เอกสารเผยแพร่ส�ำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ฉบับที่ 63
ส�ำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หนังสอื ค่มู ือการทำ�กจิ กรรมเรียนรรู้ ะบบนเิ วศทางทะเลและชายฝั่ง : ระบบ
ISBN นเิ วศแนวปะการงั เกาะเตา่ จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี
พมิ พ์ครั้งที่ 1
จัดพมิ พ์และเผยแพร่โดย 978-616-271-181-7
การอา้ งอิง กุมภาพันธ์ 2556 (1,000 เลม่ )
ทป่ี รึกษา ส่วนอนุรักษแ์ ละฟ้ืนฟูทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ส�ำ นักอนรุ ักษ์ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั
บรรณาธกิ าร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง
เนือ้ หา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม
เลขท่ี 120 อาคารรัฐประศาสนภกั ดี (ช้ัน 6) ศูนยร์ าชการ
เฉลิมพระเกยี รติ 80 พรรษา
5 ธันวาคม 2555 ถนนแจง้ วัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลกั ส่ี
กรงุ เทพมหานคร 10210
โทรศัพท์ 0 2141 1342-3 โทรสาร 0 2143 9264-5
www.dmcr.go.th
ส�ำ นักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง. 2556. คู่มอื การท�ำ
กิจกรรมเรียนรู้ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝ่งั : ระบบนเิ วศแนว
ปะการงั เกาะเตา่ จงั หวัดสุราษฎร์ธานี . เอกสารเผยแพรส่ ำ�นกั อนรุ ักษ์
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั ฉบบั ที่ 63 .กรมทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝง่ั กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม .กรงุ เทพมหานคร.
130 หน้า
นายนพพล ศรีสุข อธิบดกี รมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
นางสาวสทุ ธลิ กั ษณ์ ระววิ รรณ รองอธบิ ดกี รมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั
นายวฑิ รู ย์ ชลายนนาวิน รองอธบิ ดกี รมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั
นายโสภณ ทองดี ผอู้ �ำ นวยการสำ�นักอนรุ กั ษ์
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั
นายป่ินสักก์ สรุ ัสวดี ผอู้ �ำ นวยการสถาบนั วจิ ยั และพฒั นาทรพั ยากร
ทางทะเล ชายฝง่ั ทะเล และป่าชายเลน
นายไพทลู แพนชัยภูมิ ผอู้ �ำ นวยการสว่ นอนรุ กั ษแ์ ละฟน้ื ฟทู รพั ยากรทาง
ทะเลและชายฝงั่
นายเกรียง มหาศริ ิ ผอู้ าํ นวยการศนู ยอ์ นรุ กั ษท์ รพั ยากรทางทะเลและ
ชายฝัง่ ที่ 3
นายศกั ด์อิ นันต์ ปลาทอง คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
สงขลานครินทร์
นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นางจนิ ตนา ปลาทอง
นางสาวปัทมาภรณ์ หมาดนยุ้
ออกแบบและจัดทำ�รูปเล่ม นายมนตร์ าช อนิ ทรศิริ นางสาวนริศรา ก้องเจริญกจิ
พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ โอ เอส พริ้นตง้ิ เฮา้ ส์ จ�ำ กัด
สำ�นักอนุรกั ษท์ รพั ยากรทาง นางสาวณฎั ฐน์ ภสั ทองใบ นางสาวอรภา สวุ ฒั โน
ทะเลและชายฝ่ัง นางสาวอมราวดี วิจิตร นางสาวชนกพร จันทรขันตี
นายภเู บศ จอมพล นายฉัตรชัย พฤกษชาติ
คณะวทิ ยาศาสตร์ นายพงศ์ธีระ บวั เพ็ชร นายวนิ ัย ปราณสุข
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ นายวินัย เทพพูลผล นางสาวสริ ลิ กั ษณ์ สทุ ธนิ นั ท์
นางสาวนนั ทนา นลิ ยงค์ นางสาวกรกนก เจริญมาศ
นางสาวชติ ชนก เสวตรเ์ วช นางสาวหน่งึ หทัย นาคฤทธิ์
นางสาวปารชิ าติ ยอ้ ยพลแสน นางสาวณฐั กานต์ ชูคง
นางสาวอรทัย กาญจนพรหม นางสาววิจติ รา สังขเ์ สน
นายวีระยทุ ธ ศรโี ภคา นางสาวสริ ิมา ทะประสิทธ์จิ ติ
นางสาวนิภาพร กาสเสน็ นางสาวนัสเราะ บิลหลี
นางสาวซากยี ะห์ ประดู่ นางสาวฑฆิ ัมพร ภญิ โญ
นางสาวปยิ พรรณ เหมนุกลู
ชมรมรักษ์เกาะเต่า Mr. Chad Scott นายศิรชัย อรณุ รักษ์ติชัย
บรหิ ารจัดการโครงการ
หน่วยวิจยั ปะการังและสตั ว์พนื้ ทะเล
สถานวิจัยความเปน็ เลศิ ความหลากหลายทางชีวภาพแหง่ คาบสมุทรไทย
คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คำ� นำ�
ในระหว่าง ปี 2553 - 2555 ส�ำนัก ผลจากการด�ำเนินโครงการข้างต้น ก
อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรม ท�ำให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รับทราบ
ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ร่วมกับหน่วย ข้อมูลท้ังด้านสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
วิจัยปะการังและสัตว์พื้นทะเล สถานวิจัยความ คุณภาพส่ิงแวดล้อม ตลอดจนทัศนคติและความ
เป็นเลิศแห่งคาบสมุทรไทย คณะวิทยาศาสตร์ คิดเห็นของนักท่องเท่ียวและผู้ประกอบการท่ีมีต่อ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด�ำเนินโครงการ คุณภาพสิ่งแวดล้อมของเกาะเต่า และได้ให้ข้อคิด
รวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรธรรมชาติ เห็นที่ส�ำคัญหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างย่ิง
และสิ่งแวดล้อมทางทะเลบริเวณเกาะเต่า อ�ำเภอ การน�ำองค์ความรู้ต่างๆ มาประมวล เพื่อจัดท�ำ
เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ สถานภาพ คู่มือการเรียนรู้ระบบนิเวศและความหลากหลาย
แนวปะการัง แพลงก์ตอน สัตว์หน้าดินในทะเล ทางชีวภาพของเกาะเต่า ส�ำหรับเผยแพร่ให้กับ
พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิที่ส�ำคัญของเกาะ ประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา
เต่า เช่น ทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะ การคมนาคม และเยาวชน
สาธารณูปโภค แหล่งน�้ำธรรมชาติ การระบายน้�ำ
ทิ้ง และสถานท่ีส�ำคัญต่างๆ เพ่ือจัดท�ำฐานข้อมูล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มี
ส�ำหรับการวางแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภารกิจส�ำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร
และส่ิงแวดล้อมของเกาะเต่า นอกจากนี้ ยังได้ ชายฝั่งทะเลที่มีคุณค่าเหล่านี้ จึงได้จัดท�ำหนังสือ
ด�ำเนินโครงการสอบถามทัศนคติและความคิด เล่มน้ีข้ึนมาเพ่ือเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
เห็นของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการต่อสภาพ ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของเกาะเต่าให้กับนักเรียน
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกาะเต่า ท้ังคุณภาพ นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าท่ีภาครัฐจาก
แนวปะการัง แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล แรงจูงใจที่ หน่วยงานต่างๆ เพื่อจะได้ตระหนักถึงความส�ำคัญ
ท�ำให้เข้ามาท่องเท่ียว การจัดการส่ิงแวดล้อมบน และช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลอันมีค่า
เกาะเต่า และข้อเสนอแนะเพื่อการบริหารจัดการ น้ีให้ด�ำรงอยู่ตลอดไป
คุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ
เกาะเต่า เช่น โครงการศึกษาวิเคราะห์เขตการ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
จัดการการใช้ประโยชน์พื้นท่ีทางทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เกาะเต่า
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กติ ติกรรมประกาศ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ส�ำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ชายฝั่ง ขอขอบคุณนักวิจัยจาก สถาบันการศึกษา
และสถานวิจัยทุกท่าน ได้แก่ หน่วยวิจัยปะการัง
และสัตว์พ้ืนทะเล และหน่วยวิจัยพรรณพฤกษชาติ
ในคาบสมุทรไทย-มาเลย์ จากสถานวิจัยความเป็น
เลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่
ร่วมกันส�ำรวจข้อมูลความหลากหลายของส่ิงมีชีวิต
บริเวณเกาะเต่าและพื้นที่ใกล้เคียง
ขอขอบคุณสมาชิกชมรมรักษ์เกาะเต่า
ผู้ประกอบการร้านด�ำน้�ำ ครูสอนด�ำน้�ำ ผู้น�ำการด�ำ
น�้ำ ตลอดจนนักด�ำน้�ำอาสาสมัคร และช่างภาพใต้น้�ำ
ท่ีเอื้อเฟื้อภาพถ่ายใต้น�้ำ และข้อมูลต่างๆ ส�ำหรับ
การจัดการหนังสือคู่มือฉบับน้ี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ข Mr. Chad Scott และนายศิรชัย อรุณรกั ษต์ ชิ ยั
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
สารบญั หนา้
ค�ำน�ำ ก ค
กิตตกิ รรมประกาศ ข
สารบัญ ค
ระบบนิเวศแนวปะการัง ง
1
บทท่ี 1 องค์ความรู้และสถานภาพของระบบนเิ วศแนวปะการงั 5
36
บทท่ี 2 จุดก�ำเนิดและประเภทของแนวปะการัง 48
69
บทที่ 3 พืชและการปรบั ตวั ของพืชในแนวปะการงั 74
บทที่ 4 สัตว์ในแนวปะการัง 80
85
บทท่ี 5 สายใยอาหารในระบบนเิ วศแนวปะการงั 100
บทท่ี 6 ความส�ำคัญ และการใช้ประโยชนจ์ ากแนวปะการงั 110
111
บทที่ 7 ปัญหาและความเสอ่ื มโทรม
บทท่ี 8 แนวทางการจดั การพ้ืนท่ี
บทท่ี 9 แนวทางการศกึ ษาวจิ ยั และการติดตามการเปล่ยี นแปลงระบบนิเวศแนวปะการงั
เอกสารอ้างองิ
เฉลยคำ� ถาม
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บทที่ 1องค์ความรู้และสถานภาพของระบบนิเวศแนวปะการัง
แนวปะการัง เป็นระบบนิเวศทาง จ�ำเป็นต่อการมีชีวิตรอด แนวปะการังเป็นแหล่ง
ทะเลในเขตร้อน เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ อาหารและแหล่งสร้างรายได้ท่ีมีความส�ำคัญ
และพืชหลากหลายชนิด สัตว์ที่มีความส�ำคัญ มากในหลายประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก
มากท่ีสุดคือ “ปะการัง” ซ่ึงสามารถสร้างแนว และมหาสมุทรอินเดีย การเพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็ว
ปะการังได้ ปะการังเป็นสัตว์ท่ีแข็งแรง มองดู ของประชากรในบริเวณนี้ ส่งผลให้มีการพัฒนา
คล้ายกับหิน มีรูปร่างและขนาดท่ีหลากหลาย ชายฝั่งและการท�ำลายทรัพยากรเพิ่มข้ึนด้วย
การอยู่ร่วมกันของปะการัง สัตว์ชนิดอ่ืน ๆ และ ซ่ึงสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเร่ิมต้นที่ก่อให้เกิดความ
พืชในแนวปะการัง เกิดเป็นระบบนิเวศที่เรียก เสื่อมโทรมต่อแนวปะการังในหลายประเทศ
ว่า ระบบนิเวศแนวปะการัง บนโลกนี้ยังมีระบบ
นิเวศอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ระบบนิเวศป่าชาย
เลน ระบบนิเวศหาดทราย ระบบนิเวศป่าดิบชื้น
ระบบนิเวศพ้ืนท่ีชุ่มน�้ำ เป็นต้น
แนวปะการังเป็นระบบนิเวศเฉพาะ ท่ี
มีความอุดมสมบูรณ์สูงสุดบนโลกเนื่องจากมี
จ�ำนวนและชนิดของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแนว
ปะการังมาก พืชและสัตว์ในแนวปะการังมีความ
1 สัมพันธ์หลากหลายและซับซ้อน ซ่ึงมีความ
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
แนวปะการังเกาะเต่าและเกาะนางยวน
เกาะเต่า มีปะการังหลาก ทิศเหนือ เร่ิมต้ังแต่แหลมนางยวน 2
เร่ือยไปทางทิศตะวันออกถึงอ่าวม่วง จนสิ้นสุด
หลายชนิด เช่น ปะการังโขด ท่ีแหลมกล้วยเถื่อน แนวปะการังมีความกว้าง
(Porites lutea) ปะการัง ต้ังแต่ 30-100 เมตร สิ้นสุดที่ระดับความลึก
เขากวาง (Acropora spp.) ประมาณ 6-9 เมตร ปะการังส่วนใหญ่ขึ้นบนโขด
ปะการังลายดอกไม้ทะเล หิน ยกเว้นทางด้านทิศตะวันตกของแหลมกล้วย
(Pavona cactus และ เถ่ือน ท่ีมีกลุ่มปะการังบนพ้ืนทราย (Patch
Pavona decussata) Reef) ส่วนใหญ่มีสภาพสมบูรณ์ดี โดยมีปะการัง
ปะการังโต๊ะ (Acropora มีชีวิตปกคลุมพ้ืนที่บริเวณลาดชันประมาณ
spp.) ปะการังสมองร่องยาว ร้อยละ 25-30 และปะการังตายปกคลุม
(Platygyra daedalea) พื้นที่ร้อยละ 15-30 ส่วนกลุ่มปะการังโขด
ปะการังดอกกะหล่�ำ (Po- หิน มีสภาพสมบูรณ์ดีมาก แต่มีปะการังข้ึน
cillopora damicornis) อยู่น้อย ไม่เกินร้อยละ 50 ของพ้ืนท่ี โดยมี
ปะการังดาวใหญ่ (Diploas- ปะการังมีชีวิตปกคลุมพ้ืนที่ ร้อยละ 15-30
trea heliopora) ปะการัง และปะการังตาย ร้อยละ 5-10 ปะการังเด่น
ผิวยู่ย่ี (Porites rus) ปะการังถ้วยสมอง ท่ีพบ ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea)
(Lobophyllia sp.) ปะการังลายดอกไม้ ปะการังสมองร่องยาว (Platygyra daedalea)
(Pavona decussata) ปะการังดอกไม้ทะเล ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora)
(Goniopora sp.) ปะการังดอกเห็ด (Fungia และปะการังไฟแบบแผ่น (Millepora sp.)
sp.) และปะการังช่องหนาม (Echinopora
sp.) ซึ่งมีความหนาแน่นจนเกิดเป็นแนวปะการัง ทิศตะวันออก เริ่มต้ังแต่บริเวณแหลม
ริมฝั่ง ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ สภาพแนว กลว้ ยเถ่อื น ลงมาจนถงึ แหลมทรายแดง ปะการงั
ปะการังส่วนใหญ่เส่ือมโทรมมากจนถึงระดับ ที่พบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปะการังบนโขดหิน และ
สมบูรณ์ปานกลาง ส่วนทางทิศตะวันออกและ พบแนวปะการังริมฝั่งได้ในอ่าวที่หลบคลื่นลม
ทิศเหนือของเกาะส่วนใหญ่พบปะการังก่อตัวอยู่ อันได้แก่ อ่าวกล้วยเถื่อน อ่าวหินวง อ่าวโตนด
ตามแนวหิน และพบแนวปะการังริมฝั่งได้ในเว้ิง และอ่าวลึก แนวปะการังส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ
อ่าวท่ีหลบคลื่นลม ความกว้างของแนวปะการัง สมบูรณ์ดีจนถึงดีมาก มีปะการังมีชีวิตปกคลุม
ที่พบส่วนใหญ่อยู่ในช่วงต้ังแต่ 50-300 เมตร พื้นท่ีร้อยละ 30-60 และปะการังตายประมาณ
และก่อตัวถึงระดับความลึกของน�้ำประมาณ ร้อยละ 10-25 ปะการังที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่
3-12 เมตร มีพ้ืนท่ีของแนวปะการังประมาณ ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora)
1.61 ตารางกิโลเมตร โดยมีรายละเอียดเก่ียว ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังสมอง
กับสภาพความสมบูรณ์ของแนวปะการัง และ ร่องยาว (Platygyra daedalea) ปะการังไฟ
ชนิดของปะการังเด่น (Dominant species) แบบแผ่น (Millepora sp.)
แบ่งตามทิศต่างๆ ของเกาะ ดังน้ี
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ทิศใต้ เริ่มต้ังแต่บริเวณแหลมทรายแดง ความกว้างมากท่ีสุดที่บริเวณอ่าวหาดทรายรี
เร่ือยไปทางทิศตะวันตก ผ่านอ่าวเทียน แหลม แนวปะการังสิ้นสุดที่ระดับความลึก ประมาณ
ตาโต๊ะ อ่าวโฉลกบ้านเก่า ส้ินสุดท่ีแหลมเจต 5-8 เมตร สภาพความสมบูรณ์ของแนวปะการัง
ตาวัง แนวปะการังส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นแนว ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเส่ือมโทรมมากจนถึงระดับ
ปะการังริมฝั่งเฉพาะในอ่าว ส่วนบริเวณปลาย สมบูรณ์ปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่มีปะการังตาย
แหลมเท่าน้ันที่มีปะการังก่อตัวขึ้นบนแนวหิน ประมาณร้อยละ 25-70 ยกเว้นตรงบริเวณ
ความกว้างของแนวปะการังประมาณ 50-300 อ่าวแม่หาดมีสภาพปะการังสมบูรณ์ดีมาก โดย
เมตร โดยกว้างมากที่สุดบริเวณกลางอ่าวโฉลก มีปะการังมีชีวิตปกคลุมพื้นท่ีบริเวณลาดชัน
บ้านเก่า ส้ินสุดท่ีระดับความลึกประมาณ 3-7 ประมาณร้อยละ 70-80 ปะการังตายประมาณ
เมตร แนวปะการังที่อ่าวเทียนมีสภาพสมบูรณ์ดี ร้อยละ 20-30 ส่วนใหญ่ปะการังท่ีพบทางด้าน
มาก โดยมีปะการังมีชีวิตปกคลุมพ้ืนท่ีประมาณ ทิศตะวันตก ได้แก่ ปะการังลายดอกไม้ (Pa-
ร้อยละ 60-100 และปะการังตายไม่เกิน vona cuctus) ปะการังช่องหนาม (Echinno-
ร้อยละ 30 ปะการังท่ีพบมากคือ ปะการังเขา pora sp.) ปะการังดอกกะหล�่ำ (Pocillopora
กวาง (Acropora formosa) และปะการัง damicornis) ปะการังผิวยู่ย่ี (Porites rus) และ
โต๊ะ (Acropora hyacinthus) ขึ้นหนาแน่น ปะการังโขด (Porites lutea)
เป็นดงขนาดใหญ่มาก ส่วนที่อ่าวโฉลกบ้าน ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ส ถ า น ภ า พ แ น ว
เก่า แนวปะการังมีสภาพเสื่อมโทรมมาก ส่วน ปะการังบริเวณเกาะเต่า ในปี พ.ศ. 2531 ปี
ใหญ่มีปะการังมีชีวิตปกคลุมพ้ืนที่บริเวณลาด พ.ศ. 2532 และ ปี พ.ศ. 2534 กับปี พ.ศ. 2538-
ชันประมาณร้อยละ 10-30 และปะการังตาย 2540 ในกลุ่มเกาะเต่าที่มีการส�ำรวจ บริเวณ
ร้อยละ 60-90 ปะการังท่ีพบมีหลายชนิด เกาะนางยวน แหลมเทียน อ่าวเทียน หาดทราย
ได้แก่ ปะการังเขากวาง (Acropora for- รี บริเวณทิศเหนือ-ทิศใต้ พบว่าในปี 2531 มี
mosa) ปะการังโต๊ะ (Acropora hyacinthus) สภาพสมบูรณ์ลดลง ถึงระดับสมบูรณ์ปานกลาง
ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังดอก 2 สถานท่ี คือ อ่าวเทียนและหาดทรายรีด้านทิศ
กะหล�่ำ (Pocillopora damicornis) ปะการัง เหนือ และการส�ำรวจในปี 2538-2540 พบว่า
ดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora) ปะการัง เกาะนางยวนมีสภาพสมบูรณ์ดี ส่วนหาดทราย
ลายดอกไม้ (Pavona decussata) ปะการัง รีทางด้านทิศเหนือ-ทิศใต้มีระดับความสมบูรณ์
ดอกไม้ทะเล (Goniopora sp.) และปะการัง เพียงปานกลาง (กรมทรัพยากรทางทะเลและ
เห็ด (Fungia sp.) ชายฝั่ง, 2555 )
ทิศตะวันตก เร่ิมตั้งแต่บริเวณแหลม
เจตตาวังข้ึนไปทางทิศเหนือผ่านแหลมผักบุ้ง
อ่าวแม่หาด แหลม จปร. อ่าวหาดทรายรี จน
สิ้นสุดท่ีแหลมนางยวน พบปะการังก่อตัวได้ดี
เป็นแนวปะการังริมฝั่งเกือบตลอดแนว ยกเว้น
ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแหลมนางยวน
ซ่ึงปะการังก่อตัวบนแนวหิน ความกว้างของ
3 แนวปะการังประมาณ 50-200 เมตร โดยมี
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กิจกรรมท้าย บทท่ี 1
กิจกรรมที่ 1.1 : ฝึกตั้งค�ำถาม จากการสังเกต
สังเกตและฝึกถามค�ำถามเก่ียวกับแนวปะการัง
การต้ังค�ำถามที่ดี เป็นสิ่งส�ำคัญส�ำหรับนักวิทยาศาสตร์ ส�ำหรับกิจกรรมนี้ นักเรียนจะ
ต้องฝึกตั้งค�ำถามจากส่ิงที่สังเกตเห็น
ก) ศึกษารูปภาพ และรูปถ่ายแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง ศึกษาส่ิงมีชีวิตและ
ส่ิงที่นักเรียนสังเกตเห็น อย่างละเอียด
ข) ถ้าสามารถจัดกิจกรรมด�ำน้�ำแบบผิวน้�ำโดยใช้หน้ากาก ให้บรรยายบอกรายละเอียด
หรือวาดรูป ส่ิงที่สังเกตเห็น
ค) จดบันทึกสิ่งที่น่าสนใจในแนวปะการัง เช่น สีของปะการังท่ีเห็นมีสีอะไรบ้าง รูปร่างท่ี
แตกต่างของปะการัง ชนิดและรูปร่างของสัตว์ที่พบในแนวปะการัง
ง) ตั้งค�ำถามที่สงสัยเกี่ยวกับแนวปะการัง
จ) นักเรียนและผู้สอน ช่วยกันเลือกค�ำถามท่ีคิดว่าตรงประเด็นและท�ำให้เข้าใจได้ว่า ระบบ
นิเวศแนวปะการังท�ำงานอย่างไร
ฉ) จัดท�ำโปสเตอร์ “ค�ำถามของเรา” โดยใช้ รูปวาด และ/หรือ รูปถ่าย แสดงลักษณะแนว
ปะการังที่ศึกษา รวมถึงสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง รวมท้ังค�ำถามท่ีได้จากการศึกษา ติดโปสเตอร์
แสดงในช้ันเรียน และข้ันตอนสุดท้าย ท�ำการหาค�ำตอบจากค�ำถามท่ีต้ังขึ้น
ระบบนิเวศแนวปะการัง 4
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บทที่ 2
จุดก�ำเนิดและประเภทของแนวปะการัง
2.1 ความหมายของแนวปะการัง
แนวปะการัง คือ โครงสร้างภูมิศาสตร์ทางทะเลท่ีส่ิงมีชีวิตสร้างข้ึน แนวปะการังสร้าง
ข้ึนจากหินปูนแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) ซึ่งมีสีขาว มีความสัมพันธ์กับแร่ธาตุ
ท่ีเรียกว่า Limestone (หินปูน) แนวปะการังแนวหนึ่งจะรวมถึงพื้นท่ีปะการัง พ้ืนท่ีทราย และ
พื้นท่ีเศษปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ส่ิงมีชีวิตท่ีส�ำคัญท่ีสุดในการสร้างแนวปะการัง คือ ปะการัง
สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแนวปะการังน้ันนอกจากจะสร้างแนวหินแล้ว พืชและสัตว์ รวมทั้งการกระ
ท�ำของคลื่นอาจก่อให้เกิดการพังทลายของตัวหินปะการังเช่นกัน ซากท่ีเกิดจากการพังทลายน้ีจะ
สะสมและทับถมในแนวปะการัง นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า แนวปะการังเกิดจากความสมดุลย์ของ
กระบวนการสร้างและกระบวนการท�ำลายโครงสร้างหินปูนท่ีเกิดจากการกัดกร่อนและสะสมอยู่ที่
พื้น
5 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
2.2 บริเวณท่ีพบปะการัง
ปะการังต้องการสภาพเฉพาะในการด�ำรงชีวิตและเจริญเติบโต ความต้องการของ
ปะการังที่ส�ำคัญท่ีสุด คือ แสงอาทิตย์ และน้�ำที่มีอุณหภูมิสูงในทะเลเขตร้อน ดังนั้นแนวปะการัง
จะพบเฉพาะในพื้นที่ท่ีมีสภาพเช่นนี้เท่าน้ัน ปะการังต้องการแสงอาทิตย์เพ่ือการเจริญเติบโต และ
ก่อตัวเป็นแนวหินปะการัง ปริมาณของแสงอาทิตย์ท่ีส่องผ่านน�้ำทะเล จะเป็นตัวจ�ำกัดความลึกที่
ปะการังสามารถเจริญเติบโตได้ ปะการังส่วนมากพบในบริเวณชายฝั่งน้�ำต้ืนท่ีมีความลึกน้อยกว่า
50 เมตร ในพ้ืนท่ีท่ีลึกมากกว่า 100 เมตรจะมีแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของ
ปะการัง (รูปที่ 2.1) น�้ำทะเลบนไหล่ทวีปและรอบ ๆ เกาะนั้นจะมีความต้ืนเพียงพอต่อการเจริญ
เติบโตของปะการัง
อุณหภูมิของน้�ำมีความส�ำคัญต่อการเจริญเติบโตของปะการังเช่นกัน ปะการังจะก่อแนว
ปะการังเมื่ออุณหภูมิของน้�ำสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส ดังนั้นพ้ืนที่เขตร้อนจึงเป็นบริเวณที่จะพบแนว
ปะการังมากท่ีสุดในโลก พ้ืนที่เขตร้อนอยู่ระหว่าง Tropic of Capricorn (บริเวณใต้เส้นศูนย์สูตร)
และ The Tropic of Cancer (เหนือเส้นศูนย์สูตร) พื้นที่นี้รวมถึงมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทร
แปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก ทะเลแคริบเบียน และทะเลแดง
6
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
รูปที่ 2.1 แสงท่ีทะลุผ่านในน้�ำลึก
(A) บริเวณผิวหน้าความเข้มแสงจะสูง
(B) เม่ือน�้ำลึกข้ึนระดับแสงจะลดลงเนื่องจากถูกน�้ำดูดซับไว้
(C) และถ้าน�้ำลึกมาก แสงจะผ่านมาได้ไม่มาก
รูปที่ 2.2 บริเวณที่พบแนวปะการัง
การแพร่กระจายของปะการังท่ีสร้างแนวปะการังนั้นได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น
ความเค็มของน้�ำ ความใสของน�้ำ ปริมาณตะกอนในน้�ำ และพ้ืนที่ที่ปะการังสามารถเจริญเติบโต
ถ้าความเค็มของน�้ำต�่ำกว่า 27 ppt ปะการังจะเจริญเติบโตช้า หรือไม่สามารถมีชีวิตรอด ปะการัง
ชอบพื้นท่ีน้�ำใส ในบริเวณใกล้ฝั่งตะกอนจากแผ่นดินจะถูกชะล้างโดยฝนลงสู่แม่น�้ำ และไหลลง
สู่น้�ำทะเลในเขตปะการัง ท�ำให้น้�ำทะเลขุ่น แสงทะลุผ่านได้น้อย ดังน้ันปะการังจึงเติบโตได้ยาก
ในบริเวณน�้ำขุ่น
ตะกอนดินทับถมบนกลุ่มปะการังท�ำให้ปะการังตายได้ เน่ืองจากปะการังไม่สามารถก�ำจัด
ตะกอนออกจากตัวได้เร็วเพียงพอ ปริมาณตะกอนจึงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการมีชีวิตรอดของปะการัง
ตัวอ่อนของปะการังไม่สามารถลงเกาะบนพ้ืนทรายได้ จึงต้องการพ้ืนล่างที่แข็งเพื่อลง
เกาะ เช่น หิน ซากปะการังที่ตายแล้วหรือหอยที่ตกอยู่บนพ้ืน เม่ือลงเกาะแล้วก็จะพัฒนาไปเป็น
7 ก้อนปะการังต่อไป
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ประเภทของแนวปะการัง
แนวปะการังก่อก�ำเนิดในรูปแบบท่ีแตกต่างกัน จึงท�ำให้แนวปะการังแต่ละบริเวณไม่
เหมือนกัน
แนวปะการังมี 3 ประเภท คือ
1. Fringing reefs เป็นแนวปะการังที่เกิดขึ้นอยู่ติดชายฝั่ง บริเวณแนวลาดชันบนไหล่ทวีป
หรือรอบ ๆ เกาะในทะเลนอก แนวปะการังน้ีจะเป็นแนวอยู่ตามแนวชายฝั่ง ซ่ึงเกิดจากการเติบโต
ของปะการังในน�้ำต้ืนใกล้ชายฝั่ง แนวปะการังรูปแบบนี้ ในหลายพ้ืนที่ของโลกได้รับความเสีย
หายจากกิจกรรมของมนุษย์ เนื่องจากอยู่ใกล้กับชายฝั่งและง่ายต่อการเข้าถึง ปัญหาจากตะกอน
สารอาหาร และน�้ำจืดจากแม่น�้ำท่ีไหลลงสู่ทะเล สามารถท�ำให้เกิดความเสียหายต่อปะการังได้ แนว
ปะการังในประเทศไทย รวมท้ังแนวปะการังที่เกาะเต่าจัดเป็นแนวปะการังประเภทนี้
2. Barrier reefs เป็นแนวปะการังที่เกิดขึ้นอยู่นอกชายฝั่งออกไปมากกว่า fringing
reefs ซึ่งเกิดจากการเพิ่มข้ึนของระดับน้�ำทะเลที่สูงข้ึน แนวปะการังแบบ barrier reefs ที่ใหญ่
ที่สุดคือเกรท แบริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) อยู่ทางตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย มี
ความยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร และยังพบแนวปะการังแบบ barrier reefs ที่อื่นๆ ได้แก่
แคริเบียน ฟิจิ และบริเวณอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก รูปแบบปะการังแบบ barrier reefs น้ีได้รับ
ผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์น้อยกว่าแบบ fringing reefs เนื่องจากอยู่ไกลจากชายฝั่ง ใน
ประเทศไทยไม่พบแนวปะการังลักษณะน้ี
3. Atoll เป็นแนวปะการังที่อยู่ในทะเลลึกไกลจากชายฝั่งมาก เกิดอยู่บนเกาะภูเขาไฟ
ใต้น้�ำกลางมหาสมุทร มีลักษณะคล้ายวงแหวน ที่ล้อมรอบทะเลสาบน้�ำเค็ม แนวปะการังประเภท
น้ีจะมีบริเวณท่ีเป็นหาดทรายซ่ึงเกิดจากการสลายตัวของโครงสร้างหินปูนของปะการัง
ชาร์ล ดาร์วิน เป็นผู้เสนอทฤษฎี การเกิดแนวปะการังทั้งสามแบบไว้ โดยกล่าวว่า เม่ือ
ภูเขาไฟบนเกาะสงบลง ก็จะเกิดปะการังเติบโตรอบๆ ชายฝั่งและตายทับถมกัน ซ่ึงแนวปะการัง
ระยะน้ีเรียกว่า fringing reefs จากนั้นเม่ือเวลาผ่านไป ภูเขาไฟจะเร่ิมจมตัวลงช้าๆ และปะการัง
ก็เติบโตและตายทับถมกันมากข้ึน ท�ำให้แนวปะการังอยู่ห่างจากชายฝั่งและไกลออกไป เรียกแนว
ปะการังระยะน้ีว่า barrier reefs และเมื่อภูเขาไฟจมตัวลงต�่ำกว่าระดับน้�ำทะเล จะท�ำให้เห็นแนว
ปะการังเป็นรูปวงแหวน มีทะเลสาบน�้ำเค็มอยู่ภายใน เรียกว่า atoll (รูปท่ี 2.3และ2.4)
ก ขค 8
รูปท่ี 2.3 แนวปะการังแบบ (ก) fringing reefs (ข) barrier reefs (ค) atoll
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ก ขค
รูปที่ 2.4 แนวปะการังแบบ (ก) fringing reefs (ข) barrier reefs (ค) atoll
2.3 Reef zones
แนวปะการังจะมีรูปแบบของลักษณะทางภูมิประเทศท่ีแตกต่างกัน ปัจจัยหลักที่เป็นตัว
ก�ำหนดรูปแบบและต�ำแหน่งของแนวปะการังคือทิศทางของลม ทิศทางของลมจะเป็นตัวก�ำหนด
ทิศของคล่ืน และผลกระทบของคล่ืนจะเป็นตัวแบ่งลักษณะภูมิประเทศซึ่งได้รับผลจากคลื่นจาก
มากไปน้อย พื้นท่ีในแนวปะการังทั่วไปจะแบ่งเป็น ปะการังแนวลาดชัน (reef slope) ปะการัง
แนวสัน (reef crest หรือ reef edge) และปะการังแนวราบ (reef flat) สัตว์ที่อาศัยในบริเวณ
ต่างๆ ของแนวปะการัง ก็จะมีความแตกต่างกัน เช่น สัตว์ท่ีสามารถทนทานต่อคล่ืนสูง จะสามารถ
อาศัยในบริเวณแนวสันได้ บริเวณท่ีเป็นแอ่งทะเลสาบจะสามารถพบสัตว์ท่ีชอบน�้ำนิ่ง ไม่มีคล่ืน
อาศัยบนหรือในดินตะกอน
9 รูปท่ี 2.5 เขตต่างๆ ในแนวปะการัง
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ระบบนิเวศแนวปะการัง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
ปะการังแนวลาดเอียง ตามแนวลาดชัน ส่งผลให้ปะการังอยู่รอดได้ยาก 10
(Reef slope) บริเวณด้านล่างของแนวปะการัง เน่ืองจากแสง
ปะการังแนวลาดเอียง เป็นบริเวณที่ ไม่เพียงพอ ไม่มีพ้ืนท่ีแข็งส�ำหรับลงเกาะ และ
มีความหลากหลายของปะการังสูง เนื่องจาก มีการไหลของทรายจากด้านบนลงไปทับถม
บริเวณน้ีได้รับผลกระทบจากคล่ืนน้อย และ ด้านล่าง ในแนวปะการังแบบ atoll บริเวณ
ปะการังอยู่ใต้น�้ำตลอดเวลา ไม่ค่อยได้รับผล reef slope จะมีความชันมาก และยาวหลาย
กระทบจากกิจกรรมของมนุษย์เท่าใดนัก และ ร้อยเมตรจนถึงพื้นทะเล ปะการังบริเวณนี้จะ
มีการไหลผ่านของกระแสน�้ำ ซึ่งจะช่วยพัดพา พบได้ในความลึกที่ถูกจ�ำกัด ในบางพ้ืนท่ี ที่น�้ำ
ตะกอนออกจากแนวปะการัง สภาพแวดล้อม ใสมากปะการังสามารถเติบโตได้ท่ีความลึกถึง
เหมาะสมต่อการเติบโตของปะการังหลาย ๆ 60-70 เมตร
ชนิด ส่งผลให้บริเวณนี้ มีความหลากหลาย
ของรูปร่าง และขนาดของปะการังสูง ใน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
แนวปะการังแบบ fringing reef พ้ืนของแนว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ปะการังจะเป็นพ้ืนทราย จึงท�ำให้ชิ้นส่วน
ปะการัง และตะกอนต่างๆ มักไหลลงสู่ด้านล่าง
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
สันปะการัง (Reef edge หรือ Reef crest)
สันปะการัง เป็นบริเวณท่ีรับผลกระทบ พัดพาไปสู่บริเวณปะการังแนวราบ (reef flat)
จากคลื่นมาก ปะการังในบริเวณน้ีจะมีลักษณะ ในบางพ้ืนที่ท่ีคลื่นแรงมาก ท�ำให้ปะการังไม่
ก่ิงส้ัน ทรงเต้ีย และแข็งแรง เพ่ือที่จะสามารถ สามารถเติบโตได้ และมักพบสาหร่ายเจริญ
ทนต่อแรงของคล่ืนได้ เนื่องจากบริเวณนี้เป็น เติบโตแทนที่ ส่วนปะการังน้ันจะสามารถเติบโต
บริเวณน้�ำตื้น และจะโผล่พ้นน้�ำเม่ือน้�ำลงต่�ำ ได้บริเวณท่ีต่�ำกว่าสันปะการังเล็กน้อย สภาพ
สุด และมีสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงบ่อย ดังกล่าวพบได้ในแนวปะการังแบบ atoll และ
ปะการังบริเวณน้ีจะเติบโตเร็ว สืบพันธุ์ก่อน barrier reefs
ท่ีจะมีพายุเข้า เน่ืองจากคลื่นท่ีแรงและช่วงท่ี
น�้ำลงต�่ำมาก จะท�ำให้ปะการังบางส่วนตายได้
และเป็นบริเวณที่มีการลงเกาะของปะการังชนิด
อ่ืนๆ มาก ซ่ึงกล่าวได้ว่าบริเวณสันปะการังเป็น
บริเวณท่ีมีการหมุนเวียนของชนิดปะการังมาก
11 ช้ินส่วนของปะการังท่ีหักจากบริเวณนี้ จะถูก
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ปะการังแนวราบ (Reef flat) ค�ำถาม :
ปะการังแนวราบเป็นบริเวณที่น้�ำตื้น
มาก และมักจะโผล่พ้นน้�ำในช่วงท่ีน�้ำลงต�่ำสุด นักเรียนคิดว่าพืชและสัตว์ที่
และเน่ืองจากเป็นบริเวณที่น�้ำต้ืน น�้ำมีความ อาศัยอยู่บริเวณ reef flat มีการปรับ
ร้อนสูงในช่วงกลางวัน ในช่วงท่ีฝนตกน�้ำทะเล ตัวอย่างไรต่อสภาพ น้�ำลดลงต่�ำ ความ
จะถูกเจือจาง ส่งผลให้ความเค็มลดลง พืชและ เค็มต�่ำ และอุณหภูมิสูง
สัตว์ที่อาศัยบริเวณน้ีจึงต้องมีความสามารถ
ในการปรับตัวให้อยู่รอดได้ในสภาพท่ีน้�ำน้อย 12
และความเค็มแปรปรวน บริเวณปะการังแนว
ราบของแนวปะการังแบบ fringing reef จะ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
พบสาหร่ายและหญ้าทะเลเติบโต บริเวณพื้น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ทรายและโคลนใกล้กับชายฝั่ง
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
2.5 ปะการัง-ผู้สร้างแนวปะการัง
ปะการังเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในไฟลัมไนดาเรีย (Cnidaria) ซึ่งเปล่ียนจาก
เดิมท่ีเคยจัดอยู่ในไฟลัมซีเลนเตอลาตา (Coelenterata) ปะการังอยู่ในไฟลัมเดียวกับดอกไม้ทะเล
และแมงกะพรุนและเน่ืองจากกลุ่มของปะการังนั้นก่อตัวรูปร่างคล้ายก้อนหิน บางครั้งจึงเรียกว่าหิน
ปะการัง ปะการังจะมีการแบ่งโครงสร้างล�ำตัวแบบง่าย ๆ อยู่ติดกันเป็นโคโลนี รูปที่ 2.6 แสดงโค
โลนีปะการังท่ีเกิดจากปะการังหลาย ๆ ตัวมาอยู่ร่วมกัน
รูปท่ี 2.6 โคโลนีของปะการังซึ่งเกิดจากตัวปะการังจ�ำนวนมากที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
13 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
โคโลนีปะการัง (Colony)
ปะการังแต่ละโคโลนีน้ันประกอบด้วยปะการังตัวเล็กๆ อยู่รวมกันเป็นจ�ำนวนมาก โดย
แต่ละตัว เรียกว่าโพลิป (polyp) โพลิปแต่ละตัวจะมีการเชื่อมติดกันของเนื้อเย่ือและวางตัวเรียง
กันไปเป็นช้ัน ก่อให้เกิดเป็นชั้นท่ีปกคลุมโครงร่างแข็ง เน้ือเยื่อปะการังหรือชั้นของโพลิปนี้จะท�ำให้
โครงร่างแข็งของปะการังสร้างโคโลนีปะการัง การรวมตัวของโพลิปปะการังมีหลายรูปแบบ แนว
ปะการังจึงมีโคโลนีปะการังที่มีรูปร่างแตกต่างกันมากมาย
รูปที่ 2.7 ภาพตัดขวาง แสดงถึงส่วนต่าง ๆ ของตัวปะการัง 14
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Polyp ปะการัง
โพลิปปะการังแต่ละตัวนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับถุงน่ิม ๆ ขนาดเล็ก 1 อันท่ีบรรจุอยู่ใน
ช่องหินปูน (corallite) ซึ่งเป็นโครงร่างแข็งของปะการัง โดยส่วนบนสุดของโพลิปแต่ละตัวจะมี
หนวดอยู่รอบ ๆ ปาก ส่วนภายในโพลิปจะมีกระเพาะส�ำหรับย่อยอาหารท่ีดักจับโดยหนวด ภายใน
กระเพาะอาหารเป็นผนังเนื้อเยื่อบางซึ่งเรียกว่า mesenteries การเชื่อมติดกันของโพลิปทั้งหมด
ในโคโลนีปะการังนั้นเกิดจากการขยายเนื้อเย่ือ ระบบประสาทและการย่อยอาหารของโพลิปแต่ละ
อันจะเชื่อมโยงถึงกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าหากไปสัมผัสเบา ๆ ท่ีโพลิปตัวหน่ึง โพลิปตัวท่ีถูกสัมผัสนั้น
จะหุบหนวดและโพลิปท่ีอยู่ใกล้เคียงก็จะหุบหนวดเช่นกัน
รูปท่ี 2.8 ตัวปะการังวางอยู่บนโครงร่างหินปูนของปะการัง ตรงกลางคือปากของปะการังแต่ละตัว
15 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
โครงร่างแข็งของปะการัง
โครงร่างแข็งของปะการังเป็นโครงร่างแข็งภายนอกเนื้อเย่ือ ที่เกิดจากหินปูน calcium
carbonate ที่สะสมอยู่ใต้เนื้อเยื่อของปะการังแต่ละตัว
2.6 ปะการังเติบโตได้อย่างไร
การเพ่ิมขนาดของโคโลนีปะการังนั้นสามารถเพ่ิมได้ง่ายและรวดเร็วเนื่องจากโคโลนี
ปะการังนั้นสร้างจากโพลิปของปะการัง โดยโพลิปปะการังแต่ละตัวจะมีความสามารถในการแตก
ช่อโพลิปขึ้นใหม่ การแตกช่อนี้เป็นการเติบโตในเน้ือเยื่อของโพลิปท่ีก่อให้เกิดโพลิปใหม่ข้ึนมา
(รูปที่ 2.9) ปะการังเกิดการแตกช่อมากเท่าไร ก็จะเติบโตเร็วมากขึ้นเท่าน้ัน รูปแบบการแตกช่อที่
แตกต่างกันของปะการังนั้นก่อให้เกิดรูปร่างของโคโลนีปะการังท่ีแตกต่างกันในแนวปะการังด้วย
รูปที่ 2.9 ปะการังแต่ละตัวอาจจะเติบโตโดยการแตกช่อออกเป็นปะการังอีกตัวอยู่ติดกัน และมันจะ
แตกช่อออกเป็นตัวปะการังจ�ำนวนมากเช่ือมติดกัน ซ่ึงเรียกว่า โคโลนีปะการัง
2.7 ปะการังกินอะไร สาหร่ายซูแซนเทลล่ี 16
ภายในเนื้อเยื่อปะการังมีสาหร่ายเซลล์เดียวท่ีมี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ขนาดเลก็ มากอาศยั อยู่ สาหรา่ ยเซลลเ์ ดยี วนคี้ อื ซแู ซนเทลล่ี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
(Zooxanthellae) ซ่ึงสามารถสังเคราะห์แสงได้เช่น
เดียวกันกับพืชบนบกท่ัวไป โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์
ผลิตคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจนออกมา คาร์โบไฮเดรตที่
ซูแซนเทลล่ี ผลิตได้นั้นจะส่งไปให้โพลิปปะการังประมาณ
90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโพลิปจะใช้เป็นอาหารและพลังงานใน
การเจริญเติบโต สืบพันธุ์ แข่งขันกับปะการังหรือสัตว์
อื่นๆ รวมทั้งใช้ในการสะสมหินปูนเพ่ือสร้างโครงร่าง
แข็งของปะการัง
นอกจากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายเพื่อน
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
ร่วมบ้านท่ีอาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อปะการังแล้ว ปะการังยังสามารถรับอาหารจากแหล่งอ่ืนได้อีก
โดยในปะการังท่ีไม่มีซูแซนเทลลี่อาศัยอยู่ด้วยน้ันจะสามารถกินอาหารโดยการใช้หนวดท่ีมีเข็ม
พิษจับอานุภาคอาหารขนาดเล็ก เช่น แพลงก์ตอน ที่ลอยอยู่ในน้�ำ อาหารจะผ่านปากเข้าไปย่อย
ภายในช่องถุงของโพลิป นอกจากนี้ปะการังสามารถยื่นเส้นใย ออกมาจากในปากเพ่ือย่อย และ
ดูดซึมอาหาร และบางคร้ังก็สามารถดูดซึมสารอาหารโดยผ่านผนังเน้ือเยื่อได้โดยตรง
รูปท่ี 2.10 สาหร่ายซูแซนเทลล่ีภายในเน้ือเยื่อปะการัง เป็นตัวให้อาหารแก่ตัวปะการัง
17 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กลไกการกินอาหารของปะการังมี 4 แบบ คือ
1. การกินอาหารโดยการล่าเหยื่อ (Predation feeding)
ปะการังซ่ึงหาอาหารโดยการล่าเหยื่อน้ีจะใช้หนวดในการหาอาหาร หนวดของปะการัง
แต่ละชนิดจะมีจ�ำนวนและขนาดที่แตกต่างกันไป บริเวณปลายหนวดจะมีเข็มพิษอยู่ ปะการัง
จะใช้เข็มพิษแทงเหยื่อและใช้หนวดจับเหย่ือเข้าปาก
นอกจากใช้หนวดในการจับเหย่ือกินเป็นอาหารแล้ว ปะการังยังมีวิธีการจับเหยื่อวิธีอ่ืนอีก
คือ การปล่อยตาข่ายน้�ำเมือก ซึ่งจะท�ำงานสัมพันธ์กับเข็มพิษ โดยจะถูกกระตุ้นจากโปรตีนที่เหย่ือ
ปล่อยออกมา เช่น แพลงก์ตอนสัตว์ การจับอาหารวิธีน้ี ปะการังจะปล่อยเข็มพิษออกมาจับเหย่ือ
เมื่อเหย่ือดิ้นปะการังก็จะปล่อยน�้ำเมือกออกมา น�้ำเมือกท่ีปะการังปล่อยออกมาน้ียังมีประโยชน์
ต่อการกลืนอาหาร และการล�ำเลียงอาหารอีกด้วย โดยช่วยให้กลืนและขนย้ายอาหารได้สะดวกข้ึน
ส�ำหรับปะการังท่ีมีหนวดส้ัน จะไม่สามารถจับเหยื่อและยื่นอาหารเข้าสู่ปากได้ ดัง
น้ันจึงต้องยื่นเส้นใย ซึ่งมีลักษณะคล้ายท่อออกไป เส้นใยน้ีจะมีต่อมปล่อยน�้ำย่อยและน้�ำเมือก
การยื่นของเส้นใยน้ีจะอาศัยปฏิกิริยาของอาหารท�ำนองเดียวกับการปล่อยเข็มพิษ และตาข่ายน�้ำ
เมือกหลังจากท่ีปล่อยเส้นใยออกมาจับเหยื่อแล้วก็จะท�ำการย่อยและดูดซึมอาหารโดยตรง โดย
ไม่ต้องมีการกลืนอาหาร
2. การกินอาหารท่ีแขวนลอยในน�้ำ (Suspension feeding)
ปะการังที่กินอาหารซ่ึงแขวนลอยอยู่ในน้�ำ จะใช้หนวดในการจับอาหารเช่นกัน การกิน
อาหารแบบนี้จะพบในปะการังท่ีมีโพลิปขนาดใหญ่ โดยส่วนมากจะย่ืนโพลิปเพ่ือกินอาหารในเวลา
กลางคืน เน่ืองจากมีแพลงก์ตอนหรืออาหารมากกว่าในเวลากลางวัน หรือจะยื่นตัวออกมาเมื่อหิว
3. การกินโดยการดูดซึมอาหาร (Osmotic feeding)
ปะการังได้รับอาหารจากการแพร่ซึมผ่านโดยตรงโดยอาศัยกระบวนการแรงตึงผิว
สารอนินทรีย์พวกฟอสฟอรัส ไนโตรเจน และแคลเซียมท่ีละลายอยู่ในน้�ำ ปะการังดูดซึมสาร
ไนโตรเจนจากโปรตีนท่ีลอยอยู่ในน�้ำ โดยการซึมผ่านผิวปะการัง และขับออกในรูปของเสีย เช่น
แอมโมเนีย
4. การกินอาหารจากการสังเคราะห์แสง (Autotrophic feeding)
ปะการังจะได้รับสารอาหารและพลังงานจากกระบวนสังเคราะห์แสงของสาหร่าย
ซูแซนเทลลี่ อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อปะการัง
ระบบนิเวศแนวปะการัง 18
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
การย่อยอาหารและขับถ่ายของเสีย
หลังจากที่ปะการังจับอาหารได้ ขนาด
ของอาหารที่จับไว้น้ันมักจะมีขนาดใหญ่กว่า
อวัยวะที่ท�ำการย่อยอาหาร ดังน้ันจึงมีการย่อย
อาหารภายนอกตัวให้มีขนาดเล็กลงก่อน โดย
โปรตีนจากอาหารจะไปกระตุ้นให้น้�ำย่อยโปร
เตสหล่ังออกมาภายนอกตัว เพ่ือย่อยอาหาร
ให้มีขนาดเล็กลงเป็นโพลีเปปไทด์ หลังจากนั้น
อาหารจะถูกส่งเข้าภายในล�ำตัวและมีการย่อย
อีกครั้งโดยน�้ำย่อยหลายชนิด เช่น ไลเปสและ
ไกลโคจีเนส ส่วนของเสียที่ถูกก�ำจัดออกมานั้น
เป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการย่อยโปรตีน
เช่น แอมโมเนีย เป็นต้น
2.8 ปะการังสร้างแนวปะการังได้อย่างไร
โครงสรา้ งแนวหินปนู ท่ีก่อตัวขึน้ ใต้ทะเลน้นั แรกเร่มิ เกดิ จากปะการงั ท่มี สี าหร่ายซูแซนเทลล่ี
อาศัยร่วมอยู่ด้วย ซ่ึงเรียกปะการังชนิดที่สร้างโครงร่างหินปูนนี้ว่า Hermatypic coral ส่วนปะการัง
ที่ไม่มีสาหร่ายอาศัยอยู่ด้วย เรียกว่า Ahermatypic coral
ปะการังชนิดที่มีสาหร่ายซูแซนเทลล่ี อาศัยอยู่ด้วยน้ันจะสร้างโครงร่างแข็งหินปูนได้
รวดเร็วมากกว่าปะการังท่ีไม่มีสาหร่ายซูแซนเทลล่ีประมาณ 2-3 เท่า ความสัมพันธ์ระหว่างปะการัง
และสาหร่ายซูแซนเทลลี่น้ีเรียกว่า Symbiosis คือการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันของส่ิงมี
ชีวิต โดยเรียกส่ิงมีชีวิตที่มีขนาดเล็กกว่าว่า ผู้อาศัย ในท่ีน้ีก็คือสาหร่าย ส่วนส่ิงมีชีวิตที่มีใหญ่กว่า
เรียกว่า เจ้าบ้าน ซึ่งก็คือปะการังน่ันเอง
19 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
2.9 ปะการังใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร
การสืบพันธุ์เป็นส่ิงส�ำคัญต่อการด�ำรงเผ่าพันธุ์ของสัตว์ท่ีเกาะอยู่กับที่อย่างปะการังเป็น
อย่างมาก เน่ืองจาก ถ้าบริเวณนั้นมีสภาพแวดล้อมท่ีเปลี่ยนแปลงไป จนปะการังไม่สามารถปรับ
ตัวได้ ปะการังก็จะไม่สามารถเคล่ือนท่ีออกไปจากบริเวณน้ันได้ ดังน้ัน วิธีการแก้ปัญหาน้ี ประการ
หน่ึงคือการสร้างตัวอ่อนปะการังที่เกิดจากการปฏิสนธิ และปล่อยไปในมวลน�้ำ ตัวอ่อนที่ผลิตขึ้นมา
น้ีจะสามารถเคลื่อนท่ีไปยังท่ีอ่ืน และสร้างกลุ่มประชากรใหม่ในท่ีอยู่อาศัยแห่งใหม่ กระบวนการ
น้ีเป็นกระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
นอกจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศแล้วปะการังยังมีทางเลือกอีกประการหน่ึงคือ ปะการัง
อาจจะแตกออกเป็นช้ินเล็ก ๆ ที่สามารถด�ำรงชีวิตต่อไปได้ เรียกว่า การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
ระบบนิเวศแนวปะการัง รูปท่ี 2.11
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ป ะ ก า รั ง ท่ี ไ ม ่ มี
ส า ห ร ่ า ย ซู แ ซ น เ ท ล
ลี่ อยู่ด้วยส่วนมาก
น้ัน ไม่สามารถสร้าง
แนวปะการังได้เช่น
ปะการังถ้วยส้ม Tur-
bastrea spp.
20
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
การสืบพันธุ์ของปะการัง
1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
ก ลุ ่ ม ข อ ง ป ะ ก า รั ง น้ั น เ ริ่ ม ต ้ น ก า ร มี
ชีวิตโดยการเป็นตัวอ่อนที่เรียกว่าพลานูลา
(Planula) ซ่ึงเป็นผลผลิตจากการสืบพันธุ์แบบ
อาศัยเพศของปะการัง ตัวอ่อนนี้สามารถเคล่ือน
ย้ายออกห่างจากกลุ่มปะการังพ่อแม่พันธุ์
อาจจะลงเกาะที่บริเวณอีกด้านหนึ่งของแนว
ปะการัง หรืออาจลงเกาะในแนวปะการังแหล่ง
อ่ืนก็ได้ เม่ือตัวอ่อนพบแหล่งอาศัยท่ีเหมาะสมก็
จะลงเกาะบนพื้นแข็ง หลังจากน้ันจะพัฒนาเป็น
ตัวปะการังท่ีเรียกว่าโพลิป จากนั้นโพลิปจะเริ่ม
สร้างโครงร่างแข็ง และแบ่งตัวเป็นโพลิปใหม่
หลาย ๆ ตัว จนพัฒนากลายเป็นกลุ่มปะการัง
หรือโคโลนีปะการัง
เซลล์สืบพันธุ์ของปะการัง หมายถึง
เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และไข่ โพลิปหนึ่งตัวท่ี
สามารถผลิตได้ท้ังเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และไข่
ปะการังตัวน้ัน เรียกว่า Hermaphrodite หรือ
เป็นกะเทยนั่นเอง แต่ถ้าหากว่าโพลิป สร้างไข่
หรือสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ เพียงอย่างใดอย่าง
หนึ่ง ปะการังตัวน้ันเรียกว่า Dioecious
โพลิปจ�ำนวนมากของปะการังจะ
ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาทางปากของมันออก
สู่มวลน้�ำ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า การปล่อย
ไข่ (Spawning)
21 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้จะผสมกับไข่นอกตัว
ปะการัง การผสมพันธุ์นอกตัวนี้ เรียกว่า การ
ผสมภายนอก ปะการังท่ีมีการสืบพันธุ์โดยการ
ผสมพันธุ์ภายนอกน้ีเรียกว่า Spawners
นอกจากนี้ยังมีการผสมพันธุ์อีกวิธีหนึ่ง
คือ ไข่จะผสมพันธุ์ภายในโพลิปของปะการัง ซึ่ง
เรียกว่าการผสมพันธุ์ภายใน ปะการังที่มีการ
ผสมพันธุ์ภายในจะเรียกว่า Brooders
รูปที่ 2.12 การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของ ตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่
ปะการัง การออกไข่ และสเปิร์มภายนอกตัวของปะการังนั้นจะมี
การพัฒนาในน�้ำทะเล ตัวอ่อนจะถูกพัดพาไป
ตามกระแสน้�ำ และลงเกาะในแนวปะการัง ซึ่ง
บางคร้ังก็จะลงเกาะห่างจากแนวปะการังเดิม
หลายกิโลเมตร
ปัจจุบันพบว่าปะการังจ�ำนวนมากจะ
ปล่อยไข่ในเวลาเดียวกันในเวลาไม่ก่ีวันของ
แต่ละปี การปล่อยไข่ออกมาพร้อมกันนี้ช่วยให้
มีเซลล์สืบพันธุ์ของปะการังลอยอยู่ในน�้ำจ�ำนวน
มาก ซึ่งท�ำให้เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และไข่มีโอกาส
การผสมพันธุ์กันง่ายขึ้นและมากข้ึน อีกท้ังยัง
ลดอัตราการตายจากการถูกกินโดยศัตรูอีกด้วย
ส�ำหรับปะการังท่ีมีการผสมพันธุ์ภายใน
ตัวนั้น ตัวอ่อนจะมีการพัฒนาและว่ายน้�ำหา
ท่ีเหมาะสมลงเกาะ บางคร้ังตัวอ่อนจะว่ายน้�ำ
เพียงระยะส้ันและส่วนมากจะลงเกาะห่างจาก
กลุ่มพ่อแม่ไม่มากนัก
รูปท่ี 2.13 ตัวอ่อนปะการัง ที่เกิดจากการ 22
ผสมพันธุ์ของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และไข่
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ รูปที่ 2.14 ปะการังก่ิงท่ีถูกคลื่นกระแทกกิ่งหัก
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของ (a) สามารถด�ำรงชีวิตและเติบโตอยู่ได้
ปะการังนั้นเป็นทางเลือกอีกทางหน่ึงของการ (b) ส่วนกิ่งหักอีกชิ้นน้ันตาย
สร้างปะการัง โคโลนีใหม่ ท่ีเรียกว่าการสืบพันธุ์
แบบไม่อาศัยเพศ เนื่องจากไม่มีการผลิตเซลล์
สืบพันธุ์และไม่มีการผสมพันธุ์ ดังนั้นการ
สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศน้ี ปะการังโคโลนีใหม่
ท่ีเกิดข้ึนมาจะมีพันธุกรรมเหมือนกับพันธุกรรม
ของกลุ่มพ่อแม่ ลูกปะการังท่ีเกิดใหม่น้ีจะไม่
สามารถเคลื่อนที่ไปไกลจากบริเวณท่ีพ่อแม่อยู่
ได้ ตัวอ่อนปะการังท่ีเกิดจากการสืบพันธุ์แบบ
ไม่อาศัยเพศมักมีขนาดเริ่มต้นใหญ่กว่าตัวอ่อน
ท่ีเกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
กระบวนการแตกหักหรือแบ่งแยกออก
จากกัน เป็นวิธีท่ีเกิดขึ้นได้บ่อยในแนวปะการัง
ปะการังก่ิงที่บอบบางนั้นง่ายต่อการแตกหักจาก
แรงคล่ืน สัตว์น�้ำ หรือการกระท�ำของมนุษย์
ปะการังชิ้นท่ีแตกหักนั้นประกอบด้วยโพลิป
ปะการังจ�ำนวนมากซึ่งสามารถเจริญเติบโตต่อ
ไปได้ ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศน้ีมักจะ
เป็นการสร้างกลุ่มประชากรหลักของปะการัง
ข้ึนมา ซ่ึงเป็นวิธีการที่สามารถเพ่ิมจ�ำนวน
ประชากรให้สามารถปกคลุมพ้ืนท่ีได้อย่าง
รวดเร็ว ปะการังที่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัย
เพศจะมีอายุส้ันกว่าปะการังท่ีสืบพันธุ์แบบ
อาศัยเพศ การกระจายตัวของปะการังท่ีสืบพันธุ์
แบบไม่อาศัยเพศมักจะกระจายเป็นกลุ่ม ๆ ใน
ขณะที่พวกท่ีสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะกระจาย
อยู่ทั่ว และกระจายตัวได้ไกลกว่า
23 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
แบบอาคศวัยาเมพแศตแกลตะ่าไงมข่ออางศกัยาเรพสศืบขพอันงปธุ์ะการัง
ลักษณะ สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
พันธุกรรม เหมอื นเดมิ แตกตา่ งกัน
ชว่ งเวลาของการสบื พันธุ์ ใชเ้ วลามากกว่า
ผลผลติ สบื พนั ธุ์ได้ทนั ที ใชเ้ วลาน้อย เปน็ ฤดกู าล
อตั ราการตาย ต่อเนือ่ ง มากกวา่ 50 %
การกระจายตวั
ตำ�่ กว่า 50 % กระจายตัวไดบ้ รเิ วณกว้าง
กระจายอยูใ่ กล้พอ่ แม่
ปัจจัยที่ควบคุมการสืบพันธุ์ของปะการัง ได้แก่ ฤดูกาล ช่วงข้างขึ้น ข้างแรม ปัจจัยสภาพ
แวดล้อม เช่น อุณหภูมิของน้�ำทะเล ความเค็ม แสง อาหาร น้�ำข้ึนน�้ำลง และแสงจันทร์
2.10 ท�ำไมปะการังมีรูปทรงท่ีหลากหลาย
รูปทรงของปะการัง คือ ลักษณะท่ีปรากฏของโคโลนีปะการัง ปะการังน้ันมีลักษณะ
ภายนอกหลากหลาย บางชนิดมีรูปทรงแตกต่างกันไปตามบริเวณที่อยู่อาศัย แต่โดยท่ัวไปแล้ว
สามารถจ�ำแนกรูปทรงของปะการังออกได้ 7 แบบ คือ
1. ปะการังก้อน มีลักษณะเป็นก้อนคล้ายหิน เช่น ปะการังโขด ปะการังสมอง 24
2. ปะการังกึ่งก้อน มีลักษณะเป็นแท่งรวมกันเป็นกระจุก ไม่ได้ติดเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด
เช่น ปะการังดอกกะหล�่ำ ปะการังน้ิวมือ
3. ปะการังกิ่ง มีลักษณะเป็นก่ิงก้านแตกแขนง เช่น ปะการังเขากวาง
4. ปะการังกลีบซ้อน เป็นแผ่นซ้อนกัน รวมเป็นกระจุก คล้ายใบไม้ เช่น ปะการังผักกาด
5. ปะการังเคลือบ เติบโตคลุมไปตามพื้นผิวที่มันห่อหุ้มอยู่ เช่น ปะการังผิวเกล็ดน�้ำแข็ง
6. ปะการังแผ่นโต๊ะ มีลักษณะแผ่แนวราบคล้ายโต๊ะ เช่น ปะการังเขากวางโต๊ะ
7. ปะการังเห็ด มีลักษณะเป็นปะการังก้อนเด่ียวๆ เช่น ปะการังเห็ด
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ปะการังก้อน
ปะการังเห็ด
ปะการังก่ึงก้อน
ปะการังเคลือบ
ปะการังก่ิง
ปะการังกลีบซ้อน
ปะการังแผ่น
25 รูปท่ี 2.15 ลักษณะรูปทรงของปะการัง 7
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ระบบนิเวศแนวปะการัง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
รูปทรงภายนอกของปะการังนั้นเป็นผลจากพันธุกรรมท่ีเก่ียวข้อง แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัย
ท่ีมีผลต่อรูปทรงของปะการังคือสภาพแวดล้อมท่ีมันอาศัยอยู่ โดยปะการังชนิดเดียวกันสามารถมี
รูปทรงแตกต่างกันได้ถ้าอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีแตกต่างกัน ปะการังบางชนิดสามารถเติบโตให้
รูปทรงท่ีแตกต่างกันได้หลากหลายกว่าชนิดอ่ืน ซึ่งท�ำให้ปะการังสามารถเจริญเติบโตไปในทิศทางที่
เหมาะสม เช่น เจริญเข้าหาแสง หรือหลีกเล่ียงการแก่งแย่งแข่งขันกับปะการังชนิดอื่นที่อยู่ใกล้เคียง
ปะการังเป็นสัตว์ที่เกาะอยู่กับที่ ดังนั้นเมื่อลงเกาะในที่แห่งใดแห่งหนึ่งแล้วมันจะไม่
สามารถเคลื่อนที่ย้ายไปท่ีอื่นได้อีก ถ้าสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่น้ันเปล่ียนแปลงอย่างรุนแรง
ปะการังก็ไม่สามารถเคลื่อนท่ีหนีไปอาศัยในท่ีแห่งใหม่ได้ การที่ปะการังมีรูปทรง และขนาดแตก
ต่างกันจึงเป็นตัวช่วยหน่ึงที่ช่วยให้ปะการัง สายพันธุ์ต่างๆสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม
ที่แตกต่างกันได้ ในสภาพแวดล้อมท่ีแตกต่างกันปะการังชนิดเดียวกันอาจจะเติบโตมีขนาดและ
รูปทรงท่ีแตกต่างกันได้
ปัจจัยสภาพแวดล้อมส�ำคัญที่มีผลต่อรูปทรงของปะการังคือ คลื่นและแสง นอกจากปัจจัย
ทางกายภาพแล้ว ความสัมพันธ์กับปะการังที่อยู่ใกล้กัน หรือกับสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ ก็เป็นปัจจัยส�ำคัญ
ท่ีมีผลต่อรูปทรงของปะการัง ความสัมพันธ์ที่กล่าวมาน้ีคือ การแข่งขัน (Competition) โดย
ปะการังจะหลีกเลี่ยงแข่งขันด้วยการเติบโตไปในทางทิศทางอื่นหรือเติบโตเผ่ือปกคลุมปะการัง
ชนิดอ่ืนท่ีโตช้ากว่าส่งผลให้รูปทรงโคโลนีมีรูปร่างไม่สมมาตร
พายุอาจก่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่เหนือแนวปะการัง แนวปะการังบางที่เป็นแนวที่ได้รับ
คล่ืนขนาดใหญ่หรือลมแรง บริเวณที่คล่ืนแตกน้ีเรียกว่า บริเวณที่มีพลังงานสูง ปะการังที่มีรูปทรง
และขนาดท่ีมั่นคงเท่าน้ันที่สามารถมีชีวิตอยู่รอดในบริเวณนี้ได้ และในสภาพแวดล้อมแนวปะการัง
น้�ำต้ืน หากปะการังมีรูปร่างเป็นกิ่งก้านและต้ังตรง ก็จะท�ำให้เกิดการแตกหักได้ง่าย
ระบบนิเวศแนวปะการัง ป ะ ก า รั ง ช นิ ด ที่ เ ห ม า ะ ส ม ต ่ อ ก า ร
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เติบโตในบริเวณท่ีสภาพแวดล้อมมีคลื่นแรงคือ
ปะการังก้อน นอกจากนี้ปะการังแบบเคลือบ ก็
เติบโตได้ดีเช่นกัน แต่ถ้าเป็นปะการังรูปกิ่งก้าน
คล่ืนก็จะท�ำให้ก่ิงปะการังหักได้
26
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ค�ำถาม :
ปะการังกิ่งหรือเขากวางน้ันจะ
เติบโตเร็วมาก บางครั้งปะการังกิ่งจะ
เติบโตครอบคลุมปะการังก้อน จะท�ำนาย
ได้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรข้ึนกับปะการัง
ก้อน และท�ำไมเป็นอย่างน้ัน
รูปที่ 2.16 ภาพถ่ายปะการังจากด้านบน นักเรียน
สามารถแยกได้หรือไม่ว่าปะการังมีรูปแบบไหนบ้าง
ระบบนิเวศแนวปะการัง (Musso and Hutchinson , 1996)
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
แสง มีความส�ำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของปะการัง บริเวณน้�ำลึกปะการังจะได้
รับแสงน้อยกว่าบริเวณน้�ำตื้น ส่วนบริเวณด้านล่างของแนวปะการังแนวลาดชันนั้น ปะการังท่ีมีรูป
ทรงแผ่แบนหรือมีเน้ือเย่ือของปะการังโผล่มารับแสงได้ จะสามารถรับแสงได้ดีและสามารถมีชีวิต
อยู่ได้ ด้วยเหตุนี้ปะการังรูปทรงแผ่แบนหรือเป็นแผ่นจึงเจริญเติบโตได้ดี เห็นได้ว่า ในบริเวณน้�ำลึก
รูปทรงท่ีสามารถรับแสงได้ดีจะมีประโยชน์มากกว่ารูปร่างท่ีสามารถทนพลังงานคลื่น
ส่วนในแนวปะการังน้�ำต้ืนนั้น น�้ำมักจะขุ่น ช่วงท่ีฝนตกหนักตะกอนจากแผ่นดินถูกชะล้าง
ลงสู่แนวปะการัง ดังน้ันกลุ่มปะการังที่มีรูปทรงดักตะกอนจะไม่สามารถเติบโตได้ดีในสภาพ
แวดล้อมเช่นน้ี
ค�ำถาม :
จากการที่นักเรียนศึกษารูปทรงปะการังที่กล่าวมาท้ัง 7 แบบนั้น
ปะการังรูปทรงแบบใดจะโดนทับถมโดยตะกอนได้ง่าย
รูปทรงภายนอกของปะการังสามารถ
บอกสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสังคมสิ่ง
มีชีวิตของปะการังได้ ปะการังแต่ละชนิดจะ
เติบโตได้ดีท่ีสุดในเขตอาศัยซึ่งรูปทรงของมัน
เป็นตัวออกแบบไว้ การกระจายตัวของปะการัง
แต่ละรูปทรงในแนวปะการังนั้นอาจขึ้นอยู่
สภาพแวดล้อมที่เอ้ือกับการเจริญเติบโตของรูป
ทรงนั้น อย่างไรก็ตาม ปะการังบางชนิดสามารถ
เติบโตเป็นกลุ่มปะการังหลายรูปทรง ดังน้ัน
ปะการังเหล่าน้ีจึงอาศัยในพ้ืนท่ีท่ีแตกต่างกัน
หลายบริเวณในแนวปะการัง
ระบบนิเวศแนวปะการัง 28
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กิจกรรมท้าย บทที่ 2
กิจกรรมที่ 2.1 : ความเข้มแสง
ความเข้มแสง
แสงที่ทะลุผ่านในน�้ำลึก
(A) บริเวณผิวหน้าน้�ำทะเลความเข้มแสงจะสูง
(B) เม่ือน้�ำลึกขึ้นระดับแสงจะลดลงเนื่องจากถูกน้�ำดูดซับไว้
(C) และถ้าน้�ำลึกมาก แสงจะผ่านมาได้ไม่มาก
• นักเรียนคิดว่า ปัจจัยท่ีมีผลต่อการทะลุของแสงมีอะไรบ้าง?
ก) ให้นักเรียนวาดรูปกราฟด้านบนใหม่ ส�ำหรับน�้ำที่มีความขุ่น โดยเปรียบเทียบกับกราฟ
เดิม
ข) น้�ำท่ีมีความขุ่นจะมีผลกระทบต่อความลึกท่ีปะการังสามารถเจริญเติบโตอย่างไร
29 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กิจกรรมที่ 2.2
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมกลุ่ม ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบค�ำถาม และน�ำเสนอ
ให้กับเพ่ือนร่วมช้ัน
ก) ให้นักเรียนระบุปัจจัยที่มีผลต่อการก�ำเนิดและการเจริญเติบโตของแนวปะการัง
ข) อธิบายว่าแต่ละปัจจัยมีผลกระทบต่อแนวปะการังอย่างไร
ค) นักเรียนคิดว่า เพราะเหตุใดปะการังไม่เติบโตบริเวณรอบ ๆ ป่าชายเลน หรือใกล้ปาก
แม่น้�ำใหญ่ ๆ ปัจจัยส่ิงแวดล้อมท่ีไม่เอ้ือต่อการมีชีวิตรอดของปะการังในบริเวณนี้คืออะไร
กิจกรรมที่ 2.3
ให้นักเรียนจัดกลุ่ม ทำ� ความเข้าใจรูปแบบแนวปะการัง และช่วยกันวาดรูปแนวปะการัง
รูปแบบต่างๆ
ก) วาดรูป Profile ของแนวปะการังแบบ Fringing reef
ข) วาดรูป Profile ของแนวปะการังแบบ Atoll
กิจกรรมท่ี 2.4
1. ให้นักเรียนศึกษาโครงร่างของปะการังชนิดต่าง ๆ จากคู่มือ หรือหนังสือประกอบเพิ่ม
เติม โดยแบ่งกลุ่มและเลือกตัวอย่างปะการังกลุ่มละ 3 -4 ชนิด หรืออาจจะศึกษาเพ่ิมเติมจากซาก
ปะการังที่ถูกพัดพาข้ึนมาเกยหาด
2. สังเกตและบันทึกรูปทรงของปะการัง โดยสังเกตโครงร่างแข็งปะการัง แล้วบันทึกรูป
ทรง และขนาดของโครงร่างแข็งของปะการัง
3. ให้แต่ละกลุ่มเสนอและอธิบายรูปทรงตัวอย่างปะการัง เปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ
ระบบนิเวศแนวปะการัง 30
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กิจกรรมท่ี 2.5
1. ให้นักเรียนอธิบายถึงกิจกรรมของมนุษย์ที่อาจท�ำให้ปะการังหักได้ว่ามีอะไรบ้าง
2. ให้อธิบายว่าถ้ากิจกรรมเหล่าน้ียังเกิดขึ้นในสังคมส่ิงมีชีวิตในแนวปะการังนั้น จะเกิด
อะไรขึ้น
3. ให้อธิบายถึงปัจจัยทางกายภาพที่ท�ำให้ก่ิงปะการังเติบโตว่ามีอะไรบ้าง
4. เมื่อไรบ้างที่กิ่งปะการังที่หักออกมาน้ันจะตาย
ค�ำเตือน ! การเก็บปะการังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ถ้าปะการังถูกท�ำลายอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศแนวปะการังท้ังระบบได้
กิจกรรมท่ี 2.6
รูปทรงของโคโลนีปะการังตามแนวลาดเอียง (reef slope)
1) ให้นักเรียนวาดภาพแนวตัดขวาง (Profile) ของปะการังแนวลาดเอียง (Reef slope)
2) ในภาพแนวตัดขวางนั้นให้วาดปะการังรูปทรงต่าง ๆ ในบริเวณท่ีควรจะพบปะการัง
เหล่าน้ันเติบโตอยู่
3) ช่วยกันอภิปรายในกลุ่มว่าเพราะเหตุใด รูปทรงปะการังดังกล่าว จึงเติบโตได้ดีใน
บริเวณน้ัน
31
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กิจกรรมท่ี 2.7
www.scielo.sa.cr
(1) (2)
กลุ่มปะการังชนิดเดียวกัน 2 โคโลนี ซ่ึงปกติเป็นปะการังที่มีล�ำต้นสีน�้ำตาล เช่น ปะการัง
ดอกกะหล่�ำ (Pocillopora damicornis) ปะการังโคโลนีหนึ่งอาศัยในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ
ในขณะท่ีอีกโคโลนีหน่ึงอาศัยในพื้นท่ีพลังงานคลื่นรุนแรง
1) ภาพสองภาพด้านบนเป็นภาพปะการังชนิดเดียวกัน ภาพไหนที่เป็นกลุ่มปะการังที่ปรับ
ตัวได้ดีที่สุดในการเติบโตในสภาพแวดล้อมท่ีมีคล่ืนแรง เหตุใดจึงเป็นเช่นน้ัน อธิบายค�ำตอบ
2) ปะการังแผ่นสองรูปด้านล่างนี้เป็นปะการังชนิดเดียวกัน (Turbinariaa mesen-
terina) กลุ่มหน่ึงมีการปรับตัวเพื่ออาศัยอยู่ในบริเวณน�้ำลึก คิดว่ารูปไหนท่ีสามารถอาศัยอยู่ใน
น้�ำลึก อธิบายค�ำตอบ
www.nps.gov www.expositions.bnf.fr
(1) (2)
ปะการังชนิดเดียวกันสองรูป คือ ปะการังจาน (Turbinariaa mesenterina) แสดงรูป
แบบการเติบโตที่แตกต่างกัน รูปแบบการเติบโตเหล่าน้ีมีผลมาจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
32
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กิจกรรมท่ี 2.8
รูปแบบการเติบโตของปะการังสามารถบอกถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ีมันอาศัย
อยู่
1) ในรูปภาพที่ 2.16 ให้ศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างสังคมสิ่งมีชีวิตปะการังแล้วตอบ
ค�ำถามข้างล่าง
2) อธิบายรูปแบบการเติบโตของปะการังรูปทรงที่เด่นในสังคมปะการังแต่ละบริเวณ
3) ในเขตพ้ืนที่อาศัยแบบไหนท่ีคิดว่าจะพบโคโลนีปะการังแต่ละรูปทรง อธิบายค�ำตอบ
(1) (2)
ปะการัง 2 โคโลนี ซ่ึงมีการเติบโตในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่แตกต่างกัน
กิจกรรมที่ 2.9
1) การที่ปะการังสามารถสร้างแนวปะการังได้น้ัน เกิดจากอะไร
2) แสงเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญในการจ�ำกัดการเติบโตของปะการัง ให้อธิบายถึงความส�ำคัญ
ของปัจจัยด้านแสงน้ี
3) ถา้ หากไมม่ ีแสง จะเกิดอะไรข้นึ กบั ปะการังชนิดที่มีสาหรา่ ยอาศัยอย่ดู ้วย วิจารณค์ �ำตอบ
4) ให้อธิบายถึงประโยชน์ที่ปะการังและสาหร่ายได้รับ รวมท้ังความสัมพันธ์แบบพึ่งพา
อาศัยกัน
33 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กิจกรรมที่ 2.10
1) มลพิษทางน้�ำ อาจจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการ ปล่อยไข่ของปะการัง ท�ำไมถึงเป็น
เช่นน้ี ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกับเพื่อนๆ
2) การปล่อยไข่จ�ำนวนมากของปะการังมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร
3) นักเรียนคิดว่า นอกจากปะการังแล้ว สัตว์ทะเลท่ีปล่อยไข่พร้อม ๆ กันยังมีอีกหรือไม่
กิจกรรมที่ 2.11
1) ปัจจัยที่ก�ำหนดการเติบโตของปะการังให้มีพัฒนาการของรูปทรงและขนาดที่แตกต่าง
นั้น คืออะไร
2) ปะการังและต้นไม้นั้นต่างก็ต้องการแสงในการเติบโตทั้งคู่ ให้อธิบายเปรียบเทียบความ
ต้องการแสง และการปรับตัวของพืช และปะการัง
ระบบนิเวศแนวปะการัง 34
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
กิจกรรมท่ี 2.12
: ต้ังช่ือปะการังอย่างไรดี
แนวปะการังที่เราเห็นว่ามีความสวยงาม เกิดจากปะการังรูปทรงต่างๆ และส่ิงมีชีวิตหลาย
ชนิดท่ีเจริญเติบโต แก่งแย่งแข่งขัน ยึดครองพ้ืนท่ี ผู้ท่ีชนะจะสามารถอยู่รอดและด�ำรงชีวิตอยู่ได้
ในแนวปะการัง
เพ่ือจะเริ่มต้นรู้จักปะการัง ไม่จ�ำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักเรียนสามารถเร่ิมต้นท�ำความ
รู้จักปะการัง และส่ิงมีชีวิตต่างๆ ในแนวปะการังจากรูปทรงท่ีปรากฏ และจินตนาการถึงสิ่งมีชีวิต
หรือวัตถุต่างๆ ท่ีเราพบเห็น แล้วเรียกช่ือปะการังไปตามสิ่งท่ีนักเรียนเห็น
ปะการังสมอง
ปะการังวงแหวน
ปะการังเห็ด
ปะการังดอกกะหล�่ำ
ปะการังโขด
ปะการังเขากวาง
ปะการังแผ่นตั้ง
ปะการังผิวเกล็ดน้�ำแข็ง
ปะการังเคลือบ
แผ่นลายลูกฟูก
ปะการังลูกโป่ง
กัลปังหาพัด
35 ลองจนิ ตนาการดวู า่ ปะการงั ตา่ งๆ ทเี่ หน็ ในรปู นา่ จะมชี อื่ เรยี กวา่ อยา่ งไรบา้ ง
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
บทที่ 3
พืชและการปรับตัวของพืชในแนวปะการัง
3.1 บทบาทของพืช
พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความส�ำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก พืชที่อาศัยอยู่ในบริเวณแนว
ปะการังน้ันจะมีขนาดเล็กและสังเกตเห็นได้ยาก และมักมีการเปล่ียนแปลงประชากรอย่างรวดเร็ว
ดังน้ัน การประเมินความส�ำคัญของพืชในแนวปะการังจึงเกิดความผิดพลาดได้ง่าย เพราะมักจะ
ประเมินความส�ำคัญของพืชเหล่านี้ต�่ำกว่าความเป็นจริง แนวปะการังจะไม่สามารถด�ำรงอยู่ได้
ถ้าขาดพืชที่ส�ำคัญเหล่าน้ี ประโยชน์ของพืชท่ีมีความส�ำคัญต่อแนวปะการัง คือ
• การสังเคราะห์แสงของพืช ช่วยผลิตอาหารให้แก่สัตว์ที่อาศัยในระบบนิเวศ
• ช่วยสร้างโครงร่างของแนวปะการัง
3.2 การสังเคราะห์แสง: ปรุงอาหารของพืช
พืชเป็นผู้สร้างอาหารให้กับส่ิงมีชีวิตอื่นโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง หรือท่ีเรียกว่า
Photosynthesis เป็นแหล่งพลังงานให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศ โดยผ่านทางสายใยอาหาร
เช่น สัตว์กินพืช ได้แก่ ปลานกแก้ว หรือบางคร้ังให้อาหารผ่านเข้าสู่เน้ือเย่ือของสัตว์โดยตรง เช่น
ซูแซนเทลลี่ที่อยู่ในเนื้อเยื่อปะการัง
การสังเคราะห์แสงน้ีเป็นปฏิกิริยาเคมีที่ต้องการสารตั้งต้นสามตัว คือ
• แสงแดดจากดวงอาทิตย์
• ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
• น�้ำ
36
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
การสังเคราะห์แสงน้ีจะเกิดขึ้นภายในเม็ดสี หรือคลอโรฟิลล์ซ่ึงอยู่ภายในใบพืช สีเขียว
ของใบพืชเกิดจากสีของคลอโรฟิลล์ซึ่งเป็นสีเขียว สารประกอบที่ได้จากการสังเคราะห์แสงคือก๊าซ
ออกซิเจน ซึ่งเป็นก๊าซท่ีเราใช้หายใจ และน�้ำตาลกลูโคส
พืชใช้น�้ำตาลเพ่ือการเจริญเติบโตของใบ และสัตว์จะกินใบพืชเหล่านี้เป็นอาหาร การ
ผลิตน�้ำตาลของพืชน้ีต้องการวัตถุดิบเพียงแสงแดด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้�ำเท่าน้ัน แต่
การเจริญเติบโตของพืชก็ยังต้องการสารอาหารเพ่ือเปลี่ยนน�้ำตาลให้อยู่ในรูปของสารประกอบอ่ืน
ๆ ที่จ�ำเป็น ได้แก่ วิตามิน และแร่ธาตุ สารอาหารตัวส�ำคัญที่ท�ำให้พืชเติบโต คือ ธาตุไนโตรเจน
(N) และฟอสฟอรัส (P)
กระบวนการสังเคราะห์แสง
6CO2 + 6H2O + แสงอาทติ ย์ (C6H12O6) +6O2
กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ + น�้ำ + แสงอาทติ ย์ น้�ำตาลกลโู คส + ออกซิเจน
พืชจัดเป็น ผู้ผลิตเบื้องต้น ที่ผลิตสารอินทรีย์จากสารอนินทรีย์ ซ่ึงมีชื่อเรียกว่า กลุ่ม
Autotrophs ส่วนสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารน้ัน จัดเป็น ผู้บริโภคข้ันต้น หรือ ผู้บริโภคล�ำดับท่ีหน่ึง
(Primary consumer) ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ จัดเป็นกลุ่ม Heterotrophs เนื่องจากไม่
สามารถสังเคราะห์แสงได้ หรือ Herbivores หมายถึง สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร ส่วนสัตว์ที่กินสัตว์
อื่นเป็นอาหารนั้น จัดเป็น ผู้บริโภคล�ำดับท่ีสอง (Secondary consumer) เรียกว่า Carnivores
37 รูปที่ 3.1 ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการัง
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
3.3 พืชทะเล มีอะไรบ้าง
พืชในทะเลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
• กลุ่มแรก เป็นพืชท่ีมีขนาดเล็กและล่องลอยในมวลน�้ำ คือ แพลงก์ตอนพืช เป็นห่วงโซ่
อาหารห่วงแรกในทะเลท่ีส�ำคัญมาก
• อีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกที่ยึดติดกับพื้นหรือวัสดุอ่ืนๆ ในทะเล พืชกลุ่มน้ีมีขนาดแตกต่างกัน
ในแนวปะการัง มีพืชทะเลหลายประเภท ซ่ึงจัดเป็นแหล่งอาหารข้ันต้นของสัตว์ทะเลนานาชนิด มี
ขนาดและรูปร่างท่ีแตกต่างกันไป ได้แก่ สาหร่ายทะเล และหญ้าทะเล เป็นต้น
พืชทะเลทุกชนิดจะมีคลอโรฟิลล์ซ่ึงใช้ส�ำหรับการสังเคราะห์แสง ไม่ว่าจะเป็นสาหร่าย
สีน้�ำตาล สาหร่ายสีแดง หรือสาหร่ายสีน้�ำเงินแกมเขียว สาหร่ายพวกนี้จะซ่อนคลอโรฟิลล์ไว้
ภายในเม็ดสี สีของสาหร่ายท่ีเรามองเห็นนั้นยังข้ึนกับพ้ืนที่อาศัยของมัน เช่น สาหร่ายสีแดง
ซ่ึงอาศัยในน�้ำลึกอาจจะปรากฏสีเขียวเข้ม หรือสีด�ำ เป็นต้น
3.4 โครงสร้างของพืชทะเล
โครงสร้างของสาหร่ายจะมีใบ ราก และล�ำต้นแตกต่างจากพืชบก มีช่ือเรียกต่าง ๆ กัน
ไป ส่วนล�ำต้นของพืชทะเลเรียกว่า Thallus มีลักษณะคล้ายเส้นด้าย หรือคล้ายใบพืช โครงสร้าง
ส�ำคัญท่ีใช้ส�ำหรับการสังเคราะห์แสงเรียกว่า Blades ส่วนน้ีจะมองดูคล้ายใบของพืชบก ส่วนที่มี
ลักษณะคล้ายล�ำต้นซ่ึงพยุง Blades ไว้น้ันเรียกว่า Stripe ส่วนโคนหรือ Holdfast จะเชื่อมติดกับ
ส่วนของ Thallus ส่วนของ Holdfast จะแตกต่างจากรากของพืช คือจะไม่ท�ำหน้าท่ีดูดน้�ำหรือ
สารอาหารเช่นเดียวกับรากพืช แต่มันจะท�ำหน้าท่ีคล้ายกับสมอซ่ึงคอยยึดล�ำต้นไว้กับพื้นท่ีอาศัย
น�้ำและสารอาหารท่ีใช้ส�ำหรับการสังเคราะห์แสงน้ันจะถูกดูดซึมผ่านผิวของ Thallus โดยตรง
หญ้าทะเล มีโครงสร้างซับซ้อนมากกว่าสาหร่าย โดยมีโครงสร้างเช่นเดียวกับพืชดอก
แต่โครงสร้างของหญ้าทะเลน้ันจะถูกเปล่ียนแปลงไปเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการมีชีวิตอยู่ใต้ทะเล
รูปท่ี 3.2 โครงสร้างของพืชทะเล 38
ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
3.5 พืชทะเล ที่พบในแนวปะการัง
แพลงก์ตอนพืช เป็นผู้ผลิตขั้นต้นที่ส�ำคัญของห่วงโซ่อาหาร กลุ่มท่ีพบมาก ได้แก่
ไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellate) และไดอะตอม (Diatoms) สาหร่ายท้ังสองกลุ่มนี้เป็นสาหร่าย
เซลล์เดียว และใช้ชีวิตเป็นแพลงก์ตอนล่องลอยอยู่ในน�้ำ มีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย
ตาเปล่า ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง
ไดโนแฟลกเจลเลต ท่ีส�ำคัญในแนวปะการังคือ ซูแซน
เทลลี่ (Zooxanthellae) อาศัยอยู่ภายในเนื้อเย่ือปะการัง
จะสังเคราะห์แสงให้พลังงาน และสารอาหารแก่ปะการัง ไดโน
แฟลกเจลเลตชนิดอื่นที่พบ ได้แก่ Ceratium sp., Protoperi-
dinium sp.
ซูแซนเทลลี่ ภาพถ่ายโดย สุวณิชย์ บุญรอด
Ceratium furca Protoperidinium sp. Ceratium tripos Ornithocercus sp.
ไดอะตอม เป็นผู้ผลิตข้ันต้นท่ีส�ำคัญในทะเล มีรูปร่างแตกต่างกัน
ไป บางตัวมีรูปร่างเหมือนจาน บางตัวมีรูปยาวแหลมเหมือนเข็ม บางตัว
เหมือนกล่องสามเหล่ียมเกาะติดกันอยู่เป็นสาย และบางตัวเป็นรูปส่ีเหลี่ยม
เรียงติดกันไปเป็นแถวยาว ไม่ว่าจะมีรูปทรงแบบใด ไดอะตอมจะมีลักษณะ
เหมือนกันคือมีฝาสองฝาประกบกันคล้ายกล่อง
Diatom ภาพถ่ายโดย สุวณิชย์ บุญรอด
39 Rhizosolenia sp. Odontella sp. Stepanopyxis sp. Cossinodiscus sp.
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ระบบนิเวศแนวปะการัง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
ตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชที่พบบริเวณเกาะเต่า
Oscillatoria erytrea Richelia intracellularis
Cyclotella sp. Planktoniellla sol
Ceratium dens Ceratium tripos 40
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สาหร่ายทะเล (Seaweeds) สามารถแยกออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามลักษณะของเม็ดสีใน
เน้ือเยื่อได้ 4 กลุ่ม คือ
1. สาหร่ายสีเขียว (Green algae) (Division: Chlorophyta)
2. สาหร่ายสีน้�ำตาล (Brown algae) (Division: Phaeophyta)
3. สาหร่ายสีแดง (Red algae) (Division: Rhodophyta)
4. สาหร่ายสีเขียวแกมน้�ำเงิน (Blue-green algae) (Division: Cyanophyta)
สาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีเขียว
สาหร่ายสีเขียวในทะเลส่วนมากจะเป็นพวกเซลล์เดียว มี
ลักษณะคล้ายเส้นด้าย (Filamentous) ซ่ึงมักจะเรียกว่าสาหร่าย Turf-
ing ซ่ึงจะเจริญเติบโตบนพ้ืนผิวหน้าของปะการังและเศษซากปะการัง
สาหร่ายชนิดน้ีจะเป็นอาหารของสัตว์ที่กินพืช หรือพวกสัตว์แทะเล็มใน
แนวปะการัง เช่น ปลานกแก้ว ปลาขี้ตัง เม่นทะเล และปลาดาว เป็นต้น
สัตว์กินพืชพวกน้ีจะกินสาหร่ายอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับการเติบโตของ
มัน การถูกกินอย่างรวดเร็วนี้ท�ำให้มันมีขนาดเล็กมากและพบเห็นได้ยาก
แต่มีสาหร่ายสีเขียวบางชนิดที่พบเห็นง่าย เนื่องจากมันมีการป้องกัน
ตัวเองจากการถูกกินโดยสัตว์กินพืชเหล่านี้ สาหร่ายสีเขียวท่ีพบเห็น
ได้ง่าย ได้แก่ Turtle weed (Chlorodesmis sp.) สาหร่ายชนิดน้ี
จะมีสีเขียวสด สาหร่ายนี้จะสร้างสารพิษเก็บอยู่ในส่วนของ Filament
กระจุกของ Filament นั้นสามารถเติบโตยาวถึง 10 เซนติเมตร
สาหร่ายสีน้�ำตาล
สาหร่ายสีน�้ำตาล ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่และเป็นพืชท่ีมีลักษณะซับซ้อน พบได้ท้ังบริเวณ
โขดหินที่รับแรงปะทะคลื่น หรือบนซากปะการังในแนวปะการัง เป็นผู้ผลิตขั้นต้นที่ส�ำคัญในบริเวณ
ชายฝั่งทะเลเขตอบอุ่น สาหร่ายสีน้�ำตาลนั้นสามารถพบในแนวปะการัง แบบ Fringing reef แต่
พบสาหร่ายสีน้�ำตาลขนาดใหญ่ได้น้อย แนวปะการังใกล้ฝั่งสามารถพบสาหร่ายสีน�้ำตาลชนิดเด่น
สองชนิดคือ สาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.) และสาหร่ายทุ่น (Sargassum sp.)
สาหร่ายเห็ดหูหนู Padina sp. จะมี Thallus เป็นรูปใบพัดท่ีสวยงาม มีสีเขียวหรือสีน�้ำตาล
ส่วนสาหร่ายทุ่น Sargassum sp. อาจจะเติบโตเป็นแนวกว้างถึงหน่ึงเมตรโดยจะมีส่วนก้านใบและ
ใบ เช่ือมติดกันเป็นสายยาว สาหร่ายชนิดน้ีสามารถจ�ำแนกได้ง่ายเพราะจะมีเม็ดฟองน�้ำเล็ก ๆ ตาม
สายยาว เม็ดเล็ก ๆ น้ีมีอากาศบรรจุอยู่ภายใน ท�ำให้พืชลอยน้�ำได้ และเน่ืองจากโครงสร้างท่ีซับ
ซ้อนของสาหร่าย Sargassum sp. จึงท�ำให้มีสัตว์เล็ก ๆ จ�ำนวนมากมาอาศัยอยู่
41 Turbinaria sp. Padina sp.
Dictyota sp. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์