หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ท�ำการศกึ ษาสายวทิ ยาศาสตรใ์ ห้สนั้ เข้า
ในบรรดาลักษณะเด่นทั้งหลายของระบบการเรียนแบบคุมอง ลักษณะเด่นบางข้อก็ง่าย
ที่สังคมทั่วไปและคุณครูในโรงเรียนจะสนับสนุน แต่ลักษณะเด่นบางข้อก็ไม่ง่าย แม้แต่ตอนที่
เราพดู ว่า “ในระบบการเรียนแบบคุมองนั้น เราสอนอยา่ ง ‘พอเหมาะพอดี’ เพ่อื ใหเ้ ข้ากบั ความ
สามารถของนักเรียน” ดูเหมือนว่าความหมายของการสอนอย่างพอเหมาะพอดีจะแปลความ
ได้หลายอย่าง
ในหลายกรณี ความหมายของการสอนอย่างพอเหมาะพอดีแปลความได้ว่า คือ การสอน
นักเรียนซ่ึงเรียนตามท่ีโรงเรียนไม่ทันเป็นรายบุคคล และตามความสามารถของนักเรียน
แตล่ ะคน ในความหมายนี้ คณุ ครทู ีโ่ รงเรยี นหลายทา่ นกเ็ หน็ ดว้ ยกบั คมุ องวา่ เปน็ วธิ ที ีจ่ ะชว่ ยเดก็
ทีเ่ รยี นตามเพ่ือนไมท่ ัน
ดังน้ัน เม่ือเราพูดว่า “เราให้ 80% ของนักเรียนช้ันประถมปีท่ี 5 เร่ิมเรียนแบบฝึกหัด
ท่ีระดับประถมปีที่ 1” ตอนน้ีก็มีคุณครูในโรงเรียนจ�ำนวนมากข้ึนท่ีเห็นด้วยกับวิธีการเรียน
ของเรายิ่งกว่าท่ีเคยเป็นมา ถึงแม้เราจะยังคงมีปัญหากับการท�ำให้คุณแม่เข้าใจการเริ่มต้น
เรยี นท่ีจดุ เริม่ ต้นทต่ี ่� ำกต็ าม
ในข้อน้ี อาจกล่าวได้ว่าคุณครูท่โี รงเรียนตระหนักถึงระดับทักษะด้านวิชาการพ้ืนฐานท่ตี ่� ำ
ของเดก็ มากกวา่ คณุ แม่ของเด็กเอง
แต่เมื่อกล่าวถึง “ความก้าวหน้าของการเรียนเกินชั้นเรียนในโรงเรียน” คุณครูในกลุ่มน้ี
น้อยคนนกั ที่จะเห็นด้วย เหตุผลนน้ั ก็ดูเหมอื นวา่ จะเป็น “ถ้านกั เรียนเรยี นเกนิ เนื้อหาท่ีโรงเรียน
พวกเขากจ็ ะท�ำเหมือนว่าตวั เองรไู้ ปหมด” หรอื ไม่ก็ “เดก็ ๆ กไ็ ม่ตน่ื เตน้ เมอ่ื เราสอนเน้ือหาใหม่
ในโรงเรียน” คุณครูยังเป็นห่วงด้วยว่าถ้านักเรียนเรียนเกินชั้นเรียนของตัวเองท่โี รงเรียนแล้ว
พวกเขาจะพัฒนาเพยี งดา้ นวชิ าการ แตไ่ มพ่ ัฒนาดา้ นสังคม
สำ� หรบั ระบบการเรยี นแบบคมุ อง ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งกงั วลเกย่ี วกบั ความเปน็ หว่ งตา่ งๆ ขา้ งตน้ เลย
ถ้าท่านไดพ้ บกบั นกั เรยี นคมุ อง และสงั เกตดสู งิ่ ทพี่ วกเขาท�ำ ในไม่ชา้ ท่านจะเขา้ ใจในจดุ น้ี
ระบบการเรียนแบบคุมองน้ันให้การสอนเฉพาะเนื้อหาพื้นฐานในหนังสือเรียนที่โรงเรียน
ดังน้ันไม่ว่านักเรียนจะก้าวหน้าในการเรียนคุมองไปเพียงใด พวกเขาก็จะยังคงสนุก
กับบทเรยี นทโ่ี รงเรียนอยู่ดี แม้แต่เดก็ ชัน้ ประถมปีที่ 4 ซึ่งกำ� ลงั ท�ำแบบฝกึ หัดระดับมัธยมปลาย
ก็ยังกล่าวว่า พวกเขาชอบบทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ท่ีโรงเรียน ผมเองก็เคยสงสัยว่าบทเรียน
ท่ีโรงเรียนยงั คงน่าสนใจเม่อื เด็กเรียนก้าวหนา้ ไปไดไ้ กลเพียงน้นั แล้วหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะในกรณี
98
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ใดก็ตาม เด็กก็บอกผมว่าพวกเขาสนุกกับการเรียนในห้องเรียนที่โรงเรียนมาก ดังนั้น
ผมกไ็ มม่ ีทางเลือกอ่ืนนอกจากเชอื่ พวกเขา
ความก้าวหน้าในส่วนของเนื้อหาพื้นฐานเป็นสิ่งที่ส�ำคัญมาก เด็กคนหนึ่งจะสนุก
กับการเรียนในโรงเรียนหรือไม่ข้ึนอยู่กับว่าเขาท�ำเรื่องพื้นฐานได้ดีเพียงใด เพ่ือให้เด็กท่ีมี
ความสามารถปานกลางเข้าใจเน้ือหาในหนังสือเรียนท่ใี ช้อยู่ในตอนน้ันได้ง่ายๆ วิธีท่ีดีท่ีสุด
ส�ำหรับเขา คือให้เขาเรียนเกินชั้นเรียนในโรงเรียนของตัวเองไปอย่างน้อย 1 ระดับด้วยระบบ
การเรียนแบบคุมอง
โดยเฉพาะอย่างย่ิง เม่ือเด็กเข้าเรียนช้ันมัธยมต้นแล้ว สภาพรอบตัวเขาจะเปล่ียนจาก
หน้ามือเป็นหลังมือ กิจกรรมชมรมและกิจกรรมอื่นๆ จะเพิ่มเข้ามา แต่มีเด็กหรือผู้ปกครอง
เพียงไม่ก่ีคนที่ตระหนักถึงเร่ืองนี้ในขณะท่ีเด็กยังเรียนอยู่ระดับประถมศึกษา เด็กจะสนุกกับ
ชีวิตการเรียนระดับมัธยมต้นได้อย่างสบายๆ ก็ต่อเมื่อพวกเขาก้าวหน้าไปให้ถึงแบบฝึกหัด
คุมองระดบั H เป็นอยา่ งน้อยระหว่างที่ยังอยู่ระดบั ประถมศกึ ษา
สิ่งท่ีส�ำคัญส�ำหรับเราก็คือการท่ีเรารู้ว่ามีเด็กมากมายซ่ึงสามารถท�ำเช่นน้ีได้โดยไม่ต้อง
กดดันใดๆ เลย เนื่องจากเด็กมีศักยภาพที่จะเรียนก้าวหน้าข้ึนได้อย่างสบายๆ ดังนั้น ถ้าเรา
ไม่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความสามารถของพวกเขาเองเราก็อาจก�ำลังท�ำให้เข้าเสียประโยชน์
และต้องลำ� บากในการเรียนในเวลาต่อมาดว้ ย
เมื่อพิจารณาลักษณะเด่นต่างๆ ของระบบการเรียนแบบคุมอง ส่วนท่เี ก่ียวข้องกับเร่ือง
“การเรยี นก้าวหน้าเกินช้ันเรียนในโรงเรียน” เป็นสิ่งท่ีสังคมยอมรับได้ยากที่สุด อย่างไรก็ตาม
ลกั ษณะเด่นข้อน้เี ปน็ ลกั ษณะเดน่ ทีส่ ำ� คญั ยิ่งในระบบการเรยี นแบบคมุ อง
สาเหตหุ นง่ึ ทที่ ำ� ใหผ้ มตดั สนิ ใจจะทำ� งานคมุ องอยา่ งจรงิ จงั กค็ อื ผมตอ้ งการจะบอกใหโ้ ลกน้ี
ไดร้ วู้ า่ แมแ้ ตเ่ ด็กในระดบั ประถมศึกษาก็มคี วามสามารถทีจ่ ะทำ� สมการไดเ้ ชน่ กัน
ตอนที่ผมเข้าเรียนระดับมัธยมต้น และคุณครูสอนสมการให้เป็นคร้ังแรก ผมรู้สึกเสียดาย
และคิดว่า “ถ้าได้เรียนเร่ืองนี้ต้ังแต่ช้ันประถม ผมก็ท�ำได้ง่ายๆ แล้ว” ถ้านักเรียนสามารถ
ที่จะเรียนรู้เรอื่ งสมการไดต้ ้งั แต่ยงั อยู่ชน้ั ประถมศกึ ษา ก็จะลดเวลาท่พี วกเขาต้องใชใ้ นการเรียน
บทเรียนที่โรงเรียนให้จบลงได้หนึ่งปี และเข้าสู่สังคมและตลาดงานได้ หรือถ้าพวกเขาจะเรียน
อยู่ในโรงเรียนโดยใช้เวลาเท่าเดิม พวกเขาก็จะสามารถเรียนรู้ส่งิ ต่างๆ ได้มากข้ึนอีกหลายเร่อื ง
วธิ ีน้อี าจจะชว่ ยยกมาตรฐานของการศกึ ษาสายวิทยาศาสตรใ์ นประเทศญ่ปี ุ่นได้
99
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
หากการเรียนเสริมเป็นไปเพียงเพ่ือท�ำคะแนนในโรงเรียนให้ดีขึ้น หรือเพียงเพ่ือช่วย
นักเรียนซึ่งเรียนตามเพ่ือนไม่ทันให้ตามทันเท่านั้น ศูนย์การเรียนเสริมหลังเลิกเรียนอ่ืนๆ
โดยทวั่ ไปกเ็ พยี งพอแลว้ ถา้ ระบบการเรยี นแบบคมุ องเปน็ เพยี งระบบการเรยี นทีเ่ หมอื นกบั ศนู ย์
การเรียนเสริมอ่ืนๆ ก็ไมม่ ีความจำ� เป็นใดๆ สำ� หรับผมท่จี ะเลกิ เป็นครูในโรงเรียน
คนภายนอกถามผมบ่อยคร้ังว่า “ระบบการเรียนแบบคุมองมีประโยชน์อย่างแน่นอน
ในระยะยาว แตส่ ำ� หรบั เปา้ หมายในระยะสน้ั เชน่ การเตรยี มตวั สำ� หรบั สอบเขา้ ระดบั มธั ยมปลาย
ระบบการเรียนแบบคุมองก็จะไม่ทันการใช่หรือไม่” ค�ำตอบของผมต่อค�ำถามนี้ก็คือ “ไม่ใช่
ระบบการเรียนแบบคมุ องนัน้ มปี ระโยชนอ์ ยา่ งแน่นอนแม้แตใ่ นสถานการณเ์ ชน่ นั้น”
ตัวอย่างเช่น แม้แต่นักเรียนช้ันมัธยมปีที่ 3 ซึ่งไม่สามารถจะท�ำหารสองหลักได้ตอนท�ำ
แบบทดสอบวัดระดับของคุมอง ก็ยังท�ำคะแนนได้ดีเม่ือสอบเข้า ถ้าเขาเร่ิมเรียนคุมองที่จุด
เรม่ิ ต้นทีต่ ่� ำ และเรยี นกับระบบคมุ องอย่างตอ่ เน่อื งโดยไมเ่ ลิกเรียน
การใหน้ ักเรียนกลมุ่ นท้ี ำ� แบบทดสอบวัดระดบั ของคมุ องชุดเดยี วกบั ตอนลงทะเบยี นเดือน
ละครงั้ จะทำ� ให้ Instructor เขา้ ใจอะไรๆ ไดม้ ากขน้ึ คณุ ครคู มุ องจะไดเ้ รยี นรวู้ า่ ในหลายกรณี
นักเรียนจะทำ� โจทยร์ ะดบั สูงไดด้ ขี น้ึ แมว้ ่าเขาจะก�ำลงั เรียนแบบฝกึ หดั ท่งี ่ายกว่าอยกู่ ต็ าม
อย่างไรก็ตาม สงั คมโดยทวั่ ไปเชื่อวา่ การจะเตรยี มตัวสอบเข้าไดน้ ้ัน การฝกึ ทำ� โจทย์แบบท่ี
จะปรากฏในข้อสอบจะมีประโยชน์มากกว่า ซ่ึงความคิดเช่นน้ีเป็นจริงส�ำหรับนักเรียนท่ีรู้สึก
สบายๆ กับทักษะทางการเรียนพื้นฐานเท่าน้ัน ส�ำหรับนักเรียนคนอื่นๆ การถูกสอนและ
การเรียนรู้โดยดูจากวิธีแก้โจทย์น้ัน มีแต่จะท�ำให้นักเรียนคิดว่าพวกเขาเข้าใจวิธีท�ำ แต่ไม่ช่วย
ให้นักเรียนไดค้ วามสามารถทจี่ �ำเปน็ ตอ้ งมใี นการทำ� คะแนนให้ดีขึ้นแต่อยา่ งใด
แม้นักเรียนคนหนึ่งจะเพิ่งมาเริ่มเรียนกับระบบการเรียนแบบคุมองเพียงตอนฤดูร้อน
ของชั้นมัธยมปีท่ี 3 ระบบการเรียนแบบคุมองก็จะยังคงให้ผลดีย่ิงกว่าระบบการเรียนอื่นๆ
ในเรื่องช่วยนักเรียนให้ท�ำคะแนนสอบได้ดี ลักษณะเด่นข้อหนึ่งของระบบการเรียนแบบคุมอง
ก็คือ แม้นักเรียนจะยังก้าวไปไม่ถึงระดับเทียบเท่ากับหลักสูตรช้ันมัธยมปีท่ี 3 ในโรงเรียน
นกั เรียนคนน้ีก็จะยงั ทำ� คะแนนไดด้ ีขึน้ อยูด่ ี
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบับท่ี 78 ปี 1983)
100
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
เปลยี่ นเดก็ ธรรมดาให้กลายเปน็ เดก็ ยอดเยี่ยม
ก้้าวไปข้้างหน้้าอย่า่ งไร้้ขีดี จำำ�กััดด้้วยการเรีียนรู้้�ด้้วยตนเอง
สาเหตุที่ท�ำให้ผมเริ่มงานคุมอง คือ ระบบการเรียนซึ่งผมทดลองกับลูกชายคนโตนั้น
ประสบความสำ� เรจ็ มากกวา่ ที่คาดไว้ และไดผ้ ลกบั เดก็ คนอ่นื ๆ เช่นกนั และท�ำใหเ้ ด็กมีความสุข
ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบดีเรื่องการทดลองของผมกับลูกชายคนโต ซึ่งผมได้สรุปโดยย่อไว้ใน
บทความเร่อื ง “เรียนแคลคูลสั ตอนเป็นนกั เรียนชั้นประถม – บันทึกความก้าวหนา้ ในการเรยี น
ของเด็กธรรมดาคนหนงึ่ ทที่ �ำแบบฝกึ หัดซึง่ เขียนขึน้ อย่างงา่ ยๆ –“
จากช่ือหัวข้อของบทความดังกล่าว ทุกท่านน่าจะเข้าใจได้ว่า ส่ิงที่ผมต้องการเน้นย้�ำ
เก่ียวกับงานคุมองก็คือ “แม้นักเรียนจะไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ แต่ตราบใดที่เราให้
การสอนและแบบฝึกหัดที่ท�ำให้การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นเรื่องง่าย เด็กก็จะสามารถก้าวหน้า
ในการเรียนไปไดส้ งู ”
เปน็ การดที เ่ี ดก็ จะเรยี นกา้ วหนา้ ขน้ึ ไดต้ ามความปรารถนาทจ่ี ะกา้ วไปขา้ งหนา้ ของพวกเขา
เอง ยิ่งกว่าที่ผู้ใหญ่จะผลักดันบังคับให้เรียนหรือพร�่ำสอนซ�้ำๆ สิ่งที่เราจะตอกย้�ำ
ให้เด็กรับรู้นั้นมีขีดจ�ำกัด ทว่าส�ำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองแล้วไม่มีขีดจ�ำกัดเรื่อง
ระยะท่เี ด็กจะกา้ วหนา้ ไปได้แตอ่ ย่างใด
เด็กทุกคนมีความปรารถนาที่จะเรียนก้าวหน้ามากข้ึน และมีศักยภาพที่จะพัฒนาข้ึน
การตอบรับต่อความปรารถนาน้ีในตัวเด็กเพ่อื ท่ีพวกเขาจะได้พัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่มี
ทส่ี นิ้ สุดนั้น ไมเ่ พยี งแต่ทำ� ให้เดก็ และผปู้ กครองมีความสุขเทา่ นัน้ แต่ยงั เป็นเรื่องส�ำคญั อย่างยิ่ง
ต่อสงั คมอีกด้วย
เปลี่�ยนเด็ก็ ซึ่่�ง “เข้้าถึึง” การเรีียนได้้ไม่่ดีีให้เ้ ป็น็ เด็ก็ ที่�เรียี นได้ก้ ้า้ วไกล
ลักษณะเด่นข้อแรกของระบบการเรียนแบบคุมอง คือ การให้เด็กได้เรียนรู้ในระดับท่ี
“พอเหมาะพอด”ี โดยการใหก้ ารสอนแบบเฉพาะตวั และอา้ งอิงจากความสามารถของเดก็ เอง
ความสามารถของเดก็ นน้ั เปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา ดงั นน้ั การใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นในระดบั ท่ี “พอเหมาะ
พอดี” เพื่อตอบรบั ต่อความเปล่ยี นแปลงจงึ ช่วยใหพ้ วกเขากา้ วหน้าไปไดย้ ่งิ ขึ้นกว่าเดมิ นนั่ เอง
ศนู ยค์ มุ องทกุ ศนู ยม์ กั จะประสบกบั กรณที ีเ่ ดก็ ซงึ่ มาลงทะเบยี นเรยี นคมุ อง ตอนพวกเขาอยู่
ล�ำดับ 30 ในห้องเรียนท่ีมีนักเรียน 40 คน แล้วสามารถท่ีจะพัฒนาทักษะการท�ำงานให้
ดีข้ึนได้หลังจากผ่านไปหนึ่งปี และก้าวหน้าไปยังล�ำดับ 20 ในห้องซึ่งมีนักเรียน 40 คนได้
เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี “ความเข้าถึง” การเรียนของเด็กก็พัฒนาขึ้น และพวกเขาก็ก้าวข้ึนไป
อยู่ในลำ� ดบั ที่ 10
101
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดข้ึน การเรียนรู้ของนักเรียนก้าวหน้าขึ้นและแผนการเรียนของ
นกั เรยี นจะพัฒนาขึ้นไปย่ิงกว่าท่ีคิดไว้ในตอนเพ่ิงลงทะเบียนเรียน แต่ถ้าเราไม่ตระหนักถึง
ความสามารถทีเ่ พมิ่ ขนึ้ ของเดก็ เหลา่ นี้ และยงั คงมองเขาวา่ เปน็ เดก็ คนเดมิ ตอนทีม่ าลงทะเบยี น
เรากจ็ ะทำ� ให้เด็กเหลา่ น้เี สียประโยชน์
การจะตัดสินวา่ เด็กคนหน่งึ มีศกั ยภาพและความสามารถที่จะเตบิ โตในอนาคตเพยี งใดนั้น
เป็นเรื่องยากย่ิง ส่ิงที่เราท�ำได้ไม่ใช่การขวางศักยภาพท่กี �ำลังเบ่งบานของเด็กคนนี้ แต่เป็นการ
สร้างสภาพแวดล้อมซ่ึงศกั ยภาพของเขาจะพัฒนาขนึ้ ต่อไปได้
เมอื่ เปา้ หมายเปน็ เชน่ น้ี ระบบการเรยี นการสอนแบบทีใ่ ชเ้ วลามาตรฐานในการเรยี นใหเ้ ปน็
ประโยชน์จึงเป็นระบบที่รักษาศักยภาพของเด็กไว้ ในระบบการเรียนแบบคุมองน้ันระดับ
ของแบบฝึกหัดแสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถของเด็ก ระดับความสามารถของเด็กคือ
ระดับของแบบฝึกหัดซ่ึงเด็กท�ำได้ถูกต้องภายในเวลามาตรฐานของคุมองท่กี �ำหนดไว้ โดยไม่
คำ� นึงถงึ ชัน้ เรียนทีโ่ รงเรยี นหรอื อายุของเด็ก
อย่างไรก็ตาม แม้เด็กจะก�ำลังเรียนรู้แบบฝึกหัดชุดเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างระหว่าง
พวกเขาในด้าน “ความรู้สึกเข้าถึงการเรียน” ที่เด็กแต่ละคนมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด เด็กบางคน
เรียนก้าวหน้าไปได้ง่ายๆ แต่บางคนก็ท�ำไม่ได้ ด้วยเหตุน้ีเองระบบการเรียนแบบคุมอง
จึงจัดให้มีเวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัดเป็นช่วง ส�ำหรับนักเรียนซ่งึ “ความรู้สึกเข้าถึง
การเรียน” ไม่ดีนัก เวลามาตรฐานในการท�ำแบบฝึกหัดให้เสร็จจะส้ันลง เพ่ือสร้างทักษะ
การท�ำงานของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นเพ่อื ทดแทนกับจุดท่ีด้อยนั้น และเพ่ือเปิดโอกาสให้พวกเขา
สามารถทีจ่ ะเรยี นก้าวหนา้ ขนึ้ ไดง้ ่ายๆ อกี ดว้ ย
การเรยี นเชน่ นท้ี ำ� ใหแ้ มแ้ ตเ่ ดก็ ซึง่ มี “ความรสู้ กึ เขา้ ถงึ การเรยี น” ไมด่ นี กั กส็ ามารถทีจ่ ะเรยี น
กา้ วหนา้ ข้นึ จนเกินชัน้ เรยี นของตนเองได้ และเมือ่ เด็กก้าวหน้าไปเกินช้นั เรยี นของเขา 2 – 3 ปี
“ความรสู้ กึ เขา้ ถงึ ” ของพวกเขากจ็ ะคอ่ ยๆ ดขี น้ึ และพวกเขากจ็ ะกลายเปน็ เดก็ ทม่ี คี วามสามารถ
ลำ้� หนา้ อยา่ งแทจ้ รงิ นค่ี อื การสอนท่ี “เปลย่ี นเดก็ ธรรมดาๆ คนหนง่ึ ใหเ้ ปน็ เดก็ ยอดเยย่ี ม” นน่ั เอง
ดว้ ยระบบการเรยี นแบบคมุ องนี้ แมแ้ ตเ่ ดก็ ทม่ี พี ฒั นาการผดิ ปกตกิ ส็ ามารถจะมคี วามสามารถ
ในการทำ� งาน และพฒั นาทกั ษะการทำ� งานได้ โดยการทเ่ี ราใหเ้ นอ้ื หาการเรยี นท“่ี พอเหมาะพอด”ี
แก่พวกเขามากกว่าท่ีให้แก่เด็กซ่ึงไม่มีความบกพร่องอะไร การลดเวลามาตรฐานในการท�ำ
แบบฝึกหัดลง ก็ช่วยให้เด็กเหล่านี้เรียนได้ก้าวหน้าไปไกลเสียจนคุณหมอและผู้เช่ยี วชาญต่างๆ
ยงั ตอ้ งประหลาดใจอกี ดว้ ย ถา้ นำ� ระบบการเรยี นแบบเดยี วกนั นมี้ าใชก้ บั เดก็ ธรรมดาๆ คนหนง่ึ ผมก็
คิดว่าเขาจะเรียนได้ก้าวหน้าไปไกลได้ง่ายยิ่งกว่าเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ และกลายมาเป็น
เด็กทีเ่ รียนได้เกินช้นั เรียนของตนที่โรงเรยี นดว้ ย
102
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
เรีียนก้า้ วหน้า้ เกิินแผนการเรีียน
เมื่อเปรียบเทียบสถิติด้านความก้าวหน้าในการเรียนปีที่แล้วของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 2
ล�ำดับที่ 20 จากนักเรียน 40 คน โดยใช้ตัวอย่างแผนการเรียนท่ีอยู่ใน Instruction
Principles and Guide พบว่าตัวอย่างแผนการเรียนเม่ือสองปีก่อนเกินความสามารถ
ของเด็กกลุ่มน้ีไปเล็กน้อย แต่ส�ำหรับปีที่แล้วความก้าวหน้าจริงของเด็กนั้นเกินตัวอย่าง
แผนการเรยี นไปเล็กนอ้ ย
วารสารยามาบิโกะฉบับเดือนท่แี ล้วเสนอเร่อื งของคุณครูทานาเบะ Instructor ของศูนย์
ในเมืองฮิโรชิมา ในหัวข้อ “ช่วยนักเรียนล�ำดับท่ี 30 จากนักเรียน 40 คนจ�ำนวน 60%
ท่ีศูนย์ให้เป็นนักเรียนท่ีเรียนเกินช้ันเรียนภายในเวลาหน่ึงปี” วิธีการน้ีช่วยสร้างความเข้าใจ
ของผู้ปกครอง และเป็นวิธีท่ีให้นักเรียนท�ำแบบฝึกหัดระดับ A จ�ำนวนมากข้ึน แต่ใน
จ�ำนวนวันเรียนซ่ึงน้อยลงกว่าท่ีก�ำหนดไว้ในตัวอย่างแผนการเรียน ส่ิงที่ส�ำคัญย่ิงกว่า
อะไรท้งั หมดก็คอื พฒั นาการของความเข้าใจของ Instructor นัน่ เอง
วารสารยามาบโิ กะฉบบั เดอื นนไ้ี ดน้ ำ� เสนอเรอ่ื งราวของคณุ ครโู ออจุ ิ ศนู ยข์ องเธอมนี กั เรยี น
ซึ่งเรียนเกินชั้นเรียนที่โรงเรียน 2 – 3 ปีจ�ำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า
นักเรียนท่ีศูนย์ของคุณครูโออุจิ แม้จะเป็นระดับ H หรือ I ก็ท�ำแบบฝึกหัดเดือนละ 100 แผ่น
การจะสร้างความก้าวหน้าได้ขนาดนี้ก็จ�ำเป็นต้องจัดการคงจ�ำนวนแบบฝึกหัดของนักเรียน
ไว้ใหไ้ ด้ แม้ว่านกั เรยี นจะกา้ วหนา้ ขน้ึ แลว้
เป็นเรื่องยากที่จะสร้างนักเรียนที่เรียนเกินช้ันเรียนในโรงเรียน 2 – 3 ปีอย่างที่คุณครู
โออุจิท�ำ ถ้าการเรียนน้ันถูกยัดเยียดให้เด็กแทนที่จะเป็นการเรียนด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ผมยังคิดอีกด้วยว่าแม้แต่เด็กซึ่งเร่ิมเรียนท่ีระดับต่� ำก็ก้าวหน้าขึ้นได้ ถ้าเราสอนพวกเขาโดย
มคี วามเชอ่ื วา่ “วนั หนงึ่ เดก็ คนนจี้ ะเรยี นเกนิ ชน้ั เรยี นทโี่ รงเรยี นของเขาเชน่ กนั ” ผมรสู้ กึ ขอบคณุ
เป็นอย่างย่ิงท่ีมีศูนย์คุมองแบบนี้ เพราะการท่ีศูนย์เหล่านี้มีจ�ำนวนเพ่ิมขึ้น คุณค่าของระบบ
การเรียนแบบคุมองกส็ ูงข้นึ ตามไปดว้ ย
แม้ความแตกต่างระหว่างชุมชน จะเป็นสาเหตุหลักที่ท�ำให้บางศูนย์มีนักเรียนที่เรียน
เกนิ ชน้ั เรยี นของตนอยนู่ อ้ ย และเปน็ เหตใุ หม้ นี กั เรยี นนอ้ ยคนทจี่ ะเรยี นไดเ้ กนิ ชนั้ เรยี นทโี่ รงเรยี น
2 – 3 ปีข้ึนไป ผมก็ยังคิดว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้หลังจากเปิดศูนย์ไปได้ 5 ปีแล้ว
Instructor ท่านนนั้ ก็จ�ำเป็นตอ้ งพิจารณาถงึ การสอนของตวั เอง
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างย่ิงท่ีมี Instructor หลายท่านช่วยให้นักเรียนของตนก้าวหน้าไป
มากกวา่ ทต่ี วั อยา่ งแผนการเรยี นกำ� หนดไวอ้ ยา่ งมเี จตนารมณท์ เ่ี ชอ่ื วา่ “แมแ้ ตน่ กั เรยี นธรรมดาๆ
คนหนึ่งกส็ ามารถจะกา้ วหนา้ ไปเกนิ ชน้ั เรียนของตนที่โรงเรียนได”้
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ท่ี 82 ปี 1983)
103
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
สร้างความมนั่ ใจในตนเองและการควบคุมตนเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงปีงบประมาณท่ีผ่านมา ซ่ึงเป็นปีครบรอบปีท่ี 25 ขององค์กร
ก็จะเห็นได้ว่า เราก้าวหน้าไปไกลด้านการปรับปรุงความสามารถในการสอน และการพัฒนา
ความสามารถของเด็ก แต่เน่ืองจากสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก ผมจึงไม่สามารถจะพูด
ได้ว่าพัฒนาการดังกล่าวน้ีจะน�ำไปสู่จ�ำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นโดยทันทีทันใดหรือไม่ แต่ใน
ระยะยาวแลว้ ส่งิ ท่ีสำ� คญั ที่สุดในตอนนค้ี อื การเพ่ิมคณุ ค่าของคมุ องใหส้ งู ข้นึ อีก
งานของเราคือการค้นหาและพัฒนาศักยภาพ ซ่ึงได้แก่ “การพิจารณาว่าเด็กจะเรียน
กา้ วหนา้ ขน้ึ ไดเ้ พยี งใด โดยไมม่ แี รงกดดนั ถา้ เราใหก้ ารสอนอยา่ ง ‘พอเหมาะพอด’ี แกพ่ วกเขา”
แนวคิดนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาเราก้าวหน้าไปอย่างมากในการ
ทำ� แนวคดิ นใ้ี หส้ �ำเร็จ
เม่ือ 4 ปีก่อน Instructor กังวลมากเกี่ยวกับแถลงการณ์ท่ีว่า “นักเรียนชั้นประถมปีที่ 4
ท�ำเรื่องสมการ” จนเราต้องเปลี่ยนข้อความเป็น “นักเรียนช้ันประถมปีที่ 5 ท�ำเรื่องสมการ”
แทน แตพ่ อถึงปลายเดอื นกนั ยายนปที แี่ ล้ว จำ� นวน “นกั เรยี นชัน้ ประถมปีที่ 4 ท�ำเร่อื งสมการ”
เพ่ิมข้ึนเกิน 2,000 คนแล้ว และดูเหมือนเราจะมีนักเรียนกลุ่มน้ีเกิน 3,000 คนได้ภายใน
เดอื นมนี าคมปีนี้
นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาถึง 2 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า จ�ำนวน “นักเรียนระดับประถม
ศกึ ษาหรอื ต่� ำกวา่ ซงึ่ ทำ� คณติ ศาสตรร์ ะดบั มธั ยมปลาย” นนั้ เพม่ิ ขนึ้ จาก 170 คนตอนปลายเดอื น
กันยายน 1981 เป็น 780 ในตอนปลายเดือนกันยายน 1983 อีกด้วย จ�ำนวนนักเรียน
ซงึ่ มชี อื่ อยใู่ นรายชอ่ื นกั เรยี นทเ่ี รยี นเกนิ ชนั้ เรยี นกเ็ พม่ิ ขนึ้ จาก 20% ตอนปลายเดอื นมนี าคม 1981
เป็น 40% ตอนปลายเดอื นมนี าคมปนี ี้ด้วย
ระบบการเรีียนแบบคุุมองสร้้างความสามารถที่่�หลากหลายนอกเหนืือจากความ
สามารถ ทางวชิ าการ
เมื่อพิจารณาถึงพัฒนาการด้านความสามารถในการสอนและความเข้าใจในระบบคุมอง
จะเหน็ ได้ชัดวา่ ในอดตี ท่ผี ่านมาน้นั เราท�ำให้เดก็ เสียประโยชน์ไป
ในอดีต ไม่มีตัวอย่างของนักเรียนซ่ึงเรียนแบบฝึกหัดอยู่ในระดับที่เกินช้ันเรียนของตนเอง
ไป 3 – 4 ปี ดังน้ันจึงเป็นเร่ืองยากส�ำหรับเราท่ีจะเรียนรู้ว่าจะสร้างนักเรียนเหล่าน้ันได้
อย่างไร และเนื่องจากเราไม่มีตัวอย่างเช่นน้ัน หลายคนจึงเป็นกังวลว่า “ไม่มีปัญหาอื่นใด
จรงิ ๆ หรอื เมื่อเด็กเรียนกา้ วหนา้ ไปขนาดน้ัน”
104
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
เมื่อเด็กบางคนเรียนก้าวหน้าไปได้ไกลถึงเพียงนั้น พวกเขาก็เกิดทัศนคติที่เป็นตัวของตัว
เอง ความม่ันใจในตนเอง และการควบคุมตนเองด้านความสามารถต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
อันเป็นคุณสมบัติซ่ึงเปิดโอกาสให้พวกเขากลายเป็นเด็กท่ชี ่างคิดและมีจิตใจดี อย่างไรก็ตาม
เร่ืองน้ีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากยิ่ง นอกเสียจากว่าท่านจะมีนักเรียนแบบน้ีเอง บุคคลภายนอก
บางคนกลา่ ววา่ “เดก็ เหลา่ นก้ี แ็ คเ่ รยี นแบบฝกึ หดั ไปไดเ้ รอ่ื ยๆ เทา่ นน้ั ” และนน่ั กอ็ าจเปน็ สาเหตุ
ใหต้ อ้ งกงั วลได้ ถา้ เรายดั เยยี ดแบบฝกึ หดั ใหเ้ ดก็ ทำ� จรงิ ๆ แตก่ ารทีเ่ ดก็ จะเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งเปน็ อสิ ระ
และก้าวหน้าไปได้มากขนาดนั้นด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นเรื่องยากที่จะท�ำให้เกิดข้ึนได้
มากกวา่ ท่ีคิดมากนกั
หากความสามารถอื่นๆ นอกเหนือจากความสามารถด้านวิชาการไม่ได้รับการพัฒนาแล้ว
ก็เป็นไปไม่ได้ท่ีเด็กจะเรียนก้าวหน้าขึ้นได้ด้วยตนเอง น่คี ือความท้าทายและจุดเด่นของการ
เรียนรู้ด้วยตนเอง ส่วนหน่งึ ท่ีเราภูมิใจเก่ียวกับระบบการเรียนแบบคุมองก็คือนอกเหนือจาก
ความสามารถทางวิชาการแล้ว ระบบการเรียนแบบคุมองยังมุ่งม่ันท่ีจะสร้างแรงจูงใจ สมาธิ
ความม่นั ใจในตนเอง และการควบคุมตนเองอกี ดว้ ย
นัักเรียี นก้า้ วหน้้าทางการเรียี นตามระดัับความเข้า้ ใจของผู้�ใหญ่่
การคิดใคร่ครวญของเราในช่วง 3 ปีหลังน้ี แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของเด็กนั้นสูงกว่า
ที่เราคิดไว้ แม้จะกล่าวว่าเรา “เพียงให้การสอนท่ี ‘พอเหมาะพอดี’ แก่เด็กเท่านั้น”
ความเข้าใจว่า “ความพอเหมาะพอดี” คืออะไรของเรานั้น อาจส่งผลให้เกิดความก้าวหน้า
ทางการเรียนซง่ึ แตกต่างกันหลายระดบั อยา่ งมากได้
ผมคิดว่าเราสามารถจะพูดได้ว่า วิธีการที่ความสามารถของเด็กพัฒนาข้ึนนั้นไม่ได้
เป็นผลจากความแตกต่างด้านความสามารถของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผล
จากระดับการรับรู้ของผู้ใหญ่รอบตัวเด็กด้วย เด็กเรียนก้าวหน้าขึ้นได้ตามท่ผี ู้ใหญ่เห็นว่า
“พอเหมาะพอดี” มากกวา่ ตามสิง่ ที่ “พอเหมาะพอด”ี กบั ความสามารถของเดก็ เองจรงิ ๆ
ในขณะท่ีนักเรียนมีความแตกต่างด้านตัวบุคคลและความสามารถ Instructor เองก็มี
ความแตกต่างด้านตัวบุคคลและความสามารถเช่นเดียวกัน การศึกษานั้นจ�ำเป็นต้องมีการ
คิดไตร่ตรองถึงตัวเองอยู่เสมอ โชคดีท่ลี ักษณะเด่นข้อหน่งึ ของคุมอง คือ คุมองมี Instructor
หลายท่านซึง่ ชอบคดิ ไตร่ตรองถงึ สิง่ ทต่ี นเองทำ� ผลก็คอื การสอนของ Instructor ในปที ่ีผ่านมา
พฒั นาดีขนึ้ และเดก็ ซึง่ เสียประโยชน์ก็น้อยคนลง
แมจ้ ะเปน็ เชน่ นน้ั แตเ่ มือ่ พจิ ารณาสดั สว่ นของศนู ยค์ มุ องทีม่ นี กั เรยี นกำ� ลงั เรยี นแบบฝกึ หดั
เกินช้ันเรียนในโรงเรียนของตน 3 – 4 ปีเทียบกับศูนย์คุมองซึ่งไม่มีนักเรียนแบบนี้จะเห็นได้ว่า
105
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
35% ของศูนย์ทั้งหมดมีนักเรียนซ่ึงเรียนเกินชั้นเรียน อีก 65% ท่ีเหลือไม่มีนักเรียนกลุ่มน้ี
การพิจารณาตัวเลขดังกล่าวท�ำให้ผมคาดหวังถึงปีน้ีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราท�ำได้ดีแม้
จากศูนย์จ�ำนวนเพียง 35% ผมก็คิดว่าเราจะสามารถท�ำได้ดีย่ิงกว่าเดิมอีกเม่ือสัดส่วน
ศนู ย์ดงั กล่าวดขี ึน้
ผมหวังว่าเม่ือ Instructor จ�ำนวน 65% ซ่ึงยังไม่มีนักเรียนท่ีเรียนเกินชั้นเรียนระดับนี้
ในตอนนี้สามารถรวบรวมข้อมูลท่ีจะท�ำให้เช่ือว่าการสร้างนักเรียนเช่นนี้เป็นไปได้จริง
เพียงพอแล้ว และสร้างนักเรียนเช่นนี้ข้ึนได้แม้เพียงคนเดียว Instructor กลุ่มนี้ก็จะทราบถึง
ผลลพั ธท์ ีล่ ึกซึ้งยิ่งข้ึนของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ถ่า่ ยรูปู ตััวเองแล้้วเปรียี บเทียี บกัับใบหน้า้ ของท่า่ นเมื่�่อผ่่านไปหนึ่่�งปีี
เม่อื เราพยายามจะนึกภาพปีท่กี ำ� ลังจะผา่ นเข้ามา ก็เปน็ เร่ืองน่ายนิ ดอี ย่างยง่ิ ที่ได้คาดหวัง
ว่าเราจะพัฒนาศักยภาพของ “เด็กก่อนวัยเรียนให้ท�ำสมการ” ให้ได้มากเพียงใด เมื่อผม
ถาม Instructor ที่โอกินาวาว่า “คุณคิดว่าจะสามารถท�ำให้เด็กก่อนวัยเรียน 1,000 คน
ซ่ึงมาลงทะเบียนเรียนตอนอายุ 2 ขวบ สามารถที่จะเริ่มเรียนเรื่องสมการได้ก่อน
เข้าชนั้ ประถมศึกษากค่ี น” ผมประหลาดใจอยา่ งยงิ่ เม่ือ Instructor ทา่ นแรกกลา่ ววา่ 600 คน
จนผมต้องถามอีกครั้งว่า “ท่ีบอกว่า 600 คนนั้นหมายถึง 60% ของนักเรียนท้ังหมด
ใชห่ รือเปล่า” และเม่ือผมถาม Instructor อีกทา่ นหน่ึง ผมก็ได้คำ� ตอบวา่ นา่ จะประมาณ 50%
เมื่อผมถามถึงเหตุผล Instructor เหล่านี้ก็ตอบว่า “เราคิดอย่างน้ีหลังจากสังเกตเด็ก
อายุ 3 ขวบ ซึ่งลงทะเบียนเรียนไปได้ 6 เดือนแล้ว” ที่โอกินาวามีเด็กก่อนวัยเรียนมาเรียน
คมุ องจำ� นวนมาก และหลายคนเรยี นเกนิ ชน้ั เรยี นของตนเมอ่ื เทยี บกบั จงั หวดั อน่ื ๆ แตศ่ กั ยภาพ
ดงั กลา่ วนเี้ ปน็ ของจรงิ และเปน็ เรอ่ื งดเี ยยี่ มดว้ ย ถา้ มนี กั เรยี นเชน่ นห้ี ลายรอ้ ยคน เดก็ กจ็ ะเปน็
ทรพั ยากรอนั ทรงคณุ คา่ ของสงั คมยง่ิ กวา่ การคน้ พบทรพั ยากรอยา่ งเชน่ แรเ่ หลก็ หรอื นำ�้ มนั เสยี อกี
เมื่อท่านสอนเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ ท่านควรจะถ่ายรูปของเด็กตอนที่มา
ลงทะเบยี นเรยี นไว้ เพราะในขณะทเ่ี รยี นคมุ องไปเรอ่ื ยๆ ใบหนา้ ของเดก็ ซง่ึ มอี าการดาวนซ์ นิ โดรมจะ
เร่ิมดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ป่วยไข้อะไร มีรายงานมาเรื่อยๆ ว่าถ้าท่านถ่ายรูปเด็กเก็บไว้
ทา่ นจะเหน็ วา่ พวกเขาพฒั นาขนึ้ ดว้ ยระบบการเรยี นแบบคมุ องไดด้ เี พยี งใด ถา้ เรือ่ งนเ้ี ปน็ จรงิ ใน
กรณขี องเดก็ ผมกค็ ดิ วา่ สหี นา้ ของพวกเรากจ็ ะตอ้ งดขี น้ึ ดว้ ย ถา้ เราคดิ ไตรต่ รองถงึ สิง่ ทเี่ ราทำ� และ
ท�ำงานหนักเพอื่ ประโยชน์ของเด็ก ท่านลองถ่ายรปู ตวั เองตอนเรม่ิ ตน้ ปใี หม่นี้ แล้วเปรยี บเทียบ
กับใบหนา้ ของทา่ นเองเม่อื เวลาผ่านไปหนง่ึ ปี ถา้ ใบหนา้ ของท่านมสี ีหน้าดขี นึ้ กค็ งจะดไี ม่น้อย
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบับท่ี 85 ปี 1984)
106
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
การคน้ หาสิ่งทีพ่ อเหมาะพอดี และการค้นหาศักยภาพ
ไม่มีขีดจ�ำกัดทางด้านความสามารถในการสอน เช่นเดียวกับท่ีไม่มีขีดจ�ำกัดด้านความ
สามารถของเด็ก หน้าที่ของเราคือเป็น Instructor ที่ดีท่ีสุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อที่จะ
ไม่ท�ำใหเ้ ดก็ เสียประโยชนน์ ัน่ เอง
การเรียนรู้จากเด็กให้ได้ดีน้ันเป็นวิธีปรับปรุงความสามารถด้านการสอนของเราที่ดี
ที่สุด การเรียนรู้จากเด็กเร่ิมจากการปรับความเข้าใจเร่ืองการศึกษาของเราเสียใหม่ทุกคร้ัง
ที่เราได้เจอกับเด็ก หากคิดพิจารณาถึงทัศนคติด้านการศึกษาของเราตอนเรียนหนังสือ
สมัยเด็ก ตอนท�ำงานพเิ ศษเป็นครูสอนพิเศษสมัยเรียนระดับมหาวทิ ยาลัย และตอนเริม่ ท�ำงาน
คุมองแล้ว เราจะสังเกตเห็นส่ิงต่างๆ มากมายทีเดียว ผมคิดว่าในด้านการเรียนรู้จากเด็กนี้
Instructor ที่ดคี ือ Instructor ซึ่งไตร่ตรองถึงการกระท�ำของตัวเองใหม้ าก
ในกรณีของ Instructor ซง่ึ เคยเป็นครูในโรงเรียนมาก่อน เม่อื เร่มิ ตน้ งานคมุ องกจ็ ะสังเกต
เห็นว่า “ตอนเป็นครูในโรงเรียน ตัวเองแทบไม่ได้ท�ำอะไรซึ่ง ‘พอเหมาะพอดี’ ให้แก่
เด็กเลย” Instructor กลุ่มน้ีหลายท่านมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าท่ีจะช่วยเด็กตอนที่เป็น
ครูในโรงเรียน และเริ่มงานคุมองเพราะเห็นจุดดีของอุปกรณ์การเรียนของคุมอง แม้ว่า
จะไมช่ อบศนู ย์การเรยี นหลังเลกิ เรียนก็ตาม
ในขณะที่ Instructor กลุ่มนี้ท�ำศูนย์คุมองโดยไม่ได้แขวนแม้แต่ป้ายบอกว่ามีศูนย์อยู่
ตรงนั้น พวกเขาก็ได้เรียนรู้เร่อื งต่างๆ จากเด็ก ซ่งึ เป็นเร่ืองท่ีพวกเขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
ตอนท่ียังเป็นครูในโรงเรียน และพวกเขาก็เร่ิมจะสงสัยว่า “ตอนเป็นครูท่ีโรงเรียน ตัวเอง
ทำ� อะไรอย”ู่ แลว้ พวกเขากเ็ ริม่ ทำ� คมุ องใหเ้ ปน็ ทีร่ จู้ กั อยา่ งกระตอื รอื รน้ ในตอนแรก Instructor
กลุ่มนี้สอนโจทย์ประยุกต์และโจทย์ค�ำนวณในท�ำนองเดียวกัน แต่ในที่สุดพวกเขา
กเ็ รม่ิ จะเขา้ ใจวา่ การสอนโจทยป์ ระยกุ ตน์ น้ั ไมจ่ ำ� เป็น และยงั ทำ� ให้เด็กเสียประโยชน์อกี ด้วย
ส่ิงที่ Instructor กลุ่มนี้มักจะพูดถึงก็คือ “ท�ำไมฉันไม่ตระหนักถึงความส�ำคัญของส่งิ น้ี
ตอนเป็นครูในโรงเรียนนะ” ผมคิดว่านั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าส่ิงท่ีพวกเขา
สอนในโรงเรียนนน้ั เป็นสง่ิ ที่ “พอเหมาะพอดี” แล้วส�ำหรบั เด็ก แตจ่ รงิ ๆ แลว้ ไม่ใชเ่ ชน่ นั้น
ถ้าครูในโรงเรียนไม่มีความต้ังใจจริงหรือความสามารถแล้ว ครูก็ไม่สามารถจะตระหนัก
ได้ว่านักเรียนก�ำลังพยายามจะสอนอะไรบางอย่างให้เธอ เมื่อพวกเขาพูดว่า “ผมไม่เข้าใจ
ถ้าคุณครูใช้วิธีการสอนวิธีนี้” หากเราไม่พยายามให้ทัดเทียมกับความสามารถของเด็ก
เราก็ไม่สามารถจะเรยี นรู้จากเด็กได้อย่างเตม็ ที่
107
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ประสบการณ์ของผมตอนเป็นครูในโรงเรียน ก็คือ ครูหลายท่านม่นั ใจว่าเป็นความผิด
ของนักเรียน ถ้าพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ครูสอนอย่างตั้งใจและสอนแบบที่พยายามจะให้
เข้าใจได้ง่ายๆ ครูเช่นน้ียังมีแนวโน้มท่ีจะคิดว่าครูในโรงเรียนนั้นดีกว่าครูในศูนย์การเรียน
หลงั เลิกเรยี นมากด้วย
จุดเด่นของ Instructor ก็คือพวกเขาคิดใคร่ครวญอยู่เสมอว่ามีหนทางท่ีดีกว่าหรือไม่
และพวกเขาเองกำ� ลังให้แบบฝกึ หัดที่ “พอเหมาะพอดี” แกเ่ ดก็ อยูห่ รือไม่ มีครูในโรงเรยี นและ
ครูสอนหนังสือตามบ้านมากมายท่ีมั่นใจในตัวเอง และคิดว่าท่ีเด็กท�ำได้ดีนั้นก็เป็นเพราะ
ความสามารถของครู แตถ่ า้ นกั เรยี นทำ� ไดไ้ มด่ ี นัน่ กเ็ ปน็ ความผิดของนกั เรียนเอง
ถ้าท่านพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น ท่านจะตระหนักว่ามีเด็กอยู่หลายแบบ และ
ผู้ปกครองเองก็มีหลายแบบด้วย ดังนั้นวิธีการตอบรับจึงต้องมีหลายแบบด้วยเช่นกัน
ท่านจะตระหนักด้วยว่าค�ำตอบซึ่งท่านมั่นใจจนถึงตอนนั้นเป็นค�ำตอบที่มาจากประสบการณ์
เพยี งน้อยนิด และยงั มคี ำ� ตอบทด่ี กี ว่าอีกมากด้วย
เมอ่ื มปี ระสบการณม์ ากขน้ึ และเรยี นรไู้ ดด้ แี ลว้ ทา่ นจะเกง่ ดา้ นการใหก้ ารสอนซึง่ เหมาะสมกับ
ความสามารถของนกั เรยี น และเดก็ กจ็ ะเรยี นกา้ วหนา้ ขนึ้ ไดย้ งิ่ กวา่ ทเี่ คยเปน็ มากอ่ นหนา้ นนั้ และ
ท่านก็จะเข้าใจได้ว่า “เด็กมีความสามารถสูงเพียงน้ีทีเดียว” เมื่อเข้าใจได้เช่นนี้แล้ว
ทา่ นกจ็ ะมคี วามสามารถในการตรวจสอบการสอนของท่านเอง และจะตระหนักถึงสิ่งต่างๆ อีก
มากกว่าท่ีเคยเป็นมา เมอื่ ท่านสังเกตดูเด็กเรยี น หรือไปเยยี่ มศนู ย์อ่นื ๆ อีกด้วย
เด็็กสามารถจะเรียี นก้า้ วหน้า้ ได้ไ้ กลเพีียงนี้้�ด้้วยการเรียี นรู้้�ด้้วยตนเอง
เป้าหมายขององค์กรของเรา คือ การค้นหาสิ่งที่ “พอเหมาะพอดี” และค้นหาศักยภาพ
อุปกรณ์การเรียนของคุมองและระบบการเรียนแบบคุมองล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
ด้วยตนเองท่ีระดับซ่ึง “พอเหมาะพอดี” และคุณค่าสูงสุดของการมีอยู่ขององค์กรเรา ก็คือ
การแสดงให้โลกเหน็ วา่ เด็กสามารถกา้ วหน้าขึ้นไดเ้ พยี งน้ดี ้วยการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
ในการศึกษาโดยทั่วไป แทบจะไม่มีการค้นหาสิ่งที่ “พอเหมาะพอดี” อยู่เลย เพราะผู้คน
ต่างก็ไม่ค่อยได้ค�ำนึงถึงความส�ำคัญของการเรียนรู้จากเด็กเท่าไรนัก และด้วยความท่ีสังคม
ไม่ได้พยายามท่ีจะสอนเด็กก่อนวัยเรียน เด็กซ่ึงต้องให้การศึกษาแบบพิเศษ หรือเด็กท่ีมี
พัฒนาการผิดปกติ โดยเน้นท่ีการสร้างเสริมปัญญาแต่อย่างใด จึงไม่ค่อยมีอะไรท่ีท�ำเป็น
พิเศษให้แก่เด็กเหล่าน้ี ตัวอย่างเช่น ท่านจะไม่ตระหนักเลยว่าการเรียน 3 + 2 น้ันยากกว่า
การเรยี น 13 + 1 มากเพยี งใด จนกวา่ ทา่ นจะพยายามทำ� การสอนซง่ึ “พอเหมาะพอด”ี ดว้ ยตวั
เอง
108
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
ท่านจะเข้าใจการค้นหาศักยภาพได้ดี ถ้าท่านดูรายชื่อนักเรียนที่เรียนเกินชั้นเรียน
ในโรงเรียนของกลุ่มนักเรียนวัยก่อนเข้าเรียน เมื่อ 8 ปีก่อนเรามีเด็กก่อนวัยเรียนที่
สามารถท�ำเร่ืองสมการได้เป็นคนแรก แต่เม่ือถึงส้ินเดือนมีนาคมของปีน้ี เราก็มีเด็กท่ีท�ำได้
เช่นน้ีถึง 50 คนแล้ว ไม่ได้หมายความว่าความสามารถของเด็กเม่ือ 8 ปีก่อนน้ันต่� ำกว่า
ในปจั จบุ นั แตอ่ ยา่ งใด เดก็ มศี กั ยภาพตลอดมา เรือ่ งของเรอื่ งกค็ อื พวกเราไมเ่ กง่ พอทีจ่ ะทราบวา่
อะไรคือระดับที่ “พอเหมาะพอด”ี ในการคน้ หาศกั ยภาพนนั่ เอง
พวกเราค่อยๆ รู้ส่ิงต่างๆ มากขึ้นด้วยการเรียนรู้จากเด็ก และได้ทราบว่า “เด็กน้ันเก่ง
เพียงน้ีทีเดียว!” แม้ว่าเมื่อ 10 ปีก่อน ผมจะเชื่อในความเป็นไปได้ขององค์กรเราที่จะมี
นักเรียนเกินหน่ึงล้านคน แต่ผมก็ไม่ทราบว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะมีศักยภาพในการท�ำ
เร่ืองสมการได้ ด้วยความเร็วในตอนน้ีเราจะมีเด็กก่อนวัยเรียนซึ่งเรียนเรื่องสมการ
ถึง 500 คนในเวลาอีกไม่กี่ปี
แม้การมีนักเรียนดังกล่าวจ�ำนวน 50 คนจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ไม่พอ แต่ถ้ามีนักเรียน
แบบน้ี 500 คน สังคมก็จะเข้าใจขึ้นมาได้ว่า เด็กสามารถที่จะก้าวหน้าได้ด้วยการเรียน
แบบฝกึ หัดซ่ึงเปิดโอกาสในการเรียนรดู้ ว้ ยตนเองที่ระดบั ซง่ึ “พอเหมาะพอดี” และอาจเปลยี่ น
ระบบการศึกษาจากแบบบังคับเรียนในปัจจุบันไปเป็นระบบการเรียนแบบคุมองด้วยก็เป็นได้
ถ้าเป็นเช่นน้ันจริงจ�ำนวนเด็กซึ่งมีความสามารถสูง และบุคลิกลักษณะนิสัยดีก็จะเพิ่มขึ้น
และงานของเราก็จะมีส่วนร่วมสรา้ งสนั ติภาพของโลกได้
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากใช้แบบฝึกหัดซึ่งเด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กก็จะเรียนก้าวหน้า
ได้ไกลโดยไม่รู้สึกกดดัน แนวคิดน้ีไม่เพียงใช้ได้กับวิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับ
วิชาภาษาและเรื่องอื่นๆ อีกด้วย สังคมยังเชื่ออย่างไม่เสื่อมคลายด้วย ว่าความสามารถทาง
วชิ าการดา้ นภาษาแมแ่ ละภาษาองั กฤษนน้ั ไมส่ ามารถจะสรา้ งใหเ้ กดิ ขนึ้ ไดโ้ ดยเรว็ แตเ่ ราไดแ้ สดง
ใหเ้ หน็ อยา่ งชดั เจนในปที ีผ่ า่ นมา วา่ ความสามารถทางวชิ าการนนั้ สรา้ งใหเ้ กดิ ขน้ึ ไดง้ า่ ยกวา่ ทีค่ ดิ
หากใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเองของระบบการเรียนแบบคุมอง ถ้าท�ำได้เช่นน้ันก็จะยอดเย่ียม
เป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ายังมีพนักงานคุมองและ Instructor อีกมากที่ไม่เข้าใจ
ในจดุ นี้ ผมคดิ ว่าหนึ่งในสง่ิ สำ� คญั ซึ่งพวกเราต้องท�ำ ก็คอื บอกใหพ้ วกเขาทราบถึงเรอ่ื งน้ี
ทา่ นจะเขา้ ใจคณุ คา่ ของระบบการเรยี นแบบคมุ องไดด้ ขี นึ้ ดว้ ยการสอน 2 วชิ า และการสอน 3 วชิ า
จะชว่ ยทา่ นใหเ้ ขา้ ใจยง่ิ ขนึ้ อกี การมี Instructor จำ� นวนมากทส่ี ดุ เทา่ ทจ่ี ะมากไดส้ อนวชิ าเพม่ิ ขน้ึ
อกี หนงึ่ วชิ า และการใหพ้ นกั งานคมุ องสรา้ งแรงจงู ใจให้ Instructor สอนวชิ าเพมิ่ โดยทที่ ง้ั สองฝา่ ย
ตา่ งกช็ ว่ ยกนั คดิ นนั้ จะทำ� ใหพ้ วกเราคน้ หาสงิ่ ท่ี “พอเหมาะพอด”ี และคน้ หาศกั ยภาพไดต้ อ่ ไปอกี
109
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ความสามารถที่่�จะเรียี นรู้�สิ่�งที่�อยู่�ใกล้้ตััวได้ด้ ้ว้ ยตนเอง
ในขณะที่จำ� นวนของเด็กก่อนวัยเรยี นซึง่ ทำ� สมการ หรือนักเรียนซึง่ ท�ำเน้อื หาคณติ ศาสตร์
ระดับมัธยมปลายเพ่ิมข้ึน ก็มีความกังวลต่อไปอีกว่าจะไม่มีอะไรให้เด็กท�ำหลังจากพวกเขา
ท�ำแบบฝึกหัดคุมองท้ังหมดที่มีแล้ว ค�ำตอบส�ำหรับค�ำถามน้ีได้ลงใน “วารสารคุมองกราฟ”
ว่า “เราได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเราต้องการให้เด็กคิดว่าจะท�ำอะไร หลังจากที่พวกเขา
เรียนจบระดับ O และบอกด้วยว่าเด็กไม่ควรจะต้องพ่งึ คุมองอีกต่อไป หลังจากท่พี วกเขาเรียน
ก้าวไปจนถึงระดับหนึ่งกับคุมองแล้ว พวกเขาควรจะเลิกเรียนหลังจากเรียนจนจบแล้ว
พวกเราต้องการให้เด็กค้นหาว่าพวกเขาควรท�ำอะไร แล้วจึงเดินไปบนเส้นทาง
ของตวั เอง นีค่ อื เหตผุ ลวา่ ทำ� ไมเราจงึ ใหเ้ ดก็ เรยี นจบทีร่ ะดบั O และนกั เรยี นซึง่ เรยี นจบระดบั O
แลว้ กค็ วรจะท�ำอย่างทก่ี ล่าวไปแลว้ นี้”
ลกั ษณะเดน่ ประการหนง่ึ ในหลายประการของเดก็ ซง่ึ กำ� ลงั เรยี นแบบฝกึ หดั เกนิ ชนั้ เรยี นใน
โรงเรียน 3 – 4 ปี ก็คือ พวกเขาอ่านหนังสืออะไรก็ตามที่หาอ่านได้ ส�ำหรับเรื่องน้ีมีความ
แตกต่างระหว่างบุคคลอยู่มาก มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างส่ิงท่ีนักเรียนช้ันประถม
ปีที่ 5 ซึ่งเรียนอยู่ระดับ E กับนักเรียนชั้นเดียวกันซึ่งเรียนอยู่ระดับ I เลือกที่ตนสนใจ และ
แม้ว่าจะมีสิ่งต่างๆ เหมือนๆ กันให้เลือกสรร ก็เป็นระบบการเรียนแบบคุมองนั่นเองที่สร้าง
ความสามารถในการเรยี นให้ถึงระดบั สงู ที่สุดเท่าทีจ่ ะเป็นไปได้
ภูมิปัญญาของมนุษย์เรานั้นเติบโตข้ึนจากการเรียนรู้สิ่งที่มีให้เรียนด้วยตนเอง มากกว่า
การถูกบังคับให้เรียนเร่ืองนั้นๆ ผมต้องการจะช่วยเด็กให้เรียนรู้สิ่งท่ีมีด้วยตนเองให้ถึงระดับ
สูงท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้ แล้วจึงปล่อยเด็กให้เป็นอิสระ เพ่อื ท่ีพวกเขาจะได้หาหนทางของ
ตวั เอง ส่งิ นี้เปน็ แรงจงู ใจทยี่ งิ่ ใหญท่ ส่ี ดุ ของผมต้งั แต่เร่ิมงานคุมอง
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบับท่ี 87 ปี 1984)
110
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
IV
ครึ่งหลงั ของทศวรรษ 1981-1990
ตระหนกั แถหึง่งง“าคนวขาอมงไมเร่สามบรู ณ”์
111
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
เพื่อมิใหย้ ำ่� อยกู่ ับที่
ดว้ ยความพยายามของ Instructor ทกุ ทา่ น ทำ� ใหค้ วามเขา้ ใจถงึ คณุ คา่ ของระบบการเรยี น
แบบคุมองลึกซึ้งข้ึนตามล�ำดับ นับเป็นเร่ืองน่ายินดียิ่งท่ีงานของเราสร้างความสุขให้เกิดขึ้น
แกช่ มุ ชน
ในขณะทก่ี ารค้นหาศกั ยภาพของเดก็ ๆ กา้ วไปขา้ งหนา้ อยา่ งรวดเรว็ ความสามารถในการ
สอนของเราได้พัฒนาข้ึนอย่างรวดเร็วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การแยกเป็นรายบุคคลน้ันเกิดข้ึน
ท้ัง Instructor และนกั เรยี น คงจะเปน็ สิง่ ทแี่ ปลกมาก ถา้ ยังเชือ่ วา่ “วิธกี ารสอนของตัวเองนนั้
ไม่เปล่ียนแปลงจากที่ผ่านมาเลย ส่ิงท่ีตัวเองท�ำอยู่คือระบบการเรียนแบบคุมอง” ทั้งที่ระบบ
การเรยี นแบบคมุ องมีการพฒั นาก้าวไปข้างหนา้ ขนาดนี้
แม้ว่าการท�ำงานทุกอย่างจะด�ำเนินไปได้ดีขึ้นเม่ือประสบการณ์เพ่ิมขึ้น อย่างไรก็ตาม
แต่ละคนย่อมมีวิธีในการสั่งสมประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป แม้ตอนที่เร่ิมท�ำงานนี้แต่ละคน
อาจจะต่างกันไม่มาก แต่เมื่อผ่านไป 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ความสามารถด้านการสอน
กจ็ ะแตกต่างกนั มากขึน้ ทลี ะนอ้ ย
ลักษณะพเิ ศษของ Instructor ท่ีมพี ฒั นาการด้านการสอนทดี่ ี คือ Instructor ท่ีสามารถ
รู้ได้ทันทีว่าการสอนของตัวเองในช่วง 1 - 2 ปีท่ีผ่านมามีจุดด้อยตรงไหน Instructor ท่ี
ไม่สามารถทำ� เชน่ นน้ั ได้ จะไม่รูต้ ัวเลยวา่ ก�ำลงั ในการสอนของตัวเองไมเ่ พียงพอ และหลงคดิ ไป
ว่าส่ิงที่ตัวเองท�ำอยู่นั้นคือระบบการเรียนแบบคุมองซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพของเด็ก
ออกไปได้สงู สดุ จนย�่ำอยูก่ บั ทไ่ี มเ่ กิดการพัฒนา
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับจดหมายจาก Instructor ท่านหนึ่งเขียนว่า “ระยะหลังรู้สึก
หมดก�ำลังใจในการท�ำงาน พนักงานคนหน่ึงจึงแนะน�ำให้ย้อนกลับไปอ่านบทน�ำในวารสาร
‘ยามาบิโกะ’ ตลอดช่วง 10 ปีมานี้อีกคร้ัง หลังจากได้ย้อนกลับไปอ่านตามค�ำแนะน�ำของ
พนักงานคนน้ันแล้ว ก็ได้รู้ว่า ‘ระบบการเรียนแบบคุมองมีคุณค่าแบบน้ีนี่เอง’ ท�ำให้เกิด
กำ� ลงั ใจในการท�ำงานข้ึนอีกคร้ัง”
แม้เราจะอ่านวารสาร ‘ยามาบิโกะ’ และรู้สึกว่าเข้าใจดีแล้ว แต่หากได้ย้อนกลับไปอ่าน
อีกครงั้ เราจะไดค้ ้นพบอะไรใหม่ๆ อกี แนน่ อน เรือ่ งราวต่างๆ ไม่วา่ จะมเี นื้อหาดีเพยี งใด ผอู้ ่าน
จะท�ำความเข้าใจได้เฉพาะในส่วนท่ีตัวเองเคยมีประสบการณ์มาเท่านั้น ดังนั้นเราอาจ
จะเพียงอ่านเนื้อความนั้นผ่านไป และถ้าเราไม่รู้สึกประทับใจ สิ่งที่อ่านไปนั้นก็แทบจะไม่
หลงเหลืออยู่ในความทรงจ�ำของเราเลย แม้จะเป็นสิ่งที่เคยอ่านมาแล้ว แต่ถ้าได้ย้อนกลับไป
อ่านอีกครัง้ เราก็จะรวู้ ่าตวั เราเองนน้ั มีความกา้ วหน้ามากน้อยเพียงใด
112
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ข้อแตกต่างอย่างที่สุดระหว่าง Instructor คุมองกับครูในโรงเรียน คือ เราทุกคนจะดูแล
เอาใจใสเ่ ด็กแตล่ ะคนอยา่ งใกลช้ ิด และเฝา้ ดูว่า “เด็กคนนน้ั จะเตบิ โตก้าวหน้าไปเพยี งใด”
ตัวอย่างเช่น แม้จะมีนักเรียนชั้นประถมปีท่ี 5 คนหน่ึงอยู่ในระดับท่อี ่อนมาก ไม่สามารถ
ค�ำนวณได้ว่า 1+1 เท่ากับเท่าไร เราก็ยังสามารถท�ำให้เขาก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยการเรียนรู้
อย่างพอเหมาะพอดี และเฝา้ ดูอย่างใจจดใจจ่อว่า “เขาจะกา้ วไปขา้ งหน้าไดม้ ากน้อยเพยี งใด”
หรือแม้จะเป็นเด็กก่อนวัยเรียนที่สามารถท�ำเลขเศษส่วนได้ เราก็จะให้การดูแลเอาใจใส่เขา
ดว้ ยความต้ังใจเชน่ เดียวกนั
การท่ีเราไม่ “ย�่ำอยู่กับท่ี” น่าจะเป็นเพราะเราสามารถพัฒนาตัวเองได้จากการที่เรา
พยายามพัฒนาศักยภาพท่ีมีอยู่ในเด็กอย่างเอาใจใส่น่ันเอง ในขณะท่ีครูในโรงเรียน แม้จะมี
ความคดิ วา่ “อยากให้เด็กคนน้ันได้เรียนรอู้ ย่างพอเหมาะพอดี” แต่ก็ไม่สามารถทำ� ได้ เพราะมี
ข้อจ�ำกัดอยู่ และด้วยเหตุที่ไม่สามารถท�ำให้ไฟแห่งความกระตือรือร้นน้ีลุกโชนต่อไปได้ แม้ใน
ตอนแรกจะมีอุดมการณ์แรงกล้า แต่เนื่องจากไม่สามารถพัฒนาเด็กได้ดังท่ีคาดหวังไว้
อุดมการณ์แรงกล้านั้นจึงค่อยๆ คลายไป และบอกกับตัวเองว่า “เด็กก็เป็นอย่างนี้แหละ
ชว่ ยไมไ่ ด้ เราก็ท�ำเตม็ ทีเ่ ทา่ ทเ่ี ราทำ� ได้แลว้ ”
การศึกษาค้นคว้าของเรายังไม่เพียงพอท่จี ะกล่าวได้อย่างชัดเจน ว่าความสามารถของ
เด็กนั้นเกิดจากพรสวรรค์ที่ติดตัวมามากน้อยเพียงใด และพัฒนาข้ึนเพราะสภาพแวดล้อม
มากน้อยขนาดไหน ในวารสาร “Shufu no Tomo (เพ่อื นแม่บ้าน)” ผมได้มีโอกาสสนทนา
กับอาจารย์ชินอิจิ ซูซูกิ ผู้ริเริ่มแนวทางการสอนแบบ Suzuki Method ซึ่งเราก็ได้พูดคุยถึง
เรื่อง “สภาพแวดล้อมกับพรสวรรค”์ เชน่ กนั
อาจารย์ซูซูกิกล่าวว่า “มนุษย์เราเป็นผลผลิตของสภาพแวดล้อม” ผมเองก็ได้ตอบไปว่า
“ถ้าเราให้ Instructor ท่ียอดเย่ียมท่ีสุดใน 100 คนดูแลเด็กอายุ 2 ขวบซ่ึงอยู่ประมาณ
ล�ำดับท่ี 50 จาก 100 คน เด็กคนน้ันก็จะสามารถท�ำสมการได้ต้ังแต่ช่วงก่อนวัยเรียน แต่ถ้า
เราฝากเด็กอายุ 2 ขวบซ่ึงอยู่ล�ำดับท่ี 1 ไว้กับ Instructor ท่ีอยู่ล�ำดับท่ี 50 เด็กคนน้ัน
ก็คงจะทำ� แบบฝึกหดั ถึงระดับ D เมอ่ื เขาอย่ชู ัน้ อนุบาล 3”
ส�ำหรับเด็กที่มีความบกพร่องมาต้ังแต่ก�ำเนิดจะมีระดับความสามารถติดตัวที่ต่างกัน
ค่อนข้างมาก แต่ความแตกต่างซ่ึงเกิดจากสภาพแวดล้อมนั้นมีมากเสียกว่าความแตกต่าง
ทางความสามารถทตี่ ิดตัวมา จนเราคดิ ไม่ถึงเลยทีเดยี ว
113
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
จ�ำนวนเด็กก่อนวัยเรียนที่สามารถท�ำเลขสมการได้มีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวทุกปี และ
ถ้ามีจ�ำนวนเกิน 1,000 คนเมื่อไร เราก็คงเข้าใจดีขึ้นว่า “ความสามารถที่แท้จริงของมนุษย์
คืออะไร” เมอ่ื เปน็ เช่นน้นั เรากจ็ ะ สามารถกลา่ วไดอ้ ย่างชดั เจน ว่ามขี ้อผิดพลาดมากมายอยูใ่ น
ทฤษฎีเกี่ยวกับศักยภาพภายในตัวมนุษย์อันเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้คนหลายร้อยล้านคน
มาเป็นเวลาหลายรอ้ ยปี
ผมอยากบอกให้ทุกท่านทราบว่าเพียงแค่เราย้อนคิดทบทวนแก้ไขสิ่งที่เราท�ำผ่านมา
คิดว่าเด็กสามารถพัฒนาไปได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงใด และสัมผัสกับเด็กเหล่าน้ัน เราก็จะได้
รวู้ ่าการศกึ ษาเป็นงานแห่งความน่ายินดีอันยิง่ ใหญเ่ พยี งใด
งานของพวกเราไม่ใช่เพียงการเพ่มิ จ�ำนวนนักเรียน หรือพัฒนาความสามารถท่อี ยู่ภายใน
ตัวเด็กเท่านั้น แต่เรามีเป้าหมายอันย่ิงใหญ่อยู่ท่ีการสื่อสารให้สังคมโลกได้รู้ถึงความสามารถ
อันแท้จรงิ ของมนษุ ย์ และวิธีการเรยี นร้ทู ี่ยอดเยย่ี ม ผมอยากใหท้ กุ ท่านได้ทราบถึงความสำ� คัญ
ในแง่สังคมของเรา และในขณะเดียวกันผมก็อยากให้ทุกท่านได้ย้อนถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ว่า “สงิ่ ที่ตวั เองก�ำลังทำ� อยนู่ ้นั คือระบบการเรยี นแบบคุมองที่แท้จริงแล้วหรอื ยัง”
การจะท�ำความเข้าใจสิ่งท่ีผมได้กล่าวมาแล้วนั้น เราสามารถท�ำได้โดยการสร้าง
สภาพแวดลอ้ มทีท่ ำ� ใหเ้ ราสามารถยอ้ นกลบั ไปพจิ ารณาการสอนของตวั เองไดง้ า่ ยๆ เชน่ การอา่ น
วารสาร “ยามาบิโกะ” ซ�้ำอย่างต้ังใจ หรือการไปเยี่ยมชมศูนย์ที่มีเด็กซึ่งพัฒนาก้าวไป
ขา้ งหน้าจำ� นวนมาก
ผมรู้สึกว่าเราด้อยความสามารถ ทุกครั้งที่ผมได้ยินคุณแม่ของเด็กซึ่งเพิ่งสมัครเรียน
พูดว่า “น่าจะได้รู้เร็วกว่านี้ว่ามีระบบการเรียนแบบน้ี” ผมอยากให้เราได้เผยแพร่โดยเร็วท่สี ุด
และให้คนจ�ำนวนมากทีส่ ุดไดร้ ้วู ่ามรี ะบบการเรียนแบบน้ีอยู่
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ที่ 90 ปี 1985)
114
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
ความสามารถพัฒนาได้ด้วยจิตสำ� นกึ
ปกหนา้ ดา้ นในของ Instruction Principles and Guide มสี ว่ นของ “คำ� กลา่ วของ Instructor
ทา่ นหนง่ึ ” ซง่ึ เปน็ ส่วนที่เขยี นขึ้นโดยอ้างถึงสง่ิ ที่ Instructor ทา่ นหนง่ึ ได้กลา่ วไวเ้ ม่ือ 15 ปกี อ่ น
ตอนที่ลองให้นักเรียนทำ�แบบฝึกหัดนี้ ฉันก็รู้ทันทีว่าระบบการเรียนน้ียอดเย่ียม
เพียงไร ฉันคิดว่าฉันเข้าใจ แต่เม่ือผ่านไปหนึ่งปี สองปี ห้าปี ฉันก็ต้องตกใจว่า
เ ป ็ น ร ะ บ บ ก า ร เ รี ย น ท่ี มี ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล ม า ก ก ว ่ า ท่ี ฉั น ค า ด คิ ด ไ ว ้ ใ น ต อ น แ ร ก ม า ก ม า ย
ระบบการเรียนนี้ไม่ใช่เพียงเป็นวิธีการเรียนรู้ท่ียอดเย่ียมเท่านั้น แต่ความสามารถ
ทจ่ี ะพัฒนาไปข้างหน้าของเดก็ นน้ั มีมากกวา่ ทคี่ ดิ
การเข้าใจถึงคุณค่าของระบบการเรียนแบบคุมองเป็นสิ่งที่ยาก แต่การจะเข้าใจถึงความ
สามารถทีจ่ ะพฒั นาก้าวไปข้างหนา้ ของเด็กนน้ั กเ็ ป็นสิง่ ทย่ี ากไมแ่ พก้ นั
ในตารางรายชือ่ นกั เรยี นทเี่ รยี นเกนิ ชน้ั เรยี นเดอื นมนี าคมน้ี ดเู หมอื นวา่ นกั เรยี นชนั้ อนบุ าล
ซึ่งได้ที่ 10 นั้นท�ำแบบฝึกหัดถึงประมาณ K200 และจ�ำนวนเด็กก่อนวัยเรียนที่ท�ำสมการ
ไดก้ เ็ กนิ กว่า 100 คนแล้ว อยา่ วา่ แต่ 15 ปีกอ่ นเลย แมแ้ ต่ 3 ปีก่อน ก็แทบจะไม่มใี ครคาดเดา
ได้ว่าความสามารถท่ีจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าของเด็กนั้นสามารถพัฒนาได้มากถึงขนาดนี้
เม่ือพิจารณาดูประสิทธิผลการเรียนในปัจจุบัน และค�ำนึงถึงแนวคิดที่ว่า “เราจะค้นหา
ศักยภาพท่ีมีอยู่ภายในตัวเด็ก และพัฒนาออกไปให้ได้มากท่สี ุด” ก็น่าอายท่จี ะกล่าวว่าระบบ
การเรยี นแบบคมุ องเมื่อสิบปี หรือห้าปีกอ่ น เป็นระบบการเรียนแบบคมุ องทแี่ ทจ้ รงิ
นั่นหมายความว่าต่อจากนี้ไปอีกสามปี ห้าปี เมื่อเราย้อนกลับมาดูความสามารถของเด็ก
ของเราในปัจจุบันนี้ เราก็จะพบว่าความรขู้ องเรายังไม่เพยี งพอ
ภายในช่วง 3 ปีมานี้ ความสามารถทางการสอนของทุกท่านได้พัฒนาข้ึนอย่างเย่ยี มยอด
ซ่ึงผมต้องขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างย่ิง ที่ท�ำให้องค์กรของเราเติบโตข้ึนเป็นองค์กรท่ีพร้อม
ทา้ ทายกับการพฒั นาศกั ยภาพภายในตวั เดก็
สาเหตุที่ประสทิ ธิผลทางการเรยี นไดพ้ ัฒนาขึน้ แบบน้ี คงไมใ่ ชเ่ พราะพรสวรรคท์ ่ตี ดิ ตัวเดก็
มาสงู ขน้ึ อยา่ งรวดเร็วเมอื่ เทยี บกบั ห้าปที ีผ่ า่ นมา และไมใ่ ชเ่ ปน็ เพราะการเปลยี่ นตวั Instructor
เราจำ� เปน็ ตอ้ งศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งลกึ ซงึ้ ตอ่ ไป วา่ พฒั นาการทแ่ี ตกตา่ งกนั ของเดก็ นน้ั ขนึ้ อยู่
กับความแตกต่างของพรสวรรค์ท่ตี ิดตัวมาและสภาพแวดล้อมมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม
ในกรณขี ององคก์ รเรา เปน็ ความจรงิ ทเ่ี พยี งแคจ่ ติ สำ� นกึ ของเราเปลย่ี นไป กท็ ำ� ใหเ้ ดก็ มพี ฒั นาการ
ท่ีดีขึน้ ขนาดนี้
115
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
การที่เด็กก่อนวัยเรียนสามารถท�ำเลขสมการได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ส�ำหรับเราอีกต่อไป ทว่า
เม่ือมองจากสามัญส�ำนึกทั่วไปของคนในสังคม เร่ืองนี้ยังคงเป็นเรื่องน่าตกใจอย่างย่ิง และ
เป็นเร่ืองท่ีไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของแวดวงการศึกษามาก่อน ผมคิดว่าอีกไม่ก่ปี ี
เด็กก่อนวัยเรียนท่ีท�ำเลขสมการได้ต้องมีจ�ำนวนเกิน 1,000 คนอย่างแน่นอน และเม่อื ถึง
เวลานน้ั สงั คมทว่ั ไปกค็ งจะยอมรบั วา่ เรอ่ื งนเี้ ปน็ เรอ่ื งธรรมดา เดก็ ทกุ คนมศี กั ยภาพอยภู่ ายในตวั
ของเขาเอง และสามารถที่จะพฒั นาไปไดข้ นาดน้ัน
สิ่งหน่ึงท่ีเห็นได้ชัดจากการที่มีเด็กลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น คือเด็กที่มีพัฒนาการ
ในระดับสงู เหล่าน้ไี มไ่ ดม้ ีเพยี งความสามารถในการเรียนรู้สูงเท่านั้น แตค่ วามสามารถดา้ นอน่ื ๆ
ของเขาก็ได้รับการพัฒนาอย่างยอดเยี่ยมด้วย ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการอ่าน ความ
สามารถในการทำ� งาน ความสามารถทางอารมณ์ จากการสงั เกตพฒั นาการของเดก็ กอ่ นวยั เรยี น
ท่ีสามารถท�ำสมการได้ สังคมทั่วไปก็จะเห็นว่าเด็กเหล่าน้ีจะมีพัฒนาการที่เยี่ยมยอดเพียงใด
ไมว่ า่ ผใู้ หญค่ นใดกไ็ มส่ ามารถจนิ ตนาการได้ วา่ ความยอดเยย่ี มของกำ� ลงั ในการพฒั นาของ
เดก็ น้ันมีมากเพียงใด พัฒนาการของเดก็ ไมไ่ ดเ้ กดิ จากการทเ่ี ราไปจำ�้ จจี้ ำ้� ไชเขา หากแตเ่ กิดจาก
การที่เราต้องเข้าใจความต้องการท่ีจะพัฒนาของเด็กอย่างลึกซึ้ง และให้ส่ิงที่พอเหมาะพอดี
กบั ตวั เขา เพยี งเทา่ นเ้ี ขากจ็ ะสามารถพฒั นาไปขา้ งหนา้ ได้ด้วยตัวของเขาเอง
การท่ีเราสามารถกล่าวถึงส่ิงต่างๆ เหล่านี้ได้ ก็เพราะเราพยายามท่จี ะท�ำความเข้าใจเด็ก
ให้ลึกซ้งึ ยงิ่ ขน้ึ และได้เรียนรจู้ ากการคน้ หาศกั ยภาพทม่ี ีอยภู่ ายในตัวเดก็ นั่นเอง จากการค้นหา
ศกั ยภาพท่ีมีอยู่ภายในตวั เดก็ น้เี องท�ำให้ความสามารถของเราก็ไดร้ ับการพฒั นาขนึ้ ตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการทางด้านความสามารถของเราก็แตกต่างกันไปตามรายบุคคล
เช่นกัน ผู้ที่มีพัฒนาการที่ดีคือผู้ที่มีนักเรียนซ่ึงมีพัฒนาการดีจ�ำนวนมาก ส่วนผู้ที่พัฒนาการ
ไมด่ นี กั อาจเปน็ เพราะโอกาสที่จะได้เหน็ นักเรยี นซ่งึ มพี ัฒนาการดมี ีไมม่ าก
แต่ถ้าพัฒนาการของเด็กข้ึนอยู่กับสภาพแวดล้อมมากกว่าพรสวรรค์ สิ่งส�ำคัญที่สุดเป็น
อนั ดับแรก Instructor จะสามารถเปล่ียนจติ ส�ำนึกของตัวเองได้มากน้อยเพยี งใด
ท้ังท่ีเด็กมีความสามารถอันล้นเหลืออยู่ในตัวของเขา แต่ไม่มีผู้ใดคิดมาก่อนว่าเด็กก่อน
วัยเรียนจะสามารถท�ำเลขสมการได้ หากทว่าประวัติศาสตร์ขององค์กรเรานั้น เริ่มจากมีคนที่
สามารถท�ำในส่ิงที่ท้าทายดังกล่าวได้ส�ำเร็จ และมีการปรับให้ดีย่ิงข้ึนจนกลายเป็นเร่ือง
ธรรมดาท่วั ไป
116
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
กล่าวได้ว่าความสามารถในการสอนคือการท�ำความเข้าใจถึงความสามารถของเด็ก และ
จิตส�ำนึกของ Instructor ท่ีพยายามจะท�ำความเข้าใจ มีค�ำกล่าวว่า “เราไม่สามารถรู้ได้เลย
ว่าความยอดเย่ียมของระดับความสามารถของเด็กท่ีมีพัฒนาการสูงน้ันเป็นเช่นไร ถ้าเราไม่มี
เด็กลักษณะดังกล่าว” แต่การจะท�ำเช่นน้ันได้ Instructor ต้องยอมรับ และพร้อมท่ีจะลอง
ท�ำความเข้าใจอย่างแท้จริง ดังนั้น การเยี่ยมชมศูนย์ที่มีนักเรียนลักษณะดังกล่าว และได้
เหน็ ดว้ ยตาของตัวเองจงึ มีความส�ำคญั เป็นอย่างย่งิ
เราต้องมีกรณีตัวอย่างของเด็กจ�ำนวนมากท่ีสุดเท่าที่จะท�ำได้ ถ้าเราไม่มีประสบการณ์
ดว้ ยตวั ของเราเอง เราก็จะไม่สามารถรูไ้ ดว้ า่ ศกั ยภาพทีม่ ีอยภู่ ายในตัวเด็กนน้ั ยอดเยีย่ มเพยี งใด
สง่ิ ทจี่ ะเปลย่ี นจติ สำ� นกึ ของเราไดก้ ค็ อื เดก็ และความรสู้ กึ ของเราเองทจ่ี ะพฒั นาพรอ้ มไปกบั เดก็
หากเราไม่ลองท�ำดูเราก็จะไม่รู้เลย ว่าต่อแต่น้ีไปงานของเราจะพัฒนาไปอย่างไร และมี
ความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเราได้เผยแพร่สิ่งที่เราท�ำมาออกสู่สังคม จิตส�ำนึก
ของผู้คนในสังคมก็จะเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น เผยแพร่ให้ทุกคนรู้ว่าความสามารถในการ
พัฒนาของเด็กที่มคี วามบกพร่องนัน้ ไม่ไดต้ ่างจากเด็กปกตทิ ว่ั ไปแตอ่ ยา่ งใด
ถ้าเรารู้ถึงก�ำลังในการพัฒนาของเด็ก และค่อยๆ เพ่ิมกระบวนการท�ำงานในระดับท่ีเขา
ยินดีท�ำด้วยตัวเอง แทนท่ีจะวุ่นวายกับการแยกระหว่างการศึกษาด้านคุณธรรม การศึกษา
ด้านวิชาการ หรือการศึกษาเพ่อื พัฒนาอารมณ์ เด็กก็จะเติบโตข้ึนอย่างเป็นธรรมชาติ เม่อื เขา
รู้ค�ำศัพท์มากขึ้น เกิดความสนใจในตัวเลข และมีก�ำลังในการท�ำงาน เขาก็จะสามารถสร้าง
ก�ำลังในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจ�ำวันของเขาเอง ซ่ึงความยินดีดังกล่าวจะสร้าง
ก�ำลงั ในการเติบโตใหแ้ ก่เขา และกำ� ลังความสามารถอนื่ ๆ ก็จะพฒั นาสูงขน้ึ ตามไปดว้ ย
งานของเราต่างจากครูในโรงเรียน เป็นงานที่ท�ำให้เราสามารถมองการณ์ในระยะไกลของ
ชมุ ชนเราได้ เราสามารถรบั รคู้ วามยนิ ดรี วมทง้ั เรยี นรจู้ ากแมแ่ ละเดก็ ในขณะเดยี วกนั ผมอยากให้
พวกเราไดพ้ ฒั นาจติ สำ� นกึ ของเราไปอยา่ งไรข้ ดี จำ� กดั เพอ่ื ทเี่ ราจะไดพ้ ฒั นาไปพรอ้ มกบั ชมุ ชนดว้ ย
กอ่ นหนา้ นปี้ ระมาณหนงึ่ ปคี รง่ึ การจบั กลมุ่ ทำ� วจิ ยั ของ Instructor เปน็ ทนี่ ยิ มไปทวั่ ประเทศ
ท�ำให้รู้สึกได้ถึงความกระตือรือร้นภายในส�ำนักงานต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะยัง
มที งั้ สำ� นักงานทีส่ ามารถหาขอ้ มลู ได้ง่าย และส�ำนักงานท่ไี มไ่ ด้เป็นเช่นนัน้
ระยะหลังมาน้ีเทคนคิ การสอนไดร้ บั การพัฒนาขึ้นอย่างเหน็ ได้ชดั และมีข้อมลู ดีๆ มาจาก
ท่ัวประเทศ ผมหวังเป็นอย่างย่ิงว่า Instructor ทุกท่านและส�ำนักงานทุกแห่งจะร่วมมือกัน
แลกเปลีย่ นข้อมูลซงึ่ กนั และกนั เพอ่ื ใหท้ กุ ชมุ ชนเกดิ ความกระตอื รือรน้ ยง่ิ ข้นึ
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ท่ี 92 ปี 1985)
117
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ไม่่มีี “สิ่�งนี้้�ดีแี ล้ว้ ” มีีแต่่ “สิ่�งที่่�ดีีกว่า่ ” เสมอ
ด้วยการพัฒนาความสามารถในการสอนของ Instructor ทุกท่าน ท�ำให้ ณ สิ้นเดือน
มีนาคมมีเด็กก่อนวัยเรียนท่ีเรียนสมการถึง 145 คน เกินกว่าท่ีคาดไว้เม่ือปีท่ีผ่านมามาก
ถ้าเรายังคงรักษาระดับน้ีไว้ได้ การท่ีจะมีเด็กก่อนวัยเรียนท่ีเรียนสมการเกิน 1,000 คนก็คง
เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น เป็นไปได้ว่า ณ ส้ินเดือนมีนาคมปีหน้า อาจจะมีเด็กก่อนวัยเรียน
ทเ่ี รยี นสมการเกินกว่า 500 คนกไ็ ด้
สังคมท่ัวไปอาจมองว่าการมีเด็กก่อนวัยเรียนท่ีเรียนสมการเกิน 100 คน เป็นบันทึก
แห่งความส�ำเร็จ แต่ส�ำหรับคุมอง กล่าวได้ว่าสิ่งน้ีเป็นได้เพียงบันทึกแห่งความล้มเหลวเท่านั้น
จากนี้ไปอีก 5 ปี ถ้าเราย้อนกลับมามองสภาพของเรา ณ ปัจจุบัน เราจะเห็นได้อย่างชัดเจน
ว่าการท�ำงานของเราอ่อนหัดเพียงใด
ความสามารถของเด็กนั้นยิ่งใหญ่มาก แนวคิดของคุมองเป็นสิ่งท่ีคิดข้ึนมานานกว่า
20 ปีแล้ว ซ่ึงเราอาจต้องเปล่ียนแปลงแนวคิดน้ันด้วย ส่ิงท่ีผมคิดเม่ือเร่ิมแรกกับตอนนี้
แตกตา่ งกนั อย่างมาก ถึงขนาดที่ยังบอกไม่ไดว้ ่าอะไรคอื ระบบการเรียนแบบคมุ อง
สงิ่ ทีส่ ำ� คัญสำ� หรบั เรามากกว่าแนวคิด ก็คือเราต้องฟังเสียงของเด็กด้วย สงั คมโดยทวั่ ไปยัง
ไม่ยอมรับฟงั เสียงของเดก็ เทา่ ไรนัก แม้แตเ่ ราเองในปจั จุบันกย็ งั ไมถ่ ือว่าเพยี งพอในจุดน้ี เรายัง
ไม่มีสิ่งใดที่จะระบุชี้ชัดลงไปได้ว่า...นี่แหละคือระบบการเรียนแบบคุมอง! สิ่งที่เราจะพูดได้
มเี พยี ง “เราตอ้ งเรยี นรจู้ ากนักเรียน”
การจะรู้จักระบบการเรียนรู้แบบคุมองได้อย่างดี เราต้องรู้จักเด็กด้วย เราต้องรู้จักที่จะ
เรยี นร้จู ากเดก็ มากข้นึ และนำ� สงิ่ นน้ั มาแก้ไข สงิ่ นจี้ ะนำ� ไปสู่การคิดได้วา่ “กอ่ นหนา้ นีเ้ ราทำ� ได้
ไม่ดีเลย ถ้าเด็กคนเดิมมาเรียนอีกครั้ง เขาน่าจะพัฒนาไปได้มากกว่าน้ี” และเกิดการคิด
ในลักษณะดงั กลา่ วอยู่เสมอ ส่งิ นเ้ี องทีส่ ามารถกลา่ วไดว้ ่าเปน็ สมบัตอิ นั ล้�ำค่าของคมุ อง
แม้แต่กระดานตัวเลขแม่เหล็กซึ่งตอนแรกคิดว่า “ของพรรค์นี้จะมีเด็กสักกี่คนท่ีจ�ำเป็น
ต้องใช้” แต่เมื่อได้ลองใช้จริงๆ ปรากฏว่าจ�ำเป็นต้องใช้กับเด็กโดยส่วนใหญ่ โลกของคุมอง
ก็คือการต้องลองท�ำดูจึงจะรู้ และเม่อื ได้รู้อะไรใหม่ๆ ระบบการเรียนแบบคุมองก็จะปรับปรุง
เปล่ยี นแปลงไปเรื่อยๆ เพื่อใหเ้ ขา้ กับส่งิ นั้น
สุดท้ายแล้วก็คือเราจะต้องเรียนรู้จากเด็กน่นั เอง และเผยแพร่ให้โลกได้รับรู้อยู่เสมอว่า
“การทท่ี ำ� ใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นอยา่ งมคี วามสขุ นน้ั จะทำ� ใหเ้ ขากา้ วหนา้ ตอ่ ไป” และ “เดก็ นน้ั มศี กั ยภาพ
ทจ่ี ะกา้ วไปข้างหนา้ และพัฒนาดขี นึ้ อย่ตู ลอดเวลา”
118
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
ส�ำหรับการศึกษา ไม่มีค�ำว่า “สิ่งนี้ดีแล้ว” ถ้าเพียงแต่มีการเรียนรู้จากเด็กและค้นหา
ศกั ยภาพในการพฒั นาของเขา ความสามารถของ Instructor กจ็ ะกา้ วหนา้ ไปดว้ ยโดยอตั โนมตั ิ
และในที่สุดระบบคุมองเองก็จะพัฒนาไปข้างหน้าด้วย กล่าวได้ว่าสมบัติอันล้�ำค่าของคุมอง
กค็ อื Instructor และความสามารถของ Instructor จะกา้ วหนา้ ไปไดก้ ด็ ว้ ย “การเรยี นรจู้ ากเดก็ ”
เพียงอยา่ งเดยี วเทา่ นั้น
Instructor แตล่ ะคนจะมีความคดิ ของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว และจะคดิ ว่า “สิ่งน้ดี ีแล้ว” แต่
ความจริงแล้วไมม่ ีคำ� ว่า “สิง่ นี้ดีแล้ว” มแี ตค่ �ำว่า “สงิ่ ทีด่ ีกวา่ ” เสมอ
ความสามารถของเด็กน้ันต่างจากเคร่ืองจักร เป็นความสามารถท่ียอดเยี่ยมมาก และ
ไม่มีขีดจ�ำกัด นับเป็นเร่ืองดีท่ีแม้จะสามารถใช้ค�ำว่า “ส่ิงน้ีดีแล้ว” กับเคร่ืองจักรได้ แต่กับ
มนษุ ย์นั้นต้องใช้ค�ำวา่ มี “สงิ่ ทดี่ ีกว่า” เท่าน้ัน
การจะรู้ถึง “ส่ิงท่ีดีกว่า” ได้น้ัน ต้องทิ้งความคิดท่ีตัวเองมีอยู่และเรียนรู้จากเด็ก
การจะท�ำเช่นนั้นได้ก็คือต้องเรียนรู้จากเด็กเท่าน้ัน นับเป็นโชคดีที่คุมองเป็นศูนย์รวมของ
Instructor ซึ่งยินดีเรียนรู้จากเด็กทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีบรรยากาศส�ำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ
“ถึงจะตอ้ งอายเพราะเดก็ กไ็ ม่เป็นไร”
เมื่อไดเ้ รียนรูจ้ ากเด็ก และเก่งข้ึนแลว้ เรากจ็ ะรสู้ กึ ได้ว่า “กอ่ นหนา้ น้ีตัวเองทำ� อะไรลงไป”
เคล็ดลับที่ท�ำให้เราก้าวหน้าคือการที่เราสามารถพูดคุยกันได้อย่างสบาย ว่าเมื่อก่อนเรามี
ความคิดแคบเพียงใด ความคิดดังกล่าวท�ำให้เด็กเสียประโยชน์ไปมากขนาดไหน ตอนนี้
เปล่ยี นแปลงไปอยา่ งไร
งานของคุมองคือการค้นหาความเป็นไปได้ ว่าการเรียนรู้ด้วยตนเองอันเกิดจากการ
ท�ำซ�้ำในระดับที่พอดีกับความสามารถของตัวเองนั้นเป็นวิธีพัฒนาความสามารถที่ยอดเยี่ยม
ที่สุด ด้วยวิธีดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะพัฒนาความสามารถในการเรียนเท่าน้ัน แต่ยังพัฒนา
ความสามารถอืน่ ๆ ให้ขยายออกไปอย่างเตม็ ท่อี ีกดว้ ย
เด็กท่ีมีพัฒนาการในระดับสูงทุกคนจะอ่านหนังสือเป็นจ�ำนวนมาก และเติบโตข้ึนด้วย
ความรู้สึกว่า “ในอนาคตอยากท�ำตัวให้เกิดประโยชน์แก่สังคม” ถ้าเด็กได้ฟังการน�ำเสนอ
ในงานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่น (ASHR) พวกเขาก็จะรู้ว่า “การจะเป็นคนซึ่งท�ำประโยชน์
แก่สังคมได้น้ัน เขาต้องเรียนด้วยความพยายามมากกว่าน้ี” เขาจะรู้ว่าการเรียนน้ันไม่ใช่
เรียนเพื่อสอบหรือได้ผลการเรียนดี แต่จะต้องเรียนรู้ให้กว้างข้ึน เพื่อให้ตัวเองเป็นประโยชน์
แก่สังคมตอ่ ไป
119
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
การท่ีเด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองน้ันเป็นเรื่องดี ที่ผมเริ่มงานในส่วนนี้ก็เพราะ
อยากให้เด็กจ�ำนวนมากที่สุดได้รู้จักการใช้ชีวิตโดยรู้สึกได้ถึงความน่ายินดีดังกล่าว การที่มีเด็ก
ลักษณะน้เี ปน็ จ�ำนวนมาก จะสามารถเชื่อมโยงไปถงึ สนั ตภิ าพของโลกได้ในที่สุด
การที่มีเด็กก่อนวัยเรียนท�ำเลขสมการเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็วน้ัน ไม่ได้เป็นเพราะจ�ำนวน
เดก็ เลก็ หรอื ความสามารถของเดก็ เพม่ิ ขน้ึ และไมไ่ ดเ้ ปน็ เพราะ Instructor เปลย่ี น แตเ่ นอ่ื งจาก
จิตส�ำนกึ และความรสู้ ึกของเราไดร้ ับการพฒั นา ท�ำให้เทคนคิ การสอนสูงขึ้นตามไปด้วย
กล่าวกันว่า “ม้าท่ีสามารถว่ิงได้พันลี้น้ันหาได้ท่ัวไป แต่คนท่ีจะบังคับม้านั้นหาได้ยาก”
ม้าไม่ใช่สิ่งที่เราต้องพัฒนาความสามารถ หากแต่เป็นคนที่จะบังคับม้าต่างหาก เราต้องมุ่งไปสู่
การท�ำให้คนท่ีจะบังคับม้าน้ันหาได้ท่ัวไป โดยการไปเย่ียมชมศูนย์ต่างๆ และแลกเปล่ียน
ความคิดเหน็ ซงึ่ กันและกนั
การรู้จักระบบการเรียนแบบคุมองนั้นเป็นเร่ืองยาก เน่ืองจากระบบคุมองจะพยายาม
ค้นหาศักยภาพอันยอดเยี่ยมของเด็ก และเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับความสามารถนั้น
เมอ่ื สบิ ปกี อ่ นผมเองกไ็ มไ่ ด้คิดถงึ ประสิทธิผลทางการเรยี นดงั เชน่ ทเี่ กดิ ขึ้นในปัจจุบนั
การฟังเสียงของเด็กท�ำให้ระบบคุมองพัฒนาดีข้ึนเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง
การปรับปรุงด้านเทคนิคของเรารวดเร็วขึ้นมาก ถ้าเราไม่รู้ถึงข้อมูลข่าวสารล่าสุดและคุณค่า
ของมนั กจ็ ะทำ� ใหเ้ ดก็ ต้องเสียประโยชน์ไป
การฟังเสียงของเด็กน้ัน เราจ�ำเป็นต้องพูดคุยกับคุณแม่ และรับทราบข้อมูลว่าเด็กมีการ
เปล่ียนแปลงอย่างไรบ้าง ด้วยความร่วมมือของคุณแม่ เช่น ตรวจเช็คงานของเด็กท่ีบ้าน
จะท�ำใหเ้ ด็กสามารถพฒั นาไปไดม้ ากขึ้น
จากนไ้ี ป สง่ิ สำ� คญั คอื เราจะไมฟ่ งั เฉพาะเสยี งของเดก็ เทา่ นนั้ การไดฟ้ งั เสยี งของพอ่ แมด่ ว้ ย
จะทำ� ใหเ้ รารจู้ กั ระบบการเรยี นแบบคมุ องและเรอ่ื งราวของเดก็ มากขนึ้ กลา่ วไดว้ า่ ชว่ งปสี องปนี ้ี
เป็นชว่ งแหง่ การปรับเปลีย่ นในการพฒั นาศกั ยภาพของระบบคมุ อง และจากการทเี่ ราไดพ้ ดู คยุ
กบั พ่อแม่ จะท�ำให้พ่อแมข่ องเด็กได้รู้จกั คมุ องมากขนึ้ ตอ่ ไปกจ็ ะสบายขนึ้
ความเป็นไปไดข้ องสิ่งท่ีเราทำ� น้นั ขยายออกสู่วงกว้างขน้ึ พรอ้ มกบั การรับรู้ถึงความสำ� คัญ
ของสภาพแวดล้อม ท�ำให้เราสามารถยกประสิทธิผลในการเรียนขึ้นมาได้โดยที่วิธีการศึกษา
ในปัจจุบันไม่สามารถท�ำได้ ย่ิงไปกว่านั้นเด็กไม่ได้เรียนด้วยความรู้สึกท่ีมีขีดจ�ำกัด แต่เรียน
ด้วยความรสู้ กึ ทวี่ ่าเขายังมีความสามารถอีกมากมาย นบั ว่าเปน็ การนำ� ไปสอู่ นาคตท่สี ดใส
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบบั ที่ 93 ปี 1985)
120
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
Unfinished…เสน่หแ์ หง่ ความไมส่ มบรู ณ์
ใบหน้้าที่่�เปลี่�ยนไปของเด็ก็ ที่่�มีพี ััฒนาการผิดิ ปกติิ
ในสัมมนาส�ำหรับพนักงานซ่งึ จัดขึ้นท่ีโตเกียวเม่ือวันก่อน ผมได้ฟังรายงานจากพนักงาน
ที่เข้ารว่ ม “ค่าย Tsukushinbo” (ค่ายสำ� หรบั เดก็ ท่มี ีพัฒนาการผิดปกตซิ ่ึงคมุ องจดั ข้นึ )
ผมรสู้ กึ ชนื่ ชมมากกบั รายงานในหวั ขอ้ วา่ “ใบหนา้ ทเี่ ปลย่ี นไปของเดก็ ทมี่ พี ฒั นาการผดิ ปกต”ิ
ซง่ึ พนักงานหญงิ คนหนง่ึ ทเี่ พิง่ เข้าท�ำงานในบรษิ ัทปีนไี้ ด้ออกมารายงาน
เร่ืองโดยสรุปคือ เม่ือฤดูใบไม้ร่วงปีท่ีแล้วตอนได้รับการตอบรับเข้าท�ำงานอย่างไม่เป็น
ทางการจากบริษัท พนักงานคนดังกล่าวได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์ Model Center ของ
บริษัท เป็นคร้ังแรกที่เธอได้เห็นเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ และตกใจว่าเด็กเหล่าน้ีก็เรียน
คมุ องด้วย ขณะเดยี วกนั กส็ งสัยวา่ การเรียนจะไดผ้ ลจริงหรือ ตอนน้นั มนี กั เรยี นซึ่งมีพัฒนาการ
ผิดปกติมาเรียนอยู่คนหน่ึงช่ือเด็กชาย I (ปัจจุบันอยู่ช้ันมัธยมปีท่ี 2) ส่ิงท่ีจ�ำได้ดีก็คือ
ใบหน้าของเด็กคนนั้นเป็นใบหน้าของเด็กซึ่งเรียกกันว่าเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติอย่างแท้จริง
หลงั จากนน้ั 9 เดอื นพนกั งานคนดงั กลา่ วไดม้ โี อกาสพบกบั เดก็ ชาย I อกี ครง้ั ในคา่ ย Tsukushinbo
เธอรสู้ กึ ตกใจมากท่ีไดเ้ หน็ ใบหนา้ ทเ่ี ปลีย่ นไปราวกับเป็นคนละคน ใบหนา้ ของเดก็ ชาย I ดไู ด้รปู
มากขึ้น พนักงานผู้นั้นได้เห็นกับตาตัวเองว่าจากการเรียนด้วยระบบคุมองท�ำให้เขาได้สัมผัส
กับความยินดีจากการที่เขาสามารถท�ำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวของเขาเอง และจากการสะสม
ประสบการณ์ดังกล่าวท�ำให้บุคลิกของเขาเปลี่ยนไปแม้กระทั่งใบหน้า พนักงานหญิงคนนั้น
กลา่ วว่าเธอรูส้ กึ โชคดที ไี่ ด้รับโอกาสอันยอดเยย่ี มเชน่ น้ี ท้งั ทเี่ พ่ิงเข้าท�ำงานในบริษทั ไดไ้ มน่ าน
ตวั ผมเองกไ็ ดร้ บั รายงานจาก Instructor หลายทา่ น และเปน็ เรือ่ งทพี่ ดู กนั มาตง้ั แตป่ ที ีแ่ ลว้
ดูเหมือนว่าเรื่องที่ใบหน้าของเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติเปลี่ยนแปลงดีข้ึนหลังจากได้เรียน
คุมองอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เป็นจรงิ ขึ้นมาแล้ว
เด็กจะมีการเคล่ือนไหวรวดเร็วขึ้น เม่ือเขาได้รับการกระตุ้นในส่วนของมือกับสมอง และ
ได้รับการพัฒนาก�ำลังในการท�ำงาน อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ถ้าการเคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้น
ก็จะทำ� ให้ใบหน้าของเขาได้รปู รา่ งมากข้นึ
ในอดีตท่ีผ่านมา คนท่ัวไปมักจะพูดกันว่าการค�ำนวณง่ายๆ ไม่ได้ช่วยให้ฉลาดข้ึน หรือ
ไม่ก็พูดว่าการให้เด็กท่มี ีพัฒนาการผิดปกติเรียนรู้ทางด้านวิชาการจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่า
ผู้เช่ียวชาญจ�ำนวนมากก็จะก�ำหนดว่าการสอนเด็กที่มีพัฒนาการผิดปกตินั้นให้เขาเรียนรู้
เพ่ือจะท�ำในสิ่งใกล้ตัวได้ก็พอ มีการก�ำหนดไว้แต่แรกว่าการให้การศึกษาทางด้านวิชาการน้ัน
เปน็ เรื่องเปน็ ไปไมไ่ ด้สำ� หรับเด็กเหลา่ นี้
121
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ในหนงั สอื “Tsukushinbo Nobita” ซง่ึ ตพี มิ พเ์ มอ่ื ปที แ่ี ลว้ ไดเ้ ลา่ เรอ่ื งของคณุ ครฮู าชโิ มโตะ
ศูนย์คุมองโอบิฮิโระไว้ ว่าท่านมีความคิดท่จี ะให้ทางโรงเรียนแนะนำ� เด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ
มาเรียนที่ศูนย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จึงได้ติดต่อไปยังครูท่ีโรงเรียน คร้ังแรกได้รับการปฏิเสธ
ไม่ให้เข้าพบโดยบอกว่า “ครูใหญ่ไม่อยู่” คร้ังท่สี องก็ได้รับการปฏิเสธว่า “แม่บ้านอย่างคุณจะ
ท�ำอะไรได้ ผมท�ำงานนี้มา 13 ปีแล้ว” คร้ังท่ีสามได้น�ำแบบฝึกหัดท่ีจะให้นักเรียน
ท�ำไปให้ดูและอธิบายด้วย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธกลับมาอย่างส้ินเชิงว่า “ท�ำอย่างน้ีจะได้
ประโยชน์อะไร” ต่างๆ เหล่านี้คือสภาพท่ีแท้จริงและความเข้าใจของครูในโรงเรียนส�ำหรับ
เดก็ ผิดปกตทิ ี่ต้องการความดูแลเป็นพเิ ศษ
เด็กทุกคนมีระดับท่ี “พอเหมาะพอดี” ส�ำหรับตัวเขา ควรให้ส่ิงท่ี “พอเหมาะพอดี”
ส�ำหรับตัวเขาทั้งในแง่ความเข้าใจและการปฏิบัติงาน การให้เขาได้ท�ำแบบฝึกหัดที่เหมาะสม
ในปริมาณมากๆ จะน�ำไปสูก่ ารพัฒนาความสามารถของเขา ซงึ่ สิ่งตา่ งๆ เหลา่ น้จี ะเห็นไดอ้ ย่าง
ชดั เจนข้ึนเรื่อยๆ ดว้ ยความพยายามของ Instructor เอง
หนงั สอื “Tsukushinbo Nobita” เลม่ 2 ทจ่ี ะออกปลายเดอื นนี้ จะลงบทความของคณุ ครู
ยางิ ศูนย์คุมองโทคุชิมะ เขียนเก่ียวกับกรณีตัวอย่างของเด็กคนหน่ึง เด็กชาย B อยู่ช้ัน
ประถมปีที่ 5 ท�ำแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ระดับ J เด็กคนนี้ได้รับการวินิจฉัยว่ามีแนวโน้ม
ท่ีจะเป็นออติสติก คุณแม่จึงคิดว่า “อยากให้เขามีความสามารถที่เด่นกว่าเด็กปกติสัก
อย่างหนึง่ ” พอเขา้ เรยี นช้นั ประถมก็ใหเ้ ขาเรม่ิ เรียนคุมองดว้ ย
เมื่อเด็กออกสู่สังคม เขาจะต้องยืนหยัดได้ด้วยตัวของเขาเองเพียงล�ำพัง ถ้าคิดถึง
ความจริงในขอ้ นแี้ ลว้ การกำ� หนดเวลา Kumon Time เพอื่ ทำ� แบบฝกึ หดั คุมองทุกวนั โดยท�ำ
อย่างน้อยวันละ 10 แผ่น ไม่น่าจะถือเป็นภาระหนักอะไร คุณครูยางิสอนเด็กคนนี้โดยให้
ความส�ำคัญกับ “การให้เขาท�ำเรื่องง่ายๆ ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง” ให้เขาเล่น “กระดาน
ตัวเลขแม่เหล็ก 100 เม็ด” จับเวลาทุกวัน สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ท�ำให้เขาสามารถ
ทำ� แบบฝกึ หดั ระดบั J ไดใ้ นขณะอยชู่ น้ั ประถมปที ี่ 5 กค็ อื การพฒั นาความสามารถในการจดั การ
ของเขา โดยให้เขาสามารถเรยี งตวั เลขในกระดานตวั เลข 100 เม็ดได้ใน 1 นาที 24 วนิ าที
“ลููกเราจริงิ หรืือ...”
ความส�ำคัญของการสร้างก�ำลังในการท�ำงานซ่ึงพวกเราได้เรียนรู้จากการสอนเด็กท่ีมี
พัฒนาการผดิ ปกติ มีความส�ำคัญในการสอนเด็กเลก็ เชน่ กนั
122
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
เพียงไม่ก่ีปีก่อนหน้านี้ เม่ือพูดถึงเด็กก่อนวัยเรียนท�ำเลขสมการ โดยท่วั ไปจะคิดถึงเด็ก
ที่เข้าเรียนคุมองโดยมีสภาพแวดล้อมทางครอบครัวค่อนข้างดี มีความพร้อมในการเรียน
อย่างเต็มที่ แต่ด้วยความสามารถในการสอนที่ดีข้ึน ท�ำให้เด็กที่ไม่มีพื้นฐานพร้อมขนาดนั้น
กส็ ามารถกา้ วไปสู่การเรยี นสมการต้ังแต่ยังเปน็ เด็กกอ่ นวยั เรียนได้
เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ศูนย์ของคุณครูมิเอโกะ ซูซูกิ ที่โตเกียว มีเด็กก่อนวัยเรียน
ที่ท�ำสมการ 7 คน เด็กเหล่าน้ีไม่ได้เป็นเด็กท่ีสภาพครอบครัวพร่ังพร้อมกว่าคนอ่ืน แม้แต่
กรณีของเด็กท่ีท�ำสมการได้ในช้ันอนุบาล 1 พ่อแม่ก็ไม่ได้เตรียมความพร้อมทางด้านวิชาการ
ให้เด็กมาก่อน แรงจูงใจท่ีเข้าเรียนคุมองก็เพียงแค่ไม่มีเด็กเล่นด้วยใกล้ๆ บ้าน ก็เลยมา
สมัครเรียนเพ่อื ให้ลูกได้มีโอกาสได้เล่นกับคนอ่นื บ้าง ตอนมาเข้าเรียนอายุได้ 2 ขวบ 10 เดือน
ค�ำศัพท์ท่ีรู้ก็มีไม่มาก พูดแทบจะไม่รู้เร่ือง แม้แต่เด็กแบบน้ีก็ยังสามารถท�ำเลขสมการได้
ตงั้ แตช่ นั้ อนบุ าล 1 ถา้ Instructor มที กั ษะสามารถใหส้ ง่ิ ท่ี “พอเหมาะพอดี (Just Right Level)”
แก่เด็กได้ และสามารถท�ำให้เด็กท�ำจ�ำนวนแผ่นได้มาก ความสามารถของเด็กก็จะได้รับการ
พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เด็กคนนี้สามารถท�ำสมการได้ต้ังแต่ยังอยู่ช้ันอนุบาล คุณแม่ของเขาก็พูดกับ
คุณครูซูซูกิด้วยความซาบซ้ึงว่า “คุณครูคะ ดิฉันเปลี่ยนไปใช่ไหมคะ ดิฉันไม่ชอบเรียนเลย
เมื่อตอนอยู่ชั้นมัธยมต้น แต่พอได้มาท�ำแบบฝึกหัดไปด้วยกันกับลูก ท�ำให้รู้สึกตื่นเต้นที่จะ
ตดิ ตามเพอ่ื รบั รถู้ งึ ความกา้ วหนา้ ตอ่ ไปของเขา ราวกบั วา่ เขาไมใ่ ชล่ กู คนเดมิ ของตวั เอง ตวั ดฉิ นั เอง
ได้เรยี นรูจ้ ากลกู มากเลยคะ่ ”
กล่าวได้ว่าความสุขอย่างหน่ึงของคนเป็นพ่อแม่ คือการท่ีลูกของตัวเองซึ่งเรียนคุมอง
เติบโตขึ้นอย่างยอดเย่ียม จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่ตัวเองให้ก�ำเนิดจริงหรือ
นอกจากนค้ี มุ องยงั เปน็ ระบบการเรยี นทีพ่ อ่ แมส่ ามารถเตบิ โตไปไดพ้ รอ้ มๆ กบั ลกู ซึง่ ไมส่ ามารถ
ท�ำไดใ้ นระบบการเรียนแบบอื่น
ความไม่ส่ มบููรณ์์ทำำ�ให้ส้ ามารถพััฒนาต่่อไปได้้
ผมมีโอกาสได้ฟังสัมมนาของ Instructor 10 ท่าน ในการอบรมช่วงฤดูร้อนของภาค
ตะวันออกและตะวันตก ซึ่งคุณครูซูซูกิก็ได้เข้าร่วมด้วย แต่ละท่านล้วนแล้วแต่มีลักษณะเด่น
ของตัวเอง แม้ทุกท่านจะด�ำเนินชีวิตอยู่ในภูมิภาคที่ต่างกัน แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดร่วม
ของทกุ ท่าน น่ันก็คอื ความยอดเย่ียมของ “ความไม่สมบรู ณ”์ การท่ีทุกทา่ นทุ่มเทกบั การค้นหา
วิธีการสอนท่ีดีย่ิงขึ้น โดยเรียนรู้จากเด็กและผู้ปกครองท่ีศูนย์ตลอดเวลา ถือเป็นส่ิงท่ีเอื้อ
ต่อการทำ� ใหศ้ นู ยพ์ ัฒนาต่อไป
123
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ถ้าเราคิดว่าแค่น้ีพอแล้ว พัฒนาการก็จะหยุดน่ิง แม้ปัจจุบันเราจะยังไม่มีความมั่นใจ
ในตัวเอง แต่ถ้าเรามีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การสอนในวันพรุ่งนี้ของเราก็จะดีขึ้น และ
ความม่ันใจในตัวเองก็จะตามมา ส่ิงส�ำคัญส�ำหรับ Instructor คุมอง ก็คือต้องยอมรับ
ใน “ความไม่สมบูรณ์” และมกี ารพฒั นาอย่เู สมอ
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบับท่ี 101 ปี 1986)
124
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
จิตส�ำนึกเร่ืองความพอเหมาะพอดีจะพัฒนาขึ้น ถ้าได้รับทราบเร่ืองราว
ของเดก็ จากพ่อแม่
ความพอเหมาะพอดีนี ั้้�นต้้องพิจิ ารณาทั้้ง� ในแง่ค่ วามเข้า้ ใจ และทัักษะการทำำ�งาน
การคน้ หาศกั ยภาพของเดก็ แตล่ ะคน ถอื ไดว้ า่ เปน็ ความสขุ อยา่ งหนงึ่ ในการสอนดว้ ยวธิ กี าร
แบบคุมอง
ในการให้แบบฝึกหัดแก่เด็ก บางครั้งเราอาจคิดว่าพอเหมาะพอดีกับเขาแล้วในช่วงระยะ
เวลานั้น แต่เมื่อให้ท�ำไปสักระยะหนึ่ง กลับปรากฏว่าเด็กต้องท�ำแบบฝึกหัดด้วยความ
ยากล�ำบาก และเราเองก็รู้สึกว่าน่าจะให้เขาได้ท�ำซ้�ำให้มากในช่วงเวลาที่เร็วกว่าน้ี ในทาง
กลับกัน บางครั้งเราอาจรู้สึกเสียดายว่า เด็กคนนี้ด้วยความสามารถของเขา น่าจะสามารถ
ท�ำสมการได้ต้ังแต่ยังเป็นเด็กเล็ก จึงอาจกล่าวได้ว่าการจะค้นหาว่าความพอเหมาะพอดี
อยู่ตรงไหนน้นั เปลย่ี นแปลงไปตามประสบการณ์ในการสอนนัน่ เอง
เม่ือลองย้อนกลับไปมองสัมมนาเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ผมเคยลองต้ังค�ำถามว่า
“แบบฝกึ หดั ระดบั ต่� ำทสี่ ดุ ทใ่ี หแ้ กน่ กั เรยี นมธั ยมตน้ ทศี่ นู ยค์ อื แบบฝกึ หดั ระดบั ใด” มี Instructor
เพียงท่านเดียวเท่านั้นท่ีตอบว่าแบบฝึกหัดระดับ A แต่ Instructor โดยส่วนใหญ่จะตอบว่า
แม้แตเ่ ด็กท่เี รียนค่อนขา้ งช้า กจ็ ะให้เริ่มต้ังแต่แบบฝึกหัดระดับ E ซึง่ เป็นเร่อื งของเศษส่วน
หลังจากนั้น เมอ่ื มกี รณีตวั อยา่ งการสอนเด็กเล็กและเดก็ ทีม่ ีพฒั นาการผดิ ปกตชิ ดั เจนมาก
ข้ึน ความเข้าใจในเร่ืองความส�ำคัญของทักษะการท�ำงานก็ชัดเจนข้ึนตามไปด้วย ท�ำให้มี
Instructor หลายท่านท่ีก�ำหนดจุดเร่ิมต้นท่ีค่อนข้างต่� ำให้แก่นักเรียนช้ันมัธยมต้น ปัจจุบัน
ไม่ใช่ก�ำหนดอยู่ที่แบบฝึกหัดระดับ A เท่าน้ัน มี Instructor หลายท่านที่ให้นักเรียนเริ่ม
ตั้งแต่แบบฝึกหัดระดับ 2A หรือ 3A ด้วยซ�้ำ ถ้าตัว Instructor เองไม่มั่นใจว่า เมื่อให้เด็กเริ่ม
ในระดับต�่ำๆ ขนาดน้ันแล้ว ผลสุดท้ายเขาจะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน ก็ไม่สามารถที่จะ
อธบิ ายใหผ้ ้ปู กครองหรือเด็กเข้าใจได้ การท่สี ามารถอธบิ ายไดเ้ ปน็ เพราะมกี รณตี วั อย่างมากขนึ้
ทงั้ เดก็ ทแ่ี มจ้ ะเรม่ิ ในระดบั สงู แตก่ ไ็ มส่ ามารถกา้ วไปขา้ งหนา้ ไดอ้ ยา่ งราบรน่ื และเดก็ ทแ่ี มจ้ ะเรม่ิ
ในระดับต่� ำแต่กลับก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบร่ืน ท�ำให้ Instructor เข้าใจดีขึ้นว่าความ
พอเหมาะพอดีน้ันตอ้ งพจิ ารณาท้ังในแงค่ วามเข้าใจและทกั ษะการทำ� งาน
ศููนย์์ที่ �เห็็นความสำำ�คััญของการพููดคุุยกัับผู้ �ปกครองและเด็็กจะมีีจำำ�นวนนัักเรีียน
มากขนึ้
การจะพัฒนาด้านจิตส�ำนึกเกี่ยวกับความพอเหมาะพอดีน้ัน จ�ำเป็นต้องมีกรณีตัวอย่าง
125
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ในการสอนเป็นจ�ำนวนมาก เราจะได้สัมผัสกับความรู้สึกตื่นตะลึงที่เห็นเด็กสามารถท�ำได้
แม้จะเป็นเรื่องใหม่ หรือตกใจที่เด็กบางคนต้องใช้เวลามากในการท�ำความเข้าใจเรื่องใด
เรื่องหน่ึง การท่ีเราขยายขอบเขตของกรณีศึกษาในการสอนให้กว้างข้ึน จะท�ำให้เราสามารถ
แยกแยะความสามารถของเดก็ ได้ถกู ตอ้ งชัดเจนย่ิงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการมีนักเรียนจ�ำนวนมากจะท�ำให้จิตส�ำนึกเกี่ยวกับ
ความพอเหมาะพอดพี ฒั นาขน้ึ แตข่ นึ้ อยกู่ บั วา่ Instructor จะสามารถเรยี นรไู้ ดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด
รวมท้ังทัศนคตใิ นการสอนของ Instructor ดว้ ย
แม้จะมีจ�ำนวนนักเรียนไม่มากนัก แต่ถ้า Instructor คอยติดตามเข้าสัมมนาต่างๆ อ่าน
วารสารส�ำหรับ Instructor หรือฟังความคิดเห็นของ Instructor ท่านอ่นื ๆ อยู่ตลอดเวลา
ก็จะสามารถพัฒนาจติ ส�ำนกึ เก่ยี วกบั ความพอเหมาะพอดไี ดเ้ รว็ ขนึ้
ส่ิงท่ีมีความส�ำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือการรับฟังเร่ืองราวของเด็กจากพ่อแม่ นอกจากการ
สังเกตเด็กในศูนย์แล้ว Instructor จ�ำเป็นต้องฟังเรื่องราวของเด็กจากมุมมองของพ่อแม่
โดยละเอียดด้วย ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ ความเปล่ยี นแปลงต่างๆ หรือเร่อื งท่ีว่าเขาท�ำการบ้าน
ที่บา้ นอย่างไร
เรือ่ งราวตา่ งๆ เกีย่ วกับเด็ก เช่น เขาทำ� การบ้านทกุ วนั หรือไม่ ลงมือท�ำการบา้ นโดยไมต่ ้อง
เรียกหรือไม่ เก็บแบบฝึกหัดชุดที่ได้ 100 เต็มไว้อย่างดีหรือไม่ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน
ก่อนเริ่มเรียนคุมองกับปัจจุบันเป็นเช่นไร ครูท่ีโรงเรียนว่าอย่างไรบ้าง ในแง่ของการ
ด�ำเนินชีวิตเด็กสามารถท�ำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเขาเองมากน้อยเพียงไร เด็กคิดอย่างไรเกี่ยวกับ
Instructor เด็กมาเรียนท่ีศูนย์ด้วยความยินดีหรือไม่ ถ้า Instructor ต้องการจะพัฒนา
เด็กจรงิ ๆ ย่อมต้องมีเรอ่ื งราวต่างๆ มากมายทจี่ �ำเปน็ ต้องรู้
การรบั ฟังเรื่องราวเหล่านจี้ ากพอ่ แม่ นอกจากจะท�ำให้เราได้รบั รถู้ งึ ประสิทธผิ ลอนั ย่งิ ใหญ่
ของระบบการเรยี นแบบคมุ องแลว้ ยงั จะทำ� ใหเ้ ราเกดิ ความมนั่ ใจในการสอนของตวั เองมากขน้ึ ดว้ ย
เม่ือประมาณปีท่ีแล้ว ผมได้มีโอกาสฟังเรื่องราวของศูนย์ซึ่งมีจ�ำนวนนักเรียนเพิ่มข้ึนมาก
ท�ำให้ทราบว่าศูนย์ดังกล่าวได้ให้ความส�ำคัญกับการประชุมผู้ปกครองเป็นรายบุคคลติดต่อ
กนั มาหลายปี และเมอื่ ได้รบั ความไวว้ างใจวา่ “เป็นคณุ ครูท่ีพดู คุยด้วยไดท้ ุกเร่อื ง” การบอกต่อ
กข็ ยายวงกว้างขึน้
ตัวผมเอง เมื่อคร้ังเป็นครูโรงเรียนมัธยมปลาย ก็ได้ช่ือว่า “เป็นคุณครูท่ีปรึกษาเรื่อง
ต่างๆ ด้วยได้” ซึ่งพ่อแม่ของเด็กก็รู้สึกยินดีมาก ทั้งน้ีเป็นเพราะถึงแม้จะเสียเวลาไปบ้าง
126
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
แต่ผมก็จะพยายามรับฟังเรื่องต่างๆ ที่พ่อแม่มาเล่าให้ฟัง คุณแม่บางคนพูดคุยอยู่เป็นชั่วโมง
แต่ไม่ได้พูดถึงเร่ืองตัวนักเรียน กลับพูดถึงเร่ืองสามีท่ีขี้บ่น หรือแม้แต่เร่ืองพ่ีชายหรือน้องสาว
ของเด็กนักเรียน และพูดท้ิงท้ายว่า “วันนี้ดิฉันได้รับฟังเร่ืองราวดีๆ ไปเยอะ…” ท้ังท่ีผม
ได้แต่เพียงพยักหน้ารับ และไม่ได้พูดอะไรเลย แม้กระน้ันพ่อแม่ก็ยังรู้สึกพอใจ กล่าวขอบคุณ
แล้วกลบั ไป
ผู้ปกครองของนักเรียนท่ีศูนย์ก็เช่นกัน เร่ิมต้นจากการรับฟังเร่ืองราวต่างๆ ของเขา
แทนท่ีเราจะพยายามพูดหรือสอนเร่ืองใหม่ๆ แต่เพียงฝ่ายเดียว เราควรเร่ิมจากการรับฟัง
เร่ืองของคุณแม่ก่อน แม้จะเป็นเรื่องน่าเบื่อเพียงไร ถ้าเรารับฟังเขาเป็นอย่างดี ในที่สุด
เขาก็จะยอมเล่าเรื่องต่างๆ โดยไม่รู้สึกเกรงใจ และยินดีให้ความร่วมมือกับ Instructor
รวมท้งั ชว่ ยแนะนำ� นกั เรยี นใหมใ่ หด้ ว้ ย
การพััฒนาความสามารถในการอ่่านจะทำำ�ให้้เด็็กสามารถก้้าวสู่ �การเรีียนรู้ �
ดว้ ยตนเอง
เมื่อพิจารณาถึงความพอเหมาะพอดีกับเด็ก ในกรณีที่เป็นเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เราต้อง
ดวู า่ เด็กมีก�ำลังในการท�ำอปุ กรณ์ช้นิ ส�ำคญั 3 ชนิดของคุมองเพยี งใด
เด็กสามารถร้องเพลงได้กี่เพลง สามารถเล่นการ์ดตัวอักษรคันจิ และกระดานตัวเลข
แม่เหล็กได้แค่ไหน นอกจากนี้ ถ้าเรารู้ว่าเด็กสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้กี่ชิ้น เราก็จะสามารถ
จดั แบบฝึกหดั ให้เขาได้ดียงิ่ ขน้ึ
นอกจากนี้ ความสามารถในการอ่านมีความส�ำคัญอย่างยิ่ง ที่จะท�ำให้เด็กสามารถ
ก้าวไปสู่แบบฝึกหัดระดับท่สี ูงข้ึนอย่างรวดเร็วด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังน้ันจึงจ�ำเป็นต้อง
รูว้ า่ เด็กสามารถอา่ นหนังสอื ไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด
จากผลส�ำรวจเด็กเล็กท่ีท�ำสมการได้ และเด็กเล็กท่ีท�ำแบบฝึกหัดวิชาภาษาญ่ีปุ่น
ระดับ G ได้ในปีนี้ ท�ำให้ทราบผลที่น่าตกใจว่ามีเด็กจ�ำนวนมากที่ระดับการอ่านอยู่ที่ C
หรือ D การท่ีเด็กท�ำแบบฝึกหัดก้าวหน้าไปมาก ทั้งท่ีอ่านหนังสือแนะน�ำของคุมอง
เพียงเท่านี้ เป็นเรื่องยากมาก ในขณะเดียวกัน เมื่อคิดว่าเขาจะใช้การเรียนรู้ด้วยตนเอง
ท�ำแบบฝึกหัดระดับมัธยมปลายได้หรือไม่ การสร้างความสามารถในการอ่านที่แข็งแรงขึ้น
มคี วามจ�ำเปน็ อย่างย่ิง มฉิ ะน้ันเขาจะทำ� แบบฝึกหดั ไดอ้ ยา่ งยากล�ำบาก
ในการท�ำส�ำรวจปีหน้า ผมหวังว่าเราจะได้รู้ว่าเด็กมีพัฒนาการในการอ่านหนังสือแนะน�ำ
ของคมุ องมากขน้ึ เพยี งใด
127
หลักการของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
องค์กรเราพัฒนาศักยภาพของเด็กโดยเริ่มต้นจากวิชาคณิตศาสตร์ แต่เมื่อมาถึงตรงนี้
สิ่งที่เรารู้ได้อย่างชัดเจนก็คือวิชาภาษาญี่ปุ่น (ภาษาแม่) และการอ่านต้องมาก่อน คุณค่า
ของระบบการเรยี นแบบคุมองอยทู่ ก่ี ารเรยี นเกนิ ชน้ั เรียนด้วยการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง ถ้าสามารถ
พัฒนาก�ำลังในการอ่านของเด็กให้เพ่ิมข้ึนได้ เขาก็จะสามารถก้าวไปสู่การท�ำแบบฝึกหัด
ระดบั สูงไดอ้ ยา่ งม่นั คงขึน้
ผมอยากให้ทุกท่านลองท�ำตามท่ีผมได้เขียนไว้ในบทเกร่ินน�ำของวารสารยามาบิโกะ
ฉบับเดือนมีนาคมว่า “ให้เด็กข้ึนแบบฝึกหัดระดับถัดไป ก็ต่อเม่ือเด็กได้อ่านหนังสือแนะน�ำ
ของระดับนั้นแลว้ 5 เล่ม”
การให้เด็กเขียนความคิดเห็นแม้เพียงเล็กน้อยลงในบันทึกการอ่านหนังสือ ก็จะท�ำให้เรา
รวู้ า่ เดก็ ลกั ษณะไหนชอบอา่ นหนงั สอื แบบใด และจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การสอนของเราตอ่ ไปดว้ ย
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ที่ 106 ปี 1987)
128
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
ระบบการเรยี นแบบคุมองคอื การเรยี นเกินชัน้ เรียน
ความคาดหวััง 30 ปีีของระบบคุุมอง
ในเดือนมีนาคมของทุกปี ผมมีกำ� หนดการต้องไปกล่าวทักทายนักเรียนท่ีส�ำเร็จการศึกษา
จาก “อนบุ าลโนบเิ ตะยคุ ”ุ ซง่ึ เปน็ โรงเรยี นอนบุ าลของคมุ อง ตง้ั อยทู่ เ่ี ขตทาคาทสคึ ิ กรงุ โอซากา
ผมจะพูดประโยคเดียวกันทุกปีว่า “ขอแสดงความยินดีกับทุกคนด้วยที่เรียนจบชั้นอนุบาล
และอีกไม่ช้าทุกคนก็จะได้รับหนังสือเรียนส�ำหรับชั้นประถมปีที่ 1 เมื่อได้รับหนังสือแล้ว
ขอให้ทุกคนอ่านให้จบทันที และเมื่อจบช้ันประถมปีที่ 1 ทุกคนก็จะได้รับหนังสือเรียนส�ำหรับ
ช้ันประถมปีที่ 2 เมื่อได้รับหนังสือแล้ว…” พอพูดแล้ว เด็กที่ฉลาดจะรับรู้ และหลายคนก็จะ
ตอบด้วยเสียงดังว่า “จะอ่านให้จบทันทีครับ / ค่ะ” เม่ือผมพูดว่า “พอจบช้ันประถม
ปีท่ี 2…” เด็กๆ ก็จะต่อว่า “จะได้รับหนังสือเรียนส�ำหรับชั้นประถมปีท่ี 3” พอผมพูดว่า
“เมอ่ื ไดร้ ับแล้ว…” พวกเขาก็จะพูดตอ่ ทนั ทวี ่า “จะอ่านให้จบทนั ทคี รบั / ค่ะ”
เม่ือผมพูดว่า “พอจบช้ันประถมปีท่ี 6…” นักเรียน “อนุบาลโนบิเตะยุคุ” ก็ว่าง่ายกัน
ทกุ คน พวกเขากพ็ ดู วา่ “จะไดร้ บั หนงั สอื สำ� หรบั ชน้ั มธั ยมปที ี่ 1” พอผมพดู วา่ “เมือ่ ไดร้ บั แลว้ …”
พวกเขากต็ อบวา่ “จะอา่ นใหจ้ บทนั ทคี รบั / คะ่ ” และเมือ่ ผมพดู วา่ “พอจบชน้ั มธั ยมปที ี่ 3 ละ่ ”
ทุกคนก็ตอบได้ว่า “จะได้รับหนังสือส�ำหรับชั้นมัธยมปีที่ 4” “เมื่อได้รับแล้ว…” “จะอ่าน
ทงั้ หมดเลยครบั / คะ่ ”
ในตอนแรกผู้ปกครองก็คงไม่เข้าใจว่า ท�ำไมผมถึงต้องโต้ตอบไปมากับนักเรียนอย่างน้ัน
แต่ผมคิดว่าเม่ือเราโต้ตอบกันจนถึงช่วง “พอจบชั้นมัธยมปีท่ี 3 เราก็จะได้รับหนังสือส�ำหรับ
ชั้นมัธยมปีท่ี 4…” น่าจะมีบางท่านเข้าใจความหมายของส่งิ ที่ผมต้องการจะบอก สาเหตุท่ผี ม
ท�ำอย่างน้ันก็เพราะเม่ือตอนท่ีตัวเองยังเด็ก ผมรู้สึกเสียใจท่ีตัวเองไม่อ่านหนังสือเรียนใหม่
ท้ังหมดทันทีที่ได้รับ ท้ังที่สามารถท�ำได้ถ้าคิดจะท�ำ แม้จะรับหนังสือเรียนมาแล้ว แต่ก็ไม่อ่าน
เพราะรู้สึกว่าไม่ควรท�ำอย่างน้ัน ท้ังที่ถ้าอ่านแล้วจะเข้าใจ เรื่องนี้ท�ำให้ผมรู้สึกว่าผมเสีย
ประโยชน์ไปไม่น้อย ในขณะท่ีมีนักเรียนบางคนไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้จากการ
ฟังค�ำอธิบายในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีนักเรียนบางคนเพียงแต่ได้อ่านหนังสือเรียน
ก็เข้าใจแล้ว โดยไม่ต้องฟังค�ำอธิบายในห้องเรียนด้วยซ้�ำ การเรียนรู้น้ันจะมีประสิทธิภาพไป
ไม่ไดเ้ ลย หากการเรียนรนู้ ้นั ไม่ “พอเหมาะพอดี (Just Right Level)” กบั ตวั เดก็ เปน็ รายบคุ คล
และความสามารถเป็นรายบุคคล ถ้าเด็กได้เรียนอย่าง “พอเหมาะพอดี” อย่างต่อเน่อื ง
จะท�ำให้เขาสามารถอ่านหนังสือเรียนที่เกินชั้นเรียนของเขาไปได้ เขาจะสามารถท�ำได้ดี
เป็นพิเศษที่โรงเรียน ท�ำให้เขาเกิดก�ำลังและความมั่นใจ อันจะเป็นสิ่งท่ีประกันถึง
อนาคตของเดก็ ได้
129
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
เราไม่อยากให้เด็กเรียนอย่างไร้ประสิทธิภาพเมื่อขึ้นระดับมัธยมปลาย โดยได้แต่เพียง
ลอกสูตรคณิตศาสตร์ท่ีครูเขียนบนกระดานลงในสมุดโดยไม่เข้าใจความหมาย จากน้ัน
กลับมาลอกใหม่อีกครั้งท่ีบ้านเหมือนเคร่ืองจักร ความคาดหวังของระบบคุมองก็คือ อยากให้
เด็กอ่านหนังสือเรียนท่ีรับมาใหม่ทันที และสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้จนเกินระดับช้ันเรียน
ของตวั เอง
อะไรคืือจุดุ เริ่�มต้้นของระบบการเรียี นแบบคุุมอง
วิธีการเรียนที่ “พอเหมาะพอดี” (เริ่มจากการสร้างทักษะการท�ำงาน จากน้ันพัฒนา
สมาธิในการท�ำงาน และการท�ำได้ด้วยตนเอง)) เป็นวิธีการเรียนท่ีดีที่สุดซึ่งสามารถท�ำให้เด็ก
เรยี นไดอ้ ย่างสนุกสนาน
นับย้อนไปเมื่อ 31 ปีก่อน ผมได้ขอให้คุณแม่ของลูกศิษย์มัธยมปลายคนหนึ่งเปิดศูนย์
คุมองท่ีเมืองอาวาจิ กรุงโอซากา จากการได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ และรับฟังรายงาน ท�ำให้ผมรู้สึก
ประทบั ใจมากวา่ “เด็กๆ ชอบเรียนกันขนาดนี้เชยี วหรอื ”
แบบฝึกหัดในตอนนั้น ผมใช้วิธีเขียนลอกบางส่วนจากแบบฝึกหัดที่ให้ลูกชายตัวเองท�ำ
โดยให้พอดีกับระดับความสามารถของเด็กแต่ละคน ศูนย์เปิดสัปดาห์ละ 3 ครั้งวันเว้นวัน
นักเรียนจะท�ำแบบฝึกหัดที่ศูนย์คร้ังละ 1 แผ่น และการบ้าน 1 แผ่น (จ�ำนวนข้อใน 1 แผ่น
มากกว่าปัจจุบันน้ีมาก) วันท่ีไม่เปิดศูนย์จะเขียนลอกแบบฝึกหัดเตรียมไว้ส�ำหรับให้นักเรียน
ทำ� ในวนั รงุ่ ขึน้
วันหน่ึง เด็กๆ มาที่ศูนย์ท้ังที่ไม่ใช่วันเปิดศูนย์ และบอกว่า “วันนี้อยากเรียน หาอะไรให้
เรยี นดว้ ย” ในเมอ่ื เดก็ พดู อยา่ งนนั้ ผมกเ็ ลยบอกพวกเขาวา่ “จะเตรยี มแบบฝกึ หดั ใหน้ ะ ระหวา่ ง
น้ีไปเล่นเบสบอลรอก่อน” แล้วผมก็เร่มิ จัดเตรียมแบบฝึกหัดส�ำหรับพวกเขา เวลาผ่านไปไม่ถึง
5 นาที พวกเขากย็ อ้ นกลบั มาและเร่งผมวา่ “ยังไมไ่ ด้อกี หรือ ยังไมไ่ ดอ้ ีกหรือ” ผมอดตกใจไม่ได้
ว่าแบบฝกึ หัดทต่ี วั เองคดิ ท�ำขึน้ จะท�ำใหเ้ ด็กสนใจไดม้ ากขนาดน้ี
จุดเร่ิมต้นของระบบการเรียนแบบคุมองก็คือ เด็กๆ ได้เรียนคุมองอย่างสนุกสนาน และ
การมาเรียนที่ศูนย์เป็นสิ่งที่พวกเขายินดีเป็นอย่างยิ่ง Instructor ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า
เด็กบางคนท่ีได้ช่ือว่าไม่ยอมเรียนท่ีโรงเรียน แต่พอมาท่ีศูนย์คุมองกลับมีความพยายามและ
มีสมาธใิ นการเรียนดีขึ้นอยา่ งผิดหูผิดตา
ถา้ เราใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นในสิง่ ทพี่ อเหมาะพอดกี บั ตวั เขา เขาจะรสู้ กึ สนกุ กบั การเรยี น ความจรงิ
ข้อนี้เป็นส่ิงที่เข้าใจยากส�ำหรับครูในโรงเรียน แต่เน่ืองจากระบบการเรียนแบบคุมองน้ัน
แสวงหาการเรยี นรู้ทพี่ อเหมาะพอดกี ับตวั เดก็ เราจึงสามารถคน้ พบความจริงขอ้ นี้ได้
130
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
การนำำ�ระบบคุุมองเข้้าเป็็นหลัักสููตรในโรงเรียี นประถมของรััฐที่�สหรััฐอเมริิกา
เป็นเร่ืองน่ายินดีที่สังคมภายนอกเข้าใจคุณค่าของระบบการเรียนแบบคุมองกันมากข้ึน
ทั้งน้ีก็เนื่องมาจากความพยายามของ Instructor ทุกท่าน แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเรื่อง
“การเรียนเกินช้ันเรียน” นั้น ยังเป็นเร่ืองที่เข้าใจได้ยาก ผมได้อ่านเรียงความของเด็กชาย
จุน โอโนะ ซึ่งน�ำเสนอในงาน ASHR ปีที่แล้ว เขาเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ส�ำหรับเขาแล้ว
การเรียนแบบคุมองเป็นการเรียนที่ “พอเหมาะพอดี” กับตัวเขา ท�ำให้เขารู้สึกสนุก เขาจึง
สามารถเรียนต่อเน่ืองไปเร่ือยๆ ได้อย่างสนุกสนาน ซ่ึงการเรียนอย่างต่อเน่ืองน้ีเองท�ำให้เขา
สามารถเรยี นเกนิ ชัน้ เรียนของตวั เองไปได้
ท่ีประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการน�ำระบบการเรียนแบบคุมองเข้าไปเป็นหลักสูตรวิชา
คณติ ศาสตร์ในโรงเรยี นประถมของรัฐ และประสบผลอยา่ งดีในขณะนี้
สงิ่ นเ้ี ปน็ เครือ่ งยนื ยนั ไดว้ า่ การเรยี นที่ “พอเหมาะพอด”ี กบั ตวั เดก็ ตามแบบของคมุ องนนั้
กระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากเรียน และรู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องสนุก ดังที่ทุกท่านทราบดี
อยู่แล้วว่าโรงเรียนมัธยมต้นท่นี �ำระบบคุมองเข้าเป็นหลักสูตรในโรงเรียน เช่น โรงเรียนมัธยม
คโิ ยะเสะ โตเกยี ว กป็ ระสบผลสำ� เรจ็ เปน็ อยา่ งดี ผมหวงั เปน็ อยา่ งยิง่ วา่ คณุ คา่ ของระบบการเรยี น
แบบคุมองซึ่งอยู่ท่ีการเรียนเกินช้ันเรียนอันเกิดจากการเรียนรู้ท่ีพอเหมาะพอดีน้ัน จะเป็นท่ี
ยอมรับอย่างแพรห่ ลายต่อไปท่ัวโลก
(วารสาร ”ยามาบโิ กะ” ฉบับที่ 115 ปี 1989)
131
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
V
คร่งึ แรกของทศวรรษ 1991-2000
ไขว่ควา้ หาสิ่งที่ดที ีส่ ุด
132
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
Kumon is the best!
หนึ่่�งปีีแห่ง่ การแผ่่ขยายความฝันั
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปีใหม่ ก็จะเป็นช่วงท่ี Instructor ทุกท่านมีความฝันต่างๆ มากมาย
ผมได้กล่าวไว้ในวารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบับเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า “แม้ตอนน้ีระบบ
การเรียนแบบคุมอง “จะยังเล็กอยู่” ในหลายๆ แง่มุม แต่ด้วยความท่ีเราจะท�ำให้ความฝัน
แต่ละข้อของเราเป็นจริงขึ้นมา ผมหวังเป็นอย่างย่ิงว่าปีนี้จะเป็นปีท่ีเราจะเร่ิมต้นก้าวใหม่
ส่อู นาคตอนั สดใสยง่ิ ข้ึน
ดังน้ัน ผมจึงอยากให้ Instructor ทุกท่านตั้งเป้าหมายว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะมีนักเรียน
500 คน อาจมี Instructor บางท่านคิดว่านักเรียนจำ� นวน 500 คนเป็นเร่ืองท่ีไกลความจริง
และเกินความฝันไปมาก แต่ผมคิดว่าการสอนด้วยระบบการเรียนแบบคุมองน้ัน หากเรา
ไม่สามารถมีนักเรียนถึงประมาณ 500 คน เราก็คงไม่สามารถไปถึงเป้าหมายแห่งความ
สนกุ สนานในการท�ำงานได้ ผมหวังเปน็ อย่างย่ิงวา่ อีกหา้ ปี หรอื สบิ ปีนับแตน่ ี้ไป ทุกท่านจะวาง
เป้าหมายและความฝันในการพัฒนาศูนย์ของตัวเองต่างจากท่ีผ่านมา โดยไม่เพียงแต่คิด
วางแผนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาเท่านั้น และผมจะแจ้งให้พนักงานทุกคนให้การสนับสนุน
Instructor ทกุ ท่านอยา่ งกระตอื รือร้น เพื่อกา้ วไปสูเ่ ป้าหมายทท่ี กุ ท่านต้ังไว้
“การอ่่านหนัังสืือได้ต้ ั้�ง้ แต่่ 2 ขวบ” และ “แผ่น่ บัันทึึกการเรียี นรู้�”
ความฝันอันย่ิงใหญ่ขององค์กรเราในตอนนี้ คือการท�ำให้เด็กจ�ำนวนมากในญ่ีปุ่น
“อา่ นหนงั สือไดต้ ้งั แต่ 2 ขวบ” ผมคงไม่จำ� เป็นต้องกลา่ วอกี คร้ัง ว่าเพอ่ื บรรลุเป้าหมายดังกลา่ ว
สิ่งที่จะขาดเสียมิได้คือ “การให้เด็กฟังเพลงทันทีหลังจากคลอด” และ “เพลง 200 เพลง
และอา่ นหนงั สอื ใหฟ้ ัง 10,000 คร้งั สร้างเดก็ อัจฉรยิ ะ”
สิ่งท่ีจะท�ำให้ผู้คนจ�ำนวนมากเข้าใจในเร่อื งน้ีได้ดีท่ีสุดคือการบันทึกลงใน “แผ่นบันทึก
การเรียนรู้” อย่างจริงจัง ผู้เก่ยี วข้องกับเร่ืองน้ีไม่ได้มีเพียงแม่ของเด็กท่มี าเรียนท่ีศูนย์เท่าน้ัน
หากแต่ยังมีเพ่ือนบ้านใกล้ศูนย์ ญาติ หรือคนรู้จักท่ีก�ำลังจะคลอดลูก รวมทั้งพ่อแม่มือใหม่
ผมอยากให้เราได้พูดถึงแนวความคิดของคุมอง เช่น ความส�ำคัญของเพลง การอ่านหนังสือ
ให้ฟังและการบันทึกการเรียนรู้ ให้บุคคลเหล่าน้ีได้ฟัง และให้พวกเขาได้บันทึกการเรียนรู้
ของลูกลงใน “แผ่นบันทึกการเรียนรู้” ตอนแรกเราอาจฟังข้อมูลจากคุณแม่ก่อน จากน้ัน
Instructor ก็ให้คณุ แมไ่ ดด้ ตู ัวอยา่ งการบันทึก
133
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
หรอื กอ่ นจะใหผ้ ปู้ กครองเดก็ ไดเ้ ขยี นบนั ทกึ ลงในแผน่ บนั ทกึ การเรยี นรู้ เราอาจใหผ้ ปู้ กครอง
ไดอ้ า่ นหนงั สอื “ทฤษฎกี ารเลย้ี งลกู ในชว่ งเวลานำ�้ ชา” ทเ่ี ขยี นโดยคณุ ครมู เิ อโกะ โคบายาชิ หรอื
“เพลงสร้างให้ลูกฉลาดข้ึน” ท่ีเขียนโดยคุณครูคัทสึโกะ โอดาบายาชิ ซ่ึงจะท�ำให้ผู้ปกครอง
เข้าใจย่ิงข้ึน ไม่จ�ำเป็นต้องให้ผู้ปกครองอ่านหนังสือท้ังหมดทุกหน้า เราอาจเลือกจุดท่ตี ้องการ
ให้ผู้ปกครองอ่านสักสองสามจุด และคั่นไว้ด้วยที่คั่นหนังสือ จากน้ันก็แนะน�ำผู้ปกครองว่า
“ลองอา่ นตรงนดี้ สู คิ ะ” รวมทง้ั อาจใหผ้ ปู้ กครองไดเ้ ขยี นแสดงความประทบั ใจหรอื ความคดิ เหน็
ในแบบสอบถามง่ายๆ กไ็ ด้
ส�ำนักงานต่างๆ ของคุมองได้ท�ำกิจกรรมรวบรวมแผ่นบันทึกการเรียนรู้มาตั้งแต่ฤดู
ใบไม้ร่วงปีท่แี ล้ว ซ่ึงมีเสียงตอบรับกลับมาว่า หลังจากได้ลงมือปฏิบัติจริงท�ำให้รู้ว่าพัฒนาการ
ของเดก็ ทารกนั้นยอดเยี่ยมมาก และการเขยี นบนั ทกึ การเรยี นรู้เปน็ สงิ่ ส�ำคัญมาก
ผมหวังเป็นอย่างย่งิ ว่า Instructor ทุกท่านจะแลกเปล่ยี นความคิดเห็นกับพนักงาน และ
ร่วมมอื กันท�ำกิจกรรมนอี้ ยา่ งกระตือรอื ร้น
นัักเรียี นที่�เรีียนภาษาอัังกฤษจะเพิ่�มขึ้�น
เม่ือเดือนกันยายนปีท่ีแล้ว มีจ�ำนวนศูนย์ท่ีเปิดวิชาภาษาอังกฤษด้วยเกิน 50% แล้ว
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Instructor จ�ำนวนมากเข้าใจถึงความยอดเยี่ยมของวิชาภาษาอังกฤษของ
คุมองว่าสามารถสร้างก�ำลังในการเรียนรู้ให้แก่เด็กทุกคนได้ และรู้ถึงความสนุกสนาน
ในการสอนวชิ าภาษาองั กฤษ ผมคาดวา่ ในปนี จ้ี ำ� นวนศนู ยท์ เ่ี ปดิ วชิ าภาษาองั กฤษดว้ ยจะเพม่ิ ขน้ึ
อยา่ งมากแน่นอน
จากการสำ� รวจนกั เรยี นชน้ั มัธยมปที ี่ 1 ในโรงเรยี นรัฐบาล 13 แหง่ ในโตเกยี ว คานากาวะ
จิบะ และกุมมะ จ�ำนวน 1,170 คน โดยศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยท่านหน่ึง ผลปรากฏว่า
นักเรียนท่ีเคยเรียนภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนช้ันมัธยมต้นมีจ�ำนวนถึง 52.6% และเมื่อ
มองในระดบั ทั่วประเทศมเี ด็กเลก็ เด็กประถมท่ีกำ� ลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษเกนิ กว่า 2 ลา้ นคน
กล่าวคือมีนักเรียนช้ันประถมปีที่ 1-6 ที่เรียนภาษาอังกฤษในรูปแบบต่างๆ มากกว่านักเรียน
ที่เรียนคณิตศาสตร์เป็นจ�ำนวนมากจนเทียบไม่ได้ และผมคิดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะย่งิ สูงข้ึน
เร่อื ยๆ แตด่ ว้ ยรปู แบบการเรียนท่นี อกเหนือจากระบบคมุ อง เด็กเหลา่ นี้จะมกี �ำลงั ในการเรยี นรู้
ภาษาอังกฤษเพียงใด เม่ือเขาเรียนถึงระดับมัธยมปลายแล้ว เขาจะยังสนใจและสนุกสนาน
กับการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอีกหรือไม่ นอกจากนี้ พวกเขาจะมีก�ำลังในการอ่านต้นฉบับ
ทเ่ี ป็นภาษาอังกฤษไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด
134
หลักการของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ดว้ ยรปู แบบการเรยี นทใ่ี หเ้ ดก็ ทอ่ งคำ� ศพั ท์ หรอื ประโยคซำ�้ ๆ ในเบอ้ื งตน้ การผลติ แบบฝกึ หดั
ระดับ 4A – 3A ความพร้อมของแบบฝึกหัด และเทคนิคการสอนท่ีพัฒนาข้ึน ผมอยากให้
คนจ�ำนวนมากข้ึนได้รู้จักวิชาภาษาอังกฤษของคุมองซ่งึ สามารถสร้างประสิทธิผลทางการเรียน
ที่ยอดเยี่ยมกว่าระบบการเรียนอื่นๆ และต้องให้เด็กได้เรียนวิชาภาษาอังกฤษโดยเร็ว
ในขณะเดียวกัน ภารกิจส�ำคัญของเราประการหน่งึ คือการให้นักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย
ทกี่ ำ� ลงั ประสบความยากลำ� บากในการเรยี นภาษาองั กฤษซง่ึ มคี วามจำ� เปน็ ยง่ิ ขน้ึ เรอื่ ยๆ ในอนาคต
ไดพ้ บกับวชิ าภาษาองั กฤษของคุมองโดยเรว็
องค์์กรแห่่งการเรีียนรู้�
การทจ่ี ะขยายความฝนั และทำ� ใหค้ วามฝนั แตล่ ะอนั ของเราเปน็ จรงิ ขนึ้ มาไดน้ นั้ เราจำ� เปน็
ต้องศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังมากข้ึน เรามีโอกาสแห่งการเรียนรู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ
เข้าร่วมสัมมนาต่างๆ การเยี่ยมชมศูนย์ การรวมกลุ่มท�ำวิจัย การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ
Instructor ในชุมชนเดียวกันอย่างกระตือรือร้น การอ่านวารสาร “ยามาบิโกะ” หรือสื่อ
ส่งิ พิมพ์ต่างๆ
ในบรรดาโอกาสต่างๆ เหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกท่านได้ลองปฏิบัติจริง คือ “การ
ทำ� แบบฝึกหดั จนถงึ ระดับสุดท้ายสกั หนง่ึ วิชา ไม่วา่ จะเปน็ วิชาคณติ ศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือ
ภาษาแม่” ส่ิงนี้จะท�ำให้เราเข้าใจถึงโครงสร้างและเนื้อหาของแบบฝึกหัดอย่างลึกซ้ึง
และรู้ซ้ึงถึงคุณค่าอันแท้จริงของระบบการเรียนแบบคุมองย่งิ ขึ้น นอกจากน้ียังท�ำให้เราได้รู้ถึง
ความรู้สึกหรือความยินดีของเด็กในขณะท�ำแบบฝึกหัดอีกด้วย ซ่ึงจะท�ำให้เราสามารถ
ใหค้ �ำแนะน�ำ รวมทัง้ ให้ก�ำลังใจแก่เขาได้อยา่ งเหมาะสม
และเม่ือถึงเวลาน้ัน เราจะสามารถพูดได้อย่างม่นั ใจย่ิงขึ้นว่า “Kumon is the best!”
ผมขอฝากช่วงเวลาหนง่ึ ปนี ้กี บั ทกุ คนดว้ ย
(วารสาร “ยามาบิโกะ” ฉบับที่ 126 ปี 1991)
135
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ปาฏหิ าริยท์ เี่ กดิ ข้นึ
เด็ก็ สามารถทำำ�แบบฝึกึ หััดภาษาอัังกฤษระดัับ E จนจบระดัับ P ภายในเวลา 49 วััน
ปนี ก้ี ใ็ กลจ้ ะพน้ ฤดกู าลแหง่ การสอบเขา้ โรงเรยี นและมหาวทิ ยาลยั แลว้ อกี ไมช่ า้ คงมนี กั เรยี น
ทยอยกันไปแจง้ ขา่ วอันนา่ ยนิ ดีแกค่ ุณครูตามศนู ยต์ ่างๆ วา่ “สอบเขา้ โรงเรยี นทีต่ ัง้ ใจไว้ได”้
เรื่องท่ีจะเล่าต่อไปนี้เป็นเร่ืองท่ีผมได้ยินมาจากคุณครูโทโมโกะ วาตานาเบะ ศูนย์คุมอง
ซากามิได จังหวัดคานากาวะ เร่ืองมีอยู่ว่านักเรียนคนหน่ึงช่ือเด็กชาย K สอบเข้าโรงเรียน
มัธยมปลายเอกชนท่ีตั้งใจไว้ไม่ได้ เขาจึงเข้าเรียนต่อในโรงเรียนของรัฐ เด็กชาย K เสียดาย
ที่ความสามารถในวิชาภาษาอังกฤษเขาไม่พอ ท�ำให้สอบไม่ผ่าน เขาจึงพยายามท�ำแบบฝึกหัด
ภาษาอังกฤษต้งั แต่ระดับ E ถึงระดบั P รวม 12 ระดับ 2,400 แผ่น นับต้งั แตว่ นั ที่ 12 มนี าคม
ซ่ึงเขาได้รับแจ้งผลว่าสอบไม่ผ่าน จนถึงวันที่ 29 เมษายน รวมใช้เวลาทั้งส้ิน 49 วัน
ในช่วงแบบฝึกหัดระดับ E และ F ท�ำวันละประมาณ 100 แผ่น แต่เม่ือเน้ือหายากขึ้น
กไ็ มส่ ามารถทำ� จำ� นวนแผน่ ไดม้ ากขนาดนนั้ เขาจงึ ตดั สนิ ใจวา่ วนั หนึง่ จะนอนเพยี ง 2 ชัว่ โมง และ
ตั้งหน้าตั้งตาท�ำแบบฝึกหัดอย่างเต็มท่ี จนในท่ีสุดก็สามารถท�ำแบบฝึกหัดจนจบระดับ P
ได้ภายในเวลา 49 วัน การกระท�ำดังกล่าวของเด็กชาย K นอกจากจะท�ำให้เขาสามารถ
เรียนวชิ าภาษาอังกฤษได้อยา่ งสบายในระดับชน้ั มัธยมปลายแล้ว ประสบการณ์ท่ีเขานอนเพยี ง
2 ชั่วโมงเป็นเวลาสิบกว่าวัน เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายท่ีตั้งไว้นั้น จะกลายเป็นประสบการณ์
อันมคี า่ ทพ่ี ัฒนาก�ำลังในการเติบโตของเขาต่อไปในอนาคต
แน่นอนว่าความพยายามของเด็กชาย K เป็นสิ่งที่วิเศษมาก แต่เราอาจกล่าวได้ว่า
“ถ้าลองคดิ ดๆี แล้ว ระบบการเรียนแบบคุมองน่นั เองท่ที ำ� ให้เกดิ สภาพดงั กลา่ วขึ้นมาได”้
สิ่งท่ีสังคมทั่วไปมองว่าเป็น “เร่ืองปาฏิหาริย์” น้ันเกิดขึ้นบ่อยๆ ในระบบการเรียน
แบบคุมอง ทั้งน้ีเป็นเพราะสังคมยังมองไม่เห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมที่แฝงอยู่ใน
ตวั เดก็ นัน่ เอง นอกจากนจ้ี ากการทีม่ ปี ระสบการณเ์ พยี งอยา่ งเดยี ววา่ ทกุ คนเรยี นเหมอื นกนั หมด
ในโรงเรียนเพียงอย่างเดียว ท�ำใหไ้ ม่รูว้ ่าการศกึ ษาแบบทีใ่ ห้นกั เรยี นได้เรียนในสง่ิ ที่ “พอเหมาะ
พอด”ี กับตวั เขาเองแยกตามรายบุคคลนั้น ช่วยพัฒนาความสามารถของเด็กไดอ้ ย่างยอดเย่ียม
เพยี งใด
136
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
การเรียี นรู้้�ที่่�พอเหมาะพอดีี
นาโอกิ มัตสึโมโตะ นักเรียนทเ่ี รียนจบแบบฝกึ หดั ระดบั สุดทา้ ยวชิ าคณิตศาสตร์ของคมุ อง
ปัจจุบันเป็นนักศึกษาชั้นปีท่ี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้เคยพูดเก่ยี วกับ
“การเรยี นรู้ท่พี อเหมาะพอดี” ไวด้ งั นี้
“ส�ำหรับผม เมื่อมองย้อนไปตอนที่ท�ำแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ระดับ O ในตอนนั้น
ฮิซาโนะ ซ่ึงเป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น และมัธยมปลาย (ปัจจุบันเป็น
นักศึกษาช้ันปี 3 ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว) เขาท�ำ
แบบฝึกหัดด้วยก�ำลังของตัวเองท้ังหมด ในขณะท่ผี มจ�ำได้ว่าบางคร้ังตัวเองก็ลอก “Solution
Book” ทำ� ใหผ้ มรสู้ กึ ผดิ เหมือนกัน (หัวเราะ) ….. ตอนนนั้ แมจ้ ะตอ้ งดู “Solution Book” และ
ไม่เข้าใจสูตรอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่การได้ท�ำแบบฝึกหัดไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ท�ำให้ผม
ได้เรียนรู้วิธีการเรียนในแบบของตัวเองไปด้วย ….. สิ่งส�ำคัญคือ เราจะจัดการกับสิ่งท่ีเราต้อง
บังเอิญไปพบเจอได้อย่างไร ผมคิดว่าเราสามารถเรียกความสามารถลักษณะดังกล่าวได้ว่า
ความเฉลียวฉลาด แม้บางครั้งเราอาจจะลอกค�ำตอบมาบ้าง แต่อย่างไรก็ตามแบบฝึกหัด
ของคมุ องยังคงสร้างความเฉลียวฉลาดใหเ้ รา”
เป็นความจริงที่ว่า “ถ้าวิธีการก้าวไปข้างหน้าของเด็กเป็นไปอย่างพอเหมาะพอดี แม้เขา
จะลอกค�ำตอบมาบ้างในบางครั้ง แต่เขาก็สามารถจะมีพัฒนาการท่ีดีได้” เราไม่ต้องการ
ให้เด็กมีลักษณะเหมือนนักเรียนโดยส่วนใหญ่ ที่ต้องเรียนเน้ือหาเหมือนกันหมดทุกคน และ
ไม่ได้เป็นเนื้อหาท่ีพอเหมาะพอดีกับตัวเขาแต่ละคนเลย จึงได้แต่เพียงลอกสูตรท่ีครูเขียน
ให้บนกระดานลงสมุดของตัวเองโดยที่ไม่เข้าใจเน้ือหาอย่างแท้จริง แล้วก็กลับไปเขียนใหม่
ที่บา้ นเหมือนเป็นเครือ่ งจกั ร
The Changed Woman
ความสามารถในการสอน คอื ความสามารถในการทจ่ี ะคน้ พบสง่ิ ทพี่ อเหมาะพอดสี ำ� หรบั เดก็
แต่ละคน และการค้นหาสิ่งท่ีพอเหมาะพอดีส�ำหรับเด็กน้ีเอง ท่ีจะท�ำให้ความสามารถในการ
สอนพัฒนาข้ึน นอกจากน้ีการมีกรณีตัวอย่างจ�ำนวนมาก และการยอมรับฟังความคิดเห็น
ของผอู้ ื่นจะท�ำใหค้ วามสามารถในการสอนดขี ้นึ ด้วย
ระยะหลังนี้ผมรู้สึกว่า Instructor ที่ต้องการพัฒนาความสามารถในการสอนของตนเอง
มีจ�ำนวนเพิ่มข้ึนมาก เห็นได้จากจ�ำนวน Instructor ที่เข้าร่วมในสัมมนา หรือการประชุม
นำ� เสนอผลงานของ Instructor มจี ำ� นวนมากขนึ้ จนนา่ ตกใจ ซง่ึ Instructor จะมโี อกาสไดร้ บั ฟงั
ความคดิ เห็นของผ้อู ืน่ ในการสมั มนา หรอื การประชุมต่างๆ นดี้ ้วย
137
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ในแบบฝึกหัดวิชาภาษาอังกฤษ (ส�ำหรับนักเรียนญ่ีปุ่น) ระดับ G 121 – 150 มีเร่ือง
ให้อ่าน ช่ือ “The Changed Man” ของ O Henry ไม่เพียงแต่ Instructor ซ่งึ ต้ังใจศึกษา
ค้นคว้าอย่างจริงจังเพ่ือเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้นเท่าน้ัน แม้แต่ Instructor ท่ีเพียงแต่
ให้เด็กแต่ละคนได้เรียนในระดับท่ีพอเหมาะพอดีกับตัวเขาด้วยวิธีของระบบการเรียนแบบ
คุมอง ก็สามารถท่ีจะเรียนรู้ส่ิงต่างๆ จากเด็กได้ และตัว Instructor เองก็จะเปล่ยี นแปลงไป
ในทางทด่ี ขี น้ึ อยา่ งแนน่ อน ผมขอเรยี ก Instructor เหลา่ นนั้ ดว้ ยความเคารพวา่ “The Changed
Woman”
ในบรรดา Changed Woman หลายๆ คน ผมขอยกตวั อยา่ งของคณุ ครเู คโกะ นางายามะ
ศูนย์คุมองจังหวัดไอจิ คุณครูนางายามะน�ำระบบคุมองเข้าไปสอนเด็กในสถานพินิจด้วย
ในสถานพินิจแห่งนั้นมีนักเรียน 15 คนเริ่มเรียนที่ระดับ 2A ในจ�ำนวนน้ันมี 7 คนซึ่งสามารถ
เรียนไปจนถึงระดับ I ได้ภายในเวลาเพียงครึ่งปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก และเป็นตัวอย่าง
ท่ีเห็นได้ชัดว่าระบบการเรยี นแบบคมุ องเป็นวธิ กี ารเรยี นที่เหมาะสมกบั นกั เรียนระดบั มธั ยมตน้
และมัธยมปลายอย่างแท้จริง จากประสบการณ์ดังกล่าวท�ำให้คุณครูนางายามะได้พัฒนา
ความสามารถในการสอนของตัวเองข้ึนมาก จนขณะน้ีท่ีศูนย์ของท่านมีนักเรียนเกินกว่า
700 คน
มนุษย์เรานั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายต่อหลายคร้ัง หาก “ดื้อดึงไปทั้งที่ไม่รู้”
และพอใจเพียงแค่สภาพในปจั จุบนั ของตวั เองเท่านนั้ นอกจากจะเปน็ โชครา้ ยของคนผ้นู น้ั แลว้
ยังเป็นโชคร้ายของเด็กท่ีตอ้ งเกีย่ วข้องกับคนผนู้ นั้ ดว้ ย
ในอีกไมช่ ้ากจ็ ะกา้ วเขา้ ส่ปู ี 1992 ซึง่ เป็นปแี ห่งความหวัง
ผมหวังเปน็ อยา่ งยิง่ วา่ จะได้พดู คยุ เกีย่ วกับ “ปาฏิหาริย์” ตา่ งๆ กับ Instructor ซ่ึงมคี วาม
เปล่ยี นแปลงอย่างใหญ่หลวงในหลายๆ โอกาส
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบับท่ี 133 ปี 1992)
138
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
องคก์ รแหง่ การเรียนรู้
การทำำ�แบบฝึึกหััดจนจบระดัับสุุดท้้ายสัักหนึ่่�งวิิชา ไม่่ว่่าจะเป็็นวิิชาคณิิตศาสตร์์
ภาษาอังกฤษ หรือภาษาแม่
ย่างเข้าปีใหม่ Instructor ทุกท่านคงมีแผนการตลอดหนึ่งปีนี้เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายใหม่ๆ
ด้วยความร่วมมือของทุกคน ในปีน้ีเราจะมีการจัดการประชุมสัมมนาในโอกาสครบรอบ 35 ปี
ของคุมอง และเร่ิมต้นก้าวใหม่อันย่ิงใหญ่สู่ศตวรรษท่ี 21 เราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า
ภารกิจของคุมองคือการเปลี่ยนแปลงกระแสหลักของการศึกษาโลกสู่การศึกษาเป็นรายบุคคล
เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมอันจะน�ำไปสู่สันติภาพของโลกในที่สุด โรงเรียนมัธยม
Kumon Kokusai Gakuen ซึ่งจะเป็นโรงเรียนต้นแบบของการศึกษาแบบรายบุคคลก็ก�ำลัง
จะเปิดในฤดูใบไม้ผลิท่ีจะถึงนี้ ด้วยการเร่ิมต้นอันสดใส และนับต้ังแต่นี้เป็นต้นไปช่ือเสียง
ของระบบการศึกษาแบบคุมองก็คงจะได้รับการยอมรับมากย่ิงข้ึน เราจ�ำเป็นต้องตอบสนอง
ความคาดหวังที่สังคมมีให้แก่เราด้วย โดยพยายาม “พัฒนาคุณภาพ” ของเราให้ดีข้ึนกว่า
ท่เี ป็นมา
ตอนที่ผมเริ่มท�ำงานน้ี ผมคิดว่าด้วยวิธีการเรียนแบบน้ีเราต้องมีนักเรียนถึง 1 ล้านคน
ในไม่ช้า และเม่อื เป็นเช่นน้ันทั้งพนักงานและ Instructor ก็จะได้เรียนรู้ และพัฒนางานน้ีให้ดี
ย่ิงข้ึนอย่างแน่นอน แต่น่าเสียดายเป็นอย่างย่งิ ท่ีความเป็นจริงตรงข้ามกับท่ีผมคาดหวังไว้
ยังมีพนักงานและ Instructor บางคนท่ีไม่ค่อยเรียนรู้ ท�ำให้มีบางจุดท่ีควรพัฒนาก้าวไป
ข้างหน้าแต่กลับถูกฉุดร้ังไว้ ผมหวังเป็นอย่างย่ิงว่าในปีนี้ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับคุมองทุกคนจะให้
ความสำ� คญั กบั การศกึ ษาแบบฝกึ หดั และวธิ กี ารสอน ในฐานะทเ่ี ราเปน็ “องคก์ รแหง่ การเรยี นร”ู้
เมื่อคิดถึงความส�ำคัญของภารกิจของเราแล้ว ผมถึงขนาดคิดว่าผู้ที่ไม่เรียนรู้ก็ควรถูกคัดออก
จากองค์กรของเรา
ก่อนอื่นเราก็เร่ิมจากการต้ังเป้าหมายว่าภายในหนึ่งปีน้ี เราจะท�ำแบบฝึกหัดถึงระดับ J
ในที่สดุ เรากจ็ ะทำ� แบบฝกึ หดั ไปจนจบระดับสดุ ทา้ ยในวิชาใดวชิ าหนึ่ง ไม่ว่าจะเปน็ คณติ ศาสตร์
ภาษาอังกฤษ หรือภาษาแม่ และเม่ือเป็นเช่นน้ัน ไม่เพียงแต่เราจะเข้าใจถึงเส้นทางการเรียนรู้
ของนักเรียน แต่เราจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกและความยินดีของนักเรียนระหว่างท่เี รียนด้วย
ย่ิงไปกว่าน้ัน เราจะสามารถให้ค�ำแนะน�ำที่เหมาะสม ก่อนที่นักเรียนจะทุกข์ทรมานเพราะ
พบกับทางตันดว้ ย
139
หลักการของระบบการเรียนแบบคมุ อง
ระบบการเรีียนแบบคุุมองเป็น็ “วิิธีีการสอนที่�สอนอย่า่ งเต็็มที่�”
ระบบการเรียนแบบคุมองไม่ใช่วิธีการสอนแบบท่ีปล่อยให้นักเรียนซ่ึงท�ำความเข้าใจ
เร่ืองต่างๆ ได้ยากทุกข์ทรมานกับการคิดโดยไม่สอนอะไร จุดไหนท่ีท�ำความเข้าใจได้ยาก
เราควรสอนอย่างเต็มท่ี แบบฝกึ หัดของคมุ องไดร้ ับการออกแบบใหม้ ีโครงสรา้ งอยา่ งเป็นลำ� ดับ
ขั้นตอน ถา้ มกี ารทบทวนล�ำดบั ขั้นก่อนหน้านน้ั อย่างเพียงพอก็จะสามารถกา้ วตอ่ ไปขา้ งหนา้ ได้
ทำ� ใหส้ ว่ นใหญแ่ คต่ รวจใหค้ ะแนนกพ็ อแลว้ แตถ่ า้ มคี ำ� ถามจากนกั เรยี น เราตอ้ งสอนเขาใหเ้ ขา้ ใจ
ชัดเจนด้วย
แต่ส่วนหนึ่งยังเข้าใจว่าระบบการเรียนแบบคุมองเป็นวิธีการสอนที่ไม่สอน ผมได้ยิน
มาว่าเกิดความเข้าใจผิดอย่างไม่น่าเช่ือว่า “แบบฝึกหัดท่ีให้นักเรียนคือระดับพัฒนาการของ
นักเรียน” ผมขอพูดซ�้ำอีกครั้งว่ารูปลักษณ์ที่แท้จริงของระบบการเรียนแบบคุมองคือ
“วิธีการสอนแบบท่ีต้องสอนนักเรียนซ่ึงจ�ำเป็นต้องสอนอย่างเต็มท่ี และต้องฝึกฝนท�ำซ�้ำ
จนเกิดความช�ำนาญ ผลที่ตามมาก็คือนักเรียนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องสอน”
ดังนั้นเม่ือถึงแบบฝึกหัดระดับสูง ผู้สอนต้องให้คำ� อธิบายท่ีจ�ำเป็นและพอเพียงแก่นักเรียนท่ี
พิจารณาแล้วว่าจ�ำเป็นต้องสอน ถ้านักเรียนท�ำแบบฝึกหัดท่ี Instructor เองศึกษาไม่เพียงพอ
คงเป็นการยากที่จะก�ำหนด “แบบฝึกหัดที่พอเหมาะพอดี” แก่นักเรียน และการสอนก็คง
เป็นการสอนที่ไม่สมบูรณ์ การกระท�ำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมต่อนักเรียน และเป็น
การทรยศตอ่ ความคาดหวงั ท่มี ีตอ่ ระบบคมุ องด้วย ในกรณีทีน่ กั เรยี นเรียนกา้ วหน้าเกนิ ขอบเขต
ท่ีตัวเราจะสอนได้ เราต้องแนะน�ำ Instructor ท่านอ่นื ท่ีจะสอนได้อย่างเพียงพอ หรือปรึกษา
กบั สำ� นกั งานอยา่ งเหมาะสม
ถ้าต้องใช้เวลาในการสอนมากเกินไป เราจ�ำเป็นต้องแก้ไขที่แบบฝึกหัด และหากมีจุดที่
จำ� เป็นต้องแกไ้ ข ตอ้ งแจ้งใหส้ ำ� นกั งานทราบเพอ่ื แจ้งตอ่ ฝา่ ยท่ีรับผดิ ชอบตอ่ ไป
ใครอ่่านใบปลิิวประชาสััมพัันธ์์มากที่่�สุดุ
ในภาษาญปี่ นุ่ มคี ำ� วา่ “Seikei” (หมายถงึ ผคู้ นมกั จะมารวมตวั กนั อยใู่ กลผ้ ทู้ ม่ี คี ณุ ธรรม –
ผูแ้ ปล) ถา้ เรามคี วามสามารถในการสอนที่เพียงพอซึง่ มพี น้ื ฐานจากกำ� ลังในการเรียนรู้ระดบั สูง
จำ� นวนนกั เรียนจะเพ่มิ ขึ้นเองโดยอตั โนมตั ิ แต่นนั่ ไมไ่ ด้หมายความว่าเราจะสามารถใหน้ กั เรียน
จ�ำนวนมากท่ียังไม่ได้พบกับคุมองรู้จักเราได้ โดยไม่จ�ำเป็นต้องด�ำเนินการประชาสัมพันธ์
เพื่อรับสมัครนักเรียนแต่อยา่ งใด ผมจึงลองท�ำใบปลิวประชาสมั พนั ธร์ ะบบการเรยี นแบบคุมอง
ตามแบบของผม เพอ่ื ใหผ้ ปู้ กครองจำ� นวนมากทส่ี ดุ ไดเ้ ขา้ ใจในระบบการเรยี นแบบคมุ องมากขน้ึ
(โดยเฉพาะความสำ� คัญของวิชาภาษาแม่ภาษาญ่ปี ่นุ )
140
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคุมอง
ขอแนะนำ� ระบบการเรยี นแบบคมุ อง
วิชาภาษาญปี่ ่นุ (ภาษาแม)่
• การที่เด็กเกลียดการเรียนในโรงเรียน เพราะขาดความสามารถในการอ่านท�ำความเข้าใจเนื้อความ
อย่างถูกตอ้ งและรวดเรว็
• ถ้าเด็กมีความสามารถในการอ่านท�ำความเข้าใจอย่างเพียงพอ ผลการเรียนวิชาสังคม วิทยาศาสตร์
ก็จะดีข้นึ ด้วย
• วิชาภาษาญี่ปุน่ ของคมุ องจะท�ำใหเ้ ด็กรักการอ่านหนังสอื
• วชิ าภาษาญปี่ นุ่ ของคุมองจะช่วยสรา้ งให้เด็กเตบิ โตข้นึ อย่างเฉลียวฉลาด
วชิ าภาษาองั กฤษ
• วชิ าภาษาอังกฤษของคุมองมเี ป้าหมายเพือ่ ใหเ้ ขา้ ใจ และใช้ภาษาองั กฤษอย่างถกู ตอ้ ง
• ครงึ่ หนง่ึ ของนกั เรยี นระดบั ประถมทส่ี อบผา่ นการทดสอบวดั ระดบั ภาษาองั กฤษเปน็ นกั เรยี นของคมุ อง
- ผสู้ อบผา่ นทเี่ ปน็ นกั เรยี นประถม (ทว่ั ประเทศ) 47,643 คน ในจำ� นวนนน้ั มนี กั เรยี นคมุ อง 19,266 คน
- ผู้สอบผ่านที่เป็นเด็กก่อนวัยเรียน – ช้ันประถมปีที่ 3 (ทั่วประเทศ) 4,934 คน ในจ�ำนวนน้ัน
มีนกั เรยี นคมุ อง 3,514 คน
กลา่ วไดว้ า่ วชิ าภาษาองั กฤษของคุมองยอดเย่ียมมาก
วิชาคณิตศาสตร์
• การที่นักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายเรียนคณิตศาสตร์ไม่ได้ เพราะขาดความสามารถในการ
คำ� นวณตวั เลขและสตู รพชี คณติ
• วชิ าคณติ ศาสตรข์ องคมุ องใหน้ กั เรยี นเรยี นเกนิ ชน้ั เรยี นของตนเองเพยี งสรา้ งกำ� ลงั ในการคำ� นวณใหแ้ กเ่ ขา
จุดทีเ่ หมือนกนั ของทุกวิชา
• นกั เรยี นจะไดเ้ รม่ิ เรยี นจากจดุ ทพ่ี อเหมาะพอดกี บั กำ� ลงั ในการเรยี นรขู้ องตวั เอง แมแ้ ตน่ กั เรยี นมธั ยมตน้
หรอื มธั ยมปลายกอ็ าจตอ้ งเริม่ ตน้ เรยี นจากเนอื้ หาสำ� หรบั นกั เรยี นประถม ซึง่ ในทสี่ ดุ จะทำ� ใหก้ ารเรยี น
ในโรงเรียนกา้ วหนา้ ไปอย่างราบรน่ื ด้วย
• นักเรียนจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเหมาะสมกับความสามารถของตัวเอง โดยไม่ต้องฝืน มีนักเรียน
ประถมจ�ำนวนไม่นอ้ ยท่สี ามารถท�ำแบบฝึกหดั ระดับมัธยมปลายได้
• นักเรียนจะเกิดความม่ันใจในตนเอง เม่ือเขาได้เรียนเกินช้ันเรียนของตนเอง และจะกลายเป็นเด็ก
ทม่ี นี ำ้� ใจตอ่ ผอู้ นื่ ส่ิงนเ้ี องท่ีเปน็ เปา้ หมายของระบบการเรยี นแบบคุมอง
เดก็ เล็กก่อนวัยเรียน
• ความสามารถในการอ่านมีความสำ� คัญต่อการพัฒนาให้เดก็ ฉลาดและม่ันใจในตนเอง
• การศึกษาส�ำหรับเด็กเล็กก่อนวัยเรียนของคุมองจะช่วยสร้างก�ำลังในการอ่านให้แก่เด็กต้ังแต่
ยังเล็ก และใหเ้ ขาเติบโตเปน็ เด็กที่มีความมน่ั ใจในตนเอง
• นกั เรียนสามารถสมคั รเข้าเรียนไดต้ ้งั แตก่ อ่ น 2 ขวบ
141
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
นกั เรยี นมัธยมต้นและมัธยมปลาย
• เน่ืองจากเรามีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนเกินชั้นเรียนของตัวเอง ดังน้ันจึงมีนักเรียนจ�ำนวนมาก
ท่สี ามารถเขา้ เรยี นตอ่ ในโรงเรียนมัธยมปลายชั้นน�ำ และมหาวทิ ยาลัยชัน้ นำ�
• บางกรณีนักเรียนต้องเริ่มเรียนจากเน้ือหาที่เป็นระดับพ้ืนฐานมาก เราขอแนะน�ำระบบน้ีแก่นักเรียน
มัธยมต้นและมัธยมปลายที่ต้องการเรียนรู้โดยมีพ้นื ฐานท่มี น่ั คง
เราหวังเปน็ อย่างยิง่ ว่าทกุ ทา่ นจะเข้าใจข้อความขา้ งต้น และขอแนะนำ� ใหเ้ รียน 2 วิชา ไมว่ ่าจะเป็นวิชา
ภาษาญ่ีปนุ่ ภาษาองั กฤษ หรอื คณิตศาสตร์
ผมเคยได้ฟังจาก Instructor ท่านหนึ่งว่า คนที่อ่านใบปลิวประชาสัมพันธ์อย่างต้ังใจ
ท่ีสุด คือผู้ปกครองของนักเรียนท่ีเรียนคุมองอยู่แล้ว ผมคิดว่าเร่ืองน้ีเป็นเรื่องจริง ผู้ปกครอง
ที่ลูกเรียนคุมองอยู่แล้วจะหยิบใบปลิวไปอ่าน และเข้าใจว่า “อ้อ! ระบบการเรียนแบบคุมอง
เปน็ แบบน้ีนเ่ี อง” เราควรพยายามอย่างเตม็ ทเ่ี พอื่ ใหส้ งั คมทั่วไปเข้าใจระบบคมุ องอย่างถกู ต้อง
และลึกซึง้
ลกั ษณะพเิ ศษของคุมองคือ Instructor เป็นกลมุ่ คนทร่ี ักการเรยี นรู้ พนกั งานคุมองกเ็ ปน็
กลุ่มคนที่รักการเรียนรู้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปีที่คุมองจะครบรอบ 35 ปีนี้ เราจะพยายาม
เรยี นรแู้ ละศกึ ษาอยา่ งจรงิ จงั มากขน้ึ เพอื่ เปน็ การเรม่ิ ตน้ กา้ วยา่ งทย่ี ง่ิ ใหญ่ อนั จะนำ� ไปสคู่ วามสขุ
ของเดก็ จ�ำนวนมากทีส่ ดุ
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ท่ี 138 ปี 1993)
142
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
เพือ่ ก้าวสู่มหาวทิ ยาลัยชัน้ น�ำ
“งานมอบรางวััลนัักเรีียนดีีเด่่น ASHR” ที่่�น่่าจัับตามองยิ่�งขึ้�น
งานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่น ASHR ซ่ึงเหล่าเด็กเก่งท่ีได้รับการพัฒนาความสามารถ
ดว้ ยระบบคุมองจะมารวมตวั กนั ก�ำลงั จะมาถึงแล้วในปีน้ี
แม้จะเป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนทุกปี แต่ผมก็รู้สึกดีใจทุกครั้งท่ีได้รับรายงานเป็นจ�ำนวนมากว่า
ในฤดูใบไม้ผลิน้ี เด็กๆ ที่เคยเป็นนักเรียนยอดเยี่ยมเหล่าน้ันก�ำลังมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการ
กา้ วสมู่ หาวทิ ยาลัย และคณะทต่ี ัวเองมงุ่ หวงั
แต่ละคร้ังก็จะได้ยินชื่อนักเรียนยอดเยี่ยมที่เคยได้รับเชิญเข้าร่วมงานมอบรางวัลนักเรียน
ดีเด่น ASHR ซึ่งเมื่อได้ยินแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้ เช่น คุณชิโอริ คันโนะ ซึ่งเคยได้รับเชิญถึง
5 ครงั้ นบั ตงั้ แตอ่ ยชู่ น้ั อนบุ าล 3 และยงั เปน็ นกั แสดงนำ� ในละครเพลงเรอ่ื ง “แอนน”่ี เมอ่ื ตอนอยู่
ชั้นประถมปที ี่ 6 ด้วย คณุ ทาคาชิ ซาดะ พีช่ ายของคุณเอริโกะ ซาดะ ซึง่ สอบผ่านการทดสอบ
วัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษระดับ 2 (เทียบเท่ากับภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลาย)
ตอนอยชู่ น้ั ประถมปที ี่ 3 คณุ ทาคาชิ ซาดะ เคยได้รับเชิญเขา้ ร่วมงาน 2 ครัง้ ตอนอย่ชู ้ันประถม
ปีท่ี 4 และ 5 ทั้งคุณชิโอริ คันโนะ และคุณทาคาชิ ซาดะ สามารถสอบเข้าเรียนต่อ
ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียวได้ คุณยาสึโอะ โอคาซากิ ซ่ึงได้รับการแนะน�ำใน
“Home Education Kumon Report’ 86” เนื่องจากสามารถจบแบบฝึกหัดระดับ P
ซ่ึงเป็นแบบฝึกหัดระดับสุดท้ายของวิชาคณิตศาสตร์ในตอนน้ันได้ เม่อื เดือนกันยายน ตอนอยู่
ชั้นประถมปีท่ี 4 คุณเคนอิจิ โฮโตดะ และคุณคาสึฮิโระ ทัตสึโมโตะ ซ่ึงเป็นแขกประจ�ำ
ของงานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่น ทั้ง 3 คนสามารถสอบเข้าเรียนต่อในคณะวิทยาศาสตร์
และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียวได้ นอกจากน้ียังมีคุณทัตสึยุกิ อิวาตะ ซ่งึ ยังเป็น
ความทรงจำ� ท่สี ดใหมส่ ำ� หรบั ผม เพราะเขาไดเ้ ข้าร่วมแข่งขนั คณิตศาสตรโ์ อลมิ ปกิ เมือ่ 2 ปีกอ่ น
และปีที่แล้ว และได้เหรียญทองแดง และเหรียญเงินติดต่อกันทั้งสองปี คุณทัตสึยุกิ อิวาตะ
ได้เข้าร่วมงานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่น คร้ังที่ 12 เมื่อสองปีที่แล้วด้วย ในฐานะนักเรียนเก่า
ของคมุ อง คณุ ทตั สยึ กุ ิ อวิ าตะเองกส็ อบเขา้ เรยี นตอ่ ไดใ้ นคณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกยี วโต
ส�ำหรับงานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่น ASHR ครั้งที่ 14 ในปีน้ี จะจัดขึ้นในวันที่ 25
กรกฎาคม ทโ่ี รงเรยี นมัธยม Kumon Kokusai Gakuen โยโกฮามา
โรงเรียนมัธยม Kumon Kokusai Gakuen ก่อต้ังขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบของการศึกษาใน
ศตวรรษท่ี 21 เด็กรุน่ แรกของโรงเรยี นเปน็ นักเรยี นทม่ี ุง่ มัน่ กับการเรียนรดู้ ้วยระบบคมุ อง และ
พัฒนาก้าวหน้าไปสู่แบบฝึกหัดระดับสูง พวกเขาใช้ชีวิตในร้ัวโรงเรียนอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้อง
143
หลักการของระบบการเรียนแบบคุมอง
เสียเวลาและพลังงานไปกับการเรียนเพ่อื สอบเข้าซ่ึงไม่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาก�ำลังในการ
เรียนรู้ของเขาเลย อีกทั้งข้อสอบน้ันก็ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงเพราะเข้าใจหนังสือเรียน
ช้ันประถมเทา่ น้ัน
ผมอยากให้งานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่นคร้ังนี้เป็นโอกาสท่ีเราจะได้คิดอย่างลึกซ้ึงว่า
เราควรคดิ และท�ำอยา่ งไร เพอ่ื สร้างเดก็ แบบนีใ้ ห้มากยิ่งข้ึน
สร้้างให้เ้ ด็็กไม่ต่ ้้องฟังั ก็เ็ ข้้าใจ
ผมเคยเล่าให้ฟังว่ามีครูในโรงเรียนท่านหนึ่งกล่าวว่า “เด็กนักเรียนมีอยู่ 2 พวก คือ
พวกที่ฟังเนื้อหาในช่ัวโมงเรียนแล้วเข้าใจ กับพวกท่ีฟังแล้วไม่เข้าใจ” แต่ผมคิดว่ามีอีก
พวกหนง่ึ คือ “เดก็ นกั เรยี นท่ไี ม่ตอ้ งฟงั เนื้อหาในชัว่ โมงเรียนก็เขา้ ใจ”
ถ้าเด็กต้องการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นน�ำ อย่างน้อยเขาต้องท�ำให้ตัวเองเป็นคน
ทไี่ มต่ ้องฟังเน้ือหาในช่ัวโมงเรยี นก็เข้าใจ ทุกคนควรจ�ำใหข้ นึ้ ใจอกี คร้ังวา่ “การจะเป็นเช่นนัน้ ได้
เดก็ ควรมนี ิสัยในการเรียนร้ดู ้วยตนเองตง้ั แตย่ ังเล็ก และเรยี นเกินชน้ั เรียนของตวั เองข้นึ ไป”
แม้จะเป็นความทรงจ�ำอันแสนไกล แต่ส่งิ หน่ึงท่ีผมรู้สึกดีใจมากเม่อื คร้ังย้ายจากโรงเรียน
มัธยมต้นระบบเก่ามาเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมปลาย คือ “การเช็คช่ือเข้าเรียนแทน” ผม
มักจะไปเรียนรู้ส่ิงที่ชอบในห้องสมุด โดยไม่เข้าเรียนวิชาท่ีไม่ต้องฟังในช่ัวโมงเรียนก็เข้าใจ
ถา้ ชัว่ โมงไหนมีการเช็คชอื่ เข้าเรยี น เพ่อื นผมก็จะช่วยเชค็ แทนให้
แนวโน้มท่ีทั้งเด็ก และพ่อแม่ ยังพ่ึงพากับการเรียนในชั่วโมงเรียน เป็นแนวโน้มท่ียัง
ฝงั รากลกึ อยูท่ ีเดยี ว
ก�ำลังในการเรียนรู้ไม่ใช่ส่ิงท่ีสามารถจะสร้างให้เกิดขึ้นติดตัวได้ด้วยการให้ผู้อ่ืนมาสอน
ผมอยากให้สังคมท่ัวไปได้รับรู้ว่า พื้นฐานท่ีจะสร้างก�ำลังในการเรียนรู้อันแท้จริงให้เกิดขึ้น
ได้น้ัน มเี พียงการเรียนร้ดู ้วยตนเองเทา่ นน้ั
ในโอกาสงานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่น ASHR ซึ่งมี “เด็กที่ไม่ต้องฟังเนื้อหาในชั่วโมง
เรียนก็เข้าใจ” มารวมตัวกันเป็นจ�ำนวนมากน้ี ผมอยากให้ Instructor และผู้ปกครองทุกท่าน
ได้รู้ว่า เด็กเหล่าน้ีมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาศักยภาพภายในตัวเขาไม่เพียงเฉพาะ
ในชั่วโมงเรยี นที่โรงเรียนเทา่ น้ัน แต่ยังรวมไปถงึ ความสามารถในการดำ� รงชวี ติ ของเขาด้วย
144
หลกั การของระบบการเรยี นแบบคมุ อง
งานของเราเริ่�มต้้นจากการศึกึ ษากรณีตี ััวอย่า่ งของเด็็กยอดเยี่�ยม
ประวัติศาสตร์ขององค์กรเรานั้นเป็นประวัติศาสตร์แห่งการค้นหาศักยภาพภายใน
ตัวมนุษย์ และจากนี้ต่อไปก็ยังเป็นการค้นหาศักยภาพภายในตัวมนุษย์อีกเช่นกัน การค้นหา
ศักยภาพภายในตวั มนษุ ย์ทีเ่ ราพดู ถึงคือสงิ่ ทผี่ มจะกลา่ วตอ่ ไปนี้
สมมติมีมนุษย์ผู้หนึ่งเป็นคนแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้ เราไม่ควรคิดว่า
“เป็นแค่เรื่องบังเอิญที่คนผู้น้ันสามารถท�ำได้” แต่เราควรอยู่บนจุดยืนว่า “การที่คนผู้หนึ่ง
สามารถท�ำได้ หมายความว่าคนอ่ืนก็ต้องสามารถท�ำได้อย่างแน่นอน” เราควรศึกษากรณี
ตัวอย่างของคนผู้นั้นอย่างละเอียด พร้อมกับค้นหาความเป็นไปได้ที่จะท�ำให้คนอื่นๆ อีกเป็น
จำ� นวนมากสามารถทำ� สิง่ นน้ั ให้เป็นจริงขน้ึ มาได้
หากเรามองว่าเด็กยอดเยี่ยมเป็น “เด็กที่มีพัฒนาการพิเศษกว่าคนอื่น” เราก็จะท�ำให้
นักเรียนในศนู ยข์ องเราเสยี ประโยชนไ์ ปเป็นอยา่ งมาก เราควรศึกษาจาก Instructor ผปู้ กครอง
และตัวเด็กเอง ถึงส่ิงที่ท�ำให้เด็กคนน้ันกลายเป็นเด็กยอดเย่ียมขึ้นมาได้ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์
ในการพฒั นาความสามารถในการสอนของเราเองด้วย
กล่าวได้ว่างานมอบรางวัลนักเรียนดีเด่น ASHR นี้ เป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่ส�ำคัญที่สุด
ขององคก์ รเรา ผมหวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ จะไดพ้ บกบั Instructor จำ� นวนมาก ในวนั ท่ี 25 กรกฎาคม
ทีโ่ รงเรียนมธั ยม Kumon Kokusai Gakuen โยโกฮามา
(วารสาร “ยามาบโิ กะ” ฉบบั ท่ี 141 ปี 1993)
145
หลกั การของระบบการเรียนแบบคมุ อง
สร้างความมั่นใจอีกครงั้ ว่า “ความผิดไม่ได้อยู่ท่เี ด็ก”
สาเหตุทุี่�เด็ก็ ทำำ�ไม่่ได้้ ทุกุ อย่่างอยู่�ที่�ผู้�สอน
ลักษณะพิเศษของระบบการเรียนแบบคุมองข้อ <56> (5) กล่าวไว้ว่า “อย่าตายไป
โดยคิดว่าสาเหตุท่นี ักเรียนไม่ได้ภาษาอังกฤษเป็นเพราะตัวนักเรียนเอง ความจริงแล้วสาเหตุ
อยู่ท่ีการสอนต่างหาก” ค�ำกล่าวนี้ไม่ได้จ�ำกัดเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษเท่านั้น แม้แต่วิชา
คณติ ศาสตร์ หรอื วชิ าภาษาแม่ สาเหตทุ ีเ่ ด็กท�ำไม่ไดก้ ็เพราะการสอน (ผสู้ อน) นน่ั เอง
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้ถูกสอนในประเทศของเรา โดยส่วนใหญ่ผู้เรียนมักมี
แนวโนม้ ทจี่ ะคดิ วา่ “การทที่ ำ� ไมไ่ ด้ เพราะตวั เองไมด่ เี อง” เมือ่ ครง้ั ทผี่ มยงั เปน็ ครู ผมมกั จะกลา่ ว
กับนักเรยี นมัธยมปลายของผมว่า “คะแนนเฉลย่ี ของการสอบคราวน้คี อื 70 คะแนน ถ้าคนไหน
ได้คะแนนเพียง 50 คะแนน ก็แสดงว่าท้ังที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้โรงเรียนเท่าคนอื่น แต่ตัวเอง
กลับความสามารถในการเรียนรู้ต�่ำกว่าคนอ่ืน 20 คะแนน เพราะฉะน้ัน น่าจะไปขอลดหย่อน
ค่าเล่าเรียนจากโรงเรยี น”
ผมพูดไปอย่างนั้น แต่ก็ไม่มีนักเรียนคนไหนหัวเราะเลย เพราะทุกคนคิดว่าตัวเองก�ำลัง
ถูกดุ “ครูพูดแบบน้ี เพราะอยากบอกว่า ‘พวกเธอมัวท�ำอะไรกันอยู่ ไม่ยอมเรียน พยายาม
ทำ� คะแนนให้ดีกวา่ นีส้ ’ิ ” และเช่ือว่า “คนทผ่ี ิดก็คือตัวเอง”
แต่จุดเร่ิมต้นของเรา คือ “ความผิดไม่ได้อยู่ที่เด็ก” ถ้าเราค้นพบศักยภาพที่อยู่ภายใน
ตัวเด็กแต่ละคน และให้เขาได้เรียนรู้สิ่งท่ี “พอเหมาะพอดี” กับตัวเขา เขาก็จะมีพัฒนาการ
ท่ีก้าวหน้าจนตัวเขาเอง รวมทั้งพ่อแม่และครูคิดไม่ถึง เขาจะเกิดความมั่นใจในตนเองว่า
“ตัวเขาเองมีความสามารถมากขนาดนี้” ส่ิงนี้เองคือวิธีเรียนรู้ของระบบการเรียนแบบ
คุมอง ดังน้ันเราจึงต้องปรับปรุงแบบฝึกหัด พัฒนาการสอนให้ดีขึ้น เราต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง
ตลอดเวลา
ความแตกต่า่ งระหว่า่ ง Instructor คุุมองและครููในโรงเรีียน
ตอนนี้ผมก�ำลังเขียนหนังสือเรื่อง “ความผิดไม่ได้อยู่ที่เด็ก” เพื่อจัดพิมพ์ในเดือนตุลาคม
โดยส�ำนักพิมพ์คุมอง คิดว่าหลายคนคงจ�ำได้ว่าชื่อหนังสือเล่มนี้เหมือนกับหนังสือเล่มที่เคย
พิมพ์เมื่อปี 1979 ซึ่งผมเขียนร่วมกับคุณครูฮิโรโกะ คุราโมโตะ (ศูนย์คุมองทาการะคิตะ
โตเกียว) การที่ผมใช้ชื่อเดิมอีกคร้ัง เพื่อยืนยันว่า “เด็กบางคนพัฒนาก้าวไปข้างหน้าได้อย่าง
ยากลำ� บาก นนั่ ไมใ่ ชค่ วามผดิ ของเขา แตเ่ ปน็ ปญั หาของเราซึง่ เปน็ ผสู้ อนตา่ งหาก เราไมส่ ามารถ
ใหส้ ิ่งที่ ‘พอเหมาะพอดี’ กับเขาได้ ทำ� ให้เขาไม่สามารถกา้ วไปขา้ งหนา้ ได”้
146
หลกั การของระบบการเรียนแบบคุมอง
ตอนที่หนังสือเล่มน้ีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1979 Instructor ท่านหนึ่งที่เมืองวากายามะ
ได้มอบหนังสือเล่มนี้ให้แก่ครูในโรงเรียนท่านหนึ่ง เมื่อเห็นชื่อหนังสือครูท่านน้ัน
ก็กล่าวว่า “ถ้าความผิดไม่ได้อยู่ที่เด็ก ความผิดก็อยู่ที่ครูอย่างพวกเราอย่างน้ันสิ” นับว่าเป็น
เร่ืองดที ่ยี งั มคี รูทค่ี ิดไดเ้ ช่นน้ัน
มคี รใู นโรงเรยี นจำ� นวนไมน่ อ้ ยทต่ี ลอดชวี ติ ของเขาไมร่ เู้ ลยวา่ “ความผดิ ไมไ่ ดอ้ ยทู่ น่ี กั เรยี น”
ส�ำหรับโรงเรียนที่ทุกคนเรียนเหมือนกันหมดนั้น เป็นเรื่องยากที่จะท�ำความเข้าใจ
เร่อื งน้ี เพราะไมส่ ามารถใหส้ งิ่ ท่ี “พอเหมาะพอด”ี แก่นักเรียนแต่ละคนเปน็ รายบคุ คลได้
ดังที่ผมได้กล่าวไว้ในลักษณะพิเศษของระบบการเรียนแบบคุมองข้อ <10> “ความผิด
ไม่ได้อยู่ท่ีเด็ก” ว่า Instructor คุมองซ่ึงพยายามค้นหาส่ิงที่ “พอเหมาะพอดี” กับเด็ก
แต่ละคนน้ัน “เม่ือเปิดศูนย์ไปคร่ึงปีก็จะรู้ว่าความผิดไม่ได้อยู่ท่ีเด็ก” แม้ในลักษณะพิเศษ
ของระบบการเรยี นแบบคมุ องจะเขยี นไวว้ า่ “ครง่ึ ป”ี แตถ่ า้ เราสอนอยา่ งจรงิ จงั เพยี งเดอื นเดยี ว
Instructor ส่วนมากก็จะตระหนักถึงเร่อื งน้ีแล้ว เพราะเราได้สัมผัสถึงความเปล่ยี นแปลง และ
ประกายระยบิ ระยบั ซ่ึงเปล่งออกมาจากเดก็ แต่ละคนท่ีได้เรียนรู้อย่าง “พอเหมาะพอด”ี
ยิ่งไปกว่าน้ัน ผมยังอยากให้เราก้าวไปอีกก้าวหนึ่ง เพื่อให้สามารถกล่าวได้ว่า “ความผิด
ไม่ได้อยู่ที่แม่ของเด็กด้วย” เราไม่ควรคิดว่า “เราพยายามสอนอย่างเต็มที่แล้ว แต่แม่ของเด็ก
ไม่ฟังสิ่งที่เราพูดเลย ไม่ยอมท�ำตามด้วย เพราะแม่เด็กคนน้ันไม่ดี เด็กคนน้ันถึงไม่พัฒนา
ไปอยา่ งทคี่ ดิ ” เราควรคดิ ทบทวนวา่ การอธบิ าย หรอื การยกตวั อยา่ งของเราไมเ่ พยี งพอหรอื เปลา่
นอกจากน้ีการรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน และการเย่ียมชมศูนย์อ่ืนๆ จะท�ำให้เราพัฒนา
ความสามารถในการสอนให้ดีข้ึน สามารถท�ำให้แม่ของนักเรียนเข้าใจระบบการเรียนแบบ
คมุ อง และให้ความรว่ มมอื กบั การเรียนที่บา้ นของนกั เรยี นด้วย
<ลัักษณะพิิเศษ> ของนัักเรีียนโครงการพิเิ ศษ
การทเี่ ราจะเชือ่ มนั่ วา่ “ความผดิ ไมไ่ ดอ้ ยทู่ เี่ ดก็ ” เราต้องสามารถให้สง่ิ ที่ “พอเหมาะพอด”ี
ส�ำหรับเด็กอยู่เสมอ และสร้างให้เขามีก�ำลังในการเรียนรู้ที่มั่นคง พร้อมกับก้าวไปข้างหน้า
อยา่ งสนกุ สนาน เพอื่ ใหส้ งิ่ นเ้ี ปน็ จรงิ ขน้ึ มา ผมจงึ เสนอใหม้ นี กั เรยี นโครงการพเิ ศษขน้ึ Instructor
หลายท่านได้เริ่มโครงการนี้ในศูนย์แล้ว และผมก็ได้รับรายงานมากมาย ผมได้สรุป <ลักษณะ
พิเศษ> ของนกั เรยี นโครงการพเิ ศษไวจ้ ากรายงานจำ� นวนมากเหลา่ นัน้ ดังต่อไปนี้
147