- ก -สารบัญลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า1 FF68-05-01-68-01-01-68 การเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว12 FF68-05-01-68-01-02-68 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว43 FF68-05-01-68-03-01-68 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2561-2562 เพื่อผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม74 FF68-05-01-68-03-02-68 การเปรียบเทียบเบื้องต้นโคลนอ้อยชุดปี 2563-2564 เพื่อผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม105 FF68-06-05-68-00-03-68 การพัฒนาระบบเตือนภัยการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย 136 FF68-12-02-68-01-06-68 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวโพดหวาน ชุดปี 2565, 2566 และ 2567197 FF68-12-02-68-01-11-68 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว ชุดปี 2565-2567228 FF68-12-02-68-02-01-68 การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำ ชุดปี 2565 259 FF68-12-02-68-02-02-68 การเปรียบเทียบเบื้องต้นพันธุ์อ้อยคั้นน้ำ ชุดปี 2565 2810 FF68-12-02-68-02-03-68 ปฏิกิริยาการเกิดโรคเหี่ยวเน่าแดงของอ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น ชุดปี 25653111 FF68-12-02-68-02-04-68 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น ชุดปี 25603612 FF68-12-03-68-04-01-68 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้ เพื่อการพัฒนาพันธุ์ 4013 FF68-12-03-68-04-02-68 การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวเพื่อผลผลิตสูง เหมาะสำหรับผลิตเชื้อเห็ด4314 FF68-12-04-68-02-01-68 การเปรียบเทียบผลผลิตข้าวฟ่างหวาน 47
- ข -ลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า15 FF68-22-03-68-01-02-68 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดลพบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง5016 FF68-22-03-68-01-03-68 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ดิน มีความเหมาะสมปานกลาง5517 FF68-22-03-68-01-04-68 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีที่ดิน มีความเหมาะสมปานกลาง5918 FF68-27-06-68-00-06-68 ทดสอบการใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยปล่อยกับระบบ การให้น้ำเพื่อกำจัดปลวก6319 FF68-27-06-68-00-07-68 การทดสอบและขยายผลเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์ ในพื้นที่ภาคกลาง6620 FF68-27-06-68-00-19-68 ศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศร่วมกับปุ๋ยชีวภาพและหินฟอสเฟตที่เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวผิวดำอินทรีย์6921 FF68-39-01-68-00-01-68 ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดกาญจนบุรี7322 FF68-39-01-68-00-02-68 ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี7723 FF68-39-01-68-00-03-68 ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดลพบุรี8124 FF68-39-01-68-00-04-68 (CCS)ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดนครสวรรค์-25 FF68-39-01-68-00-05-68 ศึกษาความใช้ได้ของวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อย ในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี8526 FF68-39-02-68-01-02-68 การศึกษาวิธีการจัดการโรคแส้ดำอ้อยแบบผสมผสาน 89
1 ทะเบียนวิจัยปี 25680แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 05 01 68 01 01 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานต่อศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 5 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูงภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปรปรวนหรือเหมาะสมเฉพาะพื้นที่2. ชื่อโครงการวิจัย 5.1 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทนทานแล้ง เพื่อเพิ่มผลผลิต ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1 การพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง ทนทานแล้งและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.1 การเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วนร่วนเหนียว และดินเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน นัฐภัทร์ คำหล้า กาญจนา หนูแก้วศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลการเพิ่มผลผลิตอ้อย สามารถใช้เทคโนโลยีการผลิตได้หลายเทคโนโลยีโดยเทคโนโลยีด้านพันธุ์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญ การเลือกใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จะสามารถทำให้พันธุ์อ้อยต่างๆ แสดงศักยภาพการให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ ปัจจุบันการใช้พันธุ์อ้อยของเกษตรกรนิยมใช้พันธุ์กวก. ขอนแก่น 3และ LK92-11 มากกว่าร้อยละ 90 และ 5 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม อ้อยทั้ง 2 พันธุ์ดังกล่าวปลูกมานาน ประสบปัญหาโรคและแมลงเข้าทำลายมากขึ้น และการใช้พันธุ์เดิมต่อเนื่องยาวนาน ศัตรูพืชมีการปรับตัวจนสามารถเข้าทำลายอ้อยพันธุ์นั้นๆ ได้นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มีผลทำให้พันธุ์อ้อยที่เคยให้ผลผลิตสูงในแต่ละเขตมีผลผลิตลดลง เพื่อลดปัญหาในการผลิตอ้อย รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ การปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้อ้อยพันธุ์ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีลักษณะตรงตามความต้องการของเกษตรกร และโรงงาน จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 1 หรือLK92-11 ร้อยละ 3 ในสภาพการปลูกแบบอาศัยน้ำฝน
2 ทะเบียนวิจัยปี 25688. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีอ้อยพันธุ์ดีที่มีผลผลิตและความหวานสูง เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียวและเข้าถึงพันธุ์ได้ง่าย9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่ได้คัดเลือกจากการคัดเลือกครั้งที่ 2 จำนวน 10 โคลน- พันธุ์เปรียบเทียบ กวก. ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 1 และ LK92-11 - ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0 - Hand refractometer - สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCB) จำนวน 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลนอ้อย 10 โคลน ได้แก่ NSUT16-007 NSUT16-032 NSUT16-055 NSUT16-058 NSUT16-064 NSUT16-075 NSUT16-087 NSUT16-088 NSUT16-097 NSUT16-115 และพันธุ์อ้อยที่ใช้เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กวก. ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 1 และ LK92-119.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปี 2568 ดำเนินการในอ้อยตอ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยตอ 1 แล้ว ตัดแต่งตอ ตัดราก ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 75 - 100 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที และเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 - 3 เดือน กำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) วันปลูก วันงอก วันปฏิบัติการต่างๆ และวันออกดอก (ถ้ามี)2) เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (2 แถวกลาง)3) จำนวนหน่อ จำนวนกอ ความสูง เมื่ออ้อยอายุ 4 เดือน (2 แถวกลาง)4) จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง (วัดจากระดับพื้นดิน ถึงคอใบสุดท้ายที่มองเห็นเมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน (2 แถวกลาง)5) จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง และความหวาน หรือค่าบริกซ์ (วัดบริเวณส่วนกลางของลำที่สุ่ม) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)
3 ทะเบียนวิจัยปี 25686) จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง ความหวาน (บริกซ์) และขนาดลำ โดยวัดบริเวณส่วนกลางของลำ เมื่ออ้อยอายุ 10 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)7) ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) ขนาดลำ จำนวนปล้องเมื่อเก็บเกี่ยว (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)8) น้ำหนักผลผลิตอ้อย (2 แถวกลาง) คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล 9) การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ และแมลงหวี่ขาวในสภาพไร่10) วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบศักยภาพการให้ผลผลิตและความหวานของอ้อยพันธุ์ต่างๆ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตรต่อไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256912. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 61,260 38,200 1,010 9,930 110,400
4 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 05 01 68 01 02 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 5 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูงภายใต้สภาพแวดล้อม ที่แปรปรวนหรือเหมาะสมเฉพาะพื้นที่2. ชื่อโครงการวิจัย 5.1 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และทนทานแล้ง เพื่อเพิ่มผลผลิต ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1 การพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง ทนทานแล้ง และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.2 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วนร่วนเหนียว และดินเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน นัฐภัทร์ คำหล้า ปิยะนุช คำแว่นนงลักษ์ ปั้นลาย นันทวัน มีศรีณิชนันท์ พิเชียรสดใส มณีรัตน์ รุจิณรงค์ 6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนับเป็นสินค้าภาคเกษตรที่มีมูลค่าโดยรวมกว่า 2 แสนล้านบาท และผลผลิตน้ำตาลมากกว่า 2 ใน 3ส่งออกจนทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ผลิตอ้อยอันดับ 4 รองจากประเทศบราซิล นอกจากนี้ ยังสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนไทยไม่ต่ำกว่า 3 แสนครัวเรือน พันธุ์อ้อยที่นิยมใช้ในปัจจุบันทั้งหมดเป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศ พันธุ์อ้อยที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบัน คือ พันธุ์ขอนแก่น 3 และ LK92-11 เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละประมาณ 95 และ 5 ตามลำดับ จากสัดส่วนดังกล่าว ทำให้เกิดการเสี่ยงอันตรายทางพันธุกรรม (Genetic vulnerability) ในการใช้พันธุ์เชิงเดี่ยว หากมีการระบาดของโรคหรือแมลง ในปีการผลิต 2566/67 มีปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 82.17 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 8.91 ตันต่อไร่ค่าซีซีเอสเฉลี่ย 12.35 (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2567) พื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศไทยกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง เหนือ และภาคตะวันออก ร้อยละ 45 2623 และ 6 ตามลำดับ (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2567) จากพื้นที่ปลูกดังกล่าว พบว่า
5 ทะเบียนวิจัยปี 2568ในพื้นที่ของภาคกลาง และเหนือ มากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกอ้อย มีลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว แม้จะมีความอุดมสมบูรณ์ของดินสูงกว่าดินทราย แต่มักเป็น ดินด่าง ทำให้ อ้อยเจริญเติบโตได้ไม่ดี มีระบบรากสั้น เนื่องจากขาดธาตุอาหารรอง (กรมพัฒนาที่ดิน, 2563) นอกจากนี้อ้อยแต่ละพันธุ์มีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ต่างกัน การพัฒนาพันธุ์ที่เหมาะสมเฉพาะเขตพื้นที่ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหา และสอดคล้องกับสภาพการผลิตของพื้นที่นั้นๆ7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 หรือ LK92-11 ร้อยละ 3 ในสภาพการปลูกแบบอาศัยน้ำฝน8. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีทางเลือกในการใช้พันธุ์อ้อย ที่มีผลผลิต และความหวานสูง เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่ได้จากการเปรียบเทียบมาตรฐาน จำนวน 3 โคลน 2) พันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ กวก. ขอนแก่น 3 LK92-11 และ กวก. นครสวรรค์ 13) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0 4) Hand refractometer5) สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช6) ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง- วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี 6 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี - โคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 6 โคลน/พันธุ์9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง - ปี 2568 ในอ้อยปลูก ปลูกอ้อยโดยใช้ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตรโคลน/พันธุ์ละ 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร ตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อนๆ ละ 2 ตา ปลูก 2 ท่อนต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งแรกรองพื้นพร้อมปลูก แล้วกลบด้วยดินบางๆ และพ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืช ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน เก็บเกี่ยวเมื่ออ้อยอายุ 10 - 12 เดือน
6 ทะเบียนวิจัยปี 2568- ปี 2569-2570 ในอ้อยตอ 1 และ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ และตัดราก ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเกรด 15-15-15 อัตรา 75-100 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที และเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 - 3 เดือน กำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินหรือใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา50 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที9.2.4 การบันทึกข้อมูล - วันปลูก วันงอก วันปฏิบัติการต่างๆ และวันออกดอก (ถ้ามี)- เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนหน่อ จำนวนกอ ความสูง เมื่ออ้อยอายุ 4 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง (วัดจากระดับพื้นดิน ถึงคอใบสุดท้ายที่มองเห็น) เมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง และความหวาน หรือค่าบริกซ์ (วัดบริเวณส่วนกลางของลำที่สุ่ม) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง ความหวาน (บริกซ์) และขนาดลำ โดยวัดบริเวณส่วนกลางของลำ เมื่ออ้อยอายุ 10 เดือน (4 แถวกลาง)- ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) ขนาดลำ จำนวนปล้อง เมื่อเก็บเกี่ยว (4 แถวกลาง)- น้ำหนักผลผลิตอ้อย คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล (4 แถวกลาง)- การไว้ตอ - การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาวในสภาพไร่- วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบศักยภาพการให้ผลผลิตและความหวานของอ้อยพันธุ์ต่างๆ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 2568 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2570
7 ทะเบียนวิจัยปี 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 71,140 44,340 1,170 11,550 128,200
8 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 06 01 68 03 01 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 5 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูงภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปรปรวนหรือเหมาะสมเฉพาะพื้นที่2. ชื่อโครงการวิจัย 5.1 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทนทานแล้งเพื่อเพิ่มผลผลิต ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3 การพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูงและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 3.1 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2561-2562 เพื่อผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี ผู้ร่วมงาน สถาพร โชติช่วง เสมอนาถ บัวแจ่ม มานิตย์ สุขนิมิตร วริศรา บุราครชลธิชา แก้วเรือง กาญจนา หนูแก้ว6. หลักการและเหตุผลพันธุ์อ้อยที่ใช้ปลูกกันมาเป็นระยะเวลานานทำให้พันธุ์มีการเสื่อมทำให้ผลผลิตลดลง ต้องมีการปรับปรุงพันธุ์อ้อยเพื่อเพิ่มศักยภาพของพันธุ์ให้ได้พันธุ์อ้อยที่มีผลผลิต คุณภาพความหวานสูง มีความสามารถในการไว้ตอได้ดี และเหมาะสมกับพื้นที่ ทดแทนอ้อยพันธุ์เก่าที่เริ่มเสื่อมลงการเปรียบเทียบมาตรฐาน เป็นขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องมาจากการเปรียบเทียบเบื้องต้น ซึ่งจะนำโคลนดีเด่นที่ได้เข้าสู่การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อการประเมินผลผลิตและคัดเลือกโคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อยสูงผลผลิตน้ำตาลสูง และสามารถไว้ตอได้ดีในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยที่มีผลผลิต และความหวานสูง สำหรับนำไปใช้ปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรเขตพื้นที่ปลูกอ้อยในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม
9 ทะเบียนวิจัยปี 25689. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) โคลนอ้อยจำนวน 5 โคลน ได้แก่ UT18-142 UT18-186 UT18-200 UT19-039 และ UT19-423พันธุ์เปรียบเทียบจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 1 และ LK92-112) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 3) สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช4) ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส5) วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ สำหรับการปลูกและเก็บเกี่ยว เช่น หลักแปลง เครื่องชั่ง เชือก ป้ายกระดาษ ถุงตาข่าย เป็นต้น9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองแผนการทดลองแบบ RCB มี 4 ซ้ำ 8 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 8 โคลน/พันธุ์ 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลองและพื้นที่เก็บเกี่ยวขนาดแปลงทดลองย่อย 6 x 8 เมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 48.0 ตารางเมตรทำการปลูกอ้อยโคลนละ 4 แถว ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร แถวยาว 8.0 เมตร ปลูกแบบวางลำคู่ พร้อมทั้งโรยปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วกลบดินให้ปกคลุมท่อนพันธุ์ให้น้ำทันทีหลังปลูก และเมื่ออ้อยอายุ2.5 เดือนใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร และให้น้ำตามร่องทุก 3 สัปดาห์หรือตามความจำเป็น9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันปลูก ใส่ปุ๋ยและให้น้ำ วันเก็บเกี่ยว ฯลฯ- จำนวนลำเก็บเกี่ยว น้ำหนักต่อลำ ผลผลิตอ้อย ผลผลิตน้ำตาล- การออกดอก ทรงกอ- ค่าซีซีเอส- ระดับความรุนแรงของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว- วิเคราะห์ความแปรปรวนทางสถิติ (Analysis of variance) และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย โดยวิธี DMRT
10 ทะเบียนวิจัยปี 256810. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 57,700 36,000 930 9,370 104,000
11 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 05 01 68 03 02 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 5 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปรปรวน หรือเหมาะสมเฉพาะพื้นที่2. ชื่อโครงการวิจัย 5.1 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทนทานแล้ง เพื่อเพิ่มผลผลิต ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3 การพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 3.2 การเปรียบเทียบเบื้องต้นโคลนอ้อยชุดปี 2563-2564 เพื่อผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม5. ดำเนินงานหัวหน้า สถาพรโชติช่วงผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี เสมอนาถ บัวแจ่ม วริศรา บุราคร กาญจนา หนูแก้วชลธิชา แก้วเรือง 6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยในปีการผลิต 2566/67 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 11.13 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.96 ล้านไร่ รองลงมา คือ ภาคกลาง 2.92 ล้านไร่ ภาคเหนือ 2.61 ล้านไร่ และภาคตะวันออก 0.64 ล้านไร่ ตามลำดับ ในปัจจุบันอ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ 90 และยังเป็นพันธุ์ที่ปลูกติดต่อกันมาเป็นเวลานาน การปลูกอ้อยน้อยพันธุ์นั้นเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องการระบาดของโรคและแมลง จึงดำเนินการปรับปรุงพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง ความหวานสูง การไว้ตอดี ต้านทานโรคและแมลง มีลักษณะการเกษตรที่ดี และต้องคำนึงถึงพื้นที่เป้าหมาย โดยสามารถแบ่งการคัดเลือกอ้อยตามลักษณะพื้นที่และช่วงเวลาปลูกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ 1) การคัดเลือกพันธุ์อ้อยเพื่อเขตชลประทานและน้ำเสริม 2) การคัดเลือกพันธุ์อ้อยในเขตใช้น้ำฝน และ 3) การคัดเลือกพันธุ์อ้อยเพื่อปลูกปลายฤดูฝน โดยทางศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีรับผิดชอบการปรับปรุงพันธุ์อ้อยสำหรับในเขตชลประทานและน้ำเสริม ซึ่งลักษณะพันธุ์จะต้องมีขนาดลำใหญ่ การแตกกอดี ทรงกอตั้งตรง ไม่หักล้ม กาบใบหลุดร่วงง่าย สะสมน้ำตาลเร็ว สามารถไว้ตอได้ดี เป็นต้น โดยการปรับปรุงพันธุ์
12 ทะเบียนวิจัยปี 2568อ้อยประกอบด้วยขั้นตอนการผสมพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ขั้นที่ 1 และการคัดเลือกพันธุ์ขั้นที่ 2 หลังจากนั้นทำการประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ เปรียบเทียบเบื้องต้น เปรียบเทียบมาตรฐาน และเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร เพื่อให้ได้โคลนอ้อยดีเด่นที่มีศักยภาพ การให้ผลผลิตและความหวานสูง และสามารถปรับตัวได้ดี7. วัตถุประสงค์พัฒนาพันธุ์อ้อยและคัดเลือกโคลนอ้อยดีเด่นที่ให้ผลผลิตอ้อยสูงกว่าพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 ร้อยละ 3 เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกอ้อยเขตชลประทานและน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยที่มีผลผลิต และความหวานสูง สำหรับนำไปใช้ปลูกเปรียบเทียบมาตรฐาน เขตพื้นที่ปลูกอ้อยในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) โคลนอ้อยที่ได้จากการคัดเลือกครั้งที่ 2 ชุดปี 2563 – 2564 จำนวน 30 - 40 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ กวก. ขอนแก่น 3 และ กวก. นครสวรรค์ 12) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 3) สารป้องกันกำจัดวัชพืช อะทราซีน อามีทริน และไกลโฟเสท4) ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่า CCS 5) เครื่องอบแห้ง6) วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ สำหรับการปลูกและเก็บเกี่ยว เช่น หลักแปลง เครื่องชั่ง เชือก ป้ายกระดาษ ถุงตาข่าย เป็นต้น9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 2 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 30 - 42 โคลน/พันธุ์9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกอ้อยด้วยท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม มีระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร และระยะระหว่างหลุม 50 เซนติเมตร โดยปลูกโคลนละ 4 แถว ยาวแถวละ 6.0 เมตร จำนวน 2 ซ้ำ พร้อมใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 รองพื้น อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นกลบด้วยดิน แล้วให้น้ำตามร่องหลังปลูกทันที และให้น้ำซ้ำอีกครั้งหลังให้น้ำครั้งแรก 7 วัน เพื่อช่วยให้ต้นอ้อยงอกได้ดี และให้น้ำทุกๆ 3 สัปดาห์ หรือเมื่อ
13 ทะเบียนวิจัยปี 2568มีฝนตกน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร นาน 3 สัปดาห์ พ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืช อะทราซีน อามีทริน และไกลโฟเสทหลังการให้น้ำครั้งแรก เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2 - 3 เดือน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ในอ้อยตอ 1เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2 - 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ให้น้ำตามร่อง ทุก 3 สัปดาห์ หรือเมื่อมีฝนตกน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร นาน 3 สัปดาห์ เช่นเดียวกับในอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปลูก วันงอก และวันปฏิบัติการต่างๆ- องค์ประกอบผลผลิต (จำนวนลำ, เส้นผ่านศูนย์กลางลำ, ความสูง) - จำนวนลำเก็บเกี่ยว น้ำหนักต่อลำ ผลผลิตอ้อย ผลผลิตน้ำตาล- การออกดอกทรงกอ- ความหวาน (CCS)- ระดับความรุนแรงของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว- เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธีDMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256912. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 55,500 34,590 910 9,000 100,000
14 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 06 05 68 00 03 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 6 วิจัยและพัฒนาเพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ2. ชื่อโครงการวิจัย 6.5 วิจัยและพัฒนาระบบเตือนภัยการระบาดของแมลงศัตรูพืช3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 3 การพัฒนาระบบเตือนภัยการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน ยิ่งนิยม จินดาเดช ตฤณสิษฐ์ ไกรสินบุรศักดิ์สมปอง เกริงรัมย์ กนกวรรณ สุขกรมศันสนีย์ หลิมย่านกวย 6. หลักการและเหตุผลระบบเตือนภัยแมลงศัตรูพืชสามารถช่วยให้เกษตรกรสามารถรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดขั้นรุนแรง และสามารถเฝ้าระวังภัยที่เกิดจากการทำลายของแมลงศัตรูพืชได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทั้งเจ้าหน้าที่และตัวเกษตรกรช่วยกันบันทึกข้อมูลเข้าระบบ จากนั้นระบบทำการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลแจ้งเตือนภัยการระบาดให้กับเกษตรกรได้ทราบ ระบบเตือนภัยการระบาดล่วงหน้านี้จะสามารถช่วยลดแรงงานและงบประมาณในการดำเนินงานควบคุมป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก และลดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาทหากเกิดการระบาดของศัตรูพืชชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้น ที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลเพื่อนำเข้าระบบเตือนภัยการระบาดนั้นยังไม่เพียงพอต่อการนำมาสร้างระบบเตือนภัยการระบาดล่วงหน้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำข้อมูลเดิมที่มีอยู่และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผล สร้างต้นแบบระบบเตือนภัยการระบาดเพื่อแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช จากนั้นองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้จากโครงการนี้จะถูกส่งต่อสู่เกษตรกรให้ได้มากที่สุด ช่วยให้สามารถดำเนินการเฝ้าระวัง ประเมินความเสียหายการระบาดได้ด้วยตนเอง (Scouting) ซึ่งนับเป็นด่านแรกหรือสิ่งจำเป็นอันดับแรกที่จะช่วยควบคุมไม่ให้แมลงศัตรูพืชแพร่ระบาดเป็นวงกว้างออกไป
15 ทะเบียนวิจัยปี 25687. วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบเตือนภัยการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย จากการเปลี่ยนแปลงประชากรและสภาพอากาศ8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ต้นแบบระบบการเตือนภัยการระบาดล่วงหน้าของด้วงหนวดยาวอ้อย เพื่อพยากรณ์การเกิดการระบาดได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เกษตรกรสามารถดำเนินการป้องกันกำจัดได้ทันต่อสถานการณ์ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมาก ส่งผลกระทบด้านบวกต่อระบบเศรษฐกิจ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- กล้องถ่ายภาพ- กล้องจุลทรรศน์- คอมพิวเตอร์- ปริ้นเตอร์- เครื่องมือตรวจวัดสภาพอากาศ- อุปกรณ์การบันทึกเก็บข้อมูล ได้แก่ สมุด ปากกา-อุปกรณ์การเก็บตัวอย่างแมลง ได้แก่ กล่องพลาสติก ถุงกระดาษสีน้ำตาล ขวดดองแอลกอฮอล์9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี- 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการในแปลงอ้อยเกษตรกร จังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี จังหวัดละ 2 แปลง ดังนี้ขั้นตอนที่ 1 การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนประชากรด้วงหนวดยาวอ้อยและปัจจัยแวดล้อมสภาพอากาศ (2568-2570)1) รวบรวมข้อมูลจำนวนประชากรด้วงหนวดยาวอ้อยและปัจจัยแวดล้อมสภาพอากาศจากผลงานวิจัยโครงการต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 5 ปี จากโครงการวิจัยที่ผ่านมา และข่าวสารการแจ้งการระบาดในพื้นที่ เป็นต้น2) คัดเลือกแปลงอ้อยสำหรับดำเนินการที่พบการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย ในจังหวัดกาญจนบุรีและราชบุรี จำนวน 4 แปลง รวมพื้นที่ 5 ไร่ โดยคัดเลือกจากแปลงเกษตรกรที่มีการระบาดหรือ
16 ทะเบียนวิจัยปี 2568แปลงที่มีประวัติการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยในรอบปีการผลิตที่ผ่านมา รวมไปถึงแปลงในบริเวณข้างเคียงที่ไม่พบการระบาด เพื่อใช้เป็นแปลงเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง3) เก็บรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศรายแปลง ในพื้นที่ดำเนินการ ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณน้ำฝน การเปลี่ยนแปลงของสภาพแปลงปลูก การเปลี่ยนแปลงสภาพแปลงข้างเคียง ฯลฯ4) เก็บข้อมูลจำนวนประชากรด้วงหนวดยาว ทุกๆ 1 เดือน เป็นเวลา 30 เดือน (เริ่มมกราคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2570 รวม 30 ครั้ง) โดยใช้วิธีการสุ่มตรวจสอบประเมินนับจำนวนประชากรหนอนด้วงหนวดยาวระยะตัวอ่อนวัย 1 – 3 วัย 4 - 6 วัย 7 - 9 และระยะดักแด้ โดยการขุดสำรวจด้วงหนวดยาวในดินและวางกับดักหลุมขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ลึก 25 เซนติเมตร เพื่อเก็บตัวเต็มวัย ตรวจนับเปอร์เซ็นต์ การเข้าทำลายอ้อยของด้วงหนวดยาว จำนวน 50 กอต่อไร่ โดยนับจำนวนต้นอ้อยทั้งหมดและต้นอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวเข้าทำลายทุกเดือน ตั้งแต่อ้อยอายุ 1เดือน จนถึงเก็บเกี่ยว นับจำนวนลำอ้อยทั้งหมด จำนวนลำอ้อยที่พบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวในระยะเก็บเกี่ยวและเก็บผลผลิตอ้อย 5) เก็บรวบรวมตัวอย่างศัตรูธรรมชาติของด้วงหนวดยาวที่ตรวจพบ นำมาจัดจำแนกชนิดที่ห้องปฏิบัติการขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาต้นแบบการเตือนการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย (2569 - 2570)1) จัดเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนที่ 1 และข้อมูลจากรายงานการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยที่ผ่านมา โดยตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องจัดทำเป็นฐานข้อมูลสำหรับนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้วงหนวดยาวอ้อย ร่วมกับปัจจัยสภาพอากาศ2) เมื่อได้ฐานข้อมูล จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปออกแบบโมเดลในการพยากรณ์ โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่มีลักษณะการทำงานแบบฟีดฟอร์เวิร์ดและใช้การเรียนรู้แบบแพร่ย้อนกลับ ซึ่งฟังก์ชันกระตุ้นที่ใช้ในการทดลองได้ใช้ฟังก์ชันกระตุ้นแบบเป็นเชิงเส้นและฟังก์ชันกระตุ้นแบบไม่เป็นเชิงเส้น ได้แก่ Pure linear,Log sigmoid และ Tan sigmoid ทั้งนี้เนื่องจากฟังก์ชันกระตุ้นที่ไม่เป็นเชิงเส้นนั้น มีความสามารถในการสร้างขอบเขตของการตัดสินใจที่มีลักษณะโค้งมนได้จึงทำให้สามารถทดสอบกับรูปแบบของโครงข่ายประสาทเทียมที่ค่อนข้างซับซ้อนได้ ตามภาพที่ 1ภาพที่ 1 ตัวแบบที่ 1 จำนวนโหนดในชั้นซ่อน 3 โหนด
17 ทะเบียนวิจัยปี 2568ทำการทดลองด้วยโครงข่ายประสาทเทียมที่มีชั้นซ่อน 1 ชั้น อัตราการเรียนรู้ ที่ 0.01 กับ 0.001 ใช้กระบวนการเรียนรู้หลักของ Gradient descent algorithm โดยที่โครงสร้างจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามจำนวนนิวรอลและรูปแบบของฟังก์ชันกระตุ้นที่ใช้ในแต่ละชั้นของโครงข่ายประสาทเทียม โดยใช้โปรแกรม Matlab R2019b เขียน Script เป็น M-file เพื่อที่ออกแบบและเรียกใช้งานตามความต้องการ ทั้งนี้ในส่วนของ Neural Network Training มีความสำคัญในการปรับค่าโครงข่าย (Rough-Tune) เพื่อให้ได้โครงข่ายประสาทเทียมที่มีความเหมาะสมในการประมาณค่าฟังก์ชัน (Function Approximation) โดยมีส่วนที่สำคัญ ดังภาพที่ 2ภาพที่ 2 หน้าต่างของ Neural Training Tools2.1) Neural Network แสดงถึงโครงสร้างโครงข่ายประสาทเทียมที่ใช้และฟังก์ชันกระตุ้นในแต่ละชั้น2.2) Algorithms เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ 2.2.1) Training คือ แนวความคิดในการปรับค่าน้ำหนักและไบแอส เพื่อให้โครงข่ายสามารถเรียนรู้ความผิดพลาดและสามารถปรับตัวหาข้อมูลฝึกสอนได้ 2.2.2) Performance คือ ตัวชี้วัดของโครงข่ายขณะฝึกสอนในที่นี้ใช้ MSE เพราะจะลงโทษความผิดพลาดให้มีค่ากำลังสอง เพื่อที่จะแยกแยะความสามารถโครงข่ายได้ดียิ่งขึ้น 2.2.3) Data division คือ การแบ่งข้อมูลในการฝึกสอน ทดสอบและตรวจความใช้ได้2.3) Progress จะแสดงสถานะปัจจุบันของโครงข่ายโดยมีส่วนน่าสนใจ ดังนี้
18 ทะเบียนวิจัยปี 2568 2.3.1) Epoch คือ จำนวนในการฝึกสอนสูงสุด ถ้าเกินค่านี้จะทำการหยุดฝึกสอน 2.3.2) Time คือเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มฝึกสอน ใช้ในกรณีที่โครงข่ายใช้เวลาฝึกสอนนาน 2.3.3) Performance คือ ตัวชี้วัดความสามารถของโครงข่ายในการประมาณค่าฟังก์ชั่น 2.3.4) Gradient คือ ค่าความผิดพลาดในการหาคำตอบ ที่ต้องการหาคำตอบในทิศทางที่ลงจากภูเขา (ความชันลงมา) โดยเมื่อเจอความชันที่มากขึ้นจนไม่สามารถข้ามหรือเดินต่อไปได้โครงข่ายประสาทเทียมจะหยุดการเรียนรู้2.4) Plot ค่า MSE ของการฝึกสอน การทดสอบ และความใช้ได้โดยกราฟที่ดีควรมีค่า MSE ขณะฝึกสอน ขณะทดสอบ และขณะ Validation ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะแสดงถึงความเป็น Generalization หรือไม่เกิดการ Over-fitting2.5) Training state พิจารณาค่า Gradient ค่า Mu และค่า Value fail ดังนี้(ก) Gradient หรือค่าความชันของ Error Surface ขณะฝึกสอน ใช้วัดระดับความชันของความผิดพลาด(ข) Mu การป้องกันการเกิด Over-fitting (ค) Value fail จำนวนครั้งของความผิดพลาดที่เพิ่มขึ้นของข้อมูลชุด Validation ช่วยป้องกันการเกิด Over-fitting2.6) Regression หรือเปรียบเทียบระหว่างค่าจริง (Actual value) และค่าทำนายจากโครงข่าย (Forecasting value) ของข้อมูล Training, Validation, Testing subgroup (โครงข่ายประสาทเทียมจะแบ่งข้อมูลเป็น 3 กลุ่มโดยอัตโนมัติซึ่งคนละส่วนกับที่ผู้วิจัยได้แบ่งข้างต้น)(ก) Training subgroup ใช้ในการฝึกสอนเพื่อให้ความผิดพลาดของโครงข่ายมีค่าน้อยที่สุด(ข) Validation subgroup ใช้ในการวัดความเป็น Generalization (ค) Testing subgroup ใช้ในการวัดความสามารถหลังจากการฝึกสอน โดยกราฟจะแสดงค่า Correlation ซึ่งถ้ามีค่าเข้าใกล้ +1 แสดงว่ามีความสัมพันธ์ทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ เข้าใกล้-1แสดงว่ามีความสัมพันธ์ทิศทางตรงข้ามกันอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าเข้าใกล้ศูนย์แสดงว่าไม่มีความสัมพันธ์กันการออกแบบเพื่อสร้างตัวแบบพยากรณ์ที่เหมาะสมของการพยากรณ์ด้วยวิธีโครงข่ายประสาทเทียมและเพื่อพยากรณ์ปริมาณด้วงหนวดยาวอ้อยจากสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณฝน โดยใช้ตัวแบบที่มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุด โดยตัวชี้วัดคือค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์ (MAPE) น้อยที่สุดจากตัวแบบทั้งหมด 3) ทำการตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ โดยใช้ confusion matrix ประเมินประสิทธิภาพของการทำนายด้วย Model ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่Accuracy (ความถูกต้องที่เราทายได้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง)Accuracy (ความถูกต้อง) = (TPs + TNs) / (TPs+TNs+FPs + FNs)Precision (ค่าความแม่นยำ)
19 ทะเบียนวิจัยปี 2568Precision = TPs / (TPs + FPs)Recall (ความถูกต้องของการทำนายว่าจะเป็น “จริง” เทียบกับ จำนวนครั้งของเหตุการณ์ทั้งทำนาย และ เกิดขึ้น ว่า “เป็นจริง” )Recall = TPs/(TPs+FNs)F1 scoreF1-Score เป็นค่าเฉลี่ยแบบ harmonic mean ระหว่าง precision และ recall จุดประสงค์ของการสร้าง F1 ขึ้นมา คือ เพื่อเป็น single metric ที่วัดความสามารถของโมเดลF1 = 2 x (Precision x Recall)/(Precision + Recall)โดยที่True Positive (TP) = สิ่งที่ทำนาย ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในกรณี ทำนายว่าจริง และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ จริงTrue Negative (TN) = สิ่งที่ทำนายตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในกรณี ทำนายว่า ไม่จริง และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ ไม่จริงFalse Positive (FP) = สิ่งที่ทำนายไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือทำนายว่า จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ไม่จริงFalse Negative (FN) = สิ่งที่ทำนายไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง คือทำนายว่าไม่จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จริงโดย TP, TN, FP, FN ในตารางจะแทนด้วยค่าความถี่4) พัฒนาระบบที่สามารถให้บริการข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำการทดสอบและปรับปรุงให้พร้อมสำหรับการนำไปใช้งาน 5) ประเมินผลการใช้งานระบบ โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้งานระบบที่มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามเกณฑ์ของลิเคริ์ท และเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มแบบหลากหลาย (Variant Sampling) โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านแมลงศัตรูอ้อยจำนวนรวม 30 ราย9.2.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนด้วงหนวดยาวอ้อย- จำนวนแมลงศัตรูธรรมชาติที่พบในแต่ละแปลง- พิกัดภูมิศาสตร์ (GPS) ความสูงจากระดับน้ำทะเลของแปลงปลูกอ้อยพื้นที่การระบาด- อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความเร็วลม คำนวณเป็นค่าเฉลี่ยรายวัน โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดสภาพอากาศ- สภาพพื้นที่ปลูก เช่น สภาพพื้นที่รอบแปลง การดูแลรักษาแปลงของเกษตรกร
20 ทะเบียนวิจัยปี 256810. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ.กาญจนบุรี 2568 2.5 ไร่ไร่เกษตรกร จ.ราชบุรี 2568 2.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 103,000 14,000 - - 117,000
21 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 02 68 01 06 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักสดผลผลิตสูง คุณภาพบริโภคดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อรองรับตลาดแนวใหม่4. ชื่อการทดลอง 1.6 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวโพดหวาน ชุดปี 2565, 2566 และ 25675. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ภานุวัฒน์ ศิลปะศักดิ์ขจร วรรษมน มงคลกาญจนา หนูแก้ว นลินนา หะระหนีณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น เป็นการแยกความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น สถาบันวิจัยพืชไร่ได้กำหนดไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การเปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial)และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)ในปี 2568 สามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น (elite sweet corn hybrids) ชุดปี 2564จากการทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่นได้จำนวน 3 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผล ในการเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร เพื่อคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าทดสอบและประเมินผลตามขั้นตอนใน แต่ละระดับชั้นของการทดสอบพันธุ์ต่อไป
22 ทะเบียนวิจัยปี 25687. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น ที่สามารถให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพบริโภคดี ในสภาพแวดล้อมพื้นที่การผลิตข้าวโพดหวานของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นที่ให้ผลผลิตใกล้เคียง หรือสูงกว่าข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า คุณภาพบริโภคดี มีความหวานไม่น้อยกว่า 14 องศาบริกซ์จำนวน 1 - 2 พันธุ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบและประเมินการยอมรับพันธุ์ของเกษตรกรต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น ผ่านการคัดเลือกพันธุ์จากการเปรียบเทียบในท้องถิ่น จำนวน 4 - 6ลูกผสม- ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 6 – 8 พันธุ์- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก เพนดิเมทาลิน 33% W/V EC- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เครื่องชั่ง ดินสอกระดาษ มีด ผ้าขาวบาง ครกบดตัวอย่าง- เตาแก๊ส และหม้อต้มข้าวโพดหวาน- เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge)- เครื่องวัดค่าความหวาน (refractometer)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design มี3 ซ้ำ 10 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นชุดปี 2564 จำนวน 3 ลูกผสม - ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 7 พันธุ์ เป็นพันธุ์ตรวจสอบ (check variety) ได้แก่ กวก. สงขลา 84-1 กวก. ชัยนาท 2 หวาน 54 เอสเอ็ม 1351 จัมโบ้สวีท ไฮบริกซ์59 และไฮบริกซ์ 72
23 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการในต้นฤดูฝน ปี 2568 ประเมินพันธุ์ในแต่ละสภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพลหลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) ปลูกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า ตามแผนการทดลอง จำนวน 4 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร บันทึกข้อมูลผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ จากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมด ในแปลงย่อยหลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 20 วันการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดิน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร โดยให้เรียงลำดับของแปลงย่อยตามหมายเลขประจำแปลงย่อย (plot number) จากนั้นให้น้ำทั่วพื้นที่ปลูก พ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอกหลังการปลูก โดยใช้สารอะเซโทคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดหวานมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 4 และ 6 สัปดาห์ ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดหวานในระยะข้าวโพดหวานเริ่มออกไหม เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตตามความจำเป็น9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ผลผลิต และคุณภาพของผลผลิตข้าวโพดหวาน ตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ,2562) รวมถึงลักษณะอื่นๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม ความเข้มแสง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2570
24 ทะเบียนวิจัยปี 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 44,810 24,800 750 7,570 77,930
25 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 02 68 01 11 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักสดผลผลิตสูง คุณภาพบริโภคดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อรองรับตลาดแนวใหม่4. ชื่อการทดลอง 1.11 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว ชุดปี 2565-25675. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน วรรษมน มงคล กาญจนา หนูแก้วนลินนา หะระหนี ณรงค์ ย้อนใจทันสายสมร เกียรติกุล ธิติวุฒิ ขำคำ6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น เป็นการแยกความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น สถาบันวิจัยพืชไร่ได้กำหนดไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การเปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial)และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)ในปี 2564 สามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น (elite waxy corn hybrids) จากการทดลองเปรียบเทียบในท้องถิ่นได้จำนวน 5-8 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผลในการเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่น เพื่อประเมินปฏิกิริยาระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม (genotype by environment interaction) ซึ่งจะทำให้ได้ทราบว่าพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ใดที่สามารถปลูกได้
26 ทะเบียนวิจัยปี 2568ทั่วไป หรือปลูกได้เฉพาะในพื้นที่ที่เจาะจงเท่านั้น และคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าประเมินการยอมรับของเกษตรกรต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่นที่ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม และมีคุณภาพการรับประทานดี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 1 - 2 ลูกผสม ที่ให้ผลผลิตฝักทั้งเปลือกไม่น้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และมีคุณภาพการบริโภคดี ใกล้เคียงหรือดีกว่าข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์การค้าที่เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น ชุดปี 2564 จำนวน 4 - 6 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 5 พันธุ์- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เช่น อิมาเมกตินเบนโซเอต หรือ สไปนีโทแรม- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงอื่นๆ (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์หรือโพลคูมาเฟน- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- อุปกรณ์ต้มหรือนึ่งข้าวโพดข้าวเหนียว เช่น เตาแก๊สหรือเตาถ่าน หม้อนึ่งหรือหม้อต้ม - อุปกรณ์ชั่งตวงวัด เช่น ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เวอร์เนียคาร์ลิปเปอร์ เครื่องชั่ง- อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ดินสอ ยางลบ กระดาษ มีด ถุงพลาสติก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ randomized complete block design (RCB) มี3 ซ้ำ 9- 11 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 4 - 6 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 5 พันธุ์ เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ได้แก่ กวก. ชัยนาท 84-1 กวก. ชัยนาท 2 พลอยชมพู สวีทไวโอเล็ท และ ไวโอเล็ทไวท์ 926
27 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการทดสอบในต้นฤดูฝน ประเมินพันธุ์ในแต่ละสภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพลหลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์สถิติสำเร็จรูป Plant Breeding Tools (Sales et al., 2013) ปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า ตามแผนการทดลอง จำนวน 6 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร บันทึกข้อมูลผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย หลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 18 - 20 วันการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดินใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร พ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอกหลังการปลูก โดยใช้สารอะลาคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดข้าวเหนียวมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 25 และ 40 วันหลังปลูก ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดข้าวเหนียวในระยะข้าวโพดข้าวเหนียวเริ่มออกไหมตามความจำเป็นเพื่อป้องกันการทำลายผลผลิต เก็บเกี่ยวผลผลิตฝักแห้งเมื่อเมล็ดพ้นระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาไปแล้ว ลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ กะเทาะเมล็ดด้วยมือใส่ซองเก็บเมล็ดพันธุ์ และเก็บรักษาไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน, 2562) รวมถึงลักษณะอื่นๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม ความเข้มแสง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2570
28 ทะเบียนวิจัยปี 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 44,810 24,800 750 7,570 77,930
29 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 02 68 02 01 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานต่อศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 2 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเพื่อผลผลิตและคุณภาพเหมาะสมสำหรับการบริโภคและการแปรรูป4. ชื่อการทดลอง 2.1 การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำชุดปี 25655. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี ณรงค์ ย้อนใจทันศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลอ้อยคั้นน้ำของกรมวิชาการเกษตรมีเพียง 3 พันธุ์ คือ 1) กวก. สุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์ที่พัฒนามาจากอ้อยโรงงาน ซึ่งใช้มานานมากกว่า 20 ปี 2) พันธุ์กวก. ศรีสำโรง 1 ได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์และทดสอบนานกว่า 19 ปี รับรองพันธุ์เมื่อปี 2562 มีลักษณะเป็นอ้อยอเนกประสงค์ สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งคั้นน้ำอ้อยสด อ้อยเคี้ยว และส่งเป็นอ้อยโรงงานได้ แต่มีข้อจำกัด คือ เหมาะสมต่อการปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง และ 3) กวก. สุพรรณบุรี 1 ซึ่งผ่านการรับรองพันธุ์เมื่อปี2565 ซึ่งเหมาะสมต่อการปลูกในเขตภาคกลางและภาคตะวันตก อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำต้องมีการพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการคัดเลือกและทดสอบเพื่อให้ได้ลักษณะพันธุ์ที่ดีตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ถ้ามีการพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำให้มีความหลากหลายก็จะเป็นโอกาสในการขยายฐานของผู้บริโภค ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องทำการวิจัยและพัฒนาอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ให้มีคุณภาพที่หลากหลายขึ้น มีผลผลิตเพิ่มขึ้น และสามารถผลิตได้ตลอดปี ซึ่งจะเป็นทางเลือกและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยดีเด่นที่สามารถนำมาปลูกลงแปลงและนำไปทดสอบในขั้นตอนต่อไปได้
30 ทะเบียนวิจัยปี 25688. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีอ้อยพันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตและคุณภาพสูง เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่ประทานและมีน้ำเสริม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ต้นกล้าอ้อยที่ได้จากการเพาะเมล็ดชุดปี 2565- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 - ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพต่างๆ สำหรับน้ำอ้อยสด ฯลฯ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองปีที่ 1 ไม่มีแผนการทดลอง ปีที่ 2 วางแผนการทดลองแบบ Augmented Randomized Complete Block Design ใช้พันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปีที่ 1 การคัดเลือกครั้งที่ 1 นำกล้าอ้อยอายุ 3 – 4 เดือน ที่เพาะจากเมล็ดไปปลูกในแปลงทดลองโดยปลูกหลุมละ 1 ต้น ใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร ให้น้ำและดูแลรักษา เมื่ออ้อยเริ่มมีหน่อทำการตัด ต้นอ้อยเดิมทิ้ง เมื่ออ้อยมีอายุได้ 8 เดือน ตัดอ้อยมาหีบหรือคั้นเอาน้ำอ้อยสด แล้วนำมาคัดเลือกเฉพาะลูกผสมที่ให้น้ำอ้อยสดสีเหลืองอมเขียว รสชาติหวาน หอม ลำอ้อยตั้งตรงไม่ล้ม แตกกอดีทนทานต่อโรคแมลง สำหรับวิธีการคั้นน้ำอ้อยเพื่อตรวจดูสีน้ำอ้อยและคุณภาพปฏิบัติดังนี้- ตัดอ้อยจากแต่ละกอมากอละ 1 ลำ ตัดยอดทิ้งประมาณ 50 เซนติเมตร ปอกเปลือกอ้อยล้างอ้อยที่ปอกเปลือกแล้ว ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ- นำอ้อยเข้าเครื่องคั้นน้ำอ้อยที่ทำความสะอาดแล้ว และต้องล้างเครื่องคั้นน้ำอ้อยทุกครั้งก่อนทำการคั้นน้ำอ้อยตัวอย่างใหม่- กรองน้ำอ้อยด้วยผ้าขาวบางที่สะอาด หนา 4 ชั้น บรรจุน้ำอ้อยใส่ในภาชนะเก็บน้ำอ้อยสดในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง- ตรวจสีน้ำอ้อยและคุณภาพน้ำอ้อยโดยการชิม วัดค่าความหวานของน้ำอ้อยโดยใช้ Hand Refractometer พร้อมทั้งบรรจุน้ำอ้อยสดในขวดแก้วปิดฝาให้แน่น แล้วนำไปแช่ในถังน้ำแข็งอัดเก็บความเย็นด้วยน้ำแข็งบด ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมงก่อนทดสอบคุณภาพ โดยการ
31 ทะเบียนวิจัยปี 2568ประเมินสีน้ำอ้อยด้วยกระดาษเทียบสีมาตรฐาน และประเมินการยอมรับของผู้ชิม 10 ราย ด้วยแบบสอบถามเปรียบเทียบลักษณะ 5 ลักษณะ คือ ความหวาน กลิ่นหอม สี รสชาติ และความชอบเทียบกับอ้อยพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 โดยการให้คะแนนตามแบบการชิมปีที่ 2 วางแผนการทดลองแบบ Augmented Randomized Complete Block Design โดยการคัดเลือกครั้งที่ 2 นำโคลนอ้อยที่ได้จากการคัดเลือกครั้งที่ 1 ปลูกอ้อยโคลนละ 1 แถว แถวยาว 8เมตร ระยะปลูก 1.50 x0.50 เมตร ใช้พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน เก็บเกี่ยวอ้อยคั้นน้ำโคลนต่างๆ ทำการคั้นน้ำอ้อย ตรวจดูคุณภาพน้ำอ้อยสด(สีและรสชาติ) วัดค่าความหวานน้ำอ้อยและคัดเลือกลักษณะที่ดีเช่นเดียวกับในปีที่ 19.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ- ผลผลิตอ้อย ปริมาณน้ำอ้อย และองค์ประกอบผลผลิต (จำนวนลำต่อกอ ความสูงต้น ขนาดลำจำนวนปล้อง)- ค่าบริกซ์ที่อายุ 8 เดือน- การเกิดโรคและแมลงที่พบ- ปริมาณน้ำอ้อยสด ความหวาน คุณภาพน้ำอ้อย (สี รสชาติ กลิ่นหอม) - ลักษณะอื่นๆ เช่น ทรงกอ การหักล้ม การออกดอก ขนที่กาบใบ สีของลำอ้อย การเข้าทำลายของโรคและแมลง เป็นต้น 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตรต่อไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 35,000 24,440 650 6,670 66,760
32 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 02 68 02 02 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานต่อศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 2 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเพื่อผลผลิตและคุณภาพเหมาะสมสำหรับ การบริโภคและการแปรรูป4. ชื่อการทดลอง 2.2 การเปรียบเทียบเบื้องต้นพันธุ์อ้อยคั้นน้ำชุดปี 25655. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลน้ำอ้อยสดที่คั้นหรือหีบได้จากลำต้นอ้อย เหมาะสำหรับการนำไปบริโภคสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ความหวานที่มาจากธรรมชาติ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและตลาดในยุคปัจจุบันที่มีการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และหันมาใช้วิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น น้ำอ้อยสดประกอบด้วยน้ำตาลซูโครส แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ เช่น วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก และโพแทสเซียม เป็นต้น นอกจากนี้ น้ำอ้อยยังมีองค์ประกอบของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชันที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง และน้ำอ้อยยังมีสรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น จึงนับได้ว่าน้ำอ้อยสดเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งในด้านของความเป็นน้ำคั้นจากธรรมชาติและยังส่งผลดีต่อสุขภาพ การจำหน่ายน้ำอ้อยสดรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้หลักและรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างมาก เกษตรกรจึงให้ความสนใจปลูกอ้อยคั้นน้ำและจำหน่ายน้ำอ้อยสดเพิ่มขึ้น เพื่อคั้นน้ำและแปรรูปผลิตภัณฑ์ วางจำหน่ายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย อีกทั้งอุตสาหกรรมน้ำอ้อยสดพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และต่อยอดจากน้ำอ้อยสดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น น้ำอ้อยเกร็ดหิมะ น้ำอ้อยผสมนม น้ำอ้อยผสมวุ้น น้ำตาลอ้อยเป็นต้น รวมถึงการเข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ์
33 ทะเบียนวิจัยปี 2568อ้อยคั้นน้ำต้องมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่ให้ปริมาณน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อยสูง และมีคุณภาพน้ำอ้อยดี เหมาะสมต่อการบริโภคสดและการแปรรูป7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยดีเด่นเพื่อนำไปทดสอบในขั้นตอนต่อไป8. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีอ้อยพันธุ์อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตและคุณภาพสูง เหมาะสมสำหรับการบริโภคและการแปรรูป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- โคลนอ้อยดีเด่นจากการคัดเลือก ปี 2565 จำนวน 17 โคลน- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 - Hand Refractometer- เครื่องหีบน้ำอ้อย- ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพต่างๆ สำหรับน้ำอ้อยสด ฯลฯ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCB) มี2 ซ้ำ 20 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีโคลนอ้อย จำนวน 17 โคลน ได้แก่ UTj22-004 UTj22-008 UTj22-009 UTj22-010 UTj22-014 UTj22-016 UTj22-026 UTj22-033 UTj22-043 UTj22-044 UTj22-047 UTj22-048 UTj22-049 UTj22-050 UTj22-051 UTj22-052 และ UTj22-054 อ้อยคั้นน้ำที่ใช้เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 19.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปี 2568 ดำเนินการปลูกโคลนอ้อยดีเด่นและพันธุ์เปรียบเทียบ จำนวน 20 โคลน/พันธุ์ โดยใช้ระยะระหว่างต้น 0.5 เมตร และระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร ขนาดแปลงย่อย 1 แถว ยาว 6 เมตร ปลูก 4 แถวต่อพันธุ์ ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่พร้อมปลูก ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากปลูก 2.5 - 3 เดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ กำจัดวัชพืชและให้น้ำตามความเหมาะสม สุ่มอ้อยแปลงย่อยละ 10 ลำเก็บข้อมูลองค์ประกอบผลผลิตและผลผลิตสำหรับวิธีการคั้นน้ำอ้อยเพื่อตรวจดูสีน้ำอ้อยและคุณภาพปฏิบัติดังนี้
34 ทะเบียนวิจัยปี 2568- ตัดตัวอย่างอ้อย 3 - 5 ลำ ตัดยอดทิ้งประมาณ 50 เซนติเมตร ปอกเปลือกอ้อย ล้างอ้อย ที่ปอกเปลือกแล้ว ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ- นำอ้อยเข้าเครื่องคั้นน้ำอ้อยที่ทำความสะอาดแล้ว และต้องล้างเครื่องคั้นน้ำอ้อยทุกครั้งก่อนทำการคั้นน้ำอ้อยตัวอย่างใหม่- กรองน้ำอ้อยด้วยผ้าขาวบางที่สะอาด หนา 4 ชั้น บรรจุน้ำอ้อยใส่ในภาชนะเก็บน้ำอ้อยสด ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง- ตรวจสีน้ำอ้อยและคุณภาพน้ำอ้อยโดยการชิม วัดค่าความหวานของน้ำอ้อยโดยใช้ Hand Refractometer พร้อมทั้งบรรจุน้ำอ้อยสดในขวดแก้วปิดฝาให้แน่น แล้วนำไปแช่ในถังน้ำแข็งอัดเก็บความเย็นด้วยน้ำแข็งบด ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมงก่อน ทดสอบคุณภาพ โดยการประเมินสีน้ำอ้อยด้วยกระดาษเทียบสีมาตรฐาน และประเมินการยอมรับของผู้ชิม 10 ราย ด้วยแบบสอบถามเปรียบเทียบลักษณะ 5 ลักษณะ คือ ความหวาน กลิ่นหอม สี รสชาติ และความชอบเทียบกับอ้อยพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 โดยการให้คะแนนตามแบบการชิม9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ- ผลผลิตอ้อย ปริมาณน้ำอ้อย และองค์ประกอบผลผลิต (จำนวนลำต่อกอ ความสูงต้น ขนาดลำจำนวนปล้อง)- ค่าบริกซ์ที่อายุ 8 เดือน- การเกิดโรคและแมลงที่พบ- ปริมาณน้ำอ้อยสด ความหวาน คุณภาพน้ำอ้อย (สี รสชาติ กลิ่นหอม) - ลักษณะอื่นๆ เช่น ทรงกอ การหักล้ม การออกดอก ขนที่กาบใบ สีของลำอ้อย การเข้าทำลายของโรคและแมลง เป็นต้น 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตรต่อไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2568สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2570
35 ทะเบียนวิจัยปี 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 41,990 24,740 740 7,490 74,960
36 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 02 68 02 03 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1.ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2.ชื่อโครงการวิจัย 12.2วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 2 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำ เพื่อผลผลิตและคุณภาพเหมาะสมสำหรับ การบริโภคสดและการแปรรูป4.ชื่อการทดลอง 2.3 ปฏิกิริยาการเกิดโรคเหี่ยวเน่าแดงของอ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น ชุดปี 25655. ดำเนินงานหัวหน้า อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศผู้ร่วมงาน ปิยธิดา อินทร์สุข อาภาภร หนูแดงศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์ นพิษฐา กลัดเงิน6. หลักการและเหตุผลโรคเหี่ยวเน่าแดง (Red rot wilt) เป็นโรคที่มีความสำคัญในอ้อย เคยสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก โดยพบการระบาดรุนแรงเมื่อปี พ.ศ. 2534 ในอ้อยพันธุ์อีเหี่ยวซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกในขณะนั้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท (วันทนีย์ และคณะ, 2535) โรคเหี่ยวเน่าแดง พบการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526-2528 ในอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สิงคโปร์ที่ปลูกทั่วไปในพื้นที่รอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยอ้อยที่เป็นโรคมีอาการแห้งตายทั้งแปลง (วันทนีย์ และคณะ, 2529) โรคเหี่ยวเน่าแดง มีสาเหตุมาจากเชื้อรา Colletotrichum falcatum F.A. Went โดยปกติเชื้อรา C. falcatumทำให้อ้อยเกิดอาการเน่าแดงที่ลำต้น และอาการเส้นกลางใบแดง ในสภาพธรรมชาติมักพบเชื้อรา Fusarium moniliforme ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเหี่ยวร่วมเข้าทำลายด้วย จึงเรียกว่าโรคเหี่ยวเน่าแดง พบได้ในแหล่งปลูกอ้อยทั่วประเทศ มักพบการระบาดรุนแรงในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง สภาพดินมีน้ำขัง (Sharma et al., 2015) รวมทั้งการปลูกอ้อยพันธุ์เดิมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการสะสมของโรค ลักษณะอาการของโรคเหี่ยวเน่าแดง ใบจะเป็นแผลจุดยาวสีน้ำตาลเข้มบนเส้นกลางใบด้านบน มีจุดดำเล็กๆ ภายในแผล การเข้าทำลายเฉพาะที่ใบจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตและคุณภาพอ้อย ส่วนอาการที่ลำอ้อยเปลือกนอกลำอ้อยจะเป็นรอยแผลสีน้ำตาล ยอดเหลือง ปล้องเหี่ยวเน่า ใบเหลือง ขอบใบแห้ง ลำต้นเน่าและยุบเป็นโพรง
37 ทะเบียนวิจัยปี 2568หากมีการระบาดรุนแรงจะทำให้อ้อยยืนต้นแห้งตายทั้งแปลง ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย 30 - 100 เปอร์เซ็นต์(Singh, 1989) และส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลลดลง 31 - 75 เปอร์เซ็นต์ (Munir et al.,1986) สภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมในการเกิดโรค คือ มีฝนตก หมอก หรือน้ำค้างจัด อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์ เชื้อแพร่กระจายไปได้กับลม ฝน น้ำ แมลง ท่อนพันธุ์ และเมล็ดพันธุ์(สถาบันวิจัยพืชไร่,2554) การเข้าทำลายของเชื้อบนลำอ้อยจะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย คือ การเข้าทำลายของหนอนเจาะลำต้นที่มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความรุนแรงในการเข้าทำลายลำอ้อยของเชื้อ (อัปสร และคณะ, 2537) โรคเหี่ยวเน่าแดงเป็นโรคที่อันตรายมากหากมีการระบาดรุนแรงอย่างเช่นในอดีต จึงต้องเฝ้าระวังไม่ให้มีการระบาดรุนแรง โดยต้องมีการทดสอบโรคเพื่อประเมินปฏิกิริยาการเกิดโรคเหี่ยวเน่าแดงอย่างต่อเนื่อง ในอ้อยโคลนดีเด่นในขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อคัดเลือกเป็นอ้อยพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดีและต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง 7.วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบปฏิกิริยาการเกิดโรคเหี่ยวเน่าแดงในอ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น ชุดปี 2565 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ เป็นข้อมูลสำหรับการรับรองพันธุ์ และเป็นข้อมูลสำหรับแนะนำเกษตรกรในอนาคต8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่นที่มีความต้านทานหรือทนทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง และได้ข้อมูลปฏิกิริยาการเกิดโรคเหี่ยวเน่าแดงในอ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น ชุดปี 25659.แนวทางการดำเนินงาน9.1สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่นที่ต้องการทราบปฏิกิริยา จำนวน 17 โคลน อ้อยพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 โดยมีพันธุ์ LK92-11 กวก. อู่ทอง 8 และ กวก. ขอนแก่น 3 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ2) เชื้อรา Colletotrichum falcatum และ Fusarium moniliforme สาเหตุโรค3) อาหารเลี้ยงเชื้อ PDA4) Cork borer5) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 6) เครื่องมือและอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการโรคพืช 9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี-
38 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขั้นตอนที่ 1 การปลูกเชื้อในลำอ้อย1) ปลูกขยายอ้อยที่จะทำการทดสอบ2) เก็บตัวอย่างอ้อยที่แสดงอาการเหี่ยวจากไร่เกษตรกร นำมาแยกเชื้อสาเหตุโดยวิธี tissue transplanting บนอาหารเลี้ยงเชื้อพีดีเอ ตรวจสอบลักษณะสัณฐานของเชื้อภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เก็บรักษาเชื้อบริสุทธิ์เพื่อใช้ในการปลูกเชื้อ 3) เลี้ยงขยายเชื้อราสาเหตุโรคเหี่ยว Fusarium moniliforme และโรคเน่าแดง Colletrotrichumfalcatum บนอาหารพีดีเอ เป็นเวลา 14 - 21 วัน ก่อนนำไปปลูกเชื้อ4) เตรียมอ้อยโคลนทดสอบอายุประมาณ 8 - 10 เดือน จำนวน 20 ลำต่อโคลน/พันธุ์5) ทำการเจาะลำต้นด้วยอุปกรณ์เจาะ (Cork borer) ทำให้เกิดบาดแผล (wound plug method) โดยเจาะลำต้นอ้อยบริเวณกลางลำประมาณปล้องที่ 5 นับจากโคลน เพื่อใส่ก้อนอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีเส้นใยของเชื้อสาเหตุทั้งสองชนิดเข้าไปในรูเจาะบนลำต้น ปิดรูเจาะด้วยกระดาษกาว 6) บันทึกลักษณะอาการที่ปรากฏ ประเมินความรุนแรงของโรค โดยการผ่าลำต้นและวัดการลุกลามของเชื้อภายในลำต้น หลังจากปลูกเชื้อสาเหตุเป็นเวลา 6 - 8 สัปดาห์ ให้คะแนนการลามภายในลำอ้อยและ rate ปฏิกิริยาของโรคตามวิธีของอัปสรและคณะ (2535)7) ระดับความรุนแรงของโรควัดจากการลามของเชื้อในลำอ้อยระดับที่ 1 แผลไม่ขยายเกินปล้องที่ปลูกเชื้อระดับที่ 2 แผลลามข้ามไป 2 - 3 ปล้องระดับที่ 3 แผลลามข้ามไป 4 - 5 ปล้องระดับที่ 4 แผลลามเกิน 5 ปล้องถึงเกือบทั้งลำ แต่ไม่เน่ากลวงระดับที่ 5 เน่ากลวงทั้งลำRATING SYSTEMอาการลามของเชื้อในลำ ปฏิกิริยา 1 R: Resistant (ต้านทาน) 2 MR: Moderately resistant (ต้านทานปานกลาง) 2 - 3 MS: Moderately susceptible (อ่อนแอปานกลาง) 3 - 4 S: Susceptible (อ่อนแอ) 4 - 5 HS: Highly susceptible (อ่อนแอมาก)ขั้นตอนที่ 2 การปลูกเชื้อที่ใบอ้อย (ดัดแปลงวิธีมาจาก วีรกรณ์ และคณะ, 2566)1) เลี้ยงขยายเชื้อรา Colletrotrichumfalcatum และ Fusarium moniliforme บนอาหารพีดีเอ เป็นเวลา 14 - 21 วัน ก่อนนำไปปลูกเชื้อ
39 ทะเบียนวิจัยปี 25682) ปลูกเชื้อสาเหตุโรค สร้างแผลโดยใช้เข็มเจาะบนเส้นกลางใบที่ตำแหน่งกลางใบ ใช้ corkborer ขนาด 0.5 เซนติเมตร เจาะชิ้นวุ้นที่มีเชื้อราเจริญเติบโต แปะลงบนแผล กรรมวิธีละ 20 ซ้ำ 3) บันทึกอาการของโรคที่ 7 วัน โดยวัดความยาวของแผลที่เกิดบนเส้นกลางใบ4) บันทึกลักษณะอาการที่ปรากฏ ประเมินโรคและ rate ปฏิกิริยาของโรคตามวิธีของ Sirinivasan and Bhatt (1961)Red rot rating based on the 0 - 9 scaleSymptoms Numerical scale Severity of symptomCondition of top0 Green1 Yellow/DryingNodal transgression0 Node of Inoculation1 NI+ 1 node2 NI+ 2 node3 NI+ >3 node aboveLesion width0 No lesion spread1 Spread 25 %2 Spread 50 %3 Spread >50%Color0 No color1 Red-Dark Red2 Brow-BlackSrinivasan and Bhatt (1961)Red rot disease ScoringScore on the 0 - 9 scale Reaction category0.0 - 2.9 Highly Resistant HR3.0 - 3.9 Resistant R4.0 - 4.9 Moderately Resistant MR5.0 - 5.9 Moderately Susceptible MS6.0 - 6.4 Susceptible S> 6.5 Highly Susceptible HSSrinivasan and Bhatt (1961)
40 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2.4 การบันทึกข้อมูลจำนวนปล้องที่มีการลุกลามของเชื้อภายในลำอ้อย และความยาวของแผลที่เส้นกลางใบอ้อย10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ห้องปฏิบัติการ โรงเรือน และแปลงอ้อย ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี2568 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 25,780 29,700 1,490 17,980 74,950
41 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 02 68 02 04 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูป แนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 2 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำ เพื่อผลผลิตและคุณภาพเหมาะสมสำหรับ การบริโภคสดและแปรรูป4. ชื่อการทดลอง 2.4 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่นปี 25605. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน ภาคภูมิ ถิ่นคำ ปิยธิดา อินทร์สุขธนาภรณ์ ประเสริฐพร6. หลักการและเหตุผลอ้อยคั้นน้ำเป็นพืชที่สำคัญ มีการผลิตและบริโภคอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำรายได้หลักและรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี น้ำอ้อยสดเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและมีคุณค่าทางโภชนาการ อุดมไปด้วยวิตามิน คาร์โบไฮเดรต และกรดอะมิโน คุณสมบัติทางเคมีของน้ำอ้อยบ่งชี้ถึงการมีไฟโตเคมิคอลหลายชนิดที่มีศักยภาพในการวิจัยทางเภสัชวิทยามากมาย มีการใช้ในยาอายุรเวทแบบดั้งเดิม ซึ่งการวิจัยสมัยใหม่มีการกล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำอ้อย จากกระแสของโลกในยุคปัจจุบันที่มีการตื่นตัวเรื่องของสุขภาพและหันมาใช้วิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ตลาดหรือผู้บริโภคจึงมีความต้องการความหวานที่เป็นธรรมชาติและส่งผลดีต่อสุขภาพ น้ำอ้อยสดจึงถือเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งในด้านการเป็นน้ำคั้นจากธรรมชาติและส่งผลดีต่อสุขภาพ การจำหน่ายน้ำอ้อยสดพร้อมดื่มสามารถพบเห็นได้ทั่วไปและสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจที่ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เพียงมีอ้อยและเครื่องหีบอ้อย ก็สามารถประกอบกิจการได้ ปัจจุบันมีเกษตรกรหันมาปลูกอ้อยเพื่อคั้นน้ำพร้อมดื่มและน้ำอ้อยพาสเจอไรซ์ เพื่อจำหน่ายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย อีกทั้งอุตสาหกรรมน้ำอ้อยพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยต่อยอดจากน้ำอ้อยสดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น น้ำอ้อยสดพาสเจอร์ไรซ์น้ำอ้อยเกร็ดหิมะ น้ำอ้อยผสมนม น้ำอ้อยผสมวุ้น เป็นต้น เกษตรกรจึงให้ความสนใจอ้อยคั้นน้ำเป็นอย่างมาก จากพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำทั้งหมด
42 ทะเบียนวิจัยปี 2568ประมาณ 120,000 ไร่ ให้ผลผลิตน้ำอ้อยเฉลี่ย 336 ล้านลิตร (2,800 ลิตรต่อไร่) คิดเป็นมูลค่า 16,800 ล้านบาท (ราคา 50 บาทต่อลิตร) ปัจจุบันมีการปลูกอ้อยคั้นน้ำทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งมีการปลูกแบบสภาพไร่ สภาพร่องสวน และแบบหลุม โดยรูปแบบการปลูกจะปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่ของเกษตรกรสำหรับพันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่เกษตรกรนิยมใช้ปลูกกันจากอดีตถึงปัจจุบันนั้น เป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 ได้การรับรองพันธุ์เมื่อปี 2539พันธุ์ กวก. ศรีสำโรง 1 ได้การรับรองพันธุ์เมื่อปี 2562 และพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 1 ได้การรับรองพันธุ์เมื่อปี 2565 ซึ่งพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ใช้พันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 และใช้ปลูกมานานกว่า 25 ปีทำให้มีความเสี่ยงจากการใช้พันธุ์เชิงเดี่ยว ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงอุบัติใหม่ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตและคุณภาพของอ้อยคั้นน้ำส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตน้ำอ้อยสดและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องได้ นอกจากนี้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกแล้วนั้น มีความเหมาะสมกับพื้นที่และสภาพการปลูกอ้อยที่แตกต่างกัน เช่น เนื้อดิน สภาพแวดล้อม และความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนด ปริมาณการผลิตอ้อยและน้ำอ้อยสดของแต่ละพันธุ์ จึงไม่สามารถปลูกครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำส่วนใหญ่ได้ ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเพื่อให้ได้อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตอ้อยและปริมาณน้ำอ้อยสดสูง มีคุณภาพน้ำอ้อยที่ดี และตรงตามความต้องการของตลาด จึงจำเป็นต้องดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นคำแนะนำสำหรับการผลิตอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่แก่เกษตรกรต่อไป 7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกอ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่นที่มีปริมาณน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อย สูงกว่าพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50หรือพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 1 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และมีคุณภาพน้ำอ้อย (สีน้ำอ้อยและรสชาติ) ที่ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 หรือ กวก. สุพรรณบุรี 18. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่นที่มีปริมาณน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อย สูงกว่าพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 หรือพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 1 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และมีคุณภาพน้ำอ้อย (สีน้ำอ้อยและรสชาติ) ที่ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 หรือ กวก. สุพรรณบุรี 19. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น 5 โคลน และอ้อยพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 และ กวก. สุพรรณบุรี 12) ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 18-46-0 และ 0-0-603) สารเคมีกำจัดวัชพืช เช่น อะมิทรีน อะทราซีน4) Hand Refractometer5) เครื่องหีบอ้อย6) ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพน้ำอ้อย
43 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลอง Randomized Complete Block Design (RCB) มี 4 ซ้ำ 7 กรรมวิธี ได้แก่ อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น 5 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 และ กวก.สุพรรณบุรี 1 9.2.2 กรรมวิธี1) โคลน KKj16-5-0382) โคลน KKj16-5-0403) โคลน KKj16-5-0414) โคลน KKj16-5-0495) โคลน KKj16-5-0646) พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 1 7) พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 509.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปี 2568 ดำเนินการปลูกอ้อยแปลงย่อยละ 5 แถว (เก็บเกี่ยว 3 แถวกลาง) แถวยาว 8 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร และระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร ปลูกอ้อยแบบท่อน หลุมละ 1 ท่อน ท่อนละ 3 ตาใส่ปุ๋ยเคมีให้น้ำ และดูแลรักษาตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร จากนั้นเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่ออ้อยอายุ 8 - 10 เดือน โดยตัดลำอ้อยชิดดิน ลอกกาบออก ตัดยอดอ้อยที่ตำแหน่งรอยต่อที่กาบใบแห้งสุดท้ายจากยอดสุ่มตัดตัวอย่างอ้อยแปลงย่อย 10 ลำ โดยชั่งน้ำหนักผลผลิตอ้อยตัวอย่าง 10 ลำ วัดความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ นับจำนวนปล้อง จากนั้นสุ่มเลือกมา 5 ลำ โดยชั่งน้ำหนักก่อนและหลังปอกเปลือก โดยปอกเปลือกอ้อยด้วยมีดสองคม จากนั้นล้างทำความสะอาดและตั้งผึ่งไว้ให้แห้งในภาชนะที่สะอาด นำไปหีบน้ำอ้อยด้วยเครื่องหีบอ้อยและวัดปริมาณน้ำอ้อยสด สุ่มน้ำอ้อยวัดค่าความหวาน (brix) ของน้ำอ้อยสดด้วยHand Refractometer พร้อมทั้งบรรจุน้ำอ้อยสดในขวดแก้วปิดฝาให้แน่น แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นหรือถังน้ำแข็งที่เก็บความเย็นและอัดน้ำแข็งบด ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมง ก่อนทดสอบคุณภาพน้ำอ้อย โดยการประเมินสีน้ำอ้อยด้วยกระดาษเทียบสีมาตรฐานและประเมินรสชาติและกลิ่นหอมจากการชิมของผู้ชิมกึ่งชำนาญ (semi-tester) จำนวน 10 ราย บันทึกผลโดยใช้แบบสอบถามเปรียบเทียบ 5 ลักษณะ คือ ความหวาน ความหอม/กลิ่น สีน้ำอ้อย รสชาติ และความชอบ เทียบกับพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50และ กวก. สุพรรณบุรี 1 และให้คะแนนการชิมตามวิธีของ ณรงค์(2537)ในอ้อยตอหลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกแล้ว ตัดแต่งตออ้อยให้ชิดโคน ใส่ปุ๋ยเคมีให้น้ำ และดูแลรักษาตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เก็บเกี่ยวผลผลิต เช่นเดียวกับอ้อยปลูก 9.2.4 การบันทึกข้อมูล- น้ำหนักผลผลิตอ้อย และองค์ประกอบผลผลิต
44 ทะเบียนวิจัยปี 2568- ปริมาณน้ำอ้อยสด- คุณภาพน้ำอ้อยสด และความหวาน10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี2568 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 41,990 24,740 740 7,490 74,960
45 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 03 68 04 01 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.3วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่เพื่อการใช้ประโยชน์อื่น (งา ทานตะวัน ฝ้าย และข้าวฟ่าง)3. ชื่อกิจกรรม 4 การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ด4. ชื่อการทดลอง 4.1 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้เพื่อการพัฒนาพันธุ์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน กาญจนา หนูแก้ว นลินนา หะระหนีณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล ธิติวุฒิ ขำคำ6. หลักการและเหตุผลข้าวฟ่างเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามการใช้ประโยชน์ ได้แก่ ข้าวฟ่างเมล็ด (grain sorghum) ข้าวฟ่างหวาน (sweet sorghum) ข้าวฟ่างไม้กวาด(broom sorghum) ข้าวฟ่างคั่ว (pop sorghum) และข้าวฟ่างหญ้า (grass sorghum) (นิรนาม, 2533) เมล็ดข้าวฟ่างส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ (55%) และนำมาใช้สำหรับเป็นอาหารสัตว์ (33%) ที่อยู่อาศัย และเชื้อเพลิง (ICRISAT, 2020) ซึ่งเมล็ดข้าวฟ่างมีปริมาณแป้งสูงถึง 75.8% จึงเป็นแหล่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญ และมีโปรตีน 12.3% (นิรนาม, 2563) นอกจากนี้เมล็ดข้าวฟ่างยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงเชื้อเห็ด โดยข้าวฟ่างสีขาวจะให้ผลดีกว่าข้าวฟ่างสีแดง เพราะมีปริมาณแป้ง สูงกว่า ทำให้เชื้อเห็ดเดินดีและเจริญเติบโตได้เร็วกว่า (วัลลิภา, 2551) การใช้ประโยชน์ข้าวฟ่างสำหรับการผลิตเชื้อเห็ดมีความต้องการอย่างมาก การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างจึงเป็นแนวทางที่สำคัญเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวฟ่าง ที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ประโยชน์ พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้ปลูกในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายพันธุ์ ผลิตจำหน่ายโดยภาครัฐบาลและภาคเอกชน พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1) ข้าวฟ่างพันธุ์แท้หรือสายพันธุ์บริสุทธิ์ เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่มีความคงตัวของลักษณะพันธุ์จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง คือ รุ่นลูกจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับรุ่นพ่อแม่เสมอ ข้อดีของข้าวฟ่างประเภทนี้คือให้ผลผลิตสูงต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี แต่ต้นมีความสูงไม่สม่ำเสมอ เป็นได้ทั้งพันธุ์หนักอายุยาวและพันธุ์เบาอายุสั้น สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูถัดไปได้ โดยไม่กลายพันธุ์ เช่น พันธุ์เฮกการีหนัก พันธุ์อู่ทอง 1 และ
46 ทะเบียนวิจัยปี 2568พันธุ์สุพรรณบุรี 60 2) ข้าวฟ่างลูกผสม เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่ได้จากการผสมข้ามของสายพันธุ์แท้ (inbred line) สองสายพันธุ์ขึ้นไป เรียกว่าลูกชั่วแรก (F1) เพื่อให้เกิดลักษณะดีเด่นหลายๆ ประการ เช่น ให้ผลิตผลสูง ต้นเตี้ย มีความสูงสม่ำเสมอ เก็บเกี่ยวง่าย เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้านทานโรค และแมลงได้ดี ตอบสนองต่อปุ๋ยดี แต่เมล็ดของข้าวฟ่างประเภทนี้ ไม่สามารถนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกต่อไปได้ เพราะลักษณะดีเด่นต่างๆ จะแปรปรวนและเสื่อมลง ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูกทุกปี และเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ผลิตจำหน่ายโดยบริษัทเอกชน ราคาเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างแพง เนื่องจากวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมนี้ทำได้ยาก เช่น พันธุ์ลูกผสมเคยู 8501 (KU 8501) พันธุ์แปซิฟิก 80 (Pacific 80) เป็นต้น (วัลลิภา, 2551)การปลูกข้าวฟ่างในประเทศไทย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นบริเวณเดียวกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระบุรี อุทัยธานี นครราชสีมา กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งมีพื้นที่และสภาพการปลูกที่แตกต่างกัน พื้นที่ปลูกที่ดินมีอุดมสมบูรณ์ดีเกษตรกรจะปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลักแล้วปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชตามในกรณีที่ไม่สามารถปลูกข้าวโพดครั้งที่ 2 ได้ สำหรับพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำซึ่งไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้ เกษตรกรจะมีการปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชหลักทั้งในฤดูต้นฝนและปลายฝน ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวจะปลูกเป็นพืชหลักในพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี เพื่อใช้ต้นและเมล็ดเป็นอาหารสัตว์ข้าวฟ่างเมล็ดเป็นพืชที่มีศักยภาพ สามารถให้ผลผลิตสูงมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ข้าวฟ่างจึงยังเป็นพืชทางเลือกที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าข้าวโพด โดยเฉพาะเขตแห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดังนั้นพันธุ์ข้าวฟ่างจึงมีความสำคัญต่อระบบการผลิตของเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างตั้งแต่ปี 2521 เริ่มโดยการนำเข้าพันธุ์จากสถาบันวิจัยเกษตรเขตร้อนนานาชาติ (IRAT) ประเทศฝรั่งเศส มาปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชไร่อู่ทอง ได้พันธุ์อู่ทอง 1 และปี พ.ศ. 2537 เริ่มทำการผสมพันธุ์ข้าวฟ่าง เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมล็ดและต้นสด ทำการคัดเลือกจนได้ข้าวเมล็ดสีขาวพันธุ์สุพรรณบุรี 2 มีลักษณะเด่น คือ เป็นสายพันธุ์แท้ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อไร่ มีเมล็ดสีขาว ขนาดเมล็ดใหญ่ ซึ่งพันธุ์ข้าวฟ่างที่เกษตรกรต้องการต้องมีลำต้นเตี้ย ไม่หักล้ม ขนาดเมล็ดใหญ่ ช่อแน่น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่ให้ผลผลิตสูง มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ไม่หักล้ม เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างให้ได้ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้และพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่มีต้นเตี้ย ให้ผลผลิตเมล็ดสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น8. ผลที่คาดว่าจะได้รับข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี ให้ผลผลิตสูง สำหรับเป็นพันธุ์ทางเลือกให้เกษตรกร และสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของข้าวฟ่าง เพื่อนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ ข้าวฟ่างในอนาคต
47 ทะเบียนวิจัยปี 25689. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่าง 2) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และเกรด 46-0-03) ถุงกระดาษสีน้ำตาล4) สารกำจัดวัชพืช5) สารป้องกันกำจัดแมลง9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง -9.2.2 กรรมวิธี -9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการ 3 ปี โดยในแต่ละปีทำการปลูกข้าวฟ่างด้วยวิธีการโรยเมล็ดเป็นแถวระยะระหว่างแถว 0.75 เมตร แถวยาว 6 เมตร จำนวน 4 แถว ต่อ 1 สายพันธุ์ รองพื้นด้วยปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวฟ่างอายุ 15 - 20 วัน ถอนแยกให้มีระยะห่างระหว่างต้น 10 เซนติเมตร กำจัดวัชพืชเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ 20 - 30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการโรยข้างแถวแล้วพูนโคนกลบ ในระหว่างที่ดอกข้าวฟ่างเริ่มบาน ใช้ถุงกระดาษคลุมช่อดอกข้าวฟ่าง เพื่อป้องกันการถ่ายเทละอองเกสรข้าม ทิ้งไว้ประมาณ 5 - 7 วัน จึงถอดถุงออก เมื่อข้าวฟ่างครบอายุเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์ ทำการเก็บเกี่ยวและบันทึกข้อมูล9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ลักษณะประจำพันธุ์ เช่น ทรงช่อ ความสูง สีเมล็ดสีของลำต้น2) ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตต่างๆ เช่น น้ำหนักเมล็ด/ช่อ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด จำนวนต้นเก็บเกี่ยว เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินการทดลองสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 1 ไร่