปุ กรณต างๆ ในการประกอบพธิ ีกรรม ตลอดท้ัง ระหวางเจา กับรางทรงคนใหมน ัน่ เอง
อำนวยความสะดวกตางๆ ใหแ กเจาพอเจาแมเ มือ่
มาประทบั รา งทรง เมื่อถึงวันงานพิธีกินดองของบานนาทราย
บรรดารา งทรงทไ่ี ดรบั หอนมิ นต และผูมสี ว นเก่ียว
กอนจะถึงวันงานกินดอง ๑ วัน รางทรง ของตลอดจนชาวบานคนอื่นๆ จะไปรวมตัวกันที่
กวนจ้ำ และแมแตงจะชวยกันเตรียมสิ่งของวัสดุ ศาลเจาพออูคำ-เจาแมอูแกว ซึ่งชาวบานเรียกที่
อปุ กรณท จ่ี ะใชใ นวนั งาน อนั ประกอบไปดว ยพาน ตรงนว้ี า “หอเลย้ี ง” ซง่ึ เมอ่ื มกี ารเลย้ี งเครอ่ื งเซน ไหว
บายศรีสูขวัญ กรวยขนั ๕ ขนั ๘ (กรวยใบตองใส ในโอกาสตางๆ ก็จะมาเลี้ยงที่นี่ มีลักษณะเปน
ธปู ดอกไม ใบไมม งคล จำนวน ๕ กรวย เรยี กวา เรือนไมทรงไทย อาณาบริเวณกวา งขวาง รม รนื่
ขนั ๕ จำนวน ๘ กรวย เรียกวาขนั ๘) จัดเปน ชดุ ๆ ไปดว ยตน ไมน อ ยใหญท อ่ี ยลู อ มรอบ ทางดา นซา ย
หลายๆ ชุดสำหรับใชประกอบพิธีกรรมในทุกๆ สุดจะเปนศาลาสำหรับใหรางทรงอันเชิญเจาพอ
ขน้ั ตอน นอกจากนย้ี งั มอี ปุ กรณใ ชป ระกอบในขบวน เจาแมเขาประทับรางและแตงองคทรงเครื่อง
ขนั หมาก เชน รม รองเทา พวงขา วตอ นแตน (ขา ว สวนดานตรงขามเรือนไมทรงไทยจะเปนศาลา
เหนยี วปน เปน กอ นเลก็ ๆ ๙ กอ น) ยอดออ ย ตลอด สำหรับเตรียมสำรับอาหารเซนไหว และเปนที่
ทง้ั ขา วปลาอาหารทใ่ี ชเ ปน เครอ่ื งเซน ไหวค าวหวาน รบั ประทานอาหารรว มกนั สว นดา นหลงั สดุ จะเปน
ตางๆ ครัวสำหรับหุงหาอาหาร รอบๆบริเวณศาลจะ
ประดบั ดว ยทงุ (ธง) สีสนั สดใสท้ัง ๘ ทิศ

80 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบบั ที่ ๔

เมื่อทุกคนมากันพรอมหนาพรอมตา พิธี ๑ ๒
กนิ ดองเจา อนั ศกั ดส์ิ ทิ ธก์ิ เ็ รม่ิ ตน ขน้ึ การถวายของ ๓
เซนไหวใหกับเจาพอเจาแม เปนขั้นตอนแรก
ของงาน กลมุ แมแ ตง จะจัดอาหารเครอ่ื งเซนไหว
ตา งๆ ใส “พาขา ว” มีท้ังค่ัวหมู ตม หมู ลาบขาว
(ลาบหม)ู ลาบแดง (ลาบหมใู สเ ลอื ดหมสู ดๆ) ผกั สด
กระดกู หมทู อด และขา วเหนยี ว กวนจำ้ จะชว ยกนั
ทยอยยกพาขาวมาถวายเจาพอเจาแม ไมเพียง
แคอาหารในสำรับเทาน้ันอาหารท้ังหมดที่นำมา
เลี้ยงในงานก็จะถูกนำมาถวายเจาพอเจาแมดวย
กวนจ้ำจะยกไปทั้งหมอตมหมอแกงใบใหญๆ ทั้ง
กะละมังใสผักสดและเน้ือหมูสดไปวางรวมกันท่ี
หนาศาลกันเลยทเี ดียว

การเชิญเจาพอเจาแมมารับเครื่องเซนก็ใช
วิธีปกเทียนลงไปบนพาขาว แลวใหหมอแคนซึ่ง
เปนบุคคลสำคัญผูหนึ่งในพิธีทำหนาท่ีใชเสียง
ดนตรีเปนเคร่ืองติดตอส่ือสารกับเจาพอเจาแม
โดยการเปาแคนอัญเชิญใหเจาพอเจาแมมา
รับประทานอาหาร เมื่อเทียนที่ปกอยูในพาขาว
หมดเลมก็หมายถึงเจาพอเจาแมรับเคร่ืองเซนไหว
เรยี บรอ ยแลว กวนจำ้ จะลาพาขา วและแบง อาหาร
จำนวนหนึ่งไวท่ีแทนปูนขางลางหอเลี้ยงเพ่ือใหผี
ทม่ี าไมท นั หรอื ยงั ไมอ ม่ิ มากนิ รวมกนั ตรงน้ี หนง่ึ ใน
กวนจ้ำนำพาขาว ๑ สำรับ เดนิ ไปถวายอาหารให
เจาพออูคำที่ “หีบใหญ” (ที่สถิตของเจาพออูคำ
ในบานของรางทรงคนแรกของหมูบาน หางจาก
หอเลย้ี งเกอื บ ๑ กโิ ลเมตร) กวนจำ้ ทเ่ี หลอื กจ็ ะชว ย
กันนำอาหารท่ีขออนุญาตจากเจาพอเจาแมแลว
มาเลี้ยงชาวบานที่มารวมพิธี เชื่อกันวาอาหารที่

๑. พวงขา วตอ นแตน ๔
๒. หอ นิมนต
๓. “ครอง” ท่ีสถิตของเจา ในบานรางทรง
๔. ศาลเจาพอ อคู ำ-เจาแมอูแกว

หรอื หอเล้ียงประจำหมูบา น

สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ 81

ขบวนแหขนั หมากในพิธกี นิ ดองเจา กบั รา งทรง รางทรงคนใหมถือพวงขา วตอนแตน
กบั ยอดออยในขบวนขนั หมาก

รบั ตอ มาจากเจาพอเจาแมเปรยี บเสมอื นอาหารทพิ ยดงั ทคี่ ุณยายพูน วนั เมฆ รา งทรง
ของเจาพอขุนไทร กลาววา “กินกันนะ อาหารของเจาพอเจาแมประทานให กินแลว
จะเปนยา ทำใหเราสมบูรณแ ขง็ แรง”

เมื่อรับประทานอาหารกันเรียบรอยแลว บรรดารางทรงก็จะอัญเชิญเจาพอ
เจา แมล งมาประทบั ทรง โดยมหี มอแคนทำหนา ทเ่ี ปน สอ่ื กลาง เมอ่ื เจา ลงมาประทบั
ทรงแลวก็จะหยิบชุดเครื่องแตงกายที่อยูตรงหนามาสวมใส เครื่องแตงกายแตละองค
จะมีสีสันลวดลายแตกตางกันออกไป โดยทั่วไปจะเปนผาลายดอกสีตางๆ ประกอบ
ดว ย ผา นงุ ๑ ผนื ผา มดั เอว ๑ ผนื เสอ้ื มกี ระดมุ ๑ ตวั ผา พาดบา วางซอ นกนั ๒ ผนื
และผาโพกศรี ษะ ๑ ผืน ถึงแมว ารางทรงเจา พอเจา แมท ุกคนจะมีอาวุธประจำกายคือ
ดาบคแู ละไมแ ซห วาย แตใ นวนั งานพธิ จี ะมเี พยี งรา งทรงทใ่ี หญท ส่ี ดุ คอื เจา พอ อคู ำทถ่ี อื
ดาบคู และรางทรงเจาพอขุนไทร (ลกู ชายของเจา พออูค ำ) ถือไมแซห วาย นอกนั้นจะ
เก็บอาวุธไวทคี่ รองในบานของตน

เมอ่ื เจา พอ เจา แมเ ขา ประทบั รา งแลว จะทยอยกนั เขา ไปกราบเจา พอ อคู ำตามลำดบั
ศักดิ์จนครบทุกองค จากนั้นวาที่รางทรงคนใหมจะเขาไปกราบเจาพออูค่ำพรอมกับ
รับมอบเครื่องแตงกาย เจาพอเจาแมองคอื่นๆ จะเขามาชวยกันแตงตัวให แลวจึง
รว มกนั รา ยรำตามจงั หวะเสยี งแคนทห่ี มอแคนเปา อยา งสนกุ สนาน รา งทรงใหมจ ะเลอื ก
หนึ่งในบรรดาเจาพอเจาแมที่รวมวงรำใหมาเปนผูประกบคูหรือเปนเสมือน “พี่เลี้ยง”
คอยกางรม และดแู ลตลอดพธิ กี นิ ดอง เมอ่ื เจา พอ เจา แมท กุ องคร า ยรำกนั จนเปน ทพ่ี อใจ
แลว กจ็ ะเริ่มตัง้ ขบวนแหข นั หมากหนา เรือนทรงไทยของเจาพอ อคู ำ

ขบวนแหขนั หมากในพิธีกินดองของท่นี ีจ่ ะแตกตา งไปจากขบวนขนั หมากของ
งานแตง งานทว่ั ๆ ไป คอื จะมกี วนจำ้ ใหญถ อื พานบายศรอี ยหู นา ขบวน ตามดว ยเจา พอ
อูคำถือดาบ ๑ คู เจาพอขุนไทรถือไมแซหวาย ๑ อัน แลวจึงเปนรางทรงคนใหมถือ

82 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

แมแตง ลา งเทา ใหร างทรงกอ นเขา ไปทำการสขู วัญ หมอขวัญทำพิธสี ูขวัญและผกู ขอมอื ใหร า งทรง

ยอดออ ยทห่ี อ ยดว ยพวงขา วตอ นแตน ขา งๆ รา งทรงคนใหมจ ะเปน เจา องคท ถ่ี กู เลอื กให
มาเปน พเ่ี ลย้ี ง ซง่ึ จะถอื รม กางใหร า งทรงคนใหม ตามดว ยบรรดาเจา พอ เจา แมอ งคอ น่ื ๆ
จดุ เทยี นถอื ไวอ งคล ะ ๑ เลม เดนิ รอบศาลเจา พอ อคู ำ ๓ รอบ ระหวา งทเ่ี ดนิ จะมผี นู ำโห
และคนที่รวมขบวนก็รับโหพรอมกัน เมื่อครบ ๓ รอบ ก็จะนำรางทรงองคใหมและ
เจาบาวไปทำการสูขวัญ โดยใหกาวขึ้นไปยืนบนกอนหินที่วางหญาแพรกไวดานบน
ทลี ะคน เพือ่ ใหแ มแ ตงเปนผลู า งเทา ให จากนนั้ ก็นำไปนง่ั หนาบายศรี (พาขวัญ) เพอื่
ใหห มอขวญั ทำพธิ สี ขู วญั และผกู ขอ มอื ให ผทู ท่ี ำหนา ทเ่ี ปน พเ่ี ลย้ี งจะปอ นไขต ม และของ
ทอ่ี ยใู นมอื ใหร า งทรงคนใหมก นิ จนหมด เปน อนั เสรจ็ พธิ ที ศ่ี าลเจา พอ อคู ำ - เจา แมอ แู กว

หลงั จากนน้ั กจ็ ะยา ยไปประกอบพธิ ที ่ี “บา นของรา งทรงคนใหม” โดยกวนจำ้ ใหญ
จะเปนผูถือ “ขันครอง” นำหนาทุกคนไป ขันครองเปนขันบูชาเจาทำจากไมไผสาน
เปนภาชนะ เรียกวา “หยอง” ภายในใสกรวยดอกไม ๘ กรวย และมีเทียนครอง
(ทำจากขผ้ี ึ้งแทง ยาวๆ) จุดปก ไว ที่สำคญั ระหวางการเดนิ ทางหา มเทียนดับเดด็ ขาด
และเมอ่ื มาถงึ บรรดารา งทรง กวนจำ้ และแมแ ตง กจ็ ะนำรา งทรงคนใหมเ ขา ไปประกอบ
“พิธีขึ้นครองนาย” โดยมีเจาพออูคำซึ่งเปนผูนำในพิธียกขันครองขึ้นกลาวอัญเชิญ
เจาพอเจาแมองคที่จะมาอยูกับรางทรงคนใหมใหมาสถิตที่ครองนี้ และประกาศให
เจา พอเจาแมท ุกองคทราบวา “คนคนน้ีจะเขามาเปน รา งทรงต้งั แตน ้เี ปน ตน ไป”

จากนั้นเจาพออูคำและเจาพอขุนไทรก็จะทำพิธีประพรมน้ำมนตและปด
รงั ควานสยบสง่ิ ชว่ั รา ย ดว ยการใชด าบคแู ละไมแ ซห วายแตะและกดไปตามสว นตา งๆ
ของบาน เปน การสะกดสง่ิ ชว่ั รา ยไวไ มใหม อี ำนาจเหนือเจา พอ เจา แม จากนนั้ เจาพอ
อูคำก็สงดาบคูนั้นใหรางทรงคนใหม รางทรงคนใหมจะลุกขึ้นนำดาบมาภาวนาแลว
ออกเดินไขวดาบกระทบกันและกดแตะไปรอบๆ บานเชนเดียวกับเจาพออูคำโดยมี
เจา พออูค ำและเจา องคอืน่ ๆ คอยดอู ยูหา งๆ เปรยี บเสมือนเปนการฝกรา งทรงคนใหม
ใหร ูจกั วิธปี ดรงั ควานและสยบสิง่ ชวั่ รา ย

83สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ



๒ เม่ือการปดรังควานเสร็จส้ินลงก็เปนการ
ปด ทา ยดว ยการรำฉลองงานกนิ ดอง โดยเจา พอ
๓ อูคำจะเปนผูนำเจาพอเจาแมองคอื่นๆ ฟอนตาม
เสียงแคนที่บรรเลงอยางสนุกสนาน บางชวน
๑. พธิ ีข้นึ ครองนายทบ่ี านรางทรงคนใหม ชาวบา นทน่ี ง่ั อยใู หล กุ ขน้ึ มารำรว มกนั ไมม ใี ครกลา
๒. เจา พอ อูคำทำพธิ ีปด รงั ควานในบา นรา งทรงคนใหม ปฏิเสธคำชวนของเจาพอ ดวยกลัววาถาเจาพอ
๓. การรำฉลองพธิ ีกินดองของเจา พอ เจา แม โกรธอาจจะใหโ ทษกบั ตนไดถึงกระน้นั บรรยากาศ
ก็เต็มไปดวยความสนกุ สนานร่ืนเริง จากนน้ั ก็เปน
การอันเชิญเจาพอเจาแมออกจากรางทรง แลว
รบั ประทานอาหารรว มกนั ระหวา งคนทเ่ี ปน รา งทรง
กบั ชาวบา นทม่ี ารว มงาน เปน อนั เสรจ็ พธิ กี นิ ดอง
ที่จบลงอยางอบอุน ชื่นมื่น หากแตเจือไวดวย
ความเขมขลังและศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกยางกาวตอง
ดำเนนิ ไปดว ยความระมดั ระวงั และพถิ พี ถิ นั ภายใต
ความเชื่อและศรัทธาในองคเจาพอเจาแมของ
หมบู า นนาทราย

หลังจากวันกินดองรางทรงคนใหมจะ
เปนรางทรงโดยสมบูรณ ทุกๆ วันพระหรือที่
เรียกวา “วนั ศีล” จะตอ งจดั จานขัน ๕ ขนั ๘ ไป
ไหวบูชาที่หีบใหญ (ที่สถิตของเจาองคใหญหรือ
เจาพออูคำ) และที่ครองที่บานของตนเอง ทั้งยัง
จะตอ งยดึ ถอื ปฏบิ ตั ติ ามกฎตา งๆ ของรา งทรงอยา ง

84 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔

เครง ครัด เปน ตน วา รกั ษาศลี ๕ หา มกนิ อาหาร หลมเกา ท่ที ำใหร า งทรงและเจาพอเจาแมผ กู พัน
ที่เหลอื จากผอู ื่น เม่อื ไปงานศพหามเขา ไปไหวศพ เปนอันหนึ่งอันเดียวกันตราบจนกวาชีวิตจะหาไม
และหา มกนิ อาหารและเคร่ืองดมื่ ในงานศพ หา ม พิธีกินดองจึงเปนเครื่องมือในการสืบสานระบบ
เดินลอดราวตากผา หามเดินลอดใตถุนบานของ ความเชื่อเกี่ยวกับเจาพอเจาแมใหคงอยูคูชาว
ผูอื่น (แตบานตนเองไมเปนไร) ถามีเหตุจำเปน หลมเกาตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ไมนาเชื่อวา
ตองเดินลอดผานบานผูอื่นตองหาหมวกมาสวม ภายใตกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมปจจุบัน
กอ นจงึ จะเดนิ ลอดใตถ นุ ได ไมอ ยา งนน้ั จะ “ขะลำ” ระบบความเชื่อและพิธีกรรมเกาแกด้ังเดิมอยาง
หรือเกิดเรื่องไมดีขึ้นนั่นเอง เมื่อถึงวันงานที่เกี่ยว “เจาพอ เจา แม” จะยังคงดำรงอยูในวถิ กี ารดำเนิน
กับเจาพอเจาแม เชน งานเลี้ยงป งานบุญบั้งไฟ ชวี ติ ปจ จบุ นั ของชาวหลม เกา มาไดอ ยา งเหนยี วแนน
งานสรงน้ำพระธาตุ เจาก็จะลงมาอาศัยรางของ กลาวไดวาความเชื่อเรื่องเจาพอเจาแมมีความ
รา งทรงเพอ่ื มารบั เครอ่ื งเซน ไหวท ช่ี าวบา นจดั เลย้ี ง ผูกพันกับชาวหลมเกาต้ังแตเกิดจนกระท่ังตาย
และฟอนรำหาความสำราญแลวก็จะออกจากราง และเปนความเก่ียวของกับชีวิตดวยอำนาจเหนือ
ไปเม่อื งานเสร็จสิ้นลง ธรรมชาติ ซง่ึ สอดคลอ งกบั วถี กี ารดำเนนิ ชวี ติ ของ
ชุมชนท่ีสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมของชาวลาว
พิธีกินดองเจา จงึ เปนพธิ ีสำคญั ทส่ี บื ทอด มาตัง้ แตตงั้ อดีตจนกระทงั่ ถึงปจ จบุ นั
ระบบความเช่ือเก่ียวกับเจาพอเจาแมของชาว

บรรณานุกรม

จักษมุ าลย วงษท า ว และวโิ รจน หุน ทอง. รายงานการลงพ้ืนที่เกบ็ ขอมลู ภาคสนาม เรอ่ื งพิธกี ินดอง บานนาทราย
อำเภอหลมเกา จงั หวดั เพชรบูรณ. สำนักศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ, ๒๕๕๕.
(เอกสารอัดสำเนา)

ฝายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั ,
คณะกรรมการ. วัฒนธรรม พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร เอกลักษณแ ละภูมปิ ญญาจงั หวดั เพชรบูรณ.
พิมพครง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพฯ : องคการคา ครสุ ภา, ๒๕๔๔

เขยี น วนั เมฆ. อายุ ๘๕ ป บานเลขท่ี ๖๕ หมู ๒ บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบูรณ,
สัมภาษณเ มอ่ื วนั ท่ี ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๕.

คำ วันเมฆ. อายุ ๘๒ ป บานเลขที่ ๖๕ หมู ๒ บา นนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลม เกา จังหวดั เพชรบรู ณ,
สัมภาษณเมื่อวันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕.

ซุง ดวงอุปะ. อายุ ๗๕ ป บานเลขที่ ๑๔๖ หมู ๓ บา นนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลม เกา จังหวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมอ่ื วนั ท่ี ๒๐ - ๒๑ มถิ นุ ายน ๒๕๕๕.

บญุ เฮียง เกตแกว. อายุ ๖๑ ป บานเลขที่ ๖๕/๑ หมู ๓ บานนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา จงั หวดั เพชรบรู ณ,
สัมภาษณเมอื่ วนั ท่ี ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๕๕.

พนู วันเมฆ. อายุ ๗๗ ป บานเลขที่ ๕๕ หมู ๒ บา นนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเ มอ่ื วันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕.

เพยี ง ขัดมัน. อายุ ๗๓ ป บา นเลขที่ ๙๐ หมู ๒ บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมือ่ วันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕.

ลอย อนิ สกุล. อายุ ๗๐ ป บานเลขที่ ๘๗ หมู ๓ บานนาทราย ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา จงั หวดั เพชรบูรณ,
สัมภาษณเม่ือวันท่ี ๒๐ - ๒๑ มิถนุ ายน ๒๕๕๕.

อว ย วนั ยศ. อายุ ๖๙ ป บานเลขท่ี ๘๗ หมู ๒ บานนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา จังหวดั เพชรบรู ณ,
สัมภาษณเม่ือวนั ที่ ๒๑ มถิ ุนายน ๒๕๕๕.

85สำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ

อันเนื่องมาจากประวัติศาสตรวัดชางเผือก
แวลัดะตตำานลานสมจังเดห็จวพัดรเพะมชรหบาจูรักณร พรรดิ

ธีระวัฒน แสนคำ

ที่ปรึกษากลุมประวัติศาสตรสองขางทาง
ภาควิชาประวัติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร

บทความนีเ้ ขียนขึ้นหลงั จากท่ผี ูเขียนไดอ านบทความเร่อื ง “วัดชา งเผอื ก ตาม
ตำนานเลา ขานของปยู าตายาย” ของอาจารยร ักชนก สมศักดิ์ ซงึ่ ตพี ิมพใ นวารสาร
ศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท่ี ๑ ฉบับที่ ๑ (ตุลาคม ๒๕๕๓ - มนี าคม ๒๕๕๔) และ
บทความเรื่อง “หลวงพอใหญวัดตาลพุทธศิลปรวมลานชาง : ตำนาน ศรัทธา
ความเช่ือของชาวหลมเกา ” ของผชู ว ยศาสตราจารยจินตนา สนามชัยกลุ ซ่ึงตพี มิ พ
ในวารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ี่ ๑ ฉบับที่ ๒ (เมษายน - กันยายน ๒๕๕๔) โดย
ความอนเุ คราะหของสำนกั ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

86 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบับท่ี ๔

พศหลิลระปวพงะพุทลอธาใรนหปู ชญปา งนูวปดั อตน ำาปเลภางอมหาลรมวเชิ กยั า

เน้ือหาในบทความท้ังสองเร่ืองท่ีกลาวมา ที่ไดรับการบอกเลาตอกันมา โดยอาจมีเรื่องราว
ขางตน เปนเรื่องราวทางประวัติศาสตรทองถิ่น ที่ใกลเคียงกันปรากฏในหลักฐานภายนอก เชน
เพชรบรู ณท น่ี า สนใจ และผเู ขยี นเองกไ็ มเ คยทราบ พระราชพงศาวดาร ซง่ึ เปน หลกั ฐานสำคญั ในการ
มากอ น โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ตำนานวัดชางเผอื ก ศึกษาประวัติศาสตรชาติ และไดรับการยอมรับ
ในบางกระแสที่เกี่ยวของกับพระมหากษัตริย จากนกั วชิ าการวา มคี วามคลาดเคลอ่ื นของหลกั ฐาน
กรงุ ศรอี ยธุ ยา และตำนานการสรา งหลวงพอ ใหญ คอนขางนอ ย
วัดตาลที่เกี่ยวของกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พระมหากษตั รยิ แ หง กรงุ ศรอี ยธุ ยา ตำนานทอ งถน่ิ ตำนานสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
จงั หวดั เพชรบรู ณท ง้ั สองตำนาน หากนำมารวมกนั สรางหลวงพอใหญวัดตาล
แลว พจิ ารณารว มกบั ขอ ความในพระราชพงศาวดาร
กรุงศรีอยุธยา ที่ผูเขียนเคยศึกษาและใชอางอิง วดั ตาลเปน วดั เกา แกแ ละเปน ทป่ี ระดษิ ฐาน
ในงานเขียนบอยคร้งั ก็จะพบวา ตำนานทองถ่นิ หลวงพอ ใหญ ซง่ึ เปน พระพทุ ธรปู ปนู ปน ปางมาร-
ดงั กลา วมเี นอ้ื หาทใ่ี กลเ คยี งหรอื สอดรบั กบั ขอ ความ วิชยั ขนาดหนา ตกั กวา ง ๒.๙๕ เมตร สงู ๔.๑๙
ท่รี ะบุไวในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยธุ ยา เมตร มีลักษณะทางพุทธศิลปรวมพระพุทธรูป
ศลิ ปะลา นชาง อายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ - ๒๑
ในบทความนี้ ผูเขียนมุงที่จะศึกษาและ หลวงพอใหญเปนที่เคารพศรัทธาของชาว
นำเสนอความเก่ียวพันกันระหวางตำนานทองถ่ิน หลม เกา และบรเิ วณใกลเ คยี งมาโดยตลอด(จนิ ตนา
จังหวัดเพชรบูรณเรื่อง ตำนานวัดชางเผือกและ สนามชัยกุล, ๒๕๕๔ : ๓๔ - ๔๒)
ตำนานการสรา งหลวงพอ ใหญว ดั ตาลกบั ขอ ความ
ในพระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา โดยพจิ ารณา หลวงพอ ใหญวดั ตาลไมปรากฏประวัติการ
จากองคป ระกอบหรอื บรบิ ททเ่ี กย่ี วขอ ง เพอ่ื แสดง สรางอยา งแนชดั จงึ มเี รือ่ งเลา หรอื ตำนานหลาย
ใหเ หน็ ถงึ ความสำคญั ของตำนานทอ งถน่ิ อนั เปน กระแสเกย่ี วกบั การสรา ง บางกระแสกบ็ อกวา สรา ง
หลกั ฐานสำคญั อยา งหนง่ึ ในการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร โดยพระนางเนาวรงคเ ทวพี ระชายาของพอ ขนุ ผาเมอื ง
ทอ งถน่ิ ซง่ึ อาจจะมเี คา โครงมาจากเหตกุ ารณจ รงิ

87สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

๑. พระเจดียใ จราย เจดียทรงระฆังควำ่ ศิลปะสุโขทยั บางกระแสก็วาสรางโดยพระเถระผูใหญท่ีมาจาก
เช่อื วาบรรจุพระศพมเหสหี รือพระแมอทุ ยั ทางใต แตท น่ี า สนใจกค็ อื มตี ำนานกระแสหนง่ึ
ทเ่ี ลา วา หลวงพอ ใหญว ดั ตาลสรา งโดยสมเดจ็
๒. พระเจดียใจดี เจดยี ทรงระฆงั ควำ่ ศิลปะสุโขทยั พระมหาจักรพรรดิ พระมหากษัตริยแหง
เชือ่ วา บรรจกุ ระดูกชางเผือกท่ีมาลม (ตาย) กรงุ ศรีอยุธยา
ทว่ี ดั ชางเผอื กแหงน้ี
เนอ้ื หาของตำนานกลา ววา หลงั จากสมเดจ็
พระสุริโยทัยสิ้นพระชนมแลว สมเด็จพระมหา-
จักรพรรดิซึ่งเบื่อหนายตอการศึกสงคราม จึงได
เสดจ็ ออกผนวชและดำรงเพศเปน พระภกิ ษสุ งฆช อ่ื
“หลวงตาจกั ร” เดนิ ธดุ งคม าจนถงึ บรเิ วณเมอื งหลม
(อำเภอหลมเกา จังหวัดเพชรบูรณ) จึงไดสราง
พระพุทธรูป “หลวงตาใหญ” วัดตาล พรอมกับ
บูรณะพระธาตุหรือหลวงปูธาตุที่วัดศรีมงคล
(บา นหนิ กลง้ิ ) ซง่ึ อยใู กลๆ กบั วดั ตาลดว ย (จนิ ตนา
สนามชยั กุล, ๒๕๕๔ : ๓๘)

ตำนานพระมหากษัตริยกรุงศรีอยุธยา
สรางวัดชางเผือก
๑ วัดชางเผือกเปนวัดเกาแกต้ังอยูตำบล
ในเมอื ง อำเภอเมอื งเพชรบรู ณ วดั แหง นม้ี โี บราณ
สถานและโบราณวตั ถคุ งไวเ ปน หลกั ฐานหลายอยา ง
อาทิ โบสถ พระเจดยี  พระประธานและพระพทุ ธรปู
ในโบสถอีกหลายองค ประวัติความเปนมาของ
วดั นก้ี ไ็ มป รากฏหลกั ฐานแนช ดั และมตี ำนานเรอ่ื ง
เลาที่เกี่ยวของกับการสรางวัดมากถึง ๔ กระแส
ดว ยกนั หนงึ่ ในตำนานวดั ชา งเผือกทชี่ าวบานได
เลาสืบตอกันมามีเนื้อหาที่เกี่ยวของกับพระมหา-
กษัตริยกรุงศรีอยุธยา อาจารยรักชนก สมศักดิ์
ซง่ึ เปน ผศู กึ ษารวบรวมเกย่ี วกบั ตำนานวดั ชา งเผอื ก
ไดกลาวถึงท่มี าของตำนานกระแสนว้ี า มาจากการ
บอกเลาของ นายทอน มาจาก ชาวบา นสะเดยี ง
อายุ ๘๔ ป ซึ่งเคยอา นเอกสารประวัติความเปน
มาของวัดชางเผือกจากหลวงตาวาว พระในวัด
ชางเผือกซึ่งมรณภาพไปแลว (รักชนก สมศักดิ์,
๒ ๒๕๕๔ : ๖๒)

88 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

เนื้อหาของตำนานกลาววา ในสมัยกรุง- ปวแรปูดัลฏปชะิเวภาน รงรชวเราผรยงรอื าเณกผ) อืกสเมกิจรอ่ืา(องนพดถาีตว.ยศาผจ.ย๒วู ำเา๕เพนรื่อ๒ายี ชเ๔รปกแนาลสระจัญนังาลหงกัวเัดอษือ้เณพมชขพรอรบงูรณ
ศรีอยุธยา พระมหากษัตริยมีชา งเผือกเชือกหนง่ึ
ซ่ึงเปน ชางคูบ า นคเู มอื ง เกิดอาการตกมันมุง หนา สิ้นพระชนมของสมเด็จพระสุริโยทัยหรือมาใน
มาทางเมอื งเพชรบรู ณ เจา เมอื งจงึ ไดจ ดั ทพั ทหาร สมณเพศ หากแตเ สดจ็ มาคลอ งชา งเผอื ก ในพระ-
ควาญชา ง และเสบยี งอาหาร เพอ่ื ตามหาชา งเผอื ก ราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั หลวงประเสรฐิ -
เชือกนี้กลับพระนคร ในระหวางนั้น พระมเหสีมี อักษรนิติ์ ซึ่งมีความแมนยำเรื่องเวลามากที่สุด
พระนามวา “พระแมอทุ ัย” ทรงตั้งครรภแก พระ- กลาววา “ศักราช ๙๑๗ เถาะศก (พ.ศ.๒๐๙๘)
มหากษัตริยทรงเปนหวงจึงใหเสด็จติดตามทัพมา วนั จนั ทร แรม ๗ คำ่ เดอื น ๗ ไดช า งเผอื กพลาย
ดวย ขบวนไพรพลเดินทางมาถึงเมืองเพชรบูรณ ตำบลปาเพชบูรร สูง ๔ ศอกคืบมีเศษ ชื่อ
ไดพบชางเผือกตกปลัก (ตกหลม) ที่บานปาแดง พระแกวทรงบาต” (พระราชพงศาวดารกรุงศรี-
ควาญชางจะจบั ชางเผอื ก จงึ ด้นิ ตะเกยี กตะกาย อยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์, ๒๕๓๙ :
ขน้ึ จากหลมุ หนั หนา หนเี ขา มาทางในเมอื ง และมา ๒๒๓)
ลม (ตาย) ที่วัดชางเผือกแหงนี้ ขณะเดียวกัน
พระแมอ ทุ ยั กท็ รงมปี ระสตู กิ าล (เปน พระโอรสหรอื นอกจากนี้ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรี-
พระธิดาไมปรากฏหลักฐาน) หลังจากนั้นก็สิ้น อยธุ ยา ฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ (เจมิ ) ยงั ไดข ยายความ
พระชนมท ว่ี ดั ชา งเผอื ก พระมหากษตั รยิ จ งึ ไดส รา ง เพิ่มเติมวา “ศักราช ๙๐๘ ปม ะเมียอัฐศก (พ.ศ.
วัดและสรางพระเจดียเพ่ือบรรจุพระศพมเหสีและ ๒๐๘๙) เสดจ็ ไปวงั ชา งตำบลปา เพช็ รบรู ณ ได
ชางเผือก โดยตั้งชื่อวัดแหงนี้วา “วัดชางเผือก” ชา งเผอื กพลาย สงู ๔ ศอกเศษ ใหช อ่ื พระแกว
(รักชนก สมศักด,ิ์ ๒๕๕๔ : ๖๒) ทรงบาศ” (พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั
พันจนั ทนมุ าศ (เจิม), ๒๕๓๙ : ๒๔๕)
ความนาสนใจของตำนานหลวงพอใหญ
วัดตาลและตำนานวัดชางเผือก แมวาศักราชในพระราชพงศาวดารจะไม
ตรงกนั (ใหยึดเอาฉบับหลวงประเสริฐฯ เปนหลกั )
เมื่อผูเขียนไดอานตำนานและเนื้อหาที่ แตเนื้อความก็สอดคลองกัน ซึ่งแสดงใหเห็นวา
เกี่ยวของกับหลวงพอใหญวัดตาลและตำนานวัด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จมาคลองชางเผือก
ชางเผอื ก กเ็ ห็นความนาสนใจของตำนานทองถ่นิ
ทัง้ สองเร่อื ง เนอ่ื งจากวา เน้อื หาของตำนานมี
ความเกย่ี วพนั กบั พระมหากษตั รยิ ก รงุ ศรอี ยธุ ยา
โดยเฉพาะอยา งย่งิ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ในตำนานการสรางหลวงพอใหญวัดตาล
ระบวุ า ผสู รา งหลวงพอ ใหญ คอื สมเดจ็ พระมหา-
จกั รพรรดิ ซงึ่ ขณะนนั้ ทรงผนวชอยู สว นในพระ
ราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบบั พนั จันทนมุ าศ
(เจมิ ) ไดร ะบวุ า สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดเิ คยเสดจ็
มายังเมืองเพชรบูรณ แตไมไดเสด็จมาหลังการ

89สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

ปทพรจรงะจเปบุครนัระ่ือปธงรานะนอดปยษิ าฐงกาปอนรนาอกบยาพูใรนรบวะูริหยณาารชะหมลพวู งพอแกว

ที่ปาเมืองเพชรบูรณ และทรงไดชางเผือกพลาย : ๕ - ๓๗) การเดนิ ทางมาของพระราชวงศ ขนุ นาง
สงู ประมาณ ๔ ศอกเศษ หลงั พธิ สี มโภชทรงพระราช และพระสงฆจ ากกรงุ ศรีอยธุ ยา กต็ องผา นเมือง
ทานชอ่ื วา พระแกว ทรงบาศ นบั เปน ชา งเผอื ก ๑ ใน เพชรบรู ณ และอาศัยเสน ทางในลมุ น้ำปาสักขา ม
๗ เชือกของพระองค ซึ่งทำใหพระองคไดรับการ เทอื กเขาไปยงั สถานทส่ี รา งพระธาตุ เหตกุ ารณใ น
ถวายพระนามจากสมเดจ็ พระสงั ฆราช พระราชา- ประวัติศาสตรดังกลาวอาจอยูในความทรงจำของ
คณะและเสนาพฤฒามาตยร าชปโุ รหติ วา “สมเดจ็ ทองถนิ่ และไดร ับการบอกเลา อยา งเลอื นลางมา
พระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจาชางเผือก” จนถงึ ปจ จบุ นั ทำใหเ รอ่ื งราวผดิ เพย้ี นและเกดิ เปน
(พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยาฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ ตำนานทว่ี า สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดเิ สดจ็ มาสรา ง
(เจมิ ), ๒๕๓๙ : ๒๔๕) หลวงพอใหญวัดตาลและพระธาตุวัดศรีมงคลก็
เปนได
เมื่อนำความในพระราชพงศาวดารมา
เทยี บกบั ตำนานทองถ่ินทง้ั สองเร่ือง ผเู ขยี นมี สวนตำนานวัดชางเผือกท่ีมีการกลาวถึง
ความเห็นวา ตำนานเกีย่ วกับการสรา งหลวงพอ พระมหากษตั รยิ ก รงุ ศรอี ยธุ ยานน้ั แมจ ะไมไ ดก ลา ว
ใหญวัดตาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอาจ ถึงสมเด็จพระมหาจกั รพรรดโิ ดยตรง แตเนื้อหาก็
มิไดเปนเรื่องท่ีเกิดข้ึนจริงในประวัติศาสตร สอดรับกับเหตุการณในพระราชพงศาวดารที่ระบุ
เนื่องจากวา หลวงพอใหญวัดตาลเปนพุทธศิลป วาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จคลองชางเผือก
รวมลานชาง แตเหตุที่มีการกลาวถึงสมเด็จพระ ที่เมืองเพชรบูรณ โดยมีความเปนไปไดวาภาย
มหาจกั รพรรดนิ น้ั อาจเปน เพราะในอดตี พระองค หลงั ทจ่ี บั ชา งเผอื กพลายไดแ ลว อาจมกี ารสรา งวดั
เคยเสด็จมาเมืองเพชรบูรณ และในรัชกาลของ ข้ึนเปนอนุสรณบริเวณวังชางท่ีจับชางเผือกพลาย
พระองคก็มีการสรางพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเปน “พระแกวทรงบาศ” ได หรือบริเวณวัดชางเผือก
สัญลักษณของเขตแดนและไมตรีระหวางกรุงศรี อาจเปนสถานที่ท่ีใชในการสมโภชชางเผือกกอน
อยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต (ลานชาง) ขึ้นที่ ที่จะนำไปยังกรุงศรีอยุธยาก็เปนได สมเด็จพระ-
บริเวณรมิ ฝง แมน้ำหมนั เมืองดานซาย ในชวงป มหาจกั รพรรดอิ าจมรี บั สง่ั ใหส รา งวดั ขน้ึ เปน อนสุ รณ
พ.ศ. ๒๑๐๓ - ๒๑๐๖ (วินัย พงศศ รเี พียร, ๒๕๕๔ หรือเจาเมืองเพชรบูรณอาจสรางวัดขึ้นเพื่อถวาย

90 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับท่ี ๔

ใทพนรรองะเุโปคบรรสะอ่ื ถธงาหนนลอ ปงัยใาหงอมปงรคาจ บำพลรอะงยาชมพู ขาวสารดำที่กระจายอยบู นดินบริเวณวดั โพนชัย

เปนพระราชกุศลกเ็ ปน ได ซึ่งลักษณะทางศิลปะ พระประธานในโบสถเ ปน พระพทุ ธรปู สำรดิ
หลายอยางภายในวัดชางเผือกก็บงชี้วาวัดแหงน้ี ปางมารวิชัย สวมเครือ่ งทรงอยางกษัตรยิ  หรอื ท่ี
นาจะมีการสรางข้ึนในสมัยอยุธยาตอนกลาง เรียกวาพระพุทธรูปทรงเคร่ืองนอย ทำใหบางคน
(ตน พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ - กลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒) เรียกวาพระพุทธรูปปางปราบพระยาชมพู ซึ่ง
อีกดวย สวนที่มีการกลาวถึงพระแมอุทัยวาเปน ปรากฏเรอ่ื งราวในพทุ ธประวตั ิ เมอ่ื พจิ ารณาจาก
พระมเหสีของพระมหากษัตริยกรุงศรีอยุธยานั้น พทุ ธศลิ ปข องพระประธานในโบสถว ดั ชา งเผอื ก
ผูเขียนสันนิษฐานวานาจะเปนเร่ืองราวที่มีการ แลว ผูเขียนสันนิษฐานวานาจะสรางขึ้นใน
แตงเติมในภายหลังมากกวา เพื่อใหมีพระเอก สมยั อยุธยาตอนกลาง (ระหวางรชั กาลสมเด็จ
นางเอกในเรอ่ื งตามอยา งนทิ านปรมั ปราทป่ี รากฏอยู พระบรมราชาธิราชที่ ๓ พ.ศ.๒๐๓๑ ถึงพระเจา
หลายๆ เรือ่ ง อาทติ ยวงศ พ.ศ. ๒๑๗๒) ตามการแบง ของยคุ สมยั
ทางศลิ ปะของศาสตราจารย ดร.ศกั ดช์ิ ยั สายสงิ ห
วัดชางเผือก : ประวัติศาสตรศิลปะ แหง ภาควชิ าประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะ คณะโบราณคดี
แบบอยุธยาตอนกลาง มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร (ศกั ดิช์ ยั สายสิงห, ๒๕๕๔
: ๑๐๓)
ภายในวัดชางเผือกมีโบราณวัตถุและ
โบราณสถานปรากฏอยหู ลายอยา ง ซงึ่ ไดรับการ ในสมัยอยุธยาตอนกลางน้ันไดเกิดการทำ
ข้ึนทะเบียนจากกรมศิลปากรตามประกาศใน พระพุทธรูปสวมเครื่องทรงกษัตริยหรือพระจกั ร-
ราชกจิ จานเุ บกษา ตัง้ แตวนั ท่ี ๒๔ พฤศจิกายน พรรดิ ซ่งึ เรียกกันวา “พระพุทธรูปทรงเคร่ืองนอย”
พ.ศ. ๒๕๓๖ (รักชนก สมศักดิ์, ๒๕๕๔ : ๖๓) ขึ้นมาโดยเฉพาะ พระพุทธรูปทรงเครื่องนอยจะ
และพอที่จะสามารถนำรูปแบบทางดานศิลปะมา สวมเครื่องทรงไมมากชิ้น เครื่องทรงเปนแบบ
กำหนดอายุได โดยเฉพาะอยา งยิ่ง พระพทุ ธรูป เดียวกันกับเทวดาที่สรางขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน
ประธานในโบสถ (ปจจุบันยายไปประดิษฐานใน เครอ่ื งทรงสว นใหญป ระกอบดว ย มงกฎุ ซง่ึ ประกอบ
วหิ ารและสรา งองคจ ำลองขนึ้ มาแทน) ดวยกระบังหนาและรัดเกลา กุณฑล กรองศอ
ซึ่งบางครั้งมีสายสรอยประดับทับทรวงหอยลงมา

91สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

ดว ย และพาหรุ ดั (รงุ โรจน ธรรมรงุ เรอื ง, ๒๕๕๓ : ๑๔๐ - ๑๔๑) นกั วชิ าการดา นประวตั -ิ
ศาสตรศ ลิ ปส นั นษิ ฐานวา พทุ ธศลิ ปด งั กลา วนา จะมคี วามสมั พนั ธก บั เทวรปู สมยั สโุ ขทยั
และพระพทุ ธรูปทรงเครอื่ งในศลิ ปะลานนาซ่ึงมมี ากอน (ศกั ดช์ิ ัย สายสิงห, ๒๕๕๔ :
๑๐๖ ; สนั ติ เล็กสุขมุ , ๒๕๕๐ : ๑๔๕)

ลกั ษณะพุทธศิลปในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึง่ ครองราชยร ะหวางป
พ.ศ. ๒๐๙๑ - ๒๑๑๑ (วลิ าสวงศ พงศะบุตรและวุฒชิ ยั มูลศลิ ป, ๒๕๔๘ : ๑๘) และ
อยูในชวงสมัยอยุธยาตอนกลาง จึงนาจะมีลักษณะพุทธศิลปรวมแบบศิลปะอยุธยา
ตอนกลาง ดังน้นั จงึ มคี วามเปน ไปไดอยางยิ่งวา พระพุทธรปู ประธานในโบสถ
วัดชางเผือก อาจสรางขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจริง หากขอ
สนั นษิ ฐานดงั กลา วเปน ความจรงิ กจ็ ะสอดรบั กบั ขอ สนั นษิ ฐานเกย่ี วกบั ตำนาน
วดั ชางเผอื ก และขอความในพระราชพงศาวดาร ตามทผี่ เู ขียนไดนำเสนอใหทราบ
แลว ในขางตน

บทสรุป

จากทก่ี ลา วมาขา งตน เปน เพยี งขอ สนั นษิ ฐานของผเู ขยี นทพ่ี จิ ารณาตามหลกั ฐาน
ทางประวตั ศิ าสตร (ทม่ี อี ยคู อ นขา งจำกดั ) ประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะ และบรบิ ททางประวตั -ิ
ศาสตรท ่เี ก่ียวของ เพือ่ อธบิ ายความเกี่ยวพนั กนั ระหวา งตำนานทองถ่นิ กับเหตุการณ
ในประวัติศาสตรจากบันทึกของราชสำนัก แตอยางไรก็ตาม ขอสันนิษฐานดังกลาว
อาจไมใ ชข อ ยตุ ทิ างการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร ซง่ึ ควรทจ่ี ะตอ งมผี รู หู รอื นกั วชิ าการเขา มา
ทำการศึกษาตอ ยอดตอไป ผูเขียนจะมคี วามยนิ ดเี ปนอยา งย่งิ หากบทความน้ีเปน ฐาน
ขอ มลู ทีผ่ ลกั ดันใหเ กดิ การศึกษาตำนานหรอื ประวัติศาสตรท อ งถิน่ เพชรบรู ณ

นอกจากนี้ ผลการศึกษาในครั้งนี้ยังชี้ใหเห็นวา การสรางความรับรูเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตรที่สัมพันธกับกลุมบุคคลตางระดับคือ ที่มีความรูหนังสือหรือสามารถ
กำหนดใหมีการบันทึกเรื่องนี้เปนลายลักษณได อันอาจเปนกลุมชนในระดับบนของ
สังคมกบั กลมุ ทส่ี งตอเรอ่ื งราวดวยจารตี บอกเลา มีขอแตกตา งกนั อยูในระดบั บนของ
สงั คมกบั กลมุ ทส่ี ง ตอ เรอ่ื งราวดว ยจารตี บอกเลา อยใู นรายละเอยี ดปลกี ยอ ย แตก ถ็ อื ได
วาเปน การรับรเู ชิงประวตั ิศาสตรเ กิดขึ้นในสงั คมระดบั ทองถิ่น ท่สี ัมพนั ธกบั ศูนยกลาง
อำนาจ คอื กรุงศรีอยุธยา

สิ่งที่เราควรทำความเขาใจคือการรับรูของ “สังคมทองถิ่น” ที่เกิดขึ้นนี้ อยูใน
รศั มกี ารดดู กลนื ของศนู ยอ ำนาจสว นกลางอยเู ปน อนั มาก ความพยายามทจ่ี ะศกึ ษาให
ลกึ ลงถงึ หนว ยยอ ย (sub-unit) ของทอ งถน่ิ เปน สง่ิ ทค่ี วรเรง ใหม ขี น้ึ ในการศกึ ษาประวตั -ิ
ศาสตรทองถิ่น กอนที่การรับรูของทองถิ่นแบบเดิมจะถูกลืมเลือนไป โดยการศึกษา
แบบใหมที่รัฐบาลทุนนยิ มคิดวา “ด”ี แตไ มเขา ใจคำวา “ความเปนทอ งถิน่ ” เลย

92 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

บรรณานุกรม

“พระราชพงศาวดารกรงุ ศรีอยุธยา ฉบบั พนั จันทนมุ าศ (เจมิ )”. ใน ประชมุ พงศาวดารฉบับ
กาญจนาภิเษก เลม ๓. กรงุ เทพฯ : กองวรรณกรรมและประวตั ิศาสตร กรมศลิ ปากร, ๒๕๓๙.

“พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสรฐิ อักษรนติ ์”ิ . ใน ประชมุ พงศาวดารฉบับ
กาญจนาภเิ ษก เลม ๑. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร กรมศลิ ปากร, ๒๕๓๙.

จนิ ตนา สนามชัยกลุ . “หลวงพอใหญวดั ตาลพุทธศิลปรว มลานชาง : ตำนาน ศรัทธา ความเชอ่ื
ของชาวหลมเกา”. ใน วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ. ปท ี่ ๑ ฉบบั ท่ี ๒
เมษายน – กนั ยายน ๒๕๕๔.

ธดิ า สาระยา. “พระรว ง : ตวั อยา งศกึ ษาเรอื่ งการรบั รเู ชงิ ประวตั ิศาสตรของสงั คมทองถิน่ ”. ใน
ประวตั ิศาสตรท องถ่ิน : ประวัติศาสตรท่ีสมั พนั ธก บั สงั คมมนุษย. กรุงเทพฯ :
เมืองโบราณ, ๒๕๓๙.

รักชนก สมศักดิ.์ “วัดชางเผือก ตามตำนานเลาขานของปูยา ตายาย”. ใน วารสาร
ศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ. ปท่ี ๑ ฉบับที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ – มีนาคม ๒๕๕๔.

รุงโรจน ธรรมรงุ เรือง. พระพุทธปฏมิ าสยาม. กรงุ เทพฯ : มวิ เซียมเพรส, ๒๕๕๓.
วินัย พงศศ รีเพียร. “จารกึ พระธาตศุ รสี องรกั : มรดกความทรงจำแหง จังหวัดเลย วาดวยสญั ญาทาง

ไมตรีศรอี โยธยา - ศรีศัตนาคนหตุ พ.ศ. ๒๑๐๓”. ใน วนิ ัย พงศศ รีเพียร (บรรณาธิการ).
๑๐๐ เอกสารสำคัญ : สรรพสาระประวัตศิ าสตรไทย ลำดับที่ ๖. กรุงเทพฯ :
โครงการวจิ ยั “๑๐๐ เอกสารสำคญั เก่ยี วกับประวตั ศิ าสตรไ ทย” ในความสนบั สนนุ ของ
สำนักงานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.), ๒๕๕๔.
วิลาสวงศ พงศะบุตรและวุฒชิ ยั มูลศลิ ป. “ลำดบั พระมหากษตั ริยไ ทย”. ใน สารานุกรมไทยสำหรบั
เยาวชนโดยพระราชประสงคในพระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว ฉบบั เสริมการเรียนรู
เลม ๓. กรุงเทพฯ : โครงการสารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงคใ น
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ฉบบั เสริมการเรยี นรู, ๒๕๔๘.
ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม. เมอื งโบราณในอาณาจกั รสโุ ขทัย. กรงุ เทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๒.
ศักดิช์ ัย สายสงิ ห และไพฑรู ย พงศะบุตร. “พระพุทธรปู ”. ใน สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน
โดยพระราชประสงคใ นพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัว ฉบบั เสรมิ การเรยี นรู เลม ๘.
กรงุ เทพฯ : โครงการสารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชนโดยพระราชประสงคใน
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั ฉบบั เสริมการเรียนร,ู ๒๕๕๐.
ศกั ดช์ิ ยั สายสงิ ห. พระพทุ ธรปู สำคญั และพทุ ธศลิ ปใ นดนิ แดนไทย. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๕๔.
สนั ติ เล็กสุขมุ . ศิลปะอยุธยา : งานชา งหลวงแหง แผน ดนิ . กรุงเทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๕๐.

93สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ

ตามไปดู “พิธีเลี้ยงเจาปู-เจายา” :

ประเพณีคูศรัทธาของชุมชนบานปาแดง

เอกชัย แสงโสดา

อาจารยประจำหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ

รา ง “นางทรง” ลุกขน้ึ โยกยายรา ยรำตามเสียงวงปพ าทยพน้ื บาน ดูคลา ยวาจะ
ออ นชอยแตกลับแขง็ แรงดดุ นั ราวกบั บุรุษเพศ เสยี งหวีดหวิวของ “ปห มอ” ใตร มคร้มึ
ของตนไมใหญผสานสายลมที่พัดแผวเบา สรางบรรยากาศใหชวนขนลุกเปนระยะ
รางสั่นเทิ้มของนางทรงลดตัวลงดวยอาการหอบ กอนจะนั่งสนทนากับชาวบานราว
ลูกหลานทค่ี ุน เคยดวยสำเนียงไมคนุ หู

ข้นึ ๖ คำ่ เดือน ๖ ของทกุ ป สำหรบั ชาวบา นปา แดง ตำบลปาเลา อำเภอเมอื ง
จังหวัดเพชรบูรณเองแลว ถอยความที่กลาวเปดเรื่องดูเหมือนจะเปนภาพที่คุนชินอยู
ไมนอย เพราะถือเปนชวงเวลาที่ลูกหลานชาวปาแดงจากทุกสาระทิศ ตางรวมแรง
รว มใจกันทำพิธเี ล้ยี งผเี จาปู-เจายา ซง่ึ ถือเปน ประเพณสี ำคัญที่ทำสืบกันมาชา นาน

94 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบุระ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔

ปฐมเหตุ : ประเพณีเลี้ยงเจาปู-เจายา

พธิ เี ลี้ยงผเี จา ป-ู เจายา เปน การจดั อาหารคาวหวานไปเซน สังเวยดวงวญิ ญาณ
ของบรรพบรุ ษุ ทล่ี ว งลบั ไปแลว ณ วงั สาน หรอื ศาลเจา ป-ู เจา ยา ซง่ึ เชอ่ื วา เปน ทส่ี งิ สถติ ย
ของวิญญาณเจา ป-ู เจายา และผบี รรพบุรุษ ทคี่ อยวนเวยี นปกปอ งรกั ษาลูกหลานให
อยเู ยน็ เปนสขุ ปลอดภัยจากการคกุ คามทำรายของภตู ผีอน่ื ๆ ตลอดจนคอยชวยเหลือ
ใหผ า นพนจากปญ หาอปุ สรรคและความทุกขใจทแ่ี ผวพานเขามาในชวี ติ

ผีเจาปู-เจายาเปนใครมาจากไหน ไมมีหลักฐานปรากฏชัดเจน เลากันวาเดิม
บานปา แดงแหงนี้ มชี าวภไู ทจากฝง ลาวอพยพมาตั้งถนิ่ ฐานอยบู รเิ วณน้ี ๗ ครอบครวั
ตอมามีพระภิกษุสงฆธุดงคมาถึงยังบริเวณหมูบาน ๓ รูป พระสงฆรูปหนึ่งปกกลด
ธดุ งคอยกู ลางหมูบ าน และมองเหน็ วา ชัยภูมิทต่ี ง้ั ซงึ่ ตนเองอาศยั อยูนน้ั มีตนโพธิใ์ หญ
ขน้ึ อยู เหมาะสำหรบั ทจ่ี ะเปน สถานทต่ี ง้ั ของวดั จงึ นมิ นตพ ระสงฆอ กี สองรปู มารว มกนั
สรางวัดกลางหมูบานขึ้น และใหชื่อวา “วัดโพธิ์กลาง” ซึ่งยังคงเปนวัดคูหมูบานมาจน
ถึงปจ จุบัน ขณะทช่ี มุ ชนปาแดงไดส บื ลูกสบื หลานขยายครวั เรือนเพ่ิมมากขึน้ น้ัน ได
ปรากฏอาเพศอยา งท่ไี มเ คยมีมากอ น มีคนลมตายภายในหมูบ านโดยไมทราบสาเหตุ
ชาวบานจึงทำพิธีเขาทรงเพื่อสอบถามสาเหตุที่เกิดขึ้น ก็ทำใหรูกันวาเจาปู-เจายา
ผบี รรพบรุ ษุ และผเี จาบา นเจา เมอื งทอ่ี าศยั อยบู ริเวณนีอ้ ยากมาอาศยั อยูดวย

ตั้งแตน้ันเปนตนมาชาวบานปาแดงจึงตกลงกันวาใหมีการทำพิธีเล้ียงดู
เจา ปู-เจายา และผีบรรพบุรษุ อ่ืนๆ พรอ มสรา งศาลใหเปนทีอ่ าศยั บรเิ วณวังสานทาง
ขนึ้ ไปเข่ือนปา แดงในปจจุบนั โดยกำหนดใหว นั ขน้ึ ๖ คำ่ เดอื น ๖ หรืออาจจะเปน วัน
ข้นึ ๔ ค่ำ เดอื น ๖ เปน วันทำพิธีเลย้ี งเจา ป-ู เจา ยา ท้ังน้ีแลวแตวาปน น้ั จะสะดวกฤกษ
ใด โดยชาวบา นจะหาวนั เวลา ฤกษย าม จากนน้ั จะอญั เชญิ ผเี จา ป-ู เจา ยา และผอี น่ื ๆ
ที่เคารพนับถือมาเขารางนางทรง แลวทำพิธีเลี้ยงเพื่อเปนการแสดงความกตัญูตอ
บรรพบุรุษและขอใหท านปกปก รักษาคุมครอง

ศาลเจาปูเจายา

ศาลเจา ปเู จา ยา ตง้ั อยทู างทศิ ตะวนั ตก หา งจากหมบู า นราว ๕๐ เมตร ผอู าวโุ ส
ในหมูบา นเลา ใหฟง วา ศาลของเจาป-ู เจา ยา นั้นเดมิ ทสี รางจากไมไ ผ หลงั คามงุ ดว ย
หญา คา พ้นื ปไู มฟ ากแบบงา ยๆ สรา งมาต้ังแตเ มื่อไรไมม ใี ครรู จนในสมัย นายฟน
เกตแุ ฟง เปน ผใู หญบ า นเมอ่ื ป พ.ศ.๒๕๒๗ - ๒๕๒๘ ไดร ว มกบั ลกู บา นทำการสรา งศาล
ขึ้นใหม เนื่องจากศาลหลังเกาคับแคบ ทรุดโทรม โดยรวบรวมเงินและแรงงานจาก
ชาวบานในหมูบาน ศาลเจาปู-เจายาในปจจุบันจึงเปนอาคารโปรง กอผนังปูนขึ้น
ดานเดยี ว เทพ้นื ปูน มุงหลังคาดวยกระเบ้อื ง ดานที่กอฝาผนงั ขึ้นมหี ้ิง (ชัน้ ) สำหรบั

95สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ

วางของตามความยาวของฝาผนงั หง้ิ ดา นหนง่ึ จะแขวน
เส้ือผาและจัดวางอุปกรณประจำตัวรวมถึงของท่ีชอบ
ของผบี รรพบรุ ุษแตละตนเอาไว อกี ดานหน่งึ จะจดั วาง
ของและเครอ่ื งเซน บชู าตา งๆ ทง้ั ธปู เทยี น ตกุ ตารปู ชา ง
มา รวมถงึ ของบชู าอน่ื ๆ ตามความเชอ่ื และศรทั ธาของ
ผูคนในหมบู าน

นายฟน เกตุแฟง เลาวา ศาลเจาปู-เจายานั้น
เดมิ เรยี กวา ศาลเจา ปวู งั สาน ดว ยศาลแหง นต้ี ง้ั อยเู หนอื
วังสานซึ่งในอดตี บริเวณนจี้ ะเปนวังนำ้ ลึก มลี ักษณะ
๑ เปนลำน้ำทอดยาว เรียกวาหวยปาแดง (ปจจุบันเห็น
เพยี งรอ งคนั ดนิ ) เมอ่ื มกี ารสรา งเขอ่ื นปา แดงขน้ึ นำ้ ใน
หว ยปา แดงจงึ เรม่ิ แหง ขอดเหลอื ใหเ หน็ เพยี งลำหว ยเลก็ ๆ
รวมทง้ั วงั สานทเ่ี ปน แอง นำ้ ขนาดใหญก พ็ ลอยเหอื ดแหง
หายไปดว ย

พิธีเลี้ยงเจาปูเจายา
ชวงเวลาที่ลูกหลานชาวปาแดงรอคอย

เชาตรูของวันขน้ึ ๖ คำ่ เดอื น ๖ ผูเ ฒา ผูแกเ ดนิ
นำหนาลูกหลานบานปาแดงมายังศาลเจาปู-เจายา
ในมือตางถือเคร่ืองเซนไหวทั้งอาหารคาวหวานและ
เครอ่ื งเซน บชู า เมอ่ื มาถงึ ศาลกจ็ ะพบผอู าวโุ สทม่ี หี นา ท่ี
จัดเตรียมสถานที่ รับเครื่องเซนไหวไปจัดวางตาม
๒ ธรรมเนียมพิธีอีกครั้งหนึ่ง บางคนก็ถือโอกาสนำของ
มาแกบ นรว มในพธิ ใี นครง้ั นด้ี ว ย และดว ยงานพธิ จี ดั ขน้ึ
เพียงปละครั้ง จึงทำใหบริเวณศาลคลาคล่ำไปดวย
ผูสูงวัยในหมูบานที่ทยอยมารวมงานอยางตอเนื่อง
เสียงถามไถสารทุกขสุกดิบเซ็งแซทั่วบริเวณศาลเจาปู-
เจายา ศาลทีจ่ ากเดมิ เคยเงยี บสงบจงึ กลบั ดูครึกคร้ืน
และเล็กไปถนัดตา

๑. ศาลเจาป-ู เจายา ณ วังสานบานปา แดง
๒. แทนบูชาเจาปู- เจายา ตกุ ตาบรวิ ารตา งๆ
และราวเส้ือผาสำหรับประกอบพิธีเล้ียงเจา ปเู จา ยา
๓ ๓. เครือ่ งเซน ไหวทช่ี าวบานชวยกันนำมาเลีย้ งเจาปเู จายา

96 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

กวา เครอ่ื งเซน ไหวท ท่ี ง้ั ผรู บั หนา ทจ่ี ดั เตรยี ม กอนพิธีจะเริ่มข้ึนมีการไหวครูวงปหมอ
และทต่ี า งคนตา งกน็ ำมาตามความศรทั ธา จะจดั และวงปพ าทย วงดนตรีเปน ของคูพธิ ีอยา งหนง่ึ
วางเรียงรายเต็มศาลก็ใชเวลารวมชั่วโมง เพราะ ทข่ี าดไมไ ด เพราะการเชญิ ผเี จา ป-ู เจา ยา รวมถงึ
ทุกคนตางก็อยากใหเคร่ืองเซนของตนมีโอกาส ผีบรรพบุรุษอื่นๆ ตองอาศัยเครื่องดนตรีเปนสื่อ
นำไปเลี้ยงผบี รรพบุรุษอยา งทว่ั ถึง เครอ่ื งเซนไหว ในการตดิ ตอ กบั ผี คไู ปกบั การทำพธิ บี วงสรวงและ
ทน่ี จ่ี ดั เตรยี มกนั แบบเรยี บงา ย ชนดิ ทว่ี า ใครมอี ะไร เซน ไหว รวมถงึ หากผตี นใดเกดิ รสู กึ ครกึ ครน้ื ขน้ึ มา
ก็นำมารวมพิธี ไมมีขอกำหนดกฎเกณฑอะไร ก็จะสั่งใหดนตรีบรรเลงประกอบการฟอนรำให
มากมาย ยกเวนหัวหมูกับไกตมเทานั้นที่จะขาด ลูกหลานไดดู และเมื่อผีจะออกจากรางก็ตองใช
ไมได ไกที่นำมาจะใชวิธีการทุบหัวไมใชวิธีการ เครอ่ื งดนตรบี รรเลงสง สอบถามไดค วามวา วงปห มอ
เชอื ดคอนำเอาเครอ่ื งในออกมาลา งทำความสะอาด เปนวงที่เลนประกอบในพิธีมาตั้งแตโบราณ มี
ทางกน ไก แลว นำกลับเขาไปไวเหมอื นเดมิ เพอื่ จะ เครื่องดนตรเี พียง ๓ ช้ิน คอื ป ฆอ ง กลองตะโพน
ไดดูเหมือนวา เปน ไกท ้ังตัว สวนหมแู มวา จะไมได คนเปาปก็ร่ำเรียนกันมาแบบสืบทอดจากรุนสูรุน
เห็นหมูทัง้ ตวั แตหัวหมทู ถ่ี กู จัดวางพรอ มกบั สว น และไมนิยมนำไปบรรเลงท่ีไหนเนื่องจากปมีเสียง
หางและขาทง้ั ๔ ขา กเ็ ปรยี บเสมอื นกบั การนำหมู โหยหวน สว นวงปพ าทยเ ปน ของชาวบา นทน่ี ำเขา
ทง้ั ตวั มาเซน ไหวแ ลว ผอู าวโุ สเลา วา จำนวนหวั หมู มาประกอบพิธีในภายหลัง การไหวครูของทั้ง
กบั ไกตมจะมีเทาไรกไ็ ด แลว แตศรทั ธา ย่งิ ปไ หน สองวงจะมเี ครอ่ื งคายสำหรบั ไหวค รทู เ่ี จา พธิ ใี นศาล
มคี นบนกนั มากหวั หมกู บั ไกก แ็ ทบจะเตม็ ศาล สว น จดั เตรยี มไวให ท่ีแปลกจากท่เี คยเห็นก็คงจะเปน
ของอน่ื ๆ แตไ หนแตไ รมากใ็ ชว ธิ ใี ครมอี ะไรกเ็ อามา การทำนำ้ มนตข องวงปพ าทย ทก่ี อ นเรม่ิ เลน คณุ ตา
จงึ เห็นขนมทอด ขนมไทย ขนมกรุบกรอบ ขวด จำเนยี ร เพยี รเกดิ หวั หนา วงจะเปน คนจดุ เทยี นทำ
นำ้ สม นำ้ อดั ลม และเบยี รช นดิ ตา งๆ วางเรยี งราย นำ้ มนตเ อง ทำเสรจ็ กป็ ระพรมไปตามเครอ่ื งดนตรี
เต็มศาล บางมุมถึงกับกองรวมกนั ไวก ็มี แลว นำนำ้ มนตใ นขนั ทเ่ี หลอื มาดม่ื แลว วนใหล กู วง
ด่ืมจนครบทกุ คนจึงจะถอื วา เรมิ่ บรรเลงได

คุณตาชอุม อินเหลือง ไหวครปู ห มอ จคดุณุ เทตยีาจนำทเำนนีย้ำรมนเพตียแ รลเกะไิดหวหค วั รหูวนงปา พวงาปทพ ยา ทย

ชขาาววสบาา รนแปลา ะแเคดรงอ่ืชงวเยซกนันไนหำวมทา่ี รว มในพิธี การทำขนั คายโดยผูอ าวโุ สทมี่ หี นา ทีจ่ ดั เตรียมของใชในพิธี

พิธีเริ่มข้ึนดวยเสียงบรรเลงของวงปหมอ กต็ อ งรบี ยกจานเครอ่ื งเซน มาให เจา ปจู ะรบั ไวแ ลว
และสอดประสานรบั ดว ยเสยี งวงปพ าทย พรอ มกบั ยกขน้ึ มาดม กเ็ ปน อนั วา รบั เลย้ี งแลว จานทเ่ี ลย้ี ง
ทค่ี ณุ ยายมล สนิ สอน นางทรง (รา งทรง) ของผปี ยู า แลวก็จะถูกสงตอใหลูกหลานนำไปรับประทาน
วัย ๗๘ ป ซึ่งเปนนางทรงที่สืบเชื้อสายมาจาก เปน สิรมิ งคลกบั ตนเองตอ ไป ผีเจาปูมาแตล ะครง้ั
บรรพบุรุษผูเปนปา ตั้งแตอายุประมาณ ๓๕ ป กต็ อ งเตรยี มบหุ รม่ี วนไว บางครง้ั ทา นกจ็ ะลกุ ขน้ึ รำ
ยกขันคายและจุดธูปเทียนทำพิธีบูชาและอัญเชิญ กอนจะรำทานก็จะไปเลือกเสื้อผาที่ทานชอบจาก
ผีเจา ป-ู เจา ยา รวมถึงผบี รรพบรุ ษุ อื่นๆ ใหมารวม ราวผาท่เี ตรยี มไวมาใส แลวจึงหันไปสง่ั ใหปหมอ
ในพิธี บรรเลงเพลงใหรำ จากนน้ั จึงจะลงมานัง่ สูบบุหร่ี
พดู คยุ กบั ลกู หลานตอ ไมน านผเี จา ปกู จ็ ะออกจาก
ขันคายที่นางทรงใชบูชาเหลาผีบรรพบุรุษ รางไปเปดโอกาสใหผีบรรพบุรุษตนอื่นๆ ไดเขามา
ดูเหมือนไมมีอะไรมาก ดวยเปนการนำขาวสาร ทักทายพูดคุยกบั ลูกหลานบา ง กอ นเจาปจู ะออก
ดอกไม ดายสายสิญจน พริกสด เกลือเม็ด จากรางนางทรง วงปหมอและวงปพาทยก็จะ
กรวยหมาก เทียนน้ำมนต และเงิน ๑๒ บาท บรรเลงเพลงสงพรอ มกบั รับผีตนใหมเ ขา สรู าง
จดั ใสร วมไวใ นขนั คาย เพยี งแตข า วสารทจ่ี ะใสใ น
ขนั คาย ชาวบา นปา แดงจะชว ยกนั นำมาดว ยความ ขณะที่พิธีกรรมยังดำเนินอยูนั้น ผูอาวุโส
ศรทั ธา คนจดั ขนั คายกต็ อ งนำของทกุ คนอยา งละ ท่ีน่ังอยูขางๆ กระซิบเบาๆ วา บานปา แดงจะมี
นดิ อยา งละหนอ ยมาใสร วมไวใ นขนั คาย เรยี กไดว า นางทรงเพยี งคนเดยี วตลอดจนจบพิธี ผีตน
ขนั ใบนร้ี วมศรทั ธาของผคู นในชมุ ชนเอาไวด ว ยกไ็ ด แรกทม่ี าจะเปน ผเี จา ปเู สมอ ซง่ึ ชาวบา นปา แดง
มักเรียกทา นกันจนติดปากวา “ผีปูหลวง” จาก
จากน้ันไมนานรางนางทรงก็เริ่มมีอาการ นัน้ ผตี นอื่นก็สบั เปลย่ี นกนั มาเขารา งนางทรง ใคร
สั่นเทิ้ม เปนสัญญาณบอกใหผูคนที่มารอดวย มากอนมาหลังคนทรงก็ไปกำหนดกะเกณฑไมได
ความศรทั ธารวู า ผีเจา ปไู ดเ ขารางนางทรงแลว แมแตผีเจายาบางปทานก็มา บางปทานก็ไมมา
จากนั้นอิริยาบถของรางนางทรงก็เริ่มเปล่ียนไป และมาเปนลำดับท่ีเทาไรก็ยากท่ีจะตอบได
ทันทที ่ีผีเจาปูเขา ราง คนจดั เตรยี มของเลี้ยงเจาปู เรียกวารกู ันเฉพาะผีบรรพบุรุษ

98 วารสารศิลปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบับที่ ๔

การจะรูวาผตี นใดมาเขา รา งนางทรง กใ็ ชว ธิ ใี ห ๑
ปหมอซึ่งเปนผูบรรเลงเชิญผีเขารางนางทรงและอยู ๒
ใกลท ส่ี ดุ เปน ผถู ามวา ผตี นใดทก่ี ำลงั เขา รา ง แลว กบ็ อก ๓
ตอๆ ใหค นท่อี ยูในพิธีไดทราบ ผีแตละตนท่เี ขารา งจะ
แสดงกิริยาแตกตางกันไป บางคนก็เลือกเพียงนั่งคุย
ทักทายกับลูกหลานแลวก็ออกจากรางไป บางคนก็
นั่งเฉยๆ ดูวาลูกหลานที่มารายรอบอยูนั้นเปนอยางไร
กันบางก็ออกจากรางไป บางคนก็ลุกขึ้นเลือกผานุง
เลอื กอาวธุ คกู าย แลว สง่ั วงปห มอหรอื วงปพ าทยบ รรเลง
ประกอบใหไดรายรำอยางสนุกสนาน เลากันวาถา
ผบี รรพบรุ ษุ อาวโุ สมากๆ กม็ กั จะเลอื กใหว งปห มอบรรเลง
เน่อื งจากเปนดนตรีโบราณท่คี ุน เคย บางตนก็เลือกวง
ปพาทยเพียงอยางเดยี ว แตก ็มบี างตนเลอื กใหท้งั สอง
วงบรรเลงพรอมกันเลยก็มี ลีลาทารำของผีแตละตน
จะแตกตางกันไป ที่สังเกตไดงายสุดเห็นจะเปนผีที่
รำประกอบอาวุธหรอื อุปกรณค กู ายตา งๆ เชน รำดาบ
รำปน รำมีด หรือรำคลองชาง หรือรำประกอบเรือ
จำลองทเ่ี รยี กวา รำลอ งเรอื เมอ่ื รำจนพอใจแลว ผแี ตล ะ
ตนก็จะลงนั่งพูดคุยกับลูกหลานที่มารอรับ บางครั้ง
ลูกหลานที่บนไวกับผีตนใดก็จะรอจนผีตนนั้นเขาราง
แลว เขา ไปกราบไหวข อพรและขอแกบ นไปพรอ มกนั ดว ย

ผบี รรพบรุ ษุ ทม่ี าเขา ทรง นอกจากผเี จา ป-ู เจา ยา
แลว ยังมีผีบรวิ าร ผีสหาย ผบี รเิ วณใกลเ คียง และ
ผบี รรพบรุ ษุ อน่ื ๆ อกี มากมาย เชน ผปี แู ขง็ นอ งผปี หู ลวง
ผปี พู ระยาธรรมจากอำเภอชนแดน ผเี จา พอหลักเมอื ง

๑. วงปห มอและวงปพ าทยบ านปา แดง รวมบรรเลง
ใหผ ีบรรพบรุ ษุ ที่อยูในรา งคุณยายมล สนิ สอน
ฟอ นรำ

๒. ลลี าการรำลอ งเรอื ของผที หารปนเล็ก
๓. ลีลาการรำดาบของผีทหารปน ใหญ


Click to View FlipBook Version