การออกแบบเครื่องแต่งกายประเภทครีเอทีฟแวร์ (creative wear) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไถ่บาป นายอภิวัฒนื คำ ศรี 63126607020 ศิลปนิพนธ์ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2566
หัวข้อวิจัย การออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไถ่บาป โดย นายอภิวัฒน์ คำ ศรี สาขาวิชา การออกแบบเครื่องแต่งกาย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ผศ.ดร.เตชิต เฉยพ่วง หลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อนุมัติให้ศิลปนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร . ………………………………………ประธานกรรมการสอบ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนกนาถ มะยูโซ๊ะ) คณะกรรมการสอบ …………..……………………………กรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เตชิต เฉยพ่วง) …………..……………………………กรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิรัชชา สำ ลีทอง) …………..……………………………กรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เตือนตา พรมุตตาวรงค์) …………..……………………………กรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุวิธธ์ เฃสาดสังข์) …………..……………………………กรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุภาวดี จุ้ยศุขะ)
กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ไปได้ด้วยดีด้วยความช่วยเหลือและการให้คำ ปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ผศ.ดร.เตชิต เฉยพ่วง และอาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการสอบทุกท่าน ที่ให้ข้อมูลและคำ แนะนำ ต่างๆในการ ออกแบบเครื่องแต่งกายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไถ่บาป ทั้งในเรื่องของการออกแบบและ วัสดุเทคนิคที่นำ มา ใช้ในการออกแบบ ตลอดจนการเขียนเนื้อหารายงานในรูปแบบเล่มวิจัย รวมถึงการ ตรวจสอบจุดบกพร่องเพื่อการ แก้ไขเล่มวิจัยนี้ให้สมบูรณ์ ขอขอบคุณทางคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา อันเป็นสถานศึกษา และ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ และบุคคลากรคณะศิลปกรรมศาสตร์ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลืออำ นวย ความสะดวกในด้าน ต่างๆ ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษาทุกท่านที่ได้ให้ความช่วยเหลือตลอดเสมอมา สุดท้ายนี้ หากเล่มวิจัยฉบับนี้สร้าง ประโยชน์ให้ทางการศึกษา ผลความดีงามทั้งหลายทั้งปวงผู้วิจัยขอมอบให้แด่คุณพ่อ และคุณแม่และคณาจารย์ผู้ที่มี พระคุณทุกท่านที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนและเป็นกำ ลังใจสำ คัญที่ช่วยให้วิจัย ฉบับนี้สำ เร็จรุล่วงไปได้ด้วยดี อภิวัฒน์ คำ ศรี ผู้วิจัย ก
หัวข้อวิจัย การออกแบบเครื่องแต่งกายในรูปแบบครีเอทีฟแวร์ (creative wear) โดยได้รับแรงบันดาลใจมา จากการไถ่บาป ชื่อผู้วิจัย นายอภิวัฒน์ คำ ศรี คณะ ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีที่ทำ การวิจัย 2566 บทคัดย่อ ผลงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการออกแบบและการวิเคราะห์หาแนวทางในการออกแบบ เครื่อง แต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) สำ หรับสตรี จำ นวน 5 ชุด โดยกลุ่มเป้าหมายคือวัยทำ งานตอนต้น อายุ ระหว่าง 25-35 ปี ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคนี้ประกอบอาชีพ ดารา นักแสดง นางแบบ ดีไซน์เนอร์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ สไตล์ลิสต์ อินฟลูเอนเซอร์และบุคคลที่ชื่นชอบในการแต่งตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไถ่บาป เพื่อเป็นแนวทางในการ พัฒนาเครื่องแต่งกายในรูปแบบที่แปลกใหม่และดูมีความทันสมัย สำ หรับสตรี ผู้วิจัยจึงได้ดึงเอารูปแบบของการ ไถ่บาป การทรมาน ความเชื่อและตีความให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ผ่านรูปแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้มีความ แปลกตาและดูทันสมัย ผสมผสานเทคนิคการตกแต่งรายละเอียด (Detail) ลงบนเสื้อผ้า สะท้อนเรื่องราวผ่านเครื่อง แต่งการครีเอทีฟแวร์ (creative wear) คำ สำ คัญ: ครีเอทีฟแวร์ (creative wear), การไถ่บาป ข
Research topic: Creative wear clothing design inspired by redemption. Name of researcher: Mr. Apiwat Khamsri Faculty of Fine and Applied Arts University Suan Sunandha Rajabhat University Year of research 2023 The purpose of this research is to study the design and analysis of design guidelines. 5 sets of creative wear for women. The target group is early working age people between 25-35 years old. This group of consumers works as celebrities, actors, models, designers, new business people, and stylists. Influencer and person who likes to dress. inspired by redemption As a guideline for developing new and modern clothing styles for women, the researcher has drawn on themes of redemption, torture, beliefs and interpreted them in a more modern way. Through clothing styles that are unusual and modern. Combining techniques for decorating details (Detail) on clothing, reflecting stories through creative wear. Keywords: creative wear, redemption Abstract ค
ง สารบัญ กิตติกรรมประกาศ บทคัดย่อ สารบัญ สารบัญภาพ สารบัญตาราง บทที่ 1. บทนำ 1.1ที่มาและความสำ คัญ 1.2ปัญหาของงานวิจัย 1.3วัตถุประสงค์ 1.4ขอบเขต 1.5วิธีการดำ เนินงาน 1.6ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.7นิยามคำ สํพท์ 2. วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 2.1 บาปกำ เนิด 2.2 กำ เนิดอาดัมและเอวา 2.3 พยศชั่ว 7 ประการ 2.4 พระเยซู 2.5 คัมภีร์ไบเบิล 2.6พิ้นฐานการออกแบบ หลักการและองค์ประกอบสำ คัญ ที่ใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกายในรูปแบบของ ชุดครีเอทีฟแวร์ (creative wear) 2.7ศึกษาเทคนิคตกแต่งและเนื้อผ้าที่เหมาะสมสำ หรับการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การไถ่บาป ก ข ง ช ฎ 1 2 3 4 5 6 7 5 12 25 46 53 57 59 หน้า
สารบัญ(ต่อ) 3. การรวบรวมและะการวิเคราะห์ข้อมูล3.1 การวิเคราะห์ข้อมูล3.2 กระบวนการสร้างสรรค์การออกแบบและทดลอง3.2 กระบวนการสร้างสรรค์การออกแบบและทดลอง4. การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคและวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด5. สรุปผลการวิจัย5.1 แรงบันดาลใจ5.2 แนวคิด5.3 กลุ่มสี5.4 กลุ่มเป้าหมาย5.5 เทคนิค5.6 ผ้าและวัสดุ5.7 รูปแบบของแบรนดื (Brand marketing) 5.8 สรุปผลวิจัย5.9 ข้อเสนอแนะ5.10 ผลงานวิจัย 65666974757677949596979899100 101 102 102 103หน้า จ
สารบัญภาพ ภาพที่ 2.1 ยูดาสภาพที่ 2.2 อดัมภาพที่ 2.3 เอวาภาพที่ 2.4 อาดัมและเอวาภาพที่ 2.5 ดีเอ็นเอภาพที่ 2.6 เหรียญเงินภาพที่ 2.7 คัมภีร์ไบเบิลภาพที่ 2.8 เทคนิคที่1ภาพที่ 2.9 เทคนิคที่2ภาพที่ 2.10 เทคนิคที่3ภาพที่ 2.11 เทคนิคที่4ภาพที่ 2.12 เทคนิคที่5ภาพที่ 2.13 เทคนิคที่6ภาพที่ 2.14 เทคนิคที่7ภาพที่ 2.15 ผ้ากำ มะหยี่ภาพที่ 2.16 ผ้าสกูบ้าภาพที่ 2.17 ผ้าตาข่ายภาพที่ 2.18 ผ้ากากเพชรภาพที่ 2.19 ผ้าแก้วภาพที่ 2.20 ผ้าไหมอิตาลีภาพที่ 4.1 ตัวอย่างผลงานชุดที่1ภาพที่ 4.2 ตัวอย่างผลงานชุดที่2ภาพที่ 4.3 ตัวอย่างผลงานชุดที่3ภาพที่ 4.4 ตัวอย่างผลงานชุดที่4ภาพที่ 4.5 ตัวอย่างผลงานชุดที่5ภาพที่ 5.1 แรงบันดาลใจภาพที่ 5.2 แนวคิดภาพที่ 5.3 กลุ่มสีภาพที่ 5.4 กลุ่มเป้าหมายภาพที่ 5.5 เทคนิคภาพที่ 5.6 ผ้าและวัสดุภาพที่ 5.7 ผลงานวิจัยชุดที่1ภาพที่ 5.8 ผลงานวิจัยชุดที่2ภาพที่ 5.9 ผลงานวิจัยชุดที่3ภาพที่ 5.10 ผลงานวิจัยชุดที่4ภาพที่ 5.11 ผลงานวิจัยชุดที่5 111516182021535960606161626263636364646484868890929596979899100 103 105 107 108 109หน้า ฉ
สารบัญตาราง ตารางที่ 2.1 ตารางการสร้างฟ้าและแผ่นดิน ตารางที่ 2.2 ตารางรายชื่อพระเจ้า ตารางที่ 2.3 ตารางภาคพันธสัญญาเดิม ตารางที่ 2.4 : ตารางเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ ตารางที่ 3.1 : ตารางเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ ตารางที่ 3.2 : ตารางบทลงโทษของบาป ตารางที่ 3.3 : ตารางวิเคระห์เทคนิค ตารางที่ 3.4 : ตารางวิเคระห์ผ้า ตารางที่ 4.1: ตารางเปรียบเทียบข้อมูลทางการตลาดกับแบรนด์คู่แข่ง ตารางที่ 4.2: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ตารางที่ 4.3: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านราคา (Price) ตารางที่ 4.4: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านสถานที่ (Place) ตารางที่ 4.5: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านการส่งเสริมการขาย (Promotion) ตารางที่ 4.6 : เกณฑ์ในการวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน ตารางที่ 4.7 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 4.8 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 4.9 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 4.10 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 4.11 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 5.1 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 5.2 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 5.3 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 5.4 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย ตารางที่ 5.5 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย 22 23 55 58 66 67 69 72 78 79 80 80 81 83 85 87 89 91 93 104 106 108 110 112 หน้า ช
ความเชื่อทางศาสนาคริสต์ว่าบาปนั้น คือการไม่บรรลุถึงความครบถ้วนแห่งกฎหมายอันชอบ ธรรมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสำ หรับมนุษย์ (กฎทางศีลธรรม) การไม่บรรลุเช่นนั้น ยังผลให้มนุษย์ตกเข้า สู่แนวทางการดำ เนินชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ความไม่สมบูรณ์อันเป็นผลจากบาปได้เป็นเหมือนนายที่กดขี่เขา ให้อยู่ในสภาพเป็นทาส สภาพเช่นนั้นคือ ความบกพร่องของทั้งจิตวิญญาน (ทั้งหมดในตัวบุคคล) ที่ต้อง เสื่อมลงทุกด้าน และที่สุดคือ ความตาย ดังที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า "เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความ ตาย" จุดเริ่มต้นบาปของมนุษย์เชื่อว่าเกิดจากมนุษย์คู่เเรกคืออาดัมและอีฟที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นเพราะ การหลงผิดขัดต่อพระเจ้าไม่เชื่อฟังคำ สอน จึงเรียกว่าบาปกำ เนิดจนมนุษย์มีบาปติดตัว แต่ด้วยพระ เมตตาของพระเป็นเจ้า จึงทรงรับสภาพมนุษย์มาเกิดเป็นพระเยซู มีสถานะเป็นพระบุตรที่พระเจ้าพระ บิดาทรงส่งมาให้รับความทุกข์อยู่ตลอดพระชนม์ชีพ ท้ายที่สุดยังถูกทรมานและตรึงกางเขนจน สิ้นพระชนม์ทั้งที่ไม่มีความผิด เพื่อแบกรับบาปและใช้พระโลหิตของพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปนั้น ให้มนุษย์ ถึงจะได้ไถ่บาปมนุษย์นั้นก็ยังไม่ได้ถึงกับหลุดพ้นจากบาปได้เสมอ เครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) เป็นชุดที่ผมสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของผู้ ออกแบบผ่านรูปแบบชุดให้มีความแปลกใหม่ มีความทันสมัย ปัจจุบันชุดครีเอทีฟแวร์ (creative wear) เป็นที่นิยมในวงการแฟชั่น เนื่องจากเป็นชุดที่สามารถเล่าเรื่องราวหรือแรงบันดาลใจลงบนชุดได้อย่าง ชัดเจน ผู้วิจัยได้เล็งเห็นว่ากลุ่มลูกค้าจะอยู่ในกลุ่มอาชีพ ดารานักแสดง นางแบบ บิ้วตี้บล็อกเกอร์ ยูทูป เบอร์ มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจ ชอบเข้าสังคม มีรสนิยมดีอับเดตเทรนด์แฟชั่นอยู่เสมอ ซึ่ง ตรงกับกลุ่มวัยทำ งานตอนต้น สามารถสวมใส่ได้ทั้งออกงานและสามารถเก็บสะสมได้ เน้นรูปร่างและ ลักษณะที่แปลกใหม่ ซึ่งนำ เสนอความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) โดยใช้เทคนิคและโครงสร้างเครื่องแต่งกายที่มีความคิดสร้างสรรค์ของผลงาน ข้อมูลที่ผู้วิจัยได้ศึกษาและค้นคว้ามา ผู้วิจัยมีแนวคิดที่จะออกแบบเครื่องแต่กายที่สอดคล้องกับ เรื่องของบาปกำ เนิดและสร้างงานออกแบบมาให้อยู่ในแนวความคิดเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) เพื่อสร้างสรรค์ให้เป็นผลงานที่มีความสมบูรณ์แบบ 1.1 ที่มาและความสำ คัญ 1
1.2 ปัญหาของงานวิจัย 1.2.1 ทำ ยังไงให้การทดลองเทคนิคและวัสดุนำ มาสร้างชิ้นงานให้สอดคล้องกับเรื่องที่วิจัย 1.2.2 ทำ ยังไงให้การนำ เสนอผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) จาก เรื่องการกำ เนิดบาปให้ผู้ชมเข้าใจได้ง่าย 1.2.3 ทำ ยังไงให้การออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) ออกมาตรงกับเป้าหมายที่ ต้องการ 1.2.4 การสร้างงานออกแบบให้ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย 1.3 วัตถุประสงค์ 1.3.1 เพื่อศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์เรื่องบาปกำ เนิดทางศาสนาคริสต์เพื่อตอกย้ำ ความเป็นจริงของ การมีบาป 1.3.2 เพื่อศึกษาเนื้อหามาบรรยายให้ผู้ที่ได้อ่านบทความจะได้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น 1.3.3 เพื่อศึกษาเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) นำ มาสร้างสรรค์ผลงานจากแนวคิดการ กำ เนิดบาป 1.3.4 เพื่อการทดลองใช้วัสดุและเทคนิคให้สอดคล้องกับการออกแบบเครื่องแต่งกายในแนวความคิด การกำ เนิดบาป 1.3.5 เพื่อศึกษาบาปแต่ละชนิดมาใช้เล่าเรื่องราวลงบนผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) 1.4 ขอบเขต 1.4.1 ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลสรุปเรื่องราวบาปกำ เนิดทางศาสนาคริสต์ ตำ นานที่ที่เกี่ยวคล้องเพื่อนำ มาส ร้างงานออกแบบ 1.4.2 ศึกษาเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) เพื่อนำ มาต่อยอดในงานออกแบบในแนวคิด การกำ เนิดบาป 1.4.3 ศึกษาเทคนิคที่จะใช้ในงานออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับผลงานการออกแบบ 1.4.4 ศึกษาการแต่งตัวของกลุ่มเป้าหมายเพื่อออกแบบผลงานที่ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย 2
1.5 วิธีการดำ เนินงาน 1.5.1นำ เสนอหัวข้อแฟชั่นนิพนธ์ 1.5.2 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการกำ เนิดบาปทางคริสต์ศาสนา 1.5.3 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักการการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) 1.5.4 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคและวัสดุในการตกแต่ง 1.5.5 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มแฟชั่นของกลุ่มเป้าหมาย 1.5.6 การออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) ร่างชุด 1.5.7 คัดเลือกแบบที่จะนำ ไปตัดเย็บเครื่องแต่งกาย 1.5.8 ตัดเย็บชุดที่คัดเลือกไว้ 1.5.9 ตกแต่งรายละเอียดดีเทลชิ้นงาน 1.5.10 ตรวจสอบความเรียบร้อยของงานออกแบบ 1.5.11 สรุปผลการดำ เนินงานพร้อมข้อเสนอแนะ 1.5.12 นำ เสนอผลงาน 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.7 นิยามคำ ศัพท์ 1.6.1 ได้เรียนรู้เรื่องราวความเชื่อทางศาสนาที่เกิดขึ้นในทางคริสต์ศาสนา 1.6.2 ได้เรียนรู้การทดลองใช้วัสดุและเทคนิคที่ยังไม่เคยลองทำ 1.6.3 ได้ศึกษาและเรียนรู้เครื่องแต่งกายแนวครีเอทีฟแวร์ (creative wear) 1.7.1 ครีเอทีฟแวร์ (creative wear) เป็นชุดที่ผมสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของผู้ออกแบบผ่านรูป แบบชุดให้มีความแปลกใหม่ 1.7.2 บาปกำ เนิด (original sin) สถานภาพความมีบาปของมนุษย์ซึ่งเป็นผลมาจากการตกในบาป 1.7.3 คัมภีร์ไบเบิล (bible) คัมภีร์ไบเบิล หรือที่เรียกว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ ประกอบด้วยหนังสือ 66 เล่ม 1.7.4 พระชนม์ชีพ (life) ชีวิต 1.7.5 สิ้นพระชนม์ (die) ตาย 1.7.6 ไถ่บาป (saivation) การสารภาพบาปต่อพระเจ้า 3
บทที่2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นการรวบรวมของมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้นถึงการไถ่บาป รวมถึงการตกในบาปของมนุษย์ เพื่อการ ออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ ทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่พบเจอในยุคนั้นว่ามีการแต่งกายที่เป็นแบบไหน ประวัติศาสนาและสถานที่ที่มีมารวมถึงหลักคำ สอนที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ โดยสามารถแบ่งหัวข้อต่างๆดังนี้ 2.1 บาปกำ เนิด 2.2 กำ เนิดอาดัมและเอวา 2.3 พยศชั่ว 7 ประการ 2.4 พระเยซู 2.5 คัมภีร์ไบเบิล 2.6 พิ้นฐานการออกแบบ หลักการและองค์ประกอบสำ คัญ ที่ใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกายในรูปแบบของชุด ครีเอทีฟแวร์ (creative wear) 2.7 ศึกษาเทคนิคตกแต่งและเนื้อผ้าที่เหมาะสมสำ หรับการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การไถ่บาป 4
2.1 บาปกำ เนิด 2.1.1 ความหมายของบาป คือการไม่บรรลุถึงความครบถ้วนแห่งกฎหมายอันชอบธรรมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสำ หรับมนุษย์ (กฎทางศีลธรรม) การไม่บรรลุเช่นนั้น ยังผลให้มนุษย์ตกเข้าสู่แนวทางการดำ เนินชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ ความไม่สมบูรณ์ อันเป็นผลจากบาปได้เป็นเหมือนนายที่กดขี่เขา ให้อยู่ในสภาพเป็นทาส สภาพเช่นนั้นคือ ความบกพร่องของทั้งจิตวิ ญญาน (ทั้งหมดในตัวบุคคล) ที่ต้องเสื่อมลงทุกด้าน และที่สุดคือ ความตาย ดังที่ คัมภีร์ไบเบิล กล่าวไว้ว่า "เพราะว่า ค่าจ้างของบาปคือความตาย สถานภาพความมีบาปของมนุษย์ซึ่งเป็นผลมาจากการตกในบาปของอาดัมและเอวา คำ ว่า บาปกำ เนิด ไม่ปรากฏใน คัมภีร์ไบเบิล แต่พบในเอกสารที่เชื่อว่าเป็นจดหมายของนักบุญเปาโล การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งแรกของมนูษย์จากสภาวะของความบริสุทธิ์ที่เชื่อฟังพระเจ้าไปเป็นสภาวะของความ รู้สึกผิดเพราะความไม่เชื่อฟังในพระเจ้า อาดัมกับเอวาถ่ายทอดบาปของพวกเขาไปยังลูกหลานทุกคน เรื่องนี้คล้ายกับการที่พ่อแม่ถ่ายทอดข้อบกพร่อง ทางพันธุกรรมให้ลูก (ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า บาปเข้ามาในโลกเพราะคนคนเดียว และความตายเกิดขึ้นเพราะบาป นั้น ความตายจึงลามไปถึงทุกคนเพราะทุกคนเป็นคนบาป) มนุษย์ทุกคนจึงเกิดมา “มีบาป” หมายความว่าเราเกิดมา ไม่สมบูรณ์แบบและมีแนวโน้มที่จะทำ ผิดได้ง่าย (ครั้งหนึ่ง เราทุกคนเคยใช้ชีวิตเพื่อสนองความต้องการที่เป็นบาป เหมือนคนพวกนั้น เราทำ สิ่งที่ร่างกายและจิตใจต้องการ และตั้งแต่เกิดมา เราเป็นคนที่สมควรจะถูกลงโทษ๓เหมือน คนอื่นๆ) เพราะบาปหรือความไม่สมบูรณ์แบบที่ได้รับตกทอดมา เราจึงเจ็บป่วย แก่ลง และตาย (ค่าจ้างที่บาปจ่ายคือความ ตาย แต่ของขวัญที่พระเจ้าให้คือชีวิตตลอดไป๒ผ่านทางพระคริสต์เยซูผู้เป็นนายของเรา) เรายังต้องทนทุกข์กับผลที่เกิดจากความผิดพลาดของเราเองและของคนอื่นด้วย (เราทุกคนผิดพลาดกันอยู่บ่อยๆ ถ้า ใครไม่ผิดพลาดในการพูดเลย เขาก็เป็นคนสมบูรณ์แล้ว และสามารถควบคุมร่างกายได้ทุกส่วน) 2.1.2 การไม่ต้องรับผลที่เกิดจาก “บาปกำ เนิด” คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าพระเยซูตาย “เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเรา” (นี่แหละคือความรักแท้ ไม่ใช่ว่าเรารักพระเจ้า ก่อน แต่พระองค์รักเราและให้ลูกของพระองค์มาเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของเราเพื่อให้เราคืนดีกับพระองค์) ค่าไถ่ของพระเยซูช่วยเราให้หลุดพ้นจากผลกระทบของบาปที่ตกทอดมา และทำ ให้เรามีโอกาสได้รับสิ่งที่อาดัมกับ เอวาทำ ให้สูญเสียไป คือโอกาสที่จะมีชีวิตตลอดไปพร้อมกับสุขภาพที่สมบูรณ์ “พระเจ้ารักโลกมาก จนถึงกับยอม สละลูกคนเดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่แสดงความเชื่อในท่านจะไม่ถูกทำ ลาย แต่จะมีชีวิตตลอดไป” 5
2.1.3 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “บาปกำ เนิด” บางคนเชื่อว่า บาปกำ เนิดทำ ให้เราไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าได้ ความจริง พระเจ้าไม่ได้โทษเรา ในสิ่งที่อาดัมกับเอวาทำ พระองค์เข้าใจว่าเราไม่สมบูรณ์แบบและไม่คาดหมายจากเราเกินกว่าที่เราสามารถทำ ได้ (เพราะพระองค์รู้ดีว่าพวกเราถูกสร้างมาอย่างไรและไม่ลืมว่าพวกเราเป็นแค่ดิน) แม้เราต้องทนทุกข์จากบาปที่ได้รับ ตกทอดมา แต่เราก็มีโอกาสและสิทธิพิเศษที่จะเป็นเพื่อนสนิทกับพระเจ้าได้ (เพราะพระยะโฮวาเกลียดคนเจ้าเล่ห์ แต่ พระองค์เป็นเพื่อนสนิทกับคนซื่อตรง) บางคนเชื่อว่า การรับบัพติศมาช่วยให้คนเราหลุดพ้นจากบาปกำ เนิด เด็กทารกจึงต้องรับบัพติศมา ความจริง แม้การรับบัพติศมาเป็นขั้นตอนสำ คัญที่จะได้รับการช่วยให้รอด แต่การมีความเชื่อในค่าไถ่ของพระเยซูเท่า นั้นที่จะลบล้างบาปทั้งหมดของเราได้ (เรื่องนี้เทียบได้กับการรับบัพติศมา ตอนนี้ การรับบัพติศมาช่วยพวกคุณให้รอด เพราะพวกคุณเชื่อในการฟื้นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ การรับบัพติศมาไม่ใช่การชำ ระร่างกายให้สะอาด แต่เป็น การขอพระเจ้าเพื่อช่วยไม่ให้มีอะไรรบกวนความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่างอย่างที่พระองค์อยู่ใน ความสว่าง เราทุกคนก็เป็นหนึ่งเดียวกัน และเลือดของพระเยซูลูกของพระองค์จะลบล้างบาปทั้งหมดของเรา) เนื่องจากความเชื่อแท้อาศัยความรู้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทารกจะมีความเชื่อ ดังนั้น คัมภีร์ไบเบิลจึงไม่ได้สอนเรื่องการให้ บัพติศมาแก่ทารก เรื่องนี้เห็นได้ชัดในสมัยคริสเตียนยุคแรก พวกเขาให้บัพติศมากับผู้เชื่อถือทั้ง “ชายและหญิง” ที่มี ความเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่ทารก (คนที่เต็มใจยอมรับสิ่งที่เปโตรพูดจึงรับบัพติศมา วันนั้นมีคนเข้ามาเป็นสาวกอีก ประมาณ 3,000 คน แต่เมื่อฟีลิปประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้าและชื่อของพระเยซูคริสต์ ผู้คนทั้งชายและ หญิงก็เชื่อและรับบัพติศมา) บางคนเชื่อว่า พระเจ้าสาปแช่งผู้หญิงเพราะเอวาเป็นคนแรกที่กินผลไม้ที่พระเจ้าห้าม ความจริง แทนที่จะสาปแช่งผู้ หญิง พระจ้าสาปแช่ง “งูตัวแรกนั้นที่ถูกเรียกว่ามารและซาตาน” ซึ่งเป็นผู้ที่ยุยงเอวาให้ทำ บาป (พญานาคใหญ่ถูก เหวี่ยงลงมาบนโลก ทูตสวรรค์ที่อยู่ฝ่ายมันก็ถูกเหวี่ยงลงมาด้วย พญานาคใหญ่คืองูตัวแรกนั้นที่ถูกเรียกว่ามารและ ซาตานซึ่งกำ ลังหลอกลวงทั้งโลกให้หลงผิด พระยะโฮวาพระเจ้าพูดกับงูว่า “เพราะเจ้าทำ อย่างนี้ เจ้าเลยต้องถูกสาป แช่ง ในพวกสัตว์ที่เชื่องและสัตว์ป่าทั้งหมดนั้น เจ้าเป็นสัตว์ที่ถูกสาปแช่ง เจ้าจะต้องเลื้อยและกินดินไปจนตาย) 6
ยิ่งกว่านั้น พระเจ้าถือว่าอาดัมคือคนแรกที่ต้องรับผิดชอบสำ หรับบาปที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ภรรยาของเขา (ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า บาปเข้ามาในโลกเพราะคนคนเดียว และความตายเกิดขึ้นเพราะบาปนั้น ความตายจึงลาม ไปถึงทุกคนเพราะทุกคนเป็นคนบาป) ทำ ไมพระเจ้าบอกว่าอาดัมจะใช้อำ นาจกับภรรยา? (พระองค์พูดกับผู้หญิงว่า “เราจะให้เจ้ามีความลำ บากมากขึ้นเมื่อ เจ้าท้อง เจ้าจะคลอดลูกด้วยความเจ็บปวด เจ้าจะต้องคอยพึ่งสามี และเขาจะใช้อำ นาจกับเจ้า”) เมื่อพระเจ้าพูดแบบ นี้ พระองค์ไม่ได้เห็นชอบกับการกระทำ นั้น พระองค์แค่บอกล่วงหน้าว่าบาปจะส่งผลเสียอย่างไรต่อความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง พระเจ้าคาดหมายให้ผู้ชายรักและให้เกียรติภรรยาและนับถือผู้หญิงทุกคนจากใจ (ส่วนสามี ก็ ให้รักภรรยาเสมอเหมือนที่พระคริสต์รักประชาคมและสละชีวิตเพื่อพวกเขา คล้ายกัน ให้พวกคุณที่เป็นสามีอยู่กินกับ ภรรยาต่อไปด้วยความเข้าใจและให้เกียรติเธอเหมือนที่คุณทะนุถนอมภาชนะที่บอบบางกว่า คือเพศหญิง เพื่อจะไม่มี อะไรเป็นอุปสรรคกีดขวางคำ อธิษฐานของคุณ อย่าลืมว่าทั้งคุณกับเธอเป็นผู้รับชีวิตเป็นมรดกร่วมกันที่มาจากความ กรุณาที่ยิ่งใหญ่) บางคนเชื่อว่า บาปกำ เนิดคือการมีเพศสัมพันธ์ ความจริง บาปกำ เนิดไม่ใช่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ ตอนที่พระเจ้าสั่งอาดัมไม่ให้กินผลจากต้นไม้ที่ให้รู้ดีรู้ชั่ว เขาอยู่คนเดียวยังไม่มีภรรยา (แต่ห้ามกินผลจากต้นไม้ ที่ให้รู้ดีรู้ชั่ว ถ้าเจ้ากินผลจากต้นนั้นในวันไหน เจ้าจะต้องตายในวันนั้น” ต่อมาพระยะโฮวาพระเจ้าพูดว่า “ถ้า จะให้มนุษย์คนนั้นอยู่คนเดียวต่อไปก็ไม่เหมาะ เราจะให้เขามีผู้ช่วยคนหนึ่งมาเป็นคู่ที่เหมาะกับเขา มาเติมเต็ม ชีวิตให้เขา”) 1. พระเจ้าสั่งอาดัมกับเอวาว่า “ให้เกิดลูกหลานมากมายและเพิ่มจำ นวน” ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องมีลูก (แล้วพระเจ้าอวยพรพวกเขาว่า “ให้เกิดลูกหลานมากมายและเพิ่มจำ นวนให้เต็มโลก ให้มีอำ นาจเหนือแผ่นดิน และมีอำ นาจเหนือปลาในทะเล สัตว์ที่บินในท้องฟ้า และสัตว์ทุกชนิดที่อยู่บนแผ่นดิน”) นั่นคงเป็นเรื่องโหด ร้ายถ้าพระเจ้าจะลงโทษพวกเขาที่ทำ ตามคำ สั่งของพระองค์เอง 2. อาดัมกับเอวาไม่ได้ทำ บาปพร้อมกัน เอวาทำ บาปก่อนและสามีของเธอก็ทำ ตาม (ผู้หญิงนั้นเห็นว่าผลของต้นไม้ นั้นน่ากิน น่าดู และสวยสะดุดตาจริง ๆ เธอจึงเก็บมากิน ต่อมาเมื่ออยู่กับสามี เธอก็เอาผลจากต้นนั้นให้สามี กินด้วย เขาก็กิน) 3. คัมภีร์ไบเบิลยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยา (ขอให้บ่อน้ำ พุของลูกได้รับพรและขอให้ลูกมี ความสุขกับภรรยาที่อยู่กันมาตั้งแต่หนุ่มสาว เธอเป็นกวางตัวเมียที่น่ารักและเป็นแพะภูเขาที่สง่างามให้อก ของเธอทำ ให้ลูกพอใจเสมอขอให้ลูกหลงใหลและรักเธอตลอดไป สามีควรให้ภรรยาตามที่เธอควรได้รับ และ ภรรยาก็ควรให้สามีตามที่เขาควรได้รับ) 4. 7
2.1.4 บาปที่เลวร้าย คัมภีร์ไบเบิลพูดถึงชาวเมืองโซโดมในยุคโบราณว่า “คนบาปชั่วลามก” พวกเขาทำ บาป “รุนแรงนัก” (พระยะโฮวาเห็นว่าชาวโสโดมเป็นคนชั่วและบาปหนา แล้วพระยะโฮวาพูดว่า “บาปของเมืองโสโดมและโกโมราห์ ร้ายแรงมาก เราได้ยินผู้คนร้องบ่นเกี่ยวกับสองเมืองนี้) ให้เรามาดูว่ามี 3 ปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ระดับความรุนแรงของบาป ความร้ายแรง คัมภีร์ไบเบิลเตือนเราให้ระวังที่จะไม่ทำ บาปร้ายแรงในเรื่องเหล่านี้ เช่น การทำ ผิดศีลธรรมทาง เพศ การไหว้รูปเคารพ การขโมย การเมาเหล้า การขูดรีด การฆ่าคน และการเล่นไสยศาสตร์ (พวกคุณไม่รู้ หรือว่าคนทำ ชั่วจะไม่ได้รับรัฐบาลของพระเจ้า? อย่าหลอกตัวเองเลย คนทำ ผิดศีลธรรมทางเพศ คนไหว้รูป เคารพ คนเล่นชู้ ผู้ชายที่สนองความใคร่ผู้ชายด้วยกัน ผู้ชายรักร่วมเพศ ขโมย คนโลภ๗ คนขี้เมา คนปากร้าย และคนชอบรีดไถ จะไม่ได้รับรัฐบาลของพระเจ้า พวกคุณบางคนเคยเป็นอย่างนั้น แต่พระเจ้าชำ ระพวกคุณให้ สะอาดแล้ว พระองค์ทำ ให้บริสุทธิ์แล้ว และถือว่าพวกคุณเป็นที่ยอมรับของพระองค์ในนามพระเยซูคริสต์ผู้เป็น นายและด้วยพลังของพระองค์ ส่วนคนขี้ขลาด คนไม่มีความเชื่อ คนที่น่ารังเกียจเพราะความสกปรกโสมมของ เขา ฆาตกร คนทำ ผิดศีลธรรมทางเพศ คนเล่นไสยศาสตร์ คนไหว้รูปเคารพ และคนโกหกทุกคน พวกเขาจะ ต้องอยู่ในบึงไฟที่ลุกไหม้ด้วยกำ มะถัน บึงไฟหมายถึงความตายชนิดที่สอง) คัมภีร์ไบเบิลเทียบให้เห็นว่าบาป เหล่านั้นต่างจากบาปที่เกิดจากการพูดพล่อย ๆ หรือบาปที่ทำ โดยไม่ตั้งใจ เช่น การพูดหรือการทำ ให้คนอื่น เจ็บ (คำ พูดที่ไม่คิดเป็นเหมือนดาบที่ทิ่มแทงแต่คำ พูดของคนฉลาดจะช่วยเยียวยารักษา พวกคุณต้องขจัด ความอาฆาตแค้น ความโกรธ ความโมโห การตวาด การพูดดูถูกเหยียดหยาม และทุกสิ่งที่ก่อความเสียหาย ออกไปให้หมด แต่ให้กรุณาต่อกัน เห็นอกเห็นใจกัน ให้อภัยกันอย่างใจกว้างเหมือนที่พระเจ้าให้อภัยพวกคุณ อย่างใจกว้างโดยทางพระคริสต์) แต่คัมภีร์ไบเบิลก็เตือนว่า เราไม่ควรคิดว่าการทำ บาปเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยไม่ ทำ ให้ใครเดือดร้อนก็ไม่เป็นไร เพราะจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ก็อาจทำ ให้เราทำ บาปร้ายแรงที่ขัดต่อกฎหมายของ พระเจ้าได้ ( คุณเคยได้ยินคำ พูดที่ว่า ‘อย่าเล่นชู้’ แต่ผมจะบอกคุณว่าทุกคนที่จ้องมองผู้หญิงจนเกิดความใคร่ ก็เป็นชู้ในใจกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว) เจตนาที่ทำ บางคนอาจทำ บาปบางอย่างเพราะเขาไม่รู้ว่าเรื่องนั้นผิดในสายตาของพระเจ้า (เมื่อก่อนพระเจ้า ไม่ถือสามนุษย์เพราะพวกเขายังไม่รู้ แต่เดี๋ยวนี้ พระองค์ประกาศให้มนุษย์ทุกคนในทุกหนแห่งรู้ว่าพวกเขาต้อง กลับใจ ถึงแม้เมื่อก่อนผมเคยเป็นคนหมิ่นประมาทพระเจ้า ข่มเหงคนของพระองค์ และเป็นคนอวดดี แต่ผม กลับได้รับความเมตตาเพราะเมื่อก่อนผมทำ ไปโดยไม่รู้และยังไม่มีความเชื่อ) แม้จะไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ สำ หรับ การทำ บาปอย่างนั้น แต่คัมภีร์ไบเบิลก็แยกให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อพูดถึงบาปที่ทำ เพราะไม่รู้กับบาปที่เกิดจาก การจงใจฝ่าฝืนกฎหมายของพระเจ้า (แต่ถ้าใครคนหนึ่งเจตนาทำ บาป ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวอิสราเอลหรือคน ต่างชาติ เขากำ ลังลบหลู่พระยะโฮวาและต้องถูกประหารชีวิต เขาต้องถูกประหารชีวิตเพราะเขาดูถูกคำ พูด ของพระยะโฮวาและฝ่าฝืนคำ สั่งของพระองค์ เขาต้องถูกลงโทษ๒เพราะความผิดของตัวเอง) ดังนั้น บาปที่ทำ โดยเจตนาจึงเกิดจาก “ใจชั่ว” ส่วนพวกเจ้าเองก็ทำ ชั่วยิ่งกว่าปู่ย่าตายายเสียอีก พวกเจ้าทุกคนดื้อดึงทำ ตามใจ ชั่วของตัวเองและไม่เชื่อฟังเรา พระคัมภีร์ โดยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อพระคัมภีร์ 8
ความถี่ คัมภีร์ไบเบิลยังแยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างบาปที่ทำ เพียงครั้งเดียวกับบาปที่ทำ เป็นประจำ ในช่วง เวลาหนึ่ง (คนที่ทำ บาปเป็นนิสัยก็กำ ลังทำ ผิดกฎหมายของพระเจ้า เพราะบาปคือการทำ ผิดกฎหมายของ พระเจ้า พวกคุณก็รู้ว่าพระเยซูมาเพื่อขจัดบาปของเรา และท่านไม่มีบาปเลย คนที่เป็นหนึ่งเดียวกับท่านจะ ไม่ทำ บาปเป็นนิสัย ส่วนคนที่ทำ บาปเป็นนิสัยก็ยังไม่ได้เห็นท่านและยังไม่รู้จักท่าน ลูก ๆ ที่รัก อย่าให้ใคร หลอกพวกคุณ คนที่ทำ สิ่งที่ถูกต้องเป็นคนเชื่อฟังพระเจ้าเหมือนที่พระเยซูเชื่อฟัง คนที่ทำ บาปเป็นนิสัยก็เป็น คนของมาร เพราะมารทำ บาปมาตลอดตั้งแต่แรก และท่านผู้เป็นลูกของพระเจ้ามาก็เพื่อทำ ลายผลงานของ มาร) และถ้าคนนั้นได้เรียนรู้แล้วว่าจะทำ สิ่งที่ถูกต้องในสายตาพระเจ้าได้อย่างไร แต่ก็ “ยังจงใจทำ บาปอยู่” เขาก็สมควรถูกพระเจ้าพิพากษาลงโทษ (เมื่อเรามีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริงแล้วแต่ยังจงใจทำ บาปอยู่ ก็จะไม่มีเครื่องบูชาไหนไถ่บาปให้เราได้ มีแต่จะรอการตัดสินลงโทษที่น่ากลัว และความโกรธของพระเจ้าจะ เป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญคนที่ต่อต้านพระองค์) คนที่ทำ ผิดร้ายแรงอาจรู้สึกแย่จนแทบทนไม่ไหวเมื่อนึกถึงความผิดเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น กษัตริย์ดาวิดได้เขียนไว้ว่า “การผิดของข้าพเจ้าท่วมศีรษะข้าพเจ้า ดุจภาระอันหนักเกินที่ข้าพเจ้าจะทนได้แล้ว” (เพราะความผิดท่วมหัวผมแล้ว มันเป็นเหมือนของหนักที่ผมแบกไม่ไหว) แต่คัมภีร์ไบเบิลก็ให้ความหวังว่า “คนอธรรมละทิ้งความคิดของตน และให้ เขากลับมาหาพระยะโฮวา เพื่อพระองค์จะได้ทรงเมตตาแก่เขา และให้เขากลับมาหาพระเจ้า เพราะพระองค์จะทรง ให้อภัยแก่เขาที่เขาทำ บาปทั้งปวง” ให้คนชั่วทิ้งแนวทางชีวิตของเขาและคนทำ ผิดให้ล้มเลิกความคิดของเขาให้เขา กลับมาหาพระยะโฮวา พระองค์จะเมตตาเขา๒กลับมาหาพระเจ้าของเรา เพราะพระองค์จะให้อภัยอย่างใจกว้าง” 2.1.4 บาปที่ให้อภัยไม่ได้ บาปที่อภัยให้ไม่ได้หมายถึงการทำ บาปโดยเจตนาซึ่งทำ ให้ไม่มีทางได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้า พระเจ้าให้ อภัยคนทำ บาปที่กลับใจ ทำ ตามมาตรฐานของพระเจ้าในชีวิต และแสดงความเชื่อในพระเยซูคริสต์ (ดังนั้น ให้กลับใจ และเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ เพื่อบาปของพวกคุณจะถูกลบล้าง แล้วจากนี้ไปพวกคุณจะได้รับความสดชื่นจากพระยะโฮ วา และพระองค์จะส่งพระคริสต์มาซึ่งเป็นผู้ที่พระองค์แต่งตั้งไว้เพื่อพวกคุณ ท่านนั้นก็คือพระเยซู) แต่บางคนอาจ ตั้งใจใช้ชีวิตแบบผิด ๆ โดยไม่ยอมเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนการกระทำ คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าคนแบบนั้นมี “ใจชั่ว” ซึ่ง “กลายเป็นคนดื้อด้านเพราะแรงชักจูงของบาป” (ระวังให้ดี อย่าให้ใครในพวกคุณมีใจชั่วที่ขาดความเชื่อโดยตีตัวออก ห่างจากพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่ แต่คอยให้กำ ลังใจกันทุกๆวันตอนที่ยังเป็น วันนี้อยู่เพื่อจะไม่มีใครในพวกคุณกลายเป็น คนดื้อด้านเพราะแรงชักจูงของบาป) เหมือนดินเหนียวที่โดนเผาในเตาไฟซึ่งไม่มีทางเปลี่ยนรูปทรงได้ หัวใจคนที่ต่อ ต้านพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงก็เป็นอย่างนั้น (ความหายนะจะต้องเกิดกับคนที่ต่อสู้กับผู้สร้างตัวเขาเพราะเขาเป็นแค่เศษ ดินเผาชิ้นหนึ่งในกองเศษดินเผาที่อยู่บนพื้นดินเหนียวจะพูดกับช่างปั้นหม้อไหมว่า “นี่คุณกำ ลังปั้นอะไรอยู่?”หรือ ภาชนะที่ถูกปั้นจะพูดกับคนปั้นไหมว่า “ปั้นออกมาอย่างนี้ได้ยังไง?”) คนแบบนั้นจะไม่มีทางได้รับการให้อภัย เขาจึง ทำ บาปที่อภัยให้ไม่ได้ (เมื่อเรามีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับความจริงแล้วแต่ยังจงใจทำ บาปอยู่ ก็จะไม่มีเครื่องบูชาไหน ไถ่บาปให้เราได้ มีแต่จะรอการตัดสินลงโทษที่น่ากลัว และความโกรธของพระเจ้าจะเป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญคนที่ ต่อต้านพระองค์) 9
ผู้นำ ศาสนาชาวยิวในสมัยพระเยซูทำ บาปที่อภัยให้ไม่ได้ พวกเขารู้ว่าพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าอยู่เบื้องหลังการ อัศจรรย์ของพระเยซู แต่พวกเขาก็กล่าวหาว่าพระเยซูได้รับพลังจากมารซาตาน (พวกครูสอนศาสนาที่มาจากกรุง เยรูซาเล็มก็พูดด้วยว่า “เขาถูกเบเอลเซบูบเข้าสิง เขาขับไล่ปีศาจด้วยอำ นาจของหัวหน้าปีศาจ” บาปและการลบหลู่ ดูหมิ่นทุกอย่างที่มนุษย์ทำ นั้นพระเจ้าอภัยให้ได้ แต่ถ้าใครพูดจาดูหมิ่นพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า เขาจะไม่มีวันได้รับ การอภัยเลย บาปนั้นจะติดตัวเขาตลอดไป” ที่พระเยซูพูดอย่างนั้นก็เพราะพวกครูสอนศาสนาบอกว่า “เขาถูกปีศาจ เข้าสิง”) บาปที่สาทารถให้อภัยได้ การหมิ่นประมาทที่ทำ ไปโดยไม่รู้ อัครสาวกเปาโลเคยเป็นคนหมิ่นประมาทมาครั้งหนึ่ง แต่ตอนหลังเขาบอก ว่า “ผมกลับได้รับความเมตตาเพราะเมื่อก่อนผมทำ ไปโดยไม่รู้และยังไม่มีความเชื่อ” (ถึงแม้เมื่อก่อนผมเคย เป็นคนหมิ่นประมาทพระเจ้า ข่มเหงคนของพระองค์ และเป็นคนอวดดี แต่ผมกลับได้รับความเมตตาเพราะ เมื่อก่อนผมทำ ไปโดยไม่รู้และยังไม่มีความเชื่อ) การเล่นชู้ คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าบางคนเคยเล่นชู้แต่เปลี่ยนพฤติกรรมและพระเจ้าก็ให้อภัยเขา (พวกคุณไม่รู้หรือ ว่าคนทำ ชั่วจะไม่ได้รับรัฐบาลของพระเจ้า? อย่าหลอกตัวเองเลย คนทำ ผิดศีลธรรมทางเพศ คนไหว้รูปเคารพ คนเล่นชู้ ผู้ชายที่สนองความใคร่ผู้ชายด้วยกัน ผู้ชายรักร่วมเพศ ขโมย คนโลภ คนขี้เมา คนปากร้าย และคน ชอบรีดไถ จะไม่ได้รับรัฐบาลของพระเจ้า พวกคุณบางคนเคยเป็นอย่างนั้น แต่พระเจ้าชำ ระพวกคุณให้สะอาด แล้ว พระองค์ทำ ให้บริสุทธิ์แล้ว และถือว่าพวกคุณเป็นที่ยอมรับของพระองค์ในนามพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนาย และด้วยพลังของพระองค์) บาปอภัยให้ไม่ได้ ถ้าคุณเกลียดวิถีชีวิตที่ไม่ดีในอดีตของคุณจริง ๆ และอยากเปลี่ยนแปลง คุณก็ไม่ได้ทำ บาปที่อภัยให้ไม่ได้ พระเจ้า สามารถให้อภัยบาปที่ทำ ผิดซ้ำ เดิมได้ ถ้าหัวใจคุณไม่ได้ดื้อด้านต่อพระองค์ (พระยะโฮวาพูดว่า “ให้เรามาคุยกัน เรา จะได้ช่วยพวกเจ้าให้กลับมาคืนดีกับเราถึงบาปของพวกเจ้าจะแดงก่ำ เราจะทำ ให้ขาวเหมือนหิมะถึงบาปของพวกเจ้า จะเป็นเหมือนผ้าสีแดงเข้มเราก็จะทำ ให้ขาวเหมือนขนแกะ) บางคนรู้สึกว่าพวกเขาทำ บาปที่อภัยให้ไม่ได้เพราะพวกเขายังรู้สึกผิดอยู่ แต่คัมภีร์ไบเบิลสอนเราว่าเราไม่อาจไว้ ใจความรู้สึกของเราได้เสมอไป (หัวใจทรยศยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดและกระตุ้นให้คนเราทำ ชั่วได้ทุกอย่างใครจะรู้จักหัวใจ ได้) พระเจ้าไม่ได้ให้สิทธิ์เราพิพากษาใคร แม้แต่ตัวเราเอง (คุณเป็นใครถึงไปตัดสินคนรับใช้ของคนอื่น นายของเขาจะ ตัดสินเองว่าเขาทำ ถูกหรือผิด เขาจะเป็นคนที่พระยะโฮวา*พอใจได้เพราะพระองค์จะช่วยเขา ดังนั้น พระเจ้าจะเป็นผู้ ตัดสินเราแต่ละคนตามการกระทำ ของเรา) พระองค์ให้อภัยเราถึงแม้หัวใจเราจะยังคงตำ หนิตัวเราเอง ( เมื่อทำ อย่าง นี้ เราก็รู้ว่าเราอยู่ฝ่ายความจริง และเรามั่นใจได้ว่าพระเจ้ารักเรา ไม่ว่าใจเราจะตำ หนิตัวเองขนาดไหน พระเจ้าก็รู้จัก ตัวเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง และพระองค์รู้ทุกสิ่ง) 10
ยูดาสอิสคาริโอททำ บาปที่อภัยให้ไม่ได้ ความโลภกระตุ้นให้เขาขโมยเงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อใช้ในงานศักดิ์สิทธิ์ เขาถึงกับแกล้งทำ เป็นห่วงใยคนยากจน แต่จริง ๆ เขาอยากขโมยเงินก้อนใหญ่ขึ้น (แต่ยูดาสอิสคาริโอทซึ่งเป็นสาวกที่กำ ลังจะทรยศพระเยซูพูดว่า “ทำ ไมไม่ เอาน้ำ มันหอมนี้ไปขายล่ะ? น่าจะได้สัก300 เดนาริอัน แล้วเอาไปแจกคนจนดีกว่า” ที่เขาพูดอย่างนี้ไม่ใช่เพราะเป็น ห่วงคนจน แต่เพราะเขาเป็นขโมย เขาเป็นคนถือกล่องเก็บเงินกองกลาง และชอบขโมยเงินจากกล่องนั้น แต่พระเยซู บอกว่า “ปล่อยให้เธอทำ ไปเถอะ ที่เธอทำ อย่างนี้เป็นการเตรียมผมไว้สำ หรับพิธีฝังศพผม คนจนจะอยู่กับพวกคุณไป ตลอด๓ แต่ผมจะอยู่กับพวกคุณอีกไม่นาน”) เมื่อหัวใจยูดาสแน่วแน่อยู่กับการทำ ผิด เขาก็ทรยศพระเยซูเพื่อแลกกับ เหรียญเงิน 30 เหรียญ พระเยซูรู้ว่ายูดาสไม่เคยกลับใจจากความผิดที่เขาทำ จริง ๆ และเรียกเขาว่า “คนนั้นที่จะต้อง พินาศ” (ตอนที่ผมอยู่กับพวกเขา ผมดูแลพวกเขาเพื่อเห็นแก่ชื่อของพระองค์ที่ให้ผมไว้ และผมปกป้องพวกเขาไว้ไม่ ให้พินาศสักคนเดียว นอกจากคนนั้นที่จะต้องพินาศตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์) นี่หมายความว่าเมื่อยูดาสตาย เขาจะ ต้องพินาศตลอดไป ไม่มีหวังจะได้ฟื้นขึ้นจากตาย ( ถึงแม้ ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องตายอย่างที่พระคัมภีร์บอกไว้ แต่คนที่ ทรยศ ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องพินาศ ถ้าคนนั้นไม่ได้เกิดมาเลยก็ดีกว่า) ยูดาสไม่ได้แสดงการกลับใจจากบาปจริง ๆ เขาไม่ได้สารภาพผิดกับพระเจ้า แต่ไปสารภาพกับหัวหน้าศาสนาที่เขาคบ คิดแผนร้ายด้วย (เมื่อยูดาสคนทรยศเห็นว่าพระเยซูถูกตัดสินลงโทษก็รู้สึกเสียใจ จึงเอาเหรียญเงิน 30 เหรียญไปคืน ให้พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำ ชาวยิว และพูดว่า “ผมทำ ผิดไปแล้วที่มอบคนไม่มีความผิดให้พวกคุณ” พวกเขาบอก ว่า “นั่นมันเรื่องของคุณ ไม่เกี่ยวกับพวกเรา” ยูดาสจึงโยนเหรียญเงินไว้ในวิหาร แล้วออกไปผูกคอตาย เพราะความ เสียใจแบบที่พระเจ้าพอใจนั้นกระตุ้นให้เกิดการกลับใจ ซึ่งนำ ไปถึงความรอดและจะไม่ทำ ให้เสียใจ แต่ความเสียใจ แบบโลกทำ ให้ตาย) ภาพที่ 2.1: ยูดาส อิสคาริโอท (คนขวาสุด) กำ ลังเดินออกจากอาหารค่ำ มื้อสุดท้าย ในภาพวาดของ คาร์ล บลอช ปลายศตวรรษที่ 19 ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki วันที่สืบค้น : 10 มีนาคม พ.ศ 2566 11
2.2 กำ เนิดอาดัมและเอวา ลักษณะความเป็นบุคคลของมนุษย์ในพระฉายของพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าเชื้อสายของมนุษย์ถูก สร้างขึ้นโดยพระเจตนารมณ์พิเศษของพระเจ้า ตามพระฉายของพระเจ้าและพระลักษณะของพระองค์ ฉะนั้น อดัม และเอวาจึงไม่ใช่ผลผลิตของวิวัฒนาการ เพราะพวกเขาถูกสร้างตามพระลักษณะของพระเจ้า พวกเขาจึงสามารถ ตอบสนองและมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรัก พระเกียรติสิริ และความบริสุทธิ์ของพระองค์ เราสังเกตพระลักษณะของพระเจ้าอย่างน้อยสามประการในมนุษย์คือ อาดัมและเอวามีลักษณะด้านศีลธรรมของ พระเจ้า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นคนชอบธรรมและบริสุทธิ์ มีใจรักและปรารถนาที่จะกระทำ สิ่งที่ถูกต้อง พวกเขามี พระลักษณะด้านสติปัญญาของพระเจ้า พวกเขาถูกสร้างให้มีวิญญาณ ความคิด อารมณ์ และอำ นาจในการเลือก ใน ความรู้สึกบางอย่างลักษณะที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของมนุษย์ก็เป็นพระลักษณะของพระเจ้าซึ่งไม่เป็นเช่นนั้นกับ สัตว์ต่าง ๆ พระเจ้าประทานพระฉายแก่มนุษย์ซึ่งพระองค์สามารถปรากฏให้เห็นได้ในพันธสัญญาเดิม และในรูปแบบ ที่พระบุตรของพระองค์จะมาปรากฏในวันหนึ่งข้างหน้า เมื่ออดัมและเอวาทำ บาป พระลักษณะของพระเจ้าที่อยู่ในพวกเขาก็เสื่อมลงอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้ถูกทำ ลายจน หมดสิ้น แน่นอนที่ความเหมือนพระเจ้าในด้านศีลธรรมเสื่อมลงเมื่อพวกเขาทำ บาป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สมบูรณ์ และบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่มีแนวโน้มที่จะทำ บาป ซึ่งพวกเขาถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน พันธสัญญาใหม่ยืนยันความเสื่อม จากพระลักษณะของพระเจ้าเมื่อกล่าวว่า ผู้เชื่อที่ได้รับการไถ่จะได้รับการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดังเดิมที่มีความเหมือน พระเจ้าในด้านศีลธรรม ในเวลาเดียวกัน มนุษย์ที่เป็นคนบาปยังมีความเหมือนพระเจ้าในด้านอื่น ๆ คือ ด้านสติ ปัญญา และความสามารถในการสามัคคีธรรมและสื่อสารกับพระองค์ พระลักษณะของพระเจ้าในส่วนนี้ก็เสื่อมลงเช่น กัน แต่ไม่สูญหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออาดัมและเอวาทำ บาปในสวนเอเดน 12
2.2.1 กำ เนิดมนุษย์คนแรก เป็นเรื่องถกเถียงกันมานมนานถึงการที่ใน ปฐมกาล มีเรื่องการสร้างมนุษย์ที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน คือใน บทที่ 1 เป็นเรื่องพระเจ้าสร้างโลกในเจ็ดวัน ซึ่งหลังจากที่สร้างฟ้า น้ำ แผ่นดิน พืช สัตว์ พระเจ้าก็สร้างมนุษย์ขึ้นมา ในวันที่หก ซึ่งการสร้างทั้งปวงใช้วิธีการ ‘พูด’ คำ ออกมา ส่วนในบทที่ 2 เล่าเจาะจงเฉพาะการสร้างมนุษย์ โดย พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากดินแล้วพ่นลมหายใจเข้าไปเพื่อให้ชีวิต ซึ่งความแตกต่างของสองบทปฐมกาลนี้ก็ถูกผู้คน อ่านผ่านความเป็นไปได้หลาย ๆ แบบ ตั้งแต่ว่าบทที่สองคือการมองย้อนกลับเข้าไปสำ รวจจำ เพาะเหตุการณ์สร้าง มนุษย์ในบทแรก ไปจนถึงการมองผ่านทฤษฎี Documentary Hypothesis (ซึ่งมองว่าพระคัมภีร์พันธสัญญาเก่าเกิด จากการรวมเอกสารจากต่างแหล่งเข้าไว้ด้วยกัน) ว่าบทที่หนึ่งกับสองมาจากต้นฉบับคนละชุดกันที่ถูกนำ มารวมภาย หลัง ไม่ว่าจะอย่างไร เป็นที่น่าสนใจว่า การสร้างคนขึ้นมาจากดิน/โคลน นั้นก็พบในเรื่องเล่าและเอกสารโบราณของ วัฒนธรรมบ้านใกล้เรือนเคียงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมโสโปเตเมีย (ในเรื่อง Atra-Hasis เทพีมามิ นำ เอาดินมาผสมกับ เลือดเนื้อของเทพที่ถูกสังหาร) อียิปต์ (เทพคนุม ปั้นคนจากดินด้วยเครื่องปั้นหม้อ) กรีก (เทพปั้นคนขึ้นมาจากดิน แล้วเทพีอาธีนาพ่นลมหายใจเข้าไป)ความสัมพันธ์ระหว่างคนและดินนี้ สะท้อนออกมาในคำ ว่า ‘อาดัม’ (דםָא (ָซึ่ง เป็นข้อสันนิษฐานกันมายาวนานว่า น่าจะสัมพันธ์กับคำ ว่า อาดามาห์ (אדמה (ที่แปลว่า ผืนดิน ความสัมพันธ์นี้ถูก เน้นย้ำ ชัดเจนในพระวจนะของพระเจ้าถึงจุดเริ่มต้นและจุดจบของอาดัม “เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้าจนเจ้า กลับไปเป็นดิน เพราะเจ้าถูกนำ มาจากดิน และเพราะเจ้าเป็นผงคลีดิน และเจ้าจะกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม” (ปฐม กาล 3:19) นอกจากนี้ยังเป็นไปได้สูงมากว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาอาจจะเพื่อปลูกและดูแลสวน “เมื่อยังไม่มี ต้นไม้ตามทุ่งบนแผ่นดิน และพืชตามทุ่งก็ยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้ายังไม่ได้ทรงให้ฝนตกบนแผ่น ดิน ทั้งยังไม่มีมนุษย์เพาะปลูกบนดิน” (ปฐมกาล 2:5) และ “พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ในเอเดน ทางทิศตะวันออก และทรงกำ หนดให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นอยู่ที่นั่น” (ปฐมกาล 2:8) ซึ่งการสร้างมนุษย์ให้มาดูแล เพาะปลูกเรือกสวนไร่นานี้ได้ปรากฏอยู่ในตำ นานสร้างมนุษย์ของเมโสโปเตเมีย/บาบิโลนเช่นเดียวกัน (ดูเรื่อง Enuma Elish และ Atra-Hasis) อีกประเด็นที่น่าสนใจคือคำ ว่า ‘อาดัม’ ที่ปรากฏขึ้นมาในช่วงแรกของปฐมกาลนั้น เป็นคำ ที่มีความหมายรวม ๆ หมายถึง ‘มนุษย์’ จนเมื่อเข้าบทต่อมา ‘อาดัม’ จึงหมายถึงมนุษย์ผู้ชายคนที่พระเจ้า สร้างและก่อเรื่องผลไม้ต้องห้าม และเมื่อสุดท้ายเข้าปฐมกาล 5:1 “ต่อไปนี้เป็นหนังสือลำ ดับพงศ์พันธุ์ของอาดัม” อาดัมจึงกลายเป็นชื่อบุคคลอย่างเต็มตัว เช่นนั้นเอง เรื่อง ปฐมกาล 1:27 “พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ (Adam) ขึ้น และทรงสร้างให้เป็นชายและ หญิง” จึงเปิดช่องว่างไปสู่การอ่านและการตีความอีกหลายแบบ 13
มนุษย์ถูกแบ่งร่าง ในปฐมกาล 2:18 “พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า ‘การที่ชายผู้นี้จะอยู่แต่ลำ พังนั้นไม่ดี เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่ เหมาะสมกับเขาขึ้น’” ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นการกำ เนิดของอีฟ (สังเกตว่า นี่เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าตรัสว่า ‘นั้นไม่ดี’ ซึ่ง ก่อนหน้านี้ทุกอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น ‘ดี’ ไปหมด) ใน 2:21-22 “แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงทำ ให้ชายนั้น หลับสนิท ขณะที่เขาหลับอยู่ พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงซี่หนึ่งของเขาออกมา แล้วทำ ให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูก ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำ มาให้ ชายนั้น” จากนั้นชายนั้นจึงกล่าวว่า “นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะเรียกคนนี้ว่าหญิง (isha) เพราะคนนี้ออกมาจากชาย (ish)” (คำ ว่า กระดูกชายโครง หรือ ribs ในที่นี้ ภาษาฮีบรู ‘tzeila’ แปลว่า ด้าน/ ข้าง ซึ่งก็นำ ไปสู่การตีความต่าง ๆ ว่าทำ ไมต้องสร้างจาก ‘ข้าง’) การ ‘ผ่าตัด’ (ดึงเนื้อและกระดูกออกมาแล้วปิดเนื้อ กลับเข้าไป) ของพระเจ้านี้ถูกไปเปรียบเปรยกับตำ นานสร้างมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ Symposium ของเพลโตว่า เดิมทีมนุษย์มีสองร่างติดกัน (มีทั้ง ชาย-ชาย หญิง-หญิง ชาย-หญิง) ต่อมาโดนเทพเจ้าผ่าครึ่ง มนุษย์จึงมีสภาพกลาย เป็นสิ่งไม่สมบูรณ์ และใช้ชีวิตในการตามหาอีกครึ่งที่หายไป ซึ่งการตีความมนุษย์คนแรกในปฐมกาลก็มีอยู่เรื่องราว หนึ่งที่ว่า มนุษย์นั้นแรกกำ เนิดมีสองเพศ (hermaphrodite) ตามการอ่านประโยคใน 1:27 “พระองค์ทรงสร้าง มนุษย์ขึ้น และทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” และการแบ่งหญิงออกมาจากมนุษย์คนแรก ทำ ให้เพศถูกแบ่งออกมา (ซึ่งการอ่านช่องว่างใน 1:27 ก็นำ ไปสู่เรื่องอีกว่ามนุษย์ชุดแรกในปฐมกาลบทแรกนั้นอาจจะมีหลายคนและมีทั้งชาย และหญิง แต่พวกเขากระจัดกระจายอยู่บนผืนโลก ในขณะที่บทสองนั้นพูดถึงเฉพาะมนุษย์ผู้ชายคนที่ถูกสร้างขึ้นมา อยู่ในสวนเอเดน)อย่างไรก็ดี มนุษย์ผู้หญิงซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ชื่ออีฟ เนื่องจากอาดัมจะเป็นผู้ตั้งชื่อให้หลังออกจากสวน เอเดนแล้ว (อาดัมมีพลังอำ นาจคล้ายคลึงกับพระเจ้าอย่างหนึ่ง คือมีอำ นาจแห่งการเป็น ‘ผู้เรียกชื่อ’ หรือ Nomothete ดังเช่นที่เขาตั้งชื่อสัตว์ต่าง ๆ รวมถึงเรียกมนุษย์ที่แยกออกมาจากเขาว่า ‘ผู้หญิง’) ก็ถูกสร้างขึ้นมาโดย พระเจ้าหวังให้มาเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ผู้ชาย ซึ่งชายเองก็ยอมรับว่าหญิงเป็นเนื้อเดียวกับเขา (1:23 “นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา” และ 1:24 “เพราะเหตุนั้นผู้ชายจะละจากบิดามารดาของเขาไป ผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน”) ซึ่งผู้หญิงคนนี้เองที่จะมีบทบาทสำ คัญต่อชะตากรรมของ มนุษยชาติ 14
ในคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึง Adam ทั้งในแง่มุมของประวัติศาสตร์โลก ที่ว่าด้วยการทรงสร้างของพระเจ้า ดังเช่นที่ ปรากฏในหนังสือปฐมกาล และในมุมมองด้านศาสนาเปรียบเทียบ ดังที่ได้กล่าวถึงในไว้ในหนังสือเล่มอื่น ๆ ในคัมภีร์ไบเบิล ได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงใช้เวลาสร้างโลกทั้งสิ้น 6 วัน โดยทรงสร้างมนุษย์ในวันที่ 6 ของการทรงสร้าง ในหนังสือปฐมกาล บทที่ 2 ได้กล่าวถึงไว้ว่า พระเจ้าทรงปั้น มนุษย์ ด้วยผงคลีดิน แต่สิ่งที่ทำ ให้มนุษย์แตกต่างจาก สัตว์อื่น ๆ บนโลกใบนี้ เนื่องจากพระเจ้าทรงระบายลมปราณให้แก่มนุษย์ด้วย อาจเรียกลมปราณว่า วิญญาณ เป็น เหตุให้หลังจากมนุษย์ตายลง ร่างกายจึงสูญสลายกลับกลายเป็นดินเช่นเดิม ความบาป ในคติทางศาสนา บาปเข้ามาสู่มนุษย์ครั้งแรกในโลก จากการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของเอวา เพราะถูกล่อลวงโดยมารให้ สงสัยในคำ สั่งของพระเจ้า และไม่เชื่อฟังคำ สั่งของพระองค์ เนื่องจากเอวาไม่เชื่อฟัง ดังนั้นผู้หญิงจึงได้รับโทษให้รับความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่คือการอุ้มท้องและการคลอดบุตร เพื่อ เตือนให้มนุษย์ระลึกถึงความเจ็บปวดจากการมีบาป ดังพระดำ รัสของพระเป็นเจ้าในหนังสือปฐมกาลบทที่ 3 ข้อที่ 16 ว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ลำ บากมากขึ้นแก่เจ้าและเมื่อเจ้ามีครรภ์ เจ้าจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวดถึงกระนั้น เจ้า จะยังปรารถนาในสามีของเจ้าและเขาจะปกครองตัวเจ้า" ขณะที่ Adam ไม่เชื่อฟังพระเจ้าเพราะเชื่อภรรยา ดังนั้นผู้ชายจึงได้รับโทษให้ต้องทำ งานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ดังที่พระเจ้าทรงตร้สไว้ว่า "เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้าจนเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะเจ้าถูกนำ มาจากดินและ เพราะเจ้าเป็นผงคลีดิน และเจ้าจะกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม" 2.2.2 อาดัม ภาพที่ 2.2: อาดัม ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/อาดัม วันที่สืบค้น: 10 มีนาคม พ.ศ 2566 15
ลักษณะความเป็นบุคคลของมนุษย์ ลักษณะความเป็นบุคคลของมนุษย์ในพระฉายของพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าเชื้อสายของมนุษย์ถูกสร้างขึ้น โดยพระเจตนารมณ์พิเศษของพระเจ้า ตามพระฉายของพระเจ้าและพระลักษณะของพระองค์ ฉะนั้น อดัมและเอวา จึงไม่ใช่ผลผลิตของวิวัฒนาการ เพราะพวกเขาถูกสร้างตามพระลักษณะของพระเจ้า พวกเขาจึงสามารถตอบสนอง และมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรัก พระเกียรติสิริ และความบริสุทธิ์ของพระองค์ เราสังเกตพระลักษณะของพระเจ้าอย่างน้อยสามประการในมนุษย์คือ อาดัมและเอวามีลักษณะด้านศีลธรรมของ พระเจ้า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นคนชอบธรรมและบริสุทธิ์ มีใจรักและปรารถนาที่จะกระทำ สิ่งที่ถูกต้อง พวกเขามี พระลักษณะด้านสติปัญญาของพระเจ้า พวกเขาถูกสร้างให้มีวิญญาณ ความคิด อารมณ์ และอำ นาจในการเลือก ใน ความรู้สึกบางอย่างลักษณะที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของมนุษย์ก็เป็นพระลักษณะของพระเจ้าซึ่งไม่เป็นเช่นนั้นกับ สัตว์ต่าง ๆ พระเจ้าประทานพระฉายแก่มนุษย์ซึ่งพระองค์สามารถปรากฏให้เห็นได้ในพันธสัญญาเดิม และในรูปแบบ ที่พระบุตรของพระองค์จะมาปรากฏในวันหนึ่งข้างหน้า เมื่ออดัมและเอวาทำ บาป พระลักษณะของพระเจ้าที่อยู่ในพวกเขาก็เสื่อมลงอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่ได้ถูกทำ ลายจน หมดสิ้น แน่นอนที่ความเหมือนพระเจ้าในด้านศีลธรรมเสื่อมลงเมื่อพวกเขาทำ บาป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สมบูรณ์ และบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่มีแนวโน้มที่จะทำ บาป ซึ่งพวกเขาถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน พันธสัญญาใหม่ยืนยันความเสื่อม จากพระลักษณะของพระเจ้าเมื่อกล่าวว่า ผู้เชื่อที่ได้รับการไถ่จะได้รับการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดังเดิมที่มีความเหมือน พระเจ้าในด้านศีลธรรม ในเวลาเดียวกัน มนุษย์ที่เป็นคนบาปยังมีความเหมือนพระเจ้าในด้านอื่น ๆ คือ ด้านสติ ปัญญา และความสามารถในการสามัคคีธรรมและสื่อสารกับพระองค์ พระลักษณะของพระเจ้าในส่วนนี้ก็เสื่อมลงเช่น กัน แต่ไม่สูญหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออาดัมและเอวาทำ บาปในสวนเอเดน ในศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลาม เชื่อว่า อาดัม เป็นมนุษย์คนแรกที่ อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างขึ้นจากดินด้วย พระหัตถ์ขวาของ พระองค์ แล้วพระองค์ทรงเป่าวิญญาณ เพื่อเป็น เคาะลีฟะฮ์ (ตัวแทน) บนแผ่นดินโลก นอกจากนี้มุสลิมยังเชื่อว่า อาดัม เป็น ผู้เผยพระวจนะ คนแรก และถือเป็น มุสลิม คนแรก 16
2.2.3 เอวา เอวา (ฮีบรู: וה ָּח ,ַḤawwāh; อังกฤษ: Eve อีฟ) เป็นผู้หญิงคนแรก ที่หนังสือปฐมกาลบันทึกไว้ โดยคำ ว่า เอวา เป็นคำ มาจากภาษาฮีบรู แปลว่า มีชีวิตอยู่ ตามบันทึกพระคัมภีร์ มนุษย์ผู้หญิงถูกตั้งชื่อว่า เอวา หรือ อีฟ เพราะนาง เป็นมารดาของปวงชนที่มีชีวิต ภาษาอาหรับเรียกว่า เฮาวาอ์ เมื่อ พระยาเวห์ ทรงสร้าง อาดัม มนุษย์ผู้ชายขึ้นมาแล้ว ทรงเห็นว่ายังไม่มีคู่อุปถัมภ์ที่เหมาะสมกับเขา จึงทรง กระทำ ให้เขาหลับไป และทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา แล้วทำ ให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำ มาให้ชายนั้น ชาย นั้นจึงว่า นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเปลือยกายกันอยู่ไม่อายกัน ความบาป ซาตาน ได้ล่อลวงให้ เอวา ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยมาปรากฏในร่างของงู มันถามหญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัส ห้ามว่า อย่ากินผลจากต้นไม้ใด ๆ ในสวนนี้" หญิงนั้นจึงตอบว่า "ผลของต้นไม้ต่าง ๆ ในสวนนี้เรากินได้ ยกเว้นผลของ ต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่าอย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย” งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ ตายจริงหรอก เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือ สำ นึกในความดีและ ความชั่ว" เมื่อหญิงนั้นเห็นว่าผลไม้นั้นน่ากิน น่าดู และก่อให้เกิดปัญญาอีกด้วย จึงเก็บกิน และส่งให้สามีกินด้วย ตา ของทั้งสองคนก็สว่างขึ้น และสำ นึกได้ว่าตนเปลือยกายอยู่ 16 ภาพที่ 2.3: เอวา ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/เอวา วันที่สืบค้น: 10 มีนาคม พ.ศ 2566
คำ สาปแช่งของพระเจ้า ด้วยการไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยการรับประทานผลของต้นแห่งสำ นึกในความดีและความชั่ว จึงถูกการพระเจ้าสาปแช่ง ว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ลำ บากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้นเจ้ายังปรารถนาสามีและเขา จะปกครองตัวเจ้า" แล้วจึงทรงขับไล่ อาดัม และ เอวา ออกจาก สวนเอเดน ไป สวนเอเดน สวนเอเดน (อังกฤษ: Garden of Eden; ภาษาฮิบรู: דןֶע ֵגן (ַּคัมภีร์บางเล่มเรียก อุทยานของพระเจ้า เป็นสถานที่ บรรยายไว้ในพระธรรมปฐมกาลว่าเป็นสถานที่พักอาศัยของอาดัมกับเอวา มนุษย์สองคนแรกที่พระเจ้าทรงสร้าง การสร้างโลกในพระธรรมปฐมกาลจะกล่าวถึงที่ตั้งของสวนเอเดนว่าอยู่ในบริเวณแม่น้ำ สำ คัญสี่สาย : แม่น้ำ พิชอน แม่ น้ำ กิฮอน แม่น้ำ ไทกริส และแม่น้ำ ยูเฟรทีสซึ่งอยู่ในบริเวณอาร์มีเนีย, ยอดเขาอารารัต, เยเรวาน หรือที่ราบสูงอาร์มี เนีย) [1] (พระธรรมปฐมกาล บทที่ 2 ข้อที่ 10-14) ซึ่งอยู่ในบริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน ซึ่งน่าจะเป็นบริเวณคอ เคซัสโบราณโดยเฉพาะบริเวณใกล้กับอาร์มีเนีย ที่ตั้งของแม่น้ำ ทั้งสี่ยังเป็นที่ถกเถียงกันและยังไม่มีหลักฐานเป็นที่แน่นอนที่สนับสนุนที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแม่น้ำ นอกจากที่กล่าวในพระธรรมปฐมกาลเอง และ วรรณกรรมยิว-คริสเตียนเช่น “จูบิลี” สมมุติฐานอื่นก็ว่าตั้งอยู่ที่เมโส โปเตเมีย ทวีปแอฟริกา หรือ อ่าวเปอร์เซีย สมมุติฐานหลังมาจากหลักฐานของลุ่มแม่น้ำ สี่สายที่มาพบกันที่เป็นที่ผลิต ทองคำ และยางไม้หอม Bdellium แต่ก็ยังต้องมีการตีความหมายของเนื้อหาของพระธรรมปฐมกาลเพิ่มเพื่อยืนยัน "เฮาวาอ์"ในศาสนาอิสลาม อัลกุรอานเรียกต้นไม้นั้นว่า ชะญะเราะหฺ อัลคุลดฺ (ต้นแห่งอมตะ) ซึ่งชัยฏอน (ซาตาน) ได้หลอกให้นางและสามีกิน โดยอ้างว่า หากกินแล้วจะมีชีวิตนิรันดรและอำ นาจที่ไม่สูญสลาย ทั้งสองหลงกลจึงรับประทานเข้าไป เมื่อรับประทาน แล้วก็รีบคว้าเอาใบไม้มาปกปิดร่างกาย อัลกุรอานระบุว่า อาดัมสามีของนางได้ขออภัยโทษต่อพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงสอนวิธีการขออภัยโทษให้ และ รับการขอโทษของอาดัม แต่ทั้งสอง รวมทั้งชัยฏอนออกจากสวนสวรรค์ มาใช้ชีวิตบนโลก และมนุษย์กับชัยฏอนจะ เป็นศัตรูกัน 17
นักวิทยาศาสตร์เข้าใกล้กำ เนิด "อดัม" กับ "อีฟ" หลังแกะรอยตามหาบรรพบุรุษของมนุษย์ยุคปัจจุบันจากดีเอ็นเอของ ชายหนุ่มและ สืบหาต้นตระกูลมนุษย์ย้อนกลับไปได้กว่าแสนปี "อดัม" กับ "อีฟ" ที่นักวิทยาศาสตร์เอ่ยถึงนี้ ไม่ใช่ อดัมกับอีฟที่เป็นมนุษย์คู่แรกบนโลกในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล หากแต่ เป็นมนุษย์ยุคใหม่สองคน จากมนุษย์ยุคใหม่หลายพันหลายหมื่นคนหรืออาจมากกว่านั้น ที่เคยดำ รงชีวิตอยู่ในยุค ดึกดำ บรรพ์ และมีการสืบเชื้อสายถ่ายทอดดีเอ็นเอมาสู่ลูกหลาน ซึ่งก็คือมนุษย์ชายหญิงในปัจจุบันนี้นี่เอง ผลสรุปล่าสุดของทีมนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์และโบราณคดีในสหรัฐฯ ที่เปิดเผยในวารสารไซน์ (Science) เมื่อต้น เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่าจากการศึกษาดีเอ็นเอในโครโมโซมเพศชาย หรือโครโมโซมวาย (Y chromosome) สามารถสืบหา "อดัม" ผู้เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ฝ่ายชายย้อนกลับไปได้ถึง 135,000 ปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น อดัมน่าจะใช้ชีวิตบนโลกร่วมยุคเดียวกับ "อีฟ" มนุษย์หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นมารดาของหญิงสาวทั้งปวง ในปัจจุบัน ซึ่งข้อสรุปนี้ได้หักล้างผลงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่บอกว่าบรรพบุรุษร่วมซึ่งเป็นต้นกำ เนิดของมนุษย์เพศชายใน ปัจจุบันนั้น มีชีวิตอยู่เมื่อราว 50,000-60,000 ปีก่อนนี่เอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอดัมและอีฟที่เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยโบราณกาลจะมีช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน แต่ทั้งสองก็ไม่น่าจะ เคยได้อยู่ใกล้กันเลย ไม่แม้แต่จะได้ครองคู่กัน "พวกเค้าทั้งสองคนไม่รู้จักกัน" คำ บอกเล่าของเมลิสสา วิลสัน เซย์เรส (Melissa Wilson Sayres) นักพันธุศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ในสหรัฐฯ ซึ่งมิได้มีส่วนร่วมในงาน วิจัยเรื่องนี้ ทั้งนี้ นักวิจัยเชื่อกันว่ามนุษย์ยุคใหม่นั้นออกจากแอฟริกาเมื่อราว 60,000 ถึง 200,000 ปีก่อน และในช่วงเวลานั้นก็ดู เหมือนว่ามนุษย์ผู้เป็นมารดาของหญิงทั้งปวงก็ปรากฏขึ้นในแอฟริกาตะวันออก แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนในเรื่อง นี้ ทีมวิจัยได้ทำ การศึกษาเจาะจงลงไปที่โครโมโซมวาย ซึ่งเป็นโครโมโซมที่มีการถ่ายทอดจากพ่อไปสู่ลูกชายเท่านั้น ดัง นั้น การกลายพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครโมโซมเพศชายจึงสามารถแกะรอยสายวิวัฒนาการของมนุษย์ ผู้ชายสืบย้อนกลับไปถึงผู้เป็นบิดาของมวลมนุษย์ได้ 2.2.4 กำ เนิดบรรพบุรุษมนุษย์ 18 ภาพที่ 2.4: อาดัมและเอวา ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/อาดัมและเอวา วันที่สืบค้น: 10 มีนาคม พ.ศ 2566
ในทางตรงข้าม ดีเอ็นเอจากไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่มีหน้าที่สร้างพลังงานในเซลล์ของ สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์สลับซับซ้อนนั้นสามารถส่งผ่านไปในเซลล์ไข่ได้ จึงมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่สามารถถ่ายทอดดีเอ็นเอจาก ไมโตคอนเดรียไปสู่ลูกหลานได้ ดีเอ็นเอในไมโตคอนเดรียจึงสามารถเผยเชื้อสายทางฝ่ายมารดาไปถึงอีฟผู้อยู่ในสมัย โบราณได้ คาร์ลอส บุสตามานเต้ (Carlos Bustamante) นักพันธุศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ในแคลิฟอร์เนีย ผู้เป็นหนึ่งในทีมวิจัย อธิบายว่า กาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านมานาน โครโมโซมเพศชายได้มี การขยายออกไปอย่างสลับซับซ้อนมากขึ้นจากการถ่ายทอดพันธุกรรมและทำ สำ เนาดีเอ็นเอ และการเชื่อมต่อชิ้นส่วน ดีเอ็นเอที่ได้จากการถอดรหัสหลายๆส่วนเข้าด้วยกัน เหมือกับการพยายามต่อจิ๊กซอโดยที่ไม่มีรูปภาพตัวอย่าง ทำ ให้ ยากต่อการวิเคราะห์ผลได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งนี้ บุสตามานเต้และทีมวิจัยได้ทำ การประกอบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของปริศนาดังกล่าวโดยการถอดรหัสจีโนมทั้งหมด ของโครโมโซมวายของชาย 69 คน จากประชากร 7 กลุ่มทั่วโลก ตั้งแต่ชนเผ่าพื้นเมืองในแอฟริกา (African San Bushmen) ไปจนถึงชาวยาคุตในไซบีเรีย (Yakut of Siberia) จากการสมมติฐานอัตราการผันแปรของยีนสอดคล้องกับเหตุการณ์สำ คัญทางโบราณดี (เช่น การอพยพของประชากร ผ่านช่องแคบแบริง) ซึ่งทีมวิจัยให้ข้อสรุปว่าชายกลุ่มตัวอย่างจากทั่วโลกมีบรรพบุรุษเป็นชายคนเดียวกัน ซึ่งอาศัยอยู่ ในแอฟริกาเมื่อประมาณ 125,000-156,000 ปีก่อน นอกจากนั้น ดีเอ็นเอในไมโตรคอนเดรียของชายกลุ่มนี้ ยังคล้ายกับตัวอย่างดีเอ็นเอในไมโตคอนเดรียจากผู้หญิง 24 คน ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้สืบย้อนกลับไปยังไมโตคอนเดรียของอีฟที่เคยอยู่ในแอฟริกาเมื่อประมาณ 99,000-148,000 ปีก่อน ซึ่งเกือบเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการมีอยู่ของโครโมโซมวายของอดัม ด้านไมเคิล แฮมเมอร์ (Michael Hammer) นักพันธุศาสตร์วิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) ซึ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษาเรื่องนี้เผยถึงผลการวิจัยว่าน่าสนใจมากและเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว สำ คัญในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ยังมีผลงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเด็นเดียวกัน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารไซน์พบว่า ชายในกลุ่มตัวอย่างมีบรรพบุรุษร่วมกัน เมื่อ 180,000-200,000 ปีที่แล้ว ส่วนในอีกงานวิจัยหนึ่งของแฮมเมอร์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร ดิ อเมริกัน เจอร์นัล ออฟ ฮิวแมน เจเนติกส์ (The American Journal of Human Genetics) ฉบับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้ผลการวิจัยว่า ผู้ชายหลายคนในแอฟริกา มีโครโมโซมวายที่แปลกและแตกต่างกัน ซึ่งทำ ให้สืบย้อนกลับไปถึงบรรพบุรุษในยุคโบราณได้หลายคนที่เคยมีชีวิตอยู่ ในช่วง 237,000-581,000 ปีก่อน "มันไม่พอดีกับแผนภูมิลำ ดับเครือญาติของมนุษย์ที่บุสตามานเต้สร้างขึ้น แต่มันมีความเก่าแก่กว่า" แฮมเมอร์บอกแก่ ทีมงานไลฟ์ไซน์ อย่างไรก็ดี การศึกษาทางด้านยีนนั้นขึ้นอยู่กับตัวอย่างดีเอ็นเอที่นำ มาศึกษา ฉะนั้นจึงให้ภาพประวัติศาสตร์ของ มนุษย์ได้ไม่สมบูรณ์นัก ดังตัวอย่างงานของทีมวิจัยของแฮมเมอร์ ซึ่งศึกษาในดีเอ็นเอจากกลุ่มตัวอย่างที่ต่างจากงาน ของบุสตามานเต้ ทำ ให้ได้ผลสรุปช่วงเวลาการดำ รงชีวิตอยู่ของบรรพบุรุษร่วมของมนุษย์แตกต่างกัน 19
แฮมเมอร์อธิบายต่อไปว่า ในจีโนมมนุษย์ส่วนอื่นๆที่เหลือนั้นประกอบไปด้วยชิ้นส่วนดีเอ็นเอชิ้นเล็กชิ้นน้อยจาก บรรพบุรุษที่หลากหลาย ซึ่งไม่ปรากฎในดีเอ็นเอในไมโตคอนเดรียหรือโครโมโซมวาย ดังเช่น หากหญิงสาวคนหนึ่งใน สมัยโบราณกาลมีลูกชายคนเดียว ดีเอ็นเอในไมโตคอนเดรียของเธอจะหายสาบสูญไปจากเส้นทางวิวัฒนาการ แม้ว่า ลูกชายของเธอจะส่งต่อดีเอ็นเอจำ นวน 1 ใน 4 ของดีเอ็นเอของเธอผู้เป็นแม่ไปยังลูกหลานผ่านไปทางจีโนมส่วนอื่นๆ ในร่างกายของเขาก็ตาม เพื่อติดตามผลของการวิจัยอย่างต่อเนื่อง หน่วยปฏิบัติการของบุสตามานเต้จึงได้เดินหน้าถอดรหัสดีเอ็นเอใน โครโมโซมวายต่อไปจากชายกลุ่มตัวอย่างประมาณ 2,000 คน ซึ่งข้อมูลที่ได้เพิ่มขึ้นจะช่วยหาตำ แหน่งที่อยู่อาศัยของ มนุษย์โบราณในแอฟริกาได้อย่างแม่นยำ "มันน่าตื่นเต้นมากๆเลย ในขณะที่เรามีประชากรมากมายแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่เราสามารถเริ่มต้นทำ ความเข้าใจ ได้อย่างถ่องแท้ว่าเรามาจากไหนในทางกายภาพ" วิลสัน เซย์เรส กล่าวแก่ทีมงานไลฟ์ไซน์อย่างตื่นเต้น ภาพที่ 2.5 : นักวิทยาศาสตร์สามารถสืบหาบรรพบุรุษมนุษย์เพศชายได้จากดีเอ็นเอใน โครโมโซมเพศชาย หรือ โครโมโซมวาย ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูกชายเท่านั้น ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9560000097573 วันที่สืบค้น : 10 มีนาคม พ.ศ 2566 20
พระยาห์เวห์ (อังกฤษ: Yahweh) พระเยโฮวาห์ (อังกฤษ: Jehovah) พระยะโฮวา (ศัพท์พยานพระยะโฮวา) (อังกฤษ: Yahova) ยฮวฮ (ศัพท์ศาสนายูดาห์) (ฮีบรู: יהוה ;อังกฤษ: YHWH) เป็นพระนามของพระเป็นเจ้าที่ปรากฏใน คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม (ทานัค) ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทยเล่มเก่านั้นปรากฏพระนามนี้อยู่หลายครั้ง ใน คัมภีร์ดั้งเดิมเขียนด้วยอักษร 4 ตัว แต่เนื่องจากอักษร 4 ตัว (ยฮวฮ|YHWH) นั้นผู้เขียนไม่ได้ใส่สระไว้ ทำ ให้การออก เสียงที่ถูกต้องถูกถ่ายทอดต่อกันมาโดยการพูด คัมภีร์ดั้งเดิมหรือต้นฉบับปรากฏพระนามนี้ประมาณ 7 พันครั้ง ในฉบับภาษาไทยเล่มเก่า ๆ ยังปรากฏพระนามนี้อยู่ การแปลในยุคต่อ ๆ มาได้เปลี่ยนพระนามมา 3 ครั้ง ปัจจุบันสะกดพระนามนี้ว่า ยาห์เวห์ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Yahweh การทับศัพท์ เยโฮวาห์ มีต้นกำ เนิดมาจากการที่นักวิชาการชาวยุโรปถอดอักษรฮีบรู יהוה เป็นอักษรโรมัน 4 ตัวได้ เป็น YHWH แล้วผสมสระจึงได้การออกเสียงเป็น "เยโฮวาห์" ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Jehovah การทับศัพท์นี้แพร่ หลายไปในภาษาต่าง ๆ รวมทั้งพระคัมภีร์ไบเบิลภาษาไทยฉบับเก่า ๆ เช่น ฉบับ 1971 ยังปรากฏพระนาม "เยโฮ วาห์" นี้อยู่ นอกจากนี้ยังมีการทับศัพท์ว่า "ยะโฮวา" ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Yahovah ในคัมภีร์ไบเบิล ฉบับ 1940 อีกด้วย แต่ในปัจจุบันนักวิชาการนิยมทับศัพท์ใหม่ว่า ยาห์เวห์ ตามหลักฐานที่ค้นพบและเป็นที่ยอมรับมาก ที่สุด ยฮวฮ คือพระนามของพระเป็นเจ้าสูงสุด ซึ่งปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940 หรือ "เยโฮวาห์" ซึ่งปรากฏ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1971 หรือ "ยาห์เวห์" ซึ่งปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 แต่เพื่อให้เกิด ความเป็นสากลในทุกนิกาย ทั้งใน โรมันคาทอลิก โปรเตสแตนต์ อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ เมื่อออกพระนามพระเป็นเจ้า จะออกเสียงว่า "พระเจ้า" และ "ยฮวฮ" ในคัมภีร์ฮีบรู (ทานัค) ทุกฉบับ ในภาษาฮีบรู ยาห์เวห์ แปลว่า เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น หรือแปลได้อีกว่า เราอยู่(ด้วย) ซึ่งก็คือ พระองค์ทรงฤทธิ์ที่จะเป็น อะไรก็ได้ตามพระประสงค์ของพระองค์ 2.2.5 พระยาห์เวห์ ภาพที่ 2.6 : เหรียญเงินราวสี่ศตวรรษก่อนคริสตกาลที่พบในอิสราเอล เชื่อว่าบุคคลที่ ประทับอยู่บนสุริยบัลลังก์มีปีกนั้นคือพระยาห์เวห์ ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/พระยาห์เวห์ วันที่สืบค้น : 10 มีนาคม พ.ศ 2566 21
วันที่ การทรงสร้าง คำ อธิบาย 1 ความสว่าง ทำ ให้เกิดระเบียบในการทรงสร้าง 2 แผ่นฟ้า 3 แผ่นดิน 4 ดวงสว่าง 5 ปลาและนก ประทานชีวิตให้สิ่งที่ทรงสร้าง 6 สัตว์บกและมนุษย์ 7 หยุดพัก วันศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ เป็นวันที่พระผู้ เป็นเจ้าทรงอวยพระพรให้แก่ธรรมิก ชน พระราชกิจ พระราชกิจแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า มีลักษณะเด่นดังนี้[7] พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งใน "ฟ้าสวรรค์และโลก" พระคัมภีร์อธิบายสิ่งที่พระเจ้าสร้างว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมีความมืดปกคลุมอยู่ วิธีการที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงสร้างคือฤทธิ์อำ นาจแห่งการดำ รัสของพระองค์ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระคัมภีร์ บันทึกว่า "และพระเจ้าตรัสว่า..." ทุกพระบุคคลในตรีเอกภาพไม่ใช่เพียงพระเจ้าพระบิดาองค์เดียวเท่านั้นต่างก็มีบทบาทในการทรงสร้าง พระบุตรของพระองค์เองทรงเป็นพระวาทะอันทรงอานุภาพผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งโดยทาง พระองค์ พระคริสต์ได้รับการเปิดเผยว่าทรงเป็นพระวาทะนิรันดร์ของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีบทบาทอย่างจริงจังในพระราชกิจแห่งการทรงสร้าง โดยทรงรักษาและตระ เตรียมไว้เพื่อพระราชกิจแห่งการทรงสร้างอื่น ๆ ของพระเจ้าต่อไป ตามบันทึกคัมภีร์ไบเบิล ในหนังสือปฐมกาล กล่าวว่า ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่สวนเอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น (พระองค์ได้ทรงสร้างสวนเอเดน ให้เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมและเอวา) ตารางที่ 2.1 ตารางการสร้างฟ้าและแผ่นดิน 22
พระลักษณะเฉพาะของพระเจ้า พระลักษณะทางศีลธรรมของพระเจ้า พระเจ้าสถิตทุกหนทุกแห่ง พระเจ้าทรงดี พระเจ้าทรงสัพพัญญูญาณ พระเจ้าทรงเป็นความรัก พระเจ้าทรงฤทธิ์อำ นาจทั้งสิ้น พระเจ้าทรงพระเมตตาและทรงพระคุณ พระเจ้าทรงอยู่เหนือสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงเมตตาสงสาร พระเจ้าทรงเป็นนิรันดร์ พระเจ้าทรงอดกลั้นและกริ้วช้า พระเจ้าทรงไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าทรงเป็นความจริง พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระเจ้าทรงเป็นตรีเอกภาพ พระเจ้าทรงเที่ยงธรรม พระลักษณะ พระคัมภีร์ไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง แต่พระคัมภีร์ถือว่าพระเจ้าทรงดำ รงอยู่จริงและบรรยายพระ ลักษณะหลายอย่างของพระองค์ พระลักษณะบางประการก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า บาง อย่างก็เห็นได้ในมนุษย์อันเป็นผลจากการถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระเจ้า ตารางที่ 2.2 ตารางรายชื่อพระเจ้า 23
การออกพระนามในคัมภีร์ไบเบิลภาษาไทย พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1883 พระเจ้าตรัสกับโมเสสด้วยว่า "จงบอกชนอิสราเอลว่า ยฮวฮ[20] พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน พระเจ้าของอับรา ฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ได้ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน นี่เป็นนามของเราชั่วนิรันดร์ เป็นนามที่ พวกเจ้าจะเรียกเราตลอดทุกชั่วอายุ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1940 พระเจ้าตรัสกับโมเสสด้วยว่า "จงบอกชนอิสราเอลว่า พระยะโฮวา[21] พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน พระเจ้าของ อับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ได้ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน นี่เป็นนามของเราชั่วนิรันดร์ เป็น นามที่พวกเจ้าจะเรียกเราตลอดทุกชั่วอายุ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1971 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า "เจ้าจงกล่าวแก่ประชากรอิสราเอลว่าดังนี้ พระเยโฮวาห์[22] พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของ ท่าน คือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคป ทรงใช้ใหข้าพเจ้ามาหาท่าน นี่แหละเป็น นามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ นี่แหละเป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับมาตรฐาน 2011 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอีกว่า "เจ้าจงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า พระยาห์เวห์[23] พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของ พวกท่าน คือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคป ทรงใช้ใหข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน นี่เป็น นามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ เป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์ พระยาห์เวห์ในกลุ่มศาสนาอับราฮัม ศาสนาอับราฮัม ประกอบด้วย 3 ศาสนา ได้แก่ ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และ ศาสนาอิสลาม คัมภีร์ฮีบรูของศาสนายูดาห์ เรียกพระยาห์เวห์ว่า "เอโลฮิม (Elohim)" แปลว่า พระเจ้า (GOD) หรือ "อโดนาย (Adonai)" แปลว่า เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า (LORD)[24] คัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ เรียกพระยาห์เวห์ว่า "พระยาห์เวห์ (Yahweh)" หรือ "พระเยโฮวาห์ (Jehovah)" หรือ "พระยะโฮวา (Yahova)" หรือ "พระเป็นเจ้า (God)" คัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม เรียกพระยาห์เวห์ว่า "อัลลอฮ์ (Allah)" 24
มนุษย์เราแต่ละคนต่างก็มีปีศาจร้ายเจ็ดหัวที่จะต้องต่อสู้ในการดำ เนินชีวิตของเรา ปีศาจร้ายนี้คือ “การมุ่งหา เพียงตนเอง” (Self-Seeking) และ “การรักเพียงตนเอง” (Self-Love) หัวทั้งเจ็ดของปีศาจร้ายนี้ คือ ทะนงตัว, โลภ, ตัณหา, โมโห, ริษยา, ตะกละ และ เกียจคร้าน พระสังฆราชฟูลตัน ชีนเรียกหัวทั้งเจ็ดของปีศาจร้ายนี้ว่า “ผ้าคลุมศพเจ็ดผืนของวิญญาณ” (The Seven Pall-bearers of The Soul) และให้ชื่อเรียกแก่พวกมันว่า : การรัก ตนเอง, การหลงเมามัวในเงินตรา, การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส, ความเกลียด, ความอิจฉาริษยา, การทำ ตามใจ ตนเองเกินไป และ ความเกียจคร้าน จากผลของพยศชั่ว (Vices) 7 ประการนั้น มนุษย์เราแต่ละคนต่างมีความโน้มเอียงตั้งแต่เกิดที่จะอ้างว่าเขาหรือเธอมี สิทธิ์ที่จะเป็น “ศูนย์กลาง” ของทุกๆ สิ่ง ทั้งนี้เพื่อทำ ให้เขาหรือเธอนั้นเหนือกว่าผู้อื่น กิเสสที่สำ คัญของเราก็คือ เราจะต้องดีที่สุด แต่บ่อยครั้งที่เรามิได้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริงว่า “สิ่งที่ดีที่สุด” นี้คืออะไร และเรามักจะ แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดนี้ในทางที่ผิดๆ เราต้องเข้าใจก่อนว่า “ดีที่สุด” ของเรานั้น คือ พระเจ้า พระเจ้าเท่านั้น คือ จุด สุดท้ายและรางวัลของเราพระเจ้าทรงแสดงให้เรารับรู้ถึงหนทางสู่พระองค์ผ่านทางพระคริสตเจ้าผู้ทรงเรียกพระองค์ เองว่า “หนทาง” เราต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ของเราต่อพระเจ้าพระผู้สร้าง โดยมนุษย์เรานั้นมีหน้าที่ที่จะรักและรับใช้ พระองค์อย่างที่พระองค์ต้องการ เพื่อที่มนุษย์เราจะพบพระองค์ในสวรรค์ หรือ รักษาจิตวิญญาณของเราไว้ได้ดังที่เรา มักแสดงออก ทุกวันนี้ มนุษย์เราผูกมัดห่อหุ้มตัวเองไว้ด้วย “อัตตา” ของเราเอง ถึงแม้ว่าเราจะไม่ตระหนักถึง ความจริงที่ว่าทุกๆ สิ่งที่เราคิด พูด และทำ นั้นต่างวนเวียนอยู่ที่ตัวตนของเราเองทั้งสิ้น ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ เรา “มุ่งหาแต่ตนเอง”เท่านั้น ถึงแม้ว่าเราอาจจะพยายามที่จะนึกเชื่อว่าเรากำ ลังติดตามพระคริสตเจ้าและแสวงหา พระเจ้าอยู่ก็ตาม ดังนั้น พูดง่ายๆ ก็คือ การต่อสู้กับ “การมุ่งหาเพียงตนเอง” นั้นก็คือการต่อสู้ภายในความมีตัวตนของเรา นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความ “ต้องการ” (will) ของเราเอง แหล่งกำ เนิดของ “การรักเพียงตนเอง”และ “ความต้องการเพียงตนเอง” การทะนงตนและพยศชั่วอื่นๆ นั้นต่างก็มีจุดกำ เนิดของพวกมันเองและนำ มาซึ่งผลลัพธ์ ที่มากบ้างน้อยบ้าง หากว่ามนุษย์เราถูกชักจูงอย่างแรงกล้าจาก “การรักเพียงตนเอง” แล้ว เราก็มักจะไม่ “ปฏิเสธ” ตัวของเราเองต่อกิจการกุศลใดๆ, ต่อความรัก, ต่อความเมตตา หรือ ต่อการเรียกร้องให้ทำ หน้าที่ใดๆ หรือคุณธรรม ใดๆ ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนไว้ ในทางกลับกัน “การรักเพียงตนเอง”ของเราจะสนับสนุนที่จะทำ แต่สิ่งชั่วร้าย ต่างๆ และเราจะยิ่งติดอยู่กับสิ่งชั่วร้ายนั้นมากขึ้นๆ 2.3 พยศชั่ว 7 ประการ 25
การที่จะมุ่งไปยังหนทางของ “การรักเพียงตนเอง” นั้นก็คือการที่เราปฏิเสธความรักต่อพระเจ้าอยู่เรื่อยไปและก่อให้ เกิดอันตรายที่ใหญ่หลวงต่อการไถ่กู้ให้รอดพ้น ไม่มีดวงวิญญาณใดสามารถเข้าสู่สวรรค์ได้จนกว่าดวงวิญญาณนั้น จะได้ชำ ระล้าง “การรักเพียงตนเอง” และ “การต้องการเพียงตนเอง” ทั้งสิ้นแล้ว และมีแต่เพียงการรักและต้องการ พระเจ้าเท่านั้น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า จนกว่าดวงวิญญาณนั้นจะถูกทำ ให้ศักดิ์สิทธิ์แล้วเท่านั้นนั่นเอง สำ หรับ คนส่วนใหญ่ที่ได้รับความรอดพ้นนั้นการชำ ระล้างส่วนใหญ่นั้นจะถูกกระทำ ในไฟชำ ระ เพราะว่าดวงวิญญาณเหล่า นั้นไม่สามารถกระทำ การชำ ระล้างตนเองได้ในโลกนี้ แต่ดวงวิญญาณ หรือ บุคคลใด หรือ เรา ควรที่จะปฏิเสธ พระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อแลกกับ “การต้องการเพื่อตนเอง” และ “การรักเพียงตนเอง” จนกว่าเราจะเสียชีวิต หรือ? หากเป็นเช่นนั้น พระเจ้าก็ทรงถูกบีบบังคับให้ปฏิเสธที่จะประทานสวรรค์นิรันดรแก่เรา เพราะว่าเราเองได้ ปฏิเสธพระองค์ก่อน การปฏิเสธนี้หมายถึง เราตัดสินใจเลือกการลงโทษในนรกนิรันดร หากเป็นเช่นนี้แล้ว สภาวะของเราจะถูกยึดติดกับ “การรักเพียงตนเอง” และความเกลียดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างมิอาจเปลี่ยนแปลง ได้เลย และในนรกนิรันดรนั้นเราก็จะเป็น “การคลั่งไคล้เพียงตนเอง” หรือ อัตตาที่คงอยู่นิรันดร การถูกพรากจาก พระเจ้านี้จะเป็นการทรมานนิรันดรและไม่มีวันสิ้นสุดเลย อีกทั้งยังเป็นกำ แพงปิดกั้นตนเองไว้ในความเกลียดชัง ตัวเองชั่วนิรันดร์ด้วย การที่เราทำ ความรู้จักหลุมพรางอันนับไม่ถ้วนที่พยศชั่ว 7 ประการนั้นจะเป็น ความสามารถที่จะทำ ให้เรารู้จักตัวเอง และช่วยให้เราทำ การสู้รบกับพยศชั่วได้โดยการหมั่นทำ คุณธรรมที่ตรงข้ามกับพยศชั่วเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสู้รบกับศัตรูที่เราไม่รู้จัก มองไม่เห็น หรือ ศัตรูที่เราคิดว่าเป็นเพื่อนของเราคนหนึ่ง ความชั่วร้ายต่างๆ ก็มักเป็นเช่นนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทะนงตน และความเกียจคร้าน นั่นคือวัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้นั่นเอง คือ การให้ความกระจ่างเกี่ยวกับลักษณะธรรมชาติของพยศชั่วเหล่านั้น อย่างน้อยก็เป็นการระบุถึงการกระทำ ที่เป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายเหล่านี้ เราหวังว่าความรู้เกี่ยวกับลักษณะ, ระดับความร้ายแรง, การกระทำ และ ความเกี่ยวเนื่องของความชั่วร้ายทั้งเจ็ดประการนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้ ประสบเหตุการณ์ใดที่รู้สึกว่ายากจะพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับพยศชั่วเหล่านี้ เพราะการพิจารณามโนธรรมมักจะ ยึดติดกับชื่อของพยศชั่วเหล่านี้เท่านั้น ในยุคต้นๆ ของงานเขียนที่จะรักษาดวงวิญญาณจากความชั่วร้ายของพยศชั่วเหล่านี้มักพรรณาออกมาในรูปของสัตว์ ต่างๆ “ทะนงตัว” มักถูกกำ หนดลักษณะเป็นสัตว์ คือ สิงโต “โลภ” มักถูกกำ หนดลักษณะเป็นสัตว์ คือ สุนัขจิ้งจอก “ตัณหา” มักถูกกำ หนดลักษณะเป็นสัตว์ คือ แมงป่อง “โมโห” มักถูกกำ หนดลักษณะเป็นสัตว์ คือ ยูนิคอร์น (ม้ามีเขางอกขึ้นมาตรงจมูก) “ริษยา” มักถูกกำ หนดลักษณะเป็นสัตว์ คือ งู “ตะกละ” มักถูกกำ หนดลักษณะเป็นสัตว์ คือ หมู “เกียจคร้าน” มักถูกกำ หนดลักษณะเป็นสัตว์ คือ หมี 26
ผู้ประพันธ์งานเขียนนี้ยังกล่าวอีกว่า ปีศาจเป็นผู้ที่ล่อลวงอยู่ภายในตัวเราให้ลุ่มหลงต่อบาปผิดต่างๆ ด้วยความมุ่ง ร้าย เช่น ทะนงตัว ความหยิ่งยโส (haughtiness) ริษยา และโมโห และลุ่มหลงต่อบาปอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนที่จะ เติบโตขึ้นจากพยศชั่วเหล่านี้ เพราะว่าบาปต่างๆ ของความมุ่งร้ายนั้นจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งบาปต่างๆ ในความคิด หรือ บาป “ด้านจิตใจ” ที่มีลักษณะร้ายแรงอย่างมาก ผู้ประพันธ์งานเขียนนี้กล่าวว่า โดยธรรมชาติแล้วร่างกายฝ่ายเนื้อหนังนั้นทำ ให้เราโน้มเอียงสู่ “ตัณหา” และ “ตะกละ” อยู่แล้วโดยการทำ ตามใจตัว ชอบทำ อะไรง่ายๆ อันเป็นบาปฝ่ายเนื้อหนัง หรือ บาปโลกียะ (carnal sins) และมนุษย์เรามักมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย อัปยศอดสู ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวทางโลกต่างก็กระตุ้นมนุษย์เราให้อยากได้อยากมีทรัพย์สินเงินทอง ฐานะร่ำ รวย ชื่อเสียง เกียรติยศและมองหาแต่ความพึงพอใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างลวงเราให้หลงผิดและชักนำ เราให้ลุ่มหลงอยู่ในความมืด เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสอนว่าปีศาจเมื่อออกจากมนุษย์แล้ว มันท่องเที่ยวไปในที่แห้งแล้งเพื่อหาที่พัก เมื่อไม่พบมันมัน จะกลับมาพร้อมกับ “ปีศาจอีกเจ็ดตนที่ร้ายกว่ามัน” ในพระวรสารตามคำ บอกเล่าของนักบุญมัทธิวบทที่ 12 ข้อ 45 นั้น พระองค์คงอาจหมายถึงพยศชั่ว (Vices) ทั้งเจ็ดนี้ โดยธรรมชาติมนุษย์นั้น เรามักโอนอ่อนตามสิ่งยั่วยวนที่ปลุกเร้าขึ้นโดยพยศชั่วใดๆ ได้ง่าย เมื่อพยศชั่วนั้นหยั่งราก ลึกลงในจิตใจเรามากเพียงใด ความเคยชินต่อบาปก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นและยากยิ่งนักที่จะลบล้างได้โดยง่าย ดังนั้น มนุษย์เราต้องหมั่นตื่นตัวเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาในการต่อสู้กับพยศชั่วต่างๆ แม้เป็นเพียงบาปเล็กน้อย หากเรา ต้องการที่จะได้ชัยชนะในการต่อสู้กับบาปที่หนักหนายิ่งขึ้นกว่านี้ 27
2.3.1 บทที่ 1 : ทะนงตัว (PRIDE) “ทะนงตัว” เป็นบาปที่เกิดขึ้น มันเป็นการทำ บาปของลูซิเฟอร์ผู้ทะนงตัวคิดจะเทียบพระผู้เจ้า มันยังเป็นราก เหง้าของบาปกำ เนิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ของอาดัมและเอวาอีกด้วย “ทะนงตัว” เป็นพยศชั่วที่ร้ายแรงที่สุดเพราะว่ามันเป็นสุดยอดของ “การรักเพียงตนเอง” และขัดแย้งโดยตรงต่อ การอ่อนน้อมต่อพระเจ้า นั่นคือ มันเป็นบาปที่พระเจ้าทรงรังเกียจมากที่สุด และ เป็นบาปที่พระองค์ทรงโทษทัณฑ์ รุนแรงที่สุด คือ การลงโทษต่อบรรดาเทวทูตกบฏในสวรรค์, ต่ออาดัมและเอวา ต่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ (ดังที่ระบุ ไว้ในหนังสือดาเนียลบทที่ 4 ข้อ 32) ที่กล่าวถึงการลงโทษทัณฑ์ว่า “ท่านจะถูกขับไล่ออกไปจากหมู่มนุษย์ ท่านจะอาศัยอยู่กับสัตว์ในทุ่งนา ท่านจะกิน หญ้าเหมือนโค ท่านจะอยู่ในสภาพเช่นนี้เป็นเวลาเจ็ดปี จนกว่าท่านจะยอมรับว่าพระเจ้าสูงสุดทรงปกครองเหนือ อาณาจักรทั้งหลายของมนุษย์ และทรงมอบอาณาจักรนั้นแก่ผู้ที่พระองค์พอพระทัย” ต่างเป็นพยานถึงเรื่องนี้ “ทะนงตัว” ถูกจัดเป็นบาปที่ร้ายแรงที่สุดเพราะว่ามันเป็นต้นกำ เนิดของ “การรักเพียงตนเอง” อันเป็นรากเหง้า ของบาปประการอื่นอีกมากมาย : “เพราะความหยิ่งจองหองนำ ไปสู่หายนะและความกังวลมากมาย” (ทบต 4 : 13) ในทุกๆ บาปนั้นต่างมีรากเหง้าของพยศชั่ว “ทะนงตัว” อยู่ทั้งสิ้นไม่ว่าบาปนั้นจะมีลักษณะเฉพาะอย่างไร “ทะนงตัว” เป็นบาปที่อันตรายที่สุดเพราะว่ามันจะทำ ให้ความเข้าใจต่างๆ ของเรามืดบอดไป หรือถ้าไม่เช่นนั้น กว่าเราจะตระหนักถึงความจริงได้ก็เป็นช่วงท้ายที่สุดเท่านั้น จิตใจของเราจะยึดติดกับความเข้าใจผิด ภาพมายา ผิดๆ ไปเรื่อยๆ วันแล้ววันเล่า เฝ้าแต่จินตนาการว่าการกระทำ ของเรานั้นดีแล้ว ถูกต้องแล้ว จนกระทั่งกลายเป็น นิสัยถาวรที่ชั่วร้ายผิดพลาด เมื่อเรามืดบอดไปด้วย “ทะนงตัว” นั้นเราจะไม่คิดพิจารณาว่าทักษะความสามารถ ต่างๆ ของเรานั้นเป็นพระพรที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา แต่เราจะเชื่อว่าความดีเด่นเหล่านั้นเป็นของเราเองและเรามี สิทธิที่จะใช้ทักษะความสามารถนั้นอย่างไรก็ได้ตามที่เราต้องการ เราทุกคนต่างติดเชื้อไวรัสตัวร้าย “ทะนงตัว” นี้ และมีความทะนงตัวแบบใดแบบหนึ่ง ในตัวแต่ละคน อย่างน้อยก็ เป็นความทะนงตัวประเภทหนึ่งที่ครอบงำ เราอยู่ ถึงแม้ว่าปกติแล้วจะมีความทะนงตัวหลายๆ แบบที่มีลักษณะ เหมือนกัน การทะนงตัวนี้กำ หนดภาวะอารมณ์ของเรา หรือ กำ หนดประเภทของบุคลิกลักษณะของเรา หรือ อย่าง น้อยมันก็จะกำ หนดโดยทางอ้อมอย่างแนบแน่น การค้นหาประเภทของการทะนงตัวของเรานั้นสำ คัญมากต่อการได้ รับรู้ถึงการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา และต่อการพยายามขจัดรากฐานของบาปและพยศชั่วให้ออกจากชีวิตของเรา ให้เป็นผลสำ เร็จ ถ้าเราเป็นคนมีภาวะอารมณ์สดใสร่าเริง ความทะนงตัวของเราจะอยู่ในรูปของ “การยึดตนเองเป็น ศูนย์กลาง”(Self-centeredness) เราต้องการที่จะเป็นศูนย์รวมของทุกสิ่ง; นั่นคือ เราต้องการให้ผู้อื่นสนใจเรา เราจะเป็นคนใจน้อยขี้งอนและรู้สึกขัดใจได้ง่าย ความทะนงตัวของเราจะกระตุ้นเราให้เน้นมุ่งค้นหาแต่ชื่อเสียง เกียรติยศ การยกย่องสรรเสริญ คำ เยินยอ จากนั้นเราก็จะกลายเป็นคนถือตัว หยิ่ง โอ้อวด ทะนงตัว ถ้าเราเป็นคนมีภาวะอารมณ์โกรธฉุนเฉียวง่าย ความทะนงตัวของเราจะประกฎชัดแจ้งในรูปของ “การต้องการ เพียงตนเอง” (Self-will) อย่างแรงกล้า เราจะพบว่าเป็นการยากมากที่เราจะยอมรับผู้อื่น หรือ เห็นด้วยกับความ เห็นของผู้อื่น เรามักจะชอบเอาชนะผู้อื่น, ชอบการวิพากษ์วิจารณ์, ก่อให้เกิดความขัดแย้งถกเถียงกัน เราจะมี ความรู้สึกว่าเรามีความเหนือกว่าผู้อื่นเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ และจะไม่คิดคำ นึงพิจารณาถึงสิทธิของผู้อื่นเลย 28
ถ้าเราเป็นคนมีภาวะอารมณ์ซึมเศร้าใจลอย ความทะนงตัวของเราจะปกปิดตัวมันเองอยู่ภายใต้ภาพพจน์ของ “การสงสารเพียงตนเอง” (Self-pity) และ “การอ่อนไหวง่าย” เราจะมีอาการน้อยใจ, ต้องเก็บกดซ่อนเร้น ความเสียใจ, หวาดระแวง และไม่แสดงออกถึงการต่อต้านขัดขืนใดๆ ความทะนงตัวประเภทนี้มักไม่ถูกจัดเป็นความ ทะนงตัวเพราะว่ามันปกปิดตัวเองอย่างดีกระทั่งเราไม่ยอมรับว่ามันเป็นความทะนงตัว ถ้าเราเป็นคนมีภาวะอารมณ์เฉื่อยชา ความทะนงตัวจะทำ ให้เรามีความโน้มเอียงที่จะมีความพึงพอใจในตัวเอง (Self-complacency) และ ภูมิใจในตัวเองมากเกินไป เรามักจะประหลาดใจในความผิดพลาดของผู้อื่น แต่กลับ พึงพอใจหากเป็นตนเองกระทำ เช่นนั้น ความทะนงตัวของการรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น (Pride of superiority) นั้นจะทำ ให้ความต้องการที่จะ ควบคุมการดำ เนินชีวิตของผู้อื่น ต้องการที่จะทำ ให้ตัวเองเป็นผู้บงการผู้อื่น ต้องการที่จะครอบงำ หรือมีอำ นาจ เหนือผู้อื่นความทะนงตัวประเภทนี้มักทำ ให้จิตใจของเราแข็งกระด้างและไม่คล้อยตามความเห็นของผู้อื่น ไม่ยอมอยู่ ใต้บังคับบัญชาของใครการทะนงตัวประเภทนี้เป็นการถือทิฐิ ดื้อรั้น และดันทุรังที่ทำ ให้เราต่อต้านพระประสงค์ของ พระเจ้า แสดงกริยาเหนือกว่าทุกคนรอบข้างและทำ ให้เราไม่ยอมที่จะปรับตัวในการควบคุม “การรักเพียง ตนเอง”ของเรา ผลที่ตามมาก็ เช่น ความโมโห ความโกรธ ความจองหอง จิตใจที่ขัดแย้งกันเอง และ ความหยิ่งยโส ความทะนงตัวมักเป็นรากเหง้าของจิตใจที่ยึดมั่นในความคิดเห็นอย่างแข็งขัน ซึ่งทำ ให้เราปฏิเสธเหตุผล หรือ หลัก ฐานความจริงตามหลักความเชื่อที่ได้มีการเผยแสดงความไม่เต็มใจนี้จะก่อให้เกิดการไม่ใส่ใจในที่สุด มันเป็นความ ทะนงตัวนี่เองที่กีดกันเราจากการไปวัด หรือ การกลับมาปฏิบัติตามข้อความเชื่อหลังจากที่ได้ห่างเหินไปนาน สิ่งที่คล้ายกันมากกับความทะนงประเภทนี้ หรือ เราอาจเรียกได้ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของความทะนงประเภทนี้ คือ ความทะนงตัวของการเป็นอิสระ (Pride of Independence) ความทะนงตัวนี้นำ เราไปสู่การไม่นบนอบเชื่อฟัง และ การกระด้างกระเดื่องนำ ไปสู่การดูหมิ่นเหยียดหยามและความเจ้ายศเจ้าอย่างชอบโต้แย้งนำ ไปสู่การปฏิเสธที่จะ รับฟังคำ แนะนำ ใดๆ และ การช่วยเหลือใดๆ นำ ไปสู่ความขุ่นเคืองไม่พอใจต่อการติเตียนตำ หนิใดๆ จากผู้มีอำ นาจ ตามกฎหมายนำ ไปสู่การแช่งด่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (blasphemy) ต่อพระเจ้า การสาปแช่งด้วยความแค้นเคือง การสบถ สาบานและการไม่เคารพถือตาม (irreverence) คำ พูดและการกระทำ ใดๆ ความเชื่อที่ผิดๆ ในการพิจารณาจุดบกพร่องของเราเอง เช่น ความหยิ่งทะนง, การคิดไปเองว่าความคิดดีๆ ลักษณะ ดีๆ โอกาสดีๆ นั้นเป็นของเราเองมิใช่มาจากพระเจ้า, เผยให้เห็นถึงความทะนงตัวของความคิด (Pride of intellect) บาปผิดต่อต้านความเชื่อที่เกิดขึ้นจากความทะนงตัว ความทะนงตัวจากความมักใหญ่ไผ่สูง (Pride of ambition) นั้นชักนำ เราไปสู่การมุ่งแสวงหาตำ แหน่งหรือสถานที่ที่ มีชื่อเสียงเกียรติยศและศักดิ์ศรีที่เราต้องการให้มีเหนือกว่าผู้อื่น อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็อาจมีคุณค่าอยู่บ้างด้วยว่าสิ่งนี้ ทำ ให้เรามีความใฝ่ฝัน วาดฝัน วางโครงการ ทำ ตามข้อสันนิษฐานต่างๆ ให้ได้จนกระทั่งไม่สนใจว่าเราจะได้ผลสำ เร็จ มาได้อย่างไรก็ตาม การเชื่อมั่นจนเกินพอดีทำ ให้เราประเมินความสามารถของเราสูงเกินไปการมีความปรารถนาจน เกินขอบเขต, ความเห่อเหิม, ความปรารถนาที่จะได้รับการสรรเสริญเยินยอ, การโอ้อวดและการใช้จ่ายเพื่อสิ่งจำ เป็น ในชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อจนเกินความจำ เป็นเพื่อให้ดูสูงส่งหรูหรา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความทะนงตัวประเภทนี้ และนำ ไปสู่การประจบสอพลอและความเจ้าเล่ห์เพทุบาย 29
เราอาจจะมีความทะนงตัวจากจิตคิดโอหัง (Pride of spiritual vanity) ด้วยการจินตนาการว่าตัวเราเองนั้นสมบูรณ์ แบบแล้วและการกระทำ ต่างๆ ของเรานั้นถูกต้องดีมีศีลธรรมเสมอ หรือ การหาเหตุผลหรือข้ออ้างต่างๆ นานาสำ หรับ การกระทำ ที่เรารู้สึกว่าทำ ผิดพลาดไปแล้ว ความทะนงตัวของเราอาจทำ เป็นเสมือนว่านี่เป็นลักษณะตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เพื่อที่เราจะสามารถทำ ได้ โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ไม่ต้องพูดถ่อมตัวใดๆ ไม่ต้องยึดถือทำ เป็นนบนอบใดๆ เป็นการที่เราหลอกลวงตนเองใน ความเป็นมนุษย์ของเรา การถากถางในคำ พูดของเราเอง เป็นการทำ สิ่งที่เราเกลียดให้เป็นนิสัยสันดาน เป็นการขัด ขวางการที่เราจะยอมจำ นนอ่อนน้อม เป็นการละโมบอยากได้อำ นาจ เป็นการปรารถนาที่จะทำ ให้ผู้อื่นต่ำ ต้อยลง เป็นความเกียจคร้านที่จะทำ งานกิจการใดๆ เรากระทำ สิ่งเหล่านี้โดยอาศัยการกระตุ้นและเข้าแทรกแซงในกิจการ งานของผู้อื่น เราปรารถนาที่จะรับรู้ทุกๆ เรื่องโดยอาศัยการสอดรู้สอดเห็นอย่างออกนอกหน้า เราชอบที่จะ พูดในสิ่งต่างๆ แม้ว่าเราจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ เลยก็ตาม เราอาจจะมีความทะนงตัวที่ทำ ให้เราชอบพูดเยาะเย้ยถากถาง (Cynical) ซึ่งหากเราเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจะชอบ พูดตัดบท กระแหนะกระแหน เหน็บแนม พูดจาเสียดสี เราจะล้อเลียน เยาะเย้ย ด่าว่าและตัดสินผู้อื่นอย่างผิดๆ ความทะนงตัวที่เคร่งระเบียบแบบแผน (Pharisaical pride) ชักนำ เราสู่การโอ้อวดและการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น เราจะเป็นคนพูดมากเกินความจำ เป็น; ที่จะนำ เราสู่การพูดโกหกและข้อขัดแย้งระหว่างกัน; นำ เราสู่การเคารพให้ ความ สำ คัญต่อผู้อาวุโสหรือมีฐานะทางสังคมมากกว่าการเคารพให้ความสำ คัญต่อคุณธรรมความดีงาม สภาพการ หยิ่งยะโสจองหองถือตัว การดูถูกเหยียดหยามต่อผู้อื่นที่เราเชื่อว่าผู้อื่นนั้นต่ำ ต้อยกว่าตนเองจะเกิดขึ้นจากความ ทะนงตัวเช่นนี้ ความทะนงตัวอย่างที่เคร่งระเบียบแบบแผนนี้จะแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการกระทำ ของเราที่ ยึดถือระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ทำ ให้เราทำ หน้าที่ของเราโดยปราศจากจิตใจแต่เต็มไปด้วยการเสแสร้ง แกล้งทำ (hypocrisy). ความทะนงตัวของเราอาจซ่อนตัวมันเองอยู่ในความรู้สึกอ่อนไหว (Sensitiveness) หรือ การสงสารเพียงตนเอง ในกรณีนี้เราจะรู้สึกวิตกกังวลเกินเหตุ (Over-anxious) เกี่ยวกับความคิดของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง เราจะกังวลถึงแต่ เรื่องที่เราจินตนาการขึ้นมาอย่างผิดๆ และไม่อาจให้อภัยต่อผู้อื่นได้โดยง่าย สิ่งที่คล้ายคลึงกับความทะนงตัวลักษณะ นี้มากที่สุด คือ ความทะนงตัวแบบขาดกลัว (Pride of timidity) ซึ่งเกิดขึ้นจากการรู้สึกกลัวอย่างไม่มีเหตุผล สิ่งนี้ ทำ ให้เรารู้สึกเกรงกลัวต่อความคิดเห็นของผู้อื่น ดังนั้นเราจึงมักพินอบพิเทาต่อผู้อื่นเกินไป ภายใต้การกระตุ้น โดยความทะนงตัวนี้เราจะมิอาจกระทำ การใดๆ ที่เราควรกระทำ ได้เพราะว่าความกลัวอันไร้เหตุผลนี้จะยึดเราไว้กับ จิตใจที่เฉื่อยชาที่ค่อยๆ บ่อนทำ ลายความพยายามของเรา และทำ ให้เราไม่สามารถใช้วิจารณญาณได้ดีพอ แล้วเรา ก็จะปล่อยให้โอกาสผ่านไปโดยมิได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ 30
ความทะนงตัวแบบพิถีพิถัน (Pride of scrupulosity) จำ กัดความสนใจของเราในข้อผิดพลาดต่างๆ เท่านั้น นั่นทำ ให้เราให้ความสำ คัญอย่างมากกับสิ่งที่ไม่ถูกศีลธรรมในขณะที่เราละเลยที่จะให้ความสำ คัญกับสิ่งที่เราควรจะ สนใจเกี่ยวกับตัวเรา ความทะนงตัวของเราอาจเพ่งความสนใจไปที่ความร่ำ รวยและความเจริญก้าวหน้าของเรา, สถานะทางสังคมของเรา, เสื้อผ้าอาภรณ์ของเราที่ต้องดีเริดหรู, ความสวยงามหรือพละกำ ลัง ความทะนงตัวนี้อาจ เติบโตขึ้นจนเกินความเคร่งครัดในทางศาสนาและศีลธรรมอันดีด้วยข้อสนใจที่กล่าวไว้ข้างต้น ความทะนงตัวสามารถทำ ให้คุณความดีทุกๆ อย่างล่มสลายลง และ ชักนำ เราไปสู่ความไร้ระเบียบทุกๆ อย่าง คนที่ทะนงตัวนั้นสามารถกระทำ บาปได้ทุกอย่าง “ความเย่อหยิ่งย่อมนำ หน้าหายนะ ใจหยิ่งยโสย่อมนำ หน้า การสะดุดล้ม” (สภษ 16 : 18) ดังนั้นมันจึงจำ เป็นอย่างที่สุดที่ชีวิตจิตของเราจะต้องต่อสู้กับพยศชั่วนี้ไม่ว่ามัน จะมาในรูปแบบใดก็ตามถ้าเรายินยอมให้พยศชั่วนี้เข้าสู่จิตใจของเรา, บาปอื่นอีกมากก็จะติดตามเข้าสู่จิตใจเราพร้อม กับมันด้วยและในไม่ช้าเราก็จะตกเป็นทาสของปีศาจ เราต้องระวังมิให้ตกหลุมพรางของพยศชั่วนี้ เพราะใน บั้นปลายของความทะนงตัวนี้ ผู้ที่ไม่สำ นึกบาปผิดจะต้องอยู่ในไฟนรกชั่วนิรันดร์เช่นเดียวกับปีศาจอื่นๆ ดังที่พระเยซู เจ้าได้ทรงตรัสไว้ การปรับปรุงแก้ไขสำ หรับความทะนงตัว หนทางเดียวในการลดการทะนงตัว คือ การหมั่นปฏิบัติการนอบน้อมถ่อมตัว นี่อาจจะฟังดูขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่ คนที่นอบน้อมถ่อมตัวนั้นตระหนักดีว่าเขานั้นมีความทะนงตัวอยู่และพยายามอย่างมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการเอาชนะ การแสดงออกใดๆ ถึงความทะนงตัวในการดำ เนินชีวิตของเขาหรือเธอ ในการมุ่งมั่นที่จะนอบน้อมถ่อมตัวนั้น เราต้องมีความนอบน้อมถ่อมตัว ให้เรานึกภาพถึงตัวอย่างที่พระเยซูเจ้า ทรงให้ไว้แล้ว เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงตรัสไว้แล้วถึงผลของความนอบน้อมถ่อมตัวและการ ลงโทษทัณฑ์สำ หรับความทะนงตัว เราต้องใกล้ชิดกับพระเจ้าและทำ ตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วยสิ้นสุดจิตใจ ของเรา เราต้องวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในคำ ภาวนาซ้ำ แล้วซ้ำ เล่าเพื่อทรงประทานคุณงามความดีนี้ให้ แก่เรา เราต้องดำ เนินชีวิตโดยมีพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเสมอ พยายามที่จะปฏิเสธตัวตนของตนเอง และแสวงหา คุณธรรมความดีของคริสตชนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอดทน การข่มใจ (forbearance) ทำ กิจการกุศลเมตตา จิต ความสุภาพอ่อนโยน เราต้องไม่แสวงหาเกียรติยศชื่อเสียง แต่ให้เรายอมรับว่าเราเองนั้นไม่มีค่าอะไรเลยและยัง ขาดซึ่งคุณธรรมต่างๆ อยู่ และเราต้องตั้งใจที่จะยอมรับความอัปยศอดสูต่างๆ ได้และมุ่งมั่นที่จะแสวงหาพระเจ้าใน ทุกๆ สิ่ง 31
2.3.2 บทที่ 2 : โลภ (AVARICE OR GREEDY) “ความละโมบโลภมากอยากได้” หรือ “ความตระหนี่ งก” นั้นเป็นความรักต่อสิ่งของทางโลกมากมายเลยเถิดเกินไป พยศชั่ว “โลภ” นี้เป็นความปรารถนาที่จะสะสมและเป็นเจ้าของครอบครองวัตถุสิ่งของต่างๆ พยศชั่วนี้จะจูงใจเราให้ ใช้ทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นวิถีทางที่ถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ก็ตามเพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งของต่างๆ เหล่านั้น จริงๆ แล้วพยศชั่วนี้เป็นสัญญาณถึงการไม่ไว้วางใจในพระเจ้าและพระญาณเอื้ออาทรของพระองค์ ถ้าเราโลภโมโทสัน เราก็ไม่รักพระเจ้า เพื่อนบ้านของเราหรือตัวเราเอง แต่เราจะรักทรัพย์สินเงินทองและการ อยากเป็นเจ้าของ (possessions) เรามิได้รักและรับใช้พระเจ้าเพราะว่าไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้; พระเจ้าและทรัพย์สมบัติ เราทราบเรื่องนี้ได้จากพระดำ รัสของพระเยซูเจ้าในพระวรสารตามคำ บอกเล่าของนัก บุญมัทธิวบทที่ 6 ข้อ 24 เราไม่อาจที่จะรักเพื่อนบ้านของเราได้ถ้าเราเคยปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่เป็นธรรมมาแล้วหรือ กำ ลังทำ อยู่ก็ตาม ในการที่จะหาทางให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ เรามิได้รักตัวของเราเองเลยแม้แต่จิตวิญญาณของเรา เองก็ตาม ด้วยว่าเรามิได้ใช้ “ความเป็นเจ้าของ” ของเราในการเพิ่มทรัพย์สมบัติด้านจิตวิญญาณเลย แต่เรากลับ ขายจิตวิญญาณของเราให้กับปีศาจ ถ้าเรามิได้รักพระเจ้า เพื่อนบ้านของเรา หรือ ตัวเราเอง เราไม่มีจิตกุศลเลย หากปราศจากจิตกุศลแล้ว เราจะทำ ให้ข้อผูกพันของเราต่อพระเจ้าสำ เร็จสมบูรณ์ได้อย่างไร? เราได้ปฏิเสธและ ตัดขาดจากพระองค์ พระคัมภีร์เตือนเราว่า “ความรักเงินตราเป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทุกประการ” (1 ทธ 6 : 10) ความรักที่มากเกินไป หรือ ความละโมบโลภมาก ที่อาจมิใช่เพียงแต่เงินทองแต่โลภมากต่อสิ่งต่างๆ ก็เป็นเช่น เดียวกัน เช่น หนังสือ รูปภาพ เครื่องลายคราม เพชรนิลจินดา รถยนต์ บ้าน ฯลฯ ไม่ว่าเราจะร่ำ รวยหรือยากจนเรา ก็อาจมีพยศชั่วโลภ ละโมบโลภมากได้ และในกรณีของสิ่งอื่นๆ นั้น พยศชั่วนี้ก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อเราพอใจสิ่งของนั้น มากขึ้นๆ เราอาจพบพยศชั่วความโลภในตัวเราได้ในความใจแข็งของเราต่อคนยากจน หรือต่อญาติสนิทมิตรสหายของเรา หรือในความไม่เต็มใจของเราในการช่วยเหลือสนับสนุนพระศาสนจักร เราอาจมีพยศชั่วความโลภด้วยความขี้ เหนียวในการใช้ทรัพย์สินของเราเอง หรือ ในการที่เรามัธยัสถ์เกินไปในสิ่งที่เราควรจะใช้ให้เกิดประโยชน์ เราอาจ พบพยศชั่วนี้ได้ในการเฉยเมยไม่แยแสกับกิจการสาธารณะกุศล หรือในการที่สนใจแต่เพียงสิ่งที่อาจเกิดประโยชน์แก่ ตนเองเท่านั้น หรือในการสะสมเงินทองหรือเก็บสะสมสิ่งใดที่เรายึดติดไว้มากๆ หรือการไม่ค่อยยอมจ่ายชำ ระหนี้ สินของเราที่มี หรือการเกรงกลัวที่จะเสียหายขาดทุนเล็กน้อยๆ จนกระทั่งปฏิเสธการให้หรือการให้ยืม ความมุ่งร้ายของคนขี้เหนียวที่แท้จริงนั้นคือปีศาจที่ชัดเจนและน่าขยะแขยง ผู้ที่มีพยศชั่วนี้จะไม่ยอมเสียโอกาสใน การเพิ่มทรัพย์สินของเขาเลย เขาจะพยายามหาและทำ ทุกวิถึทางในการที่จะเพิ่มความมั่งคั่งของเขาโดยไม่สนใจ ว่าการกระทำ นั้นจะมีความถูกต้องหรือไม่ก็ตาม เขามีชีวิตอยู่อย่างขัดสนและยากไร้ เขาคร่ำ ครวญในความโชค ร้ายหรือการขาดทุนของเขา เขามีเพียงความคิดเดียวคือเงินทองของเขาเท่านั้น และบ่อยครั้งที่เขาเสียชีวิตใน ความสกปรกและยากจนถึงแม้ว่าเขาจะได้รับโอกาสที่ดีเข้ามาบ้างก็ตาม 32
บางครั้งเราจะไม่สามารถจัดกลุ่มเราเป็นคนขี้เหนียวได้ แต่แม้เรามีพยศชั่วนี้เพียงน้อยนิดในชีวิตฝ่ายจิตของเรา พยศชั่วนี้ก็จะทำ ให้เราตามืดบอดต่อคุณค่าเรื่องราวฝ่ายจิตใดๆ ไป เราจะไม่มีทั้งเวลาหรือความคิดที่จะแสวงหา พระเจ้าเลยในเมื่อเรามัวแต่มองหาสิ่งของฝ่ายโลกที่ไม่จีรังยั่งยืน พระเยซูเจ้าทรงตรัสเตือนเราในนิทานอุปมาเรื่อง หนึ่งว่า ถ้าเราไม่ระมัดระวังตัวแล้ว ความสนใจและเสน่ห์ของทรัพย์สินเงินทองฝ่ายโลกจะท่วมท้นจิตวิญญาณเมล็ด พันธุ์ของความเชื่อและศรัทธาในศาสนาของเรา การที่เรายึดติดในความอยากเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ นั้นอาจส่งผล เพียงแค่บาปเบาเท่านั้น แต่ความโลภที่แท้จริงนั้นถูกจัดกลุ่มโดยนักบุญเปาโลว่าเป็นบาปหนักหนาที่สุดในงานเขียน ของท่านถึงบรรดาผู้คนที่ “จมอยู่ในความอธรรมทุกชนิด ควาเลวทราม ความโลภและความชั่ว มีแต่ความอิจฉาริษยา การฆาตกรรม การทะเลาะวิวาท การทรยศและการอาฆาต การใส่ร้าย การนินทา การเป็นศัตรูกับพระเจ้า การเป็น คนหยาบคาย ความหยิ่งยโสและโอหัง การทำ ความชั่วอยู่เสมอ การไม่เชื่อฟังบิดามารดา ความไม่มีสติ ไม่มีเกียรติ ไม่มีความรัก ไม่มีความสงสาร” (รม 1 : 29-31) ความปรารถนาต้องการที่จะเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ นั้นหยั่งรากลึกในธรรมชาติของมนุษย์เรา มันเป็นความอยาก ที่ทั้งยากจะควบคุมและยากในการระงับความอยากนั้น ภายใต้แรงกระตุ้นของมันนั้น เราพบข้ออ้างแก้ตัวต่างๆ นานาในการที่จะเข้าครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ครอบครัวของเราต้องจัดหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เราสิ หรือเรา ต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้เพื่อเก็บไว้ใช้ยามแก่ชรา หรือเพื่อสุขภาพของเรา หรือเพื่อความปลอดภัยของเรา หรือเพื่อชื่อ เสียงเกียรติยศของเรา เราต้องมีทรัพย์สมบัติเก็บไว้บ้างสิ! เราอาจถูกชักนำ โดยความโลภในการพยายามใช้วิธี การต่างๆ มากมาย ทั้งที่ถูกกฎหมายและที่ไม่ถูกกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้เราได้ครอบครองและประกันคุ้มครองการเป็น เจ้าของเงินทอง ทรัพย์สิน ตำ แหน่งหน้าที่การงานที่เราต้องการ เราอาจต้องพูดปดโกหก, คดโกง, ลักขโมย, ให้ สินบน, ให้การเท็จ หรือกระทั่งทรยศหักหลังเพื่อนก็ตาม เราอาจทำ การขู่กรรโชก, ใช้ความรุนแรงบังคับ และ ฆาตกรรม หรือใช้ความโหดร้ายและใจดำ ต่อคนยากจนเพราะว่าเราตั้งใจเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการให้ มากขึ้นๆ หรือ อย่างน้อยก็สงวนเก็บรักษาสิ่งที่เรามีไว้ให้มากที่สุดนั่นเอง นักบุญโทมัส อไควนัสได้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลหนึ่งๆ ไม่สามารถครอบครองสิ่งของฝ่ายโลกอย่างมั่งคั่งได้โดยไม่ทำ ให้ ผู้อื่นขาดแคลนสิ่งที่จำ เป็นได้ เราได้เห็นข้อพิสูจน์นี้ได้ทุกหนทุกแห่ง เมื่อหลายๆ คนมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินฝ่ายโลก ก็ จะเกิดความอยุติธรรมกับผู้อื่นเกิดขึ้น ความโลภนั้นก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากและการต่อต้าน มันจะก่อ ให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนรวยและคนจน 33
การปรับปรุงแก้ไขสำ หรับความโลภ เราต่อสู้กับพยศชั่วความโลภด้วยความมีน้ำ ใจ ความเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี ความมีน้ำ ใจ ความเมตตา “ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา” (มธ 5 : 7) ความมีน้ำ ใจนั้นบ่งบอกถึงหัวใจที่มีสุขภาพดี เป็นการ เปิดประตูสู่ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า สู่ความมีสันติในจิตใจ สู่การคิดถึงผู้อื่นรอบข้าง พระคัมภีร์บอกเราว่า “การให้ย่อมเป็นสุขกว่าการรับ” (กจ 20 : 35) แม้ว่าเราจะไม่ร่ำ รวย, เราก็สามารถละทิ้งจิตใจของเราออกจากสิ่งของฝ่ายโลกและใช้จ่ายเงินทองให้น้อยลงเพื่อตัว เองเพื่อที่เราจะสามารถที่จะให้บางสิ่งบางอย่างแก่คนยากจน หรือให้แก่งานเผยแผ่ศาสนา หรือให้แก่งานการกุศลอื่น ใดได้ เราจำ ต้องปฏิบัติกิจการงานกุศลและการบริจาคสิ่งของทางโลกในการที่จะไม่เป็นคนยึดติดกับสิ่งของฝ่ายโลก มากเกินไป เราต้องอย่าให้ความกังวลในชีวิตที่มั่งคั่งร่ำ รวย ในชีวิตที่ทะนงตนด้วยเกียรติยศชื่อเสียง และในชีวิตที่ เอาแต่สนุกสนานไปวันๆเหล่านี้มากีดกัน หรือ กวนใจเราจากการแสวงหาความมั่งคั่งในชีวิตที่แท้จริงที่จะเข้ามาใน ชีวิตของเราให้ได้ โดยสรุปแล้วมันอาจเป็นการดีที่จะเพิ่มเติมว่า ความละโมบโลภมากนั้นอาจเป็นสิ่งที่มาคู่กับการฝึกฝนความ ศรัทธาของเราเมื่อเราแสวงหาความปีติยินดีด้านจิตใจใน พวกมันเพื่อตัวของเราเอง เราอาจจะฝึกฝนความศรัทธา ด้วยความต้องการที่จะแสดงออกถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าและความต้องการที่จะเติมเต็มพระประสงค์ของ พระองค์ให้สำ เร็จสมบูรณ์ซึ่งในการนี้เราก็รับรู้ได้จากหนังสือคำ สอนพระศาสนจักรคาทอลิก (Catechism of The Catholic Church) บทที่ 1 “มนุษย์สามารถที่จะรับพระเจ้า” ที่เป็นวัตถุประสงค์ของการดำ เนินชีวิตของเราบนโลกนี้ 34
2.3.3 บทที่ 3 : ตัณหา (LUST) พยศชั่ว “ตัณหา” นั้นมักถูกพูดกันว่าเป็น “ความไม่บริสุทธิ์” (Impurity) ความไม่บริสุทธิ์เป็นพยศชั่วที่น่าอับอาย เพราะว่ามันเปลี่ยนให้พลังแห่งความดีงามไปเป็นบาป พยศชั่วนี้ตรงข้ามกับความบริสุทธิ์ดีงาม (chastity) ซึ่งพระเยซู เจ้าตรัสสอนให้มนุษย์เราปฏิบัติตัวดังเช่นเทวทูต นักบุญโทมัสให้คำ นิยามของความบริสุทธิ์ดีงามว่าเป็นคุณธรรมที่ กำ กับควบคุมความปรารถนาที่กระตุ้นความรู้สึกและความสุขสันต์สำ หรับผู้ที่แต่งงานแล้วและเป็นคุณธรรมที่หักห้าม ความปรารถนาและความสุขนั้นสำ หรับผู้ที่ยังมิได้แต่งงาน ด้วยเหตุนี้ตัณหา หรือ ความไม่บริสุทธิ์ จึงเป็นการแสวงหาความสุขสันต์ที่ไม่ถูกทำ นองคลองธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสวงหาผ่านทางการสัมผัส บาปของความไม่บริสุทธิ์นั้นทำ ให้ทั้งร่างกายและจิตใจ อันเป็นวิหารของพระจิตเจ้า และถูกกำ หนดให้ได้รับสิริรุ่งโรจน์ในการกลับคืนชีพของร่างกายนั้นสกปรกเสียความบริสุทธิ์ไป หูที่สงบเสงี่ยมที่สุดยังถูกขัดขวางโดยบาปหลายๆ ชื่อผ่านทางพยศชั่วตัณหานี้ เช่น การผิดประเวณี, การเป็นชู้, การร่วมประเวณีระหว่างพี่น้องญาติสนิท, การข่มขืนกระทำ ชำ เรา, การคุมกำ เนิด, การทำ แท้ง, การสำ เร็จความใคร่ ด้วยตนเอง (solitary sin) นักบุญเปาโลได้กล่าวถึงบาปเหล่านี้ว่า “ในหมู่ท่านทั้งหลาย อย่าให้มีการผิดประเวณี ความลามกโสมมต่างๆ หรือความโลภ อย่าให้มีแม้แต่การพูดถึง จึงจะเป็นการเหมาะสมกับผู้ศักดิ์สิทธิ์” (อฟ 5 : 3) เราเรียกชื่อบาปเหล่านี้ก็เพียงเพื่อให้ทราบถึงความเลวร้ายของพวกมันเท่านั้น “ความไม่บริสุทธิ์” หุ้มห่อตัวมันเองรอบๆ ความรู้สึกของเราทั้งหมดและผ่านมาทางความรู้สึกเหล่านี้ ความไม่ บริสุทธิ์ก็จะเข้าสู่จิตวิญญาณของเรา มันทำ ให้เรามืดบอดต่อคุณค่าทางจิตใจต่างๆ จิตใจของเราจะดำ มืดมนลง จิตใจของเราจะอ่อนแอและมันจะชักนำ เราสู่สถานที่ที่เราจะทำ บาปนี้ในใจด้วยความคิดที่ไม่บริสุทธิ์ ; บาปทางการ เห็นด้วยสายตาโดยการตกอยู่ในความอยากรู้อยากเห็น, โดยการมองโดยไม่บริสุทธิ์ใจต่อบุคคล ภาพ หรือสิ่งหนึ่งสิ่ง ใด บาปทางการได้ยินด้วยหูโดยการฟังคำ พูดสัปดนลามกอนาจาร ฟังเรื่องราว เรื่องตลก เพลง ฯลฯ ที่ลามกหรือส่อ ไปทางลามก บาปทางการได้กลิ่นด้วยจมูก โดยการหมกมุ่นที่จะสนุกสนานชื่นชมกลิ่นกามโลกีย์ บาปทางการรับรส ด้วยปากโดยการใช้คำ พูดหรือเพลงที่ไม่บริสุทธิ์ หลุดใช้คำ พูดดุด่าผรุสวาส บาปด้วยการใช้ริมฝีปากโดยการจูบอย่างพิ สวาสด้วยอารมณ์ใคร่ บาปด้วยการใช้มือโดยการสัมผัสอย่างหยาบคาย คลึงเคล้า กอดรัด หรือการกระทำ อื่นที่เร้า อารมณ์ บาปด้วยหัวใจโดยการปรารถนาอย่างไม่บริสุทธิ์และไม่อาจอดกลั้นต่ออารมณ์ที่ไม่บริสุทธิ์เมื่อถูกปลุกเร้า ขึ้นโดยมิได้ตั้งใจ บาปอื่นๆ ที่เกิดจากผู้อื่น หรือ บาปที่เกิดขึ้นจากการไปอยู่ร่วมกับผู้อื่น การปล่อยตัวให้หลงระเริงในความไม่บริสุทธิ์ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ นั้นขัดกับแผนการของพระเจ้า บุคคลที่แต่งงาน แล้วซึ่งสนุกสนานกับความสุขทางเพศได้อย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์เพราะความสุขทางเพศนั้นถูกทำ ให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วย การแต่งงานนั้น, ยังคงต้องคำ นึงถึงพรหมจารีบริสุทธิ์ตามสภาวะของมันด้วยการควบคุมตนเองอย่างมีเหตุผลด้วย การประพฤติผิดประเวณีกับผู้อื่นมีความผิดสาหัสเป็นสองเท่าสำ หรับคนที่แต่งงานแล้ว ไม่ว่าความบริสุทธิ์นั้นจะ เป็นการถือพรหมจรรย์ของผู้ถวายตัว หรือ ผู้ถือพรต, การถือพรหมจรรย์ของผู้ที่ไม่แต่งงาน, หรือ ความบริสุทธิ์ของ ชีวิตการแต่งงาน เราต้องมองว่าความบริสุทธิ์เหล่านี้เป็นการอุทิศกำ ลังทั้งมวลของเราในการรับใช้พระเจ้า และมัน จะส่งอิทธิพลในการช่วยยกระดับตัวเราด้วย 35
ความไม่บริสุทธิ์นั้นมักจะตามมาด้วยความชั่วร้ายอื่นอีกมาก มันจะทำ ให้จิตใจของเรามืดบอด บิดเบือนความตั้งใจ ของเราและทำ ให้จิตใจของเราแข็งกระด้างขึ้น ความไม่บริสุทธิ์นั้นจะทำ ให้ความสำ นึกบาปผิดของเราบิดเบือนไป, จะนำ มาซึ่งความเกลียดชังต่อพระเจ้าเพราะว่าพระบัญญัติของพระองค์นั้นกำ หนดห้ามความสุขสันต์ที่มันต้องการ และสนับสนุนให้เรารักสิ่งของฝ่ายโลกมากเกินไป ความไม่บริสุทธิ์ก่อให้เกิดความกังวลในจิตใจโดยทางความกลัว โอกาสที่จะโดนการลงโทษ มันมักจะนำ ไปสู่โรคร้ายต่างๆ และความวิกลจริต และเมื่อเรามีความไม่บริสุทธิ์ ความ ไม่นบนอบเชื่อฟัง, การก่อเรื่องอื้อฉาวและการสูญเสียความเชื่อก็อาจจะตามมาติดๆ การสารภาพบาปอย่างไม่ จริงใจและการล่วงเกินต่อศีลมหาสนิทอันศักดิ์สิทธิ์มักจะเป็นผลที่ตามมาของการประพฤติตัวไม่บริสุทธิ์ ตัณหา หรือ ความไม่บริสุทธิ์นั้นยังอาจก่อให้เกิดการที่จิตใจของเราจะพ่ายแพ้ต่อบาปอื่นๆ อีก ความหยาบคายต่ำ ช้า, ราคะโลกีย์ และความไม่บริสุทธิ์จะกลายเป็นธรรมชาติมนุษย์ธรรมดาไปด้วยความ เกียจคร้านเรื่อยเปื่อยโดยการยึดติดกับการทำ อะไรอย่างง่ายๆ มุ่งหาแต่ความสะดวกสุขสบาย โดยการกินดื่ม บริโภคมากเกินไป เรื่องลามก วรรณกรรมส่อไปทางลามก ภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ลามกอนาจาร, ภาพ ลามกอนาจาร การเต้นรำ ที่ส่อไปทางลามกอนาจารยั่วยวนอารมณ์ การใส่เสื้อผ้าวับๆ แวมๆ ยั่วอารมณ์และการอยู่ ร่วมกันใกล้ชิดเกินไปอาจนำ เราไปสู่การกระทำ ที่เป็นบาปได้ การยุ่งเกี่ยวกับเพศตรงข้ามบ่อยเกินไปจนจะกลายเป็น “สม่ำ เสมอ” โดยปราศจากการคาดหวังถึงการแต่งงานในอนาตตนั้นมักจะเป็นโอกาสที่จะเกิดบาปหนักของความไม่ บริสุทธิ์ได้ การป้องกันตัวจากความไม่บริสุทธิ์ มันเป็นหนึ่งในการลงโทษของบาปกำ เนิดที่เราจะต้องต่อสู้กับความไม่บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของเราและ เรียกร้องการดูแลจิตใจ ความคิด ความปรารถนาและการพูดจาของเราอย่างสม่ำ เสมอ การแต่งตัวเรียบร้อย, สงบเสงี่ยม และเลือกความบันเทิงต่างๆ ด้วยความระมัดระวังนั้นจำ เป็นต่อการป้องกันตัวเราเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ ของเราและผู้อื่นไว้ การสารภาพด้วยจิตใจอย่างดีและการปฏิเสธความต้องการของตนเอง การรับศีลศักดิ์สิทธิ์อย่าง สม่ำ เสมอ การนอบน้อมต่อพระจิตเจ้าและการสวดภาวนาเป็นวิธีการที่จำ เป็นอย่างมากที่จะใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้ กับความไม่บริสุทธิ์นี้ เราไม่สามารถเล่นกับไฟแล้วไม่ถูกไฟลามไหม้ได้; เราไม่สามารถปล่อยตัวเองต่อความไม่บริสุทธิ์ แล้วเราจะไม่ทำ บาปได้ ด้วยความนอบน้อมถ่อมตัวและความไม่วางใจตัวเอง, เราต้องห่างไกลจากโอกาสที่จะ ทำ บาปดังที่พระคัมภีร์บอกกับเราว่า “ผู้มีใจดื้อดึงจะรับทุกข์ทรมานอย่างหนัก คนบาปยิ่งจะสะสมบาปมากขึ้น” (บสร 3 : 27) อย่างไรก็ดี, ความคิดไม่ดี ลามกจกเปรตและน่ารังเกียจนั้นมิใช่บาป มันเป็นบาปเมื่อเรายอมแพ้แก่พวกมันและเรา ได้ทำ บาป เราจะไม่สามารถพ่ายแพ้กับพวกมันเลยตราบเท่าที่เรายังเรียกพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าและ พระนางมารีย์ในช่วงที่เราถูกโจมตีด้วยการยั่วยวนทดลองใจนั้น จะเป็นการดีมากในการที่เราจะรื้อฟื้นคำ ยืนยันที่จะ ตายดีกว่าที่จะต่อต้านพระเจ้า มันยังเป็นการดีที่เราจะทำ สำ คัญมหากางเขน ซ้ำ แล้วซ้ำ อีกและใช้น้ำ เสกด้วย สิ่งที่ จะช่วยเราได้มาก เช่น การที่จะเปิดเผยการประจญล่อลวงในการสารภาพบาปของเรา แต่การสวดภาวนาก็จะเป็นวิธี การที่ดีที่สุดในการปรับปรุงแก้ไขความผิดพลาดทุกสิ่งร่วมกับการวอนขอต่อพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์ 36
2.3.4 บทที่ 4 : โมโห (WRATH OR ANGER) “โมโห” เป็นหนึ่งในหลายๆ กิเลสของจิตวิญญาณ มันทำ การโจมตีจิตวิญญาณเราทั้งในรูปแบบที่เป็นจริงและรูป แบบมโนคติ อันทำ ให้เราต้องการที่จะ “มีเรื่อง” กับผู้อื่น เมื่อความปรารถนาที่จะแก้แค้นนั้นไม่ถูกอดกลั้นไว้ มันก็เป็นบาป และพยศชั่ว “โมโห” ขัดขวางต่อต้านกับกิจเมตตากุศลและความยุติธรรม อย่างไรก็ตามการโมโห ในทุกๆ รูปแบบนั้นมิใช่พยศชั่ว การใช้อารมณ์ในบางโอกาสนั้นไม่ใช่พยศชั่ว “โมโห” แต่มันอาจจะเป็น “บาป” ยังมีความโมโหรูปแบบหนึ่งที่ดีและมีความถูกต้องเที่ยงธรรมเมื่อ “โมโห” จากเหตุอันเหมาะสมเช่นในกรณีที่พระเยซู เจ้าทรงขับไล่พ่อค้าออกจากพระวิหาร เราเปิดทางให้ความโกรธและความเกลียดเข้ามาเมื่อเราเก็บสะสมความไม่พอใจไว้ในจิตใจของเราเพื่อต่อต้านกับ คนๆ หนึ่งหรือหลายๆ คน เมื่อเราวางแผนคิดร้ายต่อใครด้วยคำ พูดหรือการกระทำ , เมื่อเราใช้คำ พูดดูหมิ่นสบ ประมาทใครบางคน เรามีมลทินของ “โมโห” เมื่อเราถูกกระตุ้นและถูกทำ ให้โกรธจนถึงระดับที่เราโจมตีหรือทำ ร้าย ผู้อื่น; เมื่อเราโต้เถียงทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงกับผู้อื่น หรือเมื่อเราแสดงสีหน้าอาการบูดบึ้งหรือสีหน้าเฉยชา เรา แสดงความไม่พอใจเคียดแค้นขุ่นเคืองแก่ใครสักคนหนึ่ง บาปของเราจะร้ายแรงมากๆ ถ้าเราสะสมความคั่งแค้น เกลียดชัง หรือ ความเกลียดไว้ในหัวใจของเรายิ่งนานหลายวัน หลายเดือน หลายปีและปราศจากความรู้สึกที่ดีเป็น มิตรเสียแล้ว เรายังมีมลทินของ “โมโห” ถ้าเราใช้อำ นาจบังคับบัญชาของเราดูถูกเหยียดหยามและลงโทษผู้ใต้ บังคับบัญชามากกว่าโทษทัณฑ์ที่เขาควรจะได้รับ หรือ การแสดงออกภายนอกถึงการดูถูกเหยียดหยาม “โมโห” เป็นพยศชั่วที่ทำ ร้ายและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ความโกรธระดับหนึ่งก็จะทำ ให้เราถูกกีดกัน ออกจากความมีเหตุผลแล้วและทำ ให้เราออกห่างจากพระเจ้า พยศชั่ว “โมโห” แบ่งแยกเราออกจากเพื่อนฝูงญาติ สนิท พยศชั่ว “โมโห” จะบดบังความมีสติสัมปชัญญะและความดื้อรั้นอันขาดเหตุผลของมันจะทำ ให้เราเหยียดหยาม เหยียบย่ำ สิทธิต่างๆ ของผู้อื่น พยศชั่ว “โมโห” ทำ ลายสันติภาพและทำ ให้เกิดสงครามอันเลวร้าย มันก่อให้เกิดปีศาจชนิดต่างๆ มากมาย การ แตกสามัคคี ความร้าวฉาน ความเกลียดชังเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน การยืนกรานทะเลาะโต้เถียงกัน การดูถูกเหยียดหยาม ความอาฆาตมุ่งร้าย การใส่ร้ายป้ายสีความผิดให้แก่กัน การดูหมิ่นศาสนา ความเกลียดชัง การแก้แค้นจองเวรและ การฆาตกรรม สิ่งเหล่านี้จะทำ ลายกิจกุศลต่างๆและเป็นอุปสรรคต่อ พระหรรษทานอันเป็นของประทานอันยิ่งใหญ่ จากพระเจ้า 37
การตอบโต้พยศชั่ว “โมโห” ถ้าพยศชั่ว “โมโห” เป็นปัญหาสำ หรับเรา เราต้อหาให้ได้ว่าทำ ไม่เราถึงรู้สึกโกรธโมโหได้ง่ายและบ่อยมากนัก และ เราต้องสู้กับมัน เฝ้าระวังและสวดภาวนาเพื่อที่จะเอาชนะมันให้ได้ อะไรก็ตามที่อาจทำ ให้เกิดความขุ่นเคืองไม่ พอใจ และใครก็ตามที่มักทำ ให้เราขุ่นเคืองไม่พอใจแล้ว เราต้องเชื่อมั่นตัวเราเองว่าพระเจ้าทรงยินยอมสิ่งนั้นเพื่อให้ เราได้พยายามฝึกความสุภาพถ่อมตัวให้เคยชิน เพื่อว่าเราจะได้เพิ่มเติมบุญกุศลของตัวเราเอง แทนที่จะปล่อยให้ เราตกไปสู่อารมณ์โกรธโมโหนั้น เราต้องควบคุมตัวเองและเป็นตัวของตัวเองเพื่อที่จะไม่แสดงอาการไม่สงบหรือ ไม่ แสดงการเป็นศัตรูด้วยคำ พูดหรือการกระทำ ใดๆ นักเขียนด้านจิตวิญญาณท่านหนึ่งได้ให้คำ แนะนำ อย่างฉลาดไว้ว่า “จงมีความสันโดษสงบสันติในตัวเองเสมอเพื่อ ที่คุณจะสามารถที่จะดับไฟโมหะได้ทุกเมื่อ เช่นนี้แล้ว เมื่อมีไฟโมหะโทสะ คุณจะต้องไม่เพียงสงบปากของคุณไว้แต่ คุณต้องคอยคุมความสงบภายในของคุณด้วย เมื่อบังเกิดความสงบในตัวของคุณแล้ว ให้พยายามทำ ให้คู่กรณีที่ โกรธคุณสงบลงด้วยความทรงจำ ของความเสียหายที่ได้รับต้องไม่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก” (Dom Van Houtryve, O.S.B., in Benedictine Peace) ในการนำ พยศชั่ว “โมโห” ไปสู่การยับยั้งชั่งใจ คือ การก้าวไปข้างหน้าเพื่อนำ ตัวของเราเองเข้าสู่การยอมจำ นนต่อ พระเจ้าอย่างหมดสิ้น การปรับอารมณ์เข้าหาผู้อื่นเป็นการประกันได้ถึงความสันติยินดี “การตอบคำ ถามด้วย ความนุ่มนวลนั้นทำ ให้ความโกรธแค้นหายไปได้” ถ้าเราใช้ความสุภาพและอ่อนโยนภายใต้การยั่วยุใดๆ แล้ว เราก็ จะระงับโทสะของบุคคลอื่นที่กำ ลังรู้สึกไม่พอใจได้ เราต้องจำ ไว้เสมอว่า พระเจ้าทรงห้ามการแก้แค้นพยาบาททุก ประการ ถ้าผู้อื่นถูกปลุกเร้าให้เกิดความโกรธ เราต้องให้อภัยเขาด้วยความเต็มใจ พระเยซูเจ้าตรัสสอนเราว่า เรา ควรจะมองหาโอกาสที่จะแสดงความเมตตาแก่ผู้อื่นเพราะว่าการทำ ดีต่อผู้อื่นนั้นจะทำ ให้เรารักเขาและการกระทำ เช่นนั้นจะเป็นสัญลักษณ์ภายนอกถึงการให้อภัยในจิตใจเรา เราต้องการพระหรรษทานจากพระเจ้าในการเอาชนะพยศชั่ว “โมโห” และเราต้องพยายามฝึกฝนการเป็นตัวของ ตัวเองตลอดเวลา เราต้องวอนของพระเจ้าบ่อยๆ ให้ทรงประทานความสงบสุขในจิตใจ ความเยือกเย็นและ สันติภาพ และเรียกร้องพระองค์ให้ทรงช่วยเหลือเราในเวลาที่เราตกอยู่ในบาป ถ้าเราเป็นคนโกรธง่าย, เราต้องตั้งใจอย่างยิ่งในการสวดภาวนาบทข้าแต่พระบิดาเมื่อเรากล่าวว่า “โปรดประทาน อภัยแก่ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น” และพยายามให้อภัยผู้อื่นด้วยความเต็มใจสิ่งนี้เป็นคุณธรรมเหนือ ธรรมชาติของขันติ ความข่มใจ ความสุภาพอ่อนโยนและการให้อภัย พยศชั่ว “โมโห” เป็นธิดาของความทะนงตัวที่เคียดแค้นซึ่งสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งและการเห็นแก่ตัวใน การที่จะแสวงหาแต่ความสะดวกสบาย พยศชั่วนี้ตรงข้ามกับความมีจิตใจสงบสันติอันเป็นหนึ่งในความต้องการที่ จะก้าวหน้าในชีวิตจิต ไม่ว่าพยศชั่วนี้จะปรากฏในรูปการโกรธฉุนเฉียว หรือ ความน้อยใจขุ่นเคืองใจจนหน้าบูดบึ้ง มันก็ไม่ควรเกิดขึ้นในชีวิตคริสตชนของเรา การตรวจสอบถึงความไม่อดทนและความหงุดหงิดฉุนเฉียวง่ายแม้เพียง น้อยนิดที่จะพัฒนาขึ้นไปเป็นความโกรธโมโหนั้นจะช่วยเราให้หยุดยั้งการปะทุขึ้นของพยศชั่ว “โมโห” ได้ล่วงหน้า 38
2.3.5 บทที่ 5 : ริษยา (ENVY) พยศชั่ว “ริษยา” มีรากเหง้าที่เกิดขึ้นมาจากความเกลียดชัง, การดูหมิ่นสบประมาท, การใส่ร้าย, ความยินดีในโชค ร้าย และ ฐานะที่ตกต่ำ ของผู้อื่น ความเกลียดทุกรูปแบบ, การต่อสู้กัน, การทะเลาะวิวาทช่วงชิง, การโต้เถียงวิวาท, การประหัตประหาร, การลอบกัด, ความหึงหวงอิจฉา, การดูถูกเหยียดหยาม, การไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่กันและกัน, การผูกพยาบาท และ ความมุ่งร้ายจะเกิดขึ้นจากพยศชั่วนี้เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะทำ ให้คุณธรรมของเราและ การมีสัมมาคารวะของเราลดน้อยถอยลง เรามีความริษยาต่อสิ่งของของผู้อื่น หรือ ต่อสภาพที่ดีหรือการได้รับรางวัล ของผู้อื่น แม้เราจะมีพยศชั่วนี้เพียงเล็กน้อย มันก็ไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าและขัดแย้งกับพระหรรษทานของพระองค์ เป็นอย่างมาก มันเป็นการเนรคุณต่อพระเจ้าอย่างมากทีเดียว พยศชั่ว “ริษยา” นั้นเกิดตามมาจากความทะนงตัว เราจะมีความปรารถนาที่จะเหนือกว่าผู้อื่นที่เราริษยา ดังนั้น เราจึงเสียใจสภาพที่ดีของผู้อื่นและเรารู้สึกว่าเราด้อยกว่าเขาผู้นั้น; เราจะมีความชื่นชมยินดีเมื่อเขาผู้นั้นประสบความ ตกต่ำ เราจะมองว่าเขาชั่วร้ายไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำ อะไร และ ชอบจับตาดูจุดบกพร่องของเขาที่อาจแสดงออกมา ตลอดเวลา พยศชั่ว “ริษยา” นั้นทำ ลายกิจการกุศลในหัวใจของเราและกันเราให้ห่างจากความสำ เร็จสมบูรณ์ และทำ ให้เรามี ความเกลียดชังต่อพระเจ้า มันทำ ให้เราเป็นคนไม่มีความกตัญญูกตเวที ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกขอบคุณในผลประโยชน์ ใดๆ ที่เราได้รับ แต่กลับไม่เห็นคุณค่าของผลประโยชน์นั้นๆ เลย 39
การตอบโต้พยศชั่ว “ริษยา” ไม่มีอะไรยากที่จะรักษาไปกว่าความริษยาแล้ว เพราะไม่มีอะไรทำ ให้จิตวิญญาณเสียหาย และความคิดเดือดร้อน และเจ็บระทมได้มากขนาดนี้ พยศชั่ว “ริษยา” กัดกร่อนหัวใจของเราเหมือนกับหนอนที่ชอนไชผลไม้จนเสีย หาย การตอบโต้พยศชั่วนี้ต้องอาศัยการสวดภาวนาด้วยศรัทธาที่แรงกล้า, การหมั่นปฏิบัติความนอบน้อมถ่อมตน และการไตร่ตรองถึงความร้ายแรงจากบาปนี้, ความยากลำ บากของการรักษาและปีศาจที่ออกมาจากพยศชั่วนี้ การดำ เนินชีวิตของนักบุญนั้นจะให้แรงบันดาลใจแก่เราได้เป็นอย่างมาก คุณธรรมที่ต่อต้านพยศชั่ว “ริษยา” คือ เมตตาธรรม หรือ ความรักฉันพี่น้อง ความรักฉันพี่น้องนั้นทำ ให้เรา เอาใจเขามาใส่ใจเรา มันจะทำ ให้เราตั้งใจที่จะประพฤติและยอมเจ็บปวดเพื่อผู้อื่น, จูงใจให้เราเห็นใจความล้มเหลว ของผู้อื่น, ร่วมเสียใจและหวังที่จะช่วยเหลือเขา มันจะทำ ให้เรามีความยินดีด้วยความจริงใจในความสำ เร็จของผู้อื่น และระงับอารมณ์ที่จะเกลียดชัง เคียดแค้น หรือ คิดร้ายที่เกิดขึ้นมาได้ พยศชั่ว “ริษยา” เป็นเครื่องมือของปีศาจในทางโลกที่มองหาความล่มจมของจิตวิญญาณเพราะว่าพวกมันริษยา คุณงามความดีของมนุษย์และต้องการที่จะล้างแค้นต่อพระเจ้าโดยการทำ ลายมนุษย์ ถ้าเราไม่ต้องการที่จะตกเป็น เครื่องมือของปีศาจแล้ว เราต้องมุ่งมั่นในการสร้างสันติและความรักให้เป็นกฎพื้นฐานของความสัมพันธ์ของเราต่อผู้ อื่น เราทุกคนต่างเป็นพี่น้องกันในสายพระเนตรของพระเจ้า และโดยอาศัยศีลล้างบาปเราทุกคนได้กลายเป็น สมาชิกในรหัสธรรมล้ำ ลึกของพระกายเดียวกันของพระคริสตเจ้า ด้วยเหตุนี้เมื่อเราทำ ให้ผู้อื่นเจ็บช้ำ น้ำ ใจ เราก็ ทำ บาปต่อองค์พระคริสตเจ้าและตัวเราเองด้วย เราต้องมองเห็นพระคริสตเจ้าในตัวทุกคน ถ้าเราพูดจาดีๆ กับผู้ อื่นเสมอๆ ป้องกันเขาและช่วยเหลือเขาด้วยกิจเมตตาธรรม เราทุกคนเป็นกายเดียวกันที่แสวงหาจุดมุ่งหมายปลาย ทางเดียวกัน คือ ชีวิตนิรันดรในสวรรค์ ดังนั้น เราทุกคนต้องเป็นเสมือนจิตวิญญาณเดียวกัน คือ จิตวิญญาณใน พระคริสต์ – พระจิตเจ้าผู้เป็นกุศลกิจ 40