บทเรียนการดแู ลความสูญเสียหลากหลายมุมมอง
สญู เสยี
ไม่เสียศู นย์
ห้องเรียน
Palliative
Care
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ
และ พระจ�ตร จ�ตตฺ สํวโร, รศ.นพ.พิชยั อฏิ ฐสกลุ
วรรณา จารุสมบูรณ, อรทัย ชะฟู
คํานิยม รศ.พญ.ศรเ� วย� ง ไพโรจนกลุ
สญู เสยี
ไมเ่ สยี ศูนย์
ผ้เู ขียน
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ
และ พระจิตร์ จติ ฺตสํวโร, รศ.นพ.พิชัย อิฏฐสกลุ
วรรณา จารุสมบูรณ,์ อรทยั ชะฟู
ห้องเรียน
Palliative
Care
สญู เสีย ไม่เสยี ศูนย์
บทเรยี นการดแู ลความสญู เสยี หลากหลายมมุ มอง
ผู้เขยี น นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และ
พระจิตร์ จติ ตฺ สวํ โร, รศ.นพ.พิชัย อิฏฐสกลุ
วรรณา จารสุ มบูรณ,์ อรทัย ชะฟู
จ�ำนวนพิมพ์ 2,000 เล่ม
พิมพ์ครง้ั แรก สิงหาคม พ.ศ.2564
ขอ้ มลู ทางบรรณานุกรมของหอสมดุ แห่งชาติ
สญู เสีย ไม่เสียศนู ย.์ -- กรงุ เทพฯ : สามลดา, 2564.
146 หนา้ .
1. จติ บ�ำบดั . 2. ความสูญเสยี (จิตวิทยา). I. ฐากรู กาญจโนภาศ.
II. ชณุ านุช แก้วสมนึก, ผวู้ าดภาพประกอบ. III. ชอ่ื เร่อื ง.
616.8914
ISBN 978-616-586-081-9
บรรณาธกิ าร วรพงษ์ เวชมาลีนนท์
ภาพประกอบ ชณุ านชุ แกว้ สมนกึ
พสิ จู นอ์ กั ษร วรพงษ์ เวชมาลีนนท์
จดั รปู เลม่ บุศรนิ ทร์ อังศกลุ ชยั
จดั พิมพโ์ ดย นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ
ทอี่ ยู่ โรงพยาบาลหาดใหญ่
182 ถ.รถั การ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
โทรศัพท์ 06 5895 1941 อีเมล: [email protected]
เฟซบ๊กุ แฟนเพจ: หอ้ งเรยี น Palliative Care
สนบั สนนุ การจดั พมิ พ์ คณุ อจั ฉรา โชตวิ ฒั นะพนั ธุ์
พมิ พ2์ที่ สหูญจเกส.ยี สไามมเ่ สลียดศานู ยโ์ ทรศัพท์ 0 2462 0303
คาํ นยิ ม
บทบาทสําคัญอย่างหนึ่งของการดูแลแบบประคับประคอง
(Palliative care) คือ การดูแลความโศกเศร้าจากการสูญเสีย
(Bereavement care) ซ่ึงมักจะเป็นสิ่งที่บุคลากรสุขภาพมองข้ามหรือ
ละเลยการดแู ลไป เราอาจจะคนุ้ เคยกบั การสง่ ขอ้ ความเปน็ กาํ ลงั ใจใหก้ บั
ญาตหิ รอื ครอบครวั ทสี่ ญู เสยี แตห่ ลายครงั้ ทก่ี ารยอมรบั ของครอบครวั นน้ั
กเ็ ปน็ เรอื่ งทที่ าํ ใจไดย้ ากและเรากไ็ มร่ วู้ า่ จะดแู ลสถานการณน์ นั้ ไดอ้ ยา่ งไร
สญู เสยี ไมเ่ สยี ศนู ย์ เลม่ นี้ เปน็ หนงั สอื ทรี่ วบรวมมมุ มองการดแู ล
ความเศร้าโศกจากการสูญเสียจากหลากหลายมุมมอง ท้ังจากจิตแพทย์
นักบวช และประสบการณ์ของอาสาสมัครท่ีทํางานในชุมชน ทําให้เห็น
มมุ มองตา่ งๆ และหลกั คดิ ทสี่ าํ คญั นาํ ไปสวู่ ธิ กี ารทหี่ ลากหลายในการดแู ล
ทั้งคนไข้และครอบครัวใหก้ า้ วข้ามความสูญเสยี นัน้ ไปได้
“สูญเสีย” แต่ “ไม่เสียศูนย์” คงจะเป็นใจความสําคัญของ
หนงั สือเลม่ นี้ ท่ีตอ้ งการจะสือ่ ว่าความสูญเสยี (Loss) ทเ่ี กิดขน้ึ เป็นสง่ิ ที่
เกดิ ขน้ึ ไดเ้ สมอ แตเ่ ราสามารถดแู ลความโศกเศรา้ จากการสญู เสยี (Grief)
ไม่ให้เสียศูนย์มากเกินไปได้ และบุคลากรสุขภาพจะสามารถดูแลความ
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 3
สูญเสียของครอบครัวได้ดีข้ึน เมื่อเราสามารถดูแลรักษาจิตใจของตัวเอง
จากการท�ำงานดแู ลแบบประคบั ประคองไดด้ เี ชน่ กัน
ดฉิ นั หวงั เป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือ สูญเสยี ไม่เสียศนู ย์ เลม่ นี้ จะ
เป็นคู่มือให้บุคลากรสุขภาพหรือผู้สนใจ สามารถน�ำหลักคิดและมุมมอง
ทไ่ี ดไ้ ปใชใ้ นการดแู ลคนไขแ้ ละครอบครวั เสมอื นเพอ่ื นรว่ มเสน้ ทางทค่ี อย
ประคับประคองทกุ คนไปดว้ ยกนั
รศ.พญ.ศรีเวยี ง ไพโรจนก์ ุล
นายกสมาคมบรบิ าลผปู้ ว่ ยระยะท้าย
หวั หนา้ ศูนยก์ ารุณรักษ์ โรงพยาบาลศรนี ครนิ ทร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
4 สูญเสยี ไมเ่ สียศนู ย์
บทนาํ
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) ในประเทศไทยใน
ปัจจุบัน ประเด็นเร่ืองความสูญเสียและการดูแลผู้เผชิญความสูญเสีย
(Grief & Bereavement care) ยงั ไมแ่ พร่หลาย องค์ความรู้ดา้ นความ
สูญเสียและการดูแลความสูญเสียยังปรากฏอยู่เฉพาะในงานวิจัย หรือ
บทความวิชาการจํานวนไม่มากนัก และมีลักษณะการเข้าไปประเมิน
(Assessment) เพื่อแยกแยะหาความผิดปกติ (Abnormal grief หรือ
Complicated grief) ทาํ ใหท้ า่ ทใี นการดแู ลผปู้ ว่ ยและครอบครวั อาจแฝง
ไปด้วยการตดั สิน และประเมนิ ตามหวั ขอ้ ที่เป็นเกณฑ์การวนิ จิ ฉัย
จากประสบการณ์การดูแลความสูญเสียในทางปฏิบัติที่พบเห็น
เรามักจะพูดให้กําลังใจกัน หรือถูกสอนให้ดูแลจิตใจ (Emotional
support) กัน แต่ในบางสถานการณ์ที่อารมณ์ความรู้สึกของผู้ป่วยและ
ครอบครัวมีมากล้น เรากลับทําตัวไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะอยู่เป็นเพื่อน
เคียงข้างเขาเหล่าน้ันได้อย่างไร หรือในกรณีท่ีผู้เผชิญความสูญเสียไม่ได้
แสดงออกทางร่างกายหรอื อารมณ์ การดแู ลสิง่ ทีถ่ กู กดทับไว้ภายในก็มัก
ถกู ละเลยเช่นเดียวกัน
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 5
เป้าหมายหนึ่งในการดูแลครอบครัวท่ีสูญเสียคือ การน�ำพวก
เขาไปสู่การยอมรับและสามารถด�ำเนินชีวิตต่อไปได้ บุคลากรสุขภาพที่
เคยพบเห็นความตายและการสูญเสียมาเป็นจ�ำนวนมาก อาจจะพูดด้วย
ความเคยชินว่า ความตายและการพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมชาติ มันไม่
เป็นไรนะ จนบางคร้งั โดยไม่รตู้ วั เป็นเราเองทอ่ี าจจะยังไม่ได้เรยี นรู้ และ
สามารถท�ำใจยอมรบั ความสญู เสยี ทเ่ี กดิ ขน้ึ เราอาจจะไปเรง่ กระบวนการ
ท�ำใจยอมรบั ของครอบครวั ผสู้ ญู เสยี ทง้ั ทพ่ี วกเขายงั ไมไ่ ดท้ �ำงานกบั ความ
สญู เสียท่เี กดิ ขึน้
เม่ือยังไม่ได้ท�ำความเข้าใจ เรียนรู้ และเติบโตจากความสูญเสีย
ที่เกิดข้ึนอย่างแท้จริง ประสบการณ์การสูญเสียน้ันก็ยังจะคอยรบกวน
จิตใจครอบครัวผู้สูญเสียต่อไป จนกว่าจะมีการพูดถึงและท�ำความเข้าใจ
เร่อื งราวเหลา่ น้นั ใหม่อย่างแทจ้ รงิ
การจัดกระบวนการเรียนรู้ของผม โดยส่งเทียบเชิญวิทยากร
และไลฟ์สดการพูดคุยในหวั ขอ้ “Grief และ Loss ในมุมมองตา่ งๆ” เพือ่
เรียนรู้ร่วมกันในเฟซบุ๊กเพจ “ห้องเรียน Palliative Care” นั้น ท�ำให้
ผมได้เรียนรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการท�ำงานดูแลความ
สูญเสียอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการได้กลับเข้ามามองเห็นตัวเองว่า เรามี
ทา่ ทตี อ่ ความสญู เสยี ทผี่ า่ นมาอยา่ งไร แลว้ เรากา้ วขา้ มความสญู เสยี นน้ั มา
ไดอ้ ยา่ งไร จากการพดู คยุ แลกเปลย่ี นประสบการณต์ รงเรอื่ งการสญู เสยี ท่ี
เกิดขนึ้ กบั คณุ วรรณา จารุสมบรู ณ์ และคณุ อรทยั ชะฟู ในบทที่ 4 ความ
เศร้าโศกจากการสูญเสียและการสูญเสีย ในมุมมองของจิตอาสาและ
กระบวนกรชุมชน ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ว่า ความสูญเสียเกิดขึ้นกับเราใน
ชีวิตประจ�ำวันอยู่แล้ว และอารมณ์ความรู้สึกจากความสูญเสียก็เกิดขึ้น
6 สญู เสีย ไมเ่ สยี ศนู ย์
ได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเร่ืองผิดปกติ เพราะแม้แต่เราเองก็ต้องการ
ความเขา้ ใจและเพอื่ นทค่ี อยรบั ฟงั ซงึ่ นา่ จะไมต่ า่ งจากผทู้ ก่ี าํ ลงั เผชญิ ความ
สญู เสยี ทเี่ รากําลงั ดูแลอยู่
หรือแม้แต่การเช่ือในศักยภาพของมนุษย์ทุกคนท่ีจะก้าวข้าม
ปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักประการหน่ึงของซาเทียร์โมเดล
(Satir model) ที่ รศ.นพ.พิชัย อฏิ ฐสกลุ เปน็ ผู้บรรยายในบทท่ี1 การใช้
ซาเทียรโ์ มเดลในการดูแลแบบประคบั ประคอง (Using Satir Model
in Palliative Care) และ บทท่ี2 การเยยี วยาความเศรา้ โศกจากการ
สูญเสียและการสูญเสีย (Grief & Loss) ตามแนวซาเทียร์โมเดล ก็
จะทําให้ผมเห็นความสําคัญของการชวนผู้ป่วยหรือครอบครัวผู้สูญเสีย
ค้นหาศักยภาพด้านบวกท่ีอยู่ภายในตน โดยไม่ต้องกังวลว่าเราจะต้อง
พูดให้กําลังใจอย่างไรในกระบวนการประชุมระหว่างครอบครัวผู้ป่วย
และทมี ดูแล (Family meeting) การเชื่อในศักยภาพภายในของมนุษย์
ทุกคนและการเติมพลังงานบวกเข้าไปในวงสนทนา เป็นส่ิงท่ีเราทําได้
นอกเหนือไปจากการพูดคุยประเด็นทางด้านร่างกาย หรือการวางแผน
ดแู ลลว่ งหน้าท่ีเตม็ ไปดว้ ยขอ้ มลู เพียงอย่างเดยี ว
บทท่ี3 เรยี นรกู้ ารกา้ วขา้ มความสญู เสยี ในมมุ มองของวชิ าใจ
โดยพระจติ ร์ จติ ตฺ สวํ โร (หลวงพโี่ ก)๋ กท็ าํ ใหผ้ มพบวา่ ความสญู เสยี (Loss)
ไม่จําเป็นต้องตามมาด้วย “ความเสียศูนย์” (Grief) หรือในกรณีท่ีเกิด
อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวขึ้นแล้ว ถ้าเราได้เรียนรู้และทําความเข้าใจ
สภาวะและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จะช่วยไม่ให้เราขุดหลุมแห่งอารมณ์
นั้นใหล้ ึกข้นึ และสามารถก้าวขา้ มความสญู เสียน้ันไดใ้ นทส่ี ดุ
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 7
ผมหวังใจว่า บทสนทนากับวิทยากรทั้งส่ีท่านดังกล่าว จะเป็น
ประโยชน์กับท้ังบุคลากรสุขภาพที่ท�ำงานด้านการดูแลแบบประคับ
ประคอง หรือครอบครัวและผู้ป่วยเองที่ก�ำลังเผชิญกับความสูญเสียอยู่
เหมือนที่ผมได้เรียนรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในใจ และการปฏิบัติ
ของตัวเอง
หนังสือเล่มนี้เกิดจากการถอดเทปและเรียบเรียงค�ำพูดให้ออก
มาในรูปแบบงานเขียนทีเ่ ข้าใจได้ง่าย และได้รับความกรณุ าจากวิทยากร
ผรู้ ่วมสนทนาชว่ ยปรบั เน้อื หาและร่วมเขียนเพ่มิ เติมใหอ้ า่ นไดง้ ่ายขนึ้
ผอู้ า่ นยงั สามารถตดิ ตามบนั ทกึ การไลฟย์ อ้ นหลงั ทางเฟซบกุ๊ เพจ
“หอ้ งเรยี น Palliative Care” หรือชอ่ งยูทูบของกล่มุ Peaceful Death
ไดเ้ ชน่ กนั
ผมขอขอบพระคณุ วทิ ยากรทุกท่าน ไดแ้ ก่ พระจติ ร์ จติ ตฺ สํวโร,
รศ.นพ.พชิ ยั อฏิ ฐสกลุ , คณุ วรรณา จารสุ มบรู ณ์ (พส่ี ยุ้ ) และคณุ อรทยั ชะฟู
(พจ่ี มิ๋ ) ทไ่ี ดก้ รณุ ามารว่ มพดู คยุ แบง่ ปนั องคค์ วามรแู้ ละประสบการณ์ และ
สนบั สนนุ ให้เกิดหนงั สอื เลม่ นี้ขึ้น
เทคนิคอย่างหนึ่งในการอ่านหนังสือเล่มนี้ให้เกิดประโยชน์ท่ี
ผมอยากจะแนะน�ำก็คือ การดูแลความสูญเสียให้แก่บุคคลอ่ืน บางคร้ัง
อาจจะเร่ิมท่ีการดูแลตัวเอง รู้เท่าทันอารมณ์ความคิดท่ีเกิดข้ึน ฝึกท่ีจะ
เป็นเพ่ือนกับตัวเอง ใจดีกับตัวเอง และใช้พลังงานที่ได้รับจากการดูแล
ตวั เองนไ้ี ปดแู ลเพอื่ นมนษุ ย์ต่อไป
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ
8 สูญเสีย ไมเ่ สยี ศนู ย์
สารบัญ หนา้
11
1 การใช้ซาเทยี รโ์ มเดลในการดูแลแบบประคบั ประคอง 33
(Using Satir Model in Palliative Care) 75
97
2 การเยยี วยาความเศร้าโศกจากการสญู เสยี และการสญู เสยี 135
(Grief & Loss) ตามแนวซาเทียร์โมเดล
139
3 เรียนรู้การก้าวข้ามความสญู เสีย
ในมุมมองของวชิ าใจ
4 ความเศรา้ โศกจากการสูญเสียและการสญู เสยี
ในมุมมองของจิตอาสาและกระบวนกรชมุ ชน
5 ความรู้สกึ
และความต้องการ
แนะนําผเู้ ขียน
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 9
10 สญู เสยี ไมเ่ สยี ศนู ย์
1
การใช้ซาเทยี รโ์ มเดลในการดแู ลแบบประคบั ประคอง
(Using Satir Model in Palliative Care)1
รศ.นพ.พิชยั อิฏฐสกลุ
เวอรจ์ ิเนีย ซาเทยี ร์ (Virginia Satir) นักสังคมสงเคราะหห์ ญงิ ผมู้ ชี ีวิตใน
ช่วงปี ค.ศ.1916-1988 เธอสนใจเร่อื งความเปน็ มนษุ ย์ ครอบครัว และ
เป็นนักครอบครวั บาํ บัดทสี่ ําคญั คนหนึ่ง ซาเทยี ร์มแี นวคิดสําคัญเกีย่ วกบั
ความเช่ือ ศกั ยภาพ คณุ งามความดขี องมนุษย์ เธอเชื่อวา่ มนษุ ยท์ กุ คนมี
ศกั ยภาพและเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั เธอเคยพดู ไว้ในการอบรมคร้งั หน่ึงว่า
“เราทุกคนมีความพิเศษไม่เหมือนใครอยู่ในตัวเอง เปรียบเหมือนลาย
น้ิวมอื ของทุกคนทไ่ี มม่ ีของใครเหมอื นกันเลย ดังนั้นจงอยา่ นํามุมมอง (ท่ี
จํากัด) ของคนอื่นมานิยามความเป็นตัวเรา”
ซาเทยี รเ์ รมิ่ ทาํ งานกบั เดก็ ผหู้ ญงิ คนหนงึ่ ทป่ี ว่ ยเปน็ โรคจติ เภทอยู่
ในโรงพยาบาลจิตเวช รักษาเทา่ ไหร่ก็ไม่ดีขน้ึ แต่หลงั จากทีเ่ ธอทํางานกบั
1 รว่ มพดู คุยกับ รศ.นพ.พชิ ัย อฏิ ฐสกุล ภาควชิ าจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 11
ครอบครวั น้ี เด็กผู้หญงิ คนนกี้ ็มีอาการดขี นึ้ ภาพ: satir.web.unc.edu
จนออกจากโรงพยาบาลได้ เธอจึงเร่ิมเผย
แพร่แนวคิดของตนเองและจัดอบรมให้ผู้ เวอร์จิเนีย ซาเทยี ร์
ท่ีสนใจเรื่องการท�ำจิตบ�ำบัดเรียนรู้โมเดล (ค.ศ.1916-1988)
ของเธอมาอย่างต่อเน่ือง ตราบจนเธอเสีย
ชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน เธออยากให้
ทกุ คนมองวา่ การตายเปน็ ความส�ำเรจ็ อยา่ ง
หนึง่ ของชีวิต
ซาเทยี ร์โมเดลคอื อะไร
ซาเทียร์โมเดลเป็นแบบจ�ำลองท่ีใช้ในการท�ำจิตบ�ำบัด เพ่ือช่วย
ให้ผู้รับการบ�ำบัดเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจไปในทิศทางที่เป็น
บวก มคี วามสขุ และสบายใจขน้ึ เปา้ หมายของแบบจ�ำลองนไี้ ม่ใชแ่ คก่ าร
ให้ก�ำลังใจ (support) การให้ค�ำแนะน�ำ (advice) หรือชว่ ยใหค้ นไข้แก้ไข
ปัญหาของตนเองได้ (problem solving) เท่านั้น แต่ท�ำให้คนเกิดการ
เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ (Transformational) ดังนั้นคน
ท่ีมารับการบ�ำบัดก็จะเกิดการเปล่ียนแปลง มีความสุขกับตัวเอง ผู้อื่น
และบริบทมากขึ้น
การเปล่ียนแปลงดังกล่าวจะเกิดข้ึนภายในจิตใจของผู้รับการ
บ�ำบดั ซงึ่ อาจเปน็ การเปลย่ี นแปลงในระดบั ความรสู้ กึ (feelings) ความคดิ
มุมมอง (perceptions) ทเี่ ขาอาจจะมีตอ่ ตัวเอง ผอู้ ืน่ รวมถงึ มมุ มองที่มี
ตอ่ โลกใบน้ี ความคาดหวังต่างๆ (expectations) ทีเ่ ขามีตอ่ ตนเอง ผอู้ ่นื
ตระหนักรู้ถึงความปรารถนา/ความต้องการที่แท้จริง (yearnings) ของ
12 สญู เสีย ไม่เสียศูนย์
ตนเองวา่ คอื อะไร เชน่ ความรกั การยอมรบั อสิ ระ ความมน่ั คง ผบู้ าํ บดั จะ
ช่วยให้ผู้รับการบําบัดตอบสนองต่อความปรารถนาของตนได้ด้วยตัวเอง
รวมถึงช่วยให้ทุกคนเข้าถึงตวั ตนและพลังชวี ิตของตนเองอีกดว้ ย
ซาเทยี รเ์ ชอ่ื วา่ มนษุ ยท์ กุ คนมพี ลงั ชวี ติ ทเ่ี ปน็ ความดงี าม หรอื สง่ิ ที่
เป็นบวกอยู่ในตัวตนอยู่แล้ว เพียงแต่โลกท่ีวุ่นวายทําให้เราทุกคนใช้ชีวิต
ไปตามความเคยชินเพอื่ เอาตัวรอด สง่ ผลใหข้ าดการเช่อื มโยงเข้ากับพลัง
ชวี ิตและความดงี ามภายในตนเอง
แนวคิดซาเทยี รโ์ มเดลท่นี �ามาใช้ในการบา� บดั จติ ใจ
หากศึกษาวิธีการบําบัดจิตใจแบบต่างๆ จะเห็นได้ว่าแต่ละวิธี
การจะมีแนวคิดหลักที่ใช้ในการอธิบายปัญหาทางความคิด อารมณ์
และพฤติกรรมของมนุษย์แตกต่างกันไป ซ่ึงจะเป็นตัวกําหนดทิศทาง
หรือวิธีการบําบัดน้ันๆ เช่น ในสมัยก่อน นักบําบัดเรียนเร่ืองของจิต
วิเคราะห์ (Psychoanalysis) จิตบําบัดแบบพลวัต (Psychodynamic
psychotherapy) ซึ่งเช่ือว่าพฤติกรรมต่างๆ เป็นผลมาจากแรงขับท่ีถูก
เกบ็ กดไวภ้ ายในจติ ไรส้ าํ นกึ (unconscious) สงิ่ ทนี่ กั บาํ บดั จะทาํ กค็ อื มงุ่
หาแรงขับทถี่ ูกเก็บกดไว้ อีกวธิ กี ารหน่ึงท่ไี ด้รับความนิยมก็คอื จิตบําบดั
ความคดิ และพฤตกิ รรม (Cognitive behavioral therapy: CBT) ซึง่ เชอ่ื
ว่าปญั หาต่างๆ เชน่ โรคซมึ เศรา้ เกดิ จากความคดิ ที่ส่งผลต่ออารมณ์ จน
แสดงออกมาเปน็ พฤตกิ รรมและอาการของโรคซมึ เศรา้ ดงั นน้ั CBT จะเนน้
การชว่ ยใหผ้ รู้ บั การบาํ บดั สาํ รวจความคดิ อตั โนมตั ิ (Automatic thought)
ของตนเอง ว่ามีความคิดอะไรเกิดข้ึนหลังจากที่มีเหตุการณ์มากระทบ
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 13
และช่วยใหเ้ ขาทบทวนและพสิ จู น์ (validate)ว่า สงิ่ ทเ่ี ขาคดิ เปน็ จรงิ หรือ
มีความเปน็ ไปไดม้ ากน้อยแค่ไหน และช่วยใหเ้ ขาออกมาจากความคดิ น้ัน
แนวคิดการบ�ำบัดของซาเทียร์โมเดลท่ีส�ำคัญและสามารถน�ำไป
ใช้ในการบ�ำบัดทางใจ ไดแ้ ก่
(1) ความเชื่อเก่ยี วกบั ความเปน็ มนุษย์ (People)
“มนษุ ย์ทกุ คนลว้ นท�ำดที ส่ี ุด ณ เวลาหนงึ่ ๆ เทา่ ท่เี ขาจะท�ำได”้
(Most people do the best they can at any given time.)
ซาเทยี รเ์ ชอื่ วา่ มนษุ ยเ์ ราจะเลอื กทางทด่ี ที สี่ ดุ ส�ำหรบั ตวั เองเสมอ
ในเวลานั้นๆ การทีเ่ ราไม่เลอื กทางทด่ี ีกว่าน้นั เปน็ เพราะเราไมร่ ู้
เม่ือเรากลับมาทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต เม่ือใดก็ตาม
ท่ีเรารู้สึกว่าเราน่าจะท�ำได้ดีกว่าน้ี น่ันคือการท่ีเราน�ำปัจจุบันไปตัดสิน
เหตุการณ์ในอดีต ค�ำท่ีเรามักจะได้ยินคนพูดกันติดปากคือ “รู้อะไรไม่ดี
เทา่ รงู้ ”ี้ แตใ่ นความเปน็ จรงิ เราไมร่ หู้ รอกวา่ จะเกดิ อะไรขน้ึ จากการตดั สนิ
ใจแตล่ ะคร้ัง แตเ่ ราเช่ือวา่ มนษุ ยท์ กุ คนล้วนท�ำดที ี่สุดในเวลานน้ั ๆ แลว้
“เราทุกคนมีอารมณ์ความรู้สึก อารณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นของเรา
และเราสามารถเรยี นรู้ที่จะจดั การมนั ได้”
(Feelings belong to us; we all have them and can learn
to be in charge of them.)
เวลามเี หตกุ ารณห์ รอื เรอ่ื งราวภายนอกมาท�ำใหเ้ ราเกดิ ความรสู้ กึ
ขนึ้ อารณค์ วามรสู้ กึ นน้ั เปน็ เพยี งปฏกิ ริ ยิ าตอบสนองทเี่ กดิ ขนึ้ ภายในตวั เรา
14 สูญเสยี ไม่เสียศนู ย์
เทา่ นนั้ เราจะเหน็ ไดว้ า่ ในเหตกุ ารณเ์ ดยี วกนั แตล่ ะคนอาจจะมคี วามรสู้ กึ
ต่อเหตกุ ารณแ์ ตกต่างกันออกไป
เพราะฉะนนั้ เมอื่ มอี ารมณค์ วามรสู้ กึ เกดิ ขน้ึ หากเรารบั รู้ ยอมรบั
และเรยี นรทู้ จี่ ะรบั ผดิ ชอบตอ่ ความรสู้ กึ เหลา่ นน้ั ดว้ ยตวั ของเราเอง เชน่ เรา
อาจจะถามตัวเองว่า เราจะอยู่กับความเศร้า/ความโกรธ/ความหงุดหงิด
ของเราอย่างไร เราจะถือมันเอาไว้หรือวางมันลง ถ้าเราสามารถอยู่กับ
ความรู้สกึ ของเราอย่างสนั ติ เรากจ็ ะมคี วามสุขข้นึ
“กำรสร้ำงควำมสัมพันธ์ที่ปกติสุขนั้น เกิดจำกกำรเห็นคุณค่ำท่ีเท่ำ
เทยี มกัน”
(Healthy human relationships are built on equality of
value.)
ถ้าเรายอมรับคนตรงหน้าในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่เท่าเทียมกับ
เรา แน่นอนว่าเขาก็มีสิ่งดีงามอยู่ในตัวเอง รวมถึงมีจุดที่จะต้องเรียนรู้
และพัฒนาตวั เองตอ่ ไปเชน่ เดยี วกับเรา เราทกุ คนไมไ่ ดส้ มบรู ณ์แบบ เรา
ทุกคนทําผิดพลาดได้ ในโลกปัจจุบัน ผู้คนมักจะนําคุณค่าของคนไปผูก
กับบทบาทต่างๆ ซ่ึงอาจจะทําให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามนุษย์แต่ละคนมี
คุณค่าไม่เทา่ กัน เชน่ หมอกับคนไขเ้ ทา่ กนั ไหม คนรวยกบั คนจนเทา่ กนั
หรือเปลา่ เปน็ ต้น แต่ไม่ว่าจะอยูใ่ นบทบาทใด ทุกคนก็ยังมีคุณคา่ ความ
เปน็ มนุษย์ท่เี ทา่ เทียมกัน
(2) ความเชื่อเก่ยี วกบั การปรบั ตวั (Coping)
“ปัญหำไม่ใช่ปญั หำ แตว่ ธิ รี บั มอื กบั ปญั หำต่ำงหำกท่เี ปน็ ปญั หำ”
(The problem is not a problem, but coping is a problem.)
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 15
มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ล้วนต้องพบเจอปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหา
เร่ืองการงาน ปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน ปัญหา
ความรัก เราจะเห็นว่าการตอบสนองหรือวิธีการปรับตัวต่อปัญหาของ
แตล่ ะคนจะไม่เหมือนกัน คนที่อกหกั ไมจ่ �ำเปน็ ตอ้ งรสู้ กึ แยห่ รอื ท�ำรา้ ยตวั
เองทุกคน หรอื โกรธแคน้ จนตอ้ งไปท�ำร้ายคนอืน่ บางคนก็สามารถอยไู่ ด้
แบบสบายๆ ดงั นน้ั สง่ิ ทมี่ ผี ลตอ่ สขุ ทกุ ขข์ องเรากค็ อื วธิ กี ารรบั มอื กบั ปญั หา
ของเรามากกว่า
“มนษุ ยท์ กุ คนมีขมุ ทรพั ยภ์ ายในทจ่ี ะกา้ วข้ามปญั หาและเตบิ โต”
(We all have the internal resources we need in order to
cope successfully and to grow.)
มนษุ ยท์ กุ คนมขี มุ ทรพั ยใ์ นการจดั การปญั หาของตวั เองได้ เพราะ
เราทุกคนมีส่ิงที่งดงามอยู่ในตัวเราเองอยู่แล้ว ดังนั้นเราสามารถช่วยให้
ผคู้ นอยู่กับความเจบ็ ป่วยของเขาได้ รวมถึงช่วยใหเ้ ขาใชศ้ กั ยภาพของตน
ในการดูแลทัง้ จิตใจและรา่ งกายของตัวเองได้
(3) แนวคิดเรือ่ งการเปลีย่ นแปลง (Change)
“การเปล่ียนแปลงภายในใจเกิดขึ้นได้เสมอ ถึงแม้การเปลี่ยน
แปลงภายนอกจะยากลำ� บาก”
(Internal change is always possible; even if external
change is limited.)
การเปล่ียนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะการเปล่ียนแปลง
ภายในจติ ใจ แม้ว่าการเปล่ยี นแปลงภายนอกจะมีข้อจ�ำกัด แตภ่ ายนอก
16 สูญเสยี ไมเ่ สียศนู ย์
จะสขุ หรอื ทกุ ขเ์ ปน็ เรอื่ งภายนอก เราสามารถเปลยี่ นแปลงผลกระทบของ
เร่อื งราวภายนอกที่มีตอ่ ใจเราได้เสมอ
ผปู้ ว่ ยคนแรกท่ีผมดูแลตอนเรียนจติ เวชใหม่ๆ คอื คณุ ครอู ายุ 60
กวา่ ปี ที่อยากทําร้ายตวั เองและฆา่ ตวั ตาย คุณครเู ลา่ ว่าเปน็ หนหี้ ลายสิบ
ล้านท้ังท่ีทํางานเก็บเงินมาตลอด ทําให้รู้สึกว่าไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปทําไม
ตอนนน้ั ผมรสู้ กึ วา่ ถา้ เปน็ เรากค็ งรสู้ กึ แยเ่ หมอื นกนั เลยนาํ เคสนไ้ี ปปรกึ ษา
อาจารย์ อาจารย์ถามผมว่า “เชือ่ ไหมวา่ คนไขค้ นนีจ้ ะมีความสขุ ได้แม้ว่า
เขาจะเปน็ หน”ี้ ตรงนนั้ ทาํ ใหเ้ รากระตกุ และกลบั มาคดิ วา่ ทเี่ ราชว่ ยคนไข้
ไม่ได้เพราะเราไม่เช่ือว่าเขาสามารถมีความสุขได้แม้จะเป็นหนี้ อาจารย์
บอกว่าเป็นหนกี้ ใ็ ชไ้ ปสิ แตส่ ุขทกุ ขเ์ ปน็ อีกเรือ่ งหนง่ึ
ตอนนั้นทําให้เข้าใจเลยว่า เร่ืองของจิตใจกับเร่ืองภายนอกอาจ
จะสง่ ผลต่อกัน แตข่ ณะเดยี วกันมนั ก็แยกจากกันด้วย
“เรำไม่สำมำรถเปลี่ยนแปลงเรื่องรำวในอดีตได้ แต่เรำเปลี่ยน
ผลกระทบท่ีเกดิ ขึ้นกบั ตัวเรำได”้
(We cannot change the past events, but we can change
the impact they have on us.)
ผลกระทบในท่ีนี้หมายถึงมุมมอง ความคิด ความรู้สึกต่างๆ ที่
เกดิ ข้ึนภายในจติ ใจของเรา
“ควำมหวังเป็นองค์ประกอบส�ำคัญมำกท่ีจะน�ำไปสู่กำรเปล่ียน
แปลง”
(Hope is a significant component for change.)
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 17
เราจะเห็นว่าส�ำหรับคนที่เป็นโรคระยะสุดท้ายและก�ำลังจะจาก
ไป การท�ำให้เขามีความหวังในการมีความสุขหรือดูแลตัวเองในระยะ
สุดท้ายแม้จะไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้ เป็นสิ่งส�ำคัญมากที่จะช่วย
ให้เขามคี ณุ ภาพชีวติ ที่ดตี ามแนวคิดของการดูแลแบบประคบั ประคอง
ค�ำว่า ความคาดหวัง (expectation) มีความแตกต่างกับค�ำว่า
ความหวงั (hope) ตรงที่ ความหวงั เปน็ เหมอื นแสงสวา่ งท่ปี ลายอุโมงค์
คือ เราท�ำหน้าที่ของเราไป แต่เชื่อว่าวันหน่ึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงข้ึน
ได้ ในขณะท่ี ความคาดหวงั จะมีความหนักอยู่ เหมอื นเป็นส่ิงทีเ่ ราต้อง
ท�ำใหไ้ ด้ หรอื เป็นสิง่ ที่เราคดิ ว่าควรจะเป็น เวลาทีเ่ ราอยกู่ ับคนไข้ เราจะ
ต้องตระหนักร้ใู หด้ ีวา่ เราก�ำลงั มคี วามหวังหรือความคาดหวังกันแน่
เป้าหมายของซาเทยี ร์โมเดล
เป้าหมายหลกั ของซาเทยี ร์ คอื การท�ำใหค้ นคนหนึ่งเขา้ ถงึ ความ
เป็นมนุษยท์ ีส่ มบรู ณข์ ้ึน (Become more fully human) หมายถึง การ
ที่เรายอมรบั ความเปน็ คนธรรมดาของตนเอง ใจดีกบั ตนเอง มองเห็นว่า
ทุกคนไม่ได้สมบูรณ์แบบ สามารถผิดพลาดได้ เราท�ำดีท่ีสุดแล้วในเวลา
น้ัน และเราต้องเรียนรเู้ พอ่ื เติบโตตอ่ ไป เป็นผตู้ ดั สนิ ใจและรบั ผดิ ชอบต่อ
การตดั สนิ ใจต่างๆ ในการใช้ชวี ิตของเราเอง
ดังนั้นซาเทียร์ไม่ได้โฟกัสท่ีความเจ็บป่วย แต่โฟกัสท่ีความเป็น
มนษุ ย์ และชว่ ยใหเ้ ขากลบั มาเชอื่ มโยงกบั พลงั ความงดงามทม่ี อี ยใู่ นตนเอง
จนสามารถมีความสุขมากขน้ึ
18 สญู เสยี ไมเ่ สียศนู ย์
อีกข้อหน่ึง ซาเทียร์ช่วยให้คนมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับตนเอง
รวมถงึ มคี วามสมั พนั ธท์ ดี่ ขี นึ้ กบั ผอู้ นื่ และมคี วามสมั พนั ธท์ ด่ี ขี น้ึ กบั บรบิ ท
เราจะเหน็ วา่ มนุษย์ทุกคนลว้ นมคี วามสมั พันธ์ท้งั สามสว่ นนอี้ ยู่เสมอ
Self Others
Context
ความสอดคล้องกลมกลืนของชีวิต (Congruent living) ตาม
แนวคดิ ซาเทยี รโ์ มเดล
ความสัมพันธ์ต่อตัวเอง (Self) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างฉัน
กบั ฉนั เราอาจลองถามตวั เองวา่ ตอนนเ้ี รามองตวั เราเองเป็นอยา่ งไร เรา
ชอบหรือไม่ชอบตัวเราเอง หรือเราเฉยๆ ความสัมพนั ธต์ ่อตวั เราเองน้จี ะ
สง่ ผลตอ่ ความสมั พนั ธต์ อ่ ผอู้ นื่ และบรบิ ทดว้ ย เวลาทเ่ี รามคี วามสมั พนั ธท์ ่ี
ดีกับตนเอง ใจของเราจะมีพลังมากขึ้น
ความสมั พนั ธก์ บั คนอน่ื (Others) บางครงั้ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
ตัวเรากับคนอื่น (ฉันกับเธอ) ก็ส่งผลกับความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับฉัน
ดว้ ย เช่น การทเี่ ราทะเลาะกบั คนรอบขา้ ง อาจจะทาํ ใหเ้ รารู้สกึ แย่กบั ตวั
เราเอง
ความสมั พันธ์กับบริบท (Context) บริบทในทน่ี ีม้ ีความหมาย
กว้าง อาจหมายถึง โลกที่เราอยู่ บทบาทท่ีเราเป็น สังคม วัฒนธรรม
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 19
ค่านิยมต่างๆ เม่ือไหร่ก็ตามที่เรามีความสัมพันธ์กับบริบทไม่ดี ก็อาจจะ
ส่งผลกับความสมั พันธ์ต่อตวั เราเองและคนอ่ืนๆ ได้ เช่น เราไม่ชอบอาชีพ
ท่ีเราท�ำอยู่ ก็อาจจะท�ำให้เราไม่ชอบตัวเราเอง หรือน�ำไปสู่ปัญหาความ
สมั พันธก์ ับคนอ่นื ๆ ท่อี ยู่รอบๆ ตัวได้เชน่ กนั
20 สูญเสีย ไมเ่ สียศนู ย์
ภูเขาน้า� แขง็ (Iceberg)
พฤตกิ รรม (Behaviors)
ความรสู้ กึ (Feelings)
ความรสู้ กึ ตอ่ ความรู้สกึ (Feeling about feelings)
มมุ มอง (Perceptions)
ต่อตวั เอง / ต่อผ้อู น่ื / ตอ่ โลก
ความคาดหวงั (Expectations)
เราตอ่ ตัวเอง / เราตอ่ คนอืน่ / คนอน่ื มีตอ่ เรา
ความต้องการท่ีแท้จริง (Yearnings)
พลงั ชีวิต (Self)
ซาเทียร์โมเดลเปรียบเทียบความเป็นมนุษย์โดยใช้แบบจําลอง
ภูเขาน้ําแข็ง ส่ิงที่มองเห็นภายนอกคือพฤติกรรมของคนคนน้ัน คน
ส่วนใหญ่จะตัดสินกันที่พฤติกรรม แต่แท้จริงแล้วภายใต้พฤติกรรมที่
แสดงออกอาจจะมาจากส่ิงที่กําหนดอีกมากมาย และหากเราทําความ
เข้าใจที่มาท่ีไปของพฤติกรรมเหล่านั้น เราอาจจะลดการตัดสินหรืออคติ
ท่มี ตี ่อพฤตกิ รรมเหล่านัน้ ได้
ภายใต้พฤตกิ รรมจะมคี วามร้สู ึก (เช่น โกรธ กังวล เสยี ใจ) มคี ํา
ที่แทนความรู้สึกมากมายเต็มไปหมด ในซาเทียร์โมเดลเช่ือว่า หากเรา
ตระหนักรู้ รบั รู้ และฟงั เสยี งของทกุ ๆ ความรู้สึก เราจะพบวา่ มขี อ้ ความ
ส่งหาเราอย่เู สมอ
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 21
แต่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตโดยไม่มองกลับมาท่ีภายในของตนเอง
ดังน้ันในการบ�ำบัด เราจะช่วยให้ผู้รับการบ�ำบัดมองเห็นส่ิงที่อยู่ใน
ภเู ขานำ้� แขง็ ส�ำรวจความรสู้ กึ มมุ มอง ความคาดหวงั หรอื พฤตกิ รรมทเ่ี ขา
แสดงออกมา วา่ จรงิ ๆ แลว้ เขาตอ้ งการอะไร อ.นงพงา ลมิ้ สวุ รรณ ใชค้ �ำวา่
อาหารใจ หรอื บางคนจะใชค้ �ำวา่ ปรารถนา กไ็ ด้ อาจจะเปน็ ความรกั การ
ยอมรบั ความมนั่ คง ความมอี สิ ระ ความรสู้ กึ เปน็ สว่ นหนง่ึ หรอื ความสงบ
ซาเทียร์โมเดลเชื่อว่า ส่วนลึกที่สุดของมนุษย์ทุกคนมีสิ่งท่ีเรียก
ว่าพลังชีวิต ถ้าเราเชื่อมโยงกับพลังชีวิตได้ เราจะสามารถเติมเต็มความ
ตอ้ งการท่แี ท้จริงของตวั เราเองได้
เป้าหมายหลัก (Metagoals)
ตามหลกั การของซาเทยี รโ์ มเดล จะมเี ปา้ หมายหลกั ทผ่ี บู้ �ำบดั ตอ้ ง
ท�ำใหเ้ กิดขน้ึ ทกุ ครงั้ ท่ที �ำการบ�ำบัด ดงั น้ี
1. ผู้รับการบ�ำบัดรู้สึกเคารพตัวเองและรู้สึกดีกับตัวเองมาก
ขึ้น (higher self esteem)
2. ผู้รับการบ�ำบัดรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากข้ึน (more
responsible) รู้ว่าอยากให้ชีวติ เป็นไปในทิศทางใด เพ่อื ให้ตวั เองมคี วาม
สขุ มากขึ้น
3. ผู้รับการบ�ำบัดตัดสินใจเลือกได้ดีข้ึน (better choice
maker) เมื่อผู้รับการบ�ำบัดกลับมารับผิดชอบต่อสุขทุกข์ของตัวเขาเอง
มากขึ้น เขาจะเร่ิมเห็นทางเลือกในการก�ำหนดชีวิตหรือสุขทุกข์ของเขา
เองได้มากขน้ึ ซาเทยี รบ์ อกว่า ทางเลอื กที่ดีตอ้ งมีอย่างนอ้ ย 3 ทาง ถ้ามี
22 สญู เสยี ไมเ่ สียศูนย์
ขอ้ เดียวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นการบังคบั ถ้ามี 2 ข้อก็จะเป็นภาวะกลืน
ไมเ่ ข้าคายไมอ่ อก (dilemma) คอื ตอ้ งเลอื กทางใดทางหน่ึง
4. ผู้รับการบําบัดมีความสอดคล้องกลมกลืนกับตัวเองมากขึ้น
(more congruence) นาํ มาสกู่ ารมคี วามสขุ กบั ตวั เอง ไมข่ ดั แยง้ กบั ตนเอง
รวมถงึ คนรอบขา้ งและบรบิ ท เมอ่ื เรายอมรบั แลว้ สง่ิ ทสี่ มควรทาํ ใหด้ ขี น้ึ ก็
ทาํ ไป แต่ก่อนจะพัฒนา ตอ้ งเร่ิมตน้ จากการยอมรับ ความเขา้ ใจ และไม่
ตดั สนิ ท้งั ตัวเรา คนอืน่ และบรบิ ท
จะเห็นว่าในเป้าหมายหลัก ซาเทียร์ใช้คําว่า สูงขึ้น ดีขึ้น มาก
ข้ึน (higher, better และ more) นําหน้าในแต่ละข้อ น่ันหมายถึงใน
กระบวนการบาํ บดั ผบู้ าํ บดั เพยี งแตช่ ว่ ยใหผ้ รู้ บั การบาํ บดั มสี ง่ิ เหลา่ นมี้ าก
ขน้ึ เชน่ รสู้ กึ ดตี อ่ ตวั เองมากขน้ึ รบั ผดิ ชอบตอ่ ชวี ติ ตนเองไดม้ ากขน้ึ แตไ่ ม่
ได้หมายความวา่ ต้องรูส้ กึ ดตี ่อตัวเองตลอดเวลา หรือรบั ผดิ ชอบตอ่ ชวี ิต
ตนเองไดต้ ลอดเวลา
กระบวนการตายอย่างรูต้ ัวของเวอรจ์ เิ นีย ซาเทียร์
บทความเรอ่ื ง “The Dying Process of a Conscious Woman
- Virginia Satir” ซึง่ ลอรา่ ด็อดสนั (Laura Dodson) คนใกลช้ ดิ ซาเทยี ร์
ในชว่ งทเ่ี ธอกาํ ลงั จะเสยี ชวี ติ เปน็ ผเู้ ขยี น บอกเลา่ ถงึ การตายของเวอรจ์ เิ นยี
ซาเทียร์ ทําให้เราเรียนรู้ถึงการรู้ตัวของซาเทียร์ขณะท่ีกําลังจะเสียชีวิต
และตดั สินใจเลอื กการตายด้วยตนเอง
ซาเทียร์บอกวา่ เธออยากจะรู้สึกตัวให้มากทสี่ ุด และต้ังใจอยกู่ บั
กระบวนการตายทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ เธอใหใ้ ชย้ าแกป้ วดหรอื ระงบั ปวดนอ้ ยทสี่ ดุ
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 23
เท่าที่จะท�ำได้ เธอบอกกบั ลอรา่ วา่ วันหนึ่งทุกคนกจ็ ะตอ้ งตายเหมือนกนั
ไม่มีใครสามารถออกไปจากโลกใบน้ีโดยท่ยี งั มีชีวติ อยูไ่ ด้ เธอพดู ประโยค
นดี้ ว้ ยทา่ ทแี นว่ แนแ่ ละหนกั แนน่ แตก่ ด็ สู งบและเยอื กเยน็ สะทอ้ นใหเ้ หน็
ถึงการตดั สินใจเลือกใชช้ วี ติ ด้วยตนเอง
ซาเทียร์อยากให้โลกนี้เห็นว่า การตายของเธอเป็นความส�ำเร็จ
อย่างหนึ่ง ผมคิดว่าเธอหมายถึงว่า เราสามารถเลือกแนวทางการตัดสิน
ใจได้วา่ จะจากโลกนี้ไปอยา่ งไร เธอก�ำหนดการตายของตนเองเหมือนกบั
ตอนทยี่ งั มีชีวิตอยู่
ซาเทียรบ์ อกวา่ มนษุ ย์มกี ารเกดิ อยู่ 4 ครั้ง (4 births)
การเกดิ ครง้ั ที่ 1 (first birth) คอื การทไ่ี ขก่ บั สเปริ ม์ ไปเจอกนั ตรง
นเ้ี ธอบอกวา่ เราประสบความส�ำเรจ็ แลว้ ทเี่ อาชนะสเปริ ม์ หลายลา้ นตวั จน
เข้าไปอยู่ในไข่และเกิดมาเป็นชีวิตของเราได้ การเกิดครั้งที่ 2 (second
birth) คอื การออกมาจากทอ้ งแมไ่ ด้ ชว่ งระหวา่ งคลอดเปน็ ชว่ งทอ่ี นั ตราย
แต่เรากอ็ อกมาไดส้ �ำเรจ็ การเกิดครงั้ ท่ี 3 (third birth) คือการใช้ชวี ติ ใน
ฐานะมนุษยด์ ้วยการตัดสินใจ รับผิดชอบ เลือกใช้ชีวติ ของตวั เราเอง และ
ดูแลความรู้สกึ ของตนเองได้ เธอก�ำลงั เขียนหนงั สอื เรื่อง Third Birth อยู่
แตย่ งั เขยี นไมเ่ สรจ็ กต็ ายเสยี กอ่ น และการเกดิ ครง้ั ท่ี 4 (fourth birth) คอื
การตรัสรู้ (enlightenment)
24 สญู เสยี ไมเ่ สียศนู ย์
การน�าซาเทยี ร์โมเดลมาใช้
ในการดูแลแบบประคบั ประคอง
จากวงกลมความสัมพันธ์ ถ้าเราใส่การเจ็บป่วยระยะสุดท้าย
เขา้ มาในเชงิ บริบท อยากให้คิดตามวา่ ในบรบิ ทนนั้ จะเกดิ อะไรขึน้ กับเรา
รวมถึงจะเกิดอะไรขึน้ กับความสมั พันธร์ ะหวา่ งเรากับคนอ่ืนบ้าง
คนไขห้ ลายคนอาจจะกลับมารูส้ ึกแยก่ ับตนเองวา่ ฉันเป็นภาระ
และดแู ลตวั เองได้ไม่ดี อย่างทไี่ ด้กลา่ วไปแลว้ ว่า ความสมั พนั ธต์ อ่ ตนเอง
ทมี่ ปี ญั หาจะสง่ ผลตอ่ ความสมั พนั ธท์ ม่ี ตี อ่ ผอู้ นื่ ตามมา คนทร่ี สู้ กึ วา่ ตนเอง
เปน็ ภาระกไ็ มอ่ ยากจะใหญ้ าตหิ รอื ใครมาดแู ลเขาเยอะ และถา้ เรามองลกึ
เข้าไปในตวั เขา เราอาจจะเห็นอะไรหลายอยา่ ง เชน่ ความรสู้ กึ มุมมอง
ความคาดหวงั ทซี่ อ่ นอยภู่ ายใตภ้ เู ขานาํ้ แขง็ จนแสดงออกมาเปน็ พฤตกิ รรม
ในการดแู ลแบบประคบั ประคอง เราไมไ่ ดด้ แู ลแคเ่ ฉพาะตวั คนไข้
แต่การดูแลญาตหิ รอื ผดู้ ูแล (caregiver) ก็มีส่วนสําคัญ ดังนั้นเราจะต้อง
ดูแลทงั้ ตัวคนไข้ ผ้คู นรอบตัวเขา และบริบทรอบตวั ของคนไข้ด้วย
ส่ิงแรกที่ทําได้ก็คือ สํารวจว่าการเปล่ียนจากคนปกติมาเป็น
คนไขร้ ะยะสุดท้าย มผี ลอย่างไรกบั ตัวของเขาบ้าง มีผลอย่างไรตอ่ ความ
สมั พนั ธข์ องเขากบั คนอนื่ เขามองความเจบ็ ปว่ ยนอี้ ยา่ งไร สรา้ งความหวงั
ขน้ึ มา และชว่ ยใหเ้ ขาเชอ่ื มโยงกบั สง่ิ ดงี ามหรอื สง่ิ ทเ่ี ปน็ คณุ คา่ ในตวั เขาเอง
รวมถึงสิ่งดีงามท่ีอยู่ระหว่างความสัมพันธ์ของเขากับคนอื่น ดังนั้นการ
ดแู ลแบบประคับประคองจึงเปน็ การทํางานที่เป็นระบบ ไม่ใชก่ ารทํางาน
ระหวา่ งความสมั พนั ธก์ บั ตวั คนไขเ้ ทา่ นนั้ แตจ่ ะเกย่ี วขอ้ งกบั ความสมั พนั ธ์
ของคนไข้กบั คนอ่นื และคนไข้กับบริบทดว้ ย
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 25
บางคร้ังในความเจ็บป่วยอาจจะเป็นโอกาสดีที่ท�ำให้เขารับรู้ถึง
ความรกั ความผกู พนั ของคนในครอบครวั เชน่ ลกู ทตี่ อ้ งท�ำงานตา่ งจงั หวดั
และไมส่ ามารถกลบั มาดแู ลพอ่ แมใ่ นระยะสดุ ทา้ ยได้ เขาอาจจะรสู้ กึ โกรธ
ตวั เองทไ่ี มไ่ ดท้ �ำหนา้ ทข่ี องตน อาจจะมคี วามรสู้ กึ ผดิ ซอ่ นอยู่ สง่ิ ทเี่ ราชว่ ย
ได้คือท�ำให้เขามองเห็นความรัก ความห่วงใยท่ีเขามีต่อพ่อแม่ ถึงแม้เขา
จะไม่สามารถมาอยู่ใกล้เพ่ือดูแลพ่อแม่ ท�ำให้เขารู้สึกว่าแม้ตัวจะห่างแต่
ใจไม่ไดห้ ่าง เขายังรกั พ่อแมอ่ ยู่ และอาจชว่ ยให้เขาท�ำงานกับตนเอง เพ่อื
ใหเ้ ป็นอสิ ระจากความรู้สกึ โกรธและความรสู้ กึ ผิดทีอ่ ยู่ในใจ
เราสามารถช่วยให้ผรู้ บั การบ�ำบดั ซึ่งอาจจะเปน็ ญาตหิ รือผู้ป่วย
มปี ระสบการณก์ บั สง่ิ ทีเ่ กิดข้ึนกับตวั ของเขาเอง ท�ำใหเ้ ขารู้สกึ วา่ เขารสู้ กึ
ผดิ ได้ รสู้ ึกแยไ่ ด้ การยอมรับอะไรสักอย่างหน่ึง ไม่ไดแ้ ปลว่าเราตอ้ งชอบ
สิ่งน้ัน แต่การยอมรับในสิ่งท่ีไม่ชอบต่างหาก ท�ำให้เราเรียนรู้ท่ีจะอยู่กับ
สง่ิ นั้นไดด้ ขี ึ้น หลายคนใช้เวลาไปกบั การต่อสู้ ต่อตา้ นสงิ่ ท่ีตัวเองไมช่ อบ
เราทุกคนต่างพบเจอความเจ็บป่วย ความพลัดพราก ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีเราไม่
ชอบ แต่เม่ือมันเกิดข้ึนแล้ว เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ท่ีจะยอมรับมัน ให้บอก
ตัวเองวา่ เราไม่ชอบหรอกนะ แตก่ ารเรยี นรู้ทจี่ ะยอมรบั และอยูก่ บั มัน จะ
ท�ำให้เราเหนือ่ ยน้อยลง
มีสมการหนึ่งคือ suffering = pain x resistant ความทุกข์
ทรมานเทา่ กบั ความเจบ็ ปวดคูณด้วยการต่อต้าน แม้ความเจบ็ ปวดจะยงั
อยู่ แต่ถา้ เราหยุดต่อตา้ น เราจะเหน่ือยและทุกข์น้อยลง จนน�ำไปสกู่ าร
เรียนร้ทู จ่ี ะอยกู่ ับชีวิตในทศิ ทางทีเ่ ปน็ บวก ผมเคยบอกคนไขว้ ่าการทีเ่ ขา
รู้สึกเจ็บปวด แปลว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่เราต้องยอมรับว่ามันใช้ได้กับ
บางคน และใช้ไม่ได้กับบางคน ส่ิงส�ำคัญคือเราต้องช่วยให้เขาได้ท�ำงาน
กับความรูส้ ึกที่เกดิ ข้ึน
26 สญู เสยี ไมเ่ สียศนู ย์
เรอ่ื งความเศร้าโศกจากการสูญเสยี เราอาจจะชวนเขาคิดวา่ ใน
ชวี ติ มอี ะไรทเ่ี ขาอยากทาํ ไหม หรอื มอี ะไรทเี่ ขารสู้ กึ ภาคภมู ใิ จในตนเอง ซง่ึ
การทาํ แบบนีจ้ ะชว่ ยเติมเต็มความต้องการท่ีแทจ้ รงิ ของเขาได้
การทําจิตบําบัด ผู้บําบัดจะไม่เหน่ือยใจ แต่เหนื่อยแค่กายได้
เพราะทาํ งานหนกั เพราะ ณ ขณะทท่ี าํ การบาํ บดั นกั บาํ บดั จะอยกู่ บั พลงั
ชวี ติ ของตนเองซงึ่ เป็นไปในทศิ ทางท่เี ปน็ บวก และชว่ ยให้ผู้ป่วยเช่อื มโยง
กับพลังชีวิตของเขาและมีพลังเพ่ิมข้ึน ซึ่งผู้บําบัดก็จะได้รับรู้ถึงพลังน้ัน
ด้วย ช่วยให้เราเหน่ือยน้อยลง ผมใช้ส่ิงน้ีเป็นเคร่ืองตรวจสอบตนเองว่า
กระบวนการบาํ บดั เปน็ ไปในทศิ ทางทถ่ี กู ตอ้ งหรอื เปลา่ ถา้ เรารสู้ กึ เหนอื่ ย
ใจ เราต้องกลับมาสํารวจตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นภายในใจเรา มีความคาด
หวังอะไรเกิดขึ้นบ้างในกระบวนการบําบัดที่อาจจะไม่เป็นไปตามที่เรา
ตอ้ งการ แลว้ เรากท็ าํ งานกับความคาดหวงั น้ันๆ
ซาเทียร์พูดเอาไว้ว่า ฉันก็เป็นตัวของฉันเองน่ีแหละ และเป็น
เจา้ ของตนเอง เธอสามารถขบั เคลอื่ นตนเองได้ และเธอยนิ ดที จ่ี ะเปน็ แบบ
นนั้ เหมอื นกบั สงิ่ ทเ่ี ธอเขยี นไวใ้ นการเกดิ ครงั้ ท่ี 3 วา่ มนั คอื การใชช้ วี ติ ตาม
การตัดสนิ ใจและรบั ผิดชอบทุกขส์ ุขของตนเอง
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 27
ถาม-ตอบ
ผมเคยมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่รู้สึกผิดต่อเพื่อน ผมถามเขาว่าเห็นตัวเอง
อย่างไร เขาบอกว่าเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ก�ำลังหนีอะไรบางอย่าง
อยู่ ผมถามตอ่ วา่ รู้ไหมว่าหนอี ะไร เขาตอบไมไ่ ด้ แลว้ เราพยายามถาม
อีก ผมรู้สึกได้ว่าความรู้สึกของเขาท่วมท้นมาก เขาไม่สามารถพูดค�ำ
นน้ั ออกมาได้ ผมกพ็ ูดออกไปเลยวา่ ไม่เป็นไร ซึง่ ผมกร็ สู้ กึ ไมเ่ ป็นไรขา้ ง
ในจริงๆ ส�ำหรับเขาเองก็ไม่เป็นไรด้วย พอย้อนกลับไปดูตัวเองเม่ือ
ก่อน ผมคงจะร้สู กึ อึดอัดแน่นอน ว่าท�ำไมเขาถงึ ตอบไม่ไดส้ กั ที การท่ี
เขาพร้อมจะพูดออกมาจริงๆ คงดีกว่าการที่เราพยายามท�ำให้เขาพูด
ออกมา
การที่คนไข้จะตอบได้หรือตอบไม่ได้ว่าเขารู้สึกอะไร อาจจะไม่ส�ำคัญ
เทา่ กับการที่เขาอนญุ าตให้ตวั เองได้ร้สู กึ ในขณะที่สญู เสยี เพราะว่าความ
รู้สึกที่เกิดขึ้น เราจะเรียกว่า grief ซ่ึงเป็นกระบวนการปกติที่เกิดได้กับ
ทุกคน ผมพบวา่ ส่วนใหญ่คนไมอ่ ยากจะให้ตนเองอยูก่ บั ภาวะที่เศร้าโศก
28 สญู เสยี ไม่เสียศูนย์
จากการสญู เสยี เทา่ ไหร่ จงึ เลอื กทจ่ี ะเกบ็ กดเอาไว้ จนบางคนแสดงอาการ
ออกมาทางกาย เชน่ ปวดหลัง ปวดหัว คลนื่ ไสอ้ าเจยี น ดังนัน้ การทเี่ ขา
อนุญาตให้ตัวเองเกิดความรู้สึกข้ึนมาได้ขณะท่ีสูญเสีย จะทําให้เกิดการ
ระบายความเครยี ดทางอารมณ์ (Emotional release) และการตระหนกั
รูใ้ นตนเองซึ่งสําคัญมาก
บางครง้ั เราต้องการช่วยคนไข้มากและอยากใหเ้ ขาดีขน้ึ เรว็ ๆ แต่
เราตอ้ งเขา้ ใจว่าเขายงั ไปไม่ถึงจดุ นน้ั เราก็แค่ใชเ้ วลาร่วมกบั เขาและสร้าง
พื้นท่ีปลอดภยั ให้เขาได้ใช้เวลาอยู่กบั ความรสู้ ึกตรงนนั้ น่าจะเป็นเร่อื งท่ี
สําคัญ ซาเทียร์โมเดลบอกไว้ว่า เราไม่สามารถพาคนไปในที่ที่เราไม่เคย
ไปมาก่อนได้ และส่ิงสําคัญคือ การบําบัดจะต้องช่วยให้คนไข้เป็นไปใน
ทศิ ทางท่ีเปน็ บวก
ส่ิงที่ผมอยากพูดคือเรื่องความหวัง เราอาจจะถามคนไข้ว่า เขา
มีความหวังอะไรกับชีวติ ของตวั เองบ้าง หรือเขามีความหวงั ว่าเราจะชว่ ย
อะไรเขาได้บ้าง อาจจะดีกว่าคาํ ถามทวี่ า่ จะใหห้ มอใส่ท่อช่วยหายใจไหม
บางทีเราจะได้คําตอบท่ีแท้จริงโดยท่ีไม่ต้องไปซักถามอะไรเขามาก ซ่ึง
ความหวังนั้นจะต้องเป็นไปได้ ที่สําคัญถ้าพลังของเราไม่ดี เราจะสร้าง
ความหวงั ตรงน้ไี ม่ได้
ผมคิดว่าคําถามนี้อาจจะใช้กับญาติคนไข้ด้วยก็ได้ ว่าจริงๆ
แล้วเขาอยากให้พ่อหรือแม่ของตนเองเป็นอย่างไร เขาอาจจะบอกว่า
อยากให้พ่อแม่สุขสบาย แล้วเราก็อาจจะถามต่อว่า สุขสบายท่ีเขาพูด
ถึงหมายความวา่ อยา่ งไร จรงิ ๆ ตรงน้อี าจจะไม่ได้ช่วยสร้างความหวังแค่
เพียงอยา่ งเดียว แตย่ ังช่วยให้เขาได้รับเกยี รตหิ รือมเี กียรตดิ ว้ ย (dignity)
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 29
ผู้ชายคนหนงึ่ อายุ 50 กวา่ ปี เป็นมะเร็งปอดระยะท้าย ผมประเมินวา่
คุณพอ่ คนนอ้ี าจจะอยไู่ ด้ไม่นาน ลกู ชายก็เกิดความสับสนว่า ถ้าพอ่ จะ
จากไปกอ็ ยากใหจ้ ากไปอยา่ งสงบ แตอ่ กี ใจหนงึ่ กก็ ลวั วา่ ตวั เองจะรบั ไม่
ไดถ้ ้าถึงวันนนั้ จริงๆ เราก็ไดค้ ยุ กัน ลกู ชายบอกวา่ เขารูส้ ึกผิด ผมถาม
วา่ คดิ วา่ คณุ พอ่ หว่ งอะไร เขาบอกวา่ คณุ พอ่ ยงั หว่ งวา่ เขายงั หางานไมไ่ ด้
ผมถามตอ่ ไปวา่ คดิ วา่ มวี ธิ กี ารไหนบา้ งทจี่ ะทำ� ใหค้ ณุ พอ่ หมดหว่ ง เขาก็
นกึ ออกวา่ จะไปถวายสงั ฆทานและสญั ญาตอ่ หนา้ พระวา่ เขาจะหางาน
ให้ได้ แล้วผมก็ถามเขาว่า 10-20 ปีท่ีอยู่กับพ่อมา คิดว่ามีคุณสมบัติ
อะไรบา้ งทพี่ อ่ สง่ มาใหเ้ รา เขาบอกวา่ เขาไดค้ วามอดทนมาจากพอ่ นน่ั
แหละคอื ขมุ พลงั ของเขา ผมกพ็ ดู เลยวา่ ถา้ เชอ่ื วา่ ความอดทนทคี่ ณุ พอ่
สง่ มาให้ลูกชายนจ้ี ะทำ� ใหค้ ุณหางานได้ ชีวติ ไม่ตกอับแนน่ อน
ดีมากเลย คนท่ีไม่ได้เป็นจิตแพทย์ ไม่จ�ำเป็นต้องบ�ำบัดแบบจิตแพทย์
จะใช้วิธีอยา่ งที่เลา่ มากไ็ ด้ เวลาท่มี กี ารสญู เสยี เกิดข้นึ มนั จะไปดงึ เรอ่ื งท่ี
ค้างในใจของญาติออกมาด้วย รวมถึงเรื่องที่ค้างในใจคนไข้ด้วย อาจจะ
ใช้ค�ำถามวา่ ถ้าพ่อของคุณอย่ตู รงน้ี แลว้ ร้วู า่ คุณรู้สึกผดิ และรู้วา่ คณุ รกั
พ่อมากเลย คุณคิดว่าพ่อจะบอกคุณว่าอะไร และคุณอยากจะท�ำอะไร
ในวาระสุดท้ายของคุณพ่อ เพื่อที่จะไม่มีอะไรค้างในใจอีก ผมคิดว่าจะ
ช่วยให้ได้ทางออกประมาณหนึ่ง เพราะการสูญเสียจะท�ำให้เราดึงความ
คาดหวังที่คนอื่นมีต่อเราข้ึนมา ท้ังท่ีอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ การถาม
แบบนีก้ ็จะชว่ ยใหเ้ ขาอยไู่ ด้
30 สูญเสยี ไมเ่ สยี ศูนย์
หากเราจะน�าซาเทียร์โมเดลไปใช้ แล้วผู้ป่วยยังเต็มไปด้วยความรู้สึก
ต่างๆ มากมาย จนไม่สามารถเขา้ ส่กู ระบวนการพูดคุยได้ มคี า� แนะนา�
อยา่ งไรบ้าง?
ความเป็นไปได้หน่ึงคือ ในขณะนั้นยังไม่ต้องทําอะไรมาก ส่ิงที่เราต้อง
ทําก่อนการบําบัดคือการสร้างพ้ืนที่ปลอดภัยให้เขารู้สึกแบบนั้นได้ และ
ถามเขาว่าขณะท่ีเขารู้สึกแบบน้ัน เขาพร้อมจะไปต่อกับเราไหม ถ้าเขา
ยังไม่พร้อม ก็อยู่ตรงน้ันกับเขา ให้เขาตระหนักเองว่าเขาอยู่กับความ
รู้สึกตรงน้ันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ต้องรีบร้อน เพราะบางครั้งเขาอาจ
จะไม่เคยคุยเร่ืองแบบน้ีกับใครเลย เราอาจจะเป็นคนแรกท่ีพาเขาเข้าไป
มีประสบการณ์กับความรู้สึกข้างในของตนเอง ดังน้ันเป็นเรื่องธรรมดา
มากที่เขาจะรสู้ ึกท่วมท้น
ผู้บําบัดต้องกลับมาดูภูเขานํ้าแข็งของตัวเองว่าเรารู้สึกโอเคไหม
ณ ขณะนน้ั หรอื ถ้าผมจะทาํ งานกับความร้สู ึกของเขา ผมอาจจะชวนเขา
ให้ช่ืนชมตัวเองท่ีกล้าอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกแบบนั้น ไม่ต้องรีบเข้าหาทุก
ส่วนของภูเขานํ้าแข็งในคร้ังเดียว อยู่กับความรู้สึกของเขาตรงนั้นแหละ
แลว้ คําตอบจะมาเอง
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 31
มหี ลายครงั้ ทเ่ี ราจะตอ้ งพยายามดงึ จดุ ทเี่ ปน็ พลงั บวกขนึ้ มา ถอื วา่ เปน็
ทักษะหน่ึงท่ีส�ำคัญของคนท�ำงานด้านน้ี ที่จะมองเห็นข้อดีหรือเห็น
มุมมองต่างๆ ท่ีเปน็ ไปได้และเป็นเชงิ บวก
เป็นจุดส�ำคัญของซาเทียร์โมเดลที่เช่ือว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีจะเกิดข้ึน
ในทิศทางที่เป็นบวก เพราะสมองของเราจะมีส่วนที่จดจ�ำความเจ็บปวด
มากกวา่ ส่งิ ทเี่ ป็นเชงิ บวกอยแู่ ล้ว หลายคนอาจจะมองวา่ ซาเทยี รโ์ ลกสวย
หรอื เปลา่ แตจ่ รงิ ๆซาเทยี รม์ องโลกตามความเปน็ จรงิ เหน็ ทงั้ สง่ิ ทดี่ แี ละไม่
ดี แลว้ เลอื กที่จะมองเห็นสิ่งท่ีดีงามซงึ่ อยู่ภายใตค้ วามเจบ็ ปวดหรือความ
เลวรา้ ย และยอมรบั ทงั้ สองสว่ น แตส่ ดุ ทา้ ยการเลอื กทจี่ ะอยกู่ บั อะไรเปน็
สิทธิ์ของคนคนนน้ั
32 สญู เสีย ไม่เสียศนู ย์
2
การเยยี วยาความเศรา้ โศกจากการสูญเสีย
และการสญู เสีย (Grief & Loss)
ตามแนวซาเทียร์โมเดล 2
รศ.นพ.พิชัย อฏิ ฐสกุล
เรือ่ งการสูญเสยี (Loss) และความเศร้าโศกจากการสญู เสยี (Grief)3 เปน็
เรื่องสําคัญ และเป็นสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ทุกๆ สาขาอาชีพ โดย
เฉพาะคนทท่ี าํ งานดา้ นการดแู ลแบบประคบั ประคองมกั พบเจออยเู่ สมอๆ
2 ร่วมพูดคุยกับ รศ.นพ.พชิ ยั อิฏฐสกุล ภาควชิ าจติ เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทิ ยาลัยมหิดล
3 ปัจจบุ ันยงั ไมม่ ีการบญั ญตั ิคาํ วา่ grief ในภาษาไทยทช่ี ดั เจน มผี ใู้ ชค้ ําว่า “ความ
เศร้าโศกเสียใจท่ีเกิดจากการสูญเสีย” “ความเศร้าโศก” “ความโศกเศร้าจากการ
สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก” ในตําราภาษาอังกฤษ ได้ให้ความหมายของ grief ไว้
ว่าเป็นปฏิกิริยาท่ีเกิดข้ึนจากการสูญเสีย ซึ่งสามารถแสดงออกได้ท้ังทางกาย ทาง
ความคิด ทางจติ ใจ หรอื ทางจติ วิญญาณ ที่มคี วามหมายกวา้ งกวา่
Reference: Strada, A.E. (2013). Grief and Bereavement in the
Adult Palliative Care Setting (Oxford American Palliative Care Library)
(1st ed.). Oxford University Press
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 33
ในการดแู ลผูป้ ว่ ย เรื่องที่หมอเต้ยชวนมาคยุ ในวนั นีค้ อื การเยยี วยาความ
เศร้าโศกจากการสูญเสยี โดยใชซ้ าเทยี ร์โมเดล
เบื้องต้นอยากให้ทุกคนเข้าใจพ้ืนฐานของซาเทียร์โมเดล ซ่ึงเชื่อ
ว่ามนุษย์ทุกคนมีความสามารถหรือศักยภาพท่ีจะมีความสุขและดูแลตัว
เองไดอ้ ยแู่ ลว้ แตค่ วามวนุ่ วายในชวี ติ อาจจะท�ำใหเ้ ราหลงลมื ศกั ยภาพหรอื
ความสามารถเหล่าน้ีท่ีจะเติมเต็มความสขุ ทางใจใหก้ ับตวั เอง
แนวคิดพน้ื ฐานของซาเทยี ร์โมเดล
พลังชีวิต (Life energy)
ซาเทียร์โมเดลเช่ือว่า มนุษย์ทุกคนมีพลังชีวิต ซึ่งเป็นพลังบวก
และเมื่อเราเชื่อมโยงกับพลังชีวิตของตัวเอง เราจะเข้าถึงความดีงาม
และเกิดภูมิปัญญา (wisdom) ท่ีมีอยู่แล้วในตัวเอง ซ่ึงจะน�ำพาเราไปใน
ทศิ ทางท่มี ีความสขุ และเป็นบวกมากข้นึ
ค�ำถามคือ รู้ได้อย่างไรว่าเรามีพลังอยู่? อยากชวนระลึกถึงช่วง
เวลาที่เรายอมรับในส่ิงท่ีเราเป็นได้ เรายอมรับคนอ่ืนๆ ท่ีอยู่รอบตัวเรา
ไดอ้ ยา่ งทีเ่ ขาเป็นโดยไม่มีเงือ่ นไขใดๆ หรือเรายอมรบั ส่งิ ต่างๆ รอบตัวได้
อยา่ งทมี่ นั เปน็ โดยไมม่ เี งอื่ นไขใดๆ อยากชวนใหน้ กึ ดสู กั ครวู่ า่ เราเหน็ ภาพ
อะไรเกดิ ขึน้ มาในใจ หรือตวั เราก�ำลังท�ำอะไรอยู่?
...
34 สญู เสีย ไม่เสยี ศนู ย์
บางคนอาจจะเห็นภาพตัวเองอยู่กับธรรมชาติ เห็นภาพตัวเรา
กาํ ลงั ภาวนาอยู่ บางคนเหน็ ภาพตวั เองนง่ั อยใู่ นรา้ นกาแฟสบายๆ คนเดยี ว
ฟงั เพลงเพราะๆ หรอื บางคนเหน็ ภาพตวั เองอยกู่ บั คนรอบตวั แลว้ มคี วาม
สขุ ในภาวะน้นั คณุ จะรสู้ กึ ถงึ พลงั เหล่านี้
ซาเทยี รโ์ มเดลเชอื่ วา่ ถา้ คณุ เขา้ ถงึ พลงั ชวี ติ ของตวั เอง คณุ จะรสู้ กึ
มคี วามสุข อาจจะหมายถงึ ความสงบสขุ ความสบายๆ รู้สึกเข้ากันได้กบั
ทุกสรรพส่งิ รู้สึกยอมรบั ตัวเอง รู้สกึ ปลอดภัย หรือรู้สึกถงึ ความรกั ท่เี รามี
ใหก้ ับตัวเราเองอยา่ งที่มันเป็น ไมต่ อ้ งมีเง่อื นไขใดๆ
ซาเทียร์โมเดลเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังชีวิตที่อยู่
ในตัวเอง และเมอื่ เราสัมผัสกับพลงั ชวี ิตดงั กลา่ วได้ เราจะเข้าถึงศักยภาพ
หรอื ขมุ ทรพั ยท์ มี่ อี ยภู่ ายในตวั ของเราเอง และนาํ ออกมาใชเ้ พอื่ ทาํ ใหช้ วี ติ
ของเรามคี วามสขุ มากข้นึ ได้
ค�ำถำมคือ ในเม่ือมนุษย์ทุกคนมีพลังเหล่ำน้ีในตัวเองอยู่แล้ว
ทำ� ไมเรำจึงไม่สำมำรถเชื่อมโยงกับพลังชวี ิตของเรำไดต้ ลอดเวลำ?
นั่นเป็นเพราะเราทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่สับสนวุ่นวาย (un-
predictable) เราไม่รู้ว่าแต่ละวันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราไม่รู้ว่าวันน้ีเรา
ไปไหน จะเจอใคร จะเปน็ อย่างไร จะมใี ครมาตอ่ ว่าเราไหม มาทําอะไร
เราไหม และจะเกดิ การเปลย่ี นแปลงอยา่ งไรกบั ชวี ติ บา้ ง เมอ่ื เราอยใู่ นโลก
ที่ไมส่ ามารถทํานายได้ โลกทไ่ี ม่ปลอดภัยและเราร้สู กึ ถูกคกุ คาม แน่นอน
ว่าเราจะเกิดปฏิกิริยา (reaction) เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่
เข้ามากระทบ
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 35
โลกทไี่ ม่แนน่ อน
ทางกาย/ทางปอฏารกิ มิรณิยา์/ทางความคิด
การตดั สนิ ใจ
(Decision)
ยกตัวอย่างเชน่ เดก็ คนหน่ึงก�ำลังเลน่ สนกุ อยใู่ นบา้ น อย่ดู ๆี พอ่
แมก่ ท็ ะเลาะกนั ขน้ึ มา การทพี่ อ่ แมท่ ะเลาะกนั กเ็ หมอื นเดก็ อยใู่ นโลกทไี่ ม่
สามารถคาดเดาได้ แน่นอนว่าเหตุการณ์น้ันก็จะท�ำให้เกิดปฏิกิริยาบาง
อย่างในตัวเด็กคนนั้น ซึ่งจะมีท้ังปฏิกิริยาทางร่างกาย (physical) ทาง
ด้านจิตใจอารมณ์ (emotional) และทางด้านความคดิ (mental) ข้นึ
ปฏิกิริยาทางด้านร่างกายที่รู้สึกตื่นกลัว อาจจะเร่ิมตัวสั่น หน้า
แดง วางตัวไม่ถูก ปฏิกิริยาทางด้านอารมณ์ท่ีอาจจะมีความกลัว กังวล
ไม่สบายใจ รู้สึกผดิ รู้สกึ เศรา้ หรอื รสู้ กึ โกรธกไ็ ด้ เมื่อมีปฏกิ ริ ยิ าเหล่านี้ ก็
จะไปกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางด้านความคิด เช่น ฉันท�ำอะไรไม่ดีหรือ
เปลา่ พอ่ แม่ถงึ ทะเลาะกนั ท้งั ทจ่ี รงิ ๆ แล้วอาจจะไม่เก่ยี วกับเด็กเลยกไ็ ด้
36 สูญเสยี ไม่เสียศนู ย์
เดก็ คนนนั้ อาจเกดิ ขอ้ สรปุ กบั ตวั เองวา่ ฉนั จะตอ้ งพยายามทาํ ตวั
เปน็ เดก็ ดี เพอ่ื ใหพ้ อ่ แมไ่ มท่ ะเลาะกนั เปน็ ตน้ สงิ่ นจ้ี ะนาํ ไปสกู่ ารตดั สนิ ใจ
(decision) บางอย่าง และทําให้เกิดความคาดหวังและมมุ มองบางอย่าง
ทมี่ ีตอ่ ตัวเอง มมุ มองบางอยา่ งท่มี ตี อ่ คนอ่ืน และมุมมองบางอย่างทม่ี ตี ่อ
โลก ทําใหเ้ ขาสร้างเงอ่ื นไขกบั ตัวเองขน้ึ มา เพอื่ ให้อยใู่ นโลกท่ีไมส่ ามารถ
ทํานายได้อย่างปลอดภัยมากข้นึ
เด็กคนน้ันอาจจะเติบโตมาโดยพยายามทําตัวให้น่ารัก เรียน
หนงั สอื ให้เกง่ เพ่อื ให้พ่อแม่ถกู ใจและรัก เพ่อื ให้พ่อแมไ่ ม่ต้องทะเลาะกนั
เพ่ือให้ครอบครัวมีความสุข เด็กอาจจะรู้สึกว่าเขามีหน้าท่ีรับผิดชอบต่อ
สง่ิ ทเี่ กดิ ขนึ้ เราจะเหน็ วา่ สงิ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในโลกลว้ นแลว้ แตท่ าํ ใหเ้ กดิ ปฏกิ ริ ยิ า
ตามมา จนเกิดการตัดสินใจต่างๆ แล้วแปรเปล่ียนไปเป็นความคาดหวัง
การรบั รู้ หรอื ความคดิ ทเ่ี รามตี อ่ ตัวเอง ต่อคนอ่นื และตอ่ โลก แล้วเราก็
จะยดึ โยงอย่กู บั สงิ่ เหล่าน้ีจนขาดการเช่อื มต่อกบั พลงั ชวี ิตของตวั เราเอง
การทมี่ นษุ ยเ์ ราตอ้ งมปี ฏกิ ริ ยิ าเหลา่ นขี้ นึ้ รวมถงึ สรา้ งและยดึ โยง
ขอ้ สรปุ ตา่ งๆ ใหก้ บั ตวั เอง มีเปา้ หมายเพอ่ื ให้เราใช้ชีวติ อยบู่ นโลกใบน้ไี ด้
อย่างปลอดภัยและมีความสุขข้ึน เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ช่วยให้เราใช้ชีวิต
อยรู่ อดปลอดภยั ได้บนโลกใบน้ี (Survival part)
สิ่งที่นา่ สนใจคอื หลายครงั้ ชีวติ ของมนุษยถ์ กู ผลกั ดันหรอื ยึดโยง
อยู่กับความคิด ความเชื่อ ความคาดหวังที่เป็นผลมาจากข้อสรุปต่างๆ
ของตวั เองทเ่ี ผชญิ กบั โลกภายนอกหรอื เจา้ สว่ นของการใชช้ วี ติ เพอ่ื อยรู่ อด
โดยทเี่ ราไม่รู้ตวั (unconscious) เช่น เม่ือเดก็ คนนโ้ี ตขน้ึ เขาอาจจะรู้แค่
เพียงว่า เขาต้องทําส่ิงต่างๆ ให้สําเร็จ หรือพยายามเป็นคนน่ารัก โดยท่ี
ไมร่ ูว้ ่าทาํ ไปเพ่ืออะไร หรือทําไมถงึ ตอ้ งทําเช่นน้ัน
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 37
การท�ำงานกบั คนโดยใชซ้ าเทยี รโ์ มเดล คอื การทเ่ี ราจะชว่ ยใหเ้ ขา
กลบั มาส�ำรวจตวั เอง และชว่ ยใหเ้ ขาเกดิ การตระหนกั รู้ (awareness) ตอ่
ส่ิงต่างๆ ท่เี กิดขน้ึ ในตัวเอง ท้ังทางดา้ นรา่ งกาย จิตใจ และความคิด ซง่ึ
เป็นส่วนของการใชช้ ีวิตเพ่ืออยูร่ อด โดยการต้งั ค�ำถาม สมมุตวิ า่ เกดิ การ
สูญเสียขึ้นกับคนคนนัน้ เราอาจจะตั้งค�ำถามกบั เขาว่า
- เวลาเขานึกถึงเหตุการณ์ความสูญเสีย เกิดอะไรขึ้นกับตัวหรือ
ใจเขาบ้าง? มีความรูส้ ึกอะไรเกิดข้ึนบ้าง?
- เม่ือความรู้สึกน้ันเกิดข้ึน เขาสังเกตไหมว่ามันมีผลต่อร่างกาย
ของเขาอย่างไร? และมีผลต่อความคิดและมุมมองของเขา
อยา่ งไรบา้ ง?
- เหตุการณท์ ี่เกิดขน้ึ ท�ำใหเ้ ขามองตวั เองเป็นอยา่ งไร? ท�ำใหเ้ ขา
มองคนอืน่ รอบตัวเปน็ อยา่ งไร? และท�ำใหเ้ ขามองโลกใบน้ีเปน็
อย่างไร?
- ลึกๆ แลว้ ส่งิ ท่เี ขาต้องการคอื อะไร?
เราจะช่วยให้เขากลับมาตระหนักรู้อย่างมีประสบการณ์ (ex
periential) หมายถึง เราไม่ใช่แค่ถามให้เขาตอบ แต่เราท�ำให้เขาเกิด
ประสบการณ์ อยูก่ ับส่งิ ที่เขาคดิ สิ่งทเี่ ขารสู้ ึก ทัง้ ทางดา้ นร่างกาย จิตใจ
และอารมณ์
เราจะท�ำให้เขาเห็นวา่ สงิ่ เหลา่ น้เี ป็นปฏกิ ิรยิ าทเ่ี กิดข้นึ ในตัวเขา
และเป็นของเขาเอง ขณะเดียวกันเราก็จะช่วยให้เขากลับมาตระหนักถึง
พลังชีวิตของตัวเองด้วยวา่ แทจ้ รงิ แล้วเขามีศักยภาพ มีขุมทรพั ย์อยขู่ ้าง
ใน และมีพลังชีวิตที่สามารถเยียวยาตัวเองได้ มีภูมิปัญญาอยู่ข้างในตัว
38 สญู เสีย ไม่เสยี ศนู ย์
เขาเอง และส่ิงเหล่านี้เป็นไปในทิศทางที่เป็นบวก เราจะช่วยให้เขาเกิด
ประสบการณ์สัมผัสกับส่วนของการใช้ชีวิตเพ่ืออยู่รอด (Survival part)
และพลงั ชีวิต (Life energy) ในตัวของเขาเองได้
(Lifพeลeงั ชnวีeิตrgy) สว่ นขอ(งSกuาrรvใiชvaช้ lีวpติ เaพrt่อื )อยรู่ อด
การเยียวยา, ปญั ญา โลกท่ไี มแ่ น่นอน
ความสับสน
อลหมา่ น
(chaos)
ททิศรัพทายงาทกีเ่รปภ็นาบยวในก ปฏกิ ริ ิยา
ความสขุ , ความสงบ, ความทา้ ทาย ทางกาย/ทางอารมณ/์ ทางความคดิ
ความกลมกลนื , ความรู้สกึ เป็นสว่ นหนงึ่ (กDาeรตcัดisสioินใnจ)
การยอมรับ, ความรกั , ความปลอดภัย
เป็นตน้ การตดั สินใจใหม่
(Re-decision)
เราลองนึกภาพว่า ถ้ามีคนคนหน่ึงท่ีกําลังรู้สึกแย่กับตัวเองเดิน
เข้ามา เขาคดิ วา่ ตัวเองไม่ดี ไม่เปน็ ท่รี กั เขาต้องพยายามทาํ ใหค้ นอ่นื มา
รกั เขาถงึ จะไดร้ บั การยอมรบั ในขณะทผ่ี บู้ าํ บดั ชวนเขากลบั ไปมองวา่ ใน
ตวั ของเขามพี ลงั ทเ่ี ปน็ บวกอยู่ เขามสี งิ่ ดๆี อยใู่ นตวั เอง และเขาใหค้ วามรกั
กับตัวของเขาเองได้ เขาสามารถยอมรับตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องพ่ึงพิงส่ิง
ภายนอกหรอื สง่ิ ท่ีเขายดึ ถือเอาไว้ ส่ิงทจี่ ะเกดิ ขึน้ กับผู้รับการรกั ษา เรียก
ว่าความสับสนวุน่ วาย (chaos) เขาจะเกดิ ความสบั สนกบั ความเชื่อเดิมที่
เขาต้องทําให้คนอ่ืนมารัก ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รัก สิ่งที่ผู้บําบัดต้อง
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 39
ท�ำก็คือ ท�ำให้เขากลับไปมองเห็นว่าเขามีพลังชีวิต มีส่ิงท่ีดีอยู่ในตัวเอง
อยู่แล้ว และให้เขาค่อยๆ มีประสบการณ์และเช่ือมโยงกับพลังชีวิตของ
ตวั เองในทิศทางทเ่ี ป็นบวกข้นึ เรอื่ ยๆ หลังจากน้ันเราจะท�ำให้เขาเกิดการ
ตัดสินใจใหม่ (re-decision) ว่าเขาอยากเห็นตัวเองต่างจากเดิมอย่างไร
บ้าง เมื่อเขาเห็นว่าเขาสามารถเติมเต็มความรักและแรงบันดาลใจให้กับ
ตัวเองได้ และเมื่อเขาตัดสินใจได้แล้ว เขาก็ไม่จ�ำเป็นต้องยึดโยงกับส่วน
ของการใชช้ ีวติ เพือ่ อยูร่ อดอกี ตอ่ ไป นี่คอื หลกั การน�ำซาเทียรโ์ มเดลไปใช้
ในการบ�ำบัดหรือช่วยเหลอื ทางดา้ นจิตใจ
การทำ� งานของซาเทียรโ์ มเดลบนความเช่ือ 3 ส่วน
ความเชือ่ เก่ยี วกับความเปน็ มนษุ ย์ (People) คอื มนุษย์ทุกคน
ล้วนท�ำดีท่ีสุด ณ เวลาหนึ่งๆ ซาเทียร์โมเดลเช่ือว่ามนุษย์เราจะเลือก
หนทางท่ีดีท่ีสุดส�ำหรับตัวเองเสมอในเวลาน้ันๆ แต่ท่ีเราไม่ได้เลือกทาง
ท่ีดีกว่านั้นเป็นเพราะเราไม่รู้ เม่ือเรากลับมาทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ใน
ชวี ิต แล้วเรารสู้ ึกวา่ เราน่าจะท�ำได้ดกี ว่าน้ี นน่ั คอื การน�ำปัจจุบนั ไปตดั สิน
เหตุการณ์ในอดีต ในความเป็นจริง เราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นจาก
การตัดสินใจแต่ละครั้ง แต่เราเช่ือว่ามนุษย์ทุกคนล้วนท�ำดีที่สุดในเวลา
นัน้ ๆ แล้ว
อกี ความเชื่อหน่ึงคอื เราเป็นเจา้ ของอารมณแ์ ละความรู้สึกต่างๆ
ท่ีเกดิ ข้นึ เวลามีเหตุการณอ์ ะไรมากระทบใจ เราจะพบว่าความรสู้ ึกทเี่ กดิ
ขนึ้ เปน็ เพยี งปฏกิ ริ ยิ าภายในตวั เราเทา่ นน้ั เพราะฉะนน้ั เราแคร่ บั รแู้ ละรบั
ผดิ ชอบมนั ด้วยตวั ของเราเอง
40 สญู เสีย ไม่เสียศูนย์
ความเชอ่ื ในการปรบั ตวั (Coping) ปญั หาไมใ่ ชป่ ญั หา แตว่ ธิ รี บั มอื
กับปัญหาต่างหากท่เี ป็นปัญหา มนุษยท์ ุกคนในโลกน้ีลว้ นแตม่ ปี ญั หา เรา
จะเห็นว่าการตอบสนองหรือวธิ ีการปรบั ตัวของแตล่ ะคนจะไม่เหมอื นกนั
คนทอ่ี กหกั ไมจ่ าํ เปน็ ตอ้ งรสู้ กึ แยห่ รอื ทาํ รา้ ยตวั เองทกุ คน หรอื โกรธแคน้ จน
ต้องไปทาํ รา้ ยคนอ่นื บางคนก็สามารถอยู่ไดแ้ บบสบายๆ ดังนัน้ ส่ิงท่มี ีผล
ตอ่ สุขทกุ ขข์ องเรากค็ อื วธิ กี ารรบั มอื กบั ปัญหาของเรามากกวา่
ความเชอ่ื เกยี่ วกับการเปล่ยี นแปลง (Change) การเปลยี่ นแปลง
เกิดข้ึนได้เสมอ โดยเฉพาะการเปล่ียนแปลงภายในจิตใจ แม้ว่าการ
เปลี่ยนแปลงภายนอกจะมีข้อจํากัด และความหวังเป็นองค์ประกอบที่
สําคัญมากในการเปล่ียนแปลง เราจะเห็นว่าการทํางานกับคนที่เป็นโรค
ระยะสุดท้ายและกําลังจะจากไป ให้เขามีความหวังในการรับผิดชอบ
หรือดูแลตวั เองในระยะสุดท้าย จะชว่ ยให้เขามคี ุณภาพชวี ติ ท่ีดีตามหลัก
การดแู ลผปู้ ่วยแบบประคับประคอง
เวลาทเ่ี ราทาํ งานกบั ผมู้ าขอรบั คาํ ปรกึ ษาไมว่ า่ จะอยใู่ นวชิ าชพี ใด
กต็ าม ตามหลกั การของซาเทยี รโ์ มเดล เราจะมเี ปา้ หมายหลกั (Metagoal)
ในการบําบัดตงั้ ไว้ในใจทกุ คร้งั คือ
1. ผู้รับคําปรึกษารู้สึกเคารพตัวเองและรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น
(higher self esteem)
2. ผรู้ บั คาํ ปรกึ ษารบั ผดิ ชอบชวี ติ ตวั เองมากขนึ้ (more respon-
sible) รวู้ า่ อยากใหช้ วี ติ ตวั เองเปน็ ไปในทศิ ทางใด เพอ่ื ใหต้ วั เองมคี วามสขุ
มากขน้ึ
3. ผู้รับคําปรึกษาตัดสินใจเลือกได้ดีข้ึน (better choice
maker) เมื่อผู้รับการบําบัดกลับมารับผิดชอบต่อสุขทุกข์ของตัวเขาเอง
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 41
มากข้ึน เขาจะเริ่มเห็นทางเลือกในการก�ำหนดชีวิต หรือสุขทุกข์ของตัว
เองไดม้ ากขึน้
4. ผู้รับค�ำปรึกษามีความสอดคล้องกลมกลืนกับตัวเองมากขึ้น
(more congruence) น�ำมาสกู่ ารมีความสุขกบั ตัวเอง คนรอบข้าง และ
บรบิ ทมากขน้ึ ไม่ขดั แย้งกับตวั เอง คนอน่ื และบริบท
ซาเทยี รจ์ ะใชค้ �ำว่า สูงขน้ึ ดขี ้ึน มากขึ้น (higher, better และ
more) เปน็ หลกั แปลวา่ ไม่ตอ้ งดีทส่ี ุด เพราะมนษุ ย์จะมีช่วงท่ีดบี ้างไมด่ ี
บา้ ง เคารพตวั เองบา้ งไมเ่ คารพตวั เองบา้ งอยแู่ ลว้ ดงั นน้ั เราตอ้ งชว่ ยใหเ้ ขา
ค้นพบทางท่ดี พี อและเหมาะสมกบั เขา ณ เวลานนั้ ๆ
42 สญู เสยี ไม่เสยี ศูนย์
ภเู ขาน้�าแขง็ (Iceberg)
พฤติกรรม (Behaviors)
ความรู้สกึ (Feelings)
ความรูส้ ึกตอ่ ความร้สู กึ (Feeling about feelings)
มมุ มอง (Perceptions)
ต่อตัวเอง / ตอ่ ผู้อ่นื / ตอ่ โลก
ความคาดหวัง (Expectations)
เราต่อตวั เอง / เราต่อคนอนื่ / คนอื่นมีตอ่ เรา
ความต้องการท่ีแท้จรงิ (Yearnings)
พลังชีวติ (Self)
ซาเทียร์เปรียบเทียบความเป็นมนุษย์โดยใช้แบบจําลอง
ภเู ขานา้ํ แขง็ สงิ่ ทมี่ องเหน็ ภายนอกคอื พฤตกิ รรม (behaviors) ของคนคน
นนั้ คนสว่ นใหญจ่ ะตดั สนิ กนั ทพ่ี ฤตกิ รรม แตแ่ ทจ้ รงิ แลว้ ภายใตพ้ ฤตกิ รรม
ท่ีแสดงออกมาอาจจะมีส่ิงที่กําหนดอยู่มากมาย หากเราทําความเข้าใจ
ท่ีมาทีไ่ ปของพฤตกิ รรมเหลา่ น้นั เราอาจจะลดการตัดสินหรืออคตทิ ่ีมีต่อ
พฤติกรรมเหลา่ น้ันได้
ภายใต้พฤติกรรมจะมีความรู้สึก (feelings) เช่น โกรธ กังวล
เสียใจ ฯลฯ มคี าํ ทแี่ ทนความรู้สึกมากมายเตม็ ไปหมด ในซาเทยี ร์โมเดล
เชอ่ื วา่ หากเราตระหนกั รู้ รับรู้ และฟังเสยี งทุกๆความรสู้ กึ จะมีขอ้ ความ
สง่ หาเราอยเู่ สมอ เชน่ เสยี งความโกรธอาจเปน็ เสยี งภายในทก่ี าํ ลงั บอกวา่
นพ.ฐากูร กาญจโนภาศ และคณะ 43
คนอื่นน่าจะปฏิบัติต่อเราดีกว่านี้ เสียงของความเศร้าอาจจะเป็นเสียงที่
บอกวา่ เราตอ้ งการความรกั จากคนอนื่ หรือคนอนื่ นา่ จะรักเรามากกวา่ นี้
เสยี งของความเหงากอ็ าจก�ำลงั บอกวา่ เราตอ้ งการเชอ่ื มโยงกบั คนอน่ื เรา
อาจจะตอ้ งการเพื่อน ดังน้นั ถ้าเรารับรู้และฟังเสียงของทุกความรสู้ ึก เรา
อาจจะมองเห็นข้อความท่ีงดงามภายใต้ความรู้สึกเหล่าน้ันก็ได้ ถึงแม้ว่า
มนั จะเป็นความรูส้ ึกดา้ นลบก็ตาม
อย่างท่ีซาเทียร์โมเดลบอกว่า ความรู้สึกเป็นของเราเอง ดังนั้น
ถ้าเรามองเหน็ ตระหนกั รู้ และรบั ฟังมัน เราจะเริ่มอยู่กับความรู้สึกของ
ตัวเองไดด้ ีข้นึ โดยไม่ตอ้ งพยายามปฏเิ สธ เก็บกด หรือซ่อนเร้นเอาไว้ สิ่ง
เหลา่ นเ้ี ราจะตอ้ งน�ำไปใชใ้ นการท�ำงานกบั ความเศรา้ โศกจากการสญู เสยี
และเวลาท่เี รามีความร้สู ึกตา่ งๆ เกิดขึน้
ต้ังแต่เด็กเราอาจจะเคยถูกสอนว่าอย่าโกรธนะลูก อย่าร้องไห้
นะลูก ดังนั้นเม่ือมีความรู้สึกเกิดข้ึน เราก็อาจจะตัดสินความรู้สึกต่างๆ
จนเกิดเป็นความร้สู ึกตอ่ ความรสู้ ึก (Feeling about feelings) เชน่ แม่
ที่แท้งลกู แวบแรกแมอ่ าจจะรสู้ กึ โกรธ และลึกๆก็อาจจะรู้สกึ ผดิ ว่าท�ำไม
เราตอ้ งโกรธตอ้ งวา่ ตวั เองดว้ ย ดงั นนั้ สงิ่ ทอ่ี าจท�ำใหจ้ ติ ใจเกดิ ความทกุ ขอ์ กี
อย่างหน่ึงก็คือ ความรู้สกึ ต่อความรูส้ ึก โดยเฉพาะในกรณขี องความเศร้า
โศกจากการสญู เสยี ซงึ่ มคี วามรสู้ กึ เกดิ ขน้ึ ไดม้ ากมาย และมกั จะเปน็ ความ
รู้สกึ ท่ที ่วมทน้ หลายคนอาจจะมองวา่ ความเศร้าโศกจากการสูญเสยี เปน็
เร่อื งความออ่ นแอ จงึ ไม่ยอมรบั ความรสู้ กึ ต่างๆ ท่เี กดิ ข้นึ ได้
สิ่งท่ีอยู่ภายใต้ภูเขาน้�ำแข็งอีกอย่างหน่ึงคือ มุมมอง (per
ceptions) หรืออาจจะใช้ค�ำวา่ ทัศนคติ การตคี วาม การใหค้ วามหมาย
ก็ได้ ซ่ึงจะแบ่งเป็นมุมมองท่ีเรามีต่อตัวเราเอง (self) มุมมองท่ีเรามีต่อ
คนอน่ื (others) หรือมมุ มองที่เรามตี อ่ โลก (world) มุมมองเหลา่ นจี้ ะส่ง
44 สญู เสีย ไมเ่ สียศูนย์
ผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรม และภายใต้มุมมองก็จะมีความคาดหวัง
(expectations) ทเี่ รามีตอ่ ตัวเราเอง (self) ตอ่ คนอน่ื (others) และสิ่งที่
เราคดิ วา่ คนอนื่ คาดหวงั ตอ่ เรา (others to self)
ซาเทยี รโ์ มเดลบอกวา่ มนษุ ยส์ ว่ นใหญใ่ ชช้ วี ติ ไปตามความรสู้ กึ ตอ่
ความรสู้ กึ ตามมมุ มองและความคาดหวงั เหลา่ น้ี (กค็ อื สว่ นของการใชช้ วี ติ
เพอื่ อยรู่ อด ดงั ท่ไี ดพ้ ดู ไปแลว้ ) ซ่ึงมกั จะอย่ใู นจติ ใต้สาํ นึกหรือจติ ไร้สํานึก
บางครั้งเราไม่ค่อยตระหนักรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ที่ซ่อนอยู่ในตัวเราเท่าไหร่
นัก ผู้บําบัดจะต้องช่วยให้ผู้คนตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้นในภูเขานํ้าแข็ง
แตล่ ะชน้ั ของเขา
ภายใต้ความคาดหวัง จะมีส่ิงท่ีซาเทียร์เรียกว่า ความต้องการ
ท่ีแท้จริง (yearnings) บางคนอาจจะใช้คําว่า อาหารใจ หรือ ความ
ปรารถนากไ็ ด้ ซาเทยี รบ์ อกวา่ ความตอ้ งการทแี่ ทจ้ รงิ นเี้ ปน็ สงิ่ ทมี่ นษุ ยท์ กุ
คนตอ้ งการเหมอื นกนั เชน่ ความรกั การยอมรบั ความรสู้ กึ เชอื่ มโยง ความ
เปน็ อิสระ มนั่ คง ปลอดภยั ความภาคภูมใิ จ ความสงบ เมอ่ื ส่ิงเหลา่ น้ีขาด
หายไป มันจะแสดงออกมาเปน็ ความคาดหวงั เช่น เราอยากให้คนอื่นรัก
เรา เราถึงจะรสู้ ึกไดร้ ับความรกั แลว้ เราก็จะไปคาดหวังกับคนรอบตัวเรา
ใหร้ กั เราและเปน็ อยา่ งทเ่ี ราอยากใหเ้ ป็น เราถงึ จะรสู้ กึ ว่าเป็นที่รัก ดังนั้น
จะเห็นว่า สว่ นของการใชช้ วี ิตเพื่ออย่รู อดต่างๆ เปน็ ส่ิงท่เี ราสร้างข้ึนเพอื่
ใหไ้ ดอ้ าหารใจมาหล่อเล้ียงจติ ใจน่นั เอง
และสงิ่ ที่อยูใ่ ตภ้ ูเขานํ้าแขง็ อกี สว่ นหนึ่งทมี่ นุษยท์ ุกคนมี คือ พลัง
ชีวิต (self) ถ้าเราเช่ือมโยงกับพลังชีวิตได้ เราจะสามารถเติมเต็มความ
ต้องการทีแ่ ทจ้ ริงของตวั เราเองได้ เราจะสามารถให้ความรักกบั ตัวเองได้
อย่างทเี่ ราเป็น เราจะยอมรับตวั เองไดใ้ นแบบทีเ่ ราเป็น เราจะร้สู กึ มนั่ คง
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 45
อิสระ ปลอดภัย และรสู้ ึกเช่ือมโยงกับสรรพสงิ่ รอบตวั ไดใ้ นแบบทีเ่ ราเปน็
ภายใตพ้ ลังชีวติ น้ีจะมสี งิ่ ทีง่ ดงามของแตล่ ะบคุ คลอยู่
ความสูญเสีย (Loss)
ในซาเทยี รโ์ มเดลมคี วามเช่อื วา่ เราไมส่ ามารถเปลย่ี นเหตุการณ์
ในอดตี ได้ แตเ่ ราสามารถเปล่ียนแปลงผลกระทบท่เี กดิ จากเหตกุ ารณน์ นั้
ได้ ดังนั้นความสูญเสียเป็นเพียงเหตุการณ์ที่มากระทบ แต่สิ่งท่ีเราต้อง
ท�ำความเข้าใจคือ ความสูญเสียนั้นส่งผลกระทบอย่างไรต่อคนที่เผชิญ
ความสูญเสยี ในความจริงเราทุกคนเผชญิ กบั ความสญู เสียตลอดเวลาอยู่
แล้วเมื่อมีการเปล่ียนแปลงต่างๆ เกิดข้ึนในชีวิต เช่น การเปล่ียนงานก็
ท�ำใหเ้ ราเกดิ การสญู เสยี หรอื ชว่ งโควดิ อาจจะท�ำใหเ้ ราสญู เสยี หลายอยา่ ง
เราออกไปท�ำงานไม่ได้ ออกไปเจอเพ่ือนไม่ได้ หลายอย่างถูกจ�ำกัดและ
ไม่มีอิสระ หรือแม้แต่เวลาท่ีเราเกษียณหรือเปล่ียนสถานภาพต่างๆ เรา
ก็ก�ำลังสูญเสียบทบาทหนึ่งเพ่ือเปล่ียนไปสู่อีกบทบาทหน่ึง ดังนั้นความ
สูญเสียเกิดข้ึนเสมอ เป็นเร่ืองธรรมชาติ เพียงแต่ว่าเราจะตระหนักถึง
ผลกระทบของมันหรือเปล่า
วงกลมความสมั พันธ์
มนษุ ย์เรามคี วามสัมพนั ธอ์ ยู่ 3 ส่วน
1. ความสมั พนั ธต์ อ่ ตวั เราเอง (Self) เปน็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
ฉันกับฉัน เราอาจลองถามตวั เองวา่ ตอนน้เี รามองตวั เราเองเปน็ อยา่ งไร
เราชอบหรอื ไมช่ อบตัวเราเอง หรือเราเฉยๆ ความสมั พนั ธต์ ่อตวั เราเองนี้
46 สญู เสีย ไมเ่ สยี ศนู ย์
จะสง่ ผลตอ่ ความสมั พนั ธต์ อ่ ผอู้ น่ื และบรบิ ทดว้ ย เวลาทเ่ี รามคี วามสมั พนั ธ์
ทด่ี ีต่อตนเอง ใจของเราจะมพี ลังมากขน้ึ
2. ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเธอ (Others) บางครั้งความ
สัมพันธ์ต่อผู้อ่ืนก็ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับฉันด้วย เช่น การ
ทเี่ ราทะเลาะกบั คนรอบข้าง อาจจะทําให้เราร้สู ึกแย่กบั ตัวเราเอง
3. ความสัมพันธ์กับบริบท (Context) บริบทในที่นี้มีความ
หมายกว้าง อาจหมายถึงโลกท่ีเราอยู่ บทบาทท่ีเรามีเราเป็น สังคม
วฒั นธรรม คา่ นยิ มตา่ งๆ เมอื่ ไหรท่ เี่ รามคี วามสมั พนั ธก์ บั บรบิ ทไมด่ ี อาจจะ
สง่ ผลกบั ความสมั พนั ธต์ อ่ ตวั เราเองและคนอนื่ ๆ ได้ เชน่ เราตอ้ งมาทาํ งาน
ดแู ลแบบประคบั ประคอง เราไมช่ อบบทบาททเี่ ราเปน็ เลย เรารสู้ กึ วา่ งาน
หนกั เหนอ่ื ย แลว้ เรากท็ าํ ไดไ้ มด่ ี ทาํ ไมเราถงึ มาอยตู่ รงนี้ บางครงั้ ถา้ ความ
สมั พนั ธก์ บั บรบิ ทไมด่ ี จะสง่ ผลตอ่ ความสมั พนั ธก์ บั ตวั เราเองดว้ ย เชน่ เรา
อาจจะรสู้ กึ วา่ เราเปน็ หมอทไี่ มด่ ี เปน็ พยาบาลทไี่ มด่ ี ทาํ ไมไมร่ จู้ กั ชว่ ยเหลอื
เขา แน่นอนว่ามันจะสง่ ผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากบั คนอ่นื ไปดว้ ย
Self Others
Context
วงกลมของความสัมพันธ์ตามแนวคดิ ของซาเทยี รโ์ มเดล
เร่ืองวงกลมของความสัมพันธ์มีความสําคัญมาก ซาเทียร์โมเดล
มุ่งเน้นให้เราอยู่อย่างไม่ขัดแย้งกับตัวเราเอง หรือขัดแย้งกับตัวเราเอง
นพ.ฐากรู กาญจโนภาศ และคณะ 47
น้อยลง ขัดแย้งกับคนอ่ืนน้อยลง และขัดแย้งกับบริบทน้อยลง ยอมรับ
และรกั ตวั เองได้ในแบบท่ีเป็น ยอมรับคนอ่นื ได้ในแบบที่เขาเป็น ยอมรบั
และยินดีกับบริบทได้ในแบบท่ีมันเป็น นี่เป็นเป้าหมายที่ส�ำคัญมากของ
การบ�ำบดั แบบซาเทยี รโ์ มเดล เรยี กวา่ ความสอดคลอ้ งกลมกลนื กบั ตวั เอง
(congruence)
เมอ่ื มกี ารสญู เสยี เกดิ ขนึ้ แนน่ อนวา่ มนั สง่ ผลตอ่ ความสมั พนั ธท์ งั้
สามส่วน คนทสี่ ูญเสยี อาจจะรู้สึกสูญเสียความหมายของการใช้ชวี ติ ไมร่ ู้
วา่ ตัวเองใช้ชีวติ ไปเพอ่ื อะไร อาจจะร้สู ึกแยก่ บั ตวั เองทีไ่ ม่ดแู ลตวั เองให้ดี
ซงึ่ จะสง่ ผลตอ่ ความสมั พนั ธท์ เี่ ขามตี อ่ คนอน่ื ดว้ ย เขาอาจจะรสู้ กึ วา่ ตวั เอง
เปน็ ภาระใหค้ นอน่ื ตอ้ งมาดแู ล และจะสง่ ผลตอ่ บรบิ ททเี่ กดิ ขน้ึ บางครงั้ เรา
อาจจะเห็นคนไขท้ ่ีรูส้ ึกว่าโลกนไ้ี มน่ า่ อยู่ ในแต่ละส่วนจะเกดิ ภูเขาน�ำ้ แข็ง
ข้ึนมา ดังนนั้ เวลาเราท�ำงานในฐานะผ้ดู ูแลแบบประคับประคอง เราต้อง
ประเมินคนไข้ทง้ั สามสว่ นนี้ รวมถึงอาจจะต้องไปดูภเู ขานำ้� แข็งของญาติ
หรอื คนทอี่ ยรู่ อบตวั คนไข้ด้วยเช่นกนั
(Bพeฤhตaิกvรioรมrs) การสญู เสีย (Bพeฤhตaกิ vรioรมrs)
ความรสู้ ึก (Feelings) ความรู้สกึ (Feelings)
(Feคeวlาiมngร้สู aกึ bตo่อuคtวfาeมeรlู้สinึกgs) Self Others (Feคeวlาiมngร้สู aึกbตo่อuคtวfาeมeรlสู้inึกgs)
ต่อมตมุ ัวมเอองง/(Pตeอ่ rผcอู้ eนื่ pt/ioตn่อsโ)ลก Context ต่อมตมุ ัวมเอองง/(Pตeอ่ rผcู้อeน่ื pt/ioตnอ่ sโ)ลก
ควเารมาคตา่อดตคหวั นเวออังงนื่ (ม/Eีตเxรอ่pาเeตราc่อtคaนtiอo่นื ns) ควเารมาคตาอ่ ดตคหัวนเวอองั งนื่ (ม/Eตี เxรอ่pาเeตราcอ่ tคaนtiอo่ืนns)
ความ(Yตe้อaงrกnาiรnทgี่แs)ท้จรงิ ความ(Yตeอ้ aงrกnาiรnทgีแ่s)ทจ้ ริง
พลังชีวติ (Self) พลงั ชีวติ (Self)
48 สูญเสีย ไมเ่ สียศนู ย์