The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chutipha-191, 2021-05-05 00:29:40

ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ความสุข




ในความหลากหลาย

ทางวัฒนธรรม






สุภัค มหาวรากร
นิธิอร พรอ�าไพสกุล
วิพุธ โสภวงศ์







หนังสืออ่านเพิ่มเติมวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง
โครงการวิจัยเรื่อง ความสุขของการอยู่ร่วมกัน
ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทย

ผ่านวรรณกรรมเยาวชน


ภายใต้ชุดโครงการวิจัยรังสรรค์สันติสุขให้แผ่นดิน
ศูนย์พหุวัฒนธรรมศึกษาและนวัตกรรมทางสังคม
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


สนับสนุนโดย มูลนิธิส�านักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
2561

ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม


สุภัค มหาวรากร
นิธิอร พรอ�าไพสกุล
วิพุธ โสภวงศ์
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
ISBN 978-616-296-185-4 National Library of Thailand Cataloging in Publication Data


ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหนังสือ สุภัค มหาวรากร. นิธิอร พรอ�าไพสกุล. วิพุธ โสภวงศ์
ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี
ผศ.ดร.พิสิทธิ์ กอบบุญ ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม.-- กรุงเทพฯ : คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2562.
ผศ.รพินทร คงสมบูรณ์
128 หน้า.

1.พหุวัฒนธรรมนิยม. 2.วรรณกรรมกับสังคม. I. นิธิอร พรอาไพสกุล, ผู้แต่งร่วม.

II. วิพุธ โสภวงศ์, ผู้แต่งร่วม. III. ชื่อเรื่อง.

306
ภาพประกอบ เสรี มณีนิล ISBN 978-616-296-185-4

ปีที่พิมพ์ พ.ศ.2562
จ�านวนพิมพ์ 500 เล่ม



พิมพ์ที่
สันติศิริการพิมพ์
1316 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 บางพลัด กรุงเทพฯ
โทรศัพท์ 0-2424-3975 โทรสาร 0-2881-9849
นายสันติพงษ์ กาลอรุณ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา

ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม


สุภัค มหาวรากร
นิธิอร พรอ�าไพสกุล
วิพุธ โสภวงศ์
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
ISBN 978-616-296-185-4 National Library of Thailand Cataloging in Publication Data


ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหนังสือ สุภัค มหาวรากร. นิธิอร พรอ�าไพสกุล. วิพุธ โสภวงศ์
ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี
ผศ.ดร.พิสิทธิ์ กอบบุญ ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม.-- กรุงเทพฯ : คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2562.
ผศ.รพินทร คงสมบูรณ์
128 หน้า.

1.พหุวัฒนธรรมนิยม. 2.วรรณกรรมกับสังคม. I. นิธิอร พรอาไพสกุล, ผู้แต่งร่วม.

II. วิพุธ โสภวงศ์, ผู้แต่งร่วม. III. ชื่อเรื่อง.

306
ภาพประกอบ เสรี มณีนิล ISBN 978-616-296-185-4

ปีที่พิมพ์ พ.ศ.2562
จ�านวนพิมพ์ 500 เล่ม



พิมพ์ที่
สันติศิริการพิมพ์
1316 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 บางพลัด กรุงเทพฯ
โทรศัพท์ 0-2424-3975 โทรสาร 0-2881-9849
นายสันติพงษ์ กาลอรุณ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา

ค�าน�า ตอนที่ 1 แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง กล่าวถึง



ภาพรวม และแนะนาวิธีการอ่านนวนิยาย 3 เร่องทีละเล่ม เพ่อเป็นพ้นฐาน



“ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม” เปนหนังสืออาน ให้ผู้อ่านเข้าใจองค์ประกอบของวรรณกรรมเยาวชน ได้แก่ แก่นเรื่องหรือ
ประกอบวรรณกรรมเยาวชนจากโครงการวิจัยเรื่อง “ความสุขของการอยู่ แนวคิด การดาเนินเร่อง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก และแสดงลักษณะ


ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมในสังคมไทย เด่นของวรรณกรรมเยาวชนทั้ง 3 เรื่อง
ผ่านวรรณกรรมเยาวชน (ปีท่ 1)” ในชุดโครงการ “รังสรรค์สันติสุขให้ ตอนที่ 2 การวิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง เป็นการ

แผ่นดิน” ประจาปี พ.ศ. 2559 โดยมีแนวคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคม เพิ่มรายละเอียดความรู้ต่างๆ โดยแบ่งเป็นหมวด ได้แก่ บ้านเมืองของเรา

พหุวัฒนธรรมท่อยู่ร่วมกันโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ พระมหากษัตริย์ของเรา เพลงรักของเรา การศึกษาและศาสนาของเรา


ของประชาชนชาวไทย ทรงเป็นผู้รังสรรค์ความสุขในสังคมไทยบนพ้นฐาน และการละเล่นของเรา เพื่อสรุปให้เห็นความหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเน้นวัฒนธรรมของชาวไทยพุทธและ ในสังคมไทยพุทธและไทยมุสลิม

ชาวไทยมุสลิม ลักษณะดังกล่าวปรากฏในวรรณกรรมเยาวชนไทย 3 เร่อง ตอนที่ 4 การประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน
ได้แก่ ปอเนาะที่รัก รางวัลนวนิยายเยาวชนชนะเลิศประจ�าปี 2524 จาก 3 เร่อง เพ่อประเมินผลการเรียนรู้ในด้านต่างๆ และมีกิจกรรมส่งเสริมการ




สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาต อาณาจักรแห่งหัวใจ รางวัล เรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติ

รองชนะเลิศประเภทนวนิยายประจาปี 2551 จากโครงการประกวด ผูวิจัยขอขอบคุณ ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี ผศ.ดร.พิสิทธ์ กอบบุญ



วรรณกรรมเยาวชนรางวัล “แว่นแก้ว” และแว้งท่รัก เป็นวรรณกรรม และ ผศ.รพินทร คงสมบูรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหนังสือ ท่กรุณาแก้ไข

เยาวชนที่ส�านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือก ให้ข้อเสนอแนะและเพ่มเติมความรู้ต่างๆ ทาให้หนังสือเล่มน้ถูกต้องและ



ให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา สาระการเรียนรู้ภาษาไทย “ความสุขในความ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลากหลายทางวัฒนธรรม” ถ่ายทอดเน้อหาการวิเคราะห์มุมมองความสุข ผู้วิจัยหวังว่าหนังสืออ่านประกอบวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง
ของการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย ได้แก่ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ทัศนคติ ใน นี้จะชวยสงเสริมใหเกิดความเขาใจและเกิดการเรียนรูความหลากหลายใน






สังคมไทยพุทธกับไทยมุสลิมในรูปแบบต่างๆ เพ่อนาไปสู่การเรียนรู้และ การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยพุทธและไทยมุสลิม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าง



เข้าใจกันในด้านศาสนา คติความเช่อ และการดารงชีวิต อันจะเป็น สันติสุขในสังคมไทย
ประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันด้วยการเคารพและให้เกียรติซ่งกันและกันใน



สงคมไทยทมความหลากหลายทางวฒนธรรม เนอหาแบ่งเป็น 4 ตอน สุภัค มหาวรากร





ได้แก่ นิธิอร พรอ�าไพสกุล
วิพุธ โสภวงศ์

ค�าน�า ตอนที่ 1 แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง กล่าวถึง



ภาพรวม และแนะนาวิธีการอ่านนวนิยาย 3 เร่องทีละเล่ม เพ่อเป็นพ้นฐาน



“ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม” เปนหนังสืออาน ให้ผู้อ่านเข้าใจองค์ประกอบของวรรณกรรมเยาวชน ได้แก่ แก่นเรื่องหรือ
ประกอบวรรณกรรมเยาวชนจากโครงการวิจัยเรื่อง “ความสุขของการอยู่ แนวคิด การดาเนินเร่อง ตัวละคร บทสนทนา และฉาก และแสดงลักษณะ


ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมในสังคมไทย เด่นของวรรณกรรมเยาวชนทั้ง 3 เรื่อง
ผ่านวรรณกรรมเยาวชน (ปีท่ 1)” ในชุดโครงการ “รังสรรค์สันติสุขให้ ตอนที่ 2 การวิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง เป็นการ

แผ่นดิน” ประจาปี พ.ศ. 2559 โดยมีแนวคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคม เพิ่มรายละเอียดความรู้ต่างๆ โดยแบ่งเป็นหมวด ได้แก่ บ้านเมืองของเรา

พหุวัฒนธรรมท่อยู่ร่วมกันโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ พระมหากษัตริย์ของเรา เพลงรักของเรา การศึกษาและศาสนาของเรา


ของประชาชนชาวไทย ทรงเป็นผู้รังสรรค์ความสุขในสังคมไทยบนพ้นฐาน และการละเล่นของเรา เพื่อสรุปให้เห็นความหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเน้นวัฒนธรรมของชาวไทยพุทธและ ในสังคมไทยพุทธและไทยมุสลิม

ชาวไทยมุสลิม ลักษณะดังกล่าวปรากฏในวรรณกรรมเยาวชนไทย 3 เร่อง ตอนที่ 4 การประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน
ได้แก่ ปอเนาะที่รัก รางวัลนวนิยายเยาวชนชนะเลิศประจ�าปี 2524 จาก 3 เร่อง เพ่อประเมินผลการเรียนรู้ในด้านต่างๆ และมีกิจกรรมส่งเสริมการ




สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาต อาณาจักรแห่งหัวใจ รางวัล เรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติ

รองชนะเลิศประเภทนวนิยายประจาปี 2551 จากโครงการประกวด ผูวิจัยขอขอบคุณ ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี ผศ.ดร.พิสิทธ์ กอบบุญ



วรรณกรรมเยาวชนรางวัล “แว่นแก้ว” และแว้งท่รัก เป็นวรรณกรรม และ ผศ.รพินทร คงสมบูรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาหนังสือ ท่กรุณาแก้ไข

เยาวชนที่ส�านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือก ให้ข้อเสนอแนะและเพ่มเติมความรู้ต่างๆ ทาให้หนังสือเล่มน้ถูกต้องและ



ให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา สาระการเรียนรู้ภาษาไทย “ความสุขในความ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลากหลายทางวัฒนธรรม” ถ่ายทอดเน้อหาการวิเคราะห์มุมมองความสุข ผู้วิจัยหวังว่าหนังสืออ่านประกอบวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง
ของการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย ได้แก่ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ทัศนคติ ใน นี้จะชวยสงเสริมใหเกิดความเขาใจและเกิดการเรียนรูความหลากหลายใน






สังคมไทยพุทธกับไทยมุสลิมในรูปแบบต่างๆ เพ่อนาไปสู่การเรียนรู้และ การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยพุทธและไทยมุสลิม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่าง



เข้าใจกันในด้านศาสนา คติความเช่อ และการดารงชีวิต อันจะเป็น สันติสุขในสังคมไทย
ประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันด้วยการเคารพและให้เกียรติซ่งกันและกันใน



สงคมไทยทมความหลากหลายทางวฒนธรรม เนอหาแบ่งเป็น 4 ตอน สุภัค มหาวรากร





ได้แก่ นิธิอร พรอ�าไพสกุล
วิพุธ โสภวงศ์

สารบัญ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 7 แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง

ตอนที่ 2



วิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชนเรื่องปอเนาะที่รัก อาณาจักรแห่งหัวใจ 11 หนังสืออ่านเพ่มเติมวรรณกรรมเยาวชน 3 เร่องน้ แบ่งเป็น
และ แว้งที่รัก 4 ตอน ได้แก่
ตอนที่ 1 แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง
ตอนที่ 3 ตอนท 2 วิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชนเร่องปอเนาะท่รัก




ความรู้เพิ่มเติมในวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 69 อาณาจักรแห่งหัวใจ และแว้งที่รัก
ตอนที่ 4 ตอนที่ 3 ความรู้เพิ่มเติมในวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง


การประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 99 ตอนท 4 แบบประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน
เฉลยการประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 112 3 เรื่อง
วรรณกรรมเยาวชน 3 เร่อง ใช้หลักการแต่งและการวิเคราะห์

เหมือนนวนิยาย ได้แก่
1. แก่นเรื่อง หรือแนวคิดส�าคัญของเรื่อง
2. การด�าเนินเรื่อง เหตุการณ์ในเรื่อง ประเด็นความขัดแย้ง
3. ตัวละคร ได้แก่ ลักษณะ พฤติกรรม นิสัยของตัวละคร
4. บทสนทนา คือคาพูดของตัวละคร จะทาให้รู้ถึงลักษณะนิสัย


ของตัวละคร

5. ฉาก หมายถึงสถานท่ท่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ช่วงเวลาของเร่อง


วรรณกรรมเยาวชนทั้ง 3 เรื่องมีลักษณะแตกต่างกันจึงมีวิธี
การอ่านแต่ละเล่ม โดยมีจุดหมายส�าคัญคือการแสดงถึงการอยู่ร่วมกัน
อย่างมีสันติสุข แม้จะมีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ดังน ้ ี

สารบัญ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 7 แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง

ตอนที่ 2



วิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชนเรื่องปอเนาะที่รัก อาณาจักรแห่งหัวใจ 11 หนังสืออ่านเพ่มเติมวรรณกรรมเยาวชน 3 เร่องน้ แบ่งเป็น
และ แว้งที่รัก 4 ตอน ได้แก่
ตอนที่ 1 แนะน�าการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง
ตอนที่ 3 ตอนท 2 วิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชนเร่องปอเนาะท่รัก




ความรู้เพิ่มเติมในวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 69 อาณาจักรแห่งหัวใจ และแว้งที่รัก
ตอนที่ 4 ตอนที่ 3 ความรู้เพิ่มเติมในวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง


การประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 99 ตอนท 4 แบบประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน
เฉลยการประเมินความรู้จากการอ่านวรรณกรรมเยาวชน 3 เรื่อง 112 3 เรื่อง
วรรณกรรมเยาวชน 3 เร่อง ใช้หลักการแต่งและการวิเคราะห์

เหมือนนวนิยาย ได้แก่
1. แก่นเรื่อง หรือแนวคิดส�าคัญของเรื่อง
2. การด�าเนินเรื่อง เหตุการณ์ในเรื่อง ประเด็นความขัดแย้ง
3. ตัวละคร ได้แก่ ลักษณะ พฤติกรรม นิสัยของตัวละคร
4. บทสนทนา คือคาพูดของตัวละคร จะทาให้รู้ถึงลักษณะนิสัย


ของตัวละคร

5. ฉาก หมายถึงสถานท่ท่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ช่วงเวลาของเร่อง


วรรณกรรมเยาวชนทั้ง 3 เรื่องมีลักษณะแตกต่างกันจึงมีวิธี
การอ่านแต่ละเล่ม โดยมีจุดหมายส�าคัญคือการแสดงถึงการอยู่ร่วมกัน
อย่างมีสันติสุข แม้จะมีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ดังน ้ ี

8 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 9






วิธีการอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องปอเนาะที่รัก วิธีการอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอาณาจักรแห่งหัวใจ
















“ปอเนาะท่รัก” แบ่งเน้อหาเป็น 13 บท ควรเร่มต้นจากการอ่าน เร่องนดาเนินเรองต้งแต่ต้นจนจบโดยไมมีชอบทกากบ ผ้อ่านจึง



เนื้อเรื่องแล้วจึงวิเคราะห์ชื่อบททั้ง 13 บททีละบท ผู้อ่านจะรู้ว่าในบทนั้นๆ ต้องอ่านเน้อหาท้งหมดให้เข้าใจซ่งอาจจะต้องใช้สมาธิมากกว่าการอ่าน

มีสาระเก่ยวกับอะไร สรุปช่อของบทได้ว่าหมายถึงอะไร ต่อจากน้นจึง ปอเนาะท่รัก เม่อเข้าใจเน้อหาแล้วจึงวิเคราะห์สาระสาคัญของเร่อง









เป็นการวิเคราะห์แก่นเร่องหรือแนวคิดสาคัญของเร่อง แนะนาตัวละคร แนะนาตัวละคร ความสาคัญของบทสนทนา และความสาคัญของฉาก







ความสาคญของบทสนทนา และความสาคญของฉาก แล้วทบทวนความ แล้วทบทวนความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง



เข้าใจด้วยตนเองโดยอาจย้อนอ่านในบทที่เข้าใจได้ง่าย

8 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 9






วิธีการอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องปอเนาะที่รัก วิธีการอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องอาณาจักรแห่งหัวใจ
















“ปอเนาะท่รัก” แบ่งเน้อหาเป็น 13 บท ควรเร่มต้นจากการอ่าน เร่องนดาเนินเรองต้งแต่ต้นจนจบโดยไมมีชอบทกากบ ผ้อ่านจึง



เนื้อเรื่องแล้วจึงวิเคราะห์ชื่อบททั้ง 13 บททีละบท ผู้อ่านจะรู้ว่าในบทนั้นๆ ต้องอ่านเน้อหาท้งหมดให้เข้าใจซ่งอาจจะต้องใช้สมาธิมากกว่าการอ่าน

มีสาระเก่ยวกับอะไร สรุปช่อของบทได้ว่าหมายถึงอะไร ต่อจากน้นจึง ปอเนาะท่รัก เม่อเข้าใจเน้อหาแล้วจึงวิเคราะห์สาระสาคัญของเร่อง









เป็นการวิเคราะห์แก่นเร่องหรือแนวคิดสาคัญของเร่อง แนะนาตัวละคร แนะนาตัวละคร ความสาคัญของบทสนทนา และความสาคัญของฉาก







ความสาคญของบทสนทนา และความสาคญของฉาก แล้วทบทวนความ แล้วทบทวนความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง



เข้าใจด้วยตนเองโดยอาจย้อนอ่านในบทที่เข้าใจได้ง่าย

10 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม






วิธีการอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องแว้งที่รัก






เร่องแว้งท่รักเป็นเร่องเล่าชีวิตของเด็กหญิงคนหน่งเน้อเร่อง






แบ่งเป็นตอนส้นๆ โดยมีช่อบทแนะนาว่าบทน้นจะกล่าวถึงส่งใด ซ่งล้วน ตอนที่ 2

แสดงถึงความรักความผูกพันที่มีต่อบ้านเกิด ผู้อ่านต้องอ่านเนื้อหาทั้งหมด วิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชนเรื่องปอเนาะ
แล้วศึกษาว่าแต่ละตอนกล่าวถึงอะไร วิเคราะห์สาระสาคัญของเร่อง


ตัวละคร บทสนทนา และฉาก แล้วจึงทบทวนด้วยตนเองอีกครั้ง ที่รัก อาณาจักรแห่งหัวใจ และ แว้งที่รัก
ปอเนาะที่รัก






















ปอเนาะท่รักเป็นนวนิยายเยาวชนชนะเลิศประจาปี พ.ศ. 2524


จากสานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ผู้เขียนคือ ณรงค์ฤทธ

ศักดารณรงค์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2490 ที่จังหวัดอุดรธานี จบการศึกษาระดับ
ปริญญาโท สาขาวิชาภาษาไทย (วรรณคดี) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

10 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม






วิธีการอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องแว้งที่รัก






เร่องแว้งท่รักเป็นเร่องเล่าชีวิตของเด็กหญิงคนหน่งเน้อเร่อง






แบ่งเป็นตอนส้นๆ โดยมีช่อบทแนะนาว่าบทน้นจะกล่าวถึงส่งใด ซ่งล้วน ตอนที่ 2

แสดงถึงความรักความผูกพันที่มีต่อบ้านเกิด ผู้อ่านต้องอ่านเนื้อหาทั้งหมด วิเคราะห์วรรณกรรมเยาวชนเรื่องปอเนาะ
แล้วศึกษาว่าแต่ละตอนกล่าวถึงอะไร วิเคราะห์สาระสาคัญของเร่อง


ตัวละคร บทสนทนา และฉาก แล้วจึงทบทวนด้วยตนเองอีกครั้ง ที่รัก อาณาจักรแห่งหัวใจ และ แว้งที่รัก
ปอเนาะที่รัก






















ปอเนาะท่รักเป็นนวนิยายเยาวชนชนะเลิศประจาปี พ.ศ. 2524


จากสานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ผู้เขียนคือ ณรงค์ฤทธ

ศักดารณรงค์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2490 ที่จังหวัดอุดรธานี จบการศึกษาระดับ
ปริญญาโท สาขาวิชาภาษาไทย (วรรณคดี) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

12 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 13









พ.ศ. 2537 เป็นข้าราชการครู ส�านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน คนใหม่ท่มาจะเป็นผู้ถือศาสนาพุทธคนหน่ง ครูช้แจงว่าไม่ควรแยกพุทธกับ


กระทรวงศึกษาธิการ ทาหน้าท่สอนภาษาไทยอยู่ในปอเนาะท่จังหวัด มุสลิม ขอให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ฮาซันเป็นมุสลิมและเกิดเป็นคนไทย เขา

ปัตตานี และปฏิบัติงานท่ศูนย์อานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศรัทธาค�าสอนของท่านนบีมูฮัมมัดที่ว่า “เกิดในดินแดนใดจงรักดินแดนนั้น


(ศอบต) ยะลา และเป็นอาจารย์โรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชูปถัมภ์ เหมือนรักศาสนา” ช่วงหนึ่งครูชวนให้ร้องเพลง นักเรียนส่วนหนึ่งไม่ยอม
หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้องโดยให้เหตุผลว่าบาป แต่ฮาซันไม่เห็นด้วย เพราะขึ้นอยู่กับว่าเพลงที่
ร้องน้นมุ่งเจตนาไปทางใด มะยากีหัวหน้าห้องประกาศไม่ยอมเรียนอ้างว่า

เนื้อเรื่อง ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาของตน ว่ารัฐบาลส่งครูมาล้างสมองและกดข่ภาษา

หลังจากฮาซันเรียนจบระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนประชาบาล และวัฒนธรรม ครูพยายามอธิบายอย่างใจเย็น ฮาซันไม่เห็นด้วยกับมะยาก ี
เขาอยากจะเรียนต่อท่โรงเรียนประจาจังหวัดเหมือนเพื่อนๆ แต่พ่อบอกว่า แต่ก็กลัว ไม่กล้าโต้แย้ง ฮาซันคิดถึงเพ่อนๆ โรงเรียนเก่าท่ไปเรียนต่อ




ไม่มีเงิน เขาจึงต้องไปเรียนที่ปอเนาะ เมื่อเข้าเรียน ฮาซันมีปัญหาอึดอัดใจ โรงเรียนประจ�าจังหวัด ทุกคนมีอิสระแสดงความคิดเห็น เพื่อนชายหญิง










หลายอยาง ชวงเชาเรยนศาสนา ฮาซนอานอกษรยาวไมได และรสกสบสน คุยกันได้ แต่พ่อให้เขามาเรียนปอเนาะเพราะความจน




เพราะต้องอ่านจากขวาไปซ้าย สมุดเร่มเขียนจากทางด้านหลัง เขาพูด ครูใหม่อีกคนช่ออับดุลการิม เขาเสนอให้ยกฉากก้นห้องระหว่าง






ภาษามลายูท้องถ่นได้ แต่ถ้าถามครูเป็นภาษาไทยทุกคนจะมองเหมือนเป็น ชายหญิงออก เป็นข้อตกลงทีเขาปรกษากบครูอนๆ ในโรงเรยนแล้ว แต่






ความผิด เพ่อนๆ ไม่พอใจ ประธานนักเรียนลงโทษตบตีตามอาเภอใจทาให้ มะยากีไม่ยอม อ้างว่าเป็นโรงเรียนมุสลิม ครูอธิบายว่าครูก็เป็นมุสลิมและ

ฮาซันไม่มีความสุข ภาคบ่ายเรียนวิชาสามัญต่างๆ เช่น เลขคณิต ภาษา ถ้าเป็นปอเนาะ หอพักก็ควรแยกชายหญิง แต่ถ้าเป็นห้องเรียนก็ไม่จ�าเป็น




ไทย ฮาซันเข้าไปในห้องเรียน มีเพื่อนผู้หญิงชื่อรอกีเยาะห์นั่งอยู่ ยังไม่มี ต้องแยก และจะทาให้ห้องเรียนดกว้างขน ครเคยเรยนปอเนาะมาก่อน


ใครมา รอกีเยาะห์ช่วยอธิบายเลขคณิตให้ฮาซัน ครูมาเห็นเข้าก็ดุว่าอย่าง แล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญาจากซาอุดิอาระเบีย มะยากีโต้ว่าครูท�าลาย
รุนแรงโทษฐานที่นั่งกันอยู่ 2 คน ห้องเรียนมีฉากกั้นแบ่งครึ่งแยกนักเรียน ประเพณีและวัฒนธรรม ครูชี้แจงว่าไม่ใช่ประเพณี นักเรียนต้องแยกให้ถูก



ชายหญิงเป็นแต่ละฝ่าย ตรงท่ฮาซันน่งผนังห้องเป็นรอยโหว่ นักเรียนหญิง ว่าอะไรเป็นประเพณีและอะไรเป็นความรู้สึก ข้อสาคัญคืออะไรเป็นความ

ทาไม้บรรทัดตกเขาเก็บส่งให้ทางช่องโหว่ ครูดุว่าอย่างรุนแรงทาให้เขานึก ถูกต้อง ถึงกระน้นนักเรียนก็ยังไม่ยอม เขายืนยันว่าเขาไม่ใช่คนไทยแต่เป็น


เปรียบเทียบกับโรงเรียนประชาบาลที่เคยเรียน ฮาซันไม่มีความสุข วิชาที่ มุสลิม ครูอธิบายว่ามุสลิมเป็นช่อของคนนับถือศาสนาอิสลาม อยู่ใน

จะเรียนมีไม่ครบเพราะครูสอนไม่พอ นักเรียนไม่มีระเบียบ มีเรื่องอะไรก็ ประเทศใดก็เป็นคนประเทศนั้น

ตัดสินกันด้วยก�าลัง ในปอเนาะไม่จากัดอายุผู้เรียน มะยากีเป็นลูกของโต๊ะอิหม่าม
โรงเรียนมีครูใหม่มา 2 คน คนแรกสอนภาษาไทยชื่อทรงพล เขาอายุ 20 ปี ซึ่งมากกว่าเด็กอื่นๆ วันรุ่งขึ้นหลังเคารพธงชาตินักเรียนไม่


มหาเทพ นักเรียนถามว่าครูถือศาสนาอะไรเพราะรู้ว่าครูสอนภาษาไทย ยอมเข้าห้องเรียนแม้ครูจะส่ง มะยากียืนปลุกระดมว่าครูจะเปล่ยนแปลง

12 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 13








พ.ศ. 2537 เป็นข้าราชการครู ส�านักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน คนใหม่ท่มาจะเป็นผู้ถือศาสนาพุทธคนหน่ง ครูช้แจงว่าไม่ควรแยกพุทธกับ



กระทรวงศึกษาธิการ ทาหน้าท่สอนภาษาไทยอยู่ในปอเนาะท่จังหวัด มุสลิม ขอให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ฮาซันเป็นมุสลิมและเกิดเป็นคนไทย เขา



ปัตตานี และปฏิบัติงานท่ศูนย์อานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศรัทธาค�าสอนของท่านนบีมูฮัมมัดที่ว่า “เกิดในดินแดนใดจงรักดินแดนนั้น
(ศอบต) ยะลา และเป็นอาจารย์โรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชูปถัมภ์ เหมือนรักศาสนา” ช่วงหนึ่งครูชวนให้ร้องเพลง นักเรียนส่วนหนึ่งไม่ยอม
หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้องโดยให้เหตุผลว่าบาป แต่ฮาซันไม่เห็นด้วย เพราะขึ้นอยู่กับว่าเพลงที่

ร้องน้นมุ่งเจตนาไปทางใด มะยากีหัวหน้าห้องประกาศไม่ยอมเรียนอ้างว่า
เนื้อเรื่อง ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาของตน ว่ารัฐบาลส่งครูมาล้างสมองและกดข่ภาษา

หลังจากฮาซันเรียนจบระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนประชาบาล และวัฒนธรรม ครูพยายามอธิบายอย่างใจเย็น ฮาซันไม่เห็นด้วยกับมะยาก ี



เขาอยากจะเรียนต่อท่โรงเรียนประจาจังหวัดเหมือนเพื่อนๆ แต่พ่อบอกว่า แต่ก็กลัว ไม่กล้าโต้แย้ง ฮาซันคิดถึงเพ่อนๆ โรงเรียนเก่าท่ไปเรียนต่อ

ไม่มีเงิน เขาจึงต้องไปเรียนที่ปอเนาะ เมื่อเข้าเรียน ฮาซันมีปัญหาอึดอัดใจ โรงเรียนประจ�าจังหวัด ทุกคนมีอิสระแสดงความคิดเห็น เพื่อนชายหญิง








หลายอยาง ชวงเชาเรยนศาสนา ฮาซนอานอกษรยาวไมได และรสกสบสน คุยกันได้ แต่พ่อให้เขามาเรียนปอเนาะเพราะความจน








เพราะต้องอ่านจากขวาไปซ้าย สมุดเร่มเขียนจากทางด้านหลัง เขาพูด ครูใหม่อีกคนช่ออับดุลการิม เขาเสนอให้ยกฉากก้นห้องระหว่าง


ภาษามลายูท้องถ่นได้ แต่ถ้าถามครูเป็นภาษาไทยทุกคนจะมองเหมือนเป็น ชายหญิงออก เป็นข้อตกลงทีเขาปรกษากบครูอนๆ ในโรงเรยนแล้ว แต่







ความผิด เพ่อนๆ ไม่พอใจ ประธานนักเรียนลงโทษตบตีตามอาเภอใจทาให้ มะยากีไม่ยอม อ้างว่าเป็นโรงเรียนมุสลิม ครูอธิบายว่าครูก็เป็นมุสลิมและ


ฮาซันไม่มีความสุข ภาคบ่ายเรียนวิชาสามัญต่างๆ เช่น เลขคณิต ภาษา ถ้าเป็นปอเนาะ หอพักก็ควรแยกชายหญิง แต่ถ้าเป็นห้องเรียนก็ไม่จ�าเป็น



ไทย ฮาซันเข้าไปในห้องเรียน มีเพื่อนผู้หญิงชื่อรอกีเยาะห์นั่งอยู่ ยังไม่มี ต้องแยก และจะทาให้ห้องเรียนดกว้างขน ครเคยเรยนปอเนาะมาก่อน



ใครมา รอกีเยาะห์ช่วยอธิบายเลขคณิตให้ฮาซัน ครูมาเห็นเข้าก็ดุว่าอย่าง แล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญาจากซาอุดิอาระเบีย มะยากีโต้ว่าครูท�าลาย
รุนแรงโทษฐานที่นั่งกันอยู่ 2 คน ห้องเรียนมีฉากกั้นแบ่งครึ่งแยกนักเรียน ประเพณีและวัฒนธรรม ครูชี้แจงว่าไม่ใช่ประเพณี นักเรียนต้องแยกให้ถูก
ชายหญิงเป็นแต่ละฝ่าย ตรงท่ฮาซันน่งผนังห้องเป็นรอยโหว่ นักเรียนหญิง ว่าอะไรเป็นประเพณีและอะไรเป็นความรู้สึก ข้อสาคัญคืออะไรเป็นความ





ทาไม้บรรทัดตกเขาเก็บส่งให้ทางช่องโหว่ ครูดุว่าอย่างรุนแรงทาให้เขานึก ถูกต้อง ถึงกระน้นนักเรียนก็ยังไม่ยอม เขายืนยันว่าเขาไม่ใช่คนไทยแต่เป็น


เปรียบเทียบกับโรงเรียนประชาบาลที่เคยเรียน ฮาซันไม่มีความสุข วิชาที่ มุสลิม ครูอธิบายว่ามุสลิมเป็นช่อของคนนับถือศาสนาอิสลาม อยู่ใน
จะเรียนมีไม่ครบเพราะครูสอนไม่พอ นักเรียนไม่มีระเบียบ มีเรื่องอะไรก็ ประเทศใดก็เป็นคนประเทศนั้น
ตัดสินกันด้วยก�าลัง ในปอเนาะไม่จากัดอายุผู้เรียน มะยากีเป็นลูกของโต๊ะอิหม่าม

โรงเรียนมีครูใหม่มา 2 คน คนแรกสอนภาษาไทยชื่อทรงพล เขาอายุ 20 ปี ซึ่งมากกว่าเด็กอื่นๆ วันรุ่งขึ้นหลังเคารพธงชาตินักเรียนไม่

มหาเทพ นักเรียนถามว่าครูถือศาสนาอะไรเพราะรู้ว่าครูสอนภาษาไทย ยอมเข้าห้องเรียนแม้ครูจะส่ง มะยากียืนปลุกระดมว่าครูจะเปล่ยนแปลง


14 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 15






ประเพณีและศาสนา ครูต้องยกฉากกั้นห้องไปไว้ที่เดิมจึงจะยอมเข้าเรียน
ครูปรึกษากันแล้วเห็นว่าน่าจะปล่อยให้อภิปรายกันต่อไป มะยากีและ


มะลีเป็งผลัดกันข้นอภิปรายบนฐานเสาธง ครูใหญ่โกรธมากท่นักเรียนไม่

เช่อฟังแต่ครูทรงพลเตือนให้ใจเย็น ย่งสายแดดร้อนมากข้นและก็ไม่มีอะไร


จะพูดอีก พวกที่ประท้วงเริ่มอ่อนล้าในที่สุดการอภิปรายก็จบลง

วันต่อมาทุกคนช่วยกันทาความสะอาดจัดสถานท่ด้วยการ


ประดับตกแต่งให้สวยงามเพ่อต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
และคณะ ฮาซันได้รับมอบหมายให้อ่านข้อความต้อนรับ เขาพยายามซ้อม


อ่านจนคล่องทาให้ครูทรงพลชม แต่ฮาซันก็ไม่เข้าใจบางคาและบาง
ข้อความ เช่น วิเทโศบาย ครรลองแห่งกุศโลบาย นักเรียนต้งคาถาม



ครูทรงพลหลายข้อ เช่น ทาไมคนนับถือศาสนาพุทธกินหมู ทาไมพ่อแม่ไหว้

ลูกชายตัวเองที่เพียงแต่โกนหัวห่มผ้าสีเหลืองเท่านั้น ครูอธิบายทุกข้อ

ฮาซันและรอกีเยาะห์ลาครูกลับบ้าน ฮาซันบอกเพ่อนว่าเขาจะ

ไม่กลับไปปอเนาะอีกแล้ว เขานึกถึงวันท่ไปช่วยพ่อแบกกระสอบเกลือ เพ่อน




ถามว่าเขาไมได้ไปละหมาดทมัสยดหรอ ฮาซนบอกว่าเขาละหมาดกลางแดด





เขารู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขาในกลางแดดน้น เขารู้ว่าเขาทาอะไรและ โรงเรียนปอเนาะจัดพิธีแจกรางวัลเรียนดีแก่นักเรียน รอกีเยาะห์
คนจนจะไม่มีเวลาไปละหมาดท่มัสยิด ดังน้นเขาจะเลิกเรียนและไปช่วยพ่อ ได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยครูเพื่อกลับมาสอนที่ปอเนาะ


ทานาเกลือ ฮาซันนึกถึงวันท่ไปเรียนปอเนาะตอนแรกๆ เขาถูกห้ามไม่ให้พูด ฮาซันนึกเสียดายท่ออกจากปอเนาะ เพราะถ้าเรียนเขาคงจะได้




ภาษาไทย เขาเคยได้รับรางวัลร้องเพลงชาติและเพลงปลุกใจท่จังหวัด เขา รับคัดเลือกไปเรียนต่อ รอกีเยาะห์มาหาและบอกว่าจะไม่ไปเรียนแต่จะมา



ภาคภูมิใจมาก แต่เม่อนาถ้วยรางวัลกลับปอเนาะก็ถูกเพ่อนและครูรุมตาหน ิ ทานาเกลือด้วย ฮาซันเกล้ยกล่อมให้รอกีเยาะห์ไปเรียนเพ่อจะได้กลับมา




การนาช่อเสียงมาสู่โรงเรียนทาให้เขากลายเป็นคนไม่พึงปรารถนา ถูกเยาะเย้ย ปรับปรุงปอเนาะ เขาช้แจงว่าเพราะปอเนาะเป็นส่วนหน่งของประเทศชาต






ถากถาง ถ้วยรางวัลถูกนาไปเก็บในตู้ ไม่มีใครแสดงความยินดี เขารู้สึก รอกีเยาะห์เสริมว่าปอเนาะเป็นชีวิตและความรักแผ่นดินของฮาซันด้วย






กดดนจนไม่อยากเรยนทปอเนาะอีกต่อไป เดมเข้าเรยนเพราะพ่อบอกว่า รอกีเยาะห์ยอมรับการไปเรียนเป็นครู ซ่งทาให้ฮาซันสุขใจอย่างย่งท









ไม่มีเงินส่งไปเรียนโรงเรียนอ่น แต่เม่อเรียนปอเนาะก็ถูกทวงค่าเรียนจน เกลี้ยกล่อมให้เพื่อนไปเรียนเพื่อกลับมาพัฒนา “ปอเนาะที่รัก”
พ่อต้องไปกู้เงิน ตามหลักของมุสลิมการกู้ยืมห้ามคิดดอกเบี้ย แต่เจ้าหนี้ก็
หักเงินประกันหนี้สูญร้อยละ 5 บาทซึ่งก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง

14 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 15






ประเพณีและศาสนา ครูต้องยกฉากกั้นห้องไปไว้ที่เดิมจึงจะยอมเข้าเรียน
ครูปรึกษากันแล้วเห็นว่าน่าจะปล่อยให้อภิปรายกันต่อไป มะยากีและ


มะลีเป็งผลัดกันข้นอภิปรายบนฐานเสาธง ครูใหญ่โกรธมากท่นักเรียนไม่

เช่อฟังแต่ครูทรงพลเตือนให้ใจเย็น ย่งสายแดดร้อนมากข้นและก็ไม่มีอะไร


จะพูดอีก พวกที่ประท้วงเริ่มอ่อนล้าในที่สุดการอภิปรายก็จบลง

วันต่อมาทุกคนช่วยกันทาความสะอาดจัดสถานท่ด้วยการ


ประดับตกแต่งให้สวยงามเพ่อต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
และคณะ ฮาซันได้รับมอบหมายให้อ่านข้อความต้อนรับ เขาพยายามซ้อม


อ่านจนคล่องทาให้ครูทรงพลชม แต่ฮาซันก็ไม่เข้าใจบางคาและบาง
ข้อความ เช่น วิเทโศบาย ครรลองแห่งกุศโลบาย นักเรียนต้งคาถาม



ครูทรงพลหลายข้อ เช่น ทาไมคนนับถือศาสนาพุทธกินหมู ทาไมพ่อแม่ไหว้

ลูกชายตัวเองที่เพียงแต่โกนหัวห่มผ้าสีเหลืองเท่านั้น ครูอธิบายทุกข้อ

ฮาซันและรอกีเยาะห์ลาครูกลับบ้าน ฮาซันบอกเพ่อนว่าเขาจะ

ไม่กลับไปปอเนาะอีกแล้ว เขานึกถึงวันท่ไปช่วยพ่อแบกกระสอบเกลือ เพ่อน




ถามว่าเขาไมได้ไปละหมาดทมัสยดหรอ ฮาซนบอกว่าเขาละหมาดกลางแดด





เขารู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขาในกลางแดดน้น เขารู้ว่าเขาทาอะไรและ โรงเรียนปอเนาะจัดพิธีแจกรางวัลเรียนดีแก่นักเรียน รอกีเยาะห์
คนจนจะไม่มีเวลาไปละหมาดท่มัสยิด ดังน้นเขาจะเลิกเรียนและไปช่วยพ่อ ได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยครูเพื่อกลับมาสอนที่ปอเนาะ


ทานาเกลือ ฮาซันนึกถึงวันท่ไปเรียนปอเนาะตอนแรกๆ เขาถูกห้ามไม่ให้พูด ฮาซันนึกเสียดายท่ออกจากปอเนาะ เพราะถ้าเรียนเขาคงจะได้




ภาษาไทย เขาเคยได้รับรางวัลร้องเพลงชาติและเพลงปลุกใจท่จังหวัด เขา รับคัดเลือกไปเรียนต่อ รอกีเยาะห์มาหาและบอกว่าจะไม่ไปเรียนแต่จะมา



ภาคภูมิใจมาก แต่เม่อนาถ้วยรางวัลกลับปอเนาะก็ถูกเพ่อนและครูรุมตาหน ิ ทานาเกลือด้วย ฮาซันเกล้ยกล่อมให้รอกีเยาะห์ไปเรียนเพ่อจะได้กลับมา




การนาช่อเสียงมาสู่โรงเรียนทาให้เขากลายเป็นคนไม่พึงปรารถนา ถูกเยาะเย้ย ปรับปรุงปอเนาะ เขาช้แจงว่าเพราะปอเนาะเป็นส่วนหน่งของประเทศชาต






ถากถาง ถ้วยรางวัลถูกนาไปเก็บในตู้ ไม่มีใครแสดงความยินดี เขารู้สึก รอกีเยาะห์เสริมว่าปอเนาะเป็นชีวิตและความรักแผ่นดินของฮาซันด้วย






กดดนจนไม่อยากเรยนทปอเนาะอีกต่อไป เดมเข้าเรยนเพราะพ่อบอกว่า รอกีเยาะห์ยอมรับการไปเรียนเป็นครู ซ่งทาให้ฮาซันสุขใจอย่างย่งท









ไม่มีเงินส่งไปเรียนโรงเรียนอ่น แต่เม่อเรียนปอเนาะก็ถูกทวงค่าเรียนจน เกลี้ยกล่อมให้เพื่อนไปเรียนเพื่อกลับมาพัฒนา “ปอเนาะที่รัก”
พ่อต้องไปกู้เงิน ตามหลักของมุสลิมการกู้ยืมห้ามคิดดอกเบี้ย แต่เจ้าหนี้ก็
หักเงินประกันหนี้สูญร้อยละ 5 บาทซึ่งก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง

16 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 17






ความหมายของชื่อบท ครูใหม่อีกคนหน่งคือครูอับดุลการิม เป็นชาวมุสลิม มีความรู้เร่องศาสนา


อิสลามเป็นอย่างดี มีเหตุผล ครูใหม่ 2 คนนี้เป็นคนดี แม้ต่างศาสนากัน แต่
บทที่ 1 “ชีวิตใหม่” ร่วมมือกันสอนนักเรียนให้เป็นคนดี
“ชีวิตใหม่” คือชีวิตของฮาซันท่พบประสบการณ์ใหม่ในโรงเรียน




ใหม่ท่ปอเนาะ ซ่งต่างจากประสบการณ์เดิมอย่างส้นเชิง ทาให้ฮาซันอึดอัด บทที่ 4 “ความขัดแย้ง”


คับข้องใจ “ความขัดแย้ง” หมายถึงความขัดแย้งท่เกิดจากนักเรียนปอเนาะ


ท่บอกเล่ากันต่อๆ มาว่าครูท่รัฐบาลส่งมาช่วยสอนจะมาล้างสมอง จะ
บทที่ 2 “บทเรียนครั้งแรก” ทาลายวัฒนธรรมและภาษาของพวกตนด้วยการให้เรียนภาษาไทย และ



“บทเรียนครังแรก” ช่อบทนมีความหมายได้ท้งบทเรยนจริงๆ ท ี ่ ประเด็นขัดแย้งอีกข้อคือการรังเกียจคนนับถือศาสนาพุทธโดยเฉพาะคร







ฮาซันได้เรียนและบทเรียนท่ได้รับในการเรียนท่ปอเนาะ ฮาซันเกิดปัญหา เพราะหลงคิดด้วยอคติว่าครูจะมาทาลายความคิดความเช่อของตน




เม่อศึกษาวิชาศาสนา เพราะขาดความรู้ในการเขียนอ่านอักษรยาวี ครูผู้สอน มะยากีเป็นตัวละครที่แสดงลักษณะนิสัย ความคิด ความเชื่ออย่างชัดแจ้ง
ไม่สนใจภูมิหลังของนักเรียน ไม่แก้ปัญหาแต่ตัดปัญหาด้วยการดุด่า ดังปรากฏในคาพูดของเขาทุกตอนท่เต็มไปด้วยอคติ รับฟังคาบอกเล่าผิดๆ




บทเรียนท่ฮาซันได้รับคือการใช้อานาจของประธานนักเรียน ต่อมาโดยปราศจากการศกษาความถกต้อง ขาดการไตร่ตรอง มะยาก ี



ใช้ก�าลังลงโทษฮาซันตามอ�าเภอใจ ซึ่งไม่ใช่กฎของปอเนาะ เพราะรอกีเยาะห์ ก้าวร้าว ไม่เคารพครู ทั้งยังดูหมิ่นและเชื่อมั่นว่าตนไม่ใช่คนไทย มีอคติต่อ


และเพ่อนจะรวมตัวกนต่อส้ แต่ฮาซันไม่ต้องการให้เร่องบานปลายต่อไปอีกจึง คนที่นับถือศาสนาพุทธ เขายืนยันแต่ว่านักเรียนปอเนาะต้องเรียนศาสนา


ไม่คิดจะต่อสู้กับประธานนักเรียน ซึ่งรอกีเยาะห์เห็นว่าเป็นความขลาดเขลา เท่านั้น
บทที่ 3 “ครูคนใหม่” บทที่ 5 “รอยร้าวในดวงใจ”
“ครูคนใหม่” ปอเนาะมีครูคนใหม่ 2 คนซึ่งรัฐบาลส่งมาช่วยสอน “รอยร้าวในดวงใจ” หมายถึงความคิดเก่ยวกับการเรียนท ่ ี


ในบทน้คือครูทรงพลเป็นไทยพุทธและครูอับดุลการิมเป็นชาวมุสลิม ครูทรงพล ปอเนาะที่ท�าให้ฮาซันไม่สบายใจ และหนักใจหลายประการท�าให้ความคิด

เตรียมตัวอย่างดี รู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรกับนักเรียนในปอเนาะ ซ่งส่วนหน่ง ของเขาสับสนและเกิดความรู้สึกไม่อยากเรียนที่ปอเนาะมากขึ้น

ยึดม่นถือม่นกับความเข้าใจผิดๆ บิดเบือนไปจากคาสอนของศาสดา ครูทรงพล



บุคลิกดีแต่งกายเรียบร้อย มีวิธีพูดที่ให้เกียรตินักเรียน ไม่ท�าตัวเป็นครูข่มขู่ บทที่ 6 “การเปลี่ยนแปลง”



นักเรียน พยายามโน้มน้าวใจให้นักเรียนและครูมีความเข้าใจท่ดีต่อกัน ใน “การเปล่ยนแปลง” คือการยกฉากก้นห้องเรียนระหว่างชายหญิง


ประเด็นเร่องการนับถือศาสนาท่นักเรียนถาม เขาก็ตอบให้เข้าใจว่าไม่ควร ออกไปเพราะไม่ผิดหลักศาสนา ทั้งนี้คณะครูได้ปรึกษาตกลงกันแล้ว ในบทนี้


แยกกันด้วยเร่องศาสนา แต่ควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หมายถึงการเลิกปิดก้นมุมมอง การไม่แบ่งแยกชายหญิง แต่เป็นการอยู่
ร่วมกันโดยไม่แบ่งฝ่าย เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

16 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 17






ความหมายของชื่อบท ครูใหม่อีกคนหน่งคือครูอับดุลการิม เป็นชาวมุสลิม มีความรู้เร่องศาสนา


อิสลามเป็นอย่างดี มีเหตุผล ครูใหม่ 2 คนนี้เป็นคนดี แม้ต่างศาสนากัน แต่
บทที่ 1 “ชีวิตใหม่” ร่วมมือกันสอนนักเรียนให้เป็นคนดี
“ชีวิตใหม่” คือชีวิตของฮาซันท่พบประสบการณ์ใหม่ในโรงเรียน




ใหม่ท่ปอเนาะ ซ่งต่างจากประสบการณ์เดิมอย่างส้นเชิง ทาให้ฮาซันอึดอัด บทที่ 4 “ความขัดแย้ง”


คับข้องใจ “ความขัดแย้ง” หมายถึงความขัดแย้งท่เกิดจากนักเรียนปอเนาะ


ท่บอกเล่ากันต่อๆ มาว่าครูท่รัฐบาลส่งมาช่วยสอนจะมาล้างสมอง จะ
บทที่ 2 “บทเรียนครั้งแรก” ทาลายวัฒนธรรมและภาษาของพวกตนด้วยการให้เรียนภาษาไทย และ



“บทเรียนครังแรก” ช่อบทนมีความหมายได้ท้งบทเรยนจริงๆ ท ี ่ ประเด็นขัดแย้งอีกข้อคือการรังเกียจคนนับถือศาสนาพุทธโดยเฉพาะคร







ฮาซันได้เรียนและบทเรียนท่ได้รับในการเรียนท่ปอเนาะ ฮาซันเกิดปัญหา เพราะหลงคิดด้วยอคติว่าครูจะมาทาลายความคิดความเช่อของตน




เม่อศึกษาวิชาศาสนา เพราะขาดความรู้ในการเขียนอ่านอักษรยาวี ครูผู้สอน มะยากีเป็นตัวละครที่แสดงลักษณะนิสัย ความคิด ความเชื่ออย่างชัดแจ้ง
ไม่สนใจภูมิหลังของนักเรียน ไม่แก้ปัญหาแต่ตัดปัญหาด้วยการดุด่า ดังปรากฏในคาพูดของเขาทุกตอนท่เต็มไปด้วยอคติ รับฟังคาบอกเล่าผิดๆ




บทเรียนท่ฮาซันได้รับคือการใช้อานาจของประธานนักเรียน ต่อมาโดยปราศจากการศกษาความถกต้อง ขาดการไตร่ตรอง มะยาก ี



ใช้ก�าลังลงโทษฮาซันตามอ�าเภอใจ ซึ่งไม่ใช่กฎของปอเนาะ เพราะรอกีเยาะห์ ก้าวร้าว ไม่เคารพครู ทั้งยังดูหมิ่นและเชื่อมั่นว่าตนไม่ใช่คนไทย มีอคติต่อ


และเพ่อนจะรวมตัวกนต่อส้ แต่ฮาซันไม่ต้องการให้เร่องบานปลายต่อไปอีกจึง คนที่นับถือศาสนาพุทธ เขายืนยันแต่ว่านักเรียนปอเนาะต้องเรียนศาสนา


ไม่คิดจะต่อสู้กับประธานนักเรียน ซึ่งรอกีเยาะห์เห็นว่าเป็นความขลาดเขลา เท่านั้น
บทที่ 3 “ครูคนใหม่” บทที่ 5 “รอยร้าวในดวงใจ”
“ครูคนใหม่” ปอเนาะมีครูคนใหม่ 2 คนซึ่งรัฐบาลส่งมาช่วยสอน “รอยร้าวในดวงใจ” หมายถึงความคิดเก่ยวกับการเรียนท ่ ี


ในบทน้คือครูทรงพลเป็นไทยพุทธและครูอับดุลการิมเป็นชาวมุสลิม ครูทรงพล ปอเนาะที่ท�าให้ฮาซันไม่สบายใจ และหนักใจหลายประการท�าให้ความคิด

เตรียมตัวอย่างดี รู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรกับนักเรียนในปอเนาะ ซ่งส่วนหน่ง ของเขาสับสนและเกิดความรู้สึกไม่อยากเรียนที่ปอเนาะมากขึ้น

ยึดม่นถือม่นกับความเข้าใจผิดๆ บิดเบือนไปจากคาสอนของศาสดา ครูทรงพล



บุคลิกดีแต่งกายเรียบร้อย มีวิธีพูดที่ให้เกียรตินักเรียน ไม่ท�าตัวเป็นครูข่มขู่ บทที่ 6 “การเปลี่ยนแปลง”



นักเรียน พยายามโน้มน้าวใจให้นักเรียนและครูมีความเข้าใจท่ดีต่อกัน ใน “การเปล่ยนแปลง” คือการยกฉากก้นห้องเรียนระหว่างชายหญิง


ประเด็นเร่องการนับถือศาสนาท่นักเรียนถาม เขาก็ตอบให้เข้าใจว่าไม่ควร ออกไปเพราะไม่ผิดหลักศาสนา ทั้งนี้คณะครูได้ปรึกษาตกลงกันแล้ว ในบทนี้


แยกกันด้วยเร่องศาสนา แต่ควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด หมายถึงการเลิกปิดก้นมุมมอง การไม่แบ่งแยกชายหญิง แต่เป็นการอยู่
ร่วมกันโดยไม่แบ่งฝ่าย เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม

18 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 19






บทที่ 7 “เสรีภาพแห่งการแสวงหา” บทที่ 10 “ความทรงจ�ากับความมืดที่มาเยือน”




“เสรีภาพแห่งการแสวงหา” หมายถึงการท่มะยากีและพวกร่วมกัน “ความทรงจากับความมืดท่มาเยือน” เม่อพักเหน่อยฮาซันจะ







ปลุกระดมต่อต้านครูเร่องการยกฉากก้นให้กลับไปเหมือนเดิม พวกน้เข้าใจ ระลึกถึงความทรงจาท่ปอเนาะแม้จะพบกับความขมข่นบางประการ แต่
ว่าการปลุกระดมด่าว่าครเป็นสทธิเสรีภาพของตน นักเรียนส่วนหน่งต้องการ เขาก็เร่มคิดและแยกแยะได้ว่าการมีโรงเรียนปอเนาะเป็นส่งท่ดีมีประโยชน์









เรียน ไม่ต้องการประท้วง การประท้วงจึงล้มเหลว ยิ่งกว่านั้นฝ่ายประท้วง หากผู้คนท่ดาเนินงานและนักเรียนไม่ว่ารุ่นเก่ารุ่นใหม่จะมีทัศนคติท่ถูกต้อง



ยังไม่เข้าใจเร่องสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง ท้งท่ต้องการและพยายามแสวงหา ปอเนาะจะเป็นโรงเรียนท่มีประโยชน์แก่ท้องถ่นได้มาก เขาจึงอยากให้เพ่อน



บทที่ 8 “การรอคอยที่ว่างเปล่า” น�าสิ่งที่ได้พบเห็นมาท�าประโยชน์ให้ปอเนาะ
“การรอคอยท่ว่างเปล่า” ช่อบทน้หมายถึงทางโรงเรียนปอเนาะ บทที่ 11 “เรื่องราวจากโลกกว้าง”






เตรียมต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ การเตรียม “เร่องราวจากโลกกว้าง” ช่อบทน้หมายถึงตัวละครในเร่องได้รับ

ต้อนรับเป็นไปอย่างแข็งขัน ทุกคนทั้งครูและนักเรียนร่วมใจกันเตรียมงาน ประสบการณ์ใหม่ๆ รอกีเยาะห์ได้ประสบการณ์ตรงจากการไปทัศนศึกษา

อย่างเต็มความสามารถ แต่รัฐมนตรีไม่ได้มาตามนัด ทุกสิ่งที่เตรียมไว้จึง ท่อีสาน ฮาซันได้รับรู้จากการบอกเล่าของรอกีเยาะห์ ประสบการณ์ใหม่

ต้องล้มเลิก นั่นคือการรอคอยที่ว่างเปล่า ทาให้ผู้ได้รับมีความรู้ความคิดกว้างขวางข้น ไม่คิดแคบๆ ตามประสบการณ์



บทที่ 9 “ถนนที่ถูกบังคับให้เดิน” เดิม แสดงถึงความสาเร็จของทางการท่จัดทัศนศึกษาให้แก่เยาวชนในเขต
“ถนนที่ถูกบังคับให้เดิน” ชื่อบทหมายถึงถนนแห่งความยากจน จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่คนจนจะต้องทนทางานหนักอย่างลาบากโดยไม่มีทางเลือก การดาเนิน



ชีวิตจึงเป็นเสมือนหน่งถูกบังคับให้เดินไปบนถนนท่เต็มไปด้วยความ


ยากล�าบากนี้
ตอนท้ายบทผู้เขียนขยายความช่อบทไว้ดังน้ “ในความมืด


พร่ามัว บนถนนยังมีแสงสว่างจากไฟหน้ารถที่วิ่งไปมาส่องทาง ความมืด
แห่งชีวิตใครเล่าจะส่องทางให้แม้มันมิได้เป็นความมืดของรัตติกาลท่ดึกด่น


แต่เป็นความมืดท่มองไม่เห็นอะไรตลอดเส้นทางอันยาวไกล ไม่มีใครอยาก




เดินบนถนนสายน้ แต่บางคนหลบล้หนีไม่พ้น จึงจาเป็นต้องทนก้าวเดิน
ต่อไป”

18 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 19






บทที่ 7 “เสรีภาพแห่งการแสวงหา” บทที่ 10 “ความทรงจ�ากับความมืดที่มาเยือน”




“เสรีภาพแห่งการแสวงหา” หมายถึงการท่มะยากีและพวกร่วมกัน “ความทรงจากับความมืดท่มาเยือน” เม่อพักเหน่อยฮาซันจะ







ปลุกระดมต่อต้านครูเร่องการยกฉากก้นให้กลับไปเหมือนเดิม พวกน้เข้าใจ ระลึกถึงความทรงจาท่ปอเนาะแม้จะพบกับความขมข่นบางประการ แต่
ว่าการปลุกระดมด่าว่าครเป็นสทธิเสรีภาพของตน นักเรียนส่วนหน่งต้องการ เขาก็เร่มคิดและแยกแยะได้ว่าการมีโรงเรียนปอเนาะเป็นส่งท่ดีมีประโยชน์









เรียน ไม่ต้องการประท้วง การประท้วงจึงล้มเหลว ยิ่งกว่านั้นฝ่ายประท้วง หากผู้คนท่ดาเนินงานและนักเรียนไม่ว่ารุ่นเก่ารุ่นใหม่จะมีทัศนคติท่ถูกต้อง



ยังไม่เข้าใจเร่องสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง ท้งท่ต้องการและพยายามแสวงหา ปอเนาะจะเป็นโรงเรียนท่มีประโยชน์แก่ท้องถ่นได้มาก เขาจึงอยากให้เพ่อน



บทที่ 8 “การรอคอยที่ว่างเปล่า” น�าสิ่งที่ได้พบเห็นมาท�าประโยชน์ให้ปอเนาะ
“การรอคอยท่ว่างเปล่า” ช่อบทน้หมายถึงทางโรงเรียนปอเนาะ บทที่ 11 “เรื่องราวจากโลกกว้าง”






เตรียมต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและคณะ การเตรียม “เร่องราวจากโลกกว้าง” ช่อบทน้หมายถึงตัวละครในเร่องได้รับ

ต้อนรับเป็นไปอย่างแข็งขัน ทุกคนทั้งครูและนักเรียนร่วมใจกันเตรียมงาน ประสบการณ์ใหม่ๆ รอกีเยาะห์ได้ประสบการณ์ตรงจากการไปทัศนศึกษา

อย่างเต็มความสามารถ แต่รัฐมนตรีไม่ได้มาตามนัด ทุกสิ่งที่เตรียมไว้จึง ท่อีสาน ฮาซันได้รับรู้จากการบอกเล่าของรอกีเยาะห์ ประสบการณ์ใหม่

ต้องล้มเลิก นั่นคือการรอคอยที่ว่างเปล่า ทาให้ผู้ได้รับมีความรู้ความคิดกว้างขวางข้น ไม่คิดแคบๆ ตามประสบการณ์



บทที่ 9 “ถนนที่ถูกบังคับให้เดิน” เดิม แสดงถึงความสาเร็จของทางการท่จัดทัศนศึกษาให้แก่เยาวชนในเขต
“ถนนที่ถูกบังคับให้เดิน” ชื่อบทหมายถึงถนนแห่งความยากจน จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่คนจนจะต้องทนทางานหนักอย่างลาบากโดยไม่มีทางเลือก การดาเนิน



ชีวิตจึงเป็นเสมือนหน่งถูกบังคับให้เดินไปบนถนนท่เต็มไปด้วยความ


ยากล�าบากนี้
ตอนท้ายบทผู้เขียนขยายความช่อบทไว้ดังน้ “ในความมืด


พร่ามัว บนถนนยังมีแสงสว่างจากไฟหน้ารถที่วิ่งไปมาส่องทาง ความมืด
แห่งชีวิตใครเล่าจะส่องทางให้แม้มันมิได้เป็นความมืดของรัตติกาลท่ดึกด่น


แต่เป็นความมืดท่มองไม่เห็นอะไรตลอดเส้นทางอันยาวไกล ไม่มีใครอยาก




เดินบนถนนสายน้ แต่บางคนหลบล้หนีไม่พ้น จึงจาเป็นต้องทนก้าวเดิน
ต่อไป”

20 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 21









บทที่ 12 “ปิดฉากความฝัน” เร่องน้ยังให้ข้อคิดท่น่าสนใจเก่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง




“ปิดฉากความฝัน” ความฝันก็คือการเรียนจบในปอเนาะและ เด็กกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะครูซ่งเป็นผู้ปลูกฝังและอบรมเยาวชนของชาต










โอกาสที่จะได้ศึกษาต่อ ตัวละครได้รับความส�าเร็จตามความฝัน บทนี้จึง ผ้ประพนธ์ชชดว่าความแตกต่างของช่องว่างระหว่างวยเกดขนได้ง่าย

ได้ชื่อว่า “ปิดฉากความฝัน” ถ้าผู้ใหญ่ขาดเหตุผลไม่พยายามเข้าใจธรรมชาติของเด็ก จนกระท่งไม่
สามารถสื่อความเข้าใจกับเด็กได้
บทที่ 13 “ปอเนาะที่รัก”





“ปอเนาะท่รัก” นวนิยายเร่องน้เม่อเร่มเร่องฮาซันไม่ชอบปอเนาะ แม้ปอเนาะท่รักจะเป็นวรรณกรรมเยาวชนแต่ก็เหมาะแก่ผู้ใหญ่





และไม่เป็นสุขเม่อต้องไปเรียนท่ปอเนาะ วันเวลาผ่านไปในแต่ละวันของเขา ด้วย เพราะจะช่วยให้เข้าใจเด็กและเห็นปัญหาท่อาจจะเกิดข้น โดยเฉพาะ

มีแต่ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจและช�้าใจในบางคราว แต่เมื่อเขาเลิกเรียน ความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือความรู้สึกอยากขบถ เนื่องจากเกิดความรู้สึกอึดอัด




มาทานาเกลอ ได้มเวลาคดประกอบกบได้รับรู้ถึงประสบการณ์ไป คับข้องใจ และยังแฝงแนวคิดเร่องการยอมรับความแตกต่างทางเช้อชาติและ






ทัศนศึกษาของรอกีเยาะห์ ทาให้เขาตระหนักว่าปอเนาะไม่ใช่สถานท่ท่ม ี ศาสนา การให้เกียรติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ปัญหาหรือไร้คุณค่า แต่ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นจากการคิดผิด หลงผิดของ แนะน�าตัวละคร
บางคนที่มีความเชื่อผิดๆ สะสมกันตลอดมา หากผู้ที่อยู่ในปอเนาะมีความ
เข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงผิดไปในเรื่องไร้สาระตามความเชื่อเก่าๆ ที่บอกกัน ฮาซัน

มา ปอเนาะก็จะเป็นสถานศึกษาท่เป็นประโยชน์และให้คุณค่าแก่คนใน ฮาซันเป็นเด็กชายมุสลิม เรียนจบช้นประถมศึกษาจากโรงเรียน



พื้นถิ่นได้อย่างมาก ประชาบาล ต้องมาศึกษาต่อท่ปอเนาะ ซ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนา
ปัญหาต่างๆ ในปอเนาะเป็นปัญหาท่แก้ไขได้ ถ้าผู้ท่มีส่วน อิสลามเพราะครอบครัวยากจน ฮาซันเป็นคนมีเหตุผล เข้าใจศาสนาอย่าง




เก่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เขาจึงสนับสนุนให้รอกีเยาะห์ไป ถูกต้อง ไม่มีอคติ ฉลาด รู้จักไตร่ตรองและกล่นกรองความรู้ความคิดต่างๆ


เรียนต่อเพ่อจะได้กลับมาพัฒนาปอเนาะ เขารู้ถึงคุณค่าของปอเนาะจึง ได้ ฮาซันมีประสบการณ์หลายประการในปอเนาะทาให้รู้สึกอึดอัดเพราะ






เห็นว่าปอเนาะน้นเป็นปอเนาะท่รัก อันเป็นช่อบทสุดท้ายและเป็นช่อเร่องด้วย ไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น เม่อเห็นพ่อทางานหนักทุกวันจึงคิด


ลาออกจากปอเนาะมาช่วยพ่อทานาเกลือ ฮาซันได้ประสบการณ์จาก
แก่นเรื่อง / แนวคิด จดหมายของรอกีเยาะหจึงมีความรูและความคิดกว้างขวางขึ้น เมื่อรอกีเยาะห ์


ทุกคนมีหน้าที่ของตนเอง ทุกคนจึงมีความส�าคัญ ไม่ว่าจะเป็น ไม่คิดจะเรียนต่อ ฮาซันจึงเกลี้ยกล่อมให้รอกีเยาะห์ไปเรียนต่อเพื่อกลับมา

ครู นักเรียน หรือชาวบ้าน ซ่งล้วนมีความสาคัญต่อสังคมและประเทศชาต ิ พัฒนาปอเนาะต่อไป อย่างไรก็ตาม ฮาซันก็ยังมีธรรมชาติของความเป็น



สาระของเรองชีให้เหนถงความสมพนธ์ระหว่างเยาวชนกบสงคม ม่งให้ เด็ก คือความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ จึงเป็นเด็กท่ไม่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว ซ่ง










เยาวชนเล็งเห็นและส�านึกถึงความส�าคัญของตนที่มีต่อสังคม ท�าให้วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้สมจริงยิ่งขึ้น

20 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 21









บทที่ 12 “ปิดฉากความฝัน” เร่องน้ยังให้ข้อคิดท่น่าสนใจเก่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง




“ปิดฉากความฝัน” ความฝันก็คือการเรียนจบในปอเนาะและ เด็กกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะครูซ่งเป็นผู้ปลูกฝังและอบรมเยาวชนของชาต










โอกาสที่จะได้ศึกษาต่อ ตัวละครได้รับความส�าเร็จตามความฝัน บทนี้จึง ผ้ประพนธ์ชชดว่าความแตกต่างของช่องว่างระหว่างวยเกดขนได้ง่าย

ได้ชื่อว่า “ปิดฉากความฝัน” ถ้าผู้ใหญ่ขาดเหตุผลไม่พยายามเข้าใจธรรมชาติของเด็ก จนกระท่งไม่
สามารถสื่อความเข้าใจกับเด็กได้
บทที่ 13 “ปอเนาะที่รัก”





“ปอเนาะท่รัก” นวนิยายเร่องน้เม่อเร่มเร่องฮาซันไม่ชอบปอเนาะ แม้ปอเนาะท่รักจะเป็นวรรณกรรมเยาวชนแต่ก็เหมาะแก่ผู้ใหญ่





และไม่เป็นสุขเม่อต้องไปเรียนท่ปอเนาะ วันเวลาผ่านไปในแต่ละวันของเขา ด้วย เพราะจะช่วยให้เข้าใจเด็กและเห็นปัญหาท่อาจจะเกิดข้น โดยเฉพาะ

มีแต่ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจและช�้าใจในบางคราว แต่เมื่อเขาเลิกเรียน ความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือความรู้สึกอยากขบถ เนื่องจากเกิดความรู้สึกอึดอัด




มาทานาเกลอ ได้มเวลาคดประกอบกบได้รับรู้ถึงประสบการณ์ไป คับข้องใจ และยังแฝงแนวคิดเร่องการยอมรับความแตกต่างทางเช้อชาติและ






ทัศนศึกษาของรอกีเยาะห์ ทาให้เขาตระหนักว่าปอเนาะไม่ใช่สถานท่ท่ม ี ศาสนา การให้เกียรติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ปัญหาหรือไร้คุณค่า แต่ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นจากการคิดผิด หลงผิดของ แนะน�าตัวละคร
บางคนที่มีความเชื่อผิดๆ สะสมกันตลอดมา หากผู้ที่อยู่ในปอเนาะมีความ
เข้าใจที่ถูกต้อง ไม่หลงผิดไปในเรื่องไร้สาระตามความเชื่อเก่าๆ ที่บอกกัน ฮาซัน

มา ปอเนาะก็จะเป็นสถานศึกษาท่เป็นประโยชน์และให้คุณค่าแก่คนใน ฮาซันเป็นเด็กชายมุสลิม เรียนจบช้นประถมศึกษาจากโรงเรียน



พื้นถิ่นได้อย่างมาก ประชาบาล ต้องมาศึกษาต่อท่ปอเนาะ ซ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนา
ปัญหาต่างๆ ในปอเนาะเป็นปัญหาท่แก้ไขได้ ถ้าผู้ท่มีส่วน อิสลามเพราะครอบครัวยากจน ฮาซันเป็นคนมีเหตุผล เข้าใจศาสนาอย่าง




เก่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เขาจึงสนับสนุนให้รอกีเยาะห์ไป ถูกต้อง ไม่มีอคติ ฉลาด รู้จักไตร่ตรองและกล่นกรองความรู้ความคิดต่างๆ


เรียนต่อเพ่อจะได้กลับมาพัฒนาปอเนาะ เขารู้ถึงคุณค่าของปอเนาะจึง ได้ ฮาซันมีประสบการณ์หลายประการในปอเนาะทาให้รู้สึกอึดอัดเพราะ






เห็นว่าปอเนาะน้นเป็นปอเนาะท่รัก อันเป็นช่อบทสุดท้ายและเป็นช่อเร่องด้วย ไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น เม่อเห็นพ่อทางานหนักทุกวันจึงคิด


ลาออกจากปอเนาะมาช่วยพ่อทานาเกลือ ฮาซันได้ประสบการณ์จาก
แก่นเรื่อง / แนวคิด จดหมายของรอกีเยาะหจึงมีความรูและความคิดกว้างขวางขึ้น เมื่อรอกีเยาะห ์


ทุกคนมีหน้าที่ของตนเอง ทุกคนจึงมีความส�าคัญ ไม่ว่าจะเป็น ไม่คิดจะเรียนต่อ ฮาซันจึงเกลี้ยกล่อมให้รอกีเยาะห์ไปเรียนต่อเพื่อกลับมา

ครู นักเรียน หรือชาวบ้าน ซ่งล้วนมีความสาคัญต่อสังคมและประเทศชาต ิ พัฒนาปอเนาะต่อไป อย่างไรก็ตาม ฮาซันก็ยังมีธรรมชาติของความเป็น



สาระของเรองชีให้เหนถงความสมพนธ์ระหว่างเยาวชนกบสงคม ม่งให้ เด็ก คือความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ จึงเป็นเด็กท่ไม่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว ซ่ง










เยาวชนเล็งเห็นและส�านึกถึงความส�าคัญของตนที่มีต่อสังคม ท�าให้วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้สมจริงยิ่งขึ้น

22 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 23












รอกีเยาะห์ ไม่ว่าครูท่มาจะนับถือศาสนาอะไรก็จะถูกมะยากีดูหม่นท้งส้น มะยากีเช่อม่น
รอกีเยาะห์เป็นเด็กหญิงมุสลิมท่มีเหตุผล มีความคิดและยินด ี ในค�าบอกเล่าของรุ่นพี่ที่เรียนปอเนาะมาก่อน

ู้



เรยนรู้ส่งใหม่ๆ ด้วยการไตร่ตรองและเช่อมโยงเปรียบเทยบความรเดิมกับ ครูทรงพล


ความรู้ใหม่ ดังจะเห็นได้จากจดหมายท่เขียนถึงฮาซันเล่าถึงการไป ครูทรงพล มหาเทพ เป็นครูท่ใจเย็น ให้สิทธินักเรียนในการ

ทัศนศึกษาที่ภาคอีสาน เป็นเพื่อนที่มีน�้าใจเมื่อเห็นฮาซันไม่เข้าใจเลขก็ยินดี ออกความคิดเห็น และพยายามทาความเข้าใจนักเรียน แม้เขาจะไม่











อธบายให้ รอกเยาะห์เป็นเดกทมเหตผล ร้จกใช้ความคดทาความเข้าใจ สามารถเปล่ยนความคิดของมะยากีได้แต่นักเรยนส่วนใหญ่กเข้าใจและ




ค�าอธิบายของครู แม้จะต่างจากที่เคยรู้มา รอกีเยาะห์ก็รู้จักคิดจึงได้ความรู้ พอใจที่จะเรียน




ความเข้าใจท่ถูกต้อง คาพูดของรอกีเยาะห์ท่พยายามช้แจงให้เพ่อนเลิก

อคติเร่องศาสนาแสดงว่า รอกีเยาะห์ศึกษาศาสนาของตนอย่างเข้าใจจึง ครูอับดุลการิม



ได้อ้างอิงค�าสอนของศาสดาให้เพื่อนฟังได้ ครูอับดุลการิม เป็นชาวมุสลิม เป็นครูท่มีความรู้เร่องศาสนา
อิสลามอย่างถูกต้อง เขาเรียนจบท่ปอเนาะแล้วได้ทุนไปเรียนต่อระดับ

ครูรอนิง ปริญญาตรีที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย เขาพยายามชี้แจงการเปลี่ยนแปลง

เป็นครูท่เข้มงวดตามระเบียบประเพณีท่เช่อกันต่อๆ มาโดยไม่ ให้นักเรียนฟังด้วยเหตุผล แต่ไม่สาเร็จ เพราะมะยากีไม่ฟังเหตุผลใดๆ



ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าผิดจริงหรือไม่ ดังท่ดุฮาซันอย่างรุนแรงถึง 2 คร้งใน นอกจากเหตุผลที่ตนเองเชื่อ ข้อคิดที่ครูอับดุลการิมบอกให้มะยากีไปคิดก็








วนเดยวโดยไม่ถามสาเหตุ แต่โดยเนอแท้เป็นคนทอ่อนโยนคนหนง ดงท ่ ี คือ ครูไม่สามารถจะสอนหรือชี้แจงเรื่องใดๆ ให้มะยากีได้ เพราะมะยากี



อธิบายอย่างอ่อนโยนเมื่อคิดว่าฮาซันท�าผิด ดื้อดึงอยู่กับความเชื่อและความคิดของตนเองเท่านั้น


มะลีเป็ง ตัวละครในเร่องแสดงภาพของคนในสังคมท่มีความคิด ความเช่อ




มะลีเป็งประธานนักเรียน เป็นคนหนึ่งที่รับความเชื่อต่อเนื่องกัน เก่ยวกับชาวมุสลิมและศาสนาอิสลามซ่งแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ซ่งยังคงเป็น

มาผิดๆ และความเชื่อนั้นไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย เป็นคนชอบใช้อ�านาจตาม ปัญหาต่อเน่องจนถึงปัจจุบัน ภาพดังกล่าวปรากฏในวรรณกรรมเยาวชนใน



อาเภอใจโดยไร้ความคิดท่ถูกต้อง สาคัญผิดว่าเป็นประธานนักเรียนแล้วจะ รูปแบบที่เรียบง่ายและ “จริงจัง” น้อยกว่าวรรณกรรมผู้ใหญ่
ท�าอะไรก็ได้ ดังที่ตบหน้าฮาซันเมื่อตอบค�าถามไม่ได้
ความส�าคัญของบทสนทนา
มะยากี

นักเรียนอีกคนหนึ่งที่แสดงความเชื่ออย่างผิดๆ ว่า ครูไทยพุทธ คาพูดหรือบทสนทนาของตัวละครแสดงลักษณะนิสัยของ

จะสอนนักเรียนปอเนาะไม่ได้ มะยากีใช้ค�าพูดที่ขาดความเคารพครู มีแต่ ตัวละครอย่างชัดแจ้ง เช่นคาพูดของครูทรงพลและครูอับดุลการิมแสดงถึง













ถ้อยคาทลบหล่ดหมนเพราะมอคตต่อครทรฐบาลส่งมาช่วยสอน ฉะนน ความใจเย็น มีวุฒิภาวะ รู้วิธีแก้ปัญหาการปลุกระดมประท้วงของนักเรียน



22 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 23












รอกีเยาะห์ ไม่ว่าครูท่มาจะนับถือศาสนาอะไรก็จะถูกมะยากีดูหม่นท้งส้น มะยากีเช่อม่น
รอกีเยาะห์เป็นเด็กหญิงมุสลิมท่มีเหตุผล มีความคิดและยินด ี ในค�าบอกเล่าของรุ่นพี่ที่เรียนปอเนาะมาก่อน

ู้



เรยนรู้ส่งใหม่ๆ ด้วยการไตร่ตรองและเช่อมโยงเปรียบเทยบความรเดิมกับ ครูทรงพล


ความรู้ใหม่ ดังจะเห็นได้จากจดหมายท่เขียนถึงฮาซันเล่าถึงการไป ครูทรงพล มหาเทพ เป็นครูท่ใจเย็น ให้สิทธินักเรียนในการ

ทัศนศึกษาที่ภาคอีสาน เป็นเพื่อนที่มีน�้าใจเมื่อเห็นฮาซันไม่เข้าใจเลขก็ยินดี ออกความคิดเห็น และพยายามทาความเข้าใจนักเรียน แม้เขาจะไม่











อธบายให้ รอกเยาะห์เป็นเดกทมเหตผล ร้จกใช้ความคดทาความเข้าใจ สามารถเปล่ยนความคิดของมะยากีได้แต่นักเรยนส่วนใหญ่กเข้าใจและ




ค�าอธิบายของครู แม้จะต่างจากที่เคยรู้มา รอกีเยาะห์ก็รู้จักคิดจึงได้ความรู้ พอใจที่จะเรียน




ความเข้าใจท่ถูกต้อง คาพูดของรอกีเยาะห์ท่พยายามช้แจงให้เพ่อนเลิก

อคติเร่องศาสนาแสดงว่า รอกีเยาะห์ศึกษาศาสนาของตนอย่างเข้าใจจึง ครูอับดุลการิม



ได้อ้างอิงค�าสอนของศาสดาให้เพื่อนฟังได้ ครูอับดุลการิม เป็นชาวมุสลิม เป็นครูท่มีความรู้เร่องศาสนา
อิสลามอย่างถูกต้อง เขาเรียนจบท่ปอเนาะแล้วได้ทุนไปเรียนต่อระดับ

ครูรอนิง ปริญญาตรีที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย เขาพยายามชี้แจงการเปลี่ยนแปลง

เป็นครูท่เข้มงวดตามระเบียบประเพณีท่เช่อกันต่อๆ มาโดยไม่ ให้นักเรียนฟังด้วยเหตุผล แต่ไม่สาเร็จ เพราะมะยากีไม่ฟังเหตุผลใดๆ



ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าผิดจริงหรือไม่ ดังท่ดุฮาซันอย่างรุนแรงถึง 2 คร้งใน นอกจากเหตุผลที่ตนเองเชื่อ ข้อคิดที่ครูอับดุลการิมบอกให้มะยากีไปคิดก็








วนเดยวโดยไม่ถามสาเหตุ แต่โดยเนอแท้เป็นคนทอ่อนโยนคนหนง ดงท ่ ี คือ ครูไม่สามารถจะสอนหรือชี้แจงเรื่องใดๆ ให้มะยากีได้ เพราะมะยากี



อธิบายอย่างอ่อนโยนเมื่อคิดว่าฮาซันท�าผิด ดื้อดึงอยู่กับความเชื่อและความคิดของตนเองเท่านั้น


มะลีเป็ง ตัวละครในเร่องแสดงภาพของคนในสังคมท่มีความคิด ความเช่อ




มะลีเป็งประธานนักเรียน เป็นคนหนึ่งที่รับความเชื่อต่อเนื่องกัน เก่ยวกับชาวมุสลิมและศาสนาอิสลามซ่งแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ซ่งยังคงเป็น

มาผิดๆ และความเชื่อนั้นไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย เป็นคนชอบใช้อ�านาจตาม ปัญหาต่อเน่องจนถึงปัจจุบัน ภาพดังกล่าวปรากฏในวรรณกรรมเยาวชนใน



อาเภอใจโดยไร้ความคิดท่ถูกต้อง สาคัญผิดว่าเป็นประธานนักเรียนแล้วจะ รูปแบบที่เรียบง่ายและ “จริงจัง” น้อยกว่าวรรณกรรมผู้ใหญ่
ท�าอะไรก็ได้ ดังที่ตบหน้าฮาซันเมื่อตอบค�าถามไม่ได้
ความส�าคัญของบทสนทนา
มะยากี

นักเรียนอีกคนหนึ่งที่แสดงความเชื่ออย่างผิดๆ ว่า ครูไทยพุทธ คาพูดหรือบทสนทนาของตัวละครแสดงลักษณะนิสัยของ

จะสอนนักเรียนปอเนาะไม่ได้ มะยากีใช้ค�าพูดที่ขาดความเคารพครู มีแต่ ตัวละครอย่างชัดแจ้ง เช่นคาพูดของครูทรงพลและครูอับดุลการิมแสดงถึง













ถ้อยคาทลบหล่ดหมนเพราะมอคตต่อครทรฐบาลส่งมาช่วยสอน ฉะนน ความใจเย็น มีวุฒิภาวะ รู้วิธีแก้ปัญหาการปลุกระดมประท้วงของนักเรียน



24 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 25









คาพูดของครูรอนิงแสดงถึงลักษณะของคนท่ใช้อานาจเป็นใหญ่อยู่เสมอ มุ่ง กินเนื้อหมู เพราะเนื้อหมูเป็นอาหารชนิดหนึ่ง ถ้าเราน�ามาปรุงเป็นอาหาร



จะใช้วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ โดยไม่นึกถึงผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว บางครั้งก็ จะหมดกล่นคาว เน้อหมูมีโปรตีนท่เป็นประโยชน์มาก คุณค่าทางด้าน



ไร้เหตุผล เช่น เม่อครูท้งสองเตือนให้ใจเย็น ไม่วู่วาม ครูใหญ่ก็กล่าวหาคร ู อาหารมีมากด้วย อาหารท่ทาจากเน้อหมูมีหลายชนิดไม่ใช่เฉพาะคนท ่ ี





ท้งสองว่าเป็นพวกเด็ก คาพูดของครูรอนิงท่ใช้อารมณ์ว่าครูหนุ่มท้งสองว่า นับถือศาสนาพุทธเท่านั้นที่กินเนื้อหมู ศาสนาอื่นๆ ก็มีอยู่มาก” รอกีเยาะห์


“คุณสองคนเป็นพวกเดียวกับเด็กรึ” แสดงถึงความเป็นคนไร้เหตุผล ยึดม่น ยังถามอีกว่า “ทาไมพ่อแม่ในศาสนาพุทธจึงกราบไหว้ลูกชายตัวเองเพียง




ถือม่นกับความคิดของตนเองเช่นเดียวกับความคิดของเด็กกลุ่มประท้วง แตโกนหัว หมผาเหลือง” ครูทรงพลตอบค�าถามอยางใจเย็น “คนที่โกนผม













ครูรอนิงจะยั้งปากไว้ไม่ได้แต่เมื่อได้รับการเตือนสติก็ยังคิดได้ หมผาเหลองคอพระภกษหมายถงผประเสรฐ ดารงตนอยในสภาพทแตกตาง







คาพดของมะยากีและมะลีเป็งเป็นไปในลกษณะเดียวกนคือม ี จากบุคคลธรรมดา...การอุปสมบทในพระพุทธศาสนาต้องผ่านข้นตอน




ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องศาสนาและโรงเรียนปอเนาะ มีอคติดูหมิ่นคน ของพิธีกรรม ไม่ใช่สักแต่โกนผมห่มผ้าเหลืองอย่างท่เธอเข้าใจ พ่อแม่กราบไหว้


ศาสนาอื่น ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อโดยไม่ศึกษาความรู้ที่ถูกต้อง ลูกชายของตนเป็นการกราบไหว้ผู้ทรงศีล มีแต่ได้บุญกุศล...” รอกีเยาะหเป็น

คาพูดของครูทรงพลแสดงให้เห็นว่าเป็นคนใจเย็น ไม่วู่วาม พร้อม เด็กมีเหตุผล รู้จักรับฟังและคิดตาม ฉะนั้นแม้จะเคยมีความเชื่ออย่างผิดๆ


ท่จะเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะหน้าและเป็นคนใจกว้างพร้อมท่จะรับฟัง ตามท่ได้รับฟังมา เม่อครูอธิบายด้วยเหตุผล รอกีเยาะห์ก็เข้าใจ เธอจึงบอก


ความคิดเห็นของผู้อื่นแม้จะคิดต่างกัน เขาเข้าใจสถานการณ์และรู้วิธีการ ครูว่า “ขอบคุณมากครู คาพูดของครูทาให้เข้าใจศาสนาพุทธดีข้น มองเห็น














ทจะตอบโตอยางสนต ดงเหนไดจากการทครทรงพลเขามาทกทายนกเรยน อะไรหลายอย่างท่น่าสนใจ” คาถามของรอกีเยาะห์แสดงความอยากรู้









ว่า “ผมมาอย่กบพวกเราทกคน ขอให้ถอว่าเราเป็นเพอนร่วมงานกนใน อยากเห็นของคนต่างศาสนาผสมกับความเชื่อผิดๆ






โรงเรียน มีปัญหาอะไรจะได้ร่วมกันแก้ไข ในการเรียนการสอนเราจะ คาตอบของครูทรงพลแสดงให้เห็นถึงความเป็นครูท่มีวุฒิภาวะสูง



ปรึกษากันเพ่อศึกษาบทเรียนของเรา” เม่อนักเรียนถามว่าครูนับถือศาสนา ยินดีอธิบายชี้แจงข้อสงสัยให้นักเรียนเข้าใจ แม้ว่าผู้ถามนั้นจะเป็นคนต่าง




อะไร ครูก็ตอบว่า “ส�าหรับศาสนา ไม่อยากบอกว่าครูนับถือศาสนาอะไร ศาสนา และครูทรงพลก็ใจเย็นไม่รู้สึกว่าคาถามน้นเป็นการดูหม่น เขาทาให้
แต่อยากจะพูดว่าเราไม่แยกพุทธหรือมุสลิม เราคือมนุษยชาติ ไม่ม ี ความไม่รู้กลายเป็นความรู้ที่ถูกต้อง



ประโยชน์อะไรท่เราจะแยกกันว่าเป็นพุทธหรือมุสลิม...เราจะอยู่กันอย่าง บทสนทนาของฮาซนแสดงถงความเป็นคนร้คด ร้จกใช้เหตผล





สันติ นักเรียนท่รัก ไม่มีประโยชน์อะไรท่เราจะแยกกันว่าเป็นพุทธหรือมุสลิม พิจารณาเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นคนกตัญญูรู้คุณ จึงตัดสินใจ



เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพุทธหรืออิสลาม” เลิกเรียนมาช่วยพ่อทานาเกลือ แม้จะรู้ว่าเป็นงานหนักแต่เขาก็ยินดีจะทา





รอกีเยาะห์ถามว่าทาไมคนไทยพุทธจึงกินหมู เม่อครูทรงพลย้อน และยึดม่นในศาสนาอย่างแน่วแน่ ดังตัวอย่างเม่อครูทรงพลเข้ามาสอนพบ




ถามว่าทาไมเธอไม่กินบ้าง รอกีเยาะห์ส่นหัวแสยะปากทาท่าทางขยะแขยง ว่านักเรียนเงียบผิดปกติจึงเสนอให้ร่วมกันร้องเพลงเพ่อสร้างบรรยากาศ
แล้วบอกว่า “หมูสกปรกเหม็นคาวน่ารังเกียจ” ครูทรงพลอธิบายว่า “คน ของความเป็นกันเอง แต่มะยากีหัวหน้าช้นยืนยันว่า “เพลงร้องไม่ได้




บาปนะครู” คาพูดน้ทาให้ครูทรงพลงง และเม่อมะยากีขยายความว่า “เรา


24 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 25









คาพูดของครูรอนิงแสดงถึงลักษณะของคนท่ใช้อานาจเป็นใหญ่อยู่เสมอ มุ่ง กินเนื้อหมู เพราะเนื้อหมูเป็นอาหารชนิดหนึ่ง ถ้าเราน�ามาปรุงเป็นอาหาร



จะใช้วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ โดยไม่นึกถึงผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว บางครั้งก็ จะหมดกล่นคาว เน้อหมูมีโปรตีนท่เป็นประโยชน์มาก คุณค่าทางด้าน



ไร้เหตุผล เช่น เม่อครูท้งสองเตือนให้ใจเย็น ไม่วู่วาม ครูใหญ่ก็กล่าวหาคร ู อาหารมีมากด้วย อาหารท่ทาจากเน้อหมูมีหลายชนิดไม่ใช่เฉพาะคนท ่ ี





ท้งสองว่าเป็นพวกเด็ก คาพูดของครูรอนิงท่ใช้อารมณ์ว่าครูหนุ่มท้งสองว่า นับถือศาสนาพุทธเท่านั้นที่กินเนื้อหมู ศาสนาอื่นๆ ก็มีอยู่มาก” รอกีเยาะห์


“คุณสองคนเป็นพวกเดียวกับเด็กรึ” แสดงถึงความเป็นคนไร้เหตุผล ยึดม่น ยังถามอีกว่า “ทาไมพ่อแม่ในศาสนาพุทธจึงกราบไหว้ลูกชายตัวเองเพียง




ถือม่นกับความคิดของตนเองเช่นเดียวกับความคิดของเด็กกลุ่มประท้วง แตโกนหัว หมผาเหลือง” ครูทรงพลตอบค�าถามอยางใจเย็น “คนที่โกนผม













ครูรอนิงจะยั้งปากไว้ไม่ได้แต่เมื่อได้รับการเตือนสติก็ยังคิดได้ หมผาเหลองคอพระภกษหมายถงผประเสรฐ ดารงตนอยในสภาพทแตกตาง







คาพดของมะยากีและมะลีเป็งเป็นไปในลกษณะเดียวกนคือม ี จากบุคคลธรรมดา...การอุปสมบทในพระพุทธศาสนาต้องผ่านข้นตอน




ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องศาสนาและโรงเรียนปอเนาะ มีอคติดูหมิ่นคน ของพิธีกรรม ไม่ใช่สักแต่โกนผมห่มผ้าเหลืองอย่างท่เธอเข้าใจ พ่อแม่กราบไหว้


ศาสนาอื่น ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเชื่อโดยไม่ศึกษาความรู้ที่ถูกต้อง ลูกชายของตนเป็นการกราบไหว้ผู้ทรงศีล มีแต่ได้บุญกุศล...” รอกีเยาะหเป็น

คาพูดของครูทรงพลแสดงให้เห็นว่าเป็นคนใจเย็น ไม่วู่วาม พร้อม เด็กมีเหตุผล รู้จักรับฟังและคิดตาม ฉะนั้นแม้จะเคยมีความเชื่ออย่างผิดๆ


ท่จะเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะหน้าและเป็นคนใจกว้างพร้อมท่จะรับฟัง ตามท่ได้รับฟังมา เม่อครูอธิบายด้วยเหตุผล รอกีเยาะห์ก็เข้าใจ เธอจึงบอก


ความคิดเห็นของผู้อื่นแม้จะคิดต่างกัน เขาเข้าใจสถานการณ์และรู้วิธีการ ครูว่า “ขอบคุณมากครู คาพูดของครูทาให้เข้าใจศาสนาพุทธดีข้น มองเห็น














ทจะตอบโตอยางสนต ดงเหนไดจากการทครทรงพลเขามาทกทายนกเรยน อะไรหลายอย่างท่น่าสนใจ” คาถามของรอกีเยาะห์แสดงความอยากรู้









ว่า “ผมมาอย่กบพวกเราทกคน ขอให้ถอว่าเราเป็นเพอนร่วมงานกนใน อยากเห็นของคนต่างศาสนาผสมกับความเชื่อผิดๆ






โรงเรียน มีปัญหาอะไรจะได้ร่วมกันแก้ไข ในการเรียนการสอนเราจะ คาตอบของครูทรงพลแสดงให้เห็นถึงความเป็นครูท่มีวุฒิภาวะสูง



ปรึกษากันเพ่อศึกษาบทเรียนของเรา” เม่อนักเรียนถามว่าครูนับถือศาสนา ยินดีอธิบายชี้แจงข้อสงสัยให้นักเรียนเข้าใจ แม้ว่าผู้ถามนั้นจะเป็นคนต่าง




อะไร ครูก็ตอบว่า “ส�าหรับศาสนา ไม่อยากบอกว่าครูนับถือศาสนาอะไร ศาสนา และครูทรงพลก็ใจเย็นไม่รู้สึกว่าคาถามน้นเป็นการดูหม่น เขาทาให้
แต่อยากจะพูดว่าเราไม่แยกพุทธหรือมุสลิม เราคือมนุษยชาติ ไม่ม ี ความไม่รู้กลายเป็นความรู้ที่ถูกต้อง



ประโยชน์อะไรท่เราจะแยกกันว่าเป็นพุทธหรือมุสลิม...เราจะอยู่กันอย่าง บทสนทนาของฮาซนแสดงถงความเป็นคนร้คด ร้จกใช้เหตผล





สันติ นักเรียนท่รัก ไม่มีประโยชน์อะไรท่เราจะแยกกันว่าเป็นพุทธหรือมุสลิม พิจารณาเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นคนกตัญญูรู้คุณ จึงตัดสินใจ



เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพุทธหรืออิสลาม” เลิกเรียนมาช่วยพ่อทานาเกลือ แม้จะรู้ว่าเป็นงานหนักแต่เขาก็ยินดีจะทา





รอกีเยาะห์ถามว่าทาไมคนไทยพุทธจึงกินหมู เม่อครูทรงพลย้อน และยึดม่นในศาสนาอย่างแน่วแน่ ดังตัวอย่างเม่อครูทรงพลเข้ามาสอนพบ




ถามว่าทาไมเธอไม่กินบ้าง รอกีเยาะห์ส่นหัวแสยะปากทาท่าทางขยะแขยง ว่านักเรียนเงียบผิดปกติจึงเสนอให้ร่วมกันร้องเพลงเพ่อสร้างบรรยากาศ
แล้วบอกว่า “หมูสกปรกเหม็นคาวน่ารังเกียจ” ครูทรงพลอธิบายว่า “คน ของความเป็นกันเอง แต่มะยากีหัวหน้าช้นยืนยันว่า “เพลงร้องไม่ได้




บาปนะครู” คาพูดน้ทาให้ครูทรงพลงง และเม่อมะยากีขยายความว่า “เรา


26 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 27








เป็นนักเรียนศาสนา การร้องเพลงไม่เหมาะสม” ครูทรงพลจึงกล่าวคาขอโทษ ฮาซันเงยหน้ามองดูเพดานห้องเรียน ข่อไม้ผุๆ โยงไปมา

ด้วยความสุภาพ แต่ฮาซันโต้แย้งว่า “การร้องเพลงไม่เป็นบาป มันอยู่ตรง ไม่ค่อยเป็นระเบียบ อาคารเรียนหลังเดียว พ้นลาด


ท่ว่าเพลงท่เราร้องมุ่งเจตนาไปทางไหน ถ้าร้องเพลงเพ่อให้เกิดความ คอนกรีต แถมยังเพดานต�่า ร้อนอ้าวอบเหงื่อไคล เขาวาง

สามัคคีแก่หมู่คณะ การร้องเพลงอย่างนี้เป็นของดี ถ้าร้องเพลงเพื่อความ สมุดเรียนลงบนโต๊ะ แล้วเดินแหวะอกเส้อออกจากห้อง



รื่นรมย์ ท�าให้ใจลุ่มหลง เพียงแต่คิดจะร้องเท่านั้นก็ไม่สมควร” สภาพโรงเรียนเงียบเหงา ผีเส้อบินตอมดอกไม้ท่บริเวณ

หน้าเสาธงเป็นฝูงๆ นกเอ้ยงส่งเสียงร้องเรียกหาคู่อยู่บน
ฉากส�าคัญ

ยอดมะพราว แววเพลงอาซาน ผานเครองขยายเสียง กงวาน





ฉากคือสถานที่และเวลาในเรื่อง นวนิยายเรื่องนี้มีฉากส�าคัญคือ ลั่น โรงละหมาดในปอเนาะเพิ่งเงียบลง นักเรียนชายหญิง


โรงเรียนปอเนาะ จังหวัดนราธิวาส ซ่งเป็นสถานท่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดย เดินทยอยกันมาเป็นกลุ่มๆ พวกเขาเพ่งละหมาดตอนเท่ยง
1


ฉากปอเนาะในเรื่องนี้ตรงกับปอเนาะหลัง พ.ศ.2504 ซึ่งนักเรียนต้องเรียน เสร็จแล้วรีบแต่งตัวมาเรียนภาควิชาสามัญในตอนบ่าย
ทั้งวิชาสามัญและศาสนา หลังจากเรียนภาควิชาศาสนาในตอนเช้า







ปอเนาะเป็นสถานท่สาคัญท่ทาให้เห็นความเช่อและกลุ่มท (ปอเนาะที่รัก หน้า 10)







สบเน่องกนมา โดยไม่มีผ้ช้แนะหรออธบายแนวทางท่ถกต้อง ปอเนาะยง ฉากส�าคัญอีกฉากหนึ่งคือนาเกลือ ฉากนาเกลือแสดงถึงความ






ทาให้เห็นมิตรภาพท่สวยงามของเพ่อนคือฮาซันกับรอกีเยาะห์ ทาให้ฮาซัน ยากจนของครอบครัวฮาซัน ท�าให้ฮาซันได้เรียนรู้ว่าทุกคนมีหน้าที่ของตน

ตระหนักถึงความส�าคัญของปอเนาะ
ซึ่งต้องท�าให้ดีที่สุด เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและประเทศชาติ
ฮาซันใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงขายาวสีด�า หัวซึ่ง ฮาซนเอากระบอกตวงตักเกลือบรรจุกระสอบ เสร็จแล้ว

โกนโล้นเตียนใส่ ซอเก๊าะ ก�ามะหยี่สีน�้าตาลเข้ม รองเท้า ลากไปวางตรงพ้นโล่งท่จัดเตรียมไว้ กระสอบแล้วกระสอบ
2



ผ้าใบสีดาขาดปรุตรงหัวทาให้เห็นน้วเท้าผลุบโผล่ตาม เล่าท่เขาบรรจุ หลังจากน้นเขาเดินมาเอาเชือกร้อยกับ




จังหวะก้าวเดิน เขาหอบหนังสือพะรุงพะรังเดินเข้าไปใน เข็มสอยเย็บปากถุงให้มิดชิดอย่างชานาญ เพียงครู่เดียว









หองเรยน เศษกระดาษทงกลาดเกลอน ทรายเลอะพนหอง ทุกสิ่งเป็นอันเรียบร้อย

กระดานด�ายังมีตัวหนังสือภาษายาวี เต็มพรืด เขานั่งลงที่
3


โต๊ะหน้าช้นเรียน สังกะสีมุงหลังคาถูกลมพัดเสียงดังแต็กๆ แม้จะรวดเร็วแต่ก็สายจนตะวันจ้าแสงร้อนแรงข้น


ใบหน้าจึงอาบเหง่อท่ผุดหยดออกมา เขาตวัดชายผ้าคาดเอว


ข้นเช็ดหน้าจนแห้งหมาด แล้วเดินไปน่งพักเหน่อยพิง

1 ดูค�าอธิบาย “ปอเนาะ” หน้า 90

2 คือหมวกแขก มี 2 ชนิด ได้แก่ กปิเยาะห์ หมายถึง หมวกท่มีลักษณะคร่งวงกลม และ กระสอบเกลือซึ่งเรียงรายอยู่

ซอเก๊าะ หมายถึงหมวกที่มีลักษณะคล้ายหมวกหนีบ ไม่มีปีก
3 ในที่นี้หมายถึงภาษามลายูซึ่งเขียนด้วยอักษรยาวี

26 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 27








เป็นนักเรียนศาสนา การร้องเพลงไม่เหมาะสม” ครูทรงพลจึงกล่าวคาขอโทษ ฮาซันเงยหน้ามองดูเพดานห้องเรียน ข่อไม้ผุๆ โยงไปมา

ด้วยความสุภาพ แต่ฮาซันโต้แย้งว่า “การร้องเพลงไม่เป็นบาป มันอยู่ตรง ไม่ค่อยเป็นระเบียบ อาคารเรียนหลังเดียว พ้นลาด



ท่ว่าเพลงท่เราร้องมุ่งเจตนาไปทางไหน ถ้าร้องเพลงเพ่อให้เกิดความ คอนกรีต แถมยังเพดานต�่า ร้อนอ้าวอบเหงื่อไคล เขาวาง

สามัคคีแก่หมู่คณะ การร้องเพลงอย่างนี้เป็นของดี ถ้าร้องเพลงเพื่อความ สมุดเรียนลงบนโต๊ะ แล้วเดินแหวะอกเส้อออกจากห้อง
รื่นรมย์ ท�าให้ใจลุ่มหลง เพียงแต่คิดจะร้องเท่านั้นก็ไม่สมควร” สภาพโรงเรียนเงียบเหงา ผีเส้อบินตอมดอกไม้ท่บริเวณ


หน้าเสาธงเป็นฝูงๆ นกเอ้ยงส่งเสียงร้องเรียกหาคู่อยู่บน

ฉากส�าคัญ


ยอดมะพราว แววเพลงอาซาน ผานเครองขยายเสียง กงวาน




ฉากคือสถานที่และเวลาในเรื่อง นวนิยายเรื่องนี้มีฉากส�าคัญคือ ลั่น โรงละหมาดในปอเนาะเพิ่งเงียบลง นักเรียนชายหญิง
โรงเรียนปอเนาะ จังหวัดนราธิวาส ซ่งเป็นสถานท่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดย เดินทยอยกันมาเป็นกลุ่มๆ พวกเขาเพ่งละหมาดตอนเท่ยง

1



ฉากปอเนาะในเรื่องนี้ตรงกับปอเนาะหลัง พ.ศ.2504 ซึ่งนักเรียนต้องเรียน เสร็จแล้วรีบแต่งตัวมาเรียนภาควิชาสามัญในตอนบ่าย
ทั้งวิชาสามัญและศาสนา หลังจากเรียนภาควิชาศาสนาในตอนเช้า




ปอเนาะเป็นสถานท่สาคัญท่ทาให้เห็นความเช่อและกลุ่มท ี ่ (ปอเนาะที่รัก หน้า 10)





สบเน่องกนมา โดยไม่มีผ้ช้แนะหรออธบายแนวทางท่ถกต้อง ปอเนาะยง ฉากส�าคัญอีกฉากหนึ่งคือนาเกลือ ฉากนาเกลือแสดงถึงความ








ทาให้เห็นมิตรภาพท่สวยงามของเพ่อนคือฮาซันกับรอกีเยาะห์ ทาให้ฮาซัน ยากจนของครอบครัวฮาซัน ท�าให้ฮาซันได้เรียนรู้ว่าทุกคนมีหน้าที่ของตน


ตระหนักถึงความส�าคัญของปอเนาะ
ซึ่งต้องท�าให้ดีที่สุด เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและประเทศชาติ
ฮาซันใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงขายาวสีด�า หัวซึ่ง ฮาซนเอากระบอกตวงตักเกลือบรรจุกระสอบ เสร็จแล้ว

2
โกนโล้นเตียนใส่ ซอเก๊าะ ก�ามะหยี่สีน�้าตาลเข้ม รองเท้า ลากไปวางตรงพ้นโล่งท่จัดเตรียมไว้ กระสอบแล้วกระสอบ


ผ้าใบสีดาขาดปรุตรงหัวทาให้เห็นน้วเท้าผลุบโผล่ตาม เล่าท่เขาบรรจุ หลังจากน้นเขาเดินมาเอาเชือกร้อยกับ





จังหวะก้าวเดิน เขาหอบหนังสือพะรุงพะรังเดินเข้าไปใน เข็มสอยเย็บปากถุงให้มิดชิดอย่างชานาญ เพียงครู่เดียว









หองเรยน เศษกระดาษทงกลาดเกลอน ทรายเลอะพนหอง ทุกสิ่งเป็นอันเรียบร้อย

กระดานด�ายังมีตัวหนังสือภาษายาวี เต็มพรืด เขานั่งลงที่
3

โต๊ะหน้าช้นเรียน สังกะสีมุงหลังคาถูกลมพัดเสียงดังแต็กๆ แม้จะรวดเร็วแต่ก็สายจนตะวันจ้าแสงร้อนแรงข้น

ใบหน้าจึงอาบเหง่อท่ผุดหยดออกมา เขาตวัดชายผ้าคาดเอว





ข้นเช็ดหน้าจนแห้งหมาด แล้วเดินไปน่งพักเหน่อยพิง
1 ดูค�าอธิบาย “ปอเนาะ” หน้า 90

2 คือหมวกแขก มี 2 ชนิด ได้แก่ กปิเยาะห์ หมายถึง หมวกท่มีลักษณะคร่งวงกลม และ กระสอบเกลือซึ่งเรียงรายอยู่

ซอเก๊าะ หมายถึงหมวกที่มีลักษณะคล้ายหมวกหนีบ ไม่มีปีก
3 ในที่นี้หมายถึงภาษามลายูซึ่งเขียนด้วยอักษรยาวี

28 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 29








กังหันรอกวิดนาต้องลมหมุนเป็นวงกลม เขาหยีตา อีสาน ทุกชีวิตแม้ประสบความล�าบากยากเข็ญกลับทรหด





มองอย่างช่นชม มนเป็นเพ่อนคู่ทุกข์คู่ยากท่ทาให้เขาสามารถ สู้อย่างกล้าหาญ เลือดรักชาติอีสานเข้มข้น ใครหนอว่า
มีเกลือบรรจุกระสอบได้ ลีลาหมุนของมันในยามลมพัด อีสานจน แต่เราว่าอีสานคือมหาเศรษฐีแห่งความอดทน
ไม่ผิดอะไรกับลีลาชีวิตของเขามากนัก วันรุ่งขึ้นพวกเราเข้าถึงกรุงเทพฯ โดยปลอดภัย
(ปอเนาะที่รัก หน้า 132)
ฮาซันจ๊ะ เราเช่อว่าเธอต้องสู้ชีวิตอีกต่อไป อย่าพราบ่น



เลยว่าเกิดมาจน อีสานทั้งภาคยากจนยิ่งกว่าเธอ พวกเขา
ค�าคมจากเรื่องปอเนาะที่รัก


ไม่เคยคราครวญ พวกเรายังมีอยู่มีกินอ่มหนาสบาย ไม่



ครูรอนิงพูดกับครูใหญ่ ตอนท่มะลีเป็งอภิปรายปลุกระดมเพ่อนๆ ข้เกียจเสียอย่างเดียวไม่อดตายแน่ อย่าน้อยใจในวาสนา






“อย่าคิดอย่างน้นเลยครับ ส่งท่เกิดข้นและมีปัญหา เลยนะ เพราะยังมีอีสานเป็นจ�านวนมากยากไร้ยิ่งกว่าเธอ
ถ้าเราพยายามแก้ไขด้วยความเข้าใจ มันจะสงบและยุต ิ (ปอเนาะที่รัก, 2537 : 119 - 120)
เสมอ”
(ปอเนาะที่รัก, 2537 : 73) ชายชราที่ท�านาในจังหวัดร้อยเอ็ด พูดกับรอกีเยาะห์

พ่อเฒ่าหัวเราะเอ๊กอ๊ากเดินส่นหัวไปคว้าจอบ “ลูกคิด


ฮาซันพูดกับรอกีเยาะห์ ตอนท่รอกีเยาะห์ได้รับคัดเลือกให้ไป ว่าฝนเทียมช่วยให้อีสานทานาได้ละซี บ่มีผู้ได๋ช่วยได้ดอก

ทัศนศึกษาที่กรุงเทพฯ
นอกจากฝนกับคน อีสานต้องทนต่อไป ดูเด็กพวกน้น...”

“ปล่อยให้เราอยู่กับนาเกลือต่อไปเถอะ ทางการ พ่อเฒ่าบุ้ยหน้าไปยังกลุ่มเด็กๆ ท่ยืนมุงดูคนรถเปล่ยนยาง


คัดเลือกเธอดีแล้ว จงไปน�าเอาความรู้สิ่งใหม่ๆ กลับมาให้ ล้อรถ “พวกมันตัวเล็กๆ ควายมันก็เลี้ยง โรงเรียนมันก็ไป
ปอเนาะ หน้าที่ของเราแตกต่างกัน เธอไปเพื่อกลับมาขจัด ขืนรอความช่วยเหลือจากหลวง ป่านน้คนอีสานหมดแนว

สิ่งที่ไม่เจริญ เราอยู่กับนาเกลือเพื่อขจัดความหิว ไปเถอะ นานแล้ว”
รอกีเยาะห์ แล้วค่อยกลับมาเล่าให้เราฟัง” เธองงกับคาว่าหมดแนว แต่ก็พูดคุยกับพ่อเฒ่าต่อไปอีก

(ปอเนาะที่รัก, 2537 : 109)
“ไม่คิดจะไปอยู่ที่อื่นบ้างหรือคะ?”








รอกีเยาะห์เขียนจดหมายถึงฮาซัน “ไปอยไส?” พอเฒาเงือดงางดามจอบคางเอาไว “อย ู ่

อีสานท่รัก ลาก่อน แม้จะเป็นดินแดนแห่งความ ที่นี่ท�านาดีแล้ว บ่ยอมแพ้มันซะอย่าง แห้งแล้งปานได๋กะ




แห้งแล้ง มิตรภาพและความมีนาใจมิได้เหือดแห้งไปจาก อยู่ได้ ลูกเอ๋ย ทานาถึงสิลาบาก พ่อภูมิใจท่ได้ปลูกข้าวเล้ยง



28 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 29








กังหันรอกวิดนาต้องลมหมุนเป็นวงกลม เขาหยีตา อีสาน ทุกชีวิตแม้ประสบความล�าบากยากเข็ญกลับทรหด





มองอย่างช่นชม มนเป็นเพ่อนคู่ทุกข์คู่ยากท่ทาให้เขาสามารถ สู้อย่างกล้าหาญ เลือดรักชาติอีสานเข้มข้น ใครหนอว่า
มีเกลือบรรจุกระสอบได้ ลีลาหมุนของมันในยามลมพัด อีสานจน แต่เราว่าอีสานคือมหาเศรษฐีแห่งความอดทน
ไม่ผิดอะไรกับลีลาชีวิตของเขามากนัก วันรุ่งขึ้นพวกเราเข้าถึงกรุงเทพฯ โดยปลอดภัย
(ปอเนาะที่รัก หน้า 132)
ฮาซันจ๊ะ เราเช่อว่าเธอต้องสู้ชีวิตอีกต่อไป อย่าพราบ่น



เลยว่าเกิดมาจน อีสานทั้งภาคยากจนยิ่งกว่าเธอ พวกเขา
ค�าคมจากเรื่องปอเนาะที่รัก


ไม่เคยคราครวญ พวกเรายังมีอยู่มีกินอ่มหนาสบาย ไม่



ครูรอนิงพูดกับครูใหญ่ ตอนท่มะลีเป็งอภิปรายปลุกระดมเพ่อนๆ ข้เกียจเสียอย่างเดียวไม่อดตายแน่ อย่าน้อยใจในวาสนา






“อย่าคิดอย่างน้นเลยครับ ส่งท่เกิดข้นและมีปัญหา เลยนะ เพราะยังมีอีสานเป็นจ�านวนมากยากไร้ยิ่งกว่าเธอ
ถ้าเราพยายามแก้ไขด้วยความเข้าใจ มันจะสงบและยุต ิ (ปอเนาะที่รัก, 2537 : 119 - 120)
เสมอ”
(ปอเนาะที่รัก, 2537 : 73) ชายชราที่ท�านาในจังหวัดร้อยเอ็ด พูดกับรอกีเยาะห์

พ่อเฒ่าหัวเราะเอ๊กอ๊ากเดินส่นหัวไปคว้าจอบ “ลูกคิด


ฮาซันพูดกับรอกีเยาะห์ ตอนท่รอกีเยาะห์ได้รับคัดเลือกให้ไป ว่าฝนเทียมช่วยให้อีสานทานาได้ละซี บ่มีผู้ได๋ช่วยได้ดอก

ทัศนศึกษาที่กรุงเทพฯ
นอกจากฝนกับคน อีสานต้องทนต่อไป ดูเด็กพวกน้น...”

“ปล่อยให้เราอยู่กับนาเกลือต่อไปเถอะ ทางการ พ่อเฒ่าบุ้ยหน้าไปยังกลุ่มเด็กๆ ท่ยืนมุงดูคนรถเปล่ยนยาง


คัดเลือกเธอดีแล้ว จงไปน�าเอาความรู้สิ่งใหม่ๆ กลับมาให้ ล้อรถ “พวกมันตัวเล็กๆ ควายมันก็เลี้ยง โรงเรียนมันก็ไป
ปอเนาะ หน้าที่ของเราแตกต่างกัน เธอไปเพื่อกลับมาขจัด ขืนรอความช่วยเหลือจากหลวง ป่านน้คนอีสานหมดแนว

สิ่งที่ไม่เจริญ เราอยู่กับนาเกลือเพื่อขจัดความหิว ไปเถอะ นานแล้ว”
รอกีเยาะห์ แล้วค่อยกลับมาเล่าให้เราฟัง” เธองงกับคาว่าหมดแนว แต่ก็พูดคุยกับพ่อเฒ่าต่อไปอีก

(ปอเนาะที่รัก, 2537 : 109)
“ไม่คิดจะไปอยู่ที่อื่นบ้างหรือคะ?”








รอกีเยาะห์เขียนจดหมายถึงฮาซัน “ไปอยไส?” พอเฒาเงือดงางดามจอบคางเอาไว “อย ู ่

อีสานท่รัก ลาก่อน แม้จะเป็นดินแดนแห่งความ ที่นี่ท�านาดีแล้ว บ่ยอมแพ้มันซะอย่าง แห้งแล้งปานได๋กะ




แห้งแล้ง มิตรภาพและความมีนาใจมิได้เหือดแห้งไปจาก อยู่ได้ ลูกเอ๋ย ทานาถึงสิลาบาก พ่อภูมิใจท่ได้ปลูกข้าวเล้ยง



30 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 31






คน ถึงเขาสิกินข้าวท่เฮาปลูกจนอ้วนจนพีแล้วมากดข่ข่มเหง ได้เรียนรู้ ได้ฝัน สู่ความสงบดีงามด้วยความสัมพันธ์อย่าง



เฮา สู้บ่หนีไผสิท�าไม เออ...ว่าแต่ลูกค�านางเถอะไปไสมา ถูกต้องตามธรรมชาติของทุกส่งทุกอย่างรอบตัว ได้พบ
บ่ฮ้อนหรือไง ใส่เสื้อผ้าปกหัวปกตัว?” สภาวะจิตที่เป็นสุขกับเพื่อนๆ ในเรื่องราว การเข้าถึงด้วย

(ปอเนาะที่รัก, 2537 : 125 - 127) จิตของเด็กเป็นการเร่มต้นของกระบวนการศึกษาท่สาคัญ


แว้งที่รัก ที่สุดในการที่คนพัฒนาสู่ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์
(แว้งที่รัก, 2554 : 5)
แว้งที่รัก เป็นบทประพันธ์ของ “ชบาบาน” ซึ่งเป็นนามปากกา
ของ ผศ.ดร.ขวัญดี อัตวาวุฒิชัย นวนิยายเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน เร่องราวท่สนุกสนานของเพ่อนๆ ในแต่ละตอน ก่อเกิดวธีคิดและ






ท่สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นพ้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือกให้เป็น พนฐานอารมณ์ของเด็กทรบรถงความสวยงามของความแตกตางของผคน






ู้





หนังสืออ่านนอกเวลาของสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โสภณ สุภาพงษ์ ความแตกต่างของสังคม ส่งแวดล้อม ความแตกต่างของวัฒนธรรม


กล่าวถึงความดีเด่นของนวนิยายเรื่องนี้ไว้ว่า ซ่งเป็นส่วนสาคัญย่งในการมีทัศนะต่อสรรพส่งอย่างถูกต้องและมีความสุข









ผมรับร้ได้ว่าถ้าเด็กๆ ได้อ่านแว้งท่รกน้จะทาให้สมอง เมื่อเติบโต


ด้านศีลธรรมของเด็กงอกงาม เร่องราวชีวิตของกลุ่ม หนังสือน้เหมาะสมอย่างมากท่จะเป็นแบบเรียนให้เด็กได้อ่าน










หนูน้อยท่ถูกถ่ายทอดโดยชีวิตผู้เขียนเองอย่างมีชีวิตชีวา ได้แสดงความเหนร่วมกนในห้องเรยนกบคร กบเพอน ขยายผลไปส่การ

จะทาให้เด็กอ่านไปพร้อมกับจินตนาการท่พอกพูนในจิต เรียนรู้ที่หลากหลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


เนื้อเรื่อง


แว้งท่รักเป็นเร่องเล่าประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนในวัยเยาว์
เมื่ออยู่กับพ่อแม่และพี่สาวที่อ�าเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 50 ปีก่อน
เด็กหญิงชื่อ “น้อย” นับถือศาสนาพุทธ พ่อท�างานเป็นสมุห์บัญชี แม่เปิด
ร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ เช่น พลู ผัก ผ้า และของช�าจ�าพวกพริกแห้ง


หอม พริกไทย ชาวอาเภอแว้งส่วนใหญ่เป็นชุมชนมุสลิม ประกอบอาชีพทา
สวนยาง อีกกลุ่มเป็นชาวจีนประกอบอาชีพค้าขาย นับถือศาสนาพุทธและ






ศาสนาอสลาม ชาวไทยนบถอศาสนาพทธมจานวนไมมากนกเปนขาราชการ




ผู้เขียนซึ่งในเรื่องใช้ชื่อว่า “น้อย” มีเพื่อนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม น้อยจึงพูด




ภาษามลายูได้คล่อง ชาวแว้งท้งหลายส่อสารกันด้วยภาษามลาย

30 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 31






คน ถึงเขาสิกินข้าวท่เฮาปลูกจนอ้วนจนพีแล้วมากดข่ข่มเหง ได้เรียนรู้ ได้ฝัน สู่ความสงบดีงามด้วยความสัมพันธ์อย่าง



เฮา สู้บ่หนีไผสิท�าไม เออ...ว่าแต่ลูกค�านางเถอะไปไสมา ถูกต้องตามธรรมชาติของทุกส่งทุกอย่างรอบตัว ได้พบ
บ่ฮ้อนหรือไง ใส่เสื้อผ้าปกหัวปกตัว?” สภาวะจิตที่เป็นสุขกับเพื่อนๆ ในเรื่องราว การเข้าถึงด้วย

(ปอเนาะที่รัก, 2537 : 125 - 127) จิตของเด็กเป็นการเร่มต้นของกระบวนการศึกษาท่สาคัญ


แว้งที่รัก ที่สุดในการที่คนพัฒนาสู่ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์
(แว้งที่รัก, 2554 : 5)
แว้งที่รัก เป็นบทประพันธ์ของ “ชบาบาน” ซึ่งเป็นนามปากกา
ของ ผศ.ดร.ขวัญดี อัตวาวุฒิชัย นวนิยายเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน เร่องราวท่สนุกสนานของเพ่อนๆ ในแต่ละตอน ก่อเกิดวธีคิดและ







ท่สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นพ้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือกให้เป็น พนฐานอารมณ์ของเด็กทรบรถงความสวยงามของความแตกตางของผคน







ู้



หนังสืออ่านนอกเวลาของสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โสภณ สุภาพงษ์ ความแตกต่างของสังคม ส่งแวดล้อม ความแตกต่างของวัฒนธรรม


กล่าวถึงความดีเด่นของนวนิยายเรื่องนี้ไว้ว่า ซ่งเป็นส่วนสาคัญย่งในการมีทัศนะต่อสรรพส่งอย่างถูกต้องและมีความสุข








ผมรับร้ได้ว่าถ้าเด็กๆ ได้อ่านแว้งท่รกน้จะทาให้สมอง เมื่อเติบโต



ด้านศีลธรรมของเด็กงอกงาม เร่องราวชีวิตของกลุ่ม หนังสือน้เหมาะสมอย่างมากท่จะเป็นแบบเรียนให้เด็กได้อ่าน











หนูน้อยท่ถูกถ่ายทอดโดยชีวิตผู้เขียนเองอย่างมีชีวิตชีวา ได้แสดงความเหนร่วมกนในห้องเรยนกบคร กบเพอน ขยายผลไปส่การ


จะทาให้เด็กอ่านไปพร้อมกับจินตนาการท่พอกพูนในจิต เรียนรู้ที่หลากหลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เนื้อเรื่อง
แว้งท่รักเป็นเร่องเล่าประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนในวัยเยาว์


เมื่ออยู่กับพ่อแม่และพี่สาวที่อ�าเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 50 ปีก่อน
เด็กหญิงชื่อ “น้อย” นับถือศาสนาพุทธ พ่อท�างานเป็นสมุห์บัญชี แม่เปิด
ร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ เช่น พลู ผัก ผ้า และของช�าจ�าพวกพริกแห้ง
หอม พริกไทย ชาวอาเภอแว้งส่วนใหญ่เป็นชุมชนมุสลิม ประกอบอาชีพทา


สวนยาง อีกกลุ่มเป็นชาวจีนประกอบอาชีพค้าขาย นับถือศาสนาพุทธและ


ศาสนาอสลาม ชาวไทยนบถอศาสนาพทธมจานวนไมมากนกเปนขาราชการ








ผู้เขียนซึ่งในเรื่องใช้ชื่อว่า “น้อย” มีเพื่อนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม น้อยจึงพูด


ภาษามลายูได้คล่อง ชาวแว้งท้งหลายส่อสารกันด้วยภาษามลาย



32 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 33






น้อยจะพูดภาษาไทยที่บ้านและพูดกับครูที่โรงเรียนเท่านั้น ไทยภาคใต้ เด็กๆ ชอบไปโรงเรียน เพราะได้เพื่อน ได้เล่นสนุก คิดเลขเป็น

ครอบครัวของน้อยสนิทกับคนมุสลิมในอาเภอแว้ง คบหากัน อ่านหนังสือไทยออก











อย่างสนทใจ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ทาสงใดให้เป็นทรงเกยจของคนใน ครูท่สอนในโรงเรียนประชาบาลน้มีท้งครูไทยมุสลิมและครูไทย





ศาสนาอ่น คร้งหน่งพ่อแม่ของน้อยมีธุระจาเป็นต้องไปต่างเมือง และไม่ พุทธ ครูก็ร่วมใจกันทางานไม่แบ่งแยกเร่องศาสนาและไม่เข้าข้างเด็ก


สะดวกท่จะพาลูกสาวท้ง 2 คนไปด้วย แม่ของน้อยจึงขอให้เพ่อนมุสลิมมา เพียงเพราะว่านับถือศาสนาเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากกรณีตัวอย่าง


อยู่เป็นเพ่อนลูกสาวท่ยังเด็กอยู่มาก เพ่อนมุสลิมก็รับช่วยด้วยความเต็มใจ ดังต่อไปนี้



พาหลานมาอยู่ด้วย ท�าให้เด็กๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน ตอนกลางคืน วันหน่งน้อยทะเลาะกับเพ่อนมุสลิมช่อบีเด๊าะห์ เพราะต่างก ็



เมื่อคนมุสลิมท�าละหมาด น้อยก็ชวนพี่สาวสวดมนต์ อยากจะได้ดอกจ�าปูนป่าที่มีอยู่เพียงดอกเดียวไปให้ครู ต่างคนต่างอ้างว่า
แว้งมีโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษา ครูใหญ่ดูแล ตนเห็นก่อนและเป็นเจ้าของ ทั้ง 2 คนกอดต้นจ�าปูนไว้แน่นเพื่อไม่ให้อีกคน


อย่างเข้มงวดมาก ท�าให้เด็กโรงเรียนนี้หลายคนสอบเรียนต่อมัธยมศึกษา ปีนข้นไปเก็บดอกไม้ เพ่อนต้องจับแยก ต่อมาเด็กกลุ่มน้มาเล่นมอญซ่อนผ้า

ได้ทุนของรัฐบาล ผู้ปกครองจึงพอใจมาก คนมุสลิมก็อยากให้ลูกไปเรียน ต่อ น้อยใช้ผ้าตีบีเด๊าะห์ตามเกมการเล่น แต่บีเด๊าะห์เข้าใจว่าน้อยแกล้ง


เพราะเห็นข้อดีว่าจะท�าให้ลูกฉลาดกว่าตัวเองที่อ่านเขียนไม่ได้ เขาพอใจที่ เด็กสองคนทะเลาะกันอย่างรุนแรง จนในท่สุดเลยไปถึงเร่องศาสนา




ได้รู้ว่าหนังสือท่ลูกเรียนก็มีแต่เร่องสอนให้ทาความดี “แล้วครูไม่ได้ห้ามไป บีเด๊าะห์ตาหนิพระภิกษุว่ามาขอทาน แต่โต๊ะหะยีไม่เคยขอ ตนมีพระเจ้าแต่
สุเหร่า ไม่ได้ห้ามเรื่องพูดภาษามลายู ไม่ได้ห้ามเรื่องหัดอ่านกุรุแอ (คัมภีร์ น้อยไม่มี น้อยโกรธมากเถียงว่าพระไม่ได้มาขอทาน โต๊ะหะยีทาไมมีเมียได้


อัลกุรอาน)” ใช้ชื่อมุสลิมอย่างเดิมได้ จะขอใช้ชื่อไทยในโรงเรียนครูก็ตั้งให้ ตนมีพระพุทธเจ้า เพื่อนๆ เริ่มแบ่งพวกกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เด็กไทยพุทธซึ่ง
เด็กๆ ได้ใช้ชื่อไทยเป็นชื่อทางการกันหลายคน เด็กมุสลิมเรียนไม่นานก็พูด มีจานวนไม่มากพากันมายืนข้างหลังน้อย ส่วนเด็กมุสลิมจานวนมากก็ยืน


ไทยได้ทุกคน กลายเป็นเด็กเก่งเพราะพูดได้ท้งภาษาไทยกลางและภาษา หลังบีเด๊าะห์ น้อยกับบีเด๊าะห์นัดไปต่อสู้กันท่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่าข้าง


โรงเรียน พอดีครูมนัสซึ่งเป็นมุสลิมและครูสุภาซึ่งเป็นไทยพุทธได้ยินเสียง
เด็กทะเลาะกัน บีเด๊าะห์อ้างว่าพระเจ้าอัลเลาะห์จะช่วยตน น้อยก็ว่า

พระพุทธเจ้าจะช่วยตนเหมือนกัน ครูมนัสเรียกท้งสองคนมาดุและส่งให้


เลิกทะเลาะกัน แล้วบอกว่าท้งพระอัลเลาะห์ และพระพุทธเจ้าจะไม่ช่วย
4
เด็กผู้หญิงท่ทะเลาะกัน เพราะท้งสองพระองค์สอนให้เป็นคนดี ครูบอกว่า


4 แว้งที่รัก ใช้ค�าว่า “อัลเลาะห์” หมายถึง อัลลอฮฺ มาจากภาษามาเลย์หรือบาฮาซา ค�าว่า
“Allah” มีความหมายว่าพระเป็นเจ้า พระนามของพระผู้เป็นเจ้าแห่งชาวมุสลิม ใช้ใน
จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

32 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 33






น้อยจะพูดภาษาไทยที่บ้านและพูดกับครูที่โรงเรียนเท่านั้น ไทยภาคใต้ เด็กๆ ชอบไปโรงเรียน เพราะได้เพื่อน ได้เล่นสนุก คิดเลขเป็น

ครอบครัวของน้อยสนิทกับคนมุสลิมในอาเภอแว้ง คบหากัน อ่านหนังสือไทยออก











อย่างสนทใจ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ทาสงใดให้เป็นทรงเกยจของคนใน ครูท่สอนในโรงเรียนประชาบาลน้มีท้งครูไทยมุสลิมและครูไทย





ศาสนาอ่น คร้งหน่งพ่อแม่ของน้อยมีธุระจาเป็นต้องไปต่างเมือง และไม่ พุทธ ครูก็ร่วมใจกันทางานไม่แบ่งแยกเร่องศาสนาและไม่เข้าข้างเด็ก


สะดวกท่จะพาลูกสาวท้ง 2 คนไปด้วย แม่ของน้อยจึงขอให้เพ่อนมุสลิมมา เพียงเพราะว่านับถือศาสนาเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากกรณีตัวอย่าง


อยู่เป็นเพ่อนลูกสาวท่ยังเด็กอยู่มาก เพ่อนมุสลิมก็รับช่วยด้วยความเต็มใจ ดังต่อไปนี้



พาหลานมาอยู่ด้วย ท�าให้เด็กๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน ตอนกลางคืน วันหน่งน้อยทะเลาะกับเพ่อนมุสลิมช่อบีเด๊าะห์ เพราะต่างก ็



เมื่อคนมุสลิมท�าละหมาด น้อยก็ชวนพี่สาวสวดมนต์ อยากจะได้ดอกจ�าปูนป่าที่มีอยู่เพียงดอกเดียวไปให้ครู ต่างคนต่างอ้างว่า
แว้งมีโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษา ครูใหญ่ดูแล ตนเห็นก่อนและเป็นเจ้าของ ทั้ง 2 คนกอดต้นจ�าปูนไว้แน่นเพื่อไม่ให้อีกคน


อย่างเข้มงวดมาก ท�าให้เด็กโรงเรียนนี้หลายคนสอบเรียนต่อมัธยมศึกษา ปีนข้นไปเก็บดอกไม้ เพ่อนต้องจับแยก ต่อมาเด็กกลุ่มน้มาเล่นมอญซ่อนผ้า

ได้ทุนของรัฐบาล ผู้ปกครองจึงพอใจมาก คนมุสลิมก็อยากให้ลูกไปเรียน ต่อ น้อยใช้ผ้าตีบีเด๊าะห์ตามเกมการเล่น แต่บีเด๊าะห์เข้าใจว่าน้อยแกล้ง


เพราะเห็นข้อดีว่าจะท�าให้ลูกฉลาดกว่าตัวเองที่อ่านเขียนไม่ได้ เขาพอใจที่ เด็กสองคนทะเลาะกันอย่างรุนแรง จนในท่สุดเลยไปถึงเร่องศาสนา




ได้รู้ว่าหนังสือท่ลูกเรียนก็มีแต่เร่องสอนให้ทาความดี “แล้วครูไม่ได้ห้ามไป บีเด๊าะห์ตาหนิพระภิกษุว่ามาขอทาน แต่โต๊ะหะยีไม่เคยขอ ตนมีพระเจ้าแต่
สุเหร่า ไม่ได้ห้ามเรื่องพูดภาษามลายู ไม่ได้ห้ามเรื่องหัดอ่านกุรุแอ (คัมภีร์ น้อยไม่มี น้อยโกรธมากเถียงว่าพระไม่ได้มาขอทาน โต๊ะหะยีทาไมมีเมียได้


อัลกุรอาน)” ใช้ชื่อมุสลิมอย่างเดิมได้ จะขอใช้ชื่อไทยในโรงเรียนครูก็ตั้งให้ ตนมีพระพุทธเจ้า เพื่อนๆ เริ่มแบ่งพวกกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เด็กไทยพุทธซึ่ง
เด็กๆ ได้ใช้ชื่อไทยเป็นชื่อทางการกันหลายคน เด็กมุสลิมเรียนไม่นานก็พูด มีจานวนไม่มากพากันมายืนข้างหลังน้อย ส่วนเด็กมุสลิมจานวนมากก็ยืน


ไทยได้ทุกคน กลายเป็นเด็กเก่งเพราะพูดได้ท้งภาษาไทยกลางและภาษา หลังบีเด๊าะห์ น้อยกับบีเด๊าะห์นัดไปต่อสู้กันท่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่าข้าง


โรงเรียน พอดีครูมนัสซึ่งเป็นมุสลิมและครูสุภาซึ่งเป็นไทยพุทธได้ยินเสียง
เด็กทะเลาะกัน บีเด๊าะห์อ้างว่าพระเจ้าอัลเลาะห์จะช่วยตน น้อยก็ว่า

พระพุทธเจ้าจะช่วยตนเหมือนกัน ครูมนัสเรียกท้งสองคนมาดุและส่งให้


เลิกทะเลาะกัน แล้วบอกว่าท้งพระอัลเลาะห์ และพระพุทธเจ้าจะไม่ช่วย
4
เด็กผู้หญิงท่ทะเลาะกัน เพราะท้งสองพระองค์สอนให้เป็นคนดี ครูบอกว่า


4 แว้งที่รัก ใช้ค�าว่า “อัลเลาะห์” หมายถึง อัลลอฮฺ มาจากภาษามาเลย์หรือบาฮาซา ค�าว่า
“Allah” มีความหมายว่าพระเป็นเจ้า พระนามของพระผู้เป็นเจ้าแห่งชาวมุสลิม ใช้ใน
จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

34 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 35








คราวน้จะไม่ลงโทษ แต่ห้ามทะเลาะกันอีก แล้วสอนให้รู้ว่าประการแรกท้ง แว้ง ต้นสาคูใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น ใบน�ามาท�าเป็นตับใช้มุงหลังคาได้ท�านอง
สองคนต้องรักกันเพราะเป็นคนไทยด้วยกัน ร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน เดียวกับตับจาก ใบสาคูใหญ่กว่าใบจากจึงท�าเป็นตับได้ดี ล�าต้นสาคูขูดมา

เคารพพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน ประการท่ 2 ชาวพุทธทักกันว่า เป็นอาหารของเป็ดได้ เนื้อในของต้นสาคูใช้ท�าแป้งสาคู ใช้ท�าอาหารได้





สวัสดี คาทักของมุสลิมก็มีความหมายให้เกิดความสงบสันติแก่ผู้ถูกทัก ซ่ง แว้งท่รักให้ความรู้เก่ยวกับวิถีชีวิตของคนในท้องถ่นสามจังหวัด






ก็มีความหมายทานองเดียวกัน ประการท่ 3 ท้งพระอัลเลาะห์และ ชายแดนภาคใต้ ซ่งผูกพันอยู่กับธรรมชาติและส่งแวดล้อมท่เรียบง่าย



พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เด็กทะเลาะกัน นอกจากน้ท้งสองคนยังเข้าใจ จึงสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบร่มเย็น แม้จะมีความเชื่อ ความศรัทธา และมี
ผิดเก่ยวกับศาสนาของแต่ละฝ่าย การเดินบิณฑบาตของพระสงฆ์ไม่ใช่การ วัฒนธรรมต่างกันบ้าง แต่ก็เป็นเพื่อนกันได้และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วย

ขอทาน และโต๊ะหะยีไม่ใช่พระของมุสลิม ครูมนัสปรึกษากับครูสุภาว่าจะ ความเข้าใจอันดีต่อกัน
ต้องช่วยกันสอนเรื่องศาสนาและศีลธรรมให้เด็กๆ เข้าใจ
ครูสุภาซักไซ้ถึงสาเหตุท่ทะเลาะกันได้ความว่า ต่างคนต่างอยาก สรุปเนื้อหาแต่ละตอน







ได้ดอกจาปูนมาให้ครู เม่อครูถามว่าดอกจาปูนอยู่ท่ไหน เด็กท้งสองจึงเพ่ง
นึกได้ว่าตนมัวแต่ทะเลาะกันอยู่ ครูจึงสอนว่าการทะเลาะกันน้นไม่เกิด นวนิยายเรื่องนี้แบ่งเนื้อหาเป็นตอน มีชื่อก�ากับแต่ละตอนดังนี้


ประโยชน์อะไรเลย น้อยกับบีเด๊าะห์ขออนุญาตไปเก็บดอกไม้ ท้งสองคน ตอนที่ 1 พ่อจ๋า แม่จ๋า (1) และ (2)
ช่วยกันท�ากรวยอย่างสวยงามใส่ดอกจ�าปูนมาให้ครู พร้อมกับขอโทษและ ครอบครัวของน้อย มีพ่อ แม่ พี่แมะ และน้อย แม่สอนให้น้อย


สัญญาว่าจะไม่ทะเลาะกันอีก พ่อสอนน้อยว่าในแต่ละประเทศอาจมีคน กับพ่แมะช่วยแม่ท�างานเล็กๆ น้อยๆ เช่น แกะและเรียงลูกเนียง เรียงใบพล


หลายเผ่าพันธุ์ นับถือศาสนาต่างกัน มีวัฒนธรรมและอาชีพต่างกัน เป็นต้น วันหน่งพ่อต้องเดินทางไปจังหวัดสงขลาด่วนเพราะย่าป่วยจึงไม่ได้


ข้อส�าคัญทุกคนต้องอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ทุกคนก็จะมีความสุข ลาน้อย น้อยเป็นห่วงพ่อเกรงว่าจะเป็นอันตราย แม่ต้องไปซ้อผักท่ลูโบ๊ะดาแล


เร่องแว้งท่รักทาให้เห็นถึงบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันของ จึงฝากน้อยและพี่แมะไว้กับโต๊ะ (ยาย) ตาบอด การไม่มีพ่อกับแม่อยู่ด้วย

คนท่ต่างเผ่าพันธุ์ต่างศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ในเร่องมีคาภาษา ท�าให้น้อยรู้สึกว้าเหว่ แต่พี่แมะก็ปลอบใจน้อย



มลายูปนอยู่ แต่ผู้เขียนจะแปลไว้ให้เข้าใจ บางคาก็จะมีคาอธิบายไว้ใน ตอนที่ 2 มามุ


เชิงอรรถทาให้ผู้อ่านได้ความรู้เพ่มเติม เป็นต้นว่าค�า “ซูงา” เป็นภาษามลาย ู เพ่อนใหม่ของน้อย เป็นกาพร้า อย่กบโต๊ะแช (ตา) และโต๊ะ






ท้องถิ่น ภาษามลายูกลางออกเสียง “ซูไง” คนไทยมาเขียนว่า “สุไหง” ใช้ (ยาย) บ้านติดกับบ้านสวนของน้อย มามุกับน้อยเรียนรู้ซ่งกันและกัน เพราะ

เป็นชื่อสถานที่ เช่น สุไหงปาตี แปลว่า คลองข้าวเปลือก มามุพูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่น้อยพูดภาษามลายูได้ น้อยมีความสุขที่ได้
นอกจากนี้ยังมีการเล่าถึงภูมิประเทศและพืชพันธุ์ในท้องถิ่น ซึ่งมี เป็นเพื่อนกับมามุ

ประโยชน์มาก เป็นการเพ่มความรู้รอบตัวแก่ผู้อ่าน ดังเช่นต้นสาคูท่มีมากใน


34 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 35








คราวน้จะไม่ลงโทษ แต่ห้ามทะเลาะกันอีก แล้วสอนให้รู้ว่าประการแรกท้ง แว้ง ต้นสาคูใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น ใบน�ามาท�าเป็นตับใช้มุงหลังคาได้ท�านอง
สองคนต้องรักกันเพราะเป็นคนไทยด้วยกัน ร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน เดียวกับตับจาก ใบสาคูใหญ่กว่าใบจากจึงท�าเป็นตับได้ดี ล�าต้นสาคูขูดมา

เคารพพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน ประการท่ 2 ชาวพุทธทักกันว่า เป็นอาหารของเป็ดได้ เนื้อในของต้นสาคูใช้ท�าแป้งสาคู ใช้ท�าอาหารได้





สวัสดี คาทักของมุสลิมก็มีความหมายให้เกิดความสงบสันติแก่ผู้ถูกทัก ซ่ง แว้งท่รักให้ความรู้เก่ยวกับวิถีชีวิตของคนในท้องถ่นสามจังหวัด






ก็มีความหมายทานองเดียวกัน ประการท่ 3 ท้งพระอัลเลาะห์และ ชายแดนภาคใต้ ซ่งผูกพันอยู่กับธรรมชาติและส่งแวดล้อมท่เรียบง่าย



พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เด็กทะเลาะกัน นอกจากน้ท้งสองคนยังเข้าใจ จึงสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบร่มเย็น แม้จะมีความเชื่อ ความศรัทธา และมี
ผิดเก่ยวกับศาสนาของแต่ละฝ่าย การเดินบิณฑบาตของพระสงฆ์ไม่ใช่การ วัฒนธรรมต่างกันบ้าง แต่ก็เป็นเพื่อนกันได้และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วย

ขอทาน และโต๊ะหะยีไม่ใช่พระของมุสลิม ครูมนัสปรึกษากับครูสุภาว่าจะ ความเข้าใจอันดีต่อกัน
ต้องช่วยกันสอนเรื่องศาสนาและศีลธรรมให้เด็กๆ เข้าใจ

ครูสุภาซักไซ้ถึงสาเหตุท่ทะเลาะกันได้ความว่า ต่างคนต่างอยาก สรุปเนื้อหาแต่ละตอน






ได้ดอกจาปูนมาให้ครู เม่อครูถามว่าดอกจาปูนอยู่ท่ไหน เด็กท้งสองจึงเพ่ง
นึกได้ว่าตนมัวแต่ทะเลาะกันอยู่ ครูจึงสอนว่าการทะเลาะกันน้นไม่เกิด นวนิยายเรื่องนี้แบ่งเนื้อหาเป็นตอน มีชื่อก�ากับแต่ละตอนดังนี้


ประโยชน์อะไรเลย น้อยกับบีเด๊าะห์ขออนุญาตไปเก็บดอกไม้ ท้งสองคน ตอนที่ 1 พ่อจ๋า แม่จ๋า (1) และ (2)
ช่วยกันท�ากรวยอย่างสวยงามใส่ดอกจ�าปูนมาให้ครู พร้อมกับขอโทษและ ครอบครัวของน้อย มีพ่อ แม่ พี่แมะ และน้อย แม่สอนให้น้อย


สัญญาว่าจะไม่ทะเลาะกันอีก พ่อสอนน้อยว่าในแต่ละประเทศอาจมีคน กับพ่แมะช่วยแม่ท�างานเล็กๆ น้อยๆ เช่น แกะและเรียงลูกเนียง เรียงใบพล


หลายเผ่าพันธุ์ นับถือศาสนาต่างกัน มีวัฒนธรรมและอาชีพต่างกัน เป็นต้น วันหน่งพ่อต้องเดินทางไปจังหวัดสงขลาด่วนเพราะย่าป่วยจึงไม่ได้


ข้อส�าคัญทุกคนต้องอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ทุกคนก็จะมีความสุข ลาน้อย น้อยเป็นห่วงพ่อเกรงว่าจะเป็นอันตราย แม่ต้องไปซ้อผักท่ลูโบ๊ะดาแล


เร่องแว้งท่รักทาให้เห็นถึงบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันของ จึงฝากน้อยและพี่แมะไว้กับโต๊ะ (ยาย) ตาบอด การไม่มีพ่อกับแม่อยู่ด้วย

คนท่ต่างเผ่าพันธุ์ต่างศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ในเร่องมีคาภาษา ท�าให้น้อยรู้สึกว้าเหว่ แต่พี่แมะก็ปลอบใจน้อย



มลายูปนอยู่ แต่ผู้เขียนจะแปลไว้ให้เข้าใจ บางคาก็จะมีคาอธิบายไว้ใน ตอนที่ 2 มามุ


เชิงอรรถทาให้ผู้อ่านได้ความรู้เพ่มเติม เป็นต้นว่าค�า “ซูงา” เป็นภาษามลาย ู เพ่อนใหม่ของน้อย เป็นกาพร้า อย่กบโต๊ะแช (ตา) และโต๊ะ






ท้องถิ่น ภาษามลายูกลางออกเสียง “ซูไง” คนไทยมาเขียนว่า “สุไหง” ใช้ (ยาย) บ้านติดกับบ้านสวนของน้อย มามุกับน้อยเรียนรู้ซ่งกันและกัน เพราะ

เป็นชื่อสถานที่ เช่น สุไหงปาตี แปลว่า คลองข้าวเปลือก มามุพูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่น้อยพูดภาษามลายูได้ น้อยมีความสุขที่ได้
นอกจากนี้ยังมีการเล่าถึงภูมิประเทศและพืชพันธุ์ในท้องถิ่น ซึ่งมี เป็นเพื่อนกับมามุ

ประโยชน์มาก เป็นการเพ่มความรู้รอบตัวแก่ผู้อ่าน ดังเช่นต้นสาคูท่มีมากใน


36 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 37







ผ้าขาว น้อยเห็นเหง่อเม็ดใหญ่ค่อยๆ ซึมออกมาเต็มหน้าผากหล่นสิน








จนเส้อผ้าชุ่มไปด้วยเหง่อ จึงนึกถึงท่แม่เรียก “ดอกเหง่อ” และคาว่า
“อาบเหงื่อต่างน�้า”
ความสนุกร่นเริงของคนแว้งข้นอยู่กับราคายาง เพราะกว่าจะ


ได้ยางแต่ละวันไม่ง่าย ต้องไม่กลัวเหนื่อย และท�าประจ�าจนแรงอยู่ตัว
ตอนที่ 5 ฮารีรายอ ฮารีกายอ
ฮารีรายอ หรือ ฮารีกายอ เป็นวันเฉลิมฉลองของชาวมุสลิมที่



ได้ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เป็นวันสาคัญท่ทุกคนในอาเภอแว้งรอคอย
เพราะจะได้เฉลิมฉลอง ทุกคนจะได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ และแต่งตัวสวยงาม
ตอนที่ 6 สมัครสมาน

อาเภอแว้งมีชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันเหมือน
ตอนที่ 3 โรงเรียนสันโดษ : ดอกไม้ให้ครู







โรงเรยนของน้อยเป็นโรงเรยนประชาบาล ตงอย่อาเภอแว้ง ญาติสนิท ต่างพ่งพาอาศัยและเอ้อเฟื้อเผ่อแผ่กัน แม้ว่าจะต่างศาสนา ต่าง





บนเนินเต้ยๆ เป็นอาคารไม้ ไม่ทาสี ช้นล่างยาวเท่าตัวโรงเรียน โล่ง ความเช่อ แสดงให้เห็นความสมัครสมานในชุมชนท่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสข



พื้นยกสูง ลาดซีเมนต์ นักเรียนใช้ชั้นล่างเป็นที่เล่นเวลาพักเที่ยง ที่โรงเรียนมี ตอนที่ 7 สามัคคี
เสียงระฆังบอกสัญญาณเข้าเรียนและเลิกเรียน นักเรียนมีเวรกลุ่มหาดอกไม้ น้อย พี่แมะ สแลแม และมามุตามหาเป็ดที่หลงเล้า เพื่อจะได้
ปักแจกันของโต๊ะครูประจ�าชั้น ส่วนใหญ่ใช้ดอกฟอร์เกตมีนอตสีม่วงเล็กๆ ไปดูซ้อมฟุตบอล ทั้ง 4 คนพบเป็ดอยู่ในปากจระเข้ จึงช่วยกันตะโกนไล่



จระเข้ จนจระเข้ยอมปล่อยเป็ดออกจากปาก หลงจากน้นทงหมดไปด


ตอนที่ 4 ดอกเหงื่อ (1) และ (2)
คนไทยพุทธ คนไทยมุสลิม และคนจีนในอ�าเภอแว้ง ยึดอาชีพ การซ้อมฟุตบอล มะตียย์สรุปเรียงความเรื่องความสามัคคีของทุกคนจาก
หลักต่างกัน 3 อย่าง คือท�าสวนยาง รับราชการ และค้าขาย มีเพียง เหตุการณ์จระเข้ และการฝึกซ้อมฟุตบอล



ครอบครัวของหล่นสิน เพ่อนโรงเรียนเดียวกับน้อยท่มีอาชีพไม่เหมือนคนจน ตอนที่ 8 ยางพารา





อื่นๆ คือรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า น้อยอยากรู้ว่าท�าไมเสื้อผ้าเขาถึงต่างจากคนอื่น ฤดรอนชาวสวนยางจะตดยางไดทกวนเพราะฝนไมตก สามารถ



เมื่อเห็นหลั่นสินอยู่ข้างบ่อน�้าหลังบ้าน ก�าลังซักเสื้อผ้ารับจ้าง จึงชวนหลั่นสิน ตากแผ่นยางจนแห้งแล้วมาขายในอาเภอ พวกท่รับซ้อยางเกือบทุกร้านเป็น



คุยเรื่องการท�างานซักผ้ารีดผ้า หลั่นสินท�างานหนัก ต้องตักน�้าจากบ่อมา คนจีน ยางจากอาเภอแว้งจะส่งไปท่สุไหงโกลก จากน้นส่งต่อไปขายท ่ ี






ซักผ้า แช่ผ้า แปรงเส้อกางเกง แยกเส้อขาวไปต้มกับฟองสบู่ ใส่โซดาทาให้ หาดใหญ่ และจากหาดใหญ่ส่งไปขายที่อเมริกา

36 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 37







ผ้าขาว น้อยเห็นเหง่อเม็ดใหญ่ค่อยๆ ซึมออกมาเต็มหน้าผากหล่นสิน








จนเส้อผ้าชุ่มไปด้วยเหง่อ จึงนึกถึงท่แม่เรียก “ดอกเหง่อ” และคาว่า
“อาบเหงื่อต่างน�้า”
ความสนุกร่นเริงของคนแว้งข้นอยู่กับราคายาง เพราะกว่าจะ


ได้ยางแต่ละวันไม่ง่าย ต้องไม่กลัวเหนื่อย และท�าประจ�าจนแรงอยู่ตัว
ตอนที่ 5 ฮารีรายอ ฮารีกายอ
ฮารีรายอ หรือ ฮารีกายอ เป็นวันเฉลิมฉลองของชาวมุสลิมที่



ได้ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เป็นวันสาคัญท่ทุกคนในอาเภอแว้งรอคอย
เพราะจะได้เฉลิมฉลอง ทุกคนจะได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ และแต่งตัวสวยงาม
ตอนที่ 6 สมัครสมาน

อาเภอแว้งมีชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันเหมือน
ตอนที่ 3 โรงเรียนสันโดษ : ดอกไม้ให้ครู







โรงเรยนของน้อยเป็นโรงเรยนประชาบาล ตงอย่อาเภอแว้ง ญาติสนิท ต่างพ่งพาอาศัยและเอ้อเฟื้อเผ่อแผ่กัน แม้ว่าจะต่างศาสนา ต่าง





บนเนินเต้ยๆ เป็นอาคารไม้ ไม่ทาสี ช้นล่างยาวเท่าตัวโรงเรียน โล่ง ความเช่อ แสดงให้เห็นความสมัครสมานในชุมชนท่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสข



พื้นยกสูง ลาดซีเมนต์ นักเรียนใช้ชั้นล่างเป็นที่เล่นเวลาพักเที่ยง ที่โรงเรียนมี ตอนที่ 7 สามัคคี
เสียงระฆังบอกสัญญาณเข้าเรียนและเลิกเรียน นักเรียนมีเวรกลุ่มหาดอกไม้ น้อย พี่แมะ สแลแม และมามุตามหาเป็ดที่หลงเล้า เพื่อจะได้
ปักแจกันของโต๊ะครูประจ�าชั้น ส่วนใหญ่ใช้ดอกฟอร์เกตมีนอตสีม่วงเล็กๆ ไปดูซ้อมฟุตบอล ทั้ง 4 คนพบเป็ดอยู่ในปากจระเข้ จึงช่วยกันตะโกนไล่



จระเข้ จนจระเข้ยอมปล่อยเป็ดออกจากปาก หลงจากน้นทงหมดไปด


ตอนที่ 4 ดอกเหงื่อ (1) และ (2)
คนไทยพุทธ คนไทยมุสลิม และคนจีนในอ�าเภอแว้ง ยึดอาชีพ การซ้อมฟุตบอล มะตียย์สรุปเรียงความเรื่องความสามัคคีของทุกคนจาก
หลักต่างกัน 3 อย่าง คือท�าสวนยาง รับราชการ และค้าขาย มีเพียง เหตุการณ์จระเข้ และการฝึกซ้อมฟุตบอล



ครอบครัวของหล่นสิน เพ่อนโรงเรียนเดียวกับน้อยท่มีอาชีพไม่เหมือนคนจน ตอนที่ 8 ยางพารา





อื่นๆ คือรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า น้อยอยากรู้ว่าท�าไมเสื้อผ้าเขาถึงต่างจากคนอื่น ฤดรอนชาวสวนยางจะตดยางไดทกวนเพราะฝนไมตก สามารถ



เมื่อเห็นหลั่นสินอยู่ข้างบ่อน�้าหลังบ้าน ก�าลังซักเสื้อผ้ารับจ้าง จึงชวนหลั่นสิน ตากแผ่นยางจนแห้งแล้วมาขายในอาเภอ พวกท่รับซ้อยางเกือบทุกร้านเป็น



คุยเรื่องการท�างานซักผ้ารีดผ้า หลั่นสินท�างานหนัก ต้องตักน�้าจากบ่อมา คนจีน ยางจากอาเภอแว้งจะส่งไปท่สุไหงโกลก จากน้นส่งต่อไปขายท ่ ี






ซักผ้า แช่ผ้า แปรงเส้อกางเกง แยกเส้อขาวไปต้มกับฟองสบู่ ใส่โซดาทาให้ หาดใหญ่ และจากหาดใหญ่ส่งไปขายที่อเมริกา

38 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 39






ตอนที่ 9 สามเฒ่า : หมอผีผู้วิเศษ พูดภาษาไทยไม่ได้ คนมุสลิมจะไปนั่งดื่มน�้าชากาแฟกันที่อื่น โดยเฉพาะที่
โต๊ะแซซาอิด (ปู่ซาอิด) เป็น 1 ใน 3 คนที่เป็น “ผู้วิเศษ” ใน ร้านของอาลี แชอาลีเป็นกลิงค์ รูปร่างเล็กแกร็น ผิวด�า ร้านของอาลีมีข้าว
อ�าเภอแว้ง ได้แก่ โต๊ะอุมา เป๊าะเต๊ะห์ และโต๊ะแซซาอิด ทั้งหมดมีความรู้ เหนียวมูนกับแกงไก่ขายทุกวัน และหน้าร้านมีโรตีทอดขายด้วย


ทางไสยศาสตร์ รู้เวทมนตร์คาถา คนในอาเภอแว้งบอกว่าโต๊ะแซซาอิดเป็น ตอนที่ 12 สังคมสันโดษ
หมอผี บ้านอยู่ฝั่งเดียวกับบ้านของน้อย บ้านของโต๊ะแซซาอิดเป็นแบบ เดกหญงไทยพทธและเดกหญงไทยมสลมในอาเภอแว้งมความ









มลายูพื้นบ้านทั่วไป ฐานะไม่ดี น้อยกลัวโต๊ะแซซาอิดมาก เพราะเป็นชาย แตกต่างหลายอย่าง ได้แก่ การใช้ภาษา หน้าตา การแต่งกาย ทรงผม

แก่ ผิวด�า หนังเหี่ยวย่น รูปร่างผอมเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก หลังงอ จมูก ผู้หญิงมุสลิมมีวิธีทาผมหลายทรง มีข้นตอนการดูแลผมโดยใช้นามัน








โด่งงุ้มเป็นสันแหลม นัยน์ตาท้งสองข้างดาโต ตากลวงโบ๋ คร้งหน่ง มะพร้าว รากและเปลือกสะบ้า มะพร้าวมีประโยชน์สารพัด ชาวบ้านปลูก

ก้างปลาติดคอน้อย ทาอย่างไรก็ไม่หาย จึงขอร้องให้แม่พาไปหาโต๊ะแซซาอิด มะพร้าวเกือบทุกครอบครัว น้อยช่วยแชและโต๊ะขูดใยและขนมะพร้าวออก

โต๊ะแซซาอิดล้วงพ้นลาคอ ก้างปลาก็หลุดออกมา นอกจากน้นโต๊ะแซซาอิด จากลูกมะพร้าว จนสุดท้ายได้ส่วนผสมของขนมกอและกับแป้งสาค ู


ยังช่วยครอบครัวน้อยไม่ให้เป็นไข้ทรพิษด้วย เมื่อขนมเสร็จ น้อยกับมามุได้รับขนมเป็นรางวัลไปรับประทานอย่างสุขใจ
ตอนที่ 10 สามเฒ่า : ช่างท�าตะเกียง ใต้ต้นมังคุด
“ตูแกแกเจ๊าะ” ชายชราเชื้อสายจีน เป็นช่างท�าตะเกียงขาง่อย ตอนที่ 13 เพียงแผกแตกต่าง
รูปร่างผอม หลังโง้งงุ้ม แก้มตอบลึก ไม่ค่อยสวมเสื้อ นุ่งแต่กางเกงขาสั้น นักเรียนโรงเรียนประชาบาลอาเภอแว้งมีความแตกต่างกัน ม ี

สีฟ้ามีเชือกรูดที่เอว สวมแว่นติดตาตลอดเวลา เวลาหาบตะเกียงขายจะ เด็กมลายู (มุสลิม) หรือเด็กสิแย (สยาม,พุทธ) แต่เม่อมาเรียนด้วยกันแล้ว

เดินง่อยกะโผลกกะเผลก บ้านช่างขาง่อยอยู่ใกล้โรงเรียนประชาบาลอาเภอ ทุกคนเรียนรู้ซ่งกันและกัน ท้งด้านภาษา และศาสนา เพราะครูสอนให้






แว้ง แต่อยู่รมถนนด้านใน น้อยเคยไปดช่างขาง่อยทาตะเกียง น้อยกับ ทุกคนเป็นเด็กดี ประพฤติตนตามค�าสอนในศาสนาของตน


พ่ศักด์ไปเก็บหมากท่ต้นหมาก หลังบ้านปลัดสว่าง ซ่งอยู่ติดกับบ้านช่าง









ขางอย นอยมองไมเหนเคยวทพศกดโยนลงมา เพราะใบไมปกคลม เทาขวา ตอนที่ 14 ย่อมไม่ร้างสามัคคี









จึงเหยียบเคียวนิ้วเกือบขาด ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ในที่สุดช่างขาง่อยเป็นคน น้อยและบีเด๊าะห์นักเรียนมุสลิมช้น ป.2 ทะเลาะกันด้วยเหตุแย่ง




ช่วยชีวิตน้อย ดอกจาปูนซ่งมีดอกเดียว ท้งสองทะเลาะกันอย่างรุนแรง เร่องความแตกต่าง




ของศาสนาอ่น ครูมนัสและครูสภาห้ามและไต่ถามเหตุท่ทะเลาะกน

ตอนที่ 11 สามเฒ่า : กลิงค์ขายกาแฟ แล้วห้ามไม่ให้ทะเลาะกันอีก เพราะอยู่โรงเรียนเดียวกัน ร้องเพลงชาต ิ


อาเภอแว้งมีร้านกาแฟท่พ่อชอบ คือร้านของโกฟุกเป็นคนจีน เดียวกัน มีพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวกัน และช้ให้เห็นข้อเสียของการไม่

ร้านโกฟุกเป็นที่รวมของข้าราชการอ�าเภอแว้ง ไม่มีลูกค้าที่เป็นแขก เพราะ สามัคคี ทั้งสองจึงคืนดีกัน

38 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 39






ตอนที่ 9 สามเฒ่า : หมอผีผู้วิเศษ พูดภาษาไทยไม่ได้ คนมุสลิมจะไปนั่งดื่มน�้าชากาแฟกันที่อื่น โดยเฉพาะที่
โต๊ะแซซาอิด (ปู่ซาอิด) เป็น 1 ใน 3 คนที่เป็น “ผู้วิเศษ” ใน ร้านของอาลี แชอาลีเป็นกลิงค์ รูปร่างเล็กแกร็น ผิวด�า ร้านของอาลีมีข้าว
อ�าเภอแว้ง ได้แก่ โต๊ะอุมา เป๊าะเต๊ะห์ และโต๊ะแซซาอิด ทั้งหมดมีความรู้ เหนียวมูนกับแกงไก่ขายทุกวัน และหน้าร้านมีโรตีทอดขายด้วย


ทางไสยศาสตร์ รู้เวทมนตร์คาถา คนในอาเภอแว้งบอกว่าโต๊ะแซซาอิดเป็น ตอนที่ 12 สังคมสันโดษ
หมอผี บ้านอยู่ฝั่งเดียวกับบ้านของน้อย บ้านของโต๊ะแซซาอิดเป็นแบบ เดกหญงไทยพทธและเดกหญงไทยมสลมในอาเภอแว้งมความ









มลายูพื้นบ้านทั่วไป ฐานะไม่ดี น้อยกลัวโต๊ะแซซาอิดมาก เพราะเป็นชาย แตกต่างหลายอย่าง ได้แก่ การใช้ภาษา หน้าตา การแต่งกาย ทรงผม

แก่ ผิวด�า หนังเหี่ยวย่น รูปร่างผอมเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก หลังงอ จมูก ผู้หญิงมุสลิมมีวิธีทาผมหลายทรง มีข้นตอนการดูแลผมโดยใช้นามัน







โด่งงุ้มเป็นสันแหลม นัยน์ตาท้งสองข้างดาโต ตากลวงโบ๋ คร้งหน่ง มะพร้าว รากและเปลือกสะบ้า มะพร้าวมีประโยชน์สารพัด ชาวบ้านปลูก


ก้างปลาติดคอน้อย ทาอย่างไรก็ไม่หาย จึงขอร้องให้แม่พาไปหาโต๊ะแซซาอิด มะพร้าวเกือบทุกครอบครัว น้อยช่วยแชและโต๊ะขูดใยและขนมะพร้าวออก


โต๊ะแซซาอิดล้วงพ้นลาคอ ก้างปลาก็หลุดออกมา นอกจากน้นโต๊ะแซซาอิด จากลูกมะพร้าว จนสุดท้ายได้ส่วนผสมของขนมกอและกับแป้งสาค


ยังช่วยครอบครัวน้อยไม่ให้เป็นไข้ทรพิษด้วย เมื่อขนมเสร็จ น้อยกับมามุได้รับขนมเป็นรางวัลไปรับประทานอย่างสุขใจ
ตอนที่ 10 สามเฒ่า : ช่างท�าตะเกียง ใต้ต้นมังคุด
“ตูแกแกเจ๊าะ” ชายชราเชื้อสายจีน เป็นช่างท�าตะเกียงขาง่อย ตอนที่ 13 เพียงแผกแตกต่าง
รูปร่างผอม หลังโง้งงุ้ม แก้มตอบลึก ไม่ค่อยสวมเสื้อ นุ่งแต่กางเกงขาสั้น นักเรียนโรงเรียนประชาบาลอาเภอแว้งมีความแตกต่างกัน ม ี

สีฟ้ามีเชือกรูดที่เอว สวมแว่นติดตาตลอดเวลา เวลาหาบตะเกียงขายจะ เด็กมลายู (มุสลิม) หรือเด็กสิแย (สยาม,พุทธ) แต่เม่อมาเรียนด้วยกันแล้ว

เดินง่อยกะโผลกกะเผลก บ้านช่างขาง่อยอยู่ใกล้โรงเรียนประชาบาลอาเภอ ทุกคนเรียนรู้ซ่งกันและกัน ท้งด้านภาษา และศาสนา เพราะครูสอนให้





แว้ง แต่อยู่รมถนนด้านใน น้อยเคยไปดช่างขาง่อยทาตะเกียง น้อยกับ ทุกคนเป็นเด็กดี ประพฤติตนตามค�าสอนในศาสนาของตน



พ่ศักด์ไปเก็บหมากท่ต้นหมาก หลังบ้านปลัดสว่าง ซ่งอยู่ติดกับบ้านช่าง









ขางอย นอยมองไมเหนเคยวทพศกดโยนลงมา เพราะใบไมปกคลม เทาขวา ตอนที่ 14 ย่อมไม่ร้างสามัคคี









จึงเหยียบเคียวนิ้วเกือบขาด ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ในที่สุดช่างขาง่อยเป็นคน น้อยและบีเด๊าะห์นักเรียนมุสลิมช้น ป.2 ทะเลาะกันด้วยเหตุแย่ง




ช่วยชีวิตน้อย ดอกจาปูนซ่งมีดอกเดียว ท้งสองทะเลาะกันอย่างรุนแรง เร่องความแตกต่าง




ของศาสนาอ่น ครูมนัสและครูสภาห้ามและไต่ถามเหตุท่ทะเลาะกน

ตอนที่ 11 สามเฒ่า : กลิงค์ขายกาแฟ แล้วห้ามไม่ให้ทะเลาะกันอีก เพราะอยู่โรงเรียนเดียวกัน ร้องเพลงชาต ิ


อาเภอแว้งมีร้านกาแฟท่พ่อชอบ คือร้านของโกฟุกเป็นคนจีน เดียวกัน มีพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวกัน และช้ให้เห็นข้อเสียของการไม่

ร้านโกฟุกเป็นที่รวมของข้าราชการอ�าเภอแว้ง ไม่มีลูกค้าที่เป็นแขก เพราะ สามัคคี ทั้งสองจึงคืนดีกัน

40 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 41






ตอนทื่ 15 แผลงฤทธิ์ คนมุสลิม น้อยเป็นเด็กร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี เป็นคนช่างสังเกตและ
น้อยเป็นห่วงพ่อเพราะทุกครั้งที่มีงานเลี้ยง พ่อจะดื่มเหล้าเมา กล้าคิดกล้าถาม




วันหน่งน้อยตามหาพ่อหลายแห่งไม่พบ จนกระท่งไปท่ท่ทาการอาเภอ น้อย น้อยเพ่งนึกข้นได้ตามประสาเด็กว่า มามุเป็นมุสลิม




พบพ่อ นายอ�าเภอ ปลัดทุกคน ลุงขิ ลุงว่อน นั่งล้อมวงบนพื้นห้องโถงใหญ่ เป็นแขก คนมุสลิมเขามักไม่ไว้ใจคนที่เป็นพุทธ เขาว่าเป็น










กาลงกินเลยง ดวยความเป็นหวงพ่อ อยากพาพอกลับบานกอนทพอจะเมา ออแฆสิแย (คนสยาม) ไม่ใช่ ออแฆมลายู (คนมลายู)


เดินตกคลอง น้อยจึงแผลงฤทธ์ด้วยการเดินไปกระทืบเท้าตรงกลางวงแล้ว เหมือนพวกเขา เขารังเกียจมากที่สุดก็คือ การที่คนสยาม

หยุดยืนนิ่งอึดใจ ผู้ใหญ่พากันหัวเราะ และพ่อจ�าต้องบอกลาทุกคน มาแกบาบี (กินหมู) น้อยไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย ไม่เคยคิดว่า


ตอนที่ 16 เพิ่งรู้ก�าเนิด มามุแตกต่างกับตนด้วยเหตุน้ เพราะต้งแต่เกิดมาเธอไม่

น้อยรู้ความเป็นมาของแว้งว่า เดิมอาเภอแว้งเป็นท่ราบใน เคยกินหมู ที่อ�าเภอแว้งไม่มีใครเลี้ยงหมู ไม่มีใครขายหมู

อุ้งภูเขาสูง เป็นเทือกเขาใหญ่ก้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและ พ่อกับแม่ต้องการให้คนแขกทุกคนคบหาด้วยอย่างสนิทใจ






สหพันธรัฐมลายู หรือทิวเขาสันกาลาคีรี อาเภอแว้งอุดมสมบูรณ์ด้วย จึงไม่เคยมีอาหารอะไรท่เข้าเน้อหมูในบ้านหลังน้ เพ่อนบ้าน




พชพนธ์นานาชนิด มีแหล่งนา มีลาคลอง ท่เรยกว่าคลองแว้ง ไหลลงแม่นา มุสลิมจะเข้าไปในบ้านตลอดถึงครัวอยู่เสมอ ท่มานอนค้าง







สุไหงโกลกแล้วออกทะเลตากใบ ช่อแว้งมาจาก “โต๊ะเวง” หัวหน้าฝ่ายกบฎ ก็มี ครอบครัวของน้อยจึงอยู่กันอย่างสบาย น้อยมีโต๊ะแช

เมื่อครั้งการรบระหว่างไทยกับปัตตานี น้อยมีความสุขกับความรู้ใหม่เรื่อง โต๊ะ (ปู่ตา ย่ายาย) เป๊าะจิ๊ เมาะจิ๊ (อา น้า) อะแบ กะนิ
ก�าเนิดถิ่นของตน (พี่ชาย พี่สาว) อะเด๊ะ (น้อง) ตลอดจน ซาเฮง (สหาย)
ที่เป็นมุสลิมเยอะแยะไปหมด ซึ่งเป็นการดีมาก
แก่นเรื่อง / แนวคิด (แว้งที่รัก, 2554 : 53 - 55)
มนุษย์ที่มีความแตกต่างกันด้านศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม
ประเพณี สามารถดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข หากทุกคนม ี พ่อ พ่อเป็นคนจังหวัดสงขลา แต่มารับราชการเป็นสมุห์บัญชี

ความรักและความเอื้ออาทรต่อกัน อยู่ใน อ.แว้ง โดยปลูกบ้านอยู่ท่าฝั่งคลอง ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ขายของให้กับ
คนในชุมชน พ่อมีลูกสาว 2 คน คือ แมะกับน้อย พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว
แนะน�าตัวละคร

ท่ดี ดูแลเอาใจใส่และอบรมส่งสอนลูกสาว 2 คนอย่างใกล้ชิด ลูกสาว

น้อย น้อยเป็นเด็กหญิงชาวไทยพุทธ พ่อเป็นสมุห์บัญชี แม่เปิด ทั้งสองคนเป็นเด็กมองโลกในแง่ดีและฉลาด เพราะพ่อมักอธิบายสิ่งต่างๆ


ร้านขายของชาอยู่ในชุมชน อ.แว้ง น้อยเรียนในโรงเรียนประชาบาลซ่งม ี ให้ลกฟังโดยไม่หงดหงด แม้จะเป็นเรองยากแต่อธบายได้เข้าใจง่าย







เด็กชาวไทยมุสลิมเรียนด้วย ครอบครัวของน้อยอยู่อย่างสงบสุขท่ามกลาง ดังตัวอย่าง

40 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 41






ตอนทื่ 15 แผลงฤทธิ์ คนมุสลิม น้อยเป็นเด็กร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี เป็นคนช่างสังเกตและ
น้อยเป็นห่วงพ่อเพราะทุกครั้งที่มีงานเลี้ยง พ่อจะดื่มเหล้าเมา กล้าคิดกล้าถาม




วันหน่งน้อยตามหาพ่อหลายแห่งไม่พบ จนกระท่งไปท่ท่ทาการอาเภอ น้อย น้อยเพ่งนึกข้นได้ตามประสาเด็กว่า มามุเป็นมุสลิม




พบพ่อ นายอ�าเภอ ปลัดทุกคน ลุงขิ ลุงว่อน นั่งล้อมวงบนพื้นห้องโถงใหญ่ เป็นแขก คนมุสลิมเขามักไม่ไว้ใจคนที่เป็นพุทธ เขาว่าเป็น










กาลงกินเลยง ดวยความเป็นหวงพ่อ อยากพาพอกลับบานกอนทพอจะเมา ออแฆสิแย (คนสยาม) ไม่ใช่ ออแฆมลายู (คนมลายู)


เดินตกคลอง น้อยจึงแผลงฤทธ์ด้วยการเดินไปกระทืบเท้าตรงกลางวงแล้ว เหมือนพวกเขา เขารังเกียจมากที่สุดก็คือ การที่คนสยาม

หยุดยืนนิ่งอึดใจ ผู้ใหญ่พากันหัวเราะ และพ่อจ�าต้องบอกลาทุกคน มาแกบาบี (กินหมู) น้อยไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย ไม่เคยคิดว่า


ตอนที่ 16 เพิ่งรู้ก�าเนิด มามุแตกต่างกับตนด้วยเหตุน้ เพราะต้งแต่เกิดมาเธอไม่

น้อยรู้ความเป็นมาของแว้งว่า เดิมอาเภอแว้งเป็นท่ราบใน เคยกินหมู ที่อ�าเภอแว้งไม่มีใครเลี้ยงหมู ไม่มีใครขายหมู

อุ้งภูเขาสูง เป็นเทือกเขาใหญ่ก้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและ พ่อกับแม่ต้องการให้คนแขกทุกคนคบหาด้วยอย่างสนิทใจ






สหพันธรัฐมลายู หรือทิวเขาสันกาลาคีรี อาเภอแว้งอุดมสมบูรณ์ด้วย จึงไม่เคยมีอาหารอะไรท่เข้าเน้อหมูในบ้านหลังน้ เพ่อนบ้าน




พชพนธ์นานาชนิด มีแหล่งนา มีลาคลอง ท่เรยกว่าคลองแว้ง ไหลลงแม่นา มุสลิมจะเข้าไปในบ้านตลอดถึงครัวอยู่เสมอ ท่มานอนค้าง







สุไหงโกลกแล้วออกทะเลตากใบ ช่อแว้งมาจาก “โต๊ะเวง” หัวหน้าฝ่ายกบฎ ก็มี ครอบครัวของน้อยจึงอยู่กันอย่างสบาย น้อยมีโต๊ะแช

เมื่อครั้งการรบระหว่างไทยกับปัตตานี น้อยมีความสุขกับความรู้ใหม่เรื่อง โต๊ะ (ปู่ตา ย่ายาย) เป๊าะจิ๊ เมาะจิ๊ (อา น้า) อะแบ กะนิ
ก�าเนิดถิ่นของตน (พี่ชาย พี่สาว) อะเด๊ะ (น้อง) ตลอดจน ซาเฮง (สหาย)
ที่เป็นมุสลิมเยอะแยะไปหมด ซึ่งเป็นการดีมาก
แก่นเรื่อง / แนวคิด (แว้งที่รัก, 2554 : 53 - 55)
มนุษย์ที่มีความแตกต่างกันด้านศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม
ประเพณี สามารถดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข หากทุกคนม ี พ่อ พ่อเป็นคนจังหวัดสงขลา แต่มารับราชการเป็นสมุห์บัญชี

ความรักและความเอื้ออาทรต่อกัน อยู่ใน อ.แว้ง โดยปลูกบ้านอยู่ท่าฝั่งคลอง ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ขายของให้กับ
คนในชุมชน พ่อมีลูกสาว 2 คน คือ แมะกับน้อย พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว
แนะน�าตัวละคร

ท่ดี ดูแลเอาใจใส่และอบรมส่งสอนลูกสาว 2 คนอย่างใกล้ชิด ลูกสาว

น้อย น้อยเป็นเด็กหญิงชาวไทยพุทธ พ่อเป็นสมุห์บัญชี แม่เปิด ทั้งสองคนเป็นเด็กมองโลกในแง่ดีและฉลาด เพราะพ่อมักอธิบายสิ่งต่างๆ


ร้านขายของชาอยู่ในชุมชน อ.แว้ง น้อยเรียนในโรงเรียนประชาบาลซ่งม ี ให้ลกฟังโดยไม่หงดหงด แม้จะเป็นเรองยากแต่อธบายได้เข้าใจง่าย







เด็กชาวไทยมุสลิมเรียนด้วย ครอบครัวของน้อยอยู่อย่างสงบสุขท่ามกลาง ดังตัวอย่าง

42 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 43






“เสียงที่ดังอู้อี้นั้นดังมาจากไหนคะพ่อ?” น้อยถาม “สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย น้อยเรียนจากวิชา


“เขาส่งเสียงเป็นคล่นในอากาศมาจากเมืองสิงคโปร์ ภูมิศาสตร์แล้วใช่ไหม?”
เป็นคลื่นที่เรามองไม่เห็นหรอกน้อย” น้อยพยักหน้าตอบพ่อว่า “ทราบค่ะพ่อ แขกเขาก็บอก
พ่อบอก น้อยว่าสิงคโปร์เป็นปูเลา (เกาะ) แต่เรียกว่า สุไหงปุรอ”










“แลวทาไมพวกเถาแกเตกเขาตองฟงดวยคะ? บานเรา “น่นแหละน้อย ถูกแล้ว ยางจากแว้ง เขาส่งไปท ี ่

ก็ซื้อยาง พ่อไม่เห็นต้องฟังวิทยุเลย” น้อยยังสงสัย สุไหงโก - ลก จากโก - ลกเขาส่งไปขายท่หาดใหญ่ จาก
หาดใหญ่เขาถึงจะส่งไปขายให้อเมริกา” พ่ออธิบายเป็น
“บ้านเราค้าขายขนาดเล็กหากเทียบกับร้านเถ้าแก่เต็ก

อย่างมากเราก็ขนไปขายท่สุไหงโก - ลก เราเลยไม่จาเป็น ทอดๆ ให้ลูกทั้งสองฟัง


ต้องรับฟังราคายางในโลก คนท่เขาค้าใหญ่ๆ เขาต้องคอย “แล้วจากหาดใหญ่เขาเอาไปเมืองอเมริกาอย่างไร



ตามข่าว แล้วกไม่มีการตามข่าวไหนจะเรวเท่ากบวทย ุ คะ?” น้อยยังสงสัย เพราะเคยทราบแต่ว่าเวลาพ่อหรือแม่

ประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของตลาดยางของโลก พวก ไปเยี่ยมยายที่สงขลาต้องลงรถไฟที่หาดใหญ่ก่อน


เขามีส่วนในการก�าหนดราคายาง” พ่อพยายามอธิบายให้ “ท่หาดใหญ่มีโรงงานขนาดใหญ่ท่เขาจะคัดยาง
น้อยเข้าใจอย่างง่ายๆ “เผื่อยางที่สิงคโปร์ราคาลงแล้วไป รมยางอีกคร้ง แล้วจึงส่งไปลงเรือสินค้านอกฝั่งสงขลา”

รับซื้อของแขกแพงๆ เวลาเอาไปขาย ก็จะขาดทุน” พ่ออธิบายลูกอย่างชัดเจน

“เถ้าแก่เต็กเขาต้องเอายางไปขายท่สิงคโปร์หรือคะ (แว้งที่รัก, 2554 : 142 - 144)
พ่อ?” น้อยถาม เธอรู้จักชื่อสิงคโปร์เพราะเป็นชื่อเดียวกับ

ที่ที่พี่แมะได้รถยนต์คันเล็กและชุดว่ายน�้าเป็นของขวัญ แม่ แม่เป็นชาวไทยพุทธ สมัยก่อนไม่มีโรงเรียนสาหรับ
เด็กผู้หญิงแม่จึงไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ครอบครัวจ้างครูมาสอนหนังสือที่บ้าน
“ไม่ใช่หรอกน้อย สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ในเมืองไทยหรอกนะ




อย่างมากเถ้าแก่เต็กก็เอาไปขายท่สุไหงโก - ลกน่เอง” พ่อว่า แม่เป็นคนมระเบียบ สนใจศึกษาหาความร้ด้วยตนเอง มีอธยาศัยดีดงจะเห็น


ได้ว่า ชาวบ้านจะแวะมาคุยและกินหมากกับแม่แทบทุกคน แม่สนิทสนมกับ



“ทสไหงโก - ลกเขากต้องซอจากเถ้าแก่เตกแล้วส่งไป แขกในอาเภอทุกคน และมีลูกบุญธรรมมากมาย มีความคิดสร้างสรรค์ และ





ขายที่สิงคโปร์ ใช่ไหมคะ?” น้อยซักพ่อต่อ
ขยันค้าขาย แม่อบรมลูกโดยใช้วิธีปฏิบัติให้ดู ดังเช่นตอนสอนลูกมัดใบพลู
“ก็ยังไม่ใช่อีกนั่นแหละลูก ช่างซักนะน้อยน่ะ พ่อพูด ก่อนมัดเป็นก�า แม่ให้ลูกๆ นับจ�านวนใบให้ถูกต้องด้วย
แล้วจะเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้” แต่พอเห็นหน้าน้อย พ่อก็รู้ ทุกเรียง ขาดไม่ได้แม้แต่ใบเดียวเพราะจะเท่ากับโกงคนซื้อ
ว่าลูกอยากทราบจริงๆ จึงอธิบายว่า

42 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 43






“เสียงที่ดังอู้อี้นั้นดังมาจากไหนคะพ่อ?” น้อยถาม “สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย น้อยเรียนจากวิชา


“เขาส่งเสียงเป็นคล่นในอากาศมาจากเมืองสิงคโปร์ ภูมิศาสตร์แล้วใช่ไหม?”
เป็นคลื่นที่เรามองไม่เห็นหรอกน้อย” น้อยพยักหน้าตอบพ่อว่า “ทราบค่ะพ่อ แขกเขาก็บอก
พ่อบอก น้อยว่าสิงคโปร์เป็นปูเลา (เกาะ) แต่เรียกว่า สุไหงปุรอ”










“แลวทาไมพวกเถาแกเตกเขาตองฟงดวยคะ? บานเรา “น่นแหละน้อย ถูกแล้ว ยางจากแว้ง เขาส่งไปท ี ่

ก็ซื้อยาง พ่อไม่เห็นต้องฟังวิทยุเลย” น้อยยังสงสัย สุไหงโก - ลก จากโก - ลกเขาส่งไปขายท่หาดใหญ่ จาก
หาดใหญ่เขาถึงจะส่งไปขายให้อเมริกา” พ่ออธิบายเป็น
“บ้านเราค้าขายขนาดเล็กหากเทียบกับร้านเถ้าแก่เต็ก

อย่างมากเราก็ขนไปขายท่สุไหงโก - ลก เราเลยไม่จาเป็น ทอดๆ ให้ลูกทั้งสองฟัง


ต้องรับฟังราคายางในโลก คนท่เขาค้าใหญ่ๆ เขาต้องคอย “แล้วจากหาดใหญ่เขาเอาไปเมืองอเมริกาอย่างไร



ตามข่าว แล้วกไม่มีการตามข่าวไหนจะเรวเท่ากบวทย ุ คะ?” น้อยยังสงสัย เพราะเคยทราบแต่ว่าเวลาพ่อหรือแม่

ประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของตลาดยางของโลก พวก ไปเยี่ยมยายที่สงขลาต้องลงรถไฟที่หาดใหญ่ก่อน


เขามีส่วนในการก�าหนดราคายาง” พ่อพยายามอธิบายให้ “ท่หาดใหญ่มีโรงงานขนาดใหญ่ท่เขาจะคัดยาง
น้อยเข้าใจอย่างง่ายๆ “เผื่อยางที่สิงคโปร์ราคาลงแล้วไป รมยางอีกคร้ง แล้วจึงส่งไปลงเรือสินค้านอกฝั่งสงขลา”

รับซื้อของแขกแพงๆ เวลาเอาไปขาย ก็จะขาดทุน” พ่ออธิบายลูกอย่างชัดเจน

“เถ้าแก่เต็กเขาต้องเอายางไปขายท่สิงคโปร์หรือคะ (แว้งที่รัก, 2554 : 142 - 144)
พ่อ?” น้อยถาม เธอรู้จักชื่อสิงคโปร์เพราะเป็นชื่อเดียวกับ

ที่ที่พี่แมะได้รถยนต์คันเล็กและชุดว่ายน�้าเป็นของขวัญ แม่ แม่เป็นชาวไทยพุทธ สมัยก่อนไม่มีโรงเรียนสาหรับ
เด็กผู้หญิงแม่จึงไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ครอบครัวจ้างครูมาสอนหนังสือที่บ้าน
“ไม่ใช่หรอกน้อย สิงคโปร์ไม่ได้อยู่ในเมืองไทยหรอกนะ




อย่างมากเถ้าแก่เต็กก็เอาไปขายท่สุไหงโก - ลกน่เอง” พ่อว่า แม่เป็นคนมระเบียบ สนใจศึกษาหาความร้ด้วยตนเอง มีอธยาศัยดีดงจะเห็น


ได้ว่า ชาวบ้านจะแวะมาคุยและกินหมากกับแม่แทบทุกคน แม่สนิทสนมกับ



“ทสไหงโก - ลกเขากต้องซอจากเถ้าแก่เตกแล้วส่งไป แขกในอาเภอทุกคน และมีลูกบุญธรรมมากมาย มีความคิดสร้างสรรค์ และ





ขายที่สิงคโปร์ ใช่ไหมคะ?” น้อยซักพ่อต่อ
ขยันค้าขาย แม่อบรมลูกโดยใช้วิธีปฏิบัติให้ดู ดังเช่นตอนสอนลูกมัดใบพลู
“ก็ยังไม่ใช่อีกนั่นแหละลูก ช่างซักนะน้อยน่ะ พ่อพูด ก่อนมัดเป็นก�า แม่ให้ลูกๆ นับจ�านวนใบให้ถูกต้องด้วย
แล้วจะเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้” แต่พอเห็นหน้าน้อย พ่อก็รู้ ทุกเรียง ขาดไม่ได้แม้แต่ใบเดียวเพราะจะเท่ากับโกงคนซื้อ
ว่าลูกอยากทราบจริงๆ จึงอธิบายว่า

44 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 45






แม่ว่าเป็นบาป การนับจ�านวนใบ ตอนแรกที่หัดท�า น้อยนับ ความส�าคัญของบทสนทนา
พลูทีละใบและมักจะขล๊อง เสมอ ต้องนับแล้วนับใหม่อยู่ บทสนทนาในวรรณกรรมเยาวชนเร่อง แว้งท่รัก มลักษณะ
5




บ่อยๆ เพราะตาลายบ้าง เผลอคุยกับพ่แมะจนลืมไปเสียบ้าง
ส�าคัญคือการให้ความรู้ โดยมีลักษณะคล้ายสารคดี บทสนทนาในเรื่องจึง
น้อยนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ... ไปเรื่อยโดยแม่ไม่ได้ เป็นการอธิบายความรู้ต่างๆ อย่างสั้นและง่าย ดังนี้

สังเกตจนกระท่งมารู้สึกว่าลูกคนเล็กทางานช้าผิดปรกต ิ การอธิบายเร่องการนับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม จาก


แม่จึงสอนวิธนับพลูอย่างฉลาดและรวดเร็วถูกต้องให้น้อย บทสนทนาของครูมนัสกับครูสุภา

เสียใหม่

“ครูเข้าใจแล้ว ฟังให้ดีนะท้งสองคน คราวน้เธอจะไม่




“ดูน่ น้อย” แม่จับก้านใบพลูเข้าสองก้าน “น่หน่งคู่ ถูกทาโทษ” ครูมนัสพูด ท้งบีเด๊าะห์และน้อยหน้าช่นข้นอย่าง




มีกี่ใบลูก?” เห็นได้ชัด ครูมนัสอธิบายต่อ “ต่อไปน้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้

เม่อน้อยตอบว่ามีสอง แม่จึงนับต่อไปทีละคู่จนหมด ทะเลาะกันอีก เธอเป็นเด็กไทยท้งคู่ เรียนโรงเรียนเดียวกัน


1 แบะ ได้มา 10 คู่ ร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน ทาความเคารพพระเจ้าอยู่หัว

“น้อยเข้าใจไหม ถ้านับก้านพลูทีละคู่ น้อยก็จะนับแค่ องค์เดียวกัน เธอต้องรักกัน นี่ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 น้อย เวลา

10 เท่านั้น 10 คู่ ก็เท่ากับ 20 ใบ เร็วด้วย ไม่ลายตาด้วย” คนไทยทักทายกันเธอกล่าวคาว่า สวัสดีใช่ไหม?” น้อย







“แล้วถ้าน้อยนับทีละสามก้าน หรือส่ก้านเลยได้ไหม รบคาเบาๆ “สวัสดี แปลว่า เธอขอให้คนทเธอทักนนมความ

คะแม่?” น้อยถาม ดีงาม ความสงบ และความเจริญ บีเด๊าะห์เธอก็เหมือนกัน

เวลาคนไทยมุสลิมประสานมือทักทายกันก็ทาด้วยใจ
แม่ยังไม่ตอบว่าดีหรือไม่ดี แต่บอกว่า

บริสุทธ์ใช่ไหม คาทักทายของมุสลิมก็แปลเหมือนกันว่า

“เอ้า น้อยลองนับดูเองสิลูก” ขอความสงบสันติจงมีแด่ท่าน แล้วน่เหมือนกันไหม

น้อยลงมอนับทีละสามก้าน เธอพบว่ามนไม่ลงตัว คอ ตอบครูซิทั้งสองคน”



นับไปได้แค่หกก็เหลืออีกสองก้าน เป็นอันว่า ใช้ไม่ได้
(แว้งที่รัก, 2554 : 18 - 20) “เหมือนกันค่ะ” เด็กทั้งสองตอบพร้อมกัน
“ข้อที่ 3 ฟังให้ดีนะ” ครูมนัสพูดต่อ “ทั้งพระอัลเลาะห์
และพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เด็กต่อยกัน ถ้าท่านสอน

5 ผู้เขียนวรรณกรรมเยาวชนเรื่องน้อธิบายว่า เสียงวรรณยุกต์ของคาน้ไม่สามารถเขียน เธอจะทักทายกันแบบที่ว่าหรือ ถ้าเธอต่อยกัน ท่านจะไม่


ให้ตรงได้เพราะไม่มีในภาคกลาง ผู้เขียนจ�าเป็นต้องใช้วรรณยุกต์ตรีกับอักษรสูงในทุกที่ ช่วยพวกเธอหรอก จะบอกให้ ไม่ต้องขอท่าน อีกอย่างหน่ง


เพ่อให้ทราบว่าเป็นเสียงในภาษาใต้ แปลว่า สับสนหรือปนเปกันเพราะความงงหรือลืม

44 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 45






แม่ว่าเป็นบาป การนับจ�านวนใบ ตอนแรกที่หัดท�า น้อยนับ ความส�าคัญของบทสนทนา
พลูทีละใบและมักจะขล๊อง เสมอ ต้องนับแล้วนับใหม่อยู่ บทสนทนาในวรรณกรรมเยาวชนเร่อง แว้งท่รัก มลักษณะ
5




บ่อยๆ เพราะตาลายบ้าง เผลอคุยกับพ่แมะจนลืมไปเสียบ้าง
ส�าคัญคือการให้ความรู้ โดยมีลักษณะคล้ายสารคดี บทสนทนาในเรื่องจึง
น้อยนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ... ไปเรื่อยโดยแม่ไม่ได้ เป็นการอธิบายความรู้ต่างๆ อย่างสั้นและง่าย ดังนี้

สังเกตจนกระท่งมารู้สึกว่าลูกคนเล็กทางานช้าผิดปรกต ิ การอธิบายเร่องการนับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม จาก


แม่จึงสอนวิธนับพลูอย่างฉลาดและรวดเร็วถูกต้องให้น้อย บทสนทนาของครูมนัสกับครูสุภา

เสียใหม่

“ครูเข้าใจแล้ว ฟังให้ดีนะท้งสองคน คราวน้เธอจะไม่




“ดูน่ น้อย” แม่จับก้านใบพลูเข้าสองก้าน “น่หน่งคู่ ถูกทาโทษ” ครูมนัสพูด ท้งบีเด๊าะห์และน้อยหน้าช่นข้นอย่าง




มีกี่ใบลูก?” เห็นได้ชัด ครูมนัสอธิบายต่อ “ต่อไปน้ห้ามเด็ดขาดไม่ให้

เม่อน้อยตอบว่ามีสอง แม่จึงนับต่อไปทีละคู่จนหมด ทะเลาะกันอีก เธอเป็นเด็กไทยท้งคู่ เรียนโรงเรียนเดียวกัน


1 แบะ ได้มา 10 คู่ ร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน ทาความเคารพพระเจ้าอยู่หัว

“น้อยเข้าใจไหม ถ้านับก้านพลูทีละคู่ น้อยก็จะนับแค่ องค์เดียวกัน เธอต้องรักกัน นี่ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 น้อย เวลา

10 เท่านั้น 10 คู่ ก็เท่ากับ 20 ใบ เร็วด้วย ไม่ลายตาด้วย” คนไทยทักทายกันเธอกล่าวคาว่า สวัสดีใช่ไหม?” น้อย







“แล้วถ้าน้อยนับทีละสามก้าน หรือส่ก้านเลยได้ไหม รบคาเบาๆ “สวัสดี แปลว่า เธอขอให้คนทเธอทักนนมความ

คะแม่?” น้อยถาม ดีงาม ความสงบ และความเจริญ บีเด๊าะห์เธอก็เหมือนกัน

เวลาคนไทยมุสลิมประสานมือทักทายกันก็ทาด้วยใจ
แม่ยังไม่ตอบว่าดีหรือไม่ดี แต่บอกว่า

บริสุทธ์ใช่ไหม คาทักทายของมุสลิมก็แปลเหมือนกันว่า

“เอ้า น้อยลองนับดูเองสิลูก” ขอความสงบสันติจงมีแด่ท่าน แล้วน่เหมือนกันไหม

น้อยลงมอนับทีละสามก้าน เธอพบว่ามนไม่ลงตัว คอ ตอบครูซิทั้งสองคน”



นับไปได้แค่หกก็เหลืออีกสองก้าน เป็นอันว่า ใช้ไม่ได้
(แว้งที่รัก, 2554 : 18 - 20) “เหมือนกันค่ะ” เด็กทั้งสองตอบพร้อมกัน
“ข้อที่ 3 ฟังให้ดีนะ” ครูมนัสพูดต่อ “ทั้งพระอัลเลาะห์
และพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เด็กต่อยกัน ถ้าท่านสอน

5 ผู้เขียนวรรณกรรมเยาวชนเรื่องน้อธิบายว่า เสียงวรรณยุกต์ของคาน้ไม่สามารถเขียน เธอจะทักทายกันแบบที่ว่าหรือ ถ้าเธอต่อยกัน ท่านจะไม่


ให้ตรงได้เพราะไม่มีในภาคกลาง ผู้เขียนจ�าเป็นต้องใช้วรรณยุกต์ตรีกับอักษรสูงในทุกที่ ช่วยพวกเธอหรอก จะบอกให้ ไม่ต้องขอท่าน อีกอย่างหน่ง


เพ่อให้ทราบว่าเป็นเสียงในภาษาใต้ แปลว่า สับสนหรือปนเปกันเพราะความงงหรือลืม

46 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 47






เธอท้งสองคนเข้าใจศาสนาผิด บีเดาะห์ การบิณฑบาต ถามต่อและพ่แมะก็ร่วมถามด้วยว่า “จริงด้วยค่ะ ท้ง



ของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธไม่ใช่การขอทาน เธอเข้าใจผิด เปาะกึเด๊าะห์เมาะกึเด๊าะห์ พูดเสียงแปลกจริงๆ ด้วยค่ะ













อยางสนเชง นอยกเหมอนกน เธอเขาใจผดวาโตะหะยเปน ทาไมคะ?” คราวน้แม่ช่วยตอบแทนพ่อได้เพราะแม่รู้จักกับ





พระของศาสนามุสลิม อย่าได้พูดทับถมศาสนาของกันและ เมาะกเด๊าะห์ด “ข้อนแม่ตอบได้ แม่เคยคยกบแกเรองน ี ้






กันอีกอย่างเด็ดขาด เธอต้องดูว่าศาสนาสอนให้พวกเธอ แกบอกว่าแกพูดมลายูชัดนั่นแหละ แต่เป็นส�าเนียงทางรัฐ





ทาดีท้งน้น เอาเถอะ เกิดเร่องอย่างน้ข้นก็ดีเหมือนกัน กึเด๊าะห์เขา ทางนี้ว่า อัยย์ ทางโน้นว่า อัยเยอร์ มันก็ต่าง

นะครับ คุณครูสุภา…” ครูมนัสหันไปพูดกับครูสุภา “เห็น ไปแบบภาษาไทยเราน่นแหละลูก ภาษาเดียวกันแต่เสียง

ท่าพวกเราท่เป็นครูจะต้องช่วยสอนเร่องศาสนาและ ต่างกัน ไม่แปลกอะไรหรอก”


ศีลธรรมให้เด็กๆ ของเราเข้าใจกันและกันให้มากเสียแล้ว “แล้วที่น้อยถามว่าท�าไมเขาถึงเอาค�าว่า น�้า ไปเป็น
ละครับ ผมว่า คุณครูเห็นด้วยไหม?” ค�าว่าคลองก็ไม่แปลกอย่างที่แม่ว่าเหมือนกัน พ่อเคยอ่าน



“ดีที่สุดเลยค่ะ” ครูสุภาตอบ “เราต้องช่วยกันเน้นให้ พบว่าทางภาคเหนือของเราเขาก็เรียกแควส่สายของแม่นา
เขาเข้าใจว่า ในประเทศไทยมีคนหลายเช้อชาติ หลาย เจ้าพระยาว่า น�้าปิง น�้าวัง น�้ายม น�้าน่าน บางทีก็เรียกว่า

ศาสนา แต่เราเป็นคนไทยด้วยกัน อยู่กันได้อย่างสงบแบบ แม่ปิงด้วยซา เป็นเร่องของภาษา อีกหน่อยลูกโตข้น




ที่แว้งนี่แหละ คุณครูมนัสพูดแล้วขอให้ดิฉันพูดกับทั้งสอง ได้เรียนได้อ่านมากขึ้นก็จะเข้าใจ” พ่ออธิบาย
คนน่บ้าง” ครูสุภาหันมาทางน้อยและบีเด๊าะห์ ถามว่า (แว้งที่รัก, 2554 : 37 - 38)


“ไหนบอกครูตามตรงซิว่า ตอนเท่ยงเธอไปไหนกันมา
ก่อนจะมาเล่นอีมอญซ่อนผ้าแล้วทะเลาะกัน เอ้า ตอบซิ”
(แว้งที่รัก, 2554 : 244 - 245) ฉากส�าคัญ
ผู้เขียนระบุไว้ในปกหนังสือว่า “วันวานของเด็กไทยพุทธ



บทสนทนาต่อไปน้ทาให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ภาษามลายู การ ท่ามกลางผองเพ่อนมุสลิมในอาเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ดินแดนท่อบอวล


ออกเสียงค�าที่แตกต่างกัน การออกเสียงเรียกชื่อคลองที่แตกต่างกัน ด้วยความรักและความเอ้ออาทรของคนต่างศาสนา” ดังน้นเหตุการณ์ใน


“แล้วท�าไมเขาเรียกคลองว่า อัยเยอร์ คะ ท�าไมเขา เรื่องจึงเกิดขึ้นที่อ�าเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนนับถือ



ไม่เรียกซูงาหรือซูไหงคะ? สมานว่าคาว่า อัยเยอร์ ก็เหมือน ศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามอยู่ร่วมกันอย่างมความสข บรรยากาศใน


กับคาว่าอัยย์ ท่เราเรียกนาท่แว้ง เขาว่าให้น้อยลองไป เรื่องสงบ ร่มรื่น สะอาด บริสุทธิ์



พูดกับเมาะกึเด๊าะห์ดูแกก็จะว่าอัยเยอร์เหมือนกัน” น้อย

46 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 47






เธอท้งสองคนเข้าใจศาสนาผิด บีเดาะห์ การบิณฑบาต ถามต่อและพ่แมะก็ร่วมถามด้วยว่า “จริงด้วยค่ะ ท้ง



ของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธไม่ใช่การขอทาน เธอเข้าใจผิด เปาะกึเด๊าะห์เมาะกึเด๊าะห์ พูดเสียงแปลกจริงๆ ด้วยค่ะ













อยางสนเชง นอยกเหมอนกน เธอเขาใจผดวาโตะหะยเปน ทาไมคะ?” คราวน้แม่ช่วยตอบแทนพ่อได้เพราะแม่รู้จักกับ





พระของศาสนามุสลิม อย่าได้พูดทับถมศาสนาของกันและ เมาะกเด๊าะห์ด “ข้อนแม่ตอบได้ แม่เคยคยกบแกเรองน ี ้






กันอีกอย่างเด็ดขาด เธอต้องดูว่าศาสนาสอนให้พวกเธอ แกบอกว่าแกพูดมลายูชัดนั่นแหละ แต่เป็นส�าเนียงทางรัฐ





ทาดีท้งน้น เอาเถอะ เกิดเร่องอย่างน้ข้นก็ดีเหมือนกัน กึเด๊าะห์เขา ทางนี้ว่า อัยย์ ทางโน้นว่า อัยเยอร์ มันก็ต่าง

นะครับ คุณครูสุภา…” ครูมนัสหันไปพูดกับครูสุภา “เห็น ไปแบบภาษาไทยเราน่นแหละลูก ภาษาเดียวกันแต่เสียง

ท่าพวกเราท่เป็นครูจะต้องช่วยสอนเร่องศาสนาและ ต่างกัน ไม่แปลกอะไรหรอก”


ศีลธรรมให้เด็กๆ ของเราเข้าใจกันและกันให้มากเสียแล้ว “แล้วที่น้อยถามว่าท�าไมเขาถึงเอาค�าว่า น�้า ไปเป็น
ละครับ ผมว่า คุณครูเห็นด้วยไหม?” ค�าว่าคลองก็ไม่แปลกอย่างที่แม่ว่าเหมือนกัน พ่อเคยอ่าน



“ดีที่สุดเลยค่ะ” ครูสุภาตอบ “เราต้องช่วยกันเน้นให้ พบว่าทางภาคเหนือของเราเขาก็เรียกแควส่สายของแม่นา
เขาเข้าใจว่า ในประเทศไทยมีคนหลายเช้อชาติ หลาย เจ้าพระยาว่า น�้าปิง น�้าวัง น�้ายม น�้าน่าน บางทีก็เรียกว่า

ศาสนา แต่เราเป็นคนไทยด้วยกัน อยู่กันได้อย่างสงบแบบ แม่ปิงด้วยซา เป็นเร่องของภาษา อีกหน่อยลูกโตข้น




ที่แว้งนี่แหละ คุณครูมนัสพูดแล้วขอให้ดิฉันพูดกับทั้งสอง ได้เรียนได้อ่านมากขึ้นก็จะเข้าใจ” พ่ออธิบาย
คนน่บ้าง” ครูสุภาหันมาทางน้อยและบีเด๊าะห์ ถามว่า (แว้งที่รัก, 2554 : 37 - 38)


“ไหนบอกครูตามตรงซิว่า ตอนเท่ยงเธอไปไหนกันมา
ก่อนจะมาเล่นอีมอญซ่อนผ้าแล้วทะเลาะกัน เอ้า ตอบซิ”
(แว้งที่รัก, 2554 : 244 - 245) ฉากส�าคัญ
ผู้เขียนระบุไว้ในปกหนังสือว่า “วันวานของเด็กไทยพุทธ



บทสนทนาต่อไปน้ทาให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ภาษามลายู การ ท่ามกลางผองเพ่อนมุสลิมในอาเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ดินแดนท่อบอวล


ออกเสียงค�าที่แตกต่างกัน การออกเสียงเรียกชื่อคลองที่แตกต่างกัน ด้วยความรักและความเอ้ออาทรของคนต่างศาสนา” ดังน้นเหตุการณ์ใน


“แล้วท�าไมเขาเรียกคลองว่า อัยเยอร์ คะ ท�าไมเขา เรื่องจึงเกิดขึ้นที่อ�าเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนนับถือ



ไม่เรียกซูงาหรือซูไหงคะ? สมานว่าคาว่า อัยเยอร์ ก็เหมือน ศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามอยู่ร่วมกันอย่างมความสข บรรยากาศใน


กับคาว่าอัยย์ ท่เราเรียกนาท่แว้ง เขาว่าให้น้อยลองไป เรื่องสงบ ร่มรื่น สะอาด บริสุทธิ์



พูดกับเมาะกึเด๊าะห์ดูแกก็จะว่าอัยเยอร์เหมือนกัน” น้อย

48 ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสุขในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 49






บ้านของน้อยอยู่คนละฝั่งคลองกับตลาดและท่ว่าการ ค�าคมจากเรื่องแว้งที่รัก

อ�าเภอ ใครๆ เขาเรียกกันเป็นภาษามลายูท้องถิ่นว่า อุเมาะห์ พ่อตอบคาถามน้อยเร่องท่ชาวบ้านทางานหนักโดยไม่รู้สึก




เละซือมือแฆ แปลว่าบ้านท่าฝั่งคลอง เป็นบ้านเดียวโดดๆ เหน็ดเหนื่อย
ถ้าใครจะไปหาพ่อหรือแม่ก็ต้องข้ามคลองแว้งไปก่อน


คลองน้มีตล่งสูงชัน ชาวบ้านตัดทางเป็นช่องพอเดินได้ ก่อนหลับไปคืนน้น เธอถามพ่อข้ามห้องไปว่า ทาไม









คนเดียวลงไปยังท้องคลอง แล้วเดินลุยนาใสกริบเหมือน คนท่บ้านเป๊าะจ๊เมาะจ๊ถึงทางานอย่างไม่เหน็ดเหน่อยแบบ

ตาต๊กแตนข้ามไปอีกฝั่ง ก่อนท่จะปีนทางลาดข้นไปอีกด้าน นั้นทั้งๆ ที่เขาควรจะเหนื่อยที่สุดแล้ว









จากนนยงต้องเดินผ่านดงมะพร้าวกบดงละไมทไม่มบ้านคน “งานใดที่ท�าประจ�าจนถนัด แรงจะอยู่ตัว เวลาท�าจะ



เลย จนทะลุออกท้องนาจึงจะถึงบ้านของน้อย ไม่รู้สึกเหน่อยนัก น้อยกับมามุไม่ได้ทาประจา จึงยังไม่ถนัด
(แว้งที่รัก, 2554 : 37 - 38) แรงยังไม่อยู่ตัว” พ่อตอบก่อนที่น้อยจะผล็อยหลับไป
(แว้งที่รัก, 2554 : 97)
ผู้คนในอาเภอแว้งต่างศาสนา ต่างประเพณีและวัฒนธรรม




แต่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพราะต่างยอมรับในความแตกต่างนั้น พ่อและแม่พาน้อยไปกราบลาช่างทาตะเกียงท่เคยช่วยชีวิตน้อย
พ่อสอนให้น้อยจดจ�าพระคุณของช่างท�าตะเกียง






ภาพพระสงฆ์ทงสองรปครองจวรสเหลอง เดน





บิณฑบาตไปตามห้องแถวบ้านพักตารวจ บ้านพัก “จาไว้ น้อย คนอ่นในอาเภออาจจะมองว่าเขาเป็น



ข้าราชการอาเภอ แล้วเดินผ่านตลาดมาท่บ้านท่าฝั่งคลอง เพียงช่างขาง่อยผู้ยากจน หาเช้ากินคา แต่สาหรับลูก







น้น เป็นภาพท่แปลกตามากสาหรับคนในตลาด ซ่งส่วนใหญ่ ช่างทาตะเกียงไม่ใช่เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือในยามท่ลูกได้รับ

เป็นมุสลิม พวกเขามองตามบ้าง ถามกันบ้าง แต่ไม่มีใคร บาดเจ็บและกลัวเท่านั้นนะ เขายังมีพระคุณอย่างอื่นด้วย

มาใส่บาตร เพราะเขาเป็นมุสลิม และพระภิกษุก็ทราบด ี เขาเป็นตะเกียงท่ส่องสว่างให้ลูกได้อ่านได้เขียนมาตลอด








จึงเพียงแต่เดินผ่านไปอย่างส�ารวม 4 ปี เขาจงมส่วนในความสาเรจของลกในวนนและใน




(แว้งที่รัก, 2554 : 239) วันหน้าด้วย คนท่รู้สานึกในพระคุณของผู้มีคณเท่าน้นท ี ่
จัดว่าเป็นคนดี”
(แว้งที่รัก, 2554 : 179)


Click to View FlipBook Version