The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แอปพลิเคชัน Thing Link

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by johnnybyjohn, 2023-07-05 11:49:03

การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แอปพลิเคชัน Thing Link

การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แอปพลิเคชัน Thing Link

การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 แอปพลิเคชัน Thing Link THE DEVELOPMENT OF E – LEANING USING APPLICATION THINGLINK BASIC COUNTING PRINCIPLES OF MATTAYOMSUKSA 4 STUDENTS สุรเดช แก้วนิคม รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2564 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 แอปพลิเคชัน Thing Link THE DEVELOPMENT OF E – LEANING USING APPLICATION THINGLINK BASIC COUNTING PRINCIPLES OF MATTAYOMSUKSA 4 STUDENTS สุรเดช แก้วนิคม รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2564 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แอปพลิเคชัน Thing Link สาขาวิชา คณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ ผู้วิจัย นายสุรเดช แก้วนิคม อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นายอภิชาต แซ่อึ้ง คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อนุมัติให้นับรายงาน วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ………………………….……………………………………… ประธานสาขาวิชาคณิตศาสตร์ (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) วันที่……..…….เดือน…….........………..พ.ศ…………. คณะกรรมการที่ปรึกษา ………………………….……………………………………… อาจารย์ที่ปรึกษา (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) ..………………….……………………………………… อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นายอภิชาต แซ่อึ้ง)


ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แอปพลิเคชัน Thing Link ผู้วิจัย นางสาวจุฑาทิพย์ สมบัติดี อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นายอภิชาต แซ่อึ้ง ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2564 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยการเรียนรู้แบบผสมผสาน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยการเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 32 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่มจากนักเรียนทั้งหมด 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน โดยใช้การเรียนรู้ แบบผสมผสาน จำนวน 6 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบแบบ ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 13 ข้อ โดยมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.35 – 0.75 ค่าอำนาจ จำแนกตั้งแต่ 0.37 ขึ้นไป ความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.74 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ที่เรียนด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสาน ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 3.81 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 29.31 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 9.16 คิดเป็นร้อยละ 70.46 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนน เฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ที่เรียนการเรียนรู้แบบผสมผสาน ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน


ค Thesis Title THE STUDY OF LEARNING MANAGEMENT BY BLENDED LEARNING ON MATHEMATICS LEARNING ACHIEVEMENT IN SIMILAR TRIANGLE OF MATTAYOMSUKSA 3 STUDENTS Author Miss Juthathip Sombatdee Thesis Advisor Associate Professor Dr. Somchai Vallakitkasemsakul Thesis Co-Advisor Mr. Apichat Saeueng Degree Bachelor of Education in Mathematics Academic Year 2021 ABSTRACT The purposes of this research were 1) to study mathematics learning achievement in similar triangles of Mathayomsuksa 3 students By Using the Blended Learning 2) to compare mathematics learning achievement in similar triangles before and after learning by using the Blended Learning of Mathayomsuksa 3 students This study was conducted by One Group Pretest-Posttest Design. The sample group were 32 Mathayomsuksa 3students at Demonstation Schoolof Udon Thani Rajabhat University in the first semester of academic year 2021 that was selected bycluster random sampling from 2classrooms. The research instruments were 6 lesson plans 1 hour per lesson plan, total 6 hours by using the Blended Learning and the learning achievement test with the index of difficulty between 0.35–0.75 the index of discrimination from 0.37up and the reliability was 0.74 Statistics used to analyzed the data were for frequency, percentage, mean, standard deviation and t-test for Dependent. The findings were as follows : 1. The students’ achievement in mathematics learning of Mathayomsuksa 3Students in similar triangles by using the Blended Learning before study have averaged 3.81 with mean of 29.31 percent and after study have 9.16 with mean of 70.46 percent and students have achievement scores not less than 70 percent 2. The achievement in mathematical learning of Students in similar triangles by using the Blended Learning has the posttest mean score higher than the pretest


ง กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก รองศาสตราจารย์ ดร. สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก และนายอภิชาต แซ่อึ้ง อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ซึ่งได้กรุณาให้คำแนะนำและตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้มีความ สมบูรณ์ ผู้วิจัยขอกราบขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คณาจารย์สาขาวิชาคณิตสาสตร์ และคณาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำในการวิจัยใน ชั้นเรียนแก่ผู้วิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ศิริพร พัสดร ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีและครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่านที่อำนวยความสะดวก ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจโดยตลอด ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครับผู้วิจัย ที่คอยช่วยเหลือ สนับสนุน ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยเสมอมาซึ่งประโยชน์ ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และเพื่อนทุก ๆ คน ที่ให้ความช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้ตลอดมา และคุณค่าทั้งมวลที่เกิดจาก งานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดามารดา และครูอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ ประสาทวิชาความรู้แก้ผู้วิจัยซึ่งท่าทั้งหลายที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยให้ผู้วิจัยได้สำเร็จ การศึกษาดังที่ตั้งใจไว้ สุรเดช แก้วนิคม


จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก ABSTRACT ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ช สารบัญรูปภาพ ซ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 สมมติฐานของการศึกษา 2 ขอบเขตการศึกษา 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่จะได้รับ 3 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 4 การเรียนรู้แบบผสมผสาน 6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 12 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 15 กรอบแนวคิดในการวิจัย 17 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน 18 3 วิธีการดำเนินการศึกษา 19 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 19


ฉ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า แบบแผนการทดลอง 19 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 20 การเก็บรวบรวมข้อมูล 23 การวิเคราะห์ข้อมูล 23 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 24 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 25 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 25 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 28 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 28 สมมติฐานของการศึกษา 28 วิธีดำเนินการศึกษา 28 สรุปผลการวิจัย 30 อภิปรายผล 30 ข้อเสนอแนะ 31 เอกสารอ้างอิง 33 ภาคผนวก 35 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 36 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 38 ภาคผนวก ค แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง รูปสามเหลี่ยม ที่คล้ายกัน 57 ภาคผนวก ง ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง รูปสามเหลี่ยม ที่คล้ายกัน 80


ช สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 91 ประวัติย่อของผู้วิจัย 97


ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 19 2 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน 20 3 คะแนนที่ได้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยการเรียนรู้แบบผสมผสาน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นรายบุคคล 25 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดยเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยกับเกณฑ์ร้อยละ 70 27 5 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent) โดยเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยระหว่าง ก่อนเรียนกับหลังเรียน 27 6 การวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องรูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 64 7 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน (Index of Item Objective Congruence: IOC) 81 8 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (Index of Item Objective Congruence: IOC) 84 9 ผลการหาคุณภาพเครื่องมือ ค่าความยาก (p) อำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (TestAnalysis Program : TAP) 92 10 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง รูปสามเหลี่ยมที่คล้ายกัน จำนวน 13 ข้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน 93


ฌ สารบัญรูปภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 17 2 ขั้นตอนการการเรียนรู้แบบผสมผสาน 18 3 ผลการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียวโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (One-Sample t-test) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 95 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการทดสอบสมมติฐานการวิจัยโดยการทดสอบที แบบไม่อิสระ (t-test for dependent sample) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป 96


1 บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างเป็นระบบ มีแบบแผนสามารถวิเคราะห์ ปัญหาสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาและ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่าง มี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ อันเป็นรากฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียม กับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เจริญกาวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) การเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือบทเรียนออนไลน์เป็นการส่งเสริมการ เรียนรู้ได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน และอำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วย ตนเอง หาแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นห้องเรียนชุมชนและที่บ้าน โดยเป็นการรวมกันระหว่างทฤษฎี ความแตกต่างระหว่างบุคคล และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยอาศัยความสามารถของระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ในการสร้างความรู้(Knowledge Constructor) ช่วยสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความ กระตือรือร้น มีทักษะในการเลือกรับข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ (ขนิษฐา ศรี ชูศิลป์, 2546) ปัจจุบันแอปพลิเคชัน (Application) บนอุปกรณ์พกพา (Mobile Device) ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์พกพา (Notebook) โทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone) หรือสมาร์ทโฟน (Smart Phone) และแท็บเล็ต (Tablet) ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย เข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยจนกลายเป็น ชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคสมัยนี้และเข้ามามีบทบาทหลักในการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้เรียน สามารถค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างรวดเร็วด้วยการใช้อุปกรณ์พกพาของตนเอง ซึ่งแอปพลิเคชันบนมือ ถือ ถือว่ามีให้เลือกใช้และดาวน์โหลดกันอย่างมากมาย การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นการขยาย ขอบเขตการเรียนรู้ออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงมีการพัฒนา แอปพลิเคชันต่าง ๆ มากขึ้นในด้านการศึกษาและแวดวงการทำงาน ThingLink คือ เครื่องมือที่จะเปลี่ยนภาพธรรมดาให้เป็นสื่อประสมเชิงโต้ตอบ (Interactive) โดยจะมีฟีเจอร์สำหรับเพิ่มภาพประกอบ คำอธิบาย บทความ และลิงก์วิดีโออื่นๆ ทำให้ เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และสร้างแรงบันดาลใจในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านทาง รูปภาพ ผู้สอนสามารถบรรจุเนื้อหาข้อมูลจำนวนมากลงไปในรูปภาพที่มีขนาดเล็กได้นอกจากยัง


2 สามารถนำ Embed ไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ บล็อก (Blog) หรือแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้ (หน่วยพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา) จากเหตุผลที่กล่าวมา ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะสร้างและพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink มีประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2 ) เป็นไปตามเกณฑ์ร้อย ละ 70/70 ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างและพัฒนาส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่อย่างไร วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ตามเกณฑ์70/70 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับ เบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink สมมติฐานของการศึกษา 1. บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink มีประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ตาม เกณฑ์(E1/E2 = 70/70) 2. บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink มีประสิทธิภาพต่อผู้เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ แอปพลิเคชัน ThingLink หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตการศึกษา 1. ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 2. ตัวแปรในการศึกษา จำแนกเป็น


3 2.1 ตัวแปรต้น คือ บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น 2.2 ตัวแปรตาม คือ 2.2.1 ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับ เบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 2.2.2 ประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 2.2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3. เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้เป็นเนื้อหาในรายวิชาคณิตศาสตร์ตามหลักสูตร แกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4โดยมีหัวข้อย่อยดังนี้ 3.1 หลักการบวก จำนวน 2 ชั่วโมง 3.2 หลักการคูณ จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3 การเรียนสับเปลี่ยนเชิงเส้นของสิ่งของที่แตกต่างกัน จำนวน 3 ชั่วโมง 3.4 การจัดหมู่ของสิ่งของที่แตกต่างกันทั้งหมด จำนวน 3 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาในการวิจัย จำนวน 10 ชั่วโมง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink หมายถึง บทเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 10 กิจกรรม โดย 2 กิจกรรมจัดเป็น 1 ชุด รวม 4 ชุด เพื่อใช้เป็นสื่อสำหรับนักเรียนฝึกปฏิบัติแอปพลิเค ชัน ThingLink บนสมาร์ทโฟนหรือ คอมพิวเตอร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากศึกษาครบทั้งหมด 10 กิจกรรม มีกิจกรรมสุดท้าย คือ แบบฝึกหัดหลังเรียน เรื่อง หลักการนับ เบื้องต้น 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น หมายถึง ความรู้ ความสามารถทางสติปัญญาของนักเรียนที่เกิดจากการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ที่วัดโดย ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดทางสติปัญญาของวิลสัน (Wilson, 1971) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ


4 3. ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เว็บไซต์ThingLink หมายถึง คุณภาพของบทเรียนออนไลน์วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 70 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของ คะแนนเฉลี่ยของ นักเรียนทุกคนที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดย่อยระหว่างเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ตัวหลัง หมายถึงร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนที่ เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อหลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ แอปพลิเคชันThingLink 4. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง คะแนนที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนของผู้ที่เรียนด้วย บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ แอปพลิเคชัน ThingLinkโดยเปรียบเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากการทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนที่ได้จากการ แบบฝึกหัดหลังเรียน ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. ได้แนวทางการสร้างและพัฒนาวิธีการใช้บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการ นับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 2. ได้ตัวอย่างบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 3. เผยแพร่ผลการวิจัยให้ครูผู้สอนในรายวิชาเดียวกันได้นำไปใช้แก้ปัญหา/พัฒนาให้แก่ นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด


5 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการค้นคว้า ศึกษาเอกสาร ตำรา บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและรวบรวมเอกสารตามลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 2. บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ 3. ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ 4. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) จากการศึกษามีรายละเอียด ดังนี้ 1. สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัด และเรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น 1.1 จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวน จริง อัตราส่วนร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบ รูป ความสัมพันธ์ฟังก์ชันเซต ตรรกศาสตร์นิพจน์เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน ลำดับและอนุกรม และการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิต ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 1.2 การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับความยาว ระยะทางน้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วน ตรีโกณมิติรูปเรขาคณิตและสมบัติของรูปเรขาคณิต การนึกภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎี บททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการเลื่อนขนาน การสะท้อน การหมุน และการนำ ความรู้เกี่ยวกับการวัด และเรขาคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 1.3 สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติการเก็บ รวบรวมข้อมูล การคำนวณค่าสถิติการนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ


6 หลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบาย เหตุการณ์ต่าง ๆ และช่วยในการตัดสินใจ 2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 2.1 สาระที่1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบ จำนวน การดำเนินการของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการและ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ฟังก์ชัน ลำดับ และอนุกรมและนำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์หรือ ช่วยแก้ปัญหาที่กำหนดให้ 2.2 สาระที่2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของ สิ่งที่ต้องการวัดและนำไปใช้ มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ระหว่าง รูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ 2.3 สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนกาทางสถิติและใช้ความรู้ทางสถิติในการ แก้ปัญหา มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ 3. คุณภาพนักเรียน คุณภาพผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อผู้เรียนจบการเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้เรียนควรจะมีความสามารถดังนี้ 1.เข้าใจและใช้ความรู้เกี่ยวกับเซตและตรรกศาสตร์เบื้องต้น ในการสื่อสาร และสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร์ 2. เข้าใจและใช้หลักการนับเบื้องต้น การเรียงสับเปลี่ยน และการจัดหมู่ ในการแก้ปัญหา และนำความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นไปใช้ 3. นำความรู้เกี่ยวกับเลขยกกำลัง ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรม ไปใช้ในการแก้ปัญหา รวมทั้ง ปัญหาเกี่ยวกับดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน 4. เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอข้อมูล และแปลความหมาย ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ


7 บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ 1. ความหมายของบทเรียนออนไลน์ เฮงค์(Henke, 2000) ได้ให้ความหมายของ Web - Based Instruction (WBI) ว่า เป็นเอกสารการสอนที่มีการเชื่อมโยงแบบหลายมิติซึ่งเป็นประโยชน์จากแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยการส่งเสริมให้สภาพแวดล้อมทางเรียนมีความหมายต่อผู้เรียน และทำให้การเรียนเป็นการ สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดความรู้การเรียนการสอนผ่านเว็บ คือ การเรียนการสอนออนไลน์เป็นการ เรียนการสอนที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยสนับสนุนการเรียน การสอน (Computer Mediated Communication: CMC) การเรียนการสอนออนไลน์สามารถใช้ เครื่องมือออนไลน์สำหรับการสื่อสารระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน หรือผู้สอนกับผู้เรียนผ่านทาง e-mail Webboard หรือ Chat-Room รวมทั้งการส่งงาน และการตรวจงานผ่านเครือข่าย ทำให้มีเวลาใน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้สอนกับผู้เรียนมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในเวลา เดียวกัน หรือ ณ สถานที่เดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียน ด้วยตนเอง โดยเลือกลำดับเนื้อหาบทเรียน ตามความต้องการ และเรียนตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม และสะดวกของตนเอง ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2541) กล่าวถึง WBI หรือ Web - Based Instruction หมายถึง การเรียนการสอน หรือการอบรม ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีเว็บเป็นหลัก ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศที่ นำเสนอจะอยู่ในรูปของมัลติมีเดีย กล่าวคือหมายรวมถึงการใช้ภาพ เสียง แอนนิเมชัน กราฟิก3D ฯลฯ ในการนำเสนอเนื้อหา โดยเทคโนโลยีที่นำเสนอเนื้อหานี้สามารถนำเสนอในลักษณะที่เครื่องมือ มีการเชื่อมต่อ (Online) กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือไม่เชื่อมต่อกับเครือข่ายใดๆ (Offline) ก็ได้ วิชุดา รัตนเพียร (2542) กล่าวว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บเป็นการนำเสนอ โปรแกรมบทเรียน บนเว็บเพจโดยนำเสนอผ่านบริการเวิลด์ไวด์เว็บในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่ง ผู้ออกแบบและสร้างโปรแกรมการสอนผ่านเว็บจะต้องคำนึงถึงความสามารถและบริการที่หลากหลาย ของอินเทอร์เน็ต และนำคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้เพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนให้มากที่สุด ณัฐกร สงคราม (2543) ได้กล่าวถึง การเรียนการสอนแบบออนไลน์หรือการเรียน การสอนผ่านเว็บว่าเป็นการจัดสภาพการเรียนการสอนที่ได้รับการออกแบบอย่างมีระบบ โดยอาศัย คุณสมบัติและทรัพยากรของเวิลด์ไวด์เว็บ มาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการ เรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพโดยอาจจัดเป็นการเรียนการสอนทั้งกระบวนการใหม่ที่ช่วยส่งเสริม พัฒนาการให้เกิดการเรียนรู้และช่วยขจัดปัญหาเรื่องอุปสรรคของการเรียนการสอนด้านสถานที่ และ เวลาอีกด้วย ศราวุธ เรืองสวัสดิ์(2545) ได้ให้ความหมายของ WBI ว่าเป็นการสอนผ่านเว็บไซต์ โดยใช้ลักษณะสำคัญที่มีอยู่ของ www ในการสร้างรูปแบบ หรือสถานการณ์จำลองสิ่งแวดล้อมเสมือน


8 ของห้องเรียน เพื่อที่จะช่วยเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดความรู้โดยอาจจัดเป็นการเรียนการสอนทั้ง กระบวนการ ซึ่งนำมาใช้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด ศุภชัย สุขนินทร์(2545) ได้กล่าวว่า Online Learning หรือ Web –Board Learning หรือ Web -Board Instruction มีความหมายเหมือนกัน คือ เป็นการเรียนทางไกลผ่าน เว็บ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) อินทราเน็ต (Intranet) และเอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) เป็น การเรียนที่สามารถโต้ตอบกันได้เหมือนเรียนในห้องเรียนปกติ(Interactive Technology) สามารถ นำเสนอโดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นลักษณะมัลติมีเดีย หรือลักษณะของการแสดงข้อมูลเป็นรูปภาพ กราฟิก เสียงและภาพเคลื่อนไหว อรอนุตร ซ้อนบุญ (2546) ได้กล่าวถึงการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการจัด การศึกษา ในรูปแบบ Web Knowledge Based Online เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการ สอนให้มีประสิทธิภาพ เป็นการจัดการเรียนการสอน โดยการนำเสนอผ่านเวิลด์ไวด์เว็บในเครือข่าย อินเทอร์เน็ต โดยผู้เรียนสามารถเข้ามาศึกษาเนื้อหาวิธีการเรียนได้อย่างไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดสถานที่ ไม่มีพรมแดนกีดขวางและสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนด้วยกัน อาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญรวมทั้ง ฐานข้อมูลความรู้และยังสามารถรับส่งข้อมูลการศึกษา (Electronic Education Data) ได้อย่าง หลากหลายและทันท่วงที ฐิติยา เกตุคำ (2551) กล่าวว่า บทเรียนออนไลน์คือ เอกสารประกอบการเรียนการ สอน ที่เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปของเอกสารเว็บ สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์หรือ การเรียนการสอนผ่านเว็บ เป็นการนำเสนอเนื้อหาวิชาที่ผู้สอนสร้างขึ้นโดยอาศัยความสามารถของ เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้ผู้เรียนหรือผู้ต้องการเรียนเข้ามาทำการศึกษาเนื้อหาของบทเรียนที่ได้มีการ ออกแบบไว้โดยภายในบทเรียนมีส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาให้เข้าใจได้ อย่างเหมาะสมถูกต้องตามเนื้อหาแต่ละวิชา จากแนวคิดที่กล่าวมา สรุปได้ว่า บทเรียนออนไลน์คือ บทเรียนบนเว็บเพจโดย นำเสนอผ่านบริการ เวิลด์ไวด์เว็บ ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ออกแบบอาศัยคุณสมบัติของเว็บ เพจมาเป็นสื่อกลางเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน สร้างห้องเรียนสถานการณ์จำลองสิ่งแวดล้อม เสมือนของห้องเรียน เพื่อที่จะช่วยเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดความรู้ช่วยขจัดปัญหาอุปสรรคของการ เรียนการสอนทางด้านสถานที่และเวลา 2. รูปแบบของบทเรียนออนไลน์ เซา (Zhao, 1998) ได้กล่าวว่า การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นการ เรียนการสอนโดยใช้ระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้จึงเป็นการจัดการเรียนการสอนทางไกล (distance education ประเภทหนึ่งเพราะมีระบบเครือข่ายเชื่อมโยงติดต่อกันโดยผู้เรียนอยู่ต่างสถานที่และ ห่างไกลกัน การเรียนรู้ลักษณะนี้มีทั้งภาพ เสียง และข้อมูลให้แก่ผู้เรียนซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ทั้งในเวลา


9 (real time) และนอกเวลา (non-real-time) นอกจากนั้นแล้วยังมีการติดต่อสื่อสารกันแบบสองทาง (two-way communication) หรือทางเดียวก็ได้จะติดต่อกันแบบพบหน้ากันแบบเผชิญหน้า (face to face) ย่อมสามารถทำได้เนื่องจากมีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้สามารถ รับส่งข่าวสารข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ถึงกันได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้นการนำอินเทอร์เน็ตมา ใช้ประโยชน์กับการศึกษาจะมีส่วนสำคัญ ในการพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถนำข้อมูลการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการรับส่งข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้2 ลักษณะใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ การติดต่อในเวลาเดียวกันและการติดต่อต่างเวลากัน ทำให้รูปแบบการเรียนการสอนบนเว็บสามารถ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. Synchronous Learning คือ รูปแบบการเรียนการสอนที่มีกิจกรรมการเรียน การสอนในเวลาเดียวกัน ผู้เรียนต้องมาเรียนพร้อมๆ กัน โดยใช้การรับส่งข่าวสาร ข้อมูลที่ผู้ส่งและ ผู้รับสารติดต่อกันได้ในเวลาเดียวกันหรือพร้อมกัน เช่น บริการพูดคุยสนทนา (chat) บริการรับส่ง ข้อความเสียงและภาพ และภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น 2. Asynchronous Learning คือ รูปแบบการเรียนการสอนบนเว็บ ที่ผู้เรียนและ ผู้สอน ไม่จำเป็นต้องกิจกรรมการเรียนการสอนในเวลาเดียวกันเพราะเป็นรูปแบบการรับส่งข้อมูล ข่าวสารที่ผู้รับและผู้ส่งไม่จำเป็นต้องทำงานพร้อมกัน เช่น บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(e-mail) กลุ่มสนทนา(newsgroup) รวมทั้งบริการเวิลด์ไวด์เว็บ เป็นต้น ที่เป็นเครือข่ายข้อมูลความรู้โดย ผู้เรียนจะเข้ามาเรียนรู้เมื่อใดและที่ไหน ย่อมสามารถทำได้โดยปราศจากข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น ไพรัช ธัชยพงษ์(2539) ได้แบ่งรูปแบบการสอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้ 1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการศึกษาสามารถ ทำได้ในส่วนของการส่งเอกสารการเรียนการสอน การบ้าน การถาม–ตอบกับครูผู้สอนหรือเพื่อนร่วม วิชาคนอื่น ๆ โดยจะส่งไปตามที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ลงทะเบียนไว้ 2. แหล่งข้อมูล (Information Sources) ในปัจจุบันบางหน่วยงานหรือสถาน การศึกษาใช้กับการสอบแบบปรนัย (Multiple Choice) ผ่านระบบเวิลด์ไวด์เว็บ แต่ทั้งนี้นักเรียน ต้องเข้ามาทำข้อสอบในสถานที่จัดให้อีกตัวอย่างการสอนผ่านข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ทั่วโลกคือ การสอบของบริษัทโนเวลล์ (Novell) สำหรับประกาศนียบัตร Certified Netware Engineer (CNE) ซึ่งเป็นการสอบผ่านระบบออนไลน์(O-line Teleexamination) โดยใช้การดาวน์โหลด (download) ข้อสอบจากศูนย์กลางมายังสถานที่สอบโดยผู้สอบทำแบบทดสอบบนจอคอมพิวเตอร์และคำตอบที่ได้ จะถูกส่งกลับไปตรวจที่ศูนย์กลางเมื่อหมดเวลาสอบ


10 3. กลุ่มแลกเปลี่ยนข่าวสารและสนทนา (Discussion Groups and Listservs) การเรียนการสอนที่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต สามารถใช้ประโยชน์จากกลุ่มแลกเปลี่ยนข่าวสาร และ สนทนาโดยใช้สมาชิกในกลุ่มวิชาเดียวกันตั้งหัวข้อที่กำลังเรียน ส่งคำถาม ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น ผู้ ส่งคำถามส่งเพียงครั้งเดียว จากนั้นเครื่องบริการคอมพิวเตอร์จะทำการส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ นั้นๆ ไปยังผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกทุก ๆ คน วิธีนี้นอกจากจะไม่ต้องทำให้ผู้เรียนต้องไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์หลายครั้งแล้ว ยังทำให้ผู้ถามได้คำตอบที่มาจากหลายความคิดเห็นและหลายแง่มุมอีก ด้วย 4. การประชุมผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet Conferencing) การประชุมผ่าน ระบบอินเทอร์เน็ตมีหลักการทำงานที่จะเชื่อมโยงการสนทนา แพร่ภาพจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหรือ ไปหลายจุดในเวลาเดียวกัน โดยผ่านสายโทรศัพท์หรือดาวเทียม หรือเส้นใยนำแสง เพื่อที่จะให้ผู้ใช้ที่ อยู่ในกลุ่มสามารถติดต่อกันโดยเห็นภาพหรือไม่เห็นภาพก็ได้โปรแกรม Cu-SeeMe เป็นโปรแกรมที่ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยลัยคอร์เนลล์(Cornell) เพื่อใช้ในการติดต่อบนอินเทอร์เน็ตโปรแกรม นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถสนทนาเป็นกลุ่มได้โดยโปรแกรมจะสามารถเปิดหน้าต่างวีดีทัศน์เป็นกลุ่มได้ โดยโปรแกรมจะสามารถเปิดหน้าต่างวีดีทัศน์ (Video Windows) หลายหน้าต่างบนเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้พร้อมกัน จึงทำให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถเห็นหน้าของคู่สนทนาคนอื่น ๆ แต่ละคนได้ใน ขณะเดียวกัน อย่างไรก็ตามการสนทนาด้วยจำนวนคนน้อยๆ จะมีประสิทธิภาพดีกว่าการสนทนาเป็น กลุ่มหลายๆ คน สัญญาณเสียงจะได้ยินผ่านระบบการประชุมด้วยเสียง (Telephone Conferencing) หรือใช้โปรแกรม Maven ซึ่งเป็นโปรแกรม Cu-SeeMe และ Maven เป็นเทคโนโลยีใหม่ (Emerging Technology) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางในอนาคต เนื่องจากการใช้โปรแกรมนี้มี ต้นทุนที่ต่ำ และผู้ใช้สามารถจะติดต่อสถาบันการศึกษา ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง รวมทั้งตัวโปรแกรมเองก็มีความสามารถในการรองรับการติดต่อสื่อสารได้ด้วย ประโยชน์ของการใช้ การประชุมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตในการศึกษา คือทำให้ห้องเรียนทางไกลมีบรรยากาศการเรียนการ สอนที่เหมือนในห้องเรียนปกติมากขึ้น เป็นการสอนจากจุดเดียวไปหลายจุดที่สามารถสอนนักเรียนได้ คราวละมากๆ ทำให้นักเรียนที่อยู่ปลายทางเห็นการสาธิตที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน นอกจากการ ประชุมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจะนำมาใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนแล้ว นักเรียนยังจะสามารถใช้ การประชุมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารระหว่างนักเรียนด้วยกัน ซึ่งการติดต่อสื่อสารใน ระดับนี้สามารถทำได้โดยการเสียโทรศัพท์ที่เกิดขึ้นภายในเขตเดียวกัน (Local Cal) สำหรับกรณีที่ นักเรียนไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านหรือไม่สามารถต่อคอมพิวเตอร์จากบ้านเข้ากับระบบ อินเทอร์เน็ตการตั้งศูนย์การศึกษาที่มีห้องทดลองคอมพิวเตอร์จะเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง


11 3. ประโยชน์ของบทเรียนออนไลน์ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2554) กล่าวว่า การสอนบนเว็บมีประโยชน์อยู่หลาย ประการได้แก่ 1. การสอนบนเว็บเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล หรือไม่มีเวลาในการมา เข้าชั้นเรียนได้เรียนในเวลาและสถานที่ที่ต้องการซึ่งอาจเป็นที่บ้าน ที่ทำงานหรือสถานศึกษาใกล้เคียง ที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตได้การที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางมายัง สถานศึกษาที่กำหนดไวจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาในด้านข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ศึกษาของ ผู้เรียนเป็นอย่างดี 2. การสอนบนเว็บยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ผู้เรียน ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในภูมิภาคหรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียง อภิปรายกับ อาจารย์ครูผู้สอนซึ่งสอนอยู่ที่สถาบันการศึกษาในนครหลวงหรือในต่างประเทศก็ตาม 3. การสอนบนเว็บนี้ยังช่วยส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิตเนื่องจาก เว็บเป็นแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่ต้องการศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถเข้ามาค้นคว้าหา ความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาการสอนบนเว็บสามารถตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้ รวมทั้งมีทักษะในการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Meta-cognitive skills) ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 4. การสอนบนเว็บ ช่วยทลายกำแพงของห้องเรียนและเปลี่ยนจากห้องเรียนสี่เหลี่ยม ไปสู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและ มีประสิทธิภาพสนับสนุนสิ่งแวดล้อมทางการเรียนที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับปัญหาที่พบในความเป็นจริง โดยเน้นให้เกิดการเรียนรู้ตามบริบทในโลกแห่งความเป็นจริง (Contextualization) และการเรียนรู้ จากปัญหา (Problem-based learning) ตามแนวคิดแบบ Constructivism 5. การสอนบนเว็บเป็นวิธีการเรียนการสอนที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บได้กลายเป็น แหล่งค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการรูปแบบใหม่ครอบคลุมสารสนเทศทั่วโลกโดยไม่จำกัดภาษา การสอน บนเว็บช่วยแก้ปัญหาของแหล่งค้นคว้าแบบเดิมจากห้องสมุด อันได้แก่ปัญหาทรัพยากรการศึกษาที่มี อยู่จำกัด และเวลาที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล เนื่องจากเว็บมีข้อมูลที่หลากหลายและเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใช้การเชื่อมโยงในลักษณะของไฮเปอร์มิเดีย (สื่อหลายมิติ) ซึ่งทำให้การค้นหาทำได้ สะดวกและง่ายดายกว่า การค้นหาข้อมูลแบบเดิม 6. การสอนบนเว็บจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะ ของเว็บที่เอื้ออำนวยให้เกิดการศึกษา ในลักษณะที่ผู้เรียนถูกกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นได้อยู่ ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น การให้ผู้เรียนร่วมมือกันในการทำ


12 กิจกรรม ต่าง ๆ บนเครือข่ายการให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแสดงไว้บนเว็บบอร์ด หรือการให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้ามาพบปะกับผู้เรียนคนอื่น ๆ อาจารย์หรือผเู้ชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันที่ ห้องสนทนา เป็นต้น 7. การสอนบนเว็บเอื้อให้เกิดการปฏิสัมพนัธ์ซึ่งการเปิดปฏิสัมพันธ์นี้อาจทำได้2 รูปแบบ คือ ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกันและ/หรือผู้สอน ปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการ สอนบนเว็บ ซึ่งลักษณะแรกนี้จะะอยู่ในรูปของการเข้าไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน แล้วส่วนในลักษณะหลังนั้นจะอยู่ในนรูปแบบของการเรียนการสอน แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบที่ ผู้สอนได้จัดหาไว้ให้แก่ผูเ้รียน 8. การสอนบนเว็บยังเป็นการเปิดโอกาสสำหรับผู้เรียนในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญสาขา ต่าง ๆ ทั้งในและนอกสถาบันจากในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกโดยผเู้รียนสามารถติดต่อ สอบถามปัญหาขอข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจริงโดยตรงซึ่งไม่สามารถทำได้ในการ เรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับการ ติดต่อสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ 9. การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานของตนสู่สายตาอื่น อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนหากแต่เป็นบุคคลทั่วไป ทั่วโลกได้ดังนั้นจึง ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจภายนอกในการเรียนอยางหนึ่งสำหรับผู้เรียน ผู้เรียนจะพยายามผลิตผลงาน ที่ดีเพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงตนเอง นอกจากนี้ผู้เรียนยังมีโอกาสได้เห็นผลงานของผู้อื่นเพื่อนำมาพัฒนา งานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น 10. การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรให้ทันสมัย ได้อย่างสะดวกสบายเนื่องจากข้อมูลบนเว็บมีลักษณะเป็นพลวัต (Dynamic) ดังนั้นผู้สอนสามารถ อัพเดตเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัยแก่ผเู้รียนได้ตลอดเวลา นอกจากนี้การให้ผู้เรียนได้สื่อสารและแสดง ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ทำให้เนื้อหาการเรียนมีความยืดหยุ่นมากกว่าการเรียนการสอน แบบเดิมและเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ การสอนบนเว็บสามารถนำเสนอ เนื้อหาในรูปของมัลติมีเดีย ได้แก่ข้อความ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์เป็นต้น 4. ข้อควรคำนึงในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ ปาริชาติพองพรหม (2554) กล่าวว่า ข้อจำกัดของบทเรียนบนเว็บ มีดังนี้คือ 1. ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน 2. ผู้สอนต้องใช้เวลานานในการเตรียมการสอน เนื่องจากผู้สอนต้องเตรียมการทั้ง เนื้อหาการเรียน และเนื้อหาการใช้งานโปรแกรม 3. ในบางแห่งอาจมีปัญหาด้านการติดต่อสื่อสารเช่น การส่งผ่านข้อมูลผ่าน สายโทรศัพท์ล่าช้าหรือระบบโทรศัพท์เข้าไปไม่ถึงทำให้ไม่สามารถใช้บริการได้


13 4. ผู้สอนไม่สามารถควบคุมชั้นเรียนได้เหมือนชั้นเรียนตามปกติ 5. ผู้เรียนต้องรู้จักควบคุมตัวเองในการเรียนไดเ้ป็นอย่างดีจึงจะประสบความสำเร็จ ทางการเรียนได้ มนัสนันท์บุตรสอน (2558) กล่าวว่า ผู้เรียนอาจจะขาดความสนใจในบทเรียนหาก เนื้อหาและรูปแบบที่นำเสนอไม่น่าสนใจและอาจทำให้เกิดปัญหาในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) ในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม เพราะการเรียนแบบออนไลน์นั้นเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยไม่ได้พบปะเพื่อนฝูงหรือครูอาจารย์ จากการศึกษาข้อควรคำนึงในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์สรุปได้ว่า การพัฒนา บทเรียนออนไลน์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการจัดการการเรียนรู้ผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต นอกเหนือจากการเตรียมเนื้อหาคือความพร้อมของอุปกรณ์ระบบเครือข่ายรวมถึงทักษะ การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตของผู้เรียนและผู้สอนต้องมีความรู้และทักษะทั้งด้านคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ต้องมีความหลากหลายใน เนื้อหาที่สามารถให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเลือกเรียนได้ด้วยตนเองและมีกิจกรรมวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน ตลอดจนเลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะสมกับความ พร้อมของเทคโนโลยีและงบประมาณ 5. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ ThingLink ภาพที่1 สัญลักษณ์ThingLink ThingLink คือ เครื่องมือที่จะเปลี่ยนภาพธรรมดาให้เป็นสื่อประสมเชิงโต้ตอบ (Interactive) โดยจะมีฟีเจอร์สำหรับเพิ่มภาพประกอบ คำอธิบาย บทความ และลิงก์วิดีโออื่นๆ ทำให้ เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และสร้างแรงบันดาลใจในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านทาง รูปภาพ ผู้สอนสามารถบรรจุเนื้อหาข้อมูลจำนวนมากลงไปในรูปภาพที่มีขนาดเล็กได้นอกจากยัง สามารถนำ Embed ไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ บล็อก (Blog) หรือแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้ (หน่วยพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา)


14 ThingLink เป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการศึกษาที่ได้รับรางวัล ง่ายต่อการเพิ่ม รูปภาพ วิดีโอ และการเยี่ยมชมเสมือนจริงด้วยข้อมูลและลิงก์เพิ่มเติม ครูและนักเรียนกว่า 4 ล้านคน ใช้ThingLink เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยภาพที่เข้าถึงได้ในระบบคลาวด์ นำเสนอวิธีง่ายๆ ในการสร้างสื่อการเรียนรู้ภาพและเสียงที่สามารถเข้าถึงได้ในเครื่องมือการอ่านแบบบูรณาการ คำอธิบายข้อความทั้งหมดในฮอตสปอตรูปภาพหรือวิดีโอสามารถอ่านได้ด้วย Immersive Reader ใน กว่า 60 ภาษา ThingLink ช่วยให้นักเรียนใช้สื่อหลากหลายรูปแบบในการแสดงออกทั้งในและนอก ห้องเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว แอพมือถือ iOS และ Android ของเราช่วยให้เข้าถึงประสบการณ์ตัว แก้ไขเบราว์เซอร์ThingLink และเนื้อหาทั้งหมดได้ทุกที่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโรงเรียนที่ใช้แท็บเล็ต เป็นหลักและสำหรับการสร้างโครงการเชิงโต้ตอบนอกห้องเรียน การสำรวจเสมือนจริงช่วยให้นักเรียน เข้าถึงสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้รูปภาพและ วิดีโอ 360° แบบอินเทอร์แอกทีฟช่วยพัฒนาความเข้าใจในบริบท คำศัพท์ทางวิชาการและทักษะ ในสถานที่ห่างไกลวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือสถานการณ์ทางสังคม (ThingLink) 5.1 ขั้นตอนการใช้งาน ThingLink ในโหมดผู้สอน การเข้าใช้งานสามารถลงทะเบียนสำหรับบัญชีใหม่หรือเข้าสู่ระบบโดยใช้ Microsoft Facebook Twitter Clever Google หรือ E-mail ขั้นตอนการเข้าใช้งาน มีดังนี้ 1. เข้าสู่แอปพลิเคชันThingLink ผ่านการดาวน์โหลดทาง App Store หรือ Play Store จากนั้นกด กดติดตั้ง ภาพที่2 หน้าเว็บ https://www.thinglink.com 2. ลงทะเบียนสำหรับบัญชีใหม่หรือเข้าสู่ระบบโดยใช้Microsoft Facebook Twitter หรือ E-mail ที่แถบสัญลักษณ์ไอคอน


15 ภาพที่3 การลงทะเบียนใหม่หรือเข้าสู่ระบบใช้งาน ThingLink 3. จากนั้นจะเข้ามาสู่หน้าต่าง my content สร้างห้องเรียนด้วยการคลิกที่ create ภาพที่4 การสร้างห้องเรียนโดยใช้ThingLink 4. ผู้สอนสามารถออกแบบห้องเรียนของตนเองได้หลากหลายรูปแบบ กรณีนี้ ผู้สอนใช้รูปภาพเป็นพื้นหลังของห้องเรียน โดยคลิกที่ Image


16 ภาพที่5 การเลือกรูปแบบห้องเรียน ThingLink 5. เมื่อเลือกรูปแบบห้องเรียนเรียบร้อย จะพบกับวีดีทัศน์สอนการใช้งาน สามารถ รับชมหรือกดข้ามได้โดยคลิกที่ Continue ภาพที่6 การรับชมวีดีทัศน์สอนการสร้างห้องเรียน ThingLink 6. การเลือกรูปภาพเพื่อเป็นพื้นหลังห้องเรียน สามารถเลือกจากรูปที่เราเตรียมไว้ ได้กดปุ่ม Upload เลือกรูปที่เตรียมไว้เมื่อเรียบร้อยแล้วคลิกที่ Continue


17 ภาพที่ 7 การเลือกรูปภาพเพื่อเป็นพื้นหลังห้องเรียน ThingLink 7. จากนั้นจะเข้าสู่หน้า my content ให้คลิกที่รูปที่เราเลือกไว้แล้วมาเพิ่มเนื้อหา ของห้องเรียน โดยคลิกที่รูปดินสอ หรือปุ่ม Edit ภาพที่ 8 การนำภาพพื้นหลังมาสร้างเป็นห้องเรียน ThingLink 8. เมื่อเริ่มแก้ไขห้องเรียน ให้คลิกที่ Add tag จากนั้นมาเพิ่มเนื้อหาของห้องเรียน โดยเลือกรูปแบบและโหมดต่าง ๆ ได้เลย


18 ภาพที่9 การนำภาพพื้นหลังมาสร้างเป็นห้องเรียน ThingLink 9. เมื่อสร้างเนื้อหาในห้องเรียนเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ done จากนั้นทำการ คัดลอก URL ของห้องเรียนโดยการเลือกที่แถบ URL ด้านบน แล้วคัดลอกส่งให้นักเรียนเข้าเรียน ภาพที่ 10 การคัดลอก URL ห้องเรียน ThingLink 5.2 ขั้นตอนการใช้งาน ThingLink ในโหมดผู้เรียน ผู้เรียนสามารถเข้าถึงห้องเรียนได้โดยไม่ลงทะเบียน โดยเข้าผ่าน URL ที่ครูผู้สอน ส่งให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้จากหลากหลายอุปกรณ์เช่น โทรศัพท์คอมพิวเตอร์แท็ปแลต ฯลฯ 1. ผู้เรียนเข้าถึงห้องเรียนได้โดยไม่ลงทะเบียน โดยเข้าผ่าน URL ที่ครูผู้สอนส่งให้ ผ่านช่องทางติดต่อสื่อสารออนไลน์เช่น Google Classroom Line หรือ Messenger


19 2. เมื่อคลิกที่ URL จะเข้าสู่หน้าห้องเรียนออนไลน์ผู้เรียนทำการเรียนตามลำดับที่ครูกำหนด ภาพที่ 11 ผู้เรียนเข้าสู่ห้องเรียนออนไลน์ThingLink 3. ผู้เรียนทำการคลิกที่ตัวเลขที่ปรากฏ จะพบปุ่มสีน้ำเงินให้กดเพื่อเข้าสู่เนื้อหา ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองจากลำดับที่ 1-8 จากนั้น กดที่รูปหมวกรับปริญญาเพื่อทดสอบหลังเรียน 5.2 ข้อดีในการใช้ThingLink ธนพร พิลือเกรียง (2563) สร้างแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้เรียน สามารถเชื่อมโยงไฟล์ ภาพ เสียง วีดีโอ แผนที่ ไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ไว้ในบนภาพเดียวกัน ช่วยให้ผู้สร้างสามารถเล่า เรื่องราวโดยการใช้ภาพเป็นสื่อเพื่อการจัดการเรียนรู้ จากแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ ThingLink ข้างต้น สรุปได้ว่า ThingLink เป็น เว็บไซต์ที่ช่วยสร้างสื่อเชิงโต้ตอบ สามารถรวมเนื้อหาที่สนใจได้หลากหลายรูปแบบ เพิ่มภาพประกอบ คำอธิบาย บทความ และลิงก์วิดีโออื่น ๆ ผู้เข้าชมสามารถเข้าถึงได้ง่าย ได้เรียนรู้สื่อที่ถูกรวบรวมไว้ โดยผู้สร้างอย่างเป็นระบบ ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์คณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารเกี่ยวกับประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์คณิตศาสตร์ได้ นำเสนอในหัวข้อต่อไปนี้ 1. ความหมายของประสิทธิภาพ ขัยยงค์พรหมวงศ์(2556) กล่าวว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง คุณภาพ ของสมรรถนะในการดำเนินงาน เพื่อให้งานมีความสำเร็จโดยใช้เวลา ความพยายาม และค่าใช้จ่าย คุ้มค่าที่สุดตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้โดยกำหนดเป็นอัตราส่วนหรือร้อยละระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการและผลลัพธ์


20 5.2 ข้อดีในการใช้ ThingLink ธนพร พิลือเกรียง (2563) สร้างแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้เรียน สามารถเชื่อมโยงไฟล์ภาพ เสียง วีดีโอ แผนที่ ไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ไว้ในบนภาพเดียวกัน ช่วยให้ผู้สร้างสามารถเล่าเรื่องราว โดยการใช้ภาพเป็นสื่อเพื่อการจัดการเรียนรู้ จากแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ ThingLink ข้างต้น สรุปได้ว่า ThingLink เป็นเว็บไซต์ ที่ช่วยสร้างสื่อเชิงโต้ตอบ สามารถรวมเนื้อหาที่สนใจได้หลากหลายรูปแบบ เพิ่มภาพประกอบ คำอธิบาย บทความ และลิงก์วิดีโออื่น ๆ ผู้เข้าชมสามารถเข้าถึงได้ง่าย ได้เรียนรู้สื่อที่ถูกรวบรวมไว้ โดยผู้สร้างอย่างเป็นระบบ ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์คณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารเกี่ยวกับประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์คณิตศาสตร์ได้ นำเสนอในหัวข้อต่อไปนี้ 1. ความหมายของประสิทธิภาพ ขัยยงค์พรหมวงศ์(2556) กล่าวว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง คุณภาพของ สมรรถนะในการดำเนินงาน เพื่อให้งานมีความสำเร็จโดยใช้เวลา ความพยายาม และค่าใช้จ่ายคุ้มค่า ที่สุดตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้โดยกำหนดเป็นอัตราส่วนหรือร้อยละระหว่างปัจจัยนำเข้า กระบวนการและผลลัพธ์ 2. การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2533) ได้กล่าวถึงว่า การกำหนดประสิทธิภาพของ สื่อการสอน นิยมใช้เกณฑ์มาตรฐาน 90/90 เป็นเกณฑ์สำหรับเนื้อหาประเภทความรู้ความจำและใช้เกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 สำหรับเนื้อหาที่เป็นทักษะ เช่น คณิตศาสตร์ความหมายของตัวเลข เกณฑ์ มาตรฐานดังกล่าว มีความหมายดังนี้คือ 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าร้อยละของประสิทธิภาพในด้าน กระบวนการของสื่อการสอน ซึ่งประกอบด้วย ผลของการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานและแบบฝึก ของผู้เรียน โดยนำคะแนนที่ได้จากการวัดกิจกรรมทั้งหลาย แล้วคำนวณหาค่าร้อยละเฉลี่ย ส่วน 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทุกคนนามาคำนวณหา ค่าร้อยละเฉลี่ย ก็จะได้ค่าตัวเลขทั้งสอง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานต่อไป ชุดฝึกที่มีประสิทธิภาพนั้น จะต้องผ่านการทดลองหาประสิทธิภาพก่อน โดยนำชุดฝึกไปทดลองกับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ทั้ง เด็กอ่อน ปานกลางและเก่ง และนาผลการทดลองมาเปรียบเทียบโดยใช้คะแนนขณะทาการทดลอง และคะแนนหลังการทดลองหรือคะแนนผลสัมฤทธิ์มาหาค่าเฉลี่ยร้อยละ โดยถือตามเกณฑ์ที่ได้ตั้งไว้


21 รัตน์ศญาณ์ดา ขันธุแสง (2555) กล่าวว่า เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียน การสอนจะนิยมตั้งเป็นตัวเลข 5 ลักษณะ คือ 70/70, 75/75, 80/80, 85/85 และ 90/90 ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับธรรมชาติของวิชาและเนื้อหาที่นำมาสร้างสื่อนั้น ถ้าเป็นวิชาที่ค่อนข้างยากก็อาจจะตั้งเกณฑ์ไว้ 70/70 หรือ 75/75 หรือ 80/80 สำหรับวิชาที่มีเนื้อหาง่ายอาจจะตั้งเกณฑ์ไว้85/85 หรือ 90/90 เป็นต้น นอกจากนี้ยังตั้งเกณฑ์เป็นค่าความเคลื่อนไว้เท่ากับร้อยละ 2.5 นั่นคือ ถ้าตั้งเกณฑ์ไว้90/90 เมื่อคำนวณค่าที่ถือว่าใช้ได้คือ 87.50/87.50 หรือ 87.5/90 เป็นต้น สำหรับการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของกระบวนการกับผลลัพธ์ (E1 / E2 ) ของงานวิจัยเท่ากับ 70/70 3. วิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพ วิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพ กระทำได้ 2 วิธี คือ โดยใช้สูตรและโดยการคำนวณ ธรรมดา ดังนี้ (ขัยยงค์ พรหมวงศ์, 2556: 10-11) 3.1 การคำนวณโดยใช้สูตร สูตรที่ 1 E1 = ∑ x N A × 100 หรือ X̅ A × 100 เมื่อ E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ x คือ คะแนนรวมของแบบฝึกปฏิบัติกิจกรรมหรืองานที่ทำระหว่างเรียนทั้ง ที่เป็นกิจกรรมในห้องเรียน นอกห้องเรียนหรือออนไลน์ A คือ คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติ ทุกชิ้นรวมกัน N คือ จำนวนผู้เรียน สูตรที่ 2 E2 = ∑ F N B × 100 หรือ F̅ B × 100 เมื่อ E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ F คือ ผลคะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน B คือ คะแนนเต็มของการประเมินสุดท้ายของแต่ละหน่วย ประกอบด้วยผล การสอนหลังเรียนและคะแนนจากการประเมินงานสุดท้าย N คือ จำนวนผู้เรียน


22 การคำนวณหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตรดังกล่าวข้างต้น กระทำได้โดยการนำคะแนนรวม แบบฝึกปฏิบัติ หรือผลงานในขณะประกอบกิจกรรมกลุ่ม/เดี่ยว และคะแนนสอบหลังเรียน มาเข้า ตารางแล้วจึงคำนวณหาค่า E1 / E2 3.2 การคำนวณโดยไม่ใช้สูตร หากจำสูตรไม่ได้หรือไม่อยากใช้สูตร ผู้ผลิตสื่อหรือชุดการสอนก็สามารถใช้วิธี คำนวณธรรมดาค่า E1 และ E2 ได้ด้วยวิธีการคำนวณธรรมดา สำหรับ E1 คือค่าประสิทธิภาพของงานและแบบฝึกปฏิบัติ การะทำได้โดยการนำ คะแนนงานทุกชิ้นของนักเรียนแต่ละกิจกรรมแต่ละคนมารวมกัน แล้วหาค่าเฉลี่ยและเทียบส่วนโดย เป็นร้อยละ สำหรับ E2คือประสิทธิภาพผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียนของแต่ละสื่อหรือชุด การสอน กระทำได้โดยการเอาคะแนนจากการสอบหลังเรียนและคะแนนจากวานสุดท้ายของนักเรียน ทั้งหมดรวมกันหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบส่วนร้อย เพื่อหาค่าร้อยละ ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ 1. ความหมายของดัชนีประสิทธิผล เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี(2545) ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตัวเลขที่แสดง ความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียน โดยเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากคะแนนการทดสอบก่อนเรียนกับ คะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนเต็มหรือคะแนนสูงสุดกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบ ก่อนเรียน บุญชม ศรีสะอาด (2553) ได้กล่าวว่า ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง วิธีการตรวจสอบ คุณภาพของสื่อ เพื่อให้ทราบว่าสื่อการเรียนการสอนหรือวิธีการสอนหรือนวัตกรรมที่ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนมากน้อยเพียงใด โดยการนําสื่อที่ พัฒนาขึ้นนั้นไปทดลอง กับผู้เรียนที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสื่อที่สร้างขึ้น แล้วนําผลจากการ ทดลองมาวิเคราะห์หาค่า ประสิทธิผล เพื่อให้ทราบถึงความสามารถในการให้ผลอย่างชัดเจนและ แม่นยําจากการใช้สื่อ 2. การหาค่าดัชนีประสิทธิผล เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2545) การหาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index : E.I) ของสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรู้ ใช้สูตรดังนี้ E. I = P2−P1 Total−P1 เมื่อ E.I. คือ ค่าดัชนีประสิทธิผล


23 P1 คือ ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน P2 คือ ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน Total คือ ผลคูณของจำนวนนักเรียนกับคะแนนเต็ม จากดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์สรุปได้ว่า เป็นการหา ประสิทธิผลของสื่อเพื่อเป็นเครื่องวัด ความก้าวหน้าของผู้เรียนหลังเรียนด้วยสื่อนั้น ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เว็บไซต์ThingLink ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้นำเสนอ ในหัวข้อต่อไปนี้ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิลสัน (Wilson, 1971) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หมายถึง ความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้จำแนกพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้าน สติปัญญาด้านการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาออกเป็น 4 ระดับคือ 1. ความรู้ความจำด้านการคิดคำนวณ (Computation) เป็นการวัดความรู้ความจำ แบบง่าย ๆ ถือว่าเป็นการวัดพฤติกรรมในระดับต่ำสุด แบ่งออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้ 1.1 ความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Knowledge of Specific Facts) เป็น การถามที่จะวัดความรู้ความจำ ได้แก่ ความรู้ความจำแบบง่าย ๆ ให้นักเรียนระลึกถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้รับการเรียนการสอนมาแล้วตลอดจนความรู้พื้นฐานซึ่งนักเรียนสั่งสมมาเป็นระยะเวลานานแล้วด้วย 1.2 ความรู้ความจำเกี่ยวกับศัพท์และนิยาม (Knowledge of Terminology) เป็นความสามารถในการระลึกหรือจำคำศัพท์นิยามต่าง ๆ โดยถามโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้แต่ไม่ต้อง อาศัยการคิดคำนวณหรือความรู้อื่นมาช่วย 1.3 ความสามารถในการใช้กระบวนการคิดคำนวณ (Ability of Cary out Algorithms) เป็นความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริงหรือนิยาม และกระบวนการที่ได้เรียนมาแล้ว มาคิดคำนวณตามลำดับขั้นตอนที่ได้เรียนรู้มาแล้ว 2. ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับความสามารถใน การใช้ กระบวนการคิดคำนวณแต่ซับซ้อนกว่าแบ่งเป็น 6 ขั้น ดังนี้ 2.1 ความรู้เกี่ยวกับมโนมติ (Knowledge of Concepts) เป็นความสามารถที่ ซับซ้อนกว่าความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เพราะมโนมติเป็นนามธรรม ซึ่งประมวลจาก


24 ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องอาศัยการตัดสินใจในการตีความหรือยกตัวอย่างใหม่ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ เรียนรู้มา 2.2 ความรู้เกี่ยวกับหลักการ กฎ และการสรุปอ้างอิงเกี่ยวกับหลักการทั่วไป (Knowledge of Principles, Rules and Generalization) เป็นความสามารถในการเอาหลักการ กฎ และความเข้าใจเกี่ยวกับตัวมโนมติไปสัมพันธ์กับโจทย์ปัญหาจนได้แนวทางในการแก้ปัญหาได้ ถ้าคำถามนั้นเป็นคำถามเกี่ยวกับหลักการและกฎที่นักเรียนเคยพบเป็นครั้งแรก อาจจัดเป็นพฤติกรรม ในระดับการวิเคราะห์ก็ได้ 2.3 ความเข้าใจในโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ (Knowledge of Mathematical Structure) คำถามที่วัดพฤติกรรมระดับนี้เป็นคำถามที่วัดเกี่ยวกับคุณสมบัติของระบบจำนวนและ โครงสร้างทางพีชคณิต 2.4 ความสามารถในการเปลี่ยนรูปแบบของปัญหาจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบ ห น ึ ่ ง ( Ability to Transform Problem Element from One Mode to Another) เ ป็ น ความสามารถใน การแปลข้อความที่กำหนดให้เป็นข้อความใหม่หรือภาษใหม่ เช่น แปลภาษาพูดให้ เป็นสมการ หรือการเปลี่ยนข้อความให้เป็นสัญลักษณ์ 2.5 ความสามารถในการดำเนินการตามแนวของเหตุผล (Ability to Follow a line of Reasoning) เป็นความสามารถในการอ่านและเข้าใจความสามารถทางคณิตศาสตร์ ซึ่งต่างไป จากความสามารถในการอ่านทั่ว ๆ ไป 2.6 ความสามารถในการอ่านและตีโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (Ability to Read and Interpret a Problem) ข้อสอบที่วัดความสามารถขั้นอื่น ๆ โดยให้นักเรียนอ่านและ ตีความโจทย์ปัญหาซึ่งอาจอยู่ในรูปของข้อความ ตัวเลข ข้อมูลทางสถิติหรือกราฟ 3. การนำไปใช้(Application) เป็นความสามารถในการตัดสินปัญหาที่นักเรียนคุ้นเคย เพราะคล้ายกับปัญหาที่นักเรียนประสบอยู่ในระหว่างเรียนหรือแบบฝึกหัดที่นักเรียนเลือก กระบวนการแก้ปัญหาและดำเนินการแก้ปัญหาจนได้คำตอบออกมา แบ่งออกเป็น 4 ขั้นคือ 3.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่คล้ายกันกับที่ประสบอยู่ในระหว่างเรียน (Ability to Solve Routine Problems) นักเรียนต้องอาศัยความสามารถในระดับความเข้าใจและ เลือกกระบวนการแก้ปัญหาจนได้คำตอบออกมา 3.2 ความสามารถในการเปรียบเทียบ (Ability to Make Comparisons) เป็น ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุด เพื่อสรุปการตัดสินใจซึ่งการ แก้ปัญหา ขั้นนี้อาจต้องใช้วิธีการคิดคำนวณและจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งใช้ความสามารถ ในการคิดอย่างมีเหตุผล


25 3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Ability to Analyze Data) เป็น ความสามารถในการตัดสินอย่างต่อเนื่องในการหาคำตอบจากข้อมูลที่กำหนดให้ซึ่งอาจต้องอาศัย การแยกข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกจากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาว่าอะไรคือข้อมูลที่ต้องการ พิจารณาเพิ่มเติม มีปัญหาอื่นใดบ้างที่อาจเป็นตัวอย่างในการหาคำตอบของปัญหาที่กำลังประสบอยู่ หรือต้องการแยกโจทย์ปัญหาออก พิจารณาเป็นส่วน มีการตัดสินใจหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้น จนได้คำตอบหรือผลลัพธ์ที่ต้องการ 3.4 ความสามารถในการมองเห็นแบบลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกัน และการ สมมาตร (Ability to Recognize Patterns, Isomorphism and Symmetries) เป็นความสามารถ ในการระลึกถึงข้อมูลการแปลงปัญหา การจัดกระทำข้อมูลและการสำรวจหาความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งที่คุ้นเคยกับข้อมูลที่กำหนดให้ 4. การวิเคราะห์(Analysis) เป็นพฤติกรรมขั้นสูงสุดทางสติปัญญาในการเรียนการสอน วิชาคริตศาสตร์ด้านพุทธิพิสัย ซึ่งพฤติกรรมในขั้นนี้ต้องมความสามารถระดับสูง จะเป็นการแก้ปัญหา ที่แปลกไม่คุ้นมาก่อน การแก้ปัญหาครอบคลุมความรู้ความสามารถในสามขั้นที่กล่าวมาแล้ว พฤติกรรมในขั้นนี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นดังนี้ 4.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ไม่เคยประสบมาก่อน (Ability to Solve Non-Routine Problems) คำถามในขั้นนี้เป็นคำถามที่ซับซ้อน ไม่มีในแบบฝึกหัดหรือตัวอย่างไม่เคย เห็นมาก่อน นักเรียนต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกับความเข้าใจมโนมตินิยาม ตลอดจน ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้วเป็นอย่างดี 4.2 ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์(Ability to Discover Relationships) เป็นความสามารถในการจัดส่วนต่าง ๆ ที่โจทย์กำหนดให้ใหม่แล้วสร้างหาความ สัมพันธ์ขึ้นใหม่เพื่อใช้ ในการแก้ปัญหาแทนการจำความสัมพันธ์เดิมที่เคยพบแล้วใช้กับข้อมูลชุดใหม่เท่านั้น 4.3 ความสามารถในการพิสูจน์(Ability to Construct Proofs) ความสามารถใน ขั้นนี้เป็นการใช้เหตุผลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นักเรียนจะต้องอาศัยนิยามทฤษฎีต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้ว ช่วยในการแก้ปัญหา 4.4 ความสามารถพิเศษในการวิจารณ์การพิสูจน์ (Ability to Criticize Proofs) ความสามารถในขั้นนี้เป็นการใช้เหตุผลที่ควบคู่ไปกับความสามารถในการเขียนพิสูจน์ แต่ความ สามารถในการวิจารณ์เป็นพฤติกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อนกว่า ความสามารถในขั้นนี้ต้องให้นักเรียน มองเห็น และเข้าใจการพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ มีตอนใดผิดพลาดไปจากมโนมติหลักการ กฎ นิยาม หรือวิธีการทางคณิตศาสตร์ 4.5 ความสามารถเกี่ยวกับการสร้างหลักสูตรและทดสอบความถูกต้องของสูตร (Ability to Formulate and Validate Generalizations) นักเรียนสร้างสูตรขึ้นมาใหม่ โดยสัมพันธ์


26 กับเรื่องเดิมและสมเหตุสมผลด้วย คือ อาจจะถามให้หาและพิสูจน์ประโยคทางคณิตศาสตร์หรือ อาจจะถามให้นักเรียนสร้างขบวนการคิดคิดคำนวณใหม่พร้อมทั้งการใช้กระบวนการนั้น จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ผู้วิจัย ได้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ถึงความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ที่ 3 ระดับ ได้แก่ ความรู้ความจำด้านการคิดคำนวณ ความเข้าใจ และการนำไปใช้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน 1.1 งานวิจัยในประเทศ เพ็ญนภา ศรีษะเสือ (2559) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การอ่าน จับใจความภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ เรื่อง การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์เท่ากับ 80.58/81.58 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ย 13.65 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.11 ค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.05 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.43 มี ค่าทดสอบค่าทีเท่ากับ 19.28 ซึ่งมีความต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความ พึงพอใจของนักเรียนมีค่าเฉลี่ย 4.46 อยู่ในระดับมาก วัชราภรณ์เพ็งสุข (2560) ได้พัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคอมพิวเตอร์สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสุพรรณบุรีผลการศึกษาพบว่า บทเรียนออนไลน์ ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ เนื้อหาของบทเรียน ระบบบริหารการเรียนรู้การสื่อสาร การ วัดประเมินผล และการทำให้เกิดความสัมพันธ์และมีค่าประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์เท่ากับ 83.81/84.22 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้80/80 1.2 งานวิจัยต่างประเทศ กูเนส (Gunes, 2008) ได้ทำการวิจัยเรื่อง "Overcoming the Barrier: Virtual Learning" โดยได้นำ E-Learning และ E-Learning มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า นักเรียน ที่ได้เรียนด้วยวิธีการดังกล่าวถูกโน้มน้าวให้มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการเรียนเพิ่มขึ้น ครู และนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน นักเรียนสามารถกระทำกิจกรรมต่างๆ ตามกฎกติกา และมีการ นำเสนอโดยไม่มีการเขินอาย เครื่องมือหลักที่นำมาช่วยในการจัดการเรียนการสอนประกอบด้วย กระดานการนำเสนอเสมือนการสื่อสารกับผู้อื่น หรือการแสดงความคิดเห็นด้วยการพูดนอกจากนี้ยัง พบว่านักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในห้องเรีนเสมือนเพิ่มสูงขึ้น และนักเรียนทั้งหมดได้มีการสร้าง แบบฝึกหัดด้วยตนเองด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าการจัดการเรียนการสอนด้วย E-Learning และ Vlearning จะประสบความสำเร็จมากในห้องเรียนเสมือนนี้


27 เคอร์ติ(Kurti, 2008) ได้ทำการวิจัยเรื่อง "Students' experiences on eMesimi: an e-learning system in University of Prishtina, Kosova" ซึ่งแนวคิดของงานวิจัยนี้ได้ทำการ สำรวจประสบการณ์ขอนักเรียนในการใช้ระบบ eMesimi ซึ่งเป็นระบบการเรียนแบบออนไลน์ที่มีการ นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนในมหาวิทยาลัยของพริชทินา ตั้งแต่ปี2005 เป้าหมายของงานวิจัยนี้คือการนำโมเดลของทฤษฎีบทรูปแปดเหลี่ยมมาใช้ปัจจัย 8 อย่างในโมเดลนี้ ถูกจัดเข้ากลุ่ม 3 กลุ่ม ได้แก่ เกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีและเกี่ยวกับการจัดการโมเดล ทฤษฎีบทดังกล่าวพิจารณาได้จากการใช้คำถามและการสัมภาษณ์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (email) ข้อมูลจากแบบสอบถามได้ถูกรวบรวมมาจากนักเรียน 60 คนและมีประเด็นเป้าหมายที่เกี่ยวกับ การศึกษาและเทคโนโลยีส่วนการสัมภาษณ์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) นั้น ครู2 คนจะ เป็นผู้ควบคุมดูแล และจะกล่าวถึงทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเทคโนโลยีและการจัดการ จากการ วิเคราะห์ข้อมูล พบว่า โดยทั่ว ๆ ไปนักเรียนที่เรียนด้วยระบบออนไลน์มีเจตคติทางบวก ขณะที่ คำตอบของครูได้เพิ่มประเด็นที่สำคัญบางอย่างที่จะนำไปสู่การพิจรณาขณะจัดเตรียมระบบการสอน แบบออนไลน์จากการศึกษางานวิจัยทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับการเรียนการสอนออนไลน์หรือ การเรียนการสอนผ่านเว็บ แสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนที่เรียนผ่านบทเรียนออนไลน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงกว่าปกติผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนการสอน ทั้งยังส่งเสริมการ เรียนรู้ด้วยตนเอง จากการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า พัฒนาบทเรียนออนไลน์มาใช้ในการเรียน การสอน ทำให้นักเรียนมีเจตคติทางบวก มีความกระตือรือร้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น กรอบแนวคิดในการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแปรต้น คือ บทเรียน ออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยแอปพลิเค ชัน ThingLink และศึกษาตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เว็บไซต์ThingLink ประสิทธิผลของ บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ เว็บไซต์ThingLink และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สามารถแสดงดังภาพที่ 13


28 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 13 กรอบแนวคิดในการวิจัย ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนออนไลน์ ชั่วโมงแรกผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียนโดยการทบทวนหรือยกสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ที่ต้องเรียนในชั่วโมงนั้น ๆ จากนั้นเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหา ซึ่งเนื้อหาจะสอดคล้องและใช้วิธีคิดที่ใกล้เคียง กับเนื้อหาในบทเรียนออนไลน์ที่ผู้สอนได้จัดทำไว้สำหรับชั่วโมงถัดไป ก่อนจะจบการเรียนในชั้นเรียน เปิดให้ผู้เรียนได้ซักถามและร่วมกันสรุปบทเรียน ขั้นสุดท้ายผู้เรียนศึกษาและทำแบบทดสอบด้วย ตนเองจากบทเรียนออนไลน์ตามกิจกรรมที่ครูกำหนด บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดย แอปพลิเคชัน ThingLink ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยแอปพลิเคชัน ThingLink ประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยแอปพลิเคชัน ThingLink


29 ภาพที่ 14 ขั้นตอนการการเรียนรู้แบบผสมผสาน ขั้นที่ 4 ขั้นศึกษาและ ทำแบบทดสอบด้วยตนเอง ผู้เรียนเข้าห้องเรียนออนไลน์ศึกษาวีดีทัศน์ ด้วยตนเอง จากนั้นตรวจสอบความเข้าใจโดย การทำแบบทดสอบ 5 ข้อ หลังจากทำ แบบทดสอบ ผู้เรียนสามารถซักถามสิ่งที่สนใจ เกี่ยวกับแบบทดสอบได้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนทบทวนหรือยกสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับเนื้อหาที่สอดคล้องกับบทเรียนออนไลน์ ขั้นที่ 2 ขั้นสอน ผู้สอนเชื่อมโยงขั้นนำเข้าสู่บทเรียนเข้าสู่เนื้อหา ซึ่งเนื้อหาจะสอดคล้องและใช้วิธีคิดที่ใกล้เคียง กับเนื้อหาในบทเรียนออนไลน์ที่ผู้สอนได้จัดทำ ไว้สำหรับชั่วโมงถัดไป โดยเน้นการลงมือ ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ผ่านกิจกรรมในชั้นเรียน การเขียนแผนภาพ การตอบคำถาม เป็นต้น ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป เปิดให้ผู้เรียนได้ซักถามข้อสงสัย และร่วมกัน สรุปบทเรียน


30 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา การพัฒนาบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เว็บไซต์ThingLink เพื่อให้วิจัยเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ผู้วิจัยได้ กำหนดขั้นตอนและแนวทางในการดำเนินการวิจัยตามลำดับต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. วิธีดำเนินการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 76 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีซึ่งการจัดนักเรียนในแต่ละห้องเรียนเป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 36 คน จำนวน 1 ห้องเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ ทดสอบหลังการทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) (พวงทอง ทวีรัตน์, 2540) ตารางที่ 2 แบบแผนในการวิจัย กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการทดลอง E หมายถึง กลุ่มทดลอง (Experimental Group T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pretest)


31 X หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนออนไลน์ T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ แอปพลิเคชัน ThingLink จำนวน 4 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง หลักการบวก ชุดที่ 2 เรื่อง หลักการคูณ ชุดที่ 3 เรื่อง การเรียงสับเปลี่ยนเชิงเส้นของสิ่งของที่แตกต่างกัน ชุดที่ 4 เรื่อง การจัดหมู่ของสิ่งของที่แตกต่างกัน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อ วิธีการดำเนินวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1.1 บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 โดยใช้ แอปพลิเคชัน ThingLink จำนวน 4 ชุด 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เรื่อง หลักการนับ เบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ แอปพลิเคชัน ThingLink 2.1.1 ศึกษาหลักสูตรจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ขอบข่ายของสาระการเรียนรู้โครงสร้างของหลักสูตรและเวลาเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มัธยมศึกษาปีที่ 3 จากหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพุทธศักราช 2560) 2.1.2 ศึกษาเอกสารการจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาที่ปี 4 เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2560)


32 2.1.3 ศึกษาขั้นตอนการสร้างบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ให้ สอดคล้องสาระสำคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1.4 ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 2.1.5 ศึกษาวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้จากหนังสือ การวัดผลประเมินผลการศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี (2551) 2.1.6 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาสาระสำคัญจุดประสงค์การ เรียนรู้จากคู่มือครูวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเป็นแนวทางในการ จัดทำ แผนการจัดการเรียนรู้และการสร้างบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ให้สัมพันธ์กันอย่างเป็น ระบบ 2.1.7 สร้างบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ จำนวน 4 ชุด 2.1.8 นำบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ขอ คำแนะนำและตรวจสอบข้อบกพร่อง จำนวน 3 ท่าน 2.1.9 บทเรียนออนไลน์ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผล ประเมินผลตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์ การเรียนรู้ เนื้อหาสาระกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนนในด้านเนื้อหา และด้านเทคโนโลยีการศึกษา ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง ระดับคุณภาพดีมาก 4 คะแนน หมายถึง ระดับคุณภาพดี 3 คะแนน หมายถึง ระดับคุณภาพพอใช้ 2 คะแนน หมายถึง ระดับคุณภาพต้องปรับปรุง 1 คะแนน หมายถึง ระดับคุณภาพใช้ไม่ได้ ซึ่งด้านเนื้อหา มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.23 อยู่ในระดับคุณภาพดี และด้าน เทคโนโลยีการศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 อยู่ในระดับคุณภาพดีมาก


33 2.1.10 นำบทเรียนออนไลน์คณิตศาสตร์ มาปรับปรุงแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน และบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์เสนอผู้เชี่ยวชาญ ตาม ข้อ 2.1.9) อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสาระการเรียนรู้และประเมินความเหมาะสมของ บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ ตามแบบประเมินที่ผู้รายงานสร้างขึ้น 2.1.11 การทดลองภาคสนาม ผู้วิจัยได้นำบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ ที่ผ่านการแก้ไขข้อบกพร่องเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้จริงกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรีย สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 36 คน 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ซึ่งดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาเอกสารการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เกี่ยวกับ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี, 2560) 2.2.2 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบจากเอกสาร ตำราที่เกี่ยวข้อง (สมนึก ภัททิยธานี, 2551) 2.2.3 วิเคราะห์ผลการเรียนที่คาดหวังและเนื้อหาสาระ เรื่อง ความน่าจะเป็น ให้ สอดคล้องกัน เพื่อกำหนดจำนวนข้อสอบที่ต้องการจริงและส่วนที่ออกเกินไว้ 2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ของเนื้อหา เรื่อง ความน่าจะเป็น เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 2.2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างเสร็จแล้ว เสนอผู้เชี่ยวชาญ ชุดเดิม เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าแบบทดสอบข้อนั้นวัดตรงตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบข้อนั้นวัดตรงตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง -1 เมื่อแน่ใจว่าแบบทดสอบข้อนั้นวัดไม่ตรงตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ซึ่งคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item- Objective Congruence : IOC) มีค่า อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 2.2.6 นำผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบแต่ละข้อกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ มาวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องโดยใช้สูตร IOC ได้ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.8767


34 2.2.7 จัดพิมพ์ข้อสอบใช้เป็นแบบทดสอบวัดผลฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน เพื่อนำไปใช้ในการทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 10 แผน โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนการเรียน เสริมด้วยบทเรียนออนไลน์วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้ ซึ่งมีผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) จากคะแนนปฏิบัติกิจกรรมผ่านบทเรียน ออนไลน์กับคะแนนทดสอบหลังเรียนในแต่ละชุด หาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) จากคะแนนการ ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ แล้วนำมาวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้75/75 โดยใช้สูตร E1/E2 ตอนที่ 2 วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ หลักการ นับเบื้องต้น โดยใช้วิธีของกูดแมน เฟรทเชอร์ และสไนเดอร์ ตอนที่ 3 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนำข้อมูลจากคะแนน สอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบคำนวณหาค่าความแตกต่างของ คะแนนวิเคราะห์โดยใช้สูตร t – test for Dependent Samples


35 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้หาคุณภาพของเครื่องมือ 1.1 การหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.1.1 ค่าความยากง่าย (p) 1.1.2 ค่าอำนาจจำแนก (r) 1.1.3 ค่าความเชื่อมั่น (KR - 20) 1.1.4 การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวังกับเนื้อหา (บุญชม ศรีสะอาด, 2543) N R IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวังกับเนื้อหา ของข้อสอบ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะ เป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 75/75 โดยใช้สูตร E1/E2 (เผชิญ กิจระการ, 2544) 100 A N X 1 E = 100 B N Y 2 E = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของการฝึกปฏิบัติและการทำกิจกรรมการเรียน E2 แทน ประสิทธิภาพของการทำแบบทดสอบหลังหลังเรียนและการทำกิจกรรมหลังเรียน X แทน คะแนนรวมของผู้เรียนจากการปฏิบัติ และการทำกิจกรรมหลังเรียน Y แทน คะแนนรวมของผู้เรียนจากการทดสอบหลังเรียนและการทำกิจกรรมหลังเรียน N แทน จำนวนผู้เรียน A แทน คะแนนเต็มของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน


36 2. สถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย 2.1 ค่าร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) 100 N f (P) = เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย ( X ) (ชูศรี วงศ์รัตนะ, 2541) N X (X) = เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ย X แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนในกลุ่มตัวอย่าง 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (ชูศรี วงศ์รัตนะ, 2541) n(n 1) 2 ( X) 2 n X (S.D. ) − − = เมื่อ SD. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนของแต่ละคน X แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมด n แทน จำนวนในกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งในการคำนวณหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) คำนวณผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะโดยใช้การทดสอบที แบบไม่อิสระ (t–test for Dependent Samples)


37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ตามจุดประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับ เบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แอปพลิเคชัน ThingLink ซึ่งมีผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) จากคะแนนปฏิบัติกิจกรรมผ่านบทเรียนออนไลน์กับ คะแนนทดสอบหลังเรียนในแต่ละชุด หาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) จากคะแนนการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ แล้วนำมาวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้75/75 โดยใช้สูตร E1/E2 ตอนที่ 2 วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ หลักการ นับเบื้องต้น โดยใช้วิธีของกูดแมน เฟรทเชอร์ และสไนเดอร์ ตอนที่ 3 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนำข้อมูลจากคะแนน สอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบคำนวณหาค่าความแตกต่างของ คะแนนวิเคราะห์โดยใช้สูตร t – test for Dependent Samples ตอนที่ 1 วิเคราะห์บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) จากคะแนนปฏิบัติกิจกรรมผ่านบทเรียน ออนไลน์กับคะแนนทดสอบหลังเรียนในแต่ละชุด หาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) จากคะแนนการ ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ แล้วนำมาวิเคราะห์ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้75/75 โดยใช้สูตร E1/E2 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิ์ภาพด้านกระบวนการของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากคะแนนการฝึกปฏิบัติกิจกรรมผ่านบทเรียน ออนไลน์รวมกับคะแนนการทำแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละชุดรวมกัน ปรากฏผลการวิเคราะห์ดัง แสดงในตารางที่ 3


38 ตารางที่ 3 ผลการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) ของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 75/75 บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น เลขที่ ชุดที่ 1 (100) ชุดที่ 2 (100) ชุดที่ 3 (100) ชุดที่ 4 (100) คะแนนเฉลี่ย 1 100 100 100 100 100.00 2 100 87 100 83 92.50 3 100 87 71 83 85.25 4 100 87 100 100 96.75 5 83 75 85 86 82.25 6 66 62 85 66 69.75 7 100 75 71 83 82.25 8 100 87 100 83 92.50 9 100 87 100 100 96.75 10 83 100 100 83 91.50 11 100 75 85 83 85.75 12 100 75 71 50 74.00 13 83 87 71 83 81.00 14 100 75 66 83 81.00 15 83 87 85 83 84.50 ตารางที่ 3 ผลการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) ของบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หลักการนับเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 75/75 (ต่อ)


39 บทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น เลขที่ ชุดที่ 1 (100) ชุดที่ 2 (100) ชุดที่ 3 (100) ชุดที่ 4 (100) คะแนนเฉลี่ย 16 100 87 100 100 96.75 17 83 62 57 50 63.00 18 100 87 71 83 85.25 19 66 62 71 50 62.25 20 100 75 85 83 85.75 21 83 75 71 66 73.75 22 100 87 100 100 96.75 23 100 75 85 83 85.75 24 100 100 85 100 96.25 25 83 62 57 66 67.00 26 83 75 71 86 78.75 27 83 62 71 50 66.50 28 100 87 100 100 96.75 29 66 75 71 50 65.50 30 83 75 85 66 77.25 รวม 2728 2392 2470 2382 2493 ค่าเฉลี่ย 90.93 79.73 82.33 79.40 83.10 S.D. 11.58 11.19 14.02 16.87 11.39 ร้อยละ 90.93 79.73 82.33 79.40 83.10 ประสิทธิภาพของกระบวนการ E1 = 83.10 จากตารางที่ 3 พบว่า ผลการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ หลักการนับเบื้องต้น จากการปฏิบัติกิจกรรมและแบบทสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมกัน ทุก ชุดได้ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 83.10 ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) ของบทเรียนออนไลน์วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ 83.10


Click to View FlipBook Version