The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Mookya, 2021-11-28 22:33:23

แผนการจัดการเรียนรู้ 2/2564

แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับสมบูรณ์

แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

คาช้แี จง : ให้ ผ้สู อน สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขดี  ลงใน
ช่องท่ีตรงกบั ระดับคะแนน

คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อไดย้ ินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธิบายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั ริย์
1.2 ปฏิบตั ติ นตามสิทธแิ ละหน้าทข่ี องพลเมือง
2. ซือ่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามรว่ มมือ รว่ มใจ ในการทา่ กจิ กรรมกบั สมาชิกในโรงเรียน
3. มีวินัย รับผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพยี ง 1.4 เข้ารว่ มกจิ กรรมและมสี ่วนรว่ มในการจดั กิจกรรมทสี่ ร้างความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น ชุมชน และสังคม ชนื่ ชม
ความเป็นไทย

1.5 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาท่ีตนนบั ถือ ปฏบิ ัตติ นตามหลักของศาสนา

1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมีสว่ นร่วมในการจดั กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั สถาบัน
พระมหากษตั ริยต์ ามทโ่ี รงเรียนและชุมชนจดั ขึ้น

2.1 ให้ข้อมลู ที่ถูกต้อง และเป็นจรงิ

2.2 ปฏบิ ตั ใิ นสิ่งท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวทจี่ ะกระท่าความผดิ
ทา่ ตามสัญญาทตี่ นใหไ้ ว้กบั เพื่อน พอ่ แม่ หรือผูป้ กครอง และครู

2.3 ปฏบิ ตั ิตนต่อผู้อ่ืนดว้ ยความซือ่ ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางทีไ่ ม่ถกู ตอ้ ง

3.1 ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคบั ของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไมล่ ะเมิดสทิ ธิของผู้อืน่ ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจ่าวัน และรบั ผิดชอบในการทา่ งาน

4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรียนรู้ตา่ งๆ

4.2 มกี ารจดบนั ทกึ ความร้อู ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรปุ ความรู้ได้อยา่ งมเี หตุผล

5.1 ใชท้ รพั ยส์ นิ ของตนเอง เช่น ส่ิงของ เครอื่ งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คมุ้ คา่ และเกบ็ รกั ษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสม

5.2 ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอยา่ งประหยัด ค้มุ คา่ และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี
5.3 ปฏิบัตติ นและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มเี หตผุ ล

คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ ้าน 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผ้อู นื่ และไมท่ ่าให้ผู้อนื่ เดือดร้อน พรอ้ มใหอ้ ภัยเม่ือผ้อู ื่น
6. มงุ่ มนั่ ในการ กระทา่ ผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรยี น การทา่ งานและการใช้ชีวิตประจ่าวันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเปน็ ไทย ของความรู้ ข้อมลู ขา่ วสาร
8. มีจิตสาธารณะ
5.6 รูเ้ ท่าทนั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรบั
และปรับตวั อยรู่ ่วมกับผอู้ ่ืนได้อย่างมคี วามสุข

6.1 เอาใจใส่ตอ่ การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
6.2 ตง้ั ใจและรับผิดชอบในการทา่ งานใหส้ ่าเร็จ
6.3 ปรับปรงุ และพฒั นาการท่างานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทา่ งาน อดทน ไมท่ อ้ ต่อปญั หาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการท่างานให้ส่าเร็จ
6.6 ชน่ื ชมผลงานความสา่ เร็จดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7.1 มีจิตสา่ นกึ ในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รจู้ กั ชว่ ยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครทู ่างาน
8.2 อาสาท่างาน ช่วยคิด ชว่ ยท่า แบง่ ปันสิง่ ของ ทรพั ย์สนิ และอนื่ ๆ

และชว่ ยแกป้ ญั หาใหผ้ ู้อ่ืน
8.3 ดูแล รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของหอ้ งเรียน โรงเรยี น ชมุ ชน
8.4 เข้าร่วมกจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี นและ

ชมุ ชน

ลงชอื่ .............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมบ่อยครงั้ ให้ 2 คะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครั้ง 104 - 124 ดมี าก

183 - 103 ดี

62 - 82 พอใช้

ต่ากวา่ 62 ปรบั ปรุง

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 วิชาภาษาไทย 4
กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5
เวลา 5 ชั่วโมง
รหัส ท32102 เวลา 1 ชว่ั โมง
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 เรอื่ ง พดู จาปราศรัย
เร่อื ง หลักการพูดโนม้ นา้ วใจ

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัด

ท 3.1 ม.4-6/5 พดู ในโอกาสต่าง ๆ พดู แสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าวใจ และเสนอแนวคิด
ใหม่ ด้วยภาษาถูกต้อง เหมาะสม

ม.4-6/6 มีมารยาทในการฟงั การดู และการพูด

2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. อธบิ ายหลกั การพดู โน้มน้าวใจ
2. พดู ตามหลกั การพูดโน้มน้าวใจ
3. มีมารยาทในการพดู

3. สาระสาคัญ

การพูดโน้มน้าวใจเป็นกลวิธกี ารสือ่ สารทมี่ ีบทบาทสาคัญมากในชวี ิตประจาวัน ในฐานะผู้พูดหรือผู้ส่ง
สารหากสามารถพูดโน้มน้าวใจผู้ฟังได้ก็จะเกิดประโยชน์และบรรลุผลตามความมุ่งหมาย ดังน้ัน ต้องมีความรู้
เกยี่ วกบั หลักการพดู

4. สาระการเรียนรู้
1. สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

1) การพูดในโอกาสต่าง ๆ เช่น

- การพูดโน้มน้าวใจ

2) มารยาทในการพดู

5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 5) ทักษะการนาความรู้ไปใช้
5.1 ความสามารถในการสื่อสาร

5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการพูด 3) ทกั ษะการใหเ้ หตุผล

2) ทักษะการเชอ่ื มโยง 4) ทักษะการประเมิน
5.3 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต

6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. มวี นิ ยั

2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มน่ั การทางาน

7. กิจกรรมการเรยี นรู้

ข้นั นาเข้าส่บู ทเรยี น ช่ัวโมงท่ี 1

1. ทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3

2. ครนู าบทกลอนเกย่ี วกบั การพดู ของสนุ ทรภู่ มาอา่ นให้นักเรียนฟัง

3. ครูสนทนากบั นกั เรียนเรื่องความสาคญั ของการพดู แลว้ ให้นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความ

คดิ เหน็ ว่า “นักเรียนมีความเห็นอย่างไรกับการทีพ่ ระพทุ ธศาสนาใหค้ วามสาคญั กับการพูดเปน็ อยา่ งมาก ถึงขั้น

จัดใหเ้ ป็นศลี 5 ให้ชาวพุทธประพฤตปิ ฏบิ ัติ”

ขนั้ สอน

1. ครแู บ่งนกั เรยี นเป็นกล่มุ กลุ่มละ 4 คน คละกันตามความ สามารถ คอื เกง่ ปานกลาง

ค่อนข้างเก่ง ปานกลางค่อนขา้ งออ่ น และออ่ น

2. นกั เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศกึ ษาความรู้เร่ือง การพูดโนม้ น้าวใจและมารยาทในการพูด

จากหนงั สอื เรียน หอ้ งสมุด และแหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ โดยใหส้ มาชิกแต่ละคนในกลุ่มเลอื กศึกษาหัวข้อตาม

ประเด็นท่กี าหนด ดงั นี้

- สมาชกิ คนท่ี 1 ศกึ ษาเร่อื ง ความหมายและความสาคัญของการพูดโนม้ นา้ วใจ

- สมาชิกคนที่ 2 ศกึ ษาเรอื่ ง จุดมุ่งหมายของการพูดโนม้ น้าวใจ

- สมาชิกคนท่ี 3 ศึกษาเร่อื ง จรรยาในการพูด

- สมาชิกคนที่ 4 ศึกษาเรอ่ื ง มารยาทในการพดู

- สมาชิกคนท่ี 5 ศกึ ษาเรื่อง คุณธรรมในการพดู

3. สมาชกิ แตล่ ะคนในกล่มุ ศึกษาหัวขอ้ ตามประเด็นทีก่ าหนด จนเกดิ ความเข้าใจชัดเจนแล้ว

ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันอภปิ รายความร้เู พอ่ื แลกเปล่ยี นเรียนร้กู ัน

ขนั้ สรปุ

1. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ร่วมกันอภิปรายเป็นองค์ความรขู้ องกลมุ่ แลว้ เขยี นบันทกึ ลงในสมุด

8. ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้

- หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.5

- บทกลอนเกี่ยวกบั การพดู

- ใบงานเรอ่ื ง หลกั การพูดโน้มน้าวใจ

- หอ้ งสมดุ

- เพาเวอรพ์ อยนต์ เรอื่ ง หลักการพดู โนม้ นา้ วใจ

- http://www.learners.in.th/blogs/posts/412950

- http://oftheincentive.blogspot.com/2011/05/blog-post_31.html

9. การวัดและประเมนิ ผล

ประเดน็ ที่ตอ้ งการวัด วธิ กี าร เครื่องมือ เกณฑ์
- อธิบายหลกั การพูด ตรวจใบงานเร่ือง
โนม้ นา้ วใจ หลกั การพดู โนม้ น้าวใจ ใบงานเรอ่ื ง หลกั การพูดโน้ม รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
- พดู ตามหลักการพดู น้าวใจ
โน้มน้าวใจ พดู นาเสนอหน้าชนั้ เรยี น
- ทดสอบพน้ื แบบประเมนิ การพูด ประเมินตามสภาพจรงิ
ฐานความร้กู อ่ นเรยี น ตรวจแบบทดสอบกอ่ น
เรยี น หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วย ประเมนิ ตามสภาพจริง
- คณุ ลักษณะอันพงึ 3 การเรยี นร้ทู ี่ 3
ประสงค์ สงั เกตความมีวนิ ัย ใฝ่
เรียนรู้ และมุ่งมนั่ ในการ แบบประเมินคุณลักษณะอัน ระดบั คุณภาพ 2 ผ่าน
ทางาน
พึงประสงค์ เกณฑ์

การประเมินความสามารถในการพูดนาเสนอขอ้ มูล

คะแนน ความหมายของคะแนน

4 - พูดตรงประเด็น ลาดับเน้ือความตอ่ เนอ่ื ง แสดงแนวคิดชัดเจน ออกเสียงถกู ตองชดั เจน

3 - มี 3 รายการจากระดบั คุณภาพระดับ 4 คะแนน หรือมี 4 รายการจากคณุ ภาพระดบั

4 คะแนน แต คุณภาพบางรายการตองปรบั ปรุง

2 - มี 2 รายการจากระดับคุณภาพระดับ 4 คะแนน หรือมี 3 รายการจากคุณภาพระดบั

4 คะแนน แต คุณภาพบางรายการตองปรับปรงุ บาง หรอื มี 4 รายการจากคุณภาพ

ระดบั 4 คะแนน แตคณุ ภาพหลาย รายการตองปรบั ปรงุ อยางมาก

1 - มี 1 รายการจากระดบั คณุ ภาพระดับ 4 คะแนน หรือมี 2 รายการจากคณุ ภาพระดบั

4 คะแนน แต คณุ ภาพบางรายการตองปรบั ปรุงบาง หรือมี 3 รายการจากคุณภาพ

ระดับ 4 คะแนน แตคณุ ภาพหลาย รายการตองปรับปรงุ อยางมาก

0 - มี 1 รายการจากระดับคณุ ภาพระดับ 4 คะแนน หรือมี 1-4 รายการจากคุณภาพ

ระดบั 4 คะแนน แต คณุ ภาพบางรายการตองปรบั ปรงุ อยางมาก

บทกลอนเก่ยี วกับการพดู
เรื่อง โคบตุ ร

อนั มนุษย์สุดจะเชอื่ มนั เหลือปด พดู สบถกล้าสะบดั ไมข่ ดั สน
ปากเป็นผลใจเป็นพาลเหลอื มารยา
เพราะแต่คาน้าจติ คิดประจญ ตอ้ งตายด้วยปากมนุษย์ทม่ี สุ า
ใครหลงลิ้นกนิ ลูกยอก็พอมว้ ย ส้สู ตั วป์ ่ากไ็ ม่ได้ใจลาพอง
คนทุกวนั มันมซิ อ่ื ถือสจั จา
สุนทรภู่

แบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 34

คาชี้แจง ให้นกั เรียนเลือกคาตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว

1. การโน้มน้าวใจ หมายความว่าอย่างไร 5. การพูดข้อความนี้ ผพู้ ูดใช้กลวิธีใดในการโนม้ นา้ วใจ
ก. ความพยายามในการทาให้บคุ คลอน่ื เปลี่ยนแปลง
ทัศนคติ ก. การแสดงใหเ้ หน็ ผลดี
ข. ความตอ้ งการให้ผู้อ่นื มีความคิดเหน็ และการกระทา
ตามที่ตนต้องการ ข. การสรา้ งความนา่ เชื่อถือในตัวผูพ้ ดู
ค. ความคิดทจ่ี ะใหผ้ อู้ ่นื รว่ มมอื กบั ตนกระทาในส่ิงที่
ตนเองตอ้ งการเปลย่ี นแปลง ค. การทาให้ผู้ฟงั เกิดอารมณค์ วามรู้สกึ ร่วมกนั
ง. การกระทาโดยวธิ กี ารตา่ งๆ เพอื่ เปลยี่ น
ความเชือ่ ทัศนคติ คา่ นยิ มและการกระทาของ ง. การแสดงใหเ้ หน็ ความหนกั แน่นของเหตุผล
บุคคล
6. สจฺจ เว อมตา วาจา คาสตั ย์แลเปน็ วาจาไมต่ าย
อ่านข้อความต่อไปนี้ แลว้ ตอบคาถาม ข้อ 2-5
พุทธภาษิตบทนส้ี อนให้มคี ณุ ลักษณะอยา่ งไรในการพูด
“เมอื งไทยมีส่งิ มหัศจรรย์ทร่ี อทา่ นค้นหาอีก
มากมาย ทง้ั ธรรมชาติ ศลิ ปวฒั นธรรม ผู้คนทีม่ มี ิตรไมตรี ก. จรรยาในการพดู ข. มารยาทในการพดู
ยง่ิ ท่องเทีย่ ว ยงิ่ เรยี นรู้ ยิง่ รักเมอื งไทย ร่วมภาคภมู ใิ จ
ในความเป็นไทย แลว้ ท่านไดเ้ ดินทางไปสมั ผสั ความ ค. จริยธรรมในการพดู ง. คุณธรรมในการพดู
มหศั จรรยข์ องเมืองไทยแลว้ หรอื ยงั คะ”
7. การพูดใดไมส่ อดคล้องกับการแสดงความนับถือผ้ฟู งั
2. ขอ้ ความน้ีเป็นการพดู ในลักษณะใด
ก. การพดู โต้แย้ง ข. การพูดโฆษณา ก. รักษาเวลาในการพดู
ค. การพูดเชิญชวน ง. การพดู ขอรอ้ งวงิ วอน
ข. ใช้คาสุภาพในการพดู
3. วิธีการพูดจากคาตอบที่ถกู ตอ้ งในขอ้ 2 มีจุดมงุ่ หมาย
อยา่ งไร ค. รู้จกั กล่าวคาปฏสิ นั ถาร
ก. เพอ่ื หกั ล้างเหตผุ ลของอีกฝ่าย
ข. เพอื่ ใหผ้ อู้ ืน่ รูส้ ึกเหน็ อกเหน็ ใจ ง. พดู ในสิง่ ทเ่ี ป็นประโยชน์
ค. เพอ่ื ชกั จงู ใหก้ ระทาหรือเลกิ กระทาตามท่ีต้องการ
ง. เพอ่ื ใหผ้ ูฟ้ ังมคี วามรสู้ กึ อยากกระทาตามเจตนา 8. การพูดโดยยกประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของส่งิ นนั้ ๆ
ของผ้พู ดู
ใหผ้ ้รู บั สารทราบ เปน็ การพูดโน้มนา้ วใจประเภทใด
4. จุดรว่ มในการพูดน้ี คอื ประเดน็ ใด
ก. เปน็ คนไทยเหมอื นกนั ก. การพดู โต้แยง้ ข. การพดู โฆษณา
ข. รกั การท่องเทย่ี วเหมือนกัน
ค. มคี วามภาคภมู ิใจในความเป็นไทยเหมือนกัน ค. การพูดเชญิ ชวน ง. การพูดขอร้อง
ง. มีความชนื่ ชมในศลิ ปวฒั นธรรมไทยเหมือนกนั
วิงวอน

9. การโต้วาที จัดเป็นการพูดโนม้ น้าวใจประเภทใด

ก. การพดู โฆษณา ข. การพูดโต้แย้ง

ค. การพูดเชญิ ชวน ง. การพูดขอรอ้ ง

วงิ วอน

10. ขอ้ ใดแสดงมารยาทในการพูดได้ถูกต้องและเหมาะสม

ก. แป้ง พูดกับเพอ่ื นในทส่ี าธารณะด้วยถอ้ ยคาสภุ าพ

ข. ปอ พูดถงึ ปมด้อยของปา่ นเพ่ือให้เกิดความ

สนกุ สนาน

ค. ปุ้ย พูดขยายขอ้ บกพร่องของเพือ่ นท่ีนาเสนอ

ผลงาน เสรจ็ กอ่ น

ง. ปราง กล่าวทกั ทายคณะครทู ี่มาตรวจเย่ยี มโรงเรยี น

อยา่ งเปน็ กนั เอง

เฉลย

1. ง 2. ค 3. ง 4. ค 5. ค 6. ง 7. ก 8. ค 9. ข 10. ก

ใบงานเรอื่ ง หลกั การพดู โนม้ นา้ วใจ

คาช้ีแจง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. การโนม้ นา้ วใจ หมายถึงอะไร
2. จดุ มุ่งหมายสาคญั ของการพูดโน้มนา้ วใจ คืออะไร
3. จดุ มุ่งหมายของการพดู โนม้ นา้ วใจ จาแนกไดอ้ ยา่ งไร

4. การฝกึ ตนให้มจี รรยาในการพูด ปฏิบัตไิ ด้อย่างไร

5. คุณธรรมในการพดู หมายถงึ อะไร

ใบงานเร่ือง หลักการพูดโนม้ นา้ วใจ

คาช้แี จง ให้นักเรยี นตอบคาถามต่อไปนี้

1. การโน้มน้าวใจ หมายถงึ อะไร

ความพยายามเปล่ยี นความเชือ่ ทัศนคติ คา่ นิยม และการกระทาของบคุ คลดว้ ยวธิ กี ารต่างๆ ท่ีเหมาะสมให้มี

ผลกระทบตอ่ จติ ใจของบุคคลนนั้ จนยอมรับและเห็นคล้อยตาม

2. จดุ มุ่งหมายสาคญั ของการพูดโน้มนา้ วใจ คอื อะไร

การชักชวน จูงใจใหเ้ ช่อื และคลอ้ ยตามใหเ้ กิดความเขา้ ใจวา่ ส่งิ ทพี่ ดู สามารถตอบสนองความต้องการของผฟู้ ังได้

3. จุดม่งุ หมายของการพดู โน้มน้าวใจ จาแนกไดอ้ ยา่ งไร

1) พูดโนม้ นา้ วใจให้กระทา จะใชใ้ นสถานการณ์ท่มี ผี ู้ต้องการชกั จูงใหก้ ระทาสงิ่ ใดสิง่ หนง่ึ เพือ่ ประโยชน์
เฉพาะบุคคลหรือสว่ นรวม โดยการใชเ้ หตุผลเพ่อื หวา่ นล้อมใหผ้ ู้ฟังเชอื่ หรือคลอ้ ยตาม ผู้ฟงั ก็จะเชื่อถอื และตกลงใจท่ี
จะทาตาม

2) พูดโน้มนา้ วใจใหเ้ ลิกกระทา เปน็ การพูดชกั จูงใหย้ ตุ หิ รอื เลกิ กระทาสิ่งใดสงิ่ หนึง่ โดยช้ีให้เห็นว่าการ
กระทานัน้ ไม่ดี เกิดผลเสยี หายได้ถา้ ยงั กระทาอยู่

4. การฝึกตนใหม้ จี รรยาในการพดู ปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งไร

1) เตรียมตวั ใหพ้ รอ้ มก่อนพดู ทกุ คร้งั 6)แสดงความนบั ถือผฟู้ ัง

2) ตอ้ งมีสมาธใิ นการพูดทกุ คร้ัง 7) แสดงความเคารพยกยอ่ งและใหเ้ กยี รติผู้อ่นื

3) ตอ้ งรจู้ กั รักษาเวลา 8) มคี วามรับผดิ ชอบตอ่ การพูด

4) พยายามปรับปรงุ วิธกี ารพูดให้ผฟู้ ังเขา้ ใจงา่ ย 9) ตัง้ ใจฟังผูอ้ น่ื

5) เสนอความคดิ เห็นใหมๆ่ เก่ียวกับเรอ่ื งท่ีพูด

5. คณุ ธรรมในการพูด หมายถงึ อะไร

สภาพคุณงามความดีในการพดู ไดแ้ ก่ พูดใหถ้ ูกกาลเทศะ พดู คาสตั ยจ์ ริง พดู อ่อนหวาน พูดมีประโยชน์ ผู้
พูดที่มคี ุณธรรมยอ่ มเปน็ ท่ีเลือ่ มใสศรัทธาเป็นทีน่ ับถอื ยกยอ่ ง และเปน็ ทร่ี ักใคร่ของคนท่ัวไป

แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คาชแี้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี  ลงใน
ช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน

คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อไดย้ ินเพลงชาติ รอ้ งเพลงชาติได้ และอธบิ ายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั รยิ ์
1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธแิ ละหน้าทขี่ องพลเมอื ง
2. ซอื่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามร่วมมอื ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกบั สมาชกิ ในโรงเรียน
3. มีวินัย รบั ผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อย่อู ย่างพอเพียง 1.4 เขา้ รว่ มกิจกรรมและมีสว่ นรว่ มในการจัดกิจกรรมทสี่ ร้างความสามคั คี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ชื่นชม
ความเปน็ ไทย

1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏบิ ัติตนตามหลักของศาสนา

1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กิจกรรมท่เี กี่ยวข้องกบั สถาบนั
พระมหากษัตริยต์ ามที่โรงเรียนและชมุ ชนจดั ขึ้น

2.1 ใหข้ อ้ มลู ที่ถูกตอ้ ง และเปน็ จริง

2.2 ปฏบิ ัตใิ นส่ิงทถี่ ูกตอ้ ง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะกระทาความผดิ
ทาตามสัญญาท่ีตนให้ไวก้ ับเพอ่ื น พอ่ แม่ หรือผ้ปู กครอง และครู

2.3 ปฏิบัตติ นต่อผู้อนื่ ดว้ ยความซือ่ ตรง ไม่หาประโยชนใ์ นทางท่ีไม่ถกู ตอ้ ง

3.1 ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคับของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมิดสิทธิของผอู้ นื่ ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ัติ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชีวิตประจาวนั และรับผดิ ชอบในการทางาน

4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรยี นร้ตู า่ งๆ
4.2 มกี ารจดบันทึกความรูอ้ ยา่ งเป็นระบบ
4.3 สรุปความร้ไู ดอ้ ย่างมเี หตผุ ล

5.1 ใช้ทรัพย์สนิ ของตนเอง เช่น สง่ิ ของ เครือ่ งใช้ ฯลฯ อย่างประหยัด
คุ้มคา่ และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใชเ้ วลาอย่างเหมาะสม

5.2 ใชท้ รัพยากรของส่วนรวมอยา่ งประหยดั คุ้มคา่ และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ัติตนและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มีเหตผุ ล

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ า้ น 4321
5.4 ไม่เอาเปรียบผอู้ น่ื และไม่ทาให้ผู้อ่นื เดอื ดรอ้ น พร้อมให้อภยั เมื่อผู้อื่น
6. มงุ่ มั่นในการ กระทาผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใช้ชีวติ ประจาวันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเป็นไทย ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร
8. มจี ติ สาธารณะ
5.6 รู้เทา่ ทนั การเปลยี่ นแปลงทางสังคม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรับ
และปรับตวั อยู่ร่วมกับผู้อืน่ ได้อย่างมคี วามสุข

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิหน้าท่ีทีไ่ ด้รับมอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรับผิดชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรับปรุงและพัฒนาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ ้อต่อปญั หาและอปุ สรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอปุ สรรคในการทางานให้สาเร็จ
6.6 ชื่นชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภมู ิใจ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบัตติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รู้จกั ช่วยพอ่ แม่ ผปู้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ชว่ ยทา แบ่งปนั สิ่งของ ทรพั ย์สิน และอ่ืนๆ

และชว่ ยแก้ปัญหาให้ผอู้ น่ื
8.3 ดูแล รักษาทรพั ย์สนิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรียน ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรยี นและ

ชุมชน

ลงชื่อ.............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธัญญา ดาทอง)

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมบอ่ ยครง้ั ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมน้อยครัง้ 104 - 124 ดมี าก

183 - 103 ดี

62 - 82 พอใช้

ตา่ กว่า 62 ปรบั ปรงุ

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2 วชิ าภาษาไทย 4
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
เวลา 6 ช่วั โมง
รหสั ท32102 เวลา 2 ชวั่ โมง
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 3 เร่ือง พูดจาปราศรยั
เรอ่ื ง การพูดโน้มนา้ วใจ

1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวช้ีวัด

ท 3.1 ม.4-6/5 พดู ในโอกาสตา่ ง ๆ พูดแสดงทรรศนะ โตแ้ ย้ง โนม้ น้าวใจ และเสนอแนวคดิ
ใหม่ดว้ ยภาษาถกู ตอ้ ง เหมาะสม

ม.4-6/6 มีมารยาทในการฟัง การดู และการพดู

2. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธบิ ายการพดู โน้มนา้ วใจในชวี ิตประจาวัน
2. พูดโน้มน้าวใจและเสนอแนวคดิ ใหม่ด้วยภาษาท่ถี กู ต้องเหมาะสม
3. มีมารยาทในการพูด

3. สาระสาคญั
การพูดโน้มน้าวใจ ควรใช้ภาษาท่ถี ูกต้องเหมาะสมในการเสนอแนวคิดใหม่ และมีมารยาทในการพดู

4. สาระการเรียนรู้
1. สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง

1) การพูดในโอกาสต่าง ๆ เช่น

- การพดู โน้มนา้ วใจ

2) มารยาทในการพูด

5. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน 5) ทกั ษะการนาความรไู้ ปใช้

5.1 ความสามารถในการส่อื สาร
5.2 ความสามารถในการคิด

1) ทักษะการพูด 3) ทกั ษะการใหเ้ หตุผล

2) ทักษะการเช่ือมโยง 4) ทกั ษะการประเมนิ
5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ

6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มวี ินยั

2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มั่นการทางาน

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้

ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรียน ชวั่ โมงที่ 1

1. ครูสนทนาซกั ถามนักเรียนเพือ่ ทบทวนความรเู้ กีย่ วกับการพูดโนม้ น้าวใจ ท่ีเรียนไปแลว้

2. นักเรยี นตอบคาถามกระต้นุ ความคดิ

“เพราะเหตใุ ด การโฆษณาจึงเปน็ การโน้มน้าวใจ ท่ีประสบความสาเรจ็ สูงและสามารถ

โน้มนา้ วใจผ้ฟู งั ไดม้ าก”

ขัน้ สอน

1. นักเรียนกลุ่มเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1) เรียกว่า กลุ่มบ้าน แล้วกาหนด

หมายเลขประจาตวั ให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเป็นหมายเลข 1-5 จากนั้นให้นักเรยี นท่ีมีหมายเลขเดยี วกันมา

นั่งรวมกัน เรียกว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เพ่ือร่วมกันศึกษาความรู้เรื่อง การพูดโน้มน้าวใจในชีวิตประจาวัน จาก

หนังสือเรยี น ตามประเดน็ ที่ครูกาหนด ดงั นี้

- กลุ่มหมายเลข 1 ศกึ ษาเรอื่ ง การพดู โฆษณา

- กลมุ่ หมายเลข 2 ศกึ ษาเรอื่ ง การพูดโตแ้ ยง้

- กล่มุ หมายเลข 3 ศกึ ษาเรื่อง การพูดเชญิ ชวน

- กลุ่มหมายเลข 4 ศึกษาเรอื่ ง การพูดขอรอ้ งวิงวอน

- กลมุ่ หมายเลข 5 ศึกษาเร่ือง กลวธิ ีในการโนม้ น้าวใจ

2. ครูแจ้งกติกาว่า ห้ามสมาชิกออกจากกลุ่มจนกว่าจะศึกษาความรู้ท่ีได้รับมอบหมายแล้ว

เสร็จ ถา้ คนใดสงสยั หรอื ไม่เข้าใจจะตอ้ งขอความช่วยเหลอื จากเพื่อนในกลมุ่

3. สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา อภิปราย และแสดงความคิดเห็น จนทุกคนมีความรู้

ความเขา้ ใจกระจ่างชดั ในหวั ข้อเร่ือง การพูดโน้มน้าวใจในชีวิตประจาวัน ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

ชั่วโมงที่ 2

4. สมาชกิ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับไปยังกล่มุ เดิมของตนท่ีเรียกว่า กลุ่มบ้าน แล้วผลัดกันอธบิ าย

เพือ่ ถ่ายทอดความรทู้ ี่ตนไดไ้ ปศกึ ษามา โดยเร่ิมจากหมายเลข 1-5 ตามลาดับ หรอื อาจใหถ้ ่ายทอดความรู้ตาม

ความสมัครใจ โดยไม่เรียงก็ได้ แต่ทกุ คนต้องถ่ายทอดความรจู้ นครบ

5. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทาใบงานเรื่อง การพูด โน้มน้าวใจในชีวิตประจาวัน เม่ือทา

เสร็จแลว้ ใหน้ าส่งครูตรวจ

ข้นั สรุป

1. นักเรยี นและครูร่วมกันอภิปรายสรุปองคค์ วามรู้เร่ือง การพูดโน้มน้าวใจในชวี ิตประจาวัน

8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
- หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใช้ภาษา ม.5
- ใบงานเรอื่ ง การพดู โน้มนา้ วใจในชวี ิตประจาวัน

9. การวัดและประเมินผล

ประเด็นทีต่ ้องการวดั วธิ กี าร เครอื่ งมอื เกณฑ์

- อธิบายการพูดโน้ม
นา้ วใจในชวี ติ ประจาวนั

- พดู โนม้ นา้ วใจและ ตรวจใบงานเรือ่ ง การพูด ใบงานเรื่อง การพดู โน้ม รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
เสนอแนวคิดใหม่ด้วย โน้มน้าวใจในชวี ติ ประจาวนั น้าวใจในชวี ิตประจาวนั
ภาษาที่ถกู ต้อง

เหมาะสม

- มมี ารยาทในการพดู สงั เกตพฤติกรรม แบบสงั เกต ระดับ 2 ผา่ นเกณฑ์

- คณุ ลักษณะอนั พงึ สังเกตความมวี ินยั ใฝ่ แบบประเมินคณุ ลักษณะ ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
ประสงค์
เรียนรู้ และม่งุ ม่นั ในการ อนั พึงประสงค์ เกณฑ์

ทางาน

ใบงานเร่ือง การพดู โน้มนา้ วใจในชีวิตประจาวัน

คาช้แี จง ให้นกั เรยี นอธิบายการพูดโนม้ นา้ วใจในชีวติ ประจาวัน ตามประเด็นท่กี าหนด
1. การพดู โฆษณา

2. การพูดโต้แยง้

3. การพดู เชญิ ชวน

4. การพดู ขอร้องวิงวอน

เฉลย

ใบงานเรือ่ ง การพูดโนม้ น้าวใจในชีวิตประจาวนั

คาช้แี จง ใหน้ ักเรียนอธิบายการพูดโนม้ น้าวใจในชวี ติ ประจาวนั ตามประเด็นทก่ี าหนด
1. การพดู โฆษณา

2. การพดู โต้แยง้

3. การพดู เชิญชวน

4. การพดู ขอรอ้ งวงิ วอน

(พิจารณาตามคาตอบของนักเรียน โดยให้อยใู่ นดลุ ยพนิ จิ ของครผู ู้สอน)

แบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

คาชแี้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี  ลงใน
ช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน

คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธิบายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั รยิ ์
1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธแิ ละหน้าทขี่ องพลเมอื ง
2. ซอื่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามร่วมมอื ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกับสมาชิกในโรงเรียน
3. มีวินัย รบั ผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อย่อู ย่างพอเพียง 1.4 เขา้ รว่ มกิจกรรมและมีสว่ นรว่ มในการจดั กจิ กรรมท่สี รา้ งความสามัคคี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชมุ ชน และสังคม ชนื่ ชม
ความเปน็ ไทย

1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาท่ตี นนบั ถอื ปฏิบัตติ นตามหลกั ของศาสนา

1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมสี ว่ นร่วมในการจดั กิจกรรมทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั สถาบัน
พระมหากษัตริยต์ ามที่โรงเรยี นและชมุ ชนจัดข้ึน

2.1 ใหข้ อ้ มลู ที่ถูกตอ้ ง และเป็นจริง

2.2 ปฏบิ ัตใิ นส่ิงทถี่ ูกตอ้ ง ละอาย และเกรงกลวั ทีจ่ ะกระทาความผดิ
ทาตามสัญญาท่ีตนให้ไวก้ ับเพ่อื น พ่อแม่ หรือผปู้ กครอง และครู

2.3 ปฏิบัตติ นต่อผู้อนื่ ดว้ ยความซ่ือตรง ไมห่ าประโยชน์ในทางทไ่ี ม่ถูกต้อง

3.1 ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคับของครอบครวั
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมิดสทิ ธิของผู้อื่น ตรงตอ่ เวลาในการปฏิบตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชีวิตประจาวนั และรับผดิ ชอบในการทางาน

4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรยี นร้ตู ่างๆ
4.2 มกี ารจดบันทึกความร้อู ย่างเป็นระบบ
4.3 สรุปความร้ไู ดอ้ ย่างมเี หตุผล

5.1 ใช้ทรัพย์สนิ ของตนเอง เช่น ส่ิงของ เครื่องใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คุ้มคา่ และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใช้เวลาอยา่ งเหมาะสม

5.2 ใชท้ รัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยดั คุ้มค่า และเก็บรกั ษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ัติตนและตัดสินใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตผุ ล

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อันพงึ ประสงคด์ า้ น 4321
5.4 ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ ืน่ และไม่ทาให้ผ้อู นื่ เดือดรอ้ น พรอ้ มให้อภยั เมอ่ื ผ้อู นื่
6. มุ่งมน่ั ในการ กระทาผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรยี น การทางานและการใช้ชวี ิตประจาวันบนพื้นฐาน
7. รักความเปน็ ไทย ของความรู้ ข้อมูล ขา่ วสาร
8. มจี ติ สาธารณะ
5.6 รูเ้ ท่าทันการเปลยี่ นแปลงทางสังคม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรับ
และปรับตวั อยูร่ ว่ มกบั ผู้อ่ืนไดอ้ ย่างมคี วามสขุ

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั หิ นา้ ท่ที ่ีได้รบั มอบหมาย
6.2 ต้งั ใจและรับผดิ ชอบในการทางานให้สาเรจ็
6.3 ปรับปรุงและพัฒนาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ท่มุ เท ทางาน อดทน ไมท่ ้อต่อปญั หาและอุปสรรค
6.5 พยายามแกป้ ัญหาและอุปสรรคในการทางานให้สาเร็จ
6.6 ช่นื ชมผลงานความสาเร็จดว้ ยความภาคภมู ิใจ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย
7.2 เห็นคุณค่าและปฏบิ ตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รจู้ ักช่วยพ่อแม่ ผปู้ กครอง และครทู างาน
8.2 อาสาทางาน ชว่ ยคดิ ช่วยทา แบ่งปันสงิ่ ของ ทรพั ย์สนิ และอ่นื ๆ

และช่วยแก้ปญั หาใหผ้ ู้อื่น
8.3 ดแู ล รกั ษาทรพั ยส์ ินของหอ้ งเรยี น โรงเรียน ชมุ ชน
8.4 เข้าร่วมกจิ กรรมเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียนและ

ชุมชน

ลงชอ่ื .............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธญั ญา ดาทอง)

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครงั้ ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครัง้ ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมน้อยครัง้ 104 - 124 ดมี าก

183 - 103 ดี

62 - 82 พอใช้

ตา่ กวา่ 62 ปรับปรุง

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 3

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย 4
รหสั ท32102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง พูดจาปราศรัย เวลา 6 ชัว่ โมง
เร่อื ง การพูดโนม้ นา้ วใจในชวี ติ ประจาวนั เวลา 2 ชัว่ โมง

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชวี้ ัด
ท 3.1 ม.4-6/5 พดู ในโอกาสต่าง ๆ พดู แสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มนา้ วใจ และเสนอแนวคดิ

ใหมด่ ว้ ยภาษาถูกตอ้ ง เหมาะสม
ม.4-6/6 มมี ารยาทในการฟงั การดู และการพดู

2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อภปิ รายการพดู โน้มน้าวใจในปัจจบุ นั

2. พดู โนม้ นา้ วใจประเภทต่าง ๆ และเสนอแนวคิดใหมด่ ว้ ยภาษาท่ถี ูกตอ้ งเหมาะสม
3. มมี ารยาทในการพดู

3. สาระสาคัญ
การพูดโน้มนา้ วใจประเภทต่าง ๆ ควรใช้ภาษาท่ีถูกตอ้ งเหมาะสมในการเสนอแนวคดิ ใหม่ และมี

มารยาทในการพดู

4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

1) การพดู ในโอกาสตา่ ง ๆ เช่น

- การพดู โน้มน้าวใจ

2) มารยาทในการพูด

5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น 5) ทกั ษะการนาความรไู้ ปใช้

5.1 ความสามารถในการสื่อสาร
5.2 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการพูด 3) ทักษะการให้เหตุผล

2) ทักษะการเช่ือมโยง 4) ทกั ษะการประเมนิ
5.3 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ

6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. มีวนิ ัย

2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ มัน่ การทางาน

7. กจิ กรรมการเรียนรู้

ขน้ั นาเขา้ สู่บทเรียน ช่วั โมงที่ 1

1. ครูสนทนากับนกั เรยี นเพอ่ื ทบทวนความรเู้ ร่ือง การพูดโน้มนา้ วใจในชีวิตประจาวัน

ขน้ั สอน

1. นักเรียนแต่ละกลุ่ม (กลุ่มเดิมจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1) ร่วมกันอภิปรายเร่ือง การ

พูดโน้มนา้ วใจ ทนี่ ักเรยี นพบเหน็ อยู่ในปัจจบุ ัน

2. ครูให้นกั เรียนดวู ดิ ีโอการพดู โฆษณาสินคา้ การพดู โตแ้ ยง้ การพดู เชิญชวน และการพดู

ขอร้อง ซ่งึ ครูเลอื กบนั ทึกมาจากรายการทางโทรทัศน์ หรือครอู าจสาธิตด้วยตนเอง

3. สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษา อภิปราย และแสดงความคิดเห็น จนทุกคนมีความรู้

ความเข้าใจกระจา่ งชัดในหัวข้อเรือ่ ง การพดู โนม้ นา้ วใจในชวี ติ ประจาวนั ไดเ้ ปน็ อย่างดี

4. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกับการพดู ประเภทตา่ ง ๆ

5. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ เลอื กฝึกพดู โนม้ น้าวใจ 1 ประเภท โดยพูดตามแบบการพดู ในซดี ีทค่ี รู

นามาใหด้ ู หรอื ทคี่ รูสาธิต

ขน้ั นาเข้าสบู่ ทเรยี น ชัว่ โมงที่ 2

1. ครูสนทนากบั นักเรยี นเร่อื งการฝกึ พดู โฆษณาสินคา้ การพดู โตแ้ ย้ง การพดู เชญิ ชวน และ

การพูดขอรอ้ งจะต้องต้งั จดุ ม่งุ หมายในการพดู ไว้ชดั เจน

ข้นั สอน

1. นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกพูดโน้มน้าวใจ 1 ประเภท โดยไม่ซ้ากับท่ีฝึกพูดในช่ัวโมงท่ีแล้ว

เป็นการฝกึ ใหน้ ักเรียนพดู เองโดยไมม่ ีแบบ

2. ครมู อบหมายให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มแสดงบทบาทสมมติ การพูดโนม้ นา้ วใจประเภทต่าง ๆ

โดยใหค้ รอบคลมุ ประเดน็ ตามท่ีกาหนด ดงั น้ี

1) การพดู โนม้ น้าวใจ

2) การเสนอแนวคิดใหม่

3) การใชภ้ าษา

4) มารยาทในการพูด

ขั้นสรปุ

1. ทาแบบทดสอบหลังเรยี น หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3

8. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
- วิดีโอการพดู ประเภทตา่ ง ๆ

9. การวัดและประเมนิ ผล

ประเด็นทีต่ ้องการวัด วิธีการ เคร่อื งมือ เกณฑ์
- อภิปรายการพูดโน้ม สงั เกตการแสดงบทบาท แบบประเมินการแสดงบทบาท ระดับคณุ ภาพ 2 ผา่ น
นา้ วใจในปจั จุบัน สมมติ การพูดโนม้ น้าวใจ สมมติ การพูดโนม้ นา้ วใจ เกณฑ์
ประเภทต่าง ๆ ประเภทตา่ ง ๆ
- พูดโนม้ น้าวใจ แบบทดสอบหลังเรยี น หน่วย รอ้ ยละ 60 ผ่าน
ประเภทตา่ ง ๆ และ ตรวจแบบทดสอบหลงั การเรยี นรทู้ ่ี 3 เกณฑ์
เสนอแนวคดิ ใหมด่ ว้ ย เรยี น หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี
ภาษาทถี่ กู ตอ้ ง 3 แบบสงั เกต ระดบั 2 ผา่ นเกณฑ์
เหมาะสม แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ระดับคณุ ภาพ 2 ผา่ น
- มีมารยาทในการพดู สังเกตพฤติกรรม ประสงค์ เกณฑ์
- คุณลกั ษณะอนั พึง สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่
ประสงค์ เรียนรู้ และม่งุ มน่ั ในการ
ทางาน

แบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 34

คาช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นเลือกคาตอบที่ถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว

1. การโน้มนา้ วใจ หมายความว่าอยา่ งไร 5. การพูดข้อความนี้ ผพู้ ูดใชก้ ลวธิ ใี ดในการโน้มนา้ วใจ
ก. ความพยายามในการทาใหบ้ ุคคลอน่ื เปล่ียนแปลง
ทัศนคติ ก. การแสดงให้เห็นผลดี
ข. ความตอ้ งการใหผ้ ู้อ่ืนมีความคดิ เห็นและการกระทา
ตามท่ตี นต้องการ ข. การสรา้ งความน่าเช่ือถือในตัวผพู้ ูด
ค. ความคิดทีจ่ ะใหผ้ ้อู ่ืนร่วมมือกบั ตนกระทาในสง่ิ ท่ี
ตนเองต้องการเปลย่ี นแปลง ค. การทาใหผ้ ู้ฟังเกดิ อารมณ์ความรสู้ ึกรว่ มกัน
ง. การกระทาโดยวธิ กี ารต่างๆ เพื่อเปลี่ยน
ความเชือ่ ทศั นคติ ค่านยิ มและการกระทาของ ง. การแสดงใหเ้ หน็ ความหนกั แน่นของเหตผุ ล
บคุ คล
6. สจฺจ เว อมตา วาจา คาสัตยแ์ ลเป็นวาจาไม่ตาย
อา่ นข้อความตอ่ ไปน้ี แลว้ ตอบคาถาม ข้อ 2-5
พทุ ธภาษติ บทนีส้ อนใหม้ ีคุณลักษณะอยา่ งไรในการพูด
“เมอื งไทยมีสง่ิ มหัศจรรยท์ ี่รอทา่ นค้นหาอกี
มากมาย ท้ังธรรมชาติ ศิลปวฒั นธรรม ผคู้ นทม่ี ีมิตรไมตรี ก. จรรยาในการพูด ข. มารยาทในการพูด
ยงิ่ ท่องเทีย่ ว ยิ่งเรยี นรู้ ยงิ่ รกั เมืองไทย ร่วมภาคภูมใิ จ
ในความเป็นไทย แล้วท่านได้เดินทางไปสมั ผัสความ ค. จริยธรรมในการพูด ง. คณุ ธรรมในการพูด
มหศั จรรย์ของเมอื งไทยแล้วหรอื ยังคะ”
7. การพดู ใดไม่สอดคล้องกับการแสดงความนับถือผฟู้ ัง
2. ขอ้ ความน้ีเป็นการพดู ในลกั ษณะใด
ก. การพดู โต้แยง้ ข. การพดู โฆษณา ก. รกั ษาเวลาในการพดู
ค. การพูดเชญิ ชวน ง. การพดู ขอรอ้ งวิงวอน
ข. ใชค้ าสุภาพในการพดู
3. วธิ ีการพูดจากคาตอบท่ีถกู ตอ้ งในข้อ 2 มีจุดมงุ่ หมาย
อยา่ งไร ค. รูจ้ กั กลา่ วคาปฏิสันถาร
ก. เพ่อื หกั ล้างเหตผุ ลของอีกฝ่าย
ข. เพ่ือใหผ้ ้อู ืน่ รูส้ กึ เหน็ อกเห็นใจ ง. พูดในสง่ิ ท่ีเปน็ ประโยชน์
ค. เพ่ือชักจูงให้กระทาหรือเลกิ กระทาตามที่ต้องการ
ง. เพ่อื ให้ผฟู้ ังมีความรูส้ ึกอยากกระทาตามเจตนา 8. การพดู โดยยกประโยชน์ ข้อดี ข้อเสยี ของสิ่งนน้ั ๆ
ของผู้พดู
ให้ผรู้ ับสารทราบ เป็นการพดู โนม้ นา้ วใจประเภทใด
4. จดุ รว่ มในการพดู น้ี คือประเด็นใด
ก. เป็นคนไทยเหมือนกัน ก. การพดู โตแ้ ย้ง ข. การพดู โฆษณา
ข. รกั การทอ่ งเท่ยี วเหมอื นกัน
ค. มคี วามภาคภูมิใจในความเปน็ ไทยเหมอื นกนั ค. การพดู เชญิ ชวน ง. การพูดขอรอ้ ง
ง. มีความชนื่ ชมในศิลปวฒั นธรรมไทยเหมือนกัน
วิงวอน

9. การโต้วาที จดั เปน็ การพูดโนม้ น้าวใจประเภทใด

ก. การพูดโฆษณา ข. การพดู โตแ้ ย้ง

ค. การพูดเชิญชวน ง. การพูดขอร้อง

วิงวอน

10. ข้อใดแสดงมารยาทในการพูดได้ถูกต้องและเหมาะสม

ก. แปง้ พูดกบั เพ่อื นในทส่ี าธารณะด้วยถอ้ ยคาสภุ าพ

ข. ปอ พดู ถงึ ปมดอ้ ยของป่านเพอ่ื ให้เกดิ ความ

สนกุ สนาน

ค. ปุ้ย พูดขยายขอ้ บกพรอ่ งของเพอื่ นท่ีนาเสนอ

ผลงาน เสร็จก่อน

ง. ปราง กลา่ วทกั ทายคณะครูทม่ี าตรวจเยยี่ มโรงเรียน

อยา่ งเปน็ กันเอง

เฉลย

1. ง 2. ค 3. ง 4. ค 5. ค 6. ง 7. ก 8. ค 9. ข 10. ก

แบบประเมนิ การแสดงบทบาทสมมติ การพูดโน้มน้าวใจประเภทตา่ งๆ

ลาดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
4321

1 การพูดโนม้ นา้ วใจ
2 การเสนอแนวคดิ ใหม่
3 การใช้ภาษา
4 มารยาทในการพูด

รวม

ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมิน
............../.................../................

เกณฑก์ ารให้คะแนน = 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ดมี าก = 3 คะแนน
ดี = 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
พอใช้ = 1 คะแนน
ปรับปรงุ 14 - 16 ดมี าก

11 - 13 ดี

8 - 10 พอใช้

ต่ากวา่ 8 ปรับปรุง

แบบประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

คาชแี้ จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี  ลงใน
ช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน

คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น 4321
1. รกั ชาติ ศาสน์ 1.1 ยนื ตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาตไิ ด้ และอธิบายความหมาย
ของเพลงชาติ
กษตั รยิ ์
1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธแิ ละหน้าที่ของพลเมอื ง
2. ซอื่ สตั ย์ สุจรติ
1.3 ใหค้ วามร่วมมือ ร่วมใจ ในการทากจิ กรรมกับสมาชิกในโรงเรียน
3. มีวินัย รบั ผิดชอบ และชุมชน
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อย่อู ย่างพอเพียง 1.4 เขา้ รว่ มกิจกรรมและมีส่วนรว่ มในการจดั กจิ กรรมทสี่ รา้ งความสามัคคี
ปรองดอง และเป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชุมชน และสงั คม ช่ืนชม
ความเปน็ ไทย

1.5 เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาท่ตี นนบั ถอื ปฏิบัตติ นตามหลกั ของศาสนา

1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สถาบัน
พระมหากษัตริยต์ ามที่โรงเรยี นและชุมชนจัดข้ึน

2.1 ใหข้ อ้ มลู ที่ถูกตอ้ ง และเป็นจริง

2.2 ปฏบิ ัตใิ นส่ิงทถี่ ูกตอ้ ง ละอาย และเกรงกลวั ทีจ่ ะกระทาความผดิ
ทาตามสัญญาท่ีตนให้ไวก้ ับเพ่ือน พอ่ แม่ หรือผปู้ กครอง และครู

2.3 ปฏิบัตติ นต่อผอู้ นื่ ดว้ ยความซ่ือตรง ไมห่ าประโยชนใ์ นทางทีไ่ ม่ถูกตอ้ ง

3.1 ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บังคับของครอบครัว
โรงเรยี น และสงั คม ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตรงตอ่ เวลาในการปฏิบัติ
กจิ กรรมตา่ งๆ ในชีวิตประจาวัน และรับผดิ ชอบในการทางาน

4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหลง่ การเรียนรู้ต่างๆ
4.2 มกี ารจดบันทกึ ความร้อู ย่างเป็นระบบ
4.3 สรุปความร้ไู ด้อย่างมีเหตุผล

5.1 ใช้ทรัพย์สนิ ของตนเอง เช่น ส่ิงของ เครอื่ งใช้ ฯลฯ อยา่ งประหยดั
คุ้มคา่ และเก็บรักษาดแู ลอยา่ งดี และใช้เวลาอย่างเหมาะสม

5.2 ใชท้ รัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยดั คุ้มค่า และเก็บรักษาดแู ลอย่างดี

5.3 ปฏบิ ัติตนและตัดสินใจดว้ ยความรอบคอบ มเี หตผุ ล

คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน 4321
5.4 ไม่เอาเปรียบผอู้ น่ื และไม่ทาให้ผอู้ ่นื เดอื ดรอ้ น พรอ้ มใหอ้ ภยั เม่อื ผู้อื่น
6. มงุ่ มั่นในการ กระทาผิดพลาด
ทางาน
5.5 วางแผนการเรียน การทางานและการใช้ชีวิตประจาวันบนพื้นฐาน
7. รกั ความเปน็ ไทย ของความรู้ ขอ้ มูล ขา่ วสาร
8. มจี ติ สาธารณะ
5.6 รู้เทา่ ทนั การเปลยี่ นแปลงทางสังคม และสภาพแวดลอ้ ม ยอมรับ
และปรับตวั อยู่ร่วมกับผู้อืน่ ได้อย่างมีความสขุ

6.1 เอาใจใส่ต่อการปฏิบตั ิหน้าท่ีทีไ่ ด้รับมอบหมาย
6.2 ตงั้ ใจและรับผิดชอบในการทางานใหส้ าเรจ็
6.3 ปรับปรุงและพัฒนาการทางานอย่างรอบคอบ
6.4 ทุ่มเท ทางาน อดทน ไมท่ ้อต่อปญั หาและอุปสรรค
6.5 พยายามแก้ปญั หาและอุปสรรคในการทางานใหส้ าเร็จ
6.6 ชื่นชมผลงานความสาเรจ็ ดว้ ยความภาคภมู ใิ จ
7.1 มจี ติ สานกึ ในการอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมและภูมปิ ญั ญาไทย
7.2 เหน็ คณุ คา่ และปฏิบัตติ นตามวฒั นธรรมไทย
8.1 รู้จกั ช่วยพอ่ แม่ ผปู้ กครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา แบ่งปนั สิ่งของ ทรพั ยส์ นิ และอื่นๆ

และชว่ ยแก้ปัญหาให้ผอู้ น่ื
8.3 ดูแล รักษาทรพั ย์สนิ ของหอ้ งเรยี น โรงเรียน ชมุ ชน
8.4 เขา้ ร่วมกิจกรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชนข์ องโรงเรยี นและ

ชุมชน

ลงช่อื .............................................ผู้ประเมนิ
(นางสาวธัญญา ดาทอง)

เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยครง้ั ให้ 2 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครัง้ 104 - 124 ดมี าก

183 - 103 ดี

62 - 82 พอใช้

ตา่ กว่า 62 ปรบั ปรงุ

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 วชิ าภาษาไทย 4
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5
เวลา 10 ชวั่ โมง
รหสั ท32102 เวลา 3 ชว่ั โมง
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 4 เร่ือง รรู้ ักษ์หลักภาษาไทย
เรอ่ื ง การสรา้ งค้า ค้าประสม ค้าซ้า ค้าซอ้ น

1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชี้วัด
ท 4.1 ม.4-6/6 อธิบายและวเิ คราะหห์ ลักการสรา้ งคาในภาษาไทย

2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) อธิบายวธิ ีการสร้างคาในภาษาไทย
2) สรา้ งคาประสม คาซ้อน และคาซา
3) เห็นความสาคญั ของการเรียนคาประสม คาซ้อน และคาซา

3. สาระสา้ คัญ

คาประสม หมายถึง คาที่เกิดจากคามูลท่ีมีความหมายต่างกันอย่างน้อย 2 คามารวมกัน เกิดเป็นคา
ใหม่ มีความหมายใหม่ ลักษณะความหมายของคาประสมมี 3 ลักษณะคือ มีความหมายเปรียบเทียบ มี

ความหมายเฉพาะ ซ่ึงแตกตา่ งกับความหมายของหนว่ ยคาเดิม และมคี วามหมายใกล้เคียงกบั หนว่ ยคาเดมิ
คาซ้อน หมายถงึ คาท่เี กิดจากการนาคาตังแต่ 2 คาขึนไปมาเรยี งต่อกันโดยแตล่ ะคานนั มีความหมาย

เหมือนกัน คล้ายกัน หรือตรงกันข้ามกันก็ได้ ลักษณะความหมายของคาซ้อนมี 3 ลักษณะ คือ ความหมาย

เหมือนเดมิ ความหมายคลา้ ยกนั ความหมายตรงกนั ข้าม
คาซา หมายถงึ คาท่ปี ระกอบดว้ ยคา 2 คาซงึ่ เหมือนกนั ทกุ ประการ

4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

 การสร้างคา

- คาประสม คาซา คาซ้อน

5. สมรรถนะส้าคัญของผ้เู รยี น 2) ทกั ษะการนาความรูไ้ ปใช้
5.1 ความสามารถในการสือ่ สาร

5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทักษะการจาแนกประเภท

6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝ่เรียนรู้

2. ม่งุ ม่ันการทางาน

7. กิจกรรมการเรยี นรู้

ข้ันนา้ เข้าสูบ่ ทเรียน ช่ัวโมงที่ 1

1. ทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หน่วยการเรียนรู้ที่ 4

2. ครูให้นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ส่งตวั แทน 1 คน ออกมารว่ มเล่นเกมต่อคา จากนันครอู ธบิ าย

วิธีการเล่นเกมใหน้ ักเรยี นเข้าใจ

3. ครูชมเชยตวั แทนนกั เรยี นกลุ่มทช่ี นะ จากนนั ครเู ขียนตัวอย่างคาที่อยูใ่ นเกมต่อคาเพ่อื ให้

นักเรียนสังเกตลกั ษณะการนาคามาต่อเพื่อสร้างคาใหม่ท่มี ีความหมาย

ขั้นสอน

1. ครอู ธบิ ายเชอื่ มโยงใหน้ ักเรียนเข้าใจเกย่ี วกับการสรา้ งคาขึนมาใช้ในภาษาไทย

2. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั ศึกษาความรูเ้ ร่ือง การสรา้ งคา ในใบความรู้

3. นกั เรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกนั อธบิ ายความรเู้ กย่ี วกบั ลักษณะของคามูล คาประสม คาซ้อน

และคาซา เพอ่ื ให้เกิดความร้คู วามเข้าใจที่ถูกตอ้ ง พรอ้ มเขียนลงในสมดุ

ช่วั โมงที่ 2

4. นักเรยี นแต่ละกลุม่ ร่วมกนั ทาใบงานเรอ่ื ง การสรา้ งคาในภาษาไทย โดยให้สมาชกิ แต่ละคน

ในกลุ่มจาแนกประเภทของคาจนครบทกุ ประเภท จากนนั จบั คกู่ บั เพอ่ื นในกลุ่มผลัดกนั อธบิ ายคาตอบของ

ตนเองให้เพอ่ื นฟงั (นักเรียนอีกค่หู นงึ่ ก็ปฏิบัตกิ ิจกรรมเชน่ เดยี วกนั )

5. สมาชิกรวมกลมุ่ เดมิ (4 คน) ผลัดกนั อธิบายคาตอบของคตู่ นเองใหเ้ พื่อนอกี คู่หนึ่งฟัง และ

สรปุ คาตอบทเี่ ป็นมตขิ องกลมุ่ แลว้ บันทกึ คาตอบลงในใบงาน

ชวั่ โมงท่ี 3

ขน้ั สรปุ

1. นกั เรยี นและครรู ่วมกนั เฉลยคาตอบในใบงานเรอ่ื ง การสร้างคาในภาษาไทย

2. ครูทดสอบความเข้าใจด้วยการใช้สื่อการสอนวงล้อการสร้างคา โดยให้แบ่งนักเรียน

ออกเป็น 2 ฝั่ง แลว้ ใกแ้ ขง่ ขันนาชนดิ ของการสร้างคา ไปใส่ในวงล้อให้ถกู ต้องและรวดเร็วท่ีสุด เพอื่ สร้างความ

สนุกสนานใหน้ ักเรียนหลังการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน

3. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ความร้เู รอ่ื ง การสรา้ งคาประสม คาซอ้ น และคาซา

8. สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้

- หนังสอื เรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.5

- ใบความรเู้ ร่อื ง การสรา้ งคาในภาษาไทย

- ใบงานเรื่อง การสร้างคาในภาษาไทย

- เกมต่อคา

9. การวัดและประเมนิ ผล

ประเดน็ ทีต่ ้องการวัด วิธีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ์

- อธบิ ายวิธีการสร้างคา ใบงานการสรา้ งคาใน รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ภาษาไทย
ในภาษาไทย ตรวจใบงานการสรา้ งคาใน ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
แบบสังเกตพฤติกรรม เกณฑ์
- สรา้ งคาประสม คา ภาษาไทย การทางานกลุ่ม ระดบั 2 ผา่ นเกณฑ์

ซ้อน และคาซา แบบสังเกต ประเมนิ ตามสภาพจริง

สงั เกตพฤติกรรมการทางาน แบบทดสอบกอ่ นเรียน
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
กลุม่

- เหน็ ความสาคัญของการ

เรยี นคาประสม คาซ้อน สงั เกตพฤตกิ รรม
และคาซา

- คุณลักษณะอนั พงึ ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น

ประสงค์ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 4

เกมตอ่ คา้

วิธีเล่นเกม

1. ให้ตัวแทนนกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมเลน่ เกมตอ่ คา โดยครูกาหนดบัตรคาให้ แล้วนักเรยี นนาคาทา้ ย
ของแต่ละคามาเป็นคาต้นของคาต่อไป หา้ มซากัน (คาทน่ี ามาต่อเมือ่ อ่านแล้วจะตอ้ งเปน็ คาท่ีมี
ความหมาย)

2. ครูและนกั เรยี นจดบันทึกคาทน่ี ักเรียนบอกเพือ่ เป็นการรวบรวมและตรวจสอบว่าไม่มคี าท่ีซากัน

ตวั อย่าง เครือ่ งมอื
นักเรยี นคนที่ 1 มือกาว

นักเรียนคนที่ 2 กาวใจ
นักเรียนคนที่ 3 ใจดี

นักเรียนคนที่ 4 ดชี ่วั

3. ตัวแทนนักเรียนคนทไี่ ม่สามารถตอ่ คาไดใ้ หค้ ัดออก และกาหนดบตั รคาใหม่ให้ตวั แทนคนท่ีเหลอื เล่น
4. ตวั แทนนกั เรียนทเี่ หลือเป็นคนสดุ ท้ายเป็นผ้ชู นะ

ใบงาน เรื่อง การสรา้ งค้าในภาษาไทย

ค้าชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนนาคาที่กาหนดเขียนลงในกรอบ เพื่อจาแนกประเภทของคาให้ถูกต้อง

เรา ๆ แมวมอง กาต้มนา ลกู ไก่ นกั มวย นาแขง็ ไส หมูเห็ดเปด็ ไก่
เด็ก ๆ มอง ๆ เรื่อย ๆ แร้นแค้น แปดเปอื้ น ขจัดปัดเป่า เพม่ิ เติม
จะจะ กลว้ ย ๆ โทรศพั ทม์ ือถอื นมเปรยี ว ตากลอ้ ง เกอื บ ๆ รูปร่าง
ราดหนา้ หักใจ ละเอียดลออ เล็กใหญ่ อ้างวา้ ง ท่าน ๆ พูดคยุ

ค้าประสม คา้ ซ้อน

คา้ ซ้า

เฉลย

ใบงาน เรอ่ื ง การสรา้ งค้าในภาษาไทย

ค้าช้ีแจง ใหน้ กั เรียนนาคาทก่ี าหนดเขยี นลงในกรอบ เพ่อื จาแนกประเภทของคาใหถ้ ูกตอ้ ง

เราๆ แมวมอง กาต้มนา ลูกไก่ นักมวย นาแข็งใส หมูเห็ดเป็ดไก่
เด็กๆ มองๆ เรอื่ ยๆ แรน้ แคน้ แปดเปื้อน ขจัดปัดเป่า เพิม่ เตมิ
จะจะ กล้วยๆ โทรศพั ท์มือถือ นมเปรยี ว ตากล้อง เกือบๆ รปู รา่ ง
ราดหนา้ หักใจ ละเอียดลออ เล็กใหญ่ อ้างวา้ ง ท่านๆ พูดคุย

คา้ ประสม ค้าซอ้ น

แมวมอง กาตม้ น้า ลกู ไก่ นกั มวย น้าแขง็ ใส หมเู หด็ เป็ดไก่ เพมิ่ เตมิ รปู รา่ ง แรน้ แคน้
โทรศพั ทม์ อื ถอื นมเปร้ยี ว ตากลอ้ ง ราดหน้า แปดเป้ือน ขจดั ปดั เป่า ละเอยี ดลออ เลก็ ใหญ่
หกั ใจ อ้างวา้ ง พดู คุย

ค้าซ้า

เดก็ ๆ มองๆ เรอื่ ยๆ เราๆ ท่านๆ จะจะ
กลว้ ยๆ เกอื บๆ

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทา้ งานกลมุ่

ช่ือกลุ่ม ชัน

คา้ ชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในชอ่ ง
ทตี่ รงกับระดบั คะแนน

ลา้ ดบั ที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
4321
1 การแบ่งหนา้ ท่ีกันอยา่ งเหมาะสม
2 ความร่วมมอื กนั ทางาน ลงช่ือ.................................................... ผปู้ ระเมนิ
3 การแสดงความคิดเห็น ................ /................ /................
4 การรับฟังความคดิ เหน็
5 ความมีนาใจชว่ ยเหลอื กัน

รวม

เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ

ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสม้า่ เสมอ ให้ 4 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครง้ั ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน 18 - 20 ดมี าก

ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครง้ั ให้ 1 คะแนน 14 - 17 ดี

10 - 13 พอใช้

ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ

แบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 44

คา้ ชแี้ จง ให้นกั เรยี นเลือกคาตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1. ข้อใดเป็นคาประสมทังหมด

ก. ปดิ บัง จดหมาย นกั เรียน ข. กลว้ ยไม้ พิมพ์ดดี ชกั ดาบ

ค. ทงิ ขว้าง ไม้กวาด นาหวาน ง. ว่ิงเตน้ เขยี วขจี เดอื ดรอ้ น จ. บาปบุญ ไส้แหง้ ฝกึ หัด

2. ขอ้ ใดไม่ใช่คาซอ้ น

ก. ยากจน ใหญโ่ ต ข. ดแู ล ไรน่ า

ค. คบั แคบ บุกรกุ ง. ทรัพยส์ นิ สูญหาย จ. พ่อครวั ว่งิ เตน้

3. ข้อใดเปน็ คาซอ้ นเพือ่ เสยี งทงั สองคา

ก. แปดเป้อื น จานชาม ข. ขรุขระ ฟอ้ นรา

ค. เพลิดเพลนิ ขบขัน ง. โดง่ ดงั พดั วี จ. เร่ร่อน ยากจน

4. ข้อใดไมม่ คี าซา

ก. คนรวยคือคนท่รี ้จู ักพอพอใจในส่ิงทตี่ นมอี ยู่

ข. เนือวัวยา่ งทบุ ทุบสักหน่อยทาให้เคียวง่าย

ค. ผมเธอดาดาใชย้ าสระผมอะไร

ง. หลานหลานคุณยายน่ารักทกุ คน

จ. เดนิ เรว็ เร็วหน่อยจะไดถ้ งึ บ้านก่อนมดื

5. คาในขอ้ ใดเกิดจากการสมาสคาโดยที่ท้ายคาหน้ามีเครือ่ งหมายทัณฑฆาต

ก. จันทรคติ ข. จักรยาน ค. จักษแุ พทย์

ง. ชลาลยั จ. มงั สวิรัติ

6. คาในขอ้ ใดแยกคาสมาสแบบสระสนธถิ กู ตอ้ ง

ก. ทรุ พล = ทุส + พล ข. สตั วแพทย์ = สตั ว์ + แพทย์

ค. ขีปนาวุธ = ขีปน + อาวธุ ง. สญั ญาณ = ส + ญาณ จ. รโหฐาน = รหสั + ฐาน

6. “ทา่ นจะถวายรถยนต์แดส่ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารจี านวน ๑ คนั ”

ราชาศัพท์ที่ถกู ตอ้ งในการถวายรถยนต์คอื ข้อใด

ก. ทลู เกลา้ ทูลกระหม่อมถวาย ข. ทลู เกลา้ เหนือกระหมอ่ มถวาย

ค. นอ้ มเหนือเกล้าเหนอื กระหม่อมถวาย ง. น้อมเกลา้ น้อมกระหมอ่ มถวาย

จ. ทูลเกลา้ น้อมกระหม่อมถวาย

7. “รฐั บาลสาธารณรัฐอินเดียจะถวายรางวลั “Padma Bhushan Award” แด่สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ

สยามบรมราชกุมารี” ราชาศพั ท์ท่ีถูกต้องในการถวายรางวัลคอื ข้อใด

ก. ทลู เกลา้ ทูลกระหมอ่ มถวาย ข. ทลู เกล้าเหนอื กระหมอ่ มถวาย

ค. นอ้ มเกล้านอ้ มกระหมอ่ มถวาย ง. นอ้ มเหนอื เกล้าเหนอื กระหม่อมถวาย

จ. ทูลเกล้านอ้ มกระหม่อมถวาย

8. ข้อใดแปลความหมายผิด

ก. พระปราง หมายถงึ แกม้ ข. พระชิวหา หมายถงึ ลิน

ค. พระนาภี หมายถึง มอื ง. พระกรรณ หมายถึง หู

จ. พระขนง หมายถึง คิว

9. “สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี.................เขา้ ร่วมประชมุ การสมั มนาอย่างไม่เปน็

ทางการเรอื่ ง สถานะของวชิ าประวตั ิศาสตร์ในประเทศไทย” คาในข้อใดเหมาะสมทจี่ ะนาไปเตมิ ในชอ่ งวา่ ง

ก. เสดจ็ ข. ทรงเสด็จ ค. เสดจ็ ไป

ง. เดนิ ทางไป จ. เสดจ็ พระราชดาเนิน

10. “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.................ในสมุดเย่ยี ม”

คาในขอ้ ใดเหมาะสมที่จะนาไปเตมิ ในช่องวา่ ง

ก. ทรงพระราชดาริ ข. ทรงพระสาราญ ค. ทรงลงพระนามาภิไธย

ง. ทรงพระประชวร จ. ทรงพระสรวล

เฉลย

1. ข 2. จ 3. ค 4. ก 5. ก 6. ง 7. ก 8. ค 9. จ 10. ค

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 วิชาภาษาไทย 4
กลุม่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5
เวลา 10 ช่ัวโมง
รหัส ท32102 เวลา 3 ช่ัวโมง
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4 เร่ือง รู้รกั ษห์ ลักภาษาไทย
เรือ่ ง การสมาส

1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวช้วี ัด
ท 4.1 ม. 4-6/6 อธบิ ายและวิเคราะหห์ ลักการสรา้ งคาในภาษาไทย

2. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1) อธบิ ายวิธีการสรา้ งคาสามาสและคาสนธิ
2) เขยี นคาสมาสและคาสนธิ
3) เห็นความสาคญั ของคาสมาสและคาสนธิ

3. สาระส้าคญั
คาสมาสและคาสนธิ มีลกั ษณะเฉพาะ คอื ตองเปนคาที่มาจากภาษาบาลี – สนั สกฤตมาสมาสหรอื

สนธกิ ันเทานัน ภาษาอืน่ มารวมกันจะไมใชคาสมาสหรอื คาสนธิ

4. สาระการเรียนรู้
1. สาระการเรียนร้แู กนกลาง

- การสรา้ งคาสมาสและคาสนธิ

5. สมรรถนะส้าคญั ของผูเ้ รียน 2) ทกั ษะการสงั เคราะห์
5.1 ความสามารถในการสือ่ สาร

5.2 ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการวิเคราะห์

6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. มีวินัย

2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มุง่ ม่ันในการทางาน
4. รักความเปน็ ไทย

7. กิจกรรมการเรยี นรู้

ขั้นนา้ เขา้ ส่บู ทเรียน ช่ัวโมงท่ี 1

1. ครซู ักถามความรูเ้ ดมิ นกั เรียนเก่ียวกับการสรา้ งคาในภาษาไทย

“นักเรียนทราบหรอื ไม่วา่ การสรา้ งคาในภาษาไทย นอกจากจะมคี าประสม คาซอ้ น และ

คาซา มอี ะไรอกี บ้าง”

ขน้ั สอน

1. ครูใหส้ มาชกิ แต่ละกลุม่ (กลุม่ เดิมจากแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1) แบง่ หวั ข้อศึกษาเร่ือง

การสรา้ งคา จากใบความรเู้ รื่อง คาสมาสและคาสนธิ หอ้ งสมดุ และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ

2. สมาชกิ แตล่ ะคนในกลมุ่ ทาความเข้าใจเกยี่ วกบั คาสมาสและคาสนธิ

3. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกนั อภปิ รายเพอื่ เปน็ การแลกเปล่ยี นเรยี นร้ใู นกลุ่ม เพ่ือสรุปองค์

ความรู้เก่ยี วกบั คาสมาสและคาสนธิ

ชั่วโมงที่ 2
4. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ รว่ มกันทาใบงานเร่อื ง คาสมาสแบบสมาส โดยให้สมาชิกแต่ละคนใน

กลุ่มหาคาตอบด้วยตนเองจนครบทุกขอ้ จากนนั จับคู่กบั เพอ่ื นในกลมุ่ ผลดั กนั อธบิ ายคาตอบให้คู่ของตนเองฟงั
(สมาชกิ กลุ่มอีกคู่หนงึ่ กป็ ฏบิ ัติกิจกรรมเช่นเดยี วกัน)

5. นักเรียนรวมกลุ่มเดิม ให้แตล่ ะคู่ผลัดกันอธบิ ายคาตอบใหเ้ พ่อื นอกี คู่หน่งึ ในกลุ่มฟงั

เพอ่ื ช่วยกันตรวจสอบความถกู ต้อง
6. ครูเฉลยคาตอบในใบงานเรื่อง คาสมาสแบบสมาส จากนนั ใหส้ มาชกิ แตล่ ะกลมุ่ ช่วยกนั

ตรวจสอบความถูกต้อง และแกไ้ ขในส่วนทบ่ี กพร่อง
ชั่วโมงที่ 3

7. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันทาใบงานเร่อื ง คาสมาสแบบสนธิ โดยใหส้ มาชกิ แตล่ ะคนปฏบิ ัติ

กิจกรรม ดังนี
1) สมาชกิ คนที่ 1 เขยี นคาตอบในขอ้ 1 และข้อ 2 แลว้ ส่งให้สมาชิกคนที่ 2

2) สมาชกิ คนท่ี 2 ตรวจสอบคาตอบในข้อ 1 และข้อ 2 แล้วเขยี นคาตอบในข้อ 3
และข้อ 4 จากนันสง่ ให้สมาชิกคนที่ 3

3) สมาชกิ คนที่ 3 ตรวจสอบคาตอบในขอ้ 3 และขอ้ 4 แล้วเขียนคาตอบในข้อ 5

และข้อ 6 จากนนั ส่งให้สมาชกิ คนท่ี 4
4) สมาชิกคนที่ 4 ตรวจสอบคาตอบในขอ้ 5 และข้อ 6 แลว้ เขยี นคาตอบในขอ้ 7

และขอ้ 8 จากนันสง่ ใหส้ มาชกิ คนที่ 1 ตรวจสอบคาตอบ
สมาชิกแต่ละกลุ่มปฏิบัตกิ ิจกรรมเช่นนหี มุนเวียนไปเรอื่ ยๆ จนครบทกุ ข้อ

8. สมาชิกแต่ละคนท่ีตรวจสอบการเขียนคาตอบ ถา้ เหน็ ว่ายงั ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ก็ให้เขียน

อธบิ ายเพิ่มเตมิ
9. ครูเฉลยคาตอบในใบงานเร่อื ง คาสมาสแบบสนธิ จากนันใหส้ มาชกิ แต่ละกล่มุ ชว่ ยกนั

ตรวจสอบความถูกต้อง และแก้ไขในสว่ นท่ีบกพร่อง
ขน้ั สรปุ
1. นักเรยี นรว่ มกนั สรุปความรูเรอ่ื ง คาสมาสและคาสนธิ

8. สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้
- ใบความรู้เรื่อง คาสมาสและคาสนธิ

- ใบงานเรอ่ื ง คาสมาสแบบสมาส
- ใบงานเรือ่ ง คาสมาสแบบสนธิ
- เพาเวอร์พอยนต์ เรือ่ ง คาสมาสและคาสนธิ

9. การวัดและประเมินผล

ประเดน็ ที่ตอ้ งการวัด วธิ ีการ เคร่ืองมือ เกณฑ์

- อธิบายวิธกี ารสร้าง ตรวจใบงานเรอื่ ง ใบงานเร่ือง คาสมาสแบบ รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
คาสมาส คาสมาสแบบสมาส สมาส
- เขียนคาสมาส
ตรวจใบงานเรอ่ื ง ใบงานเรอ่ื ง คาสมาสแบบ รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
- อธบิ ายวิธีการสรา้ ง คาสมาสแบบสนธิ สนธิ
คาสนธิ
- เขยี นและคาสนธิ สงั เกตพฤตกิ รรมการ แบบสังเกตพฤตกิ รรมการ ระดับคณุ ภาพ 2 ผ่าน
ทางานกลมุ่
- เห็นความสาคญั ของ ทางานกลมุ่ เกณฑ์
คาสมาสและคาสนธิ

ค้าสมาสแบบสมาส

สมาส คอื วิธกี ารผสมคา ของภาษาบาลีและสนั สกฤต ไทยไดน้ า มาดัดแปลงเป็นวิธีการสมาสแบบ

ไทย โดยมีหลักดังนี

๑. ต้องเป็นคา ทีม่ าจากภาษาบาลีและสนั สกฤตเทา่ นัน เชน่ ราชการ ราชครู ราชทูต ราชบุตร ราช

โอรส

๒. ศพั ทป์ ระกอบไว้หนา้ ศพั ท์หลักไวห้ ลงั เชน่ สัตโลหะ ภารกจิ ปฐมเจดยี ์ อดุ มศึกษา อุดมคติ

๓. แปลความหมายจากหลังมาหน้า เช่น อักษรศาสตร์ – วชิ าว่าด้วยตัวหนังสือ วาทศิลป์ - ศิลปะ

การพดู ยทุ ธวิธี - วธิ กี ารทาสงคราม ชยั ภูมิ - ท่ตี ังทพั ที่ทา ใหไ้ ดร้ ับชัยชนะ วีรบรุ ุษ - บรุ ุษผ้กู ล้าหาญ

๔. ทา้ ยศพั ท์ตวั แรกหา้ มใส่รูปสระ อะ และตัวการันต์ เช่น กจิ การ - ไมใ่ ช่ กิจะการ ธุรการ - ไม่ใช่

ธรุ ะการ กาลเทศะ - ไมใ่ ช่ กาละเทศะ วารดถิ ี - ไม่ใช่ วาระดิถี แพทยศาสตร์ - ไมใ่ ช่ แพทยศ์ าสตร์

มนุษยธรรม - ไมใ่ ช่ มนษุ ยธ์ รรม

๕. ตอ้ งออกเสยี งสระทที่ า้ ยศัพทต์ ัวแรก อุณหภมู ิ - อุน – หะ – พูม

ประวตั ิศาสตร์ - ประ – หวัด – ติ – สาด ธาตุเจดยี ์ - ทา – ตุ – เจ - ดี

เกษตรกรรม - กะ – เสด – ตระ – กา ราตรสี วสั ด์ิ - รา – ตรี – สะ – หวัด

สิทธิบัตร - สิด – ทิ - บดั

ยกเวน้ บางคา อ่านตามความนยิ มโดยไมอ่ อกเสยี งสระ เชน่ สขุ ศาลา ชาตนิ ิยม ไตรรตั น์บุรุษเพศ

ชลบุรี ธนบุรี ธาตวุ ิเคราะห์ สภุ าพบรุ ษุ

๖. คา วา่ วร, พระ ตามด้วยภาษาบาลีสนั สกฤตถือเป็นคา สมาส เพราะ พระ แผลงมาจาก วร เช่น

วรกาย วรชายา วรองค์ วรวหิ าร วรดติ ถ์ พระบาท พระองค์ พระโอษฐ์ พระนาสกิ พระเนตรพระกรรณ พระ

บปั ผาสะ พระหทยั พระนลาภ พระเสโท

* คา พระ ท่ปี ระสมกับคา ภาษาอ่ืนไมใ่ ชค่ า สมาส เชน่ พระอู่ พระเก้าอี พระขนง พระเขนย พระ

ขนน พระสหุ รา่ ย พระโธรน

ค้าสมาสแบบสนธิ

การสนธิ คอื การประสมคา ของภาษาบาลีสนั สกฤต ถอื วา่ เป็นคา สมาสชนิดหน่งึ แต่เป็นคา สมาสท่มี ี

การเปลีย่ นแปลงรูปศพั ท์ ไทยนา มาดดั แปลงเป็นการสนธแิ บบไทย โดยมหี ลกั ดังนี

๑. ต้องเป็นคา ที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเทา่ นัน

๒. ศัพทป์ ระกอบไวห้ นา้ ศพั ทห์ ลกั ไวห้ ลัง

๓. แปลจากหลงั มาหน้า

๔. ถ้าเปน็ สระสนธิ ศพั ท์ตัวหลังจะขึนต้นด้วย ตัว อ

๕. มกี ารเปลย่ี นแปลงรูปศัพท์ตามหลักท่ีจะกล่าวตอ่ ไป

การสนธิ มอี ยู่ ๓ ชนดิ คอื ๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. นฤคหติ สนธิ

๑. สระสนธิ คือ การนา คา บาลีสนั สกฤตมาสนธกิ ับคา ทีข่ ึนต้นดว้ ยสระ มหี ลักดงั นี

ก. ตัดสระท้ายค้า หนา้ ใชส้ ระหน้าคา้ หลัง เช่น

ชล + อาลยั – ชลาลัย วทิ ย + อาลยั - วิทยาลยั

เทว + อาลยั – เทวาลัย ศวิ + อาลัย – ศิวาลยั

วชริ + อาวธุ - วชิราวุธ คทา + อาวุธ - คทาวุธ

ขปี น + อาวธุ - ขปี นาวุธ มหา + อรรณพ – มหรรณพ

มหา + ไอศวรรย์ – มไหศวรรย์ มหา + อศั จรรย์ – มหัศจรรย์

พุทธ + โอวาท - พทุ โธวาท วร + โอกาส - วโรกาส
อน + เอก – อเนก ภุช + องค์ – ภุชงค์

จินต + อาการ – จินตนาการ จิตก + อาธาน – จิตกาธาน
ประชา + อากร – ประชากร ศิลป + อากร - ศลิ ปากร
วิทย + อาการ – วิทยาการ ทรพั ย + อากร - ทรพั ยากร

ข. ตัดสระท้ายค้า หนา้ ใช้สระหน้าค้า หลัง แตเ่ ปลีย่ นสระหน้าค้า หลงั จาก อะ เป็น อา อิ เป็น เอ

อุ เปน็ อ,ู โอ เสียกอ่ น

ราช + อธิราช ตดั อะ แรก ใช้ อะหลงั แตเ่ ปลยี่ นเปน็ อา สนธเิ ป็น ราชาธริ าช

ประชา + อธปิ ไตย – ประชาธปิ ไตย ธรรม + อธปิ ไตย – ธรรมาธปิ ไตย

เทศ + อภิบาล - เทศาภบิ าล ธรรม + อธรรม - ธรรมาธรรม

ทตู + อนทุ ูต - ทตู านทุ ูต ฐาน + อนกุ รม - ฐานานุกรม

ราม + อิศวร ตดั อะ แรก ใช้ อหิ ลงั แตเ่ ปลีย่ นเป็น เอ สนธเิ ปน็ ราเมศวร

ปรม + อินทร์ – ปรเมนทร์ นร + อิศวร - นเรศวร

นร + อนิ ทร์ - นเรนทร์ มหา + อิสี - มเหสี

คช + อนิ ทร์ – คเชนทร์ * ยกเวน้ ภมู ิ + อนิ ทร์ - ภูมนิ ทร์ กรี + อินทร์ - กรินทร์

มนุ ิ + อินทร์ - มุนินทร์ โกสี + อนิ ทร์ - โกสินทร์

ราช + อุปโภค ตดั อะ แรก ใช้อุหลังแตเ่ ปลี่ยนเป็น อู สนธิเป็น ราชปู โภค

ราช + อุบาย ตดั อะ แรก ใช้อหุ ลงั แตเ่ ปล่ยี นเปน็ โอ สนธเิ ป็น ราโชบาย

นย + อบุ าย - นโยบาย ชล + อุทร - ชโลทร

สาธารณ + อุปโภค - สาธารณูปโภค นร + อดุ ม - นโรดม

ศริ + อตุ ม - ศโิ รตม์ วัญจน + อุบาย- วญั จโนบาย

ราช + อปุ ถัมภ์ - ราชูปถมั ภ์ ราช + อุทิศ - ราชูทศิ

ภาร + อุปกรณ์ - ภาโรปกรณ์ คณุ + อปุ การ - คุณปู การ

ราชนิ ี + อุปถมั ภ์- ราชนิ ูปถัมภ์ * ยกเวน้ มคั ค + อุเทศก์ – มัคคุเทศก์

ค. เปลย่ี นสระท่ีทา้ ยค้า หน้า อิ อี เปน็ ย อุ อู เปน็ ว เสียกอ่ น แลว้ สนธติ ามหลักขอ้ ก และ ข

รติ + อารมณ์ เปลย่ี น อิ เป็น ย เปน็ รตย สนธิเปน็ รตยารมณ์,รัตยารมณ์

มติ + อธบิ าย - มตยาธบิ าย สามคั คี + อาจารย์ - สามัคยาจารย์

อคั คี + โอภาส - อคั โยภาส รงั สี + โอภาส - รงั สโยภาส

อธิ + อาศัย - อัธยาศัย ราชินี + อนุสรณ์ - ราชนิ ยานุสรณ์

* ยกเวน้ หัตถี + อาจารย์ – หตั ถาจารย์ ศักดิ + อานุภาพ – ศกั ดานภุ าพ

ธนู + อาคม เปล่ียน อูเปน็ ว เปน็ ธนว สนธิเปน็ ธนั วาคม

เหตุ + อเนกรรถ - เหตวาเนกรรถ สินธุ + อานนท์ - สนิ ธวานนท์

จักขุ + อาพาธ - จกั ขวาพาธ จตุ + องั ค์ - จัตวางค์

๒. พยัญชนะสนธิ คอื คา บาลีสันสกฤตทน่ี า มาสนธกิ ับพยญั ชนะ มีหลักดังนี

ก. ค้า ที่ลงทา้ ยด้วย ส สนธกิ บั พยญั ชนะ เปลี่ยน ส เป็น โ เชน่

มนสั + ธรรม – มโนธรรม มนสั + มยั - มโนมัย มนสั + กรรม - มโนกรรม

มนสั + คติ - มโนคติ ศริ ัส + เวฐน์ – ศโิ รเวฐน์ รหัส + ฐาน - รโหฐาน

ข. อุปสรรค ทสุ ุ กัน นิสุ สนธิกับพยญั ชนะ เปลยี่ น ส เปน็ ร เชน่

ทุส + ชน - ทุรชน, ทรชน ทสุ + ราชย์ - ทรุ ราชย์, ทรราช ทสุ + ลกั ษณ์ - ทุรลักษณ์, ทรลกั ษณ์

ทุส + กันดาร - ทุรกันดาร ทสุ + โยชน์ – ทรุ โยชน์ ทสุ + ยศ - ทรุ ยศ, ทรยศ

ทสุ + พล - ทุรพล, ทรพล ทุส + พษิ - ทรุ พษิ , ทรพษิ ทสุ + ยุค - ทรุ ยุค, ทรยุค

ทสุ + กรรม - ทุรกรรม, ทรกรรม นสิ + คุณ - นริ คณุ , เนรคุณ นิส + ทุกข์ - นริ ทกุ ข์

นสิ + เทศ - นริ เทศ, เนรเทศ นิส + อาศ - นิราศ นิส + ภยั – นริ ภยั

นสิ + โทษ - นิรโทษ นสิ + กรรม - นิรกรรม

๓. นฤคหติ สนธิ คอื คา บาลีสันสกฤตทน่ี า มาสนธกิ ับ นฤคหติ มีหลักดังนี

ก. นฤคหิต สนธิกบั สร เปลีย่ น เป็น ม กอ่ นสนธติ ามหลกั สระสนธิ เช่น

ส + อาคม – สมาคม ส + อิทธิ - สมิทธิ ส + อาทาน - สมาทาน

ส + ฤทธิ์ - สมั ฤทธิ์ ส + อาบัติ – สมาบัติ ส + อาโยค - สมาโยค

ส + อุจเฉท – สมจุ เฉท ส + อุฏฐาน - สมฏุ ฐาน ส + อทุ ยั - สมทุ ัย

ข. นฤคหิต สนธกิ บั พยัญชนะวรรค เปล่ยี น เปน็ พยญั ชนะทา้ ยวรรคนนั้ กอ่ นการสนธิ

สนธิกับวรรค กะ เปลี่ยน เป็น ง เช่น

ส + กร – สงั กร ส + เกต – สงั เกต ส + ขาร - สังขาร ส + คม - สังคม

ส + ขตะ – สังขตะ ส + คตี – สงั คีต ส + ฆาฏิ - สังฆาฏิ

สนธิกบั วรรค จะเปลย่ี น เป็น ญ เช่น

ส + จร - สญั จร ส + ชาติ – สัญชาติ ส + ญา - สญั ญา ส + ญาณ - สัญญาณ

สนธกิ บั วรรค ฏะ เปลยี่ น เป็น ณ เช่น ส + ฐาน - สัณฐาน ส + ฐติ ิ - สัณฐติ ิ

สนธกิ บั วรรค ตะ เปลยี่ น เปน็ น เชน่

ส + ดาน - สันดาน ส + เทศ - สนั เทศ,สนเทศ ส + นิบาต - สันนบิ าต ส + นิวาส - สันนวิ าส

ส + โดษ - สนั โดษ ส + ดาป - สนั ดาป

สนธกิ บั วรรค ปะ เปลยี่ น เปน็ ม เช่น

ส + บัติ - สมบัติ ส + บูรณ์ – สมบรู ณ์ ส + ปทา - สัมปทา ส + ปทาน - สัมปทาน

ส + ผัส – สัมผัส ส + พล – สมั พล ส + พนั ธ์ - สมั พันธ์ ส + พงศ์ - สมพงศ์

ส +พุทธ – สัมพุทธ ส + เพช – สมเพช ส + ภพ - สมภพ

ค. นฤคหิตสนธกิ ับเศษวรรค เปล่ียน เป็น ง ก่อนสนธิ เช่น

ส + โยค – สังโยค ส + วร – สงั วร ส + หรณ์ - สังหรณ์ ส + วาส - สงั วาส

ส + เวค - สังเวค ส + สนทนา – สงั สนทนา ส + สทิ ธิ - สงั สิทธิ ส + หาร - สังหาร

ใบงานเร่ือง คาสมาสแบบสมาส

คา้ ชี้แจง ใหน้ กี เรียนสมาสคาทีก่ าหนดให้ พร้อมบอกความหมายให้ถกู ตอ้ ง

1. เทว + รปู คาสมาส เทวรปู (หมายถึง รปู เทพเจ้า หรอื เทวดาที่เคารพนับถอื )
2. ฆาต + กร คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
3. โบราณ + คดี คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
4. อนุ + ชน คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
5. ฌาปน + สถาน คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
6. ราชะ + วงศ์ คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
7. วาตะ + ภัย คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
8. อกั ขระ + วิธี คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
9. เนระ + คุณ คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
10. มหะ + กรรม คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
11. มังสะ + วิรัติ คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
12. ทณั ฑ์ + สถาน คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
13. ศัลย์ + แพทย์ คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
14. สังฆ์ + เภท คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
15. ทนั ต์ + กรรม คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
16. มนุษย์ + ชาติ คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
17. พาณชิ ย์ + การ คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
18. จันทร์ + คติ คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
19. ขณั ฑ์ + สมี า คาสมาส.............................. (หมายถงึ ..................................................)
20. เยาว์ + ชน คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)
21. สคุ นธ์ + รส คาสมาส.............................. (หมายถึง..................................................)

ใบงานเรือ่ ง คาสมาสแบบสนธิ

คา้ ชี้แจง ให้นกั เรยี นสนธิคาตอ่ ไปนใี ห้ถกู ต้อง

1. ชล + อาลัย สนธิเปน็ ........................................................
2. เทว + อาลัย สนธเิ ป็น........................................................
3. วทิ ย + อาลยั สนธเิ ปน็ ........................................................
4. ประชา + อากร สนธเิ ปน็ ........................................................
5. ทรพั ย + อากร สนธิเป็น........................................................
6. ศลิ ป + อากร สนธเิ ปน็ ........................................................
7. จร + อาจร สนธเิ ป็น........................................................
8. ธน + อาคาร สนธิเป็น........................................................
9. ขปี น + อาวุธ สนธเิ ป็น........................................................
10. วิทย + อาการ สนธิเปน็ ........................................................
11. นิส + ทุกข์ สนธิเปน็ ........................................................
12. นสิ + ภัย สนธเิ ป็น........................................................
13. มนัส + ภาพ สนธิเป็น........................................................
14. มนัส + มยั สนธิเปน็ ........................................................
15. นิส + โศก สนธิเป็น........................................................
16. มนัส + รถ สนธเิ ป็น........................................................
17. นิส + มิต สนธิเป็น........................................................
18. ทสุ + พล สนธเิ ปน็ ........................................................
19. มนัส + ธรรม สนธเิ ปน็ ........................................................
20. มนสั + รมย์ สนธิเป็น........................................................

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทา้ งานกลุ่ม

ช่ือกลุ่ม ชัน

คา้ ชีแ้ จง : ให้ ผสู้ อน สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในชอ่ ง
ทต่ี รงกับระดบั คะแนน

ลา้ ดบั ที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
4321
1 การแบ่งหนา้ ท่ีกันอยา่ งเหมาะสม
2 ความร่วมมอื กนั ทางาน ลงช่ือ.................................................... ผปู้ ระเมนิ
3 การแสดงความคิดเห็น ................ /................ /................
4 การรับฟังความคดิ เหน็
5 ความมีนาใจชว่ ยเหลอื กัน

รวม

เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ

ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสม้า่ เสมอ ให้ 4 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครง้ั ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน 18 - 20 ดมี าก

ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมน้อยครง้ั ให้ 1 คะแนน 14 - 17 ดี

10 - 13 พอใช้

ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 3 วิชาภาษาไทย 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5
เวลา 10 ชว่ั โมง
รหสั ท32102 เวลา 4 ชวั่ โมง
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 4 เรื่อง รู้รักษ์หลกั ภาษาไทย
เรอื่ ง คา้ ราชาศัพท์

1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชี้วัด

ท 4.1 ม. 4-6/3 ใช้ภาษาเหมาะสมแกโ่ อกาส กาลเทศะ และบคุ คล รวมทังคาราชาศพั ท์
อยา่ ง

เหมาะสม

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1) อธิบายหลกั การใชค้ าราชาศพั ท์
2) ใช้คาราชาศัพท์ได้อย่างเหมาะสม
3) เหน็ ความสาคัญของการใชค้ าราชาศัพท์ใหเ้ หมาะสมกับระดับของบคุ คล

3. สาระสา้ คญั
คาราชาศัพท์ เป็นระเบียบของภาษาท่ีต้องใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับระดับของบุคคล เป็นถ้อยคาที่

บ่งบอกว่าชาติไทยมีวัฒนธรรมทางภาษามาเก่าแก่ช้านาน ตลอดจนคาราชาศัพท์ยังเป็นคาพิเศษที่ต้องใช้ให้
เหมาะสมกับบุคคลในสังคมท่ีมีความลดหล่ันตามอิสริยยศ ในปัจจุบันคาราชาศัพท์หมายรวมถึงคาที่ใช้กับ
พระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการและสุภาพชน จึงควรจะศกึ ษาคาราชาศพั ทแ์ ละใชใ้ ห้ถูกตอ้ งเหมาะสม

4. สาระการเรยี นรู้
1. สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

- คาราชาศัพท์

5. สมรรถนะสา้ คญั ของผ้เู รียน

4.1 ความสามารถในการสื่อสาร
4.2 ความสามารถในการคิด

1) ทกั ษะการวิเคราะห์
2) ทกั ษะการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
4.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ

6. คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มวี ินยั
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมน่ั ในการทางาน
4. รกั ความเป็นไทย

7. กจิ กรรมการเรียนรู้

ขัน้ น้าเขา้ สูบ่ ทเรียน ชัว่ โมงที่ 1

1. ครูนาเรื่อง “‘ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์’ พระอาการอักเสบกระดูกสันหลังดีขึนมาก-พระเนตร

เห็นชัด” โดยไทยรัฐออนไลน์ วันท่ี 15 เมษายน 2562 มาฉายขึนจอภาพให้นักเรยี นอ่านเสร็จแล้วสนทนากับ

นกั เรียนเรื่อง คาราชาศัพท์

ขน้ั สอน

1. นักเรียนแต่ละกลุ่ม (กลุ่มเดิมจากแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1) ศึกษาเรื่อง “คาราชาศัพท์

สาหรับพระมหากษัตรยิ ์” จากหนังสือเรียนภาษาไทย: หลกั ภาษาและการใช้ภาษา ม.5 จนทุกคนมคี วามเข้าใจ

ทถี่ ูกตอ้ งตรงกัน

2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทาใบงาน เรื่อง คานามและคาสรรพนามราชาศัพท์ โดยให้

สมาชิกทุกคนในกลุ่มหาคาตอบดว้ ยตนเอง เมอื่ ทาเสรจ็ แล้วใหเ้ ปลย่ี นกนั ตรวจ ครจู ะเปน็ คนเฉลย

ชว่ั โมงท่ี 2

3. ครูสุ่มนักเรียนออกมาพูดทบทวนความร้เู ดิมจากการเรียนในคาบเรียนทแ่ี ล้ว

4. นักเรียนศึกษาเรอื่ ง “คาราชาศัพท์สาหรับพระมหากษัตริย์” จากหนงั สือเรียน ภาษาไทย:

หลักภาษาและการใชภ้ าษา ม.๕

5. นกั เรียนตอบคาถามจากใบงาน เรื่อง คากริยาราชาศพั ท์ ท่ีครูแจกให้ เมื่อทาเสรจ็ แลว้ ครู

เฉลยคาตอบและนกั เรยี นตรวจสอบความถกู ตอ้ ง

ช่ัวโมงท่ี 3

6. ครูทบทวนคาราชาศัพท์สาหรับพระมหากษัตริย์จากชั่วโมงที่แล้ว โดยให้สุ่มนักเรียน

ยกตัวอยา่ งคาราชาศพั ท์คนละ 2 คา

7. ครูสุม่ ถามนกั เรยี นวา่ รู้จกั คาสุภาพหรอื ไม่

8. ครูอธิบายโดยเปดิ สอ่ื Power Point เรอื่ ง คาสภุ าพ ให้นกั เรยี นเขา้ ใจง่ายขนึ

9. ครูอธิบายกติกาการเล่นเกม “ภาพใบ้คาสุภาพ” จานวน 30 คา โดยครูจะฉายภาพบน

Power Point ให้นักเรียนเขยี นคาสามญั และคาสภุ าพของภาพท่ีนกั เรียนเห็นลงในสมุด

10. นักเรยี นแลกเปลี่ยนสมุดกนั ตรวจ และครเู ฉลยคาสภุ าพของแต่ละภาพ

ช่วั โมงท่ี 4

11. ครสู มุ่ นกั เรยี นออกมาพดู ทบทวนความรเู้ ดมิ จากการเรียนในคาบเรียนที่แลว้

12. ครอู ธบิ ายกตกิ าการเลน่ เกม “บงิ โกคาราชาศพั ท์”

12.1 ครแู จกตารางบตั รภาพคาราชาศพั ท์ใหน้ กั เรียนคนละ 1 แผ่น

12.2 ครูสมุ่ หยบิ บัตรคาราชาศพั ท์ใหน้ ักเรยี นอา่ นพร้อมกันทลี ะคา

12.3 นักเรียนวางฝาขวดนาบนตารางบัตรภาพคาราชาศพั ท์

12.4 ดาเนินกิจกรรมตามข้อ 13.2 - 13.3 ไปจนกระท่ังมีนักเรียนวางฝาขวดนาบน

ตารางบตั รภาพคาราชาศพั ท์ได้ 4 คาเรยี งกนั ในแนวตงั แนวขวางหรอื แนวทแยง ใหน้ กั เรยี นบอกวา่ “บงิ โก”

12.5 นกั เรยี นท่ีบงิ โก 5 คนแรก จะได้รับรางวลั ตามท่ีครูกาหนด

ขนั้ สรุป

1. นกั เรียนและครูรวมกนั สรุปความรูเรอ่ื ง คาราชาศพั ท์

2. ทาแบบทดสอบหลังเรียน โดยใช้สื่อเทคโนโลยี Plicker หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 พร้อมทัง
เฉลยใหน้ ักเรียนทราบ

8. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้
- แถลงการณ์สานกั พระราชวงั
- หนงั สือเรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ม.5
- ใบงานเรือ่ ง คานามและคาสรรพนามราชาศพั ท์

- ใบงานเร่ือง คากรยิ าราชาศัพท์
- เกมภาพใบ้คาสุภาพ

- เกมบิงโกคาราชาศัพท์
- เพาเวอรพ์ อยนต์ เรื่อง คาราชาศัพท์
- Plicker

9. การวัดและประเมินผล

ประเดน็ ที่ตอ้ งการวดั วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์
- อธิบายหลกั การใชค้ า รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
ราชาศัพท์ ตรวจใบงานเรือ่ ง ใบงานเรื่อง คานามและคา รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
- ใช้คาราชาศัพทไ์ ด้ คานามและคาสรรพ สรรพนามราชาศัพท์ รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
อย่างเหมาะสม นามราชาศพั ท์
- อธิบายหลกั การใชค้ า ระดับคุณภาพ 2 ผา่ นเกณฑ์
ราชาศพั ท์ ตรวจใบงานเรอื่ ง ใบงานเรื่อง คากริยาราชา
- ใช้คาราชาศัพทไ์ ด้ คากริยาราชาศัพท์ ศัพท์
อยา่ งเหมาะสม
- อธิบายหลกั การใช้คา ตรวจแบบทดสอบ แบบทดสอบหลังเรียน
ราชาศัพท์ หลงั เรียน หนว่ ยการ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4
- ใชค้ าราชาศัพทไ์ ด้ เรยี นรูท้ ี่ 4
อย่างเหมาะสม
สังเกตพฤตกิ รรมการ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ
- เห็นความสาคัญของ ทางานรายบุคคล ทางานรายบคุ คล
การใชค้ าราชาศัพท์ให้
เหมาะสมกบั ระดับของ
บคุ คล

แถลงการณ์ส้านักพระราชวัง

"ฟา้ หญิงจุฬาภรณ์" พระอาการอกั เสบกระดูกสนั หลัง ดีข้นึ มาก แพทย์ถวายการ
ผ่าตัดตอ้ กระจกพระเนตรท้ังสองขา้ ง สา้ เร็จเรียบรอ้ ยดี เห็นได้ชัดเจน...

เมื่อวนั ท่ี 15 เม.ย. สา้ นักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้า
ลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปรบั การถวาย
การรักษาพระเนตร ณ โรงพยาบาลรามาธบิ ดี ฉบับที่ 4

ตามท่ี สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสร็จไป
ประทับ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เพอ่ื ทรงรับการรกั ษาพระอาการพระเนตรมัวทงั
สองข้าง ร่วมกับพระอาการปวดพระปฤษฎางค์ (หลัง) นนั วันนี คณะแพทยไ์ ด้
รายงานว่า การอักเสบของพระปิฐิกัณฐกัฐิ (กระดกู สนั หลัง) มพี ระอาการดีขึนมาก
คณะแพทย์จงึ ได้ขอพระราชทานพระอนุญาตเปลย่ี นพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอด
พระโลหติ เปน็ พระโอสถเสวย จนครบในวนั ที่ 30 เมษายน 2562

ส่วนพระอาการพระเนตรมัว คณะแพทยไ์ ดถ้ วายการผ่าตัดต้อกระจกพระเนตร
เมื่อวันที่ 22 และ 29 มีนาคม 2562 ผลการผ่าตัดสาเรจ็ เรียบร้อยดี
ทอดพระเนตรเหน็ ได้ชัดเจน ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ทรงประกอบพระกิจวตั ร
ประจาวันได้ตามปกติ

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันท่ี 15 เมษายน 2562

ใบงานเร่ือง คานามและคาสรรพนามราชาศพั ท์

ตอนท่ี 1 ให้นักเรียนเติมคาในชอ่ งวา่ งให้ถูกต้อง

1.1 พระนาสกิ = ..........................................

1.2 ................................ = ทอ้ ง

1.3 ฉลองพระองค์ = ..........................................

1.4 พระแทน่ = ..........................................

1.5 ................................ = กางเกง

1.6 ................................ = ประตู

1.7 พระกณุ ฑล = ..........................................

1.8 ................................ = แม่

1.8 พระขนษิ ฐา = ..........................................

1.9 ................................ = แหวน

1.10 พระมาลา = ..........................................

ตอนท่ี 2 จงเตมิ คาในช่องว่างใหถ้ กู ต้อง

ท่ี ผฟู้ งั สรรพนามสา้ หรบั ผพู้ ูด

1 พระมหากษัตรยิ ์ บุรุษที่ 1 บุรุษท่ี 2 บรุ ุษท่ี 3
สมเด็จพระบรมราชนิ นี าถ ข้าพระพุทธเจ้า
......................................... พระองค์
2 สมเดจ็ พระบรมราชินี
สมเด็จพระบรมราชชนนี ......................................... ใตฝ้ ่าละอองพระบาท พระองค์
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ
สยามมกุฎราชกมุ าร ข้าพระพุทธเจา้ .......................................... พระองค์
สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ .......................................... พระองค์
สยามบรมราชกุมารี เกล้ากระหมอ่ ม(ช)
เกล้ากระหมอ่ มฉนั (ญ) ฝา่ พระบาท ............................
3 สมเดจ็ เจ้าฟา้ กระหม่อม(ชาย)
หม่อมฉนั (หญิง)
4 พระองค์เจา้
สมเดจ็ พระสงั ฆราช

5 หมอ่ มเจา้

ใบงานเร่ือง คากรยิ าราชาศพั ท์

คา้ ชี้แจง จงเปล่ียนคาในวงเล็บแต่ละข้อเปน็ ราชาศพั ท์ให้ถกู ต้อง

1. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช..................................... (ให)้ พระราชดาริ
เกย่ี วกับโครงการหลวง

2. สมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินนี าถ......................................... (ส่งั ) ให้จัดอาหารแห้งไปแจก
แก่ผู้ประสบอทุ กภยั

3. สมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั มหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู ............................................ (ไป) ทรง
วางศลิ าฤกษ์และทรงเปิดอาคารที่ทาการ

4. สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี............................................... (ลงชอื่ ) ลงใน
สมุดเยีย่ ม

5. พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช............................................... (ดู) ผลการ
ดาเนินงานของโครงการอนั เน่อื งมาจากพระราชดาริ

6. พระบาทสมเด็จพระมหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช........................................... (เกิด) เสด็จพระราช
สมภพเม่อื วันท่ี 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2470 ที่โรงพยาบาลเมาตอ์ อเบิร์น เมอื งเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชเู ซตส์ สหรฐั

7. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนิ ีนาถ.................................... (มีเมตตา) ต่อปวงชนชาวไทย
8. นายเกชา ศกั ด์ิสมบรู ณ์....................................... (ให้) เงิน ซงึ่ เปน็ รายไดจ้ ากการจดั การแขง่ ขนั ฯ
โดยเสด็จพระราชกศุ ลตามพระราชอัธยาศยั
9. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกรู ...................................... (พูด) ตอบ
คณะทตู านุทูตทเี่ ข้าเฝา้ ฯ ถวายพระพรชยั มงคล
10. พระบาทสมเด็จพระมหาภมู พิ ลอดุลยเดชมหาราช.................................... (บวช) ณ วัดพระศรี
รัตนศาสดาราม

ใบงานเรื่อง คานามและคาสรรพนามราชาศัพท์

ตอนที่ 1 ให้นกั เรียนเติมคาในช่องว่างให้ถูกต้อง

1.1 พระนาสิก = จมูก

1.2 พระอุทร = ท้อง

1.3 ฉลองพระองค์ = เสอื

1.4 พระแทน่ = เตยี ง

1.5 พระสนบั เพลา = กางเกง

1.6 พระทวาร = ประตู

1.7 พระกณุ ฑล = ตุ้มหู

1.8 พระชนนี พระมารดร = แม่

1.8 พระขนษิ ฐา = น้องสาว

1.9 พระธามรงค์ = แหวน

1.10 พระมาลา = หมวก

ตอนท่ี 2 จงเติมคาในช่องว่างใหถ้ กู ต้อง

ท่ี ผ้ฟู ัง บุรุษท่ี 1 สรรพนามสา้ หรับผู้พดู บุรุษท่ี 3
ข้าพระพุทธเจ้า บรุ ุษที่ 2 พระองค์
1 พระมหากษตั ริย์
สมเด็จพระบรมราชินนี าถ ข้าพระพุทธเจ้า ใตฝ้ ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์

2 สมเด็จพระบรมราชินี ข้าพระพุทธเจา้ ใตฝ้ ่าละอองพระบาท พระองค์
สมเด็จพระบรมราชชนนี เกลา้ กระหมอ่ ม(ช) พระองค์
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ เกล้ากระหม่อมฉัน(ญ) ใตฝ้ า่ พระบาท พระองค์
สยามมกฎุ ราชกุมาร กระหมอ่ ม(ชาย) ฝ่าพระบาท
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ หมอ่ มฉนั (หญงิ ) ฝา่ พระบาท
สยามบรมราชกุมารี

3 สมเดจ็ เจา้ ฟา้
4 พระองค์เจา้

สมเด็จพระสงั ฆราช
5 หมอ่ มเจา้

ใบงานเรอ่ื ง คากริยาราชาศพั ท์

คา้ ชี้แจง จงเปลีย่ นคาในวงเล็บแต่ละขอ้ เป็นราชาศพั ทใ์ ห้ถกู ต้อง
1. พระราชทาน
2. มีพระราชเสาวนีย์, มีพระราชดารสั ส่ัง
3. เสด็จพระราชดาเนิน
4. ทรงลงพระนามาภิไธย
5. ทอดพระเนตร
6. เสด็จพระราชสมภพ, มีพระราชสมภพ
7. ทรงพระเมตตา
8. ทลู เกล้าทูลกระหมอ่ มถวาย
9. มีพระราชดารสั , มีพระราชกระแสรับสัง่ , มีกระแสพระราชดารสั
10. ทรงพระผนวช

แบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 44

ค้าชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคาตอบท่ีถูกต้องท่ีสุดเพียงข้อเดียว

1. ขอ้ ใดเป็นคาประสมทังหมด

ก. ปิดบงั จดหมาย นักเรยี น ข. กลว้ ยไม้ พิมพ์ดีด ชกั ดาบ

ค. ทิงขวา้ ง ไมก้ วาด นาหวาน ง. วิ่งเต้น เขยี วขจี เดอื ดร้อน จ. บาปบุญ ไสแ้ หง้ ฝึกหัด

2. ขอ้ ใดไม่ใช่คาซ้อน

ก. ยากจน ใหญ่โต ข. ดแู ล ไร่นา

ค. คบั แคบ บุกรกุ ง. ทรัพย์สิน สญู หาย จ. พอ่ ครัว ว่ิงเตน้

3. ขอ้ ใดเปน็ คาซ้อนเพ่ือเสยี งทงั สองคา

ก. แปดเปอื้ น จานชาม ข. ขรขุ ระ ฟ้อนรา

ค. เพลิดเพลิน ขบขัน ง. โดง่ ดัง พดั วี จ. เรร่ อ่ น ยากจน

4. ข้อใดไม่มีคาซา

ก. คนรวยคือคนทร่ี ้จู กั พอพอใจในสงิ่ ท่ตี นมีอยู่

ข. เนือววั ย่างทุบทุบสักหน่อยทาใหเ้ คียวง่าย

ค. ผมเธอดาดาใชย้ าสระผมอะไร

ง. หลานหลานคุณยายนา่ รักทกุ คน

จ. เดินเร็วเร็วหนอ่ ยจะไดถ้ ึงบ้านก่อนมดื

5. คาในข้อใดเกดิ จากการสมาสคาโดยท่ีทา้ ยคาหนา้ มเี ครอื่ งหมายทัณฑฆาต

ก. จนั ทรคติ ข. จกั รยาน ค. จกั ษุแพทย์

ง. ชลาลัย จ. มงั สวริ ัติ

6. คาในขอ้ ใดแยกคาสมาสแบบสระสนธถิ กู ตอ้ ง

ก. ทุรพล = ทสุ + พล ข. สตั วแพทย์ = สัตว์ + แพทย์

ค. ขีปนาวธุ = ขีปน + อาวุธ ง. สัญญาณ = ส + ญาณ จ. รโหฐาน = รหสั + ฐาน

7. “ท่านจะถวายรถยนตแ์ ด่สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารจี านวน ๑ คัน”

ราชาศัพท์ท่ถี กู ต้องในการถวายรถยนต์คอื ข้อใด

ก. ทูลเกลา้ ทูลกระหม่อมถวาย ข. ทูลเกล้าเหนือกระหมอ่ มถวาย

ค. น้อมเหนอื เกลา้ เหนอื กระหมอ่ มถวาย ง. นอ้ มเกล้านอ้ มกระหมอ่ มถวาย

จ. ทลู เกลา้ นอ้ มกระหมอ่ มถวาย

8. ขอ้ ใดแปลความหมายผิด

ก. พระปราง หมายถึง แกม้ ข. พระชิวหา หมายถึง ลิน

ค. พระนาภี หมายถงึ มือ ง. พระกรรณ หมายถงึ หู

จ. พระขนง หมายถึง คิว

9. รฐั บาลสาธารณรัฐอนิ เดียจะถวายรางวัล “Padma Bhushan Award” แดส่ มเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ

สยามบรมราชกมุ ารี” ราชาศัพท์ที่ถกู ตอ้ งในการถวายรางวลั คือขอ้ ใด

ก. ทูลเกลา้ ทูลกระหม่อมถวาย ข. ทลู เกลา้ เหนอื กระหมอ่ มถวาย

ค. น้อมเกล้าน้อมกระหมอ่ มถวาย ง. น้อมเหนือเกล้าเหนอื กระหม่อมถวาย

จ. ทูลเกล้านอ้ มกระหม่อมถวาย


Click to View FlipBook Version