The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

20104-2102 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ooonononza2539, 2021-04-02 03:45:12

20104-2102 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร

20104-2102 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร

151

3. ทรานซสิ เตอร์ชนดิ ใดท่นี ิยมใชก้ ันมากในปจั จุบนั
ก. ทรานซสิ เตอรช์ นิดหัวต่อ
ข. ทรานซสิ เตอรช์ นดิ เขอรมนั เนยี ม
ค. ทรานซิสเตอร์แบบปรบั คา่
ง. ทรานซสิ เตอรช์ นิดซลิ ิคอน

4. ช้ันกลางของโครงสร้างทรานซสิ เตอร์ต่อกับบาได
ก. อมิ ิตเตอร์
ข. คอลเลกเตอร์
ค. เบส
ง. กราวด์

5. ช่นั รอบพอกของโครงสรา้ งทรานซิสเตอร์เรียกว่าอะไร
ก. ตวั ถงั
ข. โครงสรา้ งรอบนอก
ค. อิมติ ตอร์และดอลลกเตอร์
ง. สารกง่ึ ตัวนา
6. โครงสรา้ งภายนอกทรานซิสเตอร์มีไว้เพอ่ื อะไร
ก. ปอ้ งก้โครงสร้งภายใน, ระบาขความรอ้ นและคา้ จุนขา
ข. สวยงาม, ค้าจุนขาและระบชุ นิดของทรานซิสเตอร์
ค. ปอ้ งกันโครงสรง้ ภายใน, ระบายความร้อน และระบุชนิดของทรานซิสเตอร์
ง. ระบุช่อื ขาตา่ ง ๆ ของทรานซิสเตอร์

7. จากรูปเปน็ สัญลกั ษณ์ของทรานซิสเตอรช์ นิดใด

152

ก. ชนิด NPN
ข. ชนดิ PNP
ค. ชนิด NNP
ง. ชนิด PPN

8. จากรปู เปน็ สัญลกั ษณ์ของทรานซิสเตอร์ชนดิ ใด

ก. ชนดิ NPN
ข. ชนดิ NNP
ค. ชนิด PNP
ง. ถูกทง้ั ก และ ค

9. ขอ้ ใดเปน็ การจา่ ยไบอัสให้ทรานซิสเตอรถ์ ูกต้อง
ก. จ่ายไบอัสตรงใหข้ า C กับขา B
ข. จ่ายไบอัสกลับใหข้ า B กบั ขา C
ค. จา่ ยไบอัสกลับให้ขา E กับขา B
ง. จ่ายแรงดนั สงู ให้ขา B กบั ขา E

10. ทรานซิสเตอร์ที่ขน้ึ ต้นดว้ ย 2SA หรอื A มีความหมายอย่างไร
ก. เปน็ ทรานซิสเตอร์ชนดิ PNP ใชใ้ นความถ่ตี า่
ข. เปน็ ทรานซสิ เตอร์ชนดิ PNP ใชใ้ นความถ่สี ูง
ค. เป็นทรานซิสเตอร์ชนดิ NPN ใชใ้ นความถี่ต่า
ง. เปน็ ทรานซสิ เตอรช์ นิด NP ใช้ในความถี่สงู

153

16. ใบความรู้ที่ ...7.....

สัปดาหท์ ี่ .....7.....ชอื่ หนว่ ยการสอน ทรานซสิ เตอร์
วตั ถุประสงค์ เพ่ือ การประเมินผลความรคู้ วามเข้าใจของผ้เู รียนก่อนเรียน

16.1 ประวัติความเปน็ มาของทรานซิลเตอร์
ในชว่ งเวลากอ่ นปี พ.ศ. 2490 ประมาณ 40 ปี หลอดสญุ ญากาศเปน็ อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสท์ ี่มีการพฒั นา
และนามาใชง้ านมากทส่ี ดุ การใชง้ านหลอดสุญญากาศ มปี ัญหาในการใชง้ านมาก เชน่ กาลงั ไฟฟ้าสูญเสยี
มาก มขี นาดใหญ่ ชารุดง่าย กรรมวิธีผลติ ยงุ่ ยาก เปน็ ตน้ เมอ่ื ความต้องการใช้งานมากขนึ้ หลอด
สญุ ญากาศย่ิงมีปญั หามากขึน้ จึงไดม้ ผี คู้ ิดค้นส่ิงประดิษฐ์ใหม่ๆ ทางด้านอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์มาใชง้ านแทนหลอด
สญุ ญากาศยิ่งมีปัญหามากขน้ึ จงึ ได้มผี ู้คดิ ค้นส่ิงประดิษฐใ์ หม่ๆ ทางด้านอเิ ล็กทรอนกิ ส์มาใช้งานแทนหลอด
สญุ ญากาศ

16.2 โครงสรา้ งและสัญลกั ษณข์ องทรานซิสเตอร์
ทรานซิลเตอรแ์ บ่งตามโครงสรา้ งของสารกึง่ ตัวนาได้เปน็ สองชนดิ คือ

1. ทรานซิลเตอร์ชนิด พีเอ็นพี (PNP)
2. ทรานซิลเตอร์ชนดิ เอน็ พีเอน็ (NPN)
16.3 ชนดิ ของทรานซิลเตอร์
การแบง่ ชนิดของทรานซลิ เตอร์ สามารถแบ่งออกได้หลายลักษณะแตกตา่ งกนั หลานแนวแล้วแต่ผทู้ ที่ าการแบ่ง
ยดึ ลักษณะแบบไหน ถ้าแบ่งยึดในรูปของการใช้งานซง่ึ อาจจะแบ่งเป็นทรานซิลเตอร์ทท่ี าหนา้ ทสี่ วทิ ซ่ิ, ทราน
ซลิ เตอรก์ าลงั , ทรานซลิ เตอร์ความถี่สงู , ทรานซลิ เตอร์ชนิด NPN หรือ PNP ฯลฯ โดยเฉพาะการแบง่
ประเภทหนึง่ ซง่ึ นิยมใช้กนั คือ การแบง่ โดยใชส้ ารทีน่ ามาเปน็ เกณฑ์ สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คอื

16.3.1 เยอรมันเนยี มทรานซิลเตอร์
16.3.2 ซลิ คิ อนทรานซิลเตอร์
16.4 ขาของทรานซิลเตอร์
เนอื่ งจากทรานซลิ เตอรผ์ ลิตจากสารกง่ึ ตัวนาชนิดพแี ละเอน็ โดยนามาต่อเรียงกัน 3 ชน้ิ ด้วยกรรมวิธพี เิ ศษ
หรือนามาต่อเพื่อใหเ้ กิดรอยต่อระหวา่ งเนื้อสารข้นึ 2 รอยต่อ โดยสารก่งึ ตวั นาที่อยตู่ รงกลางจะเปน็ เน้ือสาร
คนละอย่างกบั สารกึ่งตวั นาที่อยหู่ วั และท้าย แล้วจงึ ต่อขาออกมาใช้งานท้งั หมด 3 ขาด้วยกนั ซึง่ มีช่อื เรยี ก
ดังต่อไปน้ี
ขาคอลเลก็ เตอร์ (Collector) เรียกย่อๆ ว่าขา C เป็นขาท่ีมีโครงสรา้ งในการโดป๊ สารผสมต่อสาร
กึง่ ตัวนาบริสุทธ์นิ ้อยกวา่ ขาอิมติ เตอร์ ทาให้มพี าหะน้อยกวา่
ขาอิมิตเตอร์ (Emitter) เรยี กยอ่ ๆ วา่ ขา E เป็นขาท่ีมโี ครงสรา้ งในการโด๊ปสารผสมต่อสารก่ึงตัวนาบริสทุ ธ์ิ
มากว่าขาคอลเลก็ เตอร์ทาให้มีพาหะมากกวา่ มีกระแสร่ัวไหลมากและจะอยู่คนละฝ่ังกบั ขาคอลเล็กเตอร์
ขาเบส (Base) เรียกย่อๆ ว่าขา B เปน็ ส่วนท่ีอยตู่ รงกลางระหว่างขา C และขา E มพี ้ืนท่ีของโครงสร้าง
แคบท่สี ุดเม่ือเทียบกบั อกี สองสว่ น

154

16.5 การทางานของทรานซิลเตอร์
จากการศึกษาเก่ยี วกบั การไหลของกระแสภายในวงจรสารกึ่งตวั นา การท่เี ราจะทาใหเ้ กิดการไหลของกระแส
หรอื ให้ทรานซลิ เตอร์ทางานได้น้ัน จะเปน็ จะต้องให้ไบอัสและกระแสทป่ี รากฎทางด้านเอาต์พุตเราต้อง
สามารถควบคุมค่าของกระแสไดด้ ว้ ย จึงจะทาให้ทรานซลิ เตอรส์ ามารถขยายสัญญาณได้ตามความต้องการ
การอธบิ ายการทางานของทรานซิลเตอร์ จาเป็นจะต้องเขา้ ใจการไหลในรปู ของโฮลและอิเลค็ ตรอน รวมถึง
การไบอสั ด้วย ซ่ึงการไบอสั เป็นวธิ กี ารทีท่ าให้ทรานซลิ เตอรพ์ รอ้ มท่จี ะทางานน้นั เอง ในกรณีของทรานซิล
เตอร์มขี า 3 ขา การป้องกันแรงเคลื่อนที่เหมาะสมหรอื ไบอสั ที่ถูกต้องจะทาให้ทรานซิลเตอร์ทางานได้
เมอื่ พิจารณาโครงสรา้ งของทรานซลิ เตอร์แลว้ จะสามารถจดั รูปแบบการขยายสญั ญาณโดยตอ้ งมีอินพตุ และ
เอาต์พุต เมอ่ื ใหข้ าหนงึ่ เปน็ อินพุต ขาหนึง่ เปน็ เอาต์พตุ ขาทเี่ หลือกต็ ้องเปน็ จุดรว่ มอนิ พุตกับกินพตุ จาก
หลักการดังกลา่ วเรากาหนดใหร้ ะหว่าง B กบั E เปน็ อินพตุ และระหวา่ ง B กบั C เปน็ เอาตพ์ ุต ดงั นน้ั
จะสามารถจัดรปู แบบการขยายได้ 3 แบบหรอื 3 คอมมอน
เนอ่ื งจากวตั ถปุ ระสงคข์ องทรานซลิ เตอร์สรา้ งมาจากหลกั การทต่ี อ้ งการให้กระแสดา้ นอินพตุ ไปควบคุมกระแส
เอาต์พุต ดงั นน้ั จะต้องไบอัสทางด้านเอารพ์ ุต เป็นไบอสั แบบย้อนกลับ ถ้าใหไ้ บอัสตรง จะทาให้ทางด้าน
เอาต์พุตเป็นอิสระไมค่ รบวงจรเอาต์พุต ทางด้านอนิ พุตจะให้ไบอสั ตรง และแรงเคลื่อนที่มาไบอัสนไี้ มจ่ าเปน็
จะต้องเปน็ แรงเคล่ือนไฟฟา้ ที่มคี า่ สูงแต่ออย่างไร เพราะถ้าให้กระแสอินพุตสงู เกนิ ไปจะทาใหก้ ระแสเอาต์พตุ
เกิดการอม่ิ ตวั

16.6 การใหไ้ บอสั ทรานซลิ เตอร์
ทรานซลิ เตอรท์ ั้งชนิด NPN และ PNP เมือ่ นาไปใช้งานไมว่ า่ จะใช้วงจรขยายสัญญาณหรอื ทางานเปน็ สวิตซ์
จะตอ้ งทาการจดั แรงไฟให้เหมาะสมหรือเรยี กว่าการใหไ้ บอัส (Bias) ใหท้ รานซลิ เตอร์ก่อน ทรานซิลเตอรจ์ ึง
จะทางานได้ โดยใชห้ ลักการไบอสั ดังน้ี

1. ไบอสั ตรง (Forward Bias) ใหก้ ับรอยต่ออมิ ิตเตอรก์ บั เบส
2. ไบอัสกลับ (Reverse Bias) ใหก้ บั รอยต่อระหว่างคอลเลกเตอร์กับเนส

155

17. ใบงาน
17 ใบกิจกรรมที่ ....7....

สปั ดาหท์ ี่ .....7....ช่ือหน่วยการสอน ทรานซิสเตอร์
จดุ ประสงค์ เพื่อ

1. วิเคราะห์และตีความหมาย
2. ต้งั คาถาม
3. อภปิ รายแสดงความคดิ เห็นระดมสมอง
4. การประยุกต์ความร้สู งู่ านอาชีพ

สมรรถนะการปฏบิ ตั งิ านอาชีพ
1. แสดงความรเู้ ก่ียวกับทรานซิสเตอร์

สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคลอ้ ง
จากการเรยี นเร่อื ง ทรานซสิ เตอร์ (Transistor) ทาให้ผู้เรยี นมีความรู้เพิ่มเกีย่ วกบั

ทรานซสิ เตอร์เปน็ อปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ประเภทแอคทฟี (Active Device) ชนดิ หน่ึงมหี ลักการ
ทางานโดยอาศัยกระแสไฟฟา้ จากวงจรภายนอกไปควบคุมตวั กาเนดิ กระแสไฟฟ้าภายในให้
เปลี่ยนแปลงตาม ทรานซสิ เตอรม์ ี 3 ขา คอื ขาเบส ขาอิมิตเตอรแ์ ละขาคอลเลคเตอร์ การสร้าง
ทรานซิสเตอร์ แบง่ ตามโครงสรา้ งได้ 2 ชนดิ คอื NPN และ PNP แบง่ ตามสารไดส้ องชนดิ
เชน่ กัน คือเยอรมนั เนียม และ ซลิ คิ อน การจัดแรงไฟไบอสั ทรานซิสเตอร์จะจัดให้อยู่สองแบบคอื
ใหฟ้ อร์เวิร์ดไบอัสระหว่างขาเบสกับขาอมิ ติ เตอร์ และให้รเี วิรส์ ไบอสั ระหว่างขาเบสกบั ขา
คอลเลคเตอร์ ทรานซิสเตอร์สามารถประยุกต์ใชง้ านไดห้ ลายอย่างเช่น ขยายสัญญาณ สวิตซ่งิ
กาเนดิ สญั ญาณ

156

18. แบบประเมนิ ผล

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม ขอ้ ที่ 1 อธบิ ายประวตั คิ วามเปน็ มาของทรานซิลเตอรไ์ ด้

1.วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : อธิบายประวตั ิความเป็นมาของทรานซิลเตอรไ์ ด้ จะได้ 1

คะแนน

จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 2 บรรยายขาของทรานซสิ เตอร์ได้

1.วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เครือ่ งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : บรรยายขาของทรานซิสเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ข้อที่ 3 วดั และทดสอบทรานซลิ เตอรด์ ้วยโอห์มมเิ ตอร์ได้

1.วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ

2.เครอ่ื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : วดั และทดสอบทรานซิลเตอรด์ ้วยโอห์มมเิ ตอรไ์ ด้ จะได้ 3

คะแนน

จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม ข้อท่ี 4 ชีแ้ จงการใหไ้ บอสั ทรานซลิ เตอรไ์ ด้

1.วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เครอ่ื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : ชแ้ี จงการให้ไบอัสทรานซลิ เตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม ข้อท่ี 5 จัดลาดับโครงสร้างและสัญลกั ษณข์ องทรานซิลเตอรไ์ ด้

1.วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ

2.เครอ่ื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : จดั ลาดบั โครงสร้างและสญั ลกั ษณข์ องทรานซลิ เตอร์ได้จะได้

1 คะแนน

157

จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อท่ี 6 ผสมผสานชนดิ ของทรานซลิ เตอร์ได้

1.วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : ผสมผสานชนดิ ของทรานซิลเตอร์ได้ จะได้ 1 คะแนน

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ท่ี 7 วัดและทดสอบทรานซิลเตอรด์ ว้ ยโอหม์ มเิ ตอร์ไดอ้ ยา่ ง

ถกู ตอ้ งเหมาะสม

1.วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2.เครอ่ื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : วัดและทดสอบทรานซลิ เตอร์ดว้ ยโอหม์ มเิ ตอร์ไดอ้ ย่างถกู ต้อง

เหมาะสมจะได้ 2 คะแนน

19. แบบฝึกหัด

1. จงอธิบายประวัตคิ วามเปน็ มาของทรานซลิ เตอร์
2. ขาของทรานซสิ เตอร์ มลี กั ษณะอยา่ งไร
3. การวัดและทดสอบทรานซิลเตอร์ดว้ ยโอหม์ มิเตอร์ มีหลักการหรอื ไม่ จงอธิบาย
4. การใหไ้ บอสั ทรานซลิ เตอร์ คือ
5. ครงสรา้ งและสัญลกั ษณ์ของทรานซิลเตอร์ มีโครงสรา้ งอย่างไร
6. ชนิดของทรานซลิ เตอร์ มีกช่ี นดิ อะไรบ้าง

158

20. บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรแู้ บบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชพี และบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้

รายการ ระดบั การปฏิบัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จดั หน่วยการเรียนรู้ไดส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ดา้ นทักษะ และด้านจิตพิสยั

3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ สอ่ื นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรู้ก่อนเขา้

สอน

ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

4. มีวิธีการนาเข้าสบู่ ทเรยี นที่นา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมที่หลากหลาย เพื่อชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กจิ กรรมทสี่ ่งเสริมให้ผเู้ รยี นคน้ ควา้ เพ่ือหาคาตอบดว้ ยตนเอง

7. นักเรียนมีส่วนรว่ มในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

8. จัดกิจกรรมที่เนน้ กระบวนการคดิ ( คิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นแสดงความคดิ เห็นอย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ทเี่ ช่อื มโยงกบั ชีวิตจรงิ โดยนาภมู ิปญั ญา/บูรณาการเข้ามา

มีสว่ นรว่ ม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มีการเสริมแรงเม่อื นักเรียนปฏิบตั ิ หรอื ตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใสด่ ูแลผู้เรียน อย่างท่วั ถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กาหนด

ดา้ นส่ือ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

16. ใช้ส่อื ทีเ่ หมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผเู้ รยี น

17. ใช้สือ่ แหลง่ การเรียนรอู้ ย่างหลากหลาย เชน่ บุคคล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอนิ เทอรเ์ น็ต เป็นต้น

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น

14. เอาใจใส่ดูแลผู้เรยี น อยา่ งท่ัวถึง

159

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด

ด้านการวดั และประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รียน ผู้ปกครอง หรือ ผทู้ ี่เกีย่ วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมิน

หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏิบตั ดิ ีเย่ียม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = รวม

ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี

20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแกป้ ญั หา แนวทางแกป้ ัญหา

ปัญหาที่พบ
ดา้ นการเตรยี มการสอน

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

ด้านสอ่ื นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

ด้านการวัดประเมนิ ผล

ด้านอื่น ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อ ๆ)

ลงชอื่ .................................................................... ครูผ้สู อน
( นายชูชาติ มง่ิ คา )
ตาแหน่ง ครชู านาญการ

............../.................................../....................

21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 160
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี

161

แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รหัสวิชา ..... 20104 - 2102...... วชิ า ...................... อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร.............................
สปั ดาหท์ ่ี ........8...... ช่ือหน่วย ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
ชอ่ื เร่อื ง..........................................ทรานซสิ เตอรส์ นามไฟฟา้ ..........………………............จานวน...4...ชัว่ โมง

1. สาระสาคัญ

ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้ (Field Effect Transistor) ช่อื ย่อเรียกว่าเฟต(FET) เปน็ อุปกรณส์ ารกึ่ง
ตวั นาท่ีมี 3 ขาคือ ขาเกต ขาเดรน และขาซอร์ส ขาเกตเป็นขาที่ป้อนแรงดนั เข้าทาให้เกิดสนามไฟฟา้ เพ่ือใช้
ควบคมุ ปรมิ าณการไหลของพาหะสว่ นใหญร่ ะหวา่ งขาเดรนกับขาซอรส์ ซ่ึงเปน็ สารกึ่งตัวนาชน้ิ เดียวกันพาหะ
ส่วนใหญ่อาจเปน็ กระแสโฮลหรอื อิเล็กตรอน อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ เฟตมหี ลายชนิดเชน่ เจเฟต มอสเฟต ดมี อส
เฟต ซ่ึงโครงสรา้ งการทางานและการจดั ไบอัสจะแตกตา่ งกนั ออกไป

2. สมรรถนะประจาหนว่ ยการเรยี นรู้

1. วดั และทดสอบเจเฟตด้วยโอหม์ มเิ ตอร์

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

3.1 จดุ ประสงคท์ ่ัวไป
1. เพ่อื ใหม้ ีความรเู้ กีย่ วกับการอธบิ ายโครงสรา้ งทรานซลิ เตอรส์ นามไฟฟ้าชนดิ รอยต่อได้ (ด้าน

ความร)ู้
2. เพอ่ื ให้มีความรู้เกยี่ วกบั การบรรยายเอนฮานต์เมนต์โหมดได้ (ด้านความรู้)
3. เพอ่ื ใหม้ ีความรเู้ กย่ี วกับการเปรียบเทยี บสญั ลักษณข์ องเจเฟตได้ (ด้านความรู)้
4. เพ่อื ใหม้ ีทักษะในการจัดไบอสั ใหเ้ จเฟตได้ (ดา้ นทักษะ)
5. เพ่ือใหม้ ีทักษะในการวัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมเิ ตอร์ได้ (ด้านทกั ษะ)
6. เพือ่ ให้มีเจตคติท่ดี ีในการยอมรบั ลกั ษณะสมบตั ิของเจเฟตได้ (ด้านจิตพสิ ัย)
7. เพ่อื ใหม้ ีเจตคติทดี่ ใี นการติดตามเฟตชนดิ ออกไซต์ของโลหะและมอสเฟต ชนิดดพี ลที ชันได้ (ดา้ น

จิตพสิ ัย)
8. เพ่ือใหม้ ีเจตคติท่ีดีในการจาแนกคุณลักษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟตได้ (ดา้ นจติ พิสัย)
9. เพ่อื จัดไบอสั ให้เจเฟต วดั และทดสอบเจเฟตด้วยโอหม์ มเิ ตอร์อยา่ งถูกต้องเหมาะสมตามหลกั การ

ได้ (ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม)

162

3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. เพอ่ื ให้มีความรเู้ ก่ียวกบั การอธิบายโครงสร้างทรานซลิ เตอรส์ นามไฟฟา้ ชนิดรอยต่อได้ (ดา้ น

ความร้)ู
2. เพื่อใหม้ ีความรู้เกย่ี วกบั การบรรยายเอนฮานต์เมนต์โหมดได้ (ด้านความร)ู้
3. เพื่อใหม้ ีความรเู้ ก่ียวกับการเปรยี บเทียบสัญลักษณ์ของเจเฟตได้ (ด้านความรู้)
4. เพือ่ ให้มีทกั ษะในการจัดไบอสั ให้เจเฟตได้ (ด้านทักษะ)
5. เพื่อใหม้ ีทักษะในการวดั และทดสอบเจเฟตดว้ ยโอห์มมิเตอรไ์ ด้ (ดา้ นทกั ษะ)
6. เพอ่ื ใหม้ ีเจตคติทด่ี ใี นการยอมรับลกั ษณะสมบัติของเจเฟตได้ (ด้านจติ พิสัย)
7. เพื่อใหม้ ีเจตคติที่ดีในการติดตามเฟตชนดิ ออกไซต์ของโลหะและมอสเฟต ชนิดดพี ลที ชันได้ (ดา้ น

จิตพิสัย)
8. เพอ่ื ใหม้ ีเจตคติทดี่ ใี นการจาแนกคุณลกั ษณะการถา่ ยโอนของดีมอสเฟตได้ (ดา้ นจติ พิสยั )
9. เพือ่ จดั ไบอสั ให้เจเฟต วัดและทดสอบเจเฟตดว้ ยโอหม์ มเิ ตอร์อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลกั การ

ได้ (ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม)

4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ด้านความรู้
4.1.1 โครงสรา้ งทรานซสิ เตอร์สาชนามไฟฟา้ ชนิดรอยต่อเจเฟต
4.1.2 การจัดไบอสั ใหเ้ จเฟต
4.1.3 สญั ลกั ษณข์ องเจเฟต
4.1.4 ลกั ษณะสมบัติของเจเฟต
4.1.5 เฟตชนิดออกไซด์ของโลหะ (มอสเฟต)
4.1.6 มอสเฟตชนิดดพี ลีทชัน
4.1.7 เอนฮานซ์เมนตโ์ หมด (Enhancement Mode)
4.1.8 คณุ ลกั ษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟต
4.1.9 การวัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมเิ ตอร์

4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏบิ ตั ิ
1. การทดลองที่ 8 ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า (Field Effect Transistor)
2. แบบทดสอบบทท่ี 8

4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. จัดไบอสั ให้เจเฟต วดั และทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมิเตอร์อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักการได้

163

5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรอื การเรยี นรู้

ขน้ั ตอนการสอนหรือกจิ กรรมครู ขั้นตอนการเรยี นหรือกจิ กรรมของผเู้ รียน

ขัน้ เตรยี ม(จานวน 30 นาที) ขั้นเตรียม (ใช้เวลา 30 นาที)

1.ผสู้ อนใหผ้ ู้เรยี นออกมาบรรยายเอนฮานต์เมนต์ 1.ผเู้ รียนออกมาบรรยายเอนฮานตเ์ มนตโ์ หมด ตาม

โหมด ตามความเข้าใจของตนเอง ความเขา้ ใจของตนเอง

2.ผู้สอนแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนของ หน่วยที่ 8 2.ผู้เรยี นทาความเข้าใจเก่ยี วกับจุดประสงค์การเรียน

เรอ่ื ง ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟ้า (Field Effect ของ หนว่ ยท่ี 8 เรอื่ ง ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟา้

Transistor) (Field Effect Transistor)

3.ผสู้ อนใหผ้ ู้เรียนเปรยี บเทียบสัญลกั ษณข์ องเจเฟต 3.ผู้เรยี นเปรียบเทยี บสัญลักษณข์ องเจเฟตพร้อมให้

พรอ้ มใหเ้ หตุผลประกอบ เหตุผลประกอบ

ข้นั การสอน (จานวน 180 นาท)ี ขนั้ การสอน (จานวน 180 นาที)

1.ผู้สอนเปิด PowerPoint และให้ผ้เู รียนศึกษา 1.ผเู้ รยี นดู PowerPoint และศกึ ษาเอกสาร

เอกสารประกอบการสอน วชิ า อุปกรณ์ ประกอบการสอน วชิ า อุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกสแ์ ละ

อิเล็กทรอนิกสแ์ ละวงจร หนว่ ยที่ 8 เร่ือง วงจร หนว่ ยท่ี 8 เร่ือง ทรานซิสเตอร์

ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟา้ (Field Effect สนามไฟฟา้ (Field Effect Transistor) หน้าท่ี

Transistor) หน้าที่ 93-100 โดยให้ผู้เรียนเรยี นรู้ 93-100 โดยใหผ้ เู้ รียนเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง พร้อมกับ

ดว้ ยตนเอง จดบนั ทึกเนื้อหาทีส่ าคัญ

2.ผสู้ อนเปิดโอกาส ใหผ้ ้เู รียนถามปัญหา และข้อ 2.ผเู้ รียนถามปัญหา และข้อสงสยั จากเน้อื หา โดย

สงสยั จากเนอื้ หา โดยครูให้ผเู้ รียนวัดและทดสอบ ผู้เรียนวัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอหม์ มเิ ตอร์

เจเฟตด้วยโอหม์ มิเตอร์ 3.ผ้เู รยี นตง้ั คาถามทีไ่ ด้จากการเรยี นการสอน คน

3.ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนตัง้ คาถามที่ไดจ้ ากการ ละ 1 ข้อ

เรยี นการสอนคนละ 1 ขอ้ 4.ผเู้ รียนทาการทดลองที่ 8 ทรานซสิ เตอร์

4.ผสู้ อนให้ผูเ้ รียนทาการทดลองที่ 8 ทรานซิสเตอร์ สนามไฟฟา้ (Field Effect Transistor) หนา้

สนามไฟฟ้า (Field Effect Transistor) หน้า 101-106

101-106 5.ผู้เรยี นสืบค้นขอ้ มูลจากอินเทอร์เน็ต

5.ผ้สู อนให้ผเู้ รยี นสบื ค้นขอ้ มลู จากอนิ เทอรเ์ นต็ ขัน้ สรปุ (จานวน 30 นาที)

ขน้ั สรุป(จานวน 30 นาท)ี 1.ผู้เรียนรว่ มกันสรุปเน้อื หาท่ีได้เรยี นใหม้ ีความ

1.ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้อื หาท่ีได้เรียนใหม้ ี เข้าใจในทิศทางเดยี วกนั

ความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน 2.ผเู้ รียนทาแบบทดสอบบทที่ 8 หน้าที่ 91-92

2.ผสู้ อนให้ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบบทที่ 8 หนา้ ที่ 3.ผู้เรียนศึกษาเพมิ่ เติมนอกห้องเรียน ด้วย เอกสาร

91-92 ประกอบการสอนที่จดั ทาขนึ้

164

3.ผ้สู อนใหผ้ ู้เรยี นศกึ ษาเพิ่มเติมนอกห้องเรียน ด้วย
เอกสารประกอบการสอนที่จัดทาขนึ้

รวมเวลาเรยี นท้งั หมด 240 นาที
หรอื 4 ช่ัวโมงเรยี น

6. ส่ือการเรียนการสอน/การเรยี นรู้

6.1 สื่อสงิ่ พิมพ์
1) เอกสารประกอบการเรยี นวชิ าอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจรของนายชงิ ชยั ศรสี ุรัตน์
2) แบบทดสอบก่อนเรยี นหน่วยที่ 8 ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้
3) แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยที่ 8 ทรานซสิ เตอรส์ นามไฟฟ้า
4) เอกสารการเรียนรู้หนว่ ยท่ี 8 ทรานซสิ เตอรส์ นามไฟฟ้า
5) แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 8 ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟ้า
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลงั เรียน และแบบฝกึ หดั ทา้ ยหนว่ ย

6.2 สอ่ื โสตทัศน์
1) เคร่ืองฉายภาพ (projector)
2) งานนาเสนอหน่วยที่ 8 ทรานซสิ เตอรส์ นามไฟฟ้า

6.3 สือ่ ของจริง
1) ทดสอบทรานซสิ เตอร์

7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรียนรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมดุ
2. ศนู ย์ Internet สมเดจ็ พระเทพฯ
3. ห้องปฏบิ ตั ิการเขยี นแบบเคร่ืองกลดว้ ยคอมพิวเตอร์

7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. อาคารวทิ ยบริการ วิทยาลัยเทคนิคสวา่ งแดนดิน

165

8. งานทีม่ อบหมาย

8.1 ก่อนเรยี น
1. แบบทดสอบก่อนเรียน
2. ตอบคาถามก่อนเรยี น เปน็ การนาเขา้ สบู่ ทเรยี น

8.2 ขณะเรยี น
1. ตอบคาถามระหว่างเรยี น

8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
2. ทาแบบฝกึ หดั หลงั เรยี น
3. ทาใบกจิ กรรมท่ี 8

9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ทีเ่ กดิ จากการเรยี นร้ขู องผเู้ รยี น

การทดลองที่ 8 ทรานซสิ เตอรส์ นามไฟฟ้า แบบทดสอบบทที่ 8

10. เอกสารอา้ งอิง

1. หนังสือเรียนวิชาอปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจรของนายชิงชยั ศรีสุรัตน์

11. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธก์ ับรายวชิ าอน่ื

1. บรู ณาการกับวิชาชีวติ และวัฒนธรรมไทย ด้านการพดู การอ่าน การเขียนและการฝกึ ปฏบิ ตั ติ นทาง
สงั คมดา้ นการเตรียมความพร้อม ความรบั ผดิ ชอบ ความสนใจใฝร่ ู้

2. บูรณาการกบั วิชาหลกั เศรษฐศาสตร์ ดา้ นการเลือกใช้ทรพั ยากรอยา่ งประหยดั

12. หลกั การประเมนิ ผลการเรียน

12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจสอบระดบั ความรคู้ วามเข้าใจของผู้เรยี นก่อนเริ่มการสอน

12.2 ขณะเรยี น
1. ตรวจสอบความสนใจในการเรยี นของผ้เู รยี นโดยการถาม-ตอบคาถามในระหว่างท่ีเรียน

12.3 หลังเรยี น
1. ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี นพร้อมกบั เปรยี บเทยี บแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ตรวจแบบฝึกหดั หลังเรียนเพื่อประเมลิ ระดับความเขา้ ใจของผู้เรยี น
3. ตรวจใบกจิ กรรม

166

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรียน

จุดประสงค์ข้อท่ี 1 การประเมนิ ผลความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนก่อนเรยี น
1. วิธีการประเมนิ : ให้ทาแบบทดสอบก่อนเรียน และถามคาถามเพื่อประเมนิ ระดบั ความรขู้ องผู้เรยี น
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : ใช้อา้ งองิ เป็นตัวเปรยี บเทยี บกบั ผลการทดสอบหลังเรียน
4. เกณฑ์การผ่าน : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไม่น้อยกวา่ ครึ่งหน่ึงของจานวนข้อของแบบ

ทดสอบทงั้ หมด
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 2 การประเมนิ ผลความรคู้ วามเข้าใจของผู้เรียนหลงั เรยี น
1. วิธกี ารประเมิน : ให้ทาแบบทดสอบหลังเรยี น
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : ใชเ้ ปรยี บเทยี บกับผลการทดสอบก่อนเรียน
4. เกณฑ์การผ่าน : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกว่าการทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน

14. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

สัปดาหท์ ่ี .....8.....ช่ือหน่วยการสอน ทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้
วตั ถุประสงค์ เพือ่ การประเมนิ ผลความรู้ความเข้าใจของผูเ้ รยี นก่อนเรยี น
ขอ้ คาถาม
คาสงั่ จงเลอื กคาตอบใหถ้ ูกต้องทีส่ ุดเพียงคาตอบเดียว

1. เจเฟตมีอยกู่ ี่ชนิด
ก. 1 ชนดิ
ข. 2 ชนดิ
ค. 3 ชนิด
ง. 4 ชนดิ

2. เจเฟตชนิดเอ็นแชนเนล สารเอน็ ตอ่ อยู่กบั ขาใด
ก. ขาเดรน
ข. ขาซอร์ส
ค. ขาเกต
ง. ขาเดรนและขาซอร์ส

167

3. เจเฟตชนคิ พแี ชนเนล สารเอ็น ตอ่ อยกู่ ับขาใด
ก. ขาเดรน
ข. ขาซอรส์
ค. ขาเกต
ง. ขาเครนและขาซอรส์
4. ถ้าจะควบคุมกระแสดรนทไี่ หลผ่านเขฟตจะต้องทาอย่างไร
ก. ควบคุมแรงดนั ไบอัสตรงท่ีชอรส์ ของเจเฟต
ข. ควบคมุ แรงดนั ไบอสั กลบั ท่ีชอร์สของเจเฟต
ค. ควบคมุ แรงดันไบอัสตรงที่เกตของเจเฟต
ง. ควบคมุ แรงดนั ไบอสั กลับที่เกตของเจเฟต

5. จากสัญลักษผู้เปน็ เฟตชนดิ ใด

ก. เจเฟตเอ็นแชนเนล
ข. เจเฟตผีแชนเนล
ค. มอสเฟตเอน็ แชนเนล่
ง. มอสเฟตผแี ชนเนล
6. เจเฟต จะทางานได้กต็ อ่ เมอื่
ก. ใหไ้ บอสั ท่ีขาเครน
ข. ใหไ้ บอัสทข่ี าเกต
ค. ใหไ้ บอสั ท่ขี าซอร์ส
ง. ถูกทกุ ข้อ

168

7. เจเฟตและมอสเฟตแตกต่างกันอยา่ งไร
ก. การจ่ายไบอัส
ข. โครงสร้างภายนอก
ค. โครงสร้างภายใน
ง. แรงดนั ใช้งาน

8. ดีมอสเฟตทางานได้กสี่ ถานะ
ก. 1 สถานะ
ข. 2 สถานะ
ค. 3 สถานะ
ง. 4 สถานะ

9. คค่ วามตน้ ทานทเี่ กตกบั ซอรส์ หรือเกตกบั เดรนจะมคี ณุ สมบัตเิ หมอื นวดั อปุ กรณอ์ ะไร
ก. ตัวต้านทานไดโอด
ข. คาปาซิเตอร์
ค. ไดโอด
ง. ขดลวด

10. ถวดั คความต้นทานแลว้ ขารว่ มมศี กั ดิบ์ วกแสดงวา่ เปน็ เจเฟตชนดิ ใด
ก. เอน็ แชนเนล
ข. พีแ่ ชนเนล
ค. ดีแเซลเนล
ง. ยงั ระบไุ มไ่ ด้

169

15. แบบทดสอบหลงั เรียน

สปั ดาหท์ ่ี .....8.....ชื่อหน่วยการสอน ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟา้
วัตถุประสงค์ เพอ่ื การประเมินผลความรู้ความเข้าใจของผ้เู รยี นก่อนเรียน
ข้อคาถาม
คาสงั่ จงเลือกคาตอบให้ถูกต้องที่สดุ เพียงคาตอบเดียว

1. เจเฟตมอี ยกู่ ่ีชนิด
ก. 1 ชนดิ
ข. 2 ชนดิ
ค. 3 ชนดิ
ง. 4 ชนดิ

2. เจเฟตชนิดเอน็ แชนเนล สารเอน็ ต่ออยู่กับขาใด
ก. ขาเดรน
ข. ขาซอรส์
ค. ขาเกต
ง. ขาเดรนและขาซอร์ส

3. เจเฟตชนิคพีแชนเนล สารเอ็น ต่ออยกู่ บั ขาใด
ก. ขาเดรน
ข. ขาซอร์ส
ค. ขาเกต
ง. ขาเครนและขาซอร์ส

4. ถา้ จะควบคุมกระแสดรนทีไ่ หลผ่านเขฟตจะต้องทาอย่างไร
ก. ควบคุมแรงดนั ไบอัสตรงที่ชอรส์ ของเจเฟต
ข. ควบคุมแรงดนั ไบอัสกลับที่ชอร์สของเจเฟต
ค. ควบคุมแรงดันไบอัสตรงท่ีเกตของเจเฟต
ง. ควบคมุ แรงดนั ไบอัสกลบั ที่เกตของเจเฟต

170

5. จากสัญลกั ษผเู้ ป็นเฟตชนดิ ใด

ก. เจเฟตเอ็นแชนเนล
ข. เจเฟตผีแชนเนล
ค. มอสเฟตเอน็ แชนเนล่
ง. มอสเฟตผแี ชนเนล
6. เจเฟต จะทางานได้กต็ อ่ เม่ือ
ก. ให้ไบอัสทขี่ าเครน
ข. ใหไ้ บอสั ทข่ี าเกต
ค. ให้ไบอัสทข่ี าซอรส์
ง. ถูกทุกข้อ
7. เจเฟตและมอสเฟตแตกต่างกนั อย่างไร
ก. การจ่ายไบอสั
ข. โครงสร้างภายนอก
ค. โครงสร้างภายใน
ง. แรงดนั ใชง้ าน
8. ดีมอสเฟตทางานไดก้ ส่ี ถานะ
ก. 1 สถานะ
ข. 2 สถานะ
ค. 3 สถานะ
ง. 4 สถานะ

171

9. คค่ วามตน้ ทานที่เกตกบั ซอร์ส หรอื เกตกบั เดรนจะมคี ุณสมบตั ิเหมอื นวดั อปุ กรณอ์ ะไร
ก. ตัวตา้ นทานไดโอด
ข. คาปาซเิ ตอร์
ค. ไดโอด
ง. ขดลวด

10. ถวดั คความต้นทานแลว้ ขาร่วมมีศักด์บิ วกแสดงว่าเป็นเจเฟตชนดิ ใด
ก. เอ็นแชนเนล
ข. พแ่ี ชนเนล
ค. ดีแเซลเนล
ง. ยงั ระบุไมไ่ ด้

172

16. ใบความรทู้ ี่ ...8.....

สัปดาหท์ ี่ .....8.....ชื่อหน่วยการสอน ทรานซสิ เตอร์สนามไฟฟา้
วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื การประเมนิ ผลความรคู้ วามเข้าใจของผูเ้ รียนกอ่ นเรยี น

16.1 โครงสรา้ งทรานซิสเตอร์สาชนามไฟฟ้าชนิดรอยต่อเจเฟต
เจเฟต (Junction Field Effect Transistor) เมอื่ พิจารณาตามโครงสรา้ ง พบว่าเจเฟตมี 2 ชนิด คือ
เจเฟตชนิดเอ็นแชนเนล และชนดิ พีแชนเนล เจเฟตน้นั มีขาตอ่ ใชง้ าน 3 ขา คือ ขาเดรนและขาซอรส์
สาหรับขาเกตจะเปน็ ช้นิ สารชนิดพี สว่ นเจเฟตชนิดพีแชนเนลนัน้ ขาเดรนและขาซอร์สจะเปน็ ชนิ้ สารชนดิ พี
สาหรับขาเกตจะเปน็ ชิ้นสารชนิดเอ็น

16.2 การจดั ไบอัสให้เจเฟต เมื่อป้อนแรงดันไบอัสท่ีขาเดรนและขาซอรส์ โดยแหล่งจ่าย "V" _"DD" ให้
ขัว้ บวกกบั ขาเดรน (D) และขว้ั ลบกบั ขาซอร์ล (S) สว่ นขาเกต (G) กบั ขาชอรส์ (S) จะใหไ้ บอสั กบั
(Reverse Bias) ซ่ึงเจเฟตชนิดเอ็นแชลแนล ขาเกตเป็นสารกึง่ ตัวนาชนิดพี (P-Type) ดงั น้นั แรงดันไบอัส
ที่ขาเกต "V" _"GG" ตอ้ งให้ไฟลบกับขาเกตและไฟบวกกับขาซอรส์
เมือ่ ให้ไบอัสกลับ (Reverse Bias) ทขี่ าเกตเมอ่ื เทยี บกับขาซอรส์ ("V" _"GS" ) จะเกิดสนามไฟฟา้ ทร่ี อยต่อ
พ-ี เอ็นทั้งสองดา้ นขึ้นทาให้ชอ่ งทางเดินของกระแสในสารเอ็น (เนื้อสารสว่ นใหญ่) ระหวา่ งขาเดรนกับขาซอร์
สแคบลง กระแสเดรน ("I" _"D" ) จะไหลจากขาเดรนไปสู่ขาซอร์สได้จานวนหนงึ่
ถ้าปรบั คา่ แรงดนั ระหวา่ งขาเกตกับขาซอร์ส ("V" _"GS" ) ใหม้ คี ่าไบอัสกลบั มากขึ้นจะทาให้สนามไฟฟา้ ท่ี
รอยต่อ มีความกวา้ งมากขน้ึ ทาให้ชอ่ งทางเดนิ ของกระแสในสารเอน็ แคบลง เป็นผลใฟ้กระแสเดรนมีปรมิ าณ
ลดลง
แตถ่ า้ ปรับแรงดัน "V" _"GS" ใหม้ คี า่ ไบอสั กลับน้อยลง จะทาใหช้ ่องทางเดนิ ของกระแสระหวา่ งขาเดรนกับ
ขาซอรส์ มีขนาดกว้างขึน้ ทาให้กระแสเดรนไหลได้สะดวกและมากขน้ึ จากสภาวะดังกล่าวทาใหส้ ามารถ
ควบคุมปรมิ าณกระแสเดรน ("I" _"D" ) ท่ไี หลผา่ นเจเฟตได้ โดยการควบคมุ แรงดันไบอัสกลับขาซอรส์ ของ
เจเฟต

16.3 สัญลักษณ์ของเจเฟต สัญลกั ษณ์ของเจเฟตชนิดเอ็นแชนเนล นน้ั หวั ลูกศรท่ขี าเกตจะชี้เข้า แต่
ชนิดพแี ชนเนล หัวลกู ศรทขี่ าเกตจะช้อี อก

16.4 ลักษณะสมบัติของเจเฟต
ลกั ษณะสมบัติของเจเฟต เมื่อเจเฟตเปน็ N-Channel โดยใหข้ า D มศี ักย์สูงกวา่ ขา S และสาหรับเจเฟต
P-Channel ใหข้ า D มศี ักด์ติ ่ากว่าขา S เมื่อขา G-S ใหไ้ บอสั -กลบั ทาใหเ้ กิดสนามไฟฟา้ ข้นึ ที่ช่อง
(Channel) เปน็ ผลให้ความนาไฟฟา้ ระหวา่ งขา D กับ S ลดลงกระแสเดรน กระแสเดรน "I" _"D" ก็จะ
มีคา่ ลดลง ถา้ ไบอัสกลับท่ีขา G-S มากขึน้ จนกระท่ังกระแสเดรนเท่ากับศนู ย์พอดคี ่าแรงดันไบอัสกลับน้ี
เรียกว่า “Pinch Off Voltage” "V" _"p" หรอื "V" _"GS (off)" และถา้ ให้แรงดันที่ขา G-S ของ
เจเฟตใหม้ ีคา่ 0 โวลต์ ("V" _"GS " ) จะมีกระแส ไหลผ่านเจเฟตคงทีค่ า่ หน่ึง เรียวว่า กระแส "V"
_"DSS"

173

16.5 เฟตชนิดออกไซด์ของโลหะ (มอสเฟต) มอสเฟตแตกต่างจากเจเฟตทโ่ี ครงสร้างภายใน เจเฟต
นัน้ ระหว่างเกตกบั ช่องทางเดินกระแสมีโครงสรา้ งเปน็ รอยตอ่ พี-เอ็น แตม่ อสเฟตนน้ั ระหว่างเกตกบั ชอ่ งทาง
เดนิ กระแสมีกระสรา้ งเป็นช้นั ของซลิ คิ อนไดออกไซด์ มอสเฟตมี 2 ชนิด คือ มอสเฟตดพี ลีนชนั และมอส
เฟตชนดิ เอนแฮนซ์เมนต์

16.6 มอสเฟตชนดิ ดพี ลที ชนั
โครงสร้างพ้นื ฐานของดมี อสเฟต ถ้าเปน็ ชนิดเอน็ แชนเนล ชอ่ งทางเดินกระแสระหวา่ งเดรนและซอร์ส จะ
เปน็ สารก่ึงตวั นาชนิดเอ็น และมีวสั ดฐุ านรอง เปน็ สารก่ึงตัวนาชนิดตรงขา้ ม สาหรบั ดีมอลเฟต ชนดิ พี
แชนเนล จะมชี ่องทางเดินกระแสระหวา่ งเดรนของซอร์สเป็นสารชนิดพี และมวี สั ดฐุ านรองเป็นสารชนิดเอ็น
และมีเกตตดิ อยู่ระหว่างชอ่ งทางเดนิ กระแสโดยมีซิลคิ อนไดออกไซด์ เปน็ ฉนวนก้ันระหว่างเกตกับช่องทางเดนิ
กระแส

16.7 เอนฮานซ์เมนตโ์ หมด (Enhancement Mode)
คอื การไบอสั เกตของดีมอสเฟตด้วนแรงบวก จะเห็นได้ว่าทเ่ี กตของดีมอสเฟตจะไดร้ ับประจุบวกจากแหลง่
จาก "V" _"GG" ทาให้ในแชนเนลของดีมอลเฟตเป็นประจุลบ ทาให้ช่องทางเกนิ กระแสระหว่างเดรนกบั ซอร์
สไมม่ ปี ระจุชนดิ ตรงข้ามกับแชนเนลคอยบบี แชนเนลให้แคบลง ทาใหก้ ระแสเดรนไหลได้นอ้ ยลง เพราะประจุ
เดรนไหลไดน้ ้อยลง เพราะประจลุ บในแชนเนลมีค่าลดลงเป็นศนู ย์

16.8 คุณลักษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟต
กราฟคุณลักษณะการถ่ายโอนของดีมอสเฟตชนดิ เอน็ แชนเนล และพแี ชนเนล

16.9 การวัดและทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมิเตอร์
การตรวจสอบเจเฟตวา่ ดหี รอื เสยี โดยใชโ้ อห์มมเิ ตอร์ กรณีที่รตู้ าแหนง่ ขาแล้วให้ตั้งตาแหน่งการวดั ไปท่ีสเกล
Rx10 เน่ืองจากท่ีเกตกับซอร์สและเกตกับเดรนเป็นรอยตอ่ พี-เอน็ เหมือนไดโอด ดังนนั้ ถา้ วดั ค่าความต้าน
ความต้านทานที่เกตกบั ซอร์ส หรือเกตกบั เดรนครงั้ หน่ึงแล้วกลบั ขว้ั มเิ ตอร์ วดั ท่ีตาแหน่งเดิมอีกครงั้ จะได้ คา่
ความตา้ นทานต่า หนึง่ คา่ กับความต้านทานสูงหนึ่งคา่ ถ้าวดั ระหว่างซอรส์ กับเดรนแล้วกลบั ขั้ววดั ใหม่ อีก
ครง้ั จะไดค้ ่าความตา้ นทาง เท่ากนั ทงั้ สองครั้ง ถ้าวัดไดต้ ามนแี้ สดงว่าเจเฟตยังใชง้ านได้

174

17. ใบงาน
17 ใบกจิ กรรมที่ ....8....

สัปดาหท์ ี่ .....8....ช่ือหน่วยการสอน ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟา้
จุดประสงค์ เพ่ือ

1. วิเคราะห์และตีความหมาย
2. ตง้ั คาถาม
3. อภปิ รายแสดงความคิดเห็นระดมสมอง
4. การประยุกต์ความร้สู ู่งานอาชีพ

สมรรถนะการปฏิบตั ิงานอาชีพ
1. แสดงความรู้เกี่ยวกับทรานซสิ เตอร์

สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคล้อง
จากการเรยี นเรอ่ื ง ทรานซิสเตอรส์ นามไฟฟา้ (Field Effect Transistor) ทาให้ผ้เู รยี นมี

ความรู้เพิ่มเก่ยี วกับทรานซิสเตอร์สนามไฟฟา้ (Field Effect Transistor) ช่อื ย่อเรียกว่าเฟต(FET)
เปน็ อปุ กรณส์ ารกงึ่ ตัวนาที่มี 3 ขาคือ ขาเกต ขาเดรน และขาซอรส์ ขาเกตเปน็ ขาทีป่ อ้ นแรงดัน
เขา้ ทาให้เกิดสนามไฟฟ้าเพอื่ ใช้ควบคุมปรมิ าณการไหลของพาหะสว่ นใหญ่ระหว่างขาเดรนกับขา
ซอรส์ ซงึ่ เป็นสารกงึ่ ตัวนาชิ้นเดยี วกันพาหะสว่ นใหญ่อาจเปน็ กระแสโฮลหรืออิเล็กตรอน อย่างใด
อย่างหนง่ึ เฟตมหี ลายชนิดเชน่ เจเฟต มอสเฟต ดีมอสเฟต ซึ่งโครงสรา้ งการทางานและการจัด
ไบอัสจะแตกตา่ งกนั ออกไป

175

18. แบบประเมนิ ผล
รายละเอียดการประเมินผลการเรยี นรู้

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 1 อธบิ ายโครงสร้างทรานซลิ เตอรส์ นามไฟฟา้ ชนดิ รอยตอ่ ได้

1.วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ

2.เครอ่ื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : อธิบายโครงสรา้ งทรานซิลเตอร์สนามไฟฟา้ ชนิดรอยต่อได้

จะได้ 1 คะแนน

จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม ข้อที่ 2 บรรยายเอนฮานต์เมนตโ์ หมดได้

1.วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ

2.เคร่อื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : บรรยายเอนฮานตเ์ มนตโ์ หมดได้ จะได้ 1 คะแนน

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม ข้อที่ 3 เปรยี บเทยี บสญั ลักษณข์ องเจเฟตได้

1.วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : เปรยี บเทียบสัญลักษณ์ของเจเฟตได้ จะได้ 1 คะแนน

จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม ข้อที่ 4 จัดไบอัสให้เจเฟตได้

1.วิธีการประเมนิ : ตรวจผลงาน

2.เครอ่ื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : จัดไบอสั ให้เจเฟตไดจ้ ะได้ 1 คะแนน

จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม ขอ้ ท่ี 5 วัดและทดสอบเจเฟตดว้ ยโอหม์ มิเตอรไ์ ด้

1.วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เครอื่ งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : วดั และทดสอบเจเฟตด้วยโอห์มมเิ ตอร์ได้ จะได้ 2

คะแนน

176

จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม ขอ้ ท่ี 6 ยอมรับลกั ษณะสมบัติของเจเฟตได้

1.วิธีการประเมนิ : ทดสอบ

2.เคร่อื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : ยอมรับลกั ษณะสมบัติของเจเฟตได้ จะได้ 1 คะแนน

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม ขอ้ ที่ 7 ติดตามเฟตชนดิ ออกไซต์ของโลหะและมอสเฟต ชนิดดี

พลที ชันได้

1.วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เคร่อื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : ติดตามเฟตชนิดออกไซตข์ องโลหะและมอสเฟต ชนดิ ดพี ลีท

ชันได้จะได้ 1 คะแนน

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม ข้อท่ี 8 จาแนกคณุ ลกั ษณะการถา่ ยโอนของดีมอสเฟตได้

1.วธิ ีการประเมนิ : ตรวจผลงาน

2.เครอื่ งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : จาแนกคณุ ลักษณะการถา่ ยโอนของดมี อสเฟตไดจ้ ะได้ 1

คะแนน

จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม ข้อท่ี 9 จัดไบอสั ให้เจเฟต วัดและทดสอบเจเฟตดว้ ยโอหม์ มเิ ตอร์

อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสมตามหลกั การได้

1.วิธีการประเมิน : ตรวจผลงาน

2.เครือ่ งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : จัดไบอสั ให้เจเฟต วัดและทดสอบเจเฟตดว้ ยโอหม์ มิเตอรอ์ ย่าง

ถกู ต้องเหมาะสมตามหลกั การได้ จะได้ 1 คะแนน

177

19. แบบฝึกหัด

1.จงอธิบายโครงสรา้ งทรานซิลเตอรส์ นามไฟฟ้าชนดิ รอยต่อ
2.เอนฮานต์เมนตโ์ หมด คือ
3.สญั ลักษณข์ องเจเฟต มลี กั ษณะอย่างไร
4.จัดไบอัสใหเ้ จเฟต สามารถจดั ได้อย่างไร
5.วัดและทดสอบเจเฟตดว้ ยโอห์มมิเตอรไ์ ด้อย่างไร
6.ลักษณะสมบัติของเจเฟตมีลกั ษณะอยา่ งไร
7.เฟตชนดิ ออกไซต์ของโลหะและมอสเฟต ชนิดดีพลีทชันแตกตา่ งกันหรอื ไม่
8.คณุ ลกั ษณะการถา่ ยโอนของดมี อสเฟต คอื

178

20. บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรแู้ บบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ตั ิ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จดั หน่วยการเรียนร้ไู ดส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงค์การเรยี นรู้

2. กาหนดเกณฑ์การประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และด้านจิตพิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่ือ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจัดการเรยี นร้กู ่อนเขา้

สอน

ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มีวธิ ีการนาเข้าสบู่ ทเรียนท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมท่ีหลากหลาย เพื่อช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเข้าใจ

6. จดั กิจกรรมทส่ี ง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนคน้ ควา้ เพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรยี นมสี ่วนรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

8. จดั กิจกรรมท่ีเนน้ กระบวนการคดิ ( คิดวิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คิดสรา้ งสรรค์ )

9. กระตนุ้ ให้ผู้เรยี นแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี

10. จัดกิจกรรมการเรยี นรทู้ ่เี ชอื่ มโยงกบั ชวี ิตจรงิ โดยนาภูมปิ ญั ญา/บูรณาการเขา้ มา

มีส่วนร่วม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเม่ือนักเรยี นปฏบิ ัติ หรือตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รยี น

14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อยา่ งทัว่ ถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาทก่ี าหนด

ด้านสอ่ื นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใช้สื่อท่เี หมาะสมกบั กิจกรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น

17. ใช้ส่ือ แหลง่ การเรียนรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

สือ่ อิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ตน้

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผูเ้ รียน

14. เอาใจใสด่ แู ลผู้เรยี น อย่างท่ัวถึง

179

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด

ด้านการวดั และประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รียน ผ้ปู กครอง หรือ ผทู้ ี่เกีย่ วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมิน

หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏิบัตดิ ีเย่ียม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = รวม

ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี

20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแกป้ ญั หา แนวทางแกป้ ัญหา

ปัญหาที่พบ
ดา้ นการเตรยี มการสอน

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

ด้านส่ือ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

ด้านการวัดประเมนิ ผล

ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อ ๆ)

ลงชอื่ .................................................................... ครูผ้สู อน
( นายชูชาติ มง่ิ คา )
ตาแหน่ง ครชู านาญการ

............../.................................../....................

21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 180
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี

181

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบม่งุ เน้นสมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รหัสวิชา ..... 20104 - 2102...... วชิ า ...................... อุปกรณ์อิเล็กทรอนกิ ส์และวงจร.............................
สัปดาหท์ ี่ ........9...... ชื่อหน่วย ไอซตี ้งั เวลา 555
ช่อื เรอ่ื ง.............................................ไอซีตั้งเวลา 555 ..........……………………..............จานวน...4...ชั่วโมง

1. สาระสาคญั

ไอซีตั้งเวลา 555 เป็นไอซีที่ทาหนา้ ทกี่ าเนิดสัญญาณตามเวลาทอ่ี อกแบบไว้ โดยสามารถกาหนดได้
ดว้ ยอปุ กรณ์ภายนอก ไอซีตั้งเวลา 555 สามารถกาเนิดสัญญาณ อะสเตเบ้ลิ (Astable) โมโนสะเตเบลิ้
(Monostable) และประยุกต์ใช้งานด้านอนื่ ๆ ทเี่ กีย่ วกบั การตั้งเวลาได้ดี

2. สมรรถนะประจาหน่วยการเรยี นรู้

1. ออกแบบวงจรอะสเตเบล้ิ

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 จดุ ประสงคท์ ั่วไป
1.เพ่อื ให้มคี วามรูเ้ ก่ียวกบั การอธบิ ายไอซตี ัง้ เวลา 555 (ดา้ นความรู้)
2.เพอื่ ให้มคี วามรเู้ กีย่ วกบั การเขียนลาดบั วงจรอะสเตเบิล้ โดยใช้ไอซี 555 (ด้านความรู้)
3.เพอ่ื ให้มคี วามรู้เกี่ยวกับการเปรยี บเทยี บไอซเี บอร์ 555 ทีใ่ ชใ้ นทางการค้า (ด้านความรู้)
4.เพือ่ ให้มีทกั ษะในการออกแบบวงจรอะสเตเบลิ้ (ด้านทกั ษะ)
5.เพอ่ื ให้มเี จตคติท่ีดีในการจาแนกคุณสมบตั ขิ องไอซี 555 (ดา้ นจติ พสิ ัย)
6.เพอ่ื ออกแบบวงจรอะสเตเบ้ิลอยา่ งถูกต้องเหมาะสม (ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม)

3.2 จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม
1.อธบิ ายไอซีต้ังเวลา 555 (ด้านความร้)ู
2.เขยี นลาดบั วงจรอะสเตเบ้ลิ โดยใช้ไอซี 555 ได้ (ดา้ นความร)ู้
3.เปรยี บเทียบไอซเี บอร์ 555 ทใี่ ชใ้ นทางการค้าได้ (ดา้ นความร)ู้
4.ออกแบบวงจรอะสเตเบ้ิลได้ (ดา้ นทกั ษะ)
5.จาแนกคุณสมบัตขิ องไอซี 555 ได้ (ดา้ นจติ พิสยั )
6.ออกแบบวงจรอะสเตเบล้ิ อย่างถกู ต้องเหมาะสม (ด้านคุณธรรม จริยธรรม)

182

4. เนอื้ หาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ดา้ นความรู้
4.1.1 ไอซีตวั้ เวลา 555
4.1.2 คณุ สมบตั ิของไอซี 555 แต่ละขา
4.1.3 วงจรอะสเตเบล้ิ โดยใช้ไอซี 555
4.1.4 การเลอื กใชต้ วั ตา้ นทานและตัวเก็บประจุในวงจรตัง้ เวลา
4.1.5 ไอซเี บอร์ 555 ที่ใชใ้ นทางการคา้

4.2 ด้านทักษะหรือปฏิบตั ิ
1. การทดลองท่ี 9 ไอซีตัง้ เวลา 555
2. แบบทดสอบบทที่ 9

4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ออกแบบวงจรอะสเตเบิ้ลอย่างถกู ต้องเหมาะสม

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรียนรู้

ข้ันตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ข้ันตอนการเรยี นหรอื กจิ กรรมของผเู้ รียน

ขนั้ เตรยี ม(จานวน 30 นาที) ขนั้ เตรียม (ใช้เวลา 30 นาท)ี

1.ผ้สู อนให้ผู้เรียนอา่ นเอกสารประกอบการสอนวชิ า 1.ผู้เรยี นศึกษาเอกสารประกอบการสอนวชิ า หน่วย

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร หนว่ ยท่ี 9 เรอ่ื ง ที่ 9 เรอ่ื ง ไอซีตัง้ เวลา 555 (555 Timer I.C)

ไอซีต้ังเวลา 555 (555 Timer I.C) หนา้ ที่ 109 หน้าท่ี 109 ในสว่ นของสาระสาคัญประจาหน่วย

ในสว่ นของสาระสาคญั ประจาหน่วย 2.ผูเ้ รยี นทาความเขา้ ใจเกีย่ วกับวัตถปุ ระสงค์ของ

2.ผ้สู อนแจง้ วัตถุประสงคข์ องการเรยี น เรื่อง ไอซี การเรยี น เรอ่ื ง ไอซตี ง้ั เวลา 555 (555 Timer

ต้ังเวลา 555 (555 Timer I.C) I.C)

3.ผู้สอนใหผ้ ู้เรยี นเปรียบเทยี บไอซเี บอร์ 555 ท่ีใช้ 3.ผเู้ รียนรวบรวมความเปน็ มาปรัชญาของเศรษฐกจิ

ในทางการค้า พอเพียง

ขนั้ การสอน (จานวน 180 นาที) ขั้นการสอน (จานวน 180 นาที)

1.ผู้สอนใหผ้ เู้ รยี นเปดิ เอกสารประกอบการสอน การ 1.ผเู้ รียนเปดิ เอกสารประกอบการสอน การเปน็

เป็นผปู้ ระกอบการ(Entrepreneurship) หนว่ ยท่ี ผ้ปู ระกอบการ(Entrepreneurship) หนว่ ยท่ี 9

9 ไอซตี ั้งเวลา 555 (555 Timer I.C) หนา้ ท่ี ไอซีตั้งเวลา 555 (555 Timer I.C) หน้าที่

110-116 พร้อมอธิบายเนื้อหาใหผ้ ู้เรียนฟังทีละหน้า 110-116 พร้อมอธิบายเน้ือหาให้ผูเ้ รียนฟังทีละ

หนา้ พร้อมกับจดบันทึกเนอื้ หาทไี่ ดเ้ รียน

183

2.ผู้สอนสาธิตการออกแบบวงจรอะสเตเบ้ิล 2.ผเู้ รียนฟังผสู้ อนสาธติ สาธติ การออกแบบ
3.ผู้สอนเปิดโอกาส ใหผ้ เู้ รียนถามปญั หา และข้อ วงจรอะสเตเบล้ิ
สงสยั จากเนือ้ หา 3.ผู้เรียนซกั ถามขอ้ สงสยั จากเนอ้ื หา
4.ผ้สู อนให้ผเู้ รียนทาการทดลองที่ 9 ไอซีตงั้ เวลา 4.ผู้เรยี นการทดลองที่ 9 ไอซตี ั้งเวลา 555 (555
555 (555 Timer I.C) หน้า 117-119 Timer I.C) หนา้ 117-119
5.ผู้สอนใหผ้ ้เู รียนสบื คน้ ข้อมลู จากอินเทอรเ์ นต็ 5.ผเู้ รยี นสบื ค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต

ขั้นสรุป(จานวน 30 นาท)ี ขน้ั สรุป(จานวน 30 นาท)ี
1.ผูส้ อนและผเู้ รยี นรว่ มกันสรุปเนื้อหาที่ไดเ้ รยี นใหม้ ี 1.ผเู้ รียนร่วมกนั สรุปเนอื้ หาท่ีได้เรียนใหม้ ีความ
ความเขา้ ใจในทิศทางเดยี วกัน เขา้ ใจในทิศทางเดียวกัน
2.ผสู้ อนใหผ้ เู้ รียนทาแบบทดสอบบทท่ี 8 หนา้ ที่ 2.ผเู้ รียนทาแบบทดสอบบทท่ี 8 หน้าท่ี 91-92
91-92 3.ผู้เรียนศึกษาเพ่มิ เติมนอกห้องเรียน ด้วย เอกสาร
3.ผูส้ อนให้ผ้เู รียนศกึ ษาเพิ่มเติมนอกห้องเรียน ดว้ ย ประกอบการสอนท่จี ดั ทาขึ้น

เอกสารประกอบการสอนทีจ่ ัดทาข้ึน

รวมเวลาเรียนท้งั หมด 240 นาที
หรอื 4 ช่ัวโมงเรียน

6. สอ่ื การเรียนการสอน/การเรียนรู้

6.1 ส่ือสง่ิ พิมพ์
1) เอกสารประกอบการเรยี นวิชาอปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนกิ สแ์ ละวงจรของนายชิงชยั ศรีสรุ ัตน์
2) แบบทดสอบก่อนเรยี นหน่วยท่ี 9 ไอซีตัง้ เวลา 555
3) แบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 9 ไอซีตัง้ เวลา 555
4) เอกสารการเรยี นรหู้ นว่ ยท่ี 9 ไอซตี ัง้ เวลา 555
5) แบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 9 ไอซีต้งั เวลา 555
6) เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น และแบบฝึกหัดท้ายหน่วย

184

6.2 ส่อื โสตทัศน์
1) เครื่องฉายภาพ (projector)
2) งานนาเสนอหน่วยท่ี 9 ไอซตี งั้ เวลา 555

6.3 สอื่ ของจริง
1) ไอซีตั้งเวลา 555

7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศึกษา
1. หอ้ งสมดุ
2. ศูนย์ Internet สมเด็จพระเทพฯ
3. หอ้ งปฏิบัติการเขยี นแบบเคร่ืองกลดว้ ยคอมพวิ เตอร์

7.2 ภายนอกสถานศึกษา
1. อาคารวิทยบรกิ าร วทิ ยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน

8. งานท่มี อบหมาย

8.1 กอ่ นเรยี น
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ตอบคาถามก่อนเรียน เป็นการนาเข้าสู่บทเรยี น

8.2 ขณะเรียน
1. ตอบคาถามระหวา่ งเรียน

8.3 หลงั เรยี น
1. ทาแบบทดสอบหลงั เรียน
2. ทาแบบฝึกหดั หลังเรยี น
3. ทาใบกิจกรรมท่ี 9

9. ผลงาน/ช้ินงาน ทีเ่ กิดจากการเรียนรขู้ องผูเ้ รยี น

การทดลองท่ี 9 ไอซีตงั้ เวลา 555 แบบทดสอบบทท่ี 9

10. เอกสารอ้างองิ

1. หนังสือเรียนวิชาอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจรของนายชิงชยั ศรสี รุ ตั น์

185

11. การบูรณาการ/ความสมั พนั ธก์ ับรายวชิ าอืน่

1. บรู ณาการกบั วชิ าชีวติ และวฒั นธรรมไทย ดา้ นการพดู การอ่าน การเขยี นและการฝกึ ปฏบิ ตั ติ นทาง
สังคมดา้ นการเตรียมความพร้อม ความรบั ผิดชอบ ความสนใจใฝ่รู้

2. บรู ณาการกบั วชิ าหลักเศรษฐศาสตร์ ดา้ นการเลือกใช้ทรัพยากรอยา่ งประหยดั

12. หลักการประเมินผลการเรียน

12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจสอบระดับความร้คู วามเข้าใจของผเู้ รียนก่อนเริ่มการสอน

12.2 ขณะเรยี น
1. ตรวจสอบความสนใจในการเรยี นของผเู้ รยี นโดยการถาม-ตอบคาถามในระหวา่ งที่เรียน

12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี นพร้อมกับเปรียบเทียบแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ตรวจแบบฝึกหดั หลงั เรยี นเพ่ือประเมิลระดบั ความเขา้ ใจของผเู้ รยี น
3. ตรวจใบกิจกรรม

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรียน

จุดประสงค์ข้อท่ี 1 การประเมินผลความรคู้ วามเข้าใจของผเู้ รยี นกอ่ นเรยี น
1. วธิ ีการประเมิน : ให้ทาแบบทดสอบก่อนเรียน และถามคาถามเพื่อประเมินระดบั ความรู้ของผู้เรยี น
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : ใช้อ้างอิงเปน็ ตัวเปรียบเทยี บกับผลการทดสอบหลังเรียน
4. เกณฑ์การผ่าน : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกว่าครงึ่ หน่ึงของจานวนข้อของแบบ

ทดสอบทัง้ หมด
จุดประสงคข์ ้อที่ 2 การประเมินผลความรคู้ วามเข้าใจของผู้เรยี นหลังเรียน
1. วธิ กี ารประเมิน : ใหท้ าแบบทดสอบหลังเรียน
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : ใชเ้ ปรยี บเทยี บกบั ผลการทดสอบกอ่ นเรียน
4. เกณฑ์การผา่ น : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ไมน่ ้อยกวา่ การทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน

186

14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน

สัปดาหท์ ่ี .....9.....ชื่อหนว่ ยการสอน ไอซตี ้ังเวลา 555
วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื การประเมนิ ผลความร้คู วามเข้าใจของผเู้ รยี นก่อนเรยี น
ขอ้ คาถาม
คาสั่ง จงเลือกคาตอบใหถ้ ูกต้องท่สี ุดเพียงคาตอบเดียว

1. ไอซเี บอร์ 555 ทีน่ ิขมใชก้ ันโดยทวั่ ไป จะทางานในช่วงอุณหภูมิที่เท่าใด
ก. 0 - 70 องศาเซลเซยี ส
ข. 0-80 องศาเซลเซียส
ค. 20-70 องศาเซลเซียส
ง. 20 - 80 องศาเซลเซียส

2. ตวั เก็บประจชุ นิดใดที่ไม่ควรใชใ้ นวงจรตั้งเวลา
ก. พลาสตกิ ฟลิ ์ม
ข. โพลีส่ ไตรนี
ค. โพล่ีคาบอเนต
ง. เซรามคิ

3. วงจรรูป Rt ตอ้ งมีค่ามากกวา่ 10 K เพราะเหตใุ ด

ก. ประหยัดพลงั งาน
ข. ลดแรงดนั ใหก้ บั วงจร
ค. ไม่ให้ความกว้างของพลั สแ์ คบเกินไปm
ง. ถกู ทงั้ กและ ค

187

4. ไอซเี บอร์ 555 จะทางานที่แรงดันไฟกโี่ วลท์
ก .3V-9V
ข.5V-10 V
ค. 5V-15 V
ง. 10V-15 V

5. ไอซเี บอร์ 555 ขาเอาต์พูต คือขาใด
ก. ขา 5
ข. ขา 6
ค. ขา 3
ง. ขา 1

6. ความกว้างของพัลส์ท่ีจะจดุ ชนวนขา 2 มคี า่ เท่าใด
ก. 0.1 ms.
ข. 1 us.ข้ึนไป
ค. 0.1 us.
ง. 1 ms.

7. แรงดันทจ่ี ะมาจุดชนวนขา 2 มคี า่ เท่าใด
ก. 1/2 ของ Vcc
ข. 1/3 ของ Vcc
ค. 1/4 ของ Vcc
ง. เทา่ ใดก็ได้ แตไ่ มเ่ กิน Vec

8. ขาเทรสโฮล (ขา 6) มีความไวตอ่ ระดับแรงดันเท่าใด
ก. 1/2 ของ Vcc
ข.1/3 ของVcc
ค. 1/4 ของ Vcc
ง. เท่าใดก็ได้ แตไ่ ม่เกิน Vcc

9. ไอซี ซีมอสเบอร์ใด ที่ใช้แทนไอซเี บอร์ 555 ได้
ก. เบอร์ 74121
ข. เบอร์ 74122
ค. เบอร์ 74123
ง. เบอร์ 7555

188

10. เพราะเหตุใดไอชี 555 จึงนิยมนามาสร้างเปน็ วงจรต้ังเวลา
ก. ใช้ไดก้ ับแรงดนั ไฟเลย้ี งที่กว้างมากกว่า
ข. ราคาถูกหาซอื้ ไดง้ า่ ย
ค. กนิ ไฟน้อยกวา่
ง. ถกู ทุกข้อ

15. แบบทดสอบหลงั เรยี น

สัปดาหท์ ่ี .....9.....ช่อื หนว่ ยการสอน ไอซีตั้งเวลา 555
วตั ถุประสงค์ เพอ่ื การประเมนิ ผลความรูค้ วามเข้าใจของผู้เรยี นก่อนเรยี น
ขอ้ คาถาม
คาสัง่ จงเลอื กคาตอบใหถ้ ูกต้องท่ีสดุ เพยี งคาตอบเดียว

1. ไอซีเบอร์ 555 ที่นิขมใชก้ ันโดยทว่ั ไป จะทางานในช่วงอณุ หภูมิทเี่ ทา่ ใด
ก. 0 - 70 องศาเซลเซยี ส
ข. 0-80 องศาเซลเซียส
ค. 20-70 องศาเซลเซียส
ง. 20 - 80 องศาเซลเซียส

2. ตัวเก็บประจุชนิดใดทไ่ี ม่ควรใช้ในวงจรตงั้ เวลา
ก. พลาสตกิ ฟลิ ์ม
ข. โพลี่สไตรีน
ค. โพล่คี าบอเนต
ง. เซรามิค

189

3. วงจรรูป Rt ต้องมีค่ามากกว่า 10 K เพราะเหตุใด

ก. ประหยัดพลงั งาน
ข. ลดแรงดนั ให้กับวงจร
ค. ไมใ่ ห้ความกว้างของพลั สแ์ คบเกินไปm
ง. ถูกทัง้ กและ ค

4. ไอซเี บอร์ 555 จะทางานทแี่ รงดนั ไฟกีโ่ วลท์
ก .3V-9V
ข.5V-10 V
ค. 5V-15 V
ง. 10V-15 V

5. ไอซีเบอร์ 555 ขาเอาต์พูต คอื ขาใด
ก. ขา 5
ข. ขา 6
ค. ขา 3
ง. ขา 1

6. ความกว้างของพลั ส์ท่จี ะจุดชนวนขา 2 มคี ่าเท่าใด
ก. 0.1 ms.
ข. 1 us.ขึน้ ไป
ค. 0.1 us.
ง. 1 ms.

190

7. แรงดนั ทจี่ ะมาจุดชนวนขา 2 มีค่าเท่าใด
ก. 1/2 ของ Vcc
ข. 1/3 ของ Vcc
ค. 1/4 ของ Vcc
ง. เท่าใดก็ได้ แต่ไมเ่ กิน Vec

8. ขาเทรสโฮล (ขา 6) มีความไวต่อระดับแรงดนั เท่าใด
ก. 1/2 ของ Vcc
ข.1/3 ของVcc
ค. 1/4 ของ Vcc
ง. เท่าใดก็ได้ แตไ่ ม่เกนิ Vcc

9. ไอซี ซมี อสเบอรใ์ ด ทีใ่ ชแ้ ทนไอซเี บอร์ 555 ได้
ก. เบอร์ 74121
ข. เบอร์ 74122
ค. เบอร์ 74123
ง. เบอร์ 7555

10. เพราะเหตุใดไอชี 555 จึงนยิ มนามาสร้างเป็นวงจรตั้งเวลา
ก. ใชไ้ ดก้ ับแรงดนั ไฟเล้ยี งที่กวา้ งมากกว่า
ข. ราคาถกู หาซือ้ ได้งา่ ย
ค. กินไฟน้อยกว่า
ง. ถกู ทุกข้อ

191

16. ใบความรู้ท่ี ...9.....

สปั ดาหท์ ี่ .....9.....ชอ่ื หนว่ ยการสอน ไอซตี ้ังเวลา 555
วตั ถปุ ระสงค์ เพือ่ การประเมนิ ผลความรู้ความเข้าใจของผู้เรยี นก่อนเรียน

16.1 ไอซีตัว้ เวลา 555
วงจรต้ังเวลามีความเท่ียงตรงค่อนข้างสูง จาเป็นต้องใช้วงจรโมโนสเตเบิ้ล ซึ่งส่วนมากนิยมใช้ไอซี

เบอร์ 74121, 74122, 74123 อย่างไรก็ตาม การควบคุมจุดชนวน (Trigger) ของสัญญาณอินพุตไอซี
ตระกูล 74 สามารถกระทาได้ยาก และมีเง่ือนไขมาก แต่ถ้าการหน่วงเวลานานกว่าครึ่งนาที และโหลด
ต้องการกระแสสูงจะใชไ้ อซีตง้ั เวลาเบอร์ 555 แทน

ในการทางานของวงจรโมโนสเตเบิ้ล (Monostable) จะแบง่ เป็น 2 สภาวะ คอื สภาวะท่ีคงทแี่ ละ
สภาวะท่ีไม่คงที่ โดยปกติวงจรโมโนสเตเบิ้ล จะอยู่ในสภาวะคงที่ จนกว่าจะมีสัญญาณจุดชนวน เข้ามา
กระตุ้น จากนั้นเอาต์พุทจะเปล่ียนสภาวะจากเดิม เกิดการหน่วงเวลาด้วยค่าของเวลาท่ีแน่นอน และกลับสู่
สภาวะปกติเช่นเดิม

ไอซที นี่ ยิ มมาสร้างเป็นวงจรต้ังเวลาได้ดีท่ีสุดเบอร์หนึ่ง คอื ไอซีเบอร์ 555 เพราะมีคณุ สมบตั ใิ นการ
หนว่ งเวลาไดด้ ี และนานพอสมควร

16.2 คุณสมบัติของไอซี 555 แตล่ ะขา
ขา 1 กราวด์ (Ground) ขาไฟเลยี้ งท่ีมศี กั ย์เปน็ ลบ
ขา 2 ทริกเกอร์ (Trigger) เป็นขาท่ีมีความไวหรือตรวจสอบแรงท่ีมีค่า 1/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc

และจะเกิดการจุดชนวนของอินพุต (Input) ทาให้เอาต์พุต (Output) เปลี่ยนจากระดับต่าเป็นระดับสูง

โดยทว่ั ไปความกว้างของพลั ส์ที่จะมาจุดชนวนอินพุตไดน้ ้ัน ต้องมีคา่ เวลามากกว่า 1 ไมโครวินาที (μS) ขนึ้
ไป

ขา 3 เอาต์พุต (OutPut) แรงดันเอาต์พุตที่เกิดขึ้นสาหรับเอาต์พุตระดับสูง มีศักย์ไฟฟ้าต่ากว่า
+Vcc ประมาณ 1.7 V สาหรบั เอาต์พตุ ระดับตา่ นน้ั จะข้ึนอยูก่ ับแหล่งจา่ ยไฟทป่ี อ้ น

ขา 4 รีเซต (Reset) เม่ือต้องการให้เอาต์พุตอยู่ในระดับต่า ต้องป้อนศักย์ไฟฟ้าท่ีขานี้ประมาณ
0.7 V โดยกระแสซิงก์มีค่า 0.1 mA คา่ ของเวลาประวิงในการทาใหเ้ อาต์พุตเปล่ียนเป็นระดบั ต่ามีคา่ 0.5

μS ซึ่งค่านี้เป็นค่าต่าสุดของความกว้างของพัลซ์ที่จะมาควบคุมขาน้ี ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้ขาน้ีก็ควรต่อเข้า
กบั +VCC

ขา 5 กระแสซิงก์ ที่เข้ามาขานสี้ ามารถรับได้ใกล้เคียงกับขาเอาต์พุต ดังน้ัน ค่าแรงดันที่มีค่า 2/3
+VCC ซ่ึงเป็นแรงระดบั สงู ท่ใี ช้ในการเปรียบเทียบ ปกติในการทางานขานีจ้ ะไม่ถกู ใช้แต่ควรใชต้ วั เก็บประจุค่า

0.01 μF ตอ่ ลงกราวดเ์ พอ่ื ไม่ให้ถกู รบกวนจากสัญญาณรบกวนขณะทางาน

192

ขา 6 เทรสโฮล (Threshold) ถ้าศักย์ไฟฟ้าที่ขานี้มีค่าสูงถึง 2/3 ของ +VCC จะเป็นระดับที่มี
ความไวตอ่ การเปล่ยี นแปลง คือ จะทาให้สภาวะเอาต์พุตเปลยี่ นแปลงจากระดบั สูงเปน็ ระดับดา่

ขา 7 ดิสชาร์จ (Discharge) ขาน้ีต่อกับขาคอลเลกเตอร์ (Collector) ของทรานซิลเตอร์
(Transistor) ซึ่งอยู่ภายในตัวไอซี โดยขาอิมิตเตอร์ต่อลงกราวด์ (Ground) ทรานซิลเตอร์ (Transistor) น้ี
จะทาหน้าท่ีกาหนดเวลาของระดับเอาต์พุต ถ้าเอาต์พุตอยู่ในระดับต่า ทรานซิลเตอร์น้ีจะมีความต้านทานตา่
ในขณะทที่ รานซสิ เตอรม์ ีความตา้ นทานต่า ตัวเก็บประจจุ ะสามารถคายประจผุ ่านทรานซิลเตอรน์ ี้ได้

ขา 8 ไฟเล้ียง (+Vcc) ต้องจ่ายแหล่งจ่ายไฟตรงท่ีมีศักย์เป็นบวก มีค่าอยู่ระหว่าง 5 โวลท์ ถึง
15 โวลท์ แม้ว่าจะทางานในช่วงแรงดันที่ต่างกัน แต่ละช่วงของเวลาทางานที่เปลี่ยนไปยังคงมีค่าน้อยมาก
คอื รอ้ ยละ 0.1 ต่อการเปลี่ยนแรงดนั 1 โวลท์
16.3 วงจรอะสเตเบิ้ลโดยใช้ไอซี 555

การทางานของวงจร
1. เมื่อป้อนแหล่งจ่าย +VCC เข้าวงจรจะมีกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งไหลผ่าน Rt1 และ Rt2 มา
ประจุที่ Ct ทาให้แรงดันท่ีตกคร่อม Ct มีค่าสูงข้ึนจนถึง 1/3 ของแหล่งจ่าย +VCC ขา 2 ซ่ึงมีความไว
ตอ่ แรงดันน้ี จะจุดชนวนทาใหเ้ อาต์พุต เปล่ยี นระดับจากระดับตา่ Low เป็นระดบั สูงทันที
2. แรงดันท่ีตกคร่อม Ct จะค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีระดับแรงดัน 2/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc ขา 6
ซ่ึงมีความไวต่อแรงดันน้ี จะตรวจจับทาให้เอาต์พุต เปล่ียนจากระดับสูงเป็นระดับต่าและเป็นผลทาให้ขา 7
มีต้านทานต่า Ct จะคายประจุผ่าน Rt2 ลงกราวด์ที่ขา 1 เมื่อศักย์ไฟฟ้าตกคร่อม Ct มีค่าลดลงเร่ือยๆ
จนถงึ 1/3 +VCC จะทาใหข้ า 2 ท่ีต่ออยูก่ บั ขา 6 มคี วามไวต่อระดับของศักย์ไฟฟ้าขนาดนด้ี ้วย จงึ ทาให้
เอาตพ์ ตุ เปล่ยี นจากระดบั ต่าเปน็ ระดบั สงู อีกคร้งั
3. การที่เอาต์พุต (Output) เปลี่ยนจากระดับของศักย์ไฟฟ้าต่าเป็นระดับสูงทาให้ขา 7 มีความ
ต้านทานสูงตัวเก็บประจุ Ct ประจุผ่าน Rt1 และ Rt2 ใหม่อีกคร้ัง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นหนึ่งรอบของการ
ทางาน
16.4 การเลือกใชต้ วั ตา้ นทานและตัวเกบ็ ประจใุ นวงจรตง้ั เวลา
1. กาหนด Rt ไม่ใหม้ ีคา่ ต่ากว่า 10K เพราะตอ้ งการประหยัดพลังงานและไม่ต้องการให้ความกว้าง
ของพลั ส์แคบจนเกินไป
2. ค่าต่าสุดของตัวเก็บประจุมีค่า 100PE นั้นกาหนดข้ึนมาเพื่อป้องกันผลท่ีอาจจะเกิดจากความจุ
ค้าง
3. ค่าสูงสุดของ Rt กาหนดจากกระแสเทรสโฮล รวมกับกระแสรั่วไหลท่ีขาดิสชาร์จ และกระแส
รั่วไหลของตัวเก็บประจุ
4. ค่าสูงของตัวเก็บประจุถูกจากัดอยู่ท่ีค่ากระแสร่ัวไหลไม่ใช่ค่าความจุ แต่ค่าของกระแสร่ัวไหลนั้น
ขึ้นอยูก่ ับตวั เก็บประจุและใช้งานด้วย โดยทว่ั ไปตัวเกบ็ ประจุที่มีค่าของกระแสรัว่ ไหลต่า สามารถมีค่าได้สูงถึง
1000 μF

193

5. สาหรับงานท่ัวไป สัมประสิทธ์ิต่ออุณหภูมิของตัวต้านทานที่ใช้ควรใช้อยู่ในช่วง 200 ถึง
500ppm/° ท้ังชนดิ คาร์บอน และคาร์บอนฟิลม์ ใชค้ า่ ผิดพลาก ± 5 ถงึ ร้อยละ 10

6. สาหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง ตัวต้านทานควรใช้ชนิดฟิล์มโลหะ ท่ีมีค่าความผิดพลาด
± 0.1 ถงึ ร้อยละ ± 5 สัมประสิทธติ์ ่ออณุ หภมู มิ ีค่า 25 ถึง 100 ppm/°c

7. โดยท่ัวไปตวั ตา้ นทานที่ใช้มักอยู่ระหว่าง 100 โอหม์ ถึง 1 เมกะโอหม์ แต่ถา้ ต้องการใช้ค่าความ
ตา้ นทานสงู มากกวา่ นน้ั ควรใชต้ ัวตา้ นทานท่มี ีความแนน่ อนและเสถยี รภาพต่ออุณหภมู ดิ ี (ppm/°c) ซง่ึ หาได้
ยากและราคาแพง

8. ตัวต้านทานท่ีใชก้ าหนดค่าเวลา ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวต้านทานชนดิ ปรับค่าให้ โดยเฉพาะอย่าง
ยิง่ แบบคาร์บอน ถ้าจาเปน็ ตอ้ งใชใ้ ห้อยใู่ นชว่ งทีแ่ คบๆ

9. ตวั เก็บประจุไม่ควรไม่ควรขนาดใหญ่ และควรใชค้ ่าผดิ พลาดไม่เกินร้อยละ 5 มกี ระแสรวั่ ไหลต่า
มสี มั ประสิทธต์ิ อ่ อณุ หภูมติ ่า และไดอิเลก็ ตรกิ มกี ารดูดกลนื ดี

10. ตัวเก็บประจุจะต้องสามารถประจุและคายประจุได้ไว้ เมื่อปลายข้ัวทั้งสองต่อถึงกันไดอิเล็ก
ตรกิ ตอ้ งไมเ่ กบ็ พลังงานค้างขณะทาการประจุ ซงึ่ ถา้ มีการเก็บพลงั งานไวห้ ลายเปอรเ์ ซน็ ตแ์ ล้ว จะเปน็ ผลเสีย
ในการตง้ั เวลา คือ เวลาท่ตี ้ังจะไมเ่ ริม่ จากศูนย์

11. ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรลิติก ไม่ควรใช้ เนื่องจากมีค่าผิดพลากมากเสถียรภาพไม่ดี
ยกเว้นจะใช้ในวงจรที่ไม่ตอ้ งการความแนน่ อน แทนตาอิเล็กโทรลิติก สามารถใชง้ านในวงจรต้ังเวลาได้ดี แต่
ตอ้ งอย่ใู นชว่ งอุณหภูมิ 0 องศา ถงึ 50 องศา
16.5 ไอซีเบอร์ 555 ทใ่ี ชใ้ นทางการคา้

ไอซีเบอร์ 555 ที่ใช้ในทางการค้าจะทาให้งานในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 0 องศา ถึง 70 ในการตั้ง
เวลาอย่างง่ายโดยใช้วงจรโมโนสเตเบ้ิล หาคาบเวลาโดยใช้สมการ T = 1.1 RtCt ซึ่งจะมีค่าความผิดพลาด
ร้อยละ 1 ส่วนวงจรอะสเตเบ้ลิ มีค่าผิดพลาดประมาณรอ้ ยละ 2 สาหรบั วงจรโมโนสเตเบล้ิ

194

17. ใบงาน
17 ใบกจิ กรรมที่ ....9....

สัปดาหท์ ี่ .....9....ช่ือหน่วยการสอน ไอซีตัง้ เวลา 555
จดุ ประสงค์ เพื่อ

1. วเิ คราะหแ์ ละตีความหมาย
2. ตั้งคาถาม
3. อภปิ รายแสดงความคิดเหน็ ระดมสมอง
4. การประยุกต์ความร้สู ู่งานอาชีพ

สมรรถนะการปฏิบตั งิ านอาชพี
1. แสดงความรูเ้ กี่ยวกับไอซตี ้งั เวลา 555

สมรรถนะการขยายผล
ความสอดคลอ้ ง
จากการเรยี นเรือ่ ง ไอซีตง้ั เวลา 555 (555 Timer I.C) ทาใหผ้ ูเ้ รยี นมีความรเู้ พม่ิ

เกย่ี วกบั ไอซตี ั้งเวลา 555 เปน็ ไอซีทท่ี าหน้าทีก่ าเนดิ สัญญาณตามเวลาทีอ่ อกแบบไว้ โดยสามารถ
กาหนดไดด้ ว้ ยอปุ กรณ์ภายนอก ไอซีต้ังเวลา 555 สามารถกาเนดิ สัญญาณ อะสเตเบ้ลิ (Astable)
โมโนสะเตเบล้ิ (Monostable) และประยกุ ต์ใช้งานดา้ นอน่ื ๆ ท่ีเก่ียวกับการตั้งเวลาไดด้ ี

195

18. แบบประเมินผล
รายละเอยี ดการประเมินผลการเรียนรู้

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม ขอ้ ท่ี 1 อธิบายไอซีตง้ั เวลา 555 ได้

1.วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ

2.เครื่องมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : อธิบายไอซตี งั้ เวลา 555 ได้ จะได้ 1 คะแนน

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม ขอ้ ที่ 2 เขยี นลาดับวงจรอะสเตเบลิ้ โดยใช้ไอซี 555 ได้

1.วิธีการประเมนิ : ทดสอบ

2.เครอ่ื งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : เขียนลาดับวงจรอะสเตเบล้ิ โดยใชไ้ อซี 555 ได้ จะได้ 1 คะแนน

จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม ขอ้ ที่ 3 เปรยี บเทียบไอซเี บอร์ 555 ทใี่ ชใ้ นทางการค้าได้

1.วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ

2.เครอื่ งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การให้คะแนน : เปรียบเทยี บไอซเี บอร์ 555 ท่ีใช้ในทางการค้าได้ จะได้ 2

คะแนน

จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม ข้อท่ี 4 ออกแบบวงจรอะสเตเบ้ิลได้

1.วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ

2.เครือ่ งมือ : แบบทดสอบ

3.เกณฑ์การใหค้ ะแนน : ออกแบบวงจรอะสเตเบิล้ ได้ จะได้ 3 คะแนน

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม ขอ้ ท่ี 5 จาแนกคณุ สมบตั ขิ องไอซี 555 ได้

1.วิธกี ารประเมนิ : ตรวจผลงาน

2.เครื่องมือ : แบบประเมินกระบวนการทางาน

3.เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน : จาแนกคณุ สมบัติของไอซี 555 ได้ จะได้ 1 คะแนน

196

จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม ข้อท่ี 6 ออกแบบวงจรอะสเตเบล้ิ อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม

1.วธิ ีการประเมิน : ตรวจผลงาน

2.เครือ่ งมือ : แบบประเมินกระบวนการทางาน

3.เกณฑก์ ารให้คะแนน : ออกแบบวงจรอะสเตเบล้ิ อย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม จะได้ 2

คะแนน

19. แบบฝกึ หดั

1. จงอธิบายไอซีตงั้ เวลา 555
2. วงจรอะสเตเบ้ิลโดยใช้ไอซี 555 หมายความว่าอยา่ งไร
3. ไอซเี บอร์ 555 ท่ใี ชใ้ นทางการคา้ คือ
4. จงออกแบบวงจรอะสเตเบ้ิล
5. คณุ สมบัตขิ องไอซี 555 มคี ณุ สมบัติอย่างไร

197

20. บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรแู้ บบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชพี และบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้

รายการ ระดบั การปฏิบัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จดั หน่วยการเรียนรู้ไดส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมท้งั ดา้ นความรู้ ดา้ นทักษะ และด้านจิตพิสยั

3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ สอ่ื นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนรู้ก่อนเขา้

สอน

ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

4. มีวิธีการนาเข้าสบู่ ทเรยี นที่นา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมที่หลากหลาย เพื่อชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กจิ กรรมทสี่ ่งเสริมให้ผเู้ รยี นคน้ ควา้ เพ่ือหาคาตอบดว้ ยตนเอง

7. นักเรียนมีส่วนรว่ มในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

8. จัดกิจกรรมที่เนน้ กระบวนการคดิ ( คิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นแสดงความคดิ เห็นอย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ทเี่ ช่อื มโยงกบั ชีวิตจรงิ โดยนาภมู ิปญั ญา/บูรณาการเข้ามา

มีสว่ นรว่ ม

11. จดั กิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

12. มีการเสริมแรงเม่อื นักเรียนปฏิบตั ิ หรอื ตอบถูกต้อง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใสด่ ูแลผู้เรียน อย่างท่วั ถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กาหนด

ดา้ นส่ือ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

16. ใช้ส่อื ทีเ่ หมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผเู้ รยี น

17. ใช้สือ่ แหลง่ การเรียนรอู้ ย่างหลากหลาย เชน่ บุคคล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอนิ เทอรเ์ น็ต เป็นต้น

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น

14. เอาใจใส่ดูแลผู้เรยี น อยา่ งท่ัวถึง

198

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่ีกาหนด

ด้านการวดั และประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมีสว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รียน ผู้ปกครอง หรือ ผทู้ ี่เกีย่ วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมิน

หมายเหตุ ระดับการปฏบิ ัติ 5 = ปฏิบตั ดิ ีเย่ียม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = รวม

ปฏิบตั พิ อใช้ 2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉล่ยี

20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแกป้ ญั หา แนวทางแกป้ ัญหา

ปัญหาที่พบ
ดา้ นการเตรยี มการสอน

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

ด้านสอ่ื นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้

ด้านการวัดประเมนิ ผล

ด้านอื่น ๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อ ๆ)

ลงชอื่ .................................................................... ครูผ้สู อน
( นายชูชาติ มง่ิ คา )
ตาแหน่ง ครชู านาญการ

............../.................................../....................

21. บนั ทึกการนเิ ทศและตดิ ตาม 199
ชอ่ื -สกุล ผู้นิเทศ ตาแหนง่
วนั -เดือน- เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
ปี

200

แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

รหสั วชิ า ..... 20104 - 2102...... วชิ า ...................... อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์และวงจร.............................
สัปดาหท์ ี่ ........10...... ชื่อหนว่ ย ไอซเี รก็ กูเลเตอร์
ชอ่ื เรื่อง...............................................ไอซีเรก็ กูเลเตอร์..........…….…….…………..............จานวน...4...ช่ัวโมง

1. สาระสาคญั

สสารต่างๆ ประกอบด้วยโมเลกลุ และแตล่ ะโมเลกุลประกอบด้วยอะตอมหลายๆอะตอม ในอะตอม
หนึง่ อะตอมจะประกอบไปดว้ ยอิเลก็ ตรอนโคจรอยรู่ อบนิวเคลยี สภายในนวิ เคลยี สยงั ประกอบไปด้วยโปรตรอน
กับนวิ ตรอน โดยอเิ ลก็ ตรอนมีประไฟฟา้ เป็นลบ โปรตอนมปี ระจไุ ฟฟ้าเปน็ บวก นวิ ตรอนมีสภาพเปน็ กลางทาง
ไฟฟ้า สารกง่ึ ตัวนาชนิดเอ็น (N-Type) ได้จากการนาสารกึ่งตวั นาบริสุทธผ์ิ สมกบั สารท่ีมีวาเลนซ์อิเลก็ ตรอน
3 ตวั และสารกงึ่ ตัวนาชนิดพี (P-Type) ไดจ้ ากการนาสารกึ่งตัวนาบริสทุ ธผ์ิ สมกับสารที่มีวาเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอน 5
ตวั ไดโอดเป็นอปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกสท์ ่ีไดจ้ ากการนาสารก่ึงตวั นาชนดิ เอน็ และชนิดพีมาตอ่ ชนกัน มคี ุณสมบัติ
นากระแสไฟฟา้ ได้ทิศทางเดยี ว การจัดแรงไฟใหส้ ารกงึ่ ตัวนาเรยี กว่าการให้ไบอัส ซงึ่ การใหไ้ บอัสมสี องอย่างคือ
ฟอรเ์ วิร์สไบอัส และรีเวริ ์สไบอัส ไอซเี ร็กกูเลเตอร์ คือไอซีทที่ าหนา้ ทรี่ ักษาแรงดันทเ่ี อาตพ์ ุทของแหล่งจ่ายไฟ
ไหค้ งที่ไมว่ า่ โหลดจะเปลย่ี นแปลงไป วงจรเร็กกเู ลเตอร์แบ่งออกเปน็ 3 อย่างคือ เรก็ กูเลเตอรแ์ บบอนกุ รม
(Series Regulator) เร็กกูเลเตอรแ์ บบขนาน (Shunt Regulator) และเร็กกูเลเตอร์แบบสวิตชิง่ (Switching
Regulator) ไอซีเร็กกเู ลเตอร์ มีหลายอยา่ งเช่นเรก็ กเู ลเตอร์แรงดันค่าคงท่ี เร็กกเู ลเตอร์เปล่ียนค่าได้

2. สมรรถนะประจาหน่วยการเรยี นรู้

1. ออกแบบวงจรจ่ายไฟโดยใชไ้ อซีเร็กกูเลเตอร์

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 จดุ ประสงคท์ ั่วไป
1.เพ่อื ให้มีความร้เู กย่ี วกับการเปรยี บเทียบเร็กกเู ลเตอรแ์ บบขนานและเร็กกูเลเตอร์แบบอนกุ รมได้

(ด้านความรู้)
2.เพอ่ื ให้มคี วามรเู้ กยี่ วกบั การฝึกออกแบบวงจรจา่ ยไฟโดยใช้ไอซเี รก็ กเู ลเตอรไ์ ด้ (ด้านทักษะ)
3.เพอ่ื ให้มีความรเู้ กย่ี วกบั การชเ้ี เจงแผนผงั พน้ื ฐานของเร็กกูเลเตอร์แบบอนกุ รมได้ (ดา้ นจิตพสิ ัย)
4.เพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการใช้เหตผุ ลเกี่ยวกบั ไอซีเรก็ กเู ลเตอรส์ ามขาชนดิ จา่ ยแรงดันคงท่ีได้ (ดา้ นจิต

พิสัย)
5.เพื่อออกแบบวงจรจ่ายไฟโดยใชไ้ อซเี ร็กกูเลเตอร์อย่างถูกต้องเหมาะสม (ด้านด้านคุณธรรม

จรยิ ธรรม/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพียง)


Click to View FlipBook Version