147 อุปกรณ์สำนักงานที่สามารถ ขายทิ้ง 0 บาทได้เลย อุปกรณ์สำนักงานที่ห้ามสาขาขายทิ้ง 0 บาทเด็ดขาด คือ อุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานได้นานๆหลายปี 1.เครื่องพิมพ์ 2.แฟ้มเอกสาร 3.แม็กซ์เย็บกระดาษ 4.โต๊ะทำงาน 5.เก้าอี้ทุกชนิด 6.ที่เจาะกระดาษ 7.คอมพิวเตอร์ 8.เครื่องยิงบาร์โค้ด 9.เครื่องอ่านบัตรประชาชน 10.ตะกร้าใส่เอกสาร 11.ชั้นพลาติก 3 ชั้น 12.เครื่องคิดเลข 13.คลิปบอร์ด 14.กรรไกร 15.คีย์บอร์ด / เม้าส์ 19.ปลั๊กไฟ 20.เครื่องสแกนนิ้ว 21.กระเป๋าใส่เงินหน้าร้าน 22.คัดเตอร์ 23.กุญแจ 24.แท่นตัดเทปใส 25.บิลเงินสด 26.โทรศัพท์บ้าน 27.อื่นๆ
148 ก่อนจะขายทิ้งได้จะต้องเช็คบาร์โค้ดก่อนทุกครั้งว่า มีอายุการใช้งานถึงกำหนดหรือไม่ ถ้ายังไม่ถึงกำหนดฝ่าย บุคคลจะต้องทำการหักเงินพนักงาน เพราะไม่ดูแลอุปกรณ์สำนักงานให้ดี
149 ค าแนะน าส าหรับผู้ประกอบกจิการที่อยู่ในข่ายบังคบัส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีม ื อแรงงาน ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝี มือแรงงาน พ.ศ. 2545 ประจ าปี 2557 สูตรการหักเงิน 1. ราคาสินค้า ÷ อายุสินค้า(ถอดเป็นจำนวนเดือนเช่น 2 ปี ก็เท่ากับ 24 เดือน) = ยอดหักเงิน 2.นำยอดหักเงิน x จำนวนเดือนที่จะครบอายุการใช้งาน = ยอดหักเงินจริงๆ ตัวอย่าง สาขาสระบุรี ใช้เครื่องคิดเลข พัง ก่อนจะหมดอายุการใช้งาน เหลืออีก 5 เดือน จะครบ 3 ปี ราคาเครื่องคิดเลข 500 บาท วิธีคำนวณ 1. 500 ÷ 36 = 13.8 บาท 2. 13.8 x 5 = 69 บาท ยอดที่พนักงานโดนหัก คือ 69 บาท 23. งานที่เกี่ยวกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฝึกอบรม) การพัฒนาฝีมือแรงงาน หมายความว่า กระบวนการที่ทำให้ผู้รับการฝึกและประชากรวัยทำงานมีฝีมือ ความรู้ ความสามารถจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการทำงานอันได้แก่การฝึกอบรมฝีมือแรงงาน การ กำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการอื่นที่เกี่ยวข้อง “การฝึกอบรมฝีมือแรงงาน” หมายความว่า การฝึกเตรียมเข้าทำงาน การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน และการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ “การฝึกเตรียมเข้าทำงาน” หมายความว่า การฝึกอบรมฝีมือแรงงานก่อนเข้าทำงานเพื่อให้สามารถ ทำงานได้ตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปทุกท้องที่ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานใน สัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้างเฉลี่ยในรอบปี หากไม่จัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานหรือจัด ฝึกอบรมแต่ไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราร้อยละ 1 ของค่าจ้างที่ ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ และให้ผู้ประกอบกิจการในข่ายบังคับยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบและรายงานการ ฝึกอบรม ฝีมือแรงงานภายใน เดือน มีนาคม ของปีถัดไปทุกปี
150 กิจการที่อยู่ในข่ายบังคับต้องส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน 1. ผู้ประกอบกิจการประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือธุรกิจอย่างอื่นซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปทุก ท้องที่ 2. ผู้ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่มีลูกจ้างครบ 100 คนโดยไม่นับครู และผู้สอน 3. ผู้ประกอบกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีลูกจ้างครบ 100 คน โดยไม่นับคณาจารย์ กิจการที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับต้องส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน 1. กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานของรัฐและองค์การของรัฐ 2. มูลนิธิ องค์กรการกุศล และองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่ไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ 3. นายจ้างซึ่งประกอบกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์และนาเกลือซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดทั้งปีและไม่มีงาน ลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย 4. ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างครบ 100 คน และขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการแล้วปรากฏว่าในปีปฏิทินใดเป็นดังนี้ 4.1 ลูกจ้างในแต่ละเดือนไม่ถึง 100 คน 4.2 ลูกจ้างเฉลี่ยในรอบปีไม่ถึง 100 คน 4.3 หยุดหรือเลิกกิจการ โดยไม่มีสถานภาพเป็นผู้ประกอบกิจการที่ดำเนินกิจการแล้ว ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการ ตาม 4.1 และ 4.2 ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบ (สท.2) ต่อไปทุกปี กรณีผู้ ประกอบกิจการ 4.3 ให้ยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ประกอบกิจการ (สท.8) ภายใน 15 วัน หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการ 1. ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการ (แบบ สท.1 และ สท.4) เมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป โดยเริ่มใช้บังคับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 (กรณีมีสาขาให้นับรวมจำนวนลูกจ้างของทุกสาขามารวมกันและขึ้นทะเบียน ณ หน่วยงานของ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่) 2. ดำเนินการจัดฝึกอบรมในแต่ละปีให้ครบตามสัดส่วนหรือมากกว่าร้อยละ 50 ของลูกจ้างเฉลี่ยในระหว่างปี นั้น ให้ยื่นขอรับรองหลักสูตรและรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายใน 60 วันนับแต่เสร็จสิ้นการฝึกอบรม แต่ไม่เกินวันที่
151 มกราคมของปีถัดไป ต่อนายทะเบียน (กรุงเทพมหานคร ยื่น ณ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพ วัดธาตุทอง ต่างจังหวัด ยื่นได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคหรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด) - กรณีดำเนินการฝึกเอง (Inhouse Training) ให้ยื่นแบบ ฝย/ฝป 1, 2-1, 3 - กรณีส่งฝึกภายนอก (Public Training) ให้ยื่นแบบ ฝย/ฝป 1, 2-2 - ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองจากนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 สามารถยกเว้นภาษีเงินได้กับกรมสรรพากรได้เพิ่มอีก 100% (เฉพาะกรณีการดำเนินการฝึกเอง ส่วนกรณีส่งฝึก ภายนอกรมสรรพากรจะพิจารณาค่าใช้จ่ายจากใบเสร็จที่สถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมเรียกเก็บโดยไม่ต้องผ่านกรม พัฒนาฝีมือแรงงาน) 3. ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (แบบ สท.2) พร้อมสำเนาหนังสือรับรองการ ฝึกอบรมฝีมือแรงงานประจำปีนั้นๆ ที่ออกโดยนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 เพื่อ ประเมินเงินสมทบ ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ☺ ส่งเงินสมทบ กรณีจัดฝึกอบรมไม่ครบตามสัดส่วนร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้างเฉลี่ยในรอบปีนั้นๆ ☺ จ่ายเงินเพิ่ม กรณีจ่ายเงินสมทบเกินเวลาที่กำหนด ☺ ไม่ต้องส่งเงินสมทบ กรณีจำนวนลูกจ้างในปีปฏิทินใดมีจำนวนลูกจ้างในแต่ละเดือนไม่ถึง 100 คน หรือเฉลี่ยในรอบปีไม่ถึง 100 คน แต่ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบ (สท.2) ต่อไปทุกปีเพื่อชี้แจงจำนวนลูกจ้างในปี นั้นๆ ผู้ประกอบกิจการหยุดหรือเลิกกิจการโดยไม่มีสถานภาพเป็นผู้ประกอบกิจการที่ดำเนินกิจการแล้ว ให้ยื่น แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ประกอบกิจการ(สท.8) ☺ ผู้ประกอบกิจการที่มีหน่วยงานสาขา ให้ยื่นแบบประเมินเงินสมทบรวมกัน ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือ แรงงานที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ และหากมีความประสงค์เปลี่ยนแปลงสถานที่ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบ (สท.2) ใน ภายหลัง ให้แจ้งต่อหน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ก่อน จึงจะเปลี่ยนแปลงสถานที่ยื่นแบบ ได้ การคำนวณสัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน = สัดส่วน ที่ต้องฝึ กอบรม จา นวนลูกจา้ง ณ วนัสิ้นเดือนของทุกเดือน (ลูกจา้งตามกฎหมายว่าดว้ยการคุม้ครองแรงงาน) นบัต้งัแต่เดือนที่มีลูกจา้ง100คนข้ึนไป ถึงเดือนธันวาคม X 50% จา นวนเดือนนบัต้งัแต่เดือนที่มีลูกจา้ง100คนข้ึนไป ถึงเดือนธนัวาคม สูตรการค านวณ
152 ตัวอย่างที่ 1 ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปตั้งแต่เดือนมกราคม ดังนี้ ตัวอย่างที่ 2 ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไประหว่างปี ดังตารางนี้ จำนวนผู้รับการฝึกที่นำมาประเมินเงินสมทบต้องเป็นผู้ได้รับการฝึกอบรมจริงและนายทะเบียนตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ให้ความเห็นชอบหลักสูตรการฝึกอบรมแล้วโดยไม่นับซ้ำคน (สามารถนับรวมลูกจ้างซึ่งเป็นผู้รับการฝึกที่ได้ลาออกไปแล้วในระหว่างปีด้วย) เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รวม ลูกจ้าง ณ สิ้นเดือน 100 105 112 95 102 95 98 109 110 110 97 113 1,246 วิธีการนับจำนวนผู้รับการฝึกที่ผ่านการรับรองหลักสูตรเพื่อนำไปประเมินเงินสมทบ เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รวม ลูกจ้าง ณ สิ้นเดือน 75 74 76 75 87 101 95 120 118 99 111 99 743 สัดส่วน ที่ต้องฝึ กอบรม = 743 X 50% 7 สัดส่วนที่ต้องฝึ กอบรมฝี มือแรงงานตามตัวอย่างที่ 2 (เศษจากการค านวณให้ปัดทิ้ง) = 106x50%คน = 53 คน สัดส่วน ที่ต้องฝึ กอบรม = 1,246 X 50% 12 สัดส่วนที่ต้องฝึ กอบรมฝี มือแรงงานตามตัวอย่างที่ 1 (เศษจากการค านวณให้ปัดทิ้ง) = 103 X 50% คน = 51 คน
153 การคำนวณเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ = ร้อยละ 1 ของฐานค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบ ฐานค่าจ้าง = อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุดเป็นอัตราเดียวกันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ผู้ประกอบกิจการจ่าย ในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการส่งเงินสมทบ x30 หมายเหตุ : อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุดเป็นอัตราเดียวกันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานปี 2557 คือ 300 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2555) ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 6) ลง วันที่ 2 พฤศจิกายน2554 ทั้งนี้ในปีถัดไปให้พิจารณาตามประกาศคณะกรรมการดังกล่าวว่ามีการเปลี่ยนแปลง ค่าจ้างขั้นต่ำสุดเป็นอัตราใหม่ก่อนปีที่มีการส่งเงินสมทบหรือไม่ สูตรค านวณ
154 การคำนวณเงินเพิ่ม ผู้ประกอบกิจการรายใดไม่จ่ายเงินสมทบภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปทุกปีหรือจ่ายไม่ครบตามสัดส่วนที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 กำหนด จะต้องชำระเงินเพิ่ม ดังนี้ อัตราเงินเพิ่มต่อเดือน = 1.5% ของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือเงินสมทบที่ยังส่งไม่ครบ จำนวนเดือน = จ่ายเงินสมทบเกินกำหนดตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปให้นับเป็น 1 เดือน ( เศษของเดือน 15 วัน คิดเป็น 1 เดือน) วิธีการชำระเงิน 1. ชำระเป็นเงินสด 2. ชำระเป็นเช็คของธนาคาร (แคชเชียร์เช็ค) เท่านั้น สั่งจ่าย “เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานบัญชีที่ 2” ภาษาอังกฤษ “ Skill Development Fund Account 2” ขีดคร่อมและขีดคำว่า “หรือผู้ถือ” ออก และลงวันที่ก่อนวันชำระเงินไม่ เกิน 7 วัน สถานที่ยื่นแบบและส่งเงินสมทบ ให้ผู้ประกอบกิจการยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ณ หน่วยงานของกรม พัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ☺ กรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ กองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน อาคารศูนย์บริการผู้ประกอบการและกำลังแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์
155 0 2245 1707 ต่อ 402 , 201 สำหรับสถานประกอบกิจการที่ตั้งอยู่ในเขตวัฒนา และเขตพระโขนง ให้ยื่น ณ ศูนย์ พัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดธาตุทอง ถ.สุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โทร 0 2390 0261-3 ☺ ต่างจังหวัด ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคหรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด บทกำหนดโทษทางกฎหมาย ในกรณีที่อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบหรือเงินเพิ่ม ถ้าผู้มีหน้าที่ไม่ยอม ชำระเงินดังกล่าว จะใช้มาตรการบังคับทางการปกครอง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 57 ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ประกอบกิจการนั้น แล้วดำเนินการขายทอดตลาด เพื่อนำมาชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มหรือฟ้องศาลปกครองเพื่อบังคับชำระเงินต่อไป งานเกี่ยวกับกฎหมายการจ้างคนพิการ การจ้างคนพิการ หมายถถึง ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป รับคน พิการที่สามารถทํางานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตําแหน่งใดในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุก 100 คนต่อคนพิการหนึ่งคน เศษของหนึ่งร้อยคนถ้าเกินห้าสิบคนต้องรับคนพิการเพิ่มอีกหนึ่งคน การนับจํานวนลูกจ้างให้นับทุกวันที่ ๑ ตุลาคม ของ แต่ละปีและกรณีนายจ้างหรือ เจ้าของสถานประกอบการผู้ใดมีหน่วยงานหรือสํานักงานสาขาในจังหวัดเดียวกันให้นับรวม ลูกจ้างของ หน่วยงานหรือสํานักงานสาขาทุกแห่งในจังหวัดนั้นเข้าด้วยกัน สามารถ Downloadแบบฟอร์ม ได้ที่http://home.dsd.go.th/phuketskill
156 นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการผู้ใดที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงาน ตามที่กําหนดและมิได้ดําเนินการตาม มาตรา ๓๕ ให้ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปีโดยคํานวณจากอัตราต่ำสุดของอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุน ส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คูณด้วยสามร้อยหกสิบห้า และคูณด้วยจํานวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้า ทํางาน การส่งเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเป็นเงินสด เช็คขีดคร่อมหรือธนาณัติสั่งจ่ายกองทุน ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิตคนพิการ โดยส่งต่อสํานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แห่งชาติหรือสํานักงานพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ภายในวันที่ ๓๑ มกราคม ของแต่ละปี ตัวอย่างการกรอกเอกสาร ในทุกๆปี ทางกระทรวงแรงงานเพื่อคนพิการ จะจัดส่งเอกสารมาให้บริษัทกรอกข้อมูล เพื่อจัดส่งภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อยืนยันการจ้างคนพิการเข้าทำงาน ว่าได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
157 - เขียนรายชื่อ ข้อมูลคนพิการให้ครบถ้วน
158 ข้อมูลทุกอย่างให้ยึดจากประกันสังคมของบริษัท เท่านั้น ห้ามคิดเอง ทำเอง เด็ดขาด
159 บริษัท สยามชัย เซอร์วิส จำกัด ที่ตั้ง 11,9 ซ.รังสิต – ปทุมธานี3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12130 โทร 02-079-5001 24. ข้อมูลพื้นฐานที่ลูกจ้าง ควรทราบวันที่เริ่มงานวันแรก 1. ต้องมีคนค้ำ ในการเข้าทำงาน รายละเอียดดังนี้ เป็นญาติพนักงานโดยตรงเท่านั้น มีรายได้ อายุตั้งแต่ 25-59 ปีเช่น บิดา มารดา พี่ น้อง ลูก ลุง ป้า น้าอา ญาติ ลูกพี่ลูกน้อง ห้ามใช้ญาติแฟน, หรือแฟน, หรือเพื่อน ค้ำประกันโดยเด็ดขาด ** กรณีเป็นข้าราชการให้ค้ำได้เลย โดย ไม่ต้องเป็นญาติ ** เอกสารของคนค้ำประกันเพื่อรับคนเข้าทำงาน 1. สัญญาคนค้ำประกันเข้าทำงาน (ให้เสมียนปริ้นให้1-2 ชุด) อย่าลืมให้คนค้ำเซ็นเอกสารค้ำด้วย 2. สำเนาบัตรประชาชน + ทะเบียนบ้าน 1 ชุด พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง 3. สำเนาบัตรข้าราชการ (กรณีใช้ราชการค้ำ) 1 ชุด พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง ตำแหน่งไหนบ้าง ใช้คนค้ำกี่คน มีดังนี้ 1. คนขาย/ ไฟแนนซ์ / ผู้ช่วย/ เสมียน / ขับรถ / ช่างแอร์ / ช่างเฟอร์นิเจอร์/ ขับ+ขายOMKT / ขับรถOMKT/ แผนก สต๊อก ใช้2 คน 2. OMKT (ไดเรคเซล) ออฟฟิศทุกตำแหน่ง ใช้ 1 คน 3. ตำแหน่งสต๊อก ใช้ 2 คน 2. พนักงานบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 2.1. ลูกจ้างประจำ คือตำแหน่ง เสมียน ขับรถ ขับรถOMKT ขับขายOMKT ออฟฟิศ ผู้ช่วยไฟแนนซ์ ช่างแอร์ ช่าง เฟอร์นิเจอร์ แม่บ้าน คนขาย ไฟแนนซ์ การตลาดออนไลน์ ส่วน ขายOMKT (ไดเรคเซลล์) เป็นต้น 2.2. ลูกจ้างไม่ประจำ (ฟรีแลนซ์) คือตำแหน่ง ขายOMKT (ไดเรคเซล-ฟรีแลนซ์) 3. ค่าจ้างลูกจ้างประจำ จะได้รับค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานขั้นต่ำแต่ละจังหวัด + ค่าล่วงเวลา (OT) พิเศษ วันหยุด(ตามเงื่อนไขของบริษัทกำหนด) ค่าจ้างแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน 4.ค่าตอบแทนลูกจ้างไม่ประจำ (ฟรีแลนซ์) จะได้รับค่าตอบแทนตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ขึ้นอยู่ตาม เงื่อนไขและข้อตกลงกับนายจ้าง ว่าจ้างงาน ตามผลกำไรของยอดขายของลูกจ้างที่ทำได้แต่ละคน 5.การจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทน แยกออกเป็นดังนี้ 5.1 ลูกจ้างช่วงทดลองงาน 3 เดือน จะได้รับค่าจ้าง ดังนี้ 5.1.1 ลูกจ้าง ที่เริ่มเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ของเดือน ค่าจ้างจะออกในวันที่ 20 ของทุกเดือน 5.1.2 ลูกจ้าง ที่เริ่มเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 16 – สิ้นเดือน ค่าจ้างจะออกในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป 5.1.3 ส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าคอมมิชชั่นต่างๆ จะได้รับค่าคอมมิชชั่น ในวันที่ 12 ของเดือนถัดไป 5.2 ลูกจ้างที่บรรจุแล้ว จะได้รับค่าจ้าง ดังนี้ 5.2.1 พนักงานสำนักงานใหญ่(ออฟฟิศ) จะได้รับเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป 5.2.2 พนักงานประจำสาขา จะได้รับเงินเดือนทุกวันที่ 12 ของเดือนถัดไป
160 6.การรับเงินค่าจ้างหรือเงินเดือน ค่าตอบแทน แยกตามแผนกดังนี้ 6.1 พนักงานสำนักงานใหญ่ คือ ธนาคารกรุงเทพ เท่านั้น 6.2 ตำแหน่งพนักงานขาย คือ ธนาคารสิกรไทย เท่านั้น 6.3 ตำแหน่งไฟแนนซ์ร้าน ผู้ช่วยไฟแนนซ์OMKT ขับรถOMKT ขับขายOMKT คือ ธนาคารไทยพาณิชย์เท่านั้น 6.4 ตำแหน่งเสมียน คนขับรถร้าน การตลาดออนไลน์ การตลาดออนไลน์B ช่างแอร์ ช่างเฟอร์นิเจอร์คือ ธนาคาร กรุงเทพ เท่านั้น **** หมายเหตุ ลูกจ้างต้องเช็คข้อมูลบัญชีตัวเองให้เรียบร้อยก่อนส่งเอกสารให้ฝ่ายบุคคล บัญชีต้องมีการ เคลื่อนไหว ไม่โดนปิดบัญชีหรือโดนระงับ ลูกจ้างต้องเปิดบัญชีธนาคารตามที่บริษัทกำหนดเท่านั้น *** 7.การสแกนนิ้วเข้า -ออก เพื่อรับค่าจ้าง ลูกจ้างต้องสแกนลายนิ้วมือเข้า-ออก ตามเวลาสาขา เท่านั้น สแกนนิ้วทั้ง 3 นิ้ว ที่ฝ่ายบุคคลทำให้ ไม่สแกนนิ้ว ไม่ได้ หากสแกนนิ้วไม่ได้ด้วยความจำเป็นใดๆ ลูกจ้างจะต้องถ่ายรูป ไทม์แสตมป์ยืนยันการทำงานของตัวเองหรือดูกล้อง วงจรปิดมายืนยัน ไม่มีหลักฐานฝ่ายบุคคลไม่จ่ายค่าจ้าง พนักงานประจำต้องทำสแกนนิ้วมือทุกคน ทุกตำแหน่ง ตั้งแต่ วันแรก พนักงานขนส่งหรือทำงานสถานที่ต้องรอหรือโทรหาฝ่ายบุคคลเพื่อทำงานก่อนออกไปข้างนอกบริษัท 8.กรณีพนักงานประเภทไม่ประจำ (ฟรีแลนซ์) ไม่ต้องทำสแกนนิ้ว เพราะตามเงื่อนไขหรือข้อตกลงถูกบังคับ ด้วยการทำยอดขายให้ถึงตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ถ้าไม่ถึงตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด นายจ้างสามารถบอกเลิกสัญญา จ้างได้ทันที 9.ลูกจ้างต้องส่งเอกสารการสมัครงานให้กับเสมียน ภายใน 3 วันหลังเริ่มงาน เอกสารไม่ครบฝ่ายบุคคลขอ อนุญาติเลื่อนจ่ายค่าจ้าง จนกว่าเอกสารจะครบถ้วนถึงทำการจ่าย เอกสารทุกอย่างต้องพร้อมตั้งแต่วันเริ่มงานวันแรก เอกสารที่ใช้มีดังนี้ 9.1 ใบสมัครงาน รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน วุฒิการศึกษา อย่างละ 1 ชุด 9.2 สัญญาจ้าง 1 ชุด 9.3 เอกสารคนค้ำ 1 ชุดต่อคนค้ำ 1 คน 9.4 สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร 1 ชุด 9.5 ใบรับรองแพทย์ (เฉพาะลูกจ้างประจำ) 9.6 ลูกจ้างต้องทำข้อสอบหลังเริ่มงานได้ 7 วัน ให้อ่านคู่มือการทำงานด้วย ก่อนเริ่มงาน 9.7 สำเนาใบขับขี่รถยนต์ (ถ้าได้ขับรถ) ตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง 9.8 สัญญาจ้าง เอกสารคนค้ำ (สามารถให้เสมียนปริ้นให้เซ็นได้) 10. วันหยุดในการทำงาน 10.1 ลูกจ้างประจำ(สาขา) สามารถหยุดตามปฏิทินบริษัท (ทำงาน 6 วัน หยุด 1 วัน) ห้ามหยุด เสาร์-อาทิตย์-นักขัต ฤกษ์ ให้หมุนเวียน กันหยุด สลับหยุด ( ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องรีบแจ้งหยุด กับหัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลล่วงหน้า 1-3 วัน ) 10.2 ลูกจ้างประจำสำนักงานใหญ่ สามารถหยุดตามปฏิทินบริษัท (ทำงาน 6 วัน หยุด 1 วัน) หยุดทุกวันอาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ที่บริษัทกำหนด ส่วนแผนกการตลาดออนไลน์ ให้หยุดทุกวันพุธ แต่ลูกจ้างสามารถหมุนเวียน กันหยุด หรือสลับหยุดได้
161 11. บริษัทมีหักเงินประกันเข้าทำงาน จากเงินเดือนทุกตำแหน่งหักเป็น % ตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง ทุกเดือน จนกว่าจะครบหลักประกัน ฝากกับธนาคาร 12. ลูกจ้างต้องแจ้งลาออกล่วงหน้า 30 วัน กรณีไม่แจ้งลาออกล่วงหน้านายจ้างมีสิทธิ์ยึดเงินประกันเข้า ทำงานหรือ ต้องเดินทางมารับเงินสดเองที่สำนักงานใหญ่) กรณีไม่ได้ทุจริต ฉ้อโกง ทำความเสียหายให้กับนายจ้าง ได้เงิน ส่วนนี้คืนให้ลูกจ้าง 13. ลูกจ้างจะได้รับเงินประตนเองคืนหลังลาออกได้ 60 วัน เงินโอนเป็นรอบทุกวันที่ 20 ของเดือน (เช่น ลาออก ภายในเดือน พ.ย.65 จะได้รับเงินในรอบเดือน 20 ม.ค.66) 14. ลูกจ้างประจำ ได้สิทธิตามกฎหมายแรงงานทุกอย่าง ส่วนลูกจ้างไม่ประจำ (ฟรีแลนซ์) ได้ตามเงื่อนไขที่ตก ลงกับผู้ว่าจ้าง 15. ลูกจ้างคนใดที่ทำความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายจ้าง เช่น เงิน ของใช้ของบริษัท ทรัพย์สิน ไม่ว่า จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาจะต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสินค้านั้นๆ มูลค่าที่จะต้องชดใช้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้า นั้นๆ 16. การออกหนังสือเตือน ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎบริษัท หรือไม่ผ่านงานตามเงื่อนไขของบริษัท ฝ่ายบุคคลจะออกใบเตือนให้ลูกจ้างทราบ ล่วงหน้า 30 วัน ถ้าลูกจ้างกระทำผิดวินัยซ้ำด้วยข้อเดิม ๆ 2 ครั้ง ภายใน 1 ปี นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้าง เช่น ลูกจ้างมาสาย ทุกวันไม่เกรงใจเพื่อนร่วมงาน หยุดงานเกินวันหยุดตัวเองโดยไม่มีเหตุจำเป็น หยุดงานไม่แจ้งลากับ ผจก.ร้าน หรือไม่แจ้ง ฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้าแผนก ไม่บอกไม่แจ้งใครเลย หรือหายไปโดยไม่มีการบอกกล่าวไม่มาปฏิบัติงาน 1-2 วัน เป็นต้น 17. ลูกจ้างทุจริต ฉ้อโกง ขโมยทรัพย์สิน ปรับเงินค่าความเสียหาย 3-10 เท่า เรียกเก็บจากคนค้ำประกันเข้า ทำงาน และดำเนินคดีตามกฎหมาย 18. เมื่อลูกจ้างมาทำงานสาย หรือกลับก่อนเวลาที่บริษัทกำหนด นายจ้างมีสิทธิ์หักเงินตามนาทีที่มาสายกลับ ก่อนเวลา และหรือออกใบเตือน เพื่อให้พนักงานปรับปรุงตนเองให้มีวินัยในการปฏิบัติงาน 19. ลูกจ้างที่อยู่ในช่วงทดลองงาน 3 เดือน และบรรจุงานแล้ว 19.1 ต้องถูกประเมินทุก 15 วัน จนกว่าจะครบ 3 เดือน ไม่ผ่านงาน 2 รอบ ไม่ผ่านครั้งที่ 1 บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์ อักษรแจ้งล่วงหน้า 15 วัน ให้ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น ครั้งที่ 2 ไม่ผ่านอีก นายจ้างมีสิทธิ์เลิกจ้างได้ทันที 19.2 พนักงานที่ผ่านทดลองงานแล้ว จะถูกประเมินการทำงานทุก 30 วัน ไม่ผ่านงาน 2 รอบ ไม่ผ่านครั้งที่ 1 บอก กล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ให้ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น ครั้งที่ 2 ไม่ผ่านอีก บริษัทสามารถ เลิกจ้างได้ทันที 20. ลูกจ้างเข้าใหม่ต้องเข้ากลุ่มไลน์ตามตำแหน่งตัวเอง และเข้าไปอ่านประกาศก่อนหน้านี้ทุกเรื่องและกด เพื่อรับทราบด้วย เพื่อลด ความผิดพลาด ในการทำงาน เพื่อรับทราบข่าวสารจากบริษัทได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าฝ่ายบุคคล ประกาศเปลี่ยน ธนาคารในการโอนเงินเดือน ถ้าพนักงานไม่อ่านประกาศไม่กดไลค์ จะทำให้พนักงานตกหล่นไม่ทราบ ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญดังกล่าว ส่งผลให้พนักงานอาจไม่ได้รับเงินเดือนตามกำหนด เป็นต้น
162 บริษัท สยามชัย เซอร์วิส จำกัด บันทึกแนบท้าย สัญญาจ้างงานพนักงาน การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล PDPA ข้อตกลงเรื่องเก็บข้อมูล หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว 1. ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวที่บริษัทฯ เก็บรวบรวมเพื่อใช้ หรือเปิดเผยโดยประการอื่น ประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวของพนักงาน ดังต่อไปนี ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว วัตถุประสงค์ 1. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น ผลการตรวจ สุขภาพ บันทึกสุขภาพส่วนบุคคล ฯลฯ - จัดสวัสดิการและผลประโยชน์ด้านสุขภาพตามที่ กำหนด ไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ให้กับพนักงาน - เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญา หรือ ผู้ใช้บริการทางการแพทย์ ชำระเงิน และการเบิกจ่ายคืนค่า รักษาพยาบาลรวมถึงการเปิดเผย ข้อมูล ส่วน บุคคล ให้กับ บริษัท ประกันที่ได้รับ มอบหมายจากบริษัทฯ - บันทึกและเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของพนักงานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. เชื้อชาติและศาสนา (ข้อมูลตามบัตรประจำตัว ประชาชน) - การเก็บสำเนาบัตรประชาชนเพื่อวัตถุประสงค์ตาม สัญญา จ้างงาน 3. ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม - ตรวจสอบประวัติของพนักงานและเก็บรักษาประวัติไว้ใน แฟ้มข้อมูลพนักงาน เปิดเผยข้อมูลอาชญากรรม ของ พนักงานให้แก่บริษัทฯ ที่เป็นผู้ว่าจ้างงาน 4. ลายพิมพ์นิ้วมือ/สแกนนิ้วมือ - รักษาความปลอดภัยในการใช้อาคารสถานที่ของ บริษัทฯ และเพื่อใช้ในการบันทึกเวลาเข้าทำงาน
163 2. ความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ของพนักงาน ภายใต้ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ บริษัทฯ ต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานในการเก็บรวบรวมใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อ ผลประโยชน์ของพนักงาน อนึ่งความยินยอมนี้ ไม่ใช่เงื่อนไขในการให้สิทธิหรือมอบภาระหน้าที่ภายใต้สัญญาจ้าง อย่างไร ก็ตาม หากพนักงานปฏิเสธไม่ให้ความยินยอมแก่บริษัทฯ ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวของ พนักงาน บริษัทฯ อาจไม่สามารถจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมแก่พนักงานเอง อาจจะส่งผลต่อการจ้าง งาน ไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่ เกี่ยวข้องตามที่กล่าวไว้ในข้อ 1 ข้างต้น 3. ความยินยอมของพนักงาน พนักงานได้อ่านและเข้าใจในรายละเอียดข้างต้นเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูล ส่วน บุคคลที่มีความอ่อนไหวของข้าพเจ้าแล้ว และได้ทราบถึงสิทธิต่างๆ ที่ข้าพเจ้ามี ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้าพเจ้าเข้าใจข้อความและ วัตถุประสงค์ที่บริษัทฯ ระบุไว้ใน ข้อตกลงเพิ่มเติมฉบับนี้เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมเพื่อใช้ เปิดเผย และส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวของข้าพเจ้า และยอมรับเงื่อนไขตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานเป็นพนักงาน ของบริษัท 4. ความยินยอมและเปิดเผยข้อมูลคู่ค้า หรือลูกค้าของบริษัท พนักงานจะต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลหรือลูกค้า หรือขณะเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ต้องทำเป็นหนังสือ หรือทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น อาจ เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า จากการที่ลูกค้าเป็นผู้ให้ข้อมูลส่วน บุคคลของลูกค้าแก่บริษัท ฯ โดยตรง เช่น การแลกเปลี่ยนนามบัตร การให้ข้อมูลเพื่อการพิจารณาคุณสมบัติการเข้าทำสัญญาโดยข้อมูลส่วนบุคคล เป็นข้อมูลที่ สามารถระบุถึงตัวเจ้าของข้อมูลนั้นได้ อาจเป็นได้ทั้ง รูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ บัญชี ธนาคาร อีเมล ไอดีไลน์ ลายนิ้วมือ รูปถ่าย เป็นต้น รวมถึง บริษัทฯ อาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากแหล่งอื่น เช่น ตัวแทนขายในกลุ่มธุรกิจ อื่น ของ บริษัทฯพันธมิตรทางธุรกิจ หรือบริษัทในกลุ่ม ในเครือของ บริษัทฯ ลูกค้าหรือ ตัวแทนของ บริษัทฯ ซึ่ง เป็นผู้แนะนำ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นโยบายความเป็นส่วนตัว/หนังสือแจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมเพื่อใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน 1. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ เก็บรวบรวม ในการปฏิบัติตามภาระหน้าที่ภายใต้สัญญาจ้างแรงงานพนักงาน บริษัท สยามชัย เซอร์วิส จำกัด (ต่อไปนี้ เรียกว่า "บริษัทฯ") มีสิทธิเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานดังต่อไปนี้ - ชื่อและนามสกุล - เพศ - วัน เดือน ปีเกิด - หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน - ที่อยู่ - ใบขับขี่ - ข้อมูลติดต่อ
164 - ข้อมูลครอบครัว ผู้ติดต่อกรณีฉุกเฉิน - ภาพถ่าย (ในทางที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของภาพ) - ข้อมูลบัญชีธนาคาร - รายละเอียดประวัติส่วนตัว ประสบการณ์การทำงาน ประวัติการศึกษา ใบรับรอง หรือใบอนุญาตทาง วิชาชีพ ข้อมูลที่พนักงานได้ให้ไว้กับบริษัทฯ ในระหว่างการสัมภาษณ์งานและข้อมูลที่รวบรวมจากบุคคล อ้างอิง ฯลฯ - ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์สื่อสาร ระบบไอทีและทรัพย์สินอื่น ๆ ของบริษัท ฯ เช่นคอมพิวเตอร์อีเมล ฐานข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ - ภาพจากกล้องวงจรปิดและข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้รับโดยทางสี่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น บันทึกการเข้างาน วีดิทัศน์ เกี่ยวกับการทำงาน ฯลฯ - ข้อมูลเกี่ยวการทำงาน เช่น ผลการปฏิบัติงานบันทึกการประเมินผลการทำงานและผลการทดสอบ ต่างๆ 2. วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล บริษัทฯ จะนำข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานไปเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 2.1 เก็บบันทึกทะเบียนประวัติของพนักงาน หรือการเก็บข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึง พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พระราชบัญญัติ ประกันสังคม พระราชบัญญัติเงินทดแทน พระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 2.2 เปิดเผยข้อมูลพนักงานที่จำเป็นต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กรมสรรพากรหรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 2.3 ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย 2.4 การบริหารควบคุม การมอบหมายงาน การจัดการและการดำเนินการอื่นๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ ระบุไว้ในสัญญาว่าจ้างแรงงานพนักงาน 2.5 การประมวลผลเพื่อการจ่ายค่าตอบแทนต่างๆรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่สถาบัน การเงินที่ ได้รับมอบหมาย 2.6 จัดสวัสดิการและผลประโยชน์ที่เหมาะสม ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการทำงานของบริษัทฯ รวมถึงการ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แก่ผู้ให้บริการซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเพื่อการจัดการสวัสดิการและผลประโยชน์ดังกล่าว - การประเมินประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน - การจัดฝึกอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถสำหรับการทำงาน เฉพาะตำแหน่งงาน - เพื่อการรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินของบริษัทฯ และของบุคคลอื่นที่อยู่ในสถานที่ของบริษัทฯ รวมถึง การป้องกันอาชญากรรม - ติดต่อญาติของพนักงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในกรณีฉุกเฉิน - การบังคับสิทธิและการรักษาผลประโยชน์ตามสัญญาของบริษัทฯ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอด ระยะเวลาที่สัญญาจ้างแรงงานมีผลบังคับใช้ และ สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงแล้ว
165 3. ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากบริษัทฯ ไม่ได้ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน โดยปราศจากข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทฯ จะไม่สามารถดำเนินการต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ดังที่กล่าวมา ข้างต้นได้ รวมทั้งจะไม่สามารถจัดการหรือให้สิทธิ สวัสดิการ ผลประโยชน์หรือเงินใดๆ ที่เหมาะสมภายใต้สัญญาว่าจ้างแรงงาน พนักงานแก่พนักงานได้ 4. การเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานไว้เป็นความลับอย่างเคร่งครัด และจะไม่เปิดเผยแก่ บุคคลภายนอกใดๆ เว้นแต่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือ ปฏิบัติตาม คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ หากพนักงานที่ขณะปฏิบัติงานหรือพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานบริษัทฯ นำ ข้อมูลไปเปิดเผยหรือ สร้างความ เสียหายแก่บุคคล หรือองค์กรภายนอก บริษัทฯจะไม่รับผิดชอบความเสียหายนั้นทุกกรณี หรือ หากนำข้อมูล ของบริษัทฯ ไปใช้หรือเปิดเผยหรือสร้างความเสียหายต่อบุคคล หรือองค์กรภายนอก บริษัทฯ จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ทุกกรณี 5. ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานไว้เป็น 10 ปี หลังจากการจ้างงานได้สิ้นสุดลงและจะทำลาย ข้อมูลทันทีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล โดยจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ไว้ในที่ปลอดภัยซึ่งเฉพาะ ผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ 6. สิทธิของพนักงานเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ("พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ") นอกเหนือไปจากสิทธิที่ได้รับภายใต้กฎหมายแรงงานและสัญญาว่าจ้างพนักงานแล้ว พนักงานยังมีสิทธิที่จะ จัดการข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน ภายในขอบเขตของสิทธิต่างๆ ที่พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ กำหนด เว้นแต่ ในกรณีที่บริษัทฯมีความจำเป็นต้องปฏิเสธการใช้สิทธิดังกล่าวของพนักงาน ทั้งนี้พนักงานสามารถดูรายละเอียดสิทธิของเจ้าของข้อมูลอันเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานได้จาก นโยบายความเป็นส่วนตัวของบริษัท
1
2