The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wimol006, 2022-08-18 08:20:45

เล่มที่ 1 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง
การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

สำหรับครูผสู้ อน ระดับประถมศกึ ษา

เลม่ ที่ 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

นางสาววิมล แก้วประภาส
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 1

สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

ชดุ ฝึกอบรมด้วยตนเอง
การสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สำหรบั ครูผสู้ อนระดับประถมศกึ ษา

เลม่ ท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

นางสาววิมล แกว้ ประภาส
สำนกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 1

สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

ชุดฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

คำนำ

การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นภารกิจท่ีสำคัญยิ่งของการจัดการเรียนรู้ในรายวิชา
วิทยาศาสตร์ เพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้น ครูผู้สอน ต้องพัฒนาทักษะ
กระบวนการเรียนรูอ้ ยา่ งเป็นระบบใหก้ ับผเู้ รียน ส่งเสริมให้ผ้เู รียนได้พัฒนาศักยภาพการเรยี นรูท้ ่เี น้น
ผูเ้ รียนเป็นสำคัญ ครูผู้สอนสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ในลักษณะต่างๆได้อย่างหลากหลาย
เพื่อเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ความรู้ให้
เกดิ ประโยชน์สูงสดุ ผู้สอนตอ้ งมีความรคู้ วามเขา้ ใจในเนื้อหาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ป็น
อย่างดี ในชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เป็นเอกสารท่ีให้ครูได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ชุดฝึกอบรมมีทั้งหมด
4 เลม่ ดังนี้

เล่มที่ 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
เล่มที่ 2 การสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพนื้ ฐาน
เลม่ ที่ 3 การสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ น้ั บรู ณาการ
เลม่ ที่ 4 การวัดและประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เอกสารเล่มน้ี เปน็ เอกสารเลม่ ที่ 1 ผ้จู ัดทำหวงั วา่ ชุดฝกึ อบรมด้วยตนเอง เลม่ นจ้ี ะช่วยให้
ครูมีความรู้ความสามารถเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวน
การเรียนร้ทู างวิทยาศาสตร์

เลม่ ท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน้า ก

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

สารบัญ หน้า

คำนำ ข
สารบญั ง
สารบญั ตาราง จ
สารบญั ภาพ ฉ
สารบญั แผนผงั ช
สารบญั แผนภมู ิ ซ
สารบัญกราฟ 1
คำชแ้ี จง 2
คำแนะนำในการศกึ ษา 3
วัตถุประสงค์ 3
ขอบข่ายเน้ือหา 3
แนวคิด 4
สาระสำคญั 5
แบบทดสอบกอ่ นศึกษาชุดฝึกอบรม 10
ใบความรทู้ ่ี 1.1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 12
ใบกจิ กรรมที่ 1.1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 13
ใบความรทู้ ี่ 1.2 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้ันพน้ื ฐาน 47
ใบกิจกรรมท่ี 1.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 48
ใบความรทู้ ่ี 1.3 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้ันบูรณาการ 73
ใบกิจกรรมท่ี 1.3 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นบูรณาการ 74
ใบความรู้ที่ 1.4 ความสำคญั ของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 77
ใบกจิ กรรมที่ 1.4 ความสำคัญของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 78
แบบทดสอบหลังศกึ ษาชดุ ฝึกอบรม 84
บรรณานกุ รม

เลม่ ที่ 1 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า ข

ชดุ ฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

สารบัญ (ตอ่ ) หน้า
88
ภาคผนวก 89
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นศกึ ษาชุดฝึกอบรม 90
เฉลยใบกิจกรรมที่ 1.1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 91
เฉลยใบกิจกรรมท่ี 1.2 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั พ้นื ฐาน 93
เฉลยใบกิจกรรมท่ี 1.3 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั บูรณาการ 94
เฉลยใบกิจกรรมท่ี 1.4 ความสำคัญของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 95
เฉลยแบบทดสอบหลงั ศกึ ษาชดุ ฝกึ อบรม

เลม่ ท่ี 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า ค

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า
1.1 ผลการสังเกตจากการใชป้ ระสาทสัมผัสทั้ง 5 15
1.2 ลักษะของขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการสงั เกต 16
1.3 หนว่ ยมลู ฐานในระบบเอสไอ 21
1.4 ตัวอยา่ งหน่วยอนพุ นั ธใ์ นระบบเอสไอ 22
1.5 ตวั อย่างคำอปุ สรรคในระบบเอสไอ 22
1.6 หลกั การนบั จำนวนหรอื ตำแหน่งของเลขนยั สำคัญ 23
1.7 สญั ลกั ษณ์และชนิดของธาตุบางชนิด 36
1.8 น้ำหนกั ของเมลด็ ถว่ั เขยี วทีเ่ พิ่มขึ้นเมือ่ แช่เมล็ดถ่วั เขียวในเวลาต่างกัน 37
1.9 ตัวอย่างข้อมูลเปรยี บเทยี บการสงั เกตและการลงความเหน็ จากขอ้ มลู 41
1.10 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างระยะเวลาท่ีปลูกกับความสงู ของต้นกุหลาบ 46
1.11 การเปรยี บเทยี บนิยามเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารกับนิยามทวั่ ไป 53
1.12 ผลปรมิ าตรนำ้ ท่ีเหลือในกระปอ๋ งท่มี ดี นิ ชนดิ ตา่ งๆ เมือ่ ปล่อยนำ้ ให้ไหลผา่ น 61
1.13 ปรมิ าณสาร A ทล่ี ะลายในของเหลว B ณ อุณหภูมติ ่างๆ 63

เลม่ ท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หนา้ ง

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

สารบัญภาพ หน้า
20
ภาพท่ี 21
1.1 การอ่านจากเครอ่ื งมอื วดั ทมี่ ีความละเอยี ด 0.1 หน่วย 29
1.2 การอา่ นจากเครือ่ งมือวัดท่ีมคี วามละเอยี ด 0.01 หนว่ ย 29
1.3 รูป 2 มติ ิ และรูป 3 มติ ิ 30
1.4 เส้นสมมาตรของรปู 2 มิติต่างๆ 30
1.5 ระนาบสมมาตร 31
1.6 ภาพตัดระนาบรปู ทรง 3 มติ ิ 36
1.7 รปู ฉายของวัตถุ 3 มิติ 39
1.8 แผนภาพแสดงการหมนุ เวยี นโลหติ ของปลา 43
1.9 การส่ือความหมายข้อมลู ในรปู แบบวงจรชีวติ ของเตา่ ทอง 59
1.10 หยดนำ้ เกาะอยู่ข้างแก้ว
1.11 การทดลองอาร์คมิ ิดิส

เลม่ ท่ี 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า จ

ชุดฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สารบัญแผนผงั หน้า
26
แผนผงั ที่ 27
1.1 การจำแนกสตั ว์ออกเปน็ สัตว์กระดูกสันหลังและไม่มกี ระดูกสนั หลัง 34
1.2 การจำแนกสัตวอ์ อกเปน็ สัตว์ทม่ี ีขาและไม่มีขา 42
1.3 รูปแบบการจัดกระทำและส่อื ความหมายของข้อมูล
1.4 การลงความเหน็ จากขอ้ มูลท่ีสังเกตไดจ้ ากประสบการเดิม

เล่มที่ 1 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า ฉ

ชดุ ฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

สารบญั แผนภมู ิ หน้า
39
แผนภมู ิท่ี
1.1 แสดงความสมั พันธก์ ารเปรียบเทยี บการผลติ สัปรด

เล่มท่ี 1 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน้า ช

ชุดฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สารบัญกราฟ หนา้
38
กราฟท่ี
1.1 แสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งระยะเวลาที่แช่เมลด็ ถ่ัวเขยี วในน้ำ 64
กับน้ำหนกั ที่เพมิ่ ขน้ึ
1.2 แสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งขนาดของแรงดงึ สปริงกับระยะทาง
ที่สปริงยืดออก

เล่มที่ 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน้า ซ

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

คำชแี้ จง

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 1 ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเอกสารฝึกอบรมให้ครูได้ศึกษาด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความรู้
ความเข้าใจและเกิดแนวคิดในการจัดประสบการณ์ในห้องเรียนให้แก่ผู้เรียน อันส่งผลให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่แนวทางการปฏิบัติจริง ทุกชุดฝึกอบรมมีเนื้อหาท่ี
เกย่ี วข้องและตอ่ เน่ืองกนั ผู้ฝึกอบรมควรทำความเข้าใจโดยศึกษาเอกสารให้ละเอยี ด พร้อมท้ังปฏิบัติ
ตามคำแนะนำการใช้ชดุ ฝกึ ด้วยตนเอง ตามข้นั ตอนดงั ตอ่ ไปน้ี

ศึกษาภาพรวมเอกสาร/คำแนะนำ
ศึกษาวัตถปุ ระสงค์ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา และสาระสำคญั

ศึกษารายละเอียดการใช้ชดุ ฝึกอบรม

ประเมินตนเองด้วยการทดสอบกอ่ นศึกษาชุดฝกึ อบรม

ศกึ ษาใบความรแู้ ละทำใบกจิ กรรม

สรปุ องค์ความรู้ด้วยตนเองด้วยผังความคดิ

ไม่ผา่ น ประเมนิ ตนเองด้วยแบบทดสอบหลงั ฝกึ อบรม ผา่ น

ศึกษาเอกสารเล่มที่ 2

เล่มท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน้า 1

ชดุ ฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

คำแนะนำในการศกึ ษา

การศึกษาชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง การสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
พัฒนาขึน้ สำหรับครูวิทยาศาสตร์ เพ่ือเป็นแนวทางการออกแบบการจัดการเรยี นรู้ ผู้ศึกษาควรปฏิบัติ
ดงั นี้

1. การเตรียมตวั เพอื่ ศกึ ษาชดุ ฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง
1.1 กำหนดเวลาในการศึกษาชุดฝึกอบรมด้วยตนเองแนวทางการจัดการเรียนรู้

วทิ ยาศาสตร์
1.2 ศกึ ษาเอกสารเพม่ิ เติมท่ีระบุในชุดฝกึ อบรมด้วยตนเองจะทำให้ผู้ศึกษามีความรู้

และเข้าใจเร็วขน้ึ
2. การศึกษาชุดฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง
2.1 ทำแบบทดสอบก่อนศึกษาชุดฝึก และตรวจคำตอบดว้ ยตนเองจากเฉลยแบบทดสอบ

โดยให้คะแนน 1 คะแนน สำหรับคำตอบท่ีถูกตอ้ งและให้ 0 คะแนนสำหรบั คำตอบที่ผิด
2.2 ควรอ่านเนื้อหาสาระในใบความรู้ในแต่ละชุดอย่างน้อย 1 จบ แลว้ สรุปความคิด

รวบยอด
2.3 ทำกจิ กรรมในใบงานแตล่ ะตอนและตรวจคำตอบดว้ ยตนเองจากแนวคำตอบใน

ใบความรู้ โดยให้คะแนน 1 คะแนนสำหรบั คำตอบทถ่ี ูกต้อง ให้ 0 คะแนนสำหรบั คำตอบที่ผดิ
2.4 ทำแบบทดสอบหลังศึกษาชุดฝึกอบรมด้วยตนเองและตรวจคำตอบดว้ ยตนเอง

จากแบบทดสอบ โดยให้คะแนน 1 คะแนนสำหรับคำตอบที่ถูกต้อง ให้คะแนน 0 คะแนน สำหรับ
คำตอบทผี่ ิด

2.5 ใหศ้ กึ ษาชุดฝกึ อบรมด้วยตนเองต่อเนอ่ื งให้จบเล่ม
2.6 ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้ เป็นชุดฝึกอบรมด้วยตนเองที่ศึกษาด้วยตนเองได้
ทกุ สถานท่ี ทุกเวลา
3. การประเมินผล
3.1 ในตอนทา้ ยของชดุ ฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง จะมกี ารประเมนิ ผลเพื่อวดั ความรู้ความ
เข้าใจแล้ว ตรวจสอบคำตอบด้วยตนเองจากเฉลย ให้คะแนน 1 คะแนน สำหรับคำตอบท่ีถูก และ 0
คะแนน สำหรับ คำตอบทผ่ี ิด โดยต้องผ่านเกณฑ์ 80% ข้นึ ไป
3.2 เปรยี บเทียบความแตกต่างของค่าเฉลย่ี คะแนนก่อนศกึ ษาและหลงั ศึกษาชุดฝึก
อบรม

เลม่ ท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 2

ชดุ ฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วัตถุประสงค์

เม่อื ศกึ ษาชุดฝึกอบรมด้วยตนเองชุดนแี้ ล้ว ผศู้ กึ ษาสามารถ
1. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เกีย่ วกบั ความหมาย ความสำคัญ ของทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ 14 ทักษะ

ขอบขา่ ยเนอ้ื หา

1. ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขนั้ พ้ืนฐาน
3. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขน้ั บูรณาการ
4. ความสำคัญของกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

แนวคดิ

การพัฒนาผู้สอนโดยชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง ใช้แนวคิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
(Construction Knowledge) ผู้สอนเป็นผู้ศึกษาเรียนรู้ และลงมือทำกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
(Learning by Doing) ไม่มีวิทยากรบรรยายให้ความรู้ การปฏิบตั กิ จิ กรรมเปน็ ไปตามขั้นตอนท่ีออกแบบไว้
เป็นการสรา้ งองคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเอง ตามกระบวนการเรียนรู้แบบซปิ ปา (CIPPA MODEL) เร่ิมจากการ
ทบทวนความรูเ้ ดมิ ในเรอ่ื งที่จะเรียนรู้ การศกึ ษาหาความรู้เพม่ิ เติมจากชุดฝึกอบรมแล้วนำความรู้เดิม
ไปเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อนที่จะสรุปความรู้ ความเข้าใจของตนเองเป็นทฤษฎี
การเรยี นรู้ท่เี นน้ ผศู้ กึ ษาเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

ประสบการณ์ใหม่ / ความรู้ใหม่ ประสบการณเ์ ดิม / ความรู้เดิม องคค์ วามรู้ใหม่

โดยเริ่มจากการทบทวนความรู้เดิมในเรื่องที่จะเรียนรู้การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจาก
แหลง่ เรียนรูต้ า่ ง ๆ นำความเข้าใจข้อมลู เช่ือมโยงความร้เู ดมิ กับความร้ใู หมแ่ ละเปล่ียนเรียนรู้ก่อนที่จะ
สรปุ องคค์ วามรู้และทำความเขา้ ใจด้วยตนเอง

เล่มท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หนา้ 3

ชุดฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

สาระสำคัญ

กระบวนการเรยี นรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการพฒั นาผู้เรยี นใหเ้ กิดการเรยี นรู้ ดำรงอยู่
ในสังคมทม่ี ีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ ให้ผ้เู รียนสามารถแก้ปญั หาและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
เพ่ือบรรลุ ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ขั้นพื้นฐาน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ความสำคัญของกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ เปน็ ตน้

เลม่ ที่ 1 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หนา้ 4

ชุดฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

แบบทดสอบก่อนศกึ ษาชุดฝึกอบรม
เรื่อง ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

คำชแี้ จง : ให้ท่านเลอื กคำตอบทีถ่ กู ต้องท่ีสุดเพยี งคำตอบเดยี ว
1. ข้อใดตอ่ ไปน้ี ไม่ใช่ ขน้ั ตอนของ “กระบวนการทางวิทยาศาสตร์”

ก. การทดลอง
ข. การตั้งสมมตฐิ าน
ค. การระบแุ ละการแก้ปญั หา
ง. การสรปุ และแปลความหมาย

2. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้ันตอนใด ท่ีนำไปส่กู ารสรุปผลและการศึกษาต่อไป
ก. การสังเกต
ข. การรวบรวมขอ้ มลู
ค. การหาความสัมพนั ธ์ของข้อเท็จจริง
ง. การตง้ั สมมติฐานและการออกแบบการทดลอง

3. นักวิทยาศาสตร์พบวัตถุหนึ่งมี สีดำ ผิวหยาบ เมื่อเคาะกับโต๊ะมีเสียงดัง จากข้อมูลดังกล่าวมี
การใช้ประสาทสัมผสั ชนดิ ใดในการสงั เกตบ้าง

ก. ตา หู
ข. ตา หู กาย
ค. ตา หู จมูก กาย
ง. ตา หู จมูก ล้นิ กาย

เลม่ ที่ 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน้า 5

ชุดฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

4. พลพลตอ้ งการสรา้ งโตะ๊ ไม้จากต้นมะมว่ งใหม้ ีความยาว 2 เมตร พลพลจะเลือกใชเ้ ครอื่ งมอื ชนดิ ใด
จงึ จะเหมาะสมทสี่ ุด

ก. ไมเ้ มตร
ข. ตลบั เมตร
ค. เทปวัดตวั
ง. ไม้บรรทัด

5. การจำแนกประเภทของส่งิ มีชีวิตรูปแบบของเกณฑท์ ใ่ี ช้ในการจำแนก ขอ้ ใดเหมาะสมทสี่ ุด
ก. สแี ละรปู รา่ ง
ข. ทอี่ ยู่อาศยั และขนาด
ค. การกนิ อาหารและการสืบพนั ธุ์
ง. ขนาดรูปร่างและการกนิ อาหาร

6. ข้อใดตอ่ ไปน้ี ไม่ใช่ ความสัมพนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกบั เวลา
ก. สุทธิรักษเ์ อานำ้ แข็งใส่แก้วไว้จนละลายเปน็ น้ำ
ข. ศตวรรษวาดรูป ต้นไม้ ภูเขาไฟระเบดิ แผน่ ดนิ ไหว
ค. สดุ าขับรถยนต์เคลอ่ื นที่ในช่วงเวลา 07.30-12.30 น.
ง. นวลนอ้ ยศึกษาความสมั พันธร์ ะหวา่ งขนาดของสตั วท์ เ่ี จริญเติบโตในเวลาต่างๆ

7. ขอ้ ใด ต่อไปนี้กล่าวถงึ ทักษะการลงความเหน็ จากขอ้ มลู ได้ถูกต้อง
ก. การเพ่มิ เตมิ ความคดิ เห็นใหก้ บั ขอ้ มูลทมี่ อี ยอู่ ย่างมีเหตผุ ล
ข. การนำเอาขอ้ มูล ซึ่งได้มาจากการสังเกต การทดลอง ฯลฯ มาจัดกระทำเสยี ใหม่
ค. การหาความสมั พันธ์ระหวา่ งมติ ิตา่ งๆทเ่ี ก่ียวกบั สถานท่ี รูปทรง ระยะทาง พนื้ ที่ เวลา
ง. การนำเอาจำนวนทีไ่ ด้จากการวดั การสังเกตและการทดลองมาจัดกระทำให้เกดิ ค่าใหม่

เลม่ ท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หนา้ 6

ชดุ ฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

8. ขอ้ ใดไมเ่ กี่ยวขอ้ งกับการจัดกระทำและส่ือความหมายขอ้ มลู การเจริญเตบิ โตของพชื
ก. การนำเสนอข้อมลู
ข. การรวบรวมข้อมลู
ค. การบนั ทกึ ข้อมูลลงในตาราง
ง. การเขยี นกราฟระบบพิกดั ฉาก

9. ข้อใดสรปุ ไดถ้ ูกต้องทสี่ ุด ถ้าพืชหมดไปจากโลกนี้
ก. อากาศเยน็ สดชื่น
ข. สงิ่ มชี ีวิตบนโลกอยู่ไม่ได้ และตาย
ค. ปริมาณแกส๊ ออกซเิ จนในอากาศเพิม่ ข้นึ
ง. มนุษยจ์ ะหนั มาบริโภคเน้อื สตั ว์เพียงอย่างเดยี ว

10. ข้อใดกล่าวถกู ต้องเกยี่ วกับนิยามของการพยากรณ์ในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ก. การคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดข้นึ ล่วงหน้า
ข. การหาความสัมพันธร์ ะหวา่ งตงั้ แปรตา่ ง ๆ แลว้ นำมาทำนายคำตอบ
ค. การคาดคะเนคำตอบ ลว่ งหนา้ โดยไม่จำเป็นตอ้ งใช้ขอ้ มูลในการทำนาย
ง. การคาดคะเนสิง่ ทจ่ี ะเกดิ ขึน้ ลว่ งหนา้ โดยอาศยั ข้อมลู และความร้หู ลกั การมาชว่ ย
ในการทำนาย

11. ชมพูตอ้ งการนำเสนอข้อมูลความสูงของตน้ มะพร้าวท่ีบันทึกไว้จากการวดั ความสูงเป็นระยะ ชมพู
สามารถทำได้หลายแบบยกเวน้ ข้อใด

ก. วงจร
ข. กราฟ
ค. ตาราง
ง. แผนภมู ิ

เลม่ ท่ี 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 7

ชุดฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

12. ขอ้ ใดบอกลักษณะของสมมตฐิ านท่ีดไี ดถ้ กู ตอ้ ง
ก. สมมติฐานตอ้ งมหี ลายข้อ
ข. สมมติฐานเปน็ อย่างไรก็ได้
ค. สมมติฐานท่ีมีผลการทดลองมาก่อนแล้ว
ง. สมมตฐิ านเป็นคำตอบท่อี าจเป็นไปได้ และคำตอบที่ยอมรับวา่ ถูกตอ้ งเชอื่ ถอื ได้

13. ข้อใดสรปุ ความหมายของทักษะการต้งั สมมติฐานไดถ้ ูกต้อง
ก. การวางแผนการทำงาน
ข. การระบุคำถามซึ่งเกดิ ขน้ึ จากการสงั เกต
ค. การคาดคะเนคำตอบของคำถาม หรือสง่ิ ท่ีสงสัย
ง. การตอบคำถามกอ่ น – หลังทำการทดลองทางวทิ ยาศาสตร์

14. กำหนด ขอ้ ความดังน้ี
A. ชนดิ ของกล้วย
B. ระยะเวลาทเ่ี ก็บกล้วยตากไว้
C. อณุ หภมู ขิ องบริเวณทีเ่ ก็บกลว้ ยตาก
D. ความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลทราย
จากข้อความดังกล่าว ถ้านักเรียนต้องการทดสอบ สมมติฐานว่า “กล้วยตากสามารถเก็บไว้ได้

หลายวนั ถ้าเติมสารละลายน้ำตาลทรายที่มีความเข้มข้นสงู ” ข้อความใดเปน็ ตวั แปรควบคุม
ก. ขอ้ (a) และ (b)
ข. ขอ้ (a) และ (c)
ค. ขอ้ (b) และ (c)
ง. ข้อ (b) และ (d)

เลม่ ที่ 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 8

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

15. การกำหนดความหมายของขอบเขตของคำต่าง ๆ ทีม่ ีอยู่ในสมมติฐานเปน็ ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรใ์ ด

ก. ทกั ษะการต้ังสมมติฐาน
ข. ทักษะการควบคมุ ตัวแปร
ค. ทกั ษะการกำหนดนิยามเชงิ ปฏิบัตกิ าร
ง. ทกั ษะการตคี วามหมายและลงข้อสรุป

16. ข้อใด บอกลกั ษณะของนิยามเชิงปฎบิ ตั กิ ารไดถ้ กู ตอ้ ง
ก. คนอ้วน หมายถึงคนนำ้ หนกั มาก
ข. ความหนาแนน่ หมายถึง เปน็ ความหนาแน่นของเนอ้ื วัตถุ
ค. นำ้ รอ้ น หมายถงึ นำ้ ทม่ี อี ณุ หภมู ิสงู กว่าหรอื เท่ากับ 60 องศาเซลเซียส
ง. ขนาดของก้อนหิน หมายถงึ ก้อนหนิ ทมี่ ขี นาดใหญม่ ากและมนี ำ้ หนกั พอดี

17. นกั วทิ ยาศาสตร์ทำการทดลอง เรอ่ื งการเจริญเติบโตของตน้ ผักชีเมื่อครอบดว้ ยวสั ดุที่มสี ีตา่ งกนั

โดยควบคมุ ตัวแปรทเ่ี ก่ียวขอ้ งทั้งหมดเปน็ อยา่ งดี เมอื่ เวลาผ่านไป 3 สปั ดาห์ ได้ผลการทดลอง ดัง

ตาราง

สีของวสั ดุท่ีครอบ การเจริญเติบโตของตน้ ผกั ชี

วดั ความสูง (เซนตเิ มตร) ชั่งมวล (กรัม)

เขียว 7.12 4.42

สม้ 5.09 2.35

ชมพู 11.18 8.08

จากข้อมลู ในตาราง ข้อใดสรุปผลการทดลองได้ถกู ต้อง
ก. การใช้วสั ดุสีสม้ ครอบ ทำใหก้ ารเจรญิ เติบโตของตน้ ผักชีน้อยทสี่ ดุ
ข. สขี องวสั ดุทีค่ รอบต่างกัน ทำให้การเจริญเติบโตของต้นผักชีต่างกัน
ค. การใช้วัสดุสีเขียวครอบทำให้ต้นผักชีมคี วามสูงมากกว่าการใช้วัสดุสีสม้ ครอบ
ง. ต้นผกั ชีเจริญเติบโตได้ดีทีส่ ุดในวัสดุ ครอบสีชมพู รองลงมาคือสเี ขยี วและสีส้มตามลำดับ

เลม่ ที่ 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 9

ชดุ ฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

18. พืชสร้างอาหารและพลังงานโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง ถ้าไม่มีแสงพืชได้รับพลังงานจากท่ีใด
ก. ถา้ ไม่มีแสง พืชจะหยดุ การใชพ้ ลังงาน
ข. ไดจ้ ากการเปลี่ยนแกส๊ ออกซเิ จนใหเ้ ปน็ พลังงาน
ค. ไดจ้ ากพลงั งานแสงที่สะสมไว้แลว้ ปลดปลอ่ ยเป็นพลงั งานความรอ้ น
ง. ได้จากการย่อยสลายอาหารที่สะสมไวแ้ ล้วเปลีย่ นเป็นคาร์บอนไดออกไซด์

19. จากตารางขอ้ มลู ความสงู ของต้นพริกทเ่ี พาะเมล็ด ข้อใดสรุปได้ถูกตอ้ ง

ระยะเวลาหลงั จากเพาะเมลด็ (สัปดาห)์ ความสงู (เซนตเิ มตร)
1 1.2
3 3.4
5 8.3
7 13.0
9 28.5

ก. ในเวลา 7 สัปดาห์ ต้นพริกสูง 13 เซนติเมตร
ข. ตน้ พริกสูง 8.3 เซนตเิ มตร ในเวลา 5 สัปดาห์
ค. เมอ่ื เวลาผ่านไปต้นพรกิ มกี ารเจรญิ เตบิ โตเพม่ิ ขึ้น
ง. ในเวลา 4 สัปดาห์ ตน้ พริกจะสงู ประมาณ 4 เซนตเิ มตร

20. ข้อใดตอ่ ไปน้ีไมจ่ ัดเป็นการสรา้ งแบบจำลองตามลกั ษณะภายนอก
ก. การจดบันทึกสูตรอาหารและอุปกรณเ์ ครื่องครัว
ข. การใช้พลาสติกแทนอวัยวะต่างๆในร่างกายมนษุ ย์
ค. การสร้างแบบจำลองที่ใช้แผนภาพ 2 มติ ิ แทนสถานการณ์ในธรรมชาติ
ง. การสรา้ งแบบจำลองท่ีใช้การแสดงท่าทางจากรา่ งกายเพ่ือจำลองหรือแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขน้ึ

ไปศึกษาใบความรกู้ ันคะ..

เลม่ ท่ี 1 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 10

ชุดฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ใบความรูท้ ่ี 1.1
ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา (Intellectual skills)
ท่ีนักวิทยาศาสตร์และผู้ท่ีนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหาใช้ในการศึกษาค้นคว้าสืบเสาะหา
ความรู้และแก้ปัญหาต่าง ๆ (วรรณทิพา รอดแรงค้า และพิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์, 2542 : 3) ซ่ึงมี
นักการศึกษาท้ังในและต่างประเทศ ได้ให้ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไว้
สอดคล้องกนั ดงั น้ี

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (scientific process skills) เป็น กระบวนการ
แสวงหาความรู้ความคิด การกระทำ อย่างระบบ ในการค้นคว้าหาข้อเทจ็ จรงิ ต่างๆ ซงึ่ แบ่งเปน็ 2 ประเภท
คือ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพน้ื ฐาน และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้นั ผสม
โดยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันผสมระบวนการท่ีสำคัญท่ีนักเรียนใช้ในการทดลอง
(จฑุ ารัตน์ พรหมปญั โญ, 2558 : 34)

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เป็นกระบวนการพ้ืนฐาน
สำหรับค้นคว้าหาความรู้ ของนักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ที่ค้นหาความรู้ตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่
การสังเกต การจำแนกประเภท การวัด การคำนวณ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสและเวลา
การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็นจากข้อมูล การพยากรณ์ การต้ังสมมติฐาน
การกำหนดและควบคุมตวั แปร การกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร การทดลอง และการตีความหมายข้อมูล
และการลงข้อสรุปได้อย่าง คล่องแคล่ว ถูกต้องและแม่นยำเพ่ือการเสาะแสวงหาความรู้หรือแก้ปัญหา
โดยพฤติกรรมเหลา่ นีเ้ กิดจากการฝึกฝนทางดา้ นความคิดและการปฏิบตั อิ ยา่ งเป็นระบบเปน็ เวลานานจน
เกิดการส่ังสมเป็นทักษะ ทางสติปัญญา ทำให้สามารถพิจารณาเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมในกระบวน
การเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง กฎ หรือหลักการ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ
(นัจรภี รณ์ สมิ มารณุ , 2559 : 19 - 20)

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ทักษะทางสติปัญญา (Intellectual skills)
ที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหา ใช้ในการศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหา
ความรู้ (คงศักดิ์ วฒั นะโชติ, 2558 : 18)

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การปฏิบัติการสืบเสาะแสวงหาความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วย การสังเกต การต้ังคำถาม การทดลอง การเปรียบเทียบ การสรุป
หลักเกณฑ์ การส่ือความหมาย และการนำไปใช้ (Peterson, 1978 : 153)

เล่มที่ 1 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หนา้ 10

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ดังน้ัน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถท่ีเกิดจากทักษะ
การสังเกต การคิดเพ่ือค้นคว้าหาความรู้หรือแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โดยการลงมือปฏิบัติจนเกิด
ความชำนาญ โดยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้ 14 ทักษะ ประกอบด้วยทักษะข้ันพ้ืนฐาน
(Basic science process skills) 8 ทักษะ และทักษะขั้นผสมหรือบูรณาการ (Integrated science
process skills) 6 ทกั ษะ โดยแบง่ เปน็ 2 ประเภท คอื ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพ้นื ฐาน
และทักษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตรข์ นั้ บูรณาการ

เลม่ ท่ี 1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หนา้ 11

ชุดฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ใบกิจกรรมท่ี 1.1
ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

คำชแ้ี จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้ใหถ้ กู ต้อง
1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถงึ ..............................................................

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

2. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ประกอบ ด้วย ................................ ทักษะ

3. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยทักษะ ............................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................

4. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั บูรณาการ ประกอบด้วยกี่ทกั ษะ ......................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

เลม่ ที่ 1 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 12

ชดุ ฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ใบความร้ทู ่ี 1.2
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพืน้ ฐาน

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 8 ทักษะ ได้แก่ การสังเกต
(Observing) การวัด (Measuring) การจำแนกประเภท (Classifying) การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปส
กับสเปส และสเปสกับเวลา (Space/space relationship and space time relationship) การคำนวณ
(Calculating) หรือการใช้ตัวเลข (Using numbers) การจดั กระทำและสอื่ ความหมายข้อมูล (Organizing
data and Communication) การลงความเห็น จากข้อมลู (Inferring) และ การพยากรณ์ (Prediction)

1. ทกั ษะการสังเกต
การสังเกตถือเป็นทักษะพื้นฐานอันดับแรกของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็น

จุดเร่มิ ต้นของการแสวงหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีสามารถนำมาสร้างสรรค์เปน็ ชน้ิ งานต่าง ๆ ไดก้ ารสังเกต
เปน็ กระบวนการพนื้ ฐานทีส่ ำคญั ของวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ ความเปน็ คนชา่ งสังเกตนั้น เปน็ ลกั ษณะนิสยั ทที่ ุก
คนมไี ด้และฝกึ ได้

1.1 ความหมาย
การสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสมั ผสั อย่างใดอย่างหนึ่งหรอื หลายอย่างเพื่อหา
ขอ้ มลู หรือรายละเอียดต่าง ๆ โดยไม่เพิม่ ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป (สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี, 2556 : 4)
การสงั เกต หมายถงึ การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรอื หลายอยา่ ง เข้าไป
สมั ผัสโดยตรงกับวัตถหุ รือเหตุการณ์ โดยการทำความเข้าใจในส่ิงท่ีสังเกต หาข้อมลู หรือรายละเอียด
ของสิ่งต่าง ๆ เห็นอย่างไรรู้สึกอย่างไร ได้ยินอย่างไร ได้กลิ่นอย่างไร หรือรสชาติอย่างไร ก็อธิบายไป
ตามนน้ั (ประสาท เนือ่ งเฉลมิ , 2557 : 58)
การสังเกต หมายถึงการใช้อวัยวะรับ สัมผัสต่าง ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย
อย่างรว่ มกนั ได้แก่ ตา หูจมูกล้ิน และ การสมั ผสั โดยการมองเห็น ได้ยิน ดม กล่ิน รับรส และสัมผัส
วัตถุหรือ เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ เพ่ือเกบ็ ขอ้ มลู รายละเอียด ของส่ิงน้ัน ๆ โดยไม่ใส่เอาความร้สู กึ นึก คิดหรือ
ประสบการณ์เดิมของผู้สังเกต ลงไป ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตจำแนก ลักษณะของข้อมูล (จุฑารัตน์
พรหปญั โญ, 2558 : 30)

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 13

ชดุ ฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

การสงั เกต หมายถงึ การสังเกตเป็นการใชป้ ระสาทสมั ผัสท้งั 5 รับขอ้ มลู เก่ียวกับวัตถุ
และเหตุการณ์รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน (Abruscato,
2000 : 40)

ทักษะการสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอยาง
รวมกัน ได้แก่ ตา หู จมกู ล้ิน ผิวกาย เขา้ ไปสมั ผสั โดยตรงกับวตั ถุหรือ เหตุการณ์ เพอ่ื คน้ หา รวบรวม
ข้อมูล หรือรายละเอียด ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมี 3 ลักษณะ คือ ข้อมูลเกี่ยวกบลักษณะและ
คุณสมบัติ ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลง สำหรับการศึกษาค้นคว้าครั้งน้ี
ผ้วู จิ ัยไดใ้ ห้ความหมายของทกั ษะการสงั เกตวา หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่าง
ใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกบวัตถุ
หรอื เหตุการณ์ เพื่อใหไ้ ดข้ ้อมูลของวตั ถุหรอื ปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยไมใ่ สค่ วามคิดเห็นของผู้สังเกต
(พมิ พ์นภิ า ศรสี ุแล, 2557 : 31)

การสงั เกต หมายถึง การสังเกตเป็นการใชป้ ระสาทสัมผัสทงั้ 5 รบั ข้อมลู เกยี่ วกับ
วัตถุและเหตุการณ์รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน (Abruscato,
2000 : 40)

ทักษะการสังเกต หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึง่
หรอื หลายอยา่ งรวมกนั ซ่งึ ได้แก่ ตา หู จมกู ลนิ้ และกายสมั ผสั เข้าไปสัมผสั กับวัตถุ หรอื ปรากฏการณ์
ตา่ ง ๆ โดยการมองเหน็ ได้ยิน ดมกลนิ่ รับรส และสัมผสั วัตถุหรอื เหตกุ ารณต์ ่าง ๆ เพอ่ื หาข้อมูลหรือ
รายละเอียดของสิ่งเหล่านน้ั โดยไม่เพ่มิ ความคดิ เห็นสว่ นตัวหรือประสบการณเ์ ดมิ ของผูส้ งั เกตลงไป

1.2 ข้อมูลจากการสังเกต
ข้อมลู ที่ไดจ้ ากการสังเกตท่ีเปน็ ขอ้ มูลทางวทิ ยาศาสตร์ จะมคี วามละเอยี ดและมปี ระโยชน์
เพยี งใดขนึ้ อยู่กับประสบการณ์ และความชำนาญของผู้สังเกตเปน็ หลักด้วย ขอ้ มลู ทไี่ ด้จากการสังเกตมี
3 ประเภท คอื

1.2.1 ข้อมลู เชงิ คุณภาพ (Qualitative observation) เปน็ ข้อมลู ทเ่ี ก่ียวกับ
ลักษณะและคณุ สมบตั ิของสงิ่ ท่ีสงั เกต เชน่ รูปร่าง กลนิ่ รส เสยี ง การสัมผัส ซงึ่ เป็นลกั ษณะหรือคุณสมบัติ
ท่ยี ังไม่ระบอุ อกมาเป็นตวั เลขแสดงปรมิ าณ พร้อมหน่วยวดั มาตรฐานได้ เช่น

- เทยี นไขสีขาว
- น้ำตาลมรี สหวาน
- นำ้ มนั เม่ือจับแลว้ ล่ืน

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 14

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

1.2.2 ขอ้ มูลเชิงปริมาณ (Quantitative observation) เปน็ ข้อมูลท่บี อกหรือ
กะประมาณรายละเอยี ดสง่ิ ท่ีสังเกตเป็นตวั เลข เชน่ จำนวน ขนาด มวล อณุ หภูมิ ทต่ี ้องมหี น่วยกำกับ
ไว้ดว้ ย หน่วยน้ีอาจเป็นหนว่ ยมาตรฐานเอสไอ (SI) เชน่ เมตร กิโลกรมั หรือหน่วยอ่นื ๆ เชน่ มิลลิเมตร
เซนตเิ มตร องศาเซลเซียส เปน็ ต้น เช่น

- วัตถมุ วล 2 กโิ ลกรัม
- มคี นอยูใ่ นหอ้ งเรียนประมาณ 50 คน
- นำ้ ในหม้อต้มมีอณุ หภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส
1.2.3 ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง (Observation of change) เป็น
ข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสังเกต และการปฏิสัมพันธ์ของส่ิงนน้ั กับสิ่งอ่นื เช่น เมือ่ ใส่ลูกอมในแก้วทีม่ นี ำ้ บรรจุ
อยทู่ อี่ ณุ หภูมิหอ้ ง ลกู อมนัน้ จะมขี นาดเลก็ ลงเรอ่ื ย ๆ และในทีส่ ดุ จะละลายหายไปในเวลา 10 นาที เปน็ ต้น
ในการสังเกตวัตถุหรือปรากฏการณ์แต่ละครั้งนั้น ผู้สังเกตต้องพยายามสังเกต
ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ควรสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนหลาย ๆ ครั้ง ควรใช้ประสาทสัมผัสมากกวา่
หนึ่งอย่างและควรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องใช้ประสบการณ์หรือความคิดเห็นส่วนตัว
ตัวอยา่ งการใชป้ ระสาทสัมผสั ทง้ั 5 มาใช้ในการสงั เกต ดงั ตารางที่ 1.1 และ 1.2

ตารางที่ 1.1 ผลการสังเกตจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5

ประสาทสมั ผัส ผลการสังเกต
ตา บอก รูปรา่ ง รูปทรง ขนาด สีสัน สถานะ
หู เสยี ง เสยี งดงั เสยี งค่อย เสยี งสงู เสียงต่ำ เสยี งทุ้ม เสียงแหลม
จมูก กลิน่ หอม เหมน็ ฉนุ
ลิน้ รส หวาน ขม เปรี้ยว
สัมผสั อณุ หภมู ิ ร้อน หนาว ลักษณะพน้ื ผิว หยาบ ละเอียด เรียบ
ผิวกาย แหลม น่มุ

เลม่ ท่ี 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 15

ชุดฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ตารางท่ี 1.2 ลกั ษณะของขอ้ มลู ท่ไี ด้จากการสังเกต

ประเภทขอ้ มลู ผลการสังเกต ประสาทสมั ผสั ท่ใี ช้
ข้อมลู เชงิ คุณภาพ
มีกลิ่น จมูก
ข้อมลู เชิงปรมิ าณ
ข้อมลู เก่ียวกับการเปล่ียนแปลง มรี สหวาน ลิ้น

ผวิ เรยี บและแข็ง ผวิ กาย เป็นรปู ทรงรี ผิวกาย

มีสีแดง ตา เม่ือตกกระทบพ้นื จะมเี สียง ตา

ดงั หู

หนกั ประมาณ 1.5 กรมั ผวิ กาย

ยาวประมาณ 1.5 เซนตเิ มตร ตา

นำลกู อมใส่ในแกว้ นำ้ ท่อี ุณหภูมหิ อ้ งลกู ตา

อม จะมีขนาดเล็กลงเรือ่ ยๆ และ

ละลายหายหมด ไปในเวลาประมาณ

10 นาที

จะเห็นได้ว่าการสังเกตเป็นทักษะที่สำคัญทั้งในการดำรงชีวิต การแก้ปัญหา และกระบวน
การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยการดำรงชวี ติ ประจำวันก็ใช้ทักษะการสงั เกต ในการมองเห็น
สิ่งของเครื่องใช้ เช่น จาน ชาม แก้วน้ำ การเดินผ่านสิ่งกีดขวาง เป็นต้น การสังเกตวัตถุและ
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติล้วนแต่ใช้ทักษะการสังเกตทั้งสิ้น โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู
จมูก ลิ้น ผิวกาย ใน การรับข้อมูลการสังเกต การสังเกตอาจจะใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนงึ่
หรือหลายอย่างในคราวเดียวกัน แต่การสังเกตที่ดีควรใช้ประสาทสัมผัสให้มากที่สุด ในการสังเกต
ปรากฏการณ์ใด ๆ หรือวัตถุใด ๆ เมื่อทราบผลการสังเกตแล้วให้บันทึกข้อมูลหรือบันทึกข้อค้นพบ
จากการสังเกตเพียงเฉพาะสิ่งที่สังเกตได้ ไม่เพิ่มเติมข้อคิดเห็นลงไปในการบันทึกข้อมูลการสังเกต
เพราะอาจจะทำให้ได้ข้อมูลที่เอนเอียงไม่เป็นข้อเท็จจริง อีกทั้งข้อมูลที่ได้จากการสังเกตภายใต้
ข้อจำกัดจากประสาทสัมผัสของมนุษย์อาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ก็เป็นที่ยอมรับได้
ตามข้อเท็จจรงิ และความสามารถในการรับรู้จากสถานการณน์ ้ัน

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 16

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

1.3 ขอบเขตการสังเกต
การสงั เกตดว้ ยประสาทสัมผัสทัง้ 5 อาจมขี ้อจำกัดของตัวบุคคล เชน่ สายตาสัน้ หตู ึง
หรอื ข้อจำกดั ทางธรรมชาตขิ องอวัยวะ เช่น มนุษยไ์ มส่ ามารถมองเห็นไวรสั ได้ด้วยตาเปลา่ การสังเกต
เพอื่ ให้ได้ขอ้ มูลท่ีเปน็ จริง เช่ือถอื ได้ จงึ จำเป็นต้องขยายขอบเขตประสาทสัมผัสเพ่ือ ลดขอ้ บกพร่อง
หรอื ความคลาดเคล่ือนจากการสงั เกต ดงั นี้

1.3.1 ใช้เครอื่ งมอื หรือเทคโนโลยีมาช่วยในการขยายขอบเขตของประสาทสัมผัส
เพ่ือเพ่มิ ประสิทธภิ าพและลดขอ้ บกพร่องการสงั เกตจากประสาทสัมผัสทง้ั 5 เช่น การใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์
หรือแว่นขยายส่องดูสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก หรือคนสายตาสั้นต้องใช้แว่นตาในการเพิ่มประสิทธิภาพ
การมองเห็น

1.3.2 สงั เกตซำ้ ๆ หลายๆ ครงั้ จะได้ขอ้ มูลท่ีมีความเทย่ี งตรงน่าเช่ือถอื มากทีส่ ุด
1.3.3 ใช้การสังเกตหลาย ๆ คน ในข้อมูลหรือเหตุการณ์เดียวกันข้อมูลจะมี
ความนา่ เชื่อถือมากข้ึน
1.4 หลักการสังเกต
1.4.1 การสังเกตควรใช้ประสาทสัมผัสหลาย ๆ อย่างเพื่อใหไ้ ดข้ ้อมูลเกี่ยวกับ
วัตถทุ ีส่ ังเกตให้มากที่สดุ การสงั เกตไมใ่ ชเ่ กดิ จากการดูเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามสงิ่ ที่ผู้สังเกตต้อง
ระมดั ระวังคอื ในการสงั เกตตอ้ งแน่ใจว่าวัตถุหรือสารน้ัน ไมเ่ ป็นพษิ หรืออันตราย เช่น ไม่ชิมวัตถุหรือ
สาร ถ้าไม่ทราบว่าวัตถุหรือสารนั้นเป็นพิษหรือไม่ และในการชิมนั้นจะใช้สารหรือวัตถปุ ริมาณเพียง
เลก็ นอ้ ยเทา่ นั้นแตะท่ีล้ิน
1.4.2 ไม่นำความคดิ เหน็ ผู้สังเกตลงไปในข้อมลู การสังเกต เนื่องจากการสังเกต
เป็นการบอกสมบตั ิหรอื ลกั ษณะของวตั ถหุ รือปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ โดยใช้ประสาทสมั ผสั ส่วนการลงความเห็น
เป็นการอธิบายผลของการสังเกต ดังน้ัน วิธีตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลจากการสังเกตหรือไม่ ต้องไม่ใช่
การอธบิ ายผลของการสังเกตและระบุทมี่ าของข้อมลู ว่าไดม้ าจากประสาทสมั ผสั ใด

ไปศกึ ษาทกั ษะการวัดกนั ค่ะ

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 17

ชุดฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

2. ทักษะการวัด
ขอ้ มลู ที่ไดม้ าจากการสงั เกตบางส่วนไดม้ าจากการใช้เคร่ืองมอื ท่เี ฉพาะที่ต้องทำการวัด

ค่าปริมาณที่แม่นยำ เพราะเป็นข้อมูลที่มนุษย์ไม่สามารถใช้ประสาทแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อหาข้อมูล
เหลา่ น้นั ได้ จึงจำเป็นต้องใชเ้ ครอ่ื งมือวดั เพื่อให้ไดข้ อ้ มูลท่ีถูกต้องควบคู่ไปกบั การสงั เกตปริมาณที่ได้จาก
การวัด (พัดตาวัน นาใจแก้ว, 2555 : 78) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการนำไปสู่ข้อสรุป
เกยี่ วกับหลกั การและกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ดงั นัน้ การวดั จึงเปน็ ทักษะ ทค่ี วามสำคัญมากอย่างหน่ึง
ในการศึกษาค้นควา้ ทางวทิ ยาศาสตร์

2.1 ความหมาย
การวดั หมายถงึ การเลอื กใช้เครื่องมอื และการใช้เครือ่ งมือน้ันทำการวดั หาปริมาณของ
ส่งิ ต่าง ๆ ออกมาเปน็ ตวั เลขที่แน่นอนเหมาะสมกบั สิ่งทวี่ ัด (นนั ทรัตน์ เครืออินทร์, 2556 : 7)
การวัด หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ได้
อย่างเหมาะสมถูกต้องโดยมีหน่วยกำกับเสมอ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,
2556 : 5)
การวัด หมายถึง การเลือกใช้เครื่องมอื และการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทำการวัดปริมาณ
ของส่งิ ต่าง ๆ ออกมาเปน็ ตัวเลขทแี่ น่นอนได้อย่างถกู ตอ้ ง และเหมาะสมกับส่งิ ที่วัด โดยมี หน่วยที่ใช้วัด
กำกบั สามารถอา่ นค่าทวี่ ดั ได้ถกู ตอ้ ง หรอื ใกลเ้ คยี งกับความเปน็ จรงิ แสดงวิธใี ชเ้ ครื่องมือวัดอย่างถูกต้อง
พร้อมทั้งบอกเหตุผลในการเลือกเครื่องมือ รวมทั้งระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้จากการวัดได้ (ประสาท
เนือ่ งเฉลิม, 2557 : 60-61)
การวัด หมายถึง การเลอื กใชเ้ ครอ่ื งมอื ในการวัดอย่างเหมาะสม และใชเ้ คร่ืองมือน้ันทำ
การวดั หาปรมิ าณของส่งิ ตา่ ง ๆ ออกมาเป็นตวั เลขท่ีแน่นอน โดยมีหนว่ ยวัดมาตรฐานกำกับเสมอ (ปราณี
โตยะบุตร, 2557 : 7)
ดังนั้น ทักษะการวัด หมายถึง ความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมือในการวัดหา
ปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมและอ่านค่า ที่ได้จากการวัดออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างถูกต้อง
รวดเร็วและใกล้เคียงกับความจรงิ โดยมีหน่วยกำกบั เสมอ
2.2 การเลือกเครื่องมอื วดั
การวัดเป็นกระบวนการในการใช้เครื่องมือเพื่อวัดปริมาณต่าง ๆ ที่ต้องการทราบค่า
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดปริมาณต่าง ๆ ในปัจจุบันมีจำนวนมาก ตั้งแต่เครื่องมอื ง่าย ๆ เช่น ตลับเมตร
ไม้บรรทัด เครื่องชั่ง ไปจนถึงเครื่องมือที่มีความซับซ้อนและราคาแพง ซึ่งปริมาณที่วัดได้จะมีความ
ถูกต้องแมน่ ยำเพยี งใดนั้น นอกจากจะขนึ้ กับคณุ ภาพของเครื่องมือวัดแล้ว ยงั ขึน้ กับทกั ษะในการเลอื ก

เล่มที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 18

ชุดฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

และการใช้เครื่องมือวัดอีกด้วย เช่น ในการวัดความกว้างหรือความยาวของห้องเรียน เราจะเลือกใช้
ไม้เมตรหรือตลับเมตรมากกว่าที่จะใช้ไม้บรรทัด ในทางตรงกันข้ามถ้าต้องการวัดความกว้างหรือ
ความยาวของหนังสือ ไมบ้ รรทัดจะเป็นเครื่องมอื ทเ่ี หมาะสมกว่าตลบั เมตร หรือไมเ้ มตร เปน็ ต้น

2.3 การอา่ นค่าจากเครื่องมอื วัด
ในการทดลองบางครง้ั อาจ ไมจ่ ำเปน็ ต้องวัดปริมาณต่าง ๆ โดยละเอียด เช่น ถ้าต้องการ
ทราบว่าสารชนิดหน่งึ เม่ือละลายนำ้ แล้วจะคายหรือดูดความร้อน การวัดปริมาณของสาร ปริมาตรของน้ำ
และอุณหภูมิในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องวัดโดยละเอียด เพราะการวัดปริมาณต่าง ๆ แมจ้ ะคลาดเคล่ือนไปบ้าง
ก็ยังทำให้สามารถสรุปได้ว่า สารนั้นเมื่อละลายน้ำแล้วดูดหรือคายความร้อน แต่ถ้าต้องการทราบว่า
ปริมาณสารหรือปริมาณความร้อนที่ดูดหรือคายออกมา มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เช่นนี้ จะต้องวัด
ปรมิ าณตา่ ง ๆ โดยละเอียด เช่น เครื่องชัง่ ทใ่ี ช้จะต้องเลือกใช้ทีช่ ัง่ ได้ ละเอยี ดถึง .01 หรือ 0001 กรัม เป็น
ต้น โดยทั่วไปแล้วเครื่องมือซึ่งมีความละเอียดในการวัดมากก็จะมีความยุ่งยากในการใช้และมีราคาแพง
ถ้าจุดมุ่งหมายของการวัดไม่ต้องการทราบค่าโดยละเอียดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้เครื่องมือที่มีความ
ยงุ่ ยากในการใช้และมีราคาแพงน้ันค่าที่ได้จากเคร่ืองมอื วัด ดังภาพที่ 1.1 ทุกคนอ่านค่าได้ตรงกนั วา่ วตั ถุมี
ความยาว 1 เซนติเมตร แต่เศษเท่าใดนั้น แต่ละคนอาจประมาณได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจอ่านได้เป็น 1.3
เซนตเิ มตร ในขณะท่อี ีกคนหน่งึ อาจอ่านได้เปน็ 1.2 เซนติเมตร เปน็ ต้น

2.3.1 การอา่ นคา่ จากเคร่ืองมอื โดยตรงไม่ตอ้ งคำนวณ เคร่อื งมอื วดั โดยทั่วไปมี
ทง้ั แบบขีดสเกลและแบบตัวเลข ถา้ เคร่อื งมือวดั ทเ่ี ปน็ ตวั เลขการอ่านค่าจะสะดวกคือ ค่าท่อี ่านได้จะเป็น
ตัวเลข เวลาบนั ทกึ ข้อมลู สามารถอา่ นค่าจากตวั เลขไดโ้ ดยตรง แล้วตามด้วยหน่วยของการวดั

แตก่ ารอา่ นค่าจากเคร่อื งมอื วัดที่เป็นสเกลนนั้ ถงึ แมจ้ ะใช้เครือ่ งมือชนิดเดียวกัน
ถ้าไม่ใช่บุคคลเดิมที่วัดค่า ค่าที่วัดได้อาจไม่เท่าเดิม โดยเฉพาะค่าที่อ่านเป็นทศนิยมแต่ละคนอาจใส่
จำนวนทศนยิ มไมเ่ ท่ากัน เชน่ การอา่ นค่าทไ่ี ด้จากเครื่องมือวัด ดังภาพที่ 1.1 ทุกคนอา่ นค่าได้ตรงกันว่า
วัตถุมีความยาว 1 เซนติเมตร แต่เศษเท่าใดนั้น แต่ละคนอาจประมาณได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจอ่านได้
เป็น 1.3 เซนตเิ มตร ในขณะทอ่ี ีกคนหน่ึงอาจอา่ นได้เปน็ 1.2 เซนตเิ มตร เปน็ ต้น

เล่มที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 19

ชดุ ฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

1 เลขจากการอ่านคา่ 0.3 เลขจากการประมาณค่า เลขนัยสำคญั 2 ตำแหนง่

ภาพที่ 1.1 การอ่านจากเครอื่ งมือวดั ท่มี คี วามละเอียด 0.1 หน่วย
ท่มี า : ทพิ ยอ์ บุ ล ทพิ เลิศ, 2560 : 9

ในการอ่านค่าเครื่องมือวัดที่เป็นแบบขีดสเกลก่อนอื่น ต้องทราบค่าละเอียดที่สุด
ที่เครื่องมือวัดนั้นสามารถอ่านค่าได้ แล้วประมาณค่าในตำแหน่งถัดไป เพื่อให้ได้ผลการวดั ที่เป็นจริง
มากที่สุด ตามปกติการอ่านค่าที่ได้จากการวัดนักวิทยาศาสตร์จะอ่านถึงทศนิยมหนึ่งตำแหน่งของ
หน่วยย่อยที่สุดของเครื่องมือวัดนั้น เช่น จากภาพที่ 1.1 ไม้บรรทัดนี้มีสเกลเล็กที่สุดเท่ากับ
1 เซนติเมตร จึงสามารถอ่านค่าได้ละเอียดที่สุดเพียงหน่วยเซนติเมตรเท่านั้น จากนั้นประมาณค่า
ตวั เลขทศนยิ มตำแหนง่ ท่ี 1 จะอา่ นถงึ ทศนิยม 1 ตำแหน่งของเซนตเิ มตร ถ้าอา่ นความยาวได้เท่ากบั 1
เซนติเมตร ถือว่าอ่านไม่ละเอียดพอ แต่ถ้าอ่านเป็นทศนิยมสองตำแหน่งของเซนติเมตร เช่น 1.25
เซนติเมตร ถือว่าอ่านเกินความละเอียดที่เครื่องมือจะวดั ได้ เป็นการอา่ นที่ไม่ถูกตอ้ งเพราะเคร่อื งมือ
วดั ตามภาพที่ 1.1 มีความละเอียดในการวดั เป็น 0.1 หรือหนึง่ ในสิบของเซนติเมตรเทา่ น้นั

ถ้าเปลี่ยนไมบ้ รรทดั ที่ใช้วัดใหม้ ีการแบง่ สเกลละเอียดกว่านี้ จะส่งผลต่อค่าท่ีวัดด้วย ส่วน
การหาค่าทีไ่ ดจ้ ากการวัด เช่น เคร่ืองมอื ทีแ่ สดงในภาพที่ 1.2 นัน้ ไมบ้ รรทดั นีม้ ีสเกลเลก็ ทส่ี ุดเทา่ กับ 1
มิลลิเมตร หรือ 0.1 เซนติเมตร ค่าละเอียดที่สุดที่สามารถอ่านได้คือทศนิยม ตำแหน่งที่ 1 ของ
เซนติเมตร และประมาณค่าตัวเลขหลังทศนิยมตำแหน่งที่ 2 ถ้าอ่านความยาวได้ เท่ากับ 1.3
เซนติเมตรถือว่าอ่านไม่ละเอียดพอ แต่ถ้าอ่านเป็น 1.355 เซนติเมตร ถือว่าอ่านเกินความละเอียดท่ี
เครื่องมือจะวัดได้ เป็นการอ่านที่ไม่ถูกต้องเพราะเครื่องมือวัดตามภาพด้านล่าง มีความละเอียด
ในการวดั เป็น 0.01 คา่ ทอี่ า่ นท่ีเหมาะสม คือ 1.33 หรอื 1.34 หรือ 1.35 เซนตเิ มตร

เลม่ ท่ี 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 20

ชดุ ฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ภาพที่ 1.2 การอ่านจากเครอื่ งมอื วดั ที่มคี วามละเอียด 0.01 หนว่ ย
ทม่ี า : ทพิ ย์อบุ ล ทพิ เลิศ, 2560 : 10

2.3.2 การอ่านค่าจากเครื่องมือโดยต้องคำนวณ บางครั้งไม่อาจอ่านได้จาก
เครื่องมอื โดยตรงตอ้ งวัดปรมิ าณมลู ฐานแลว้ นำปรมิ าณมูลฐานนั้นมาคดิ คำนวณต่อไป ทกั ษะในการวัด
จงึ รวมไปถึงการคำนวณหาปริมาณอนุพันธจ์ ากปริมาณมูลฐานทีว่ ัดไดด้ ว้ ย

ในการวัดปริมาณต่างๆ จะต้องมีค่ามาตรฐานในการวัด หรือหน่วยมาตรฐาน
(Standard units) ไวใ้ ชก้ ำหนดค่าของปรมิ าณนน้ั ๆ องค์กรระหวา่ งชาติเพ่ือการมาตรฐาน (International
Organization for Standardization : ISO ) จึงได้กำหนดระบบหน่วยมาตรฐานท่ี เรียกวา่ ระบบหน่วย
ระหว่างชาติ หรือระบบเอสไอ (System International Unit: SI) ให้ทุกประเทศ ใช้เป็นมาตรฐาน
เดยี วกนั ซง่ึ หน่วยวัดระบบเอสไอ (SD) ประกอบด้วย

1) หนว่ ยมูลฐาน (Base units) เป็นหนว่ ยการวัดพ้ืนฐานของหน่วยวัดอนื่ ๆ
ทง้ั หมด ซ่ึงสามารถสอบกลับได้ (Traceability) หนว่ ยมลู ฐานมที ัง้ 7 หนว่ ย แสดงดังตารางที่ 1.3

ตารางที่ 1.3 หน่วยมลู ฐานในระบบเอสไอ

ปรมิ าณมูลฐาน หนว่ ยมูลฐาน สญั ลักษณ์
ความยาว เมตร M
มวล กิโลกรัม Kg
เวลา วินาที S
ปริมาณสาร โมล Mol
อณุ หภมู ิ เคลวนิ K
กระแสไฟฟา้ แอมแปร์ A
ความเขม้ ของการสอ่ งสวา่ ง Cd
แคนเดลา

เลม่ ท่ี 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 21

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

2) หนว่ ยอนพุ นั ธ์ (Derived units) เปน็ หนว่ ยซ่ึงมหี นว่ ยมูลฐานหลายหน่วย
มาเก่ยี วขอ้ งสัมพันธก์ ัน เชน่ ความเรว็ มีหนว่ ยเป็นเมตร/วนิ าที ซึ่งมเี มตรและวนิ าที เป็นหนว่ ยมูลฐาน
ตวั อย่างหนว่ ยอนพุ นั ธ์ แสดงดังตารางท่ี 1.4

ตารางที่ 1.4 ตัวอยา่ งหน่วยอนพุ นั ธใ์ นระบบเอสไอ

ปรมิ าณอนพุ นั ธ์ หน่วยมลู ฐานอนพุ นั ธ์ สญั ลักษณ์ หน่วยอนโุ ลมท่ีใหใ้ ช้ สัญลักษณ์
cm2
พ้นื ที่ ตารางเมตร m 2 ตารางเซนติเมตร cm3
g/cm3
ปริมาตร ลกู บาศกเ์ มตร m3 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร W/A
V/A
ความหนาแนน่ กิโลกรัม/ลกู บาศก์เมตร kg/m3 กรมั /ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร -
N-m/s
ความตา่ งศักย์ โวลต์ V วตั ต/์ แอมแปร์

ความตา้ นทาน โอห์ม Ω โวลต์/แอมแปร์

ความเร็ว เมตร/วินาที m/s -

กำลงั วัตต์ W นวิ ตนั -เมตร/วนิ าที

3) คำนำหนา้ หนว่ ย หรอื คำอปุ สรรค (Prefixes) เป็นตวั เลขที่อยู่ข้างหน้า
หน่วยฐาน หรือหน่วยอนพุ ันธท์ ี่มากหรอื น้อยเกินไป ด้วยการเปลี่ยนเปน็ รูปตัวเลขคูณด้วยตัวพหุคณู
(ตวั เลขคณู ดว้ ยสิบยกกำลงั ) เปน็ บวกหรอื เป็นลบกไ็ ด้ เช่น ระยะทาง 0.004 เมตร เขยี นเป็น 4 x 10-3
เมตร ตัวพหุคูณ 10-3 แทนด้วยคำอุปสรรค มิลลิ (m) ดังน้ัน ระยะทาง 0.04 เมตร อาจเขียน ได้ว่า
4 มิลลเิ มตร ตัวอย่างคำอปุ สรรคทใ่ี ชแ้ ทนตวั พหุคูณและสญั ลักษณ์ แสดงดังตารางที่ 1.5

ตารางที่ 1.5 ตัวอย่างคำอุปสรรคในระบบเอสไอ

ตวั คณู คำทีใ่ ช้นำหน้า สญั ลกั ษณ์ ตวั คณู คำที่ใชน้ ำหนา้ สญั ลกั ษณ์

106 เมกะ (Mega) M 10-6 ไมโคร (Micro) µ

103 กิโล (Kilo) K 10-3 มิลลิ (Milli) M

102 เฮคโต (Hecto) H 10-2 เซนติ(Centi) C

101 เดคะ (Deka) Da 10-1 เดซิ (Deci) D

เล่มที่ 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 22

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

การแสดงความเที่ยงตรงของผลของการวัดที่ได้จากการวัด โดยตรงหรือผลที่คำนวณมา
จากผลของการวัดจะใช้ค่าที่เรียกว่า เลขนัยสำคัญ (Significant figure) ซึ่งประกอบด้วย ตัวเลขที่แสดง
ความแนน่ อนรวมกบั ตัวเลขทแี่ สดงความไม่แน่นอน (พัดตาวัน นาใจแก้ว, 2555 : 81) โดยเลขนัยสำคัญ จะ
มคี วามสมั พันธ์กับความละเอียดของเครือ่ งมือวัด หากเครอื่ งมอื วดั มีความละเอียดสงู ค่าที่ได้จากการวัดจะ
มีจำนวนเลขนัยสำคัญมากเช่นกัน ความเท่ียงตรงของผลการวัดก็จะมีมากตามไปด้วย หลกั การนับจำนวน
หรือตำแหนง่ ของเลขนยั สำคัญ แสดงดงั ตารางท่ี 1.6

ตารางท่ี 1.6 หลักการนับจำนวนหรือตำแหนง่ ของเลขนยั สำคญั

หลกั การ ตวั อย่าง จำนวนเลขนัยสำคัญ
1.ตัวเลขทไ่ี มม่ ีเลขศนู ย์ ตัวเลขท้ังหมด 3
นับเป็นเลขนัยสำคัญ 11.4 3
2. เลขศนู ยท์ ่อี ย่หู น้าตัวเลขอ่นื ๆ ไม่นับเป็น 123 4
เลขนยั สำคญั 0.00435 4
3. เลขศูนย์ท่ีอยูห่ ลัง หรือระหว่างตวั เลขอ่นื 12 3 3
นับเป็น เลขนัยสำคญั 250.0 3
12 3 4
4. เลขยกกำลังฐาน 10 ใหน้ บั เฉพาะส่วนท่ี 0.2001
เป็นตวั เลขไม่นับตรงเลขยกกำลังฐาน 10 1234
5. จำนวนท่ีมคี า่ นอ้ ยมากๆ หรอื ใหญ่มากๆ 3.04 x 1023
นยิ มเขียนในรูปสัญกรณว์ ทิ ยาศาสตร์กอ่ น 123
นับเลขนัยสำคญั 3,430,000 =3.43 x 106
123

ไปศกึ ษาทกั ษะการจำแนกกันค่ะ

เล่มท่ี 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 23

ชุดฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

3. ทักษะการจำแนกประเภท
การจำแนกประเภทเป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นพนื้ ฐานท่ีสำคัญยงิ่ อย่างหน่ึง
เนื่องจากประโยชน์ของการจำแนกประเภทสิ่งต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่ ทำให้เกิด ความสะดวก
ในการศึกษาค้นควา้ เช่น การจำแนกสงิ่ มีชีวติ ออกเป็นอาณาจกั ร (Kingdom) ไฟลมั (Phylum) คลาส
(Class) ออร์เดอร์ (Order) แฟมิลี (Family) จีนัส (Genus) สปีชีส์ (Species) ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งท่ี
แสดงให้เห็นถึงความพยายามของนกั ชีววิทยาในการจัดแบ่งสิ่งมชี ีวติ ออกเป็น หมวดหมู่ การจำแนก
ประเภท ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่สามารถนำไปใช้ใน สาขาวิชาอื่น เช่น
ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ หรอื วิชาอ่นื ๆ และในชวี ติ ประจำวนั เช่น การจัดแยก สง่ิ ของภายในบ้าน
ตามประโยชน์ใชส้ อย จำแนกแผนกสนิ คา้ ในห้างสรรพสินคา้ เป็นเสื้อผา้ เดก็ เสื้อผ้าผู้ใหญ่ เปน็ ตน้

3.1 ความหมาย
การจำแนกประเภท หมายถึง การจำแนกหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งของที่อยู่ใน
ปรากฏการณต์ ่าง ๆ ออกเปน็ กลุ่ม โดยอาจพิจารณาจากความเหมือนความแตกต่างหรอื ความสัมพันธ์
ของส่ิงน้ัน ๆ (พดั ตาวัน นาใจแกว้ , 2555 : 86)
การจำแนกประเภท หมายถึง การแบ่งพวก หรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ใน
ปรากฏการณ์ โดยใช้เกณฑ์ความเหมือน ความต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (สถาบัน
สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2556 : 5)
การจำแนกประเภท หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่มีอยู่ใน
ปรากฏการณ์ โดยมีเกณฑ์ในการจัดจำแนก เกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ความเหมือน ความแตกต่างหรือ
ความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนี้แล้ว ได้แก่ การแบ่งพวก
ของส่ิงตา่ ง ๆ จากเกณฑ์ที่ผูอ้ น่ื กำหนดใหไ้ ด้ สามารถเรยี งลำดบั สิง่ ของดว้ ยเกณฑ์ของตัวเองพร้อมกับ
บอกไดว้ า่ ผ้อู ่ืนแบ่งพวกของสงิ่ นน้ั โดยใช้อะไรเป็นเกณฑ์ (ประสาท เนื่องเฉลิม, 2557 : 64)
การจำแนกประเภท หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่มีอยู่ใน
ปรากฏการณ์โดยมีเกณฑ์ และเกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์
อย่างใดอย่างหนึง่ ก็ได้ (นันทรตั น์ เครืออนิ ทร์, 2556:7)
ดงั นั้น ทกั ษะการจำแนกประเภท หมายถึง ความสามารถในการแบง่ พวกหรือเรียง
ลำดับวัตถุ หรือเหตุการณ์ออกเป็นหมวดหมูโ่ ดยใช้เกณฑ์ในการจัดจำแนก ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าว อาจใช้
ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วจัดสิ่งที่มีคุณสมบัติ
บางประการร่วมกันให้อยู่ในกล่มุ เดียวกัน

เล่มท่ี 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 24

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

3.2 เกณฑก์ ารจำแนกประเภท
การจัดจำแนกวัตถหุ รือสิ่งใด ๆ ออกเป็นหมวดหมนู่ ้นั เรม่ิ ต้นด้วยการตั้งเกณฑ์ข้ึนมา
ซงึ่ เกณฑด์ งั กลา่ วอาจใชค้ วามเหมอื น ความแตกต่าง หรือความสมั พันธอ์ ย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วใช้
เกณฑ์นน้ั แบ่งวัตถุออกเปน็ กลุม่ ยอ่ ย ๆ โดยท่วั ไปแล้วมักเลือกเกณฑ์ท่ีทำใหว้ ัตถุแบ่ง ออกเป็น 2 กลุ่ม
หลกั ๆ ก่อน แลว้ จึงคอ่ ยเลือกเกณฑ์อ่นื แบง่ กลุ่มหลกั น้ันออกเปน็ กลุ่มยอ่ ยไปอกี เช่น นักชีววิทยาใช้
กระดูกสันหลงั เปน็ เกณฑ์ในการจำแนกสัตว์ออกเป็นสัตวม์ ีกระดูกสนั หลงั และสัตวไ์ ม่มีกระดูกสันหลัง
แล้วจึงใช้เกณฑ์ย่อยอื่น ๆ แบ่งกลุ่มสัตว์ดังกล่าวออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เช่น ใช้อุณหภูมิร่างกาย
ในการจำแนกสัตว์มีกระดูกสันหลังออกเป็นสัตว์เลือดเย็นและเลือดอุ่น และใช้ ลักษณะลำตัว
ในการจำแนกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังออกเป็น พวกลำตัวเป็นโพรง ลำตัวคล้าย หนอน และพวกมี
เปลอื กแข็งหมุ้ ดงั แผนผังที่ 1.1
แตถ่ ้าเราเปลี่ยนเกณฑ์การจำแนก ก็จะสามารถแบ่งกลมุ่ สัตวน์ ัน้ ได้อีกแบบหนึ่ง เช่น
ถ้าใชข้ าเป็นเกณฑ์ กจ็ ะแบ่งกลมุ่ สตั วต์ ่าง ๆ เหล่าน้ันไดต้ ง้ั แผนผังที่ 1.2 ดังนน้ั การจำแนกประเภท ถา้
ใช้เกณฑท์ ีต่ ่างกันหมวดหมขู่ องวัตถุหรือสิง่ ต่าง ๆ ในแต่ละกลุ่มก็จะแตกตา่ งกันดว้ ย

เล่มที่ 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 25

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 26

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 27

ชุดฝกึ อบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ไปศึกษาทกั ษะการหาความสัมพนธ์ระหว่างสเปส และสเปสกบั เวลากันคะ่

4. ทกั ษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส และสเปสกบั เวลา
การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา ถือเป็นทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญยิ่งทักษะหน่ึง เนื่องจากการบอกตำแหน่งหรอื อธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวและ
ข้อมูลตา่ งๆ หากเราทราบความสัมพันธ์ของส่งิ ดงั กล่าวนน้ั ย่อมสง่ ผลให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์ถูกต้อง
และนา่ เชื่อถอื มากยงิ่ ขึน้

4.1 ความหมาย
สเปส (Space) หมายถึง ที่ว่าง ส่วนคำว่า สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างที่วัตถุนั้น
ครอบครองอยู่ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกบั วัตถุนั้น โดยทั่วไปสเปสของวัตถุมีลักษณะเป็น 3 มิติ ได้แก่
ความกว้าง ความยาวและความสูงหรือหนา
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา หมายถึง ความสามารถในการหาความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งรูป 2 มิติ และ 3 มิติ ความสามารถในการระบรุ ูปทรง ขนาด ตำแหน่ง และทศิ ทาง การเคลื่อนที่
ของวตั ถุทเ่ี วลาตา่ ง ๆ เชน่ ความสัมพันธ์ระหวา่ งขนาดของนำ้ แขง็ ที่เปลี่ยนแปลงไปในเวลาตา่ ง ๆ เป็นต้น
(พัดตาวนั นาใจแก้ว, 2555 : 89)
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกบั สเปส หมายถงึ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง 3 มิติ กบั 2 มิติ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหน่ึงกับอีกวัตถุหนง่ึ (คงศักดิ์ วัฒนโชติ, 2558)ทักษะการ
หาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา หมายถึง ความสามารถในการหา
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งรูป 2 มติ ิ และรปู 3 มติ ิ และความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งตำแหนง่ ทอี่ ยู่ของวัตถุหน่ึงกับ
วตั ถอุ ีกชนิดหนงึ่ รวมไปถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการเปลี่ยนตำแหน่งทีอ่ ยูก่ บั เวลา ขนาด รปู ทรง หรือ
ทิศทางของวตั ถใุ นเวลาทีต่ า่ งกนั (ทพิ ย์อุบล ทพิ เลิศ, 2560 : 17)
ดังนั้น ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส สเปสกับเวลา หมายถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรง 1 มิติ 2 มิติ และ 3 มิติ รวมทั้งความสามารถในการระบุรูปทรง ขนาด
ตำแหน่งและ ทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เวลาต่าง ๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของสัตว์ที่
เจริญเตบิ โตในเวลาตา่ ง ๆ ตำแหน่งของรถยนตท์ ีเ่ คล่อื นท่ี ในเวลาตา่ ง ๆ เปน็ ต้น

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 28

ชดุ ฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

4.2 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งรปู 2 มิติ และ 3 มติ ิ
รูป 2 มติ ิ เปน็ รูปทมี่ เี พยี ง 2 ด้าน ได้แก่ ดา้ นกว้าง ด้านยาว ซึ่งมีรูปร่างและช่ือเรียก
ทหี่ ลากหลาย เชน่ รปู วงกลม รปู สามเหลย่ี ม รปู สีเ่ หลย่ี มจตั รุ ัส รูปห้าเหลย่ี ม เป็นตน้ หากเราหมุนรูป
2 มติ ิ รอบแกนใดแกนหนึง่ จะสง่ ผลให้เกดิ เป็นรปู 3 มิติ เชน่ หมนุ รปู วงกลมรอบแกน แนวต้งั จะทำให้
เกิดทรงกลม เปน็ ต้น ซึ่งรปู 3 มิติ ท่ีเกดิ ขน้ึ จะมรี ปู ทรงเปน็ อย่างไรน้นั ขึ้นอยกู่ บั รปู รา่ งของรูป 2 มิติ
และแนวแกนทใี่ ชใ้ นการหมนุ ดังน้นั รปู 3 มติ ิ จึงเปน็ รปู ทมี่ ี 3 ดา้ น ได้แก่ ดา้ นกว้าง ดา้ นยาว ดา้ นสงู
หรอื หนา เช่น ทรงกลม ทรงปิรามิดฐานสามเหลีย่ ม รูปปริซึม ฐานสามเหลี่ยม ทรงกระบอก รูปกรวย
เป็นต้น

ภาพที่ 1.3 รูป 2 มิติ และรูป 3 มิติ
ทมี่ า : ทิพยอ์ บุ ล ทิพเลิศ, 2560 : 17

4.3 เสน้ สมมาตรและระนาบสมมาตร
เส้นสมมาตร เป็นเส้นที่ลากผ่านเพื่อแบ่งครึ่งรูป 2 มิติ ให้ได้ 2 ส่วนเท่ากัน
โดยเมื่อพับภาพทั้ง 2 ส่วนประกบกัน ภาพนั้นต้องซ้อนกันสนิท รูป 2 มิติ บางรูปอาจมีเส้นสมมาตร
หลายเส้นหรอื ไม่มีเลยก็ได้

ภาพที่ 1.4 เส้นสมมาตรของรูป 2 มิติ ต่าง ๆ หนา้ 29
ทม่ี า : ทิพยอ์ บุ ล ทิพเลิศ, 2560 : 18

เลม่ ท่ี 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ระนาบสมมาตร สำหรบั รูป 3 มติ ิ การพจิ ารณาลักษณะสมมาตรจะพจิ ารณาเทยี บกับระนาบ
ระนาบที่แบ่งรูป 3 มิติ ออกเป็น 2 ส่วน แล้วได้รูปซึ่งเป็นภาพในกระจกเงาซึ่งกันและกัน กล่าวคือ
ถ้าตัดแบ่งวัตถุเป็น 2 ส่วน ตามแนวระนาบ แล้วนำส่วนหนึ่งไปวางไว้บนกระจกเงา ถ้าภาพที่เกิดข้ึน
เหมือนกบั ส่วนทเี่ หลือ ระนาบนนั้ เรียกวา่ ระนาบสมมาตร

ภาพท่ี 1.5 ระนาบสมมาตร
ท่มี า : ทวีศกั ดิ์ จนิ ดานรุ กั ษ์ และ ธงชัย ชวิ ปรชี า, ม.ป.ป.

4.4 รปู ตัดของรูปทรง 3 มิติ
เม่อื ตดั รปู ทรง 3 มติ ิ ด้วยระนาบในแนวต่างๆ รูปที่ไดจ้ ากรอยตัดเม่ือมองตั้งฉากกับ
ระนาบที่ตัดเรียกรูปตัด (ทวีศกั ด์ิ จนิ ดานรุ กั ษ์ และธงชัย ชวิ ปรชี า, ม.ป.ป.) เช่น วตั ถุทรงกระบอกต้ัง
ตามภาพที่ 1.6 เมื่อตดั ดว้ ยระนาบในแนวระดับรปู ตัดจะเปน็ วงกลม ถา้ ตัดตามแนวด่งิ จะได้รูปตัดเป็น
ส่ีเหล่ียมผืนผา้ ถา้ ตดั เอียงจะได้รปู ตัดเป็นรปู วงรี

ภาพที่ 1.6 ภาพตัดระนาบรปู ทรง 3 มิติ หน้า 30
ทมี่ า : ทิพย์อบุ ล ทิพเลิศ, 2560 : 19

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ชดุ ฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

4.5 รปู ฉายของรูปทรง 3 มิติ
เม่ือฉายไฟไปยังวัตถทุ รง 3 มิติ อันหนึง่ ในทศิ ตา่ ง ๆ กนั จะเกดิ เงาบนฉากท่ีมีรูปร่าง
ตา่ ง ๆ กนั ถา้ ฉายไฟในแนวดิง่ หรอื แนวระดับและฉากท่ตี ้งั รับอยูใ่ นระนาบก่งิ หรือระนาบ ระดับเรียก
เงาของวัตถุที่ปรากฏบนฉากนั้นว่า รูปฉาย (ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ และธงชัย ชิวปรีชา, ม.ป.ป.)
หากฉายไฟจากด้านหน้าวตั ถุ 3 มติ ิ เรยี กเงาท่เี กดิ วา่ รปู ฉายด้านหนา้ ฉายจากดา้ นหลงั เรยี ก เงาที่เกิด
ว่ารปู ฉายดา้ นหลงั และหากฉายไฟจากดา้ นบนวัตถุ 3 มิติ เรยี กเงาทีเ่ กิดว่า รปู ฉายดา้ นบน

ภาพท่ี 1.7 รปู ฉายของวตั ถุ 3 มิติ
ท่ีมา : ทวีศักดิ์ จินดานรุ ักษ์ และธงชัย ชวิ ปรชี า, ม.ป.ป.

4.6 การเคล่ือนท่ีของวตั ถเุ ม่อื เทียบกับสง่ิ อา้ งองิ
การหาตำแหน่ง ระยะทาง ความเร็ว ปรมิ าณวตั ถุ และทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ
จัดเปน็ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสเปสและเวลา ในการหาส่ิงดังกล่าวจะต้องเทียบกับสงิ่ อา้ งองิ ซึ่งอาจจะ
เป็นวัตถุใด ๆ หรือตัวเองก็ได้ เมื่อสิ่งอ้างอิงเปลี่ยนไปตำแหน่งระยะทาง ความเร็ว ปริมาณ วัตถุและ
ทิศทางของวัตถกุ ็จะเปล่ียนไปดว้ ย เช่น เดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ระยะทาง 10 กโิ ลเมตร ใช้เวลา
10 นาที เมื่อขบั รถด้วยความเร็ว 60 กโิ ลเมตร/ชัว่ โมง โดยใช้ตัวเองซึ่งเดนิ ทาง จากบ้านเป็นส่ิงอ้างอิง
แต่หากเปลี่ยนสงิ่ อ้างอิงมาใช้ปมั้ น้ำมนั ซึง่ ระยะทางใกลโ้ รงเรยี นมากกว่าบา้ นคร่งึ หนึ่งจะใช้เวลาเดินทาง
น้อยกวา่ เดมิ คอื 5 นาที หากใช้ความเรว็ รถเท่าเดมิ เปน็ ตน้

ไปศึกษาทักษะการคำนวณกันค่ะ

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 31

ชดุ ฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

5. ทักษะการคำนวณ
การคำนวณและการใช้ตัวเลข ส่วนใหญ่สอนและเรียนกันในวิชาคณิตศาสตร์ แล้วนำมาใช้ในวิชา
วิทยาศาสตร์เพ่อื ช่วยในการแก้ปญั หาหรือค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เน่อื งจาก เม่ือนำตัวเลขที่ได้จาก
การสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งต่าง ๆ มาคำนวณด้วยการบวก ลบ คณู หรอื หาร จะทำให้ค่าทไ่ี ด้มี
ความหมายยิ่งขึ้นอันเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง ดังนั้น การสอน
ทักษะการคำนวณต้องให้ผู้เรียนตระหนักว่า การคำนวณเป็นทักษะที่สำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ ยังต้องใหผ้ เู้ รยี นทบทวนและฝึก การคำนวณในเรื่องท่ีเป็นพืน้ ฐาน ที่ใชเ้ ป็นประจำในการค้นคว้าหา
ความร้ทู างวิทยาศาสตร์อีกดว้ ย

5.1 ความหมาย
การคำนวณ หมายถงึ การใชต้ ัวเลขแสดงจำนวนท่ีนบั ได้ การตดั สนิ ว่าสิ่งของในแต่ละกลุ่มมี
จำนวนเทา่ กันหรอื ต่างกนั นำมาทำการ บวก ลบ คณู หาร หาคา่ เฉล่ีย หรอื จดั กระทำกบั ตัวเลขทแี่ สดงปริมาณ
ของสง่ิ ใดส่ิงหน่ึง ซงึ่ ไดจ้ ากการวัด การทดลอง ทำใหส้ ือ่ ความหมายของข้อมลู ได้
ตรงตามท่ีตอ้ งการและชดั เจนยิ่งขน้ึ (พัดตาวัน นาใจแกว้ , 2555 : 84 )
การคำนวณ หมายถงึ การนบั จำนวนของวัตถุและการนำตัวเลขที่แสดงจำนวนนับท่ีได้มาคิด
คำนวณ โดยการบวก ลบ คูณ หาร และการหาค่าเฉลยี่ (นันทรัตน์ เครอื อนิ ทร์, 2556 : 7 )
การคำนวณ หมายถึง การนับจำนวนของวัตถแุ ละการนำตัวเลขที่แสดงจำนวนที่นับได้มาคิด
คำนวณ โดยการบวก ลบ คณู หาร และการหาคา่ เฉลย่ี (ประสาท เนือ่ งเฉลิม, 2557 : 64)
การคำนวณ หมายถงึ การนับจำนวนตัวเลขของวัตถุและการนำจำนวนตัวเลขท่ีแสดงจำนวน
ทีน่ บั ได้มาคิดคำนวณ โดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลยี่ (คงศักด์ิ วัฒนโชต,ิ 2558 : 20)
ดังนั้น ทักษะการคำนวณ หรือการใช้ตัวเลข หมายถึง ความสามารถในการนำค่าที่ได้จาก
การวดั และการนับ มาคำนวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หาคา่ เฉลี่ย หรือวิธกี ารคำนวณอนื่ ๆ
5.2 การคำนวณกับเลขนัยสำคัญ
เมื่อนำปรมิ าณหรือตัวเลขที่ไดจ้ ากการวัดหรือการนับ มาคำนวณ ไม่ว่าจะเป็นบวก ลบคูณ
หรือหาร ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องรายงานให้สอดคลอ้ งกับความละเอยี ดของเครื่องมือวัด หรือจำนวนเลขนัยสำคัญ
ของปรมิ าณทีน่ ำมาคำนวณดว้ ย (พัดตาวนั นาใจแกว้ , 2555 : 84)

5.2.1 การบวกและลบตัวเลขที่ได้จากการวัด หรือการนับผลลัพธ์ที่ได้จะมีความ
ละเอียดเท่ากับความละเอียดของปริมาณทีม่ คี วามละเอียดน้อยที่สุด เช่น 6.5 เซนติเมตร + 10.18 เซนติเมตร
ปริมาณ 6.5 มีความละเอียดในการวัดคือทศนิยม 1 ตำแหน่ง 10.18 มีความละเอียดในการวัด คือ ทศนิยม 2
ตำแหน่ง ผลการคำนวณไดค้ ่าทม่ี ที ศนยิ ม 1 ตำแหน่ง คอื 16.7 เซนติเมตร ไม่ใช่ 16.68 เซนตเิ มตร เปน็ ตน้

เลม่ ท่ี 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 32

ชุดฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

5.2.2 การคณู และหารปรมิ าณทไ่ี ดจ้ ากการวัดหรือการนับ ผลลพั ธท์ ไี่ ด้จะมีเลข
นัยสำคัญเท่ากับจำนวนเลขนัยสำคัญของปริมาณที่มีเลขนัยสำคัญน้อยที่สุด เช่น 6.5 เซนติเมตร x
10.18 เซนติเมตร เท่ากับ 66 เซนติเมตร2 ไม่ใช่ 66,17 เซนติเมตร2 เพราะ 6.5 เซนติเมตร2
มเี ลขนัยสำคัญ 2 ตัว ผลลพั ธ์จงึ เปน็ 66 เซนตเิ มตร2

5.3 ผลลัพธ์ท่ไี ด้จากการคำนวณกับเลขนยั สำคัญ
เมื่อผลลพั ธท์ ่ีได้จากการคำนวณมตี ัวเลขทศนิยมหลายตำแหนง่ จำเปน็ ตอ้ งตดั ตัวเลข
ทศนิยมตำแหน่งที่เกินออกไป โดยใช้การปัดเศษ (Rounding off) ซึ่งเริ่มจากการหาตัวเลขตำแหน่ง
สดุ ท้ายของเลขนยั สำคญั ท่ีต้องการ แล้วปดั เศษตัวเลขทศนยิ มตำแหน่งถดั ไปทางขวา โดยใช้หลักตอ่ ไปนี้

5.3.1 ถา้ ตวั เลขทอี่ ย่ถู ัดจากตัวเลขทต่ี อ้ งการปัดเศษต่ำกว่า 5 ใหป้ ัดลง โดยตัด
ตัวเลขนัน้ ออกไป ส่วนตัวเลขสุดท้ายของตำแหน่งทต่ี ้องการยงั คงเปน็ ตวั เลขเดมิ

5.3.2 ถ้าตัวเลขที่อยู่ถัดจากตัวเลขที่ต้องการปัดเศษมีค่ามากกว่า 5 ให้ปัดข้ึน
โดยตดั ตวั เลขน้นั ออกไป และเพ่ิมคา่ ของตวั เลขสุดท้ายของตำแหนง่ ท่ตี ้องการอกี 1

5.3.3 ถ้าตวั เลขท่อี ยถู่ ัดจากตัวเลขที่ต้องการปดั เศษมีค่าเท่ากบั 5 ให้พิจารณา
ตวั เลขสดุ ท้ายของตำแหน่งทีต่ อ้ งการ ถา้ เป็นเลขคใี่ ห้ปดั ข้ึน แต่ถ้าเปน็ เลขคู่ให้ปดั ลง

5.3.4 ผลลัพธ์จากการบวกและลบ ต้องมีจำนวนเลขทศนิยมเท่ากับข้อมูลที่มี
เลขทศนิยมนอ้ ยทส่ี ุด

5.3.5 ผลลัพธ์จากการคูณและหาร ตอ้ งมจี ำนวนเลขนยั สำคญั เท่ากับข้อมูลที่มี
เลขนยั สำคัญน้อยทส่ี ดุ

ไปศกึ ษาทกั ษะการจัดกระทำและสอื่ ความหมายข้อมูลกนั ค่ะ

6. ทักษะการจัดกระทำและสอ่ื ความหมายขอ้ มูล
การจดั กระทำและสือ่ ความหมายข้อมูลมีความจำเป็นอยา่ งยิ่งสำหรบั ครวู ทิ ยาศาสตร์ ผ้ซู ึง่ ทำ
หน้าที่ช่วยฝึกให้ผู้เรียนสามารถสื่อความหมายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและทดลองเรื่องต่าง ๆ ดังน้ัน
จงึ มีความจำเป็นอยา่ งยิ่งทีค่ รผู ู้สอนวทิ ยาศาสตร์ ควรฝกึ ทกั ษะนจ้ี นมคี วามชำนาญ เพอื่ จะไดถ้ ่ายทอดให้
ผูเ้ รียนจนสามารถสอ่ื ความหมายไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ (วรรณทิพา รอดแรงค้า, 2540 : 18)

6.1 ความหมาย
การสือ่ ความหมายข้อมูล หมายถึง การนำขอ้ มลู ทีไ่ ดจ้ ากการสงั เกต การวัด การทดลอง
และจากแหลง่ อ่นื ๆ มาจดั กระทำเสียใหม่ โดยหาความถ่ี เรยี งลำดับ จดั แยกประเภท หรือคำนวณคา่ ใหม่

เลม่ ท่ี 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 33

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

เพ่ือให้ผอู้ ืน่ เข้าใจความหมายไดด้ ีขนึ้ โดยอาจจะเสนอในรูปแบบของตาราง กราฟรูปภาพ สมการ แผนภูมิ
แผนภาพ ไดอะแกรม หรอื การเขียนบรรยาย (ประสาท เนอื่ งเฉลมิ , 2557 : 69)

การสือ่ ความหมายขอ้ มูล หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาพูดหรือภาษาเขียน
รวมทั้งการเขียนแผนภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟ วงจร และสมการ ประกอบ การพูดหรือ บรรยาย
เพอื่ ให้ผ้อู ่นื ไดเ้ ขา้ ใจสง่ิ ท่ีตอ้ งการส่อื ให้ชดั เจน ถกู ต้องและรวดเรว็ ตลอดจนเปน็ การเอาข้อมูลที่ได้จาก
การสงั เกต การวัด หรอื การทดลอง มาจดั กระทำให้อยู่ในรปู แบบทม่ี ีความหมาย และมีความสัมพันธ์กัน
มากข้นึ จนง่ายตอ่ การแปลความหมายใหช้ ัดเจน (วรรณทพิ า รอดแรงค้า, 2540 : 18)

การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง การนำผลการสังเกต การวัด
การทดลองจากแหล่งต่าง ๆ โดยการหาความถี่ เรียงลำดับ จัดแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่
เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลดียิ่งขึ้น โดยอาจนำเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภูมิ
แผนภาพวงจร กราฟ สมการ และการเขียนบรรยาย (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี, 2556 : 5)

ทกั ษะการสือ่ ความหมายว่า หมายถงึ การพดู การเขียน การแสดงสหี น้า ภาษาทา่ ทาง
ตลอดจนการแสดงออกทางอารมณแ์ ละความรู้สกึ ก็จัดว่าเปน็ การส่อื ความหมายด้วย ลักษณะทบ่ี อกได้ว่า
สื่อความหมายไดด้ ีก็คือ สามารถบรรยายลกั ษณะคุณสมบัติของวตั ถุโดยให้รายละเอียดท่ผี ู้อ่ืนสามารถ
วิเคราะหไ์ ด้ บนั ทกึ การเปล่ียนแปลง ของวัตถไุ ด้ บอกความสัมพันธ์ของขอ้ มูลทไ่ี ด้จัดกระทำแลว้ ได้ และ
จัดกระทำข้อมูลในรูปแบบ ต่างๆ ให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นได้ เช่น วาดภาพ ทำกราฟ เป็นต้น
(ยุพนิ แหวนมขุ , 2556: 27)

ดังนั้น ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง ความสามารถใน
การนำข้อมูลดิบที่ได้จากการสังเกต การวัด ทดลอง หรือแหล่งอื่น ๆ ที่มีข้อมูลดิบอยู่แลว้ มาจัดกระทำ
ใหม่โดยอาศัยวิธกี ารต่างๆ เช่น เรียงลำดับ หาความถี่ หาค่าเฉลี่ย จัดแยกประเภทคำนวณหาค่าใหม่
จากนั้นจงึ นำข้อมูลที่ผา่ นการจัดกระทำแล้ว มาเสนอให้บุคคลอืน่ เข้าใจในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง
วงจร แผนภาพ แผนภมู ิ กราฟ สมการ การบรรยาย เปน็ ต้น

6.2 รูปแบบการสอ่ื ความหมายขอ้ มูล
การสือ่ ความหมายข้อมูลสามารถทำได้หลายรูปแบบ ขนึ้ อยกู่ บั ลกั ษณะของข้อมูลและ
วตั ถปุ ระสงค์ของการสื่อความหมาย นอกจากน้ียังขึ้นอยกู่ ับดุลยพินิจ ระดบั ความพร้อมและประสบการณ์
ที่ผู้เรียนเคยได้รับ การเลือกรูปแบบการส่ือความหมายข้อมูลที่เหมาะสมจะทำให้ ผู้อื่นเข้าใจสิ่งที่
ต้องการสือ่ ได้อยา่ งชดั เจน ถูกตอ้ งและรวดเร็ว

เลม่ ท่ี 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 34

ชุดฝกึ อบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

แผนผังที่ 1.3 รูปแบบการจัดกระทำและสือ่ ความหมายของขอ้ มลู
ที่มา : ทพิ ยอ์ ุบล ทพิ เลิศ, 2560 : 25

เมื่อเลือกรูปแบบที่จะใช้ในการสื่อความหมายข้อมูล ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็น
การปฏบิ ตั ิการสื่อความหมายขอ้ มูล ดังนัน้ ทกั ษะในการออกแบบตาราง การเขยี นแผนภูมิ แผนภาพ
กราฟวงจร ฯลฯ จะเปน็ อกี ทักษะหนึ่งท่ีสำคัญและจำเป็นอยา่ งยิ่งท่ีผูส้ อนควรฝึกให้เกิดความชำนาญ
เพอื่ จะไดถ้ ่ายทอดให้ผูเ้ รียนสามารถสื่อความหมายข้อมลู ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ตวั อยา่ งรูปแบบของ
การสื่อความหมายขอ้ มลู มีดังน้ี

6.2.1 การสื่อความหมายข้อมูลในรูปแบบตาราง การนำเสนอขอ้ มลู ในรูปแบบ
ตารางจะช่วยใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยเพราะจัดข้อมูลไว้เปน็ หมวดหมู่ ดสู บายตา ตารางที่สือ่ ความหมายได้อย่างมี
ประสิทธิภาพควรเป็นตารางที่กะทัดรัด อ่านง่าย ใช้ภาษาถูกต้อง กระชับและชัดเจน (วรรณทิพา
รอดแรงค้า และพิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2542 : 77)

ตารางท่ใี ชน้ ำเสนอขอ้ มูลมีอยู่หลายรูปแบบ การสรา้ งตารางไมม่ ีกฎเกณฑ์หรือ
ข้อกำหนดทแ่ี นน่ อนตายตวั บางครัง้ ข้อมูลชุดเดยี วกนั อาจสร้างตารางได้หลายรูปแบบกไ็ ด้ อย่างไรก็ตาม
องค์ประกอบโดยทว่ั ๆ ไป ของตาราง มีดังน้ี

1) หมายเลขตาราง เปน็ ตัวเลขทแ่ี สดงลำดบั ท่ขี องตารางปรากฏอยู่เหนือ
ตารางด้านซ้ายมอื เช่น ตารางท่ี 1 ตารางท่ี 2 เป็นตน้

2) ชื่อเรื่อง เป็นส่วนที่ต่อจากหมายเลขตารางและอยู่แถวเดียวกัน เปน็
สว่ นทอี่ ธิบายภาพรวมของตารางทีจ่ ะส่ือ เปน็ ข้อความทส่ี ้นั กะทดั รดั และมคี วามหมายสมบรู ณใ์ นตัว

3) ต้นขั้ว ประกอบด้วยหัวขั้วและตัวขั้ว หัวขั้วจะให้คำอธิบายเกี่ยวกับ
ตวั ข้วั ตา่ ง ๆ และตวั ข้วั แตล่ ะอันจะบอกถงึ ข้อมูลทีป่ รากฏอยู่ในแตล่ ะแถวตามแนวนอน

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 35

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

4) หัวสดมภ์ เป็นส่วนท่ีใหค้ ำอธิบายเกี่ยวกับขอ้ มูลที่ปรากฏอยู่ในแต่ละ
สดมภต์ ามแนวต้ัง หัวสดมภจ์ ะมีเพยี งอันเดยี วหรอื หลายอันกไ็ ด้

5) ตวั เรือ่ ง เป็นสว่ นของขอ้ มลู ทต่ี อ้ งการนำเสนอหมายเลขตาราง

6.2.2 การสื่อความหมายข้อมูลในรูปแบบแผนภาพ เป็นการนำเสนอข้อมูล
โดยใชภ้ าพแสดงลักษณะหรือองคป์ ระกอบท่ีสำคญั ของส่งิ ทีต่ อ้ งการสื่อความหมายโดยไมเ่ ขยี น แสดง
ส่วนที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย หรือองค์ประกอบอื่นที่ไม่ต้องการลงไป ซึ่งภาพที่ใช้แสดงไม่จำเป็น
ต้องเป็นภาพเหมือน อาจใช้สัญลักษณ์หรือรูปง่ายๆ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม แทนลักษณะ
หรือองค์ประกอบที่ต้องการแสดงเหล่านั้นก็ได้ เช่น ในระบบหมุนเวียนโลหิตของปลา โลหิตจะไหล
ผ่านหัวใจ เหงือก และอวัยวะต่างๆ ของปลาซึ่งซับซ้อนมาก แต่อาจเขียนแผนภาพ แสดงการหมนุ เวยี น
โลหติ ของปลาได้ง่าย ๆ ดังภาพท่ี 1.8

ภาพท่ี 1.8 การหมุนเวยี นโลหิตของปลา หน้า 36
ท่มี า : ทพิ ยอ์ บุ ล ทพิ เลิศ, 2560 : 27

เล่มท่ี 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ชดุ ฝึกอบรมด้วยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

6.2.3 การสื่อความหมายข้อมูลในรูปแบบกราฟ เป็นการนำเสนอข้อมูล
เพ่ือแสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งตัวแปรที่ศกึ ษา ทำให้เห็นภาพ และเกิดความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง
ตวั แปรเหลา่ นน้ั ไดด้ ที สี่ ุดหลักในการเขียนกราฟ

1) การเขียนกราฟใดๆ มักแสดงค่าของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้นบน
แกนนอน (แกน X) และแสดงค่าตวั แปรตามบนแกนตัง้ (แกน Y) ในแตล่ ะแกนต้องใชส้ เกลท่เี หมาะสม
พรอ้ มกับแสดงให้เหน็ ถงึ ตำแหนง่ ของตวั แปรทง้ั สองเปน็ กราฟด้วย

2) การเขยี นกราฟความสัมพันธร์ ะหวา่ งตวั แปรทม่ี ีค่าไมต่ ่อเน่ือง นิยมใช้
กราฟรูปแท่ง หรอื เรียกว่า แผนภูมแิ ทง่

3) การเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่มีค่าต่อเนื่องจะเขียน
เสน้ กราฟ

4) ความสัมพันธ์เพียงเส้นเดียว อาจเป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งก็ได้ขึ้นกบั
ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาแต่จะไม่ใช้วิธีลากเส้นตรงเชื่อมต่อระหว่างจุดต่าง ๆ เป็นเส้นหัก
(Broken line) ความสัมพันธ์ของตัวแปรจะเป็นแบบเส้นตรงหรือเส้นโค้งนั้นให้ดูแนวโน้มของจุดคู่
อนั ดบั ทุกจุด การลากเส้นกราฟควรผ่านจุดคูอ่ ันดับทุกจดุ หรอื ถ้าไม่สามารถผ่านจุดคู่อันดับทุกจุดได้
จะต้องยดึ หลกั การคอื ลากเส้นให้ผา่ นหรอื ใกล้กบั จุดต่าง ๆ ใหม้ ากท่ีสดุ เรียกวา่ ลากเส้นเหมาะสมที่สุด
(Bestfit-line)

ตัวอย่างการสือ่ ความหมายขอ้ มลู ในรูปแบบกราฟ
จงพจิ ารณาตารางขอ้ มูลของผลการทดลองข้างล่างนี้
สุดาแช่เมล็ดถ่วั เขียวในนำ้ เป็นเวลาต่างๆ กัน นำ้ หนักของเมลด็ ถ่วั เขยี วที่เพม่ิ ข้นึ ถูกบันทึก

ไวด้ งั ตารางขา้ งลา่ งนี้

ตารางท่ี 1.8 น้ำหนักของเมล็ดถวั่ เขียวทเี่ พม่ิ ขึ้นเมื่อแชเ่ มลด็ ถ่ัวเขียวในน้ำในเวลาตา่ งกัน

ระยะเวลาท่เี มลด็ ถ่ัวเขยี วแช่อยใู่ นนำ้ (นาท)ี น้ำหนักที่เพม่ิ ข้นึ (กรมั )
5 10
10 30
15 45
20 52
25 55

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หน้า 37

ชดุ ฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

จากขอ้ มลู ในตารางข้างบน นำมาเขียนแผนภาพหรือกราฟได้ ดังต่อไปนี้

กราฟที่ 1.1 แสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างระยะเวลาที่แชเ่ มล็ดถัว่ เขยี วในน้ำกบั น้ำหนกั ทเ่ี พิม่ ขึน้

6.2.4 การสอื่ ความหมายข้อมูลในรูปแบบการบรรยาย เป็นการนำเสนอข้อมูล
ดว้ ยข้อความที่กระชับ ชัดเจน และรัดกมุ แสดงถงึ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่ต้องการสื่อความหมาย
เช่น เม่ือเตมิ สารอาหารลงในแหลง่ น้ำจะทำให้ประชากรสาหร่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเรว็ (ประสาท เน่อื งเฉลิม,
2557 : 69)

6.2.5 การสือ่ ความหมายข้อมูลในรูปแบบสมการ สมการเปน็ ประโยคสัญลักษณ์
ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้แสดงวา่ สองสง่ิ เหมอื นกนั หรือเทยี บเท่ากัน ทเ่ี ชือ่ มดว้ ยเครื่องหมาย เท่ากบั เช่น
y=8

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 38

ชุดฝึกอบรมดว้ ยตนเอง การสอนทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

จะเห็นได้วา่ การส่อื ความหมายข้อมูล นอกจากจะใชร้ ูปแบบตาราง แผนภาพ กราฟ
การบรรยาย และสมการแล้ว ยังสามารถสื่อความหมายในรปู แบบอื่น ๆ ได้อีก เช่น แผนผัง แผนภูมิ
แผนทีค่ วามคิด วฏั จักร วงจร ดงั แผนภูมทิ ี่ 1.1

แผนภูมทิ ่ี 1.1 แสดงความสัมพนั ธก์ ารเปรยี บเทยี บการผลติ สับปะรด
ท่มี า : ทิพย์อบุ ล ทิพเลิศ, 2560 : 30

ภาพท่ี 1.9 การส่อื ความหมายขอ้ มูลในรปู แบบวงจรชวี ติ ของเตา่ ทอง หนา้ 39
ที่มา : ทพิ ย์อุบล ทิพเลิศ, 2560 : 31

ไปศึกษาทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ้ มลู กนั คะ่

เลม่ ที่ 1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์


Click to View FlipBook Version