2) ไมผิดประเพณีประกอบดวย (1) ขนบของบานเมืองคือไมผิดกฎหมายระเบียบของบานเมือง (2) ธรรมเนียมเปนความประพฤติที่สังคมยอมรับและปฏิบัติกันมา (3) ไมผิดศีลธรรมหมายความวามีความประพฤติอันถูกตองตามทํานองคลองธรรมทํากายวาจาใจ สงบระวังสํารวมตนอยูเสมอเมื่อบุคคลไมประพฤติผิดศีลธรรมตนเองครอบครัวและสังคมก็จะสงบสุข บุคคลพึงสรางคานิยมในการกระทําการอันเปนประโยชนตอตนเองชาติบานเมืองพรอมทั้งรักษาความ เปนไทยใหคงอยู อยาหลงผิดเห็นคานิยมวัฒนธรรมตางชาติกวาคานิยมวัฒนธรรมไทยสรางพลังเพื่อทําใหชาติ มั่นคงโดยชวยกันดูแลสิ่งที่เปนวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก ศีลธรรม จริยธรรมและคานิยม คือ สิ่งที่กําหนดมาตรฐานความประพฤติของสมาชิกในสังคมไวให ปฏิบัติตามแนวทางที่สังคมไดกําหนดวาเปนสิ่งดีงามเหมาะสมกับสภาพสังคมนั้นๆ รวมทั้งเปนมาตรฐานที่ใช ตัดสินการกระทําของบุคคลในสังคมวาถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว เพื่อใหสังคมดํารงอยูไดอยางปกติสุข ซึ่งเปนสิ่ง สําคัญที่มีอยูคูกับการดําเนินชีวิตเปนสิ่งที่สังคมยอมรับรวมกัน คานิยมและจริยธรรมในสังคมเปนตัวกําหนดความเชื่อของบุคคลในสังคมกอใหเกิดประโยชนตอสังคม ชวยในการพัฒนาสังคม เพราะทําใหบุคคลมีความตั้งมั่นอยูในความดี ความรับผิดชอบความเสียสละ ความกตัญ ูรูคุณ ความมีวินัย ความกลาหาญ และความเชื่อมั่นในคําสอนของศาสนาดังนั้นคานิยมและ จริยธรรมของสังคมจําตองมีจุดมุงหมายในการละเวนจากการทําชั่วเปนสิ่งสําคัญ คานิยมและจริยธรรมที่ทั่วโลกพึงประสงคใหเกิดขึ้นในพลเมืองของชาติตนมีดังนี้ 1. การไมเบียดเบียนและกอความเดือนรอนใหแกผูอื่น ทั้งการเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ เชน การใชคําพูดที่สอเสียด เยาะเยยถากถาง ดูหมิ่นผูอื่น รวมทั้งการกลั่นแกลงทําลายทรัพยสินผูอื่น 2. ความเสียสละ โดยเปนผูเอื้อเฟอเผื่อแผใหแกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน ลดละความเห็นแกตัว ชวยเหลือผูอื่นในยามที่มีความจําเปนไดทั้งกําลังกายและกําลังทรัพย หรือกําลังทางสติปญญาเพื่อการอยูรวม กันอยางสงบสุขในสังคมโดยรวม 3. มีความกลาหาญทางคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การทําในสิ่งที่เห็นวาถูกตองตามทํานอง คลองธรรมและละเลิกไมกระทําความผิดอันเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกตนเองและสวนรวม หรือทําใหตน เองและสวนรวมเสียผลประโยชนก็ตาม 4. ความละอายและเกรงกลัวตอกระทําความชั่ว โดยไมเขาไปเกี่ยวของกับความชั่วทั้งปวง มีจิตใจที่ ยับยั้งผลประโยชนที่ไดมาโดยมิชอบ 5. การรูจักเคารพในความคิดเห็นของตนเองและผูอื่น มีความสํานึกในสิทธิเสรีภาพความเสมอภาค ของแตละบุคคล ไมวาจะเปนของตนเองและผูอื่น เปนการยอมรับสติปญญาความคิดเห็นของผูอื่นเทากับของ ตนโดยไมหลอกตนเอง หรือมีความดื้อรั้นเอาแตความคิดของตนเองเปนใหญ และเหยียดหยามผูอื่นเปนการฝก ใหเปนคนมีเหตุผล รับฟงความคิดเห็นรอบดาน แลวนํามาพิจารณาดวยตนเองเพื่อขจัดปญหาความขัดแยง 6. มีความซื่อสัตยสุจริตตอตนเองและผูอื่น หมายถึง ความซื่อสัตยตอตนเองเพื่ออยูในความไม ประมาทขยันขันแข็งในหนาที่การงาน มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ไดรับมอบหมายรวมทั้งมีความซื่อสัตยตอผูอื่น ประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมาอยางสม่ําเสมอ ไมคิดโกงหรือทรยศหักหลัง หรือชักชวนไปในทางเสื่อมเสียเพื่อหา ผลประโยชนสวนตน 7. ความมีวิจารณญาณในการตัดสินปญหาตางๆ หรือความมีเหตุผลในการพิจารณาไตรตรองไม หลงเชื่อสิ่งใดงายๆ รูจักควบคุมกาย วาจา โดยใชสติอยางรอบคอบ ไมทําตามอารมณมีจิตใจสงบเยือกเย็นไม วูวาม สามารถรับ ฟงความคิดเห็นของคนอื่นที่ขัดแยงกับตนอยางใจกวาง ไมแสดงความโกรธหรือไมพอใจไมมี ทิฏฐิมานะ
8. ความขยันหมั่นศึกษาหาความรูใหเฉลียวฉลาดในศิลปวิชาการทุกสาขาวิชา 9. ความสามารถในการประกอบอาชีพสาขาตางๆ 10. การักษาสิ่งแวดลอมและความเปนชาติ วรรณกรรม ประเพณี ตลอดจนดินแดนของตนเอง คานิยมและจริยธรรมที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลจะเปนคานิยมและจริยธรรมที่เกิด ประโยชนตอตนเองสังคมและการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับความคิดสติปญญารวมทั้งการเสียสละตอสังคม ประเทศชาติ 1. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อขจัดความขัดแยง 1) เปนผูมีความอดทนอดกลั้นเพื่อเผชิญกับปญหาตางๆ อยางมีสติ ไมแสดงออกทาง อารมณมีจิตใจสงบเยือกเย็น 2) เปนผูมีจิตใจกวางขวาง เปดใจยอมรับความเห็นของผูอื่นดวยใจเปนกลาง ไมคิดวาตนเองอยู เหนือผูอื่น 2. คานิยมและจริยธรรมที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุข 1) มีความเสียสละเปนผูใหดวยใจที่บริสุทธิ์โดยไมหวังผลตอบแทน 2) มีความรักความสามัคคีเปนที่ตั้งยอมรับในเหตุผลของการอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข
คานิยมของสังคมไทยที่ไมพึ่งประสงคควรไดรับการแกไขปรับปรุงพัฒนา เพราะเปนอุปสรรคที่สําคัญ ตอความมั่นคงของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ตัวอยางที่สําคัญคือ 1. ความเปนผูกลาไดกลาเสียในทางที่ผิด เชน นิสัยของนักพนันเริ่มตั้งแตเด็ก เยาวชน คือการพนัน ฟุตบอล กีฬาตางๆ (การเลนหวย การพนันตางๆ) ทําใหหมดตัว และไมมานะในการประกอบอาชีพที่สุจริต 2. ความเปนผูใจกวางรักษาหนาตา โดยไมคํานึงถึงฐานะตนเอง ตัวอยางเมื่อครอบครัวมีงานบวช แตงงาน งานศพ จะไปกูเงินหรือนําเงินที่เก็บหอมรอมริบมาใชในการเลี้ยงดูอยางสุรุยสุราย จนมีครอบครัวลูก โตเขาโรงเรียนยังใชเงินคืนคาแตงงานยังไมหมด 3. การชวยเหลือพวกพองโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ตัวอยาง เมื่อเพื่อนพี่นองมีเรื่องกับใครพรอมที่ จะยกพวกไปตอสูโดยไมคํานึงถึงเหตุผลความถูกตองในวิธีการแกปญหา ตัวอยางการยกพวกตีกันของวัยรุนและ ของกลุมพวกนักเลงตางๆ 4. เมื่อเกิดปญหาชอบใชคําวาไมเปนไร ไมคิดหาการแกไขปญหาอยางจริงจัง สงผลใหปญหายังคงเปน ปญหาตอไป ปญหาที่เกิดขึ้นไมไดรับการแกไข 5. ชอบความสนุกสนาน ดื่มเหลา เฮฮาไมขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ สงผลใหเกิดความ ประมาทในชีวิต จะเห็นเทศกาลปใหม สงกรานต มีคนเสียชีวิตจํานวนมากเพราะความประมาท 6. ยกยองผูมีฐานะ การปองกัน และแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคในสังคมไทย คือ 1. คานิยมที่ดีงามควรไดรับการปลูกฝงตั้งแตยังเปนเด็ก ในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถานศึกษา รวมทั้งในสังคมไทย 2. ผูใหญในสังคมไทยทุกฐานะที่สําคัญคือผูที่อยูในบทบาทเปนผูนํา จะตองประพฤติตนเปนแบบ อยางที่ดี 3. สังคมไทยจะตองยกยองใหเกียรติผูที่ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่ดีงาม ไมยกยองผูมีอํานาจมีเงิน แตเปนผูที่ประพฤติตามคานิยมที่ดีงามของไทย 4. สื่อจะตองรวมกันรณรงคใหคนไทยมีคานิยมที่ดีงาม ไมสนับสนุนเผยแพรสิ่งที่ไมดี เพราะสื่อมี อิทธิพลตอสังคมไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 5. อยาปลอยใหปญหาความเสื่อมทรามที่เกิดจากการประพฤติตามคานิยมที่ไมดีผานไป เพราะเห็น เปนเรื่องเล็กๆ ควรเรงชวยกันหาทางแกไข ดวยการถือเปนหนาที่ของทุกคน 6. องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนใหเกิดชมรม สมาคม ในระดับทองถิ่นตางๆ ที่เปนสังคมแหง การเรียนรู เพื่อใหสังคมชุมชนเปนสังคมที่อุดมดวยปญญาซึ่งจะเปนพื้นฐานที่สงผลใหสังคมไทยแข็งแกรงตอไป เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย
ใบความรู้ คานิยม หมายถึง รูปแบบความคิดของสมาชิกในสังคมที่จะพิจารณาตัดสินและประเมินวาสิ่งใดมี คุณคามีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตอง เหมาะสม ดีงาม ควรที่จะยึดถือและประพฤติปฏิบัติคานิยมที่เปน องคประกอบที่สําคัญของการจัดระเบียบสังคมมนุษยคือ คานิยมทางสังคม (SocialValue) ซึ่งหมายถึงรูปแบบ ความคิดที่สมาชิกสวนใหญตัดสินและประเมินวาเปนสิ่งที่มีคุณคามีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตองเหมาะสม ดีงามควรแกการประพฤติปฏิบัติรวมกัน คานิยมทางสังคมเกิดจากการที่สมาชิกในสังคมดํารงชีวิตอยูรวมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ ถายทอดความคิดเห็นระหวางกัน เกิดรูปแบบที่สอดคลองในแนวทางเดียวกัน ความสําคัญของคานิยม คานิยมที่ควรปลูกฝงตามหลักพระพุทธศาสนา 1. แนวทางปฏิบัติตามคานิยมพื้นฐาน มี 5 ประการ 1) การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ 2) การประหยัดและอดออม 3) มีระเบียบ วินัย และเคารพกฎหมาย 4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา 5) ความรักชาติ ศาสน กษัตริย
ใบความรู้ การปองกัน และแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงคในสังคมไทย คือ 1. คานิยมที่ดีงามควรไดรับการปลูกฝงตั้งแตยังเปนเด็ก ในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถานศึกษา รวมทั้งในสังคมไทย 2. ผูใหญในสังคมไทยทุกฐานะที่สําคัญคือผูที่อยูในบทบาทเปนผูนํา จะตองประพฤติตนเปนแบบ อยางที่ดี 3. สังคมไทยจะตองยกยองใหเกียรติผูที่ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่ดีงาม ไมยกยองผูมีอํานาจมีเงิน แตเปนผูที่ประพฤติตามคานิยมที่ดีงามของไทย 4. สื่อจะตองรวมกันรณรงคใหคนไทยมีคานิยมที่ดีงาม ไมสนับสนุนเผยแพรสิ่งที่ไมดี เพราะสื่อมี อิทธิพลตอสังคมไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 5. อยาปลอยใหปญหาความเสื่อมทรามที่เกิดจากการประพฤติตามคานิยมที่ไมดีผานไป เพราะเห็น เปนเรื่องเล็กๆ ควรเรงชวยกันหาทางแกไข ดวยการถือเปนหนาที่ของทุกคน 6. องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนใหเกิดชมรม สมาคม ในระดับทองถิ่นตางๆ ที่เปนสังคมแหง การเรียนรู เพื่อใหสังคมชุมชนเปนสังคมที่อุดมดวยปญญาซึ่งจะเปนพื้นฐานที่สงผลใหสังคมไทยแข็งแกรงตอไป
ใบงาน ใหนักศึกษาคนควาวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก มาคนละ 1 ประเทศ แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................
ใบงาน ใหนักศึกษานํากรณีตัวอยางปญหาที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่เกิดขึ้นกับประเทศ ตางๆ ในโลกมาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................
ใบงาน ใหนักศึกษาศึกษาตัวอยางแนวทางที่ประเทศตางๆ อนุรักษวัฒนธรรมตามประเพณีและคานิยมที่ดี ของตนไวได เชน ประเทศภูฏาน ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................................
บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ วาดวยการจัดระเบียบ การปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับแรกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย เปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปน ประมุข เริ่มเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยกลุมบุคคลที่เรียกตนเองวา “คณะราษฎร” ประ กอบดวยพลเรือนและทหารมีนโยบายการปกครองที่เห็นแกประโยชนของประชาชน ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงปกครองประเทศทรงประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ ไดเห็นประโยชน สุขของราษฎรเปนสําคัญ จึงสละอํานาจของพรองคและ พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวประกาศใชครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เรียกวา “รัฐธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช 2475” ตอมา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมพ.ศ. 2475 จึงไดมีการประกาศใช “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ความเป็นป็ มาการเปลี่ย ลี่ นแปลงรัฐ รั ธรรมนูญนู ใบความรู้ เรื่อ รื่ งที่ 1
ใบความรู้1 รู้ .1 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใช รัฐรัธรรมนูญฉบับแรก เมื่อ มื่ ปพุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีก มี ารยกเลิกและประกาศใช รัฐรัธรรมนูญไปแลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 : พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยาม ชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 116 วันที่ 27 มิถุนายน 2475) ฉบับที่ 2 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 529 วันที่ 10 ธันวาคม 2475) ฉบับที่ 3 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2489 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 63 หนา 30 วันที่ 3 พฤษภาคม 2489) ฉบับที่ 4 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 64 ตอนที่ 53 วันที่ 9 พฤษภาคม 2490) ฉบับที่ 5 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 66 ตอนที่ 17 วันที่ 23 มีนาคม 2492) แกไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495
ใบความรู้ที่ รู้ที่ 1.2 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใช รัฐรัธรรมนูญฉบับแรก เมื่อ มื่ ปพุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีก มี ารยกเลิกและประกาศใช รัฐรัธรรมนูญไปแลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 6 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 69 ตอนที่ 15 วันที่ 8 มีนาคม 2475) ฉบับที่ 7 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 76 ตอนที่ 17 วันที่ 28 มกราคม 2502) ฉบับที่ 8 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2511 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 85 ตอน พิเศษวันที่ 20 มิถุนายน 2511) ฉบับที่ 9 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 89 ตอนที่ 192 วันที่ 15 ธันวาคม 2515) ฉบับที่ 10 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 92 ตอนที่ 14 วันที่ 23 มกราคม 2518)
ใบความรู้ที่ รู้ที่ 1.3 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใช รัฐรัธรรมนูญฉบับแรก เมื่อ มื่ ปพุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีก มี ารยกเลิกและประกาศใช รัฐรัธรรมนูญไปแลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 11 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2519 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 93 ตอนที่ 135(ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ตุลาคม 2519) ฉบับที่ 12 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2520 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 111 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2520) ฉบับที่ 13 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2521 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 146 (ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ธันวาคม 2521) ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 40 วันที่ 1 มีนาคม 2534) ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 216 วันที่ 9 ธันวาคม 2534) ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 114 ตอนที่ 55 กวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ) ฉบับที่ 17 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 123 ตอนที่ 102 กวันที่ 1 ตุลาคม 2549) ฉบับที่ 18 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 124 ตอนที่ 47 กวันที่ 24 สิงหาคม 2550)
การยกเลิกและประกาศใช รัฐธรรมนูญแตละครั้งสวนใหญเปน ผลมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลของการ เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได ดังนี้ 1. กลุมผู นําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้น เห็นวาหลัก การและวิธีการของรัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยู นั้นไมเหมาะสม จึงลมเลิกและประกาศใช รัฐธรรมนูญใหม 2. กลุมผู นําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองแตกแยกกันเอง จึงมีการ ลมเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใชอยู เพื่อใชฉบับใหม ที่สามารถตอบสนองความพอใจ ของกลุมตนได 3. ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สภาพทางสังคมและสถานกา รณของประเทศในขณะนั้น ทําใหตองมีการเปลี่ยนแปลงแกไขรัฐ ธรรมนูญใหเหมาะสม ใบความรู้ที่ รู้ที่ 1.4
ใบงานเรื่อ รื่ งที่1 ความเป็นมาการเปลี่ยนแปลง รัฐ รั ธรรมนูญ 2.ประชาชนมีส่วนร่วม ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันอย่างไร บ้าง ................................................ ................................................ ................................................ ................................................ ................................................ ................................................ ................................................ 4.รัฐธรรมนูญมีความสำ คัญอย่างไร .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .............................................................................. คำ ชี้แจง: ให้นักเรียนตอบคำ ถามต่อไปนี้ 1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบันใช้เมื่อไหร่ และฉบับที่เท่าไหร่ ...................................................................................... ...................................................................................... ................................................................................... 3.โครงสร้าร้งรัฐรัธรรมนูญนูแห่งห่ราชอาณาจักจัร ไทยฉบับบั ปัจจุบันบั ประกอบด้วด้ยอะไรบ้าบ้ง ................................................................... ................................................................... ................................................................... ................................................................... ...................................................................
ใบความรู้เ รู้ รื่อ รื่ งที่ 2 สาระสํา สํ คัญของรัฐรัธรรมนูญนู แห่ง ห่ ราชอาณาจักจัรไทย ัรัฐรัธรรมนูญนูแห่งห่ราชอาณาจักจัรไทย โดยทั่วทั่ ไปจะบัญบัญัติญั ติหลักการสําสํคัญของ รัฐรัธรรมนูญนูไว้ดัว้งดันี้ 1. รูปรูแบบของรัฐรั ประเทศไทยเป็น ป็ ราชอาณาจักจัรอันหนึ่งนึ่อันเดียดีวจะแบ่งบ่แยกมิไมิด้ คําว่าว่ราชอาณาจักจัรหมายความว่าว่ ประเทศไทยเป็น ป็ ประเทศที่มีพมีระมหากษัตริย์ริ ย์ ทรงเป็น ป็ ประมุข และคําว่าว่อันหนึ่งนึ่อันเดียดีวจะแบ่งบ่แยกมิไมิด้ หมายความว่าว่ ประเทศไทยเป็น ป็ รัฐรัเดี่ย ดี่ วหรือรืเอกรัฐรัมีรัมีฐรับาลเป็น ป็ ศูนย์กย์ลาง มีอํมี อํานาจบริหริาร ประเทศได้ทั้ด้ ทั้งทั้ภายในและภายนอกประเทศเพียพีงรัฐรับาลเดียดีว 2. รูปรูแบบการปกครอง ประเทศไทยมีรูมีปรูแบบการปกครองในระบอบ ประชาธิปธิ ไตยอันมีพมีระมหากษัตริย์ริทย์รงเป็น ป็ ประมุข เป็น ป็ การยืนยืยันยัว่าว่ ประเทศไทย มีกมีารปกครองในระบอบประชาธิปธิ ไตยที่มีรมีากฐานมา จากประชาชน มุ่งมุ่คุ้มคุ้ครองสิทสิธิเธิสรีภรีาพของประชาชน โดยมีพมีระมหากษัตริย์ริทย์รง เป็น ป็ ประมุข 3. อํานาจอธิปธิ ไตยของรัฐรัรัฐรัธรรมนูญนูกําหนดอํานาจอธิปธิ ไตยของประเทศไทย ไว้3ว้ ประการ ได้แด้ก่ 1) อํานาจนิตินิ ติบัญบัญัติญั ติคืออํานาจในการออกกฎหมาย 2) อํานาจบริหริาร คืออํานาจในการบริหริารการปกครองประเทศ 3) อํานาจตุลตุาการ คืออํานาจในการพิจพิารณาตัดสินสิคดีใดีนศาล ทั้งทั้ 3 อํานาจนี้เ นี้ป็น ป็ อํานาจของปวงชนชาวไทย คือ เป็น ป็ ของชนชาวไทยทุกทุคนโดยมีพมีระ มหา กษัตริย์ริผู้ย์ทผู้ รงเป็น ป็ ประมุข ทรงใช้อํช้ อํานาจนิตินิ ติบัญบัญัติญั ติผ่าผ่นทางรัฐรัสภา ใช้อํช้ อํานาจบริหริารผ่าผ่นทางคณะรัฐรัมนตรี และใช้อํช้ อํานาจตุลตุาการผ่าผ่นทางศาล
4. สิทสิธิเธิสรีภรีาพของชนชาวไทย รัฐรัธรรมนูญคํานึงถึงสิทสิธิ เสรีภรีาพของบุคคลซึ่งซึ่เป็นชนชาวไทยโดย คํานึงถึงว่าว่ชนชาว ไทยเป็นมนุษย์ที่ย์ ที่ มีศัมี ศักดิ์ศรี หรือรืกล่าวว่าว่ชนชาวไทยมีศัมี ศักดิ์ศรี แห่งห่ความเป็นมนุษย์ห้ย์าห้ม ปฏิบัติบั ติต่อมนุษย์เย์ยี่ย ยี่ งทาสหรือรืสัตสัว์ นอกจากนี้ทุกทุคนย่อย่มมีสิมีทสิธิเธิสรีภรีาพในร่าร่งกายในครอบครัวรัมี สิทสิธิไธิด้รับรัการศึกษาขั้นขั้พื้นพื้ฐานตามที่กฎหมายกําหนดโดยไม่ เสียสีค่าใช้จ่ช้าจ่ย ทุกทุคนจะได้รับรัการคุ้มคุ้ครองสิทสิธิใธินคดีอาญา สิทสิธิไธิด้รับรัการให้บห้ริกริารสาธารณสุขสุที่ได้มาตรฐาน มีเมีสรีภรีาพ ในการสื่อสื่สารโดยเสรีมีรีเมีสรีภรีาพในการเสนอ ข่าข่วสาร และ เสรีภรีาพในทางวิชวิาการ เป็นต้น 5. หน้าที่ของชนชาวไทย เมื่อมื่รัฐรัธรรมนูญกําหนดใช้สิช้ทสิธิ เสรีภรีาพแห่งห่ชนชาวไทยแล้ว ก็จะกําหนด หน้าที่ของชนชาว ไทยให้ไห้ว้ด้ว้ ด้วย โดยกําหนดให้ทุห้กทุคนมีหมีน้าที่ต้องปฏิบัติบั ติาม กฎหมาย มีหมีน้าที่รักรัษาไว้ ซึ่งซึ่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ริ ย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปธิ ไตยอันมีพมีระมหากษัตริย์ริ ย์ ทรงเป็นประมุข 6. นโยบายพื้นพื้ฐานของรัฐรัรัฐรัธรรมนูญจะกําหนดให้รัห้ฐรับาล หรือรืผู้บผู้ ริหริารประเทศตนเองแถลง นโยบายต่อรัฐรัสภาว่าว่รัฐรั มีนมี โยบายในการบริหริารประเทศอย่าย่งไรในเรื่อรื่งเกี่ยวกับด้าน ความมั่นมั่คงของรัฐรัด้านการบริหริารราชการแผ่นผ่ดิน ด้านการ ศึกษา ศาสนาและวัฒวันธรรม ด้านการต่างประเทศ ด้าน เศรษฐกิจด้าน ทรัพรัยากรและสิ่งสิ่แวดล้อม ด้านวิทวิยาศาสตร ทรัพรัย์สิย์นสิทางปัญญาและพลังงาน ด้านการมีส่มีวส่นร่วร่มของ ประชาชน เป็นต้น ใบความรู้ที่ 2.1
7. ระบบรัฐรัสภา รัฐรัสภาทําหน้า น้ ที่เป็น ป็ ฝ่า ฝ่ ยนิตินิ ติบัญบัญัติญั ติรัฐรัธรรมนูญนูจะกํา หนดให้ สมาชิกชิผู้แผู้ ทนราษฎร และสมาชิกชิวุฒิสฒิภามีจํมีาจํนวนกี่คนและที่มาของ สมาชิกชิดังกล่าววิธีวิกธีารได้มาอย่า ย่ งไร 8. คณะรัฐรัมนตรี ซึ่งซึ่ทําหน้า น้ ที่เป็น ป็ ฝ่า ฝ่ ยบริหริาร คือ รัฐรับาลจะมีรัมีฐรัมนตรี จําจํนวนเท่าใด และมีวิมีธีวิกธีาร ได้มาอย่า ย่ งไร 9. ศาล ซึ่งซึ่ทําหน้า น้ ที่เป็น ป็ ฝ่า ฝ่ ยตุลตุาการเป็น ป็ องค์กรพิจพิารณาพิพพิากษา อรรถคดี ต้อง ดําเนินนิ ไปด้วย ความยุติธรรม มีศมีาลอะไรบ้า บ้ ง พร้อ ร้ มกําหนดหน้า น้ ที่อํา นาจศาลไว้ 10. องค์กรอิสระตามรัฐรัธรรมนูญนูเป็น ป็ องค์กรที่มีวัมีตวัถุปถุระสงค์เพื่อพื่ ตรวจสอบการใช้อํ ช้ อํานาจรัฐรัของเจ้า จ้ หน้า น้ ที่ 11. การปกครองส่ว ส่ นท้องถิ่น เป็น ป็ การใช้อํ ช้ อํานาจแก่องค์กรปกครอง ส่ว ส่ นท้องถิ่นให้มีอิมี อิสระในการ ปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ขณ์อง ประชาชนในท้องถิ่น 12. การแก้ไขเพิ่มพิ่เติมรัฐรัธรรมนูญนูรัฐรัธรรมนูญนูเมื่อมื่ประกาศใช้บั ช้ งบัคับ แล้วย่อ ย่ มมีกมีารแก้ไขเพิ่มพิ่เติม ได้ตามที่รัฐรัธรรมนูญนูบัญบัญัติญั ติไว้ ใบความรู้ที่ รู้ ที่2.2
01 02 03 ใบงานเรื่อ รื่ งที่2 สาระสำ คัญของรัฐ รั ธรรมนูญนู แห่ง ห่ ราชอาณาจัก จั รไทย จงอธิบธิายรูปรูแบบของรัฐรัพอสังสัเขป ............................................................................ ............................................................................ ............................................................................ ........................................................................... ประเทศไทยใช้กช้ารปกครองรูปรูแบบใด ......................................................................... ......................................................................... อํานาจอธิปธิ ไตยของรัฐรัรัฐรัธรรมนูญนูกําหนดอํานาจ อธิปธิ ไตยของประเทศไทยไว้กี่ว้ กี่ ประการ ได้แด้ก่อะไร บ้าบ้ง ...................................................................................... ...................................................................................... ...................................................................................... .....................................................................................
“องค์กรตามรัฐรัธรรมนูญนู ” หรือรื “องค์กรอิสระตาม รัฐรัธรรมนูญนู ” ในรัฐรัธรรมนูญนูแห่ง ห่ ราชอาณาจักจัรไทย พุทธศักราช 2540 จึงจึยังยัมีคมีวามเข้า ข้ใจที่ไม่ต ม่ รงกันว่า ว่ หมาย ถึงองค์กรใดบ้า บ้ งโดยคําว่า ว่ “องค์กรอิสระตามรัฐรัธรรมนูญนู ” นั้นนั้ ไม่มี ม่ บัมีญบัญัติญั ติไว้ใว้ นรัฐรัธรรมนูญนูแต่เป็น ป็ คําที่ใช้เ ช้ รียรีกรวมๆ ถึงองค์กรที่รัฐรัธรรมนูญนูแห่ง ห่ ราชอาณาจักจัรไทย พุทธศักราช 2540 บัญบัญัติญั ติให้มี ห้ ขึ้มีขึ้นขึ้เพื่อพื่ทําหน้า น้ ที่ในหน้า น้ ที่ หนึ่งนึ่ โดยเฉพาะเช่น ช่ คณะกรรมการการเลือกตั้งตั้หรือรืกกต. ทําหน้า น้ ที่ในการจัดจัการการเลือกตั้งตั้คณะกรรมการ ป้อ ป้ งกัน และปราบปรามการทุจทุริตริแห่ง ห่ ชาติหรือรืคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทําหน้า น้ ที่ในการป้อ ป้ งกันและ ปราบปรามการทุจทุริตริและ ประพฤติมิชมิอบ ใบความรู้เ รู้ รื่อ รื่ งที่ 3 บทบาทหน้า น้ ที่ขององค์กรตามรัฐ รั ธรรมนูญนู และการตรวจสอบ การใช้อํ ช้ อํ านาจรัฐ รั
ใบความรู้ที่ รู้ ที่3.1 บทบาทหน้า น้ ที่ขององค์กรอิสระตามรัฐรัธรรมนูญนู 1. คณะกรรมการการเลือกตั้งตั้ (กกต.) 2. ผู้ตผู้ รวจการแผ่นผ่ดินดิ 3. คณะกรรมการการป้อป้งกันและปราบปราม การทุจทุริตริแห่งห่ชาติ (ป.ป.ช.) 4. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นผ่ดินดิ (คตง.) บทบาทหน้า น้ ที่ขององค์กรอื่นตาม รัฐรัธรรมนูญนู 1 องค์กรอัยการ 2. คณะกรรมการสิทสิธิมธินุษนุยชนแห่งห่ชาติ 3. สภาที่ปรึกรึษาเศรษฐกิจและสังสัคมแห่งห่ชาติ
“องค์กรตามรัฐ รั ธรรมญ”ค วาม หมายว่า ว่ อา งไร ............................................................. ............................................................. ............................................................. ............................................................. ............................................................ ใบงานที่ 3 เรื่อ รื่ ง บทบาทหน าที่ขององค์กร ตามรัฐ รั ธรรมนูญและการตรวจสอบ การใช้ อํานาจรัฐรั จงตอบคำ ถามต่อไปนี้ บทบาทหน้าน้ที่ขององค์กรอิสระ ตามรัฐรัธรรมนูญนูมีอมีะไรบ้าบ้ง ...................................................... ...................................................... ...................................................... ...................................................... ..... บทบาทหน้าน้ที่ขององค์กรอื่นตาม รัฐรัธรรมนูญนูมีอมีะไรบ้าบ้ง ...................................................................... ...................................................................... ...................................................................... .....................................................................
ใบความรู้เ รู้ รื่อ รื่ งที่ 4 บทบัญ บั ญัติ ญั ติของรัฐ รั ธรรมนูญนู ที่มีผ มี ล ต่อการเปลี่ยนแปลงทางสัง สั คม และมีผ มี ลต่อฐานะของประเทศไทยในสัง สั คมโลก หลักการสําสํคัญยิ่งยิ่ในรัฐรัธรรมนูญนูคืออํานาจสูงสูสุดสุของ ประเทศเป็น ป็ ของราษฎรทั้งหลายพระมหากษัตริย์ริทย์รงเป็น ป็ ประมุขของประเทศภายใต้รัฐรัธรรมนูญนู บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ถือว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพ สังคมไทย ได้แก่ 1. การรับรองสิทธิของชายและหญิงว่ามีสิทธิเท่าเทียมกัน 2. ความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายกับทุกบุคคล : บุคคล ย่อมเสมอกัน ในกฎหมายและได้รับความคุมครองตามกฎหมายเท่า เทียมกัน 3. ที่มาของรัฐบาล 4. การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ 5. สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ใบความรู้ที่ รู้ ที่4 .1 1. ความตื่นตัวในภาคประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการประเทศโดยการตั้งพรรค การเมืองการเป็นสมาชิก พรรคการเมือง 2. เกิดการรวมตัวของกลุ่มบุคคลตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อปกป้องดูแลสิทธิ ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ เช่นมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค มูลนิธิ คุ้มครองสิทธิสตรี 3. การรวมตัวของกลุ่มบุคคลในอาชีพเดียวกัน เพื่อเรียกร้องความ เป็นธรรม 4. มีระบบยุติธรรม ที่พิจารณาตัดสินคดีความจากเอกสาร พยาน หลักฐาน มีระบบการไต่สวน สืบสวนสอบสวน และยกเลิกวิธีการ ลงโทษในทางทารุณกรรมเพื่อให้รับสารภาพ 5. ประชาชนได้รับบริการในสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดํารงชีวิต ได้แก่ บริการการศึกษา บริการการรักษาพยาบาล ความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นขึ้ในสังคมไทยดังกล่าว มีผลให้ประเทศไทยได้ รับการยอมรับในสายตา ชาวโลกมากขึ้นขึ้ว่ามิได้มีความเป็นบ้านป่า เมืองเถื่อน โดยชาวต่างชาติได้ให้การยอมรับในกฎหมายไทย ความเปลี่ยนแปลงทาง สังสัคมที่ผลจากการมีรัมีฐรัธรรมนูญนู ที่เห็นได้อย่า ย่ งเป็น ป็ รูปธรรมได้แก่
ใบงานที่ 4 บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ถือว่ามีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมไทย ได้แก่ 1. ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... บทบัญบัญัติญั ติของรัฐรัธรรมนูญนูที่มีผมีลต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังสัคม และมีผมีลต่อฐานะของ ประเทศไทยในสังสัคมโลก 2.ความเปลี่ยนแปลงทางสังสัคมที่ผลจากการมีรัมีฐรัธรรมนูญนูที่ เห็นห็ ได้อด้ย่าย่งเป็นป็รูปรูธรรมได้แด้ก่ ........................................................................................................... ........................................................................................................... ........................................................................................................... ........................................................................................................... ........................................................................................................... ...........................................................................................................
ใบความรู้รู้ที่ รู้ ที่ รู้ รู้รู้ ที่ที่ 5 หน้น้ น้ า น้ าที่ที่ ที่ พ ที่ พลเมืมือ มื อ มื งตามรัรัฐ รัรั ธรรมนูนู นูญนู และกฎหมายอื่อื่ อื่อื่ อื่ น อื่ น การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์ตั้งแต่ สองคนขึ้นไปย่อมมีความขัดแย้งกันในบางโอกาส เพราะแต่ละบุคคลย่อมมีความปรารถนาที่แตก ต่างกันอันนําไปสู่ความขัดแย้งและทะเลาะวิวาท กันได้ ทุกสังคมจึงต้องวางกฎ กติกาในการอยู่ ร่วมกันเพื่อเป็นข้อตกลงกลางในการอยู่ร่วมกัน ว่าสิ่งใดทําได้ สิ่งใดทําไม่ได้หาก ฝ่าฝืนจะมีโทษอย่างไร
ใบความรู้รู้ รู้ ที่ รู้ ที่ รู้รู้ ที่ที่ 5.1 หน้น้ น้ า น้ าที่ที่ ที่ พ ที่ พลเมืมือ มื อ มื งตามรัรัฐ รัรั ธรรมนูนู นูญนู และกฎหมายอื่อื่ อื่อื่ อื่ น อื่ น ความหมาย สิทธิและเสรีภาพ เป็นคำ ที่นิยมกล่าวควบคู่ ด้วยกันเสมอ ในทางกฎหมายแม้คำ สองคำ นี้ จะมีความหมายที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มิใช่จะ มีความหมายเหมือนกันหมด พึงสังเกตจาก บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่เรียกชื่อ ประเภทของสิทธิและเสรีภาพแยกต่างหาก จากกันอย่างชัดเจน
ใบความรู้รู้ที่ รู้ ที่ รู้ รู้รู้ ที่ที่ 5.2 หน้น้ น้ า น้ าที่ที่ ที่ พ ที่ พลเมืมือ มื อ มื งตามรัรัฐ รัรั ธรรมนูนู นูญนู และกฎหมายอื่อื่ อื่อื่ อื่ น อื่ น
ใบความรู้รู้ที่ รู้ ที่ รู้ รู้รู้ ที่ที่ 5.3 หน้น้ น้ า น้ าที่ที่ ที่ พ ที่ พลเมืมือ มื อ มื งตามรัรัฐ รัรั ธรรมนูนู นูญนู และกฎหมายอื่อื่ อื่อื่ อื่ น อื่ น สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้มีบทบัญญัติ ในเรื่องสิทธิเสรีภาพมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรก และได้ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มากขึ้นเป็นลำ ดับ กล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, 2550 และ 2560 มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพมาก ที่สุด อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่ควรทราบเป็นเบื้องต้น ว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ได้ปรากฏอยู่ในหลายหมวดไม่เฉพาะว่าจะปรากฏใน หมวดสิทธิและเสรีภาพเท่านั้น แต่กระจายอยู่ใน หมวดอื่นๆ ด้วย เช่น หมวดรัฐสภา หมวดศาล หมวดการปกครองท้องถิ่น หมวดการตรวจ สอบการใช้อำ นาจรัฐ
ใบความรู้รู้ รู้ ที่ รู้ ที่ รู้รู้ ที่ที่ 5.4 หน้น้ น้ า น้ าที่ที่ ที่ พ ที่ พลเมืมือ มื อ มื งตามรัรัฐ รัรั ธรรมนูนู นูญนู และกฎหมายอื่อื่ อื่อื่ อื่ น อื่ น หลักการและแนวคิด สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหัวใจของระบอบ ประชาธิปไตย และของมนุษยชาติ ในฐานะที่เป็น สัตว์โลกที่มีจิตใจสูง ต่างกับระบอบเผด็จการที่ ถือว่าคนเป็นทาสของรัฐและผู้มีอำ นาจ ซึ่งพร้อมจะ ใช้มาตรการที่ทารุณโหดร้ายเกินมนุษย์ธรรมดาเพื่อ บังคับประชาชนให้อยู่ในอำ นาจ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในปัจจุบันมีพัฒนาการมา เป็นลำ ดับจากแรกเริ่มที่มุ่งจำ กัดอำ นาจของผู้ ปกครอง ค่อยๆ ขยายผลมาสู่การมีส่วนร่วมในการ ปกครองของประชาชน เช่น ภายใต้บังคับ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ใบงานที่ 5 สิทธิ หน้าที่ เสรีภรีาพ ................................................................... ................................................................... ................................................................... ................................................................... ................................................................... ...................................................... ...................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... ........................................................... .......................................................... .......................................................... .......................................................... .......................................................... .......................................................... .......................................................... .......................................................... ..........................................................
ใใบบงงาานนที่ที่ที่ที่ที่ที่ 66 หหลัลัลั ลัลัลั กกอํอํอํ อํอํอํ าานนาาจจออธิธิธิ ธิธิธิปปไไตตยย หหลัลัลั ลัลัลั กกคคววาามมเเสสมมออภภาาคค หหลัลัลั ลัลัลั กกนินินิ นินินิ ติติติ ติติติ รัรัรั รัรัรั ฐฐแแลละะนินินิ นินินิ ติติติ ติติติ ธธรรรรมม คําวา “ประชาธิปไตย” มาจากภาษาอังกฤษคําวา “democracy” มีที่มาจากภาษากรีกคําวา “demos”ที่ แปลวาประชาชนกับคําวา “kratos” ที่แปลวาอํานาจ พระเจาวรวงศเธอ พระองคเจาวรรณ ไวทยากร กรม หมื่นนราธิปพงศประพันธ ไดทรงนําคําวา “ปรฺชา” ใน ภาษาสันสกฤตที่แปลวาลูกสาว ลูกชาย คนทั้งหลาย มา สนธิกับคําวา “อธิปเตยฺย” ในภาษาบาลีที่แปลวาความเปนใหญ ดังนั้น ประชาธิปไตยจึง หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติ ปวงชนเปนใหญ การถือเสียงขา งมากเปนใหญ(พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554)
ประชาธิปไตยนั้นครอบคลุมทั้งสามมิติใหญๆดังนี้ 1.1 ประชาธิปไตยในมิติที่เปนอุดมการณทางการเมือง การปกครอง 1.2 ประชาธิปไตยในมิติที่เปนระบอบการเมืองการ ปกครอง 1.3 ประชาธิปไตยในมิติที่เปนวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต พระเจาวรวงศเธอ พระองคเจาวรรณไวทยากร กรม หมื่นนราธิปพงศประพันธ ประชาธิปไตย [ปฺระชาทิปะไต, ปฺระชาทิบปะไต] น. ระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเปนใหญ, การถือ เสียงขางมากเปนใหญ. (ส. ปฺรชา + ป. อธิปเตยฺย).
คนสวนใหญ มักเชื่อตามๆกันวาอับราฮัม ลินคอลน ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของ สหรัฐอเมริกา ไดให คํานิยามไววาประชาธิปไตยคือการปกครองของ ประชาชน โดยประชาชน และเพื่อ ประชาชน แท ที่จริง อับราฮัมลินคอลนไมไดให คํานิยามดังกลาว เพียง แตไดกลาวสุนทรพจน ที่เมืองเก็ตตีส เบอรกหลัง สงครามกลางเมืองระหวางมลรัฐทางเหนือกับมลรัฐทาง ใตเมื่อค.ศ.1863 ตอนหนึ่งวา “....การ ปกครองของ ประชาชน โดยประชาชนจะไม สูญสลายไปโลกนี้ ( “… and that government of the people, by the people and for the people shall not perish from the earth.”) อับราฮัม ลินคอลน ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา
ความเปนมาของประชาธิปไตยของไทย พ.ศ.2427(ร.ศ.113) พระวรวงศเธอ พระ องคเจาปฤษฎางคและขาราชการทําหนังสือกราบ บังคม ทูลฯพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยู หัว ขอใหทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก สมบูรณาญา สิทธิราชยไปเปนแบบประชาธิปไตย แตพระองคไมทรง ยินยอม โดยทรงใหเหตุผลวาราษฎรสวน ใหญ ยัง ไมพรอม พ.ศ.2475 การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย คณะราษฎร นําโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิรา ชยไปเปนแบบประชาธิปไตยได สําเร็จ แมภายหลังจะมี การ รัฐประหารและปกครองแบบเผด็จการอีกหลายครั้ง แต ก็นับไดวาเปนเหตุการณ สําคัญของการพัฒนา ประชาธิปไตยของไทย
คณะราษฎรฝายทหารบก นําโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา
พระวรวงศเธอ พระองคเจาปฤษฎางค
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (constitutionalmonarchy) ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเปนประมุขหมายถึงประเทศที่พระมหากษัตริ ย มีเพียงพระราชอํานาจในฐานะที่ทรงเปนประมุข เทานั้น สวนอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหา รนั้นเปนของประชาชนที่เลือกและมอบอํานาจให ตัว แทนใช อํานาจแทน แตตองใช อํานาจในพระ ปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยเพื่อใหเปนที่ยอมรับ เนื่องจากยังมีประชาชนจํานวนมากที่คุนเคยและเห็น ความสําคัญของการดํารงอยูของสถาบันพระมหา กษัตริย
การบัญญัติกฎหมาย การออกคําสั่ง การ บริหารราชการในนามของประชาชนดวยกันเอง อาจไมได รับการยอมรับเทาที่ควร หรืออาจขาด เอกภาพในการปกครองประเทศได้ พระราชหัตถเลขา ร.7 พระราชทาน รัฐธรรมนูญฉบับแรก แก่ปวงชนชาวไทย
การปกครองโดยเสียงขางมาก และเคารพสิทธิของเสียงขางนอย คณะราษฎร คือ ใบงานที่ 6 ผู้เรียนคิดว่ารัฐธรรมนูญไทยมีความมี ความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ .................................................................. .................................................................. .................................................................. .................................................................. .................................................................. .................................................................. .................................................................. .................................................................. .................................................................. .................................................................. ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ...............................................................................................
“ การมีสวนรวม” (Participation) หมายถึง การเขาไปมี บทบาทในฐานะที่เปนสวนหนึ่งของ ผูดําเนินการในกิจกรรมตาง ๆ การมีสวนรวมของประชาชน จําเปนตองมีการวางระบบที่เปดโอ กาสให ประชาชน “กลาคิด กลาทํา” ในสิ่งที่ถูกตอง นั่นคือ การ เปดชองใหประชาชนมีความกลาในการแสดงความ คิดเห็นและมี ความกลาในการตัดสินใจ โดยอยูในกรอบของการเคารพสิทธิของ ผูอื่นและการรวมกัน รับผิดชอบในผลตาง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตาม มาดวย บุคคลจะมีสวนรวมไดดีก็ตองมีความรู ความเขาใจ มีจิตสํา นึกความรับผิดชอบ มีประสบการณจากการรวมทํางานกับเครือขา ยมากอน เรื่องที่ 7 การมีสวนรวมของประชาชน ในการปองกันและปราบปรามการทุจริต
“เครือขาย” (Network) เปนรูปแบบขององคกรทางสังคมที่ เปดโอกาสใหเกิดปฏิสัมพันธระหวาง องคกรเพื่อการแลกเปลี่ยน การสรางความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันและการทํางานพรอมกันโดย มีฐานะเทา เทียมกัน เครือขายจึงเปนการจัดองคกรทางสังคมที่ ใหความสําคัญกับการเชื่อมโยงระหวางบุคคล และ หนวยงานตาง ๆ คลาย ๆ กับรูปแบบของ “ตาขาย” หรือ “แห” ซึ่งถูกถักทอและ รอยเรียงจนกลายเปน ปกแผนเดียวกัน โดยสรุปแลวการทํางาน แบบองคกรเครือขาย คือ หนวยงานจากหลายองคกรหลายสังกัด มารวมกันทํางานเรื่องเดียวกัน เชื่อมโยงกันดวยวัตถุประ สงคเดียวกัน อยูในฐานะเดียวกันอยางเปนอันหนึ่ง อันเดียวกัน โดยมีผลประโยชนกับประชาชนเหมือนกันทั้งกลุมเดียวกัน หรือตา งกลุมกันได
การปลูกจิตสํานึก คานิยม คุณธรรมจริยธรรมและสรางวินัย แกทุกภาคสวน โดยการสงเสริมการ ดําเนินชีวิตตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง สงเสริมการปฏิบัติตามหลักคุณธรรม จริยธรรมและวินัย ใช การศึกษาเปนเครื่องมือในการปองกันเสริม สรางความรู ทักษะ ทัศนคติ ปลูกฝงจิตสํานึกใหนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนอยางตอเนื่อง รวมทั้งผลักดันคานิยมการ ปองกันการทุจริต ความซื่อสัตย สุจริต รังเกียจการทุจริตเปนคา นิยมแหงชาติ
ทุจริต หมายถึง ประพฤติ คดโกง โกง ไมซื่อตรง การทุจริต ตอหนาที่ หมายความวา ปฏิบัติหรือ ละเวนการปฏิบัติอยางใด ในตําแนงหรือหนาที่ หรือปฏิบัติ หรือละเวนการปฏิบัติอยางไรใน พฤติการณที่อาจ ทําใหผูอื่นเชื่อวามีตําแหนงหรือหนาที่ ทั้ง ๆ ที่ ตนมิไดมีตําแหนงหนาที่นั้น หรือใชอํานาจในตําแหนงหรือ หนาที่ เพื่อประโยชนที่มิควรไดโดยชอบ สําหรับตนเองหรือผูอื่น “ร่ํารวย ผิดปกติ” หมายความวา การมี ทรัพยสินมากผิดปกติ หรือ ทรัพยสินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือการมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือไดทรัพยสิน มาโดยไมสมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหนาที่ หรือใชอํานาจในตําแหนงหนาที่
กฎหมายที่เกี่ยวของในการปองกันและปราบปรามการทุจริต รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 87 (3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยการปองกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตร 19 (3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและ ราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 กํา หนดอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไวในมาตรา 19 โดยในดานการปองกันการทุจริต ไดกําหนดไวในมาตร 19 (13)
ใบงานที่ 7 นักศึกษาวิธีการปลูกฝังเด็กและเยาวชนอย่างไรในการปองกันและปราบปรามการ ทุจริต ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ นักศึกษาคิดว่าสร้างสร้างเครือข่ายในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประโยชน์ อย่างไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
ข้อความในย่อหน้าของคุณ บทที่4 สิสิสิ สิ ท สิ ท สิ ทธิธิธิ ธิ ม ธิ ม ธิ มนุนุนุ นุ ษ นุ ษ นุ ษยชน
ข้อความในย่อหน้าของคุณ ใบความรู้รู้รู้รู้รู้รู้ เรื่รื่รื่ รื่รื่รื่ รื่ อ รื่ อ รื่ องที่ที่ที่ ที่ 1 ที่ 1 ที่ 1 หลัก ลั สิทธฺมธฺนุษยสากล สิทธฺมนุษยสากล คือ ศักดิ์ความเป็นมนุษย์หรือศักดิ์ศรี ของความเป็น คนที่ทุกคนมีติดตัวมาแต่กำ เนินด โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนาีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดหรอสังค ั ทรพยัสิน ถิ่นกำ เนินได้ รับการ ยอมรับและได้รับ การปฏิบัต องค์ประกอบของหลักสัทธิมนุย์ยชน สิทธิ การที่จะมีอยู่อาศัย มีอาหารกินมียารักษาโรคมีการศึกษาไม่ถูก ไม่ถูกทำ ลายชีวิตปลอดภัย องค์ประกอบของหลักสัทธิมนุย์ยชน เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ละเมิด สิทธ ของผู้อี่นในการเลือกอาชีพที่ผิด กฎหมาย ในการ เลือกคู่ครอง ในการเดินทางในนับถือ ศาสนาและในการชุมนุม โดยสงบสันติปราศจากอาวุธ
ข้อความในย่อหน้าของคุณ หลัก ลั สิทธิมธินุษยสากล เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อี่นในการ เลือกอาชีพที่ผิดกฎหมาย ในการ เลือกคู่ครอง ในการเดิน ทางในนับถือ ศาสนาและในการชุมนุมโดยสงบสันติ ปราศจากอาวุธ ความเสมอภาค การได้รบการปฎิบัตจากรัฐโดยเท่าเทียมกันมีหลักประกัน ว่าจะม่ถูกเลือกปฏิบัติ และไม่โดนเอาเปรียบ ความเป็นธรรม ความเป็นธรรม กลุ่มผู้ด้วยโอกาสคนพิการ ผู้ที่อ่อนแอกว่าเช่นเด็ก สตรี คนชราคนพิการ(ผู้อ่อนแอกว่า)ต้องได้รับการปฎิบัติในบาง เรื่องที่ต่างจากคนทั่วไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม