The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จักสาน ฉบับสมบูรณ์ ส่ง วชช.ตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by web takcc, 2023-07-03 00:12:19

จักสาน ฉบับสมบูรณ์

จักสาน ฉบับสมบูรณ์ ส่ง วชช.ตาก

ก รายงานการวิจัย “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอ าเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” Development of creative bamboo basketry handicrafts based on local wisdom to create added value for communities in Mueang Tak District, Tak. โดย นางกรรณิการ์ บุญยัง นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทรและคณะ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากส านักงานการวิจัยแห่งชาติประจ าปีงบประมาณ 2565 พ.ศ. 2566


ก รายงานการวิจัย “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอ าเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” Development of creative bamboo basketry handicrafts based on local wisdom to create added value for communities in Mueang Tak District, Tak. โดย นางกรรณิการ์ บุญยัง นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทรและคณะ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากส านักงานการวิจัยแห่งชาติประจ าปีงบประมาณ 2565 พ.ศ. 2566


ก กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกันของ ผู้เกี่ยวข้องได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจําปีงบประมาณ 2565 ขอขอบคุณ ทีมผู้ประสานงานกลไกเหนือ นําโดย รศ.ดร.จิราพร กุลสาริน ที่กรุณากระตุ้นแนวคิดในการ ดําเนินงานวิจัย ขอขอบคุณนางสาวธัญญาภักดิ์ ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ที่กรุณาให้คําปรึกษา ร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ ขอขอบคุณอุตสาหกรรมจังหวัดตาก เกษตรอําเภอเมืองตาก สํานักจัดการทรัพยากร ปุาไม้ที่ 4 (ตาก) สถานีเพาะชํากล้าไม้ตาก พัฒนาชุมชนอําเภอเมืองตาก และชุมชนประดาง อําเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ที่ให้โอกาสชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีวัตถุดิบในท้องถิ่น รวมถึงขอขอบคุณ นายอารักษ์ อนุชปรีดา ผู้อํานวยการวิทยาลัยชุมชนตาก ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรในสังกัดได้ทํางานวิจัยอย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้ง ยังได้รับคําปรึกษาจาก ดร.เปรมจิต มอร์ซิง ที่ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ในการทํางานวิจัย สามารถรวบรวมข้อมูล และสรุปข้อมูลได้อย่างราบรื่น ซึ่งการวิจัยครั้งนี้สําเร็จลุล่วงด้วยดีจากการได้รับความร่วมมือร่วมใจจากกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นําชุมชนกลุ่มต่างๆ ภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ ที่ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะผู้วิจัยขอขอบคุณบุคคลและหน่วยงานที่ได้กล่าวมา ณ โอกาสนี้ คณะผู้วิจัย เมษายน 2566


ข แบบสรุปผู้บริหาร [Executive Summary] 1. รายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานวิจัย / โครงการวิจัย 1.1 ชื่อเรื่อง การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก Development of creative bamboo basketry handicrafts based on local wisdom to create added value for communities in Mueang Tak District, Tak. 1.2 ชื่อคณะผู้วิจัย 1.2.1 ชื่อ-สกุล นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร หน่วยงานที่สังกัด วิทยาลัยชุมชนตาก หมายเลขโทรศัพท์ 08 8280 2653 โทรสาร 055 897064 E-mail : [email protected] 1.2.2 ชื่อ-สกุล นางกรรณิการ์ บุญยัง หน่วยงานที่สังกัด วิทยาลัยชุมชนตาก หมายเลขโทรศัพท์ 08 6926 9733 โทรสาร 055 897064 E-mail : [email protected] 1.2.3 ชื่อ-สกุล นางเปรมจิต มอร์ซิง หน่วยงานที่สังกัด วิทยาลัยชุมชนตาก หมายเลขโทรศัพท์ 083 574 4011 โทรสาร 055 897064 E-mail : [email protected] 1.3 งบประมาณและระยะเวลาท าวิจัย ได้รับงบประมาณ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 งบประมาณที่ได้รับ 300,000 บาท ระยะเวลาทําวิจัย ตั้งแต่ เมษายน 2565 ถึง เมษายน 2566 2. สรุปโครงการวิจัย เขียนภาพรวมโครงการในลักษณะย่อและกะทัดรัดที่สามารถใช้ในการเผยแพร่ผลงานวิจัยได้ โดยแสดงถึงความสําคัญและที่มาของปัญหาในการวิจัย สรุปวัตถุประสงค์ของการวิจัยและระเบียบวิธีการวิจัย ผลการวิจัย คุณสมบัติ/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ได้รับ กลุ่มเปูาหมายและประโยชน์ที่ได้รับจาก โครงการ การนําไปใช้ประโยชน์ และข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย (ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอแนะ เชิงวิชาการ ข้อเสนอแนะในการนําไปใช้ประโยชน์)


ค 2.1 ความส าคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย พื้นที่ตําบลน้ํารึม ตลุกกลางทุ่ง โปุงแดง และวังประจบ อําเภอเมืองตากเป็นพื้นที่ผลิตงานหัตถกรรมจักสาน ไม้ไผ่ส่งขายทั่วประเทศ แต่ในพื้นที่กลับมีไม้ไผ่ไม่เพียงพอ ด้วยอดีตคนในพื้นที่ไม่เห็นคุณค่าไม้ไผ่ตัดแต่ไม่ปลูก ทดแทน จึงต้องซื้อไม้ไผ่นอกพื้นที่อีกทั้งชุมชนขาดการรวมกลุ่ม ผลิตงานจักสานไม้ไผ่ในรูปแบบเดิม ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงแต่ขายได้ราคาถูก ดังนั้นเพื่อเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน และให้ ภูมิปัญญางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนยังคงอยู่จึงได้จัดทํางานวิจัย “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” ขึ้น 2.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอําเภอเมืองตาก 2) เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ 3) เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 2.2 ระเบียบวิธีวิจัย รูปแบบการวิจัย ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์ และพูดคุยแบบเป็นทางการ และ ไม่เป็น ทางการ การสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม โดยผู้ศึกษาใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) เป็นเครื่องมือในการศึกษาและพัฒนางานหัตถกรรมจักสาน เน้นกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ใช้วิธีการคัดเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อหากลุ่มเปูาหมายที่สนใจเข้าร่วมงานวิจัย จํานวน 60 คน และ ใช้วิธีการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบบังเอิญ เพื่อศึกษาความต้องการงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของผู้บริโภค จํานวน 80 คนสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา


ง ผลการวิจัย 1. การศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอ าเภอ เมืองตาก 1) การศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอําเภอ เมืองตาก พบว่า ตําบลน้ํารึม ตลุกกลางทุ่ง โปุงแดง และวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นแหล่งผลิต งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดตาก ส่งสินค้าจําหน่ายไปยังพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น โคราช กาญจนบุรี ชุมพร และพังงา แต่ในพื้นที่กลับมีไม้ไผ่ไม่เพียงพอต่องานจักสาน ด้วยในอดีตชนไม่เห็น คุณค่าของไม้ไผ่ ตัดแต่ไม่ปลูกทดแทน รวมทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป เกิดภัยแล้งในพื้นที่ บางพื้นที่ไม่สามารถ ปลูกไม้ไผ่ได้ เช่น ตําบลน้ํารึม ตําบลตลุกกลางทุ่ง บางพื้นที่ปลูกได้แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น ตําบล โปุงแดง ตําบลวังประจบ ชุมชนจึงต้องไปซื้อไม้ไผ่จากจังหวัดใกล้เคียง ทําให้มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น แต่ขาย งานจักสานไม้ไผ่ได้ราคาถูก เนื่องจากขาดการรวมกลุ่ม จักสานในรูปแบบเดิม และไม่ผ่านกระบวนการอบและ ทาแลคเกอร์ ด้วยขาดทักษะ วัสดุอุปกรณ์ในการอบ พ่อค้าคนกลางจึงรับซื้อในราคาที่ถูกเพื่อไปดําเนินการอบ ก่อนจําหน่าย รวมทั้งส่วนใหญ่ผู้ผลิตงานจักสานฯ เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ มักจะผลิตในแบบที่ตนเองถนัด คิดว่า จักสานในรูปแบบเดิมก็ยังขายได้ และขาดความมั่นใจว่าถ้าผลิตแบบใหม่จะมีตลาดรองรับหรือไม่ จึงไม่คิด พัฒนารูปแบบงานจักสานไม่ไผ่ของตน จากเหตุข้างต้นทําให้ชุมชนผู้ผลิตไม่สามารถกําหนดราคาเองได้ ทําให้ ช่วงวัยแรงงานจึงออกไปหาอาชีพอื่นนอกพื้นที่ ซึ่งในอนาคตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่อาจสูญหายไป หากเยาวชนไม่เห็นคุณค่า 2) จากการศึกษาและประชุมระดมความคิดเห็นสรุปความต้องการพัฒนางานหัตถกรรมจักสาน ไม้ไผ่ในพื้นที่อําเภอเมืองตาก สามารถสรุปได้ 4 ประเด็น ดังนี้1. ต้องการแหล่งไม้ไผ่หรือซื้อไม้ไผ่ในราคาถูก 2. ต้องการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่จากลวดลายที่ตนถนัด ได้แก่ ลายดอกพิกุล กระด้ง กะแตง กระแท ชะลอม ลายขัด ลายหกเหลี่ยม และลายสานแบบดั้งเดิม ใช้เวลาในการจักสานไม่นานประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถจําหน่ายได้ 3. ผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่แล้วมีตลาดรองรับ 4. ขายสินค้าได้ราคาที่สูงขึ้น ราคาขั้นต่ําประมาณ 50 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ลวดลาย ขนาด และจํานวนเนื้อไม้ที่ใช้ในการจักสาน 2. เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ ทีมวิจัยดําเนินการ 5ขั้นตอน ดังนี้ 1. สร้างการรับรู้ โดยการร่วมประชุมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2.ลงพื้นที่ทาบทามเชิญชวน 3.ประชุมสร้างความเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพชุมชนด้วยกระบวนการ CBR และหาภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมดําเนินงาน 4. แบ่งบทบาทหน้าที่การทํางาน และลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล 5.ประชุมสรุปวิเคราะห์ปัญหา


จ และหาแนวทางแก้ไข ทําให้เกิดภาคีเครือข่ายภายในชุมชน ภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ปัญหางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของพื้นที่ ซึ่งการสร้าง ภาคีเครือข่าย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ภาคีเครือข่าย ดังนี้ 1. ภาคีเครือข่ายภายในชุมชนเพื่อร่วมดําเนินงานวิจัย สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบงานจักสานเชิงสร้างสรรค์ และแก้ปัญหางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ของพื้นที่ ซึ่งการสร้างภาคีเครือข่ายฯ สามารถแบ่งออกได้เป็น 1.1) ด้านงานวิจัย แบ่งออกเป็น (1) ร่วมเป็น ทีมงานวิจัยชุมชน ดําเนินการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ประสานภาคีเครือข่ายภายในชุมชน (2) ผู้ให้ข้อมูลด้านงาน จักสานไม้ไผ่ และร่วมกิจกรรมโครงการงานวิจัย 2. ภาคีเครือข่ายภายนอกชุมชน ประกอบด้วย 2.1) ด้านวิชาการ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แม่นยําของแบบสอบถาม และร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านงานวิจัย 2.2) ด้านการพัฒนาและ ออกแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ และเข้ามาให้ความรู้กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของชุมชน 2.3) ด้านมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ 2.4) ด้านการจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่ม 2.5) ด้านการปลูกไม้ไผ่ในพื้นที่ 2.6) แหล่งจําหน่ายไม้ไผ่ราคาถูก 2.7) ด้านต้นกล้าพันธุ์ไม้ไผ่ในการปลูก 2.8) ด้านการตลาด จากการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมดําเนินงานวิจัย โดยมีคนในชุมชนร่วมเป็นทีมงานวิจัย และร่วมดําเนินงาน กลุ่มวิสาหกิจจักสานไม้ไผ่ชุมชน ส่งผลให้กลุ่มวิสาหกิจฯ มีทีมหรือบุคคลที่จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้ง ภาครัฐ และภาคเอกชน ที่จะช่วยสนับสนุน ส่งเสริมศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการทํางานของกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนฯ ซึ่งจะทําให้สามารถดําเนินการต่อไปได้เมื่อสิ้นสุดโครงการ 3. เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทีมวิจัยได้ดําเนินงาน 7 กิจกรรม ดังนี้ 1. ศึกษาความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่จากผู้บริโภค จํานวน 80 คน พบว่า ผู้บริโภค ส่วนใหญ่ต้องการผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ในรูปแบบตะกร้า ราคาต่อชิ้นอยู่ระหว่าง 50-150 บาท โดยจะเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์จักสานสําหรับใช้ในครัวเรือนมากที่สุด วัตถุประสงค์ที่จะเลือกซื้อเพราะนํามาใช้เอง เหตุผลที่ทําการ เลือกซื้อมากที่สุด คือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์/ทนทาน, ราคาเหมาะสมกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ และรูปแบบรูปทรง น่าสนใจ จุดเด่นผลิตภัณฑ์ จักสานที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด คือ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ สถานที่ สะดวกที่สุดสําหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ คือ งานแสดงสินค้า OTOP โปรโมชั่นที่เป็น แรงจูงใจทําให้เกิดความต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ คือ บริการส่งสินค้าฟรี ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จักสานของผู้บริโภคมากที่สุด คือ ตัวของผู้บริโภคเอง นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้สอบถามไปยัง กลุ่ม OTOP ทําให้ทราบว่าความต้องการงานจักสานไม้ไผ่ มีความต้องการมากที่สุด คือ ตะกร้า โดยช่วงระยะเวลา ที่ต้องการใช้มากที่สุด อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – เมษายนของทุกปี นอกจากนี้ตะกร้าไม้ไผ่ยังนําไปใช้ ในเทศกาลต่างๆ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา งานขึ้นธาตุเดือนเก้า ตักบาตรเทโว


ฉ 2. การให้ความรู้ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของชุมชน โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ค้นพบปัญหา 2) เตรียมการและรวบรวมข้อมูล 3) วิเคราะห์ 4) ฟูมฟักความคิด 5) ความคิด กระจ่างชัด 6) ทดสอบความคิด ทําให้ชุมชนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานจักสานไม้ไผ่จากเดิมของตน เป็นรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ตะกร้าใส่ของทั่วไป แบบหูหิ้ว พับได้ ตะกร้าใส่แก้วน้ําหรือขวดไวน์ แบบหูหิ้วพับได้ สะดวกต่อการใช้งาน ตะกร้ามีฝาปิด ตะกร้าใส่เครื่องปรุง ตะกร้าใส่ของฝากของที่ระลึก และตะกร้าจัดชุดอาหารว่าง เป็นต้น 3. หารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสรรค์ ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ศักยภาพ และ ความต้องการของชุมชน โดยชุมชนต้องการรูปแบบงานจักสานที่ใช้เวลาในการทําเพียง 2-3 วัน ลวดลายที่ตนถนัด จึงได้เสนอให้นําลายชะลอม ดอกพิกุล ลายขัด ขึ้นมาทําเป็นรูปแบบตะกร้ามีฝาปิด หูหิ้วสามารถพับได้ ชุดอาหารว่าง ที่ใส่แก้วน้ํา กระเป๋าขนาดเล็ก หรือตะกร้าใส่ของฝาก รูปทรงตะกร้าให้มีความหลากหลายทั้งทรงสี่เหลี่ยม ทรงกลม และทรงหกเหลี่ยม โดยให้ปราชญ์ชุมชน นางน้อย มิ่งทองโต เป็นผู้ทําผลิตภัณฑ์ต้นแบบก่อนนําไปอบรมขยายผล ให้กับคนในกลุ่มเปูาหมาย 4. การอบรมให้ความรู้การเข้ารับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และการทําตู้อบรมควันที่ ได้มาตรฐาน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชรสร้าง เพื่อลดปัญหามอด แมลง และการเสียของชิ้นงานจาก การถูกไฟไหม้ และใช้เวลาการอบ จาก 2 วันเหลือเพียง 6 ชั่วโมง ลดค่าใช้จ่ายของเชื้อเพลิงในกระบวนการอบ 5. อบรมขยายผลการทําผลิตภัณฑ์งานจักสานเชิงสร้างสรรค์ โดยปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ให้ความรู้ นําไปขยายผลยังกลุ่มจักสานในพื้นที่ 6. อบรมให้ความรู้การบริหารจัดการกลุ่ม และจัดตั้งกลุ่มงานจักสานไม้ไผ่ชุมชนบ้านสะแกเครือ 7. การพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่าย จากการดําเนินงานข้างต้นสรุปได้ว่า การดําเนินงานกิจกรรมทั้ง 7 กิจกรรม โดยผู้วิจัยมีความ มุ่งหวังที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลุ่มเปูาหมาย ในด้านความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ ใหม่ ๆ และเกิดการรวมกลุ่มการทําจักสานไม้ไผ่ ซึ่งกลุ่มเปูาหมายที่ร่วมดําเนินโครงการวิจัยฯ ได้แก่ กลุ่มคนทํางานจักสานไม้ไผ่ที่สมัครใจ ตําบลวังประจบ ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลน้ํารึม และตําบลโปุงแดง อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ทําให้เกิดการรวมกลุ่มและจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่ เกิดอํานาจ ต่อรองทั้งการซื้อวัตถุดิบและการจําหน่าย ทําให้ชุมชนเกิดความสามัคคี เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชน ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับผลประโยชน์ เปลี่ยนแนวคิด เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานจักสาน ไม้ไผ่ของชุมชนที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เกิดการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐเข้ามา


ช หนุนเสริมศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่ม เพิ่มช่องทางการจัดจําหน่ายมากขึ้นทําให้ชุมชนสามารถ ขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น ลดปริมาณไม้ไผ่ในการผลิตภัณฑ์ ข้อเสนอแนะ 1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับกรมปุาไม้ สามารถนําเอางานวิจัยไปต่อยอดเพื่อพัฒนาการปลูก ไม้ไผ่ในพื้นที่เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่าย บูรณาการอย่างมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการปลูกไม้ไผ่ ในพื้นที่อย่างจริงจังเพื่อพัฒนาอาชีพให้กับคนในชุมชน 3. หน่วยงานการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี สามารถนํางานวิจัยนี้ไปต่อยอดด้านการ ทําเครื่องจักตอก เพื่อส่งเสริมให้งานจักสานไม้ไผ่มีคุณภาพ ร่นระยะเวลาการผลิต 4. หน่วยงานการศึกษาสามารถนําไปจัดทําหลักสูตรการพัฒนางานจักสานเชิงสร้างสรรค์ตามบริบท ของแต่ละพื้นที่ เป็นการกระตุ้นส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้นํางานจักสานต่อยอดสร้างสรรค์ได้ 5. งานจักสานไม้ไผ่ส่วนใหญ่ผลิตโดยผู้สูงอายุ จําเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงคุณค่า ความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นตนเอง เพื่ออนุรักษ์ให้งานจักสานไม้ไผ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ต่อไป 6. ควรพัฒนากลุ่มผู้ปลูกไม้ไผ่ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการดูแล บํารุง รักษาตามชนิดของไม้ไผ่ที่ใช้งาน จักสาน เพื่อให้มีไม้ไผ่ในพื้นที่ได้ตลอดปี


ซ บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ของชุมชนอําเภอเมืองตาก2) สร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ และ 3) พัฒนา รูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม วิธีดําเนินงานวิจัยใช้การวิจัย เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์ พูดคุยแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การสนทนากลุ่ม การสังเกตการณ์โดยผู้ศึกษาใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) เป็นเครื่องมือ เน้นกระบวนการพัฒนาแบบ มีส่วนร่วม ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อหากลุ่มเปูาหมายมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกิจกรรมงานวิจัย จํานวน 60 คน และ ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เพื่อศึกษาความต้องการงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของ ผู้บริโภค จํานวน 80 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย สรุปตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 1) การศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่ของชุมชน อําเภอเมืองตาก พบว่า ตําบลน้ํารึม ตลุกกลางทุ่ง โปุงแดง และวังประจบ เป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ที่มี ชื่อเสียงในจังหวัดตาก ส่งสินค้าจําหน่ายไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศไทยแต่ในพื้นที่กลับมีไม้ไผ่ไม่เพียงพอ ด้วยในอดีต ชุมชนไม่เห็นคุณค่าของไม้ไผ่ รวมทั้งปัจจุบันเกิดภัยแล้งในพื้นที่ บางพื้นที่ไม่สามารถปลูกไม้ไผ่ได้ บางพื้นที่ปลูกได้แต่ ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องไปซื้อไม้ไผ่จากจังหวัดใกล้เคียง ทําให้มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น แต่ขายสินค้าได้ ราคาถูก เนื่องจากขาดการรวมกลุ่ม จักสานในรูปแบบเดิม และไม่ได้มาตรฐาน ทําให้ชุมชนผู้ผลิตไม่สามารถกําหนด ราคาเองได้ ชุมชนต้องการพัฒนางานจักสานไม้ไผ่จากลวดลายที่ตนถนัดใช้เวลาในการจักสานไม่นานประมาณ 2-3วัน มีตลาดรองรับ ขายสินค้าได้ราคาที่สูงขึ้น และต้องการแหล่งไม้ไผ่ราคาถูก 2) การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางาน หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ พบว่า เกิดจากการสร้างการรับรู้ โดยลงพื้นที่เชิญชวน ประชุมสร้างความเข้าใจ พัฒนาศักยภาพชุมชนด้วยกระบวนการ CBR หาภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมดําเนินงาน แบ่งบทบาทหน้าที่การทํางาน ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล ประชุมสรุปวิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางแก้ไข ทําให้เกิดภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาและแก้ปัญหางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของพื้นที่ แบ่งออกได้เป็น (1) ภาคีเครือข่ายภายใน เพื่อร่วม ดําเนินงานวิจัย พัฒนารูปแบบงานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ และร่วมแก้ปัญหางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของพื้นที่ (2) ภาคีเครือข่ายภายนอกเพื่อร่วมให้ความรู้พัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ให้มีคุณภาพ ตรงกับความ ต้องการของผู้บริโภค พัฒนาศักยภาพกลุ่ม และการตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจําหน่าย (3) พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยการให้ความรู้และ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ทําให้ชุมชนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ที่เกิดจากความคิดของ ชุมชน ลดปริมาณการใช้ไม้ไผ่ และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้กลุ่มได้รับ การช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ค าส าคัญ : การพัฒนา, งานหัตถกรรมไม้ไผ่, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, การสร้างมูลค่าเพิ่ม


ฌ Abstract This research aims to1) To study the conditions and needs for the development of bamboo weaving handicrafts of communities in Muang Tak District. 2) To build a network of alliances to jointly develop quality bamboo weaving handicrafts and 3) To develop creative bamboo wicker handicraft product models to create added value. The research method used quantitative and qualitative research. Formal and informal hello. Groups are welcome to do so by using the Community Questionnaire (CBR) process. This article outlines a participatory process. using a purposive sampling method To find a target group, there are 60 people who are interested in participating in research activities and using a random sampling method. To study the needs of bamboo weaving handicrafts of 80 consumers. Statistics used in data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation and content analysis. The results of the research can be summarized according to the objectives as follows : 1) A study of conditions and needs for handicraft development Bamboo weaving of Muang Tak district community found that Nam Ruum, Taluk Klang Thung, Pong Daeng and Wang Praprab sub-districts It is a well-known bamboo weaving handicraft production site in Tak Province. Send products to sell to various areas throughout Thailand. But in the area there is not enough bamboo. In the past, the community did not see the value of bamboo. including the current drought in the area Some areas cannot grow bamboo. Some areas can grow but not enough to meet the demand. therefore had to buy bamboo from nearby provinces resulting in higher production costs But selling products at a cheap price due to lack of integration Woven in the original style and not standard making the producer community unable to set their own prices The community wants to develop bamboo weaving work from the pattern they are good at. It takes about 2-3 days to weave. There is a market to support the sale of products at a higher price. and need a cheap source of bamboo. 2) Creating a network of alliances to jointly develop quality bamboo weaving handicrafts. It was found that arising from creating awareness by going to the inviting area understanding meeting Develop community potential through the CBR process. Find relevant network partners to work together. division of work roles Visit the data collection area Meeting to summarize the problem analysis and find solutions


ญ resulting in a network of partners to participate in the development and solution of bamboo weaving handicraft problems of the area Can be divided into (1) Internal network partners to jointly carry out research Development of creative bamboo weaving and jointly solve the problem of bamboo weaving handicrafts in the area (2) external network partners To share knowledge and develop creative bamboo weaving handicrafts to have quality meets the needs of consumers develop group potential and marketing to increase distribution channels. 3) Develop creative bamboo weaving handicrafts to create added value. From developing community products by educating and stimulating creativity. enable the community to develop creative bamboo weaving products born from the community's ideas reduce the amount of bamboo used and generate more income In addition, a community enterprise group was established to allow the group to receive more help and support from relevant government agencies. Key words : Development, Bamboo handicraft, Local wisdom, Adding value


ฎ สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ ก แบบสรุปผู้บริหาร ข บทคัดย่อ ภาษาไทย ซ Abstract ฌ สารบัญเรื่อง ฎ สารบัญตาราง ฐ สารบัญภาพ ฑ บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ความสําคัญ และที่มาของปัญหาที่ทําการวิจัย 1 1.2 ปัญหา/โจทย์การวิจัย 2 1.3 วัตถุประสงค์การวิจัย 3 1.4 นิยามศัพท์ปฏิบัติการ 3 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 2.1 งานหัตถกรรมจักสาน 5 2.2 กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6 2.3 แนวคิดทฤษฏีการมีส่วนร่วม 8 2.4 กระบวนการ AIC 12 2.5 แนวคิดการทําการตลาดรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ 14 2.6 แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 17 2.7 แนวคิดเศรษฐกิจฐานราก 17 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 18 2.9 กรอบแนวความคิดของการวิจัย 20 บทที่ 3 ระเบียบวิธีด าเนินการวิจัย 21 3.1 ระเบียบวิธีวิจัย 21 3.2 ขอบเขตการศึกษา 21 3.3 ประชากรหรือกลุ่มเปูาหมาย 21 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 22


ฏ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า 3.5 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 23 3.6 แผนการดําเนินงานตลอดโครงการวิจัย 23 3.7 กรอบปฏิบัติการในการดําเนินการวิจัย 36 บทที่ 4 ผลการวิจัย 37 4.1 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 37 4.2 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 48 4.3 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 52 4.4 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 57 4.5 ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 59 4.6 ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 83 4.7 ผลผลิต (Output) 86 4.8 ผลลัพธ์ (Outcome) 86 4.9 ผลกระทบ (Impact) 87 บทที่ 5 อภิปรายและวิจารณ์ผล 88 5.1 อภิปรายผลการวิจัย 88 5.2 วิจารณ์ผลการวิจัย 94 บทที่ 6 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 99 6.1 สรุปผลการวิจัย 99 6.2 ข้อเสนอแนะ 105 6.3 การนําไปใช้ประโยชน์ 105 บรรณานุกรม 107 ภาคผนวก 109 ภาคผนวก ก - แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 1 หน้ากระดาษ A4 111 - แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด 113 - แบบฟอร์มประเมินผลการวิจัยในการนําไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 115 ภาคผนวก ข เอกสารที่เกี่ยวข้อง 120 ภาคผนวก ค แบบสอบถามศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ 138


ฐ สารบัญ (ต่อ) ภาคผนวก ง ภาพผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ 143 ภาคผนวก จ ช่องทางจัดจําหน่าย 146 ภาคผนวก ฉ แผนธุรกิจชุมชน 147 หัวหน้าโครงการและคณะนักวิจัย 149


ฑ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงรูปแบบและราคาในการสร้างมูลค่าเพิ่ม 80


ฒ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 ประชุมเปิดตัวโครงการ ณ ที่ว่าการอําเภอเมืองตาก 24 2 กิจกรรมลงพื้นที่ทาบทามเชิญชวนบุคคลในพื้นที่เข้าร่วมทีมวิจัย 25 3 กิจกรรมประชุมปรับฐานคิด CBR และสร้างความเข้าใจในการดําเนินงานโครงการ 26 4 กิจกรรมอบรมวิธีการใช้เครื่องมืองานวิจัย 27 5 กิจกรรมลงพื้นที่ศึกษาสํารวจเก็บข้อมูล 27 6 กิจกรรม ประชุมทีมวิจัยชุมชนทบทวนผลการดําเนินงานที่ผ่านมา 28 7 การหารือกับภาคีเครือข่ายในด้านต่างๆ 29 8 การประชุมภาคีเครือข่ายร่วมกําหนดรูปแบบงานหัตถกรรมจักสาน 30 9 การหารือกับกลุ่มผู้นํา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 31 10 ประชุมหารือ เชิญชวน รวมกลุ่มสมาชิกในการพัฒนาฯ 31 11 การอบรมเชิงปฏิบัติการฯ 33 12 แผนที่แสดงพื้นที่กลุ่มตัวอย่าง อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก 37 13 แผนที่แสดงระยะทางของกลุ่มตัวอย่าง อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก 38 14 ลายหกเลี่ยม 73 15 ลายดั้งเดิม 73 16 ลายบังอร 74 17 ลายไทยเก้าดอก 74 18 ลายสาน 74 19 ลายดอกเดี่ยว 74 20 ลายไทยเต็มรูป 74 21 ลายกระด้งโบราณ 74 22 ลายไทยสี่ดอก 75 23 ลายขัดธรรมดา 75 24 ตัวอย่างงานจักสานจากแหล่งข้อมูลต่างๆ 75 25 งานจักสานหรับใส่แก้วน้ําหรือขวดไวน์ 76 26 กระเป๋าถือขนาดเล็ก 76 27 ตะกร้าที่มีหูหิ้วพับเก็บได้ 77 28 ชุดภาชนะใส่อาหารว่าง 77


ณ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 29 แสดงขั้นตอนการขอรับใบรับรองแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 79 30 แบบตู้อบเครื่องจักสานไม้ไผ่ 81 31 ตู้อบผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ที่ชุมชนได้รับ 81 32 แสดงโครงสร้างกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ 82 33 แสดงขั้นตอนการสร้างภาคีเครือข่าย 102


1 บทที่ 1 บทน า 1. ความส าคัญ และที่มาของปัญหาที่ท าการวิจัย เครื่องจักสานเป็นงานหัตถกรรมเก่าแก่อย่างหนึ่งที่มนุษย์ทําขึ้นใช้ทั่วโลก เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ โดยใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น กรรมวิธีในการทําเครื่องจักสาน เริ่มจากการใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีลักษณะ เป็นเถา เป็นเส้น เช่น เถาวัลย์ หวาย กระจูด กก มาสอดขัดกันเป็นแผ่นอย่างง่ายๆ แล้วพัฒนาเป็นภาชนะหรือ เครื่องใช้ ที่มีประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการ พร้อมกับพัฒนารูปทรง ลวดลายให้มีความละเอียดประณีต งดงาม ก่อนที่มนุษย์จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ ที่ผลิตด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่สมัยใหม่เข้ามาแทนที่ การทํา เครื่องจักสานโดยทั่วไปจะมีกรรมวิธีในการทําและรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน รูปแบบของเครื่องจักสานก็จะเป็นไป ตามความนิยม ขนบประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งกลุ่มประเทศในแถบเอเชียเป็นแหล่งผลิต เครื่องจักสานที่สําคัญของโลก ทั้งนี้เพราะภูมิภาคนี้ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและประชากร ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ยังมิได้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ใช้เครื่องจักร โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและยังเป็นการเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้ เครื่องมือพื้นบ้าน นอกจากนี้การดํารงชีพของประชาชนในชนบท ยังดํารงชีวิตตามสภาพสังคมเกษตรกรรม ที่ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นเองจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น สิ่งที่นํามาทําเครื่องจักสานของไทยมีหลายชนิด แตกต่างกันไป เช่น ในภาคเหนือ มักทําเครื่องจักสานไม้ไผ่ โดยการนําไม้ไผ่มาจักเป็นตอก ขัดสานเป็นสิ่งต่างๆ แต่ในภาคใต้มักทําเครื่องจักสานจากต้นกระจูด ใบลําเจียก และย่านลิเภา เพราะเป็นวัสดุที่มีมากในภาคใต้ ส่วน ภาคกลางและภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนมากทําเครื่องจักสานไม้ไผ่มากกว่าอย่างอื่น วัสดุที่ นํามาทําเครื่องจักสานในประเทศไทย มีหลายชนิด ได้แก่ ไม้ไผ่ หวาย ใบตาล ใบมะพร้าว ใบจาก กระจูด ลําเจียก ย่าน ลิเภา ฯลฯ (https://souvenirbuu.wordpress.com วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565) ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลน้ํารึม ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นอีกหนึ่งชุมชนในภาคเหนือที่เป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของจังหวัดตาก ที่ยังคงดํารงชีวิตตาม สภาพสังคมเกษตรกรรม ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้เองจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น และนํางานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่เป็นอาชีพเสริมเลี้ยงคนในครอบครัว ช่วงที่ว่างเว้นจากการทําการเกษตร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาได้รับ การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แสดงให้เห็นถึงวิถีการดํารงชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ที่ผ่านจาก ประสบการณ์ ความชํานาญ ผ่านลวดลายการขัดสานแบบเรียบง่ายมาเป็นเครื่องมือใช้สอยในครัวเรือน เช่น ตะกร้า กระด้ง กระติ๊บใส่ข้าวเหนียว หวดนึ่งข้าว ชะลอม เป็นต้น ด้วยสมัยก่อนพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีไผ่บง ไผ่ซาง และไผ่มันหมู ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติตามหัวไร่ปลายนาและริมแม่น้ําลําคลองจํานวนมาก โดยชุมชนจะทําเครื่องจักสานจําหน่ายให้คนในชุมชน และขายให้กับชุมชนรอบข้าง ภายหลังงานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่ของจังหวัดตากเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยราคาที่ไม่แพงมากเกินไป และมีความแข็งแรง ทําให้งาน


2 หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เป็นที่ต้องการมากขึ้น ประกอบกับชุมชนเป็นเขตพื้นที่สังคมเมืองจึงมีผู้คนอพยพ ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เพิ่มขึ้น เกิดการแผ้วถางและไถกลบพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งไม้ไผ่ ใช้เป็นพื้นที่อยู่ อาศัยและทําการเกษตร ภายหลังประสบปัญหาภัยแล้งทําการเกษตรไม่ได้ผล แต่งานจักสานไม้ไผ่ยังมีความ ต้องการเพิ่มขึ้น คนในชุมชนจึงหวนกลับมาใช้ภูมิปัญญา จักสานไม้ไผ่มาเป็นอาชีพหลักทดแทนการทําเกษตร ทําให้จํานวนผู้ผลิตจักสานไม้ไผ่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้จํานวนไม้ไผ่ในพื้นที่ลดลงและหมดไปในที่สุด ด้วยชุมชน ตัดไม้ไผ่ในการทําจักสานแต่ไม่มีการปลูกทดแทน อีกทั้งไม้ไผ่ที่ตัดก็ไม่แตกขึ้นใหม่เนื่องจากสภาพพื้นที่แห้งแล้ง จึงต้องไปหาซื้อไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการทํางานจักสานจากพื้นที่อื่น เช่น จังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และ ลําปาง เป็นต้น นอกจากนี้ในการซื้อไม้ไผ่ชุมชนจะทําการซื้อเป็นรายย่อย ไม่มีการรวมกลุ่มหรือสร้างเครือข่าย ในการซื้อไม้ไผ่ ส่งผลให้ได้ไม้ไผ่ราคาสูงโดยซื้อราคาลําละ 120 บาท สามารถนํามาจักสานตะกร้าได้จํานวน 4 ใบ จําหน่ายราคาใบละ 60 บาท เมื่อคํานวณต้นทุนการผลิต ผู้ผลิตจะได้กําไรประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นของ รายได้ อีกทั้งการผลิตงานหัตถกรรมจักสานยังคงเป็นการผลิตรูปแบบเดิม ๆ และประสบปัญหาเชื้อราที่เกิด จากความชื้นในไม้ไผ่ มอดและแมลงกัดแทะผลิตภัณฑ์ ซึ่งชุมชนใช้วิธีการอบรมควันไม้ไผ่โดยเชื่อว่าจะสามารถ ปูองกันมอดและแมลงได้แต่รูปแบบเตาอบยังมีปัญหาอยู่มากจากการใช้วิถีภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ ผลิตภัณฑ์ไม่ได้คุณภาพ ขายได้ราคาถูก จากปัญหาต้นทุนในการผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ที่สูง แต่จําหน่ายได้ราคาถูก ทําให้รายได้ครัวเรือนตกต่ํา ประชากรวัยแรงงานต้องออกไปหางานทํานอกชุมชนเพื่อหา รายได้ช่วยเหลือคนในครอบครัว บางครัวเรือนเลิกผลิต หากไม่อนุรักษ์งานหัตถกรรมจักสานไว้ก็จะเลือนหายไป ในที่สุด ปัญหาหลัก คือ ไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัสดุหลักของงานหัตถกรรมจักสาน มีต้นทุนสูงซึ่งซื้อจากนอกพื้นที่ และ ขาดการรวมกลุ่มในการต่อรองราคาการซื้อขายสินค้า ผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานยังไม่ได้มาตรฐาน คือ มีเชื้อรา มอดและแมลงกัดแทะผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นถ้าหากออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตรงกับความ ต้องการของผู้บริโภคก็จะทําให้ยกระดับของงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มูลค่าเพิ่มขึ้น รวมทั้งการหาภาคี เครือข่ายร่วมพัฒนาองค์ความรู้ โดยนําเทคโนโลยีมาพัฒนางานหัตถกรรมจักสานให้มีคุณภาพ และสร้างช่องทาง การจําหน่ายให้ชุมชน เพื่อให้ภูมิปัญญางานหัตถกรรมจักสานของชุมชนคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และเป็นการ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน วิทยาลัยชุมชนตากซึ่งที่เป็นสถาบันการศึกษาที่ใกล้ชิดกับชุมชน มีหน้าที่ ในการพัฒนาองค์ความรู้ชุมชนจึงได้เข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนดําเนินการวิจัยเรื่อง “การพัฒนางานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” ขึ้น 2. ปัญหา/โจทย์การวิจัย แนวทางการหาภาคีร่วมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์ และช่องทาง การตลาดเพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับเศรษฐกิจในชุมชนได้อย่างไร


3 3. วัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอําเภอเมืองตาก 2) เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ 3) เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 4. งบประมาณที่ใช้ในการวิจัย งบประมาณที่ใช้ในการดําเนินโครงการ = 300,000 บาท 5. นิยามศัพท์ปฏิบัติการ 5.1 การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก หมายถึง การส่งเสริมเศรษฐกิจระดับชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถพึ่งพาตนเองได้ มุ่งยกระดับมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของ ประชาชนในชุมชน และนําไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ํา และความไม่เสมอภาค 5.2 หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์หมายถึง การสร้างสรรค์ รูปแบบของผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน ของชุมชน ตําบลน้ํารึม ตําบลโปุงแดง ตําบลตลุกกลางทุ่ง และตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก โดยใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก เพื่อให้ได้ผลงานที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิมที่มีอยู่ โดยใช้ไม้ไผ่น้อยลง 5.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเครือข่ายชุมชน หมายถึง การประสานงานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านงาน หัตถกรรมจักสานในชุมชนพื้นที่ ที่เอื้อต่อการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งสร้างภาคีเครือข่ายและพัฒนาองค์ความรู้สู่ชุมชน 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ มิติเชิงวิจัย 1) เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน หน่วยงานภาค และภาคเอกชนในการแก้ปัญหางานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่ในชุมชนอําเภอเมืองตาก 2) ชุมชนมีอํานาจต่อรองกลไกลทางการตลาด 3) ชุมชนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ในรูปแบบใหม่ ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค 4) เกิดการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบให้กับชุมชน ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจ เท่านั้น แต่เป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับชุมชนไปพร้อมกัน


4 มิติเชิงพัฒนา 1)ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนและตรงกับความ ต้องการของตลาด 2) ชุมชนได้รับการอบรมความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการออกแบบ 3) ชุมชนมีภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานเชิงสร้างสรรค์และช่องทางการจัดจําหน่าย สินค้า 4) เกิดการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาหัตถกรรมจักสานในชุมชน 5) ประชาชนในตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลน้ํารึม ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก มีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เสริมสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์บนฐาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเครือข่ายชุมชนคนเมืองตาก” ครั้งนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาแนวคิด เอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นพื้นฐานในการกําหนดกรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัยซึ่งประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. งานหัตถกรรมจักสาน 2. กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 3. แนวคิดทฤษฎีการมีส่วนร่วม 4. กระบวนการ AIC 5. แนวคิดการทําการตลาดรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ 6. แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research) 7. แนวคิดเศรษฐกิจฐานราก 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานหัตถกรรมจักสาน เป็นวิวัฒนาการของนักคิดในแต่ละยุคสมัย มีสิ่งที่น่าสนใจในเรื่องของการรู้จักประยุกต์ใช้ วัตถุดิบใกล้ตัวให้เป็นประโยชน์ เริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มนุษย์ถ้ํารู้จักคิดที่จะขูด ขีด ถ่ายทอด ประสบการณ์ในชีวิตลงบนผนังถ้ําอัลตามิราในประเทศสเปนและถ้ําลาสโคในประเทศฝรั่งเศส (Altamira & Lascaux) ด้วยสิ่งของที่หาง่ายใกล้ๆตัวทําให้นักโบราณคดีได้มองเห็นเรื่องราวความเป็นมา สิ่งที่สืบทอดมาเป็น ลําดับ ทําให้ทราบว่าแม้แต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงโลกปัจจุบันมนุษย์รู้จักที่จะนําศิลปะมาเกี่ยวข้องกับ บริบททางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนักคิดในยุคก่อนประวัติศาสตร์นี้ได้รู้จักสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุ ในท้องถิ่นที่หาได้ง่ายใกล้ๆตัว งานจักสานท้องถิ่นเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เป็นผลงานของชาวบ้านที่ทํารายได้ ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ก็ได้ใช้หลักคิดจากการหาวัสดุในท้องถิ่น ง่ายๆใกล้ๆตัว มาสร้างสรรค์เป็น ผลิตภัณฑ์แบบพอเพียงที่ทําให้ชาวบ้านมีเศรษฐกิจแบบเพียงพอ และในปัจจุบันสังคมไทยได้ตระหนักถึงความ จําเป็นในการหันมาพึ่งตนเองตามวิถีไทยโดยการน้อมนําแนวพระราชกระแสเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางการดําเนินชีวิตทั้งส่วนบุคคล ชุมชน และสังคมโดยรวม เพราะ โดยพื้นฐาน สังคมไทยมีต้นทุนทางสังคม (Social Capital) ที่มีคุณค่ามหาศาลอยู่ในตัวอยู่แล้วเพราะเป็น ประเทศเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหารและวัตถุดิบในท้องถิ่น ที่นํามาสร้างสรรค์เป็น ภูมิปัญญาสั่งสมมายาวนาน และมีการกระจายอยู่ทุกพื้นที่ในประเทศไทย (อารี สุทธิพันธุ์. 2528: 10-11; เอกวิทย์ ณ ถลาง. 2548: 118-119 ; พงษ์ ผาวิจิตร. 2547 : 19-20 ; จิระวดี วชิรานนท์. 2547 : 2)


6 2. กระบวนการคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากการคิดเป็นกระบวนการทางสมอง ทางความรู้สึกของแต่ละคน นักการศึกษา และ นักวิชาการได้อธิบายถึงกระบวนการคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้ สิริญากร สดแสงจันทร์ (2547, หน้า 13) กล่าวถึงทฤษฎีของทอแรนซ์ (Torrance, 1965, unpaged) ว่าการเรียนอย่างสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความรู้สึกไวหรือ ตระหนักต่อปัญญา ต่อ ความบกพร่อง ต่อช่องว่าง ต่อส่วนประกอบที่ขาดหายไป ต่อความไม่ประสมกลมกลืน และอื่นๆ ซึ่งทําให้เกิด การรวบรวมผสมผสานและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ใหม่จาก ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่เดิม เพื่อมองหา แนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นกระบวนการ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แบ่งออกเป็นขั้นๆ ดังนี้ ขั้นที่ 1 การพบความจริง (Fact Finding) ในขั้นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เกิดความรู้สึกกังวล มีความ สับสนวุ่นวาย(Mess) เกิดขึ้นในจิตใจ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอะไร จากจุดนี้ก็พยายาม ตั้งสติและหาข้อมูล พิจารณาดูว่าความยุ่งยาก วุ่นวาย สับสน หรือสิ่งที่ทําให้กังวลใจนั้นคืออะไร ขั้นที่ 2 การค้นพบปัญหา(Problem Finding) ขั้นนี้เกิดต่อจากขั้นที่1เมื่อได้พิจารณา โดย รอบคอบแล้วจึงเข้าใจและสรุปว่า ความกังวลใจ ความสับสนวุ่นวายใจนั้นก็คือการมีปัญหา เกิดขึ้นนั่นเอง ขั้นที่ 3 การตั้งสมมุติฐาน (Idea Finding) ขั้นนี้ต่อจากขั้นที่2เมือรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ก็พยายาม คิดและตั้งสมมุติฐานขึ้น เพื่อคาดหวังคําตอบที่อาจเป็นไปได้และรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อนําไปใช้ในการทดสอบ สมมุติฐานในขั้นต่อไป ขั้นที่ 4 การค้นพบคําตอบ (Solution Finding) ในขั้นนี้จะพบคําตอบจากการทดสอบ สมมุติฐานในขั้นที่ 3 ขั้นที่ 5 ยอมรับผลจากการค้นคว้า (Acceptance Finding) ขั้นนี้จะเป็นการยอมรับคําตอบที่ ได้จากการพิสูจน์แล้วว่าจะแก้ปัญหาได้สําเร็จอย่างไรและต่อจากจุดนี้การค้นพบจะ นําไปสู่หนทางที่จะทําให้ เกิดแนวคิดหรือสิ่งใหม่ต่อไปที่เรียกว่า New Challenge สุวิทย์ มูลคํา (2547, หน้า 23-24) ได้เสนอกระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ค้นพบปัญหา เป็นขั้นเริ่มต้นตั้งแต่รู้สึกกังวลใจ มีความสับสนเกิดขึ้นในใจพิจารณาอย่าง รอบคอบ ค้นหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ขั้นที่ 2 เตรียมการและรวบรวมข้อมูล ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและเตรียมข้อมูลต่างๆ ที่เป็น ข้อเท็จจริงของเรื่องที่ค้นพบปัญหาเพื่อใช้ในการคิดแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 วิเคราะห์ เมื่อได้ข้อมูลแล้วจะเป็นขั้นพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียด หาความสัมพันธ์ เชิงเหตุผล แยกแยะรายละเอียดแล้ววิเคราะห์ใช้เหตุผลในการพิจารณา ขั้นที่ 4 ฟูมฟักความคิด เป็นขั้นที่อยู่ในความวุ่นวายของข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาทั้งเก่า ใหม่ ปราศจากความเป็นระเบียบ ไม่สามารถขมวดความคิดได้ จึงจําเป็นต้องมีสมาธิ ให้ทาจิตใจ ว่างรอโอกาสให้ ความคิดแวบขึ้นมา


7 ขั้นที่ 5 ความคิดกระจ่างชัด เป็นขั้นตอนที่ได้ผ่านการเรียบเรียงความคิดเชื่อมโยง ความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน มีความกระจ่างชัดและมองเห็นภาพเกิดขึ้นในใจ ขั้นนี้ยังไม่ความเชื่อมั่นของสิ่งที่คิดได้ ขั้นที่ 6 ทดสอบความคิด เป็นขั้นที่นําความคิดที่ได้ที่ยังไม่มั่นใจไปพิสูจน์ให้เห็นจริงและถูกต้อง จากการศึกษากระบวนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความคิด รวบยอด ทางสติปัญญาซึ่งก่อให้เกิดการผสมผสานเชื่อมโยงระหว่างความรู้ใหม่และความรู้เก่าซึ่งเป็นกระบวนการในการ แก้ปัญหาจัดระบบความคิดให้กระจ่างชัดฟูมฟักความคิดวิเคราะห์ ข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อถ่ายทอด ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.1 ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ นักการศึกษาและนักวิชาการได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้ กรมวิชาการ (2546, หน้า 1) ได้ให้ความหมายว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ โดยมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น ทําให้เกิดความคิดใหม่ ต่อเนื่องกันไป และความคิดสร้างสรรค์นี้ประกอบด้วยความคล่องในการคิดความคิดยืดหยุ่นและความคิดที่เป็น ของตนเองโดยเฉพาะหรือความคิดริเริ่ม สิริญากร สดแสงจันทร์ (2547, หน้า 12) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นลักษณะการ ผสมผสาน ความคิดเดิม การผสมผสานความคิดเดิมกับความคิดใหม่ ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ โดยมีสิ่งเร้าเป็น ตัวกระตุ้นทําให้เกิดความคิดใหม่ต่อเนื่องกันไป มีความคิดยืดหยุ่นและพร้อมที่จะปรับให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ที่เหมาะสม กว่าได้ซึ่งรวมทั้งการประดิษฐ์คิดค้นพบสิ่งต่างๆ ตลอดจนวิธีการคิด ทฤษฎีและหลักการได้สําเร็จ สุวิทย์ มูลคํา (2547, หน้า 9) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการทางปัญญา ที่สามารถขยายขอบเขตความคิดที่มีอยู่เดิมสู่ความคิดที่แปลกใหม่แตกต่างไปจากความคิดเดิม และเป็นความคิด ที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม อุทุมพร จันทรอด (2547, หน้า 18) ได้ให้คําจํากัดความว่า ความคิดสร้างสรรค์หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการคิดและมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ โดยใช้ความรู้หรือ ประสบการณ์เดิม เป็นองค์ประกอบสําคัญและมีสิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น ทําให้เกิดความคิดใหม่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันไป และความคิด สร้างสรรค์นี้ประกอบด้วยความคล่องในการคิด ความคิด ยืดหยุ่นและความคิดที่เป็นของตนเองโดยเฉพาะหรือ ความริเริ่ม ทําให้เกิดความคิดใหม่คิดได้ หลายทิศทาง คิดอย่างมีเหตุผลและมีความสามารถในการคิด เชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ จากการศึกษาความหมายของความคิดสร้างสรรค์สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ เป็นความคิดใหม่ที่ต่อเนื่องจากความคิดเดิม โดยอาศัยประสบการณ์และมีสิ่งเร้าเป็นสื่อ เป็นความคิดที่มีเหตุผล และแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร สามารถก่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่นําไปใช้ประโยชน์ได้


8 2.2 ความสําคัญของความคิดสร้างสรรค์ ความสําคัญของความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นที่มาและเป็นที่เกิดของ สิ่งใหม่ที่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ จึงนับได้ว่ามีความสําคัญ ดังมีนักวิชาการและนักการศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้ พิทยา ลิ้มมณี (2540, หน้า 80) กล่าวว่า ธรรมชาติได้สร้างสิ่งวิเศษให้แก่มนุษย์หลายประการ ประการหนึ่งคือ สร้างให้มนุษย์คิดโดยไม่มีเสียง จึงไม่มีใครรู้ว่าใครคิดอะไรในใจ จนกว่าเจ้าของความคิดจะได้เปิดเผยออกมา ความพิเศษนี้น่าจะช่วยให้มนุษย์ได้ใช้สติและปัญญา ไตร่ตรองพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งเหตุผลและข้อเท็จจริง ก่อนที่จะได้แสดงออกมาทั้งการพูด การเขียน และ การกระทํา ความยิ่งใหญ่ ของมนุษย์ประการ สําคัญน่าจะ อยู่ที่ความคิด เพราะความคิดเป็นอิสระ ไม่มีใครบังคับให้ใครคิดตามที่ตนคิดทุกประการ เพราะมนุษย์มีความ แตกต่างและสามารถซ่อนความคิดของตนไว้ในใจ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงมีการกระทําที่แตกต่างกัน สมปัต ตัญตรัยรัตน์(2545, หน้า 74) กล่าวว่าการสอนทักษะการคิดน่าจะเป็น กระบวนการสอนที่หล่อหลอมกลมกลืนกับการสอนภาษาไทยได้เป็นอย่างดีคือเมื่อนักเรียน มีโอกาสได้รับสาร และตรวจสอบความรู้ (รับสาร) แล้วเราจะใช้สารที่นักเรียนรับรู้แล้วไปใช้เป็นตัวจุดประกายความคิด ทั้งยังฝึกให้ คิดได้หลากหลายรูปแบบคิดให้คล่อง เช่น คิดให้แปลกใหม่ คิดกว้าง คิดไกล คิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างประณีต ละเอียดลออ คิดหาข้อสรุปหรือข้อยุติ ฯ สามารถทําได้ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อนักเรียนคิดแล้วก็นําผลการคิดมาพูดคุย กันแลกเปลี่ยนอภิปราย ความคิดเห็นกันและกันนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดแล้ว ยังเป็นการพัฒนา ทักษะทาง ภาษาทั้งการรับสารและการส่งสารอีกด้วย สุวิทย์ มูลคํา (2547, หน้า 9) ความคิดสร้างสรรค์ถือว่าเป็นกระบวนการทางความคิดที่ มีความสําคัญต่อเด็กทําให้เด็กสามารถสร้างความคิด สร้างจินตนาการ ไม่จนต่อสถานการณ์หรือ สภาพแวดล้อมที่กําหนดไว้ ความคิดสร้างสรรค์คือพลังทางความคิดที่ทุกคนมีมาแต่กําเนิดหากได้รับการ กระตุ้นการพัฒนาพลังแห่งการสร้างสรรค์ จะทําให้เป็นคนมีอิสระทางความคิด มีความคิดที่ฉีกกรอบ และ สามารถหาหนทางในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ จากการศึกษาความสําคัญของความคิดสร้างสรรค์สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ มีความสําคัญต่อการพัฒนาทักษะของผู้เรียนทุกๆ ด้าน ก่อให้เกิดการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด จุดประกายความฝัน อันนํามาซึ่งสิ่งแปลกใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม 3. แนวคิดทฤษฎีการมีส่วนร่วม 3.1 ความหมายของการมีส่วนร่วม บรรจง กนะกาศัย (2540 : 11) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วม หมายถึง ความร่วมมือของ ประชาชนหรือกลุ่มคนที่เห็นพ้องต้องกันเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อดําเนินการพัฒนาหรือและเปลี่ยนแปลงไปใน ทิศทางที่ต้องการ โดยการกระทําผ่านกลุ่มหรือองค์การเพื่อบรรลุการเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์ อาภรณ์ ช่างเกวียน (2540 : 25) สรุปว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การมีส่วนร่วม ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของประชาชนไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจกบุคคลหรือคนที่เห็นพ้องต้องกัน ร่วมรับผิดชอบหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนเพื่อพัฒนาแลกเปลี่ยนให้ไปในทิศทางที่ต้องการ


9 โดยการกระทําผ่านกลุ่มหรือองค์กร ชุลีภรณ์ ฉิมเจริญ (2544 : 11) กล่าวถึง การมีส่วนร่วมว่าเป็นกระบวนการที่รัฐบาลทําการ ส่งเสริม ชักนํา สนับสนุน และสร้างโอกาสให้ประชาชนในชุมชนทั้งในรูปส่วนบุคคล กลุ่มคน ชมรม สมาคม มูลนิธิ และองค์การอาสาสมัครรูปต่าง ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือ หลายเรื่อง รวมกันเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และนโยบายการพัฒนาที่กําหนดไว้ โดยมีส่วนร่วมใน ลักษณะต่อไปนี้ 1) ร่วมศึกษาค้นคว้าปัญหา และสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน รวมตลอดจน ความต้องการของชุมชน 2) ร่วมคิดหาและสร้างรูปแบบและวิธีการพัฒนาเพื่อแก้ไขและลดปัญหาของชุมชน หรือ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน หรือความต้องการของชุมชน 3) ร่วมวางนโยบายหรือวางแผนงาน หรือโครงการ หรือกิจกรรม เพื่อขจัดและแก้ไข ปัญหา และสนองความต้องการของชุมชน 4) ร่วมตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจากัดให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม 5) ร่วมจัดหาปรับปรุงระบบการบริหารงานพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 6) ร่วมการลงทุนในกิจกรรมโครงการของชุมชนตามขีดความสามารถของตนเองและ หน่วยงาน 7) ร่วมปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน โครงการและกิจกรรมให้บรรลุเปูาหมายที่วางไว้ 8) ร่วมควบคุม ติดตามประเมินผล และร่วมบํารุงรักษาโครงการและกิจกรรมที่ได้ทําไว้ทั้ง โดยเอกชน และรัฐบาลให้ใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป บราวเลีย (Brownlea, 1987 : 21) กล่าวว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง การเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้อง การได้รับความยินยอมให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการตัดสินใจ การเข้ามามีส่วน ร่วมในการ ประเมินผล หรือการที่บุคคลหนึ่งที่ได้รับการปรึกษาหารือเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ เบียรเลย์ (Bearley, 1990 : 28) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่าเป็น กระบวนการของความ ร่วมมือกัน (Collaborative Process) และเป็นรูปแบบหนึ่งของปฏิสัมพันธ์ทาง สังคม (Social Interaction) ซึ่งจะต้องมีความเกี่ยวพันกันกับกระบวนการเสริมสร้างพลังอํานาจ (Empowerment) การแบ่งปันอํานาจหรือการ ใช้อํานาจร่วมกันระหว่างบุคคล กล่าวสรุปความหมายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า การมีส่วนร่วมของ ประชาชน หมายถึง การมีส่วนร่วมที่มีลักษณะของการพัฒนาจากข้างล่างโดยประชาชนทั้งระดับปัจเจก บุคคลหรือใน ระดับกลุ่ม รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด มีความเกี่ยวข้องมีความรู้สึกผูกพันทางด้านจิตใจ และอารมณ์โดยการ เข้าร่วมทํางานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ตลอดจน กระบวนการของการพัฒนาในช่วงเวลาที่ถูกจังหวัดมีความเหมาะสม ประชาชนมีความ รับผิดชอบที่เกิดจาก ความเชื่อไว้วางใจและต้องเป็นการทํางานร่วมกันเป็นกลุ่ม


10 3.2 ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนานั้น ได้มีผู้เสนอแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ ระดับ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาไว้ในหลายลักษณะ กล่าวคือสมาคมสาธารณสุขอเมริกัน (American Public Health Association, 1983 : 35) ได้ให้ความหมายระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนี้ ระดับการตัดสินใจ คือ การที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและการจัดการ กับกิจกรรมการพัฒนาด้วยตัวของเขาเอง ระดับการร่วมมือ คือ การที่ประชาชนเข้ามาให้ความร่วมมือในแผนงานที่เริ่มโดย หน่วยงาน ภายนอก ซึ่งอาจต้องการความเสียสละจากประชาชนในด้านเวลา ทรัพย์สินและแรงงาน เพื่อช่วย ให้โครงการ ประสบความสําเร็จ การมีส่วนร่วมในระดับนี้ เป็นการมีส่วนร่วมที่ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ระดับการใช้ประโยชน์ คือ การที่ประชาชนยอมรับและได้ใช้ประโยชน์จากบริการ ที่วางโครงการไว้ให้ เป็นการมีส่วนร่วมในระดับยอมรับบริการเท่านั้น ในขณะที่ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ ( 2535 : 123 ) ได้กล่าวถึงระดับการมีส่วนร่วม ของประชาชน ว่าจะมีความสัมพันธ์กับระดับการให้ความช่วยเหลือของรัฐแก่ประชาชนในชนบท ดังนี้ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาระดับสูง ประชาชนมีความพร้อมมากระดับของการช่วยเหลือของรัฐ ที่ให้แก่ประชาชนกลุ่มนี้จะมีน้อยมาก มีเพียงการให้คําปรึกษาแนะนําหรือการให้ความช่วยเหลือด้วยการเป็น ที่ปรึกษาด้านวิชาการเท่านั้น การมีส่วนร่วมในระดับกลาง ประชาชนมีความพร้อมอยู่ในระดับกลางการช่วยเหลือของรัฐ ที่ให้แก่ประชาชนจะอยู่ในระดับปานกลาง คือ การช่วยเหลือสนับสนุนบ้าง การมีส่วนร่วมพัฒนาในระดับต่ํา ประชาชนมีความพร้อมในการพัฒนาน้อยมาก ระดับการ ช่วยเหลือของรัฐที่ให้แก่ประชาชนกลุ่มนี้จะมีมาก รัฐต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปคลุกคลีกับชนบท เพื่อกระตุ้น และ เร่งเร้าให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมทุกวิถีทางอย่างครบวงจร สรุปได้ว่าระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาชุมชน นั้น คือ การที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุดทุกขั้นตอน 3.3 ขั้นตอนของการมีส่วนร่วมของประชาชน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (2527 : 10) ได้กล่าวถึงขั้นตอนที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการพัฒนา 4 ขั้น คือ 1. การมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและหาสาเหตุของปัญหาของชาวชนบท 2. การมีส่วนร่วมในการวางแผนดําเนินกิจกรรม 3. การมีส่วนร่วมในการลงทุนและปฏิบัติงาน 4. การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผล ส่วน บัณฑูร อ่อนดา (อ้างถึง เฉลียว บุรีภักดีและคนอื่น ๆ, 2545 : 116) ได้กล่าวถึง การมีส่วนร่วม ตามขั้นตอนของการพัฒนา 5 ขั้นตอน ดังนี้


11 ขั้นที่ 1 ขั้นมีส่วนร่วมในการคิดค้นปัญหาและสาเหตุของปัญหาในชุมชนตลอดจนการ กําหนด ความต้องการของชุมชนละมีส่วนร่วมในการจัดลําดับความสําคัญของความต้องการ ขั้นที่ 2 ขั้นมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาโดยประชาชนมีส่วนร่วมกําหนดนโยบาย และ วัตถุประสงค์ของโครงการ กําหนดวิธีการและแนวทางการดําเนินงานตลอดจนกําหนดทรัพยากรและ แหล่ง ทรัพยากรที่ใช้ ขั้นที่ 3 ขั้นมีส่วนร่วมในการดําเนินงานพัฒนาเป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีส่วนร่วมใน การสร้าง ประโยชน์โดยการสนับสนุนทุนทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์และแรงงานหรือเข้าร่วมบริหารงาน ประสานงานและ ดําเนินการขอความช่วยเหลือจากภายนอก ขั้นที่ 4 ขั้นการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนาเป็นขั้นตอนที่ประชาชน มีส่วนร่วม ในการรับผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากการพัฒนาหรือยอมรับผลประโยชน์อันเกิดจากการพัฒนา ทั้งด้านวัตถุและ จิตใจ ขั้นที่ 5 ขั้นการมีส่วนร่วมในการประเมินผลการพัฒนาเป็นขั้นตอนที่ประชาชนเข้าร่วม ประเมินว่า การพัฒนาที่ได้กระทําไปนั้นสําเร็จตามวัตถุประสงค์เพียงใด และแนวคิดของบัณฑูร อ่อนดา สอดคล้องกับ อคิน รพีพัฒน์ (2539 : 49 ) ได้กล่าวถึง ขั้นตอน การพัฒนาไว้ 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการค้นพบปัญหา การพิจารณาปัญหาและจัดลําดับ ความสําคัญ ของปัญหา ขั้นที่ 2 ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการค้นหาสาเหตุแห่งปัญหา ขั้นที่ 3 ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการค้นหาและพิจารณาแนวทางวิธีการในการแก้ปัญหา ขั้นที่ 4 ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดําเนินกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหา ขั้นที่ 5 ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการประเมินผลกิจกรรมการพัฒนา สรุปได้ว่าจากการศึกษาขั้นตอนที่ประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา สามารถนํามาใช้เป็น แนวทางในการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชน ได้ดังนี้ ร่วมคิด หมายถึง การที่ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมประชุม พูดคุยหารือ เกี่ยวกับปัญหาความต้องการ การวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุของปัญหาแนวทางปูองกัน แก้ไขและ วางแผน แก้ปัญหา ร่วมตัดสินใจ หมายถึง เมื่อมีการปรึกษาหารือแล้วให้มีโอกาสเลือกตัดสินใจในทางเลือกตามระบอบ ประชาธิปไตยที่มีอยู่ที่เห็นว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุดเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนส่วนรวม โดยอาศัยข้อมูลในการ ตัดสินใจ ร่วมวางแผน หมายถึง การเข้าร่วมในการวางแผนงาน โครงการ กิจกรรมในการ แก้ไขปัญหาซึ่งอยู่บน พื้นฐานของข้อมูลที่ผ่านการประมวลและวิเคราะห์แล้วโดยการเข้าร่วมวางแผนใน กิจกรรม โครงการพัฒนาต่าง ๆ


12 4. กระบวนการ AIC AIC (Appreciation Influence Control) เป็นกระบวนการหรือเทคนิคการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วมเพื่อนําไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน กระบวนการ AIC ได้พัฒนาตามแนวคิดของสถาบันเอกชนชื่อ Organization for Development : an International Institute (ODII) ตั้งขึ้นโดย Ms.Turid Sato and Dr.William E.Smith เป็นกระบวนการ ที่มีศักยภาพในการสร้างพลังและกระตุ้นการยอมรับของชาวบ้านให้ร่วมพัฒนา ชุมชนและสามารถนํามา ประยุกต์สําหรับการประชุมระดมความคิดของสมาชิกในชุมชนบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ความรัก เป็นกระบวนการที่นําเอาคนมาเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา (อรพินท์ สพโชคชัย, 2538 : 13) ธนพรรณ ธานี(2540 : 91) กล่าวว่า กระบวนการ AIC สามารถนํามาประยุกต์ให้ เหมาะสมสําหรับ การวางแผนพัฒนาหมู่บ้านและการกําหนดแผนปฏิบัติและยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการระดมความคิดเห็น และขั้นตอนที่จะรวมความคิดและความต้องการไว้ในแผนได้ เทคนิค AIC เป็นวิธีการ ประชุมระดมความคิดที่ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถระดมความคิดได้มีส่วนร่วมอย่างเป็นประชาธิปไตย มีการแลกเปลี่ยน ความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทําให้เข้าใจถึงสภาพปัญหา ข้อจํากัด ความต้องการและศักยภาพของ ผู้ที่ระดมความคิดทุกคน ส่วน โสภิณ สุวรรณะ (2541 : 118) ได้ให้ความหมายของกระบวนการ AIC ในเชิงปฏิบัติการไว้ดังนี้ A : Appreciation หมายถึง การสร้างความเข้าใจระหว่างชาวบ้านด้วยกัน I : Influence หมายถึง การสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างชาวบ้านด้วยกัน C : Control หมายถึง การสร้างแผนปฏิบัติการร่วมกันระหว่างชาวบ้านด้วยกัน และให้ความหมาย AIC ว่าเป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้ชาวบ้านทุกหมู่เหล่า มีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจวางแผนพัฒนาหมู่บ้านของตนอย่างแท้จริง ในขณะที่ รัตนะ บัวสนธ์ (2543 : 18 – 19) ได้ให้ ความหมายของ AIC ไว้ว่า A มาจาก Appreciation หมายถึง รับรู้ เห็นคุณค่า เข้าใจ สนใจและชื่นชมยกย่อง A : Appreciation คือ การทําให้ทุกคนให้การยอมรับและชื่นชม (Appreciate) คนอื่นโดยไม่รู้สึกหรือแสดง การ ต่อต้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ ในกระบวนการชั้นนี้ทุกคนจะมีโอกาสแสดงออกอย่างทัดเทียมกันด้วยภาพ ข้อเขียน และคําพูดว่า เขาเห็นสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และอยากจะเห็นความสําเร็จในอนาคตเป็นอย่างไร ซึ่งจะทําให้ทุก คนได้มีโอกาสใช้ข้อเท็จจริง เหตุผล และความรู้สึกตลอดจนการแสดงออกในลักษณะต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง เมื่อทุกคนแสดงออกโดยได้รับการยอมรับจากคนอื่น ๆ จะทําให้ทุกคนมีความรู้สึกที่ดี มี ความสุข ความอดทน และเกิดพลังร่วมขึ้นในระหว่างคนที่มาประชุมด้วยกัน มาจาก Influence หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ การส่งผลกระทบ I : Influence คือ การใช้ ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ที่แต่ละคนมีอยู่มาช่วยกันกําหนด วิธีการสําคัญ หรือ “ยุทธศาสตร์” (Strategy) ที่ จะทําให้บรรลุ “วิสัยทัศน์รวม” (Shared Vision) หรือ “อุดมการณ์ร่วม” (Shared Ideal) ของกลุ่ม (ที่มา ประชุม) ได้อย่างดี


13 ที่สุดในชั้นนี้ทุกคนยังมีโอกาสทัดเทียมกันที่จะให้ข้อคิดเห็นว่าวิธีการสําคัญที่จะทาให้ บรรลุ “วิสัยทัศน์ร่วม” หรือ “อุดมการณ์ร่วม” นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง เมื่อทุกคนได้แสดงความคิดเห็นแล้วจะนํา “วิธีการ” ที่เสนอแนะทั้งหมดมาจัด หมวดหมู่แยกแยะ และพิจารณาร่วมกัน จนกระทั่งได้ “วิธีการสําคัญ” ที่กลุ่มเห็นพ้องต้องกันว่าจะนําไปสู่ความสําเร็จตามที่กลุ่ม ต้องการ C มาจาก Control หมายถึง การจัดการ การควบคุม C : Control คือ การนํา “วิธีการ สําคัญ” มากําหนดเป็น “แผนปฏิบัติการหรือแผนดําเนินงาน” (Action Plan) อย่างละเอียดว่า ทําอะไร มีหลักการและ เหตุผลอย่างไรมีเปูาหมายอย่างไร ใครรับผิดชอบเป็นหลัก ใครต้องให้ความร่วมมือ จะต้องใช้ งบประมาณ ค่าใช้จ่ายเท่าไร จากแหล่งใด จะมีรายได้จากการดําเนินการดังกล่าวหรือไม่ ถ้ามีงบประมาณ เท่าไร และ รายละเอียดอื่น ๆ ตามที่เห็นว่าควรระบุไว้อาจสรุปได้ว่าแผนปฏิบัติการหรือแผนดําเนินงานควร ประกอบด้วย 1) โครงการ (มาตรการ) (ทําอะไร) 2) หลักการและเหตุผล (ทําไมต้องทํา) 3) เปูาหมายหรือผลที่มุ่งหวัง (ทําเพื่อให้ได้ผลอะไร) 4) วิธีการดําเนินการ (ทําอย่างไร) 5) กําหนดเวลา (ทําเมื่อใด) 6) ค่าใช้จ่ายและแหล่งเงิน (จะใช้เงินเท่าไร เอามาจากไหน) 7) ประมาณการรายรับ (ถ้ามี) (จะมีรายรับด้วยหรือไม่ คาดว่าจะได้เท่าไร) 8) ผู้รับผิดชอบ (ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแลแต่ละกิจกรรม) 9) ผู้ให้ความร่วมมือ (ใครจะต้องเข้ามาให้ความร่วมมือ) 10) อื่น ๆ (มีประเด็นอื่น ๆ ที่ควรจะนําพิจารณาเพิ่มเติม) โสภิณ สุวรรณะ ได้ให้ความหมายของกระบวนการ AIC ในเชิงปฏิบัติการ ซึ่งสอดคล้อง กับ เฉลียว บุรีภักดีและคนอื่น ๆ (2545 : 130 – 132) ที่ได้เสนอแนวทางของกระบวนการ AIC ที่สามารถนํามา ประยุกต์ใช้ในการวางแผน การพัฒนาการสร้างทีมงาน การสร้างความร่วมมือในการ แก้ปัญหาความขัดแย้งไว้ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างความรู้ (Appreciation) เป็นขั้นตอนการเรียนรู้และ แลกเปลี่ยน ประสบการณ์โดยการทําให้ทุกคนให้การยอมรับและชื่นชมคนอื่นโดยไม่รู้สึกหรือแสดงการ ต่อต้าน วิพากษ์วิจารณ์เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนแสดงความคิดเห็นและรับฟัง หาข้อสรุปร่วมกัน อย่างเป็นประชาธิปไตย โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์ของหมู่บ้านในปัจจุบัน 2) การกําหนดอนาคตของหมู่บ้านว่าต้องการให้เกิดการพัฒนาในทิศทางใด ขั้นตอนที่ 2 การสร้างแนวทางการพัฒนา (Influence) เป็นขั้นตอนการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่แต่ละคนมีอยู่มาช่วยกันกําหนดวิธีการสําคัญหรือยุทธศาสตร์ที่จะทําให้บรรลุวิสัยทัศน์ ร่วมหรืออุดมการณ์


14 ของกลุ่มได้อย่างดีที่สุด ในขั้นตอนนี้ทุกคนมีโอกาสทัดเทียมกันที่จะให้ข้อคิดเห็นว่า วิธีการสําคัญที่จะทําให้ บรรลุวิสัยทัศน์ร่วม ดังนั้นในขั้นตอนนี้ เป็นการหาแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้าน และหาเหตุผลเพื่อจัดลาดับ ความสําคัญตามความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1) การคิดโครงการที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ 2) การจัดลําดับความสําคัญของโครงการ โดยแยกเป็น 3 ประเภท คือ 1. กิจกรรม/โครงการที่ชาวบ้านทําได้เอง 2. กิจกรรม/โครงการที่ชาวบ้านทําได้เองบางส่วนโดยร่วมมือกับภายนอกทั้ง ความรู้ ทรัพยากร การจัดการ 3. กิจกรรม/โครงการที่สามารถขอจากภาครัฐ ขั้นตอนที่ 3 การสร้างแนวทางปฏิบัติ (Control)คือ การนําวิธีการสําคัญมากําหนด เป็นแผนปฏิบัติ อย่างละเอียดว่า ทําอะไร มีหลักการและเหตุผลอย่างไร มีเปูาหมายอย่างไร ใครรับผิดชอบ เป็นหลัก ใครต้องให้ ความร่วมมือ จะต้องใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายเท่าไร จากแหล่งใดจะมีรายได้จากการ ดําเนินการหรือไม่ ถ้ามีจะ ประมาณเท่าไร และรายละเอียดอื่น ๆ ตามที่ระบุไว้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1) การแบ่งกลุ่มรับผิดชอบ 2) การตกลงรายละเอียดในการดําเนินงาน กล่าวได้ว่า กระบวนการ AIC เป็นกระบวนการที่ ระดมความคิดเห็นของประชาชนในชุมชนเพื่อช่วยกันวางแผนการพัฒนาชุมชน สามารถ กระตุ้นการยอมรับ ของประชาชนให้มีส่วนร่วมในการคิด วางแผน เพื่อปฏิบัติงานการพัฒนาของประชาชนก่อให้เกิดความผูกพัน ทางจิตวิญญาณระหว่างกัน (A) การเรียนรู้จากของจริง (I) การจัดการและการ ควบคุมเพื่อให้การปฏิบัติงาน พัฒนา (C) สําเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ 5. แนวคิดการท าการตลาดรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ Marketin Oops (2552) อธิบายเรื่องการใช้งาน Social Media ไว้ว่า เป็นกลุ่มสังคมที่มีกลุ่มคน ผู้ใช้งานเป็นผู้สื่อสารในสารนั้น ๆ หรือการบอกต่อเรื่องราว การเขียน ประสบการณ์ รูปภาพหรือบันทึก เคลื่อนไหวที่ผู้ใช้เป็นผู้เขียนขึ้นเอง โดยนํามากระจายถ่ายทอดบอกต่อบนพื้นที่ของตัวเองในโลกออนไลน์หรือ Social Media ที่ให้บริการเพื่อนําพาสารมาเผยแพร่ Thump อธิบายเรื่อง Social Media เอาไว้ว่าเป็นการใช้ Web based ผสมผสานกับเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการสื่อสารให้เกิดการ ปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบได้ในทันที (Thumbs up, 2554) SEO (2554) ได้พูดถึงเรื่อง Social Media ว่าหมายถึง เป็นสื่อในสังคมออนไลน์ปัจจุบันที่เป็นที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยรูปแบบการสื่อสารแบบ Interactive หรือ Two Way Communications ทําให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงโลก Social Media ประเภทต่างๆ อย่างรวดเร็วและ เข้าถึง โดยผู้ใช้งานสามารถใช้พื้นที่เผยแพรโต้ตอบได้อย่างทันทีทันใด ชัญวัฒน์ กาบคํา (2553) กล่าวถึง Social Media ว่าเป็นสังคมออนไลน์ที่ตอบสนองได้ทุกทิศทุกทาง โดยผ่านตัวกลางเป็นสื่อออนไลน์ซึ่งสามารถทําให้มีการโต้ตอบกันได้จากการให้ความหมายข้างบนนี้ สามารถให้ ข้อสรุปได้ว่า Social Media เป็นสื่อสังคมออนไลน์บนเครือข่าย ออนไลน์ หรือมีการทํากิจกรรมใดร่วมกัน


15 บนอินเทอร์เน็ต โดยหัวใจสําคัญคือการสื่อสารที่สามารถโต้ตอบได้ทั้งสองฝุายได้โดยมีบุคคลใช้การสื่อสาร ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ หรือรูปภาพตัวอักษร เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นรับรู้ ได้ถึงการกระทําของตัวเอง โดยผู้ใช้งาน สามารถสร้างเนื้อหาสาระเพื่อชักจูงให้ผู้ที่อยู่ในโลกออนไลน์นั้นได้เข้าถึง กลายเป็นสถานที่พบปะผู้คนโดยจะ สร้างประวัติของตัวเองและสร้างเครือข่ายของบุคคลเพื่อติดต่อและสื่อสารกับผู้อื่น เช่น My Space Facebook Line Instagram Twitter Google YouTube เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้ว แต่เป็น เว็บที่สร้างขึ้นมาเพื่อ การตอบสนองความต้องการในการติดต่อธุรกิจหรือหาเพื่อนบนโลกไซเบอร์ ทั้งสิ้น คําว่า Social Media ไม่มี คําไทยอย่างเป็นทางการ แต่มีการใช้คําว่า "เครือข่ายสังคมออนไลน์" มาแทนที่ ทําให้เราเกิดการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกัน ซึ่งเราเรียกว่า Participation หรือการมีส่วนร่วมนั่นเอง ปัจจุบันผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Media) ทั่วโลกมีจํานวนมากดังนั้นการจัดอันดับเครือข่ายสังคมออนไลน์ จึงเปิดเผยว่า Facebook มีบัญชีผู้ใช้งานมากเป็นอับดัน 13 ของโลก และกรุงเทพฯ ติดเป็นอันดับเมืองที่มีผู้คนใช้ Facebook มากที่สุด ในโลกอีกเช่นกัน ด้วยจํานวนในประเทศไทยสูงถึง 128 ล้านบัญชี จากจํานวนของคนใช้งานทั่วประเทศ 18.3 ล้านบัญชีนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีสื่อสังคมยังมี Twitter, YouTube , Line และ Instagram ที่มาแรงและ เริ่มเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้สาเหตุที่สังคมออนไลน์นั้นมีการเติบโตพัฒนาได้อย่างรวดเร็วเพราะเครือข่าย สังคมออนไลน์จะช่วยให้เกิดประโยชน์รวมถึงการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็วได้ในทันที สื่อสังคม ออนไลน์นั้นล้วนมีความแตกต่างและจุดเด่นที่ไม่เหมือนกันและมีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่ ๆตลอดเวลาเมื่อโลก แห่งการสื่อสารพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปัจจัยโดยรอบต่างก็มีความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น สื่อต่าง ๆ ทําให้ตลาดในปัจจุบันนั้นสื่อต่าง ๆ จําเป็นจะต้องอาศัยการปรับตัวให้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นสื่อ โทรทัศน์ วารสาร ไปจนถึงสื่อภาพยนตร์ การแข่งขันในตลาดปัจจุบันของผู้ให้บริการภาพยนตร์รูปแบบสตรีมมิ่ง นั้นถือเป็นช่วงที่เริ่มต้นทําความเข้าใจให้กับผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้ได้กลุ่มเปูาหมายที่ตรงกับความต้องการ ของผู้ประกอบการ การใช้การทําการตลาดในรูปแบบออนไลน์จึงเป็นเครื่องมือสําคัญเพื่อเพิ่มการเติบโต ในแวดวงของธุรกิจ นักการตลาดชื่อ Smith และ Chaffey (2005) ได้กล่าวว่า การใช้แนวคิดการประกอบธุรกิจ ในรูปแบบการทําการตลาดอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะส่งผลดีกับองค์กรเป็นอย่างสูง เนื่องจากความสามารถในการ จําแนก(identity) ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรต่อความต้องการผ่านจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา จึงสามารถเก็บบันทึกข้อมูลขอผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดการรู้ทันความต้องการ ของผู้บริโภคได้ (Anticipating) ทําให้สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ (Satisfy) เพื่อเกิด ประโยชน์สูงสุด (Effectively) นอกจากนี้แล้วนักการตลาดชื่อ Smith และ Chaffey (2005) ยัง ได้กล่าไว้ถึง คุณประโยชน์จากการทําตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ดังต่อไปนี้ 1) การขาย (Sell)ช่องทางการขายที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รองรับลูกค้าเก่าและใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ 2) การบริการ (Service) ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา 3) การพูดคุย (Speak) ช่วยลดพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค ทําให้เกิด การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น ผู้บริโภคจึงมีพื้นที่สําหรับการพูดคุยมากขึ้น


16 4) ประหยัด (Save) ช่วยลดค่าใช้หรือทดแทนค่าใช้จ่ายจากการดําเนินงานต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แทนการส่งจดหมายแบบเดิม ส่งผลในการทํากลยุทธ์การทําตลาดแบบออนไลน์เป็นสิ่งสําคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสินค้าหรือ ผู้ให้บริการประเภทออนไลน์ยิ่งจําเป็นจะต้องมีความเข้าใจในการทําตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อให้ทันกับการ เปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี ไป จนถึงการเข้าถึงกลุ่มเปูาหมายของบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเข้าถึง ผู้บริโภคได้อย่าง แท้จริง จึงจําเป็นจะต้องมีหลักการในการทําการตลาดออนไลน์นั้นไม่ใช่เพียงแค่มีเว็บไซต์ หรือ Facebook หรือเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์รูปแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น สิ่งสําคัญคือจะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบซึ่ง ขั้นตอนการทําการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์ SOSTAO เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเปูาหมายได้ตรงที่สุดรวมถึงเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีขั้นตอนในการทําการตลาดดังต่อไปนี้ (Smith & Chaffey.2005) 1) วิเคราะห์สถานการณ์ (Situation) โดยพิจารณาว่าปัจจุบันองค์กรหรือตัวสินค้าของเรานั้น อยู่บริเวณตําแหน่งใดของตลาดในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ทราบถึงตําแหน่งปัจจุบันขององค์กร ทั้งทางด้าน สถานการณ์ทางการตลาดด้านสินค้า ด้านการแข่งขัน ต้านการจัดจําหน่าย รวมถึงปัจจัยโดนําข้อมูลที่ได้มา ทําการวิเคราะห์หาโอกาลและรู้ทัน อุปสรรคเพื่อเป็นตัวช่วยในการกําหนดทิศทางการพัฒนาแผนการตลาด 2) วัตถุประสงค์ (Objective) ตําแหน่งของสิ่งที่องค์กรต้องการจะเป็น ซึ่งเกิดจากการกําหนด ทิศทางวัตถุประสงค์ โดยวัตถุประสงค์จะต้องอธิบายเหตุผล หรือผลกระโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการทําการตลาด แบบ อิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน 3) กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึง วิธีการโดยใช้แผนกลยุทธ์เป็นตัวผลักดันให้องค์กรไปสู่ วัตถุประสงค์หรือตามความสําเร็จในขั้นตอนที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยเครื่องมือที่จะนํามาใช้นั้นจะต้องเป็นตามกลยุทธ์ ที่วางเอาไว้ 4) วางกลยุทธ์ (Tactics) หมายถึง การวางแผนการดําเนินงานโดยใช้เครื่องมือและการตลาด แบบผสม (Marketing Mix) เป็นแนววิธีคิดที่จะช่วยให้นักการตลาดสามารถสร้างโครงสร้างรวมถึงวิธีการเพื่อ ให้ไปถึงกลุ่มเปูาหมาย 5) การดําเนินการ (Action) หมายถึง การดําเนินงาน การบริหารโครงการที่จะต้องแสดง ให้เห็นถึงศักยภาพของแผนการตลาดที่วางเอาไว้ไปจนถึงการบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของการตลาดที่ตั้ง เอาไว้ และเพื่อแสดงถึงแยบแผนวิธีการทํางานที่ชัดเจนว่าจะเริ่มทําอะไร เมื่อไหร่ด้วยใคร ตันทุน ไปจนถึง ผู้รับผิดชอบในส่วนงานต่าง ๆ 6) การควบคุม (Control) ถือเป็นส่วนสุดท้ายของแผ่นการตลาดเพื่อเป็นการตรวจสอบ ความก้าวหน้าหรือการดําเนินงานของแผนการตลาดเพื่อใช้ในการวัดผลโดยจําเป็นจะต้องใช้การคิดวิเคราะห์ ส่วนต่าง ๆ ของตลาดประกอบกันไปด้วย เพื่อให้ควบคุมแผนการดําเนินงานไห้เงินไปตามเปูาหมายรวมถึง การติดตามการเปลี่ยนแปลง


17 สรุปได้ว่า การทําการตลาดรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ เป็นการแข่งขันทําการตลาด ปัจจุบันกับกลุ่มคนที่ใช้ Social Media เพิ่มช่องทางการขายมากขึ้น โดยนําสินค้าเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ในรูปแบบวีดีโอ หรือรูปภาพ เพื่อแบ่งปันข้อมูล เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สามารถโต้ตอบได้อย่าง ทันทีทันใด สามารถชักจูงให้ผู้ที่รับชมอยู่ในขณะนั้นได้เข้าถึงสินค้า จนสามารถปิดการขายได้อย่างทันท่วงที 6. แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research) ช่วง พ.ศ.2541-2551 สังคมไทยเริ่มคุ้นเคยกับสายพันธุ์ใหม่ของงานวิจัยรุ่นล่าสุดคือ “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” ซึ่งประเด็นหัวข้องานวิจัยที่ CBR สนใจนั้นจะคลอบคลุม 9 ประเด็น คือ การท่องเที่ยว เกษตร สุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการท้องถิ่น เด็ก/เยาวชน การศึกษาชุมชน และชุมชนกับการจัดการทรัพยากร โดยที่ทั้ง 9 ประเด็นนี้เป็นปัญหาพื้นฐานของ ท้องถิ่น ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นนักวิจัย คือ “ชาวบ้านและบุคคลทั่วไป” ที่ยังมิได้มีความเข้าใจงานวิจัยอย่างถ่องแท้ แต่สามารถเข้ามาร่วมวงไพบูลย์เป็นนักวิจัยได้ ซึ่งโดยปกติบุคคลเหล่านี้เป็นเพียง “กลุ่มตัวอย่าง”เท่านั้น แต่ใน การนี้งานวิจัยได้มีการสร้างกลไกขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยเสริม คือ การมีพี่เลี้ยงเป็นตัวหนุนเสริมความเข้าใจให้นักวิจัย (ชาวบ้าน) ระหว่างทางของการวิจัย 10 ปี ที่ผ่านมา งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เป็นงานวิจัยที่กินได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหากุ้งหอยปูปลาที่หายหน้าไปจากท้องทะเลได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหาหนี้สินของนักวิจัย ชาวบ้านได้อย่างแท้จริงเป็นงานวิจัยที่พัฒนาให้ชาวบ้านได้จัดการท่องเที่ยวได้ งานวิจัยเหล่านี้จึงเรียกได้ว่า เป็นงานวิจัย ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิต นิสัย เปลี่ยนกลุ่ม เป็นชุมชนและความสัมพันธ์ของชุมชน แนวคิดกระบวนการงานวิจัยเพื่อชาวบ้าน (Community-Based Research) มุ่งให้คน ในชุมชนร่วมกระบวนการการคิด ตั้งคําถาม วางแผนและทําวิจัยเพื่อหาคําตอบอย่างเป็นระบบได้เรียนรู้ การทํางานวิจัยเพื่อท้องถิ่นผ่านการปฏิบัติจริงอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง เป็นกระบวนการทํางานอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจผล ที่คาดหวังจากการวิจัย ไม่เน้นการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ หากแต่เน้นกระบวนการสร้างเครื่องมือวิจัยให้เป็น เครื่องมือเพื่อเพิ่มพลัง (Empower) หรือเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนและชุมชนให้สามารถสร้างกลไกในการ แก้ปัญหาของชุมชน ทั้งในปัจจุบันและพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต สามารถรู้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของชุมชนได้อย่างเหมาะสม โดยมีพี่เลี้ยงเป็นผู้หนุนเสริม สรุปได้ว่า กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลงของคน ในชุมชนให้มาร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ ด้วยการพูดคุย ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็น ระบบและกระบวนมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ร่วมคิดร่วมทําและหาทางออกในการ แก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนต่อไป 7. แนวคิดเศรษฐกิจฐานราก แนวคิดเศรษฐกิจฐานราก ประเวศ วะสี (2558) "เศรษฐกิจฐานราก" คือ ฐานของประเทศ ถ้าฐานแข็งแรงจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง ถ้าเศรษฐกิจฐานรากกับเศรษฐกิจมหภาคเชื่อมโยง อย่างเกื้อกูลกันจะเกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ สมดุล ยั่งยืนและก้าวหน้า ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ


18 ฐานรากอยู่ที่การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่และความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชน โดยการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ทําให้ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เป็นรูปธรรมของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนา ที่ยั่งยืน ทั้งนี้วิสาหกิจชุมชน หมายถึง ระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ส่วนหนึ่งซ้อนทับกับการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อีกส่วนหนึ่ง หมายถึงสมรรถนะในการจัดการของชุมชนที่พัฒนาต่อยอดธุรกิจ อุตสาหกรรมชุมชน และการ เชื่อมโยงกับการตลาดความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนทําให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้นและเกิดการเชื่อมโยงกับ ระบบเศรษฐกิจมหภาคอย่างเกื้อกูลและเข้มแข็งไปด้วยกัน ซึ่งสัมมาชีพและวิสาหกิจชุมชนอาจมีได้ ดังนี้ 1) เศรษฐกิจฐานชุมชนเกษตรกรรม 2) การแปรรูปอาหารและความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์อาหาร 3) อุตสาหกรรมชุมชน ตลาดชุมชน วิสาหกิจชุมชน 4) การท่องเที่ยวชุมชน 5) พลังงานชุมชน 6) ธนาคารต้นไม้ 7) การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร 8) การมีวิชาช่างเต็มทั้งตําบล 9) สถาบันการเงินของชุมชนระดับตําบล 10) ระบบข่าวสารชุมชน ทั้งนี้เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจบูรณาการที่เชื่อมโยงชีวิต สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่วนเศรษฐกิจมหภาคเป็นเศรษฐกิจพลัง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (2559) “เศรษฐกิจฐานราก” คือระบบเศรษฐกิจของชุมชน ท้องถิ่น ที่สามารถพึ่งตนเองภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีการช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน มีคุณธรรม และเป็นระบบเศรษฐกิจที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาด้านอื่นๆ ในพื้นที่ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจฐานรากหรือเศรษฐกิจชุมชน เป็นระบบเศรษฐกิจแนวราบที่ส่งผลและสร้างความสัมพันธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างผู้คนในชุมชน ท้องถิ่น มิใช่เป็นเฉพาะเศรษฐกิจแนวดิ่งแบบปัจเจกแต่สามารถทําให้เกิดความร่วมมือ เกิดโอกาสและ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเศรษฐกิจร่วมของชุมชนกับเศรษฐกิจของปัจเจก เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะความ ร่วมมือเป็นหุ้นส่วนสร้างความสัมพันธ์ทั้งในชุมชนท้องถิ่นและในระดับที่กว้างขวางอื่นๆ และภายนอกทั้งนี้ องค์ประกอบสําคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง ประกอบด้วย 1) มีการรวมกลุ่ม 2) มีการจัดการระบบ การเงินของชุมชน 3) มีระบบการจัดการทุนชุมชนที่ครอบคลุมทุนสังคมทุนคนฟื้นฟูทรัพยากร 4) มีระบบข้อมูล ที่ทันสมัยรอบด้านทั้งภายในและภายนอก 5) มีระบบการผลิตของชุมชนทั้งขั้นพื้นฐานและก้าวหน้า 6) สร้าง ความร่วมมือในทุกระดับและทุกมิติ เพื่อให้เกิดความร่วมมือให้บรรลุเปูาหมายและสัมพันธภาพที่ดี 7) มีระบบ การอยู่ร่วมกัน 8) มีคุณธรรม จริยธรรม 9) มีความเป็นเจ้าของร่วมกัน 10) คนในพื้นที่ของชุมชนสามารถ มีส่วนร่วม สรุปได้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก จะช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง ช่วยลด ความเหลื่อมล้ําทางสังคม เพิ่มคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ โดยชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อให้บรรลุเปูาหมาย ส่งผลให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พิทักษ์ น้อยวังคลัง (2547, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องลายสานไม้ไผ่ ในเขตอําเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า ลายจักสานที่นํามาประกอบเป็นเครื่องจักสาน ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ตามคตินิยมของคนในท้องถิ่นโดยอาศัยความสะดวก และความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภูมิศาสตร์


19 และสังคม เครื่องจักสานไม้ไผ่ ได้ประโยชน์ต่อการใช้สอยในชีวิตประจําวันด้านต่างๆ คือ ใช้เป็นภาชนะ ประกอบอาหาร เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้สําหรับเลี้ยงสัตว์ เครื่องมือเพาะปลูก ส่วนประกอบ สิ่งก่อสร้าง เครื่องมือประกอบความเชื่อการสร้างเครื่องไม้ไผ่ต่างๆ มีรูปสอดคล้องและกลมกลืนกับวิถีชีวิต การใช้สอยในแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม กิตติมา ใบหยกวิจิตร (2537) ได้ศึกษาเรื่องปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบอาชีพ จักสานในเขตอําเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง จํานวน 300 ครัวเรือน ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาและ ความต้องการของผู้ประกอบอาชีพเครื่องจักสาน คือ ผู้ประกอบอาชีพจักสานส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์ ส่วนมากจะเป็นตะกร้า กระจาด ซึ่งผลิตตามความชํานาญ บุญเลิศ สดสุชาติ (2548) สรุปไว้ดังนี้ เครื่องจักสานไม้ไผ่เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่ควรได้รับ การอนุรักษ์ คุณลักษณะเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้แก่ วัสดุ กรรมวิธีการผลิต และอุปกรณ์การผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ ควรประยุกต์ในด้านสัดส่วน รูปทรง สีลวดลาย และประโยชน์ใช้สอย ปัญหาและ อุปสรรคที่พบเกี่ยวกับการพัฒนาไม้ไผ่ พบว่า ค่านิยมส่วนใหญ่นั้นต่างเห็นว่าความสนใจศึกษางานด้านผลิต เครื่องจักสานไม้ไผ่ของหนุ่มสาวลดลง คงเหลือแต่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะไม่ยอมรับแนวคิด ในเรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากผู้ที่ผลิตอยู่เป็นประจํา วุฒิชัย ตางาม (2548) ได้ศึกษาการออกแบบผลิตภัณฑ์กับการพัฒนา พบว่า รูปแบบของ หัตถกรรม ของที่ระลึก สําหรับนักท่องเที่ยวควรมีสัญลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวหรือสัญลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันผู้ทําอาชีพนี้โดยตรงมีน้อยมาก หัตถกรรมประเภทนี้ ได้แก่ เครื่องจักสานชิ้นเล็ก การจําลองวิถีชนบท หรือสถานที่ท่องเที่ยว ในการผลิตควรทําเป็นของใช้หรือเครื่องประดับ และด้านการผลิตอุตสาหกรรมพื้นบ้าน พบว่า จะมีปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน ขาดวัตถุดิบ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต จึงทําให้คุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ไม่แน่นอน ไม่ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ ขาดการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ควรออกแบบตกแต่งให้สินค้า หัตถกรรมมีความสอดคล้องกับตลาดในปัจจุบัน สรุปได้ว่า งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ มีประโยชน์ใช้สอย ตามวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ในรูปแบบต่างๆ ตามสมัยนิยม แต่ปัจจุบัน งานจักสานไม้ไผ่ไม่ได้รับความสนใจจากคนหนุ่มสาว มีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ยังคงผลิตงานจักสานไม้ไผ่ ซึ่งผู้สูงอายุจะผลิตในแบบที่ตนเองถนัด มักไม่รับข้อเสนอ แนวคิดที่แตกต่างไปจากเดิม


9. กรอบแนวความคิดของการวิจัย


20


21 บทที่ 3 ระเบียบวิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” และเพื่อให้การวิจัยสามารถได้มาซึ่งคําตอบเชิงประจักษ์ ในแต่ละวัตถุประสงค์ ทีมวิจัยได้กําหนดวิธีดําเนินการวิจัยเป็นกรอบกว้างๆ ตามแต่ละวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 3.1 ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology Research) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ดังนี้ 3.1.1 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) กับผู้ให้ข้อมูลสําคัญ (Key Informants)จากคนในชุมชนจํานวน 20คน การศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลมือสอง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางอินเทอร์เน็ต และการลงพื้นที่เก็บข้อมูลโดยตรงจาก แหล่งข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน 3.1.2 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามศึกษาความต้องการการใช้ ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ กลุ่มเปูาหมายผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จํานวน 80 คน 3.2 ขอบเขตการศึกษา 3.2.1 พื้นที่ดําเนินการ ได้แก่ พื้นที่ ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลน้ํารึม ตําบลโปุงแดง และ ตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก 3.2.2 ช่วงเวลาที่สนใจศึกษา มีระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนา 12 เดือน 3.3 ประชากรหรือกลุ่มเป้าหมาย 3.3.1 ประชากร ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่ ตําบลน้ํารึม ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลโปุงแดง และ ตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก 3.3.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสําหรับงานวิจัยในครั้งนี้ จํานวน 4ตําบล 8 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 2 บ้านลานตาเกลี้ยง ตําบลน้ํารึม , หมู่ 7 บ้านมาบปุาแฝก และ หมู่ 8 บ้านเด่นมะขาม ตําบล ตลุกกลางทุ่ง , หมู่ 2 บ้านโปุงแดง หมู่ 10 บ้านดงชัฏก้อม และ หมู่ 11 บ้านตลุกแขม ตําบลโปุงแดง, หมู่ 2


22 บ้านแก่งหิน และ หมู่ 3 บ้านสะแกเครือ ตําบลวังประจบ แบ่งเป็นบุคคล 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้นําชุมชน 2) ผู้สูงอายุ ผู้ผลิตงานหัตถกรรมจักสาน 3) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนด้านงานหัตถกรรมจักสาน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ เจาะจง (Purposive sampling) เพื่อเข้าร่วมดําเนินงานวิจัยตามความสมัครใจ และ 4) กลุ่มผู้บริโภคงาน หัตถกรรมจักสาน (เก็บข้อมูลจากบุคคลทั่วไป กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มเครือข่าย OTOP) ใช้วิธีการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) 3.3.3 กลุ่มเปูาหมายภายในชุมชน ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่ แกนนํา ปราชญ์ ผู้นําชุมชน กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนด้านจักสาน บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ และบุคลากรหน่วยงานภาคเอกชน 3.3.4 หน่วยงาน/องค์กรภาคีเครือข่าย ได้แก่ สํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอเมืองตาก วิทยาลัยชุมชนตาก มหาวิทยาลัยราชภัฎกําแพงเพชร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ประชารัฐรักสามัคคี เครือข่าย OTOP จังหวัดตาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก สํานักงานเกษตรอําเภอเมืองตาก 3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1) เครื่องมือการศึกษาบริบทชุมชน 2) การสัมภาษณ์ / การพูดคุย 3) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observations) 4) แบบสอบถามกึ่งทางการ (Questionnaire) 5)อุปกรณ์สําหรับงานสนาม 1) เครื่องมือการศึกษาบริบทชุมชน เครื่องมือการศึกษาบริบทชุมชน ประกอบด้วย Timeline , การประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) , แผนที่เดินดิน 2) การสัมภาษณ์/ การพูดคุย ทีมนักวิจัยชุมชนใช้การสัมภาษณ์ 2 แบบ ดังนี้ 2.1) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) ใช้ซักถามพูดคุยกับกลุ่มผู้นํา, ผู้สูงอายุ, กลุ่มผู้ผลิตงานหัตถกรรมจักสานในพื้นที่เปูาหมาย เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่ ความเป็นมา ปัญหาของการ ผลิตงานหัตถกรรมจักสาน 2.2) การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Non-Structured interview) ใช้สัมภาษณ์เรื่องราว ความเชื่อ การอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนในชุมชน รูปแบบงานหัตถกรรมจักสานที่ผลิต


23 3) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observations) ใช้ในการประชุมกลุ่ม การทํา Focus Group การแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเก็บข้อมูลชุมชน เวทีคืนข้อมูล ชุมชน เพื่อดูการมีส่วนร่วมของทีมวิจัย ชุมชน และผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อศึกษาลักษณะการมีส่วนรวมของชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับ ปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษาในแง่ต่าง ๆ เช่น ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางสังคม และธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต อุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ แผนที่ กล้องถ่ายรูป สมุดบันทึก เป็นต้น 4) แบบสอบถามกึ่งทางการ (Questionnaire) 4.1)แบบสอบถามที่มีคําถามแบบปลายปิด (Close end) ใช้สอบถามความต้องการของผู้บริโภค งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ โดยเป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบเลือกตอบตามตัวเลือกที่กําหนดได้หลายคําตอบ 4.2) แบบสอบถามที่มีคําถามแบบปลายเปิด (Open end) ใช้สอบถามความต้องการของผู้บริโภค ในกรณีที่แบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบเลือกตอบไม่มีข้อที่ตรงกับความต้องการ โดยให้ผู้ตอบเขียนตอบ อย่างอิสระตาม เงื่อนไขที่ข้อคําถามได้กําหนดไว้ 5) อุปกรณ์สําหรับงานสนาม อุปกรณ์สําหรับงานสนาม ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ ใช้ในการบันทึกการสัมภาษณ์ ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ , กล้องถ่ายรูป และสมุดจดบันทึก 3.5 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูล 2 วิธี ได้แก่ 1) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ทีมนักวิจัยได้นําแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ เก็บข้อมูล กับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้การสัมภาษณ์ และพูดคุยแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการกับผู้ให้ข้อมูลหลัก การสนทนากลุ่ม โดยผู้ศึกษาใช้วิธีการนี้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เป็นองค์ความรู้ด้านหัตถกรรมจักสาน ของสมาชิกในชุมชน และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม 2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ผู้วิจัยได้ทําการศึกษาจากเอกสาร หนังสือ ผลงานวิจัยและ วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และระบบสืบค้นจากวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ , นักวิจัยอิสระจากสํานักงาน วช. สืบค้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 3.6 แผนการด าเนินงานตลอดโครงการวิจัย ใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) เป็นเครื่องมือในการศึกษาและพัฒนางานหัตถกรรมจักสาน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเสริมพลังอํานาจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วยกระบวนการพัฒนา แบบมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการ CBR เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเครือข่ายชุมชนที่ร่วมพัฒนางานหัตถกรรม


24 จักสานที่ดําเนินการโดยชาวบ้านในชุมชนที่นําไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป มีขั้นตอนวิธีการดําเนินงานวิจัย ดังนี้ 1. ช่วงต้นน้ า เป็นกิจกรรมในการศึกษาบริบทพื้นที่ ความเป็นมา ลวดลายการขัดสาน รูปแบบการจักสาน และ ปัญหาของงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน ศึกษาความต้องการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ของผู้ผลิตในชุมชน และหารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วม เพื่อได้ รูปแบบที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เป็นการยกระดับสินค้างานหัตถกรรม จักสานของชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงการศึกษาความต้องการของผู้บริโภค เพื่อหาแนวทางพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์โดยดําเนินการดังนี้ 1) ประสาน รวมกลุ่มประชาชน และทาบทามปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ เพื่อสร้างภาคีเครือข่าย ในการทํางานร่วมกัน ทีมวิจัยได้ดําเนินการ โดยทีมวิจัยได้ดําเนินการดังนี้ กิจกรรมที่ 1 ประชุมเปิดตัวโครงการ ณ ที่ว่าการอําเภอเมืองตาก วันที่ 2 พฤษภาคม 2565 มีผู้เข้าร่วมประชุม 450 คน ประกอบด้วย นายอําเภอ หัวหน้าส่วนประจําอําเภอ สัสดีอําเภอ ปศุสัตว์ ประมง ท้องถิ่น กศน. กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจําตําบล สารวัตรกํานัน ในอําเภอเมืองตาก วัตถุประสงค์ เพื่อเปิดตัวโครงการ สร้างการรับรู้ในการดําเนินงานวิจัยในระดับอําเภอ มุ่งเสริม พลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการพัฒนา กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ และให้ข้อแนะนํา ในการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมดําเนินงานในพื้นที่ ผลที่เกิดขึ้น คือ ภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ที่จะเข้ามาร่วมพัฒนารูปแบบ ผลิตภัณฑ์ การตลาด และช่องทางการจัดจําหน่าย ภาคีเครือข่ายภายใน ได้แก่ ผู้นําชุมชนในพื้นที่เปูาหมาย ที่จะให้แนวทางการหากลุ่มเปูาหมายในพื้นที่ รวมทําให้ทีมวิจัยทํางานในพื้นที่ง่ายขึ้น ภาพที่ 1 ประชุมเปิดตัวโครงการ ณ ที่ว่าการอําเภอเมืองตาก


25 กิจกรรมที่ 2 ลงพื้นที่ทาบทามเชิญชวนบุคคลในพื้นที่เข้าร่วมทีมวิจัย ระหว่างวันที่ 4-14 พฤษภาคม 2565 จํานวน 4ตําบล 8 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 7 บ้านมาบปุาแฝก และ หมู่ 8 บ้านเด่นมะขาม ตําบลตลุกกลางทุ่ง , หมู่ 2 บ้านโปุงแดง หมู่ 10 บ้านดงชัฏก้อม และ หมู่ 11 บ้านตลุกแขม ตําบลโปุงแดง, หมู่ 2 บ้านแก่งหิน และ หมู่ 3 บ้านสะแกเครือ ตําบลวังประจบ, หมู่ 2 บ้านลานตาเกลี้ยง ตําบลน้ํารึม ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนด้านงานหัตถกรรมจักสาน, ผู้นําชุมชน, ปราชญ์, คนว่างงาน, กลุ่มจักสาน ไม้ไผ่, เยาวชนในชุมชน และประชาชนในพื้นที่ วัตถุประสงค์ เพื่อเชิญชวนบุคคลกลุ่มเปูาหมายในพื้นที่เข้าร่วมเป็นทีมวิจัย , ผู้เข้าร่วม โครงการ กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ และให้ข้อแนะนํา ในการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมดําเนินงานในพื้นที่ ผลที่เกิดขึ้น คือ ทําให้ได้ทีมร่วมทํางานวิจัยในพื้นที่ และกลุ่มผู้เข้าร่วมพัฒนารูปแบบ ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ภาพที่ 2 กิจกรรมลงพื้นที่ทาบทามเชิญชวนบุคคลในพื้นที่เข้าร่วมทีมวิจัย 2) ศึกษาบริบทพื้นที่ ความเป็นมา ลวดลายการขัดสาน รูปแบบการจักสาน และปัญหาการทํา หัตถกรรมจักสานที่ผ่านมา ของเครือข่ายชุมชนทั้งในลักษณะกลุ่ม และส่วนบุคคล เพื่อการทบทวนองค์ความรู้ ที่มีอยู่ในชุมชน กิจกรรมที่ 3 ประชุมปรับฐานคิด CBR และสร้างความเข้าใจในการดําเนินงานโครงการ ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 จํานวน 30 คน ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย ผู้นํากลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ว่างงาน ผู้ทําจักสานไม้ไผ่ และประชาชนในพื้นที่เปูาหมายที่สนใจเข้าร่วมโครงการ วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจวัตถุประสงค์ เปูาหมายในการดําเนินงานโครงการ เข้าใจกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น


26 กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครื่องมือการสนทนากลุ่ม ที่ช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ประเด็นปัญหา (ต้นไม้ปัญหา) ผลที่เกิดขึ้น คือ ทีมวิจัยมีความรู้และความเข้าใจในการทํางานวิจัยมากขึ้น มีการคิดเชิงระบบ ได้รับความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือเก็บข้อมูลงานวิจัย ได้แก่ ปฏิทินวัฒนธรรมประเพณี แผนที่เดินดิน เครือข่ายในการทํางานวิจัยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภาคีเครือข่าย และชาวบ้านที่เกี่ยวข้องรับทราบผลการอนุมัติการ ทําวิจัย และได้แนวทางในการสร้างความร่วมมือจากคนในและคนนอก พื้นที่เข้าร่วมโครงการ ได้ข้อมูลจุดแข็ง ข้อมูลปัญหา อุปสรรค โอกาส เงื่อนไขข้อจํากัดในการผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ภาพที่ 3 กิจกรรมประชุมปรับฐานคิด CBR และสร้างความเข้าใจในการดําเนินงานโครงการ กิจกรรมที่ 4 อบรมวิธีการใช้เครื่องมือ การรวบรวมข้อมูล บุคคลที่เป็นแหล่งข้อมูล การกําหนดรูปแบบคําถาม แบ่งทีมการทํางาน กําหนดรูปแบบการทํางานวิจัยชุมชน วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2565 จํานวน 30 คน ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย ผู้นํากลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ว่างงาน ผู้ทําจักสานไม้ไผ่ และประชาชนในพื้นที่เปูาหมายที่สนใจเข้าร่วมโครงการ วัตถุประสงค์ 1) เพื่อให้ทีมวิจัยสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตาม ประเด็น และขอบเขตเนื้อหาที่ตั้งไว้2) เพื่อแบ่งทีมการทํางานในพื้นที่ 3) เพื่อกําหนดประเด็น ขอบเขตทบทวน เนื้อหาที่เป็นบริบทชุมชน วิถีการดํารงชีวิตชุมชน วิถีวัฒนธรรมชุมชน ความเป็นมา ลวดลายการขัดสาน รูปแบบการจักสาน และปัญหาการทําหัตถกรรมจักสานที่ผ่านมา ของเครือข่ายชุมชนทั้งในลักษณะกลุ่ม และ ส่วนบุคคล เพื่อการทบทวนองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครื่องมือการสนทนากลุ่มที่ช่วย ให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์หาประเด็นคําถาม ผลที่เกิดขึ้น คือ ทีมวิจัยมีความรู้และความเข้าใจในวิธีการ กระบวนการ และเลือกใช้ เครื่องมือในการเก็บข้อมูลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เข้าใจการทํางานวิจัยมากขึ้น เกิดทีมทํางานเก็บข้อมูล ชุมชนในพื้นที่ ทีมวิจัยเข้าใจรูปแบบการทํางาน ประเด็น ข้อมูล และการตั้งคําถามในการเก็บข้อมูล


27 ภาพที่ 4 กิจกรรมอบรมวิธีการใช้เครื่องมืองานวิจัย 3) ศึกษาความต้องการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของผู้ผลิตในชุมชนอําเภอเมืองตาก กิจกรรมที่ 5 ลงพื้นที่ศึกษาสํารวจเก็บข้อมูล ระหว่างวันที่ 1-24 มิถุนายน 2565 ผู้เข้าร่วม กิจกรรม ประกอบด้วย ผู้นํา ผู้สูงอายุ ผู้รู้ ผู้ผลิตงานจักสานไม้ไผ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับงานจักสาน หน่วยงานในพื้นที่ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลน้ํารึม ตําบลโปุงแดง ตําบลวังประจบ และทีมนักวิจัยในชุมชน วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบริบทชุมชน วิถีการดํารงชีวิต วิถีวัฒนธรรมชุมชน ความเป็นมา ลวดลายการขัดสาน รูปแบบการจักสาน และปัญหาการทําหัตถกรรมจักสานที่ผ่านมา ของเครือข่ายชุมชน ทั้งในลักษณะกลุ่ม และส่วนบุคคล เพื่อการทบทวนองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครื่องมือการสนทนากลุ่ม ที่ช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์หาประเด็นคําถาม ผลที่เกิดขึ้น คือ ได้รับข้อมูลบริบทชุมชน วิถีการดํารงชีวิต วิถีวัฒนธรรมชุมชน ความเป็นมา ลวดลายการขัดสาน รูปแบบการจักสาน และปัญหาการทําหัตถกรรมจักสานที่ผ่านมา ของเครือข่ายชุมชน ทั้งในลักษณะกลุ่ม และส่วนบุคคล องค์ความรู้งานหัตถกรรมจักสานที่มีอยู่ในชุมชน ภาพที่ 5 กิจกรรมลงพื้นที่ศึกษาสํารวจเก็บข้อมูล กิจกรรมที่ 6 จัดเวทีประชุมทีมวิจัยชุมชนทบทวนผลการดําเนินงานที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วม กิจกรรม ประกอบด้วย ทีมวิจัยชุมชน และทีมพี่เลี้ยง ดําเนินกิจกรรมเมื่อวันที่ 6 และ 18 มิถุนายน 2565


28 วัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และอุปสรรคในการทํางาน ติดตามและทบทวน แนวทางการทํางานวิจัย วางแผนหาแนวทางแก้ไขปรับปรุง ให้สมาชิกเสนอแนะขั้นตอน วิธีการ ในการพัฒนา หรือหาการปรับปรุงการทํางาน กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เครื่องมือการสนทนากลุ่มที่ช่วย ให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขแบบมีส่วนร่วม ผลที่เกิดขึ้น คือ ทีมวิจัยมีความรู้และความเข้าใจในการทํางานวิจัยมากขึ้น, ได้วิเคราะห์ ปัญหา/อุปสรรคและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมทั้งติดตาม ทบทวนแนวทางการทํางานวิจัย และ วางแผนการทํางานร่วมกัน ภาพที่ 6 กิจกรรม ประชุมทีมวิจัยชุมชนทบทวนผลการดําเนินงานที่ผ่านมา 2. หารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วม เพื่อได้รูปแบบที่เป็น อัตลักษณ์ของพื้นที่ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เป็นการยกระดับสินค้างานหัตถกรรมจักสาน ของชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนอําเภอเมืองตาก 1) ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค เพื่อหาแนวทางพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรม จักสานเชิงสร้างสรรค์ โดยการประสานความร่วมมือกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม จังหวัดตาก สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตาก และผู้ประกอบการ กิจกรรมที่ 7 หาภาคีเครือข่ายภายนอกร่วมพัฒนารูปแบบ ระหว่างวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2565 จํานวน 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลล้านนาตาก มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง เครือข่าย OTOP จังหวัดตาก สํานักงานอุตสาหกรรม จังหวัดตาก และวิทยาลัยชุมชนตาก วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายนักวิชาการในการทํางานร่วมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ งานจักสานเชิงสร้างสรรค์


29 กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย สร้างการรับรู้ ประสานความร่วมมือ ในการทํางาน ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้น คือ ภาคีเครือข่ายด้านวิชาการ ให้คําปรึกษาด้านงานวิจัย ตรวจสอบแบบสอบถาม ในการเก็บข้อมูลศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ภาคีเครือข่ายด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ได้รูปแบบที่ ทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ภาคีเครือข่ายด้านการตลาด ให้คําแนะนําและหาช่องทางการ จัดจําหน่ายสินค้า ภาพที่ 7 การหารือกับภาคีเครือข่ายในด้านต่างๆ กิจกรรมที่ 8 ทีมวิจัยเก็บข้อมูลแบบสอบถามศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 11 – 30 กรกฎาคม 2565 จากวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เป็นการเลือก เพื่อศึกษาความต้องการงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของผู้บริโภค จํานวน 80 คน ประกอบด้วย ผู้บริโภค ร้านค้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชน วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการของผู้บริโภค นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หารูปแบบ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน กระบวนการและเครื่องมือ คือ การจัดทําแบบสอบถามในรูปแบบ Google form ส่งไปยังกลุ่ม เครือข่ายต่างๆ ประกอบด้วย เครือข่าย OTOP เครือข่ายการท่องเที่ยว เครือข่ายอื่นๆ ผลที่เกิดขึ้น คือ ทําให้ได้ข้อมูลความต้องการของผู้บริโภค เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค 2) ประชุมภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมกันกําหนดรูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เชิงสร้างสรรค์ของชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ ร่วมวางแผน และร่วมเป็นเครือข่ายทํางานร่วมกัน กิจกรรมที่ 9 ทีมวิจัยร่วมประชุมกับเครือข่ายกําหนดรูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เชิงสร้างสรรค์ที่ยังคงอัตลักษณ์ของพื้นที่ วัตถุประสงค์ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ให้มีรูปแบบทันสมัย ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังคงเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่


30 กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย สร้างความเข้าใจ รับฟังข้อเสนอแนะ สรุปประเด็น ผลที่เกิดขึ้น คือ ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ที่มี ลวดลายขัดสานที่ชุมชนส่วนใหญ่ถนัด และเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน ภาพที่ 8 การประชุมภาคีเครือข่ายร่วมกําหนดรูปแบบงานหัตถกรรมจักสาน กิจกรรมที่ 10 ทีมวิจัยร่วมประชุมกับกลุ่มผู้นํา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์ เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนการปลูกไม้ไผ่ กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย รับฟังแนวทางการปลูกและขนย้ายไม้ไผ่ออกนอก พื้นที่ที่ถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้น คือ เกิดเครือข่ายในการร่วมแก้ปัญหาวัสดุหลักที่มีราคาสูง มีเครือข่ายในการ ทํางานมากขึ้น ภาพที่ 9 การหารือกับกลุ่มผู้นํา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


31 2. ช่วงกลางน้ า เป็นการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้องค์ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์มาช่วยในการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการรวมกลุ่มสมาชิกในการ พัฒนารูปผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ และตรงกับความต้องการของตลาด โดยการประสานความร่วมมือกับนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยอบรมเชิงปฏิบัติการงานหัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ ตลอดจนการ พัฒนาศักยภาพของกลุ่มหัตถกรรมจักสาน ในชุมชนโดยการพัฒนากลไกโครงสร้างของกลุ่ม เช่น การระดมทุน ในการสมัครสมาชิกกลุ่ม และ การบริหารจัดการกลุ่ม โดยดําเนินการดังนี้ 1) รวมกลุ่มสมาชิกในการพัฒนารูปผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน ประกอบด้วย คนรุ่นใหม่ ผู้ว่างงาน ผู้มีรายได้น้อย และประชาชนที่สนใจ ในพื้นที่เพื่อพัฒนากลุ่มหัตถกรรมจักสานของชุมชนอําเภอ เมืองตาก ภาพที่ 10 ประชุมหารือ เชิญชวน รวมกลุ่มสมาชิกในการพัฒนาฯ กิจกรรมที่ 11 ทีมวิจัยร่วมประชุมกับกลุ่มผู้นํา และประชาชนที่สนใจ วัตถุประสงค์ เพื่อรวมสมาชิกในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ กระบวนการและเครื่องมือ คือ การพูดคุย สร้างความเข้าใจ รับฟังข้อเสนอแนะ สรุปประเด็น ผลที่เกิดขึ้น คือ รวมสมาชิกผู้ที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ บ้านลานตาเกลี้ยง จํานวน 10 คน บ้าน สะแกเครือ จํานวน 30 คน บ้านแก่งหิน จํานวน 8 คน บ้านมาบปุาแฝก จํานวน 10 คน โดยสมาชิกต้องการ พัฒนารูปแบบที่ใช้เวลาในการทําเพียง 2-3 วัน สามารถผลิตภัณฑ์งานจักสาน และลวดลายต้องเป็นลายที่ถนัด มีตลาดรองรับสินค้า ในที่ประชุมจึงเสนอให้นําลายกระด้ง กระแตง มาเป็นลวดลายตะกร้า 2) ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ที่เป็นอัตลักษณ์ของ พื้นที่ และตรงกับความต้องการของตลาด โดยการประสานความร่วมมือกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย


Click to View FlipBook Version