The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการฝึกทักษะสำคัญสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วยโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา จัดทำขึ้นเพื่อให้ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักเรียน ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แก่นักเรียนตาบอดพิการซ้อนกลุ่มเป้าหมาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการฝึกทักษะสำคัญสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วย

คู่มือการฝึกทักษะสำคัญสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วยโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา จัดทำขึ้นเพื่อให้ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักเรียน ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แก่นักเรียนตาบอดพิการซ้อนกลุ่มเป้าหมาย

Keywords: ตาบอดพิการซ้อน,วิชาการ,ตาบอด,ฝึกทักษะ

เร่อื ง : ผลงานวชิ าการ เร่ือง

คู่มอื การฝกึ ทกั ษะสำคญั สำหรับนักเรียนทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางการเหน็ และมี
ความบกพร่องอืน่ ร่วมดว้ ย

จดั ทำโดย : นางสาวอารยา ชนะพลชัย

จดั ทำเมอื่ : มถิ ุนายน 2564

สถานที่ : โรงเรียนบา้ นเด็กรามอินทรา

21/13 ถนนรามอินทรา ซอย 34 แยก 19 แขวงทา่ แร้ง เขตบางเขน กรงุ เทพฯ

โทร. 02-510-3625, 02-210-4895

คำนำ

คู่มือการฝึกทักษะสำคัญสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วม
ด้วยโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา จัดทำขึ้นเพื่อให้ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักเรียน ใช้เป็นแนวทางในการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอน แก่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายซึ่งประกอบด้วย ทักษะการทำความคุ้นเคยกับ
สภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว ทักษะการดำรงชีวิตประจำวัน ทักษะการสื่อสาร ทักษะด้านอาชีพ ซึ่งเป็น
ทักษะพื้นฐานในการดำเนินชีวิตประจำวันของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่น
ร่วมด้วยโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา ที่ต้องฝึกทักษะดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีความ
รับผิดชอบต่อหน้าที่ ตอ่ ตนเอง ครอบครวั สงั คมและดำเนนิ ชวี ิตประจำวันได้เตม็ ศักยภาพ

ทั้งนี้การฝึกทักษะดังกล่าว นักเรียนต้องได้รับการฝึกอย่างเป็นลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง และ
สม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสามารถในการทำกิจกรรมและข้อปลีกย่อยของ
นักเรียนเป็นรายบุคคล ผู้จัดทำหวงั เป็นอยา่ งยิ่งวา่ คู่มือการฝึกทักษะสำคัญฉบับนี้จะเปน็ ประโยชน์ต่อเพื่อนครู
ผู้ปกครอง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่มีความ
บกพรอ่ งทางการเห็นและมีความบกพรอ่ งอนื่ รว่ มด้วยหรือ นกั เรยี นกลมุ่ บกพรอ่ งอน่ื ๆ

หากคู่มือการฝึกทักษะสำคัญสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่น
ร่วมด้วยโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา ฉบับนี้มีความผิดพลาดประการใดผู้จัดทำต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยและ
ยนิ ดีนอ้ มรบั ขอ้ ผดิ พลาดไปปรบั ปรงุ แกไ้ ขในโอกาสตอ่ ไป

ผู้จัดทำขอขอบพระคุณนางสาวดวงหฤษฎ์ ภูแพง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา ที่ได้
สนับสนนุ และใหค้ ำปรกึ ษา ในการจดั ทำเอกสารเลม่ นีส้ ำเร็จลลุ ่วงไปดว้ ยดี

นางสาวอารยา ชนะพลชัย
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา

สารบัญ หนา้

เรอื่ ง

บทท่ี 1.................................................................................................................................................... 5
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา
ความหมายของพกิ ารซอ้ น....................................................................................................................... 5

พกิ ารซ้อน..................................................................................................................................................... 5
เดก็ ท่ีมีความบกพร่องทางการเห็นและมคี วามบกพรอ่ งอ่นื ร่วมดว้ ย.......................................................... 5
สาเหตทุ ที่ ำใหเ้ กดิ ความพกิ ารซอ้ น .............................................................................................................. 6
ลกั ษณะของเด็กพกิ ารซอ้ น .......................................................................................................................... 7
ระดับความรุนแรงของพกิ ารซ้อน................................................................................................................ 8

บทท่ี 2.................................................................................................................................................... 9

การให้บริการชว่ ยเหลอื ........................................................................................................................... 9

บทท่ี 3..................................................................................................................................................12

แนวทางการจดั การศึกษาสำหรบั นักเรียนทมี่ ีความบกพรอ่ งทางการเหน็ และมคี วามบกพร่องอน่ื รว่ มด้วย
โรงเรยี นบา้ นเดก็ รามอนิ ทรา..................................................................................................................12

การใช้หลักการแบบ 3 R’S คือ ..................................................................................................................12
การฝึกโดยการแบง่ หมูต่ ามตารางการฝึก..................................................................................................12
เทคนคิ การวิเคราะหง์ าน (TASK ANALYSIS) ..............................................................................................13
สง่ิ ท่ผี สู้ อนควรคำนงึ ในการฝึกทักษะการดำรงชีวติ ประจำวนั ..................................................................15

บทที่ 4..................................................................................................................................................17

ทกั ษะสำคัญสำหรับนกั เรยี นที่มีความบกพรอ่ งทางการเหน็ และมคี วามบกพร่องอืน่ รว่ มดว้ ยโรงเรยี นบา้ น
เดก็ รามอนิ ทรา ......................................................................................................................................17

1. ทกั ษะการทำความคนุ้ เคยกบั สภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว( ORIENTATION AND MOBILITY
(O&M)) ......................................................................................................................................................17

ทกั ษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลอ่ื นไหว (Orientation and Mobility) สำหรบั
เดก็ เล็ก....................................................................................................................................................17
ทกั ษะการทำความค้นุ เคยกับสภาพแวดลอ้ มและการเคลอ่ื นไหว (Orientation and Mobility) สำหรับ
เดก็ โต......................................................................................................................................................20
2. ทักษะการช่วยเหลอื ตนเองในการดำเนินชวี ิตชวี ิตประจำวัน..............................................................22
3. ทักษะการส่ือสาร(การรับรู้และการแสดงออกทางภาษา)....................................................................24
4. ทักษะด้านงานอาชพี .............................................................................................................................24

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทราบทที่ 5..................................................................................................................................................25

เอกสารประจำตัวนักเรียน......................................................................................................................25

แผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (INDIVIDUALIZED EDUCATION PROGRAM)...........................25
เหตผุ ลและความจำเปน็ ในการจัดทำ IEP ................................................................................................25

1. ดา้ นกฎหมาย..................................................................................................................................25
2. ด้านความพกิ าร ..............................................................................................................................26
ตวั อยา่ งแบบฟอรม์ การทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล ................................................................31
การทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล ..............................................................................................31
แผนการเปล่ยี นผ่านหรอื แผนการจดั ชว่ งเชื่อมต่อ (Transition Plan) ...................................................36
แผนผังการมสี ัมพนั ธภาพกับบคุ คลอ่นื (Relationship Map) ..............................................................37
แผนผงั ความพงึ พอใจ/ความชอบ (Preferences Map)........................................................................38
แผนภาพ ความฝัน ความหวงั และความกลวั (Dreams Hopes Fears Map).................................39
สถานท่ี (Place Map)..........................................................................................................................40
แบบบนั ทกึ ข้อมูลเพือ่ วางแผนการเปลี่ยนผา่ นทีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง ..............................................41
คำอธบิ ายการบันทกึ ขอ้ มูล......................................................................................................................43
รายงานผลการใช้แผนปฏบิ ตั ิการการเปลย่ี นผ่าน....................................................................................45
รายงานผลการใชแ้ ผนปฏบิ ตั ิการการเปล่ยี นผา่ น....................................................................................46
รายงานผลการใช้แผนปฏบิ ัตกิ ารการเปลยี่ นผา่ น....................................................................................47
รายชื่อคณะกรรมการจดั ทำแผนปฏบิ ตั ิการการเปล่ียนผ่าน....................................................................48

ภาคผนวก .............................................................................................................................................49

การวเิ คราะหง์ านสำหรับนักเรียนที่มคี วามบกพร่องทางการเหน็ และมคี วามบกพร่องอืน่ ร่วมดว้ ยโรงเรยี น
บา้ นเด็กรามอนิ ทรา ...............................................................................................................................49

ตวั อย่างการวเิ คราะหง์ าน ทกั ษะการช่วยเหลือตนเองในชวี ติ ประจำวนั .................................................49
เรอื่ ง การดูดของเหลวโดยใช้หลอด .........................................................................................................49
เรอ่ื ง การดม่ื น้ำ ด่มื นม จากแก้ว .............................................................................................................50
เรอ่ื ง การใช้ชอ้ นตกั อาหาร......................................................................................................................51
เรอ่ื ง การฝึกการขับถา่ ย(นง่ั สว้ ม) ............................................................................................................52
เรื่อง การทำความสะอาดหลังขบั ถ่าย......................................................................................................53
เรื่อง การลา้ งหนา้ ....................................................................................................................................54
เรื่อง การแปรงฟนั ...................................................................................................................................56
เรอื่ ง การอาบน้ำ .....................................................................................................................................58
เรื่อง การสระผม .....................................................................................................................................60
เรอ่ื ง การสวมเสื้อยดื คอกลม...................................................................................................................62
เรอ่ื ง การถอดเส้ือยืดคอกลม..................................................................................................................63

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทราเร่ือง การสวมกางเกงเอวยืด....................................................................................................................64
เรอ่ื ง การถอดกางเกงเอวยืด....................................................................................................................66
เรอ่ื ง การสวมเสือ้ ผ่าหนา้ ........................................................................................................................67
เรอื่ ง การตดิ กระดมุ .................................................................................................................................69
เรอื่ ง การปลดกระดุม..............................................................................................................................71
เรื่อง การถอดเสอ้ื ผา่ หนา้ ........................................................................................................................73
เรื่อง การสวมกระโปรง/กางเกงทมี่ ีซิปและตะขอ....................................................................................74
เรื่อง การถอดกระโปรง/กางเกงท่ีมีซิปและตะขอ ...................................................................................76
เรื่อง การสวมรองเทา้ แบบติดแถบ..........................................................................................................77
เรื่อง การสวมถงุ เทา้ ................................................................................................................................78
เรื่อง การสวมรองเท้านักเรียน.................................................................................................................79
ตวั อย่างการวเิ คราะหง์ าน ทกั ษะงานบา้ นงานครวั ...................................................................................80
เรอ่ื ง การเช็ดโต๊ะ.....................................................................................................................................80
เรอ่ื ง การลา้ งจาน....................................................................................................................................82
เรอ่ื ง การกวาดพ้นื ด้วยไม้กวาดอ่อน........................................................................................................84
เรอ่ื ง การถูพ้นื .........................................................................................................................................86
เรอ่ื ง การซกั เสือ้ ผา้ ดว้ ยมอื ......................................................................................................................88
เรอ่ื ง การรดี ผ้า ........................................................................................................................................90
เรอ่ื ง การหงุ ขา้ วด้วยหม้อหงุ ขา้ วไฟฟ้า....................................................................................................91
เรอ่ื ง กระบวนการทำไข่เจยี ว...................................................................................................................93
เรอ่ื ง การต้มไขด่ ว้ ยกระทะไฟฟ้า.............................................................................................................95
เรอ่ื ง การทำอาหารประเภทผัด...............................................................................................................96
เรอ่ื ง การชงเครื่องดมื่ ร้อน (โอวัลตนิ / เครอ่ื งดื่ม 3in1/ อาหารสำเรจ็ รูป ,โจ๊กซอง) ..............................98
ตัวอยา่ งการวเิ คราะหง์ าน ทกั ษะพืน้ ฐานงานอาชีพ ..............................................................................100
เรื่อง การทำเสื้อมัดยอ้ ม .......................................................................................................................100
เรื่อง การทำไข่เคม็ ดนิ สอพอง ..............................................................................................................102
เรอ่ื งการปลกู ผกั สวนครัว......................................................................................................................104

บรรณานุกรม...................................................................................................................................... 105

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 5

บทที่ 1
ความหมายของพกิ ารซอ้ น

พกิ ารซ้อน

สุวิมล อุดมพิริยะศักดิ์ (2548,หน้า 1) กล่าวว่าเด็กที่มีความพิการซ้อนเป็นเด็กที่มีความพิการ
มากกว่า 1 อย่างขึ้นไปในคนเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความพิการที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ตาบอด หรือ
มีสายตาเลือนรางหรือร่างกายพิการ และมีความพิการอื่นร่วมด้วย อาทิ มีความบกพร่องทางสติปัญญา การ
สื่อสาร มีปัญหาในการรับรู้สัมผัสต่าง ๆ อาจมีปัญหาทางร่างกายหรือสุขภาพ บางคนมีความพิการอื่นซ่อนอยู่
ค้นหาได้ยากทำให้เด็กประเภทนี้มีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน เพราะความบกพร่องเหล่านั้นมาจากสาเหตุท่ี
แตกต่างกัน และไม่เคยพบว่าเด็กพิการซ้อนคนใดมีความเหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว สภาพความพิการร่วม
มากกว่า 1 อย่างข้ึนไปย่ิงเปน็ อุปสรรคสำคญั ในการเรยี นรู้หรือกระทำกิจกรรมตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจำวนั มากขึ้น

รัชนีกร ทองใบ (2547,หน้า 15) กล่าวไว้ เดก็ พกิ ารซอ้ นหรอื เดก็ ท่มี ีความบกพร่องทางการเห็นและ
มีความพิการอย่างอื่นร่วมด้วย (Blind Children with Additional Disabilities) มีความบกพร่องด้าน
สติปัญญา มีความบกพร่องทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มีความ
บกพร่องทางการได้ยิน มคี วามบกพรอ่ งด้านภาษาและการส่ือสาร มีความบกพร่องทางระบบประสาท มีปัญหา
ดา้ นการผสมผสาน ในการใชป้ ระสาทสัมผัสในการทำกิจกรรม (Sensory Integration) เปน็ ตน้

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (2552,หน้า20) ได้ให้ความหมายบคุ คลพิการซ้อน ได้แก่บุคคลทีม่ ี
สภาพความบกพร่องหรือความพิการมากกว่าหน่งึ ประเภทในบคุ คลเดียวกัน

ดังนั้นจะสรุปได้ว่า เด็กพิการซ้อนหมายถึงเด็กที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากกว่าหน่ึง
ความพิการในบคุ คลเดียวกัน เช่นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญา เด็กที่มี
ความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความ
บกพร่องทางการพูด เป็นต้น และสภาพความบกพร่องนี้จะส่งผลให้มีปัญหาในการดำรงชีวิต ทั้งเป็นอุปสรรค
ต่อการได้รับการศึกษา เด็กพิการซ้อนจะสามารถพัฒนาได้หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กได้ให้โอกาสในการพัฒนา
และมีความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอ รวมทั้งให้การช่วยเหลืออย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะเป็นการป้องกัน
ไมใ่ หเ้ ด็กพกิ ารซอ้ นมพี ฤติกรรมทร่ี ุนแรงยิง่ ข้ึนหรอื มปี ัญหาดา้ นอืน่ ๆ เพ่มิ ข้ึน

เดก็ ท่มี คี วามบกพรอ่ งทางการเหน็ และมีความบกพรอ่ งอ่ืนรว่ มดว้ ย

เดก็ บกพร่องทางการเห็นและมคี วามบกพร่องอื่นร่วมด้วย หมายถงึ เดก็ ท่ีมคี วามบกพร่องทางการเห็น
และมีความพิการอย่างอ่ืนร่วมดว้ ย (Blind Children with Additional Disabilities)เช่น มีความบกพร่องดา้ น
สติปัญญามีความบกพร่องทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว, มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, มีความ
บกพร่องทางการได้ยิน, มีความบกพร่องด้านภาษาและการสื่อสาร, มีความบกพร่องทางระบบประสาท, มี
ปัญหาด้านการผสมผสานในการใช้ประสาทสัมผัสในการทำกิจกรรม (Sensory Integration) เป็นต้น รัชนีกร
ทองใบ (2547, หน้า 15)

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 6

สาเหตทุ ที่ ำใหเ้ กดิ ความพกิ ารซอ้ น

ในกลุ่มเด็กแรกเกิดจะมีความเส่ียงต่อความพิการประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะความพิการซ้อนซึ่งเกิดข้ึน
มีหลายสาเหตุดังนี้ (สุวิมล อุดมพิริยะศักดิ์2548,หน้า 22-23) ได้กล่าวว่าสาเหตุความพิการมีหลายประการ
คือ

1) สาเหตุก่อนคลอด คือสาเหตุที่อาจทำให้เกิดความพิการในช่วงมารดาตั้งครรภ์ เช่น สาเหตุจาก
พันธุกรรม, ความผิดปกติของโครโมโซม, ความผิดปกติของเมตาโบลิซึม, มารดาป่วยเป็นหัดเยอรมัน,
มารดาตดิ ยาหรอื สงิ่ เสพติด, การขาดสารอาหารระหวา่ งตัง้ ครรภ์ เปน็ ต้น

2) สาเหตุขณะคลอดเกิดขึ้นระหว่างมารดาคลอดทารก ได้แก่ เด็กขาดออกซิเจน, สมองได้รับบาดเจ็บ
ขณะคลอด, เด็กคลอดก่อนกำหนด (Pre-Mature), อุบัติเหตุต่าง ๆ ขณะคลอด, มารดาติดเชื้อขณะ
คลอด เป็นต้น

3) สาเหตุหลังคลอด คือสาเหตุที่เกิดกับทารกหลังจากคลอดแล้ว เช่น เกิดการเจ็บป่วย, เยื่อหุ้มสมอง
อักเสบ, ได้รบั สารพิษ, ทารกตัวเหลอื งจนตอ้ งถา่ ยเลือด, อบุ ตั ิเหตุ และโรคอายรุ กรรมตา่ ง ๆ เป็นตน้

พูนพิศ อมาตยกุล (2549,หนา้ 2) ไดก้ ล่าวถงึ สาเหตุความพกิ ารไว้ว่า
1) มญี าตพิ น่ี อ้ งพิการ เชน่ หูหนวก หูตึง ตาบอด มีโรคลมชกั
2) มารดาตดิ เช้ือระหวา่ งตั้งครรภเ์ ชน่ หดั เยอรมนั (Cytomegalovirus)
3) มีความผดิ ปกติของใบหน้าและคอ ตั้งแตก่ ำเนิด
4) คลอดกอ่ นกำหนด นำ้ หนักตวั แรกเกดิ นอ้ ยกว่า 1,500 กรัม
5) มีภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอดอย่างรุนแรง
6) ตัวเหลอื งหลงั คลอด โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งตอ้ งถ่ายเลือด
7) ไดร้ บั การรักษาใน NICU หรอื ใช้เครอ่ื งชว่ ยหายใจนานกวา่ 5 วนั
8) เดก็ เจบ็ ปว่ ยติดเชอ้ื เช่นเยอ่ื หุ้มสมองอกั เสบ
9) ไดร้ บั ยาท่ีเป็นอนั ตรายต่อระบบประสาท หู ตา สมองขณะทมี่ ารดาตง้ั ครรภ์ หรอื หลงั คลอด

ดงั น้ันจะสรปุ ไดว้ ่า สาเหตุของความพกิ ารซอ้ น ซงึ่ เกดิ ข้ึนได้ 4 ลักษณะคือ
1) จากพนั ธกุ รรม ไดแ้ กบ่ ิดา มารดา หรือญาติพีน่ อ้ งทมี่ ีโรคเก่ยี วกบั ทางสายตา มกี ล่มุ อาการ Syndrome
บางอยา่ ง
2) ขณะตงั้ ครรภม์ ารดาอาจได้รบั เชอ้ื ที่มผี ลกระทบกบั สายตาของเดก็ ขณะอยูใ่ นครรภ์
3) สาเหตุขณะคลอด เชน่ คลอดยาก ปญั หาจากเคร่ืองมือในการทำการคลอด ทำใหเ้ ดก็ ขาดออกซเิ จน
4) สาเหตุหลังการคลอดโดยอาจติดเชอื้ ทางสายตา ได้รบั อุบตั เิ หตุหรือจากการเป็นโรคต่างๆ เป็นตน้
ไม่ว่าสาเหตุใดที่ทำให้เด็กเกิดความพิการแต่เมื่อเด็กได้กำเนิดมาสิ่งแรก คือ พ่อแม่ต้องรีบสร้างขวัญ

กำลงั ใจใหเ้ ร็วท่ีสุด พร้อมใหค้ วามช่วยเหลือลูกพิการ ใหเ้ ร็วที่สุด

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 7

ลักษณะของเดก็ พกิ ารซอ้ น

เด็กท่มี ีความบกพร่องในดา้ นตา่ ง ๆ มคี วามตอ้ งการและมีความจำเป็น ไมเ่ หมอื นกนั ซ่งึ มคี วามแตกต่าง
แต่ละบุคคล โดยเฉพาะเด็กพิการซ้อน เพราะส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะในการดำเนินชีวิต ขาด
ประสบการณ์ และพัฒนาการไม่เป็นไปตามวัย ทำให้มีความบกพร่องอยู่ในระดับปานกลาง ถึงขั้นรุนแรง
ผู้สอนจึงต้องทำความเข้าใจกับความต้องการจำเป็น และความสามารถของเด็กพิการซ้อนให้ถ่องแท้ ซึ่งได้มีผู้
กลา่ วถงึ ลักษณะของเด็กพิการซ้อนไวด้ ังน้ี

กานดา โต๊ะถม และคณะ (2552 หน้า 19) ได้กล่าวถึง ลักษณะของเด็กพิการซ้อนไว้ ดังนี้ ปัญหา
การช่วยเหลือตนเอง ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่นการรับประทานอาหาร การควบคุมการขับถ่าย การ
แต่งตัว การดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย การทำความสะอาดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มการทำความสะอาดที่อยู่
อาศัย การช่วยเหลืองานบ้านงานครัว เป็นต้น ดังนั้นในการจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กประเภทนี้ จึง
จำเป็นตอ้ งฝกึ ทกั ษะในการชว่ ยเหลือตนเองในการดำรงชวี ติ ประจำวัน ให้แกเ่ ด็ก

๑. มีปัญหาในการสื่อสาร เช่น ไม่สามารถบอกความต้องการของตนเอง ไม่เข้าใจผู้อื่นที่ต้องการสื่อสาร
ด้วย บางคนไม่สามารถพูดได้ ไม่สามารถใช้ท่าทางประกอบ หรือทำสัญลักษณ์ที่เหมาะสมในการ
สื่อสาร เนื่องจากข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การจัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความบกพร่องขั้นรุนแรงเป็นไป
ด้วยความลำบาก

๒. มีปัญหาในการเคลื่อนไหว เชน่ มีปัญหาในการใช้มอื หยบิ จับสิ่งของ ไม่สามารถเดินไปยังในท่ีท่ีต้องการ
ได้ด้วยตนเอง ขาดความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว ไม่มีความมั่นใจ ต้องมีการกระตุ้นให้ทำกิจกรรม
เกือบทุกขั้นตอนของการร่วมกิจกรรม หากไม่มีการได้รับการสอนอย่างถูกวิธี อาจทำให้มีปัญหาอ่ืน
เกิดขึ้นอีก เช่น รูปร่างของเท้าผิดปกติ แขน ขา ลีบ น้ำหนักตัวที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ขาดความสดช่ืน
สุขภาพไมแ่ ขง็ แรง เปน็ ต้น

๓. มีปัญหาทางพฤติกรรมเด็กเหล่านี้อาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น โยกตัวไปมา, หมุนตัว, กด
ตา, กางน้วิ มอื หรอื นำวัตถมุ าเคลอ่ื นไหวหน้าลกู ตา สำหรับเด็กทีม่ องเห็นเลอื นรางหรือมองเหน็ แสงจะ
ถือสิ่งของไว้ตลอดเวลา กัดฟันหรือกัดสิ่งของ, ทำร้ายตนเองและสิ่งของ เช่น โขกศีรษะ, ดึงผม, ชก
ต่อย, ข่วนหรือกัดตนเอง, กรีดร้องเสียงดัง, ฉีกเสื้อผ้า, กัดเสื้อ, ทุบทำลายสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว เป็นต้น
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจแสดงออกเพื่อเป็นการกระตุ้นตนเอง เด็กขาดความอบอุ่น เด็กต้องการ
เรียกร้องความสนใจ ซึ่งการที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมา ในรูปแบบใดเพื่ออะไรขึ้นอยู่กับ การเลี้ยงดู
ของพ่อแม่ผู้ปกครอง พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ดังนั้นควรมุ่งปรับ
พฤตกิ รรมของเดก็ ดว้ ย

๔. ปัญหาทางสังคม เดก็ บางคนอาจมีปัญหาในการสร้างปฏสิ มั พันธ์กบั บุคคลอืน่ บางคนไม่แสดงปฏิกิริยา
ใด ๆ ต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่สนองตอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งที่เป็นอันตราย เด็กพิการซ้อนแต่ละคน
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความบกพร่องหรือความพิการ และการดูแลเด็กให้ได้รับโอกาสในการฝึก
ทักษะต่าง ๆ เพอ่ื ให้มพี ฒั นาการตามวยั และและมีการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตทเี่ หมาะสม

8

ดังนั้นจะสรุปได้ว่า ลกั ษณะของเด็กพิการซ้อนคือเดก็ จะมีปัญหาอยหู่ ลายด้าน ซงึ่ ทำให้เดก็ พิการซอ้ น
นี้มีปญั หาอปุ สรรคตอ่ การเรยี นรู้ การดำรงชีวิต เช่น ด้านการชว่ ยเหลือตนเองมีปัญหาทางการสอ่ื สารกบั ผู้อ่ืน มี
ปัญหาดา้ นการเคลอ่ื นไหว ไม่สามารถเคลอื่ นไหวไดด้ ้วยตนเอง มีปัญหาดา้ นพฤตกิ รรมทแี่ สดงพฤติกรรมทไ่ี ม
เหมาะสม ซง่ึ จะเปน็ ปญั หาทางสงั คม ซง่ึ ครผู ้สู อน หรอื ผปู้ กครองหรือบคุ คลท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั เด็กต้องมีความรู้
และความเข้าใจ ในด้านการจดั กิจกรรม การฝึกและการให้ความชว่ ยเหลอื อย่างถกู วิธแี ละฝกึ ซำ้ ๆ อยา่ ง
สม่ำเสมอ จะทำใหเ้ ดก็ เกดิ ทักษะ พัฒนาการทดี่ ซี ่งึ นำไปสู่การดำรงชวี ิตได้อยา่ งอสิ ระและมศี กั ยภาพตอ่ ไป

ระดบั ความรนุ แรงของพกิ ารซอ้ น

สมาคมอเมริกาว่าด้วยพิการซ้อน ได้แบ่งระดับความรุนแรงของเด็กพิการซ้อนตามความหมายที่
บัญญัติขึ้น โดยแบ่งระดับความรุนแรงตามลักษณะที่ต้องการการช่วยเหลือ และรูปแบบการให้ความช่วยเหลือ
โดยพิจารณาจากความขอ้ งเกยี่ วกบั การบริการช่วยเหลือของบคุ คลพกิ ารซอ้ น แบ่งออกเป็น 4 ระดับคอื

1) ตอ้ งการความชว่ ยเหลอื เป็นคร้ังคราว
2) ตอ้ งการความชว่ ยเหลือตามระยะเวลาท่ีกำหนด
3) ตอ้ งการความชว่ ยเหลือติดตอ่ กนั ตลอดไป
4) ต้องการความช่วยเหลือในทกุ ๆ ดา้ น

ซึ่งรูปแบบการให้ความช่วยเหลือเป็นการช่วยเหลือเพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการดำรงชีวิตและ
ความสามารถในการอยู่ร่วมกนั การให้ความช่วยเหลืออาจเป็นระยะเวลาท่ีนาน หรือตามความจำเป็นของคนท่ี
มีความพิการซ้อน แบ่งตาม Diagnostic and Statistic Manual of Mental Disorder 4th ed. (DSM IV)
เปน็ 4 ระดบั คอื

1) พิการซอ้ นระดบั น้อย
2) พกิ ารซ้อนระดับปานกลาง
3) พกิ ารซ้อนระดบั รนุ แรง
4) พิการซอ้ นระดับรนุ แรงมาก

จากทีก่ ล่าวมาสามารถสรปุ ไดว้ ่า การแบ่งระดบั ของความรนุ แรงภาวะบกพรอ่ งพกิ ารซ้อน เพ่อื เปน็ การ
กำหนดรปู แบบในการใหค้ วามช่วยเหลือหรือเพื่อวางแผนการจดั การศึกษา
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 9

บทที่ 2
การให้บรกิ ารช่วยเหลอื

กระบวนการใหบ้ รกิ ารช่วยเหลือในระยะแรกเร่ิม ในชว่ งวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี เป็นช่วงชีวิตท่ีสำคัญ
ย่ิงของมนุษย์ จากการศกึ ษาคน้ ควา้ ของนกั วิชาการหลายสาขา ซ่ึงได้แก่ แพทย์ นกั จิตวิทยา นกั ประสาทวิทยา
รวมทั้งนักการศึกษา ต่างมีความเห็นกันว่า เด็กปกติทั่วไป ตั้งแต่ปฏิสนธิ จนถึงอายุ 6 ปี เป็นช่วงเวลาที่สมอง
ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต ของอวัยวะทุกระบบ ทุกส่วนของร่างกาย มีอัตรา การเจริญเติบโตถึงร้อย
ละ 80 ของการเจริญเติบโตทั้งหมด สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องด้านต่าง ๆนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการ
กระตุ้นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ให้ตามความต้องการหรือความจำเป็น ของเด็กแต่ละคน โดยเฉพาะเด็กพิการ
ซ้อน จะต้องได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามวัย หากไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ เด็กย่อมไม่มีพัฒนาการหรือ
อาจเป็นไปในลักษณะที่ล่าช้า ส่งผลให้เด็กเป็นภาระต่อสังคมต่อไป ดังนั้นการจัดให้บริการช่วยเหลือระยะ
แรกเริ่ม สำหรับเด็กพิการซ้อนนั้นมีความจำเป็นมาก ซึ่งได้มีผู้กล่าวถึงความหมายและความสำคัญของการ
ชว่ ยเหลือระยะแรกเร่ิมดงั น้ี

ไบเล่ย์ และโอเลอรี่ (Baily & Wolery 1992 หน้า 12) ได้กล่าวว่าการให้บริการช่วยเหลือระยะ
แรกเริ่ม คือกิจกรรม วิธีการ กระบวนการแทรกแซง หรือกระตุ้นเด็ก ที่จัดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อส่งเสริม
พัฒนาการของเด็ก ให้มีความก้าวหน้ามากทีส่ ดุ เพื่อป้องกันความเสื่อมถอยของพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก
ตลอดการป้องกนั ความเจ็บปว่ ย อบุ ตั เิ หตุต่าง ๆ ท่อี าจเกิดขนึ้ การจดั กระบวนการตา่ ง ๆในระยะแรกเรม่ิ

ฮีวาร์ด (Heward), 2003 หน้า 41) ได้กล่าวว่า การช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม เป็นการช่วยเหลือแก่
เด็กทันทีที่พบความผิดปกติ เพื่อกำจัดความพิการที่เพิ่มขึ้น และฟื้นฟูสมรรถภาพให้เต็มตามศักยภาพเท่าทีจะ
ทำได้

สวุ ิมล อุดมพริ ิยะศกั ดิ์ และจรรยาชืน่ เกษม (2553,หน้า 21) ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ดังนี้ การใหบ้ รกิ าร
ช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม หมายถึงการจัดโปรแกรมท่ีเป็นระบบ ในการให้บริการในด้านต่าง ๆ โดยเร็วที่สุดแก่
เด็กท่ีมีความเสี่ยงทุกระดับทันทีตั้งแต่แรกเกิด หรือทันทีที่ได้รับการวินิจฉัย ว่ามีความพิการ โดยมุ่งเน้นการให้
การศึกษากับพ่อแม่และครอบครัว ทั้งน้ีมุ่งพัฒนาเด็กให้ได้รับบริการจากนักวิชาชีพหลากหลาย ทั้งด้าน
การศึกษา, ด้านสุขภาพอนามัย, การบำบัดรักษา ตลอดจนการป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เด็กมี
พัฒนาการไปตามขั้นตอน เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป หรือใกล้เคียงเด็กทั่วไปมากที่สุด ซึ่งมีกระบวนการให้
ช่วยเหลือระยะแรกเรม่ิ มขี ัน้ ตอนในการดำเนินการดังนี้

๑. การส่งต่อ (Referral System) ในขั้นนี้ คือขั้นตอนที่พบเด็ก (Child Find) จะพบเด็กโดยวิธีใดก็ตาม เป็น
การได้มาซงึ่ เด็กที่มคี วามตอ้ งการพเิ ศษ เข้ามารับบรกิ ารซึ่งจะส่งต่อโดยใครก็ได้ เพอ่ื เข้ามารับบริการ เช่น
พอ่ แม่ แพทย์ พยาบาล ญาติ คนท่ัวไป หรอื หนว่ ยงานที่เกย่ี วขอ้ ง โดยสามารถติดตอ่ ส่งเดก็ มาในลกั ษณะ
ใดกไ็ ดใ้ นขนั้ ตอนน้ี หน่วยงานท่รี บั ผิดชอบ จะได้รบั ข้อมูลทุกอยา่ งเกี่ยวกบั เด็ก และครอบครัว

๒. การประเมินเพื่อพัฒนาการเด็ก (Assessment) โดยปกติแล้ว เด็กจะมีการตอบสนองกับผู้ปกครอง ได้
ดีกว่าบุคคลที่ไม่คุ้นเคย เพื่อจะได้ข้อมูลเก่ียวกับความสามารถของเด็กที่สมบูรณ์ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน
ผู้ปกครองควรมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมิน/ ตรวจสอบ/การสัมภาษณ์ผู้ปกครองหรือครูได้บันทึก

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 10

แบบประเมิน/ ตรวจสอบ เช่น แบบตรวจสอบ สามารถให้ทั้งผู้ปกครองหรือครูได้บันทึกแบบประเมิน/
ตรวจสอบโดยเป็นอิสระต่อกัน บางครั้งทีมอาจเตรียมสถานที่สำหรับการประเมิน/ ตรวจสอบในระหว่าง
การประเมินและตรวจสอบนั้น เด็กก็จะเล่นหรือทำกิจกรรมกับผู้ปกครอง ผู้ดูแล หรือ บุคคลที่มี
ความคุ้นเคยคนใดคนหนงึ่ สว่ นผเู้ ชยี่ วชาญ ทีเ่ กีย่ วข้องจะคอยสงั เกตการตอบสนองของเด็กซึ่งเปน็ สว่ นของ
การประเมินและตรวจสอบ ของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน ผู้เชี่ยวชาญอาจจะขอให้ผู้ปกครองทำบางส่ิง
บางอย่างที่เฉพาะของผู้เชี่ยวชาญนั้น ๆ เพื่อจะได้ข้อมูลที่ต้องการ บางครั้งครอบครัวคอยบอกครูหรือ
ผู้เชี่ยวชาญได้ว่า ตนเองต้องการจะรวมประเมินศักยภาพหรือความสามารถที่เป็นข้อเด่น ข้อด้อยของเด็ก
รวมทั้งทักษะที่เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวัน (Functional Skill) แล้วจะช่วยให้ได้ข้อมูล ที่ละเอียด
ครบถว้ น
๓. การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualize Education Program) เป็นแผนการจัด
การศึกษาที่ให้บริการตามความสามารถของเด็ก จากการประเมินซึ่งคณะผู้จัดทำ ต้องระบุไว้ การบริการ
เด็กพเิ ศษทีค่ ณะผู้จดั ทำในท่ีนีห้ มายถงึ Intervener หรอื Interventionist คอื ผปู้ ฏบิ ัติหนา้ ทใ่ี นการกระตุน้
พัฒนาการ และให้ความช่วยเหลือเด็กพร้อมให้คำแนะนำ กับพ่อแม่และครอบครัวโดยจะต้องผ่านความ
เหน็ ชอบของ นกั วิชาชพี ทหี่ ลากหลาย ทเ่ี รียกวา่ คณะสหวิทยาการ นอกจากนเ้ี ด็กทกุ คนจะตอ้ งมี IEP ของ
แตล่ ะคนและจำเปน็ จะต้องมีแผนการจดั การศึกษาเฉพาะครอบครัว Individualize Family
๔. การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสม (Appropriate Intervention Activities) ในการจัดประสบการณ์ หรือ
การจัดกิจกรรม ให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท จะคำนึงถึงความแตกต่างโดยอาจมีพัฒนาการ
ด้านต่าง ๆ ช้ากว่าปกติ ซึ่งผู้จัดกิจกรรม จึงควรศึกษาทักษะกิจกรรมในแต่ละด้าน เพื่อกระตุ้นให้เด็กมี
พัฒนาการใกล้เคยี งกบั เด็กปกติ ซึ่งประกอบดว้ ยทกั ษะท่สี ำคญั 6 ด้าน

4.1ทักษะการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ (Gross Motor Skill) คือการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยใช้
กล้ามเนื้อใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญและความจำเป็นมากต่อการนั่ง การคลาน การยืน การเดิน
การวิ่งและการกระโดดของเด็ก เมื่อเด็กมีทักษะการเคลื่อนไหว อย่างอิสระ จะทำให้เด็กเกิด
การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างมั่นใจ พร้อมกับความมั่นใจ ในการเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ยงั จะเปน็ พนื้ ฐานของการพัฒนาทกั ษะด้านอน่ื ๆ ตอ่ ไป

4.2ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็ก (Fine Motor Skill) คือการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ในการหยิบจับ เป็น
ความสามารถในการประสานงาน การเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กันระหว่างมือกับตา ความจำ
ความคิด การแยกแยะสิ่งต่าง ๆ การแก้ปัญหา และการเตรียมความพร้อม ด้านวิชาการเพ่ือ
เปน็ พ้นื ฐาน ทางการศกึ ษา

4.3ทักษะทางด้านภาษาและการสื่อสาร (Language and Communication Skill) คือการใช้
ภาษาสื่อสาร เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เพื่อสื่อสารบอกความต้องการ และ
ตอบสนองต่อคำพูดของคนอื่น ประสบการณ์ในการเรียนรู้ภาษาเป็นสิ่งที่เด็กได้รับตั้งแต่แรก
เกิด จากการฟังและความสนใจสู่การเลียนแบบภาษาท่าทาง ผลัดกันออกเสียง และพูดคุย
รู้จักเล่นด้วยกัน ผลัดกันเล่น ผลัดกันเลียนแบบ มีการใช้เสียงและภาษาท่าทางแสดงการ

11

เข้าใจ มีการใช้คำศัพท์ ในระดับต่าง ๆ และพัฒนาภาษาขึ้น จนเป็นภาษาพูด เป็นวลี และ
เป็นประโยค ตามลำดบั
4.4ทักษะทางสังคม (Social Skill) ทักษะทางสังคม มีความจำเป็นต่อเด็ก เป็นอย่างมาก การที่
เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นนั้น ต้องมีทักษะทางสังคมที่ดีด้วย เด็กที่มีทักษะทางสังคมจะ
ทำให้เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน การเล่น การแบ่งปัน การรอคอย กฎกติกา หรือความมี
นำ้ ใจ ล้วนเป็นผลมาจากการมที ักษะทางสังคมทัง้ สน้ิ
4.5ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (Self Help Skill) คือทักษะการช่วยเหลือตนเองอย่างอิสระใน
การทำกิจวัตรประจำวนั เป็นความสามารถที่พฒั นาผสมผสาน จากทกั ษะดา้ นการเคลื่อนไหว
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การประสานการทำงานระหว่างมือกับตาเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยงั ตอ้ งอาศัยความสามารถในการฟงั ความเขา้ ใจและปฏบิ ัตติ าม คำร้องขอ รวมท้ัง
สื่อสาร กับคนอื่น ๆ ให้เข้าใจ ผู้ที่มีทักษะการช่วยเหลือตนเองที่ถูกต้อง เหมาะสมจะมีความ
รบั ผิดชอบตอ่ ตนเองและผอู้ น่ื รวมทั้งมบี ุคลกิ ภาพท่ดี ี
4.6การเตรียมความพร้อมทางวิชาการ (Pre-Academic Skill) คือพื้นฐานทางวิชาการเป็น
ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเช่น การเรียนรู้เรื่องสี รูปทรงประเภทสิ่งของ
ต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้เรื่อง การอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ จะเป็นทักษะ
พื้นฐานทางวิชาการ เป็นการทำงานประสานกับทักษะกล้ามเนื้อเล็ก เพราะจะเกิดการเรียนรู้
ในขั้นพื้นฐาน ที่จะต้องใช้ทักษะประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ ในการเรียนรู้ แบบบูรณาการ
ประสาทสัมผัส (Sensory Integration)
๕. การประเมินความก้าวหน้า (Re-Assessment) ในการให้บริการเด็กนั้นจะต้องมีการจดบันทึก และ
รวบรวมข้อมูล จากทุกฝ่ายนอกจากนี้ยังจัดประชุมเพื่อประเมินและสรุปผล ความก้าวหน้าของเด็กแต่ละ
คน เพื่อนำมารายงานความก้าวหน้าให้พ่อแม่ ผู้เกี่ยวข้อง ในขั้นนี้อาจมีการปรับปรุงการให้บริการ หรือ
ปรบั เปลี่ยนกจิ กรรม รวมท้ังจดั ทำระบบการส่งตอ่ (Transition) หน่วยงานอื่นอีกด้วย
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 12

บทที่ 3
แนวทางการจัดการศึกษาสำหรบั นักเรยี นท่ีมีความบกพรอ่ งทางการเห็น

และมีความบกพร่องอืน่ ร่วมด้วยโรงเรยี นบา้ นเดก็ รามอินทรา

หลักการฝึกเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วย(ตาบอกพิการซ้อน)
จำเปน็ ต้องมีวิธฝี ึกทีแ่ ตกตา่ งไปจากการสอนปกติ เพ่ือสนองความตอ้ งการของเด็กเหล่านี้ ซ่ึงมหี ลักการฝึกดังนี้

๑. ครูต้องคำนึงถึงความพร้อมในการเรียน เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่น
ร่วมด้วย เพราะเดก็ มีความพร้อมท่ชี ้ากว่าปกติ กอ่ นทำการฝกึ ส่ิงใดครูจะต้องเตรียมความพร้อมก่อน
นาน ๆ เม่อื เด็กมีความพรอ้ มแล้ว ครจู งึ เร่มิ ทำการฝกึ ในกิจกรรมนน้ั ๆ

๒. ฝึกตามความสามารถ และความต้องการของเด็กแต่ละคน โดยจัดสภาพการเรียนการสอนให้เหมาะ
กับสภาพแวดลอ้ มและลกั ษณะของเดก็ คนนนั้

๓. ฝึกตามสติปัญญาหรือความสามารถเฉพาะเด็ก เพราะเด็กมีความบกพร่องทางการเห็นและมีความ
บกพรอ่ งอื่นร่วมด้วย มีระดบั สติปญั ญาท่แี ตกต่างกนั และตำ่ กวา่ เดก็ ทั่วไปทมี่ ีอายุเท่ากัน

๔. ยอมรับความสามารถและพยายามส่งเสริมความสามารถของเด็ก อย่าตามใจหรือคอยช่วยเหลือมาก
เกินไป ไม่ควรลงโทษทง้ั ทางกายและทางวาจามากเกนิ ไป

๕. พยายามฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด จะเป็นการช่วยให้เด็กพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง
เพมิ่ มากขน้ึ ทำให้เดก็ ร้สู ึกภาคภูมใิ จในคณุ คา่ ของตนเองและแบง่ เบาภาระจากผูเ้ ลยี้ งดู

๖. ฝกึ ตามหลักการวิเคราะหง์ าน (Task Analysis) โดยการแบง่ งานตามข้ันตอนย่อย ๆ หลาย ๆ ข้ันตอน
เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก เพื่อไม่ให้เด็กสับสนให้เด็กประสบความสำเร็จในกิจกรรม ซึ่งเป็นการ
สร้างความเชื่อม่ันในตนเองใหแ้ กเ่ ดก็

การใชห้ ลักการแบบ 3 R’s คือ

- Repetition คือ การฝึกซำ้ ๆ และการใช้เวลาฝกึ มากกว่าเด็กทัว่ ไป ใช้วิธที ี่หลากหลายในเนอื้ หาเดมิ
- Relaxation คือ การฝึกแบบไม่ตึงเครียด ไม่ฝึกเนื้อหาวิชาเดียวนานเกิน 15 นาที ควรเปลี่ยน

กจิ กรรมวชิ าการเปน็ การเล่น ร้องเพลง ดนตรี เลา่ นทิ าน หรือใหเ้ ด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง
- Routine คือ การฝึกใหเ้ ป็นกจิ วตั รประจำวนั เปน็ กจิ กรรมทต่ี อ้ งทำเป็นประจำสม่ำเสมอในแต่ละวนั

การฝึกโดยการแบ่งหมตู่ ามตารางการฝกึ

สามารถทำได้ ในกรณีทีเ่ ด็กท่ีมีระดับความสามารถทีใ่ กล้เคียงกัน การฝึกกิจกรรมต่าง ๆ ต้องพยายาม
แทรกการฝกึ ทักษะทีห่ ลากหลายโดยการบูรณาการเข้าด้วยกัน

1. ต้องช่วยให้เด็กพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กทุกคนจะเรียนรู้ได้ถ้าเขามีความรู้สึกประสบ
ความสำเร็จ

2. ฝึกทีละขั้นจากสิ่งที่ใกล้ตัวไปหาสิ่งที่ไกลตัว หรือจากเรื่องที่ง่ายไปหาเรื่องที่ยาก เพื่อไม่ให้ สับสน
กิจกรรมบางอย่างที่เด็กทั่วไปในวัยเดียวกันที่เห็นว่าง่าย แต่เด็กที่มีความบกบกพร่องทางการเห็นและ
มีความบกพร่องอืน่ ร่วมดว้ ยอาจเห็นว่ายาก สบั สน ไมเ่ ข้าใจ

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 13

3. ฝึกโดยลงมือปฏบิ ัติจริง
4. ฝึกสิง่ ทมี่ ีความหมายแก่เด็ก และสามารถนำไปใช้ในชวี ิตประจำวันได้ โดยเฉพาะสิ่งท่เี ปน็ นามธรรม ซึ่ง

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วยจะเข้าใจได้ยาก ครูต้องพยายามใช้
คำอธบิ ายอยา่ งง่ายและยกตวั อยา่ งประกอบ
5. ตอ้ งพยายามฝึกใหเ้ ด็กมปี ระสบการณ์ และฝกึ ใหเ้ ด็กมที กั ษะในการคดิ
6. ฝึกโดยใช้ของจริงหรืออุปกรณ์ประกอบทุกครั้ง ต้องให้เวลาเด็กมากพอสมควรในการเปลี่ยนแปลง
กจิ กรรมอยา่ งหนง่ึ ไปสู่อีกอย่างหน่งึ
7. การฝกึ เดก็ ต้องอาศัยแรงจูงใจและการเสริมแรง
8. ประเมนิ ผลความก้าวหน้าของเดก็ ในทกุ ๆ ด้านอยา่ งสม่ำเสมอ เพือ่ นำขอ้ มลู ทไ่ี ด้ไปปรับเปล่ียนวิธีการ
ฝึกใหมใ่ ห้มปี ระสทิ ธภิ าพมากขึน้
9. ครูจะต้องเชื่อว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วย มีความสามารถ
และศักยภาพในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี
คณุ ค่าและมีประสทิ ธิภาพ
10.การฝึกเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วย นอกจากฝึกทักษะท่ี
เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ต้องคำนึงถึงการส่งเสริมพฤติกรรมในการปรับตัว ปรับ
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ภาษา และพัฒนาในด้านบุคลิกภาพไป
พร้อม ๆกัน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
และมปี ระสิทธภิ าพ
11.การฝึกเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วย ต้องพยายามให้เด็กลดการ
พึ่งพาบุคคลอ่นื ลง ฝึกทกั ษะท่จี ำเป็นตอ่ การดำรงชีวิต และแสวงหาการจ้างงานในอนาคต

จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า วิธีการสอนเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องใน
ประเภทตา่ ง ๆ นนั้ ตอ้ งตระหนกั ว่าจะไม่มีวิธกี ารสอนใดที่ดที ่สี ุด อาจมบี างวิธที ีด่ ใี นบางเร่ือง บางวิชา
บางวัตถุประสงค์ บางโอกาส เดก็ บางคน บางกล่มุ หรือบางประเภทเท่าน้ัน จงึ ไม่ควรยดึ วธิ ีการสอนใด
เพยี งวิธีเดียว ควรสรรหาและพฒั นาวธิ กี ารสอนท่ีกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน สำหรับเด็ก
ท่มี คี วามบกพร่องของแตล่ ะประเภท เพอื่ ใหเ้ ด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาอย่างเตม็ ศักยภาพ

เทคนคิ การวิเคราะห์งาน (Task Analysis)

การวิเคราะห์งาน เป็นวธิ ีการสอนท่ีเหมาะสมกับเด็กท่ีมีความตอ้ งการพเิ ศษวิธีหน่งึ ซงึ่ ครูวางแผนการ
สอนอยา่ งมีเป้าหมาย และแบ่งกจิ กรรมหรอื งานใดงานหนึง่ เปน็ ข้นั ตอนย่อย ๆ จากขั้นตอนแรกไปจนถึง
ขนั้ ตอนสุดท้าย และสอนไปตามลำดับขนั้ ตอน จนเดก็ ทำได้สำเรจ็ ดงั นัน้ การวเิ คราะหง์ านจึงจดั เปน็ เทคนคิ
การสอนอย่างหนงึ่ ทค่ี รูจะต้องนำมาใช้เพ่อื ใหก้ ารสอนมีประสทิ ธภิ าพมากขึ้น

การวิเคราะห์งาน หมายถงึ กระบวนการทใี่ ช้แยกงานออกเปน็ ขนั้ ตอนยอ่ ยอย่างตอ่ เน่อื งกัน โดยมกี าร
จดั ลำดับขัน้ ตอนยอ่ ยของงานและอธบิ ายข้ันตอนท่สี ำคญั ของงานทัง้ หมด

งานในที่นี้คือ พฤตกิ รรมหน่ึง หรอื กลุ่มพฤตกิ รรมทแ่ี ตล่ ะบคุ คลต้องปฏบิ ัติ เพือ่ แสดงให้เห็นว่ามีทกั ษะ
หรอื ความรู้น้นั ๆ แบ่งได้เป็น 2 งานดังน้ี

๑. งานเป้าหมาย (Target task) หรือพฤติกรรมเปา้ หมาย (Terminal behavior)
๒. งานยอ่ ย (Subtask) หรือพฤติกรรมยอ่ ย (Intermediate behavior)

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 14

ประโยชน์ของการวิเคราะหง์ าน
๑. ทำใหค้ รตู ดั สนิ ใจวา่ จะสอนอะไรตอ่ จากเนอื้ หาที่สอนไปแลว้
๒. ทำใหค้ รูรูว้ า่ เด็กมปี ญั หาตรงไหน เด็กทำขนั้ ตอนใดไม่สำเร็จ
๓. ทำให้ครแู ยกข้นั ตอนย่อยทจ่ี ำเปน็ เพ่อื ช่วยใหเ้ ด็กทำงานแต่ละชนิ้ ไดส้ ำเร็จ
๔. ทำใหค้ รรู ู้ว่าจะต้องเปลีย่ นและปรบั ปรุงอะไรบ้างทจ่ี ะช่วยให้เดก็ ทำงานทไี่ ดม้ อบหมายไดส้ ำเรจ็
๕. ทำให้ครูหาวิธีอื่นใด เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ทำงานได้สำเร็จเช่น ถ้าเด็กใส่กระดุมเส้ือ

ไม่ไดจ้ ะมวี ธิ ที จี่ ะสอนให้เดก็ ใสก่ ระดุมเสือ้ ได้

วธิ ีวิเคราะห์งาน
๑. ครูจะเป็นผแู้ บ่งงานแต่ละงานเป็นขัน้ ตอนยอ่ ย ๆ ให้ไดม้ ากท่สี ดุ เท่าทคี รคู ดิ วา่ ทำได้
๒. ครูจะระบุทักษะย่อยที่เป็นขนั้ ตอนสำคญั ไว้วา่ คืออะไร
๓. สอนให้เดก็ ทำงานทก่ี ำหนดให้ไดส้ ำเรจ็
๔. แก้ไขดัดแปลงเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับเด็กบางคนที่ต้องเรียนรู้ทักษะย่อยแต่ละขั้นตอน

ของงาน แต่บางคนทำงานบางชิ้นไม่ได้ กรณีนี้ต้องตั้งจุดประสงค์ใหม่แทนวัตถุประสงเดิมที่วางไว้
เพือ่ เป็นการแก้ไขปญั หาที่เกิดขน้ึ

ผลการวเิ คราะหง์ าน
๑. เมื่อครูแยกข้ันตอนของงานชิ้นหนึง่ ได้โดยแสดงผลของการวิเคราะห์งานนั้นได้แสดงว่าครูสามารถ

ใชก้ ระบวนการวิเคราะห์งานและวเิ คราะห์งานชน้ิ นน้ั ได้
๒. เม่อื ครูทำการวิเคราะหง์ านไดส้ ำเรจ็ ครูย่อมไดข้ ้อมูลพ้นื ฐาน ความก้าวหนา้ ของเด็ก
๓. เมื่อครูวิเคราะห์งานได้แล้ว ครูย่อมตั้งเกณฑ์ในการเขียนวัตถุประสงค์ ของการเรียนการสอนใน

เน้อื หาอ่ืนต่อไปได้อยา่ งเหมาะสม
๔. เมือ่ ครวู ิเคราะห์งานแล้ว ครสู ามารถเปรียบเทยี บเนอื้ หานนั้ ว่าใช้เวลาสอนเท่าไรจะต้องเน้นอะไร
๕. เมื่อครูวิเคราะห์งานใด ย่อมทราบว่าเนื้อหานั้นใช้เวลาสอนเท่าไร จะต้องเน้นอะไร อย่างไร การ

เข้ารว่ มแก้ปัญหาโดยใชว้ ธิ กี ารวเิ คราะหง์ านอย่างไร ลกั ษณะของปฏสิ มั พันธ์ใดท่ีช่วยให้เรียนรู้งาน
ไดด้ ีและเรว็

ขน้ั ตอนการวเิ คราะหง์ าน
๑. กำหนดเป้าหมาย และจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
๒. วิเคราะห์ ออกเปน็ ขั้นตอนย่อย หรืองานย่อย
๓. จดั ลำดบั ของงานยอ่ ย
๔. วเิ คราะหโ์ ดยกำหนด ทักษะบังคับเบอื้ งตน้
๕. จัดลำดับ ทักษะเบ้อื งตน้
๖. จัดทำแผนภมู ิ
๗. ทำแบบทดสอบ
๘. จดั ประเภทพฤติกรรมเป้าหมาย
๙. สอนโดยอธบิ ายไปตามขน้ั ตอน แต่บางครั้งต้องสอนโดยบูรณาการข้นั ตอนยอ่ ยเขา้ ดว้ ยกนั

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 15

ลกั ษณะการฝกึ โดยใช้หลักการวิเคราะห์งาน
การฝึกโดยใชห้ ลกั การวิเคราะหง์ านมี 2 ลกั ษณะคอื
1. การฝึกจากหน้าไปหลัง (Forward Chaining) คือ เริ่มฝึกจากขั้นตอนแรกเป็นต้นไป เมื่อเด็ก
สามารถทำขน้ั ที่ 1 ได้ดว้ ยตนเองตามเกณฑท์ ่ตี งั้ ไว้ จึงจะเริ่มฝกึ ในขั้นต่อไป
2. การฝึกแบบถอยหลัง (Backward Chaining) คือ การฝึกเริ่มจากผู้ฝึกจับมือเด็กทำขั้นสุดท้าย
ให้ได้ก่อน เมื่อสำเสร็จขั้นสุดท้ายแล้ว ผู้ฝึกจึงฝึกย้อนหลังจากขั้นสุดท้ายมาอีกขั้นหนึ่ง ทำ
เช่นเดียวกันจนถึงขนั้ ตอนแรก
จากที่ได้กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า การฝึกโดยใช้วิเคราะห์งานสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การฝึก

จากหนา้ ไปหลงั และการฝกึ แบบถอยหลงั

สิ่งทผ่ี ู้สอนควรคำนึงในการฝกึ ทักษะการดำรงชีวติ ประจำวนั

ขัน้ ตอนการฝกึ ทักษะ
1. ผสู้ อนตอ้ งเช่อื ม่ันว่า ผเู้ รยี นสามารถเรยี นรไู้ ด้
2. ประเมนิ ความสามารถของผเู้ รยี น
3. สอนให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรยี นแต่ละคน โดยคำนงึ ถงึ หลักการดำเนนิ ชีวติ อยา่ งคนท่ัวไป
4. อดทนและให้เวลาแกผ่ ูเ้ รียนในการเรียนรู้
5. ให้ผูเ้ รยี นฝึกปฏิบตั ิทกั ษะทสี่ อนนน้ั หลาย ๆ ครั้ง เพื่อเปน็ การยำ้ ซำ้ ทวน ใหผ้ เู้ รยี นเกิดทักษะจนทำได้
6. บันทกึ ข้อมลู การฝกึ อย่างสม่ำเสมอ เพ่อื ตดิ ตามความกา้ วหนา้ และการวางแผนการสอนครั้งต่อไป
7. ใหผ้ ้ปู กครองควรไดม้ สี ่วนร่วมในการวางแผน และการฝึกผูเ้ รยี นเป็นแนวทางเดียวกนั

วิธีการฝึก
วิธีท่ี 1 การฝกึ จากขน้ั ตอนแรกไปข้ันตอนสุดทา้ ยทลี ะขั้นตอนแบบตอ่ เน่อื ง
วธิ ที ี่ 2 การฝกึ จากขน้ั ตอนสุดท้ายไปข้นั ตอนแรกที่ละขัน้ ตอนแบบต่อเน่อื ง

หลกั การฝึกทกั ษะ
1. ประเมินความสามารถผ้เู รียนกอ่ นฝกึ
2. แบ่งข้ันตอนการฝึกออกเปน็ ขน้ั ตอนยอ่ ย
3. ฝึกจากง่ายไปหายาก ฝกึ เปน็ ข้ันตอน ไมย่ งุ่ ยากซบั ซอ้ น
4. สอนซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ให้กำลงั ใจ และให้การเสรมิ แรง
5. ใช้คำพูดงา่ ย ๆ ประโยคส้ันง่ายตอ่ การเข้าใจ
6. ประเมินผลเป็นระยะ

ข้อควรคำนงึ ในการฝกึ
1. ตอ้ งคำนึงถงึ วฒุ ภิ าวะ
2. ยอมรบั ความสามารถ และสง่ เสริมความสามารถ ไม่ควรตามใจและคอยชว่ ยเหลือมากเกินไป
3. ใหผ้ เู้ รยี นทำด้วยตนเองใหม้ ากที่สดุ เพอ่ื พัฒนาความมน่ั ใจในตนเอง

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 16

ข้นั ตอนการฝกึ
1. ขัน้ เตรียมการ
• เลือกกจิ กรรมตามความสามารถของผเู้ รียน
• เลอื กอุปกรณก์ ารฝึกแต่ละชนิดตรงตามแผนการฝึกทักษะ
• เตรยี มสถานท่ฝี กึ
2. ขั้นนำ
• สนทนาเตรยี มความพรอ้ มหรือสร้างความคนุ้ เคย
• บอกเรอ่ื งทจ่ี ะฝึก และบอกวัตถุประสงคใ์ นการฝกึ
• แนะนำอปุ กรณท์ ีจ่ ะฝึก
• จัดทา่ นกั เรยี น
• กระตนุ้ หรือโนม้ นา้ วให้เดก็ สนใจทำกิจกรรม
3. ขน้ั ฝึก
• สาธติ ขั้นตอนย่อยในเร่ืองทีจ่ ะฝึกจนครบข้นั ตอน (hand over hand)
• สาธติ แต่ละขัน้ ตอนยอ่ ย พร้อมบอกใหผ้ เู้ รยี นทำตามแต่ละข้นั ตอน
• หลังบอกให้ผู้เรยี นทำตามถ้าผู้เรยี นไม่ทำหรือทำไมไ่ ด้ ภายใน 30วินาที ตอ้ งช่วยเหลือโดยการจับ
มอื ทำ (hand under hand)
• ใหก้ ารเสรมิ แรงถูกตอ้ งเหมาะสมกบั สถานการณ์
4. ชแ้ี นะ
• ให้ผเู้ รยี นสบตาหรอื มองกจิ กรรมทกุ ครง้ั ทที่ ำ
• ใหก้ ารเสริมแรงทถี่ กู ต้องเหมาะสมกับสถานการณข์ ณะฝึก
• ลดการชว่ ยเหลอื ลง เมอื่ ผูเ้ รียนทำกิจกรรมนน้ั ได้
• ใชค้ ำสั่งทง่ี ่าย ส้ัน กระชับ
5. ข้ันสรปุ
• สรปุ เรอ่ื งทีฝ่ ึก
• ให้ผ้เู รยี นทำเองตัง้ แตต่ ้นจนจบในกิจกรรมที่ฝกึ

การเสริมแรงทางบวก มี 2 ประเภท
1. การเสริมแรงทางสังคม เช่น ปรบมือ กลา่ วชม โอบกอด ลบู ศรี ษะ
2. การเสริมแรงด้วยสิ่งของ เช่น ขนม, ของเล่น, คะแนนสะสม, เบี้ยอรรถกร, ให้ทำกิจกรรมที่ชอบ, พา
ไปนอกสถานที่, เลน่ เครอ่ื งเลน่ สนาม ฯลฯ

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 17

บทท่ี 4
ทักษะสำคัญสำหรับนักเรยี นทม่ี คี วามบกพร่องทางการเห็นและมคี วามบกพร่องอ่นื

รว่ มด้วยโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา

1. ทักษะการทำความคันเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว (Orientation and Mobility) หรือ
O&M

2. ทกั ษะการช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชวี ติ ประจำวัน
3. ทักษะด้านภาษาและการส่อื สาร
4. ทกั ษะด้านงานอาชีพ

1. ทักษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว( Orientation and
Mobility (O&M))

คำว่า โอ แอนด์ เอ็ม O&M เป็นตัวย่อของ Orientation and Mobility : ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญที่สุด
และจำเป็นสำหรบั คนตาบอดทจ่ี ำเปน็ จะต้องเรียน

Orientation and Mobility เป็นวิชาที่สอนให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็น รู้จักใช้ประสาท
สัมผัสที่เขามีอยู่ ได้แก่สายตาบางส่วน การฟังเสียง การสัมผัส การดมกลิ่น การชิมรส และประสบการณ์เดิม
โดยเฉพาะการฝึกเดินด้วยไม้เท้าขาว ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ สง่า งาม
และปลอดภัยได้ด้วยตนเอง เพื่อใหส้ ามารถดำรงชีวิตด้วยตนเองได้อย่างอสิ ระ (แฉล้ม แยม้ เอี่ยม.2557)

สำหรบั เดก็ ทีม่ ีความบกพร่องทางการเห็นและมคี วามบกพร่องอื่นรว่ มด้วยจะมีความยากลำบาก ดังนั้น
จึงมกี ารสอนพเิ ศษเฉพาะในดา้ นการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว

การทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม (Orientation) หมายถึงความสามารถในการตระหนักรู้ถึง
ตนเองและสภาพแวดล้อมหรอื สิ่งที่โอบลอ้ มรอบ ๆ ตนเอง ในเบอ้ื งต้นเดก็ ควรท่ีจะมีความเข้าใจถึงร่างกายของ
ตนเอง และตำแหน่งของตนในขณะที่อยู่ที่นั้น ๆ และตระหนักในการรับรู้ข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่ผ่าน
ประสาทรบั ความรู้สึก (การเห็น เสียง กล่ิน ผิวสมั ผสั )

การเคลื่อนไหว (Mobility) หมายถึงทักษะที่จำเป็นในการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่าง
ปลอดภัย เพื่อให้การเคลื่อนท่ีหรือเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภยั ทุก ๆ คนควรที่จะต้องคำนึงถึงหลักของความ
ปลอดภัยและสิ่งที่จะเป็นอันตราย ซึ่งในขั้นแรกเด็กจะเรียนรู้การเคลื่อนที่อย่างปลอดภัยภายในบริเวณบ้าน
ของตน หรือบริเวณโรงเรียน และต่อมาเด็กก็จะเริ่มเดินทางไปบ้านของเพื่อนในชุมชน และไปยังที่ที่ตนเองไม่
คุ้นเคย

ทักษะการทำความคนุ้ เคยกบั สภาพแวดล้อมและการเคลือ่ นไหว (Orientation and Mobility) สำหรบั
เด็กเลก็
ความเข้าใจเกย่ี วกบั ส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย

1. สมั ผัส หรอื ระบุสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกายตนเอง
2. สัมผัสสว่ นต่าง ๆ ของร่างกายตามคำบอก
3. บอกชือ่ หรอื ระบสุ ่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายทสี่ ำคัญ

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 18

4. เคลือ่ นไหวส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายตามคำบอก

การแยกแยะด้านซา้ ย – ขวา
1. แยกแยะด้านซา้ ย – ขวา
2. ระบุดา้ นซา้ ย หรือขวาของร่างกายตนเอง
3. ระบดุ ้านซา้ ย หรอื ขวาของบคุ คลอนื่ เมื่อหนั หนา้ ไปในทิศทางเดียวกัน
4. ระบดุ ้านซา้ ย หรอื ขวาของบุคคลอนื่ เม่ือหันหนา้ เขา้ หากัน
5. ระบดุ า้ นซ้าย หรือขวาของวัตถุ
6. เคล่ือนทไ่ี ปในทิศทางดา้ นซา้ ย หรือขวา

การบอกตำแหน่ง
1. มีความเขา้ ใจเก่ียวกับตำแหน่ง
2. ระบดุ า้ นหน้า ดา้ นหลงั ด้านขา้ ง ดา้ นบน ด้านลา่ งของตนเอง
3. ระบุด้านหน้า ดา้ นหลัง ดา้ นข้าง ดา้ นบน ด้านลา่ งของวตั ถุ
4. เคล่อื นทีไ่ ปข้างหน้า ถอยหลงั ข้ึนข้างบน ลงขา้ งลา่ ง และเดนิ ไปรอบ ๆ วัตถุ
5. วางวัตถุไว้ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านขา้ ง ดา้ นบน และด้านล่างตนเอง
6. วางวตั ถไุ วด้ า้ นหน้า ด้านหลงั ด้านข้าง ดา้ นบน และดา้ นล่างของวตั ถุอื่น

พัฒนาการด้านความคดิ รวบยอดภายในอาคาร
1. เข้าใจเกีย่ วกับส่วนประกอบพน้ื ฐานภายในอาคาร
2. ระบุส่วนประกอบสำคญั ของห้องเรยี น มมุ ห้อง ผนงั พนื้ เพดาน หน้าต่างประตู
3. ระบหุ อ้ งตา่ ง ๆ ของโรงเรียนหรอื ที่อยู่อาศัยได้ เช่น หอ้ งนอน,หอ้ งเรียน,หอ้ งนำ้ ,โรงอาหาร เป็นตน้
4. บอกชอ่ื หรือระบุชนดิ ของเคร่ืองเรอื นภายในบา้ นหรือ เคร่อื งตกแต่งในหอ้ งเรยี น
5. บอกชือ่ หรอื ระบุส่วนประกอบสำคญั ของบา้ น หรืออาคารเรียน เช่นบันได ประตู เป็นตน้

ภายนอกทอี่ ยู่อาศัย หรือโรงเรียน
1. แสดงความเขา้ ใจเกีย่ วกับสว่ นประกอบพนื้ ฐาน ภายนอกที่อยอู่ าศยั หรอื โรงเรยี น
2. ระบสุ ่วนประกอบพนื้ ฐานในชุมชนเมือ่ เดินทางไปในพืน้ ที่ เชน่ ร้วั ,ถนน,ทางเดิน,สนามหญา้ ,บา้ น,วดั
3. บอกช่อื หรอื ส่ิงกอ่ สร้างพ้นื ฐานในชมุ ชมเม่ือถูกถาม เช่น รั้ว,ถนน,ทางเดิน,วดั เป็นต้น

การแยกแยะรูปรา่ ง
1. การแยกแยะรปู ร่างต่าง ๆ
2. จับคูร่ ูปร่างทางเรขาคณติ
3. ระบรุ ปู รา่ งพ้นื ฐานทางเรขาคณติ
4. ระบรุ ูปร่างพ้ืนฐานทางเรขาคณติ เม่ือพบในสภาพแวดล้อม

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 19

การรบั รทู้ างดา้ นประสาทสัมผัส : การบอกตำแหนง่ ของเสียง
1. แสดงความสนใจเสียงใดๆทเ่ี กิดขนึ้ ในสภาพแวดล้อม
2. แสดงทา่ ทางสนใจเม่ือไดย้ นิ เสียงบุคคลทต่ี นเองชอบ
3. จำเสียงของเลน่ หรอื สิ่งของที่ตนเองชอบ โดยการหยดุ ทำกิจกรรมและแสดงการตง้ั ใจฟังเสยี ง
4. หันหนา้ ไปในทศิ ทางของเสียง
5. ระบุเสยี งภายในอาคาร
6. ระบเุ สียงทีอ่ ย่ภู ายนอกอาคาร
7. เดนิ ไปยงั แหลง่ ทม่ี าของเสยี ง

การแยกแยะผา่ นการสัมผัส
1. บอกหรือ ระบุวตั ถุทมี่ ีพนื้ ผิวเหมอื นหรือแตกตา่ งกนั
2. ใชก้ ารสมั ผสั เพอ่ื แยกแยะสง่ิ ที่รบั ประทานได้หรือไมไ่ ด้ ชอบหรือไม่ชอบ
3. บอกถงึ ความเปลย่ี นแปลงของพื้นผวิ สมั ผัสดว้ ยมอื หรือฝา่ เทา้
4. ระบพุ ื้นผิวต่าง ๆ ผา่ นการสมั ผัสดว้ ยมือ
5. ระบุพน้ื ผวิ ต่าง ๆ ผ่านการสมั ผสั ดว้ ยฝา่ เท้า

การแยกแยะผา่ นทางการรบั กล่ิน
1. แยกแยะกล่ินของอาหารท่เี สียแลว้
2. แยกแยะได้ว่า กลิน่ ของอาหารทีร่ ับประทานได้หรอื ไมไ่ ด้
3. ระบกุ ล่ินของสง่ิ ต่าง ๆ ทคี่ ุ้นเคย
4. ระบกุ ลิ่นของส่ิงตา่ ง ๆ ทพี่ บในชีวติ ประจำวัน
5. เดินไปยงั ท่มี าของกลิ่น

การใชส้ ายตาที่เหลอื อยู่ (สำหรับนกั เรยี นทีม่ ีสายตาเลืองราง)
1. มองหาสง่ิ ของทอ่ี ยรู่ อบ ๆ ตนเองหรอื ส่งิ ของท่ผี อู้ น่ื สง่ ให้
2. สำรวจสงิ่ ของและแยกแยะสง่ิ ท่ตี นเองชอบหรือไมช่ อบ
3. มองหาส่งิ กีดขวางท่ีอยู่ในสภาพแวดล้อมและหลบหลีก
4. มองหาวัตถทุ ่ที ำตก
5. มองหาและบอกตำแหนง่ ของวัตถุตา่ ง ๆ ท่ีอยใู่ นสภาพแวดล้อม

การเดินทางของคนตาบอด
1. เดนิ ภายในหอ้ งเรียน หรอื ท่ีอยอู่ าศยั
2. ใช้เทคนิคการเดินทางกับผ้นู ำทาง
3. ใชเ้ ทคนิคการป้อนกนั ตนเองในขณะเดนิ ภายในอาคาร
4. เดนิ ขึน้ -ลง บนั ได

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 20

5. เปิด-ปิดประตู
6. การใช้ไม้เทา้ ขาว
7. เดินภายในห้องเรียน หรือท่อี ยู่อาศยั
8. เดินทางไปยังหอ้ งเรยี นอน่ื ๆ ทคี่ ุ้นเคย
9. เดินไปยงั ท่ีหมายตามคำบอกได้
10.เดนิ ในแนวเส้นตรงได้ตลอดเส้นทาง
11.เดนิ ทางภายในละแวกที่พกั อาศัย หรอื รอบ ๆ โรงเรียนที่ไมม่ รี ถพลกุ พล่าน
12.เดนิ ทางไปยังร้านค้าในโรงเรียน หรือใกล้ทพี่ ักอาศัย
13.เดนิ ขา้ มถนนภายในชุมชนของโรงเรียน หรือท่ีพักอาศยั ทไี่ มม่ รี ถพลุกพลา่ น
14.บอกชอ่ื ทอี่ ยูข่ องตนเอง เพอ่ื ขอความชว่ ยเหลอื เม่อื หลงทาง
15.เดินขา้ มถนนบรเิ วณทางแยกท่ีมสี ัญญาณไฟ
16.เดนิ ทางโดยใชบ้ ริการขนส่งสาธารณะในชุมชน

ทักษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว (Orientation and Mobility) สำหรับ
เดก็ โต
เทคนคิ ก่อนใชไ้ ม้เท้า (Pre – cane skill)

การเดินทางกับผู้นำทาง (Sighted Guide)
1. การใหส้ ญั ญาณการชว่ ยเหลือ
2. ลกั ษณะและตำแหน่งของการจับแขน
3. ตำแหนง่ ของผูน้ ำทางและคนตาบอด
4. ลักษณะของการเดินไปดว้ ยกนั
5. การเปลีย่ นข้าง
6. การเดินผ่านทางแคบ
7. การขึน้ บนั ได
8. การลงบนั ได
9. การเปดิ และปดิ ประตู
10. การนงั่ เกา้ อ้ี
11. การใชย้ านพาหนะ
12. การใช้บริการขนสง่ สาธารณะ
13. การป้องกนั ตนเอง
14. การเดนิ เลาะแนว
15 การเดินเปน็ เสน้ ตรงโดยอาศัยแนวตง้ั ฉาก
16. การเดินขนานเสน้ ขอบ
17. การหาของตก
18. การทำตัวเองใหค้ ้นุ เคยกับสถานที่

21

19. การเดินสำรวจแบบเสน้ รอบวงโรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา
20. การเดนิ สำรวจแบบสลับฟนั ปลาและกากบาท)

การเดินทางโดยใช้ไมเ้ ทา้ ขาว (White Cane)

ไม้เท้าขาว (White Cane / Long Cane )
• ชนิดของไม้เทา้
• สว่ นประกอบของไมเ้ ท้า
• หนา้ ที่ของไมเ้ ทา้

เทคนิคการใชไ้ มเ้ ท้า
• แบบทแยงหรือแบบขวางลำตวั
• เทคนิคการแกวง่ 2 จุด
• การแกว่ง จังหวะการก้าวขา
• การดัดแปลงใช้

เทคนิคการใชไ้ มเ้ ทา้ ในการเดนิ ทาง
• การใช้ไมเ้ ท้าภายในอาคาร
• การใชไ้ ม้เทา้ นอกอาคาร

การทำกจิ วัตรประจำวนั

การจดั สภาพแวดล้อมในทีอ่ ยอู่ าศัย ที่เออ้ื ตอ่ การทำกจิ กรรม
• การจดั สภาพแวดล้อมในหอ้ งน้ำ
• การบีบยาสฟี นั
• การโกนหนวด

การประกอบอาหาร
• การหงุ ข้าว
• การใช้อปุ กรณ์ในครัว เชน่ มีด
• การหัน่ ผัก
• การรนิ นำ้
• การชงเคร่อื งสำเร็จรูปหรือเครื่องด่ืมรอ้ น
• การทำอาหาร

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 22

2. ทักษะการชว่ ยเหลอื ตนเองในการดำเนินชวี ติ ชวี ติ ประจำวัน

ทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน เป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
พื้นฐาน ในเรื่องการรับประทานอาหาร การแต่งกาย การขับถ่าย การทำความสะอาดร่างกาย และการ
รับผิดชอบงานบ้าน ให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล โดยใช้การปฏิบัติจริง การ
สาธิต การวิเคราะห์งานเป็นลำดับขั้นตอน ฝึกทักษะแบบบูรณาการ ในการพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์และ
สมดุลในด้านตา่ ง ๆ เพิ่มมากข้ึน เพื่อให้ผู้เรียน มีร่างกายเจริญเตบิ โต มีสุขนิสยั ที่ดี สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย
ได้ประสานสัมพันธ์กัน ในการทำกิจวัตรประจำวันเต็มศักยภาพ มีวินัย มีความรับผิดชอบ สามารถคิดและ
แก้ปัญหาไดเ้ ตม็ ศักยภาพ

เดก็ ท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางการเห็นและมคี วามบกพร่องอ่นื ร่วมด้วยตอ้ งได้รบั การสอนเฉพาะ ต้องอาศยั
ความอดทนและการกระตุ้นอย่างแรงกล้า เด็กหลาย ๆ คนอาจเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองได้หรืออาจจะต้อง
ช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย สิ่งสำคัญเราต้องสร้างให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตนเองให้เป็นกิจวัตรอย่าง
ต่อเน่อื ง เชน่ การใช้หอ้ งนำ้ การอาบน้ำ การหวีผม การแปรงฟันการแตง่ ตัว ให้เป็นประจำทกุ ๆ วนั หลงั จากต่ืน
นอนในตอนเชา้ ซึ่งจะช่วยใหเ้ ด็กทราบหรือคาดหมายว่าสิง่ ใดจะเกิดขนึ้ แล้วตามมาด้วยเรือ่ งอะไร นอกจากน้ียัง
ช่วยให้เด็กมีชีวิตที่เป็นอิสระพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด กิจกรรมต่าง ๆ ควรเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นปกติธรรมดาใน
ชีวิตประจำวันของทุก ๆ คนในครอบครัว (รวมถึงตัวเด็ก) สามารถคาดหมายได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างใน
กจิ กรรมน้ัน ๆ เชน่ สมาชกิ ในครอบครัวใชส้ ถานท่ีบรเิ วณใด สำหรบั รบั ประทานอาหาร อาบนำ้ แต่งตวั หรือใช้
ห้องน้ำ หอ้ งส้วม เด็กทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางการเหน็ และมีความบกพร่องอื่นร่วมดว้ ยกต็ ้องได้รบั การดแู ลและใช้
สถานที่นั้น ๆ เช่นเดียวกันกับบุคคลในครอบครัว เด็กบางคนอาจจะไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างตามลำพัง
ได้ ครู ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลต้องให้เด็กได้เรียนรู้ และมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของกระบวนการของกิจกรรม
นน้ั ๆ เชน่ หยบิ ผา้ เช็ดตวั เมือ่ ถงึ เวลาอาบน้ำ

กิจกรรมทกุ กจิ กรรมในท่ีน้ีจะเริ่มต้นด้วยกิจกรรมที่ง่าย ๆ และจะต้องทำอย่างต่อเนื่องและคาดหวงั ให้
เด็กได้เรียนรู้ที่จะทำและมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากข้ึน ในช่วงแรก ๆ เด็กอาจจะต้องการความช่วยเหลือในการ
ดูแลตนเองในหลาย ๆ เรื่อง เราอาจจะแสดงวิธีทำกิจกรรมนั้น ๆ ด้วยวิธี Hand Over Hand (มือเด็กอยู่บน)
และ Hand Under Hand (มือเดก็ อย่ลู า่ งหรือจบั มอื ทำ) จากน้นั ค่อย ๆ ลดการชว่ ยเหลือลงทลี ะน้อย จนเหลือ
เพียงการกระตุ้นด้วยวาจาหรือเตือนความจำ เป้าหมายคอื ให้เด็กเรยี นรูท้ ี่จะทำไดด้ ้วยตนเองให้มากท่ีสุดเทา่ ที่
เป็นไปได้

กิจกรรมท่ีเกยี่ วข้องกับกิจวัตรประจำวัน
• การดดู ของเหลวโดยใชห้ ลอด การดมื่ นมจากกล่อง

• การดม่ื น้ำ ดมื่ นมจากแกว้

• การใช้ช้อนตักอาหาร

• การใช้ห้องน้ำ

• การนง่ั สว้ ม

• การทำความสะอาดหลงั การขบั ถ่าย

23

• การลา้ งหนา้โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา
• การแปรงฟนั
• การอาบน้ำ
• การสระผม
• การเช็ดตวั
• การใสเ่ สอ้ื ยืดคอกลม
• การถอดเส้อื ยดื คอกลม
• การใสก่ างเกงเอวยดื
• การถอดกางเกงเอวยืด
• การใสเ่ ส้อื ผา่ หน้า
• การติดกระดุม
• การปลดกระดุม
• การถอดเส้อื ผา่ หน้า
• การใส่กระโปรง/กางเกงทม่ี ซี ปิ และตะขอ
• การถอดกระโปรง/กางเกงทม่ี ีซปิ และตะขอ
• การสวมรองเท้าแบบติดแถบ
• การใส่ถงุ เท้า
• การใส่รองเทา้ นักเรยี น

กจิ กรรมงานบา้ นงานครัว
• การล้างแก้ว
• การล้างจาน
• การกวาดบา้ น
• การถพู ืน้
• การล้างห้องน้ำ
• การซกั เส้อื ผ้า
• การรดี ผา้
• การพบั ผ้า
• การหุงขา้ ว
• การชงเครือ่ งดื่มสำเร็จรปู ปหรือเคร่ืองด่ืมร้อน
• การประกอบอาหาร

24

3. ทักษะการสื่อสาร(การรบั ร้แู ละการแสดงออกทางภาษา)

ทักษะการสื่อสาร(การรับรู้และการแสดงออกทางภาษา) เป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถรับรู้และ
แสดงออกทางภาษาที่เหมาะสมในเรื่องการรับรู้เสียงและคำ, การแสดงสีหน้าท่าทางและคำพูดการออกเสียง
พยัญชนะและสระ, การสร้างคำพูดและประโยคและการบอกข้อมูลส่วนตัว, การถ่ายทอดความรู้สึกหรือการ
แสดงออกถึงความเข้าใจในการรับรู้ภาษา, การใช้ภาษาในการสื่อสารกบั บุคคลอ่ืนในชีวิตประจำวัน รวมถึงการ
สนใจเรยี นรสู้ ่ิงตา่ ง ๆ รอบตวั เลน่ และทำกิจกรรมกับผูอ้ ่นื อย่างมีความสขุ

เด็กที่บกพร่องทางการเห็นที่มีความบกพร่องอื่นร่วมด้วย ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูด ไม่ได้
หมายความว่าเด็กจะไม่สื่อสาร ผู้สอนหรือผู้ดูแลจำเป็นจะต้องแปลความหมาย สิ่งที่เด็กสื่อสารให้ถูกต้อง เช่น
ท่าทางหรือพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก การทำเสียง แต่ต้องสังเกตอย่างตั้งใจ การสื่อสารทางเลือกจึงเป็น
สิ่งจำเป็นสำหรับเด็กที่บกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วย ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูด
การเลือกใช้สัญลักษณ์เพื่อการสื่อสาร จึงเป็นสิ่งที่ครู ผู้ปกครอง และนักวิชาชีพต้องร่วมกันตัดสินใจเพื่อให้
เหมาะสมกบั ผู้เรยี น การเลอื กใช้สญั ลกั ษณ์เพ่ือการสื่อสารอาจเป็นของจริงทยี่ อ่ ส่วน เชน่ ชนิ้ ส่วนของผ้าเช็ดตวั
เป็นสัญลักษณ์สื่อสารว่าถึงเวลาอาบน้ำ สบู่สัญลักษณ์สื่อสารไปห้องน้ำ กล่องนม หมายถึงช่วงเวลาอาหารว่าง
หรือดืม่ นม การใชส้ อื่ สญั ลกั ษณ์ควรทำตอ่ เนอื่ งและสมำ่ เสมอ จงึ จะประสบผลสำเรจ็

4. ทักษะด้านงานอาชีพ

ทกั ษะด้านงานอาชีพมุ่งพฒั นาผู้เรยี น ให้มีทกั ษะในการทำงาน ทำงานเปน็ รักการทำงาน ทำงาน
ร่วมกบั ผูอ้ ืน่ ได้ มีความสขุ กับการทำงาน เหน็ แนวทางในการประกอบอาชพี มีเจตคตทิ ่ีดีต่อการทำงาน สามารถ
ดำรงชวี ิตอยู่ในสังคมไดอ้ ย่างพอเพียงและมคี วามสขุ

เด็กที่บกพร่องทางการเห็นและมีความบกพร่องอื่นร่วมด้วยอาจเป็นอาชีพที่ไม่มีความสลับซับซ้อนใน
การทำ หรือกระบวนการทำที่ไม่หลายขั้นตอน หรือเด็กมีส่วนร่วมในขั้นตอนใดขัน้ ตอนหนึ่ง เช่น การทำไข่เคม็
เด็กบางคนสามารถทำได้ทุกขั้นตอน เด็กบางคนทำได้ 1- 2 ขั้นตอน เด็กบางคนอาจจะช่วยได้แค่หยิบไข่ใส่ถุง
หรือการมีส่วนรว่ มในอาชีพท่ีครอบครัวทำอยู่
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 25

บทท่ี 5
เอกสารประจำตัวนกั เรียน

แผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล (INDIVIDUALIZED EDUCATION PROGRAM)

ความหมาย
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นแผนซึ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความ

ต้องการจำเป็นพิเศษของบุคคลพิการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใด
ให้คนพิการแต่ละคนได้อย่างถูกต้องและคนพิการแต่ละคนสามารถเรียนรู้ พัฒนาตามธรรมชาติอย่ างเต็ม
ศกั ยภาพ

วตั ถุประสงคข์ องการจัดทำ IEP
1. เพ่ือชว่ ยให้เด็กไดเ้ รียนรแู้ ละพฒั นาตามความสามารถของเด็ก
2. เพื่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความก้าวหนา้ ทางการเรียน และพัฒนาการของเด็กให้เป็นไปอย่าง
มรี ะเบยี บ

เหตุผลและความจำเป็นในการจัดทำ IEP
เนื่องจากรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาเพื่อคนพิการ โดยได้บัญญัติกฎหมายให้

บุคคลเหล่านี้ได้มีโอกาสรับการศึกษาเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป โดยต้องได้รับการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับ
ความตอ้ งการจำเป็นของแต่ละบุคคล ดังตอ่ ไปน้ี

1. ด้านกฎหมาย
1.1 รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2540 กำหนดมาตราทเี่ ก่ยี วข้องกับคนพิการไวด้ ังน้ี

มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสทิ ธิเสมอกันในการรับการศึกษาขัน้ พื้นฐานไม่น้อยกวา่ 12 ปี ที่รัฐจดั ให้
อยา่ งทว่ั ถงึ โดยไมเ่ ก็บคา่ ใช้จา่ ย
มาตรา 55 บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก อันเป็นสาธารณะ
และความช่วยเหลอื จากรัฐ ท้งั นีต้ ามกฎหมายบญั ญัติ
มาตรา 80 วรรคสอง รฐั ต้องสงเคราะห์ คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้ดอ้ ยโอกาส
ให้มคี ุณภาพชวี ิตที่ดแี ละพ่งึ ตนเองได้
1.2 พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มบี ญั ญตั ิหลายหมวดหลายมาตรา ดังน้ี
หมวด 2 สิทธิและหนา้ ท่ที างการศกึ ษา

มาตรา 10 การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา
ขัน้ พื้นฐานไม่นอ้ ยกวา่ 12 ปี ทร่ี ฐั ตอ้ งงจดั ให้อยา่ งท่วั ถงึ และมีคณุ ภาพ โดยไม่เกบ็ ค่าใชจ้ า่ ย

การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การ
สื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรอื บคุ คลซึ่งไมส่ ามารถพึ่งตนเองได้หรอื ไม่มผี ู้ดแู ล
หรอื ดอ้ ยโอกาส ตอ้ งจดั ใหบ้ ุคคลดงั กล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานเปน็ พเิ ศษ

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 26

2. ดา้ นความพกิ าร
เนื่องจากคนพิการมีความแตกต่างกันทั้งด้านประเภทและระดับความพิการ ฉะนั้นความสามารถ,

ความต้องการจำเป็น, การช่วยเหลือ, บำบัด, ฟื้นฟูสมรรถภาพและการเรียนรู้สำหรับคนพิการแต่ละคน
แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลท่ีต้องจัดการศึกษาตามความแตกต่างระหว่างบุคคล กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนด
บคุ คลทีม่ ีความบกพรอ่ งทีต่ ้องการการศึกษาพิเศษไว้ 9 ประเภท คือ

1. บคุ คลทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางการเหน็
2. บุคคลทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ ิน
3. บุคคลท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญา
4. บุคคลทม่ี ีความบกพร่องทางรา่ งกายหรือสุขภาพ
5. บุคคลท่มี ีความบกพร่องทางการพดู และภาษา
6. บคุ คลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรอื อารมณ์
7. บุคคลทมี่ ีปญั หาทางการเรียนรู้
8. บคุ คลออทสิ ตกิ
9. บคุ คลพกิ ารซอ้ น

โดยที่คนพิการมีความแตกต่างกันถึง 9 ประเภท ดังนั้น รูปแบบการจัดการศึกษาของคนพิการแต่ละ
คนจงึ แตกต่างกนั โดยแบ่งเป็น 7 รปู แบบ ดังน้ี

1. การบริการชว่ ยเหลอื ระยะแรกเร่ิมหรอื แรกพบความพกิ าร
2. การศึกษาในศูนย์การศกึ ษาพิเศษ เป็นการให้บรกิ ารเตรียมความพรอ้ มทางการศึกษา ส่งเสริมการ

เรยี นร่วมและเป็นแหล่งบริการความรเู้ รอื่ งคนพิการ
3. การเรยี นรว่ ม ตัง้ แต่ระดับปฐมวยั จนถึงอดุ มศกึ ษา
4. การเรยี นในสถานศกึ ษาเฉพาะความพิการ
5. การศกึ ษานอกระบบ
6. การฝกึ อบรมอาชพี และการอาชวี ศึกษา
7. การศกึ ษาทจ่ี ัดโดยครอบครวั และชมุ ชน

ประโยชนข์ องแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)

ประโยชนต์ อ่ คนพกิ าร
1. ไดร้ บั การช่วยเหลอื บำบัด ฟืน้ ฟสู มรรถภาพและไดร้ บั การศึกษาอย่างเหมาะสม
2. ได้รับสงิ่ อำนวยความสะดวก สื่อ บรกิ ารและความชว่ ยเหลืออนื่ ใดทางการศึกษา
3. ไดเ้ รียนรู้และพฒั นาเต็มตามศักยภาพของแตล่ ะบคุ คล
4. ไดม้ สี ว่ นรว่ มในการประเมนิ และปรับปรุงการจัดการศึกษาใหค้ นพกิ ารอยา่ งเหมาะสม

ประโยชน์ตอ่ ผปู้ กครอง
1. สามารถปรกึ ษาและขอคำแนะนำกับผู้รบั ผิดชอบเกี่ยวกบั คนพิการแต่ละคนได้

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 27

2. มีส่วนร่วมในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รวมทั้งจัดทำแผนการช่วยเหลือ บำบัด ฟื้นฟู
สมรรถภาพ

3. สามารถขอรับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดตามความ
ตอ้ งการจำเป็นของแต่ละบุคคลท่กี ำหนดในกฎกระทรวง

4. ได้รับรู้เข้าใจ มีส่วนร่วมในการส่งเสริม การบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม

5. ไดม้ ีสว่ นรว่ มในการประเมิน และปรับปรงุ การจัดการศกึ ษาให้คนพิการอยา่ งเหมาะสม

ประโยชนต์ ่อครูผู้สอน
1. เป็นข้อมูลในกาศึกษาและวิเคราะห์เพื่อนำไปพัฒนาคนพิการได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
2. รูข้ อบเขตความรับผิดชอบของตน
3. สามารถนำ IEP ไปจดั ทำแผนการสอนเฉพาะบคุ คล (IIP)
4. มีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่ส่งเสริม
การจดั การเรยี นการสอน
5. จัดการประเมิน และรายงานความก้าวหนา้ ทางการเรยี นของคนพกิ ารแต่ละคนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของสถานศกึ ษา
1. เป็นขอ้ มลู ในการจดั คนพิการเขา้ ศกึ ษาในรปู แบบ ระบบ และระดบั ท่เี หมาะสม
2. มีข้อมลู ท่ชี ัดเจนในการวางแผนบรหิ าร จดั งบประมาณและจดั การเรยี นการสอน
3. มีส่งิ อำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลอื อื่นใดทางการศกึ ษา ทสี่ ง่ เสริม
ในการจดั การเรียนการสอนสำหรบั คนพกิ ารแตล่ ะคนอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
4. มขี อ้ มลู ท่สี ามารถใช้เปน็ ฐานในการพฒั นาหลกั สูตรและแนวทางการจดั การเรยี นการสอน
ได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสม

ทำไมต้องทำ IEP

➢ เพราะเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านทักษะและความสามารถจน
ไม่สามารถจัดหลักสูตรเดียวเหมาะกบั ทุกคนได้

➢ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษนั้นจะ
เปรยี บเทยี บอัตราความก้าวหน้าของตวั เด็กเอง ไม่ใชเ่ ปรียบเทียบกับเพอื่ นร่วมช้ัน

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 28

➢ กฎกระทรวงได้กำหนดหลกั เกณฑ์และวิธีการใหค้ นพิการไดร้ บั สง่ิ อำนวยความสะดวก สอื่ บรกิ ารและ
ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาพุทธศักราช 2545 โดยกำหนดให้มีการจัดทำแผนการจัด
การศึกษาเฉพาะบุคคลให้กับเดก็ ที่มีความจำเป็นพิเศษโดยมผี ลบังคับใช้

➢ พ.ร.บ.การจดั การศกึ ษาสำหรับคนพกิ าร พ.ศ.2551กำหนดให้ สถานศกึ ษาในทุกสังกัดจัดทำ IEP เดก็
พิเศษมคี วามตอ้ งการจำเปน็ พิเศษ ไดแ้ ก่
1. ส่ิงอำนวยความความสะดวก
เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือ อุปกรณ์ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยให้
ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อาคารสถานที่ ไม้เท้าขาว แว่นขยาย
ลูกโลกมเี สียง เป็นตน้
2. สือ่
วัสดุอุปกรณ์ เครื่องช่วยให้ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเกิดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม เกิด
ความเข้าใจดขี ้นึ และรวดเรว็ ขึน้ เช่น เลนส์ขยายดจิ ติ อล
3. บริการ
• การสอนเสริม
• กายภาพบำบดั
• กจิ กรรมบำบดั
• แกไ้ ขการพดู
• ดนตรีบำบดั
• ศิลปะบำบัด
• การประเมินทาง จติ วทิ ยาและทักษะ ดา้ นตา่ ง ๆ
4. ความช่วยเหลืออ่นื ใดทางการศกึ ษา
• การปรับเน้ือหา หลกั สูตร เทคนคิ การสอน
• การประเมนิ คนพกิ ารแต่ละบุคคล
• การจดั อาสาสมคั ร
• การแนะแนวครอบครวั
• การฝกึ อบรมทักษะด้านอาชีพ

ขัน้ ตอนการจดั ทำIEP

1. แตง่ ต้งั คณะกรรมการผู้จัดทำIEP
1.1 คณะกรรมการผู้จดั ทำ IEP มีจำนวนไม่น้อยกวา่ 3 คน คอื
• ผบู้ ริหารสถานศกึ ษาหรอื ผูท้ ่ีไดร้ บั มอบหมาย
• บิดา มารดา/ ผปู้ กครอง/ ผดู้ ูแลคนพกิ าร

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 29

• ครูประจำชั้น/ ครูแนะแนว/ ครูการศึกษาพิเศษ/ ครูที่รับผิดชอบด้านการศึกษาพิเศษ/
นักวชิ าการ/ นักวชิ าชพี

1.2 คณะกรรมการผู้จัดทำมีหน้าที่ประเมินความสามารถในปัจจุบันและความต้องการจำเป็นพิเศษ,
วางแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล, ประชมุ , ประเมนิ , ทบทวน, ปรบั แผน, จดั ทำรายงานผลปี
ละ 2 คร้ัง

2. การรวบรวมขอ้ มลู
• ขอ้ มูลเบือ้ งต้น
• ขอ้ มูลส่วนตัว
• ข้อมลู สุขภาพ/ ความบกพร่อง
• ข้อมลู ครอบครวั
• ขอ้ มูลการศกึ ษา
• ขอ้ มลู สวสั ดกิ ารและสังคมสงเคราะห์

3. การประเมินความสามารถ
3.1 ข้อมูลความสามารถปัจจุบัน : จุดเด่น/ จุดด้อย โดยใช้แบบประเมินพัฒนาการ, แบบสังเกต
แบบสอบถาม, แบบสัมภาษณ์, แบบทดสอบ
3.2 พัฒนาการดา้ นตา่ งๆ : ก่อนการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน
3.3 ผลสมั ฤทธดิ์ า้ นการเรียน : การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน

4. จดั ทำแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
5. จัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล IIP (Individual Implementation Plan : IIP) โดยนำ

จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมใน IEP มาจดั ทำ
6. จดั กจิ กรรมการเรียนการสอนตาม IIP หัวข้อใน IEP ตามประกาศกฎกระทรวง

6.1ข้อมูลท่ัวไป
6.2ขอ้ มลู ด้านการแพทย์หรอื ด้านสุขภาพ
6.3ข้อมลู ด้านการศกึ ษา
6.4ขอ้ มูลอื่น ๆ ท่จี ำเป็น
6.5การกำหนดแนวทางการศกึ ษาและการวางแผนการและการวางแผนการจัดการศกึ ษาพเิ ศษ

• ระดบั ความสามารถในปัจจุบนั
• เป้าหมายระยะยาว 1 ปี
• จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
• การประเมนิ ผล
• ผูร้ ับผดิ ชอบ

30

6.6 ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา (คู่มือ
สิง่ อำนวยความสะดวก) เช่น
- รายการและรหัส
- ผจู้ ดั หา (ผู้ปกครอง สถานศกึ ษา สถานพยาบาล)
- วธิ ีการ
• ขอรับเงนิ อุดหนนุ เพ่อื จัดซ้อื (ข) (ค)
• ขอยืมสิ่งอำนวยความสะดวกและส่ือทางการศึกษา (ก)
• ขอยมื เงินเพือ่ จดั ซื้อส่ิงอำนวยความสะดวก สอ่ื และบรกิ ารทาง การศกึ ษา (ก) (ค)
- จำนวนเงนิ ทีข่ ออุดหนนุ
- เหตผุ ลและความจำเปน็
- ผู้ประเมิน

6.7 คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการศกึ ษา เฉพาะบคุ คล
6.8 ความเห็นของบิดา มารดา หรอื ผปู้ กครอง
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 31

ตวั อยา่ งแบบฟอรม์ การทำแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล

การทำแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล
(Individualized Education Program : IEP)

 ก่อนการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
 ระดับการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน

ช่ือสถานศึกษา........................................................... ระดับชน้ั ........................... สงั กัด.......................................

เร่มิ ใช้แผนวันท.่ี ................................................. สิน้ สุดแผนวันที่.................................................

1. ข้อมลู ทว่ั ไป

ชือ่ - สกุล................................................................................................................................................
เลขทีป่ ระจำตวั ประชาชน......................................................การจดทะเบยี นคนพกิ าร...........................
ทะเบยี นเลขท่ี..............................................................................
วนั /เดอื น/ปเี กดิ ............................................อาย.ุ ............. ป.ี ............. เดอื น ศาสนา.............................
ประเภทความพิการ............................................. ลกั ษณะความพกิ าร...................................................
ชื่อ-สกลุ บดิ า..........................................................................................
ชอ่ื -สกลุ มารดา......................................................................................
ชอ่ื -สกลุ ผูป้ กครอง................................................................................. เกยี่ วข้องเป็น...........................
ที่อยู่ผู้ปกครองที่ติดต่อได้บ้านเลขที่..................ซอย............................................ หมู่ที่.............. ...
ชื่อหมบู่ ้าน............................................................. ถนน....................................................................
ตำบล.................................................................... อำเภอ..................................................................
จงั หวดั ................................................................... รหัสไปรษณีย์......................................................
โทรศัพท.์ ............................................................... โทรศัพท์เคลื่อนที่................................................
โทรสาร..................................................................

2. ขอ้ มูลด้านการแพทย์ หรือดา้ นสุขภาพ
□ โรคประจำตวั (ระบุ) ................................................................................................................
□ ประวตั กิ ารแพ้ยา (ระบุ) ...........................................................................................................
□ โรคภูมแิ พ้ (ระบุ) ......................................................................................................................
□ ขอ้ จำกดั อ่นื ๆ (ระบุ) .................................................................................................................
□ ผลการตรวจทางการแพทย์ (ระบ)ุ ............................................................................................

3. ข้อมูลด้านการศกึ ษา
□ ไมเ่ คยไดร้ บั การศึกษา/บรกิ ารทางการศกึ ษา
□ เคยไดร้ ับการศึกษา/บริการทางการศึกษา
□ ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ................................................................ระดบั ช้นั .............. พ.ศ. ..............

32

□ โรงเรียนเฉพาะความพิการ........................................................ระดบั ช้ัน.............. พ.ศ. .............
□ โรงเรยี นเรียนรว่ ม......................................................................ระดับชนั้ ..............พ.ศ. .............
□ การศกึ ษาดา้ นอาชีพ..................................................................ระดับช้ัน..............พ.ศ. .............
□ การศกึ ษานอกระบบ...................................................................ระดบั ช้นั .............พ.ศ. .............
□ ตามอธั ยาศยั ................................................................................ระดบั ช้นั .............พ.ศ. .............
□ อน่ื ๆ.............................................................................................ระดับชัน้ .............พ.ศ. .............
4. ขอ้ มูลอื่น ๆ ที่จำเปน็
ขอ้ มูลด้านครอบครวั
บดิ า-มารดา
□ อยู่ดว้ ยกนั
□ แยกกนั อยู่
□ บิดาเสยี ชีวิต
□ มารดาเสียชีวิต
□ บดิ า-มารดา เสยี ชีวติ
□ อน่ื ๆ.............................................................................................................................
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา

5. การวางแผนการจดั การศกึ ษา

ระดบั ความสามารถในปจั จบุ นั เปา้ หมายระยะยาว 1 ปี จุดประสงคเ์ ชงิ

จดุ เด่น ภายในปกี ารศกึ ษา ภายใน

................................................. ................................................. .......................

........................................... ................................................. .........................

.................................................... ................................................. ........................

.................................................... ................................................. .......................

.................................................... ................................................. .........................

.................................................... ................................................. ........................
โรงเรียน ้บานเ
.................................................... ................................................. .......................

จดุ ดอ้ ย ................................................. .........................

.................................................... ................................................. ........................

.................................................... ................................................. .......................

.................................................... ................................................. .........................

.................................................... ................................................. ........................

.................................................... ................................................. .......................

.................................................... ................................................. .........................

.................................................... ................................................. ........................

.................................................... ................................................. .......................

.................................................... ................................................. .........................

.................................................... ................................................. .........................

เ ็ดกราม ิอนทรา 33

งพฤตกิ รรม(เป้าหมายระยะส้ัน) การประเมินผล ผ้รู ับผดิ ชอบ

......................................................

................................................... .........................................................

.................................................... .........................................................

................................................... .......................................................

................................................... ......................................................

.................................................... .........................................................

................................................... .........................................................

................................................... .......................................................

.................................................... ......................................................

................................................... .........................................................

................................................... .........................................................

.................................................... .......................................................

................................................... ......................................................

................................................... .........................................................

.................................................... .........................................................

................................................... .......................................................

................................................... ......................................................

.................................................... .........................................................

.................................................. .........................................................

6. ความตอ้ งการสิ่งอำนวยความสะดวก สือ่ บรกิ าร และความช่วยเหลอื อ

สิ่งที่มีอยู่แล้ว

ท่ี รายการ รหสั ผู้จดั หา วธิ กี าร ผู้จ

(1) (2) (3) (1) (2) (3) (1)

รวมรายการที่ขอรบั การอดุ หนุน โรงเรียน ้บานเ
รวมจำนวนเงินที่ขอรบั การอุดหนุน

หมายเหตุ ผู้จดั หา (1) ผปู้ กครอง (2) สถานศึกษา
วิธกี าร (1) ขอรับการอดุ หนนุ (2) ขอยมื

เ ็ดกราม ิอนทราอื่นใดทางการศึกษา 34

สิ่งที่ต้องการ จำนวนเงนิ เหตุผลและความ ผปู้ ระเมิน
จำเป็น
จัดหา วธิ กี าร ที่ขอ

(2) (3) (1) (2) (3) อดุ หนุน

(3) สถานพยาบาล
(3) ขอยมื เงิน

35

7. คณะกรรมการจดั ทำแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล

ชอื่ ตำแหน่ง ลายมือช่อื
6.1............................................................. ผู้อำนวยการโรงเรยี น .................................................
6.2............................................................. ผ้ปู กครอง .................................................
6.3............................................................. หัวหนา้ ฝ่ายวิชาการ .................................................
6.4............................................................. ครหู อพกั .................................................
6.5............................................................. ครูประจำกลุ่ม .................................................
6.6............................................................. ครูการศึกษาพเิ ศษ .................................................
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา
ประชมุ เมื่อวันท.ี่ ..............................(กอ่ นเปดิ เทอม) เดือน.......................................... พ.ศ. ..............................

8. ความเหน็ ของ บิดา มารดา หรอื ผู้ปกครอง

ข้าพเจ้า  เหน็ ดว้ ย
 ไม่เหน็ ดว้ ย เพราะ.......................................................................................
...........................................................................................................................................................
.............................................................................................................

ลงชอื่ ..........................................................

(........................................................)
ผู้ปกครอง

วันที่...........(ก่อนเปิดเทอม) เดือน...............................พ.ศ. ................

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 36

แผนการเปล่ยี นผา่ นหรอื แผนการจดั ช่วงเชอ่ื มตอ่ (Transition Plan)

ความหมาย
การเปลี่ยนผ่าน หมายถึง การเปลี่ยนจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงจากสถานที่

สภาพแวดล้อม ระยะเวลา จากหนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง โดยมีเป้าหมายอยู่ข้างหน้าที่มีสภาพดีกว่าปัจจุบัน เช่น จากบ้านสู่ศูนย์เตรียม
ความพรอ้ มกอ่ นวยั เรียน, ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ, โรงเรียน จากช้ันเรียนสู่ชนั้ เรยี นและจากโรงเรยี นสชู่ มุ ชน

การจดั ชว่ งเช่ือมต่อเปน็ กระบวนการทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับ 4 ด้าน ได้แก่
1) โรงเรยี นทีพ่ รอ้ ม
2) การสนับสนนุ และมสี ว่ นร่วมของชมุ ชน
3) ความรแู้ ละความรว่ มมือของครอบครวั
4) ความมุง่ มนั่ ของระบบโรงเรยี นเตรียมความพร้อมในการเตรยี มเดก็

แผนการจัดช่วงเชือ่ มตอ่ เฉพาะบคุ คล Individualized Transition Plan : ITP
• เปน็ แนวทางการวางแผนท่อี อกแบบเพื่อชว่ ยนกั เรียนและครอบครวั วางแผนเพอ่ื อนาคต
• เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้เรียนพิการจะได้รับการเตรียมความพร้อมในการจัดช่วงเชื่อมต่อ มี
เนื้อหาสาระสะท้อนถึงการพัฒนาผูเ้ รียนพกิ าร ระบุจุดแขง็ หรือความต้องการจำเป็นที่สัมพนั ธ์กับการเปลีย่ นแปลงใน
แตล่ ะช่วงของชวี ติ โดยความร่วมมือของผ้เู กีย่ วขอ้ งในการจัดทำแผนฯ

ขอ้ คำนึงในการจัดทำ ITP
ตระหนักถึงความต้องการจำเปน็ ของคนพกิ าร 3 ประการ คอื
1) สนับสนนุ การดำรงชีวิตส่วนบุคคล
2) ส่งเสริมครอบครวั ของคนพิการได้วางแผนอนาคตในเชงิ บวกแก่ผเู้ รยี นพิการหรือครอบครวั
3) เน้นย้ำจุดแข็งของคนพิการมากกว่าความบกพร่องเพื่อให้ผู้เรียนพิการสามารถผ่านระยะต่าง ๆ ของชีวิตและอยู่ร่วม
ในสังคมได้อยา่ งเต็มตามศกั ยภาพสงู สดุ

กระบวนการ ITP ประกอบด้วย
1) กรรมการบริหารโรงเรียน, คณะครทู ีเ่ กย่ี วขอ้ งในการเตรียมความพร้อมด้านการจดั การศึกษาพเิ ศษ
2) นกั เรยี นและครอบครวั
3) ทมี งานด้านสขุ ภาพ ชมุ ชน สถานประกอบการและอ่ืนๆ ทีเ่ ก่ียวกบั นักเรยี นกอ่ นและหลงั ออกจากโรงเรียน

การจัดชว่ งเชอื่ มต่อสำหรบั ผเู้ รียนพิการ มอี ยู่ 4 ลกั ษณะ
1) การจัดช่วงเชื่อมตอ่ เพอ่ื เข้าสู่ระบบโรงเรยี น
2) จัดช่วงเชื่อมต่อระหวา่ งชัน้ เรยี นและการเลอื่ นชัน้
3) การจัดช่วงเช่อื มต่อระหว่างโรงเรยี น
4) การจัดชว่ งเช่อื มตอ่ จากระดบั มัธยมศกึ ษาสวู่ ยั ผใู้ หญ่

37
แผนผงั การมสี มั พนั ธภาพกบั บคุ คลอื่น (Relationship Map)
ชือ่ ......................................................................อาย.ุ .........ปี ชน้ั ............ ความพกิ าร......................................วันท่.ี ...................

เพอ่ื น ครอบครัว
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา

บคุ คลอ่ืนๆ ผู้ใหบ้ รกิ าร

38

แผนผงั ความพึงพอใจ/ความชอบ (Preferences Map)
ชอื่ ......................................................................อาย.ุ .........ปี ชน้ั ............ ความพกิ าร......................................วนั ที.่ ...................

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทราสิง่ ทช่ี อบ สงิ่ ทไ่ี ม่ชอบ

……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………

จุดเด่น ขอ้ จำกดั

……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………
……………………………………..……………………………. ………………………………………………………………

39

แผนภาพ ความฝนั ความหวัง และความกลัว (Dreams Hopes Fears Map)
ช่อื ............................................................อาย.ุ .........ปี ช้นั ............ ความพิการ..........................วนั ที.่ ..................

ความฝัน และความหวัง ของนักเรียน  ชวี ิตส่วนตัว
โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา
 อาชพี /ศกึ ษาต่อ

 ชุมชน

 บ้าน

ความฝันและความหวงั ของผ้ปู กครอง  ชวี ิตส่วนตัว

 อาชีพ/ศกึ ษาต่อ

 ชุมชน

 บ้าน

ความกลวั

ของนักเรียน ของผู้ปกครอง

............................................................................. .............................................................................

............................................................................. .............................................................................

............................................................................. .............................................................................

............................................................................. .............................................................................

............................................................................. .............................................................................

............................................................................. .............................................................................

............................................................................. .............................................................................

............................................................................. .............................................................................

โรงเรียน ้บานเ ็ดกราม ิอนทรา 40
สถานที่ (Place Map)
ช่อื ............................................................อาย.ุ .........ปี ชน้ั ............ ความพกิ าร..........................วนั ที.่ ..................
สถานทใ่ี นชุมชน

สถานท่ีไดร้ ับบรกิ าร

แบบบนั ทึกข้อมลู เพือ่ วางแผนการเป

นักเรยี นมีความบกพรอ่ ง............................................................... ลกั ษณะความ

ชื่อ..................................................อาย.ุ ...............ปี ชนั้ ................ วันที.่ .............

ลำดบั ท่ี ข้อมูลท่จี ำเปน็

………………………………………………

1. สงิ่ สำคัญท่ีต้องพิจารณาจากแผนผัง ………………………………………………
ขอ้ มูลสว่ นบคุ คล (PERSON Centered ………………………………………………
Planning: PCP) ………………………………………………
………………………………………………
โรงเรียน ้บานเ
………………………………………………

………………………………………………

2. การใช้บรกิ ารทางการแพทย์ ………………………………………………
………………………………………………

………………………………………………

………………………………………………

3. การส่อื สาร ………………………………………………
………………………………………………

………………………………………………

………………………………………………

4. การดำเนนิ ชวี ิตประจำวัน ………………………………………………
………………………………………………

………………………………………………

การดำเนนิ ชีวิตในชุมชนและทกั ษะทาง ………………………………………………
สงั คม
5. ………………………………………………
………………………………………………

………………………………………………

เ ็ดกราม ิอนทรา
41

ปลย่ี นผา่ นทีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ ศูนย์กลาง

มบกพรอ่ ง..............................................................................................................
................. เปลย่ี นผา่ นจาก............................ ไป…………………………………………..

รายละเอียดข้อมูล
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................

ลำดับที่ ขอ้ มลู ที่จำเปน็

6. นนั ทนาการและการใชเ้ วลาว่าง ………………………………………………
………………………………………………
7. ทักษะการตดั สินใจดว้ ยตนเอง ………………………………………………
………………………………………………
8. ทักษะการแก้ปญั หา
โรงเรียน ้บานเ ………………………………………………
9. ทักษะการทำงานและทกั ษะทางวชิ าการ ………………………………………………
………………………………………………
10. การแสดงออกทางพฤติกรรมทเ่ี ป็น ………………………………………………
ลกั ษณะเฉพาะบุคคล
………………………………………………
11. ความคนุ้ เคยกับสภาพแวดลอ้ มและการ ………………………………………………
เคลอ่ื นไหว ………………………………………………
………………………………………………

………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………

………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………

………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………
………………………………………………

เ ็ดกราม ิอนทรา
42

รายละเอียดข้อมูล
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..................
………………………………………………………………………………………………………………………………………….................

คำอธบิ ายการ

ลำดับที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลที่ได้มาจากชุดเก็บรวบรวมข้อม
ความพึงพอใจหรอื ความชอบ, ความฝัน, ความหวังและครอบครวั

ลำดับที่ 2 การใช้บริการทางการแพทย์ หมายถึง บริการที่ได้รับจากบุคล
แพทย์เฉพาะทาง, นักจิตวิทยา, นักกายภาพบำบัด, นักกิจกรรมบำบัด, นักฝึกพูด,
ชว่ ยเหลือตนเองในการดำเนินชีวติ ประจำวนั เปน็ ต้น

ลำดับท่ี 3 การสอ่ื สาร (Communication) หมายถงึ ความสามารถในการส
ผู้อน่ื อาจเปน็ ภาษาทา่ ทาง, ภาษาพูด, ภาษาเขียนหรอื การใชส้ ือ่ อปุ กรณอ์ ่ืนใดแทนการ

ลำดับที่ 4 การดำเนินชีวิตประจำวัน (Daily living skills) หมายถึง ความ
ตามวยั เช่น ทักษะการรับประทานอาหาร, ทักษะการแตง่ กาย รวมถงึ การใชเ้ ครอื่ งมืออ

ลำดับที่ 5 การดำเนินชีวิตในชุมชนและทักษะทางสังคม (Community
บคุ คลอ่นื ๆ ในสังคม เชน่ การใช้บรกิ ารสาธารณะ, การเดนิ ทางในชมุ ชน, การดแู ลผู้อ

ลำดับที่ 6 นันทนาการและการใช้เวลาว่าง (Leisure) หมายถึง ความสาม
อย่างเหมาะสมตามวยั

ลำดับที่ 7 ทักษะการตดั สนิ ใจด้วยตนเอง (Judgment skill) หมายถึง คว
ได้รับคำแนะนำจากผูอ้ น่ื อย่างเหมาะสม

ลำดับที่ 8 ทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving skill) หมายถึง ความ
หนง่ึ ดว้ ยตนเองหรือการได้รับคำแนะนำจากผอู้ ื่นอย่างเหมาะสม

ลำดบั ท่ี 9 ทกั ษะการทำงานและทกั ษะทางวชิ าการ (Vocational skill/
ทกั ษะการทำงาน หมายถงึ ความสามารถพน้ื ฐานในการทำงานตามข
ทักษะทางวิชาการ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้เชิงวิชาการ

กฬี า, ศลิ ปะ
โรงเรียน ้บานเ

เ ็ดกราม ิอนทรา
43

รบนั ทกึ ข้อมลู

มูลส่วนบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล, การมีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น,

ลากรทางการแพทย์ รวมทั้ง สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น
อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น, การได้ยิน, กายอุปกรณ์, ชุดฝึกความสามารถในการ

ส่อื สารให้ผู้อื่นเขา้ ใจความตอ้ งการของตนเอง และแสดงความเข้าใจความตอ้ งการของ
รสอื่ สาร
มสามารถในการปฏบิ ัติกิจวัตรประจำวัน การดูแลสขุ อนามยั ส่วนบุคคลอยา่ งเหมาะสม
อุปกรณช์ ว่ ยต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวนั
Daily living skills) หมายถึง ความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและ
อนื่ , การมีมนุษยส์ ัมพันธ,์ การวางตนอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ
มารถในการเข้าร่วมกิจกรรมยามว่าง, กิจกรรมนันทนาการ, กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ

วามสามารถในการเลือกตัดสินใจในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งด้วยตนเองหรือการ

มสามารถในการใช้เทคนิค วิธีการ ในการแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ใดสถานการณ์

/ Academic skill)
ขัน้ ตอน, ความถนดั ในอาชพี , ลกั ษณะนิสยั ที่ดีในการทำงานและการประกอบอาชีพ
ร ความถนัด ความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคล เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน , ดนตรี,


Click to View FlipBook Version