The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระบบนิเวศแนวปะการัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 118 ธัชชัย อุดมธนเลิศ, 2020-06-24 03:51:17

ระบบนิเวศแนวปะการัง

ระบบนิเวศแนวปะการัง

สาหร่ายสีแดง
สาหร่ายสีแดงท่ีพบมักมีสีชมพูหรือแดง เคลือบตามพ้ืนหินหรือซากปะการัง พบมากใน
แนวปะการังน้�ำต้ืน โดยเฉพาะบริเวณที่ได้รับแรงปะทะจากคลื่น บางชนิดมีความส�ำคัญต่อการก่อ
ตัวของแนวปะการังมาก เนื่องจากสาหร่ายสีแดงจะสะสมโครงร่างแข็งของแคลเซียมคาร์บอเนต
เช่นเดียวกับปะการัง สาหร่ายสีแดงพวกนี้จะเรียกว่า สาหร่ายหินปูน (Coralline algae)

สาหร่ายสีแดง (coralline algae)

สาหร่ายสีเขียวแกมน�้ำเงิน
สาหร่ายสีเขียวแกมน�้ำเงินเป็นสาหร่ายที่มีความส�ำคัญต่อแนวปะการัง สาหร่ายชนิดน้ี
จะเป็นพวกเซลล์เดียว มีขนาดเล็ก เป็นสาหร่ายพวกแรกที่เกาะบนปะการังที่เพิ่งตายใหม่ ๆ เป็น
อาหารของสัตว์แทะเล็มพืช นอกจากนี้ยังพบว่าสาหร่ายสีเขียวแกมน้�ำเงินอาศัยอยู่ร่วมกับฟองน�้ำ
และปะการังหลายชนิดแบบพ่ึงพาอาศัยกัน เช่นเดียวกับสาหร่าย Zooxanthellae ซ่ึงให้อาหาร
แก่ ปะการังที่อาศัยอยู่

ตัวอย่างสาหร่ายท่ีพบบริเวณเกาะเต่า

Bryopsis pennata var. secunda Caulerpa serrulata f. lata Colpomenia sinuosai Lobophora variegata

42Turbinaria decurrens Canistrocarpus cervicornis Acanthophora spicifera Asparagopsis taxiformis

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

หญ้าทะเล
หญ้าทะเล เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โครงสร้างซับซ้อนมากกว่ากลุ่ม
สาหร่าย ลักษณะท่ัวๆ ไปคล้ายกับหญ้าบก และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
กับพืชดอกที่อาศัยอยู่บนบก มักจะพบในแนวปะการังบริเวณพ้ืนราบ และ
นอกแนวปะการังท่ีเป็นพ้ืนทราย
หญ้าทะเล มีความส�ำคัญต่อระบบนิเวศแนวปะการัง โดยเป็น
แหล่งอนุบาลสัตว์น�้ำวัยอ่อนหลายชนิดที่มีตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในแนว
ปะการัง เป็นแหล่งหากินของสัตว์ทะเลนานาชนิด ได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา
เต่าทะเล พะยูน เป็นต้น
หญ้าทะเลที่พบในประเทศไทยมี 12 ชนิด คือ 1. หญ้าคาทะเล 2. หญ้าเต่า
3. หญ้าใบมะกรูดหรือใบมะขาม 4. หญ้าใบมะกรูดเล็ก 5. หญ้าใบมะขามเล็ก 6. หญ้าเงาแคระ
7. หญ้าชะเงาปลายใบหยัก 8. หญ้าชะเงาใบส้ัน 9. หญ้าผมนาง 10. หญ้าชะเงาเขียวปลายใบแฉก
11. หญ้าใบสน 12. หญ้าตะกานน�้ำเค็ม

43 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

เอ้ือเฟื้อภาพโดย รศ.ดร.สุวลักษณ์ สาธุมนัสพันธุ์ (UNEP GEF Project : Reversing Environmental
Degrodation Trends in the South China Sea and Guif of Thailand.)

หญ้าทะเลที่พบบริเวณเกาะเต่า

หญ้าใบมะกรูด Halophila ovalis 44

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

3.6 สาหร่าย – ช่วยสร้างแนวปะการัง

สาหร่ายมีประโยชน์ต่อแนวปะการังอย่างมาก โดยสาหร่ายบางชนิดสร้างตะกอนหินปูน
บางชนิดเชื่อมติดกับปะการัง และบางชนิดสร้างโครงร่างแข็งเช่นเดียวกับปะการัง เป็นส่วนช่วย
ให้เกิดการสะสมโครงสร้างของแนวปะการังเพิ่มขึ้น

สาหร่ายบนแนวปะการังประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกสร้างหินปูนได้ ซึ่งเติบโต
บนโครงร่างแข็งของตัวเองเช่นเดียวกับปะการัง สาหร่ายท่ีสร้างหินปูน ท่ีส�ำคัญในแนวปะการังมี
2 ชนิด คือ

แดงที่สะสมหินปูน เช่นกัน ซ่ึงได้แก่สาหร่าย
ชนิด Porolithon sp. และ Hydrolithon sp.
สาหร่ายท้ังสองชนิดนี้จะเรียกว่า Encrusting
coralline เนื่องจากมีรูปร่างบางมาก มีช้ัน
สีชมพูครอบคลุมผิวของแนวปะการัง โดยเฉพาะ
บริเวณท่ีมีคลื่นแรงมาก สาหร่ายสีแดงชนิดน้ีจะ
พบบริเวณสันแนวปะการัง หลังแนวปะการัง
สาหร่ายใบมะกรูด สาหร่ายหินปูนมีความแข็งแรงมาก ท�ำหน้าที่

1) สาหร่ายใบมะกรูด (Halimeda ปกป้องหินปูนด้านล่างท่ียังอ่อนอยู่โดยการ
sp.) เป็นสาหร่ายสีเขียว เติบโตในพ้ืนที่อาศัย ต้านทานแรงคล่ืน และพ้ืนท่ีรอบ ๆ สาหร่ายจะ
ของแนวปะการังเป็นช่วงกว้าง สาหร่ายชนิดน้ีมี เชื่อมติดกับชิ้นของปะการัง ซึ่งจะให้พ้ืนผิวที่แข็ง
ลักษณะเหมือนใบมะกรูดต่อกัน เมื่อสัมผัสด้วย แรงและคงทนที่ปะการังใหม่สามารถเติบโตได้
มือจะรู้สึกแข็งเพราะ Halimeda sp. จะสะสม
หินปูนภายในเนื้อเยื่อพืชสีเขียว เมื่อสาหร่าย 3) สาหร่ายสีเขียวแกมน้�ำเงินบางชนิด
ตาย หินปูนซ่ึงมีสีขาวก็จะโผล่ออกมา และล้มลง จะเป็นตัวท�ำลายก้อนปะการัง สาหร่ายชนิดนี้
สู่พ้ืนของแนวปะการัง ซ่ึงจะกลายเป็นส่วนหนึ่ง เรียกว่า สาหร่ายเจาะไช (Boring algae) ซึ่งส่วน
ของตะกอนในแนวปะการัง ในแนวปะการังบาง เส้นใยของสาหร่ายชนิดน้ีจะเติบโตภายในช้ัน
แห่ง สาหร่าย Halimeda sp. ให้ตะกอนถึง 80 ของปะการังท่ีตายแล้ว ท�ำให้ปะการังเกิดการ
เปอร์เซ็นต์ของปริมาณตะกอนทั้งหมดของพ้ืนที่ แตกหักเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ถึงแม้ว่าสาหร่ายชนิด
บริเวณน้ัน ตะกอนเหล่าน้ีมีความส�ำคัญต่อการ น้ีเป็นพวกท่ีท�ำลายโครงร่างแข็งของปะการัง
สร้างทรายละเอียด เป็นการเติมทรายบริเวณ แต่ขณะเดียวกัน สาหร่ายชนิดน้ีก็ให้ตะกอน
รอบ ๆ แนวปะการัง บริเวณรอยแตก หรือรอย แก่แนวปะการังด้วย กระบวนการเช่นน้ีเรียก
ว่า การกัดกร่อนทางชีวภาพ (Bioerosion)

แยกในโครงสร้างแนวปะการัง ความส�ำคัญของ สาหร่ายสีแดง
สาหร่าย Halimeda sp. น้ันข้ึนอยู่กับปริมาณ
ของสาหร่ายที่เติบโตในพื้นที่ว่ามีมากหรือน้อย
2) สาหร่ายหินปูนเคลือบพ้ืน En-
45 crustingcoralline algae เป็นสาหร่ายสี

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กิจกรรมท้าย บทที่ 3

กิจกรรมท่ี 3.1 : ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการัง

สิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง 46
• จากรูป ให้จ�ำแนกว่าส่ิงมีชีวิตชนิดไหนเป็นผู้ผลิตข้ันต้น ผู้บริโภคข้ันต้นและผู้บริโภค
ล�ำดับสอง

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กิจกรรมท่ี 3.2 : เก็บสาหร่ายทะเลจากชายหาด

สาหรา่ ยทะเลจะพบมากในบางฤดู และบางฤดูก็จะถูกคลนื่ ลมพัดพามาเกยทรี่ มิ ชายหาด
1. ให้หาว่าช่วงไหนท่ีสามารถเก็บสาหร่ายจากชายหาดใกล้ ๆ ได้ โดยอาจจะเป็นช่วงหลัง
จากน้�ำขึ้นสูงสุดในช่วงน�้ำเกิดก็ได้ ให้นักเรียนไปท่ีชายหาด แล้วเก็บสาหร่ายชนิดต่าง ๆ ท่ีสามารถ
หาได้ น�ำกลับมาที่ห้องเรียน
2. ให้นักเรียนบอกความแตกต่างของลักษณะสาหร่าย แต่ละชนิดที่เก็บมา : นักเรียน
สามารถจ�ำแนกชนิดของสาหร่ายท่ีหามาได้หรือไม่
3. ให้จ�ำแนกชนิดของสาหร่ายโดยศึกษาจาก คู่มือหรือหนังสือสาหร่าย
4. นักเรียนสามารถจัดเตรียมตัวอย่างสาหร่ายและจัดเก็บไว้ศึกษาอ้างอิงในพิพิธภัณฑ์
ประจ�ำโรงเรียน พร้อมกับข้อมูลด้านชีววิทยาของสาหร่ายได้

กิจกรรมที่ 3.3

1. ท�ำไมพืชถึงมีความส�ำคัญต่อส่ิงมีชีวิตบนโลก? อธิบาย
2. พืชท่ีมีความส�ำคัญท่ีสุดในแนวปะการังคือพืชอะไร? อธิบาย

47 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

บทท่ี 4

สัตว์ในแนวปะการัง

ใ4น.1แนกวารปแะบก่งากรังลุ่มสัตว์ ตารางที่ 1 สัตว์ไฟลัมต่าง ๆ ที่พบในแนวปะการัง

นอกจากปะการังแล้ว ไฟลัม ชนิดสัตว์
ยังมีสัตว์อื่น ๆ อีกมากท่ีอาศัย
อยู่ในแนวปะการัง สัตว์เหล่าน้ี Perifera ฟองน�้ำ
อาจอาศัยอยู่ภายในโครงสร้าง
แนวปะการัง บนแนวปะการัง Coelenterata ปะการงั แข็ง ดอกไม้ทะเล ปะการังออ่ น
หรืออาศัยอยู่ในน้�ำเหนือแนว ปะการังไฟ แมงกะพรุน
ปะการัง มีทั้งสัตว์ที่สามารถ
เคลื่อนท่ีไปมาได้ และสัตว์ที่ Sipunculida หนอนถว่ั
อยู่กับที่ เช่น ฟองน�้ำ ซ่ึงเป็น
สัตว์เกาะอยู่กับท่ีเช่นเดียวกับ Annelida หนอนมปี ล้อง
ปะการัง หนอนฉตั ร

โดยท่ัวไปแล้ว เรา Mollusca ลิ่นทะเล หอยฝาเดียว
จ�ำแนกสัตว์ออกตามลักษณะ หอยสองฝา หมึก
ภายนอกของรูปร่างสัตว์ ซ่ึง
สัตว์ในไฟลัมต่าง ๆ ที่พบในแนว Arthropoda เพรยี ง ดีคาพอด
ปะการังน้ันแสดงไว้ในตารางท่ี 1 (ซับไฟลัม ครสั เต (กงุ้ มงั กร, กงุ้ , ปู ปูเสฉวน)

ก า ร แ ย ก สั ต ว ์ อ อ ก เ ป ็ น เชยี )
กลุ่ม ๆ น้ีมีข้อดีคือ ท�ำให้เข้าใจถึงที่
อยู่อาศัย อาหารท่ีมันกิน จ�ำแนกว่า Echinodermata ปลาดาว ปลิงทะเล
มั น เ ป ็ น พ ว ก ที่ เ ก า ะ อ ยู ่ กั บ ที่ ห รื อ ดาวขนนก เมน่ ทะเล
เคล่ือนท่ีได้ง่ายข้ึน
ระบบนิเวศแนวปะการัง Chordata สตั ว์มกี ระดกู สนั หลัง เชน่ 48
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ฉลาม ปลากระเบน ปลาตา่ ง ๆ

เต่าทะเล และงูทะเล

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

แก่งแย่งพ้ืนท่ีกับปะการัง ฟองน้�ำหลายชนิดมัก
จะพบบริเวณถ�้ำ และตามรอยแตกของหิน
ฟองน้�ำ เป็นอาหารของเต่าและ
ปลาหลายชนิด เมื่อสัตว์เหล่านี้กินฟองน�้ำใน
กระเพาะของสัตว์จะพบ Spicules อยู่
ฟองน้�ำกลุ่มที่ส�ำคัญและน่าสนใจเป็น
อย่างย่ิงคือ ฟองน้�ำกลุ่ม Clinoid ซ่ึงอาศัยอยู่
ในรูเล็ก ๆ ซ่ึงเจาะไชเข้าไปภายในหินปะการัง
ฟองน�้ำ สัตว์ที่ท�ำการขุดเหล่าน้ีเรียกว่า นักขุด (Borers)
ในฟองน้�ำพวก Boring sponges นี้จะมีเพียง
ส่วน Ostia และ Oscula เท่านั้นท่ีพบอยู่ผิว
1. ฟองน้�ำ ปะการัง และเรียกฟองน�้ำเหล่าน้ีว่า Papillae
หลายคนอาจเข้าใจว่าฟองน�้ำเป็นพืช ซ่ึงจะมีลักษณะคล้ายวงกลมเล็ก ๆ และมักจะมี
เพราะฟองน�้ำไม่สามารถเคล่ือนไหวและยังดู สีสดใส ถ้าหากหักปะการังที่มี Papillae แล้ว
เหมือนมีรากยึดเกาะให้ติดอยู่กับท่ี แต่อันท่ีจริง จะเห็นรูท่ีถูกเจาะไชไว้จ�ำนวนมากในปะการัง
แล้ว ฟองน�้ำจัดอยู่ในอาณาจักรสัตว์
ฟองน�้ำ เป็นสัตว์ท่ีอยู่กันเป็นกลุ่มเช่น
เดียวกับปะการัง มีโครงสร้างร่างกายแบบง่าย ตัวอย่างฟองน้�ำที่พบบริเวณเกาะเต่า

เป็นพวกกรองกิน โดยจะกรองกินอานุภาค Xestospongia sp.1
ที่ลอยอยู่ในน�้ำ บริเวณผิวของฟองน�้ำจะมีรู
เล็ก ๆ จ�ำนวนมาก รูเล็ก ๆ เหล่าน้ีเรียกว่า
ออสเตีย (Ostia) ซ่ึงจะกรองน้�ำเข้าไปในตัว
ฟองน้�ำ ในรูจะประกอบด้วยเซลล์ท่ีมีขนเล็ก ๆ
ท�ำหน้าที่ดักจับแพลงก์ตอนในน�้ำ ส่วนน�้ำท้ิงจะ
ไหลออกจากฟองน้�ำทางรูขนาดใหญ่ที่เรียกว่า
ออสคิวลา (Oscula)
ฟองน้�ำจะเติบโตได้หลายรูปร่างเช่น
เดียวกับปะการัง รูปร่างของฟองน้�ำขึ้นอยู่กับ
ชนิด และปัจจัยทางกายภาพของสภาพแวดล้อม
ฟองน้�ำส่วนมากจะสามารถยืดหดได้เนื่องจาก Oceanapia sagittaria
มีโครงร่างอ่อนนุ่มที่สร้างจากไฟเบอร์ชนิดหนึ่ง
คือ Spongin และยังสร้างสารโครงสร้างคล้าย
ซิลิกาหรือคล้ายแก้ว เรียกว่า สปิคุล (Spicules)
ฟองน้�ำจะยึดจับกับวัสดุแข็ง เช่น
ปะการังตายและเศษปะการัง พบในหลาย
49 พ้ืนที่ของแนวปะการัง บางชนิดอาศัยอยู่ในแอ่ง
ทะเลสาบ บางชนิดปกคลุมอยู่ผิวหน้าปะการัง

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การพังทลายทางชีวภาพ (Bioerosion)

สัตว์พวกขุดเจาะ ท�ำให้เกิดการพังทลายของสัตว์ที่มีโครงร่างแข็งภายนอก เรียกสัตว์
พวกนี้ว่า Bioeroders และกระบวนการพังทลายเรียกว่า การพังทลายทางชีวภาพ (Bioero-
sion) การจะเห็นสัตว์เหล่าน้ีได้ จะต้องท�ำให้โครงร่างแข็งของปะการังหรือหอยมือเสือแตกเปิด
ออก สัตว์ขุดเจาะจะอาศัยในรูท่ีขุดเจาะไว้ส�ำหรับตัวเอง เมื่อขุดเข้าไปในหินปะการังก็จะท�ำการ
ละลายหินปูนออกไป

ปลาบางชนิดเป็นผู้พังทลายทางชีวภาพ (Bioeroders) ที่ส�ำคัญ จะกัดกร่อนก้อนปะการัง
โดยการกัดแทะชิ้นส่วนของหินปะการังออกมา ผู้พังทลายทางชีวภาพเป็นผู้ให้บริการที่มีความ
ส�ำคัญมากในแนวปะการัง โดยจะท�ำลายโครงร่างแข็งของปะการัง และหอยที่ตายแล้วให้อยู่ใน
รูปของตะกอนดินที่เป็นหินปูน ซ่ึงตะกอนเหล่าน้ีจะก่อเป็นสันทรายและแอ่งทะเลสาบ นอกจาก
น้ี หินปูนก้อนเล็กๆ อาจจะละลายสู่น�้ำ และจะถูกน�ำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งโดยปะการัง หอย และ
สาหร่ายเพ่ือสร้างโครงร่างแข็งภายนอก

2. ไนดาเรียน (Cnidarians) ปะการังไฟ
นอกจากปะการังแข็งแล้ว สัตว์ท่ีมี
ความส�ำคัญในแนวปะการังคือ ปะการังไฟ มีความสัมพันธ์อย่างใกล้
ปะการังอ่อน ซึ่งจะชุกชุมและแข่งขัน ชิดกับปะการังท่ีสร้างแนวปะการัง ปะการังไฟ
กับปะการังแข็ง เพ่ือแย่งพื้นที่อาศัยบนผิวหน้า นี้จะสร้างโครงร่างแข็งท่ีแตกต่างจากปะการัง
แนวปะการัง ปะการังอ่อนจะเติบโตเร็วกว่า ชนิดอ่ืน ๆ โดยจะสร้างโครงร่างแข็งสีน้�ำตาล
ปะการังแข็ง แต่จะถูกท�ำลายโดยพลังงานคลื่น และส่วนขอบบนสุดจะเป็นสีขาว ปะการังไฟ
ได้ง่ายกว่าเนื่องจากไม่มีโครงร่างแข็งที่ช่วย จะกินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร
ปกป้อง โครงร่างของปะการังอ่อนจะประกอบ
ด้วยก้อนหินปูนขนาดเล็กเรียกว่า Sclerites
จ�ำนวนมาก ท่ีไม่เช่ือมติดกันเป็นก้อนใหญ่
เหมือนในปะการัง ปะการังอ่อนเป็นพวกกิน
สัตว์อื่นเป็นอาหาร (Carnivores) เช่น แพลงก์
ตอนสัตว์ และอานุภาคอาหารอื่น ๆ ท่ีจับได้จาก
มวลน้�ำ และเน่ืองจากวิธีการกินอาหารลักษณะ
นี้ ปะการังอ่อนจึงถูกจัดเป็นพวกสารแขวนลอย
หรือ suspension feeder

ปะการังอ่อน

50

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ดอกไม้ทะเล เป็นสัตว์กลุ่ม ไนดาเรียน เช่นเดียวกับปะการัง ดอกไม้ทะเลกับปลาการ์ตูน
แต่เป็นพวกที่ไม่อาศัยอยู่รวมกันเป็นโคโลนี กินอาหารโดยการยื่น
หนวดเข็มพิษจับอาหาร เช่นเดียวกับไนดาเรียนอื่นๆ แต่เนื่องจาก
ดอกไม้ทะเลมีขนาดใหญ่กว่าโพลิปของปะการังมาก ดังน้ันจึง
สามารถจับเหยื่อได้ขนาดใหญ่กว่า สามารถจ�ำแนกดอกไม้ทะเลเป็น
ผู้ล่าได้จากลักษณะการกินอาหาร นอกจากน้ีดอกไม้ทะเลยังมีความ
สัมพันธ์พิเศษกับปลาขนาดเล็กชนิดต่างๆ ท่ีอาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเล
โดยเฉพาะปลาการ์ตูน

กัลปังหา ไนดาเรียนชนิดอ่ืน ๆ รวมท้ัง กัลปังหา และ แส้
ทะเล เรียกว่า Gorgonians เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ไม่มี
สาหร่ายอาศัยอยู่ในเซลล์แบบ Symbiosis เช่นเดียว
กับปะการังแข็ง และสัตว์กลุ่มน้ีจะพบเจอได้ยากกว่า
ปะการงั ออ่ นเนอ่ื งจากอาศยั อยใู่ นนำ�้ ลกึ กวา่ สตั ว์ ไนดาเรยี น
ชนิดอ่ืน สัตว์กลุ่มนี้บางชนิดจะเติบโตภายในถ้�ำใต้ทะเล
หรือบริเวณรอยแตกขนาดใหญ่ของหิน กัลปังหาจะดัก
จับแพลงก์ตอนกินเป็นอาหาร

3. หนอน (worms) หนอนฉัตร อาศัยอยู่ในท่อหินปูนซ่ึง
ในแนวปะการังมีหนอนหลายชนิด สร้างฝังในก้อนปะการัง และย่ืนส่วนหนวดออก
อาศัยอยู่ ลักษณะเด่นของหนอนทะเล คือ มา หนอนฉัตร มีสีสันสดใส มีโครงสร้างเป็น
ร่างกายแบ่งเป็นข้อปล้องชัดเจน หนอนท่ีพบ ขนซึ่งมองดูคล้ายกับต้นคริสต์มาสสองต้นเกิด
ท่ัวไปได้แก่ หนอนถ่ัวและหนอนปล้อง หนอน จากปะการัง ส่วนของขน จะดึงก๊าซออกซิเจน
เหล่าน้ีเป็นพวกท่ีหลบซ่อนตัว ท�ำให้พบเห็นได้ จากมวลน้�ำและท�ำหน้าที่ดักจับแพลงก์ตอน
ยาก หนอนชนิดที่ส�ำคัญ หนอนฉัตร (Christ- และอนุภาคอื่น ๆ เพ่ือเป็นอาหาร เมื่อส่วนขน
mas-tree worm) มักจะพบอยู่บนปะการัง ถูกรบกวนก็จะหดกลับเข้าไปในหลอดภายใน
ชนิดก้อน หนอนถ่ัว และหนอนปล้องบางชนิด ปะการังอย่างรวดเร็ว และปิดฝาปิดแผ่นเล็ก ๆ
เจาะรูอาศัยอยู่ในหินปะการัง เป็น Bioerod- เพ่ือป้องกันอันตราย
ers จะพบเห็นยากเพราะมันจะหลบซ่อนตัว
อยู่ในตะกอนหรือในหินปะการัง หนอนชนิด หนอนฉัตร
นี้จะกินอินทรียวัตถุท่ีสะสมอยู่บนพื้นล่างของ
แนวปะการังเป็นอาหาร จัดเป็นพวก Deposit
feeder

51

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

หนอนปล้อง มักอาศัยอยู่ในท่อน่ิมอยู่ใต้ซากปะการัง จึงมักจะพบเห็นหนวดยาวสีขาว
ย่ืนออกมาหาอาหารเหนือพื้นล่างแนวปะการัง หนอนปล้องจะใช้หนวดจับอานุภาคอาหารเล็กๆ
แล้วส่งผ่านเข้ามาในปาก ซ่ึงถ้าหากถูกรบกวนหนวดเหล่านี้ก็จะหดกลับเข้าไปในท่ออย่างรวดเร็ว

4. หอยและหมึก (Molluscs)
เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีจ�ำนวนสมาชิกมากเป็นอันดับสองรองจากแมลง หอยและ
หมึกท่ีอาศัยอยู่ในแนวปะการังมีอยู่มากมายหลายชนิด สัตว์จ�ำพวกหอยและหมึก มีขนาดแตก
ต่างกัน ลักษณะส�ำคัญ คือ ล�ำตัวอ่อนนุ่ม ร่างกายไม่เป็นข้อปล้อง สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
• กลุ่มหอยฝาชีโบราณ (Monoplacorans) เป็นหอยฝาเดียว ลักษณะคล้ายฝาชี อาศัย
อยู่พ้ืนทะเลลึก
• กลุ่มล่ินทะเล (Amphineurans) มีเปลือกเป็นเกล็ดจ�ำนวน 8 เกล็ด ล�ำตัวแบน มักเกาะ
ติดตามโขดหินในเขตน�้ำขึ้นน�้ำลง
• กลุ่มหอยงาช้าง (Scaphopods) มีเปลือกลักษณะเป็นหลอดยาว รูปร่างคล้ายงาช้าง
มักฝังตัวตามพื้นทราย
• กลุ่มหอยฝาเดียว (Gastropods) เปลือกมีลักษณะเวียนเป็นเกลียว กล้ามเนื้อเท้าแผ่
แบนใช้ในการเคล่ือนท่ี หอยกลุ่มนี้จะแบกเปลือกหอยท่ีมีรูปร่างสวยงามไว้บนเท้าและปิดอวัยวะ
ท่ีส�ำคัญไว้ ตัวอย่างเช่น หอยเบี้ย หอยมะระ หอยนมสาว บางชนิดไม่มีเปลือก เช่น ทากเปลือย
ทากทะเล

www.scubaequipment- www.thais.it www.seewasserlexik www.vdmdiver.org

หอยเบ้ียขาว หอยมะระ หอยนมสาว หอยเบี้ย

หอยเล็บมือนาง สามารถพบอยู่ในซากปะการังบริเวณด้านหลัง 52
แนวปะการัง อาหารท่ีชอบกิน คือ สาหร่ายขนาดเล็กท่ีเติบโตอยู่บนผิว
ปะการังท่ีตายแล้ว ส่วนของเปลือกหอยท่ียื่นออกมาลักษณะคล้ายน้ิวมือ
จ�ำนวนหลายอันน้ันท�ำให้เปลือกหอยแข็งแรงและสามารถเคลื่อนที่บน
พื้นล่างได้ หอยชนิดน้ีมีการเคลื่อนท่ีรอบๆ ไม่เหมือนหอยชนิดอื่นๆ โดย
ส่วนของแผ่นปิด (Operculum) ที่มีลักษณะคล้ายกับอุ้งมือขนาดใหญ่
เป็นอวัยวะที่ใช้ขุดเข้าไปในทรายและดึงสัตว์กินเป็นอาหาร

หอยเล็บมือนาง

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ทากเปลือย (Nudibranchs) เป็น ทากเปลือย
สัตว์ที่เห็นเด่นชัดว่าอาศัยอยู่ในแนวปะการัง
ทากเปลือยเป็นหอยทากขนาดเล็กท่ีไม่มีเปลือก แทะเล็มพืช (Grazing herbivores) โดยจะใช้
เหงือกจะอยู่บนส่วนนอกของล�ำตัวตามลักษณะ โครงสร้างฟันที่เรียกว่า Radula ครูดสาหร่าย
ช่ือ Nudibranch ของมัน โดย nude แปลว่า กินเป็นอาหาร และกลุ่มหอยเหล่านี้ยังเป็น
เปลือย branch แปลว่าเหงือก อาหารของสัตว์ในแนวปะการังบางชนิด ซ่ึงสัตว์
ชนิดนั้นจะต้องสามารถแยกหรือท�ำให้เปลือก
ทากปลือยจ�ำนวนมากมีสีท่ีสดใส ซ่ึง หอยท่ีหนานั้นแตกได้ หมึกยักษ์และปลาบาง
คาดกันว่าสีสดใสนี้เป็นการเตือนผู้ล่าให้รู้ว่า ชนิดกินหอยโดยการใช้ฟันขบ กัดเปลือกหอย
มันมีพิษอย่างรุนแรง ทากเปลือยบางชนิดกิน ให้แตก
อาหารเพียง 1 หรือ 2 อย่างเท่าน้ัน เช่น ฟองน�้ำ
หรือ ไนดาเรียน จึงมักจะพบทากเปลือยอยู่บน
หรือรอบๆ อาหารของมัน

หอยทะเลบางชนิดกินโพลิปปะการัง
หรือปลาเป็นอาหาร หอยจ�ำนวนมากเป็นพวก

•กลุ่มหอยสองฝา (Bivalvie) ฝาหอยมี ตวั อยา่ งทากเปลอื ยทพี่ บบรเิ วณเกาะเตา่
เปลือกสองชิ้นเช่ือมอยู่ติดกัน ฝาหอยนี้สามารถ
ปิดหรือเปิดได้เนื่องจากมันมีกล้ามเน้ือท่ีแข็ง Jorunna funebris Phyllidiella nigra
แรง หอยสองฝามักจะพบจมอยู่ในตะกอนของ
ปะการังหรือในรูในหินปะการัง หอยสองฝา
มักเป็นพวกที่กรองกินอาหารที่ล่องลอยในน�้ำ
(Filter feeders) ส่วนของ Siphons จะย่ืน
ออกไปบริเวณผิวหน้าได้ทุกทิศทางเพ่ือดักจับ
อาหารจากมวลน้�ำ

หอยสองฝา เช่น หอยมือเสือ (Giant clams) เป็นหอยที่มีขนาดใหญ่
ที่สุดในโลกและไม่สามารถเคล่ือนท่ีออกจากแนวปะการังได้ มักจะพบบริเวณ
ชายฝั่งน�้ำต้ืน โดยส่วนมากแล้วมักจะพบอยู่ในปะการังก้อน เช่น ปะการังโขด
เมื่อหอยมือเสือโตขึ้นก็จะถูกดักอยู่ภายในโครงร่างแข็งของปะการัง โดยอยู่
ใกล้กับผิวหน้าของปะการัง ด้วยเหตุน้ีเองหอยมือเสือจึงถูกเรียกว่า สัตว์ท่ี
อยู่ในรู (Burrowing animal) ซ่ึงแตกต่างกับสัตว์เจาะไช (Boring) การท่ี
หอยมือเสืออาศัยอยู่ใกล้กับผิวหน้าปะการังเน่ืองจากในเน้ือเยื่อของหอยมือ
เสือมีสาหร่ายซูแซนเทลล่ีอาศัยอยู่ สาหร่ายเหล่านี้ต้องการแสงอาทิตย์ใน
53 การสร้างพลังงาน

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

หอยมือเสือ สามารถตรวจสอบการเปล่ียนแปลงของระดับแสง
อาทิตย์ได้ โดยถ้าหากเราว่ายน้�ำเหนือหอยมือเสือ เงาของเราก็จะพาด
ผ่านเหนือเนื้อเยื่อของหอยมือเสือซ่ึงเป็นสาเหตุให้หอยปิดฝา บริเวณ
บนผิวหน้าเน้ือเยื่อ Mantle ของหอยมือเสือน้ันจะมีรู 2 รู คือ รูตาม
ยาวซึ่งเรียกว่า ท่อน้�ำเข้า (Inhalant siphon) เป็นท่อท่ีปั๊มน�้ำเข้าสู่
เหงือก ส่วนรูท่ีสองเป็นรูกลมเรียกว่า ท่อน�้ำออก (Exhalant siphon)
ท่อนี้จะเป็นตัวปั๊มน�้ำออกและพ่นของเสียออกมาบริเวณรูขับน้�ำออก
บางคร้ังอาจพบปลาสลิดทะเลสีด�ำ อยู่รอบ ๆ บริเวณนี้ เนื่องจากปลา
ชนิดจะกินของเสียท่ีหอยพ่นออกมาเป็นอาหาร

หอยเจาะปะการัง ชนิด Lithophaga sp. หรือเรียกว่า “Rock-eater” เป็นหอยสองฝา
ขนาดเล็กชนิดหนึ่งท่ีมีความส�ำคัญเนื่องจากมันเป็นพวกที่ชอบขุดเจาะปะการัง ตัวอ่อนของหอยจะ
ลงเกาะบนโครงร่างแข็งภายนอกของปะการัง และจะสร้างเมือกท่ีท�ำให้โครงร่างแข็งของปะการัง
อ่อนนิ่ม จากน้ันจะขุดหินปูนท่ีนุ่มออกสร้างเป็นรู เมื่อมันขุดรูลึกลงไปภายในเน้ือหินปูนของปะการัง
เปลือกของหอยเจาะปะการังก็จะโตขึ้น และเกิดเป็นหลุมภายในก้อนปะการัง

• กลุ่มหมึก (Cephalopods) เป็นกลุ่มที่มีวิวัฒนาการสูงสุด มีตาขนาดใหญ่ ใช้มองภาพ
ได้ ส่วนหัวเจริญดี กล้ามเนื้อเท้าในกลุ่มหมึกพัฒนาเป็นหนวดท่ีมีปุ่มดูดเรียงรายอยู่รอบปาก ส่วน
ใหญ่เคลื่อนที่โดยการว่ายน้�ำ เช่น หมึกกระดอง หมึกกล้วย บางชนิดคืบคลานไปตามพ้ืน เช่น หมึก
ยักษ์

หมึกกระดอง หมึกยักษ์และหมึกกระดอง เป็นผู้ล่าท่ีอันตรายกว่าผู้ล่าชนิด
อื่น ๆ ในแนวปะการัง เนื่องจากมีหนวดยาวท่ีใช้จับและยึดอาหารของ
มัน เช่น ปลาขนาดเล็ก หรือกุ้ง หมึกยักษ์ และหมึกกระดองสามารถ
ฉีกอาหารให้เป็นช้ินเล็กๆ ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากมีระบบท่อพ่นน้�ำ
“Jet-propulsion” ที่ช่วยในการเคล่ือนท่ี โดยช่อง Mantle จะขับน�้ำ
ออกผ่านทางท่อ Siphon ท่ีอยู่ใต้เหงือก ท�ำให้สามารถจับเหย่ือได้ง่าย
และหลบหนีศัตรูได้อย่างรวดเร็ว

หมึกยักษ์ใช้สีในการส่ือสารกับหมึกยักษ์ตัวอ่ืนๆ หรือสัตว์ชนิดอื่น นอกจากน้ียังมีความ 54
สามารถในการหลบหลีกศัตรู โดยการหลบซ่อนอยู่ในรูหรือรอยแยก สามารถอ�ำพรางตัวได้โดยการ
เปลี่ยนสีผิวได้อย่างรวดเร็ว จากสีน�้ำตาลอ่อน-สีน�้ำตาลแก่-สีแดง และสามารถเปลี่ยนโครงสร้าง
ผิวหนังจากผิวเรียบเป็นผิวขรุขระ ซึ่งจะข้ึนอยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัว ด้วยกลไกต่างๆ เหล่านี้
ท�ำให้หมึกยักษ์สามารถว่ายน�้ำได้โดยศัตรูไม่สังเกตเห็น

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

5. ครัสเตเซียน (Crustacean)
ในแนวปะการังมีกลุ่มปูและกุ้งหลายชนิดอาศัยอยู่ ส่วนมากจะปรากฏตัวเพ่ือหาอาหาร
ในเวลากลางคืน ในช่วงกลางวันจะหลบซ่อนตัวอยู่ตามรอยแยก เช่น ตามปะการังก่ิง สาหร่าย
และพ้ืนที่อาศัยอ่ืนๆ ในขณะเดียวกันก็มีปูและกุ้งจ�ำนวนมากอาศัยอยู่บนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ชนิดอื่น เช่น ปะการัง ฟองน�้ำ และเม่นทะเล กุ้งและปูเหล่านี้จะปรับตัวให้มีสี หรือรูปแบบคล้าย
กับเจ้าบ้านที่อาศัยอยู่จึงท�ำให้พบเห็นตัวยาก

ค�ำถาม : • ปูเสฉวนจะพบมาก
ในบริเวณซากเศษปะการังและ
พื้นทราย ชีวิตของปูเสฉวนน้ัน
ต้องพ่ึงพาบางส่ิงท่ีผิดแผกจาก
สัตว์อ่ืน นักเรียนทราบหรือไม่
ว่าสิ่งนี้ คืออะไร?

ปูที่พบอยู่ทั่วไปในแนวปะการัง ที่มีมากและแพร่หลายท่ีสุดได้แก่ ปูปะการัง ซึ่งมีลักษณะ
เด่นตรงที่ปลายของขาเป็นสีด�ำหรือสีเข้ม ปูกระดุมหรือ Anemone crab และ Squat lobster
และปูอีกกลุ่มที่พบได้มากคือ ปูม้า ปูหนุมาน ปูกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นตรงที่ขาคู่สุดท้ายแบนเป็นใบ
พาย เพ่ือใช้ในการว่ายน้�ำหรือฝังตัวกับพื้นทะเล กลุ่มปูท่ีพบอยู่ร่วมกับฟองน้�ำ ปะการัง กัลปังหา
และปะการังอ่อน คือปูแมงมุม

ปูปะการัง ปูแมงมุม

กุ้งมังกร เป็นครัสเตเชียนขนาดใหญ่สุด กุ้งมังกร
ที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง เปลือกท่ีหุ้มตัวและ
ทรวงอกมีหนามแหลมกระจัดกระจาย เปลือก

55 นอกแข็งแรง และมีสีสันท่ีสวยงาม

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

6. เอคไคโนเดิร์ม (Echinoderm)
สัตว์กลุ่มนี้เป็นพวกที่มีแผ่นหินปูนปกคลุมร่างกายหรือแทรกอยู่ในเน้ือเยื่อ รูปร่างท่ัวไป
ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นแฉก 5 แฉก เช่น ดาวทะเล บางกลุ่มมีรูปทรงสมมาตรแบบรัศมี เช่น
เม่นทะเล บางกลุ่มเป็นรูปทรงกระบอก เช่น ปลิงทะเล สัตว์ในกลุ่มน้ีพบแพร่กระจายทั่วโลก บาง
ชนิดอาศัยร่วมกับปะการัง ฟองน�้ำ หรือสัตว์ทะเลอื่นๆ ส่วนใหญ่กินสัตว์พวกหนอน หอย หรืออิน
ทรียสารตามหน้าดิน ตัวอย่างสัตว์ในกลุ่มเอคไคโนเดิร์ม ได้แก่

ดาวทะเล หรือปลาดาว รูปร่างคล้ายดาว 5 แฉก มีแขนยื่นจาก ดาวทะเล
กลางล�ำตัวใต้ท้องแขนมีปุ่มดูดใช้ในการเคล่ือนที่ ปากอยู่กลางล�ำตัวด้าน ดาวมงกุฎหนาม
ล่าง กินสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อาศัยอยู่บนพื้นตะกอนในแนวปะการัง
เป็นอาหาร

ดาวมงกุฎหนาม (Crown-of Thorns starfish) กินปะการัง
เป็นอาหาร โดยการเกาะอยู่บนปะการัง และสามารถส�ำรอกกระเพาะ
อาหารผ่านปากออกมาอยู่ด้านนอก บริเวณใต้ล�ำตัว และจะย่อยโพลิป
ปะการัง เมื่อปลาดาวมงกุฎหนามย่อยอาหารเสร็จ ก็จะดึงกระเพาะ
อาหารกลับเข้าไปภายในร่างกายเช่นเดิม การกินอาหารด้วยวิธีน้ีจึงท�ำให้
ดาวมงกุฎหนามสามารถกินเน้ือเย่ือปะการังมีชีวิตเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ได้
อย่างรวดเร็ว

กลุ่มดาวทะเลมีความสามารถในการงอกใหม่ได้ดี โดยถ้าส่วน
ของร่างกายหรือแขนของมันขาด หรือหลุดออก ส่วนท่ีขาดสามารถงอก
เป็นตัวใหม่ได้

การระบาดของดาวมงกุฎหนาม

ดังท่ีทราบมาแล้วว่าดาวมงกุฎหนามกินปะการังเป็นอาหาร ถ้า 56
หากมีดาวมงกุฎหนามจ�ำนวนมากจะเกิดผลกระทบต่อแนวปะการัง การ
ระบาดของปลาดาวมงกุฎหนามนี้เร่ิมมีการบันทึกเม่ือปี 2503 จากแนว
ปะการังเกรทแบร่ีเออรีฟ ของประเทศออสเตรเลีย และบริเวณอื่นๆ ใน
มหาสมุทรแปซิฟิก หลังจากการระบาดอย่างหนักของดาวมงกุฎหนาม
ปรากฏว่าปะการังจ�ำนวนมากตาย สัญญาณท่ีจะบ่งบอกถึงการระบาด
ของดาวมงกุฎหนามคือ การพบเห็นดาวมงกุฏหนามท้ังตัวอ่อนและตัว
เต็มวัย ในปริมาณมากในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งปกติ แล้วดาวมงกุฏหนาม
น้ันจะหากินในเวลากลางคืน

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

แต่ถ้าเป็นช่วงที่เกิดการระบาดก็จะกินอาหารในช่วงกลางวันด้วยเช่นกัน ส่วนสัญญาณอื่นๆ
ท่ีเป็นตัวบ่งบอกว่าเกิดการระบาดดาวมงกุฎหนาม คือมีปะการังจ�ำนวนมากตายหรือเกิดการฟอก
ขาว แต่อย่างไรก็ตาม การตายของปะการังไม่ได้เกิดจากดาวมงกุฎหนามเพียงอย่างเดียว สิ่งมีชีวิต
ชนิดอ่ืนๆ ก็สามารถท�ำให้เน้ือเย่ือปะการังตายได้ หรือแม้แต่การฟอกขาวของปะการังก็มีลักษณะ
คล้ายกับการถูกกินโดยดาวมงกุฎหนาม ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการระบาด
ของดาวมงกุฎหนามเพิ่มข้ึนเน่ืองจากกิจกรรมของมนุษย์หรือเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ

ดาวเปราะ ดาวเปราะ อาศัยอยู่ในรูที่สัตว์อื่นขุดไว้ ชื่อของดาวเปราะน้ี
มาจากการที่แขนหลุดหักได้ง่าย แต่ก็สามารถงอกแขนส่วนท่ีขาดหรือ
หักได้ใหม่เช่นเดียวกับสัตว์เอคไคโนเดิร์มชนิดอ่ืนๆ ดาวเปราะมีล�ำตัว
ที่มีขนาดเล็ก แผ่นกลางล�ำตัวเป็น 5 เหล่ียมคล้ายดาว มีแขนย่ืนยาว
ออกจากล�ำตัว 5-6 แขน ไม่มีร่องใต้แขน และเท้ามีลักษณะแบบท่อ
ไม่มีปุ่มดูด มักพบตามซากปะการัง อาจพบแทรกอยู่กับฟองน�้ำในแนว
ปะการัง หรือก่ิงก้านของกัลปังหา

ปลิงทะเล ปลิงทะเล มีรูปร่างคล้ายหนอนที่พบอยู่ตามทรายหรือพ้ืน
ดาวขนนก เศษปะการัง หนวดที่อยู่รอบๆ ปากจะดึงทรายปริมาณมากเข้ามาใน
ตัว ปลิงทะเลเป็นสัตว์พวกกินสารอินทรีย์ตามพื้น (Deposit feeders)
ย่อยอินทรียวัตถุ สัตว์ขนาดเล็กและพืชที่อยู่ในทรายโดยการย่อยผ่าน
กระเพาะอาหาร ส่วนอานุภาคท่ีมันไม่สามารถย่อยได้ เช่น ทราย ก็
จะขับผ่านออกทางทวาร จึงท�ำให้เห็นการก่อตัวของเส้นตะกอนบน
พื้นทรายอย่างชัดเจน

เมื่อปลิงทะเลตื่นตกใจ ปลิงทะเลบางชนิดสามารถพ่นเมือก
เหนียวเพ่ือป้องกันอันตรายจากศัตรู เมื่อศัตรูโดนของเหลวที่ปล่อย
ออกมา ปลิงทะเลก็จะหลบหนีไป และในภาวะท่ีคับขันจริงๆ ปลิง
ทะเลสามารถปล่อยอวัยวะภายในออกมา เพ่ือสร้างความตกใจต่อ
ศัตรู

ดาวขนนก เป็นสัตว์พวกเอคไคโนเดิร์ม เพียงชนิดเดียวท่ี
สามารถว่ายในน�้ำได้ดีเช่นเดียวกับการคลานบนพื้นล่าง ว่ายในน�้ำ
โดยใช้แขนที่คล้ายขนนก แขนน้ีช่วยให้สามารถลอยน�้ำได้ ดาวขนนก
จะพบบริเวณแนวปะการัง โดยเกาะบนพ้ืนผิวปะการัง หรือกิ่งก้าน
กัลปังหา กินอาหารโดยการยึดเกาะกับพ้ืนล่างแล้วยื่นตัวออกไปใน
บริเวณท่ีกระแสน้�ำแรง และใช้แขนขนนกดักจับอาหารท่ีแขวนลอย
57 อยู่ในน้�ำ บางชนิดมีสีสันฉูดฉาด สวยงาม

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เม่นทะเล เป็นสัตว์ท่ีชอบแทะเล็มอาหาร ขุดรูอยู่ตามพื้นและ
จะปรากฏตัวออกจากรูในเวลากลางคืน มีสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดท่ีกินเม่น
ทะเลเป็นอาหาร เช่น ปลาวัว ปลาชนิดน้ีจะถอนหนามแหลมของเม่น
ทะเลออกอย่างระมัดระวังก่อนท่ีจะกัดเปลือกแข็งนอกของเม่นทะเล
และกินเป็นอาหาร

7. ปลาฉลาม (Sharks) ปลาฉลาม
ในแนวปะการังจะมีปลาฉลามหลายชนิดเข้ามาอาศัย
อยู่ เพื่อล่าสัตว์อ่ืนๆ เป็นอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มปลาฉลามครีบ
ด�ำ (Carcharhinus sp.) จัดเป็นผู้ล่าที่น่ากลัวส�ำหรับปลาชนิดอ่ืนๆ
เนื่องจากมีฟันท่ีแหลมคม และแข็งแรง มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ
นิเวศแนวปะการัง ปลาฉลามจะออกหาเหย่ือในเวลากลางคืน โดยกิน
ปลา ปลาหมึก และปูเป็นอาหาร ส่วนปลาฉลามชนิดอ่ืนที่พบในแนว
ปะการังคือ ฉลามหูขาว ฉลามลายเสือดาว ฉลามข้ีเซา ปลาฉลามนั้น
ได้มีการพัฒนาระบบรับความรู้สึกอย่างสูงเพ่ือให้สามารถหาอาหาร
ได้ดี โดยมีสายตาและระบบรับกล่ินที่ดีเย่ียม บริเวณจมูกของมันมีรู
เล็กๆใช้ในการรับรู้การเคล่ือนท่ีของเหยื่อได้จากระยะไกล

8. ปลา (Bony fish) ปลาสลิดหินเหลือง
ปลาเป็นสัตว์กลุ่มเด่นที่สุดที่พบในระบบนิเวศแนวปะการัง
มีความหลากหลายของชนิด รูปร่าง ขนาด และสีสัน รวมทั้งพฤติกรรม
ต่างๆ ซึ่งช่วยท�ำให้แนวปะการังดูสวยงามและมีชีวิตชีวามากขึ้น
ปลาชนิดที่พบได้บ่อยในแนวปะการังได้แก่
ปลาสลิดหิน เป็นกลุ่มท่ีพบได้บ่อยท่ีสุดท้ังชนิดและปริมาณ
เป็นปลาท่ีมีขนาดเล็ก มีสีสันสวยงาม เช่น สีฟ้า สีเขียว หรือลวดลาย
เป็นบั้ง ซ่ึงมักจะว่ายน้�ำอยู่เหนือปะการัง กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร
ส่วนพวกที่อยู่ตามพ้ืนแนวปะการังกินสาหร่ายและสัตว์ขนาดเล็กตาม
พื้นเป็นอาหาร ปลากลุ่มนี้มีพฤติกรรมการสร้างอาณาเขต โดยเฉพาะ
ในช่วงผสมพันธุ์

ระบบนิเวศแนวปะการัง 58
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปลานกแก้ว ปลานกแก้ว ชื่อที่มาจาก ลักษณะของฟันท่ีประสานรวม
เป็นแผ่นคล้ายจะงอยปากนกแก้ว ลักษณะของฟันเอื้อต่อการกัดกิน
สาหร่ายตามพื้นผิวปะการังตาย หรือกัดกินปะการังที่มีชีวิต มีขนาด
ล�ำตัวที่ค่อนข้างใหญ่ ยาวรี ตัวผู้มักมีสีเขียวและสีฟ้า ตัวผู้ท่ียังไม่โต
เต็มวัยและตัวเมียมักมีสีน้�ำตาล หรือเทาขุ่น ปลานกแก้วท่ีมีขนาด
ใหญ่บางครั้งเป็นผู้ท�ำลายปะการัง เนื่องจากเวลาที่กัดกินสาหร่ายฟัน
ของมันอาจท�ำให้ปะการังหักได้ และจะกัดหินปูนปะการังบดเป็นผง
ละเอียดในกระเพาะอาหารและขับถ่ายออกมา เป็นปัจจัยส�ำคัญอีก
ประการหน่ึงท่ีท�ำให้เกิดทรายบริเวณแนวปะการัง

ปลานกขุนทอง ปลานกขุนทอง เป็นกลุ่มปลาที่เด่นอีกกลุ่มหน่ึงในแนว
ปะการัง สีสันสวยงาม มีความแตกต่างกันในแต่ละชนิด ส่วนหัวมี
โหนกขนาดใหญ่ กินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กเป็นอาหาร
ส่วนใหญ่ว่ายน�้ำเป็นอิสระ ไม่รวมฝูง “ปลาพยาบาล” (Labroides
sp.) เป็นกลุ่มปลานกขุนทอง มีขนาดเล็ก มีความส�ำคัญต่อปลาอ่ืนๆ
ในแนวปะการังเน่ืองจากจะคอยกินปรสิตท่ีอยู่ตามผิวหนังหรือในปาก
ของปลาชนิดอื่นๆ

ปลาผีเส้ือ ปลาผีเส้ือ เป็นปลาที่มีสีสัน และลวดลายสวยงามมาก ล�ำตัว
แบนและครีบแผ่ตั้ง ปากมีลักษณะเป็นท่อสั้นๆ เอ้ือต่อการกินสัตว์
ขนาดเล็กๆ ตามพื้นและซอกปะการัง ปลาผีเส้ือจะหลบอยู่บริเวณ
ปะการังหรือตามรอยแตกของหินในเวลากลางคืน หลายชนิดมีความ
เจาะจงในการเลือกกินอาหาร บางชนิดจะเลือกกินเฉพาะตัวปะการัง
เป็นอาหารเท่านั้น

ปลาข้ีตังเบ็ด ปลาขี้ตังเบ็ด เป็นปลากินพืชท่ีพบได้บ่อยในแนวปะการัง ล�ำ
ตัวแบนกว้าง รูปไข่ มีหนามแข็งบริเวณโคนหางด้าน ข้างทั้งสองข้างมี
59 สีหลากหลาย บางชนิดมีลายตามตัว พบอยู่รวมกันเป็นฝูง ส่วนใหญ่
กินสาหร่ายที่เคลือบบนพื้นเป็นอาหาร บางชนิดกินแพลงก์ตอนในน้�ำ
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ตัวอย่างปลาในแนวปะการังท่ีพบบริเวณเกาะเต่า

Carangoides bajad Epinephelus fasciatus

Chaetodon wiebeli Taeniura lymma

Lutjanus russellii 60Upeneus tragula
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

4.2 การปรับตัวของส่ิงมีชีวิตในแนวปะการัง

1. การอาศัยในระบบนิเวศปะการัง
เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ในแนว ทะเล มีบทบาทหน้าที่
ปะการังน้ันมีส่ิงมีชีวิตจ�ำนวนมากอาศัยอยู่ ซึ่ง ทางนิเวศท่ีแตกต่างกัน
ปัจจัยที่ท�ำให้ระบบนิเวศแนวปะการังเป็นระบบ โดยใช้ทรัพยากรท่ีแตก
นิเวศเฉพาะ เน่ืองจากจ�ำนวนส่ิงมีชีวิตและความ ต่างกัน ท�ำให้สามารถ
หลากหลายท่ีมีอยู่ในแนวปะการังน้ีเอง เม่ือสัตว์ แบ่งปันพ้ืนที่เดียวกัน
เหล่านี้อาศัยอยู่ด้วยกันก็ต้องแบ่งปันอาหาร โดยไม่รบกวนซึ่งกัน
และท่ีอยู่อาศัยให้แก่กัน ซ่ึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดต่าง และกัน
ต้องการทรัพยากร เช่น แสงแดด และที่อยู่อาศัย
เป็นต้น แต่เมื่อใดท่ีสัตว์สองชนิดต้องการที่จะ
ใช้ทรัพยากรที่เหมือนกันมันก็จะมีความสัมพันธ์
ในแง่ที่เรียกว่า “การแก่งแย่งแข่งขันกัน” หรือ
Competition ส่วนความสัมพันธ์ในแง่มุม
อ่ืน ๆ น้ันจะพบเมื่อส่ิงมีชีวิตสองชนิดมี
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน
3. การแข่งขันกัน
เม่ือพ้ืนท่ีอยู่อาศัยของสัตว์ท่ีแตกต่าง
2. บทบาทหน้าที่ทางนิเวศ กันซ้อนทับกัน ส่ิงมีชีวิตเหล่านี้ถูกบังคับให้
(Ecological niche) มีสัมพันธ์กัน โดยปกติมักจะเป็นความความ
ธรรมชาติก�ำหนดบทบาทของสิ่งมีชีวิต สัมพันธ์ในรูปแบบของการแก่งแย่งแข่งขัน
ที่เข้ามาอยู่อาศัยว่าจะท�ำหน้าที่ หรืออาศัยอยู่ เพ่ือแย่งชิงทรัพยากรท่ีมีความส�ำคัญ เช่น
ท่ีไหนในระบบนิเวศ เราเรียกว่า บทบาทหน้าท่ี อาหาร หรือแสง ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการังมีการ
ทางนิเวศ (Ecological niche) ส่ิงมีชีวิตแต่ละ พัฒนาการแข่งขัน แย่งชิงทรัพยากรในหลาก
ชนิดในแนวปะการังจะมีบทบาทหน้าที่ทาง หลายรูปแบบ
นิเวศของมันเอง สัตว์สองชนิดท่ีอาศัยอยู่ใน การแข่งขันของสัตว์ในแนวปะการัง
พ้ืนท่ีเดียวกันอาจจะมีบทบาทหน้าท่ีทางนิเวศที่ นั้นมักจะแก่งแย่งพื้นที่อาศัยกัน สัตว์จ�ำนวน
แตกต่างกัน เช่น หอยมือเสือและปลิงทะเลต่าง มากในแนวปะการังเป็นสัตว์ยึดเกาะกับที่ สัตว์
ก็พบอยู่ที่พ้ืนในแนวปะการัง หอยมือเสือเกาะ บางชนิดจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เช่น ปะการัง
อยู่กับที่ในขณะท่ีปลิงทะเลเป็นสัตว์เคลื่อนที่ ฟองน้�ำ และปะการังอ่อน ซ่ึงหมายความว่า
หอยมือเสือจะกรองตะกอนท่ีลอยอยู่ในมวล สัตว์กลุ่มนี้ต้องการพื้นท่ีมากข้ึนเร่ือย ๆ เพ่ือการ
น�้ำกินเป็นอาหาร (Filter feeder) ส่วนปลิง เจริญเติบโต ปะการังอ่อนจัดว่าเป็นพวกแย่ง
ทะเลจะกินอาหารท่ีอยู่ในตะกอนท่ีตกลงสู่พ้ืน พ้ืนท่ีอาศัยชนิดหน่ึง โดยปะการังอ่อนสามารถ
เป็นอาหาร (Deposit feeder) ตัวอย่างนี้ เป็น สร้างสารประกอบเคมีหลายชนิด ซ่ึงสารที่มัน
61 ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า หอยมือเสือ และปลิง สร้างขึ้นมาน้ันส่วนมากจะเป็นสารมีพิษและ

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

5. การแทะเล็ม (Grazing)
ความสัมพันธ์อันนี้เป็นความเช่ือม
โยงระหว่างสัตว์และพืชในแนวปะการัง การ
แทะเล็มเป็นวิธีการที่ส่ิงมีชีวิตท่ีกินพืชในแนว
ปะการังส่วนมากใช้ในการกินอาหาร สัตว์ที่กิน
พืชเหล่าน้ีเรียกว่า ผู้บริโภคล�ำดับแรก ซึ่งมีสัตว์
หลายชนิดที่กัดแทะสาหร่ายเป็นอาหาร สัตว์
เหล่าน้ีท�ำให้สาหร่ายมีขนาดสั้นมากจึงท�ำให้
พบเห็นสาหร่ายในแนวปะการังได้ยาก

ท�ำให้สัตว์ในแนวปะการังถึงตายได้ และสาร ปลานกแก้ว ก�ำลังแทะสาหร่ายบนก้อนปะการัง 62
พิษน้ียังมีประโยชน์ในแง่ใช้ป้องกันจากผู้ล่าได้
ด้วย ซ่ึงก็จะมีผู้ล่าเพียงจ�ำนวนน้อยท่ีจะกัดกิน 6. การปกป้องอาณาเขต
ปะการังอ่อน สัตว์ในแนวปะการังจ�ำนวนมากปกป้อง
อาณาเขตที่อาศัยและหาอาหาร (Territoriality)
ปะการังมีการแข่งขันกับสาหร่าย ซึ่งเป็นวิธีที่ท�ำให้แน่ใจว่าสัตว์ชนิดอื่นจะไม่เข้า
เพื่อแย่งชิงพื้นท่ีอยู่อาศัย การแข่งขันนี้จะรวม มาใช้ทรัพยากรในอาณาเขต การปกป้องพื้นที่
ถึงความสามารถในการเติบโตที่เร็วกว่าฝ่าย น้ีท�ำให้สัตว์มีการพัฒนาพฤติกรรมที่มีลักษณะ
ตรงข้าม การใช้เข็มพิษ หรือสารเคมี อัตราการ ขยันขันแข็ง และบางคร้ังมีลักษณะพิเศษท่ีใช้
เติบโตที่เร็วกว่าคู่แข่งขันจะท�ำให้มันสามารถ เป็นอาวุธขับไล่ศัตรู
ครอบคลุมพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์ ปลาสลิดหิน และปลาข้ีตังเบ็ด จ�ำนวน
มากมีพฤฒิกรรมปกป้องอาณาเขต
4. การล่าเหย่ือ จากในบทที่แล้วนักเรียนจ�ำได้ไหมว่า
การล่าเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดาท่ีพบ ปลาเหล่านี้มีลักษณะอย่างไรท่ีช่วยมันปกป้อง
ในแนวปะการัง การล่าเป็นวิธีการที่ผู้บริโภค อาณาเขต
ล�ำดับท่ีสองหรือสามใช้ในการหาอาหาร ผู้ล่า
น้ันสามารถไล่และดักเหยื่อ ท�ำนองเดียวกับที่
ปลาฉลามท�ำ แต่ในกรณีน้ี ผู้ล่าจะมีการปรับ
ตัวให้มีการเคลื่อนท่ีเร็วกว่าเหย่ือและมีลักษณะ
พิเศษที่สามารถจับเหย่ือได้ง่าย
ผู้ล่าบางชนิดสามารถรอจนกว่าเหยื่อ
จะผ่านมา วิธีน้ีเป็นวิธีล่าเหยื่อของผู้ล่าที่อยู่กับ
ที่ เช่น การกินอาหารของดอกไม้ทะเล เป็นต้น
ปลาหลายชนิดมีลักษณะเฉพาะตัวที่สามารถ
เข้าถึงตัวเหยื่อได้ง่าย โดยสัตว์บางชนิดมีการ
พัฒนาการปรับตัวท่ีท�ำให้สัตว์อ่ืนมองไม่เห็น
ท�ำให้สามารถจับเหย่ือได้ง่ายขึ้น

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

7. การรวมฝูง
เพื่อให้โอกาสในการท่ีจะถูกจับโดยผู้ล่า
น้อยมีน้อยลง สัตว์จ�ำนวนมากจึงต้องอยู่ใกล้กัน
เกือบตลอดเวลา ซึ่งการป้องกันตัวเองด้วยวิธี
นี้เรียกว่า Schooling หรือการรวมฝูง วิธีการ
รวมฝูงน้ีใช้โดยสัตว์เคลื่อนที่ในแนวปะการัง
จ�ำนวนมาก การว่ายร่วมกันเป็นฝูงท�ำให้ผู้ล่า
เกิดความสับสนส่งผลให้ปลาแต่ละตัวสามารถ
หลบหลีกศัตรูได้

บริเวณหน้า Reef slop มักจะพบฝูงปลากล้วย (Caesionids) ซ่ึงเป็นปลาที่กินแพลงก์
ตอนเป็นอาหารฝูงใหญ่อยู่ทั่วไป เมื่อพบอันตราย ปลาท้ังฝูงนี้จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน
การรวมฝูงน้ีเป็นการขมขู่ศัตรูบางชนิดด้วย โดยท�ำให้ศัตรูเกิดภาพลวงตาคิดว่าปลาฝูงหน่ึงนั้น
เป็นปลาท่ีมีขนาดใหญ่มาก

8. การอยู่ร่วมกัน
มีสัตว์จ�ำนวนมากที่อาศัยอยู่ใกล้ชิด
กับกลุ่มปะการัง ซึ่งความสัมพันธ์ท่ีมีต่อกันนั้น
ย่อมมีมากกว่าการเป็นเจ้าบ้าน เช่น สัตว์ไม่มี
กระดูกสันหลังขนาดเล็กนั้นอาศัยอยู่ในปะการัง
ได้อาหารและการป้องกันจากศัตรูขนาดใหญ่
โดยสัตว์ขนาดเล็กน้ีมีบ้านอาศัยอยู่ในโครงร่าง
แข็งของปะการัง ในรูปท่ี 4.1 นักเรียนสามารถ
บอกได้หรือไม่ว่าเป็นสัตว์ชนิดอะไรบ้าง
บางคร้ังกลุ่มปะการังได้รับประโยชน์
จากสัตว์ที่เข้ามาอาศัยอยู่ เช่น นักวิทยาศาสตร์
เช่ือว่า หนอนฉัตรช่วยป้องกันปะการังที่มัน
รปู ที่ 4.1 สตั วเ์ ลก็ ๆ ทอี่ าศยั อยใู่ นและรอบ ๆ
อาศัยอยู่ไม่ให้ถูกดาวหนามกิน เน่ืองจาก ท่อที่ กลุ่มปะการัง
หนอนฉัตรสร้างอาศัยอยู่น้ันมีรูปร่างแหลมคม (A): ฟองน้�ำ (B): หอย (C): หนอนฉัตร
มาก เมื่อหนอนฉัตรหดตัวอยู่ในท่อนั้น ปะการัง (D): ลิ่นทะเล (E): เพรียง
63 จะมองดูเหมือนกับมีหนามแหลมป้องกันอยู่

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปลาการ์ตูนในดอกไม้ทะเล 9. Symbiosis
สัตว์และพืชจ�ำนวนมากอาศัยอยู่ร่วม
กันโดยมีความสัมพันธ์แบบ symbiosis กับสิ่ง
มีชีวิตอีกฝ่ายหนึ่ง ความสัมพันธ์แบบน้ี สิ่งมี
ชีวิตฝ่ายหน่ึงจะเป็นผู้ให้อาหาร หรือท่ีอยู่อาศัย
ซึ่งมีความจ�ำเป็นต่อการด�ำรงชีวิตของอีกฝ่าย
หน่ึง โดยท่ัวไปแล้วฝ่ายท่ีเป็นเจ้าบ้านน้ันมักจะ
เป็นส่ิงมีชีวิตท่ีมีขนาดใหญ่กว่า ตัวอย่างความ
สัมพันธ์แบบนี้ เช่น ความสัมพันธ์ของปะการัง
กับสาหร่ายซูแซนเทลลี่ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่มี
ความส�ำคัญมากในระบบนิเวศปะการัง ถึงแม้ว่า
ทั้งสองฝ่ายจะสามารถด�ำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่มี
กันและกัน แต่ประโยชน์ท่ีปะการังได้รับจากผู้
อาศัยของมันนั้นมีมากมายมหาศาลนัก

ค�ำถาม :

นักเรียนคิดว่าสาหร่าย ซูแซนเทล เหาฉลามเกาะอยู่บนสัตว์เคลื่อนที่ที่มี 64
ล่ี อาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืนอีกหรือไม่ ขนาดใหญ่กว่ามัน เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน
เต่า และปลาวาฬ เป็นต้น โดยเหาฉลามใช้ปุ่ม
เข็มพิษจากหนวดของดอกไม้ทะเล ดูดพิเศษท่ีอยู่บนหัวในการเกาะติด เหาฉลาม
จะใช้ฆ่าเหย่ือ กินเป็นอาหาร แต่ปลาการ์ตูน จะกินเศษอาหารท่ีเหลือจากเจ้าบ้าน ความ
สามารถอาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเลโดยไม่โดน สัมพันธ์แบบพ่ึงพาอาศัยกันนี้ เหาฉลามจะได้
หนวดของดอกไม้ทะเลท�ำอันตราย เน่ืองจาก อาหารและการเดินทางจากเจ้าบ้านท่ีมันอาศัย
ปลาการ์ตูนมีช้ันเมือกรอบๆ ตัว ซ่ึงใช้ป้องกัน อยู่ นักวิทยาศาสตร์บางคนคาดว่าเหาฉลาม
ปลาการ์ตูนจากการถูกเข็มพิษที่อยู่บริเวณ จะได้รับประโยชน์มากกว่าท่ีสัตว์เจ้าบ้านได้รับ
หนวดของดอกไม้ทะเลที่ปลาการ์ตูนอาศัยอยู่ จากเหาฉลาม

ปลาการ์ตูนจะช่วยล่อเหย่ือให้เข้ามา กุ้งบางชนิดมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพา
ใกล้หนวดของดอกไม้ทะเล ท�ำให้ดอกไม้ทะเล อาศยั กนั กบั ปลาบู่ โดยกงุ้ ขดุ รลู กึ อาศยั อยู่ ปลาบู่
ได้อาหาร นอกจากน้ีปลาการ์ตูนยังช่วยท�ำให้ จะอยู่ตรงทางเข้ารู เม่ือมีอันตรายปลาบู่จะส่ง
บริเวณผิวดอกไม้ทะเลสะอาดโดยการกินอาหาร สัญญาณให้กุ้งเข้ารู ส่วนปลานั้นจะกินสัตว์ไม่มี
ช้ินเล็กชิ้นน้อยท่ีเหลืออยู่จนหมด สัตว์ท้ังสอง กระดูกสันหลังขนาดเล็กท่ีกุ้งขุดออกมาจาก
ชนิดต่างให้ประโยชน์แก่กันในรูปความสัมพันธ์ ทรายเป็นอาหาร
แบบพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis)

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กิจกรรมท้าย บทท่ี 4

กิจกรรมท่ี 4.1 อุปกรณ์ท่ีจ�ำเป็น

• ค้อนและสิ่ว ถาดส�ำหรับแยกสัตว์ และคีมคีบขนาดเล็ก (forceps)
1. ให้นักเรียนเก็บชิ้นส่วนหินปะการังขนาดใหญ่ โดยอาจเก็บกลุ่มปะการังขนาดเล็กที่ยัง
มีชีวิตอยู่หรือกิ่งปะการัง กลับมาในชั้นเรียน
2. สังเกตดูท่ีผิวหินปะการังหรือปะการังท่ีมีชีวิต และให้หารูท่ีถูกเจาะบนผิวปะการัง
3. ใช้ค้อนและสิ่วทุบปะการังให้แตกออก แล้วใช้คีมคีบดึงสัตว์ท่ีอยู่ในรูออกมา
4. ให้แยกสัตว์ที่ดึงออกมา จัดเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ
5. สัตว์กลุ่มไหนที่ชุกชุมมากท่ีสุด สังเกตความแตกต่างของลักษณะรู และชนิดของสัตว์
ท่ีพบในแต่ละรูว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

กิจกรรมท่ี 4.2

1) ให้อธิบายกลไกการป้องกันตัวในสัตว์กลุ่มเอคไคโนเดิร์ม ว่าเป็นอย่างไร ?
2) กลไกการป้องกันตัวท่ีปลิงทะเลใช้นั้นคล้ายคลึงกับกลไกที่ดาวเปราะใช้อย่างไรบ้าง ?

65 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

กิจกรรมที่ 4.3

1 ช่วงท่ีปลาดาวหนามระบาดท�ำให้ปะการังจ�ำนวนมากตายลง จากท่ีนักเรียนได้เรียนมา
สามารถบอกได้หรือไม่ว่าปลาท่ีได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์น้ีคือปลาอะไร ?

2 ปลาในแนวปะการังส่วนมากจะมีสีสันที่สวยงาม นักเรียนคิดว่าสีสันของปลาเหล่านี้มี
ไว้เพื่ออะไร?

3 สัตว์ในกลุ่มอะไรบ้าง ที่พบว่าสามารถอาศัยได้ทั้งในปะการัง บนปะการัง และเหนือ
ปะการัง

กิจกรรมท่ี 4.4

จากรูปท่ีให้
มา นักเรียนตอบได้
หรือไม่ว่า ปลาชนิด
ใดเป็นผู้ล่า เพราะ
เหตุใด

1 www.extra mescience.com
ระบบนิเวศแนวปะการัง 2
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
66

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กจิ กรรมท่ี 4.5 (* ปฏบิ ตั ิในกรณีท่สี ามารถนำ� นักเรียนไปดำ� น�้ำได้)

โครงงาน : ปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเล (30 นาที ข้ึนไป)
วัตถุประสงค์ : เพื่อสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเล
อุปกรณ์ : อุปกรณ์ด�ำผิวน้�ำ แผ่นกระดานจดบันทึกใต้น�้ำ หรือกระดาษกันน้�ำ ดินสอ
ทักษะท่ีจะได้ : ฝึกการสังเกต จดบันทึก และต้ังสมมุติฐาน

วิธีการ

1. เม่ือด�ำน�้ำในแนวปะการัง ให้สังเกตหาดอกไม้ทะเล แล้วบันทึกข้อมูล ดังต่อไปนี้
• ขนาดของดอกไม้ทะเล แล้วให้วาดภาพปลาที่อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเลเพ่ือท่ีจะมา
จ�ำแนกชนิดภายหลัง
• จดบันทึกจ�ำนวนปลาการ์ตูนท่ีพบว่ามีกี่ตัว มีหัวหน้าฝูงในกลุ่มปลาการ์ตูนหรือไม่
• ปลาการ์ตูนสัมผัสดอกไม้ทะเลหรือไม่ ถ้าสัมผัส เม่ือปลาการ์ตูนสัมผัสกับดอกไม้ทะเล
มันเคล่ือนไหวอย่างไร
• ปลาการ์ตูนชอบอยู่บริเวณใดบริเวณหน่ึงของดอกไม้ทะเลหรือไม่
• ดอกไม้ทะเลแสดงปฏิกิริยาต่อการเคล่ือนไหวของปลาการ์ตูนหรือไม่
• ปลาการ์ตูนเคล่ือนที่ออกจากดอกไม้ทะเลไกลประมาณเท่าไร
• เม่ือปลาการ์ตูนออกไปอยู่ไกลเพียงล�ำพัง มันท�ำอะไร
• ปลาการ์ตูนแสดงปฏิกิริยาต่อปลาชนิดอื่นอย่างไร
• ปลาการ์ตูนแสดงปฏิกิริยาต่อการปรากฏตัวและการเคลื่อนไหวของนักเรียนอย่างไร

2. ถ้าเป็นไปได้ หรือมีเวลาพอ ให้สังเกตดอกไม้ทะเลและปลาการ์ตูนคู่อื่นอีก
• มีปลาการ์ตูนก่ีชนิดอาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล
• ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดอาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเลชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะหรือไม่
• นักเรียนสามารถอธิบายรูปแบบพฤติกรรมของปลาการ์ตูนในดอกไม้ทะเลท่ีสังเกตได้
หรือไม่ ว่าเป็นอย่างไร

67 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

กิจกรรมที่ 4.6 : ใครชื่ออะไรลองทายดู

ระบบนิเวศแนวปะการังประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่เข้ามาอยู่อาศัย มาหา
อาหาร มาหลบภัย บ้างอาศัยอยู่อย่างถาวร บ้างก็แวะเวียนเข้ามาหาอาหาร กลายเป็นระบบนิเวศ
ที่มีความหลากหลายของส่ิงมีชีวิตมากที่สุดในท้องทะเล

ปลาการ์ตูนอินเดียนแดง
ปลาการ์ตูนส้ม (นีโม)
ปลาผีเสื้อ
ปลากะรังจุดฟ้า
หอยมือเสือ
หอยมือหมี
เม่นทะเลหนามขาว
เม่นทะเลหนามด�ำ
ปลิงทะเล
ฟองน�้ำ
ทากเปลือย
ดาวขนนก
ปูเสฉวน

ใครชือ่ อะไร....ลองทายดู 68

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

บทที่ 5

สายใยอาหารในระบบนิเวศแนวปะการัง

5.1 โครงสร้างของระบบนิเวศแนวปะการัง
จากบทที่ผ่านมา นักเรียนได้ทราบแล้วว่าในแนวปะการังน้ันมีองค์ประกอบหลายอย่างรวม
กัน และมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากมาย โครงสร้างหลัก ๆ ของระบบนิเวศแนวปะการัง
แยกได้เป็น 2 ส่วน คือ
• องค์ประกอบท่ีไม่มีชีวิต : สารอนินทรีย์ ได้แก่ คาร์บอน น�้ำ ออกซิเจน ธาตุอาหาร และ
สารอินทรีย์ ได้แก่ ซากพืช ซากสัตว์ ปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ แสง อุณหภูมิ ความเป็นกรด-เบส
และความชื้น
• องค์ประกอบท่ีมีชีวิต : คือกลุ่มส่ิงมีชีวิตทั้งหมดที่อาศัยอยู่ร่วมกันในระบบ ประกอบ
ด้วย 3 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ ผู้ผลิต เป็นพวกพืชท่ีสร้างอาหารเองได้ ผู้บริโภค กลุ่มท่ีกินพืชหรือส่ิงมี
ชีวิตอ่ืนเป็นอาหาร และผู้ย่อยสลาย ได้แก่ จุลินทรีย์ต่างๆ ท่ีท�ำหน้าท่ีย่อยสลายซากพืชซากสัตว์
ความหลากหลายของระบบนิเวศแนวปะการังท่ีมีท้ังพืช และสัตว์ ต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกัน
และกัน จัดเป็นแหล่งอาหารที่ส�ำคัญของสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาอาศัย โดยพืชจะสังเคราะห์แสง และสร้าง
อาหาร และถูกกินโดยสัตว์กินพืช สัตว์กินพืชจะถูกกินโดยสัตว์กินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า รูปแบบ
ดังกล่าวเป็นการหมุนเวียนพลังงานในระบบ โดยเร่ิมจากพลังงานแสง ถูกเปล่ียนรูปและถ่ายทอด
ไปสู่ผู้บริโภคล�ำดับต่างๆ ในระบบนิเวศ ผ่านทาง ห่วงโซ่อาหาร (Food chain) โดยในระบบ
นิเวศธรรมชาติระบบหน่ึงๆ จะมีห่วงโซ่อาหารสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนหลายห่วงโซ่ ในรูปแบบที่
เรียกว่า สายใยอาหาร (Food web)
• ผู้ผลิตขั้นต้น เป็นพวกที่สามารถสร้างอาหารเองโดยการสังเคราะห์แสง และเป็นอาหาร
ของสิ่งมีชีวิตอ่ืน พวกส�ำคัญมากที่สุดในแนวปะการังคือซูแซนเทลล่ี สาหร่ายซูแซนเทลล่ี ได้สาร
อาหารโดยตรงจากเนื้อเยื่อปะการัง ซึ่งเป็นแหล่งหมุนเวียนสารอาหารกลับมาใช้ใหม่
• ผู้บริโภคล�ำดับท่ีหน่ึง คือ พวกท่ีกินผู้ผลิตข้ันต้นเป็นอาหาร ได้แก่ ปะการัง ซึ่งได้รับ
69 อาหารจากสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในเน้ือเยื่อ และสัตว์ท่ีแทะเล็มพืชเป็นอาหาร เช่น ปลานกแก้ว และ
หอยทาก สัตว์เหล่านี้กินสาหร่ายเป็นอาหาร

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผู้บริโภคล�ำดับท่ี 1
ได้แก่ เม่นทะเล ปลานกแก้ว

• ผู้บริโภคล�ำดับที่สอง คือสัตว์ท่ีกินผู้บริโภคล�ำดับที่หนึ่งเป็นอาหาร ได้แก่สัตว์ทุกชนิด 70
ท่ีกินปะการังและสัตว์กินพืชเป็นอาหาร

อย่างไรก็ตามในสภาพธรรมชาติจริงๆ แล้ว การกินกันอาจไม่ได้เป็นล�ำดับที่แน่นอน เพราะ
ผู้ล่าชนิดหนึ่งอาจล่าเหยื่อได้หลายชนิด และก็ตกเป็นเหยื่อของผู้ล่าชนิดอ่ืนๆ การถ่ายทอดพลังงาน
จึงมีความซับซ้อนมากข้ึน และสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันไปมาในลักษณะสายใยอาหาร

รูปแบบของห่วงโซ่อาหารระบบนิเวศน้ัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
• Grazing food chain หรือ Predatory food chain คือ ห่วงโซ่อาหารแบบจับกิน
เป็นห่วงโซ่อาหารท่ีเริ่มต้นจากพืชผ่านไปยังสัตว์กินพืชและสัตว์กินสัตว์ ตามล�ำดับ
• Detritus food chain คือ ห่วงโซ่อาหารแบบกินสารอินทรีย์ เป็นห่วงโซ่อาหารท่ีเริ่ม
จากสารอินทรีย์จากซากของสิ่งมีชีวิต ถูกย่อยสลายด้วยผู้ย่อยสลาย ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นพวกจุลินทรีย์
และจะถูกกินโดยสัตว์ และผู้ล่าอื่นๆ
ส่ิงมีชีวิตในแนวปะการังบางชนิดเป็นพวก Omnivores ที่กินท้ังพืชและสัตว์เป็นอาหาร ซ่ึง
สิ่งมีชีวิตเหล่าน้ีจะเป็นท้ังผู้บริโภคล�ำดับแรก และผู้บริโภคล�ำดับสอง โดยปกติแล้วผู้บริโภคอันดับ
สูงสุดในแนวปะการังน้ันจะเป็นปลาฉลาม หรือผู้ล่าท่ีมีขนาดใหญ่ เช่น ปลาหมอทะเล
ผู้กินซาก และสารอินทรีย์ (Scavengers และ deposit feeder) ก็มีความส�ำคัญ
ในระบบนิเวศปะการังเช่นกัน เน่ืองจากสิ่งมีชีวิตดังกล่าวน�ำสารอินทรีย์จากส่ิงมีชีวิตที่ตายแล้ว
หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ท�ำให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหาร โดยการหมุนเวียนของธาตุอาหาร
เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการถ่ายทอดพลังงาน จุลินทรีย์ในดินจะเป็นตัวส�ำคัญในการ
ท�ำลาย ท�ำให้เกิดการสลายตัวของสารอินทรีย์และปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาส�ำหรับใช้เป็น
อาหารของพืช หากพืชไม่ได้รับธาตุอาหารจากการสลายตัว ของสารอินทรีย์อย่างสม่�ำเสมอแล้ว
พืชก็ไม่สามารถตรึงพลังงาน เพื่อรักษาให้ระบบนิเวศด�ำรงอยู่ได้
ปะการังหลายชนิดและส่ิงมีชีวิตชนิดอ่ืน เช่น ฟองน�้ำ สามารถสร้างเมือกปล่อยออกมา
ในน้�ำได้ น้�ำเมือกน้ีจะเต็มไปด้วยสารอินทรีย์และถูกใช้ประโยชน์เป็นอาหารโดยสัตว์ชนิดอื่น เช่น
สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นต้น ปัจจุบันน้ี นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า น้�ำเมือกท่ีปะการังปล่อย
ออกมานั้นเป็นส่วนประกอบท่ีส�ำคัญในสายใยอาหาร โคพีพอดขนาดใหญ่กินเมือกนี้เป็นอาหาร
ด้วย ดังนั้นเมือกน้ีจึงเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตท่ีเป็นแพลงก์ตอน
นอกจากน้ีนักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่าสาหร่ายสีเขียวแกมน�้ำเงินสามารถตรึงธาตุ
ไนโตรเจน ซ่ึงหมายความว่า สาหร่ายสีเขียวแกมน�้ำเงินสามารถเปลี่ยนรูปไนโตรเจนที่ละลายอยู่
ในน้�ำเป็นสารอาหารได้ ซึ่งสารอาหารน้ีจะถูกน�ำไปใช้โดยส่ิงมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์แสงได้เพ่ือ
ผลิตสารอินทรีย์

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปัจจัยท่ีท�ำให้ปะการังสามารถเติบโตของในน�้ำท่ีมีธาตุอาหารน้อยได้มี 2 ประการ
• ประสิทธิภาพในการหมุนเวียนไนโตรเจนมาใช้
• การตรึงธาตุไนโตรเจนโดยสาหร่ายสีเขียวแกมน�้ำเงิน

แนวปะการังเติบโตได้ในน�้ำทะเลที่มีธาตุอาหารน้อย ซึ่งน้�ำทะเลที่มีสารอาหารน้อยน้ีเรียก
ว่า Oligotrophic สารอาหารเป็นปัจจัยพ้ืนฐานของห่วงโซ่อาหาร มีความจ�ำเป็นต่อพืชในการสร้าง
สารอินทรีย์โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง แล้วสารอินทรีย์จะถูกใช้โดยทุกส่วนประกอบใน
ระบบนิเวศปะการัง เพ่ือการด�ำรงชีวิต เจริญเติบโต และสืบพันธุ์ต่อไป

71 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

กิจกรรมท้าย บทที่ 5

กิจกรรมที่ 5.1 ให้นักเรียนเขียนสายใยอาหารของส่ิงมีชีวิตในรูปท่ี
ให้มา โดยใช้ค�ำอธิบายรูปเป็นตัวช่วย

กลุ่มผู้ผลิต (Producers)

• พวกเราเป็นสาหร่ายขนาดเล็ก ล่องลอยอยู่ • พวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เหมือน
ในน�้ำ ผนังตัวของเราสร้างจากสารซิลิกา กับสาหร่าย แต่พวกเรามีหางท่ีช่วยใน
การว่ายน�้ำได้

• ถึงแม้ว่าฉันจะมีโครงร่างแข็งปกคลุมด้าน • ฉันเป็นกลุ่มสาหร่ายทะเลขนาดใหญ่
นอก แต่ก็สัตว์บางชนิดแกะกินตัวฉัน

สัตว์กินพืช (Herbivores) • จะพบพวกเรามีจ�ำนวนมากในทะเล
เรามีลักษณะคล้ายกับกุ้งเคย
• มักพบฉันครูดกินอาหาร ตามก้อนหิน • ฉันมักถูกกินโดยพวกปลาขนาดเล็ก
• ฉันกินแพลงก์ตอนพืชเป็นอาหาร
• ตัวฉันมีสีสว่างสะท้อนแสง กินพวก
แพลงก์ตอนพืชเป็นอาหาร • ฉันกินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาด
เล็กๆ เป็นอาหาร
สัตว์กินสัตว์ (Carnivores) • พวกปูจะเป็นอาหารของฉัน และฉันจะ
ถูกกินโดยปลาขนาดใหญ่
• ฉันเป็นหน่ึงในสัตว์ที่กินเม่นทะเล
• พวกปูเป็นอาหารโปรดของฉัน
• ฉันกินพวกกุ้งขนาดเล็กๆเป็นอาหาร และ
มักถูกใช้เป็นเหยื่อล่อปลา • ฉันเป็นผู้ล่าท่ีเก่งกาจมาก มีสัตว์ไม่กี่ 72
ชนิดนอกเหนือจากมนุษย์ที่ล่าฉัน
• ฉันกินปลาขนาดเล็กเป็นอาหาร และมีฟัน
ท่ีแข็งแรง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
• ฉันว่ายน้�ำได้รวดเร็ว กินปลาขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เป็นอาหาร

ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

กิจกรรมท่ี 5.2 แบบฝึกหัด : ให้นักเรียนลากเส้นแสดงสายใยอาหาร
ของสิ่งมีชีวิตในรูป

73 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

บทท่ี 6

ความส�ำคัญ และการใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง

6.1 ท�ำไมต้องดูแลแนวปะการัง

ขณะน้ีทุกคนคงจะยอมรับแล้วว่า ถึงแม้ว่าระบบนิเวศปะการังเป็น 74
ระบบนิเวศปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะ ระบบนิเวศท่ีมีสภาพแวดล้อมสวยงามเพียง
เฉพาะตัวและมีความสวยงามไม่เหมือนระบบ พอที่มนุษย์ควรจะเอาใจใส่ดูแล แต่ก็ยังมีเหตุผล
นิเวศอื่น ๆ ส่วนประกอบท้ังหมดในระบบนิเวศ อีกหลายประการท่ีเราควรจะดูแลและรักษา
ข้ึนอยู่กับแต่ละส่วนที่เป็นอาหารและท่ีอยู่อาศัย ระบบนิเวศปะการังไว้ ระบบนิเวศปะการังมี
ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าหากส่วนประกอบหน่ึงถูก ความส�ำคัญต่อมนุษย์เน่ืองจาก
ท�ำลาย เช่น ปะการังถูกน�ำออกไปจากระบบ
นิเวศ ก็จะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศท้ังหมด • ป้องการชายฝั่งจากคลื่นขนาดใหญ่
ผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ปลาและสัตว์อ่ืน ๆ จะ ในทะเล
ไม่มีท่ีอาศัยไว้หลบภัยจากผู้ล่า เป็นต้น การคง
อยู่ของระบบนิเวศจะขึ้นอยู่กับความม่ันคงและ • ให้อาหารที่มีโปรตีนสูง
ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศท้ังระบบ • ท�ำให้มีการจ้างงานโดยผ่านการท่อง
เที่ยว

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

6.2 บทบาทของแนวปะการัง

• ท่ีอยู่อาศัย หลบภัย และของสัตว์น�้ำ หน้านี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปล่ียนแปลงสภาพ
ต่างๆ ภูมิอากาศของโลก ดังนั้นจึงมีการคาดการณ์กัน
ว่าระดับน�้ำทะเลจะสูงข้ึน บริเวณพ้ืนท่ีต่�ำท่ีอยู่
ความหลากหลายของรูปร่างปะการัง ท่ี ใกล้ชายฝั่งก็จะมีอัตราเส่ียงต่อการท่วมของน�้ำ
รวมตัวกันเป็นแนวปะการัง ท�ำให้เกิดเป็นแหล่ง ทะเลมากข้ึน ดังนั้นการรักษาแนวปะการังให้มี
ที่อยู่ขนาดเล็กมากมายส�ำหรับสัตว์ต่างๆ ใช้เป็น ความสมบูรณ์ก็จะท�ำให้ปะการังสามารถเติบโต
บ้าน และท่ีหลบภัยที่ส�ำคัญ รวมถึงเป็นแหล่ง ได้รวดเร็วข้ึน ซึ่งจะท�ำให้สามารถรักษาชายฝั่ง
อาหาร เนื่องจากจะมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ จ�ำนวนมาก จากคลื่นในทะเลได้
เข้ามาอาศัยร่วมกันในแนวปะการังน้ี

• แนวปะการังคือแหล่งอาหาร และ • แหล่งท่องเท่ียว และแหล่งศึกษา
แหล่งปลาเศรษฐกิจ วิจัยที่ส�ำคัญ
แนวปะการังมีความส�ำคัญในแง่ท่ีเป็น เนื่องจากมีความหลากหลายของส่ิง
แหล่งทรัพยากรอาหารของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต มีชีวิตท้ังพืชและสัตว์ แนวปะการังจึงถือเป็น
ต่าง ๆ จ�ำนวนมากในแนวปะการังนั้นสามารถ แหล่งศึกษาหาความรู้ที่ส�ำคัญย่ิง และน�้ำทะเล
กินเป็นอาหารได้ เช่น ปลาชนิดต่าง ๆ ปลิง ที่ใสสะอาดเป็นจุดดึงดูดให้การท่องเท่ียวใน
ทะเล หอยสองฝา กุ้ง และปลาหมึก เป็นต้น แนวปะการังเป็นท่ีนิยมกันมาก การท่อง
ชาวประมงในประเทศไทยน้ัน ท�ำการ เที่ยวน้ีมีข้อดีคือประชาชนสามารถเข้าไป
ประมงบริเวณใกล้แนวปะการัง ในบางพื้นที่นั้น สนุกสนานและช่ืนชมความงามของแนวปะการัง
ประชาชนบริโภคสัตว์ทะเลเป็นแหล่งโปรตีน ได้ แนวปะการังมีความส�ำคัญทางเศรษฐกิจ
หลัก มาก เนื่องจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง
ท�ำให้มีการจ้างงานและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
• ปะการังเป็นแนวกันคล่ืนตาม
ธรรมชาติ
นอกจากแนวปะการังจะเป็นแหล่ง
อาหารแล้ว แนวปะการังยังมีความส�ำคัญใน
แง่เป็นตัวป้องกันพ้ืนดินชายฝั่งและเกาะ โดย
เป็นแนวกันคลื่นตามธรรมชาติ คลื่นในทะเล
ที่มีความแรงและสูงน้ันจะลดขนาดลงเมื่อเข้า
มาสู่แนวปะการัง กลายเป็นคลื่นที่มีขนาดเล็ก
ลงก่อนที่จะพัดถึงชายฝั่ง ซึ่งถ้าหากไม่มีแนว
ปะการังตรงน้ัน คล่ืนขนาดใหญ่จะซัดเข้าสู่
ชายฝั่งโดยตรง
นักวิทยาศาสตร์ได้ท�ำนายว่าระดับน�้ำ
75 ทะเลจะเพ่ิมข้ึนในระยะเวลาอีกไม่ก่ีสิบปีข้าง

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

6.3 ความปลอดภัยในแนวปะการัง

มนุษย์มีความสัมพันธ์และใช้ประโยชน์จากแนวปะการังในหลายรูปแบบ แต่บางคร้ังแนว
ปะการังก็มีอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งอันตรายท่ีเกิดขึ้นน้ันเกิดจากเราไม่รู้จักระบบนิเวศแนวปะการัง
การท่ีเรารู้ว่าสัตว์ชนิดใดมีพิษจะท�ำให้เราปลอดภัย

สภาพแวดล้อมแนวปะการังเป็นพื้นที่อันตรายส�ำหรับผู้ท่ีไม่มีความรู้หรือความเข้าใจเก่ียว
กับสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง เป็นธรรมชาติของสัตว์ที่อาศัยในแนวปะการังท่ีจะปกป้องตัวมัน
เองเม่ือมีภัยคุกคาม สัตว์บางชนิดสามารถท�ำให้มนุษย์บาดเจ็บได้ การเรียนรู้เก่ียวสัตว์ที่สามารถท�ำ
อันตรายเราได้น้ันจะท�ำให้เราสามารถหลีกเล่ียงไม่สัมผัสกับสัตว์ชนิดน้ันได้

สัตว์หลายชนิดในแนวปะการังสามารถท�ำให้มนุษย์บาดเจ็บได้ โดยสัตว์เหล่าน้ีอาจมี
เข็มพิษ หรือกัดเพื่อป้องกันตัวเอง หรืออาจมีพิษเมื่อรับประทาน

ตารางท่ี 6.1 รายช่ือสัตว์อันตรายที่พบในแนวปะการัง

ชื่อสามัญภาษาไทย ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ ช่ือวิทยาศาสตร์

ปลาดุกทะเล Catfish Plotosus sp.

ปลาสลดิ ทะเล Rabbitfish Siganus sp.

ปลาหิน Stonefish Synanceia sp.

ปลาขตี้ ังเบด็ Surgeonfish Acanthurus sp.

ปลาสิงโต Lionfish Pterois sp.

ปลากระเบนจดุ ฟา้ Stingray Dasyatis kuhlii

หมึกยกั ษ์ Blue ring Octopus Hapalochaena sp.

หอยเต้าปูน Textile cone Conus sp.

ดาวมงกฏุ หนาม Crown-of-Thorns starfish Acanthaster plancii

ปะการังไฟ Fire coral Millepora sp.

บงุ้ ทะเล Fire worm Eurythoe complanata

ดอกไม้ทะเล Sea anemone Actinodendrum sp.

งูทะเล Sea snake Laticauda sp.

เม่นทะเล Sea urchin Diadema setosum

ไฮดรอยด์ Stinging hydroid Lytocarpus philippinus

ปลาไหลมอเรย์ Moray eel Gymnothorax sp. 76

ฉลามเสือ Tiger shark Geleocerdo cuvieri

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

6.4 แนวทางการป้องกันตัวเพ่ือความปลอดภัยในแนวปะการัง

ความเอาใจใส่ต่อสภาพแวดล้อมในทะเลและผู้ท่ีอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นจะท�ำให้มีความ
เสี่ยงจากการบาดเจ็บน้อยลง ซ่ึงการว่ายน�้ำและเดินเล่นบริเวณพ้ืนท่ีแนวปะการังน้ันเป็นสิ่งท่ีน่า
สนใจและน่าศึกษา ส่ิงท่ีจะกล่าวต่อไปนี้เป็นแนวทางการระวังรักษาความปลอดภัยเม่ือเดินทางไป
ภาคสนาม

ข้อควรปฏิบัติเมื่อออกภาคสนามในแนวปะการังมีดังน้ี

5. ปลากระเบนนั้นพบท่ัวไปบริเวณ
ชายฝั่งน�้ำตื้น การใช้เท้าตีน้�ำน้ันอาจไปรบกวน
สัตว์ก่อนที่จะว่ายไปถึงมัน ดังน้ันให้ใส่รองเท้า
ท่ีแข็งแรงและสามารถป้องกันอันตรายกับเท้า
จากหนามที่ตัวสัตว์ทิ่มต�ำ
6. ให้สวมเสื้อผ้า หรือถุงมือที่หนาเพียง
พอแก่การป้องกันอันตรายบางอย่างจากสัตว์
เช่น หนอนไฟ หรือหอยเต้าปูน และควรจะ
ระมัดระวังเม่ือว่ายอยู่เหนือก้อนปะการัง
7. ห้ามแหย่สัตว์ท่ีอันตราย เช่น งูทะเล
หรือ ปลาไหลมอเรย์ ให้ปล่อยมันอยู่เพียงล�ำพัง
8. พยายามหลีกเล่ียงแสงแดดตอนเท่ียง
1. การศึกษาแนวปะการัง ให้บอกเพ่ือน วัน ดื่มน�้ำมาก ๆ ก่อนการเดินทางควรสวม
หรือครูว่าคุณจะเดินไปที่ไหน บอกเวลาที่คิดว่า หมวกและทาครีมกันแดด
กลับมา และทุกคร้ังที่ออกไปเดินให้ไปกับเพื่อน 9. หลีกเล่ียงการเอาน้ิวสัมผัสบริเวณ
เสมอ ปากหรือการขย้ีตาหลังจากที่จับส่ิงมีชีวิต
2. เรือหนึ่งล�ำไม่ควรบรรทุกคนมากเกิน
ไป ให้ระวังเวลาการข้ึนลงของน�้ำ ทุกคร้ังท่ีออก ถ้านักเรียนเป็นคนช่างสังเกตและมี
ภาคสนามใช้ตรวจจนแน่ใจว่าเป็นเวลาที่เหมาะ ความไม่ประมาท จะท�ำให้สามารถหลีกเลี่ยง
สม การเดินศึกษาในแนวปะการังน้ันควรจะท�ำ จากการบาดเจ็บสัตว์เหล่าน้ี เช่น เม่นทะเล
ช่วงน้�ำลง ดาวมงกุฏหนาม และปลาไหลมอเรย์ และถ้า
3. การเดินในแนวปะการังขณะน้�ำลง หากเพื่อนคนใดคนหน่ึงในกลุ่มได้รับบาดเจ็บ
ให้อยู่ห่างบริเวณปะการังเปราะบาง เพราะ อย่าตกใจ ให้รักษาความสงบไว้ พยายามแก้ไข
นักเรียนอาจท�ำให้ปะการังแตกหักได้ ปัญหา และรักษาตามอาการ เพราะความตกใจ
4. การล่ืนหรือหกล้มบนก้อนปะการัง น้ันไม่มีประโยชน์มีแต่จะท�ำให้ทุกส่ิงเลวร้าย
จะท�ำให้เกิดการอักเสบที่ติดเชื้อได้ง่าย ดังน้ัน มากขึ้น ทุกคร้ังท่ีออกภาคสนามในแนวปะการัง
ให้รักษาการบาดเจ็บด้วยยาปฏิชีวนะเร็วที่สุด ก็ให้พยายามท�ำตามข้อแนะน�ำข้างต้น
77 ท่ีจะท�ำได้

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กิจกรรมท้าย บทท่ี 6

อาหกาิจรกทระรเมลจทาี่ น6.โ1ปรดของนักเรียนคืออะไร ?

ให้นักเรียนลองคิดว่าอาหารจานโปรดของนักเรียนนั้นปรุงอย่างไร แล้วเขียนเป็นรายการ
ปรุงอาหาร โดยประกอบด้วยสิ่งต่อไปน้ี คือ

• อุปกรณ์ท่ีจ�ำเป็นส�ำหรับปรุงอาหาร
• เคร่ืองปรุงอาหาร
• การเตรียมอาหาร
• ข้ันตอนการปรุง
• รูปภาพอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วว่าควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อท�ำเสร็จแล้ว

ให้รวบรวมรายการปรุงอาหารจากทุกคนในห้อง ถ้าเป็นไปได้ให้ถ่ายส�ำเนาให้กับทุกคน
เม่ือรวบรวมรายการได้แล้วก็ให้เย็บรวมเป็นเล่มด้วยลวดเย็บกระดาษ จากนั้นให้ตั้งช่ือหนังสือ
ต�ำราปรุงอาหาร

ระบบนิเวศแนวปะการัง 78
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กิจกรรมท่ี 6.2 : จากรูปสัตว์ในแนวปะการังท่ีสามารถท�ำ
อันตรายมนุษย์ได้ ให้นักเรียนบอกชื่อของสัตว์
แต่ละตัว

79 ท่ีมา :Musso and Hutchison (1996) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

บทที่ 7 ในปัจจุบันเกาะเต่าเริ่มประสบปัญหา
ความเส่ือมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและ
ปัญหาและความเสื่อมโทรม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั้ง
พื้นที่ทางบกและทางทะเล โดยสาเหตุของ
ปัญหาท่ีส�ำคัญเกิดจากผลกระทบของกิจกรรม
ท้ังการพัฒนาพ้ืนที่เมืองและแหล่งท่องเท่ียว
การประมง กิจกรรมการท่องเที่ยว และจาก
สาเหตุตามธรรมชาติ

ปัญหาที่ก่อให้เกิดความเส่ือมโทรมของ
แนวปะการังขึ้นกับอิทธิพลของกิจกรรมต่างๆ
ท่ีเกิดข้ึนในบริเวณแนวปะการัง ซ่ึงถ้าแนว
ปะการังถูกท�ำลายจนเส่ือมโทรมความสมดุล
ของระบบนิเวศก็จะถูกท�ำลายไปด้วย ก่อให้
เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรประมงในบริเวณ
แนวปะการังและบริเวณใกล้เคียง และท�ำให้
เกิดการพังทลายของชายหาดที่สวยงาม ส่งผล
ต่อกิจกรรมการท่องเท่ียวได้ สาเหตุและแนว
โน้มของปัญหาที่ก่อให้เกิดความเส่ือมโทรมของ
แนวปะการังมีดังน้ี

7.1 ผลกระทบจากธรรมชาติต่อแนวปะการัง

ปัญหาจากธรรมชาติน้ันมีได้หลายรูป ได้รับแสงเป็นเวลานานเกินไป อาจให้สาหร่าย
แบบ ได้แก่ การระบาดของดาวมงกุฎหนาม ซูแซนเทลล่ีตาย ส่งผลต่อปะการังได้ นอกจาก
เน่ืองจากดาวมงกุฎหนามเป็นสัตว์กินปะการัง นี้เม่ืออุณหภูมิของน�้ำทะเลเปลี่ยนแปลงไม่ว่า
เป็นอาหารโดยตรง เม่ือมันเพ่ิมจ�ำนวนขึ้นมากก็ จะเย็นลงหรือร้อนข้ึน ส่งผลต่อปะการังท�ำให้
จะมีการกินปะการังมากข้ึน ผลกระทบจากการ เกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวได้เช่นกัน
เกิดพายุ และคล่ืนลม คลื่นและกระแสลมท่ีแรง
จะท�ำให้ก่ิงก้านของปะการัง เกิดการแตกหัก ปะการังฟอกขาว ดกาาวรมระงบกฎุาดหขนอางม
เสียหายได้มาก ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดใน
ปะการังก่ิงมากกว่าปะการังก้อน โดยกลุ่มของ 80
ปะการังจะฟื้นตัวภายใน 1 ปี โดยพายุจะส่ง
ผลให้ความหลากหลายของปะการังลดลงได้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
แต่มันจะมีการเพิ่มขึ้นอีกคร้ังเม่ือได้รับแสงสว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สามารถเติบโตเพิ่มโคโลนีได้ต่อไป ผลจากการ
ลดลงของระดับน�้ำอย่างผิดปกติ ท�ำให้ปะการัง

ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

7.2 ผลกระทบจากมนุษย์ต่อแนวปะการัง  

การท่ีมนุษย์เข้าไปในแนวปะการังย่อมเกิดผลกระทบต่อแนวปะการังอย่างแน่นอน
กิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ท่ีเราพบบริเวณรอบเกาะหรือชายฝั่งน้ันเป็นสาเหตุท่ีก่อให้เกิดปัญหา
ต่อสภาพแวดล้อมในทะเล

ในพ้ืนท่ีท้องถ่ินบริเวณเกาะ ประชากรค่อนข้างจะมีขนาดเล็ก การป้องกันสภาพแวดล้อม
ทางทะเลของพ้ืนที่ขนาดเล็กนั้นท�ำได้โดยการเร่ิมต้นจากคนในครอบครัว หรือหมู่บ้าน ประชากร
แต่ละคนในกลุ่มมีความรู้เก่ียวกับทรัพยากรทางทะเลอย่างดี เขาสามารถใช้ทรัพยากรทางทะเล
โดยไม่ท�ำลายระบบนิเวศแนวปะการัง เขาจะสร้างการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแบบย่ังยืน

การเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากร ชักน�ำการท�ำประมงแบบใหม่เข้ามาแทนที่วิธีการ
ท�ำประมงแบบดั้งเดิม จึงท�ำให้เกิดการท�ำลายระบบนิเวศแนวปะการัง การท�ำลายแนวปะการัง
หลาย ๆ ครั้งนั้นเกิดจากการเพ่ิมข้ึนของประชากรบริเวณชายฝั่งโดยตรง ปัญหาท่ีเกิดขึ้น ได้แก่

• น้�ำเสีย (Sewage pollution)
น�้ำเสียนั้นเกิดจากการมีสารอาหารจ�ำนวนมาก เช่น ไนเตรท และฟอสเฟต การเพ่ิมข้ึน
ของสารอาหารในน้�ำท�ำให้สาหร่ายสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สาหร่ายแข่งขันแย่งพื้นท่ีกับ
ปะการัง ดังนั้นบางครั้งสาหร่ายเติบโตครอบคลุมก้อนปะการัง ท�ำให้ปะการังตาย

กรณีศึกษา อ่าว Kanehoe

ผลกระทบจากมลพิษที่มีสาเหตุจากน้�ำเสียนั้นเคยเกิดข้ึนที่อ่าว Kanehoe เกาะฮาวาย
ซ่ึงอ่าวนี้มีปะการังท่ีสวยงาม ในปี ค.ศ. 1950 ประชากรของเกาะฮาวายเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็ว จึง
เป็นผลให้มีการปล่อยน�้ำเสียปริมาณมากลงในอ่าว ธาตุอาหารที่อยู่ในน�้ำเสียนั้นเป็นดังเช่น ปุ๋ย
ส�ำหรับการเติบโตของสาหร่ายและวัชพืช ดังนั้นสาหร่ายและวัชพืชจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว เกิด
การแข่งขันชิงพ้ืนที่กับปะการัง

สาหร่าย และวัชพืชสามารถชนะปะการังได้อย่างสมบูรณ์ไม่นานท้ังอ่าวก็ปกคลุมไปด้วย
สาหร่าย และสัตว์น้�ำที่กินอาหารด้วยการกรองกิน เช่น เพรียงหัวหอม ฟองน้�ำ ไส้เดือนทะเลก็เพิ่ม
มากขึ้น ในขณะที่ปะการังตายลงเกือบทั้งหมด ต่อมา ในปี ค.ศ. 1978 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และ
สาธารณะชนได้สร้างกระแสกดดัน ท�ำให้ปล่อยน�้ำเสียไกลฝั่งห่างจากอ่าวมากข้ึน ปะการังท่ีเหลือ
อยู่น้ันก็มีการเติบโตและสืบพันธุ์ ประชากรสาหร่ายและวัชพืชก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีธาตุ
อาหารจากน�้ำเสีย สาหร่ายก็ไม่สามารถเติบโตได้เร็วเท่ากับปะการัง ปะการังก็ยึดพื้นท่ีคืนมา

81 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบนิเวศแนวปะการัง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

• คราบน�้ำมันและน้�ำเสียจากเรือ และ  
ชุมชน

เมื่อเกิดน้�ำมันรั่วครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง
ก็จะฆ่าสัตว์น�้ำและเกิดการปนเปื้อนในตะกอน
และน�้ำบริเวณรอบ ๆ คราบน�้ำมันก็จะติดอยู่
บนก้อนปะการังที่โผล่พ้นน�้ำขณะน�้ำลง ท�ำให้
ปะการังและสัตว์อื่น ๆ หายใจไม่ได้ และตาย
ในที่สุด

• การทิ้งขยะไม่เป็นท่ีเป็นทาง
ขยะ ได้แก่ พลาสติกและโลหะนั้นอาจจะถูกโยนลง
ในทะเล สัตว์ในทะเลอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าขยะเหล่าน้ีเป็น
อาหารของมัน และพยายามกินอาหารเหล่านี้ บางครั้งสัตว์
ก็เข้าไปติดอยู่ในขยะ เช่น ตาข่ายท่ีท้ิงไว้บริเวณท่ีไปวางอวน
แล้วตาข่ายจะพันปลายุ่งเหยิงจนปลาไม่สามารถด้ินหลุดออก
มาได้ ท�ำให้มันบาดเจ็บหรือตายในท่ีสุด

• การท�ำลายหน้าดิน
การเพิ่มขึ้นของดินตะกอนน้ันมาจากการใช้ประโยชน์ท่ีดิน การถาง
พื้นท่ีป่าเป็นบริเวณกว้างจะท�ำให้หน้าดินเปิดโล่ง ในช่วงท่ีฝนตกหนัก ดิน
จะถูกชะล้างลงสู่ทะเล ดินตะกอนก็จะไปปกคลุมสัตว์ท่ีเกาะอยู่กับที่เช่น
ปะการัง และฟองน�้ำ ถ้าหากถางดินเพ่ือใช้ในการเกษตรกรรม น�้ำท่ีไหลลง
สู่แนวปะการังก็จะประกอบด้วยสารเคมี เช่น ยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยหรือสาร
อาหารอีกด้วย
• การทำ� ประมงมากเกนิ กำ� ลงั และการใชเ้ ครอ่ื งมอื แบบทำ� ลายลา้ ง
การท�ำประมงมากเกินก�ำลัง เกิดจากการจับสัตว์ที่ต้องการจ�ำนวน
มากเกินไปออกจากแนวปะการัง ท�ำให้ปลาตัวเต็มวัยท่ีเหลืออยู่มีไม่เพียง
พอในการสืบพันธุ์และคงขนาดของประชากรไว้ สัตว์ชนิดนั้นก็จะกลายเป็น
สัตว์ท่ีหายากหรือก�ำลังสูญพันธุ์
การน�ำอุปกรณ์ท�ำประมง เช่น ตาข่ายไนลอน เป็นการเพิ่มจ�ำนวน
สัตว์ที่จับได้มากข้ึน และยังท�ำให้เกิดการท�ำประมงมากเกินก�ำลังอีกด้วย
ส่วนการท�ำประมงโดยใช้เคร่ืองมือแบบท�ำลายล้าง เช่น การวางระเบิด และ
วางยาเบื่อปลานั้นเป็นการฆ่าสัตว์แบบไม่มีการเลือก

82

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การใช้ระเบิดจะท�ำลายโครงสร้างแนว
ปะการัง ซ่ึงท�ำให้สูญเสียพ้ืนที่อาศัยส�ำหรับสัตว์
ที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง

• การเก็บปะการัง
บางประเทศมีการขุดปะการังขึ้นมา
เพ่ือใช้ในเป็นวัสดุก่อสร้าง นอกจากน้ียังมี
การใช้ประโยชน์ปะการังเป็นของที่ระลึกและ
ตกแต่งในตู้ปลา การน�ำก้อนปะการังออกจาก
แนวปะการังน้ันมีความส�ำคัญ ทั้งนี้เนื่องจาก
ชีวิตสัตว์จ�ำนวนมากข้ึนอยู่กับปะการังท้ังใน
เร่ืองของอาหารและท่ีอยู่อาศัย
นอกจากน้ีการเพิ่มข้ึนของขนาด
ประชากรของมนุษย์ก็มักมีผลกระทบหลาย
ประการตามมาซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการ
อาหารทะเลและการเดินหาสัตว์ทะเลในแนว
ปะการังไปเป็นอาหาร

• ปัญหาจากการท่องเที่ยวในแนว • การพัฒนาแนวชายฝั่ง
ปะการัง เมื่อมีประชากรเข้ามาใช้พ้ืนที่เพ่ิมขึ้น
ก่อให้เกิดการพัฒนาแนวชายฝั่งมากข้ึนด้วย
การพัฒนาการท่องเท่ียวก็สามารถ มีการน�ำเอากิจกรรม และส่ิงปลูกสร้างต่างๆ
กลายเป็นภัยคุกคาม ส�ำหรับแนวปะการังได้ เข้ามาในพื้นท่ีชายฝั่ง เช่น การสร้างท่ีอยู่อาศัย
เช่นกัน โรงแรม หรือรีสอร์ทขนาดใหญ่ท่ีอยู่ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สนามบิน การก่อสร้าง
บนฝั่งใกล้กับแนวปะการังสามารถท�ำลายแนว ท่าเรือ การขุดลอก และอ่ืนๆ อีกมากมาย ซ่ึง
ปะการังได้เนื่องจากน้�ำเสียท่ีเป็นสารอินทรีย์ กิจกรรมเหล่านี้จะไปรบกวนการไหลเวียนของ
นั้นอาจถูกปล่อยลงบนแนวปะการังหรือซึมผ่าน กระแสน้�ำเลียบฝั่ง ท�ำให้รูปแบบการทับถม
พื้นทรายออกสู่แนวปะการัง เหตุการณ์เช่นน้ี ของตะกอนดินเปลี่ยนแปลงไปอาจเกิดตะกอน
สามารถหลีกเล่ียงได้โดยการบ�ำบัดน้�ำเสีย และ ทับถมในแนวปะการังเพิ่มมากขึ้นจนท�ำให้
ปล่อยลงบริเวณที่ห่างไกลจากแนวปะการัง ปะการังตายในที่สุด

การท�ำลายจากเหตุอ่ืน ๆ น้ันเกิดจาก
การไม่มีประสบการณ์ หรือการด�ำน�้ำอย่าง
ไม่ระมัดระวัง และการทอดสมอเรือ ซึ่งท�ำให้
ปะการังแตกหัก และในบางคร้ัง ท�ำให้เกิด
การเก็บสัตว์ทะเลจ�ำนวนมากในแนวปะการัง
เพื่อน�ำมาท�ำเป็นของที่ระลึกขายนักท่องเที่ยว

83

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การฟอกขาวของปะการัง

การฟอกขาวของปะการังเป็นสัญญาณ การฟอกขาวนี้จะพบหลังจากที่
บ่งบอกถึงแรงกดดันที่เกิดข้ึนกับปะการัง อุณหภูมิของน้�ำทะเลสูงมากผิดปกติ อย่างไร
ปะการังที่มีการฟอกขาวนั้นจะมีสีขาวหรือ ก็ตามปะการังอาจมีสีขาวได้เหมือนกันถ้าถูก
สีจางซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียสาหร่าย ดาวมงกุฏหนามกิน เพียงเวลาไม่ก่ีวันหลังจาก
ซูแซนเทลล่ีออกไปอย่างกะทันหัน หรือจะเกิด ถูกกิน ก้อนปะการังก็จะถูกปกคลุมด้วยสาหร่าย
ข้ึนเม่ือสาหร่ายขับเม็ดสีออกไป การฟอกขาว ปะการังท่ีฟอกขาวน้ันอาจจะสร้างซูแซนเทลลี่
เป็นการตอบสนองทางกายภาพของสาหร่าย ข้ึนมาใหม่โดยแบ่งตัวเพ่ิมจ�ำนวน หรือโดยการ
และปะการังต่อแรงกดดันของสภาพแวดล้อมใน จับสาหร่ายซูแซนเทลลี่จากมวลน้�ำเมื่อสภาพ
ธรรมชาติ หรือการรบกวนของมนุษย์ แวดล้อมกลับสู่สภาวะปกติ

ระบบนิเวศแนวปะการัง 84
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

บทที่ 8

แนวทางการจัดการพ้ืนท่ี

8.1 แนวปะการังมีความสมบูรณ์เม่ือไร

แนวปะการังมีความสมบูรณ์ หมายถึง แนว
ปะการังที่ไม่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์
บางคร้ังเราเปรียบเทียบสภาพแนวปะการังที่มีความ
สมบูรณ์เสมือนของเก่าหรือโบราณวัตถุ นอกจาก
กิจกรรมของมนุษย์แล้ว เหตุการณ์ตามธรรมชาติ เช่น
พายุ ก็สามารถท�ำลายแนวปะการังได้เช่นกัน แต่
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราปล่อยแนวปะการังไว้ ไม่ไป
รบกวนมัน มันก็สามารถฟื้นตัวมันเองได้ในเวลาอันสั้น

แต่หากแนวปะการังโดนท�ำลายโดยกิจกรรมของมนุษย์แล้วยังโดนผลกระทบจากพายุอีก การฟื้น
ตัวของแนวปะการังก็จะช้า
แนวปะการังที่สมบูรณ์มักจะ มีปะการังปกคลุมอยู่สูง ซ่ึงก็หมายความว่า มีปะการังจ�ำนวน
มากปกคลุมอยู่บนผิวหน้าแนวปะการัง การที่พบปะการังหลายชนิดน้ันเนื่องจากสภาพแวดล้อม
ขณะน้ันเหมาะสมส�ำหรับการอาศัยอยู่ การเติบโต และการแพร่กระจาย แต่ถ้าหากแนวปะการัง
ไม่สมบูรณ์ก็จะพบปะการังปกคลุมอยู่น้อย แนวปะการังที่ถูกท�ำลายโดยมลพิษน้ันจะมีการปกคลุม
ของปะการังน้อยและการปกคลุมของสาหร่ายจะมีมากกว่า
การประเมินสถานภาพแนวปะการังนั้น จะแสดงด้วยตัวเลขสัดส่วนการปกคลุมพ้ืนที่ของ

ปะการังท่ีมีชีวิต ปะการังตาย และส่ิงมีชีวิตต่างๆ ตัวอย่างเช่น แนวปะการังมีปะการังท่ีมีชีวิต
ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 70 % จะมีความหมายว่า ถ้าลากสายวัดที่มีความยาว 10 เมตร พาดผ่าน
ไปบนแนวปะการัง จะมีปะการังที่เส้นเทปพาดผ่านเป็นระยะทางรวมกัน ประมาณ 7 เมตร
ลักษณะท่ีบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของแนวปะการังอย่างหนึ่งก็คือ มีความหลากหลายสูง

หมายความว่าในแนวปะการังนั้นมีสัตว์ต่างชนิดกันจ�ำนวนมาก ซ่ึงถ้าสภาพส่ิงแวดล้อมเหมาะสม
ส่ิงมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ก็สามารถด�ำรงชีวิต เติบโต และแบ่งปันพื้นที่อาศัยร่วมกันได้
ในทางกลับกัน ถ้าหากสภาวะส่ิงแวดล้อมไม่ดี จะมีส่ิงมีชีวิตที่ค่อนข้างแข็งแรงเพียงไม่ก่ี
ชนิดสามารถอาศัยอยู่ สิ่งมีชีวิตท่ีสามารถมีชีวิตอยู่ได้นี้ประสบความส�ำเร็จในการแข่งขันกับชนิด
ท่ีอ่อนแอกว่า ผลลัพธ์ก็คือ แนวปะการังจะมีสิ่งมีชีวิตเด่น ๆ เพียงไม่กี่ชนิด และถ้าส่ิงแวดล้อม
เลวร้ายมากจริง ๆ ส่ิงมีชีวิตจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เลย ในที่สุดก็เป็นการท�ำลายแนวปะการัง
เวลาท่ีเราพบปะการังชนิดใดชนิดหน่ึงโดดเด่นกว่าชนิดอื่น ๆ นั้น หมายถึงสภาพแวดล้อม
85 บริเวณแนวปะการังเหมาะสมส�ำหรับปะการังชนิดนั้นท่ีจะเติบโตหรืองอกใหม่ได้อย่างรวดเร็วกว่า
ปะการังชนิดอ่ืน

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

8.2 การประเมินผลกระทบในแนวปะการัง

ควรจะมีการประเมินผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่สามารถท�ำลายแนว
ปะการัง ก่อนที่จะเร่ิมกิจกรรมเหล่าน้ัน การท�ำเช่นน้ีเป็นหลักการเบ้ืองต้นของการศึกษาผลกระ
ทบ ซ่ึงท�ำได้โดยการส�ำรวจแนวปะการังแล้วรวบรวมข้อมูลความหลากหลายและการปกคลุมของ
ปะการัง ความชุกชุมของปลาและความชุกชุมของสิ่งอื่น ๆ ท่ีส�ำคัญ เช่น หอยมือเสือ เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการศึกษาก็คือการปรับปรุงพ้ืนท่ีที่มีความส�ำคัญทางระบบนิเวศและ
ประเมินขอบเขตกิจกรรมของมนุษย์ท่ีสามารถท�ำลายระบบนิเวศนั้น ผลจากการศึกษาผลกระ
ทบจะสามารถช่วยช้ีแนะทางเลือกในการใช้ทรัพยากรแนวปะการัง เมื่อกิจกรรมใดกิจกรรมหน่ึง
ของมนุษย์เร่ิมข้ึนในแนวปะการัง โปรแกรมการตรวจสอบควรจะแน่ใจว่าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งมี
ชีวิตในแนวปะการัง

8.3 การใช้ระบบนิเวศแนวปะการังอย่างย่ังยืน

การใช้ระบบนิเวศปะการังอย่างย่ังยืนหมายถึงประชากรใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่
ท�ำลายมัน ระบบนิเวศเป็นสิ่งท่ีสร้างข้ึนมาจากส่ิงมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ซ่ึงถ้าหากเราใช้แนว
ปะการังจนส่ิงมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ หรือมันไม่สามารถสืบพันธุ์ด้วยตัวมันเองแล้วละก็
ระบบนิเวศก็จะถูกท�ำลาย ดังเช่นมนุษย์ก�ำลังต่ืนตัวกันมากขึ้นทุกวันว่าปะการังสร้างระบบนิเวศ
ที่ซับซ้อนได้ย่างไร เราอาจสามารถหาทางออกในการอยู่ร่วมกันโดยไม่ท�ำลายแนวปะการังได้ ซึ่ง
ถ้าเราสามารถท�ำได้ส�ำเร็จก็จะเกิดการเปล่ียนแปลงอันยิ่งใหญ่ทีเดียว

8.4 ขอ้ ตกลงการใช้ประโยชนจ์ ากแนวปะการังเกาะเต่าและพนื้ ทใี่ กล้เคียง

การบริหารจัดการทรัพยากรและการใช้ประโยชน์พ้ืนท่ีทางทะเลและชายฝั่งของเกาะเต่า
มีข้อได้เปรียบ คือ การต่ืนตัวและการมีส่วนร่วมของคนในท้องถ่ินทั้ง
หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน คนในท้องถิ่นเห็นถึงความ
ส�ำคัญของการอนุรักษ์ มีหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องให้ความสนใจ และผู้
ประกอบการบางส่วนตระหนักถึงปัญหาของคุณภาพส่ิงแวดล้อมท่ี
เสื่อมโทรมลงและยังคงต้องการเห็นสภาพแวดล้อมที่ดีดังเดิม
จากการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของเกาะเต่าในปัจจุบัน
สามารถก�ำหนดแนวทางทั่วไปในการแก้ไขปัญหา ได้ด้วยการเสริม

สร้างการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ 86
อย่างยั่งยืน สร้างองค์ความรู้และน�ำข้อมูลทางวิชาการมา
เป็นพื้นฐานของการตัดสินใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยต้อง
สร้างความตระหนัก และเสริมความรู้ที่เหมาะสมส�ำหรับภาค
รัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชน และนักท่องเท่ียว รวมถึงสร้าง
กลไกการบริหารจัดการพ้ืนที่อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็น

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ส�ำหรับภาครัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชน และนักท่องเที่ยว รวมถึงสร้างกลไกการบริหารจัดการ
พ้ืนที่อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นท่ียอมรับของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากน้ียังต้องเร่งฟื้นฟู
ระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม และสร้างภูมิคุ้มกันของระบบนิเวศในการเผชิญกับการเปล่ียนแปลงทาง
ธรรมชาติท้ังจากมาตรการในระยะสั้นและระยะยาวอย่างจริงจัง (กรมทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝั่ง, 2553 ข) ท้ังนี้เม่ือวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
ภาครัฐ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและชุมชนบนเกาะเต่า ซ่ึงกลุ่มผู้
ประกอบการร้านด�ำน้�ำเสนอกฎ กติกา และแนวทางในการแก้ปัญหาเร่ืองการพื้นที่ใช้ประโยชน์ทั้ง
ทางทะเลและชายฝั่ง โดยไม่รวมถึงกฎระเบียบที่ถูกใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ดังน้ี

1.การก�ำหนดอาณาเขต 3 กิโลเมตรจากตัวเกาะ
อนุญาตให้ท�ำการประมงโดยเรือประมงจากเกาะเต่าเท่าน้ัน
ทรัพยากรทางทะเลและประชากรสัตว์น�้ำเป็นทรัพยากรท่ีมีปริมาณจ�ำกัด ซึ่งในปัจจุบันได้ลด
จ�ำนวนหรือหมดไปในหลายพื้นท่ี เน่ืองจากการจับสัตว์น�้ำมากเกินไป ดังน้ันเพ่ือเป็นการปกป้อง
ทรัพยากรทางทะเลจากชาวประมงต่างถิ่น การบังคับใช้กฎกติกานี้จะช่วยเพิ่มความยั่งยืนให้กับ
ทั้งระบบนิเวศ และเศรษฐกิจของเกาะเต่า
อนุญาตให้ท�ำการประมงโดยใช้เบ็ดเท่าน้ัน
เกาะเต่ามีแนวปะการังอยู่เกือบรอบท้ังเกาะ ซ่ึงประกอบด้วยปะการังแข็ง และสัตว์น�้ำอื่น ๆ
จ�ำนวนมาก การท�ำประมงแบบท�ำลายล้าง เช่น การใช้อวนลาก หรืออวนล้อม เป็นการท�ำลาย
ระบบนิเวศแนวปะการังเน่ืองจากความเสียหายของโครงสร้างแนวปะการัง ซึ่งต้องใช้เวลานานใน
การฟื้นคืนสภาพดังเดิม
ห้ามการเก็บสัตว์คุ้มครอง เช่น หอยมือเสือ
สัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกคุ้มครองภายใต้สนธิสัญญา CITES ถูกปกป้องด้วยกฎหมายของประเทศไทย หาก
แต่ยังคงพบเห็นการจับสัตว์คุ้มครองเหล่าน้ีในพ้ืนท่ีเกาะเต่า จึงจ�ำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย
เพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มบทลงโทษในการจับสัตว์คุ้มครอง เช่น หอยมือเสือ หอยสังข์แตร ม้าน�้ำ ปะการัง
และกัลปังหา เป็นต้น
ห้ามการใช้ฉมวกยิงปลาโดยเด็ดขาด
นักท่องเท่ียวส่วนใหญ่มาเกาะเต่าเพ่ือการด�ำน้�ำ และนักด�ำน้�ำส่วนใหญ่เห็นว่า การได้เห็นปลาใหญ่
ในระยะใกล้เป็นสิ่งหนึ่งท่ีนักท่องเท่ียวช่ืนชอบมากที่สุด และเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักของการเลือก
สถานท่ีท่องเท่ียว ซ่ึงการยิงปลาถือเป็นการลดจ�ำนวนปลาใหญ่ในพ้ืนที่ และท�ำให้ประชากรปลา
หลีกเล่ียงการเข้าใกล้มนุษย์เน่ืองจากเกิดความกลัว

2. ท่ีรักษาพืชพันธุ์ตามพรบ.ประมง อาณาเขต 1x5 ตารางกิโลเมตร (จากแม่หาดถึง
เกาะนางยวน)
ประกาศท่ีรักษาพืชพันธุ์เพ่ิมเติม ในพ้ืนที่อาณาเขต 300 เมตรจากกงทรายแดง
กงทรายแดงนอกจากจะเป็นจุดด�ำน้�ำท่ีส�ำคัญ และมีความหลากหลายทางระบบนิเวศมากที่สุดของ
87 เกาะแล้ว ยังมีคุณค่าทางวัฒนธรรมต่อชุมชนบนเกาะเต่า โดยคนในชุมชนมีความเชื่อว่ากงทรายแดง

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เป็นพื้นที่ศักด์ิสิทธ์ มีพลังทางจิตวิญญาณสมควรแก่การรักษาให้คงไว้เช่นเดิมทั้งใต้น้�ำและเหนือน้�ำ
ดังนั้นจึงควรมีการท�ำข้อตกลงระหว่างหน่วยงานในชุมชน เพื่อคุ้มครองและดูแลพ้ืนท่ีดังกล่าว โดย
การสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมาย

ห้ามท�ำการประมงทุกชนิด
เนื่องจากบริเวณน้ีได้รับการคุ้มครองโดยการประกาศเป็นท่ีรักษาพืชพันธุ์ การเข้มงวดไม่ให้มีการ
ท�ำประมงจึงเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ห้ามเก็บสัตว์ทะเล (รวมถึงหอย เม่นทะเล ปลิงทะเล และปู เป็นต้น)
ปัจจุบันพบแรงงานต่างถ่ินเก็บสัตว์น้�ำจากแนวปะการังในช่วงน�้ำลงอยู่เป็นประจ�ำ ซ่ึงเป็นสิ่งผิด
กฎหมาย และสร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังเป็นอย่างมาก

3. ภายในอาณาเขต 100 เมตรจากแนวปะการัง (พื้นท่ีสีเหลือง) 88
ห้ามการท้ิงสมอและการเหยียบย่�ำปะการัง
การท้ิงสมอจากเรือ (ซึ่งโดยส่วนใหญ่ไม่ใช่เรือจากเกาะเต่า) เป็นสาเหตุหลักที่ท�ำลายปะการัง และ
สร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างให้กับแนวปะการังของเกาะเต่า ซ่ึงหากอ้างอิงจากกฎหมายไทย
การท�ำให้ปะการังเสียหายถือเป็นการกระท�ำความผิด โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงิน 40,000 บาท
หรือถูกจ�ำคุกเป็นเวลา 4 ปี
ห้ามท�ำการทิ้งขยะใดๆ ท้ังส้ิน (รวมถึงเศษอาหาร)
พลาสติก โฟม ก้นบุหร่ี และวัตถุต่าง ๆ ที่ไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสิ่งมี
ชีวิตในทะเลที่กินวัตถุเหล่าน้ีเข้าไป ส่ิงส�ำคัญคือ แนวปะการังสามารถเจริญเติบโตได้ในพ้ืนที่ที่มี
น้�ำทะเลสะอาดและมีธาตุอาหารน้อยเท่าน้ัน แต่เศษอาหารและเปลือกผลไม้ท่ีถูกทิ้งลงสู่ทะเลส่ง
ผลท�ำให้ปลาเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการกินอาหารโดยหันมากินเศษอาหารแทนการกินอาหาร
ตามธรรมชาติ ซึ่งก็คือ สาหร่ายและตะไคร่ท่ีโตทับปะการัง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของ
ปะการัง และยังเป็นการเพ่ิมธาตุอาหารในน�้ำ รวมถึงท�ำลายภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว และ
ในท่ีสุดเศษอาหารเหล่านี้จะกลายเป็นขยะที่มาติดตามชายหาดของเกาะเต่า ซ่ึงผู้ฝ่าฝืนสมควรที่
จะถูกยึดใบอนุญาตส�ำหรับพ้ืนท่ีเกาะเต่า
ห้ามท�ำการเก็บสัตว์คุ้มครองทุกชนิด
การเก็บสัตว์คุ้มครองเป็นส่ิงผิดกฎหมาย แต่ยังคงพบเห็นได้เน่ืองจากขาดการบังคับใช้กฎหมาย
อย่างจริงจัง
ห้ามการให้อาหารปลา
ปลากินพืชเป็นตัวแปรส�ำคัญในระบบนิเวศแนวปะการัง หน้าท่ีของปลาเหล่าน้ีคือ การกินสาหร่าย
และตะไคร่ในแนวปะการัง ซึ่งจะเป็นการสร้างพ้ืนท่ีให้ตัวอ่อนปะการังมาเกาะและเติบโตการให้
อาหารปลาจะเป็นการรบกวนหน้าที่ในระบบนิเวศของปลา และท�ำลายสภาพแวดล้อมแนวปะการัง
ห้ามการใช้อวนถ่วงและอวนลอย
อวนเป็นหน่ึงในปัญหาเด่นท่ีสามารถพบได้ในแนวปะการังรอบเกาะเต่า นอกจากการจับติดสัตว์
น้�ำที่ไม่ต้องการซ่ึงเป็นการท�ำลายทรัพยากรแล้ว ยังเกิดปัญหาอวนเก่ียวพันกับปะการัง นักประดา

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

น�้ำต้องไปตัดและเก็บอวนเหล่าน้ีออกจากแนวปะการังรอบเกาะ จึงมีข้อเสนอให้ใช้วิธีอื่นในการท�ำ
ประมงแทนการใช้อวน

4. ภายในอาณาเขต 80 เมตรจากทุ่นจอดเรือของจุดด�ำน้�ำต่าง ๆ (รวมถึงกองหินชุมพร
และกองตุ้งกู)
ห้ามใช้ลอบหรืออวนทุกประเภท
เนื่องจากปลาสวยงาม และสัตว์น้�ำเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเท่ียวเข้ามาด�ำน�้ำ หากสัตว์น้�ำเหล่า
น้ีหายไป หรือนักด�ำน�้ำพบสัตว์น้�ำเหล่าน้ีติดอวนหรือติดในลอบ จะสร้างภาพลักษณ์ท่ีไม่ดีต่อ
กิจกรรมด�ำน้�ำของเกาะเต่า
ห้ามท�ำการประมงพาณิชย์ (รวมถึงทัวร์ตกปลา)
การประมงพาณิชย์ และทัวร์ตกปลาสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศมากกว่าการด�ำน�้ำ ดังน้ัน
จึงไม่สมควรอนุญาตให้ท�ำการประมงพาณิชย์ และทัวร์ตกปลาในบริเวณจุดด�ำน้�ำ
ห้ามการยิงปลา (ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้อุปกรณ์SCUBA)
การยิงปลาส่งผลกระทบต่อการลดลงของปลาขนาดใหญ่ที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว และยังอาจ
สร้างอันตรายให้กับนักด�ำน้�ำ

5. เขตห้ามเรือเข้าพื้นท่ีสีเหลือง
เป็นพื้นที่แนวปะการังน�้ำตื้น ซ่ึงมีความเส่ียงต่อการถูกท�ำลายจากนักท่องเท่ียวที่มาด�ำผิวน้�ำ
จึงต้องได้รับการคุ้มครองดูแลเข้มข้นกว่าพ้ืนท่ีอ่ืน เน่ืองจากสภาพแวดล้อมความหลากหลายทาง
ชีวภาพและความเสี่ยงต่อการถูกท�ำลาย โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกท�ำสัญลักษณ์ไว้ด้วยทุ่นสีเหลือง ของ
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปี พ.ศ. 2551
ห้ามเรือมีเครื่องยนต์เข้าในพื้นที่ (ยกเว้นเรือคายัคหรือเรือขนาดเล็กที่ไม่มีเคร่ือง)
พื้นที่เหล่านี้เป็นแนวปะการังน�้ำตื้น ซ่ึงมักจะโผล่จากน้�ำในช่วงน�้ำลงและมีความเส่ียงต่อการได้รับ
ความเสียหายจากตัวเรือและใบพัดเรือมาก นอกจากนี้บริเวณอ่ืนท่ีมีการผูกทุ่นมักเป็นจุดท่ีมีนักด�ำ
น�้ำตื้นเข้าไปดูปะการัง เป็นจุดฝึกนักด�ำน�้ำมือใหม่ และมีระยะใกล้กับเรือเพื่อเป็นการปกป้องนัก
ท่องเที่ยวจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังน้ันเรือที่ว่ิงผ่านพื้นที่ดังกล่าวควรถูกตักเตือนในคร้ังแรก
และท�ำการปรับหากมีการฝ่าฝืนคร้ังต่อไป
ห้ามท�ำการทิ้งสมอ
เพื่อป้องกันความเสียหายต่อแนวปะการังในเขตนี้
ห้ามท�ำการติดต้ังทุ่นผูกเรือ
เรือท่ีน�ำนักท่องเที่ยวควรผูกเรือกับทุ่นท่ีอยู่ด้านนอก และเพื่อกันพ้ืนที่ส�ำหรับกิจกรรมด�ำผิวน�้ำ และ
ป้องกันอันตรายจากการเข้า-ออกของเรือ
ห้ามเรือขนาดใหญ่ผูกทุ่นกับทุ่นสีเหลืองท่ีถูกติดตั้งไว้(ยกเว้นให้เรือหางยาว)
เชือกทุ่นท�ำมาจากเชือกหนา 1 นิ้ว ซึ่งถูกผูกยึดไว้ใต้น�้ำ ดังนั้น การท่ีเรือขนาดใหญ่ (รวมถึงเรือ
สปีดโบ้ท) มาผูกทุ่นกับเชือกทุ่นสามารถสร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังจากการลากเชือก
89 ทุ่น และท�ำให้เชือกทุ่นขาดได้ แต่ทั้งนี้เชือกทุ่นดังกล่าวสามารถใช้เป็นจุดผูกทุ่นส�ำหรับเรือหางยาว
ขนาดทั่วไปของเกาะเต่าท่ีรู้วิธีใช้เชือกทุ่นเหล่าน้ีได้

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ห้ามท�ำการประมงทุกรูปแบบ (รวมถึงการยิงปลา)
ไม่อนุญาตให้นักด�ำน้�ำแบบผิวน้�ำจากเรือน�ำเที่ยวใส่ตีนกบหรือรองเท้าใด ๆ ในน้�ำ และ
ขอแนะน�ำให้มีการใช้เสื้อชูชีพ
นักท่องเที่ยวท่ีไม่ได้รับการฝึกฝนหรือมีข้อมูลท่ีดีพอ มักไม่มีความเข้าใจถึงความเปราะบางของ
ปะการัง ถ้าหากมีการใส่ตีนกบหรือรองเท้า นักท่องเที่ยวเหล่านี้มักจะเหยียบบนปะการังซ่ึงก่อ
ให้เกิดการตายและเพิ่มการเกิดโรคในปะการังได้ การใช้เสื้อชูชีพแทนนอกจากจะช่วยในเรื่องของ
ความปลอดภัยแล้วยังเป็นการลดการเหยียบย่�ำหรือเดินบนปะการังด้วย
ห้ามท�ำการขุดลอก เคลื่อนย้ายปะการัง หรือก่อสร้างใด ๆ บริเวณแนวปะการัง
กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่ิงผิดกฎหมาย ต้องเคร่งครัดในการดูแล

6. กฎข้อบังคับต่าง ๆ ท่ัวไปส�ำหรับพื้นท่ีทางทะเล
เรือท่องเที่ยวด�ำน้�ำและเรือน�ำเท่ียวต้องมีการติดประกาศกฎข้อบังคับเรื่อง การใช้พื้นที่
ทางทะเลอย่างชัดเจนบนเรือ
กฎหมายไทยและกฎข้อบังคับของเกาะเต่าต้องถูกติดประกาศไว้อย่างชัดเจนบนเรือทุกล�ำท่ีเกี่ยว
กับการท่องเที่ยวของเกาะเต่า (รวมถึงเรือเฟอร์ร่ี) ซึ่งประกาศเหล่านี้ต้องมีท้ังภาษาไทย ภาษา
อังกฤษ และภาษาของกลุ่มนักท่องเท่ียวหลักของธุรกิจน้ัน ๆ
เรือทุกล�ำต้องมีถังใส่ขยะ และก้นบุหร่ีท่ีเห็นได้อย่างชัดเจน
ถังขยะและที่ทิ้งก้นบุหรี่บนเรือควรถูกท�ำให้เห็นได้อย่างชัดเจน และเข้าถึงได้อย่างสะดวกซึ่งทุก
ธุรกิจควรมีการท�ำแผนจัดการให้ถังขยะและท่ีเก็บก้นบุหร่ีเหล่านี้ถูกน�ำมาทิ้งอย่างถูกต้องบนเกาะ
ผู้ฝ่าฝืนสมควรถูกยึดใบอนุญาต
เรือประมงของเกาะเต่าต้องมีสัญลักษณ์ให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน เพื่อท่ีจะสามารถ
แยกความแตกต่างกับเรือจากต่างถิ่นได้ (ท�ำธงเกาะเต่าเป็นต้น)
นักประดาน�้ำมักเป็นกลุ่มแรก ท่ีสังเกตพบการท�ำประมงผิดกฎหมายในพื้นที่รอบเกาะ เพ่ือลดการ
รายงานที่ผิดพลาด เรือประมงของเกาะเต่าทุกล�ำควรมีสัญลักษณ์ท่ีเด่นชัดส�ำหรับใช้แสดงว่าเป็น
เรือของเกาะเต่า เพ่ือความสะดวกต่อการรายงานการท�ำประมงผิดกฎหมายของเรือนอกพื้นที่ใน
บริเวณเกาะเต่าไปท่ีกรมประมง
ห้ามเดินเหยียบย�่ำ และเก็บสัตว์น�้ำ ในแนวปะการัง
มีผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะเต่าจ�ำนวนมากท่ีไม่รู้ถึงผลกระทบจากการเดินบนปะการังเพ่ือเก็บ
หอยและปูในช่วงเวลาน�้ำลง ควรมีการเพิ่มความรู้ความเข้าใจ และเพ่ิมบทลงโทษส�ำหรับการเดิน
เหยียบย�่ำบนแนวปะการัง

7. กฎข้อบังคับต่างๆ ส�ำหรับชายหาดและตัวเกาะ 90
เนื่องจากปัญหาเร้ือรังท่ีสร้างความเสียหายให้กับท้องทะเลเป็นผลท่ีเกิดจากกิจกรรมบน
ชายฝั่ง จึงควรมีแนวทางปฏิบัติ และกติกาเพิ่มเติมในการบริหารจัดการพื้นท่ีชายฝั่ง เพ่ือลดผล
กระทบจากกิจกรรมด้านการท่องเท่ียวต่อทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนฝั่งและในทะเล

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ห้ามการค้าขายสัตว์ทะเลคุ้มครอง
การค้าขายสัตว์คุ้มครองเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายไทย และกฎหมายสากล ซ่ึงควรมีการเพ่ิมการ
บังคับใช้กฎหมายในเกาะเต่า รวมถึงการใช้เปลือกหอยมือเสือในการประดับตกแต่ง หรือเป็นที่
เข่ียบุหร่ีของรีสอร์ท หรือร้านต่าง ๆ

ห้ามท้ิงขยะในทางระบายน้�ำและท่อระบายน้�ำ
ท่อระบายน�้ำ และทางระบายน้�ำ มักถูกใช้เป็นที่ท้ิงขยะและของเสียต่าง ๆ ซึ่งจะไหลลงสู่ทะเล
เป็นการสร้างความเสียหายอย่างชัดเจนกับแนวปะการังของเกาะเต่า ดังน้ันจึงควรห้ามกระท�ำการ
ดังกล่าว และควรมีโทษปรับหนัก หรืออาจถึงจ�ำคุก

ธุรกิจบนชายหาดต้องท�ำการติดตั้งถังดักไขมันหรือระบบบ�ำบัดน�้ำเสียอื่น ๆ
น้�ำเสียจากธุรกิจต่าง ๆ บนเกาะสร้างความเสียหายให้กับชายหาดและแนวปะการังในพ้ืนที่ เช่น
หาดทรายรี แม่หาด การก่อสร้างที่ไม่ถูกต้อง หรือการขาดถังดักไขมัน เป็นปัญหาเรื้อรังของเกาะ
เต่าโดยเฉพาะตามบาร์ และรีสอร์ทริมทะเล การพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้ในอดีตไม่ประสบผล
ส�ำเร็จ จึงควรมีการเพิ่มเติมการบังคับใช้กฎหมาย และบทลงโทษ

บาร์บริเวณชายหาดและไนต์คลับ ต้องรับผิดชอบในการเก็บขยะในพ้ืนที่ของตัวเอง
หลังจากปิดร้าน
บาร์ริมชายหาดเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดขยะที่มีผลกระทบกับทะเล เช่น หลอดลูกโป่ง และก้น
บุหรี่ ธุรกิจเหล่านี้ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระท�ำของลูกค้า และต้องรับหน้าที่ในการ
ท�ำความสะอาดชาดหาดในเวลาท่ีปิดร้านก่อนที่กระแสน�้ำจะพัดขยะเหล่าน้ีลงทะเล ธุรกิจที่ไม่
ด�ำเนินการตามกฎข้อนี้ควรที่จะได้รับค�ำตักเตือนด้วยวาจา ใบส่ัง และสุดท้าย คือ การยึดใบอนุญาต

รณรงค์การไม่น�ำอาหารในถุงพลาสติกหรือกล่องโฟมไปบนชายหาด
ควรห้ามนักท่องเท่ียวน�ำอาหารที่บรรจุในถุงพลาสติกหรือกล่องโฟมมาบนชายหาด หรือน�ำส่ิงของ
ที่อาจกลายเป็นขยะไปบริเวณชายหาด เพราะถุงและกล่องอาหารเหล่าน้ีมักถูกทิ้งไว้ ซ่ึงจะท�ำให้
เกิดปัญหาสัตว์รบกวนและท�ำลายภาพลักษณ์ของเกาะเต่า ผู้ท่ีฝ่าฝืนควรได้รับค�ำตักเตือน

ขอความร่วมมือ ไม่ใช้กระสอบทรายท่ีท�ำจากพลาสติก (เช่น กระสอบข้าว) บนชายหาด
กระสอบทรายท่ีท�ำมาจากกระสอบข้าวมักจะถูกใช้ในการควบคุมปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่ง
กระสอบชนิดน้ีมีอายุการใช้งานสั้นมาก และสลายเป็นเศษพลาสติกขนาดเล็ก สามารถไปเก่ียวพัน
กับปะการังหรือถูกกินโดยสัตว์ทะเล ดังน้ันกระสอบทรายชนิดน้ีจึงไม่ควรถูกใช้งาน และควรใช้วัสดุ
ประเภทอ่ืนทดแทน เช่น กระสอบทรายที่ท�ำจากเส้นใยธรรมชาติหรือหิน เป็นต้น

ควรเก็บค่าปรับ 2,000 บาท ส�ำหรับการท้ิงขยะลงบนชายหาดหรือถนน (รวมถึงก้น
บุหร่ี)
ข้อต�ำหนิอันดับต้น ๆ จากนักท่องเที่ยวท่ีมาเท่ียวประเทศไทย คือ เรื่องการจัดการขยะ การทิ้ง
ขยะไม่ถูกท่ีเป็นปัญหาเรื้อรังของชุมชนบนเกาะเต่า จึงควรมีการจัดการเช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ
โดยควรมีการปรับผู้ที่ท้ิงขยะ ซ่ึงเงินค่าปรับส่วนหนึ่งจะถูกน�ำมาใช้ในโครงการเก็บและจัดการ
ขยะบนเกาะเต่า

91

ระบบนิเวศแนวปะการัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


Click to View FlipBook Version