รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดย นางสาวนิรมล สาสิงห์ ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท
ก กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่มนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาและช่วยเหลืออย่างดียิ่งที่ให้ความกรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญให้ คำแนะนำ ปรับปรุงเครื่องมือ ตรวจแก้ไขข้อบกพร่อง ในครั้งนี้ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณ นายกิติศักดิ์ นิโรจน์ และ ว่าที่ร้อยตรีสุชาติ สระทองหน ให้คำแนะนำเสนอแนะและ เป็นที่ปรึกษาในการจัดทำงานวิจัยและผลงานทางวิชาการมาโดยตลอด ขอขอบพระคุณ ดร.สุภาวิตา บุตรกฤตติกุล, นายสุทธิ สีทองและ นางชนิดาภา ม่วงมีเครือทอง ซึ่งเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความกรุณาตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือให้กับงานวิจัยฉบับนี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ การปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยให้ดียิ่งขึ้น ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานี ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์สำหรับการพัฒนากระบวนการจัดการ เรียนการสอนให้กับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดนี้ให้แก่เหล่าคณาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้จนทำให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ และขอมอบความกตัญญูกตเวทิตาคุณแด่บิดามารดาและ ผู้มีพระคุณทุกท่านที่อำนวยความสะดวกสบายและสนับสนุนให้แก่ผู้วิจัยในทุก ๆ ด้าน
ข ชื่อเรื่อง : การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชื่อผู้วิจัย : นางสาวนิรมล สาสิงห์ ระยะเวลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยใช้เวลาในการจัดการเรียนการสอน จำนวน 23 ชั่วโมง บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ระหว่างก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังการเรียน โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 3) เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) ประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 32 คน โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานี อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานีดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 23 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบจำนวน 10 ข้อ และแบบสอบถาม ความพึงพอใจทางการเรียนโดยจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับ ด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) แบบ 5 แบบมาตราส่วนประมาณ (rating scale) 5 ระดับ จำนวน 8 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียน เทียบเกณฑ์ร้อยละ 65 และความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้และสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การทดสอบสมมติฐานด้วย One–sample t-test และ Dependent Sample t – test และตรวจสอบคุณภาพโดยค่า IOC ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2. ผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์อยู่ในระดับมาก
ค สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทนำ - ความสำคัญของปัญหา 1 - วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 - สมมติฐานการวิจัย 4 - ขอบเขตของการวิจัย 4 - นิยามเชิงปฏิบัติการ 5 - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 8 - งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 24 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย - ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 27 - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 27 - แบบแผนการวิจัย 28 - การเก็บรวบรวมข้อมูล 29 - การวิเคราะห์ข้อมูล 30 - สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 33 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล - ลำดับขั้นในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 36 - ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 37 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ - สรุปผลการวิจัย 42 - อภิปรายผลการวิจัย 43 - ข้อเสนอแนะ 45
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า รายการอ้างอิง 47 ภาคผนวก - ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 48 - ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 50 - ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย 56 - ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้และใบกิจกรรม 67 - ภาคผนวก จ การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 79 - ภาคผนวก ฉ การวิเคราะห์ความพึงพอใจ 84 ประวัติผู้วิจัย 88
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ 37 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2. แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ 38 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 3. แสดงความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 39 แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 4. แสดงผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 57 แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 5. แสดงผลการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อสอบและตัวชี้วัดจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 59 เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 6. แสดงผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวน 62 การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 7. แสดงคะแนนดิบหลังเรียนของแบบทดสอบเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ 64 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของกลุ่มทดลองใช้ จำนวนทั้งหมด 20 คน 8. แสดงคะแนนดิบหลังเรียนของแบบทดสอบเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ 65 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของกลุ่มทดลองใช้ จำนวนทั้งหมด 20 คน โดยกำหนดจำนวนกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำเป็น 50% 9. แสดงผลสรุปค่าความยาก อำนาจจำแนกรายข้อของแบบทดสอบ 66 เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ 10. แสดงผลคะแนนก่อนเรียนวิชาชีววิทยา ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ 80 เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 11. แสดงผลคะแนนหลังเรียนวิชาชีววิทยา ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 81 แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ฉ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 12. แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาชีววิทยา ด้วยการจัดการเรียนรู้โดย 83 ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยทดสอบค่า t แบบ Dependent sample t-test ด้วยโปรแกรม SPSS 13. แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาชีววิทยา ด้วยการจัดการเรียนรู้ 83 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยทดสอบค่า t แบบ One-Sample Statistics ด้วยโปรแกรม SPSS 14. แสดงผลแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ 85 เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพื่อให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และ เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง การปกครอง ด้านสภาพแวดล้อม การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยพัฒนาคนในการปรับตัวให้ทันต่อ ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่โลกของการศึกษาต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่าง รวดเร็ว และข้อมูลข่าวสารก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รอบตัวเท่านั้น ทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ จะเข้ามามีบทบาทที่ สำคัญมากยิ่งขึ้นในการดำเนินชีวิต ซึ่งการศึกษาทั่วทุกมุมโลกได้มีการจัดการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน ของการศึกษา ประเทศไทยเองก็เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมเด็กไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เช่นกัน (วิจารณ์ พานิช, 2556, น. 46) อันจะเห็นได้จากการศึกษาเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์และเจนเนอเรชั่นวายในมุมมองต่อ คุณลักษณะของตนเองและความคาดหวังต่อคุณลักษณะของเจนเนอเรชั่นอื่น ซึ่งประชากรกลุ่มที่กำลังจะเป็น อัตรากำลังหรือทรัพยากรบุคคลที่สำคัญขององค์กรต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ การศึกษายุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 นั้น เด็กจำเป็นต้องรู้วิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเกิดแนวคิดใหม่ๆ ให้ มากขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้มากขึ้น โดยในศตวรรษที่ 21 คุณลักษณะที่สำคัญมี 3 ประการ ประการแรก คือ มีทักษะที่หลากหลาย เช่น สามารถทำงานร่วมกับบุคคลได้ อย่างรวดเร็ว รับผิดชอบงานได้ด้วยตนเอง และรู้จักพลิกแพลงกระบวนการแก้ไขปัญหาได้ ประการที่สอง คือ มองโลกใบนี้เป็นโลกใบเล็ก ๆ ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะประเทศไทย เพื่อมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่มีอยู่อย่าง มากมาย ประการสุดท้าย คือ เด็กไทยยุคใหม่ต้องมีทักษะด้านภาษาเพราะหากพูดหรือใช้แต่ภาษาไทยก็ เหมือนกับมี "กะลา" มาครอบไว้ ซึ่งกระบวนการที่ใช้ในการสร้างทักษะเหล่านี้ไม่สามารถสร้างได้จาก กระบวนการที่ใช้ในห้องเรียนแบบเดิม ๆ ดังนั้นผู้สอนต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายเป็นผู้อำนวยความ สะดวก และเป็นผู้ชี้แนะหรือเป็นผู้แนะนำในขณะที่โรงเรียนและหลักสูตรต้องมีการปรับตัวและเปิดโอกาสให้มี การสร้างหลักสูตรใหม่ ๆ อย่างรวดเร็วทำให้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องหา 3 วิธีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อพัฒนา การศึกษาไทย ทั้งด้านวิชาการและด้านการใช้เทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ในด้านความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษย์ในปัจจุบันมีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน อันเป็นผลมาจาก การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างมากมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตมากขึ้น ดังที่กล่าวข้างต้นความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กรุ่นใหม่ยังไม่ได้พัฒนา เท่าที่ควร ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญในด้านการพัฒนารายวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาที่จะพัฒนาคนรุ่น
2 ใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการคิดหาเหตุผลและมีแนวคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตเพื่อให้ก้าว ทันต่อความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจะต้องมุ่งเน้นให้เด็กรุ่นใหม่เกิด ทักษะในด้านต่าง ๆ ด้วย โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ (สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอน ปลาย สพฐ, 2560, น. 2-15) ด้วยทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นการคิดระดับสูงของมนุษย์ที่มีความสำคัญต่อมวล มนุษย์โลก ทักษะการคิดวิเคราะห์ทำให้มนุษย์เกิดการไตร่ตรอง มีความรอบครอบ และมีเหตุมีผลต่อการ ตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยและสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็น ตัวกลางของการนำไปสู่การส่งเสริมทักษะการคิดเคราะห์ในศตวรรษที่ 21 การสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง และได้ปฏิบัติจริงโดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสะดวกรวดเร็วและให้ข้อมูลได้กว้างขวาง จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียน เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ (วสันต์ ศรีหิรัญ, 2560, น. 19-27) เนื่องด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนักวิชาการทุกคนจึงถูกท้าทายที่จะต้องรับมือกับการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนจึงต้องปรับตัวในทุก ๆ ด้าน สำหรับทางด้านการศึกษาก็ต้องมีการ ปรับตัวเช่นกัน โดยผู้สอนจะต้องปรับแนวทางการเรียนการสอนที่จะต้องส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จะเป็นพื้นฐานต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งการจะพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ นั้น จะต้องคำนึงถึงความเหมาะ ของวัยนักเรียนและความทันสมัยในด้านของสื่อเทคโนโลยีในปัจจุบัน การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นอีกรูปแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับเรื่องนี้ โดยเปลี่ยนการสอนแบบเดิม จากผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนหน้าชั้นเรียนมาเป็นนักเรียนจะต้องศึกษาหาความรู้จากนอก ห้องเรียนด้วยตนเอง โดยผ่านสื่อเทคโนโลยีที่ผู้สอนเป็นผู้จัดทำขึ้นจากนั้นผู้สอนจะนำสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้มา ใช้ทำกิจกรรมในชั้นเรียน โดยคอยให้คำแนะนำและตั้งคำถามให้นักเรียนได้ร่วมกันแก้ปัญหา แลกเปลี่ยนความ คิดเห็น ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียน การจัดการเรียนรู้นี้เป็นการฝึกให้นักเรียนได้วิเคราะห์ องค์ความรู้ด้วยตนเองและยังเป็นการนำความรู้ที่ได้รับมาไปต่อยอดให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ (Synthesize) จึง สามารถช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการคิดเพิ่มมากขึ้น (Bergmann and Sams, 2012, p. 7) จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การป้องกันการแพร่ระบาดอย่าง หนึ่งคือมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จึงทำให้เป็นแรงผลักดันให้มีการนำ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนแบบการสอนผ่าน ออนไลน์อย่างทั่วถึงในทุกสถาบันและสาขาวิชาชีพ เพื่อเอื้อให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถเรียนรู้ได้จากบ้านพัก ของตัวเอง (บุญทิพย์ สิริธรังศรี, 2563, หน้า2) อีกทั้งธานี สุขโชโตและวรกฤต เถื่อนช้าง (2563, หน้า 147- 148) ได้ศึกษากระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนได้ในทุก ๆ ที่และการเรียนรู้ยังคงต้องดำเนินต่อไป แม้ว่านักเรียนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนตลอดจนการจัดการเรียนการสอน โดยมีการสนับสนุน ส่งเสริม พัฒนา ป้องกันและแก้ไขปัญหาให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึง
3 ประสงค์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่เข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสถานการณ์ที่มีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระบาด การใช้สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นการเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนในการ จัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่ง 46 | ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2564 มีการเว้นระยะห่างทางสังคม การนำเอาสื่อแลเทคโนโลยี ทางการศึกษามาใช้นั้นทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้จากที่บ้านและครูผู้สอนสามารถมอบหมายงาน ตรวจ งานและสร้างแบบวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของ นักเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา New normal หรือความปกติ ใหม่นี้ส่งผลให้สถานศึกษาเกิดการปรับตัวและมีการจัดการ เรียนการสอนแบบออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ครูผู้สอน นักเรียนและสถานศึกษาต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ผู้พัฒนาระบบทางด้านสารสนเทศได้เร่งพัฒนา เครื่องมือที่ช่วยในการจัดการศึกษาและการประชุมทางไกล จึงเกิดเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการเรียนการสอน และการประชุมทางไกลขึ้นมากมาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ เช่น Zoom, Google Hangouts, Skype, Line, Facetime, Facebook, Messenger, Microsoft Teams, True Visual World, Google Meet, Vroom, WebX เป็นต้น (กาญจนา บุญภักดิ์, 2563, หน้า 2) จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ในการสอนรายวิชาวิชาชีววิทยา โดยเรื่องที่จะศึกษาคือ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ซึ่ง เป็นเนื้อหาที่เหมาะกับการจัดการเรียนเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5E) เนื่องจาก เป็นเนื้อหาที่ยากต่อการปฏิบัติกิจกรรม หรือการปฏิบัติกิจกรรมนั้น เนื่องจากสถานะการแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ไม่สามารถให้นักเรียนมาเรียนในโรงเรียนได้ตามปกติ ซึ่งทาง สถานศึกษาจึงจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ครูผู้สอนจึงจะต้องหาวิธีที่จะจัดการเรียนการสอนให้กับ ผู้เรียน ให้เกิดทักษะในด้านต่างๆ และเข้าใจในเนื้อหาอย่างครบถ้วน ดังนั้นการจัดการเรียนเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5E) จึงมีความเหมาะสมและยังเป็นการศึกษายุคใหม่ในศตวรรษ ที่ 21 ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตัวเป็นส่วนใหญ่ โดยมีครูคอยเป็นแค่ผู้ให้คำแนะนำเท่านั้น รวมถึง การจัดการเรียนการสอนแบบนี้ยังทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึ้นได้นั้น จึงทำให้ผู้วิจัยมีความ ต้องการการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาสูงขึ้น
4 จุดประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 หลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) สมมติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 65 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 32 คน โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิ ทยาลัย อุทัยธานี อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
5 2. ขอบเขตด้านเนื้อหา กลุ่มสาระการเรียนรู้ชีววิทยา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เซลล์และการทำงานของเซลล์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารผ่าน เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ม.4/1 อธิบายโครงสร้างและสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สัมพันธ์กับการลำเลียงสาร และ เปรียบเทียบการลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์แบบต่าง 3. ขอบเขตด้านระยะเวลา การวิจัยในครั้งนี้ ดำเนินการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยใช้เวลาในการจัดการเรียน การสอน จำนวน 23 ชั่วโมง 4. ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น 1. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้(5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ 2. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับ สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ นิยามศัพท์เฉพาะ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้(5Es) เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หมายถึง นวัตกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับใช้ในการ จัดการเรียนรู้ วิชาชีววิทยา เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดย ประกอบด้วยการจัดการเรียนการสอนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้(5Es) เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ ประสิทธิภาพ หมายถึงนักเรียนเข้าใจในเนื้อหาเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ และทำคะแนนจาก แบบทดสอบเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นผ่านเกณฑ์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
6 ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกและความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย แผนการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งวัดได้จากแบบสอบถาม ความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานีในปีการศึกษา 2564 จำนวน 23 คน จากห้องเรียนชั้น ม.5/1 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงขึ้น 2. ได้การพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดทำขึ้นจะช่วยให้ครูที่ทำการสอน วิชาเดียวกันได้มีการเปลี่ยนและถ่ายโยนความรู้แก่กัน ทำให้การจัดการเรียนรู้มีมาตรฐานเดียวกัน 3. เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในเนื้อหาอื่นๆ หรือในวิชาอื่นๆ ต่อไป
7 บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยขอนำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยกระทรวงศึกษาธิการ ตัวชี้วัดและ สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์วิชาชีววิทยา ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 2.1 ความหมาย 2.2 แนวคิดของห้องเรียนกลับด้าน 2.3 องค์ประกอบของห้องเรียนกลับด้าน 2.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 3. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 3.1 ความหมาย 3.2 แนวคิดของการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 3.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.4 บทบาทของครู 3.5 บทบาทของนักเรียน 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ 4.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างประเทศ ซึ่งมีสาระ ดังนี้
8 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยกระทรวงศึกษาธิการ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ จัดทำขึ้น สำหรับท้องถิ่นและ สถานศึกษาได้นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอน เพื่อ พัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็น สำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอด ชีวิต มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในเอกสารนี้ ช่วยทำให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในทุกระดับ เห็นผลคาดหวังที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนตลอดแนว ซึ่งจะสามารถช่วยให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและสถานศึกษา ร่วมกันพัฒนา หลักสูตรได้อย่างมั่นใจ ทำให้การจัดทำ หลักสูตรในระดับสถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็น เอกภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่อง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้และ ช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังนั้นในการพัฒนา หลักสูตรในทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับชาติจนกระทั่งถึงสถานศึกษาจะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป็นกรอบทิศทางในการจัด การศึกษา ทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ ทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ : โดยร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ในการวางแผนดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพื่อ พัฒนา เยาวชนของชาติไปสู่คุณภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่ มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลก ยึดมั่นใน การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
9 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและ มีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ เป้าหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพ ในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างมีความสุข
10 1.2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์วิชาวิทยาศาสตร์(ฉบับ ปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 บทนำ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2552 นี้ได้กําหนดสาระการเรียนรู้ออกเป็น 4 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระที่ 4 เทคโนโลยีมีสาระเพิ่มเติม 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยาสาระเคมีสาระฟิสิกส์และสาระโลกดารา ศาสตร์และอวกาศซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตรทั้งในด้านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้นั้นมีความสําคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละ ระดับชั้น ให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเป็น พื้นฐานเพื่อให้สามารถนําความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้โดยจัด เรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ เรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิด สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้ เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทำตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ขึ้น เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครูสื่อ ประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้ เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลง และ ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
11 เป้าหมายของชีววิทยา เป้าหมายการเรียนรู้ 1.1. มาตรฐาน / ผลการเรียนรู้ 1. เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็น องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์ ผลการเรียนรู้ 1. บอกวิธีการ และเตรียมตัวอย่างสิ่งมีชีวิต เพื่อศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสง วัดขนาด โดยประมาณและวาดภาพที่ปรากฏภายใต้กล้อง บอกวิธีการใช้ และการดูแลรักษากล้องจุลทรรศน์ใช้แสงที่ ถูกต้อง 2. อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ 3. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และระบุชนิดและหน้าที่ของออร์แกเนลล์ 4. อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของนิวเคลียส 2. การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 2.1 ความหมาย สุรศักด์ิ ปาเฮ (2556, น. 2) ได้กล่าวถึงห้องเรียนกลับทาง (Flipped Classroom) เป็นการสอนโดยที่ นักเรียนจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองจากที่บ้าน จากสื่อวีดีทัศน์ (Video) ของศึกษานอกห้องเรียนส่วนการเรียนใน ห้องเรียนปกตินั้นจะเป็นการเรียนแบบสืบค้นคว้าหาความรู้ที่ได้รับร่วมกันกับเพื่อนในห้องเรียน โดยมีครูผู้สอน เป็นผู้คอยให้ความช่วยและแนะนำ ปิ ยะวดี พงษ์สวัสด์ิ และ พัลลภ พิริยะสุรวงศ์ (2558, น. 228-229) ได้กล่าวถึงห้องเรียนกลับด้าน เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีการบรรยายในชั้นเรียนและการบ้านนั้นจะสลับที่กัน โดยให้นักเรียนวางแผน และควบคุมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านทางสื่อการเรียนรู้จากภายนอกชั้นเรียน และนำผลการเรียนรู้มานำเสนอ พร้อมอภิปรายและทำกิจกรรมหรืองานต่าง ๆ ร่วมกันในชั้นเรียน โดยมีครูคอยให้คำปรึกษา Jonathan and Aaron (2012, อ้างถึงใน วิจารณ์ พานิช, 2556, น. 48) ได้กล่าวถึงห้องเรียนกลับ ด้านว่า เป็นสอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียนของตนเอง เมื่อใช้ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนไป ชีวิตครูเปลี่ยนไปและพฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไปในห้องเรียนแบบเดิมจาก ที่นักเรียนนั่งฟัง รับคำสั่งและรับถ่ายทอดแล้วตอบข้อสอบเพื่อพิสูจน์ว่าตนได้เรียนรู้สภาพเช่นนี้ได้ผลต่อเด็ก ส่วนน้อย เด็กอีกจำนวนหนึ่งหมดความสนใจและหลุดไปจากกระบวนการเรียนรู้ แต่ในห้องเรียนแบบกลับทาง และเรียนให้รู้จริงนั้น นักเรียนรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง การเรียนไม่ใช่สิ่งที่กระทำต่อนักเรียน แต่ กลายเป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของเป็นผู้กระทำและจะเป็นทักษะที่ติดตัวตลอดไป
12 Davies, Dean and Ball (2013, p. 3) ได้กล่าวถึงห้องเรียนกลับด้าน เป็นการแทนที่จะการบ้านหลัง เลิกเรียนเปลี่ยนเป็นทำการบ้านในเวลาเรียน พร้อมกับอาจารย์ผู้ฝึกสอน เวลาเรียนจะได้รับการทุ่มเทให้กับการ ฝึกฝนการกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) นั่นเป็นการ จัดการเรียนรู้แบบให้จริง นักเรียนจะได้ศึกษาด้วยตนเองจากนอกห้องเรียน ซึ่งการศึกษาจากนอกห้องนักเรียน นั่นสามารถเรียนรู้ได้หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งยังไม่เป็นการบังคับให้นักเรียน 21 ต้องทำแต่เป็นความ รับผิดชอบของตัวนักเรียนเอง พร้อมที่จะเรียนรู้จึงจะศึกษาเมื่อใดก็ได้ อีกทั้งยังช่วยให้นักเรียนที่เข้าใจช้าหรือ อาจจะเรียนไม่ทันเพื่อน จะได้กรอกลับเมื่อใดก็ได้ นอกจากนี้การเรียนรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียนจะช่วยฝึก ความมีวินัยในตนเองอีกด้วย เมื่อไหร่ที่นักเรียนเกิดข้อสงสัยในการเรียนรู้นอกห้องนั่น นักเรียนก็สามารถนา ปัญหาหรือคำถามนั่นมาถามครูในห้องเรียนได้ ส่วนการเรียนในห้องเรียนจะเป็นการหาข้อสรุปร่วมกันอภิปราย ร่วมกัน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันโดยที่ครูจะเป็นเพียงแค่ผู้ที่ให้คำแนะนำเท่านั้น 2.2 แนวคิดของห้องเรียนกลับด้าน แนวคิดการจัดการเรียนแบบห้องเรียนกลับทางไม่ใช่เรื่องใหม่ในรูปแบบการจัดการ เรียนรู้ มีนักการ ศึกษาหลายท่านได้นาแสนอรูปแบบการเรียนการสอนที่นักเรียนได้รับเนื้อหาไปศึกษา มาก่อนที่จะมีการเรียน ในชั้นเรียน และเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนมีการเตรียมตัวมา นักวิชาการใช้วิธีการให้นักเรียนได้ทำงานบางอย่าง มาก่อนเข้าชั้นเรียน เมื่อเข้าเรียนนักเรียนจะได้รับคาแนะนำและข้อเสนอแนะระหว่างการทำกิจกรรมเพื่อต่อ ยอดจากสิ่งที่ได้ทำมาก่อนล่วงหน้าโดยมีชื่อเรียกค่อนข้างหลากหลาย เช่น Blended Learning, Inverted Learning, Flipped Instruction จากนั้นในปี ค.ศ. 2007 มีครูเคมีโรงเรียนมัธยมศึกษา 2 คน ที่รัฐ Colorado สหรัฐอเมริกา คือ Jonathan Bergmann and Aaron Sam’s พยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหานักเรียนที่ จำเป็นต้องขาดเรียนบ่อยครั้ง จนทำ ให้เรียนไม่ทันเพื่อน ครูทั้งสอนจึงคิดหาวิธีช่วยเหลือนักเรียน โดยการ บันทึกวีดีโอการสอนโพสต์ขึ้นบนอินเตอร์เน็ตและให้นักเรียนดูวิดีทัศน์นั้นเป็นการบ้าน แล้วใช้เวลาในชั้นเรียน สาหรับชี้แนะ ช่วยเหลือนักเรียนให้เข้าใจแก่นแท้ของเนื้อหา หรือความรู้ที่สำคัญนอกจากเป็นการแก้ปัญหาเด็ก ที่ขาดเรียนแล้ว พบว่ายังมีนักเรียนที่เรียนไม่ทันในห้องเรียนกลับไปดูวีดีโอสามารถหยุดและกรอกลับไปดูใน ส่วนที่ไม่เข้าใจได้นอกเหนือจากนี้นักเรียนบางส่วนยังใช้วีดีโอเป็นเครื่องมือในการทบทวนก่อนสอบควบคู่กับ การอ่านหนังสือไปด้วย และด้วยความเจริญก้าวหน้าของสื่อเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน เช่น YouTube Google อุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และเว็บไซต์ต่าง ๆ ทำให้การเรียนผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นไปได้โดยง่าย สะดวกและรวดเร็ว จากนั้นจึงเกิดการพัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบการสอนตามแนวคิดการเรียนแบบห้องเรียนกลับ ทาง (Flipped Classroom) เมื่อกลับทางห้องเรียนในช่วงแรกเด็กอาจไม่คุ้นและอาจต่อต้าน แต่เมื่อไประยะ หนึ่งเด็กจะเห็นคุณค่า และจะเปลี่ยนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนอย่างขมีขมัน เมื่อผู้เขียนทั้งสองเริ่ม ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง ทั้งสองไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเมื่อดำเนินการจึงพบว่าเป็นวิธีทาให้การ
13 เรียนเป็นกิจกรรมเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน ที่มีกิจกรรมเรียนรู้แตกต่างกัน ในห้องเรียนเดียวกันเวลาเดียวกัน เด็กแต่ละคนเรียนด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันและครูก็ดูแลเด็กด้วย มาตรฐานที่แตกต่างกันในห้องเรียนแบบเก่า ครูเป็นจุดสนใจของห้องเรียน แต่ในห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง จุดสนใจอยู่ที่สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ หรือยังไม่รู้ ในห้องเรียนแบบนี้นักเรียนมาเข้าห้องเรียนพร้อมกับเป้าหมายของ การเรียนรู้ ครูเป็นผู้จัดสิ่งของ ห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเรียน รวมทั้งช่วยแนะนำให้นักเรียนวางแผนการเรียนรู้ของตน ห้องเรียนเปลี่ยนจากที่รับถ่ายทอด (ความรู้) มาเป็นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อการเรียนรู้ เพื่อแสดงว่าตนได้เรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์อย่างรู้จริง นักเรียนอยู่ในสภาพเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงผู้รับถ่ายทอดสาระ (Bergmann and Sam’s, 2012, pp. 3-4) วิจารณ์ พานิช (2556, น. 48-50) ได้กล่าวถึงห้องเรียนกลับด้าน ในแง่ของในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นักวิชาการทุกคนถูกท้าทายที่จะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเทคโนโลยี มากมายที่ทาให้ปัจจุบันเป็นยุคไร้พรมแดน การรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถกระทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทุกคนจึงต้องปรับตัวในทุก ๆ ด้าน สาหรับทางด้านการศึกษาก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน โดยครูจะต้องปรับแนว ทางการเรียนการสอนที่จะต้องส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จะเป็นพื้นฐานต่อการใช้ชีวิตใน อนาคต ชนิสรา เมธภัทรหิรัญ (2560, น. 20) ได้กล่าวถึงการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เปลี่ยนการสอนแบบเดิมจากครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ นักเรียนหน้าชั้นเรียนมาเป็นนักเรียนจะต้องศึกษาหาความรู้จากนอกห้องเรียนด้วยตนเอง โดยผ่านสื่อ เทคโนโลยีที่ครูเป็นผู้จัดทำขึ้นจากนั้นครูจะนำสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้มาใช้ทำกิจกรรมในชั้นเรียน โดยคอยให้ คำแนะนำและตั้งคำถามให้นักเรียนได้ร่วมกันแก้ปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ครูกับนักเรียน จึงสามารถช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะการคิดเพิ่มมากขึ้น สรุปได้ว่าการพัฒนาห้องเรียนกลับด้านมีความสำคัญมากในปัจจุบันซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ที่ท้าทาย ทั้งครูและนักเรียน เพื่อไปสู่เป้าหมายให้นักเรียนสามารถนา ความที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ในอดีตปี ค.ศ. 2007 มีครูเคมี 2 ท่าน ที่รัฐ Coloradoสหรัฐอเมริกา คือ Jonathan Bergmann และ Aaron Sam’s พยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหานักเรียนที่จำเป็นต้องขาดเรียนบ่อยครั้งจนทำให้เรียนไม่ ทันเพื่อน ครูทั้งสอนจึงคิดหาวิธีช่วยเหลือนักเรียน จึงได้เขียนหนังสือ Flip Your Classroom: Reach Every Student in Every Class Every Day ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีผู้นำไปใช้กันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2012 มาจนถึงปัจจุบันและพยายามบูรณาการกับหลากหลายสาขาวิชา 2.3 องค์ประกอบของห้องเรียนกลับด้าน สุรศักด์ิ ปาเฮ (2556, น. 5-6) ได้กล่าวถึง การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการสอนเน้นการสร้างนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้แบบรอบด้านหรือ
14 Mastery Learning มีองค์ประกอบสำคัญ 4 องค์ประกอบเป็นวัฏจักร (Cycle) หมุนเวียนกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 4 ที่เกิดขึ้น ได้แก่ 1. การกาหนดยุทธวิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Experiential Engagement) ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ วิธีการเรียนรู้ให้กับนักเรียนเพื่อเรียนเนื้อหาโดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ ทั้งการใช้กิจกรรมที่กำหนดขึ้นเอง, เกมส์, สถานการณ์จา ลอง, สื่อปฏิสัมพันธ์, การทดลองหรืองานด้านศิลปะแขนงต่าง ๆ 2. การสืบค้นเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (Concept Exploration) ที่ครูผู้สอนเป็นผู้คอยชี้แนะให้กับ นักเรียนจากสื่อหรือกิจกรรมหลากหลาย เช่น สื่อประเภทวิดีทัศน์บันทึกการบรรยาย,การใช้สื่อบันทึกเสียง ประเภท การใช้สื่อ หรือ สื่อออนไลน์ 3. การสร้างองค์ความรู้อย่างมีความหมาย (Meaning Making) ที่นักเรียนเป็นผู้การสร้างทักษะองค์ ความรู้ใหม่ จากสื่อที่ได้รับจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการสร้างความรู้ลงกระดานอิเล็กทรอนิกส์ (Blogs), แบบทดสอบ 2 (Tests), การใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการอภิปรายลงบนกระดานแบบออนไลน์ (Social Networking and Discussion Boards) 4. การสาธิตและประยุกต์ใช้ (Demonstration and Application) เป็นการสร้างองค์ความรู้โดย นักเรียนเองเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดทำเป็นโครงงาน (Project) และผ่านกระบวนการนำเสนอผลงาน (Presentations) ที่เกิดจากการรวบรวมสร้างงานเหล่านั้น ปิ ยะวดี พงษ์สวัสด์ิ และพัลลภา พิริยะสุรวงศ์ (2558, น. 229) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอน แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ในการสร้าง นักเรียนให้เกิดการเรียนรู้แบบรอบด้านหรือ Mastery Learning มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. การกำหนดยุทธวิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Experiential Engagement) โดยมีผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะสา หรับวิธีการเรียนรู้ให้กับนักเรียน เพื่อให้เรียนเนื้อหาได้ตรง โดยอาศัยวิธีการที่หลากหลายทั้งการใช้กิจกรรมที่ กำหนดขึ้นเอง เช่น เกมส์, การทดลอง หรืองานด้านศิลปะในแขนงต่าง ๆ 2. การค้นคว้าเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (Concept Exploration) โดนที่ผู้สอนจะคอยเป็นผู้ที่ให้ คำแนะนำเกี่ยวสื่อที่หลากหลายประเภท เช่น สื่อประเภทวิดีทัศน์บันทึกการ, บรรยายการใช้สื่อบันทึกเสียง ประเภท Podcasts 3. การสร้างองค์ความรู้อย่างมีความหมาย (Meaning Making) โดยนักเรียนเป็นผู้บูรณาการสร้าง ทักษะองค์ความรู้จากสื่อที่ได้รับจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการสร้างกระดานความรู้ อิเล็กทรอนิกส์ (Blogs), การใช้แบบทดสอบ (Tests), การใช้สื่อสังคมออนไลน์และกระดานสำหรับ อภิปรายแบบออนไลน์ (Social Networking & Discussion Boards)
15 4. การสาธิตและประยุกต์ใช้ (Demonstration & Application) เป็นการสร้างองค์ความรู้ที่ตัว นักเรียนเองสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยอาจจะเป็นการจัดทำเป็นโครงงาน (Project) และผ่านกระบวนการนา เสนอ ผลงาน (Presentations) ที่เกิดจากการรังสรรค์งานเหล่านั้น สรุปได้ว่าองค์ประกอบของห้องเรียนกลับด้านนั้น ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบรอบด้านนั้นจะมี องค์ประกอบสำคัญมี 4 องค์ประกอบ คือ การกำหนดยุทธวิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Experiential Engagement), การสืบค้นเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (Concept Exploration), การสร้างองค์ความรู้อย่างมี ความหมาย (Meaning Making), การสาธิตและประยุกต์ใช้ (Demonstration & Application) 2.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน มีขั้นตอนดังนี้ (Bergmann and Sams,2012, อ้าง ถึงใน วิจารณ์ พานิช, 2556, น. 19-66) ขั้นที่ 1 สื่อการเรียนการสอน เป็นสื่อวิดีทัศน์การเรียนการสอน ซึ่งโดยที่ผู้สอนเป็นผู้สร้างขึ้นเองหรือ เป็นสื่อวิดีทัศน์ที่ผู้อื่นสร้างไว้แล้วก็ได้ ครูจะเป็นผู้ชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ขั้นที่ 2 โอกาสเข้าถึงสื่อของนักเรียน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับ ด้าน คือ นักเรียนต้องมีโอกาสและเทียมเทียมกันในการดูวิดีทัศน์ ซึ่งบ้างครั้งนักเรียนอาจจะไม่มีสัญญาณ อินเตอร์ ครูอาจจะต้องทำเป็นไฟล์วิดีทัศน์ที่สามารถให้นักเรียนดาวน์โหลดจาก Server โดย Flash Drive หรือ อุปกรณ์พกพา เพื่อให้นักเรียนนำกลับไปดูในคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้ โดยที่ครูจะคอยชี้แนะให้กับนักเรียน เช่น สื่อ และกิจกรรมหลายประเภท เช่น สื่อประเภทวิดีทัศน์บันทึกการบรรยาย, การใช้สื่อบันทึกเสียงประเภท Podcasts, การใช้สื่อ Websites หรือ สื่อออนไลน์ Chats ขั้นที่ 3 การตรวจสอบการดูวีดีโอของนักเรียน เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนดูวีดีโอที่ได้มอบหมาย ครูได้ให้ นักเรียนทำการบันทึกสรุปย่อจากการดูวิดีทัศน์ นักเรียนอาจจะทำได้หลายลักษณะ เช่น จดลงสมุดบันทึก หรือ โพสต์ลงบล็อกที่ครูสร้างไว้แล้ว หากมีข้อสงสัยจากการดูวิดีทัศน์ หรือมีคำถามที่นักเรียนไม่ทราบคำตอบ สามารถนำมาถามครูในชั้นเรียนได้ ขั้นที่ 4 การวัดและการประเมินผล การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ภายใต้ห้องเรียนกลับด้าน มี ทั้งการประเมินเพื่อพัฒนา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา และการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่นักเรียน และ การประเมินผลรวบยอด (Summative Assessment) เพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ของนักเรียนว่า มีความรู้ ความสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่เป็นเป้าหมายหรือไม่อย่างไร การวัดและการประเมินผลมี ความยืดหยุ่นหลากหลายทั้งรูปแบบ วิธีการ และระยะเวลา เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพ ของตนเอง
16 1. วัดและประเมินผลด้วยวิธีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบ ชิ้นงาน การเขียนสรุปย่อ การพูด เพื่อรับการประเมินและพิสูจน์ให้ครูเห็นว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ 2. ประเมินผลซ้ำได้ หากนักเรียนบางคนยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่ทดสอบในครั้งแรกหรือไม่เข้าได้ในบางเรื่อง ก็สามารถทา การทดสอบซ้ำได้ หรือนักเรียนบางคนยังไม่พอใจในผลการ หรือการทดสอบก็สามารถ ทดสอบ หรือประเมินใหม่ได้ 3. การใช้เทคโนโลยีในการวัดการประเมินผล เนื่องจากการวัดและประเมินผลอาจต้องดำเนินการ หลายครั้ง ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องมีแบบทดสอบหลายชุด การใช้คอมพิวเตอร์ในการออกข้อสอบ และตรวจให้คะแนนจะช่วยให้ลดภาระงานของครู อีกทั้งนักเรียนจะสามารถทราบผลคะแนนได้อย่างรวดเร็ว 4. ใช้ผลการประเมินเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้หลังการทดสอบแต่ละครั้งนักเรียนจะมาพบครูเพื่อ สนทนาซักถามเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่เข้าใจและยังไม่เข้าใจ ถ้าหากนักเรียนมีผลการประเมินที่พิสูจน์ให้เห็นว่ามีความรู้ ความเข้าใจ บรรลุวัตถุตามประสงค์การเรียนรู้แล้ว นักเรียนก็จะเรียนตามแผนการจัดการเรียนต่อไปได้ ส่วน นักเรียนที่ยังไม่สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ ครูก็จะพิจารณาว่าสิ่งใดต้องพัฒนาต่อไปเพื่อช่วยนักเรียนที่ไม่ บรรลุตามวัตถุประสงค์ ปริยาภรณ์ ตั้งคุณานันต์ (2557, น. 154-155) ได้กล่าวถึงว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้าน มีดังนี้ 1. อธิบายประโยชน์ของการเรียนแบบใหม่ และให้เด็กดูวิดีทัศน์ที่อธิบายรัฐ แบบนี้แจ้งให้ผู้ปกครอง นักเรียนทราบเรื่องการเรียนแบบใหม่ สอนวิธีดูและจัดการวิดีทัศน์ให้แก่นักเรียนกำหนดให้นักเรียนตั้งคำถามที่ น่าสนใจ โดยนักเรียนแต่ละคนต้องตั้งคำถามมา ละ 1 คำถามต่อวิดีทัศน์ 1 ตอน 2. วางรูปแบบห้องเรียนแบบกลับทาง โดยห้องเรียนต้องเปลี่ยนจาก Classroom เป็น Studio คือ กลายเป็นห้องทำงาน เป็นห้องที่จุดสนใจคือการเรียนของตนเอง เรียนโดยการลง มือทำไม่ใช่โดยการฟังครูสอน ในห้องเรียนแบบเก่า เครื่องใช้ต่าง ๆ ในห้องต้องเน้นการใช้งานเพื่อ การเรียนของนักเรียน และเพื่อการเรียน แบบมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของนักเรียน ไม่ใช่เพื่อการ สอนของครูอย่างแต่ก่อน 3. ให้เด็กได้จัดการเวลาและงานของตนเอง ในห้องเรียนกลับทางนักเรียนสามารถเรียนไว้ล่วงหน้า เรียนวิชาบางวิชาให้จบเร็ว สามารถสอบไล่ก่อนเวลา และใช้เวลาของวิชาที่เรียนจบเร็วเรียนวิชาอื่น นักเรียนที่ เรียนช้าก็สามารถใช้เวลาเรียนซ้ำช่วงที่ต้องการได้ 4. ส่งเสริมให้เด็กช่วยเหลือกันเอง ห้องเรียนคือ Learning Hub (ไม่ใช่ Teaching Hub) จุดสนใจคือ นักเรียนด้วยกันเอง ไม่ใช่ครู นักเรียนจะตระหนักในความจริงข้อนี้ และเรียนรู้ ร่วมกันและช่วยเหลือกัน จะ รวมตัวกันเองเป็นกลุ่มเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน 5. สร้างระบบประเมินที่เหมาะสม ระบบประเมินที่ประเมินความเข้าใจของเด็ก
17 6. การประเมินเพื่อปรับปรุง (Formative Assessment) ครูที่มีประสบการณ์จะสามารถบอกได้ทันที ว่าเด็กคนไหนยังไม่เข้าใจเรื่องอะไร โดยเมื่อครูเดินไปรอบ ๆ ห้องเรียนจะลองสอบถามบางคำถามแก่นักเรียน บางคน และรีบแก้ความเข้าใจผิดให้ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมห้องเรียนกลับด้าน คือ ขั้นสื่อการเรียนการสอน เป็นขั้นที่ครูแนะนำสื่อ วิดีทัศน์หรือจัดทำสื่อวิดีทัศน์, ขั้นโอกาสเข้าถึงสื่อของนักเรียน เป็นขั้นที่นักเรียนศึกษาเนื้อหาวิชาเรียนในสื่อ วิดีทัศน์, ขั้นการตรวจสอบการดูวีดีโอของนักเรียน เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้มาล่วงหน้า และขั้นสุดท้าย การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ มีการวัดและประเมินเพื่อให้ทราบว่านักเรียนมีความรู้ ความสามารถ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่เป็นเป้าหมายหรือไม่การวัดและการประเมินผล มีหลากหลายทั้ง รูปแบบ เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตาศักยภาพของตนเอง ผู้วิจัยเลือกวัดและประเมินผลด้วยวิธีที่ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบ ชิ้นงาน การเขียนสรุปย่อ การอภิปราย เพื่อรับการประเมินและพิสูจน์ให้ ครูเห็นว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.1 ความหมาย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2545, น. 15) ได้ให้ความหมายของการสืบ เสาะหาความรู้ หมายถึง การนาความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่อง ทั่วไป ซึ่งจะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งจะก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถามหรือปัญหาที่จะจ้องสำรวจ ตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry Cycle กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป ทิศนา แขมมณี (2554, น. 141) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง การ ดำเนินการเรียนการสอน โดยครูผู้สอนกระตุ้นให้นักเรียนเกิดคำถามเกิดความคิดและลงมือสืบเสาะแสวงหา ความรู้ เพื่อนำมาประมวลหาคำตอบหรือข้อสรุปด้วยตนเอง โดยที่ครูผู้สอนช่วยอำนวยความสะดวกในการ เรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ให้แก่นักเรียน เช่น ในด้านการสืบค้นหาแหล่งความรู้ การศึกษาข้อมูล การวิเคราะห์ การ สรุปข้อมูล การอภิปราย และการทำงานร่วมกับผู้อื่น วีณา ประชากูล และประสาท เนื่องเฉลิม (2554, น. 216) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการฝึกให้ นักเรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยครูผู้สอนมีบทบาทในการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียน ได้ใช้กระบวนการทางความคิดหาเหตุผลจนค้นพบความรู้หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง แล้วสรุปออกมาเป็นหลักการหรือวิธีการในการแก้ปัญหาและสามารถนาไปประยุกต์ใช้ประโยชน์
18 พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2555, น. 56) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ หมายถึงการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา เน้นนักเรียนเป็นสำคัญเน้นการปฏิบัติจริงมากที่สุด เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของผู้สอน หรือนักเรียนไม่เพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ เท่านั้น แต่ เป็นกระบวนการที่นักเรียนต้องแสวงหาหรือสร้างความรู้ใหม่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ด้วยตนเอง ความรู้ที่ได้จะคงถาวร อยู่ในความจำระยะยาว ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยตั้งคำถามประเภท กระตุ้นให้นักเรียนใช้ความคิดหาวิธีแก้ปัญหาเองและสามารถนำการแก้ปัญหานั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ สรุปได้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เป็นการเรียนรู้ที่ครู กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดข้อสงสัย กระตุ้นให้นักเรียนเกิดปัญหา หรือเกิดคำถาม ซึ่งจะนำไปสู่ การสำรวจตรวจสอบ หรือสืบค้นหาความรู้ให้ได้มาซึ่งคำตอบด้วยตัวเอง เน้นที่การแก้ปัญหาของนักเรียน ด้วย วิธีการฝึกให้นักเรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อเกิดประเด็นปัญหาอีกนักเรียนก็ทำการสืบ ค้นหาความรู้ต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry Cycle และครูผู้สอน มีหน้าที่เพียงจัดสภาพการเรียนการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้เท่านั้น 3.2 แนวคิดของการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (2542, น. 219) ได้กล่าวถึงแนวคิดของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เป็นการ เรียนรู้ที่ไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของครูหรือนักเรียนไม่เพียงแต่จดจาแนวคิดต่าง ๆ เท่านั้นแต่การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการเสริมสร้างความรู้ เป็นกระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหาสำรวจ ตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จนทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่างมี ความหมาย สามารถสร้างองค์ความรู้เป็นของนักเรียนเองได้และเก็บความรู้ไว้ในสมองอย่างยาวนาน การที่ นักเรียนจะสร้างองค์ความรู้ได้ ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการสืบเสาะหาความรู้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2547, น. 13) ได้กล่าวถึงทฤษฎีสร้างเสริม ความรู้ (Constructivism) เชื่อว่านักเรียนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างมาแล้วไม่มากก็ น้อย ก่อนที่ครูจะจัดการเรียนการสอนให้เน้นว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยตัวของนักเรียน เอง และการเรียนรู้เรื่องใหม่จะมีพื้นฐานมาจากความรู้เดิม ดังนั้นประสบการณ์เดิมของนักเรียนจึงเป็น ปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง กระบวนการเรียนรู้ (Process of Learning) ที่แท้จริงของนักเรียนไม่ได้ เกิดจากการบอกเล่าของครูหรือนักเรียนเพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ ที่มีผู้บอกให้เท่านั้น แต่การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการสร้างเสริมความรู้เป็นกระบวนการที่นักเรียนต้องสืบค้นเสาะหาสำรวจตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จนทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่างมีความหมายจึง จะสามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ของนักเรียนเองและเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมองได้อย่างยาวนานสามารถนำมาใช้ ได้เมื่อมีสถานการณ์ใด ๆ มาเผชิญหน้า ดังนั้นการที่นักเรียนจะสร้างองค์ความรู้ได้ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process)
19 Joyce and Weil (1998, pp. 80-88) เป็นผู้พัฒนารูปแบบนี้จากแนวคิดหลักของเธเลน (Thelen) 2 แนวคิดคือ แนวคิดเกี่ยวกับการสืบเสาะแสวงหาความรู้ (Inquiry) และแนวคิดเกี่ยวกับความรู้ (Knowledge) เธเลนได้อธิบายว่าสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้สึกหรือความต้องการที่จะค้นหว้าหรือเสาะ แสวงหาความรู้ ก็คือตัวปัญหาแต่ปัญหานั้นจะต้องมีลักษณะที่มีความหมายต่อนักเรียนและท้าทายเพียพอที่จะ ทำให้นักเรียนเกิดความต้องการที่จะแสวงหาคำตอบนอกจากนั้นปัญหาที่มีลักษณะชวนให้ เกิดความงุนงงสงสัย (Puzzlement) หรือทา ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด จะยิ่งทำให้นักเรียนเกิดความต้องการที่จะเสาะ แสวงหาความรู้หรือคำตอบมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมนุษย์อาศัยอยู่ในสังคม ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม เพื่อ สนองความต้องการของตนทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม ความขัดแย้งทางความคิด ที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือในกลุ่ม จึงเป็นสิ่งที่บุคคลต้องพยายามหาหนทางขจัดแก้ไขหรือจัดการทำความ กระจ่างให้เป็นที่พอใจหรือยอมรับทั้งของตนเองและผู้เกี่ยวข้อง ส่วนในเรื่อง “ความรู้” นั้น เธเลน มีความเห็น ว่าความรู้เป็นเป้าหมายของกระบวนการสืบเสาะทั้งหลาย ความรู้ เป็นสิ่งที่ได้จากการนำ ประสบการณ์หรือ ความรู้เดิมมาใช้ในประสบการณ์ใหม่ ดังนั้น ความรู้ จึงเป็นสิ่งที่ค้นพบผ่านทางกระบวนการสืบเสาะ (Inquiry) โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ สรุปได้ว่า แนวคิดของนักวิชาการหลายท่านที่มีต่อการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการสอนที่มุ่ง ส่งเสริมให้นักเรียน และสิ่งที่ทำให้นักเรียนเกิดการแสวงหาความรู้นั่นคือ ตัวของปัญหาซึ่งจะทำให้ผู้เกิดความ ท้าทายต้องการที่จะแสวงหาคำตอบ นอกจากนั้นปัญหาที่มีลักษณะชวนให้เกิดความงุนงงสงสัยยังทำให้ นักเรียนเกิดความขัดแย้งในใจ จากนั้นจะก่อให้เกิดการหาคา ตอบให้กระจ่างเธเลนยังกล่าวอีกว่าส่วนในเรื่อง ความรู้นั้น ความรู้เป็นเป้าหมายของกระบวนการสืบเสาะที่หลากหลายความรู้ เป็นสิ่งที่ได้จากการนา ประสบการณ์หรือความรู้เดิมมาใช้ในประสบการณ์ใหม่ 3.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ สานักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ (2545, น. 37) ได้กล่าวถึงการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ว่า มีกระบวนการดังนี้ 1. ครูสร้างสถานการณ์หรือสร้างปัญหา จากสาระให้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเพื่อ กระตุ้นให้นักเรียนและแก้ปัญหานั้นสถานการณ์ควรอยู่ใกล้ตัวดึงดูดความสนใจของนักเรียนและโยงไปสู่การ ออกแบบการค้นคว้าได้ 2. ใช้คำถามในการอภิปรายเพื่อนำไปสู่แนวทางการหาคำตอบของปัญหา และควรเป็นคำ ถามที่ นักเรียนนำไปสู่การคาดคะเนคำตอบที่เป็นไปได้ (สมมติฐาน) 3. ใช้คำถามเพื่อนาไปสู่การออกแบบการศึกษาค้นคว้า การกำหนดเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดแหล่งข้อมูล
20 4. นักเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งค้นคว้าที่กำหนดทำการบันทึกสงและจัดหมวดหมู่ของ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า 5. ใช้คำถามในการอภิปรายเพื่อสรุปการศึกษาค้นคว้า การใช้คาถามจะต้องอาศัยข้อมูลจากการสืบค้น ของนักเรียนเป็นหลักเพื่อนำไปสู่คำตอบในการแก้สถานการณ์หรือปัญหาข้างต้นและควรจะมีคำถามที่ฝึกให้ นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องที่จะเรียนต่อไป กระบวนการการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้จะต้องมีการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนที่ พัฒนากระบวนการคิดระดับสูง วิชาชีววิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ในแต่ละขั้นตอน เป็นการสอนของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5Es) ซึ่งมีขอบข่ายรายละเอียด ดังนี้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,2549, น. 14-16) 1. การสร้างความสนใจ (Engage) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่งอาจเกิดจากตัวนักเรียน เอง หรือครูเป็นผู้สร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น เช่น สาธิตทดลอง นำเสนอข้อมูล เล่า เรื่อง/เหตุการณ์ ให้ค้นคว้า/อ่านเรื่อง อภิปราย/พูดคุย สนทนา ใช้เกม ใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ สร้างสถานการณ์/ ปัญหาที่น่าสนใจ ที่น่าสงสัยแปลกใจ 2. การสำรวจและค้นคว้า (Explore) ให้นักเรียนได้ดำเนินการค้นคว้า สำรวจ ทดลองและรวบรวม ข้อมูลเพื่อวางแผนกาหนดการสำรวจตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น สังเกต วัด ทดลอง รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ 3. การอธิบาย (Explain) นักเรียนนาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นคว้าหา แล้วมาวิเคราะห์และ แปลผล สรุปและอภิปราย พร้อมทั้งนำเสนอผลงานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นผลงานแผนผัง รูปวาด ที่ สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยมี การอ้างอิงและหลักฐานประกอบกับการให้ความรู้ที่สมเหตุสมผล การลงข้อสรุปที่เชื่อถือได้ มีเอกสารและ หลักฐานที่เชื่อถือได้ 4. การขยายความรู้ (Evaporate) 4.1 ครูอาจจะจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้เรียนมีความสามารถ มีความรู้ลึกซึ้งมาก ยิ่งขึ้น หรือขยายกรอบความคิดกว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือนำไปสู่การศึกษา ค้นคว้า ทดลองเพิ่มขึ้น เช่น อาจจะตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การอภิปรายหรือการลงข้อสรุป 4.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความละเอียดมาก ขึ้น ยกสถานการณ์ ตัวอย่าง อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เป็นระบบและลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือสมบูรณ์ ละเอียดขึ้น นำไปสู่ความรู้ใหม่หรือความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประยุกต์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในเรื่องอื่นหรือ
21 สถานการณ์อื่น ๆ หรือการตั้งคำถามใหม่และออกแบบการสำรวจ ค้นหา และรวบรวมเพื่อนำไปสู่การ สร้างความรู้ใหม่ 5. การประเมิน (Evaluate) 5.1 นักเรียนระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและผลผลิต 5.2 นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้ เช่น วิเคราะห์วิจารณ์แลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน คิดพิจารณาให้รอบคอบทั้งกระบวนการและผลงาน อภิปราย ประเมิน ปรับปรุงเพิ่มเติม และสรุป ถ้ายังมีปัญหา ให้ศึกษาทบทวนใหม่อีกครั้ง อ้างอิงทฤษฎีหรือหลักการและเกณฑ์ เปรียบเทียบผลกับสมมติฐาน เปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิม 5.3 นักเรียนทราบจุดเด่น จุดด้อยในการศึกษาค้นคว้า หรือทดลอง หรือข้อบกพร่องใน การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ชนาธิป พรกุล (2554, น. 134) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสืบสอบมีความแตกต่างกันไป ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ครูต้องการให้นักเรียนบรรลุ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ระบุปัญหา และทำปัญหาให้กระจ่างชัดเจน ปัญหาที่เหมาะจะทา การสืบสอบควรเป็นปัญหาที่ นักเรียนสนใจใคร่รู้ 2. ตั้งสมมติฐาน ครูกระตุ้นให้นักเรียนคิดคำตอบของปัญหา หลังจากได้สมมติฐานมาจำนวนหนึ่ง ให้ นักเรียนเหลือไว้เฉพาะสมมติฐานที่จะทำการค้นคว้า 3. รวบรวมข้อมูล จากแหล่งข้อมูลที่ให้แนวทางไว้ ครูพิจารณาว่าจะให้นักเรียนทำเป็นกลุ่มทั้งชั้นหรือ รายบุคคล 4. วิเคราะห์และตีความข้อมูล เพื่อทดสอบสมมติฐาน 5. ลงข้อสรุป ว่ายอมรับ หรือปฏิเสธสมมติฐาน หรือเปลี่ยนสมมติฐาน ตามการตีความของข้อมูล Windschiti and Buttemer (2000, p. 346) ได้กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้แบบสืเสาะหา ความรู้เบื้องต้น โดยอาศัยความรู้เดิมของนักเรียนเป็นหลักแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1. การตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่สงสัยใคร่รู้หรือการระบุปัญหา 2. การสืบเสาะหาความรู้เพื่อตอบคำถาม 3. การวิเคราะห์และอธิบายสิ่งที่ค้นพบอย่างสมเหตุสมผล แต่ละขั้นตอนมีความสาคัญแต่ละขั้นตอน ที่สาคัญที่สุดคือการวิเคราะห์และอธิบายสิ่งที่ค้นพบ เพราะขั้นนี้ นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้หรือแนวคิดขึ้นใหม่ โดยอ้างอิงถึงหลักฐานข้อมูลที่รวบรวมได้จากการสังเกตหรือ ทดลองและเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมกับการสรุปที่ได้จากการค้นพบอย่าสมเหตุสมผล
22 สรุปได้ว่าขั้นตอนการสอนของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Inquiry Cycle (5Es) ตามแบบสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2547) มี 5 ขั้นตอนดังนี้ การสร้างความสนใจ (Engage) เป็นการ นำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่งอาจเกิดจากตัวนักเรียนเอง หรือครูเป็นผู้สร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนเกิด ความอยากรู้อยากเห็น, การสำรวจและค้นคว้า (Explore) ให้นักเรียนได้ดำเนินการค้นคว้า สำรวจ ทดลองและ รวบรวมข้อมูลเพื่อวางแผนกา หนดการสำรวจตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง, การอธิบาย (Explain) นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นคว้าหา แล้วมาวิเคราะห์และแปลผล, การ ขยายความรู้ (Elaborate) ครูอาจจะจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อให้เรียนมีความสามารถ มีความรู้ลึกซึ้ง มากยิ่งขึ้น, การประเมิน (Evaluate) นักเรียนระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและผลผลิต 3.4 บทบาทของครู ภพ เลาหไพบูรณ์ (2542, น. 156) ได้กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของผู้สอนในการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ เป็นผู้สร้างสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวนักเรียนเอง เป็นผู้ จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า เป็นผู้ถามคำถามต่าง ๆ ที่จะช่วยนำทางให้ นักเรียนค้นหาความรู้ต่าง ๆ ส่วนบทบาทหน้าที่ของนักเรียนต้องเป็นผู้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง พันธุ์ ทองชุมนุม (2544, น. 56) ได้กล่าวถึงหน้าที่และบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ในกิจกรรมการทดลองมีดังนี้ 1. ครูจัดหาวัสดุอุปกรณ์และจัดทำคำแนะนำการใช้อุปกรณ์สั้น ๆ 2. ครูซักถามนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อชี้แจงและตรวจสอบความพร้อมของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ครู จะต้องเป็นผู้ที่ฟังและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน 3. ตรวจสอบผลรายงานการทดลองของนักเรียน 4. ครูถามคำถามเกี่ยวกับการตีความหมายของข้อมูล 5. ครูถามคำถามเกี่ยวกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ว่าจะทำการทดสอบสมมุติฐานอย่างไร 6. ถามรายงานของการทดสอบสมมุติฐานจัดเขียนมโนมติที่สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ใช้ความคิด อธิบาย หลักการทั่วไปและอภิปรายภาพที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ 7. จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการขยายมโนมติออกไป 8. ครูถามคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างในมติด้วยกัน และความสัมพันธ์กับวัสดุอุปกรณ์ที่จัดให้ ชาตรี เกิดธรรม (2545, น. 36) ได้กล่าวถึงการสอนแบบสืบเสาะว่า ครูคือผู้แนะแนวทางคอย ช่วยเหลือนักเรียนและสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ฉะนั้นครูควรมีบทบาท 3 ประการคือ (1) ครูตั้ง ถามให้นักเรียนเพื่อนำไปสู่การค้นคว้า (2) เมื่อได้ปัญหาแล้วให้นักเรียนทั้งชั้นอภิปรายวางแผนแก้ปัญหา (3) ถ้า ปัญหาใดยากเกินไปนักเรียนไม่สามารถวางแผนแก้ปัญหาได้ ครูกับนักเรียน อาจร่วมกันหาทางแก้ปัญหาต่อไป
23 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2545, น. 38) ได้กล่าวถึงบทบาทของครูในการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีดังนี้ 1. ครูจะต้องทาการวางแผนเตรียมการล่วงหน้า เพื่อความสนใจในบทเรียน และกิจกรรมที่จะปฏิบัติ 2. ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ต้องกระตุ้นให้นักเรียนคิดมีส่วนร่วมในกิจกรรม มีการสร้างแรงจูงใจและ เสริมแรงอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 3. ควรเลือกใช้คำถามที่มีความยากง่ายพอเหมาะกับความสามารถของนักเรียนไม่ควรบอกคำ ตอบ ทันทีควรแนะนำให้นักเรียนหาคำตอบได้เอง 4. ควรนำวิธีการสอนอื่น ๆ เช่นการสาธิตการใช้คำอธิบายมาใช้เพิ่มเติมในกิจกรรมสืบเสาะหาความรู้ สรุปได้ว่า บทบาทผู้สอน คือ ครูจะต้องทำการวางแผนเตรียมการล่วงหน้า และมีหน้าที่ในการจัดหา วัสดุอุปกรณ์และจัดทำคำแนะนาการใช้อุปกรณ์นั้น มีการตรวจสอบผลรายงานการทดลองของนักเรียน ครู จะต้องเป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง 3.5 บทบาทของนักเรียน พันธ์ ทองชุมนุม (2544, น. 56) ได้กล่าวถึงหน้าที่และบทบาทของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ ในกิจกรรมการทดลองดังนี้ 1. สำรวจอุปกรณ์ สังเกตปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ 2. รายงานผลการสืบเสาะหรือผลการสังเกต 3. สืบเสาะหาหลักการทั่วไปจากข้อมูลและตั้งสมมติฐาน 4. เสนอแนะการทดลองและการทดสอบ 5. สังเกตและบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 6. อภิปรายมโนมิติของรูปแบบที่สร้างขึ้นซึ่งนำไปใช้ในขั้นตอนการสำรวจ 7. ขยายมโนมติผ่านขั้นตอนการสำรวจ ตามข้อชี้แนะของมโนมตินั้น สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2549, น. 14) ได้กล่าวถึงบทบาทนักเรียนว่า การเรียนรู้นั้นต้องการให้นักเรียนค้นคว้าหาคำตอบ และสรุปได้ด้วยตนเอง หมายความว่านักเรียนมีส่วนร่วมใน การค้นหาความรู้อย่างมาก ความรู้ไม่ใช่มาจากครูทั้งหมด แต่ความรู้ที่มาจากครูมีเพียงส่วนน้อย เป็นแต่เพียง ส่วนประกอบเท่านั้น นักเรียนเป็นผู้ทดลองสังเกต บันทึกข้อมูล และในที่สุดก็เป็นผู้สรูปองค์ความรู้ นักเรียนได้ ค้นพบความรู้โดยผ่านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหรือผู้ให้ คำแนะนำเท่านั้น แต่ไม่ใช่ผู้ให้คำตอบโดยสิ้นเชิง เมื่อนักเรียนมีข้อขัดข้องตอนใดครูจะหาวิธี ตอบคำถามนักเรียนในแนวที่จะ กระตุ้นให้ติด และพยายามแนะนำนักเรียนไปสู่ข้อสรุปที่ ถูกต้อง
24 ประสาท เนืองเฉลิม (2550, น. 28-30) ได้กล่าวถึงบทบาทนักเรียนดังนี้ 1. แสดงความสนใจในเหตุการณ์ แสดงความคิดเห็นและนาเสนอความคิด อภิปรายประเด็นที่ต้องการ ทราบ 2. คิดอย่างอิสระแต่ในขอบเขตของกิจกรรมสำรวจตรวจสอบ ทดสอบการคาดคะเนและตั้งสมมติฐาน ใหม่ ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการสำรวจตรวจสอบ 3. อธิบายการแก้ปัญหาหรือคำตอบที่เป็นไปได้ รับฟังคำอธิบายของคนอื่นอย่างสร้างสรรค์ คิด วิเคราะห์วิจารณ์ในประเด็นที่เพื่อนนำเสนอ รับฟังและพยายามทำความเข้าใจ 4. นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบไปปรับประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่คล้ายกับสถานการณ์ เดิม 5. ตรวจสอบความเข้าใจตนเองด้วยการอภิปรายข้อค้นพบกับเพื่อน ๆ 6. นักเรียนแสดงความรู้ ความเข้าใจ ของตนเองจากกิจกรรมสำรวจตรวจสอบประเมินผลตนเองว่าได้ เรียนรู้อะไร เสนอแนะข้อคำถามหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมให้มีการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไปใช้ในการสำรวจตรวจสอบต่อไป สรุปได้ว่า บทบาทนักเรียน คือ นักเรียนจะต้องได้เรียนรู้ค้นคว้าหาคาตอบด้วยตนเองและสามารถ อภิปรายหรือสรุปได้ นักเรียนต้องเป็นผู้สำรวจสิ่งต่าง ๆ สังเกตปรากฏการณ์ที่สังเกตได้รายงานผลการสืบเสาะ หรือผลการสังเกต สังเกตและบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อภิปรายมโนมิติของรูปแบบที่สร้างขึ้นซึ่งสามารถนาไป ใช้ในขั้นตอนการสำรวจ นักเรียนจะได้ค้นพบความรู้โดยผ่านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผู้สอนจะทำ หน้าที่เป็นผู้ช่วยหรือผู้ให้คำแนะนำเท่านั้น 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ อาลาวียะ สะอะ (2558, น. ค) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5/2 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จานวน 1 ห้องเรียนจำนวนนักเรียน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้าน เรื่อง พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทาง DNA จำนวน 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชีววิทยา แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (ttest dependent group) ซึ่งดำเนินการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ (One
25 group pretest-posttest design) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาและทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านในระดับมาก ภาณุวัฒน์ เวทา (2559, น. 179) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการรู้วิทยาศาสตร์ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4จำนวน 49 คน ได้มา โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีวิทยา วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานคือ Hoteling’s T2 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาชีววิทยา และการรู้วิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พัชฎา บุตรยะถาวร และคณะ (2559, น. ค) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างวิธีการ สอนแบบห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์ และวิธีการสอนแบบสืบเสาะและวิธีการสอนแบบสืบเสาะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี จานวน 2 ห้อง ๆ ละ 30 คนเครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์ และวิธีการ สอนแบบสืบเสาะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบ t-test Dependent Samples และ t-test Independent Samples ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้ วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านด้วยการเรียนออนไลน์และวิธีการสอนแบบสืบเสาะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบห้องเรียน กลับด้านด้วย การเรียนออนไลน์สูงกว่าวิธีการสอนแบบสืบเสาะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ชบาพร พิมวัน (2562, น. ค) การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติของสารพันธุกรรมและมิวเทชัน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนวาปีปทุม ภาคเรียนที่ 1/2562 จานวน 49 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5E) จำนวน 6 แผน 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5E) และวิธีการสอนแบบ สืบเสาะ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบ t-test for Dependent-Samples และ t-test for One-Sample ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ
26 เสาะหาความรู้ (5E) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างประเทศ Johnson (2013, p. 1) ศึกษาการเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านของ นักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 แห่ง โดยการสำรวจทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ศึกษาการ จัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเรียนผลการวิจัยพบว่า นักเรียนได้ทำ การบ้านน้อยกว่าการสอนแบบดั้งเดิม และยังทำให้นักเรียนสนุกกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน โดยได้ประโยชน์จากการฟังบรรยายจากวีดีทัศน์ และการใช้เทคโนโลยีนั้นทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบ เรียนรู้จริง จึงส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มมากขึ้น Wright (2015, pp. 1-71) ศึกษาการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านเพื่อแก้ปัญหาทักษะ การคิดในรายวิชาชีววิทยา เรื่องเซลล์และพันธุศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนเกลนวูด (Glenwood School) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจก่อนเรียน, แบบประเมินก่อนเรียน และ แบบประเมินหลังเรียน ผลพบว่า การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านช่วยพัฒนาทักษะด้านการคิดของ นักเรียนให้ดีขึ้นได้ Fezile (2017) ศึกษาผลกระทบของวิธีการเรียนแบบกลับด้านบนพื้นฐานของแบบจำลองการเรียนรู้ แบบ 5E ที่เรียกว่า 5ELFA ซึ่งเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนนอกจากนี้ยังมี วัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับแนวทางนี้การศึกษาครั้งนี้ได้ดำเนินการโดยใช้ วิธีการแบบผสมผสานซึ่งเกี่ยวข้องกับนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ 94 คนที่เข้าร่วมหลักสูตรฟิสิกส์ 101 ในการ วิจัยซึ่งใช้แบบกลุ่มควบคุม โดย ควบคุมก่อนการทดลอง ผลการวิจัยพบว่าผลคะแนนฟิสิกส์หลังเรียนของกลุ่ม ทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การสัมภาษณ์ผู้อาสาสมัครกลุ่มทดลอง พบว่านักเรียนส่วน ใหญ่มีความเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับวิธีการเรียนแบบกลับด้านและนักเรียนเชื่อว่ามีผลกระทบทางบวกต่อหลักสูตร ฟิสิกส์ จากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ผู้วิจัยเชื่อว่า แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ส่งเสริมทักษะการคิด วิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จะช่วยกระตุ้นนักเรียนให้เกิดทักษะ การคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการเริ่มจากความรู้ ความเข้าใจการนำไปใช้ซึ่งเป็น จุดมุ่งหมายของการสอนให้เกิดส่วนที่อยู่ในระดับสูงของสมองได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ในส่วนของการคิด วิเคราะห์ยังได้แยกแยะพฤติกรรมการเรียนรู้ เป็นความสามารถที่จะนำความคิดต่าง ๆ มารวมกันเพื่อเกิดมโน ทัศน์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ก่อประโยชน์ทำให้นักเรียนสามารถนำทักษะที่ได้ไปปรับใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคตพร้อมทั้งเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นต่อไป
27 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 6.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 6.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 32 คน โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานี เขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท ปีการศึกษา 2564 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับ สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2.2 แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
28 3. ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 3.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ 3.1.1. ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตร คู่มือครู หนังสือแบบเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของ เซลล์เพื่อกำหนดขอบเขตด้านเนื้อหา 3.1.2. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 3.1.3. นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC ของแผนการ เรียนรู้กับผลการเรียนรู้สาระชีววิทยา จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและด้านการ จัดการเรียนรู้ จำนวน 3 ท่าน โดยจากทั้งหมด 23 รายการผ่านการประเมิน 22 รายการ มีค่า IOC มีค่าอยู่ ในช่วง 0.67-1.00 ไม่ผ่าน 1 รายการ มีค่า IOC มีค่าเท่ากับ 0.33 ซึ่งต่ำกว่า 0.50สรุปแล้วโดยภาพรวมผลการ ประเมิน IOC แผนการจัดการเรียนรู้ผ่านการประเมินแสดงในภาคผนวก ค 3.2 แบบทดสอบเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การสร้างแบบทดสอบมีขั้นตอน ดังนี้ 3.2.1. ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตร คู่มือครู หนังสือแบบเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของ เซลล์เพื่อกำหนดขอบเขตด้านเนื้อหา 3.2.2. สร้างแบบทดสอบเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 10 ข้อ โดยให้ครอบคลุมกับเนื้อหา และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยใช้คำถามแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว เกณฑ์การตรวจคะแนน ข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน และถ้าตอบผิด หรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน 3.2.3. นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC ของแบบทดสอบ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและด้านการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 ท่าน โดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน มีความเห็นสอดคล้องกันว่า การสร้างแบบทดสอบ เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งประกอบด้วยข้อ คำถามจำนวน 15 ข้อ มีค่าอยู่ในช่วง 0.67 - 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่สามารถนำไปใช้ได้จำนวน 13 ข้อ ประกอบด้วย ข้อที่ 1, 2, 3, 5, 6, 7, 9, 10, 11, 12, 13, 14 และ 15 ส่วนข้อคำถามจำนวน 2 ข้อ ประกอบด้วยข้อที่ 4 และ 8 มีค่าเท่ากับ 0.33 ซึ่งน้อยกว่า 0.50 ทำให้เป็นค่าที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จึงตัดทิ้ง ทั้งฉบับแสดงในภาคผนวก 3.2.4. ปรับปรุงแบบทดสอบ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 3.2.5. นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานีปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 คน แล้วนำผลมา วิเคราะห์หาค่าดัชนีความยากง่าย (p) และค่าดัชนีอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อโดยใช้เทคนิค 50% คือแบ่ง ผู้เรียนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคะแนนสูง และ กลุ่มคะแนนต่ำ กลุ่มละ 10 คน โดยเลือกใช้ข้อสอบที่มีดัชนี ความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 และค่าดัชนีอำนาจจำแนก 0.2 ขึ้นไป พบว่ามีข้อสอบที่ได้มาตรฐานตาม
29 เกณฑ์จำนวน 10 ข้อ ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความยากง่ายมีค่าระหว่าง 0.20-0.80 และค่าดัชนีอำนาจจำแนก ของข้อสอบรายข้อมีค่าระหว่าง 0.20-0.60 3.2.6. ปรับปรุงแบบทดสอบทั้งฉบับก่อนนำไปใช้จริง แบบทดสอบทั้งฉบับแสดงในภาคผนวก ข 3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 มีลำดับขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 3.3.1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ เพื่อเป็นกรอบในการสร้างคำถามและแบบ สำรวจ 3.3.2. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจโดยใช้ข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณ (rating scale) 5 ระดับ จำนวน 8 ข้อคำถาม ซึ่งประกอบด้วยความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ความเหมาะสมทั้งทางด้านเนื้อหา และเวลา แสดงในภาคผนวก ข 3.3.3 นำแบบสอบถามที่ผู้ประเมินได้สร้างขึ้น เสนอผู้ทรงคุณวุฒิตรวจพิจารณา ความตรง เชิงเนื้อหา โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน การวิจัย และด้าน การจัดการเรียนการสอน จำนวน 3 ท่าน โดยค่า IOC มีค่าอยู่ในช่วง 0.67 – 1.00ผ่านทุกรายการ ประเมิน แสดงในภาคผนวก ค 3.3.4 นำแบบสอบถามมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 4.1 วัดผลจากแบบทดสอบ ก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยแบบทดสอบที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น 4.2 จัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ใช้เวลาในการสอนทั้งสิ้น 23 ชั่วโมง โดยทำการจัดการเรียนสัปดาห์ละ 3 คาบเรียน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ขณะจัดการ เรียนรู้ผู้วิจัยได้สังเกตและบันทึกพฤติกรรมของนักเรียน ตรวจและให้คะแนนการทำกิจกรรมและใบงานต่าง ๆ เกมออนไลน์วิทยาศาสตร์และได้ทดสอบความรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่ง ประกอบด้วยคำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ
30 4.3 วัดผลจากแบบทดสอบ เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังการเรียนด้วยแบบทดสอบชุด เดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน 4.4 สำรวจความพึงพอใจของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1) ผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของ นักเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนหลังการเรียนรู้โดย ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 65 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ 5.1 ผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อน และหลังการจัดการเรียนรู้เรียนเรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของ นักเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของ เซลล์จากแบบทดสอบที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นำมาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอในรูปค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับ ด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของ เซลล์จากแบบทดสอบที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ของกลุ่มตัวอย่างหลังการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นำมาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอในรูปค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 65
31 5.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามความพึงพอใจ ตามแบบประเมินแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (rating scale) มาเทียบค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ ดังนี้ 5 หมายถึง เห็นด้วยมากที่สุด 4 หมายถึง เห็นด้วยค่อนข้างมาก 3 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง 2 หมายถึง เห็นด้วยค่อนข้างน้อย 1 หมายถึง เห็นด้วยน้อยที่สุด จากนั้นนำมาวิเคราะห์เพื่อหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) โดยทำการวิเคราะห์เป็นรายข้อ และภาพรวม หลังจากนั้นนำค่าเฉลี่ยที่ได้มาแปล ความหมายตามเกณฑ์ดังนี้ (ไชยยศ เรืองสุวรรณ, 2534) ค่าเฉลี่ย 4.50-5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50-4.49 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.50-3.49 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50-2.49 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 0.50-1.49 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด ทั้งนี้ผู้วิจัยได้สรุปขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ วิธีการเก็บ รวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ การวิเคราะห์ ข้อมูล/สถิติ 1. เพื่อเปรียบ เทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์ของ นักเรียนระหว่างก่อน และหลังการเรียนรู้โดย ใช้กระบวน การเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) ให้ผู้เรียนทำแบบ ทดสอบก่อนและ หลังเรียนเรื่องโครง สร้างและหน้าที่ของ เซลล์ นักเรียน จำนวน 32 คน ได้มาโดย การ เลือกแบบเจาะจง (purpo sive sampling) คือ เป็น ห้องเรียนที่ผู้วิจัย เป็นผู้สอน แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาชีววิทยา เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ ของเซลล์ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนและ หลังเรียน และใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน
32 วัตถุประสงค์ วิธีการเก็บ รวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ การวิเคราะห์ ข้อมูล/สถิติ 2. เพื่อศึกษาผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์ของ นักเรียนหลังการ เรียนรู้โดยใช้กระ บวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เทียบ กับเกณฑ์ร้อยละ 65 ให้ผู้เรียนทำแบบ ทดสอบก่อนและ หลังเรียนเรื่อง โครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์ นักเรียน จำนวน 32 คน ได้มาโดย การเลือกแบบ เจาะจงเจาะจง (purposive sampling) คือ เป็นห้องเรียนที่ ผู้วิจัยเป็นผู้สอน แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาชีววิทยา เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ของ เซลล์ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อน และหลังเรียน และ ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนัก เรียนที่ได้รับความ รู้โดยใช้กระบวน การเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับ ด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) ให้ผู้เรียนทำแบบ สอบถามความพึง พอใจการจัดการ เรียนการสอนด้วย ชุดพัฒนารูปแบบ การเรียนรู้วิชาชีว วิทยา เรื่องโครง สร้างและหน้าที่ของ เซลล์ของนัก เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวน การเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) นักเรียนจำนวน 32 คน ได้มาโดย การเลือกแบบ เจาะจงเจาะจง (purposive sampling) คือ เป็นห้องเรียนที่ ผู้วิจัยเป็นผู้สอน แบบสอบถาม ความพึงพอใจของ นักเรียนที่เรียน ด้วยแผนการเรียน รู้โดยใช้กระ บวน การเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้าง และหน้าที่ของ เซลล์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเมินความพึง พอใจหลังเรียนและ ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย สถิติที่ใช้สำหรับตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือและสถิติที่ใช้ สำหรับวิเคราะห์ผลศึกษา ดังนี้ 6.1 สถิติที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
33 1) ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Validity) หาจากการพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index Of Congruency: IOC) N R IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องมีค่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1 R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2) ค่าความยากง่ายของข้อคำถาม N H L P 2 + = เมื่อ P แทน ค่าความยากของข้อสอบ H แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงตอบถูก L แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำตอบถูก N แทน จำนวนคนทั้งหมดในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 3) ค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถาม N H L r − = เมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ H แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงตอบถูก L แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำตอบถูก N แทน จำนวนคนทั้งหมดในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
34 4) ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ ใช้สูตรการหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่าง ง่ายของเพียร์สัน เมื่อ rxy แทนสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ∑X แทนผลรวมของคะแนน x ∑Y แทนผลรวมของคะแนน Y ∑X 2 แทนผลรวมคะแนนชุด X แต่ละตัวยกกำลังสอง ∑Y 2 แทนผลรวมคะแนนชุด Y แต่ละตัวยกกำลังสอง ∑XY แทนผลรวมของผลคูณระหว่าง X และ Y ทุกคู่ N แทนจำนวนคนหรือกลุ่มตัวอย่าง แบบทดสอบที่มีความเชื่อมั่นสูงจะมีค่าเข้าใกล้ 1.00 โดยค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบที่เชื่อถือได้ควรจะมี ค่าตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไป 6.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลการวิจัย 1) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean or Mean = เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ยหรือตัวกลางเลขคณิต แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน แทน จำนวนคนทั้งหมด 2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง X แทน คะแนนแต่ละตัวอย่าง X N แทน จำนวนข้อมูล หรือขนาดกลุ่มตัวอย่าง
35 3) ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้สูตร = 100 N f P เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงเป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 4) การทดสอบระหว่างค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สูตร t-test dependent ( ) ( 1) 2 2 − − = n n D D D t โดยที่ df = n −1 เมื่อ D แทน ผลต่างของคะแนนแต่ละคู่ n แทน จำนวนคู่ของตัวอย่าง
36 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบการวิจัยก่อนมีแบบเชิงทดลองรูปแบบที่ใช้วิจัยคือแบบ กลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (one group pretest-posttest design) เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือก แบบกลุ่มแบบสุ่มกำหนดให้เป็นกลุ่มทดลอง ใช้วิธีการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล N แทน จำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง X แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าทดสอบที Sig แทน ค่าความน่าจะเป็น ลำดับขั้นในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำแบบทดสอบวัดและประเมินผลก่อนหลังเรียน เรื่องโครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยแบ่งออกเป็น หัวข้อ ดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับ ด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
37 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อแสดงถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้าง และหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียน การสอนโดยใช้ระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ปรากฏผล ดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานีที่กำลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกลุ่มตัวอย่าง (จำนวนนักเรียน 32 คน) ตารางที่ 1 แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 ระหว่างก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) n คะแนนเต็ม S.D. t-test P ก่อนเรียน 27 10 4.56 1.95 10.75 .000 หลังเรียน 27 10 7.44 1.76 * P < .05 จากตารางที่ 1 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับ สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย X = 7.44 และ S.D.= 1.76 สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย X = 4.56 และ S.D.= 1.95 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.05 จากการวิเคราะห์พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
38 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานีที่กำลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกลุ่มตัวอย่าง (จำนวนนักเรียน 32 คน) ตารางที่ 2 แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 หลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 การทดสอบ n เกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ) คะแนน เต็ม ร้อยละ S.D. t-test P หลังเรียน 27 65 10 7.44 74.44 1.76 2.79 .010 * P < .05 จากตารางที่ 2 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนหลัง การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 คะแนนหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย X = 7.44 และ S.D.= 1.76 คิดเป็นร้อยละ 74.44 จาก การวิเคราะห์พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับ ด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 ที่ตั้งไว้ (t = 2.79) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย อุทัยธานีที่กำลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นกลุ่มตัวอย่าง (จำนวนนักเรียน 32 คน)
39 ตารางที่ 3 แสดงความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) รายการ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ร้อยละ แปล ความหมาย ลำดับ 1.การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) มีความเหมาะสม สะดวกและง่ายต่อการเรียนรู้ 4.58 0.65 91.67 พึงพอใจ มาก 1 2.การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) ช่วยให้ผู้เรียน สามารถเข้าถึงเนื้อหาสาระความรู้ได้อย่าง ชัดเจน 4.33 0.76 86.67 พึงพอใจ มาก 4 3.การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) มีความยืดหยุ่นและ สะดวกในการเรียน 4.42 0.65 88.33 พึงพอใจ มาก 3 4.การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) ช่วยให้นักเรียนมี โอกาสในการซักถามผู้สอนและแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นระหว่างผู้เรียนด้วยกัน 4.33 0.82 86.67 พึงพอใจ มาก 4 5.การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) ช่วยสร้างบรรยากาศ ที่ดีและสร้างแรงจูงใจในการเรียน 4.17 0.82 83.33 พึงพอใจ มาก 7 6.การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ 4.29 0.65 85.83 พึงพอใจ มาก 5
40 รายการ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ร้อยละ แปล ความหมาย ลำดับ เสาะหาความรู้ (5Es) สามารถติดตามและ ประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน 7.นักเรียนมีส่วนร่วมทั้งในชั้นเรียนและ นอกห้องเรียน 4.25 0.85 85.00 พึงพอใจ มาก 6 8.นักเรียนมีความสุข และสนุกกับการเรียน การสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ ของเซลล์ 4.50 0.66 90.00 พึงพอใจ มาก 2 รวม 4.36 0.73 87.19 พึงพอใจ มาก จากตารางที่ 3 พบว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก โดยพิจารณาความพึงพอใจของนักเรียนโดยภาพรวมทุกด้านมี X = 4.36 และ S.D. = 0.73 คิดเป็นร้อยละ 87.19 และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนเกี่ยวกับความ เหมาะสม สะดวกและง่ายต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับที่ผู้เรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดลำดับที่ 1 มี X = 4.58 และ S.D. = 0.65 คิดเป็นร้อยละ 91.67 และลำดับอื่นๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. การเรียนการสอนมีความเหมาะสม สะดวกและง่ายต่อการเรียนรู้ นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 1 มี X = 4.58 และ S.D. = 0.65 คิดเป็นร้อยละ 91.67 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก 2. นักเรียนมีความสุขกับการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 2 มี X = 4.50 และ S.D. = 0.66 คิดเป็นร้อยละ 90.00 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก 3. การเรียนการสอนมีความยืดหยุ่นและสะดวกในการเรียน นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 3 มี X = 4.42 และ S.D. = 0.65 คิดเป็นร้อยละ 88.33 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก
41 4. การเรียนการสอนช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาสาระความรู้ได้อย่างชัดเจน นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 4 มี X = 4.33 และ S.D. = 0.76 คิดเป็นร้อยละ 86.67 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก การเรียนการสอนช่วยให้นักเรียนมีโอกาสในการซักถามผู้สอนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 4 มี X = 4.33 และ S.D. = 0.82 คิดเป็นร้อยละ 86.67 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก 5. การเรียนการสอนสามารถติดตามและประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เรียน นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 5 มี X = 4.29 และ S.D. = 0.65 คิดเป็นร้อยละ 85.83 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก 6. นักเรียนมีส่วนร่วมทั้งในชั้นเรียนและนอกห้องเรียน นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 6 มี X = 4.25 และ S.D. = 0.85 คิดเป็นร้อยละ 85.00 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก 7. การเรียนการสอนช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีและสร้างแรงจูงใจในการเรียน นักเรียนพึงพอใจเป็นอันดับที่ 7 มี X = 4.17 และ S.D. = 0.82 คิดเป็นร้อยละ 83.33 อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจมาก
42 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและ หน้าที่ของเซลล์ระหว่างก่อนและหลังการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังการเรียน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 65 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับความรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) กลุ่มตัวอย่างในชั้นเรียน ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิ ทยาลัย อุทัยธานีที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน, จัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา ด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ ของเซลล์, วัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและสำรวจความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียน, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนเทียบเกณฑ์ร้อยละ 65 และความ พึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการ ทดสอบสมมติฐานด้วย One – sample t-test และDependent sample t-test สรุปผลการวิจัย ผลของการวิจัยในครั้งนี้พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ หลังเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ของนักเรียนหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย X = 7.44 และ S.D.= 2.42 สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย X = 4.56 และ S.D.= 1.95 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ.05 จากการวิเคราะห์พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของ เซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนหลังการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) คะแนนหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย X = 7.44 และ S.D.= 1.76 คิดเป็นร้อยละ 74.44 จากการวิเคราะห์พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
43 นักเรียนหลังเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 ที่ตั้งไว้ (t = 2.79) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน ร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ใน เกณฑ์พึงพอใจมาก โดยพิจารณาความพึงพอใจของนักเรียนโดยภาพรวมทุกด้านมี X = 4.36 และ S.D. = 0.73 คิดเป็นร้อยละ 87.19 อภิปรายผลการวิจัย 1. จากผลการวิจัยพบว่าผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียน กลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก เป็นการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและตอบคำถามด้วยตนเอง ก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันโดยการพูดคุย การเขียน การอ่าน การสะท้อน การตั้งคำถาม รวมถึงมีการใช้เกม ออนไลน์ที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างความสนุกสนานให้กับผู้เรียนได้ซึ่งช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิด การคิด ทำให้จดจำเนื้อหาความรู้ได้ดีซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ภาณุวัฒน์ เวทา (2559, น. 179) ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการรู้วิชาชีววิทยาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 32 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานคือ Hoteling’s T2ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาชีววิทยา และการรู้วิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. จากผลการวิจัยพบว่าผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับ ด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก นักเรียนได้รับ ความรู้เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ก่อนมาเรียนในคาบเรียนในห้องจากวีดีโอค่อนข้างเยอะพอสมควร และยังได้มีการทบทวนความรู้ด้วยเกมออนไลน์ ที่น่าสนใจและมีความสนุกสนาน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย ของ ชบาพร พิมวัน (2562, น.ค) การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติของสารพันธุกรรมและมิวเทชัน ของ