ลกู หลานเขาไปกราบไหวข องพรและแกบนกับผีบรรพบุรุษท่ตี นเองบนไว
จากศาลหลักเมืองเพชรบูรณ ผีนางทะแลแทลูกสาวคนโตของผีปูยา ผียาโอง
เมียนอยผีเจาปู และผีทหารปนใหญที่ตองมีปนไมเตรียมไวใหเปนอาวุธประจำกาย
เปนตน ซึ่งกวาผีบรรพบุรุษจะเขารางนางทรงจนครบทุกตน ก็กินเวลาหลายชั่วโมง
ผีที่เขารางทรงตนสุดทายจะเปน “ผีเจาปู” หรือ “ผีปูหลวง” ซึ่งนับเปนการเขา
รา งทรงครง้ั ทส่ี องของผเี จา ปเู หมอื นกบั การสง ทา ยพธิ ี โดยเจา ปจู ะทำนำ้ มนต นำ้ มนต
ที่ทำก็ไมไดนำมาประพรมใหใครแตประการ เมื่อทำเสร็จผูที่ศรัทธาตางก็นำภาชนะ
ถงุ พลาสตกิ หรอื ขวด มาแบง กนั ไปคนละเลก็ ละนอ ยเพอ่ื นำไปประพรมใหเ ปน สริ มิ งคล
กับบานและคนในบา น จากนน้ั ก็ทำพธิ ปี ลกุ เสกวัตถุมงคลเพ่อื นำไปบูชา ของทจี่ ะนำ
มาปลกุ เสกใครอยากใหปลุกเสกอะไรกเ็ ตรยี มมาเอง วัตถุท่ีนำมาปลกุ เสกเลยมหี ลาก
หลายทั้งกรวยดอกไม วัตถมุ งคล หรือดายสายสิญจน
จากนน้ั เปน การผกู ขอ มอื ดว ยดา ยสายสญิ จนท น่ี ำมาจากขนั คาย ซง่ึ อนั ทจ่ี รงิ
ก็มีจำนวนมากพอสำหรับผูเขารวมงานทุกคน แตกลับกลายเปนวาไมใชทุกคนที่จะ
สามารถเบียดเสียดเขาถึงผีเจาปูหรือผีปูหลวงได ดายสายสิญจนจากขันคายที่ถือวา
ผา นพธิ มี าแลว จงึ ถกู สง ตอ ไปยงั เหลา ผอู าวโุ สในพธิ ใี หท ำหนา ทผ่ี กู ขอ มอื ใหก บั ลกู หลาน
ทม่ี ารว มงานแทน บางคนกข็ อดายสายสญิ จนกลับไปฝากใหกับญาติพี่นอ งทมี่ าไมได
ใครศรัทธามากอยากใหเ จาปูเ ปา กระหมอมก็ตองหาทางแทรกเขาถึงเจา ปใู หได
จวบจนตะวันคลอยสาดแสงลอดผานรมตนจามจุรีหนาศาล เสียงบรรเลงของ
วงปห มอและวงปพ าทยก เ็ รม่ิ บรรเลงดงั กกึ กอ งขน้ึ เพอ่ื ทำหนา ทส่ี ง ผเี จา ป-ู เจา ยา
และผีบรรพบุรุษอื่นๆ รวมทั้งเปนสัญญาณบอกใหผูที่มารวมงานทราบวา บัดนี้
พธิ เี ลย้ี งผเี จา ป-ู เจา ยา ไดเ สรจ็ สน้ิ ลงแลว จากนน้ั กถ็ งึ คราวเลย้ี งคนรว มงาน ถอื เปน การ
เฉลิมฉลองและเปนการเลี้ยงสังสรรคระหวางญาติมิตร เพื่อนฝูง และผูคนในชุมชน
พธิ ที ด่ี เู รยี บงา ยแตแ ฝงไวด ว ยภมู ปิ ญ ญาของบรรพบรุ ษุ ทน่ี ำศรทั ธาและความเชอ่ื มาเปน
จุดเชื่อมความสมั พันธร ะหวางคนในหมบู า น เพือ่ ใหไดเดนิ ทางมาพบปะพดู คยุ ไตถาม
100 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๔
สารทกุ ขสุกดบิ และเสริมสรางความสามคั คีกันสักคร้งั ในรอบหนึ่งป อาหารเคร่ืองดื่ม
ในงานเลี้ยงก็มาจากท่ีแตละคนชวยกันหอบหิ้วมาคนละไมคนละมือต้ังแตเชาเพื่อเล้ียง
ผบี รรพบรุ ุษ จนมมี ากมายทีจ่ ะสงตอมาเลยี้ งผูคนทมี่ ารวมงาน
ยายมลเลาใหฟงหลังจากเสร็จพิธีวา นางทรงคนแรกของหมูบานสมัยกอนอยู
ในปา บรเิ วณเหนอื อา งเกบ็ น้ำหว ยปาแดงในปจ จุบนั สวนเปน ทใี่ ดไมมใี ครรู รแู ตเพยี ง
วา เปนสถานท่ีลกึ ลับ พอถึงวนั เล้ยี งดเู จาป-ู เจา ยา นางทรงจะออกจากปาโดยไมต อง
บอกกลาว สวนตนมาเปนนางทรงเพราะปาซึ่งเปนนางทรงไดชี้มาที่ตนขณะทำพิธี
พรอ มเปลง เสยี งวา “กเู ลอื กมงึ เพราะวา มงึ มผี มหอม” แลว กเ็ อาผา แพรสแี ดงมามดั ทห่ี วั
ของตน หลังจากนั้นก็ไมรูสึกตัว มีคนเลาวาตนลุกขึ้นรายรำราวกับนางทรงคนเดิม
ตั้งแตนั้นก็เปนนางทรงใหกับหมูบานปาแดงมาโดยตลอด สิ่งที่มาพรอมกับการเปน
นางทรงคือการรักษาศีล ไหวพระสวดมนต เปนที่พึ่งใหกับผูที่ศรัทธาดวยการเปน
ผูทำนายและเชิญผีเจาปู-เจายามาเขารางเพื่อสอบถามเรื่องการปวยไขหรือเรื่องเดือน
เน้ือรอ นใจอ่นื ๆ รวมถงึ ปดเปาบรรเทาทุกขด วยการใหค ำปรกึ ษาและช้แี นะใหก ับผคู น
ในหมบู า นปา แดง
ผีเจาปู-เจายา : เรื่องเลา ความเชื่อ ศรัทธา
เลากันวาศาลหลังปจจุบันสรางขึ้นดวยศรัทธาของลูกหลานชาวปาแดง ทั้งที่
โชคดีจากเรื่องโชคลาภและที่มาขอพรใหหายจากความเจ็บปวย ใหไดเลื่อนยศเลื่อน
ตำแหนง ใหเ ดนิ ทางแคลว คลาดปลอดภยั ทำใหบนศาลแหงนม้ี เี ครอ่ื งเซนไหวต ลอด
ทง้ั ปไ มข าดสาย รถราผา นไปมาตอ งบบี แตรเพอ่ื แสดงความเคารพและบง บอกถงึ ศรทั ธา
ที่มีตอผีเจาป-ู เจายา
เจาปหู รือปหู ลวงทำพิธีปลกุ เสกน้ำมนต
นายสุคน หุนทอง เจาหนาที่ชลประทาน คุณตางัน คงยาดี เลาวา เวลาตนเองและ
เลา ใหฟ ง วา ทางหวั หนา ชลประทานไดส ง่ั ใหต นนำ ครอบครวั จะเดนิ ทางไปไหนทไ่ี กลๆ หรอื ตา งจงั หวดั
เอาเคร่ืองเซนไหวมารวมงานเปนประจำของทุกป ตวั เองและครอบครวั กจ็ ะพากนั ไปจดุ ธปู บอกกลา ว
เดิมบริเวณศาลแหงน้ียังไมมีพื้นปูนเหมือนกับ เจา ป-ู เจา ยา กนั ทศ่ี าลเปน ประจำทกุ ครง้ั กอ นทจ่ี ะ
ทกุ วันน้ี ตอ มาคนในชลประทานถูกหวยจากการ ออกเดนิ ทาง หรอื ถา เวลาทม่ี เี หตกุ ารณค บั ขนั เชน
ฝน เหน็ เลขเดด็ จากศาลแหง น้ี จงึ ไดร ว มกนั สมทบ รถเสยี กจ็ ะยกมอื ขน้ึ บอกเจา ป-ู เจา ยา ใหช ว ยเสมอ
เงินเพ่ือเปนทุนซ้ือปูนมาเทพ้ืนรอบบริเวณศาล และมักจะแคลวคลาดและผานพนเรื่องรายไปได
ทกุ วนั นต้ี นและคนในทท่ี ำงานจะชว ยกนั มาทำความ ทุกครัง้
สะอาดท่ีศาลแหงนี้เปนประจำดวยความเชื่อและ
ศรทั ธา ไมเ พยี งเรอ่ื งของโชคลาภแตร วมถงึ การได คณุ ตาฟน เกตุแฟง เลาเสริมวา ป ๒๕๐๙
รบั ขวญั และกำลงั ใจในการทำงานรว มกบั ชาวบา น เริ่มมีการสำรวจพื้นที่เพื่อสรางเขื่อนปาแดง จนป
ในทองท่ดี วย ๒๕๑๒ เริ่มกักเก็บน้ำ ระหวางที่มีการกักเก็บน้ำ
ในชวงแรกนั้นไดมีคนตกน้ำตายในเขื่อน ตนใน
คุณยายมล สินสอน รางนางทรงเลาวา ฐานะผูใหญบาน ไดขอรองเจาปูในวันเลี้ยงใหญ
หลังจากท่ที ำพิธีอุทิศรางเปนรางทรงในวันน้นั แลว วา “เขื่อนปาแดงถูกสรางขึ้นเพื่อใหชุมชนปาแดง
ยายก็ไดร ับทำหนาทีเ่ ปน รางทรงตลอดมา มีเร่ือง เจริญ ทำไมตอ งทำใหม ีคนตาย เมอ่ื มคี นตายมัน
นาอัศจรรยอยูวา ในชว งที่คลอดลูกใหมๆ ไมมคี น เสยี ชื่อบา นเรา ขอรองไดไหมปู อยาใหม คี นตาย
เลย้ี งลกู ให เพราะคนอน่ื ไปรว มงานเลย้ี งผกี นั หมด เลย” หลงั จากทข่ี อรอ งกนั วนั นน้ั กไ็ มค นตายจาก
กเ็ ลยบอกชาวบา นวา คงไมไ ดไ ปรว มพธิ ี แตพ อถงึ การจมน้ำอีกเลย และชวงแรกของการสรางอาง-
วันพิธีเลี้ยงจริงๆ ลูกของยายกลับนอนหลับทั้งวัน เกบ็ นำ้ หว ยปา แดงมกั จะมนี ำ้ ปา ไหลลงมาจากเขา
ไมรองไหงอแง กลายเปนความเชื่อและศรัทธา เปน จำนวนมากจนอา งเกบ็ นำ้ เกอื บจะแตก เชอ่ื กนั
จนทุกวันนี้ ในวันพระยายตองทำบุญ สวดมนต วาเปนเพราะผีบรรพบุรุษชื่อ “ผีปูเพและผีปูพัง”
ไหวพ ระ พรอ มกบั แผเ มตตาระลกึ ถงึ ผนี ายโรงเขา ๒ คนพน่ี อ งเปน ผบู นั ดาลใหเ กดิ ขน้ึ ดว ยตอนทเ่ี รม่ิ
(ผเี จา ปหู รอื ผปี หู ลวง) เมอ่ื ในหมบู า นมคี นไมส บาย สรา งอา งเกบ็ นำ้ หว ยปา แดงเสรจ็ ใหมๆ นน้ั ผปี เู พ
จะมาใหชวยเชิญผีปูหลวงลงมาสอบถามเร่ือง และผปี พู งั โกรธและโมโหมากทม่ี าสรา งอา งเกบ็ นำ้
อาการปวยไข ถาดูแลวตองอาบน้ำมนตยายจะ ขวางทางเดนิ ของตน จนถงึ วนั เลย้ี งดเู จา ป-ู เจา ยา
แนะนำใหคนที่ปวยไปอาบน้ำมนตกับพระสงฆ จึงไดมีการขอรองปูเพและปูพังวา “อยาทำใหอาง
และครง้ั หนง่ึ มลี มพายฝุ นรนุ แรง ตนไดย กมอื บอก เกบ็ นำ้ พงั เลย เขามาทำความเจรญิ ใหก บั บา นเรา
เจาปู-เจายาใหชวยปดเปาลมฝนออกไปใหพน นะป”ู ตง้ั แตค รง้ั นน้ั กไ็ มม เี หตกุ ารณด งั กลา วเกดิ ขน้ึ อกี
บานพนเรือน ปนั้นบานที่ติดกันหลังคาปลิวหาย
ไปหมด แตบานของตนไมเปนอะไร ในสมัยกอน สวนขอสังเกตของผูเขียนท่ีวาทำไมจึงแทบ
ตอนทย่ี ังไมม ีเขื่อน ทกุ คร้ังทีฝ่ นตกแรงจะมนี ้ำปา ไมเ หน็ หนมุ สาวมารว มพธิ เี ลย คณุ ยายมลนางทรง
ตนเคยไดย นิ เสยี งปพ าทย ฆอ ง กลองอยใู นลำหว ย เลาวา เปน เพราะผนี างทะแลแทลูกสาวคนโตของ
ที่มีน้ำปาไหลมา วากันวาเจาปู-เจายาชวนกัน ปหู ลวงและผหี นมุ นอ ยรอดดง ทง้ั สองเปน ผที เ่ี จา ชู
ลองแพลอยตามลำคลองพาลูกพาหลานไปเที่ยว มาก ชอบมองหาหนุมสาวเอาไปเปนคู หากมี
งานบญุ สารทเดือน ๑๐ กนั พอ แมจ ะหา มไมให หนุมสาวท่ียังไมแตงงานและหนาตาดีมารวมงาน
ลูกหลานออกไปดทู ่ลี ำคลองนนั้ เด็ดขาด ดว ย เชอ่ื กนั วา ถา ผบี รรพบรุ ษุ ทง้ั สองถกู ใจกจ็ ะเอา
ไปอยดู ว ย และเวลาตอ มากจ็ ะตายโดยไมร สู าเหตุ
102 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔
ปชารวะบพารนมปใหาเแปดนงสแิรบมิ ง งนค้ำลมกนบั ตบเ พานอ่ื แนลำะไปคนในบา น บรเิ วณวังสานและศาลเจา ปู-เจายา
แมวาจะมีการขอชีวิตเอาไวหรือมีขอแลกเปลี่ยน คณุ ตาเลา ตอ วา คนเฒา คนแกเ ลา ตอ ๆ กนั
ใหเอาอยางอ่ืนไปแทนชีวิตคนขึ้นในระหวางที่ทำ มาวา ในวนั งานเลย้ี งผเี จา ป-ู เจา ยา จะมเี รอื บรรทกุ
พิธีเลีย้ ง ชาวบานกย็ งั กลวั กนั คนหนุมสาวจึงมี ถวยชามลอยขึ้นมาจากในวังน้ำ ก็ไมรูวาเรือมา
มารวมงานนอ ยอยางที่เหน็ จากไหน เปนของใคร เลากันแตเพียงวามีเรือ
บรรทุกถวยชามมาใหใชในงานสำหรับใสอาหาร
วังสาน : ตำนานเรื่องเลา คาวหวานเลี้ยงผีบรรพบุรุษ มีอยูครั้งหนึ่งคนใน
หมบู า นเกดิ ความโลภจงึ สบั เปลย่ี นเอาถว ยชามใน
วงั สาน เปน ชอ่ื เรยี กบรเิ วณวงั นำ้ ซง่ึ เปน ทต่ี ง้ั เรือมาไวเปน สมบตั ขิ องตน เจาของเรือโกรธมาก
ศาลเจาปู-เจายา วังสานแหงนี้จึงมีความสำคัญ เลยควำ่ เรอื เรอื ทค่ี วำ่ และจมลงในวงั สานจงึ กลาย
กับบานปาแดงท้ังใชสำหรับประกอบพิธีกรรมใน เปนรูปหินที่มีลักษณะคลายทองเรือคว่ำอยูใต
วนั สำคญั ตา งๆ และเปน สายนำ้ หลอ เลี้ยงชีวติ ของ วังสานนั่นเอง และเมื่อวังสานน้ำแหงขอดลง
ชมุ ชนแหง นไ้ี ปพรอ มกนั ดว ย คณุ ตาฟน เลา วา เมอ่ื ชาวบา นกย็ ังเชอ่ื วา หากขดุ ลงไปก็จะพบเรอื หินรูป
สมยั เปนเด็กในชวงเดอื น ๔ เดอื น ๕ ซึ่งเปนชว ง ดงั กลาวยงั คงอยูที่วงั สานแหงน้ี
ทน่ี ำ้ ในวงั สานลดระดบั ลง ตนไดไ ปทอดแหหาปลา
กับพอบอยๆ ดวยใตวังสานจะมีหินที่มีลักษณะ คุณยายพัน หมวกเทศน เลาตอวาริมฝง
คลา ยรปู เรอื ควำ่ ความยาวประมาณสกั สองวา ใต น้ำวังสาน มีหินท่มี ลี กั ษณะคลายหนาผาย่ืนออก
หนิ จะมปี ลาอาศยั อยชู กุ ชมุ มาก เวลาจะจบั กห็ วา น มาคลายกับถ้ำหิน สวนที่ยื่นออกมามีชองเปน
แหคลุมลงบนหินรปู ทองเรือคว่ำไว แลวใชย าฉนุ โพรง เชื่อกันวาเปนรูหรือปากถ้ำของพญานาค
พ้ืนบานสอดเขาไปเพื่อใหปลาทนกลิ่นไมไดจะได ในวันท่ที ำพิธีเล้ยี งเจาปู-เจายาจะตองเล้ยี งอาหาร
หนอี อกมาแลวจบั ปลาไดโดยงาย ใหแ กพ ญานาคดวย รูพญานาคนีค้ นกลวั กนั มาก
และเม่ือถึงวันเลี้ยงพญานาคจะโผลหัวออกมา
ลอยไปลอยมาอยูในวังน้ำรอรับอาหารที่จัดเลี้ยง
103สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
ทำใหผ ทู ม่ี ารว มพธิ หี วาดกลวั จงึ ทำการบอกกลา ว แลวจะพบขอสังเกตบางประการ เชน การหาม
ขอรอ งวา อยา ออกมาใหเ หน็ อกี เลย เพราะลกู หลาน หญิงสาวไมใหมารวมพิธีเพราะผีบรรพบุรุษท่เี จาชู
เคากลัวกัน โดยบนบานวาเมื่อถึงเวลาจะเอา จะมาเอาไปอยดู ว ย เปน กลวธิ บี อกใหล กู หลานรจู กั
อาหารคาวหวานไปใหก นิ เองทกุ ปไ มใ หข าด ตง้ั แต ระวังตน การระลึกถึงเจาปูกอนเดินทางไกลคือ
น้ันก็ไมมใี ครเคยเหน็ พญานาคตวั ดังกลา วอกี เลย การต้งั สติ เรยี กสมาธิใหอยูกับการขบั ข่ีที่จะชว ย
ใหเดินทางอยางปลอดภัย เรื่องเลาขานที่พูดถึง
กวา เรอ่ื งเลา สนกุ สดุ ทา ยของยายพนั จะจบลง หนิ รปู เรอื ควำ่ กลางลำนำ้ กค็ อื การกระตนุ เตอื นใหเ หน็
ผูคนก็เริ่มบางตาลงเสียแลว ซึ่งแมพิธีกรรมจะ ถงึ คณุ คา ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี นษุ ยผ มู คี วามโลภ
จบลง แตภาพของนางทรงยังรายรำอยูในความ มักหยิบฉวยตามอำเภอใจตองไดรับโทษทัณฑ
ทรงจำของผเู ขยี น ไมเ พยี งภาพของความขลงั ของ ดังนั้น “ผี” ปู-ยา ในมิติของชาวปาแดงแลวอาจ
พิธีกรรม แตเรื่องเลาที่เปนตำนานซึ่งสอดรับกับ หมายถึงเทวดาหรอื บรรพบุรษุ หรอื หมายรวมถงึ
หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษท ง้ั สถานทแ่ี ละประสบการณ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ท่ี รงคณุ คา ถอื เปน แบบอยา ง
ตรงของผูเฒา ทำใหผูเขียนไดสัมผัสถึงความ ของความรกั เคารพและศรทั ธาของชาวบา นปา แดง
ศรทั ธาทน่ี ำมาซง่ึ ความรว มไมร ว มมอื ของชาวบา น ตอสิ่งที่บรรพบุรุษนับถือสืบกันมา ซึ่งทานทนตอ
ปาแดง จนแอบมองวานี่ถือเปนกุศโลบายอัน บทพิสูจนดานกาลเวลามาหลายชั่วอายุคนและ
แยบยลของคนโบราณในการสง เสรมิ การอยรู ว มกนั ดเู หมอื นจะทา ทายตอ ความแปรเปลย่ี นของยคุ สมยั
ของคนในชุมชนท่ีแฝงดวยจิตวิทยาแบบสากล ตอ ไปในอนาคต
อยา งมเี หตมุ ผี ล เพราะหากพจิ ารณาอยา งวเิ คราะห
บรรณานุกรม
วิโรจน หุน ทอง. รายงานการลงพ้นื ทีเ่ ก็บขอ มูลภาคสนาม เรอ่ื งพธิ เี ลยี้ งเจาปเู จา ยา บานปาแดง
ตำบลปาเลา อำเภอเมอื ง จงั หวัดเพชรบรู ณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอัดสำเนา)
งนั คงยาดี อายุ ๖๙ ป บา นเลขท่ี ๖๓/๒ หมู ๕ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบรู ณ,
สัมภาษณเมอื่ วนั ท่ี ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕.
จำเนยี ร เพยี รเกิด อายุ ๗๐ ป บา นเลขที่ ๗๙/๑ หมู ๕ ตำบลปาเลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเมอื่ วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.
ชอมุ อนิ เหลอื ง อายุ ๗๙ ป บา นเลขที่ ๓๙ หมู ๔ ตำบลปาเลา อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเ ม่ือวนั ท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.
พัน หมวกเทศน อายุ ๘๒ ป บานเลขที่ ๑๗ หมู ๑๒ ตำบลปาเลา อำเภอเมอื ง จังหวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมื่อวนั ท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.
ฟน เกตุแฟง อายุ ๗๓ ป บา นเลขที่ ๓๖ หมู ๓ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมอ่ื วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.
มล สินสอน อายุ ๗๘ ป บา นเลขที่ ๒ หมู ๕ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบรู ณ,
สัมภาษณเ มอ่ื วันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.
สนอง เสือโต อายุ ๔๖ ป บา นเลขที่ ๑๑๑ หมู ๓ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบูรณ,
สมั ภาษณเ มือ่ วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.
สคุ น หุน ทอง อายุ ๔๔ ป บา นเลขที่ ๘๐/๑ หมู ๘ ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบูรณ,
สัมภาษณเ มอ่ื วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.
104 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔
อาหารพ้ืนบคา อนลเัมพนชป รรบะรู จณำ
เมี่ยงโคน (คน)
เมี่ยงน้ำปลาราของชาวไทหลม
กองบรรณาธกิ าร
105สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ
ชาวบานน้ำครั่ง อำเภอหลมเกา ชวยกนั ทำเมีย่ งโคนเลยี้ งแขกในงานบุญบ้ังไฟ
“เมย่ี ง” จดั เปน อาหารประเภทของวา งหรอื ละบานจะมีกรรมวิธีในการนำปลารามาปรุงเปน
“ของกินเลน” ที่คูกับสังคมไทยมาชานาน เมื่อ น้ำเมี่ยงแตกตางกันไป แตที่เหมือนกันก็คือกลิ่น
กลา วถงึ “เมยี่ ง” คนสวนใหญมักจะนกึ ถึงเม่ยี งคำ หอมยวนใจของน้ำเม่ียงปลาราผสมกล่ินหอมของ
ที่มมี ะพรา วคว่ั กงุ แหง และสมนุ ไพรไทยห่นั ซอย ใบสมกบและสมุนไพรนานาชนิด สามารถเรียก
เปนชิ้นเล็กๆ หลายชนิด หอดวยใบชะพลู แลว น้ำยอ ยไดด ี จนอดใจไมไดท ีจ่ ะตอ งเขา ไปรวมวง
เติมรสดวยน้ำรสชาติหวานกลมกลอมท่ีเค่ียวจน สนทนาและลม้ิ ลองรสชาตขิ องเมย่ี งโคน โดยเฉพาะ
เปนสีน้ำตาลเกือบดำ หรือเมี่ยงของชาวลานนา คนที่ช่ืนชอบกล่ินหอมและรสชาติของปลาราคง
ท่ีใชใบเม่ียงหรือใบชาเปนใบหอและมีวิธีการปรุง ไมมีใครปฏิเสธไดวา เมี่ยงโคนสมุนไพรพื้นบาน
เมี่ยงหลากหลายรูปแบบ หรือเมี่ยงลาวที่ใชใบ ราดน้ำปลารานี้ สงกลิ่นหอมกรุน มีรสชาติ
ผักกาดดองหอไส ปรุงรสดวยน้ำเมี่ยงรสหวาน กลมกลอ ม และนา ลิ้มลองเพยี งใด
เปรี้ยว-เค็ม เมี่ยงจึงเปนอาหารวางที่ใชใบผักหอ
ดวยเครื่องเม่ียงและน้ำเมี่ยงของชาวไทยในทุก คณุ ยายสำเภา ทองพดั บา นนำ้ ครง่ั อำเภอ
ภูมภิ าค หลมเกา เลาวา “หลมเกามีเมี่ยงกินกันอยูหลาย
ชนดิ แตขึน้ ช่อื จริงๆ ก็เมี่ยงโคน น่ีแหละ บางคนก็
“เมย่ี งโคน ” หรือ “เม่ยี งคน” หรอื “เมยี่ ง เรียกเมี่ยงโคน บางคนก็เรียกเมี่ยงคน บางคนก็
ใบสมกบ” เปนคำเรียกชื่อเมี่ยงของชาวไทหลม เรียกเมี่ยงใบสม กบ กแ็ ลว แตจ ะเรียกกนั เมี่ยงโคน
อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ เปนเมยี่ งที่ใช นี้มักจะทำกินกันเมื่อมีงาน หรือมีงานบุญ หรือ
สมนุ ไพรพืน้ บา นกวา ๑๐ ชนดิ มาเปน เคร่ืองเมี่ยง เมื่อเวลาทีว่ างพรอ มกันหลายๆ คน เพราะเคร่ือง
หอ ดว ยใบสม กบ ความโดดเดน ของเมย่ี งโคน อยทู ่ี เคียงเยอะ ทำกินกันคนสองคนก็ไมอรอย เมี่ยง
น้ำเมี่ยงที่ปรุงจากปลาราหลมรสชาติเขมขนที่แต ตอ งกินดว ยกันหลายๆ คนจึงจะสนุก ตา งคนตา ง
106 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔
กเ็ อาของมาชว ยกนั คนละอยา งสองอยา ง กอ นจะ หมักปลาราไวกินกันเองเกือบทุกครัวเรือน โดย
กนิ กม็ าชว ยกนั หน่ั ชว ยกนั ซอย สว นปลารา สำหรบั ใสใจพิถีพิถันในการทำปลาราตั้งแตการคัดเลือก
ทำนำ้ เมย่ี งกใ็ ชข องเจา บา น เพราะเปน ของทม่ี ตี ดิ ปลา กรรมวธิ กี ารหมกั และสว นผสมทน่ี ำมาหมกั
ครัวกันทุกบานอยูแ ลว ” เพอ่ื ใหไ ดป ลารา หลม ทม่ี รี สชาตถิ กู ปากจนกลายเปน
ของขน้ึ ชอ่ื ทร่ี จู กั กนั ดใี นจงั หวดั เพชรบรู ณว า ปลารา
คุณปา มานะ หาญใจ บา นน้ำครง่ั อำเภอ หลมรสชาติจดั จาน กลมกลอม อรอ ยไมเหมอื น
หลม เกา เลา ใหฟ ง วา “เมย่ี งชนดิ นใ้ี ชพ ชื ผกั พน้ื บา น ใคร และถงึ แมว า ในปจ จบุ นั หลายครวั เรอื นจะเลกิ
ทเ่ี ปน สมนุ ไพรหลายอยา ง แตล ะอยา งจะอยกู น ครวั ทำปลารากนิ เองกนั แลว แตป ลารา เจา อรอยจาก
บาง ตามรอบๆ บานบาง ตามทองไรท อ งนาบา ง ตลาดหลมเกาก็ยังมีใหเลือกซ้ือหามาไวคูครัวอยู
หรอื ไมก อ็ ยใู นปา บา ง เวลาจะทำเมย่ี งกต็ อ งไปคน หา เสมอ
กนั มาใหจ นครบรส จงึ เรยี กกนั วา “เมย่ี งโคน ” หรอื
“เมย่ี งคน ” บางคนกเ็ รยี กตามใบทน่ี ำมาหอ เครอ่ื ง การทำปลารา ของทน่ี จ่ี ะเรม่ิ จากการควั ปลา
เมี่ยงวา “เมี่ยงใบสมกบ” หรือหากใชใบอะไรมา (การทำปลาและลางทำความสะอาดปลา) ทิ้งไว
หอก็เรียกตามนั้น แตก็เปนอันรูกันวาเมื่อพูดถึง ๑ คืน แลวนำไปคลุกกับเกลือเม็ด หมักไวในไห
เม่ียงโคนแลวก็หมายถึงเมี่ยงท่ีเต็มไปดวยเคร่ือง ประมาณ ๒ เดอื น (หากหมกั ไวน านชน้ิ ปลาจะเรม่ิ
สมนุ ไพรพน้ื บา น ราดดว ยนำ้ ปลารา รสชาตเิ ขม ขน ” กลายเปน นำ้ ชน้ิ ปลารา ทต่ี อ งการกจ็ ะมนี อ ย) แลว
จงึ นำออกมาซอ มปลา (การเอาขา วเหนยี วคว่ั ทบ่ี ด
คณุ ปา มาลี บญุ แถม หนง่ึ ในคนซอยเครอ่ื ง จนละเอยี ดไปคลกุ เคลา กบั ปลาที่หมกั ไว) จนเขา
เมย่ี งบา นนำ้ ครง่ั เลา วา “เมยี่ งโคน แบบนีม้ ีกนิ กัน กนั ดี แลว นำไปใสไ หปด ฝาหมกั ตอ ไปอกี ประมาณ
มาต้ังแตสมัยปูยาตายายเกือบทุกหมูบานใน สองถึงสามเดือนจึงจะเร่ิมทยอยนำออกมารับ
อำเภอหลม เกา เปนของสบื ทอดกันมา ทกุ วนั นีก้ ็ ประทาน ปลารา ยง่ิ หมกั นานยง่ิ อรอย เม่อื นำมา
ยังทำกินกันอยู อีกอยางเครื่องเมี่ยงกับน้ำเมี่ยง ใชทำเปนน้ำเมี่ยงแทบจะไมตองปรุงรสเพิ่ม ก็
ปลาราของบานเรานี้ จะกินใหอรอยก็ตองกินกับ สามารถกินกับเคร่ืองเมี่ยงและใบสมกบแบบ
ใบสมกบออน ฉะนั้นถาไมใชหนาของใบสมกบ รับประกันความอรอ ยกันไดเลยทเี ดยี ว
กไ็ มค อยมีคนทำกนิ กนั ”
การทำนำ้ เมี่ยงปลารา จะมกี รรมวธิ ที แ่ี ตก
ปลารา : หัวใจของ ตา งกนั ไปในแตล ะบา น บางบา นใชเ พยี งนำ้ ปลารา
อาหารไทหลม หัวใจของเมี่ยงโคน รสชาติเขมขนตักใสถวยมารับประทานกับเคร่ือง
เมย่ี งโดยไมต อ งปรงุ อะไรเลย บางบา นผสมนำ้ ตาล
ปลาราเปนอาหารคูครัวชาวไทหลมมา ลงไปเพิ่มความหวานใหน้ำปลารา บางบานเติม
ชา นาน อาหารแทบทกุ เมนลู วนมีปลารา เปนสวน ขงิ ขา บดละเอยี ดและนำ้ ตาลลงไปในนำ้ ปลารา เพอ่ื
ประกอบแทบทั้งสิ้น ไมเวนแมกระทั่งอาหารวาง เพิ่มความหอมและรสชาติ น้ำเมี่ยงที่ใชเพียง
อยา งเมย่ี งโคน กย็ งั มวิ ายทจ่ี ะมปี ลารา เปน เครอ่ื ง น้ำปลารามักจะไมขน การเลือกใบมาหอจึงตอง
ชรู สในสำรบั ปลารา ทจ่ี ดั วา อรอ ยของชาวไทหลม พถิ พี ถิ นั เปน พเิ ศษ มฉิ ะนน้ั นำ้ ทร่ี าดลงบนเมย่ี งจะ
ตอ งมรี สชาตเิ ขม ขน กลมกลอ ม ในอดตี ชาวไทหลม ไหลออกจากใบหายไปหมด เวลารบั ประทานกจ็ ะ
ไมไดรสชาติของน้ำเม่ียงทพ่ี อดกี ับเคร่อื งเมย่ี ง
107สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ
การทำน้ำเมี่ยงของบางบานเลือกใชเพียง
ตัวปลารา โดยนำมาสับใหละเอียด ใสน้ำตาลและ
ผงชรู สเพ่อื เพ่ิมความหวาน เตมิ น้ำปลาราเลก็ นอ ยพอ
ขลุกขลิก นำ้ เมย่ี งทีไ่ ดจ ะเปนสนี ำ้ ตาลเขม จนเกอื บดำ
มคี วามขน กำลงั พอดี รสชาตอิ อกเคม็ ๆ หวานๆ อรอ ย
กลมกลอ ม หากใครไมส ะดวกใจจะกนิ ปลารา ดบิ จะนำ
ไปต้งั ไฟเคย่ี วใหพ อสกุ กจ็ ะไดรสชาตหิ อมอรอยไปอีก
แบบ
๑ คุณปาพิกุล แกนสาลี บานนาทราย อำเภอ
หลม เกา เลา วา “เมี่ยงโคน ขนานแทด ้ังเดิมท่ีเขากินกัน
จะใชปลาราเปนตัวฉีกเปนชิ้นๆ หอกับเครื่องเมี่ยงใส
ปากเคี้ยวกันเลย กินแบบนี้จะอรอยเพราะไดรสชาติ
ของเนอ้ื ปลาไปดว ย เขา กนั ดกี บั เครอ่ื งเมย่ี งและใบสม กบ
อรอ ยอยา บอกใคร ปลารา บา นเรานวั (กลมกลอ ม) ไม
เหมือนใครอยูแลว กินกับเมี่ยงโดยไมตองเอาไปปรุง
อะไรกอ็ รอ ย สมยั กอ นไมม ใี ครเอาปลารา หรอื นำ้ ปลารา
ไปตั้งไฟใหสุกหรอก กินกันสดๆ หอมและอรอยกวา
จนทางราชการเคามารณรงคใหกินปลาราสุก จึงเริ่ม
๒ นำไปทำใหสุกกัน แตเวลากินเมี่ยงโคนก็ยังนิยมกิน
แบบไมส กุ อยู คงเพราะรสชาตแิ ละกลน่ิ หอมกวา ปลารา
สุก อกี อยางคงเหน็ วา ไมไดกนิ กนั บอยๆ จึงยงั นิยมกิน
แบบปลาราดบิ กนั อยู”
สมุนไพรพื้นบาน : เครื่องเมี่ยงโคน
ที่ตองคนหามาใหครบเครื่อง
เครอื่ งเมยี่ งโคน มีสวนผสมหลกั คลา ยกันเกอื บ
ทกุ บา น คอื หอมแดง พรกิ สด กระเทยี ม ขงิ สด ขา สด
๓ มะเขอื เครอื (มะเขอื สม ) ตะไครซ อย ดวยพชื สมนุ ไพร
๔ พ้นื บานเหลา นี้หาไดงาย และเปนเครอื่ งเมี่ยงทีร่ จู กั กนั
๑. สบั ปลารา เตรยี มทำนำ้ เมีย่ งของบานนำ้ คร่งั
๒. น้ำปลาราผสมกับปลารา สับ นำ้ ตาลทรายและผงชูรส
๓. นำ้ เมยี่ งปลารา สบั เขม ขนของบานน้ำคร่งั
๔. นำ้ เมี่ยงปลารา ทใ่ี ชเพียงน้ำปลารามาปรุงของบานนาทราย
ดีโดยทัว่ ไป สว นเคร่อื งชนิดอ่ืนๆ นอกเหนือจาก กรอบอรอยไปอีกแบบ แตทุกวันนี้ปูนาไมมีแลว
น้ันแตละบานจะคนหามาใสเพิ่มเติมแตกตางกัน เนื่องจากมีการใชย าฆาแมลงในนาขา ว ทำใหกงุ
ไปตามความนิยมของแตละบานเชน กลวยดิบ หอยปปู ลาทีเ่ คยมีอยใู นนาตายหมด ทกุ วันนเ้ี ลย
มะเขอื พวง มะเขือขื่น ถ่ัวลสิ งคั่ว มะนาว และ ใชก ากหมูแทนปูนา”
กากหมู
วธิ ที ำเมย่ี งโคน กง็ า ยแสนงา ย เพยี งนำสว น
วัตถุดิบที่นำมาทำเครื่องเม่ียงเหลาน้ีมี ผสมทั้งหมดหั่นเปนชิ้นเล็กๆ แยกวัตถุดิบแตละ
รสชาตเิ ฉพาะ เมอ่ื นำมากนิ กบั นำ้ เมย่ี งปลารา และ อยางใสกระทงใบตองจัดไวในสำรับ เสิรฟคูกับ
ใบสมกบจะเขากันไดอยางลงตัว มะเขือพวงจะ นำ้ เมย่ี งปลารา และใบสม กบ สว นใครจะหยบิ อะไร
ใหรสมันและกรอบ มะเขือขื่นจะเฝอนๆ ขื่นๆ มาใสมากนอยก็ข้ึนอยูกับความชอบของแตละคน
มะเขอื สม จะออกรสเปรีย้ ว มะนาวห่ันทง้ั เปลือก ที่จะเสกสรรความอรอยดวยมือของตัวเอง
จะใหร สเปรี้ยวอมขมนดิ ๆ ถั่วลสิ งกจ็ ะมนั ๆ สวน คณุ ยายสำเภา เลา ตอ วา “ถา เปน คนเฒา คนแกจ ะ
กระเทยี ม ขงิ ขา ตะไคร ใหร สเผ็ดรอน ซา และ หยบิ ขาออนและขิงมากหนอ ย เพราะนอกจากจะ
หอมฉนุ ขน้ึ จมกู ถา ชอบรสจดั จา นกเ็ ตมิ พรกิ แลว ชอบในรสชาตขิ องขาและขงิ แลว สมนุ ไพรทงั้ สอง
ตดั ดวยกากหมทู อดเค็มๆ กรอบๆ เมอ่ื มาเจอกบั ชนิดน้ียังชวยในการขับลมและชวยใหเลือดลม
นำ้ เม่ยี งที่เปนปลารา รสเคม็ ๆ หวานๆ หอดวยใบ ไหลเวียนไดดี สวนมะนาวถามีมะเขือเครือกับ
สมกบที่ใหรสเปรี้ยวๆ มันๆ แลวละก็ ใครไดกิน ใบสมกบออนที่ใหรสเปรี้ยวไดท่ีกำลังดีก็แทบจะ
กต็ อ งรอ งออกมาวา “โอย...แซบ ” ไมตอ งใชเลย สวนพรกิ อาจจะใสนอ ยหนอ ยหรอื
ไมใสเลย เพราะคนแกจะกินเผ็ดไมคอยได ไม
คณุ ยายสำเภา เลาวา “แตกอนเครอ่ื งเม่ยี ง เหมือนคนหนุมสาวที่มักจะใสพริกมากหนอย
ไมมีกากหมู แตจ ะมีปูนาเปนสว นผสมของเครอ่ื ง เพราะชอบรสจดั จา น สว นเดก็ ๆ จะใสเ ครอ่ื งนอ ยลง
เมี่ยงแทน เพราะแตล ะครัง้ ทอี่ อกไปทำนาก็จะได อยา งพวกขา ตะไคร เด็กๆ จะไมชอบกนิ กัน จะ
ปูนามาเต็มถัง วันไหนจะกินเมี่ยงก็แบงเอาปูนา ใสแคจำพวกกากหมูและถั่วลิสง สวนน้ำเมี่ยง
มาปง แกะกระดองและขาปอู อก แลว คว่ั ใหเ หลอื ง ปลารา ก็จะใสน ดิ ๆ หนอย ๆ เทา นัน้ ”
จัดใสสำรับหอกินกับเคร่ืองเมี่ยงจะไดรสชาติกรุบ
สำรับเม่ียงโคนบานน้ำครั่ง การหอ เมยี่ งโคนดวยใบสมกบ
109สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ
ตนสมกบและใบสมกบ ใบสมกบ : ใบหอเมี่ยงโคน
ยอดนิยมของชาวไทหลม
“สม กบ” เปนไมย นื ตน ขนาดใหญ แตเ ดิม
มขี น้ึ อยเู ปน จำนวนมากในพน้ื ทแ่ี ถบน้ี โดยเฉพาะ
ในปา เมอ่ื ชาวไทหลม ออกไปหาหนอ ไม ผกั หวาน
เก็บเห็ดหรอื ของปา ตางๆ กจ็ ะเก็บใบสม กบมากนิ
แกลม อาหารทม่ี รี สจดั ออกเผด็ และเคม็ อยา งนำ้ พรกิ
ลาบ ปลาราสับ บางกน็ ำมาทำหอ หมก และนำ
มาใชเปนใบเมี่ยง แมเมื่อเวลาผานพนไป ตน
สมกบตามธรรมชาติเริ่มลดนอยลง แตรสชาติ
เปย วๆ มนั ๆ ของใบสม กบยังเปน ของคูกันกบั การ
กินเม่ียงโคนน้ำปลาราอาหารวางยอดนิยมของ
ชาวไทหลม ปจ จบุ นั ชาวไทหลม จงึ ไดน ำตน สม กบ
มาปลกู ไวรอบๆ บริเวณบาน แลว หมัน่ รดน้ำและ
ตัดแตง ก่งิ ใหต น สม กบแตกยอดผลิใบออกมาให
กนิ ไดตลอดท้ังปแ ละยนื ตน อยูไดนานขน้ึ
ใบสมกบมีลักษณะเปนใบใหญปลายเรียว
แหลมทง้ิ ปลายลงดนิ ใบแกจ ะสเี ขยี วเขม มขี นนมุ ๆ
สวนใบออนจะสีเขียวออนใสเปนมันวาว รสชาติ
ของใบจะออกรสเปรย้ี วอมมนั ในฤดฝู นจะเปน ชว ง
เวลาที่ใบสมกบผลิใบแตกยอดออนดกเต็มตน
เมื่อถึงฤดูแลงใบสมกบจะเริ่มหาไดยากขึ้น หาก
เวลาวางจากการทำนาหรือเมื่อมีงานบุญตรงกับ
ชว งเวลาทใ่ี บสม กบแตกใบออ นใหร สชาตเิ ปรย้ี วมนั
กำลงั ดี สาวนอ ยสาวใหญในหมูบานกม็ กั จะชวน
กันทำเม่ียงโคนลอมวงกินกันอยางสนุกสนาน
หรือเปนอาหารวางเลี้ยงแมครัวท่ีชวยงานบุญ
บางครั้งก็จะจัดใสโตกขึ้นโตะใหแขกที่มารวมงาน
บญุ ไดมโี อกาสล้มิ ลอง
เวลากินเม่ียงโคน ก็นำใบสม กบมาพันเปน
รูปกรวย หยิบเครอ่ื งเคียงใสล งไปตามความชอบ
ตักน้ำเมี่ยงใสลงไปในกรวยแลวพับใบสมกบหอ
ใสปากเค้ียวใหสมุนไพรแตกซานผสมผสานกับ
น้ำเมี่ยงปลารา เชื่อไดวาใครไดชิมเปนตองลืมไม
110 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
ลง แตถาใครไมชอบใบสมกบก็จะใชใบขนุนหรือ กบั เพอ่ื นฝงู ญาตมิ ติ ร และคนบา นใกลเ รอื นเคยี ง
ใบกะหลำ่ แทน แตร สชาตจิ ะอรอ ยสใู บสม กบไมไ ด นี่แหละคือเสนหของการกินเมี่ยงโคน อาหารที่
ใบขนนุ จะออกรสมนั ๆ ฝาดๆ สวนกะหลำ่ จะออก นอกจากจะไดความอรอยและเพลิดเพลินแลว
รสจืด หรือบางครั้งก็ใชใบพืชชนิดอื่นๆ แลวแต ยังเปน อาหารทเ่ี ปนตวั เช่อื มรอยความสมั พันธข อง
ความนิยมของคนกินหรือตามแตจะคนหามาได ผคู นในชมุ ชนมาตง้ั แตอ ดตี จนถงึ ปจ จบุ นั ไดอ กี ดว ย
ในเวลานั้น เวลากินก็ตองเพิ่มเครื่องสมุนไพรให
ออกรสมากขึ้น อยางใบขนุนซึ่งมีรสออกฝาดๆ ขอขอบคุณ
กจ็ ะใสม ะนาวมากหนอ ยเพอ่ื ใหอ อกรสเปรย้ี ว และ
ทำใหรสฝาดจางลงไป สว นใบกะหล่ำทีร่ สจดื ๆ ก็ คุณสรุ ียพร อัษฎาวุธวงศกร วฒั นธรรมอำเภอหลมเกา
ใสขงิ ขา มะเขอื เครอื และมะนาวเพม่ิ ความเปร้ยี ว จงั หวัดเพชรบรู ณ
ใสพริกลงไปอีกหนอย ตักน้ำเมี่ยงปลาราลงไป
เยอะๆ เพ่อื ใหร สจดั จานเพ่มิ มากขึ้น คุณสมุ าลี ชยั โฉม ขา ราชการบำนาญ บานนาทราย
อำเภอหลม เกา จังหวดั เพชรบรู ณ
ผูอาวุโสบางคนถึงกับบอกวา วันไหนนึก
เบือ่ อาหารประเภทผัด ตม แกง ก็คน หาพชื ผัก บรรณานุกรม
สมุนไพรเทาที่มีในครัวมาหั่นซอย เด็ดใบสมกบ
ขางบาน ตกั ปลารา ในไหมาทำเม่ียงโคน กินคกู ับ จกั ษมุ าลย วงษทาว และวโิ รจน หุนทอง. รายงานการเก็บ
ขาวเหนียวแทนกับขาวก็มี เมี่ยงโคนรสจัดจาน ขอ มูลภาคสนามเร่อื งเม่ียงโคน . สำนักศิลปะและ
ถูกปากนี้ ชวยแกอาการเบื่ออาหารในมื้อนั้นได วัฒนธรรมมหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ, ๒๕๕๕
เปน อยา งดี
ศันสนีย อุตมอาง และคณะ. โครงการวิจัยอาหารวา งพน้ื บาน
ปจ จบุ นั แมว ถิ กี ารดำรงชวี ติ ของชาวไทหลม ไทหลม. เพชรบรู ณ : คณะเทคโนโลยีการเกษตร
จะเปลย่ี นแปลงไป อาหารและของวา งกม็ มี ากมาย มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ, ๒๕๕๑.
หลากหลายชนดิ ใหเ ลอื กตามทอ งตลาด แตส ำหรบั
ชาวไทหลม เมย่ี งโคนยังคงเปน อาหารวางรสแซบ พกิ ลุ แกนสาล.ี อายุ ๕๔ ป. บา นเลขท่ี ๔๗ หมู ๓
ท่ีครองใจชาวบา นทุกเพศทกุ วัย แมวตั ถุดิบท่ีนำ บา นนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลมเกา
มาใชจะมีการปรับเปล่ียนไปตามความสามารถที่ จงั หวดั เพชรบรู ณ, สัมภาษณเม่ือวันท่ี
จะคนหามาได หรอื ปรบั รสน้ำเม่ียงปลารา ใหเ ขา ๑๙ เมษายน ๒๕๕๕.
กบั ความนิยมของคนยุคใหม แตหวั ใจสำคัญของ
ความเปนเมี่ยงโคนก็ยังอยูที่สมุนไพรพ้ืนบาน มานะ หาญใจ. อายุ ๕๒ ป. บานเลขที่ ๔๑ หมู ๔
รสจัดจานราดดว ยนำ้ ปลารา หอดว ยใบสม กบ บา นนำ้ ครงั่ ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา
จงั หวดั เพชรบรู ณ, สมั ภาษณเ มื่อวันท่ี
การกนิ เมย่ี งโคน ใหอ รอ ยจงึ ไมไ ดอ ยทู ใ่ี บเมย่ี ง ๒๘ เมษายน ๒๕๕๕.
เครื่องเมี่ยง หรือน้ำเมี่ยงเพียงอยางเดียว แตยัง
อยูที่ความสนุกสนานในการรวมแรงรวมใจกัน มาลี บุญแถม. อายุ ๔๘ ป. บานเลขท่ี ๓๗ หมู ๔
ทำเมี่ยงและการรวมวงกันกิน การกินเมี่ยงโคน บา นน้ำครัง่ ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา
จงึ นบั เปนอาหารวา งทที่ ง้ั อรอ ยและสนกุ พรอ มๆ จังหวดั เพชรบูรณ, สัมภาษณเ มือ่ วนั ท่ี
ไปกับการไดรวมวงสนทนาไตถามสารทุกขสุกดิบ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕.
สำเภา ทองพดั . อายุ ๖๓ ป. บานเลขท่ี ๓๔ หมู ๔
บา นน้ำครัง่ ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา
จงั หวดั เพชรบูรณ, สมั ภาษณเ มือ่ วันท่ี
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕.
111สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ
ประมวลภาพกิจกรรม
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม
เดือนเมษายน – กันยายน ๒๕๕๕
อบรม สัมมนา และบริการวิชาการสูชุมชน
สำนักศิลปะและวฒั นธรรม จดั โครงการใหค วามรแู ละ ๑ ๑
บริการวิชาการเกีย่ วกบั ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณี และ ๑
ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ใหก บั นกั ศกึ ษาเยาวชนและประชาชน
ใ๑น ทโอ คงรถงิ่นการแลกเปลย่ี นเรยี นรเู รือ่ ง “จดุ ประกาย
ความคดิ กบั การนำเสนอไอเดียผานงานศลิ ปะ”
๒ โครงการตามรอยวฒั นธรรม “แหลง โบราณคดี
สมยั กอ นประวตั ศิ าสตรใ นจงั หวดั เพชรบรู ณ”
๓ โครงการศิลปวัฒนธรรมสำหรบั ชมุ ชน
“เทคนิคการบรรเลงเคร่ืองดนตรีไทย”
๑๑ ๒
๒๒๒ ๒
๓๓ ๓ ๓
113สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ
ประสานความรวมมือสืบสานศิลปวัฒนธรรม
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม รวมมือกับหนวยงานใน
มหาวทิ ยาลยั และหนว ยงานในทอ งถน่ิ จดั กจิ กรรมสบื สาน
ประเพณแี ละงานวฒั นธรรม เพอ่ื สง เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม
ในดานอาหาร ศิลปะ และหัตถกรรมพื้นบาน ใหกับ
เยาวชนและประชาชนทัว่ ไป
๑ ลานวัฒนธรรมเนอ่ื งในวันเขาพรรษา
“สบื สานงานศิลป สงเสริมภูมิปญญาไทย”
๒ โครงการศึกษาและวเิ คราะหขอมลู ทางดาน
ประเพณศี ลิ ปวัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่น
“พธิ กี รรมกินดองเจากับรางทรง อำเภอหลม เกา
จังหวดั เพชรบรู ณ”
๑
๑ ๑๑
๑ ๑ ๑
วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
114
๑
๒๒
๒ ๒๒
115สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ
บริการวิชาการและสงเสริมองคความรูสูชุมชน
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม รวมกบั หนวยงานตางๆ ใน
ทองถิ่น จัดกิจกรรมใหบริการองคความรู ในรูปแบบ
การจัดกิจกรรมและนิทรรศการ เพื่อใหเยาวชนและ
ประชาชนท่ัวไปไดเขาใจและรวมกันอนุรักษสืบสาน
ศิลปวัฒนธรรมไทยใหดำรงอยูสบื ไป
๑ คุณคาและการอนรุ กั ษภ าพจติ รกรรม
บนเสาแปดเหลี่ยมวัดทรายงาม อำเภอหลม เกา
จงั หวดั เพชรบรู ณ
๒ ศิลปวัฒนธรรมกบั อาชีพอยางไทย
ณ วดั เพชรวราราม อำเภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ
๑
๑๑
๑๑
๑
๑ ๑
วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
116
๒๒
๒๒
๒
๒๒ ๒
117สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ
บูรณาการศิลปวัฒนธรรมกับกิจกรรมนักศึกษา
สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม จดั โครงการสง เสรมิ กจิ กรรม
นักศึกษารวมกับกองพัฒนานักศึกษา และคณะตางๆ
โดยมงุ บรู ณาการดา นศลิ ปวฒั นธรรมกบั กจิ กรรมนกั ศกึ ษา
เพอ่ื ใหน กั ศกึ ษามสี ว นรว มในการคดิ สรา งสรรคร ปู แบบการ
จดั กจิ กรรมอนรุ กั ษ สบื สาน และสง เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม
และประเพณี
๑ สบื สานประเพณแี หเทียนเขา พรรษา ๒๕๕๕
๒ วันแมแหง ชาติ : เฉลิมพระเกียรตสิ มเดจ็
พระนางเจาสริ ิกิต์ิ พระบรมราชนิ ีนารถ
เน่ืองในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑
๓ สง เสรมิ โครงการพระราชดำริ
“ราชภฏั เพชรบรู ณส ง เสรมิ การแตง กายดว ยผา ไทย”
๑
๑
๑
๑ ๑
วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบับที่ ๔
118