The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Rusneesa Leekoh, 2022-08-17 23:09:50

สุภาพ

สุภาพ

การศึกษาความสุภาพในการสื่อสารระหว่างภาษาไทยกบั ภาษาจนี
THE STUDY OF POLITENESS IN COMMUNICATION

BETWEEN THAI AND CHINESE

LI YING

วทิ ยานิพนธ์นีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของการศึกษา
หลกั สูตรศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย

บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่
พ.ศ. 2562

การศึกษาความสุภาพในการสื่อสารระหว่างภาษาไทยกบั ภาษาจนี
THE STUDY OF POLITENESS IN COMMUNICATION

BETWEEN THAI AND CHINESE

LI YING

วทิ ยานิพนธ์นีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของการศึกษา
หลกั สูตรศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย

บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่
พ.ศ. 2562

หัวข้อวทิ ยานิพนธ์ การศึกษาความสุภาพในการสื่อสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน

ผ้วู จิ ัย Li Ying

สาขาวชิ า ภาษาไทย

อาจารย์ทปี่ รึกษาวทิ ยานิพนธ์

อาจารย์ทป่ี รึกษาวทิ ยานิพนธ์หลกั รองศาสตราจารยศ์ รีวไิ ล พลมณี

อาจารย์ทปี่ รึกษาวทิ ยานิพนธ์ร่วม อาจารย์ ดร.ขวญั ใจ กิจชาลารัตน์

คณะกรรมการสอบ

......................................................................... ประธานกรรมการ
(ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญรอด โชติวชิรา)

......................................................................... กรรมการ
(รองศาสตราจารยศ์ รีวไิ ล พลมณี)

......................................................................... กรรมการ
(อาจารย์ ดร.ขวญั ใจ กิจชาลารัตน์)

บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อนุมัติให้นับวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี
เป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย

.................................................................. คณบดีบณั ฑิตวทิ ยาลยั
(ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.กมลณฏั ฐ์ พลวนั )
วนั ที่ .............. เดือน............................. พ.ศ.................
ลิขสิทธ์ิของบณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่



หัวข้อวทิ ยานิพนธ์ : การศึกษาความสุภาพในการส่ือสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน

ชื่อผู้วจิ ัย : Li Ying

สาขาวชิ า : ภาษาไทย

อาจารย์ทป่ี รึกษาวทิ ยานิพนธ์

: รองศาสตราจารยศ์ รีวไิ ล พลมณี อาจารยท์ ี่ปรึกษาวทิ ยานิพนธ์หลกั

: อาจารย์ ดร.ขวญั ใจ กิจชาลารัตน์ อาจารยท์ ่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์ร่วม

บทคดั ย่อ

การดาเนินวิจยั น้ีมีวตั ถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความสุภาพในการส่ือสาร
ระหว่างภาษาไทยกบั ภาษาจีน ท้งั ความเหมือนและความแตกต่าง และ 2) เพื่อศึกษาความสุภาพ
ระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน

ผลการวิจยั พบวา่ การใชภ้ าษาของแต่ละฝ่ ายมีความแตกต่างอย่างชดั เจน เช่น การวาง
ตาแหน่งคานาม คานาหน้าคานาม การใช้หางเสียงลงท้ายประโยค อิริยาบถท่าทางท่ีแตกต่าง
ส่วนดา้ นความเหมือนหรือความคลา้ ยคลึงของแต่ละดา้ นน้นั ผวู้ ิจยั พบวา่ ในการแนะนาตนเองและ
ผูอ้ ่ืน ตอ้ งแนะนาให้ผอู้ ่อนอาวุโสให้รู้จกั กบั ผอู้ าวุโสก่อน เพื่อเป็ นการให้ความเคารพแก่ผอู้ าวุโส
และนิยมแนะนาฝ่ ายชายให้ฝ่ ายหญิงได้รู้จกั ก่อนเพื่อเป็ นการให้เกียรติผูห้ ญิง หากเป็ นบุคคล
รุ่นเดียวกนั วยั วฒุ ิ คุณวฒุ ิ และเพศเดียวกนั จะแนะนาใครใหร้ ู้จกั กนั ก่อนก็ได้

ในดา้ นวฒั นธรรม การใชอ้ วจั นภาษาของแต่ละประเทศน้นั มีความแตกต่างอยา่ งสิ้นเชิง
วฒั นธรรมไทยจะมีการแสดงออกดว้ ยการไหว้ การนงั่ การยนื การเดิน การแตง่ กายท่ีสามารถแสดง
ถึงความเคารพต่อบุคคลและสถานท่ีอยา่ งเป็ นรูปธรรมมากกวา่ ของวฒั นธรรมจีน สืบเนื่องมาจาก
รากฐานสังคมไทยไดร้ ับอิทธิพลจากหลกั ศาสนา ศีลธรรม ระบบชนช้นั วรรณะ ที่มีความสาคญั ต่อ
สังคมไทยมาอยา่ งชา้ นาน

คาสาคัญ: ความสุภาพ, การส่ือสาร, วฒั นธรรม



The Title : The Study of Politeness in Communication Between Thai and Chinese

The Author : Li Ying

Program : Thai Language

Thesis Advisors

: Associate Professor Sriwilai Ponmanee Chairman

: Dr. Kwanjai Kitchalarat Member

ABSTRACT

The objectives of this research were to investigate similarities and differences in
communication politeness in Thai and Chinese, and to examine politeness in Thai and Chinese
cultures.

The research results revealed that language use in the two languages is clearly different
in the positions of nouns and pre-nominal modifiers, intonation, and gestures. For the similarities,
it is found that, in introducing oneself and others, younger individuals are first introduced to older
ones and males are first introduced to females in order to show respect. For individuals with the
same age, qualifications and gender, who is first introduced to whom does not make any difference.

Culturally, the use of non-verbal language is completely different between the two
cultures. In Thai culture, the greeting gesture (Wai), sitting, standing, walking and dress can
indicate respect toward individuals and places more concretely than in Chinese culture. This is
because the social foundation has been influenced by Buddhism and the class system which has
been deeply rooted in Thai society.

Keywords: Politeness, Communication, Culture



กติ ติกรรมประกาศ

วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสาเร็ จลุล่วงไปได้ด้วยการให้ความช่วยเหลือแนะนาของ
รองศาสตราจารย์ ศรีวไิ ล พลมณี ซ่ึงเป็นอาจารยท์ ่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์หลกั และอาจารย์ ดร. ขวญั ใจ
กิจชาลารัตน์ อาจารย์ที่ปรึ กษาร่วมที่กรุณาให้คาแนะนา ข้อคิดเห็น ตรวจสอบ และแก้ไข
ร่างวทิ ยานิพนธ์มาโดยตลอด ผเู้ ขียนจึงขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสน้ี

ขอกราบขอบพระคุณ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญรอด โชติวชิรา ท่ีกรุณาให้เกียรติ
เป็ นประธาน โดยมีรองศาสตราจารย์ศรีวิไล พลมณี และอาจารย์ ดร. ขวญั ใจ กิจชาลารัตน์
เป็ นกรรมการในการสอบวิทยานิพนธ์ ซ่ึงได้กรุณาตรวจแก้ไขวิทยานิพนธ์ฉบับน้ีให้ถูกต้อง
สมบูรณ์ยิ่งข้ึน และผชู้ ่วยศาสตราจารย์ กรรณิการ์ พนั ชนะ ท่ีให้คาปรึกษาแนะนาในทุก ๆ ดา้ น
ตลอดจน รองศาสตราจารยส์ นิท สัตโยภาส รวมถึงเจา้ หนา้ ที่บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภฏั
เชียงใหม่ทุกท่านที่ให้ความสะดวกดา้ นอานวยการ และประสานงาน ในการทาวิทยานิพนธ์ให้
ผเู้ ขียนตลอดมาจนคน้ ควา้ หาขอ้ มลู ในการจดั ทาวทิ ยานิพนธ์ของผเู้ ขียนคร้ังน้ีสาเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี

สุดทา้ ยน้ีขอกราบขอบพระคุณบิดามารดาและครอบครัวที่สนับสนุนด้านการเรียน
และคอยให้กาลงั ใจทุกเวลาจนการเรียนผา่ นพน้ ไปไดด้ ว้ ยดี ขอกราบขอบพระคุณครูบาอาจารยท์ ุก
ท่าน และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ประสิทธ์ิประสาทวิชาความรู้ท้งั ปวงให้แก่ผูเ้ ขียน
จนกระทง่ั วนั น้ี

Li Ying



สารบญั

หน้า
บทคัดย่อ........................................................................................................................................... ข
ABSTRACT.................................................................................................................................... ค
กติ ตกิ รรมประกาศ.............................................................................................................................ง
สารบญั ............................................................................................................................................. จ
สารบัญตาราง ................................................................................................................................... ช
บทท่ี

1 บทนา.....................................................................................................................................1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา ...........................................................................1
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั .................................................................................................3
ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับจากการวจิ ยั ............................................................................3
ขอบเขตของการวจิ ยั .........................................................................................................3
ขอ้ ตกลงเบ้ืองตน้ ..............................................................................................................4
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ..............................................................................................................5

2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง .............................................................................................6
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งจีน-ไทย..........................................................................................6
ความสุภาพในการสื่อสารดว้ ยภาษาจีน ............................................................................7
ความสุภาพในการสื่อสารดว้ ยภาษาไทย ..........................................................................9
ทฤษฎีและแนวคิดท่ีเก่ียวขอ้ ง .........................................................................................13
งานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง..........................................................................................................18

3 วธิ ีดาเนินการวจิ ัย ................................................................................................................22
รูปแบบการวิจยั ..............................................................................................................22
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง .............................................................................................22
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล .........................................................................23
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล....................................................................................................23
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล .........................................................................................................23



สารบัญ (ต่อ)

หน้า
บทท่ี
4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล .........................................................................................................24

ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะห์ความสุภาพในการส่ือสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน
ท้งั ความเหมือนและความแตกตา่ ง ..................................................................24

ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน ............28
5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ .....................................................................................36

สรุปผลการวจิ ยั ...............................................................................................................36
อภิปรายผล .....................................................................................................................39
ขอ้ เสนอแนะ...................................................................................................................41
บรรณานุกรม...................................................................................................................................42
ประวตั ผิ ้วู จิ ัย....................................................................................................................................45
ภาคผนวก........................................................................................................................................46
ภาคผนวก ก ตวั อยา่ งแบบบนั ทึกความสุภาพในการสื่อสารดว้ ยภาษาไทยกบั ภาษาจีน ...........47
ภาคผนวก ข ตวั อยา่ งแบบบนั ทึกความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน ..........61



สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า

4.1 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู จากหนงั สือท้งั หมด............................................................................24

4.2 ผลการวเิ คราะห์ความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน .............................28

บทท่ี 1

บทนา

ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา
สังคมคือบุคคลจานวนหน่ึงที่อยรู่ วมกนั มีการร่วมมือเพ่ือกิจกรรมการดาเนินชีวติ มีการ

กระทาทางสังคมตอบสนองต่อกนั มีความเขา้ ใจในพฤติกรรมท่ีแสดงต่อกนั ท้งั โดยการแสดงออก
เป็นการกระทา คาพดู ภาษา ทาหนา้ ที่เพ่อื การดารงอยขู่ องบรรดาสมาชิกของสังคม โดยมีแบบอยา่ ง
แนวทาง ท่ีเป็ นวิถีการดาเนินชีวิตเป็ นของตนเอง สังคมแต่ละแห่งมีลกั ษณะเด่นพิเศษของแต่ละ
สังคม ซ่ึงแตกตา่ งจากสังคมอ่ืน เช่น การแตง่ กาย อาหาร ภาษา ระบบความเช่ือ ความสุภาพ

ภาษาเป็ นปรากฏการณ์ทางสังคม มีความสัมพนั ธ์ใกลช้ ิดกบั สังคมมนุษยเ์ ป็ นอยา่ งมาก
สังคมหมายถึงการอาศยั อยใู่ นพ้ืนที่ทวั่ ไป ซ่ึงใชภ้ าษาเดียวกนั มีประเพณีร่วมกนั และประเพณีทาง
วฒั นธรรมของชุมชนมนุษยโ์ ดยทว่ั ไป ที่เรียกกนั วา่ ชนเผา่ หรือสญั ชาติ ในบรรดาสรรพสิ่งท้งั หลาย
ที่มนุษยใ์ ช้เป็ นเคร่ืองมือในการคารงชีวิตอยู่ในสังคม ไม่มีเครื่องมือใดจะใกลช้ ิดกบั มนุษยเ์ ท่ากบั
ภาษา เพราะมนุษยใ์ ชภ้ าษาในการกระทากิจกรรมแทบทุกอยา่ งในชีวิต ท้งั คิด ถาม แสดงความรัก
ความโกรธ ออกคาสั่ง นินทา เป็ นตน้ ดว้ ยเหตุดงั กล่าว ภาษาจึงสามารถสะทอ้ นพฤติกรรมต่าง ๆ
ของมนุษยไ์ ดด้ ี

ภาษา คือ สัญลกั ษณ์ที่กาหนดข้ึนเพ่ือใช้เป็ นเครื่องมือที่สาคญั ในการสื่อความเขา้ ใจ
ระหว่างกนั ของคนในสังคม ช่วยสร้างความเขา้ ใจอนั ดีต่อกนั ช่วยสร้างความสัมพนั ธ์ของคนใน
สงั คม ถา้ คนในสังคมพดู กนั ดว้ ยถอ้ ยคาที่ดี จะช่วยใหค้ นในสังคมอยกู่ นั อยา่ งปกติสุข ถา้ พดู กนั ดว้ ย
ถอ้ ยคาไม่เหมาะสม จะทาให้เกิดความบาดหมางน้าใจกนั ภาษาจึงมีส่วนช่วยสร้างมนุษยสัมพนั ธ์
ของคนในสังคม ภาษาเป็ นสมบตั ิของสังคม ภาษาท่ีใช้ในการส่ือสารมี 2 ประเภท คือ วจั นภาษา
และอวจั นภาษา

การส่ือสารเป็ นกระบวนการท่ีเกิดข้ึนเป็ นปกติวิสัยของคนทุกคน และมีความเกี่ยวขอ้ ง
ไปถึงบุคคลอ่ืน ตลอดจนถึงสังคมท่ีแต่ละคนเกี่ยวขอ้ งอยู่ ไม่ว่าจะทาสิ่งใด ล้วนต้องอาศยั การ
สื่อสารเป็ นเคร่ืองมือช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ท้งั สิ้น จะเห็นไดจ้ ากการที่คนพยายามคิดคน้ และ
พฒั นาวิธีการสื่อสารมาต้งั แต่สมยั โบราณท้งั ภาษาพูด ภาษาเขียน ตลอดจนเครื่องมือ หรือเทคนิค

2

วธิ ีการตา่ ง ๆ ลว้ นเกิดจากความพยายามอยา่ งสูงของคนต่อเน่ืองมาหลายชวั่ อายุ หากการสื่อสารไม่มี
ความสาคญั และจาเป็ นอยา่ งยงิ่ เคร่ืองมือและวธิ ีการสาหรับการส่ือสารต่าง ๆ เหล่าน้ี ก็คงไม่เกิดข้ึน
และพฒั นา การส่ือสารมีความสาคญั ต่อบุคคลและสังคมมาก หากคนในสังคมขาดความรู้ความ
เขา้ ใจในการส่ือสาร ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ความคิด หรือทาให้เกิดความเขา้ ใจระหวา่ งกนั ได้
ยอ่ มจะทาใหเ้ กิดปัญหาตา่ ง ๆ มากมาย

เบอร์โล (Berlo, 1960) เสนอแนวคิดว่า การส่ือสารเป็ นกระบวนการการถ่ายทอด
โตต้ อบระหวา่ งมนุษยท์ ่ีมีความเคล่ือนไหวตลอดเวลา ซ่ึงคุณสมบตั ิน้ีสอดคลอ้ งกบั คาวา่ วฒั นธรรม
เพราะวฒั นธรรมจะมีการเคลื่อนไหวปรับตวั และเปล่ียนแปลงไปไดต้ ามสภาพแวดลอ้ มท่ีเปลี่ยนไป
การสื่อสารเป็ นเร่ืองเฉพาะตวั ของคนแต่ละคนท่ีจะคิด จะตีความ จะให้ความหมาย แต่บุคคลจะ
นึกถึงการเรียนรู้เฉพาะตน การตีความในการสื่อสารจึงตอ้ งอาศยั วฒั นธรรมเป็ นเครื่องช่วยกาหนด
ขอบเขตของการตีความสารน้ัน ๆ ในการทาความเขา้ ใจและประมวลส่ิงท่ีตนได้จากการตีความ
(กริช สืบสนธ์, 2538, 3)

ความสุภาพคือกิริยามารยาทท่ีแสดงออกด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และเรียบร้อย
ซ่ึงอยบู่ นพ้ืนฐานของการใหค้ วามเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผอู้ ื่น ความสุภาพเป็ นสิ่งหน่ึงที่มนุษย์
แสวงหาหรือพยายามใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน เพราะความสุภาพทาให้เกิดความราบร่ื น
ลดความเครียด ทาให้การติดต่อกนั เป็ นไปดว้ ยดี ความสุภาพไดร้ ับการยกยอ่ งอย่างกวา้ งขวางจาก
ชุมชน เพราะมีหน้าที่สาคัญหลายประการ เช่น ช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเองให้ดีข้ึน
มีส่วนร่วมในการจดั ต้งั ภาพลกั ษณ์ ช่วยส่งเสริมปฏิสัมพนั ธ์ทางสงั คมของผคู้ น พฒั นาความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งบุคคล ส่งเสริมการสร้าง อารยธรรมทางสังคม ประเทศจีนเป็ นท่ีรู้จกั กนั วา่ เป็ น "เมืองเจา้
แห่งความสุภาพ" ส่วนประเทศไทยเป็ น "ดินแดนแห่งรอยยิ้ม" ต่างก็เห็นความสาคญั เป็ นอยา่ งย่ิง
เก่ียวกบั ความสุภาพ ท้งั สองประเทศมีปฏิสมั พนั ธ์ซ่ึงกนั และกนั มาเป็นเวลานาน แต่มีความแตกต่าง
ในรูปแบบทางวฒั นธรรม เนื่องจากอิทธิพลของ หลายปัจจยั เช่นประวตั ิศาสตร์ ภูมิอากาศและ
ศาสนา เมื่อมีการแลกเปลี่ยนท่ีใกล้ชิดระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย ส่ิงสาคัญคือ
ตอ้ งเขา้ ใจความแตกตา่ งทางวฒั นธรรมระหวา่ งท้งั สองประเทศ

ความสุภาพ เกิดข้ึนในการใชช้ ีวติ ร่วมกนั ของมนุษยแ์ ละการมีปฏิสัมพนั ธ์ร่วมกนั ไดร้ ับ
การปรับปรุงโดยประเพณี วฒั นธรรม วิถีชีวิต เป็ นตน้ เป็ นการแสดงออกของคุณภาพภายนอกและ
คุณภาพภายในของบุคคลและองค์กร สาหรับบุคคล ความสุภาพเป็ นอุดมการณ์และคุณธรรมที่
แสดงออกของภาพภายนอก มีบทบาทสาคญั ในการพฒั นาอาชีพส่วนตวั เพ่ิมการอนุรักษ์ของตน
ส่งเสริมการติตต่อส่ือสารกบั ผูอ้ ื่น สามารถสร้างความสามคั คีกนั ภายใน และสร้างภาพลักษณ์

3

ภายนอกได้ สาหรับสังคม ความสุภาพเป็ นภาพสะทอ้ นถึงอารยธรรมทางสังคม คุณธรรม วิถีชีวิต
ของประเทศ

ความสุภาพในภาษามิใช่เน้ือหาของการพูด หากแต่เป็ นวธิ ีการพดู การใชค้ าที่แสดงถึง
ท่าทีและความรู้สึกของผูพ้ ูดท่ีมีต่อผูฟ้ ัง และเร่ืองราวที่พูดถึง ความสุภาพเป็ นส่ิงที่แฝงอยู่กบั ตวั
ภาษา ในขณะที่ผพู้ ดู กาลงั พูดถึงเรื่องราวอะไรบางอยา่ งอยู่ ท่าทีและความรู้สึกท่ีแสดงความสุภาพ
ในภาษาคือ ทา่ ทีที่ยกยอ่ ง ใหเ้ กียรติผฟู้ ัง และถ่อมตนของผพู้ ดู ซ่ึงลกั ษณะดงั กล่าวน้ีเป็นลกั ษณะเด่น
ทางภาษา ผูค้ นตอ้ งมีการส่ือสารโดยใช้ภาษาในสังคม เพ่ือสัมผสั กบั ศกั ด์ิศรีและคุณค่าของมนุษย์
จึงจาเป็ นตอ้ งมีการส่ือสารระหวา่ งบุคคล ในการส่ือสารตอ้ งปฏิบตั ิตามหลกั เกณฑ์การดาเนินการ
บางประการ ความสุภาพในการสื่อสารถือเป็นคา่ นิยมท่ีทาใหส้ งั คมพฒั นาไปในทางที่ดี

ด้วยเหตุน้ี ผูว้ ิจยั จึงสนใจท่ีจะศึกษาความสุภาพในการส่ือสารระหว่างภาษาไทยกบั
ภาษาจีน และศึกษามีความเหมือนและความต่างในการใช้ภาษาที่แสดงความสุภาพ ตลอดจน
วฒั นธรรมที่ปรากฏในการใช้ภาษาสุภาพ อนั เป็ นเร่ืองที่จะอานวยประโยชน์ต่อการศึกษาการใช้
ภาษาในภาษาไทยกบั ภาษาจีน

วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาความสุภาพในการสื่อสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน ท้งั ความเหมือน

และความแตกต่าง
2. เพอื่ ศึกษาความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน

ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับจากการวจิ ัย
1. เพมิ่ ความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ความสุภาพในการสื่อสารดว้ ยภาษาไทยและภาษาจีน
2. เพิ่มความรู้จากการศึกษาความสุภาพในการส่ือสารระหว่างวฒั นธรรมไทยกับ

วฒั นธรรมจีน
3. เป็ นแนวทางในการศึกษาการใช้ภาษาของท้ังสองภาษา ทาให้เข้าใจวฒั นธรรม

ประเพณี และการใชภ้ าษาของท้งั สองภาษามากข้ึน และนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ไดถ้ ูกตอ้ ง

ขอบเขตของการวจิ ัย
ขอบเขตด้านแหล่งข้อมูล
การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็นการวจิ ยั เอกสาร ผวู้ จิ ยั ศึกษาจากหนงั สือ 6 เล่ม ตามท่ีระบุไว้ ดงั น้ี

4

1. กมล กฤปานนั ท.์ (2014). สนทนาภาษาจีนในชีวิตประจาวัน. กรุงเทพฯ: นานมีบุค๊ ส์
พบั ลิเคชนั่ ส์.

2. ฉีล่วย (齐锐). (2018). มรรยาทสัมพันธ์ (礼仪常识). สานกั พิมพห์ วั เฉียว (中国华

侨出版社).

3. โสยงจีงยวู่ (熊经浴). (2003). ความสุภาพในการส่ือสาร (现代实用社交礼仪). จีง
ตนู้ (金盾出版社).

4. ธนู ทอดแทนคุณ และกานต์รวี แพทยพ์ ิทกั ษ์. (2552). ภาษาไทยเพ่ือการส่ือสาร.
กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

5. ทศั นีย์ เมธาพิสิฐ. (2551). เคล็ดลับและมารยาทในการพูด. กรุงเทพฯ: ภาษาและ
วฒั นธรรม.

6. กลั ยา ธาตุเหล็ก. (2544). มารยาทไทยเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ศูนยห์ นังสือราชภฏั
พระนคร.

ขอบเขตด้านเนือ้ หา
1. ศึกษาลกั ษณะความสุภาพในการส่ือสาร

1.1 ความสุภาพในการสื่อสารท่ีใชว้ จั นภาษา เช่น การพดู การฟัง การอา่ น และการเขียน
1.2 ความสุภาพในการส่ือสารท่ีใชอ้ วจั นภาษา เช่น การแต่งกาย การใชอ้ ากปั กิริยา
ท่าทาง การเคลื่อนไหวของร่างกาย
2. ศึกษาความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน

ข้อตกลงเบอื้ งต้น
เอกสารที่นามาใชใ้ นงานวจิ ยั จะระบุหนงั สือ 6 เล่มดงั น้ี
1. กมล กฤปานนั ท.์ (2014). สนทนาภาษาจีนในชีวิตประจาวัน. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์

พบั ลิเคชน่ั ส์.
2. ฉีล่วย (齐锐). (2018). มรรยาทสัมพันธ์ (礼仪常识). สานกั พิมพห์ ัวเฉียว (中国华

侨出版社).

3. โสยงจีงยวู่ (熊经浴). (2003). ความสุภาพในการส่ือสาร (现代实用社交礼仪).
จีงตนู้ (金盾出版社).

4. ธนู ทอดแทนคุณ และกานต์รวี แพทย์พิทกั ษ์. (2552). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.
กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

5

5. ทศั นีย์ เมธาพิสิฐ. (2551). เคล็ดลับและมารยาทในการพูด. กรุงเทพฯ: ภาษาและ
วฒั นธรรม.

6. กลั ยา ธาตุเหล็ก. (2544). มารยาทไทยเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ศูนยห์ นังสือราชภฏั
พระนคร.

นิยามศัพท์เฉพาะ
ความสุภาพ หมายถึง พฤติกรรมและส่ิงที่คนในสังคมผลิตสร้างข้ึนด้วยการเรียนรู้

จากกนั และกนั เป็นคุณธรรมข้นั พ้นื ฐานที่ควรยดึ ถือเป็นเครื่องมือปฏิบตั ิในสงั คม
ความสุภาพในภาษาไทย หมายถึง การใช้ภาษาไทยท้งั วจั นภาษาและอวจั นภาษาที่

แสดงออกถึงการมีกิริยามารยาท ท่ีผู้ปฏิบัติได้แสดงออกมาให้เห็นถึงคุณลักษะในอันดีงาม
ตามคา่ นิยมสังคมไทย

ความสุภาพในภาษาจีน หมายถึง การใช้ภาษาจีนท้ังวจั นภาษาและอวจั นภาษาท่ี
แสดงออกถึงการมีกิริยามารยาท ท่ีผูป้ ฏิบัติได้แสดงออกมาให้เห็นถึงคุณลักษะในอันดีงาม
ตามค่านิยมสังคมจีน

บทท่ี 2

เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง

การวิจัยคร้ังน้ีมุ่งท่ีจะศึกษาความสุภาพ เพื่อให้เห็นภาพรวมและได้แนวทางใน
การวิเคราะห์ตามประเด็นที่กาหนดในงานวิจยั โดยผวู้ ิจยั ไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง
และนาเสนอดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งจีน-ไทย
2. ความสุภาพในการสื่อสารดว้ ยภาษาจีน
3. ความสุภาพในการส่ือสารดว้ ยภาษาไทย
4. ทฤษฎีและแนวคิดที่เก่ียวขอ้ ง
5. งานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ ง
ดงั มีรายละเอียดต่อไปน้ี

ความสัมพนั ธ์ระหว่างจีน-ไทย
ไทยกบั จีนมีความผกู พนั และติดต่อกนั มาอยา่ งยาวนานนบั แต่โบราณกาล โดยสามารถ

ยอ้ นไปไดถ้ ึงสมยั ราชวงศฮ์ น่ั ตะวนั ตก (จกั รพรรดิฮน่ั อู่ต้ี) ของจีนซ่ึงมีบนั ทึกประวตั ิศาสตร์เก่ียวกบั
ชนชาติไทย และที่เด่นชดั ก็คือ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอาณาจกั รสุโขทยั กบั จีน ซ่ึงมีการติดต่อคา้ ขาย
ระหวา่ งกนั และไทยไดร้ ับเทคโนโลยเี คร่ืองป้ันดินเผามาจากจีนในช่วงเวลาดงั กล่าว ความสัมพนั ธ์
ทางสายเลือดระหวา่ งไทยกบั จีนน่าจะเริ่มมีข้ึนในช่วงน้ี จากการอพยพของชาวจีนในช่วงสงคราม
สมยั ราชวงศห์ ยวนและในช่วงตน้ ราชวงศ์ หมิง และนบั จากน้นั มา ก็ไดม้ ีการติดต่อคา้ ขายกนั มาโดย
ตลอดและมีชาวจีนจานวนมากเขา้ มาต้งั รกราก ในไทย โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกและสงคราม
กลางเมืองของจีนในทศวรรษท่ี 1930-1950 มีชาวจีนจานวนมากจากมณฑลทางใตข้ องจีน อาทิ
กวางตุง้ ไห่หนาน ฝเู จ้ียน และกวางสี หลบหนีภยั สงครามและความ อดอยากเขา้ มาสร้างชีวิตใหม่
ในประเทศไทย จึงอาจกล่าวไดว้ า่ ความสัมพนั ธ์ท่ีใกลช้ ิดดุจพี่นอ้ งระหว่างไทย กบั จีนไดม้ ีมาอยา่ ง
ยาวนาน เหมือนคากล่าวที่วา่ “ไทยจีนใช่อ่ืนไกล พีน่ อ้ งกนั ” (ศนู ยข์ อ้ มูลเพ่ือธุรกิจไทยในจีน, 2558)

7

ดว้ ยความผกู พนั ยาวนานและวฒั นธรรมที่ใกลช้ ิด ทาให้ความสัมพนั ธ์ดา้ นสังคมและ
วฒั นธรรมระหวา่ งไทย-จีนพฒั นาไปอยา่ งใกลช้ ิดและแนบแน่นมาโดยตลอด ประชาชนของท้งั สอง
ประเทศมีการไปมาหาสู่เพื่อเผยแพร่ และแลกเปล่ียนด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ต้ังแต่
การแลกเปลี่ยนการแสดงศิลปวฒั นธรรมพ้ืนบา้ นประจาชาติ ซ่ึงประสบผลสาเร็จอยา่ งดีและได้รับ
การตอ้ นรับอยา่ งดีย่ิงจากประชาชนของแต่ละฝ่ าย รวมท้งั ความร่วมมือทางดา้ นศาสนาจากการท่ี
ไทยเป็ นเมืองพุทธและจีนไดช้ ื่อวา่ เป็ นประเทศที่มีคนนบั ถือศาสนาพุทธมากท่ีสุดในโลกประเทศ
หน่ึง คือ ประมาณ 100 ลา้ นคน นอกจากน้ี ความสัมพนั ธ์ในดา้ นน้ียงั ไดร้ ับการส่งเสริมโดยพระบรม
วงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของไทย โดยเฉพาะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ซ่ึงทรงสนพระทัยในภาษา วฒั นธรรรม และประวตั ิศาสตร์ของจีน ทรงเป็ นแบบอย่างที่ดีแก่
ประชาชน รวมท้งั เยาวชนของไทยในการศึกษาเรียนรู้ภาษาและวฒั นธรรมจีน ซ่ึงเป็ นประโยชน์ต่อ
การส่งเสริมความเขา้ ใจอนั ดีระหว่างประชาชนของท้งั สองประเทศ รวมท้งั สมเด็จพระเจา้ ลูกเธอ
เจา้ ฟ้ าจุฬาภรณวลยั ลกั ษณ์ อคั รราชกุมารี ซ่ึงทรงริเริ่มการแสดงดนตรี “สายสัมพนั ธ์สองแผ่นดิน”
ซ่ึงมีส่วนสาคัญต่อการส่งเสริมความร่วมมือด้านวฒั นธรรมระหว่างกัน ท้งั น้ี ความสัมพนั ธ์
ด้านสังคมและวฒั นธรรมนับวนั จะยิ่งมีความสาคญั มากข้ึน เนื่องจากเกี่ยวพนั อย่างลึกซ้ึงต่อการ
ส่งเสริมความสัมพนั ธ์ในระดบั ประชาชน ซ่ึงถือเป็ นพ้ืนฐานสาคญั ในการพฒั นาความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งไทย-จีนในดา้ นอ่ืน ๆ เช่น ดา้ นการเมือง ในทศวรรษแรกหลงั จากที่สถาปนาความสัมพนั ธ์
ทางการทูตระหว่างกนั ไทยและจีนประสบความสาเร็จในการเสริมสร้างความเขา้ ใจและความไว้
เน้ือเช่ือใจต่อกนั อนั นาไปสู่การเป็ นหุ้นส่วนในการแกไ้ ขปัญหาความไม่มนั่ คงในภูมิภาคเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใตใ้ นยุคน้ัน ซ่ึงได้ช่วยสนับสนุน การพฒั นาภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตจ้ าก
สนามรบกลายเป็ นตลาดการคา้ นอกจากน้ี พ้ืนฐานความเขา้ ใจและความใกลช้ ิดดงั กล่าวยงั มีส่วน
สาคญั ในการส่งเสริมและกระชบั ความสัมพนั ธ์และความร่วมมือระหวา่ งจีนกบั ประเทศอาเซียน
อีกดว้ ย (ศูนยข์ อ้ มูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน, 2558)

ความสุภาพในการส่ือสารด้วยภาษาจีน
ขงจ้ือกล่าวว่า “少成若天性,习惯成自然” หมายถึง ถ้าปลูกฝังความสุภาพของ

บุคคลคนหน่ึงต้งั แต่เด็ก จะไดส้ ร้างนิสัยท่ีดี ความสุภาพเป็ นสัญลกั ษณ์ที่สาคญั ของอารยธรรมทาง
สังคม จากประวตั ิศาสตร์ของอารยธรรมจีนเป็ นเวลาหลายพนั ปี เห็นไดว้ า่ ผคู้ นมกั จะกระตือรือร้นที่
จะไดร้ ูปแบบและการสนทนาที่สุภาพ มีมารยาท ดว้ ยการปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพที่ทนั สมยั
คนยงั ใหค้ วามสาคญั และการดูแลกบั ความสุภาพส่วนบุคคล ถา้ มองพ้ืนผิว ความสุภาพส่วนบุคคล
เป็ นเรื่องเล็ก ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การแต่งตวั การสื่อสาร การสนทนา แต่ส่ิงเล็ก ๆ เหล่าน้นั ไดแ้ สดงให้

8

เห็นถึงลักษณะทางจิตใจ คุณภาพทางวฒั นธรรมและการเพาะปลูกบุคลิกภาพของส่วนบุคคล
(เส้ีย และจ๋าย, 2558)

ในด้านการสื่อสาร ความสุภาพเป็ นศิลปะในการสื่อสารระหว่างบุคคล เป็ นวิธีการ
สื่อสารชนิดหน่ึง เป็ นการปฏิบตั ิตามจารีตประเพณีในการแสดงความเคารพและมิตรภาพในการ
สื่อสารระหว่างบุคคล เป็ นทกั ษะในการส่ือสารกบั ผูอ้ ่ืน ทุกคนจะสัมผสั กับความสุภาพในการ
สื่อสารของชีวิตประจาวนั การศึกษา การทางานต่าง ๆ ความสุภาพในการสื่อสารดว้ ยภาษาจีนมี
หลายแบบ หลายกรณี (เส้ีย และจ๋าย, 2558) เช่น

1. ไม่เริ่มตน้ ดว้ ยคาว่า “ฉัน” (我) เสมอเวลาส่ือสารกบั ผูอ้ ่ืน จะทาให้ผูฟ้ ังรู้สึกวา่ ผูพ้ ูด
เป็นคนท่ีเห็นแก่ตวั คนส่วนใหญไ่ ม่ชอบคนที่เห็นแก่ตวั เวลาใหค้ าแนะนากบั ผอู้ ่ืน อาจจะใหค้ นอื่น
คิดวา่ คนที่เห็นแก่ตวั ไมส่ ามารถพดู อะไรที่เป็นประโยชน์ได้ ฉะน้นั เม่ือสื่อสารกบั คนอ่ืน ไม่ควรเล่า
แต่เรื่องตวั เอง ควรให้ความสาคญั กบั ผูฟ้ ัง เมื่อพูดในนามของกลุ่ม ควรใชค้ าว่า “พวกเรา” (我们)
หรือ “ทุกคน” (大家) และคาอื่น ๆ ท่ีเป็นสรรพนามส่วนบุคคล

2. ไม่ใชค้ าติดปากบ่อย ๆ เร่ิมตน้ ดว้ ย “น่าจะ” (也许) ลงทา้ ยดว้ ย “ไม่แน่ใจ” (是吧)
จะทาใหผ้ ฟู้ ังรู้สึกวา่ ผพู้ ดู เป็ นคนที่ไม่มนั่ ใจในตนเอง ไม่มีความคิดเห็น คาวา่ “แน่ใจหรือ” (有没
有搞错) เป็ นคาติดปากแบบฮ่องกงกบั ไตห้ วนั ไม่ควรใชใ้ นการสนทนากบั ผอู้ ่ืน ทาใหผ้ ฟู้ ังรู้สึกวา่
ผูพ้ ูดดูถูก หย่ิง และไม่มีมารยาท คาว่า “ฉือ ๆ” (啧啧) “ไอโย” (哎哟) เป็ นคาอุทาน ทาให้ผูฟ้ ัง
รู้สึกว่าผูพ้ ูดเหมือนกระต่ายต่ืนตูม เป็ นคนเท็จ “คุณต้องทา” (你必须) “ฟังฉันพูด” (听我的)
เป็นคาติดปากแบบบงั คบั ผอู้ ่ืนทาตาม ทาใหผ้ ฟู้ ังรู้สึกวา่ ผพู้ ดู เป็นคนชอบควบคุมทุกอยา่ ง ไม่มีความ
ร่วมมือ เวลาส่ือสารควรพดู อยา่ งสม่าเสมอและราบรื่น ใชค้ าวา่ อืม อา และคาอื่น ๆ ท่ีเป็ นคาอุทาน
ให้น้อยท่ีสุด คาติดปากเป็ นคาท่ีเบลอออกไปโดยไม่ใดต้ ้งั ใจ แต่เป็ นการง่ายที่จะทาให้เกิดความ
เขา้ ใจผดิ และไม่พอใจ

3. ไม่ใชค้ าศพั ท์ที่มีหลายความหมาย เช่น ใชค้ าพูดคลุมเครือกบั เพศตรงขา้ ม จะทาให้
เกิดความรังเกียจ เขา้ ใจผดิ และไม่ดีต่อการสื่อสาร คาวา่ “ไม่มีแลว้ ” (没了) “แค่น้ี” (挂了) เป็นคาท่ี
ทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจผดิ และจินตนาการ โดยเฉพาะผสู้ ูงอายุ ทาใหเ้ ขา้ ใจวา่ ไม่อยากคุยดว้ ย อยา่ ใชค้ า
ว่า “เร่ืองน้ีทายาก” (这不太好办) กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ และอย่าใช้คาที่มี
ความหมายไมช่ ดั เจน เช่น “อยากรู้จกั คุณมากกวา่ น้ี” (我希望和你深入交往) “เขา้ มาใกลห้ น่อย”
(你我之间距离再近些) กบั เพศตรงขา้ ม ใชค้ าศพั ท์ท่ีมีหลายความหมายจะทาให้ผอู้ ่ืนไม่เขา้ ใจ
ความหมายท่ีแทจ้ ริง และเกิดปัญหาหรือขอ้ ผดิ พลาดในการทาความเขา้ ใจ

4. ไม่ควรเรียกชื่อเล่นของเพ่ือนเม่ือสื่อสารกบั คนหลาย ๆ คน ช่ือเล่นของเพื่อนไม่ควร
เรียกทุกเวลา ทุกโอกาส ถา้ ชื่อเล่นของเพื่อนมีความหมายไม่ค่อยดี การที่เรียกชื่อเล่นเพื่อนต่อกนั ไป

9

หลายคน ทาให้เพ่ือนเสียหนา้ ถา้ ชื่อเล่นของเพ่ือนเป็ นช่ือเล่นเฉพาะญาติคนใดคนหน่ึง หรือเป็ นชื่อ
ที่ไม่อยากให้คนอ่ืนรู้จกั การเรียกชื่อในที่สาธารณะเป็ นการละเมิดสิทธิของเขา ไม่วา่ ชื่อเล่นของ
เพ่อื นเพราะหรือไม่กต็ าม ก็ควรคานึงถึงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกนั และสถานท่ีพดู คุย

5. ไม่สามารถเรียกตวั เอง “先生” (Mr.)/ “小姐” (Miss) เพ่ือแนะนาตวั การแนะนาตวั
แบบน้ี เป็ นการแนะนาตวั ท่ีไม่ถูกต้อง คนจีนปฏิบตั ิตามทศั นคติที่สุภาพเสมอ การเรียกตวั เอง
“先生” (Mr.)/ “小姐” (Miss) มาแนะนาตวั เป็นการสื่อสารที่เกิดการละเมิดกฎมารยาท ถา้ ผฟู้ ังเป็น
ผสู้ ูงอายุ หรือเพ่อื นญาติ สามารถใชช้ ื่อเตม็ หรือช่ือเล่นเรียกตวั เอง ถา้ ผฟู้ ังเป็นคนไมส่ นิทหรือคุยกบั
คนแปลกหนา้ ผา่ นทางโทรศพั ท์ ควรใชช้ ่ือเตม็ หรือนามสกุลมาแนะนาตวั ถา้ ผฟู้ ังเป็ นผจู้ ดั การหรือ
หวั หนา้ งาน ควรใชช้ ่ือเตม็ กบั หนา้ ท่ีท่ีปฏิบตั ิเพ่ือแนะนาตวั

ความสุภาพในการส่ือสารด้วยภาษาไทย
สุภาษิตไทยโบราณกล่าววา่ สาเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกลุ ความสุภาพคือกิริยาอาการที่

ควรประพฤติปฏิบตั ิอยา่ งมีขอบเขต หรือมีระเบียบแบบแผนอนั เหมาะสมแก่กาลเทศะและสังคม
ความสุภาพไทยเป็ นการเจาะจงในแบบแผนแห่งการประพฤติปฏิบตั ิแบบไทย ที่บรรพบุรุษได้
พจิ ารณากาหนดข้ึนและดดั แปลงแกไ้ ขใชส้ ืบทอดกนั มา นอกจากน้ี ยงั รวมไปถึงความประพฤติดา้ น
การควบคลุมกิริยาวาจาให้อยใู่ นกรอบท่ีสงั คมไทยเห็นวา่ เรียบร้อยถูกตอ้ งและยอมรับ สาหรับความ
สุภาพบรรพบุรุษไทยไดส้ ร้างสม และดดั แปลงให้เหมาะสมกบั ลกั ษณะของคนไทย ซ่ึงมีลกั ษณะ
พิเศษที่ไม่เหมือนกบั ชาติใด ๆ ดงั น้นั การประพฤติปฏิบตั ิดา้ นความสุภาพของไทยดา้ นการส่ือสาร
ดา้ นกิริยามารยาท สามารถบอกถึงชนช้นั ของบุคคลที่ปฏิบตั ิไดเ้ ป็นอยา่ งดี

ความสุภาพในการส่ือสาร ควรใชค้ าพูดท่ีแสดงถึงความสุภาพ และมีมารยาทตามแต่
สถานการณ์ เช่น ขอโทษ ขอบคุณ ขออภยั เป็ นตน้ ไม่ควรแสดงอาการโกรธหรือมีอารมณ์ฉุนเฉียว
ขณะสื่อสาร ไม่ใชน้ ้าเสียงห้วน ๆ หรือดุดนั วางอานาจเหนือผอู้ ื่น ควรใช้น้าเสียงที่สุภาพนุ่มนวล
ชวนฟัง ให้เกียรติผฟู้ ังหรือคู่สนทนาในขณะส่ือสาร จะช่วยสร้างบรรยากาศในการสื่อสารไดเ้ ป็ น
อยา่ งดี เช่น การใหเ้ กียรติแก่สุภาพสตรีก่อนสุภาพบุรุษ การยกยอ่ งในความสามารถหรือความสาเร็จ
ของผูอ้ ื่นเป็ นตน้ การรู้จกั กาลเทศะในการสื่อสารผูส้ ่งสารจะตอ้ งคานึงถึงกาลเทศะคือโอกาส
สถานที่และเวลา เพ่ือให้เกิดความเหมาะสมกับผูร้ ับสาร ความสุภาพในการสื่อสารมีมากมาย
สามารถเเบ่งได้ตามประเภทต่าง ๆ (กลั ยาใจ คาพลึก, ม.ป.ป.; จิรพนธ์ บุญมงั่ , 2556; พรทิพย์
เกยรุ านนท,์ 2555; ภิญโญ ทองดี, 2554) เช่น

1. การแนะนาบุคคล การแนะนาใหร้ ู้จกั กนั ระหวา่ งเพ่ือนฝงู ในสงั คมปัจจุบนั น้ี เป็นส่ิงท่ี
สาคญั ในการสร้างความสัมพนั ธ์กับบุคคลอื่น โดยทวั่ ไป ถ้าจะแนะนาผูน้ ้อยให้รู้จกั กบั ผูใ้ หญ่

10

หากท้งั สองฝ่ ายอาวุโสทัดเทียมกัน จะแนะนาใครให้รู้จักใครก็ได้ แต่การแนะนาเช่นน้ีควร
ระมัดระวงั เพราะบางท่านถือตัวในการที่ท่านนาเขาไปแนะนาให้รู้จักผู้อ่ืน เพราะเขารู้แต่
ความสาคญั แห่งตวั เอง เขายงั ไม่ทราบความสาคญั ของผูอ้ ื่น การแนะนาดงั กล่าวน้ีเพื่อนหรือญาติ
อาจจะไม่พอใจ เมื่อเราทราบแลว้ วา่ เขาสาคญั ก็จงยกยอ่ งเขาในดา้ นการงาน ในตาแหน่งหนา้ ท่ีให้
ผอู้ ่ืนรู้จกั การแนะนาให้ใครรู้จกั กบั ใครน้นั ผแู้ นะนาจะตอ้ งระวงั เพราะจะทาใหท้ ้งั สองฝ่ ายเสียใจ
คือ เม่ือแนะนาให้ใครรู้จกั กบั ใคร ตอ้ งพินิจพิเคราะห์ก่อนเสมอวา่ ท้งั สองฝ่ ายที่เราแนะนาให้รู้จกั
กนั น้นั ยินดีจะรู้จกั กนั หรือไม่ ถา้ เห็นท่าทางไม่ดีอยา่ แนะนาเลยดีกวา่ หรือควรใชเ้ วลา เพื่อสังเกต
กิริยาอาการใหท้ ราบแน่ชดั ก่อน และควรแนะนาให้รู้จกั กนั ต่อเมื่อเป็ นที่แน่ใจแลว้ วา่ การแนะนาน้นั
จะมีผลดี การรีบแนะนาให้ใครต่อใครรู้จกั กนั โดยไม่คิดหนา้ คิดหลงั แลว้ น้นั อาจจะเป็ นเหตุให้ตอ้ ง
เสียใจได้

2. ก่อนที่จะพูดสิ่งใดควรคิดให้รอบคอบเสียก่อนว่าคาที่พูดน้ีก่อให้เกิดผลอย่างไร
ไม่ควรพูดให้ร้ายใครต่อใครด้วยความอิจฉาริษยา การส่อเสียด และป้ ายโทษให้ผูอ้ ื่นเป็ นการ
ไร้มรรยาทและแสดงความมีจิตใจไม่บริสุทธ์ิของผพู้ ดู ไม่ควร กล่าววาจาเสียดแทงใจคน แมจ้ ะเป็น
การหยอกลอ้ จะทาให้ผฟู้ ังไม่สบายใจเป็ นการให้ทุกข์แก่ผูอ้ ื่น ในการโตแ้ ยง้ บางทีผพู้ ดู จะพูดเร่ือง
ส่วนตวั เพือ่ เสียดแทงกนั เป็นการไม่สมควร

3. การเขียนเป็ นการใช้ภาษาในการส่ือสารความหมายอย่างหน่ึงของมนุษย์ สามารถ
ส่งเสริมให้มีสถานภาพดีข้ึนหรือตกอบั ก็ได้ การเขียนมีความสาคญั อย่างยิ่งกว่าการพูด เพราะเป็ น
การส่ือสารความหมายท่ีเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร สามารถตรวจสอบไดต้ ลอดเวลา ในการเขียน ไมค่ วร
เขียนให้ผูอ้ ื่นได้รับความเสียหาย ไม่ควรเขียนยกย่องตวั เอง ควรเขียนตามลกั ษณะความเป็ นจริง
เขา้ ใจเร่ืองหรือสถานการณ์ที่จะเขียนไดเ้ ป็ นอยา่ งดี เขียนใหไ้ ดใ้ จความชดั เจน ใชถ้ อ้ ยคากระทดั รัด
เขา้ ใจง่าย ไม่เขียนในเชิงสองแง่สองง่าม กากวม ไม่ควรเขียนลอ้ เลียนสถาบนั ที่เป็นที่เทิดทนู

4. สถานท่ีสาธารณะ เช่น ขอ้ ความของบรรดานกั เรียนนกั ศึกษาท่ีเขียนไวต้ ามร้ัวบ้าน
เเละสถานท่ีราชการ ตลอดจนตูโ้ ทรศพั ท์สาธารณะท่ีพอจะขีดเขียนได้ นอกจากน้ีตามทอ้ งถนน
มกั พบวรรณกรรมประเภทหน่ึง เรียก “วรรณกรรมรถบรรทุก” คือถอ้ ยคาที่เขียนไวต้ ามส่วนต่าง ๆ
ของรถบรรทุก ซ่ึงมีการใช้ภาษาท่ีดี เช่น “สุขใจเเต่ไร้เกียรติ” “ขบั ช้าถึงท่ีหมาย ขบั ไวถึงป่ าช้า”
เป็ นตน้ เเละมีคาจานวนมากที่ใช้คาไม่สุภาพ เช่น “อยา่ จูบตูดหนู” เป็ นตน้ ซ่ึงคาเหล่าน้ีไม่เพียง
ถูกปล่อยละเลยใหเ้ ขียนข้ึน ยงั เเพร่ตามเส้นทางท่ีรถวง่ิ

5. การพดู จาในชีวติ ประจาวนั ตวั อยา่ งเช่น
คากล่าว “ ขอบคุณ ” จะใชเ้ ม่ือมีผอู้ ื่นให้สิ่งของ ให้ความช่วยเหลือ ให้บริการ หรือ

เอ้ือเฟ้ื อทาส่ิงต่าง ๆ ให้ ไม่วา่ จะโดยหนา้ ท่ีของเขา หรือมีน้าใจหรือไม่ก็ตาม เช่น บริกรเสริฟน้าให้

11

คนเสียสละที่นง่ั ให้หรือช่วยถือของให้บนรถประจาทาง คนช่วยหยิบของให้เวลาของหล่นลงพ้ืน
พนักงานรักษาความปลอดภยั ช่วยบอกทางในขณะจอดรถ หรือคนช่วยเปิ ดประตูให้ เป็ นต้น
การกล่าวคาขอบคุณน้นั ถา้ กล่าวกบั ผทู้ ี่อาวุโสกวา่ หรือมีวยั เสมอกนั จะใชค้ าวา่ “ขอบคุณ” หรือถา้
กล่าวกบั คนอายนุ อ้ ยกวา่ จะใชค้ าวา่ “ขอบใจ” ส่วนระดบั ของการขอบคุณน้นั จะใชค้ าวา่ “ขอบคุณ”
“ขอบคุณมาก” “ขอบพระคุณมาก” “ขอบใจ” “ขอบใจมาก” ข้ึนอยกู่ บั ความรู้สึกของผพู้ ูดต่อส่ิงที่ทา
ใหห้ รือไดร้ ับ โดยเฉพาะคาวา่ “ขอบพระคุณมาก” จะใชก้ บั ผอู้ าวโุ ส มิใช่เพียงคาพดู เท่าน้นั น้าเสียง
ท่ีพูด กิริยา ท่าทางท่ีพูดจะบอกว่า ผูน้ ้นั พูดออกมาจากความรู้สึกที่อยู่ในใจ หรือพูดออกมาตาม
หนา้ ที่ หรือตามสถานการณ์ที่บงั คบั ที่ทาให้ตอ้ งพดู ผฟู้ ังจะรู้สึกไดถ้ ึงสิ่งท่ีพดู และยกมือไหวพ้ ร้อม
กบั กล่าวคาขอบคุณกบั ผอู้ าวโุ สไปพร้อมกนั จะทาใหด้ ูอ่อนนอ้ ม และไดร้ ับความเมตตาจากผอู้ าวุโส
มากยิ่งข้ึน และการพูดขอบคุณแบบขอไปทีกบั ไม่พูดน้นั ผูเ้ ขียนเห็นว่า การพูดก็ดีกว่าการไม่พูด
เพราะแสดงถึงการมีปฏิสมั พนั ธ์ตอ่ กนั ดีกวา่ การไมม่ ีปฏิสมั พนั ธ์ต่อกนั

คากล่าว “ขอโทษ” จะใช้เมื่อทาส่ิงท่ีไม่ดี ส่ิงที่ผิด ส่ิงผิดพลาด สิ่งท่ีไม่เหมาะสม
การรบกวน การขดั จงั หวะขณะพูดหรือทางานเมื่อมีธุระด่วน การพูดจาหรือแสดงกิริยาท่ีไม่ดี
หรือไม่เหมาะสมต่อบุคคลอ่ืนท้งั ท่ีต้งั ใจและไม่ไดต้ ้งั ใจก็ตาม การกล่าวคาขอโทษน้นั จะใชค้ าวา่
“ขอโทษ” เมื่อผพู้ ดู รู้สึกสานึกผิดในสิ่งท่ีตนไดก้ ระทา พดู แสดงออกมา ถา้ พดู ออกมาดว้ ยความรู้สึกผิด
จะทาใหค้ าขอโทษน้นั มีความหมายท่ีผฟู้ ังหรือคนกระทารู้สึกดีข้ึนและพร้อมท่ีจะให้อภยั และถา้ เขา
ให้อภัยแล้ว ผูท้ ่ีทาผิดต้องกล่าวคาขอบคุณที่เขาให้อภัยเราด้วย แต่ถ้ากล่าวคาขอโทษออกมา
แบบเสียไม่ได้ หรือในท่าทีที่ไม่เหมาะสม คาขอโทษน้นั จะมีน้าหนกั นอ้ ยที่อาจทาให้เขาอาจไม่ให้
อภยั หรือให้อภยั ตามมารยาทสังคมเท่าน้นั แต่ในใจยงั รู้สึกติดใจอยู่ ซ่ึงอาจส่งผลกระทบในอนาคต
ไดท้ ี่อาจมีการเอาคืนในภายหลงั แต่การกล่าวคาวา่ ขอโทษแบบเสียไม่ไดก้ ็ยงั ดีกวา่ การไมย่ อมกล่าว
คาขอโทษออกมา เพราะยอ่ มแสดงถึงวา่ เราลดตวั ตนหรือทิฐิของเราลงมาในระดบั หน่ึง และยอมที่
จะเปล่ียนแปลงในอนาคต ถึงแมค้ วามรู้สึกสานึกผิดจะชา้ ก็ตาม ในการกล่าวคาขอโทษน้นั ถา้ กล่าว
กบั ผูอ้ าวุโสควรยกมือไหวพ้ ร้อมกนั ไปดว้ ย จะทาให้ผอู้ าวุโสท่ีเราขอโทษเขารู้สึกดี และแสดงถึง
ความอ่อนนอ้ มถ่อมตนของผนู้ ้นั ดว้ ย จะทาให้ดูดีและน่ารักในสายตาผอู้ าวุโสและสายตาของผทู้ ่ีได้
พบเห็นหรืออยใู่ นสถานการณ์น้นั

คาพูดที่ใชเ้ ม่ือสนทนาหรือกล่าวถึงผอู้ ่ืนในลกั ษณะใหเ้ กียรติ เป็ นส่ิงที่มีความจาเป็น
อยา่ งมาก ดงั คาโบราณวา่ “พดู ดีเป็ นศรีแก่ตวั ” ก็แสดงวา่ การพูดน้นั เป็ นคุณแก่ผพู้ ดู คาพูดที่จะใหค้ ุณ
ก็คือ คาพดู ดี ๆ ท่ีพูดต่อกนั น้าเสียงในการพูดใหน้ ่าฟัง อ่อนโยน ใชภ้ าษาท่ีเหมาะสม ถูกกาลเทศะ
แสดงความให้เกียรติ รักษาน้าใจผูอ้ ื่น และไม่ควรพูดประชดประชันหรือซุบซิบนินทาผู้อื่น
ให้เสียหาย คาพูดดี ๆ น้ันจะหมายรวมถึงการท่ีไม่ดูหม่ินเหยียดหยามผูอ้ ื่น หรือยกตนข่มผูอ้ ่ืน

12

หรือแสดงตนวา่ อยู่เหนือคนอื่น หรือพูดไม่ถูกกาลเทศะ การพูดเหล่าน้ีนอกจากจะไม่ให้คุณแลว้
ยงั แสดงถึงความไม่มีมารยาทในการพูด จะทาใหเ้ กิดผลกระทบตามมากบั ผพู้ ูด ทาใหผ้ พู้ ูดขาดทุน
เพราะขาดความน่ารัก ไม่ไดใ้ จผฟู้ ัง และยงั ก่อใหเ้ กิดความขดั แยง้ กนั ตามมาดว้ ย การพดู ที่ใหเ้ กียรติ
ผอู้ ่ืนน้นั ไม่ใช่ใหเ้ กียรติเฉพาะผอู้ าวุโส ผใู้ หญ่เท่าน้นั ตอ้ งรวมไปถึงผทู้ ี่มีศกั ด์ิและสถานะเท่าเทียม
กนั จนถึงผูท้ ี่มีศกั ด์ิหรือสถานภาพดอ้ ยกวา่ ผพู้ ูดดว้ ย โดยเฉพาะถา้ ผพู้ ูดเป็ นผอู้ าวุโสกว่าหรือเป็ น
ผบู้ งั คบั บญั ชา ย่ิงตอ้ งพูดดีและให้เกียรติกบั ผทู้ ี่ทางานร่วมกนั ไม่วา่ จะอยใู่ นสถานภาพไหนก็ตาม
จะทาใหไ้ ดใ้ จผฟู้ ัง และพร้อมที่จะใหค้ วามร่วมมือในการทางาน

การทกั ทาย ในประเพณีไทยจะทกั ทายกนั โดยการไหวแ้ ละกล่าวคาว่า “สวสั ดี”
ส่วนสากลเวลาพบกนั จะทกั ทายกนั โดยยน่ื มือขวาจบั กนั และเขยา่ มือเล็กนอ้ ย และทกั ทายดว้ ยคาวา่
สวสั ดีเป็นภาษาต่างประเทศและถามสารทุกขส์ ุกดิบระหวา่ งกนั

6. การรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารเป็ นส่วนหน่ึงที่บ่งบอกถึงการมี
มารยาททางสังคมของบุคคลว่า บุคคลน้นั ไดร้ ับการอบรมมาดีหรือไม่ มารยาทในการรับประทาน
อาหาร ไดแ้ ก่ มารยาทในการตกั อาหาร โดยเมื่อเร่ิมรับประทานอาหารตอ้ งรอให้ผใู้ หญ่ แขกผใู้ หญ่
หรือเจา้ ภาพตกั อาหารก่อน ควรใชช้ อ้ นกลางในการตกั อาหารจากจานอาหารกลางเพื่อแบ่งอาหาร
ใส่จานของตน ควรตกั อาหารให้พอกบั การรับประทาน ไม่ควรตกั อาหารมาใส่จานของตนมาก
จนรับประทานไม่หมด ไมค่ วรตกั อาหารขา้ มหนา้ ผอู้ ่ืน การรับประทานอาหารควรจบั ชอ้ นและซ้อม
หรือตะเกียบใหถ้ ูกหลกั การใช้ ไมพ่ ดู ในขณะเค้ียวอาหารอยใู่ นปาก เพราะอาจทาใหอ้ าหารล่วงหล่น
จากปากและสาลกั อาหารได้ ไม่ควรเค้ียวอาหารหรือดื่มน้าแกงเสียงดงั ไม่ควรไอ จาม สั่งน้ามูก
หรือลว้ งแคะ แกะเกาในขณะรับประทานอาหาร หากจาเป็ นตอ้ งใชม้ ือป้ องปาก หรือใชผ้ า้ เช็ดหน้า
ปิ ดปากหรือเช็ดน้ามูก หากมีอาหารที่ตอ้ งคายออกให้ป้ องปากและคายใส่กระดาษเช็ดปากท่ีรองรับ
อยู่ แลว้ ปิ ดใหม้ ิดชิด ถา้ จะใชไ้ มจ้ ิ้มฟัน ควรใชม้ ือป้ องปากไวข้ ณะแคะ เป็นตน้

7. การเดิน ควรเดินดว้ ยอาการสารวม และเมื่อเดินกบั ผใู้ หญ่ไม่ควรเดินนาหนา้ ควรเดิน
ตาม ยกเวน้ ตอ้ งนาทางผใู้ หญ่ และควรเดินเย้อื งอยดู่ า้ นขา้ งใดขา้ งหน่ึงแลว้ แต่สถานท่ี ซ่ึงปกติจะอยู่
ดา้ นซา้ ยมือของผใู้ หญ่ และห่างพอสมควร เม่ือเดินสวนทางกนั ควรเดินชิดซา้ ย และถา้ สวนทางกบั
ผู้ใหญ่ควรก้มตัวเม่ือเดินผ่าน ถ้าเป็ นทางแคบควรหยุดให้ผู้ใหญ่ไปก่อน ถ้าผู้ใหญ่นั่งอยู่
ควรหลีกเล่ียงใช้เส้นทางอ่ืน เป็ นตน้ ส่วนการยืนน้ัน ไม่ควรยืนค้าศีรษะผูใ้ หญ่ และถา้ ยืนอยู่กบั
ผใู้ หญ่ตอ้ งอยใู่ นอาการสารวม ไม่ยนื ถ่างขา ไม่ยืนกอดอกหรือเอามือลว้ งกระเป๋ า เป็ นตน้ ส่วนการนงั่
ควรนัง่ ในท่าที่สบาย แต่อยู่ในอาการสารวม ไม่ควรน่งั ไขว่ห้าง นงั่ ถ่างขา นงั่ โยกเก้าอ้ี หรือน่ัง
ประเจิดประเจ้อที่ทาให้ดูไม่สุภาพหรือไม่อยู่ในอาการสารวม ไม่ควรเยียดขาหรือกระดิกเท้า
ขณะนงั่ เวลานง่ั กบั ผอู้ ่ืนหรือในที่รโหฐาน และไม่นงั่ ค้าศีรษะผใู้ หญ่ เป็นตน้

13

ทฤษฎแี ละแนวคิดทเ่ี กยี่ วข้อง
ทฤษฎสี ังคมวทิ ยาภาษาศาสตร์
อมรา ประสิทธ์ิรัฐสินธุ์ (2556, 11) กล่าวว่า “ภาษากบั สังคม” เป็ นคาที่มีความหมาย

กว้างมาก ครอบคลุมการศึกษาทุกหัวข้อ ทุกประเภทและทุกแง่มุมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งภาษากบั สังคม การศึกษาท่ีมีจุดมุ่งหมาย เพื่อหาคาตอบเก่ียวกบั ท้งั ทางสังคม
และภาษาร่วมกนั เช่น การศึกษาท่ีเรียกว่า “ชาติพนั ธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร” (Ethnography of
Communication) ซ่ึงพยายามหาคาตอบวา่ มนุษยใ์ ช้ภาษาอยา่ งไรในวฒั นธรรมที่แตกต่างกนั หรือ
การใชภ้ าษาในสถานการณ์ต่าง ๆ มีกฎที่แตกต่างกนั อยา่ งไร ในวฒั นธรรมท่ีแตกต่างกนั การศึกษาท่ี
มีผเู้ รียกวา่ สังคมวิทยาภาษา (Sociology of Language) ซ่ึงศึกษาหัวขอ้ ท่ีเกี่ยวกบั ภาษาและสังคมใน
วงกวา้ ง เช่น ภาวะหลายภาษา การสลบั ภาษา การวางแผนภาษาเป็นตน้

อมรา ประสิทธ์ิรัฐสินธุ์ (2556, 3-4) ยงั อธิบายวา่ คาว่า สังคมวิทยาภาษา ตรงกบั คาว่า
Sociology of Language ซ่ึงเป็ นคาที่ใช้เป็ นคร้ังแรกโดย ฟิ ชแมน (Fishman, 1968) สาหรับฟิ ชแมน
คาวา่ สังคมวิทยาภาษา (Sociology of Language) เป็ นคาท่ีมีความหมายกวา้ งมากคลา้ ย ๆ กบั คาวา่
ภาษากบั สังคม (Language and Society) ฟิ ชแมน (Fishman, 1968, 5) อธิบายว่า สังคมวิทยาภาษา
ศึกษาการแปรร่วมกนั (Co-variation) ของความหลากหลายและของรูปแบบในสาขาภาษาศาสตร์
และสังคมวิทยา ในเม่ือโดยปกติแลว้ ภาษาจะถูกใชใ้ นบริบทของสังคม และสังคมก็พ่ึงภาษาอย่าง
มากในฐานที่เป็นส่ือเพ่อื ปฏิสัมพนั ธ์ต่าง ๆ จึงเป็นการเหมาะสมที่จะกล่าววา่ การแสดงออกทางภาษา
และสังคม หรือพฤติกรรมทางภาษากบั พฤติกรรมทางสังคมเกี่ยวขอ้ งกนั อยา่ งมาก การแสดงออก
ทางภาษาเป็นเครื่องช้ีบ่งความจริงทางสงั คม เช่น ความเป็นทางการ ถิ่นกาเนิด ช้นั ทางสังคม เป็ นตน้
และการแสดงออกทางสังคมก็ช้ีบ่งด้านการสื่ อสารได้ เช่น การสนทนาของคนสองคน
การมีปฏิสัมพนั ธ์ในกลุ่มเล็ก ๆ หรือการติดต่อระดบั นานาชาติ เป็ นตน้ ดงั น้นั ฟิ ชแมน (Fishman)
จึงเห็นวา่ ไม่เพียงแต่ภาษากบั สังคมจะมีการแปรร่วมกนั เท่าน้นั แต่ท้งั สองสาขายงั ให้ความรู้ลึกซ้ึง
ซ่ึงกนั และกนั อีกดว้ ย สงั คมวทิ ยาภาษาจึงเป็นสาขาวชิ าท่ีจะก่อใหเ้ กิดประโยชน์อยา่ งใหญห่ ลวง

ฟิ ชแมน (Fishman, 1968, 6) กล่าววา่ คาวา่ สังคมวทิ ยาภาษา (Sociology of Language)
ที่ใชส้ ามารถสับเปลี่ยนกบั คาวา่ ภาษาศาสตร์สงั คม (Sociolinguistics) ได้ นนั่ คือขอบเขตของสังคม
วทิ ยาภาษากบั ภาษาศาสตร์สงั คมเหมือนกนั แต่เขาเห็นวา่ คาวา่ สังคมวทิ ยาภาษาเหมาะสมกวา่ เพราะ
ช้ีบ่งความจริงท่ีวา่ สังคมเป็ นส่ิงท่ีกวา้ งใหญ่กวา่ ภาษา ถา้ ใช้ ภาษาศาสตร์สงั คม จะดูเหมือนวา่ ภาษา
เป็นส่ิงที่ใหญ่กวา่ สังคม ซ่ึงเขาไมเ่ ห็นดว้ ย

ในการนาสองสาขาน้ีเข้าด้วยกันฟิ ชแมน (Fishman) เห็นว่าท้ังสังคมวิทยาและ
ภาษาศาสตร์จะไดป้ ระโยชน์จากกนั และกนั ท้งั คู่ สังคมวทิ ยาจะไดเ้ ครื่องช้ี (Indicators) ที่บง่ บอกช้นั

14

ทางสังคมและปฏิสัมพนั ธ์ทางสังคม นอกจากน้ัน จะได้ความรู้เพ่ิมเติมเกี่ยวกบั การสร้างกลุ่ม
การสลายกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงทางสังคม บูรณาการรวมหน่วยสังคม (Social Integration) และการ
แตกแยกทางสังคม นักสังคมวิทยาจะได้ตระหนักว่าสิ่งที่เขามองข้ามไปเสมอ คือ ภาษา น้ัน
ในตวั ของมนั เองก็แสดงความหลากหลายที่มีแบบแผน และลกั ษณะทางสังคมของผใู้ ชแ้ ละการใช้
ด้วย ในทางตรงขา้ ม นกั ภาษาศาสตร์จะไดป้ ระโยชน์ในการนาสังคมวิทยาไปแก้ปัญหาท่ีกาลัง
เกิดข้ึนกับภาษาศาสตร์คือปัญหาเรื่อง การแปรอิสระ (Free Variation) โดยจะแสดงให้เห็นว่า
การแปรน้นั มีรูปแบบตามผใู้ ช้ภาษาและการใชภ้ าษาในสังคม นอกจากน้นั นกั ภาษาศาสตร์ก็ยงั จะ
ไดเ้ รียนรู้มโนภาพใหม่ ๆ เกี่ยวกบั พฤติกรรมทางสังคมอีกดว้ ย เช่น กระบวนการขดั เกลาทางสังคม
(Socialization) พฤติกรรมทางการเมือง ปฏิสมั พนั ธ์ขา้ มกลุ่ม เป็นตน้

ในผลงานอีกเร่ืองหน่ึงของฟิ ชแมน (Fishman, 1972, 1) กล่าวถึงขอบเขตของสังคม
วิทยาภาษาไวว้ ่า สังคมวิทยาภาษาเน้นหัวขอ้ ท้งั หมดที่เก่ียวกบั องค์กรทางสังคมของ พฤติกรรม
ภาษา (Social Organization of Language Behavior) ซ่ึงไม่เพียงจะรวมการใชภ้ าษาเท่าน้นั ยงั รวมถึง
ทศั นคติทางภาษาและพฤติกรรมท่ีเห็นไดช้ ดั เกี่ยวกบั ภาษา และผใู้ ชภ้ าษาดว้ ย

ทรัดกิลล์ (Trudgill, 1978, 9) แสดงความเห็นว่า คาว่า สังคมวิทยาภาษา หมายถึง
การศึกษาในหวั ขอ้ เช่น ภาวะสองภาษา (Bilingualism) ทวภิ าษณ์ (Diglossia) ยอดสะสมของภาษา
(Verbal Repertoire) การสลับภาษา (Language Switching) ความจงรักภักดีต่อภาษา (Language
Loyalty) เป็นตน้

ฮัดสัน (Hudson, 1980, 4-5) อธิบายสังคมวิทยาภาษาว่า เป็ นการศึกษาที่ให้ความรู้
เพ่ิมเติมแก่ผศู้ ึกษาเร่ืองสังคมหรือลกั ษณะของสงั คม

มนุษยใ์ นสังคมใชภ้ าษาเพอื่ การสื่อสารในสังคม ภาษามิไดม้ ีไวเ้ พื่อใชพ้ ดู เพียงเพ่อื ไม่ให้
ปากอยนู่ ่ิงหรือพดู โดยไร้จุดมุ่งหมาย ไฮมส์ (Hymes, 1972) เสนอวา่ ในการใชภ้ าษาน้นั ผพู้ ดู ตอ้ งการ
ความรู้ท้งั 4 ประการ คือ ความถูกตอ้ งตามกฎไวยากรณ์ ความยอมรับได้ ความเหมาะสม และการท่ี
รูปภาษาน้นั ถูกใชม้ าแลว้ ความรู้เพียงว่าอะไรถูกไวยากรณ์หรือไม่ ไม่เพียงพอที่จะทาให้ผูพ้ ูดใช้
ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในสังคมได้ ความรู้ที่ผพู้ ูดตอ้ งมีท้งั 4 ประการที่กล่าวไป
แล้วน้ัน รวมเรี ยกว่า สามัตถิยะสื่ อสาร (Communicative Competence) ซ่ึ งจะทาให้ผู้พูดมี
ความสามารถพดู และเขา้ ใจภาษาเพ่ือการส่ือสารในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้

ทฤษฎคี วามสุภาพ
ปวีณา ขาวสุทธ์ิ (2557) อธิบายว่า บราวน์และเลวินสัน (Brown and Levinson, 1987)
กล่าวถึงเรื่ องการใช้ภาษาให้สุภาพไว้ในหนังสือ “Politemess: Some Universals In Language
Usage” โดยท่ีบราวน์และเลวินสันนาแนวคิดเร่ือง “หนา้ ” ของกอฟฟ์ แมน (Goffman, 1967 cited in

15

Brown and Levinson, 1987, 61-70) มาใช้อธิบายแนวคิดเรื่องการใชภ้ าษาให้สุภาพ ซ่ึงกอฟฟ์ แมน
อธิบายว่า “หน้า” (Face) หมายถึง ภาพลักษณ์ของตนเองต่อสาธารณะ (Public Self-Image)
เป็นความรู้สึกทางอารมณ์และสงั คมเก่ียวกบั ตนเอง สมาชิกในสังคมทุกคนจะมีและคาดหวงั ใหผ้ อู้ ื่น
ตระหนกั ถึงความรู้สึกน้ี (Face Wants) (ธิดารัตน์ นอ้ มมนสั , 2546, 8 )

บราวน์และเลวินสัน (Brown and Levinson, 1987) อธิบายเร่ืองหน้า โดยแบ่งเป็ น
หนา้ เชิงบวก (Positive Face) และหน้าเชิงลบ (Negative Face) หนา้ ดา้ นบวก คือ ความปรารถนาที่
จะได้รับการยอมรับจากผูอ้ ่ืน หน้าด้านลบ คือ ความปรารถนาท่ีจะไม่ถูกขดั ขวางหรือถูกบงั คบั
(วชั รชยั ขอบเหลือง, 2547, 21) การกระทาบางอยา่ งเป็นการกระทาท่ีคุกคามหนา้ (Face Threatening
Act: FTA) ดว้ ยตวั ของมนั เอง โดยเฉพาะการกระทาท่ีขดั กบั ความตอ้ งการ (Face Wants) ของผฟู้ ัง
หรือของผูพ้ ูดเอง ส่ิงที่บราวน์และเลวินสันเรียกว่าการกระทา (Acts) อาจทาด้วยคาพูดที่เรียกว่า
วจั นกรรมหรือทาดว้ ยการกระทาท่ีไม่ใช่คาพดู เช่น การล่ืนหกลม้ การทาใหผ้ อู้ ื่นอายในท่ีสาธารณะ
การกระทาเหล่าน้ีบางอย่างเป็ นการคุกคามหน้าด้านลบของผู้ฟัง บางอย่างเป็ นการคุกคาม
หนา้ ดา้ นบวกของผฟู้ ัง บางอย่างก็เป็ นการคุกคามหน้าดา้ นลบหรือคุกคามหน้าดา้ นบวกของผูพ้ ูด
ตวั อยา่ งเช่น การขอร้อง เป็ นการคุกคามหนา้ ดา้ นลบของผฟู้ ัง การขอโทษ เป็ นการคุกคามหนา้ ดา้ น
บวกของผูพ้ ูด การกล่าวหา การแสดงความไม่เห็นด้วยเป็ นการคุกคามหน้าด้านบวกของผูฟ้ ัง
อย่างไรก็ตามน่าสังเกตว่าวจั นกรรมเหล่าน้ีจะเป็ นการคุกคามหน้าด้านใดของผูพ้ ูดหรื อผู้ฟัง
อาจแปรไปตามวฒั นธรรมก็ได้ เช่น ในสังคมจีน การให้คาแนะนาไม่ถือว่าเป็ นการคุกคาม
หนา้ ดา้ นบวกของผูฟ้ ัง แต่เป็ นการแสดงเจตนาดีของผพู้ ูด ผพู้ ูดไม่จาเป็ นตอ้ งพูดออ้ มมาก โดยใช้
กลวิธีความสุภาพทางลบ หรือกลวิธีท่ีบราวน์และเลวนิ สันเรียกวา่ กลวธิ ีไม่ตรงประเด็น แต่อาจจะ
ให้คาแนะนาอย่างตรงตัว (กฤษฎาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และธีรนุช โชคสุวณิช, 2551, 130)
และการประเมินเร่ืองหนา้ ในขณะที่สนทนาสิ่งท่ีประเมินน้นั เรียกวา่ ความปรารถนาต่อหนา้ ซ่ึงการ
ที่ผพู้ ดู ประเมินความปรารถนาต่อหนา้ ของผฟู้ ังแลว้ เลือกปฏิบตั ิหรือพดู ใหเ้ หมาะสม รวมถึงปกป้ อง
ไม่ให้การกระทาหรือคาพูดไปกระทบต่อกบั หนา้ ของผฟู้ ังน้นั เรียกว่า การรักษาหนา้ (Face Saving
Act) ซ่ึงความสุภาพจะเก่ียวข้องกับการรักษาหน้าด้วย ดังน้ัน ความสุภาพด้านบวก (Positive
Politeness) จึงเป็ นการรักษาหน้าด้านบวก (Positive Face) และความสุภาพด้านลบ (Negative
Politeness) ก็คือ การรักษาหนา้ ดา้ นลบ (Negative Face) ของผฟู้ ังนนั่ เอง (วชรชยั ขอบเหลือง, 2547, 21)

แนวคดิ เรื่องวจั นภาษากบั อวจั นภาษา
ภาษา คือสัญลกั ษณ์ท่ีกาหนดข้ึนเพ่ือใชเ้ ป็ นเคร่ืองมือสาคญั ท่ีสุดในการสื่อความเขา้ ใจ
ระหวา่ งกนั ของคนในสังคม ช่วยสร้างความเขา้ ใจอนั ดีต่อกนั ช่วยสร้างความสัมพนั ธ์ของคนใน
สังคม ถา้ คนในสังคมพูดกนั ดว้ ยถอ้ ยคาท่ีดีจะช่วยใหค้ นในสังคมอยกู่ นั อยา่ งปกติสุข ถา้ พูดกนั ดว้ ย

16

ถอ้ ยคาท่ีไม่ดี จะทาใหเ้ กิดความบาดหมางน้าใจกนั ภาษาจึงมีส่วนช่วยสร้างมนุษยสัมพนั ธ์ของคน
ในสังคม ภาษาเป็ นสมบตั ิของสงั คม ภาษาท่ีใชใ้ นการส่ือสารมี 2 ประเภท คือ วจั นภาษา และอวจั น
ภาษา โดยวจั นภาษาเป็ นภาษาถ้อยคา ได้แก่ คาพูดหรือตวั อกั ษรที่กาหนดใช้ร่วมกันในสังคม
ซ่ึงหมายรวมท้งั เสียง และลายลกั ษณ์อกั ษร ภาษาถอ้ ยคาเป็ นภาษาท่ีมนุษยส์ ร้างข้ึนอย่างมีระบบ
มีหลกั เกณฑ์ทางภาษา หรือไวยากรณ์ซ่ึงคนในสังคมตอ้ งเรียนรู้และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน
เขียนและคิด การใชว้ จั นภาษาในการส่ือสารตอ้ งคานึงถึงความชัดเจนถูกตอ้ งตามหลกั ภาษา และ
ความเหมาะสมกบั ลกั ษณะการส่ือสาร ลกั ษณะงาน เป้ าหมายสื่อ และผรู้ ับสาร (อาภาพร รินปัญโญ,
2561)

ถิรนนั ท์ อนวชั ศิริวงศ์ (2528, 75) กล่าวถึง วจั นภาษา วา่ เป็ นภาษาพูดและภาษาเขียน
เป็นประโยคท่ีมีความหมายสามารถส่ือสารกนั อยา่ งเขา้ ใจ เช่น คาพดู คาสนทนา เป็นตน้

ขณะเดียวกัน หรรษา นิลวิเชียร (2535, 201) กล่าวถึงความหมายของวจั นภาษาว่
าเป็ นส่ิงที่มนุษยใ์ ชใ้ นการส่ือสารระหวา่ งกนั ในรูปแบบภาษาพูดและภาษาเขียน เพ่ือช่วยใหเ้ ขา้ ใจ
ผอู้ ่ืนและเรียนรู้สิ่งตา่ ง ๆ ไดด้ ีข้ึน

ปราณี กุลละวณิชย์ กลั ยา ติงศภทั ิย์ สุดาพร ลกั ษณียนาวนิ และอมรา ประสิทธ์ิรัฐสินธุ์
(2537, 13) กล่าวว่า วัจนภาษาเป็ นภาษาพูดของมนุษย์ที่เป็ นระบบส่ื อสารท่ีมีคุณสมบัติ
หลายประการที่ทาให้ภาษาสามารถสื่อสารไดท้ ุกเรื่ องโดยไม่มีขอ้ จากดั ในลกั ษณะของสารท่ีส่ง
เป็นระบบสื่อสารท่ีไมป่ รากฏในระบบส่ือสารของสตั วอ์ ่ืน

กิติมา สุรสนธิ (2542, 36) กล่าวว่า การสื่อสารเชิงวจั นภาษา หมายถึง การส่ือสารท่ี
ผูส้ ่งสารและผูร้ ับสารสื่อความหมายกนั โดยใช้ภาษาเขียนหรือภาษาพูด คือภาษาท่ีเป็ นเสียงเป็ น
ถ้อยคา เป็ นประโยคที่มีความหมาย สามารถเข้าใจ เช่นคาพูด คาสนทนา ที่เราใช้อยู่โดยทว่ั ไป
ในการพูด ส่ิงท่ีพูดจะตอ้ งมีการใช้เสียงและวิธีใช้คา การตอบโตท้ างคาพูดท่ีข้ึนอยู่กบั คาต่าง ๆ
ท่ีจดจารวบรวมไว้

ดงั น้นั วจั นภาษาจึงหมายถึง ภาษาท่ีมีระบบระเบียบวธิ ีในการสร้างคา ประโยค สานวน
โวหารท่ีใชใ้ นการส่ือสารในชีวติ ประจาวนั ของมนุษยท์ ่ีรวมท้งั เสียงและลายลกั ษณ์อกั ษร

วจั นภาษาแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. ภาษาพูด ภาษาพดู เป็ นภาษาที่มนุษยเ์ ปล่งเสียงออกมาเป็ นถอ้ ยคาเพ่ือส่ือสารกบั ผอู้ ื่น
นกั ภาษาศาสตร์ถือว่าภาษาพูดเป็ นภาษาท่ีแทจ้ ริงของมนุษย์ ส่วนภาษาเขียนเป็ นเพียงวิวฒั นาการ
ข้นั หน่ึงของภาษาเท่าน้นั มนุษยไ์ ด้ใช้ภาษาพูดติดต่อสื่อสารกบั ผูอ้ ื่นอยู่เสมอ ท้งั ในเร่ืองส่วนตวั
สังคม และหนา้ ที่การงาน ภาษาพดู จึงสามารถสร้างความรัก ความเขา้ ใจ และช่วยแกไ้ ขปัญหาตา่ ง ๆ
ในสงั คมมนุษยไ์ ดม้ ากมาย

17

2. ภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็ นภาษาท่ีมนุษยใ์ ช้อกั ษรเป็ นเครื่องหมายแทนเสียงพูด
ในการสื่อสาร ภาษาเขียนเป็ นสัญลกั ษณ์ของการพูด ภาษาเขียนน้นั เป็ นส่ิงที่มนุษยป์ ระดิษฐ์ข้ึนมา
เพ่ือใช้บนั ทึกภาษาพูด เป็ นตวั แทนของภาษาพูดในโอกาสต่าง ๆ แมน้ ักภาษาศาสตร์จะถือว่า
ภาษาเขียนมิใช่ภาษาที่แทจ้ ริงของมนุษย์ แต่ภาษาเขียนเป็ นเครื่องมือสาคญั ในการส่ือสารของมนุษย์
มาเป็ นเวลาชา้ นาน มนุษยใ์ ชภ้ าษาเขียนส่ือสารท้งั ในส่วนตวั สังคม และหนา้ ท่ีการงาน ภาษาเขียน
สร้างความรัก ความเขา้ ใจ และช่วยแกป้ ัญหาตา่ ง ๆ ในสังคมมนุษยไ์ ดม้ ากหากมนุษยร์ ู้จกั เลือกใชใ้ ห้
เหมาะสมกบั บุคคล โอกาส และสถานการณ์

ในการสื่อสารเพอื่ สร้างความเขา้ ใจกนั ของมนุษย์ นอกจากตอ้ งใชว้ จั นภาษาหรือถอ้ ยคา
ในการส่ือสารระหวา่ งกนั แลว้ ยงั มีสิ่งอ่ืนที่ไม่ไดอ้ ยใู่ นรูปแบบของถอ้ ยคา ซ่ึงเมื่อแสดงออกมาแลว้
ก่อใหเ้ กิดความหมาย เกิดการตีความ และนาไปสู่ความเขา้ ใจ ตลอดจนถึงการแสดงปฏิกิริยาโตต้ อบ
ท่ีแตกต่างกนั อีกดว้ ย

อวจั นภาษาเป็นการสื่อสารโดยไม่ใชถ้ อ้ ยคา ท้งั ท่ีเป็นภาษาพดู และภาษาเขียน เป็นภาษา
ท่ีมนุษย์ใช้ส่ือสารกัน โดยใช้อากัปกิริยา ท่าทาง น้าเสียง สายตาหรือใช้วตั ถุ การใช้สัญญาณ
และสิ่งแวดลอ้ มต่าง ๆ หรือแสดงออกทางดา้ นอื่นที่สามารถรับรู้กนั ได้ สามารถแปลความหมายได้
และทาความเขา้ ใจต่อกนั ได้

อวจั นภาษาเป็ นสัญลกั ษณ์ท่ีมีแหล่งแสดงออกดว้ ยอากปั กิริยา หรือท่ีเกิดการแสดงออก
ในหลายแหล่งดว้ ยกนั ไดแ้ ก่

1. สัญลกั ษณ์ที่แสดงออกดว้ ยอากปั กิริยา
1.1 เกิดข้ึนตามธรรมดาวสิ ัย เช่น การยมิ้ การโบกมือ การส่ายหนา้ การปัดเมื่อแมลง

ไตต่ อม เป็นตน้
1.2 เกิดจากอารมณ์แรงเป็ นเครื่องเร้า เช่น เวลาท่ีมีอารมณ์โกรธเลือดจะสูบฉีด

จนหนา้ แดง มือเกร็ง กาหมดั เป็นตน้
2. สัญลกั ษณ์แสดงออกท่ีร่างกาย เป็ นการใช้วตั ถุประกอบกับร่างกายแล้วบ่งบอก

ความหมาย ได้โดยไม่ได้แสดงกิริยาอาการ เช่น การแต่งกาย เคร่ืองประดับ ทรงผม เป็ นต้น
ซ่ึงลว้ นแลว้ แต่มีความหมายท้งั สิ้น

3. สัญลกั ษณ์แสดงออกดว้ ยวตั ถุท่ีแวดลอ้ ม เป็ นส่ิงที่บุคคลให้ความหมายหรือตกลงให้
ส่ิงน้ันมีความหมายหน่ึง ๆ เช่น ลักษณะและขนาดของบ้านเรือน สามารถบอกรสนิยม ฐานะ
หรือเช้ือชาติของเจา้ ของบา้ นได้ สัญลกั ษณ์บางอยา่ งตอ้ งการให้รู้ทวั่ กนั เช่น ลูกศรบอกทาง สี แสง
เสียง เป็นตน้

18

4. สัญลักษณ์แสดงออกด้วยพฤติกรรมแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่เป็ นวตั ถุ หรือคนท่ี
แวดลอ้ มท่ีแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวขอ้ งกบั เรา ทาให้เราตอ้ งแสดงพฤติกรรมตอบสนอง เช่น
การปฏิบตั ิตามประเพณีต่าง ๆ การช่ืนชมศิลปกรรม ซ่ึงลว้ นแลว้ แต่ส่ืออารมณ์และวฒั นธรรมได้

งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
ภาสพงศ์ ผิวพอใช้ (1984) วิจยั เร่ือง การตอบรับคาขอโทษในภาษาไทย โดยวิเคราะห์

กลวธิ ีแสดงวจั นกรรมการตอบรับคาขอโทษในภาษาไทยและความสัมพนั ธ์ระหว่างกลวธิ ีดงั กล่าว
กบั น้าหนักความผิด ผลการวิจยั พบว่ากลวิธีการตอบรับคาขอโทษมีหลายกลวิธี กลวิธีเหล่าน้ี
สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ กลวธิ ีการตอบรับคาขอโทษในทางบวก และกลวธิ ี
การตอบรับคาขอโทษในทางลบ ในกลวิธีการตอบรับคาขอโทษในทางบวก จะสามารถแบ่ง
ออกเป็ นกลวิธีย่อย ๆ ไดอ้ ีก 6 กลวิธีคือ การเอ่ยถอ้ ยคาเชิงไม่ถือโทษ การปลอบใจ การหยอกล้อ
การกล่าวโทษสิ่งอื่นหรือตวั เอง การเอ่ยขอโทษกลบั การกล่าวชม ในกลวิธีการตอบรับคาขอโทษ
ในทางลบก็จะสามารถแบ่งเป็ นกลวิธียอ่ ย ๆ ไดอ้ ีก 7 กลวิธี คือ การแนะนาตกั เตือน การเรียกร้อง
สิ่งอื่นตอบแทน การตาหนิ การซกั ถามต่อ การส่ัง การตดั ความสัมพนั ธ์ การข่มข่คู าดโทษ ผูว้ ิจยั
พบวา่ ในการเลือกใชก้ ลวิธีการตอบรับคาขอโทษจะแปรไปตามน้าหนกั ความผิดที่เกิดข้ึน กล่าวคือ
ในกรณีที่มีผูต้ อบแบบสอบถามประเมินว่าผูข้ อโทษไม่มีความผิดหรือมีความผิดน้อยก็จะนิยม
เลือกใช้กลวิธีการตอบรับคาขอโทษในทางบวก ส่วนในกรณีที่ผูต้ อบแบบสอบถามประเมินวา่ ผิด
ปานกลาง ผิดมาก และผดิ มากจนไม่ใหอ้ ภยั ก็จะนิยมเลือกใชก้ ลวิธีการตอบรับคาขอโทษในทางลบ
โดยสังเกตไดช้ ดั เจนวา่ ยิ่งค่าน้าหนกั ความผดิ เพมิ่ มากข้ึน ตวั เลขร้อยละในการปรากฏของกลวธิ ีการ
ตอบรับคาขอโทษทางบวกก็จะลดลงและกลวธิ ีการตอบรับคาขอโทษทางลบกจ็ ะเพ่มิ ข้ึนโดยลาดบั

สุนดั ดา วริ ิยา (2544) ศึกษาการขอร้องในภาษาไทย กล่าวถึงกลวธิ ีและรูปภาษาท่ีแสดง
อาการขอร้องรวมถึงวเิ คราะห์การขอร้องท่ีแปรตามปัจจยั ดา้ นสถานภาพทางสังคมของผพู้ ูดกบั ผฟู้ ัง
และความยากง่ายของเรื่องที่ขอร้อง ผลการศึกษากลวิธีการขอร้องในภาษาไทย พบวา่ แบ่งไดเ้ ป็ น
2 กลวธิ ีใหญ่ ไดแ้ ก่ การขอร้องอยา่ งตรงไปตรงมา และการขอร้องอยา่ งไมต่ รงไปตรงมา การขอร้อง
อย่างตรงไปตรงมาน้นั แบ่งเป็ นกลวิธีย่อยไดอ้ ีก 2 กลวิธี ไดแ้ ก่ การขอร้องท่ีไม่มีส่วนตกแต่งและ
การขอร้องที่มีส่วนตกแตง่ การขอร้องท่ีมีส่วนตกแต่งมีกลวธิ ีแยกยอ่ ยออกไดอ้ ีกเป็น 8 กลวธิ ี ไดแ้ ก่
การลดความรุนแรงของสถานการณ์ การยกย่องและให้เกียรติผูฟ้ ังการแสดงความเป็ นกันเอง
การเสนอทางเลือก การแสดงความเกรงใจ การแสดงเหตุผล การเสนอขอ้ แลกเปลี่ยน และการสานึก
บุญคุณ ในดา้ นรูปภาษา พบวา่ การขอร้องอยา่ งตรงไปตรงมาชนิดท่ีไม่มีส่วนตกแต่งจะมีกริยาท่ีบ่ง
เจตนาขอร้อง ส่วนชนิดท่ีมีส่วนตกแต่งจะมีกริยาบ่งเจตนาขอร้องและตกแต่งดว้ ยการใช้คาต่าง ๆ

19

ในขณะท่ีการขอร้องอย่างไม่ตรงไปตรงมาจะไม่มีรูปภาษาท่ีบ่งเจตนาขอร้อง ผลการศึกษาการ
ขอร้องที่แปรตามปัจจยั ดา้ นสถานภาพทางสังคมของผู้พดู กบั ผฟู้ ังและความยากง่ายของเรื่อง พบวา่
ไม่ว่าผูพ้ ูดจะมีสถานภาพเช่นใด และขอร้องดว้ ยเรื่องท่ีง่ายหรือยาก ต่างก็นิยมใช้การขอร้องอยา่ ง
ตรงไปตรงมาท่ีมีส่วนตกแต่งมากที่สุดตามดว้ ยการขอร้องอย่างไม่ตรงไปตรงมา และการขอร้อง
อย่างตรงไปตรงมาท่ีไม่มีส่วนตกแต่งตามลาดบั แต่จะพบว่าการขอร้องอยา่ งไม่ตรงไปตรงมาน้นั
จะมีจานวนการใชม้ ากข้ึนเม่ือมีผพู้ ดู มีสถานภาพต่ากวา่ ผฟู้ ัง โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ถา้ เร่ืองที่ขอร้องเป็น
เร่ืองยาก ส่วนการขอร้องอย่างตรงไปตรงมาชนิดที่ไม่มีส่วนตกแต่งจะมีจานวนการใช้มากข้ึน
เม่ือผพู้ ดู มีสถานภาพสูงกวา่ ผฟู้ ัง นอกจากน้ีจานวนความถ่ีในการเลือกใชก้ ลวิธียอ่ ยของการขอร้อง
อย่างตรงไปตรงมาชนิดที่มีส่วนตกแต่ง จะมากข้ึนเม่ือผูพ้ ูดมีสถานภาพต่ากว่าผูฟ้ ัง และเรื่องที่
ขอร้องเป็ นเรื่ องยาก

สิงหชาติ ไตรจิตต์ (2549) วิจยั เร่ือง กฎการกล่าวขอบคุณในสังคมไทย: การศึกษาตาม
แนวภาษาศาสตร์สังคม ไดว้ ิเคราะห์การกล่าวขอบคุณในภาษาไทยปัจจุบนั ในดา้ นรูปแบบและ
การแปรตาม ปัจจยั 3 ประการ คือ ความสัมพนั ธ์ระหว่างผูพ้ ูดกบั ผูฟ้ ัง ความเป็ นทางการของ
สถานการณ์ และความพึงพอใจของผูพ้ ูดต่อส่ิงท่ีได้รับ ผลการศึกษาพบว่าคาว่า ขอบพระคุณ
มีความหมายทางสังคมท่ีซับซอ้ นมากที่สุด รองลงมาคือ ขอบคุณ และขอบใจ ตามลาดบั จากการ
วิเคราะห์การแปรของการกล่าวขอบคุณตามความสัมพนั ธ์ระหว่าง ผพู้ ดู กบั ผฟู้ ังซ่ึงถูกกาหนดโดย
บทบาททางสังคมและความสนิทสนมพบว่า เมื่อผพู้ ูดมีสถานภาพสูงกว่าผูฟ้ ัง ผูพ้ ูดจะใชร้ ูปแบบ
การกล่าวขอบคุณท่ีซบั ซอ้ นนอ้ ยกวา่ เม่ือผพู้ ดู มีสถานภาพต่ากวา่ ผฟู้ ังและเท่าเทียมกบั ผฟู้ ัง ส่วนเมื่อ
ผพู้ ูดกบั ผฟู้ ังมีความสนิทสนมและไม่สนิทสนมกนั พบวา่ รูปแบบการกล่าวขอบคุณที่ใชไ้ ม่แตกต่าง
กันยกเวน้ บทบาทเพ่ือนเท่าน้ันท่ีพบว่าคาขอบคุณที่ใช้มีความแตกต่างกันตามความสนิทสนม
สาหรับ การแปรของการกล่าวขอบคุณตามความเป็ นทางการของสถานการณ์พบวา่ สถานการณ์ไม่
มีอิทธิพลต่อ การกล่าวขอบคุณในทุกความสัมพนั ธ์ ยกเวน้ เม่ือผพู้ ูดมีสถานภาพต่ากวา่ ผฟู้ ังเท่าน้นั ท่ี
พบว่า ผูพ้ ูดจะใช้รูปแบบการกล่าวขอบคุณท่ีซับซ้อนในสถานการณ์เป็ นทางการมากกว่าใน
สถานการณ์ไม่เป็ นทางการ ส่วนการแปรของการกล่าวขอบคุณตามความพึงพอใจของผพู้ ดู ต่อส่ิงท่ี
ได้รับพบว่าเม่ือผูพ้ ูดมีความพึงพอใจมากต่อส่ิงท่ีได้รับ ผูพ้ ูดจะใช้รูปแบบการกล่าวขอบคุณที่
ซบั ซอ้ นมากกวา่ เมื่อผพู้ ดู มีความพึงพอใจนอ้ ยตอ่ ส่ิงท่ีไดร้ ับในทุกความสัมพนั ธ์ยกเวน้ แต่เมื่อผพู้ ูดมี
สถานภาพสูงกวา่ ผฟู้ ังเท่าน้นั ที่พบวา่ ตวั คาขอบคุณท่ีใชไ้ มแ่ ตกต่างกนั ตามความพึงพอใจ

เฉินเห่า (陈好, 2016) ศึกษาคาตอ้ งห้ามในภาษาจีนและภาษาไทย พบว่า ต้งั แต่สมยั
โบราณ ประเทศจีนกบั ประเทศไทยมีความสัมพนั ธ์ท่ีเป็ นมิตรกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการคา้
บ่อยคร้ัง และการแลกเปล่ียนทางวฒั นธรรมมากมาย เป็ นเครื่องมือสื่อสารที่สาคญั ภาษามีบทบาท

20

สาคญั ในกระบวนการส่ือสารระหว่างสองประเทศ ในกระบวนการส่ือสารภาษา เราต้องให้
ความสาคญั กบั การเลือกคาศพั ท์ มิฉะน้นั จะทาใหเ้ กิดขอ้ ผดิ พลาดในการสื่อสาร น่ีคือ "คาตอ้ งหา้ ม"
ในการสื่อสารท้งั สองฝ่ าย จาเป็ นตอ้ งเขา้ ใจภาษาและวฒั นธรรมของแต่ละประเทศ สถานท่ีต่าง ๆ
และการแสดงออกของคาศพั ท์ท่ีเหมาะสม เป็ นสิ่งสาคญั โดยเฉพาะ หากผูพ้ ูดไม่ทราบเกี่ยวกบั คา
ตอ้ งหา้ มของภาษาอ่ืนในการสื่อสารเพยี งพอ จะทาใหเ้ กิดอุปสรรคในการส่ือสาร และอาจก่อใหเ้ กิด
ความขดั แยง้ ศึกษาความแตกต่างระหวา่ งคาตอ้ งหา้ มของจีนกบั คาตอ้ งหา้ มของไทย และความหมาย
ทางวฒั นธรรม ผวู้ จิ ยั เร่ิมตน้ จากสิบประการ ไดแ้ ก่ คาตอ้ งห้ามทางศาสนา คาตอ้ งหา้ มของราชวงศ์
คาตอ้ งห้ามเกี่ยวกบั ขอ้ บกพร่องทางกายภาพเพศและการขบั ถ่าย คาตอ้ งห้ามของคาฆาตกรรม
คาตอ้ งห้ามในชีวติ ประจาวนั คาตอ้ งหา้ มในวนั หยดุ คาตอ้ งห้ามภาษาหยาบคาย คาตอ้ งหา้ มตวั เลข
คาต้องห้ามท่ีเก่ียวกบั สังคมและความเป็ นส่วนตวั พูดถึงเหตุผลและปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อความ
คลา้ ยคลึงกนั และความแตกตา่ งระหวา่ งคาตอ้ งหา้ มในจีนและไทย และวธิ ีการหลีกเลี่ยงคาตอ้ งห้าม
ตามทฤษฎีการสื่อสารระหว่างวฒั นธรรม เพ่ือให้เขา้ ใจวฒั นธรรมและประเพณีของกันและกนั
เพื่อให้ท้งั สองชนชาติหลีกเลี่ยงความเขา้ ใจผิด และความขดั แยง้ ในการแลกเปล่ียน ส่งเสริมการ
แลกเปลี่ยนท่ีเป็นมิตรและความเขา้ ใจดา้ นวฒั นธรรมระหวา่ งท้งั สองประเทศ

อิ่น ถิงถิง (尹婷婷, 2017) ศึกษามารยาทในการดาเนินธุรกิจของจีนและสังคมไทยใน
การส่ือสารระหว่างวฒั นธรรม ผลการวิจยั พบว่า ภายใต้แนวโน้มการพฒั นาของโลกาภิวตั น์
การสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพระหว่างคนท่ีมีภูมิหลงั ทางวฒั นธรรมท่ีแตกต่างกนั ไม่ได้เป็ นเพียง
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ แต่ยงั ตอ้ งเขา้ ใจวฒั นธรรมของประเทศน้นั ๆ มีประสบการณ์ในดา้ น
ความแตกตา่ งทางวฒั นธรรม และมีทกั ษะทางภาษาและทกั ษะการส่ือสารระหวา่ งวฒั นธรรม คนที่มี
ภูมิหลังทางวฒั นธรรมท่ีแตกต่างกนั จะมีมุมมองและค่านิยมที่แตกต่างกัน ดงั น้ัน จึงเป็ นเรื่อง
หลีกเลี่ยงไม่ไดท้ ี่จะพบกบั ความขดั แยง้ ระหวา่ งผตู้ ิดต่อ เพื่อหลีกเล่ียงความขดั แยง้ เราตอ้ งศึกษา
วฒั นธรรมและความหมายท่ีแตกต่างกนั ก่อน แลว้ นาเสนอแนวทางในการแกป้ ัญหา เนื่องจากการ
พฒั นาอยา่ งต่อเน่ืองของยคุ โลกาภิวตั น์ มีการสร้างโอกาสทางธุรกิจและผลกาไรมากข้ึนในประเทศ
อื่น ๆ ไมเ่ พยี ง แต่หมายความวา่ จะมีกิจกรรมทางธุรกิจระหวา่ งประเทศมากข้ึนเรื่อย ๆ ความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจระหว่างคนที่มีภูมิหลงั ทางวฒั นธรรมที่แตกต่างกนั จะกลายเป็ นเร่ืองท่ีบ่อยข้ึนและ
คู่แข่งจากประเทศอ่ืน ๆ จะมีส่วนร่วมในการแข่งขนั ทางธุรกิจมากข้ึน ดงั น้นั ความเขา้ ใจท่ีคุน้ เคย
เกี่ยวกบั ความแตกต่างทางวฒั นธรรมและการยอมรับในระดบั สูง จะช่วยให้ไดร้ ับประโยชน์จาก
ความร่วมมือทางธุรกิจและมีส่วนร่วมในการสื่อสารท่ีมีประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จมาก
ข้ึน อีกหน่ึงวิธีที่ประสบความสาเร็จในการเจรจาระหว่างประเทศในสภาพแวดล้อมใหม่
และความทา้ ทายในการสื่อสารระหวา่ งวฒั นธรรมทุก บริษทั ต่างชาติควรพิจารณาถึงมารยาทในการ

21

ทาธุรกิจ จรรยาบรรณทางธุรกิจเป็ นจรรยาบรรณท่ีผคู้ นควรปฏิบตั ิตามในการติดต่อทางธุรกิจและ
แสดงความเคารพต่อกนั และกนั ในการส่ือสารขา้ มวฒั นธรรม ผคู้ นจากภูมิหลงั ทางวฒั นธรรมที่
แตกต่างกนั จะปฏิบตั ิตามจรรยาบรรณธุรกิจที่แตกต่างกนั ความแตกต่างเหล่าน้ี บางคร้ังอาจทาให้
เกิดปัญหาและความเขา้ ใจผิดและความขดั แยง้ เพ่ือที่จะสื่อสารไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ จาเป็ นตอ้ ง
เขา้ ใจและเอาชนะความแตกต่างในมารยาททางธุรกิจจากมุมมองขา้ มวฒั นธรรม การวจิ ยั น้ีช้ีใหเ้ ห็น
ความคลา้ ยคลึงกนั และความแตกต่างระหวา่ งจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของจีนและไทยและ
ช้ีให้เห็นถึงปัญหาท่ีเกิดจากความแตกต่างในจรรยาบรรณทางธุรกิจของจีนและไทย จากน้นั หา
ปัจจยั ท่ีมีผลต่อมารยาททางธุรกิจของจีนและไทย จากการสื่อสารระหว่างวฒั นธรรมในธุรกิจ
ระหว่างประเทศ จริยธรรมในการประกอบธุรกิจของประเทศหน่ึง ๆ บางคร้ังก็กลายเป็ นความ
ประพฤติผิดในประเทศอื่น เนื่องจากปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างในมารยาททางธุรกิจ ผูเ้ ขียน
จึงช้ีวา่ ควรหลีกเล่ียงความเขา้ ใจผดิ ในธุรกิจอยา่ งไร

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งดงั กล่าวข้นั ตน้ จะเห็นไดว้ ่า ความสุภาพ
เป็ นมาตรฐานทางจริยธรรมที่มนุษยต์ ้องปฏิบตั ิตามเพ่ือรักษาชีวิตและมีการปฏิสัมพนั ธ์ในชีวิต
ร่วมกนั เป็ นภาพสะทอ้ นอารยธรรมและนิสัยการดารงชีวิตของสังคม จึงมีการศึกษาเก่ียวกบั เรื่อง
ความสุภาพในการสื่อสารไวห้ ลายดา้ น ผูว้ ิจยั จะนาเอาการศึกษาเรื่องความสุภาพในการส่ือสาร
ในดา้ นตา่ ง ๆ มาปรับใชเ้ ป็นแนวทางต่อไป

บทท่ี 3

วธิ ีดาเนินการวจิ ัย

รูปแบบการวจิ ัย
การวจิ ยั คร้ังน้ี มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือศึกษาความสุภาพในการสื่อสารระหวา่ งภาษาไทยกบั

ภาษาจีน ท้งั ความเหมือนและความแตกต่าง และศึกษาความสุภาพระหว่างวฒั นธรรมไทยกบั
วัฒนธรรมจีน โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ประเภทการวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Method)

ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
การวิจยั คร้ังน้ีใช้แหล่งขอ้ มูลประเภทหนงั สือที่แสดงออกถึงการใชภ้ าษาสุภาพในการ

ส่ือสารโดยเปรียบเทียบความสุภาพท่ีปรากฏในเอกสารฉบบั ภาษาไทยและฉบบั ภาษาจีน จานวน
6 เล่ม ไดแ้ ก่

1. กมล กฤปานนั ท.์ (2014). สนทนาภาษาจีนในชีวิตประจาวัน. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์
พบั ลิเคชนั่ ส์.

2. ฉีล่วย (齐锐). (2018). มรรยาทสัมพันธ์ (礼仪常识). สานกั พิมพห์ วั เฉียว (中国华

侨出版社).

3. โสยงจีงยวู่ (熊经浴). (2003). ความสุภาพในการสื่อสาร (现代实用社交礼仪).
จีงตนู้ (金盾出版社).

4. ธนู ทอดแทนคุณ และกานต์รวี แพทยพ์ ิทกั ษ์. (2552). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร.
กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

5. ทศั นีย์ เมธาพิสิฐ. (2551). เคล็ดลับและมารยาทในการพูด. กรุงเทพฯ: ภาษาและ
วฒั นธรรม.

6. กลั ยา ธาตุเหล็ก. (2544). มารยาทไทยเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ศูนยห์ นงั สือราชภฏั
พระนคร.

23

เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เคร่ืองมือท่ีผวู้ จิ ยั ใชใ้ นการวจิ ยั คร้ังน้ีประกอบดว้ ย
1. แบบบนั ทึกการวิเคราะห์ความสุภาพในการส่ือสารระหว่างภาษาไทยกบั ภาษาจีน

และแบบบนั ทึกการสังเกตความเหมือนและความแตกต่าง จากการใชภ้ าษาที่ปรากฏในหนงั สือฉบบั
ภาษาไทยและฉบบั ภาษาจีน จานวน 6 เล่ม

2. แบบบนั ทึกวเิ คราะห์ความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีนจากหนงั สือ
ฉบบั ภาษาไทยและฉบบั ภาษาจีน จานวน 6 เล่ม

การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ผูว้ ิจยั ไดใ้ ชว้ ิธีการศึกษาวิเคราะห์หนงั สือท่ีเป็ นแหล่งขอ้ มูล

ท้งั 6 เล่มท่ีกล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ กาหนดคาถามวจิ ยั และความมุ่งหมายในการศึกษาคน้ ควา้ รวบรวม
และศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้องกับความสุภาพในการส่ือสารระหว่างภาษาไทยกับ
ภาษาจีน แปลและถอดเอกสารหรือขอ้ มูลภาษาจีนเป็นภาษาไทย

การวเิ คราะห์ข้อมูล
ในการทาวจิ ยั คร้ังน้ี ผวู้ จิ ยั ไดว้ เิ คราะห์ขอ้ มลู ดว้ ยการวเิ คราะห์เน้ือหา (Content Analysis)

แลว้ นามาสังเคราะห์ความเหมือน ความแตกตา่ งของความสุภาพในการสื่อสารระหวา่ งภาษาไทยกบั
ภาษาจีน และจดั การข้อมูลตามวตั ถุประสงค์ของการวิจยั และจัดหัวข้อวิเคราะห์ตามประเด็น
เพอ่ื ศึกษาความหมาย ลกั ษณะของความสุภาพในการสื่อสารของภาษาไทยกบั ภาษาจีนดว้ ยการเขียน
บรรยายประกอบการยกตวั อยา่ ง

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็นการวิเคราะห์ ความสุภาพในการส่ือสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน
ผวู้ จิ ยั ขอนาเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู เป็น 2 ตอน ดงั น้ี

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ความสุภาพในการสื่อสารระหว่างภาษาไทยกับภาษาจีน
ท้งั ความเหมือนและความแตกต่าง

ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ศึกษาความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน

ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ความสุภาพในการส่ือสารระหว่างภาษาไทยกบั ภาษาจีน ท้ังความเหมือน

และความแตกต่าง
การวิเคราะห์ขอ้ มูลจากหนังสือท้งั หมด จานวน 6 เล่ม ผูว้ ิจยั พบว่า การใช้ภาษาของ

แต่ละฝ่ ายมีความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น การวางตาแหน่งคานาม คานาหน้าคานาม การใช้
หางเสียงลงทา้ ยประโยค อิริยาบททา่ ทางและระดบั ของเสียงท่ีแตกต่าง โดยยกตวั อยา่ งดงั ตอ่ ไปน้ี

ตารางที่ 4.1 การวเิ คราะห์ข้อมูลจากหนังสือท้งั หมด

หัวข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมือน ความแตกต่าง
1. การ อรุณสวสด์ิ ใชค้ าวา่
ทกั ทาย 1. สวสั ดีค่ะ ในประเทศไทย เวลา
คุณทาคาฮาชิ สบายดีไหม (早上 สวสั ดี เม่ือ ทกั ทายจะใชค้ าวา่ สวสั ดี
สวสั ดีคะ่ ฝนหยดุ ตก 好,你好吗?) ทกั ทายกบั ค่ะ/ครับ พร้อมยกมือไหว้
แลว้ นะ สวสั ดี ฉนั สบายดี ผอู้ ื่น สาหรับประเทศจีน ไมม่ ีคา
2. ที่ตรงน้ีวา่ งไหมครับ ลงทา้ ยประโยค นอกจากคา
คะ่ เชิญเลยคะ่ แลว้ คุณล่ะ (早上 สวสั ดี (你好 Nihao) แลว้
3. ยนิ ดีที่ไดร้ ู้จกั ยงั นิยมทกั ทายตาม
ผมชื่อคิมุระครับ 好, 我很好,谢 ช่วงเวลาที่พบกนั เช่น
ยนิ ดีท่ีไดร้ ู้จกั คะ่ ดิฉนั อรุณสวสด์ิ สวสั ดีตอนเยน็
ช่ือทาคาฮาชิ 谢,你呢?)

สบายดี ขอบคุณ

(很好,谢谢)

25

ตารางท่ี 4.1 (ต่อ)

หัวข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมอื น ความแตกต่าง

2. การ คุณธีระยทุ ธ อรุณสวสั ด์ิ ขออนุญาต ตอ้ งแนะนา ในประเทศไทย

แนะนา ครับ น่ีคุณ แนะนาตวั เอง ดิฉนั ช่ือ ใหผ้ อู้ ่อน ไม่ควรลืมการไหว้ ซ่ึง

ตวั เองและ มงคล หวั หนา้ หลินเป่ าเจิน (早上好,请 อาวุโสใหร้ ู้จกั เป็ นมารยาทอนั ดีงาม

ผอู้ ื่น แผนกคนใหม่ 允许我作自我介绍, กบั ผอู้ าวุโส ของไทยทุกคร้ังท่ี

ของเราครับ 我是林宝珍) ก่อน เพ่ือเป็ น เร่ิมตน้ และจบการ

คุณมงคล อรุณสวสั ด์ิ Miss หลิน การใหค้ วาม แนะนาตนเอง
ครับ น่ีคุณธีระ ผมชื่อวชิ ยั (早上好, เคารพแก่ผู้
ยทุ ธ ประจาอยู่ 林小姐, 我是威猜) อาวุโส ในประเทศไทย
กรณีไมม่ ีคนกลางเป็ น

แผนกช่างไฟฟ้ า ขออนุญาตแนะนาคุณ ตอ้ งแนะนา ผแู้ นะนา ควรแนะนา
ครับ ใหก้ บั หวั หนา้ ของฉนั เขา ฝ่ ายชายให้ ตนเองก่อนดว้ ยการ
ชื่อหมา่ เคอ่ คุณหม่า ทา่ น ฝ่ ายหญิงได้ บอกตาแหน่งหนา้ ที่
คุณรุ่งโรจน์ น้ีคือคุณวชิ ยั (可以让我 รู้จกั ก่อนเพื่อ การงาน และชื่อ-สกลุ
ครับ นี่คุณมฤ 介绍你给我的老板吗? เป็ นการให้ สาหรับประเทศจีน
มล เพื่อนท่ี เกียรติผหู้ ญิง จะแนะนาตนเองก่อน
ทางานของผม 他叫马克, 马先生,这 แต่หากฝ่ ายชาย ดว้ ยการบอกสกลุ -ช่ือ
ครับ มีคุณวฒุ ิ ตาแหน่งหนา้ ท่ีการ
位是威猜先生)

คุณมฤมล อรุณสวสั ด์ิ คุณวชิ ยั วยั วฒุ ิ งาน

ครับ น่ีคุณ ยนิ ดีที่ไดร้ ู้จกั (早上好, ตาแหน่ง เวลาเรียกตวั เอง
รุ่งโรจน์ เพื่อน หนา้ ท่ีการงาน ภาษาไทยจะแยกตาม
ของผมครับ 威猜先生, 很高兴见到 ท่ีสูงกวา่ ฝ่ าย เพศ เช่น ผม/ดิฉนั แต่
หญิง ตอ้ ง ภาษาจีนไม่มีคาเหล่าน้ี
สวสั ดีครับ 你) แนะนาใหฝ้ ่ าย ใชแ้ คค่ าวา่ ฉนั ( 我)
ผม ธนู ทดแทน หญิงไดร้ ู้จกั
คุณ เป็ นอาจารย์ ยินดีท่ีไดร้ ู้จกั เช่นกนั กบั ผอู้ าวโุ ส ในการแนะนาผอู้ ่ืน
สอนอยทู่ ่ี (我也很高兴见到你) ก่อน เพื่อเป็ น ภาษาไทยใชค้ าวา่ คุณ/
มหาวทิ ยาลยั การแสดงความ ท่าน ไม่จากดั ทางเพศ
เทคโนโลยีราช ขออนุญาตแนะนา เคารพและให้ แต่ในภาษาจีนจะ
มงคลสุวรรณ หน่อย คนน้ีคือ MR.หลี่ เกียรติผอู้ าวุโส แบง่ เป็ น 先生/女士/
ภูมิ ศูนย์ ทางานที่ธนาคาร (我给 小姐 (Mr./Mrs./Miss)
นนทบุรีครับ
你介绍一下,这位是李

先生, 他在银行工作)

26

ตารางที่ 4.1 (ต่อ)

หวั ข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมอื น ความแตกต่าง
3. การคุย สวสั ดีครับ ผมสมศกั ด์ิ โทร
โทรศพั ท์ จากบริษทั กนั ยอง สวสั ดี ผมชื่ออาเหลย จบการสนทนา

อุตสาหกรรม จากดั ขอพดู ขอสายตูห้ ยา่ ไดไ้ หม ดว้ ยการกล่าวคา
(เรียนสาย) กบั คุณสมชาย
ครับ (下午好,我是阿雷 “สวสั ดีครับ…

,我能跟杜雅谈一 ขอบคุณมาก

下吗?) ครับ”

สวสั ดีครับ ที่นี่ 12525 2682 ตหู้ ยา่ ติดสายอยู่ หากมีธุระจาเป็ น

ครับ หรือ…สวสั ดีครับ ท่ีน่ี คุณตอ้ งการใหเ้ ธอ หรือเกิด

กรมการทหารสื่อสาร โทรกลบั ไหม (杜雅 ขอ้ ผิดพลาดข้ึน

ผมจา่ สิบเอกธนากร 在接另一条线, ควรใชค้ าวา่ ขอ

สมสันเทียะ รับสายครับ… 你要她给你回电 โทษ เพ่ือแกไ้ ข

กรุณารอสักครู่นะครับ… 吗?) สถานการณ์

ขอประทานโทษครับ จะให้ ได้ ช่วยบอกเธอให้ หากผทู้ ี่ตอ้ งการ
เรียนท่านวา่ ใครโทรมาครับ… โทรกลบั หาอาเหลย สนทนาดว้ ยไม่
ดว้ ย (是的,请她 อยู่ หรือไม่

ขอโทษดว้ ยครับ คุณสมภพ 给阿雷回个电话) สามารถมารับ
กาลงั ประชุมอยคู่ รับ อีก โทรศพั ทไ์ ด้
สักครู่ กรุณาโทรกลบั มาอีก ฝากอะไรอีกไหม ผรู้ ับควรแจง้ ให้
คร้ังนะครับ… (还有什么要留言 ผเู้ รียกทราบถึง
的吗?) เหตุผลการไม่
สามารถรับสาย
ขอโทษดว้ ยครับ คุณสมคิด ไม่ ขอบคุณ (没有 และแสดงน้าใจ
了, 谢谢) เพื่อช่วยเหลือใน
ไมอ่ ยู่ กรุณาโทรมาอีกคร้ัง การติดต่อตาม
ตอนบ่าย ๆ นะครับ… สมควร
โทรผดิ หรือ
ขอโทษดว้ ยครับ คุณสมบรู ณ์ ขอโทษดว้ ย (啊?
ไม่อยู่ ไปติดต่อลูกคา้ ขา้ ง 打错了?真是抱
นอก จะกลบั มาเวลา 14.00 น. 歉,对不起了)
จะใหเ้ รียนวา่ ใครโทรมาครับ

กรุณาฝากเบอร์โทรกลบั ไว้

ดว้ ยครับ

27

ตารางท่ี 4.1 (ต่อ)

หัวข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมือน ความแตกต่าง

4. การ 1. ประโยคสาหรับการแสดง 1. ประโยคสาหรับการ 1. การแสดง

แสดง ความยนิ ดี แสดงความยนิ ดี ความยนิ ดี

ความ ขอแสดงความยนิ ดีดว้ ย ขอบคุณที่ช่วย กล่าวแสดงความ
ยนิ ดี ดิฉนั ชื่อ xxx เป็นเพ่อื นของ สนบั สนุน (感谢您的 ยนิ ดี โดยการ
และ เจา้ สาว ขอขอบคุณท่ีกรุณา 大力支持) ยกยอ่ งสรรเสริญ
ความ เชิญมาร่วมงานในวนั น้ี ในคุณงามความดี
เสียใจ ขอใหโ้ ชคดีกบั หนา้ ท่ี ความอุตสาหะ

ขอขอบคุณเป็ นอยา่ งสูงท่ี การงาน (希望您在事 ความ
ขยนั หมนั่ เพียร
กรุณาใหเ้ กียรติเชิญมาร่วม 业中行大运)
ฯลฯ
งานท่ีน่ายนิ ดีเช่นน้ี มาด่ืมอวรพรให้ กล่าวถึงโอกาส
ผจู้ ดั การคนใหม่ของเรา ในการแสดง
ขอบคุณมาก ขอใหม้ ี กนั เถอะ (让我们一起 ความยินดี และ
ความสุขมากนะ

2. ประโยคสาหรับการแสดง 举杯庆祝我们的新 กล่าวแนะนา
ความเสียใจ บุคคลที่แสดง
任总经理到任) ความยนิ ดี

ไม่คาดคิดมาก่อนเลยวา่ จะ 2. ประโยคสาหรับการ 2. การแสดง
เกิดเหตุการณ์เช่นน้ีข้ึน ไม่ แสดงความเสียใจ ความเสียใจ
แสดงความเห็นใจ
ทราบจะกล่าวแสดงความ ฉนั เสียใจดว้ ยอยา่ งยง่ิ ครอบครัว
กล่าวแสดง
เสียใจอยา่ งไรดี ถา้ มีอะไร ตอ่ การสูญเสียญาติ ความหวงั ในการ
ไปสู่สุคติภพ
ใหช้ ่วยกบ็ อกนะคะ ของเธอ (对于你失去

คงเสียกาลงั ใจไปมากทีเดียว 的亲人,我感到非
ขอแสดงความเสียใจจากใจ
常遗憾)

จริง ถา้ มีอะไรที่ฉนั จะช่วย

เป็นเรื่องท่ีน่าเศร้าอยา่ งยง่ิ ได้ กบ็ อกฉนั นะ
จนไมอ่ าจจะกล่าวคาใดได้ (如果有什么我能帮
助的,请告诉我)
ขอภาวนาใหไ้ ปสู่สุคติ

ขอใหไ้ ปสู่สุคติ (请安

息吧)

28

ตอนที่ 2 ผลการวเิ คราะห์ความสุภาพระหว่างวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน
จากความสุ ภาพในกา รสื่ อส ารโ ดย เป รี ย บเ ที ยบ คว ามสุ ภ าพที่ ป รากฏใ น เ อ ก ส า ร

ฉบบั ภาษาไทยและฉบบั ภาษาจีน จานวน 6 เล่ม พบความสุภาพในวฒั นธรรมดงั ต่อไปน้ี

ตารางท่ี 4.2 ผลการวเิ คราะห์ความสุภาพระหว่างวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน

หวั ข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมอื น ความแตกต่าง
1. การแสดง 1. การจบั มือ ลาดบั
ความเคารพ 1. การไหว้ คือการ การจบั มือกนั จะ ปัจจุบนั น้ี
ตามฐานะ อายุ เพศ ประเทศจีนนิยม
ประนมมือ โดยยกมือ ของท้งั สองฝ่ าย ผทู้ ี่ ใชก้ ารจบั มือเม่ือ
มีอวโุ สสูงกวา่ เป็น พบกบั คนอ่ืน
ท้งั สองขา้ งข้ึนหนั ฝ่ ามือ คนที่เอ้ือมมือก่อน ซ่ึงตา่ งจากของ
ประกบกนั ปลายนิ้ว (握手礼。握手的 ประเทศไทยท่ีใช้
ต้งั ข้ึน ระดบั อกศอก วธิ ีการไหว้ และ
แนบชิดลาตวั ปลายนิ้ว 顺序,应根据握 การกราบ
ชิดกนั ประนมมือใน
手双方的社会地 ส่วนการถวาย
ลกั ษณะเหมือนดอก คานบั ของ
位、年龄、性别 ประเทศจีน
บวั ตูม คอ่ ย ๆ นอ้ มตวั จะใชเ้ มื่อพบ
ลงไหวโ้ ดยคอ้ มส่วน 和宾主身份来确 อาจารย์ หรือเม่ือ
นกั แสดงจบการ
หลงั ตลอดศีรษะต้งั แต่ 定。按照“尊者在 แสดงบนเวที แต่
เหนือเอวข้ึนมาคอ้ มตวั ในประเทศไทย
ลงไปขา้ งหนา้ ไม่ยอ่ เขา่ 前”的原则,即尊 การถวายคานบั
เป็ นการแสดง
ท้งั สองขา้ งปลายมือ 者先伸手才能相 ความเคารพต่อ
หนั ออกจากตวั ไปทาง พระมหากษตั ริย์
ผทู้ ่ีไหว้ กม้ ศีรษะลง 握) และพระราชวงศ์
2. การถวายคานบั
โดยใหส้ ่วนกลางของ เป็ นประเพณีท่ี
เก่าแก่และมีอารย
ใบหนา้ จรด ธรรมของการ
นิ้วหวั แมม่ ือท้งั สอง แสดงความเคารพ
หรือกม้ ศีรษะลง ปลาย (鞠躬礼 鞠躬即

นิ้วหวั แม่มือท้งั สอง 弯身礼,是中国的
จรดกลางจมกู หรือ
一种古老而文明
ระหวา่ งคิ้ว
的对他人表示净

重的礼节)

29

ตารางท่ี 4.2 (ต่อ)

หวั ข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมอื น ความแตกต่าง

2. การกราบ การกราบมี 3. การแสดงความ ในประเทศจีน

2 อยา่ ง คือ เคารพโดยใชม้ ือ การแสดงความ

2.1 กราบพระพุทธรูป ประสานกนั เป็น เคารพโดยใชม้ ือ

และพระสงฆเ์ รียกวา่ วธิ ีการทกั ทายท่ี ประสานกนั เป็น

การกราบแบบเบญจาง สาคญั ในสมยั วธิ ีการทกั ทายท่ี

คประดิษฐ์ โบราณ นอกจาก สาคญั ในสมยั

2.2 การกราบผใู้ หญ่ การจบั มือแลว้ ยงั โบราณ ซ่ึงใน

ผมู้ ีอาวโุ สมาก ๆ และ ใชว้ ธิ ีน้ีในเมื่อพบ ปัจจุบนั จะใช้

กราบบิดามารดาควร กบั เพอื่ น (拱手礼 เฉพาะในช่วงวนั

ปฏิบตั ิดงั น้ี 在中国,除握手 ตรุษจีน เมื่อผคู้ น

2.2.1 ท้งั ชายและ 礼以外,亲友相 ไปเยย่ี มญาติ

หญิงนงั่ พบั เพยี บ เกบ็ 见,特别是在春 อีกอยา่ งท่ี

ปลายเทา้ มือท้งั สอง 节团拜、登门拜 แตกต่างคือ ใน

ประสานไวบ้ นตกั คอ้ ม 访、致以祝贺时 ประเทศไทย มี

ตวั เลก็ นอ้ ย ,还可以行拱手 การถวายบงั คม

2.2.2 ประนมมือ 礼 它是我国古代 ใชใ้ นโอกาสที่

แลว้ กราบลงบนพ้นื 一种重要的相见 แสดงความ

โดยคร่อมเข่าขา้ งใดขา้ ง 礼,已沿用两千 เคารพ

หน่ึงไวแ้ นบลาตวั ท้งั 多年) พระมหากษตั ริย์

สองขา้ ง วางมือต้งั โดย ในพระราชพธิ ี

ใหม้ ือดา้ นนิ้วกอ้ ยต้งั

ฉากกบั พ้นื ปลายมือหนั

ออก ศอกแนบลาตวั

แลว้ กม้ ศีรษะตามลงไป

จนหนา้ จรด

นิ้วหวั แม่มือท้งั สองจรด

ปลายจมูกหรือกลาง

ใบหนา้ กลางสนั จมูก

30

ตารางท่ี 4.2 (ต่อ)

หัวข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมือน ความแตกต่าง

2.2.3 แลว้ ยกตวั ข้ึน 4. การทกั ทาย วธิ ีน้ี

นงั่ พบั เพียบดงั เดิม มือ ใชก้ บั เพื่อนท่ีรู้จกั กนั

ประสานไวบ้ นตกั คอ้ ม มานาน และพบใน

ตวั เล็กนอ้ ย โอกาสท่ีไมส่ ะดวก

3. การถอนสายบวั และ คุยเยอะ เป็นการ

การถวายคานบั เป็นการ กระทาที่แสดงความ

แสดงความเคารพต่อ เคารพซ่ึงกนั และกนั

พระมหากษตั ริยแ์ ละพระ เช่น การโบกมือ (致

ราชวงศ์ 意礼 致意礼又叫

4. การถวายบงั คม ใชใ้ น 打招呼,它是已相

โอกาสที่แสดงความ 识的友人之间在相

เคารพพระมหากษตั ริย์ 距较远或不宜多谈

ในพระราชพิธีอนั เป็ น 的场合,用无声的

โบราณราชประเพณีที่ถือ 动作语言相互表示

ปฏิบตั ิมาจนทุกวนั น้ี เช่น 友好尊重的一种问

พระราชพธิ ีเถลิงถวลั ย์ 候礼节 例如:举

ราชสมบตั ิ พระราชพิธี 手致意)

สถาปนาพระบรม

ราชวงศ์ ฯลฯ และใช้

ถวายบงั คมพระมหากษ

ตริยท์ ่ีสวรรคตแลว้

หมายถึง ถวายบงั คมพระ

บรมรูปหรือพระบรม

มหาราชานุสรณ์ เช่นการ

ถวายบงั คม

พระปิ ยมหาราช 23

ตุลาคม

ของทุกปี เป็นตน้

31

ตารางที่ 4.2 (ต่อ)

หวั ข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมือน ความแตกต่าง

2. การนง่ั 1. การนงั่ 1. การนง่ั ในประเทศ
ยนื เดิน
การน่ังเก้าอี้ การนง่ั ควรนงั่ ตาม จีน ไมม่ ี

การนงั่ เกา้ อ้ีตามลาพงั ให้ วยั ใหผ้ มู้ ีอาวโุ สนง่ั ขอ้ บงั คบั

นงั่ ปล่อยตวั ตามสบาย นง่ั ก่อนผอู้ ่อนอาวโุ ส เกี่ยวกบั การนงั่

ใหเ้ ตม็ กน้ ชิดพนกั เกา้ อ้ี และควรเริ่มนง่ั จาก การยนื และ

หลงั ตรงขนานกบั พนกั ดา้ นซา้ ย (讲究顺序 การเดิน แต่จะ

เกา้ อ้ีให้กระดูกสนั หลงั ต้งั ,礼让尊长,注意 มีหลกั การใน

ฉากกบั ท่ีนงั่ เป็ นท่านงั่ ท่ี 方位,从左入座, การนง่ั ยนื เดิน

สบายไม่เมื่อย แต่พึง 背对座椅,落座轻 สาหรับ

ระมดั ระวงั อิริยาบถท่ีไม่ 稳) ประเทศไทย

ควรบางอยา่ ง ความสุภาพใน

การนงั่ เกา้ อ้ีต่อหนา้ ผใู้ หญ่ การนงั่ จะ
นงั่ ตวั ตรง หลงั ไมพ่ ิงพนกั แบ่งเป็ นการนง่ั
เกา้ อ้ี มือประสานกนั บนตกั เกา้ อ้ี การนงั่ กบั
นอ้ มตวั เลก็ นอ้ ย เงยหนา้ พ้ืน ซ่ึงใน
ข้ึนพอควร ประเทศจีนจะ

การน่ังกบั พนื้ ไมน่ ิยมนง่ั กบั
การนงั่ ตามลาพงั ให้นงั่ พบั พ้ืน

เพียบไปดา้ นใดดา้ นหน่ึง

มือวางพาดบนตกั หรือ

ปล่อยตามสบาย หรือนงั่

เทา้ แขน เฉพาะสตรี ผชู้ าย

ไม่ควรนง่ั เทา้ แขน

การนงั่ ต่อหนา้ ผใู้ หญ่ ให้
นงั่ พบั เพียบไปดา้ นใดดา้ น
หน่ึง เกบ็ ปลายเทา้ นอ้ มตวั

ลงเลก็ นอ้ ย มือประสานไว้

บนตกั ท้งั ชาย และหญิง

32

ตารางท่ี 4.2 (ต่อ)

หัวข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมอื น ความแตกต่าง

2. การยนื 2. การยนื

การยนื ตามลาพงั ท่ายนื ที่ การยนื ขาท้งั สองขา้ ง

สุภาพ ขาท้งั สองขา้ งชิดกนั ชิดกนั หรืออยใู่ นทา่

หรืออยใู่ นทา่ พกั ปล่อยแขน พกั ปล่อยแขนแนบ

แนบลาตวั ตามสบายหรือจะ ลาตวั ตามสบายหรือจะ

ประสานมือไวข้ า้ งหนา้ กไ็ ด้ ยดื ประสานมือไวข้ า้ งหนา้

ตวั ตรงจะยนื เอียงนิดหน่อยก็ ก็ได้ ยดื ตวั ตรง (上体

ได้ แตอ่ ยใู่ นทว่ งทา่ ทสี่ ง่างาม 正直,头正木平,收

การยนื ต่อหนา้ ผใู้ หญ่ และ 颏梗颈,挺胸收腹
พระสงฆ์ ไมค่ วรยนื ตรงหนา้ , 双臂下垂,立腰
收臀,嘴唇微闭,
ผใู้ หญ่ หรือพระสงฆ์ ควรยนื
เฉียงไปทางใดทางหน่ึงในระยะ 表情自然)

พอควร ไมใ่ กล้

3. การเดิน 3. การเดิน
การเดินตามลาพงั ใหเ้ ดินอยา่ ง การเดิน ใหเ้ ดินอยา่ ง
สุภาพ หลงั ตรง แกวง่ แขนแต่ สุภาพ หลงั ตรง แกวง่
พองาม แขนแต่พองาม (上身

การเดินผา่ นหนา้ ผใู้ หญท่ ่ี 挺直,头正目平,
อาวโุ สมากและคุน้ เคยกนั ขณะ
收腹立腰,摆臂自然

นงั่ พ้ืนหรือนง่ั เกา้ อ้ี ควรปฏิบตั ิ ,步态优美,步伐
稳健, 动作协调,
ดงั น้ี เดินเข่ามาใกลพ้ อสมควร
นง่ั พบั เพียบเก็บเทา้ กราบต้งั 走成直线 )

มือ ๑ คร้ัง แลว้ เดินเข่าคอ้ มตวั

ผา่ นไป

การเดินผา่ นผมู้ ีอาวโุ สมาก แต่

ไม่คุน้ เคย ขณะนง่ั พ้ืนหรือนง่ั
เกา้ อ้ีใหเ้ ดินคอ้ มตวั เดินเขา่ ผา่ น
ไปและไมต่ อ้ งกราบ

33

ตารางท่ี 4.2 (ต่อ)

หวั ข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมือน ความแตกต่าง

3. การ ขอ้ ปฏิบตั ิในการแตง่ กาย 1. งานมงคล ลกั ษณะ นิยมใส่ชุด

แต่งกาย ในโอกาสต่าง ๆ ของงานคือ มีความสุข ประจาชาติ

1. จะตอ้ งรู้ใหแ้ น่นอนวา่ ร่าเริง ซ่ึงควรแตง่ ตวั ให้ ของแต่ละ

งานที่จะไปน้นั เป็ นงาน สดใส เพือ่ เหมาะกบั ประเทศไป

อะไร เช่น งานมงคล บรรยากาศที่ดี (喜庆场 งานตา่ ง ๆ

สมรส งานทาบุญบา้ น 合一般是指生日纪念

งานข้ึนบา้ นใหม่ หรืองาน 、结婚庆典、节日纪 แต่งกาย

ศพ 念及其他联欢晚会等 ใหถ้ ูกตอ้ งกบั

2. จะตอ้ งประเมินไดว้ า่ 。这些场合大都具有 เวลาของงาน

งานน้นั มีความสาคญั มาก 气氛热烈、情绪昂扬

นอ้ ยเพยี งใด เป็ นงานกิน 、欢快喜庆的特点, แตง่ กาย

เล้ียงตอ้ นรับแขกเมือง 所以要求人们在服饰 ใหเ้ หมาะสม

งานพระราชพิธี งานรัฐพธิ ี 上也相应地热烈一些, กบั วยั

หรืองานพระราชทาน 明快华丽一些)

เพลิงศพหรืองานกินเล้ียง 2. งานที่เป็นทางการ

แบบกนั เอง ฯลฯ เป็ นงานที่ไม่เหมือนงาน

3. พึงประเมินวา่ งานน้นั ๆ มงคล ควรแต่งตวั ให้

ควรแตง่ กายอยา่ งไร จึงจะ สะอาด สง่างามและ

ถูกตอ้ งกบั ลกั ษณะของ ทางการ (庄重场合。

งาน เช่น งานทาบุญวนั 主要是指除了喜庆场

เกิด งานข้ึนบา้ นใหม่ งาน 合以外的庆典仪式、

มงคลสมรส ควรแตง่ กาย 正式宴会、会见外宾

ใหด้ ูสวยงามและ 等场合。这种场合的

เหมาะสม แมจ้ ะอยใู่ น 服饰要以庄重、高雅

ระหวา่ งไวท้ ุกข์ หากมี 、整洁为基调。)

ความจาเป็นตอ้ งไปในงาน

มงคลก็ไม่ควรแตง่ กายไว้

ทุกขไ์ ปร่วมงาน

34

ตารางท่ี 4.2 (ต่อ)

หัวข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมือน ความแตกต่าง

4. พงึ แต่งกายใหถ้ ูกตอ้ ง ที่ประเทศจีน ไม่มี

กบั เวลาของงาน เช่น งาน ขอ้ บงั คบั เรื่องการแตง่

ราตรีควรแตง่ ชุดราตรี กายของสุภาพบุรุษ โดย

หรืองานรัฐพธิ ีท่ีกาหนด ปกติแลว้ ในสถานที่

เคร่ืองแตง่ กายไวใ้ น ทางการ จะใส่ชุดจอง

กาหนดการก็ตอ้ งแตง่ กาย ซานหรือชุดของชน

ตามน้นั กลุ่มนอ้ ยตามแตล่ ะ

5. พึงแต่งกายใหเ้ หมาะสม เผา่ พนั ธ์ ในปัจจุบนั ชุด

กบั วยั ผมู้ ีอายไุ มค่ วรแตง่ สูทเป็นชุดทางการท่ีคน

กายเหมือนหนุ่มสาว หรือ นิยมใส่ (男士着装礼

ผมู้ ีอายนุ อ้ ยไมค่ วรแตง่ 节我国近现代的礼服-

กายเหมือนผสู้ ูงอายุ 中山装

6. พงึ แตง่ กายใหถ้ ูก 我国服装没有礼服和

ลกั ษณะของฐานะหรือ 便服的严格分,在比

หนา้ ท่ี อยา่ แตง่ จนเกินไป 较正式的场合,一般

หรือไมส่ มกบั ลกั ษณะ 着中山装和其他民族

หนา้ ท่ีของตนท่ีกระทาอยู่ 服装。现在国内外正

ในงานน้นั 式场合比较通行的则

7. พึงเลือกเคร่ืองแตง่ กาย 是西服)

ใหเ้ หมาะสมกบั ผวิ พรรณ

รูปร่างและเคร่ืองประดบั

อื่น

8. พงึ แต่งกายใหเ้ หมาะสม

กบั ยคุ และสมยั นิยม ไม่

ควรแตง่ นาสมยั หรือ

ลา้ สมยั เกินไป

9. พึงแตง่ กายใหส้ มเกียรติ

กบั งานที่ไดร้ ับเชิญน้นั

35

ตารางท่ี 4.2 (ต่อ)

หัวข้อ ภาษาไทย ภาษาจีน ความเหมอื น ความแตกต่าง

10. การแต่งเครื่องแบบ ก่ีเพา้ เป็นชุดประจาชาติ

นกั เรียน นกั ศึกษา จีน แสดงความเป็น

เครื่องแบบขา้ ราชการ ผหู้ ญิง สง่างาม ถือเป็ น

ทหาร ตารวจ และพล ตวั แทนการแต่งกายของ

เรือน ลว้ นเป็ นเครื่องแบบ ผหู้ ญิงทิศตะวนั ออก

ที่ทางราชการกาหนดเป็น และมีช่ือเสียงมาก (我

ความถูกตอ้ งเหมาะสม 国传统女礼服-旗袍

และมีเกียรติ ฉะน้นั การ 旗袍是我国妇女独有

แตง่ เครื่องแบบดงั กล่าวจึง 的传统服装,它线条

สามารถแต่งไปในงานพธิ ี 流畅、贴身合体、美

ต่าง ๆ ท้งั งานมงคลสมรส 观大方、舒适飘逸,

เป็ นตน้ และงานอวมงคล 能很好地表现女性柔

หรืองานศพได้ 美的身体曲线,让人

显得高雅、端庄、仪

态万方,一直被视为

东方女装的代表而在

国际上享有很高的声

誉)

บทท่ี 5

สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

การศึกษาความสุภาพในการส่ือสารระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีนมีวตั ถุประสงค์
2 ประการ คือ 1) เพอ่ื ศึกษาความสุภาพในการสื่อสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน ท้งั ความเหมือน
และความแตกตา่ ง 2) เพื่อศึกษาความสุภาพระหวา่ งวฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน แหล่งขอ้ มูลที่
ใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ 1) สนทนาภาษาจีนในชีวิตประจาวนั ของกมล กฤปานนั ท์ จากสานกั พิมพ์
นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ ปี ค.ศ. 2014 2) มรรยาทสัมพันธ์ (礼仪常识) ของฉีล่วย (齐锐).
สานกั พิมพห์ ัวเฉียว (中国华侨出版社) ปี ค.ศ. 2018 3) ความสุภาพในการส่ือสาร (现代实用
社交礼仪) ของโสยงจีงยวู่ (熊经浴) จากสานักพิมพ์จีงตู้น (金盾出版社) ปี ค.ศ. 2003
4) ภาษาไทยเพ่ือการส่ื อสาร ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าท่ีร้อยตรี ธนู ทอดแทนคุณ และ
ผชู้ ่วยศาสตราจารยก์ านตร์ วี แพทยพ์ ิทกั ษ์ จากสานกั พิมพโ์ อเดียนสโตร์ ปี พ.ศ. 2552 5) เคล็ดลบั
และมารยาทในการพูด ของทศั นีย์ เมธาพิสิฐ จากสานกั พิมพ์ภาษาและวฒั นธรรม ปี พ.ศ. 2551
6) มารยาทไทยเชิงปฏิบตั ิ ของกลั ยา ธาตุเหล็ก จากศูนยห์ นังสือราชภฏั พระนคร ปี พ.ศ. 2544
ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์หนังสือที่เป็ นแหล่งขอ้ มูลท้งั 6 เล่ม
ที่กล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ กาหนดคาถามวจิ ยั และความมุง่ หมายในการศึกษาคน้ ควา้ รวบรวมและศึกษา
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้องกับความสุภาพในการสื่อสารระหว่างภาษาไทยกับภาษาจีน
แปลและถอดเอกสารหรือข้อมูลภาษาจีนเป็ นภาษาไทย วิเคระห์ขอ้ มูลดว้ ยการวิเคราะห์เน้ือหา
(Content Analysis ) แลว้ นามาสังเคราะห์ความเหมือน ความแตกต่างของความสุภาพในการสื่อสาร
ระหว่างภาษาไทยกับภาษาจีน และจัดการข้อมูลตามวตั ถุประสงค์ของการวิจัยและจัดหัวข้อ
วิเคราะห์ตามประเด็น เพื่อศึกษาความหมาย ลกั ษณะของความสุภาพในการสื่อสารของภาษาไทย
กบั ภาษาจีนดว้ ยการเขียนบรรยายประกอบการยกตวั อยา่ ง

สรุปผลการวจิ ัย
1. ความสุภาพในการส่ือสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน ท้งั ความเหมือนและความ

แตกต่าง พบว่า ภาษา คือสัญลกั ษณ์ในการสื่อสารที่กาหนดข้ึนเพื่อใช้เป็ นเคร่ืองมือท่ีสาคญั ท่ีสุด

37

ในการสื่อสารและสร้างความเขา้ ใจระหวา่ งกนั ของคนในสังคม ช่วยสร้างความเขา้ ใจอนั ดีต่อกนั
ช่วยสร้างความสมั พนั ธ์ของคนในสังคม ถา้ คนในสงั คมพดู กนั ดว้ ย ถอ้ ยคาที่ดีจะช่วยใหค้ นในสังคม
อยรู่ ่วมกนั อยา่ งปกติสุข ความแตกต่างของความสุภาพในการส่ือสารระหวา่ งภาษาไทยกบั ภาษาจีน
คือ ในการเรียกหรือการแนะนาบุคคล ภาษาจีนจะใชน้ ามสกุล ช่ือและคาเรียกขาน ภาษาไทยจะใช้
คาเรียกขานและช่ือกบั สกุล แต่เน้ือหาและความหมายท่ีแสดงออกของการแนะนาเหมือนกนั คาวา่
คุณหรือท่านในภาษาไทยสามารถใช้ได้ทุกกรณีที่แสดงความเคารพแก่ผูอ้ ่ืน ไม่จากดั ทางเพศ
โดยปกติจะใช้เมื่อสนทนากบั ผูม้ ีคุณวุฒิ วยั วุฒิที่สูงกว่าตน แต่ในภาษาจีนจะแบ่งเป็ น Mr./Miss
ในภาษาไทย นิยมใชค้ าวา่ ค่ะ ครับ ลงทา้ ยประโยค เป็ นคาที่ใชแ้ สดงความสุภาพโดยตรง อีกท้งั ยงั
สามารถใชใ้ นประโยคตอบรับดว้ ย ซ่ึงในภาษาจีนไม่มีคาเหล่าน้ี ความสุภาพในการสื่อสารเป็ นกฎ
ทางภาษา และขอ้ ตกลงระหวา่ งสมาชิกของสังคม ภาษาเป็ นการแสดงออกท่ีบริสุทธ์ิและที่ตรงของ
ความสุภาพ เม่ือสื่อสารกับผู้อ่ืน ควรใช้คาพูดที่แสดงถึงความสุภาพ และมีมารยาทตามแต่
สถานการณ์ เช่น ขอโทษ ขอบคุณ ขออภยั เป็ นตน้ ไม่ควรแสดงอาการโกรธหรือมีอารมณ์ฉุนเฉียว
ขณะสื่อสาร ไม่ใช้คาที่ดุดนั หรือวางอานาจเหนือผูอ้ ่ืน ควรใช้น้าเสียงท่ีสุภาพนุ่มนวลชวนฟัง
ใหเ้ กียรติผฟู้ ังหรือคู่สนทนาในขณะส่ือสาร จะช่วยสร้างบรรยากาศในการส่ือสารไดเ้ ป็นอยา่ งดี เช่น
การให้เกียรติแก่สุภาพสตรีก่อนสุภาพบุรุษ การยกย่องในความสามารถหรือความสาเร็จของผอู้ ่ืน
เป็ นตน้ รู้จกั กาลเทศะในการส่ือสาร ผสู้ ่งสารจะตอ้ งคานึงถึงกาลเทศะคือโอกาสสถานท่ีและเวลา
เพ่ือใหเ้ กิดความเหมาะสมกบั ผรู้ ับสาร ความสุภาพในการสื่อสารระหวา่ งภาษา มีผลต่อการส่งเสริม
การส่ือสารระหวา่ งบุคคล ทาใหผ้ สู้ ่ือสารเขา้ ใจนิสยั และความแตก่ ตา่ งในการใชภ้ าษา

2. ความสุภาพระหว่างวฒั นธรรมไทยกับวฒั นธรรมจีน พบว่า ความสุภาพระหว่าง
วฒั นธรรมไทยกบั วฒั นธรรมจีน พบวา่ ความสุภาพเป็ นเอกลกั ษณ์ของวฒั นธรรมไทย เป็ นสิ่งท่ีมี
คุณค่าแก่การดารงชีวิตและสังคมใหเ้ จริญกา้ วหนา้ ดงั สุภาษิตไทยที่กล่าววา่ “สาเนียงส่อภาษา กริยา
ส่อสกุล” เป็ นสุภาษิตที่คนไทยสามารถปรับใชไ้ ดก้ บั ทุกยุคสมยั ไม่เวน้ แมแ้ ต่ในปัจจุบนั ที่เป็ นยุค
ของเทคโนโลยี ซ่ึงมีการพฒั นาอย่างไม่หยุดย้งั ก็ตาม เพราะสังคมไทยต้ังแต่ในอดีตได้ให้
ความสาคญั กบั เรื่องของความสุภาพเป็ นอยา่ งยิ่ง ดงั จะเห็นไดจ้ ากการส่ังสอน และปลูกฝังใหเ้ ด็กมี
ความออ่ นนอ้ มถ่อมตน มีสัมมาคารวะต่อผใู้ หญ่ จะไปไหนมาไหนกต็ อ้ งมีการบอกกล่าว สอดคลอ้ ง
กับคากล่าวท่ีเรามกั จะได้ยินบ่อย ๆ ว่า ไปลามาไหว้ และแม้แต่การปลูกฝังให้รู้จักกตญั ญูต่อ
ผมู้ ีพระคุณ หรือใครมีน้าใจช่วยเหลือ ตลอดจนการไดร้ ับของจากผอู้ ่ืน ก็ตอ้ งไม่ลืมที่จะยกมือไหว้
พร้อมกล่าวคาว่า ขอบคุณ ให้ติดปาก หรือในทางตรงกนั ขา้ ม หากเราทาให้ใครตอ้ งเสียใจ หรือ
ผดิ หวงั กต็ อ้ งยกมือไหวก้ ล่าวคา ขอโทษ ดว้ ยเช่นกนั ท้งั หมดน้ี ลว้ นแลว้ แต่เป็นวฒั นธรรมอนั ดีงาม
ของสังคมไทยต้งั แต่ในอดีตที่ถูกปลูกฝัง ซึมซับ และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนทาให้การไหว้

38

กลายเป็ นเอกลกั ษณ์ประจาชาติไทยจวบจนถึงปัจจุบนั และเป็ นหน่ึงในวฒั นธรรมท่ีชาวต่างชาติ
ช่ืนชม และยกยอ่ ง

ประเทศจีนใหค้ วามสาคญั เรื่องของความสุภาพมาต้งั แตส่ มยั โบราณ ในคมั ภีร์โบราณได้
กล่าวไว้ว่า “礼仪三百,威仪三千” ความหมายคือ ความสุ ภาพสามร้อยข้อเป็ นกฎและ
การกระทาสัมพนั ธ์ขอ้ เป็ นเกณฑ์ ในประเทศจีน ความสุภาพเกิดจากการพฒั นาของอารยธรรม
คนโบราณเชื่อวา่ มนุษยเ์ กิดมาพร้อมกบั ความปรารถนาท่ีจะไดร้ ับอาหารและแสวงหาความอยู่รอด
ในสมยั โบราณ ระดบั ของการผลิตอยใู่ นระดบั ต่า และผคู้ นก็ยงุ่ ตลอดท้งั วนั เพื่อทามาหากิน พวกเขา
อาศยั อยู่ด้วยกัน ไม่มีความแตกต่างระหว่างพระมหากษตั ริย์และรัฐมนตรี ไม่มีความแตกต่าง
ระหว่างญาติพี่นอ้ ง คู่รัก เด็กและผูใ้ หญ่ กล่าวคือในสมยั โบราณไม่ถือวา่ เป็ นเรื่องของความสุภาพ
หรือไม่สุภาพ ต่อมา เมื่อความสามารถของผคู้ นในการเขา้ ถึงธรรมชาติเพิ่มข้ึน มาตรฐานการครอง
ชีพดีข้ึน และมีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนเผ่าและภายในสังคม กษตั ริยอ์ งค์แรกจึงสร้าง
จรรยาบรรณและพฒั นาจนถึงปัจจุบนั ความสุภาพยงั เกิดจากประเพณี ในสงั คมด้งั เดิม มนุษยโ์ บราณ
ไดส้ ร้างนิสัยการใช้ชีวิตของตน เพื่อปรับให้เขา้ กบั สภาพแวดล้อม เช่นสภาพทางภูมิศาสตร์และ
ภูมิอากาศ ในยุคแรก ๆ ของสังคมด้ังเดิม มนุษย์โบราณอาศัยอยู่ในป่ า และเปลือยกาย ต่อมา
เพื่อป้ องกนั การกดั ของงูหรือแมลง และพายฝุ น จึงใชใ้ บไมห้ รือขนสตั วป์ ิ ดร่างกาย เม่ือเวลาผา่ นไป
มนุษยโ์ บราณพบวา่ ขนของสัตวส์ ามารถรักษาความอบอุ่นได้ นอกจากน้นั ผคู้ นเริ่มมีความละอาย
และมีคุณธรรมการแต่งกาย จึงเป็ นธรรมเนียมอย่างหน่ึง ที่เป็ นการปรากฏตวั ของสุนทรียภาพของ
มนุษย์ ผูค้ นเริ่มปรับเปล่ียนรูปลกั ษณ์ของตน และเริ่มแต่งตวั ให้เรียบร้อย ด้วยการพฒั นาของ
อารยธรรม ผูค้ นเร่ิมให้ความสาคญั กับการแต่งตัวในโอกาสต่าง ๆ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการ
เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอ้ ม ซ่ึงเป็นจุดเร่ิมดาเนินไปบนเส้นทางของความสุภาพ (หลวั ซี, 2561)

ความสุภาพเป็ นเป้ าหมายหลกั ของวฒั นธรรมจีน และเกิดมาพร้อมกบั อารยธรรมมนุษย์
มีอิทธิพลอยา่ งมาก สะทอ้ นถึงอุดมการณ์และการกระทาของคนจีน เป็ นเอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรม
และเป็นตวั แทนวฒั นธรรมข้นั พ้ืนฐานของประเทศจีน

ความสุ ภาพยังเป็ นแนวทางสาหรับกิจกรรมทางสังคม ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน
นกั วิชาการเชื่อวา่ กิจกรรมของมนุษยค์ วรเป็ นไปตามขอ้ กาหนดของศีลธรรม นนั่ คือขอ้ กาหนดของ
ความเมตตากรุณา ความถูกตอ้ งชอบธรรม การกระทา ความภกั ดีและความไวว้ างใจ ดว้ ยเหตุน้ี
นกั วิชาการไดพ้ ฒั นาจรรยาบรรณ เช่นวิธีการจดั งานแต่งงาน วิธีการดูแลและให้ความกตญั ญูต่อ
พ่อแม่ และวิธีการให้ความเคารพกบั ครู จรรยาบรรณเหล่าน้ีถูกเรียกว่า ความสุภาพ จึงกลายเป็ น
มาตรฐานสาหรับการกาหนดกิจกรรมทางสังคมของผคู้ น

39

อภิปรายผล
1. จากผลการวจิ ยั พบวา่ ในภาษาไทยความสุภาพอาจแสดงออกไดห้ ลายทางอาทิ การใช้

คาที่ไดช้ ื่อวา่ เป็นคาสุภาพ เช่น คะ่ ครับ หรือการใชค้ าที่สามารถใชไ้ ดใ้ นสุภาพเป็นทางการ หรือการ
หลีกเล่ียงไม่ใชค้ าในบางโอกาส ลกั ษณะของความสุภาพในภาษาไทย คือน้าเสียงท่ีใชพ้ ดู เป็ นปัจจยั
ท่ีสาคัญมากที่จะทาให้ผูฟ้ ังรู้สึกว่า ผูพ้ ูดกาลังพูดแสดงความสุภาพอยู่หรือไม่ เสียงถือว่าเป็ น
ตวั ช้ีบอกถึงความสาคญั เก่ียกบั การพูด การพูดอยา่ งส้ัน ๆ ห้วน ๆ ถือว่าไม่สุภาพ ดงั คากล่าวท่ีว่า
พูดจาไม่มีหางเสี ยง การพูดเบา ๆ และทอดเสี ยงให้ยาว ถือว่าเป็ นพูดท่ีมีลักษณะสุ ภาพ
การแสดงออกโดยการเลือกใช้คาในภาษา คาท่ีใช้แสดงความสุภาพโดยตรง เช่นคาว่า ค่ะ ครับ
คาพวกน้ีตรงขา้ มกบั คาที่ถือว่าเป็ นคาช้นั สูง ส่วนมากเป็ นคายืมจากภาษาลี สันสกฤต หรือเขมร
ซ่ึงอาจใชเ้ ป็ นคาราชาศพั ท์ หรือคาที่ใชใ้ นภาษาราชการก็ได้ เช่น บิดา รับประทาน ถือวา่ สุภาพกวา่
พ่อ และ กิน ซ่ึงเป็ นคาไทยแท้ คาท่ีแฝงความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนของผูพ้ ูด และยกย่องผูฟ้ ัง
ในภาษาจีน ลกั ษณะการพูดจะพูดในทางออ้ ม เพื่อไวห้ น้าผอู้ ื่นและให้ความเคารพ การแสดงออก
ตรงไปตรงมาจะทาให้ผูอ้ ื่นเกิดความโกรธง่ายข้ึน ทาให้ผูค้ นรู้สึกอึกอดั ใจ ซ่ึงจะมีผลต่อความ
สามคั คีและความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคลผลการวจิ ยั น้ีสอดคลอ้ งกบั แนวคิดของบราวน์และเลวนิ สัน
กล่าวถึงการใช้ภาษาให้สุภาพไวใ้ นหนังสือ “Politemess: Some Universals in Language Usage”
โดยท่ีบราวน์และเลวินสันได้นาแนวคิดเร่ือง “หน้า” ของกอฟฟ์ แมน (Goffman, 1967, cited in
Brown and Levinson, 1987, 61-70 อา้ งถึงใน ธิดารัตน์ นอ้ มมนสั , 2546, 8) มาใชอ้ ธิบายแนวคิดเร่ือง
การใช้ภาษาให้สุภาพ ซ่ึงกอฟฟ์ แมนอธิบายว่า “หนา้ ” (Face) หมายถึง ภาพลกั ษณ์ของตนเองต่อ
สาธารณะ (Public Self-Image) เป็นความรู้สึกทางอารมณ์และสงั คมเกี่ยวกบั ตนเอง สมาชิกในสงั คม
ทุกคนตอ้ งการและคาดหวงั ให้ผูอ้ ่ืนตระหนกั ถึงความรู้สึกน้ี (Face Wants) และยงั สอดคลอ้ งกับ
ผลงานวิจยั ของเฉินเห่า (陈好, 2016) วิจยั เรื่องการศึกษาคาตอ้ งห้ามในภาษาจีนและภาษาไทย
พบว่า ต้ังแต่สมัยโบราณ ประเทศจีนกับประเทศไทยมีความสัมพนั ธ์ที่เป็ นมิตรกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจ และการคา้ บ่อยคร้ัง และการแลกเปล่ียนทางวฒั นธรรมมาก เป็ นเคร่ืองมือส่ือสารที่สาคญั
ภาษามีบทบาทสาคญั ในกระบวนการสื่อสารระหว่างสองประเทศ ในกระบวนการส่ือสารภาษา
ตอ้ งให้ความสาคญั กบั การเลือกคาศพั ท์ มิฉะน้ัน จะทาให้เกิดข้อผิดพลาดในการสื่อสาร น่ีคือ
"คาตอ้ งห้าม" ในการส่ือสารท้งั สองฝ่ าย จาเป็ นตอ้ งเขา้ ใจภาษาและวฒั นธรรมของแต่ละประเทศ
สถานที่ต่าง ๆ และการแสดงออกของคาศพั ท์ท่ีเหมาะสม เป็ นส่ิงสาคญั โดยเฉพาะ หากผูพ้ ูด
ไม่ทราบเก่ียวกับคาต้องห้ามของภาษาอื่นในการสื่อสารไม่เพียงพอ จะทาให้เกิดอุปสรรค
ในการส่ือสาร และอาจก่อให้เกิดความขดั แยง้ ศึกษาความแตกต่างระหว่างคาตอ้ งห้ามของจีน
กบั คาตอ้ งหา้ มของไทย และความหมายทางวฒั นธรรม

40

2. จากผลการวิจัยพบว่า ภูมิหลังวฒั นธรรมท่ีแตกต่างสามารถทาให้วัฒนธรรม
ความสุภาพในการสื่อสารเกิดความแตกต่าง และส่งผลต่อผสู้ ่ือสารท้งั สองฝ่ ายเขา้ ใจผดิ กนั ได้ เราจึง
ตอ้ งเขา้ ใจความแตกต่างในการส่ือสาร เพื่อส่งเสริมการแลกเปล่ียนทางวฒั นธรรม ผลการวิจยั น้ี
สอดคลอ้ งกบั แนวคิดของฟิ ชแมน ท่ีวา่ สังคมวทิ ยาภาษา ศึกษาการแปรร่วมกนั ของความหลากหลาย
และของรูปแบบในสาขาภาษาศาสต์และสังคมวิทยา ในเม่ือปกติแลว้ ภาษาจะถูกใชใ้ นบริบทของ
สังคม และสังคมก็พ่ึงภาษาอยา่ งมากในฐานที่เป็ นสื่อเพื่อปฏิสัมพนั ธ์ต่าง ๆ จึงเป็ นการเหมาะสมท่ี
จะกล่าวว่าการแสดงออกทางภาษาและสังคม และยงั สอดคลอ้ งกบั ผลงานวิจยั ของอิ่น (尹婷婷,
2017) วจิ ยั เรื่องการศึกษามารยาทในการดาเนินธุรกิจของจีนและสังคมไทยในการสื่อสารระหว่าง
วฒั นธรรม แลว้ พบว่า ภายใตแ้ นวโน้มการพฒั นาของโลกาภิวตั น์สถานท่ีต้งั ของการส่ือสารที่มี
ประสิทธิภาพระหว่างคนที่มีภูมิหลังทางวฒั นธรรมที่แตกต่างกัน ไม่ได้เป็ นเพียงการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ แต่ยงั ตอ้ งเขา้ ใจวฒั นธรรมของกนั และกนั มีประสบการณ์ในดา้ นความแตกต่าง
ทางวฒั นธรรม และมีทกั ษะทางภาษาและทกั ษะการส่ือสารระหว่างวฒั นธรรม คนท่ีมีภูมิหลงั ทาง
วฒั นธรรมท่ีแตกต่างกนั จะมีมุมมองและค่านิยมที่แตกต่างกนั ดงั น้นั จึงเป็ นเรื่องหลีกเล่ียงไม่ไดท้ ่ี
จะพบกับความขัดแยง้ ระหว่างผูต้ ิดต่อ เพ่ือหลีกเล่ียงความขัดแยง้ ต้องศึกษาวฒั นธรรมและ
ความหมายที่แตกต่างกนั ก่อน แล้วนาเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา เนื่องจากการพฒั นาอย่าง
ต่อเน่ืองของยุคโลกาภิวตั น์ มีการสร้างโอกาสทางธุรกิจและผลกาไรมากข้ึนในประเทศอื่น ๆ
ไมเ่ พยี ง แต่หมายความวา่ จะมีกิจกรรมทางธุรกิจระหวา่ งประเทศมากข้ึน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ระหวา่ งคนท่ีมีภูมิหลงั ทางวฒั นธรรมท่ีแตกตา่ งกนั จะกลายเป็นเรื่องท่ีบอ่ ยข้ึนและคูแ่ ขง่ จากประเทศ
อ่ืน ๆ จะมีส่วนร่วมในการแข่งขันทางธุรกิจมากข้ึน ดงั น้ันความเขา้ ใจที่คุน้ เคยเก่ียวกับความ
แตกต่างทางวฒั นธรรมและการยอมรับในระดบั สูง จะช่วยใหไ้ ดร้ ับประโยชน์จากความร่วมมือทาง
ธุรกิจและมีส่วนร่วมในการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จมากข้ึน อีกหน่ึงวิธีท่ี
ประสบความสาเร็จในการเจรจาระหว่างประเทศในสภาพแวดลอ้ มใหม่ และความทา้ ทายในการ
ส่ือสารระหวา่ งวฒั นธรรมทุก บริษทั ต่างชาติควรพิจารณาถึงมารยาทในการทาธุรกิจ จรรยาบรรณ
ทางธุรกิจเป็นจรรยาบรรณที่ผคู้ นควรปฏิบตั ิตามในการติดต่อทางธุรกิจและแสดงความเคารพต่อกนั
และกนั ในการส่ือสารขา้ มวฒั นธรรม ผูค้ นจากภูมิหลงั ทางวฒั นธรรมท่ีแตกต่างกนั จะปฏิบตั ิตาม
จรรยาบรรณธุรกิจที่แตกต่างกนั ความแตกต่างเหล่าน้ี บางคร้ังอาจทาใหเ้ กิดปัญหาและความเขา้ ใจ
ผิดและความขดั แยง้ เพื่อที่จะส่ือสารไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ จาเป็ นตอ้ งเขา้ ใจและเอาชนะความ
แตกต่างในมารยาททางธุรกิจจากมุมมองขา้ มวฒั นธรรม การวิจยั แสดงให้เห็นความคล้ายคลึงกนั
และความแตกต่างระหวา่ งจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของจีนและไทยและช้ีให้เห็นถึงปัญหาท่ี
เกิดจากความแตกต่างในจรรยาบรรณทางธุรกิจของจีนและไทย จากน้นั หาปัจจยั ที่มีผลต่อมารยาท

41

ทางธุรกิจของจีนและไทย จากการสื่อสารระหวา่ งวฒั นธรรม ในธุรกิจระหวา่ งประเทศจริยธรรมใน
การประกอบธุรกิจของประเทศหน่ึง ๆ บางคร้ังก็กลายเป็ นความประพฤติผิดในประเทศอ่ืน
เน่ืองจากปัญหาท่ีเกิดจากความแตกต่างในมารยาททางธุรกิจผเู้ ขียนจึงช้ีวา่ ควรหลีกเลี่ยงความเขา้ ใจ
ผดิ ในธุรกิจอยา่ งไร

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสาหรับการนาผลการวจิ ัยนีไ้ ปใช้
1. เพ่ิมการแพร่กระจายของวฒั นธรรมระหวา่ งสองประเทศ ในขณะท่ีการทาความเขา้ ใจ

กบั วฒั นธรรมจีน ยงั เป็ นวธิ ีการแบ่งปันวฒั นธรรมไทย ช่วยผคู้ นในท้งั สองประเทศเขา้ ใจกนั ไดง้ ่าย
ข้ึน ยกระดบั มิตรภาพระหวา่ งกนั เรียนรู้จากกนั และกนั มีความอดทนซ่ึงกนั และกนั

2. บูรณาการเข้ากับชีวิตในท้ังสองประเทศได้ดีข้ึน สาหรับความสัมพันใน
ชีวิตประจาวนั ทาความเขา้ ใจกบั ความสุภาพในการส่ือสารของแต่ละประเทศเป็ นส่ิงสาคญั อยา่ งยง่ิ
เพ่ือไดเ้ ขา้ ร่วมกบั สังคมน้นั เขา้ ใจวฒั นธรรม เคารพประเพณีทอ้ งถิ่น ขยายความสัมพนั ธ์ระหว่าง
บุคคล หลีกเหล่ียงความเขา้ ใจผดิ ในการส่ือสาร

3. ปรับปรุ งคุณภาพ การฝึ กฝนของผู้คน และสร้างบุคลิกภาพที่ดี ความสุ ภาพ
ในการส่ือสาร มักจะสะท้อนให้เห็นถึงระดบั ของอารยธรรม ขนบธรรมเนียม และมาตรฐาน
จริยธรรมของสังคม นอกจากน้ี ยงั เป็ นสัญลกั ษณ์สาคญั ของจิตสานึกทางอุดมการณ์ คุณภาพทาง
วฒั นธรรมและสภาพจิตใจ

ข้อเสนอแนะสาหรับการวจิ ัยคร้ังต่อไป
1. การวิจัยคร้ังต่อไปควรมีการศึกษากระบวนการพัฒนาด้านการส่ือสารระหว่าง
ผสู้ ื่อสารและผรู้ ับสารที่มีความแตกตา่ งในภาษาไทยกบั ภาษาจีน
2. ควรมีการศึกษาความผนั แปรของอารมณ์และความหมายในการส่ือสารระหว่าง
ภาษาไทยกบั ภาษาจีน


Click to View FlipBook Version