48 ทะเบียนวิจัยปี 256811. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 31,360 20,520 570 4,570 57,020
49 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 03 68 04 02 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.3วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่เพื่อการใช้ประโยชน์อื่น (งา ทานตะวัน ฝ้าย และข้าวฟ่าง)3. ชื่อกิจกรรม 4 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ด4. ชื่อการทดลอง 4.2 การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวเพื่อผลผลิตสูง เหมาะสำหรับผลิตเชื้อเห็ด5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน กาญจนา หนูแก้ว นลินนา หะระหนีณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล ธิติวุฒิ ขำคำ6. หลักการและเหตุผลข้าวฟ่างเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามการใช้ประโยชน์ ได้แก่ ข้าวฟ่างเมล็ด (grain sorghum) ข้าวฟ่างหวาน (sweet sorghum) ข้าวฟ่างไม้กวาด(broom sorghum) ข้าวฟ่างคั่ว (pop sorghum) และข้าวฟ่างหญ้า (grass sorghum) (นิรนาม, 2533) เมล็ดข้าวฟ่างส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ (55%) และนำมาใช้สำหรับเป็นอาหารสัตว์ (33%) ที่อยู่อาศัย และเชื้อเพลิง (ICRISAT, 2020) ซึ่งเมล็ดข้าวฟ่างมีปริมาณแป้งสูงถึง 75.8% จึงเป็นแหล่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญ และมีโปรตีน 12.3% (นิรนาม, 2563) นอกจากนี้เมล็ดข้าวฟ่างยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงเชื้อเห็ด โดยข้าวฟ่างสีขาวจะให้ผลดีกว่าข้าวฟ่างสีแดง เพราะมีปริมาณแป้ง สูงกว่า ทำให้เชื้อเห็ดเดินดีและเจริญเติบโตได้เร็วกว่า (วัลลิภา, 2551) การใช้ประโยชน์ข้าวฟ่างสำหรับการผลิตเชื้อเห็ดมีความต้องการอย่างมาก การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างจึงเป็นแนวทางที่สำคัญเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวฟ่าง ที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ประโยชน์ พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้ปลูกในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายพันธุ์ ผลิตจำหน่ายโดยภาครัฐบาลและภาคเอกชน พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1) ข้าวฟ่างพันธุ์แท้หรือสายพันธุ์บริสุทธิ์ เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่มีความคงตัวของลักษณะพันธุ์จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง คือ รุ่นลูกจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับรุ่นพ่อแม่เสมอ ข้อดีของข้าวฟ่างประเภทนี้คือให้ผลผลิตสูงต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี แต่ต้นมีความสูงไม่สม่ำเสมอ เป็นได้ทั้งพันธุ์หนักอายุยาวและพันธุ์เบาอายุสั้น
50 ทะเบียนวิจัยปี 2568สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูถัดไปได้ โดยไม่กลายพันธุ์ เช่น พันธุ์เฮกการีหนัก พันธุ์อู่ทอง 1 และพันธุ์สุพรรณบุรี 60 2) ข้าวฟ่างลูกผสม เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่ได้จากการผสมข้ามของสายพันธุ์แท้ (inbred line) สองสายพันธุ์ขึ้นไป เรียกว่าลูกชั่วแรก (F1) เพื่อให้เกิดลักษณะดีเด่นหลายๆ ประการ เช่น ให้ผลิตผลสูง ต้นเตี้ย มีความสูงสม่ำเสมอ เก็บเกี่ยวง่าย เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้านทานโรค และแมลงได้ดี ตอบสนองต่อปุ๋ยดี แต่เมล็ดของข้าวฟ่างประเภทนี้ ไม่สามารถนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกต่อไปได้ เพราะลักษณะดีเด่นต่างๆ จะแปรปรวนและเสื่อมลง ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูกทุกปี และเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ผลิตจำหน่ายโดยบริษัทเอกชน ราคาเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างแพง เนื่องจากวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมนี้ทำได้ยาก เช่น พันธุ์ลูกผสมเคยู 8501 (KU 8501) พันธุ์แปซิฟิก 80 (Pacific 80) เป็นต้น (วัลลิภา, 2551)การปลูกข้าวฟ่างในประเทศไทย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นบริเวณเดียวกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระบุรี อุทัยธานี นครราชสีมา กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งมีพื้นที่และสภาพการปลูกที่แตกต่างกัน พื้นที่ปลูกที่ดินมีอุดมสมบูรณ์ดีเกษตรกรจะปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลักแล้วปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชตามในกรณีที่ไม่สามารถปลูกข้าวโพดครั้งที่ 2 ได้ สำหรับพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำซึ่งไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้ เกษตรกรจะมีการปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชหลักทั้งในฤดูต้นฝนและปลายฝน ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวจะปลูกเป็นพืชหลักในพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี เพื่อใช้ต้นและเมล็ดเป็นอาหารสัตว์ข้าวฟ่างเมล็ดเป็นพืชที่มีศักยภาพ สามารถให้ผลผลิตสูงมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ข้าวฟ่างจึงยังเป็นพืชทางเลือกที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าข้าวโพด โดยเฉพาะเขตแห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดังนั้นพันธุ์ข้าวฟ่างจึงมีความสำคัญต่อระบบการผลิตของเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างตั้งแต่ปี 2521 เริ่มโดยการนำเข้าพันธุ์จากสถาบันวิจัยเกษตรเขตร้อนนานาชาติ (IRAT) ประเทศฝรั่งเศส มาปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชไร่อู่ทอง ได้พันธุ์อู่ทอง 1 และปี พ.ศ. 2537 เริ่มทำการผสมพันธุ์ข้าวฟ่าง เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมล็ดและต้นสด ทำการคัดเลือกจนได้ข้าวเมล็ดสีขาวพันธุ์สุพรรณบุรี 2 มีลักษณะเด่นคือ เป็นสายพันธุ์แท้ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อไร่ มีเมล็ดสีขาว ขนาดเมล็ดใหญ่ ซึ่งพันธุ์ข้าวฟ่างที่เกษตรกรต้องการต้องมีลำต้นเตี้ย ไม่หักล้ม ขนาดเมล็ดใหญ่ ช่อแน่น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่ให้ผลผลิตสูง มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ไม่หักล้ม เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างให้ได้ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้และพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่มีต้นเตี้ย ให้ผลผลิตเมล็ดสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น8.ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างที่ผ่านการผสมจากคู่ผสมที่คัดเลือกจากข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดีเพื่อปลูกในชั่วที่ 1
51 ทะเบียนวิจัยปี 25689. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) เมล็ดพันธุ์พ่อ เมล็ดพันธุ์แม่ ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาว2) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และเกรด 16-20-03) ถุงกระดาษสีน้ำตาล4) ถุงกระดาษไข5) สารกำจัดวัชพืช6) สารป้องกันกำจัดแมลง9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปีที่ 1 ปลูกข้าวฟ่างพันธุ์พ่อ พันธุ์แม่สายพันธุ์ละ 6 แถว โรยเมล็ดเป็นแถว ความยาวแถวละ6 เมตร มีระยะระหว่างแถว 0.75 เมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวฟ่างงอกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ถอนแยกให้มีระยะระหว่างต้น 0.10 เมตร เมื่อข้าวฟ่างงอกได้ประมาณ 30 วันใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-20-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมทั้งพูนโคนและกำจัดวัชพืช เมื่อข้าวฟ่างออกดอก ให้ทำการตัดแต่งช่อดอกข้าวฟ่างที่มีดอกบานไปแล้วประมาณครึ่งช่อ โดยตัดให้เหลือดอกที่คาดว่าจะบานในวันรุ่งขึ้น จากนั้นทำการเขี่ยอับละอองเกสรตัวผู้ตั้งแต่เวลา 15.00 น เป็นต้นไป เมื่อเขี่ยอับละอองเกสรตัวผู้ในแต่ละดอกย่อยเสร็จแล้ว ใช้ถุงกระดาษไขคลุมช่อดอกเพื่อป้องกันการผสมข้ามจากแมลงและลม จากนั้นเตรียมช่อดอกตัวผู้โดยการใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลคลุมช่อดอกข้าวฟ่างที่มีดอกเริ่มบาน ในวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 09.00 น รวบรวมละอองเกสรตัวผู้จากช่อที่คลุมด้วยถุงสีน้ำตาล โดยจับปากถุงพร้อมก้านช่อดอกโน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของต้นพร้อมทั้งเคาะช่อข้าวฟ่าง แล้วค่อยๆ ดึงถุงออก ปิดปากถุงให้แน่นใช้คลิปหนีบบริเวณที่พับ จากนั้นนำละอองเกสรไปเคาะใส่ช่อข้าวฟ่างที่ทำหมันไว้แล้วคลุมด้วยถุงสีน้ำตาล ติดป้ายชื่อพ่อแม่ วันเวลาที่ทำการถ่ายละอองเกสร ตรวจดูการผสมติด ถ้ายอดเกสรตัวเมียมีลักษณะเป็นขนนกเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแดงในวันรุ่งขึ้นหลังจากการผสมแสดงว่าการถ่ายละอองเกสรสมบูรณ์สามารถติดเมล็ดได้ แต่ถ้ายอดเกสรตัวเมียไม่เปลี่ยนสีให้ทำการถ่ายละอองเกสรซ้ำอีกครั้ง หลังจากนั้นประมาณ 35 วัน ก็ทำการเก็บเกี่ยวช่อข้าวฟ่างที่ผสมพันธุ์แยกเป็นแต่ละคู่ผสม 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ลักษณะประจำพันธุ์ เช่น ขนาดเมล็ด ทรงช่อ ความสูงต้น สีเมล็ด สีของลำต้น เป็นต้น2) ผลผลิตเมล็ดและองค์ประกอบผลผลิตต่างๆ เช่น น้ำหนักช่อ น้ำหนักเมล็ด ขนาดลำต้น
52 ทะเบียนวิจัยปี 256810. สถานที่ดำเนินการทดลองสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 31,360 20,520 570 4,570 57,020
53 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 12 04 68 02 01 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.4วิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่เพื่อรองรับพลังงานทดแทน3. ชื่อกิจกรรม 2 การศึกษาศักยภาพการผลิตพลังงานชีวภาพของข้าวฟ่างหวาน4. ชื่อการทดลอง 2.1 การเปรียบเทียบผลผลิตข้าวฟ่างหวาน5. ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน สุวัฒน์ พูลพาน จุไรรัตน์ หวังเป็นวาสนา วันดี รวีวรรณ เชื้อกิตติศักดิ์6. หลักการและเหตุผลการผลิตพืชพลังงานเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งหนึ่งในการผลิตพลังงานที่ยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากฟอสซิล ลดภาระการนำเข้านำมันจากแหล่งผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชนิดนั้น รวมไปถึงลดการปล่อยคาร์บอนสู่สภาพบรรยากาศได้พร้อมกัน ในประเทศที่มีแหล่งพลังงานจำกัด การจัดหาพลังงานภายในประเทศกระทำได้ยาก และต้องนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่น ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยนั้น การนำพืชพลังงานมาใช้จึงเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมกับสภาวะความเป็นอยู่และสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยมากที่สุด โดยพืชที่เหมาะจะเป็นวัตถุดิบที่นำมาผลิตพลังงานทดแทนนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณมากเพียงพอต่อการผลิต หาได้ง่าย ราคาถูก ไม่กระทบต่อการผลิตอาหาร และต้องไม่เป็นพิษต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ข้าวฟ่างหวาน เป็นพืชที่ปลูกง่าย มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด เป็นพืชใช้น้ำน้อย ต้นทุนการผลิตต่ำ มีการสะสมน้ำหนักแห้งได้ดี และสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน จากการวิจัยและพัฒนาของสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานได้คัดเลือกข้าวฟ่างหวานสายพันธุ์ดีเด่น ได้แก่ CB5 CB7 CB14 และ CB23 พบว่า สายพันธุ์ดีเด่นทั้ง 4 สายพันธุ์มีแนวโน้มให้ผลผลิตสด ผลผลิตน้ำคั้น และผลผลิตเมล็ดสูง แต่ยังไม่มีการศึกษาศักยภาพการผลิตเอทานอล จึงดำเนินการศึกษาศักยภาพการผลิต เอทานอล และแก๊สชีวภาพ รวมถึงประเมินผลผลิตในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ได้พันธุ์ข้างฟ่างหวานที่มี
54 ทะเบียนวิจัยปี 2568ศักยภาพการให้พลังงาน เพื่อเป็นพืชพลังงานทางเลือกอีกพืชหนึ่ง ให้เกษตรกรพิจารณาเป็นพืชทางเลือกในการผลิตพลังงานทดแทนต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างหวานที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตแก๊สชีวภาพและเอทานอลสูง8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้พันธุ์ข้าวฟ่างหวานที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตแก๊สชีวภาพและเอทานอลสูง9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- สายพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน CB5 CB7 CB14 และ CB23 และ พันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ Cowley Keller และ Wray- ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-16- สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และวัชพืช- Hand Refractometer9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ 7 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีกรรมวิธี 7 กรรมวิธี ได้แก่ สายพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน 4 สายพันธุ์ CB5 CB7 CB14 CB23 และพันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ Cowley Keller และ Wray9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) เตรียมพื้นที่โดยการไถ 2 - 3 ครั้ง ขนาดแปลงย่อย 4.5 x 6 เมตร ปลูกข้าวฟ่างสายพันธุ์ละ 6 แถวๆ ยาว 6 เมตร ระยะปลูก 0.75 x 0.15 เมตร หยอดหลุมละ 3 - 4 เมล็ด หลังงอก 5 - 7 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ต้น 2) กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคนเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ 21 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการโรยข้างแถวแล้วพูนโคนกลบ ปฏิบัติดูแลรักษา และพ่นสารกำจัดศัตรูพืชตาม ความจำเป็น3) เก็บเกี่ยวต้นสดและเมล็ดข้าวฟ่างจาก 4 แถวกลาง เว้นหัว-ท้าย ด้านละ 2 หลุม พื้นที่เก็บเกี่ยว3 x 5.4 เมตร สุ่มเก็บ 10 ต้น หาองค์ประกอบผลผลิต ปริมาณน้ำคั้น เปอร์เซ็นต์หีบ ความหวาน ส่วนกากหรือชาน หั่นเป็นท่อนไม่เกิน 5 เซนติเมตร นำไปอบแห้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส 48 ชั่วโมง ชั่งน้ำหนักก่อนและหลังอบ
55 ทะเบียนวิจัยปี 25684) เตรียมตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์เอทานอล และแก๊สชีวภาพ 3 แบบ โดยนำต้นข้าวฟ่างหวานสับเป็นท่อนไม่เกิน 5 เซนติเมตร ใส่ถุงพลาสติกเย็นตัวอย่างละไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ส่วนที่ 2 และ 3 จาก ข้อ 3) นำต้นข้างฟ่างหวานที่หีบน้ำออกแล้ว สับเป็นท่อนไม่เกิน 5 เซนติเมตร ใส่ถุงพลาสติกเย็นตัวอย่างละไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม และส่วนที่ 3 น้ำคั้นใส่ขวดพลาสติก ตัวอย่างละไม่น้อยกว่า 1 ลิตร เก็บตัวอย่างทั้ง 3 แบบ ในตู้แช่อุณหภูมิไม่เกิน 0 องศาเซลเซียส เพื่อรอส่งวิเคราะห์9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ - ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา- น้ำหนักผลผลิตสด ผลผลิตเมล็ด ปริมาณน้ำคั้น เปอร์เซ็นต์หีบ น้ำหนักก่อน-หลังอบ เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง องค์ประกอบผลผลิต10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จังหวัดสุพรรณบุรี 2568 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256912. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 45,210 10,200 700 6,870 62,980
56 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 22 03 68 01 02 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ2. ชื่อโครงการวิจัย 22.3วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่ภาคกลางที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง4. ชื่อการทดลอง 1.2 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดลพบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน แทนไท กล่อมจินดา ชูชาติ บุญศักดิ์ธนาภรณ์ ประเสริฐพร6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สร้างรายได้ให้ชาวไร่อ้อยกว่า 200,000 ราย รวมทั้งแรงงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 1 ล้านคน จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างรายได้จากการส่งออกน้ำตาลกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเกิดการลงทุนและเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกหลายแสนล้านบาทปัจจุบันความต้องการผลผลิตอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีโรงงานน้ำตาลมากขึ้น ประกอบกับอ้อยเป็นพืชทดแทนตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในปี 2565/2566 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11.40 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.95 ล้านไร่ ภาคกลาง3.04 ล้านไร่ ภาคเหนือ 2.74 ล้านไร่และภาคตะวันออก 0.67 ล้านไร่แม้ว่าอ้อยจะเป็นพืชที่ปลูกได้หลากหลายพื้นที่ แต่มีข้อจำกัดของการปลูกอ้อยในพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตต่ำและไว้ตอได้น้อย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงได้รับผลตอบแทนต่ำหรือขาดทุนในบางปี กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดระดับความเหมาะสมของการปลูกพืช (Land Suitability Classification) โดยวิเคราะห์จากสภาพพื้นที่ ลักษณะของดิน ปริมาณน้ำฝน แหล่งชลประทาน ร่วมกับการจัดการพื้นที่และลักษณะรายพืช โดยแบ่งระดับความเหมาะสมเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่มีความเหมาะสมสูงสำหรับการ
57 ทะเบียนวิจัยปี 2568ปลูกพืช (S1) เหมาะสมปานกลาง (S2) เหมาะสมเล็กน้อย (S3) และชั้นที่ไม่มีความเหมาะสมสำหรับการ ปลูกพืช (N) ซึ่งในปี 2556 กรมพัฒนาที่ดินได้จำแนกพื้นที่ปลูกอ้อยตามความเหมาะสมของพื้นที่ไว้ดังนี้ พื้นที่ปลูกอ้อยที่มีความเหมาะสมสูง (S1) ร้อยละ 15 พื้นที่เหมาะสมปานกลาง (S2) ร้อยละ 57.06 พื้นที่เหมาะสมเล็กน้อย (S3) ร้อยละ 26.33 และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ร้อยละ 1.61กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาการจัดการดินและธาตุอาหารในการผลิตอ้อยมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การวิจัยที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นการวิจัยเพื่อให้ได้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของอ้อยและสมบัติของดินในพื้นที่ปลูก ยังไม่มีการนำข้อมูลความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชเศรษฐกิจตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก Agri-Map มาพิจารณาร่วมกับการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อย ทำให้การจัดการปุ๋ยในการผลิตอ้อยยังไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ ดังนั้นถ้ามีการปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับการจัดการธาตุอาหารอย่างเหมาะสมจะสามารถลดข้อจำกัดในพื้นที่ปลูกอ้อยและเพิ่มผลผลิตอ้อยในภาพรวมของประเทศได้การปรับปรุงดินและจัดการธาตุอาหารให้เกิดความยั่งยืนในการผลิตอ้อยนั้น จำเป็นต้องศึกษาสมรรถนะและศักยภาพของดินเป็นพื้นฐานสำคัญในการพิจารณา เช่น 1) ต้องปรับปรุงดินให้มีความเป็น กรด-ด่างอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ธาตุอาหารในดินอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน 2) ต้องรักษาปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับที่เหมาะสม และ 3) ต้องเพิ่มธาตุอาหารพืชที่ถูกนำออกไปจากพื้นที่ในรูปของผลผลิต ข้อจำกัดและปัญหาหลักของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญ คือ 1. ปัญหาสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ชุดดินกำแพงแสน ดินมีอนุภาคของทรายแป้งอยู่มาก จึงง่ายต่อการอัดตัวแน่นเป็นแผ่นแข็งของผิวหน้าดิน ทำให้ดินแน่นทึบอ้อยขาดน้ำในบางช่วง ทำให้ชะงัก การเจริญเติบโต ซึ่งพบมากในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศในเขตภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยรวม 1,345,003 ไร่ 2. ปัญหาดินด่าง เช่น ชุดดินตาคลี ชุดดินลพบุรี ซึ่งดินมี pH มากกว่า 7.3 จึงทำให้อ้อยขาดจุลธาตุและฟอสฟอรัสมีความเป็นประโยชน์น้อยลง ปัญหานี้พบมากในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศในเขตภาคเหนือและเขตติดต่อกับภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยมากถึง 1,614,928 ไร่3. ปัญหาดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้น้อย อ้อยจึงเสี่ยงต่อการขาดน้ำได้ง่าย ทำให้อ้อยผลผลิตต่ำ และไว้ตอได้น้อย พบมากในแหล่งปลูกอ้อยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุดของประเทศ มีพื้นที่ปลูกอ้อยรวมทั้งภาค 4.95 ล้านไร่ จากปัญหาดังกล่าวหากมีแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแก้ไขปัญหาและลดข้อจำกัดของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศ จะช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับผลผลิตอ้อยในภาพรวมของประเทศได้ ดังนั้น จึงจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในแหล่งปลูกอ้อยภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ได้แนวทางการปรับปรุงดินและ การจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มและสามารถไว้ตอได้มากขึ้น
58 ทะเบียนวิจัยปี 25687. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยภาคกลาง จังหวัดลพบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีและวัสดุปรับปรุงดินในการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสมของดินปลูกอ้อยภาคกลางจังหวัดลพบุรี9. แนวทางการดำเนินงานศึกษาวิธีการปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ในดินที่มีความเหมาะสมปานกลาง9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 32) อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ3) ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0, 0-46-0 และ 0-0-604) ปุ๋ยคอก5) ยิปซัม6) กรดฮิวมิก7) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบ พลั่วมือ และถังพลาสติก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) ชุดตรวจสอบดินภาคสนามของกรมวิชาการเกษตร (DOA Soil Test kit)10) ชุดตรวจสอบความต้องการปูนของดินของกรมวิชาการเกษตร (Lime Requirement test kit for soil analysis by DOA) 11) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)12) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)13) อุปกรณ์ วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer14) Vernier Caliper สำหรับใช้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 15) ไม้วัดความสูง16) วัสดุ/อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี กระดาษกาวย่น เชือกฟาง)
59 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี6 กรรมวิธี 9.2.2 กรรมวิธี1) ไม่ปรับปรุงดิน (กรรมวิธีควบคุม)2) ยิปซัม อัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่3) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่4) กรดฮิวมิก อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร5) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ กรดฮิวมิก อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร6) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ ยิปซัม อัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่หมายเหตุ : - ทุกกรรมวิธีใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0 เป็นแหล่งไนโตรเจน กรณีดินมี pH มากกว่า 7 และใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 กรณีดินมี pH น้อยกว่า 7- กรรมวิธีที่ปรับปรุงดินด้วยยิปซัม และปุ๋ยคอก ให้โรยรองพื้นก้นร่อง - ส่วนกรรมวิธีการที่ใช้กรดฮิวมิกให้ฉีดลงบนดินบริเวณก้นร่อง 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) ประเมินสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยใช้แผนที่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน 1:25,000 และแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชของกรมพัฒนาที่ดิน ทำการพิจารณาคัดเลือกแปลงในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 15 แปลง จากนั้นสุ่มเก็บตัวอย่างดินในแต่ละแปลงที่ระดับความลึก 0 - 20 เซนติเมตร และ 20 - 50 เซนติเมตร แล้ววิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดินโดยใช้ชุดตรวจสอบธาตุอาหารในดินอย่างง่าย (DOA Soil Test kit) และวิเคราะห์ความต้องการปูนของดินด้วยชุดตรวจสอบความต้องการปูนของดินของกรมวิชาการเกษตร (Lime Requirement test kit for soil analysis by DOA) พิจารณาข้อจำกัดของดินเพื่อประเมินแนวทางการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่ลพบุรี2) สัมภาษณ์ข้อมูลวิธีปฏิบัติของเกษตรกรเกี่ยวกับการปรับปรุงดิน การปลูก การจัดการปุ๋ยและน้ำ การดูแลรักษา ปริมาณผลผลิต ต้นทุน และรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเพื่อทราบแนวทางในการจัดการธาตุอาหารและความคุ้มค่าจากการลงทุน3) คัดเลือกพื้นที่ปลูกอ้อยในกลุ่มที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จำนวน 1 แปลง เพื่อศึกษาการปรับปรุงดิน เก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 เซนติเมตร และ 20 - 50เซนติเมตร นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อทราบถึงสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ความหนาแน่นรวมของดิน เนื้อดิน และสมบัติทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด - ด่าง อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้
60 ทะเบียนวิจัยปี 25684) เตรียมท่อนพันธุ์ โดยสับเป็นท่อน ท่อนละ 2 ตา 5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร ระยะปลูก 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างหลุม0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์ จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ภายในซ้ำเว้นระยะห่างระหว่างกรรมวิธี 2 เมตร และเว้นระยะห่างระหว่างซ้ำ 1.5 เมตร (รวม 24 แปลงทดลองย่อย ขนาดพื้นที่แปลงทดลอง 31.5 x 60 เมตร)6) การใส่ปุ๋ย ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่าของคำแนะนำเมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน7) กรรมวิธีที่มีการใส่วัสดุปรับปรุงดินให้ใส่/ฉีดพ่น ลงดินบริเวณก้นร่อง แล้วจึงใส่ปุ๋ยรองพื้นและวางท่อนพันธุ์8) ทุกกรรมวิธีมีการวางสายน้ำหยด โดยใช้สายน้ำหยดระยะ 30 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำแบบหยดโดยพิจารณาให้น้ำตามปริมาณความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติดินที่ความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร ได้แก่ ความเป็นกรด - ด่าง (pH)ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ เนื้อดิน และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก 2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ ความยาวลำเส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) 5) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุ การเจริญเติบโตของอ้อยปลูก6) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกออ้อย และหนอนเจาะลำต้นอ้อย7) ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินจากอัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ยต่อรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ย (Value to cost ratio, VCR)8) นำข้อมูลที่ได้มาการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร ต.ท่าดินดำ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 2568 2 ไร่
61 ทะเบียนวิจัยปี 256811. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567 สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 58,320 43,640 1,690 3,340 106,990
62 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 22 03 68 01 03 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ2. ชื่อโครงการวิจัย 22.3วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่ภาคกลางที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง4. ชื่อการทดลอง 1.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน ศุภกาญจน์ ล้วนมณี นงลักษ์ ปั้นลายวาสนา วันดี มณีรัตน์ รุจิณรงค์ นันทวัน มีศรี ณิชนันท์ พิเชียรสดใส6. หลักการและเหตุผลปัจจุบันความต้องการผลผลิตอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีโรงงานน้ำตาลมากขึ้น ประกอบกับอ้อยเป็นพืชทดแทนตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในปี 2566/2567 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11.13 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.96 ล้านไร่ภาคกลาง 2.92 ล้านไร่ ภาคเหนือ 2.61 ล้านไร่และภาคตะวันออก 0.64 ล้านไร่แม้ว่าอ้อยจะเป็นพืชที่ปลูกได้หลากหลายพื้นที่ แต่มีข้อจำกัดของการปลูกอ้อยในพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตต่ำและไว้ตอได้น้อย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง ได้รับผลตอบแทนต่ำหรือขาดทุนในบางปีจังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศ ในปี 2566/2567 มีพื้นที่ปลูกอ้อย 703,640 ไร่ มากที่สุดของภาคกลาง และมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองจากจังหวัด กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุดรธานี แต่การปลูกอ้อยในจังหวัดกาญจนบุรีมีข้อจำกัดและปัญหาด้านสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ดินมีอนุภาคของทรายแป้งอยู่มาก จึงง่ายต่อการอัดตัวแน่นเป็นแผ่นแข็งของผิวหน้าดิน ทำให้ดินแน่นทึบอ้อยขาดน้ำในบางช่วง ส่งผลให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตต่ำ กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาการจัดการดินและธาตุอาหารในการผลิตอ้อยมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การวิจัยที่ผ่านมานั้น
63 ทะเบียนวิจัยปี 2568มุ่งเน้นการวิจัยเพื่อให้ได้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของอ้อยและสมบัติของดินในพื้นที่ปลูก ยังไม่มีการนำข้อมูลความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชเศรษฐกิจตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก Agri-Map มาพิจารณาร่วมกับการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อย ทำให้การจัดการปุ๋ยในการผลิตอ้อยยังไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ จากปัญหาดังกล่าวหากมีแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแก้ไขปัญหาและลดข้อจำกัดของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญ จะช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับผลผลิตอ้อยในภาพรวมของประเทศได้ จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง เพื่อให้ได้แนวทางการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตอ้อยเพิ่มและสามารถไว้ตอได้มากขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางปรับปรุงดินและจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารสำหรับการผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง เพื่อเป็นแนวทางการเพิ่มผลผลิตอ้อยและความสามารถในการไว้ตอ9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 32) อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ3) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15, 16-8-8, 21-0-0, 46-0-0, 18-46-0 และ 0-0-604) ยิปซัม 5) ปุ๋ยคอก6) กรดฮิวมิก7) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบ พลั่วมือ และถังพลาสติก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) ชุดตรวจสอบดินภาคสนามของกรมวิชาการเกษตร (DOA Soil Test kit)10) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)11) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)12) อุปกรณ์ วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer13) Vernier Caliper สำหรับใช้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 14) ไม้วัดความสูง15) วัสดุ อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี กระดาษกาวย่น เชือกฟาง)
64 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี 6 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีวิธีการปรับปรุงดิน จำนวน 6 กรรมวิธี ได้แก่1) ไม่ปรับปรุงดิน (กรรมวิธีควบคุม)2) ยิปซัม อัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่3) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่4) กรดฮิวมิกความเข้มข้น 90% อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตรต่อไร่5) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ กรดฮิวมิกความเข้มข้น 90% อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตรต่อไร่6) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ ยิปซัม อัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่หมายเหตุ : - ทุกกรรมวิธีใส่ปุ๋ยเคมีอัตราตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0 เป็นแหล่งไนโตรเจน กรณีที่ดินมี pH มากกว่า 7 และใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 กรณีที่ดินมี pH น้อยกว่า 7- กรรมวิธีที่ปรับปรุงดินด้วยยิปซัม และปุ๋ยคอก ให้โรยรองพื้นก้นร่อง - ส่วนกรรมวิธีการที่ใช้กรดฮิวมิกให้ฉีดลงบนดินบริเวณก้นร่อง 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) ประเมินสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญในพื้นที่จังหวัด กาญจนบุรี โดยใช้แผนที่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน 1 : 25,000 และแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชของกรมพัฒนาที่ดิน ทำการพิจารณาคัดเลือกแปลงในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 15 แปลง จากนั้นสุ่มเก็บตัวอย่างดินในแต่ละแปลงที่ระดับความลึก 0 - 20 เซนติเมตร และ 20 - 50เซนติเมตร แล้ววิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดินโดยใช้ชุดตรวจสอบธาตุอาหารในดินอย่างง่าย (DOA Soil Test kit) พิจารณาข้อจำกัดของดินเพื่อประเมินแนวทางการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี2) สัมภาษณ์ข้อมูลวิธีปฏิบัติของเกษตรกรเกี่ยวกับการปรับปรุงดิน การปลูก การจัดการปุ๋ยและการให้น้ำ การดูแลรักษา ปริมาณผลผลิต ต้นทุน และรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเพื่อทราบแนวทางในการจัดการธาตุอาหารและความคุ้มค่าจากการลงทุน3) คัดเลือกพื้นที่ปลูกอ้อยในกลุ่มที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1 แปลง เพื่อศึกษาการปรับปรุงดิน เก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 เซนติเมตร และ 20 - 50เซนติเมตร นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อทราบถึงสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ความหนาแน่นรวมของดิน
65 ทะเบียนวิจัยปี 2568เนื้อดิน และสมบัติทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ 4) เตรียมท่อนพันธุ์ โดยสับเป็นท่อนๆ ละ 2 ตา 5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร ระยะปลูก 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์ จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ภายในซ้ำเว้นระยะห่างระหว่างกรรมวิธี 2 เมตร และเว้นระยะห่างระหว่างซ้ำ 1.5 เมตร (รวม 24 แปลงทดลองย่อย ขนาดพื้นที่แปลงทดลอง 40 x 63 เมตร) พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร (2 แถวกลาง แต่ละแถวยาว 8 เมตร)6) การใส่ปุ๋ย ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่าของคำแนะนำเมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน7) กรรมวิธีที่มีการใส่วัสดุปรับปรุงดินให้ใส่หรือฉีดพ่นลงดินบริเวณก้นร่อง แล้วจึงใส่ปุ๋ยรองพื้นและวางท่อนพันธุ์8) ทุกกรรมวิธีมีการให้น้ำแบบหยด โดยใช้สายน้ำหยดระยะ 30 โดยพิจารณาให้น้ำตามปริมาณความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ข้อมูลสมบัติดินที่ความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร ได้แก่ความเป็นกรด-ด่าง (pH)ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้เนื้อดิน และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก 2) ข้อมูลเปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3) ข้อมูลการเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) 5) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุ การเจริญเติบโตของอ้อยทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ6) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกออ้อย และหนอนเจาะลำต้นอ้อย7) ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินจากอัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ย ต่อรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ย (Value to cost ratio, VCR)8) นำข้อมูลที่ได้มาการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ
66 ทะเบียนวิจัยปี 256810. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงเกษตรกร จ.กาญจนบุรี 2568 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2567สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 97,320 74,500 1,680 3,350 176,850
67 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 22 03 68 01 04 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ2. ชื่อโครงการวิจัย 22.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่ภาคกลางที่ดินมีความเหมะสมปานกลาง4. ชื่อการทดลอง 1.4 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีที่ดินมีความเหมะสมปานกลาง5. ดำเนินงานหัวหน้า วาสนาวันดีผู้ร่วมงาน สุมาลี โพธิ์ทอง สมบูรณ์ วันดีศุภกาญจน์ ล้วนมณี สุจิตรา พิกุลทอง6. หลักการและเหตุผลอ้อยโรงงานเป็นพืชเศรษฐกิจหลักในลำดับที่ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี จากฐานข้อมูลในแผนที่เกษตรเชิงรุก หรือ Agri-MapOnline กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดระดับความเหมาะสมของการปลูกพืช (Land Suitability Classification) โดยการวิเคราะห์จากสภาพพื้นที่ ลักษณะของดิน ปริมาณน้ำฝน แหล่งชลประทานร่วมกับการจัดการพื้นที่และลักษณะรายพืช พบว่า พื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานของจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน สามารถจำแนกตามชั้นความเหมาะสมของที่ดินได้ดังนี้(1) พื้นที่เหมาะสมสูง (S1) มีเนื้อที่ 184,747 ไร่ (ร้อยละ 58.85) ของพื้นที่มีศักยภาพสูง กระจายตัวมากอยู่ในอำเภอสองพี่น้อง 134,921 ไร่ อำเภออู่ทอง 36,887 ไร่ และอำเภอเดิมบางนางบวช 3,269 ไร่ ตามลำดับ (2) พื้นที่เหมาะสมปานกลาง (S2) มีเนื้อที่ 87,196 ไร่ (ร้อยละ 67.51) ของพื้นที่มีศักยภาพปานกลาง กระจายตัวมากอยู่ในอำเภอด่านช้าง 65,436 ไร่ อำเภอหนองหญ้าไซ 15,841 ไร่ และอำเภอเดิมบางนางบวช 4,472 ไร่ ตามลำดับ (3) พื้นที่เหมาะสมเล็กน้อย (S3) มีเนื้อที่ 441,091 ไร่ (ร้อยละ 71.42) ของพื้นที่ มีศักยภาพเล็กน้อย กระจายตัวมากอยู่ในอำเภอด่านช้าง 123,224 ไร่ อำเภอหนองหญ้าไซ 110,869 ไร่ และอำเภออู่ทอง 78,530 ไร่ ตามลำดับ (4) พื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ในการปลูกอ้อยโรงงาน มีเนื้อที่ 4,549 ไร่ (ร้อยละ 0.24) ของพื้นที่ศักยภาพไม่เหมาะสม โดยพื้นที่ที่มี
68 ทะเบียนวิจัยปี 2568ความเหมาะสมต่อการผลิตอ้อยโรงงาน คือ พื้นที่ S1 หรือ S2 เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีสำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) มีการกระจายตัวอยู่ในอำเภอหนองหญ้าไซ อำเภอด่านช้าง และอำเภอเดิมบางนางบวช เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยที่ดินมีข้อจำกัดทางกายภาพและทางเคมีบางประการเช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความเป็นกรดเป็นด่าง และความชื้น ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของอ้อยทำให้ผลผลิตต่ำและไว้ตอได้น้อย มีต้นทุนการผลิตสูง และได้รับผลตอบแทนต่ำหรือขาดทุนในบางปี ดังนั้นการปลูกอ้อยในพื้นที่ดังกล่าว จำเป็นต้องมีการปรับปรุงดินและจัดการธาตุอาหารที่ถูกต้องเช่น การปรับปรุงดินให้มีความเป็นกรด-ด่างอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ธาตุอาหารในดินอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน รักษาปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับที่เหมาะสมและเพิ่มธาตุอาหารพืชในดินที่ถูกนำออกไปจากพื้นที่ในรูปของผลผลิต กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาการจัดการดินและธาตุอาหารในการผลิตอ้อยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีการนำข้อมูลความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชเศรษฐกิจตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก Agri-Map มาพิจารณาร่วมกับการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อย ทำให้การจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยยังไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ ดังนั้น ถ้ามีการศึกษาการปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับการจัดการธาตุอาหารอย่างเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ปลูกแล้ว จะสามารถลดข้อจำกัดและเพิ่มผลผลิตอ้อยในพื้นที่ได้7.วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยที่มีความเหมาะสมปานกลาง จังหวัดสุพรรณบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี9.แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ท่อนพันธุ์อ้อย กวก. ขอนแก่น 32) อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ3) ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-604) ยิปซัม5) กรดฮิวมิก6) ปุ๋ยคอก7) ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต8) ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-3
69 ทะเบียนวิจัยปี 25689) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติกจอบ พลั่วมือ และถังพลาสติก10) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน11) ชุดตรวจสอบดินภาคสนามของกรมวิชาการเกษตร (DOA Soil Test kit)12) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)13) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)14) อุปกรณ์วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer15) Vernier Caliper สำหรับใช้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ16) วัสดุ อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี กระดาษกาวย่น เชือกฟาง ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ 6 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี1) ไม่ปรับปรุงดิน (กรรมวิธีควบคุม)2) ยิปซัม อัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่3) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่4) กรดฮิวมิกอัตรา 500 กรัมน้ำ 200 ลิตร5) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ กรดฮิวมิก อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร6) ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ ยิปซัม อัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่หมายเหตุ : - ทุกกรรมวิธีใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0 เป็นแหล่งไนโตรเจน กรณีดินมี pH มากกว่า 7 และใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 กรณีดินมี pH น้อยกว่า 7- กรรมวิธีที่ปรับปรุงดินด้วยยิปซัม และปุ๋ยคอกให้โรยรองพื้นก้นร่อง - ส่วนกรรมวิธีการที่ใช้กรดฮิวมิกให้ฉีดลงบนดินบริเวณก้นร่อง 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) ประเมินสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้แผนที่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน 1:25,000 และแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชของกรมพัฒนาที่ดินทำการพิจารณาคัดเลือกแปลงในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 15 แปลง จากนั้นสุ่มเก็บตัวอย่างดินในแต่ละแปลงที่ระดับความลึก 0 - 20 เซนติเมตรและ 20 - 50 เซนติเมตรแล้ววิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดินโดยใช้ชุดตรวจสอบธาตุอาหารในดินอย่างง่ายของกรมวิชาการเกษตร
70 ทะเบียนวิจัยปี 2568(DOA Soil Test kit) พิจารณาข้อจำกัดของดินเพื่อประเมินแนวทางการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี2) สัมภาษณ์ข้อมูลวิธีปฏิบัติของเกษตรกรเกี่ยวกับการปรับปรุงดิน การปลูก การจัดการปุ๋ยและน้ำ การดูแลรักษา ปริมาณผลผลิต ต้นทุน และรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เพื่อทราบแนวทางในการจัดการธาตุอาหารและความคุ้มค่าจากการลงทุน3) คัดเลือกพื้นที่ปลูกอ้อยในกลุ่มที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดละ 1 แปลง เพื่อศึกษาการปรับปรุงดิน เก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 – 20 เซนติเมตร และ 20 - 50เซนติเมตร นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อทราบถึงสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ความหนาแน่นรวมของดิน เนื้อดิน และสมบัติทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด – ด่าง อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ 4) เตรียมท่อนพันธุ์อ้อย กวก. ขอนแก่น 3 โดยสับเป็นท่อน ท่อนละ 2 ตา 5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร ระยะปลูก 1.5เมตร ระยะห่างระหว่างหลุม0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์ จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ภายในซ้ำเว้นระยะห่างระหว่างกรรมวิธี 2 เมตร และเว้นระยะห่างระหว่างซ้ำ 1.5 เมตร (รวม 24 แปลงทดลองย่อย ขนาดพื้นที่แปลงทดลอง 31.5 x 60 เมตร)6) การใส่ปุ๋ย ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่า ของคำแนะนำ ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่า ของคำแนะนำ เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน7) กรรมวิธีที่มีการใส่วัสดุปรับปรุงดินให้ใส่/ฉีดพ่น ลงดินบริเวณก้นร่อง แล้วจึงใส่ปุ๋ยรองพื้นและวางท่อนพันธุ์8) ทุกกรรมวิธีมีการวางสายน้ำหยด โดยใช้สายน้ำหยดระยะ 30 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำแบบหยด โดยพิจารณาให้น้ำตามปริมาณความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ข้อมูลสมบัติดินที่ความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร ได้แก่ความเป็นกรด-ด่าง (pH)ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ที่แลกเปลี่ยนได้เนื้อดิน และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก 2) ข้อมูลเปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน3) ข้อมูลการเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) 5) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำ ที่ให้ตลอดอายุการเจริญเติบโต
71 ทะเบียนวิจัยปี 25686) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกอและหนอนเจาะลำต้น7) ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินจากอัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ย ต่อรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ย (Value to cost ratio, VCR)8) นำข้อมูลที่ได้มาการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี 2568 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 97,300 74,500 1,700 3,350 176,850
72 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 27 06 68 00 06 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 27 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 27.6วิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชไร่อินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 6 ทดสอบการใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยโดยปล่อยกับระบบการให้น้ำเพื่อกำจัดปลวก5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน สุวัฒนพูลพาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี6. หลักการและเหตุผลในระบบการผลิตพืชอินทรีย์ ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกษตรกรต้องประสบ ได้แก่ การมีแมลงศัตรูพืชรบกวน ในช่วงอายุการปลูกอ้อยจนถึงเก็บเกี่ยวนั้น อ้อยเป็นพืชที่มีอายุปลูกนานถึง 12 เดือน ทำให้มีแมลงศัตรูมีพืชอาหารเป็นเวลายาวนาน ศัตรูพืชสำคัญที่สามารถเข้าทำลายอ้อยได้ตั้งแต่ท่อนพันธุ์จนถึงเก็บเกี่ยวได้แก่ ปลวก โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาภัยแล้งรุนแรง ในเขตปลูกอ้อยภาคกลางและภาคเหนือ พื้นที่ปลูกที่มีลักษณะดินเป็นดินทราย เช่น ภาคกลางในเขตจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ส่งผลให้การระบาดของศัตรูพืชทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลราชบุรี และกาญจนบุรี ที่เข้าร่วมอบรมการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอ้อย จัดโดยศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 - 27 มิถุนายน 2562 ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี พบว่า ในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดราชบุรี เช่นอำเภอจอมบึง โพธาราม และในจังหวัดกาญจนบุรี พบการเข้าทำลายของปลวกในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรหลายรายปล่อยไว้ไม่ได้มีการกำจัด 7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตอ้อยอินทรีย์ที่เหมาะสม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการใช้ไส้เดือนฝอยเพื่อกำจัดปลวกในการผลิตอ้อยอินทรีย์
73 ทะเบียนวิจัยปี 25689. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงสายพันธุ์ไทย Entomopathogenic Nematode (Steinernema siamkayai Thai Strain (KP isolate) แบบพร้อมใช้ 2) แปลงอ้อย3) อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง- 9.2.2 กรรมวิธีทดสอบเปรียบเทียบระหว่างการกำจัดศัตรูพืช 2 กรรมวิธี คือ 1) วิธีของเกษตรกร คือ การใช้สารเคมี fipronil 5% SC อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นตามร่องอ้อย หรือไม่มีการกำจัดปลวก 2) วิธีของกรมวิชาการเกษตร คือ การใช้ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยปล่อยไปกับระบบน้ำ9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ โดยสำรวจพื้นที่ปลูกอ้อยในแปลงเกษตรกรจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ที่พบปัญหาปลวกเข้าทำลาย มีระบบการให้น้ำอ้อยแบบน้ำหยด วิธีการสุ่มสำรวจพื้นที่การระบาดโดยขุดสำรวจในพื้นที่ จุดที่สำรวจ ในพื้นที่ 0.5 ไร่ สุ่มสำรวจ 5 จุด คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการรายละ 0.5 ไร่จำนวนแปลงเกษตรกรไม่น้อยกว่า 10 แปลง การทดสอบเทคโนโลยีการทดสอบเทคโนโลยีการใช้ไส้เดือนฝอยโดยปล่อยไปกับระบบน้ำ 1) ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยพร้อมใช้อัตรา 300 ล้านตัว/ไร่ ผสมน้ำ 200 ลิตร 2) วิธีการเตรียมไส้เดือนฝอย เทไส้เดือนฝอยพร้อมใช้ลงในภาชนะเติมน้ำพอท่วม ใช้มือกวนแยกไส้เดือนฝอยให้หลุดออกจากเจลใส นำไปเทผ่านตะแกรงหยาบที่วางบนภาชนะรองรับเพื่อแยกเจลใสทิ้ง จะได้สารละลายไส้เดือนฝอยในน้ำ 3) นำสารละลายไส้เดือนฝอยไปเทใส่ถังผสม เติมน้ำจนครบตามอัตราส่วน 4) ปล่อยไส้เดือนฝอยที่ผสมพร้อมใช้ไปกับระบบน้ำ ต้องมีการกวนถังไส้เดือนฝอยตลอดเวลาที่ปล่อยเพื่อไม่ให้ไส้เดือนฝอยตกตะกอนก้นถัง โดยใช้ตีนเป็ดหรือใบพัดมอเตอร์กวนน้ำ นำสายยางจุ่มในถังแล้วสูบน้ำใช้ปั๊มดูดแล้วต่อกับท่อปล่อยน้ำในแปลงอ้อย 5) ความถี่ในการปล่อยไส้เดือนฝอยทุก 10 วัน จำนวน 3 ครั้ง 6) การสำรวจผล ในพื้นที่ 0.5 ไร่ ขุดสำรวจ 5 จุด (160 ตารางเมตรต่อ 1 จุด) ขุดสำรวจหลังจากปล่อยไส้เดือนฝอย 2 และ 7 วัน รวมทั้งหมดจำนวน 6 ครั้ง ตามแผนดำเนินการปล่อยและสำรวจไส้เดือนฝอย ปี 2568
74 ทะเบียนวิจัยปี 2568ปล่อย 1สำรวจ1สำรวจ 2ปล่อย 2สำรวจ 3สำรวจ 4ปล่อย 3สำรวจ 5สำรวจ 6วันที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 309.2.4 การบันทึกข้อมูล1) จำนวนปลวกก่อนปล่อยไส้เดือนฝอย2) จำนวนปลวกหลังปล่อยไส้เดือนฝอย3) วันที่ปล่อยไส้เดือนฝอยไปกับระบบน้ำ4) จำนวนปลวกในแปลงวิธีของเกษตรกร5) ผลผลิตอ้อยในแปลงวิธีเกษตรกรและวิธีของกรมวิชาการเกษตร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี2568 10 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256912. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 47,610 34,630 870 3,450 86,560
75 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 27 06 68 00 07 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 27 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชอินทรีย์2. ชื่อโครงการ 27.7วิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชไร่อินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 7 การทดสอบและขยายผลเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์ในพื้นที่ภาคกลาง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน สุวัฒนพูลพาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี6. หลักการและเหตุผลจากการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตอ้อยอินทรีย์ ปี 2565 - 2567 ได้นำผลจากการศึกษาด้านการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ การกำจัดวัชพืช และการใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสม ในพื้นที่ของศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี และศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น นำมาขยายผลสู่แปลงเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่ต้องการเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่การปลูกอ้อยเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ และรองรับผู้ผลิตน้ำตาลที่ต้องการขยายตลาดน้ำตาลออร์แกนิค (Organic sugar) ที่มีราคาสูง สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และทางโรงงานน้ำตาลเองมีความต้องการเทคโนโลยีการปลูกอ้อยระบบอินทรีย์ ดังนั้นการผลิตอ้อยอินทรีย์เพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนสู่โรงงานน้ำตาล จะช่วยตอบโจทย์ให้กับผู้ผลิตน้ำตาลที่ต้องการขยายตลาดน้ำตาลสู่ระบบอินทรีย์ หรือหากไม่นำอ้อยอินทรีย์มาผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นอ้อยงบ ซึ่งเกษตรกรหรือ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าชุมชนสามารถทำได้เพื่อตลาดสินค้า7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตอ้อยอินทรีย์ที่เหมาะสม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยในระบบอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.2 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) แปลงอ้อย
76 ทะเบียนวิจัยปี 25682) ปุ๋ยอินทรีย์ 3) อุปกรณ์เตรียมดิน เช่น รถแทรกเตอร์4) ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เช่น บีที แมลงศัตรูธรรมชาติ5) เครื่องจักรกลการเกษตรกำจัดวัชพืช6) ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส7) อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธีทดสอบเปรียบเทียบระหว่างการปลูกอ้อย 2 กรรมวิธี คือ 1) วิธีของเกษตรกร และ 2) วิธีของกรมวิชาการเกษตร โดยรายละเอียดมีดังนี้วิธีปฏิบัติ กรรมวิธีเกษตรกร กรรมวิธีทดสอบอ้อยปลูก อ้อยตอ อ้อยปลูก อ้อยตอการใส่ปุ๋ย - ใส่ปุ๋ยตามที่เกษตรกร- ปฏิบัติ- ใส่ปุ๋ยตามที่เกษตรกร- ปฏิบัติ- ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (อัตรา 1 ลิตร/น้ำ 100 ลิตร) - ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (อัตรา 1 ลิตร/น้ำ 100 ลิตร) การกำจัดวัชพืช - กำจัดตามที่เกษตรกรปฏิบัติ- กำจัดตามที่เกษตรกรปฏิบัติ- กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร- กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตรการกำจัดโรคและแมลงศัตรู- การกำจัดโรคและ- แมลงศัตรูตามวิธี- ปฏิบัติของเกษตรกร- การกำจัดโรคและ- แมลงศัตรูตามวิธี- ปฏิบัติของเกษตรกร- การกำจัดโรคและแมลงศัตรูตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรใช้ได้เฉพาะสารชีวภัณฑ์- การกำจัดโรคและแมลงศัตรูตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรใช้ได้เฉพาะสารชีวภัณฑ์
77 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองมีขั้นตอนการดำเนินงานที่อ้างอิงจาก อุดม และคณะ (2560) ดังนี้1) ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากแปลงเกษตรกรรายเดิม ที่ทำการทดลองเมื่อปี 2567 2) เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 11 - 12 เดือน พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตรต่อแปลง เพื่อเก็บข้อมูล3) เก็บตัวอย่างดินหลังเก็บเกี่ยว เพื่อวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดินในห้องปฏิบัติการ4) กำหนดกรรมวิธีการทดสอบ โดยนักวิชาการเกษตรกำหนดร่วมกับเกษตรกร 5) เกษตรกรทำแปลงทดสอบอ้อยด้วยตัวเอง โดยมีนักวิชาการเกษตรให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง6) เกษตรกรและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมสรุปผลและวางแผนขยายผล9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) การเจริญเติบโตของอ้อยอายุ 6 และ 10 เดือน ได้แก่ ความสูง และเส้นผ่านศูนย์กลางลำ (10 ลำ จำนวน 7 จุดต่อแปลงย่อย) และที่อายุเก็บเกี่ยว 11 - 12 เดือน ได้แก่ ข้อมูลผลผลิต องค์ประกอบผลผลิตคือ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ จำนวนลำต่อกอ จำนวนลำต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) ในพื้นที่เก็บเกี่ยว 63 ตารางเมตรต่อกรรมวิธี2) ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ รายได้ ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รายได้ (บาท/ไร่)สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุน (BCR) = ---------------------------------ต้นทุนผันแปร (บาท/ไร่)3) การระบาดของศัตรูพืช4) ปริมาณน้ำฝน5) การบันทึกข้อมูล - วิเคราะห์ช่องว่างของผลผลิต (Yield Gap Analysis) - วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของ 2 กรรมวิธีแบบ Paired T-test- วิเคราะห์สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุน (Benefit Cost Ratio : BCR)- เปอร์เซ็นต์การยอมรับของเกษตรกร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 2568 4 ไร่
78 ทะเบียนวิจัยปี 256811. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568 สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 34,350 12,820 680 1,290 49,140
79 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 27 06 68 00 19 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 27 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 27.6วิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชไร่อินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 19 ศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศร่วมกับปุ๋ยชีวภาพและหินฟอสเฟต ที่เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวผิวดำอินทรีย์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน นงลักษ์ ปั้นลาย ธนาภรณ์ ประเสริฐพรลัคนา จันทรวงศ์ศรี 6. หลักการและเหตุผลถั่วเขียว เป็นพืชที่เหมาะสมในการปลูกระบบเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากถั่วเขียวมีอายุสั้น ตรึงไนโตรเจนได้ดี สามารถใช้เป็นปุ๋ยพืชสด และสามารถปลูกก่อนหรือหลังการทำนาหรือทำไร่ เพื่อตัดวงจรการระบาดของศัตรูพืช ผลผลิตส่วนใหญ่บริโภคภายในประเทศ และมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผลิตแป้งวุ้นเส้น ถั่วงอก และประกอบอาหารอื่นๆ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ถั่วเขียวในประเทศ มีมาก แต่การผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการจึงทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ในปี2560 จำนวน 20,892 ตัน คิดเป็นมูลค่า 578.25 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกถั่วเขียวปี 2560 รวม 868,833 ไร่ มีผลผลิต 109,781 ตัน จะเห็นได้ว่าผลผลิตที่ผลิตได้ภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ(สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2560) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว จึงควรขยายพื้นที่ปลูกถั่วเขียวในพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ แต่ยังขาดข้อมูลพื้นฐาน การจัดการธาตุอาหารในดิน ดังนั้น การศึกษาอัตราการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม หินฟอสเฟต และปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต จะเป็นแนวทางในการเพิ่มผลผลิตและรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินเหมาะสมต่อการผลิตถั่วเขียวในระบบอินทรีย์7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวอินทรีย์ที่เหมาะสม
80 ทะเบียนวิจัยปี 25688. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ชนิดปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม หินฟอสเฟต และปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต ในการเพิ่มผลผลิตและรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวในระบบอินทรีย์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) เมล็ดพันธุ์ถั่วเชียวผิวดำ พันธุ์กวก. ชัยนาท 42) ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ 3) หินฟอสเฟต4) ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต5) ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม6) เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis 7) ไวรัสเอ็นพีวี (Nuclear Polyhedriosis Virus: NPV)8) อุปกรณ์และสารเคมีในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ9) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเช่น แคปแทน 50% WP (ออโธ่ไซค์) อะลาคลอร์48% W/V EC (อะลาคลอร์)10) วัสดุและอุปกรณ์การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เช่น กระดาษทดสอบความงอก (ในห้องปฏิบัติการ) ทราย กระบะทดสอบความงอก (ทดสอบโดยเกษตรกร) เป็นต้น11) เครื่องมืออุปกรณ์การเก็บผลผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น กระสอบ เป็นต้น9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB 4 ซ้ำ มี6 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี1) ไม่ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ไรโซเบียม หินฟอสเฟต และ ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต2) ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ตามอัตราเท่ากับ N ของคำแนะนำของปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน3) ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ตามอัตราเท่ากับ N ของคำแนะนำของปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน + ไรโซเบียมใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ตามอัตราเท่ากับ N ของคำแนะนำของปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน + ไรโซเบียม + หินฟอสเฟตตามอัตราเท่ากับ P ของคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต (ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร)
81 ทะเบียนวิจัยปี 25684) ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ตามอัตรา 2 เท่าของ N ของคำแนะนำของปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน + ไรโซเบียม + หินฟอสเฟตตามอัตราเท่ากับ P ของคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต (ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร)5) ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ตามอัตรา 3 เท่าของ N ของคำแนะนำของปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน + ไรโซเบียม + หินฟอสเฟตตามอัตราเท่ากับ P ของคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต (ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) เก็บตัวอย่างดิน ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศใช้สูตร 3 : 3 : 1 (ปุ๋ยมูลวัว : ปุ๋ยมูลไก่ : ใบไม้) ทำการหมักเป็นเวลา 30 วัน วิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืช2) กำหนดขนาดพื้นที่แปลงย่อย 4 x 6 เมตร ใส่ปุ๋ยตามกรรมวิธีที่กำหนดให้ทั่วแปลงแล้วไถพรวน 3) ก่อนปลูกถั่วเขียว 15 วัน และเก็บตัวอย่างดินหลังใส่ปุ๋ยหมักวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร4) ดำเนินการปลูกถั่วเขียวผิวดำ พันธุ์ กวก. ชัยนาท 4 ช่วงฤดูแล้ง (มกราคม - พฤษภาคม) ขนาดแปลงย่อย 4 x 6 เมตร ระยะปลูก 50 x 20 เซนติเมตร หยอดเมล็ดพันธุ์ 4 - 5 เมล็ดต่อหลุม ป้องกันศัตรูพืชโดยใช้ไวรัสเอ็นพีวี และเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (ตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร)5) เก็บเกี่ยวถั่วเขียวเมื่ออายุ 80 วัน แล้วกะเทาะเมล็ด6) สุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ตามกรรมวิธีที่กำหนด เพื่อตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ ความชื้น น้ำหนัก 100 เมล็ด และเปอร์เซ็นต์ความงอกภายหลัง การเก็บรักษาในสภาพห้องควบคุมอุณหภูมิ 20±2 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 60±2 ทุกเดือนเป็นเวลา 4 เดือน7) การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ ความชื้นตามมาตรฐานของสมาคมทดสอบเมล็ดพันธุ์นานาชาติ (ISTA, 2020)- ความงอกมาตรฐาน (standard germination) ทำการเพาะเมล็ดโดยวิธีการเพาะระหว่างกระดาษ (between paper) จำนวน 100 เมล็ดต่อซ้ำ บ่มในห้องเพาะความงอกอุณหภูมิสลับ 20<=>30 องศาเซลเซียส ประเมินความงอกที่อายุ5 วัน (ISTA, 2020)- ความบริสุทธิ์(purity test) ทำการคัดแยกเมล็ดพันธุ์(เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์) ออกจากเมล็ดพืชอื่น และสิ่งเจือปน โดยชั่งน้ำหนักทุกองค์/ประกอบ คำนวณ และรายงานเป็นร้อยละ (ISTA, 2020)- ความชื้น (moisture test) นำเมล็ดพันธุ์/มาบดละเอียดด้วยเครื่องบด ชั่งน้ำหนัก4.5±0.5 กรัมต่อซ้ำ อบด้วยตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ130 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 1 ชั่วโมง นำไปไว้ในโถดูดความชื้นประมาณ 30 นาที คำนวณน้ำหนักที่หายไป รายงานผลเป็นร้อยละ (ISTA, 2020)
82 ทะเบียนวิจัยปี 25689.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติทางเคมีของดินก่อนและหลังปลูก ได้แก่ pH การนำไฟฟ้า (EC) อินทรียวัตถุ แอมโมเนียมไนเตรท และฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ 2) ข้อมูลวันปฏิบัติการต่างๆ ได้แก่ วันปลูก วันงอก วันออกดอก 50% วันเก็บเกี่ยว 3) การเจริญเติบโตของถั่วเขียว4) ข้อมูลผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความสูงต้น จำนวนข้อต่อต้น จำนวนกิ่งต่อต้น จำนวนฝักต่อต้น และน้ำหนัก 100 เมล็ด5) ข้อมูลคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ และความงอกที่ตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2568 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256812. งบประมาณปี 2567สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 21,480 14,320 - - 35,800
83 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 39 01 68 00 01 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์2. ชื่อโครงการวิจัย 39.1วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 1 ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการ ผลิตอ้อย จังหวัดกาญจนบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี ระพีพันธุ์ ชั่งใจวันทนา เลิศศิริวรกุล มณีรัตน์ รุจิณรงค์ นันทวัน มีศรี ณิชนันท์ พิเชียรสดใส6. หลักการและเหตุผลน้ำเป็นปัจจัยการผลิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการเพิ่มผลผลิตอ้อย มีความสำคัญต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน หรือปุ๋ยที่ใส่ลงไปซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารของอ้อยกอบเกียรติและคณะ (2555) พบว่า การให้น้ำมีความสัมพันธ์กับการดูดใช้ฟอสฟอรัสของอ้อยมากที่สุดรองลงมาเป็นไนโตรเจน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ตามลำดับ แต่ไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารหลักที่มีความสำคัญมากที่สุดในการสร้างผลผลิตและภายใต้สภาพแห้งแล้งประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนของอ้อยจะลดลงซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตอ้อยอย่างยิ่ง ดังนั้น เมื่อมีการให้น้ำจึงส่งผลให้พืชมีประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนได้ดีขึ้นและจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่มขึ้น โดยตลอดระยะการเจริญเติบโตอ้อยต้องการน้ำประมาณ 1,200 - 1,500 มิลลิเมตร มีการกระจายสม่ำเสมอในช่วงอ้อยอายุ1 - 8 เดือน แต่พื้นที่ปลูกอ้อยของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน ความไม่แน่นอนของฝนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมักประสบปัญหาความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล การกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้ผลผลิตต่ำและไว้ตอได้น้อย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงการศึกษาการให้น้ำเสริมร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อย จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วย
84 ทะเบียนวิจัยปี 2568วางแผนการใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสอดคล้องกับความต้องการน้ำของอ้อย ส่งเสริมให้อ้อยมีการเจริญเติบโตดี มีผลผลิตสูง และสามารถไว้ตอได้หลายตอ7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้ปุ๋ยในระบบชลประทาน (Fertigation) สำหรับการผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยในการผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 32) ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-8, 15-15-15, 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-603) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)4) อุปกรณ์ให้น้ำ (ท่อพีวีซี เทปน้ำหยดวาล์วน้ำหยด)5) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)6) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)7) เครื่องชั่งน้ำหนัก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น11) ไม้หลักแปลง12) วัสดุ/อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 3 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ การจัดการน้ำและปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 2 วิธี ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนทางดิน ระบบน้ำหยด2) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบชลประทาน (Fertigation) Sub Plot คือ อัตราปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 4 อัตรา ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 50 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน
85 ทะเบียนวิจัยปี 25682) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 100 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน3) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 150 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน4) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 200 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินหมายเหตุ : - ให้น้ำตามความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต - ใช้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ (กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร, 2564)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) คัดเลือกพื้นที่แปลงเกษตรกรที่เป็นตัวแทนพื้นที่ปลูกอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี 2) รวบรวมวิธีการปฏิบัติในแปลงปลูกอ้อยของเกษตรกรตั้งแต่การเตรียมดินจนกระทั่ง เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะการให้น้ำและการใส่ปุ๋ย และรวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับจากการขายผลผลิต3) รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ทดลองย้อนหลัง 10 ปี ของจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลความต้องการน้ำของอ้อยเพื่อหาช่วงวันปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้มีการให้น้ำเสริมตลอดระยะการเจริญเติบโตของอ้อยน้อยครั้งที่สุด4) ก่อนทดลองสุ่มเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตรเพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร จำนวน 24 แปลงทดลองย่อย ในแต่ละแปลงย่อยปลูกอ้อยจำนวน 6 แถวๆ ยาว 8 เมตร โดยใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์อ้อย 2 ท่อน/หลุม (ใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน) เว้นระยะห่างระหว่างแปลงทดลองย่อย 2 เมตร ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนตามกรรมวิธีที่กำหนด ส่วนปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทช ใส่ครั้งเดียวเต็มอัตรารองพื้นพร้อมปลูก พื้นที่เก็บเกี่ยว24 ตารางเมตร (2 แถวกลาง แต่ละแถวยาว 8 เมตร) ก่อนเก็บเกี่ยวให้พิจารณาช่วงวันเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อให้มีการให้น้ำเสริมในอ้อยตอน้อยครั้งที่สุด9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติดินที่ความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH)ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ที่แลกเปลี่ยนได้เนื้อดิน และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก 2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส)
86 ทะเบียนวิจัยปี 25685) สภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุ การเจริญเติบโตของอ้อยทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ6) การระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกออ้อย และหนอนเจาะลำต้นอ้อย7) ทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินจากอัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ยต่อรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ย (Value to cost ratio, VCR)8) นำข้อมูลที่ได้มาการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Varianceเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงเกษตรกร จ.กาญจนบุรี 2568 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2567 สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 92,210 70,660 1,700 6,750 171,320
87 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 39 01 68 00 02 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์2. ชื่อโครงการวิจัย 39.1วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 2 ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี5. ดำเนินงานหัวหน้า วาสนา วันดีผู้ร่วมงาน สุมาลีโพธิ์ทอง สมบูรณ์ วันดีวันทนา เลิศศิริวรกุล สุจิตรา พิกุลทอง6. หลักการและเหตุผลการผลิตอ้อยของประเทศไทยพบว่ายังมีผลผลิตต่อไร่ต่ำโดยมีผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 9.93ตันต่อไร่ (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2566) เนื่องจากพื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน มีเพียง 20% อยู่ในเขตชลประทานและน้ำเสริม และดินที่ใช้ปลูกอ้อยมักอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลาง จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของอ้อย น้ำและปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของอ้อยจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล การกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตต่ำ ไว้ตอได้น้อย นอกจากนี้น้ำยังมีความสำคัญต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดินหรือจากปุ๋ยที่ใส่ลงไปมีผลต่อการละลายและลำเลียงธาตุอาหารต่างๆ และประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารของอ้อยโดยมีความสัมพันธ์กับการดูดใช้ฟอสฟอรัสมากที่สุด รองลงมาคือ ไนโตรเจน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ตามลำดับ ธาตุอาหารดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างผลผลิตของอ้อยสำหรับธาตุไนโตรเจน ถ้าอยู่ภายใต้สภาพแห้งแล้งประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนของอ้อยจะลดลง ดังนั้นเมื่อมีการให้น้ำจะส่งผลให้อ้อยมีประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนได้ดีขึ้น การเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยจำเป็นต้องมีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การศึกษาการจัดการน้ำและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจึงเป็นแนวทางหนึ่งในเพิ่มผลผลิตอ้อยและสามารถไว้ตอได้
88 ทะเบียนวิจัยปี 25687. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยในการผลิตอ้อย จังหวัดสุพรรณบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการให้น้ำและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ท่อนพันธุ์อ้อย กวก. ขอนแก่น 32) ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-603) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)4) อุปกรณ์น้ำหยด (ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ)5) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)6) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)7) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบพลั่วมือ และถังพลาสติก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น11) ไม้หลักแปลง12) วัสดุและอุปกรณ์สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 3 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ การจัดการน้ำและวิธีการให้ปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 2 วิธี ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนทางดินระบบน้ำหยด2) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบชลประทาน (Fertigation) Sub Plot คือ อัตราปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 4 อัตรา ได้แก่ 1) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 50% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน2) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 100% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน3) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 150% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน
89 ทะเบียนวิจัยปี 25684) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 200% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินหมายเหตุ : ให้น้ำตามความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต ใช้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ (กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร, 2564)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) คัดเลือกพื้นที่แปลงเกษตรกรที่เป็นตัวแทนพื้นที่ปลูกอ้อยของจังหวัดสุพรรณบุรี2) รวบรวมวิธีการปฏิบัติในแปลงปลูกอ้อยของเกษตรกรตั้งแต่การเตรียมดินจนกระทั่ง เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะการให้น้ำและการใส่ปุ๋ย และรวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับจากการขายผลผลิต3) รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ทดลองย้อนหลัง 10 ปี ของจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลความต้องการน้ำของอ้อยหาช่วงวันปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้มีการให้น้ำเสริมตลอดระยะการเจริญเติบโตของอ้อยน้อยครั้งที่สุด4) ก่อนทดลองสุ่มเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียมแคลเซียมและแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร จำนวน 24 แปลงทดลองย่อย ในแต่ละแปลงย่อยปลูกอ้อยจำนวน 6 แถว โดยใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์อ้อย 2 ท่อนต่อหลุม (ใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน) ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนตามกรรมวิธีที่กำหนด ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่ครั้งเดียวเต็มอัตรารองพื้นพร้อมปลูก พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร (2 แถวกลาง แต่ละแถวยาว 8 เมตร) ก่อนเก็บเกี่ยวให้พิจารณาช่วงวันเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อให้มีการให้น้ำเสริมในอ้อยตอน้อยครั้งที่สุด9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ผลการวิเคราะห์ดินก่อนการทดลอง ได้แก่ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน3) ข้อมูลการเจริญเติบโตเมื่ออ้อยอายุ 6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตได้แก่ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนปล้องต่อลำน้ำหนักลำเฉลี่ยจำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่จำนวนลำต่อไร่ น้ำหนักลำต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) 5) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศตลอดฤดูปลูก เช่น ปริมาณน้ำฝนอุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด และปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละครั้งและตลอดฤดูปลูก6) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกออ้อยหนอนเจาะลำต้น
90 ทะเบียนวิจัยปี 25687) เปรียบเทียบผลของการใช้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำเสริมแบบหยด และวิเคราะห์ผลตอบแทน ทางเศรษฐศาสตร์ด้วยวิธี Benefit-Cost Ratio (BCR)8) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10.สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2568 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2568สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 92,220 70,650 1,700 6,750 171,320
91 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 39 01 68 00 03 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2. ชื่อโครงการวิจัย 39.1วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 3 ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน แทนไท กล่อมจินดา ชูชาติ บุญศักดิ์นงลักษ์ ปั้นลาย ธนาภรณ์ ประเสริฐพร6. หลักการและเหตุผลการผลิตอ้อยของประเทศไทยพบว่ายังมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 9.93 ตันต่อไร่ (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2566) เนื่องจากพื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน มีเพียง 20% อยู่ในเขตชลประทานและน้ำเสริม และดินที่ใช้ปลูกอ้อยมักอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลาง จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของอ้อย น้ำและปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของอ้อย จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล การกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตต่ำ ไว้ตอได้น้อย นอกจากนี้ น้ำยังมีความสำคัญต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดินหรือจากปุ๋ยที่ใส่ลงไป มีผลต่อการละลายและลำเลียงธาตุอาหารต่างๆ และประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารของอ้อย โดยมีความสัมพันธ์กับการดูดใช้ฟอสฟอรัสมากที่สุด รองลงมา คือ ไนโตรเจน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ตามลำดับ ธาตุอาหารดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างผลผลิตของอ้อย สำหรับธาตุไนโตรเจน ถ้าอยู่ภายใต้สภาพแห้งแล้ง ประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนของอ้อยจะลดลง ดังนั้น เมื่อมีการให้น้ำจะส่งผลให้อ้อยมีประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนได้ดีขึ้น การเพิ่มศักยภาพ
92 ทะเบียนวิจัยปี 2568การผลิตอ้อยจำเป็นต้องมีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การศึกษาการจัดการน้ำและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจึงเป็นแนวทางหนึ่งในเพิ่มผลผลิตอ้อยและสามารถไว้ตอได้7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยในการผลิตอ้อย จังหวัดลพบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการให้น้ำและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อย จังหวัดลพบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ท่อนพันธุ์อ้อย กวก. ขอนแก่น 32) ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0, 0-46-0 และ 0-0-603) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)4) อุปกรณ์น้ำหยด (ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ)5) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)6) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)7) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบพลั่วมือ และถังพลาสติก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น11) ไม้หลักแปลง12) วัสดุและอุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 3 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ การจัดการน้ำและวิธีการให้ปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 2 วิธี ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนทางดิน ระบบน้ำหยด2) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบชลประทาน (Fertigation) Sub Plot คือ อัตราปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 4 อัตรา ได้แก่ 1) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 50% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน
93 ทะเบียนวิจัยปี 25682) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 100% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน3) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 150% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน4) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 200% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินหมายเหตุ : ให้น้ำตามความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต ใช้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ (กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร, 2564)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) คัดเลือกพื้นที่แปลงเกษตรกรที่เป็นตัวแทนพื้นที่ปลูกอ้อยของจังหวัดลพบุรี 2) รวบรวมวิธีการปฏิบัติในแปลงปลูกอ้อยของเกษตรกรตั้งแต่การเตรียมดินจนกระทั่ง เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะการให้น้ำและการใส่ปุ๋ย และรวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับจากการขายผลผลิต3) รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ทดลองย้อนหลัง 10 ปี ของจังหวัดลพบุรี เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลความต้องการน้ำของอ้อยเพื่อหาช่วงวันปลูกที่เหมาะสม เพื่อให้มีการให้น้ำเสริมตลอดระยะการเจริญเติบโตของอ้อยน้อยครั้งที่สุด4) ก่อนทดลองสุ่มเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร จำนวน 24 แปลงทดลองย่อย ในแต่ละแปลงย่อยปลูกอ้อยจำนวน 6 แถว โดยใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์อ้อย 2 ท่อนต่อหลุม (ใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน) เว้นระยะห่างระหว่างแปลงทดลองย่อย 2 เมตร ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนตามกรรมวิธี ที่กำหนด ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทชใส่ครั้งเดียวเต็มอัตรารองพื้นพร้อมปลูก พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร(2 แถวกลางแต่ละแถวยาว 8 เมตร) ก่อนเก็บเกี่ยวให้พิจารณาช่วงวันเก็บเกี่ยวเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อให้มีการ ให้น้ำเสริมในอ้อยตอน้อยครั้งที่สุด9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ผลการวิเคราะห์ดินก่อนการทดลอง ได้แก่ ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ที่แลกเปลี่ยนได้2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน3) ข้อมูลการเจริญเติบโตเมื่ออ้อยอายุ 6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักลำเฉลี่ย จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ น้ำหนักลำต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส)5) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศตลอดฤดูปลูก เช่น ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด และปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละครั้งและตลอดฤดูปลูก
94 ทะเบียนวิจัยปี 25686) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกออ้อยหนอนเจาะลำต้น7) เปรียบเทียบผลของการใช้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำเสริมแบบหยด และวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ด้วยวิธี Benefit-Cost Ratio (BCR)8) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร ต.ท่าดินดำ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 2568 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256812. งบประมาณปี 2568สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 53,500 40,960 1,700 6,750 102,910
95 ทะเบียนวิจัยปี 2568แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2568FF68 39 01 68 00 05 6868/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์3. ชื่อโครงการวิจัย 39.1วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 5 ศึกษาความใช้ได้ของวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อยในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน สมบูรณ์ วันดี วันทนา เลิศศิริวรกุลมณีรัตน์ รุจิณรงค์ นันทวัน มีศรีณิชนันท์ พิเชียรสดใส6. หลักการและเหตุผลการเผาใบและเศษซากอ้อยเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ในปี 2566/2567ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศรวม 11.13 ล้านไร่ อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.96 ล้านไร่ภาคกลาง 2.92 ล้านไร่ ภาคเหนือ 2.61 ล้านไร่ และภาคตะวันออก 0.64 ล้านไร่ มีปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ82 ล้านตัน มีการเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวอ้อยในภาพรวมทั้งประเทศ ร้อยละ 29.64 (สำนักบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย, 2567) อย่างไรก็ตาม การเผาอ้อยโดยทั่วไปของเกษตรกรไม่ได้เผาเฉพาะก่อนเก็บเกี่ยวเท่านั้นแต่มีการเผาใบและเศษซากอ้อยหลังการเก็บเกี่ยวร่วมด้วย โดยหลังการเก็บเกี่ยวหากมีการไว้ตอจะเผาใบอ้อยเพื่อความสะดวกในการจัดการไร่อ้อย ส่วนกรณีที่มีการรื้อตอปลูกอ้อยใหม่เกษตรกรจะเผาใบเพื่อความสะดวกในการเตรียมดิน เนื่องจากหลังเก็บเกี่ยวอ้อยสด จะมีใบและเศษซากอ้อยเหลืออยู่ในแปลงอ้อยเป็นจำนวนมาก (ร้อยละ 10 ของผลผลิตอ้อยในแปลง) ซึ่งใบอ้อยจะเป็นอุปสรรคต่อการเตรียมดินเกษตรกรจึงเผาทำลายใบเพื่อให้เตรียมดินได้สะดวกขึ้น จากปัญหาการเผาใบดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตอ้อยทั้งด้านปริมาณและคุณภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางอากาศทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อีกด้วย ในปีงบประมาณ 2565 - 2567 กรมวิชาการเกษตร ได้มีการวิจัยผลของการจัดการเศษซากอ้อยต่อการย่อยสลายและการให้ผลผลิตอ้อย โดยศึกษาการย่อยสลายเศษซากอ้อยด้วย
96 ทะเบียนวิจัยปี 2568กรรมวิธีต่างๆ ในงานวิจัยปีงบประมาณ 2568 - 2570 จึงได้นำกรรมวิธีการจัดการเศษซากอ้อยที่มีประสิทธิภาพ จากการศึกษาในปีงบประมาณ 2565 - 2567 มาศึกษาความใช้ได้ของวิธีการจัดการเศษซากอ้อยในแปลงเกษตรกร เพื่อพัฒนาเป็นเทคโนโลยีการจัดการใบและเศษซากอ้อยก่อนนำไปขยายผลต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการใบและเศษซากอ้อยที่เหมาะสมหลังการเก็บเกี่ยวอ้อยสด8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้แนวทางการจัดการใบและเศษซากอ้อยอย่างถูกวิธีไม่ทำลายอินทรียวัตถุในดิน 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 32) ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-8, 15-15-15, 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-603) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)4) อุปกรณ์ให้น้ำ (ท่อพีวีซี เทปน้ำหยด วาล์วน้ำหยด)5) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)6) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)7) เครื่องชั่งน้ำหนัก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น11) ไม้หลักแปลง12) วัสดุ/อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี 5 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อย 5 กรรมวิธี ได้แก่1) ปล่อยใบย่อยสลายตามธรรมชาติ (กรรมวิธีควบคุม)2) สารละลายปุ๋ยยูเรีย อัตรา 20 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นหลังเก็บเกี่ยวอ้อยไม่เกิน 2 สัปดาห์ (สัปดาห์ละครั้ง จำนวน 3 ครั้ง) เพื่อเร่งการย่อยสลายของใบและเศษซากอ้อย3) ปุ๋ยไนโตรเจน (N) อัตรา 4 % ของน้ำหนักแห้งรวมของเศษซากอ้อย4) จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่
97 ทะเบียนวิจัยปี 25685) ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ + สารละลายปุ๋ยยูเรีย อัตรา 20 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตรต่อไร่9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) คัดเลือกพื้นที่แปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี สำหรับทดลอง2) รวบรวมวิธีการปฏิบัติในแปลงปลูกอ้อยของเกษตรกรตั้งแต่การเตรียมดินจนกระทั่งเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะการจัดการใบและเศษซากอ้อย และรวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับจากการขายผลผลิต3) สุ่มเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้4) วิเคราะห์เนื้อดินและความหนาแน่นรวมของดินก่อนการทดลอง5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร จำนวน 20 แปลงทดลองย่อย ในแต่ละแปลงย่อยปลูกอ้อยจำนวน 6 แถวๆ ละ 8 เมตร โดยใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์อ้อย 2 ท่อนต่อหลุม (ใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน) เว้นระยะห่างระหว่างแปลงทดลองย่อย 2 เมตร โดยปลูกอ้อยให้มีความงอกสม่ำเสมอกันทั้งแปลง เพื่อให้อ้อยปลูกมีbiomass ใกล้เคียงกันสำหรับศึกษาความใช้ได้ของวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อยในอ้อยตอ9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติของดินก่อนการทดลอง โดยสุ่มเก็บตัวอย่างดินที่ความลึก 0-20 และ 20-50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ 2) วิเคราะห์เนื้อดินและความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูกและหลังเก็บเกี่ยวทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3) บันทึกน้ำหนักเศษซากอ้อยที่ทิ้งไว้ในแปลงหลังเก็บเกี่ยวอ้อยสด ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ4) บันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตเมื่ออ้อยอายุ 3 6 9 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ5) เมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน สุ่มเก็บตัวอย่างใบไปวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบในอ้อยปลูก6) เมื่ออ้อยอายุ 12 เดือน นับจำนวนกอเก็บเกี่ยว และจำนวนลำต่อไร่ บันทึกผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ และค่าความหวาน (CCS)7) หลังเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกและอ้อยตอวัดอัตราการย่อยสลายของเศษซากอ้อย ( C:N Ratio) และปริมาณธาตุอาหารในดิน ที่ 0 2 4 6 และ 8 เดือน8) บันทึกข้อมูลภูมิอากาศ และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุการเจริญเติบโตของอ้อยปลูก