หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
มีนาคมปีหน้า เราคาดว่าจะมีนักเรียนช้ันประถมปีท่ี 2 อย่างน้อย 5 คน ที่เรียนจนถึงเนื้อหา
เร่ืองระบบสมการ (ซึ่งเป็นเนื้อหาระดับช้ันมัธยมปีที่ 2) เรายังช่วยนักเรียนอีกมากมายซึ่งเคย
อยู่ล�ำดับท้ายๆ ในช้ันให้ก้าวมาทันเพื่อนคนอื่นๆ ภายในเวลาสองปีด้วย พวกเรามาใช้
ประสบการณ์น้ีให้คุ้มค่ากันเถอะ
ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า พวกเรามาเปิดโอกาสให้คุณครูในโรงเรียนพาเด็ก
ซ่ึงคะแนนไม่ดีมาให้พวกเราสอนกันดีกว่า เราจะให้คุณครูที่โรงเรียนแต่ละท่านลงชื่อรับสิทธ์ิ
เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้แก่นักเรียนของพวกเขา 3 คน แล้วพวกเราก็จะรับช่วงสอนเด็ก
ต่อเป็นเวลาหน่ึงปี เมื่อน�ำผลลัพธ์ท่ีได้มาพิจารณาแล้ว เราก็จะขอรับนักเรียนเพ่ิมอีก 3 คน
และท�ำอย่างน้ีต่อไปเร่ือยๆ ถ้าท�ำเช่นน้ีแล้วเราก็จะได้โอกาสแก้ปัญหานักเรียนท�ำคะแนนได้
ไมด่ ีที่โรงเรยี นนัน่ เอง
ประสบการณท์ ่ผี า่ นมาท�ำให้เราตระหนกั วา่ ถา้ เด็กเรยี นรทู้ ีจ่ ะท�ำวชิ าคณิตศาสตร์ได้ดีแล้ว
การเรียนได้ดีน้ีกจ็ ะมผี ลตอ่ วชิ าอืน่ ๆ ด้วย ผมตอ้ งการจะขอความกรุณาให้ Instructor จ�ำนวน
มากท่สี ุดเท่าทจี่ ะเปน็ ไปไดล้ องท�ำตามวิธีนีด้ ู และรายงายผลทไี่ ดก้ ลับมาใหท้ ราบดว้ ย
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบับท่ี 35 ปี 1974)
48
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
พลังของการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง
คุยุ เรื่่อ� งแผนการเรีียน
ส�ำหรับการพัฒนาความสามารถทางการเรียนน้ัน ผมคิดว่าศูนย์คุมองเยี่ยมยอดกว่าศูนย์
การเรยี นหลงั เลกิ เรยี นอืน่ ๆ ทง้ั หลาย และไมไ่ ดเ้ ยีย่ มกวา่ ทางดา้ นวชิ าคณติ ศาสตรเ์ ทา่ นนั้ แตย่ งั
เยย่ี มกวา่ ในวชิ าอน่ื ๆ ดว้ ย ผมยงั คดิ อกี ดว้ ยวา่ การสอนตามขนบของโรงเรยี นทว่ั ไปนนั้ ไมส่ ามารถ
จะเทียบกบั ระบบการเรียนแบบคุมองไดเ้ ลยในด้านการสรา้ งแรงจงู ใจให้นกั เรยี นตง้ั ใจเรยี น
ผมคิดว่า Instructor คุมองซ่ึงสอนแบบฝึกหัดคุมองมาอย่างน้อยสามปีจะเข้าใจส่งิ ท่ีผม
เพิ่งกล่าวไปได้ เราประสบปัญหาด้านการท�ำให้สังคมท่วั ไปเข้าใจในเร่ืองน้ี เพราะสังคมท�ำใจ
ไดย้ ากว่าจ�ำนวนนักเรยี นคมุ องในตอนน้ีนน้ั คงทีอ่ ยูท่ ่ปี ระมาณ 300,000 คนแลว้
ตัวอย่างเช่น Instructor คุมองซ่งึ มีประสบการณ์ด้านการสอน 6 เดือน (กล่าวคือ เป็น
ผู้ซ่ึงมีระดับความเข้าใจอยู่ระหว่างความเข้าใจของสังคมกับความเข้าใจของ Instructor
คมุ องซึง่ มปี ระสบการณม์ ากกวา่ 3 ปนี ัน่ เอง) อาจดเู หมอื นเขา้ ใจสิง่ ทผ่ี มกลา่ วถงึ นี้ หลงั จากอา่ น
หนงั สือเก่ียวกบั ระบบการเรยี นแบบคมุ องทัง้ 3 เลม่ แลว้ แต่กเ็ ปน็ เรอ่ื งธรรมดาสำ� หรบั พวกเขา
ท่ีจะเพียงเช่ือครึ่งไม่เช่ือคร่ึง (หรือไม่บางกรณีก็มั่นใจ 70% กับยังสงสัยอยู่ 30% หรือไม่
ก็ม่ันใจ 30% กับยังสงสัยอยู่ 70%) จนกว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์ด้วยตัวเองเท่าน้ัน
น่ันเอง เมื่อพูดถึงการมีข้อสงสัยในระบบคุมอง ผมก็อยากขอให้ Instructor ซึ่งสอนมาแล้ว
อย่างน้อย 3 ปี ให้ก้าวจากการเชื่อเพยี ง 30% มาเป็นความม่ันใจ 80% ใหไ้ ด้โดยเร็ว
เมื่อพิจารณาว่าท�ำไมนักเรียนเรียนด้วยระบบการเรียนแบบคุมองแล้วไม่ก้าวหน้าขึ้น
หรือท�ำไมนักเรียนจึงเลิกเรียนคุมองนั้น ก็มองได้ว่าถ้า Instructor มีความเช่อื คร่ึงๆ กลางๆ
Instructor เองก็อาจท�ำเร่ืองใจร้ายโดยการไม่ท�ำอะไรให้นักเรียนของตัวเอง ซ่ึงดูเหมือนก�ำลัง
จะเลิกเรียนอยู่แล้วเลยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งส�ำคัญเหนือสิ่งอ่ืนใดก็คือ ผมต้องการจะเน้น
เรือ่ งการใหน้ กั เรียนทำ� แบบฝึกหัดซึง่ ตรงกบั ความสามารถของพวกเขาอย่างมากท่ีสุด
แนวคิดพ้ืนฐานของระบบการสอนแบบคุมองนั้นอยู่ที่การหาจุดเริ่มต้นและการท�ำซ้�ำ
แต่เราต้องไม่ลืมที่จะพูดคุยถึงเรื่องแผนการเรียนด้วย โปรดพิจารณาตัวอย่างนักเรียนซึ่งลง
ทะเบียนเรยี นในเดือนมิถุนายน ดังน้ี
1) นักเรียนช้นั ประถมปที ี่ 1: (โดยเฉพาะเมื่อพดู กับผูป้ กครองซึ่งลกู เรียนได้ด)ี “เม่อื พจิ ารณา
ผลแบบทดสอบวัดระดับก่อนเริ่มเรียนแล้วลูกของคุณท�ำได้ดีมาก ค�ำตอบเมื่อท�ำแบบ
ทดสอบนั้นถูกต้อง และนักเรียนก็ท�ำงานเร็ว แต่เม่อื พิจารณาถึงความอยู่ตัวในอนาคต
49
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
เราต้องการให้เขาเริ่มเรียนจากระดับ A1 และให้เขาท�ำแบบฝึกหัดคราวละ 6 แผ่น
ส่วนการบ้านให้คราวละ 8 แผ่น ถ้าท�ำตามนี้ก็จะท�ำแบบฝึกหัดได้ท่คี วามเร็วประมาณ
100 แผน่ ต่อเดอื น ซง่ึ จะท�ำให้นักเรยี นไปถงึ ระดบั B ได้ตอนเดอื นสงิ หาคม และระดบั C
ตอนเดือนตุลาคม ดังน้ันถึงแม้ว่าจุดเริ่มต้นในการเรียนอาจดูว่าต�่ำก็ไม่มีความจ�ำเป็น
ต้องรีบรอ้ น”
2) นักเรียนช้ันประถมปีที่ 6: (เป็นนักเรียนซ่ึงได้เกรด 31 ในวิชาคณิตศาสตร์ และสามารถ
ท�ำเศษส่วนได้บ้างแต่คิดเลขช้า) “ลูกของคุณค�ำนวณได้ช้า เราก็เลยต้องการให้เขา
เริ่มเรียนจากระดับ B1 (เราจะบอกด้วยก็ได้ว่ากรณีนี้เม่ือดูจากมาตรฐานด้านจุด
เร่ิมต้นของการเรียนคุมองแล้วก็ไม่ธรรมดานัก) ระดับเริ่มต้นน้ีอาจดูว่าต�่ำไปบ้าง แต่ถ้า
นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดเดือนละ 100 แผ่น เขาก็จะขึ้นถึงระดับ C ได้ตอนเดือนสิงหาคม
ถึงระดับ D ตอนเดือนตุลาคม และระดับ E ตอนเดือนพฤศจิกายน ดังน้ันความเร็ว
ในการเรียนก็จะเห็นได้ว่าไม่ช้าแต่อย่างใดเลย” แน่นอนอยู่แล้วว่าในขณะท่นี ักเรียนเรียน
ก้าวหน้าไปนั้น ถ้าเขาดูจะใช้เวลาท�ำแบบฝึกหัดมากเกินไปเราก็จะต้องให้เขาท�ำซ้�ำ
มากขึน้ และคุยให้เขาทราบถึงเรอื่ งความส�ำคัญของการท�ำซำ้� ดว้ ย
เมอ่ื พจิ ารณาถงึ การเตรยี มสอบเขา้ ระดบั มธั ยมปลายในชว่ งภาคการศกึ ษาแรกของนกั เรยี น
ช้ันมัธยมปีที่ 3 จะเห็นได้ว่าการเรียนรู้ด้วยตนเองที่ศูนย์คุมองน้ันยังคงเป็นสิ่งฃที่ดีที่สุด
ส�ำหรับนักเรียน ผมได้ยินกรณีตัวอย่างหลายกรณีทุกปีเก่ียวกับนักเรียนซ่ึงมาลง
ทะเบียนเรียนคุมองในเดือนมีนาคมหลังจากเร่มิ เรียนช้ันมัธยมปีท่ี 3 ไปแล้ว และต้องเร่มิ เรียน
ท่ีระดบั B หรอื C แตก่ ส็ ามารถที่จะสอบผา่ นเข้าโรงเรียนระดับมธั ยมปลายได้
ระบบการเรียนแบบคุมองไม่มีอุปกรณ์การเรียนท่ชี ่วยนักเรียนให้เตรียมตัวสอบเข้าเป็น
พิเศษแตอ่ ย่างใด ระบบคุมองเพียงมุ่งเป้าหมายไปทีก่ ารสร้างความสามารถของนักเรียนเท่านัน้
แต่เราก็ยังคงได้รับรายงานว่านักเรียนเหล่านี้ยังคงเรียนได้ดีหลังจากที่พวกเขาเข้าเรียน
ในระดบั มัธยมปลายแล้วอยู่ดี
แม้แต่นักเรียนซ่ึงเพียงลอกส่ิงที่ครูเขียนในวิชาคณิตศาสตร์ในห้องแล้วเตรียมตัว
เข้าสอบ โดยดูว่าพวกเขาจะท�ำโจทย์เลขได้เหมือนกับท่ลี อกมาทุกกระเบียดนิ้วได้หรือไม่ก็ตาม
ถ้าพวกเขาได้เรียนรู้ด้วยระบบการเรียนซ่งึ สอนให้แก้โจทย์ข้อท่ีท�ำผิดได้ด้วยตัวเอง พวกเขา
ก็สามารถท่ีจะสอบผ่านข้อสอบเข้าโรงเรียนระดับมัธยมปลายได้ และเรียนคณิตศาสตร์ได้ดี
หลงั จากสอบผ่านเขา้ ไปได้แล้วอกี ด้วย
1 เกรดในประเทศญ่ีปนุ่ แบ่งออกเป็น 1 ถึง 5 โดย 5 เป็นเกรดสงู สุด เกรดเชน่ นีก้ เ็ หมือนกับเกรด A ถึง F นั่นเอง
50
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
จาก 15 นาทีเี ป็็น 18 นาทีตี ่่อวััน
ความแตกตา่ งดา้ นความสามารถของนกั เรยี นนน้ั แสดงออกมาใหเ้ หน็ ไมเ่ พยี งจากพฒั นาการ
ในการเรียนด้วยแบบฝึกหัดคุมองเท่านั้น แต่ยังเห็นได้จากจ�ำนวนแบบฝึกหัดซึ่งนักเรียนท�ำ
ทุกเดอื นอีกดว้ ย
ก่อนหน้าน้ี Instructor บางท่านกล่าวว่า เวลาให้แบบฝึกหัดนักเรียนจ�ำนวนมากๆ ก็จะ
โดนสำ� นกั งานสาขาของคมุ องเตอื นเอา กรณเี ชน่ นไ้ี มค่ วรจะเกดิ ขนึ้ แตก่ ม็ กี รณซี ง่ึ จดุ เรม่ิ ตน้ ทต่ี �่ำ
บางกรณีจ�ำเป็นต้องใช้แบบฝึกหัดจ�ำนวนมากด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้ามีนักเรียนช้ันมัธยมปีท่ี 2
คนหนึ่งเร่ิมเรียนท่ีระดับ C1 นักเรียนก็ควรจะได้ทำ� แบบฝึกหัดเดือนละ 150 แผ่น เพ่อื เพ่ิมผล
ด้านการเรยี น ผมตอ้ งการใหพ้ วกเราเพม่ิ จ�ำนวนแบบฝกึ หดั ทใี่ ห้นักเรยี นท�ำ เพือ่ ความก้าวหน้า
ทางการเรียนของนักเรียนจะได้ราบรื่นขึ้น ตอนที่ลูกชายคนโตของผมอยู่ชั้นประถมปีที่ 5
เขาก็ทำ� โจทย์ต่อไปนเ้ี พือ่ หาค่าต่� ำสดุ และค่าสูงสุดแล้ว
y = X2 + X +1
X2 + X +1
ตอนนั้นมีนักเรียนระดับมัธยมปลายคนหน่งึ ผ่านมา และเห็นโจทย์ซ่งึ ลูกชายคนโตของผม
ก�ำลงั ทำ� อยู่ นกั เรยี นคนนน้ั กเ็ ห็นวา่ โจทยน์ นั้ เปน็ ระดบั เดยี วกบั คณติ ศาสตรซ์ งึ่ เขากำ� ลงั เรียนอยู่
เม่ือเปรียบเทียบจ�ำนวนเวลาซึ่งนักเรียนคนน้ีต้องใช้เพิ่มข้ึน เพื่อก้าวให้ถึงระดับของวิชา
คณิตศาสตร์ซึ่งตอนนี้เขาก�ำลังเรียนอยู่ กับเวลา 30 นาทีต่อวันซึ่งลูกชายของผมใช้เรียน
เร่ิมตั้งแต่โจทย์การหารเลขสองหลักตอนอยู่ช้ันประถมปีท่ี 2 แล้ว ท่านก็จะเห็นได้ว่าระบบ
การเรียนแบบคุมองน้ันใช้เวลาเรียนน้อยนิดเพียงใด ประสิทธิภาพของระบบการเรียนแบบ
คมุ องเมือ่ ดจู ากจำ� นวนเวลาซ่ึงใช้ในการเรยี นแลว้ ถอื ไดว้ า่ สูงมาก
นักเรียนซ่ึงท�ำแบบฝึกหัดตามระบบการเรียนแบบคุมองวันละ 30 นาทีน้ันถือว่าเป็น
กรณีหายาก แม้แต่ในกลุ่มนักเรียนที่เรียนได้ก้าวหน้าที่สุดซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นกลุ่ม 1 ใน 100
เองก็ตาม ผมคดิ ว่าตอนนี้โดยเฉลี่ยแล้วนักเรยี นเรยี นไม่ถงึ วันละ 15 นาทีด้วยซำ�้ ไป
นักเรียนก�ำลังพัฒนาความสามารถทางวิชาการของพวกเขาขึ้นเรื่อยๆ แม้จะใช้เวลาเรียน
เพียงน้อยนิด โดยมีนักเรียนซ่ึงเรียนด้วยระบบการเรียนแบบคุมองมากกว่า 80% ซ่ึงไม่ได้
พัฒนาด้านวิชาคณิตศาสตร์อย่างเดียวเท่าน้ันแต่ในวิชาอื่นๆ ด้วย บุคลิกภาพและทัศนคติ
ของนกั เรยี นก็พัฒนาขึ้น ท�ำให้ความเช่ือถือของสงั คมทมี่ ีต่อระบบคมุ องเพิ่มข้นึ ด้วย
51
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ดงั นน้ั ผมจงึ สงสยั วา่ เราจะเพิม่ เวลาเรยี นในแตล่ ะวนั ใหอ้ ยา่ งนอ้ ยโดยเฉลีย่ แลว้ ถงึ 18 นาที
โดยใหเ้ วลาเรียนต่� ำสุดเป็น 10 นาที (ไมร่ วมนักเรยี นระดบั อนบุ าลและประถมปที ี่ 1) ได้หรอื ไม่
แม้เราจะเพิ่มเวลาเรียนขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงน้อยกว่าเวลาเรียนซึ่งศูนย์การเรียน
หลงั เลกิ เรียนศนู ยอ์ ืน่ ๆ ใช้อยู่มากทีเดยี ว
การเพ่ิมเวลาเรียนจะช่วยให้เราลดจุดเริ่มต้นในการเรียนให้ต�่ำลง เพิ่มจ�ำนวนการท�ำซ้�ำ
และเพิ่มจ�ำนวนแบบฝึกหัด ซึ่งช่วยให้นักเรียนก้าวหน้าภายในเวลา 2 ปีครึ่งแทนที่จะเป็น
3 ปี หรือ 5 เดือนแทนที่จะเป็น 6 เดือนได้ ส่งิ น้ีเองคือสง่ิ ทเี่ ราหวงั จะท�ำให้สำ� เร็จ
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบับที่ 44 ปี 1978)
52
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ท�ำทกุ อย่างที่จะทำ� ไดเ้ พื่อพัฒนานกั เรยี น
– หารอื เร่ืองการศกึ ษาวชิ าภาษาแมแ่ ละวิชาคณติ ศาสตร์ –
ถ้าจะเผยใหท้ า่ นรถู้ งึ ความรู้สกึ ที่แท้จริงของผมในชว่ ง 20 ปที ีผ่ า่ นมา ผมก็จะบอกวา่ จรงิ ๆ
แล้วผมไม่ได้สนใจการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ขนาดนั้นเลย เหตุผลคือโดยส่วนตัวแล้ว
ผมไม่มีปัญหาอะไรในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แต่พอเป็นวิชาภาษาญ่ปี ุ่นหรือภาษาอังกฤษ
ผมมกั จะคิดวา่ “สาเหตุทผี่ มไมเ่ กง่ ทงั้ สองวชิ านี้ กเ็ พราะวิธีท่ีผมถกู สอนมานั่นเอง”
คณุ ครทู ส่ี อนผมเมอ่ื ครงั้ ทผ่ี มเปน็ นกั เรยี นนนั้ ยอดเยย่ี มมาก แตเ่ มอ่ื คดิ วา่ หลงั จากทค่ี รสู อน
ไปแล้วผมกลับไม่ได้ความสามารถทางวิชาการเลย ก็อาจเป็นได้ว่าพวกเขาสอนไม่เก่งเท่าไร
แม้ว่าความจริงแล้วพวกเขาเป็นคนท่เี ก่งกาจก็ตาม ย่ิงผมมีปัญหากับการเรียนวิชาใดวิชาหน่งึ
เท่าไร ผมก็จะย่ิงคิดมากขึ้นเท่าน้ันว่า “ถ้าเป็นผม ผมจะอยากสอนด้วยวิธีแบบนี้ต่างหาก”
ดังน้ันความรู้สึกของผมจึงมีแนวโน้มโอนเอียงอย่างมากไปทางนักเรียนซ่ึงก�ำลังมีปัญหา
ในการเรียน
ดังนั้น เพ่ือการศึกษาของลูกๆ ของผม ส่งิ ที่ผมให้ลูกเรียนเป็นอันดับแรกก็คือภาษาญ่ปี ุ่น
(ภาษาแม่) ผมคิดว่าลูกจะมีเวลาเรียนวิชาคณิตศาสตร์อีกมากเม่ือเขาขึ้นช้ันมัธยมต้น ดังนั้น
ผมจึงต้ังใจมุ่งเป้าไปที่ทักษะด้านการอ่านของลูก ผมต้องการให้ลูกสามารถที่จะอย่างน้อย
ก็สนุกกับประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ญ่ปี ุ่น ว่าเป็นวิชาท่มี ากกว่าแค่วิชาสังคมศึกษา
ซ่ึงเอาไว้ท่องจ�ำ โดยวิธีการก็คือให้ลูกอ่านหนังสือให้มากเล่ม แต่ภรรยาของผมเอาผลคะแนน
วิชาคณิตศาสตร์ซ่ึงไม่ดีเลยของลูกชายคนโตมาให้ผมดู และวิธีการแบบสอนไปบ่นไปของผม
ทใ่ี ชส้ อนวิชาคณิตศาสตรใ์ หเ้ ขา กน็ �ำมาซงึ่ การเติบโตขององคก์ รจนเปน็ อยา่ งทกุ วนั น้ีน่ันเอง
ในขณะท่ีเด็กก้าวสู่ระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายนั้น เด็กบางคนก็ย่งิ ล้าหลังข้ึนเร่ือยๆ
และแท้ท่ีจริงแล้ววิชาซ่ึงเด็กมีปัญหามากท่สี ุดน้ันไม่ใช่วิชาคณิตศาสตร์แต่เป็นวิชาภาษาญ่ปี ุ่น
(ภาษาแม่) ในโรงเรียนระดับมัธยมซ่ึงระดับความสามารถทางวิชาการอยู่ในระดับล่างน้ัน
มีนักเรียนซ่ึงเรียนตามไม่ทัน เพราะพวกเขาอ่านหนังสือเรียนไม่ออก ตัวอย่างเช่น คุณครู
ในโรงเรียนช่างกลระดับมัธยมแห่งหนึ่งกล่าวว่า หลักสูตรช่างกลน้ันไร้ประโยชน์ เพราะเขา
ไม่สามารถจะสอนจากหนังสือเรียนช่างกลได้ ดูเหมือนว่าความแตกต่างด้านความสามารถ
ในการอ่านเชน่ นเ้ี ริม่ ต้นตัง้ แตต่ อนทเ่ี ด็กยงั เล็กอยู่
53
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ผมคิดว่าการให้เด็กก่อนวัยเรียนได้เรียนตัวคันจิ (ตัวอักษรจีน)1 จะช่วยพัฒนา
ความสามารถของเขามากกว่าการเรียนคณิตศาสตร์ ศาสตราจารย์อิซาโอะ อิชิอิ กล่าวไว้ว่า
เม่อื อายุถงึ 2 ขวบเดก็ ร้อยละ 95 จะสามารถบอกตัวคนั จิได้ 100 ตวั ยิ่งไปกว่านั้นเด็กสามารถ
ท่ีจะจำ� ตวั อักษรทซ่ี บั ซ้อนไดด้ กี วา่ ตัวทงี่ ่ายๆ อกี ด้วย
เหตผุ ลนเี้ ปน็ ทีม่ าของการทำ� การด์ คนั จขิ น้ึ และผมกค็ ดิ วา่ มคี วามเปน็ ไปไดส้ งู วา่ การพฒั นา
ความสามารถของเด็กด้วยการ์ดคันจิเหล่าน้ีก่อนท่จี ะสอนตัวเลขให้พวกเขา อาจท�ำให้พวกเขา
ก้าวหน้าไปยังระดบั AA40 ไดง้ ่ายขึ้น
ดังน้นั สำ� หรบั นกั เรียนอายุน้อยมากๆ การใช้การด์ คนั จติ ง้ั แต่ยังเดก็ ทสี่ ดุ เทา่ ท่ีจะเปน็ ไปได้
เพอื่ เพมิ่ ความสามารถของเด็กเป็นเรือ่ งส�ำคญั อย่างยิ่ง ไมว่ ่าพวกเขาก�ำลังเรยี นภาษาญ่ปี ่นุ หรอื
วิชาคณิตศาสตร์อยู่ต้ังแต่น้ีเป็นต้นไปขอให้ท่านแสดงการ์ดคันจิในตอนปฐมนิเทศ
ผู้ปกครองใหม่ เพื่อท่ีว่าครอบครัวที่มาฟังจะได้ใช้การ์ดคันจิที่บ้านร่วมไปกับการเล่นตัวเลขได้
ผมคิดว่าการท�ำเช่นนี้จะช่วยลดจ�ำนวนเด็กซ่งึ มีปัญหากับการก้าวหน้าผ่านส่วนแรกของระดับ
AA ลงได้อย่างมาก และจะช่วยท�ำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นมากอีกด้วย ย่ิงไปกว่าน้ันการใช้การ์ด
คันจิกับเด็กก่อนวัยเรียนและนักเรียนช้ันประถมปีที่ 1 น้ัน ไม่เพียงแต่ท�ำให้การเรียนอ่านตัว
คนั จขิ องพวกเขางา่ ยขน้ึ แตย่ งั ชว่ ยสรา้ งความกา้ วหนา้ ในวชิ าคณติ ศาสตร์ และสรา้ งความสนใจ
ในโจทย์ปญั หาดว้ ย
อกี เรอื่ งหนงึ่ กค็ อื เนอ้ื หาเรอ่ื งการลากเสน้ ตา่ งๆ ซง่ึ เพง่ิ จะนำ� ออกใชไ้ ดไ้ มน่ านน้ี เพอ่ื ประโยชน์
ส�ำหรับเด็กที่เรียนระดับ AA ได้ไม่ดีนักน้ัน เราต้องให้เด็กลากเส้นด้วยตัวเอง และเราก็หวังว่า
เด็กจะได้ใช้ประโยชน์จากเนื้อหาส่วนน้ี เพื่อช่วยพวกเขาให้ท�ำเรื่องบวก 1 และบวก 2 ได้ง่าย
อกี ด้วย
ตอนนี้�ได้้ 90 คะแนนก็ด็ ีีแล้ว้
เมอ่ื คดิ ยอ้ นกลบั ไปถงึ วยั เดก็ ของผม ผมจำ� เนอ้ื หาทเ่ี ขยี นอยใู่ นหนงั สอื เรยี นวชิ าภาษาญป่ี นุ่
ระดับประถมศึกษาของผมได้ค่อนข้างแม่นย�ำ แต่ผมแทบจ�ำเน้ือหาในหนังสือเรียนระดับ
มัธยมต้นไม่ได้เลย น่ันเป็นเพราะผมอ่านหนังสือเรียนอย่างระวังตอนอยู่ระดับประถมศึกษา
ถ้าผมอ่านหนังสือเรียนระดับมัธยมต้นมากพอที่จะจ�ำได้ว่าเรื่องราวในน้ันเกี่ยวกับอะไรบ้าง
กค็ งจะดีไม่นอ้ ย
1 ภาษาญี่ปุ่นประกอบด้วยตารางแสดงพยางค์และตัวอักษรรูปภาพหรือสัญลักษณ์แทนความหมาย ซึ่งในตอนแรกเริ่มน้ันหยิบยืมมากจากประเทศจีน
ภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่ใช้ตัวอักษรเช่นน้ีมากกว่า 2,000 ตัวในการสื่อสารโดยทั่วไป ตัวอักษรมากมายซึ่งต้องจ�ำให้ได้และวิธีการอ่านซึ่งมีหลายแบบขึ้น
อยกู่ บั บรบิ ทน้นั จำ� เป็นต้องใชก้ ารเรียนรอู้ ย่างมากจงึ จะเข้าใจได้
54
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
ความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ญั หากเ็ ปน็ เรอ่ื งในทำ� นองเดยี วกนั น้ี แนน่ อนวา่ เมอ่ื พจิ ารณา
ถงึ ประสทิ ธภิ าพในการเรยี นโดยดจู ากเวลาทใ่ี ช้ในการเรยี นแลว้ การเรียนโดยใชร้ ะบบการเรยี น
แบบคมุ องเพอ่ื จะกา้ วหนา้ ไปใหไ้ ดเ้ รว็ นา่ จะดกี วา่ เฝา้ คดิ ถงึ วธิ โี นน้ วธิ นี ใ้ี นการแกโ้ จทยป์ ญั หาใหไ้ ด้
มีโจทย์ปญั หาบางโจทย์ซึ่งยากเย็น แต่ปัญหาอย่ทู ่ีนกั เรยี นอา่ นโจทย์น้ันๆ หรอื ไม่ ก่อนจะ
พยายามลงมือแก้โจทย์ บ่อยครั้งท่ีนักเรียนกล่าวว่าพวกเขาไม่เข้าใจโจทย์ปัญหา เม่ือพวกเขา
ไม่ได้แม้แต่อ่านโจทย์นั้นๆ ด้วยซ้�ำ ถ้านักเรียนพูดว่า “ผม/หนูไม่เข้าใจโจทย์ข้อนี้” อันดับแรก
พยายามใหเ้ ดก็ จำ� คำ� ถามนน้ั ๆ ใหไ้ ด้ ผมคดิ วา่ สดั สว่ นของโจทยซ์ ึง่ เดก็ แกไ้ มไ่ ดน้ า่ จะนอ้ ยลงมาก
ถา้ นกั เรยี นสามารถพูดทวนโจทยป์ ัญหานั้นๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนมีผู้ปกครองมากมายกล่าวว่า “ตอนน้ีลูกของดิฉันท�ำเร่อื งค�ำนวณ
ได้แล้ว ยังไม่ถึงเวลาที่จะเร่ิมเรียนโจทย์ปัญหาอีกหรือ...” การสอนโจทย์ปัญหานั้นเพียง
จะทำ� ให้ผู้ปกครองมคี วามสขุ แตแ่ ทบจะไมม่ ผี ลตอ่ ความสามารถทางการเรียนของนกั เรยี นเลย
อย่างไรก็ตามความต้องการของผู้ปกครองน้ันน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เช่น ความต้องการให้ลูก
ของตนได้คะแนนเต็มร้อยในทุกวิชาที่เรียนในระดับประถมศึกษา ผู้ปกครองดูจะเข้าใจดีว่า
การทล่ี ูกได้คะแนน 90 เต็มร้อยในตอนน้ี และก้าวหนา้ ตอ่ ไปเร่อื ยๆ เพือ่ ท่ีพวกเขาจะไดค้ ะแนน
ระดับ 90 ต่อไปในช่วงมัธยมศึกษาน้ันเป็นเร่ืองส�ำคัญย่ิงกว่า แต่ไม่รู้ท�ำไมผู้ปกครอง
จึงดูจะยอมรับเร่ืองน้ีไม่ได้ นักเรียนเก่งท่ีสุดสองคนแรกจาก 10 คนน้ันเป็นเด็กท่ีเรา
เรียกกันว่า “นักเรียนท่ีคิดเลขเป็น” และผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ดูจะพอใจกับ
สิ่งท่ีคุมองก�ำลังท�ำอยู่อย่างต่อเนื่อง หากทว่าก็มีคุณแม่อยู่ 2 – 3 ท่านเสมอที่ต้องการ
ให้คมุ องทำ� ตามวธิ ที ี่พวกเธอตอ้ งการ
ที่คุมอง นักเรียนบางคนสามารถท�ำโจทย์ปัญหาระดับประถมศึกษาตอนก�ำลังเรียน
แบบฝกึ หดั ระดบั E บางคนกท็ ำ� ไดต้ อนอยรู่ ะดบั F บางคนกร็ ะดบั G อยา่ งไรกต็ าม การกา้ วหนา้
ขึ้นไปยังระดับ F ระดับ G และระดับ H น้ัน ช่วยให้นักเรียนได้ความสามารถในการแก้โจทย์
ปัญหาอยู่แล้ว การท่ีเด็กพยายามจะแก้โจทย์ปัญหาโดยยังไม่มีความสามารถในการค�ำนวณ
ท่เี พียงพอต่างหาก ที่ทำ� ให้พวกเขาเรียนตามบทเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายไม่ทัน ถ้า
เราไม่ช่วยนักเรียนซ่งึ เราค�ำนึงถึง ในลักษณะว่า “น่าจะดีกว่าถ้านักเรียนเหล่าน้ีก้าวหน้าต่อไป
แทนท่ีจะใช้เวลาไปกับเร่ืองโจทย์ปัญหา” ไม่ว่าผู้ปกครองของนักเรียนจะเรียกร้อง
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีใครอืน่ ท่ีจะช่วยเดก็ เหล่าน้ีได้
55
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
พวกเรามาร่ว่ มกัันสร้า้ งความปรารถนาอย่า่ งแรงกล้า้ ที่่�จะช่่วยเด็ก็ กัันเถอะ
ตามท่ีผมเขียนในวารสารยามาบิโกะฉบับเดือนท่ีแล้ว ผมได้บอกไว้ว่าเป็นเร่ืองยากย่ิง
ที่จะอธิบายให้คุณแม่ของนักเรียน ซ่ึงเป็นคุณแม่แบบท่ีเรียนหนังสือมาโดยลอกส่ิงท่ีคุณครู
เขียนบนกระดานในห้องทกุ อยา่ ง ให้เข้าใจถงึ ความสำ� คัญของการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง ในปจั จบุ นั
การศกึ ษาของประเทศญปี่ ่นุ ส่วนใหญเ่ ป็นแบบคณุ ครูเป็นผสู้ อนแตฝ่ า่ ยเดยี ว การเรยี นนัน้ แทท้ ี่
จริงแล้วประกอบขึ้นด้วยทั้งการสอนและการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้ท่กี ้าวหน้าในการเรียนนั้น
ลดเวลาซ่ึงตนใช้ในการให้คนอ่ืนสอน และใช้เวลามากข้ึนในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผมคิดว่า
ยงิ่ คนผ้หู น่ึงใชเ้ วลาเรียนรดู้ ว้ ยตนเองน้อยลงเท่าไร ความสามารถของคนผนู้ นั้ ก็นอ้ ยลงเทา่ นน้ั
หน้าที่หลักของคุมองก็คือแจ้งให้สังคมทราบว่า เด็กสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งที่สอนกันใน
โรงเรียนโดยใช้ความพยายามของพวกเขาเองและไม่ต้องมีใครสอน เราต้องท�ำให้จุดยืนของเรา
ทวี่ า่ “ความผดิ ไมไ่ ดอ้ ยทู่ ีเ่ ดก็ ” นนั้ มัน่ คงขนึ้ และเราตอ้ งมคี วามปรารถนาอยา่ งไมส่ นิ้ สดุ ทีจ่ ะทำ�
ทกุ อย่างซึ่งเราทำ� ได้ เพ่อื ชว่ ยเด็กท่มี าทศ่ี ูนยข์ องเราใหไ้ ด้มาซ่ึงความสามารถทางการเรยี น
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบับท่ี 51 ปี 1979)
56
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ความทา้ ทายของการค้นหาศกั ยภาพ
การก้้าวไปเป็็น Instructor ที่�ทรงภููมิิปััญญาขึ้้�น
โดยเนอ้ื แทแ้ ล้ว หลักการของระบบการเรียนแบบคุมองนนั้ เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ดเู หมอื นจะ
ไม่ใชเ่ ร่ืองง่ายท่ีสังคมทั่วไปจะเข้าใจระบบการเรียนแบบคุมอง
(1) เปน็ การดกี วา่ ทจ่ี ะใหก้ ารศกึ ษาแบบเฉพาะตวั ซง่ึ จดั ใหเ้ หมาะกบั ความสามารถของนกั เรยี น
แตล่ ะคน แทนท่ีจะสอนนักเรียนทุกคนไปดว้ ยกนั แบบท่ีเปน็ อยตู่ ามขนบของโรงเรยี น
(2) เป็นการดกี ว่าส�ำหรบั เด็กทจี่ ะได้เรียนรู้ด้วยตวั เอง แทนท่จี ะมีคนอ่นื สอน
(3) ถ้าผู้สอนให้แบบฝึกหัดท่ีเหมาะสม เด็กก็จะสามารถเรียนต่อเน่อื งไปได้ด้วยตนเองโดย
ไม่ต้องสอนอะไรมากมาย ส�ำหรับการเรียนเป็นเวลาสามชั่วโมงน้ัน การอธิบายเพียง
นาทีเดียวหรือน้อยกว่านั้นก็เพียงพอแล้วท่ีเด็กจะเรียนก้าวหน้าไปได้ด้วยตนเอง
เราจะท�ำได้เช่นนี้ก็ต่อเมื่อเราให้ความส�ำคัญต่อการก�ำหนดจุดเริ่มต้นในการเรียน
และรปู แบบการท�ำซ�้ำของเดก็ แต่ละคนนั่นเอง
(4) ถ้านักเรียนสามารถที่จะเรียนก้าวหน้าไปได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว แม้เขาจะ
อยู่ชั้นประถมปีที่ 3 กป็ ล่อยให้ท�ำสมการหรือการแยกตวั ประกอบได้
(5) นักเรียนที่เรยี นร้ดู ้วยตนเองจะพบวา่ การเรียนเปน็ เร่อื งนา่ สนใจกวา่ เดิม
(6) เราเชอ่ื วา่ การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองนน้ั เปน็ พนื้ ฐานของการเรยี นรู้ นกั เรยี นซงึ่ เรยี นรดู้ ว้ ยระบบ
การเรยี นแบบคมุ องพฒั นาความสามารถในการเรยี นของตน ไมเ่ พยี งแคใ่ นวชิ าคณติ ศาสตร์
แตใ่ นวิชาอืน่ ๆ ดว้ ย
(7) ถ้านักเรียนมีความสามารถด้านการค�ำนวณอย่างพอเพียง เขาก็สามารถจะท�ำโจทย์
คณิตศาสตร์ระดบั มธั ยมปลายไดแ้ ลว้
ผมสงสัยว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่ เมื่อผมพูดว่าระบบการเรียนแบบคุมองน้ันเข้าใจ
ไดไ้ มย่ าก ถ้าเราอธิบายถงึ ระบบอยา่ งทผี่ มกล่าวไปขา้ งต้น
นอกจากนี้ เรายังรับรู้ว่าเด็กที่เรียนในศูนย์ซึ่งมีนักเรียนจ�ำนวนมาก จะมีพัฒนาการดีกว่า
เด็กท่ีเรยี นในศูนย์ซ่ึงมีนกั เรียนน้อย อยา่ งไรกต็ าม เร่ืองนี้เปน็ เรือ่ งท่แี มแ้ ต่ผูท้ ่ีเข้าใจอะไรๆ ไดด้ ี
ยงั เขา้ ใจไดย้ าก แม้จะไปเย่ียมสังเกตการณท์ ีศ่ นู ย์มาแล้วกต็ าม
เราเชอ่ื วา่ การทศ่ี นู ยแ์ หง่ หนง่ึ มจี ำ� นวนนกั เรยี นมาก เปน็ เครอ่ื งบง่ ชป้ี ระการหนงึ่ วา่ Instructor
ทา่ นนน้ั มที กั ษะการสอนเปน็ เยีย่ ม สำ� หรบั Instructor คมุ องคนหนึง่ แลว้ การสอนซึง่ มคี ณุ ภาพ
สูงน้ันส�ำคัญกว่าการเพียงมีความสามารถท่ีจะบริหารศูนย์ของตนเอง แม้เราจะคิดว่าเร่ืองนี้
เป็นเรือ่ งส�ำคญั แตบ่ างทา่ นดจู ะไม่เขา้ ใจในจดุ นีน้ ัก
57
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ศูนย์การเรียนหลังเลิกเรียนอื่นๆ มักเน้นว่าเด็กควรเรียนในห้องที่มีนักเรียนจ�ำนวนน้อย
20 – 25 คน และมีการสอนท่ีเข้มข้น อาจเป็นการง่ายกว่าก็ได้ท่ี Instructor คุมองคนหน่ึง
จะสอนและบรหิ ารหอ้ งเรยี นซึง่ มจี ำ� นวนนกั เรยี นดงั กลา่ ว แตผ่ มไมแ่ นใ่ จวา่ นกั เรยี นในหอ้ งเรยี น
แบบน้นั จะพัฒนาความสามารถในการเรียนรขู้ องตนขน้ึ ได้ เว้นเสียแต่วา่ ทุกคนมคี วามสามารถ
ระดบั เดยี วกนั ยิง่ ไปกวา่ นนั้ การจะสอนนกั เรยี นกลมุ่ เลก็ อยา่ งเนน้ เนอ้ื หาใหป้ ระสบความสำ� เรจ็
ไดน้ ั้น Instructor ต้องมีทกั ษะการสอนทีย่ อดเยย่ี ม แลว้ Instructor จะพัฒนาทักษะการสอน
ดงั กล่าวนไี้ ดอ้ ยา่ งไร ผมเชอ่ื วา่ วิธเี ดียวทจี่ ะมที ักษะการสอนท่ีดีไดก้ ค็ อื มีนักเรยี นให้มาก เรียนรู้
จากกรณีศึกษาของนักเรียนหลายๆ คน และพัฒนาทักษะในการให้แบบฝึกหัดแก่นักเรียน
อย่างเหมาะสมข้ึนนน่ั เอง
Instructor ซ่ึงมีนักเรียนเรียนอยู่มากท่านหน่ึงกล่าวไว้ว่า “ดิฉันจ�ำได้ว่าคุณบอกดิฉัน
เมื่อสองสามปีก่อนว่า ส�ำหรับ Instructor คนหน่งึ ซ่ึงไม่ค่อยจะมีภูมิเท่าไรน้ัน การเพ่มิ จ�ำนวน
นักเรียนเป็นกุญแจสู่การเป็น Instructor ที่ทรงภูมิปัญญาข้ึนได้” ไม่น่าเชื่อว่าผมพูดอะไร
แบบนนั้ กบั Instructor ทา่ นน้ี เพราะเธอเองก็เปน็ ผทู้ ร่ี อบรู้อย่แู ลว้ แตถ่ ้าผมพดู จรงิ ผมกค็ ดิ วา่
ตวั เองพูดมีประเด็นอยบู่ า้ ง
ดังนั้น ต้ังแต่น้ีเป็นต้นไปผมขอส่งสารซึ่งเป็นหัวใจหลักของค�ำพูดดังกล่าวข้างต้น โดย
เรียบเรียงให้เหมาะสมข้ึนดังนี้คือ “การมีจ�ำนวนนักเรียนเพ่ิมขึ้นน้ัน เป็นกุญแจส�ำคัญส�ำหรับ
Instructor ผู้รู้รอบอยู่แล้วให้มีปัญญารอบรู้ขึ้นอีก” ผมพูดเช่นน้ีเพราะต้องการจะเน้นว่า
การที่ Instructor มีจ�ำนวนนักเรียนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะได้สอนนักเรียน
ในวิธีที่นักเรียนควรจะได้รับการสอน และในขณะเดียวกัน Instructor เองก็ได้ความรอบรู้
อย่างลึกซ้ึงขนึ้ ในฐานะเปน็ Instructor คมุ องดว้ ยนนั้ เปน็ เร่อื งส�ำคญั เพียงใด
ความสามารถทางคณิิตศาสตร์์พััฒนาขึ้้�นจากการฝึึกฝนเพีียงการคำำ�นวณเท่่านั้้�น
ได้หรอื ไม่
คมุ องเน้นวา่ “นักเรยี นเพียงเรยี นรูเ้ รอื่ งการคำ� นวณเท่านัน้ กพ็ อท่ีจะพัฒนาความสามารถ
ทางคณิตศาสตร์ได้” อย่างไรก็ตาม สังคมเข้าใจแนวคิดนี้ได้ยากกว่าแนวคิดก่อนหน้าน้ีท่วี ่า
“เดก็ จะทำ� ได้ดกี ว่า ถา้ ไปเรยี นที่ศนู ย์คมุ องซ่งึ มจี �ำนวนนกั เรยี นมาก” ไมแ่ ปลกเลยทผี่ ปู้ กครอง
ซ่ึงมีวิสัยทัศน์แคบจะไม่เข้าใจถึงความส�ำคัญของการค�ำนวณ เน่อื งจากหลายท่านไม่ตระหนัก
ถงึ ความจรงิ ทว่ี า่ ตนเองน้ันเรยี นคณติ ศาสตรร์ ะดบั มธั ยมได้ไมด่ ี ก็เพราะความสามารถทางการ
คำ� นวณไมเ่ พียงพอ
58
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
เม่ือเราพูดว่า “การค�ำนวณ” ส่ิงที่เราหมายถึงจริงๆ แล้ว คือ การค�ำนวณด้านสมการ
และคณิตศาสตร์ระดับท่ีสูงขึ้น ผู้ปกครองซ่ึงไม่คุ้นเคยกับคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลาย
มักจะแคลงใจในระบบการเรียนแบบคุมอง โดยมักกล่าวว่าพวกเขาไม่คิดว่าการค�ำนวณ
เพียงอยา่ งเดยี วจะเพียงพอ นัน่ กเ็ พราะพวกเขาเชื่ออยา่ งผดิ ๆ วา่ “การคำ� นวณ” นน้ั หมายถงึ
การบวกลบคูณหารตวั เลขเทา่ นนั้ ในทางตรงกนั ข้าม ผปู้ กครองซงึ่ มปี ระสบการณก์ ารเรยี นวชิ า
คณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมชั้นน�ำ จะทราบดีถึงความส�ำคัญของการพัฒนาความสามารถ
ทางการค�ำนวณ
คณติ ศาสตรร์ ะดบั มธั ยมปลายนนั้ แทบจะมเี นอื้ หาเนน้ ทีก่ ารคำ� นวณเพยี งอยา่ งเดยี วทง้ั สนิ้
สมยั เปน็ ครใู นโรงเรยี นมธั ยม ผมเคยถามนกั เรยี นหลงั จากทำ� ขอ้ สอบยอ่ ยไปแลว้ วา่ พวกเขาทำ� ได้
เป็นอย่างไรกันบ้าง บ่อยครั้งท่ีนักเรียนตอบว่าเวลาไม่พอ เม่ือได้ยินเช่นน้ัน ผมก็จะบอก
นักเรียนว่า “ไม่ใช่เวลาหรอกท่พี วกเธอไม่มี แต่เป็นความสามารถต่างหาก!” นักเรียนของผม
แก้โจทย์ภายในเวลาที่ก�ำหนดไม่ได้ เพราะพวกเขาขาดความสามารถในการค�ำนวณ และผล
กค็ ือพวกเขาไม่มีเวลาที่จะหาข้อผดิ ของตวั เอง
ความสามารถของนักเรียนซ่ึงเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีติดอันดับต้นๆ ในโรงเรียนมัธยม
ปลายระดับรองลงมาน้ัน แทบจะเทียบไม่ได้เลยกับความสามารถของนักเรียนท่คี วามสามารถ
ธรรมดาๆ ในโรงเรยี นมัธยมปลายชัน้ แนวหนา้
กล่าวคือ นักเรียนซ่ึงเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีตอนมัธยมต้นน้ัน อย่างน้อยท่สี ุดก็ไม่ต้อง
ถูกบังคับให้ไปเข้าโรงเรียนมัธยมปลายระดับหางแถว ผมม่นั ใจว่าเด็กท่ีลงทะเบียนเรียนกับ
คุมองตอนอยู่ช้ันประถมปีที่ 3 และสร้างความสามารถทางการค�ำนวณที่เหมาะสมข้ึนได้แล้ว
เม่อื เขาอยู่ชั้นมธั ยมปีที่ 3 เขาก็จะเปน็ หน่งึ ในนกั เรยี นทเี่ รียนคณติ ศาสตร์ได้ดตี ิดอนั ดบั ตน้ ๆ ได้
และสามารถจะเขา้ โรงเรยี นมธั ยมปลายชนั้ แนวหนา้ ไดด้ ว้ ย
ตอนนี้เราลองมาพิจารณาดูว่านักเรียนช้ันประถมปีท่ี 6 จะเสียประโยชน์เพียงใด ถ้าเรา
ให้พวกเขาเรยี นเพียงคณติ ศาสตรร์ ะดบั ประถมปีที่ 6 ตามทก่ี ารเรยี นการสอนแบบดั้งเดิมทว่ั ไป
จัดให้เรียน ด้วยความที่นักเรียนมีเวลา ผมก็เชื่อว่านักเรียนเองจะมีความสุขข้ึน ถ้าเราอนุญาต
ให้พวกเขาเริ่มเรียนเน้ือหาเรื่องสมการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะท�ำได้การท�ำเช่นนี้จะช่วยให้
การเรยี นคณติ ศาสตร์ระดับมธั ยมปลายนน้ั เปน็ เรอ่ื งงา่ ยขึ้นสำ� หรบั เดก็ เองอกี ด้วย
59
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
ปรึกึ ษากัับคนอื่�น่ ๆ ให้ม้ ากคนขึ้�น
เพื่อความสุขของเด็ก และเพ่ือเสริมความเข้าใจของเราให้ลึกซึ้งขึ้น เป็นเร่อื งส�ำคัญย่ิง
ทีเ่ ราจะต้องอา่ น Instruction Principles and Guide ซ้�ำแลว้ ซ้�ำอีก และท�ำตามค�ำแนะน�ำใน
ค่มู ือ คมู่ ือเลม่ นจ้ี ะมคี ณุ ค่าอย่างย่ิง ถา้ ทา่ นในฐานะทเี่ ปน็ Instructor ถอื วา่ เป็นหน้าทข่ี องทา่ น
ที่จะพัฒนาความเข้าใจถึงเนือ้ หาของคู่มือน้จี ากมุมมองของทา่ นเอง ในขณะเดียวกันจะดยี ่ิงขน้ึ
ไปอกี สำ� หรบั ความกา้ วหนา้ ของทา่ นเองในฐานะ Instructor ถา้ ทา่ นพดู คยุ ปรกึ ษาเนอ้ื หาทางการ
สอนต่างๆ กับ Instructor ท่านอื่นๆ
เมอื่ Instructor ทเ่ี พง่ิ เปดิ ศนู ยใ์ หมๆ่ ถามคำ� ถามผมในสมั มนาสำ� หรบั คณุ ครู ผมมกั จะถาม
กลับไปว่า “คุณถามค�ำถามเดียวกันน้ีกับคนอื่นก่ีครั้งแล้ว ก่อนจะมาถามผม” ถ้า Instructor
ท่านนั้นบอกว่าน่ีเป็นคร้ังแรกท่ีเขาหรือเธอถามค�ำถามน้ัน ผมก็ตั้งเป็นกฎไว้ว่าจะไม่ตอบ
คำ� ถามน้ัน
เม่ือเหตกุ ารณ์เชน่ น้เี กดิ ขน้ึ ผมตัง้ ใจทจี่ ะถามคำ� ถามดงั ตอ่ ไปนีแ้ ทน
“นี่เปน็ ครัง้ แรกทีค่ ณุ ถามค�ำถามนก้ี ับใครสกั คนหน่งึ หรือเปล่า”
“คณุ ไดค้ ยุ เร่อื งนกี้ บั เพ่ือน Instructor ซ่งึ เปิดศนู ยพ์ รอ้ มคณุ แลว้ หรือยงั ”
“คุณได้ปรึกษากับ Instructor ซ่งึ เปิดศูนย์มานานแล้ว ท่คี ุณไปเรียนรู้ด้วยตอนฝึกงาน
กอ่ นเปิดศูนย์หรอื ยงั ”
“คณุ ได้คุยเรอ่ื งน้ีกบั พนักงานคมุ องทีส่ �ำนกั งานในเขตศนู ย์ของคณุ แล้วหรอื ยงั ”
หากมีปัญหาใดๆ Instructor ควรปรึกษากับ Instructor ท่านอ่ืนๆ ก่อนเป็นอันดับแรก
ถ้าไม่ได้ค�ำตอบท่นี ่าพอใจ Instructor ก็ควรจะถามพนักงานท่สี �ำนักงานคุมอง ต่อจากน้ันแม้
Instructor จะได้คำ� ตอบแล้วกต็ าม กค็ วรถามคนอน่ื ๆ ใหม้ ากข้ึนอีก ถา้ มีใครคนหนงึ่ ในกลมุ่ คน
ซึ่ง Instructor ไปปรึกษาด้วยให้ค�ำแนะน�ำท่ีดีท่ีสุดแล้ว Instructor ก็ควรปรึกษาผู้นั้น
ในคราวต่อไป ผมเชอ่ื วา่ Instructor ควรใช้วิธนี ี้ในการหาค�ำตอบ
เป็นเรื่องส�ำคัญยิ่งที่ Instructor คุมองต้องพยายามที่จะลองวิธีการหลายๆ วิธีในการ
จัดการกับนักเรียนที่ศูนย์ของตน เพื่อที่จะรับมือกับความท้าทายของการค้นหาและพัฒนา
ศักยภาพของนักเรียนออกมาให้ได้ เช่น แม้ว่าเป้าหมายมาตรฐานส�ำหรับนักเรียนซึ่งเพิ่ง
ลงทะเบยี นเรยี น จะเปน็ การทำ� แบบฝกึ หดั ใหไ้ ด้ 3 ระดบั ภายในปแี รก แตอ่ าจไดผ้ ลกวา่ กไ็ ดท้ จ่ี ะ
ให้นักเรียนเหล่าน้ีท�ำแบบฝึกหัด 4 – 5 ระดับต่อปี ผมได้ยินคุณครูระดับมัธยมต้น
พูดอยู่บ่อยๆ ว่า “แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ระดับ A ของคุมองนั้นยอดเย่ียม นักเรียนซ่ึงท�ำ
แบบฝึกหัดระดับน้ีเริ่มจะเรียนวิชาอื่นๆ ได้ดีข้ึนเร็วกว่าที่พวกเขาจะเห็นผลในวิชาคณิตศาสตร์
60
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
เองเสยี อกี ” ดเู หมอื นการทำ� แบบฝกึ หดั คณติ ศาสตรร์ ะดบั A จะชว่ ยพฒั นา “ทกั ษะการทำ� งาน”
ของเดก็ ไม่วา่ พวกเขาจะอยู่ช้ันเรยี นใดทีโ่ รงเรียนกต็ าม
ความสามารถของเด็กน้ันเพ่ิมข้ึนได้อย่างมหาศาล ถ้าเราให้พวกเขาท�ำแบบฝึกหัด
ซ่ึงพวกเขาท�ำได้ง่ายกว่าในจ�ำนวนท่ีมากข้ึน และด้วยการให้พวกเขาเห็นการเรียนเป็น “การ
ฝึกฝน” มากกว่า “การเรียน” และเพิ่มจ�ำนวนงานที่ท�ำให้มากขึ้นด้วย ทางเลือกหน่ึงก็คือ
ท่านอาจให้นักเรียนระดับมัธยมต้นเริ่มเรียนแบบฝึกหัดคุมองระดับ A เป็นการอุ่นเครื่อง
หลังจากเรียนจบระดับ A แล้วจึงตัดสินใจว่านักเรียนควรจะเรียนระดับ B ระดับ C หรือระดับ
D ตามผลของแบบทดสอบวัดระดับ หรือถ้าท่านมีนักเรียนซึ่งมีแนวโน้มจะเลิกเรียน ท่านอาจ
พยายามโน้มน้าวท้ังเด็กและผู้ปกครองให้ถอยหลังกลับมาถึง 400 แผ่นแบบฝึกหัดเลยทีเดียว
กไ็ ด้ ผมคดิ วา่ มีส่งิ ทเ่ี ราลองพยายามท�ำได้อยู่หลายอยา่ ง
ฤดูใบไม้ร่วงน้ีเราจะเพิ่มระดับ Ⓐ ซ่ึงมีแบบฝึกหัดอยู่ 200 แผ่นเข้าไปก่อนหน้าระดับ
AA การเพม่ิ แบบฝกึ หดั ขน้ึ หนง่ึ ระดบั จะทำ� ใหเ้ ดก็ แมแ้ ตอ่ ายุ 3 ขวบกส็ ามารถเรยี นคมุ องได้ และ
ผมก็คาดว่าจ�ำนวนเด็กก่อนวัยเรียนน้ันจะเพ่ิมข้ึนอย่างน้อย 10 คนต่อศูนย์คุมองแต่ละศูนย์
เด็กซึ่งท�ำระดับ AA ซ้�ำ 5 – 10 รอบจะสามารถเรียนได้ง่ายขึ้น และสนุกกับการเรียน
ได้มากขน้ึ ถ้าพวกเขากลบั ไปเร่ิมต้นใหม่ทีร่ ะดับ Ⓐ น้ี
ผมขอความกรุณาให้ Instructor ดูว่าแบบฝึกหัดระดับ Ⓐ น้ีมีประสิทธิภาพหรือไม่
อยา่ งไร และผมกว็ างแผนทจ่ี ะปรบั ปรงุ แบบฝกึ หดั ทงั้ หมด 400 แผน่ ในระดบั AA และระดบั Ⓐ
ภายในเวลาหน่ึงปขี า้ งหนา้ นด้ี ว้ ย
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบบั ท่ี 55 ปี 1979)
61
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
ระบบการเรียนแบบคมุ องช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ผมได้ยินค�ำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” บ่อยครั้งในช่วงนี้ บรรณาธิการท่านหนึ่งถามผม
เร่ืองหนังสือเล่มหนึ่งซ่ึงตีพิมพ์โดยส�ำนักพิมพ์โกมะโชโบว่า “คุณจะว่าอย่างไรกับค�ำต�ำหนิ
ท่ีว่าระบบการเรียนแบบคุมองล้างสมองเด็กโดยการให้เด็กท�ำแต่เร่ืองค�ำนวณ และไม่ได้
พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเลย” ตอนนั้นบังเอิญว่าผมเพ่ิงจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก
รุ่นก่อตั้งสมาคมความคิดสร้างสรรค์แห่งญ่ีปุ่นเสียด้วย เมื่อโดนถามค�ำถามเช่นน้ี บางคร้ัง
ผมก็ตอบไม่ถูก เพราะค�ำถามเหล่านี้บ่อยครั้งไม่ชัดเจนในความหมายของค�ำว่า “ความคิด
สรา้ งสรรค”์ นั่นเอง
ผมเชื่อว่ามีระบบการเรียนอื่นไม่มากนัก ที่จะมีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความคิด
สร้างสรรค์เหมือนระบบการเรียนแบบคุมอง ระบบการเรียนแบบคุมองเป็นระบบการเรียน
ซ่ึงสามารถจะสร้างพ้ืนฐานส�ำหรับการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ แท้ท่จี ริงแล้ว
ท่านจะประหลาดใจกับระดับความคิดสร้างสรรค์ซ่ึงสูงเป็นพิเศษของนักเรียนคุมอง ท่ีเรียน
แบบฝึกหดั เนอ้ื หาเกนิ ชน้ั เรียนในโรงเรียนของเขาอยา่ งนอ้ ยสองปีดว้ ยซ้�ำไป
ลกั ษณะเดน่ ประการหนง่ึ ของระบบการเรยี นแบบคมุ อง คอื นกั เรยี นคมุ องสามารถจะเรยี น
วิชาคณิตศาสตร์ก้าวหน้าไปได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง และก้าวหน้าเกินชั้นเรียนที่โรงเรียน
ของตนไปได้ด้วย กล่าวคือ ด้วยระบบคุมองนี้นักเรียนเรียนรู้ที่จะเรียนด้วยตัวเองนั่นเอง
ผลก็คือระบบการเรียนแบบนี้ยังช่วยให้นักเรียนพัฒนาประสิทธิภาพในการเรียนของตนเอง
ในวิชาอ่นื ๆ ด้วย
ส�ำหรับผม ดูเหมือนความหมายท่ีสังคมท่ัวไปเห็นว่าหมายถึง “การศึกษาเพ่ือสร้าง
ความคิดสร้างสรรค์” มักเป็นความหมายที่ยังมีข้อกังขาและพอใจกันอย่างง่ายๆ เป็นไป
ไม่ได้เลยท่จี ะสร้างความคิดสร้างสรรค์ของคนผู้หน่งึ โดยไม่ท�ำให้พ้ืนฐานของเขาแน่นเสียก่อน
การจะเสรมิ สรา้ งความคดิ สรา้ งสรรคไ์ ดน้ น้ั จำ� เปน็ ตอ้ งฝกึ ฝนสรา้ งพนื้ ฐานอยา่ งพอเพยี งเสยี กอ่ น
เด็กจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้น และมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งซึ่งจะช่วยให้พวกเขาลองพยายามท�ำสิ่ง
อน่ื ๆ ได้ กต็ อ่ เมอ่ื มกี ารฝกึ ฝนเพอ่ื สรา้ งพนื้ ฐานอยา่ งพอเพยี งแลว้ เทา่ นนั้ กลา่ วคอื ความเชย่ี วชาญ
ในเร่ืองพ้ืนฐานเป็นสิ่งท่ีขาดไม่ได้ในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ของคนผู้หนึ่งน่ันเอง เมื่อ
พิจารณาตามน้ีแล้วการเรียนด้วยวิธีการเรียนแบบคุมองน้ันมีประโยชน์ในการสร้างความ
เชย่ี วชาญในเรื่องพนื้ ฐาน อันเป็นกญุ แจส�ำคัญสู่การสรา้ งความคดิ สร้างสรรคใ์ ห้เพมิ่ พูนขึ้น
ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้น เป็นการดีกว่าที่จะให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ระดับ
มัธยมปลายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะท�ำได้ แทนการพยายามเฝ้าหาหนทางว่าจะสร้างศักยภาพ
62
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ทางสติปัญญาด้านต่างๆ ผ่านทางวิชาคณิตศาสตร์ได้อย่างไร ผมคิดว่าเด็กควรจะเรียน
คณติ ศาสตร์ “ทน่ี า่ เบอื่ ” ใหจ้ บโดยเรว็ ทส่ี ดุ เทา่ ทจ่ี ะทำ� ได้ และใชเ้ วลาทเ่ี หลอื เรยี นวชิ าอน่ื ๆ แทน
อย่างไรก็ตาม น่าแปลกใจท่ีเด็กสามารถท่ีจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ข้ึนมาได้ในระหว่าง
การเรียนคณิตศาสตร์ แท้ที่จริงแล้วนักเรียนซึ่งเก่งคณิตศาสตร์ขึ้นยังพัฒนาขึ้นในวิชาอื่นๆ
ด้วย หากเราจะไมอ่ า้ งอิงทฤษฎี ก็ยงั คงจรงิ อย่ดู ีทวี่ ่า ถ้าเราช่วยนักเรียนใหเ้ ก่งวชิ าคณติ ศาสตร์
ได้ พวกเขาก็จะทำ� วิชาอืน่ ๆ ไดด้ ดี ้วย
ทำำ�ไมเราจึึงเรียี นคณิิตศาสตร์ไ์ ม่่เก่่ง
การสอนเป็นงานทล่ี ำ� บาก การเลือกวา่ จะไมส่ อนอะไรดนี น้ั ส�ำคญั กว่าการเลือกว่าจะสอน
อะไรดี เป็นเรื่องยากยิ่งที่จะกรองสิ่งที่ส�ำคัญน้อยกว่าหรือสิ่งที่ไม่จ�ำเป็นออกไป เพื่อที่จะได้
สอนส่ิงทส่ี ำ� คัญกว่าหรือสง่ิ ที่จำ� เปน็ จริงๆ ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
ในขณะเดียวกันเราก็ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า นักเรียนนั้นมีอยู่สองประเภทด้วยกัน คือ
นักเรียนซึ่งสามารถจะเข้าใจบทเรียนได้โดยการฟังค�ำอธิบายของครู และนักเรียนซึ่งฟังแล้ว
ไม่เข้าใจ แต่ผมต้องการจะชี้ให้เห็นว่ามีนักเรียนประเภทที่สามอยู่ นั่นคือนักเรียนที่สามารถ
จะเขา้ ใจบทเรยี นไดแ้ มจ้ ะไมไ่ ดฟ้ งั คำ� อธบิ ายของครู แตด่ เู หมอื นมผี ปู้ กครองนอ้ ยคนนกั ทีต่ อ้ งการ
ให้ลูกของตนเป็นนักเรียนประเภทท่ีเข้าใจได้แม้จะไม่มีค�ำอธิบายจากครู ในรายการโทรทัศน์
ซันจิโนะอะนะตะ ซึ่งออกอากาศเม่อื วันท่ี 30 สิงหาคม มีการพูดคุยกันถึงความสามารถต่างๆ
ของคุณแม่ ผมเชื่อว่าคุณแม่ที่ฉลาดคือคุณแม่ที่รู้ตัวว่าตอนตัวเองอยู่ช้ันมัธยมต้นและ
มัธยมปลายน้ัน ตัวเองควรจะท�ำอะไร แม้ตอนน้ันจะไม่ได้ท�ำเช่นน้ันก็ตาม รวมท้ังรู้เหตุผลว่า
ท�ำไมตวั เองจึงเรียนคณิตศาสตรใ์ นโรงเรยี นไดไ้ มด่ ีด้วย
การจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กให้ได้น้ัน เราควรจะใช้วิธีการศึกษาซ่งึ ท�ำให้เกิด
สถานการณ์ท่ีเด็กมีอิสระท่ีจะก้าวหน้าไปยังเป้าหมายของการขึ้นสู่ระดับท่สี ูงข้ึนในการเรียน
กล่าวคอื เราควรจะปล่อยให้เด็กไดเ้ รียนอะไรก็ตาม และใหเ้ ขาเรียนได้อย่างแขง็ ขันโดยเร็วทสี่ ดุ
เทา่ ที่จะทำ� ไดน้ ่ันเอง
ผมมักจะพูดเสมอว่า “ศูนย์คุมองเป็นสถานที่ฝึกฝน ซึ่งเราสร้างทัศนคติในการเรียน
ขั้นพ้ืนฐานที่ควรจะมาก่อนการเรียนเองให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก” ใจความหลักซึ่งผมต้องการสื่อ
ในทน่ี กี้ ค็ อื ทค่ี มุ องนนั้ เราตอ้ งการจะชว่ ยนกั เรยี นใหไ้ ดเ้ หน็ วา่ พวกเขาเองสามารถจะทำ� สง่ิ ตา่ งๆ ได้
สำ� เรจ็ มากเพยี งใด ถา้ พวกเขาพยายามอยา่ งจรงิ จงั และทีค่ มุ องนน้ั เราชแี้ นะเดก็ ใหค้ ดิ ในเชงิ บวก
วา่ “ฉนั ต้องพยายามจนถงึ ที่สุด ไมอ่ ยา่ งนน้ั แล้วฉันจะไม่มีทางรู้ว่าตัวเองทำ� ไดถ้ ึงข้ันไหน”
63
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
เพิ่�มปริิมาณงานที่่�ทำำ�ไม่ว่ ่่าจะในกรณีีใดก็็ตาม
สำ� หรบั เดก็ แล้วการฝกึ ฝนสำ� คญั กว่าทฤษฎใี ดๆ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในช่วงก่อนวัยเรียน ให้
นกั เรยี นมองโจทยใ์ นแบบฝกึ หดั วา่ เปน็ “การฝกึ ฝน” แทนทจ่ี ะเปน็ “การเรยี น” และเพม่ิ ปรมิ าณ
งานที่ต้องท�ำด้วยการให้แบบฝึกหัดซึ่งเด็กท�ำได้ง่ายจ�ำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
แก่พวกเขา เด็กจะกลายเป็นคนท่ีพร้อมจะเรียนรู้ส่ิงต่างๆ อีกมากมายได้ด้วยการฝึกฝนเพียง
ส่ิงหนึ่งให้ช�ำนาญ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพวกเขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ การได้เรียนรู้นั้นจะช่วยพวกเขา
ให้กลายเป็นคนท่ีเก่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะได้ ผมเช่ือว่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็กสามารถ
จะพัฒนาขึ้นไดด้ ้วยกระบวนการเชน่ นน้ี ่ันเอง
เมื่อคิดถึงแบบฝึกหัดชุดใหม่ ผมก็พบว่าน่าตกใจทีเดียว เมื่อนึกถึงตอนที่ผมเข้าโรงเรียน
ระดบั ประถมศกึ ษา ตอนนัน้ ผมไม่มกี ารเตรียมตวั ใดๆ และไม่รดู้ ว้ ยซำ้� วา่ ลากเสน้ นัน้ ทำ� อย่างไร
แต่ในสมัยนี้ ถ้าเด็กเข้าเรียนช้ันประถมศึกษาโดยไม่มีทักษะพื้นฐานใดๆ ผมคิดว่าคุณครูระดับ
ประถมศึกษาซ่ึงใช้เพียงหนังสือเรียนของโรงเรียนในตอนน้ันเพียงอย่างเดียวคงสอนเด็ก
ใหป้ ระสบความสำ� เรจ็ ได้ยากย่งิ แนๆ่
รายช่ือนักเรียนที่เรียนเกินชั้นเรียน (ASHR) ส�ำหรับนักเรียนระดับก่อนวัยเรียนน้ัน
แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังน้ี คือ ระดับ 3 ขวบ 4 ขวบ และระดับอนุบาล เด็กหญิงยามาโมโตะ
ซ่ึงอยู่อันดับหนึ่งในรายชื่อนักเรียนซึ่งเรียนเกินชั้นเรียนระดับ 4 ขวบน้ัน ตอนนี้ก�ำลังท�ำ
แบบฝึกหัดคุมองระดับ G100 และคาดกันว่าเธอจะก้าวไปเรียนสมการไม่เดือนใดก็เดือนหนึ่ง
ในปีนี้ เด็กชายอิเคะกามิซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในรายชื่อนักเรียนซึ่งเรียนเกินช้ันเรียนระดับ
3 ขวบน้ันเรียนถึงระดับ D170 ตอนสิ้นเดือนสิงหาคม ศาสตราจารย์อิชิอิกล่าวไว้ด้วยว่า
เป็นไปได้ท่ีเด็กอายุ 2 ขวบร้อยละ 90 จะจ�ำตัวอักษรคันจิ (ตัวอักษรจีน) ได้ถึง 100 ตัว
เมอื่ พจิ ารณาจากตวั อยา่ งตา่ งๆ นแ้ี ลว้ ผมกอ็ ดคดิ ไมไ่ ดว้ า่ ตวั ผมเองนา่ จะไดพ้ ฒั นาศกั ยภาพของ
ตวั เองใหส้ งู ขนึ้ ถา้ เพยี งแตผ่ มไดร้ บั การสอนอยา่ งเหมาะสม เมอ่ื ตอนทย่ี งั เปน็ เดก็ กอ่ นวยั เรยี น
อย่างไรก็ตาม การท�ำให้แน่ใจว่าเด็กสามารถที่จะเรียนแบบฝึกหัดต่อไปได้มากกว่าการ
คุยอย่างน่าเหน่ือยหน่ายถึงรูปแบบของการศึกษา ซ่ึงท�ำให้นักเรียนเข้าใจหรือคิดได้น้ันเป็น
เรื่องส�ำคัญกว่า ซ่ึงหมายถึงการให้แบบฝกึ หัดงา่ ยๆ แตจ่ ำ� นวนมากแก่เดก็ และเพม่ิ ปริมาณงาน
ทเ่ี ดก็ ตอ้ งทำ� ขน้ึ นน่ั เอง นย่ี งั หมายถงึ การชว่ ยเดก็ ซง่ึ ตอนนส้ี ามารถจะเรยี นไดเ้ พยี งครงั้ ละ 3 นาที
ให้เรียนตอ่ เน่อื งไปเปน็ 4 – 5 นาทใี ห้ได้ และใหน้ ักเรยี นก้าวหนา้ ไปดว้ ยการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง
อกี ดว้ ย ผมเชือ่ วา่ วธิ กี ารตา่ งๆ เหลา่ นเี้ ปน็ สิง่ สำ� คญั ยิง่ ตอ่ การพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรคข์ องเดก็
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบับที่ 56 ปี 1979)
64
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
III
ครึง่ แรกของทศวรรษ 1981-1990
บกุ เบิกเส้นทางอย่างไมห่ ยดุ ยัง้
65
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
การตระหนักถงึ คุณค่าของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
สวสั ดีปีใหม่ครบั
หากมองยอ้ นกลบั ไป ปที ผ่ี า่ นมาเปน็ ปที ส่ี ำ� คญั ยงิ่ สำ� หรบั ระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ด้วยความมานะพยายามของ Instructor คุมองทกุ ท่าน จำ� นวนนักเรียนคมุ องเพมิ่ ข้นึ เกิน
500,000 คน และใกล้จะถึง 600,000 คนแล้ว เม่ือพิจารณาตัวเลขการกระจายตัวของ
นักเรียนในตอนน้ีจะเห็นได้ว่า จ�ำนวนนักเรียนดังกล่าวหมายถึงมีนักเรียนระดับประถมศึกษา
1 คนจากทุกๆ 20 คนก�ำลังเรียนคุมองอยู่ ผมต้องการจะให้โอกาสเด็กจ�ำนวนมากท่สี ุดเท่าท่ี
จะมากไดไ้ ดเ้ รียนรู้จากระบบการเรยี นแบบคุมองนี้
เราประกาศแผนระยะ 5 ปี โดยมีแนวคิดว่าในช่วง 20 ปีของคุมองน้ันเป็นช่วงทดลอง
และหลังจากนน้ั จึงเปน็ ชว่ งพัฒนาการ แตแ่ ม้จะเปน็ เชน่ นั้นก็ตาม มสี ิง่ ทยี่ ิ่งใหญ่หลายส่ิงเกดิ ข้ึน
ในช่วงปแี รกของแผนนี้
ในบรรดาส่ิงท่ียอดเย่ียมทั้งหลายท่ีเกิดขึ้นในช่วง 20 ปีท่ีผ่านมาน้ี ส่ิงท่ียอดเย่ียมท่ีสุด
คอื การจดั งานประชมุ Instructor ประจำ� ปเี ปน็ ครง้ั แรก อนั เปน็ ความสำ� เรจ็ ทีย่ งิ่ ใหญซ่ ึง่ จะเปน็
แสงน�ำทางแห่งความหวังส�ำหรับพวกเราในปีต่อๆ มา การท่ีเราสามารถจัดการประชุม
ซงึ่ ยอดเยย่ี มเชน่ นไ้ี ดต้ ง้ั แตต่ อนตน้ ในชว่ งปสี ดุ ทา้ ยของทศวรรษ 1971 – 1980 นน้ั เปน็ ประโยชน์
อย่างใหญห่ ลวงและเปน็ ทม่ี าแห่งความภาคภมู ิใจของเรา
ในดา้ นการเรยี นการสอนนนั้ Instruction Principles and Guide กท็ ำ� ออกมาไดส้ ำ� เรจ็ แลว้
เป้าหมายของคู่มือน้ีคือการตั้งมาตรฐานระดับการสอนอย่างต�่ำที่สุด เพื่อท่ีทุกศูนย์คุมองทั่ว
ประเทศจะไดม้ กี ารสอนแบบเดียวกันนน่ั เอง
เหตุการณ์ต่างๆ เหล่าน้ีเป็นผลจากความปรารถนาอันแรงกล้าของ Instructor ทุกท่าน
“ทจ่ี ะไมใ่ หเ้ ดก็ คนใดกต็ ามซง่ึ มาเรยี นทศี่ นู ยข์ องตนเองตอ้ งเสยี ประโยชน”์ และเหตกุ ารณต์ า่ งๆ
เหล่านี้ยงั แสดงให้เหน็ ถงึ คณุ ค่าของระบบการเรียนแบบคุมองอกี ดว้ ย
คมุ องของเรายังก้าวหน้าไปมากในด้านอ่ืนๆ นอกเหนือจากดา้ นการศกึ ษาของเด็กกอ่ นวัย
เรยี น และดา้ นคณิตศาสตร์ จนกระทัง่ ตอนนีก้ ารพัฒนาแบบฝึกหัดคุมองระดบั Ⓐ ขนึ้ นั้นก�ำลงั
ส่งผลในการช่วยนักเรียนกลุ่มที่ก�ำลังมีปัญหาด้านการเรียน และก�ำลังท�ำให้การที่เด็ก
แม้อายุเพียง 2 ขวบก็สนุกกับการเรียนได้เป็นความจริงขึ้นด้วย แบบฝึกหัดคุมองร่วมกับ
อปุ กรณก์ ารเรยี นเสรมิ เชน่ การด์ คนั จิ นนั้ จะมสี ว่ นชว่ ยอยา่ งใหญห่ ลวงใหเ้ ราทำ� ความปรารถนา
ทจี่ ะ “ทำ� ใหใ้ ครกต็ ามกา้ วหน้าไปไดม้ ากข้ึนและเร็วข้นึ ” น้ันเป็นไปได้อีกดว้ ย
66
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ข้ันตอนการทดลองใช้แบบฝึกหัดวิชาภาษาอังกฤษท่ีศูนย์ก็เสร็จสิ้นลงแล้วเช่นกัน และ
ตอนน้ีก็เป็นเวลาท่จี ะแสดงให้สังคมเห็นคุณค่าของการมีวิชาภาษาอังกฤษแล้ว ผมรอคอยท่จี ะ
ให้พวกเราไดช้ ่วยเด็กมากมายให้เรม่ิ ชอบภาษาอังกฤษข้ึนในปนี ้ี
ความคิดเห็นของสังคมท่ีมีต่อคุมองก็ดีข้ึนเร่ือยๆ และดีข้ึนกว่าแต่ก่อนมากทีเดียว
ผมต้องการท่ีจะแสดงความขอบคุณอย่างลึกซ้ึงต่อทุกท่านท่ีมีส่วนร่วมท�ำให้ปีแรกของ
แผนคุมอง 5 ปี เปน็ ปีทป่ี ระสบความสำ� เร็จ
Girls be glorious!
เมื่อพิจารณาถึงปีนี้ท่เี ราก�ำลังจะได้เผชิญ ผมก็ต้องการท่จี ะพูดถึง “ความเข้าใจในคุณค่า
ของระบบการเรียนแบบคุมอง”
ไม่จ�ำเป็นต้องพูดเลยว่าผมเองนั้นรู้สึกขอบคุณ Instructor ทุกท่าน ซ่ึงเข้าใจคุณค่าของ
คุมองน้ีดียิ่งเพียงใด ในแง่น้ีผมคิดว่าเราจ�ำเป็นต้องใคร่ครวญถึงเรื่อง “การไม่ตระหนักว่ายังมี
อะไรอกี บ้างให้ใชป้ ระโยชนไ์ ด”้
คณุ คา่ ของคมุ องนนั้ อยทู่ ค่ี วามกระตอื รอื รน้ ทจ่ี ะขยายความเขา้ ใจของเราใหท้ ง้ั กวา้ งออกไป
และลึกซ้ึงข้ึน โดยเรียนรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ระบบการเรียนอื่นๆ ให้มากยิ่งขึ้น และไม่พอใจ
กับระดบั ความเข้าใจในตอนนี้ของพวกเราเอง
“ความเข้าใจในคุณค่าของระบบการเรียนแบบคุมอง” เป็นสิ่งส�ำคัญที่สุดส�ำหรับ
พวกเราในการสอนเด็ก ถ้าจะมีความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือความแตกต่างด้านความ
สามารถในกลุ่ม Instructor ของพวกเราแล้วล่ะก็ ความแตกต่างนั้นก็อยู่ท่ีความพยายาม
ท่จี ะเขา้ ใจในคุณคา่ ของคุมองของเรานั่นเอง
เราเร่ิมต้นด้วยการตั้งค�ำถามเก่ยี วกับระดับความเข้าใจของเราในตอนท่เี ริ่มเปิดศูนย์ใหม่ๆ
ในตอนนั้นการจะได้มาซึ่งระดับความเข้าใจถึงคุณค่าของคุมองที่สูงข้ึน ก็ไม่ได้ใช้เพียงการ
ตระหนักถึงสภาวะของนักเรียนจ�ำนวนมากท่ีสุดเท่าท่ีจะท�ำได้เท่านั้น แต่ยังใช้การเรียนรู้
อย่างขยันขันแข็งและอย่างครบถ้วนจาก Instructor ซึ่งท่านไปฝึกงานด้วย และจากพนักงาน
ประจ�ำสำ� นกั งานสาขาของทา่ นอกี ดว้ ย
เมื่อท�ำเช่นน้ีแล้ว เราลองมาพยายามหาค�ำตอบต่อค�ำถามของพวกเรากัน จะหาค�ำตอบ
ดังกล่าวได้ เราจ�ำเป็นต้องเรียนรู้จาก Instructor หลายๆ ท่าน คุณค่าของ Instructor คุมอง
อยู่ที่การเฝ้าถามว่า “การท�ำเช่นน้ีมีคุณค่าหรือไม่” และเฝ้าพยายามที่จะหาค�ำตอบให้ได้
น่ันเอง เมื่อเราเผชิญกับนักเรียนซึ่งไม่สามารถจะพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของตนเอง
67
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ได้ และก�ำลังจะต้องเผชิญกับอนาคตที่ล�ำบากถ้าเราไม่ท�ำอะไรสักอย่าง เราต้องพยายาม
ทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้นักเรียนเลิกเรียนคุมองไป ถ้าเราสงสัยตัวของเราเองด้วยการคิดว่า
“การสอนเช่นน้ีดีแล้วหรือยัง เด็กที่ศูนย์ของฉันเสียประโยชน์อยู่หรือเปล่า” และลังเลที่จะ
พยายามไม่ให้เด็กเลิกเรียนหลักสูตรคุมองไป ก็จะไม่มีหนทางอ่ืนใดท่ีเราจะช่วยเด็กได้
ด้วยเหตุนี้เองเราจึงควรท่ีจะหาความรู้เก่ียวกับระบบการเรียนการสอนและระบบการศึกษา
ตา่ งๆ ใหม้ ากทีส่ ดุ เท่าที่จะทำ� ได้ และสิง่ นีเ้ องคือคุณคา่ ทีเ่ รายดึ ถอื ปฏบิ ตั กิ นั ท่คี มุ อง
ถา้ จะพดู ถงึ ความปรารถนาอกี ประการหนง่ึ ความปรารถนานน้ั กค็ อื ใหพ้ วกเราพฒั นาความ
สามารถของเราเอง เพื่อจะได้สื่อสารกับคนอื่นๆ เรื่องความเข้าใจของเราได้อย่างน่าเชื่อถือ
นั่นเอง ส่ิงแรกสุดที่เราต้องท�ำคือมองเหตุการณ์ต่างๆ จากมุมมองของอีกคนหน่ึง เราต้อง
คิดถงึ ว่าเราควรท�ำอะไรเพอ่ื คนอน่ื แทนที่จะทำ� เพอ่ื ตวั เราเอง และเราควรคยุ กับคนอน่ื อยา่ งไร
เพ่ือท่ีเราจะได้ท�ำให้คนผู้น้ันเข้าใจคุณค่าที่เรายึดปฏิบัติ กล่าวคือ เราต้องมีทักษะในการคุย
กับผู้อ่ืนในระดับความสามารถและระดับความเข้าใจของคนท่เี ราคุยด้วยมากกว่าท่ีจะคุยท่ี
ระดบั ของเราเอง
เราจะท�ำเช่นน้ีได้ก็ต่อเม่อื เราฟังคนท่ีเราคุยด้วยก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าเราฟังอย่างต้ังใจ
เราก็จะได้เรียนรู้ว่าผู้ปกครองนั้นมีหลายแบบ และเราก็จะสามารถคุยได้ในแบบท่ที �ำให้คน
ท่เี ราคยุ ดว้ ยเขา้ ใจเราได้งา่ ยๆ นน่ั เอง
เรามีชีวิตอยู่ก็เพ่ือเข้าใจถึงศักยภาพของเราเองให้ลึกซึ้งข้ึน “ด้วยการรู้จักเด็กให้มากขึ้น
รู้จักผปู้ กครองใหม้ ากขึ้น และรูจ้ กั Instructor คมุ องใหม้ ากข้ึน” นัน่ เอง
ในขณะที่เรายืนอยู่ตรงจุดเริ่มต้นของทศวรรษที่ 1981 - 1990 น้ี ผมก็หวังว่าปีที่ก�ำลัง
กา้ วเขา้ มาน้ีจะนำ� มาซง่ึ ความผาสุกยนิ ดีให้เกิดแกท่ ่านย่ิงกว่าปที แี่ ลว้
Girls be glorious!
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบบั ที่ 58 ปี 1980)
68
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
เราพัฒนาเด็กๆ จนถึงทีส่ ุดของศกั ยภาพของพวกเขาแลว้ หรอื ยงั
– Instruction Principles and Guide ฉบับปรบั ปรงุ ใหม่ –
ผมรู้สึกยินดีมากทใี่ นปีทผ่ี ่านมา Instructor ได้เรียนรู้เนือ้ หาของ Instruction Principles
and Guide ฉบับปีท่ีแล้วอย่างตั้งใจ ซ่ึงส่งผลให้มีการน�ำเสนอผลงานอันเย่ยี มยอดมากมาย
ในงานประชุม Instructor ประจ�ำปี เป็นเพราะความพยายามดังกล่าวของ Instructor เราจึง
สามารถปรับปรุงเน้ือหาของ Instruction Principles and Guide ของปีนีไ้ ด้อย่างเหนอื ความ
คาดหมาย ผมหวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ ว่าจะได้เหน็ ความสามารถทางการเรียนของเด็กได้รบั การพฒั นา
ขึ้นย่ิงกว่าปีที่แล้ว เมื่อเปรียบเทียบ Instruction Principles and Guide ของปีนี้กับ
คู่มือของเมื่อสองปีก่อนและของปีท่ีแล้ว ผมรู้ประทับใจกับความก้าวหน้าซ่ึงเราสร้างข้ึนเป็น
อยา่ งมาก ความกา้ วหนา้ นแี้ สดงใหเ้ หน็ ถงึ พฒั นาการความสามารถดา้ นการสอนของ Instructor
รวมท้ังความก้าวหน้าทางด้านความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กด้วย ยิ่งไปกว่าน้ัน เมื่อเวลา
ผ่านไปนักเรียนท่ีศูนย์ก็จะพัฒนาความสามารถของพวกเขาได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วย ความจริง
ในข้อนท้ี ำ� ให้องคก์ รของเรารูส้ กึ มกี ำ� ลังใจและความมน่ั ใจเปน็ อยา่ งมากทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้อีกหลายทางซึ่งเรายังไม่ได้ลองท�ำ เพื่อพัฒนาความ
สามารถทางการสอนของพวกเราเอง เราต้องพยายามย่งิ ขึ้นในการสร้างความเข้าใจให้เกิดข้ึน
ในสังคม ท้ังในด้านท่ีว่าคุณค่าอันแท้จริงของระบบการเรียนแบบเฉพาะรายบุคคลซ่งึ น�ำเสนอ
โดยองค์กรของเราน้ันคืออะไร รวมถึงความจริงในเร่ืองความสามารถและศักยภาพของเด็ก
ซ่งึ พฒั นาข้ึนด้วยระบบการเรยี นของเราอกี ดว้ ย
ความก้า้ วหน้้าทางการเรียี นมีีความสำำ�คััญเหนืือสิ่�งอื่่�นใด
สงิ่ สำ� คญั ทีส่ ดุ ในการเรยี นการสอนแบบคมุ อง คอื การชว่ ยเดก็ ใหพ้ ฒั นาความสามารถของ
พวกเขา และการเพิ่มระดับความส�ำเร็จในการเรียนของเด็ก (หมายถึง ความก้าวหน้าในการ
ท�ำแบบฝึกหัดนั่นเอง) ปีที่แล้ว Instructor คุมองใช้ความพยายามอย่างหนักในการพยายาม
ที่จะเพิ่มระดับความส�ำเร็จในการเรียนของนักเรียน ผลก็คือสิ่งที่ดีเยี่ยมอย่างหนึ่งได้เกิดขึ้น
กับรายช่ือนักเรียนท่ีเรียนเกินช้ันเรียน น่ันคือนักเรียนคุมองของเรามากกว่าร้อยละ 20
มีชือ่ วา่ เปน็ นกั เรียนท่ีเรียนเกนิ ชนั้ เรียน ณ ปลายเดอื นมนี าคมปที ี่แลว้
เป็นเร่อื งสำ� คัญคอ่ นข้างมากทีเดียวทีก่ ารปรบั ปรงุ Instruction Principles and Guide
ในครั้งนี้ท�ำขึ้นในช่วงท่ีการตระหนักถึงการกระท�ำของตนเองของ Instructor เพ่ิมสูงข้ึน
ความส�ำนึกรู้ดังกล่าวนี้ยกตัวอย่างได้จากค�ำถาม เช่น “ฉันก�ำลังพัฒนานักเรียนซึ่งมีความ
สามารถทีจ่ ะเติบโตข้นึ จนถึงท่สี ดุ ของศักยภาพของเขาอยู่หรือเปลา่ ”
69
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของการปรับปรุงคู่มือดังกล่าวในคร้ังนี้จึงเน้นที่ระดับความก้าวหน้า
ของนักเรียนเหนือส่ิงอื่นใด และเนื้อหาของคู่มือก็ชัดเจนเป็นรูปธรรมขึ้นกว่าเดิมมากด้วย
อย่างไรก็ตามยังคงมีเน้ือหาหลายส่วนซ่ึงยังไม่ได้ปรับให้ชัดเจน เป้าหมายของเราก็คือ
การศกึ ษา Instruction Principles and Guide ฉบับของปนี ีอ้ ย่างละเอียดตลอดปี เพ่ือจะได้
ปรับปรุงคู่มอื ใหด้ ีขึน้ ต่อไป
ผมหวังว่า Instructor จะพิจารณาเน้อื หาตา่ งๆ ตอ่ ไปน้อี ย่างละเอยี ดเปน็ พิเศษ
(1) จดุ เร่มิ ตน้ ในการเรยี นและแผนการเรียน (ตัวอยา่ งแผนการเรียน)
(2) เวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝกึ หดั (Standard Completion Time (SCT))
(3) การประเมินผลการสอน (รายชื่อนักเรียนที่เรียนเกินช้ันเรียนในโรงเรียน และการแข่งขัน
คำ� นวณ)
จุุดเริ่�มต้น้ ในการเรียี นคุุมองที่�ปราศจากแผนการเรีียนนั้�น้ ไม่ใ่ ช่จ่ ุุดเริ่�มต้้นที่�แท้้จริิง
เป้าหมายอันดับแรกของระบบการเรียนแบบคุมอง คือ การให้เด็กสามารถแก้โจทย์แบบ
ทพ่ี บไดท้ ัว่ ไปและไมซ่ บั ซอ้ นจำ� นวนมากไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และถกู ตอ้ ง ดว้ ยการฝกึ ฝนอยา่ งเขม้ ขน้
เช่นนี้ เด็กจะเกิดความสามารถในการท�ำส่ิงซึ่งก่อนหน้านี้เคยพบว่าออกจะยากอยู่ได้ง่ายๆ
รวมท้ังมีแรงจงู ใจในการเรียนมากขึ้นด้วย
เดก็ สามารถทีจ่ ะพฒั นาความสามารถทางวชิ าการในชว่ งประถมศกึ ษาได้ โดยใชเ้ วลาเพยี ง
น้อยนิดเท่านั้นตราบใดท่ีพวกเขามีแรงจูงใจ ดังน้ัน “เพ่ือท่ีจะช่วยทุกคนให้เรียนรู้ท่ีจะชอบ
และเกง่ วชิ าคณติ ศาสตร”์ การใหง้ านเปน็ แบบฝกึ หดั งา่ ยๆ ในจำ� นวนทีพ่ อเพยี งนน้ั ถอื วา่ พอแลว้
คนทั่วไปมีแนวโน้มท่ีจะคิดว่าเด็กทุกคนควรได้รับงานซ่งึ ตรงกับระดับช้ันเรียนในโรงเรียน
ของเขา เช่น นักเรียนช้ันประถมปีที่ 5 ควรจะเรียนหลักสูตรระดับชั้นประถมปีที่ 5 และคิดว่า
ถ้าไม่ท�ำตามน้ัน เด็กก็ไม่สามารถจะพัฒนาความสามารถของตนเองได้ ดูเหมือนว่าด้วยความ
ท่ีคนทั่วไปมีแนวคิดเช่นน้ี คนส่วนใหญ่จึงแทบไม่ตระหนักว่า ถ้าพวกเขาให้เด็กเรียน
เร่ืองพื้นฐานซึ่งต�่ำกว่าระดับชั้นเรียนในโรงเรียนแล้ว พวกเขาก็สามารถจะท�ำให้เด็กสนุกกับ
การเรยี นอยา่ งแท้จริงได้
เมื่อเด็กมีแรงจูงใจในการเรียนและท�ำแบบฝึกหัดคุมองอย่างต่อเน่อื ง ในไม่ช้าพวกเขาจะ
สามารถแก้โจทย์ซ่ึงพวกเขายังไม่ได้เรียนในโรงเรียนได้ แม้จะมีค�ำบอกใบ้ให้เพียงไม่ก่ีจุด
เท่าน้ันก็ตาม แม้แต่นักเรียนชั้นประถมปีที่ 5 ซึ่งเริ่มเรียนคุมองท่ีระดับต�่ำขนาดระดับ A
ก็ยังสามารถจะตามเนื้อหาระดับเทียบเท่าชั้นเรียนในโรงเรียนของตนเองได้ทัน และในท่สี ุด
กจ็ ะก้าวหน้าเกินระดบั ชนั้ เรียนท่โี รงเรยี นของตนไปอีกดว้ ย
70
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
อยา่ งไรกต็ าม เปน็ เรือ่ งธรรมดาทีส่ งั คมทัว่ ไปจะเชือ่ เรอื่ งดงั กลา่ วไดย้ าก ถา้ ผคู้ นรอบตวั เดก็
ยังมีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับเรื่องน้ี แม้แต่ระบบการเรียนที่ดีที่สุดส�ำหรับเด็กก็ไม่สามารถ
จะพัฒนาพวกเขาได้มากเท่าท่ีทุกคนต้องการจะให้เป็นได้ ดังน้ัน Instructor จึงจ�ำเป็นต้อง
อธิบายให้ทง้ั ผ้ปู กครองและนักเรียนได้ทราบถงึ แผนการเรยี นอยา่ งไม่ตกหลน่
เราพูดตลอดมาในปีที่ผ่านมาว่า “เริ่มต้นให้ต�่ำ ท�ำแบบฝึกหัดให้มาก ท�ำซ้�ำให้มาก และ
เคร่งครัดตามเวลามาตรฐาน” ราวกับว่าค�ำพูดเหล่านี้เป็นค�ำขวัญของคุมองทีเดียว ผลก็คือ
Instructor ก็เกิดความเข้าใจในส่ิงที่เราหมายถึงได้อย่างชัดเจน ปีนี้เราตัดสินใจท่ีจะเพ่ิม
ค�ำขวัญใหม่เข้ามา เพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจ กระจ่างแจ้งถึงความส�ำคัญของแผนการเรียน
น่ันคือ “จุดเร่มิ ต้นในการเรียนซ่งึ ปราศจากแผนการเรียนไม่ใช่จุดเร่มิ ต้นท่แี ท้จริง” และเพ่อื ให้
เข้ากับค�ำขวัญนี้ Instruction Principles and Guide ฉบับปรับปรุงใหม่นี้จึงมีตัวอย่างแผน
การเรยี นมากขึ้น
ตอนท่ีเราแจ้งให้ทราบถึงตัวอย่างแผนการเรียนส�ำหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 2 ซึ่ง
ลงทะเบียนเรียนในเดือนเมษายน และเป็นนักเรียนล�ำดับท่ี 15 จากนักเรียน 40 คน
เมอ่ื ปที แ่ี ลว้ นน้ั Instructor บางทา่ นแสดงความกระอกั กระอว่ นใจวา่ แผนการเรยี นนน้ั ดเู หมอื น
เปน็ แผนสำ� หรบั นกั เรยี นซง่ึ เรยี นอยใู่ นราวลำ� ดบั 10 จากนกั เรยี น 40 คนเสยี มากกวา่ ตอนนเ้ี มอ่ื
หน่ึงปีผ่านไป Instructor กลุ่มเดิมก็กล่าวว่า ตราบใดท่ียึดตามเวลามาตรฐาน นักเรียน
ก็จะสามารถท�ำแบบฝึกหัดได้มากแผ่น และแม้แต่นักเรียนซึ่งถือว่าอยู่ในล�ำดับที่ 20 จาก
นกั เรยี น 40 คน กอ็ าจก้าวหน้าไปไดต้ ามแผนการเรยี นดงั กลา่ วนี้ดว้ ยซ�้ำ
ตัวอย่างแผนการเรียนใน Instruction Principles and Guide ฉบับปีน้ีเพ่ิมจ�ำนวน
แบบฝึกหัดซึ่งเดก็ จะต้องเรยี นขนึ้ ดังนัน้ จึงทำ� ให้การสอนง่ายขน้ึ ระดับความส�ำเรจ็ ในการเรียน
ก็จะสูงขึ้นเล็กน้อยด้วย แม้ว่าจะเป็นเช่นน้ันก็ตาม อาจมี Instructor จ�ำนวนไม่น้อยทีเดียว
ซึ่งแสดงความไม่สบายใจขึ้นมาอีกเช่นเดียวกับปีท่ีแล้วว่า เกณฑ์ความก้าวหน้าทางการเรียน
ซงึ่ กำ� หนดไวใ้ น Instruction Principles and Guide ของปนี ยี้ งั คงต�่ำเกนิ ไป แนน่ อนวา่ ถา้ ทา่ น
สามารถท�ำใหน้ กั เรียนของท่านก้าวหน้าไปไดไ้ วกว่าท่ีแนะนำ� ไว้ ก็จะเปน็ กรณีทผี่ มยนิ ดยี ง่ิ ข้ึน
ตัวอย่างแผนการเรียนนั้นสร้างข้ึนจากสมมติฐานที่ว่า Instructor ซึ่งมีความสามารถ
ด้านการสอนอยู่ในล�ำดับที่ 30 จาก Instructor 100 คน จะช่วยให้นักเรียนก้าวหน้าไป
ตามความเร็วทแี่ นะไวไ้ ด้ อย่างไรก็ตาม Instructor หลายท่านซึง่ มคี วามสามารถด้านการสอน
อยู่ในล�ำดับสูงกว่า 30 จาก Instructor 100 คนนั้น มีแนวโน้มที่จะคิดว่า “ประเด็นหลัก
ที่เราเน้นควรอยู่ท่ีการสร้างแรงจูงใจและสมาธิของนักเรียน มากกว่าการพัฒนาความสามารถ
71
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ทางวิชาการ จุดเร่ิมต้นในการเรียนของเด็กควรจัดให้ต่� ำลง ถ้านักเรียนเร่ิมเรียนคุมอง
ด้วยความเร็วประมาณ 200 แผ่นแบบฝึกหัดต่อเดือนโดยท�ำซ�้ำบ้าง นักเรียนก็จะสามารถ
ตามตัวอย่างแผนการเรียนในคู่มือน้ีได้ทันภายในหน่ึงปี และก้าวหน้าไปได้เร็วกว่าตัวอย่าง
แผนการเรยี นนี้ภายในสองปี”
ในท�ำนองเดียวกนั ดูเหมือน Instructor ซงึ่ มีความสามารถด้านการสอนอยใู่ นล�ำดับที่ 30
จาก Instructor 100 คน ก็จัดเวลามาตรฐานให้ต�่ำกว่าเวลามาตรฐานซึ่งลงไว้ใน Instruction
Principles and Guide ฉบบั ใหมน่ อี้ ยู่เลก็ น้อยดว้ ย Instructor ในกลมุ่ นหี้ ลายทา่ นเชอื่ วา่ เวลา
มาตรฐานโดยเฉพาะในระดับ Ⓐ ถึงระดับ A ควรจะเป็น 0.5 – 1.5 นาทีมากกวา่ 1 – 2 นาที
Instructor ซ่ึงมีความเช่ือเช่นน้ียังแสดงความเห็นไว้ด้วยว่าเวลามาตรฐานควรจะนับรวมจาก
การท�ำแบบฝึกหัดท้ัง 10 แผ่นเป็น 1 ชุด เราจะพิจารณาเร่อื งน้ีเม่ือเราปรับปรุงแบบฝึกหัด
600 แผ่นตง้ั แต่ระดับ Ⓐ ถึงระดบั A ในฤดูใบไม้รว่ งปนี ี้ และเราจะพิจารณาความเปลยี่ นแปลง
ต่างๆ เชน่ การเพิม่ จำ� นวนโจทย์ นอกเหนือจากการปรับปรุงเนือ้ หาของแบบฝกึ หดั อีกดว้ ย
เม่ือย้อนกลับไปมองการสอนในอดีต ดูเหมือนว่ามีนักเรียนบางคนซ่งึ เลิกเรียนคุมองไป
เพราะเราไม่สามารถอธิบายถึงความส�ำคัญของการเร่มิ ต้นเรียนในจุดท่ีต�่ำให้พวกเขาทราบ
ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นต้ังแต่น้ีเป็นต้นไปจึงเป็นเร่อื งส�ำคัญย่ิงท่ีแผนการเรียน (เป้าหมาย
ในการเรียน) จะมาก่อนส่งิ อื่นใด และจำ� นวนแบบฝึกหัดท่นี ักเรียนต้องเรียนต้องได้รับการปรับ
ให้เป็นไปตามแผนการเรียนนั้น ในขณะที่ยังคงต้องเริ่มเรียนในจุดเริ่มต้นที่ต่� ำและท�ำตามเวลา
มาตรฐานอกี ดว้ ย ผมหวงั เปน็ อยา่ งยิง่ วา่ ทา่ นจะสามารถตงั้ เปา้ หมายดา้ นการสอนวา่ อยา่ งนอ้ ย
ให้เด็กเรียนทันช้ันเรยี นของพวกเขาในโรงเรียนได้ภายในหน่ึงปหี ลังจากเริม่ เรียนคมุ อง
จำำ�นวนแบบฝึึกหััดที่่�ต้อ้ งเรีียนขึ้�นอยู่�กับเวลามาตรฐานในการทำำ�แบบฝึึกหััด
สง่ิ ส�ำคญั ยง่ิ สำ� หรบั Instructor คือ การอ่าน Instruction Principles and Guide อย่าง
ละเอียด การเข้าใจความส�ำคัญของเวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัดอย่างชัดเจน และการ
ยึดตามเวลามาตรฐานอย่างเคร่งครัด สองปีที่ผ่านมานี้เราท�ำได้ดีกว่าที่คาดไว้ในด้านการเพิ่ม
ปริมาณแบบฝึกหัดซึ่งนักเรียนของเราจะท�ำได้ภายในเวลาเรียนเท่าเดิมในแต่ละวันก็เพราะ
ความพยายามของทกุ ทา่ น ความสำ� เรจ็ นเี้ ปน็ เครือ่ งพสิ จู นว์ า่ นกั เรยี นของเรากำ� ลงั ทำ� แบบฝกึ หดั
อยา่ งสบายๆ และผมกย็ ินดีเปน็ อย่างยิ่ง
ใน Instruction Principles and Guide ฉบับล่าสุดนี้ได้จัดการท�ำแบบฝึกหัดเดือนละ
80 – 160 แผ่นไว้เป็นมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม อย่างท่ีผมได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าปริมาณ
แบบฝกึ หดั เองนนั้ ไมใ่ ชป่ ญั หาแตอ่ ยา่ งใด สิง่ สำ� คญั ยงิ่ กวา่ กค็ อื ทา่ นตอ้ งตดั สนิ ใจสำ� หรบั เดก็ แตล่ ะ
72
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
คนเป็นรายบุคคลไปว่า เขาควรจะท�ำแบบฝึกหัดจ�ำนวนเท่าไรให้เหมาะสมกับเวลาเรียนรวม
ทงั้ หมดซง่ึ เขา้ กบั ทงั้ ระดบั ความตงั้ ใจของเขาและเหมาะสมกบั เวลามาตรฐานในการทำ� แบบฝกึ หดั
ของชุดแบบฝึกหัดที่ท่านใช้ด้วย ดังน้ันท่านจะก�ำหนดปริมาณแบบฝึกหัดท่ีเหมาะสมส�ำหรับ
นักเรียนคนหน่ึงๆ ท�ำต่อเดือนได้ก็ต่อเม่ือท่านใช้สูตรพื้นฐานในการค�ำนวณแผ่นแบบฝึกหัด
นั่นคือหารจ�ำนวนเวลาเรียนท้ังหมดต่อเดือนซ่งึ นักเรียนจะใช้เรียนด้วยจ�ำนวนเวลามาตรฐาน
รวมของแบบฝึกหัด แล้วจึงพิจารณาเพิ่มเป็นพิเศษถึงตัวแปรอื่นๆ ซึ่งสัมพันธ์กับสภาวะ
ด้านการเรียนของนักเรียนคนนั้นๆ ในตอนน้ัน กระบวนการในการค�ำนวณเช่นนี้ไม่เกี่ยวกับ
ระดับชัน้ เรียนในโรงเรยี นของนกั เรยี นหรอื เน้ือหาของแบบฝึกหัดคุมองแตอ่ ยา่ งใด
ศููนย์ค์ ุุมองทุกุ ศููนย์์ควรให้้สิ่�งที่่�ดีีที่่�สุุดแก่น่ ัักเรีียนที่่�ศููนย์์
ความส�ำคัญประการแรกสุดของการแข่งขันค�ำนวณ คือ การแข่งขันนี้ช่วยให้ Instructor
ตรวจสอบการสอนของตนเองได้ เราต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาไม่ให้นักเรียนท่ศี ูนย์ของเรา
เสียประโยชน์ จึงเป็นเรื่องส�ำคัญที่เราต้องสร้างนิสัยที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาว่านักเรียนของ
เรานั้นมีความสามารถอยู่ในขั้นใด เม่ือเปรียบเทียบกับนักเรียนจากศูนย์อ่ืนๆ ซ่ึงก�ำลังเรียน
แบบฝึกหัดระดับเดียวกนั
ความส�ำคัญประการที่สอง ก็คือ การแข่งขันค�ำนวณนั้นให้โอกาส Instructor ได้เรียนรู้
ถึงความแตกต่างด้านความสามารถของนักเรียนได้อย่างแม่นย�ำ เนื่องจากการแข่งขันนี้เปิด
โอกาสให้มีการเปรียบเทียบไม่เพียงระหว่างนักเรียนจากศูนย์ต่างๆ แต่ยังเปรียบเทียบได้
ระหว่างนกั เรยี นซึง่ อายตุ า่ งๆ กันแต่ท�ำแบบฝกึ หัดระดับเดยี วกันที่ศูนยข์ องทา่ นเองอีกดว้ ย
ความเชอื่ ซง่ึ ยดึ ถอื กนั ทวั่ ไปเกยี่ วกบั ระบบการเรยี นแบบคมุ อง คอื ถา้ นกั เรยี นทำ� แบบฝกึ หดั
ชุดเดียวกันอยู่ นักเรียนคนท่ที ำ� เสร็จก่อนถือว่ามีความสามารถสูงกว่า และนักเรียนซ่งึ เร่ิมท่ีจุด
ท่ีต่� ำกว่าแต่ก้าวหน้าด้านการเรียนอย่างสม�่ำเสมอนั้น มีแนวโน้มจะท�ำแบบฝึกหัดเสร็จเร็วกว่า
และความเชอ่ื นเ้ี กย่ี วขอ้ งกบั การใชเ้ วลามาตรฐานในการทำ� แบบฝกึ หดั อยา่ งถกู ตอ้ งเปน็ อยา่ งมาก
เรายงั เชอ่ื ดว้ ยวา่ ยง่ิ นกั เรยี นกา้ วหนา้ ในการทำ� แบบฝกึ หดั คมุ องเกนิ ระดบั ชนั้ เรยี นในโรงเรยี น
ของเขามากเท่าใด การท�ำแบบฝึกหัดให้เสร็จภายในเวลาท่ีสั้นลงก็อาจมีประโยชน์มากข้ึน
เท่านั้น ผมจึงคิดว่าเราสามารถตั้งสมมติฐานจากเร่อื งน้ีได้ว่า ถ้านักเรียนก�ำลังท�ำแบบฝึกหัด
ชุดเดียวกันอยู่ นน่ั กห็ มายความวา่ นักเรยี นซงึ่ อายนุ อ้ ยกวา่ มีความสามารถมากกว่านนั่ เอง
ด้วยความที่ศูนย์คุมองแทบทุกศูนย์มาร่วมการแข่งขันค�ำนวณ ซึ่งหมายความว่าตอนนี้
เราสามารถที่จะสอนนักเรียนแบบสร้างประโยชน์อย่างที่สุดให้แก่นักเรียนของเราได้ไม่ว่า
พวกเขาจะเรียนอยู่ศูนย์ใดก็ตาม เร่ืองนี้เป็นเร่ืองดีอย่างย่ิงต่อสถาบันคุมองของเรา อนาคต
73
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
ของเราคือการวางแผนว่าเม่ือเราจัดให้การเข้าร่วมการแข่งขันค�ำนวณเป็นกิจกรรมท่ตี ้องท�ำ
ส�ำหรับนักเรียนคุมองทุกคนแล้ว เราจะสามารถเพิ่มระดับการสอนซึ่งไม่โอนเอียงไปทางใด
ทางหนง่ึ ขน้ึ ได้นน่ั เอง
จำำ�นวนนัักเรีียนคุุมองที่ �แท้้จริิงควรเท่่ากัับจำำ�นวนนัักเรีียนซึ่่�งเรีียนเกิินชั้้�นเรีียน
ในโรงเรยี น
ประสิทธิผลอันแท้จริงของระบบการเรียนแบบคุมองอยู่ท่ีการเปล่ียนนักเรียนซ่ึงไม่ได้
โดดเด่นอะไรให้กลายเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้เป้าหมายองค์กรของเราอยู่ที่
การทำ� ใหส้ งั คมทวั่ ไปรบั รถู้ งึ ธรรมชาตทิ แ่ี ทจ้ รงิ ของศกั ยภาพของเดก็ นน่ั คอื แมแ้ ตน่ กั เรยี นระดบั
ประถมศกึ ษากส็ ามารถแกโ้ จทยส์ มการ และโจทยก์ ารแยกตวั ประกอบไดด้ ว้ ยตนเองอยา่ งงา่ ยๆ
ดงั นน้ั รายชอ่ื นกั เรยี นทเ่ี รยี นเกนิ ชนั้ เรยี นจงึ เปน็ สง่ิ สำ� คญั ลำ�้ คา่ ยง่ิ ของคมุ อง และยงั เปน็ วธิ ี
การซ่ึงเราใช้ในการแจ้งให้สังคมท่วั ไปตระหนักถึงสภาวะของศักยภาพท่แี ท้จริงของนักเรียนได้
อีกดว้ ย เม่ือเรานำ� รายชื่อนกั เรยี นทเี่ รียนเกินช้นั เรียนมาใช้ นกั เรยี นและครอบครวั ของนกั เรยี น
ก็สามารถจะประเมนิ ความสามารถของนกั เรยี นในระดับทัว่ ประเทศได้อย่างเปน็ กลาง มากกวา่
เพียงจ�ำกัดอยู่ทีใ่ นโรงเรียนหรอื ศูนย์คมุ องของนกั เรยี นเอง การตระหนักวา่ ยังมนี กั เรียนอกี มาก
เรียนอยู่ในระดับที่สูงกว่า ช่วยให้เด็กมีมุมมองที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้นักเรียนเพียงพอใจกับ
ระดับความก้าวหน้าในการเรียนที่เป็นอยู่ในขณะน้ีเท่าน้ัน และให้โอกาสนักเรียนได้มองหา
แผนการเรียนใหม่ๆ อีกด้วย ในความเป็นจริงแล้ว การตระหนักถึงเรื่องนี้ยังมีผลต่อการ
เพิ่มศกั ยภาพของนกั เรยี นใหก้ วา้ งไกลออกไปอกี ด้วย
แมค้ มุ องจะมจี ำ� นวนนกั เรยี นอยถู่ งึ 800,000 คน จำ� นวนนกั เรยี นซง่ึ เปน็ นกั เรยี นทเ่ี รยี นเกนิ
ชั้นเรียนของตนเองน้ันยังน้อยอยู่มาก นั่นคือเพียง 150,000 คนเท่านั้น จ�ำนวนนักเรียน
คมุ องทแ่ี ทจ้ รงิ ควรจะเทา่ กบั จำ� นวนนกั เรยี นซง่ึ เรยี นเกนิ ชน้ั เรยี นของตนเองทโี่ รงเรยี น และควร
จะเท่ากับจ�ำนวนนักเรียนซึ่งสามารถจะแก้โจทย์สมการได้ในขณะที่ยังอยู่ชั้นประถมศึกษาด้วย
เราจะทำ� ใหส้ งั คมทวั่ ไปเชอื่ ในศกั ยภาพอนั ไมม่ ที ส่ี นิ้ สดุ ซง่ึ เดก็ ของเรามอี ยู่ และเชอื่ ในมมุ มองของ
คุมองท่ีมีต่อเร่ืองนี้ได้ ก็ต่อเม่ือเราเพ่ิมจ�ำนวนนักเรียนซ่ึงเรียนเกินช้ันเรียนของตนเองให้
มากขึ้น ผมหวังว่านักเรียนท่ีศูนย์ของท่านจ�ำนวนมากท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้จะมีช่ืออยู่ใน
รายช่ือนักเรียนท่ีเรียนเกินช้ันเรียน และนักเรียนของท่านจะเรียนได้ก้าวหน้าข้ึนอีกเร่อื ยๆ ผม
ขอขอบคณุ อย่างมากตอ่ ความพยายามของทา่ นในการช่วยนกั เรยี นเชน่ นี้
74
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
GMroandteh/Year Pscreh-ool Grade 1 Grade 2 Grade 3 Grade 4 Grade 5 Grade 6 JHSucignhhiooorl SSHecighnhoioorl Total
43,302 38,65549 57,000
E1Dn9e7dc9eomf ber 8,960 69,407 89,977 88,896 84,278 77,262 60,508 55,328 4.3 89,750
EM1n9a8dr0cohf 20.7 8,248 11,608 14,951 16,207 11,233 11,531 7,012 8,582 15.7
E1Jun9n8de0of 67,085 11.9 12.9 16.8 19.2 14.5 19.1 12.7 294 617,124
ES1ne98pd0toefmber 12,303 79,743 97,081 93,075 87,359 79,977 57,548 50,567 3.4 103,450
D1En9e8dc0eomf ber 18.3 10,492 14,524 18,445 17,768 13,105 10,846 5,967 6,878 16.8
83,28,48669 13.2 15.0 19.8 20.3 16.4 18.8 11.8 244 615128,,961517
26.9 658,8,70968 1943,,234241 11075,0,82447 2909,,105226 9170,,825286 8151,,224095 8137,,188545 3.5 17.1
43,121 11.8 14.1 16.1 20.4 19.0 18.8 15.9 736,410
10,693 72,950 108,103 117,022 109,635 98,827 86,679 90,592 127,692
24.8 8,573 15,839 20,109 23,680 17,247 17,573 13,684 17.3
66,933 11.8 14.7 17.2 21.6 17.5 20.3 15.1 805,956
13,691 99,422 124,509 126,432 115,653 101,775 82,949 80,472 151,908
20.5 12,081 21,260 25,686 27,367 19,213 19,339 13,027 18.8
12.2 17.1 20.3 23.7 18.9 23.3 16.2
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ที่ 68 ปี 1981)
75
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ส่ิงทเี่ ราท�ำใหโ้ ลกนีไ้ ด้
Kumon Kyouiku Kaikan (ตึกคุมองชินโอซากา) ซ่งึ ต้ังอยู่หน้าสถานีรถไฟชินโอซากา
สร้างเสร็จแล้ว ตึกซ่ึงเสร็จสมบูรณ์นั้นดูโอ่โถงไม่น้อย ความจริงก็คือตึกนั้นดูอลังการเสียจน
เราออกจะร้สู ึกเขนิ ไม่น้อย
องค์กรคุมองของเราจะพัฒนามาจนถึงขั้นที่เราเป็นเจ้าของตึกงดงามเช่นน้ีไม่ได้เลย
หากไม่ไดร้ ับการสนบั สนุนอย่างตอ่ เน่อื งจากทกุ ทา่ น ซ่ึงผมตอ้ งขอขอบคุณทกุ ทา่ นเป็นอยา่ งยง่ิ
ตึกคุมองชินโอซากานี้เป็นตึกของเราเอง และคงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถจะใช้ตึกนี้ได้โดย
ไม่ต้องกังวลถึงผู้อื่นซึ่งใช้ช้ันอื่นๆ ในตึกเดียวกัน ผมจะยินดีอย่างที่สุด ถ้าท่านให้ค�ำแนะน�ำ
วา่ ท�ำอยา่ งไรจงึ จะท�ำใหต้ ึกนี้ง่ายต่อการใช้งานไดอ้ ย่างเตม็ ที่
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วง 23 ปีก่อนท่ตี ึกน้ีจะถูกสร้างข้ึน ผมคิดว่าทั้งสถาบันคุมอง
และตัวผมต่างก็มีโชคดีถือเป็น 99% จากโอกาสท้ังหมด ส่วน 1% ท่ีเหลือนั้นเราก็เพียงแค่
พยายามจะท�ำสิ่งดีๆ ให้โลกใบนี้และให้เด็กๆ ซึ่งเรื่องน้ีผมคิดว่าเราสามารถจะภาคภูมิใจ
กบั สิ่งทีเ่ ราไดท้ ำ� ไปได้
ในช่วง 10 ปีที่ผา่ นมา สำ� นักงานประจ�ำกรุงโอซากาต้งั อยู่ท่ีตึกเท็นมะบาชิ และส�ำนกั งาน
ประจ�ำกรุงโตเกียวตั้งอยู่ที่ตึกฮิคาริ ตึกท้ังสองแห่งน้ีต่างก็เป็นตึกที่ไม่มีลิฟท์ ตอนนั้นจ�ำนวน
นักเรียนของเราอยู่ที่ 14,000 คน ตั้งแต่ตอนนั้นมาถึงตอนนี้เรามีนักเรียน 900,000 คนแล้ว
ซงึ่ กห็ มายความวา่ ในชว่ ง 10 ปมี านี้ มนี กั เรยี นทร่ี จู้ กั ระบบการเรยี นแบบคมุ องเพม่ิ ขนึ้ ถงึ 65 เทา่
แม้กระน้ันก็เป็นเร่ืองยากส�ำหรับเราท่ีจะบอกว่าพัฒนาการเช่นนี้ถือว่าเป็นพัฒนาการ
ท่ีราบร่ืน หรือยังมีอะไรอีกมากซ่ึงเราอาจท�ำได้ เร่ืองนี้จะทราบได้ก็จากกิจกรรมในอนาคต
ของเรา เราจึงจ�ำเป็นต้องศกึ ษาต่อไป
จะเข้า้ ใจได้้จริงิ ๆ ก็็ต่่อเมื่่�อ...
สาเหตุท่ีผมเริ่มงานคุมองเม่ือ 23 ปีก่อน ก็เพราะผมเช่ือมั่นว่า “ระบบการเรียนแบบ
คุมองนี้ดีกว่าระบบอ่ืนๆ ทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะน้ี การใช้วิธีเรียนเช่นน้ีท�ำให้เด็กๆ มีความสุข
และท�ำให้ผู้ท่มี ีส่วนร่วมในการสอนมีความสุขด้วย เม่อื เป็นเช่นนั้นผมก็ต้องท�ำทุกอย่างท่ที �ำได้
เพอื่ ทำ� ให้ระบบการเรยี นน้ีแพร่หลายออกไป”
สาเหตหุ ลกั 2 ประการท่ีท�ำให้ระบบการเรยี นแบบคมุ องดีกว่าระบบการเรยี นอน่ื ๆ คอื
(1) เด็กทุกคนสามารถเพ่ิมความสามารถของตนขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเขาเรียนใน
ระดับซ่งึ “พอเหมาะพอด”ี กบั ตัวเอง
76
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
(2) ระบบการเรียนการสอนแบบน้ีไม่ซับซ้อนอะไรเลย และคนเพียงคนเดียวก็สามารถสอน
นกั เรยี นจำ� นวนมากได้ เมอื่ Instructor สามารถจะเขา้ ถงึ เดก็ ทกี่ ำ� ลงั กา้ วหนา้ ในการเรยี นได้
ความสามารถในการสอนของ Instructor ทา่ นนนั้ กจ็ ะพฒั นาขนึ้ อยา่ งรวดเรว็ และการสอน
เช่นนย้ี ังทำ� ให้ Instructor สมั ผัสถงึ เป้าหมายแหง่ ชีวิตไดอ้ กี ด้วย
ผมยังตัดสินใจท่ีจะท�ำให้การเผยแพร่ระบบการเรียนการสอนนี้เป็นงานแห่งชีวิตของผม
เพราะผมเชื่ออย่างหมดใจว่า ผู้ปกครองซึ่งไม่ให้ลูกได้มีประสบการณ์กับระบบการเรียนนี้
จะต้องเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน และผมเช่ือด้วยว่าการเผยแพร่ระบบนี้ออกไปจะน�ำ
มาซึ่งความปตี ิยนิ ดีแกผ่ ู้ทม่ี ีส่วนรว่ มในการเรียนการสอนนี้
ไมว่ า่ จะพดู สกั กค่ี รงั้ เรากไ็ มส่ ามารถกลา่ วถงึ ขอ้ ดขี องระบบการเรยี นแบบคมุ องไดห้ มด โดย
เฉพาะอย่างย่ิงข้อดีท่ีว่า “เด็กทุกคนเรียนรู้ท่ีจะชอบวิชาคณิตศาสตร์ได้” “ใครๆ ก็เรียนรู้
ที่จะทำ� คณิตศาสตรไ์ ด”้ และ “ในทส่ี ดุ แล้วระบบการเรยี นนก้ี พ็ ฒั นาความสามารถของนักเรียน
ให้สูงขึ้นจนถึงท่ีสุด” ซ่ึงเป็นข้อดีท่ีเปล่ียนวิธีการท่ีสังคมคิดอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ และ
ทำ� ใหส้ งั คมตระหนกั ถงึ ธรรมชาติทแ่ี ทจ้ รงิ ของความสามารถของเด็กอีกดว้ ย
หากพจิ ารณาถงึ อนาคตของเดก็ ความปรารถนาของผปู้ กครองทจี่ ะใหค้ มุ อง “ทำ� ใหน้ กั เรยี น
เรียนไปตามระดับท่ีโรงเรียนของนักเรียนเอง ให้นักเรียนเรียนเน้ือหาซ่งึ สอนท่ีโรงเรียน และ
ไม่ให้นักเรียนก้าวหน้าไปเร็วเกินระดับชั้นเรียนท่โี รงเรียน” นั้นก็ไม่ใช่เร่อื งส�ำคัญอะไรเลย และ
ไม่ไดท้ �ำประโยชนอ์ ะไรให้เดก็ อกี ด้วย
สัดส่วน 1% ซึ่งเรามีส่วนรับผิดชอบต่อการเติบโตของสถาบันคุมองนี้ ก็คือการที่เรา
ไม่ยอมลงให้กับความปรารถนาต่างๆ เหล่านี้ของผู้ปกครอง แต่เรากลับมองจากมุมมอง
ของเด็ก และช่วยพวกเขาให้ก้าวหน้าด้านการเรียนที่ระดับความเร็วซึ่งเหมาะกับตัวเขาเอง
สังคมทวั่ ไปในตอนน้ีเรมิ่ จะตระหนกั ถงึ ความสำ� คัญของการทำ� เชน่ นแี้ ล้ว
ไมใ่ ชเ่ รอื่ งงา่ ยเลยทีจ่ ะเขา้ ใจถงึ ขอ้ ดขี องระบบการเรยี นแบบคมุ องอยา่ งแทจ้ รงิ นอกเสยี จาก
ว่าท่านได้พยายามท่จี ะสอนนักเรียนจ�ำนวนมากด้วยตัวเอง ถ้าท่านไม่สามารถจะท�ำให้ “ใครๆ
ก็ตามเรียนรู้ที่จะรักวิชาคณิตศาสตร์” ได้ นั่นก็เป็นเพราะท่านพยายามที่จะให้เด็กท�ำสิ่งที่ยาก
ส�ำหรับพวกเขา และการท�ำซ�้ำก่อนหน้าน้ันไม่เพียงพอ เม่ือท่านมีส่วนร่วมในงานของ
คุมองเช่นน้ี ในไม่ช้าท่านจะได้เรียนรู้ว่าเด็กเต็มใจที่จะท�ำส่ิงท่ีง่ายส�ำหรับพวกเขาซ้�ำ
ถา้ เดก็ เรยี นในระดบั ที่ “พอเหมาะพอด”ี กบั ตวั เองแลว้ พวกเขากจ็ ะกา้ วหนา้ ไปไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
อยา่ งไรกต็ าม ทา่ นไมส่ ามารถทีจ่ ะเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ วา่ “ถา้ นกั เรยี นมคี วามสามารถใน
การค�ำนวณแล้ว ก็ไม่จ�ำเป็นเลยที่จะเรียนเรื่องโจทย์ปัญหาหรือแผนภูมิใดๆ” นอกเสียจาก
77
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ว่าท่านจะมีนักเรียนซึ่งก�ำลังเรียนเกินช้ันเรียนของตนถึงสามปี ท่านจะเข้าใจเรื่องน้ีได้อย่าง
แทจ้ รงิ เปน็ ครง้ั แรก เมอื่ ทา่ นสอนนกั เรยี นระดบั ประถมศกึ ษาทไ่ี ดเ้ รยี นเรอ่ื งการแยกตวั ประกอบ
หรอื นกั เรียนระดับมัธยมตน้ ซ่ึงเรียนจบระดบั J แลว้ น่ันเอง
แม้เราจะไม่ได้พยายามให้นักเรียนทุกคนก้าวไปจนถึงระดับดังกล่าวนี้ แต่เมื่อเรามีโอกาส
ท่ีจะสอนนกั เรยี นเชน่ น้ีอย่างน้อยสักหน่งึ คน ระดบั ความเขา้ ใจของเรากจ็ ะตา่ งไปมากทีเดยี ว
สิ่�งที่�เราเรียี นรู้้�จากเด็็กก่่อนวััยเรียี น
ยังมีเรื่องเก่ียวกับศักยภาพของเด็กอีกมากซ่ึงท่านไม่สามารถจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง
จนกว่าท่านจะได้สอนเด็กวัยสามหรือส่ีขวบเอง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาน้ี จ�ำนวนศูนย์ซ่ึงรับสอน
นักเรียนวัยสามหรือสี่ขวบนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ดูเหมือนยังคงมีศูนย์ซึ่งไม่มีนักเรียนอายุ
สี่ขวบหรือน้อยกว่าอยู่ดี
มคี วามแตกต่างอยา่ งมากในด้านพัฒนาการของศนู ย์ และดา้ นความปตี ยิ นิ ดีซึ่งได้จากการ
ท�ำคุมอง ระหว่างศูนย์ซึ่งมีนักเรียนก่อนวัยเรียนมากกับศูนย์ซึ่งไม่มีนักเรียนก่อนวัยเรียนเลย
เป็นเร่ืองส�ำคัญอย่างย่งิ ท่ีนักเรียนจะเร่มิ เรียนต้ังแต่ช่วงก่อนเข้าโรงเรียน การท่เี ราจะมีนักเรียน
ที่เรียนเกินชั้นเรียนของตัวเองได้อย่างสบายๆ น้ัน การให้เด็กได้เรียนตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงก่อน
วัยเรียนเป็นสิ่งส�ำคัญมาก และความแตกต่างระหว่างการเรียนต้ังแต่ยังอยู่ในช่วงก่อนวัยเรียน
กบั การเร่ิมเรยี นคุมองหลังจากเข้าชนั้ ประถมไปแลว้ นัน้ มีมากกวา่ ท่เี ราจะคาดถึง
สังคมทั่วไปเชื่อว่าเด็กก่อนวัยเรียนไม่ควรจะได้รับการศึกษาซึ่งเป็นวิชาการ แม้เรา
จะตระหนักถึงความส�ำคัญของการศึกษาช่วงก่อนวัยเรียนมาสักพักหน่งึ แล้ว เราก็ไม่ค่อยมี
ประสบการณ์ในการสอนนักเรียนกลุ่มนี้เท่าไรนัก น่คี ือเหตุผลท่ีว่าท�ำไมจึงยังมีความแตกต่าง
ระหว่างศูนย์คุมองซึ่งมีนักเรียนวัยก่อนเข้าเรียนมากคนกับศูนย์ซึ่งมีเด็กเล็กเพียงไม่กี่คน
ถึงแม้จ�ำนวนของนักเรียนวัยก่อนเข้าเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่องในช่วงสามปี
ทีผ่ า่ นมากต็ าม
โดยเฉพาะอย่างย่งิ ศนู ยค์ มุ องซง่ึ เปดิ ทำ� การมามากกวา่ 3 ปี แตม่ นี กั เรยี นวัยก่อนเข้าเรียน
เพียงไม่ก่ีคน เพราะอุปกรณ์การเรียนส�ำหรับเด็กก่อนวัยเรียนนั้นในตอนแรกยังไม่มีให้ใช้
อันส่งผลให้มีศูนย์คุมองไม่กี่ศูนย์เท่าน้ันที่คุ้นเคยกับการสอนนักเรียนวัยก่อนเข้าเรียน
เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั การสอนนกั เรยี นระดบั ประถมศกึ ษา ดงั นน้ั จงึ ดเู หมอื นวา่ Instructor มคี วาม
กังวลใจเก่ียวกับการสอนเดก็ ก่อนวยั เรยี นอยู่บ้าง
ผมหวังเป็นอย่างย่ิงว่า ศูนย์คุมองต่างๆ เหล่านั้นจะพยายามเป็นพิเศษในการสอน
นักเรียนวัยก่อนเข้าเรียนตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงนี้เป็นต้นไป เพ่อื ช่วยท่านในการสอนนักเรียนกลุ่มน้ี
78
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ต้ังแต่ฤดูใบไม้ร่วงนี้ คุมองจะปรับปรุงแบบฝึกหัดระดับ 4A และกระดานตัวเลขแม่เหล็ก
(Magnetic Number Board) ให้เสร็จเรียบร้อย และจะตีพิมพ์บทความพิเศษลงใน “วารสาร
ซนั เดย์ไมนจิ ”ิ ด้วย
ผมได้พูดถึงกระดานตัวเลขแม่เหล็กน้ีไว้หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ครบถ้วนพอ ตัวผมเอง
ไม่มีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ จึงมีหลายครั้งที่ผมไม่เข้าใจว่าเด็กซึ่งอ่อน
คณิตศาสตร์ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ตอนที่เห็นกระดานตัวเลขแม่เหล็กเป็นครั้งแรกน้ัน
ผมคิดว่า “ของที่ดูง่ายๆ เช่นนี้จะมีประโยชน์เพียงใด” และตอนนั้นผมก็มองไม่เห็นประโยชน์
ของมัน แต่เมื่อเรามีนักเรียนซึ่งเป็นเด็กเล็กมากๆ ทั้งเด็กก่อนวัยเรียน และเด็กที่มีพัฒนาการ
ผดิ ปกตมิ าใชก้ ระดานตวั เลขแมเ่ หลก็ นแี้ ลว้ จรงิ ๆ ประโยชนข์ องมนั กม็ ากกวา่ ทผ่ี มคาดคดิ ไวม้ าก
นัก การใช้กระดานตัวเลขแม่เหล็กนี้ยังท�ำให้เราตระหนักถึงความสามารถซึ่งเด็กทารก
และเด็กกอ่ นวยั เรยี นมขี น้ึ มาอกี ด้วย
เน่ืองจาก Instructor หลายท่านไม่เคยมีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เช่นเดียว
กับผม จึงอาจเป็นไปได้ท่ีมี Instructor หลายท่านเช่นกันไม่ค่อยเข้าใจถึงสภาวการณ์
ของเด็กซึ่งความสามารถยังไม่ก้าวหน้าข้ึน เพื่อที่ Instructor กลุ่มนี้จะเข้าใจเด็กที่มีปัญหาได้
สิ่งท่ีดีท่ีสุดก็คือการใช้กระดานตัวเลขแม่เหล็กกับนักเรียนวัยก่อนเข้าเรียนให้มากคนท่ีสุด
เทา่ ที่จะมากได้
ในตอนท่ีเราจะเร่ิมใช้แบบฝึกหัดระดับ 4A ต้ังแต่วันท่ี 1 ตุลาคมน้ี เราก็จะเรียงระดับ
ซ่ึงใช้อยู่ตอนนี้ อันได้แก่ระดับ Ⓐ ระดับ AA และระดับ A ให้เป็นไปตามนี้ คือ ระดับ 4A
ระดับ 3A ระดับ 2A และระดับ A ซ่ึงจะท�ำให้แบบฝึกหัดระดับต่างๆ ท่ีมีอยู่เพ่ิมข้ึนเป็น
800 แผ่น โดยมีระดับ 4A เป็นระดับแรก แบบฝึกหัดระดับ 4A นี้พิมพ์เป็นสี่สี และออกแบบ
ให้มรี ปู ลักษณซ์ งึ่ แม้แต่เดก็ กอ่ นวยั เรยี นซงึ่ ไมเ่ คยจบั ดนิ สอมากอ่ นก็ยงั ตอ้ งการจะลองทำ� ดู
ผมอยากจะขอให้ Instructor ซึ่งยังไม่คุ้นเคยกับการสอนเด็กก่อนวัยเรียน ใช้แบบฝึกหัด
ระดับ 4A และกระดานตัวเลขแม่เหล็กเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาสที่จะพูดคุยกับคุณแม่
มือใหมใ่ นละแวกศูนย์ของท่านให้มากขึน้
ความสำำ�คััญของการทดลองเรีียน
คณุ แมห่ ลายทา่ นมกั พดู ขน้ึ ทนั ทหี ลงั จากลงทะเบยี นใหล้ กู เรยี นแลว้ วา่ “ดฉิ นั นา่ จะไดร้ จู้ กั กบั
ระบบการเรียนน้เี รว็ กว่าน้”ี และแต่ละคร้ังท่ีผมได้ยินเชน่ น้นั ผมก็จะรู้สกึ ว่าเรายังทำ� งานไมพ่ อ
ในท่ีสุด สิ่งท่ีผมต้องการท�ำมานานแล้วเพื่อเด็กจ�ำนวนมากที่สุดจะได้ทราบเกี่ยวกับ
ระบบการเรียนของเราก็เป็นจริงขึ้นทั่วประเทศเมื่อไม่นานมาน้ี นั่นก็คือ “การทดลองเรียน”
79
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ความส�ำคัญของ “การทดลองเรียน” ก็คือการท�ำให้ผู้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการเรียน
แบบคมุ อง ถา้ เปน็ ไปไดผ้ มอยากใหเ้ ดก็ ทกุ คนในญป่ี นุ่ ไดม้ ปี ระสบการณ์ “ทดลองเรยี น” นอ้ี ยา่ ง
นอ้ ยสกั คร้ัง
หลังจากจัดให้มี “การทดลองเรียน” ข้ึนหลายๆ คร้ัง ท่านจะเห็นได้ว่าเด็กบางคนก็ไม่ลง
ทะเบยี นเรยี นแตจ่ ะมาทศี่ นู ยท์ กุ ครง้ั ทมี่ ี “การทดลองเรยี น” ขอใหท้ า่ นเกบ็ รายชอ่ื นกั เรยี นกลมุ่ นไ้ี ว้
เชญิ พวกเขามาทกุ ครง้ั ทจี่ ดั “การทดลองเรยี น” และใหพ้ วกเขาทำ� แบบฝกึ หดั ใหไ้ ดม้ ากแผน่ ทสี่ ดุ
เทา่ ทจ่ี ะทำ� ได้ ผมจะยนิ ดเี ปน็ อยา่ งยง่ิ ถา้ นกั เรยี นเหลา่ นบ้ี างคนมชี อ่ื อยใู่ นรายชอ่ื นกั เรยี นซง่ึ เรยี น
เกินช้ันเรยี นในโรงเรยี น แม้ว่าพวกเขาจะไมเ่ คยลงทะเบียนเรียนกับคมุ องเลยกต็ าม
ถ้านักเรียนกลุ่มดังกล่าวมาร่วมทดลองเรียนด้วยทุกคร้ัง ก็หมายความว่าพวกเขาชอบ
ศูนย์คุมอง ชอบ Instructor และสนุกกับการเรียนรู้ แม้เด็กกลุ่มนี้จะไม่ได้ลงทะเบียนเรียน
ด้วยเหตุจ�ำเป็นทางครอบครัว หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม พวกเขาก็จะรู้จักศูนย์คุมองและระบบ
การเรียนแบบคุมอง และเราจะรู้สึกซาบซ้ึง ถ้าเด็กเหล่าน้ีจ�ำเราได้ในอนาคต แม้จะจ�ำได้เพียง
เล็กน้อยก็ตาม ผมหวังว่าทุกท่านจะจัด “การทดลองเรียน” นี้ข้ึนหลายๆ คร้ังเพื่อประโยชน์
ของเด็กกลุ่มนี้
แท้ที่จริงแล้ว ผมก�ำลังคิดอยู่อย่างจริงจังว่าจะให้รางวัลแก่ศูนย์คุมองซึ่งอาจไม่ได้มี
นักเรียนท่ีผ่าน “การทดลองเรียน” มาลงทะเบียนเรียนจริงมากนัก แต่เป็นศูนย์ซ่ึงจัด
“การทดลองเรียน” หลายครั้ง มากกว่าให้รางวัลแก่ศูนย์ที่มีจ�ำนวนนักเรียนมาลงทะเบียน
มากด้วยซ�้ำไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีคุณแม่ของลูกวัยก่อนเข้าเรียนหลายท่านที่คิดตาม
ค่านิยมของสังคม และสรุปว่าเด็กเล็กๆ น้ันไม่ควรจะได้รับการศึกษาเชิงวิชาการ จึงมีคุณแม่
ซึ่งไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจอย่างแท้จริงจ�ำนวนมากด้วยเช่นกัน ท่ไี ด้มารู้จักกับคุมองเอาตอน
ที่ลูกของตนผ่านช่วงการเรียนที่ส�ำคัญช่วงน้ีไปแล้ว และรู้สึกเสียดายจนต้องกล่าวออกมาว่า
“ถ้ารู้กอ่ นหนา้ น้กี ็คงด”ี
“การทดลองเรียน” นี้สำ� คญั ย่งิ ต่อคุณแมก่ ลมุ่ ดังกล่าว และสิ่งทีเ่ ราควรท�ำก็คอื เชิญคุณแม่
กลุ่มน้ีมาร่วมการทดลองเรียน แม้ว่าท่านอาจดูว่าออกจะเค่ียวเข็ญพวกเขาให้มาร่วมอยู่บ้าง
ก็ตาม พวกเขาจะลงทะเบียนหรือไม่ลงทะเบียนน้ันไม่ใช่เร่ืองใหญ่ ส่ิงส�ำคัญคือการท่ีคุณแม่
มีความสุขท่ีได้เรียนรู้ถึงความส�ำคัญของการสอนเด็กวัยก่อนเข้าเรียน และได้รู้จักว่า
มแี บบฝึกหดั คุมองและระบบการเรยี นแบบคมุ องอยนู่ น่ั เอง
80
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
เราจะใจดีไี ด้ด้ ้ว้ ยวิธิ ีีใดบ้า้ ง
เมื่อพิจารณาถึงบทบาทของเราในชุมชน ศักยภาพของเราในการท�ำสิ่งดีๆ นั้นก็เพิ่มขึ้น
อย่างต่อเน่ือง ส่ิงที่เราท�ำได้เพ่ือจะพัฒนาชุมชนของพวกเราก็ไม่ใช่เพียงพัฒนาความสามารถ
ของนักเรียนซึ่งมาเรียนท่ีศูนย์ของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้ข้อมูลที่มีประโยชน์แก่คุณแม่
ในชมุ ชนของเราเอง ซึง่ เปน็ หนง่ึ ในหลายๆ สงิ่ ทเี่ ราท�ำได้ เพ่ือจะสร้างประโยชนใ์ ห้โลกใบน้ี
ถ้าเป็นเมื่อ 5 ปีที่แล้วผมคงจะไม่พูดเช่นน้ี แต่ด้วยความเชื่อของผมที่ว่า “ความผิดไม่ได้
อยู่ที่เด็ก” ผมก็ขอพูดเพิ่มว่า “ความผิดไม่ได้อยู่ที่คุณแม่เช่นกัน เป็นความผิดของเราต่างหาก
ท่ีไม่สามารถท�ำให้คุณแม่เข้าใจและยอมรับได้” เมื่อคิดใคร่ครวญดังนี้แล้ว ผมก็ต้องการ
จะขยายศักยภาพของเราออกไปให้มากทส่ี ดุ เท่าทจ่ี ะมากได้
ดว้ ยเหตนุ ี้ บทความพเิ ศษซ่ึงเราจะตพี ิมพล์ งใน “วารสารซันเดยไ์ มนิจ”ิ เดือนพฤศจกิ ายน
จะท�ำให้งานของเราต้ังแต่นี้ต่อไปง่ายข้ึน บทความพิเศษนี้จะให้ข้อมูลซ่งึ หนังสือพิมพ์ไมนิจิ
และองค์กรของเราเองต้องการให้คุณแม่ทราบเกี่ยวกับปัญหาด้านการศึกษาที่บ้านในปัจจุบัน
และเก่ยี วกบั สภาพความสามารถของเด็กในตอนน้ีในรปู แบบทเ่ี ข้าใจไดง้ ่าย
บทความพิเศษน้ีจะบรรยายเกี่ยวกับสิ่งที่ศูนย์การเรียนวิชาคณิตศาสตร์นอกเวลาเรียน
ในโรงเรียนบอกสังคมได้ยาก และยากท่ีจะท�ำให้สังคมเช่ือ รวมทั้งเก่ียวกับปัญหาครอบครัว
ซ่ึง Instructor ตระหนักดีว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถในการเรียนของเด็ก
แต่กพ็ บว่ายากท่ีจะยกขึน้ มาคยุ กับครอบครวั ของเดก็ อีกด้วย
เม่ือรวมกับการเสนอให้ “ทดลองเรียน” แล้ว ขอให้ท่านช่วยให้คุณแม่มากท่านท่สี ุด
เทา่ ทีจ่ ะท�ำไดใ้ นชุมชนของทา่ นอ่านบทความพเิ ศษชิน้ นีด้ ้วย
ตึก Kumon Kyouiku Kaikan ก็สร้างเสร็จแล้ว และจ�ำนวนนักเรียนของเราก็ก�ำลังใกล้
จ�ำนวนหน่ึงล้านคนเข้าไปทุกที ในขณะเดียวกันสังคมก็เร่ิมจะคาดหวังจากพวกเรามากข้ึน
สิ่งที่เราท�ำให้สังคมได้ก็เพิ่มมากข้ึนด้วย ผมรอคอยที่จะร่วมใช้ความพยายามของพวกเรา
ในการท�ำให้ชมุ ชนของเราเปน็ ชมุ ชนซึง่ มคี วามสขุ ข้ึน แม้วา่ จะเพียงเล็กนอ้ ยก็ยังดี
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ท่ี 70 ปี 1981)
81
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ส่งิ ทค่ี ุมองเรยี นรู้จากนกั เรียน
ผมสนใจโลกของตัวเลขก่อนจะเข้าเรียนระดับประถมศึกษา ตอนท่ีพบว่า “ตัวเลขน้ัน
มีล�ำดับ และเราสามารถที่จะแสดงจ�ำนวนใดๆ ก็ได้ด้วยตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นจ�ำนวนที่มาก
เพียงใดก็ตาม ดว้ ยการผสมตวั เลข 0 ถงึ 9 เขา้ ด้วยกนั ” ตอนน้นั ผมตนื่ เต้นไมน่ ้อย และรสู้ กึ ทงึ่
อยา่ งยิ่งในภูมิปญั ญาของมนษุ ยท์ ี่สามารถคดิ สิง่ มหัศจรรยเ์ ช่นน้ีได้
เม่ือคิดถึงความส�ำคัญของช่วงก่อนวัยเรียนแล้ว ก็อาจเป็นได้ว่าความตื่นเต้นและความ
พิศวงในตอนน้นั นน่ั เองท่นี �ำผมเข้าสโู่ ลกของคณิตศาสตร์
ตอนอยชู่ น้ั ประถมศกึ ษา ในแตล่ ะปกี ารศกึ ษานน้ั ผมรอคอยทีจ่ ะไดเ้ รยี นเนอื้ หาคณติ ศาสตร์
ซ่ึงยากข้ึนอีกเมื่อพวกผมได้เรียนเรื่องการบวก การลบ ตารางสูตรคูณ การคูณเลขสองหลัก
ด้วยเลขหนึ่งหลัก แล้วก็การหาร เศษส่วน ฯลฯ ผมประทับใจกับเรื่องใหม่แต่ละเรื่องซึ่งผม
ได้เรียน โดยคิดไปด้วยว่า “โอ้โห นี่มันโลกใหม่ท้ังใบเลยนะ” และตอนน้ันผมอยากจะแบ่งปัน
ความรู้ใหมน่ ้ใี หใ้ ครสักคนมากจนผมแทบจะทนไม่ได้ทีเดียว
แม้จะมีสิ่งใหม่ท่ีผมคิดว่ายากในตอนแรก ผมก็สามารถเข้าใจได้ดีขึ้นจากการฝึกฝนซ้�ำๆ
และเมื่อเริ่มท�ำสิ่งใหม่น้ันได้ง่ายข้ึน ผมก็เริ่มรู้สึกเสียดายข้ึนมาเล็กน้อยเมื่อคิดว่า “ถ้ามันง่าย
อย่างนี้จริงๆ ผมก็น่าจะเข้าใจได้ แม้ว่าคุณครูจะสอนผมก่อนหน้าน้ี แล้วท�ำไมคุณครูไม่สอน
ผมให้เรว็ กว่าน้นี ะ”
นอกจากน้ี หลังจากท่ีผมสามารถท�ำส่ิงใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดายแล้ว ผมก็กระตือรือร้น
ท่ีจะได้เจอสิ่งใหม่ๆ ต่อไปอีก และรอคอยท่ีจะให้ถึงบทเรียนต่อไปพลางคิดว่า “เม่ือไรคุณครู
จะสอนเรอ่ื งตอ่ ไปนะ คุณครจู ะสอนเรอ่ื งใหมว่ ันน้ีหรอื เปล่านะ”
ผมยังได้สัมผัสถึงความปีติยินดีในการได้เรียนส่งิ ใหม่ๆ ในวิชาอ่ืนๆ นอกเหนือจากวิชา
คณิตศาสตร์อีกด้วย และมักจะอดคิดไม่ได้ว่า “ถ้าคุณครูสอนผมก่อนหน้าน้ีแล้วล่ะก็...”
ทุกปีตอนได้หนังสือเรียนเล่มใหม่ ผมจะอดรนทนไม่ไหวท่ีจะได้อ่านหนังสือเหล่านี้ให้จบ
ทัง้ หมดทเี ดียว
ระหว่างช่วงปีแรกของระดับมัธยมต้น ตอนท่ีคุณครูสอนเรื่องสมการ ผมก็ย่ิงผิดหวัง
เปน็ พเิ ศษทไ่ี มม่ ใี ครสอนผมเรอ่ื งนกี้ อ่ นหนา้ น้ี ผมเคยคดิ วา่ โจทยค์ ณติ ศาสตรป์ ระยกุ ตซ์ ง่ึ ไดเ้ รยี น
ในระดบั ประถมศกึ ษาตอนปลายนนั้ เปน็ ทสี่ ดุ แลว้ ของโลกคณติ ศาสตร์ ถา้ คณุ ครสู อนเรอื่ งสมการ
ผมในตอนนั้น ผมต้องเข้าใจอย่างแน่นอน ผมจึงอดเสียดายไม่ได้ท่ไี ม่มีใครสอนเร่อื งสมการผม
ในตอนนน้ั ความรสู้ กึ เสยี ดายเชน่ เดมิ ไดเ้ กดิ ขนึ้ กบั ผมอกี ครง้ั เมอ่ื ผมอยชู่ น้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
82
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
และไดเ้ รียนเรื่องแคลคูลัสเชงิ อนพุ นั ธ์ กับแคลคูลสั เชงิ อินทเิ กรท
ความเสยี ดายทไี่ มไ่ ดร้ บั การสอนเรือ่ งอะไรสกั อยา่ งใหเ้ รว็ กวา่ นน้ั แมว้ า่ จะสามารถเขา้ ใจได้
ถ้าได้รับการสอนก็ตาม คงไม่ใช่ความรู้สึกของผมคนเดียว หลายๆ ท่านคงเคยประสบ
มาแล้วเช่นกนั ความรู้สึกน้ีไม่ไดจ้ �ำกดั อยู่ที่เร่อื งการเรียนเทา่ น้ัน ตัวอย่างเชน่ ตอนท่ีเดนิ ทางไป
ทวปี ยโุ รปครง้ั แรก ผมกร็ สู้ กึ เสยี ดายเมอ่ื คดิ วา่ “ถา้ รอู้ ยา่ งนผ้ี มคงมายโุ รปกอ่ นหนา้ นแี้ ลว้ ”
พััฒนาเด็ก็ ให้้ได้้มากที่่�สุุดในช่่วงที่่�พวกเขากำำ�ลัังเติิบโตขึ้�น
เนอ่ื งจากผมไมค่ อ่ ยมปี ญั หาอะไรมากมายกบั วชิ าคณติ ศาสตร์ พอไดพ้ บกบั สมการ แคลคลู สั
เชิงอนุพันธ์และแคลคูลัสเชิงอินทิเกรท ผมก็คิดด้วยความเสียดายว่า “ท�ำไมไม่มีใครสอนผม
เรื่องดีๆ อย่างนี้ก่อนหน้าน้ีนะ” อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสังคมมักเก็บส่งิ ท่ีน่าจะสนุกถ้าสอนไป
ต้ังแต่ก่อนหน้านั้นไว้รอสอนตอนหลังเสมอ แล้วต่อมาก็พยายามสอนเรื่องมากมายอย่าง
รีบรอ้ น ท�ำใหเ้ รื่องท่ีไดเ้ รยี นไมส่ นุกอกี ต่อไป
บางทผี มอาจจะพยายามชว่ ยมากไป แตเ่ พราะประสบการณ์ของผมเอง ผมจงึ คดิ ตอ่ ไปว่า
ผมต้องการจะสอนนักเรียนให้ตรงกับระดับความสนใจและความสามารถของเขาไม่ว่าเขาจะ
อายุเท่าใดก็ตาม ผมอยากให้เด็กได้ประสบกับการได้เข้าสู่โลกซ่งึ ไม่เคยสัมผัสมาก่อนให้เร็ว
ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องการจะบอกให้พวกเขาได้รู้ว่าประสบการณ์เช่นน้ันต่อเนื่อง
และสงู ขึ้นเร่ือยๆ ไม่มจี บสิ้นอกี ด้วย
โชคดีที่ในปี 1949 ผมมีโอกาสได้ท�ำความปรารถนาให้เป็นจริงด้วยการสอนนักเรียน
ชั้นมัธยมปีที่ 1 ประมาณ 10 คนที่บ้านของผมเอง ตอนเป็นครูอยู่ในโรงเรียนมัธยมต้นโทสะ
ซึ่งผมเคยเรียน นักเรียนเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถจะเริ่มเรียนเน้ือหาคณิตศาสตร์ระดับ
มธั ยมปลายได้หลังจากเร่ิมสอนไปไดห้ น่งึ ปี
ตอนแรกผมรวบรวมแต่นักเรียนซ่ึงเรียนดี และพยายามท่ีจะพัฒนาความสามารถของ
พวกเขาโดยการช่วยพวกเขาให้ก้าวหน้าไปได้มากย่ิงขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานผู้ปกครอง
ของนักเรียนบางคนซ่ึงคะแนนท่ีโรงเรียนไม่ดีเท่าไรนักก็เฝ้าขอร้องให้ผมสอนลูกๆ ของ
พวกเขาด้วย ผมจึงต้องยอมและสอนลูกๆ ของผู้ปกครองกลุ่มน้ี ผมพบว่าการลดจุดเริ่มต้น
ในการเรียนส�ำหรับนักเรียนกลุ่มนี้ลงอย่างมากกลับท�ำให้พวกเขาเรียนต่อไปได้
อย่างสนุกสนานกว่าท่ีคาดไว้ ผมยังเรียนรู้ด้วยว่าเด็กเหล่าน้ีก้าวหน้าไปได้เร็วกว่าท่ีผมคิดว่า
พวกเขาจะทำ� ไดใ้ นตอนแรกอีกด้วย
83
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
เมอื่ คดิ ยอ้ นกลบั ไปถงึ ประสบการณข์ องความเสยี ดายซง่ึ ผมมตี อนเดก็ ๆ ผมกอ็ ยากจะสอน
ใหน้ กั เรยี นระดบั ประถมศกึ ษาซง่ึ เปน็ เดก็ เกง่ ไดเ้ รยี นเรอ่ื งสมการโดยเรว็ ทส่ี ดุ แตก่ ารไดเ้ รยี นรวู้ า่
ระบบการเรียนน้ีมีประสิทธิภาพอย่างย่ิงเช่นกันส�ำหรับนักเรียนท่ีความสามารถทางวิชาการ
ไมส่ งู มาก ถือเปน็ การค้นพบที่ยอดเยีย่ มส�ำหรับผมทเี ดียว
และในปี 1964 ตอนลูกชายคนโตของผมอยู่ช้ันประถมปีท่ี 2 ผมก็เขียนแบบฝึกหัด
ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบของแบบฝึกหัดที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ และยังได้ลองใช้แบบฝึกหัดเหล่าน้ัน
กับเด็กแถวบ้านผมเองอีกด้วย ผลท่ีได้ท�ำให้ผมมั่นใจอย่างแรงกล้าว่า ผมต้องการท่ีจะแนะน�ำ
ระบบการเรียนเชน่ นใี้ หก้ ับคนอน่ื ๆ ให้มากคนท่ีสดุ เท่าทจ่ี ะเป็นไปได้
เมื่อผมเปิดศูนย์คุมองและได้แลกเปล่ียนประสบการณ์กับนักเรียนหลายๆ คนแล้ว
ผมจงึ ไดต้ ระหนกั ถึงส่ิงต่างๆ ซ่งึ ไม่เคยทราบมากอ่ น น่นั คอื
1) แบบฝึกหัดส�ำหรับนักเรียนซ่ึงเรียนได้ก้าวหน้าดีน้ันมีประสิทธิภาพดีย่ิงเช่นกัน เม่ือใช้
กับเดก็ ซึง่ ความสามารถทางวิชาการไม่มากนกั ถา้ เราลดจุดเร่มิ ต้นในการเรยี นลงให้ต่� ำพอ
2) แม้เป้าหมายจะไม่ใช่เพื่อท�ำคะแนนที่โรงเรียนให้ดีขึ้น แต่เป็นการท�ำให้การเรียนง่ายข้ึน
ส�ำหรับเด็ก ตอนที่พวกเขาข้ึนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ในไม่ช้าคะแนน
ในระดบั ประถมศึกษาของเด็กก็จะดีขน้ึ ไดจ้ ริงๆ
3) เด็กทุกคนมีความสามารถท่จี ะท�ำส่ิงต่างๆ ได้ดีกว่าท่ผี ู้ใหญ่คาดไว้ ดังนั้นเด็กคนใดก็ตาม
สามารถเรยี นรทู้ จี่ ะรักการเรยี นได้ ถ้าเขาไดร้ ับการสอนซึ่งอยใู่ นระดบั ท่ี “พอเหมาะพอด”ี
นี่คือเหตุผลท่ีว่าท�ำไมเราจึงตั้งค�ำขวัญเพ่อื ท�ำให้คุมองเป็นท่รี ู้จักว่า “ใครๆ ก็เรียนรู้ท่จี ะ
ชอบและทำ� คณิตศาสตรไ์ ด้” ต้งั แตน่ ั้นเป็นตน้ มาผมกส็ ามารถทจ่ี ะเรียนรูส้ ิ่งตา่ งๆ จากนกั เรียน
ซ่งึ ผมสอน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในช่วงหา้ ปีแรกทผ่ี มสอนเด็กกอ่ นวัยเรยี นและเด็กทมี่ ีพฒั นาการ
ผดิ ปกติ และด้วยประสบการณ์นี้เอง ผมกส็ ามารถจะพดู อะไรหลายอยา่ งซง่ึ ก่อนหน้านผ้ี มเพียง
เช่ือแต่พูดออกมาไมไ่ ดไ้ ดอ้ ยา่ งชดั เจนอกี ดว้ ย น่ันคือ
1) ความสามารถของเด็กก่อนวัยเรียนน้ันมหัศจรรย์อย่างยิ่ง แทนท่ีจะกล่าวว่า “การศึกษา
ดา้ นวชิ าการสำ� หรบั เดก็ กอ่ นวยั เรยี นนน้ั เปน็ ไปไมไ่ ด”้ จรงิ ๆ แลว้ ชว่ งกอ่ นเขา้ โรงเรยี นนเี้ อง
เปน็ ช่วงท่ีการศกึ ษาดา้ นวิชาการมีความสำ� คญั อย่างยิง่
2) ถ้าไม่นับองค์ประกอบซึ่งมีมาแต่ก�ำเนิดแล้ว สภาพของสภาวะแวดล้อมในช่วงปีก่อน
วยั เรยี นนนั้ มีบทบาทสำ� คญั ยิ่งต่อความแตกต่างดา้ นความสามารถของเดก็
3) ถ้าแบบฝึกหัดน้ันเหมาะสมกับเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กท่ีมีพัฒนาการผิดปกติ
แบบฝึกหัดเดียวกันนี้ก็จะมีประสิทธิภาพดีเช่นกันส�ำหรับนักเรียนที่มีความสามารถ
84
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ก้าวหน้า เม่ือผมพูดถึงเด็กท่ีมีความสามารถก้าวหน้า ผมหมายถึงเด็กท่ีสามารถ
จะก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเรว็ โดยการฝึกฝนทำ� สง่ิ ท่เี ขาทำ� ได้งา่ ยๆ หลายๆ ครง้ั นน่ั เอง
4) ไม่ว่าความสามารถทางวิชาการของเด็กคนหนึ่งจะน้อยเพียงใด ก็มีระดับซึ่งเด็กคนนั้น
สามารถจะเรียนรู้ได้ และถ้าเด็กคนน้ันไม่ได้รับแบบฝึกหัดซ่ึงท�ำให้เขาก้าวหน้าไปได้
อย่างไม่ยากเย็นแล้วล่ะก็ เราก็ไม่มีทางจะตระหนักได้อย่างแท้จริงถึงความแตกต่าง
ด้านความสามารถของเดก็ คนน้ัน
5) ความแตกต่างด้านความสามารถนั้นบอกได้จากความเร็วที่เด็กคนหนึ่งท�ำแบบฝึกหัด
ก้าวหน้าไป และการพิจารณาว่าแบบฝึกหัดน้ันตรงกับความสามารถของนักเรียนหรือไม่
กด็ ไู ด้จากเวลาซง่ึ เดก็ ใชใ้ นการแกโ้ จทย์น่นั เอง
แม้แต่นักเรียนช้ันประถมปีท่ี 2 ซ่ึงเรียนล้าหลังอย่างมาก ถ้าเราย้อนกลับไปตอนท่ีเด็ก
คนนอี้ ายุ 5 ขวบ หรอื 3 ขวบ เรากจ็ ะเหน็ ไดว้ า่ ความแตกตา่ งดา้ นความสามารถเมือ่ เปรยี บเทยี บ
กบั เด็กคนอ่นื ๆ ทอี่ ายุเทา่ กนั แล้ว ไม่ไดม้ ากมายแต่อยา่ งใด
แมแ้ ตเ่ ดก็ ทมี่ คี วามบกพรอ่ งดา้ นใดดา้ นหนง่ึ ซงึ่ สว่ นใหญม่ คี วามบกพรอ่ งทางการเรยี นรดู้ ว้ ย
ก็ไม่แตกต่างอะไร แม้แต่ในกลุ่มเด็กซ่งึ มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจเอง ก็มีหลายคน
ซ่ึงไม่ได้พิการทางสมองแต่อย่างใด แต่เป็นความแตกต่างด้านส่ิงแวดล้อมหลังจากน้ันต่างหาก
ท่มี ักเป็นเหตใุ ห้เดก็ เกดิ ปัญหาบกพรอ่ งด้านการเรียนรู้
ถ้านักเรียนเหล่าน้ีได้รับแบบฝึกหัดซ่ึงอยู่ในระดับท่ี “พอเหมาะพอดี” ไปท�ำ แม้การท�ำ
แบบฝึกหัดดังกล่าวจะไม่ได้ช่วยรักษาอาการบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ แต่การฝึกฝนน้ัน
จะเปน็ ตัวแปรส�ำคัญในการจ�ำกดั การแพรก่ ระจายของความบกพร่องดา้ นการเรยี นร้นู น้ั ได้
คุณุ ค่า่ ของระบบการเรีียนแบบคุุมองซึ่ง�่ เราเรีียนรู้้�จากนัักเรียี น
หน้าท่ีของพวกเราจากน้ีต่อไปจะเน้นท่กี ารเพ่ิมจ�ำนวนนักเรียนซ่ึงชอบวิชาคณิตศาสตร์
มาต้ังแต่แรกให้มากขึ้น มากกว่าท่ีจะช่วยนักเรียนที่เกลียดวิชาคณิตศาสตร์ให้เรียนรู้ท่ีจะ
ชอบวชิ าคณิตศาสตร์
นักเรียนก่อนวัยเรียนทุกคนชอบเรียนรู้มาก และเรียนรู้ได้ดีอีกด้วย เป็นเร่อื งง่ายส�ำหรับ
นักเรียน ส�ำหรับคุณแม่ และส�ำหรับ Instructor ท่จี ะพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้ได้มากทีส่ ุด ตอนท่ี
เขายังกระตือรือร้นที่จะเรียนอยู่ ยิ่งกว่าที่จะให้เด็กคนหนึ่งซึ่งเกลียดการเรียนรู้เสียแล้วให้เริ่ม
กลับมาชอบเรียนร้อู กี ครงั้
85
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
แม้ความสามารถในการสอนของท่านอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เพียงแค่เด็กก่อนวัยเรียน
ได้อยูใ่ นสภาพแวดลอ้ มของศนู ย์คมุ อง พวกเขาก็จะเรยี นกา้ วหน้าไปได้อย่างมากแลว้ ส่งิ สำ� คัญ
อันดับแรกในการสอนเด็กก่อนวัยเรียนก็คือการพัฒนาความสามารถในการสอนของเราเอง
พัฒนาการที่ส�ำคัญด้านความสามารถในการสอนช่วงสามปีที่ผ่านมานี้เกิดข้ึนได้ ก็เพราะการมี
เด็กกอ่ นวัยเรยี นและเด็กทมี่ ีพฒั นาการผิดปกตมิ าเรยี นที่ศูนย์
ถ้ามองย้อนกลับไปยังความเป็นมาของพัฒนาการด้านการสอนของเรา เม่อื 5 ปีก่อน
เน้ือหาด้านการเริ่มการบวกของเรารวมการบวกถึงบวก 6 และบวก 7 เช่นเดียวกับในสังคม
ท่ัวไป เมื่อเราเปลี่ยนนโยบายการ “บวก 1” ให้เป็นเช่นน้ี ตัวอย่างเช่น ให้สอน 35 + 1
กอ่ นจะสอน 3 + 2 ตอนนน้ั Instructor 70% ไมเ่ ห็นดว้ ย Instructor 30% ซ่งึ สนับสนุนเรานัน้
เป็น Instructor ที่ได้สอนเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กท่ีมีพัฒนาการผิดปกติมาแล้ว
ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยท่ีจะเข้าใจว่าการบวกน้ันยากเพียงใดส�ำหรับเด็ก นอกเสียจากว่า
ท่านจะมีประสบการณ์ในการคิดว่าจะเป็นเรื่องง่ายเพียงใด ถ้านักเรียนซึ่งมาลงทะเบียน
ใหมๆ่ นน้ั สามารถเรยี นรทู้ ่ีจะทำ� 3 + 2 ได้
Instructor ส่วนใหญ่ซ่งึ ต่อต้าน 35 + 1 ในตอนน้ัน ตอนนี้กล่าวว่า 120 + 1 ก็ยังไม่พอ
และอย่างน้อยการบวกถึง 199 + 1 นั้นเป็นเรื่องจ�ำเป็น เหตุที่ Instructor กลุ่มนี้กลับมา
สนับสนุนการท่องตัวเลขก็เพราะพวกเขาได้เรียนรู้จากเด็กที่ศูนย์ของพวกเขาเองว่าการท่อง
ตวั เลขนน้ั ไดผ้ ล
ผมได้ยินกรณีท่ีคุณหมอต้องประหลาดใจกับนักเรียนซ่ึงไม่สามารถจะบอกความแตกต่าง
ระหวา่ งเลข 1 และ 2 ไดก้ ลบั กลายมาสามารถทำ� กระดานตวั เลขแมเ่ หลก็ ไดถ้ งึ 30 อยหู่ ลายกรณี
ทเี ดยี ว ผมได้ยินแม้แต่ขา่ วทน่ี า่ ยนิ ดจี าก Instructor ท่านหนึง่ ซึง่ กล่าววา่ “เปน็ ครัง้ แรกในชีวิต
ท่ีดิฉันสามารถจะท�ำอะไรให้คุณแม่ของดิฉันได้จริงๆ คุณแม่ของดิฉันเส้นเลือดในสมองแตก
แตส่ ามารถกลบั มาใช้ทกั ษะต่างๆ ได้ ก็เพราะใชก้ ระดานตัวเลขแม่เหล็กของคุมองค่ะ”
โลกท้ังใบนี้ยังคงเช่ืออย่างฝังใจว่า “การท่องตัวเลขนั้นไร้ความหมาย ทฤษฎีเรื่องเซ็ต
ส�ำคัญกว่า” แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจถึงสภาวะที่แท้จริงของเด็ก และยังมีคนอีก
มากมายซ่ึงนอกจากจะไม่เคยสอนเด็กท่ีมีพัฒนาการผิดปกติแล้ว ยังคิดอีกด้วยว่า “เด็กซ่ึง
มคี วามผิดปกตินน้ั ถอื เปน็ ข้อยกเวน้ และเราตอ้ งสอนเด็กกลุ่มนแ้ี ตกต่างจากเดก็ ปกต”ิ
ถ้าท่านเริ่มสอนนักเรียนประเภทที่ท่านไม่เคยสอนมาก่อน นักเรียนคนน้ีจะสอนท่าน
ให้ตระหนักถึงคุณค่าของระบบการเรียนแบบคุมอง การช่วยนักเรียนของท่านเองแม้แต่คนที่
ลา้ หลงั ดา้ นการเรยี นทส่ี ดุ ตงั้ แตศ่ นู ยข์ องทา่ นเปดิ มาใหก้ า้ วหนา้ ไปไดน้ น้ั เปน็ เรอ่ื งมปี ระโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ
86
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ผมพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าเม่ือเปรียบเทียบกับระบบการเรียนแบบอ่ืนแล้ว ไม่มีระบบใด
เทยี บไดก้ บั ระบบการเรยี นแบบคมุ องในดา้ นความเขา้ ใจสภาวะของเดก็ หลายๆ คน และในดา้ น
การให้การสอนซึ่งเหมาะสมกับสภาพของเด็กเหล่านั้น เนื่องจากปีน้ีเป็นปีของผู้มีพัฒนาการ
ผดิ ปกตนิ านาชาติ (International Year of Disabled Persons) จงึ มกี ารจดั กจิ กรรมซึง่ เกยี่ วขอ้ ง
ขึ้นหลายกิจกรรม แต่ผมยินดีที่จะกล่าวว่าความพยายามของเราก�ำลังก่อให้เกิดการร่วมสร้าง
ประโยชน์คร้ังส�ำคัญต่อโลกใบนี้ เน่ืองจากเด็กซ่ึงมีพัฒนาการผิดปกติน้ันสามารถท่ีจะเรียน
กา้ วหน้าไปได้กบั ระบบการเรียนแบบคมุ อง ยิ่งกวา่ การเรียนกับระบบการเรียนอืน่
เม่ือผมได้ยินผู้ปกครองของเด็กท่ีมีพัฒนาการผิดปกติกล่าวว่า “ตอนน้ีดิฉันยังมีชีวิตอยู่
ดิฉันก็สามารถจะดูแลลูกได้ แต่ใครที่ไหนในโลกนี้จะมาช่วยเด็กคนนี้ตอนเขาอายุ 20 ปี
พอคิดแบบน้ีแล้วดิฉันก็จะ ‘ตายไปอย่างสงบ’ ไม่ได้” ผมไม่รู้ว่าเราจะช่วยได้มากเพียงใด
แต่ผมกค็ ดิ วา่ เราควรจะพยายามอยา่ งยิ่งทจี่ ะชว่ ยเด็กเหล่านี้
นอกจากน้ี ต้องขอขอบคุณทุกท่านท่ีช่วยให้พัฒนาการของศูนย์ภาษาอังกฤษและภาษา
ญี่ปุ่น (ภาษาแม่) ด�ำเนินไปได้ดีกว่าที่คาดไว้ ในศูนย์คุมองยังมีจ�ำนวนนักเรียนวิชาภาษา
น้อยกว่าวิชาคณิตศาสตร์อยู่มาก แต่ผมจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าจ�ำนวนนักเรียนวิชาภาษา
เกินจ�ำนวนนักเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ เม่ือคิดถึงอนาคตแล้วผมก็รอคอยให้ถึงวันท่ี
เราจะสามารถดึงเอาค�ำวา่ “คณิตศาสตร”์ ออกจากชื่อ สถาบันคณิตศาสตรค์ มุ อง เพื่อเปลยี่ น
ชอื่ ให้เปน็ สถาบันการศึกษาคุมอง
ผมหวังเป็นอย่างย่ิงว่าทุกท่านจะได้เรียนรู้จากเด็กให้มากคนท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้
เพือ่ ท่เี ราเองจะไดค้ ้นพบและพฒั นาศักยภาพของเราใหก้ ว้างไกลออกไปเชน่ เดยี วกัน
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบบั ท่ี 71 ปี 1981)
87
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
การท�ำซ้�ำและระบบการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง
สวัสดปี ใี หมค่ รบั
บคุ คลภายนอกมแี นวโนม้ ท่จี ะคดิ ว่า “คมุ องตอ้ งเป็นระบบพิเศษแนๆ่ ” แต่เมื่อเราอธบิ าย
ถึงระบบการเรียนของเราให้คนเหล่าน้ีได้ทราบ พวกเขาก็จะเข้าใจข้ึนมาทันทีว่า
“คุมองไม่ใช่ระบบพิเศษแต่อย่างใด ระบบคุมองเพียงท�ำส่ิงท่ีธรรมดาๆ และเข้าใจได้ไม่ยาก
เท่านั้นเอง” อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนคนเหล่านี้ไม่สามารถจะเชื่อได้อย่างแท้จริงว่า
เดก็ เรียนก้าวหน้าขึ้นไดจ้ ากการทำ� เพยี งส่งิ ท่เี ขา้ ใจได้ไม่ยากและธรรมดาๆ เหล่านเี้ ทา่ นน้ั เอง
เมื่อเทียบกับระบบการเรียนอ่ืนๆ โดยท่ัวไป ระบบการเรียนแบบคุมองเป็นระบบ
การเรยี นแบบธรรมดาๆ ซึง่ เข้าใจได้งา่ ยๆ และเป็นระบบทเ่ี ราคน้ หาระดบั ท่ี “พอเหมาะพอดี”
ของเด็กคนหน่ึงๆ และให้นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดซ่ึงอยู่ในระดับท่ี “พอเหมาะพอดี” อยู่เสมอ
น่ันเอง หลักสูตรคุมองเป็นเพียงชุดแบบฝึกหัดต่อเนื่องกันไปซึ่งมีเน้ือหาเป็นโจทย์ค�ำนวณ
ธรรมดาๆ เทา่ นน้ั
ดังน้ัน เม่ือมีคนขอให้อธิบายถึงจุดเด่นของระบบการเรียนแบบคุมอง จริงๆ แล้วก็ไม่มี
อะไรเลยทเ่ี ราจะเรยี กไดว้ า่ เปน็ “จดุ เดน่ ” นอกเสยี จากเราจะพดู วา่ ระบบการเรยี นแบบคมุ องนน้ั
“ท�ำสิ่งท่ีธรรมดาๆ และเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างต่อเนื่อง” เท่านั้นเอง แต่ถ้าเราต้องแสดงให้เห็น
ถึงจุดเด่นแล้ว ในบรรดาลักษณะหลายประการซึ่งไม่ได้ดูเหมือนจุดเด่นจริงๆ เท่าไรนัก ก็อาจ
เป็นไดว้ ่าสิง่ นน้ั คือ “ระบบการเรยี นรู้ด้วยตนเองบนพ้ืนฐานของการทำ� ซ�ำ้ ” กระมงั
ผมเขยี นแบบฝกึ หดั คมุ องขนึ้ มา กเ็ พราะตอ้ งการใหเ้ ดก็ ทราบวา่ พวกเขาสามารถทีจ่ ะเรยี น
ก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครสอน ในระบบการเรียนแบบคุมองนั้นการเรียน
แบบฝึกหัดก้าวหน้าข้ึนเร่ือยๆ โดยแทบไม่มีการสอนใดๆ เลยถือเป็นส่ิงส�ำคัญ แม้แต่เด็ก
ซึ่งอาจติดขัดในการท�ำโจทย์ข้อหน่ึงอยู่บ้าง บ่อยคร้ังท่ีการท�ำแบบฝึกหัดชุดก่อนหน้า
โจทยข์ ้อนนั้ ซ�้ำกลับช่วยใหเ้ ขากา้ วหนา้ ไปได้อยา่ งราบร่ืนข้ึนยง่ิ กว่าการไดร้ ับการช้แี นะเสยี อกี
แบบฝึกหัดคุมองมีลักษณะเป็นโจทย์ธรรมดาๆ ต่อเนื่องกันไปก็ด้วยเหตุผลที่ว่า
แบบฝึกหัดเหล่านั้นมีทั้งโจทย์ทบทวนและโจทย์ให้เตรียมตัวส�ำหรับเน้ือหาต่อไป ซึ่งให้โอกาส
เด็กได้ก้าวหน้าไปอย่างไม่ยากเย็นอะไรจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง บางคนกล่าวว่า “ระบบ
การเรียนแบบคุมองก็เป็นแค่ระบบที่ให้ท�ำโจทย์ค�ำนวณมากๆ เท่านั้นเอง” แต่โจทย์
เหล่านั้นเป็นโจทย์ค�ำนวณพ้ืนฐานซึ่งจ�ำเป็น เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ต้องเรียนคณิตศาสตร์อย่าง
ยากล�ำบากตอนมัธยมปลาย และการเรียนแบบฝึกหัดเช่นนี้ก็เป็นหนทางที่ส้ันที่สุดที่จะได้
รจู้ กั โลกของคณติ ศาสตร์ และไดม้ าซง่ึ การคิดในเชงิ คณิตศาสตร์อย่างเรว็ ที่สดุ อีกดว้ ย
88
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
เป็นไปไม่ได้เลยที่นักเรียนจะเรียนก้าวหน้าขึ้นได้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองเท่านั้น
ถ้าพวกเขาลืมส่ิงที่เรียนไปแล้วก่อนหน้าน้ัน ด้วยเหตุน้ีเองแบบฝึกหัดจึงให้ความส�ำคัญ
อย่างที่สุดกับการรักษาความสามารถทางวิชาการไว้ให้อยู่ตัว หากเด็กคนหนึ่งพูดว่า
“ผมเข้าใจเรื่องน้ีแต่ท�ำไม่ได้” นั่นก็หมายความว่าเขายังไม่ช�ำนาญส่ิงท่ีเรียนรู้ไปก่อนหน้าน้ัน
ถ้าเด็กฝึกฝนอย่างจริงจังจนสามารถที่จะน�ำ “สิ่งท่ีเขารู้” นั้นมาประยุกต์ใช้ได้ เมื่อนั้น
เด็กคนใดก็ตามกส็ ามารถจะเรียนก้าวหน้าไปได้มากกว่าท่คี าดไว้ทงั้ ส้ิน
เป้าหมายแรกในการเรียนของระบบคุมอง ก็คือให้เด็กฝึกฝนจนกระทง่ั สามารถทจ่ี ะทำ�
สงิ่ ทพี่ วกเขาเขา้ ใจอยบู่ า้ งไดจ้ รงิ ๆ กลา่ วคอื ระบบการเรยี นแบบคมุ องเริ่มต้นท่ีการให้นักเรียนท�ำ
สิ่งท่ีคิดว่าเป็นโจทย์ง่ายๆ ซ่ึงเขารู้อยู่แล้วให้ได้ดีจริงๆ สังคมท่ัวไปเมินเฉยในเร่ืองนี้
โดยกล่าวว่า “แบบฝึกหัดนี้ง่ายเกินไป” ดังน้ันพวกเขาจึงไม่ใส่ใจกับการทบทวนจากจุดน้ัน
เป็นตน้ ไป เปน็ ผลให้บอ่ ยครั้งเสียโอกาสที่จะกา้ วหน้าในการเรียน
จดุ เดน่ ของนักเรียนซง่ึ เร่ิมเรียนกับระบบการเรียนแบบคุมองไปแลว้ คอื
(1) สามารถเขยี นคำ� ตอบได้เรว็ ข้นึ
(2) ท�ำผิดนอ้ ยลง
(3) หาขอ้ ผิดได้ด้วยตัวเอง และแก้ข้อผิดเหล่านนั้ ได้อย่างรวดเรว็
จุดเด่นเหล่านี้อาจดูเป็นเร่ืองธรรมดา แต่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ไม่ใช่เพียงในด้าน
การพัฒนาความสามารถทางวชิ าการเทา่ นั้น แต่ยงั มปี ระโยชน์ในชวี ติ ประจำ� วนั อีกด้วย
ทัันใดนั้�น้ วัันหนึ่่�งก็ท็ ำำ�ได้้ขึ้�นมา
การท�ำอะไรสักอย่างให้ได้ดีเพิ่มแรงจูงใจที่จะเรียนของเด็กข้ึนได้ และยังเป็นเร่ืองจ�ำเป็น
พน้ื ฐานตอ่ การสรา้ งความกา้ วหนา้ ด้วยตวั เองโดยไมต่ อ้ งมใี ครสอนอีกดว้ ย
ตัวอย่างเช่น เด็กคนหน่ึงซ่ึงเรียนเร่ืองการบวกได้ไม่ดี ยังคงนับนิ้วเม่ือท�ำ 6+3 แม้จะ
นับน้ิวได้เร็วข้ึนกว่าเม่ือสองเดือนก่อน แต่เขาก็ยังคงต้องใช้นิ้วอยู่ เม่ือไรเขาจึงจะสามารถ
แก้โจทย์ได้โดยคิดในใจและเขียนค�ำตอบลงไปได้ทันที ถึงจุดนั้นถ้าท่านคิดว่า “นี่คงจะต้อง
สู้กันยืดเย้ือทีเดียว ถ้าอย่างน้ันฉันก็จะอดทนแล้วให้เขาท�ำซ้�ำมากๆ” วันหนึ่งเด็กคนน้ีก็จะ
สามารถท�ำโจทย์ไดอ้ ย่างรวดเร็วข้นึ มาในพริบตา
เรอ่ื งนเี้ ปน็ เรือ่ งสำ� คญั มาก เมือ่ เราเรยี นรทู้ ีจ่ ะทำ� อะไรสกั อยา่ ง ถา้ เราฝกึ ฝนซำ้� ๆ สกั วนั หนึง่
เราก็จะสามารถท�ำได้ขึ้นมา แม้เด็กแต่ละคนจะใช้เวลาแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าเด็กคนไหน
ก็จะเกดิ เหตกุ ารณ์เช่นน้ขี ึน้ ได้ทัง้ นั้น
89
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
แม้ว่าส�ำหรับคนอ่ืนแล้วจะดูเหมือนว่าเป็นการท�ำส่ิงธรรมดาๆ อย่างเดิมซ้�ำๆ เท่านั้น
แต่นี่เป็นช่วงสุดท้ายก่อนที่จะก้าวถึงความช�ำนาญ ซึ่งเป็นจุดที่มีอะไรบางอย่างท�ำให้เด็ก
ก้าวผ่านจุดซ่ึงเขาติดอยู่ข้ึนมาได้ในทันทีทันใด และหลังจากนั้นเขาก็จะสามารถท�ำสิ่งนั้น
ไดอ้ ย่างงา่ ยดาย
เมื่อมีจุดซึ่งเด็กก้าวผ่านไปได้เช่นนั้นแล้ว แรงผลักดันนั้นก็จะช่วยพาการเรียนของเขา
ให้ก้าวหน้าไปได้ด้วยความเร็วที่เหมาะสม เราเข้าใจเร่ืองน้ีดี ดังน้ันเราจึงให้แบบฝึกหัด
เด็กคนน้ีท�ำอย่างต่อเนื่องด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้าว่าการท�ำซ้�ำน้ันเป็นเรื่องส�ำคัญ
ไมว่ า่ เด็กคนอน่ื จะทำ� ไดข้ นาดไหนกต็ าม
ด้วยวิธีเช่นนี้ นักเรียนคนน้ีก็จะสามารถท�ำบวก 2 และบวก 3 ได้ เม่ือเขาไปถึงจุดน้ัน
ทันใดนั้นเขาก็จะต้องการบวก 4 และบวก 5 ด้วย ในท�ำนองเดียวกัน เมื่อเขาสามารถที่จะ
ทำ� เรอื่ งบวกได้ เขาก็เรม่ิ ต้องการทจ่ี ะเรียนเรื่องลบ เมือ่ เขาทำ� เรอื่ งลบไดก้ ารเรยี นกจ็ ะกลายเป็น
เร่อื งสนกุ และเม่อื เป็นเช่นน้ันเขากต็ ้องการที่จะเรียนเรือ่ งตารางสตู รคูณใหเ้ ร็วข้นึ ต่อไป
ความตอ้ งการทจ่ี ะเรยี นรมู้ ากขนึ้ เมอ่ื สามารถจะทำ� อะไรสกั อยา่ งไดน้ น้ั เปน็ ความปรารถนา
ตามธรรมชาติ และเป็นพืน้ ฐานของความกา้ วหน้า รวมทั้งพัฒนาการของมนุษยเ์ ราด้วย
เราต้องไม่ยัดเยียดการเรียนซ่ึงยากเกินไปให้แก่เด็ก หากพวกเขาท�ำอะไรสักอย่างท่ีระดับ
ไม่สูงได้ดีแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะต้องการก้าวข้ึนไปยังระดับต่อไป ระดับที่
“พอเหมาะพอดี” ส�ำหรับเด็กคนหนึ่งนั้นคือระดับซึ่งเขาสามารถที่จะท�ำงานที่ได้รับ
ได้อยา่ งสบายๆ และเปน็ ระดับซ่งึ เขาตอ้ งการทจ่ี ะกา้ วหน้าไปยังระดบั ต่อไปอกี ด้วย
ดังน้ัน เราจึงสามารถท่ีจะตัดสินได้ว่าระบบการเรียนแบบคุมองประสบความส�ำเร็จ
หรือไม่ จากการดูว่าเด็กคนหน่ึงๆ สนุกกับการเรียนหรือไม่ และเขาเขียนค�ำตอบท่ีถูกต้อง
ลงในแบบฝึกหัดอย่างรวดเร็วหรือไม่ ซ่ึงก็หมายความว่าเขาสามารถจะท�ำแบบฝึกหัด
ไดเ้ สรจ็ ภายในเวลามาตรฐานท่กี �ำหนดของคุมองนั่นเอง
นักเรียนจะเรียนอยู่ต่� ำหรือสูงกว่าระดับชั้นเรียนในโรงเรียนของเขาไม่ใช่ปัญหา
อะไรเลย ถ้านักเรียนเรียนอย่างสบายๆ และเรียนได้ราบรื่นแล้ว ก็อยู่ที่ว่าจะนานหรือไม่
เท่าน้ันเองท่ีพวกเขาจะเรียนก้าวหน้าไปสู่ระดับท่ีสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้การขัดเกลาทักษะในการ
แก้โจทย์ของนกั เรียนจึงเป็นส่งิ ท่ที ำ� ให้พวกเขาเกง่ ขึ้น
เมื่อเด็กคนหนึ่งสามารถที่จะเรียนได้อย่างสบายและสนุกสนาน เป้าหมาย
ของเราก็คือช่วยให้เขาก้าวหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่เด็กคนหนึ่งจะเรียน
90
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
แบบฝกึ หัดทีร่ ะดับสูงกวา่ ชั้นเรียนที่โรงเรยี นของตัวเองไป 2 – 3 ชั้นปี ถา้ เขาคิดว่าการเรียนน้ัน
น่าสนใจ และต้องการทจี่ ะเรยี นรู้ต่อไปอกี
เดก็ บางคนซง่ึ ติดอนั ดับต้นๆ ในรายชอื่ นักเรยี นที่เรยี นเกนิ ช้นั เรียนในโรงเรยี นน้นั ตอนมา
ลงทะเบียนเรียนคุมองครั้งแรกก็ต้องใช้ความช่วยเหลืออยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม Instructor
และผู้ปกครองต่างก็ไม่ได้เร่งเด็กเหล่าน้ี แต่เพียงให้พวกเขาท�ำแบบฝึกหัดซ้�ำตามท่ีจ�ำเป็น
เท่านั้น นักเรียนเหล่าน้ีแทบไม่เคยหยุดเรียนเลย และพวกเขาก็ท�ำการบ้านเป็นประจ�ำด้วย
มีตัวอย่างอยู่หลายกรณีที่ Instructor พบว่า นักเรียนที่ไม่หยุดเรียนและท�ำการบ้าน
เป็นประจ�ำต่อเน่อื งสองหรอื สามปี จะเป็น “เด็กท่เี ข้าใจอะไรๆ ไดจ้ รงิ ๆ และเขา้ ใจเนื้อหาใหมๆ่
ไดร้ วดเร็วมาก รวมท้งั สามารถทจี่ ะเรียนแบบฝกึ หดั ก้าวหนา้ ไปไดอ้ ย่างรวดเรว็ ”
ความแตกต่างระหว่างแต่ละบุคคลและความแตกต่างด้านความสามารถในเด็กนั้น
อาจสูงกว่าท่ีเรานึก ในกรณีท่ีเรากล่าวว่า “ฉันสอนเด็กได้ดีมาตลอด แต่กลับท�ำได้ไม่ดีเลย
กับเด็กคนน้ี” นี่แหละเป็นโอกาสดีที่สุดส�ำหรับเราที่จะได้เรียนรู้จากนักเรียนคนนั้น
การปรึกษากับ Instructor ท่านอื่นๆ และหาวิธีซึ่งท่านคิดไม่ถึงด้วยตัวเองน้ัน จะพัฒนา
ความสามารถด้านการสอนของท่านได้ ด้วยเหตุนี้การหาประสบการณ์ในการสอนเด็ก
มากคนท่ีสดุ เทา่ ทีจ่ ะเปน็ ไปได้จึงเป็นเร่อื งสำ� คญั ย่งิ
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบบั ท่ี 72 ปี 1982)
91
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
กา้ วหนา้ ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งสอน
เด็ก็ สนุกุ กัับการเรียี นเพราะเป็็นการเรียี นรู้้�ด้ว้ ยตนเอง
p โครงการรณรงค์์เอกลัักษณ์์ของบริิษััทชื่�อ “สื่�อสารถึึงหััวใจของคุุมอง” ได้้เริ่�มขึ้�นแล้้ว
แต่ผมคิดว่าทุกคนต่างก็มีมุมมองว่า “หัวใจของคุมองคืออะไร” แตกต่างกันไป
ดเู หมอื นวา่ ทุกๆ 3 ปี 5 ปี หรือ 7 ปี จะมีการประเมินหัวใจของคุมองใหม่ซึ่งเป็น
ไปในท�ำนองน้ีคอื “ในอดีตคนเคยมองวา่ ระบบการเรียนแบบคมุ องเปน็ อย่างน้”ี
ดว้ ยเหตุนี้ผมจงึ ต้องการจะถามคุณโทรุ คุมองอีกครั้งวา่ “หัวใจของคุมองคอื อะไร”
คณุ โทร ุ ระบบการเรยี นแบบคมุ องมจี ดุ เดน่ หลายประการ และอยา่ งทีผ่ มเคยพดู ถงึ แลว้ ในอดตี
นนั่ คอื คมุ องกเ็ ปรยี บเหมอื นเรอื่ ง “กลมุ่ คนตาบอดอธบิ ายรปู รา่ งของชา้ งตวั หนงึ่ ” นนั่ เอง
กล่าวคือ คนตาบอดซ่ึงจับหูช้างคิดว่าช้างเป็นส่ิงท่ีมีลักษณะแบน ในขณะท่ีคน
ตาบอดซ่ึงจับขาช้างคิดว่าช้างคือเสาต้นใหญ่ ถ้าเราไม่พูดถึงวัตถุหน่ึงโดยรวม
แต่เพียงพูดถึงส่วนต่างๆ ของวัตถุช้ินหน่ึง ส่ิงที่คนตาบอดต่างคนต่างอธิบายน้ัน
ก็ถูกต้องอยู่บ้าง แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตามระบบการเรียนแบบคุมองเองจริงๆ แล้ว
ก็ไม่เหมือนอย่างนั้น แม้ผมไม่ชอบที่จะพูดถึงเรื่องน้ี แต่ก็ต้องยอมรับว่า จริงอยู่
ทสี่ ังคมเห็นคมุ องแยกเปน็ สว่ นๆ
ถ้าผมต้องตอบค�ำถามว่า อะไรคือองค์ประกอบหลักของระบบการเรียนแบบคุมอง
ค�ำตอบท่ีดีที่สุดก็อาจจะได้แก่ “การสร้างความก้าวหน้าทางการเรียนด้วยการเรียนรู้
ด้วยตนเอง” น่ันเอง
คำ� ตอบนอี้ าจจะทำ� ให้เข้าใจได้ว่า “หวั ใจของคุมอง” ก็คอื จติ วญิ ญาณของการเรียนรู้
ด้วยตนเอง หรือการสร้างจิตวิญญาณของการเรียนรู้ด้วยตนเองให้เกิดขึ้น ซึ่งก็ได้แก่
ความก้าวหน้าทางการเรียนโดยไม่ต้องมีใครสอน เป็นเร่ืองส�ำคัญท่ีจะต้องคิดว่า
“ฉันเรียนก้าวหน้าขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ฉันยังไปต่อได้ด้วยการเรียนรู้
ด้วยตนเอง” อยู่เสมอ
p ต้้องทำำ�งานมากเพีียงใดจึึงจะวางรากฐานของจิิตวิิญญาณแห่่งการเรีียนรู้้�ด้้วยตนเอง
ได้อย่างม่นั คง
คณุ โทรุ การเรียนรู้สิ่งที่ไม่ได้สอนในโรงเรียน คือ การเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือยกตัวอย่างเช่น
นักเรียนชั้นประถมปีท่ี 6 อาจก�ำลังท�ำแบบฝึกหัดคุมองเร่ืองการลบท่ีศูนย์ ซ่ึงเขา
อาจจะเรียนไปแล้วท่ีโรงเรียน แต่ต่อมาเขาก็ลืมไปว่าการท�ำเร่ืองลบน้ันท�ำอย่างไร
92
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
แต่หลังจากมาเรียนท่ีคุมอง เขาก็ได้เรียนรู้เร่ืองการลบด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง
กระบวนการนีก้ ค็ อื การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองเชน่ กัน
บ่อยคร้ังจะมีสถานการณ์ท่ีเมื่อมีคนสอนส่ิงท่ีเราอาจเรียนรู้ได้จากการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง ส่ิงนั้นก็เกิดไม่น่าสนใจข้ึนมา และเราก็ท�ำส่ิงนั้นได้ไม่ช�ำนาญ เพราะ
สงิ่ นัน้ ถูกสอนให้เรา ไม่ใช่สงิ่ ทเ่ี ราเรยี นรูด้ ว้ ยตัวของเราเอง
ผู้ที่เป็นครูในโรงเรียนมาก่อนที่จะมาเป็น Instructor น้ัน ในไม่ช้าจะเห็นว่า
“เด็กสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองและก้าวหน้าไปได้อย่างมาก ก็เพราะเด็กสนุก
กบั การเรียนเหลอื เกินนน่ั เอง”
p ถ้้าพููดอีีกอย่่างหนึ่่�งก็็คืือการที่่�เด็็กกลายมาชอบอะไรสัักอย่่างหนึ่่�งนั้�น หมายความว่่า
พวกเขาสามารถจะท�ำสิ่งนนั้ กา้ วหน้าข้ึนได้ดว้ ยการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองนนั่ เองใชห่ รอื ไม่
คุณโทร ุ ถกู ตอ้ งครบั และในหลายๆ กรณเี ดก็ กเ็ รม่ิ เกดิ ความชอบในสง่ิ ใดสงิ่ หนงึ่ เพราะพวกเขา
ท�ำสิ่งน้ันได้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองอีกด้วย ผมคิดว่าข้อสรุปเช่นน้ีใช้ได้กับทุกอย่าง
ไม่เพียงแค่กับวิชาคณิตศาสตร์เท่าน้ัน เราเรียนรู้ที่จะชอบอะไรสักอย่างหนึ่ง
ไม่เพียงเพราะมีคนสอนส่ิงน้ันให้เรา แต่เป็นเพราะเราสามารถจะท�ำส่ิงน้ันๆ ด้วย
ตัวเองด้วย
p คุณุ มักั กล่า่ วอยู่�เสมอว่า่ “ใครๆ ก็เ็ รียี นรู้�ที่จ� ะชอบวิชิ าคณิติ ศาสตร์แ์ ละทำำ�คณิติ ศาสตร์ไ์ ด้”้
แต่ถา้ เราแยก “ความชอบ” และ “การทำ� ” ออกจากกนั แล้ว อะไรส�ำคญั กว่าครับ
คุณโทรุ แน่นอนว่าสิ่งที่ส�ำคัญกว่าคือ “ความชอบ” เราต้องเรียนรู้ที่จะชอบสิ่งนั้นๆ
ไม่ว่าทางใดก็ทางหน่ึง แล้วเราเรียนรู้ท่ีจะชอบอะไรอย่างหน่ึงได้อย่างไร เรากลาย
มาเปน็ ชอบสิง่ หนงึ่ ๆ นน้ั กเ็ พราะเราสามารถจะทำ� สิง่ นนั้ ๆ ไดด้ ว้ ยการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง
ดว้ ยเหตนุ ้ี การเรยี นรดู้ ้วยตนเองจงึ เป็นพน้ื ฐานของระบบการเรียนแบบคมุ อง
p มีคี ำำ�กล่า่ วว่า่ “ถ้า้ ชอบอะไร เราก็จ็ ะทำำ�ได้ด้ ี”ี และคุณุ ก็ก็ ำำ�ลังั บอกว่า่ เคล็ด็ ลับั ของการเรียี น
รทู้ จ่ี ะชอบอะไรสกั อยา่ ง กค็ อื การทส่ี ามารถจะทำ� สง่ิ นน้ั ๆ กา้ วหนา้ ไปไดด้ ว้ ยการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง
ใช่หรอื ไม่
คุณโทรุ ถูกต้องครับ ผมคิดว่าเราไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า เด็กสามารถที่จะเรียนก้าวหน้า
ขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง จนกว่าเราจะได้สอนนักเรียนซ่ึงสามารถจะท�ำ
แบบฝึกหัดระดับสูงกว่าเนื้อหาในโรงเรียนของพวกเขา 3 – 4 ปี แล้วเราก็ได้
ตระหนักวา่ “นเี่ องคอื ส่ิงทนี่ ักเรียนสามารถจะท�ำได้ด้วยการเรียนรดู้ ้วยตนเอง”
93
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ทดลองกัับนัักเรียี นที่�เรีียนได้้ดีี
p จากมุมุ มองของคุณุ Instructor ซึ่ง� ช่ว่ ยนักั เรียี นให้เ้ รียี นก้า้ วหน้า้ ได้ด้ ีนีั้�นมีคี ุณุ สมบัตั ิอิ ะไรบ้า้ ง
คณุ โทร ุ Instructor ท่ีมีความสามารถเช่นน้ี คือ Instructor ซ่ึงทราบจากประสบการณ์
ของตัวเองว่า “ถ้าเด็กท�ำอย่างน้ีแล้ว จะเรียนก้าวหน้าขึ้นได้โดยไม่ต้องสอน”
เม่ือ 20 ปีก่อน Instructor บางท่านไม่แน่ใจว่าเด็กจะสามารถเรียนก้าวหน้าขึ้น
ได้โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองจริงหรือไม่ Instructor กลุ่มนี้ดูจะกังวลว่า เด็กจะเรียน
ก้าวหน้าไปเกนิ เน้ือหาทโี่ รงเรยี นโดยไมม่ ใี ครสอนไดอ้ ย่างไร
ดูเหมือน Instructor กลุ่มนี้จะมีประสบการณ์ส่วนตัวเร่อื งการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ไม่มากนัก ส�ำหรับผู้ท่มี ีประสบการณ์แบบเดียว คือ ประสบการณ์ของการมีคนสอน
ทุกสิ่งทุกอย่างให้แล้ว เป็นเร่ืองยากท่ีจะเข้าใจว่าการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง ทำ� ใหก้ ารเรยี น
ก้าวหนา้ ข้นึ ได้ และการเรยี นรดู้ ้วยตนเองน้ันเปน็ เรอื่ งสนกุ กว่าการมีคนสอนอกี ด้วย
p ผู้�ที่�ไม่่เคยมีีประสบการณ์์ในการเรีียนรู้้�ด้้วยตนเองจะเข้้าใจจิิตวิิญญาณของการเรีียนรู้�
ด้วยตนเองไดอ้ ยา่ งไร
คณุ โทร ุ ผมคิดว่าวิธีท่ีง่ายที่สุด คือ การทดลองสอนนักเรียนซ่ึงมีความสามารถยอดเย่ียม
ให้พัฒนาก้าวไปข้างหน้า ผมคิดว่ามีคนมากมายซ่งึ ไม่มีประสบการณ์ด้านการเรียน
ให้ก้าวหน้าด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง เม่ือมาท�ำงานกับคุมอง แม้แต่คนกลุ่มน้ี
ก็ยังเห็นได้ว่ามีนักเรียนมากมายซ่ึงสามารถจะเรียนก้าวหน้าได้จริงๆ โดยไม่ต้อง
มใี ครสอน เด็กๆ นั้นกระตอื รือร้นทีจ่ ะกา้ วหน้าด้านการเรยี น ดงั น้นั กวา่ ท่ีทา่ นจะรตู้ วั
พวกเขาก็ก้าวหน้าจนเรียนเกินชั้นเรียนในโรงเรียนของตัวเองไป 3 หรือ 4 ชั้นปีแล้ว
เมื่อกรณีเช่นน้ันเกิดข้ึน เราจะไม่เพียงได้ตระหนักว่า “โอ้โห เด็กเรียนรู้ด้วย
ตนเองได้ก้าวหน้าเพียงน้ีเชียวหรือ” แต่เรายังจะทราบอีกด้วยว่าเด็กซ่ึงเรียนได้
ก้าวหน้ามาจนถึงขั้นนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นเยาวชนท่ีมีคุณภาพอย่างแท้จริงด้วย
เม่ือถึงตอนน้ันท่านจะเข้าใจได้เป็นคร้ังแรกว่าจิตวิญญาณของการเรียนรู้ด้วย
ตนเองนั้นไม่ได้เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถทางการเรียนเพียงอย่างเดียว
แต่ยังเก่ียวกับด้านท่ีว่าเด็กเติบโตข้ึนเป็นเยาวชนท่ีมีคุณภาพและมีจิตใจดีได้ดี
เพียงใดอีกด้วย Instructor ซ่ึงตระหนักถึงเร่ืองนี้อดท่ีจะรู้สึกต่ืนเต้นไม่ได้ เม่ือเด็ก
สามารถท่ีจะเรียนก้าวหน้าไปได้ด้วยตนเอง Instructor เหล่าน้ีมีแผนการเรียน
ส�ำหรับเด็ก และ Instructor เหล่าน้ีก็รอคอยท่จี ะได้เห็นเด็กเติบโตข้ึนเป็นเยาวชน
ท่ีมีคุณภาพอย่างแท้จริง เม่ือเด็กเป็นได้เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะม่ันใจในการ
94
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ท�ำงานของตัวเองมากขึ้น หรือถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือพวกเขาจะเข้าใจคุณค่า
ของงานท่ีท�ำ และงานท่ที ำ� ก็จะกลายเปน็ สิ่งทน่ี ่าสนใจมากข้ึนด้วย
ทำำ�ลายสถิิติทิ ี่่�ศูนู ย์์
p แม้้จะเป็็นอย่่างที่่�คุุณพููด แต่่เราควรทำำ�อย่่างไรถ้้าต้้องการพบนัักเรีียนซึ่�งมีีความ
สามารถยอดเย่ยี ม แต่ศนู ย์ของเราตงั้ อย่ใู นชุมชนซึ่งอยู่ในระดบั ล่าง
คณุ โทรุ การจะได้พบกับนักเรียนแบบนั้น ไม่ใช่ว่าเราต้องการเพียงฝ่ายเดียว ความต้องการ
ของเราก็จะเป็นจริงขึ้นมาได้ แทนที่จะถามว่า “ควรท�ำอย่างไรจึงจะได้พบ
นักเรียนดีๆ” สิ่งส�ำคัญกว่านั้นก็คือการสร้างนักเรียนซึ่งมาเรียนท่ีศูนย์ของท่าน
ให้กลายเป็นนักเรยี นซง่ึ เรยี นเกนิ ชนั้ เรียนท่ีโรงเรียนของตวั เอง
แม้เด็กคนหน่ึงจะดูไม่เป็นนักเรียนชั้นหัวกะทิในสายตาท่าน แต่ท่านควรจะทดลอง
โดยบอกกับตัวเองว่า “ฉันจะช่วยให้เด็กคนนี้เป็นนักเรียนที่เรียนเกินชั้นเรียน
ในโรงเรียนของเขา” ท่านจะท�ำเช่นนี้ได้ส�ำเร็จก็ด้วยวิธีการแบบธรรมดาๆ น่นั คือ
ให้แบบฝึกหัดจ�ำนวนท่ีเหมาะสมกับเด็กคนน้ี และให้เขาท�ำซ�้ำอย่างเหมาะสมน่นั เอง
ความแตกตา่ งระหวา่ งชมุ ชนนนั้ ถา้ เรามองอกี มมุ หนึง่ กเ็ หมอื นความแตกตา่ งระหวา่ ง
ทีมเบสบอล คร้ังหน่ึงผมได้เห็นข่าวเบสบอลข่าวหน่ึง ซึ่งโค้ชทีมเบสบอลทีมแกร่ง
ทีเดียวทีมหนึ่งกล่าวว่า “จริงๆ แล้วทีมของเราเคยเป็นทีมอ่อนมาก่อนและตอนนั้น
ผมก็คิดว่าหมดหวังแล้ว ผมไม่เคยคาดว่าพวกเขาจะท�ำได้ดีขนาดนี้ ผมจึง
ค่อนข้างประทบั ใจทพี่ วกเขากา้ วหน้ามาไดไ้ กลขนาดน”ี้
ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ข้ึนในวงการเบสบอลได้ ในแวดวงการเรียนคณิตศาสตร์
เราก็สามารถให้นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาย่ิงขึ้น
และให้เขาท�ำซ�้ำอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นได้ และถ้า Instructor มีทัศนคติว่าการเรียนรู้
ไปด้วยกันกับนักเรียนที่ศูนย์เป็นความยินดีของตัว Instructor เองแล้ว ผมก็
มัน่ ใจว่า Instructor จะไดเ้ หน็ นักเรยี นซ่ึงเรียนไดก้ า้ วหนา้ ในศนู ย์ของตัวเองหลายคน
ทีเดยี ว
ในท้ายที่สุดน้ันก็ข้ึนอยู่กับความสามารถของท่านที่จะเรียนรู้จากเด็ก แต่จะเป็น
ประโยชน์ต่อตัวท่านเองในฐานะเป็น Instructor ท่ีจะได้พบกับนักเรียนซ่ึงสอน
ให้ทา่ นตระหนักวา่ “เม่ือคุณครูลงมอื ท�ำ หนูก็ก้าวหน้าไปได้มากขนาดนท้ี เี ดียว”
p ถ้้าเช่่นนั้�น เราจะกล่่าวได้้หรืือไม่่ว่่าสิ่�งที่่�สถิิติิของศููนย์์แสดงให้้เห็็น แท้้ที่่�จริิงก็็คืือ
การไดพ้ บกบั นกั เรยี นซ่ึงความสามารถสงู สดุ และต�่ำสดุ ซง่ึ ทา่ นเคยมมี านนั่ เอง
95
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
คณุ โทร ุ Instructor ซึ่งสนุกกับการสร้างสถิติที่ศูนย์ของตนน้ัน จะพัฒนาความสามารถด้าน
การสอนของตัวเองขึ้นได้ Instructor ท่ีมีลักษณะเช่นน้ีจะกล่าวว่า “ดิฉันโชคดีท่ีมี
นักเรียนซ่ึงความสามารถน้อยท่ีสุดมาลงทะเบียนเรียนท่ีศูนย์ตั้งแต่ดิฉันเร่ิมเปิด
ศูนย์มา ดิฉันคิดว่าเด็กคนที่ลงทะเบียนเรียนเมื่อสองปีก่อนน้ันความสามารถน้อย
ที่สุดแล้ว แต่ตอนน้ีดิฉันมีเด็กนักเรียนซ่ึงความสามารถน้อยกว่านั้นเสียอีก” และ
Instructor ก็จะตื่นเต้นไปกับโอกาสที่จะได้ช่วยนักเรียนคนน้ีให้ก้าวหน้าในการเรียน
ยิ่งกว่านักเรียนคนอ่ืนใดต้ังแต่ต้ังศูนย์มาอีกด้วย เป็นเร่ืองส�ำคัญท่ีเราต้องมีจิตใจ
ท่ีต้องการจะท�ำลายสถิติของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ท้ังส�ำหรับเด็กซ่ึงมีความสามารถ
ต่� ำสุดหรือความสามารถสูงสุดเองก็ตาม ถ้ามองจากอีกมุมหน่ึง เราก็ควรจะคิดอยู่
เสมอว่า “ในอดีตฉันสอนไม่เก่งเท่าไร คราวนี้ฉันจะท�ำให้ดีกว่าเดิม” เราต้องมี
ความปรารถนาอย่างแรงกล้าท่จี ะ “ทำ� ให้ดขี ึ้น” นัน่ เอง
ความอ่อ่ นน้้อมถ่อ่ มตนคืือเคล็ด็ ลัับแห่่งความก้า้ วหน้้า
p เรื่�องของเรื่อ� งก็ค็ ือื เราต้อ้ งเรีียนรู้�จากเด็ก็ ถ้้าเช่่นนั้�นคนแบบใดจึึงเรียี นรู้�ได้ด้ ีี
คุณโทรุ การเรียนรู้จากเด็กน้ัน มีท้ังคนที่เรียนรู้ได้ดีและคนท่ีเรียนรู้ได้ไม่ดี บางคนไม่รู้เรื่อง
เอาเสียเลย แม้ว่าเด็กจะพยายามอย่างย่ิงท่ีจะสอนพวกเขา คนกลุ่มน้ีไม่ได้
ความคิดใดๆ ข้ึนมาเลย แม้ว่าเด็กนั้นจะน่าสนใจส�ำหรับเราที่จะเรียนรู้เพียงใด
หลังจากท�ำงานคุมองไปได้หนึ่งปี 70 - 80% ของ Instructor จะกล่าวว่า พวกเขา
ได้รับประสบการณ์ของการท่ีถูกเด็กๆ สอน ผมคิดว่าส่ิงท่ี Instructor กลุ่มนี้คิดไว้
ก่อนหน้านั้นถูกขว้างท้ิงไปทีเดียว เม่ือพวกเขาตระหนักว่า “โอ้โห เร่ืองนี้ก็เรียนรู้
ได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง” หรือ “ฉันประหลาดใจเหลือเกินที่เด็กอย่างเด็กคนนี้
ทำ� ได้ดีเหลอื เกนิ ” และ “ฉนั ไม่เคยคดิ เลยวา่ เดก็ ๆ จะชอบเรียนมากขนาดน”ี้
p สิ่ง� สำำ�คัญั ที่่ส� ุดุ ในการเรีียนรู้�จากเด็ก็ คืืออะไร
คุณโทร ุ ผมคิดว่า Instructor ซ่ึงเติบโตมากท่ีสุด คือ Instructor ท่ีได้รับบทเรียนจากเด็ก
มากท่ีสุดน่ันเอง ผมคิดว่า Instructor กลุ่มนี้น้ันถ่อมตัวเป็นอย่างย่ิง ถ้าพวกเขา
ไม่ออ่ นน้อมถ่อมตนเสยี แลว้ ผมกไ็ ม่คิดว่าเด็กจะสอนอะไรพวกเขาได้
หลังจากเป็น Instructor ได้หนึ่งปี ท่านจะเริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่เด็กก�ำลังสอนท่าน
ซึง่ เปน็ สงิ่ ทท่ี า่ นไมเ่ คยตระหนักถึงมาก่อนในอดตี หลังจากผ่านไปอีกหนงึ่ ปีท่านจะได้
เรยี นรสู้ ง่ิ ต่างๆ ทส่ี ำ� คญั ย่งิ กวา่ สง่ิ ที่ทา่ นเรียนรู้ไปในปที ีผ่ า่ นมา
96
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
ดว้ ยวธิ นี ที้ า่ นจะเรมิ่ สงั เกตเหน็ สง่ิ ตา่ งๆ มากขน้ึ ในแตล่ ะปี และเมอ่ื ถงึ จดุ หนงึ่ ทนั ใดนนั้
ท่านจะหยุดคิดว่า “ฉันท�ำอะไรอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา” และกลายเป็น Instructor
ซึ่งตั้งมั่นยิ่งกว่าเดิมที่จะประเมินความสามารถของเด็กอีกครั้ง และ “ถ่อมตัวและ
เรยี นรูจ้ ากเดก็ ” นั่นเอง
p เมื่่อ� เราคุยุ กับั Instructor พวกเขาจะพูดู ว่า่ “ถ้า้ คุณุ ทำำ�งานคุมุ องไป 5 ปีี ก็จ็ ะมีกี ำำ�แพงกั้�น
ในระยะ 5 ปี ถ้าคุณท�ำงานคุมองไป 10 ปีก็จะมีก�ำแพงระยะ 10 ปีกั้น พอคุณคิดว่า
ในท่ีสุดฉันก็ท�ำเรื่องน้ีได้ดีเม่ือไร คุณก็จะพบว่าพอถึงปีท่ี 15 ก็ยังมีส่ิงท่ีคุณไม่เคย
ตระหนักถึงมาก่อนอย่ดู ”ี
คุณโทร ุ ดูเหมือนว่าเมื่อเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า Instructor ก็มองเห็นได้ว่าตนเองน้ัน
พฒั นาขน้ึ ผมคิดว่าเหตผุ ลหน่ึงซึ่งเราสามารถจะภมู ใิ จกบั งานคุมองได้กค็ อื ไมว่ า่ ทา่ น
จะท�ำคุมองก่ีปีแล้วก็ตาม งานคุมองก็ให้ความรู้สึกใหม่อยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่า
แทบทุกท่านจะรู้สึกว่า “ปีที่แล้วฉันไม่เก่งเรื่องนี้” ผมเองบางครั้งก็นึกถึงนักเรียน
สมัยก่อน ผมจ�ำได้แม้แต่นักเรียนเมื่อ 15 ปีก่อน และผมก็คิดไปว่า “เด็กคนน้ัน
ท่ีมาเรียนเมื่อ 15 ปีก่อน สถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างนี้แล้วก็อย่างนั้น แต่ถ้าเด็ก
คนนม้ี าเรยี นกบั ผมตอนนี้ ผมจะสามารถช่วยเขาไดม้ ากยิง่ ข้ึน”
p ขอบคุณุ มากครัับ
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบบั ท่ี 75 ปี 1982)
97