The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ในข้อหัว การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง โรงเรียนบ้านโพนพระ จังหวัดหนองคาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 102 อภิสรารัตน์, 2024-02-10 04:01:51

การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในข้อหัว การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง โรงเรียนบ้านโพนพระ จังหวัดหนองคาย

การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ในข้อหัว การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง โรงเรียนบ้านโพนพระ จังหวัดหนองคาย

42 3. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวอย่าง (Reproduction Process) การเรียนรู้โดย การ สังเกตหรือเลียนแบบไม่ใช่พฤติกรรมที่ลอกแบบอย่างตรงไปตรงมาการเรียนรู้โดยการสังเกตประกอบด้วย พุทธิ ปัญญา ความพร้อมทางร่างกายของผู้เรียนขั้นแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบของแต่ละคนจึงแตกต่างกัน 4. กระบวนการจูงใจ (Motivation Process) เป็นการเลียนแบบที่ต้องการได้ประโยชน์ เช่น การ ได้รับรางวัล รวมทั้งคิดว่า การแสดงเหมือนตัวแบบจะทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาได้ ดังนั้น สรุปได้ว่า บุคคลหรือสิ่งที่เป็นตัวแบบมีอิทธิพลต่อผู้สังเกตและเลียนแบบมาก ครูมี ส่วนช่วยในการ เป็นตัวแบบหรือคัดเลือกตัวแบบที่ดีและให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ โดยการสังเกต และให้นักเรียนช่วยในการเป็น ตัวแบบและผู้เรียนที่มีคุณค่านาฏศิลป์ ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์หรือศิลปะของการเต้นรำเป็นลีลาที่ผู้ประดิษฐ์ปรุงแต่งขึ้นจากการเลียนแบบกิริยา ท่าทางของ มนุษย์ ราชบัณฑิตยสถาน (2525, หน้า 431) เขียนบอกความหมายของนาฏศิลป์ไว้ว่านาฏศิลป์ เป็นศิลป์แห่งการ ละครหรือการฟ้อนรำนาฏศิลป์มีรากฐานที่มาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือ 1. มาจากธรรมชาติมนุษย์ได้เลียนแบบการแสดงกิริยาอาการเคลื่อนไหว โดยมีธรรมชาติ เป็น พื้นฐาน และวิวัฒนาการสืบต่อกันมาเป็นลำดับ เช่น มีการขับร้องก็เปล่งเสียงออกมาตามเรื่อง ตามราว สูงบ้างต่ำ บ้าง การดนตรีแต่เดิมก็เป็นเพียงการทำจังหวะต่อมาก็สร้างสิ่งที่ทำให้เกิดเสียง ซึ่งต่อมาการคิดริเริ่มใช้อุปกรณ์ เช่น ไม้ไผ่ มาจนกระทั่งเป็นระนาดในปัจจุบัน ส่วนการฟ้อนรำมา จากกิริยาท่าทางของการเคลื่อนไหวร่างกายของ มนุษย์โดยธรรมชาติ เมื่อเกิดการร้องและทำดนตรี แล้วความฮึกเหิมตามสัญชาตญาณก็เกิดขึ้นแทนที่จะนั่งร้อง อย่างเดียวก็ลุกขึ้นมาออกท่าทาง กระโดดโลดเต้น ทำมือ ไปตามความหมายและความรู้สึกต่อมาเมื่อมีความเจริญ ศิลปะดังกล่าวก็ เจริญตามจนถึงทุกวันนี้ 2. มาจากการฟ้อนรำอันเกิดจากการเช่นบวงสรวงเทพเจ้า การเช่นสังเวยนี้มีอยู่ทุกชาติทุกภาษา เพราะมนุษย์ย่อมต้องการอาศัยศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ด้วยการนับถือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ สัญชาตญาณของ มนุษย์ทุกคนมีทั้งความกลัวและความต้องการ เมื่อเกิดความกลัวก็มี การอ้อนวอนให้ช่วยเหลือ ถ้าต้องการสิ่งใดก็ อ้อนวอนให้สมปรารถนาด้วยมีความเชื่อว่าพระเจ้า ย่อมมีจิตใจเหมือนตน โดยปกตินิสัยของคนเราเรียกว่ามีมิตรจิต มิตรใจช่วยเหลือกัน เมื่อต้องการให้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์พึงพอใจ ช่วยเหลือตน ก็จะทำพิธีต่างๆ เช่น บวงสรวงถวายอาหาร สวดสรรเสริญขอพร แล้วสุดท้ายก็มี การฟ้อนรำถวาย หลักฐานการฟ้อนรำ อันเกิดจากการเซ่นบวงสรวงพระเป็น เจ้าในศาสนาพราหมณ์ที่ปรากฏในตำนานวรรณคดีที่กล่าวถึงเวทย์ต่างๆ เรียกว่า จตุรเวทดังนี้ 1. ฤคเวทย์ ได้แก่ การกล่าวสดุดี สรรเสริญเทวดา


43 2. ยชุรเวทย์ การบวงสรวงอ้อนวอนขอพร เพื่อให้สมความปรารถนาในการนี้เริ่มถวายการร่ายรำ บ้าง 3. สามเวทย์ พิธีถวายน้ำโสม 4. อาถรรพเวทย์ อันเกิดจากอารมณ์กลัว เกี่ยวกับคาถาอาคมเพื่อป้องกันตัว ขับไล่ภูตผี 5. นาฎเวทย์ เลียนแบบการร่ายรำมาจาก ยชุรเวทย์ มีการปรับปรุงให้มีการสวดอ้อนวอน กลายเป็นการขับร้องประกอบท่ารำให้งดงามขึ้น นาฏศิลป์ไทย นอกจากจะดัดแปลงจากธรรมชาติแล้ว ยังมีหลักฐานแสดงว่ามาจากตำนาน การฟ้อนรำของ อินเดีย หากแต่ได้ดัดแปลงเสริมแต่งให้ผิดแผกกันไปให้มีลีลาอ่อนช้อยนุ่มนวล ความหมายของนาฏศิลป์ความหมายของคำว่า “นาฏศิลป์” ได้มีนักปราชญ์ นักวิชาการทางด้านนาฏศิลป์ ได้กล่าวไว้ มากมาย ในที่นี้จะขอยกมาเพียงบางส่วนเพื่อการศึกษา ดังนี้ นาฏศิลป์ หมายถึง ความช้ำชองในการละครฟ้อนรำ (ธนิต อยู่โพธิ์, 2516, หน้า 1) นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะแห่งการละครหรือการฟ้อนรำ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2525, หน้า 431) นาฏศิลป์ หมายถึง การร้องรำทำเพลง ให้ความบันเทิงใจ อันประกอบด้วยความโน้มเอียงแห่งอารมณ์และ ความรู้สึก (สุมาลี สุวรรณแสง, ม.ป.ป., หน้า 8) นาฏศิลป์ หมายถึง การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากธรรมชาติด้วยความประณีตอัน ลึกซึ้งวิจิตรบรรจง ละเอียดอ่อน (อมรา กล่ำเจริญ, 2531, หน้า 2) จินน์ (Ginn, 1972, p.22) นักมนุษยวิทยาวัฒนธรรม อธิบายถึงนาฏศิลป์ในลักษณะของการมีคุณสมบัติทั้ง ที่เป็นสากลและเป็นท้องถิ่นและใช้สื่อต่าง ๆ ว่า "นาฏศิลป์” คงเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด นาฏศิลป์ในแวดวงของ วัฒนธรรมท้องถิ่น จะเป็นรูปลักษณะทางทัศนศิลป์เพื่อการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ มักประกอบด้วยดนตรีและการขับ ร้อง ภาวนานี (Bhavnani, 1970, p. 21-21) นักวิชาการด้านนาฏศิลป์ของอินเดีย ได้จำแนกนาฏศิลป์ออกเป็น 3 ลักษณะ ที่มีความหมายแตกต่างกันและนาฏศิลป์ซึ่งประกอบขึ้นจากส่วนต่าง ๆ ที่ต้องสัมพันธ์กันนาฏยศาสตร์ แสดงให้เห็นว่า การฟ้อนรำ เกิดจากการผสมผสานอย่างต่อเนื่องของท่าทาง เช่น ร่างกาย แขนขา มือ เท้า นิ้ว ศีรษะ เรือนร่าง ใบหน้า ทุกส่วนต้องแสดงให้มีความสัมพันธ์การใช้สายตาสีหน้ากลมกลืนเป็นธรรมชาติ จากคำนิยามจะเห็นได้ว่า นาฏศิลป์นั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์มาตั้งแต่อดีตเป็นการร้องรำทำเพลง เพื่อให้เกิดความบันเทิง เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชุมชนที่ผสมผสาน อย่างต่อเนื่องของท่าทาง


44 ความสำคัญของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์เป็นศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะตัวมีความเป็นไทยในตัวเองอย่างดียิ่ง นับได้ว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่า ทางวัฒนธรรมของชาติอันน่าภูมิใจยิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยที่เด่นชัด คือ 1. ท่าอันอ่อนช้อยงดงามและแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคนไทยมี ความหมายอย่างกว้างขวาง 2. มีดนตรีประกอบดนตรีนี้จะแทรกอารมณ์หรือรำกับเพลงที่มีแต่ทำนองหรือมีเนื้อร้องก็ได้ และให้ท่าไป ตามเนื้อร้องนั้น ๆ 3. คำร้องหรือเนื้อร้องจะต้องเป็นคำประพันธ์ ซึ่งจะนำไปร้องกับเพลงชั้นเดียวหรือสองชั้น ได้ทุกเพลงคำ ร้องนี้ทำให้ผู้สอนหรือผู้กำหนดท่าไปตามเนื้อร้อง 4. การแต่งกายมีความแตกต่างจากละครของชาติอื่นมีแบบอย่างเฉพาะเป็นของตนเอง ขนาดยืดหยุ่นได้ ตามสมควร เพราะเมื่อสวมแล้วจะใช้กลึงด้วยด้ายแทนที่จะเย็บสำเร็จรูป สุดใจ ทศพร (2535, หน้า 268) กล่าวถึงความสำคัญของนาฏศิลป์ไว้ว่า "นาฏศิลป์ แสดงความเป็นอารยะ ประเทศ บ้านเมืองจะรุ่งเรืองดีก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจ ในศิลปะว่าเป็นสิ่งมีค่า ศิลปะนี้สามารถโน้มน้าวกล่อมเกลา จิตใจไปในทางที่ดี เป็นการให้กำลังใจ ในทางที่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่บ้านเมืองและเป็นแหล่งรวมศิลปะ ที่มาเกี่ยวข้องสอดคล้อง กัน การเขียน การออกแบบ เครื่องแต่งกาย ศิลปะแต่ละประเภทได้จัดทำค่อนข้างประณีต รวม ความว่า นาฏศิลป์มีความสำคัญเป็นพิเศษนานาประการ เพราะนาฏศิลป์เป็นที่รวมความเจริญทางด้านศิลปะ ทุกประเภท จะเห็นได้ว่าที่กล่าวมานั้นสอดคล้องกันว่า นาฏศิลป์นอกจากจะแสดงความเป็นอารยะ ประเทศแล้ว ยังเป็นเสมือนแหล่งรวมศิลปะและการแสดงหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน โดยมีมนุษย์เป็น ศูนย์กลางในการที่จะ สร้างสรรค์อนุรักษ์และถ่ายทอดสืบไป ความมุ่งหมายของการเรียนนาฏศิลป์ไทย เรณู โกศินานนท์ (2535, หน้า 2-6) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย ได้ให้ความ มุ่งหมายของการ เรียนนาฏศิลป์ไทยไว้ ดังนี้ 1. เพื่อให้มีโอกาสได้แสดงออก 2. เพื่อสันทนาการที่ดี แม้จะไม่ได้แสดงเอง แต่ถ้าทราบหลักก็จะทำให้การชมละคร ละครเวที สนุกสนาน ยิ่งขึ้น สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ถูกต้อง 3. เพื่อเป็นการร่วมมือในการรักษาการร่ายรำของไทยให้เป็นสมบัติอันมีค่าประจำชาติ ต่อไป 4. ปลูกฝังนิสัยให้รักที่จะเรียนนาฏศิลป์ 5. ช่วยในการสร้างบุคลิกในการเคลื่อนไหวร่างกายดูแล้วสง่า


45 6. เป็นการออกกำลังกายที่ได้บริหารทุกส่วนกล้ามเนื้อแข็งแรง ลดน้ำหนัก 7. เพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักทำงานร่วมกับคนหมู่มากได้เป็นอย่างดี 8. ช่วยในการสร้างอาชีพ หากผู้เรียนมีความถนัด มีความสนใจ รักในการแสดง 9. ให้เกิดความคิด อ่านและมีสติปัญญาจากการชมหรือการแสดงละครว่า เพราะละครอาจมีการ สอดแทรกปรัชญา สถานการณ์อยู่ ช่วยในเรื่องการศึกษามนุษย์และสังคม 10. ช่วยเสริมสร้างความสามัคคี มีการประสานงาน ร่วมมือกันทำงาน คุณค่าที่ได้รับจากนาฏศิลป์ไทย เรณู โกศินานนท์ (2545, หน้า 181-183) ได้กล่าวถึงคุณค่าที่ได้รับจากนาฏศิลป์ไทยไว้ว่า นาฏศิลป์ถือเป็น สมบัติทางวัฒนธรรมอันสำคัญของมนุษยชาติที่ควรศึกษาและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมนาฏศิลป์ เป็นทั้งกิจกรรมที่เป็นส่วนตัวและส่วนรวมตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันอาจจะสรุปได้ว่ามนุษย์เราได้รับคุณค่าจาก นาฏศิลป์ ดังนี้ 1. เพื่อการสื่อสารนาฏศิลป์เป็นกระบวนการที่มนุษย์ใช้สื่อสารธรรมชาติ โดยการเลือกสรรและสร้างสรรค์ ท่าทางให้มีความหมายเฉพาะที่เข้าใจและสื่อสารกันได้ อาจพัฒนารูปลักษณ์ที่ง่าย และเป็นส่วนประกอบของคำพูด ไปสู่การสร้างภาษาของตนเองขึ้นที่เรียกว่า"ภาษาท่ารำ"แบ่งเป็น 2 แนว คือ การเลียนแบบปรากฏการณ์ใน ธรรมชาติ เช่น กิริยาท่าทางของมนุษย์ และสัตว์ สร้างท่าทางเป็นสัญลักษณ์เฉพาะ เช่น กวักมือเข้ามาหาตัว หมายความว่า “เรียก” 2. เพื่องานพิธีกรรมต่าง ๆ การใช้นาฏศิลป์สื่อสารพลังธรรมชาติให้เข้ามาสิงสถิตอยู่ในตน การฟ้อนรำ มักจะเป็นการแสดงเดี่ยว เช่น การฟ้อนรำพิธีรำผีฟ้าในภาคอีสานเพื่อรักษาโรค สะเดาะเคราะห์ การบวงสรวงสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์หรือการฟ้อนรำบูชาครูในพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ 3. เพื่องานพิธีการต่าง ๆ นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะลีลาที่จรรโลงความงามใช้ในงานพิธี ต้อนรับแขกบ้านแขก เมือง การฟ้อนรำเป็นขบวนแห่ บายศรีสู่ขวัญ 4. เพื่อความบันเทิงและการสังสรรค์ จะมีเมื่อสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว พบปะสังสรรค์ เช่น รำอวยพร 5. เพื่อการออกกำลังกายและพัฒนาบุคลิกภาพ การปฏิบัตินาฏศิลป์ก็เหมือนกับการได้ ออกกำลังกายซึ่ง ปัจจุบันคือ การเต้นแอโรบิก เป็นการนำเอานาฏศิลป์มาประยุกต์ให้มีท่าทางที่ พร้อมเพรียงเป็นที่นิยมขึ้น 6. เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่เป็นลักษณะเฉพาะชุมชนที่โดดเด่นของการแสดง มักจะมี ผู้ชำนาญการ ทางนาฏศิลป์ที่นิยมเรียกว่า พ่อครู แม่ครู เป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษานาฏศิลป์ต่าง ๆไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษา


46 จะเห็นได้ว่านาฏศิลป์นั้นเป็นสมบัติอันล้ำค่าของมนุษย์มาตั้งแต่โบราณ ซึ่งเยาวชนรุ่นหลัง ควรศึกษาและ อนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหายไม่ว่าจะเป็นที่มาของนาฏศิลป์ ความมุ่งหมายของการเรียน คุณค่าที่ได้จากการเรียน นาฏศิลป์และอื่น ๆ ไว้เป็นเอกลักษณ์ของชาติสืบไป 4.3 นาฏยศัพท์และภาษาท่านาฏศิลป์ ที่มาของนาฏยศัพท์ การศึกษาทางนาฏศิลป์ไทยไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน ละครหรือระบำเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ก็ดี ท่าทางที่ผู้แสดง ออกมานั้นย่อมมีความหมายเฉพาะยิ่งหากได้ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจ เรื่องการแสดงมากขึ้น ทั้งในตัวผู้ แสดงและผู้ที่ชมการแสดงนั้น ๆ สิ่งที่เข้ามาประกอบเป็นท่าทาง นาฏศิลป์ไทยนั้นก็คือเรื่องของนาฏยศัพท์ นาฏย ศัพท์ทางนาฏศิลป์นี้ นายอาคม ฉายาคม ได้รับ คำสั่งจาก นายธนิต อยู่โพธิ์ เป็นอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น ให้ เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2497 ต่อมา ครูอัมพร ชัชกุล ได้ขออนุญาตจาก นายอาคมฉายาคม นำไปสอนนักเรียนที่โรงเรียน นาฏศิลป (ปัจจุบันเป็นวิทยาลัยนาฏศิลป) เป็นนาฏย-ศัพท์ที่ใช้กับการแสดงโขนและการละคร แต่ยังมีนาฏยศัพท์ บางคำที่ใช้เฉพาะในการรำแต่ละเพลงเท่านั้น เช่น ในการรำแม่บท(เพลงชมตลาด) เป็นต้น กล่าวโดยสรุปว่า ท่ารำไทยที่มีมาแต่โบราณสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยอาศัยสื่อ ทางโขนและ ละครรำ ครูผู้สอนรำไทยใช้เรียกชื่อท่ารำต่าง ๆ ว่านาฏยศัพท์ ความหมายของนาฏยศัพท์ นาฏยศัพท์นั้นเป็นศัพท์ที่ใช้เฉพาะทางนาฏศิลป์ ซึ่งส่วนมากผู้ที่เกี่ยวข้องทางนาฏศิลป์ เท่านั้นที่จะรู้ถึงความหมาย ของคำศัพท์เหล่านี้ ดังนั้น ราชบัณฑิตสถาน (2525, หน้า 431) ตามความหมายมีไว้ว่า หมายถึง คำ เสียง ที่ใช้ เรียกชื่อ ท่าเกี่ยวกับการฟ้อนรำเกี่ยวกับการแสดงละคร ประทิน พวงสำลี (2514, หน้า 163) กล่าวไว้ว่า นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับ ท่ารำ อรวรรณ ชมวัฒนา (2530, หน้า 61) กล่าวไว้ว่า นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ ลักษณะท่ารำที่ ใช้ในการฝึกหัด เพื่อใช้ในการแสดงโขนและละคร อาภรณ์ มนตรีศาสตร์ (2527 หน้า 180) กล่าวไว้ว่า นาฏยศัพท์ หมายถึง คำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ อมรา กล่ำเจริญ (2535, หน้า 107) ได้อธิบายความหมายของนาฏศัพท์ว่า หมายถึง ศัพท์เฉพาะในทาง นาฏศิลป์ เป็นลักษณะของท่ารำไทย นาฏยศัพท์ที่ใช้กันเกี่ยวกับท่ารำไทยนั้นมีมากแยกตามลักษณะนั้น จากนิยามเหล่านี้ พอจะสรุปความหมายของนาฏยศัพท์ได้ว่า หมายถึง ศัพท์ที่ใช้ในการแสดงท่าทางทาง นาฏศิลป์ไทย เป็นชื่อลักษณะท่าราของไทยซึ่งศัพท์เหล่านั้นเป็นศัพท์เฉพาะทางนาฏศิลป์ไทยเท่านั้น


47 ประเภทของนาฏยศัพท์ นาฏยศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับท่ารำไทยนั้นมีมากมาย ถ้าแยกตามลักษณะของการใช้จะแบ่ง ออกเป็น 3 หมวด คือ (สุมิตร, 2541, หน้า 192-199) และ (เรณู, 2544 ข, หน้า 170) 1. หมวดนามศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำหรือชื่อทาที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น ได้แก่ 1.1 ตั้งวง คือ ส่วนโค้งของลำแขนโดยใช้ส่วนแขนและมือทำพร้อม ๆ กัน จะตั้งวงมือใด ก่อนก็ได้ แล้วแต่จะกำหนด ถ้าตั้งวงขวาก็เหยียดแขนขวาไปด้านข้างลำตัว แขนตึงเสมอไหล่ ตั้งมือ ขึ้นแล้วค่อย ๆ งอแขน ประมาณว่าจากปลายนิ้ว ส่วนของแขนที่งอและหัวไหล่มีลักษณะเกือบครึ่ง วงกลม ระวังอย่างอแขนมากจนข้อศอก แหลมออกมา ท่าตั้งวงซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน - วงบน ตัวพระและตัวนางจะแตกต่างกันตรงที่ ตัวพระวงบนจะอยู่ระดับแง่ ศีรษะ ส่วนโค้งของ ลำแขนจะกว้าง ส่วนตัวนางวงบนจะอยู่ระดับหางคิ้ว ส่วนโค้งจะแคบกว่าตัวพระ - วงกลาง คือ ส่วนของลำแขนจะอยู่ระดับเอว ระหว่างวงบนและวงล่าง - วงล่าง คือ ส่วนโค้งของลำแขน ที่ทอดโค้งลงสู่เบื้องล่าง ปลายนิ้วอยู่ระดับ หน้าท้อง - วงหน้า คือ ส่วนโค้งของลำแขน ที่ทอดโค้งอยู่ข้างหน้า โดยตัวพระปลายนิ้ว มืออยู่ระดับข้าง แก้มข้างเดียวกับวงบน ส่วนตัวนางปลายนิ้วอยู่ระดับปาก - วงพิเศษ คือ วงที่อยู่ระหว่างวงบนกับวงหน้า มักใช้กับท่าตัวพระ เช่น ท่า เรียงหมอนในการรำ แม่บท - วงบัวบานหรือท่าบัวบาน คือ ยกแขนระดับวงบน แต่หงายท้องแขนขึ้นแบ หงายฝ่ามือจะตั้งท่า บัวบานข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้ ท่าบัวบานเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วงเทิด” ข้อควรระวังในการตั้งค่าบัว บาน คือ การใช้ส่วนต่าง ๆ ของลำแขนระดับความสูงของวงให้แขนส่วนบนลาดจากไหล่เล็กน้อยมิฉะนั้นจะดูเป็น แขนตั้งฉากหรือเป็นเหลี่ยมทำให้ท่ารำไม่สวยงาม 1.2 จีบ คือ การใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้มาจรดกัน นิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกของปลาย นิ้วชี้ โดยนับ จากข้อแรกลงมา จะใช้มือขวาหรือมือซ้ายก็ได้ ส่วนอีก 3 นิ้ว คือ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยกรีดออกไปให้ถึงทั้ง 3 นิ้ว ให้ได้ระยะกันจึงจะดูสวยงาม เมื่อจีบแล้วให้หักข้อมือเข้าหาลำ แขนให้มากที่สุดลักษณะของการจีบมือในไทย มี ดังนี้ - จีบหงาย คือ การหงายข้อมือขึ้น แล้วหักข้อมือเข้าหาลำแขนแล้วทำท่าจีบ ให้ปลายนิ้ว ที่จีบชี้ขึ้นข้างบนจะใช้มือใดก็ได้ - จีบคว่ำ คือ การคว่ำแขนแล้วทำท่าจีบให้ปลายนิ้วที่จีบชี้ลงล่าง


48 - จีบหลังหรือจีบส่งหลัง คือ การส่งลำแขนไปข้างหลังจะใช้มือใดก็ได้ แขนตึง พลิกข้อมือ ให้หงายปลายนิ้วชี้ขึ้น - จีบปรกหน้า คือ การจีบเข้าหาลำตัว โดยมีลำแขนหงายขึ้น ยกส่วนแขนและ มือที่จีบ นั้นสูงระดับหน้าผาก หันมือที่จีบเข้าหาใบหน้าและหักข้อมือ - จีบปรกข้าง คือ การจีบคล้ายปรกหน้า แต่ลำแขนจะอยู่ด้านข้างยกสูงระดับ วงบน หัน มือที่จีบเข้าหาแง่ศีรษะ - จีบชายพกจะใช้มือใดจีบก็ได้ เมื่อจีบแล้วนำมือที่จีบนั้นมาไว้ที่หัวเข็มขัด ลักษณะของ การจีบให้หงายข้อมือขึ้น 1.3 จีบนิ้วกลางหรือจีบล่อแก้ว การจีบนิ้วกลางคล้ายการจีบมือและปฏิบัติด้วยมือขวา หรือมือ ซ้ายก็ได้ เช่น ถ้าต้องการจีบนิ้วกลางด้วยมือขวา ก็ให้แบมือขวายื่นออกมาข้างหน้าแล้ว งอ นิ้วกลางเข้ามาใช้ นิ้วหัวแม่มือกดทับลงบนเล็บของนิ้วกลางพอดี แล้วกรีดนิ้ว 3นิ้วคือ นิ้วชี้ นิ้วนาง นิ้วก้อย ออกไปให้ถึงที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ นิ้วกลางและนิ้วหัวแม่มือที่แตะชิดอยู่นั้น มีลักษณะเป็น วงกลมและต้องมีความรู้สึกเหมือนกับว่านิ้วกลางนั้น กำลังจะดีดออกจากหัวแม่มือ หักข้อมือ จีบ นิ้วกลางเข้าหาท้องแขน การเรียกชื่อจีบนิ้วกลางเรียกกันหลายชื่อ เช่น มือพระนารายณ์ จีบล่อแก้ว หรือจีบแก้ว 1.4 สะบัดมือจีบกิริยาของการใช้ท่า สะบัดมือจีบ จะสะบัดมือใดก็ได้หรือจะสะบัด พร้อมกันทั้ง สองมือก็ได้ สมมติว่า จะให้ทำทั้งสองมือพร้อมกันให้ตั้งมือจีบหงาย ระดับวงกลางทั้ง สองมือ ต่อมาปฏิบัติ ตามลำดับขั้นตอนดังนี้ - ปล่อยจีบทิ้งหงายมือไปให้ปลายนิ้วทั้งสี่เหยียดลงทั้งสองมือพร้อมกัน - พลิกข้อมือที่หงายอยู่นั้น ตั้งเป็นวงกลางให้อยู่ระดับไหล่ - จีบมือทั้งสองคว่ำลงพร้อมๆ กัน - พลิกมือที่จีบนั้นให้เป็นจีบหงายพร้อมกันทั้งสองมือต่อไปทำตั้งแต่ท่าที่ 1 ถึงท่าที่ 4 ไป เรื่อย ๆ เว้นช่วงระยะขั้นตอนแต่ละระดับให้กระชับขึ้นกิริยาเช่นนี้เรียกว่า สะบัดมือ 1.5 กรายมือ กิริยากรายมือเป็นการทำต่อเนื่องกันระหว่างการใช้จีบและวง กล่าวคือ ถ้าจะกราย มือขวา ให้ใช้มือขวาจีบหงาย แขนตึงไปด้านข้าง ยกส่วนแขนสูงเสมอไหล่ มือซ้ายตั้งวง บน เอียงข้างวงต่อจากนั้น ให้ม้วนจีบมือขวาไปตั้งวงข้าง มือซ้ายซึ่งตั้งวงข้างอยู่ดึงวงลง ส่งมือไป จีบหลังแล้วเอียงขวา เมื่อจะกรายมือซ้ายก็ เคลื่อนมือซ้ายมาจีบหงาย แขนตึงเสมอไหล่ด้านข้าง มือ ขวายังคงตั้งวงข้างอยู่ ยังคงเอียงขวาเหมือนเดิมแล้วค่อย ๆ ม้วนมือซ้ายตั้งวงข้างดึงวงมือขวาลงส่ง มือไปจีบหลัง ศีรษะเอียงมาทางด้านซ้าย ทำเช่นนี้สลับกันไปตามความ ต้องการว่ากรายมือกี่ครั้ง


49 1.6 ยกเท้า คือ ลักษณะของการใช้เท้ายกขึ้นโดยฝ่าเท้าลงล่าง การยกเท้าจะยกข้าง ไหนก่อนก็ได้ การยกเท้าไม่ต้องประเท้าก็ได้ ส่วนมากจะนิยมการประเท้าก่อนการยกเท้าหรือก้าว เท้าแล้วตามด้วยยกเท้า การยก เท้ามี 2 ประเภท คือ - ยกเท้าข้างหน้า คือ การยกเท้าขึ้นมาข้างหน้าให้ระดับฝ่าเท้าอยู่ตรงกับเข่า ข้างที่ยืนจะ ต่ำกว่านั้นบ้างเพียงเล็กน้อย สำหรับลำขาส่วนล่างยื่นไปข้างหน้าและเฉียงมาทางเท้าที่ ยืนรับน้ำหนักอยู่ หันส่วน หน้านางของฝ่าเท้าด้านหัวแม่เท้าออกไปทางหน้า ชักส้นเท้าเชิดปลายเท้าให้ ตึง หัก ข้อเท้าเข้าหาลำตัวใช้ได้ทั้งตัว พระและตัวนางตัวพระเหลี่ยมขาจะกว้างและตัวนางเหลี่ยมจะแคบลง - ยกเท้าด้านข้างลำตัว คือ ลักษณะอาการของการยกเท้าคล้ายยกหน้า แต่ กันเข่า ออกไปข้างๆ มาก ๆ ใช้สำหรับตัวพระ ถ้าเป็นตัวนางจะใช้วิธีการที่เรียกว่า เดี๋ยวเท้าแทน คือใช้ ส้นเท้าจรดขาอีก ข้างหนึ่งไม่ควรให้สูงแบะเขาเหมือนตัวพระ สมมติว่าจะยกเท้าข้างลำตัวให้ขาท่อนบน ทำมุมฉากกับลำตัวกันเข่า แบะออก ปลายเท้าขวาชี้เฉียงออกไปข้าง ๆ ตัวให้ส่วนตาตุ่มและสัน เท้ายื่นมาข้างหน้าพอประมาณปลายนิ้วตึง และงอนขึ้นทั้งห้านิ้ว ย่อตัวและทรงตัวให้สวยงาม ส่วนตัวนางถ้าจำเป็นต้องยกเท้าไว้ข้างลำตัวจะเก็บส้นเท้าที่ยก แตะไว้ใต้เข่าด้านข้างของขาที่ยืน ปลายเท้างอนขึ้น กันเช่าและออกไปพอประมาณ ซึ่งเรียกว่า “เดี่ยวเท้า” 1.7 การกระดกเท้า เป็นการใช้ท่ารำต่อเนื่องกับการกระทุ่งเท้า แต่บางครั้งก้าวเท้าแล้ว กระดก ตามทันทีโดยไม่ผ่านการกระทุ้งเท้าก็ได้ เมื่อกระดกเท้าหรือยกเท้าขึ้นไปข้างหลังแล้วให้ น้ำหนักตัวลงบนเท้าที่ยืน อยู่และพยายามส่งเข่าของขาที่กระดกนั้นให้มาก บังคับตัวให้ตรงอย่าให้ ลำตัวซะงักมาข้างหน้า ถ้ากระดกเท้าและ ส่งเข่าถูกต้องจะรู้สึกตึงหน้าขา ส่วนฝ่าเท้าของเท้าที่กระดกจะต้องหักข้อตรงหลังเท้าเข้าหาหน้าแข้งไม่บิดเบี้ยวไป ทางหนึ่งทางใด นิ้วเท้าทั้งห้าถึงเท่ากัน 1.8 ก้าวเท้า เป็นกิริยาต่อเนื่องจากการยกเท้า เมื่อยกเท้าแล้วก็ต้องก้าวเท้า เมื่อยกเท้าไป ข้างหน้า โดยน้ำหนักตัวจะโน้มหนักไปข้างหน้าเท้าที่ก้าวเท้าหลังย่อเข่าให้ดูพองามจะแตกต่างกันระหว่างตัวพระ กับตัวนางคือ ตัวพระจะเหลี่ยมกว้าง ถ้าตัวนางจะเหลี่ยมแคบและการก้าวเท้า - ก้าวหน้า คือ การวางฝ่าเท้าลงบนพื้นด้านหน้า กะให้ส้นเท้าที่วางลงนั้นจะอยู่ตรงกับหัว แม่เท้าของเท้าหลัง - ก้าวข้าง คือ ลักษณะคล้ายก้าวหน้า แต่จะเฉียงออกด้านข้างมากและขาอีก ข้างหนึ่งจะ หลบเข่าตามเพื่อให้ดูเรียบร้อยเหมาะสมกับการเป็นตัวนาง - ก้าวไขว้คล้ายก้าวหน้า แต่เวลาก้าวไขว้ต้องเปิดส้นเท้าหลัง ซึ่งถ้าเป็นการก้าวหน้าไม่ ต้องเปิดส้นเท้าหลัง 1.9 ยึด ยุบ การยึด ยุบ จะทำพร้อมกันทั้งสองขาหรือขาเดียวก็ได้ สมมติว่าใช้ขาข้างเดียว หมายถึง ขาข้างหนึ่งยกหรือกระดูกอยู่ ขาที่ยืนอยู่จะเป็นขาที่ปฏิบัติ เมื่อยืดเข่าจะตรงและ เมื่อยุบจะย่อเข่าที่ยืน ตรง เข่าจะงอ ในการปฏิบัติ ยึด-ยุบ ทั้งสองขาพร้อมกัน ก็ปฏิบัติคล้ายกันแต่ จะอยู่ในลักษณะการยืนทั้งสองขา


50 เมื่อยืนเข่าตรงทั้งสองข้างเรียกว่า “ยืด” เมื่อย่อเข่าลง เรียกว่า “ยุบ” ข้อสำคัญในการยึดไม่ควรยึดให้เช่าตึงมาก เกินไปหรือการยุบก็ไม่ควรย่อเข่ามากเกินไป เพราะจะทำให้การทรงตัวไม่ดี การยืด-ยุบเป็นการใช้กิริยาที่สำคัญมาก ในการให้จังหวะการหรือ เป็นการให้สัญญาณในการหมดท่ารา และจะเปลี่ยนท่ารำใหม่ 1.10 ประเท้ากิริยาของเท้าที่วางเหลื่อมกันด้วยการเผยอจมูกเท้าข้างใดข้างหนึ่งเพียง นิดเดียว โดยที่สันยังติดอยู่เชิดปลายนิ้วเท้าขึ้นทุกนิ้วให้จมูกเท้ากระทบ การประเท้าจะประเท้าไหน ก่อนก็ได้ สมมติว่าจะ ประเท้าซ้าย ก่อนอื่นให้ย่อตัวลงเล็กน้อยน้ำหนักตัวลงที่ขาขวาลงน้ำหนักเท้าซ้ายน้อยที่สุด เมื่อจะเริ่มประเท้าให้ยึด ขึ้นเท้าซ้ายเตรียมประให้ปลายนิ้วเท้าตึงและงอนขึ้นทั้งห้านิ้ว ส่วนของเท้าซ้ายที่วางอยู่บนพื้นขณะนี้ คือส้นเท้าและ จมูกเท้า เมื่อยุบตัวพร้อมกันนั้นให้ใช้จมูกเท้าแตะพื้นเบา ๆ แล้วยกเท้าขึ้น กิริยาของการใช้จ มูกเท้าแตะพื้นนี้ เรียกว่า “ประ” 1.11 จรดเท้า คือ การแตะพื้นด้วยจมูกเท้าส่วนอื่นของเท้าไม่ถึงพื้นพร้อมกับยุบตัวซึ่ง เป็นอีก กิริยาหนึ่งของการใช้เท้าจะจรดด้วยเท้าใดก็ได้ ถ้าจรดเท้าขวายืนให้น้ำหนักตัวลงบนเท้าซ้าย ยกเท้าขวาขึ้นสูงจาก พื้นเล็กน้อยแล้วใช้จมูกเท้าขวาแตะพื้นปลายนิ้วงอนขึ้น ส้นเท้าขวายกสูงขึ้น พอประมาณ ระวังอย่ายกส้นเท้าให้สูง เกินไปจะทำให้เหมือนกับเขย่งเท้า การจรดเท้าในท่ารำ ใช้ เพื่อ “ยั้งจังหวะ 1.12 ซอยเท้า คือ กิริยาที่ใช้จมูกเท้าวางกับพื้น ยกส้นเท้าน้อยๆ ทั้ง 2 เท้า พร้อมกันเริ่มด้วยการ วางเท้าทั้งสองเสมอกัน ยกส้นเท้าทั้งสองขึ้น ย่อเข่าลงเล็กน้อย แล้วด้วยปลายเท้าทั้งสองให้เร็วซอยเท้าให้ถี่วาง น้ำหนักตัวลงบนเท้าทั้งสองให้เท่ากัน การซอยเท้าจะซอยอยู่กับที่ก็ได้หรือซอยเคลื่อนไปก็ได้ข้อสำคัญให้เท้าทั้งสอง เรียงเสมอกันตลอดเวลา การซอยเท้าเรียกอีกอย่าง ว่าการ “เก็บเท้า” 1.13 วางสั้น เป็นการวางเท้าด้วยส้นเท้า จะวางส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งก่อนก็ได้ ถ้าจะ วางสันเท้า ด้วยเท้าขวาการยืนให้น้ำหนักตัวลงบนเท้าซ้าย โยกเท้าขวาขึ้นจากพื้นเล็กน้อยแล้วจึง วางส้นเท้าลงบนพื้นข้างเท้า ซ้ายเบา ๆ ปลายเท้าเปิดงอนิ้วทั้งห้าขึ้นให้เห็นชัดเจนว่า กำลังใช้ส้นเท้า อยู่ ถ้าจะวางส้นเท้าซ้ายก็ปฏิบัติ เช่นเดียวกับเท้าขวาการวางส้นเท้าบางครั้ง เรียกว่า “จรดด้วยสันเท้า" 1.14 ถัดเท้า เป็นกิริยาของการใช้เท้าอีกแบบหนึ่งจะถัดเท้าอยู่กับที่หรือจะถัดเท้า เคลื่อนที่ก็ได้ การถัดเท้าจะใช้เท้าขวาถัดเสมอ โดยเท้าซ้ายก้าวและด้วยเท้าขวา ลักษณะของ อาการที่เรียกว่า “ถัด” อยู่ที่การใช้ ฝ่าเท้า ตั้งแต่จมูกเท้าลงมาจนถึงส้นเท้าไถพื้นขึ้นไปแล้ววางเท้าลง ถ้าจะนับจังหวะจะได้ดังนี้จังหวะที่ 1ยกเท้าซ้าย ก้าว จังหวะที่ 2 เท้าขวาไถพื้นแล้วยก จังหวะที่ 3 วางเท้าขวาลง ถ้าเป็นการถัดเท้าอยู่กับที่เท้าซ้ายจะอยู่หลังเท้า ขวาที่ใช้ถัด วางไขว้อยู่หน้าเท้า ซ้ายเสมอ 1.15 กระทุ่งเท้า จะกระทุ่งเท้าใดก่อนก็ได้ ก่อนการกระทั่งเท้ามักจะก้าวเท้าหนึ่งไป ข้างหน้าและ ต้องให้น้ำหนักตัวอยู่เท้าหน้าให้มากที่สุดที่จะมากได้ สมมติว่าเท้าที่กำลังจะก้าว คือ เท้าขวา เท้าซ้ายซึ่งเป็นเท้า หลัง พยายามให้น้ำหนักลงบนเท้าซ้ายน้อยที่สุด ต่อจากนี้จะถึงตอนที่ เรียกว่า กระทั่ง คือ ยกเท้าซ้ายที่อยู่ข้างหลัง


51 ขึ้นสูงเล็กน้อยใช้จมูกเท้าแตะหรือกระทั่งพื้นเบา ๆ แล้วยกเท้าขึ้น การยกเท้าหลังจากกระทุ่งเท้านี้ เรียกว่า “กระดกเท้า" การกระทั่งเท้าใช้จมูกเท้ากระทั่ง เท่านั้นไม่ใช้ปลายนิ้วเท้ากระทั่งเป็นอันขาด 1.16 สะดุดเท้า เป็นกิริยาของการใช้เท้าเพื่อยังจังหวะอีกแบบหนึ่ง การสะดุดเท้าจะ สะดุดเท้าใด ก็ได้ ถ้าจะสะดุดเท้าขวาใช้จมูกเท้าขวาจรดพื้นไว้ น้ำหนักตัวลงบนเท้าซ้าย เอียงศีรษะ ไปข้างซ้ายก่อนจะสะดุดเท้า เริ่มด้วยการถ่ายน้ำหนักตัวไปรวมที่ปลายเท้าขวาที่จรดที่พื้นอยู่ โน้มตัวไปข้างหน้าไถเท้าขวาซึ่งจรดด้วยจมูกเท้าอยู่ ไปข้างหน้าและให้วางเต็มเท้า ยกเท้าซ้ายวาง ถอนตัวกลับ และจรดจมูกเท้าขวาลงเหมือนเดิมเปลี่ยนเอียงศีรษะมา ทางขวา ถ้าจะสะดุดเท้าซ้ายก็ ปฏิบัติเช่นเดียวกัน 2. หมวดกิริยาศัพท์คือ การเรียกชื่อท่าให้ได้งดงามเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติ บอกอาการกิริยา ซึ่งแบ่งออก ดังนี้ 2.1 เอียงศีรษะ การเอียงศีรษะจะเอียงศีรษะใดก่อนก็ได้ ถ้าจะเอียงศีรษะทางขวา ขั้นแรกต้องตั้ง ใบหน้าให้ตรงกับลำคอแล้วมองตรงไปข้างหน้าจึงเริ่มเอียงศีรษะข้างขวาลงมาเล็กน้อย เวลาที่เอียงศีรษะลงมาต้องมี ความรู้สึก ใบหูต้องตรงกับหัวไหล่ขวาแล้วประคองศีรษะไว้ให้คงที่ คือ อย่าให้เอียงลงมามากเกินไปจะดูเป็นคน คออ่อนคอพับ ข้อสำคัญเมื่อได้มองกระจกแล้วต้องเห็นว่าใบหน้าไม่บิดไปบิดมาข้างใดข้างหนึ่งและถ้าต้องการจะ เอียงศีรษะข้างซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน 2.2 เอียงไหล่ การเอียงไหล่นี้จะเอียงข้างไหนก่อนก็ได้ แต่ต้องเอียงที่ละไหล่จะเอียง พร้อมกัน ไม่ได้ถ้าต้องการเอียงไหล่ขวาก็ต้องสร้างความรู้สึกที่ไหล่ขวาเหมือนมีสิ่งที่มีน้ำหนักมาวางปลายไหล่ให้เอียงไหล่ลง ไปแต่อย่าให้มากนักอย่าให้ไหล่ข้างซ้ายยกขึ้น เมื่อเอียงไหล่ลงมาให้กดเกลียวหน้าลงมาด้วย (เกลียวหน้าอยู่ใต้ราว นมลงมา) อย่ากดเกลียวหลัง (เกลียวหลังอยู่ใต้ สะบัก) ลงมานั้นจะต้องระวังอย่าให้ไหล่เอียงลงมากเกินไป คอเอียง ลงมานิดหน่อยเท่านั้นก็ใช้ได้ ถ้าต้องการจะเอียงไหล่ข้างซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน 2.3 การยกตัวเป็นการใช้ส่วนของสีข้างและส่วนเอวเคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะการ ยักตัวนี้จะนั่ง ยักตัวหรือยืนยักตัวก็ได้ แต่วิธีนี้เริ่มฝึกหัดให้ง่าย คือ เริ่มด้วยการนั่งคุกเข่า ก้นวางบน ส้นเท้า ตัวตรง ใช้แขนทั้งสอง ข้างกำมือหงายข้อมือขึ้น งอแขนให้ศอกอยู่พอดีกับด้านข้างของเอว ทั้งสองเริ่มทำ จังหวะที่ 1 ดึงแขนขวาเข้าหา ลำตัว เพื่อให้ศอกกระแทกเอวด้านข้าง ยักเอวทางด้านขวา จังหวะที่ 2 ดึงแขนซ้ายเข้าหาลำตัวเพื่อให้ศอกกระแทก เอวด้านซ้ายยักเอวด้านซ้าย หลบศอกที่กระแทกมา ทำเช่นนี้สลับจังหวะ 1 และจังหวะ 2 ไปเรื่อย ๆ ใช้กิริยาของ การลักคอ เข้าช่วยจะทำให้ลีลาของการยกตัวดีขึ้น กล่าวคือ เมื่อยักเอวข้างขวาเพื่อหลบศอกขวาให้ลักคอไป ข้าง ซ้ายและกดไหล่ขวาต่ำลง และเมื่อยักเอวข้างซ้าย เพื่อหลบศอกซ้ายให้ลักคอไปข้างขวาและกด ไหล่ซ้ายต่ำลง เมื่อ ทราบว่าใช้ส่วนใดของลำตัวยักตัวแล้วก็ฝึกทำเองโดยไม่ต้องใช้ส่วนแขนช่วยและ ฝึกยืนยักตัวเป็นลำดับต่อไปการยืน ยักตัวต้องยืนตรงเท้าชิดกัน


52 2.4 โยกตัวปฏิบัติคล้ายกับการใช้ตัว แต่ลักษณะของการใช้หัวไหล่และใช้ลำตัวจะแข็งกว่าโย้ตัว ถ้าโยกตัวไปข้างขวาเอียงขวา ถ้าโยกตัวไปข้างซ้ายก็เอียงซ้ายกิริยาศัพท์อาจแบ่งออกเป็น ศัพท์เสริมและศัพท์เสื่อม และคำกริยาเหล่านี้ได้นำมาใช้ บ่อย ๆ เมื่อเห็นว่านักเรียนมีอาการในท่ารำที่เป็นศัพท์เสริม ดังต่อไปนี้ 2.5 กันวงการบอกลักษณะกิริยาของการใช้วงที่แคบกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องใช้วงกว้าง กว่าเดิม 2.6 ลดวง คือ การบอกลักษณะของการตั้งวงสูงกว่าปกติ ควรลดวงมาให้ได้ระดับ 2.7 หลบศอก คือ การบอกกิริยาเมื่อผู้ตั้งวงโดยการโค้งศอกขึ้นมากเกินไป 2.8 ซึ่งไหล คือ การบอกกิริยาของผู้รำที่ปล่อยไหล่ค่อม จนทำให้รำไม่สวย ให้หลังตึง หรือดันหลัง ขึ้น 2.9 ตึงเอว คือ การบอกกิริยาเพื่อให้ผู้เรียนระวังส่วนเอวด้านหลังให้ตั้งขึ้นตรงเสมอ ไม่หย่อนตัว 2.10 เปิดส้น คือ การบอกลักษณะกิริยาของเท้าหลังซึ่งวางจมูกเท้าลงบนพื้น ส่วน ส้นเท้าจะยก สูงขึ้น กิริยาอาการของคำศัพท์เสื่อมที่ใช้ในทางนาฏศิลป์ 2.11 วงล้า คือ บอกลักษณะกิริยาของผู้รำว่าวงไม่ได้สัดส่วนต่ำกว่าปกติ 2.12 วงหัก คือ บอกลักษณะกิริยาของผู้ร้า ที่ตั้งวงงอศอกมากเกินไป จนเป็นมุมไม่เป็น ส่วนโค้ง 2.13 วงล้น คือ บอกลักษณะกิริยาของผู้ที่ตั้งวงสูงผิดปกติ 2.14 ขย่มตัว คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ที่ใช้จังหวะเข้ามากเกินไป จนแลดู ลำตัวเขย่งขึ้นลง อยู่ตลอดเวลา 2.15 จังหวะ คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ราที่ว่ากว่าจังหวะที่กำหนด เช่น การก้าวเท้าก่อน จังหวะฉิ่ง ฉับ 2.16 จำเลื้อย คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ร้า จากท่าหนึ่งไปอีกท่าหนึ่งไม่ กระฉับกระเฉง ดู แล้วนิ่มนวลไม่สวยงาม 2.17 รำลน คือ การบอกลักษณะกิริยาของผู้ร้าที่ราท่าทางว่องไว แลดูจนคล่อง แต่ไม่ตรงกับท่าที่ กำหนดไว้ 3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด ได้แก่ 3.1 จีบยาว คือ การจีบที่แขนเหยียดตั้ง 3.2 จีบสั้น คือ การจีบที่มือจีบแขนจะงอเข้ามา


53 3.3 ลักคอ คือ การลักคอนี้จะลักคอข้างไหนก่อนก็ได้ หรือจะลักคอสลับกันไปซ้ายขวา แต่การลัก คอจะใช้ในหลายโอกาส ต้องประกอบด้วยการยักไหล่เยื้องไหล่และอื่น ๆ ถ้าจะเริ่มลักคอซ้ายจะต้องตั้งหน้าให้ตรง ตั้งคอให้ตรงหน้ามองตรงไปข้างหน้าแล้วยักไหล่ขวาลง การลักคอข้าง ขวา ซ้าย นี้ต้องระวังให้ดี เวลาเอียงศีรษะลง หน้าจะต้องเยื้องไปด้านตรงกันข้ามนิดหน่อย ถ้าลักคอข้างซ้ายหน้าจะเยื้องไปทางขวาพอประมาณ แต่อย่าให้ถึงกับ บิดหน้าสายตาจะต้องจับอยู่ที่ จุดข้างหน้าตลอดเวลาการลักคอนี้จะต้องทำในแบบที่นุ่มนวล แต่ถ้าทำคอแข็งแล้ว ฟาดศีรษะแรง ๆ จะดูเป็นการกลอกคอ 3.4 เดินมือ คำว่าเดินมือนี้ใช้ได้ทั่วไปในเวลา เช่น ท่าเทพพนม จะต้องยกมือทั้งสอง ขึ้นมาประนม ที่หน้าอก เวลาที่ยกมือทั้งสองขึ้นมาก็จะเรียกว่า เดินมือ คำนี้โดยมากใช้กับครูในขณะที่บอกกับลูกศิษย์ เช่นสอดมือ ช้าไป ครูจะเร่งว่า เดินมือเร็ว ๆ หน่อย หรือ ท่าซักแป้งผัดหน้า ช้าไปครูจะบอกว่าเดินมือ เร็วอีกนิดเป็นต้น 3.5 กรีดนิ้ว ส่วนใหญ่จะใช้กับการจีบมือ ในเมื่อได้จีบมือเรียบร้อยแล้ว ส่วนนิ้ว ที่เหลืออยู่อีก 3 นิ้วจะต้องกรีดออกไป โดยการดึงนิ้วให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และพยายามบังคับให้นิ้วทั้งสามอยู่ในระยะที่ห่างกัน พอสมควรซึ่งลักษณะคล้ายกับพัดที่คลี่ออก ส่วนฝ่ามือต้องไม่ห่อเข้ามาจนกลางอุ้งมือเป็นแอ่ง การตึงนิ้วนี้ควรดึง นิ้วกลางให้มากกว่านิ้วอื่น ๆ แต่ต้องไม่ลืมหักข้อมือเข้าหาลำแขน จากนาฏยศัพท์ต่าง ๆ เหล่านี้ นับเป็นพื้นฐานที่เป็นผลทำให้มีท่าทางต่าง ๆ เกิดขึ้นในวงการนาฏศิลป์ไทย เรียกว่า “การตีบท การรำบท ภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาฏศิลป์ไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อ การแสดง อันเป็นส่วนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องจากนาฏยศัพท์และการเลียนแบบธรรมชาติ นำมาปรุงแต่งทำให้เกิด ความหมายต่อบทบาทที่แสดง ตลอดจนเป็นสื่อทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างผู้ชมและผู้แสดงมากขึ้น ความหมายของการตีบท ภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์ ภาษาท่านาฏศิลป์เป็นภาษาท่าทางธรรมชาติของมนุษย์ แต่เพียงมีผู้ประดิษฐ์ลีลาให้อ่อนช้อยสวยงามสุ มิตร คุณากร (2519, หน้า 10) ได้กล่าวไว้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ เป็นการสื่อความหมาย ด้วยท่าทางเป็นภาษาท่าที่ ถ่ายทอดความหมายแทนคำพูด หรือลักษณะท่าทางบุคลิก ความรู้สึก ในการสื่อสารหรือเรียกง่าย ๆ ว่าการส่ง ภาษามนุษย์เราใช้คำพูด (Verbal Communication) เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ความจริงเราส่งภาษาด้วยคำพูด ด้วย การเขียน ตัวอักษร เป็นรูปภาพ เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้มากมาย นอกจากภาษาพูดและภาษาเขียนที่ใช้อยู่เสมอ แล้ว การสื่อ ความหมายและความรู้สึก ในชีวิตประจำวันยังใช้ภาษาท่าทางอีกด้วยดังนั้น กิริยาท่าทาง จึงนับว่า เป็นภาษาส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับถ้อยคำที่เปล่งเสียงเป็นคำพูดออกมาทางปาก แต่ท่าทางต่าง ๆ ที่ แสดงออกมาเป็น ภาษาดังกล่าวมาข้างต้นนั้น อาจจำแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. ท่าที่ใช้แทนคำพูด เช่น การรับ ปฏิเสธ สั่งเรียกเข้ามาหา ไป เป็นต้น 2. ท่าที่แสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบถ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน เคารพ คลาน ฯลฯ 3. ท่าที่แสดงอารมณ์ภายใน เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ โศกเศร้า รัก ยิ้ม ร่าเริง


54 4. ท่าเลียนแบบสัตว์ เช่น นก ม้า ปลา กวาง เสือ ฯลฯ ธนิต อยู่โพธิ์ (2516, หน้า 150) ได้ให้ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์เป็นท่ารำที่มนุษย์ ได้ปรุงแต่งจาก ลีลาธรรมชาติให้สวยสดงดงามโดยมีดนตรีเป็นองค์ประกอบเรียกว่า ภาษาท่า นาฏศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปะของการเยื้อง กรายร่ายรำที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากการเดินของตัว ละคร ซึ่งเป็นกิริยาปกติวิสัยของมนุษย์การสื่อความหมาย แทนคำพูด อารมณ์ความรู้สึกจะแสดง ออกเป็นท่าทางนาฏศิลป์ได้ทั้งสิ้น และประกอบกับการขับร้องการบรรเลง ดนตรีและการเยื้องกรายของตัวละครก็จะมีศิลปะงดงามตามหลักนาฏศิลป์มากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ภาษาท่านาฏศิลป์ ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ เช่น ความเศร้า การร้องไห้ ดีใจ โกรธ ก็สามารถแสดงออกมาด้วยสีหน้าท่าทางใน ลักษณะภาษาท่านาฏศิลป์ได้ ซึ่งสิ่งที่แสดง ออกมาเราเรียกว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ทั้งสิ้น ในทางศิลปะนาฏกรรม จำเป็นต้องมุ่งให้เต้นและทำให้ งดงาม สง่า ที่เรียกกันว่า “สุนทรียรส”อีกด้วย ซึ่งเป็นการประดิษฐ์โดยอาศัยหลัก ความงามของ ศิลปะ เป็นการส่งภาษาโดยเฉพาะของมันอย่างที่เรียกว่า นาฏยภาษา หรือภาษาท่านาฏศิลป์ หรือ Dance Language ทุกท่าจึงมีความหมายแสดงออกมาเป็นคำพูดแต่เป็นคำพูดที่พูดด้วย มือ เท้า แขน ขา ลำตัว ลําคอ ใบหน้า และศีรษะ ด้วยเหตุนี้การดูโขนจึงต้องดูที่ท่าเต้น เพราะท่าเต้นรำนั้น เป็นคำพูดของโขน อันเป็น นาฏยศัพท์หรือภาษาท่านาฏศิลป์ของการแสดงศิลปะแขนงนี้ นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความหมายของคำว่า ภาษาท่า นาฏศิลป์ ตีบท ไว้อีกหลายท่าน อมรา กล่ำเจริญ (2535, หน้า 108) กล่าวไว้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ หมายถึง ภาษาท่าทาง นาฏศิลป์เสมือน เป็นภาษาพูดโดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกายแสดงออกมาเป็นท่าทาง เป็น สื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้และถ้าได้มีการแนะนำในการใช้ ท่าทางต่าง ๆ ก่อนบ้างพอสมควรแล้วยิ่งจะทำให้รู้ เรื่องราวความเข้าใจเพิ่มความสนุกสนานมากขึ้น พื้นฐานของการใช้ภาษาท่านาฏศิลป์นี้ส่วนมากจะนำมาจากท่า ธรรมชาติ แต่นำมาประดิษฐ์ ดัดแปลงให้มีความอ่อนช้อยและสวยงาม กิริยาท่าทางที่แสดงออกมาเป็นภาษาท่า นาฏศิลป์ สุมิตร เทพวงษ์ (2541, หน้า 206) กล่าวไว้ว่า การตีบท ภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์ คือ การแสดงท่าทาง แทนคำพูดให้มีความหมายรวมทั้งแสดงอารมณ์ เรณู โกศินานนท์ (2544, หน้า 51) กล่าวไว้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ หมายถึง ท่าทางของ นาฏศิลป์ที่มีกำเนิด มาจากท่าธรรมชาติเป็นพื้นฐาน จากความหมายดังกล่าวข้างต้น พอสรุปได้ว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ เป็นภาษาที่สื่อ ความหมายผู้อื่นเข้าใจ ด้วยการแสดงสีหน้าท่าทางแทนคำพูด ซึ่งเลียนแบบมาจากท่าธรรมชาติ ลักษณะของภาษาท่า ภาษาท่านาฏศิลป์ไทย หรือท่าเต้นท่ารำในศิลปะการแสดงโขน ละคร ฟ้อนรำนั้น เท่ากับ เป็นภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อแสดงออกมาเป็น ท่าทาง ซึ่งถ้าจะให้สามารถ เข้าใจ สนุกสนาน เพลิดเพลิน และชื่นชมในศิลปะแขนงนี้ได้ดี ก็ควรต้อง มีความรู้ความเข้าใจในท่าทางต่าง ๆ ที่ตัว


55 แสดงนั้นแสดงออกมาเป็นสื่อ ซึ่ง สุมิตร เทพวงษ์ (2541 หน้า 206-221) และเรณู โกศินานนท์(2544 ข, หน้า 1- 70) ได้แบ่งลักษณะของภาษาท่า ไว้ดังนี้ 1. กิริยาท่าทางที่ใช้แทนคำพูด เช่น 1.1 ปฏิเสธ คือ ยกมือตั้งวงระดับอก สั่นปลายนิ้วพร้อม ๆ กับส่ายหน้าน้อย ๆ 1.2 เรียกมา คือ ปาดมือกรีดนิ้วจีบเข้าหาตัวด้านหน้าแล้วปล่อยจีบเป็นตั้งวง 1.3 ไป คือ ม้วนมือจีบออกไปตั้งวงระดับหน้า 1.4 แนะนำตัวเอง (ฉัน) คือ จะนั่งหรือยืนก็ได้ มือซ้ายจีบเข้าหาอก หรือจะใช้ฝ่ามือ แตะที่อก 1.5 ท่ายิ้ม คือ จีบคระดับปาก อมยิ้มพอสมควร เอียงข้างมือจีบ 1.6 ท่าดีใจ พอใจ คือ ใช้เฉพาะมือซ้ายจีบระดับปาก 1.7 ท่าน คือ ยกมือข้างใดข้างหนึ่งขึ้นตั้งฉาก หักปลายนิ้ว ตามองที่มือยกขึ้น 1.8 เธอ คือ ชี้นิ้วมือซ้ายมาด้านหน้าระดับเอว 1.9 ท่าร่าเริง สนุกสนาน คือ จับหงายระดับเอวทั้งสองมือ แล้วเปลี่ยนมือเป็นตั้งวง ระดับอก 1.10 ท่านที่เคารพ คือ ตั้งมือขึ้นระดับแง่ศีรษะ ในท่าพนมมือไหว้ข้างศีรษะ 2. กิริยาท่าทางที่แสดงอารมณ์ภายใน อารมณ์ภายใน หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดเป็นนามธรรม เป็นสิ่งที่ มองเห็นด้วยตาได้ ยาก ส่วนใหญ่จะแสดงออกทางดวงตา สีหน้า ดังนั้นในการแสดงนาฏศิลป์จึงจำเป็นต้องมีท่าทาง เข้าประกอบ เพื่อให้เข้าใจความหมายได้มากขึ้น ดังนี้ 2.1 ความรัก คือ ประสานมือทั้ง 2 ข้าง ทาบที่ฐานไหล่ แสดงความรักและชื่นชม 2.2 ท่าอาย คือ เอาฝ่ามือแตะแก้ม เอียงใบหน้าตามมือที่แตะ 2.3 ท่าดีใจ พอใจ คือ ใช้มือซ้ายจีบระดับปาก 2.4 ท่าเศร้าโศก คือ ประสานลำแขน ส่วนล่าง ทิ้งมือลงระดับต้นขาเดินก้มหน้าช้าๆ ในลักษณะ เล็กน้อย 2.5 ท่าร้องไห้ คือ ใช้เฉพาะมือซ้ายแตะที่หน้าผาก มือขวาจีบแนบอยู่ที่ชายพกด้านซ้าย ก้มหน้า พร้อมสะดุ้งตัวไปมาเหมือนกำลังสะอึกสะอื้น 3. ท่าแสดงกิริยาอาการหรืออิริยาบถ มีดังนี้ 3.1 ท่าไหว้ คือ การยกมือขึ้นทำท่าไหว้ระดับอก ให้ปลายนิ้วมือดึง


56 3.2 ทำกราบ คือ นั่งพับเพียบ ประนมมือ แล้วโน้มตัวไปคร่อมเข่าซ้าย วางมือที่ไหว้อยู่ หน้าหัว เข่าซ้าย 3.3 ท่านอน คือ ตัวพระและตัวนางนั่งในท่าพระ วางแขนทั้ง 2 ข้างเฉียงลำตัว แขนซ้าย เหยียด ตึงแขนขวาลงเล็กน้อย และก้มใบหน้าลงเอียงซ้าย 3.4 ท่ายืน คือ ตัวพระยืนให้ปลายเท้าซ้ายวางล้ำหน้าเท้าขวาเล็กน้อย เท้าขวายืน รับน้ำหนัก มือ ซ้าย แนบลำตัว มือขวาเท้าสะเอว ส่วนตัวนาง มือขวาจีบหงายที่ชายพก เอียงศีรษะ ข้างซ้าย เป็นต้น 4. กิริยาท่าทางที่ใช้เลียนแบบสัตว์ เช่น 4.1 นก ลักษณะท่าคือ ตั้งวงแขนระดับไหล่ กดแขนลงแล้วกลับโบกขึ้น พร้อมซอยเท้า ยึดยุบ 4.2 ปลา ลักษณะท่าคือ ท่าที่หนึ่ง ฝ่ามือซ้อนกัน หักปลายนิ้วและยุบขึ้นลงตามจังหวะท่าที่สอง ตั้งมือ ข้างหนึ่งระดับอก มืออีกข้างส่งไปด้านหลัง ฝ่ามือเหยียดตรง โบกนิ้วตามจังหวะ สุมิตร เทพวงษ์ (2541, หน้า 222) ได้กล่าวถึงหลักสำคัญของการแสดงภาษาท่านาฏศิลป์ ไว้ว่า คำนึงถึงความสวยงามและสื่อความหมาย ให้เด่นชัด อย่าทำเหลื่อมกับคำพูด พยายามเลี่ยง ท่าซ้ำ ท่าวรรคติด ๆ กันอย่าทำมือซ้ำเพียงข้างเดียว ให้ตัดท่าย่อย ออก การออกท่า ควรคำนึงถึง บุคลิกของตัวละครและคำนึงถึงการเอียงศีรษะด้วย สรุปได้ว่า นาฏยศัพท์และภาษาท่านาฏศิลป์ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่เรียนนาฏศิลป์ไทยทั้งนาฏยศัพท์และ ภาษาท่านาฏศิลป์ จะมีลักษณะที่มีความสัมพันธ์กันเป็นเพราะได้สื่อท่าทางใน การบอกความหมายต่าง ๆ ในการ ร่ายรำหรือการแสดงโขนและละคร นอกจากนี้ นาฏยศัพท์และ ภาษาท่านาฎศิลป์ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว แต่ละ ประเภทจะบอกถึงลักษณะของนาฏยศัพท์ที่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ที่จะเป็นผู้กระทำโดยมีความสัมพันธ์กับส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ทำให้เกิด นาฏศิลป์ที่แตกต่างกันออกไปการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทาง 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคเกมเป็นฐาน ผู้วิจัย ได้ รวบรวม และสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศ ไทยจำกัด. กระทรวงศึกษาธิการ. (2553) ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพมหานคร:ชุมนุมสหกรณ์ การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด.


57 กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. ซีรีน ชุมวรฐายี. (2557). ประสิทธิผลของการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางต่อการเรียนรู้คำศัพท์และ ความคงทนในการจดจำคำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,สงขลา. จิตาวดี จิราวัฒนาพร. (2555). การพัฒนาชุดการเรียนรู้เรื่องพื้นฐานนาฏศิลป์ไทยสาระนาฏศิลป์โดยใช้ วิธีการแบบเพื่อนช่วยเพื่อนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ คบ.ม. บัณฑิตตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. ธนกร มหัทธนะกุลชัย. (2556). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการปฏิบัติทางดนตรีของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น. เรณู โกศิลานนท์. (2545) สืบสานนาฏศิลป์ไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิชจำกัด. เกศรินทร์ เชนรัมย์, การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานประกอบการเรียนรู้แบบอุปนัยวิชา สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,(บัณฑิต วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2560), หน้า 77-83. ประยูร จุลม่วง, การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกมเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ รายวิชาภูมิเศรษฐศาสตร์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น, วารสาร ศึกษาศาสตร์ ฉบับวิจัยบัณฑิตศึกษา, ปีที่ 32 ฉบับที่ 2. สุนทรีวิเศษ (2549 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความอดทนในการจำบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยเจริญวิทยาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา บุรีรัมย์เขต 3 ผลการวิจัยพบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพ 83.57/ 81.00 สอดคล้องกับเกณฑ์ 80/ 80 ที่ตั้งไว้นักเรียนที่เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยยะ สำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่มีความคงทนในการจำ


58 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนที่การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น 2. เพื่อวัดระดับ ทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ผลงานที่จัดเรียนการสอน โดยใช้เกมเป็นฐาน ในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลงอยู่ในระดับดีขึ้น โดยการใช้ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐานของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินตาม ขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวม ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจันครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านโพน พระ ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคายเขต 1 ประจำปีการศึกษา 2566 ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1 ห้องเรียน จำนวน 16 คน นักเรียนชาย 7 คน นักเรียนหญิง 9 คน รูปแบบในการทดลอง ผู้วิจัยได้กำหนดเครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ 1.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วยเครื่องมือ 4 ชนิด ดังนี้ 1.1 แผนการจัดการเรียนการสอนเรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลา 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 1.3 แบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ผลงานเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำ นาฏศิลป์จากบทเพลงโดยประเมินด้านทักษะในการปฏิบัติ ทักษะกระบวนการคิดและทักษะกระบวนการปฏิบัติ กิจกรรมเป็นกลุ่ม จำนวน 20 ข้อ


59 วิธีการสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีวิธีการสร้างและคุณภาพตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนการสอนเรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำจากบทเพลง มีขั้นตอนดังนี้ 2.1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ช่วงชั้นที่ 2 คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับ หลักการจุดมุ่งหมายโครงสร้างเวลาเรียน แนวดำเนินการการวัดผลประเมินผลคำอธิบายรายวิชา มาตรฐานการเรียนรู้ที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรม 2.1.2 ศึกษาการสร้างแผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ในรายวิชา นาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำจากบทเพลง จาก หนังสือเอกสารและหลักการสร้าง แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างต่อไป 2.1.3 กำหนดกรอบเนื้อหากิจกรรมจุดประสงค์การเรียนรู้ในแผนการ จัดการเรียนการสอนแบบ ทักษะปฏิบัติกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำ นาฏศิลป์จากบทเพลงสำหรับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 2.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จาก บทเพลงตามกรอบ เนื้อหาจุดประสงค์การเรียนรู้กิจกรรมการวัดผลประเมินผลที่กำหนดไว้จำนวน แผนการเรียนรู้ ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การประดิษฐ์ท่าประกอบเพลง จำนวน 1 ชั่วโมง 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ภาษาท่า จำนวน 3 ชั่วโมง 3. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง นาฏยศัพท์ จำนวน 3 ชั่วโมง 4. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การประดิษฐ์ท่าประกอบเพลง1 จำนวน 3 ชั่วโมง 2.1.5 นำแผนการจัดการเรียนการสอน เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ที่สร้างขึ้น เสนอต่ออาจารย์ปรึกษาพิจารณาตรวจสอบ เสนอแนะความถูกต้องของเนื้อหาสอดคล้องกับการวัดผลประเมินผล การใช้สื่อแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนการสอนผู้วิจัยจึงนำข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไข 2.1.6 นำแผนการจัดการเรียนการจัดการเรียนรู้ไปหาความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ในการสอนวิชานาฏศิลป์ โดย ใช้วิธีของโรวิเนลลี (Rovinelli) และแฮมเบิลตัน (Hambleton) โดยประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) มีหลักการดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2554) ให้คะแนน +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้


60 ให้คะแนน 0 ให้คะแนน ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อสอบวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ แล้วเลือกคำตอบที่มีค่าตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไปเป็นข้อสอบอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ได้ข้อมูลดังต่อไปนี้ หาค่า (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 มีค่า (IOC) 0.33 เนื่องการด้วยวิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของ แบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ คำตอบต้องที่มีค่าตั้งแต่ ขึ้น ไปจึงจะใช้ได้ ดังนั้นจึงนำ 0.67 กลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนเพื่อพิจารณาความสอดคล้องระหว่างคำถามกับตัวชี้วัด (Index of Item Objective Congruence: IOC) อีกครั้ง จึงได้ค่าค่า (IOC) ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การประดิษฐ์ท่าประกอบเพลง มีค่า (IOC) ทั้งฉบับ 0.90 หาค่า (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ใน มีค่า (IOC) หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ คำถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ คำตอบต้องที่มีค่าตั้งแต่ 0.67% ขึ้นไปจึงจะใช้ได้ ดังนั้นจึงนำ กลับไปให้ ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนเพื่อพิจารณาความสอดคล้องระหว่างคำถามกับตัวชี้วัด (Index of Item Objective Congruence: IOC) อีกครั้ง จึงได้ค่าค่า (IOC) ดังนี้ การจัดการเรียนรู้ที่ เรื่องนาฏยศัพท์ มีค่า (IOC) ทั้งฉบับ 0.87 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องการประดิษฐ์ท่าประกอบเพลง1 มีค่า (IOC) ทั้งฉบับ 0.93 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขและจัดพิมพ์ เป็นฉบับจริงเพื่อใช้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 16 คน 2.2 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ผู้วิจัยได้จัดทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นทักษะปฏิบัติจำนวน 1 ฉบับเป็นแบบทดสอบแบบ ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกจำนวน 20 ข้อซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 2.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะสาระนาฏศิลป์และศึกษาทฤษฎีหลักการและวิธีการสร้างเครื่องมือวัดผลทางการศึกษา 2.2.2 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบท เพลง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแบบทดสอบระหว่างเรียนและหลังเรียนเพื่อ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน อย่างละ 1 ฉบับเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกโดย ข้อสอบจำนวน 20 ข้อ วัดพฤติกรรมด้านพุทธพิสัย ได้ ดังนี้ ตารางที่ 3.1 การวัดพฤติกรรมด้านพุทธพิสัยของแบบทดสอบ จำนวน 20 ข้อ รายการ / ด้าน ความรู้ความจำ (ข้อ) ความเข้าใจ (ข้อ) การนำความรู้ไปใช้ (ข้อ) รวม (ข้อ) ภาษาท่า 17,18 11,12 19,20 6


61 นาฏยศัพท์ 2 1 8,9 4 การสร้างสรรค์ท่ารำทางนาฏศิลป์ไทย 3,4, 5,6 16 5 การออบแบบสร้างสรรค์ท่ารำนาง นาฏศิลป์ไทย 7 13,14,15 10 5 รวม 20 2.2.3 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนอต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาทำ การตรวจสอบ 2.2.4 นำแบบทดสอบที่ตรวจสอบแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของคณะกรรมการที่ ปรึกษา 2.2.5 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญ 3 คนเพื่อพิจารณาความสอดคล้อง ระหว่างคำถามกับตัวชี้วัด (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดย ใช้แบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนี้ไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของ แบบทดสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ แล้วเลือกคำตอบที่มีค่าตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไปเป็นข้อสอบอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ 2.2.6 แบบทดสอบที่สร้างเสร็จ นำไปทดลองใช้ (Try out) โรงเรียนบ้านโพนพระ ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย จำนวน 16 คน เพื่อนำผลมาวิเคราะห์หา ความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) เพื่อหาข้อสอบ ที่ได้มาตรฐาน ในการทดลองครั้งนี้พบว่า มีข้อสอบอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.20 -0.80 ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป จำนวน 20 ข้อ ได้ค่า IOC ทั้งฉบับ 0.89 และได้ ค่าความเชื่อมั่น 0.74 นำ แบบทดสอบทดลองกับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนพระ ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เพื่อเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 2.3 การสร้างแบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ท่ารำ นาฏศิลป์จากบทเพลง วิธีการ สร้างแบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียน


62 2.3.1 ศึกษาวิธีสร้างแบบวัดทักษะปฏิบัติจากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และตำราที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการสอนนาฏศิลป์เพื่อเป็นแนวทางในการ สร้างแบบวัดทักษะปฏิบัติกลุ่มสาระ ศิลปะชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง 2.2.2 วิเคราะห์หลักสูตรเนื้อหา ศึกษารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบใช้เกมเป็นฐานเพื่อ กำหนดสิ่งที่ต้องการจะวัดและขั้นตอนการปฏิบัติ 2.2.3 กำหนดพฤติกรรมที่จะวัดเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง 2.2.4 กำหนดสัดส่วนคะแนน 2.2.5 นำแบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ผลงาน เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำ นาฏศิลป์จากบทเพลงที่สร้างเสร็จ นำไปทดลองใช้ (Try out) นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพน พระ ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย จำนวน 16 คน เพื่อนำผลมาวิเคราะห์หา ความเที่ยงตรง จำนวน 20 ข้อ ซึ่งได้ค่า IOC ทั้งฉบับ 0.92 นำแบบวัดทักษะทดลองกับนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนพระ ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย จำนวน 16 ในภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เพื่อเป็นแบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนในการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบท เพลงของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้เกณฑ์ดังนี้ ระดับความเหมาะสมมากที่สุด ตรวจให้ 3 คะแนน ระดับความเหมาะสมมาก ตรวจให้ 2 คะแนน ระดับความเหมาะสมปานกลาง ตรวจให้ 1 คะแนน เกณฑ์ระดับค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป หมายถึง ดีมาก ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 70-79 หมายถึง ดี ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 60-69 หมายถึง ปานกลาง ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละน้อยกว่า 50 หมายถึง ต้องปรับปรุง


63 การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย มีขั้นตอนดังนี้ 1. ติดต่อประสานงานและขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพนพระ ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เพื่อกำหนดวันเวลาและสถานที่ในการนำเครื่องมือไปทดลองใช้ในแต่ละครั้งผู้วิจัยชี้แจง กิจกรรม ในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เกิดความเข้าใจเป็นอย่างดีและชี้แจงเครื่องมือ 2. ชี้แจงให้นักเรียนที่เกี่ยวข้องทราบถึงขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย จุดประสงค์และความสำคัญของ งานวิจัย 3. นำเครื่องมือไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 คน โรงเรียน โรงเรียนบ้านโพนพระ ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนี้ 1. หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบท เพลง จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนต่อการ จัดเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ในรายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่อการจัดเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานใน รายวิชานาฏศิลป์ ใน หัวข้อ การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลงสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4. วัดทักษะการแสดงของนักเรียนต่อการจัดเรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน รายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อ การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลงสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1. หาค่าเฉลี่ย ̅ (บุญชม ศรีสะอาด, 2554 น. 105) ตามภาคผนวก 2. ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .. (บุญชม ศรีสะอาด, 2554, น.106) 3. การวิเคราะห์ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ IOC (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2526 น. 89-91) ตามภาคผนวก


64 4. การวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ Kuder- Richardson KR-20 (ปราณี หลำเบ็ญสะ, 2559) ตามภาคผนวก 5. การทดสอบที t-test (Dependent samples) ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน (บุญชม ศรีสะอาด, 2554, น. 112) ตามภาคผนวก ค 6. หาความยากง่าย (P) ของแบบทดสอบโดยใช้เทคนิค 33% ของจอห์นสัน (ล้วน สายยศ และ อังคนา สายยศ, 2538 น. 179-181) ตามภาคผนวก 7. หาค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ (กรมวิชาการ, 2545, น. 68) ตามภาคผนวก


65 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ โดยใช้ใช้เกมเป็นฐาน เพื่อวัดระดับทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ผลงานเรื่องท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ของนักเรียนที่มี ต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานใน รายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อ การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบท เพลง มีการเก็บรวบรวมข้อมูล การ วิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล ของการหาค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ 4.2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักเรียน ต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จาก บทเพลงสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4.3 การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูลของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำ นาฏศิลป์ จากบทเพลงสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4.4 การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล ของแบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนต่อ การจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อเรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบท เพลงสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


66 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล ของการหาค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) ของ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ ตารางที่ 4.1 การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำจากบท เพลง รายการการประเมิน (ข้อ) คะแนนความคิดเห็น(X)ของผู้เชี่ยวชาญ(N) รวมคะแนน (X) ค่า IOC แปลผล คนที่+1 คนที่2 คนที่3 1 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 8 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 14 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 18 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 19 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ รวม 54 0.90 ใช้ได้ จากตารางที่ 4.1 ค่าค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของ ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การ สร้างสรรค์ท่ารำทางนาฏศิลป์ไทย มีค่า (IOC) ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.90


67 ตารางที่ 4.2 การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ภาษาท่า รายการการประเมิน (ข้อ) คะแนนความคิดเห็น(X)ของผู้เชี่ยวชาญ(N) รวมคะแนน (X) ค่า IOC แปลผล คนที่+1 คนที่2 คนที่3 1 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 8 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 14 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 18 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 19 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ รวม 54 0.90 ใช้ได้ จากตารางที่ 4.2 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ภาษาท่า ทั้งฉบับ มี ค่า (IOC) เท่ากับ 0.90


68 ตารางที่ 4.3 การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง นาฏยศัพท์ รายการการประเมิน (ข้อ) คะแนนความคิดเห็น(X)ของผู้เชี่ยวชาญ(N) รวมคะแนน (X) ค่า IOC แปลผล คนที่+1 คนที่2 คนที่3 1 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 8 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 14 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ +15 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ +16 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ +17 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ +18 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ +19 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ รวม 54 0.90 ใช้ได้ จากตารางที่ 4.4 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง สร้างสรรค์ท่ารำจาก บทเพลง+1 ทั้งฉบับ มีค่า (IOC) เท่ากับ 0.90


69 ความคิดเห็น +1 หมายถึงแน่ใจว่ารายละเอียดของแผนมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ การวิจัยและกระบวนการจัดการเรียนรู้ 0 หมายถึงไม่แน่ใจว่ารายละเอียดของแผนมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ การวิจัยและกระบวนการจัดการเรียนรู้ -1 หมายถึงแน่ใจว่ารายละเอียดของแผนไม่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ การวิจัยและกระบวนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบกับ จุดประสงค์การ เรียนรู้ แล้วเลือกคำตอบที่มีค่าตั้งแต่ 0.67 - 1.00 ขึ้นไปเป็นข้อสอบอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ 4.2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักเรียนต่อ การจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนต่อ การจัดเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 คน มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดังต่อไปนี้ ตารางที่ 4.5 ตารางแสดงคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการสอน แบบเกมเป็นฐาน ในรายวิชานาฏศิลป์ในหัวข้อ การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลงสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 คน นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน X1 คะแนนหลังเรียน X2 ความแตกต่าง D= X2 - X1 D 2 1 5 17 12 144 2 4 15 11 132 3 6 15 9 108 4 7 18 11 132 5 9 19 10 120 6 4 15 11 132 7 1 18 17 204


70 8 3 18 15 180 9 8 16 8 96 10 5 16 11 132 11 2 17 15 180 12 7 18 11 132 13 5 19 14 168 14 8 19 11 132 15 6 16 10 120 16 5 16 11 132 85.00 272.00 187.00 2266.00 ̅ 5.31 17.00 11.69 141.63 . 2.30 4.12 3.42 11.90 ตารางที่ 4.6 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนต่อ การจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ̅ .. Sig (one-tailed test) ก่อนเรียน (คะแนน 20) 20 5.31 2.30 31.41 .000 หลังเรียน (คะแนน 20) 20 16.88 4.11 จากตารางที่ 4.6 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน ของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใน หัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง เปรียบเทียบ ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการวิเคราะห์ พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.31 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.53 คะแนนเฉลี่ย หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.88 คะแนน ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.68 เมื่อนำมาหาค่าสถิติโดยใช้ t-test ได้เท่ากับ 31.41 ผลการตรวจ แสดงว่าคะแนนก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียนมีความแตกต่างกัน คะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าเฉลี่ยก่อนเรียน ผลการทดสอบ t-test สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ศึกษาเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ โดยใช้เกมเป็นฐาน ในหัวข้อการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ 0.05 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้


71 4.3 การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูลของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชา นาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใน หัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ตารางที่ 4.7 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนต่อ การจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ข้อสอบ จำนวน 20 ข้อ รายการการประเมิน (ข้อ) คะแนนความคิดเห็น(X)ของผู้เชี่ยวชาญ(N) รวมคะแนน (X) ค่า IOC แปลผล คนที่+1 คนที่2 คนที่3 1 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 8 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 11 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 14 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 18 0 +1 +1 2 0.67 ใช้ได้ 19 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ รวม 54 0.90 ใช้ได้ ความคิดเห็น ให้คะแนน +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน 0 ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อสอบวัดตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้


72 ให้คะแนน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จากตารางที่ 4.7 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง มีค่าเท่ากับ 0.90 ตารางที่ 4.8 แสดงค่าความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อ เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ข้อสอบ 20 ข้อ ข้อที่ ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) 1 0.74 0.38 2 0.68 0.54 3 0.56 0.54 4 0.74 0.38 5 0.74 0.38 6 0.70 0.46 7 0.72 0.46 8 0.60 0.46 9 0.66 0.62 10 0.74 0.38 11 0.72 0.38 12 0.64 0.31 13 0.68 0.38 14 0.74 0.38 15 0.64 0.54 16 0.74 0.46 17 0.66 0.62 18 0.72 0.62 19 0.74 0.31 20 0.70 0.54 ในการทดลองครั้งนี้พบว่ามีข้อสอบอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ค่าความยากง่าย (P) อยู่ ระหว่าง 0.20 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป จำนวน 20 ข้อ และได้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีผล ตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ


73 ตารางที่ 4.9 แสดงค่าคะแนนของนักเรียน ที่ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่อ การจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง นักเรียนคนที่ 2 หมายเหตุ 1 17 289 0.73 0.27 0.20 2 15 225 0.70 0.30 0.21 3 15 225 0.70 0.30 0.21 4 18 324 0.77 0.23 0.18 5 19 361 0.90 0.10 0.09 6 15 225 0.70 0.30 0.21 7 18 324 0.77 0.23 0.18 8 18 324 0.77 0.23 0.18 9 16 256 0.72 0.28 0.16 10 16 256 0.72 0.28 0.16 11 17 289 0.73 0.27 0.20 12 18 324 0.77 0.23 0.18 13 19 361 0.90 0.10 0.09 14 19 361 0.90 0.10 0.09 15 16 256 0.72 0.28 0.16 16 16 256 0.72 0.28 0.16 272 4656 12.22 3.78 2.66 การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้หาค่าความเชื่อมั่น ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ คัดเลือกไว้แล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านโพนพระจังหวัด หนองคาย จำนวน 16 คน นำกระดาษคำตอบมาตรวจให้ คะแนน โดยข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน ข้อที่ตอบผิด,ไม่ ตอบ หรือตอบมากกว่า 1 ตัวเลือกในข้อ เดียวกัน ให้ 0 คะแนน แล้วนำมาหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้ง ฉบับ โดยใช้สูตรของ คูเดอร์ – ริชาร์ดสัน โดยใช้สูตร KR – 20 (ปราณี หลำเบ็ญสะ, 2559)


74 4.4 การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล ของแบบวัดทักษะ การแสดงของนักเรียนต่อการ จัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ตารางที่ 4.10 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนต่อการจัดการ เรียนการ สอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ข้อสอบจำนวน 20 ข้อ รายการการประเมิน (ข้อ) คะแนนความคิดเห็น(X)ของผู้เชี่ยวชาญ(N) รวมคะแนน (X) ค่า IOC หมาย คนที่+1 คนที่2 คนที่3 เหตุ 1 0 +1 +1 2 0.67 2 +1 +1 +1 3 1 3 +1 +1 +1 3 1 4 +1 +1 0 2 0.67 5 +1 +1 +1 3 1 6 +1 +1 +1 3 1 7 +1 +1 +1 3 1 8 +1 0 +1 2 0.67 9 +1 +1 +1 3 1 10 +1 +1 +1 3 1 11 +1 +1 +1 3 1 12 +1 +1 +1 3 1 13 +1 +1 +1 3 1 14 +1 +1 0 2 0.67 15 +1 +1 +1 3 1 16 +1 +1 +1 3 1 17 +1 +1 +1 3 1 18 0 +1 +1 2 0.67 19 +1 0 +1 2 0.67 20 +1 +1 +1 3 1 รวม 54 0.90 ใช้ได้ จากตารางที่ 4.10 ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนต่อ การจัดเรียนการ สอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ในหัวข้อ การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จาก บทเพลงสำหรับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.90 ใช้ได้ ความคิดเห็น


75 +1 หมายถึง แน่ใจว่ารายละเอียดของแบบวัดทักษะมีความสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของ การวิจัยและกระบวนการจัดการเรียนรู้ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ารายละเอียดของแบบวัดทักษะมีความสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ ของการวิจัยและกระบวนการจัดการเรียนรู้ -1 หมายถึง แน่ใจว่ารายละเอียดของแบบวัดทักษะไม่มีความสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ ของการวิจัยและกระบวนการจัดการเรียนรู้ ตารางที่ 4.11 ผลคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของการวัดทักษะการแสดงของนักเรียนต่อการจัดการ เรียนการสอน แบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใน หัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง จำนวน 16 คน นักเรียน คนที่ คะแนนการวัดทักษะการแสดงของนักเรียน รวม (60 คะแนน) ทักษะในการปฏิบัติ ร้อยละ (24 คะแนน) ทักษะกระบวนการ คิด (18 คะแนน) ทักษะกระบวนการปฏิบัติ กิจกรรมเป็นกลุ่ม (18 คะแนน) 1 21 16 17 54 90 2 17 15 17 49 82 3 17 12 10 39 65 4 23 16 17 56 93 5 23 17 18 58 97 6 20 15 17 52 87 7 16 14 17 47 78 8 21 16 17 54 90 9 21 17 17 55 92 10 20 14 17 51 85 11 20 15 16 51 85 12 22 12 17 51 85 13 23 16 17 56 93 14 24 16 17 57 95 15 20 16 16 52 87 16 20 17 16 53 88 รวม 328 244 263 302.18 1137.18 ̅ 20.50 15.25 16.44 18.89 80.00 . 4.53 3.91 4.05 4.35 8.94


76 จากตารางที่ 4.11 จะพบว่า 3 ระดับทักษะการแสดงของนักเรียนในผลงานการสร้างสรรค์ ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลงอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ เท่ากับ 80.00 ตารางที่ 4.12 การวิเคราะห์ทักษะการแสดงของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐาน ใน รายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง รายการ ̅ . 1.ทักษะในการปฏิบัติ 20.50 4.53 2.ทักษะกระบวนการคิด 15.25 3.91 3.ทักษะกระบวนการปฏิบัติ กิจกรรมเป็นกลุ่ม 16.44 4.05 เฉลี่ยรวม 15.97 4.53 จากตารางที่ 4.12 การวิเคราะห์ระดับทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ ผลงานเรื่องท่ารำ นาฏศิลป์ จากบทเพลง ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 15.97 (̅= 15.97) ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานรวม มีค่าเท่ากับ 3.91 เมื่อพิจารณาแต่ละด้านพบว่า ทักษะในการปฏิบัติมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 20.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีค่า เท่ากับ 4.53 ด้านทักษะกระบวนการคิด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.25 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีค่าเท่ากับ 3.91และ ด้านทักษะกระบวนการปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่มมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.44 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 4.05


77 บทที่ 5 สรุปการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ จากการวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ระหว่างก่อน เรียนกับหลังเรียนที่จัดการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ 2) เพื่อ วัดระดับ ทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ผลงานเรื่องท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง เป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนพระ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 16 คน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน โดยมี รายชื่อกลุ่มตามเพลงที่นักเรียนเลือกดังนี้ 1) ฝนเทลงมา 2) ช้าง 3) วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า 4) กลับมาเพื่อบอกลา เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ 1) แผนการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จาก บทเพลง จำนวน 4 แผนการเรียนรู้ ใช้เวลา 5 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำ นาฏศิลป์ จากบทเพลง ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกคำตอบ 4 ตัวเลือก (Multiple Choice) มีจำนวน 20 ข้อ 3) แบบวัดทักษะการแสดงของนักเรียนในการสร้างสรรค์ผลงาน เรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง โดยประเมินด้านทักษะในการปฏิบัติ ทักษะกระบวนการคิด และ ทักษะกระบวนการปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนที่จัด เรียนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่า รำนาฏศิลป์จากบทเพลง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 70 2. ทักษะการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง โดยการจัดเรียนการสอนแบบใช้เกมเป็นฐาน ในรายวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนพระ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน


78 5.1 สรุปการวิจัย 5.1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานใน รายวิชา นาฏศิลป์ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้ผลการ วิเคราะห์ พบว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.83 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.98 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.13 เมื่อนำมาหาค่าสถิติโดยใช้ t-test ได้เท่ากับ 34.31 แสดงว่าคะแนนก่อนเรียนและ คะแนนหลังเรียนมี ความแตกต่างกัน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติในระดับ 0.05 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 5.1.2 ผลการวัดระดับทักษะการแสดงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนพระต่อการ จัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ระดับชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ เท่ากับ 80.00 สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 5.2 อภิปรายผล จากการศึกษารายงานการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ครั้งนี้มีผลการวิจัยบรรลุตาม วัตถุประสงค์การวิจัยทุกข้อ ผลการวิจัยอภิปรายได้ดังนี้ 5.2.1การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และ หลังเรียนของ นักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่6 ในหัวข้อ เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง เปรียบเทียบ หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในระดับ 0.05 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน (Project Based Learning) เป็นการเรียนรู้ที่จัดประสบการณ์ใน การปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนผู้เรียนสามารถคิดและลงมือปฏิบัติด้วย ตนเอง ก่อนเรียนนักเรียนมี ความรู้สึกไม่อยากเรียนในรายวิชานาฏศิลป์ ขาดแรงจูงใจที่จะเรียน ไม่เห็นประโยชน์ที่ ได้รับจาก รายวิชานาฏศิลป์ ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้รูปแบบเกมเป็นฐานเพื่อมาปรับใช้ในรายวิชา นาฏศิลป์ จนได้หัวข้อเรื่อง การจัดการเรียนการสอนรูปแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ในหัวข้อ เรื่อง การ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ผลของการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานทำ ให้นักเรียนได้มีทักษะ การจัดทำกิจกรรมกลุ่ม การทำงานเป็นกลุ่ม มีความสนุกสนาน และมีการนำท่ารำมาประยุกต์ใช้นาฏยศัพท์ภาษา ท่า มาปรับใช้กับเพลงไทยสากลร่วมกันคิดค้นอุปกรณ์การแสดง และการฝึกซ้อมเป็นกลุ่มรายงานผลและแสดง ผลงานหน้าชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนมีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง มีความสนุกสนาน ในการจัดการเรียนการ สอน และสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม


79 5.2.2 ผลการวัดระดับทักษะการแสดงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนพระ จังหวัด หนองคาย ต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหัวข้อ เรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ เท่ากับ 80.00 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการเรียนการ สอนนักเรียนจำเป็นต้องทำความเข้าใจใน ภาษาท่า นาฏยศัพท์ เพื่อนำมาสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ท่ารำ ให้เข้ากับบทเพลงไทยสากล โดยมีรายชื่อกลุ่มตามเพลง ที่นักเรียนเลือกดังนี้1) ฝนเทลงมา 2) ช้าง 3) วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า 4) กลับมาเพื่อบอกลา นักเรียนได้สร้างสรรค์ ท่ารำจาก บทเพลง จากภาษาท่า นาฏยศัพท์ ที่ได้เรียนมา นำมาประยุกต์กับบทเพลงไทยสากลที่กลุ่มตนได้ เลือก ทั้งเพลงจังหวะช้าและเพลงจังหวะเร็ว เป็นบทเพลงที่มีความหมายชัดเจนที่จะสร้างสรรค์ท่ารำ ได้ส่งผลให้การวัดระดับทักษะการสร้างสรรค์ท่ารำจากบทเพลงของนักเรียนดีขึ้น และ นักเรียนยัง ได้ เรียนรู้การนำสิ่งของที่เหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง เช่น ต้นไม้ที่ทำ จากกระดาษลัง กาว เล็บ ยาวทำจากกระดาษ กระดานความรู้ที่มีภายในชั้น เรียน ผ้าปูโต๊ะที่ไม่ได้ใช้แล้วของโรงเรียนนำมาประดิษฐ์เป็นสไบ ที่สวยงาม นอกจากนั้นนักเรียน ด้านทักษะกระบวนการปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม นักเรียนได้ร่วมกันคิดหาเพลงไทย สากลมาใช้ สร้างสรรค์ท่ารำ การแบ่งหน้าความรับผิดชอบ การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การปรับปรุงแก้ไข และ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทำให้นักเรียนได้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม การอยู่ร่วมกันใน สังคม ร่วมกันอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และที่สำคัญที่สุดในการจัดทำกิจกรรมการเรียนการสอน รูปแบบวิจัยนี้ ทำให้นักเรียนเห็น คุณค่าของการเรียนและนำไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ใน ชีวิตประจำวันด้วย 5.3 ข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนและเป็นแนวทาง ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป ดังนี้ 5.3.1 ผลการวิจัย พบว่าการจัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่6 ในหัวข้อเรื่องการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง มีผลการเรียนรู้ ด้านทักษะการแสดง ของนักเรียนอยู่ในระดับดีมาก ดังนั้นควรจัดแสดงผลงานในวันวิชาการของ โรงเรียนเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับ หน่วยงานอื่น ๆ ที่สนใจสามารถรูปแบบการสอนแบบเกมเป็นฐานใน รายวิชานาฏศิลป์ ไปใช้ในการจัดการเรียน สอนในองค์ของตนเองได้ และการเรียนรู้ด้วยโครงงานจะ มีประโยชน์ที่หลากหลายทั้งต่อครูและนักเรียนในการที่จะ ช่วยสร้างองค์ความรู้ จากการค้นคว้ามี ผลงานวิจัยที่รับรองว่าการเรียนรู้ด้วยโครงงานจะทำให้นักเรียนมีส่วนร่วม ลดการขาดเรียน เพิ่ม ทักษะในการเรียนรู้แบบร่วมมือและช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.3.2 แบบวัดระดับทักษะการแสดงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนบ้านโพนพระ ต่อการ จัดการเรียนการสอนแบบเกมเป็นฐานในรายวิชานาฏศิลป์ ระดับชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 6 ในหัวข้อเรื่องการ สร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์ จากบทเพลง ออกแบบการวัดเพียงแค่ 3 ด้าน คือ ทักษะในการปฏิบัติทักษะ กระบวนการคิด และ ทักษะกระบวนการปฏิบัติกิจกรรมเป็น กลุ่ม ซึ่งอาจจะยังไม่ครบองค์ประกอบการวัดทักษะ


80 ด้านอื่น ๆ ของผู้เรียน เช่น ทักษะการนำเสนอ ทักษะทางอารมณ์ของผู้เรียน ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการคิด สร้างสรรค์ และ ทักษะการแก้ปัญหา การทำงานแบบร่วมมือและการสื่อสาร เป็นต้น 5.4 ข้อเสนอแนะทั่วไป ก่อนนำเกมไปใช้ผู้สอนควรศึกษาทำความเข้าใจแบบเกมต่างๆ ให้ชัดเจน โดยศึกษาวิธีการเล่น และกติกา การเล่นเกมที่มีเนื้อหาภาษาท่าและนาฏยศัพท์ เพื่อจะได้ให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนให้เข้าใจจุดมุ่งหมายและ วิธีดำเนินการที่ถูกต้องรวมทั้งเตรียมความพร้อมของตนเอง 5.4.1 ควรมีการศึกษาวิจัยในการนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนไปใช้ในการ พัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ กับชีวิตประจำวัน 5.4.2 ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติการทางด้านนาฏศิลป์ โดยใช้กิจกรรมอื่น เช่น การเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ และควรจัดการเรียน การสอนนาฏศิลป์ ประเภทอื่นๆ ที่ เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน 5.4.3 ควรเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อน เช่น ทักษะการคิดขั้นสูงการแก้ปัญหาการทำงาน แบบร่วมมือและการสื่อสารให้โอกาสที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียนมีการปรับใช้กลวิธีเพื่อรองรับผู้เรียนที่มี ความหลากหลายทางวัฒนธรรม 5.5 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อน เช่น ทักษะการคิดขั้นสูง การแก้ปัญหา การทำงาน แบบร่วมมือและการสื่อสารให้โอกาสที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียน มีการปรับใช้กลวิธีเพื่อรองรับผู้เรียนที่มี ความหลากหลายทางวัฒนธรรม


81 เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2545). การวิจัยเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืนฐาน 2551. สืบค้นจาก http://academic.obec.go.th/newsdetail.php?id=75 กระทรวงศึกษาธิการ สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560-2579). แผนการศึกษาแห่งชาติ. สืบค้น จาก http://www.lampang.go.th/public60/EducationPlan2.pdf กาญจนา วัฒายุ. (2548). การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา.กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา. จิรศักดิ์กนกอุดม, และพรพิมล ผลวัฒนะ. (2548). แนวคิดสร้างสรรค์โครงงานภาษาไทย. กรุงเทพฯ: เบ็นพับลิชชิง. ดุษฎีโยเหลาและคณะ. (2557).การศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่ได้จากโครงการสร้างชุด ความรู้เพื่อสร้างเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชน : จากประสบการณ์ ความสำเร็จของโรงเรียนไทย. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจากัดทิพย์วิสุทธิ์. ทิศนาแขมมณี. (2560). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 21). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทีมงาน สู่มิติใหม่แห่งการเรียนรู้. (2558).การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน. สืบค้นจากhttps://candmbsri.wordpress.com/2015/04/08/ นิสา เมลานนท์. (2553). การพัฒนานวัตกรรมการสอนวิชานาฏศิลป์ เรื่องนาฏลีลานาฏยศัพท์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์. เบญราวาห์เรือนทิพย์. (2558). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชาปริญญานิพนธ์ทาง ศิลปศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประเมษฐ์บุณยชัย. (2544). เอกสารประกอบการสอนวิชาจารีตนาฏศิลป์ไทย. ม.ป.ท. ปราชญ์รัตนานันท์. (2553). คิดโครงงานสังคมศึกษา (พิมพ์ครั้งที่2).กรุงเทพฯ: เป็นภาษาและ ศิลปะ. ปราณีหลาเบ็ญสะ. (2559). การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดและประเมินผลโครงการบริการวิชาการ ท่าสาบโมเดล (Unpublished Master’s thesis). มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, ยะลา


82 พัชนีพงศ์คล่องนาวา. (2553). การพัฒนาความสามารถในการราวงมาตรฐานของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมกลุ่มสัมพนธ์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. พิมณภัทร์ถมังรักษ์สัตว์. (2554). งานวิจัยสร้างสรรค์เรื่อง ภิรมย์รำเพย.กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ . พิมพันธ์เดชะคุปต์, และคณะ. (2553). การสอนคิดด้วยโครงงาน:การเรียนการสอนแบบบูรณาการ (พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพศาล วรคา. (2559). การวิจัยทางการศึกษา (Education Research). มหาสารคาม: ราชกิจจานุเบกษา. (2560). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. เล่มที่ 134 ตอนที่ 40 ก หน้า 15 มาตรา 57 (1) ประกาศใช้6 เมษายน 2560. ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ: นานมีบุคส์พับลิเคช่ันส์. ลัดดา ศิลาน้อย, และอังคณา ตุงคะสมิต. (2556). เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ สาขาวิชา สังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น. กาฬสินธุ์:กาฬสินธุ์การพิมพ์. ล้วน สายยศ, และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. วัฒนาก้อนเชื้อรัตน์. (2547). ทบทวนแนวการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา. นครราชสีมา: ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1. วัฒนา มัคคสมัน. (2551). การสอนแบบโครงงาน (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วิจารณ์พานิช. (2555).วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่21.กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษด์ิวงศ์. วิมลศรี อุปรมัย. (2555). นาฏกรรมและการละคร (พิมพ์ครั้งที่2). กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิรุณ ตั้งเจริญ. (2552). สุนทรียศาสตร์เพื่อชีวิต (พิมพ์ครั้งที่3). กรุงเทพฯ: สันติศิริการพิมพ์ ศศิโสภิต แพงศรี. (2561). บทความวิชาการ การสอนแบบโครงงานเป็นฐาน การประยุกต์สู่การ ปฏิบัติในการจัดการศึกษาพยาบาล. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี, 29(1) (มกราคม - มิถุนายน 2561), 216


83 ศิริชัย กาญจนวาสี. (2547). ทฤษฎีการประเมิน (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2544). คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ . กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี. นุรไอนีดือรามะ. (2559). ผลของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ ความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (Unpublished Master’s thesis). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สงขลา. บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์คร้ังที่10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2526). “การทดสอบแบบอิงเกณฑ์ : แนวคิดและวิธีการ” กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2543). แนวทางการด าเนินงานของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพืนฐาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ. (2550). การจัดการเรียนรู้แบบ โครงงาน. กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง. สุรพลวิรุฬห์รักษ์. (2543). นาฏยศิลป์ปริทรรศน์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. โสมพร วงษ์พรหม. (2558). การพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่อง รอบรู้นาฏศิลป์ ไทยและการจัดระบบ ความคิดด้วยผังลำดับเวลาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบสวน สอบสวน.ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์และศิลปะ, 8(1) (มกราคม –เมษายน 2558), 1256. หน่วยศึกษานิเทศก์สานักการศึกษา กรุงเทพมหานคร.(2546).แนวจัดกิจกรรมการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ระดับประถม.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.


84 ภาคผนวก.


85 ภาคผนวก ก. รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ


86 รายนามผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวัด 1. นางจิราวรรณ จันที ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 โรงเรียนบ้านโพนพระ 2. นางสาวศิริพร ชัยสาร ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 โรงเรียนบ้านโพนพระ 3. นายธนพล พันธุ์พิบูลย์ ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 โรงเรียนบ้านโพนพระ


87 ภาคผนวก ข. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง


88 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (วิชานาฏศิลป์ศ16101) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง นาฏศิลป์ไทย เอกลักษณ์ไทย เวลา 10 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง เวลา 1 ชั่วโมง วันที่สอน..............................เดือน.................................พ.ศ......................ผู้สอน นางสาวอภิสรารัตน์ แสนทิพย์ _____________________________________________________________________________ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด มาตรฐาน ศ ๓.๑ เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า นาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวชี้วัด ศ 3.1 ป.6/1 สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวและการแสดงโดยเน้นการถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ 2. จุดสงค์การเรียนรู้ 1. สามารถอธิบายหลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลงได้ 2. สามารถแบบทดสอบ เรื่อง หลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลงได้ 3. สาระสำคัญ การเคลื่อนไหวและการแสดงที่เน้นการถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์เป็นการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ภาษาท่า เป็นการนำท่าทาง สีหน้าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น คำพูด กริยาอาการ อารมณ์ ความรู้สึกมาปฏิบัติ เป็น ท่าทางนาฏศิลป์ไทยที่มีความหมายแทนคำพูด ให้สอดคล้องกับจังหวะเพลงและการขับร้อง นาฏยศัพท์ศัพท์ที่ใช้ เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อ ความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ 4. สาระการเรียนรู้ - หลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการคิด 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ข้อที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ 4.1 ตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้


89 7. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งความรู้ - 8. กิจกรรม / กระบวนการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 กิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน : ขั้นนำ 1. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง 2. ครูแจ้งจุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ ขั้นสอน 3. ครูเขียนคำว่า หลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ไว้บนกระดาน แล้วใช้คำถาม เพื่อให้นักเรียนร่วมกันสนทนาดังนี้ - นักเรียนรู้จักหลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลงหรือไม่ (รู้จัก/ไม่รู้จัก) - การสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลงนักเรียนต้องรู้จักอะไรบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ เพลงที่จะนำมาสร้างสรรค์ท่ารำ ท่ารำที่จะใช้) 9. ชิ้นงาน / ภาระงาน แบบทดสอบ เรื่อง หลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง 10. กระบวนการวัดและประเมินผล 1. รายการวัด 1. แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง หลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง 2. แบบสังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3. แบบสังเกตสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 2. เครื่องมือวัด 1. แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง หลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง 2. แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3. แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน


90 3. เกณฑ์การประเมิน 3.1 การประเมินแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง หลักการสร้างสรรค์ท่ารำนาฏศิลป์จากบทเพลง ถูก 11 ข้อ ถือว่า ผ่าน ถูกต่ำกว่า 10 ข้อ ถือว่า ไม่ผ่าน 3.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ข้อที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ ตัวชี้วัดที่ 4.1 ตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรม การเรียนรู้ พฤติกรรมบ่งชี้ ไม่ผ่าน (๐) ผ่าน (๑) ดี (๒) ดีเยี่ยม (๓) 4.1.1 ตั้งใจเรียน 4.1.2 เอาใจใส่และมีความเพียรพยายามในการเรียนรู้ 4.1.3 สนใจเข้าร่วมกิจกรรม การเรียนรู้ต่าง ๆ ไม่ตั้งใจ เรียน ตั้งใจ และ เอาใจใส่ใน การเรียน ตั้งใจเรียน เอา ใจใส่และมี ความเพียร พยายามใน การเรียน ตั้งใจเรียนเอาใจใส่และ มีความเพียรพยายาม ในการเรียนรู้และเข้า ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ต่าง ๆ


91 3.3 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการคิด เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอให้ 3 คะแนน = ดีมาก พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน = ดี พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนบางครั้ง ให้ 1 คะแนน = พอใช้ ความสามารถ ดีมาก (3) ดี (2) ผ่าน (1) 1. มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ 2. มีทักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ 3. สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4. มีความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ 5. ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้


Click to View FlipBook Version