100 สูตรสารสกัดสมุนไพร
ปองกนั กาํ จัดโรค
และแมลงศัตรพู ชื
วารสารเกษตรใหม่ สี สั นชีวิตไทย
เจ้าของ
รายการ 'สสี นั ชีวิตไทย' วิทยเุ พอื การเกษตรและอาชีพเสรมิ
สถานีวิทยุ พล.ปตอ. AM.594
เวลา 08.00 -09.00 และ 20.00-20.30 น.
บรรณาธิการ
วีระ ใจหนักแน่น
หัวหน้ากองบรรณาธิการ
ผศ.ดร.สมชาย ชคตระการ
กองบรรณาธิการ
ㆍ ㆍคาํ เกดิ ศรอี นิ ปน ดาวเหนือ · รรรรร · หมอดาํ
ㆍ ㆍอาํ แดงเหมอื น วิฑรู ย์ ทาํ เลทอง · ปาเมยี น หนองหมาว้อ
ㆍ ㆍลงุ มว้ น บา้ นปอกแปก ปาเฉิม ราํ เอง
ㆍ ㆍรชั นีภรณ์ เงนิ เรยี น อนิ ทนิลนา
ㆍ ㆍมะขวิดไฟ คมิ ซา กสั ส์
ผูจ้ ัดการ
สริ วิ รรณ ศรศี ัมภวุ งศ์ โทร.02-947-7802
เลขานุการ
ปนนท์ รอดโต
สํ านักงาน
บรษิ ทั ณ ปฐพี จาํ กดั 54/149 ถ.นวมนิ ทร์
แขวงคลองกมุ่ เขตบงึ กมุ่ กทม.10230
ตู้ ปณ.199 บางซอื กทม. 10800
อาร์ตเวิร์ค
สุดาวีณ์ ตุ่มทอง
และ
เรียบเรียงจัดทาํ ขึนใหม่เพือให้มีสี สั น
จัดทาํ เพือการศึกษา
โดยมหาวิทยาลยั ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
สารบัญ
รอบรู ้เรืองโรคเเละแมลง 3
รู้ชอื แมลง 5
รู้ชอื โรค 6
รู้ลกั ษณะพเิ ศษของโรคและแมลงศัตรูพชื 7
ธาตอุ าหาร "ขาด/เกนิ " สาเหตโุ รคพชื 8
สจั ธรรมแหง่ การเอาชนะโรคและแมลงศัตรูพชื 9
10
หลายวธิ ี หลายรูปแบบ ประยกุ ต์ ผสมผสานไดผ้ ล
แน่นอน 11
19
วธิ ีเขตกรรมปรับสมดลุ ธรรมชาติ 25
วธิ ีกลดว้ ยอปุ กรณ์เครืองมอื 27
วธิ ีชวี วธิ ีธรรมชาตทิ าํ ลายธรรมชาติ 30
สมนุ ไพรปองกนั กาํ จัดโรคและแมลงศตรู พชื สาร 30
ออกฤทธิ 30
1.สารคาร์ดโิ อ แอค็ ทฟี ไกลโคไซด์ 30
2.สารซาโปนิน ไกลโคไซด์ 30
3.สารแอนทราซิน ไกลโคไซด์ 31
4.สารไซยาโนแจนิค ไกลโคไซด์ 31
5.สารไอโซโธไซยาเนต ไกลโคไซด์ 31
6.สารฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ 31
7.สารดมู ารีน ไกลโคไซด์ 31
8.สารอริ ิดอยด์ ไกลโคไซด์ 31
9.สารแซนโทน ไกลโคไซด์ 32
10.สารสทลี บนี ไกลโคไซด์ 33
11.เครือบกั แตก ฯลฯ 34
12.วา่ นไฟ ฯลฯ 36
13. สะเดา 37
14. ตะไคร้หอม 38
15. ใบยาสบู 39
16. หางไหล 40
17. หนอนตายหยาก 41
18. มะระขนี ก 42
19. ขมนิ ชนั 43
20. พริก 44
21. กระเทยี ม 45
22. ใบมะละกอ
23. มะเขอื เทศ
สารบัญ (ต่อ)
24. สาบเสอื 46 61. ยาเชอื บาซิลลสั ซับตลิ สิ (บ.ี เอส.) 83
ถวั เน่ากาํ จัดรา
25. ยาฉุน 47 84
62. ยาเชอื บาซิลลสั ทลู นิ จินชสี (บ.ี ท.ี )
26. มะรุม 48 หนอนฆา่ หนอน 85
86
27. มนั แกว 49 63. ยางไมก้ ลนั 87
64. สารสกดั สมนุ ไพรกลนั "แรมโบ"้ 88
28. น้อยหน่า 50 65.ลนิ ลอ่ แมลงวนั ทองกลนั 89
66. นาปูนใสกาํ จัดเชอื รา 90
29. ทเุ รียนเทศ 51 67. นมสดจืดกาํ จัดเพลยี ไฟ 91
68.กาวเหนียวทาํ เอง 92
30. ลางสาด 52 69. สารจับใบทาํ เอง 94
วธิ ีการหมกั สารสกดั สมนุ ไพร 95
31. คนู 53 ประสบการณ์จากเกษตรกร 76
70. ฉีววั - พริก 97
32. ผกากรอง 54 71.สมนุ ไพร - หนอน/รา 98
72.สมนุ ไพร - ขา้ วใบไหม้ 99
33. บอระเพด็ 55 73.สมนุ ไพร - สตู รรวมมติ ร 100
74.สมนุ ไพร - สตู รออกฤทธ์เร็ว 101
34. พริกไทย 56 75.สมนุ ไพร - ดกี วา่ สารเคมี 102
76.สารสกดั สมนุ ไพร - สตู รประจําตระกลู 103
35. ละหงุ่ 57 77.สมนุ ไพร - ถวั ฝกยาว 104
78.สมนุ ไพร - ฝรัง ละมดุ 105
36. หมาก 58 79.สารสกดั สมนุ ไพร - สารเคมี 106
80.สมนุ ไพรมีคณุ ภาพดกี วา่ สารเคมี 107
37. มงั คดุ 59 81.สมนุ ไพร ชวี ภาพ - สารเคมี 108
82.สมนุ ไพร - ถวั ฝกยาว ผกั สวนครัว นาขา้ ว 109
38. แคดอกขาว 60 83.สมนุ ไพร - ละมดุ 110
84.สมนุ ไพร - มะขามแขก 111
39. รากหมอ่ น 61 85.สมนุ ไพร - แคงเคอร์มะนาว 112
86.สมนุ ไพร - สตู รบชู าคุณ 113
40. มะกรูด 62 87.สมนุ ไพร - ไดผ้ ลดี สขุ ภาพดี 114
88.สมนุ ไพร-แปลงเกษตรสาธิตของโรงเรียน 115
41. แมงลกั 63 89.สมนุ ไพร - รมควนั ไลแ่ มลง 116
90.สมนุ ไพร - มะขามเทศ 117
42. วา่ นนา 64 91.สมนุ ไพร - มะมว่ ง มะกรูด สม้ โอ 118
92.สมนุ ไพรสตู ร - ยอดดี 119
43.ดาวเรือง 65 93.สมนุ ไพรสตู ร - ไลล่ า่
94. สมุนไพรสตู ร - ชาวไร่
44. ยีโถ 66
45. ดปี ลี 67
46 ไพล 68
47 . นาหมกั ฆา่ เพลยี 69
48. สมนุ ไพรกาํ จัดโรค 70
49. ขมนิ ชนั + ยคู าลบิ ตสั 71
50. น้อยหน่า + พริกสด + กระเทยี ม 72
51. สะเดา + ยาสบู 73
52. พริก + หอม + ยีหร่า + ตาํ ยาน + หเู สอื 74
53. สะเดา + ตะไคร้หอม + บอระเพด็ 75
54. สะเดา + ฟาทะลายโจร + ขา่ 76
55 . เสมด็ ขาว + สาบเสอื + ตะไคร้หอม + 77
สานโซก + สะเดา + ขอบชะนาง
56. สะเดา + ข่าลงิ + กระเทียม 78
57. สาบเสอื + วา่ นกาบหอย + กะเพราผี 79
58. นาหวานหมกั จากสะเดา 80
59.สะเดา + ตะไคร้หอม 81
60. นาสกดั ชวี ภาพสมุนไพร 82
สารบัญ (ต่อ)
95. สมนุ ไพร - สตู รพ.ี เค. 120
96. สมนุ ไพร - สตู รทรัพยส์ มบตั ิ 121
97. สมนุ ไพร - สตู รสร้างตวั 122
98. สมนุ ไพร - สตู รมอื อาชพี 123
99. สมนุ ไพร - สตู รสารเคมขี ยาด 124
100. สมนุ ไพร - สตู รซุปเปอร์ 125
แมลงศตั รูพชื กบั สมนุ ไพร 126
วธี ีการ ลด - ละเลกิ สารเคมี 131
ธรรมชาติผยู้ งิ ใหญ่
สญั ชาติญาณความต้องการของสงิ มีชีวิตประการหนึงคือ การอยรู่ อดทกุ วินาทตี งั แตเ่ กิด สงิ มี
ชีวิตจะพยายามปรบั เปลยี นตวั เองปรบั เปลียนสภาพแวดลอ้ มและปรบั เปลียนทกุ อย่างทอี ย่รู อบตวั ให้มี
ความเหมาะสมตอ่ การดํารงชีวิตนอกจากเพือตัวเองแลว้ ยังเพือการสบื เผ่าพันธุอ์ กี ด้วย...มนุษยค์ อื สตั ว์
โลกทมี ีความเฉลียวฉลาดทสี ดุ จงึ เปนผปู้ รบั เปลยี นตัวเองและปรบั เปลยี นธรรมชาตมิ ากทสี ดุ มนุษยม์ ี
ความสามารถกระทําการใด.ๆได้อยา่ งรวดเรว็ และจาํ นวนมาก..แต่มนุษยม์ องขา้ มไปว่าชัยชนะทไี ดร้ บั
นันเปนการไดอ้ ยา่ งชัวคราวหรอื ตลอดไป..ปรากฏการณท์ างธรรมชาติทเี กิดแก่มนุษยอ์ ย่างสมาเสมอ
มาชีใหเ้ หน็ ชัดว่ามนุษยส์ ามารถเอาชนะธรรมชาตไิ ด้เพยี งชัวคราวเทา่ นันวันใดทีธรรมชาตพิ นื ตัวได้
กฎเกณฑแ์ หง่ ธรรมชาตกิ ็จะดําเนินไปตามปกติและการฟนกลับของธรรมชาติทกุ ครงั มกั สรา้ งความสญู
เสยี ให้แก่มนุษยม์ ากขนึ เปนทวีคูณมากยิงกว่าเมือครงั ยังไมถ่ ูกเปลยี นแปลงหลายเท่า
ในธรรมชาติมที งั สงิ เกือกูลซงึ กันและกนั และทาํ ลายลา้ งซงึ กันและกัน เรยี กว่า กฎเกณฑแ์ หง่
ความสมดลุ หากไม่มกี ฎเกณฑข์ อ้ นีบางสงิ จะมมี ากจนเกินหรอื ครองโลก
นอสตราดามสุ ปราชญโ์ บราณทาํ นายไว้ว่า สงิ ทีจะทําลายมวลมนุษยช์ าติ ได้ คอื สงิ ทมี นุษย์
มองไม่เห็น เมือวิเคราะหถ์ งึ ความเปนไปได้แล้วน่าจะหมายถงึ เชือโรค รงั สี ภัยธรรมชาติ ซงึ ล้วนแต่
เปนปรากฏการณท์ ีมนุษยย์ คุ ปจจบุ ันยงั มองไม่เห็นหนทางเอาชนะได.้ ..และภยั เหล่านีนับวันจะทวีความ
รุนแรงยิงขนึ เรอื ย.ๆ...กระนันมนุษยก์ ็ยงั พยายามฝนกฎเกณฑแ์ ห่งความสมดลุ ทางธรรมชาตจิ นไดร้ บั
ความสญู เสยี อาทิ ไอเสยี จากเครอื งจกั รกลทําลายชันบรรยากาศ การทงิ ของเสยี ลงแหล่งนา
สารสกัดสมนุ ไพร 2
ปองกนั กาํ จดั โรคและแมลงศัตรูพชื
การสรา้ งถนนขวางกนั ทางนา การทาํ ลายปาจนเกิดความแหง้ แล้ง ใช้ยาฆ่าหญ้าจนดนิ เสยี ใสป่ ยุ เคมี
จนดินตาย ฉีดพ่นสารเคมีจนแมลงดอื ยา การปลูกพชื เชิงเดยี วเพือให้ได้ผลผลิตมาก ๆ และอกี
นานัปการ บางกรณีมนุษยร์ ูล้ ่วงหน้าจงึ เตรยี มการปองกันแก้ไข แต่บางกรณีมนุษยไ์ ม่รูท้ งั รูล้ ่วงหน้า
และไมร่ ูล้ ว่ งหน้ามนุษยก์ ็ยงั ไม่สามารถปองกนั หรอื แก้ไขอย่างถาวรได้ หรอื หากแกป้ ญหานีสาํ เรจ็ กจ็ ะมี
ปญหาใหม่เกิดซอ้ นขนึ มาทีเรยี กว่าผลกระทบซงึ จะสง่ ผลกระทบทงั ระยะสนั ...ระยะปานกลาง และระยะ
ยาว...แนวทางแกป้ ญหาสว่ นใหญเ่ ปนการแกป้ ญหาทปี ลายเหตหุ รอื ...ปลอ่ ยใหป้ ญหาเกดิ ขนึ แล้วจงึ
ดาํ เนินการแก้ไขแทนการปองกนั ตน้ เหตแุ ห่งปญหา
3
รอบรเู้ รอื งโรคและแมลงศตั รพู ชื
ในการทาํ เกษตรกรรมทกุ ประเภทยอ่ มหลกี ไม่พน้ กฎเกณฑท์ างธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านพืชกค็ ือ
โรคและแมลงศัตรูพชื ...จนถงึ วันนีแมเ้ กษตรกรไทยจะไดค้ ลกุ คลกี บั โรคและแมลงศัตรูพืชมาตงั แตค่ รงั
บรรพบรุ ุษ แตก่ ย็ ังไมร่ ูจ้ ักโรคและแมลงศัตรูพืชอยา่ งลกึ ซงึ จรงิ จงึ ไมส่ ามารถเอาชนะอย่างเด็ดขาดได้
ในทางตรงกนั ข้ามทียงิ กําจดั โรคแมลงศัตรูพืชกลับยงิ ระบาดหนักจนกระทงั เอาไม่อย.ู่ .ตน้ สาเหตอุ ยู่ที
เกษตรกรไมร่ ูจ้ กั โรคและแมลงศัตรูพชื อยา่ งแท้จรงิ นันเอง โดยทัวไปโรคและแมลงศัตรูพชื แยกออกได้
เปน 2 อย่าง ดงั นี
โรค ได้แก่ รา แบคทเี รยี ไวรสั ไสเ้ ดือนฝอยรากปม สงิ มีชีวิตจะพยายามปรบั เปลยี นตัวเองปรบั
มีทงั ประเภทเกดิ ได้เองเมือสภาพแวดลอ้ มเหมาะสมและ เปลียนสภาพแวดล้อมและปรบั เปลียนทกุ
อาศัยพาหะเปนตัวนําพาในการเคลือนทีเข้าทําลายพืช อย่างทีอย่รู อบตัวให้มคี วามเหมาะสมต่อการ
ทงั สว่ นทีอยใู่ ต้ดินและบนดนิ ดํารงชีวิตนอกจากเพือตวั เองแล้วยงั เพือการ
สบื เผ่าพนั ธุอ์ ีกด้วยมนุษยค์ อื สตั วโ์ ลกทมี ี
แมลง ได้แก่ แมลงปากกัดและแมลงแม่ผเี สอื แมลงหากิน ความเฉลยี วฉลาดทสี ดุ จงึ เปนผู้ปรบั เปลียน
กลางวันและแมลงหากนิ กลางคืนแตล่ ะชนิดยงั แยกตาม ตวั เองและปรบั เปลยี นธรรมชาติมากทสี ดุ
ลกั ษณะนิสยั อีก เช่น แมลงทมี าในช่วงอากาศรอ้ นแห้ง
หรอื ช่วงอากาศรอ้ นชืน...แมลงทมี ากลางคนื ช่วงหัวคา
หรอื ก่อนสว่าง......แมลงทเี ขา้ ทําลายหรอื กดั กินพืช
เปนอาหารโดยตรงหรอื เข้ามาเพือวางไข่ใหเ้ กดิ เปน
ตัวหนอน (หนอนคอื ตัวทาํ ลายหรอื กัดกินพืช)..
สญั ชาติญาณความตอ้ งการของสงิ มชี ีวิตประการหนึง
คือ..การอยู่รอด ทกุ วินาทตี งั แตเ่ กดิ
สารสกัดสมนุ ไพร 4
ปองกันกําจดั โรคและแมลงศัตรูพชื
รู้การเกิด หมายถงึ ทมี าของโรคและแมลงศัตรูพืช รู้อายขุ ัย หมายถงึ
เช่น จํานวนวันตังแต่เกิดถงึ ตาย
ช่วงอายหุ นอนมี 5 วัย แตล่ ะวัยตอ้ งลอก
แมลงเกิดจากหนอน หนอนเกดิ จากไข่ ไข่เกิด คราบ
จากแมลง แมลงบางชนิดเมอื ขยายพนั ธุแ์ ลว้ ตวั แมต่ าย
เชือโรค (รา. แบคทีเรยี . ไวรสั . ไสเ้ ดือนฝอย
รากปม)...เกดิ ขนึ เองจากสภาพแวดลอ้ มที ชว่ งระบาด หมายถงึ
เหมาะสม ช่วงทมี อี าหารสมบูรณ์
อาศัยพาหะในการนําพา ฤดูกาลทเี กิดระบาดประจาํ เนืองจากมสี ภาพ
เกิดจากการสะสมแลว้ ขยายพันธุต์ าม อากาศทเี หมาะสม
ธรรมชาติ สามารถเกดิ ได้ทกุ ฤดูกาลเนืองจากเชือโรค
บางอยา่ งล่องลอยอย่ใู นอากาศ
รู้การดํารงชวี ติ หมายถงึ สว่ นของพืชเกิดบาดแผลเปนช่องทางใหเ้ ชือ
พฤตกิ รรม...การเจรญิ เตบิ โตในช่วงวัยอ่อน โรคเข้าทาํ ลาย
วัยกลาง-วัยแก.่ ..ตอ่ แหลง่ อาหารหรอื แหลง่
อาศัย ซงึ มผี ลตอ่ การเพมิ จาํ นวนทีมากขนึ รู้จุดออ่ นของพืช หมายถงึ
อาหารทกี ิน พชื บางชนิดกบั โรคและแมลงศัตรูพืชบาง
อยา่ งเปนของคกู่ นั มักหลกี ไมพ่ ้น
รู้แหลง่ อาศัย หมายถงึ บางช่วงการเจรญิ เติบโตของพืชเปนตัวล่อ
แหลง่ ทโี รคแมลงศัตรูพืชสามารถเกิดแล้ว ใหโ้ รคและแมลงศัตรูพชื เขา้ ทาํ ลายเอง
เจรญิ เตบิ โตได้ดี เช่น ในดิน ในนา ในอินทรยี พชื บางชนิดเปนแหล่งอาศัยของแมลงพาหะ
วัตถุ ในสว่ นของพืช เช่น ซอกใบ กาบใบ ซอก แพรเ่ ชือไปสพู่ ืชอืน
เปลือก...ในเนือของผล/ดอก/ยอด/ใบ/ ต้นออ่ นแอหรอื ขาดภมู ติ ้านทาน
ลําต้น/หัว/เหง้า/ราก
หนอนอาศัยอยู่ตาม ซอกใบ ซอกเปลอื กแห้ง รู้จุดออ่ นของโรคแมลงศัตรูพชื หมายถงึ
ในช่อดอก ในเนือของผล ในลําต้น สภาพแวดล้อมหรอื สภาวะการบางชนิด เช่น
แมลงอาศัยอยู่ใตใ้ บในช่วงกลางวัน อากาศทรี อ้ นชืน/รอ้ นแหง้ /ฝน/แสงแดด/
หนอนเขา้ ดกั แดใ้ นดิน ฤดูกาล ทาํ ใหโ้ รคแมลงศัตรูพชื ไมส่ ามารถ
เกดิ หรอื ดาํ รงชีวิตอยไู่ ด้
รู้การขยายพนั ธ์ุ หมายถงึ แมลงศัตรูพืชบางชนิด ชอบ-เกลียด ตอ่
แมลงปากกดั และแมผ่ เี สอื ขยายพนั ธุโ์ ดยออก แสง-ส-ี กลิน-รส บางอย่าง
ไขห่ นอนจากนันไขถ่ กู ฟกเปนตวั หนอน ๆ โต
ขนึ กลายเปนแมลงหรอื แมผ่ ีเสอื ตอ่ ไป
เชือโรค..(ราแบคทีเรยี ..ไวรสั ..ไสเ้ ดือนฝอย
รากปม) ขยายพันธุโ์ ดยการแบง่ ตัว
5
รู้ชอื แมลง ระบุอยา่ งชดั เจน
เพลยี ไฟ เตา่ กลวั ยไม้ มอดเจาะเมลด็ พนั ธุ์
เพลยี แปง หนอนเจาะขัว มอดยาสบู
เพลยี จักจนั สเี ขยี ว หนอนเจาะกงิ มอดข้าวเปลอื ก
เพลยี จักจนั ปกลายหยกั หนอนเจาะลาํ ตน้ มอดแปง
เพลยี กระโดดสนี าตาล หนอนแกว้ มอดฟนเลือย
เพลยี ไกแ่ จ้ หนอนกอแถบลาย หนอนใยผกั
เพลยี หอย หนอนกอแถบลายสมี ่วง หนอนคืบกะหลา
เพลยี กระสอบ หนอนมว้ นใบ หนอนหลอดหอม
ดว้ งแรด หนอนหอ่ ใบ หนอนกระทกู้ ลา้
ด้วงงวง หนอนเจาะฝก หนอนกระทผู้ ัก
ดว้ งหนวดยาว หนอนแปะใบ หนอนกระทหู้ อม
ดว้ งหมดั หนอนชอนใบ หนอนอเมรกิ ัน
ด้วงสยาม หนอนกอ หนอนเจาะสมอฝาย
ดว้ งผลไม้แหง้ หนอนปลอก หนอนแมลงวัน
ด้วงขาแดง หนอนรา่ น หนอนเจาะผล
ดว้ งท้องแบน หนอนฟก หนอนเจาะดอก
ดว้ งถวั เหลอื ง หนอนดอกฝกดาบ
ดว้ งถวั เขยี ว แมลงหวีขาว
ด้วงงวงขา้ ว แมลงกนิ นูน
ดว้ งงวงขา้ วโพด แมลงคอ่ มทอง
ดว้ งหนัง แมลงวันทอง
ดว้ งชมวน มวนเขยี ว
ด้วงเหง้ากลว้ ย แมลงสงิ
ด้วงดิน แมลงสามงา่ ม
ด้วงงวงมะพรา้ ว แมลงบวั
ดว้ งงวงกดั ใบ แมลงหล่า
ด้วงแรด แมลงสาบอเมรกิ ัน
ดว้ งนามนั แมลงสาบเยอรมนั
ด้วงกหุ ลาบ ตกั แดนปาทงั ก้า
เตา่ แตง ตกั แตนใบอ้อย
เต่าทอง ผเี สอื มวนหวาน
เตา่ ลาย
แมลงกะซอน มด หอยทาก กระถึก ไสเ้ ดือนฝอย มา้ จิงหรีด คา้ งคาว กระแตต่นุ แพะ ไรขาว
ราสนิมขาว ราเมลด็ ผกั กาด รามลิ าโนส แมลงแกลบ ปลวก คน กระแต นก หนูแกะ ควาย ชา้ ง ววั
หมายเหตุ : โรคและแมลงศัตรูพซื เหลา่ นีเปนเพยี งบางสว่ นเทา่ นัน สว่ นทีมชี ือเปนตา่ งประเทศอีกมากทไี มไ่ ด้กลา่ วถงึ
6
ร้ชู ือโรค ระบุอย่างชดั เจน
โรครากเน่าโคนเน่า โรคเน่าเละ โรคตน้ หงิก
โรคเน่าคอดนิ โรคไสก้ ลวง(โอกนี ) โรคเออรก์ อท
โรคยางไหล โรคแผลจดุ โรคฟลโลดี
โรคเถาแตก โรคแผลสะเก็ด โรคพกกระบอง
โรคผลเน่า โรคหวั โกรน๋ โรคจดุ แผลซอ้ น
โรคใบเหยี ว โรคฝกตาย โรคผลเน่า
โรคใบจดุ โรคแผลสมี ว่ ง โรคเน่าขาว
โรคใบจดุ เหลยี ม โรครากปม โรคเขียวเตยี
โรคใบติด โรครากบวม โรคเหลอื งเตยี
โรคใบหด โรคไสด้ าํ โรคเน่าแห้ง
โรคแตกพมุ่ แจ้ โรคตายพราย โรคมายโครพลาสม่า
โรคตากบตาเสอื โรคตน้ เลอื ย
โรคสมอดาํ โรคใบแกว้ (กรนี นิง)
โรคสมอเน่า โรคตรสิ เตรช่า
โรคใบดา่ งวงแหวน โรคแคงเคอร์
โรคขอบใบไหม้ โรคเขมา่ ดาํ
โรคใบลาย โรคเสน้ ใบบวมโต
โรคใบเหลอื ง โรคแสนปม
โรคยอดแหง้ โรคแง่งเน่า
โรคยอดบดิ โรคจู๋
โรคดอกดา่ ง โรคแสด้ ํา
โรคใบปนเหลอื ง โรคฟจิ
โรคใบสแี สด โรคดอกกระดนิ
โรคใบแดง โรคดอกไหม้
โรคบา้ ใบ โรคดอกเปอน
โรคดอกเขยี ว โรคเมลด็ ดา่ ง
โรคกงิ แหง้ โรคเมล็ดสมี ว่ ง
โรคก้านใบแตก โรคจดุ สาหรา่ ย
โรคใบแหง้ ไหม้ โรคใบขดี
โรคตน้ แหง้ ไหม้ โรคขอ้ ตอ่ เน่า
โรคตน้ เน่าดาํ
7
ร้ลู ักษณะพิเศษของโรคและแมลงศัตรพู ืช
อาการดอื ยาหรอื ยังไมม่ ีสารเคมีชนิดใดกําจดั ได้
ชอบอาศัยในแหลง่ กาํ บังตามซอกใบ ในรู ในดินเพือความปลอดภัย
หลบซอ่ นตวั ตอนกลางวันแล้วออกหากินในตอนกลางคนื
แมลงวางไข่ทใี ต้ใบซงึ เปนสว่ นทีไม่ถูกแสงแดด มคี วามชืนเยน็ และปลอดภยั สงู
โรคทเี กดิ จากเชือราไม่มีกลนิ ลกั ษณะแผลเหมือนไหมแ้ ละแหง้ แต่โรคทเี กิดจากแบคทเี รยี มีกลนิ
เหม็น ลกั ษณะของแผลเน่าเละแฉะ
เปนลกั ษณะอาการทวั ไปของโรคพชื
ลกั ษณะของโรคพชื ทเี กดิ จากแบคทเี รีย ได้แก่ เน่า
เละ มเี มอื กเยิมเปยกแฉะ ยบุ ตวั บมุ๋ เหยี วเฉา แผล
เปนจดุ สว่ นของพืชบวมปมุ ปม
ลกั ษณะอาการของโรคพืชทเี กดิ จากเชอื รา ไดแ้ ก่
แผลเปนจดุ แผลยบุ ตัวแตแ่ หง้ ไหมแ้ ห้ง เน่าเปอย
แห้งเหียวเฉา..เปนขยุ หรอื เสน้ ..เปนผงสขี าว/ดาํ
ผวิ /เปลอื กแตกสว่ นของลาํ ตน้ ทถี ูกทาํ ลายหักพับ/
งอคด/หงกิ
ลกั ษณะอาการของโรคพชื ทเี กิดจากไวรัส ไดแ้ ก่ สี
เปลยี น เนือใบบางโปรง่ ใส ใบดา่ งหรอื เปนจดุ ประ
ขนาด/รูปรา่ งใบผิดปกติ (เล็ก บดิ เบยี ว ม้วนงอ)
ลกั ษณะของโรคพชื ทเี กดิ จากเชอื มายโคพลาสมา่
ไดแ้ ก่ ใบเหลอื งซดี ตน้ โทรม ทรงพมุ่ แจ้ ใบเปนฝอย
กระจกุ โตช้าแคระแกรน็
ลกั ษณะอาการของโรคพืชทเี กดิ จากไสเ้ ดอื นฝอย
ได้แก.่ .รากเปนปมุ ปม..รากกดุ สนั ไมแ่ ผก่ ระจายมี
แผลเปนเสน้ ทีราก..รากหยาบแขง็ กระดา้ ง รากหงิก
งอ..อาการดงั กลา่ วมกั เกดิ กับรากฝอยเทา่ นันใน
ขณะทรี ากแกว้ ยังคงเปนปกต.ิ .ใบไหม.้ .เมล็ดบวม
ตน้ โทรม
สารสกดั สมุนไพร 8
ปองกนั กาํ จดั โรคและแมลงศัตรูพชื
ธาตอุ าหาร "ขาด/เกิน" สาเหตุโรคพืช
อาการพชื เมอื ขาดโบรอน อาการพชื เมอื ขาดแคลเซียม
อาการขาดธาตนุ ีจะเห็นเดน่ ชัดเมือตน้ พชื กระทบแล้ง ใบออ่ นไมค่ ลอี อกจากกนั ใบบดิ เบียว ม้วนงอไปขา้ ง
หรอื ขาดนามาก ๆ โดยยอดและใบออ่ นไหมส้ ว่ นที หน้าและขาดเปนรวิ ๆ บางครงั ขอบใบหยักเปนคลนื
ยอดและตาย ดอกจะบิดงอ โตช้า รว่ งหลดุ งา่ ย ใบ ขนาดเล็กลง ใบเหลือง มีจดุ ประขาวอยูบ่ นใบสว่ น
ออ่ นบางผดิ ปกติ เสน้ กลางใบหนากรา้ น ขอบใบ ยอด ดูคลา้ ยอาการยอดด่าง ก้านใบแตก ตาใบและ
เหลอื งปนนาตาล ใบหนา มว้ น ยน่ ใบชาคลา้ ยนารอ้ น ดอกรว่ งเรว็ รากผิดปกติ ลาํ ต้นออ่ นแอ แสดงอาการ
ลวก ลาํ ต้นอาจแตกเปราะ มีสารเหนียว ๆ ออกมาตาม ในตน้ อ่อน ถา้ เปนทขี นึ ฉ่ายเรยี กโรคไสด้ ํา ในมะเขอื
เปลอื กของลําตน้ ไสก้ ลวง กิงกา้ นแลดูเหียว ดอกผสม เทศทําใหผ้ ลเปนกน้ จดุ ทที ้ายผลและเน่าในทสี ดุ แสดง
ไม่ตดิ ผลมกั บดิ เบียว ผลเลก็ และผวิ ขรุขระ หยาบ ว่าขาด แคลเซยี ม
หนาและแข็งผดิ ปกติ บางทผี ลแตกเปนแผลหรอื ไส้
กลวงได้ แสดงว่าขาด โบรอน อาการพชื เมอื ขาดธาตเุ หลก็
อาการพชื เมอื ขาดกาํ มะถนั ยอดอ่อนเจรญิ เติบโตได้ช้ากว่าปกติ พบในใบออ่ น
หรอื ใบบรเิ วณสว่ นยอดบนก่อน ใบมขี นาดเลก็ กว่า
ยอดพืชชะงักการเจรญิ เตบิ โต ใบมสี เี ขยี วอ่อนหรอื ปกติ มีสเี หลืองระหว่างเสน้ ใบ ปลายยอด และขอบใบ
เหลอื ง คล้ายอาการขาดธาตไุ นโตรเจน ขนาดใบเลก็ สว่ นเสน้ ใบยังคงเขยี ว หรอื ขาวทงั ใบในทสี ดุ แผ่นใบ
ลง แต่จะปรากฏทียอดออ่ นกอ่ น สว่ นใบล่างยงั คง เลก็ หรอื หนาขนึ ขาดรุนแรง ระหว่างเสน้ ใบเหลืองซดี
ปกติ ถา้ อาการขาดรุนแรงใบล่างก็จะมอี าการด้วย กิงแห้งตาย ใหผ้ ลลดลง ขนาดของผลเล็ก ผิวไม่สวย
เช่นกัน ลําตน้ และกิงกา้ นลีบเล็ก ซงึ ดินทมี ักพบขาด แสดงว่าขาด เหล็ก
ธาตกุ ํามะถัน มกั เปนดนิ ทรายเนืองจากมอี นิ ทรยี วัตถุ
น้อย แสดงว่าขาด กาํ มะถัน อาการพืชเมอื ขาดธาตทุ องแดง
อาการพืชเมอื ขาดแมงกานีส อาการขาดธาตทุ องแดงพบมากในดินเปรยี ว ใบพืช
จะมีสเี ขยี วจดั ผดิ ปกติ เวลาตอ่ มาจะคอ่ ยๆ กลายเปนสี
ใบมีขนาดเลก็ ผดิ ปกติ ไมส่ มบรู ณ์ ใบจะออกสเี หลอื ง เหลอื ง โดยจะแสดงอาการทียอดกอ่ น เรอื ยลงมา
สว่ นเสน้ ใบเขียวปกติ โดยเฉพาะใบอ่อนอาจเกิดเปน จนถงึ ใบบรเิ วณโคนตน้ ในพืชผกั บางอยา่ งแผ่นใบจะ
จดุ สขี าวหรอื จดุ สเี หลอื ง สาํ หรบั ใบข้าวโพดมีแถบสี ยาวผดิ ปกติ เช่น ผักกาดหอมจะมีใบทีย่นและออ่ นตวั
เหลืองแคบ ๆ สว่ นลักษณะทแี สดงลาํ ตน้ คือ ต้นพชื แสดงว่าขาด ทองแดง
ผอม มขี นาดเลก็ พ่มุ ต้นโปรง่ โตช้า ตดิ ผลน้อย ในหัว
หอมจะทาํ ให้หวั หอมออ่ นนุ่ม เปลือกบาง สซี ดี ขาว อาการพชื เมอื ขาดโมลบิ ดนิ ัน
แสดงว่าขาด แมงกานีส
สใี บจางซดี ผิดปกติ ใบจะมจี ดุ ด่างกระจายอยู่ทวั
อาการพชื เมอื ขาดสงั กะสี ใบแต่เสน้ ใบยังคงเขียวอยู่ ถา้ ขาดรุนแรงพชื จะ
แสดงอาการใบม้วนเข้าข้างใน ลักษณะทีปลาย
จดุ เหลืองกระจายในใบแกค่ ลา้ ยราสนิมในกล่มุ พืชใบ และขอบใบจะแหง้ ดอกรว่ ง และผลมีขนาดเล็กลง
เลียงคู่ เช่น ถวั ฝกยาว ผักกาด สว่ นในพืชใบเลียงเดยี ว ในกะหลาดอกจะแสดงอาการดอกหลวมไม่แน่น
อยา่ งข้าวโพด ใบจะเหลอื งซดี หรอื ขาวเปนทางสลบั แสดงว่าขาด โมลบิ ดินัม
เขยี วระหว่างเสน้ ใบเกิดจากปลายใบสโู่ คนใบ ขอ้ สนั
ตาดอกลดลง ขอ้ ปลอ้ งสนั ใบออกมาซอ้ นๆ กนั ใหผ้ ล อาการพชื เมอื ขาดโปรแตสเซียม
ลดลง แสดงว่าขาด สงั กะสี
ใบแกม่ สี เี หลืองซดี ตามขอบใบ..ขอบใบจะม้วนงอ
อาการพชื เมอื ขาดแมกนีเชยี ม ในเวลาต่อมาขอบใบจะแหง้ เปนมันมีจดุ สนี าตาล
ไหม้ เรมิ จากปลายใบสกู่ ลางใบ ต้นโตช้า หกั ลม้
ใบแกจ่ ะมีอาการมากกว่าใบอ่อน..ใบมีจดุ ประสเี หลือง งา่ ยผลเลก็ รูปรา่ งผิดปกติ สกุ ไม่สมาเสมอ เมลด็
อยทู่ ัวทงั ใบ เหลืองซดี หรอื ขาวระหว่างเสน้ ใบในขณะที เหยี วย่นหรอื บดิ เบยี ว..ถา้ เปนมะเขอื เทศเนือจะ
เสน้ ใบยังคงเขยี ว ตรงขอบจะมจี ดุ สนี าตาล ปลายใบจะ เละ..เมล็ดธัญพืชมีเมลด็ เล็กลีบนาหนักเบา พืชหวั
แหง้ เปนสนี าตาล..บางครงั มสี แี ดงปน..ถ้าขาดรุนแรงใบ จะมีแปงน้อย ใบยาสบู จะมคี ณุ ภาพตา ติดไฟยาก
จะแห้งและตาย พืชทมี ีใบเล็ก มกั โคง้ งอขนึ จากปลายใบ กลินไม่ดี แสดงว่าขาด โปรแตสเซยี ม
ตน้ จะมขี นาดเล็กลงมาก ให้ผลผลิตลดน้อยลงและตน้
พชื ทรุดโทรมอย่างเหน็ ไดช้ ัดกงิ เปราะหักง่าย ผลแก่ช้า อาการพชื กับไนโตรเจน
กว่าปกติ แสดงว่าขาด แมกนีเซยี ม
ไนโตรเจนมากเกนิ ทาํ ให้พืชเกิดอาการเฝอใบ ใบหนา
อาการพชื เมอื ขาดฟอสฟอรัส กว่าปกติ สเี ขียวเข้มลําต้นอวบอ่อน เซลลผ์ ิวเปลอื ก
บาง ลาํ ต้นไมแ่ ข็งแรง เปราะหกั ลม้ งา่ ย ออกดอกตดิ
ใบแก่มีสมี ว่ งแดงบนแผน่ ใบ เสน้ ใบ และลําตน้ ซงึ จะ ผลช้า และมขี นาดเล็กกว่าปกติ เนือผลหยาบ เปลือก
เห็นได้เด่นชัด ทางดา้ นใตใ้ บจะมีสเี ขียวเขม้ ขอบใบ หนา รส/กลิน/สไี มด่ ี
มว้ นงอไหม้ ตน้ โตช้า ผอมสงู พชื บางชนิดอาจมลี าํ ตน้ ไนโตรเจนน้อยเกินไป ทําใหพ้ ชื โตช้า แคระแกรน็ ใบ
บดิ เปนเกลียว เนือไม้จะแขง็ แต่เปราะหักงา่ ย ดอกและ เล็กดอกผลไม่แข็งแรงรว่ งง่าย
ผลทอี อกมาไมส่ มบูรณ์ หลดุ รว่ งจากขัวไดง้ ่าย ผลมี
ความหยาบแขง็ เพราะมีไฟเบอรม์ าก และค่อนข้างจะ
สกุ แกช่ ้ากว่าปกติ แสดงว่าขาด ฟอสฟอรสั
9
สจั ธรรมแหง่ การเอาชนะโรคและแมลงศัตรูพชื
ไมม่ วี ธิ ีการใดวธิ ีการหนึงเพยี งวธิ ีการเดียวสามารถกําจัดโรคและแมลงศัตรูพชื ได้อยา่ งเดด็
ขาดแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ วธิ ีกําจัดโรคและแมลงศัตรูพชื ทไี ดผ้ ลดที สี ดุ ทงั ระยะสนั ระยะ
ปานกลาง และระยะยาว มเี พียงวธิ ีการเดยี วคอื วธิ ีปองกนั กาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพืชแบบ
ผสมผสาน หรือ ไอพเี อม็ . เทา่ นัน
การกาํ จดั แมจ้ ะได้ผลแตเ่ ปนการแก้ปญหาที
ปลายเหตุ กล่าวคือ เมอื พืชถูกศัตรูพชื เขา้
ทาํ ลายแลว้ พชื ยอ่ มได้รบั ความเสยี หายทันที
ความเสยี หายทีเกิดแลว้ ไม่อาจเรยี กคนื หรอื
ทําให้ดีอย่างเดมิ ได้ ทาํ ให้ต้องเสยี ทงั ผลผลติ
ตน้ ทนุ ค่าใช้จา่ ย เวลา แรงงาน และอืน ๆ
มาตรการ การปองกนั เปนวิธีการทีดที สี ดุ โดยสญั ชาตญิ าณของแม่ผีเสอื มักไม่วางไข่ที
เพราะเปนการกาํ จัดศัตรูพืชล่วงหน้าหรอื ระยะ ดา้ นบนใบ เพราะจะทําให้ไข่ถูกแสงแดด นาฝน
ไกลตงั แตย่ ังไมเ่ ขา้ ทาํ ลาย นาค้างและนาทรี ด เปนเหตใุ หไ้ ขฝ่ อฟกไม่ออก
จงึ เลือกวางไขท่ สี ว่ นใตใ้ บหรอื ซอกเปลอื กเพอื
ต้นทนุ คา่ สารเคมีกําจัดโรคและแมลงศัตรูพชื ความปลอดภยั ของไข่ดังนันการทจี ะกําจัดหนอน
ในการทําการเกษตรคิดเปน 30 เปอรเ์ ซน็ ต์ ในต้นไมผ้ ลแบบตดั ไฟต้นลมดว้ ยการทําใหไ้ ข่ฝอ
ของต้นทนุ ทงั หมดเปนตน้ ทนุ ทีจา่ ยโดยตรงยงั สามารถทําไดโ้ ดยการตดั แต่งกงิ ให้โปรง่ จน
มผี ลกระทบจากสารเคมที ีตามมาภายหลัง แสงแดดสอ่ งได้ทวั ภายในทรงพ่มุ แสงแดดจะ
ได้แก่ แมลงธรรมชาติถกู ทําลาย นาและดิน ทําใหไ้ ขห่ นอนฝอไม่อาจฟกเปนตัวหนอนได้
เปนกรดสง่ ผลใหต้ ้นออ่ นแอ การติดตงั สปรงิ เกอรส์ เปรยห์ มอกในทรงพมุ่
เพืออาศัยละอองนาทีพ่นไปกระทบสว่ นใต้ใบ ไข่
การฉีดพน่ สารเคมี เกษตรกรมกั ใช้วิธีปรบั หวั ผเี สอื เมือสมั ผัสกบั นากจ็ ะฝอไม่อาจฟกเปนตวั
ฉีดให้ละอองนาเปนฝอยมาก ๆ และฉีดบาง ๆ หนอนได้เช่นกนั นอกจากนัน นา + ปยุ นา
บนผิวใบทงั นีเพือเปนการประหยคั ทําใหส้ าร ชีวภาพทีมีจลุ ินทรยี ์ + สารสกัดสมนุ ไพร ยงั
เคมีสมั ผัสเฉพาะด้านบนใบพชื ทัง ๆ ทผี ู้ สามารถซมึ เขา้ ไปตามชอกเปลือกของตน้ ทาํ ให้
แนะนําการใช้สารเคมีจะเน้นยาเสมอว่า การ ไขใ่ นซอกเปลอื กนันฝออกี ดว้ ย
ฉีดพ่นสารเคมีนันจะตอ้ งฉีดพ่นให้เปยกทัวทัง
ใต้ใบและบนใบ การฉีดพน่ แตด่ ้านบนใบจงึ
ทาํ ใหศ้ ัตรูพชื จาํ พวกหนอนและราบางชนิดซงึ
อาศัยอยทู่ ีสว่ นใต้ใบรอดพน้ จากสารเคมไี ด้
สารสกัดสมุนไพร 10
ปองกันกําจัดโรคและแมลงศตั รูพชื
หลายวิธี หลายรูปแบบ
ประยุกต์ ผสมผสาน
ได้ผลแน่นอน
ดงั กล่าวแลว้ ว่าไมม่ วี ิธีการกาํ จัดโรคแมลงศัตรูพชื วิธีการใดวิธีการหนึงเพยี ง
วิธีการเดียวไดผ้ ลรอ้ ยเปอรเ์ ซน็ ต์ การใช้มาตรการหรอื วิธีการทงั ปวงเพอื ทงั
ในรูปแบบของการปองกัน และรูปแบบของการกําจัดรว่ มกนั หรอื ผสมผสาน
กันจะทาํ ใหไ้ ดผ้ ลทังในระยะสนั ระยะปานกลาง และระยะยาว ประกอบด้วย
วิธีการตา่ ง ๆ เช่น
วิ ธี เ ขต กรรมปรับ
สม ดุ ลธรรม ชา ติ
สารสกดั สมุนไพร 12
ปองกันกําจัดโรคและแมลงศัตรูพชื
เกษตรกรต้องตระหนักอยูเ่ สมอวา่ ดินคือทีกินทีอยูข่ องพชื
เหมอื นบา้ นเปนทีอยูท่ ีกินของคน เมอื คิดจะปลกู พชื ต้องเตรยี ม
ดินให้พรอ้ มก่อน
โดยดนิ ทดี ตี อ้ งมีองคป์ ระกอบหลัก คือ เปน รองก้นหลมุ ปองกันกําจดั แมลงศัตรูพชื ใน
กลาง หรอื มคี า่ พีเอช. เหมาะสม มีอินทรยี ว์ ัตถทุ ัง
ในเนือดินและคลมุ หน้าดิน มีจลุ นิ ทรยี ์ มีความชืน ดนิ ทาํ ลายเมลด็ พนั ธุด์ ้วย ฟูราดาน
โปรง่ รว่ นซยุ นาและอากาศผา่ นสะดวกไม่สะสม
ปยุ เคมี สารเคมี - ยาฆา่ หญา้ ปนู ขาวปนู มารล์ -โด เปนการปฏบิ ัติทผี ิดต่อดนิ และตน้ พชื กลา่ ว
โลไมท์ ไม่สะสมเชือโรค ไม่ถูกแดดเผา ไมถ่ กู ไฟ
เผา..ไม่ถูกนาทว่ มขังคา้ งนานดนิ เปดใหม่ปลูก คอื ฟูราดานเปนสารเคมมี สี ถานะเปนกรด
อะไรกง็ ามทงั ๆ ทไี ม่ไดใ้ สป่ ยุ เนืองจากในดินเปด
ใหมย่ ังมสี ว่ นผสมขององคป์ ระกอบ หลักของดินดี ซงึ เปนตน้ สาเหตขุ องดนิ เปนกรดฟูราดาน
ครบถ้วน ครนั นาน ๆ ไปองคป์ ระกอบหลกั ทเี คยมี
หมดไป เหลือแตเ่ นือดนิ ลว้ นๆ คณุ ภาพของ ดินจงึ ไมใ่ ช่สารอาหารพชื เมอื ต้นพชื งอกขนึ มา
เสอื ม ดินตายจงึ หมายถงึ ดนิ ทเี สอื มสภาพ
เนืองจากขาดองคป์ ระกอบหลกั อย่างสนิ เชิง รากกจ็ ะดูดซบั ฟูราดานเข้าสตู่ น้ ทําให้ต้น
นันเอง ทังนีต้นพืชไมไ่ ด้กนิ ดินแตก่ ินสารอาหารที
สลายหรอื ละลาย ออกมาในดนิ ไม่สมบูรณแ์ ขง็ แรง แนะนําใหใ้ ช้ ใบสะเดา
ดินทขี าดองคป์ ระกอบหลักอย่างรุนแรง แก่ ใบมะรุมแก่ ใบสาบเสอื แก่ตากแห้ง/บด
เปนตน้ สาเหตขุ องปญหาพืชหลายประการ
ไดแ้ ก่ เกดิ เชือโรค ทางดนิ (ไฟธ็อปเทอรา่ , ปนกากสารสกัดสมนุ ไพร ทสี ารออกฤทธิ
พเิ ทยี ม, ฟซู าเลียม, ไรซอ็ คโทเนีย, สเคลโร
เทยี ม, มาโคโฟมนิ ่า, ไสเ้ ดือนฝอยรากปม, อ่อนแล้วแห้งหรอื สดกไ็ ด้ ผสมปยุ อินทรยี ์
รา, แบคทเี รยี , ไวรสั ) ตรงึ ปยุ หรอื ไม่ตอบ
สนองตอ่ ปยุ เปน ดา่ งจัดหรอื กรดจดั รองกน้ หลมุ จะช่วยปองกนั แมลงศัตรูพืชใน
ดินดตี ามคณุ สมบตั ิทกี รมพฒั นาทีดนิ กําหนด ดนิ เมือเน่าสลายก็จะกลายเปน ปยุ พืช
เมือ..ใสป่ ยุ ลงไปต้นพชื สามารถนําไปใช้ได้
เพยี ง 2-4 สว่ นใน 10 สว่ น ปยุ ทีเหลอื จากการ สดบํารุงดนิ และพืชตอ่ ไปกากกล้อมแกลม้
ใสแ่ ต่ละครงั นันจะสะสมขนึ เรอื ย ๆ กลายเปน
ปยุ ตกค้าง เมอื ตก..ค้างมากๆ ดินก็จะมีสภาพ ทคี นั หรอื กรองนาออกไปใช้ หมดแล้ว
เปนกรด ในแกลบดบิ และหญ้าแฝกมีธาตซุ ลิ ิ
กา้ เมือใสแ่ กลบดบิ บาํ รุงดนิ เปนประจาํ จะช่วย สภาพสดหรอื แหง้ ผสมปยุ อินทรยี ใ์ ช้รอง
ใหต้ ้นพชื ได้รบั ซลิ กิ า้ เปนประจาํ
กน้ หลมุ
ช่วงฤดหู นาวทีอากาศหนาวจดั ระบบราก
ของพชื จะไมท่ าํ งาน แนวทางแก้ไขทาํ ได้
โดยการให้ธาตุ สงั กะสี ทางดินล่วงหน้า
ก่อนทีความหนาวจะมาถงึ ควบคูก่ บั ให้
ธาตรุ อง ธาตเุ สรมิ ทางใบ
ดนิ สภาพเปนกรดนอกจากเปนต้นสาเหตุ
ใหเ้ กิดโรค ทางดินแลว้ ยังตรงึ ปยุ
ฟอสฟอรสั และ โปรแตสเซยี ม ไว้ไมป่ ล่อย
ให้ต้นนําไปใช้
13
ดินเปนกรดมักเกดิ เชือโรคไฟธอปเทอรา่ (โรค จากนันกใ็ ห้ทาํ การบํารุงตามปกติจนกระทงั เก็บ
ราก เน่าโคนเน่า) เสมอเพราะเชือไฟธอปเท เกียวผลผลติ ..ต้นโทรม หมดรุน่ ก็ให้ถอนรอื ต้น
อรา่ จะเกดิ ขนึ เอง ตามธรรมชาตเิ มือดินเปนก ทงิ ไป..นําดินในถงุ มาผ่านกรรมวิธีฆา่ เชือโรค
รดจัด ถา้ ดนิ ไม่เปนกรดก็จะ ไมเ่ กิด เมอื เกดิ เก็บไว้ปลกู รุน่ ต่อไปได.้ .หรอื ก่อนเกบ็ เกียว
โรครากเน่าโคนเน่า..เกษตรกรจะใช้สารเคมี ผลผลติ ต้นโทรม..อาจจะเตรยี มดินไว้เปลียน
รดทดี นิ โคนตน้ เพือกาํ จดั เชือไฟธอปเทอรา่ ก่อนแลว้ กไ็ ดเ้ พอื ไมใ่ หเ้ สยี เวลา..การปลกู กับดนิ
ซงึ กไ็ ด้ผล..เพราะสารเคมีสามารถกําจดั เชือ ในถงุ แม้จะปลกู ทีเดมิ แต่ไม่ไดป้ ลกู ในดนิ เดมิ ดิน
โรคได้จรงิ ครนั เวลา 3 เดือนผา่ นไป สารเคมี ในถงุ เปนดนิ ใหม.่ .เปรยี บเสมือนซาทีแตไ่ มซ่ าดิน
หมดฤทธิ..เชือไฟธอปเทอรา่ กเ็ กิดใหม่ ไม่เปนการปลูกซาซากและดินไม่มกี ารสะสม
เกษตรกรกร็ ดด้วยสารเคมีตวั เดมิ อกี เชือ เชือโรค เพราะเปลียนดนิ ทกุ รุน่ นันเอง
ไฟธอปเทอรา่ ก็ ตายอีก อกี 3 เดือนผา่ นไป
สารเคมีหมดฤทธิ เชือไฟธอปเทอรา่ กเ็ กดิ ใหม่ ปรบั ดินเข้าหาพืช หมายถงึ การปฏิบัติตา่ ง
อีก หมนุ เวียนอยอู่ ย่างนี ทงั นีเนืองจากสาร ๆ ตอ่ ดินเพอื ใหด้ ินมสี ว่ นประกอบ หรอื สว่ น
เคมีนันไมไ่ ดแ้ กค้ วามเปนกรดของดนิ หรอื ดนิ ผสมของวัสดบุ าํ รุงดินทเี หมาะสมสาํ หรบั พืช
ยงั คงเปนกรด อยู่นันเอง การราดสารเคมลี ง แตล่ ะชนิด - ประเภท ใน กรณีทีไม่สามารถ
ดินยิงเปนการเรง่ ให้ดินเปนกรดจัดยิงขนึ เลอื กพนื ทีเพาะปลูกตามต้องการได้ เช่น พืช
เพราะสารเคมีมสี ถานะเปนกรด แนวทางแก้ไข อายสุ นั ฤดูกาลเดียว/อายขุ ้ามป...พืชอายุ
คอื ตอ้ งแก้ดนิ ทเี ปนกรดให้เปนกลางเมือดนิ ยาวหลายป ระยะกลา้ ระยะสะสมอาหาร
เปนกลางแล้วเชือไฟธอปเทอรา่ จะตายไปเอง ระยะดอก/ผล
และไมเ่ กิดเชือชุดใหม่อกี ..เพราะเชือไฟธอปเท
อรา่ อยู่ไมไ่ ด้ในดนิ ทมี ีสภาพเปนกลาง ปรบั พชื เข้าหาดนิ หมายถงึ การเลือกสรร
ชนิด..ประเภทของพชื ทีสามารถเจรญิ
ซาท-ี ซาดนิ พืชลม้ ลกุ หรอื พืชอายสุ นั ฤดกู าล เติบโตได้ดีหรอื พืชทชี อบดินแบบทเี ปน
เดยี ว เมอื ปลูกซาทเี ดิมหลาย ๆรุน่ แบบทเี รยี ก อย.ู่ .ในกรณีทไี มส่ ามารถปรบั ปรุงหรอื
ว่าปลกู ซาซาก ดินที ปลูกมักเกดิ การสะสมเชือ แก้ไข..อยา่ งถาวรไดเ้ ช่น..ดินเค็มหรอื พืนที
โรคจนกระทังไม่สามารถปลกู ..พืชไดอ้ กี ลักจืดลกั เค็ม (นา ทะเลหนุน) ควรเลือก
แนวทางแก้ปญหาคอื ..ไมป่ ลกู ลงบนพนื ดนิ มะขามเทศ มะมว่ ง มะพรา้ ว
โดยตรง แตใ่ ช้วิธีผสมดนิ ปลกู ใหด้ ี บรรจใุ สใ่ น
ถงุ พลาสตกิ ขนาดใหญ่ (ถงุ ดาํ ใสข่ ยะ) 2 ถงุ ดนิ ทมี ีสภาพเปนกรดให้ใสป่ ยุ หมกั ชีวภาพ
ซอ้ นกัน เจาะรูทีกน้ ถงุ สาํ หรบั ระบาย นา นํา ทมี ี จลุ ินทรยี บ์ อ่ ย ๆ และดนิ ทเี ปนดา่ งใหใ้ ส่
ถงุ บรรจดุ ินแล้วไปตงั ณ จดุ ทตี ้องการ ถา้ เปน ปยุ คอก ปยุ อนิ ทรยี ์ อย่างสมาเสมอ...เสรมิ
พืช ประเภทพมุ่ (มะเขือ พรกิ ) เมือวางแลว้ ดว้ ยปยุ เคมีทมี ีสว่ นประกอบของ กํามะถนั
ใช้ได้เลย แต่ถ้า เปนพชื เลือย (แตง มะระ ฯลฯ) (S) จลุ ินทรยี ์ สามารถแก้ไขได้ทงั ดินที
ใหท้ ําค้างข้างถงุ สาํ หรบั ให.้ .เถาเลอื ยขนึ ไป เปนกรดและเปนด่างให้เปนกลางได้
15
WATER
แมว้ า่ นาจะมปี ระโยชน์ตอ่ การเจริญเตบิ โตของพชื ทกุ ชนิดอยา่ งมาก แต่
ถา้ ต้นพชื ไดร้ ับนามากเกนิ ไป ประโยชน์กจ็ ะเปลยี นเปนโทษทนั ที กลา่ วคอื
นาทขี ังคา้ งในดินโคนต้นเปนสาเหตใุ ห้เกดิ เชือ ราไฟธอปเทอรา่ (โรครากเน่าโคนเน่า) และเชือโรค
ทางดินอนื ๆ อีกหลายชนิด นอกจากนาทขี งั ค้างเปนเวลานานยงั เปนตน้ เหตใุ หด้ นิ เปนกรดอีกด้วย
ละอองสารเคมีทีปลวิ ลงนา เมอื นํานานันขนึ มารดโคนตน้ ไม้ สารเคมีจะทาํ ให้ดนิ เปนกรด
นาทมี สี ภาพเปนกรด หรอื เปนดา่ ง เมือนําขนึ มารดตน้ พชื จะสง่ ผลให้ตน้ พืชไม่เจรญิ เติบโต ออ่ นแอ
และไม่มีภูมิตา้ นทานโรค เมือใช้นานีไปนานๆดินจะเกดิ การ สะสมกรดจากนาจนกระทังกลายเปน
ดนิ กรดจดั
สารสกัดสมนุ ไพร 16
ปองกนั กําจัดโรคและแมลงศัตรูพชื
• กาํ จดั หนอนด้วยนา ธรรมชาตขิ องหนอนมีขอ้ น่า สงสยั หลายอยา่ ง เช่น ทาํ ไมแม่ผเี สอื จงึ ไมว่ างไข่ที
ด้าน บนของใบพชื คาํ ตอบก็คือ เพราะแม่ผีเสอื เกรงว่าไข่จะถูก แสงแดดหรอื นาจนทําให้ไข่ฝอ หรอื
ทําไมแมผ่ ีเสอื จงึ เลือกวางไข่แตต่ ามใบพืชทีคนกนิ คําตอบก็คือ เพืออาศัย ใบพืชเปนอาหารของตวั
หนอน เมือหนอนออกจากไขน่ ันเอง จากลกั ษณะทางธรรมชาตนิ ีไดก้ ลายเปนจดุ ออ่ นของหนอน ดงั นัน
การตดิ ตงั สปรงิ เกอรแ์ บบสเปรยห์ มอก (ไมโครสปรงิ เกอร)์ เพืออาศัยละอองนาทีฝอยเหมอื นละออง
หมอกพดั โชยเขา้ สใู่ ต้ใบ นาก็จะทําใหไ้ ข่หนอนฝอ เมอื ไขห่ นอนฝอไม่อาจฟกเปนตวั หนอนได้ จาํ นวน
หนอนก็ จะลดลงเอง การใช้เครอื งฉีดพ่นแบบหวั ฉีดธรรมดาๆ ละอองนามักสมั ผัสเฉพาะสว่ นบนใบ
เทา่ นัน การแหยห่ วั ฉีดไปทสี ว่ นใตใ้ บให้ได้ทกุ ใบของพชื ทกุ ต้นทวั ทังแปลง นันเปนสงิ ทีทําไมไ่ ด้ เพราะ
ต้องเสยี เวลามาก แนวทางปฏิบตั ิ คือ ใหต้ ิดตงั สปรงิ เกอรแ์ บบสเปรยห์ มอกแทนการใช้เครอื ง ฉีดพน่
ธรรมดา ๆ ซงึ สปรงิ เกอรจ์ ะช่วยประหยัดเวลา และสามารถทาํ งานได้หลายรอบในแตล่ ะวันตาม
ตอ้ งการ อกี ดว้ ย
หมายเหตุ : นาจากสปรงิ เกอรแ์ บบหัวเหวียงหมนุ (มนิ ิสปรงิ เกอร)์ ฉีดพ่นนาเปนเมด็ ขนาดใหญ่ ไม่
สามารถปลิวลมตลบลงใตใ้ บพชื ได้ ซงึ ต่างจากสปรงิ เกอรแ์ บบสเปรย์ หมอกทเี มด็ นามีขนาดเลก็
มาก เมอื มลี มพดั เพียงเบา ๆ ละอองนาจะปลิวตกลงลงสดู่ า้ นลา่ งหรอื สว่ นใต้ใบเอง นอกจากนีสปรงิ
เกอรแ์ บบสเปรยห์ มอกยงั มีความเหมาะสมอย่างยงิ สาํ หรบั การใช้สารสกัดสมนุ ไพร เพราะสาร
สกัดสมนุ ไพรอยู่ได้ทนน้อยกว่าสารเคมี กลา่ วคือ หาก ทําการฉีดพ่นสารสกัดสมนุ ไพรผ่านสปรงิ เก
อรส์ เปรย์ หมอกในช่วงเย็นทกุ วันหรอื ทกุ ...3...วันหรอื ฉีดพน่ ช่วงเช้าตรูเ่ พือชะล้างช่อดอกจะ
สามารถปองกันและกาํ จัดเชือราเข้าทําลายช่อดอกได้อย่างแน่นอนหรอื ฉีดพน่ ช่วงอากาศรอ้ นจัด
สามารถปองกันกาํ จัดเพลยี เข้าทําลายดอกผล และใบออ่ นไดด้ ี
นาทเี ปนกรดโดยสงั เกตได้จากมีหญ้าทรง กระเทียมขนึ มสี าหรา่ ยหางกระรอกขนึ นาใสเหมอื นตา
ตกั แตน แก้ไขด้วยการใส่ ปยุ นาชีวภาพ จากนันสงั เกต ถา้ หญา้ ทรงกระเทียมและสาหรา่ ยหาง
กระรอกตาย แสดง ว่านาเรมิ หายจากเปนกรด
17
จากคําแนะนาํ เดมิ วา่ ควรปลกู พชื อายุสนั
ฤดกู าลในชว่ งฤดกู าลทีไมม่ ศี ัตรพู ชื ของพชื อายุสนั
ชนดิ นนั ๆ ระบาด ดเู หมอื นวธิ กี ารนจี ะใชไ้ มไ่ ดผ้ ลเสยี แล้ว เพราะ
1. แมไ้ มม่ แี มลงศัตรูพชื แตย่ งั มโี รคทงั ใตด้ นิ บนดนิ และมาโดยพาหะอนื ๆ
2.แมลงศัตรูพชื หลายชนิดสามารถปรับตวั เขา้ กบั สภาพอากาศประจําฤดกู าลทเี ปลยี นแปลงได้
ดงั จะเหน็ เพลยี ไฟเขา้ ทาํ ลายใบออ่ นไมผ้ ลไดต้ ลอดป
3. ศัตรูพชื ประเภทสตั วม์ มี ากประเภทจนจดจําไมไ่ หว แตล่ ะฤดกู าลทสี ภาพอากาศแตกตา่ งกนั
นันนับเปนปจจัย สาํ คญั ทสี ง่ เสริมใหโ้ รคและแมลงศัตรูพชื ระบาดเกษตรกร ตอ้ งรู้วา่ ฤดหู รือสภาพ
อากาศแบบไหน มโี รคและแมลง ศัตรูพชื อะไรระบาด เชน่
ผกั ชชี ว่ งหน้าฝนมกั ถกู เมด็ ฝนกระแทกกา้ นใบ ทาํ ใหเ้ กิดแผล ความชนื จากฝนทาํ
ใหเ้ กิดเชอื รา แกไ้ ข ดว้ ยการลดพนื ทปี ลกู ใหเ้ ปนแปลงขนาดเลก็ พร้อมกบั ทาํ หลงั คา
พลาสตกิ แบบปด-เปดได้ปองกนั เมด็ ฝนและฉีดพน่ สารสกดั สมนุ ไพรลา้ งตน้ ลา้ งใบ
ทนั ทที ฝี นหยดุ
ชว่ งหน้าหนาวรานาคา้ งมกั ระบาด แก้ไขดว้ ยการฉีด พ่นสารสกดั สมนุ ไพรก่อน
พระอาทติ ยข์ นึ หรือก่อนนาคา้ ง ทเี กาะตามใบแหง้ ถา้ รานาคา้ งจับบนใบ ดา้ นใต้ใบ
จุดทตี รงกนั มกั มเี ชอื ราแปงเกดิ ร่วมดว้ ยเสมอ
มะมว่ งแทงชอ่ ดอกหน้าแลง้ ซึงอากาศร้อนจัด ความร้อนทาํ ใหเ้ กสรฝอและเพลยี
ไฟระบาดแก้ไขดว้ ยการเปดสปริงเกอร์สเปร์ยหมอกสร้างความชนื สมั พทั ธ์ในอากาศ
ชว่ งเวลาทอี ากาศร้อนจัดพร้อมกบั บาํ รุงเลยี งวชั พืชใหช้ ว่ ยรักษาความชนื หน้าดนิ
เปนต้น
18
แสงแดด
ความร้อนจากแสงแดดทสี าดสอ่ งเข้าไปใน
ทรงพ่มุ จนทวั นอกจากชว่ ยกาํ จัดและยบั ยงั
การเจริญเติบโตของเชอื ราทอี าศัยเกาะกนิ
ทเี ปลอื กของไมผ้ ลประเภทออกดอกตามลาํ
ต้นเชน่ ทเุ รียน ชมพู่ ลองกอง มะไฟ ขนุน
และชว่ ยทาํ ใหไ้ ขแ่ มผ่ เี สอื ฝอเปนการลดจํา
นวนประชากรหนอนไดอ้ กี ดว้ ยสภาพ
อากาศหลงั ฝนตกแลว้ แดดออกเปนชว่ งที
เชอื รา แอนแทร็คโนส (โรคผลเน่าใบจุด)
แพร่ระบาดไดด้ ที สี ดุ เพราะนาฝนตกใหมๆ่
มสี ถานะเปนกรดเหมาะตอ่ การเจริญ
เติบโตของเชอื ราแนวทางแกไ้ ขทาํ โดยฉีด
นา + สารสกดั สมนุ ไพร ลา้ งนาฝนออกจาก
ใบทนั ทหี ลงั ฝนหยดุ
19
วธิ ีกล ...
ดว้ ยอุปกรณ์
เครืองมอื
สารสกดั สมุนไพร 20
ปองกันกาํ จัดโรคและแมลงศตั รูพชื
กบั ดกั สเี หลอื ง
หมายถงึ การใชว้ สั ดุสเี หลอื งสดใสเปนตวั ลอ่ ให้ แมลงประเภทออกหากนิ กลางวนั บนิ เขา้ หา...ทงั นี
ธรรมชาตนิ ิสยั ของแมลงกลางวนั จะชอบเขา้ หาสเี หลอื ง เสมอ ทตี วั วสั ดสุ เี หลอื งนันใหท้ าดว้ ยกาว
เหนียว เรียกวา่ กบั ดักกาวเหนียว คณุ สมบัติต้องมคี วามทนทานตอ่ นาฝน แสงแดด และสายลม ซึง
ควรอยคู่ งทนไมน่ ้อยกวา่ 10-15 วนั เพอื เปนการประหยดั เวลา ประโยชน์ของกับดกั กาวเหนียว มี
หลายประการ เชน่
1.ลอ่ ใหแ้ มลงบินเข้าหาแลว้ ติดกาวเหนียว ทาํ ใหแ้ มลงไมส่ ามารถบินไปทตี น้ พืชได้
2.เพือเปนการพยากรณ์ใหร้ ู้ลว่ งหน้าวา่ ในอนาคตอนั ใกลจ้ ะมแี มลงศัตรูพชื ชนิดนีระบาดทงั นีรู้ได้
จากการนับจํานวนแมลงทมี าติดกบั ดกั นัน การรู้ลว่ งหน้าจะทาํ ให้ ปองกนั ไดท้ นั
3.กับดักสเี หลอื งเหมาะสาํ หรับลอ่ แมลง เพลยี ออ่ น เพลยี จักจัน เพลยี ไกแ่ จ้ ผเี สอื หนอนชอนใบ
แมลงหวขี าว
4.กบั ดักสเี หลอื งออ่ น สขี าว และสฟี า เหมาะ สาํ หรับลอ่ แมลง เพลยี ไฟ การติดตงั กบั ดักใหต้ ดิ ที
บริเวณใจกลางแปลง เหนือ ยอดพืช 30-50 ซม.
21
กบั ดกั แสงไฟ (ลอ่ ) 2. ติดหลอดไฟสมี ่วงบนแผน่ สงั กะสขี นาดใหญ่
แล้วติดหลอดไฟสมี ่วงบนแผ่นสงั กะสี นําแผน่
หมายถงึ การใช้แสงสว่างจากหลอดไฟฟา (หลอด สงั กะสนี ี ติดตงั ทีรมิ สวน หันหน้าแผ่นสงั กะสี
กลม หลอดนีออน) หรอื ตะเกยี งเจา้ พายุ หรอื ด้านทตี ดิ หลอดไฟสมี ว่ งเขา้ หาใจกลางสวน เพอื
ตะเกียงอืนทีมี แสงสว่างพอ กรณีหลอดไฟฟาที ลอ่ ใหแ้ มลงจากใจกลางสวน...ออกไปหาทพี ืน
เปนแสงสมี ่วงในตวั เองสามารถใช้ไดเ้ ลย แตถ่ า้ แผน่ สงั กะสดี ้านทีตดิ หลอดไฟสมี ่วงให้ ทาด้วย
เปนหลอดไฟฟาทมี ีแสงสขี าวปกตกิ ็ตอ้ งหาวัสดุ กาวเหนียว เมือแมลงบนิ เข้าไปเล่นแสงไฟสมี ว่ ง
มาห้มุ หรอื ดดั แปลงเพอื ใหแ้ สงทีออก มาเปนแสง ก็จะติดกาวเหนียวบนแผ่นสงั กะสเี องแผ่นสงั กะ
สมี ว่ งสว่ นตะเกยี งกใ็ หท้ ําเช่นเดยี วกัน...ทงั นี สที ใี ช้ควร มีขนาดใหญ่สามารถบังแสงเมอื มอง
ธรรมชาตนิ ิสยั ของแมลงกลางคืนชอบบินเขา้ เล่น มาจากภายนอกสวนได้โดยไม่เหน็ แสงสมี ว่ ง
แสงสว่าง แต่ถ้าเปนแสงสมี ว่ งจะชอบเปนพิเศษ มฉิ ะนันจะกลายเปนการเรยี กแมลงจากภาย
การติดตงั ทาํ ได้ 2 แบบ คือ นอกเข้ามาสมทบ
1.แขวนหลอดไฟสมี ่วงเดยี ว ๆ เหนือยอดต้น กับดักแสงไฟ (ไล่)
พชื ..ณ..ความสงู ทีคดิ ว่าแมลงสามารถมอง
เหน็ ได้ระยะไกล ๆ แล้วมภี าชนะปากกว้างใส่ ธรรมชาตินิสยั ของแมลงกลางคนื จะเกลยี ด
นา+นามันขโี ล้ หรอื ผงซกั ฟอก เพอื ให้แมลง แสงสสี ม้ หรอื สเี หลือง เมอื เหน็ แสงไฟสสี ม้
ทบี นิ มาเลน่ แสงสมี ว่ งตกลงไป....นามนั ขโี ล้ หรอื สเี หลอื งจะ บินหนี โดยแผ่นสงั กะสที า
หรอื ผงซกั ฟอกจะทาํ ใหป้ กเปยกไม่สามารถ กาวเหนียวติดแสงไฟสมี ว่ งดัง กลา่ ว ด้าน
บินตอ่ ไปได้ กรณีทรี ะยะหลอดไฟสมี ่วงสงู หลังของแผน่ สงั กะสซี งึ หันไปทางดา้ นนอก
จากภาชนะดกั จับด้านล่างห่างกันมาก แมลง สวนอยู่แลว้ นันกใ็ หต้ ดิ หลอดไฟสสี ม้ หรอื สี
อาจจะไม่ตกลงนาแตบ่ ินหนีไปทอี ืนไดใ้ หเ้ พิม เหลอื ง เพือใช้ สาํ หรบั ขับไลแ่ มลงจากนอก
หลอดไฟฟาสขี าวทปี ากภาชนะดกั จบั อีกชัน สวนไมใ่ ห้เขา้ มา..เปนการเสรมิ ความแน่
หนึง เมือแมลงบนิ มาเล่นแสงไฟสมี ว่ งแลว้ จะ นอนอกี ชันหนึง
ลดระดับความสงู บนิ ลงตาแล้วตกลงนาใน ตะเกียงเจ้าพายหุ รอื หลอดไฟฟา..ติดตงั
ภาชนะดักล่อเอง....หรอื จะตดิ ตงั หลอดไฟสี เหนือนาในบ่อลอ่ เพลียกระโดดสนี าตาลที
ม่วงทกี ลางสระนา ณ ความสงู มากๆ ทผี วิ นา กาํ ลังระบาดในนาขา้ ว ให้เขา้ มาเลน่ แสงไฟ
ติดหลอดไฟสขี าวอีกชันหนึง เมือแมลงบนิ มา แลว้ ตกลงไปในนา เปนการกําจัด เพลยี
เลน่ แสงไฟสมี ่วงแลว้ ลงมาทหี ลอดไฟสี ขาวที กระโดดสนี าตาลได้อย่างดี
ผิวนากจ็ ะตกลงนาเปนอาหารปลาตอ่ ไป
สารสกดั สมนุ ไพร 22
ปองกนั กาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพชื
กับดักกลินล่อ ตัวหํา-ตัวเบยี น
แมลงวันผลไม้ หรอื แมลงวันทองเปนศัตรูพชื ทมี ีนิสยั ตัวหา-ตวั เบยี น คือ แมลงธรรมชาตซิ งึ ทางภาษา
ชอบกลนิ เมือได้สมั ผัสกบั กลนิ ทีชอบจะบินเข้าหาให้นํา วิชาการเรยี กว่า แมลงศัตรูธรรมชาติ มีการดาํ รง
กลนิ ทีแมลงวันทองชอบใสใ่ นกบั ดักแล้วแมลงวันทอง ชีวิตดว้ ย การกนิ แมลงศัตรูพชื ซงึ นอกจะไมก่ ัดกิน
จะเขา้ ไปในกบั ดักนันเองในกบั ดกั อาจมีสารพิษฆ่า พชื เปนอาหารแล้ว แมลงธรรมชาตบิ างชนิดยังช่วย
แมลงวันทองเพือเรง่ ใหต้ ายเรว็ ๆ หรอื ปล่อยใหต้ ิดอยู่ใน ผสมเกสรอีกด้วย แมลง ธรรมชาตจิ งึ เปรยี บเสมอื น
กับดักนาน ๆ กต็ ายไปเองเหมือนกนั กลนิ สงั เคราะหล์ อ่ ผู้คอยช่วยเหลือเกษตรกรในการกาํ จัดโรคและแมลง
แมลงวันทอง ไดแ้ ก่ ยจู ินอล กลนิ ธรรมชาติ ไดแ้ ก่ ใบ ศัตรูพืช
กระเพรา ดอกดีหลี ใบพลปู า ใบพลบั พลงึ ใบเขยี วหมนื ตัวหา (เปนคาํ กรยิ า) หมายถงึ อาการทีแมลง
ป ดอกยโี ถ ใช้ผลไม้รสหวานสกุ งอมจนกลนิ ฉุน ฝาน ธรรมชาตกิ ดั กนิ แมลงศัตรูพืชเปนอาหาร คาํ ว่า “ หา
บาง ๆ ทาเคลอื บดว้ ยสารเคมี แขวนไว้ในทรงพ่มุ ทมี ี คือ การเข่นฆ่าแบบหาหนั ใหต้ ายไปเลยนันเอง
แมลงวันทองรบกวน...กลนิ หอมหวานของผลไม้สกุ จะ
กําจดั ศัตรูนาขา้ วเรยี กแมลงวันทองเข้ามาตอมดดู กิน...เมือแมลงวันทอง
ดูดกนิ นาหวานจากผลไมก้ ็จะกนิ สารเคมเี ข้าไปดว้ ย
หนู-ปนู า ธรรมชาตขิ องหนูนา และปนู า ตอ้ ง ขดุ
รูอยอู่ าศัยตามคนั นาหรอื บรเิ วณโคกทีนาท่วมไม่
ถงึ ให้ทําคันนาเตีย ๆ แล้วปล่อยนาใหท้ ่วมคนั นา
(นาไม่ ท่วมตน้ ข้าว) และบรเิ วณทโี คก นาน 2-3
วันตดิ ตอ่ กนั โดยไมใ่ ห้กระเทือนตน้ ข้าว นาทที ว่ ม
คันนาจะเข้าไปในรูหนู รูปู จนหนูและปอู ย่ไู มไ่ ดก้ ็
จะอพยบหนีไปอยทู่ ี อืน...จบั หนูนาเปน ๆ ตวั
ขนาดใหญ่ ใช้พรกิ ขหี นู สดเผด็ จดั ยัดรูทวาร
หนูจะเกดิ อาการแสบรูทวารอย่าง รุนแรง วิง
กลับรูแล้วไลก่ ัดเพอื นหนูด้วยกนั หวังจะใหช้ ่วย
เอาพรกิ ออกจากรูทวาร เพือนหนูไม่รูก้ ็ตอ้ งวิง
ผลไม้ทถี ูกแมลงวันทองทําลายรว่ งหลน่ ทพี ืนดินโคนตน้ หนี หนูที แสบรูทวารก็จะรบกวนหนูตัวอนื ตอ่ ไป
ควรนําผลไมท้ รี ว่ งนันไปทําลายด้วยการฝง เผา ทงิ นาเพือ เรอื ย ๆ จนเกิด ความว่นุ วายอยู่ไม่ไดต้ ้องทงิ รู
ทําลายตัวหนอนทอี ยใู่ นผลไมไ้ มใ่ ห้เจรญิ เติบโตเปนตัว (ทิงเพือน) หนีไปอยู่ทีอืนเมือรูนีไมม่ ีเพือนหนูตวั
แมลงวันทองตอ่ ไป ทแี สบรูทวารก็จะไปรบกวนเพือน หนูรูอืนตอ่ อกี
เหยอื ลอ่ แมลงวนั ผลไม้ ด้วยความทรมาน รบกวนทกุ รูจนหนู ทงั หมดอยู่
สตู ร 1 : นา 1 ล. + ปสสาวะ 1 ถ้วย + กลนิ วานิลลา 1 ไมไ่ ด้
ถว้ ย + นาตาล 100 กรมั + เบญจมาศแห้งบดละเอยี ด
10 กรมั ผสมให้เขา้ กนั ดี ใสใ่ นกบั ดกั ปนู า ใช้กงิ สะเดาสด ตดั เปนทอ่ นยาว 2-3 นิว
สตู ร 2 : นา 1 ล. + เบญจมาศแห้งบดละเอียด 1 ช้อนชา ทบุ พอบบุ แลว้ หว่านกระจายในผนื นาใหแ้ ตล่ ะ
นาผงึ 1 ถว้ ย + ผงกลนิ วานิลลา 1 ช้อนชา + เนือ ชินตกห่าง กนั ประมาณ 2-3 ม.ขณะทมี ีนา
แตงกวาบด 1 ถว้ ย ผสมใหเ้ ข้ากันดี ใสใ่ นกับดัก ประมาณ 1 ฝามือ นายางในสะเดาจะออกมา
สตู ร 3 : นา 1 ล. + สารสกดั จากยีสต์ 6 มก. + โซเดยี ละลายกับนา เมอื ปนู าไดร้ บั นายาง สะเดาจะเกดิ
มซลั ไฟด์ 0.5 กรมั ผสมให้เข้ากันดี ใสใ่ นกบั ดัก อาการก้ามหลดุ ปนู าเมอื ไม่มกี ้ามกไ็ ม่ สามารถ
หมายเหต:ุ แมลงวันผลไม้ทเี ขา้ ไปตายในกับดกั ทําให้ จบั ต้นขา้ วกัดกินได้
ปรมิ าณโปรตนี (จากแมลงวันทตี าย) เพิมขนึ ตลอดเวลา
กลนิ โปรตีนจากซากแมลงวันทีตายจะล่อใหต้ วั อนื เข้าไป
ในกับดักอีก ทาํ ให้มอี ายใุ ช้งานนาน ข้อมูล : เกษตรกรประเทศออสเตรเลยี ใช้เปนประจํา
23
หอยเชอรี เลือกพืนทีนาดา้ นล่มุ สดุ ของนาทีคาด ว่า ขบั ไลด่ ว้ ยกลนิ
เมอื ปลอ่ ยนาออก นาจะไหลผ่านพนื ทีนี ทําแอ่งนา
ลกึ จากพนื ระดับปกติ 20-30 ซม. กว้างประมาณ 1 ใช้มนั สาํ ปะหลังสดแขวนไว้ในทรงพ่มุ ไมผ้ ลช่วง ผล
ตร.ว.ทําหลงั คาบงั แดดนําใบมะละกอสดหรอื
ใบตาํ ลงึ สด หรอื ใบมันสาํ ปะหลงั สด ใสล่ งไปในแอง่ แก่ใกล้เก็บ สามารถขับไลค่ ้างคาวให้หนีไป เพราะ
นานัน ทําการ ปลอ่ ยนาออกจากนาให้นาไหลช้า ๆ
เพือใหห้ อยเชอรรี ูต้ ัวว่านากาํ ลังจะแห้ง เมอื หอย ค้างคาวไมช่ อบกลนิ มนั สาํ ปะหลัง
เชอรรี ูว้ ่ากาํ ลังจะแหง้ ก็จะออกเดนิ ทางตามนาไป
เพราะมันใจว่า ณ จดุ ทนี าไหลไป นันจะต้องมีนา ใช้ตาข่ายขงึ กลางอากาศสงู ๆ ระหว่างต้นไมผ้ ล
มากกว่า ครนั เมือเดนิ ทางมาถงึ แอ่งแล้ว พบอาหาร
โปรดและมีระดับนาลกึ กว่า สามารถใช้เปน แหล่ง ขวางเสน้ ทางบินของค้างคาว (ธรรมชาติของ
อาศัยได้ก็จะกดั กนิ อาหาร จากนันกใ็ หล้ งมอื จับ
หอยเชอรนี ําไปฝงโคนตน้ ไมผ้ ลหรอื นําไปทาํ ปยุ นา คา้ งคาวจะ บนิ เสน้ ทางเดมิ ประจํา) ตาข่ายจะดกั จับ
ชีวภาพการกาํ จดั หอยเชอรแี บบทําใหต้ ายในเนือนา
เปลือกหอยทฝี งอย่ใู นดินมโี อกาสบาดเท้า ค้างคาวได้ เมอื ตวั ใดตดิ ตาข่ายกจ็ ะสง่ เสยี งรอ้ ง ทํา
ให้ตัวอนื ไมก่ ล้าเขา้ ใกล้แล้วหนีไป อาการรอ้ งของ
คา้ งคาวนีเคยมีเกษตรกรบางรายจับค้างคาวใสก่ รง
ไปแขวนไว้ในสวน พอถงึ ช่วงกลางคนื ค้างคาวใน
กรงจะสง่ เสยี งรอ้ งทําให้เพือคา้ งคาว ตวั อนื ๆไมก่ ลา้
เข้ามาในสวน
จดุ ประทัด ตปี บ เปนเสยี งดังขับไล่
กอ่ สมุ ควันไฟดว้ ยใบมันสาํ ปะหลงั สด หรอื กอ่ ไฟ
แล้วโรยดว้ ยกาํ มะถันผง หรอื ยาฉุน ช่วงทคี ้างคาว
เรมิ เขา้ มา กลนิ กาํ มะถันและกลินยาฉุนจะช่วยขับ
ไลค่ ้างคาว ไม่ใหเ้ ข้าทําลายผลไม้ได้
ติดหลอดไฟใหเ้ กดิ แสงสว่างในสวนไม้ผล กส็ ามารถ
ไลค่ ้างคาวใหห้ นีหรอื ไมเ่ ข้าสวนได้
ผลไมท้ หี อ่ ดว้ ยกระดาษหรอื ถงุ พลาสตกิ ค้างคาวรู้
จงึ ฉีกถงุ เขา้ กดั กนิ ผลไม้ แกไ้ ขดว้ ยการใช้ถงุ ตาข่าย
ไนลอ่ นทมี คี วามเหนียวทานแรงเขียวของคา้ งคาว
ได้
ขบั ไลด่ ว้ ยรสเผด็ จดั -ขมจดั หมายเหตุ : ทกุ วิธีการขบั ไล่คา้ งคาว สามารถใช้ได้ ผล
เพียงระยะสนั ๆ หรอื ได้ผลเพียง 2-3 ครงั เท่านัน ดงั นัน
ศัตรู พืชขนาดใหญ่ประเภทเข้าทําลายด้วย จงึ ต้องเปลียนวิธีการบ่อยๆ อยา่ ใช้ซาซากจนคา้ งคาว
การ กัดกินต้นหรือผลเปนอาหาร เช่นหนูนา รูท้ นั
กัดต้นข้าวเพือล้มต้นแล้วกินรวงข้าว
ค้างคาว-กระแต-กระรอก-กระถึกกัดกินผล ใช้ลกู เหมน็ ใสถ่ งุ พลาสติก เจาะรูทกี น้ ถงุ 1-2 รู
ไม้สุกหวานเปนอาหาร เมือฉีดพ่นสารสกัด แขวนถงุ นีไว้ในทรงพ่มุ หรอื ผกู กบั ขวั ผล กลนิ ลูก
สมุนไพรรสเผ็ด...ได้แก่ พริกสด พริกไทย เหม็น จะไล่ไม่ใหแ้ มลงแมผ่ เี สอื เข้าวางไข่
ดีปลี ทีผลไม้ หรือฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรบอ ปลูกตระไครห้ อมใตโ้ คนต้นไม้ผล เมอื ถงึ ช่วง เรมิ
ระเพ็ดทีต้นข้าว ศัตรูพืช ดังกล่าวเมือกัดพืช มดื คา ใช้ไม้ฟาดทตี ้นตะไครห้ อมเพือใหก้ ลนิ ระเหย
แล้วได้รับรสเผ็ดขมก็จะไม่กัดกินอีก ออกมา กลนิ ตะไครห้ อมจะฟงุ ไปในอากาศช่วยขับ
ไลแ่ ม่ ผีเสอื ไม่ใหเ้ ขา้ วางไข่ได้ กลนิ ตะไครห้ อมจะ
ฉีดพ่นด้วยนาคันบอระเพ็ดสดเจือจางทีต้น ระเหยออก มาตราบใดทแี ผลจากรอยฟาดดว้ ยไม้
ข้าว ระยะออกรวง เนืองจากนาคันบอระเพ็ด ยงั สดอยู่
เปนสารดูดซึม จะซึมเข้าไปในเนือต้นข้าว เมือ ปลูกผกั กาดหอม สะระแหน่ แซมระหว่างแถวผกั อนื
หนูนากัดต้นข้าวเพือล้ม ต้นก่อนก็จะสัมผัสกับ กลนิ ผักกาดหอมและสะระแหน่จะช่วยไลแ่ มลงแม่
รสขมของบอระเพ็ดทําให้ไม่กล้ากัดกินต้น ผเี สอื ไมใ่ ห้เข้าวางไข่
ข้าวอีก เปลือกไขส่ ดมีแคลเซยี มและกาํ มะถนั ใช้เปลอื กไข่
ครอบปลายหลกั ไม้ปกไว้ในกระถางไม้ดอก หรอื ใน
แปลงผัก เปลอื กไขเ่ มอื ถกู แสงแดดทําให้กลนิ กาํ มะ
ถนั ระเหยออกมาไล่เพลียไฟไดด้ ี
สารสกัดสมุนไพร 24
ปองกันกาํ จดั โรคและแมลงศตั รูพืช
ปลูกตน้ ดาวเรอื งแซมระหว่างต้นพืชประธานที กอ่ นหอ่ ผลทกุ ครงั ควรฉีดพ่นสารสกัดสมนุ ไพร
ถูกไสเ้ ดอื นฝอยรากปมรบกวน เมอื ต้นดาวเรอื ง เพือกําจดั เชือราและไข่หนอนทีอาจจะหลบซอ่ น
โตขนึ ใบ บงั พืชประธานก็ให้รดิ ใบออก เหลอื อยตู่ าม ซอกกลีบผลใหโ้ ชก
เพียงยอดซงึ ตน้ ดาวเรอื งจะไม่ตาย กรณีนีเรยี ก ช่องว่างระหว่างหนามทเุ รยี นเปนแหลง่ วางไข่
ว่าปลกู ดาวเรอื งเอาราก สารในรากดาวเรอื งจะ ของผีเสอื หนอนเจาะผล ถา้ ทเุ รยี น 2 ผลอยูต่ ิด
ช่วยกําจดั ไสเ้ ดือนฝอยได้ หรอื ปลูกมะเขือเทศ กนั จน หนามสอดกนั ได้ ใช้กระดาษแขง็ หนา
แซมกะหลาปลชี ่วยกาํ จดั ไสเ้ ดอื นฝอย และช่วย ขวางกนั ระหว่างทเุ รยี น 2 ผลนัน ปองกนั แม่
ขบั ไลแ่ ม่ผเี สอื ทีมารบกวนกะหลาปลี ผีเสอื หนอนเจาะผลเขา้ วางไข่ และไม่เปนซอก
ใช้ใบสะเดา ใบมะรุม ใบสาบเสอื ใบยูคาลิบตัส หลบภยั ของหนอนทฟี กออกจากไข่แล้วดว้ ย
ตากแหง้ บดปนุ ผสมปยุ คอกรองกน้ หลมุ ปองกัน
แมลงกัดกินเมลด็ ใตด้ ินได้ประโยชนก์ ว่าการใช้ เคลือบเมล็ดพนั ธุ์
สารเคมรี องก้นหลมุ
ปลกู งากาํ จดั หญา้ คา ดว้ ยการไถดนิ ทมี ีหญา้ คา เมลด็ พันธุพ์ ืชทีหยอดลงหลมุ ปลูกมกั ถกู แมลง
ขนึ แบบการเตรยี มดินทวั ๆไปแล้วหว่านเมลด็ ศัตรูพืชในดนิ ทําลายดว้ ยการกัดกิน ปองกนั
พนั ธุง์ า บํารุงเลียงงาตามปกตจิ นกระทงั งาโต ด้วยการคลกุ เมลด็ พันธุใ์ นนาบอระเพด็ สดแทน
สารในรากงาจะทาํ ลายรากเหง้าของหญ้าคาจน การคลกุ ด้วยสารเคมี เมอื แมลงในดินเขา้ มากัด
กระทังหญา้ ตาย กินจะสมั ผสั กับรสขมจัดของ บอระเพ็ดจงึ ไม่กัด
ฉีดพน่ ดว้ ยสารสกัด ใบ/ผลสะเดา ใบ/ดอกคํา กนิ ตอ่ ไป
แสด ใบ/ผวิ มะกรูด ตน้ ตะไคร้ เมลด็ แตงไทย ใช้กากสมนุ ไพรทหี มกั นานจนสารออกฤทธิ
เมลด็ ละห่งุ ข่าลงิ ขิง เมลด็ /ใบน้อยหน่า- อ่อน “แลว้ ตากแหง้ หรอื สด คลกุ ผสมดินปลกู
น้อยโหน่ง เมลด็ /เปลอื กเงาะ เพือขับไลแ่ ละกาํ รองก้นหลมุ ก็ สามารถขับไล่แมลงกัดกินเมล็ด
จัดแมลงวันทอง ได้
ขบั ไล่ด้วยแสงสะท้อน
ใช้ฟลม์ วีดีโอขงึ กลางอากาศสงู ๆ ใหเ้ ห็นไดร้ ะยะ
ไกล ๆ ระหว่างต้นไม้ผลช่วงดอกตูม แสงสะทอ้ นจาก
ผิวฟลม์ จะ เขา้ ตานก ทําใหน้ กไม่เข้าทาํ ลายเกสร
ห่อผล
เปนวิธีการปองกนั ผลไม้ใหร้ อดพ้นจากการเขา้ ทํา
ลายของหนอนและแมลงทไี ด้รบั ความนิยมมากทสี ดุ
วิธีหนึง การหอ่ ผลมหี ลายวิธี เช่น หอ่ ทีละผล ห่อทงั
ช่อ / พวง หลายระยะ เช่น ตังผลเรมิ ขนึ รูป เมือผล
แก่ระยะกลาง เมือผลแก่ใกล้เก็บ ดว้ ยวัสดหุ อ่ หลาย
ชนิด เช่น ถงุ พลาสตกิ ใสแสงผ่านได้/แสงผา่ นไมไ่ ด้
ถงุ กระดาษ ถงุ กระดาษ+ถงุ พลาสติก ถงุ ใย
สงั เคราะห์ ใบตอง ตาขา่ ยใน ล่อน ตาข่ายลวด
หลายวัตถปุ ระสงค์ เช่น สรา้ งสผี วิ เปลือก สรา้ ง
คณุ ภาพผวิ สรา้ งคณุ ภาพเนือ ปองกนั หนอน การ
เลอื กใช้วิธีห่อผล วัสดหุ ่อผลและวัตถปุ ระสงคข์ นึ
อยู่กับผลไม้แต่ละชนิด เกษตรกรผู้ปลกู จะตอ้ งใช้
วิจารณญาณ และประสบการณข์ องตนเอง
25
วธิ ชี วี วธิ ี ... ธรรมชาติทําลายธรรมชาติ
หมายถงึ การแสวงประโยชนจ์ ากธรรมชาตทิ วี ่า ในความสมดลุ ทางธรรมชาติย่อมมสี งิ ทีทาํ ลายซงึ กัน
และกันเสมอ..ในทางปฏบิ ัตกิ ค็ ือการใช้สงิ มชี ีวิตทมี ปี ระโยชนต์ ่อมนุษยท์ ําลายสงิ มีชีวิตทเี ปนศัตรูพืช
เช่น
โรคแมลง
หมายถงึ จลุ ินทรยี ท์ เี ปนเชือโรค (ท็อกซนิ ) ของเชือโรคพชื (รา แบคทเี รยี ไวรสั ) และศัตรูพืช (แมลง
และ หนอน) ทําลายศัตรูพชื โดยการเขา้ ทางทวาร (ปาก กนั ผิว ตา จมกู ห)ู แลว้ ขยายพนั ธุเ์ พิมจาํ นวน
จนเปนเหตใุ หร้ ะบบอวัยวะต่างๆภายในรา่ งกายของศัตรูพืชถูกทาํ ลาย (เหมอื นเชืออหวิ าตเ์ ขา้ สรู่ า่ งกาย
คน) แล้วตายในทีสดุ เชือเหล่านีทําใหแ้ มลงศัตรูพืชเปนโรคตายนันเอง และไม่เปนอนั ตรายตอ่ มนุษย์
และแมลงธรรมชาติ ไดแ้ ก่ ตัวหํา
เชือบาซลิ ลัส ซบั ติลสิ เปนเชือโรคของเชือรา หมายถงึ แมลงธรรมชาติทมี ปี ระโยชนต์ อ่ มนุษย์
แบคทเี รยี และไวรสั ดาํ รงชีวิตด้วยการกินแมลงศัตรูพชื เปนอาหาร
เชือบาซลิ ซลิ ลสั ทรู นิ จนิ ซสี เปนเชือโรคของ โดยกินทงั ตัวแมลง แมผ่ ีเสอื ไขแ่ ละหนอน “หา”
หนอน เปนคํากรยิ า แปลว่า หาหนั -เขน่ ฆา่ ซงึ เปน
ไวรสั เอ็นพวี ี. เปนเชือโรคของหนอน ลักษณะอาการของสตั วต์ ัว หนึงกินสตั วอ์ ีกตัว
เชือไตรโคเดอรม์ ่าเปนเชือโรคของราไฟธอป หนึงเปนอาหาร และไม่เปน อันตรายต่อมนุษย์
เทอรา่ และแมลงธรรมชาติไดแ้ ก่ ดว้ งเตา่ ลายหยัก ดว้ ง
เชือเมธาไรเซยี ม เปนเชือโรคของเพลีย มวนและ เต่าลายจดุ ดว้ งดนิ มวนจงิ โจ้ มวนเขยี วหญา้
ดว้ ง มวนเพชฌฆาต มวนอีแคนธีโซนา มวนออรอิ สุ
เชือบูเวอเรยี เปนเชือโรคของเพลยี หนอน แมลง แมลงช้างปกใส แมลงปอเข็ม แมลงหางหนีบ
เชือฮิซเู ทลลา่ เปนเชือโรคของเพลยี หนอน มดแดง แมงมมุ สนุ ัขจงิ จอก แมงมมุ เสอื ปลา
เชือโมนิไลเลส เปนเชือโรคของหนอน แมงมมุ กระโดด แมงมมุ แคระ แมงมมุ ใยกลม
เชือแกลนูโลซสิ เปนเชือโรคของหนอน แมงมมุ เขยี วยาว แมลงวันตาโต แมลงวันกนั ขน
เชือโนมรู าเรยี เปนเชือโรคของหนอน แมลงปอเสอื ตกั แตนหนวดยาว ตกั แตนตําขา้ ว
ไสเ้ ดอื นฝอยสเตรเนอนีมา่ เปนเชือโรคของแมลง ต่อหัวเสอื
สารสกดั สมนุ ไพร 26
ปองกันกาํ จดั โรคและแมลงศตั รูพืช
วธิ ชี วี วธิ ี .. ธรรมชาติทําลายธรรมชาติ
ตัวเบยี น
หมายถงึ แมลงธรรมชาตทิ มี ีประโยชนต์ อ่ มนุษย์ ดํารงชีวิตดว้ ยการกินแมลงศัตรูพืชบาง
ชนิดหรอื ยดึ พนื ที เพือการครอบครอง “เบยี น” เปนคาํ กรยิ า แปลว่า เบียดเบียน ซงึ เปน
ลกั ษณะอาการของสตั วป์ ระเภทหนึง ดนิ รนหาแหลง่ ทีอยู่และแหล่งอาหาร โดยไม่เปน
อันตรายต่อมนุษยแ์ ละแมลงธรรมชาติ ได้แกแ่ ตนทําลายไข่ แตนทําลายหนอน แตนทาํ ลาย
แมลง แตนทําลายแมผ่ ีเสอื แตนเอนการเ์ ซยี
มาตรการ หํา-เบยี น อืนๆ
แมงมมุ ชักใยระหว่างใบไม้ กงิ ไม้ สาํ หรบั ดักจบั แม่ผีเสอื ทีบินเขา้ มาในตอนกลางคนื
แล้วกัดกินเปนอาหาร
มดลสี ดี าํ กนิ หนอนและไข่ของแมลงผีเสอื กงิ กา่ ตกุ๊ แก จงิ จก จงิ เหลน กินตัวหนอน
แมลงปอ ตัวตอ่ ตวั แตน กินหนอนและไขข่ องแมลงแมผ่ ีเสอื
นําเศษปลาสดคาวจดั ใสถ่ งุ พลาสติกแขวนไว้ใน ทรงพมุ่ ลอ่ ใหแ้ มลงวันบา้ นเข้ามาตอม
ไมน่ านแมลงวันหวั เขยี วจะเขา้ มาตอมกนิ ปลาสดบา้ ง...แมลงวันหัวเขยี วจะขับไล่
แมลงวันบ้าน...และถา้ แมลงวันหวั เขยี วพบแมลงวันทองกจ็ ะเข้าทํารา้ ย...ขบั ไล่จน
แมลงวันทองอยู่ไมไ่ ด้
นําทรายก่อสรา้ งใสท่ โี คนทางมะพรา้ ว(เรมิ แผก่ าง)เพือกําจดั ด้วงงวงเจาะยอดมะพรา้ ว
ดว้ งงวงเขา้ ทําลายโดยการใช้ปากกดั (เจาะ) ยอดมะพรา้ วบรเิ วณ โคนทางทียังอ่อนอยู่
ขณะทีใช้หวั มดุ ผา่ นทรายลงไปนัน เมด็ ทรายขนาดเล็กจะเขา้ ไปในซอกคอ ด้วงงวงก็จะ
ขยบั คอเพือสลัดทรายออก ยงิ ขยับทรายจะยงิ เขา้ มากขนึ ด้วงงวงขยับเรอื ย ๆ จน
กระทงั คอขาดเอง การใสท่ รายที โคนทางมะพรา้ ว ทรายจะอยู่ตลอดไปจนกว่าทาง
มะพรา้ ว จะรว่ งจากต้น ต่างจากการใสส่ ารเคมที ีเมือสารเคมหี มด ฤทธิ (7-10 วัน) ก็
ต้องใสส่ ารเคมใี หม่ และต้องใส่ ตลอดไปจนกว่าทางมะพรา้ วจะรว่ ง วิธีการนีสามารถ
ใช้ไดด้ ใี นพืชตระกลู เดยี วกัน เช่น ปาลม์ นามัน ปาลม์ ประดับ หมาก ได้อีกด้วย
แปลงเกษตรปลูกพชื ประเภททนี กเกาะไมไ่ ด้ หรอื ไมม่ ีแหลง่ ใหน้ กเกาะ แนะนําใหท้ ํา
หลกั ไม้กางเขน ปกไว้ในแปลงเกษตรเพอื ให้นกเข้ามาอาศัยเกาะแล้วจบั หนอนและ
แมลงกิน จะสามารลดปรมิ าณหนอนและแมลง ได้จํานวนมาก
แปลงเกษตรขนาดไม่ใหญน่ ักแนะนําใช้วิธีการ รมควัน ช่วงเวลา 18.00-22.00 น. อาจ
จะเปนควัน ธรรมดาๆ หรอื ควันทีมกี ลนิ ยางไมห้ รอื ทาํ ใหค้ วันมกี ลนิ ดว้ ยการโรยยาฉุน
กํามะถนั ดา้ นเหนือลม ช่วงทแี มลง มกั เขา้ กลนิ ของควันไฟจะช่วยขบั ไล่แมลงได้
"สมนุ ไพรปองกนั กาํ จัดโรคและ
แมลงศัตรูพชื "
สารสกัดสมุนไพร 28
ปองกนั กาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพชื
จากกฎเกณฑธ์ รรมชาตขิ อ้ ทวี า่ สรรพสงิ ในโลกทอี ยรู่ ่วมกนั มที งั เกอื กูลสนับสนุน
ซึงกนั และกนั และทาํ ลายลา้ งตอ่ ตา้ นซึงกนั และกนั นัน มนุษย์ สตั ว์ พชื ซึงเปนสว่ นของ
ธรรมชาตยิ อ่ มหนีไมพ่ น้ กฎเกณฑธ์ รรมชาตไิ ปได้
วัฏจักรวงจรชีวิตหรือระบบนิเวศน์วิทยาทีสมบูรณ์แบบจากการสร้างของ
ธรรมชาตินัน..จะต้องประกอบส่วนด้วย..มนุษย์..สัตว์..และพืชโดยไม่อาจแยกจาก
กันได้
วันนี วัฏจกั รวงจรชีวิตของพชื ดา้ นเกษตรกรรมทเี คยอาศัยกฎเกณฑธ์ รรมชาตไิ ดห้ มดไป สงิ มชี ีวิต ที
เคยอยรู่ ว่ มกนั ไดถ้ กู จบั แยกออกจากกนั ..แมแ้ ตร่ ะหว่างพชื กบั พชื ทเี คยเกดิ แลว้ เจรญิ เตบิ โตอาศัยพงึ พา
ซงึ กนั และกนั กถ็ กู จบั แยกออกจากกนั อยา่ งสนิ เชิง..เปนเหตใุ หว้ งจรธรรมชาตเิ ดมิ เกดิ ช่องว่างใหว้ งจร
ธรรมชาตชิ นิดใหมเ่ ขา้ มาแทนท.ี .เช่นการเปดปาสรา้ งพนื ทเี กษตรในความฝนเปนการทาํ ลายแหลง่
อาศัยของแมลงศัตรูพชื ซงึ เคยดาํ รงชีวิตในปาธรรมชาต.ิ .เมอื แมลงศัตรูพชื ไมอ่ าจหาอาหารจากปา
ธรรมชาตไิ ดก้ ต็ อ้ งออกมาหาอาหารจากพชื ทมี นุษยป์ ลกู ขนึ แทนปาธรรมชาติ
29
..........ในดา้ นการปองกนั กาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพชื ..โดยการละเวน้ ไมท่ าํ ลายระบบ
นิเวศน์วทิ ยา..จะชว่ ยใหไ้ ดผ้ ลดยี งิ กวา่ การมงุ่ กาํ จัดศัตรูพชื โดยตรง กลา่ วคอื ความ
สมบรู ณ์ของดนิ นา อากาศ ชว่ ยสร้างความแขง็ แรงแกพ่ ชื เกดิ เปนภมู ติ า้ นทานตอ่
โรคตา่ ง..ๆไดแ้ มลงธรรมชาตมิ แี หลง่ อาศัยชว่ ยกาํ จัดแมลงศัตรูพชื แทนมนุษย์ เปนตน้
พืชสมนุ ไพร กับ โรค และแมลงศัตรูพชื ตา่ งก็เปนสว่ นของธรรมชาตทิ มี ีทงั เกือกลู และทาํ ลายลา้ ง
ซงึ กันและกนั เพราะพชื สมนุ ไพรหลายชนิดมสี ารออกฤทธิทงั การขบั ไล่ ปองกัน และกาํ จดั ทงั โรคและ
แมลงศัตรูพชื หลกั การสงั เกตหรอื เพือการเรยี นรูด้ า้ นพชื สมนุ ไพรทีสามารถนํามาดัดแปลงทําเปนสาร
สกดั ปองกนั กาํ จดั โรคและแมลงศัตรูพืช คอื มีรสขม/ฝาด/เผ็ด กลนิ ฉุน/เหมน็ มยี าง/นา/เมอื กยงิ มี
มากยงิ ดี หรอื สงั เกตว่า ไมม่ ีโรคแมลงศัตรูพชื ใดรบกวนซงึ เปนตัวชีบอกว่าพชื ชนิดนันน่าจะมีสารอะไร
บางอย่างในตัวเองทีโรคแมลงศัตรูพืชไม่ชอบก็ได้ ในพชื หลายชนิด ธรรมชาติไดส้ รา้ งสารออกฤทธิทีมี
ประสทิ ธิภาพในการคมุ้ ครองตัวเองใหร้ อดพ้นจากการเขา้ ทาํ ลายของโรคและแมลงศัตรูพชื ไว้แลว้ ด้วย
เทคโนโลยีวิทยาการสมยั ใหมท่ ําใหน้ ักวิชาการไดค้ ้นพบสารออกฤทธิตวั นันแลว้ นําไปใช้ประโยชน์
สารสกดั สมนุ ไพร 30
ปองกนั กําจดั โรคและแมลงศตั รูพชื
สารออกฤทธิ
1. สารคาร์ดิโอ แอคทฟี ไกลโคไซด์
เปนสารประกอบสเตอรอยดท์ าํ หน้าทีเกียวกับกลไก 3.สารแอนทราซิน ไกลโคไซด์
ปองกนั ตัวเองและเปนองคป์ ระกอบสาํ คญั ของผนัง
เซลลซ์ งึ จะมอี ิทธิพลตอ่ คณุ สมบัติของการผา่ นเข้า
ออกของเซลลแ์ ละมีความจําเปนตอ่ กระบวนการ
ผลติ ดอกออกผลของตน้ พืชด้วย..พบมากในยาง
น่องเครอื ยีโถ ราํ เพย ตีนเปดทราย ข่อย
2. สารซาโปนิน ไกลโคไซด์
เปนสารประกอบไตรเตอร์ พีนอยด์ และสเตอรอยด์ เปนสารประกอบแอนทราควิโนนมีบทบาทเกียว
มคี ณุ สมบัตคิ ลา้ ยสบคู่ อื เกดิ ฟองและมฤี ทธิตอ่ ความ กับการะบวนการเพิมออกซเิ จนลดออกซเิ จน
ดงึ ผิว..เปนพษิ ต่อแมลง..แบคทีเรยี และเชือราทํา โดยเฉพาะกับพวกนายอ่ ยรว่ มต่าง..ๆมี
หน้าทปี องกนั ต้นพชื จากการรุกรานจากศัตรูพืชดัง ประสทิ ธิภาพตอ่ การเปลยี นแปลงทางเคมี มี
กลา่ วนอกจากนียังช่วยเรง่ การงอกของเมลด็ และ บทบาทในกระบวนการของการเจรญิ เติบโตของ
ยับยังการเจรญิ เตบิ โตของรากได.้ .พบมากใน หวั ผลในตน้ พชื พบมากใน ใบมะขามแขก ว่านหาง
กลอย หวั มันเสา หัวมนั มอื เสอื หัวมันตง หวั มันคนั จระเข้ โกฐนาเตา้ คูนชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ดไท
ขาว ปานศรนารายณ์ ข้าวเย็นเหนือขา้ วเยน็ ใต้ ยา แสมสาร
หัว เขอื สรอ้ ยเถายังคง ข้าวเย็นวอก เถาวัลยย์ ัง
กําลงั ควายถกึ เครอื ดา่ งชะเอมเทศ โสมคน โสม 4. สารไซยาโนแจนิค ไกลโคไซด์
อเมรกิ ัน บัวบก
เปนสารประกอบทีปลดปล่อยกรดไซยาไนดใ์ ห้
ออกมา เมือถกู ไฮโครไลซด์ ว้ ยกรดเจือจางหรอื
นายอ่ ยทอี ณุ หภูมสิ งู กว่าปกติ มหี น้าทปี องกนั ตน้
พชื จากสตั วก์ ินพชื หรอื โรคตา่ งๆ มผี ลต่อผลิ
ดอกออกผลของพชื ด้วย พบมากใน ตําแยแมว
ผกั หนาม กะทกรก แคแสด ผักเสยี น
31
5.สารไอโซโธไซยาเนต ไกลโคไซด์
เปนสารประกอบทีเมือถูกไฮโดรไลซด์ ว้ ยนาย่อย 8. สารอริ ิดอยด์ ไกลโคไซด์
มายโรซแิ นสจะได้สารประกอบ..ไอโซไธ..ไอไซยา
เนต นาตาลกลโู คส และสารประกอบซลั เฟต หรอื มคี ณุ สมบตั เิ ปนตวั ยบั ยงั การเจรญิ เตบิ โตและไล่
กรดกาํ มะถันเกดิ ขนึ สารประกอบไอโซไธโอไซยา แมลง ดงึ ดดู แมลง ยบั ยงั การเจรญิ เตบิ โตของ
เนตมีพษิ อย่างแรงตอ่ แมลงหลายชนิด มฤี ทธิต่อ แบคทเี รยี ฆา่ แบคทเี รยี พบมากใน หญา้ เอน็ ยดื
ต้านแบคทีเรยี และเชือรา พบมากใน มะรุม ผัก แสลงใจ ตนี เปดนา ลนั ทม คนทเี ขมา ขเี หน็ มะ
กาดหัว กราตาเสอื
6. สารฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์
มบี ทบาทในการกาํ จดั พิษตา่ ง.ๆทเี กดิ ขนึ ในต้นพืช 9. สารแซนโทน ไกลโคไซด์
เปนตัวทําใหส้ ตี า่ ง.ๆมีคณุ สมบัติเปนไฟโตอะเดค็
ซนิ ..สามารถยบั ยงั การเจรญิ เตบิ โตของจลุ นิ ทรยี ์ มคี ณุ สมบตั ยิ บั ยงั การเจรญิ เตบิ โตของแบคทเี รยี
ต่าง ๆ ทงั รา แบคทเี รยี ไวรสั และเปนไฟโต แอส พบมากใน เปลอื กมงั คดุ เมลด็ ในมะมว่ ง รกมะดนั
โตเจนมคี ณุ สมบตั ิคล้ายฮอรโ์ มนเพศหญิงในสตั ว์ ชะมวง
พบมากใน ถวั เหลอื ง ผกั คาวทอง มะกอ่ งข้าว มะ
เขม มะนาวเทศ หญา้ เกล็ดปลา หญ้าดอกขาว 10. สารสทลี บนี ไกลโคไซด์
หอมแดง กวาวเครอื ขาว ดาวเรอื ง
มคี ณุ สมบตั ยิ บั ยงั การเจรญิ เตบิ โตคลา้ ยกรดแอบ
7. สารดูมารีน ไกลโคไซด์ ซลิ คิ มฤี ทธิเปนไฟโตอะเลด็ ซนิ ยบั ยงั การเจรญิ
เตบิ โตของเชือราไดด้ ี มพี ษิ ตอ่ แมลง ปลาและหนู
มีคณุ สมบตั เิ ปนฮอรโ์ มนพชื เกียวข้องในการ สามารถกระตนุ้ ใหห้ นูถบี จกั รทถี กู ตอนแลว้ มี
เคลือนย้ายออกซนิ ..เกยี วข้องกับการก่อรูปของ ความกาํ หนัดได้ พบมากใน ผก้ ไห่ สน มะหาด
กล่มุ เซลล์ มีคณุ สมบตั ิเปนไฟโตอะเลค็ ซนิ ไลแ่ ละ
ฆา่ แมลงบางชนิด พบมากใน สารภี อหี ลดุ ซะลูด
เครอื เขาใหม่ เพียฟานดง สอ่ งฟา
วธิ ีทาํ และอตั ราใช้
นําพชื ทีมีสารไกลโคไซดม์ าบดหรอื สบั เลก็ นาทอี อกมาอยา่ ทงิ แช่ในแอลกอฮอลพ์ อท่วม หมกั ทิงไว้
อย่างน้อย 1 คนื กรองสารละลายทไี ดต้ งั แต่ 1/2 - 2 1/2 ล. มาผสมกบั นา 200 ล. ฉีดพ่นให้ทวั ทรงพมุ่
ทกุ 3-5 วัน
ขอ้ มลู : ธญั ญา ทะพงิ คแ์ ก คณะเทคโนโลยกี ารเกษตร สถาบนั ราชภฏั เชยี งใหม่ ธวชั ทะพงิ คแ์ ก ศนู ยพ์ ฒั นาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยเี พอื ชนบท กม.4 อ.แมร่ มิ
จ.เชยี งใหม่ โทร.(01) 784-2952 (053)298-605
สารสกัดสมุนไพร 32
ปองกันกาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพชื
11.เครือบักแตก ค้อแลน ตีนตังน้อย ส้มกบ ปลีขาว เก็ดลิน ย่านลิเภา
ทองพันชัง พวงพี เข็มขาว ทวดข่าบ้าน
ทองพนั ชงั สม้ กบ ยา่ นลิเภา
เคลือบกั แตก ค้อเเลน
ตีนตังน้อย ทวดขา่ บา้ น เก็ดลิน
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
นํามาหมักทาํ สารสกดั ดว้ ยการบดหรอื สบั เลก็ นาทอี อกมาอย่าทงิ แช่ในเอทธิลแอลกอฮอล์ 95%
พอทว่ ม หมกั ทิงไว้นาน 1 คืน ให้เปนนาหวั เชือ
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
ใช้นาหวั เชือปรมิ าณ 10% ของนาเปลา่ (2 ล. /นา 20 ล.) ฉีดพน่ ทางใบใหท้ วั ทรงพ่มุ ทงั ใต้ใบ
บนใบ ทกุ 3-5 วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
ประสทิ ธิภาพของสารออกฤทธิเปนพษิ ตอ่ หนอนใยผกั ทังแบบสมั ผัสตัวตายและกนิ ตาย 100 %
33
12.ว่านไฟ ขมินเครือ ภังคีน้อย หัวข่อ สิงไคต้น พะยอม รากรางดี หัวไพล
แก่นหลี ดีปลีเชือก แก่นประดู่
หวั ไพล ขมนิ เครือ วา่ นไฟ
สงิ ไคตน้ (ตะไคร้) พะยอม
แก่นประดู่
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
นํามาหมกั ทําสารสกดั ดว้ ยการบดหรอื สบั เล็ก นาทอี อกมาอย่าทงิ แช่ในเอทธิลแอลกอฮอล์ 95%
พอท่วม นานคืน
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
นํานาหวั เชือทีได้ใสภ่ าชนะปากกว้างทงิ ไว้ใหร้ ะเหยนําหวั เชือทีผ่านการระเหยแล้วใสข่ วดเก็บไว้ใน
ต้เู ยน็ (ช่องเย็นธรรมดา) อัตราใช้ 10,000 พีพีเอ็ม. (นาหวั เชือ 1 ล. / นา 100 ล.) ฉีดพ่นทางใบให้
โชกทงั ใต้ใบบนใบ ทกุ 3-5 วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
ประสทิ ธิภาพของสารออกฤทธิมีพิษต่อเชือราสาเหตโุ รคพชื
สารสกดั สมุนไพร 34
ปองกันกําจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
13.สะเดา
สารสกัดสมนุ ไพรจากพชื ตระกลู สะเดา ได้แก่ สะเดาอินเดยี สะเดาช้าง ควินิน เลยี น มสี ารออกฤทธิ
ปองกันกําจัดโรคและแมลงศัตรูพืชได้เหมือน ๆกนั
ใบ/เปลือก แก่จดั สดใหม่ ก็ใช้ไดแ้ ต่สารออกฤทธิมีน้อยกว่าเมลด็ ใน
ใช้ทงั ผล (เปลือก + เนือ + เมลด็ ) ด้วยการบดหรอื โขลก
รวมกันไปเลยกไ็ ด้..ในเนือสะเดามนี าตาลจะเปนอาหาร
ทางดว่ นบํารุงพชื ไปในตัว เมลด็ สด ผลสด เมล็ดแหง้ ผล
แห้ง การทาํ แหง้ โดยการตากแดดจัด กลับกองบ่อย ๆให้
แหง้ ทัวถงึ ระหว่างการตากแดด อยา่ ให้ถูกฝนหรอื เปยกชืน กากสารสกดั สะเดาทนี ํานาหวั เชือไปใช้หมด
ไมค่ วรตากแดดนานเกนิ ไปเพราะจะทําสารออกฤทธิเสอื ม แล้วตากแหง้ หรอื สด ผสมดนิ ปลกู รองกน้
เมือตากแดดแห้งดแี ล้วเก็บในกระสอบหรอื ถงุ ไนล่อนที
หลมุ สามารถปองกันและกําจัดไสเ้ ดอื นฝอย
อากาศผา่ นได้ วางไว้บนชัน ระหว่างชันวางใหม้ ีช่องว่าง รากปมและศัตรูพืชใตด้ ินได้เมอื เน่าสลายกจ็ ะ
อากาศผ่านได้อย่าใหเ้ กดิ ความชืนไว้นานแล้วเกิดเชือรา กลายเปนปยุ พืชสดบาํ รุงดนิ ต่อไป กากสะเดา
สารออกฤทธิจะเสอื ม..แต่เมอื นํามาตากแดดจนแหง้ สนิทก็ ไถกลบลงดนิ 160 กก./ไร่ ปองกนั กําจดั
สามารถนํากลบั มาใช้ใหมไ่ ด้
หนอนเจาะลําตน้ ไสเ้ ดอื นฝอยรากปม โรคใบ
จดุ เนือสะเดาสดแก่จัด (สกุ ) มีความหวาน
สามารถใช้เปนอาหารเสรมิ ทางดว่ นแกต่ ้น
พืชไดเ้ ปนอย่างดี
ปองกันเชือราจับผลสะเดาทําได้โดย..เมอื ไดผ้ ลสะเดาสดมาแล้วใหท้ ําการบดแล้วหมกั ทันท.ี .แล้วเกบ็
รกั ษาในรูปของนาแช่สะเดาอย่างนัน หรอื กรองนาสะเดาออกมาใสข่ วด ปดฝาให้แน่นสนิท นําขวดนา
สะเดาแช่นาหรอื หมักโคลน..นาแช่สะเดานีสามารถเกบ็ ได้นานขา้ มปแมลงทสี ารออกฤทธิสะเดาใช้ได้
ผลดีได้ แก่หนอนกระทชู้ นิดต่างๆ หนอนหนังเหนียว หนอนใยผกั หนอนชอนใบ หนอนมว้ นใบ หนอน
บ้งุ หนอนแกว้ หนอนหัวกะโหลก เพลียออ่ น เพลียไก่แจ้ ทสี ารออกฤทธิสะเดาใช้ไดผ้ ลปานกลางได้แก่
หนอนเจาะสมอฝาย หนอนเจาะตน้ กลา้ ถัว หนอนเจาะดอกกลว้ ยไม้ หนอนเจาะผลมะเขอื หนอนเจาะ
ยอดคะน้า แมลงวันทอง เพลยี จักจนั เพลียไฟ ไรแดง แมลงทสี ารออกฤทธิสะเดาใช้ไดผ้ ลน้อย ไดแ้ ก่
ด้วงปกแข็งกดั กินใบ หมัดกระโดด มวนเขยี ว มวนแดง สารออกฤทธิสะเดามผี ลทาํ ให้ ยับยงั การเจรญิ
เตบิ โตของไขห่ นอนและดักแด.้ .ทําให้หนอนหรอื ตวั อ่อนไม่ลอกคราบ..ยบั ยงั การกนิ อาหารของแมลง
และหนอน..ยบั ยงั การวางไขข่ องตวั เต็มวัยทําให้ผลผลติ ไข่ลดลงทาํ ใหไ้ ขฝ่ อไมส่ ามารถฟกออกเปนตวั
หนอนได้
35
13. สะเดา (ตอ่ )
ใช้เฉพาะสว่ นมล็ดใน จากผลสด แกจ่ ัด โดยการนําผลสดมาขยนี าแยกเปลอื กกับเนือออกนําเมลด็ ในที
ได้ไปบดหรอื โขลก นาทอี อกมาอยา่ ทงิ กรรมวิธีการหมักสารสกัดสะเดาใหไ้ ด้นาหวั เชือสามารถทําได้
หลายวิธี เช่น
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
1.แช่นาเปล่า อตั ราสว่ นเมลด็ สะเดาบด 1 กก. /นา 20 ล. หมักนาน 1 คนื
2.แช่ในเมทธิลแอลกอฮอล์ หรอื เอทธิลแอลกอฮอลพ์ อทว่ ม หมกั นาน 1 คนื
3.แช่ในเหลา้ ขาว เมลด็ สะเดาบด 1 กก. / เหลา้ ขาว 2 ขวด หมกั นาน 1 คืน
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
นาหวั เชือ 20-30 ซซี .ี + นา 20 ล. + สารจบั ใบฉีดพน่ ช่วงเยน็ ให้ทวั ทรงท่มุ ทงั ใต้ใบบนใบ ทกุ 3-5
วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
หนอนคืบกะหลา หนอนกระทู้ผัก หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนชอนใบ หนอนแก้ว หนอน
เจาะดอก/ผล/ยอด/ตน้ หนอนหนังเหนียว หนอนกอ หนอนมว้ นใบข้าว หนอนเจาะบวั หนอน
กระทคู้ วายพระอนิ ทร์ เพลียอ่อน เพลียไฟ เพลียจักจนั ไรแคง ดว้ งหมัดผกั (หมัดกระโดด ) เพลยี
กระโดดสนี าตาล เพลยี กระโดดหลงั ขาว ดว้ งเต่าฟกทอง ไสเ้ ดอื นฝอยรากปม แมลงหวีขาว มด
ปลวก ตกั แตน แมลงในโรงเก็บ
สารสกดั สมุนไพร 36
ปองกันกาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพชื
14. ตะไคร้หอม
สารสกัดจากตะไครห้ อมสามารถขบั ไล่แม่ผเี สอื ของหนอนใยผกั หนอนหลอดหอม หนอนกระทู้ หนอน
หนังเหนียวไมใ่ ห้เขา้ วางไข่ กําจดั โดยตรงตอ่ หนอนเจาะผล หนอนกระทู้ เพลียไฟ ราสนิม รานาคา้ ง
โรคใบจดุ
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
ใช้สว่ น ตน้ แก่ ใบแก่ รากแก่ ตากแหง้ หรอื สด บดหรอื สบั เลก็ นาทอี อกมาอยา่ ทงิ กรรมวิธีในการ
ทาํ สารสกดั หลายวิธี เช่น
- ตะไครห้ อม 1 กก. หมกั ในเมทธิลแอลกอฮอลพ์ อทว่ ม หมกั นาน 1 คนื ไดน้ าหวั เชือ
- ตะไครห้ อม 1/2 กก. หมกั ดว้ ย นา 10 ล. + เหลา้ ขาว 1 ล. หมกั นาน 1 คนื ไดน้ าหวั เชือ
- ตะไครห้ อม 1 กก. + นาทว่ มเทา่ ตวั ตม้ กลนั ใช้หวั นากลนั 2 ล.แรก เปนนาหวั เชือ
อตั ราใชแ้ ละวธิ ีใช้
นาหวั เชือ 10-20 ซซี .ี / นา 20 ล. ฉีดพน่ ช่วงอากาศไมร่ อ้ น ใหท้ วั ทรงพมุ่ ทงั ใตใ้ บบนใน ทกุ 3-5
วันเนืองจากสารออกฤทธิในหวั เชือตะไครห้ อมแรงมากแนะนําใหท้ ดสอบดว้ ยตนเองกอ่ น จน
กระทงั แน่ใจว่าเปนอตั ราใช้ทปี ลอดภยั ตอ่ ตน้ พชื (ใบไมไ่ หม)้ แลว้ จงึ ถอื เปนอตั ราใช้ของตนเองตอ่
ไป
ศัตรูพชื เปาหมาย
ขบั ไลแ่ มผ่ เี สอื ของหนอนใยผกั -หนอนหลอดหอม -หนอนกระทู้ -หนอนหนังเหนียวไมใ่ หเ้ ขา้
วางไข่ กาํ จดั โดยตรงตอ่ หนอนเจาะผล หนอนกระทู้ เพลยี ไฟ ราสนิม รานาคา้ ง โรคใบจดุ
37
15. ใบยาสบู
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
ใช้สว่ นลาํ ต้นหรอื ใบสดแกจ่ ัด สารออกฤทธิมมี ากสดุ ทสี ว่ นไสใ้ นของลาํ ตน้ ยาสบู สดบดละเอยี ด
หรอื สบั เลก็ 1 กก. นาทอี อกมาอยา่ ทงิ หมักด้วยนา 5 ล. นาน 1 คนื หรอื ตม้ กับนา 2 ล. เคยี วนาน 1
ชม. ไดน้ าหัวเชือ
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
นาหัวเชือ 20-30 ซซี .ี / นา 20 ล. ฉีดพ่นช่วงอากาศไมร่ อ้ น ให้ทวั ทรงพมุ่ ทงั ใต้ใบบนใบ ทกุ 3-5
วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
ตวั งเจาะสมอฝาย หนอนผีเสอื หนอนกะหลาหนอนเจาะลาํ ตน้ หนอนชอนใบ หนอนกอ ไร เพลียไฟ
เพลียไก่แจ้ เพลยี อ่อน ราสนิม ไวรสั โรคใบหงกิ ดว้ งงวงเจาะเมลด็ หมัดกระโดด
หมายเหตุ :สารสกดั ยาสบู ผสมนารอ้ น 30 องศา จะชว่ ยใหป้ ระสทิ ธภิ าพสงู ขนึ กาั นหรอื ตนั สดขาสบู หวา่ นในนานาลกึ ธ ชม.ทงิ แชน่ าน 16 วนั อตั รา 25 กก./ไร่
สารสกัดสมนุ ไพร 38
ปองกันกาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพชื
16. หางไหล, โลต่ นิ
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
ใช้สว่ นลําดนั (เถา) หรอื ราก สดแกจ่ ดั สารออกฤทธิมีในรากมากทสี ดุ หางไหลบดหรอื สบั เลก็ 1/2
กก. นาทอี อกมาอย่าทงิ หมกั ด้วยนา 20 ล. ผสมสบเู่ ล็กน้อยจะช่วยให้สารออกฤทธิดีขนึ นาน 2 คืน
ได้นาหัวเชือ
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
หวั เชือ 20-30 จีซ.ี / นา 20 ล. ฉีดพน่ ช่วงอากาศไมร่ อ้ น ใหท้ วั ทรงพ่มุ ทงั ใตใ้ บบนใบ ทกุ 3-5 วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
หนอนกระทู้ผัก หนอนใยผัก หนอนคืบกะหลา หนอนม้วนใบ หนอนแปะใบ หนอนชอนใบ หนอน
เจาะสมอฝายอเมรกิ ัน หนอนหลอดหอม หนอนเจาะเมลด็ ถัว หนอนหนังเหนียว หนอนรา่ น
แมลงวันทอง เพลียไฟ เพลยี ออ่ น ไรแดง ดว้ งเจาะเมล็ด แมลงวันผลไม้
หมายเหตุ : หากแชร่ ากขา้ วกลา้ กอ่ นปกดํา นาน 24 ชม. สารออกฤทธจิ ะซมึ เขา้ ไปในเนอื ตน้ กลา้ ขา้ วชว่ ยยบั ยงั การเจรญิ เตบิ โตของเพลยี กระโดดสนี าตาล
เพลยี จกั จนั สเี ขยี ว หางไหลขาว หางไหลแดง ทนี ํามาใชค้ วรมอี ายไุ มน่ อ้ ยกวา่ 2 ป
39
17. หนอนตายหยาก
หนอนตายหยากตวั ผู้ หนอนตายหยากตัวเมยี
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
ใช้สว่ นหัวสด แก่จัด สารออกฤทธิมมี ากสดุ ในไส้ หรอื แกนกลาง หวั หนอนตายหยากบด
ละเอยี ดหรอื สบั เล็ก 1 กก. นาทอี อกมาอยา่ ทงิ แช่นา 20 ล. หมักนาน 1 คนื ได้นาหวั เชือ
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
หัวเชือ 20-30 ซซี .ี / นา 20 ล. ฉีดพ่นช่วงอากาศไม่รอ้ น ใหท้ วั ทรงพมุ่ ทงั ใต้ใบบนใบ ทกุ 3-5
วัน
ศัตรู พืชเปาหมาย
หนอนกระทูผ้ ัก หนอนใยผกั หนอนคบื กะหลา หนอนม้วนใบ หนอนแปะใบ หนอนชอนใบ หนอน
เจาะสมอฝายอเมรกิ นั หนอนหลอดหอม หนอนหนังเหนียว หนอนรา่ น เพลียไฟ ไรแดง
หมายเหตุ : หนอนตายหยากตัวเมยี เปนหัวขนาดใหญ่คล้ายหัวผักกาด สว่ นหนอนตายหยากตวั ผู้เปนหัวขนาคเล็กเหมอื นกระชาย หนอนตายหยากตวั เมยี มี
สารออกฤทธิมากกวา่ หนอนตายหยากตวั ผู้ หรอื หนอนตายหยากตวั ผู้ไมม่ สี ารออกฤทธิ หนอนตายหยากตัวเมยี ตากแห้ง หรอื เหียวจนเกอื บแห้ง ให้สารออก
ฤทธิมากกวา่ หัวยังสดใหมเ่ นืองจากในหัวไมม่ นี าหรอื มนี าน้อย กอ่ นนํามาใช้แนะนําให้ใสห่ ัวหนอนตายหยากสดลงในถังหรอื โอง่ ทิงตากแดดให้นาระเหย
ออกไปจนหัวเหียวจะใช้ได้ผลดขี ึน - หนอนตายหยากทนี ํามาใช้ควรมอี ายุไมน่ ้อยกวา่ 2 ป
สารสกดั สมุนไพร 40
ปองกันกาํ จัดโรคและแมลงศัตรูพชื
18. มะระขนี ก
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
ใช้สว่ น ใบสด ผล เมลค็ ตน้ ราก ทสี ดแกจ่ ดั บดละเอยี ดหรอื สบั เลก็ 1 กก. นาทอี อกมาอยา่ ทงิ แช่นา
20ล. หมกั นาน 1 คนื หรอื แช่ในเอทานอลพอทว่ มนาน 20 นาทแี ลว้ นําไปอนุ่ ไฟ 2 ชม. ไดน้ าหวั เชือ
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
นาหวั เชือ 20-30 ซซี .ี / นา 20 ล. ฉีดพน่ ช่วงอากาศไมร่ อ้ น ใหท้ วั ทรงพมุ่ ทงั ใตใ้ บบนใบ ทกุ 3-5
วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
ดว้ งหมดั ผกั (หมดั กระโดด) หนอนกอ เพลยี กระโดดสนี าตาล แมลงสงิ แมลงบว่ ง
หมายเหตุ : มะระบดแช่เอทานอลได้ทีแล้ว นําไปตากแห้งแล้วปนเม็ด สามารถได้นาน
41
19. ขมนิ ชนั
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
ใช้สว่ นหวั ขมนิ ชันแกจ่ ดั สดหรอื แหง้ บดละเอยี ดสดหรอื ตากแหง้ สบั เลก็ สดหรอื ตากแหง้ 1/2 กก.
แช่นา 2 ล. หมกั นาน 1 คนื ไดน้ าหวั เชือ
อตั ราใชแ้ ละวธิ ีใช้
นาหวั เชือ 400 ซซี .ี / นา 2 ล. ฉีดพน่ ช่วงอากาศไมร่ อ้ น ใหท้ วั ทรงพมุ่ ทงั ใตใ้ บบนใบ ทกุ 3-5 วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
ขบั ไลแ่ มลงแมผ่ เี ส้อื หนอนใยผกั หนอนหลอดหอม หนอนกระทผู้ กั หนอนหนังเหนียว หนอนคบื กะ
หลา ดว้ งเจาะเมลด็ ถวั ดว้ งงวงขา้ ว มอดขา้ วเปลอื ก มอดแปงไร
หมายเหตุ : ปจจบุ ันยังไม่มีสารเคมีกาํ จัดเชือไวรสั สาเหตโุ รคใบดา่ ง ใบจดุ ในมะละกอ กระเจยี บเขียว แนวทางแก้ไขทาํ ไดเ้ พยี งปองกนั โดยการกําจัดแมลง
พาหะ คือ เพลียอ่อนไม่ให้เขา้ รบกวนเท่านัน
สารสกัดสมุนไพร 42
ปองกันกําจดั โรคและแมลงศตั รูพชื
20. พรกิ
สว่ นผสมและวธิ ที าํ
ใชผ้ ลพรกิ สด แกจ่ ดั เผด็ จดั จาํ นวน 100 กรมั โขลกหรอื บดละเอยี ด นาทอี อกมาอยา่ ทงิ แชน่ า 1 ล.
นาน 1 คนื ไดน้ าหวั เชอื
วธิ ใี ชแ้ ละอตั ราใช้
นาหวั เชอื 1 ล. / นา 20 ล. ฉดี พน่ ชว่ งอากาศไมร่ อ้ น ใหท้ วั ทรงพมุ่ ทงั ใตใ้ บบนใบและบรเิ วณใกลเ้ คยี ง
รอบๆ แปลงเกษตร ทกุ 3-5 วนั
ศตั รูพชื เปาหมาย
ปองกนั เชอื ไวรสั สาเหตโุ รคใบดา่ งและโรคใบจดุ เพลยี ออ่ น เพลยี ไฟ หนอนผเี สอื หนอนกะหลาปลี ดว้ ง
ใน
43
21. กระเทยี ม
สว่ นผสมและวธิ ที าํ
ใชห้ วั กระเทยี มสดแก่ โขลกหรอื บด นาทอี อกมา อยา่ ทงิ จาํ นวน 1 กก. แชน่ า 20 ล. หมกั นาน 1 คนื
หรอื แชใ่ นเอทานอลพอทว่ ม นาน 1 ชม. หรอื แชใ่ น นามนั กา๊ ดพอทว่ ม นาน 1 คนื หรอื แชน่ ารอ้ น 1 ล.
นาน 1 คนื ไดน้ าหวั เชอื
วธิ ใี ชแ้ ละอตั ราใช้
นาหวั เชอื 20-30 ซซี .ี / นา 20 ล. ฉดี พน่ ชว่ งที อากาศไมร่ อ้ น ใหท้ วั ทรงพมุ่ ทงั ใตใ้ บบนใบ ทกุ 3-5
วนั
ศตั รูพชื เปาหมาย
หนอนกระทผู้ กั หนอนผเี สอื กะหลา เพลยี ออ่ น รานาคา้ ง ราสนมิ ราแปง ราสนมิ ถวั แบคทเี รยี ดว้ งปก
แขง็ แมลงหวขี าว ไสเ้ ดอื นฝอยรากปม
ขอ้ มลู : สาํ นกั งานเกษตรจงั หวดั ชยั ภมู ิ
สารสกัดสมุนไพร 44
ปองกนั กาํ จัดโรคและแมลงศตั รูพชื
22. ใบมะละกอ
สว่ นผสมและวธิ ีทาํ
ใช้ใบมะละกอสดแกม่ ียางมาก ๆ โขลกหรอื สบั เล็ก นาทอี อกมาอย่าทงิ จํานวน 1 กก. แช่นา 20 ล.
นาน 1 คนื ไดน้ าหัวเชือ
วธิ ีใชแ้ ละอตั ราใช้
นาหวั เชือ 20-30 ซซี .ี / นา 20 ล. ฉีดพ่นช่วง อากาศไมร่ อ้ น ใหท้ วั ทรงพมุ่ ทงั ใตใ้ บบนใบ ทกุ 3-5
วัน
ศัตรูพชื เปาหมาย
ราสนิมกาแฟ ราแปง รานาค้าง
ขอ้ มลู : สาํ นกั งานเกษตรจงั หวดั ชยั ภมู ิ