2.3.6 บทที่ 6 : ตะกละ (GLUTTONY) พยศชั่ว “ตะกละ” เป็นความรักที่จะกินและดื่มอย่างเกินควบคุม มันเป็นความอยากอาหารเกินไป โดยที่เราละเมิด ความสุขในการกินที่ถูกทำ นองคลองธรรมซึ่งพระเจ้าได้ให้ไว้กับ “การกิน” และ “การดื่ม” ในบางครั้งเราจึงพูดว่า พยศชั่ว “ตะกละ” นี้ทำ ให้คนเป็น “เหมือนกับสัตว์” ถึงแม้ว่าสัตว์ไม่ค่อยจะกินหรือดื่มมากเกินไปก็ตาม นอกไป จากนี้ ความจริงอีกข้อหนึ่งในประโยคนี้ คือ พยศชั่ว “ตะกละ” ทำ ให้จิตใจทั้งสติปัญญาและเหตุผลอันเป็นส่วนที่ยก ระดับให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์นั้นตกต่ำ ลง พยศชั่ว “ตะกละ” เป็นแหล่งของอุปสรรคที่สำ คัญในชีวิตจิตของมนุษย์เรา มันไม่ง่ายเลยที่จะศึกษาเล่าเรียน หรือ สวดภาวนาหลังจากการกินดื่มที่มากเกินไป พยศชั่ว “ตะกละ” นั้นทำ ให้จิตใจอ่อนแอลง และทำ ให้ความ เกียจคร้าน, ราคะและความไม่บริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น และมักมีผลทำ ให้ความเซ่อซ่าและการพูดจาหยาบคายลามก สัปดนเกิดขึ้น เราอาจถูกเรียกว่า “นักกิน” (gourmand) โดยการที่กินมากเกินไป หรือ บริโภคอาหารเร็วเกินไปและละโมบโลภ มากเกินไป เราอาจกลายเป็น “นักกิน” ได้โดยการอยากกินอาหารที่พิถีพิถันเกินไป อยากกินอาหารแปลกๆ และ ประณีตเป็นพิเศษ เราอาจทำ บาปผิดเพียงเล็กน้อยโดยการจุกจิกเลือกอาหารยากเกินไป ไม่ชอบไปหมด ชอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือชอบบ่นติเกี่ยวกับอาหาร การหมกมุ่นแต่การดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ดื่มมากเกินไปอันส่งผลให้ความเมามายก็เป็นผลเสียหนึ่งของพยศชั่วนี้ คนขี้เหล้ามักขาดสติและเหตุผลจากการดื่มสุราได้ แล้วเขาก็จะไม่รู้ตัวว่าเขากำ ลังทำ อะไรอยู่ นิสัยชั่วร้ายนี้จะทำ ให้ เขาสูญเสียชื่อเสียงอันดีงาม และทำ ให้ผู้อื่นรังเกียจเหยียดหยามเขา บ่อยครั้งที่การดื่มสุรานำ มาซึ่งความยากจน, ความอับอายขายหน้า และความอดอยากหิวโหยของครอบครัว, ความโกรธโมโห, การสาปแช่ง, การทะเลาะวิวาท, การต่อสู้กัน การลักขโมยและการคดโกงอันเป็นผลมาจากการดื่มสุราจนเป็นนิสัย ชายอาจทำ ร้ายภรรยาและลูกๆ ของเขาหรือ คนอื่นๆ กระทั่งทำ การฆาตกรรมเพราะพยศชั่วนี้ บาปความไม่ บริสุทธิ์นั้นมักมาพร้อมๆ กับพยศชั่วนี้ อุบัติเหตุทางรถยนต์นับครั้งไม่ถ้วนต่างเป็นผลมาจากการขับรถยนต์ขณะเมา สุราอุบัติเหตุทั้งหมดนั้นมักนำ มาซึ่งการบาดเจ็บและความตายให้กับหลายๆ คนด้วย คนขี้เหล้านั้นบ่อยครั้งที่เสีย ชีวิตในขณะเมามายไม่มีสติ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถสำ นึกบาปผิดในการทำ บาปผิดของเขาได้ และหากเป็นเช่นนี้ แล้วเขาจะไปถึงจุดหมายนิรันดรได้อย่างไรกันเล่า? พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า คนอธรรมจะไม่ได้รับ พระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก จงอย่าหลอกตนเอง คนผิดประเวณี คนกราบไหว้รูปเคารพ คนเป็นชู้ คน ลักเพศ คนรักร่วมเพศ คนขโมย คนโลภ คนขี้เมา คนปากร้าย คนฉ้อโกง คนเหล่านี้จะไม่ได้รับพระอาณาจักรของ พระเจ้าเป็นมรดก” โชคร้ายที่ปัจจุบันนี้การดื่มเหล้าจนเมามายนั้นมิได้จำ กัดแต่เพียงมนุษย์เพศชายดังเช่นในอดีตเท่านั้น แต่มันได้ กลายเป็นพยศชั่วทั่วไปในมนุษย์เพศหญิงด้วย และดูจะน่าอายมากกว่าด้วยซ้ำ 41
ระดับของความเมามายนั้นมีอยู่หลายขั้น การดื่มเหล้าจนเมามายอย่างสมบูรณ์นั้นทำ ให้ผู้ดื่มขาดเหตุผลโดยสิ้นเชิง และนั่นเป็นบาปหนัก การดื่มเหล้าที่ไม่เมามายนัก แค่ทำ อะไรไม่เป็นระเบียบลำ ดับนั้นอาจมีความเป็นบาปหนัก น้อยกว่าระดับของความเป็นบาปนั้นขึ้นอยู่กับระดับของการทำ อะไรไม่เป็นระเบียบลำ ดับ เราอาจทำ บาปอื่นๆ ร่วมได้อีกเมื่อเราดื่มจนเกินพอดี ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังอย่างมากในการเชื้อเชิญให้ดื่ม สุราเป็นเครื่องหมายแห่งมิตรภาพและการต้อนรับ หรือ การเสริฟสุราในงานสังคมใดๆ การเชื้อเชิญดังกล่าวจะเป็น ความผิดหากเรายืนกรานให้เขา/เธอดื่มขณะที่เขา/เธอปฏิเสธที่จะดื่ม หรือ การเสนอสุราที่ร้อนแรงให้แก่ผู้อ่อนวัย การติดสุราเรื้อรังและผลร้ายอื่นๆ ที่ตามมานั้นเป็นหนึ่งในการแพร่กระจายของปีศาจในช่วงเวลาของเรา ชาย หญิงและคนหนุ่มสาวต่างตกเป็นเหยื่อของมัน มันทำ ให้หลายๆ ครอบครัวล่มสลายด้วยความระหองระแหงร้าวฉาน หรือ การหย่าร้าง การติดสุราเรื้อรังทำ ให้ชีวิตของทุกคนที่ตกอยู่ในอำ นาจของมันเลวร้ายล่มสลายลง พระศาสนจักรสอนว่าเราต้องมีความพอดีและความมีสติในการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การงดดื่มเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิงเป็นหนทางเดียวที่จะรับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่ข้ามเส้นของความพอดีและมีสติในการ ดื่มและกลายเป็นคนติดสุราหรือคนขี้เหล้าอันเป็นผลจากการปล่อยตัวครั้งแรกของพวกเขาในบางโอกาสหรือแม้ถูก ระเบียบสังคมก็ตาม อีกเรื่องที่สัมพันธ์กับหัวข้อนี้ที่ควรจะพูดถึง คือ การหลงไปเสพยาและสารเสพติด การเสพยาและสารเสพติด นั้นแม้มีความจำ เป็นบ้างในการรักษาอาการเจ็บป่วย แต่ก็ต้องกระทำ ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้นเพราะว่า มันมีอันตรายที่ก่อให้เกิดเป็นนิสัยที่ต้องใช้เป็นประจำ ได้ การป้องกันด้วยความพอดี ในการมุ่งมั่นที่จะควบคุมอารมณ์/ความพอควรในการกินและดื่มนั้น เราต้องอาศัยตัวอย่างของพระเยซูเจ้าถึงการ สำ นึกผิด ความมีสติ การอดละเว้นและ ความละอายที่จะชักจูงใจเราให้ได้; อย่างเช่นตัวอย่างของนักบุญต่างๆ ผู้มัก ประพฤติตนด้วยการลดละเว้นอย่างกล้าหาญ โดยพวกท่านนำ ความอยาก (appetite) ต่างๆ ของพวกท่านที่เข้ามา ครอบงำ หรือที่ต้องการทำ ตามใจเสรีนั้นไปสร้างขึ้นเป็นกำ ลังใจ ความเพียรและความกล้าหาญ ในช่วงหนึ่งของพระศาสนจักร ได้มีการประกาศให้มีการถือศีลอด หรือ การทรมานร่างกาย และการปฏิเสธความ ต้องการของตนเองต่ออาหาร ความพอดี หรือ เกณฑ์การอดอาหารนั้นส่งผลดีต่อร่างกายและพละกำ ลังของร่างกาย ได้ มันทำ ให้จิตใจของเราตื่นตัวและช่วยเราในการต้านทานกิเลสให้ลดน้อยลง การปฏิบัติคุณธรรมความดีต่างๆ ก็ จะทำ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันเราจากจากความโน้มเอียงที่จะทำ บาปของเรา ความสุขในการกินและดื่มนั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์สุดท้ายของการกินและดื่ม แต่วัตถุประสงค์ของมันคือ เพื่อที่จะ รักษาชีวิตไว้ หลักการที่แนะนำ เราในการหลีกเลี่ยงพยศชั่ว “ตะกละ” คือกฎโบราณเก่าแก่ คือ “กินเพื่ออยู่ มิใช่อยู่ เพื่อกิน” นักบุญเปาโลเตือนสติเราว่า “เมื่อท่านจะกินจะดื่มหรือจะทำ อะไรก็ตาม จงกระทำ เพื่อถวายพระเกียรติแด่ พระเจ้าเถิด” 42
2.3.7 บทที่ 7 : เกียจคร้าน (SLOTH) พยศชั่ว “เกียจคร้าน” เป็นความขี้เกียจที่เกิดขึ้นในจิตใจและนับรวมถึงความขี้เกียจทางด้านร่างกายด้วย พยศชั่ว นี้เกิดขึ้นจากการขาดความไว้วางใจในพระเจ้าและทำ ให้เราเฉยเมยในการใช้วิธีการต่างๆ เพื่อทำ ให้เราศักดิ์สิทธิ์ มัน เป็นความเกลียดชังต่อจิตใจที่พยายามเพียรกระทำ การใดๆ และนำ เราไปสู่การละเลยไม่เอาใจใส่พระหรรษทาน ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดของมันคือการทำ ให้เราหันเหออกจากพระเจ้าหลังจากที่เราได้ทำ บาปหนักใดๆ จิตวิญญาณ มากเท่าใดแล้วที่ได้ละเลยหน้าที่ที่พวกเขาต้องปฏิบัติในช่วงเทศกาลปัสกา หรือ ห่างเหินจากการไปร่วมพิธีบูชา ขอบพระคุณที่โบสถ์ ปีแล้วปีเล่าฯลฯ นั่นเลวร้ายมากทีเดียวต่อการที่จะไถ่กู้เขากลับคืนจากบาปเพราะพวกเขาเหล่า นั้นจะไม่สามารถทำ ลายพันธะแห่งความเกียจคร้านได้เลย พยศชั่ว “เกียจคร้าน” สิงสถิตอยู่ในความคิดและความปรารถนาของเราและเป็นอันตรายที่สุดในบรรดาพยศชั่วทั้ง หลายเพราะว่ามันทำ ให้เราปฏิเสธที่จะร่วมมือกับพระหรรษทาน ความเกียจคร้านทำ ให้เราโน้มเอียงเข้าสู่นิสัยการ ทำ บาปและนำ เราสู่การหมดศรัทธาและสิ้นหวังที่จะสลัดความเป็นทาสของพยศชั่วทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ มันอาจนำ เรา ไปสู่การไม่สำ นึกผิดและการพ่ายแพ้ของจิตใจของเราในท้ายที่สุด บาปเบานับไม่ถ้วนที่เป็นผลมาจากความเมินเฉยไม่เต็มใจของเรา, ความเฉื่อยชาและความไม่แยแสสนใจในความ ช่วยเหลือใดๆ ของพระเจ้า ในที่สุดสิ่งเหล่านี้จะทำ ให้ความปรารถนาของเรายิ่งอ่อนแอลง และเราจะพบตัวเราเอง ว่า เราติดกับดักที่เราไม่อาจทำ ลายได้ เราสามารถรับรู้ว่าความเกียจคร้านส่งผลร้ายต่อเราได้อย่างไรบ้าง ก็เมื่อจิตใจของเราเฉยชาต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ ชีวิตจิต; เมื่อเรามักจะเอื่อยเฉื่อย; เมื่อเรามักจะผัดวันประกันพรุ่งของเรา หรือ เมื่อเราชอบที่จะเลื่อนกำ หนดการทำ สิ่งต่างๆ ออกไปโอกาสหน้าเสมอๆ; เมื่อเรามักจะทำ งานเรื่อยเปื่อยมีแต่เรื่องไร้สาระอันเป็นกิจกรรมประเภทหนึ่งที่ เร่งเร้าเราให้วอกแวกและไม่ให้เวลาเข้าร่วมในสิ่งที่จิตวิญญาณของเราต้องการ; โดยการแสวงหาของเราต่อความ สะดวกสบายฝ่ายร่างกาย; โดยการอยู่เฉยๆ อย่างไร้สาระ, หรือ การทำ สิ่งที่ไม่ดีตลอดเวลา พยศชั่ว “เกียจคร้าน” ชักนำ เราไปสู่การละเลยที่จะทำ ตามหน้าที่ของเราในสภาพที่เราเป็นอยู่ มันทำ ให้เราเลิกที่ จะพยายามทำ ตามความตั้งใจของเรา มันทำ ให้เรามีจิตใจหดหู่และเศร้าสร้อยเพราะเรารู้ว่าเราไม่สามารถใช้พระ หรรษทานของเราได้มันทำ ให้เราทำ สิ่งต่างๆ โดยทำ ไปบ่นไป, ทำ แบบขัดข้องใจเพราะเราไม่มีน้ำ ใจเอื้อเฟื้อในการเผื่อ แผ่ของเรา มันทำ ให้เรามีความโน้มเอียงที่จะชอบพูดมากเกินไปเพราะเราไม่ต้องการทำ เป็นชิ้นเป็นอัน และดังนั้น เราจึงใช้พลังใจของเราอย่างไร้ประโยชน์และพูดผัดผ่อนหน่วงเวลาเรื่อยไป เรื่องราวของคนรับใช้ผู้เกียจคร้านในอุปมาเรื่องเงินตะลันด์ที่พระเยซูเจ้าตรัสสอนในพระวรสารตามคำ บอกเล่าของ นักบุญมัทธิวบทที่ 25 ข้อ 14-30 เตือนเราถึงอันตราย, ความไร้ประโยชน์และจุดจบของมัน คือ นรก รูปแบบใหญ่ของความเกียจคร้านมี 3 รูปแบบ คือ การทำ งานในสิ่งที่ไม่จำ เป็น ซึ่งเป็นการอธิบายได้อย่างดีถึง เรื่องราวข้างต้นว่า เราทำ ตัวเราให้ไขว้เขวเราไปทำ ในสิ่งที่ไม่จำ เป็น จนทำ ให้เราไม่มีเวลาไปรับฟังเสียงของความ สำ นึกบาปผิด; การวอกแวก (distraction) และ การมีจิตใจเลื่อนลอย (spiritual melancholy) การวอกแวก ทำ ลายการไม่สำ รวมตั้งใจในการสวดภาวนาของเรา ทำ ให้เราจบกิจกรรมด้านจิตใจของเราโดย ปราศจากความกระตือรือร้นและความตั้งใจ และทำ ให้เราเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายจนกระทั่งเราเลื่อนสิ่งที่เราควร ต้องกระทำ ออกไป เราจะมองเห็นเพียงว่าหน้าที่ของเราเป็นภาระที่มากเกินจะรับได้ – ไม่ให้ความพิเศษมุ่งมั่นใน การทำ หน้าที่เพื่อพระเจ้าและเก็บสะสมบุญกุศลนิรันดรไว้ในสวรรค์ 43
การมีจิตใจเลื่อนลอย หรือ ความหดหู่ใจ เป็นความโมโหที่ซ่อนเร้นในตัวเราและเป็นความรักตัวเองประเภทหนึ่ง ด้วยสิ่งนี้เราจะไม่มีความกล้าหาญที่จะทำ ลายข้อผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์ของเรา ด้วยนิสัยบาปของเรา และเรา จะรู้สึกถึงความรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก นี่เป็นภาวะที่ทำ ให้เราเกิดการทะเลาะวิวาทและชอบโต้เถียง ในการที่ จะอยู่ให้ห่างจากความขัดแย้งในจิตใจของเราและความกระวนกระวายเราจะหันไปสร้างสรรค์และทำ ตัวเสมือนว่าถูก จองตัวไว้แล้วให้ทำ สิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ไม่มีความจำ เป็นเลย ขณะที่เรายังคงอยู่ในสภาพที่ไม่กระตือรือร้น การผัดวัน ประกันพรุ่ง และ การเฉยๆ หรือบาป จิตใจที่หดหู่ของเราทำ ให้ปีศาจมีอำ นาจเหนือจิตใจของเราและเป็นสภาพของจิตใจที่ง่ายต่อการทำ บาปที่ร้ายแรง หลายประการ มันขัดขวางและทำ ให้ผลของศีลศักดิ์สิทธิ์อ่อนแอลง มันทำ ให้เครื่องมือหลายประการของชีวิตจิต กลายเป็นพิษขึ้นมา เราไม่สามารถพบพระเจ้าได้ และความไม่เป็นสุขของเราก็เพิ่มขึ้นโดยการที่เราไม่ทำ อะไร จริงจังเลยในการค้นหาพระเจ้าในการแสวงหาการปลอบประโลมของพระองค์ พระประสงค์และพระเกียรติของ พระเจ้ามิได้ส่งผลต่อเรามากเท่าที่เราปรารถนาและการถวายเกียรติของเรา เป้าหมายของเรามิใช่พระเจ้าแล้วแต่ เป็นความสุขทางใจของเรา หรือ ความเจริญก้าวหน้า: คือ “การแสวงหาเพียงตัวเอง” ด้านจิตใจนั่นเอง เราได้สูญ เสียการมองภาพถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเราและหนทางที่เราจะเดินไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น คุณพ่อเฟเบอร์ได้พูดถึงสภาพจิตใจนี้ว่า “ความเศร้าเป็นความอ่อนแอทางจิตใจอย่างหนึ่ง คนที่มีจิตใจหดหู่ไม่ สามารถเป็นได้มากกว่าคนที่พักฟื้นในบ้านของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงเฝ้ารอที่จะดูแลเขาเยี่ยงบุรุษพยาบาล มากกว่าที่เขาจะรอพระเจ้าดังที่พระองค์เป็นบิดาหรือกษัตริย์ . . .ไม่มีความบกพร่องทางศีลธรรมใดใหญ่ไปกว่าการ เอาแต่บ่นว่าและความมีอารมณ์อ่อนไหว เขาผู้ที่นอนราบลงกับพื้นราวกับว่ามันเป็นเตียงนอนคนป่วยที่น่าสงสาร, จิตใจที่อิดโรย, เขาจะทำ อะไรเพื่อพระเจ้าได้?” ทุกวันนี้พยศชั่ว “เกียจคร้าน” มักจะอยู่ภายใต้ชื่อว่า “การหนีจากชีวิตจริง” (escapism) ผู้ที่เป็นเหยื่อของ ความเกียจคร้านรับรู้ว่าเขาอยู่ในม่านหมอกทางจิตใจและอาจพยายามที่จะกล่าวโทษไปที่การแล้งน้ำ ใจ หรือ อ้างเหตุ ผลอื่นๆ เมื่อมันเป็น ความเกียจคร้านของจิตใจที่ทำ ลายความรัก เราอาจดิ้นรนในการดำ เนินชีวิตของเราและไม่เคยรับรู้เลยว่าอะไรที่กีดกันเราจากความก้าวหน้าฝ่ายจิต นั่นก็คือ ความเกียจคร้านนั่นเอง ไม่มีใครจะรับรู้เลยว่าเขาได้ห่างศีลศักดิ์สิทธิ์มากเพียงใดแล้ว? หรือขาดการร่วมพิธีบูชา ขอบพระคุณและการรับศีลมหาสนิทเพราะความเกียจคร้าน ไม่มีใครสามารถวินิจฉัยได้ว่าเมตตากิจทั้งด้านร่างกาย และวิญญาณที่เราควรจะมีนั้นถูกปล่อยปละละเลยไปเพียงใดแล้วเพราะความเกียจคร้านนั้น แต่ที่แน่ๆ พยศชั่วนี้สร้าง ความเสียหายได้หลายรูปแบบมาก กระทั่งความคิดที่เกียจคร้านที่ทำ ให้เราละเลยการใช้สติปัญญาของเราในสิ่งที่มีประโยชน์หรือในงานที่สำ คัญก็เสีย หายไปด้วยเพราะว่าความคิดของเราที่ไม่อยากทำ อะไรนั้นมีความโน้มเอียงไปทางปีศาจ และไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้ง การแพร่ขยายของมันได้. ความคิดของเราจะถูกครอบงำ ด้วยความคิดต่างๆ ที่น่าตำ หนิ ว่าร่างกายของเรานั้นยุ่งอยู่ หรือ การอยากอยู่เฉยๆ และ ความเฉื่อยชาอันอาจนำ เราไปสู่สิ่งล่อใจอีกนับพันที่เราไม่อาจทนทานได้เพราะความ อ่อนแอและความเกียจคร้านของจิตใจของเรา, การหลับใหลอยู่ในการอยู่เฉยๆ ของพยศชั่ว “เกียจคร้าน” นี้ 44
เราต้องขจัดความเกียจคร้านเพราะมันจะกีดกันเราจากการกระทำ เพื่อการไถ่กู้เราให้รอดพ้น; เพราะมันคือต้นเหตุ ของบาปชั่วหลายประการ ถ้าเรามิได้หว่านเมล็ดพันธุ์ใดเราก็จะเก็บเกี่ยวผลใดไม่ได้เลย ชีวิตนี้สั้นนักและเวลาใน การทำ กิจกุศลเพื่อความสุขนิรันดรในสวรรค์นั้นช่างน้อยนิด เราต้องปฏิบัติตามตัวอย่างขององค์พระเยซูเจ้าผู้ทรง ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในสวรรค์ด้วยการทรงเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ทรมานจากพระมหาทรมานและการถูกตรึงกางเขน ของพระองค์ หากเราพลาดพลั้งในการที่จะสั่งสมกิจกุศลแล้วบุญกุศลในสวรรค์นิรันดรของเราก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย หากเราพลาดพลั้งในการบรรลุถึงการไถ่กู้นิรันดรของเราแล้วท้ายที่สุดเราก็จะต้องไปรับความทุกข์นิรันดรในไฟนรก ความขยันหมั่นเพียรและความกระตือรือร้นในการทำ งานเพื่อพระเจ้าและเพื่อคุณความดีในจิตใจนั้นเป็นคุณธรรม ที่ตรงกันข้ามกับพยศชั่ว “เกียจคร้าน” มันจะนำ มาซึ่งความสะดวกสบายและความปิติยินดีในการทำ หน้าที่ทาง ศาสนาของเราให้เสร็จสมบูรณ์ แสงสว่างของความเชื่อนั้นช่วยหล่อเลี้ยงได้ด้วยการทำ คุณความดี สิ่งนี้ช่วยให้เรา สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยวนและบาปได้หลายประการ และ ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะมีความขยันหมั่นเพียรในที่สุด การตอบโต้พยศชั่ว “เกียจคร้าน” ในการต่อสู้กับพยศชั่ว “เกียจคร้าน” นั้น เราต้องใช้ความรุนแรงต่อสู้กับความโน้มเอียงที่จะนำ ไปสู่ความขี้เกียจ และแสวงหาความช่วยเหลือในการภาวนาและศีลศักดิ์สิทธิ์ เราต้องจำ ไว้ว่าในวันแห่งการพิพากษานั้น การ พิจารณาด้านจิตใจจะช่วยกระตุ้นเจตนาที่เอื่อยเฉื่อยของเรา แต่เหนือไปกว่านั้นการสัตย์ซื่อต่อพระจิตเจ้าจะ ทำ งานได้อย่างมีประสิทธิผล เพราะความกลัว การขาดความรัก ความโน้มเอียงที่จะเกียจคร้าน และพระจิตเจ้านั้น เป็นองค์แห่งความรัก เป็นแหล่งพลังสำ หรับผู้ที่เราต้องไปแสวงหาทางแก้ไขสำ หรับความเกียจคร้าน คือ ความรักของ พระเจ้า เราต้องวอนขอพระเจ้าได้โปรดหลั่งความรักของพระองค์ลงมาในจิตใจของเรา 45
2.4 พระเยซู พระเยซู (อังกฤษ: Jesus) หรือ เยซูชาวนาซาเร็ธ (อังกฤษ: Jesus of Nazareth; 4-2 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 30- 33 เป็นชาวยิวผู้เป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ คริสต์ศาสนิกชนเรียกพระองค์ว่า พระเยซูคริสต์ เพราะถือว่าพระองค์ เป็นพระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระบุตรพระเป็นเจ้า และเป็นพระเจ้าพระบุตรซึ่งเป็นพระบุคคลหนึ่งในพระตรี เอกภาพ นอกจากนี้ในคัมภีร์ไบเบิลยังบันทึกว่าพระเยซูทรงแสดงปาฏิหาริย์ทรงรักษาคนตาบอดให้หายขาด รักษาคน พิการ โดยตรัสว่า บาปของเจ้าได้รับการให้อภัยแล้ว หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ ก็ได้ทรงฟื้นขึ้นจากความตายหลัง สิ้นพระชนม์ได้เพียง 3 วัน และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ชาวมุสลิมก็ให้ความเคารพพระเยซูเช่นกัน แต่เชื่อต่างจากชาวคริสต์ โดยชาวมุสลิมเรียกพระเยซูว่านบีอีซา คัมภีร์อัล กุรอานระบุว่าพระเยซูไม่ใช่ทั้งพระเจ้าและพระบุตรของพระเจ้า แต่เป็นบ่าวคนหนึ่งของพระเจ้า และเป็นเราะซูลที่ พระเจ้าส่งมาเป็นแบบอย่างทางศีลธรรมให้แก่ชาวอิสราเอลเช่นเดียวกับเราะซูลอื่น ๆ นอกจากนี้กุรอานยังอ้างว่าพระ เยซูได้ทำ นายถึงเราะซูลอีกท่านหนึ่งที่จะมาในอนาคตด้วยว่าชื่ออะหมัด คำ ว่า "เยซู" มาจากคำ ในภาษากรีกคือ "เยซุส" Ιησους [Iēsoûs] ซึ่งมาจากการถ่ายอักษรชื่อ Yeshua [เยชูวา] ในภาษาแอราเมอิกหรือฮีบรูอีกทอดหนึ่ง คริสตชนอาหรับเรียกเยซูว่า "ยาซูอฺ" ตามภาษาซีรีแอก ส่วนชาวอาหรับ มุสลิมเรียกว่า "อีซา" ตามอัลกุรอาน ความหมายคือ "ผู้ช่วยให้รอด" เป็นชื่อที่ใช้กันมากในหมู่ชาวยิวตั้งแต่สมัยโยชูวา เป็นต้นมา ภาษาละตินแผลงเป็นเยซูส ภาษาโปรตุเกสแผลงต่อเป็นเยซู ภาษาไทยทับศัพท์ภาษาโปรตุเกสมาจนทุกวัน นี้ ส่วนคำ ว่า "คริสต์" เป็นสมญาซึ่งมาจากคำ ในภาษากรีกว่า "คริสตอส" Χριστός [Christos] ซึ่งเป็นคำ แปล ของคำ ภาษาฮีบรู Messiah อันหมายถึง "ผู้ได้รับการเจิม" ชาวอาหรับเรียกว่า "มะซีฮฺ" ซึ่งหมายถึงการแต่งตั้งให้ทำ หน้าที่สูงส่ง เช่น พระมหากษัตริย์ ปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ เป็นต้น เมื่อราชอาณาจักรยูดาห์เสียแก่บาบิโลน ก็สิ้นกษัตริย์ที่ได้รับการเจิม ต่อจากนั้นชาวยิวก็โหยหาพระเมสสิยาห์ที่จะ มาสร้างอาณาจักรใหม่ของพระเจ้า "พระคริสต์" จึงเป็นชื่อตำ แหน่ง ไม่ใช่ชื่อตัวบุคคล ผู้นิพนธ์พระวรสารสี่ท่านมัก เรียกพระองค์ว่า "พระเยซู" และเพื่อให้แตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่ชื่อเหมือนกัน ก็เรียกเป็น "พระเยซูชาวนาซาเรธ" หรือ "พระเยซูบุตรของโยเซฟ" แต่นักบุญเปาโลหรือเปาโลอัครทูตมักเรียกพระองค์ว่า "พระคริสต์" หรือ "พระเยซูคริสต์" ที่ เรียกว่า "พระคริสต์เยซู" ก็มี 46
2.4.1ประวัติของพระเยซู ปฐมวัย ประสูติเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตกาล ในเมืองนาซาเรธ แคว้นกาลิลี หญิงพรหมจารีคนหนึ่งชื่อมารีย์ ได้หมั้นหมายไว้แล้ว กับชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกัน ได้มีทูตสวรรค์กาเบรียลเข้าบ้านมาหามารีย์แล้วว่า “เธอจะตั้ง ครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู” ฝ่ายโยเซฟเมื่อทราบว่ามารีย์ตั้งครรภ์แล้ว ก็ไม่คิดจะแพร่งพราย เรื่องนี้ จึงคิดจะถอนหมั้นอย่างลับ ๆ แต่มีทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า “โยเซฟบุตรดาวิด อย่ากลัวที่ จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิ์ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” โยเซฟ จึงทำ ตามคำ นั้น คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา แต่มิได้สมสู่กับเธอ ขณะที่มารีย์กำ ลังตั้งครรภ์อยู่นั้น จักรพรรดิออกัสตัสได้มีรับสั่งให้จดทะเบียนสำ มะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน คนทั้งปวง ต่างต้องเดินทางกลับไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน โยเซฟกับมารีย์จึงต้องเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธ แคว้นกาลิลีไป ยังเมืองของดาวิดเมืองหนึ่งชื่อเบธเลเฮม ในแคว้นยูเดีย เพราะโยเซฟเป็นเชื้อสายของดาวิด เมื่อเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ ถึงเวลาที่มารีย์ประสูติ “นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาใน โรงแรม” ต่อมามีทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝันแล้วบอกว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และ คอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมาร เพื่อจะประหารชีวิตเสีย” โยเซฟจึงพากุมารและ มารดาหนีไปยังประเทศอียิปต์ เนื่องจากกษัตริย์เฮโรดทราบว่าได้มีกุมารผู้ที่บังเกิดมาเพื่อจะเป็นกษัตริย์ของชนชาติ ยิว และทราบจากบรรดามหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ว่า กุมารนั้นอยู่ที่เบธเลเฮม จึงใช้ให้คนไปฆ่าเด็กผู้ชายทั้ง หลายในบริเวณนั้นที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้ว ทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่โยเซฟในความฝัน ว่า “จงลุกขึ้นพากุมารกับมารดามายังแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่เป็นภัยต่อชีวิตของกุมารนั้นตายแล้ว” โยเซฟจึงพา กุมารกับมารดากลับมาอยู่เมืองนาซาเร็ธ เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ที่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูในช่วงระยะเวลาตั้งแต่อายุ 12 ปีจน พระเยซูทรงรับบัพติศมาที่แม่น้ำ จอร์แดนไม่ได้ถูกบันทึกไว้มากนัก ชาวคริสต์เรียกช่วงเวลานี้ว่าพระชนม์ชีพเร้นลับ ของพระเยซู แต่เรื่องราวของพระเยซูตั้งแต่รับบัพติสมาจนสิ้นพระชนม์ที่กางเขน แล้วกลับฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้ง ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด 47
ประกอบพระภารกิจ พระเยซูทรงรับบัพติศมาเมื่ออายุได้ 30 ปีจากยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่แม่น้ำ จอร์แดน “ครั้นพระองค์ทรงรับพิธีบัพติศมา ในน้ำ แล้วในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และท้องฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจ นกพิราบ ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์” หลังจากนั้นพระเยซูเสด็จไปในถิ่นทุรกันดาร เป็นเวลาถึงสี่สิบวันสี่สิบคืนโดยไม่ ได้เสวยอะไรเลย แต่กลับมีมารมาผจญพระองค์โดยการล่อลวงต่าง ๆ นา ๆ เพื่อหวังให้พระเยซูกราบลงนมัสการมาร แต่พระเยซูได้ตอบโต้มารด้วยพระธรรมจากคัมภีร์ฮีบรู จนมารเห็นว่ามิอาจล่อลวงพระองค์ได้จึงละพระองค์ไป พระองค์ทรงเริ่มพระกิจจานุกิจโดยออกสั่งสอนชนทั้งปวงให้กลับใจจากความบาป แล้วเดินตามทางของพระเจ้าอย่าง แท้จริง อย่าแสร้งทำ เป็นนับถือพระเจ้าแต่ปาก “ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก ใจของเขาห่างไกลจากเรา” ทรง สอนมิให้ทำ ตนเป็นเหมือนพวกหน้าซื่อใจคด “เหตุฉะนั้น ทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่าน จงถือประพฤติตาม เว้นแต่ การประพฤติของเขาอย่าได้ทำ ตามเลย เพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอน แต่เขาเองหาทำ ตามไม่” พระองค์ยังตรัสพระธรรม คำ สั่งสอนและทรงพระราชกิจไว้อีกมากมาย ซึ่งถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน หนังสือ 4 เล่มแรก ได้แก่ มัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น ในการทรงพระราชกิจของพระเยซูนั้น พระองค์ได้ทรงเรียกบุคคลต่าง ๆ เข้ามาเป็นสาวก เพื่อสั่งสอนและมีส่วนช่วย พระองค์อีก 12 คน ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าอัครทูต ได้แก่ ซีโมนเปโตร อันดรูว์ (น้องชายของซีโมน) ยากอบ บุตรเศเบดี ยอห์น (น้องชายของยากอบ) ฟีลิป บารโธโลมิว โธมัส มัทธิวผู้นิพนธ์พระวรสาร ยากอบ บุตรอัลเฟอัส เลบเบอัส (ที่มี อีกชื่อหนึ่งว่า ธัดเดอัส) ซีโมนเศโลเท และยูดาส อิสคาริโอท (ผู้ที่อายัดพระเยซู) 48
สิ้นพระชนม์ ผลของการที่พระเยซูออกประกาศ, สั่งสอน, รักษาโรค และทำ การต่าง ๆ มากมาย ทำ ให้มีคนเป็นจำ นวนมากติดตาม พระองค์ไป “กิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทั่วประเทศซีเรีย เขาจึงพาคนป่วยเป็นโรคต่างๆ คนที่ทนทุกข์เวทนา คนผีเข้า คนเป็นลมบ้าหมูและคนเป็นอัมพาตมาหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หาย และมีคนหมู่ใหญ่มาจาก แคว้นกาลิลี และแคว้นทศบุรีและกรุงเยรูซาเล็ม และแคว้นยูเดีย และแม่น้ำ จอร์แดนฟากตะวันออกติดตามพระองค์ ไป” “ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ก็ทรงเห็นประชาชนหมู่ใหญ่ พระองค์ทรงสงสารเขา จึงได้ทรงรักษาคนป่วย ของเขาให้หาย” “และประชาชนเป็นอันมากมาเฝ้าพระองค์ พาคนง่อย คนแขนขาพิการ คนตาบอด คนใบ้ และคน เจ็บอื่นๆหลายคน มาวางแทบพระบาทของพระเยซู แล้วพระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย” ในทางตรงกันข้ามคำ สั่งสอน ของพระองค์ต่อว่าพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์โดยตรง “เขาชอบที่อันมีเกียรติในการเลี้ยงและในธรรมศาลา กับ ชอบรับการคำ นับที่กลางตลาด และชอบให้เขาเรียกว่า ‘ท่านอาจารย์’” “วิบัติแก่เจ้า คนนำ ทางตาบอด เจ้าสอนว่า ‘ผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหาร คำ สาบานนั้นไม่ผูกมัด แต่ผู้ใดจะสาบานอ้างทองคำ ของพระวิหาร ผู้นั้นจะต้องกระทำ ตามคำ สาบาน’ โอ คนโฉดเขลาตาบอด สิ่งไหนจะสำ คัญกว่า ทองคำ หรือพระวิหารซึ่งกระทำ ให้ทองคำ นั้นศักดิ์สิทธิ์” “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูน ขาว ข้างนอกดูงดงาม แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย และสารพัดโสโครก เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกแลดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความเท็จเทียมและอธรรม” พวกธรรมาจารย์และพวก ฟาริสีจึงคิดหาช่องทางจะฆ่าพระองค์เสีย “ฝ่ายพวกฟาริสีก็ออกไปปรึกษากันว่า จะทำ อย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์ ได้”เพราะเขาไม่รู้ว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด อย่างไรก็ตาม พระเยซูทรงทราบว่า พระองค์จะต้องทนทุกข์ทรมานจากพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ จนต้อง ถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ ดังที่พระองค์ได้ทรงทำ นายถึงเหตุการณ์ดัง กล่าวล่วงหน้าไว้สามครั้ง หลังจากนั้นหนึ่งในสาวกสิบสองคน ชื่อยูดาสอิสคาริโอท ได้ไปหาพวกมหาปุโรหิตแล้ว ตกลงว่าจะคอยหาช่องที่จะชี้พระองค์ให้จับ เพื่อแลกกับสามสิบเหรียญเงิน ซึ่งเรื่องที่ยูดาสคิดจะทรยศต่อพระองค์นั้น พระองค์ก็ทรงทราบเช่นกัน เมื่อถึงวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ พระองค์กับเหล่าสาวกได้เข้าไปในบ้านหลังหนึ่งในกรุงเยซูซาเล็ม เพื่อร่วมเสวย ปัสกาด้วยกัน อาหารที่พระองค์ได้เสวยในคืนนั้นประกอบด้วยขนมปังและน้ำ องุ่น ซึ่งก็เป็นอาหารค่ำ มื้อสุดท้ายที่ พระองค์ได้เสวยก่อนสิ้นพระชนม์ เพราะหลังจากที่ได้เสวยอาหารแล้ว ยูดาสสาวกคนหนึ่งในสิบสองคนนั้นได้ออก จากบ้านไป พวกสาวกที่เหลือไม่ทราบว่ายูดาสไปไหน แต่พระเยซูทราบว่ายูดาสจะไปหาพวกปุโรหิตและพวกฟาริสี เพื่อพาทหารมาจับพระองค์ 49
หลังจากยูดาสออกไปจากบ้านแล้ว พระองค์ตรัสคำ สอนแก่พวกสาวกอีกหลายข้อ ก่อนที่จะเสด็จพาพวกเขาออกจาก บ้านข้ามห้วยขิดโรนไปยังสวนเกทเสมนี ในขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนพระองค์เสด็จห่างจากพวกสาวกออกไปไกล ประมาณขว้างหินตกแล้วอธิษฐานต่อพระเจ้า เมื่อกลับมาพบว่าพวกสาวกต่างหลับกันหมด พระองค์จึงปลุกพวกเขา ให้ตื่นขึ้นอธิษฐาน แล้วพระองค์ทรงกลับไปอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลับมาทรงเห็นสาวกนอนหลับกันอีก พระองค์ จึงเสด็จกลับไปอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สาม เมื่อกลับมาครั้งนี้พระเยซูทรงปลุกพวกสาวกให้ตื่นขึ้น ทันใดนั้น ยูดาสได้ พาทหารกับเจ้าหน้าที่ของพวกปุโรหิตและฟาริสีพร้อมอาวุธเข้ามา ยูดาสตรงมาหาพระเยซูแล้วจูบคำ นับพระองค์ คน เหล่านั้นก็เข้ามาจับพระองค์ เปโตรมีดาบจึงชักออกฟันถูกหูข้างขวาของมัลคัส ซึ่งเป็นทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิต พระเยซูตรัสว่า “จงเอาดาบของท่านใส่ฝักเสีย ด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะต้องพินาศเพราะดาบ ท่านคิดว่าเราจะขอ พระบิดาของเราไม่ได้หรือ และในครู่เดียวพระองค์จะประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกอง แต่ถ้าเช่นนั้นพระ คัมภีร์ที่ว่า จำ จะต้องเป็นอย่างนี้ จะสำ เร็จได้อย่างไร” แล้วสาวกทั้งหมดก็ได้พากันหนีไป พระเยซูถูกพาไปบ้านของคายาฟาสซึ่งเป็นมหาปุโรหิตประจำ การ ทั้งพวกธรรมาจารย์และมหาปุโรหิตต่างพยายามหา พยานเท็จมาปรักปรำ พระองค์ แต่ถึงแม้มีพยานเท็จหลายคนให้การก็ไม่สามารถหาหลักฐานได้ ในที่สุดมหาปุโรหิตจึง ถามถึงความเป็นพระคริสต์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ยอมรับว่าเป็นพระคริสต์ มหาปุโรหิตจึงยุยงคนทั้งปวงว่า พระ เยซูพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าเพราะยกตนเองขึ้นเป็นพระคริสต์ คนทั้งปวงจึงต้องการให้ปรับโทษพระเยซูถึงตาย เมื่อยูดาสเห็นว่าตนเองทำ บาป โดยอายัดพระเยซูผู้บริสุทธิ์ให้ถึงแก่ความตาย ยูดาสก็เกิดสำ นึกกลับใจนำ เงินที่ได้ไป คืนให้พวกมหาปุโรหิต แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจ ยูดาสจึงทิ้งเงินไว้แล้วออกไปผูกคอตาย พอรุ่งเช้า พวกเขาได้พาพระเยซูไปหาปีลาต ซึ่งเป็นเจ้าเมืองในขณะนั้น พวกเขาได้ฟ้องพระเยซูด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ แต่หลังจากปีลาตได้สอบถามพระองค์แล้ว ไม่พบว่ามีความผิดประการใดจึงคิดจะปล่อยพระองค์ แต่พวกเขายืนยันว่า คนนี้ยุยงพลเมืองให้วุ่นวาย เมื่อปีลาตทราบว่าพระองค์เป็นชาวกาลิลี ซึ่งอยู่ในท้องที่ของกษัตริย์เฮโรด ปีลาตจึงส่ง พระเยซูไปหาเฮโรดเพื่อให้ตัดสินความแทน ฝ่ายเฮโรดมีความยินดีเป็นอันมากที่จะได้พบพระเยซูเพราะเคยได้ยิน กิตติศัพท์มานาน หวังว่าพระเยซูจะแสดงอิทธิฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ให้ชมบ้าง แต่เมื่อพระเยซูไม่ได้ทำ การใด เฮโรดและ พวกทหารจึงได้แต่ดูหมิ่นเยาะเย้ยและส่งพระองค์กลับมาหาปีลาตอีก ปีลาตจึงสั่งมหาปุโรหิต พวกขุนนางและราษฎร ให้ประชุมพร้อมกัน และกล่าวแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายได้พาคนนี้มาหาเรา ฟ้องว่าเขาได้ยุยงราษฎร ดูเถิด เราได้สืบ ถามต่อหน้าท่านทั้งหลาย และไม่เห็นว่าคนนี้มีความผิดในข้อที่ท่านทั้งหลายฟ้องเขานั้น และเฮโรดก็ไม่เห็นว่าเขามี ความผิดด้วย เพราะเฮโรดได้ส่งตัวเขากลับมายังเราอีกแล้ว ดูเถิด คนนี้ไม่ได้ทำ ผิดอะไรซึ่งสมควรจะมีโทษถึงตาย เหตุฉะนั้นเมื่อเราเฆี่ยนเขาแล้ว เราก็จะปล่อยเสีย” 50
ในตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาลปัสกา เป็นธรรมเนียมที่เจ้าเมืองจะปล่อยนักโทษคนหนึ่งให้แก่หมู่ชนตามใจชอบ คราวนั้น มีนักโทษคนหนึ่งชื่อ บารับบัส ต้องโทษเพราะฆ่าคน ปีลาตถามพวกเขาว่า ต้องการให้ปล่อยผู้ใดระหว่างพระเยซูกับ บารับบัส มหาปุโรหิตก็ยุยงหมู่ชนให้ขอให้ปล่อยบารับบัส พวกเขาจึงตอบว่า บารับบัส และให้ตรึงพระเยซูที่กางเขน ส่วนปีลาตยังพยายามจะปล่อยพระเยซูอีกถึงกับถามพวกเขาซ้ำ อีกสามครั้ง เมื่อพวกเขายืนยันตามเดิม ปีลาตก็เอาน้ำ ล้างมือต่อหน้าหมู่ชน เพื่อแสดงว่าเขาไม่มีส่วนรับผิดชอบด้วยกับการประหารพระเยซู แล้วปีลาตได้สั่งปล่อยบารับบัส และให้โบยตีพระเยซูก่อนนำ ไปตรึงที่กางเขน พระเยซูทรงถูกพวกทหารของปีลาตโบยตีและหยามพระเกียรติหลายประการ พระวรสารสหทรรศน์กับพระวรสารนัก บุญยอห์นระบุเหตุการณ์จากนี้ต่างกันคือ พระวรสารสหทรรศน์ต่างระบุว่าเมื่อพระเยซูถูกตัดสินโทษแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ ให้ซีโมนชาวไซรีนมาแบกกางเขนของพระเยซูตั้งแต่ต้น แต่พระวรสารนักบุญยอห์นกลับระบุว่าพระเยซูเป็นผู้แบก กางเขนโดยไม่เอ่ยถึงซีโมนชาวไซรีนเลย เมื่อมาถึงกลโกธาพระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขนพร้อมกับผู้ร้ายสองคน ข้าง ขวาคนหนึ่งและข้างซ้ายอีกคนหนึ่ง พวกขุนนางต่างกล่าวคำ เยาะเย้ยพระองค์ ฝ่ายพวกทหารจับฉลากกันว่า ใครจะ ได้ฉลองพระองค์ไป หลังจากนั้น พระเยซูทรงทราบว่าทุกสิ่งสำ เร็จแล้ว จึงตรัสว่า 'พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝาก วิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์' ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์" ในวันนั้นเป็นวันศุกร์ พวกยิวไม่ต้องการให้ศพค้างอยู่บนกางเขนจนถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันสะบาโต จึงมาขอให้ปี ลาตทุบขาของผู้ที่ถูกตรึงให้หัก แล้วจะได้เอาศพลงจากกางเขน พวกทหารจึงมาทุบขาของผู้ร้ายทั้งสองคนที่ถูกตรึงอยู่ กับพระเยซูจนเสียชีวิต เมื่อมาถึงพระเยซูและเห็นว่าเสียชีวิตแล้ว พวกทหารไม่ได้ทุบขาพระองค์ แต่ใช้ทวนแทงที่ สีข้างของพระองค์ โลหิตและน้ำ ก็ไหลออกจากร่างกายของพระองค์ โยเซฟแห่งอาริมาเธียได้ขอพระศพพระเยซูจากปีลาต เอาผ้าป่านกับเครื่องหอมพันพระศพของพระองค์ตาม ธรรมเนียมชาวยิว แล้วเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ฝังศพใหม่ที่ยังไม่ได้ฝังศพผู้ใดเลย ซึ่งอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง ในตำ บลที่พระองค์ถูกตรึงนั้น แล้วกลิ้งก้อนหินขนาดใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ ส่วนพวกมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีไปหา ปีลาต ขอให้วางยามเฝ้าหน้าอุโมงค์ให้แข็งแรง เพราะกลัวว่าสาวกจะมาลักพระศพพระเยซูไป ปีลาตจึงสั่งให้ทหารไป ประทับตราที่หินและเฝ้ายามหน้าอุโมงค์ไว้ 51
กลับคืนพระชนม์ ครั้นวันที่สามผ่านไป เหล่าพวกผู้หญิงได้มาที่อุโมงค์ ทันใดนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก ทูตของพระเจ้าองค์หนึ่งได้ กลิ้งก้อนหินออกจากปากอุโมงค์ แล้วกล่าวแก่หญิงนั้นว่า พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ชีพจากความตายแล้ว และให้ไปยัง แคว้นกาลิลีจะได้พบพระองค์ที่นั่น หญิงเหล่านั้นจึงไปจากอุโมงค์โดยเร็ว วิ่งไปบอกสาวกของพระเยซู ฝ่ายทหารที่เฝ้า อุโมงค์ได้เข้าไปในเมืองแล้วเล่าเหตุการณ์นั้นให้มหาปุโรหิตฟัง เมื่อพวกเขาปรึกษากันแล้วก็แจกเงินเป็นอันมากให้ พวกทหาร โดยสั่งให้พูดกันทั่วไปว่า พวกสาวกแอบมาลักเอาศพไปในตอนกลางคืน ครั้นพวกทหารได้รับเงินแล้วก็ทำ ตามนั้น บรรดาพวกยิวจึงเชื่อตามคำ ของทหารเหล่านั้น หลังจากการคืนพระชนม์ของพระเยซูแล้ว พระองค์ทรงปรากฏให้เหล่าสาวกและคนเป็นจำ นวนมากได้เห็นเพื่อจะได้ เชื่อ เป็นพยานและวางใจในพระองค์ ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าพวกเขา "เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้า ก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุมพระองค์ให้พ้นสายตาของเขา" การอัศจรรย์ของพระเยซู คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ได้บันทึกว่าพระเยซูได้แสดงปาฏิหาริย์หลายครั้ง ในจำ นวนนั้นคือ การรักษาคนเป็น โรคเรื้อนให้หาย การรักษาคนตาบอด รักษาคนง่อยให้เดินได้ รักษาคนหูหนวกให้ได้ยิน รักษาหญิงตกโลหิตให้หาย ทรงขับผีออก การชุบชีวิตคนตาย การทวีขนมปังและปลา เปลี่ยนน้ำ ให้เป็นเหล้าองุ่นในงานแต่ง การเดินบนน้ำ การ ทรงทราบล่วงหน้าถึงอนาคตและสิ่งต่างๆ และการกลับคืนพระชนม์ชีพหลังสิ้นพระชนม์ไปครบ 3วัน การตรึงที่กางเขนและการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ระบุว่าการตรึงพระเยซูที่กางเขนเกิดขึ้นตอนเช้า "เมื่อเขาตรึงพระองค์ไว้นั้นเป็น เวลาเช้าสามโมง" และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนในเวลาบ่าย "เวลานั้นประมาณเวลาเที่ยง ก็บังเกิดมืดมัวทั่วแผ่นดิน จนถึงบ่ายสามโมง ดวงอาทิตย์ก็มืดไป ม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า 'พระบิดา เจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์' ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์" หลัง จากนั้นพระองค์เสด็จกลับฟื้นคืนพระชนม์ในวันที่ 3 "แต่เช้ามืดในวันต้นสัปดาห์ ผู้หญิงเหล่านั้นจึงนำ เครื่องหอมที่เขา ได้จัดเตรียมไว้มาถึงอุโมงค์ เขาเหล่านั้นเห็นก้อนหินกลิ้งพ้นจากปากอุโมงค์แล้ว และเมื่อเข้าไปมิได้เห็นพระศพของ พระเยซูเจ้า" "หญิงเหล่านั้นก็ไปจากอุโมงค์โดยเร็ว ทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมาก วิ่งไปบอกพวกสาวกของพระองค์ ดูเถิด พระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า 'จงจำ เริญเถิด' หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์ พระเยซูจึง ตรัสกับเขาว่า 'อย่ากลัวเลย จงไปบอกพวกพี่น้องของเราให้ไปยังกาลิลี จะได้พบเราที่นั่น'" บุคคลที่พระเยซูทรง ปรากฏให้เห็นก่อนที่จะเสด็จขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ได้แก่ มารีย์ชาวมักดาลา เคลโอปัสและศิษย์อีกคนหนึ่งซึ่งในพระคัมภีร์ไม่ ได้ระบุชื่อ สาวกทั้งสิบเอ็ดคน สาวกเจ็ดคน พระเยซูทรงประทับอยู่กับเหล่าสาวกราว 40 วัน และเสด็จขึ้นสวรรค์ ต่อหน้าพวกเขา "เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ขึ้นไปต่อหน้าต่อตาเขา และมีเมฆคลุม พระองค์ให้พ้นสายตาของเขา" คริสต์ศาสนิกชนเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็น คนบาปแต่กำ เนิด จึงไม่สามารถเอาชนะบาปได้เอง พระยาห์เวห์ จึงช่วย มนุษย์ให้รอดพ้นจากบาปโดยการส่ง พระเยซู ผู้เป็น พระบุตรพระเป็นเจ้า มาทำ หน้าที่ ไถ่บาป แทนมนุษย์โดยยอม ถูกตรึงที่กางเขน ผู้ที่เชื่อและวางใจในการไถ่บาปของพระเยซูจะถูกชำ ระจากบาปและมี ชีวิตนิรันดร์ ใน สวรรค์ หลัง จากเสียชีวิต 52
คัมภีร์ไบเบิล หรือ พระคัมภีร์ (อังกฤษ: Bible; ฮีบรู: ביבליה ;แอราเมอิก: ܩܕܝܫܐ ܟܬܒܐ ;กรีก: Αγία Γραφή) (มาจากภาษากรีกโบราณว่า Βίβλος บิบลิออน แปลว่า หนังสือ) ชาวโปรเตสแตนต์เรียกว่า พระค ริสตธรรมคัมภีร์ (Holy Bible) เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระยาห์เวห์ มนุษย์ บาป และแผนการของพระ ยาห์เวห์ในการช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศอันเนื่องจากความบาปสู่ชีวิตนิรันดร์ เป็นหนังสือที่บันทึกหลัก ธรรมคำ สอนของศาสนาคริสต์ ซึ่งในบางเล่มมีพื้นฐานมาจากหลักคำ สอนของศาสนายูดาห์ของชาวยิว ชาวคริสต์เรียก คัมภีร์ไบเบิลในชื่ออื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น พระวจนะของพระเจ้า (Word of God) หนังสือดี (Good Book) และ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Scripture) คริสตชนทุกคนเชื่อว่าพระคัมภีร์ทุกบททุกข้อนั้นมนุษย์เขียนขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า ประกอบด้วยหนังสือ จำ นวน 66 หรือ 73 หรือ 78 เล่ม (แล้วแต่นิกาย) ประกอบด้วยภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญา เดิมถูกเขียนขึ้นก่อนที่พระเยซูคริสต์ประสูติ ทั้งหมดเขียนเป็นภาษาฮีบรู ยกเว้นส่วนที่เป็นคัมภีร์อธิกธรรม (ยอมรับ เฉพาะชาวคาทอลิก) ถูกเขียนด้วยภาษากรีกและภาษาอียิปต์ ส่วนพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลังจากพระเยซูเสด็จ ขึ้นสู่สวรรค์แล้ว โดยบันทึกถึงเรื่องราวของพระเยซูตลอดพระชนม์ชีพ รวมทั้งคำ สอน และการประกาศข่าวดีแห่ง ความรอด การยอมรับการทรมาน และการไถ่บาปของมนุษย์โดยพระเยซู การกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ การส่งพระ วิญญาณบริสุทธิ์มายังอัครทูต ประวัติศาสตร์ของคริสตจักรในยุคแรกเริ่ม ภายหลังการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระ เยซูแล้ว การเบียดเบียนคริสตจักรในรูปแบบต่าง ๆ พระคัมภีร์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของเวลาทั้งหมดที่มียอดขายต่อปีประมาณ 100 ล้านเล่มและได้รับอิทธิพลสำ คัญในวรรณคดีและประวัติศาสตร์ 2.5 คัมภีร์ไบเบิล รูปที่ 2.7 : คัมภีร์ไบเบิล ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/คัมภีร์ไบเบิล วันที่สืบค้น : 10 มีนาคม พ.ศ 2566 53
2.5.1สารบบของคัมภีร์ คัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่หนังสือเล่มเดียว แต่เป็นชุดหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้เขียนหลายคนและหลายช่วงเวลา แล้ว ได้รวมกันเป็นสารบบจึงเรียกว่าสารบบของคัมภีร์ (Canon of Scripture) ในปัจจุบันคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก และโปรเตสแตนต์ยึดคัมภีร์ฮีบรูต่างสารบบกัน ทำ ให้คัมภีร์ไบเบิลของทั้งสองนิกายมีเนื้อหาไม่เท่ากัน คริสตจักร โรมันคาทอลิกยึดคัมภีร์ฮีบรูสารบบเซปตัวจินต์ที่มีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ซึ่งกำ หนดให้คัมภีร์ภาค พันธสัญญาเดิมมีหนังสือทั้งหมด 46 เล่ม แต่คริสตจักรฝ่ายโปรเตสแตนต์ยึดสารบบตามสภาแจมเนียที่เกิดขึ้นช่วง ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 ซึ่งกำ หนดให้คัมภีร์ฮีบรูประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่ม (เพราะตัดคัมภีร์อธิกธรรม 7 เล่ม ออก ไป) คริสต์ศาสนิกชนใช้คัมภีร์ฮีบรูของศาสนายูดาห์รวมเข้าในสารบบคัมภีร์ไบเบิลด้วยโดยเรียกว่าพันธสัญญาเดิม แต่ สารบบของคัมภีร์ฮีบรูเสร็จสมบูรณ์เมื่อไรกลับไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด มีปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในหนังสือบุตรสิ รา ซึ่งเขียนขึ้นราว 130 ปีก่อนคริสตกาล ว่าคัมภีร์ฮีบรูประกอบด้วยธรรมบัญญัติ ผู้เผยพระวจนะ และข้อเขียนอื่น ๆ เมื่อคริสต์ศาสนาเกิดขึ้นแล้วหนังสือในสารบบพันธสัญญาเดิมก็ยังไม่ลงตัว เพราะภายในคริสตจักรเห็นไม่ตรงกันว่าควร รับคัมภีร์อธิกธรรมเข้าในสารบบพันธสัญญาเดิมหรือไม่ จนกระทั่งเกิดสภาสังคายนาแห่งฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ. 1442 จึง ได้ข้อสรุปในคริสตจักรโรมันคาทอลิกว่าให้รวมคัมภีร์อธิกธรรมเข้าในสารบบด้วย เมื่อเกิดการปฏิรูปศาสนาฝ่าย โปรเตสแตนต์ ชาวโปรเตสแตนต์ได้คัดค้านการรวมคัมภีร์อธิกธรรมในสารบบคัมภีร์ไบเบิล คริสตจักรโรมันคาทอลิกจึง ตั้งสภาสังคายนาแห่งเทรนต์ (ค.ศ. 1545-63) และสภามีประกาศยืนยันให้ยอมรับคัมภีร์อธิกธรรมว่าเป็นพระคัมภีร์ ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ผู้ใดไม่ยอมรับให้ผู้นั้นต้องถูกตัดออกจากศาสนจักร ส่วนโปรเตสแตนต์ยังยืนยันไม่รับคัมภีร์อธิกธรรม เพราะยืนยันว่าคริสตจักรโรมันคาทอลิกเพิ่มเติมขี้นมาเอง ซึ่งต่างไปจากเนื้อหาในคัมภีร์ฮีบรูทำ ให้คัมภีร์ไบเบิลของทั้ง สองนิกายต่างสารบบกันมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนสารบบของพันธสัญญาใหม่ก็ได้ข้อสรุปล่าช้าเช่นกัน เพราะหนังสือทุกเล่มในพันธสัญญาใหม่เขียนขึ้นหลังการ เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ในระยะแรกเอกสารเหล่านี้ใช้เป็นบทอ่านที่เผยแพร่กันในคริสตจักร บางเอกสารเช่น จดหมายของเปาโลได้รับการยอมรับจากอัครทูตซีโมนเปโตรว่าเป็นเอกสารที่เขียนโดยการดลใจจากพระเจ้า หนังสือที่ เป็นพระวรสารก็ได้รับการยอมรับตั้งแต่ศาสนาคริสต์ยุคแรก แต่รายชื่อของหนังสือในสารบบพันธสัญญาใหม่ก็ยังไม่ ปรากฏชัดเจน แต่ละเล่มยังได้รับการยอมรับไม่พร้อมกัน เช่น พระวรสารทั้ง 4 เล่มและจดหมายของเปาโลได้รับการ ยอมรับตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 3 และมีการยอมรับหนังสือวิวรณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 หนังสือฮีบรูได้รับการ ยอมรับในคริสต์ศตวรรษที่ 4 นอกจากนี้หนังสือบางเล่มเป็นที่ยอมรับเข้าสารบบพันธสัญญาใหม่โดยคริสตจักรในท้อง ถิ่นหนึ่งแต่ไม่ได้รับการยอมรับในท้องถิ่นอื่น เช่น จดหมายของนักบุญบารนาบัส หนังสือของเคลเมนต์ เป็นต้น จนถึง คริสต์ศตวรรษที่ 5 คริสตชนทุกกลุ่มจึงมีคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เป็นสารบบเดียวกัน ภาคพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาเดิม (The Old Testament) เป็นชุดหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นก่อนการประสูติของพระเยซู ซึ่งมีเนื้อหา เหมือนกับ คัมภีร์ฮีบรู มีจำ นวน 39 เล่ม แบ่งเป็นสี่หมวดใหญ่ ดังนี้ 54
เล่มที่ ชื่อ ผู้เขียน สาระสำ คัญ ช่วงเวลาที่เขียน 1 หนังสือปฐมกาล โมเสส จุดเริ่มต้น 2 หนังสืออพยพ การทรงไถ่ 1445-1405 ปีก่อนคริสตกาล 3 หนังสือเลวีนิติ ความบริสุทธิ์ 4 หนังสือกันดารวิถี การร่อนเร่ในถิ่นกันดาร ประมาณ 1405 ปีก่อนคริสตกาล 5 หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ การรื้อฟื้นพันธสัญญา 6 หนังสือโยชูวา โยชูวา การยึดครองดินแดนคานาอัน ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล 7 หนังสือผู้วินิจฉัย ไม่ระบุ การละทิ้งความเชื่อและการช่วย กู้ ประมาณ 1050-1000 ปีก่อน คริสตกาล 8 หนังสือนางรูธ ความรักแห่งการช่วยไถ่ ศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล 9 หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 1 การปกครองอย่างกษัตริย์โดยมี พระเจ้าเป็นประมุขสูงสุด ปลายศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล 10 หนังสือซามูเอล ฉบับที่ 2 รัชสมัยของดาวิด 11 หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 กษัตริย์ของอิสราเอลและยูดาห์ ประมาณ 560-550 ปีก่อน 12 หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 2 คริสตกาล กษัตริย์ต่าง ๆ ของอิสราเอลและ ยูดาห์ 13 หนังสือพงศาวดาร ฉบับที่ 1 เอสรา ประวัติศาสตร์ "การไถ่" ของ อิสราเอล ประมาณ 450-420 ปีก่อน 14 หนังสือพงศาวดาร ฉบับที่ 2 คริสตกาล การนมัสการ การฟื้นฟู และการ ปฏิรูปที่แท้จริง 15 หนังสือเอสรา การกลับไปของผู้ที่เหลืออยู่ 16 หนังสือเนหะมีย์ เอสรา และ เนหะมีย์ การสร้างกำ แพงกรุงเยรูซาเลม ขึ้นใหม่ ประมาณ 430-420 ปีก่อน คริสตกาล 17 หนังสือเอสเธอร์ ไม่ระบุ การจัดเตรียมด้วยความห่วงใย ของพระเจ้า ประมาณ 460-400 ปีก่อน คริสตกาล 18 หนังสือโยบ ทำ ไมคนชอบธรรมจึงทนทุกข์ ไม่แน่นอน 19 หนังสือสดุดี บรรพ 1 ส่วนใหญ่คือ ดาวิด คำ อธิฐานและคำ สรรเสริญ : มนุษย์และการทรง สร้าง ศตวรรษที่ 10-5 ก่อนคริสตกาล บรรพ 2 ส่วนใหญ่คือ ดาวิดและ บุตรของโคราห์ คำ อธิฐานและคำ สรรเสริญ : การ ช่วยกู้และการทรงไถ่ บรรพ 3 ส่วนใหญ่คือ อาสาฟ คำ อธิฐานและคำ สรรเสริญ : การ นมัสการและพระวิหาร บรรพ 4 ส่วนใหญ่ ไม่ระบุชื่อ คำ อธิฐานและคำ สรรเสริญ : ถิ่น กันดารและหนทางของพระเจ้า บรรพ 5 ส่วนใหญ่คือ ดาวิดหรือ ไม่ระบุชื่อ คำ อธิฐานและคำ สรรเสริญ : พระวนจะของพระเจ้าและคำ สรรเสริญ 20 หนังสือสุภาษิต ซาโลมอนและคนอื่น ๆ ปัญญาสำ หรับการดำ เนินชีวิตที่ ถูกต้อง ประมาณ 970-700 ปีก่อน คริสตกาล คัมภีร์ในสารบบ ตารางที่ 2.3 ตารางภาคพันธสัญญาเดิม 55
เล่มที่ ชื่อ ผู้เขียน สาระสำ คัญ ช่วงเวลาที่เขียน 21 หนังสือปัญญาจารย์ ซาโลมอน ความอนิจจังของชีวิตที่ ปราศจากพระเจ้า ประมาณ 935 ปีก่อนคริสตกาล 22 หนังสือเพลงซาโลมอน ความรักในชีวิตสมรส ประมาณ 960 ปีก่อนคริสตกาล 23 หนังสืออิสยาห์ อิสยาห์ การพิพากษาและความ รอด ประมาณ 700-680 ปีก่อนคริสตกาล 24 หนังสือเยเรมีย์ เยเรมีย์ การพิพากษาของ พระเจ้าที่หลีกหนีไม่พ้น สำ หรับยูดาห์ที่ไม่ยอม กลับใจ ประมาณ 585-580 ปีก่อนคริสตกาล 25 หนังสือบทเพลง คร่ำ ครวญ ความโศกเศร้าใน ปัจจุบันและความหวัง ในอนาคต ประมาณ 586-585 ปีก่อนคริสตกาล 26 หนังสือเอเสเคียล เอเสเคียล การพิพากษาและพระ เกียรติสิริของพระเจ้า ประมาณ 590-570 ปีก่อนคริสตกาล 27 หนังสือดาเนียล ดาเนียล อธิปไตยของพระเจ้าใน ประวัติศาสตร์ ประมาณ 536-530 ปีก่อนคริสตกาล 28 หนังสือโฮเชยา โฮเชยา การพิพากษาและความ รักแห่งการทรงไถ่ของ พระเจ้า ประมาณ 715-710 ปีก่อนคริสตกาล 29 หนังสือโยเอล โยเอล วันยิ่งใหญ่และน่าเกรง ขามขององค์พระผู้เป็น เจ้า ประมาณ 835-830 ปีก่อนคริสตกาล 30 หนังสืออาโมส อาโมส ความยุติธรรม ความ ชอบธรรม และผล ตอบแทนจากพระเจ้า ต่อบาป ประมาณ 760-755 ปีก่อนคริสตกาล 31 หนังสือโอบาดีห์ โอบาดีห์ การพิพากษาเอโดม ประมาณ 840 ปีก่อนคริสตกาล 32 หนังสือโยนาห์ โยนาห์ ความกว้างใหญ่ไพศาล ของพระเมตตาแห่ง ความรอดของพระเจ้า ประมาณ 760 ปีก่อนคริสตกาล 33 หนังสือมีคาห์ มีคาห์ การพิพากษาและความ รอดแห่งพระเมสสิยาห์ ประมาณ 740-710 ปีก่อนคริสตกาล 34 หนังสือนาฮูม นาฮูม ความพินาศของนีนะเวห์ ที่กำ ลังจะมาถึง ประมาณ 630-620 ปีก่อนคริสตกาล 35 หนังสือฮาบากุก ฮาบากุก มีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ ประมาณ 606 ปีก่อนคริสตกาล 36 หนังสือเศฟันยาห์ เศฟันยาห์ วันแห่งองค์พระผู้เป็น เจ้า ประมาณ 630 ปีก่อนคริสตกาล 37 หนังสือฮักกัย ฮักกัย การสร้างพระวิหารขึ้น ใหม่ ประมาณ 520 ปีก่อนคริสตกาล 38 หนังสือเศคาริยาห์ เศคาริยาห์ การสร้างพระวิหารเสร็จ สิ้นและพระสัญญาเกี่ยว กับพระเมสสิยาห์ ประมาณ 520-470 ปีก่อนคริสตกาล 39 หนังสือมาลาคี มาลาคี พระเจ้าทรงกล่าวโทษ ลัทธิยูดานิยมสมัยหลัง จากการเป็นเชลย ประมาณ 630 ปีก่อนคริสตกาล 56
2.6 พิ้นฐานการออกแบบ หลักการและองค์ประกอบสำ คัญ ที่ใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ในรูปแบบของชุดครีเอทีฟแวร์ (creative wear) 2.6.1 การวิเคราะห์หลักการและองค์ประกอบที่สำ คัญของเครื่องแต่งกายในรูปแบบชุดครีเอทีฟแวร์ (creative wear) creative wear ครีเอทีฟแวร์เป็นชุดที่มีการออกแบบให้มีความ แปลกใหม่ ดูทันสมัยผสมผสาน ความคิดสร้างสรรค์ลงบนรูปแบบ เครื่องแต่งกายตามแรงบันดาลใจที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อใหเกิดความสวยงามและเหมาะสมในการสวมใส่และมีการนำ หลักการอำ พรางจุดบกพร่องมาใช้บนชุด ช่วยเสริมสร้างจุดเด่น wear คือ การสวมใส่ การนุ่ง การประดับ คำ นี้สามารถใช้ได้หลากหลายความหมาย เป็นคำ ที่คนทั่วไปใช้ในชีวิต ประจำ วัน ในส่วนของรูปแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) ผู้ออกแบบได้ออกแบบตามความเหมาะสมและ โอกาสในการใช้สอย ผุูวิจัยจึงอยากจะสร้างสรรค์งานที่มีความเป็นเอกลักษณ์และสำ คัญต่อภาพลักษณ์ ชุดราตรี เป็นเสื้อผ้าที่มีความพิถีพิถันมากกว่าเสื้อผ้าแบบอื่น มีด้วยกัน2แบบ คือ ชุดราตรีแบบไม่เป็นทางการ เป็นชุด แบบใดก็ได้ ไม่จำ กัดรูปแบบ ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ใช้กับงานช่วงบ่ายจนถึงงานกลางคืน ชุดราตรีแบบเป็นทางการ เป็นชุดราตรีที่เหมาะสำ หรับงานกลางคืน งานรัฐ งานหลวง มีการปักตกแต่งที่สวยงาม เนื้อผ้าที่ใช้จะมีลักษณะ แวววาว 57
ที่มา:https://pin.it/1WUjTq1 วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ที่มา:https://pin.it/Gs8HJOK วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ที่มา:https://pin.it/4EQlbBy วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ที่มา:https://pin.it/5tZTjKP วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 รูปแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ (creative wear) ตารางที่ 2.4 : ตารางเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ 58
2.7 ศึกษาเทคนิคตกแต่งและเนื้อผ้าที่เหมาะสมสำ หรับการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟ แวร์(creative wear) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การไถ่บาป 2.7.1 ศึกษาเทคนิคตกแต่งที่เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) เทคนิครายละเอียดและการตกแต่่งเป็นสิ่งที่สำ คัญส่วนหนึ่งบนเสื้อผ้า ในส่วนของเทคนิคของการตกแต่ง ใช้เป็นแมท ทีเรียลที่มีความหลากหลายเลเยอร์ ซึ่งผู้วิจัยได้พิจารณาเทคนิคการตกแต่งที่มีความเหมาะสมกับเครื่องแต่งกาย ครีเอทีฟแวร์(creative wear) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การไถ่บาป นำ มาประยุกต์ใช้ปรับเปลี่ยนให้มีความร่วม สมัย เทคนิคที่ 1 การทดลองรายละเอียดและวางลายเพื่อที่จะปักคริสตัลลงไปในชุดเพื่อที่จะให้เกิดลวดลายการปักงาน คริสตัลได้อย่างสวยงาม และไล่สีคริสตัลเพื่อเกิดมิติของสี ภาพที่ 2.8: เทคนิคที่1 ที่มา: นายอภิวัฒน์ คำ ศรี 59
เทคนิคที่ 2 การเดรปปิ้งชุดในตัวหุ่นให้เป็นรูปโครงกระดูกให้มีความสายงามในการเดรปปิ้ง ภาพที่ 2.9: เทคนิคที่2 ที่มา: นายอภิวัฒน์ คำ ศรี เทคนิคที่ 3 การนำ เอาบทลงโทษในบาปทั้ง7ข้อมาออกแบบสร้างสรรค์ให้เป็นลวกลายที่ออกแบบด้วยตัวเอง โดย ออกแบบเป็นความไม่เป็นสุขของมนุษย์ ภาพที่ 2.10: เทคนิคที่3 ที่มา: นายอภิวัฒน์ คำ ศรี 60
ภาพที่ 2.12: เทคนิคที่5 ที่มา: นายอภิวัฒน์ คำ ศรี เทคนิคที่ 5 การทดลองเย็บผ้าซ้อนเลเยอร์เพื่อให้เกิดมิติของผ้าเวลาเคลื่อนไหว เทคนิคที่ 4 การสร้างดีเทลโครงมือ โดยแสดงถึงคนที่มาไถ่บาป และคนที่ตกในบาป ภาพที่ 2.11: เทคนิคที่4 ที่มา:นายอภิวัฒน์ คำ ศรี 61
ภาพที่ 2.13: เทคนิคที่6 ที่มา: นายอภิวัฒน์ คำ ศรี เทคนิคที่ 6 เป็นเทคนิคเย็บผ้าที่ละชั้นการเย็บกลีบแต่ละกลีบมาเรียงกันไปเรื่อยๆ ภาพที่ 2.14: เทคนิคที่7 ที่มา: นายอภิวัฒน์ คำ ศรี เทคนิคที่ 7 เป็นเย็บหนามแล้วยัดใยสังเคราะห์เข้าไปข้างในเเล้วนำ มาเย็บติดกับชุด 62
2.7.2 ศึกษาเนื้อผ้าที่เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) เนื้อผ้าที่มีความหลากหลายด้านคุณภาพและคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ในแต่ละเนื้อผ้านั้นจะมีคุณสมบัติที่ไม่ เหมือนกัน เช่น ความหนา ความงาม การระบายอากาศ ความโปร่งแสง ผู้ออกแบบได้พิจารณาผ้าที่จะใช้นั้นจะต้องมี ความใส่ได้คล่องตัวในการเคลื่อนไหว เหมาะสำ หรับใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear)ที่ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การไถ่บาป ที่มา: https://pin.it/47k8QyM วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ภาพที่ 2.16: 2.ผ้าสกูบ้า ผ้าสกูบ้า ผ้าวอร์มเนื้อละเอียด ถักด้วยโครงสร้างผ้า Circular knit ทำ ให้ได้ผ้ายืดเนื้อเรียบ เด้ง น้ำ หนักเบา เนื้อผ้ามี ความยืดหยุ่นได้ดีและอยู่ทรง ยับยาก ไม่ขึ้นขน ภาพที่ 2.15: 1.ผ้กกำ มะหยี่ ผ้ากำ มะหยี่ คือ ผ้าที่ทอแบบเป็นกระจุกชนิดหนึ่ง ที่เย็บด้วยด้ายเย็บผ้าโดยกระจายแบบเท่าๆกัน ด้วยขนกำ มะหยี่ แบบบางๆ ทำ ให้เกิดสัมผัสที่เด่นชัด ผ้ากำ มะหยี่อาจทำ จากใยสังเคราะห์ หรือ ใยธรรมชาติก็ได้ ที่มา: https://pin.it/47k8QyM วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ภาพที่ 2.17: 3.ผ้าตาข่าย เป็นผ้าที่มีรูทะลุ ซึ่งจะมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป และยังระบายอากาศได้ดีควบคุมอุณหภูมิได้ดี ไม่อับชื้นฃ ที่มา: https://pin.it/47k8QyM วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 63
ภาพที่ 2.18: 4.ผ้ากากเพชร ผ้ากากเพชรเนื้อละเอียด พื้นผิวของผ้าสามารถสัมผัสได้ถึงความละเอียดของกากเพชรและอยู่ทรง ที่มา: https://pin.it/47k8QyM วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ภาพที่ 2.19: 5.ผ้าโปร่งแก้ว มันวาว ผิวลื่น ผ้าบางเบามีความพริ้วไหว แข็งแรงทนทานและคงรูปได้ดี ที่มา: https://pin.it/47k8QyM วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ที่มา: https://pin.it/47k8QyM วันที่สืบค้น 29 มีนาคม พ.ศ 2566 ภาพที่ 2.20: 6.ผ้าไหมอิตาลี นุ่มเรียบลื่นระบายอากาศดี: ผ้าไหมอิตาลีเนื้อผ้าจะเรียบลื่น มีความพลิ้วไหว ไม่หยาบไม่แข็ง ทำ ให้เมื่อนำ ไปทำ เป็น เสื้อผ้าก็สวมใส่สบาย และยังระบายอากาศได้ดี ใส่แล้วไม่ร้อน ไม่ดูดซับฝุ่นจึงไม่เกิดการระคาย 64
บทที่3 การรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นกานนำ ข้อมูลที่ได้รับมาจากการศึกษาและค้นคว้า มาวิเคราะห์ค้นคว้าเพื่อหาแนวทางในการออกแบบ เครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) โดยได้แรงบันดาลใจจาก การไถ่บาป ซึ่งในเนื้อหาและใจความสำ คัญของบทที่3 จะมุ่งเน้นให้เห็นถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาจาก วรรณกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear)และ การไถ่บาป มาปรับ เปลี่ยนและประยุกต์ใช้และต่อยอดในการออกแบบเครื่องแต่งกายในรูปแบบที่มีความแปลกใหม่ โดยผู้วิจัยได้เรียบ เรียงข้อมูลและวิเคราะห์ดังนี้ 3.1 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.2 กระบวนการสร้างสรรค์การออกแบบและทดลอง 3.3 การตั้งเกณฑ์ในการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมและการวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน 65
รูปแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) ตัวอย่าง เครื่องแต่งกายที่เป็นทางการ เน้นหรูหรา มีความโดด เด่น ด้วยดีเทลต่างๆ รายละเอียดของชุดมีความ ประณีต ชุดประเภทนี้ส่วนใหญ่ตัดสำ หรับคน1คน เครื่องแต่งกายที่เน้นความคิดที่มีความสร้างสรรค์ ที่ บ่งบอกถึงความเป็นตัวตน เน้นความละเอียดและมี ความประณีตของงาน 3.1 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.1.1 การวิเคราะห์โครงสร้างของรูปแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) เครื่องแต่งกายในรูปแบบชุดออกงานต่างๆ มีทั้งรูปแบบชุดราตรี ชุดสำ หรับไปงานพิธี ชุดสำ หรับออกงาน สังคม หรือในโอกาสพิเศษต่างๆการเลือกเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear)จึงสำ คัญมาก ควรคำ นึงถึง มารยาททางสังคม ช่วงเวลา สถานภาพทางสังคม แบ่งประเภทดังนี้ creative elegance creative wear ตารางที่ 3.1 : ตารางเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ 66
รูปการลงโทษ ความหมาย pride :ความเย่อหยิ่ง ควาโอหัง ถูกทรมานบนวงล้อ สัญลักษณ์ของบาป : สิงโต ม้า นก ยูง ira/Wrath : ความโกรธ บทลงโทษคือถูกฉีกร่างทั้งเป็นซ้ำ แล้วซ้ำ เล่า สัญลักษณ์ ของบาป :หมี สัตว์ที่มีเขี้ยวเเหลมคม Greed : ความโลภ บทลงโทษผู้โลภะคือ ถูกแช่ในน้ำ มันเดือด สัญลักษณ์ ของบาป :กบ Gluttony : ความตะกละ บทลงโทษคือ การถูกกินทั้งเป็นโดยหนู คางคก และงู สัญลักษณ์ของบาป :หมู กา 3.1.2 การวิเคราะห์บทลงโทษของบาปนำ มาสร้างลวดลาย บทลงโทษจากบทคำ สอนจากเจ็ดบาป นำ มาออกแบบลวดลายใหม่โดยจะสื่อถึงความไม่เป็นสุขของมนุษย์ เื่อสท้อน ถึงการที่ทำ บาปหนัก และการไถ่บาป ตารางที่ 3.2 : ตารางบทลงโทษของบาป 67
รูปการลงโทษ ความหมาย Lust : การคิดในทางเสื่อม ต้องการความเร้าใจ หมกมุ่น ทางเพศที่มากจนเกินไป บทลงโทษในบาปนี้คือ ถูกรมด้วยกำ มะถันและไฟ และ ตัดอวัยวะเพศ สัญลักษณ์ของบาป : วัว งู Sloth : ความขี้เกียจ บทลงโทษคือถูกโยนลงไปในบ่องูพิษ สัญลักษณ์ของ บาป : แพะ 68
เทคนิคการตกแต่ง ลักษณะทางเทคนิค คุณสมบัติเทคนิค เป็นการนำ คริสตัลสีต่างๆมาปัก บนตัวชุดและไล่ระดับกันตัว คริสตัลมีหลากหลายสีเพื่อ เป็นการไล่ระดับความเข้มอ่อน และขนาดของคริสตัลก็ต่างกัน การปักคริสตัลที่มีขนาดและสีต่าง กัน ทำ ให้ตัวคริสตัลมีความโดด เด่นด้วยสีที่ไล่ระดับและขนาดที่ ต่างกัน ทำ ให้เสื้อผ้าดูมีมิติมากยิ่ง ขึ้น เป็นการพิมพ์รูปหรือข้อความ ต่างๆลงไปบนตัวผ้า เพื่อให้เกิด สีสันและลวดลายที่แปลกใหม่ ทำ ให้ลวดลายบนผ้ามีความแปลก ใหม่ ทำ ให้น่าสวมใส่และไม่น่า เบื่อ 3.2 กระบวนการสร้างสรรค์การออกแบบและทดลอง 3.2.1 การทดลองรายละเอียดการตกแต่งลงบนเครื่องเเต่งกาย (Detail) ในการออกแบบรายละเอียดลวดลายหรือเทคนิคลงบนเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) ผู้วิจัยได้ ทำ การทดลองการทำ เทคนิคเพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ในผลงาน ซึ่งผู้วิจัยได้รับแรงบันดาลใจมากจาก การไถ่บาป ในการทดลองเทคนิคได้ตีความเทคนิคมาจาก ความเชื่อ รายละเอียดของการตกแต่งผลงานการออกแบบเครื่องแต่ง กายและดีเทล นั้นเป็นส่วนสำ คัญในการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear)เป็นอย่างมาก เพราะ จะทำ ให้เครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ที่ผู้วิจัยออกแบบนั้นมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นและมีความสวยงาม 1.การปักคริสตัล 2.การพิมพ์ลายผ้า ตารางที่ 3.3 : ตารางวิเคระห์เทคนิค 69
เทคนิคการตกแต่ง ลักษณะทางเทคนิค คุณสมบัติเทคนิค เป็นการเดรปผ้าขึ้นกับตัวหุ่นเสร็จ แล้วใช้เข็มเย็บบนตัวหุ่นได้เลย ทำ ให้ชุดมีความสวยงามมีความ แปลกและแตกต่าง ขึ้นดีเทลโดยใช้กระดาษผสมกับ กาวแล้วปั้นให้เป็นรูปทรงมือ เป็นดีเทลที่สื่อถึงผู้ที่มาไถ่บาป และลักมือของคนที่ยังตกอยู่ใน บาปสะท้อนถึงความอยู่ไม่เป็นสุข ของมนุษย์ เป็นการนำ ผ้าที่ตัดเป็นชิ้นแล้วนำ มาเย็บซ้อนเข้าไปในผ้าแต่ละชั้น เพื่อให้เกิดคลื่นผ้าและเป็นมิติ ทำ ให้การเคลื่อนไหวของชุดดูมีมิติ เวลาเดินและเกิดคลื่นของผ้าได็ อย่างสวยงาม 3.การเดรปปิ้ง 4.ดีเทลมือ 5.เทคนิคการซ่อนผ้า 70
เทคนิคการตกแต่ง ลักษณะทางเทคนิค คุณสมบัติเทคนิค เป็นเทคนิคเย็บผ้าที่ละชั้นการเย็บ กลีบแต่ละกลีบมาเรียงกันไป เรื่อยๆ เป็นการผสมผสานระหว่างแมทที เรียลหลากหลายรูปแบบ เป็นเย็บหนามแล้วยัดใย สังเคราะห์เข้าไปข้างในเเล้วนำ มา เย็บติดกับชุด เป็นการผสมผสานระหว่างแมทที เรียลหลากหลายรูปแบบ 6. เทคนิคกลีบมะเฟื่อง 7. เทคนิคเย็นนวมหนาม 71
เนื้อผ้า ลักษณะของเนื้อผ้า คุณสมบัติของเนื้อผ้า แข็งแรงทนทานและคงรูปได้ดีแต่ ไม่ดูดความชื้นย้อมสีติดยาก ใยแก้วเป็นใยสังเคราะห์จากแร่ แก้วมีเนื้อสวยงามไม่บางใสแค่ ค่อนข้างแข็งแรง ผ้าผิวสัมผัสนุ่มยืดได้นิดหน่อย ยับ ง่าย ผ้าที่ทอแบบเป็นกระจุกชนิดหนึ่ง ที่เย็บด้วยด้ายเย็บผ้าโดยกระจาย แบบเท่าๆกัน ด้วยขนกำ มะหยี่ แบบบางๆ ทำ ให้เกิดสัมผัสที่เด่น ชัด ผ้ากำ มะหยี่อาจทำ จากใย สังเคราะห์ หรือ ใยธรรมชาติก็ได้ เป็นโครงสร้างการทอแบบ ละเอียด เนื้อสัมผัสจึงดี ไม่หยาบ กระด้างผิว ทำ ให้มีความยืดหยุ่นดี สวมใส่สบาย ยับยาก ผ้าสกูบ้า ผ้าวอร์มเนื้อละเอียด ถัก ด้วยโครงสร้างผ้า Circular knit ทำ ให้ได้ผ้ายืดเนื้อเรียบ เด้ง น้ำ หนักเบา เนื้อผ้ามีความยืดหยุ่นได้ ดีและอยู่ทรง ยับยาก ไม่ขึ้นขน 1.ผ้าแก้ว 2.ผ้ากำ มะหยี่ 3.ผ้าสกูบ้า 3.2.2 วิเคราะห์เนื้อผ้าที่เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) เนื้อผ้าที่มีความหลากหลายด้านคุณภาพและคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ในแต่ละเนื้อผ้านั้นจะมีคุณสมบัติ ที่ไม่เหมือนกัน เช่น ความหนา ความงาม การระบายอากาศ ความโปร่งแสง ผู้ออกแบบได้พิจารณาผ้าที่จะใช้นั้นจะ ต้องมีความใส่ได้คล่องตัวในการเคลื่อนไหว เหมาะสำ หรับใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear)ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การไถ่บาป ตารางที่ 3.4 : ตารางวิเคระห์ผ้า 72
เนื้อผ้า ลักษณะของเนื้อผ้า คุณสมบัติของเนื้อผ้า มีความโปร่งบางเบา ระบายอากาศได้ดี และดูดซับเหงื่อได้ดี ไม่อับชื้น แต่ไม่ทนความร้อน จะทํา ให้ผ้าเสียหายได้ ง่าย ซึ่งจะมีหลายรูปแบบแตกต่าง กันออกไป เส้นใยสังเคราะห์จาก สารเคมีผลิตจาก เส้นใยโพลีเอสเตอร์ระบายอากาศ ได้ดีควบคุมอุณหภูมิได้ดี ไม่อับชื้น เป็นผ้าที่มีความแวววาวของผ้าไม่ ยับง่ายอยู่ทรง ผ้าากากเพชรเนื้อละเอียด พื้นผิว ของผ้าสามารถสัมผัสได้ถึงความ ละเอียดของกากเพชรและอยู่ทรง ผ้าไหมอิตาลีมีเนื้อผ้าที่มีลักษณะ โปร่งแสงปานกลาง ผ้ามีความ เรียบ ให้ผิวสัมนุ่มลื่น นุ่มเรียบลื่นระบายอากาศดี: ผ้า ไหมอิตาลีเนื้อผ้าจะเรียบลื่น มี ความพลิ้วไหว ไม่หยาบไม่แข็ง ทำ ให้เมื่อนำ ไปทำ เป็นเสื้อผ้าก็ สวมใส่สบาย และยังระบาย อากาศได้ดี ใส่แล้วไม่ร้อน ไม่ดูด ซับฝุ่นจึงไม่เกิดการระคาย 4.ผ้าตาข่าย 5.ผ้ากากเพชร 6.ผ้าไหมอิตาลี 73
3.3 การตั้งเกณฑ์ในการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมและการวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน การตั้งเกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างและผลงานในวิจัยฉบับนี้ การออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟ แวร์(creative wear) เป็นการวิจัยเพื่อการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาแนวทางในการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟ แวร์(creative wear) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การไถ่บาป การตั้งเกณฑ์ในการคัดเลือกผลงานให้มีความเหมาะ สมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการกำ หนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ดังนี้ เกณฑ์ในการคัดเลือกตัวอย่างผลงาน 1.เป็นรูปแบบเครื่องแต่งการครีเอทีฟแวร์(creative wear) ที่ได้แรงบันดาลใจจาก การไถ่บาป ที่เหมาะกับกลุ่มเป้า หมายในวัยทำ งานตอนต้น ที่มีไลฟ์สไตล์ชัดเจน 2.เทคนิคและวิธีในการคิดสร้างสรรค์ผลงาน ดีเทลต่างๆและรายละเอียดลงบนเครื่องแต่งกาย ในรูปแบบเครื่องแต่ง กายครีเอทีฟแวร์(creative wear) 3.เป็นเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear)ที่มีวัสดุและเทคนิคการตกแต่งที่เหมาะสมกับแรงบันดาลใจจาก การไถ่บาป 4.เครื่องกายเหมาะสำ หรับกลุ่มเป้าหมายวัยทำ งานตอนต้น 5.เกณฑ์การออกแบบเครื่องแต่งกายให้ดูร่วมสมัย 6.เกณฑ์การออกแบบเครื่องแต่งกายให้สื่อถึงความเชื่อ เกณฑ์ในการวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน 1.เป็นการออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear) ที่มีการผสมเทคนิคเรื่องการทับซ่อนผ้าได้อย่าง ลงตัว 2.เป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(creative wear)ที่ดูร่วมสมัยและแปลกใหม่ 3.เป็นรูแบบเครื่องแต่งกายที่มีเทคนิคและดีเทลในการออกแบบและความสร้างสรรค์ผลงาน 4.เป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมสำ หรับกลุ่มเป้าหมายวัยทำ งานตอนต้น 5.เป็นเครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ 6.มีสีสันและเอกลักษณ์ที่เหมาะสมกับแรงบันดาลใจจาก การไถ่บาป 74
ในบทนี้ผู้วิจัยจะกล่าวถึงข้อมูลทางการตลาด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งสำ คัญอย่างยิ่งที่จะส่งผล - โดยตรงต่อรูปแบบ ลักษณะสินค้า ให้มีความมั่นคงและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูล ของผู้บริโภคนั้นจึงเป็นสิ่ง สำ คัญมาก โดยกลุ่มผู้บริโภคในปัจจุบันนั้นมีความต้องการหลากหลาย วิเคราะห์จาก ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายทาง ด้านกายภาพและจิตภาพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ผู้วิจัยจึงเปรียบเทียบข้อมูลทางการ ตลาดโดนการสร้างแบรนด์ของตนเองเพื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่ง เพื่อสามารถกำ หนดทิศทางการตลาดและ กลวิธีทางการตลาดได้ดีขึ้น สามารถจำ แนกได้ตามช่วงวัยในแต่ละเจเนอเรชั่นที่ต่างกันออกไป แบ่งการวิเคราะห์ดังนี้ 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคและวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 75
การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคนั้นเป็นสิ่งสำ คัญที่ต้องทำ การศึกษา ทำ ความเข้าใจทั้งด้านจิตภาพและ กายภาพ เพื่อให้ สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ในแต่ละยุคมีการเปลี่ยนแปลง มาตลอดทุกยุคทุกสมัย ส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงมาจากสถานการณ์บ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจ จากการศึกษา เรื่องการเปลี่ยนแปลงของยุค สมัย จากการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจ จึงเป็นเหตุให้ผู้คนในแต่ และยุคจะมีพฤติกรรม ทัศนคติ กระบวนการคิด ไลฟ์สไตล์ ค่านิยม ความรู้ความสามารถ ต่างกันไป ทั้งนั้นผู้วิจัย จึงจำ เป็นต้องทำ การวิเคราะห์ผู้ บริโภคให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค จำ แนกกลุ่มตามปีเกิดได้ 5 กลุ่มดังนี้ 1.Generation B หรือ Baby Boomer (พ.ศ. 2486-พ.ศ. 2503) คนกลุ่มนี้จะมีอายุช่วง 55-72 ปี อุปนิสัยเป็นทุ่มเท ในการทำ งาน ตั้งใจทำ งาน มีความอดทนสูง เคารพต่อกฎกติกา ชอบการงานที่มีความมั่นคง มีความซื่อสัตย์และภักดี ต่อองค์กร คนกลุ่มนี้เลยจะ ไม่เปลี่ยนงานบ่อย มีความพยายามสูง มีกำ ลังในการมาก 2. Generation X (พ.ศ. 2508-พ.ศ. 2523) กลุ่มนี้จะมีอายุช่วง 33.54 ปี อุปนิสัยเป็นคนที่ชอบให้ความสำ คัญของ การงานและครอบครัว เท่ากัน ชอบอะไรง่ายๆ ทํางานได้เพียงลำ พังไม่ฟังใคร มีความรู้สึก นาย วองมากกว่าการ ให้ คนอื่นมาตอบ : ท่างานในด้านการคิดสร้างสรรค์ ใช้ชีวิตแบบทันสมัย มีทัศนคติที่มั่นใจ 3. Generation Y (พ.ศ. 2525- พ.ศ. 2548) คนกลุ่มนี้จะมีอายุช่วง 24.37 ปี อุปนิสัยเป็นคนที่มีความก้าวไกลทาง ด้านเทคโนโลยีทาง อินเตอร์เน็ต มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเป็นตัวเองสูง กล้าแลง อก ใ บ ในกรอบ ต้องการ ความชัดเจน สามารถทำ หลายสิ่งหลายอย่างได้ภายในเวลาเดียวกัน ไม่ค่อยมีความอดทน ไม่ชอบ ความสุ่มเสี่ยง เปลี่ยนงานบ่อย มักแต่งงานช้า อายุไม่ถึ3) แต่งงาน และงานมากกว่าแฟน 4. Generation M หรือ Millennial Generation (พ.ศ. 2556- พ.ศ. 2542) นกลุ่มนี้จะมีอายุช่วง 19-23 ปี อุปนิสัย เป็นคนมีความอิสระในวง นายนรบ อน มาเป็นพิเศษ และอาจจะหาอยู่ในย่านางของเบา และสิ่งยั่วยุ จัดเป็นกลุ่ม แห่งความหวัง ให้ ความสำ คัญกับทางด้านภาษา ไม่ขอเป็นลูกจ้างใคร มีแนวทางเป็นของตัวเองไม่ชอบเหมือนใคร 5. Generation 2 (พ.ศ. 2543-ปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้โตมาพร้อมกับสิ่งอำ นวยความสะดวกมากมาย คนกลุ่มนี้มักไม่ เข้าใจหรือไม่รู้จักโลกที่ไม่มี เทคโนโลยี อยู่ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอย เติบโตอยู่บนอินเทอร์เน็ต สื่อสารผ่าน อินเทอร์เน็ต ชอบอะไรที่ รวดเร็วทันใจ มีความเป็นตัวเองสูง 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค 76
4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด จากการศึกษารวบรวมและค้นคว้าข้อมูลในด้านต่างๆ ของตลาดกลุ่มเป้าหมาย เป็นLGBTQ+ที่อยู่ในกลุ่ม อาชีพดารา นักแสดง ดีไซน์เนอร์ นักออกแบบ นางแบบ สไตล์ลิสต์ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความมั่นใจ รอบการเข้าสังคม สังสรรค์ปาร์ตี้ มีรสนิยมดี ชอบการแต่งหน้าทำ ผม ชอบการท่องเที่ยวและชอบหาสถานที่ ใหม่ๆในการท่องเที่ยว มี ความคิดสร้างสรรค์ ขอบงานศิลปะ เป็นคนที่ใส่ใจกับการเลือกซื้อสินค้าและเสื้อผ้า อัปเดตเทรนด์แฟชั่นอยู่เสมอ กลุ่มคน GENERATION Y ซึ่งตรงกับกลุ่มวัยทำ งานในตอนต้น เป็นกลุ่มที่เริ่มอยาก ออกสู่ตลาดและชอบความอิสระ มีความต้องการเสื้อผ้าสำ เร็จรูปในลักษณะที่ตนเองต้องการ สามารถสวมใส่ได้ ทั้งออกงานและสามารถเก็บสะสมได้ เน้นรูปลักษณ์และลักษณะที่แปลกใหม่ ดูทันสมัย เป็นเสื้อผ้าสำ เร็จรูปที่ ผลิตขึ้นในประเทศ มีไซส์มาตรฐาน ประเภท ดีไซน์เนอร์แบรนด์ ซึ่งนำ เสนอความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานการ ออกแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์(CREATIVE WEAR) โดยมีการใช้เทคนิคและโครงชุดที่มีลักษณะแปลกใหม่และดู น่าสนใจ ซึ่งทำ ให้ชุดดูมีความน่าสนใจในการ เลือกซื้อและน่าสวมใส่ ลักษณะการตลาดอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เกรด B+ ถึง 4 ซึ่งอยู่ในระดับที่มีคุณภาพดี ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ ฝีมือการตกแต่ง รายละเอียด มีราคาสินค้าอยู่ที่ ราคา ประมาณ 6,000 – 30,000 บาท โดยจำ แนกราคาได้ ดังนี้ -เดรส (Dress) 15,000-30,000บาท -เสื้อ (Top) 6,000-15,000บาท -กระโปรง (Skirt) 6,000-15,000บาท -เสื้อคลุม (Jacket) 9,000-21,000บาท -กางเกง (Pants) 7,000-18,000บาท ซึ่งมีลักษณะเป็นเครื่องแต่งกายเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงผลิตแต่ละแบบในจำ นวนไม่มาก รูปแบบ งานจะมีราย ละเอียดและเทคนิคดีเทลความคิดสร้างสรรค์ งานมีคุณภาพดี ทั้งวัสดุและอุปกรณ์ ฝีมือการ ตัดเย็บและรายละเอียด รูปแบบและสี การตัดเย็บที่มีความประณีต เหมาะสมสำ หรับการใช้สอยในโอกาสต่างๆ ที่ตอบโจทย์และตอบสนอง ต่อความต้องการของลูกค้า ที่ต้องการสินค้าที่มีความไม่ซ้ำ ใคร สวมใส่แล้วทำ ให้ กลุ่มเป้าหมายมีความมั่นใจในตัวเอง และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น 77
4ps แบรนด์ผู้วิจัย แบรนด์คู่แข่ง ผลิตภณฑ์ (product) -ชุดครีเอทีฟแวร์(creative wear) -ดีไซน์เนอร์แบรนด์ (designer brand) -ผลิตสินค้าจำ นวนไม่มาก -มีการใช้วัสดุแมททีเรียลที่มีคุณภาพและลงตัว กับผลงาน -มีความเป็นศิลปะและรูปร่างที่น่าสนใจ -ชุดปาร์ตี้แวร์(Party Wear) และชุด ครีเอทีฟแวร์ (Creative Vest -ดีไซน์เนอร์แบรนด์ (designer brand) -มีเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ สามารถสวมใส่ ได้ในหลายโอกาส -การออกแบบและตัดเย็บประณีต -มีความเป็นศิลปะและรูปทรงที่มีความน่า ใจ ราคา (price) 6,000-30,000 บาท 8,500-120,000 บาท สถานที่ (place) -siam center -emquartier -show room (office) การส่งเสริมการขาย (promotion) -มีการจัดวินโดว์เพลย์ ตามเทศกาลต่างๆ และ สื่อถึงผลิตภัณฑ์ -มีการจัดแฟชั่นโชว์ -มีเว็บไซต์และสื่อโซเชียล -ร่วมโปรโมชั่นกับทางห้างเพื่อส่งเสริมการขาย -มีการจัดแฟชั่นโชว์ -ให้การสนับสนุนเสื้อผ้าเพื่อการถ่ายสื่อ แฟชั่นและโฆษณา -มีเว้บไซต์และสื่อโวเชียล อีพเดทชุด คอลเลคชั่นต่างๆ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเปรียบเทียบข้อมูลทางการตลาดกับแบรนด์คู่แข่ง คือแบรนด์ Hook's by Prapakas ตารางที่ 4.1: ตารางเปรียบเทียบข้อมูลทางการตลาดกับแบรนด์คู่แข่ง 78
จุดแข็ง -เป็นชุดครีเอทีฟแวร์(creative wear) ที่มีเอกลักษณเฉพาะตัว -มีโครงสร้างสินค้าที่มีความแปลกใหม่ -มีการตัดเย็บที่ประณีต -มีลวดลายและเทคนิคที่ความน่าสนใจ -ออกแบบลวดลายใหม่เสมอ จุดอ่อน -เป็นแบรนด์น้องใหม่ ทำ ให้คนรู้จักน้อย -จำ นวนผู้บริโภคน้อยเพราะเจาะกลุ่มเฉพาะ -ผลิตในจำ นวนไม่มาก บางทีถ้าลูกค้าต้องการจำ นวนหลายคน อาจจะใช้เวลาในการ ผลิตสินค้า โอกาสทางการตลาด -มีการบอกต่อของลูกค้าที่มีความประทับใจในตัวสินค้า -เพิ่มทางเลือกให้กับลูกกลุ่มเป้าหมาย ที่ชอบสินค้าที่มีความแปลกใหม่ รูปทรงที่มีความ น่าสนใจ ภาวะคุกคาม -อาจเกิดการเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่ง -สามารถเกิดสินค้าลอกเลียนแบบได้ นอกจากทราบข้อมูลทางการตลาด 4Ps แล้ว สิ่งที่จำ เป็นในการทำ วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดอีก หนึ่งอย่างก็คือ SWOT Analysis คือ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสทางการตลาดและภาวะคุกคาม ของแบรนด์ที่ กำ หนด เพื่อให้กำ หนด กลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น ดังนี้ หลักในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) พิทภัณฑ์ (Product) เครื่องแต่งกายชุดครีเอทีฟแวร์(creative wear) สำ หรับกลุ่ม LGBTQ+ ที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของ ตัว เองแบบชัดเจน สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเสื้อผ้าในยุคปัจจุบันได้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการ เลือกซื้อของ กลุ่มเป้าหมายมากขึ้นนั้น รูปแบบของเสื้อผ้าจึงค่อนข้างสำ คัญมาก รูปแบบของเสื้อผ้าจึงเป็น รูปแบบที่ทำ ให้เกิด ความประทับใจให้แก่ผู้สวมใส่และผู้พบเห็น โดยการนำ การไถ่บาปและรูปแบบเครื่องแต่ง และลวดลายของบทลงโทษ ตามคำ สอนมาผสมผสานให้เกิดความลงตัว มาออกแบบเครื่องแต่งกายในรูปแบบชุดครีเอทีฟแวร์(creative wear) สำ หรับกลุ่ม LGBTQ+ ตารางที่ 4.2: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านผลิตภัณฑ์ (Product) 79
จุดแข็ง -ราคาถูกกว่าแบรนด์คู่แข่ง -ราคาเหมาะสมกับตัวสินค้า จุดอ่อน -สินค้าบางอย่างราคาค่อนข้างสูงจึงทำ ให้ลูกค้าบางกลุ่มไม่สามารถซื้อได้ -เป็นแบรนดืที่พึ่งเปิดใหม่ ลูกค้าอาจไม่กล้าซื้อสินค้า โอกาสทางปารตลาด -มีการบอกต่อของลูุกค้าที่ประทับใจต่อสินค้า -กลุ่มเป้าหมายมีกำ ลังในการเลืกซื้อสินค้าที่ไม่สุงมาก ภาวะคุกคาม -อาจเกิดการลอกเลียนแบบและขายในราคาที่ถูกกว่า -มีสินค้าบางอย่างที่ราคาค่อนข้างสูง อาจทำ ให้เกิดการเบี่ยงเบนไปเลือกซื้อแบรนด์อื่น ได้ จุดแข็ง -มีการตั้งShopตามห้างดัง ทำ ให้สร้างภาพลักษณ์แก่แบรนด์ -ตำ แหน่งการขายในจุดที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ง่าย จุดอ่อน -การจัดจำ หน่ายในห้างสรรพสินค้าดัง ทำ ให้ราคาต้นทุนค่อนข้างสูง -ห้างสรรพสินค้า มีกฎระเบียบมากมาย -ต้องทำ ยอดขายอยู่เสมอ -มีการจัดจำ หน่ายสินค้าไม่ทั่วทุกเขต โอกาสทางการตลาด -สามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้ เพราะในโซนShop เป็นโซนที่มีกลุ่มชาวต่างชาติอยู่ อย่างพลุกพล่าน -สถานที่จัดจำ หน่ายอยู่ใจกลางเมืองที่เป็นสถานที่รวบรวมกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย อาจขยายกลุ่มเป้าหมายได้ ภาวะคุกคาม -บางสถานที่อาจจะมีแบรนดืที่จำ หน่ายสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ทำ ให้เกิดการเปรียบเทียบ ราคา (Price) ราคาประมาณ 6,000-30,000 ตารางที่ 4.3: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านราคา (Price) สถานที่ (Place) มีการตั้งร้านค้า (Shop) อยู่ในห้างสรรพสินค้า -Siam Center -EmQuartier ตารางที่ 4.4: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านสถานที่ (Place) 80
จุดแข็ง -มีการจัดแฟชั่นโชว์ เพื่อการโปรโมทแบรนด์น้องใหม่ -จัดโปรโมชั่นร่วมกับทางห้างสรรพสินค้า -การส่งเสริมเสื้อผ้าไปถ่ายลงสื่อต่างๆ เพื่อเป็นการโปรโมทแบรนด์ -โปรโมทผ่านสื่อช่องทางโซเชียลและสื่อโฆษณาต่างๆ จุดอ่อน -เป็นแบรนด์น้องใหม่เลยยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก -อาจมีการส่งเสริมการขายไม่ได้ทั่วถึง โอกาสทางการตลาด -เพิ่มช่องทางการส่งเสริมการขายให้มีความหลากหลาย -มีการถ่ายแบบแฟชั่นลงนิตยสาร -ส่งเสื้อผ้าให้ดารานักแสดง คนมีชื่อเสียงต่างๆ -การร่วมแฟชั่นโชว์ ภาวะคุกคาม -การส่งเสริมการขายในบางอย่าง อาจใช้ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง -การถ่ายแบบแฟชั่นลงนิตยสารที่ไม่ค่อยดัง อาจทำ ให้ได้กระแสตอบรับที่ไม่ค่อยจะดี นัก การส่งเสริมการขาย (Promotion) ในการส่งเสริมสนับสนุนเสื้อผ้าเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคให้ความน่าสนใจและโปรโมทสินค้าไปในตัว จึงมีการถ่ายแบบ แฟชั่นร่วมกับทางห้างสรรพสินค้า เพื่อส่งเสริมยอดขาย การส่งเสื้อผ้าเพื่อถ่ายนิตยสาร โฆษณาทำ ให้แบรนด์เป็นที่ รู้จักมากขึ้น ตารางที่ 4.5: ตารางหลักการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก SWOT Analysis วิเคราะห์แบบ Marketing Mixed (4Ps) ทางด้านการส่งเสริมการขาย (Promotion) 81
สรุป 4.2 จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดโดยใช้หลัก 4Ps และ SWOT Analysis สรุปได้ว่า เครื่องแต่ง กาย สำ หรับสตรีโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไถ่บาป ที่ผู้วิจัยได้ทำ การศึกษาค้นคว้าและออกแบบ สำ หรับกลุ่ม เป้าหมายกลุ่มทำ งานตอนต้น ที่ชอบงานสังสรรค์ มีความเป็นตัวเองของตัวเองสูง มีความมั่นใจ มีความทันสมัย ซึ่ง เป็นกลุ่มคน Generation Y มีความชอบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งการผสมผสานระหว่าง เทคนิคการปักและ ลายพิมพ์ดิจิตอลและรูปแบบทรงชุดที่มีความน่าสนใจ ทำ ให้เกิดความแปลกใหม่และดูทันสมัย ยิ่งขึ้นและการตัด เย็บที่ประณีตสมบูรณ์ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลงตัว ที่ดูสวยงามทันสมัยและเสน่ห์ ดูลึกลับน่าค้นหา ความ ทรมาน ผู้วิจัยได้เลือกตลาดสินค้าของแบรนด์อยู่ในระดับ B+ ถึง A- ซึ่งอยู่ในระดับตลาดสินค้าค่อนข้างดี ที่ มีราคาสินค้า ประมาณ 6,000 - 30,000 บาท จากตารางที่ได้มีการศึกษาข้างต้น พบว่าการทำ การตลาดสำ หรับ สินค้าในรูป แบบและลักษณะแบบนี้ มีแบรนด์ที่มีลักษณะใกล้เคียงอยู่ไม่มากนัก ซึ่งเงินลงทุนอยู่สูง ดังนั้น ผู้บริโภคหรือกลุ่ม เป้าหมายต้องมีกำ ลังในการซื้อค่อนข้างสูง ซึ่งโอกาสในการเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายรูปแบบโดยไม่ต้องคำ นึงถึง ราคาของสินค้านั้น มีรูปแบบลักษณะเฉพาะตัว รูปแบบการสวมใส่ในโอกาสพิเศษต่างๆได้อย่างมั่นใจ มีรูปแบบ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ดูทันสมัยช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่สวมใส่ที่มีความต้องการที่จะโดดเด่น และยังสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่พบเห็น 4.3 เกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างและวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน การตั้งเกณฑ์ในการคัดเลือกตัวอย่างผลงานในการทำ วิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยต้องออกแบบเครื่องแต่งกาย ครีเอทีฟแวร์ ให้มีความแปลกใหม่และทันสมัย สวยงามและผสมผสานระหว่างเทคนิคใหม่ๆได้อย่างลงตัว เพื่อเป็นแนวทางใน การพัฒนาเครื่องแต่งกายในรูปแบบใหม่ๆ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการไถ่บาป ซึ่งได้กำ หนดเกณฑ์คัดเลือก ตัวอย่างผลงานดังนี้ เกณฑ์ในการเลือกตัวอย่างผลงาน 1. เป็นเครื่องแต่งกายสตรี ในรูปแบบเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ เหมาะสำ หรับกลุ่มเป้าหมายวัยทำ งาน ตอนต้น อาชีพ ดารา นางแบบ ดีไซน์เนอร์ สไตล์ลิสต์ 2.เป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายที่สามารถสวมใส่ไปงานสังสรรค์ที่สามานำ มาเป็นแนวทางในการพัฒนา 3.เป็นเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ที่มีวัสดุแมททีเรียลและเทคนิคที่เหมาะสมกับแรงบันดาลใจการการไถ่บาป 82
เกณฑ์ รายละเอียด รูปแบบ เป็นเครื่องแต่งกายครีเอทีฟแวร์ที่มีความแปลกใหม่ สีสัน สีสันที่มีความเหมาะกับแรงบันดาลใจและเทรนด์ วัสดุ ผ้าที่เหมาะสมกับแรงบันดาลใจและโอกาสในการใช้สอยที่เหมาะสม ลวดลาย ลักษณะลวดลายต่างๆควรมีความสอดคล้องกับแรงบันดาลใจ เทคนิค แพทเทิร์นในการออกแบบทำ เทคนิคนั้นควรมีความสอดคล้องกับแรงบันดาบใจ โอกาสในการใช้สอย เป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายที่สามารถสวมใสไปงานสังสรรค์ได้และยังเป็นงานศิลปะ ตารางที่ 4.6 : เกณฑ์ในการวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน 4. เกณฑ์การออกแบบเครื่องแต่งกายให้ดูมีความทันสมัย 5. เป็นเครื่องแต่งกายที่สื่อถึงการไถ่บาป 6. เกณฑ์การออกแบบไอเท็มในคอลเลคชั่น เพื่อสามารถให้มิกซ์แอนด์แมทช์กันได้ 7. เกณฑ์การออกแบบเครื่องแต่งกายให้มีความลึกลับ เกณฑ์ในการวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน เพื่อการนำ ตัวอย่างผลงานที่เลือกไว้นั้นสามารถนำ มาปรับใช้หรือประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ ความ เหมาะสมกับงาน วิจัยมากที่สุด ผู้วิจัยจึงกำ หนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ ไว้ดังนี้ 83
ภาพที่ 4.1 : ตัวอย่าผลงานชุดที่1 ที่มา : httphs://www.pinterest.com/pin/711991022365464852/ วันที่สืบค้น: 28 พฤศจิกายน 2566 84
เกณฑ์ ลักษณะทางกายภาพ การวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน รูปแบบ เครื่องแต่งกายครีเอทีฟ แวร์(creative wear) รูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สี สีดำ เป็นสีที่ลงตัวเหมาะกับการออกแบบในแรง บันดาลใจการไถ่บาป วัสดุ ผ้าตาข่าย ผ้าแก้ว ลูกปัด คริสตัล ผ้าตาข่าย ระบายอากาศได้ดี ผ้าแก้วมีความเงา และสวยงาม ลูกปัด คริสตัล:ตกแต่งให้เหมือนกับดวงดาว เทคนิคการตกแต่ง การปักคริสตัล ปักงานให้มีความสวยงามผสมลงบนตัวบอดี้สูทได อย่างลงตัว ความเหมะสม โอกาสในการสวม ใส่ ออกงานเดินพรมแดง งานรับ รางวัล งานที่ต้องแต่งตัวเวอร์ๆ สามารถใส่ออกงานได้หลากหลาย LOOK1 วิเคราะห์ผลงาน ตารางที่ 4.7 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย 85
ภาพที่ 4.2 : ตัวอย่าผลงานชุดที่2 ที่มา : httphs://www.pinterest.com/pin/711991022365464852/ วันที่สืบค้น: 28 พฤศจิกายน 2566 86
เกณฑ์ ลักษณะทางกายภาพ การวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน รูปแบบ เครื่องแต่งกายครีเอทีฟ แวร์(creative wear) รูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สี สีีดำ เป็นสีที่ลงตัวเหมาะกับการออกแบบในแรง บันดาลใจการไถ่บาป วัสดุ ผ้าตาข่าย ผ้าโพลีเอสเตอร์ ลูกไม้สีดำ ลูกปัด คริสตัล ผ้าตาข่าย ระบายอากาศได้ดี ผ้าโพลีเอสเตอร์ ยับ ยาก ราคาไม่แพงคุณภาพดี ลูกปัด คริสตัล ตกแต่งบนลูกไม้สีดำ เย็บลูกไม้สีดำ เทคนิคการตกแต่ง การปักคริสตัล การอัดพลีทของ ผ้าตาข่าย การปักคริสตัล ผ้าตาข่ายอัดพลีททำ ให้ผ้าสวยขึ้น ลูกปัด คริสตัล ตกแต่งบนลูกไม้สีดำ เย็บลูกไม้สีดำ ลงบนตัวบอดี้สูท ความเหมะสม โอกาสในการสวม ใส่ ออกงานเดินพรมแดง งานรับ รางวัล งานที่ต้องแต่งตัวเวอร์ๆ สามารถใส่ออกงานได้หลากหลาย LOOK2 วิเคราะห์ผลงาน ตารางที่ 4.8 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย 87
ภาพที่ 4.3 : ตัวอย่าผลงานชุดที่3 ที่มา : httphs://www.pinterest.com/pin/711991022365464852/ วันที่สืบค้น: 28 พฤศจิกายน 2566 88
เกณฑ์ ลักษณะทางกายภาพ การวิเคราะห์ตัวอย่างผลงาน รูปแบบ เครื่องแต่งกายครีเอทีฟ แวร์(creative wear) รูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สี สีดำ เป็นสีที่ลงตัวเหมาะกับการออกแบบในแรง บันดาลใจการไถ่บาป วัสดุ ผ้าตาข่าย ผ้าหนัง ผ้าบอดี้สูท เป็นการผสมผสานแมททีเรียลผ้าหนังจับเย็บเป็น เหมือนดอกไม้ เทคนิคการตกแต่ง การปักแมททีเรียลเป็นลาย เป็นการผสมผสานระหว่างแมททีเรียลหลาก หลายรูปแบบ ความเหมะสม โอกาสในการสวม ใส่ ออกงานเดินพรมแดง งานรับ รางวัล งานที่ต้องแต่งตัวเวอร์ๆ สามารถใส่ออกงานได้หลากหลาย LOOK3 วิเคราะห์ผลงาน ตารางที่ 4.9 : ตารางการวิเคราะห์เครื่องแต่งกาย 89
ภาพที่ 4.4 : ตัวอย่าผลงานชุดที่4 ที่มา : httphs://www.pinterest.com/pin/711991022365464852/ วันที่สืบค้น: 28 พฤศจิกายน 2566 90