The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

20210104_The Principles of the Kumon Method_TH

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sutthisak.t, 2021-01-06 05:37:40

20210104_The Principles of the Kumon Method_TH

20210104_The Principles of the Kumon Method_TH

หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง

1) พัฒนาการจริงในแต่ละเดือนตกประมาณ 40 แผ่น ภายใน 1 ปีก้าวหน้าไป 480 แผ่น (ทั้งน้ี
เนอื่ งจากนักเรียนสามารถพัฒนากำ� ลังในการเรยี นรู้ไดอ้ ย่างม่นั คงดว้ ยการเรียนรู้ทบ่ี า้ น)

2) นักเรียนสามารถเรียนเกินช้ันเรียนของตัวเองขึ้นไป 2-3 ชั้นเรียน โดยท�ำแบบฝึกหัดประมาณ
180 แผน่ ต่อเดอื น (ถา้ นักเรียนเรยี นเกินช้นั เรียนของตวั เองขนึ้ ไป 2-3 ชน้ั เรียน โดยทำ� แบบฝึกหดั
นอ้ ยกวา่ 100 แผน่ ต่อเดือน เปน็ เรือ่ งอันตราย)

3) นักเรียนเรยี นรทู้ บี่ า้ นโดยการทำ� แบบฝกึ หัดต่อเนอ่ื ง 100 แผ่น
4) แม้จะขึ้นระดับ I หรือ J แล้ว แต่นักเรียนก็สามารถท�ำแบบฝึกหัดได้คร้ังละ 5 แผ่น (แม้นักเรียน

จะล�ำบากในการท�ำแบบฝึกหัดคร้ังละ 5 แผ่น ก็ไม่ลดจำ� นวนแผ่นลงเป็นคร้ังละ 3 แผ่น แต่จะให้
นักเรียนไดท้ ำ� แบบฝกึ หัดคร้งั ละ 5 แผ่น แม้จะตอ้ งยอ้ นกลับไป 50 – 100 แผน่ )
5) วางใจทีจ่ ะสรา้ งเดก็ ยอดเยยี่ ม (สามารถมีเดก็ นกั เรียนยอดเยี่ยมทก่ี ำ� ลงั ในการเรยี นร้ทู ี่แทจ้ ริง)
6) ทั้งนักเรียนและ Instructor สบาย
7) การเรียนรดู้ ้วยตนเองจะกลายเปน็ นิสยั การเรยี นของนักเรยี น
8) นกั เรียนจะมสี มาธมิ ากข้นึ
9) เวลาที่นักเรียนอยู่ท่ศี นู ย์จะสัน้ ลง (สามารถแนะนำ� ใหน้ กั เรยี นเรยี นครงั้ ละหลายวชิ าไดง้ ่ายข้ึน)
10) การสอนที่เปล่าประโยชน์ซึ่งท�ำให้เกิดช่องว่างระหว่างพัฒนาการและก�ำลังในการเรียนรู้ของ
นกั เรยี นลดลง
11) ปอ้ งกันการลาออกของนักเรียน (นกั เรียนทีเ่ ป็นนักเรยี นโครงการพเิ ศษจะมีพัฒนาการดี จงึ ไมค่ ่อย
ลาออกไปเรียนท่ีอน่ื )
12) ความสามารถในการสอนของ Instructor จะพฒั นาขน้ึ (สายตาในการใหส้ ิง่ ทพี่ อเหมาะพอดแี กเ่ ดก็
จะไดร้ ับการขดั เกลา)
13) ความไว้วางใจระหว่าง Instructor และผู้ปกครองจะมีมากขึ้น (พ่อแม่จะสนุกสนานกับการเรียน
และเขา้ ใจระบบคมุ องลกึ ซง้ึ ยิ่งขน้ึ นอกจากนกี้ ารสือ่ สารระหวา่ งผู้ปกครองและลกู จะดีข้นึ ด้วย)
14) แบง่ สมดุ บันทึกผลการเรยี น (Record Book) เปน็ เล่มที่ใชท้ ่ีศนู ย์ และใชท้ ่ีบ้าน เพ่อื ความสะดวก
15) จำ� นวนครผู ู้ชว่ ยไมจ่ �ำเป็นตอ้ งมาก (พืน้ ทีใ่ นศูนยก์ ็ไม่จ�ำเป็นตอ้ งใชม้ าก)

จากประสบการณ์ Instructor ทกุ ท่านอาจมขี อ้ อื่นอีกก็ได้ และถา้ จะจดั ลำ� ดับ <ลักษณะ
พิเศษ> ของนักเรียนโครงการพิเศษดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น จะจัดล�ำดับอย่างไร อยากให้
Instructor ทุกท่านได้ลองพูดคยุ กนั เอง และพูดคยุ กบั พนกั งานดู
ถา้ Instructor ท่านใดยังไม่ไดล้ องทำ� โครงการนี้ ผมอยากใหล้ องเลอื กนักเรียนในลกั ษณะ
ที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้เข้าเป็นนักเรียนโครงการพิเศษดู และทุกท่านจะเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า
“ความผิดไม่ได้อยู่ท่ีเด็ก” โดยเฉพาะอย่างย่ิงอยากให้แนะน�ำโครงการนี้ให้แก่นักเรียนท่ี
Instructor คดิ วา่ “ชว่ งนด้ี ูแปลกไป”

148

หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง

➣ นัักเรีียนที่่�หลัังจากเข้้าเรีียนผ่่านไปครึ่�งปีีแล้้วมีีจำำ�นวนการทำำ�ซ้ำำ��เกิินกว่่า 2 ครั้�ง หรืือ
จ�ำนวนแบบฝึกหัดท่ีท�ำใน 1 เดือนน้อยกว่า 100 แผ่น มีจ�ำนวนมากขึ้น ถ้าให้นักเรียน
ในกลุ่มน้ีซ่ึงคุณแม่สามารถช่วยตรวจงานท่ีบ้านได้ หรือนักเรียนสามารถตรวจงานท่ีบ้าน
ไดเ้ อง เปน็ นกั เรยี นโครงการพเิ ศษ เขาจะสามารถทำ� แบบฝกึ หดั ไดค้ รง้ั ละ 5 แผน่ อยา่ งสบาย
และกา้ วไปขา้ งหนา้ ไดอ้ ยา่ งราบรื่นโดยไมล่ ดจ�ำนวนแบบฝกึ หัดท่ีทำ� ลงเลย
➣ เด็็กบางคนเป็็นเด็็กยอดเยี่�ยม แต่่อาจมีีบางช่่วงที่่�สภาพการเรีียนตกลง ในกรณีีเช่่นนี้�
ก็เหมาะกบั การเลือกให้เขาเป็นนักเรียนโครงการพเิ ศษ
➣ ผมเชื่�อว่่าทุุกศููนย์์จะต้้องมีีนัักเรีียนลัักษณะดัังที่่�ผมได้้บอกไป ให้้ผู้�ปกครองได้้อ่่าน
ข้อความแนะน�ำในใบปลวิ “ขอเชญิ เข้ารว่ มเปน็ ‘นกั เรียนโครงการพิเศษ’” และหลังจาก
ได้รับความเห็นชอบแล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามค�ำอธิบายที่เขียนไว้ รับรองว่าจะต้องไปได้ดี
อย่างแนน่ อน

(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบับที่ 148 ปี 1994)

149

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

VI

ปี 1995

ก้าวสู่อนาคตที่สดใสย่งิ ข้นึ

150

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

เพือ่ เด็กจ�ำนวนมากท่สี ุดเท่าท่ีจะมากได้

พัันธกิิจของคุมุ อง
ปัญหาเร่ือง “การกล่ันแกล้งในโรงเรียน” เป็นปัญหาท่ถี ูกน�ำมาถกเถียงกันอย่างต่อเน่อื ง
ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา แม้ปัญหาดังกล่าวได้ถูกน�ำเสนอผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็
ไม่สามารถหาแนวทางแก้ไขท่ีชัดเจนออกมาได้ และในไม่ช้าการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหานี้
ก็คงจะซาไปเชน่ กัน ผมคิดว่าปญั หาทางด้านการศึกษา เช่น ปัญหาการกลน่ั แกล้งในโรงเรียนนี้
สาเหตสุ ำ� คญั ประการหนง่ึ เกดิ จากความไมร่ บั ผดิ ชอบของผเู้ กย่ี วขอ้ งในแวดวงการศกึ ษานนั่ เอง
ในระบบโรงเรียนซึ่งนักเรียนทุกคนเรียนเหมือนกันหมดนั้น ไม่สามารถให้ “การศึกษา
ที่พอเหมาะพอดี” กับเด็กแต่ละคนได้ แม้จะมีครูจ�ำนวนมากท่ีพร้อมจะอุทิศตนเพ่ือเด็ก
อยา่ งจริงจัง แตด่ ว้ ยวิธีการทใี่ ช้ในโรงเรียนท�ำให้การรบั ผดิ ชอบเดก็ เปน็ รายบคุ คลนั้นกลายเป็น
สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ระบบการเรียนแบบคุมองเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า “ความผิดไม่ได้อยู่ที่เด็ก”
แต่ครูในโรงเรียนจ�ำนวนไม่น้อยท่ีใช้ชีวิตการเป็นครู โดยมีความคิดฝังใจว่าตัวเองพยายาม
อยา่ งดที ่สี ดุ แล้ว แตเ่ ดก็ กไ็ มด่ ขี น้ึ เลย “ความผดิ อยู่ที่เดก็ ”
ผมคิดว่าระบบการเรียนแบบคุมองซึ่งปฏิบัติตามแนวคิดว่า “การเรียนรู้ที่พอเหมาะพอดี
เป็นสิ่งส�ำคัญที่สุดทางการศึกษา” จ�ำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาต่างๆ ทางด้าน
การศกึ ษาใหม้ ากยง่ิ ขน้ึ ไมเ่ ฉพาะปญั หาการกลน่ั แกลง้ ในโรงเรยี นเทา่ นน้ั การจะทำ� ใหส้ งั คมโลก
ดีขึ้นน้ัน เราต้องลดจ�ำนวนเด็กท่โี ชคร้ายให้น้อยลงท่สี ุดเท่าท่ีจะท�ำได้ และเพ่อื บรรลุเป้าหมาย
ดังกล่าว ผมอยากให้ Instructor ทุกท่านรับเด็กให้มากข้ึน ผมคิดว่าภารกิจส�ำคัญของผู้ที่
เกย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษาแบบคมุ องกค็ อื “การสรา้ งประโยชนแ์ กเ่ ดก็ จำ� นวนมากทส่ี ดุ เทา่ ทจ่ี ะทำ� ได”้
(เรอื่ งนมี้ คี วามสมั พนั ธอ์ ยา่ งใกลช้ ดิ กบั ลกั ษณะพเิ ศษของระบบการเรยี นแบบคมุ องขอ้ <85>
“การป้องกันไม่ให้นักเรียนไม่อยากไปโรงเรียน” และข้อ <86> “สายตาของแม่” ผมหวังเป็น
อย่างย่ิงว่า ทุกท่านจะได้ใช้โอกาสนี้คิดทบทวนอีกครั้ง ว่าท�ำไมเราจึงเข้ามามีส่วนเก่ยี วข้อง
กับระบบการเรียนแบบคุมอง)
เด็็กก่่อนวััยเรียี น (เด็ก็ ) รัักที่่�จะเรียี นรู้�
ในลกั ษณะพเิ ศษของระบบการเรยี นแบบคมุ องขอ้ <1> มคี ำ� กลา่ ววา่ “เราควรใหโ้ อกาสในการ
เรยี นรทู้ พ่ี อเหมาะพอดแี กเ่ ดก็ ในชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสม” มคี นผหู้ นง่ึ ถามผมวา่ “ทว่ี า่ ชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสม
คือเมื่อไร” ผมจึงถามกลับไปว่า “คุณคิดว่าเมื่อไรล่ะ” เขาตอบว่า “ตอนที่เด็กเกิดความสนใจ
ในการเรยี นรู้ และรสู้ กึ อยากเรยี น” ผมจงึ บอกวา่ “เปน็ คำ� ตอบทผี่ ดิ ” ถา้ เชน่ นน้ั ชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสม
คอื เมอื่ ไร คำ� บอกใบส้ ำ� หรบั คำ� ถามนอี้ ยใู่ นลกั ษณะพเิ ศษขอ้ <2> “เดก็ กอ่ นวยั เรยี นรกั ทจ่ี ะเรยี นร”ู้

151

หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง

ถ้าเราให้สิ่งท่ีพอเหมาะพอดี (เพลง หรือการอ่านหนังสือให้ฟัง) แก่เด็กทารก หรือเด็ก
ก่อนวัยเรียน เขาจะรักการเรียนรู้ และสามารถเรียนรู้เนื้อหาท่ีเทียบเท่ากับระดับมัธยมต้นได้
กอ่ นเขา้ โรงเรียนประถม

ในบรรดานกั วเิ คราะหเ์ กย่ี วกบั การศกึ ษาสำ� หรบั เดก็ เลก็ มบี างคนกลา่ วไวอ้ ยา่ งนา่ กลวั วา่
การใหค้ วามรดู้ า้ นวชิ าการใหแ้ กเ่ ดก็ ตง้ั แตเ่ ขายงั เปน็ เดก็ ทารก เปน็ การขดั ขวางการเจรญิ เตบิ โต
ของเขา และจะท�ำให้บุคลิกลักษณะนิสัยของเขาสับสน ที่กล่าวเช่นน้ันเพราะพวกเขาไม่รู้ว่า
“เด็กก่อนวัยเรียนรักท่ีจะเรียนรู้” มากขนาดไหน พวกเขาไม่ควรกล่าวเช่นนั้น เพราะจะท�ำให้
พอ่ แม่เกดิ ความสับสน และไม่ม่ันใจ
การที่คุมองจะรับผิดชอบต่อระบบการศึกษาต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง เราจ�ำเป็นต้องให้
สังคมโลกเข้าใจอย่างถูกต้อง “เพื่อเด็กจ�ำนวนมากที่สุด” ว่าเด็กทารกสนุกสนานกับเพลง
การอ่านหนังสือให้ฟัง หรือการ์ดอักษรคันจิเพียงใด เด็กมุ่งมั่นกับการต่อจ๊ิกซอว์หรือการฝึก
ลากเส้นขนาดไหน จากการเรียนรู้ต่างๆ สมาธิ ทักษะการท�ำงาน หรือความสามารถในการ
อ่านของเด็กพัฒนามากขึ้นแค่ไหน ความสามารถต่างๆ เหล่าน้ีต่างหากที่จะท�ำให้เขามี
บคุ ลิกลักษณะนิสัยทยี่ อดเย่ยี มต่อไป
ผมขอกลา่ วยำ�้ อกี ครงั้ วา่ “การรกั ทจ่ี ะเรยี นร”ู้ นน้ั ไมไ่ ดจ้ ำ� กดั เฉพาะเดก็ กอ่ นวยั เรยี นเทา่ นน้ั
ผมอยากเผยแพร่ให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนจากกรณีศึกษาต่างๆ ว่า “ทุกคนสามารถพัฒนา
ก้าวไปข้างหน้าได้ ถ้าเราให้สิ่งที่พอเหมาะพอดีแก่เขา” ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนประถม นักเรียน
มธั ยมตน้ นักเรียนมธั ยมปลาย ผู้ใหญ่ คนชรา หรอื แม้แต่เด็กทีม่ พี ฒั นาการผดิ ปกติ
บัันทึกึ แห่ง่ ความผิดิ พลาด
การทเี่ ราจะสอนสงิ่ ทพี่ อเหมาะพอดใี หแ้ กเ่ ดก็ ไดเ้ หมาะสมยิง่ ขนึ้ “เพอื่ เดก็ จำ� นวนมากทสี่ ดุ ”
เราตอ้ งย้อนกลับไปมองกรณศี ึกษาของเดก็ ๆ ท่เี คยเรียนกบั เรามาตลอด และพัฒนาเทคนิคการ
สอนของเราให้ดขี ้ึนเร่อื ยๆ
ดังนั้น งานด้านการศึกษาจึงเป็นงานท่ตี ้องค้นหาส่งิ ท่ีดีขึ้นอยู่เสมอไม่มีท่สี ้ินสุด แม้ระบบ
การเรียนแบบคุมองจะเป็นวิธีการเรียนการสอนท่ยี อดเย่ียมกว่ารูปแบบการศึกษาอ่ืนๆ แต่ก็
ไม่ใช่การศึกษาท่ีสมบูรณ์แบบ “แบบน้ีดีท่ีสุดแล้ว” ส่ิงส�ำคัญส�ำหรับเราคือเราต้องทบทวน
วิธีการในปัจจุบันของเราอยู่ตลอดเวลา และค้นหาวิธีที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และเผยแพร่ให้คนรุ่นหลัง
ตอ่ ไป เราจงึ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขแบบฝกึ หดั การคน้ ควา้ เกย่ี วกบั วธิ กี ารเรยี นการสอน
และการศึกษาวิจัยอย่างจรงิ จังเพ่อื พัฒนาเทคนคิ การสอนใหด้ ีข้ึน

152

หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง

ตอนทีผ่ มแนะนำ� โครงการนกั เรยี นพเิ ศษให้ Instructor ทา่ นหนงึ่ เม่อื ปีทแี่ ลว้ Instructor
ท่านน้ันบอกว่า “วิธีการสอนแบบท่ผี ่านมาก็ไปได้ดีอยู่แล้ว.......” เม่อื ผมได้ฟัง ผมรู้สึกทันทีว่า
ช่างเปน็ เร่อื งที่น่ากลัวเหลอื เกนิ แล้วผมกค็ ดิ ถงึ เรอ่ื งๆ หนึง่ ขนึ้ มาได้
นายแพทย์ผู้มีช่ือเสียงท่านหน่ึงได้กล่าวไว้ในการบรรยายของท่านว่า “การตรวจรักษา
ท่ผี ่านมาของผม มีการตรวจรกั ษาผิดพลาด 30%” บคุ คลทั่วไปท่เี ข้าฟังการบรรยายตกใจมาก
พากันคิดว่า “นายแพทย์มีชื่อเสียงขนาดน้ี ตรวจรักษาผิดพลาดถึง 30% เชียวหรือ” ด้าน
ผู้เก่ียวข้องกับวงการแพทย์ที่ฟังอยู่ก็ตกใจเช่นกันว่า “ตรวจรักษาผิดพลาดแค่ 30% เอง
หรอื ชา่ งสมกบั เป็นนายแพทย์ผ้มู ีช่ือเสยี งจริงๆ”
ผมร่วมกับ Instructor ท่บี อกว่า “วิธีการสอนแบบท่ีผ่านมาก็ไปได้ดีอยู่แล้ว” วิเคราะห์
นักเรียนของเธอ โดยดูจากบันทึกผลการเรียนที่ผ่านมาในช่วง 5 ปี (หรือจนกระทั่งลาออก)
ระหว่างพูดถึงนักเรียนแต่ละคน Instructor ท่านน้ันก็สังเกตเห็นว่าบันทึกโดยส่วนใหญ่เป็น
บันทึกแห่งความผิดพลาด จากน้ัน Instructor ท่านน้ันได้ทดลองโครงการนักเรียนพิเศษ
และโทรศัพท์มาบอกผมว่า “นักเรียนโครงการพิเศษเป็น ‘การเรียนรู้อย่างพอเหมาะพอดี’
อย่างแทจ้ รงิ ทผ่ี ่านมาไม่ใช่การเรียนรู้ที่พอเหมาะพอดีเลย”
ผมคดิ วา่ โครงการนกั เรยี นพเิ ศษเปน็ การสอนทีด่ ที สี่ ดุ ในตอนนขี้ องระบบคมุ อง ซงึ่ รบั ผดิ ชอบ
ต่อก�ำลังในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ดังน้ัน ผมจึงปรับข้อความในลักษณะพิเศษข้อ <12>
“การก�ำหนดจดุ เรม่ิ ต้นการเรียน” ดงั นี้

คาดการณ์นักเรียนใหม่ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนจนเป็นนักเรียนโครงการพิเศษ กล่าวคือ
• หลังจากเข้าเรียนแล้วให้เขาก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องทำ�ซ้�ำสักระยะหน่ึง แต่ถ้า
เขาเริ่มลำ�บากท่ีจะทำ�แบบฝึกหัดได้ภายในเวลา SCT ให้เขาซ�้ำหนึ่งครั้ง (ย้อน
20 แผน่ และทำ� 40 แผน่ )
• ถ้าเร่ิมลำ�บากในการทำ�ซ�้ำหน่ึงครั้ง ให้เขาทำ�ซ�้ำสองคร้ัง (ย้อน 40 แผ่น และทำ�
60 แผ่น)
• ถ้าเร่ิมลำ�บากในการทำ�ซ�้ำสองครั้ง ย้อนกลับไป 100 แผ่น โดยให้เขาทำ�ที่ศูนย์
ครั้งละ 5 แผ่น และให้ลดลงไปอีก 50 แผ่นในการทำ�ท่ีบ้าน และให้เขาเป็นนักเรียน
โครงการพิเศษทส่ี ามารถทำ�แบบฝกึ หดั 100 แผน่ ภายใน 3 สปั ดาห์

นอกจากนี้ ในลักษณะพิเศษข้อ <72> ในหัวข้อ “นักเรียนโครงการพิเศษ” เขียน
ไว้ว่า “นักเรียนที่ท่าทางไม่ค่อยดี หรือท่าทางจะแย่......” “นักเรียนที่ท่าทางไม่ค่อยดี” ในที่นี้
หมายถึง “นักเรียนประถมต้นลงไปท่ที �ำแบบฝึกหัดต่� ำกว่า 60 แผ่นในหน่งึ เดือน และนักเรียน
ประถมปลายขน้ึ ไปทท่ี �ำแบบฝึกหดั ต�่ำกว่า 40 แผ่นในหนึ่งเดือน”

153

หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง

เราควรเริ่มต้นนักเรียนโครงการพิเศษ แม้จะเริ่มจากสองหรือสามคนก็ตาม ศูนย์ที่
ไม่สามารถเลือกนักเรียนสองหรือสามคนมาเป็นนักเรียนโครงการพิเศษได้ ก็ไม่สมควรด�ำรง
อย่ตู ่อไป ผมคดิ วา่ ภายในสิ้นปนี ้ีจะไม่มีศนู ย์ใดทไ่ี ม่มนี ักเรยี นโครงการพเิ ศษ

(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบับที่ 151 ปี 1995)

154

หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง

การพัฒนาความสามารถของ Instructor

ความสำำ�คััญของการมีนี ัักเรียี นจำำ�นวนมาก
วารสารยามาบิโกะฉบับเดือนมีนาคมท่ีผ่านมากล่าวว่า “เราควรมีจ�ำนวนนักเรียนเพ่ิม
มากขึ้น เพื่อลดจำ� นวนเดก็ ผู้โชคร้ายใหน้ ้อยลง และท�ำให้โลกของเราดขี ้ึน”
เมื่อก่อนมีคนบอกผมบ่อยๆ ว่า “น่าจะรู้ว่ามีวิธีการเรียนแบบนี้เร็วกว่าน้ี” ซึ่งทุกคร้ัง
ผมกอ็ ดรสู้ กึ เสยี ใจไมไ่ ด้ ระยะหลงั มาน้ี ผมคดิ วา่ ผปู้ กครองทไ่ี มร่ จู้ กั “ระบบการเรยี นแบบคมุ อง”
มีน้อยลง อย่างไรก็ตาม เราคงยังพูดอย่างชัดเจนลงไปไม่ได้ ว่าคนจ�ำนวนมากเข้าใจถึงเนื้อหา
ของระบบการเรียนแบบคุมอง และรู้ว่าท�ำไมเราจึงต้องการให้เด็กจ�ำนวนมากขึ้นได้เรียนรู้
ด้วยระบบคุมอง เราต้องพยายามย่งิ ขึ้นไปอีกเพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจระบบการเรียนแบบคุมอง
อย่างถูกตอ้ ง และใหโ้ อกาสเด็กจำ� นวนมากทสี่ ุดไดเ้ รยี นรดู้ ้วยระบบคุมอง
ผมอยากกลา่ วยำ�้ อกี ครง้ั วา่ การใหเ้ ดก็ จำ� นวนมากทส่ี ดุ ไดเ้ รยี นรดู้ ว้ ยระบบคมุ องนน้ั เปน็ การ
พัฒนาศักยภาพในการสอนของ Instructor ทุกท่านด้วย ผมได้กล่าวไว้ในลักษณะพิเศษ
ข้อ <6> ดงั น้ี

ความสามารถในการสอน คอื ความสามารถในการคน้ พบสง่ิ ที่พอเหมาะพอดกี ับเดก็ แตล่ ะคน
การมีกรณีศึกษาของเด็กเป็นจำ�นวนมาก และการฟังความคิดเห็นของผู้อื่นจะทำ�ให้ความ
สามารถในการสอนพฒั นายง่ิ ขนึ้ แทนทจ่ี ะมงุ่ เนน้ กบั เดก็ เกง่ จำ�นวนเพยี งนอ้ ยนดิ Instructor
ควรมีนักเรียนจำ�นวนมากข้ึน และหม่ันไปเยี่ยมชมศูนย์อ่ืนๆ เพื่อพัฒนาความสามารถในการ
สอนของตวั เอง ยิ่งสามารถพัฒนาศักยภาพของเดก็ ได้มากเท่าไร ความสามารถของตัว In-
structor เองกย็ ง่ิ เพิม่ มากขนึ้ เท่านนั้

การพฒั นานกั เรยี น กค็ อื พฒั นาการของ Instructor และดว้ ยพฒั นาการของ Instructor นเี้ อง
ทท่ี ำ� ให้เราสามารถพัฒนาเด็กไดด้ ีย่ิงขนึ้
เพื่อพัฒนาการของ Instructor เราควร “มีนักเรียนจ�ำนวนมากขึ้น แทนท่จี ะมุ่งเน้นกับ
เด็กเก่งจ�ำนวนเพียงน้อยนิด” ถ้าเรามีกรณีศึกษาจ�ำนวนน้อย ความสามารถในการวิเคราะห์
ระดับความสามารถของเด็กก็จะพัฒนาได้ยาก และการจะให้ “การเรียนรู้ท่ีพอเหมาะพอดี”
แก่เด็กก็เป็นไปได้ยากด้วย แต่ถ้าเรามีกรณีศึกษาจ�ำนวนมาก ความสามารถในการสอน และ
สายตาในการวิเคราะห์ “ส่ิงทีพ่ อเหมาะพอดี” ส�ำหรับเด็กแตล่ ะคนกจ็ ะได้รับการพัฒนาดว้ ย

155

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

เรียี นรู้้�จาก “Tsukushinbo Nobita”
Instructor ของคุมองพัฒนาความสามารถในการสอนของตนเองโดยการเรียนรู้จากเด็ก
การลืมนึกถึงเร่ืองนี้เป็นส่ิงท่ีพวกเราทุกคนต้องกลัว หากเป็นเช่นนั้น สายตาในการวิเคราะห์
“ส่ิงท่ีพอเหมาะพอดี” ส�ำหรับเด็กก็จะขุ่นมัว และการพัฒนาเด็กให้ดีก็จะเป็นไปได้ยาก
นอกจากน้ีจ�ำนวนนักเรียนก็ไม่มีทางเพิ่มขึ้น การสอนเด็กที่เก่งที่สุด และอ่อนที่สุดในศูนย์
เป็นสงิ่ ที่ยากมาก กล่าวคือ การสอนในแบบที่ “ย่� ำอยกู่ ับที่” หรอื สอนไปทัง้ ท่ไี มร่ ู้ จะท�ำให้เด็ก
ที่ควรพัฒนามากขน้ึ ไมไ่ ด้รบั การพฒั นา และต้องทกุ ขท์ รมานกับการไมไ่ ดเ้ รยี น “สง่ิ ท่พี อเหมาะ
พอดี” กับตัวเขา เราควรให้ความส�ำคัญกับการดูเด็กเป็นจ�ำนวนมาก เพราะจะท�ำให้เรามี
กรณีศึกษาใหม่ๆ เสมอ ในขณะเดียวกันความสามารถในการสอนของเราก็จะกว้างข้ึนด้วย
ส่ิงตา่ งๆ เหลา่ นจ้ี ะไม่ท�ำให้เราย่� ำอยู่กับที่ และสอนไปท้ังที่ไมร่ ู้ นอกจากนีย้ ังเป็นเรอ่ื งท่นี า่ ยินดี
อย่างย่ิงสำ� หรับ Instructor ดว้ ย เพราะเปน็ ความท้าทายทจ่ี ะพฒั นาความสามารถในการสอน
ของ Instructor เอง
เราควรคิดว่าส�ำหรับเด็กยอดเย่ียมท่ีพัฒนาไปได้ดีมากโดยไม่มีปัญหาใดๆ เราจะท�ำ
อย่างไรให้เขามีพัฒนาการดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การวิเคราะห์พัฒนาการของเด็กโดยสังเกต
จากการสอนเด็กก่อนวัยเรียน และเด็กท่ีมีพัฒนาการผิดปกติ ก็จะท�ำให้ความสามารถในการ
สอนของเราไดร้ ับการขัดเกลาด้วย
การมีกรณีศึกษาของเด็กก่อนวัยเรียนจ�ำนวนมากก่อนจะสอนเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ
เป็นสิ่งส�ำคัญมาก แต่สภาพความก้าวหน้าของเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติมีลักษณะ
คอ่ นขา้ งชา้ ทำ� ใหเ้ ราเหน็ กระบวนการของความกา้ วหนา้ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน ดงั นนั้ การวเิ คราะหแ์ ละ
เรียนรู้จากความก้าวหน้าของเด็กท่ีมีพัฒนาการผิดปกติ จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก
ตอ่ การสอนเดก็ ที่มีพฒั นาการปกติดว้ ย
ส่งิ ทก่ี ลา่ วมานนั้ คือสาเหตุทผ่ี มแนะนำ� ให้ Instructor ทุกท่าน รวมท้งั Instructor ท่ไี ม่ได้
สอนเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติอ่าน “Tsukushinbo Nobita” ซึ่งส่งไปพร้อมกับจดหมายข่าว
ทุกปี Instructor ทุกท่านคงได้รับ “Tsukushinbo Nobita” ของปีนี้ ซ่ึงส่งไปพร้อมกับ
จดหมายข่าวเดอื นมนี าคมเรียบรอ้ ยแลว้ และบางท่านคงได้อา่ นแล้ว ผมขอให้ทกุ ทา่ นต้ังใจอา่ น
มากข้ึน เพื่อเรยี นรู้สงิ่ ตา่ งๆ ให้มากทสี่ ดุ
เพื่อ�่ ให้้ศููนย์์เป็็นที่�ไว้ว้ างใจยิ่่�งขึ้�น
ในหัวข้อที่ผ่านมา ผมได้พูดถึงความน่ากลัวของ “การย�่ำอยู่กับที่” และการสอนในแบบ
ของตัวเองทั้งที่ไม่รู้ “การย�่ำอยู่กับท่ี” ท�ำให้เราไม่สามารถพัฒนาเด็กได้อย่างเต็มท่ี ซึ่งท�ำให้

156

หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง

ผูป้ กครองสูญเสียความไวว้ างใจในศนู ยข์ องเราไปดว้ ย
ในกรณีที่การสอนของเราพบทางตัน เราควรพิจารณาอย่างจริงจังว่าการเรียนในปัจจุบัน
ของเด็ก “พอเหมาะพอดี” กับเด็กคนน้ันหรือไม่ นอกจากน้ี ถ้าเรา “ฟังความคิดเห็นของ
ผ้อู ื่น และไปเยยี่ มชมศนู ย์อนื่ ” เราก็จะพบหนทางแกป้ ัญหาตา่ งๆ ไดม้ ากขึ้นดว้ ย
ส่ิงที่ผมอยากเน้นย�้ำอีกคร้ัง ณ ท่ีนี้ คือ “ความพอเหมาะพอดี” ของคุมอง หมายถึง
“ความพอเหมาะพอดีด้านพัฒนาการ (ความสามารถในการเรียนรู้)” นั่นเอง บางครั้งเราอาจ
ไดย้ นิ วา่ “ความพอเหมาะพอดที างความรสู้ กึ ” แตผ่ มอยากใหท้ กุ ทา่ นไดเ้ ขา้ ใจตรงกนั อกี ครงั้ วา่
ความพอเหมาะพอดที างความรสู้ กึ จะเกดิ ขนึ้ ไดก้ ต็ อ่ เมอ่ื มี “ความพอเหมาะพอดดี า้ นพฒั นาการ”
ทีม่ นั่ คงแล้ว และนี่เปน็ เหตุผลหนึง่ ท่มี ีนักเรียนโครงการพิเศษ
ปัจจุบันมีศูนย์จ�ำนวนมากท่ีมีนักเรียนโครงการพิเศษ Instructor ท่านหน่ึงบอกผมว่า
“นักเรียนโครงการพิเศษเป็น ‘การเรียนรู้อย่างพอเหมาะพอดี’ อย่างแท้จริง ท่ีผ่านมาไม่ใช่
การเรยี นรทู้ ่พี อเหมาะพอดเี ลย”
ผมจึงพูดย�้ำอีกคร้ังว่า “โครงการนักเรียนพิเศษมีข้ึนเพ่ือสร้างก�ำลังในการเรียนรู้ท่ีม่ันคง
ซึ่งเหมาะกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน เมื่อมองจากมุมมองของผู้สอน โครงการน้ีมีข้ึน
เพือ่ ให้เราสามารถสอนได้โดยเกิดประโยชน์สูงสุดแกเ่ ด็ก และค้นหาสง่ิ ทีพ่ อเหมาะพอดสี ำ� หรับ
เด็กแตล่ ะคนได”้
ถ้าเราสามารถสร้างกำ� ลังในการเรียนรู้ให้แก่เด็กจำ� นวนมากท่ีสุดได้ด้วยโครงการนักเรียน
พิเศษ ผู้ปกครองก็จะให้ความไว้วางใจศูนย์มากขึ้นตามไปด้วย และเม่อื เป็นเช่นนั้นจ�ำนวน
นักเรียนก็จะเพ่ิมข้ึนอย่างแน่นอน ซ่ึงจะท�ำให้เรามีกรณีศึกษามากขึ้น และความสามารถ
ในการสอนของเรากจ็ ะไดร้ บั การพฒั นาขน้ึ ดว้ ย
ผมคดิ วา่ เราต้องทำ� โครงการนักเรยี นพิเศษอย่างจรงิ จัง และศึกษาวจิ ยั อย่างลึกซึ้งยง่ิ ขึ้น

(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบบั ท่ี 152 ปี 1995)

157

หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

ศูนยท์ ีด่ เี ปน็ อย่างไร

ศูนู ย์ข์ องตััวเองอยู่่�ลำำ�ดัับไหน
ส่ิงหนึ่งที่ผมมักได้ยินจากพนักงานบ่อยๆ คือ พนักงานจะมีปัญหาในการตอบค�ำถาม
ผปู้ กครองทยี่ า้ ยทีท่ �ำงาน หรอื ย้ายถิน่ ฐาน ทำ� ให้ตอ้ งย้ายศูนย์จากศนู ย์ A ไปศนู ย์ B วา่ “ทั้งท่ี
เป็นระบบคุมองเหมือนกัน แต่ท�ำไมต่างกันแบบนี้” เป็นความจริงท่ีศูนย์คุมองแต่ละศูนย์
จะมีลักษณะเฉพาะของศูนย์เอง ข้ึนอยู่กับบุคลิกส่วนตัวของ Instructor หรือสภาพแวดล้อม
ของพ้ืนท่ีนั้นๆ แต่ลักษณะเฉพาะตัวดังกล่าวจะต้องไม่เบ่ียงเบนไปจากพื้นฐานการสอนของ
ระบบการเรียนแบบคุมอง ซึ่ง ‘คู่มือการเรียนคุมอง’ ก็ได้ผลิตข้ึนเพ่ือป้องกันปัญหาดังกล่าว
และเน่ืองจากศูนย์ทุกศูนย์ปฏิบัติตามข้อมูลพ้ืนฐานที่ปรากฏอยู่ใน ‘Instruction Principles
and Guide’ และ ‘คู่มือการเรียนคุมอง’ อย่างเคร่งครัด ท�ำให้ค�ำถามเป็นเชิงไม่พอใจว่า
“ท้ังที่เป็นระบบคุมองเหมือนกัน...” ลดน้อยลง และผู้ปกครองเห็นว่าศูนย์ A ซึ่งเคยเรียน
มาน้นั มีข้อดอี ย่างไรบ้าง และศนู ย์ B มลี กั ษณะพิเศษทย่ี อดเยย่ี มตา่ งออกไปอยา่ งไร
นอกจากน้ี ผมยังเคยได้ยินพนักงานเล่าให้ฟังว่า เวลามีผู้สอบถามมาที่ส�ำนักงานให้
“ช่วยแนะน�ำศูนย์ดีๆ ให้หน่อย” บางคร้ังผู้ตอบค�ำถามรู้สึกอยากแนะน�ำศูนย์ซ่ึงอยู่ห่างจาก
ท่ีอยู่ของผู้สอบถาม ท้ังท่ีมีศูนย์ท่ีใกล้กว่านั้น ในเวลาท่ีมีผู้สอบถามเข้ามาเช่นนั้น Instructor
มั่นใจหรือไม่ว่าศูนย์ของตัวเองเป็นศูนย์ท่ีทางส�ำนักงานสาขาจะแนะน�ำให้ผู้สอบถามอย่าง
แน่นอน ผมคิดว่า Instructor ควรพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กับทางส�ำนักงานสาขาของท่านอย่าง
จริงจัง
ถ้ามีศูนย์ 100 ศูนย์ แน่นอนว่าจะต้องมีศูนย์ตั้งแต่ล�ำดับที่ 1 ถึง 100 ซ่ึงวัดจาก
ความสามารถในการสอนของ Instructor และสิง่ นเ้ี องทำ� ใหเ้ รารสู้ กึ ยนิ ดกี บั พฒั นาการในแตล่ ะ
ก้าวของเรา วันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวานน้ี และพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันน้ี ดังน้ันเราจึงจ�ำเป็น
ต้องเรียนรู้เพ่ือก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่าน “ค�ำกล่าวของ
Instructor ทา่ นหนึ่ง” ซ่งึ อยู่บนปกด้านในของ ‘Instruction Principles and Guide’ อีกครัง้
ขอ้ ความดงั กลา่ วแสดงถงึ พนื้ ฐานทางดา้ นจติ วญิ ญาณ และความรสู้ กึ ของ Instructor ของคมุ อง
ผมคิดว่าตราบใดท่ีเรายังไม่ลืมความรู้สึกดังกล่าว แม้ศูนย์ของเราจะอยู่ล�ำดับท่ี 100 เราก็ยัง
สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า “ระบบการเรียนแบบคุมองยอดเยี่ยมกว่าการไปเรียนในโรงเรียน
กวดวิชาอืน่ ๆ”

158

หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง

ความสำำ�คััญในการปฏิบิ ััติิตามพื้�นฐานอย่า่ งเต็็มที่�
การทศี่ นู ยแ์ ตล่ ะศนู ยม์ ลี กั ษณะเดน่ ของตวั เองนนั้ เปน็ สิง่ ทีด่ ี แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม ศนู ยท์ กุ ศนู ย์
ต้องปฏบิ ัตติ ามพ้ืนฐานในการสอนอย่างเครง่ ครัดเต็มที่
(1) ให้นกั เรียนเรยี นรแู้ บบฝึกหัดดว้ ยตัวเอง
(2) ให้นกั เรียนทำ� แบบฝึกหดั จนได้ 100 คะแนนเต็ม
(3) ใหน้ ักเรยี นจับเวลาขณะท�ำแบบฝกึ หดั
(4) บันทึก (หรือใหน้ ักเรียนบนั ทึก) ผลการเรียนในแต่ละครั้ง
(5) ใหน้ กั เรยี นท�ำแบบฝกึ หดั ตามล�ำดับ
นอกจากส่ิงที่ได้กล่าวมาแล้วท้ัง 5 ข้อ ยังมีการก�ำหนดจุดเร่ิมต้นในการเรียนตามผล
ของแบบทดสอบวัดระดับ (DT) การท�ำซ้�ำ และปรับพัฒนาการของนักเรียนอย่างเหมาะสม
โดยพิจารณาจากเวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัด (SCT) การตรวจเช็คการบ้านและให้
นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดทุกวันอย่างเคร่งครัด การให้นักเรียนท�ำแบบทดสอบจบระดับเม่ือ
เรียนจบแต่ละระดับเพ่ือทดสอบความช�ำนาญ หากขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหน่ึงก็ไม่สามารถ
เรียกได้ว่าเป็นศูนย์คุมอง พื้นฐานต่างๆ เหล่าน้ีไม่ใช่ส่งิ ท่ีจะมองข้ามได้ แม้จะมีประสบการณ์
เพิ่มข้ึนอยา่ งมากมาย
อาจเปน็ การกลา่ วซำ�้ กับ “พน้ื ฐานในการสอน” ซง่ึ กลา่ วไปแล้วข้างต้น ใน ‘จดหมายข่าว
เดือนพฤษภาคม’ ผมได้เขียนถึงหัวข้อ 4 หัวข้อดังจะได้กล่าวต่อไป ซ่ึงผมคิดว่ามีความ
ส�ำคัญมาก และในการปรับปรุง ‘ลักษณะพิเศษของระบบการเรียนแบบคุมอง’ คร้ังต่อไป
ผมจะใสห่ ัวขอ้ “ศนู ยท์ ่ีดเี ป็นอย่างไร” ลงไปดว้ ย
(1) สอนโดยยึดเวลามาตรฐานในการทำ� แบบฝึกหัด (SCT) เป็นส�ำคัญ
(2) ตรวจเช็คแบบฝึกหดั อย่างเรยี บร้อย และคนื ให้นกั เรยี นในวันน้ัน
(3) บันทกึ ผลการเรียนลงในสมุดบนั ทกึ ผลการเรยี นอย่างเรียบร้อย
(4) ใหน้ ักเรยี นทำ� แบบทดสอบจบระดับทกุ ครั้ง และให้ผา่ นดว้ ย Group 1 หรือ Group 2
แตเ่ มื่อลองคิดดูให้ดี ผมก็อดรู้สกึ ไม่ไดว้ า่ สงิ่ ที่ผมกลา่ วมาทงั้ 4 ข้อนี้ เป็น “เรื่องธรรมดา”
ของศนู ยค์ มุ อง อยา่ งไรกต็ าม เราสามารถปฏบิ ตั ติ าม “เรอื่ งธรรมดา” เหลา่ นไี้ ดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด
ผมเป็นห่วงว่าเราอาจไม่ได้ท�ำสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ จนท�ำให้เกิดข้อสงสัยดังที่กล่าวไป
ข้างตน้ วา่ “ทั้งที่เป็นระบบคุมองเหมือนกนั แต่ท�ำไมต่างกนั แบบน”้ี

159

หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง

การค้้นพบสิ่�งใหม่่ๆ จากโครงการนัักเรียี นพิิเศษ
ปัจจุบันมีศูนย์เกือบ 40% ที่มีโครงการนักเรียนพิเศษ และ Instructor หลายๆ ท่าน
บอกผมว่า “ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน” ท�ำให้ผมรู้สึกดีใจที่ได้แนะน�ำโครงการ
นักเรียนพิเศษน้ีให้แก่ทุกท่าน และเน่อื งจากนักเรียนในโครงการพิเศษจะรู้ถึงจุดผิดของตัวเอง
และสามารถแก้ไขได้ทันทีทั้งการเรียนที่ศูนย์และที่บ้าน กล่าวคือมีการตรวจเช็คทันที และ
แก้ไขทันที จึงท�ำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนยิ่งขึ้น และผลการเรียนก็ดีข้ึน
อย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง Instructor หลายๆ ท่านก็สังเกตเห็นจุดน้ีเช่นกัน นอกจากน้ี ถ้านักเรียน
โครงการพิเศษเพ่ิมขึ้น จ�ำนวนการตรวจแบบฝึกหัดในศูนย์ก็จะลดลง ซ่งึ น่าจะท�ำให้การตรวจ
แบบฝึกหัดและคืนให้นักเรียนในวันน้ันของนักเรียนคนอ่นื ๆ ในศูนย์เป็นไปได้ด้วย จากข้อมูล
ท่ีเก็บรวบรวมมา พบว่านักเรียนโครงการพิเศษโดยส่วนใหญ่จะสามารถท�ำแบบทดสอบจบ
ระดับผ่านโดยได้ Group 1 หรือ Group 2 แม้จะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว แต่ก็ท�ำให้เรา
มัน่ ใจย่งิ ขนึ้ ว่าการสอนแบบนท้ี �ำใหเ้ กิดประสทิ ธผิ ลในการเรยี นสงู
อย่างไรก็ตาม ยังมี Instructor อีกประมาณ 60% ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการสอน
นักเรียนโครงการพิเศษ แต่ผมก็ได้รับรายงานว่าในสัมมนาเดือนมิถุนายนที่โตเกียว และ
โอซากา ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนักเรียนพิเศษน้ีอย่างจริงจัง และ
มี Instructor หลายท่านที่ได้ทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง และอยากน�ำโครงการนักเรียนพิเศษนี้
ไปใช้ท่ีศูนย์บ้าง ผมหวังเป็นอย่างย่ิงว่า Instructor ทุกท่านจะได้มีการแลกเปล่ียนข้อมูล
ระหวา่ งกนั รวมทงั้ แลกเปลี่ยนข้อมลู กบั พนกั งาน เพ่ือใหไ้ ดข้ ้อมูลทถ่ี กู ตอ้ งและดีย่ิงข้นึ และให้
Instructor ทุกท่านได้น�ำโครงการนักเรียนพิเศษน้ีไปใช้ที่ศูนย์โดยเร็วที่สุด เพราะผมเชื่อว่า
ถ้า เปิดศูนย์มา 3 ปีข้ึนไป หรือมีนักเรียนมากกว่า 100 คน จะต้องมีกรณีของ “นักเรียนท่ี
สภาพการเรียนไม่ค่อยดี” อย่างแน่นอน และส่ิงท่ีจะช่วยนักเรียนท่ีสภาพการเรียนไม่ค่อยดี
หรือมีแนวโน้มว่าจะไม่ดี ก็คือโครงการนักเรียนพิเศษน่ันเอง ดังน้ันเราจึงมีความจ�ำเป็นท่ีจะ
ตอ้ งเพ่มิ กรณศี กึ ษาของนกั เรยี นให้มากข้ึน
การท่ีเรามีกรณีศึกษาของนักเรียนมากข้ึน จะท�ำให้เราได้รู้เร่อื งราวต่างๆ เพ่มิ ขึ้น และได้
คน้ พบสงิ่ ใหม่ๆ ซึ่งเก่ยี วเน่ืองกบั การสอนของตวั เราเองด้วย
จากกรณศี กึ ษาของ Instructor ท่านหนงึ่ นกั เรียนซึ่งไดเ้ ข้าร่วมในโครงการนกั เรียนพิเศษ
คนหน่งึ ดีใจมากท่เี ขาไดเ้ ข้ารว่ มโครงการนี้ ทำ� ใหเ้ ขาเรยี นอยา่ งตัง้ ใจ เขาสามารถทำ� แบบฝกึ หดั
ท่ีบ้านได้ถึงวันละ 10 – 20 แผ่น ไม่ใช่ 5 แผ่นอย่างท่ีผ่านมา ท�ำให้ Instructor ท่านนั้น
ย้อนกลับมามองว่าที่ผ่านมาตัวเองอาจจะกดเด็กมากเกินไปหรือเปล่า และเป็นโอกาสให้
Instructor ท่านนั้นได้ย้อนกลับไปพิจารณาแผนการเรียนของนักเรียนทุกคนในศูนย์อีกครั้ง

160

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

นอกจากนี้ ยังมี Instructor ท่านอ่ืนๆ บอกผม ว่าตอนแรกคิดว่านักเรียนสามารถผ่านจุดท่ี
ยากบางจุดไปได้ด้วยความสามารถในการสอนของ Instructor เอง แต่จริงๆ แล้วเป็น
เพราะการให้นักเรียนท�ำซ�้ำในบางจุดน้อยเกินไปต่างหาก และบางท่านก็ได้ให้ค�ำแนะน�ำ
เก่ียวกับแบบฝึกหัดซึ่งอาจจะเป็นจุดที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่า “แบบฝึกหัดช่วงน้ี ปรับปรุง
ในลักษณะนน้ี า่ จะดกี วา่ ”
กรณีศึกษาจ�ำนวนมากจะกลายเป็นวัตถุดิบให้เราสามารถพัฒนาวิธีการเรียนการสอน
และปรับปรุงแบบฝึกหัดให้ดีขึ้นได้ การแลกเปล่ียนข้อมูลระหว่าง Instructor กับส�ำนักงาน
สาขา และส�ำนักงานใหญ่ จะท�ำให้แบบฝึกหัด และวิธีการเรียนการสอนของเราพัฒนาขึ้น
อยา่ งแน่นอน

(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบับที่ 154 ปี 1995)

161

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

ประวััติคิ วามเป็น็ มาของคุุณโทรุุ คุมุ อง
ดััชนีีบทนำำ�เข้้าเรื่่อ� ง “วารสารยามาบิโิ กะ”

162

หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง

ประวตั คิ วามเปน็ มาของคุณโทรุ คุมอง

1914 เกิดที่เมืองโอทสึ จังหวัดโคจิ (เดิมเป็นหมู่บ้านโอทสึ ต�ำบลนางาโอกะ) เมื่อวันที่
26 มนี าคม เป็นบุตรชายคนที่สองของนายคุมะโนะสึเกะ และนางโคโยชิ
1920 เขา้ เรียนในโรงเรยี นประถมศึกษาชโิ มจิ (ปัจจบุ นั คอื โรงเรียนประถมศึกษาโชวะ)
1926 เขา้ เรียนในโรงเรยี นมัธยมศึกษาตอนต้นโทสะ ภาคปกติ
1930 เข้าเรียนในโรงเรียนมธั ยมศึกษาตอนปลายโคจิ สาขาวทิ ยาศาสตร์
1933 เขา้ ศกึ ษาตอ่ ในสาขาวชิ าคณิตศาสตร์ คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั โอซากา
1936 จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโอซากา เข้าเป็นอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา
ตอนตน้ ไคนนั ประจำ� จังหวัดโคจิ (ปจั จบุ ันคือโรงเรยี นมัธยมศกึ ษาตอนปลายโคจโิ อสึ)
1937 ได้รับคดั เลอื กเปน็ ทหาร
1938 เดนิ ทางไปแมนจเู รีย
1940 พน้ หนา้ ทที่ างทหาร กลับประเทศญปี่ ุน่
1941 เขา้ เป็นอาจารยป์ ระจ�ำกองการบนิ ทหารเรือทสึจิอรุ ะ
1945 แต่งงานกับนางสาวเทโกะ นางาอิ
1946 เข้าเปน็ อาจารย์ในโรงเรียนมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ เทนริ และทาเคช-ิ บุตรชายคนโต
ถอื กำ� เนิด
1947 เขา้ เปน็ อาจารยใ์ นโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาตอนปลายโคจิ ประจำ� เมืองโคจิ
1949 เข้าเป็นอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายโทสะ ฮิโรชิ-บุตรชาย
คนทีส่ อง ถอื กำ� เนดิ และเปิดบา้ นสอนวชิ าคณติ ศาสตรแ์ ละภาษาองั กฤษ
1950 มาโฮโกะ (ปจั จบุ ันใชน้ ามสกลุ ชินโจ) - บุตรสาว ถือก�ำเนิด
1952 เข้าเปน็ อาจารย์ในโรงเรยี นเอกชนโอเทะมน
1953 เขา้ เป็นอาจารย์ในโรงเรยี นมัธยมศึกษาตอนปลายซากุระมยิ ะ ประจำ� เมอื งโอซากา
1954 เร่มิ ให้บตุ รชายคนโตซึง่ เป็นนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ในขณะนั้น ทำ� แบบฝกึ หัด
คำ� นวณดว้ ยรปู แบบการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง โดยเขยี นแบบฝกึ หดั ลงในกระดาษเปน็ แผน่ ๆ
1955 คุณเทโกะ คุมอง เริ่มเปิดศูนย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ศูนย์แรก โดยใช้แบบฝึกหัด
ของคุมอง ทเี่ มืองโมริงจุ ิ จังหวดั โอซากา
1957 คุณเทโกะ คุมอง เปดิ ศูนยส์ อนวชิ าคณิตศาสตร์ ทีเ่ มืองโทโยนากะ
1958 เปิดส�ำนักงานท่ีตึก Daito Industries เมืองฮิโกะบาชิ ต�ำบลนิชิ จังหวัดโอซากา
(กอ่ ตัง้ Kumon Institute of Education Co., Ltd.)

163

หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง

1960 เร่ิมจดั พิมพว์ ารสาร “ยามาบโิ กะ” ส�ำหรับ Instructor
1962 เร่มิ ใช้ค�ำว่า “ระบบการเรียนแบบคุมอง”
1963 ก่อต้ังสำ� นักงานท่โี ตเกยี ว
1964 ผลิตแบบทดสอบวัดระดับ (DT) เพ่อื ใชก้ ับนกั เรียนท่สี มคั รเข้าเรยี นใหม่
1968 ลาออกจากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายฮิงาชิ ประจ�ำเมืองโอซากา สิ้นสุดอาชีพ
การเป็นครู และอทุ ศิ เวลาใหก้ บั งานที่ Kumon Institute of Education อยา่ งเต็มที่
1970 ด�ำรงต�ำแหนง่ Representative Director
1971 เขยี น ‘Instruction Principles and Guide’ (รวมทง้ั ใหแ้ นวคดิ เกย่ี วกบั เวลามาตรฐาน
ในการท�ำแบบฝึกหัด (SCT))
1974 จัดพมิ พห์ นังสือเลม่ แรก “Kumon Shiki Sansuu no Himitsu – ความลับของวชิ า
คณิตศาสตร์คมุ อง”
1977 มีเด็กเล็กกอ่ นวัยเรยี นทีท่ �ำเลขสมการคนแรก
1979 จดั พมิ พ์ ‘Instruction Principles and Guide’ ฉบับรวม
1980 เริม่ เปดิ สอนวิชาภาษาองั กฤษ
1981 เริ่มเปิดสอนวิชาภาษาญป่ี ่นุ (ภาษาแม)่
1982 เปดิ โรงเรยี นของคมุ อง “โรงเรยี นอนุบาลโนะบเิ ตะยุคุ”
1983 จัดพมิ พห์ นงั สือ “Kumon Shiki Kyooiku Hoo Nyuumon – พนื้ ฐานการศกึ ษาด้วย
ระบบคมุ อง”
1988 กอ่ ตงั้ Kumon Publishing Co., Ltd.
1989 ไปเยีย่ มโรงเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ซง่ึ นำ� ระบบการเรยี นแบบคุมองเข้าไปใช้
1990 เข้าร่วมงานเปิดโรงเรยี น Kumon Leysin Academy ทีป่ ระเทศสวิตเซอรแ์ ลนด์
1991 นักเรยี นในตา่ งประเทศมจี ำ� นวนเกิน 200,000 คน
1993 เปดิ โรงเรยี น Kumon Kokusai Gakuen ที่เมอื งโยโกฮามา
1994 เย่ียมตึกของคมุ อง ซงึ่ เพงิ่ เปดิ ทีป่ ระเทศบราซลิ
1995 เสยี ชีวติ จากการท่รี ะบบหายใจลม้ เหลวเฉยี บพลนั ดว้ ยโรคนวิ มอเนยี อายุ 81 ปี

164

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

ดัชนบี ทน�ำเขา้ เรอ่ื ง “วารสารยามาบิโกะ”

w บทนำำ�เข้า้ เรื่อ� งทั้�งหมดเขีียนตามต้น้ ฉบับั
w บทนำำ�ที่่�มีี * คืือส่ว่ นที่่ป� รากฏอยู่�ในหนังั สืือเล่ม่ นี้�
w บทนำำ�ที่่ร� ะบุุเฉพาะปีีพิมิ พ์์ คืือบทนำำ�ที่่�ไม่่สามารถระบุุได้แ้ น่่ชัดั ว่่าพิมิ พ์เ์ ดือื นใด
w ฉบัับปฐมฤกษ์์ (ตุลุ าคม 1960)
“วารสารยามาบิโกะ” ทักทายฉบับปฐมฤกษ์ ... เป้าหมายในการจัดพิมพ์วารสารของ
องค์กร และพันธกิจขององค์กรมีความส�ำคัญอย่างไร เราควรสอนนักเรียนจ�ำนวนมาก
อย่างมน่ั ใจ เพอื่ ให้พันธกจิ ของเราเป็นจริงขน้ึ มาได้
* ฉบบั ที่ 2 (1960)
เร่ิมจากสร้างความม่ันใจในวิชาคณิตศาสตร์เสียก่อน ... (1) เปรียบเทียบการสอน
เสริมแบบเน้นวิชาหลักกับระบบการเรียนแบบคุมอง (2) เง่อื นไขขั้นต่� ำ 3 ประการของ
ความสามารถในการค�ำนวณ – ความถูกต้อง การแก้ไขจุดที่ผิดได้ด้วยตนเอง และการ
แกไ้ ขจดุ ที่ผดิ ไดอ้ ย่างรวดเร็ว
w ฉบัับที่� 3 (1961)
ประสิทธิผลสูงสุดโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ... เคล็ดลับ คือ ให้ท�ำเลขสมการโดยเร็ว
แนวทางในการใช้แบบฝึกหัด 9 ประการเพ่อื ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าว แผนการท�ำงาน
ต่อไปขององคก์ ร และความส�ำคัญของงานคมุ อง
w ฉบัับที่� 4 ไม่ม่ ีบี ทนำำ�เข้้าเรื่�อง
w ฉบัับที่� 5 (1963)
การกลับมาของวารสารยามาบิโกะ ... ความเป็นมาของการผลิตแบบฝึกหัด ค�ำถาม
ตา่ งๆ จากผูป้ กครอง แต่อย่างไรกต็ าม ผลกค็ ือการสร้างก�ำลงั ในการเรยี นรใู้ ห้แก่เด็ก
w ฉบัับที่� 6 (กัันยายน 1963)
เมื่อสร้างความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์ วิชาอ่ืนๆ ก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ... ระบบ
การเรียนแบบคุมอง (1) พัฒนาก�ำลังในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนที่มีศักยภาพต�่ำสุด
(2) พฒั นาศักยภาพของแต่ละคนใหไ้ ปยังจดุ สูงสุด (3) เปน็ ระบบการศึกษาสำ� หรบั ทุกคน
น�ำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ในลักษณะที่ให้การคุ้มครองดูแล และให้ความรักแก่ทุกคน
เท่าเทียมกัน

165

หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 7 (1963)
กา้ วสปู่ ที หี่ ้า ... พอ่ แมท่ ไ่ี มใ่ หล้ กู ได้เรียนรู้ดว้ ยระบบการเรียนรนู้ ้จี ะต้องเสียใจในภายหลงั
เพราะเป็นการค้นพบท่ียิ่งใหญ่กว่าการค้นพบเหล็ก หรือน้�ำมันเสียอีก ให้เด็กได้เรียน
มากทสี่ ุดเทา่ ที่จะมากได!้ ใหค้ นได้เป็น Instructor มากทสี่ ดุ เท่าทจี่ ะมากได!้
w ฉบัับที่� 8 (1964)
ทักทายปีใหม่ ... อยากให้โอกาสเด็กจ�ำนวนมากที่สุดได้เรียนรู้ด้วยระบบการเรียนนี้
เพราะย่ิงมนี กั เรียนมากเทา่ ไร กห็ มายความวา่ เราชว่ ยเดก็ ไดม้ ากเท่านัน้
w ฉบัับที่� 9 (1964)
การสอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมต้นของผม เม่ือมองจากก�ำลังในการเรียนรู้
ของนักเรียนมัธยมปลาย ... การเรียนรู้ด้วยวิธีการเรียนท่ีฝืนท�ำให้เด็กเกลียดการไป
โรงเรียน เราควรให้เด็กก้าวไปข้างหน้าด้วยระดับท่ีเหมาะกับความสามารถของเขา
เพอ่ื สรา้ งกำ� ลงั ในการเรยี นรทู้ จี่ ะทำ� ใหเ้ ขาไมล่ ำ� บาก เมอื่ ขนึ้ สรู่ ะดบั มธั ยมตน้ และมธั ยมปลาย
การปฏิวัติวิชาคณิตศาสตร์ท่ัวโลก ... รูปแบบการศึกษาซึ่งเป็นท่ตี ้องการในปัจจุบัน คือ
การให้นักเรียนประถมและมัธยมต้นที่ต้องเรียนคณิตศาสตร์ระดับที่ยาก ได้เรียนรู้ก้าวไป
ข้างหน้าแม้สักนิดก็ยังดี ตั้งแต่เขายังอยู่ในระดับช้ันเรียนที่ต่� ำ เพื่อที่เขาจะได้มีก�ำลัง
ทพ่ี อเพียงต่อไป
w ฉบัับที่� 10 (1964)
การท�ำให้เด็กฉลาดขึ้น การท�ำให้เด็กมีผลการเรียนที่โรงเรียนดีขึ้น ... เม่ือเด็กมีความ
สามารถในการค�ำนวณดีขึ้น สภาพการเรียนในวิชาอื่นก็จะดีข้ึนตามไปด้วย และถ้าเรียน
J ตอนมัธยมปีที่ 2 เขาจะเปน็ เด็กฉลาดขน้ึ อย่าท�ำเหมือนทโ่ี รงเรยี นท�ำ
* ฉบบั ท่ี 11 (สิงหาคม 1964)
เป้าหมายขององค์กรของเรา ... เพื่ออนาคตของเด็ก เรามาท�ำให้เด็กสามารถแยก
แฟกเตอร์ได้ตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถมด้วยวิธีการเรียนรู้อันยอดเยี่ยมน้ีกันเถอะ และด้วย
วิธนี เี้ ราจะเป็นผ้นู �ำในแวดวงการศกึ ษาของโลก
w ฉบัับที่� 12 (1964)
ความคิดต่างๆ ... อธิบายระบบการเรียนแบบคุมองด้วยบทความ 7 บทต่อไปนี้...วิธีการ
เรยี นรใู้ นชว่ งปดิ ภาคฤดรู อ้ น วธิ กี ารสอนนกั เรยี นชนั้ มธั ยมปที ี่ 3 การสอนนกั เรยี นมธั ยมปลาย
ปญั หาของโจทย์ปญั หา หลักการสอนขององคก์ ร วิธกี ารสอนนักเรยี นทถ่ี นดั ซา้ ย ความฝนั
ของพวกเรา

166

หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง

w ฉบัับที่� 13 (กุุมภาพัันธ์์ 1965)
ประวัติสั้นๆ ของคุมอง I ... เมื่อครั้งเป็นนักเรียนช้ันประถมปีท่ี 5 และประสบการณ์
ในโรงเรียนมัธยมต้นโทสะ...ผมเรียนก้าวไปข้างหน้าด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียน
เกนิ ชั้นเรียนดว้ ยการเรยี นรู้ด้วยตนเองทำ� ให้ความกงั วลในการสอบเข้าเรยี นต่อหมดไป
w ฉบัับที่� 14 (1965)
ประวัติส้ันๆ ของคุมอง II ... ประสบการณ์การเป็นครูท่โี รงเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย
โทสะ และผลการสอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษที่บ้านของผม...ต้นแบบศูนย์
คมุ องเริม่ ตน้ ท่นี ่ี
w ฉบัับที่� 15 (ธัันวาคม 1966)
ก้าวสู่ปีที่แปด ... ระบบการเรียนแบบคุมองเร่ิมต้นจากพื้นฐานความรู้ในการด�ำรงชีวิต
ที่ต้องการพัฒนาให้เด็กสามารถท�ำเลขสมการได้เร็วท่ีสุดเท่าท่ีจะท�ำได้ และสามารถ
สอบเข้าเรยี นตอ่ ในมหาวทิ ยาลยั ของรัฐบาลได้
w ฉบัับที่� 16 (มิถิ ุนุ ายน 1968)
ประสิทธิผลและข้อจ�ำกัดของระบบการเรียนแบบคุมอง ... (1) จุดเริ่มต้นที่ต�่ำ
(2) เรียนได้อย่างสบายๆ (3) ให้ท�ำซ�้ำ โดยแทบจะไม่ต้องสอน (4) เพื่อจะได้ไม่ต้อง
กงั วลกับอนาคต...แตน่ ีต้ อ่ ไปเรากจ็ ะไมม่ ่งุ เนน้ โดยตรงในสงิ่ ท่ีโรงเรยี นสอน
w ฉบัับที่� 17 (พฤศจิิกายน 1968)
ความคิดเนื่องในโอกาสท่ีสถาบันวิจัยด้านคณิตศาสตร์ของคุมอง โอซากา ครบรอบ
10 ปี ... (1) เริ่มต้นจากระดับที่ต�่ำกว่าความสามารถของนักเรียน (2) ให้เรียนในเน้ือหา
ท่ีเหมาะสมกับระดับความสามารถอยู่เสมอ...การที่นักเรียนไม่เกิดก�ำลังในการเรียนรู้น้ัน
ความผิดไม่ได้อยทู่ ีต่ วั นักเรียน
w ฉบัับที่� 18 (พฤษภาคม 1972)
พวกเราสร้างประโยชน์แก่เด็กหรือไม่ ... ข้อควรระวังเก่ียวกับวิธีการสอนพื้นฐาน และ
การให้แบบฝึกหัดแก่นักเรียน และข้อควรพิจารณา 7 ประการเก่ียวกับวิธีการสอนว่า
“ดีแลว้ หรอื ยัง”
w ฉบัับที่� 19 (สิงิ หาคม 1972)
ระบบการเรียนแบบคุมองคืออะไร ... “ลักษณะพิเศษของระบบการเรียนแบบคุมอง”
14 ข้อ เช่น การสอนท่ีแยกตามความสามารถเป็นรายบุคคล การเรยี นทนี่ กั เรยี นสามารถ
เรมิ่ ต้นจากระดับทีเ่ รยี นไดอ้ ยา่ งสบาย การศึกษาทย่ี อดเยยี่ ม

167

หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 20 (พฤศจิกิ ายน 1972)
ก้าวหน้าท้ังในด้านปริมาณ และคุณภาพ ... สิ่งส�ำคัญคือความเข้าใจถึงความแตกต่าง
ของก�ำลังในการเรียนรู้ให้มากข้ึน และให้แบบฝึกหัดแก่นักเรียนเพื่อให้เขา “ท�ำได้จริงๆ”
ไมใ่ ช่ “ดูเหมือนจะเขา้ ใจ”
* ฉบับที่ 21 (มนี าคม 1973)
ระบบการศึกษาซึ่งคุ้มครองลูกของเรา ... ถ้าเราสร้างก�ำลังในการเรียนรู้ระดับสูงให้ลูก
ของเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะไม่ล�ำบาก เทียบได้กับกรมธรรม์ประกันชีวิต (จาก
บนั ทึกการสนทนากบั ครใู นโรงเรียน)
w ฉบัับที่� 22 (พฤษภาคม 1973)
เพือ่ การสอนท่ีมีคณุ ภาพ ... การใหน้ กั เรียนทุกคน “ค้นหาศกั ยภาพสงู สดุ ของตวั เขาเอง”
คอื สิ่งที่เราคน้ หา และสิ่งสำ� คัญอนั จะขาดเสยี มไิ ด้ 7 ประการ เพื่อบรรลุเปา้ หมายดังกลา่ ว
w ฉบัับที่� 23 (สิิงหาคม 1973)
วิธีการเรียนด้วยระบบการเรียนแบบคุมอง ... แกนส�ำคัญ 3 ประการของวิธีการ
เรยี นรู้ด้วยระบบคมุ อง...เริม่ ต้นจากจุดทีเ่ ขา้ ใจ สามารถทำ� ไดอ้ ยา่ งสบายในเวลาสนั้ ๆ และ
การทำ� ซ�้ำตามความจ�ำเปน็
w ฉบัับที่� 24 (ธัันวาคม 1973)
สพู่ ัฒนาการทย่ี ง่ิ ใหญข่ นึ้ ... เสน้ ทางการเรมิ่ ตน้ ของระบบการเรยี นแบบคมุ อง สถานการณ์
ในปีท่ี 15 อันเน่ืองมาจากประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยระบบคุมอง และความคาดหวัง
ในอีก 5 ปีต่อไป รวมทั้งต้นแบบของค�ำกล่าวของ Instructor ท่านหน่งึ ใน ‘Instruction
Principles and Guide’
* ฉบบั ที่ 25 (สิงหาคม 1974)
สิ่งที่ควรใส่ใจในการสอน – โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นและการท�ำซ้�ำ ... การก�ำหนดจุด
เริ่มต้นและแนวคิดเก่ยี วกับการท�ำซ�้ำ ความส�ำคัญในการศึกษาแบบฝึกหัด และส่งิ ส�ำคัญ
เพื่อพฒั นาเทคนิคการสอน
w ฉบัับที่� 26 (ธัันวาคม 1974)
กา้ วสปู่ ที ี่สบิ หก ... ยานดาวเทยี มของสหภาพโซเวียตนับเป็นสง่ิ ที่ยอดเยยี่ มมาก แต่ระบบ
การเรียนแบบคุมองสามารถย่นระยะการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของญ่ีปุ่นลงได้ 1 ปี
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราต้องค้นหาศักยภาพภายในตัวนักเรียนย่งิ ข้ึน และต้อง
พฒั นาความสามารถในการสอนใหม้ ากข้นึ

168

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

w ฉบัับที่� 27 (พฤษภาคม 1975)
ความพยายามในการพิจารณาตัวเองและการพัฒนาของเรา ... สิ่งที่เราทุกคน
ควรยอ้ นกลบั ไปทบทวน 8 จดุ เกย่ี วกบั การสอนและการพดู คยุ กบั ผปู้ กครอง โดยพจิ ารณา
จากกรณีการหลอกลวงของโรงเรียนกวดวชิ าอนื่ ๆ ดว้ ย
w ฉบัับที่� 28 (กัันยายน 1975)
ให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยระบบคุมองมากข้ึน ... เราให้ความส�ำคัญกับจ�ำนวน
นกั เรยี น เพราะระบบคมุ องเปน็ ประโยชนแ์ กเ่ ดก็ ๆ คมุ องใหน้ กั เรยี นทำ� แบบฝกึ หดั ทีส่ ามารถ
เรยี นรไู้ ดท้ บ่ี า้ น โดยมเี ปา้ หมายเพอื่ ใหเ้ ขาสามารถเรยี นวชิ าคณติ ศาสตรใ์ นระดบั มธั ยมปลาย
ไดอ้ ย่างสบาย
w ฉบัับที่� 29 (พฤศจิิกายน 1975)
แนวทางหน่ึงในการบริหารศูนย์คุมอง ... จ�ำนวนนักเรียนของเราเกือบถึง 100,000
คนแล้ว รูปแบบหนึ่งของศูนย์ที่จ�ำนวนนักเรียนเข้ามาก คือ จัดรอบการเรียนเป็น 6:00-
6:30, 6:40-7:10 …
w ฉบัับที่� 30 (มกราคม 1976)
ย้อนมองปี 1975 เพื่อมุ่งสู่ก้าวต่อไปอันย่ิงใหญ่ ... ก�ำหนดเวลามาตรฐานในการ
ท�ำแบบฝึกหัด (SCT) ต่อแบบฝึกหัด 1 แผ่น ส�ำหรับเป็นเกณฑ์ในการก�ำหนดจุดเร่ิมต้น
และการท�ำซำ้� เพื่อให้นักเรยี นเรียนร้อู ย่างตอ่ เนือ่ ง
w ฉบัับที่� 31 (เมษายน 1976)
การป้องกันนักเรียนออก ... สาเหตุ 19 ประการที่ท�ำให้นักเรียนลาออก และแนวทาง
ป้องกนั สาเหตแุ ต่ละขอ้ เพื่อลดจ�ำนวนนกั เรยี นออก
w ฉบัับที่� 32 (มิถิ ุนุ ายน 1976)
หลังจัดพิมพ์หนังสือ “คณิตศาสตร์ของคุมอง” – การปรับปรุงแบบฝึกหัดและวิธี
การสอน – ... กุญแจส�ำคญั ส�ำหรับความกา้ วหน้า คือ การศกึ ษาคน้ คว้าเพมิ่ เติมเก่ียวกับ
การก�ำหนดจุดเร่ิมต้นท่ีต�่ำ การให้นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดจ�ำนวนมากต่อครั้ง การท�ำซ�้ำ
จำ� นวนมาก การรกั ษาเวลามาตรฐานในการทำ� แบบฝกึ หดั อยา่ งเครง่ ครดั และการใหค้ วาม
ส�ำคัญกบั ความสามารถในการค�ำนวณ
w ฉบัับที่� 33 (สิิงหาคม 1976)
กอ่ นจะมาเปน็ คมุ อง ... เล่าประสบการณส์ ่วนตวั และประวัตคิ วามเปน็ มาของคมุ อง เชน่
เมื่อผมเป็นนักเรียนประถม...เมื่อข้ึนช้ันมัธยมปีที่ 1...บุตรชายคนโตของผมในปี 1954...
แบบฝกึ หัดคุมองในปจั จบุ ัน

169

หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 34 (ตุลุ าคม 1976)
ความไว้วางใจสร้างประสิทธิผลที่สูงข้ึน ... เมื่อเรียนคุมอง (1) จะชอบคณิตศาสตร์
มากข้ึน (2) จะสามารถท�ำคณิตศาสตร์ได้ดีข้ึน (3) จะสามารถเรียนวิชาอ่นื ๆ ได้ดีข้ึน
(4) ทัศนคติในการด�ำรงชวี ิตก็จะดขี ้นึ
* ฉบับที่ 35 (ธันวาคม 1976)
ให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยระบบคุมองมากข้ึน ... ถ้าความสามารถในการหาจุดผิดของ
นักเรียนพัฒนาข้ึน นักเรียนจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น สังเกตการใช้ยางลบของ
นกั เรยี น ความส�ำคญั ของการเรยี นเกินชน้ั เรยี น
w ฉบัับที่� 36 (กุุมภาพัันธ์์ 1977)
คุมองคืองานท่ีสวรรค์ประทาน ... พันธกิจของผมคือการท�ำงานร่วมกับ Instructor
ผู้ยอดเย่ียม ในการเผยแพร่ระบบการเรียนอันสร้างประโยชน์ให้แก่เด็กอย่างเต็มท่ี งานน้ี
เป็นงานที่สร้างประโยชนใ์ หแ้ ก่ญป่ี ุน่ และท่วั โลก
w ฉบัับที่� 37 (เมษายน 1977)
การทดลองใหม่ๆ น�ำไปสู่พัฒนาการอันย่ิงใหญ่ ... น�ำเสนอแนวทางการสอนซ่ึงเป็น
ต้นแบบของ “โครงการนักเรยี นพเิ ศษ” ทีค่ ณุ โทรุเน้นยำ้� ในชว่ งบั้นปลายชีวิต ยกตวั อยา่ ง
3 ตัวอยา่ ง รวมทงั้ กรณตี ัวอยา่ งของเด็กหญงิ วากาโกะ คติ ากาวะ
w ฉบัับที่� 38 (มิถิ ุนุ ายน 1977)
เพื่อประโยชน์ของเด็กจ�ำนวนมากท่ีสุด ... ยังมีผู้ไม่เข้าใจระบบการเรียนแบบคุมอง
อีกมาก ความพยายามในการเผยแพร่ให้สงั คมทว่ั ไปเห็นจากตัวอย่างจริงจึงมีความสำ� คัญ
เป็นอยา่ งมาก นอกจากนี้ ยังมผี ู้ติติงเขา้ มาวา่ เราไมส่ อน
w ฉบัับที่� 39 (สิิงหาคม 1977)
พยายามท�ำให้ 3 ปีเป็น 2 ปีครึ่ง ... สิ่งที่ปกติใช้เวลา 6 เดือนให้ใช้เวลา 5 เดือน
จากท�ำแบบฝึกหัด 50 แผ่นต่อเดือนให้ปรับเป็น 60 แผ่น ปรับจ�ำนวนแผ่นที่ท�ำซ้�ำ
ใหม้ ากขน้ึ และส่อื สารให้ผปู้ กครองเขา้ ใจถึงเป้าหมายของคมุ องมากขน้ึ
w ฉบัับที่� 40 (ตุลุ าคม 1977)
ความคิดเห็นของผมเก่ียวกับ “การเพ่ิมโรงเรียนกวดวิชา” ว่าดีหรือไม่ ... ท�ำไมเรา
จึงต้องเพ่ิมจ�ำนวนนักเรียนให้มากข้ึน การศึกษาไม่ใช่หน้าท่รี ับผิดชอบของโรงเรียนและ
กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น พันธกิจส�ำคัญของการศึกษาคือการเพิ่มจ�ำนวนผู้ที่มีความ
สามารถให้มากขึน้

170

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 41 (ธัันวาคม 1977)
เพื่อประโยชน์ของนักเรียนและคุณแม่ ... การอธิบายถึงแผนการเรียนร่วมไปกับ
จุดเริ่มต้นเป็นสิ่งส�ำคัญมาก จุดเริ่มต้นเรียนต้องไม่สูงเกินไป แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ต�่ำ
เกนิ ไปดว้ ย
w ฉบัับที่� 42 (กุมุ ภาพัันธ์์ 1978)
ความพยายามในการกระตนุ้ ผ้ปู กครองและเดก็ ... ความสำ� คญั ในการอธบิ ายใหน้ ักเรยี น
และผู้ปกครองเข้าใจถึงแผนการเรียนและพัฒนาการในการเรียน เราควรกระตุ้นเด็ก
มากขน้ึ โดยการกล่าวชมความพยายาม และพดู ถึงพัฒนาการของเขาทุก 3 เดอื น
w ฉบัับที่� 43 (เมษายน 1978)
การพัฒนาความสามารถในการสอน ... ข้อแตกต่างระหว่างครูสอนพิเศษตามบ้านกับ
Instructor คุมองคือ...... ตัวอย่างการสอนให้นักเรียนพัฒนาจากเกรด 2 เป็นเกรด 3
ประสทิ ธิผลในการให้ลูกตวั เองไปเรียนศูนย์อืน่ เพือ่ พัฒนาศูนย์ของตัวเองใหด้ ียิง่ ขึน้
* ฉบับท่ี 44 (มิถุนายน 1978)
พลังของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ... พ้ืนฐานการสอนของระบบคุมองคือจุดเริ่มต้น
ในการเรยี นและการทำ� ซำ�้ แตส่ ิง่ ทลี่ มื ไมไ่ ดค้ อื แผนการเรยี น เราตอ้ งพดู คยุ ถงึ แผนการเรยี น
ในอนาคตของนักเรียน ให้นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดที่สอดคล้องกับความสามารถของเขา
และให้ทำ� แบบฝึกหัดจ�ำนวนมาก
w ฉบัับที่� 45 (สิิงหาคม 1978)
การจัดพิมพ์หนังสือ “คะแนนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น” พื้นฐานระบบการเรียน
แบบคุมอง ... อยากให้อ่านท�ำความเข้าใจเรื่องเวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัด และ
การวางแผนให้นักเรียนเรียนเนื้อหาทนั ช้นั เรียนในโรงเรยี นจากหนังสอื เลม่ น้ี
w ฉบัับที่� 46 (ตุุลาคม 1978)
ก้าวสู่ปีที่ยี่สิบ “มุ่งสู่การมีนักเรียนชั้นประถมปีท่ี 4 ท�ำเลขสมการ” ... วิธีที่จะท�ำให้
เป้าหมายดังกล่าวเป็นจริงข้ึนมาได้ คือ การให้นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดจ�ำนวนแผ่นมากขึ้น
เพอื่ ใหน้ กั เรยี นมพี ฒั นาการทีส่ งู ขนึ้ มาเพิม่ จำ� นวนนกั เรยี นยอดเยีย่ มทศี่ นู ยต์ วั เองกนั เถอะ
w ฉบัับที่� 47 (ธัันวาคม 1978)
วิธีการสอนให้ “เด็กธรรมดากลายเป็นเด็กยอดเย่ียม” ... ท�ำความเข้าใจถึงความ
แตกต่างด้านก�ำลังในการเรียนรู้ของนักเรียน และดูว่าถ้าเรียนวันละ 20 นาที เขาจะ
สามารถกา้ วไปขา้ งหนา้ ไดม้ ากน้อยเพียงใด กรณตี ัวอย่างพฒั นาการของนกั เรียน

171

หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 48 (กุมุ ภาพัันธ์์ 1979)
เรียนรู้และศึกษาวิจัยด้วยตัวเองมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของเด็ก ... ศึกษาแบบฝึกหัด
ทำ� VSG และเย่ยี มชมศูนยอ์ นื่ ๆ เพิ่มข้ึน ขอแนะนำ� “โครงการคณุ แม่น�ำร่อง” เพอื่ พัฒนา
การสอนและการบริหารศูนย์
w ฉบัับที่� 49 (เมษายน 1979)
สร้างเด็กในชุมชนให้มีความสุข ... สร้างชุมชนท่ี Instructor ทุกท่านอยู่ให้มีความสุข
ยง่ิ มนี กั เรยี นมากเทา่ ไร ชมุ ชนกจ็ ะยง่ิ มคี วามสขุ มากเทา่ นน้ั ดงั นน้ั เราควรเขา้ ใจวธิ กี ารสอน
อยา่ งลกึ ซึง้ และพัฒนาใหด้ ยี ่งิ ขน้ึ
w ฉบัับที่� 50 (พฤษภาคม 1979)
ส่งิ ที่เราควรสอน ... การท่ีกำ� ลังในการเรยี นรไู้ มพ่ ัฒนาข้ึนไมใ่ ช่ความผิดของเด็ก นกั เรยี น
ช้ันมัธยมปลายมักจะชอบช่ัวโมงเรียนท่ีสามารถลอกงานจากกระดานได้โดยง่าย
เราควรสอน ใหเ้ ขารถู้ งึ ความยินดีที่ได้เรียนรู้ด้วยตวั ของเขาเอง
* ฉบับที่ 51 (มิถุนายน 1979)
ท�ำทุกอย่างท่ีจะท�ำได้เพื่อพัฒนานักเรียน ... ก่อนอ่ืนต้องพัฒนาความสามารถในการ
อา่ นใหแ้ กเ่ ดก็ ใหเ้ ดก็ สามารถกา้ วไปขา้ งหนา้ ไดม้ ากทีส่ ดุ ดกี วา่ ทีจ่ ะตอ้ งเสยี เวลาไปกบั การ
ท�ำโจทย์ปัญหา มิฉะนั้นจะท�ำให้เขาเรียนไม่ทันคนอื่น และความส�ำคัญของการเรียนรู้
ด้วยตนเอง
w ฉบัับที่� 52 (กรกฎาคม 1979)
แผนงาน 1 ปีของศูนย์ ... ถ้าเพียงแต่ Instructor ทุกท่านจะพัฒนาความสามารถ
ในการสอนของตนเองอยา่ งเตม็ ที่ องคก์ รของเรากจ็ ะมคี วามมัน่ คง ผมอยากใหท้ กุ ทา่ นสอน
โดยคิดว่าก�ำลงั ทดสอบ “Instruction Principles and Guide”
w ฉบัับที่� 53 (สิงิ หาคม 1979)
การรู้ซึ่งกันและกันเท่ากับการพัฒนาซ่ึงกันและกัน ... Instructor แต่ละท่านมีความ
สามารถต่างกัน หน้าที่ของพนักงานคือการให้ความช่วยเหลือแก่ศูนย์โดยปรับให้เข้ากับ
ความแตกต่างดงั กล่าว ดังน้ันพนกั งานจงึ ควรรเู้ ร่อื งราวของศนู ย์มากข้ึน
w ฉบัับที่� 54 (กัันยายน 1979)
วิจารณญาณของ Instructor ที่พัฒนาขึ้นเพราะเด็กยอดเย่ียม ... จากตัวอย่างของ
เด็กชายซาโตชิ อาซาฮิ ท�ำให้สัมผัสได้ถึงความส�ำคัญของคลังศัพท์ และความสามารถ
ในการอ่านหนังสือในช่วงท่ีเป็นเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เราควรมีนักเรียนจ�ำนวนมากและ
สร้างให้เขาเปน็ เดก็ ยอดเยีย่ ม ใหเ้ ด็กเล็กจ�ำนวนมากทสี่ ดุ ไดอ้ า่ นการ์ดคนั จิ

172

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

* ฉบบั ท่ี 55 (ตลุ าคม 1979)
ความท้าทายของการค้นหาศักยภาพ ... การให้เด็กท�ำแบบฝึกหัดระดับง่ายๆ จ�ำนวน
มากเป็นการเพ่ิมปริมาณการท�ำงานของเขา ซ่ึงจะท�ำให้ทักษะการท�ำงานของเขา
พัฒนาข้ึน และการพัฒนาวิจารณญาณของ Instructor จะเกิดข้ึนก็ต่อเม่ืออ่าน
“Instruction Principles and Guide” และถามคนอืน่
* ฉบับท่ี 56 (พฤศจกิ ายน 1979)
ระบบการเรยี นแบบคุมองชว่ ยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ... ระบบการเรยี นแบบคมุ อง
เป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีเป็นรากฐานของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ระบบการเรียนแบบ
คุมองเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สอนให้เด็กรู้จักวิธีการเรียน การสร้างปริมาณการท�ำงานให้เด็ก
เปน็ ส่งิ ส�ำคัญมาก
w ฉบัับที่� 57 (ธัันวาคม 1979)
การประชุมสมั มนา Instructor ทยี่ อดเยี่ยมมาก ... กจิ กรรมของเรา “เพ่อื สรา้ งความสขุ
ใหแ้ กเ่ ดก็ ในชมุ ชน และทำ� ใหค้ วามโชครา้ ยหมดไป” ความสำ� คญั ในการอธบิ ายใหผ้ ปู้ กครอง
เข้าใจถงึ แผนการเรยี นของนักเรียนหลังสมคั รเขา้ เรียน
* ฉบบั ที่ 58 (มกราคม 1980)
การตระหนักถึงคุณค่าของระบบการเรียนแบบคุมอง ... การเข้าใจเด็ก คุณแม่ และ
Instructor มากขนึ้ จะทำ� ใหเ้ ราตระหนกั ถงึ ศกั ยภาพทม่ี อี ยภู่ ายในตวั เราเองไดล้ กึ ซงึ้ ยง่ิ ขน้ึ
Girls be glorious!
w ฉบัับที่� 59 (กุุมภาพัันธ์์ 1980)
ประสิทธิผลในการเรียนคุมอง ... ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบคุมอง นักเรียนจะมีความม่นั ใจ
ในตัวเองและมีสมาธิในการท�ำงาน ถ้านักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนในลักษณะดังกล่าว
การเรียนวิชาอื่นๆ และการด�ำรงชีวิตของเขาก็จะเปลี่ยนไปด้วย ดังน้ันจึงควรให้เด็ก
เข้าเรียนคมุ องตงั้ แต่ยงั เล็ก
w ฉบัับที่� 60 (มีนี าคม 1980)
“เด็กเล็กกอ่ นวัยเรยี นท�ำเลขสมการ 30 คน” และ “ภมู ปิ ัญญาในการรวบรวมขอ้ มูล”
... เพื่อไม่ให้เด็กซึ่งมาเรียนที่ศูนย์ของเราต้องเสียประโยชน์ เราควรรู้จักเด็กแต่ละคน
ให้มากทีส่ ดุ เรยี นรู้จาก Instructor และพนกั งาน รวมทัง้ เย่ียมศนู ยอ์ ื่นด้วย
w ฉบัับที่� 61 (เมษายน 1980)
“ศนู ยว์ ชิ าคณติ ศาสตร”์ และ “Instruction Principles and Guide” ... วางแผนการเรยี น
ให้เดก็ โดยเร่ิมจากจดุ ที่เขาสามารถทำ� ตามเวลามาตรฐานการทำ� แบบฝกึ หัดได้ และใหเ้ ขา

173

หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง

ท�ำซ้�ำ การรักษาเวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัดเป็นพ้ืนฐานส�ำคัญ เรามาท�ำให้
โรงเรยี นในเขตของเราเป็นโรงเรยี นทดี่ ที สี่ ุดในชมุ ชนกันเถอะ
w ฉบัับที่� 62 (พฤษภาคม 1980)
จุดเริ่มต้นท่ีต�่ำ จ�ำนวนแผ่นและการท�ำซ�้ำที่มาก รักษาเวลามาตรฐานในการท�ำ
แบบฝึกหัด สร้างให้นักเรียนเป็นนักเรียน ASHR ... ก่อนท่ีจะสร้างก�ำลังในการเรียนรู้
เราควรพัฒนา “ความกระตือรอื รน้ ที่จะเรยี นรู้” และ “สมาธใิ นการท�ำงาน” การเข้าใจถึง
ระดบั ความสามารถของนักเรียน ใบหนา้ ของ Instructor
w ฉบัับที่� 63 (กรกฎาคม 1980)
เด็กทุกคนสามารถเก่งข้ึนได้ ... การท�ำให้เด็ก 30 คนข้ึนไปใน 40 คนสามารถท�ำเลข
สมการได้ตั้งแต่อยู่ระดับประถมคือคุณค่าของระบบการเรียนแบบคุมอง ลองทดลอง
แนวทางการสอนทตี่ ่างออกไปกับนกั เรยี น 10%
w ฉบัับที่� 64 (กัันยายน 1980)
ความสามารถและศักยภาพของเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ... จ�ำนวนนักเรียน ASHR เป็น
บันทึกท่ีส�ำคัญมาก การท่เี ราไม่สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ให้แก่เด็กตั้งแต่วัยทารก
ถือเป็นการท�ำร้ายเด็ก ถ้าเด็กเข้าเรียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ความเป็น
ไปได้ทเี่ ขาจะจบแบบฝกึ หัดระดับ I ภายในชน้ั ประถมปที ี่ 6 มมี าก ความสามารถติดตวั มา
ตัง้ แต่เกิดหรอื สภาพแวดล้อมสำ� คัญกวา่ กนั
w ฉบัับที่� 65 (พฤศจิกิ ายน 1980)
บทความของคณุ ทาเคชิ คมุ อง เร่ือง “สิ่งที่เราควรท�ำนับแตน่ ้ไี ป”
w ฉบัับที่� 66 (มกราคม 1981)
หลังจากการประชุมสัมมนาของ Instructor ครั้งที่ 2 ... ความสนใจเร่ืองความส�ำคัญ
ในการท�ำเรื่องง่ายๆ ได้อย่างรวดเร็ว การให้ความส�ำคัญกับรายชื่อนักเรียน ASHR และ
การสอนเด็กที่มีพัฒนาการบกพร่อง เพิ่มขึ้นมาก ... สิ่งส�ำคัญคือจิตใจที่พร้อมจะแก้ไข
ส่งิ ทผี่ า่ นมา
w ฉบัับที่� 67 (มีนี าคม 1981)
การพัฒนาความสามารถและการรณรงค์ด้วยความตั้งใจดี ... เราจะค้นพบความ
สามารถทเี่ ราไมเ่ คยเหน็ มากอ่ นพรอ้ มไปกบั ประสบการณท์ ีเ่ พมิ่ ขนึ้ และทำ� ใหจ้ ติ ใจของเรา
เป็นหนุ่มสาวขึ้น เด็กเล็กก่อนวัยเรียน และเด็กท่ีมีพัฒนาการผิดปกติท�ำให้เรารู้ว่า
ความสามารถในการสอนของเรายังไม่เพียงพอ

174

หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง

* ฉบับที่ 68 (พฤษภาคม 1981)
เราพัฒนาเด็กๆ จนถึงที่สุดของศักยภาพของพวกเขาแล้วหรือยัง ... สิ่งที่จะพัฒนา
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ คือ (1) จุดเร่ิมต้นในการเรียนรู้และแผนการเรียน (2) เวลา
มาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัด (3) การวิเคราะห์การสอน ......จ�ำนวนนักเรียนท่ีแท้จริง
คอื จำ� นวนนกั เรียนท่ปี รากฏอยู่ในรายชอ่ื นักเรยี น ASHR
w ฉบัับที่� 69 (กรกฎาคม 1981)
เปิดศูนย์ 3 ปี มีรายชื่อนักเรียน ASHR 25% ... คุณค่าของการไม่เรียนเรื่องเดียวกับ
ในโรงเรียนและสามารถเรียนก้าวหน้าเกินช้ันเรียนที่โรงเรียน การเข้าใจถึงความสามารถ
ท่ีแตกต่างของคุณแม่ก็เป็นความสามารถในการสอนอย่างหน่ึง ความส�ำคัญในการ
มคี วามเชอื่ มัน่
* ฉบับที่ 70 (กนั ยายน 1981)
ส่ิงท่ีเราท�ำให้โลกน้ีได้ ... การให้สิ่งที่พอเหมาะพอดีแก่เด็กท�ำให้เขาก้าวไปข้างหน้า
อย่างรวดเร็ว ให้เด็กได้รู้จักวิธีการเรียนรู้ของเราด้วยการทดลองเรียน มาเป็นศูนย์ท่ที �ำให้
ชมุ ชนดขี น้ึ กันเถอะ
* ฉบบั ที่ 71 (พฤศจกิ ายน 1981)
สิ่งทคี่ มุ องเรยี นรู้จากนักเรียน ... การให้การศึกษาด้านวิชาการแกเ่ ดก็ ตั้งแต่ก่อนวยั เรียน
เปน็ สิง่ สำ� คญั ถา้ แบบฝึกหัดเหมาะกบั เดก็ เลก็ ก่อนวัยเรียน และเดก็ ท่มี ีพัฒนาการผิดปกต ิ
ก็เปน็ แบบฝกึ หดั ทีส่ ่งประสิทธิผลตอ่ เดก็ ยอดเยี่ยมเชน่ กนั 35 + 1 มาก่อน 3 + 2
* ฉบบั ท่ี 72 (มกราคม 1982)
การท�ำซ้�ำและระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ... จุดท่ีพอเหมาะพอดีส�ำหรับเด็ก คือ
จุดที่เขาสามารถท�ำได้อย่างช�ำนาญ และอยากที่จะก้าวสู่ข้ันต่อไปด้วยตัวของเขาเอง
การมีกรณตี ัวอย่างจำ� นวนมากเปน็ สิง่ สำ� คญั
w ฉบัับที่� 73 (มีีนาคม 1982)
ความประทับใจของคุณโทรุ เม่ือก้าวเข้าสู่ปี 1982 ... เราคิดถึง “สิ่งท่ีเป็นประโยชน์
ส�ำหรับเด็ก” เสมอมา ท�ำให้ ณ วันนี้เรามีนักเรียนถึง 1 ล้านคนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม
ยงั เปน็ เพยี งชว่ งเวลาแหง่ การเตรยี มตัวเทา่ นั้น
w ฉบัับที่� 74 (พฤษภาคม 1982)
ปรับเท้าให้เข้ากับรองเท้า หรือปรับรองเท้าให้เข้ากับเท้า ... การให้เด็กได้เรียนรู้
ในสิ่งที่พอเหมาะพอดีท�ำให้เขาสามารถเรียนเกินชั้นเรียนในโรงเรียนไปได้ เมื่อไรท่ีไม่รู้ว่า
จะท�ำอย่างไรลองให้เด็กก้าวไปข้างหน้าดูก่อน พยายามให้มีนักเรียนจบแบบฝึกหัดระดับ
J ภายในช้ันประถมปีท่ี 6 มากข้ึน

175

หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

* ฉบบั ที่ 75 (กรกฎาคม 1982)
ก้าวหน้าได้โดยไม่ต้องสอน ... ความลับที่ท�ำให้เด็กรักการเรียนคือเขาสามารถก้าวไป
ข้างหน้าได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กที่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องสอน
มมี ากมาย ทดลองกบั นักเรียนท่ียอดเยยี่ มดูกอ่ น
w ฉบัับที่� 76 (กัันยายน 1982)
สร้างให้เด็กมีก�ำลังอย่างเต็มท่ี ... จิตส�ำนึกที่พัฒนาข้ึนของ Instructor ช่วยให้มีเด็ก
ท่ียอดเยี่ยมเพ่ิมขึ้น ใช้ Magnetic Number Board สร้างเด็กเล็กก่อนวัยเรียนที่ท�ำเลข
สมการให้มีจ�ำนวนมากขึ้น มาช่วยรณรงค์เร่ืองการอ่านหนังสือเพ่ือให้เด็กรักการอ่าน
ตงั้ แตย่ ังเปน็ เด็กเล็ก
w ฉบัับที่� 77 (พฤศจิิกายน 1982)
การไมท่ ำ� ไมไ่ ดห้ มายความวา่ ทำ� ไมไ่ ด้ ... ไมไ่ ดท้ ำ� ไมไ่ ด้ แตไ่ มพ่ ยายามทจ่ี ะทำ� สามญั สำ� นกึ
ของระบบการเรียนแบบคุมองคือการเรียนเกินชั้นเรียนในโรงเรียน เราจะก้าวผ่านอคติ
ของตัวเองไปได้ ก็ตอ่ เมอ่ื ลองท�ำดูกอ่ น
* ฉบับท่ี 78 (มกราคม 1983)
ท�ำการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ให้สั้นเข้า ... การมีก�ำลังในการเรียนรู้พ้ืนฐานท่เี พียงพอ
ท�ำให้ชีวิตในวัยเรียนสนุกสนาน และยังเป็นประโยชน์ต่อการสอบเข้าเรียนต่ออีกด้วย
ดงั นน้ั ลกั ษณะพเิ ศษทสี่ ำ� คญั ทส่ี ดุ ของระบบการเรยี นแบบคมุ อง กค็ อื “การเรยี นเกนิ ชนั้ เรยี น”
w ฉบัับที่� 79 (มีีนาคม 1983)
เพื่อไม่ให้เด็กเสียประโยชน์ ... ยิ่งเด็กท�ำแบบฝึกหัดก้าวหน้าไปเท่าไร เขาก็จะย่ิงมี
ประสาทสัมผัสท่ีดีขึ้นเท่านั้น และประสิทธิผลในการเรียนก็จะดีข้ึนด้วย การท่เี ด็กมีก�ำลัง
ในการเรยี นรู้เทียบเท่ากบั แบบฝกึ หัดระดบั J ภายในชั้นมธั ยมปที ี่ 2 มีความส�ำคญั มาก
w ฉบัับที่� 80 (พฤษภาคม 1983)
พัฒนาศักยภาพเป็นรายบุคคล ... งานขององค์กรเรา คือ การสร้างประโยชน์ให้แก่
สงั คมโดยการคน้ หาและพฒั นาศกั ยภาพทีม่ อี ยภู่ ายในตวั มนษุ ย์ เรามารว่ มกนั สรา้ งเดก็ เลก็
ก่อนวัยเรียนท่ีท�ำเลขสมการ และเด็กประถมท่สี ามารถท�ำคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลาย
ไดใ้ หม้ ีจำ� นวนนบั รอ้ ยนับพัน
w ฉบัับที่� 81 (กรกฎาคม 1983)
การสอนที่ไม่ท�ำให้เด็กเสียประโยชน์ ... การท่ีสามารถตัวอักษรคันจิได้ 200 ตัว
ตอนอายุ 2 ขวบ เรียงตัวเลข 1-100 ใน Magnetic Number Board ได้ภายใน 3 นาที
ตอนอายุ 3 ขวบ และเพลง 100 เพลง ท�ำให้เดก็ เลก็ กอ่ นวัยเรียนสามารถท�ำเลขสมการได้

176

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

* ฉบบั ท่ี 82 (กนั ยายน 1983)
เปลี่ยนเด็กธรรมดาให้กลายเป็นเด็กยอดเย่ียม ... แม้แต่เด็กท่ีมีประสาทสัมผัส
คอ่ นขา้ งต่� ำ ถา้ เราใหก้ ารเรยี นรทู้ พ่ี อเหมาะพอดกี บั ระดบั ความสามารถของเขา และใหก้ า้ ว
ไปข้างหน้าด้วยเวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัดท่ีต�่ำ ความสามารถของเขาก็สามารถ
พัฒนาขึน้ ได้
w ฉบัับที่� 83 (พฤศจิิกายน 1983)
ก้าวสู่ปีที่ยี่สิบห้า ... เรามาท้าทายกับการค้นหาและพัฒนาศักยภาพกันเถอะ ย่งิ มีกรณี
ตัวอย่างของนักเรียนมากเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้ถึงความส�ำคัญในการค้นหาและพัฒนา
ศักยภาพท่ีตา่ งกันมากเทา่ นนั้
w ฉบัับที่� 84 (มกราคม 1984)
การพัฒนาความสามารถด้วยระบบคุมอง ... ด้วยแบบฝึกหัดท่ีพอเหมาะพอดีเพียง
เทา่ นน้ั เราสามารถสรา้ งใหเ้ กดิ ความอยากทจ่ี ะเรยี นรแู้ ละกำ� ลงั ในการทำ� งานอยา่ งรวดเรว็
ซ่ึงท�ำให้ความสามารถได้รับการพัฒนาสูงข้ึน ดังนั้นการวิเคราะห์หาสิ่งที่พอเหมาะพอดี
จงึ เปน็ งานทีส่ �ำคัญที่สดุ
* ฉบบั ท่ี 85 (มีนาคม 1984)
สร้างความม่ันใจในตนเองและการควบคุมตนเอง ... ถ้าสามารถเรียนเกินชั้นเรียน
3-4 ช้ันปีขึ้นไป นอกจากจะมีก�ำลังในการเรียนรู้แล้ว เด็กยังเกิดความอยากท่จี ะเรียนรู้
สมาธิ ความม่ันใจในตนเอง และความสามารถในการควบคุมตัวเองด้วย พัฒนาการ
ของเด็กจะแตกตา่ งกนั ขนึ้ อยกู่ บั ความตระหนกั ทแ่ี ตกต่างกันของผใู้ หญ่รอบขา้ ง
w ฉบัับที่� 86 (พฤษภาคม 1984)
การค�ำนวณหรือการพัฒนาความสามารถ ... แบบฝึกหัดของคุมองเป็นแบบฝึกหัด
ที่พัฒนาความสามารถ เม่ือเด็กมีพัฒนาการก้าวไปข้างหน้า เขาจะมีก�ำลังในการเรียนรู้
ที่เพียงพอ และเกิดความอยากที่จะเรียนรู้ตามมา ผู้ที่ยังไม่มีนักเรียนในศูนย์ที่เรียนเกิน
ชั้นเรยี น 3 ชนั้ ปีข้ึนไป ยงั ไม่ถือว่าเป็น Instructor ของคุมองอยา่ งเต็มตวั
* ฉบบั ท่ี 87 (กรกฎาคม 1984)
การค้นหาส่ิงที่พอเหมาะพอดี และการค้นหาศักยภาพ ... การจะพัฒนาความสามารถ
ในการสอนให้ดีข้ึนน้ัน เราต้องเรียนรู้จากเด็กได้เป็นอย่างดีด้วย ความผิดไม่ได้อยู่ที่เด็ก
เรามารว่ มกันพัฒนาเดก็ ท่ีมกี �ำลงั ในการเรยี นรูก้ ันให้มากทีส่ ดุ
w ฉบัับที่� 88 (กัันยายน 1984)
ความเป็นไปได้ในการพัฒนาความสามารถ ... การที่เราจะรู้ถึงความเป็นไปได้และ

177

หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง

คุณค่าในการพัฒนาความสามารถนั้น เราต้องเรียนรู้จากเด็กยอดเย่ยี มและเด็กเล็ก และ
ปรึกษาหารือกับ Instructor คนอื่นๆ แล้วน�ำไปประยุกต์ใช้กับนักเรียนภายในศูนย์
ของเรา พร้อมกบั เรยี นรจู้ ากพวกเขาต่อไปดว้ ย
w ฉบัับที่� 89 (พฤศจิิกายน 1984)
GIRLS, BE VENTUROUS! ... ความสามารถในการสอนคอื สายตาในการสงั เกตวเิ คราะห์
เด็กแต่ละคน เทคนิคการสอนก็คือการสร้างให้เด็กเกิดความอยากที่จะท�ำแบบฝึกหัด
จำ� นวนมากในแตล่ ะครง้ั
* ฉบับท่ี 90 (มกราคม 1985)
เพื่อมิให้ย�่ำอยู่กับที่ ... ถ้าเราเฝ้ารอดูอย่างใจจดใจจ่อว่าเด็กจะพัฒนาไปได้เพียงใด
เราจะสามารถสอนเขาได้โดยท่ีเราไม่ย่� ำอยู่กับท่ี เราควรย้อนพิจารณาอยู่เสมอ ว่าคุมอง
ในแบบของเราน้นั เปน็ ระบบการเรียนแบบคมุ องทแ่ี ทจ้ ริงหรอื ไม่
w ฉบัับที่� 91 (มีีนาคม 1985)
ความยินดีที่จะก้าวไปข้างหน้า ... พื้นฐานในการพัฒนาความสามารถ คือ เราต้องรู้ถึง
ความยินดีของเด็กท่ีสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยการเรียนรู้ท่ีพอเหมาะพอดี และ
การเรียนร้จู ากเดก็
* ฉบบั ที่ 92 (พฤษภาคม 1985)
ความสามารถพัฒนาได้ด้วยจิตส�ำนึก ... ความสามารถในการสอน คือ วิธีการท�ำความ
เขา้ ใจถงึ ความสามารถของเดก็ และจติ สำ� นกึ ของ Instructor ในการพยายามทจี่ ะทำ� ความ
เข้าใจ ถ้าเราไม่ได้สัมผัสกับความสามารถอันยอดเย่ยี มของนักเรียนท่ีเรียนเกินช้ันเรียน
และทำ� แบบฝกึ หดั ระดบั สูง เรากไ็ ม่สามารถจะเข้าใจได้
* ฉบับที่ 93 (กรกฎาคม 1985)
ไม่ม่ ีี “สิ่�งนี้้�ดีแี ล้ว้ ” มีแี ต่่ “สิ่�งที่่�ดีกี ว่า่ ” เสมอ ... การรู้�จักระบบการเรียี นแบบคุมุ อง หมายถึงึ
การรู้�จักเด็ก็ เป็น็ อย่า่ งดีี การที่่จ� ะเป็น็ เช่น่ นั้�นได้้ เราต้้องเรียี นรู้�จากเด็ก็ เท่า่ นั้�น
w ฉบัับที่� 94 (กัันยายน 1985)
อ่านหนังสือได้ก่อน 4 ขวบ ... ทางลัดอย่างสบายท่จี ะท�ำให้เด็กพัฒนาความสามารถได้
คอื การใหเ้ ขาสามารถอา่ นหนังสือได้กอ่ น 4 ขวบ วชิ าภาษาญี่ป่นุ (ภาษาแม)่ ตอ้ งมากอ่ น
วิชาคณิตศาสตร์ และการอ่านหนงั สือต้องมาก่อนวิชาภาษาญ่ีป่นุ (ภาษาแม่)
w ฉบัับที่� 95 (พฤศจิกิ ายน 1985)
อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ... การสร้างความสามารถในการอ่านหนังสือเป็นส่ิงส�ำคัญ
ท่ีจะท�ำให้เด็กสามารถสร้างก�ำลังการเรียนรู้ได้อย่างสบาย โดยที่เราไม่ต้องกังวล

178

หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง

ถึงอนาคตของเขา เราควรให้เด็กเล็ก และเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติได้เรียนวิชาภาษา
ญี่ปุ่น (ภาษาแม่) โดยเรว็ ท่ีสุด
w ฉบัับที่� 96 (มกราคม 1986)
การเปลี่ยนแปลงศูนย์เริ่มต้นจากเด็กเล็ก ... การได้ลงมือสอนเด็กเล็กจริงๆ จะท�ำให้
เราสามารถย้อนกลับมาพิจารณาข้อผิดพลาดในการสอนเด็กประถมและมัธยมต้น
แมจ้ ะสอนแบบไมค่ ดิ เงินก็คุม้ คา่ เปน็ ไปไดท้ ่ีจะอา่ นหนังสอื ได้ตั้งแตอ่ ายุยงั ไม่ครบ 4 ขวบ
w ฉบัับที่� 97 (มีีนาคม 1986)
“เริ่มเรียนเลขสมการเมื่ออายุ 3 ปี 7 เดือน” ... หากเราใช้อุปกรณ์วิเศษ 3 อย่าง
และหนังสือแนะน�ำของคุมองอย่างเต็มที่ เด็กจะเกิดความอยากที่จะเรียนรู้ และพัฒนา
ก้าวไปข้างหน้า ความสนุกสนานในการค้นหาและพัฒนาศักยภาพ......เราสามารถค้นหา
ม้าที่จะว่ิงพนั ล้ไี ด้ แต่เปน็ เรือ่ งยากทีจ่ ะค้นหาผู้บงั คับมา้ นั้น
w ฉบัับที่� 98 (พฤษภาคม 1986)
ศูนย์ท่ีไม่ท�ำให้เด็กเสียประโยชน์เป็นเช่นไร ... (1) ฟังความคิดเห็นของผู้ปกครอง
เมื่อมีการประชุมผู้ปกครอง (2) รู้ช่ือคุณครูโรงเรียนประถม (3) มีนักเรียนท่ีเรียนเกิน
ชั้นเรียน 1-2-3 ช้ันปีข้ึนไป (4) ศึกษาแบบฝึกหัด (5) บันทึกการใช้อุปกรณ์วิเศษ
3 อย่าง
w ฉบัับที่� 99 (กรกฎาคม 1986)
ระบบคุมองท�ำให้เด็กไม่ต้องฟังเนื้อหาในชั่วโมงเรียนก็เข้าใจ ... คุณค่าของระบบ
การเรียนแบบคุมองอยู่ท่กี ารเรียนเกินชั้นเรียนด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความพอเหมาะ
พอดคี วรวดั จากความเข้าใจและความสามารถในการทำ� งาน
w ฉบัับที่� 100 (กัันยายน 1986)
ให้นักเรียนที่เรียนจบระดับสุดท้ายเป็นคุณครูผู้ช่วยท่ีศูนย์ ... นักเรียนที่เรียนจบระดับ
สุดท้ายจะมีความสามารถในการจัดการสูง และเข้าใจถึงคุณค่าของการก้าวไปข้างหน้า
ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นอย่างดี ดังน้ันจึงมีวิธีการสอนท่ียอดเยี่ยม ความสามารถ
ในการสอนจะพัฒนาขึ้นถา้ ได้สอนทงั้ 3 วชิ า
* ฉบับท่ี 101 (พฤศจกิ ายน 1986)
Unfinished…..เสน่ห์แห่งความไม่สมบูรณ์ ... ถ้าเราคิดว่าสิ่งน้ีดีแล้ว เราก็จะไม่มี
พัฒนาการที่ดีข้ึน เราควรเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและมั่นใจในตัวเราเองในอนาคต สิ่งท่ีเรา
ได้เรียนรจู้ ากการสอนเดก็ ทม่ี ีพฒั นาการผิดปกต.ิ ....

179

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

w ฉบัับที่� 102 (มกราคม 1987)
เด็กที่อ่านหนังสือจะมีพัฒนาการท่ีดี วิธีการศึกษาแบบหน่ึง ... สัมภาษณ์พิเศษ
ของคุณโทรุ คุมอง โดยคุณเมโกะ นาคามรุ ะ
w ฉบัับที่� 103 (มีีนาคม 1987)
อ่านหนังสือแนะน�ำของแบบฝึกหัดระดับต่อไป 5 เล่ม ก่อนจะขึ้นไปท�ำแบบฝึกหัด
ระดับนั้น ... ใช้ประโยชน์จากหนังสือแนะน�ำให้มากท่ีสุดในการสอนวิชาภาษาญ่ีปุ่น
(ภาษาแม่) การแนะนำ� ให้นักเรียนชน้ั มัธยมตน้ เรยี นวิชาภาษาญป่ี ุ่น (ภาษาแม)่ เป็นความ
หวังดที ีม่ ีต่อเขา
w ฉบัับที่� 104 (พฤษภาคม 1987)
ถ้าเราก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง เราก็จะเห็นคุณค่าของระบบคุมองยิ่งขึ้น ...
เราสามารถเปล่ียนแปลงอยู่เสมอ เพียงแต่เรียนรู้ใหม่ด้วยความตั้งใจว่าจะพัฒนาเด็ก
คนน้นั ๆ สง่ิ ทีน่ ่ากลวั ทส่ี ดุ คอื การย�่ำอยกู่ บั ที่
w ฉบัับที่� 105 (กรกฎาคม 1987)
เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ... (1) ศึกษา
แบบฝึกหัด (2) ท�ำความเข้าใจแบบฝึกหัดข้อที่ท�ำไม่ได้ (3) สื่อสารอย่างเพียงพอ
(4) ท�ำความเข้าใจถึงความสามารถด้านภาษาแม่ (5) ท�ำความเข้าใจสภาพการเรียน
วชิ าอ่ืนๆ (6) หนังสือเรยี นท่ีเหมาะสมกับพัฒนาการของเดก็
* ฉบับที่ 106 (กนั ยายน 1987)
จิตส�ำนึกเรื่องความพอเหมาะพอดีจะพัฒนาขึ้น ถ้าได้รับทราบเร่ืองราวของเด็ก
จากพ่อแม่ ... เราควรพิจารณาความพอเหมาะพอดีทั้งในด้านความเข้าใจและความ
สามารถในการทำ� งาน โดยรถู้ ึงสภาพของเดก็ ทั้งท่บี ้านและโรงเรยี น
w ฉบัับที่� 107 (พฤศจิกิ ายน 1987)
ใครจะว่ิงไปถึงก่อน ... เพ่ือบรรลุเป้าหมายอันย่ิงใหญ่ การคิดว่าจะไม่ท�ำอะไรส�ำคัญ
กว่าการคิดว่าจะทำ� อะไร การสอนเรื่องการอ่านและการสอนแบบฝกึ หดั เป็นเรื่องเดยี วกนั
w ฉบัับที่� 108 (มกราคม 1988)
ระบบการเรียนแบบคมุ องเปน็ เรือ่ งเขา้ ใจยาก การประชุมผูป้ กครองเป็นเรอื่ งส�ำคัญ ...
ในการประชุมผู้ปกครอง ถ้าให้ผู้ปกครองที่มีประสบการณ์อธิบายถึงความส�ำคัญหลัง
จากนักเรียนข้ึนชั้นมัธยมปลายแล้ว จะได้รับประสิทธิผลที่ดีมาก สิ่งส�ำคัญที่ต้องท�ำนับ
จากนี้ไปคอื การสอนเรอ่ื งการอ่าน

180

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง

w ฉบัับที่� 109 (มีนี าคม 1988)
การรณรงคเ์ รอื่ งการอา่ นหนงั สอื ความดงี าม 3 ประการ ... เปา้ หมายของระบบการเรยี น
แบบคุมอง คือ “การสร้างเด็กท่อี ่านหนังสือ” ความสามารถในการอ่านช่วยพัฒนาก�ำลัง
ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และช่วยพัฒนาบุคลิกลักษณะนิสัยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ท่ีมี
ความคดิ ว่าเขาควรใช้ชวี ติ อยา่ งไร
w ฉบัับที่� 110 (พฤษภาคม 1988)
ก�ำลังความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากก�ำลังในการเรียนรู้
ขั้นพื้นฐาน ... ผมอยากส่ือสารให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความหมายท่ีแท้จริงของการศึกษา
ท่ีพอเหมาะพอดี ความสามารถด้านภาษาแม่เป็นพื้นฐานการศึกษาท้ังวิชาคณิตศาสตร์
และภาษาอังกฤษ อ่านหนังสือจ�ำนวนมาก สร้างก�ำลังในการท�ำงาน และสร้างก�ำลัง
ในการเรยี นรูท้ พี่ อเพียง
w ฉบัับที่� 111 (กรกฎาคม 1988)
ท�ำไมระบบการเรียนแบบคุมองจึงช่วยเรื่องการเรียนต่อได้ดี ... ด้วยการเรียนคุมอง
เพียงอย่างเดียว เด็กสามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยโตเกียวได้ในการสอบ
ครั้งแรก เพราะเขามีก�ำลังในการเรียนรู้ที่สามารถคาดเดาได้ว่าข้อสอบจะออกมาเป็น
อย่างไร คุณครฮู เิ ดกิ วาดะ กล่าวว่า “ปญั หาเดยี วคอื ค�ำนวณไม่ได้เท่านัน้ ”
w ฉบัับที่� 112 (กัันยายน 1988)
“เพลงท�ำให้ลูกฉลาดขึ้น” ... 10 หัวข้อท่ีแสดงถึงประสิทธิผลในการให้ลูกฟังเพลง
ต้งั แต่แรกเกดิ วธิ เี วยี นแบบสอบถามระหว่างคุณแม่
w ฉบัับที่� 113 (พฤศจิกิ ายน 1988)
แนวทาง 3 ประการที่จะท�ำให้ศูนย์แข็งแกร่งขึ้น ... (1) รับรู้ข้อมูลการศึกษาของชุมชน
จากผ้ปู กครอง (2) พบคุณครูในโรงเรยี นเพื่อสอบถาม (3) การเรียนรู้อยา่ งจรงิ จัง
w ฉบัับที่� 114 (มกราคม 1989)
ความฝันท่ีวิชาภาษาญี่ปุ่นจะเกินหน้าวิชาคณิตศาสตร์ ... การศึกษาเพื่อพัฒนา
บุคลิกลักษณะนิสัยของเด็กท�ำได้ง่ายด้วยการเรียนรู้วิชาภาษาญ่ปี ุ่น (ภาษาแม่) ให้ความ
ส�ำคัญกับการอ่านออกเสียงเพ่ือพัฒนาการเรียนให้ก้าวหน้าขึ้น เงิน ทอง หรือเพชร
ไม่ใชส่ ่งิ มคี า่ สิ่งที่มีค่าอย่างแท้จรงิ เพยี งอยา่ งเดยี วคือเด็ก
* ฉบับท่ี 115 (มนี าคม 1989)
ระบบการเรียนแบบคุมองคือการเรียนเกินชั้นเรียน ... เรามาร่วมกันสร้างเด็กท่ีเรียน
เกินช้ันเรียนด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซ่งึ เม่ือรับหนังสือเรียนมาใหม่ก็สามารถอ่านจบ
ในทันที เดก็ ทศี่ นู ย์อาวาจิ โอซากา นกั กฬี าเบสบอลผู้รักเรยี น

181

หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 116 (พฤษภาคม 1989)
การสร้างให้เด็กเข้าใจสิ่งที่เรียนได้อย่างดี โดยไม่ต้องฟังเนื้อหาในชั่วโมงเรียน ...
เด็กจะไม่ต้องทุกข์ทรมานกับการเรียนเพ่ือสอบเข้า ถ้าเขาสามารถเรียนเกินช้ันเรียน
ในโรงเรยี นของตัวเองไปได้ เรามาสรา้ งนกั เรียน Super เก่งกนั เถอะ
w ฉบัับที่� 117 (กรกฎาคม 1989)
ปี 1990 จ�ำนวนนักเรียนวิชาภาษาญ่ีปุ่นจะมีมากกว่านักเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ...
เราควรให้ความส�ำคัญกับวิชาภาษาญ่ีปุ่น (ภาษาแม่) ก่อน เพ่ือให้เด็กได้รู้ถึงชีวิตและ
สังคมอยา่ งกว้างขวางลึกซง้ึ ยง่ิ ขึ้นด้วยการอ่านหนังสอื จดั ประชมุ ผูป้ กครองเพ่ือสือ่ สารถงึ
“ลักษณะพเิ ศษของระบบการเรียนแบบคุมอง”
w ฉบัับที่� 118 (กัันยายน 1989)
ความสนุก 3 ประการ ... ความสนุก 3 ประการของปราชญ์เม่งจ๊ือ และความสนุก
3 ประการของคุมอง ความสนุกอย่างที่สุดคือการเปลี่ยนให้เด็กธรรมดากลายเป็นเด็ก
ยอดเย่ียม เพื่อพัฒนาความสามารถในการสอน เรามารับเด็กอายุ 1 ขวบ 0 ขวบ
อย่างจรงิ จังกนั เถอะ และใช้ “เพลง” เปน็ สือ่ การสอนหลกั
w ฉบัับที่� 119 (พฤศจิกิ ายน 1989)
ใบหน้าท่ีจะกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากที่จะเรียนรู้ ... มีกรณีตัวอย่างของเด็ก
ท่ีท�ำแบบฝึกหัด 1,000 แผ่นในหน่งึ เดือน มีกรณีตัวอย่างของเด็กเล็กก่อนวัยเรียนท่ที �ำ
เลขสมการได้ แนะนำ� ให้คุณแม่จดบันทกึ การเรียนรขู้ องลกู และชมคุณแม่มากๆ
w ฉบัับที่� 120 (มกราคม 1990)
สนุกสนานกับศูนย์ ... คนที่ชอบสิ่งใดส่ิงหน่ึง ย่อมดีกว่าคนท่ีเพียงแค่รู้จักส่ิงนั้น คนที่
สนกุ สนานกบั สงิ่ ใดสิ่งหนึ่ง ยอ่ มดีกว่าคนทเี่ พียงชอบส่ิงนั้น (ขงจื๊อ) เพื่อบรรลตุ ามคำ� กล่าว
ดงั กลา่ ว เราควรท�ำแบบฝึกหดั จนถงึ ระดบั สดุ ท้าย แม้เพยี ง 1 วิชาก็ยังดี
w ฉบัับที่� 121 (มีีนาคม 1990)
อ่านหนงั สอื ได้ภายในอายุ 2 ขวบ ... การอา่ นหนงั สอื ทหี่ ลากหลายชว่ ยเด็กสร้างทัศนคติ
ต่อชีวิต ความสามารถในการอ่านเร็วสร้างได้โดยให้เด็กอ่านหนังสือได้ภายใน 2 ขวบ
การท�ำเช่นนจี้ ะสรา้ งความเชอ่ื มน่ั ให้แกศ่ นู ย์ย่ิงข้ึน
w ฉบัับที่� 122 (พฤษภาคม 1990)
ระบบการเรียนแบบคุมองคือวิธีการสอนที่ใจดีต่อเด็กท่ีสุด ... ผมอยากใช้ค�ำว่า
not unkind การตรวจแบบฝกึ หัดจะทำ� ให้เรารถู้ งึ ส่งิ ที่พอเหมาะพอดี เรามาช่วยกันท�ำให้
การอ่านหนังสือได้ภายในอายุ 2 ขวบเป็นจริงด้วยเพลง 200 เพลง และการอ่านหนังสือ
ใหฟ้ งั 10,000 ครง้ั

182

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 123 (กรกฎาคม 1990)
การเรียนรู้ท่ีพอเหมาะพอดี ... เด็กทุกคนสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองได้
โดยไม่ต้องฝืน เพราะคุมองเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับ “รายบุคคล” ประสิทธิผล
ของการจดั การเรียนอย่างจรงิ จงั เดือนละครง้ั เราควรคน้ หาและพฒั นาศกั ยภาพอยเู่ สมอ
w ฉบัับที่� 124 (กัันยายน 1990)
สนิทกับครูในโรงเรียน ... ในศตวรรษท่ี 21 “การศึกษาท่ีพอเหมาะพอดี” จะกลาย
เป็นกระแสหลัก เพ่ือบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราควรสนิทสนมกับครูในโรงเรียน และ
สร้างความเข้าใจในระบบการเรยี นแบบคุมองให้ลกึ ซง้ึ ยิง่ ข้นึ
w ฉบัับที่� 125 (พฤศจิกิ ายน 1990)
แม้ตอนน้ีจะยังเล็กอยู่ ... สุนทรพจน์ในงาน ASHR ครั้งท่ี 11 ต้ังแต่น้ีไป “ระบบ
การเรียนแบบคุมองจะเป็นแกนกลางของการศึกษา” เราจะเข้าใจถึง “การให้เด็ก
เปน็ ศนู ยก์ ลาง” เมอ่ื เปรยี บเทยี บระหวา่ งระบบการเรยี นแบบคมุ องกบั การเรยี นในโรงเรยี น
* ฉบับท่ี 126 (มกราคม 1991)
Kumon is the best! ... มาเพม่ิ จำ� นวนเดก็ ท่สี ามารถอ่านหนงั สอื ได้ภายในอายุ 2 ขวบ
กันเถอะ เราควรใช้แผ่นบันทกึ การเรียนร้อู ยา่ งเต็มทีเ่ พอื่ บรรลุเป้าหมายดังกลา่ ว นักเรยี น
วิชาภาษาอังกฤษจะเพ่มิ ขน้ึ ดังน้นั เราควรเปน็ “องค์กรแห่งการเรียนรู”้
w ฉบัับที่� 127 (มีนี าคม 1991)
ระบบการเรียนแบบคุมองเป็นการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดส�ำหรับการสอบเข้า ... เด็กท่ี
เรียนไม่ทันเพ่ือนตอนช้ันประถมปีท่ี 1 มีมากกว่าช้ันประถมปีท่ี 3 และ 4 สาเหตุเพราะ
คลังศัพท์ที่ไม่เพียงพอ เราควรพัฒนาความสามารถในการอ่าน เพื่อสร้างเด็กฉลาด
ทไ่ี ม่ตอ้ งทุกขท์ รมานกับการเรียนเพ่ือสอบเข้า
w ฉบัับที่� 128 (พฤษภาคม 1991)
เพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นน�ำ ... Instructor ควรสอนเด็กโดยระลึกอยู่เสมอ
ว่าจะให้เด็กเรียนจบระดับ L ภายในชั้นประถม โดยมุ่งเน้นไปท่ีความสามารถในการ
ค�ำนวณ ความสามารถในการอ่าน และความสามารถในการอ่านท�ำความเข้าใจภาษา
องั กฤษ ซ่งึ เปน็ ประตูสำ� คัญนำ� ไปสู่ความสามารถในการเรียนเกินชัน้ เรยี น
w ฉบัับที่� 129 (กรกฎาคม 1991)
สวยข้นึ ... ทำ� อย่างไรจงึ จะทำ� ใหเ้ ดก็ เกดิ ความอยากท่จี ะเรียนรู้ ในการหาคำ� ตอบส�ำหรบั
ค�ำถามน้ี เราควรย้อนทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมาอยู่ตลอดเวลา และเรียนรู้ในทุกวัน สิ่งน้ีเอง
จะท�ำเราเกิดความฉลาดหลกั แหลม และท�ำให้เราสวยข้ึน

183

หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 130 (กัันยายน 1991)
ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษจะเกินหน้าคณิตศาสตร์ ... การสอน 3 วิชาจะท�ำให้
ความสามารถในการสอนโดยรวมพัฒนาขึ้นมากกว่าการสอน 2 วิชา ความแข็งแกร่ง
ของวิชาภาษาอังกฤษของคมุ องอย่ทู ก่ี ารเปน็ ส่วนหนึง่ ของท้งั สามวชิ า
w ฉบัับที่� 131 (พฤศจิกิ ายน 1991)
ความสนุกสนานที่ได้ค้นหาและพัฒนาศักยภาพ ... ความรู้สึกที่ได้จากการร่วมงาน
ASHR ครั้งที่ 12 เมื่อเด็กมีก�ำลังในการเรียนรู้ บุคลิกลักษณะนิสัยของเขาก็จะดีข้ึน
เทคนิคการสอนจะพัฒนาข้ึนได้ก็ด้วยการเรียนรู้จากนักเรียน ภาพลักษณ์ที่แท้จริงของ
การศึกษาคือการแยกตามรายบุคคล
w ฉบัับที่� 132 (มกราคม 1992)
ดที ไี่ ดเ้ ปน็ Instructor ของคุมอง ... ความรักแด่มวลมนษุ ยชาตดิ ว้ ยการสรา้ งบคุ คลากร
ท่ีมีคุณภาพส�ำหรับยุคต่อไป ดังนั้นเราจึงต้องให้เด็กอ่านหนังสือได้ภายในอายุ 2 ขวบ
การศึกษาแบบแยกตามรายบุคคลคือการศึกษาในอุดมคติ ระบบการเรียนที่ท�ำเช่นน้ัน
ได้มแี ตค่ ุมองเทา่ นน้ั
* ฉบับท่ี 133 (มนี าคม 1992)
ปาฏหิ ารยิ ท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ... ปาฏหิ ารยิ ห์ รอื ไม.่ ....กรณตี วั อยา่ งทีน่ กั เรยี นสามารถทำ� แบบฝกึ หดั
วชิ าภาษาองั กฤษระดับ E – P ได้ภายใน 49 วัน พฒั นาความสามารถในการสอนให้ดีข้ึน
และเปน็ The Changed Woman ต่อไป
w ฉบัับที่� 134 (พฤษภาคม 1992)
การพัฒนาความสามารถของ Instructor ... เราควรพูดได้วา่ “ความผิดไม่ได้อยู่ทเ่ี ดก็ ”
ย่ิงไปกว่าน้ัน “ความผิดไม่ได้อยู่ที่แม่เด็ก” ด้วย เราควรคิดว่าการที่เด็กพัฒนาไปได้
ไมเ่ ตม็ ท่ีนน้ั เพราะความสามารถในการสอนของเราเอง
w ฉบัับที่� 135 (กรกฎาคม 1992)
ระบบการเรียนแบบคุมองแทนกรมธรรม์ประกันชีวิตได้ ... ถ้าเราสร้างก�ำลังในการ
เรียนรู้ระดับสูงให้แก่เด็ก แม้จะเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ เขาก็สามารถด�ำรงชีวิตต่อไปได้
หลกั 6 ข้อท่ีจะลดอตั ราการสอบไมผ่ า่ นมหาวิทยาลัยโตเกียวเป็น 1/64
w ฉบัับที่� 136 (กัันยายน 1992)
เม่ือมีก�ำลังในการเรียนรู้ บุคลิกลักษณะนิสัยก็จะดีข้ึนด้วย ... ถ้าเราให้เด็กได้เรียนรู้
ในสง่ิ ทพ่ี อเหมาะพอดกี บั ตวั เขา ความกระตอื รอื รน้ สมาธิ ความสามารถในการจดั การ และ
ก�ำลังในการคดิ ของเขากจ็ ะดีข้นึ ตามไปดว้ ย สงิ่ สำ� คญั ทส่ี ุดคอื ความสามารถในการอ่าน

184

หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง

w ฉบัับที่� 137 (พฤศจิิกายน 1992)
เพื่อให้ดวงตาและความสามารถของเด็กเปล่งประกายย่ิงขึ้น ... สรุปงาน ASHR
คร้ังท่ี 13 การศึกษาแบบแยกตามรายบุคคลจะกลายเป็นกระแสหลัก ระบบการเรียน
แบบคุมองคือการศึกษาเพ่อื พัฒนาบุคลิกลักษณะนิสัย ดังนั้นการศึกษาวิชาภาษาญ่ปี ุ่น
(ภาษาแม)่ จึงมคี วามส�ำคญั กว่าวิชาคณิตศาสตร์
* ฉบับที่ 138 (มกราคม 1993)
องค์กรแห่งการเรียนรู้ ... ผู้ท่ีไม่เรียนรู้ควรถูกคัดออกไป การท�ำแบบฝึกหัดจนถึงระดับ
สุดท้ายอย่างน้อยหน่ึงวิชา คุมอง “สอน” อย่างเต็มท่ี ผู้ท่ีอ่านใบปลิวประชาสัมพันธ์
คอื ผปู้ กครองนกั เรียน แนวคดิ ของ Seikei...
w ฉบัับที่� 139 (มีีนาคม 1993)
อย่าติดอยู่กับกรอบของชั้นเรียนในโรงเรียน ... ภาพลักษณ์ที่แท้จริงของการศึกษา
คือการศึกษาที่แยกตามรายบุคคล เราควรเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ไปในแนวทางที่
ถูกต้อง ผมอยากสร้างโรงเรียนที่ใช้ระบบคุมองอย่างน้อย 10 แห่ง สร้างความสามารถ
ทางภาษาแม่เพอื่ ใหเ้ ด็กสามารถอ่านหนังสอื เรยี นได้อยา่ งสบาย
w ฉบัับที่� 140 (พฤษภาคม 1993)
การก้าวไปข้างหน้าด้วยการเรียนเกินชั้นเรียน ... เป้าหมายท่ีให้นักเรียนท�ำแบบฝึกหัด
100 แผ่นต่อเดือนเป็นมาตรฐาน ระบบการเรียนแบบคุมองจะสอนนักเรียนท่จี �ำเป็น
ต้องสอนอยา่ งเตม็ ที่ ดังน้นั การศึกษาเนอ้ื หาของแบบฝกึ หัดอย่างดจี ึงเปน็ สิง่ ทข่ี าดไม่ได้
* ฉบับท่ี 141 (กรกฎาคม 1993)
เพือ่ กา้ วสมู่ หาวทิ ยาลัยชัน้ นำ� ... ควรสรา้ งใหเ้ ดก็ สามารถเขา้ ใจเนอ้ื หาทเี่ รยี นโดยไมจ่ ำ� เปน็
ต้องฟังในชั่วโมงเรียนที่โรงเรียน ศึกษากรณีตัวอย่างของเด็กยอดเยี่ยมให้มากขึ้น โดย
ไมค่ ดิ วา่ การปนี ข้นึ สูย่ อดเขาเอเวอเรสตไ์ ดค้ นแรกเป็นเร่อื ง “บงั เอิญ”
w ฉบัับที่� 142 (กัันยายน 1993)
เม่ือมีก�ำลังในการเรียนรู้ บุคลิกลักษณะนิสัยก็จะดีข้ึนด้วย ... การศึกษาเพ่ือพัฒนา
บุคลิกลักษณะนิสัยจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่สร้างก�ำลังในการเรียนรู้ระดับสูงให้เด็กเสียก่อน
เมื่อเราค้นหาและพัฒนาศักยภาพของเด็กได้ เราต้องไม่มองข้าม “ความพอเหมาะพอดี”
ท่อี ยู่เบือ้ งหลังดว้ ย

185

หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 143 (พฤศจิกิ ายน 1993)
อย่าพลาดที่จะท�ำดี แม้จะเป็นเพียงส่ิงเล็กน้อยก็ตาม ... สุนทรพจน์ที่กล่าวในงาน
ASHR คร้ังท่ี 14 ซ่ึงอ้างอิงจากค�ำกล่าวอวยพรในงานปฐมนิเทศของโรงเรียน Kumon
Kokusai Gakuen การศึกษาที่พอเหมาะพอดีคือสิ่งท่ี “ดี” แน่นอน
w ฉบัับที่� 144 (มกราคม 1994)
การพัฒนาความสามารถของ Instructor ... ถา้ เราม่งุ หวังใหเ้ ด็กเปน็ “ผูท้ ่มี กี ารพัฒนา
ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง” ส่ิงส�ำคัญที่สุดคือตัว Instructor เองต้องเป็นผู้ท่ีมีการพัฒนา
กา้ วหน้าอยา่ งตอ่ เนอ่ื งด้วย และสงิ่ นเี้ องทีท่ ำ� ให้ Instructor “สวยขึน้ ”
w ฉบัับที่� 145 (มีีนาคม 1994)
ระบบการเรียนแบบคุมองเป็นการเตรียมพร้อมท่ีดีท่ีสุดส�ำหรับการสอบเข้า ...
ช่วงวันหยุดที่ยาวนานที่สุดของท่านประธานโทรุ คุมอง คือ ช่วง 3 เดือนก่อนสอบเข้า
เรียนตอ่ ในโรงเรียนมธั ยมปลาย ข้อแนะน�ำ 7 ประการเกี่ยวกบั “โครงการนกั เรยี นพิเศษ”
เพ่อื สรา้ งกำ� ลังในการเรียนร้ใู ห้แก่เดก็ โดยไม่ฝืน
w ฉบัับที่� 146 (พฤษภาคม 1994)
วิชาภาษาอังกฤษของคุมองยอดเย่ียมอย่างไร ... จากสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี
โฮโซกาวา ความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่แข็งแกร่ง เกิดจากการสร้างความสามารถ
ในการอ่านเน้ือความภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นผลจากการเรียนรู้การตีความเน้ือความภาษา
อังกฤษอย่างเต็มที่
w ฉบัับที่� 147 (กรกฎาคม 1994)
การเรียนในโรงเรียนกับการเรียนรู้ด้วยระบบคุมอง ... ระบบการเรียนแบบคุมอง
เป็นการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดส�ำหรับการสอบเข้า เราควรเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นการ
แยกตามรายบุคคล เก่ียวเน่ืองมาจากบทความเร่ือง “เลือกท่ีจะรับอาหารเย็นมากกว่า
โรงเรียนกวดวิชา” เราควรสื่อสารให้ครูในโรงเรียนเข้าใจระบบการเรียนแบบคุมอง
อย่างถูกตอ้ ง
* ฉบบั ท่ี 148 (กนั ยายน 1994)
สร้างความมั่นใจอีกครั้งว่า “ความผิดไม่ได้อยู่ท่ีเด็ก” ... ความแตกต่างระหว่าง
Instructor ของคมุ องกบั ครใู นโรงเรยี น คอื การตระหนกั วา่ สาเหตทุ ีเ่ ดก็ ทำ� ไมไ่ ดเ้ ปน็ ความ
รบั ผิดชอบของผู้สอน

186

หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง

w ฉบัับที่� 149 (พฤศจิกิ ายน 1994)
ก้าวใหม่ท่ีเร่ิมต้นจากงาน ASHR ปีน้ี ... ค�ำทักทายในงาน ASHR คร้ังที่ 15 อยากให้
ทั่วโลกได้รู้ถึงคุณค่าของระบบการเรียนแบบคมุ องมากขึ้น เพ่ือสนั ตภิ าพของโลก
w ฉบัับที่� 150 (มกราคม 1995)
การเรียนรู้ที่พอเหมาะพอดีส�ำคัญที่สุดส�ำหรับการศึกษา ... เหตุผลที่ความพอเหมาะ
พอดีเป็น “ลักษณะพิเศษ” ข้อท่ี 1 การเรียนรู้ของผู้สูงอายุวัย 87 ปี เราควรก�ำหนด
เวลาศกึ ษาแบบฝกึ หัดของเราเอง เพอ่ื มใิ ห้ย�่ำอยกู่ ับท่ี
* ฉบบั ท่ี 151 (มนี าคม 1995)
เพื่อเด็กจ�ำนวนมากท่ีสุดเท่าที่จะมากได้ ... ส่ิงน้ีคือพันธกิจส�ำคัญของระบบการเรียน
แบบคุมอง เราตอ้ งพยายามย้อนพิจารณาแก้ไขสิ่งท่ผี ดิ พลาด และพฒั นาเทคนิคการสอน
อยเู่ สมอ เพอื่ บรรลุเป้าหมายดงั กลา่ ว
* ฉบับท่ี 152 (พฤษภาคม 1995)
การพัฒนาความสามารถของ Instructor ... การมีนักเรียนจ�ำนวนมากคือการพัฒนา
ความสามารถของ Instructor ข้อแนะน�ำในการสร้างความเช่อื ม่ันให้แก่ศูนย์ โดยเรียนรู้
จากหนงั สอื “Tsukushinbo Nobita”
w ฉบัับที่� 153 (กรกฎาคม 1995)
เด็กๆ รักที่จะเรียนรู้ ... ความส�ำคัญของความพอเหมาะพอดี ซึ่งยกตัวอย่างจากกรณี
ของเด็กนักเรียนนักกฬี าเบสบอลในช่วงแรกของระบบการเรยี นแบบคุมอง จากเรียงความ
ของเด็กหญิงซ่ึงจบแบบฝึกหัดวิชาภาษาญ่ีปุ่นระดับ P ตอนอายุ 9 ปี ยืนยันได้ว่าเม่ือมี
กำ� ลังในการเรียนรู้ บคุ ลกิ ลักษณะนิสัยก็ดีขึน้ ดว้ ย
* ฉบับท่ี 154 (กนั ยายน 1995)
ศูนย์ที่ดีเป็นอย่างไร ... เน้นย้�ำถึงความส�ำคัญของพ้ืนฐานการสอน (1) รักษาเวลา
มาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัด (2) ตรวจแบบฝึกหัดอย่างเรียบร้อย (3) บันทึกลงใน
สมดุ บันทกึ ผลการเรียนอยา่ งละเอียด (4) ผลการทดสอบจบระดับใหอ้ ยู่ท่ี group 1 หรอื
group 2 และขอ้ ความสุดท้าย

187




Click to View FlipBook Version