The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จักสาน ฉบับสมบูรณ์ ส่ง วชช.ตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by web takcc, 2023-07-03 00:12:19

จักสาน ฉบับสมบูรณ์

จักสาน ฉบับสมบูรณ์ ส่ง วชช.ตาก

82 6. พัฒนาศักยภาพของกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เรื่องกลไกโครงสร้างของกลุ่ม การบริหาร จัดการกลุ่ม การระดมทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพของกลุ่มจักสานไม้ไผ่ ผลการประชุม พบว่า ชุมชนยังไม่มีการจัดตั้ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน นิยมรวมกลุ่มกันเองเฉพาะเครือญาติทั้งการซื้อวัตถุดิบ และการจําหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มเครือญาติที่ทําจักสานไม้ไผ่แต่ละกลุ่มจะมีอยู่ประมาณ 3-5 คน ทําให้ขาดอํานาจต่อรองทั้งการซื้อไม้ไผ่ และการจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ด้วยปัญหาดังกล่าวชุมชนจึงหันมารวมกลุ่มกันแบบไม่เป็นทางการ ร่วมกันซื้อวัสดุ อุปกรณ์ในการทํางานจักสาน และจําหน่ายสินค้า จากการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการทําให้ไม่ได้รับสนับสนุน จากทางภาครัฐเท่าที่ควร ภายหลังหน่วยงานจากจังหวัดได้ให้งบสนับสนุนการดําเนินงานกลุ่ม จํานวน 10,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการทํางานกลุ่มจักสานไม้ไผ่ ทําให้กลุ่มมีสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงได้มีการ จัดทําโครงสร้างกลุ่ม และกําหนดข้อตกลงร่วมกันดังนี้ โครงสร้างกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ ภาพที่ 32 แสดงโครงสร้างกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ ข้อตกลงกลุ่ม 1) สมาชิกกลุ่มไม่จําเป็นต้องอาศัย หรือมีทะเบียนอยู่ในหมู่บ้านสะแกเครือ หรือทํางานจักสานไม้ไผ่ 2) ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกจะต้องซื้อหุ้น หุ้นละ 100 บาท โดยสมาชิกจะซื้อได้ไม่เกินคนละ 1 หุ้น 3) สมาชิกที่ทํางานจักสานไม้ไผ่จะต้องนําสินค้าเข้ากลุ่มอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ไม่จํากัดจํานวน ผลิตภัณฑ์ 4) มีการประชุมสมาชิกกลุ่ม 3 เดือนครั้ง สมาชิกกลุ่มสามารถขาดการประชุมได้ไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี 5) ในการประชุมจะต้องแจ้งรายรับรายจ่ายให้สมาชิกทราบทุกครั้ง 6) การรับสมาชิกสามารถรับได้ตลอดปี กรรมการ นางจุฑาทิพย์ เหลือบุญนุ่ม นางบังเอิญ สอนเกิด นางศรีวรรณา โอสา นางศรีนวล สอนบุญเกิด นางละมัย เจ๊กพ่วง ประธานกรรมการ นางยุพิน ฟักทองอยู่รอง ประธาน นางสุภนิชชา ฟักทองอยู่ เลขานุการ นางสอิ้ง ฟักทองอยู่ เหรัญญิก นายสมคิด สุนันตา ประชาสัมพันธ์


83 7) ผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกนําส่งขายให้กลุ่มจะได้รับเงินทันทีเมื่อนําสินค้ามาส่ง โดยกําหนดราคาสินค้าไว้ ดังนี้ ตะกร้า ราคา 100 บาท กระด้งราคา 30 บาท 8) การปันผล 6 เดือน/ครั้ง โดยแบ่งการปันผล ดังนี้ 8.1) ปันผลให้กับสมาชิกกลุ่มที่ส่งผลิตภัณฑ์งานจักสานเข้ากลุ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ 8.2 ปันผลให้กับผู้ถือหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ 8.3 ปันผลให้กับสมาชิกกลุ่มผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์งานจักสานเพื่อจําหน่าย 3 เปอร์เซ็นต์ 8.4 ปันผลเข้ากลุ่มจักสานไม้ไผ่ 2 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาโครงการ U2T ของมหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชร เข้ามาสร้างตู้อบรมควันที่มีมาตรฐาน ทําให้กลุ่มเริ่มมีสมาชิกเพิ่มจํานวนมากขึ้นจากเดิม แต่ก็ยังไม่ดําเนินการจดวิสาหกิจชุมชน เหตุด้วยมีเงื่อนไข ทางเอกสารราชการหลายอย่าง ชุมชนรู้สึกยุ่งยากต่อการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ทีมวิจัยชุมชนจึงได้นํา ภาคีเครือข่ายจากสํานักงานเกษตรอําเภอเมืองตากเข้ามาให้ความรู้ และสิทธิประโยชน์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่จะได้รับจากหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งมีแนวทางในการจดวิสาหกิจชุมชนในนาม “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสาน ไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ” และได้ร่วมกันทบทวนข้อตกลงกลุ่มร่วมกัน ชุมชนเห็นว่าข้อตกลงเดิมดีอยู่แล้วจึงไม่มี การปรับปรุง 7. การพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่าย ทีมวิจัยนําโดยประธานเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก ได้ให้ ความรู้ และร่วมพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่ายสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางการจําหน่าย จากเดิมที่ขายผ่านพ่อค้า คนกลาง ก็จะมีช่องทางการจําหน่ายไปยังแหล่งต่างๆ เช่น เว็บแบ่งปั๋น Facebook (จิตรา บัวคลี่) กาดเกาะ ลอย ร้านทอฝัน เป็นต้น จากการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า และรูปแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ที่มุ่งผลิตสินค้าจํานวน มาก ราคาไม่แพง ก็จะทําให้มีโอกาสขายได้มากให้กับกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จํานวนมากในสังคม แม้กลุ่มลูกค้าจะเป็นตลาดล่าง แต่สินค้าของชุมชนไม่จําเป็นต้องผลิตแบบตลาดล่าง จึงต้องมีการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย ใช้ได้ง่ายในชีวิตประจําวัน มีความคงทน ดูแลรักษาง่าย จะทําให้มีโอกาสขายได้มากแม้ว่า จะเป็นกลุ่มตลาดล่างก็ตาม ข้อสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทีมวิจัยได้ดําเนินงาน ดังนี้ 1. ศึกษาความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่จากผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถาม “การศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่” ที่ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบแบบสอบถาม 3 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) โดยส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่ม เครือข่ายบุคคลทั่วไปที่รู้จัก กลุ่มการท่องเที่ยว และกลุ่มเครือข่ายสินค้า OTOP มีผู้การตอบแบบสอบถาม จํานวน 80 คน พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ในรูปแบบตะกร้า ราคาต่อชิ้นอยู่ ระหว่าง 50-150 บาท โดยจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จักสานสําหรับใช้ในครัวเรือนมากที่สุด วัตถุประสงค์ที่จะเลือก


84 ซื้อเพราะนํามาใช้เอง เหตุผลที่ทําการเลือกซื้อมากที่สุด คือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์/ทนทาน, ราคาเหมาะสมกับ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และรูปแบบรูปทรงน่าสนใจ จุดเด่นผลิตภัณฑ์ จักสานที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด คือ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ สถานที่สะดวกที่สุดสําหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ คือ งานแสดงสินค้า OTOP โปรโมชั่นที่เป็นแรงจูงใจทําให้เกิดความต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ คือ บริการส่งสินค้าฟรี ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จักสานของผู้บริโภคมากที่สุด คือ ตัวของ ผู้บริโภคเอง นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้สอบถามไปยังกลุ่ม OTOP ทําให้ทราบว่าความต้องการงานจักสานไม้ไผ่ มีความต้องการมากที่สุด คือ ตะกร้า โดยช่วงระยะเวลาที่ต้องการใช้มากที่สุด อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายนของทุกปี นอกจากนี้ตะกร้าไม้ไผ่ยังนําไปใช้ในเทศกาลต่างๆ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา งานขึ้น ธาตุเดือนเก้า ตักบาตรเทโว 2. การให้ความรู้ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของชุมชน โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ค้นพบปัญหา 2) เตรียมการและรวบรวมข้อมูล 3) วิเคราะห์ 4) ฟูมฟักความคิด 5) ความคิดกระจ่างชัด 6) ทดสอบความคิด นอกจากนี้ยังได้นําเอารูปแบบงานจักสานจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้ง ในและต่างประเทศ มาเป็นรูปแบบงานจักสานให้กับชุมชน ให้แนวคิด เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ และกระตุ้น แนวคิดสร้างสรรค์ให้กับชุมชน คําแนะนํารูปแบบงานจักสานไม้ไผ่ตามสมัยนิยม สอดคล้องกับความต้องการ ของผู้บริโภค และข้อมูลความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน มาเป็นแนวทางในการ หารูปแบบผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ทําให้ชุมชนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานจัก สานไม้ไผ่จากเดิมของตน เป็นรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ตะกร้าใส่ของทั่วไป แบบหูหิ้วพับได้ ตะกร้าใส่แก้วน้ําหรือขวดไวน์ แบบหูหิ้วพับได้ สะดวกต่อการใช้งาน ตะกร้ามีฝาปิด ตะกร้าใส่เครื่องปรุง ตะกร้าใส่ของฝากของที่ระลึก และตะกร้าจัดชุดอาหารว่าง เป็นต้น 3. ประชุมหารือร่วมกับชุมชนกลุ่มจักสาน เพื่อหารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เชิงสรรค์ ลวดลายขัดสานที่เป็นอัตลักษณ์ ซึ่งคนในชุมชนส่วนใหญ่นิยมสานลวดลายแบบ ลายไทยสี่ดอก, ลายกระด้ง โบราณ, ลายดอกเดี่ยว, ลายขัด, ลายไทยเก้าดอก และลายหกเหลี่ยม ซึ่งจะสานเป็นรูปแบบกระด้ง ตะแกรง จะมีเพียงบางคนที่ทําการสานตะกร้า ลายที่ใช้เป็นลายตะกร้าโบราณ ลายดอกพิกุล ลายหกเหลี่ยม และลาย บังอร (เรียกตามชื่อผู้คิดค้น) ซึ่งความต้องการของชุมชนคือ ต้องการพัฒนารูปแบบที่ใช้เวลาในการทําเพียง 2-3 วัน ก็สามารถได้ผลิตภัณฑ์งานจักสาน อีกทั้งคนที่ทําส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุจะจํากระบวนการลวดลาย แบบใหม่ไม่ค่อยได้ จึงอยากทําในลวดลายที่ตนถนัด ในที่ประชุมจึงได้เสนอให้นําลายกระด้ง ตะแกรง ขึ้นมาทํา เป็นรูปแบบตะกร้ามีฝาปิด หูหิ้วสามารถพับได้ เพื่อสะดวกในการใช้งานและเก็บรักษา รูปทรงตะกร้าให้มีความ หลากหลายทั้งทรงสี่เหลี่ยม ทรงกลม และทรงหกเหลี่ยม โดยได้ให้ นางน้อย มิ่งทองโต เป็นผู้ทําผลิตภัณฑ์ ต้นแบบก่อนนําไปอบรมขยายผลให้กับคนในกลุ่มเปูาหมาย 4. การอบรมให้ความรู้การเข้ารับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) โดยทีมงานจากสํานักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดตาก เพื่อให้ชุมชนได้รับรู้ข้อมูล และเตรียมความพร้อมในการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชน (มผช.) ซึ่งการได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จะได้รับการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์


85 และการตลาดจากสํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก โดยจะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพจสินค้า อุตสาหกรรมภาคเหนือ มีโครงการสนับสนุนบนแพลตฟอร์มต่างๆ มีการอบรมเพิ่มเติมองค์ความรู้ มีแหล่ง เงินทุนศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 (50,000-2,000,000 บาท) และสามารถนําสินค้าเข้ารับรองมาตรฐาน OTOP (ระดับดาว) ทางสํานักงานพัฒนาชุมชนได้ โดยใบรับรองมาตรฐานจะมีอายุ 3 ปี แต่ในช่วงเวลาของ การทํางานวิจัย ชุมชนยังไม่สามารถส่งผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ขอใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ทัน เนื่องจากขั้นตอน และรายละเอียดของลักษณะงาน นอกจากนี้ชุมชนยังขาดทักษะการทํางานจักสานให้มีความ ประณีต ที่เป็นไปตามมาตรฐานกําหนด 5. อบรมขยายผล การทําผลิตภัณฑ์งานจักสานเชิงสร้างสรรค์ จากการได้ผลิตภัณฑ์ จักสานไม้ ไผ่เชิงสร้างสรรค์แล้ว ปราชญ์ชาวบ้านได้ไปทําผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อทดลองทําผลิตภัณฑ์งานจักสานตาม รูปแบบที่ร่วมกันออกแบบ ก่อนนํามาขยายผลให้กับสมาชิกกลุ่ม จากการทําผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้นําข้อมูลตู้อบรมควันที่มหาวิทยาลัยราชภัฎกําแพงเพชรสร้างให้กับกลุ่มจักสานไม้ไผ่ บ้านสะแกเครือมาขยายผล เพื่อลดปัญหามอดและแมลง ลดปัญหาการเสียของชิ้นงานจากการถูกไฟไหม้ การที่ กลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือทําการอบผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ ทําให้ชิ้นงานไม่เกิดความเสียหาย ชิ้นงานมีสีเหลือง สวยงาม ร่นระยะเวลาการอบ จาก 2 วันเหลือเพียง 6 ชั่วโมง ลดค่าใช้จ่ายของเชื้อเพลิง 6. พัฒนาศักยภาพของกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เรื่องกลไกโครงสร้างของกลุ่ม การบริหาร จัดการกลุ่ม การระดมทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพของกลุ่มจักสานไม้ไผ่ ซึ่งชุมชนยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจ ชุมชน เป็นเพียงรวมกลุ่มกันเองเฉพาะเครือญาติทั้งการซื้อวัตถุดิบ และการขาย กลุ่มจะมีอยู่ประมาณ 3-5 คน ทําให้ขาดอํานาจต่อรองทั้งการซื้อไม้ไผ่ และถูกกดราคาผลิตภัณฑ์ด้วยปัญหาดังกล่าวชุมชนจึงหันมารวมกลุ่ม กันแบบไม่เป็นทางการ ร่วมกันซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการทํางานจักสาน และหาช่องทางจําหน่ายสินค้าเอง จากการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการทําให้ไม่ได้รับสนับสนุนจากทางภาครัฐเท่าที่ควร ภายหลังหน่วยงานจาก จังหวัดได้ให้งบสนับสนุนการดําเนินงานกลุ่ม จํานวน 10,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการ ทํางานกลุ่มจักสานไม้ไผ่ ทําให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงได้มีการจัดทําโครงสร้างกลุ่ม และกําหนดข้อตกลงร่วมกัน โดยการปันผล 6 เดือน/ครั้ง ต่อมาโครงการ U2T ของมหาวิทยาลัยราชภัฎกําแพงเพชร เข้ามาสร้างตู้อบที่มี มาตรฐาน ทําให้กลุ่มเริ่มมีสมาชิกเพิ่มจํานวนมากขึ้นจากเดิม แต่ก็ยังไม่ดําเนินการจดวิสาหกิจชุมชน เหตุด้วยมี เงื่อนไขทางเอกสารราชการหลายอย่าง ชุมชนรู้สึกยุ่งยากต่อการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ทีมวิจัยชุมชนจึงได้นํา ภาคีเครือข่ายจากสํานักงานเกษตรอําเภอเมืองตากเข้ามาให้ความรู้ และสิทธิประโยชน์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่จะได้รับจากหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งมีแนวทางในการจดวิสาหกิจชุมชนในนาม “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสาน ไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ” และได้ร่วมกันทบทวนข้อตกลงกลุ่มร่วมกัน ชุมชนเห็นว่าข้อตกลงเดิมดีอยู่แล้วจึงไม่มี การปรับปรุง 7. การพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่าย ทีมวิจัยนําโดยประธานเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก ได้ให้ ความรู้ และร่วมพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่ายสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางการจําหน่าย จากเดิมที่ขายผ่านพ่อค้า คนกลาง ก็จะมีช่องทางการจําหน่ายไปยังแหล่งต่างๆ เช่น เว็บแบ่งปั๋น , Facebook (จิตรา บัวคลี่) , กาดเกาะ


86 ลอย , ร้านทอฝัน เป็นต้น จากการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า และรูปแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ที่มุ่งผลิตสินค้าจํานวน มาก ราคาไม่แพง ก็จะทําให้มีโอกาสขายได้มากให้กับกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จํานวนมากในสังคม จากการดําเนินงานข้างต้นสรุปได้ว่า กลุ่มเปูาหมายที่ร่วมดําเนินงานได้แก่ คนที่ทํางานจักสาน ไม้ไผ่และสมัครใจเข้าร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ โดยผู้วิจัยมีความมุ่งหวังที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลของ กลุ่มเปูาหมาย ในด้านความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ๆ และเกิดการร่วมกลุ่มการทํา จักสานไม้ไผ่ จากการดําเนินงานวิจัย พบว่า กลุ่มเปูาหมายเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เกิดการร่วมกลุ่มและ จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือส่งผลให้เกิดอํานาจต่อรองในหลายๆ ด้านทั้งการซื้อ วัตถุดิบและการจําหน่าย ทําให้ชุมชนเกิดความสามัคคี เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชน ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วม แก้ปัญหา และร่วมรับผลประโยชน์ เปลี่ยนแนวคิด เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานจักสานไม้ไผ่ของ ชุมชน การทําชุดใส่อาหารว่าง การทําตะกร้าหูหิวแบบพับได้ การทํากระเป๋า และอื่น ๆ ตามความต้องการของ ผู้บริโภค เกิดการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐเข้ามาหนุนเสริมศักยภาพ และเพิ่มขีด ความสามารถของกลุ่ม เพิ่มช่องทางการจัดจําหน่ายมากขึ้นทําให้ชุมชนสามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น จากการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนทําให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดปริมาณไม้ไผ่ในการผลิตภัณฑ์ลง จากไม้ไผ่ 2 ปล้อง ปล้องละ 10 บาท จากเดิมสานกระด้ง หรือกะแตง ขนาด 15 นิ้ว ได้1 ใบ จําหน่ายใบละ 35 บาท มาผลิตเป็น กระเป๋าถือขนาดเล็ก ขนาด 3 นิ้ว ได้ 2 ใบ จําหน่ายใบละ 50 บาท ทําให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มจากเดิม 65 บาท นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้กลุ่มได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้องมากขึ้น ผลผลิต output 1. เกิดการยกกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. ได้ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ 3. ส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน 4. เกิดตลาดและช่องทางจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ ผลลัพธ์ (Outcome) 1. เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค 2. เกิดการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ 3. เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน 4. เกิดภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ 5. ยกระดับรายได้ในชุมชน


87 ผลกระทบ (Impact) 1. ชุมชนได้รับการพัฒนาศักยภาพ ความคิดเชิงสร้างสรรค์และการตลาด 2. ชุมชนเปลี่ยนวิธีคิด มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น 3. เกิดเครือข่ายความร่วมมือ 4. เกิดช่องทางการจัดจําหน่ายผลิภัณฑ์จักสานไม้ไผ่มากขึ้น 5. ชุมชนเกิดรายได้เพิ่มขึ้น


88 บทที่ 5 อภิปรายและวิจารณ์ผล การวิจัยเรื่อง “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อ สร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาสภาพ และความ ต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอําเภอเมืองตาก ข้อที่ 2 เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วม พัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ และข้อที่ 3 เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสาน ไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้ผลตามวัตถุประสงค์ดังนี้ อภิปรายผลการวิจัย 1. ผลการศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอ าเภอ เมืองตาก 1.1 จากการศึกษาสภาพบริบทพื้นที่ พบว่า พื้นที่ตําบลน้ํารึม ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลโปุงแดง และ ตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ โดยมีงานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่เป็นอาชีพเสริม มีการใช้ไม้ไผ่เป็นเครื่องมือประกอบความเชื่อ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านลานตาเกลี้ยง ที่นับว่าเป็นหมู่บ้านแรกๆ ที่เริ่มทําจักสานต่อมาหมู่บ้านใกล้เคียง เห็นว่ามีงานจักสานไม้ไผ่เยอะจึงเข้ามาซื้อเพื่อนําไปใช้ในครัวเรือน มีการบอกต่อกันไปอย่างกว้างขวาง และยัง ได้นําองค์ความรู้ที่มีไปขยายผลต่อไปให้กับหมู่บ้านใกล้เคียง อีกทั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่ บ้านลานตาเกลี้ยงได้เข้าร่วมเป็นเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก มีโอกาสไปจัดแสดงสินค้าตามงานต่างๆ ทําให้ ชุมชนเป็นที่รู้จักและมีร้านค้าต่างๆ สั่งสินค้าจักสานไม้ไผ่ ผ่านพ่อค้าคนกลางในชุมชนที่จะเข้ามาสั่งสินค้าเพื่อไป จําหน่ายในพื้นที่ ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น โคราช กาญจนบุรี ชุมพร และ พังงา จนปัจจุบันอาชีพจักสานเป็นอาชีพหลัก และกลายเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ในจังหวัด ตาก แต่พื้นที่ในพื้นที่กลับมีไม้ไผ่ไม่เพียงพอ เนื่องจากการขยายพื้นที่ทําการเกษตร และชุมชนไม่เห็นคุณค่าของ ไม้ไผ่ตัดมาใช้แต่ไม่มีการปลูกทดแทน ภายหลังชุมชนเริ่มเห็นความสําคัญของไม้ไผ่ จึงได้เริ่มปลูกไม้ไผ่ในพื้นที่ แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ที่เปลี่ยนไปเกิดภัยแล้งส่งผลให้บางพื้นที่ไม่สามารถปลูกไม้ไผ่ได้ เนื่องจาก ปลูกแล้วไม้ไผ่ไม่เจริญเติบโต ยืนต้นตายในช่วงฤดูแล้ง เช่น ตําบลน้ํารึม และตําบลตลุกกลางทุ่ง แต่บางชุมชน สามารถปลูกไม้ไผ่แต่จะได้ลําปล้องที่สั้นไม่เหมาะกับงานจักสานด้วยภาวะภัยแล้ง และไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เช่น ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ ชุมชนจึงหาทางออกด้วยการไปตัดไม้ไผ่ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งภายหลัง พื้นที่ดังกล่าวไม่อนุญาตให้คนนอกพื้นที่เข้าไปใช้ประโยชน์ได้จึงต้องไปซื้อไม้ไผ่จากต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลําปาง แพร่ เป็นต้น ทําให้มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น แต่ขายงานจักสาน ไม้ไผ่ได้เท่าเดิม เนื่องจาก เป็นการค้าขายที่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ปัจจุบันงานจักสานไม้ไผ่ที่คงอยู่ในชุมชนมีเพียงผู้สูงอายุที่ยังคงทําอยู่ ส่วน วัยแรงงานออกไปหาอาชีพนอกพื้นที่เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อรายจ่ายครัวเรือน ซึ่งในอนาคตงานหัตถกรรม


89 จักสานไม้ไผ่อาจสูญหายไป ผู้สูงอายุเหล่านี้มักจะผลิตในแบบที่ตนเองถนัด มักไม่รับข้อเสนอ แนวคิดที่แตกต่าง ไปจากเดิม สอดคล้องกับ บุญเลิศ สดสุชาติ (2548) สรุปไว้ดังนี้ เครื่องจักสานไม้ไผ่เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่ควร ได้รับการอนุรักษ์ คุณลักษณะเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้แก่ วัสดุ กรรมวิธีการผลิต และอุปกรณ์การผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ ควรประยุกต์ในด้านสัดส่วน รูปทรง สีลวดลาย และประโยชน์ใช้สอย ปัญหาและ อุปสรรคที่พบเกี่ยวกับการพัฒนาไม้ไผ่ พบว่า ค่านิยมส่วนใหญ่นั้นต่างเห็นว่าความสนใจศึกษางานด้านผลิต เครื่องจักสานไม้ไผ่ของหนุ่มสาวลดลง คงเหลือแต่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะไม่ยอมรับแนวคิดใน เรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากผู้ที่ผลิตอยู่เป็นประจํา 1.2 จากการศึกษาความต้องการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน พบว่า คนในชุมชน ส่วนใหญ่ทํางานหัตถกรรมสานไม้ไผ่ในรูปแบบเดิม เช่น กระด้ง ตะแกรง ชะลอม มีบางคนที่ทํารูปแบบอื่นๆ เช่น ตะกร้า แจกัน ที่ใส่แก้วน้ํา จากการที่ชุมชนได้มีโอกาสเดินทางไปต่างถิ่น และเห็นรูปแบบงานจักสานจาก ที่อื่นจึงกลับมาทดลองพัฒนางานจักสานของตน ซึ่งยังคงใช้ลวดลายแบบดั้งเดิมที่ตนเองถนัด ซึ่งจะมีคน ส่วนน้อยสามารถขัดลายแปลกใหม่ เช่น ลายดอกพิกุล ลายหนึ่งดอก และลายสี่ดอก โดยงานจักสานของชุมชน ส่วนใหญ่ผลิตแบบไม่มีมาตรฐาน คือ ไม่ผ่านกระบวนการอบและทาแลคเกอร์ ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยยืดอายุ และเพิ่มคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ มีการรวมกลุ่มเฉพาะเครือญาติ ขาดทักษะ วัสดุอุปกรณ์ที่จะ ทําการอบ ซึ่งการอบแต่ละครั้งจะต้องมีปริมาณงานจักสานจํานวนมากจึงจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายในการอบ ส่งผลให้ ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ด้วยเหตุนี้ชุมชนจึงไม่สามารถเรียกร้องเพิ่มราคางานจักสานไม้ไผ่ได้ ราคางาน จักสานไม้ไผ่ เช่น กระด้ง ขนาด 15 นิ้ว 3 อัน 100 บาท ตะกร้า ขนาด 10 นิ้ว ใบละ 70 บาท นอกจากนี้ แต่ละคนจะดําเนินการเองทุกขั้นตอนตั้งแต่การจักตอกไปจนถึงการขึ้นรูป ทําให้ใน 1 สัปดาห์จะสามารถผลิต งานจักสานได้ 6-10 ชิ้น ขึ้นอยู่กับความชํานาญของผู้ผลิต แต่กลับต้องซื้อไม้ไผ่ในราคาสูง ด้วยชุมชนขาด การรวมกลุ่มในการผลิตงานจักสานอย่างจริงจัง งานจักสานยังเป็นรูปแบบเดิมๆ และขาดคุณภาพ ทําให้รายได้ ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ชุมชนจึงมีความต้องการแหล่งขายไม้ไผ่ที่ราคาถูกลง หรือต้องการราคาสินค้าให้ สูงขึ้น และต้องการพัฒนารูปแบบงานจักสานไม้ไผ่ที่ทันสมัย ใช้เวลาในการผลิตงานต่อชิ้นไม่เกิน 2-3 วัน ขัดสานในลวดลายที่ตนถนัด และเมื่อผลิตออกมามีตลาดรองรับ ราคาที่ต้องการจําหน่ายต่อชิ้นประมาณ 50-150 บาท การกําหนดราคาเป็นไปตามขนาด และจํานวนวันในการผลิต 2. ผลการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ จากการทํางานวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มี คุณภาพ โดยการประสานงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกชุมชน โดยมีเครือข่ายภายในชุมชน ร่วมเป็นทีมนักวิจัย ส่งผลให้เกิดกลุ่มวิสาหกิจจักสานไม้ไผ่ในชุมชน ร่วมทั้งได้ร่วมประสานงานดําเนินงานวิจัย กับ ภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยมีทีมวิจัยวิชาการเป็นตัวประสาน ความร่วมมือจากภาคีต่างๆ ทําให้เมื่อจบโครงการผู้วิจัยได้ออกมาแล้ว ชุมชนยังมีทีมงานวิจัยที่อยู่ในชุมชนที่จะ สามารถดําเนินการประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้เอง ทําให้เกิดทีมงานวิจัยของชุมชนที่จะเสริมสร้าง


90 ศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการทํางานของกลุ่มวิสาหกิจในชุมชนได้ต่อไป หลักจากที่ได้สิ้นสุด โครงการแล้ว โดยทีมวิจัยดําเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. สร้างการรับรู้ โดยการร่วมประชุมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. ลงพื้นที่ทาบทาม เชิญชวน 3. ประชุมสร้างความเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพชุมชนด้วย กระบวนการ CBR และหาภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมดําเนินงาน 4. แบ่งบทบาทหน้าที่การทํางาน และลง พื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล 5. ประชุมสรุปวิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางแก้ไข ทําให้เกิดภาคีเครือข่ายร่วม พัฒนา ประกอบด้วย 2.1 การสร้างภาคีเครือข่ายภายในชุมชน เพื่อร่วมดําเนินงานวิจัย และพัฒนารูปแบบงานจักสาน ไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านลานตาเกลี้ยง กลุ่มคนทํางานจักสาน ไม้ไผ่บ้านดงชัฏก้อม, บ้านโปุงแดง, บ้านตลุกแขม, บ้านสะแกเครือ, บ้านแก่งหิน, บ้านมาบปุาแฝก และบ้าน เด่นมะขาม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ปัญหางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของพื้นที่ แบ่งออกได้ ดังนี้1.1) ภาคีเครือข่ายด้านงานวิจัย (1) ร่วมเป็นทีมงานวิจัยชุมชน ดําเนินการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ประสานภาคีเครือข่ายภายในชุมชน (2) ผู้ให้ข้อมูลบริบทพื้นที่ ปัญหาความต้องการพัฒนางานจักสานไม้ไผ่เชิง สร้างสรรค์ รูปแบบ ลวดลายงานจักสานไม้ไผ่ของชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการกําจัดมอดและแมลง 1.2) ภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ สร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ ไผ่ และจัดตั้งกลุ่มเพื่อเป็นต้นแบบการทํางานจักสานไม้ไผ่และการบริหารจัดการกลุ่ม 1.3) ภาคีเครือข่ายร่วมสร้าง มูลค่าเพิ่ม และหาช่องทางการจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ สอดคล้องกับ บรรจง กนะกาศัย (2540 : 11) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วม หมายถึง ความร่วมมือของประชาชนหรือกลุ่มคนที่ เห็นพ้องต้องกันเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อดําเนินการพัฒนาหรือและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการ โดยการ กระทําผ่านกลุ่มหรือองค์การเพื่อบรรลุการเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์ 2.2 การสร้างภาคีเครือข่ายภายนอกชุมชนเพื่อร่วมดําเนินการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ให้มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ทีมวิจัยได้ดําเนินการ ดังนี้ 2.1) ด้านวิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตาก มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง และวิทยาลัยชุมชนตาก เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แม่นยําของแบบสอบถาม และ ร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านงานวิจัย 2.2) ด้านการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ ได้แก่ มหาวิทยาลัย ราชมงคลเทคโนโลยีล้านนา ตาก ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เข้ามาให้ ความรู้เรื่องความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ค้นพบปัญหา 2) เตรียมการและรวบรวมข้อมูล 3) วิเคราะห์ 4) ฟูมฟักความคิด 5) ความคิดกระจ่างชัด 6) ทดสอบความคิด สอดคล้องกับ สุวิทย์ มูลคํา (2547, หน้า 23-24) รวมทั้งนําเอารูปแบบงานจักสานจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศ ให้ชุมชนได้ศึกษาเพื่อเปิดโลกทัศน์กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับชุมชน และหาความเป็น ตัวตนบ่งบอกถึงอัตลักษณ์บนงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ทําให้ชุมชนได้แนวคิดการสร้างสรรค์งานจักสานไม้ไผ่ จากเดิมของตน เป็นรูปแบบใหม่ ๆ ให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้ลวดลายที่ชุมชน ถนัด เช่น ตะกร้าใส่ของทั่วไป แบบหูหิ้วพับได้ ตะกร้าใส่แก้วน้ําหรือขวดไวน์ แบบหูหิ้วพับได้ สะดวกต่อการใช้งาน


91 ตะกร้ามีฝาปิด ตะกร้าใส่เครื่องปรุง ตะกร้าใส่ของฝากของที่ระลึก และตะกร้าจัดชุดอาหารว่าง เป็นต้น 2.3) ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ เพื่อขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้แก่ สํานักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดตาก และสํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอเมืองตาก ในส่วนกระบวนการอบรมควันเพื่อ ปูองกันมอดและแมลงกัดกินเนื้อไม้ ช่วยร่นระยะเวลาการอบ ลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง เป็นการลดปัญหาการ อบรมควันไม้ไผ่แบบเดิม ๆ ที่ทําให้ชิ้นงานถูกไฟไหม้เสียหาย ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชร 2.4) ด้านการจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่ม ได้แก่สํานักงานเกษตรจังหวัดตาก และวิทยาลัยชุมชนตาก ในการให้ความรู้ในการจัดตั้งกลุ่มงานจักสานและการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของกลุ่ม ทําให้กลุ่มมีอํานาจต่อรองในการซื้อไม้ไผ่ และการขายผลิตภัณฑ์จักงานไม้ไผ่ของชุมชน 2.5) ด้านการปลูกไม้ไผ่ ในปุาชุมชน ได้แก่ สํานักจัดการทรัพยากรปุาไม้ที่ 4 (ตาก) ส่วนปุาชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาไม้ไผ่ที่ไม่เพียงพอใน พื้นที่เปูาหมาย โดยร่วมหาแนวทางการปลูกไม้ไผ่ในพื้นที่ปุาชุมชนในพื้นที่เปูาหมายและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเป็น แหล่งปลูกไผ่จําหน่ายให้พื้นที่เปูาหมาย 2.6) ด้านการปลูกไม้ไผ่เพื่อส่งขายกลุ่มจักสานไม้ไผ่อําเภอเมืองตาก ได้แก่ ชุมชนตําบลประดาง อําเภอวังเจ้า จังหวัดตาก เป็นแหล่งปลูก ไม้ไผ่ส่งขายให้กับกลุ่มจักสานไม้ไผ่อําเภอ เมืองตาก เพื่อให้กลุ่มจักสานมีแหล่งไม้ไผ่ราคาถูกอีกทั้งเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนตําบลประดาง อําเภอ วังเจ้า จังหวัดตาก 2.7) ด้านต้นกล้าพันธุ์ไม้ไผ่ซางในการปลูก ได้แก่ สถานีเพาะชํากล้าไม้ตาก ในการสนับสนุน กล้าพันธุ์ไม้ไผ่ให้แก่กลุ่มผู้สนใจปลูกไม้ไผ่ 2.8) ด้านการตลาด ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก เข้าร่วม ทํางานวิจัย ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค และให้ความรู้ ระดมความคิดเห็นในการทําแผนธุรกิจชุมชน (CBMC) ทําให้พัฒนารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ที่ตรงตามความต้องการผู้บริโภค เกิดแผนธุรกิจใน ชุมชน และเพิ่มช่องทางการจัดจําหน่ายงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน 3. ผลการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการดําเนินครั้งนี้กลุ่มเปูาหมายได้แก่ คนที่ทํางานจักสานไม้ไผ่และสมัครใจ สนใจเข้าร่วม พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ โดยผู้วิจัยมีความมุ่งหวังที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลของ กลุ่มเปูาหมาย ในด้านความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ๆ และเกิดการร่วมกลุ่มการทํา จักสานไม้ไผ่ จากการดําเนินงานวิจัย พบว่า กลุ่มเปูาหมายเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เกิดการร่วมกลุ่มและ จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือส่งผลให้เกิดอํานาจต่อรองในหลายๆ ด้านทั้งการซื้อ วัตถุดิบและการจําหน่าย ทําให้ชุมชนเกิดความสามัคคี เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชน ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วม แก้ปัญหา และร่วมรับผลประโยชน์ เปลี่ยนแนวคิด เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนารูปแบบงานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐเข้ามาหนุน เสริมศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถของกลุ่ม เพิ่มช่องทางการจัดจําหน่ายมากขึ้นทําให้ชุมชนสามารถขาย สินค้าได้เพิ่มขึ้น ทําให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดปริมาณไม้ไผ่ในการผลิตภัณฑ์ลง โดยทีมวิจัยดําเนินการ 7 ขั้นตอน ดังนี้


92 3.1 จัดทําแบบสอบถามศึกษาความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่จากผู้บริโภค ที่ผ่านการ ตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 3 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) โดยส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มเครือข่ายบุคคลทั่วไปที่รู้จัก กลุ่มการท่องเที่ยว และกลุ่มเครือข่ายสินค้า OTOP จํานวน 80 คน นอกจากนี้ทีมวิจัยได้สอบถามไปยังกลุ่ม OTOP ทําให้ทราบว่าความต้องการงานจักสานไม้ไผ่ มี ความต้องการมากที่สุด คือ ตะกร้า โดยช่วงระยะเวลาที่ต้องการใช้มากที่สุด อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายนของทุกปี นอกจากนี้ตะกร้าไม้ไผ่ยังนําไปใช้ในเทศกาลต่างๆ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา งานขึ้นธาตุ เดือนเก้า ตักบาตรเทโว จากการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ ของผู้บริโภค ด้านข้อมูลทั่วไป พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิง ร้อยละ 73.80 มีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 40-49 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพรับราชการ/พนักงานของรัฐ ร้อยละ 27.50 มีรายได้เฉลี่ยอยู่ ระหว่าง 5,000-10,000 บาท ด้านข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์งานจักสาน ไม้ไผ่ พบว่า หากผู้บริโภคจะทําการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ ผู้บริโภคจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จักสานสําหรับ ใช้ในครัวเรือนมากที่สุด วัตถุประสงค์ที่จะเลือกซื้อเพราะนํามาใช้เอง เหตุผลที่ทําการเลือกซื้อมากที่สุด คือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์/ทนทาน, ราคาเหมาะสมกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ และรูปแบบรูปทรงน่าสนใจ จุดเด่น ผลิตภัณฑ์จักสานที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด คือ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ สถานที่ที่สะดวกที่สุด สําหรับผู้บริโภคที่จะซื้อผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ คือ งานแสดงสินค้า OTOP โปรโมชั่นที่เป็นแรงจูงใจที่ทําให้เกิด ความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่มากที่สุด คือ บริการส่งสินค้าฟรี ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการซื้อผลิตภัณฑ์ จักสานของผู้บริโภคมากที่สุดคือ ตัวของผู้บริโภคเอง 3.2 ให้ความรู้ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของชุมชน ทีมวิจัยได้เชิญภาคีเครือข่ายภาควิชาการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก (นางสาวธัญญาภักดิ์ ธิเดช คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม ศาสตร์ สาขาออกแบบอุตสาหกรรม) โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ค้นพบปัญหา 2) เตรียมการและรวบรวมข้อมูล 3) วิเคราะห์ 4) ฟูมฟักความคิด 5) ความคิดกระจ่างชัด 6) ทดสอบความคิด นอกจากนี้ยังได้นําเอารูปแบบงานจักสานจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ มาเป็นรูปแบบงานจัก สานให้กับชุมชน เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ และกระตุ้นแนวคิดสร้างสรรค์ให้กับชุมชน คําแนะนํารูปแบบงาน จักสานไม้ไผ่ตามสมัยนิยม สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และข้อมูลความต้องการในการพัฒนางาน หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน มาเป็นแนวทางในการหารูปแบบผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ทําให้ชุมชนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานจักสานไม้ไผ่จากเดิมของตน เป็นรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ตะกร้าใส่ของทั่วไป แบบหูหิ้วพับได้ ตะกร้าใส่แก้ว น้ําหรือขวดไวน์แบบหูหิ้วพับได้ สะดวกต่อการใช้งาน ตะกร้ามีฝาปิด ตะกร้าใส่เครื่องปรุง ตะกร้าใส่ของฝาก ของที่ระลึก และตะกร้าจัดชุดอาหารว่าง เป็นต้น 3.3 ประชุมหารือร่วมกับชุมชนกลุ่มจักสาน เพื่อหารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เชิงสร้างสรรค์ ลวดลายขัดสานที่เป็นอัตลักษณ์ พบว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่นิยมสานลวดลายแบบ ลายไทยสี่ดอก,


93 ลายกระด้งโบราณ แบบเดิมซึ่งจะสานเป็นรูปแบบกระด้ง ตะแกรง จะมีเพียงบางคนที่ทําการสานตะกร้า ลายดอกพิกุล และลายบังอร (เรียกตามชื่อผู้คิดค้น) ซึ่งความต้องการของชุมชนคือ ต้องการพัฒนารูปแบบที่ใช้ เวลาในการทําเพียง 2-3 วัน อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุจะจํากระบวนการลวดลายแบบใหม่ไม่ค่อยได้ จึงอยากทําในลวดลายที่ตนถนัด ในที่ประชุมจึงได้เสนอให้นําลายกระด้ง ตะแกรง ขึ้นมาทําเป็นรูปแบบตะกร้า มีฝาปิด หูหิ้วสามารถพับได้ เพื่อสะดวกในการใช้งานและเก็บรักษา รูปทรงตะกร้าให้มีความหลากหลายทั้งทรง สี่เหลี่ยม ทรงกลม และทรงหกเหลี่ยม โดยได้ให้ นางน้อยมิ่งทองโต เป็นผู้ทําผลิตภัณฑ์ต้นแบบก่อนนําไปอบรม ขยายผลให้กับคนในกลุ่มเปูาหมายต่อไป ในด้านอัตลักษณ์งานจักสานไม้ไผ่ชุมชน พบว่า งานจักสานไม้ไผ่ของ ชุมชนยังไม่มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เนื่องจากชุมชนมักกระจายกลุ่มย่อยเครือญาติ ทําในสิ่งที่ตนถนัด โดยจะ รวมกลุ่มเพียงช่วงการขายสินค้าและซื้อวัตถุดิบเท่านั้นทําให้ยังไม่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน 3.4 ให้ความรู้การขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) โดยทีมงานจากสํานักงาน อุตสาหกรรมจังหวัดตาก เพื่อให้ชุมชนได้รับรู้ข้อมูล และเตรียมความพร้อมในการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชน (มผช.) ซึ่งหากผ่านการรับรองแล้วจะได้รับการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์และการตลาด จากสํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก โดยจะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านเพจสินค้าอุตสาหกรรม ภาคเหนือ มีโครงการสนับสนุนบนแพลตฟอร์มต่างๆ มีการอบรมเพิ่มเติมองค์ความรู้ มีแหล่งเงินทุนจาก ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 (50,000-2,000,000 บาท) และสามารถนําผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่เข้ารับรอง มาตรฐาน OTOP (ระดับดาว) ของสํานักงานพัฒนาชุมชนได้ โดยใบรับรองมาตรฐานจะมีอายุ 3 ปี จากการ ประชุมกลุ่มงานจักสานไม้ไผ่ พบว่า ในช่วงเวลาของการทํางานวิจัย ชุมชนยังไม่สามารถส่งผลิตภัณฑ์งานจัก สานไม้ไผ่ขอใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ทันในครั้งนี้ เนื่องจากขั้นตอน และลักษณะงานที่ต้องศึกษา เก็บรายละเอียด นอกจากนี้ชุมชนยังขาดทักษะการทํางานจักสานไม้ไผ่ให้มีความประณีต ที่เป็นไปตาม มาตรฐานกําหนด 3.5 อบรมขยายผลการทําผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ จากการปราชญ์ชาวบ้านได้ ทดลองทําผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ตามรูปแบบที่ร่วมกันออกแบบ แล้วนํามาขยายผลให้กับสมาชิก กลุ่มเปูาหมาย พบว่า สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ และการใช้ปริมาณไม้ไผ่ลดลงแต่กําหนดราคาได้สูงขึ้น เช่น ขัดสานกระด้ง ขนาด 15 นิ้ว ราคา 35 บาท โดยขนาดดังกล่าวสามารถนํามาทํากระเป๋าถือใบเล็กได้ จํานวน 2 ใบ ขนาด 3 นิ้ว ราคาใบละ 35 บาท เป็นต้น 3.6 พัฒนาศักยภาพของกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เรื่องกลไกโครงสร้างของกลุ่ม การบริหาร จัดการกลุ่ม การระดมทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพของกลุ่มจักสานไม้ไผ่ พบว่า ชุมชนยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจ ชุมชน นิยมรวมกลุ่มกันเองเฉพาะเครือญาติประมาณ 3-5 คน ทําการซื้อวัตถุดิบ และการจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ทําให้ขาดอํานาจต่อรอง ด้วยปัญหาดังกล่าวชุมชนจึงหันมารวมกลุ่มกันแบบไม่เป็นทางการ แต่การรวมกลุ่ม แบบไม่เป็นทางการจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเท่าที่ควร ภายหลังหน่วยงานจากจังหวัดได้ให้งบ สนับสนุนการดําเนินงานกลุ่ม จํานวน 10,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการทํางานกลุ่มจัก สานไม้ไผ่ ทําให้กลุ่มมีสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงได้มีการจัดทําโครงสร้างกลุ่ม และกําหนดข้อตกลงร่วมกัน ต่อมา


94 โครงการ U2T ของมหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชร เข้ามาสร้างตู้อบรมควันที่มีมาตรฐาน ทําให้กลุ่มเริ่มมี สมาชิกเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ก็ยังไม่ดําเนินการจดวิสาหกิจชุมชน เหตุด้วยมีเงื่อนไขทางเอกสารราชการหลาย อย่าง ชุมชนรู้สึกยุ่งยากต่อการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ทีมวิจัยชุมชนจึงได้นําภาคีเครือข่ายจากสํานักงานเกษตร อําเภอเมืองตากเข้ามาให้ความรู้ และสิทธิประโยชน์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จะได้รับจากหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งมีแนวทางในการจดวิสาหกิจชุมชนในนาม “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ” และได้ ร่วมกันทบทวนข้อตกลงกลุ่มร่วมกัน ชุมชนเห็นว่าข้อตกลงเดิมดีอยู่แล้วจึงไม่มีการปรับปรุง 3.7 การพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่าย ทีมวิจัยนําโดยประธานเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก ได้ให้ความรู้ และร่วมพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่ายสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางการจําหน่าย จากเดิมที่ ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ก็จะมีช่องทางการจําหน่ายไปยังแหล่งต่างๆ เช่น เว็บแบ่งปั๋น Facebook (จิตรา บัวคลี่) กาดเกาะลอย ร้านทอฝัน เป็นต้น จากการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า และรูปแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ที่มุ่งผลิตสินค้า จํานวนมาก ราคาไม่แพง ก็จะทําให้มีโอกาสขายได้มากให้กับกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จํานวนมากในสังคม วิจารณ์ผลการวิจัย 1. การศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอ าเภอ เมืองตาก พื้นที่ตําบลน้ํารึม ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ จากการเข้าร่วมเป็นเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก มีโอกาสไปจัดแสดงสินค้าตามงานต่างๆ ทําให้ชุมชนเป็นที่รู้จักและมีร้านค้าต่างๆ สั่งสินค้าจักสานไม้ไผ่ จําหน่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย แต่พื้นที่ดังกล่าวกลับไม่มีไม้ไผ่ และบางพื้นที่มีไม้ไผ่ไม่เพียงพอ ได้แก้ปัญหาด้วยปลูกไม้ไผ่เพิ่มเติม แต่ด้วยสภาพปุาที่ไม่สมบูรณ์ทําให้ไม่สามารถปลูกไม้ไผ่ได้ ชุมชนจึงหา ทางออกด้วยการไปตัดไม้ไผ่ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งภายหลังพื้นที่ดังกล่าวไม่อนุญาตให้คนนอกพื้นที่เข้าไปใช้ ประโยชน์ได้ จึงต้องไปซื้อไม้ไผ่จากต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลําปาง แพร่ เป็นต้น ทําให้มีต้นทุนใน การผลิตสูงขึ้น แต่ขายงานจักสานไม้ไผ่ได้เท่าเดิม เนื่องจากชุมชนผลิตงานจักสานไม้ไผ่ในรูปแบบเดิมๆ เช่น กระด้ง ตะแกรง ชะลอม ขาดความคิดสร้างสรรค์ ยึดติดความคิดเดิมๆ อีกทั้งงานจักสานไม้ไผ่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากไม่มีการอบเพื่อปูองกันมอดและแมลง ด้วยชุมชนผู้ผลิตขาดการรวมกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเพียง รวมกลุ่มกันเฉพาะเครือญาติ ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่จะทําการอบ และการอบแต่ละครั้งจะต้องอบงานจักสานใน ปริมาณที่มากจึงจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายในการอบ นอกจากนี้ยังเป็นการค้าขายที่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทําให้ชุมชน ผู้ผลิตไม่สามารถกําหนดราคาได้ กระบวนการเหล่านี้จึงตกไปเป็นส่วนที่พ่อค้าคนกลางดําเนินการ ด้วยเหตุนี้ ชุมชนจึงไม่สามารถเรียกร้องเพิ่มราคางานจักสานไม้ไผ่ได้ ภายหลังมีการพัฒนาปรับปรุงลวดลาย แต่มีเพียง ส่วนน้อยที่มีอายุไม่มากนักที่สามารถทําได้ เช่น ลายดอกพิกุล ลายหนึ่งดอก และลายสี่ดอก จากการประชุม หารือร่วมกับชุมชน พบว่า ชุมชนต้องการแหล่งขายไม้ไผ่ที่ราคาถูกลง หรือต้องการขายสินค้าให้ราคาสูงขึ้น และ ต้องการพัฒนารูปแบบงานจักสานไม้ไผ่ที่ทันสมัย ใช้เนื้อไม้ไผ่น้อยลง เวลาในการผลิตงานต่อชิ้นไม่เกิน 2-3 วัน


95 ขัดสานในลวดลายที่ตนถนัด และเมื่อผลิตออกมามีตลาดรองรับ ทีมวิจัยจึงได้นําภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนางานจักสาน และร่วมแก้ปัญหาให้กับชุมชน ทั้งการหาส่งเสริมการปลูกไม้ไผ่ในพื้นที่ การสร้าง มาตรฐานของผลิตภัณฑ์จักสานของชุมชน การหาแหล่งปลูกไม้ไผ่ส่งขายในพื้นที่ใกล้เคียง โดยใช้กระบวนการ สร้างการมีส่วนรวมของชุมชน ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับผลประโยชน์ จนเกิดการจัดตั้งกลุ่ม อย่างเป็นทางการภายในชุมชน อีกทั้งได้พัฒนาศักยภาพผู้ผลิตโดยการอบรมให้ความรู้กับชุมชนในการผลิตงาน โดยใช้ไม้ไผ่ลดลง รูปแบบพกพาง่าย จากการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานจักสานในรูปแบบใหม่ที่ต้องใช้ทักษะ การเย็บ พบว่า มีบางคนที่สามารถทําได้ แต่ส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการเย็บให้เกิดความสวยงาม ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงให้ข้อเสนอแนะให้แบ่งบทบาทหน้าที่การทํางานตามความสามารถและความถนัดโดยแบ่งกลุ่มคน จักสาน และกลุ่มคนเย็บผ้า เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพ นําออกขายสู่ตลาดได้ โดยในช่วงระยะแรกทีมนักวิจัย รับทราบปัญหาของชุมชนจึงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโดยไม่มีการจัดเรียงลําดับความสําคัญของปัญหา ให้เวลากับการ หาภาคีเครือข่ายร่วมแก้ปัญหามากเกินไป ทําให้เกิดภาคีเครือข่ายหลายด้าน แต่บางภาคีเครือข่ายยังไม่จําเป็น ใน การวิจัยระยะแรกทําให้ได้ผลงานไม่ตรงกับโจทย์การวิจัย อีกทั้งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจัก สานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ทีมนักวิจัยใช้ระยะเวลาในการรอการออกแบบผลิตภัณฑ์จากภาคีเครือข่ายภายนอกนาน เกินไป ทําให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบล่าช้าเมื่อกลับมาทบทวนแล้ว พบว่า ภาคีภายในชุมชนก็สามารถออกแบบ ผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์ได้โดยการนําข้อมูลความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคสินค้า OTOP และสอบถามผู้จําหน่ายสินค้าหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ประกอบกับการได้เห็นตัวอย่างรูปแบบต่างจากภายนอก มาเป็นแนวทางในการค้นหารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ จนทําให้ชุมชนเกิดความคิด สร้างสรรค์ผลิตสินค้ารูปแบบใหม่ได้ 2. ผลการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ ทีมวิจัยดําเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. สร้างการรับรู้ โดยการร่วมประชุมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. ลงพื้นที่ทาบทาม เชิญชวน 3. ประชุมสร้างความเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพชุมชนด้วยกระบวนการ CBR และหาภาคีเครือข่าย ที่เกี่ยวข้องร่วมดําเนินงาน 4. แบ่งบทบาทหน้าที่การทํางาน และลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล 5. ประชุมสรุปวิเคราะห์ ปัญหา และหาแนวทางแก้ไข ทําให้เกิดภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา ประกอบด้วย จากการถอดบทเรียนการสร้างภาคีเครือข่ายที่ทําให้การดําเนินงานครั้งนี้ประสบความสําเร็จ สามารถสรุปได้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างการรับรู้ในการดําเนินงานโครงการให้กับภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหา เครือข่ายในการทํางานที่มีเปูาประสงค์ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งขั้นตอนนี้ทําให้เห็นทิศทางการทํางานที่ง่ายขึ้น และ เชิญชวนเข้าเป็นดําเนินงานร่วมกัน ทําให้ทีมวิจัยได้ภาคีเครือข่ายทั้งภายในชุมชน และภายนอกชุมชนที่ต้องการ พัฒนาชุมชนร่วมกันดังนี้


96 1.1 ภาคีภายใน ประกอบด้วย ผู้นําชุมชน ปราชญ์ผู้สูงอายุ และคนในชุมชนที่ทํางานจักสาน ไม้ไผ่ในพื้นที่ 1.2 ภาคีภายนอก ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตําบลวังประจบ, มหาวิทยาลัย นอร์ทเทริ์น วิทยาลัยชุมชนตาก สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก และสํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอเมืองตาก สํานักงานเกษตรอําเภอเมืองตาก สถานีเพาะชํากล้าไม้ตาก สํานักจัดการทรัพยากรปุาไม้ที่ 4 (ตาก) ส่วน ปุาชุมชน และกลุ่มเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก ขั้นตอนที่ 2 การสร้างการมีส่วนร่วมทั้งภายในชุมชนและภายนอกชุมชน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ด้านงานจักสานไม้ไผ่ในชุมชน ซึ่งขั้นตอนนี้ทําให้ เกิดความรัก ความสามัคคี ร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมลง มือทํา เกิดโครงข่ายการทํางานร่วมกัน อีกทั้งทราบปัญหาและความต้องการของชุมชน และสามารถวางแผน เพื่อหาแนวในพัฒนาและแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนําปัญหาและความต้องการใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตน ไปใช้วางแผนการดําเนินงานในหน่วยงานได้เพื่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างตรงจุด ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ของชุมชน ซึ่งขั้นตอนนี้ทําให้ชุมชนเกิดการ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดการทํางานจักสานไม้ไผ่ เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา งานจักสานไม้ไผ่ของตน การทําการตลาด รวมทั้งเกิดการรวมกลุ่มการทํางานให้เกิดประสิทธิภาพ และมี คุณภาพมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนที่ 4 การติดตามผล ขั้นตอนนี้จะทําให้ทราบถึงข้อติดขัด ปัญหา อุปสรรค ที่ทําให้การ พัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชน โดยการสร้างการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วนเพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป ในการสร้างภาคีเครือข่ายทําให้เกิดการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ดังนี้ 1. แนวทางการดําเนินการของภาครัฐ 1) เกิดแผนการปลูกไม้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน 2) เกิดโครงข่ายชุมชนทางด้านทรัพยากร 3) เกิดการเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ 4) จัดทําหลักสูตรในชุมชน และส่งต่อภูมิปัญญาสู่โรงเรียนในพื้นที่ 5) เกิดศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน 2. แนวทางการดําเนินงานของชุมชน 1) รวมกลุ่มการทํางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้เป็นรูปธรรม 2) พัฒนารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 3) พัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนให้ได้มาตรฐาน 4) สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทํา ร่วมรับผลประโยชน์ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งหน่วยงานรัฐ


97 จากการถอดบทเรียนการสร้างภาคีเครือข่ายภายในของผู้เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมโครง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมงานวิจัยฯ ทุกขั้นตอนและเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม วิสาหกิจฯ จํานวน 22 คน 2) กลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมงานวิจัยฯ ไม่ครบทุกขั้นตอนและไม่เป็นสมาชิกกลุ่ม วิสาหกิจฯ แต่เข้าร่วมในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานเชิงสร้างสร้างสรรค์ จํานวน 38 คน 3) กลุ่มที่ เข้าร่วมให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว จํานวน 40 คน จากการสังเกตและสอบถามพูดคุย พบว่า กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการงานวิจัยฯ ทุกขั้นตอนมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์งานจักสารเชิง สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีอํานาจต่อรองในการซื้อวัตถุดิบ การจําหน่ายสินค้า และมีภาคีเครือข่ายที่จะ ร่วมพัฒนาศักยภาพของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านช่องทางการจัดจําหน่ายและ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ กลุ่มนี้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิตงานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ลดต้นปริมาณการใช้เนื้อไม้ลง แต่ได้ผลิตภัณฑ์ในราคาที่สูงขึ้น ทําให้มีรายได้เพิ่มขึ้น กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมงานวิจัยฯ ไม่ครบทุกขั้นตอนและไม่เป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจฯ แต่เข้าร่วมในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานเชิงสร้างสร้างสรรค์ เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางาน หัตถกรรมจักสารไม้ไผ่ แต่ไม่ได้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ แล้วไม่มีแหล่งจําหน่าย ทําให้กลับมาผลิตงานจักสานไม้ไผ่ในรูปแบบเดิมราคาถูก กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่เข้าร่วมให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว กลุ่มนี้จะยังขาดความคิดเชิงสร้างสรรค์ในการ พัฒนางานจักสานไม้ไผ่ แต่ยังคงผลิตงานจักสานไม้ไผ่ในรูปแบบเดิมๆ ราคาถูก 3. ผลการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการพัฒนารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พบว่า ชุมชนยังไม่ สามารถหาอัตลักษณ์งานจักสานของตนได้ เนื่องจากขาดการรวมกลุ่ม จักสานแบบต่างคนต่างทําและไม่มี มาตรฐาน ลวดลายเป็นการขัดสานโดยทั่วไปและรูปแบบเดิมๆ เช่น กระด้ง กะแตง กระจาด ตะกร้า โดยทําเพื่อ ส่งขายตลาดล่าง ทีมวิจัยจึงได้การพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนด้านกระบวนการความคิดเชิงสร้างสรรค์ และ มาตรฐานผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ ทําให้เกิดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานมากขึ้น จาก ความคิดสร้างสรรค์ของคนในชุมชน ส่งผลให้เกิดการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่อย่าง ต่อเนื่อง และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์งานจักสานสร้างชุมชนเข้มแข็งและเกิดความยั่งยืน โดยชุมชน ไม่จําเป็นต้องพึ่งหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน และการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยลดปริมาณการใช้เนื้อไม้ไผ่ให้น้อยลง อีกทั้งเป็นการสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับ ผู้บริโภคทําให้ชุมชนสามารถเพิ่มราคาสินค้างานจักสานของชุมชนได้เป็นการยกระดับงานหัตถกรรมจักสาน ไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ของตนไปสู่ตลาดที่สูงขึ้นได้ จากการพัฒนารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์


98 เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนทําให้ชุมชนลดปริมาณการใช้เนื้อไม้ลงแต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากรูปแบบ ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ได้ เช่น จากไม้ไผ่ 2 ปล้อง ปล้องละ 10 บาท จากเดิมสานกระด้ง หรือกะ แตง ขนาด 15 นิ้ว ได้ 1 ใบ จําหน่ายใบละ 35 บาท มาผลิตเป็นกระเป๋าถือ ขนาดเล็ก ขนาด 3 นิ้ว ได้ 2 ใบ จําหน่ายใบละ 50 บาท ทําให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มจากเดิม 65 บาท เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มจักสานส่วนใหญ่เป็น ผู้สูงอายุ ยังขาดแรงงานรุ่นวัยทํางานและเยาวชนที่จะสืบทอด ดังนั้นทีมวิจัยจึงได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา โดยวิทยาลัยชุมชนตากในการขยายผลไปยังโรงเรียนในพื้นที่เพื่อให้คนรุ่นหลังยังคงอนุรักษ์และสืบสาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนได้


99 บทที่ 6 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก”ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ข้อที่ 1เพื่อศึกษาสภาพ และความ ต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชนอําเภอเมืองตาก ข้อที่ 2 เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วม พัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ และข้อที่ 3 เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสาน ไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติการวิจัยในทุกขั้นตอน สรุปผลการวิจัย 1. การศึกษาสภาพ และความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน อ าเภอเมืองตาก 1) จากการศึกษาสภาพบริบทพื้นที่ พบว่า พื้นที่ตําบลน้ํารึม ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ เป็นอาชีพหลัก ปัจจุบันงานจักสานเป็นอาชีพหลักของชุมชน ส่งขายงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จากการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านลานตาเกลี้ยง และได้เข้าร่วมเป็นเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก จึงมีโอกาสไปจัดแสดงสินค้าตามงานต่างๆ ทําให้ชุมชนเป็นที่รู้จักและมีร้านค้าต่างๆ สั่งสินค้าจักสานไม้ไผ่ ผ่านพ่อค้าคนกลางในชุมชนที่จะเข้ามาสั่งสินค้าเพื่อไปจําหน่ายในพื้นที่ ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น โคราช กาญจนบุรี ชุมพร และพังงา จนกลายเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ในจังหวัดตาก แต่พื้นที่ในพื้นที่กลับมีไม้ไผ่ไม่เพียงพอ เนื่องจากชุมชนเป็นเขตพื้นที่สังคมเมืองจึงมีผู้คนอพยพ ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่เพิ่มขึ้น เกิดการแผ้วถางและไถกลบพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งไม้ไผ่ ใช้เป็นพื้นที่อยู่ อาศัยและทําการเกษตร ภายหลังประสบปัญหาภัยแล้งทําการเกษตรไม่ได้ผล แต่งานจักสานไม้ไผ่ยังมีความ ต้องการเพิ่มขึ้น คนในชุมชนจึงหวนกลับมาใช้ภูมิปัญญา จักสานไม้ไผ่มาเป็นอาชีพหลักทดแทนการทําเกษตร ทําให้จํานวนผู้ผลิตจักสานไม้ไผ่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้จํานวนไม้ไผ่ในพื้นที่ลดลงและมีไม่เพียงพอต่อความ ต้องการ ด้วยชุมชนตัดไม้ไผ่ในการทําจักสานแต่ไม่มีการปลูกทดแทน อีกทั้งสภาพพื้นที่แห้งแล้งไม้ไผ่ที่ตัด ก็ไม่แตกขึ้นใหม่ เส้นทางการขายไม้ไผ่จากจังหวัดใกล้เคียงเกิดจากพ่อค้าคนกลางที่นําผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ ในชุมชนไปจําหน่ายยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วไปประเทศ ได้รับรู้ปัญหาว่าไม้ไผ่ในพื้นที่มีไม่เพียงพอจึงได้นําไม้ไผ่กลับมา เพื่อจําหน่ายให้กับคนในชุมชน และซื้องานจักสานไม้ไผ่ของชุมชนกลับไปเพื่อจําหน่าย อีกทั้งส่วนใหญ่คน ในชุมชนยังรวมกลุ่มการทําจักสานเฉพาะเครือญาติทําให้ขาดอํานาจต่อรองทั้งการซื้อไม้ไผ่และการขายงาน จักสานไม้ไผ่ ทําให้ชุมชนมีต้นทุนไม้ไผ่ที่สูงแต่กลับจําหน่ายงานจักสานได้ในราคาที่ถูก ภายหลังชุมชนเริ่มเห็น ความสําคัญของไม้ไผ่ จึงได้เริ่มปลูกไม้ไผ่ในพื้นที่ แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ที่เปลี่ยนไปเกิดภัยแล้งส่งผล


100 ให้บางพื้นที่ไม่สามารถปลูกไม้ไผ่ได้ เนื่องจากปลูกแล้วไม้ไผ่ไม่เจริญเติบโต ยืนต้นตายในช่วงฤดูแล้ง เช่น ตําบล น้ํารึม และตําบลตลุกกลางทุ่ง แต่บางชุมชนสามารถปลูกได้แต่มีปล้องที่สั้น และไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เช่น ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ ปัจจุบันงานจักสานไม้ไผ่ที่คงอยู่ในชุมชนมีเพียงผู้สูงอายุที่ยังคงทําอยู่ ส่วนวัยแรงงานออกไปหาอาชีพนอกพื้นที่ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อรายจ่ายครัวเรือน ซึ่งในอนาคตงาน หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่อาจสูญหายไป ผู้สูงอายุเหล่านี้มักจะผลิตในแบบที่ตนเองถนัด มักไม่รับข้อเสนอแนวคิด ที่แตกต่างไปจากเดิม จากเหตุข้างต้นทําให้ชุมชนผู้ผลิตไม่สามารถกําหนดราคาเองได้ 2) จากการศึกษาความต้องการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน พบว่า ชุมชนส่วนใหญ่ ทํางานหัตถกรรมสานไม้ไผ่ในรูปแบบเดิม เช่น กระด้ง กระแตง กระจาด ชะลอม มีบางคนที่ทํารูปแบบอื่นๆ เช่น ตะกร้า แจกัน ชั้นวางของ จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างถิ่น และเห็นรูปแบบงานจักสานจากที่อื่นจึงกลับมา ทดลองพัฒนางานจักสานของตน เช่น ลายดอกพิกุล ลายหนึ่งดอก และลายสี่ดอก แต่ก็เป็นส่วนน้อย ด้วยเหตุนี้ คนในชุมชนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเรียกร้องเพิ่มราคางานจักสานไม้ไผ่ได้ จากการประชุม และสรุปการวิเคราะห์ ความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ในพื้นที่อําเภอเมืองตาก สรุปได้ 4 ประเด็น ดังนี้1. ต้องการ แหล่งไม้ไผ่หรือซื้อไม้ไผ่ราคาถูก 2. ต้องการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานจากลวดลายที่ตนถนัด ได้แก่ ลายดอกพิกุล กระด้ง ตะแกรง กระแท ชะลอม ลายขัด ลายหกเหลี่ยม และลายสานแบบดั้งเดิม ใช้เวลาในการจักสานไม่นาน ประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถจําหน่ายได้ 3.ผลิตงานหัตถกรรม จักสานแล้วมีตลาดรองรับ 4. ขายสินค้าได้ราคาที่ สูงขึ้น ราคาขั้นต่ําประมาณ 50 บาทขึ้นไปขึ้นอยู่กับระยะเวลา ลวดลาย ขนาด และจํานวนเนื้อไม้ที่ใช้ในการจักสาน 2. เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพ ทีมวิจัยดําเนินการ 5ขั้นตอน ดังนี้ 1. สร้างการรับรู้ โดยการร่วมประชุมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2.ลงพื้นที่ทาบทาม เชิญชวน 3.ประชุมสร้างความเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพชุมชนด้วยกระบวนการ CBR และหาภาคีเครือข่าย ที่เกี่ยวข้องร่วม ดําเนินงาน 4. แบ่งบทบาทหน้าที่การทํางาน และลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล 5. ประชุมสรุปวิเคราะห์ปัญหา และหา แนวทางแก้ไข ทําให้เกิดภาคีเครือข่ายภายในชุมชน ภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และ ภาคชุมชน ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ปัญหางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของพื้นที่ ซึ่งการสร้างภาคี เครือข่าย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ภาคีเครือข่าย ดังนี้ 1. การสร้างภาคีเครือข่ายภายในชุมชนเพื่อร่วมดําเนิน งานวิจัย และพัฒนารูปแบบงานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านลาน ตาเกลี้ยง กลุ่มคนทํางานจักสานไม้ไผ่บ้านดงชัฏก้อม, บ้านโปุงแดง, บ้านตลุกแขม, บ้านสะแกเครือ, บ้านแก่งหิน, บ้านมาบ ปุาแฝก และบ้านเด่นมะขาม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ปัญหางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของพื้นที่ ซึ่งการสร้างภาคีเครือข่ายฯ สามารถแบ่งออกได้เป็น 1.1) ภาคีเครือข่ายด้านงานวิจัย แบ่งออกเป็น (1) ร่วมเป็นทีม งานวิจัยชุมชน ดําเนินการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ประสานภาคีเครือข่ายภายในชุมชน (2) ผู้ให้ข้อมูลบริบทพื้นที่ ปัญหาความต้องการพัฒนางานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ รูปแบบ ลวดลายงานจักสานไม้ไผ่ของชุมชน ภูมิปัญญา ท้องถิ่นในการกําจัดมอดและแมลง 1.2) ภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานจักสานเชิงสร้างสรรค์ สร้างมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ และจัดตั้งกลุ่มเพื่อเป็นต้นแบบการทํางานจักสานไม้ไผ่และการบริหารจัดการกลุ่ม


101 1.3) ภาคีเครือข่ายร่วมสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาช่องทางการจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ 2. การสร้างภาคีเครือข่ายภายนอกชุมชนเพื่อร่วมดําเนินการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ให้มีคุณภาพและตรง กับความต้องการของผู้บริโภคทีมวิจัยได้ดําเนินการ ดังนี้ 2.1) ด้านวิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ตาก มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง และวิทยาลัยชุมชนตาก เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แม่นยําของ แบบสอบถาม และร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านงานวิจัย 2.2) ด้านการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชมงคลเทคโนโลยีล้านนาตาก ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เข้ามาให้ความรู้เรื่องความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ค้นพบปัญหา 2) เตรียมการและรวบรวมข้อมูล 3) วิเคราะห์ 4) ฟูมฟักความคิด 5) ความคิดกระจ่างชัด 6) ทดสอบความคิด รวมทั้งนําเอารูปแบบงานจักสานจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศให้ชุมชนได้ศึกษาเพื่อเปิดโลกทัศน์ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับชุมชน และหาความเป็นตัวตนบ่งบอกถึงอัตลักษณ์บนงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ ทําให้ชุมชนได้แนวคิดการสร้างสรรค์งานจักสานไม้ไผ่จากเดิมของตน เป็นรูปแบบใหม่ ๆ ให้ทันสมัย สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้ลวดลายที่ชุมชนถนัด เช่น ตะกร้าใส่ของทั่วไปและตะกร้าใส่แก้วน้ําหรือขวดไวน์ แบบหูหิ้วพับได้ สะดวกต่อการใช้งาน ตะกร้าใส่เครื่องปรุง ตะกร้าใส่ของฝากของที่ระลึก และตะกร้าจัดชุดอาหาร ว่าง เป็นต้น 2.3) ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ เพื่อขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้แก่ สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก และสํานักงานพัฒนาชุมชนอําเภอเมืองตาก ในส่วนมาตรฐานตู้อบที่ใช้ใน กระบวนการอบรมควันเพื่อปูองกันมอดและแมลงกัดกินเนื้อไม้ ช่วยร่นระยะเวลาการอบ ลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง ช่วย ลดปัญหาความเสียหายต่อชิ้นงานจากการถูกไฟไหม้ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชร 2.4) ด้านการจัดตั้ง กลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่ม ได้แก่สํานักงานเกษตรอําเภอเมืองตากและวิทยาลัยชุมชนตาก ในการให้ความรู้ใน การจัดตั้งกลุ่มงานจักสานและการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของกลุ่ม ทําให้กลุ่มมีอํานาจต่อรองใน การซื้อไม้ไผ่ และการขายผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชุมชน 2.5) ด้านการปลูกไม้ไผ่ในปุาชุมชน ได้แก่สํานักจัดการ ทรัพยากรปุาไม้ที่ 4 (ตาก) ส่วนปุาชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาไม้ไผ่ที่ไม่เพียงพอในพื้นที่เปูาหมาย โดยร่วมหาแนว ทางการปลูกไม้ไผ่ในพื้นที่ปุาชุมชนในพื้นที่เปูาหมายและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเป็นแหล่งปลูกไผ่จําหน่ายให้พื้นที่ เปูาหมาย 2.6) ด้านการปลูกไม้ไผ่เพื่อส่งขายกลุ่มจักสานไม้ไผ่อําเภอเมืองตาก ได้แก่ ชุมชนตําบลประดาง อําเภอวัง เจ้า จังหวัดตาก เป็นแหล่งปลูกไม้ไผ่ส่งขายให้กับกลุ่มจักสานไม้ไผ่อําเภอเมืองตาก เพื่อให้กลุ่มจักสานมีแหล่งไม้ไผ่ ราคาถูกอีกทั้งเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนตําบลประดาง อําเภอวังเจ้า จังหวัดตาก 2.7) ด้านต้นกล้าพันธุ์ไม้ไผ่ ซางในการปลูก ได้แก่ สถานีเพาะชํากล้าไม้ ตาก ในการสนับสนุนกล้าพันธุ์ไม้ไผ่ให้แก่กลุ่มผู้สนใจปลูกไม้ไผ่ 2.8) ด้านการตลาด ได้แก่ กลุ่มเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก เข้าร่วมทํางานวิจัย ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค และ ให้ความรู้ ระดมความคิดเห็นในการทําแผนธุรกิจชุมชน (CBMC) ทําให้พัฒนารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิง สร้างสรรค์ที่ตรงตามความต้องการผู้บริโภค เกิดแผนธุรกิจในชุมชน และเพิ่มช่องทางการจัดจําหน่ายงานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่ของชุมชน ซึ่งสามารถสรุปผลการ ถอดบทเรียนการสร้างภาคีเครือข่ายได้ดังนี้


102 ภาพที่ 33 แสดงขั้นตอนการสร้างภาคีเครือข่าย 3. เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทีมวิจัยได้ดําเนินงาน 7 ขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่จากผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถาม “การศึกษา ความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่” ที่ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบแบบสอบถาม 3คน ใช้วิธีการ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) โดยส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มเครือข่ายบุคคลทั่วไปที่รู้จัก กลุ่มการท่องเที่ยว และกลุ่มเครือข่ายสินค้า OTOP มีผู้การตอบแบบสอบถามจํานวน 80 คน พบว่า ผู้บริโภคส่วน ใหญ่ต้องการผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ในรูปแบบตะกร้า ราคาต่อชิ้นอยู่ระหว่าง 50-150 บาท โดยจะเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์จักสานสําหรับใช้ในครัวเรือนมากที่สุด วัตถุประสงค์ที่จะเลือกซื้อเพราะนํามาใช้เอง เหตุผลที่ทําการเลือก ซื้อมากที่สุด คือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์/ทนทาน, ราคาเหมาะสมกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ และรูปแบบรูปทรงน่าสนใจ จุดเด่นผลิตภัณฑ์ จักสานที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด คือ ราคาเหมาะสมกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ สถานที่สะดวกที่สุด สําหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ คือ งานแสดงสินค้า OTOP โปรโมชั่นที่เป็นแรงจูงใจทําให้ เกิดความต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ คือ บริการส่งสินค้าฟรี ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ จักสานของผู้บริโภคมากที่สุดคือ ตัวของผู้บริโภคเอง นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้สอบถามไปยังกลุ่ม OTOP ทําให้ทราบ ว่าความต้องการงานจักสานไม้ไผ่ มีความต้องการมากที่สุด คือ ตะกร้า โดยช่วงระยะเวลาที่ต้องการใช้มากที่สุด อยู่ สร้างการรับรู้ ภาคีภายใน ภาคีภายนอก ทราบปัญหา ความต้องการ โครงข่ายความ ร่วมมือ วางแผนหาแนว ทางการพัฒนา ความรัก ความ สามัคคี ผู้นํา ปราญช์ ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ผลิตงาน จักสาน และวิสาหกิจในชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ขั้นตอนการสร้างภาคีเครือข่าย ในการพัฒนางานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ การพัฒนา ศักยภาพ เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ เกิดความคิดสร้างสรรค์ ปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข จากทุกภาคส่วน ติดตามผล สร้างการมีส่วนร่วม


103 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนเมษายนของทุกปี นอกจากนี้ตะกร้าไม้ไผ่ยังนําไปใช้ในเทศกาลต่างๆ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา งานขึ้นธาตุเดือนเก้า ตักบาตรเทโว 3.2 การให้ความรู้ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของชุมชน โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ค้นพบปัญหา 2) เตรียมการและรวบรวมข้อมูล 3) วิเคราะห์ 4) ฟูมฟักความคิด 5) ความคิดกระจ่างชัด 6) ทดสอบความคิด นอกจากนี้ยังได้นําเอารูปแบบงานจักสานจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศ มาเป็นรูปแบบงานจักสานให้กับชุมชน ให้แนวคิด เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ และกระตุ้นแนวคิด สร้างสรรค์ให้กับชุมชน คําแนะนํารูปแบบงานจักสานไม้ไผ่ตามสมัยนิยม สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และข้อมูลความต้องการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ของชุมชน มาเป็นแนวทางในการหารูปแบบ ผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ ทําให้ชุมชนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางาน จักสานไม้ไผ่จากเดิม ของตน เป็นรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ตะกร้าใส่ของทั่วไป แบบหูหิ้วพับได้ ตะกร้าใส่แก้วน้ําหรือขวดไวน์ แบบหูหิ้วพับได้ สะดวกต่อการใช้งาน ตะกร้ามีฝาปิด ตะกร้าใส่ เครื่องปรุง ตะกร้าใส่ของฝากของที่ระลึก และตะกร้าจัดชุดอาหารว่าง เป็นต้น 3.3 ประชุมหารือร่วมกับชุมชนกลุ่มจักสาน เพื่อหารูปแบบงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสรรค์ ลวดลายขัดสานที่เป็นอัตลักษณ์ ซึ่งคนในชุมชนส่วนใหญ่นิยมสานลวดลายแบบ ลายไทยสี่ดอก, ลายกระด้ง โบราณ, ลายดอกเดี่ยว, ลายขัด, ลายไทยเก้าดอก และลายหกเหลี่ยม ซึ่งจะสานเป็นรูปแบบกระด้ง ตะแกรง จะมีเพียงบางคนที่ทําการสานตะกร้า ลายที่ใช้เป็นลายตะกร้าโบราณ ลายดอกพิกุล ลายหกเหลี่ยม และลาย บังอร (เรียกตามชื่อผู้คิดค้น) ซึ่งความต้องการของชุมชนคือ ต้องการพัฒนารูปแบบที่ใช้เวลาในการทําเพียง 2-3วัน ก็สามารถได้ผลิตภัณฑ์งานจักสาน อีกทั้งคนที่ทําส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุจะจํากระบวนการลวดลายแบบใหม่ ไม่ค่อยได้ จึงอยากทําในลวดลายที่ตนถนัด ในที่ประชุมจึงได้เสนอให้นําลายกระด้ง ตะแกรง ขึ้นมาทําเป็น รูปแบบตะกร้ามีฝาปิด หูหิ้วสามารถพับได้ เพื่อสะดวกในการใช้งานและเก็บรักษา รูปทรงตะกร้าให้มีความ หลากหลายทั้งทรงสี่เหลี่ยม ทรงกลม และทรงหกเหลี่ยม โดยได้ให้ นางน้อย มิ่งทองโต เป็นผู้ทําผลิตภัณฑ์ ต้นแบบก่อนนําไปอบรมขยายผลให้กับคนในกลุ่มเปูาหมาย 3.4 การอบรมให้ความรู้การเข้ารับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) โดยทีมงานจาก สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก เพื่อให้ชุมชนได้รับรู้ข้อมูล และเตรียมความพร้อมในการขอรับรองมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ซึ่งการได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จะได้รับการสนับสนุนด้านการ ประชาสัมพันธ์และการตลาดจากสํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก โดยจะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพจ สินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ มีโครงการสนับสนุนบนแพลตฟอร์มต่างๆ มีการอบรมเพิ่มเติมองค์ความรู้ มีแหล่ง เงินทุนศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 (50,000-2,000,000 บาท) และสามารถนําสินค้าเข้ารับรองมาตรฐาน OTOP (ระดับดาว) ทางสํานักงานพัฒนาชุมชนได้ โดยใบรับรองมาตรฐานจะมีอายุ 3 ปี แต่ในช่วงเวลาของ การทํางานวิจัย ชุมชนยังไม่สามารถส่งผลิตภัณฑ์งานจักสานไม้ไผ่ขอใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ทัน เนื่องจากขั้นตอน และรายละเอียดของลักษณะงาน นอกจากนี้ชุมชนยังขาดทักษะการทํางานจักสานให้มี ความประณีต ที่เป็นไปตามมาตรฐานกําหนด


104 3.5 อบรมขยายผล การทําผลิตภัณฑ์งานจักสานเชิงสร้างสรรค์ จากการได้ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ เชิงสร้างสรรค์แล้ว ปราชญ์ชาวบ้านได้ไปทําผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อทดลองทําผลิตภัณฑ์งานจักสานตามรูปแบบที่ ร่วมกันออกแบบ ก่อนนํามาขยายผลให้กับสมาชิกกลุ่ม จากการทําผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ นําข้อมูลตู้อบรมควันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชรสร้างให้กับกลุ่มจักสานไม้ไผ่ บ้านสะแกเครือมาขยายผล เพื่อลดปัญหามอดและแมลง ลดปัญหาการเสียของชิ้นงานจากการถูกไฟไหม้ การที่กลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ ทําการอบผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ ทําให้ชิ้นงานไม่เกิดความเสียหาย ชิ้นงานมีสีเหลืองสวยงาม ร่นระยะเวลาการอบ จาก 2 วัน เหลือเพียง 6 ชั่วโมง ลดค่าใช้จ่ายของเชื้อเพลิง 3.6 พัฒนาศักยภาพของกลุ่มหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เรื่องกลไกโครงสร้างของกลุ่ม การบริหาร จัดการกลุ่ม การระดมทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพของกลุ่มจักสานไม้ไผ่ ซึ่งชุมชนยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็น เพียงรวมกลุ่มกันเองเฉพาะเครือญาติทั้งการซื้อวัตถุดิบ และการขาย กลุ่มจะมีอยู่ประมาณ 3-5 คน ทําให้ขาดอํานาจ ต่อรองทั้งการซื้อไม้ไผ่ และถูกกดราคาผลิตภัณฑ์ด้วยปัญหาดังกล่าวชุมชนจึงหันมารวมกลุ่มกันแบบไม่เป็นทางการ ร่วมกันซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการทํางานจักสาน และหาช่องทางจําหน่ายสินค้าเอง จากการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการทํา ให้ไม่ได้รับสนับสนุนจากทางภาครัฐเท่าที่ควร ภายหลังหน่วยงานจากจังหวัดได้ให้งบสนับสนุนการดําเนินงานกลุ่ม จํานวน 10,000 บาท เพื่อเป็นทุนในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการทํางานกลุ่มจักสานไม้ไผ่ ทําให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงได้ มีการจัดทําโครงสร้างกลุ่ม และกําหนดข้อตกลงร่วมกัน โดยการปันผล 6 เดือน/ครั้ง ต่อมาโครงการ U2T ของ มหาวิทยาลัยราชภัฎกําแพงเพชร เข้ามาสร้างตู้อบที่มีมาตรฐาน ทําให้กลุ่มเริ่มมีสมาชิกเพิ่มจํานวนมากขึ้นจากเดิม แต่ก็ยังไม่ดําเนินการจดวิสาหกิจชุมชน เหตุด้วยมีเงื่อนไขทางเอกสารราชการหลายอย่าง ชุมชนรู้สึกยุ่งยากต่อการ จัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ทีมวิจัยชุมชนจึงได้นําภาคีเครือข่ายจากสํานักงานเกษตรอําเภอเมืองตากเข้ามาให้ความรู้ และ สิทธิประโยชน์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จะได้รับจากหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งมีแนวทางในการจดวิสาหกิจชุมชนใน นาม “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ” และได้ร่วมกันทบทวนข้อตกลงกลุ่มร่วมกัน ชุมชนเห็นว่า ข้อตกลงเดิมดีอยู่แล้วจึงไม่มีการปรับปรุง 3.7 การพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่าย ทีมวิจัยนําโดยประธานเครือข่าย OTOP จังหวัดตาก ได้ให้ความรู้ และร่วมพัฒนาช่องทางการจัดจําหน่ายสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางการจําหน่าย จากเดิมที่ขายผ่าน พ่อค้าคนกลาง ก็จะมีช่องทางการจําหน่ายไปยังแหล่งต่างๆ เช่น เว็บแบ่งปั๋น , Facebook (จิตรา บัวคลี่) , กาดเกาะลอย , ร้านทอฝัน เป็นต้น จากการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า และรูปแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ที่มุ่งผลิต สินค้าจํานวนมาก ราคาไม่แพง ก็จะทําให้มีโอกาสขายได้มากให้กับกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จํานวน มากในสังคม แม้กลุ่มลูกค้าจะเป็นตลาดล่าง แต่สินค้าของชุมชนไม่จําเป็นต้องผลิตแบบตลาดล่าง จึงต้องมีการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย ใช้ได้ง่ายในชีวิตประจําวัน มีความคงทน ดูแลรักษาง่าย จะทําให้มีโอกาสขายได้มาก แม้ว่าจะเป็นกลุ่มตลาดล่างก็ตาม จากการดําเนินงานข้างต้นสรุปได้ว่า การดําเนินงานกิจกรรมทั้ง 7 กิจกรรมทําให้ชุมชนเกิด ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานจักสานไม้ไผ่ของชุมชน และเพิ่มช่องทางการจัดจําหน่ายมากขึ้นทําให้ชุมชน สามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนทําให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์


105 ของชุมชน เช่น เช่น จากไม้ไผ่ 2 ปล้อง ปล้องละ 10 บาท จากเดิมสานกระด้ง หรือกะแตง ขนาด 15 นิ้ว ได้ 1 ใบ จําหน่ายใบละ 35 บาท มาผลิตเป็นกระเป๋าถือขนาดเล็ก ขนาด 3 นิ้ว ได้ 2ใบ จําหน่ายใบละ 50 บาท ทําให้ชุมชนมี รายได้เพิ่มจากเดิม 65 บาท นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้กลุ่มได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ข้อเสนอแนะ 1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับกรมปุาไม้ สามารถนําเอางานวิจัยไปต่อยอดเพื่อพัฒนาการปลูก ไม้ไผ่ในพื้นที่เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่าย บูรณาการอย่างมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการปลูกไม้ไผ่ ในพื้นที่อย่างจริงจังเพื่อพัฒนาอาชีพให้กับคนในชุมชน 3. หน่วยงานการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี สามารถนํางานวิจัยนี้ไปต่อยอดด้านการ ทําเครื่องจักตอก เพื่อส่งเสริมให้งานจักสานไม้ไผ่มีคุณภาพ ร่นระยะเวลาการผลิต 4. หน่วยงานการศึกษาสามารถนําไปจัดทําหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อพัฒนางานจักสานเชิงสร้างสรรค์ตาม บริบทของแต่ละพื้นที่ เป็นการกระตุ้นส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้นํางานจักสานต่อยอดสร้างสรรค์ได้ 5. งานจักสานไม้ไผ่ส่วนใหญ่ผลิตโดยผู้สูงอายุ จําเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงคุณค่า ความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นตนเอง เพื่ออนุรักษ์ให้งานจักสานไม้ไผ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ต่อไป และเข้ามามีส่วนร่วม ในการตลาดแบบออนไลน์ เช่น เว็บแบ่งปั๋น Shopee Facebook เป็นต้น 6. ควรพัฒนากลุ่มผู้ปลูกไม้ไผ่ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการดูแล บํารุง รักษาตามชนิดของไม้ไผ่ที่ใช้งาน จักสาน เพื่อให้ในพื้นที่มีไม้ไผ่ใช้ในงานจักสานในพื้นที่ได้ตลอดปี การน าไปใช้ประโยชน์ 1. ทีมนักวิจัยชุมชน ได้นําองค์ความรู้จากกระบวนการงานวิจัย การสร้างเครือข่าย ไปใช้กับกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนฯ และยังคงมีนักวิจัยชุมชนในพื้นที่ที่จะสามารถดําเนินการประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการทํางานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ได้ต่อไป 2. จากการให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งกลุ่ม การบริหารจัดการกลุ่ม ทําให้เกิดการรวมกลุ่มการทําจักสาน ไม้ไผ่ของชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม มีการจดวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ 3. ชุมชนได้นําองค์ความรู้เรื่องความคิดเชิงสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานจักสาน ไม้ไผ่จากรูปแบบเดิมมาเป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่ทันสมัย 4. ชุมชนสามารถสร้างสรรค์และเป็นกลุ่มต้นแบบผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ที่ลดปริมาณการใช้ไม้ไผ่ลง แต่สามารถขายสินค้าได้ราคาเพิ่มขึ้น ชุมชนสามารถนําองค์ความรู้ไปขยายผลยังพื้นที่ที่จักสานในพื้นที่อื่นต่อไป 5. องค์การบริหารส่วนตําบลวังประจบ ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย นําปัญหาและความต้องการ ของชุมชนไปจัดทําข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เรื่องการปลูกไม้ไผ่ในพื้นที่


106 และส่งเสริมช่องทางการจัดจําหน่ายสินค้า โดยการนําผลิตภัณฑ์เผยแพร่บนเว็บไซน์ขององค์การบริหาร ส่วนตําบลวังประจบ 6. วิทยาลัยชุมชนตากได้นํางานวิจัยไปใช้ในการทําแผนปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ในการพัฒนาแหล่ง เรียนรู้ในชุมชนสู่การสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนเครือข่ายในพื้นที่เปูาหมาย ได้แก่ โรงเรียนบ้านใหม่ สามัคคี โรงเรียนตลุกกลางทุ่ง โรงเรียนวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก บรรณานุกรม


107 กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2546) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545. กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) กิตติมา ใบหยกวิจิตร. (2537). ปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบอาชีพจักสาน ในเขตอ าเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: กรุงเทพฯ. เจิมศักดิ์ ปิ่นทองและคณะ. (2527). สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของทรัพยากรชนบท (ศึกษาเฉพาะกรณี หมู่บ้านยากจน). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. เฉลียว บุรีภักดีและคณะ (2545). ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง. กรุงเทพฯ : ทบวงมหาวิทยาลัย. ชุลีภรณ์ ฉิมเจริญ. (2544). ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ต าบลคลองโคน อ าเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ธนพรรณ ธานี. (2540). การศึกษาชุมชน. ขอนแก่น : เพ็ญพริ้นติ้ง. บรรจง กนะกาศัย. (2540). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาป่าชายเลน : ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดจันทบุรี. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ประเวศ วะสี (2558).วิธีการและกลไกยุทธศาสตร์ประชารัฐสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก บนหลักการเศรษฐกิจ พอเพียง .นนทบุรี . พิทักษ์ น้อยวังคลัง. (2547). ลายสานไม้ไผ่ในเขตอ าเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด. คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ : มหาสารคาม วรพงษ์ วรชาติอุดมพงศ์. (2555). การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานเพื่อการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์. ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (2559). คู่มือส่งเสริมการพัฒนา “ระบบเศรษฐกิจฐานราก. : กรุงเทพ. สมปัต ตัญตรัยรัตน์. (2545). สอนให้คิด คิดแล้วเขียน เขียนจากความคิด. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สุวิทย์ มูลคํา. (2547). กลยุทธ์การสอนสังเคราะห์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์. สิริญากร สดแสงจันทร์. (2547). การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย แบบโครงงาน เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ กศ.ม., มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุรางค์ เมรานนท์. (2545). การศึกษาแนวทางการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น : กรณีศึกษาการผลิตกระเป๋า จักสานไม้ไผ่ ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หมู่ที่ 8 ต าบลบางเจ้าฉ่า อ าเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง. เพชรบุรี: สถาบันราชภัฎเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์. โสภิญ สวรรณะ . (2541). การมีส่วนร่วมในศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาการส่งเสริมสุขภาพ บัณฑิตวิทยาลัย. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.


108 อุทุมพร จันทรอด. (2547). การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้กิจกรรมส ารวจนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านลาดใหญ่ อ าเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม., มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


109 ภาคผนวก


110 ภาคผนวก ก - แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 1 หน้ากระดาษ A4 - แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด - แบบฟอร์มประเมินผลการวิจัยในการนําไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ


111 แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 1 หน้ากระดาษ A4 (ส าหรับ ประชาสัมพันธ์) 1. ชื่อผลงาน/โครงการ “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” “Development of creative bamboo basketry handicrafts based on local wisdom to create added value for communities in Mueang Tak District, Tak.” 2. ชื่อ - นามสกุล นักวิจัย นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร นางกรรณิการ์ บุญยัง และนางเปรมจิต มอร์ซิง Miss.Watcharinrat Srisamut Mrs.Kannika Boonyang and Mrs.Premjit Morsing 3. ที่อยู่ที่ติดต่อได้วิทยาลัยชุมชนตาก ตําบลหนองบัวใต้ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เบอร์โทรศัพท์ 08882802653 E-mail [email protected] 4. ชื่อหน่วยงาน วิทยาลัยชุมชนตาก 5. ปี พ.ศ. ที่ด าเนินการเสร็จ 2566 6. ค าค้น keyword การพัฒนา, งานหัตถกรรมไม้ไผ่, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, การสร้างมูลค่าเพิ่ม 7. อ้างอิง (ใส่ URL ที่สามารถเข้าถึงเอกสารได้กรณีเผยแพร่ผลงานฉบับเต็มทางอินเตอร์เน็ต ถ ้าไม่มีให ้เว ้นว่างไว ้) 8. รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว (สามารถแยกไฟล์ หรือใส่รวมไว้ในเนื้อหาได้)


112 9. ค าอธิบาย 1 หน้ากระดาษ A4 (font Tahoma ขนาด 10 แบบ Regular) ความส าคญัและทมี่าของปญัหาการวจิยั ต าบลน ้ารึม ต าบลตลุกกลางทุ่ง ต าบลโป่ งแดง และต าบลวังประจบ อ าเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นอีก หนึ่งชมุชนในภาคเหนือทเี่ป็นแหล่งผลติงานหัตถกรรมจักสานไมไ้ผ่ของจังหวัดตาก ทยี่ังคงด ารงชวีติตามสภาพ สงัคมเกษตรกรรม ผลติเครอื่งมอืเครื่องใชเ้องจากวัตถุดบิธรรมชาตใินทอ้งถนิ่และน างานหัตถกรรมจักสานไมไ้ผ่ เป็นอาชพีเสรมิเลยี้งคนในครอบครัว ชว่งทวี่า่งเวน้จากการท าการเกษตร ซงึ่เป็นภูมปิ ัญญาไดร้ับการถ่ายทอดจากรุ่น สรูุ่่น แสดงใหเ้ห็นถงึวถิกีารด ารงชวีติ ใชไ้มไ้ผ่เป็นเครื่องมอื ประกอบความเชอื่ และความคิดสร้างสรรค์ที่ผ่านจาก ประสบการณ์ความช านาญ ผ่านลวดลายการขัดสานแบบเรยีบง่ายมาเป็นเครอื่งมอื ใชส้อยในครัวเรอืน แต่ในพื้นที่ กลับมไีมไ้ผ่ไม่เพียงพอตอ้งไปซอื้จากจังหวัดขา้งเคยีงท าใหม้ ต ้นทุนสูง ีและชุมชนขาดการรวมกลุ่มในการต่อรอง ราคาการซอื้ขายสนิคา้ อีกทั้งผลติภัณฑง์านหัตถกรรมจักสานยังไม่ไดม้าตรฐาน คอืมเีชอื้รา มอดและแมลงกัดแทะ ผลิตภัณฑ์ ถ ้าหากออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตรงกับความต ้องการของผู้บริโภคก็จะท าให ้ยกระดับของงาน หัตถกรรมจักสานไม ้ไผ่ให ้มูลค่าเพิ่มขึ้น รวมทั้งการหาภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาองค์ความรู้ โดยน าเทคโนโลยีมา พัฒนางานหัตถกรรมจักสานใหม้คีณุภาพ และสรา้งชอ่งทางการจ าหน่ายใหช้มุชน เพอื่ให ้ภูมิปัญญางานหัตถกรรม จักสานของชุมชนคงอยู่ได ้อย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพอื่ศกึษาสภาพ และความตอ้งการในการพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไมไ้ผข่องชมุชนอ าเภอเมอืงตาก 2. เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม ้ไผ่ให ้มีคุณภาพ 3. เพอื่พัฒนารูปแบบผลติภัณฑง์านหัตถกรรมจักสานไมไ้ผเ่ ชงิสรา้งสรรคเ์พอื่สรา้งมลูคา่เพมิ่ วิธีด าเนินการวิจัย ใชก้ระบวนการงานวจิัยทเี่นน้การมสีว่นร่วมของคนในชมุชนที่ท างานจักสานไม ้ไผ่ในอ าเภอเมืองตาก จังหวัด ตาก โดยการด าเนินการวิจัยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน 1) คน้ควา้หาขอ้มลูรวบรวมเอกสาร และวางแผนการศกึษา 2) สร้าง เครอื่งมอืทใี่ชใ้นการวจิัย 3) เก็บรวบรวมข ้อมูล 4) วิเคราะห์และแปรผลข ้อมูล 5) สรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย วิธี คดัเลอืกกลมุ่ตัวอย่างผูว้จิัยใชว้ธิกีารเลือกแบบเจาะจงเพื่อให ้ได ้กลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข ้องเข ้าร่วมในการด าเนินการพัฒนา ผลการด าเนินงาน การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไมไ้ผ่เชงิสรา้งสรรคบ์นฐานภูมปิ ัญญาทอ้งถนิ่เพื่อสรา้งมูลค่าเพมิ่ของ ชุมชนอ าเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ดว้ยการมสีว่นร่วมของชมุชนท าใหท้ราบถงึปัญหาและความตอ้งการทแี่ทจ้รงิ ของชุมชนในการพัฒนางานจักสานไมไ้ผ่เชงิสรา้งสรรค์อกีทัง้ภาคีเครือข่ายทัง้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค ประชาชน เขา้มามีส่วนร่วมในการแกไ้ขปัญหาโดยใชก้ระบวนความคดิ สรา้งสรรค์6 ขั้นตอน ประกอบด ้วย (1) ค ้นพบปัญหา (2) เตรียมการและรวบรวมข ้อมูล (3) วิเคราะห์ (4) ฟูมฟักความคิด (5) ความคดิกระจ่างชัด (6) ทดสอบความคิด ทชี่ว่ยกระตนุ้ความคดิ สรา้งสรรคข์องชมุชนสง่ผลใหเ้กดิผลติภัณฑใ์หม่ๆทตี่รงกับความตอ้งการ ของผูบ้รโิภค ทชี่ว่ยลดปรมิาณการใชไ้มไ้ผ่ลง เป็นการเพมิ่มูลคา่ของสนิคา้และเพมิ่ชอ่งการจ าหน่ายสนิคา้ท าให้ ชมุชนสามารถจ าหน่ายสนิคา้ไดเ้พมขึ้น ิ่ ประโยชน์ของผลงานวิจัย 1. ชมุชนมรีูปแบบผลติภัณฑห์ ัตถกรรมจักสานเชงิสรา้งสรรคท์เี่ป็นอัตลักษณ์ของชมุชนและตรงกบัความ ต ้องการของตลาด 2. ชุมชนได ้รับการอบรมความรู้ด ้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได ้จากการออกแบบ 3. ชุมชนมีภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานเชงิสรา้งสรรคแ์ละชอ่งทางการจัดจ าหน่ายสนิคา้ 4. เกดิการอนุรักษ์สบืสานภมูปิ ัญญาหัตถกรรมจักสานในชมุชน 5. ประชาชนในต าบลตลุกกลางทุ่ง ต าบลน ้ารึม ต าบลโป่ งแดง และต าบลวังประจบ อ าเภอเมืองตาก จังหวัดตาก มีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เสริมสร้างรายได ้ให ้แก่ครัวเรือน


113 แบบฟอร์มสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด (ส าหรับเผยแพร่ในระบบ EXPLORE ผ่านทางเว็บไซต์ www.thai-explore.net) (อยู่ในส่วนภาคผนวก) 1. ชื่อผลงาน/โครงการ “การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก” “Development of creative bamboo basketry handicrafts based on local wisdom to create added value for communities in Mueang Tak District, Tak.” 2. ชื่อ นามสกุล นักวิจัย - นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร - Miss Watcharinrat Srisamut - นางกรรณิการ์ บุญยัง - Mrs. Kannika Boonyang - นางเปรมจิต มอร์ซิง - Mrs.Premjit Morsing 3. ที่อยู่ที่ติดต่อได้วิทยาลัยชุมชนตาก เบอร์โทรศัพท์0882802653 E-mail [email protected] 4. ชื่อหน่วยงาน วิทยาลัยชุมชนตาก ตําบลหนองบัวใต้ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก 5. ปี พ.ศ. ที่ด าเนินการเสร็จ 2566 6. ค าค้น Keyword การพัฒนา, งานหัตถกรรมไม้ไผ่, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, การสร้างมูลค่าเพิ่ม 7. อ้างอิง....(ใส่ URL ที่สามารถเข้าถึงเอกสารได้กรณีเผยแพร่ผลงานฉบับเต็มทางอินเตอร์เน็ต ถ้าไม่มีให้เว้นว่างไว้) 8. รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว


114 9. ค าอธิบาย 5 บรรทัด (font Tahoma ขนาด 10 แบบ Regular) (สรุปรายละเอียดผลงานวิจัย/โครงการวิจัย มีความยาวไม่เกิน 5 บรรทัด อธิบายด้วยภาษาง่ายๆ เข้าใจได้ง่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานทุกระดับ) การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไมไ้ผ่เชงิสรา้งสรรคบ์นฐานภูมปิ ัญญาทอ้งถนิ่จากการมสีว่นร่วมของชมุชน และ การสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา ผ่านกระบวนการความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของงานจักสานไม ้ไผ่ใน ชุมชนอ าเภอเมืองตาก จังหวัดตาก โดยการลดปริมาณไม ้ไผ่ เพิ่มรายได ้เพิ่มชอ่งทางการตลาด ให ้กับผู้ผลิต เชอมื่ ประสานคนรุ่นใหม่ร่วมอนุรักษ์และสบืสานภูมิปัญญาท ้องถิ่นของตน อีกทั้งยังมีนักวิจัยชุมชนในพื้นที่ที่สามารถ ประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได ้เอง เพื่อเสรมิ สรา้งศักยภาพและเพิ่มขดีความสามารถการท างานของกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนฯ ต่อไปได ้ 10. สรุปงานวิจัยในรูปแบบ info graphic โดยให้มีตราสัญลักษณ์ของ วช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น าเข้าข้อมูลสรุปผลงานวิจัย/โครงการวิจัย 5 บรรทัด ในระบบ EXPLORE ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiexplore.net การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นกระบวนการสร้างภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพชุมชนจนเกิดความคิด เชิงสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยใช้กระบวนการความคิดเชิงสร้างสรรค์ 6 ขั้นตอน รวมกับข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคและ ความต้องการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชนมาเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชน


115 แบบฟอร์มประเมินผลการวิจัยในการน าไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ********************************************** ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ชื่อแผนงานวิจัย/ชื่อโครงการวิจัย การพัฒนางานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญา ท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของชุมชนอําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ชื่อนักวิจัย นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร หน่วยงาน วิทยาลัยชุมชนตาก ชื่อนักวิจัย นางกรรณิการ์ บุญยัง หน่วยงาน วิทยาลัยชุมชนตาก ชื่อนักวิจัย นางเปรมจิต มอร์ซิง หน่วยงาน วิทยาลัยชุมชนตาก งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน 300,000 (บาท) ปีงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน 2565 วัน/เดือน/ปี ที่ดําเนินการวิจัยแล้วเสร็จ เมษายน 2566 เปูาหมายดําเนินการตําบลน้ํารึม ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัดตาก พื้นที่การใช้ประโยชน์ตําบลน้ํารึม ตําบลตลุกกลางทุ่ง ตําบลโปุงแดง และตําบลวังประจบ อําเภอเมืองตาก จังหวัด ตาก และพื้นที่ใกล้เคียง หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และนอกพื้นที่ เช่น พัฒนาชุมชน อุตสาหกรรมจังหวัดตาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ได้แก่ เครือข่าย OTOP จังหวัดตาก เป็นต้น ส่วนที่ 2 ผลการวิจัยและการน าไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม 2.1 การน าไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม (สามารถตอบได้มากกว่า 1 มิติ) มิตินโยบาย หมายถึง การมีเอกสารแสดงความสนใจ ความต้องการ หรือการนําข้อมูลและแนว ทางแก้ไขซึ่งได้จากผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมมาใช้ประกอบการแก้ไขปัญหาสําคัญและ ปัญหาเร่งด่วนของประเทศในองค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน - ปัญหาสําคัญ/ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ คือ สภาวะเศรษฐกิจ ราคาน้ํามันสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อ ประชาชนในทุกภาคส่วน ส่งผลให้เกิดปัญหาราคาสินค้าเพิ่มขึ้น รายได้ลดลง และมีรายจ่ายที่สูงขึ้น จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ชุมชนขายสินค้าได้ราคาถูก แต่ต้นทุนสินค้าราคาแพงเนื่องจากต้อง ซื้อวัตถุดิบนอกพื้นที่ ชุมชนขาดองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการรวมกลุ่ม ต้องเผชิญปัญหา เพียงลําพัง ถูกกดราคาสินค้าจากพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ คนใน ชุมชนวัยแรงงานต้องออกไปหาอาชีพนอกหมู่บ้านเหลือไว้เพียงคนผู้สูงอายุและเด็กในชุมชน - ชื่อองค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่นํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ วิทยาลัยชุมชนตาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรอําเภอเมืองตาก พัฒนาชุมชนอําเภอเมืองตาก เครือข่าย OTOP จังหวัดตาก - ช่วงเวลาที่นํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (วัน/เดือน/ปี)


116 - ลักษณะการนํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (โปรดให้คําอธิบาย พร้อมแนบเอกสาร/ภาพประกอบ) 1. วิทยาลัยชุมชนตาก ใช้เป็นข้อมูลในการทําแผนบริการวิชาการ 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้ข้อมูลในการทําแผนพัฒนาชุมชน และส่งเสริมปลูก ไม้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจ 3. เกษตรอําเภอเมืองตาก ใช้ข้อมูลในการทําแผนพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4. พัฒนาชุมชนอําเภอเมืองตาก ใช้ข้อมูลในการทําแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐาน OTOP 5. สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก ใช้ข้อมูลในการทําแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) - การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อองค์กร หรือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน (โปรดให้คําอธิบาย พร้อมแนบเอกสาร/ภาพประกอบ) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนรวมแก้ปัญหา และพัฒนาศักยภาพชุมชนร่วมกัน และมีแผนชุมชนพัฒนาจากความต้องการของชุมชน มิติวิชาการ หมายถึง การมีเอกสารแสดงถึงการอ้างอิง (Citations) บทความวิจัย ที่ได้รับการตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งมี Peer-review (โปรดแนบเอกสาร/หลักฐานอ้างอิง) มิติเชิงสังคม/ชุมชน หมายถึง การมีเอกสารแสดงความสนใจ หรือความต้องการเข้ารับการถ่ายทอด ความรู้ของชุมชน ท้องถิ่น หรือองค์กร (ไม่ใช่หน่วยงานต้นสังกัดของนักวิจัย/หน่วยงานให้ทุน) ที่แสดง ให้เห็นถึงการนํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อชุมชน ท้องถิ่น องค์กร - ชื่อชุมชน ท้องถิ่น หรือองค์กร ที่นํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ไผ่บ้านมาบปุา แฝก องค์การบริหารส่วนตําบลวังหิน กลุ่มงานจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ และชุมชนทํางานจักสาน ใกล้เคียง - ช่วงเวลาที่นํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (วัน/เดือน/ปี) 1 สิงหาคม 2565 - ลักษณะการนํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (โปรดให้คําอธิบาย พร้อมแนบเอกสาร/ภาพประกอบ) 1. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ไผ่บ้านมาบปุาแฝก และชุมชนทํางานจักสานใกล้เคียงได้รูปแบบการทํา ตู้อบไม้ไผ่ที่มีมาตรฐานลดเวลาในการอบงานจักสาน รวมทั้งแนวทางการบริหารจัดการกลุ่ม การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลุ่ม


117 2. องค์การบริหารส่วนตําบลวังหิน ใช้ในการวางแผนการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ เชิงสร้างสรรค์ของชุมชน - การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อชุมชน ท้องถิ่น องค์กร (โปรดให้คําอธิบาย พร้อมแนบเอกสาร/ ภาพประกอบ) ชุมชนเกิดความสามัคคี ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมหาการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน ชุมชนเห็น ประโยชน์ และคุณค่าของไม้ไผ่ในพื้นที่ ร่วมกันปลูกไม้ไผ่ มีวิธีคิดในการพัฒนางานหัตถกรรม จักสานไม้ไผ่เชิงสร้างสรรค์ มีการบริหารจัดการกลุ่ม เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์จักสาน ไม้ไผ่ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ มิติพาณิชย์หมายถึง การมีเอกสารแสดงความสนใจ หรือความต้องการในการนําผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไปพัฒนา/ปรับปรุง กระบวนการผลิตและจําหน่ายในภาคการผลิตและ ภาคอุตสาหกรรม - ภาคการผลิต/ภาคอุตสาหกรรม ที่นํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่ บ้านสะแกเครือ - ช่วงเวลาที่นํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (วัน/เดือน/ปี) 1 มกราคม 2566


118 - ลักษณะการนํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (โปรดให้คําอธิบาย พร้อมแนบเอกสาร/ภาพประกอบ) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ ได้นําผลการวิจัย ไปใช้ในการต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม เกิดช่องทางการจําหน่ายสินค้าทั้ง offline ได้แก่ กาดเกาะลอย ตลาดสินค้า OTOPร้านจําหน่ายสินค้าจักสานไม้ไผ่ทอฝัน onlineได้แก่ https://www.facebook.com/จิตรา บัวคลี่ และเว็บแบ่งปั๋น - การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรม (โปรดให้คําอธิบาย พร้อมแนบ เอกสาร/ภาพประกอบ) ชุมชนมีวิสัยทัศน์ มุมมอง และความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นในการพัฒนางาน หัตถกรรมจักสานเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มมูลคุณค่าผลิตภัณฑ์ เห็นคุณค่าทรัพยากรในพื้นที่ และเกิด ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชน เกิดการพัฒนาในการนําเทคโนโลยีมาช่วย ประชาสัมพันธ์ และจําหน่ายสินค้าในชุมชน 2.2 ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากงานวิจัย (โปรดระบุเดือน/ปี ที่ยื่นขอและได้รับ) ผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม (โปรดระบุหน่วยงาน บุคคล หรือพื้นที่ที่นํางานวิจัยไปใช้ประโยชน์) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานไม้ไผ่บ้านสะแกเครือ ชุมชนทํางานจักสานในพื้นที่ตําบลวังหิน 2.3 ปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินงานวิจัย (งานวิจัยที่แล้วเสร็จ) ไม่มีปัญหาและอุปสรรค มีปัญหาและอุปสรรค (โปรดระบุสาเหตุ) 1. กลุ่มเปูาหมายอยู่ห่างไกลกัน ทําให้ไม่สามารถรวมกลุ่มเปูาหมายในคราวเดียวกันได้ แนวทางแก้ไข ปัญหา ประชุมกลุ่มเปูาหมายตามตําบล 2. ชุมชนกลุ่มเปูาหมายส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ ทําให้การรวมกลุ่มทํากิจกรรม เป็นไปได้ยาก แนวทางแก้ไข สร้างความเข้าใจในการดําเนินโครงการเพื่อให้กลุ่มเปูาหมาย เห็นความสําคัญ และร่วมวางแผนในดําเนินกิจกรรมร่วมกัน


119 2.5 ผลกระทบจากการน าผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์(งานวิจัยที่แล้วเสร็จ) ไม่มีผลกระทบ มีผลกระทบ (โปรดระบุสาเหตุ) ลงชื่อ (นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร ) ตําแหน่ง หัวหน้าโครงการฯ


120 ภาคผนวก ข เอกสารที่เกี่ยวข้อง


121 การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน


122 แบบค าขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน


123


124


125


126


127


128


129 หลักเกณฑ์การขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่


130


131


Click to View FlipBook Version