วิจัยการพัฒนาระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา
ด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม
วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
ดร.เสถียร อุตวัต
ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
การพฒั นาระบบการดูแลผู้เรยี นในสถานศึกษา
ดว้ ยการจดั การแบบมสี ่วนรว่ ม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสทิ ธาราม
ชื่อผลงานวิจยั การพฒั นาระบบดแู ลผู้เรยี นแบบมีส่วนร่วม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสทิ ธาราม
ผวู้ จิ ัย นายเสถียร อตุ วตั
สถานศึกษา วทิ ยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
ปีท่วี ิจยั 2565
บทคัดยอ่
การวิจัยครัง้ น้ีมีวัตถุประสงค์ 1.) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการ
จดั การแบบมีส่วนร่วม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม 2.) เพื่อพัฒนารูปแบบและคู่มือระบบการดูแลผู้เรียนใน
สถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ให้เป็นรูปธรรม มีระบบระเบียบ มี
วิธีการดำเนินการเป็นขั้นตอน มีความเหมาะสมสามารถใช้เป็นคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงานได้ 3.) เพ่ือ
ประเมินผลรูปแบบ ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราช
สิทธาราม ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษารวบรวมข้อมลู อย่างมรี ะบบทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และวิเคราะห์ข้อมูล สรุป
ผลการวจิ ยั อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
ผลการวิจยั ปรากฏ ดงั นี้
ผวู้ จิ ยั ไดพ้ ฒั นาระบบการดูแลผเู้ รียนในสถานศกึ ษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
ขึ้นจากเอกสารงานวิจัย และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ปัจจัยนำเข้า
(Input) ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา 2. การจัดการแบบมีส่วนร่วมของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง/ชุมชน และผู้เรียน 3. การดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา ขั้นที่ 2 การ
เปลี่ยนแปลงปัจจัยนำเข้า (Transformation ) ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม 2. หลักสูตร
ฝึกอบรม 3. ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา ขนั้ ท่ี 3 ผลผลิต (Output) ได้แก่ ผลทเี่ กิดขึ้นกับผู้เรียน ผู้บริหาร
สถานศึกษา ครูท่ีปรกึ ษา ผู้ปกครอง/ชุมชน ตามระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาในสถานศึกษาด้วยการจัดการ
แบบมีส่วนรว่ ม วทิ ยาลัยเทคนคิ ราชสิทธารามปรับปรุงสว่ นต่างๆ ตามแนวทางการพฒั นา
จากการประเมนิ ความเหมาะสมของระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศกึ ษาด้วยการจัดการแบบมีส่วน
ร่วม วิทยาลยั เทคนิคราชสทิ ธาราม จากผทู้ รงคณุ วฒุ ิ พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบระบบ
การดแู ลผู้เรยี นในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสิทธารามมีความเหมาะสมอยู่
ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความเหมาะสมของการวิเคราะห์ปัจจัยนำเข้า (Input) มีความเหมาะสมอยู่ใน
ระดับมากท่ีสุด ผลการประเมนิ ความเหมาะสมของการวิเคราะห์การเปล่ียนแปลงปัจจัยนำเข้า(Transformation) มี
ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการประเมินความเหมาะสมของการวิเคราะห์ผลผลิต (Output) มีความ
เหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสดุ
1. ผลการประเมินก่อนการฝกึ อบรม
การพัฒนาคูม่ อื การใช้ระบบการดแู ลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วน
ร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 หัวข้อเรื่อง ได้แก่ 1. ความสำคัญของระบบ
การดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา 2. การบริหารจัดการระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา 3. แนวทางการ
ดำเนินงานระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา และ 4. เครื่องมือแบบประเมินพฤติกรรมผู้เรียนรายบุคคล
แบบบันทึกการปฏิบัติงานต่างๆ เกี่ยวกับระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา และจากการประเมินความ
สอดคลอ้ ง พบว่า มคี วามสอดคลอ้ งทุกองค์ประกอบ และการประเมนิ ความเหมาะสมของคมู่ อื การใชร้ ะบบการ
ดแู ลผเู้ รยี นในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ของผู้เชยี่ วชาญ พบว่า
มคี วามเหมาะสมอย่ใู นระดับมากถงึ มากทสี่ ุด
2. ผลการประเมนิ ระหว่างการฝึกอบรม
การประเมินการทดลองใช้ (Try-out) คมู่ ือการใช้ระบบการดูแลผเู้ รียนในสถานศึกษา
ด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ด้านทฤษฎีเท่า
85.00/84.28 และด้านปฏิบตั ิเท่ากับร้อยละ 78.78 และการประเมนิ การใช้ (Implementation) คมู่ อื การใช้ระบบ
การดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ผลการนำคู่มือไปใช้ ด้าน
ทฤษฎีเท่ากับ 84.61/ 83.81 และด้านปฏิบัติเท่ากับร้อยละ 78.63 และการประเมินความพงึ พอใจของผู้เข้ารับการ
อบรมตอ่ คมู่ ือ พบวา่ ผู้เขา้ รบั การฝึกอบรมมีความพึงพอใจในภาพรวมมีความพึงพอใจมากทส่ี ุด
3.ผลการประเมนิ หลังการฝึกอบรม
การติดตามผล (Follow up) จากผู้บริหารสถานศึกษา ครูที่ปรึกษา ครูปกครอง และ
ครูแนะแนว มีความคิดเห็นต่อการนำระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม
วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามไปใช้ พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และผู้เรียนที่ได้รับการ
ดูแลจากครูที่ปรึกษา ครูปกครอง และครูแนะแนวที่เข้ารับการฝึกอบรมและนำระบบไปใช้ในภาพรวมมีความพึง
พอใจในระดบั มากทสี่ ุด
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
การอาชีวศึกษา คือการจัดการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างทักษะ พัฒนาความรู้ของ
นักเรียน นักศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การจัดการอาชีวศึกษาและการ
ฝึกอบรมวิชาชีพนั้นถือเป็นกระบวนการผลิต และพัฒนากำลังคนเพื่อเพิ่มผลผลิต และส่งเสริมการ
พัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศให้ได้ระดับมาตรฐานสากล ทำให้ประชาชนสามารถ
ประกอบอาชีพโดยอิสระและพึ่งพาตนเองได้ (พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551, 2551)
องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้กำหนดให้การอาชีวศึกษาเป็น
ส่วนสำคัญของการจัดการศกึ ษา เป็นภาคการศกึ ษาทีเ่ ตรียมความพร้อมบุคคลสำหรับสาขาอาชีพตา่ ง
ๆ และมีส่วนในการพัฒนาคนให้สามารถทำงานในโลกการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (UNESCO,
2009) จากการคาดประมาณความต้องการแรงงาน ของสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า
ประเทศไทยมีปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการแรงงานและอุปทานแรงงาน ทั้งในเชิง
ปริมาณและคุณภาพ ซึ่งปัญหาเหลา่ นีล้ ว้ นมจี ุดเร่ิมต้นมาจากการจัดการศกึ ษา ดังนั้นสถานศกึ ษาหรือ
สถาบันการศึกษา ควรเร่งดําเนินการเพิ่มคุณภาพของผู้เรียนเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการพัฒนาให้ผู้สําเร็จการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา (แรงงานระดับกลาง) ทั้งในระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) มีสมรรถนะในการ
ทํางาน และมีความสามารถในสาขาอาชีพทั้งด้านความรู้ ทักษะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ตลอดจนมีทัศนคติ มีคุณธรรมจริยธรรม สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน (สํานักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) อีกทั้งรายงานการวิจัย เรื่อง เส้นทางการศึกษาด้านอาชีวศึกษา
และเทคโนโลยี ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า ต่อไปอาชีวศกึ ษาจะกลายเปน็ เส้นเลือด
ใหญ่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแทนอุดมศึกษา เพราะเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประเทศ
ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางในเรื่องต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม แรงงาน เป็นที่ต้องการของสถาน
ประกอบการ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับ
อาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรม จริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการ
2
การอาชีวศึกษา ต้องเปลี่ยนค่านิยมของพ่อ แม่ ผู้ปกครองที่ไม่อยากส่งลูกมาเรียนสายอาชีวะ เพราะ
กลวั วา่ จะมปี ญั หาเร่ืองเดก็ ตกี ัน
การทะเลาะวิวาทของนักเรียน เป็นเรื่องที่มีคู่ขัดแย้งตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป การทะเลาะวิวาทของ
นักเรยี น เปน็ รูปแบบหนึง่ ของการแสดงความก้าวร้าวดว้ ยความรนุ แรง การแสดงออกซึ่งความก้าวร้าว
มีความรุนแรงหลายระดับตั้งแต่การยั่วยุด้วยคำพูด การยกพวกตีกัน การทำร้ายด้วยอาวุธตั้งแต่ ขวด
ก้อนหิน มีด ปืน อาวุธสงคราม การแสดงความรุนแรงของนักเรียนอาชีวะในเขตกรุงเทพฯ และ
ปริมณฑลมีหลายลักษณะ คือ 1) การเขียนข้อความต่าง ๆ ไว้ในที่สาธารณะ ซึ่งมักจะเลือกเขียน
ข้อความไว้ในที่ที่ผู้คนเห็นได้ชัดเจน 2) การยั่วยุด้วยคำพูดเมื่อพบเจอกัน 3) แสดงความรุนแรงด้วย
การกระทำข่มขู่ 4) การแสดงความรุนแรงดว้ ยการทำร้ายร่างกาย 5) การทะเลาะววิ าทกันเปน็ กลุ่ม 6)
การยกพวกปะทะกันระหว่างสถาบัน อาจยกพวกกันแบบยกชั้นหรือยกแผนก ซึ่งการแสดงความ
รุนแรงก้าวร้าว ส่วนใหญ่เป็นการยั่วยุ ข่มขู่ ถ้าสถานศึกษาไม่ระวัง ขาดความเอาใจใส่ หรือขาดความ
ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา ความรุนแรงก็จะพัฒนาไปสู่การทำร้ายร่างกายกัน การทะเลาะวิวาท
เป็นกลุ่ม หรือยกพวกปะทะกันระหว่างสถาบัน หากมีการใช้อาวุธก็จะเป็นการเพิ่มระดับของความ
รุนแรงและความเสยี หายสงู ขึ้นไป
แม้ในการแถลงนโยบายด้านการศึกษา ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 27 สิงหาคม
2558 ก็ได้กล่าวถึง นโยบายด้านการอาชีวศึกษาต่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการ
ลดเร่ืองการทะเลาะววิ าท เพื่อสรา้ งความปลอดภยั ใหส้ ถานศกึ ษาสนใจกับนกั ศกึ ษาทุกคนอย่างท่ัวถงึ
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการ
ทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา มอบหมายให้ศูนย์เฝ้าระวังพฤติกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหา
นักเรียนทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการประสานและจัดทำแผนปฎิบัติการ เพื่อให้การ
ขบั เคลอ่ื นเป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงได้กำหนดแนวทางปฎบิ ตั ิในการดำเนินการตามมาตรการร่วมกัน
ในการแก้ไขปัญหานักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาท ของสถานศึกษากรุงเทพและปริมณฑล ที่มี
นักศึกษามีปัญหาในการทะเลาะวิวาท เข้ารับนโยบายและนำไปปฎิบัติในสถานศึกษา เพื่อปรับ
ภาพลักษณ์อาชีวศึกษาให้สถานประกอบการและผู้ปกครองมีความเชื่อมั่นส่งลูกเข้ามาเรียน และ
นโยบายรัฐบาลคำสั่ง คสช.ได้กำหนดบังใช้กฏหมาย มาตรา ๔๔ แก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาท
ตามคำสัง่ ท่ี ๓๐ / ๒๕๕๙ แก้ไขปัญหานักเรยี นนักศึกษาทะเลาะวิวาท
3
ศูนย์เฝ้าระวังพฤติกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาท ได้แบ่งการดูแลและ
ป้องกันนักเรียนทะเลาะววิ วาทออกเป็น 6 กลุม่ ได้แก่ กลมุ่ จตจุ กั ร กลมุ่ อนุสรณส์ ถาน กลุ่มสวนหลวง
ร.๙ กล่มุ ธนบรุ ี กลุ่มกรงุ เก่า/อยุทธยา และกลุม่ บางปะกง/แปดริ้ว และในกลุ่มธนบุรี ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ีจะ
ศึกษาปัญหาการป้องกันนักเรียนทะเลาะวิวาทนั้น มีสถานศึกษาจำนวนทั้งหมด 13 สถานศึกษา
ประกอบไปด้วยสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐบาล 4 สถานศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร และสถานศึกษา
อาชีวศึกษาเอกชน 9 สถานศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(สยาม
เทค) วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู วิทยาลัยเทคโนโลยีนครปฐม วิทยาลัยอาชีวศึกษากรุงเทพธุรกิจ
โรงเรยี นฐานเทคโนโลยี วทิ ยาลยั เทคโนโลยีไทยอาชวี ศึกษา วิทยาลยั เทคโนโลยโี พลีกรุงเทพ วิทยาลัย
เทคโนโลยปี นิ่ มณฑล เป็นหนว่ ยงานในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา (สอศ.)
โดยได้มุ่งวางแผนการแกป้ ญั หาหรอื ส่งเสริมปอ้ งกนั ความรุนแรงในนกั เรียนอาชวี ศึกษาอย่างชัดเจน
วทิ ยาลยั เทคนคิ ราชสิทธาราม เปน็ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ทมี่ ีปัญหานกั เรียนนกั ศึกษา ทะเลาะวิวาทกับต่างสถาบันมายาวนาน ซ่ึงการทะเลาะวิวาทของนักเรียน
นักศึกษาทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นได้รับความเสียหายทั้ง ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
จากข้อมูลงานปกครอง นักเรียน นักศึกษา กลุ่มเสี่ยง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสีดำ กลุ่มสีเทา
กลุ่มสีขาว จากสถิติการทะเลาะวิวาทของวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ในปีการศึกษา 2/2562
พบว่า นักเรียน นักศึกษากลุ่ม สีเทา มีการกระทำผิดระเบียบสถานศึกษา อันแรก แผนกช่างเชื่อม
โลหะ ร้อยละ 92.30 อันดับสอง ช่างก่อสร้าง ร้อยละ 32.80 อันดับสาม ช่างไฟฟ้ากำลัง ร้อยละ
22.22 และกลุ่ม สีดำ มีนักศึกษากระทำผิดระเบียบสถานศึกษา อันดับแรก ช่างยนต์ ร้อยละ 17.70
อนั ดับสอง ช่างก่อสรา้ ง รอ้ ยละ 15.52 อนั ดับสาม ชา่ งกลโรงงาน ร้อยละ 15.15
ซึ่งสถิติการทะเลาะวาท ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามดังกล่าว
สะท้อนในภาพรวม ให้เห็นปัญหาที่เรื้อรงั ยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลตอ่ ความเชื่อมั่นของผูป้ กครองใน
การส่งบุตรหลานเข้ามาศกึ ษาต่อยังสถานศึกษานี้ เนื่องจากกังวลตอ่ ผลกระทบในการเดนิ ทางมาเรียน
ที่บางรายได้รับผลจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท ถึงขั้นบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิต จากสภาพปัญหา
ดังกล่าว ด้วยวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามซมีภารกิจในการจัดการศึกษา ผลิตกำลังคนให้มีคุณภาพ
มาตรฐาน มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน โดยมีเป้าประสงค์ให้ผู้สำเร็จอาชีวศึกษา มีงานทำและดำรงชีวิต
อย่างมีความสุขในสังคม สร้างค่านยิ มท่ีดีตอ่ การอาชวี ศึกษา ผู้วิจยั จึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา รูปแบบ
4
การจัดการปัญหาในเชิงป้องกันการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา เพื่อพัฒนาให้เป็นระบบการ
ดูแลผู้เรียน ที่สามารถป้องกันนักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาท ด้วยการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใตก้ ารมสี ว่ นรว่ มของทุกภาคส่วน
1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1.2.1 เพื่อศึกษาสภาพปัญหาระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วน
ร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสทิ ธาราม
1.2.2 เพื่อพัฒนารูปแบบและคู่มือระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมี
ส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ให้เป็นรูปธรรม มีระบบระเบียบ มีวิธีการดำเนินการเป็น
ขน้ั ตอน มคี วามเหมาะสมสามารถใช้เป็นคู่มือมาตรฐานการปฏบิ ตั ิงานได้
1.2.3 เพื่อประเมินผลรูปแบบ ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วน
รว่ ม วิทยาลัยเทคนคิ ราชสทิ ธาราม
1.3 สมมติฐานของการวิจัย
1.3.1 คู่มือการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราช
สทิ ธาราม ท่พี ัฒนาขนึ้ ผา่ นการประเมนิ ความเหมาะสมโดยผูเ้ ชี่ยวชาญ
1.3.2 ระบบการดูแลผูเ้ รียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราช
สิทธาราม ที่พฒั นาข้ึน สามารถนำไปใช้ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
1.4 ขอบเขตของการวิจัย
1.4.1 ขอบเขตดา้ นเน้ือหา
1.4.1.1 ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม ของ
วทิ ยาลัยเทคนคิ ราชสทิ ธาราม ในการวจิ ยั ครั้งน้ี ศึกษาเฉพาะสภาพ 4 ด้าน คือ
1. ดา้ น พฤติกรรมวยั รนุ่
2. ดา้ น ครอบครวั
3. ดา้ น สงั คมและสภาพแวดลอ้ ม
4. ดา้ น สถานศึกษา
5
1.4.1.2 ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม ของ
วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ในการวิจัยครั้งนี้ ศึกษาเฉพาะกรณีนักเรียนทะเลาะวิวาทภายในและ
ภายนอกสถานศกึ ษา วทิ ยาลยั เทคนคิ ราชสิทธาราม
1.4.1.3 ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม ของ
วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ในการวิจัยครั้งนี้ ประเมินประสิทธิภาพรูปแบบโดยการประยุกต์ใช้
แบบจำลองของซิป (CIPP-Model) ของ Danial L.Stufflebeam and Other โดยประเมิน 4 ด้าน
ดงั นี้
1. การประเมินสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อให้
ข้อมูลสำคัญ ในการกำหนดขอบเขต วัตถุประสงค์ ของคู่มือเพื่อให้เกิดความสอดคล้องและเหมาะสม
กับสภาพแวดลอ้ ม
2. การประเมินปัจจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) เป็นการประเมินรูปแบบเพื่อ
ตรวจสอบองค์ประกอบต่าง ๆ รวมทั้งเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย วา่ มคี วามเหมาะสมหรือไม่เพียงใดเพื่อ
นำไปใชป้ ระโยชน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวจิ ยั
3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นกระบวนการประเมินโดย
การนำรูปแบบที่สร้างขึ้น และผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญที่นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหา
ประสทิ ธภิ าพและความเหมาะสมของคู่มือ
4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation) เปน็ การประเมินเพ่อื ติดตามผลการ
นำคมู่ อื ไปใช้
1.4.2 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวิจัยครัง้ นี้ ผวู้ ิจัยกำหนดเป้าหมาย ดงั นี้
1.4.2.1 ขั้นตอนการศึกษาเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การทะเลาะวิวาทนักเรียน
นกั ศึกษา
1.4.2.2 ขั้นตอนการศึกษาข้อมูลพื้นฐานสภาพปัญหานักเรียน นักศึกษา ทะเลาะวิวาท
โดยกลุ่มเป้าหมาย ไดแ้ ก่ ผบู้ ริหาร หวั หน้าแผนกวชิ า ตำรวจ สถานประกอบการ ผปู้ กครอง โดยใช้วิธี
เลือกตามเกณฑ์ทกี่ ำหนด
1.4.2.3 ขั้นตอนการร่างระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วน
ร่วม โดยการประชมุ กลุ่มยอ่ ย (Focus Group Discussion)
1.4.2.4 ขั้นตอนในการประเมินความเหมาะสมของระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา
ด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม โดยกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ
การแกป้ ญั หานกั เรยี นนักศึกษาทะเลาะววิ าท โดยเลือกตามเกณฑท์ ่กี ำหนด
6
1.4.2.5 ข้นั ตอนการพฒั นาระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาดว้ ยการจดั การแบบมีส่วน
รว่ ม ของวทิ ยาลยั เทคนิคราชสิทธาราม
1.4.2.6 ขั้นตอนประเมินรูปแบบคู่มือที่พัฒนาขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ
การแก้ปัญหานกั เรียนนกั ศกึ ษาทะเลาะวิวาท โดยเลือกตามเกณฑ์ท่กี ำหนด
1.4.2.7 ขั้นตอนในขั้นทดลองใช้ (Try Out) คู่มือ โดยกลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียน
นักศกึ ษา กลุม่ เสยี่ ง สถานศกึ ษาวิทยาลัยเทคนคิ ดสุ ติ ของสำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา โดย
เลือกตามเกณฑท์ ี่กำหนด
1.4.2.8 ขั้นตอนนำรูปแบบไปเก็บรวบรวมข้อมูล (Implementation) ได้แก่ นักเรียน
นักศกึ ษา วิทยาลัยเทคนคิ ราชสทิ ธาราม
1.4.2.9 ขั้นตอนในการติดตามผลในการวจิ ยั โดยกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา
วิทยาลยั เทคนิคราชสทิ ธาราม
1. 4.3 ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
ระยะเวลาในการวิจัย เร่ิมดำเนนิ การต้ังแตป่ ีการศกึ ษา 2562 - 2565
ประโยชน์ทีจ่ ะได้รับ
1. ทราบสภาพปัจจบุ ัน และปญั หาท่แี ทจ้ รงิ ของการดำเนินงาน
2. สถานศึกษานำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาติดตาม
พฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียนนักศึกษา เช่น ขาดเรียนบ่อย หรือมีปัญหา เพื่อหาสาเหตุและแนว
ทางแก้ไขปัญหาช่วยพัฒนาผู้เรียนให้สามารถปรับตัวในการเรียน และการดำเนินชีวิต เกิดการพัฒนา
ตนเองได้อยา่ งเตม็ ศักยภาพ
3. สถานศึกษานำผลการศึกษาไปจัดระบบการดูแลช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับ
นักเรยี นนักศึกษาไดอ้ ย่างทนั ทว่ งที
4. นำผลการศึกษาไปใช้ในการตัดสินใจประกอบการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อแก้ปัญหา
นกั เรียนทะเลาะววิ าทของนกั เรยี นนกั ศึกษาอาชีวศึกษา สงั กัดกรงุ เทพมหานคร
7
นิยามศัพท์
นักเรียน หมายถึง ผู้ศึกษาในระดับประกาศนียบัตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ
นักศึกษา หมายถึง ผู้ศึกษาในระดับประกาศนียบัตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หมายถึง หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
มีนโยบายจัดการศึกษา ด้านการอาชีวศึกษา ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับ
ประกาศนยี บัตรวิชาชพี ชนั้ สงู (ปวส.) และระดบั ปรญิ ญาตรี เทคโนโลยีสายปฏิบัติการ
สถานศึกษา หมายถึง หน่วยงานที่จัดการศึกษาอาชีวศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
(ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับปริญญาตรี เทคโนโลยีสายปฏิบัติการ
สงั กดั สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ
การมีส่วนร่วม หมายถึง ความรว่ มมือรว่ มใจแก้ไขปญั หานักเรยี น นักศึกษา ทะเลาะววิ าท
ร่วมกัน ระหวา่ ง สถานศึกษา สถานประกอบการ ผนู้ ำชมุ ชน ผปู้ กครอง เครือข่าย อ่นื ๆ
พฤตกิ รรมทะเลาะวิวาท หมายถึง การแสดงออกถึงความก้าวร้าวต่อบุคคลอ่ืน ๆ ซึ่งเกิดจาก
สาเหตุของความไมพ่ งึ พอใจหรอื สาเหตุอนื่ ๆ อันก่อให้เกดิ การทะเลาะววิ าทกันตง้ั แต่ 2 ขึน้ ไป
ด้านครอบครัว หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกทางด้านลบต่อสังคม ที่มีผลมาจากการ
เลีย้ งดูของครอบครวั
ด้านพฤติกรรมวัยรุ่น หมายถึง การแสดงออกในทางการลอกเลียนแบบซึ่งกันและกัน ไป
ในทางท่ีผดิ ยดึ ถอื ธรรมเนียมประเพณปี ฏบิ ัติที่ไม่ถูกต้อง สง่ ผลต่ออนาคตและการทำร้ายร่างกายผอู้ น่ื
ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ประเพณีหรือวัฒนธรรมในชุมชนที่มีอิทธิพลต่อการใช้
ชวี ติ ประจำวัน ไปในทางทผี่ ดิ ทำใหผ้ ้ทู ่ีอาศยั อยูใ่ นสังคมนนั้ ๆ ขาดความร้แู ละความรบั ผดิ ชอบ
ด้านสถานศึกษา หมายถงึ สถานศกึ ษาท่ดี ำเนนิ การจัดการเรียนการสอนในสายวิชาชีพ สงั กดั
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ
วิทยาลัยเทคนิคราชสทิ ธาราม หมายถึง สถานศึกษารฐั บาล สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดการเรียนการสอนด้านการอาชีวศึกษา ในระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)และระดับปริญญาตรี
เทคโนโลยีสายปฏบิ ัตกิ าร (ทลบ.)
บทท่ี 2
องคค์ วามรู้ หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี
การศกึ ษาเร่ือง แนวทางป้องกันการทะเลาะวิวาทของนักเรยี น นักศกึ ษา แบบมีส่วนร่วม
ของวิทยาลัยเทคนคิ ราชสทิ ธาราม มีองคค์ วามรู้ หลักการแนวคดิ หรอื ทฤษฏที ่เี กย่ี วข้อง
ประกอบดว้ ย
2.1 แนวคดิ ทฤษฎเี กยี่ วกบั พฤติกรรมนกั เรยี นและการป้องกนั พฤติกรรมท่ีไม่พงึ ประสงค์
2.2 แนวคดิ ทฤษฎี หลักการมีสว่ นรว่ ม
2.3 บริบทของวทิ ยาลยั เทคนิคราชสทิ ธาราม
2.4 กรอบแนวความคิดในการศึกษา
2.1 แนวคิด ทฤษฎเี กี่ยวกบั พฤตกิ รรมนกั เรยี นและการป้องกนั พฤติกรรมทไ่ี ม่พึงประสงค์
2.1.1 พฤติกรรมวัยร่นุ
อดุ ม บุตตะ (2558, หน้า 5– 7) วยั รนุ่ เปน็ วัยของการเปล่ยี นแปลงทั้งทางร่างกาย
และจิตใจ การเปลี่ยนแปลงระหว่างวัยถือเป็นช่วงสำคัญที่สุด เนื่องจากอนาคตของวัยรุ่นจะเป็น
อย่างไร จะเริ่มจากสิ่งที่เขาได้รับในวัยนี้ สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมีอิทธิพลมากเพราะจะทำให้พวก
เขาซึมซับในสิ่งที่สังคมนั้น ๆ กระทำ หากสังคมที่เขาอยู่เปน็ สังคมที่ดีถอื เป็นโชคดีของพวกเขา แต่ถ้า
อยู่ในสังคมที่ไมด่ ีเขากจ็ ะได้รบั และซึมซับพฤติกรรมที่ไมด่ ีน้นั ไปดว้ ย
ปัญหาการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นในสังคมเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวันซึ่ง ทั้งข่าวตามหน้า
หนังสือพิมพ์และไม่เป็นข่าวซึ่งในแต่ละครั้งก็จะมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย ทำให้
สร้างความเดือดร้อนกับตัวผู้ก่อเหตุเองและผู้ปกครองของกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาทางหน่วยงาน
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอดเพื่อลดและป้องกัน
ทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น ปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายทั้งกับตัวนักเรียน นักศึกษาเอง และ
ชอ่ื เสียงของสถาบันอีกด้วย ปัจจุบันนี้นกั เรยี น นกั ศึกษาอาชีวศึกษามกี ารประกาศสงครามกันผ่านทาง
อินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยมีการเขียนคำท้าทาย หรือประกาศว่าจะยึดสัญลักษณ์ เช่น หัวเข็ม
ขัดของสถาบันฝ่ายตรงข้ามให้ได้ รวมถึงใช้ถ้อยคำยั่วยุรุนแรงว่าจะ “เด็ดหัว” นักศึกษาสถาบันคู่อริ
ซงึ่ ในช่วงทีใ่ กล้วันสถาปนาของแต่ละสถาบันการทำสงครามทางอนิ เตอร์เน็ตย่ิงรนุ แรงและน่าเป็นห่วง
ซึ่งในปัจจุบันไม่เพียงแค่กลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น ยังเข้าไปถึงการทะเลาะวิวาทกันข้ามสถาบันอีกด้วย การ
ทะเลาะวิวาท ปะทะ ต่อสู้ เพอื่ “ศักดิ์ศรีสถาบัน” ของ “นักศกึ ษา อาชีวศกึ ษา” ไดก้ ลายเป็น “ธรรม
เนยี มปฏิบัติ” ทยี่ ากจะแก้ไข แต่ก็จำเปน็ ต้องแกเ้ น่ืองจากปัญหาดงั กล่าวนอกจากจะสร้างความอกสั่น
9
ขวัญผวาให้แก่สังคม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้วยังสร้างความเสื่อมเสียและทำลายความ
นา่ เชื่อถือให้กบั สถาบันการศึกษา ซ่ึงเปน็ “เสาหลกั ” ของการผลติ ทรัพยากรมนุษย์อันเป็นกำลงั สำคัญ
ในการพัฒนาประเทศอีกด้วย เหตุการณ์การทะเลาะวิวาทระหว่างนักเรียน นักศึกษาต่างสถาบันท่ี
นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่สังคมต้องการหาหนทางเยียวยาและแก้ไข
อย่างเร่งด่วน เมื่อถามถึงต้นแบบของความรุนแรงที่วัยรุ่นมักนิยมนำมาเป็นข้ออ้างในการแสดง
พฤติกรรมในทางลบ เพื่อให้ตนได้ทำในสิ่งที่เห็นมาจากต้นแบบซึ่งล้วนเป็นต้นแบบที่ไม่ดี เช่น การ
เลียนแบบภาพยนตร์ การใช้ยาเสพติดตามแบบอย่างในละคร บางเรื่องที่พ่อแม่แยกทางกัน หรือการ
ทำร้ายตัวเองเหมือนวีดีโอ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นดูจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะสื่อในปัจจุบันมีความ
แพร่หลายเป็นอย่างมากทำให้การรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ทำได้ไม่ยาก การที่วัยรุ่นไม่สามารถแยกแยะ
ความเป็นจริงกับจินตนาการได้นั้นอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวัยรุ่นเองและอาจลุกลามเป็น
ปัญหาของสังคมได้ วัยรุ่นในปัจจบุ ันมักแสดงอออกในเร่ืองของความรุนแรง มักแก้ปัญหาโดยใช้ความ
รุนแรงและยาเสพติดมากกว่าใช้สติ การใช้ความรนุ แรงจึงกลายเป็นทางออกที่ได้รับความนิยมสำหรบั
วัยรุ่น เพราะทำให้สะใจและเห็นผลได้เร็ว ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ
ของกลมุ่ วยั รนุ่ เทา่ นนั้ แตเ่ พราะการขาดความรักความเอาใจใส่จากครอบครวั เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเวลา
อบรมลูก ๆ เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อหาเงินมาให้เพียงพอกับรายจ่าย วัยรุ่นจึงหันไปพึ่งยา
เสพติด เพราะหลงเชื่อว่าเป็นทางออกที่ดีที่ทำให้ลืมความทุกข์ซึ่งตนและครอบครัวประสบอยู่และ
ส่งผลทำให้ไมส่ ามารถควบคมุ สติจนบางคร้ังเกดิ การทะเลาะววิ าท
ต้นตอสำคัญของปัญหาซึ่งได้แก่ ความคิดที่ว่าการทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีระหวา่ ง
สถาบันเป็นการแสดงออกถึงความเป็นที่ 1 และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมา ซึ่งความคิด
ดงั กลา่ วนน้ั เปน็ สง่ิ ทสี่ ะท้อนให้เห็นถึงทั้งปัจจัยภายในและปจั จัยภายนอกอันเปน็ ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิด
พฤติกรรมดังกล่าว ปัจจัยภายในหรือด้านจิตวิทยาของวัยรุ่นนั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแรงขับเคลื่อน
ภายในหรือความต้องการของวยั ร่นุ ซึง่ แตกต่างจากวยั อ่ืน ๆ เช่น ความตอ้ งการอสิ ระ ความเป็นตัวของ
ตนเอง การเป็นที่ยอมรับ มีความสนใจกิจกรรมที่ทำเป็นกลุ่ม การมีประสบการณ์แปลกใหม่และท้า
ทาย ซึ่งความต้องการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ของวัยรุ่น ปัจจัยภายนอกหรือ
ด้านสังคมและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดพฤติกรรมการเรียนรู้ของบุคคลซึ่งประกอบด้วย
ครอบครัว เพื่อน ชั้นสังคม และวัฒนธรรมกลุ่มยอ่ ย อย่างไรก็ตามปัจจัยภายนอกท่ีมีอิทธิพลต่อวยั ร่นุ
มากที่สุดคงหนไี ม่พน้ เพื่อนเป็นบุคคลทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ่ การกำหนดคา่ นิยมในการแสดงออก ทัศนคติ และ
พฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นอย่างมาก เนื่องจากวัยรุ่นต้องการเป็นที่ยอมรับ เป็นผู้นำ และเข้าสังคมกับ
กลมุ่ เพื่อน
2.1.2 สาเหตุพฤติกรรมการทะเลาะวิวาท
พจนานกุ รมไทยฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายไวด้ ังน้ี
10
“ทะเลาะ”หมายถึง ทุ่มเถียงกันด้วยความโกรธ โต้เถียงกัน เป็นปากเป็นเสียงกัน “วิวาท” หมายถึง
ทะเลาะ เชน่ เดก็ วิวาทกนั มกั ใช้เขา้ คู่กับ คำว่า ทะเลาะเป็น ทะเลาะ ววิ าท
สุภาวดี มั่นจิระ (2547, หน้า42 – 43) ได้ให้ความหมายของการทะเลาะวิวาทไว้ว่า หมายถึง
พฤติกรรมที่วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยการโต้เถียง การใช้แรงกายหรือกำลัง
อาวุธเข้าทำรา้ ยกบั นักเรียน นกั ศึกษาสถาบนั เดียวกนั รวมท้ังการทำลายทรัพยส์ ินของผอู้ น่ื
อุดม บตุ ตะ (2558, หน้า 5– 7) ไดใ้ ห้ความหมายของการทะเลาะววิ าทไวว้ ่า หมายถงึ การท่ี
นกั เรียน นกั ศึกษา ตงั้ แต่ 2 คนขึ้นไป ใชว้ าจาย่ัวยุ ดหู มิ่น ประชดประชนั โต้เถยี ง การใช้แรงกายหรือ
กำลังอาวุธเขา้ ทำร้ายกนั กบั นักเรยี นทั้งสถาบนั เดยี วกนั และตา่ งสถาบนั อนั เปน็ เหตุใหไ้ ด้รับความ
เสยี หายแกท่ รัพยส์ ิน รา่ งกายและจิตใจ
จากการให้ความหมายของพฤติกรรมการทะเลาะววิ าทขา้ งตน้ สามารถสรุปได้ว่า การทะเลาะ
วิวาท หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคล ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีการโต้เถียงและมีการใช้กำลังแรงกายหรือ
กำลงั อาวุธ เขา้ ทำรา้ ยฝ่ายตรงขา้ ม หรอื มีการทำลายทรัพยส์ ินของผ้อู ่นื
อไุ ร สมุ ารธิ รรม (2545, หนา้ 6-7) ได้กลา่ วถึงสาเหตทุ ี่ทำให้เกดิ การทะเลาะววิ าทดังนี้
1. การรักพรรคพวก เพื่อนพ้อง ในวัยรุ่นเป็นช่วงที่ให้ความสำคัญกับเพื่อน เมื่อเพื่อนมี เรื่อง
ทะเลาะวิวาทกับใครหรือกลุ่มใดก็จะเดือดร้อนแทน นําไปสู่วิธีเพื่อล้างแค้นอาจเป็นการยกพวกไป
ถลม่ ฝ่ายตรงข้าม
2. การปกป้องรักศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มของสถาบัน หรือของตนเอง เมื่อเห็นว่า อีก
ฝา่ ยกระทำยำ่ ยี เหยียดหยามศักด์ศิ รีของฝา่ ยตนกเ็ กดิ ความโกรธแค้น จงึ รวมกลุ่มเพอ่ื ไปแสดง พลังให้
อีกฝ่ายยอมรับ หรือเห็นว่าสถาบันของตนเองและกลุ่มของตนมีศักดิ์ศรี แต่เกิดจากความที่ วู่วาม มัก
เปน็ การแสดงศักด์ิศรีดว้ ยการใช้กําลังนำไปสู่การทะเลาะววิ าทอันก่อให้เกิดความเสยี หาย ต่อชีวิตและ
ทรพั ย์สิน ซึ่งปรากฏเปน็ ข่าวอยูเ่ สมอ
3. แสวงหาการยอมรับ ความชื่นชมจากกลุ่มเพื่อน เมื่อเพื่อนชักชวนให้ไปแก้แค้นฝ่าย ตรง
ข้าม ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย วัยรุ่นก็ยอมตามไปเพราะกลวั เพื่อนไม่ยอมรับ กลัวเพื่อนกล่าวหาว่าไม่ กล้า
หาญ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย
4. การอยากทดลองหาประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น ยิ่งหากเห็นว่าเป็นประสบการณท์ ี่ กล่าวถงึ
การพสิ จู นก์ ารเป็นลูกผู้ชาย วัยรนุ่ กอ็ าจจะเข้าร่วมในการทะเลาะววิ าทนั้นดว้ ย
11
5. การเลียนแบบจากรุ่นพี่ หรือ มาจากเรื่องราวที่พบเห็นในละครโทรทัศน์ ภาพยนต์ และ
สื่อมวลชนอ่ืน ๆ
สุชา จันทร์เอม และสุรางค์ จันทร์เอม (2522, หน้า 20) สรุปปัญหาที่เกิดจากนักศึกษา ดังน้ี
1. เดก็ หนเี รยี น อาจจะเปน็ เพราะบริการต่าง ๆ ของโรงเรยี น ไม่มีพอเชน่ อาหารจา หน่าย ไม่พอเพียง
กบั จำนวนเด็ก สถานทีเ่ ล่นกีฬา ห้องน้ำมไี มเ่ พยี งพอ หอ้ งสมดุ ไม่มีเป็นต้น
2. เด็กเบื่อหน่ายการเรียน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะขาดอุปกรณ์การสอนที่ดี ทำให้เด็ก ไม่เห็น
ความสำคญั ของการเรียน
3. เด็กบางคนหนีโรงเรียน เนื่องจากครูใช้วิธิีการลงโทษต่อหน้าเพื่อนฝูง โรงเรียน ทำใหเ้ด็ก
เกดิ ความอบั อายและไม่อยากมาโรงเรียน
4. เดก็ นกั เรยี นมีอายุมากกว่า เพื่อนในกล่มุ มกั จะชวน เด็กท่อี ายุนอ้ ยกวา่ ให้กระทำ ในทางที่
ผิด
5. เด็กบางกลุ่มชอบแต่งกายฝ่าฝืนระเบียบที่ทางโรงเรียนกำหนดไว้เช่น ไว้ผมยาวเกินไป
หรือไมใ่ สเ่ ครอ่ื งหมายของโรงเรียน เปน็ ตน้ ซง่ึ เป็นการกระทำ ที่ไมเ่ หมาะสม
6. บางแห่งพบว่า โรงเรียนราษฎร์เป็นแหลง่ ทา ให้เด็กประพฤติเสยี เชน่ เด็กบางคน เสียเงิน
แล้วไม่เข้าเรียน กอ็ นุญาตให้เข้าสอบ ทำให้นกั เรียนไม่เห็นความสำคัญของการเรยี น และมองครูในแง่
ไม่ดีดว้ ย
7. ครูขาดความเข้าใจเด็กไม่มีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กจึงปฏิบัติต่อเด็กไม่ถูกต้อง ไม่ตรง
กบั ความต้องการของเดก็
8. ทางโรงเรียนไม่จัดให้มีการอบรมจริยาศึกษาให้เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาทางด้าน ความ
ประพฤตขิ องเด็กอยู่เสมอ
9. ครูมีบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้วาจากับ เด็กการแต่งกายกริยาท่าทางที่
แสดงออก ทำให้เดก็ ขาดความเลอื่ มใส
10. ควรช่วยให้เด็กนักเรียนมีความหวังในเรื่องอาชีพ เด็กบางคนจิตใจไม่เป็นสุขเพราะ ไม่
ทราบว่าคนเรียนไป จะออกไปทำ อะไรและมีความก้าวหน้าอย่างไรบ้างถ้าหากครูได้แจง ให้ทราบ จะ
ชว่ ยใหเ้ ดก็ มีความตง้ั ใจเรยี น มีความมานะและไม่หาทางออกในทางทผี่ ิด
ปญั หาสภาพครอบครวั
12
การอบรมเล้ียงดแู ละสภาพครอบครัวเปน็ ปัจจยั สำคัญ อกี ประการหนึ่งท่กี ่อให้เกดิ พฤตกิ รรม
ก้าวร้าวได้แก่ปัจจัยในตัวบุคคล ซึงได้รับอิทธิพลมาจากการศึกษาและการฝึกอบรม อย่างหลีกเลี่ยง
ไมไ่ ดน้ ับตงั้ แต่เกิดจนกระทง่ั ตายการอบรมเล้ียงดูเด็กจากครอบครวั บิดา มารดา ทราบดีถึงการกระทำ
หน้าที่ดี แต่โดยสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ประกอบกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว ทำให้
บิดา มารดาไม่สามารถให้ความรัก ความอบอุ่นแก่บุตรได้ไม่สมบูรณ์บิดา มารดาผู้ที่ไม่สามารถให้การ
อบรมส่ังสอนบุตรให้เป็นคนดี ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ กจ็ ะทำใหบ้ ตุ รมีพฤตกิ รรมกา้ วร้าวต่อผูอ้ ืน่
กองสารวัตรนักเรียน กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2536, หน้า 45) ระบุถึงปัญหา ท่ี
เกดิ จากสภาพครอบครัว ประกอบดว้ ย
1. นักศึกษาไม่ไดร้ บั ความอบอนุ่ จากครอบครวั
2. ผู้ปกครองไมม่ ี
สรุปได้ว่า ปัญหาที่เกิดจากสภาพครอบครัวเปน็ ปัจจัยที่สำคัญ ที่ทำ ให้เกิด พฤติกรรมต่าง ๆ
ซ่ึงมาจากการเลี้ยงดูจากครอบครัวการถ่ายทอดมาจากครอบครัวเช่นพฤติกรรม ก้าวร้าวได้รับมาจาก
บิดา มารดา ที่ทะเลาะกัน บ่อยการดื่มสุรา สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นตัวอย่างมาจาก บุคคลในครอบครัว ฐานะ
ทางครอบครัวเป็นอีกปัจจัยเสี่ยง ที่เป็นสาเหตุให้มีการส่งเสริม ให้มีการทะเลาะวิวาท นอกจาก
ครอบครวั ไมอ่ บอุ่น ทา ให้เด็กขาดผู้ให้คำ ปรกึ ษาหรอื มักจะได้รบั ความกดดนั ทำให้เก็บกด ตอ้ งการ
แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆเวลาว่างใหก้ ับลูก สถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวยากจน หรอื รวย
มากเกินไป สภาพครอบครัวแตกแยกหรือหย่า ร้าง ผู้ปกครองมว่ั สุมอบายมุข
ปญั หาพฤตกิ รรมของวัยรนุ่
วฒั นา พชั ราวนิช (2534, หนา้ 116)ไดก้ ล่าวถึงลักษณะพฤติกรรมวัยรุน่ ดังนี้.
1. วยั รุน่ จะเอาใจใสใ่ นความสวยงามของรา่ งกายเป็นพิเศษ
2. เด็กวัยรุ่นชอบเรียนแบบผู้ใหญ่แสดงพฤติกรรมให้เหมือนผู้ใหญ่ ต้องการที่จะทา ตนเอง
เหมือนผู้ใหญ่
3. เด็กวัยรุ่นชอบขัดคำสั่งผู้ใหญ่ชอบหลีกเลี่ยงการกระทำ ที่ทำ ตามผู้ใหญ่ชอบทำ ตามใจ
ตนเอง
4. เดก็ วัยรนุ่ ชอบโอ้อวด ชอบเดน่ ดัง ชอบแสดงตนให้ปรากฏในสงั คม
5. เด็กวัยรุ่นมีอดุ มคติเป็นของตนเอง
6. เด็กวัยรนุ่ มีอารมณ์วู่วาม ตัดสนิ ใจเร็วขาดวุฒิทางอารมณ์
13
7. เด็กวัยรุน่ มคี วามเชือ่ มน่ั ในตนเองมากเกินไป ยึดถือความคดิ ตนเองเปน็ ใหญ่
จากการศึกษาพฤติกรรมของวัยรุ่น จะพบว่า วัยรุ่นเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง และมีวุฒิ
ภาวะทางอารมณ์และการตัดสินใจอยู่ในระดับ ที่เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบน การคบเพื่อน
หรือถูกนำ ไปทางไม่ดีก็ง่ายต่อการกระทำผิดได้ดังเช่น พฤติกรรมการก่อเหตุทะเลาะ วิวาทของ
นักเรียน สรปุ ได้ว่า ความสัมพนั ธ์ของวัยรุน่ ในช่วงวัยรุน่ จะมกี ารเปลยี่ นทั้งรา่ งกายและจติ ใจ ทางด้าน
ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนทางด้านสรีระ ทำ ให้เกิดความแตกต่างกัน การ
เปลี่ยนแปลงน้ีทำ ใหเ้ ปน็ ท่ีพอใจของตัวเองและไม่พงึ พอใจเกิดจุดเดน่ และจุดด้อยของแต่ละคน ทำให้
เกิดพฤติกรรมที่แตกต่างตามมา บางคนมีรูปร่างลักษณะเด่น ก็จะทำ ตัวเป็นผู้นำ ถ้าหาก การกระทำ
ในทางทีผ่ ิดและได้รับการยอมรับ การยกย่องจากเพอ่ื นใหเ้ ปน็ ผนู้ ำ
ปญั หาสภาพสังคมและส่งิ แวดล้อม
เตอื นใจ ชาลี (2539, หนา้ 55) ให้คำอธบิ ายปรากฏการณข์ องการทะเลาะวิวาท โดยพจิ ารณา
กระบวนการทางสังคมที่เป็นเงื่อนไขต่อการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของปรากฏการณ์ การทะเลาะวิวาท
กระบวนการในการสร้างโลกทัศน์ การให้เหตุผลและความหมายของการกระทำ ของนักเรียนอาชีวะ
เป็นการศกึ ษาในแนวสงั คมวิทยา ซ่งึ เป็นการทำความเขา้ ใจในบริบททางสังคม วัฒนธรรม ที่ก่อให้เกิด
รูปการจิตสำนกึ แบบนักเรยี นอาชวี ะคำอธิบายดังกล่าวเห็นว่า ปญั หา การทะเลาะวิวาทไม่ใช่ในปัญหา
ในระดับ ปัจเจกเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกนึกคิดในเชิงสถาบัน ซึ่งมีกระบวนการสร้างหรือหล่อหลอม
จนถึงขั้นครอบงำ เป็นกระบวนการเรียนรู้จาก การปฏิสังสรรค์ในสังคมอาชีวะ ที่ได้สร้างอัตตะหรือ
อัตลักษณ์ของตนเอง มกี ล่มุ อ้างอิง ทีเ่ ปน็ ตัวกำหนดมาตรฐานของความถูกต้องความใช้ได้คือระบบรุ่น
พี่รุ่นน้อง ที่มีพัฒนาการ มายาวนาน ในโลกของอาชีวะ นอกจากนี้มีการศึกษาสาเหตุและเบื้องหลัง
ของสาเหตุในการทำให้ เกิดปรากฏการณ์การทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรยี นอาชีวะแล้ว ยัง
มีงานที่ได้ศึกษาถึง มาตรการต่าง ๆ ที่ผู้เกี่ยวข้องได้กำหนดขึ้นเพื่อใช้แก้ปัญหา ทั้งมาตรการในการ
ปอ้ งกนั แก้ไข และสะทอ้ นความคิดในการวิเคราะหเ์ หตุปัจจยั ของการทะเลาะววิ าท ด้วยการศกึ ษาท่ีมี
อยู่ เป็นการดูว่า ผู้ท่ีเกี่ยวข้องที่เป็นปฎิบัติงาน นักศึกษา มีทัศนะต่อการวิเคราะห์สาเหตุและ ต่อ
มาตรการอย่างไรเหมือนหรือต่างกัน หรือไม่สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทา งานป้องกัน และ
แก้ไขปญั หาก่อเหตทุ ะเลาะวิวาท พบว่า ครูอาจารย์สารวัตรนกั เรยี น นักศกึ ษา และตำรวจ มคี วามเห็น
วา่ ปญั หาและอปุ สรรคทมี่ ีความสำคญั ตามลำดบั คือ
1.การไม่ให้การสนับสนนุ และเหน็ ความสำคัญ ของปญั หาของผู้บรหิ าร
14
2.การประสานงานและความร่วมมือระหว่างสถาบนั การศึกษากับ หน่วยงานทเี่ กี่ยวข้อง
3.ความพร้อมในการปฏิบัติงานของหน่วยงานสถานศึกษา ในด้านบุคลากรและอุปกรณ์
ประกอบการทำงาน
4. บุคคลทีเ่ ก่ยี วข้องขาดความร่วมมอื ในการปฏิบัติ
5. มาตรการท่ีกำหนดไว้ไม่สอดคล้องกบั ปญั หาทเ่ี กิดขน้ึ จริง
จากสภาพแวดล้อมและสังคม การทะเลาะวิวาทในทุกวันนี้ก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้นพฤติกรรม
ก้าวร้าวรุนแรงมากข้ึน นักศึกษาที่มีความรุนแรงนั้น มีสาเหตุมาจากมาจากปัญหา การเล้ียงดูสภาพ
เศรษฐกิจของครอบครัวความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อน สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลทำ ให้ มีอารมณ์รุนแรงได้
ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมรอบสถานศึกษา มีการเปิดร้านขายสุรา ง่ายต่อ การซื้อหาขณะเดียวกัน
สถานศึกษาก็ให้ความรูเ้ ร่ืองการดื่มสุรา เป็นส่งิ ไมด่ แี ต่ในขณะท่ีงานเล้ียง สรรคส์ รรค์นิยมสังสรรค์ด้วย
ของมึนเมา หรือที่บ้านยังมีงานเลี้ยงที่จัดขึ้น มีการดื่มสุราสังสรรค์ มีความสุข ทำ ให้เด็กสับสนในคำ
สอน แสดงให้เห็นว่า สังคมมีอิทธิพลสูงกว่า สถานศึกษา สังคม ปลูกฝังค่านิยมในทางที่ผิด และ
ขณะเดียวกันที่ยึดหลักการปฏิบัติเป็นคนดีแต่ไม่ได้รับความยกย่อง กลับยกย่องพวกมีอิทธิพลเป็นท่ี
ยอมรับของสังคม การทำงานน้อยแต่ได้รับค่าอบแทนมากเป็นงาน ในทางที่ไม่ดีการพนัน การค้า
ประเวณี การขายยาเสพติด สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหลายสิ่ง ที่เป็น สิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม ด้วยความ
เปน็ เดก็ ต้องการอยากรู้ อยากเหน็ อยากลองย่งิ ห้ามเหมือนยิ่ง ยุ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าหากทุก
คนยังมุ่งหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่า ส่วนรวม การเลียนแบบ การชักจูงการเบี่ยงเบนทางพฤติกรรม
หรือกระทา ผิดต่าง ๆ ที่เด็กได้รับมาจากต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และเพื่อน
ตลอดจนตัวอย่างในสังคม มีทง้ั ดีและไมด่ ี
ทิวา วงศ์ธนาภา, (2539) ได้กล่าวเกี่ยวกับการเกิดการทะเลาะวิวาท ของเด็กวัยรุ่น เกิด
จากปัจจยั ดังน้ี
1. การถกู ทำรา้ ยร่างกายมาก่อน
2. การเป็นศัตรูคูอ่ ริกัน
3. ความต้องการให้รุ่นนอ้ งเหน็
4. เทศกาล
5. ประเพณีและพธิ กี รรม
สกุ ัลยา อนุชติ ไพลนิ , (2527) ได้อธบิ ายลกั ษณะพฤติกรรมการทะเลาะววิ าทไวด้ งั น้ี
15
1. ดา้ นคำพูด
1.1. พดู ขม่ ขู่วา่ จะทำอนั ตราย
1.2. ใชค้ ำพูดรุนแรง
1.3. ต่อว่าบคุ คลทีท่ ำใหต้ นเองไมพ่ อใจ
1.4. พดู สบประมาทหรือโจมตผี ้อู ่ืน
1.5. โตแ้ ย้งเพ่อื เอาชนะผูอ้ นื่ ที่มเี หตผุ ลเหนือกว่าตนเอง
1.6. พูดตำหนิผู้อื่นมากเกนิ ไป
2. ดา้ นการกระทำ
2.1 ใช้กำลังชกต่อยหรอื ทบุ ตี
2.2 การกลน่ั แกล้งให้ผอู้ ืน่ เกิดความโกรธหรือความไมพ่ อใจ
2.3 การลั่นแกลง้ ให้ผูอ้ ื่นเจ็บตวั โดยใชอ้ าวุธและไมใ่ ช้อาวุธ
2.4 การขว้างปาส่งิ ของไปยงั รา่ งกายของผอู้ ่นื
2.5 การทำร้ายสิ่งของเครอ่ื งใช้ผ้อู ื่น
2.6 การใช้อาวธุ ทำรา้ ยผ้อู ื่น
ตารางท่ี 1 การสงั เคราะหส์ าเหตุ พฤติกรรมการทะเลาะววิ าท
สาเหตุพฤตกิ รรม ุอไร สุมา ิรธรรม, (2545)
การทะเลาะวิวาท ห ัทย ัรตน์ งามดี, (2562)
ของนกั เรียน นักศกึ ษา ขวัญชัย ัอตโน,(2561)
สุกัญญา อ ุนชิตไพลิน, (2527)
ธิติมา เ ่กงถนอม ัศกด์ิ
สุชา จันทน์เอม
ุสนี ์ย ธีรวิรุฬ ์ห
ทิวา วงศ์ธนาภา, (2539)
รวมน้ำห ันก
ด้านพฤติกรรมวัยรนุ่ ✓✓ ✓ ✓✓ ✓ ✓✓ 8
ด้านสงั คมและส่งิ แวดล้อม ✓✓ ✓ ✓✓ ✓ 5
ดา้ นครอบครวั 3
ด้านสถานศกึ ษา ✓ ✓✓ 3
ด้านเวลาและสถานท่ี ✓ ✓ 2
✓
16
ตารางท่ี 2 สรุปผลการสงั เคราะห์หาสาเหตพุ ฤตกิ รรมการทะเลาะววิ าท
สาเหตุ น้ำหนกั รอ้ ยละ
ด้านพฤติกรรมวัยรุน่ 8 100.00
ดา้ นสงั คมและส่งิ แวดล้อม 5 50.00
ดา้ นครอบครัว 3 37.50
ดา้ นสถานศกึ ษา 3 37.50
จากตารางที่ 1 และตารางที่ 2 พบวา่ เมอ่ื นำทฤษฎี เอกสารและผลงานวิจัยที่เกยี่ วข้อง จาก
นักวิชาการ จำนวน 8 ท่าน เพื่อนำมาศึกษาและทำการสังเคราะห์ด้านต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของ
พฤติกรรมทะเลาะวิวาท สรปุ ผลการสังเคราะห์ด้าน ๆ โดยเรยี งนำ้ หนักความสำคญั จากมากไปหาน้อย
หรือมคี า่ ร้อยละ 35% ขึ้นไป ไดด้ งั นี้
ปัจจัยที่ 1 ด้านพฤติกรรมวัยรุ่น ในช่วงวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิด
พฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไปบางคนต้องการเป็นผู้นํา ต้องการการยอมรับ การยกย่องจากเพื่อนให้
เป็นผู้นํา การกระทำเหล่านี้ ส่งผลให้มีโอกาสในการกระทำผิดได้ง่ายและส่วนที่มีลักษณะด้อย ก็จะ
สรา้ งจุดเดน่ ให้ตัวเอง เปน็ ที่ยอมรับในกลมุ่ เพื่อน โดยเลยี นแบบบุคคลที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ เพ่ือให้ตัวเอง
ไดม้ ี
ปัจจัยที่ 2 ด้านสภาพแวดล้อมและสังคม สภาพแวดล้อมในชุมชนที่พักอาศัย สังคมใน
สถานศึกษา ความสัมพันธ์ของเพื่อน รวมถึงสื่อต่าง ๆ ในปัจจุบัน ย่อมมีผลทำให้มีอารมณ์รุนแรงและ
มอี ทิ ธิพลตอ่ พฤตกิ รรมการทะเลาะวิวาท
ปัจจัยที่ 3 ปัญหาที่เกิดจากสภาพครอบครัว เป็นปัจจัยที่ให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งมาจากการ
เลย้ี งดูจากครอบครัวการถา่ ยทอดมาจากครอบครัว เชน่ พฤติกรรมกา้ วรา้ วได้รับมาจากบิดา มารดา ท่ี
ทะเลาะกันบ่อยการดื่มสุรา สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นตัวอย่างมาจากบุคคลในครอบครัว ฐานะทางครอบครัว
เป็นอีกปัจจัยเสี่ยง ที่เป็นสาเหตุให้มีการส่งเสริมให้มีการทะเลาะวิวาท นอกจากครอบครัวไม่อบอุ่น
ทำให้เด็กขาดผู้ให้คำปรึกษาหรือ มักจะได้รับความกดดัน ทำให้เก็บกด ต้องการแสดงออกในรูปแบบ
ต่าง ๆ
2.1.3 องค์ความรเู้ ก่ียวกบั กฎหมาย ยุทธศาสตร์ และนโยบายทเ่ี กี่ยวข้อง
17
มาตรการปอ้ งกนั พฤติกรรมทะเลาะววิ าทในระดบั ประเทศ
กระทรวงศึกษาธิการ, (2559) ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานตามมาตรการของ
กระทรวงศึกษาธกิ าร 6 มาตรการ คือ
มาตรการที่ 1 พฒั นาระบบดแู ลผเู้ รยี น
มาตรการท่ี 2 สำรวจตดิ ตามนกั เรยี นกลุม่ เส่ยี ง
มาตรการที่ 3 ผปู้ กครองกลุ่มเสี่ยงมีส่วนร่วมในการแกไ้ ขปญั หา
มาตรการที่ 4 สง่ เสริมความปลอดภยั แก้ไขความรุนแรง
มาตรการที่ 5 ผูป้ กครองมีสว่ นร่วมรบั ผิดชอบส่งเสรมิ ความประพฤติ
มาตรการท่ี 6 จัดระบบติดตามผลรายงานต่อส่วนราชการ
ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษา
ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน รวมทั้งเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่
ประชาชนและสังคม แตเ่ น่ืองจากมาตรการทางกฎหมาย ทมี่ ีอย่ไู ม่สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้
ทันตอ่ สถานการณ์ ทําใหเ้ กิดอปุ สรรคในการดําเนินการเพื่อป้องกัน และแกไ้ ขปญั หาการทะเลาะวิวาท
ของนักเรียนและนักศึกษา จึงจําเป็นต้องกําหนดมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม อันจะเป็นประโยชน์
ต่อการปฏิรูปและจัดระเบียบในสังคม อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ช่ัวคราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ หวั หนา้ คณะรกั ษาความสงบแห่งชาตโิ ดยความ
เห็นชอบของคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ จงึ มีคาํ สั่ง ดงั ตอ่ ไปน้ี
ข้อ ๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามหมวด ๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มี
อํานาจกักตวั นักเรียนและนกั ศึกษาทีก่ ่อเหตุทะเลาะวิวาท ทําร้ายร่างกายผู้อื่น หรือเตรียมการเพ่ือกอ่
เหตุดังกล่าว เป็นการชั่วคราวไม่เกินหกชั่วโมง เพื่อนําส่งเจ้าพนักงานตํารวจ ผู้บริหารโรงเรียนหรือ
สถานศึกษา บิดามารดา หรอื ผู้ปกครอง แลว้ แต่กรณี
ข้อ ๒ บิดามารดาหรือผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน และยับย้ัง
พฤติกรรม ที่ไม่ดีของเด็กและเยาวชนที่เป็นนักเรียนและนักศึกษาที่อยู่ในความปกครองดูแลของตน
รวมทั้งต้องปฏิบตั ิ ตามหลกั เกณฑ์ที่กาํ หนดในกฎกระทรวงท่ีออกตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก
ตลอดจนต้องไม่สนับสนุน หรือปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนที่เป็นนักเรียนและนักศึกษาใน
ปกครองรวมกลุ่มเพื่อก่อเหตุ ทะเลาะวิวาท ทําร้ายร่างกายผู้อื่น หรือเตรียมการเพื่อก่อเหตุดังกล่าว
และให้เจ้าหนา้ ทีข่ องรฐั ท่ีมีอาํ นาจหน้าท่ี เกี่ยวกับเรอื่ งดงั กลา่ วตดิ ตามและสอดส่องให้มกี ารดําเนินการ
18
อย่างเคร่งครัด ในกรณีที่พบเด็กและเยาวชนที่เป็นนักเรียนและนักศึกษารวมกลุม่ เพื่อกระทําการตาม
วรรคหนึง่ ให้ถือเปน็ ความรบั ผิดชอบของบดิ ามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนทีเ่ ป็นนักเรียน
และนักศึกษา แล้วแต่กรณี และให้เป็นอํานาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องท่ี
จะแจ้งให้บิดามารดา หรือผปู้ กครองเข้ามารบั ทราบการกระทําของเด็กและเยาวชนทเี่ ปน็ นักเรียนและ
นักศึกษาดังกล่าว เพื่อให้คําแนะนํา ตักเตือน ทําทัณฑ์บน หรือวางข้อกําหนดเพื่อป้องกันมิให้กระทํา
ความผิดอีก หรืออาจให้วางประกันไว้เป็นจํานวนเงินตามสมควรแก่ฐานานุรูป แต่จะเรียกเงินประกัน
ไว้ได้ไม่เกิน ระยะเวลาสองปี หากเด็กและเยาวชนที่เป็นนักเรียนและนักศึกษาได้กระทําความผิด
ดงั กล่าวซา้ํ อีก ใหร้ บิ เงนิ ประกนั เป็นของกองทนุ คุ้มครองเด็กตามกฎหมายว่าดว้ ยการคุ้มครองเดก็
ข้อ ๓ ผู้ใดกระทําการอันเป็นการยุยง ส่งเสริม ช่วยเหลือ หรือสนับสนุน ให้นักเรียน หรือ
นักศึกษาฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ต้องระวาง
โทษ จําคุกไมเ่ กินสามเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ สามหม่ืนบาท หรือท้งั จําทั้งปรับ หากการกระทําตามวรรค
หนึ่ง เป็นเหตุให้นักเรียนหรือนักศึกษาไปก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือทําร้ายร่างกายผู้อื่น ผู้นั้นต้อง
ระวางโทษจาํ คุกไมเ่ กนิ หกเดือน หรอื ปรบั ไม่เกนิ หกหมื่นบาท หรือทงั้ จําท้ังปรบั และหากเป็นเหตุให้มี
ผเู้ สียชีวิตเพราะการทะเลาะววิ าทหรือทําร้ายร่างกายนั้น ผู้นนั้ ต้องระวางโทษจําคุก ไมเ่ กนิ หนึง่ ปี หรือ
ปรับไมเ่ กนิ หนึง่ แสนบาท หรอื ทง้ั จาํ ทง้ั ปรับ
ข้อ ๔ ให้โรงเรียนและสถานศึกษามีหน้าที่จัดใหม้ ีกิจกรรมในการแนะแนวเพื่อตอบสนอง ต่อ
การแก้ไขปัญหานักเรียนและนักศึกษาทะเลาะวิวาท โดยร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง
กวดขันและเร่งรัดจัดทํามาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและ
นักศกึ ษา ให้เปน็ รปู ธรรม เพือ่ เป็นการลดปญั หาสังคมโดยเรง่ ด่วน
กระทรวงศึกษาธิการ, (2560) ได้วางระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษาไว้
ดังต่อไปน้ี
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือ
นักศึกษา พ.ศ.2548 ”
ข้อ 2 ระเบยี บนีใ้ หใ้ ช้บังคับตง้ั แตว่ ันประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเป็นตน้
ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ.
2543
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
19
“ผ้บู ริหารโรงเรยี นหรือสถานศกึ ษา” หมายความวา่ ครใู หญ่ อาจารยใ์ หญ่
ผู้อำนวยการอธิการบดี หรือ หัวหน้า ของโรงเรียน หรือสถานศึกษา หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอ่ืน
ของโรงเรียนหรือสถานศกึ ษาน้ัน
“การกระทำผิด” หมายความว่า การทนี่ กั เรียนหรอื นกั ศึกษาประพฤติฝ่าฝืนระเบียบ
ข้อบังคับของ สถานศึกษา หรือของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของ
นักเรยี นและนกั ศกึ ษา
“การลงโทษ” หมายความวา่ การลงโทษนกั เรยี นหรอื นกั ศกึ ษาทก่ี ระทำความผิด
โดยมีความมุ่งหมาย เพอื่ การส่งั สอน
ข้อ 5 โทษทจ่ี ะลงโทษแกน่ ักเรยี นหรอื นักศึกษาทกี่ ระทำผดิ มี 4 สถาน ดังน้ี
(1) วา่ กล่าวตกั เตือน
(2) ทำทณั ฑ์บน
(3) ตัดคะแนนประพฤติ
(4) ทำกจิ กรรมเพ่อื ให้ปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรม
ข้อ 6 ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้งหรือลงโทษด้วย
ความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยคำนึงถึงอายุนักเรียนหรือนักศึกษา และความร้ายแรงของ
พฤตกิ ารณป์ ระกอบการ ลงโทษดว้ ยการลงโทษนกั เรียนหรือนักศกึ ษาใหเ้ ป็นไปเพ่ือเจตนาที่จะแก้นิสัย
และความประพฤติไม่ดีของนกั เรยี น หรอื นกั ศกึ ษาให้รสู้ ำนึกในความผดิ และกลับประพฤตติ นในทางท่ี
ดีต่อไปให้ผู้บรหิ ารโรงเรียนหรอื สถานศึกษา หรอื ผทู้ ่ีบรหิ ารโรงเรียน หรอื สถานศึกษามอบหมายเป็นผู้
มอี ำนาจในการลงโทษนกั เรียน นกั ศึกษา
ขอ้ 7 การวา่ กล่าวตกั เตอื น ใช้ในกรณนี กั เรยี นหรอื นกั ศกึ ษากระทำความผิดไมร่ า้ ยแรง
ข้อ 8 การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสภาพ
นักเรียน หรือนักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรยี นและนักศึกษา หรือกรณีทำให้
เสื่อมเสียชื่อเสียง และเกียรติศักดิ์ของสถานศึกษา / ฝ่าฝืนระเบียบของสถานศึกษา / ได้รับโทษว่า
กล่าวตักเตือนแล้วแต่ยังไม่เข็ด หลาบการทำทัณฑ์บนให้ทำเป็นหนังสือ และเชิญบิดามารดา หรือ
ผูป้ กครองมาบนั ทึกรับทราบความผิดและ รบั รองการทำทณั ฑ์บนไว้ดว้ ย
ข้อ 9 การตัดคะแนนความประพฤติให้เปน็ ไปตามระเบยี บปฏบิ ตั ิวา่ ด้วยการตัดคะแนนความ
ประพฤติ นักเรียนและนักศกึ ษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด และให้ทำบันทกึ ข้อมูลไว้เปน็ หลักฐาน
20
ข้อ 10 ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ในกรณีที่นักเรียนและนักศึกษากระทำ
ความผิด ท่ีสมควรตอ้ งปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรม
ขอ้ 11 ให้ปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการรกั ษาการให้เป็นไปตามระเบยี บน้ี และให้มอี ำนาจตีความ
และ วนิ ิจฉยั ปญั หาเก่ียวกับการปฏบิ ัติตามระเบียบน้ี
มาตรการป้องกนั พฤติกรรมทะเลาะวิวาทในระดับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ด้วยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบนโยบายและกำหนดมาตรการป้องกัน
ปัญหา การทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๒ โดยให้สถานศึกษา
ทุกแห่งใชป้ ฏบิ ตั ิ เพ่อื ป้องกนั เหตุทะเลาะวิวาทของนักเรยี น นกั ศึกษาอาชวี ศึกษา จนเกิดความสูญเสีย
ตอ่ ชวี ิตและทรพั ย์สิน สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ขอความร่วมมือสถานศึกษาปฏิบัติตาม
มาตรการป้องกนั ปญั หาการทะเลาะวิวาท ของนกั เรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา อย่างเครง่ ครดั ดงั น้ี
1. ให้สถานศึกษาจัดทำแผนเฝ้าระวังเหตุและปฏิทินการดำเนินงาน และวิธีการป้องกันการ
ทะเลาะววิ าท ของแตล่ ะสถานศึกษาใหช้ ัดเจน
2. ให้สถานศึกษาประสานงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันเฝ้าระวัง
ตรวจตามจุดเส่ียงต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ และมเี จา้ หน้าที่ตำรวจเฝ้าระวังหน้าประตสู ถานศึกษาในช่วง
เช้าและช่วงเลิกเรยี น
3. จัดประชุมภาคีเครือข่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็น
ประจำทกุ เดอื น
4 การบังคับใช้กฎหมาย ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบ
ผกู้ ระทำผดิ ให้ดำเนนิ การตามกฎหมายขั้นสงู สดุ
5. ใหส้ ถานศึกษาจดั ประชุมผปู้ กครองนักเรยี น นกั ศกึ ษา เพื่อสรา้ งความเขา้ ใจเรื่องมาตรการ
ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา โดยถือปฏิบัติ
อย่างเคร่งครัด และร่วมกันสอดส่องดูแล บุตรหลาน โดยเฉพาะเวลาเดินทางไป-กลับ เพื่อป้องกัน
เหตรุ า้ ยท่อี าจจะเกิดข้ึนได้
6. ให้สถานศึกษากวดขันนักเรียน นักศึกษา ให้อยู่ในระเบียบวินัยของสถานศึกษาอยู่เสมอ
และปฏิบตั ติ น ตามกฎหมาย
21
7. ให้สถานศึกษาสำรวจ เฝ้าระวัง และติดตาม ดูแลพฤติกรรมนักเรียน นักศึกษา ที่เสี่ยงต่อ
การกระทำผิด อย่างใกลช้ ดิ พรอ้ มจัดกจิ กรรมปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมอย่างต่อเนือ่ ง
8. ให้สถานศกึ ษาจดั ทำแฟม้ ประวตั ินักเรียน นักศึกษากลมุ่ เสย่ี ง และให้ครทู ีป่ รึกษาออกตรวจ
เย่ียมบา้ น นักเรยี น นกั ศึกษา อยา่ งทว่ั ถงึ
สุเทพ ชิตยวงษ์, (2560) กล่าวว่า การยกระดับการเฝา้ ระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาการกอ่
เหตทุ ะเลาะวิวาทของนักเรยี น นักศกึ ษา โดยมีผบู้ ริหารสำนักงานคณะกรรมการการ อาชวี ศึกษา (สอ
ศ.) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการ
หน่วย บัญชาการรักษาดินแดน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา จังหวัด ฉะเชิงเทรา จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสุมทรสาคร จังหวัดนครปฐม
ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา ผู้บริหารกรมกิจการเด็กและเยาวชน ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและ ครอบครัวกลาง กรม
ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ส านักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
สถานศกึ ษากลุ่มเส่ียง ภาครัฐ และเอกชน รวมท้งั หน่วยงานท่ีเกย่ี วข้อง ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษา
อาชีวศกึ ษากวา่ 50 แห่ง เขา้ รว่ มประชุม ดร.สเุ ทพ กลา่ วว่า การประชุมครั้งนเ้ี ป็นมาตรการท่ีสอศ.รับ
นโยบายจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มการเฝ้าระวังกำกับ ดูแล เข้มงวดมาตรการป้องกันและแก้ไข
ปัญหาการทะเลาะวิวาท นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบัน ร่วม
ปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของ
นักเรียน และนักศึกษา รับฟังแนวทางและข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะ
วิวาทของนักศึกษาจาก หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษา รวมทั้งมาตรการของสอศ.ท่แี จง้
สถานศึกษาพิจารณาดำเนินการ และ ข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการร่วมแก้ไขปัญหาซ่ึง
ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าท่ีตำรวจ ทหาร ฝ่ายศาล และผู้บริหารจาก
สถานศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งเห็นตรงกันว่าการก่อเหตุทะเลาะวิวาทส่วนหนึ่งเป็น เรื่องของช่วงวัยเด็ก
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต้องใช้จิตวิทยาเพื่อปรับเปลี่ยนพลังเด็กให้กลายเป็นพลังในเชิงบวกให้ได้ แม้
ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้มีการฝึกเตรียมความพร้อมนักเรียนอาชีวศึกษา ก่อนเข้ารับการฝึกงานทวิภาคีใน
สถานประกอบการ ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ท่ี
เกี่ยวขอ้ งใหท้ ี่ประชมุ ไดร้ ับทราบ ซ่ึงในส่วนการดำเนนิ งานของสอศ. ได้รายงานใหท้ ่ีประชมุ รบั ทราบว่า
22
ที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมชี้แจงขอความร่วมมือ ผู้ปกครองและนักเรียนเพื่อลดปัญหาการทะเลาะ
วิวาท ซึ่งเป็นการอบรมจติ วิทยาวัยรุ่น การให้คำปรึกษาและสานสัมพันธ์ ครูปกครอง ครูที่ปรกึ ษา ครู
แนะแนว สถานศึกษาภาครัฐและเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะแนว ทางการ
ป้องกันและแก้ไขปัญหาของเยาวชน การประชุมซักซ้อม กำกับมาตรการป้องกันการทะเลาะวิวาท
ช่วงเปิดภาค เรียน โดยได้มอบนโยบายและกำหนดแผนการดำเนินงาน มาตรการแก้ไขปัญหาการ
ทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งใช้ปฏิบัติและกำหนดเป็นมาตรการที่
เหมาะสม รวมทั้งจัดโครงการเยี่ยมเพื่อนต่างสถานศึกษา โครงการอาชีวะจิตอาสา โครงการเตรียม
ความพร้อมผู้เรียนอาชีวศึกษา (Pre.Voc.Ed.) การจัดตั้งศูนย์ Fix it Center การ เยี่ยมครอบครัว
นักเรียนกลุ่มเสี่ยงตลอดจนร่วมจัดโครงการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการประชุมเพื่อการกำกับ
ดูแล เน้น ย้ำเข้มงวด นักเรียน นักศึกษา ป้องกันมิให้เกิดการทะเลาะวิวาท พร้อมกับมอบนโยบาย
แนวคิดให้กับผู้อำนวยการ อาจารย์ของสถานศึกษาได้คอยดูแลนักเรียน นักศึกษาให้มากขึ้น และ
สร้างอตั ลกั ษณ์ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ชว่ ยเหลอื สงั คม ปลกู ฝังให้นักเรียน
นักศึกษา เป็นคนดขี องสงั คมสว่ นการดำเนนิ งานของเจ้าหน้าท่ี ตำรวจ จัดใหม้ ีโครงการกองบัญชาการ
ตำรวจนครบาล และอาชีวศึกษาร่วมใจแก้ไขปัญหานักเรียน นักศึกษาทะเลาะวิวาท โครงการลด
ปัญหาทะเลาะวิวาท “ปะ ฉะ ดะ” โดยสถานีตำรวจภูธรบางปู ค่ายปรับพฤติกรรมเด็กอาชีวศึกษา
โดยสถานี ตำรวจเมืองพระนครศรีอยุธยา และกองบังคับการภูธร จังหวัดปทุมธานี ซึ่งแต่ละโครงการ
ได้รับผลเป็นทีน่ า่ พอใจและช่วย ลดปัญหาการก่อเหตุให้ลดน้อยลงไดอ้ ย่างมาก ทั้งนี้ มีการจัดประชุม
คณะกรรมการเครือข่ายป้องกัน และแก้ไขปัญหาการ ทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ซ่ึง
ประกอบด้วยผบู้ รหิ าร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในพื้นท่ีทุกภาค
ส่วนเข้าร่วมการประชมุ เพ่มิ ศกั ยภาพ การแก้ปญั หาการทะเลาะวิวาทของนกั เรียน นกั ศกึ ษา และ การ
กำกับเรื่องการแต่งกายของนักเรียน นักศึกษา และเข้มงวดเรื่องการพกอาวุธ อีกทั้ง ได้มีการสรุปการ
ดำเนนิ แนวทางการแก้ไขปัญหา การปอ้ งกนั และมาตรการแนวทางการแก้ไขปัญหานักเรียน นักศึกษา
ทะเลาะวิวาท ดังนั้น เพื่อหาแนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน
นกั ศกึ ษา ในระยะยาว สอศ.จึง ดำเนนิ การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีความเหมาะสมกับพื้นท่ี
เสี่ยง และผู้อำนวยการสถานศึกษาควรมีส่วนร่วมใน การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และให้ถือว่า
สถานศึกษากลุ่มเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดใกล้เคียงที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ต้อง ได้รับการ
พิจารณาเป็นพิเศษในเรื่องบุคลากร จัดประชุมเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ของ
23
สถานศึกษา กลุ่มเสี่ยง มีการจัดประชุมแนวทางการดำเนินงานป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน
นักศึกษา โดยกลุ่มเป้าหมายเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง จัดประชุมผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ของ สถานศึกษากลุ่มเสี่ยงทุกคน เพื่อชี้แจงสร้างความรู้
ความเข้าใจ กำหนดแนวทางการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มให้เข้ากับ บริบทของพื้นที่ รวมทั้งการ
ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด เข้มงวดมาตรการเฝ้าระวังเหตุทะเลาะวิวาทในช่วง เดือน
กันยายนของทุกปี เนื่องจากมีความเสี่ยงของการเกิดเหตุในช่วงดังกล่าวสูง เพิ่มประสิทธิภาพการ
ดำเนินงานอาจารย์ท่ี ปรกึ ษา ครทู ีป่ รึกษาของแต่ละสถานศกึ ษาใหเ้ พ่ิมมากขน้ึ ใหค้ วามสำคัญทางดา้ น
จิตวิทยาวัยรุน่ และร่วมแก้ปัญหากบั ครอบครัวอยา่ เช่น การศึกษา ซักถามประวัตินกั เรียนรายบุคคล
การออกเยี่ยมบ้าน การให้กำลังใจในการศึกษา การครอง ชีพ ครูผู้สอน ต้องให้ความสนใจนักเรียน
นักศึกษาทุกคนที่เข้าเรียนและมีการบันทึกการขาดเรียนโดยแจ้งผู้บริหาร ผู้ปกครองรับทราบ ครู
ปกครอง ต้องให้ความสำคัญกับนักเรยี น นักศึกษาในการปรับเปลี่ยนนิสยั ให้มีการพัฒนาของนักเรียน
นกั ศึกษาทุกคน โดยใชก้ ิจกรรมจิตอาสาเขา้ มามีส่วนลดความก้าวรา้ วท่เี กิดขน้ึ อีกทง้ั การใช้เทคโนโลยี
ในการสื่อสาร เพ่อื สง่ ข้อมลู ขา่ วสารให้ผปู้ กครองรบั ทราบ เชน่ การมาเรยี น การขาดเรยี น การส่งงาน
ท่ไี ดร้ ับมอบหมายตามเวลากำหนด เพ่ือ นำมาใชใ้ นการเฝา้ ระวงั ทางด้านจติ วทิ ยาวยั รุน่ อย่างตอ่ เนอ่ื ง
มาตรการป้องกันพฤตกิ รรมทะเลาะวิวาทในระดับ กลมุ่ สถานศึกษา
ศูนย์เฝ้าระวังพฤติกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาท ได้แบ่งการดูแลและ
ป้องกันนักเรียนทะเลาะวิววาทออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม จตุจักร กลุ่ม อนุสรณ์สถาน กลุ่ม สวน
หลวง ร.๙ กลมุ่ ธนบุรี กลมุ่ กรุงเกา่ /อยุทธยา และ กลมุ่ บางปะกง/แปดร้วิ
กลุ่มธนบุรี มีสถานศึกษาจำนวนทั้งหมด 13 สถานศึกษา ประกอบไปด้วยสถานศึกษา
อาชีวศึกษารัฐบาล 4 สถานศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม
วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร และสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน 9
สถานศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(สยามเทค) วิทยาลัย
เทคโนโลยีหมู่บ้านครู วิทยาลัยเทคโนโลยีนครปฐม วิทยาลัยอาชีวศึกษากรุงเทพธุรกิจ โรงเรียนฐาน
เทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยไี ทยอาชีวศกึ ษา วทิ ยาลยั เทคโนโลยีโพลีกรงุ เทพ วิทยาลยั เทคโนโลยปี น่ิ
มณฑล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม เป็นประธานกลุ่ม ได้มีมาตรการป้องกัน
พฤติกรรมทะเลาะวิวาทในระดบั กลุม่ ดังนี้
1. เม่ือมีเหตุทะเลาะววิ าทให้ดำเนินการแจง้ สถานีตำรวจนครบาลในพ้ืนทที่ ่ีรบั ผิดชอบทนั ที
24
2. ให้สถานศึกษาเฝ้าระวังโซเชียลและตรวจคน้ อาวุธ เหล่อื มเวลาการเลิกเรียน เพื่อป้องกัน
การเผชิญหนา้ ซ่งึ กันและกนั
3. ขอความอนุเคราะหต์ ำรวจพืน้ ที่เสี่ยงตรวจพื้นที่เสี่ยงอย่างตอ่ เนื่อง ม่ให้เกิดช่องว่างเวลา
ปรบั เปลยี่ นเวร
4. แตล่ ะสถานศกึ ษาแลกเปลี่ยนขอ้ มูลกันโดยเฉพาะนกั เรียน นักศกึ ษากลุ่มเสี่ยง
5. ผู้ปกครองมีสว่ นรว่ มในการกำกับติดตาม นักเรียน นักศกึ ษากลุ่มเส่ียงทีไ่ ม่เข้าเรียน
6. สร้างสภาพแวดล้อมในสถานศกึ ษาไม่ใหม้ คี วามเส่ยี งต่อการเกิดเหตทุ ะเลาะววิ าท
7. จัดตั้งกลุ่มประสานงาน ครูปกครอง ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามพฤติกรรม
นกั เรยี น นกั ศกึ ษา
8. คดั กรอง นกั เรยี น นักศกึ ษาที่มีพฤตกิ รรมเส่ียงออกจากกลุ่มทัว่ ไป
9. คัดกรองนักเรียนตัวอย่างรุ่นพี่เป็นตัวอย่างทีด่ ี เป็นพี่เลี้ยงดำเนินการลบมลทัศน์ในพื้นท่ี
สาธารณะต่าง ๆ
10. ลงทะเบียนทำประวัติรถจักรยานยนต์ ตรวจสอบการปรับแต่งรถจักรยานยนต์ การซุก
ซอ่ นอาวธุ ท่ีจะนำมากอ่ เหตทุ ะเลาะวิวาท
มาตรการป้องกันพฤตกิ รรมทะเลาะวิวาทในระดบั สถานศกึ ษา
25
เสถียร อุตวัต, (2560) ได้ศึกษาและค้นคว้าวิธีการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาท
ของนักเรียนนักศึกษา ของวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ ตามรูปแบบของ Samutprakan Model
แนวทางการแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะววิ าทของ Samutprakan Model ประกอบไปด้วย
กรอบการดำเนินงานตามมาตรการของกระทรวงศึกษาธกิ าร 6 มาตรการ คอื
มาตรการท่ี 1 พัฒนาระบบดูแลผู้เรียน
มาตรการที่ 2 สำรวจตดิ ตามนักเรียนกลุ่มเสี่ยง
มาตรการท่ี 3 ผ้ปู กครองกลุ่มเส่ียงมีสว่ นรว่ มในการแกไ้ ขปญั หา
มาตรการที่ 4 สง่ เสริมความปลอดภยั แกไ้ ขความรนุ แรง
มาตรการท่ี 5 ผปู้ กครองมสี ว่ นรว่ มรบั ผิดชอบสง่ เสริมความประพฤติ
มาตรการที่ 6 จัดระบบตดิ ตามผลรายงานตอ่ ส่วนราชการ
26
ขั้นตอนและกระบวนการดำเนินการ การแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาท ของ Samutprakan
Model ประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน คอื
ขั้นตอนท่ี 1 คดั กรองผู้เรียน
1.1 สถานศึกษาจัดทำตัวชี้วัด ตามคู่มือครูที่ปรึกษา แต่งตั้งครูที่ปรึกษาดำเนินการ
คัดกรองผเู้ รยี นเข้าใหม่โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม สขี าว สีเทา สดี ำ โดยมีครูท่ปี รกึ ษาดูแลอย่างใกล้ชิด
1.2 จัดทำแฟ้มประวัตินักเรียนตกค้างให้ละเอียด ควบคุมศิษย์เก่าที่เข้ามามีบทบาท
กับนักเรียนปจั จบุ นั โดยจัดครปู กครองเขา้ ไปดูแลควบคมุ เป็นพิเศษ
1.3 แต่งตั้งคณะกรรมการออกเยี่ยมบ้านนักเรียนกลุ่มเสี่ยง (สีดำ) ควบคุมและ
รายงานสรปุ ผลและการแก้ไขปัญหาให้วทิ ยาลัยฯทราบเพือ่ หาทางช่วยเหลือและแกไ้ ข
ขั้นตอนท่ี 2 ตรวจค้นอาวธุ
2.1 จัดทำคำสั่งแต่งตั้งจัดครูเวรประจำจุดเสี่ยงตามเส้นทางที่นักเรียน เดินทาง ไป
กลบั และจดุ ทม่ี กี ารรวมกลุ่มกันและจดุ ตอ่ รถโดยสารประจำทาง
2.2 ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว (ชุดปะฉะดะ) ตรวจค้นอาวุธ
ตามเส้นทางและประสานงานกับเครือข่ายตาสับปะรดแจ้งเบาะแส กรณีเกิดการทะเลาะวิวาทเพื่อให้
ถึงทีเ่ กิดเหตุเร็วทสี่ ุด
2.3 เมื่อค้นพบเจออาวุธต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดและปฎิบัติตามระเบียบ
สถานศกึ ษา และกฎหมายอยา่ งเขม้ ขน้
ข้ันตอนที่ 3 กรณีทะเลาะวิวาท
3.1 พบเจอการทะเลาะวิวาทให้ดำเนินตามกฎหมายพร้อมทั้งเชิญผู้ปกครอง
รับทราบ
3.2 สถานศึกษาต้องดำเนินการตามระเบียบขั้นสูงสุด เมื่อเกิดเหตุการณ์ทะเลาะ
ววิ าทโดยการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนใหค้ วามยุตธิ รรมทง้ั สองฝา่ ย
3.3 เจ้าหนา้ ที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายตามคำส่ัง (คสช. คำสั่งที่ ๓๐/๒๕๕๙)
ขนั้ ตอนท่ี ๔ การละลายพฤตกิ รรม
4.1 นำนักเรียนที่มีพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มที่มีการทะเลาะวิวาทเข้าค่ายฝึก
ระเบยี บวินยั
27
4.2 เชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญให้ความรู้อบรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น
ทหาร ตำรวจ เสมารักษ์ ผูน้ ำชุมชน นักจติ วทิ ยา
4.3 คดั กรองนักเรยี นทม่ี ปี ญั หาข้ันรุนแรงนำนักจติ รวทิ ยาเข้ามา บำบัด
ขนั้ ตอนที่ ๕ ระบบส่งคืน
5.1 แต่งตงั้ คณะกรรมการร่วมทบทวนพิจารณาโทษใหม่
5.2 ผปู้ กครองทำสัญญาดแู ลนกั เรยี นร่วมกนั กบั สถานศึกษาจะไมก่ ระทำผิดซ้ำอีก
5.3 เข้าร่วมโครงการฝากลูกไว้กับตำรวจเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดและสามารถอยู่ใน
สงั คมได้
จากการดำเนินการแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทในรูปแบบ Samutprakan Model
สามารถสรปุ ได้ ดังน้ี
1. มกี ระบวนการทำงานแบบบรู ณาการท้ัง ภาครฐั เอกชน ผูน้ ำชมุ ชน เครือข่ายตาสับปะรด
ภายใตก้ รอบ ของ Samutprakan Model
2. มกี ารประสานงานร่วมกนั สถิติการทะเลาะวิวาทในวิทยาลยั เทคนิคสมุทรปราการ รวมถึง
อาชวี ศึกษาจงั หวดั สมทุ รปราการลดลงอยา่ งชดั เจน
3. ผปู้ กครองใหก้ ารยอมรับ ไว้วางใจสง่ ลกู เขา้ มาเรียนอาชวี ศกึ ษาเพิม่ มากขน้ึ เมื่อเปรียบเทียบ
จากนกั ศกึ ษาใหม่ ปีการศกึ ษา ๒๕๕๘ – ๒๕๕๙
4. ชมุ ชนและสงั คมให้ความร่วมมอื ในการแกไ้ ขปญั หานักเรยี นทะเลาะววิ าทเพิ่มขน้ึ
5. เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและสอดคล้องกับนโยบาย
ของรฐั บาลตามคำส่งั คสช. ท่ี ๓๐/๒๕๕๙ การแก้ไขปัญหานกั เรยี นทะเลาะววิ าท
28
สถิติการรับนักเรียน ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๕๙
จานวนนักเรียน ๓๕๐๐
๓๐๐๐
๒๕๐๐ พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. ๒๕๕๙
๒๐๐๐ ๒๒๗๗ ๓๑๓๒
๑๕๐๐ ๗๑๐ ๙๙๕
๑๐๐๐
๕๐๐
๐
ปวช.
ปวส.
สรปุ สถิตการทะเลาะวิวาท ปี ๒๕๕๘ – ๒๕๕๙ สถติ กิ ารรับนักเรียนนักศึกษา
เพื่อให้การแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทเกิดความต่อเนื่องและมีความยั่งยืนจึง ได้
เสนอแนวทางในการแก้ไขปญั หานกั เรยี นทะเลาะวิวาท ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. พฒั นาระบบดแู ลผเู้ รียนโดยนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้
2. สนบั สนุนและสรา้ งแรงจูงใจใหน้ กั เรียน เรียนวชิ านักศกึ ษาวิชาทหาร (รด.) มากขนึ้
3. สร้างพ้ืนท่ใี นการแสดงออกดา้ นกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนเพ่ิมข้นึ
4. เยีย่ มบ้านนักเรยี นกลุ่มเสี่ยงอย่างกลั ยานมิ ิต ต่อเน่ืองและสม่ำเสมอ
5. เสริมแรง เผยแพร่ ประชาสมั พันธ์ ยกยอ่ งเชิดชู อยา่ งสมเกยี รติ นกั เรียนที่ทำความดี
7. นำนกั จิตวทิ ยาเขา้ มามีบทบาทให้คำปรึกษาและดูแลนักเรยี นท่มี ปี ญั หาอยา่ งถูกวิธี
8. ปลูกฝงั ใหน้ กั เรยี นมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม รักษาประเพณีไทย ตามคา่ นยิ ม ๑๒ ประการ
2.2 หลักการมสี ่วนรว่ ม
1. ความหมายการมสี ่วนรว่ ม
สำหรับความหมายของการมีส่วนร่วม มีนักวิชาการทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศที่มี
ความรู้ ความสามารถ และทำวิจัย แต่งตำรา เกี่ยวกับเรื่องนี้มานาน ได้ให้ความหมายของการมีส่วน
ร่วมดังรายละเอยี ด ดังน้ี
นิคม ผดั แสน (2540) การมสี ว่ นรว่ ม หมายถึง การทใี่ หป้ ระชาชนได้คดิ ค้นแนวทางขึ้น
29
เองเป็นผู้กำหนดการตัดสินใจ คิดค้นปัญหา และการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ เช่น แสดงความ
คดิ เห็น เสนอแนะ และสนับสนุนกจิ กรรมต่างๆ
อุทยั บุญประเสรฐิ (2542) การมสี ว่ นร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสใหส้ มาชกิ ของชุมชน
และประชาชนเขา้ มามสี ว่ นร่วมตดั สนิ ใจในกิจกรรมใดๆ ให้ความชว่ ยเหลอื และมอี ิทธิพลต่อการดำเนิน
กิจกรรมทม่ี ผี ลกระทบต่อประชาชน
พรี ะ พรนวม (2544) การมสี ่วนร่วม หมายถึง เป็นการกระจายอำนาจให้ประชาชนได้มี
โอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาปัญหาความต้องการร่วมกัน ในการตัดสินใจร่วมกัน วางแผน
ดำเนินงานหรือแก้ไขปัญหาร่วมกัน ดำเนินการหรือปฏิบัติงานร่วมกัน ตลอดจนรับรู้ผลดี เสีย จนเกิด
ความภาคภูมิใจร่วมกนั
สมยศ นาวีการ (2545) การมสี ว่ นรว่ มหมายถงึ กระบวนการของการใหผ้ ู้ใตบ้ งั คับบญั ชาไดม้ ี
ส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการตัดสินใจ (Participative Management) เน้นการมีส่วนเกี่ยวข้องอย่าง
แข็งขันของบุคคล PM ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญของพวกเขาในการแก้ปัญหาของ
การบรหิ าร
โดยสรปุ การมสี ว่ นรว่ ม หมายถึง การเปิดโอกาสใหป้ ระชาชนทกุ ภาคสว่ นร่วมมอื กนั การตัดสนิ ใจ
การดำเนินกิจกรรม การติดตามตรวจสอบ และการประเมินผลร่วมกันเป็นไปอย่างมีอิสรภาพ เสมอ
ภาคนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขพัฒนางานเพือ่ พัฒนาหรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญ
ของแต่ละคนในการแก้ปัญหาของชุมชนและพฒั นางานในกลุ่มให้มคี วามโปร่งใสและให้มีประสิทธิภาพ
ยง่ิ ๆ ขึน้
2.กระบวนการมสี ่วนรว่ ม
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว จะต้องนึกถึงกระบวนการที่จะให้ประชาชนได้
เข้ามามบี ทบาทในทกุ ขั้นตอนของการมสี ว่ นรว่ ม เพราะอย่างน้อยที่สุดประชาชนจะต้องไดร้ ับรู้ข้ันตอน
การดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการตัดสินใจ ขั้นตอนการดำเนินงาน และขั้นตอนในการ
ประเมนิ ผลงาน เพ่ือให้รับรถู้ ึงความเป็นไปในกิจกรรมสาธารณะตา่ งๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนทั้ง
ทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มีนักวิชาการที่ได้ทำการวิจัย ได้
กลา่ วถงึ กระบวนการมสี ว่ นรว่ มตามประเดน็ สำคญั ต่างๆ เช่น
อภิญญา กังสนารักษ์ (2544) ได้นำเสนอกระบวนการมีสว่ นร่วมของชุมชนว่า ชุมชนต้อง
มีส่วนร่วมใน 4 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ 1) การมสี ว่ นรว่ มในการรเิ ริม่ โครงการ รว่ มค้นหาปัญหาและสาเหตุของ
ปัญหาภายในชุมชนร่วมตัดสินใจกำหนดความต้องการและร่วมลำดับความสำคัญของความ
ต้องการ 2) การมีส่วนร่วมในขั้นการวางแผนกำหนดวัตถุประสงค์วิธีการแนวทางการดำเนินงาน
รวมถึงทรัพยากรและแหล่งวิทยากรที่จะใช้ในโครงการ 3) การมีส่วนร่วมในขั้นตอนการดำเนิน
30
โครงการทำประโยชน์ให้แก่โครงการ โดยร่วมช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์ และ
แรงงาน 4) การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ เพื่อให้รู้ว่าผลจากการดำเนินงานบรรลุ
วตั ถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้หรือไม่ โดยสามารถกำหนดการประเมนิ ผลเปน็ ระยะต่อเนื่องหรือประเมินผล
รวมทง้ั โครงการในคราวเดียวก็ได้
จากแนวคิดกระบวนการมีส่วนร่วมที่นักวิชาการทั้งหลายได้ให้ทรรศนะไว้ในเบื้องต้นที่
กล่าวมา มีความหลากหลายในประเด็นมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม หากนำมาประมวลให้เป็น
ลักษณะที่เป็นระบบตามแนวคิดของ Cohen, J.M., & Uphoff, N.T. (1980) จะเห็นว่า มีความเป็น
ระบบในเรื่องของประเด็นสำคัญ โดยเขาได้มีการนำเอากระบวนการมีส่วนร่วมจากนักวิชาการ
ท้ังหลายมาประมวลเป็นแนวคดิ หลัก และได้จำแนก รปู แบบกระบวนการมีสว่ นรว่ ม ดงั นี้
ขั้นที่ 1 การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ(Decision Making) ในกระบวนการของการ
ตดั สนิ ใจนนั้ ประการแรกสุดที่ต้องกระทำ คอื การกำหนดความต้องการและการจัดลำดับความสำคัญ
ต่อจากนั้นก็เลือกนโยบายและประชาชนที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้อง
ดำเนนิ การไปเร่ือยๆ ต้ังแต่การตัดสินใจในช่วงเร่ิมตน้ การตัดสินใจในชว่ งดำเนินการวางแผน และการ
ตัดสนิ ใจในช่วงการปฏิบตั ิตามแผนทว่ี างไว้
ข้นั ที่ 2 การมีสว่ นรว่ มในการดำเนนิ งาน (Implementation) ในส่วนทีเ่ ป็นองคป์ ระกอบของการ
ดำเนินงานโครงการนั้นได้มาจากคำถามว่าใครจะทำประโยชน์ให้แก่โครงการได้บ้างและจะทำ
ประโยชน์ไดโ้ ดยวิธใี ด เช่น การช่วยเหลือด้านทรัพยากร การบริหารการงานและการประสานงานและ
การขอความช่วยเหลอื เป็นต้น
ขั้นที่ 3 การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์(Benefits) ในส่วนที่เก่ียวกับผลประโยชน์
นอกจากความสำคัญของผลประโยชน์ในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพแล้วยังจะต้องพิจารณาถึงการ
กระจายผลประโยชน์ภายในกลุ่มด้วย ผลประโยชน์ของโครงการนี้รวมทั้งผลที่เป็นประโยชน์ทางบวก
และผลที่เกิดขึ้นในทางลบที่เป็นผลเสียของโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อบุคคลและ
สังคมด้วย
ขั้นท่ี 4 การมีส่วนร่วมในการประเมนิ ผล (Evaluation) การมีส่วนร่วมในการประเมนิ ผล
นั้นสิ่งสำคัญจะต้องสังเกต คือ ความเห็น (Views) ความชอบ (Preferences) และความคาดหวัง
(Expectation) ซ่งึ มอี ิทธิพลสามารถแปรเปลยี่ นพฤตกิ รรมของบุคคลในกลุ่มตา่ งๆ ได้
โดยสรุป กระบวนการมีส่วนร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะมุ่งให้ความสนใจถึง
กระบวนการมีส่วนร่วมในประเด็น การมีส่วนร่วมในการค้นหาสาเหตุ และความต้องการ การมีส่วน
ร่วมในการวางแผนและดำเนินการ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ การมี
สว่ นรว่ มในการประเมินผล มสี ว่ นรว่ มในการเผยแพรป่ ระชาสัมพนั ธ์
3. ประเภทการมสี ว่ นรว่ ม
31
เฉลียว บุรีภักดี และคนอื่นๆ (2545) สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชน แบ่งได้
ออกเปน็ 3 ประเภท ได้แก่
1) การมีส่วนร่วมแบบชายขอบ (Marginal Participation) เป็นการมีส่วนร่วมที่เกิดจาก
ความสมั พนั ธเ์ ชงิ อำนาจไมเ่ ท่าเทียมกันกล่าวคือ ฝา่ ยหน่งึ ร้สู ึกดอ้ ยอำนาจกว่า มที รพั ยากรหรือความรู้
ด้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เปน็ ตน้
2) การมีส่วนร่วมแบบบางส่วน (Partial Participation) เป็นการมีส่วนร่วมที่เกิดจากการ
กำหนดนโยบายของรัฐ โดยไม่รู้ความต้องการของประชาชน ดังนั้น การมีส่วนร่วมจึงเป็นเพียง
ประชาชนได้รว่ มแสดงความคิดเหน็ ในการดำเนนิ กิจกรรมบางสว่ นบางเร่อื งเทา่ นนั้
3) การมีส่วนร่วมแบบสมบูรณ์ (Full Participation) เป็นการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการ
พัฒนาด้วยความเท่าเทียมกันทุกฝ่าย จัดเป็นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างแท้จริงของประชาชน
ตามแนวความคิดและหลักการพัฒนาชุมชน เมื่อนำมาใช้ในการเรียนรู้จะสนับสนุนและส่งเสริมให้
กระบวนการเรียนรู้รว่ มกนั ของชมุ ชนดำเนนิ ไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ
เมตต์ เมตต์การุณ์จิต (2553) ได้กล่าวถึงประเภทของการมีส่วนร่วมโดยสามารถจำแนก
การมสี ่วนรว่ มออกเปน็ 2 ประเภท ดังนี้
1) การมีส่วนโดยตรง การมีส่วนร่วมในการบริหารเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเป็น
สำคัญ ดังนั้น ผู้มีหน้าท่ีรบั ผิดชอบกิจกรรมโดยตรง เช่น ผู้บริหาร หัวหน้าโครงการ มักจะเปิดโอกาส
ให้บุคคลอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในรูปของกรรมการที่ปรึกษาที่ให้ข้อคิด ข้อเสนอแนะ เพราะกิจกรรม
บางอย่างอาจมีอุปสรรค ไมส่ ารถแก้ปญั หาให้ลุลว่ งไปได้ด้วยดี จึงจำเป็นต้องใหบ้ ุคคลอนื่ เข้ามาร่วมใน
การตัดสินใจ เพื่อให้ผลการตัดสินใจเป็นที่ยอมรับแก่คนทั่วไปหรือเกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพ การมี
ส่วนร่วมโดยตรงจงึ มสี าระสำคญั อยูท่ ว่ี ่า เปน็ การรว่ มอย่างเปน็ ทางการและมกั ทำเปน็ ลายลักษณ์อักษร
เช่น คำสั่งแตง่ ต้งั หนงั สือเชญิ ประชมุ บันทกึ การประชุม เป็นตน้
2) การมีส่วนร่วมโดยอ้อม การมีส่วนร่วมโดยอ้อมเป็นเรื่องของการทำกิจกรรมใด
กิจกรรมหนึ่งให้บรรลุเป้าหมายอย่างไม่เป็นทางการ โดยไม่ได้ร่วมในการตัดสินใจในกระบวนการ
บริหาร แต่เป็นเรื่องของการให้การสนับสนุน ส่งเสริมให้บรรลุเป้าหมายเท่านั้น เช่น การบริจาคเงิน
ทรัพยส์ นิ วสั ดุอุปกรณ์ แรงงาน เข้าชว่ ยสมทบ ไมไ่ ด้เข้าร่วมประชุมแตย่ นิ ดรี ว่ มมือ เปน็ ต้น
4. ลกั ษณะการมสี ว่ นร่วม
Huntington & Nelson (1975) เหน็ วา่ ลกั ษณะการมีส่วนรว่ มของประชาชนจะพจิ ารณา
จาก กจิ กรรม และการบรหิ าร ซ่ึงจะต้องมีการศึกษาควบคู่กันไป ในระดับกจิ กรรมน้ัน จะเป็นพื้นฐาน
เบื้องต้นของการทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ส่วนในด้านการบริหารนั้น จะ
เป็นลักษณะของผู้มีอำนาจหน้าที่ที่จะเปิดทางให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือ
32
แสดงออกถึงเข้าร่วมในกิจกรรม โดย Huntington & Nelson ได้มีหลักในการพิจารณาถึงลักษณะ
การมสี ว่ นร่วมดังมรี ายละเอียด ดงั น้ี
1) กิจกรรม ลักษณะของการมีส่วนร่วมประเภทนี้ให้ดูจากกิจกรรมที่เข้าร่วม เช่น ด้าน
การเมือง อาจพิจารณาจากการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการเลือกตัง้ การลงประชามติ การประท้วง
กรณีทร่ี ฐั มีโครงการทม่ี ผี ลกระทบตอ่ ประชาชน เป็นต้น วา่ สามารถกระทำได้เพียงใด
2) ระดบั การบริหาร โครงสร้างขององค์กรหนึง่ จะต้องมีสายการบงั คบั บัญชา ดังนัน้ การมี
สว่ นร่วมจะพจิ ารณาได้จาก
- ในแนวราบ ทุกแผนกทุกฝ่ายจะมีความเสมอกันในตำแหน่ง ดังนน้ั การมสี ่วนร่วมใน
แนวราบจงึ เป็นไปอยา่ งหลวมๆ ไมจ่ รงิ จงั ทั้งนอี้ าจเปน็ เพราะมีสถานะหรอื ตำแหน่งเท่ากนั
- ในแนวดง่ิ เป็นการมสี ว่ นร่วมตามสายการบังคับบัญชา เช่น มหี ัวหนา้ ลูกน้อง มีฝ่าย
แผนกต่างๆ ลดหลั่นกันไป เป็นต้น การทำงานจึงมีการตรวจสอบตามลำดับขั้น การแสวงหา
ผลประโยชนเ์ พอื่ ตนเองหรือผอู้ ่ืนจะได้รบั การตรวจสอบจากผบู้ งั คับบัญชา
- การมีส่วนร่วมทั้งแนวราบและแนวดิ่งนั้น ในบางครั้งจะต้องทำงานร่วมกัน
ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานในแผนกอื่น จึงต้องแสดงบทบาทตาสถานภาพของแนวราบและ
แนวด่งิ
โดยสรุป ลักษณะการมีส่วนร่วม คือ การมีส่วนร่วมในระดับกิจกรรม ได้แก่ การรับรู้ข่าวสาร
การปรกึ ษาหารือ การประชุมรบั ฟังความคิดเหน็ การประชาพจิ ารณ์ การลงประชามติ และการมีส่วน
ร่วมในระดับการบริหาร ได้แก่ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การใช้กลไกทางกฎหมาย ในประเด็น
การมีส่วนร่วมในระดับการบริหารนี้ ยังจะต้องพิจารณาจาก ในแนวราบ ทุกแผนกทุกฝ่ายจะมีความ
เสมอกนั ในตำแหนง่ และ ในแนวดง่ิ เปน็ การมีส่วนรว่ มตามสายการบงั คับบัญชา
5. ปัจจัยที่ทำใหเ้ กิดการมีส่วนร่วม
การที่ชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมนั้น มีปัจจัยที่ส่งผลให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งมี
นกั วิชาการไดเ้ สนอแนวคิด
นักวิชาการกลมุ่ หน่ึงทีไ่ ด้ศึกษาปัจจยั เชงิ สาเหตุท่เี น้นทป่ี จั จัยสว่ นบุคคล องคก์ รและชุมชน
ซึ่งจะเปน็ ปจั จยั ท่ีเหมาะสมกับการศึกษางานวจิ ัยคร้ังน้ี เช่น สิริพฒั น์ ลาภจติ ร (2550) ได้ศึกษาปัจจัย
ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการบริหารงาน องค์การบริหารส่วน
ตำบล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้ข้อสรุปประเด็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญ
ประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่ การเป็นหน้าที่ของประชาชน อาสาสมัครด้วยใจ มีความรู้
ความสามารถ กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น เป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชน มีทักษะและ
ประสบการณ์ เป็นประโยชน์กับตัวเองและชุมชน 2) ปัจจัยด้านชุมชน ได้แก่ ชุมชนให้การสนับสนุน
และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม เลือกให้เป็นตัวแทน ชุมชนมีความสามัคคี และมีกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุน
33
ผลักดันการมีส่วนร่วม 3) ปัจจัยด้านองค์การ ได้แก่ อบต. ดำเนินงานเป็นไปตามกฎระเบียบ เอาใจใส่
กระตือรือร้นในการแก้ปัญหา มีประชาพิจารณ์ประชาคมหมู่บ้าน สอดคล้องกับ เนตรรุ้ง อยู่เจริญ
(2553) ได้ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพการศึกษาของครู
สถานศกึ ษาสงั กัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร จากการทำวิจัยครั้ง
นี้ เนตรรุ้ง อยู่เจริญ ได้พบตัวแปรที่มีผลต่อการมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านองค์กร ได้แก่
บรรยากาศองค์กร และการติดต่อสื่อสาร 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เจตคติต่อการมีส่วนร่วม และ
แรงจงู ใจในการทำงาน ท่ีสง่ ผลตอ่ การมสี ่วนรว่ มในการประกันคุณภาพการศึกษา
โดยสรุป ปัจจัยที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านบุคคลได้แก่ เพศ อายุ
ระดับการศึกษา ประสบการณ์ต่างๆ 2) ปัจจัยด้านชุมชน ได้แก่ชุมชนให้การสนับสนุนและเปดิ โอกาส
ใหม้ สี ว่ นร่วม เลือกใหเ้ ปน็ ตวั แทน ชุมชนมีความสามคั คี และมีกลมุ่ ต่างๆ ทีส่ นับสนนุ ผลักดันการมีส่วน
ร่วม 3) ปัจจัยด้านองค์การ ได้แก่ บรรยากาศองค์กร การติดต่อสื่อสาร กฎระเบียบ การเอาใจใส่
กระตือรอื ร้นในการแกป้ ัญหา มปี ระชาพจิ ารณ์ประชาคม 4) ปจั จัยดา้ นทศั นคติ ได้แก่ เจตคติต่อการมี
สว่ นร่วม และแรงจูงใจในการทำงาน
2.3 บรบิ ทของวทิ ยาลัยเทคนคิ ราชสทิ ธาราม
ขอ้ มูลท่ัวไปของวิทยาลัยเทคนิคราชสทิ ธาราม
วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธารามจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2479 เดิมชื่อโรงเรียนช่างไม้วัด
ทองธรรมชาติ ตั้งอยู่บริเวณวัดทองธรรมชาติ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน เปิดสอน
เป็นโรงเรียนประชาบาลวัดทองธรรมชาติก่อน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนช่างไม้วัดทองธรรมชาติ
เปดิ ทำการสอนวชิ าช่างไมเ้ บื้องต้น รบั นกั เรียนทจี่ บชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 เขา้ เรียนตอ่ อกี 2 ปี
พ.ศ.2480 ไดข้ ยายหลกั สูตร 3 ปี แล้วโอนมาสังกัดกรมอาชีวศกึ ษา
พ.ศ.2484 ไดม้ ีการปรับปรุง ขยายสถานศึกษาและไดย้ า้ ยมาอยู่ท่ีวดั ราชสิทธาราม บนเน้อื ที่
6 ไร่เศษ เป็นท่เี ชา่ ของกรมการศาสนา
พ.ศ.2502 ไดท้ ำพธิ เี ปดิ โรงเรียนแหง่ ใหม่ เมอื่ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 มีชอื่ วา่
โรงเรยี นการช่างวัดราชสิทธาราม เลขท่ี 39/2 ถนนอิสรภาพ แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่
กรุงเทพมหานคร จนถงึ พ.ศ. 2531
พ.ศ.2531 ไดย้ า้ ยจาก ถนนอิสรภาพ มาทำการสอน ณ.สถานศึกษาแหง่ ใหม่บนเน้อื ท่ี 214 ไร่
1 งาน 09.1 ตารางวา เลขที่ 92/2 ถนนเอกชยั ซอยเอกชยั 116 แขวงบางบอน เขตบางบอน กโิ ลเมตร
ท่ี 16 กรงุ เทพมหานคร รหัสไปรษณยี ์ 10150
34
2.4 กรอบแนวความคดิ ในการศึกษา
จากการศึกษาองค์ความรู้ หลักการ แนวคิดทฤษฎี ผู้ศึกษาสนใจที่จะศึกษาแนวทางพัฒนา
ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ได้
กำหนดกรอบแนวความคดิ และออกแบบการศึกษาแสดงดงั ภาพที่ 1
ศกึ ษาสภาพปัญหาการทะเลาะวิวาทของ ระบบการดูแลผเู้ รียนในสถานศกึ ษาด้วย
นกั เรียน นกั ศึกษา จากเอกสาร ทฤษฎี และ การจัดการแบบมีสว่ นร่วม
งานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง สังเคราะห์ พฤตกิ รรมการ วิทยาลยั เทคนิคราชสทิ ธาราม
ทะเลาะววิ าทของนักเรยี น นักศึกษาของ
วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ไดท้ ้งั หมด 3
ดา้ น
1. ดา้ นพฤติกรรมวยั รุน่
2. ด้านสงั คมและส่ิงแวดลอ้ ม
3. ด้านครอบครัว
4. ดา้ นสถานศึกษา
35
ภาพที่ 1 กรอบแนวความคิดในการศึกษา ระบบการดูแลผเู้ รยี นในสถานศึกษาด้วยการจดั การ
แบบมีส่วนร่วม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
บทที่ 3
ระเบยี บวธิ ีการศกึ ษา
การศึกษาเร่ือง ระบบการดแู ลผเู้ รยี นในสถานศึกษาดว้ ยการจัดการแบบมีส่วนร่วม
วิทยาลยั เทคนิคราชสทิ ธาราม โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพอื่ ศึกษาสภาพปจั จุบนั และปญั หา และเสนอ
รปู แบบการดูแลผเู้ รยี นในสถานศึกษาดว้ ยการจัดการแบบมีสว่ นรว่ ม วทิ ยาลยั เทคนิคราชสิทธาราม
โดยมขี ั้นตอนต่อไปนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง หรือผ้ใู หข้ ้อมลู
2. แหลง่ ข้อมูลท่ใี ชใ้ นการศึกษา
3. การเก็บรวบรวมข้อมลู
4. เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
5. การวิเคราะหข์ ้อมลู
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง หรือผใู้ ห้ขอ้ มูล
ประชากร
ประชากรผใู้ ห้ข้อมลู คือ ผ้เู ชยี่ วชาญเกี่ยวกับการแกไ้ ขปญั หานักเรียน นกั ศึกษา ทะเลาะ
ววิ าท ภายในสถานศกึ ษา มาแล้วอย่าง น้อย 3 ปี ไดแ้ ก่
- ผู้บรหิ าร 3 คน
- ครู 8 คน
- สถานประกอบการ 1 คน
- ตำรวจ 1 คน
- ชมุ ชน 1 คน
- ผปู้ กครอง 1 คน
- ศษิ ยเ์ ก่า 1 คน
- นกั เรยี น นักศกึ ษา กลมุ่ เส่ียง 4 คน
รวม 20 คน
กล่มุ ตัวอยา่ ง หรือผูใ้ ห้ข้อมลู
กลุ่มตัวอย่าง ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหานักเรียน นักศึกษา ทะเลาะวิวาท
ภายในสถานศึกษา มาแล้วอย่าง น้อย 3 ปี ได้แก่ ผู้บริหาร ครู สถานประกอบการ ตำรวจ ชุมชน
ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า นักเรียน นักศึกษากลุ่มเสี่ยง โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) รวมทัง้ หมดจำนวน 20 คน
เครื่องมือที่ใช้ สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์
ปลายเปิด และแบบสอบถาม โดยดำเนนิ การจัดเก็บรวบรวมขอ้ มลู แบ่งเป็น 2 ขัน้ ตอน ดังนี้
เครื่องมือในการเก็บข้อมูล สภาพปัจจุบันและปัญหาระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา
ด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ผู้ศึกษาได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล
ไดแ้ ก่
1. แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง สำหรับสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครู สถานประกอบการ
ตำรวจ ชมุ ชน
ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า นักเรียน นักศึกษากลุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับ สภาพปัจจุบันและปัญหาระบบการดูแล
ผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม โดยเครื่องมือที่ใช้
เป็นแบบสัมภาษณ์ ก่ึงโครงสร้าง คำถามแบบปลายเปิด ผ้ตู อบสามารถแสดงความคิดเหน็ ได้เปน็ อสิ ระ
2. แบบสอบถามที่ผ่านการสังเคราะห์ จากการสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ครู สถานประกอบการ
ตำรวจ ชุมชน
ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า นักเรียน นักศึกษากลุ่มเสี่ยง เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาระบบการดูแล
ผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม โดยเครื่องมือที่ใช้
เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของ ลิเคิร์ท
(Likert. Rensis, 1961) 5 อนั ดบั คอื มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยทีส่ ดุ
2. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1. ผู้ศึกษายื่นข้อเสนอโครงร่างการศึกษาต่อคณะกรรมการ เพื่อความเห็นชอบในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล
จากการตอบแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ของผู้บริหาร ครู สถานประกอบการ ตำรวจ
ผู้ปกครอง ชมุ ชน ศษิ ยเ์ กา่ และนักเรยี นนักศกึ ษากลมุ่ เสยี่ ง
2. ขอความอนเุ คราะห์ใหผ้ ู้ที่เกยี่ วขอ้ งตอบแบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์ ในคร้ังน้ี
3. ใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาแนวทางป้องกันการทะเลาะวิวาท
นกั เรียน
นักศึกษา แบบมีส่วนร่วม ของวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม โดยนำส่งแบบสอบถามและแบบ
สัมภาษณ์ ไปพร้อมกับหนังสือขอความอนเุ คราะห์ พร้อมทงั้ ระบกุ ำหนดการส่งแบบสอบถามและแบบ
สมั ภาษณ์กลับ
4. รวบรวมข้อมลู จากการใชแ้ บบสอบถามและแบบสัมภาษณ์
5. ขอ้ มลู นำมาวเิ คราะหเ์ ชงิ คุณภาพ
6. สรุปหาแนวทางการพฒั นาพฤตกิ รรมป้องกนั การทะเลาะววิ าทของนักเรยี น นกั ศกึ ษา
3. เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล
การศึกษาครั้งนี้ มีการสร้างและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ดัง
ขัน้ ตอนต่อไปน้ี
1. ขัน้ ตอนท่ี 1 ศึกษาเอกสาร ทฤษฏีและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้องกับเครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในการศึกษา
จากหนงั สอื
และงานวิจัยท่เี กยี่ วข้องกบั สภาพปัจจบุ ันและปัญหาระบบการดูแลผู้เรยี นในสถานศึกษาด้วยการ
จดั การแบบมสี ่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
ขนั้ ตอนที่ 2 จัดทำแบบสมั ภาษณ์ แบบมโี ครงสรา้ ง เพื่อสัมภาษณ์ ผบู้ รหิ าร ครู สถาน
ประกอบการ ตำรวจ ชุมชน ผปู้ กครอง ศิษยเ์ ก่า นกั เรยี น นักศึกษากลมุ่ เสย่ี ง เก่ยี วกบั สภาพปัจจบุ ัน
และปญั หาระบบการดูแลผเู้ รียนในสถานศึกษาดว้ ยการจดั การแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราช
สทิ ธาราม จำนวน 20 ท่าน โดยเคร่อื งมอื ท่ใี ช้เปน็ แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสรา้ ง คำถามแบบ
ปลายเปิด ผตู้ อบสามารถแสดงความคิดเหน็ ได้เปน็ อสิ ระ
ขัน้ ตอนที่ 3 สงั เคราะห์แบบสัมภาษณจ์ ากการสัมภาษณ์ ผบู้ รหิ าร ครู สถานประกอบการ
ตำรวจ ชมุ ชน ผู้ปกครอง ศิษยเ์ กา่ นักเรยี น นกั ศึกษากลุ่มเส่ยี ง เปน็ แบบสอบถาม (Questionnaire)
ชนดิ มาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) ของ ลเิ คริ ์ท (Likert. Rensis, 1961) 5 อันดบั คือ
มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และนอ้ ยทสี่ ุด เปน็ 3 ตอน ประกอบดว้ ย
ตอนที่ 1 ข้อมลู ทัว่ ไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนท่ี 2 ข้อมูลแบบสอบถาม สภาพปจั จุบันและปัญหาการทะเลาะวิวาทนักเรยี น
นกั ศึกษา ของวทิ ยาลัยเทคนคิ ราชสิทธาราม
ตอนท่ี 3 ข้อมลู แบบสอบถาม ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการ
แบบมสี ว่ นร่วม วิทยาลยั เทคนิคราชสทิ ธาราม
ขั้นตอนที่ 4 นำแบบสอบถามทส่ี ร้างขึน้ ไปใหผ้ ู้เชีย่ วชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบคณุ ภาพ
ของเคร่ืองมือในดา้ นความตรงเชงิ เน้อื หา (Content Validity) โดยตรวจสอบความสอดคลอ้ งระหวา่ ง
ขอ้ คำถามกับเน้ือหาแตล่ ะประเดน็ ความครอบคลมุ ของข้อคำถาม และความถกู ต้องชดั เจนของภาษา
พรอ้ มทง้ั ขอข้อเสนอแนะเพมิ่ เติมในการตรวจสอบของผ้เู ชย่ี วชาญ ผู้ศกึ ษาใช้ดชั นี IOC (Index of
Item Objective Congruence) ในการใหค้ ะแนน โดยใช้เกณฑ์ดงั น้ี
+1 หมายถงึ ข้อคำถามมคี วามสอดคล้องกบั เน้อื หาแตล่ ะประเดน็
0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าขอ้ คำถามมคี วามสอดคล้องกับเน้อื หาแตล่ ะประเดน็
-1 หมายถงึ ข้อคำถามไม่มีความสอดคล้องกบั เนื้อหาแตล่ ะประเด็น
แล้วนำมาคำนวณค่าเฉลี่ยของคะแนนรายข้อ ค่าเฉลี่ย ทย่ี อมรบั ได้ตอ้ งมคี ่ามากกว่า 0.5 ข้ึนไป โดยใช้
สตู ร
IOC= R
N
เมื่อ IOC แทน ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกบั จดุ ประสงค์
เมื่อ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชยี่ วชาญ
เมอ่ื N แทน จานวนผูเ้ ชีย่ วชาญ
ขั้นตอนที่ 6 นำแบบสอบถามตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ
ปรับปรุงแก้ไข เครื่องมือให้ถูกต้อง แล้วจัดพิมพ์แบบสอบถาม ฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปทดลองใช้ (Try
Out) กับกลุ่มตัวอย่างอีกกลุ่มที่ไม่ใช่กลุม่ อย่างจริง จำนวน 20 คน เพื่อหาความเชื่อมั่น (Reliability)
ของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha
Coefficeint) และได้ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งหมด เท่ากับ 0.7 แล้วจัดทำแบบสอบถาม
ฉบบั สมบรู ณพ์ รอ้ มนำไปใช้จริง
4. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การวิเคราะหข์ ้อมูล ผวู้ ิจัยแบง่ เป็น 2 ประเภท ดังน้ี
4.1 การวิเคราะห์และแปลผล โดยการนำผลมาวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมทะเลาะวิวาท
ของนักเรียน นักศึกษา โดยใช้สถิติการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.) แล้วแปลความหมายค่าเฉลี่ย จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์
ค่าเฉลี่ย โดยมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ
มากทสี่ ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยท่สี ดุ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2556, น.121) ดงั นี้
ค่าเฉล่ยี 4.51 - 5.00 หมายถงึ มีระดบั มากท่สี ดุ
ค่าเฉลย่ี 3.51 - 4.50 หมายถึง มีระดับ มาก
ค่าเฉลย่ี 2.51 - 3.50 หมายถงึ มรี ะดับ ปานกลาง
ค่าเฉลย่ี 1.51 - 2.50 หมายถงึ มรี ะดบั นอ้ ย
คา่ เฉลยี่ 1.00 - 1.50 หมายถึง มรี ะดับ น้อยทส่ี ุด
4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ขอ้ มลู โดยใช้
4.2.1 สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ(Percentage), ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
(Standard Deviation)
4.2.2 ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เป็น
เรยี งความตาม
บทที่ 4
ผลการวิจัย
จากการดำเนินการวิจัยการพัฒนาระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมี
ส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการในการวิจัยโดยได้
ผลการวิจัยแบง่ ออกเป็น 2 ตอน ดงั น้ี
ตอนที่ 1 ผลการพัฒนาและประเมินความเหมาะสมของระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการ
จัดการแบบมสี ว่ นรว่ ม วทิ ยาลัยเทคนคิ ราชสิทธาราม ดงั ภาพท่ี 4.1
ผลการพัฒนนา ผลการศึกษาสภาพการปฏิบตั ิงานเก่ยี วกบั การดูแลผเู้ รียนในสถานศึกษาท่ี
และประเมนิ ความ ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา ปฏิบัติน้อยทสี่ ดุ
เหมาะสมของ
ระบบการดูแล ผลการพัฒนาระบบการดแู ลผเู้ รียนใน ผลการมีส่วนรว่ มในการดูแล
ผูเ้ รียนใน สถานศกึ ษาด้วยการจัดการแบบมสี ว่ นร่วม ผเู้ รยี นในสถานศึกษา
สถานศึกษาด้วย
การจดั การแบบมี Input - Transformation - Output แนวทางการพฒั นาระบบการ
ส่วนร่วม ดูแลผเู้ รียนในสถานศกึ ษา
วทิ ยาลัยเทคนิค ผลการประเมินความเหมาะสมของระบบการ
ราชสิทธาราม ดแู ลผู้เรียนในสถานศกึ ษาดว้ ยการจดั การแบบมี การพฒั นาระบบการดูแล
ผเู้ รยี นในสถานศึกษา
ส่วนร่วม
Input - Transformation - Output
ภาพที่ 4-1 ผลการพัฒนาและประเมินความเหมาะสมของระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาดว้ ย
การจดั การแบบมสี ่วนรว่ ม วทิ ยาลยั เทคนิคราชสทิ ธาราม
ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาและประเมินคู่มือการใช้ระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการ ผลการ ัพฒนาและประเ ิมนหลักสูตร ึฝกอบรมการใช้ระบบการดูแลผู้เ ีรยนในสถานศึกษา
จัดการแบบมสี ่วนรว่ ม วทิ ยาลยั เทคนคิ ราชสิทธาราม ด้วยการจัดการแบบ ีมส่วน ่รวม วิทยา ัลยเทคนิคราชสิทธาราม
ดังภาพ ที่ 4-2
การประเมินหลังการฝึกอบรม การประเมินระห ่วางการฝึกอบรม การประเมินก่อนการฝึกอบรม
ผลการประเมนิ ความสอดคล้องของคู่มือระบบการดแู ลผเู้ รยี นใน
สถานศกึ ษาด้วยการจดั การแบบมีส่วนร่วม วทิ ยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
ผลการประเมินความเหมาะสมของหลกั สูตรฝกึ อบรมการใช้ระบบการ
ดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาดว้ ยการจดั การแบบมสี ่วนร่วม
วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม
ผลการประเมินการทดลองใช้ (Try Out) คูม่ อื
ผลการประเมินการนำหลักสตู รฝึกอบรมไปใช้ (Implementation)
ผลการประเมนิ ความพึงพอใจคู่มอื ของผ้เู ข้ารับการอบรม
ผลการตดิ ตามผลการใช้งานคูม่ ือ (Follow up)
ผลการสมั ภาษณ์ผผู้ า่ นการอบรม
ผลการประเมินความพงึ พอใจผูผ้ า่ นการอบรม
ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของผู้เรียนตอ่ ระบบ
การดแู ลผ้เู รยี นในสถานศึกษา
ภาพท่ี 4-2 ผลกการพัฒนาและประเมินคู่มือการใช้ระบบการดูแลผู้เรยี นในสถานศึกษาด้วยการ
จัดการแบบมสี ว่ นรว่ ม วิทยาลยั เทคนคิ ราชสิทธาราม
4.1 ผลการพัฒนาและประเมินความเหมาะสมของระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาด้วยการ
จัดการแบบมสี ว่ นร่วม วิทยาลยั เทคนคิ ราชสิทธาราม
4.1.1 การศึกษาสภาพการปฏิบัติงานเกี่ยวกับระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา โดย
การศึกษาสภาพการปฏิบัติเกี่ยวกับระบบการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษาที่มีการปฏิบัติงานน้อยที่สุด
โดยใช้เครอ่ื งมอื แบบสอบถามทีผ่ ู้วิจัยสรา้ งขนึ้ สอบถามผบู้ ริหารสถานศึกษา จำนวน 20 คน ครูที่ปรึกษา
ครูปกครอง และครูแนะแนว จำนวน 200 คน และผู้ปกครอง จำนวน 200 คน ในสถานศึกษาสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา ซง่ึ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
4.1.1.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดูแลผู้เรียนในสถานศึกษา
ดว้ ยการจัดการแบบมีสว่ นรว่ ม วทิ ยาลยั เทคนิคราชสิทธาราม
ตารางที่ 4.1 แสดงค่าร้อยละผลการวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดูแลผู้เรียนใน
สถานศกึ ษาด้วยการจดั การแบบมีส่วนรว่ ม วทิ ยาลัยเทคนคิ ราชสทิ ธาราม ตามความคดิ เหน็ ของ
ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา (n = 20)
ผลการปฏิบัติ (ร้อยละ)
ข้อ รายการประเมนิ ปฏบิ ัติ ไม่ ไม่แนใ่ จ/
ปฏบิ ตั ิ ไมร่ ู้
1. ด้านการร้จู ักผ้เู รยี นเป็นรายบคุ คล -
1.1 ศกึ ษาขอ้ มลู ผู้เรยี นเปน็ รายบุคคล มีรายละเอียดของผเู้ รียนที่ 85.00 15.00 -
ครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ตอ่ ได้
1.2 เกบ็ รวบรวมข้อมูลผเู้ รียนเป็นรายบคุ คลอย่างเปน็ ระบบ 75.00 25.00
1.3 มีข้อมูลผ้เู รียนเป็นรายบุคคลท่ีเป็นปัจจบุ ัน 70.00 30.00 -
1.4 สัมภาษณ์ผูป้ กครองด้านต่างๆเกย่ี วกับผูเ้ รียน เชน่ 25.00 75.00 -
ความสามารถ สขุ ภาพ การเรียนและครอบครวั ของผเู้ รยี น 45.00 55.00 -
1.5 ออกเยยี่ มบา้ นผูเ้ รียนเปน็ รายบคุ คลครบ 100%
1.6 สอบถามพฤติกรรมด้านการเรียน และความสามารถของ 85.00 15.00 -
ผูเ้ รียนจากครูท่ีปรึกษา หรือครูผู้สอน
2. ด้านการคัดกรองผู้เรยี น
2.1 มเี กณฑ์การคัดกรองผเู้ รยี นที่ควรได้รับความชว่ ยเหลือชดั เจน 55.00 35.00 10.00
2.2 สถานศกึ ษา ผูป้ กครองและผเู้ กยี่ วข้องอ่ืนๆ มสี ่วนรว่ มในการ 80.00 10.00 10.00
70.00 10.00 5.00
กำหนดเกณฑ์การคดั กรองผเู้ รียน 80.00 20.00 -
2.3 สัมภาษณ์ผู้เรยี น และผู้ทีเ่ กย่ี วข้องกบั ตวั ผ้เู รยี น เพอ่ื เกบ็
ผลการปฏบิ ตั ิ (ร้อยละ)
ข้อมลู คัดกรองผ้เู รยี น ปฏบิ ัติ ไม่ ไม่แน่ใจ/
2.4 นำข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการออกเย่ียมบ้านผ้เู รยี นและการสัมภาษณ์
ปฏบิ ัติ ไมร่ ู้
ผปู้ กครอง มาประกอบเป็นข้อมูลในการคดั กรองผเู้ รียน 85.00 15.00 -
ตารางที่ 4.1 (ตอ่ )
75.00 20.00 5.00
ขอ้ 75.00 25.00 -
รายการประเมิน 70.00 30.00 -
60.00 40.00 -
ขอ้ 85.00 15.00 -
2. ดา้ นการคดั กรองผูเ้ รยี น 75.00 25.00 -
2.5 จดั ทำบันทึกสรปุ ผลข้อมูลการคดั กรองผเู้ รียนเป็นรายบคุ คล 90.00 10.00 -
และรายกลุ่ม
3. ด้านการส่งเสริมผู้เรียนและพัฒนาผ้เู รียน
3.1 จัดกิจกรรมส่งเสรมิ และพัฒนาผู้เรยี นมีคณะกรรมการ
รบั ผิดชอบชัดเจน
3.2 ทำงานรว่ มกันระหว่างผ้ปู กครองและสถานศึกษาเพื่อดำเนิน
กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาผูเ้ รยี น
3.3 จดั กจิ กรรมส่งเสริมและพฒั นาผเู้ รยี นในดา้ นตา่ งๆ ตามความ
สนใจและความสามารถของผู้เรียน
3.4 กจิ กรรมที่สถานศึกษาจัดขน้ึ ผปู้ กครอง ชมุ ชน และผ้ทู ี่
เก่ียวข้องมีสว่ นร่วมในกจิ กรรม
3.5 สนับสนุนสง่ เสรมิ ใหก้ ำลงั ใจผูเ้ รยี นในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
ต่างๆ
3.6 การเกบ็ รวบรวมข้อมูลทเี่ ปน็ ประโยชน์ต่อการส่งเสริมและ
พฒั นาผ้เู รยี น
4. ด้านการปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หา
4.1 จัดการประชุมระหวา่ งสถานศึกษากับผู้ทีเ่ กยี่ วข้องเพอ่ื
กำหนดแนวทาง หลักการป้องกันและแกไ้ ขปญั หาผูเ้ รียน
4.2 ป้องกันและแก้ไขปัญหาของผู้เรียนโดยมีหลกั การ แนวทาง 85.00 15.00 -
ปฏิบัตทิ ่ีชัดเจน 85.00 15.00 -
80.00 20.00 -
4.3 ประสานงานระหว่างสถานศึกษาและผ้ทู ีเ่ กี่ยวข้องในการ 70.00 30.00 -
จดั กิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้เรยี น 80.00 20.00 -
4.4 ให้คำปรึกษาเบือ้ งตน้ กบั ผเู้ รยี นที่อยู่ในกลุม่ เส่ียงและกล่มุ ที่ ผลการปฏิบตั ิ (ร้อยละ)
ตอ้ งได้รบั คำปรึกษา ปฏบิ ัติ ไม่ ไมแ่ นใ่ จ/
4.5 จัดกิจกรรมการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาของผู้เรยี นอย่าง ปฏิบตั ิ ไมร่ ู้
สม่ำเสมอ 65.00 35.00 -
70.00 25.00 5.00
4.6 ติดตามการแจง้ ข้อมูลข่าวสารถงึ ผู้ปกครองเกีย่ วกบั 70.00 5.00 25.00
พฤติกรรมของผ้เู รียน รายงานให้สถานศึกษาทราบอยา่ ง
ต่อเนอ่ื ง 70.00 5.00 25.00
ตารางที่ 4.1 (ต่อ) 55.00 15.00 30.00
ขอ้
รายการประเมนิ
ขอ้
4. ดา้ นการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา
4.7 เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลทีเ่ ป็นประโยชนต์ อ่ การป้องกัน และ
แก้ไขปัญหาผู้เรยี น
4.8 ประเมนิ ผลการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาของผเู้ รียนอย่าง
สมำ่ เสมอ
4.9 รายงานผลการดำเนนิ งานป้องกนั และแก้ไขปัญหากรณี
ตา่ งๆ ใหผ้ ู้บงั คบั บัญชาและผเู้ ก่ียวขอ้ งทราบเพ่ือปรบั ปรงุ
พัฒนา
5. ด้านการสง่ ต่อ
5.1 ประชมุ ชีแ้ จงเกย่ี วกับการส่งต่อผเู้ รยี นในกรณีท่ผี ู้เรยี นมี
ปญั หาให้กับผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง และผูเ้ กี่ยวข้องได้รับ
ทราบ
5.2 ประชุมชแ้ี จงใหผ้ เู้ รียนเข้าใจถึงความจำเป็นในการสง่ ต่อ
เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนเข้าใจและยินดรี ับการช่วยเหลือ
5.3 สง่ ต่อผู้เรียนใหค้ รแู นะแนว ครูฝ่ายปกครอง หรอื ผู้มที ักษะ 70.00 5.00 25.00
และความสามารถตรงกบั ลักษณะกรณปี ญั หาทีเ่ กิดขน้ึ
5.4 มีการทำงานที่เป็นระบบระหว่างครทู ีป่ รกึ ษา ผปู้ กครอง 65.00 10.00 25.00
และผู้ทร่ี บั การสง่ ต่อผูเ้ รยี น
5.5 มแี บบบนั ทึกการส่งต่อผ้เู รยี นกรณีทีผ่ ู้เรยี นมีปัญหาใหผ้ ู้ท่ี 60.00 25.00 15.00
เกี่ยวขอ้ งทราบ
5.6 ตดิ ตาม ช่วยเหลือ ผู้เรียนที่ถูกสง่ ต่อไปยังบุคคลหรือ 50.00 35.00 15.00
หนว่ ยงานอ่นื ทเ่ี กี่ยวขอ้ งอย่างสมำ่ เสมอ
5.7 แจ้งผลการช่วยเหลือผู้เรยี นใหผ้ ้ปู กครองทราบอยา่ ง 60.00 30.00 10.00
สม่ำเสมอ
จากตารางที่ 4.1 แสดงค่าร้อยละผลการปฏบิ ตั ิงานเกี่ยวกบั การดูแลผูเ้ รียนในสถานศึกษาด้วย
การจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ที่มีการปฏิบัติงานน้อยที่สุดในแต่ละด้าน
ดงั น้ี
1. ด้านการรู้จักผู้เรียนรายบุคคล พบว่า ผลการปฏิบัติน้อยที่สุด คือ สัมภาษณ์ผู้ปกครอง
ด้านตา่ งๆเก่ียวกบั ผ้เู รียน เชน่ ความสามารถ สขุ ภาพ การเรียนและครอบครัว (คดิ เป็นร้อยละ 25.00)
2. ด้านการคดั กรองผู้เรยี น พบว่า ผลการปฏิบตั ิน้อยทสี่ ดุ คือ มเี กณฑ์คัดกรองผูเ้ รยี นที่ควร
ได้รบั ความชว่ ยเหลอื ชดั เจน (คิดเป็นร้อยละ 55.00)
3. ดา้ นการสง่ เสรมิ และพฒั นาผู้เรยี น พบว่า ผลการปฏบิ ตั ินอ้ ยทส่ี ุด คือ กจิ กรรมที่
สถานศึกษาจัดขึ้นผู้ปกครอง ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในกิจกรรม (คิดเป็นร้อยละ 60. 00)
4. ด้านการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา พบว่า ผลการปฏบิ ตั ินอ้ ยทสี่ ุด คือ เก็บรวบ รวมขอ้ มูลท่ี
เป็นประโยชนต์ อ่ การปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาผูเ้ รียน (คิดเป็นรอ้ ยละ 65.00)
5. ด้านการส่งต่อ พบว่า ผลการปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ประชุมชี้แจงให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความ
จำเปน็ ในการสง่ ต่อเพ่ือให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจและยนิ ดรี บั การช่วยเหลอื (คดิ เป็นรอ้ ยละ 55.00)
4.1.1.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการดูแล
ผูเ้ รียนในสถานศกึ ษาด้วยการจัดการแบบมสี ว่ นรว่ ม วทิ ยาลัยเทคนคิ ราชสทิ ธาราม
ตารางท่ี 4.2 แสดงค่าร้อยละผลการวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดูแลผู้เรียนใน
สถานศึกษาด้วยการจัดการแบบมีส่วนร่วม วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ตามความคิดเห็นของ
ผบู้ ริหารสถานศึกษา (n = 20)
ข้อ รายการ ผลการปฏบิ ัติ (รอ้ ยละ)
ปฏิบัติ ไม่ ไมแ่ นใ่ จ/
ปฏบิ ัติ ไมร่ ู้
1. ด้านการเตรยี มการและการวางแผน
1.1 ศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาการดำเนนิ งานในการดูแล 90.00 10.00 -
ผู้เรียน
1.2 ประชมุ เพื่อกำหนดนโยบาย วตั ถุประสงค์ แนวทาง 95.00 5.00 -
การดำเนินงาน โครงสร้างคณะกรรมการในการดูแลผูเ้ รยี น
ของสถานศึกษา
1.3 กำหนดโครงสรา้ งการดแู ลผูเ้ รียนแตฝ่ ่ายทเ่ี กีย่ วข้องให้ 75.00 10.00 15.00
เหมาะสมกับสถานศกึ ษา
1.4 กำหนดบทบาทหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการฝา่ ยตา่ งๆ ในการ 75.00 10.00 15.00
ดูแลผเู้ รยี นอยา่ งชัดเจน
1.5 กำหนดหลักเกณฑ์ในการดูแลผเู้ รยี น 60.00 25.00 15.00
1.6 หนว่ ยงานและบุคคลภายนอก มีส่วนร่วมในการเตรยี มการ 55.00 25.00 20.00
และการวางแผน
1.7 จัดทำแผนปฏบิ ตั ิการในการดูแลผู้เรยี น 75.00 10.00 15.00
ตารางท่ี 4.2 (ตอ่ ) ผลการปฏบิ ตั ิ (ร้อยละ)
ปฏิบตั ิ ไม่ ไม่แน่ใจ/
ข้อ รายการ
ปฏบิ ตั ิ ไม่รู้
2. ดา้ นการดำเนินงานตามแผน
2.1 ประชุมช้แี จง และสร้างความเข้าใจเพ่ือให้เกดิ ทัศนคติที่ดี 80.00 5.00 15.00
ในการดูแลผู้เรียน 65.00 20.00 15.00
2.2 อบรมเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ เทคนิคหรือทกั ษะ
ตา่ งๆ ในการดูแลผ้เู รยี นเบื้องต้นให้กบั ผูท้ เี่ กีย่ วขอ้ ง