แผนการจัดการเรียนรู้
วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๓๒๑๐๒
ภาคการเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
นางสาวธัญญา ดาทอง
ตำแหน่ง ครู
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
โรงเรียนหนองกี่พิทยาคม
ตำบลทุ่งกระตาดพัฒนา อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 1 วชิ าภาษาไทย 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
เวลา 6 ชั่วโมง
รหัส ท 32102 เวลา 2 ชว่ั โมง
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เรอ่ื ง พนิ จิ เรอ่ื งราว
เรอื่ ง การอ่านเพอ่ื วเิ คราะห์วิจารณโ์ คลนตดิ ลอ้
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้วี ัด
ท 1.1 ม.4-6/5 วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคดิ เหน็ โต้แยง้ เก่ยี วกับเรอ่ื งที่อ่าน และเสนอ
ความคิดใหม่อย่างมีเหตุผล
ม.4-6/9 มมี ารยาทในการอา่ น
2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. วเิ คราะห์และวิจารณ์วรรณคดใี นบทเรียน
2. เขียนตามขน้ั ตอนวิเคราะหแ์ ละวิจารณ์วรรณคดใี นบทเรยี น
3. มนี ิสยั รกั การอ่าน
3. สาระสาคัญ
การอ่านจบั ใจความจากวรรณคดใี นบทเรยี น ทาใหส้ ามารถวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคิดเหน็
โตแ้ ย้งและเสนอความคิดใหม่อยา่ งมเี หตุผล
4. สาระการเรียนรู้
1. สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เชน่
- วรรณคดใี นบทเรยี น
5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น 4) ทักษะการสรา้ งความรู้
5.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร 5) ทักษะการใหเ้ หตุผล
5.2 ความสามารถในการคิด
6) ทกั ษะการสรปุ ลงความเหน็
1) ทักษะการตีความ
2) ทกั ษะการวเิ คราะห์
3) ทกั ษะกระบวนการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ
5.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
6. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มวี ินัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมั่นการทางาน
7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ข้นั นาเขา้ สบู่ ทเรยี น ช่ัวโมงท่ี 1
1. ทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1
2. ครสู นทนากับนกั เรยี นเรอ่ื ง เสมียน แลว้ ใหน้ ักเรียนร่วมกนั อภปิ รายและแสดงความคิดเห็น
ตามความเข้าใจของนักเรียนวา่ เสมยี น คอื อะไร มีหน้าท่ที าอะไร มคี วามสาคัญอย่างไร
“เสมียน ในบทความพระราชนพิ นธ์ มคี วามหมายว่าอย่างไร”
(บคุ คลท่ที างานในบริษทั ขา้ ราชการ ไดร้ ับเงินเดือนเป็นประจาทกุ เดอื น)
ขั้นสอน
1. ครแู บ่งนกั เรียนเปน็ กล่มุ กลุ่มละ 4 คน คละกันตามความ สามารถ คอื เกง่ ปานกลาง
คอ่ นข้างเก่ง ปานกลางคอ่ นขา้ งออ่ น และออ่ น
2. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มอา่ นเร่อื ง โคลนตดิ ล้อ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมยี น จากหนงั สือเรยี น
วรรณคดีและวรรณกรรม ม.5
3. ครสู นทนากับนักเรียนเรื่อง โคลนติดล้อ ตอน ความนยิ มเป็นเสมยี น จากนั้นถามนกั เรียน
วา่ เป็นวรรณกรรมประเภทใด ใครเป็นผแู้ ตง่ และมจี ุดมุ่งหมายในการแตง่ อย่างไร
4. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ร่วมกันแสดงความคิดเหน็ ว่า เมื่ออ่านเรื่อง โคลนติดล้อ ตอน ความ
นิยมเป็นเสมยี น แล้วมคี วามรู้สกึ อย่างไร เหตุใดจึงรู้สึกเช่นนั้น
ขน้ั สรปุ
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็นว่า เร่ือง โคลนติดล้อ ตอน
ความนิยมเป็นเสมียน มีความเหมาะสมหรือขัดแย้งกัน รูปแบบคาประพันธเ์ หมาะสมกับเน้ือหาหรือไม่ เนื้อหา
สาระของเรื่องมีคุณคา่ ในการสร้างความเพลิดเพลนิ ประเทอื งปัญญา สะเทือนอารมณ์ สะท้อนสังคม ใหค้ วามรู้
ข้อคิด คติเตือนใจหรือไม่ อย่างไร ความไพเราะทางวรรณศิลป์ คือ การใช้ถ้อยคา สานวนโวหารไพเราะ คม
คายหรือไม่ มกี ลวิธใี นการสร้างภาพพจน์ ใช้คาและเสยี งสัมผสั ท่ไี พเราะหรอื ไม่ อยา่ งไร
ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน ช่ัวโมงท่ี 2
1. ครทู บทวนเกยี่ วกับการวเิ คราะห์วจิ ารณ์เรือ่ ง โคลนติดลอ้ ตอน ความนิยมเปน็ เสมยี น ที่
นักเรยี นได้ศึกษาไปแล้ว
“นักเรียนคดิ ว่า เสมยี น ในอดีตกับปัจจุบนั มคี วามเหมือนและความแตกต่างกันหรือไม่
อย่างไร”
ขนั้ สอน
1. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ร่วมกนั ทา ใบงานเร่ือง การวเิ คราะห์ วิจารณ์ในบทเรียน เรอื่ ง โคลน
ติดลอ้ ตอน ความนยิ มเป็นเสมยี น ลงในสมุด
2. ครชู แี้ จงใหน้ ักเรียนทราบว่า ความสาเร็จของกลมุ่ นั้นจะตอ้ งอาศยั ผลการรว่ มมอื กัน
ช่วยเหลอื กนั ผู้ทเี่ ก่งกวา่ จะต้องช่วยแนะนาผู้ทอี่ อ่ นกวา่ หรือช้ากว่า
3. เมอื่ ทาเสรจ็ แล้วใหต้ รวจสอบความเรยี บรอ้ ยแลว้ นาสง่ ครตู รวจ
ขนั้ สรปุ
1. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เก่ียวกับการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีในบทเรียน เรื่อง
โคลนตดิ ล้อ ตอน ความนิยมเปน็ เสมียน
8. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้
- หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.5
- PowerPoint เรื่อง แบบทดสอบก่อนเรียน
- PowerPoint เรื่อง โคลนติดล้อ ตอน นยิ มความเปน็ เสมียน
- ใบงานเรอื่ ง การวิเคราะห์ วิจารณ์วรรณคดีในบทเรยี น เร่อื ง โคลนตดิ ล้อ ตอน ความนยิ มเป็นเสมียน
9. การวัดและประเมนิ ผล
ประเด็นที่ตอ้ งการวัด วิธกี าร เคร่ืองมอื เกณฑ์
- วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์ ตรวจใบงานเรอ่ื ง การ ใบงานเรือ่ ง การ ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
วรรณคดีในบทเรยี น วเิ คราะห์ วจิ ารณ์
วิเคราะห์ วิจารณ์
- เขยี นตามขัน้ ตอน วรรณคดใี นบทเรียน วรรณคดใี นบทเรียน
วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณ์ เรอ่ื ง โคลนตดิ ล้อ ตอน เร่อื ง โคลนตดิ ลอ้
วรรณคดีในบทเรยี น ความนยิ มเป็นเสมยี น
ตอน ความนิยมเปน็
เสมยี น
ความรพู้ นื้ ฐานกอ่ น ตรวจแบบทดสอบกอ่ น แบบทดสอบก่อนเรยี น ประเมินตามสภาพจริง
เรยี น เรียน หน่วยการเรยี นรู้ท่ี หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1
1
- มีนิสัยรักการอา่ น สงั เกตพฤตกิ รรมการ แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ทางานกล่มุ การทางานกลมุ่
ใบงานเรอ่ื ง การวเิ คราะห์ วจิ ารณว์ รรณคดใี นบทเรยี น
เร่อื ง โคลนติดล้อ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน
คาช้แี จง ให้นักเรียนอา่ นเรอื่ ง โคลนตดิ ลอ้ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน แล้ววเิ คราะห์วิจารณต์ ามประเดน็
ตอ่ ไปน้ี
1. ลกั ษณะคาประพนั ธ์
2. ประวตั ิของผแู้ ตง่
3. จุดมงุ่ หมายในการแต่งและที่มาของเรือ่ ง
4. คาว่า “เสมยี น” ในบทความพระราชนพิ นธ์ หมายความวา่ อยา่ งไร
5. องคป์ ระกอบของเรือ่ ง
1. สาระสาคัญ
2. โครงเรื่อง
3. ตัวละคร
4. ฉากและบรรยากาศ
6. ข้อคดิ เหน็ ทมี่ ีตอ่ เรอื่ ง
แบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 5
คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนเลือกคาตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. เรือ่ ง โคลนติดล้อ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน 6. คากล่มุ ใดทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับความคดิ ทีไ่ มด่ ีในการ
เปน็ งานเขยี นประเภทใด รกั ษาผปู้ ว่ ย
ก. บทความโต้ตอบ ก. พิรยิ อทุ ธจั วิหิงษา
ข. เรียงความท่ัวไป ข. พิริย วิจิกิจฉา วหิ งิ ษา
ค. ความเรยี งรอ้ ยแกว้ ค. วติ กั โก วจิ กิ ิจฉา ทฏิ ฐิมาโน
ง. บทความแสดงความคิดเหน็ ง. พริ ยิ วจิ กิ ิจฉา ทิฏฐิมาโน
2. เรอื่ ง โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเปน็ เสมียน 7. ขอ้ ความใดทแ่ี สดงว่าตาราแพทย์ของไทยมี
ให้ข้อคดิ ใดแก่ผู้อา่ น ความสมั พนั ธก์ บั พระพทุ ธศาสนา
ก. ไมใ่ หล้ ืมความเป็นมาของตนเอง ให้รู้จกั ก. ไหวค้ รูกุมารภจั ผูเ้ จนจัดในคัมภรี ์
ปรบั ตวั ข. โมโหอย่าหลงเลห่ ์ ด้วยกาเมมจิ ฉาใน
ข. อาชพี ท่เี หมาะสาหรบั คนไทย คือ อาชพี ค. หมอนวดแลหมอยา ผเู้ รียนร้คู มั ภีร์ไสย์
เกษตรกรรม ง. ไมร่ ูค้ ัมภีร์เวช หอ่ นเห็นเหตุซง่ึ โรคทา
ค. ใหใ้ ช้ความร้คู วามสามารถสรา้ งประโยชน์ 8. โรคใดไมจ่ ดั อยูใ่ นลักษณะของทบั 8 ประการ
ใหแ้ ก่สังคม ก. ทราง
ง. ใหร้ ู้จักการวางตวั ใหเ้ หมาะสมไมฟ่ ุ้งเฟอ้ เห่อ ข. สารอก
เหมิ ตามผู้อนื่ ค. กาเดา
3. คา่ นยิ มความเปน็ เสมยี นในสมยั รัชกาลท่ี 6 นนั้ ง. จกุ เสยี ด
เกิดขึน้ กบั บคุ คลใด 9. แพทยแ์ ผนปจั จบุ นั นาความรู้เรอ่ื งใดไปใช้ให้เป็น
ก. ชาวนา ประโยชน์ตอ่ ตนเองได้
ข. คนไทยทว่ั ไป ก. ความรเู้ รอ่ื งการตรวจโรค
ค. ผไู้ ด้รบั การศกึ ษา ข. คาแนะนาในการปฏิบตั หิ นา้ ที่
ง. ผมู้ ีความสามารถในการเขยี น ค. คาแนะนาในการดแู ลรกั ษาผปู้ ว่ ย
4. ในตอนจบของเรอ่ื ง โคลนติดล้อ ตอน ความนิยม ง. การใช้หลกั ธรรมในการดาเนนิ ชวี ติ
เปน็ เสมยี น ใชว้ ธิ จี บอยา่ งไร 10. ถ้าตอ้ งการศกึ ษาหาความรเู้ กี่ยวกับพืชสมนุ ไพร
ก. จบดว้ ยขอ้ คิดท่ใี หผ้ ้อู ่านคิดตาม ในคัมภรี ์แพทยศ์ าสตร์สงเคราะหแ์ หล่งเรียนรใู้ ด
ข. จบด้วยประเดน็ ท่ีให้ผู้อา่ นโต้แย้ง เหมาะสมท่ีสดุ
ค. จบดว้ ยคาถามท่ีให้ผอู้ ่านไปคดิ ตอ่ ก. มหาวิทยาลยั เกษตร
ง. จบด้วยขอ้ เทจ็ จริงที่ให้ผ้อู ่านไปสรปุ ข. กระทรวงสาธารณสุข
5. ชือ่ บทความ โคลนติดล้อ เปน็ การใช้โวหาร ค. สวนพฤกษศาสตรท์ ว่ั ไป
ภาพพจน์ประเภทใด ง. โรงพยาบาลอภัยภเู บศร
ก. อปุ มา ข. อธิพจน์
ค. ปฏิพากย์ ง. อุปลกั ษณ์
1. ง 2. ค 3. ข 4. ค 5. ง 6. ค 7. ก 8. ง 9. ง 10. ง
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุม่
คาชแี้ จง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงใน
ช่องที่ตรงกับระดับคะแนน
ลาดั ชื่อ- การแสดง การยอมรบั การทางาน ความมนี า้ ใจ การมี รวม
บ ที่ สกลุ ความคิดเหน็ ฟงั คนอนื่ ตามท่ไี ด้รบั สว่ นร่วมใน 20
ของ มอบหมาย การปรับปรุง คะแน
ผรู้ บั ผลงานกลมุ่ น
การ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
ประเมิ
น
ลงชื่อ...................................................ผ้ปู ระเมิน
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยคร้ัง ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
ให้ 2 คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน 18 - 20 ดมี าก
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมนอ้ ยครง้ั
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตา่ กว่า 10 ปรับปรุง
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 วิชาภาษาไทย 4
กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
รหัส ท 32102
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เร่ือง พินจิ เรอ่ื งราว เวลา 6 ชั่วโมง
เรือ่ ง วิเคราะหล์ กั ษณะเดน่ เรอ่ื ง ความนยิ มเปน็ เสมียน เวลา 2 ชั่วโมง
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชว้ี ัด
ท 5.1 ม.4-6/2 วิเคราะหล์ ักษณะเดน่ ของวรรณคดีเชอื่ มโยงกับการเรียนรูท้ าง
ประวัตศิ าสตรแ์ ละวิถชี ีวติ ของสงั คมในอดตี
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. วเิ คราะห์ลกั ษณะเด่นเชื่อมโยงกบั การเรยี นรูท้ างประวตั ิศาสตรแ์ ละวิถีชวี ติ ของสังคมในอดีต
2. เขียนวิเคราะห์ลกั ษณะเด่นเชือ่ มโยงกับการเรียนรทู้ างประวตั ิศาสตรแ์ ละวถิ ีชวี ิตของสังคมในอดีต
3. ใหค้ วามร่วมมือทางานกลมุ่
3. สาระสาคญั
การศกึ ษาเรือ่ ง โคลนตดิ ลอ้ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน จะตอ้ งวเิ คราะหล์ ักษณะเด่นของเรอื่ ง
เชื่อมโยงกบั การเรยี นรูท้ างประวตั ศิ าสตร์และวถิ ชี ีวติ ของสังคมในอดตี
4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
- การวเิ คราะหล์ กั ษณะเดน่ ของวรรณคดเี กีย่ วกบั เหตุการณ์ประวัติศาสตร์และวถิ ชี ีวิตของ
สังคมในอดีต
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น 2) ทกั ษะการวเิ คราะห์
5.1 ความสามารถในการสื่อสาร
5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทักษะการเช่อื มโยง
5.3 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. มวี ินยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มนั่ การทางาน
7. กิจกรรมการเรียนรู้
ข้ันนาเขา้ สู่บทเรยี น ช่ัวโมงท่ี 1
1. ครูเปิดภาพการแต่งกายของผ้ชู ายและผู้หญิงไทยในสมยั รชั กาลที่ 6 มาใหน้ ักเรยี นดู
จากน้นั ใหน้ กั เรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั การแต่งกายของคนไทยในอดตี แลว้ เปรยี บเทียบกับการ
แต่งกายในปจั จบุ นั
“นกั เรียนคิดวา่ การแต่งกายบง่ บอกถึงวถิ ชี ีวิตของคนในแต่ละสมยั หรือไม่ เพราะเหตใุ ด”
ข้ันสอน
1. นกั เรียนรวมกลมุ่ เดมิ (จากแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1) จากนัน้ นักเรยี นและครวู างแผน
ร่วมกนั ในการวเิ คราะห์ลักษณะเด่นเรอื่ ง โคลนตดิ ลอ้ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน เพ่อื เช่อื มโยงเหตุการณ์
ประวัติศาสตร์และวถิ ชี วี ติ ของสงั คมในอดตี โดยกาหนดความมุง่ หมายรว่ มกัน
2. ครกู าหนดประเด็นการวเิ คราะหล์ ักษณะเดน่ เพื่อเชอ่ื มโยงเหตกุ ารณ์ประวตั ิศาสตรแ์ ละวถิ ี
ชีวติ ของสงั คมในอดีต ดังน้ี
1) การแตง่ กายในสมยั รชั กาลท่ี 6
2) การศึกษาในสมัยรัชกาลท่ี 6
3) ศิลปวฒั นธรรมในสมยั รชั กาลที่ 6
4) การปกครองในสมัยรัชกาลท่ี 6
3. ครูและนักเรยี นร่วมกนั กาหนดกจิ กรรมของแต่ละประเดน็ และกาหนดสอ่ื ที่จะสืบค้นขอ้ มลู
จากหนังสอื เรียน หอ้ งสมุด หรือ แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
4. นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ วางแผนการวิเคราะห์ลักษณะเดน่ เรอ่ื ง โคลนตดิ ล้อ ตอน ความนิยม
เป็นเสมยี น และกาหนดผรู้ ับผิดชอบ จากนัน้ สมาชิกแตล่ ะคนในกลมุ่ รายงานผลและข้นั ตอนการปฏิบัตงิ าน
ขน้ั สรุป
1. สมาชิกแต่ละกลมุ่ ผลัดกันรายงานผลการวเิ คราะห์ลกั ษณะเด่นในแตล่ ะประเดน็ แลว้
รว่ มกนั อภปิ รายและสรุปผล เพอื่ บันทึกลงในสมดุ ของแตล่ ะคนและนาเสนอผลการเรยี นเปน็ โบรชวั ร์ผา่ น
โปรแกรม Canva
ช่วั โมงท่ี 2
ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน
1. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ รวบรวมข้อมูลจากการวเิ คราะหล์ ักษณะเดน่ ในประเดน็ ต่าง ๆ มา
จัดระบบเพื่อนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ตามมตขิ องสมาชิกกลุ่ม
ข้นั สอน
1. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มสง่ ตวั แทนออกมานาเสนอผลการวิเคราะห์ลกั ษณะเดน่ เรื่อง
โคลนติดล้อ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน เพือ่ เชื่อมโยงเหตกุ ารณ์ประวัติศาสตรแ์ ละวิถชี วี ิตของสังคม ในอดีต
และขนั้ ตอนการปฏบิ ัตงิ าน โดยเลือกใชร้ ูปแบบและวิธกี ารทส่ี รา้ งสรรค์
2. นักเรียนกลุ่มอื่นหมนุ เวยี นกนั อภปิ รายแสดงความคิดเห็นในการนาเสนอผลงานของเพ่ือน
กล่มุ อนื่ ๆ
ขนั้ สรปุ
1. ครปู ระเมนิ การนาเสนอผลงาน พิจารณาผลการปฏบิ ตั งิ านตามข้ันตอนและจดุ ประสงค์
ของหน่วย
8. ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้
- หนงั สอื เรยี น ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.5
- หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.5
- บัตรภาพ
- ห้องสมดุ
- แอปพลเิ คชนั Canva
9. การวัดและประเมนิ ผล
ประเด็นทีต่ อ้ งการวดั วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑ์
- วเิ คราะห์ลักษณะเดน่ ตรวจช้ินงาน นกั เรียนทาชิน้ งานได้
เช่อื มโยงกบั การเรยี นรู้
ทางประวัตศิ าสตร์และ ชน้ิ งาน ถกู ต้องเกนิ 80
วถิ ชี ีวติ ของสังคมในอดีต เปอรเ์ ซน็
- เขยี นวิเคราะห์
ลกั ษณะเดน่ เชอ่ื มโยงกบั
การเรียนรู้ทาง
ประวัตศิ าสตรแ์ ละวิถี
ชวี ิตของสงั คมในอดีต
- ให้ความรว่ มมอื ทางาน สังเกตความมีวินัย ใฝ่ แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึง ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา่ น
กล่มุ เรียนรู้ และมุง่ มนั่ ใน ประสงค์ เกณฑ์
- มีวนิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ และ การทางาน
มุ่งม่นั ในการทางาน
แบบประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
คาชแี้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงใน
ช่องทตี่ รงกับระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธบิ ายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั รยิ ์
1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธแิ ละหน้าทขี่ องพลเมอื ง
2. ซอื่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกับสมาชกิ ในโรงเรียน
3. มีวินัย รบั ผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อย่อู ย่างพอเพียง 1.4 เขา้ รว่ มกจิ กรรมและมีส่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมที่สร้างความสามัคคี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรียน ชุมชน และสงั คม ช่ืนชม
ความเปน็ ไทย
1.5 เข้ารว่ มกจิ กรรมทางศาสนาท่ตี นนบั ถอื ปฏิบัตติ นตามหลกั ของศาสนา
1.6 เข้ารว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั สถาบัน
พระมหากษัตริยต์ ามที่โรงเรยี นและชมุ ชนจัดข้ึน
2.1 ให้ขอ้ มลู ที่ถูกตอ้ ง และเป็นจริง
2.2 ปฏบิ ัตใิ นส่ิงทถี่ ูกตอ้ ง ละอาย และเกรงกลวั ทีจ่ ะกระทาความผดิ
ทาตามสัญญาท่ีตนให้ไวก้ ับเพ่อื น พอ่ แม่ หรือผปู้ กครอง และครู
2.3 ปฏิบตั ิตนต่อผอู้ นื่ ดว้ ยความซ่ือตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางทีไ่ ม่ถูกต้อง
3.1 ปฏิบัติตามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคบั ของครอบครัว
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมิดสทิ ธิของผอู้ ื่น ตรงตอ่ เวลาในการปฏิบตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชีวิตประจาวนั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน
4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรยี นรูต้ ่างๆ
4.2 มกี ารจดบันทกึ ความร้อู ย่างเป็นระบบ
4.3 สรุปความร้ไู ด้อย่างมีเหตุผล
5.1 ใชท้ รัพย์สนิ ของตนเอง เช่น ส่ิงของ เครือ่ งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คุ้มคา่ และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยดั คุ้มค่า และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ัตติ นและตัดสินใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.4 ไม่เอาเปรียบผอู้ น่ื และไม่ทาให้ผู้อ่นื เดอื ดรอ้ น พร้อมใหอ้ ภยั เมื่อผู้อื่น
6. มงุ่ มั่นในการ กระทาผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใช้ชีวติ ประจาวันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเป็นไทย ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร
8. มจี ติ สาธารณะ
5.6 รเู้ ทา่ ทนั การเปลยี่ นแปลงทางสังคม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรับ
และปรับตวั อยู่ร่วมกับผู้อืน่ ได้อย่างมคี วามสุข
6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิหน้าท่ีทีไ่ ด้รับมอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรับผิดชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรับปรุงและพัฒนาการทางานอยา่ งรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ ้อต่อปญั หาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอปุ สรรคในการทางานให้สาเร็จ
6.6 ชื่นชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภมู ิใจ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบัตติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รู้จกั ช่วยพอ่ แม่ ผปู้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา แบ่งปนั สิ่งของ ทรพั ย์สิน และอ่ืนๆ
และชว่ ยแก้ปัญหาให้ผอู้ น่ื
8.3 ดูแล รักษาทรพั ย์สนิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรียน ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี นและ
ชุมชน
ลงชื่อ.............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมบอ่ ยครง้ั ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมน้อยครัง้ 104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ตา่ กว่า 62 ปรบั ปรงุ
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 3
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย 4
รหสั ท 32102 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรอ่ื ง พนิ จิ เรื่องราว เวลา 6 ชั่วโมง
เร่ือง การอ่านเพอื่ วเิ คราะห์วจิ ารณ์คมั ภีร์ฉนั ทศาสตร์ แพทยศ์ าสตรส์ งเคราะห์ เวลา 2 ชั่วโมง
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้วี ัด
ท 1.1 ม.4-6/5วิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความคิดเหน็ โต้แย้งเก่ยี วกบั เร่ืองท่อี า่ น และเสนอความคดิ
ใหมอ่ ยา่ งมเี หตุผล
ม.4-6/9 มมี ารยาทในการอ่าน
2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. วเิ คราะหแ์ ละวิจารณว์ รรณคดใี นบทเรียน
2. เขียนตามข้นั ตอนวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์วรรณคดีในบทเรียน
3. มนี สิ ยั รักการอ่าน
3. สาระสาคัญ
การอา่ นจับใจความจากวรรณคดีในบทเรยี น ทาใหส้ ามารถวิเคราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคดิ เห็น
โต้แย้งและเสนอความคิดใหม่อย่างมีเหตุผล
4. สาระการเรียนรู้
1. สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
การอา่ นจับใจความจากสอ่ื ต่างๆ เช่น
- วรรณคดีในบทเรยี น
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 4) ทกั ษะการสรา้ งความรู้
5.1 ความสามารถในการสอื่ สาร 5) ทกั ษะการให้เหตุผล
5.2 ความสามารถในการคดิ
6) ทกั ษะการสรปุ ลงความเหน็
1) ทกั ษะการตีความ
2) ทักษะการวเิ คราะห์
3) ทกั ษะกระบวนการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ
5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. มวี ินัย
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มน่ั การทางาน
7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขัน้ นาเขา้ สู่บทเรียน ชั่วโมงท่ี 1
1. ครูสวมเสื้อปฏบิ ตั กิ ารทางวิทยาศาสตร์ จาลองว่าเปน็ แพทย์แผนปัจจุบนั จากนน้ั ถาม
นกั เรยี นว่า ครูแตง่ กายเป็นคนประกอบอาชพี อะไร
2. ครูสนทนากับนกั เรยี นเกีย่ วกับอาชีพแพทย์ แล้วเชื่อมโยงถงึ แพทย์แผนโบราณในอดีต
แลว้ ถามนักเรียนว่า เมอื่ เหน็ ช่ือคมั ภีร์ฉนั ทศาสตร์ แพทย์ศาสตรส์ งเคราะห์ นักเรียนเขา้ ใจวา่ เปน็ เร่อื งราว
เกยี่ วกบั อะไร เหตใุ ดจงึ เขา้ ใจเช่นน้ัน
ขั้นสอน
1. ครูใหน้ กั เรียนกลุ่มเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1) อา่ นเรื่อง คัมภีร์ฉันทศาสตร์
แพทยศ์ าสตรส์ งเคราะห์ จากหนังสือเรียน วรรณคดีและวรรณกรรม ม.5
3. ครูสนทนากับนกั เรยี นเรอ่ื ง คมั ภีรฉ์ ันทศาสตร์ แพทยศ์ าสตรส์ งเคราะห์ จากนน้ั ถาม
นกั เรยี นวา่ เปน็ วรรณกรรมประเภทใด ใครเปน็ ผู้แตง่ และมจี ุดมุ่งหมายในการแตง่ อยา่ งไร
4. นักเรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นว่า เม่ืออา่ นเรื่อง คมั ภีร์ฉันทศาสตร์ แพทย์
ศาสตร์สงเคราะห์ แล้วมคี วามรูส้ กึ อยา่ งไร เหตุใดจึงร้สู กึ เชน่ น้ัน
ขน้ั สรปุ
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า เร่ืองคัมภีร์ฉันทศาสตร์
แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ มีความเหมาะสมหรือขัดแย้งกัน รูปแบบคาประพันธ์เหมาะสมกับเนื้อหาหรือไม่
เน้ือหาสาระของเรอื่ งมีคุณคา่ ในการสร้างความเพลิดเพลนิ ประเทืองปัญญา สะเทอื นอารมณ์ สะทอ้ นสังคม ให้
ความรู้ ข้อคิด คติเตือนใจหรือไม่ อยา่ งไร ความไพเราะทางวรรณศลิ ป์ คือ การใชถ้ ้อยคา สานวนโวหารไพเราะ
คมคายหรือไม่ มกี ลวธิ ีในการสรา้ งภาพพจน์ ใช้คาและเสียงสัมผัสทไี่ พเราะหรอื ไม่ อย่างไร
ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรียน ชั่วโมงที่ 2
1. ครทู บทวนเกี่ยวกบั การวิเคราะห์วจิ ารณ์เร่อื ง คัมภีรฉ์ ันทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์
ที่นกั เรียนได้ศกึ ษาไปแลว้
ข้ันสอน
1. ครูเปดิ วิดโี อจากซรี ีย์ เรือ่ ง รักฉดุ ใจนายฉกุ เฉนิ เพอื่ ให้นกั เรียนเชอ่ื มโยงเหตุการณ์การ
ปฏิบตั ิตนของหมอในแตล่ ะคลปิ และมาดวู า่ สอดคลอ้ งกับกาพยบ์ ทใดในเรอื่ ง เพือ่ ให้รวู้ ่าในซีรียต์ ้องการบอกสง่ิ
ใด และท่ีแพทย์แต่ละคนปฏบิ ตั ถิ ูกต้องหรอื ไม่
2. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกนั ทา ใบงานเรอื่ ง การวเิ คราะห์ วจิ ารณ์วรรณคดใี นบทเรยี น เรอ่ื ง
คัมภรี ฉ์ ันทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์
3. ครชู แ้ี จงให้นักเรียนทราบว่า ความสาเรจ็ ของกล่มุ นน้ั จะตอ้ งอาศยั ผลการรว่ มมือกัน
ชว่ ยเหลือกัน ผู้ทีเ่ กง่ กวา่ จะต้องชว่ ยแนะนาผ้ทู ี่อ่อนกวา่ หรือชา้ กว่า
4. เมื่อทาเสรจ็ แลว้ ให้ตรวจสอบความเรยี บรอ้ ยแล้วนาสง่ ครูตรวจ
ข้ันสรปุ
1. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เก่ียวกับการวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีในบทเรียน เรื่อง
คมั ภรี ฉ์ นั ทศาสตร์ แพทย์ศาสตรส์ งเคราะห์
2. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 พร้อมทราบคะแนนผ่าน
แอปพลเิ คชั่น kahoot
8. สอื่ /แหลง่ การเรียนรู้
- หนงั สอื เรยี น ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.5
- หนังสือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.5
- ใบงานเรือ่ ง การวิเคราะห์ วิจารณ์วรรณคดีในบทเรยี น เรือ่ ง คมั ภีรฉ์ นั ทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์
สงเคราะห์
- วดิ โี อจากซรี ียเ์ รือ่ ง รกั ฉุดใจนายฉกุ เฉนิ
- แอปพลิเคชนั Kahoot
9. การวัดและประเมินผล
ประเด็นที่ตอ้ งการวัด วิธีการ เคร่ืองมือ เกณฑ์
- วิเคราะหแ์ ละวิจารณ์ ตรวจใบงาน เรื่อง การ ใบงาน ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
วรรณคดใี นบทเรยี น วิเคราะห์ วจิ ารณ์วรรณคดี
- เขียนตามขน้ั ตอน ในบทเรยี น เรื่อง คมั ภีร์
วิเคราะหแ์ ละวิจารณ์ ฉนั ทศาสตร์ แพทยศ์ าสตร์
วรรณคดีในบทเรียน สงเคราะห์
- วิเคราะหแ์ ละวิจารณ์ ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น ประเมนิ ตามสภาพจริง
วรรณคดใี นบทเรียน
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1
- เขียนตามขั้นตอน
วเิ คราะหแ์ ละวจิ ารณ์
วรรณคดใี นบทเรียน
- มนี สิ ยั รักการอ่าน สังเกตความมวี นิ ัย ใฝ่ แบบประเมนิ ระดับคณุ ภาพ 2 ผ่าน
เรียนรู้ และมุ่งม่นั ในการ คุณลกั ษณะอันพงึ เกณฑ์
ทางาน ประสงค์
ใบงานเรอ่ื ง การวเิ คราะห์ วจิ ารณว์ รรณคดใี นบทเรยี น
เรอื่ ง คมั ภีร์ฉนั ทศาสตร์ แพทย์ศาสตรส์ งเคราะห์
คาช้แี จง ให้นักเรียนอ่านเร่อื ง คมั ภีร์ฉันทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ แลว้ วเิ คราะหว์ จิ ารณต์ าม
ประเดน็ ต่อไปน้ี
1. ลกั ษณะคาประพนั ธ์
.......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................................
2. ประวัตขิ องผู้แต่ง
3. จุดมุ่งหมายในการแตง่ และทม่ี าของเร่อื ง
4. องคป์ ระกอบของเรอื่ ง
1. สาระ
2. โครงเรอ่ื ง
3. ตวั ละคร
4. ฉากและบรรยากาศ
5. ขอ้ คิดเหน็ ทม่ี ีตอ่ เรื่อง
แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 5
คาชแี้ จง ให้นักเรยี นเลือกคาตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว
1. เร่ือง โคลนติดล้อ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน 6. คากลุม่ ใดทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ความคิดทไ่ี ม่ดใี นการรักษา
เปน็ งานเขยี นประเภทใด ผูป้ ว่ ย
ก. บทความโต้ตอบ ก. พิรยิ อทุ ธัจ วิหงิ ษา
ข. เรียงความท่ัวไป ข. พริ ิย วิจิกิจฉา วหิ ิงษา
ค. ความเรียงรอ้ ยแกว้ ค. วติ กั โก วิจกิ ิจฉา ทฏิ ฐิมาโน
ง. บทความแสดงความคดิ เห็น ง. พริ ยิ วจิ ิกิจฉา ทฏิ ฐมิ าโน
2. เร่อื ง โคลนติดลอ้ ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน 7. ขอ้ ความใดที่แสดงว่าตาราแพทยข์ องไทยมี
ให้ขอ้ คดิ ใดแกผ่ ้อู ่าน ความสัมพันธ์กับพระพทุ ธศาสนา
ก. ไมใ่ ห้ลืมความเป็นมาของตนเอง ใหร้ ูจ้ ักปรับตวั ก. ไหวค้ รูกุมารภจั ผู้เจนจดั ในคัมภรี ์
ข. อาชพี ทเี่ หมาะสาหรับคนไทย คอื อาชพี ข. โมโหอยา่ หลงเล่ห์ ด้วยกาเมมิจฉาใน
เกษตรกรรม ค. หมอนวดแลหมอยา ผูเ้ รียนรูค้ มั ภีร์ไสย์
ค. ใหใ้ ช้ความรู้ความสามารถสร้างประโยชนใ์ ห้แก่ ง. ไม่รู้คมั ภรี ์เวช หอ่ นเห็นเหตซุ ง่ึ โรคทา
สังคม 8. โรคใดไมจ่ ดั อยใู่ นลักษณะของทบั 8 ประการ
ง. ใหร้ ูจ้ กั การวางตวั ใหเ้ หมาะสมไม่ฟ้งุ เฟ้อเห่อเหมิ ก. ทราง
ตามผอู้ ื่น ข. สารอก
3. ค่านยิ มความเป็นเสมยี นในสมัยรัชกาลท่ี 6 นั้นเกิด ค. กาเดา
ขน้ึ กับบคุ คลใด ง. จุกเสยี ด
ก. ชาวนา 9. แพทย์แผนปจั จุบันนาความรเู้ รือ่ งใดไปใชใ้ หเ้ ป็น
ข. คนไทยทั่วไป ประโยชนต์ อ่ ตนเองได้
ค. ผูไ้ ดร้ บั การศึกษา ก. ความรู้เรือ่ งการตรวจโรค
ง. ผู้มคี วามสามารถในการเขียน ข. คาแนะนาในการปฏบิ ัตหิ นา้ ที่
4. ในตอนจบของเรอื่ ง โคลนตดิ ล้อ ตอน ความนยิ ม ค. คาแนะนาในการดแู ลรักษาผู้ปว่ ย
เปน็ เสมยี น ใช้วิธจี บอยา่ งไร ง. การใชห้ ลักธรรมในการดาเนินชวี ิต
ก. จบดว้ ยขอ้ คิดท่ใี หผ้ ู้อ่านคดิ ตาม 10. ถ้าต้องการศึกษาหาความรู้เกย่ี วกับพชื สมนุ ไพรใน
ข. จบด้วยประเดน็ ทใ่ี หผ้ ้อู า่ นโต้แยง้ คัมภีร์แพทยศ์ าสตรส์ งเคราะหแ์ หล่งเรียนรูใ้ ด
ค. จบด้วยคาถามทใ่ี หผ้ อู้ า่ นไปคิดตอ่ เหมาะสมท่สี ุด
ง. จบด้วยขอ้ เทจ็ จริงทใ่ี ห้ผู้อ่านไปสรปุ ก. มหาวิทยาลัยเกษตร
5. ช่อื บทความ โคลนติดล้อ เป็นการใชโ้ วหารภาพพจน์ ข. กระทรวงสาธารณสขุ
ประเภทใด ค. สวนพฤกษศาสตรท์ ั่วไป
ก. อุปมา ข. อธพิ จน์ ง. โรงพยาบาลอภยั ภูเบศร
ค. ปฏพิ ากย์ ง. อปุ ลกั ษณ์
เฉเฉลย
1. ง 2. ค 3. ข 4. ค 5. ง 6. ค 7. ก 8. ง 9. ง 10. ง
แบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
คาชแี้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงใน
ช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเม่ือได้ยินเพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธิบายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั รยิ ์
1.2 ปฏิบัตติ นตามสิทธแิ ละหน้าทขี่ องพลเมอื ง
2. ซอื่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามรว่ มมอื ร่วมใจ ในการทากิจกรรมกับสมาชิกในโรงเรียน
3. มีวินัย รบั ผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อย่อู ย่างพอเพียง 1.4 เขา้ รว่ มกิจกรรมและมีสว่ นร่วมในการจดั กจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามัคคี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ชนื่ ชม
ความเป็นไทย
1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาทต่ี นนบั ถอื ปฏิบัตติ นตามหลกั ของศาสนา
1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมีสว่ นรว่ มในการจดั กจิ กรรมท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สถาบัน
พระมหากษัตริยต์ ามทีโ่ รงเรียนและชมุ ชนจัดข้ึน
2.1 ใหข้ อ้ มูลทถ่ี ูกตอ้ ง และเปน็ จริง
2.2 ปฏบิ ัตใิ นสงิ่ ทถี่ ูกตอ้ ง ละอาย และเกรงกลวั ทจี่ ะกระทาความผดิ
ทาตามสัญญาท่ีตนใหไ้ วก้ บั เพื่อน พ่อแม่ หรือผ้ปู กครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนต่อผู้อนื่ ดว้ ยความซอ่ื ตรง ไมห่ าประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกตอ้ ง
3.1 ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมดิ สิทธิของผ้อู ื่น ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติ
กจิ กรรมต่างๆ ในชีวิตประจาวนั และรับผดิ ชอบในการทางาน
4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรียนรู้ตา่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทึกความรอู้ ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรุปความร้ไู ดอ้ ย่างมีเหตุผล
5.1 ใช้ทรัพย์สนิ ของตนเอง เช่น ส่ิงของ เคร่ืองใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คุ้มคา่ และเก็บรักษาดูแลอยา่ งดี และใช้เวลาอย่างเหมาะสม
5.2 ใชท้ รัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยดั คุ้มค่า และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี
5.3 ปฏบิ ัติตนและตัดสินใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตผุ ล
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.4 ไม่เอาเปรียบผอู้ น่ื และไม่ทาให้ผอู้ ่นื เดอื ดรอ้ น พร้อมใหอ้ ภยั เมื่อผู้อื่น
6. มงุ่ มั่นในการ กระทาผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใช้ชีวติ ประจาวันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเปน็ ไทย ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร
8. มจี ติ สาธารณะ
5.6 รู้เทา่ ทนั การเปลยี่ นแปลงทางสังคม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรับ
และปรับตวั อยู่ร่วมกับผู้อืน่ ได้อย่างมคี วามสุข
6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิหน้าท่ีทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรับผิดชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรับปรุงและพัฒนาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ ้อต่อปัญหาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอปุ สรรคในการทางานให้สาเร็จ
6.6 ชื่นชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภมู ิใจ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนรุ ักษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบัตติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รู้จกั ช่วยพอ่ แม่ ผปู้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา แบ่งปันสง่ิ ของ ทรพั ย์สิน และอ่ืนๆ
และชว่ ยแก้ปัญหาให้ผอู้ น่ื
8.3 ดูแล รักษาทรพั ย์สนิ ของหอ้ งเรียน โรงเรียน ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี นและ
ชุมชน
ลงชื่อ.............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบอ่ ยครง้ั ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมน้อยครัง้ 104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ตา่ กว่า 62 ปรบั ปรงุ
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 วชิ าภาษาไทย 4
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5
เวลา 8 ชว่ั โมง
รหัส ท 32102 เวลา 2 ช่วั โมง
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เร่ือง การเขียนเชิงวชิ าการ
เร่ือง สว่ นประกอบของรายงานเชงิ วิชาการ
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้วี ัด
ท 2.1 ม.4-6/6 เขียนรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ เร่อื งทีส่ นใจตามหลักการเขยี นเชงิ วิชาการ
และใชข้ ้อมูลสารสนเทศอ้างอิงอยา่ งถกู ต้อง
ม.4-6/7 บันทกึ การศึกษาค้นคว้าเพื่อนา่ ไปใช้พฒั นาตนเองอยา่ งสม่าเสมอ
ม.4-6/8 มีมารยาทในการเขียน
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายส่วนประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
2. เขียนส่วนประกอบของรายงานเชงิ วชิ าการ
3. น่าความรูเ้ รอ่ื งส่วนประกอบของรายงานเชิงวชิ าการไปท่ารายงานเชิงวิชาการได้
3. สาระสาคัญ
สว่ นประกอบของรายงานเชิงวชิ าการ เป็นรปู แบบมาตรฐานท่ีต้องวางแผนการท่ารายงานเชงิ วิชาการ
ให้เปน็ ระบบ เพ่ือผลการทา่ รายงานเชิงวิชาการที่ถกู ต้องสมบรู ณ์
4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
1) การเขียนรายงานเชิงวชิ าการ
2) การเขียนอา้ งอิงขอ้ มลู สารสนเทศ
5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน 2) ทักษะการสังเคราะห์
5.1 ความสามารถในการสือ่ สาร
5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทักษะการรวบรวมข้อมูล
5.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ
6. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มนั่ การทา่ งาน
7. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรยี น ชั่วโมงท่ี 1
1. ท่าแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 โดยวิธีการผลัดเปลี่ยนสมุด เพ่ือท่าให้
นักเรียนมีความเชื่อใจเพ่ือนในหอ้ งเรยี นมากข้ึน
2. ครูซักถามนักเรียน เรื่อง ส่วนประกอบของรายงานเชิงวิชาการ จากท่ีนักเรียนเคยเรียน
มาแล้ว
ขั้นสอน
1. ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน คละกันตามความ สามารถ คือ เก่ง ปานกลาง
ค่อนข้างเก่ง ปานกลางคอ่ นข้างอ่อน และอ่อน
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาความรู้เร่ือง ส่วนประกอบของรายงานเชิงวิชาการ จาก
หนังสอื เรียน
3. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกนั อภิปรายความรู้ทไ่ี ด้จากการศึกษา โดยให้สมาชิกแต่ละคนผลัด
กันอธิบายความร้ตู ามความเข้าใจของตนเอง จากนน้ั รว่ มกันสรปุ เปน็ องค์ความรขู้ องกลุ่ม
ขนั้ สรปุ
1. ครูชี้แจงให้นักเรียนทราบว่า ความส่าเร็จของกลุ่มน้ันจะต้องอาศัยผลจากการร่วมมือกัน
และชว่ ยเหลอื กัน ผทู้ เี่ ก่งกวา่ จะต้องช่วยเหลอื ผทู้ ่ีอ่อนกวา่ หรือเรียนช้ากว่า
ขนั้ นาเขา้ สู่บทเรียน ช่ัวโมงท่ี 2
1. ครูทบทวนเก่ียวกับการวิเคราะห์วิจารณ์เร่ือง ส่วนประกอบของรายงานเชิงวิชาการ ที่
นักเรยี นได้มาน่าเสนอหนา้ ช้นั เรียนไปแล้ว
ขั้นสอน
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันท่า ใบงานเรื่อง ส่วนประกอบของรายงานเชิงวิชาการ เม่ือท่า
เสร็จแลว้ ให้แลกเปล่ียนใบงานกันตรวจสอบกับเพ่อื นกลุ่มอื่น ตามที่ไดร้ ่วมกันเฉลยกับครู
2. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกันท่าบัตรคาเรอื่ ง การเขยี นส่วนประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
โดยให้สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ่ หาคา่ ตอบดว้ ยตนเอง เมือ่ ท่าเสร็จแลว้ ให้น่าส่งครตู รวจ
3. ครูนา่ คะแนนของสมาชกิ ทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกล่มุ จากนัน้ กล่าวค่าชมเชย
และน่าผลงานของนักเรียนกลุ่มทีไ่ ด้คะแนนสูงสุดมาใหน้ กั เรียนดเู ป็นตวั อยา่ ง
ข้นั สรปุ
1. นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายสรปุ ความร้เู รื่อง สว่ นประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
8. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
- หนังสือเรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใชภ้ าษา ม.5
- PowerPoint เรื่อง การเขยี นรายงานเชิงวิชาการ
- ห้องสมุดโรงเรียน
- ใบงานเรอื่ ง ใบงานเร่ือง การเขียนสว่ นประกอบของรายงานเชิงวชิ าการ
9. การวัดและประเมินผล
ประเดน็ ท่ตี ้องการวัด วิธีการ เครือ่ งมอื เกณฑ์
รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
- อธบิ ายส่วนประกอบ ตรวจใบงาน เรอื่ ง ใบ ใบงานเร่ือง ใบงานเร่อื ง
ของรายงานเชงิ วชิ าการ งานเรอ่ื ง ส่วนประกอบของรายงานเชงิ รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
วชิ าการ
ส่วนประกอบของ
รายงานเชงิ วชิ าการ
- เขียนสว่ นประกอบของ
รายงานเชิงวิชาการ ตรวจบัตรค่า เรอ่ื ง
- น่าความรเู้ รือ่ ง ใบงานเรื่อง การ บตั รค่า เร่ือง การเขียน
ส่วนประกอบของรายงานเชงิ
ส่วนประกอบของรายงาน เขียนสว่ นประกอบ
วิชาการ
เชิงวิชาการไปทา่ รายงาน ของรายงานเชิง
เชงิ วิชาการได้ วิชาการ
- วดั ความรพู้ ้นื ฐานก่อน ตรวจแบบทดสอบ แบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ย ประเมินตามสภาพจริง
เรยี น กอ่ นเรยี น หน่วยการ การเรยี นรู้ที่ 2
เรียนรทู้ ่ี 2
- คณุ ลักษณะอันพึง
ประสงคม์ วี นิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ สังเกตความมีวนิ ัย ใฝ่ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
และมงุ่ ม่ันในการท่างาน
เรียนรู้ และมุ่งม่นั ใน ประสงค์ เกณฑ์
การท่างาน
แบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 24
คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นเลือกค่าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. การเขยี นเชิงวิชาการ มลี กั ษณะอย่างไร 6. การเรยี บเรียงขอ้ มลู เพื่อน่าเสนอเป็นรายงานทถ่ี กู ต้อง
ก. เขียนเป็นระบบแบบแผน ใช้ภาษาทเี่ ป็นทางการ ให้ปฏิบัติอยา่ งไร
ข. เขียนตรงไปตรงมา มงุ่ เสนอขอ้ คดิ เห็นเป็นส่าคญั ก. เขียนสรุปขอ้ มูลทีค่ น้ ควา้ มา
ค. เขยี นอยา่ งมีหลกั การ ใช้ภาษาท่ีถกู ต้องประณตี ข. นา่ ข้อมูลทจ่ี ดบนั ทึกไว้มาตัดต่อให้สมั พันธก์ ัน
สวยงาม ค. เรยี บเรียงขอ้ มูลที่คน้ คว้ามาโดยใชส้ า่ นวนผู้เขียนเอง
ง. เขียนแสดงความคิดเหน็ เปน็ ระบบ ใชภ้ าษาท่กี ระชับ ง. เขยี นแสดงความคิดเห็นโดยใชข้ ้อมูลท่คี ้นควา้ มาเป็น
รัดกุม ส่วนประกอบ
2. สว่ นประกอบของรายงานเชงิ วชิ าการ ส่วนใดมี 7. ดัชนีในรายงานเชงิ วิชาการ เปน็ เรอ่ื งเกย่ี วกับอะไร
ความส่าคญั น้อยท่ีสุด ก. บญั ชีค่า
ก. ปกใน ข. บอกล่าดับเนอ้ื หา
ข. ค่านา่ ค. รายละเอยี ดในการลา่ ดบั เนอื้ หา
ค. สารบัญ ง. แสดงจดุ ประสงค์ในการเขียนรายงาน
ง. ใบรองปก 8. ข้อใดเป็นขั้นตอนแรกของการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
3. เชิงอรรถเขียนอยใู่ นสว่ นใดของรายงาน ก. วางโครงเรือ่ ง
ก. ส่วนทา้ ย ข. เลือกหวั ขอ้ รายงาน
ข. ส่วนหน้า ค. กา่ หนดจดุ ม่งุ หมาย
ค. ภาคผนวก ง. ค้นควา้ และรวบรวมข้อมูล
ง. สว่ นเนื้อหา 9. การกา่ หนดว่าจะเขียนเรื่องอะไร เขียนแนวไหน และ
4. ข้อมลู ภาคสนามมีทม่ี าอย่างไร ประเด็นใด จัดอยูใ่ นข้ันตอนใดของการเขียนรายงานเชงิ
ก. ต่าราทีม่ ีผูเ้ ขยี นข้ึน วชิ าการ
ข. เอกสารท่ีมีผ้รู วบรวมไว้ ก. วางโครงเร่อื ง
ค. การสงั เกต สมั ภาษณ์ ทดลอง ข. เลอื กหัวขอ้ รายงาน
ง. จารึก จดหมายเหตทุ ี่ไปสบื ค้นมา ค. ก่าหนดจุดมุ่งหมาย
5. วิธกี ารบนั ทึกข้อมูลเพือ่ น่ามาใช้ประกอบการเขียน ง. คน้ ควา้ และรวบรวมขอ้ มลู
รายงานเชงิ วิชาการนิยมใช้วิธีใด 10. งานเขยี นข้อใด ไมใ่ ช่ การเขยี นเชิงวิชาการ
ก. จดบันทึกตามความเปน็ จริง ก. การเขียนบนั ทกึ
ข. บนั ทึกเสียงการสนทนา ข. รายงานการวิจยั
ค. บนั ทึกรูปภาพทั่วไป ค. รายงานการทดลอง
ง. เขยี นบันทกึ รายวัน ง. สารคดีเชิงวชิ าการ
เฉลย 1. ก 2. ง 3. ง 4. ค 5. ก 6. ค 7. ก 8. ข 9. ก 10. ก
ใบงานเรื่อง ส่วนประกอบของรายงานเชงิ วชิ าการ
คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนตอบคา่ ถามตอ่ ไปนี้
1. รายงานเชิงวิชาการ มลี กั ษณะการเขยี นอยา่ งไร
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ มีลักษณะการเขียนที่เปน็ ระบบ แบบแผน ใช้ภาษาระดบั ทางการ ตรงไปตรงมา
และกระชับ โดยไมม่ ีคา่ ทแ่ี สดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งผอู้ ่านกบั ผู้เขียน
2. รายงานเชงิ วชิ าการ มีสว่ นประกอบส่าคญั ก่สี ว่ น อะไรบา้ ง
รายงานเชิงวชิ าการ มีสว่ นประกอบส่าคญั 3 ส่วน ดงั น้ี
1) สว่ นหน้า คือ ส่วนทอ่ี ยู่ต้นเล่มของรายงาน กอ่ นถงึ เนอ้ื เร่ือง
2) ส่วนเนอ้ื หา คือ สว่ นทีอ่ ยูต่ อ่ จากสว่ นหนา้ เปน็ สว่ นทสี่ า่ คญั ท่สี ดุ ของรายงาน เพราะจะครอบคลมุ เนื้อหาฃ
3) สว่ นท้าย คอื ส่วนท่ีอย่ตู อนทา้ ยเลม่ ของรายงาน
3. ส่วนหนา้ ของรายงาน มีส่วนประกอบอะไรบ้าง
ส่วนหนา้ มีสว่ นประกอบ ดงั นี้
1) ปกนอก 3) ปกใน 5) สารบญั
2) ใบรองปก 4) คานา
4. สว่ นเนื้อหาของรายงาน มสี ว่ นประกอบอะไรบ้าง
สว่ นเน้ือหา มีส่วนประกอบ ดงั น้ี
1) บทนา่ 2) เนื้อเรือ่ ง
ในเน้อื เรื่องมสี ว่ นประกอบทชี่ ่วยใหเ้ นื้อหาของรายงานมคี วามนา่ เชื่อถือมากข้ึน ได้แก่ อัญประกาศและงงงงงงง
5. สว่ นทา้ ยของรายงาน มีสว่ นประกอบอะไรบา้ ง
ส่วนท้าย มสี ว่ นประกอบ ดงั น้ี
1) บรรณานุกรม 3) อภธิ านศพั ท์ (ถ้าม)ี
2) ภาคผนวก 4) ดัชนี (ถ้ามี)
เฉลย
ใบงานเรือ่ ง ส่วนประกอบของรายงานเชิงวชิ าการ
คาช้ีแจง ให้นกั เรียนตอบค่าถามต่อไปนี้
1. รายงานเชิงวิชาการ มีลกั ษณะการเขียนอยา่ งไร
การเขยี นรายงานเชิงวิชาการ มลี ักษณะการเขียนที่เปน็ ระบบ แบบแผน ใช้ภาษาระดบั ทางการ ตรงไปตรงมา
และกระชบั โดยไม่มคี าทแ่ี สดงความสมั พันธร์ ะหว่างผอู้ ่านกบั ผูเ้ ขียน
2. รายงานเชิงวิชาการ มีส่วนประกอบสา่ คญั ก่สี ว่ น อะไรบ้าง
รายงานเชงิ วิชาการ มีสว่ นประกอบสาคัญ 3 ส่วน ดังน้ี
1) สว่ นหน้า คือ ส่วนที่อย่ตู น้ เลม่ ของรายงาน ก่อนถงึ เน้อื เร่ือง
2) ส่วนเนื้อหา คอื ส่วนทีอ่ ยู่ตอ่ จากส่วนหนา้ เป็นส่วนที่สาคัญท่ีสุดของรายงาน เพราะจะครอบคลุมเนื้อหา
ทง้ั หมดของรายงาน
3) ส่วนท้าย คอื ส่วนที่อยูต่ อนทา้ ยเล่มของรายงาน
3. ส่วนหนา้ ของรายงาน มีสว่ นประกอบอะไรบ้าง
ส่วนหน้า มสี ว่ นประกอบ ดังน้ี
1) ปกนอก 3) ปกใน 5) สารบัญ
2) ใบรองปก 4) คานา
4. สว่ นเนื้อหาของรายงาน มีสว่ นประกอบอะไรบ้าง
สว่ นเน้ือหา มสี ว่ นประกอบ ดงั นี้
1) บทนา 2) เน้ือเรอ่ื ง
ในเนอื้ เร่อื งมีสว่ นประกอบทชี่ ว่ ยให้เน้ือหาของรายงานมีความน่าเช่อื ถือมากขึ้น ไดแ้ ก่ อญั ประกาศและ
เชิงอรรถ
5. ส่วนทา้ ยของรายงาน มสี ว่ นประกอบอะไรบ้าง
สว่ นทา้ ย มีส่วนประกอบ ดงั นี้
1) บรรณานุกรม 3) อภธิ านศัพท์ (ถา้ มี)
2) ภาคผนวก 4) ดัชนี (ถ้ามี)
บัตรคาเร่อื ง การเขียนสว่ นประกอบของรายงานเชงิ วชิ าการ
คาช้ีแจง สมมตุ ใิ หน้ กั เรยี นทา่ รายงานเชงิ วิชาการ เร่ือง ประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย โดยให้นักเรียนศึกษา
ข้อมลู จากแหล่งอา้ งองิ ท่ีกา่ หนด เพือ่ น่ามาเขียนส่วนประกอบของรายงานตอ่ ไปนี้
1. เขียนบรรณานุกรมอ้างอิงจากหนังสอื 2 เล่ม
2. เขยี นบรรณานุกรมอ้างองิ จากวารสาร 1 ฉบบั
3. เขียนบรรณานกุ รมอ้างองิ จากหนงั สอื พิมพ์ 2 ฉบับ
4. เขยี นบรรณานุกรมอา้ งอิงจากเว็บไซต์ 2 รายการ
เฉลย
บัตรคาเร่อื ง การเขยี นส่วนประกอบของรายงานเชิงวชิ าการ
คาชี้แจง สมมุตใิ ห้นกั เรียนทา่ รายงานเชิงวิชาการ เรือ่ ง การเตรยี มตัวเพ่ือเข้าสู่อาเซียน โดยให้นักเรียน
ศกึ ษาข้อมลู จากแหลง่ อา้ งอิงทีก่ า่ หนด เพ่อื น่ามาเขียนส่วนประกอบของรายงานต่อไปน้ี
1. เขียนบรรณานกุ รมอ้างองิ จากหนังสือ 2 เล่ม
2. เขยี นบรรณานกุ รมอ้างองิ จากวารสาร 1 ฉบบั
3. เขียนบรรณานกุ รมอา้ งองิ จากหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ
4. เขียนบรรณานุกรมอา้ งอิงจากเวบ็ ไซต์ 2 รายการ
(พจิ ารณาตามคาตอบของนกั เรียน โดยใหอ้ ยใู่ นดุลยพินิจของครูผสู้ อน)
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
คาช้แี จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขดี ลงใน
ช่องทต่ี รงกบั ระดับคะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อไดย้ ินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธิบายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั ริย์
1.2 ปฏิบตั ติ นตามสิทธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมือง
2. ซือ่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามร่วมมือ รว่ มใจ ในการทา่ กจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรียน
3. มีวินัย รับผิดชอบ และชมุ ชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพยี ง 1.4 เข้าร่วมกิจกรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กิจกรรมทสี่ ร้างความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่ืนชม
ความเป็นไทย
1.5 เข้าร่วมกจิ กรรมทางศาสนาท่ีตนนบั ถือ ปฏบิ ัตติ นตามหลักของศาสนา
1.6 เข้ารว่ มกิจกรรมและมีสว่ นรว่ มในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกับสถาบนั
พระมหากษัตริยต์ ามทโ่ี รงเรียนและชุมชนจดั ขึ้น
2.1 ให้ข้อมูลทถี่ กู ต้อง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ิในส่งิ ท่ีถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวทจี่ ะกระท่าความผดิ
ทา่ ตามสญั ญาทตี่ นใหไ้ ว้กบั เพอ่ื น พ่อแม่ หรือผูป้ กครอง และครู
2.3 ปฏบิ ตั ิตนต่อผอู้ ่ืนดว้ ยความซอ่ื ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางที่ไมถ่ ูกตอ้ ง
3.1 ปฏบิ ตั ิตามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไมล่ ะเมดิ สทิ ธิของผู้อืน่ ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจา่ วัน และรับผิดชอบในการท่างาน
4.1 แสวงหาขอ้ มลู จากแหลง่ การเรียนรู้ตา่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความร้อู ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรไู้ ดอ้ ยา่ งมเี หตุผล
5.1 ใชท้ รพั ย์สนิ ของตนเอง เช่น ส่ิงของ เครอื่ งใช้ ฯลฯ อย่างประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใช้ทรพั ยากรของส่วนรวมอย่างประหยดั ค้มุ คา่ และเก็บรักษาดูแลอยา่ งดี
5.3 ปฏิบตั ิตนและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มเี หตุผล
คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ ้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผ้อู นื่ และไมท่ ่าให้ผู้อนื่ เดือดร้อน พรอ้ มให้อภยั เม่ือผ้อู ื่น
6. มงุ่ มนั่ ในการ กระทา่ ผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรยี น การทา่ งานและการใช้ชีวิตประจา่ วันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเปน็ ไทย ของความรู้ ข้อมลู ขา่ วสาร
8. มีจิตสาธารณะ
5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
และปรับตวั อยรู่ ่วมกับผอู้ ่ืนได้อย่างมคี วามสุข
6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
6.2 ตง้ั ใจและรับผิดชอบในการทา่ งานใหส้ ่าเร็จ
6.3 ปรับปรงุ และพฒั นาการท่างานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทา่ งาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปญั หาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการท่างานให้ส่าเร็จ
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสา่ เร็จดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7.1 มีจิตสา่ นกึ ในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รจู้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครทู ่างาน
8.2 อาสาท่างาน ช่วยคิด ชว่ ยท่า แบง่ ปันสิง่ ของ ทรัพยส์ นิ และอนื่ ๆ
และชว่ ยแกป้ ญั หาใหผ้ ู้อ่ืน
8.3 ดูแล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรียน โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เข้าร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี นและ
ชมุ ชน
ลงชอื่ .............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธัญญา ดาทอง)
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครงั้ ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครั้ง 104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ต่ากว่า 62 ปรบั ปรุง
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 วิชาภาษาไทย 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
เวลา 8 ชัว่ โมง
รหัส ท 32102 เวลา 2 ชว่ั โมง
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 เรือ่ ง การเขยี นเชงิ วิชาการ
เรือ่ ง การเขียนบันทึกขอ้ มลู
1. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตัวช้ีวัด
ท 2.1 ม.4-6/6 เขยี นรายงานการศกึ ษาค้นควา้ เรอ่ื งทสี่ นใจตามหลักการเขยี นเชงิ
วิชาการ
และใช้ข้อมูลสารสนเทศอ้างองิ อยา่ งถกู ต้อง
ม.4-6/7 บนั ทกึ การศึกษาค้นคว้าเพอื่ นา่ ไปใชพ้ ัฒนาตนเองอยา่ งสม่าเสมอ
ม.4-6/8 มีมารยาทในการเขียน
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. บอกหลกั การเขยี นบนั ทกึ ข้อมูล
2. เขยี นบนั ทกึ การศึกษาคน้ ควา้ เพ่อื นา่ ไปพฒั นาตนเองอยา่ งสมา่ เสมอ
3. เห็นความสา่ คัญของการจดบันทึก
3. สาระสาคัญ
การจดบันทึกเปน็ สิ่งท่ีส่าคัญส่าหรับคนในสงั คมปัจจบุ นั เพราะการจดบนั ทึกจะเปน็ ส่งิ ทเ่ี ตอื นความจ่า
และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ มาใช้ในการดา่ เนนิ ชวี ติ ให้มคี ุณภาพ โดยการจดบันทึกสามารถจดได้หลายวธิ ี
อาทิ จดจากการฟัง จดจากการอา่ น และจดจากประสบการณ์ทตี่ นเองไดป้ ระสบ เพื่อสะทอ้ นตนเองและฝึกฝน
ตนเองด้วย
4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรียนรู้แกนกลาง
1) การเขยี นบันทกึ ความรูจ้ ากแหลง่ เรียนร้ทู หี่ ลากหลาย
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 2) ทกั ษะการประยุกต์ใช้ความรู้
5.1 ความสามารถในการสอื่ สาร
5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทักษะการสังเคราะห์
5.3 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมัน่ การท่างาน
7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ข้นั นาเขา้ สู่บทเรียน ช่ัวโมงที่ 1
1. ครูเขียนโคลงโลกนติ ิ บททว่ี ่า
เวน้ วิจารณว์ ่างเว้น สดับฟัง
เวน้ ทีถ่ ามอนั ยงั ไปร่ ู้
เว้นเล่าลิขิตสงั - เกตวา่ ง เว้นนา
เวน้ ด่ังกลา่ ววา่ ผู้ ปราชญไ์ ด้ฤๅมี
บนกระดาน แลว้ ให้นักเรยี นร่วมกันอ่านและแสดงความคดิ เห็น
2. ครูสนทนากับนกั เรยี นเรอ่ื ง หัวใจนักปราชญ์ แลว้ อธิบายว่า คนท่ีจะเป็นนกั ปราชญ์นั้น
ตอ้ งยดึ ถอื หัวใจนกั ปราชญ์ คือ สุ จิ ปุ ลิ (ฟงั คิด ถาม เขยี น)
3. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ วา่ การเขียนบนั ทกึ มคี วามสมั พนั ธ์กบั การเป็น
นกั ปราชญอ์ ย่างไร
ขัน้ สอน
1. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ (กลุ่มเดมิ จากแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 1) รว่ มกนั ศึกษาความรเู้ รอ่ื ง
การบนั ทกึ ข้อมูล จากหนงั สือเรียน
2. นกั เรียนแต่ละกล่มุ ร่วมกนั อภิปรายความรูท้ ี่ไดจ้ ากการศึกษาจนสมาชกิ มีความเข้าใจ
ตรงกนั แล้วสรุปเปน็ องคค์ วามรขู้ องกลุ่ม
3. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ สง่ ตวั แทนออกมาน่าเสนอองค์ความรทู้ ี่ไดจ้ ากการศึกษาหน้าช้นั เรียน
4. ครูตรวจสอบและประเมินการน่าเสนอของนักเรยี นแตล่ ะกลุ่ม รวมถึงการใหค้ ่าแนะนา่
เพ่ิมเติม
ขนั้ นาเข้าสู่บทเรยี น ชั่วโมงท่ี 2
1. ครทู บทวนเกย่ี วกบั การวเิ คราะห์วจิ ารณ์เร่ือง การบันทึกข้อมูล ท่ีนักเรียนได้ศกึ ษาไปแลว้
ข้ันสอน
1. นักเรียนแตล่ ะคนท่า ใบงานเรื่อง รูปแบบการเขยี นบันทึกขอ้ มูล และจัดท่าบัตรบนั ทกึ
ข้อมลู คนละ ๑ แผน่ เม่ือทา่ เสร็จแลว้ ให้ตรวจสอบความเรยี บร้อย
2. ครสู ุม่ เลขทน่ี ักเรยี น 4-5 คน นา่ เสนอคา่ ตอบในใบงาน
3. ครูตรวจสอบความถกู ต้อง และแสดงความคิดเห็นเพิ่มเตมิ
ขัน้ สรปุ
1. นักเรียนรว่ มกันอภิปรายสรปุ ความรู้เรื่อง การบนั ทึกขอ้ มูล
8. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
- หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใช้ภาษา ม.5
- โคลงโลกนิติ
- ใบงานเร่อื ง รปู แบบการเขียนบันทกึ ข้อมลู
- หอ้ งสมุด
9. การวัดและประเมินผล
ประเด็นท่ีตอ้ งการวัด วธิ กี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ์
- บอกหลักการเขียน
บันทึกข้อมูล
- เขียนบนั ทึกการศึกษา ตรวจใบงาน ใบงาน ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
คน้ ควา้ เพื่อนา่ ไปพฒั นา
ตนเองอยา่ งสม่าเสมอ
- เหน็ ความสา่ คัญของ สังเกตความมวี ินัย ใฝ่ แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอัน ระดับคุณภาพ 2 ผา่ น
การจดบนั ทกึ เรียนรู้ และม่งุ มนั่ ในการ พงึ ประสงค์ เกณฑ์
ท่างาน
โคลงโลกนติ ิ สดบั ฟัง
ไปร่ ู้
เว้นวจิ ารณว์ ่างเว้น
เว้นทถ่ี ามอันยงั เกตวา่ ง เว้นนา
เวน้ เลา่ ลขิ ิตสัง- ปราชญ์ไดฤ้ ามี
เว้นดัง่ กล่าววา่ ผู้
ใบงานเรอื่ ง รปู แบบการเขียนบนั ทกึ ข้อมลู
คาช้ีแจง ให้นกั เรยี นศึกษาขอ้ มลู ท่ีเห็นวา่ มปี ระโยชน์และนา่ สนใจจากการอา่ น การฟงั และการสงั เกต
แล้วนา่ มาเขยี นลงในบัตรบันทึกข้อมูลต่อไปน้ี
บตั รบนั ทึกจากการอ่าน
บตั รบนั ทึกจากการฟัง
บัตรบันทึกจากการสงั เกต
ใบงานเร่ือง รปู แบบการเขียนบนั ทึกขอ้ มลู เฉลย
คาช้ีแจง ให้นกั เรียนศึกษาข้อมลู ที่เหน็ ว่ามีประโยชน์และน่าสนใจจากการอ่าน การฟัง และการสงั เกต
แลว้ นา่ มาเขียนลงในบัตรบันทกึ ขอ้ มูลตอ่ ไปนี้
บตั รบนั ทกึ จากการอา่ น
บตั รบันทกึ จากการฟงั
บตั รบนั ทึกจากการสังเกต
(พิจารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยให้อยใู่ นดุลยพินจิ ของครูผสู้ อน)
แบบประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
คาช้แี จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขดี ลงใน
ช่องทต่ี รงกบั ระดับคะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อไดย้ ินเพลงชาติ รอ้ งเพลงชาตไิ ด้ และอธิบายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั ริย์
1.2 ปฏิบตั ติ นตามสิทธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมอื ง
2. ซือ่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามรว่ มมือ รว่ มใจ ในการท่ากจิ กรรมกบั สมาชิกในโรงเรียน
3. มีวินัย รับผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพยี ง 1.4 เข้ารว่ มกจิ กรรมและมสี ว่ นรว่ มในการจัดกิจกรรมทสี่ ร้างความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสงั คม ชนื่ ชม
ความเป็นไทย
1.5 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถอื ปฏบิ ตั ิตนตามหลกั ของศาสนา
1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมีสว่ นรว่ มในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบัน
พระมหากษตั ริยต์ ามทโ่ี รงเรยี นและชมุ ชนจดั ข้ึน
2.1 ให้ข้อมลู ที่ถูกต้อง และเป็นจริง
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสิ่งท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะกระทา่ ความผดิ
ทา่ ตามสัญญาทตี่ นใหไ้ วก้ ับเพอื่ น พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง และครู
2.3 ปฏบิ ตั ิตนต่อผู้อ่ืนดว้ ยความซือ่ ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางที่ไม่ถกู ตอ้ ง
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไมล่ ะเมดิ สิทธิของผู้อืน่ ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจา่ วัน และรบั ผิดชอบในการท่างาน
4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรยี นรูต้ ่างๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความร้อู ย่างเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรู้ได้อย่างมเี หตุผล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เคร่อื งใช้ ฯลฯ อย่างประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยดั ค้มุ ค่า และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี
5.3 ปฏิบัตติ นและตัดสินใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตุผล
คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ ้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผ้อู นื่ และไมท่ ่าให้ผู้อนื่ เดือดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภัยเม่ือผ้อู ื่น
6. มงุ่ มนั่ ในการ กระทา่ ผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรยี น การทา่ งานและการใช้ชีวิตประจ่าวันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเปน็ ไทย ของความรู้ ข้อมลู ข่าวสาร
8. มีจิตสาธารณะ
5.6 รู้เท่าทนั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
และปรับตวั อยรู่ ่วมกับผอู้ ่ืนได้อย่างมคี วามสุข
6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
6.2 ต้ังใจและรับผิดชอบในการทา่ งานใหส้ ่าเร็จ
6.3 ปรับปรงุ และพฒั นาการท่างานอย่างรอบคอบ
6.4 ท่มุ เท ทา่ งาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปญั หาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการท่างานให้ส่าเร็จ
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสา่ เร็จดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7.1 มีจิตสา่ นกึ ในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 ร้จู กั ชว่ ยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครทู ่างาน
8.2 อาสาท่างาน ช่วยคิด ชว่ ยท่า แบง่ ปันสิง่ ของ ทรพั ย์สนิ และอนื่ ๆ
และชว่ ยแกป้ ญั หาใหผ้ ู้อ่ืน
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรียน โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี นและ
ชุมชน
ลงชอื่ .............................................ผปู้ ระเมนิ
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครงั้ ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยครั้ง 104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ต่ากวา่ 62 ปรบั ปรุง
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 3 วิชาภาษาไทย 4
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5
เวลา 8 ชวั่ โมง
รหสั ท 32102 เวลา 2 ชวั่ โมง
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่อื ง การเขียนเชงิ วชิ าการ
เรื่อง ข้นั ตอนการเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ
1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชีว้ ัด
ท 2.1 ม.4-6/6 เขียนรายงานการศึกษาค้นควา้ เรื่องที่สนใจตามหลักการเขียนเชิง
วชิ าการ
และใช้ข้อมูลสารสนเทศอ้างอิงอยา่ งถกู ตอ้ ง
ม.4-6/7 บันทึกการศึกษาค้นคว้าเพ่ือน่าไปใช้พฒั นาตนเองอย่างสม่าเสมอ
ม.4-6/8 มีมารยาทในการเขยี น
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายข้ันตอนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
2. เขียนรายงานเชงิ วิชาการ
3. เห็นความส่าคญั ของการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ
3. สาระสาคัญ
ขั้นตอนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ เป็นข้อปฏิบัติที่ผู้ท่ารายงานเชิงวิชาการควรศึกษา เพ่ือที่จะ
สามารถท่าผลงานออกมาได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ เพราะรายละเอียดการทา่ รายงานเชิงวชิ าการมีหลายประการ
จึงตอ้ งมขี ้ันตอนในการท่าอย่างชดั เจน
4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
1) ขั้นตอนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น 3) ทกั ษะการสงั เคราะห์
5.1 ความสามารถในการสอื่ สาร 4) ทักษะการประเมนิ
5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทักษะการรวบรวมขอ้ มูล
2) ทักษะการจัดระเบียบ
5.3 ความสามารถในการแกป้ ัญหา
5.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุง่ ม่ันการทา่ งาน
7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขนั้ นาเขา้ สูบ่ ทเรียน ช่ัวโมงท่ี 1
1. ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใช้คา่ ถามทา้ ทาย ดังนี้
“เทคนคิ แตกต่างจากข้ันตอนอยา่ งไร”
ขนั้ สอน
1. ให้นกั เรียนศึกษาความรู้เรอ่ื ง ข้นั ตอนการท่ารายงานเชงิ วชิ าการ พร้อมการอธิบายจากครู
อย่างชัดเจน สอดแทรกประสบการณ์จากสถานการณ์จริงที่ครูเคยท่ารายงานเชิงวิชาการมา เพ่ือให้นักเรียน
เข้าใจถึงความส่าคัญของขั้นตอนการท่ารายงานเชิงวิชาการและเห็นภาพตัวอย่างในการท่าอย่างชัดเจน ครู
แสดงเหตผุ ลว่าท่าไมเราต้องศกึ ษาขั้นตอนการทา่ รายงานเชงิ วิชาการ พรอ้ มอธิบายขั้นตอนการท่ารายงานเชิง
วชิ าการในแต่ละข้อ ให้แสดงเหตุผลตามหัวข้อท่กี า่ หนด ดงั นี้
1) การเลอื กหวั ขอ้ เรื่อง
2) การกา่ หนดขอบเขตของเร่ือง
3) การตัง้ ชือ่ เรอื่ ง
4) การค้นคว้าและรวบรวมขอ้ มลู
5) การวางโครงเรือ่ ง
6) การเขยี นเนอื้ หา
7) การเขียนเชิงอรรถ
8) การเขียนบรรณานุกรม
เพ่ือใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ เหตผุ ลทตี่ อ้ งเขยี นข้ันตอนการทา่ รายงานเชิงวิชาการเพราะเหตุใด
และจะเปน็ ทางทีจ่ ะน่าไปสู่การท่ารายงานเชิงวชิ าการทีม่ ีประสิทธิภาพ
2. ให้นักเรียนรว่ มเสวนาแสดงความคดิ เหน็ ในหวั ข้อ “ข้ันตอนการทา่ รายงานเชงิ วิชาการ
มีความจ่าเป็นหรือไม่” นักเรียนจะแสดงความเหมือนและความตา่ งทางความคิดตามหวั ขอ้ เพราะนกั เรียนแต่
ละคนแสดงการใหข้ อ้ มูลให้เห็นว่า นักเรยี นมีความคิดเห็นกับข้ันตอนการท่ารายงานเชงิ วชิ าการอย่างไร
3. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการเสวนา เพ่ือหามติว่า การท่ารายงานเชิงวิชาการ
จ่าเป็นต้องรู้ขั้นตอนการท่ารายงานเชิงวิชาการ เพ่ือให้ผลสรุปเป็นความคิดเดียวกันท้ังห้องและใช้เป็นแนว
ปฏิบตั ิ
ชวั่ โมงที่ 2
4. ครูอธิบายการท่าบรรณานุกรมอย่างละเอียด เพราะเป็นส่วนท่ีส่าคัญที่สุดในการท่า
รายงานเชงิ วิชาการ เป็นสว่ นทต่ี ้องใช้การจดจ่า และหา้ มผิดพลาด
5. สุม่ นักเรยี นออกมาสาธิตการเขยี นบรรณานุกรมจากหนังสอื อะไรก็ได้ในห้องสมุด ให้เพื่อน
เห็นการเขียนบรรณานุกรมในหลายรูปแบบ ครูตรวจทานความถูกต้อง และใหน้ กั เรียนจ่าการเขียนเป็นตน้ แบบ
6. ให้นกั เรียนเลือกหนังสือ 10 เล่ม นา่ มาเขียนบรรณานกุ รมลงในสมดุ
ขน้ั สรปุ
1. ใหน้ กั เรยี นและครูร่วมกันสรุปความรู้ ดังนี้
ข้ันตอนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ เป็นข้อปฏิบัติท่ีผู้ท่ารายงานเชิงวิชาการควร
ศกึ ษา เพอื่ ที่จะสามารถท่าผลงานออกมาไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ เพราะรายละเอียดการท่ารายงานเชงิ วิชาการ
มีหลายประการจึงตอ้ งมขี น้ั ตอนในการทา่ อย่างชัดเจน
8. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้
- หนงั สอื เรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใชภ้ าษา ม.5
- ห้องสมดุ
9. การวัดและประเมนิ ผล
ประเดน็ ท่ี เครอื่ งมือ วิธีการ เกณฑ์
ตอ้ งการวัด การเสวนา
รายงานเชงิ วิชาการ ประเมนิ คา่ ตอบจากนกั เรยี น นักเรียนรอ้ ยละ 80 สามารถ
- อธิบายขัน้ ตอน แต่ละกลมุ่ อธิบายข้ันตอนการเขยี น
การเขียนรายงาน แบบสังเกต รายงานเชงิ วิชาการได้
เชิงวชิ าการ
- เขียนรายงานเชิง ท่ารายงานเชงิ วิชาการ นักเรยี นร้อยละ 80 สามารถ
วชิ าการ ท่ารายงานเชงิ วิชาการได้
- เหน็ ความสา่ คญั ถูกต้อง
ของการเขียน
รายงานเชงิ สงั เกตพฤตกิ รรมการท่างาน ระดับ 2 ผ่านเกณฑ์
วชิ าการ กลุม่
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุม่
คาช้แี จง : ให้ ผ้สู อน สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงใน
ช่องที่ตรงกับระดบั คะแนน
ลาดั ชอ่ื - การแสดง การยอมรับ การทางาน ความมนี ้าใจ การมี รวม
บ ที่ สกุล ความคดิ เหน็ ฟังคนอน่ื ตามที่ได้รบั ส่วนร่วมใน 20
ของ มอบหมาย การปรับปรุง คะแน
ผ้รู ับ ผลงานกลมุ่ น
การ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
ประเมิ
น
ลงชือ่ ...................................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครัง้ 18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรับปรงุ
แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
คาช้แี จง : ให้ ผ้สู อน สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขดี ลงใน
ช่องท่ีตรงกบั ระดับคะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อไดย้ ินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธิบายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั ริย์
1.2 ปฏิบตั ติ นตามสิทธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมือง
2. ซือ่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามรว่ มมือ รว่ มใจ ในการทา่ กจิ กรรมกบั สมาชิกในโรงเรียน
3. มีวินัย รับผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพยี ง 1.4 เข้ารว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนรว่ มในการจดั กิจกรรมทสี่ ร้างความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสังคม ชนื่ ชม
ความเป็นไทย
1.5 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาท่ีตนนบั ถือ ปฏบิ ัตติ นตามหลักของศาสนา
1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมีสว่ นร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบัน
พระมหากษตั ริยต์ ามทโ่ี รงเรียนและชุมชนจดั ขึ้น
2.1 ให้ข้อมลู ที่ถูกต้อง และเป็นจรงิ
2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสิ่งท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวทจี่ ะกระท่าความผดิ
ทา่ ตามสัญญาทตี่ นใหไ้ ว้กบั เพื่อน พอ่ แม่ หรือผูป้ กครอง และครู
2.3 ปฏบิ ตั ิตนต่อผู้อ่ืนดว้ ยความซือ่ ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางทีไ่ ม่ถกู ตอ้ ง
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไมล่ ะเมิดสทิ ธิของผู้อืน่ ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจ่าวัน และรบั ผิดชอบในการทา่ งาน
4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรียนรู้ตา่ งๆ
4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความร้อู ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรู้ได้อยา่ งมเี หตุผล
5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น ส่ิงของ เครอื่ งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม
5.2 ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอยา่ งประหยัด ค้มุ คา่ และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี
5.3 ปฏิบัตติ นและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มเี หตผุ ล
คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ ้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผ้อู นื่ และไมท่ ่าให้ผู้อนื่ เดือดร้อน พรอ้ มใหอ้ ภัยเม่ือผ้อู ื่น
6. มงุ่ มนั่ ในการ กระทา่ ผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรยี น การทา่ งานและการใช้ชีวิตประจ่าวันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเปน็ ไทย ของความรู้ ข้อมลู ขา่ วสาร
8. มีจิตสาธารณะ
5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
และปรับตวั อยรู่ ่วมกับผอู้ ่ืนได้อย่างมคี วามสุข
6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตง้ั ใจและรับผิดชอบในการทา่ งานใหส้ ่าเร็จ
6.3 ปรับปรงุ และพฒั นาการท่างานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทา่ งาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปญั หาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการท่างานให้ส่าเร็จ
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสา่ เร็จดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7.1 มีจิตสา่ นกึ ในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รจู้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครทู ่างาน
8.2 อาสาท่างาน ช่วยคิด ชว่ ยท่า แบง่ ปันสิง่ ของ ทรพั ย์สนิ และอนื่ ๆ
และชว่ ยแกป้ ญั หาใหผ้ ู้อ่ืน
8.3 ดูแล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรียน โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เข้าร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี นและ
ชมุ ชน
ลงชอื่ .............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมบ่อยครงั้ ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครั้ง 104 - 124 ดมี าก
183 - 103 ดี
62 - 82 พอใช้
ต่ากวา่ 62 ปรบั ปรุง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 4 วิชาภาษาไทย 4
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
เวลา 8 ชว่ั โมง
รหัส ท 32102 เวลา 2 ชว่ั โมง
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เรอ่ื ง การเขยี นเชงิ วชิ าการ
เรอื่ ง การเขียนรายงานเชิงวชิ าการ
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชีว้ ัด
ท 2.1 ม.4-6/6 เขียนรายงานการศึกษาค้นควา้ เร่อื งที่สนใจตามหลักการเขียนเชิง
วิชาการ
และใชข้ ้อมูลสารสนเทศอ้างอิงอยา่ งถกู ต้อง
ม.4-6/7 บนั ทึกการศกึ ษาค้นคว้าเพื่อนา่ ไปใชพ้ ฒั นาตนเองอยา่ งสม่าเสมอ
ม.4-6/8 มีมารยาทในการเขยี น
2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายการทา่ รายงานเชงิ วิชาการ
2. เขียนรายงานเชิงวิชาการ
3. เห็นคณุ ค่าของรายงานเชิงวชิ าการ
3. สาระสาคญั
การเขียนรายงาน เป็นการเขียนเสนอผลงานท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้าหรือปฏิบัติงานอย่างใดอย่าง
หน่ึงโดยละเอียด เพ่ือใหน้ กั เรียนได้รบั ความรแู้ ละนา่ เสนอผลงานของตนเองให้มปี ระโยชน์ต่อผ้อู น่ื
4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
1) การเขยี นรายงานเชิงวิชาการ
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน 3) ทกั ษะการสงั เคราะห์
4) ทกั ษะการประเมนิ
5.1 ความสามารถในการสอื่ สาร
5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการรวบรวมข้อมูล
2) ทักษะการจดั ระเบียบ
5.3 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มีวินัย
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มุง่ ม่นั การท่างาน
7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ นาเข้าสู่บทเรียน ชั่วโมงท่ี 1
1. ครูทบทวนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ ทไ่ี ด้เรียนมาแลว้
ขน้ั สอน
1. นักเรียนแต่ละกลุ่ม (กลุ่มเดิมจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1) ร่วมกันอภิปรายเรื่อง
เกย่ี วกบั ภยั ธรรมชาติทเี่ กิดขน้ึ ในปัจจุบนั ตามที่กล่มุ มีความสนใจ
2. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเขียนรายงานเชิงวิชาการเร่ืองเกี่ยวกับภัยธรรมชาติท่ีเกิดขึ้นใน
ปัจจุบนั
3. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันวางแผนด่าเนินการศึกษาค้นคว้าเรื่องเก่ียวกับภัยธรรมชาติที่
เกดิ ขึน้ ในปัจจุบนั ตามทีก่ ลุ่มสนใจ จากหอ้ งสมดุ และแหล่งข้อมลู สารสนเทศ
4. นกั เรียนแต่ละกลุ่มก่าหนดรายละเอียดเกย่ี วกับภยั ธรรมชาตทิ ่ีเกดิ ขนึ้ ในปัจจุบันตามท่ีกลุ่ม
สนใจ
5. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ แบ่งหน้าท่ีความรับผิดชอบให้สมาชิกแตล่ ะคนด่าเนินการศึกษาค้นคว้า
รายละเอียดที่ก่าหนดดว้ ยวธิ ีการท่หี ลากหลาย
ขั้นนาเขา้ สบู่ ทเรียน ช่ัวโมงที่ 2
1. ครูสนทนากับสมาชิกแต่ละคนในกลมุ่ น่าความรู้ที่ได้จากการศกึ ษาคน้ คว้า มาแลกเปล่ียน
เรียนรู้รว่ มกัน แลว้ อภปิ รายผลและสงั เคราะหค์ วามร้ทู ไี่ ดม้ าว่ามคี วามเหมาะสมหรือไม่
ขั้นสอน
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปข้อมูลความรู้เร่ืองเกี่ยวกับภัยธรรมชาติท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบันของ
กลมุ่ ตนเอง
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มประเมินผลงานว่า ข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสมเพียงใด
โดยตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่มของตนเองอย่างอสิ ระ แล้วรว่ มกันสรปุ องค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหาอีก
ครง้ั
ข้นั สรุป
1. นักเรยี นแต่ละกลุ่มน่าข้อมูลท่ีได้มาจัดระบบองค์ความรู้ โดยน่าเสนอในรูปแบบของการ
เขยี นรายงานเชงิ วิชาการ
2. นกั เรยี นรว่ มกันประเมินผลงานและประโยชน์ที่ไดร้ ับ
3. ครตู รวจประเมนิ ผลการเขียนรายงานเชงิ วชิ าการของนกั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม
4. ท่าแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
8. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
- หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใช้ภาษา ม.5
- หอ้ งสมดุ
- http://www.yn.ac.th/new_thaiteach/meaning.html
- http://203.172.198.146/other_web/Thai/Thai03/write4.html
9. การวัดและประเมนิ ผล
ประเดน็ ทต่ี ้องการวดั วิธีการ เครอื่ งมอื เกณฑ์
- อธบิ ายการทา่ ตรวจแบบทดสอบหลัง แบบทดสอบหลงั เรียน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
รายงานเชงิ วิชาการ เรยี น หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 2 เกณฑ์
- เขียนรายงานเชิง ท่ารายงานเชงิ วิชาการ นักเรียนร้อยละ 80
วชิ าการ รายงานเชงิ วิชาการ สามารถท่ารายงานเชงิ
วิชาการไดถ้ กู ต้อง
- เห็นความสา่ คญั ของ แบบสังเกต สงั เกตพฤติกรรมการทา่ งาน ระดับ 2 ผ่านเกณฑ์
การเขียนรายงานเชิง กลุ่ม
วิชาการ
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุม่
คาช้แี จง : ให้ ผ้สู อน สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงใน
ช่องที่ตรงกับระดบั คะแนน
ลาดั ชอ่ื - การแสดง การยอมรับ การทางาน ความมนี ้าใจ การมี รวม
บ ที่ สกุล ความคดิ เหน็ ฟังคนอน่ื ตามที่ได้รบั ส่วนรว่ มใน 20
ของ มอบหมาย การปรบั ปรุง คะแน
ผ้รู ับ ผลงานกลมุ่ น
การ 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
ประเมิ
น
ลงชือ่ ...................................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครัง้ 18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากว่า 10 ปรับปรงุ
แบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 24
คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นเลือกค่าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. การเขยี นเชิงวิชาการ มลี กั ษณะอย่างไร 6. การเรียบเรียงข้อมลู เพื่อน่าเสนอเปน็ รายงานทถ่ี กู ต้อง
ก. เขียนเป็นระบบแบบแผน ใช้ภาษาทเี่ ป็นทางการ ให้ปฏิบัตอิ ย่างไร
ข. เขียนตรงไปตรงมา มงุ่ เสนอขอ้ คิดเห็นเป็นส่าคญั ก. เขยี นสรุปข้อมูลท่ีค้นคว้ามา
ค. เขยี นอยา่ งมีหลกั การ ใช้ภาษาท่ีถกู ต้องประณตี ข. นา่ ข้อมูลท่จี ดบนั ทึกไวม้ าตัดต่อใหส้ ัมพนั ธก์ ัน
สวยงาม ค. เรยี บเรียงข้อมูลทค่ี ้นคว้ามาโดยใชส้ า่ นวนผู้เขียนเอง
ง. เขียนแสดงความคิดเหน็ เปน็ ระบบ ใชภ้ าษาท่กี ระชับ ง. เขยี นแสดงความคดิ เหน็ โดยใชข้ ้อมลู ทค่ี ้นควา้ มาเป็น
รัดกุม ส่วนประกอบ
2. สว่ นประกอบของรายงานเชิงวชิ าการ ส่วนใดมี 7. ดัชนีในรายงานเชิงวิชาการ เปน็ เร่ืองเก่ียวกับอะไร
ความส่าคญั น้อยท่ีสุด ก. บญั ชีคา่
ก. ปกใน ข. บอกล่าดับเนอ้ื หา
ข. ค่านา่ ค. รายละเอยี ดในการลา่ ดบั เน้ือหา
ค. สารบัญ ง. แสดงจดุ ประสงคใ์ นการเขยี นรายงาน
ง. ใบรองปก 8. ข้อใดเปน็ ขัน้ ตอนแรกของการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
3. เชิงอรรถเขียนอยู่ในสว่ นใดของรายงาน
ก. ส่วนทา้ ย ก. วางโครงเร่อื ง
ข. ส่วนหน้า ข. เลอื กหวั ขอ้ รายงาน
ค. ภาคผนวก ค. ก่าหนดจดุ มุ่งหมาย
ง. สว่ นเนื้อหา ง. คน้ คว้าและรวบรวมข้อมลู
4. ข้อมลู ภาคสนามมีทม่ี าอย่างไร 9. การก่าหนดวา่ จะเขียนเรอ่ื งอะไร เขียนแนวไหน และ
ก. ต่าราทีม่ ีผเู้ ขยี นข้ึน ประเดน็ ใด จดั อยใู่ นขน้ั ตอนใดของการเขียนรายงานเชงิ
ข. เอกสารท่ีมีผ้รู วบรวมไว้ วชิ าการ
ก. วางโครงเร่อื ง
ค. การสงั เกต สมั ภาษณ์ ทดลอง
ง. จารึก จดหมายเหตทุ ี่ไปสืบค้นมา ข. เลือกหวั ข้อรายงาน
5. วิธกี ารบนั ทึกข้อมูลเพื่อน่ามาใช้ประกอบการเขียน ค. กา่ หนดจุดมุ่งหมาย
รายงานเชงิ วิชาการนิยมใช้วธิ ีใด ง. ค้นควา้ และรวบรวมข้อมูล
ก. จดบันทึกตามความเปน็ จริง 10. งานเขียนขอ้ ใด ไม่ใช่การเขียนเชงิ วิชาการ
ข. บนั ทึกเสียงการสนทนา ก. การเขียนบนั ทกึ
ค. บนั ทึกรูปภาพทั่วไป ข. รายงานการวจิ ยั
ง. เขยี นบันทกึ รายวัน ค. รายงานการทดลอง
ง. สารคดีเชิงวิชาการ
เฉลย 1. ก 2. ง 3. ง 4. ค 5. ก 6. ค 7. ก 8. ข 9. ก 10. ก