The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารเพชบุระฉบับที่4
เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม,
"บ้านม้ง" ทับเบิก:เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น,
"สตรีม้ง" บ้านทับเบิก บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสู่สังคมปัจจุบัน,
ธรรมาสน์วัดทรายงาม,
กินดองเจ้ากับร่างทรง,
ตามไปดู "พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าย่า",
หอยก้นตัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirapa1070, 2022-06-07 00:48:39

64...08วารสารเพชบุระฉบับที่4 8เรื่อง

วารสารเพชบุระฉบับที่4
เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม,
"บ้านม้ง" ทับเบิก:เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น,
"สตรีม้ง" บ้านทับเบิก บทบาทจากวิถีดั้งเดิมสู่สังคมปัจจุบัน,
ธรรมาสน์วัดทรายงาม,
กินดองเจ้ากับร่างทรง,
ตามไปดู "พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าย่า",
หอยก้นตัด

ลกู หลานเขาไปกราบไหวข องพรและแกบนกับผีบรรพบุรุษท่ตี นเองบนไว

จากศาลหลักเมืองเพชรบูรณ ผีนางทะแลแทลูกสาวคนโตของผีปูยา ผียาโอง
เมียนอยผีเจาปู และผีทหารปนใหญที่ตองมีปนไมเตรียมไวใหเปนอาวุธประจำกาย
เปนตน ซึ่งกวาผีบรรพบุรุษจะเขารางนางทรงจนครบทุกตน ก็กินเวลาหลายชั่วโมง
ผีที่เขารางทรงตนสุดทายจะเปน “ผีเจาปู” หรือ “ผีปูหลวง” ซึ่งนับเปนการเขา
รา งทรงครง้ั ทส่ี องของผเี จา ปเู หมอื นกบั การสง ทา ยพธิ ี โดยเจา ปจู ะทำนำ้ มนต นำ้ มนต
ที่ทำก็ไมไดนำมาประพรมใหใครแตประการ เมื่อทำเสร็จผูที่ศรัทธาตางก็นำภาชนะ
ถงุ พลาสตกิ หรอื ขวด มาแบง กนั ไปคนละเลก็ ละนอ ยเพอ่ื นำไปประพรมใหเ ปน สริ มิ งคล
กับบานและคนในบา น จากนน้ั ก็ทำพธิ ปี ลกุ เสกวัตถุมงคลเพ่อื นำไปบูชา ของทจี่ ะนำ
มาปลกุ เสกใครอยากใหปลุกเสกอะไรกเ็ ตรยี มมาเอง วัตถุท่ีนำมาปลกุ เสกเลยมหี ลาก
หลายทั้งกรวยดอกไม วัตถมุ งคล หรือดายสายสิญจน

จากนน้ั เปน การผกู ขอ มอื ดว ยดา ยสายสญิ จนท น่ี ำมาจากขนั คาย ซง่ึ อนั ทจ่ี รงิ
ก็มีจำนวนมากพอสำหรับผูเขารวมงานทุกคน แตกลับกลายเปนวาไมใชทุกคนที่จะ
สามารถเบียดเสียดเขาถึงผีเจาปูหรือผีปูหลวงได ดายสายสิญจนจากขันคายที่ถือวา
ผา นพธิ มี าแลว จงึ ถกู สง ตอ ไปยงั เหลา ผอู าวโุ สในพธิ ใี หท ำหนา ทผ่ี กู ขอ มอื ใหก บั ลกู หลาน
ทม่ี ารว มงานแทน บางคนกข็ อดายสายสญิ จนกลับไปฝากใหกับญาติพี่นอ งทมี่ าไมได
ใครศรัทธามากอยากใหเ จาปูเ ปา กระหมอมก็ตองหาทางแทรกเขาถึงเจา ปใู หได

จวบจนตะวันคลอยสาดแสงลอดผานรมตนจามจุรีหนาศาล เสียงบรรเลงของ
วงปห มอและวงปพ าทยก เ็ รม่ิ บรรเลงดงั กกึ กอ งขน้ึ เพอ่ื ทำหนา ทส่ี ง ผเี จา ป-ู เจา ยา
และผีบรรพบุรุษอื่นๆ รวมทั้งเปนสัญญาณบอกใหผูที่มารวมงานทราบวา บัดนี้
พธิ เี ลย้ี งผเี จา ป-ู เจา ยา ไดเ สรจ็ สน้ิ ลงแลว จากนน้ั กถ็ งึ คราวเลย้ี งคนรว มงาน ถอื เปน การ
เฉลิมฉลองและเปนการเลี้ยงสังสรรคระหวางญาติมิตร เพื่อนฝูง และผูคนในชุมชน
พธิ ที ด่ี เู รยี บงา ยแตแ ฝงไวด ว ยภมู ปิ ญ ญาของบรรพบรุ ษุ ทน่ี ำศรทั ธาและความเชอ่ื มาเปน
จุดเชื่อมความสมั พันธร ะหวางคนในหมบู า น เพือ่ ใหไดเดนิ ทางมาพบปะพดู คยุ ไตถาม

100 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบับที่ ๔

สารทกุ ขสุกดบิ และเสริมสรางความสามคั คีกันสักคร้งั ในรอบหนึ่งป อาหารเคร่ืองดื่ม
ในงานเลี้ยงก็มาจากท่ีแตละคนชวยกันหอบหิ้วมาคนละไมคนละมือต้ังแตเชาเพื่อเล้ียง
ผบี รรพบรุ ุษ จนมมี ากมายทีจ่ ะสงตอมาเลยี้ งผูคนทมี่ ารวมงาน

ยายมลเลาใหฟงหลังจากเสร็จพิธีวา นางทรงคนแรกของหมูบานสมัยกอนอยู
ในปา บรเิ วณเหนอื อา งเกบ็ น้ำหว ยปาแดงในปจ จุบนั สวนเปน ทใี่ ดไมมใี ครรู รแู ตเพยี ง
วา เปนสถานท่ีลกึ ลับ พอถึงวนั เล้ยี งดเู จาป-ู เจา ยา นางทรงจะออกจากปาโดยไมต อง
บอกกลาว สวนตนมาเปนนางทรงเพราะปาซึ่งเปนนางทรงไดชี้มาที่ตนขณะทำพิธี
พรอ มเปลง เสยี งวา “กเู ลอื กมงึ เพราะวา มงึ มผี มหอม” แลว กเ็ อาผา แพรสแี ดงมามดั ทห่ี วั
ของตน หลังจากนั้นก็ไมรูสึกตัว มีคนเลาวาตนลุกขึ้นรายรำราวกับนางทรงคนเดิม
ตั้งแตนั้นก็เปนนางทรงใหกับหมูบานปาแดงมาโดยตลอด สิ่งที่มาพรอมกับการเปน
นางทรงคือการรักษาศีล ไหวพระสวดมนต เปนที่พึ่งใหกับผูที่ศรัทธาดวยการเปน
ผูทำนายและเชิญผีเจาปู-เจายามาเขารางเพื่อสอบถามเรื่องการปวยไขหรือเรื่องเดือน
เน้ือรอ นใจอ่นื ๆ รวมถงึ ปดเปาบรรเทาทุกขด วยการใหค ำปรกึ ษาและช้แี นะใหก ับผคู น
ในหมบู า นปา แดง

ผีเจาปู-เจายา : เรื่องเลา ความเชื่อ ศรัทธา

เลากันวาศาลหลังปจจุบันสรางขึ้นดวยศรัทธาของลูกหลานชาวปาแดง ทั้งที่
โชคดีจากเรื่องโชคลาภและที่มาขอพรใหหายจากความเจ็บปวย ใหไดเลื่อนยศเลื่อน
ตำแหนง ใหเ ดนิ ทางแคลว คลาดปลอดภยั ทำใหบนศาลแหงนม้ี เี ครอ่ื งเซนไหวต ลอด
ทง้ั ปไ มข าดสาย รถราผา นไปมาตอ งบบี แตรเพอ่ื แสดงความเคารพและบง บอกถงึ ศรทั ธา
ที่มีตอผีเจาป-ู เจายา

เจาปหู รือปหู ลวงทำพิธีปลกุ เสกน้ำมนต

นายสุคน หุนทอง เจาหนาที่ชลประทาน คุณตางัน คงยาดี เลาวา เวลาตนเองและ
เลา ใหฟ ง วา ทางหวั หนา ชลประทานไดส ง่ั ใหต นนำ ครอบครวั จะเดนิ ทางไปไหนทไ่ี กลๆ หรอื ตา งจงั หวดั
เอาเคร่ืองเซนไหวมารวมงานเปนประจำของทุกป ตวั เองและครอบครวั กจ็ ะพากนั ไปจดุ ธปู บอกกลา ว
เดิมบริเวณศาลแหงน้ียังไมมีพื้นปูนเหมือนกับ เจา ป-ู เจา ยา กนั ทศ่ี าลเปน ประจำทกุ ครง้ั กอ นทจ่ี ะ
ทกุ วันน้ี ตอ มาคนในชลประทานถูกหวยจากการ ออกเดนิ ทาง หรอื ถา เวลาทม่ี เี หตกุ ารณค บั ขนั เชน
ฝน เหน็ เลขเดด็ จากศาลแหง น้ี จงึ ไดร ว มกนั สมทบ รถเสยี กจ็ ะยกมอื ขน้ึ บอกเจา ป-ู เจา ยา ใหช ว ยเสมอ
เงินเพ่ือเปนทุนซ้ือปูนมาเทพ้ืนรอบบริเวณศาล และมักจะแคลวคลาดและผานพนเรื่องรายไปได
ทกุ วนั นต้ี นและคนในทท่ี ำงานจะชว ยกนั มาทำความ ทุกครัง้
สะอาดท่ีศาลแหงนี้เปนประจำดวยความเชื่อและ
ศรทั ธา ไมเ พยี งเรอ่ื งของโชคลาภแตร วมถงึ การได คณุ ตาฟน เกตุแฟง เลาเสริมวา ป ๒๕๐๙
รบั ขวญั และกำลงั ใจในการทำงานรว มกบั ชาวบา น เริ่มมีการสำรวจพื้นที่เพื่อสรางเขื่อนปาแดง จนป
ในทองท่ดี วย ๒๕๑๒ เริ่มกักเก็บน้ำ ระหวางที่มีการกักเก็บน้ำ
ในชวงแรกนั้นไดมีคนตกน้ำตายในเขื่อน ตนใน
คุณยายมล สินสอน รางนางทรงเลาวา ฐานะผูใหญบาน ไดขอรองเจาปูในวันเลี้ยงใหญ
หลังจากท่ที ำพิธีอุทิศรางเปนรางทรงในวันน้นั แลว วา “เขื่อนปาแดงถูกสรางขึ้นเพื่อใหชุมชนปาแดง
ยายก็ไดร ับทำหนาทีเ่ ปน รางทรงตลอดมา มีเร่ือง เจริญ ทำไมตอ งทำใหม ีคนตาย เมอ่ื มคี นตายมัน
นาอัศจรรยอยูวา ในชว งที่คลอดลูกใหมๆ ไมมคี น เสยี ชื่อบา นเรา ขอรองไดไหมปู อยาใหม คี นตาย
เลย้ี งลกู ให เพราะคนอน่ื ไปรว มงานเลย้ี งผกี นั หมด เลย” หลงั จากทข่ี อรอ งกนั วนั นน้ั กไ็ มค นตายจาก
กเ็ ลยบอกชาวบา นวา คงไมไ ดไ ปรว มพธิ ี แตพ อถงึ การจมน้ำอีกเลย และชวงแรกของการสรางอาง-
วันพิธีเลี้ยงจริงๆ ลูกของยายกลับนอนหลับทั้งวัน เกบ็ นำ้ หว ยปา แดงมกั จะมนี ำ้ ปา ไหลลงมาจากเขา
ไมรองไหงอแง กลายเปนความเชื่อและศรัทธา เปน จำนวนมากจนอา งเกบ็ นำ้ เกอื บจะแตก เชอ่ื กนั
จนทุกวันนี้ ในวันพระยายตองทำบุญ สวดมนต วาเปนเพราะผีบรรพบุรุษชื่อ “ผีปูเพและผีปูพัง”
ไหวพ ระ พรอ มกบั แผเ มตตาระลกึ ถงึ ผนี ายโรงเขา ๒ คนพน่ี อ งเปน ผบู นั ดาลใหเ กดิ ขน้ึ ดว ยตอนทเ่ี รม่ิ
(ผเี จา ปหู รอื ผปี หู ลวง) เมอ่ื ในหมบู า นมคี นไมส บาย สรา งอา งเกบ็ นำ้ หว ยปา แดงเสรจ็ ใหมๆ นน้ั ผปี เู พ
จะมาใหชวยเชิญผีปูหลวงลงมาสอบถามเร่ือง และผปี พู งั โกรธและโมโหมากทม่ี าสรา งอา งเกบ็ นำ้
อาการปวยไข ถาดูแลวตองอาบน้ำมนตยายจะ ขวางทางเดนิ ของตน จนถงึ วนั เลย้ี งดเู จา ป-ู เจา ยา
แนะนำใหคนที่ปวยไปอาบน้ำมนตกับพระสงฆ จึงไดมีการขอรองปูเพและปูพังวา “อยาทำใหอาง
และครง้ั หนง่ึ มลี มพายฝุ นรนุ แรง ตนไดย กมอื บอก เกบ็ นำ้ พงั เลย เขามาทำความเจรญิ ใหก บั บา นเรา
เจาปู-เจายาใหชวยปดเปาลมฝนออกไปใหพน นะป”ู ตง้ั แตค รง้ั นน้ั กไ็ มม เี หตกุ ารณด งั กลา วเกดิ ขน้ึ อกี
บานพนเรือน ปนั้นบานที่ติดกันหลังคาปลิวหาย
ไปหมด แตบานของตนไมเปนอะไร ในสมัยกอน สวนขอสังเกตของผูเขียนท่ีวาทำไมจึงแทบ
ตอนทย่ี ังไมม ีเขื่อน ทกุ คร้ังทีฝ่ นตกแรงจะมนี ้ำปา ไมเ หน็ หนมุ สาวมารว มพธิ เี ลย คณุ ยายมลนางทรง
ตนเคยไดย นิ เสยี งปพ าทย ฆอ ง กลองอยใู นลำหว ย เลาวา เปน เพราะผนี างทะแลแทลูกสาวคนโตของ
ที่มีน้ำปาไหลมา วากันวาเจาปู-เจายาชวนกัน ปหู ลวงและผหี นมุ นอ ยรอดดง ทง้ั สองเปน ผที เ่ี จา ชู
ลองแพลอยตามลำคลองพาลูกพาหลานไปเที่ยว มาก ชอบมองหาหนุมสาวเอาไปเปนคู หากมี
งานบญุ สารทเดือน ๑๐ กนั พอ แมจ ะหา มไมให หนุมสาวท่ียังไมแตงงานและหนาตาดีมารวมงาน
ลูกหลานออกไปดทู ่ลี ำคลองนนั้ เด็ดขาด ดว ย เชอ่ื กนั วา ถา ผบี รรพบรุ ษุ ทง้ั สองถกู ใจกจ็ ะเอา
ไปอยดู ว ย และเวลาตอ มากจ็ ะตายโดยไมร สู าเหตุ

102 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบับที่ ๔

ปชารวะบพารนมปใหาเแปดนงสแิรบมิ ง งนค้ำลมกนบั ตบเ พานอ่ื แนลำะไปคนในบา น บรเิ วณวังสานและศาลเจา ปู-เจายา

แมวาจะมีการขอชีวิตเอาไวหรือมีขอแลกเปลี่ยน คณุ ตาเลา ตอ วา คนเฒา คนแกเ ลา ตอ ๆ กนั
ใหเอาอยางอ่ืนไปแทนชีวิตคนขึ้นในระหวางที่ทำ มาวา ในวนั งานเลย้ี งผเี จา ป-ู เจา ยา จะมเี รอื บรรทกุ
พิธีเลีย้ ง ชาวบานกย็ งั กลวั กนั คนหนุมสาวจึงมี ถวยชามลอยขึ้นมาจากในวังน้ำ ก็ไมรูวาเรือมา
มารวมงานนอ ยอยางที่เหน็ จากไหน เปนของใคร เลากันแตเพียงวามีเรือ
บรรทุกถวยชามมาใหใชในงานสำหรับใสอาหาร
วังสาน : ตำนานเรื่องเลา คาวหวานเลี้ยงผีบรรพบุรุษ มีอยูครั้งหนึ่งคนใน
หมบู า นเกดิ ความโลภจงึ สบั เปลย่ี นเอาถว ยชามใน
วงั สาน เปน ชอ่ื เรยี กบรเิ วณวงั นำ้ ซง่ึ เปน ทต่ี ง้ั เรือมาไวเปน สมบตั ขิ องตน เจาของเรือโกรธมาก
ศาลเจาปู-เจายา วังสานแหงนี้จึงมีความสำคัญ เลยควำ่ เรอื เรอื ทค่ี วำ่ และจมลงในวงั สานจงึ กลาย
กับบานปาแดงท้ังใชสำหรับประกอบพิธีกรรมใน เปนรูปหินที่มีลักษณะคลายทองเรือคว่ำอยูใต
วนั สำคญั ตา งๆ และเปน สายนำ้ หลอ เลี้ยงชีวติ ของ วังสานนั่นเอง และเมื่อวังสานน้ำแหงขอดลง
ชมุ ชนแหง นไ้ี ปพรอ มกนั ดว ย คณุ ตาฟน เลา วา เมอ่ื ชาวบา นกย็ ังเชอ่ื วา หากขดุ ลงไปก็จะพบเรอื หินรูป
สมยั เปนเด็กในชวงเดอื น ๔ เดอื น ๕ ซึ่งเปนชว ง ดงั กลาวยงั คงอยูที่วงั สานแหงน้ี
ทน่ี ำ้ ในวงั สานลดระดบั ลง ตนไดไ ปทอดแหหาปลา
กับพอบอยๆ ดวยใตวังสานจะมีหินที่มีลักษณะ คุณยายพัน หมวกเทศน เลาตอวาริมฝง
คลา ยรปู เรอื ควำ่ ความยาวประมาณสกั สองวา ใต น้ำวังสาน มีหินท่มี ลี กั ษณะคลายหนาผาย่ืนออก
หนิ จะมปี ลาอาศยั อยชู กุ ชมุ มาก เวลาจะจบั กห็ วา น มาคลายกับถ้ำหิน สวนที่ยื่นออกมามีชองเปน
แหคลุมลงบนหินรปู ทองเรือคว่ำไว แลวใชย าฉนุ โพรง เชื่อกันวาเปนรูหรือปากถ้ำของพญานาค
พ้ืนบานสอดเขาไปเพื่อใหปลาทนกลิ่นไมไดจะได ในวันท่ที ำพิธีเล้ยี งเจาปู-เจายาจะตองเล้ยี งอาหาร
หนอี อกมาแลวจบั ปลาไดโดยงาย ใหแ กพ ญานาคดวย รูพญานาคนีค้ นกลวั กนั มาก
และเม่ือถึงวันเลี้ยงพญานาคจะโผลหัวออกมา
ลอยไปลอยมาอยูในวังน้ำรอรับอาหารที่จัดเลี้ยง

103สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

ทำใหผ ทู ม่ี ารว มพธิ หี วาดกลวั จงึ ทำการบอกกลา ว แลวจะพบขอสังเกตบางประการ เชน การหาม
ขอรอ งวา อยา ออกมาใหเ หน็ อกี เลย เพราะลกู หลาน หญิงสาวไมใหมารวมพิธีเพราะผีบรรพบุรุษท่เี จาชู
เคากลัวกัน โดยบนบานวาเมื่อถึงเวลาจะเอา จะมาเอาไปอยดู ว ย เปน กลวธิ บี อกใหล กู หลานรจู กั
อาหารคาวหวานไปใหก นิ เองทกุ ปไ มใ หข าด ตง้ั แต ระวังตน การระลึกถึงเจาปูกอนเดินทางไกลคือ
น้ันก็ไมมใี ครเคยเหน็ พญานาคตวั ดังกลา วอกี เลย การต้งั สติ เรยี กสมาธิใหอยูกับการขบั ข่ีที่จะชว ย
ใหเดินทางอยางปลอดภัย เรื่องเลาขานที่พูดถึง
กวา เรอ่ื งเลา สนกุ สดุ ทา ยของยายพนั จะจบลง หนิ รปู เรอื ควำ่ กลางลำนำ้ กค็ อื การกระตนุ เตอื นใหเ หน็
ผูคนก็เริ่มบางตาลงเสียแลว ซึ่งแมพิธีกรรมจะ ถงึ คณุ คา ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี นษุ ยผ มู คี วามโลภ
จบลง แตภาพของนางทรงยังรายรำอยูในความ มักหยิบฉวยตามอำเภอใจตองไดรับโทษทัณฑ
ทรงจำของผเู ขยี น ไมเ พยี งภาพของความขลงั ของ ดังนั้น “ผี” ปู-ยา ในมิติของชาวปาแดงแลวอาจ
พิธีกรรม แตเรื่องเลาที่เปนตำนานซึ่งสอดรับกับ หมายถึงเทวดาหรอื บรรพบุรษุ หรอื หมายรวมถงึ
หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษท ง้ั สถานทแ่ี ละประสบการณ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ท่ี รงคณุ คา ถอื เปน แบบอยา ง
ตรงของผูเฒา ทำใหผูเขียนไดสัมผัสถึงความ ของความรกั เคารพและศรทั ธาของชาวบา นปา แดง
ศรทั ธาทน่ี ำมาซง่ึ ความรว มไมร ว มมอื ของชาวบา น ตอสิ่งที่บรรพบุรุษนับถือสืบกันมา ซึ่งทานทนตอ
ปาแดง จนแอบมองวานี่ถือเปนกุศโลบายอัน บทพิสูจนดานกาลเวลามาหลายชั่วอายุคนและ
แยบยลของคนโบราณในการสง เสรมิ การอยรู ว มกนั ดเู หมอื นจะทา ทายตอ ความแปรเปลย่ี นของยคุ สมยั
ของคนในชุมชนท่ีแฝงดวยจิตวิทยาแบบสากล ตอ ไปในอนาคต
อยา งมเี หตมุ ผี ล เพราะหากพจิ ารณาอยา งวเิ คราะห

บรรณานุกรม

วิโรจน หุน ทอง. รายงานการลงพ้นื ทีเ่ ก็บขอ มูลภาคสนาม เรอ่ื งพธิ เี ลยี้ งเจาปเู จา ยา บานปาแดง
ตำบลปาเลา อำเภอเมอื ง จงั หวัดเพชรบรู ณ, ๒๕๕๕. (เอกสารอัดสำเนา)

งนั คงยาดี อายุ ๖๙ ป บา นเลขท่ี ๖๓/๒ หมู ๕ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบรู ณ,
สัมภาษณเมอื่ วนั ท่ี ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕.

จำเนยี ร เพยี รเกิด อายุ ๗๐ ป บา นเลขที่ ๗๙/๑ หมู ๕ ตำบลปาเลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเมอื่ วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

ชอมุ อนิ เหลอื ง อายุ ๗๙ ป บา นเลขที่ ๓๙ หมู ๔ ตำบลปาเลา อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบรู ณ,
สมั ภาษณเ ม่ือวนั ท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

พัน หมวกเทศน อายุ ๘๒ ป บานเลขที่ ๑๗ หมู ๑๒ ตำบลปาเลา อำเภอเมอื ง จังหวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมื่อวนั ท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

ฟน เกตุแฟง อายุ ๗๓ ป บา นเลขที่ ๓๖ หมู ๓ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบูรณ,
สมั ภาษณเมอ่ื วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

มล สินสอน อายุ ๗๘ ป บา นเลขที่ ๒ หมู ๕ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จงั หวัดเพชรบรู ณ,
สัมภาษณเ มอ่ื วันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

สนอง เสือโต อายุ ๔๖ ป บา นเลขที่ ๑๑๑ หมู ๓ ตำบลปา เลา อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบูรณ,
สมั ภาษณเ มือ่ วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

สคุ น หุน ทอง อายุ ๔๔ ป บา นเลขที่ ๘๐/๑ หมู ๘ ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง จังหวดั เพชรบูรณ,
สัมภาษณเ มอ่ื วนั ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕.

104 วารสารศลิ ปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปที่ ๒ ฉบบั ที่ ๔

อาหารพ้ืนบคา อนลเัมพนชป รรบะรู จณำ

เมี่ยงโคน (คน)

เมี่ยงน้ำปลาราของชาวไทหลม

กองบรรณาธกิ าร

105สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบรู ณ

ชาวบานน้ำครั่ง อำเภอหลมเกา ชวยกนั ทำเมีย่ งโคนเลยี้ งแขกในงานบุญบ้ังไฟ

“เมย่ี ง” จดั เปน อาหารประเภทของวา งหรอื ละบานจะมีกรรมวิธีในการนำปลารามาปรุงเปน
“ของกินเลน” ที่คูกับสังคมไทยมาชานาน เมื่อ น้ำเมี่ยงแตกตางกันไป แตที่เหมือนกันก็คือกลิ่น
กลา วถงึ “เมยี่ ง” คนสวนใหญมักจะนกึ ถึงเม่ยี งคำ หอมยวนใจของน้ำเม่ียงปลาราผสมกล่ินหอมของ
ที่มมี ะพรา วคว่ั กงุ แหง และสมนุ ไพรไทยห่นั ซอย ใบสมกบและสมุนไพรนานาชนิด สามารถเรียก
เปนชิ้นเล็กๆ หลายชนิด หอดวยใบชะพลู แลว น้ำยอ ยไดด ี จนอดใจไมไดท ีจ่ ะตอ งเขา ไปรวมวง
เติมรสดวยน้ำรสชาติหวานกลมกลอมท่ีเค่ียวจน สนทนาและลม้ิ ลองรสชาตขิ องเมย่ี งโคน โดยเฉพาะ
เปนสีน้ำตาลเกือบดำ หรือเมี่ยงของชาวลานนา คนที่ช่ืนชอบกล่ินหอมและรสชาติของปลาราคง
ท่ีใชใบเม่ียงหรือใบชาเปนใบหอและมีวิธีการปรุง ไมมีใครปฏิเสธไดวา เมี่ยงโคนสมุนไพรพื้นบาน
เมี่ยงหลากหลายรูปแบบ หรือเมี่ยงลาวที่ใชใบ ราดน้ำปลารานี้ สงกลิ่นหอมกรุน มีรสชาติ
ผักกาดดองหอไส ปรุงรสดวยน้ำเมี่ยงรสหวาน กลมกลอ ม และนา ลิ้มลองเพยี งใด
เปรี้ยว-เค็ม เมี่ยงจึงเปนอาหารวางที่ใชใบผักหอ
ดวยเครื่องเม่ียงและน้ำเมี่ยงของชาวไทยในทุก คณุ ยายสำเภา ทองพดั บา นนำ้ ครง่ั อำเภอ
ภูมภิ าค หลมเกา เลาวา “หลมเกามีเมี่ยงกินกันอยูหลาย
ชนดิ แตขึน้ ช่อื จริงๆ ก็เมี่ยงโคน น่ีแหละ บางคนก็
“เมย่ี งโคน ” หรือ “เม่ยี งคน” หรอื “เมยี่ ง เรียกเมี่ยงโคน บางคนก็เรียกเมี่ยงคน บางคนก็
ใบสมกบ” เปนคำเรียกชื่อเมี่ยงของชาวไทหลม เรียกเมี่ยงใบสม กบ กแ็ ลว แตจ ะเรียกกนั เมี่ยงโคน
อำเภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ เปนเมยี่ งที่ใช นี้มักจะทำกินกันเมื่อมีงาน หรือมีงานบุญ หรือ
สมนุ ไพรพืน้ บา นกวา ๑๐ ชนดิ มาเปน เคร่ืองเมี่ยง เมื่อเวลาทีว่ างพรอ มกันหลายๆ คน เพราะเคร่ือง
หอ ดว ยใบสม กบ ความโดดเดน ของเมย่ี งโคน อยทู ่ี เคียงเยอะ ทำกินกันคนสองคนก็ไมอรอย เมี่ยง
น้ำเมี่ยงที่ปรุงจากปลาราหลมรสชาติเขมขนที่แต ตอ งกินดว ยกันหลายๆ คนจึงจะสนุก ตา งคนตา ง

106 วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบบั ท่ี ๔

กเ็ อาของมาชว ยกนั คนละอยา งสองอยา ง กอ นจะ หมักปลาราไวกินกันเองเกือบทุกครัวเรือน โดย
กนิ กม็ าชว ยกนั หน่ั ชว ยกนั ซอย สว นปลารา สำหรบั ใสใจพิถีพิถันในการทำปลาราตั้งแตการคัดเลือก
ทำนำ้ เมย่ี งกใ็ ชข องเจา บา น เพราะเปน ของทม่ี ตี ดิ ปลา กรรมวธิ กี ารหมกั และสว นผสมทน่ี ำมาหมกั
ครัวกันทุกบานอยูแ ลว ” เพอ่ื ใหไ ดป ลารา หลม ทม่ี รี สชาตถิ กู ปากจนกลายเปน
ของขน้ึ ชอ่ื ทร่ี จู กั กนั ดใี นจงั หวดั เพชรบรู ณว า ปลารา
คุณปา มานะ หาญใจ บา นน้ำครง่ั อำเภอ หลมรสชาติจดั จาน กลมกลอม อรอ ยไมเหมอื น
หลม เกา เลา ใหฟ ง วา “เมย่ี งชนดิ นใ้ี ชพ ชื ผกั พน้ื บา น ใคร และถงึ แมว า ในปจ จบุ นั หลายครวั เรอื นจะเลกิ
ทเ่ี ปน สมนุ ไพรหลายอยา ง แตล ะอยา งจะอยกู น ครวั ทำปลารากนิ เองกนั แลว แตป ลารา เจา อรอยจาก
บาง ตามรอบๆ บานบาง ตามทองไรท อ งนาบา ง ตลาดหลมเกาก็ยังมีใหเลือกซ้ือหามาไวคูครัวอยู
หรอื ไมก อ็ ยใู นปา บา ง เวลาจะทำเมย่ี งกต็ อ งไปคน หา เสมอ
กนั มาใหจ นครบรส จงึ เรยี กกนั วา “เมย่ี งโคน ” หรอื
“เมย่ี งคน ” บางคนกเ็ รยี กตามใบทน่ี ำมาหอ เครอ่ื ง การทำปลารา ของทน่ี จ่ี ะเรม่ิ จากการควั ปลา
เมี่ยงวา “เมี่ยงใบสมกบ” หรือหากใชใบอะไรมา (การทำปลาและลางทำความสะอาดปลา) ทิ้งไว
หอก็เรียกตามนั้น แตก็เปนอันรูกันวาเมื่อพูดถึง ๑ คืน แลวนำไปคลุกกับเกลือเม็ด หมักไวในไห
เม่ียงโคนแลวก็หมายถึงเมี่ยงท่ีเต็มไปดวยเคร่ือง ประมาณ ๒ เดอื น (หากหมกั ไวน านชน้ิ ปลาจะเรม่ิ
สมนุ ไพรพน้ื บา น ราดดว ยนำ้ ปลารา รสชาตเิ ขม ขน ” กลายเปน นำ้ ชน้ิ ปลารา ทต่ี อ งการกจ็ ะมนี อ ย) แลว
จงึ นำออกมาซอ มปลา (การเอาขา วเหนยี วคว่ั ทบ่ี ด
คณุ ปา มาลี บญุ แถม หนง่ึ ในคนซอยเครอ่ื ง จนละเอยี ดไปคลกุ เคลา กบั ปลาที่หมกั ไว) จนเขา
เมย่ี งบา นนำ้ ครง่ั เลา วา “เมยี่ งโคน แบบนีม้ ีกนิ กัน กนั ดี แลว นำไปใสไ หปด ฝาหมกั ตอ ไปอกี ประมาณ
มาต้ังแตสมัยปูยาตายายเกือบทุกหมูบานใน สองถึงสามเดือนจึงจะเร่ิมทยอยนำออกมารับ
อำเภอหลม เกา เปนของสบื ทอดกันมา ทกุ วนั นีก้ ็ ประทาน ปลารา ยง่ิ หมกั นานยง่ิ อรอย เม่อื นำมา
ยังทำกินกันอยู อีกอยางเครื่องเมี่ยงกับน้ำเมี่ยง ใชทำเปนน้ำเมี่ยงแทบจะไมตองปรุงรสเพิ่ม ก็
ปลาราของบานเรานี้ จะกินใหอรอยก็ตองกินกับ สามารถกินกับเคร่ืองเมี่ยงและใบสมกบแบบ
ใบสมกบออน ฉะนั้นถาไมใชหนาของใบสมกบ รับประกันความอรอ ยกันไดเลยทเี ดยี ว
กไ็ มค อยมีคนทำกนิ กนั ”
การทำนำ้ เมี่ยงปลารา จะมกี รรมวธิ ที แ่ี ตก
ปลารา : หัวใจของ ตา งกนั ไปในแตล ะบา น บางบา นใชเ พยี งนำ้ ปลารา
อาหารไทหลม หัวใจของเมี่ยงโคน รสชาติเขมขนตักใสถวยมารับประทานกับเคร่ือง
เมย่ี งโดยไมต อ งปรงุ อะไรเลย บางบา นผสมนำ้ ตาล
ปลาราเปนอาหารคูครัวชาวไทหลมมา ลงไปเพิ่มความหวานใหน้ำปลารา บางบานเติม
ชา นาน อาหารแทบทกุ เมนลู วนมีปลารา เปนสวน ขงิ ขา บดละเอยี ดและนำ้ ตาลลงไปในนำ้ ปลารา เพอ่ื
ประกอบแทบทั้งสิ้น ไมเวนแมกระทั่งอาหารวาง เพิ่มความหอมและรสชาติ น้ำเมี่ยงที่ใชเพียง
อยา งเมย่ี งโคน กย็ งั มวิ ายทจ่ี ะมปี ลารา เปน เครอ่ื ง น้ำปลารามักจะไมขน การเลือกใบมาหอจึงตอง
ชรู สในสำรบั ปลารา ทจ่ี ดั วา อรอ ยของชาวไทหลม พถิ พี ถิ นั เปน พเิ ศษ มฉิ ะนน้ั นำ้ ทร่ี าดลงบนเมย่ี งจะ
ตอ งมรี สชาตเิ ขม ขน กลมกลอ ม ในอดตี ชาวไทหลม ไหลออกจากใบหายไปหมด เวลารบั ประทานกจ็ ะ
ไมไดรสชาติของน้ำเม่ียงทพ่ี อดกี ับเคร่อื งเมย่ี ง

107สำนกั ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ

การทำน้ำเมี่ยงของบางบานเลือกใชเพียง
ตัวปลารา โดยนำมาสับใหละเอียด ใสน้ำตาลและ
ผงชรู สเพ่อื เพ่ิมความหวาน เตมิ น้ำปลาราเลก็ นอ ยพอ
ขลุกขลิก นำ้ เมย่ี งทีไ่ ดจ ะเปนสนี ำ้ ตาลเขม จนเกอื บดำ
มคี วามขน กำลงั พอดี รสชาตอิ อกเคม็ ๆ หวานๆ อรอ ย
กลมกลอ ม หากใครไมส ะดวกใจจะกนิ ปลารา ดบิ จะนำ
ไปต้งั ไฟเคย่ี วใหพ อสกุ กจ็ ะไดรสชาตหิ อมอรอยไปอีก
แบบ
๑ คุณปาพิกุล แกนสาลี บานนาทราย อำเภอ

หลม เกา เลา วา “เมี่ยงโคน ขนานแทด ้ังเดิมท่ีเขากินกัน
จะใชปลาราเปนตัวฉีกเปนชิ้นๆ หอกับเครื่องเมี่ยงใส
ปากเคี้ยวกันเลย กินแบบนี้จะอรอยเพราะไดรสชาติ
ของเนอ้ื ปลาไปดว ย เขา กนั ดกี บั เครอ่ื งเมย่ี งและใบสม กบ
อรอ ยอยา บอกใคร ปลารา บา นเรานวั (กลมกลอ ม) ไม
เหมือนใครอยูแลว กินกับเมี่ยงโดยไมตองเอาไปปรุง
อะไรกอ็ รอ ย สมยั กอ นไมม ใี ครเอาปลารา หรอื นำ้ ปลารา
ไปตั้งไฟใหสุกหรอก กินกันสดๆ หอมและอรอยกวา
จนทางราชการเคามารณรงคใหกินปลาราสุก จึงเริ่ม
๒ นำไปทำใหสุกกัน แตเวลากินเมี่ยงโคนก็ยังนิยมกิน
แบบไมส กุ อยู คงเพราะรสชาตแิ ละกลน่ิ หอมกวา ปลารา
สุก อกี อยางคงเหน็ วา ไมไดกนิ กนั บอยๆ จึงยงั นิยมกิน
แบบปลาราดบิ กนั อยู”

สมุนไพรพื้นบาน : เครื่องเมี่ยงโคน
ที่ตองคนหามาใหครบเครื่อง

เครอื่ งเมยี่ งโคน มีสวนผสมหลกั คลา ยกันเกอื บ
ทกุ บา น คอื หอมแดง พรกิ สด กระเทยี ม ขงิ สด ขา สด
๓ มะเขอื เครอื (มะเขอื สม ) ตะไครซ อย ดวยพชื สมนุ ไพร
๔ พ้นื บานเหลา นี้หาไดงาย และเปนเครอื่ งเมี่ยงทีร่ จู กั กนั

๑. สบั ปลารา เตรยี มทำนำ้ เมีย่ งของบานนำ้ คร่งั
๒. น้ำปลาราผสมกับปลารา สับ นำ้ ตาลทรายและผงชูรส
๓. นำ้ เมยี่ งปลารา สบั เขม ขนของบานน้ำคร่งั
๔. นำ้ เมี่ยงปลารา ทใ่ี ชเพียงน้ำปลารามาปรุงของบานนาทราย

ดีโดยทัว่ ไป สว นเคร่อื งชนิดอ่ืนๆ นอกเหนือจาก กรอบอรอยไปอีกแบบ แตทุกวันนี้ปูนาไมมีแลว
น้ันแตละบานจะคนหามาใสเพิ่มเติมแตกตางกัน เนื่องจากมีการใชย าฆาแมลงในนาขา ว ทำใหกงุ
ไปตามความนิยมของแตละบานเชน กลวยดิบ หอยปปู ลาทีเ่ คยมีอยใู นนาตายหมด ทกุ วันนเ้ี ลย
มะเขอื พวง มะเขือขื่น ถ่ัวลสิ งคั่ว มะนาว และ ใชก ากหมูแทนปูนา”
กากหมู
วธิ ที ำเมย่ี งโคน กง็ า ยแสนงา ย เพยี งนำสว น
วัตถุดิบที่นำมาทำเครื่องเม่ียงเหลาน้ีมี ผสมทั้งหมดหั่นเปนชิ้นเล็กๆ แยกวัตถุดิบแตละ
รสชาตเิ ฉพาะ เมอ่ื นำมากนิ กบั นำ้ เมย่ี งปลารา และ อยางใสกระทงใบตองจัดไวในสำรับ เสิรฟคูกับ
ใบสมกบจะเขากันไดอยางลงตัว มะเขือพวงจะ นำ้ เมย่ี งปลารา และใบสม กบ สว นใครจะหยบิ อะไร
ใหรสมันและกรอบ มะเขือขื่นจะเฝอนๆ ขื่นๆ มาใสมากนอยก็ข้ึนอยูกับความชอบของแตละคน
มะเขอื สม จะออกรสเปรีย้ ว มะนาวห่ันทง้ั เปลือก ที่จะเสกสรรความอรอยดวยมือของตัวเอง
จะใหร สเปรี้ยวอมขมนดิ ๆ ถั่วลสิ งกจ็ ะมนั ๆ สวน คณุ ยายสำเภา เลา ตอ วา “ถา เปน คนเฒา คนแกจ ะ
กระเทยี ม ขงิ ขา ตะไคร ใหร สเผ็ดรอน ซา และ หยบิ ขาออนและขิงมากหนอ ย เพราะนอกจากจะ
หอมฉนุ ขน้ึ จมกู ถา ชอบรสจดั จา นกเ็ ตมิ พรกิ แลว ชอบในรสชาตขิ องขาและขงิ แลว สมนุ ไพรทงั้ สอง
ตดั ดวยกากหมทู อดเค็มๆ กรอบๆ เมอ่ื มาเจอกบั ชนิดน้ียังชวยในการขับลมและชวยใหเลือดลม
นำ้ เม่ยี งที่เปนปลารา รสเคม็ ๆ หวานๆ หอดวยใบ ไหลเวียนไดดี สวนมะนาวถามีมะเขือเครือกับ
สมกบที่ใหรสเปรี้ยวๆ มันๆ แลวละก็ ใครไดกิน ใบสมกบออนที่ใหรสเปรี้ยวไดท่ีกำลังดีก็แทบจะ
กต็ อ งรอ งออกมาวา “โอย...แซบ ” ไมตอ งใชเลย สวนพรกิ อาจจะใสนอ ยหนอ ยหรอื
ไมใสเลย เพราะคนแกจะกินเผ็ดไมคอยได ไม
คณุ ยายสำเภา เลาวา “แตกอนเครอ่ื งเม่ยี ง เหมือนคนหนุมสาวที่มักจะใสพริกมากหนอย
ไมมีกากหมู แตจ ะมีปูนาเปนสว นผสมของเครอ่ื ง เพราะชอบรสจดั จา น สว นเดก็ ๆ จะใสเ ครอ่ื งนอ ยลง
เมี่ยงแทน เพราะแตล ะครัง้ ทอี่ อกไปทำนาก็จะได อยา งพวกขา ตะไคร เด็กๆ จะไมชอบกนิ กัน จะ
ปูนามาเต็มถัง วันไหนจะกินเมี่ยงก็แบงเอาปูนา ใสแคจำพวกกากหมูและถั่วลิสง สวนน้ำเมี่ยง
มาปง แกะกระดองและขาปอู อก แลว คว่ั ใหเ หลอื ง ปลารา ก็จะใสน ดิ ๆ หนอย ๆ เทา นัน้ ”
จัดใสสำรับหอกินกับเคร่ืองเมี่ยงจะไดรสชาติกรุบ

สำรับเม่ียงโคนบานน้ำครั่ง การหอ เมยี่ งโคนดวยใบสมกบ

109สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบรู ณ

ตนสมกบและใบสมกบ ใบสมกบ : ใบหอเมี่ยงโคน
ยอดนิยมของชาวไทหลม

“สม กบ” เปนไมย นื ตน ขนาดใหญ แตเ ดิม
มขี น้ึ อยเู ปน จำนวนมากในพน้ื ทแ่ี ถบน้ี โดยเฉพาะ
ในปา เมอ่ื ชาวไทหลม ออกไปหาหนอ ไม ผกั หวาน
เก็บเห็ดหรอื ของปา ตางๆ กจ็ ะเก็บใบสม กบมากนิ
แกลม อาหารทม่ี รี สจดั ออกเผด็ และเคม็ อยา งนำ้ พรกิ
ลาบ ปลาราสับ บางกน็ ำมาทำหอ หมก และนำ
มาใชเปนใบเมี่ยง แมเมื่อเวลาผานพนไป ตน
สมกบตามธรรมชาติเริ่มลดนอยลง แตรสชาติ
เปย วๆ มนั ๆ ของใบสม กบยังเปน ของคูกันกบั การ
กินเม่ียงโคนน้ำปลาราอาหารวางยอดนิยมของ
ชาวไทหลม ปจ จบุ นั ชาวไทหลม จงึ ไดน ำตน สม กบ
มาปลกู ไวรอบๆ บริเวณบาน แลว หมัน่ รดน้ำและ
ตัดแตง ก่งิ ใหต น สม กบแตกยอดผลิใบออกมาให
กนิ ไดตลอดท้ังปแ ละยนื ตน อยูไดนานขน้ึ

ใบสมกบมีลักษณะเปนใบใหญปลายเรียว
แหลมทง้ิ ปลายลงดนิ ใบแกจ ะสเี ขยี วเขม มขี นนมุ ๆ
สวนใบออนจะสีเขียวออนใสเปนมันวาว รสชาติ
ของใบจะออกรสเปรย้ี วอมมนั ในฤดฝู นจะเปน ชว ง
เวลาที่ใบสมกบผลิใบแตกยอดออนดกเต็มตน
เมื่อถึงฤดูแลงใบสมกบจะเริ่มหาไดยากขึ้น หาก
เวลาวางจากการทำนาหรือเมื่อมีงานบุญตรงกับ
ชว งเวลาทใ่ี บสม กบแตกใบออ นใหร สชาตเิ ปรย้ี วมนั
กำลงั ดี สาวนอ ยสาวใหญในหมูบานกม็ กั จะชวน
กันทำเม่ียงโคนลอมวงกินกันอยางสนุกสนาน
หรือเปนอาหารวางเลี้ยงแมครัวท่ีชวยงานบุญ
บางครั้งก็จะจัดใสโตกขึ้นโตะใหแขกที่มารวมงาน
บญุ ไดมโี อกาสล้มิ ลอง

เวลากินเม่ียงโคน ก็นำใบสม กบมาพันเปน
รูปกรวย หยิบเครอ่ื งเคียงใสล งไปตามความชอบ
ตักน้ำเมี่ยงใสลงไปในกรวยแลวพับใบสมกบหอ
ใสปากเค้ียวใหสมุนไพรแตกซานผสมผสานกับ
น้ำเมี่ยงปลารา เชื่อไดวาใครไดชิมเปนตองลืมไม

110 วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔

ลง แตถาใครไมชอบใบสมกบก็จะใชใบขนุนหรือ กบั เพอ่ื นฝงู ญาตมิ ติ ร และคนบา นใกลเ รอื นเคยี ง
ใบกะหลำ่ แทน แตร สชาตจิ ะอรอ ยสใู บสม กบไมไ ด นี่แหละคือเสนหของการกินเมี่ยงโคน อาหารที่
ใบขนนุ จะออกรสมนั ๆ ฝาดๆ สวนกะหลำ่ จะออก นอกจากจะไดความอรอยและเพลิดเพลินแลว
รสจืด หรือบางครั้งก็ใชใบพืชชนิดอื่นๆ แลวแต ยังเปน อาหารทเ่ี ปนตวั เช่อื มรอยความสมั พันธข อง
ความนิยมของคนกินหรือตามแตจะคนหามาได ผคู นในชมุ ชนมาตง้ั แตอ ดตี จนถงึ ปจ จบุ นั ไดอ กี ดว ย
ในเวลานั้น เวลากินก็ตองเพิ่มเครื่องสมุนไพรให
ออกรสมากขึ้น อยางใบขนุนซึ่งมีรสออกฝาดๆ ขอขอบคุณ
กจ็ ะใสม ะนาวมากหนอ ยเพอ่ื ใหอ อกรสเปรย้ี ว และ
ทำใหรสฝาดจางลงไป สว นใบกะหล่ำทีร่ สจดื ๆ ก็ คุณสรุ ียพร อัษฎาวุธวงศกร วฒั นธรรมอำเภอหลมเกา
ใสขงิ ขา มะเขอื เครอื และมะนาวเพม่ิ ความเปร้ยี ว จงั หวัดเพชรบรู ณ
ใสพริกลงไปอีกหนอย ตักน้ำเมี่ยงปลาราลงไป
เยอะๆ เพ่อื ใหร สจดั จานเพ่มิ มากขึ้น คุณสมุ าลี ชยั โฉม ขา ราชการบำนาญ บานนาทราย
อำเภอหลม เกา จังหวดั เพชรบรู ณ
ผูอาวุโสบางคนถึงกับบอกวา วันไหนนึก
เบือ่ อาหารประเภทผัด ตม แกง ก็คน หาพชื ผัก บรรณานุกรม
สมุนไพรเทาที่มีในครัวมาหั่นซอย เด็ดใบสมกบ
ขางบาน ตกั ปลารา ในไหมาทำเม่ียงโคน กินคกู ับ จกั ษมุ าลย วงษทาว และวโิ รจน หุนทอง. รายงานการเก็บ
ขาวเหนียวแทนกับขาวก็มี เมี่ยงโคนรสจัดจาน ขอ มูลภาคสนามเร่อื งเม่ียงโคน . สำนักศิลปะและ
ถูกปากนี้ ชวยแกอาการเบื่ออาหารในมื้อนั้นได วัฒนธรรมมหาวทิ ยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ, ๒๕๕๕
เปน อยา งดี
ศันสนีย อุตมอาง และคณะ. โครงการวิจัยอาหารวา งพน้ื บาน
ปจ จบุ นั แมว ถิ กี ารดำรงชวี ติ ของชาวไทหลม ไทหลม. เพชรบรู ณ : คณะเทคโนโลยีการเกษตร
จะเปลย่ี นแปลงไป อาหารและของวา งกม็ มี ากมาย มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบูรณ, ๒๕๕๑.
หลากหลายชนดิ ใหเ ลอื กตามทอ งตลาด แตส ำหรบั
ชาวไทหลม เมย่ี งโคนยังคงเปน อาหารวางรสแซบ พกิ ลุ แกนสาล.ี อายุ ๕๔ ป. บา นเลขท่ี ๔๗ หมู ๓
ท่ีครองใจชาวบา นทุกเพศทกุ วัย แมวตั ถุดิบท่ีนำ บา นนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลมเกา
มาใชจะมีการปรับเปล่ียนไปตามความสามารถที่ จงั หวดั เพชรบรู ณ, สัมภาษณเม่ือวันท่ี
จะคนหามาได หรอื ปรบั รสน้ำเม่ียงปลารา ใหเ ขา ๑๙ เมษายน ๒๕๕๕.
กบั ความนิยมของคนยุคใหม แตหวั ใจสำคัญของ
ความเปนเมี่ยงโคนก็ยังอยูที่สมุนไพรพ้ืนบาน มานะ หาญใจ. อายุ ๕๒ ป. บานเลขที่ ๔๑ หมู ๔
รสจัดจานราดดว ยนำ้ ปลารา หอดว ยใบสม กบ บา นนำ้ ครงั่ ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา
จงั หวดั เพชรบรู ณ, สมั ภาษณเ มื่อวันท่ี
การกนิ เมย่ี งโคน ใหอ รอ ยจงึ ไมไ ดอ ยทู ใ่ี บเมย่ี ง ๒๘ เมษายน ๒๕๕๕.
เครื่องเมี่ยง หรือน้ำเมี่ยงเพียงอยางเดียว แตยัง
อยูที่ความสนุกสนานในการรวมแรงรวมใจกัน มาลี บุญแถม. อายุ ๔๘ ป. บานเลขท่ี ๓๗ หมู ๔
ทำเมี่ยงและการรวมวงกันกิน การกินเมี่ยงโคน บา นน้ำครัง่ ตำบลวังบาล อำเภอหลมเกา
จงึ นบั เปนอาหารวา งทที่ ง้ั อรอ ยและสนกุ พรอ มๆ จังหวดั เพชรบูรณ, สัมภาษณเ มือ่ วนั ท่ี
ไปกับการไดรวมวงสนทนาไตถามสารทุกขสุกดิบ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕.

สำเภา ทองพดั . อายุ ๖๓ ป. บานเลขท่ี ๓๔ หมู ๔
บา นน้ำครัง่ ตำบลวงั บาล อำเภอหลม เกา
จงั หวดั เพชรบูรณ, สมั ภาษณเ มือ่ วันท่ี
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕.

111สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรู ณ

ประมวลภาพกิจกรรม
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม
เดือนเมษายน – กันยายน ๒๕๕๕

อบรม สัมมนา และบริการวิชาการสูชุมชน

สำนักศิลปะและวฒั นธรรม จดั โครงการใหค วามรแู ละ ๑ ๑
บริการวิชาการเกีย่ วกบั ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณี และ ๑
ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ ใหก บั นกั ศกึ ษาเยาวชนและประชาชน
ใ๑น ทโอ คงรถงิ่นการแลกเปลย่ี นเรยี นรเู รือ่ ง “จดุ ประกาย

ความคดิ กบั การนำเสนอไอเดียผานงานศลิ ปะ”
๒ โครงการตามรอยวฒั นธรรม “แหลง โบราณคดี

สมยั กอ นประวตั ศิ าสตรใ นจงั หวดั เพชรบรู ณ”
๓ โครงการศิลปวัฒนธรรมสำหรบั ชมุ ชน

“เทคนิคการบรรเลงเคร่ืองดนตรีไทย”

๑๑ ๒

๒๒๒ ๒

๓๓ ๓ ๓

113สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบูรณ

ประสานความรวมมือสืบสานศิลปวัฒนธรรม

สำนักศิลปะและวัฒนธรรม รวมมือกับหนวยงานใน
มหาวทิ ยาลยั และหนว ยงานในทอ งถน่ิ จดั กจิ กรรมสบื สาน
ประเพณแี ละงานวฒั นธรรม เพอ่ื สง เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม
ในดานอาหาร ศิลปะ และหัตถกรรมพื้นบาน ใหกับ
เยาวชนและประชาชนทัว่ ไป
๑ ลานวัฒนธรรมเนอ่ื งในวันเขาพรรษา
“สบื สานงานศิลป สงเสริมภูมิปญญาไทย”
๒ โครงการศึกษาและวเิ คราะหขอมลู ทางดาน
ประเพณศี ลิ ปวัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่น
“พธิ กี รรมกินดองเจากับรางทรง อำเภอหลม เกา
จังหวดั เพชรบรู ณ”


๑ ๑๑

๑ ๑ ๑
วารสารศลิ ปวฒั นธรรมเพชบรุ ะ ปท ่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
114



๒๒

๒ ๒๒

115สำนักศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเพชรบูรณ

บริการวิชาการและสงเสริมองคความรูสูชุมชน

สำนักศิลปะและวัฒนธรรม รวมกบั หนวยงานตางๆ ใน
ทองถิ่น จัดกิจกรรมใหบริการองคความรู ในรูปแบบ
การจัดกิจกรรมและนิทรรศการ เพื่อใหเยาวชนและ
ประชาชนท่ัวไปไดเขาใจและรวมกันอนุรักษสืบสาน
ศิลปวัฒนธรรมไทยใหดำรงอยูสบื ไป
๑ คุณคาและการอนรุ กั ษภ าพจติ รกรรม
บนเสาแปดเหลี่ยมวัดทรายงาม อำเภอหลม เกา
จงั หวดั เพชรบรู ณ
๒ ศิลปวัฒนธรรมกบั อาชีพอยางไทย
ณ วดั เพชรวราราม อำเภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ


๑๑

๑๑


๑ ๑
วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบุระ ปท่ี ๒ ฉบบั ที่ ๔
116

๒๒

๒๒



๒๒ ๒

117สำนักศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรู ณ

บูรณาการศิลปวัฒนธรรมกับกิจกรรมนักศึกษา

สำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม จดั โครงการสง เสรมิ กจิ กรรม
นักศึกษารวมกับกองพัฒนานักศึกษา และคณะตางๆ
โดยมงุ บรู ณาการดา นศลิ ปวฒั นธรรมกบั กจิ กรรมนกั ศกึ ษา
เพอ่ื ใหน กั ศกึ ษามสี ว นรว มในการคดิ สรา งสรรคร ปู แบบการ
จดั กจิ กรรมอนรุ กั ษ สบื สาน และสง เสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม
และประเพณี
๑ สบื สานประเพณแี หเทียนเขา พรรษา ๒๕๕๕
๒ วันแมแหง ชาติ : เฉลิมพระเกียรตสิ มเดจ็
พระนางเจาสริ ิกิต์ิ พระบรมราชนิ ีนารถ
เน่ืองในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๑
๓ สง เสรมิ โครงการพระราชดำริ
“ราชภฏั เพชรบรู ณส ง เสรมิ การแตง กายดว ยผา ไทย”






๑ ๑
วารสารศิลปวัฒนธรรมเพชบรุ ะ ปท ี่ ๒ ฉบับที่ ๔
118


Click to View FlipBook Version