The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สื่อการเรียนรู้รายวิชาศาสนาและหน้าที่พล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfe.maiya, 2024-05-22 07:53:06

วิชาศาสนาและหน้าที่พล

สื่อการเรียนรู้รายวิชาศาสนาและหน้าที่พล

สื่อสื่การเรีย รี นรู้ รายวิช วิ า ศาสนาและหน้าที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ศูนย์ส่งเสริม ริ การเรีย รี นรู้อำ เภอเทิง สำ นักงานส่งเสริม ริ การเรีย รี นรู้จังหวัดเชียงราย


คำ นำ สื่อการเรียนรู้เล่มนี้ ผู้จัดทำ ได้สรุปเนื้อหารายวิชา ศาสนา และหน้าที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อ เป็นสื่อการเรียนรู้สำ หรับผู้เรียน โดยผู้จัดทำ ได้สรุปเนื้อหาสำ คัญ ให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าทำ ความเข้าใจได้ง่ายและสะดวก ผู้จัดทำ หวังว่าแบบสรุปเนื้อหารายวิชาศาสนาและหน้าที่ พลเมือง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย คงเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ไม่มากก็น้อย คณะผู้จัดทำ


สารบัญ คำนำ สารบัญ บทที่ 1 ศาสนาต่างๆ ในโลก - แบบทดสอบก่อนเรียน - ใบความรู้ที่ 1 ความหมาย คุณค่าและประโยชน์ของศาสนา - ใบความรู้ที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคำ สอนของพุทธศาสนา - ใบความรู้ที่ 3 ประวัติศาสดาและคำ สอนของศาสนาอิสลาม - ใบความรู้ที่ 4 ประวัติศาสดาและคำ สอนของศาสนาคริสต์ - ใบความรู้ที่ 5 ปรวัติศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและคำ สอน - ใบความรู้ที่ 6 ประวัติศาสดาและคำ สอนของศาสนาซิกข์ - ใบความรู้ที่ 7 การเผยแพร่ศาสนาต่างๆในโลก - ใบความรู้ที่ 8 กรณีตัวอย่างปาเลสไตน์ - ใบความรู้ที่ 9 แนวป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งทางศาสนา - ใบความรู้ที่ 10 หลักธรรมในแต่ละศาสนาที่ส่งผลให้อยู่รวมกับ ศาสนาอื่นได้อย่างมีความสุข - ใบความรู้ที่ 11 วิธีฝึกปฏิบัติพัฒนาจิตในแต่ละศาสนา - ใบงาน - แบบทดสอบหลังเรียน บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและค่านิยม - แบบทดสอบก่อนเรียน - ใบความรู้ที่ 1 ความหมาย ความสำ คัญของวัฒนธรรม - ใบงาน


สารบัญ(ต่อ) บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและค่านิยม (ต่อ) - ใบความรู้ที่ 2 เอกลักษณ์วัฒธรรมไทย - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับ วัฒนธรรม - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 4 ประเพณีในโลก - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 5 ความสำ คัญของค่านิยมและค่านิยมในสังคมไทย - ใบความรู้ที่ 6 ค่านิยมที่พึงประสงค์ของสังคมโลก - ใบความรู้ที่ 7 การป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมตาม ค่านิยมในสังคมไทย - ใบงาน บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย - แบบทดสอบก่อนเรียน - ใบความรู้ที่ 1 ความเป็นมาการเปลี่ยนแลงรัฐธรรมนูญ - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 2 สาระสำ คัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 3 บทบาทหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและ การตรวจสอบการใช้อำ นาจรัฐ - ใบความรู้


สารบัญ(ต่อ) บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อ) - ใบความรู้ที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและมีผลต่อฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 5 หน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 6 หลักอำ นาจอธิปไตย หลักความเสมอภาค หลักนิติรัฐและนิติธรรม หลักเหตุผล หลักการประนีประนอมและ หลักการยอมรับความคิดเห็นต่างเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ - ใบงาน - ใบความรู้ที่ 7 การมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต - ใบงาน - แบบทดสอบหลังเรียน บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน - ใบความรู้ที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล - ใบความรู้ที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย - ใบความรู้ที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน คณะผู้จัดทำ


แบบทดสอบก่อนเรียน 1) ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ฉบับ ก. 17 ฉบับ ข. 18 ฉบับ ค. 19 ฉบับ ง. 20 ฉบับ 2) ค่านิยมในข้อใดที่เยาวชนไทยสมควรปฏิบัติ ก. ชอบสันโดษ ข. มีความตรงต่อเวลา ค. ชอบความหรูหรา ง. นิยมใช้สินค้าต่างประเทศ 3) การกระท าในข้อใดเป็นการปฏิบัติตนของชาวพุทธที่ดีตามค าสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ก. บริจาคทรัพย์ให้แก่มูลนิธิคนชรา ข. หมั่นถวายปัจจัยร่วมสร้างอุโบสถ ค. กินมังสวิรัติและถือศีลอด 1 เดือน ง. การลด ละ เลิกจากอบายมุขทั้งปวง 4) ข้อใดเป็นค่านิยมของคนไทย ก. กล้าได้กล้าเสีย ข. เคารพผู้อาวุโส ค. ชอบสนุกสนาน ง. ใจกว้างรักษาหน้าตา 5) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสถานะเป็นอย่างไรในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก. องค์กรอิสระ ข. องค์การเอกชน ค. องค์การภาครัฐ ง. องค์กรมหาชน ค าชี้แจง ให้ผู้เรียนเลือกค าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว


แบบทดสอบก่อนเรียน 6.) การมีความซื่อสัตย์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคมโลกคืออะไร ก. ซื่อสัตย์ต่ออ านาจหน้าที่ ข. รู้จักเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ค. ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่นในหน้าที่ ง. การเป็นพลเมืองที่ดี 7) เด็กควรได้รับการปลูกฝังค่านิยมที่ดีจากแหล่งใด ก. วัด ข. ครอบครัว ค. แหล่งเรียนรู้ ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8) ข้อใดเป็นวิธีฝึกปฏิบัติพัฒนาจิต ก. ชูชาติ นั่งสมาธิสม่ าเสมอ ข. สุดา ใช้เวลาว่างท างานอดิเรก ค. จิตรา นอนพักผ่อนวันละ 8 ชั่วโมง ง. พิชิต ฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายความเครียด 9) ข้อใดคือ แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมตามค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ ของสังคมไทย ก. ยกตัวอย่าง ข. ให้ความรู้ความเข้าใจ ค. ศึกษาและเข้าใจในค่านิยม ง. การปรับใช้ค่านิยมต่างๆให้เหมาะสม 10) หลักธรรมในข้อใดที่ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ถูกต้อง ก. การให้อภัย ข. ความสามัคคี ค. ความยุติธรรม ง. ความเมตตากรุณา ค าชี้แจง ให้ผู้เรียนเลือกค าตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว


วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002) บทที่ 1 ศาสนาต่างๆ ในโลก ศาสนาคือ ค าสอนที่ศาสดาน ามาเผยแผ สั่งสอน แจกแจง แสดงใหมนุษยเวนจากความชั่ว กระท าแตความดี ซึ่งมนุษยยึดถือปฏิบัติตามค าสอนนั้นดวยความเคารพเลื่อมใสและศรัทธา ค าสอนดังกลาวจะมีลักษณะเปนสัจธรรม ศาสนามีความส าคัญตอบุคคลและสังคม ท าใหมนุษย ทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกันอยางสันติสุข คุณค่าของศาสนา 1. เปนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย 2. เปนบอเกิดแหงความสามัคคีของหมูคณะและในหมูมนุษยชาติ 3. เปนเครื่องดับความเรารอนใจท าใหสงบรมเย็น 4. เปนบอเกิดแหงจริยธรรมศีลธรรมและคุณธรรม 5. เปนบอเกิดแหงการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม 6. เปนดวงประทีบสองโลกที่มืดมิดอวิชชาใหกลับสวางไสวดวยวิชชา ประโยชน์ของศาสนา 1. ศาสนาเปนแหลงก าเนิดจริยธรรม 2. ศาสนาเปนแนวทางการด าเนินชีวิต 3. ศาสนาท าใหผูนับถือปกครองตนเองได้ 4. ศาสนาชวยใหสังคมดีขึ้น 5. ศาสนาชวยควบคุมสังคมดีขึ้น เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณค่า และประโยชน์ของศาสนา


วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002) ประวัติพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ประสูติในตระกูลกษัตริย์ ในวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ า เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อประสูติแล้วทรงพระด าเนินได้ 7 ก้าว โดยมีดอกบัวรองรับจากนั้นยกพระหัตถ์ขวา และกล่าววาจาขึ้นได้ทันทีแม้ว่าจะมีการประชุม ตั้งพระนามว่า “สิทธัตถะ” แต่คนในอินเดียส่วนใหญ่นิยมเรียกพระราชกุมารว่า “พระโคตรมะ” หรือ “พระโคดม” หลังจากที่ประสูติ ได้เพียง 7 วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต เมื่ออายุเพียง 8 พรรษา ก็สามารถศึกษาศิลปวิทยาได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน เมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา พระองค์ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือพระนางพิมพายโสธารา จนเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า “ราหุล” ประวัติพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดความเบื่อหน่ายจ าเจกับใน ปราสาทในกลางดึกคืนหนึ่งพระองค์ได้ตัดสินใจออกบวช โดยมีนายฉันนะและม้ากัณฑกะเดินทาง ร่วมกัน ไปยังแม่น้ าอโนมานที พระองค์นั่งบนพื้น ตัดผมด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดก่อนจะ เดินทางไปยังแคว้นมคธ เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ ในช่วงแรกพระองค์ได้ศึกษาธรรมหลาย รูปแบบ และบ าเพ็ญทุกรกริยา ก่อนจะพบกับทางสายกลาง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นหนทางที่จะน าไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เมื่อเวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน 6 ปีระกา ขณะพระชน มายุ 35 พรรษา พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสีโดยพระธรรมที่ตรัสรู้คือ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมค าสอนของพุทธศานา


วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002) ประวัติพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ในวันขึ้น 15 ค่ า เดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมชื่อว่า “ธัมมะจักกัปปวัตสูตร” แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะเกิดความเลื่อมใส และขออุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนา พระองค์แสดงธรรมให้กับสาวก ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา กระทั่งวันขึ้น 15 ค่ า เดือน 6 ขณะพระชนมายุ 80 พรรษา พระองค์ได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา แคว้น มัลละ และเป็นการเริ่มต้นพุทธศักราช สรุปหลักธรรมของพระพุทธศาสนา 1. หลักธรรมเพื่อความหลุดพ้นเฉพาะตัว คือ อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคมีองค์ 8 ประการ 2. หลักธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม สัปปุริสธรรม 7 อิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา กุศลธรรมบถ 10 สังคหวัตถุ 4 ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา อบายมุข 6 ติดสุราและของมึนเมา ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบเที่ยวดูการละเล่น ติดพนัน คบคนชั่ว เกียจคร้านการงาน


วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002) เบญจศีลเบญธรรม โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก 1.หิริ คือ ความละอายในลักษณะ 3 ประการแลวไมท าความชั่ว (บาป) คือ (1) ละอายแกใจหรือความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจตนเองแลวไมท าความชั่ว (2) ละอายผูอื่นหรือสภาพแวดลอมตางๆ แลวไมท าความชั่ว (3) ละอายตอความชั่วที่ตนจะท านั้นแลวไมท าความชั่ว 2.โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวหมายถึง (1) เกรงกลัวตนเองติเตียนตนเองได (2) เกรงกลัวผูอื่นแลวไมกลาท าความชั่ว (3) เกรงกลัวตอผลของความชั่วที่ท าจะเกิดขึ้นแกตน (4) เกรงกลัวตออาญาของแผนดินแลวไมกลาท าความชั่ว เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเว้น) เบญจธรรม(สิ่งที่ควรประพฤติ) 1. เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2. เว้นจากการลักทรัพย์ 3. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม 4. เว้นจากการพูดเท็จ 5. เว้นจาการเสพของมึนเมา 1. มีความเมตตากรุณา 2. ประกอบอาชีพสุจริต 3. มีความส ารวมในกาม 4. พูดความจริง ไม่พูดโกหก 5. มีสติสัมปชัญญะ


วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002) ความแตกต่างของนิกายหินยานกับนิกายมหายาน นิกายหินยาน นิกายมหายาน 1. ถือเรื่องอริยสัจเปนส าคัญ 2. คุณภาพของศาสนิกชนเปนส าคัญ 3. มีพระพุทธเจาองคเดียว คือ พระสมณโคดมหรือพระศากย มุน 4. มีความพนจากกิเลสชาติภพเปนอัตกัตถจริย แลวบ าเพ็ญ ประโยชนแกผูอื่นเปนโลกัตถจริยเปนความมุงหมายส าคัญ 5. มีบารมี 10 ประการคือทาน ศีล เนกขัมมะ ปญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา 6. ถือพระไตรปฎกเถรวาทคือพระธรรมวินัยยุติตามปฐม สังคายนาไมมีพระวินัยใหมเพิ่มเติม 7. รักษาวินัยเดิมเอาไว 8. ถือวาพระอรหันตเมื่อนิพพานแลวไมเกิดใหมอีก 9. ยอมรับแตธรรมกายและนิรมานกาย นอกนั้นไมยอมรับ 1. ถือเรื่องบารมีเปนส าคัญ 2. ถือปริมาณเปนส าคัญกอนแลวจึงเขาปรับปรุงคุณภาพใน ภายหลังดังนั้นจึงตองลดหยอนการปฏิบัติพระวินัยบางขอลง เขาหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและพิธีกรรมสังคีตกรรมเพื่อจูงใจ คนไดอธิบายพุทธมติอยางกวางขวางเกินประมาณเพื่อการเผย แพรจนท าใหพระพุทธพจนซึ่งเปนสัจนิยมกลายเปนปรัชญา และตรรกวิทยาไป 3. มีพระพุทธเจาหลายองคองคเดิมคืออาทิพุทธ (กายสีน้ําเงิน) เมื่อทานบ าเพ็ญณานก็เกิดพระณานิพุทธอีกเปนตนวาพระไวโร จนพุทธะอักโขภัย พุทธะรัตนสมภพพุทธไภสัชชคุรุโอฆสิทธิ และอมิตาภา เฉพาะองคนี้มีมาในรางคนเปน (มานุษีพุทธะ) คือ พระศากยมุนี 4. มีความเปนพระโพธิสัตวหรือพุทธภูมิเพื่อบ าเพ็ญ โลกัตถจริยาไดเต็มที่เปนความมุงหมายของพระโพธิ์สัตวหลาย องค เชนพระอวโลกิเตศวรมัชชุลี วิชรปาณี กษิตคสร 3 สมันตภัทรอริยเมตไตร เปนตน 5. มี มีบารมี 6 ประการคือทาน ศีล วินัย ขันติ ฌาน ปญญา อันใหถึงความส าเร็จเปนพระโพธิสัตวและเปนปฏิปทาของพระ โพธิสัตว 6. ถือพระธรรมวินัยเกาและมีพระสูตรใหมเพิ่มเติมเชน สุขวดี ยูหสูตรลังกาวตารลัทธรรมปุณฑริกสูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร เปนตน 7. ปรับปรุงพระธรรมวินัยใหเขากับภาวะแวดลอม 8. ถือวาพระอรหันตเมื่อปรินิพพานแลวยอมกลับมาเกิดใหม ส าเร็จเปนพระพุทธเจาอีก 9. ถือว่าพระพุทธเจ้ามี 2 กาย คือ ธรรมกายและนิรกาย


เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดาและค าสอนของศาสนาอิสลาม ท่านนบีมุฮัมมัด เกิดเมื่อ พ.ศ. 1113 ณ เมืองมักกะฮ์ในคาบสมุทรอาหรับ(ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ในปัจจุบันนี้)บิดาชื่ออับดุลเลาะห์มารดาชื่ออามินะฮ์เป็นเด็กก่าพร้าอาศัย อยู่กับปู่ เมื่อปู่เสียชีวิตได้ไปอยู่กับลุงเมื่อพระชนมายุ 25 พรรษาได้แต่งงานกับนางเคาะ ดีญะฮ์มีบุตรธิดา 6 คนพระเป็นเจ้าอัลลอฮ์ได้ประทานคัมภีร์อัลกุรอานแก่ชาวมุสลิมผ่าน ท่านนบีมุฮัมมัดเพื่อให้ชาวมุสลิมศึกษาและปฏิบัติตามแต่นั้นมาท่านได้ท่าการเผยแผ่ศาสนา แก่คนทั้งปวง พ.ศ. 1175 เมื่อท่านมีพระชนมายุ 62 พรรษา ได้เทศนาครั้งสุดท้ายให้ชาว มุสลิมทั้งหลายยึดมั่นในบทบัญญัติแห่งพระเจ้าในความเมตตาต่อมนุษยชาติให้มีความ สามัคคีและให้ถือว่าชาวมุสลิมทั่วโลก เป็นพี่น้องกัน มี ความเสมอภาคกันทรงประชวร และสิ้นพระชนม์ พระศพได้ฝังไว้ที่เมืองเมดินา หลักค าสอนในศาสนาอิสลาม วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


พระเยซูทรงถือก่าเนิดในหมู่ชาวยิว ที่ต่าบลเบธเลเฮม แคว้นยูดา ตรงกับ พ.ศ.๕๔๓ (ค.ศ. ๑ ) บิดาชื่อ โยเซฟ มารดาชื่อ มาเรีย ทรงเติบโตในเมืองนาซาเร็ธ ประกอบอาชีพช่าง ไม้อยู่ประมาณ 10 ปีเมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา พระวิญญาณของพระเจ้าได้เข้ามาสถิต ที่อยู่ในองพระเยซูทรงบ่าเพ็ญพรต ภาวนาศีล ตริตรองธรรม เป็นเวลานาน 40 วัน จากนั้น ได้เสด็จออกมาประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่ประชาชน รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ ประชาชน พระชนมายุได้ 33 พรรษาถูกทหารโรมันจับถูกโบย ถูกตรึงกางเขน ณ ภูเขาโคล กอต ทางเหนือของเมืองเยรูซาเล็ม ตรงกับวันศุกร์ และสิ้นพระชนม์ในเวลาบ่าย หลังจาก นั้น 3 วัน พระองค์ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ หลักค าสอนในศาสนาคริสต์ 1. หลักค าสอน เรื่องตรีเอกานุภาพ คือ การนับถือพระเจ้าองค์เดียว แบ่งเป็น 3 ภาค คือ - พระบิดา หมายถึง พระเจ้า - พระบุตร หมายถึง พระเยซู - พระจิต หมายถ ึ ง วิญญาณบรสิทุธิ์ในจิตใจของชาวครสิตท์ี่ม ี ศรทัธา 2. หลักค าสอนเรื่องความรัก ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก สอนให้รักพระเจ้า รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง 3. ค าสอนเรื่องบัญญัติ 10 ประการ ได้แก่ - จงนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวาห์ - อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ ุ- ถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ - จงนับถือบิดามารดา - อย่าฆ่าคน - อย่าผิดประเวณี - อย่าลักทรัพย์ - อย่าใส่ความนินทาว่าร้ายผู้อื่น - อย่าคิดมิชอบ - อย่าโลภในสิ่งของผู้อื่น 4. อาณาจักรพระเจ้า หมายถึง อาณาจักรแห่งจิตใจที่มีพระเจ้าเป็นเป้าหมาย เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและค าสอนของศาสนาคริสต์ วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


พระเยซูทรงถือก่าเนิดในหมู่ชาวยิว ที่ต่าบลเบธเลเฮม แคว้นยูดา ตรงกับ พ.ศ.๕๔๓ (ค.ศ. ๑ ) บิดาชื่อ โยเซฟ มารดาชื่อ มาเรีย ทรงเติบโตในเมืองนาซาเร็ธ ประกอบอาชีพช่าง ไม้อยู่ประมาณ 10 ปีเมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา พระวิญญาณของพระเจ้าได้เข้ามาสถิต ที่อยู่ในองพระเยซูทรงบ่าเพ็ญพรต ภาวนาศีล ตริตรองธรรม เป็นเวลานาน 40 วัน จากนั้น ได้เสด็จออกมาประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าแก่ประชาชน รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ ประชาชน พระชนมายุได้ 33 พรรษาถูกทหารโรมันจับถูกโบย ถูกตรึงกางเขน ณ ภูเขาโคล กอต ทางเหนือของเมืองเยรูซาเล็ม ตรงกับวันศุกร์ และสิ้นพระชนม์ในเวลาบ่าย หลังจาก นั้น 3 วัน พระองค์ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ หลักค าสอนในศาสนาคริสต์ 1. หลักค าสอน เรื่องตรีเอกานุภาพ คือ การนับถือพระเจ้าองค์เดียว แบ่งเป็น 3 ภาค คือ - พระบิดา หมายถึง พระเจ้า - พระบุตร หมายถึง พระเยซู - พระจิต หมายถ ึ ง วิญญาณบรสิทุธิ์ในจิตใจของชาวครสิตท์ี่ม ี ศรทัธา 2. หลักค าสอนเรื่องความรัก ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความรัก สอนให้รักพระเจ้า รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง 3. ค าสอนเรื่องบัญญัติ 10 ประการ ได้แก่ - จงนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวาห์ - อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ ุ- ถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ - จงนับถือบิดามารดา - อย่าฆ่าคน - อย่าผิดประเวณี - อย่าลักทรัพย์ - อย่าใส่ความนินทาว่าร้ายผู้อื่น - อย่าคิดมิชอบ - อย่าโลภในสิ่งของผู้อื่น 4. อาณาจักรพระเจ้า หมายถึง อาณาจักรแห่งจิตใจที่มีพระเจ้าเป็นเป้าหมาย เรื่องที่ 5 ประวัติศานาพราหมณ์-ฮินดูและค าสอน วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


ศาสดา หรือ คุรุ แห่งศาสนาซิกข์มี 10 ท่าน ต่อจากนั้นศาสดาองค์ที่ 10 (คุรุโควินท์ สิงห์) ได้ประกาศให้ถือพระคัมภีร์ (คุรุกรันตสาหิบ) เป็นศาสดาตลอดกาลแทนและไม่มีการ แต่งตั้งศาสดาต่อไปอีก ยกเว้นนิกายนามธารีที่มีการนับคุรุศาสดาต่อรายนามของคุรุศาสดา ที่เป็นที่นับถือทั้ง 11 ท่าน ได้แก่ 1. คุรุนานัก (Guru Nanak) 2. คุรุอังคัต (Guru Angat) หรือ คุรุอังกัต, คุรุอังคัท, คุรุอังขัต, คุรุอังฆัต 3. คุรุอมรทาส (Guru Amar Das) หรือ คุรุอามัร ดาส 4. คุรุรามทาส (Guru Ram Das) หรือ คุรุรามดาส 5. คุรุอรชุน (Guru Arjan) หรือ คุรุอรยัน, คุรุอาร์จัน 6. คุรุหรโคพินท์ (Guru Har Gobind) หรือ คุรุฮัรโควินท์ 7. คุรุหรราย (Guru Har Rai) หรือ คุรุฮัรราย, คุรุหาร์ไร 8. คุรุหรกิศัน (Guru Har Krishan) หรือ คุรุฮัรกฤษณ 9. คุรุเตฆ์บะฮาดุร (Guru Tegh Bahadur) หรือ คุรุเตค บฮาดัร 10. คุรุโควินทสิงห์ (Guru Gobind Singh) หรือ คุรุโควินท์สิงห์ 11. คุรุครันถสาหิพ (Guru Granth Sahib) หรือ คุรุครันถ์ซาฮิบ หลังสิ้นสุดสมัยของคุรุโควินทสิงห์แล้ว ท่านคุรุโควินท์สิงห์ได้แต่งตั้งให้ มหาคัมภีร์ คุรุกรันตสาหิบ หรือ คุรุครันถ์ซาฮิบ (Guru Granth Sahib) เป็นคุรุศาสดาอมตะตลอดไป กล่าวคือจะไม่มีการตั้งคุรุศาสดาเป็นบุคคลอีก แต่จะให้ยึดถือพระคัมภีร์เป็นคุรุศาสดา ตลอดกาล เรื่องที่ 6 ประวัติศาสนดาและค าสอนของศาสนาซิกข์ วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


หลักค าสอนของศาสนาซิกข์ หลักค าสอนที่ส าคัญของศาสนาซิกข์เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุด คือการเข้าถึงสุขอัน เป็นนิรันด์หรือนิรวาณ ประกอบด้วยหลัก 5 ประการได้แก่ 1. ธรัมขัณฑ์ คือ การประกอบกรรมดี 2. คิอานขัณฑ์ คือ การมีปัญญา 3. สรันขัณฑ์ คือ ความปีติอิ่มเอิบใจในธรรม 4. กรัมขัณฑ์ คือ การมีก าลังจิตแน่วแน่มั่นคงไม่หวาดกลัว 5. สัจขัณฑ์ คือ การเข้าถึงสัจจะ หรือการหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาซิกข์ยังได้ก าหนดระเบียบวินัยในการปฏิบัติตน ดังนี้ 1. วินัยทางกาย คือ การให้บริการผู้อื่นทางกายและวาจา เช่น การให้ทาน 2. วินัยทางศีลธรรม คือ การเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม ไม่มีความเห็นแก่ตัว 3. วินัยทางจิตใจ คือ ความเชื่อมั่นในพระเจ้าองค์เดียว ซึ่งอยู่เหนือกาลเทศะและเทพ ทั้งหลาย ค าสอนของศาสนาซิกข์ วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


เรื่องที่ 7 การเผยแผศ ่ าสนาต ่ างๆในโลก ศาสนาที่ส าคัญของโลกทุกศาสนาต่างเกิดในทวีปเอเชียซึ่งแหล่งก าเนิดดังนี้ เอเชีย ตะวันตกเฉียงใต้ เป็นต้นก าเนิดของศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์และอิสลาม ศาสนา ยูดายเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้เป็นต้นก าเนิดของศาสนา คริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลกขณะนี้โดยได้เผยแผ่ไปสู่ยุโรปซีก โลกตะวันตกอื่นๆ และชาวยุโรปน ามาเผยแผ่สู่ทวีปเอเชียอีกครั้งหนึ่ง ในจ ำนวนประชำกรประมำณ 4,500 ล้ำนคนมีผู้นับถือศำสนำต่ำงๆดังต่อไปนี้ คือ 1) ศาสนาคริสต์ประมาณ 2,000 ล้านคน 2) ศาสนาอิสลามประมาณ 1,500 ล้านคน 3) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูประมาณ 900 ล้านคน 4) ศาสนาพุทธประมาณ 360 ล้านคน 5) ที่เหลือเป็นนับถือลัทธิต่างๆ เทพเจ้าหรือไม่นับถือศาสนาอะไรเลย วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


เรื่องที่ 8 กรณีตัวอย่ำงปำเลสไตน์ ส าหรับความขัดแย้งในดินแดนปาเลสไตน์ เป็นกรณีที่น่าศึกษากรณีหนึ่ง เพราะส่งผลเกิดสงคราม ยืดเยื้อมานับสิบๆ ปี ย้อนหลังไปในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ดินแดนนี้อยู่ในความครอบครอง ของจักรวรรดิออตโตมันเติร์ก (ตรุกี) ถ้าปาเลสไตน์สืบเชื้อสายมาจากชาวปาเลสไตน์ดั้งเดิมผสม กับชาวอาหรับชนเผ่าคะนาคัน และชนเผ่าอื่นๆ ที่มีถิ่นที่อยู่ในบริเวณนี้ สืบเนื่องจากชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นชาติมหาอ านาจในขณะนั้นสนับสนุนให้เอกราชแก่ปาเลสไตน์หลังจากเป็นพันธมิตรร่วมรบ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 จนชนะ แต่เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงอังกฤษออกประกาศบัลโฟร์ให้ชาวยิ วอพยพเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์ในปี ค.ศ. 1922สันนิบาตชาติยกปาเลสไตน์ให้อยู่ในอาณัติอังกฤษ ชาวยิวอพยพเข้าสู่ดินแดนปาเลสไตน์ปีละ 16,500 คน ขออธิบายความย้อนหลังว่าก่อน สงครามโลกครั้งที่ 1 ยิวในเยอรมันถูกฮิตเลอร์ฆ่าตายจ านวนมากเพราะความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ เนื่องจากชาวยิวเป็นชาติที่ฉลาดมีฐานะดีเป็นพ่อค้า วิศวกรต่างๆ ฮิตเลอร์ผู้น าเยอรมัน ประกาศ ว่าชาวเยอรมันเป็นชาติบริสุทธิ์สูงส่งและเขารังเกียจยิวมาก ชาวยิวไม่มีประเทศอยู่ หลังจาก สงครามสิ้นสุดลงอังกฤษจึงสนับสนุนให้ยิวมีประเทศอยู่และเลือกดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งสอดคล้อง กับชาวยิวแสดงความเป็นเจ้าของดินแดนนี้โดยยกข้อความคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า ในวันพระยะโฮวาร์ได้ ท าสัญญากับอัมซาฮามไว้ว่า เราได้มอบดินแผ่นดินนั้นไว้ให้แก่พงศ์พันธุ์ของเจ้าตั้งแต่แม่น้ า อายฒุบโตไปจนถึงแม่น้ ายูเฟรติสและตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในแดนปาเลสไตน์ แต่ขณะเดียวกันชาว ปาเลสไตน์ไม่พอใจเพราะพวกเขายังคงอยู่อย่างล าบาก แม้ว่าอังกฤษจะช่วยปลดแอกจากชาว เติร์กขณะที่ชาวยิวเป็นชนฉลาด เช่น ท าความเจริญให้กับอิสราเอลมาก ขณะเดียวกันอังกฤษ สหรัฐ องค์การสหประชาชาติล้วนสนับสนุนส่งยิวอพยพจากประเทศต่างๆเพื่อให้มีดินแดนอยู่ใน ปาเลสไตน์ ต่อมาในราว 20 ปีหลังจากยิวชาติอิสราเอลอยู่ในปาเลสไตน์เกิดสงครามก้อนหิน 2 ครั้ง คือชาวปาเลสไตน์ต้องการขับไล่ชาตินี้ออกไปจากดินแดนเก่าแก่ของตนเองเพราะตนเองยัง อยู่กับความยากจนสิ้นหวังเช่นเดิม การสู้ครั้งแรกของชาวปาเลสไตน์ไม่มีอาวุธแต่ใช้ก้อนหินขว้าง ปารถถังของอิสราเอลซึ่งรบชนะได้อย่างง่ายดายและสหประชาชาติก็ประนามการกระท าของ อิสราเอล อิสราเอลได้รับความเห็นใจจากทั่วโลกน้อยลง ต่อมามีกลุ่มฮามาสเป็นกลุ่มที่ลุกขึ้นมา ตอบโต้อิสราเอลด้วยมาตรการรุนแรงเช่นกันกลุ่มฮามาสเป็นกระแสฟื้นฟูอิสลามจุดประกายรัฐ อิสลามและเป้าหมายคือขับไล่อิสราเอลจากปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาสนี้ยินดีปฏิบัติการระเบิดพลี ชีพ และสงครามชิงดินแดนยังเกิดต่อมาเป็นระยะๆมีการเจรจาเพื่อสงบศึกหลายครั้งแต่ยังไม่ ส าเร็จ วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


ควำมหมำยของค ำว่ำ “ควำมขัดแย้ง” ความขัดแย้ง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง “การไม่ลงรอย กันการไม่ถูกกันความคิดไม่ตรงกัน ความพยายามอยากเป็นเจ้าของ และความเป็นคนต่าง มุมมองกัน”ความขัดแย้งในสังคมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาแต่ก็หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะ ตราบใดที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมก็ย่อมมีความขัดแย้งเป็นธรรมดา ความขัดแย้งมี ทั้งประโยชน์และโทษ สำเหตุที่ท ำให้เกิดควำมขัดแย้ง ความขัดแย้งมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ความเชื่อศรัทธาในค าสอนของศาสนา แตกต่างกันความมีทิฏฐิมานะ ถือตัวว่าความคิดของตัวเองดีกว่าคนอื่น ความมีวิสัยทัศน์ที่ คับแคบขาดการประสานงานที่ดีขาดการควบคุมภายในอย่างมีระบบ สังคมโลกขยายตัวเร็ว เกินไป และการมีค่านิยมในสิ่งต่างๆผิดแผกกัน ความคิดแตกต่างกัน วิธีป้องกันและแก้ไขควำมขัดแย้งทำงศำสนำต่อกำรอยู่ร่วมกันในสังคม วิธีป้องกันแก้ไขความขัดแย้งทางศาสนาต่อการอยู่ร่วมกันมีหลายวิธี เช่น 1. วิธียอมกัน คือ ทุกคนลดทิฏฐิมานะ หันหน้าเข้าหากัน ให้เกียรติซึ่งกันและกันไม่ดูถูกไม่ติ ฉินนินทาไม่กล่าวว่าร้ายป้ายสีศาสนาของกันและกัน พบกันครึ่งทาง รู้จักยอมแพ้ รู้จักยอม กัน หวังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกันโดยมีผู้ประสาน สัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับนับถือ 2. วิธีผสมผสาน คือ ทุกฝ่ายทุกศาสนาเปิดเผยความจริง มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติความ คิดเห็นแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันท า และร่วมกันแก้ปัญหา ท า กิจกรรมในสังคมร่วมกันเช่น สร้างสระพานถนน ฯลฯ 3. วิธีหลีกเลี่ยง คือ การแก้ปัญหาลดความขัดแย้งโดยวิธีขอถอนตัว ขอถอยหนีไม่เอาเรื่อง ไม่เอาความ ไม่ไปก้าวก่ายความคิดความเชื่อของผู้นับถือศาสนาที่ไม่ตรงกับศาสนาที่ตนนับ ถือ 4. วิธีการประนีประนอม คือ การแก้ปัญหาโดยวิธีท าให้ทั้งสองฝ่ายยอมเสียสละบางสิ่ง บางอย่างลงมีทั้งการให้และการรับ ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า แบบยื่นหมู-ยื่นแมว คือ ทุกฝ่าย ยอมเสียบางอย่างและได้บางอย่างมีอ านาจพอๆ กัน ต่างคนต่างก็ไม่เสียเปรียบ เรื่องที่ 9 แนวทางป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งทางศาสนา วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


ศำสนำพุทธ มีหลักส าคัญคือการมุ่งเน้นให้ไม่เบียดเบียนไม่จองเวรซึ่งกันและกัน จะเห็น ว่าศีลข้อ 1. ของศาสนาพุทธ คือ ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขา ปะทัง สะมาทิยามิ คือ งดเว้นการฆ่า เบียดเบียน ท าร้ายร่างกายคนและสัตว์ และหลักส าคัญต่อมาอีกคือยึดหลัก พรหมวิหาร 4 คือ 1. เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข 2. กรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ 3. มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี 4. อุเบกขา คือ การวางเฉย ไม่ล าเอียง ท าใจเป็นกลาง ใครท าดีย่อมได้ดี หลักธรรมที่ส าคัญอีกคือสังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ าใจผู้อื่นได้แก่ ทาน คือการให้ความเสียสละแบ่งปันของตนเองให้ผู้อื่น ปิยวาจา คือ พูดจาด้วยถ้อยค าที่ไพเราะ อ่อนหวานพูดด้วยความจริงใจไม่หยาบคายก้าวร้าว อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ผู้อื่นท า ประโยชน์ให้ผู้อื่น และสมานัตตาคือความเป็นผู้สม่ าเสมอ ประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย เน้น คุณธรรมส าคัญในการอยู่กับผู้อื่นในสังคมและที่ส าคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใน ศาสนาพุทธ มุ่งเน้นที่การเจริญปัญญานั่นคือปัญหาต่างๆ คือผลและย่อมเกิดจากสาเหตุของ ปัญหา การแก้ไขต้องพิจารณาที่สาเหตุและแก้ที่สาเหตุดังนั้นแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุที่เกิด จะแตกต่างกันตามสถานการณ์ นอกจากจะพิจารณาที่สาเหตุแล้วในการแก้ปัญหายังใช้วิธีการ ประชุมเป็นส าคัญ พอจะเห็นรูปแบบการประชุมร่วมกันของสงฆ์ที่ส่งผลถึงปัจจุบันตัวอย่างคือ ค าว่า สังฆกรรม ซึ่งเป็นการกระท าร่วมกันของพระสงฆ์ เช่น การรับบุคคลเข้าบวชในพุทธ ศาสนาพระสงฆ์ประกอบด้วยอุปัชฌาย์ พระคู่สวด จะต้องหารือกัน ไถ่ถามกันเป็นภาษาบาลี เพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้มาบวชว่าสมควรให้บวชได้ไหม เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแต่ละศาสนาที่ส่งผล ให้อยู่ร่วมกับศาสนาอื่นได้อย่างมีสุข วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


ศำสนำอิสลำม ได้วางหลักเกณฑ์แบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในส่วนที่เป็น ศีลธรรมและจริยธรรมอันน ามาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยู่ร่วมกัน ของกลุ่มในสังคม ศาสนาอิสลามมีค าสอนซึ่งเป็นข้อปฏิบัติส าหรับครอบครัวและ ชุมชน โดยมีหลักศรัทธา หลักจริยธรรม และหลักการปฏิบัติสาส์นแห่งอิสลามที่ถูก ส่งมาให้แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์ 3 ประการคือ 1. เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอห์ พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ที่สมควรแก่การเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค์ ศรัทธาใน พระโองการแห่งพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับ การพิพากษา และผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได้ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจ และไว้วางใจต่อพระองค์ เพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องไม่ สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์ และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้ง ปวง 2. เป็นธรรมนูญส าหรับมนุษย์เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัวและสังคม เป็น ธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร์ อิสลามสั่งสอนให้มนุษย์อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ละเว้นการรบราฆ่าฟัน การทะเลาะ เบาะแว้ง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผู้อื่นไม่ลักขโมยฉ้อฉล หลอกลวง ไม่ผิด ประเวณี หรือท าอนาจาร ไม่ดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกาย และจิตใจ ไม่บ่อนท าลายสังคมแม้ว่าในรูปแบบใดก็ตาม 3. เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้น ความ ซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที ความสะอาด ของกายและใจ ความกล้าหาญ การให้อภัยความเท่าเทียมและความเสมอภาค ระหว่างมนุษย์ การเคารพสิทธิของผู้อื่น สั่งสอนให้ละเว้นความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและ อกตัญญ การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น อิสลำม เป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่น าทางในการด ารงชีวิตทุกด้านแก่มนุษย์ ทุกคนไม่ยกเว้น อายุเพศ เผ่าพันธุ์ วรรณะ วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


ศำสนำคริสต์ นอกจากบัญญัติ 10 ประการที่ส าคัญในการอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นของศาสนาคริสต์ คือจงอย่าฆ่าคน จงอย่าล่วงประเวณีในคู่ครองของ ผู้อื่น จงอย่าลักขโมย จงอย่าพูดเท็จ จงอย่ามักได้ในทรัพย์ของเขา และค า สอนที่ส าคัญคือให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง ให้มีเมตตาต่อกัน จงรัก ผู้อื่นเหมือนพระบิดารักเรา ให้อภัยแล้วท่านจะได้รับการอภัย ล้วนแต่เป็น คุณธรรมพื้นฐานที่ส าคัญที่ท าให้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ศำสนำพรำหมณ์-ฮินดู สอนให้มีความมั่นคง มีความเพียร ความ พอใจในสิ่งที่ตนมี ให้อดทน อดกลั้นมีเมตตากรุณา ข่มใจไม่หวั่นไหวไปตาม อารมณ์ ไม่ลักขโมย ไม่โจรกรรม ท าตนให้สะอาดทั้งกายและใจมีธรรมะ ส าหรับคฤหัสถ์คือจบการศึกษาให้กลับบ้านช่วยบิดามารดาท างาน แต่งงาน เพื่อรักษาวงศ์ตระกูลประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเครื่องด าเนินชีวิต วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


หลักธรรมค ำสอนของศำสนำช่วยสร้ำงคนให้เป็นคนดี คนดีเป็นที่ปรารถนาของทุกคน โลกนี้ยังขาดคนดีอยู่มาก ยิ่งกว่าขาดแคลนผู้ทรงความรู้แขนง ต่างๆ เสียอีก ความจริงโลกไม่ได้ขาดแคลนผู้มีความรู้หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ มากนัก แต่ที่ขาด แคลนมากก็คือคนดีโลกจึงวุ่นวายดังปัจจุบัน คนจะเป็นคนดีได้ก็ต้องมีหลักยึดมั่นประจ าใจคือ มี ศาสนายิ่งมีจิตใจยึดมั่นมากเท่าไรก็ช่วยให้เป็นคนดีมากและมั่นคงเท่านั้นอย่างอื่นก็พลอยดีด้วย ตรงกันข้ามถ้าใจไม่ดีการกระท าต่างๆ ก็พลอยร้ายไปด้วย คนมีศาสนาหรือมีหลักธรรม มีคุณธรรมใน ใจเป็นคนดีแต่ถ้าไม่มีก็อาจเป็นคนดีได้แต่เป็นคนดีนอกจากจะท าความดีก็ต่อเมื่อมีผู้อื่นรู้ จะไม่ท า ความชั่วก็ต่อเมื่อมีคนเห็น ถ้าไม่มีใครรู้ใครเห็นก็อาจจะท าความชั่วได้ง่าย แต่คนดีในสามารถท าความ ดีได้ทั้งต่อหน้าและลับหลังคน ทั้งไม่ท าความชั่วทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งนี้ก็เพราะหลักธรรมที่ว่า หิริโอตตัปปะ ละอายและเกรงกลัวต่อความชั่ว “ศาสนาเป็นแรงอ านาจเร้นลับที่เหนี่ยวรั้งจิตใจของผู้ ที่มีความเชื่อความศัรทธาในค าสอนของศาสดาทุกศาสนาที่ให้ละบาปบ าเพ็ญบุญ” ลักษณะของคนดี การยึดตามหลักธรรมค าสอนของศาสนาเป็นลักษณะของคนดีที่สังคมต้องการทั้งการเป็นคนดีใน ฐานะบุตร ฐานะลูกศิษย์ และฐานะศาสนิกชนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดีที่สังคมต้องการมักจะเป็นคนมี เหตุมีผล กล้าหาญ อดทน อดกลั้น มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีกิริยามารยาทดี มีเสน่ห์ มีจิตใจงาม เมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย รู้จักช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่นเคารพในความคิดและความเป็นเจ้าของของ ผู้อื่น พูดจาในสิ่งที่ถูกต้องเป็นความจริง พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ก่อให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียว ในหมู่คณะ เป็นต้นศาสนาทุกศาสนามีหลักธรรมค าสอนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของศาสนิกชน โดย ทุกศาสนามีเป้าหมายเดียวกันคือ “มุ่งให้ทุกคนมีธรรมะมีคุณธรรมและสอนให้คนเป็นคนดี” ดังนั้น ศาสนาแต่ละศาสนาจึงมีหลักธรรมค าสอนของตนเองเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ โทษของกำรขำดคุณธรรมจริยธรรม ธรรมะเป็นสิ่งส าคัญส่วนหนึ่งของชีวิต การขาดธรรมะอาจท าให้ประสบกับความล้มเหลวและท าให้ ชีวิตอับปางได้ ทั้งโทษที่เกิดกับตนเองสังคมและประเทศชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน เช่นการที่คนในชาติขาดคุณธรรมจริยธรรมในการด าเนินชีวิต ไม่รู้จักพอ ไม่เห็นแก่ความเดือดร้อน ของสังคมและประเทศชาติ ท าให้เกิดการลักลอบขายยาเสพติดจนเกิดความเดือดร้อนโดยทั่วไป จน หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องออกมาปราบปรามขั้นเด็ดขาด ข่าวสารข้อมูลจากสื่อมวลชนทุกแขนง น าเสนอข่าวการจับกุม ผู้เสพผู้ค้าและผู้อยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง ปัญหาทั้งมวลที่กล่าวมานี้เป็น ตัวอย่างที่มีสาเหตุมาจากการขาดคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคมทั้งสิ้น เรื่องที่ 11 วิธีฝึกปฏิบัติพัฒนาจิตในแต่ละศาสนา วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


กำรพัฒนำคุณธรรมและจริยธรรมในศำสนำพุทธ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีการปฏิบัติที่เรียกว่า “สมาธิ” ค าว่า สมาธิแปลว่า จิตที่สงบตั้งมั่นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน หรือการจัดระเบียบความคิดได้ เช่นในขณะอ่านหนังสือจิตสงบอยู่กับหนังสือที่เราอ่านก็เรียกว่าจิตมีสมาธิ หรือในขณะที่ท างาน จิตสงบอยู่กับงานที่ท าก็เรียกว่าท างานอย่างมีสมาธิ สติ สมาธิ และปัญญา มีลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดสติคือความตั้งมั่นเป็นจุดเริ่มแล้วมีสมาธิคือจิตใจแน่วแน่ และ ปัญญาคือการไตร่ตรองให้รอบคอบ จุดมุ่งหมำยของสมำธิ 1. เพื่อความตั้งมั่นแห่งสติสัมปชัญญะ 2. เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน 3. เพื่อได้ฌานทัศนะ ประโยชน์ของสมำธิ 1. ประโยชน์ของสมาธิในชีวิตประจ าวัน เช่นท าให้จิตใจสบาย มีความสดชื่น ผ่องใส และสงบ กระฉับกระเฉง ว่องไว มีความเพียรพยายาม แน่วแน่ในสิ่งที่กระท า มีประสิทธิภาพในการท างาน 2. ประโยชน์ของสมาธิในการพัฒนาบุคลิกภาพเช่น ท าให้มีความแข็งแรงหนักแน่นทั้งทาง ร่างกายและจิตใจ มีสุขภาพจิตดี สู่สุขภาพที่ดีและรักษาโรคบางอย่างได้ 3. ประโยชน์ของสมาธิที่เป็นจุดมุ่งหมายของศาสนา เมื่อได้สมาธิขั้นสูงแล้วจะเกิดปัญญาและ บรรลุจุดมุ่งหมายของศาสนาได้ 4. จะมีเหตุผลในการตัดสินปัญหาต่างๆ ได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น วิธีกำรฝึกสมำธิ ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธเจ้าตรัสรู้โดยการนั่งสมาธิด้วยวิธีการอานาปานสติ คือ ตั้งสติจด จ่อที่ลมหายใจเข้า-ออก เป็นอารมณ์เดียวจนจิตแน่วแน่เข้าสู่สมาธิซึ่งเป็นสงบสุข สงัด มีสติรู้ตัว บริบูรณ์ จากนั้นพระพุทธองค์เกิดมหาปัญญาค้นพบทางดับทุกข์แก่ชาวโลกคือ อริยสัจ 4 ดังที่ กล่าวมาแล้วในประวัติศาสดาดังนั้นการฝึกสมาธิเป็นหนทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติเพื่อให้ เกิดปัญญา แก้ปัญหาชีวิต และพัฒนาตนเองให้เกิดก าลังใจเสียสละยิ่งขึ้น เมตตายิ่งขึ้น มีปัญญา ประกอบการงานตนเอง มีความสุข สังคมโดยรวมมีความสุข แต่อย่างไรก็ตามพื้นฐานของผู้ ปฏิบัติสมาธิหรือฝึกสมาธิได้ผลรวดเร็วต้องเป็นผู้ที่มีศีล 5เป็นพื้นฐานและศรัทธายึดมั่นต่อพระ รัตนตรัย เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีคือการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาคือการท าสมาธิและ ท าให้ตนเองดีขึ้น สังคมเจริญขึ้น วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


การฝึกสมาธิตามแนวศาสนาพุทธนั้นฝึกให้ครบอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน นอน นั่ง เดิน ฝึกให้จิตอยู่ในอารมณ์เดียว มีสติบริบูรณ์ในอิริยาบถต่างๆ และก่อให้เกิด สมาธิหรือเรียกว่าเจริญกรรมฐานนั้น เริ่มต้นสวดมนต์ไหว้พระสรรเสริญคุณพระ ศรีรัตนตรัย อธิษฐานจิตเข้าสมาธิ และพิจารณาสภาวธรรมคือความเป็นทุกข์ของ ชาติ ชรา มรณะ ความแห้งใจ ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความประจวบกับสิ่ง อันไม่เป็นที่รักความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ความไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ความ มีอุปทานในขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เป็นทุกข์ พิจารณา ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นอนัตตาไม่มีตัวตน การพิจารณาสภาวะธรรมเนืองๆช่วยให้ เกิดเจริญปัญญาละวางกิเลส เกิดการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมตามแนวศาสนา พุทธและเป็นแนวทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ กำรพัฒนำคุณธรรมจริยธรรมในศำสนำอื่นๆ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ศาสนิกชน ของแต่ละศาสนาที่ฝึกพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นนั้น ล้วนมี พื้นฐานเช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชน คือ การศรัทธาในศาสดา ค าสอนและแนว ปฏิบัติของศาสนาของตน ความมีศรัทธาตั้งมั่น มีจิตจดจ่อในศาสนาที่นับถือท าให้ เกิดอารมณ์มั่นที่ท าความดี ที่จะอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ต่างๆ ศาสนาคริสต์มี การอธิษฐานกับพระเจ้าการสารภาพบาปเป็นการช าระมลทินทางจิต ศาสนา อิสลามมีการสงบจิตมั่นท าละหมาดเป็นประจ าทุกวันๆหลายครั้งเป็นกิจวัตร ส าคัญ และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นั้น มีการปฏิบัติสมาธิหลากหลายแนวทางมี การวางเป้าหมายชีวิตเพื่อละกิเลสต่างๆ ศาสนาซิกข์สอนว่ามนุษย์มีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาสบ าเพ็ญธรรมเป็นการฟอกวิญญาณให้สะอาด หลักสอนที่สอดคล้องของศำสนำต่ำงๆ ค าสอนของศาสนาแต่ละศาสนาสอนให้เป็นคนดีตามแนวทางของตน แต่เมื่อกล่าว โดยรวมๆ แล้วหลักธรรมของทุกศาสนามีลักษณะสอดคล้องกันในเรื่องใหญ่ๆ คือ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยเน้นประเด็นเหล่านี้ คือ 1. สอนให้รู้จักรักและให้อภัยกัน 2. สอนให้ใจกว้างยอมรับความเชื่อที่แตกต่างกัน 3. สอนให้เป็นคนดีตามหลักศาสนาของตน วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


ใบงานที่ 1 เรื่องศาสนาต่างๆ ในโลก ชื่อศำสนำ ศำสดำ ฉำยำ พระองค์ คัมภีร์ สัญลักษณ์ ภำพ ตัวแทน สัญลักษณ์ พระพุทธศานา ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนา พราหมณ์-ฮินดู ศานาซิกข์ 1. ให้ผู้เรียนบันทึกข้อมูลใส่ในตำรำงเปรียบเทียบศำสนำ วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


2. ศาสนาที่ส าคัญต่างๆ มีศาสนาใดบ้าง .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 3.วิธีป้องกันและแก้ไขความขัดแย้งทางศาสนาต่อการอยู่ร่วมกันมีอะไรบ้าง .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................. วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


4. ให้นักศึกษาบอกหลักธรรมศาสนาของนักศึกษาที่นับถือ ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... 5. ให้ผู้เรียนบอกจุดมุ่งหมายของสมาธิประโยชน์ของสมาธิ ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... .................. ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... วิชา ศาสนาและหน้าทีพลเมือง (สค31002)


บทที่ที่ ที่ที่ 2 วัวั วั ฒวั ฒนนธธรรรรมม ปปรระะเเพพณีณี ณี แณี แลละะค่ค่ ค่ า ค่ านินิ นิ ย นิ ยมมขขอองงปปรระะเเททศศขขอองงโโลลกก เรื่รื่ รื่รื่ อง ที่ที่ ที่ที่ 1 ค วา ม ห ม า ย ค วา มสำสำสำสำคัคัคัคัญของ วัวัวัวัฒนธรร ม


ใใบบคคววาามมรู้รู้รู้รู้ที่รู้ที่รู้ที่ ที่ที่ที่ 11 คคววาามมหหมมาายยคคววาามมสำสำสำสำสำสำคัคัคั คั ญ คั ญ คั ญขขอองงวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม ””วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม”” หหมมาายยถึถึถึถึงถึถึง สสภภาาพพอัอัอั อั น อั น อั นเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นคคววาามมเเจจริริริริญริริญงงออกกงงาามม หหรืรืรื รื อ รื อ รื อลัลัลั ลั ก ลั ก ลั กษษณณะะที่ที่ที่ ที่ แ ที่ แ ที่ แสสดดงงถึถึถึถึงถึถึงคคววาามมเเจจริริริริญริริญงงออกกงงาามม วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม เเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นเเคครื่รื่รื่ รื่ อ รื่ อ รื่ องงวัวัวั วั ด วั ด วั ดแแลละะเเคครื่รื่รื่ รื่ อ รื่ อ รื่ องงกำกำกำกำกำกำหหนนดดคคววาามมเเจจริริริริญริริญ หหรืรืรื รื อ รื อ รื อ คคววาามมเเสื่สื่สื่ สื่ อ สื่ อ สื่ อมมขขอองงสัสัสั สั ง สั ง สั งคคมม แแลละะขขณณะะเเดีดีดี ดี ย ดี ย ดี ยววกักักั กั น กั น กั นวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมมยัยัยั ยั ง ยั ง ยั ง กำกำกำกำกำกำหหนนดดชีชีชี ชี วิ ชี วิ ชี วิวิตวิวิต คคววาามมเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นออยู่ยู่ยู่ยู่ขยู่ยู่ขอองงคคนนใในนสัสัสั สั ง สั ง สั งคคมม ดัดัดั ดั ง ดั ง ดั งนั้นั้นั้ นั้ น นั้ น นั้ น วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมมจึจึจึจึงจึจึงมีมีมี มี อิ มี อิ มี อิอิทอิอิทธิธิธิธิพธิธิพลลต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อคคววาามมเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นออยู่ยู่ยู่ยู่ขยู่ยู่ขอองงบุบุบุ บุ ค บุ ค บุ คคคลลแแลละะต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อ คคววาามมเเจจริริริริญริริญก้ก้ก้ ก้ า ก้ า ก้ าววหหน้น้น้ น้ า น้ า น้ าขขอองงปปรระะเเททศศชชาาติติติติมติติมาากก


ใบความรู้ที่ 2 ความสำ คัญของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นเครื่องสร้างระเบียบแก่สังคมมนุษย์ วัฒนธรรมเป็นตัวกำ หนดรูปแบบสถาบัน วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหา วัฒนธรรมช่วยให้ประเทศเจริญก้าวหน้า วัฒนธรรมเป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชาติ วัฒนธรรมทำ ให้เกิดความสามัคคีความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน


ใให้ห้ห้ ห้ อ ห้ อ ห้ อธิธิธิ ธิ บ ธิ บ ธิ บาายยคคววาามมหหมมาายยขขอองงคำคำคำคำคำคำว่ว่ว่ ว่ า ว่ า ว่ า ””วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม””


ใบงานที่ 2 ””วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม”” มีมีมี มี ค มี ค มี คววาามมสำสำสำสำสำสำคัคัคั คั ญ คั ญ คั ญออย่ย่ย่ ย่ า ย่ า ย่ างงไไรร


เรื่องที่ 2 เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย Merry Christmas บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณีและค่านิยมของประเทศของโลก


ใ บ ค ว า ม รู้ ที่ 1 เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ห รื อ ลั ก ษ ณ ะ ป ร ะ จำ ช า ติ มี ค ว า ม ห ม า ย 2 ป ร ะ ก า ร ป ร ะ ก า ร แ ร ก ห ม า ย ถึ ง ลั ก ษ ณ ะ ที่ เ ป็ น อุ ด ม ค ติ ซึ่ ง สั ง ค ม ต้ อ ง ก า ร แ ล ะ ใ ห้ ผู้ ค น ยึ ด มั่ น เ ป็ น ห ลั ก ใ น ก า ร ดำ เ นิ น ชี วิ ต เ ป็ น ลั ก ษ ณ ะ ที่ สั ง ค ม เ ห็ น ว่ า เ ป็ น สิ่ ง ท ดี ง า ม แ ล ะ ใ ห้ ก า ร ย ก ย่ อ ง ป ร ะ ก า ร ที่ ส อ ง ห ม า ย ถึ ง ลั ก ษ ณ ะ นิ สั ย ที่ ค น ทั่ ว ไ ป ใ น สั ง ค ม นั้ น แ ส ด ง อ อ ก ใ น ส ถ า น ก า ร ณ์ ต่ า ง ๆ ซึ่ ง เ ป็ น ก า ร ดำ เ นิ น ชี วิ ต ทั่ ว ๆ ไ ป ใ น สั ง ค ม เ ป็ น ลั ก ษ ณ ะ นิ สั ย ที่ พ บ ใ น ค น ส่ ว น ใ ห ญ่ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ


ใบความรู้ที่2 เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย 1.คคววาามมรัรัรั รั ก รั ก รั กอิอิอิ อิ ส อิ ส อิ สรรภภาาพพหหรืรืรื รื อ รื อ รื อคคววาามมเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นไไททยย 33..คคววาามมรู้รู้รู้รู้สึรู้สึรู้สึ สึ ก สึ ก สึ กมัมัมั มั ก มั ก มั กน้น้น้ น้ อ น้ อ น้ อยยสัสัสั สั น สั น สั นโโดดษษแแลละะพพออใใจจใในนสิ่สิ่สิ่ สิ่ ง สิ่ ง สิ่ งที่ที่ที่ ที่ มี ที่ มี ที่ มี มี อ มี อ มี อยู่ยู่ยู่ยู่ยู่ยู่ 44..กกาารรทำทำทำทำทำทำบุบุบุ บุญบุบุญแแลละะกกาารรปปรระะกกออบบกกาารรกุกุกุ กุ ศ กุ ศ กุ ศลล 55..กกาารรหหาาคคววาามมสุสุสุ สุ ข สุ ข สุ ขจจาากกชีชีชี ชี วิ ชี วิ ชี วิ วิ ต วิ ต วิ ต 66..กกาารรเเคคาารรพพเเชื่ชื่ชื่ ชื่ อ ชื่ อ ชื่ อฟัฟัฟัฟั ง ฟั ง ฟั งอำอำอำอำอำอำนนาาจจ 77..คคววาามมสุสุสุ สุ ภ สุ ภ สุ ภาาพพอ่อ่อ่ อ่ อ อ่ อ อ่ อนนโโยยนนแแลละะเเผื่ผื่ผื่ ผื่ อ ผื่ อ ผื่ อแแผ่ผ่ผ่ ผ่ผ่ผ่ 88..คคววาามมโโอ่อ่อ่ อ่ อ่ อ่ อ่ อ่ อ่ อ่ า อ่ า อ่ า 2.การย้ำ การเป็นตัวของตัวเองหรือปัจเจกบุคคลนิยม


ใใบบงงาานนที่ที่ที่ ที่ที่ที่ 11 11..จจงงบบออกกคคววาามมหหมมาายยขขอองงคำคำคำคำคำคำว่ว่ว่ ว่ า ว่ า ว่ า ““เเออกกลัลัลั ลั ก ลั ก ลั กษษณ์ณ์ณ์ ณ์”ณ์ณ์”


2.ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมไทยมีอะไรบ้าง ใบงานที่ 2


เ รื่ อ ง ที่ 3 ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม แ ล ะ ก า ร เ ลื อ ก วั ฒ น ธ ร ร ม บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณีและค่านิยมของประเทศของโลก บทที่ 2 วัฒนธรรม ประเพณีและค่านิยมของประเทศของโลก


ใใบบคคววาามมรู้รู้รู้รู้ที่รู้ที่รู้ที่ ที่ที่ที่ 11 ““วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม”” เเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นสิ่สิ่สิ่ สิ่ ง สิ่ ง สิ่ งที่ที่ที่ ที่ ม ที่ ม ที่ มนุนุนุ นุ ษ นุ ษ นุ ษย์ย์ย์ ย์ ส ย์ ส ย์ สร้ร้ร้ ร้ า ร้ า ร้ างงขึ้ขึ้ขึ้ ขึ้ น ขึ้ น ขึ้ นจจาากกวิวิวิ วิ ถี วิ ถี วิ ถี ถี ก ถี ก ถี กาารร ดำดำดำดำดำดำเเนินินิ นิ น นิ น นิ นชีชีชี ชี วิ ชี วิ ชี วิ วิ ต วิ ต วิ ตซ้ำซ้ำซ้ำซ้ำซ้ำซ้ำๆๆ ขขอองงคคนนใในนสัสัสั สั ง สั ง สั งคคมม กกาารร เเปปลี่ลี่ลี่ ลี่ ย ลี่ ย ลี่ ยนนแแปปลลงงใในนสัสัสั สั ง สั ง สั งคคมมเเกิกิกิ กิ ด กิ ด กิ ดขึ้ขึ้ขึ้ ขึ้ น ขึ้ น ขึ้ นน้น้น้ น้ อ น้ อ น้ อยยมมาากก ต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อมมาาเเมื่มื่มื่ มื่ อ มื่ อ มื่ อ มีมีมี มี ก มี ก มี กาารรติติติ ติ ด ติ ด ติ ดต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อรระะหหว่ว่ว่ ว่ า ว่ า ว่ างงกักักั กั น กั น กั นมมาากกขึ้ขึ้ขึ้ ขึ้ น ขึ้ น ขึ้ น กกาารรเเปปลี่ลี่ลี่ ลี่ ย ลี่ ย ลี่ ยนนแแปปลลงง ททาางงวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมมขขอองงสัสัสั สั ง สั ง สั งคคมมขขอองงชชาาติติติ ติ ต่ ติ ต่ ติ ต่ ต่ า ต่ า ต่ างงๆๆ ก็ก็ก็ ก็ เ ก็ เ ก็ เริ่ริ่ริ่ ริ่ ม ริ่ ม ริ่ มมีมีมี มี ก มี ก มี กาารร เเปปลี่ลี่ลี่ ลี่ ย ลี่ ย ลี่ ยนนแแปปลลงงททาางงวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมมมมาากกขึ้ขึ้ขึ้ ขึ้ น ขึ้ น ขึ้ น ทั้ทั้ทั้ ทั้ ง ทั้ ง ทั้ งยัยัยั ยั ง ยั ง ยั งมีมีมี มี ก มี ก มี กาารร กกรระะตุ้ตุ้ตุ้ตุ้นตุ้ตุ้นใให้ห้ห้ ห้ ย ห้ ย ห้ ยออมมรัรัรั รั บ รั บ รั บสิ่สิ่สิ่ สิ่ ง สิ่ ง สิ่ งใใหหม่ม่ม่ ม่ ๆ ม่ ๆ ม่ ๆ แแลละะกกาารรออนุนุนุ นุ รั นุ รั นุ รั รั ก รั ก รั กษ์ษ์ษ์ ษ์ษ์ษ์ วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมมเเดิดิดิ ดิ ม ดิ ม ดิ ม สัสัสั สั ง สั ง สั งคคมมไไททยย สสร้ร้ร้ ร้ า ร้ า ร้ างงวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมมแแลละะมีมีมี มี ก มี ก มี กาารรเเปปลี่ลี่ลี่ ลี่ ย ลี่ ย ลี่ ยนนแแปปลลงง แแบบบบต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อเเนื่นื่นื่ นื่ อ นื่ อ นื่ องง แแต่ต่ต่ ต่ เ ต่ เ ต่ เป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นลัลัลั ลั ก ลั ก ลั กษษณณะะค่ค่ค่ ค่ อ ค่ อ ค่ อยยเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นค่ค่ค่ ค่ อ ค่ อ ค่ อยยไไปป จจนนเเริ่ริ่ริ่ ริ่ ม ริ่ ม ริ่ มมีมีมี มี ก มี ก มี กาารรติติติ ติ ด ติ ด ติ ดต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อกักักั กั บ กั บ กั บชชาาววต่ต่ต่ ต่ า ต่ า ต่ างงชชาาติติติ ติติติ คคววาามม เเปปลี่ลี่ลี่ ลี่ ย ลี่ ย ลี่ ยนนแแปปลลงงจึจึจึ จึ ง จึ ง จึ งเเริ่ริ่ริ่ ริ่ ม ริ่ ม ริ่ มเเกิกิกิ กิ ด กิ ด กิ ดขึ้ขึ้ขึ้ ขึ้ น ขึ้ น ขึ้ นแแบบบบรรววดดเเร็ร็ร็ ร็ ว ร็ ว ร็ ว สัสัสั สั ง สั ง สั งคคมมไไททยยจจะะต้ต้ต้ ต้ อ ต้ อ ต้ องงร่ร่ร่ ร่ ว ร่ ว ร่ วมมมืมืมื มื อ มื อ มื อกักักั กั น กั น กั นสสร้ร้ร้ ร้ า ร้ า ร้ างงคคววาามมเเข้ข้ข้ ข้ า ข้ า ข้ าใใจจใให้ห้ห้ ห้ห้ห้ ปปรระะชชาาชชนนคคนนไไททยย ตตรระะหหนันันั นั ก นั ก นั กถึถึถึ ถึ ง ถึ ง ถึ งคุคุคุ คุ ณ คุ ณ คุ ณค่ค่ค่ ค่ า ค่ า ค่ าวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมมไไททยย ร่ร่ร่ ร่ ว ร่ ว ร่ วมมออนุนุนุ นุ รั นุ รั นุ รั รั ก รั ก รั กษ์ษ์ษ์ ษ์ษ์ษ์ สืสืสื สืบ สืบ สืบททออดด ด้ด้ด้ ด้ ว ด้ ว ด้ วยยคคววาามมภูภูภู ภู มิ ภู มิ ภู มิ มิใมิมิใจจ วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม ไไททยยจึจึจึ จึ ง จึ ง จึ งจจะะคคงงออยู่ยู่ยู่ยู่ต่ยู่ต่ยู่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อไไปป


ใบงานที่ 1 ใ ห้ ว า ด ภา พ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ วั ฒ น ธร ร ม ไ ท ย จำ น ว น 2 ภา พ ภาพที่ 1 ภาพที่ 2


~ Claudia Alves ~ บบททที่ที่ที่ ที่ที่ที่ 22 วัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนนธธธรรรรรรมมม ปปปรรระะะเเเพพพณีณีณี ณี แ ณี แ ณี แลลละะะค่ค่ค่ ค่ า ค่ า ค่ านินินิ นิ ย นิ ย นิ ยมมมขขขออองงงปปปรรระะะเเเทททศศศขขขออองงงโโโลลลกกก เเรื่รื่รื่ รื่ อ รื่ อ รื่ องงที่ที่ที่ ที่ที่ที่ 44 ปปรระะเเพพณีณีณี ณีใณีณีในนโโลลกก


ปปรระะเเพพณีณีณี ณีณีณี คืคืคื คื อ คื อ คื อวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒธธรรรรมมที่ที่ที่ ที่ สื ที่ สื ที่ สื สืบ สืบ สืบททออดดกักักั กั น กั น กั นมมาา เเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นเเรื่รื่รื่ รื่ อ รื่ อ รื่ องงที่ที่ที่ ที่ แ ที่ แ ที่ แสสดดงงถึถึถึ ถึ ง ถึ ง ถึ งวิวิวิ วิ ถี วิ ถี วิ ถี ถี ชี ถี ชี ถี ชี ชี วิ ชี วิ ชี วิ วิ ต วิ ต วิ ตขขอองงคคนนแแต่ต่ต่ ต่ ล ต่ ล ต่ ละะชชาาติติติ ติติติ ตั้ตั้ตั้ ตั้ ง ตั้ ง ตั้ งแแต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อดีดีดี ดี ต ดี ต ดี ตจจนนถึถึถึ ถึ ง ถึ ง ถึ งปัปัปัปั จ ปั จ ปั จจุจุจุ จุ บั จุ บั จุ บั บั น บั น บั น สิ่สิ่สิ่ สิ่ ง สิ่ ง สิ่ งที่ที่ที่ ที่ มี ที่ มี ที่ มี มี อิ มี อิ มี อิ อิ ท อิ ท อิ ทธิธิธิ ธิ พ ธิ พ ธิ พลล ต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อปปรระะเเพพณีณีณี ณี คื ณี คื ณี คื คื อ คื อ คื อ ศศาาสสนนาา ปปรระะเเพพณีณีณี ณีณีณี ที่ที่ที่ ที่ เ ที่ เ ที่ เกี่กี่กี่ กี่ ย กี่ ย กี่ ยววข้ข้ข้ ข้ อ ข้ อ ข้ องงกักักั กั บ กั บ กั บกกาารรเเกิกิกิ กิ ด กิ ด กิ ด กกาารรแแต่ต่ต่ ต่ ง ต่ ง ต่ งงงาานน กกาารรตตาายย รรววมมทั้ทั้ทั้ ทั้ ง ทั้ ง ทั้ งปปรระะเเพพณีณีณี ณีใณีณีในนศศาาสสนนาาต่ต่ต่ ต่ า ต่ า ต่ างงๆๆ ขขอองงแแต่ต่ต่ ต่ ล ต่ ล ต่ ละะชชาาติติติ ติ จ ติ จ ติ จะะแแตตกกต่ต่ต่ ต่ า ต่ า ต่ างงกักักั กั น กั น กั นออออกกไไปป โโลลกกปัปัปัปั จ ปั จ ปั จจุจุจุ จุ บั จุ บั จุ บั บั น บั น บั น มีมีมี มี ก มี ก มี กาารรติติติ ติ ด ติ ด ติ ดต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อคคมมนนาาคคมมออย่ย่ย่ ย่ า ย่ า ย่ างง รรววดดเเร็ร็ร็ ร็ ว ร็ ว ร็ ว ปปรระะชชาากกรรใในนโโลลกกสสนนใใจจเเข้ข้ข้ ข้ า ข้ า ข้ ามมาาท่ท่ท่ ท่ อ ท่ อ ท่ องง เเที่ที่ที่ ที่ ย ที่ ย ที่ ยววศึศึศึศึ ก ศึ ก ศึ กษษาาวัวัวั วั ฒ วั ฒ วั ฒรรธธรรรรมม ปปรระะเเพพณีณีณี ณีณีณี ส่ส่ส่ ส่ ง ส่ ง ส่ งผผลลใให้ห้ห้ ห้ห้ห้ ปปรระะเเททศศต่ต่ต่ ต่ า ต่ า ต่ างงๆๆ เเริ่ริ่ริ่ ริ่ ม ริ่ ม ริ่ มสสนนใใจจออนุนุนุ นุ รั นุ รั นุ รั รั ก รั ก รั กษ์ษ์ษ์ ษ์ วั ษ์ วั ษ์ วั วั ฒ วั ฒ วั ฒนนธธรรรรมม ปปรระะเเพพณีณีณี ณี ต่ ณี ต่ ณี ต่ ต่ า ต่ า ต่ างงๆๆ ที่ที่ที่ ที่โที่ที่โดดดดเเด่ด่ด่ ด่ น ด่ น ด่ นเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นเเออกกลัลัลั ลั ก ลั ก ลั กษษณ์ณ์ณ์ ณ์ เ ณ์ เ ณ์ เพื่พื่พื่ พื่ อ พื่ อ พื่ อ คคงงคคววาามมเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นชชาาติติติ ติติติ แแลละะเเป็ป็ป็ป็ น ป็ น ป็ นกกาารรส่ส่ส่ ส่ ง ส่ ง ส่ งเเสสริริริ ริ ม ริ ม ริ ม อุอุอุ อุ ต อุ ต อุ ตสสาาหหกกรรรรมมกกาารรท่ท่ท่ ท่ อ ท่ อ ท่ องงเเที่ที่ที่ ที่ ย ที่ ย ที่ ยววขขอองงชชาาติติติ ติ ต ติ ต ติ ตนนเเอองง ไไว้ว้ว้ ว้ว้ว้ เเพื่่่พื่่่พื่่่ พื่่่ อ พื่่่ อ พื่่่ อใให้ห้ห้ ห้ เ ห้ เ ห้ เงิงิงิ งิ น งิ น งิ นตตรราาเเข้ข้ข้ ข้ า ข้ า ข้ าปปรระะเเททศศ ใใบบคคววาามมรู้รู้รู้รู้รู้รู้


ใบงานที่ 1 ใให้ห้ห้ ห้ อ ห้ อ ห้ อธิธิธิ ธิ บ ธิ บ ธิ บาายยคคววาามมหหมมาายยคำคำคำคำคำคำว่ว่ว่ ว่ า ว่ า ว่ า ““ปปรระะเเพพณีณีณี ณี”ณีณี”


ใบงานที่ 2 ศศาาสสนนาา มีมีมี มี อิ มี อิ มี อิ อิ ท อิ ท อิ ทธิธิธิ ธิ พ ธิ พ ธิ พลลต่ต่ต่ ต่ อ ต่ อ ต่ อปปรระะเเพพณีณีณี ณี อ ณี อ ณี อย่ย่ย่ ย่ า ย่ า ย่ างงไไรร


ใบงานที่ 3 ใให้ห้ห้ ห้ เ ห้ เ ห้ เขีขีขี ขี ย ขี ย ขี ยนนเเรีรีรี รี ย รี ย รี ยงงคคววาามม ““เเรื่รื่รื่ รื่ อ รื่ อ รื่ องงปปรระะเเพพณีณีณี ณี ที่ ณี ที่ ณี ที่ ที่ มี ที่ มี ที่ มี มี อ มี อ มี อยู่ยู่ยู่ยู่ใยู่ยู่ในนท้ท้ท้ ท้ อ ท้ อ ท้ องง ถิ่ถิ่ถิ่ ถิ่ น ถิ่ น ถิ่ นขขอองงฉัฉัฉั ฉั น ฉั น ฉั น””


เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย คานิยม สังคมมนุษยจําเปนตองมีบรรทัดฐานเปนตัวกําหนดแผนเชิงพฤติกรรม ซึ่งสมาชิกของสังคมจะตองมี ความสัมพันธกับบุคคลอื่นๆ เปนจํานวนมากมีความจําเปนที่จะตองตัดสินใจตอการกระทําสิ่งตางๆ เพื่อเปน แนวทางในการประพฤติปฏิบัติรูปแบบความคิดในการประเมินตางๆ ของสมาชิกในสังคม ความหมายตอคานิยม คานิยม หมายถึง รูปแบบความคิดของสมาชิกในสังคมที่จะพิจารณาตัดสินและประเมินวาสิ่งใดมี คุณคามีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตอง เหมาะสม ดีงาม ควรที่จะยึดถือและประพฤติปฏิบัติคานิยมที่เปน องคประกอบที่สําคัญของการจัดระเบียบสังคมมนุษยคือ คานิยมทางสังคม (SocialValue) ซึ่งหมายถึงรูปแบบ ความคิดที่สมาชิกสวนใหญตัดสินและประเมินวาเปนสิ่งที่มีคุณคามีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตองเหมาะสม ดีงามควรแกการประพฤติปฏิบัติรวมกัน คานิยมทางสังคมเกิดจากการที่สมาชิกในสังคมดํารงชีวิตอยูรวมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ ถายทอดความคิดเห็นระหวางกัน เกิดรูปแบบที่สอดคลองในแนวทางเดียวกัน ความสําคัญของคานิยม สังคมมีคานิยมแตกตางกันตามวัฒนธรรม วิถีการดํารงชีวิตสภาพแวดลอมทางธรรมชาติและที่ตั้ง ถิ่นฐาน คานิยมของแตละสังคมเปนแนวความคิดทัศนคติรวมกันของคนสวนใหญ จึงเปนพื้นฐานที่สําคัญเกิด บรรทัดฐานทางสังคมอันเปนการกําหนดกฎเกณฑ หรือระเบียบในการปฏิบัติตอกันทางสังคมตามแนวทางของ คานิยมที่สมาชิกในสังคมยอมรับรวมกัน คานิยมสามารถชวยใหการดําเนินชีวิตระหวางสมาชิกในสังคมมีความสอดคลองสัมพันธตอกัน ลดความขัดแยงและความตึงเครียดของสมาชิกในสังคม คานิยมเปนสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไดตามสภาพ แวดลอมและความเหมาะสมในแตละยุคสมัย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทําใหสังคมนั้นเกิดมีคานิยม ใหมมาทดแทนคานิยมเดิมเชน การเปลี่ยนแปลงทางดานการผลิตทางการเกษตรของไทยจากการผลิตแบบเดิม มาสูการผลิตแบบใหมที่มีการใชเทคโนโลยีทันสมัยมาทําการผลิตเพื่อลดระยะเวลาและกําลังแรงงานจาก แรงงานคนหรือสัตว มีผลทําใหเกษตรกร ชาวไรชาวนา มีคานิยมในการนําเอาเครื่องจักรและสารเคมีมาใชทาง เกษตรจนมาในปจจุบันมีการชี้แนวทางการทําเกษตรแบบพอเพียง ก็ทําใหเกษตรกรเริ่มเปลี่ยนแปลงคานิยมใน วิธีการธรรมชาติมาชวยในการผลิตเนื่องจากพิษภัยจากสารเคมีและรูจักประสมประสานความคิดทําใหเกิด คานิยมวิเคราะห วิจัยการทําเกษตรเพื่อยังชีพและอุตสาหกรรม


คานิยมที่สําคัญของสังคมไทยไดแก 1) การนับถือพุทธศาสนา เปนคติความเชื่อระดับสูงทางจิตใจของคนไทย ทําใหเกิดคานิยมในการ ประกอบพิธีในประเพณี เทศกาล วันสําคัญทางศาสนา และในวาระสําคัญของชีวิต เปนคตินิยมที่ปฏิบัติ สืบตอมาจนเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย 2) การเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนคติความเชื่อและศรัทธาภักดีตอพระมหากษัตริยของ ชาวไทยเปนคานิยมธรรมเนียมของคนไทยที่แสดงความเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย 3) การรักสังคมไทย เปนคานิยมที่พึงประสงคของสมาชิกภายในสังคมไทยที่ตองมีความสามัคคี รวมมือรวมใจเปนหนึ่งเดียวกันในการชวยเหลือสังคมไทย ทั้งในภาวะที่เกิดเหตุการณรายอันเปนภัยแกสังคม และประเทศชาติ ชวยกันปลูกฝงจิตสํานักใหรูคุณคาของวัฒนธรรมไทย รักษามรดกไทย รักเมืองไทย ใชของไทย 4) ความซื่อสัตย สุจริต คานิยมขอนี้เปนสิ่งสําคัญที่ควรปลูกฝงใหสมาชิกของสังคม เนื่องจากเปน รากฐานในการพัฒนาและสรางความเจริญใหกับตนเองและประเทศชาติ เชน สมาชิกของสังคมไทยมี ความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น ในการอยูรวมกันของสังคมการไมกระทําการทุจริต ละเมิดฝาฝน กฎหมาย เปนตน 5) การเคารพผูอาวุโส คานิยมขอนี้ไดแสดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคมไทย เชน การมีกิริยา มารยาทสุภาพออนนอมตอผูอาวุโสหรือผูใหญ การเคารพใหเกียรติผูอาวุโส ผูใหญ ผูที่สังคมยกยองตามวาระ ตางๆ คานิยมที่ควรปลูกฝงตามหลักพระพุทธศาสนา 1. แนวทางปฏิบัติตามคานิยมพื้นฐาน มี 5 ประการ 1) การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ 2) การประหยัดและอดออม 3) มีระเบียบ วินัย และเคารพกฎหมาย 4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา 5) ความรักชาติ ศาสน กษัตริย 2. ความเอื้อเฟอเผื่อแผ คุณลักษณะเชนนี้ไดรับอิทธิพลมาจากคําสอนที่วามนุษยเราไมวายากดีมีจนอยางไรตางเปนเพื่อน รวมทุกขรวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฏดวยกัน ความสํานึกวาตนเองตองตายยอมกอใหเกิดความเห็น ใจกัน แสดงออกมาในรูปความเอื้อเฟอเผื่อแผชวยเหลือกันและกัน 3. ความเคารพและความออนนอมถอมตน คานิยมสะทอนลักษณะนิสัยของคนไทยคอนขางโดดเดน การเคารพผูอาวุโส ความเกรงใจ ใหเกียรติผูมีประสบการณเหนือกวาตน จะปรากฏใหเห็นทุกระดับของสถาบันไทย นับตั้งแตสถาบันครอบครัว ไปจนถึงสถาบันสงฆ ทั้งในระบบราชการคือการไมกลาแสดงความคิดเห็นขัดแยง เพราะเกรงจะกระทบ


4. ความกตัญ ูกตเวที เปนคุณธรรมของบุคคลผูสํานึกในอุปการคุณที่ผูอื่นกระทําตอตน และพยายามจะหาทางตอบแทน อุปการคุณนั้น คุณธรรมขอนี้พระพุทธองคทรงกลาววา เปนบุคคลหาไดยาก ความกตัญ ูกตเวที จึงเปนคานิยมอันมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาเปนสิ่งสําคัญในสังคมยกยองวา “ตกน้ําไมไหลตกไฟไมไหม” หมายความวา ทําคุณกับคนอื่นนั้น เมื่อถึงคราวตกอับก็มีผูยินดียื่นมือเขามาชวย เหลือความกตัญ ูจึงเปนคานิยมที่สมควรจะปฏิบัติใหเกิดสิริมงคลกับตนเอง 5. ศรัทธาและปญญา ศรัทธา แปลวา ความเชื่อ คนสวนมากมักพูดวา ศรัทธาปสาทะ ปสาทะ แปลวา ความเลื่อมใส ศรัทธาเปนความเชื่อแตเปนความเชื่อบุคคลอื่น เชน เราเห็นความคิดเห็นหรือการกระทําของคน อื่นเปนสิ่งที่ดีและเหมาะสมนาจะนํามาปฏิบัติ แลวปฏิบัติตามแนวทางของบุคคลอื่นซึ่งเปนผูคิด แสดงวาเรามี ศรัทธาในบุคคลนั้น ปญญา เปนความรูที่เกิดดวยตนเองซึ่งเกิดจาการคิดพิจารณาไตรตรอง วิเคราะหอยางรอบคอบ มีเหตุผล พุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงสอนใหบุคคลมีทั้งศรัทธาและปญญาประกอบกันดวยเหตุผลผูศรัทธา ถามีความเชื่อมากเกินไปจะกลายเปนความงมงาย คนจํานวนไมนอยที่หลงเชื่อสิ่งตางๆ โดยมิไดวิเคราะหหรือ พิจารณาอยางแทจริงเพื่อประโยชนสุขรวมกันของบุคคลทั้งหลายในสังคม ศรัทธาอยางถูกตองในพุทธศาสนา มีดังนี้ - เชื่อวาพระพุทธเจาตรัสรูจริง - เชื่อวาบุญบาปมีจริง - เชื่อวาผลของบุญบาปมีจริง - เชื่อวาบุญบาปที่ตนทําเปนของตนจริง 6. ทํางานสุจริต สุจริต มาจาก สุ หมายถึง ดี และ จริต หมายถึง ความประพฤติ สุจริตจึงเปนความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งนาจะหมายความไดวา 1) ไมผิดกฎหมาย ไมผิดตอกฎระเบียบของบานเมือง ไมทําลายทรัพยากรธรรมชาติ ไมประพฤติ ผิดเลนการพนัน ไมขายยาเสพติด ทําลายเยาวชน สังคม และประเทศชาติ


Click to View FlipBook Version