๑
รหสั วชิ า ๑๔๐๑-๑๓๐๔ ลักษณะรายวิชา
หนว่ ยกติ (ช่วั โมง)
สภาพรายวชิ า ชอื่ วชิ า เสื้อสมยั นิยม ๑
เวลาเรียนตอ่ ภาค ๗๕ ชว่ั โมง
ระดบั ชนั้ ระยะส้ัน
รายวิชาตามหลกั สูตร พฒั นาหลักสตู รรายวิชาเปน็ สมรรถนะ ชั่วโมง
จุดประสงคร์ ายวิชา สมรรถนะรายวิชา
๑.เลอื กเตรียมใช้วสั ดอุ ุปกรณ์ให้เหมาะสมกบั ๑.เลอื กเตรียมใชว้ ัสดอุ ปุ กรณ์ให้เหมาะสมกับ ๖
เสอ้ื สมยั นยิ ม เสอ้ื สมัยนยิ ม
๒.การวัดตวั และสรา้ งแบบเส้ือผา้ ที่กาลงั เปน็ ๒.การวดั ตัวและสรา้ งแบบเสื้อผ้าท่ีกาลังเปน็ ๑๘
ทน่ี ิยมในปัจจบุ ัน ทน่ี ยิ มในปจั จบุ นั
๓.การวางแบบและการตดั เย็บเสอื้ สมัยนิยม ๓.การวางแบบและการตดั เย็บเสอื้ สมยั นยิ ม ๔๘
๔.คิดคานวณราคา ๔.คิดคานวณราคา ๓
มาตรฐานรายวิชา
๑.เลือกเตรยี มใชว้ สั ดอุ ุปกรณ์ใหเ้ หมาะสมกบั
เสอื้ สมยั นิยม
๒.วัดตัวและสร้างแบบเสอื้ ผา้ ทกี่ าลงั เป็นท่ี
นยิ มในปัจจบุ นั
๓.วางแบบและการตดั เย็บเสือ้ สมัยนิยม
๔.คดิ คานวณราคา
คาอธิบายรายวิชา
ศกึ ษาและปฏบิ ตั เิ ก่ียวกับชนดิ และ
ลักษณะของเสื้อผา้ ท่กี าลงั เป็นทนี่ ยิ มใน
ปัจจบุ ัน การเลือกวสั ดุ และอุปกรณ์ รวมไป
ถึงการคานวณราคาต้นทนุ การสร้างแบบและ
การวางแบบตัด เทคนคิ การตัดเย็บเสื้อสตรี
รวมไปถึงการตกแต่งเสือ้ ผา้ ได้เหมาะสมตาม
สมยั นิยม
รวม ๗๕
๒
ตารางวเิ คราะห์หลกั สตู ร
วิชา เสื้อสมัยนยิ ม ๑ (๑๔๐๑-๑๓๐๔)
พฤตกิ รรมทแี่ สดงออก
ด้านพุทธพิ ิสัย ด้านทกั ษะ ดา้ นจิตพิสยั รวม
พสิ ยั จานวน
รายละเอยี ดเนื้อหา ขอ้ สอบ
(หนว่ ยท่ี/เรื่อง) ความรู้-ความจา
ความเ ้ขาใจ
การนาไปใ ้ช
การ ิวเคราะห์
การสังเคราะห์
การประเ ิมนค่า
การทาตามแบบ
การทา ูถกต้อง
การตรงต่อเวลา
ความรับผิดชอบ
มนุษย์สัม ัพนธ์
การ ึ่พงพาตนเอง
๑.ชนิดและลักษณะของ ๔๔ ๒ ๑๐
เสื้อผา้ ทก่ี าลงั เป็นทน่ี ยิ มใน
ปัจจบุ นั ๔๔ ๒ ๑๐
๒.เลือกวัสดอุ ุปกรณใ์ ห้ ๙๙ ๘ ๒๖
เหมาะสมกับเส้ือสมัยนยิ ม
๓.การวัดตัว การสรา้ งแบบ ๘๘ ๘ ๒๔
เส้อื และการวางแบบตดั ๔๔ ๒ ๑๐
๔.เทคนคิ การตัดเยบ็ เสอื้ สตรี ๓๘ ๒๖ ๑๖
และการตกแตง่ เส้ือผา้ ตาม ๘๐ ๘๐
สมยั นยิ ม
๕.การคดิ คานวณราคา
รวม
รวมท้ังหมด
กาหนดการสอน
หนว่ ยท่ี ชือ่ หน่วย/รายการสอน สปั ดาหท์ ี่ ชัว่ โมงที่ มฐ.รายวิชาที่
๑ ๑ ๑-๓ ๑
ชนดิ และลักษณะของเส้ือผา้ ที่กาลังเป็นท่ีนิยม
๒ ในปจั จุบัน ๑ ๔-๖ ๑
๓ เลอื กวัสดุอุปกรณ์ใหเ้ หมาะสมกับเส้อื สมยั นิยม ๑-๒ ๗-๒๗ ๒
การวดั ตัว การสรา้ งแบบเส้ือ และการวางแบบ
๔ ตดั ๓-๕ ๒๘-๗๒ ๓
เทคนิคการตดั เย็บเสื้อสตรี และการตกแต่ง
๕ เส้อื ผา้ ตามสมัยนยิ ม ๕ ๗๓ – ๗๕ ๔
คิดคานวณราคา
๓
หน่วยท่ี ๑
จานวน ๓ ชัว่ โมง
แผนการจัดการเรียนรู้
วชิ า เสื้อสมัยนยิ ม ๑
ชือ่ หน่วย ชนดิ และลกั ษณะของเสื้อผ้าทีก่ าลังเปน็ ทนี่ ยิ มในปัจจุบนั
เรอื่ ง ชนดิ และลักษณะของเสอื้ ผา้ ที่กาลังเปน็ ทน่ี ยิ มในปจั จุบนั
๑. สาระสาคญั
ชนิดและลักษณะขนองเสื้อผ้าที่กาลังเป็นท่ีนิยมในปัจจุบัน เราต้องเรียนรู้ถึงประวัติเครื่องแต่ง
กาย อุตสาหกรรมแฟช่ัน แฟช่ันในประเทศไทย พิจารณารูปแบบการแต่งกายของตนเอง รูปแบบการ
แต่งตัวทีก่ าลงั เป็นที่นยิ มในปจั จุบนั
๒. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้/บรู ณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จดุ ประสงค์ทั่วไป
เพอื่ ให้ผู้เรยี นมีความรู้เก่ยี วกับชนดิ และลกั ษณะของเส้ือผ้าท่กี าลงั เป็นทนี่ ยิ มในปัจจุบัน
จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
๒.๑ บอกชนิดและลักษณะของเส้ือผ้าที่กาลงั เป็นท่ีนิยมในปัจจุบันได้ถูกต้อง
๒.๒ มคี ุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ
๓. เน้ือหาสาระ
๑. ประวัติเคร่อื งแต่งกาย
๒. อตุ สาหกรรมแฟชั่น
๓. แฟชน่ั ในประเทศไทย
๔. พจิ ารณารูปแบบการแต่งตวั ของตนเอง
๕. รูปแบบการแต่งตวั ทเี่ ป็นที่นิยมในปัจจบุ นั
๔. กจิ กรรมการเรียนรู้
๑. ครูแจกแบบทดสอบกอ่ นเรยี นประจาหน่วยที่ ๑ เร่ือง ชนดิ และลกั ษณะของเส้อื ผ้าที่กาลงั
เป็นที่นิยมในปัจจบุ นั
๒. ครูตงั้ คาถามผ้เู ขา้ รับการชนิดและลกั ษณะของเส้อื ผ้าที่กาลังเปน็ ท่ีนิยมในปจั จุบนั
๓. ครูสังเกต รว่ มอภิปราย และต้งั คาถามเพ่ือทดสอบความร้ขู องผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรม
๔. ครชู ีแ้ จง เกยี่ วกบั จดุ ประสงค์รายวชิ า หน่วยที่ ๑ เร่ือง ชนดิ และลกั ษณะของเสอ้ื ผา้ ท่ีกาลัง
เปน็ ท่ีนยิ มในปัจจบุ ัน
ข้นั สอน
๑. ครนู าเสนอเนื้อหา หนว่ ยการเรยี นท่ี ๑ เร่ืองชนดิ และลกั ษณะของเสื้อผ้าท่ีกาลังเปน็ ท่ีนยิ ม
ในปัจจบุ นั ดว้ ยการบรรยาย ประกอบสไลด์ Power Point และถามตอบ เพื่อสอบถามความเขา้ ใจ
๔
เกี่ยวกบั การเรยี นการสอน ประกอบกบั การฝกึ ปฏบิ ัติ โดยการใช้เอกสารประกอบการเรยี น หนว่ ยท่ี ๑
ชนิดและลักษณะของเส้ือผ้าท่ีกาลงั เป็นทีน่ ยิ มในปจั จุบัน รายละเอียดดังนี้
๒. ครูใหผ้ ู้เขา้ รับการฝึกอบรมศึกษาเนื้อหาในเอกสารประกอบการเรียน และทาแบบฝึกหัด
หลังจากเรยี นจบเนอ้ื หา
๓. ให้ผเู้ รยี นแบ่งกลุ่มๆ ละ ๔ คน
๔. ครูแจกเอกสารประกอบการเรียน ใหผ้ ู้เรียนศกึ ษาเน้ือหา ประมาณ ๓๐ นาที
๕. ครแู จกใบงานท่ี ๑ ใหผ้ เู้ รยี นคน้ ควา้ และเลือกแบบเสอื้ สมยั นิยมท่ีชอบ ๒ แบบ จาก
อินเตอร์เน็ต และวาดรูปแบบเสอ้ื ทเ่ี ลอื กทัง้ ๒ แบบในห่นุ โครงสรา้ ง ให้เวลา ๓๐ นาที
๖. ให้ตวั แทนผเู้ รียนนาเสนอหน้าชนั้ เรยี น กล่มุ ละ ๕ นาที
๗ ครูและผู้เรยี นช่วยกันเสนอแนะแบบเสื้อสมัยนยิ มใหเ้ หมาะกับบุคลกิ ของผู้เรยี น
ขั้นทากจิ กรรมปฏบิ ัติ
๑. ครอู ธบิ ายจดุ ประสงค์และบรรยายเน้ือหา ตามใบงานที่ ๑
๒. ครูจัดเตรยี มใบงานสาหรับการปฏิบตั ิงาน
๓. ครูเดินตรวจการปฏิบตั งิ านของแตล่ ะคนพร้อมให้คาแนะนา และใหก้ าลังใจในการปฏบิ ตั ิงาน
ขัน้ สรุป
๑. ครสู รุปเน้อื หา หน่วยการเรียนที่ ๑ เร่ืองชนิดและลกั ษณะของเส้ือผา้ ทก่ี าลังเปน็ ท่ีนิยมใน
ปัจจบุ ัน ด้วยการบรรยายและถามตอบ
๒. ครูใหผ้ ู้เขา้ รับการฝกึ อบรมทาแบบทดสอบหลงั เรียนบทท่ี ๑ เร่อื ง ชนิดและลักษณะของ
เสอื้ ผ้าทกี่ าลงั เป็นทน่ี ิยมในปจั จุบัน จานวน ๑๐ ขอ้
๓. ให้ผู้เรียนสรุปชนดิ และลักษณะของเส้ือผ้าทนี่ ยิ มในปัจจุบนั
ขั้นประเมนิ ผล
๑. ครสู งั เกตความสนใจของผู้เรียน
๒. สอบหลังเรยี น
๕. สื่อการเรียนการสอน
ส่อื สง่ิ พมิ พ์
๑. เอกสารประกอบการเรยี น หนว่ ยท่ี ๑ เรือ่ งชนิดและลักษณะของเส้อื ผา้ ที่กาลังเป็นท่ีนยิ มใน
ปจั จุบนั
๒. แบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยที่ ๑ เรื่องชนดิ และลกั ษณะของเส้ือผา้ ท่ีกาลงั เป็นท่นี ยิ มใน
ปัจจบุ ัน
๓. แบบทดสอบหลังเรียน หนว่ ยที่ ๑ เรอื่ งชนดิ และลักษณะของเสื้อผ้าทกี่ าลังเป็นทน่ี ิยมใน
ปจั จบุ นั
๔. ใบงานที่ ๑ เรอื่ งชนดิ และลักษณะของเสอื้ ผา้ ท่ีกาลังเป็นท่ีนยิ มในปัจจุบนั
ส่ือโสตทศั น์
๑. ซีดรี อม ชนิดและลักษณะของเสื้อผ้าที่กาลังเปน็ ท่ีนิยมในปัจจบุ นั
สอื่ วสั ดุ
๑. กระดานไวทบ์ อรด์
๒. ปากกาไวทบ์ อร์ด
๕
เคร่อื งมอื และอุปกรณ์
๑. ดินสอ จานวน ๒๐ แทง่
๒. ยางลบ จานวน ๒๐ ก้อน
๖. หลักฐาน
งานที่มอบหมายหรือกจิ กรรม
ก่อนเรียน
๑. ใหผ้ ู้เข้ารบั การฝึกอบรมทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยที่ ๑ เรือ่ งชนิดและลกั ษณะของ
เส้ือผา้ ทก่ี าลงั เป็นทนี่ ยิ มในปัจจบุ นั จานวน ๑๐ ขอ้
๒. ให้ผู้เขา้ รับการฝึกอบรมศึกษาจดุ ประสงค์การเรียนรใู้ นหน่วยท่ี ๑ จากเอกสารประกอบการ
เรียน
ขณะเรยี น
๑. ให้ผ้เู ขา้ รับการฝึกอบรมศึกษารายละเอยี ดเน้ือหาวิชาที่เรยี น จากเอกสารประกอบการเรียน
หน่วยท่ี ๑ เรือ่ ง ชนิดและลักษณะของเสอื้ ผ้าที่กาลังเป็นท่ีนยิ มในปจั จบุ ัน
๒. ให้ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมทาแบบฝกึ หัดที่ ๑ เรอ่ื ง ชนิดและลักษณะของเสือ้ ผ้าที่กาลงั เป็นที่
นยิ มในปัจจบุ นั เมือ่ ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมเรยี นจบเนอ้ื หา
๓. ใหผ้ ู้เข้ารับการฝึกอบรม ศึกษาและปฏบิ ตั ติ ามใบงาน
๔. ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมศึกษาเพิ่มเติมเกย่ี วกบั แบบเสื้อที่นิยมในปจั จุบัน ตามเอกสารหรือ
อนิ เตอร์เน็ต
๕. ให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมชว่ ยกันทาความสะอาดห้องเรยี นตามตารางทาความสะอาด
หลงั เรยี น
๑. ใหผ้ ู้เข้ารบั การฝึกอบรมตรวจแบบฝกึ หัดท่ี ๑ จากเฉลยแบบฝึกหดั ของครผู สู้ อน
๒. ครูตรวจผลงานและประกาศคะแนนจากการประเมินก่อนเรยี นใหผ้ เู้ ขา้ รับการฝึกอบรมทราบ
๗..การวดั และการประเมนิ ผล
ก่อนเรียน
๑. ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยที่ ๑ เรือ่ งชนดิ และลักษณะของเส้ือผา้ ที่กาลังเป็นท่นี ิยม
ในปจั จบุ นั จานวน ๑๐ ข้อ (คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน) บนั ทึกผลลงในแบบฟอร์มใบสรุปการประเมนิ ผล
ชอ่ งก่อนเรียน
๒. สงั เกตความสนใจของผ้เู ข้ารบั การฝึกอบรม ในการศกึ ษาจดุ ประสงค์การเรียนรู้ สาระสาคญั
ขอบข่ายเน้อื หา จากเอกสารประกอบการเรยี น
ระหว่างเรยี น
ภาคทฤษฎี
๑. สงั เกตความสนใจของผู้เข้ารบั การฝกึ อบรม ระหวา่ งการทากิจกรรม ตลอดจนการวางแผน
ดาเนินงาน ตามใบงานท่ี ๑
๖
๒. สังเกตการเตรียมงานก่อนปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เช่น ดินสอ ยางลบ ขั้นตอน
การปฏิบัติงาน การเตรยี มพนื้ ที่ใหพ้ รอ้ มทจี่ ะปฏบิ ัติงาน
๓. สังเกตความสนใจในการปฏิบัติงาน การเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ การดูแลรักษาเครื่องมือ
ตลอดจนลกั ษณะนสิ ยั ในการทางาน พร้อมทง้ั บันทึกคะแนนลงในใบประเมนิ ผล
ภาคปฏบิ ัติ
๑. สังเกตความสนใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ในการศึกษารายละเอียดการปฏิบัติงาน ในใบ
งานที่ ๑
๒. สังเกตการณ์เตรียมงานก่อนการปฏิบัติงาน เช่น อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน คู่มือการ
ปฏิบตั ิงานให้พรอ้ ม
๓. สังเกตความสนใจของการปฏิบัติงาน การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ และการดูแลรักษาเคร่ืองมือ
ตลอดจนลกั ษณะนิสยั การทางาน พร้อมกบั บันทกึ คะแนนลงในแบบประเมินผลการปฏิบตั งิ าน
หลังเรียน
ภาคทฤษฎี
๑. ตรวจผลการตอบแบบฝึกหัดเนือ้ หาประจาหน่วยการเรยี นที่ ๑ แบบฝกึ หัดท่ี ๑ พร้อมทั้ง
บนั ทึกผลลงในแบบประเมนิ ผลกิจกรรมระหวา่ งเรยี น
๑.๑ ตรวจผลการตอบคาถามในแบบฝกึ หดั ท่ี ๑ พร้อมท้ังบันทกึ ผลลงในแบบประเมนิ
กจิ กรรมระหวา่ งเรยี น คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน รายละเอียดดังน้ี
๑. ตอบถูกต้อง มเี นอ้ื หาครบถ้วน ได้ ๒๐ คะแนน
๒. ตอบคาถามถูกต้อง มีเนอ้ื หาไมค่ รบถ้วน ได้ ๑๗ คะแนน
๓. ตอบคาถามไม่ถูกต้อง มเี นอ้ื หาไม่ครบ ได้ ๑๔ คะแนน
๒. ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หนว่ ยที่ ๑ ชนดิ และลกั ษณะของเสือ้ ผ้าทกี่ าลงั เปน็ ทน่ี ิยมใน
ปจั จุบัน จานวน ๑๐ ข้อ (คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน) บันทึกลงในสรปุ การประเมนิ ผล
๓. เกณฑ์การประเมินผล ประกอบด้วยเกณฑ์มาตรฐาน ดงั ต่อไปน้ี
๓.๑ คะแนนต้ังแต่ ๑๖-๒๐ คะแนน แสดงว่ามีผลการเรยี น ระดับดีมาก
๓.๒ คะแนนต้ังแต่ ๑๔-๑๕ คะแนน แสดงวา่ มผี ลการเรยี น ระดับดี
๓.๓ คะแนนตงั้ แต่ ๑๒-๑๓ คะแนน แสดงว่ามีผลการเรียน ระดบั ปานกลาง
๓.๔ คะแนนตัง้ แต่ ๑๐-๑๑ คะแนน แสดงวา่ มผี ลการเรยี น ระดับอ่อน
๓.๕ คะแนนต่ากว่า ๑๐ คะแนน แสดงวา่ มีผลการเรยี น ต่ากวา่ เกณฑ์ตอ้ งปรับปรงุ
หมายเหตุ กรณีที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมไดค้ ะแนนต่ากว่าเกณฑ์ จะใหผ้ ู้เขา้ รบั การฝึกอบรมทบทวน
เนอ้ื หาและสอบแกต้ วั ใหมจ่ นกวา่ จะผ่านเกณฑ์
ภาคปฏิบัติ
๑. ตรวจผลการปฏบิ ตั ิตามใบงานของผ้เู รียน บนั ทึกผลการปฏบิ ตั งิ านตามใบงานท่ี ๑ ประกอบดว้ ย
๑.๑ การเตรียมงาน (๓ คะแนน) ประกอบด้วย
๑.๑.๑ การวางแผนการทางาน (๑ คะแนน)
- มกี ารวางแผน ได้ ๑ คะแนน
- ไม่มีการวางแผน ได้ ๐ คะแนน
๗
๑.๑.๒ จัดเตรียมเครอื่ งมอื วสั ดอุ ปุ กรณ์ (๑ คะแนน)
- จัดเตรยี มเครื่องมือวสั ดุอุปกรณ์ ได้ ๑ คะแนน
- ไมไ่ ด้จัดเตรยี มเครื่องมือวสั ดอุ ุปกรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๑.๑.๓ ศกึ ษารายละเอียดใบงาน (๑ คะแนน)
- มกี ารศึกษารายละเอียด ได้ ๑ คะแนน
- ไมม่ ีการศึกษารายละเอยี ด ได้ ๐ คะแนน
๑.๒ การเลือกใชว้ ัสดุ (๓ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๑.๒.๑ มกี ารวางแผนการใช้วัสดอุ ยา่ งเหมาะสม (๑ คะแนน)
- มีการวางแผน ได้ ๑ คะแนน
- ไม่มกี ารวางแผน ได้ ๐ คะแนน
๑.๒.๒ มีการเลอื กใช้วัสดไุ ดเ้ หมาะสมกับงาน (๑ คะแนน)
- มกี ารเลอื กใช้ ได้ ๑ คะแนน
- ไมม่ ีการเลือกใช้ ได้ ๐ คะแนน
๑.๒.๓ ใช้วัสดอุ ยา่ งประหยดั (๑ คะแนน)
- ใชว้ สั ดอุ ย่างประหยัด ได้ ๑ คะแนน
- ใช้วัสดไุ มป่ ระหยัด ได้ ๐ คะแนน
๑.๓ ลาดบั ขน้ั การปฏบิ ัติงาน (๔ คะแนน) ประกอบด้วย
๑.๓.๑ ปฏิบัตงิ านตามขัน้ ตอน (๒ คะแนน)
- มีการปฏิบัติตามขน้ั ตอน ได้ ๒ คะแนน
- มกี ารปฏิบตั งิ านตามข้ันตอนบ้าง ได้ ๑ คะแนน
- ไม่มีการปฏบิ ตั ิงานตามขั้นตอน ได้ ๐ คะแนน
๑.๓.๒ ร้จู ักแก้ปัญหาด้วยตนเอง (๒ คะแนน)
- แกป้ ัญหาเอง ได้ ๒ คะแนน
- ให้เพอื่ นช่วยแก้ปญั หา ได้ ๑ คะแนน
- แกป้ ญั หาเองไม่ได้ ได้ ๐ คะแนน
๑.๔ การดูแลและการเก็บรกั ษาวสั ดุอุปกรณ์ (๒ คะแนน) ประกอบด้วย
๑.๔.๑ ดแู ลและเก็บรักษาวัสดอุ ปุ กรณ์ถูกตอ้ งเหมาะสม (๒ คะแนน) ประกอบดว้ ย
- ดแู ลและเก็บรักษาวสั ดุอุปกรณ์ถกู ต้องเหมาะสม ได้ ๒ คะแนน
- ดแู ลและเกบ็ รักษาวสั ดุอุปกรณ์บางส่วนถกู ต้อง ได้ ๑ คะแนน
- ไม่ดแู ลและเก็บรักษาวสั ดุอุปกรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๑.๕ ผลงานสาเร็จ (๘ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๑.๕.๑ ผลงานสาเร็จถูกต้องสมบูรณ์ (๒ คะแนน)
- ผลงานสาเร็จถกู ต้องสมบรู ณ์ ได้ ๒ คะแนน
- ผลงานสาเร็จถกู ตอ้ งแตไ่ ม่สมบูรณ์ ได้ ๑ คะแนน
- ผลงานสาเรจ็ ไม่ถกู ต้อง ได้ ๐ คะแนน
๑.๕.๒ มีความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ (๒ คะแนน)
- มีความคิดรเิ ร่มิ สร้างสรรค์ ได้ ๒ คะแนน
- ไม่มีความคดิ ริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ ได้ ๐ คะแนน
๘
๑.๕.๓ ผลงานมคี วามประณีตสะอาดเรียบร้อย (๒ คะแนน)
- มคี วามประณีตสะอาดเรยี บรอ้ ย ได้ ๒ คะแนน
- มคี วามประณีตสะอาดเรียบรอ้ ยบางชิ้น ได้ ๑ คะแนน
- ไมม่ คี วามประณีต ได้ ๐ คะแนน
๑.๕.๔ เสรจ็ ทนั เวลาที่กาหนด (๒ คะแนน)
- เสรจ็ ทนั เวลาท่ีกาหนด ได้ ๒ คะแนน
๒. เกณฑ์การประเมินผล ประกอบด้วยเกณฑ์มาตรฐาน ดังต่อไปนี้
๒.๑ คะแนนตง้ั แต่ ๑๖ คะแนนขึน้ ไป แสดงว่าผ้เู ข้ารบั การฝึกอบรมมีผลการประเมินการ
ปฏิบัตงิ าน “ผา่ น” ระดับดีมาก
๒.๒ คะแนนตัง้ แต่ ๑๔-๑๕ คะแนนขึ้นไป แสดงวา่ ผูเ้ ข้ารับการฝึกอบรมมผี ลการประเมินการ
ปฏิบัติงาน “ผ่าน” ระดบั ดี
๒.๓ คะแนนตง้ั แต่ ๑๒-๑๓ คะแนนขึน้ ไป แสดงว่าผู้เข้ารบั การฝึกอบรมมผี ลการประเมินการ
ปฏบิ ตั ิงาน “ผ่าน” ระดบั ปานกลาง
๒.๔ คะแนนต่ากว่า ๑๒ คะแนน แสดงว่าผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรมมผี ลการประเมินการ
ปฏิบตั ิงาน “ไม่ผ่าน” ระดบั ต้องปรบั ปรุงแก้ไข
หมายเหตุ กรณที ่ผี เู้ ข้ารับการฝกึ อบรมมีคะแนนตา่ กว่า ๑๒ คะแนน ใหผ้ ู้เขา้ รับการฝึกอบรมแก้ไขผล
การปฏิบตั ิงานให้สมบูรณม์ ากย่ิงข้นึ ในระยะเวลา ๑ สัปดาห์ พร้อมกับขอรบั การประเมนิ ผลจากครผู ู้สอน
ใหม่ จนกว่าจะผา่ นเกณฑ์ทีก่ าหนด
๓. สังเกตความสนใจของผเู้ ข้ารับการฝกึ อบรม
ภาคจิตพิสยั
เกณฑ์การประเมินผลด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (๒๐ คะแนน)
ประกอบดว้ ย
๑. การตรงต่อเวลา (๒ คะแนน) ประกอบด้วย
๑.๑ มาเรียนตรงต่อเวลาสม่าเสมอ ได้ ๒ คะแนน
๑.๒ มาเรียนสาย ได้ ๑ คะแนน
๑.๓ มาเรยี นสายเกิน ๑๕ นาที หรอื ขาดเรียน ได้ ๐ คะแนน
๒. ความรบั ผดิ ชอบ (๑๐ คะแนน) ประกอบด้วย
๒.๑ การเตรียมวสั ดอุ ุปกรณ์ (๒ คะแนน)
- มีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้ ๒ คะแนน
- ไมม่ กี ารเตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๒.๒ ความต้งั ใจในการทางาน (๓ คะแนน)
- มีความตง้ั ใจในการทางานสม่าเสมอ ได้ ๓ คะแนน
- มคี วามต้ังใจในการทางานเป็นบางครั้ง ได้ ๒ คะแนน
- ไม่มีความตั้งใจในการทางาน ได้ ๑ คะแนน
๒.๓ การดูแลเก็บรักษาเคร่อื งมอื วสั ดุอุปกรณ์ (๑ คะแนน)
- ดูแลเกบ็ รักษาเครอ่ื งมือวัสดอุ ุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพปกติ ได้ ๑ คะแนน
- ไม่มกี ารดูแลเกบ็ รักษาเคร่อื งมือวัสดุอุปกรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๙
๒.๔ การสง่ งาน (๔ คะแนน)
- ส่งงานตรงเวลา ได้ ๔ คะแนน
- ส่งงานเลยเวลาทกี่ าหนด ๑-๒ วนั ได้ ๓ คะแนน
- สง่ งานเลยเวลาทีก่ าหนด ๓-๔ วนั ได้ ๒ คะแนน
- สง่ งานเลยเวลาที่กาหนด ๕-๖ วนั ได้ ๑ คะแนน
- สง่ งานเลยเวลาท่ีกาหนด ๗ วัน ได้ ๐ คะแนน
๓. การมมี นุษย์สัมพันธ์ (๓ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๓.๑ มกี ารทางานร่วมกบั ผู้อ่ืนไดท้ ุกคน ได้ ๓ คะแนน
๓.๒ มีการทางานรว่ มกับผู้อื่นได้เฉพาะบางคน ได้ ๒ คะแนน
๓.๒ ทางานรว่ มกบั ผู้อ่ืนไมไ่ ด้ ได้ ๐ คะแนน
๔. การพึ่งพาตนเองตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง (๕ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๔.๑ นาความรูไ้ ปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ทางานที่ได้รบั มอบหมายดว้ ยตนเอง ใช้วัสดอุ ย่าง
ประหยดั ศกึ ษาคน้ ควา้ หาความรูเ้ พม่ิ เตมิ ได้ ๕ คะแนน
๔.๒ ทางานท่ีได้รบั มอบหมายด้วยตนเอง ใชว้ ัสดุอยา่ งประหยดั ศึกษาคน้ ควา้ หาความร้เู พม่ิ เติม
ได้ ๔ คะแนน
๔.๓ ทางานท่ีได้รับมอบหมายดว้ ยตนเอง ศกึ ษาค้นควา้ หาความรเู้ พ่มิ เติม ได้ ๓ คะแนน
๔.๔ ทางานที่ไดร้ บั มอบหมายด้วยตนเอง สอบถามความรจู้ ากผอู้ น่ื ได้ ๒ คะแนน
๔.๕ ทางานที่ได้รบั มอบหมายด้วยตนเอง ได้ ๑ คะแนน
๘. กจิ กรรมเสนอแนะ
๘.๑. ใหผ้ เู้ รียนศึกษาแบบเส้ือสมัยนยิ มแบบอน่ื ๆ
๑๐
๙. บนั ทกึ หลังจากการจดั การเรยี นรู้
๑. ผลการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................... .
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
๒. ปัญหา/อุปสรรค
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
..................................................................................................................................... ...........................
...................................................................................................... ..........................................................
............................................................................................................................. ...................................
๓. ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
.................................................................................................................................... ............................
..................................................................................................... ...........................................................
............................................................................................................................. ...................................
.............................................................................................................................................................. ..
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ..................................
ลงช่ือ..................................................... ลงชอ่ื ...................................................
(นางสาวบญุ นาค ภัทรพงศม์ ณี) (นางสาวบุญนาค ภัทรพงศ์มณี)
ตาแหนง่ ครูผ้สู อน ตาแหน่ง
หวั หน้าแผนกวิชาผ้าและเครื่องแตง่ กาย
วันท่ี............เดือน.....................พ.ศ............. วนั ท่ี............เดอื น.....................พ.ศ.............
ลงช่ือ............................................................
(.................................................. )
รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ
วันท.ี่ ...........เดือน.....................พ.ศ.............
ลงชื่อ............................................................
(................................................)
ตาแหน่ง ผู้อานวยการวิทยาลัยสารพดั ชา่ งสี่พระยา
วนั ท่ี............เดอื น.....................พ.ศ.............
๑๑
หนว่ ยที่ ๑
ชนิดและลักษณะของเส้อื ผา้ ท่ีกาลงั เป็นที่นิยมในปจั จบุ นั
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
จุดประสงค์ท่ัวไป
เพอ่ื ใหผ้ ้เู รียนมีความรู้เก่ียวกับชนดิ และลักษณะของเสื้อผา้ ท่กี าลังเป็นทนี่ ิยมในปจั จุบัน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
๑. บอกชนดิ และลักษณะของเส้อื ผา้ ทีก่ าลังเปน็ ทีน่ ิยมในปจั จุบันไดถ้ ูกต้อง
๒. มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชพี
สาระสาคัญ
ชนิดและลักษณะขนองเสื้อผ้าที่กาลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เราต้องเรียนรู้ถึงประวัติเคร่ืองแต่ง
กาย อุตสาหกรรมแฟช่ัน แฟชั่นในประเทศไทย พิจารณารูปแบบการแต่งกายของตนเอง รูปแบบการ
แต่งตัวทก่ี าลังเป็นท่ีนยิ มในปจั จุบนั
หัวข้อเนอ้ื หาสาระ
๖. ประวัตเิ คร่อื งแตง่ กาย
๗. อุตสาหกรรมแฟชนั่
๘. แฟช่นั ในประเทศไทย
๙. พิจารณารูปแบบการแตง่ ตัวของตนเอง
๑๐.รูปแบบการแต่งตัวท่เี ปน็ ท่ีนิยมในปจั จุบัน
เนือ้ หาสาระ
๑. ประวตั เิ ครื่องแต่งกาย
๑.๑ คาวบอย / ตะวนั ตก (Western / Cowboy or Cowgirl)
๑. ๒.พ้งั ค์ (Punk)
๑.๓ เพรปป้ี (Preppie)
๑.๔ อวกาศ / อนาคต (Futuristic)
๑.๕ ฮปิ ปี้ (Hippie)
๑.๖ ม็อด (Mod)
๑.๗ แฟลปเปอร์ (Flapper)
๑.๘ ดสิ โก้ (Disco)
๑.๙ นิวเวฟ (New Wave)
๑.๑๐ โกธคิ (Goth / Gothic )
๑.๑๑ จ็อคก้ี / พวกนยิ มขม่ี ้า (Equestrian / Fox Hunting / Jockey)
๑.๑๒ นกั ซง่ิ / เดก็ แวน๊ (ของฝร่งั ) (Biker)
๑.๑๓ โบโฮ (Boho-Chic / Boho-Hippie)
๑.๑๔ โลลิตา สาวนอ้ ยใสๆ สไตล์ญีป่ ุน่ (Lolita Fachion)
๑.๑๕ ชุดราตรี (Eveningwear / Back Tie)
๑.๑๖ สปีดเมทลั (Speed metal )
๑.๑๗ ฮิปฮอป (Hip Hop)
๑๒
๑.๑๘ แฟช่ันหนา้ อกยักษ์ภเู ขาไฟ (Fashion chestgiant volcanic)
๒. อุตสาหกรรมแฟชัน่
๓. แฟชัน่ ในประเทศไทย
๔. พิจารณารปู แบบการแต่งตัวของตนเอง
๕. รปู แบบการแต่งตัวท่เี ปน็ ท่ีนิยมในปจั จบุ นั
๕.๑ ดบั เบล้ิ ยนี ส์ (DOUBLE JEANS)
๕.๒ กระโปรงยาวกบั รองเท้าผา้ ใบ (MAXI & SNEAKERS)
๕.๓ กางเกงยนี ส์ขาดๆ (RIPPED JEANS)
๕.๔ เส้ือเชติ้ สีขาว (WHITE SHIRT)
๕.๕ เสอ้ื ยืดสขี าว (WHITE T-SHIRT)
๕.๖ เบลเซอร์ (BLAZER)
๕.๗ เส้ือเช้ติ ยนี ส์ (CHAMBRAY SHIRT)
๕.๘ กางเกงยนี ส์เอวสงู (HIGH WAIST)
๕.๙ ชดุ เดรสสไตลเ์ ส้อื เชติ้ (SHIRT DRESS)
๕.๑๐ แจค็ เก็ตยนี ส์ (DENIM JACKET)
๑. ประวัติเคร่อื งแตง่ กาย (ที่มา https://nicksudarat41.wordpress.com/เส้อื ผ้าแฟช่นั )
เส้ือผ้าเคร่ืองนุ่งห่มเป็น ๑ ในปัจจัย ๔ ที่มนุษย์ต้องการในการดารงชีวิตเพ่ือปกปิดร่างกายและ
ใหค้ วามอบอุน่ ความเจรญิ ของมนษุ ยท์ าให้เสื้อผ้าและเคร่ืองแต่งกายเปล่ียนแปลงไปตามยุคสมัย เส้ือผ้า
ยงั บ่งบอกถงึ ลักษณะของผ้สู วมใสไ่ ด้ดว้ ย เช่น ฐานะ, เชื้อชาติ, ฯลฯ
การพัฒนาของแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น
การเมือง เศรษฐกิจ ภูมิอากาศ ฯลฯ ในคริสต์ศตวรรษท่ี ๒๐ แฟชั่นโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้
ชัดเจน โดยเฉพาะปี ค.ศ. ๑๙๒๐-๑๙๓๐ หรือเรียกว่ายุค แฟลปเปอร์ (Flapper) ผู้หญิงสวมกระโปรง
ส้ันเป็นครั้งแรก และหลังสงครามโลกครั้งท่ี ๒ ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่า ผู้หญิงต้องออกจากบ้านเพ่ือ
ทางานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นเสื้อผ้าท่ีสวมใส่ย่อมเปลี่ยนไปเพ่ือเอ้ือประโยชน์แก่ผู้สวมใส่ กางเกงจึงเป็นท่ี
นิยม ตง้ั แตย่ ุคแฟลปเปอรเ์ ป็นต้นมา แฟชัน่ ของโลกไดก้ ้าวเขา้ สู่ความเป็นสากล เพราะการติดต่อส่ือสาร
ของโลกตะวันตกและตะวันออกเป็นได้เปิดกว้างมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กัน แฟช่ันของโลกตะวันตกจึง
เข้ามามีบทบาทกับโลกตะวันออก เช่น คนไทยรณรงค์ให้สวมหมวก หรือ ผู้หญิงไทยเลิกสวมโจงกะเบน
เพ่อื ความเปน็ สากล
ลักษณะหรือแบบแผนของเส้อื ผา้ เครือ่ งแตง่ กายของแต่ละยุคสมัย เรียกว่า สไตล์ (Style) แต่ละ
คนมีสไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนกัน เช่น บางคนชอบแต่งตัวสไตล์ พ้ังค์ (Punk) หรือเด็กสาวๆชอบสไตล์
เซ็กซ่ี ที่ฝร่ังเรียกว่า ราซ่ี (Racy or Provocative) ส่วนคาว่า เทรนด์ (Trend) คือ แฟชั่นล่าสุดท่ีกาลัง
เปน็ ทน่ี ยิ ม
สไตลก์ ารแตง่ ตวั สามารถจาแนกได้เป็นประเภทนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้เป็นสไตล์เด่นๆ หลักๆ ที่เป็น
ท่ีนิยมในอดีตจนปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าล้าสมัยไปแล้วในปัจจุบัน บางสไตล์ถือว่าเป็นคลาสสิก เพราะ
แตง่ เมื่อไร ก็ไมถ่ กู มองวา่ เชยหรอื ตกรุ่น อยา่ งไรกต็ ามยังมบี างสไตล์ที่เคยล้าสมัยไปแล้วอาจเวียนกลับมา
เทรนดอ์ ีกคร้ัง
๑๓
๑.๑ คาวบอย / ตะวันตก (Western / Cowboy or Cowgirl)
ท่ีมา https://women.mthai.com/fashion/star-dress/81720.html
รปู ท่ี ๑.๑ ภาพแสดงการแต่งตัวแบบคาวบอย
เปน็ การแตง่ กายด้วยเสื้อเช้ิตลายสกอ็ ต บางทสี วมเส้อื ทับด้วยเสื้อกัก๊ อีกชั้น นิยมสวมใสก่ ับ
กางเกงยีนส์ กระโปรงส้ัน สวมหมวกทรงปีกกว้าง ในโทนสีดา สีนา้ ตาล หรอื สีเทา สวมรองเท้าบูท
น่นั เอง เคร่ืองประดับเป็น ผ้าพนั คอ เชอื ก ซองปืน ปืน เขม็ ขัด เชอื กบว่ งบาศก์
๑. ๒.พัง้ ค์ (Punk)
ทมี่ า https://clubsister.com/wp-ontent/uploads/2017/10.jpg
รูปที่ ๑.๒ ภาพแสดงการแต่งตัวแบบพงั้ ค์
เป็นการแต่งกายโดยใช้สดี า ตามแบบนกั ดนตรีแนวรอ็ ค สวมใสเ่ ครอ่ื งประดับทที่ าจากเงิน ทา
เลบ็ สดี า
๑๔
๑.๓ เพรปป้ี (Preppie)
ท่ีมา https://article.shopspot.co.th/ss-article/preppy-style/
รูปที่ ๑.๓ ภาพแสดงการแต่งกายแบบเพรปปี้
เปน็ การแต่งกายแบบวยั รุ่นชาวยุโรป แต่งกายแบบงา่ ยๆ สบายๆ
๑.๔ อวกาศ / อนาคต (Futuristic)
http://www.dooddot.com/futuristic-street-girl-styleguide/
รูปที่ ๑.๔ ภาพแสดงการแต่งกายแบบอวกาศหรืออนาคต
เป็นการแตง่ กายแบบลวดลายและรูปแบบเสื้อผ้า ที่ดดั แปลงมาจากอวกาศ ลวดลายและสีสัน
นยิ มเป็นสเี งนิ
๑๕
๑.๕ ฮปิ ป้ี (Hippie)
www.lady108.com/42381
รูปที่ ๑.๕ ภาพแสดงการแตง่ กายแบบฮิปป้ี
เป็นการแต่งกายใสเ่ สอ้ื ตวั หลวม เนน้ พูห่ อ้ ย สวมเส้อื ยาว กางเกงยาวขาบาน สวมใส่
เครือ่ งประดับที่มขี นาดใหญ่
๑.๖ มอ็ ด (Mod)
https://www.mendetails.com/style/mods-style/
รูปท่ี ๑.๖ ภาพแสดงการแตง่ กายแบบม็อด
เป็นการแตง่ กายแบบสบายๆ มีการสวมกางเกงขาตรงเกือบรัดรูป เส้อื โปโล กระโปรงสน้ั รดั รปู
หรอื กางเกงรดั รปู และรองเท้าบู๊ต บางทสี วมเสอ้ื สูททค่ี ล้ายแจ็คเก็ต
๑๖
๑.๗ แฟลปเปอร์ (Flapper)
ท่มี า http://www.globalfashionreport.com/
รูปที่ ๑.๗ ภาพแสดงการแต่งกายแบบแฟลปเปอร์
เป็นการแต่งกายแบบเรยี บแต่หรูหรา เนน้ การแต่งหน้าทาผม
๑.๘ ดสิ โก้ (Disco)
ทีม่ า https://www.dek-d.com/nugirl/32257
รูปท่ี ๑.๘ ภาพแสดงการแตง่ กายแบบดสิ โก้
เปน็ การแตง่ กายแบบเนน้ สสี นั สะทอ้ นแสง โดยเฉพาะวัสดแุ วววาว หรอื ผา้ ท่มี ลี วดลายสสี ดใส
๑๗
๑.๙ นิวเวฟ (New Wave)
ทมี่ า https://www.dek-d.com/board/view/3193938
รูปท่ี ๑.๙ ภาพแสดงการแต่งกายแบบนิวเวฟ
เป็นการแต่งกายที่มีการออกแบบเสอื้ ผา้ และลวดลายผา้ ทน่ี ารูปแบบมาจากคล่ืนเวฟ
๑.๑๐ โกธิค (Goth / Gothic )
ที่มา https://muayfashion.wordpress.com และ https://sistacafe.com/gallery/album/1506
รูปท่ี ๑.๑๐ ภาพแสดงการแต่งกายแบบโกธคิ
เปน็ การแต่งกายท่เี นน้ สีเข้มหรือสดี า นิยมสวมใสเ่ สือ้ เข้ารูปกระโปรงยาวหรอื สั้น รองเท้าหุ้มหวั
เขา่ หรือรองเท้าบู๊ต เคร่ืองประดับสีดาหรือเงนิ สวมหมวกสดี าขนาดใหญ่
๑๘
๑.๑๑ จ็อคกี้ / พวกนิยมข่ีมา้ (Equestrian / Fox Hunting / Jockey)
ทมี่ า https://www.sanook.com/news/1072893
รูปท่ี ๑.๑๑ ภาพแสดงการแต่งกายแบบจ็อคกี้
เปน็ เสอื้ ผ้าทีน่ ยิ มในหมคู่ นทข่ี ี่มา้ นยิ มสวมเส้ือเช้ติ กางเกงขายาวรดั รูป สวมรองเท้าบู๊ต สวม
หมวกขมี่ ้า
๑.๑๒ นกั ซง่ิ / เด็กแว๊น (ของฝรง่ั ) (Biker)
ท่มี า https://www.ladyissue.com/36922
รปู ที่ ๑.๑๒ ภาพแสดงการแต่งกายแบบนักซง่ิ หรือเด็กแว๊น
นิยมใส่เสอ้ื หนังสีดา สวมกางเกงขาสัน้ หรอื กระโปรงส้ัน สวมรองเท้าบตู ใสแ่ ว่นตาดา
เครื่องประดบั สีเงนิ
๑๙
๑.๑๓ โบโฮ (Boho-Chic / Boho-Hippie)
ทม่ี า https://article.shopspot.co.th/ss-article/โบโฮ-ชิค/
รูปท่ี ๑.๑๓ ภาพแสดงการแต่งกายแบบโบโฮ
เปน็ การแต่งกายเลยี นแบบสาวยิปซี สวมใส่เส้อื ตวั หลวม เนน้ เคร่ืองประดบั ท่ีทาจากธรรมชาติ
เชน่ เปลอื กหอย ปะการัง หนิ ปัจจบุ ันนยิ มใชผ้ ้าฝ้ายมดั ยอ้ ม
๑.๑๔ โลลิตา สาวนอ้ ยใสๆ สไตล์ญี่ปนุ่ (Lolita)
ที่มา https://th.priceprice.com/womens-fashion/
รูปท่ี ๑.๑๔ ภาพแสดงการแต่งกายแบบโลลติ า
เปน็ การแตง่ กายแบบวัยรุ่นญ่ีปนุ่ ทไี่ ดร้ ับอิทธิพลมาจากสมัยวกิ ตอเรียน คือเนน้ กระโปรงบาน
พองฟู ใสเ่ ครื่องประดับที่ศรี ษะ ถุงเท้าสูงถงึ เขา่ รองเทา้ สน้ สูง
๒๐
๑.๑๕ ชดุ ราตรี (Eveningwear / Back Tie )
ท่ีมา http://www.trueplookpanya.com/blog/content/56235/-womfastip-womfas-wom
รูปท่ี ๑.๑๕ ภาพแสดงการแต่งกายแบบชดุ ราตรี
เป็นการแต่งกายดว้ ยชดุ ที่เนน้ รปู รา่ ง ตดั เย็บอยา่ งประณตี เป็นชุดกระโปรงยาวเพื่อสวมใส่ใน
โอกาสพิเศษ
๑.๑๖ สปีดเมทลั (Speed metal)
ที่มา https://www.vogue.co.th/beauty/visual-kei
รปู ท่ี ๑.๑๖ ภาพแสดงการแต่งกายแบบสปีดเมทลั
เปน็ การแตง่ กายตามแบบนักรอ้ งเพลงแนวรอ๊ ค โดยเน้นชุดสดี า
๒๑
๑.๑๗ ฮปิ ฮอป (Hip Hop)
ท่มี า https://women.kapook.com/view193477.html
รูปท่ี ๑.๑๗ ภาพแสดงการแต่งกายแบบฮิปฮอป
เปน็ การแตง่ กายแบบวัยรุ่นอเมรกิ นั ท่ีนิยมใส่เสื้อคลุมตวั หลวม กางเกงขายาว สวมรองเท้า
ผ้าใบ
๑.๑๘ แฟช่ันหน้าอกยกั ษภ์ เู ขาไฟ (Fashion chestgiant volcanic )
ท่มี า https://www.google.co.th/ และ https://hilight.kapook.com/view/112618
รูปที่ ๑.๑๘ ภาพแสดงการแต่งกายแบบแฟชนั่ หน้าอกยักษ์ภูเขาไฟ
เป็นการแตง่ กายท่ีเน้นโชวห์ น้าอกขนาดใหญ่ของผู้หญิง
๒๒
๒. อุตสาหกรรมแฟชัน่ (ท่ีมา https://nicksudarat41.wordpress.com/เส้ือผ้าแฟชน่ั )
อตุ สาหกรรมแฟชั่นนั้นเป็นสิ่งที่เริ่มขึ้นในแฟชั่นเสื้อผ้ายุคใหม่ โดยช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ การ
ตดั เย็บเสอื้ ผ้าแฟช่นั ส่วนใหญ่ยงั เปน็ การสงั่ ตดั โดยแต่ละบคุ คล ตัดเย็บโดยช่างตัดเสื้อ แต่หลังจากนั้นเม่ือ
เริ่มมีเคร่ืองจักรเข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดเย็บ คือจักรเย็บผ้า และโลกเข้าสู่ระบบทุนนิยม มี
ห้างสรรพสินค้า มีการผลิตเส้ือผ้าออกมาในรูปแบบจานวนมาก ขนาดเดียวกัน ราคาเดียวกัน ทาให้
อุตสาหกรรมแฟช่นั เริ่มต้นอยา่ งแทจ้ ริง อีกทั้งอตุ สาหกรรมแฟชน่ั ยงั ไดร้ ับอทิ ธิพลจาก การสื่อสารที่มีการ
พัฒนาข้ึนพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จนถึงยุคปัจจุบันซ่ึงเป็นยุคของ
อนิ เทอร์เน็ต อยา่ งไรก็ตามในยคุ เริม่ แรกของอตุ สาหกรรมแฟชนั่ นั้น เร่มิ ที่ฝั่งยุโรปต่อมาท่ีฝ่ังอเมริกา จน
มาถึงยุคปัจจุบัน อุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นเป็นออกแบบในประเทศใดประเทศหน่ึง แต่การผลิตและ
จาหน่ายน้ันทาในอีกประเทศหน่ึง เช่น แฟช่ันที่ผลิตโดยบริษัทแฟช่ันในสหรัฐอเมริกาออกแบบใน
ประเทศ แต่ผลิตในจีนหรือเวียดนามหรือศรีลังกา แล้วนากลับมาในประเทศและกระจายขายสินค้า
ท่วั โลกอกี ครงั้
๓. แฟชัน่ ในประเทศไทย (ท่มี า https://nicksudarat41.wordpress.com/เสื้อผา้ แฟชนั่ )
ลกั ษณะแฟช่นั ในประเทศไทยนน้ั โดยสว่ นใหญ่ประชากรน้ันได้รับอิทธิพลมาจากประเทศในแถบ
เอเชียตะวันออกเสียส่วนใหญ่ เช่น วัฒนธรรมแฟชั่นจากประเทศ จีน ญ่ีปุ่น เกาหลีใต้ ตัวอย่างแฟชั่น
ปัจจุบันในแถบเอเชียตะวันออก เน่ืองด้วยหลากหลายเหตุผลเช่น ความคล่ังไคล้ศิลปิน ราคาสินค้าจาก
ประเทศจีนที่มีราคาต่ากว่าสินค้าแฟชั่นในประเทศไทย กระแสวัฒนธรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น
วัฒนธรรมแฟชั่นในประเทศไทยน้ันไม่ค่อยได้รับการพัฒนามากนัก เนื่องจากปัญหาแรงงานท่ีขาดแคลน
เนื่องจากมีราคาขั้นต่าท่สี งู เกินกวา่ อตุ สาหกรรมจะแข่งกับสินค้าแฟชั่นที่ทะลักมาจากประเทศจีนได้ เม่ือ
มีสินค้าท่ีวัฒนธรรมจีนหรือญ่ีปุ่นหรือเกาหลีใต้เข้ามาเป็นส่วนใหญ่ ทาให้แฟช่ันในประเทศไทยจึงมี
ลักษณะตามทก่ี ล่าวมา
คาว่า “แฟชั่น (Fashion)” คือ การยอมรับ เพื่อทาตาม บริโภคตาม อะไรท่ีเป็นแฟช่ัน ต้องมี
กระแสนา และนาไปในทิศทางที่จะต้องทาให้ผู้คนยอมรับ และบริโภคในท่ีสุด แฟชั่น ผูกพันกับ วิถีชีวิต
(Lifestyle) ของผคู้ นทุกระดบั ท่ัวโลก นับแต่ อดีต ปจั จบุ ัน และอนาคต
คนเราต้องแต่งกาย (Dress up) ด้วย เครื่องแต่งกาย (Costume) ซึ่งประกอบด้วย ๔
องค์ประกอบหลัก คือ ทรงผม/แต่งหน้า (Hairstyle & Make up) เสื้อผ้า (Clothes)(ชั้นใน/ชั้นนอก)
รองเท้า/กระเป๋าถอื (Shoes & Bags) และเครอ่ื งประดับ (Accessories)
ดังนั้น จาก ๔ องค์ประกอบหลักดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ถ้าเราจะประกอบอาชีพเก่ียวกับแฟช่ัน
ไม่ว่าจะเปน็ ผู้ผลิตสนิ คา้ หรอื ผ้ใู ห้บรกิ าร จะต้องมองเห็นภาพรวมที่สัมพันธ์กันอย่างดีของ องค์ประกอบ
ทง้ั ๔
๔. พิจารณารูปแบบการแตง่ ตวั ของตนเอง (ที่มาhttp://aiwaiwjhaa.blogspot.com/)
๑. ข้อไหนข้างลา่ งนอ้ี ธิบายสไตล์ของคณุ ได้ใกล้เคียงทส่ี ุด
a. เนน้ ความสบาย สไตล์คลาลสิค
b. ไมม่ สี ไตลเ์ ฉพาะเจาะจง มีอะไรก็ใส่
c. ยากท่ีจะอธบิ าย บางทีก็อินเทรนด์ บางทีแคเ่ สื้อยืดกับกางเกงยนี ส์ ก็ออกจากบ้านได้แล้ว
๒๓
๒. คุณเปลีย่ นทรงผมครง้ั สุดท้ายเม่ือไหร่
a. ๒ ปีทแี่ ล้ว
b. ๑ ปีท่ีแล้ว
c. ๓ เดอื นท่แี ลว้
๓. สไตล์การเมกอัพของคณุ เปน็ แบบไหน
a. แตง่ หน้าน้อยมากหรอื แทบจะไม่แต่งเลย
b. ไม่ค่อยชอบลองสใี หม่ๆ เคยใช้สีไหนอยู่ กจ็ ะใช้สนี ัน้ ประจา
c. เปลยี่ นโทนสีตามซซี นั่
๔. คุณนดั เจอกับเกิรล์ แก๊งสมัยเรียนมธั ยม เขาจะเอย่ ปากทักคณุ ว่า
a. นีเ่ ธอไม่เปลยี่ นไปเลยนะยะ ตอนเรียนเป็นยงั ไง ตอนนี้ก็ยังง้ันเลย
b. ไม่นิ ไม่เห็นจะคอมเมนตอ์ ะไรเลย
c. อุ๊ยต๊าย เปล่ียนไปซะจนแทบจาไม่ได้ เริดมากค่ะ
๕. ครั้งสดุ ทา้ ยทค่ี ุณเปลยี่ นแว่นกันแดด คือ
a. ไม่คิดจะเปล่ียน กะจะใช้จนกวา่ จะพัง
b. ๒ ปีเปลี่ยนที
c. ปที ีแ่ ล้ว เพราะแบบเก่ามันเอาตไ์ ปแลว้
๖. ของชิน้ ไหนท่ีคุณซ้ือลา่ สุด
a. เลกกง้ิ สีดา
b. กางเกงขาสั้นสุดก๊ิบ
c. ผ้าคาดหัวลายเก๋
๗. คณุ มั่นใจลคุ ของตวั เองมากน้อยแคไ่ หน
a. ไม่เลย
b. บ้างเป็นบางที
c. กม็ ่ันใจนะ
๘. ปกตแิ ล้วคณุ ชอบชอ๊ ปเสื้อผ้าช่วงไหน
a. ไม่คอ่ ยชอ้ ปบอ่ ยๆ หรอก นานๆ ซ้ือทีตามอารมณ์
b. ช่วงท่กี าลงั เซลล์สุดๆ
c. ชว่ งเริม่ ตน้ หรือกลางซซี น่ั เลย แหม จะได้นาเทรนดก์ ่อนใครไงล่ะ
๙. รองเท้าของคุณเป็นสไตล์ไหน
a. แบบไหนก็ได้ ไม่เห็นจะสาคญั เลย
b. สไตล์ที่เหมาะกับตวั เองที่สุด
c. เขาฮติ อะไร ก็เปลี่ยนตามนั้น
๑๐. กลวั มั้ยถ้าจะเปลีย่ นลุค
a. กก็ ลัวนะ เพราะมนั ยงุ่ ยาก อีกอย่างก็ไม่รู้จะเรม่ิ ตรงไหนดี
b. ไมก่ ลวั เพราะเปล่ยี นยงั ไงก็ไม่ไดท้ าใหต้ ัวเองดูแย่ลงหรอก
c. ไม่กลัว เพราะมีเร่ืองอื่นใหว้ อร์ร่ีอกี ตั้งเยอะ
๒๔
เฉลย คาตอบส่วนใหญ่ คอื
a ต้องรีบลกุ ขึ้นมาเปล่ยี นลคุ ตัวเองโดยดว่ น ไมอ่ ยา่ งนน้ั ปา้ เรียกพีแ่ น่ๆ ลองหันมาเปล่ียนสไตล์
การแต่งตวั ดู เพิม่ สสี นั ใหก้ ับชีวิต แลว้ คณุ จะรวู้ ่าแฟช่ันไม่ได้เป็นเรือ่ งไรส้ าระอย่างที่คดิ
b สไตล์การแต่งตัวของคุณดูโอเค ถึงแม้บางครั้งจะไม่ได้อินเทรนด์มากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเอาท์
ลองหาเวลาอัพเดทเทรนดใ์ หมๆ่ ดูบ้าง
c สาวอินเทรนด์ตวั จรงิ คุณชอบทจี่ ะเปล่ียนแปลงตัวเองอยูบ่ ่อยๆ และเกลยี ดอะไรท่ซี า้ ซาก
๕. รูปแบบการแตง่ ตวั ท่ีนิยมในปจั จบุ ัน ท่ีมา http://issue247.com/fashion/fashion-guides
๕.๑ ดับเบ้ลิ ยีนส์ (DOUBLE JEANS)
ท่มี า http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รูปที่ ๑.๑๙ ภาพแสดงการแต่งกายแบบดับเบ้ิลยนี ส์
แฟชน่ั ดบั เบ้ิลยนี ส์คอื การใส่เสื้อยีนสก์ ับกางเกงยนี ส์ เปน็ แบบท่เี รยี บงา่ ยและคลาสสิค แต่จะให้
ดูโดดเด่นเป็นแฟชั่นมากย่ิงข้ึน ต้องเพิ่มเติมด้วยรองเท้าส้นสูงปร๊ีดหรือกระเป๋าเก๋ๆ สักใบ อย่างเช่น
กระเป๋าทรงขนมจบี และใส่เคร่อื งประดับเพม่ิ อีกสกั หน่อย
๕.๒ กระโปรงยาวกับรองเท้าผ้าใบ (MAXI & SNEAKERS)
ท่ีมา http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รูปท่ี ๑.๒๐ ภาพแสดงการแต่งกายแบบกระโปรงยาวกบั รองเทา้ ผ้าใบ
๒๕
เดรสตัวยาวกับรองเท้าผ้าใบ จะทาให้คุณดูเด็กขึ้นเป็นกอง อาจจะสะพายกระเป๋า bodycross
เก๋ๆเพม่ิ สกั ใบ พรอ้ มแว่นตาและหมวกปกี กวา้ ง
๕.๓ กางเกงยนี ส์ขาดๆ (RIPPED JEANS)
ทีม่ า http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รปู ที่ ๑.๒๑ ภาพแสดงการแต่งกายแบบกางเกงยีนสข์ าดๆ
กางเกงยีนส์ขาดๆ สุดเซอร์ทรงเสน่ห์ที่สามารถนามาแต่งให้เป็นสาวเปร้ียว สาวเท่ สาวเซอร์
หรือแม้แต่ลคุ สาวสวยไฮโซก็ไดเ้ ช่นกัน
๕.๔ เส้ือเช้ติ สขี าว (WHITE SHIRT)
ทมี่ า http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รูปที่ ๑.๒๒ ภาพแสดงการแต่งกายแบบเส้ือเชิ้ตสขี าว
เส้อื เชติ้ สขี าว เป็นแบบท่ีเรยี บง่ายของสขี าวบวกกับความเน้ยี บในสไตล์เส้ือเช้ิตทาให้ดูสะอาดตา
เม่ือนามาจับคกู่ ับกับกางเกงยีนส์ กับกระโปรง กับเลคกิ้ง หรือแม้แต่กับกางเกงขาส้ัน อย่าลืมเพิ่มเคร่ือง
แตง่ กายเก๋ๆ อย่างเช่น กระเปา๋ รองเท้า หมวก แว่นตา
๒๖
๕.๕ เสอื้ ยืดสีขาว (WHITE T-SHIRT)
ท่มี า http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รปู ท่ี ๑.๒๓ ภาพแสดงการแต่งกายแบบเส้ือยืดสขี าว
เสอ้ื ยดื สขี าวใสก่ บั อะไรกส็ วย เคลด็ ลับคือการใส่รองเทา้ ส้นสูงเพิ่มเข้าไป บวกกับกระเป๋าเก๋ๆสัก
ใบ แคน่ ีก้ ็ดูสวย
๕.๖ เบลเซอร์ (BLAZER)
ท่มี า http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รปู ที่ ๑.๒๔ ภาพแสดงการแต่งกายแบบเบลเซอร์
การใส่เบลเซอร์จะดูเป็นทางการ เหมาะสาหรับสาวออฟฟิศท่ีชีวิตประจาวันต้องแต่งตัวให้ดู
สุภาพ แต่ก็ต้องดูสวยด้วยในเวลาเดียวกัน เสื้อเบลเซอร์จะดูเป็นแฟช่ันมากกว่าเส้ือสูท เน้ือผ้าและ
ลวดลายก็มหี ลากหลาย มีทั้งลายดอก ลายขวาง สอี ่อน สีสด ใส่คกู่ บั กระโปรงหรือกางเกง หรือจะใส่เป็น
ลายเดียวกนั ทง้ั เสอื้ และกางเกงจะทาให้ดูเน๊ียบมากขึน้
๒๗
๕.๗ เสือ้ เช้ิตยนี ส์ (CHAMBRAY SHIRT)
ที่มา http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รปู ที่ ๑.๒๕ ภาพแสดงการแต่งกายแบบเสื้อเชิ้ตยีนส์
เสื้อเช้ิตยีนส์สุดเก๋ท่ีไม่หนาและหนักเหมือนกับผ้ายีนส์จริงๆ จึงทาให้ใส่สบาย นามาจับคู่กับ
กระโปรงและกางเกงหลายๆแบบ ทาให้ดูเก๋ไก๋ไม่น่าเบื่อ อย่าลืม กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ เพราะ
จะช่วยเพิ่มความเก๋ให้สมบูรณแ์ บบมากยง่ิ ขน้ึ
๕.๘ กางเกงยนี ส์เอวสูง (HIGH WAIST)
ท่มี า http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รูปที่ ๑.๒๖ ภาพแสดงการแต่งกายแบบกางเกงยนี สเ์ อวสูง
กางเกงยีนส์เอวสูง นามาจับคู่กับรองเท้าผ้าใบ ดูเป็นสาวทะมัดทะแมงสไตล์วินเทจ สาหรับ
สาวๆทชี่ อบการแต่งตวั แบบง่ายๆ ลองใสเ่ ข้าคกู่ บั เสอื้ เช้ิต เส้อื ยดื เสอ้ื กลา้ ม เปลีย่ นไปเร่อื ยๆ
๒๘
๕.๙ ชุดเดรสสไตลเ์ สอื้ เชิ้ต (SHIRT DRESS)
ทม่ี า http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รปู ที่ ๑.๒๗ ภาพแสดงการแต่งกายแบบชุดเดรสสไตล์เส้ือเช้ติ
เส้ือผ้าสีพื้นๆเครื่องประดับแบบเรียบๆ “น้อยแต่เนี้ยบ” และชุดเดรสสไตล์เส้ือเชิ้ตนี้เป็นการ
ยกระดับจากเสื้อเช้ิตธรรมดาให้ดูมีลูกเล่นมากยิ่งข้ึน ใส่กับรองเท้าส้นสูงสีสดๆจะดูดีมาก หรือใส่กับ
รองเทา้ ผา้ ใบ หรือจะเปน็ รองเท้าแตะแบบเรยี บๆ
๕.๑๐ แจ็คเกต็ ยีนส์ (DENIM JACKET)
ที่มา http://issue247.com/fashion/fashion-guides
รปู ที่ ๑.๒๘ ภาพแสดงการแต่งกายแบบแจ๊คเก็ตยนี ส์
การเบรคความหวานหรือความเปรี้ยวด้วยแจ็คเก็ตเท่ๆสักตัวเป็นเคล็ดลับง่ายๆของสาวแฟช่ัน
เส้ือแจ็คเก็ตยีนส์เป็นอีกสิ่งหน่ึงท่ีควรมีไว้เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีกี่ฤดูกาล ก็สามารถนาแจ็คเก็ต
ยนี สก์ ลับมาใส่ได้ไม่ล้าสมยั เขา้ กับเสอื้ ผ้าไดเ้ กือบทุกแนว
๒๙
แบบฝกึ หัดที่ ๑ รหสั วชิ า ๑๔๐๑-๑๓๐๔
วิชา เสือ้ สมัยนิยม ๑
ชื่องาน ชนดิ และลกั ษณะของเส้ือผา้ ที่กาลงั เปน็ ที่นยิ มในปัจจุบนั
คาสง่ั : จงทาเครือ่ งหมาย หน้าขอ้ ความท่ีถูกต้องและเครือ่ งหมาย หนา้ ขอ้ ความท่ีผิด
๑. ................... ในครสิ ต์ศตวรรษที่ ๒๐ ผหู้ ญิงเรม่ิ สวมกระโปรงส้ันเป็นครั้งแรก
๒. ................... หลงั สงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ ผูห้ ญงิ เร่ิมใส่กางเกง
๓. ................... หลังสงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ คนไทยเลกิ ใส่โจงกะเบน และรณรงค์ใหใ้ สห่ มวก
๔. .................... สไตล์ (Style) คอื ลกั ษณะหรอื แบบแผนของเสื้อผา้ เครอ่ื งแตง่ กายของแต่ละยคุ
๕. .................... เทรนด์ (Trend) คือ แฟชัน่ ลา่ สดุ ท่ีกาลังเปน็ ทน่ี ิยม
๖. .................... แตง่ ตวั แบบคาวบอย คือการแต่งตัวดว้ ยเสอ้ื เช้ติ คูก่ ับกางเกงยีนส์และรองเท้าบู๊ต
๗. .................... แต่งตัวแบบHippie ฮิปป้ี คือการแตง่ ตัวด้วยเส้ือรัดรูป ตกแต่งด้วยผา้ สีดา
๘. .................... แต่งตวั แบบ โกธิค คอื การแต่งตวั โดยใชส้ ีดาท้ังชดุ กระโปรงยาว เนน้ ความหรูหรา
๙. .................... แต่งตวั แบบ โลลติ า คอื การแต่งตัวแบบวัยรุ่นญปี่ ุ่น ท่เี น้นกระโปรงพองบาน
๑๐. .................... แตง่ ตวั แบบ Biker นกั ซิ่ง คือการแต่งตัวดว้ ยชดุ หนงั สีสดใส กางเกงสดี ารดั รปู
๑๑. .................... แต่งตัวแบบ Boho-Chic โบโฮ คอื การแตง่ ตวั เลยี นแบบสาวยปิ ซี
๑๒. .................... แตง่ ตวั แบบHip Hop ฮปิ ฮอป คอื การแต่งตัวดว้ ยเส้ือคลุมแขนยาว รองเทา้ ส้นสงู
๑๓. .................... ดบั เบล้ิ ยนี ส์ คอื การแตง่ ตวั โดยใสเ่ สอ้ื ยนี สก์ บั กางเกงยนี ส์
๑๔. .................... MAXI & SNEAKERS คอื การแต่งตัวโดยใสป่ ระโปรงสัน้ ๆ กบั รองเทา้ ผ้าใบ
๑๕. .................... RIPPED JEANS คือการแตง่ ตวั โดยใส่ เส้ือยนี สข์ าดๆ กบั กางเกง
๑๖. .................... WHITE SHIRT คอื การแต่งตัวโดยใสเ่ ส้อื เชิต้ สขี าวกบั กระโปรง
๑๗. .................... WHITE T-SHIRT คือการแตง่ ตัวโดยใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวกบั รองเทา้ แตะ
๑๘. .................... BLAZER คือการแต่งตวั โดยใสเ่ ส้ือเบลเซอร์ กับกระโปรง
๑๙. .................... CHAMBRAY SHIRT คอื การแตง่ ตวั โดยใส่เสื้อเชติ้ ยนี ส์สวมทบั เสอ้ื ยืด กระโปรง
๒๐. .................... HIGH WAIST คอื การแต่งตวั โดยใสก่ างเกงยนี ส์เอวสูง เสือ้ กลา้ ม กับรองเท้าผ้าใบ
๓๐
เฉลยแบบฝึกหดั ที่ ๑
วชิ า เสื้อสมยั นิยม ๑ รหัสวชิ า ๑๔๐๑-๑๓๐๔
ช่อื งาน ชนิดและลกั ษณะของเสื้อผ้าทกี่ าลงั เป็นท่นี ิยมในปัจจุบัน
คาสั่ง : จงทาเครื่องหมาย หน้าขอ้ ความทถ่ี ูกต้องและเคร่ืองหมาย หน้าข้อความท่ีผดิ
๑. ......... .......... ในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ ๒๐ ผหู้ ญิงเรมิ่ สวมกระโปรงส้นั เปน็ ครัง้ แรก
๒. ......... .......... หลงั สงครามโลกคร้ังท่ี ๑ ผหู้ ญิงเรม่ิ ใส่กางเกง
๓. ........ ........... หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ คนไทยเลิกใส่โจงกะเบน และรณรงค์ใหใ้ ส่หมวก
๔. ........ ............ สไตล์ (Style) คือ ลกั ษณะหรือแบบแผนของเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายของแตล่ ะยคุ
๕. ........ ............ เทรนด์ (Trend) คือ แฟช่ันล่าสุดทก่ี าลงั เปน็ ทน่ี ิยม
๖. ........ ............ แต่งตัวแบบคาวบอย คือการแต่งตวั ดว้ ยเสือ้ เชต้ิ คู่กับกางเกงยนี ส์และรองเท้าบูต๊
๗. ........ ............ แตง่ ตวั แบบHippie ฮปิ ปี้ คือการแต่งตัวดว้ ยเส้ือรัดรูป ตกแตง่ ด้วยผา้ สีดา
๘. ........ ............ แต่งตวั แบบ โกธิค คอื การแต่งตวั โดยใช้สีดาทงั้ ชดุ กระโปรงยาว เนน้ ความหรหู รา
๙. ........ ............ แต่งตวั แบบ โลลิตา คอื การแต่งตัวแบบวัยรุน่ ญ่ีปนุ่ ทเ่ี น้นกระโปรงพองบาน
๑๐. ........ ............ แต่งตวั แบบ Biker นักซงิ่ คอื การแตง่ ตัวดว้ ยชุดหนังสีสดใส กางเกงสดี ารดั รูป
๑๑. ........ ............ แต่งตัวแบบ Boho-Chic โบโฮ คือการแต่งตวั เลยี นแบบสาวยิปซี
๑๒. ........ ............ แต่งตัวแบบHip Hop ฮปิ ฮอป คอื การแตง่ ตวั ด้วยเสือ้ คลุมแขนยาว รองเท้าส้นสูง
๑๓. ........ ........... . ดบั เบล้ิ ยนี ส์ คอื การแต่งตวั โดยใสเ่ สอ้ื ยนี สก์ บั กางเกงยนี ส์
๑๔. ........ ............ MAXI & SNEAKERS คอื การแต่งตวั โดยใส่ประโปรงส้ันๆ กบั รองเทา้ ผ้าใบ
๑๕. ........ ............ RIPPED JEANS คอื การแตง่ ตัวโดยใส่ เสอ้ื ยนี ส์ขาดๆ กับ กางเกง
๑๖. ........ ............ WHITE SHIRT คอื การแต่งตัวโดยใสเ่ สอ้ื เชิ้ตสีขาวกับกระโปรง
๑๗. ......... ......... WHITE T-SHIRT คือการแตง่ ตวั โดยใสเ่ ส้ือยดื สขี าว กางเกงขายาวกบั รองเท้าแตะ
๑๘. ......... ........... BLAZER คือการแตง่ ตัวโดยใสเ่ ส้ือเบลเซอร์ กบั กระโปรง
๑๙. ......... ........... CHAMBRAY SHIRT คือการแต่งตัวโดยใสเ่ ส้ือเช้ิตยีนส์สวมทบั เสือ้ ยืด กระโปรง
๒๐. ......... ........... HIGH WAIST คอื การแต่งตัวโดยใส่กางเกงยนี ส์เอวสูง เส้ือกล้าม กับรองเทา้ ผา้ ใบ
๓๑
บทสรปุ
๑ . ประวัติเครื่องแตง่ กาย
๑.๑ คาวบอย / ตะวนั ตก (Western / Cowboy or Cowgirl)
๑. ๒.พั้งค์ (Punk)
๑.๓ เพรปปี้ (Preppie)
๑.๔ อวกาศ / อนาคต (Futuristic)
๑.๕ ฮิปปี้ (Hippie)
๑.๖ ม็อด (Mod)
๑.๗ แฟลปเปอร์ (Flapper )
๑.๘ ดิสโก้ (Disco)
๑.๙ นวิ เวฟ (New Wave)
๑.๑๐ โกธิค (Goth / Gothic )
๑.๑๑ จอ็ คก้ี / พวกนิยมข่มี ้า (Equestrian / Fox Hunting / Jockey)
๑.๑๒ นักซง่ิ / เด็กแว๊น (ของฝร่ัง) (Biker)
๑.๑๓ โบโฮ (Boho-Chic / Boho-Hippie)
๑.๑๔ โลลิตา สาวนอ้ ยใสๆ สไตลญ์ ี่ปุน่ (Lolita Fashion)
๑.๑๕ ชดุ ราตรี (Eveningwear / Back Tie )
๑.๑๖ สปดี เมทลั (Speed metal )
๑.๑๗ ฮปิ ฮอป (Hip Hop)
๑.๑๘ แฟช่ันหนา้ อกยกั ษภ์ ูเขาไฟ (Fashion chestgiant volcanic)
๒. อตุ สาหกรรมแฟชน่ั
๓. แฟชนั่ ในประเทศไทย
๔. พิจารณารปู แบบการแตง่ ตวั ของตนเอง
๕. รูปแบบการแตง่ ตัวทเี่ ป็นท่ีนิยมในปจั จุบัน
๕.๑ ดบั เบล้ิ ยนี ส์ (DOUBLE JEANS)
๕.๒ กระโปรงยาวกับรองเท้าผา้ ใบ (MAXI & SNEAKERS)
๕.๓ กางเกงยนี ส์ขาดๆ (RIPPED JEANS)
๕.๔ เสอ้ื เชิ้ตสขี าว (WHITE SHIRT)
๕.๕ เส้ือยดื สีขาว (WHITE T-SHIRT)
๕.๖ เบลเซอร์ (BLAZER)
๕.๗ เส้ือเชิ้ตยีนส์ (CHAMBRAY SHIRT)
๕.๘ กางเกงยีนส์เอวสูง (HIGH WAIST)
๕.๙ ชดุ เดรสสไตล์เสอื้ เชติ้ (SHIRT DRESS)
๕.๑๐ แจค็ เก็ตยนี ส์ (DENIM JACKET)
๓๒
ใบงานที่ ๑
ชอ่ื วิชา เสอื้ เบอื้ งต้น สอนคร้ังที่ ๑
หน่วยที่ ๑ ชนดิ และลกั ษณะของเสื้อผา้ ท่ีกาลังเป็นที่นยิ มในปจั จุบนั รวม ๓ ชัว่ โมง
ช่ืองาน เลอื กเสื้อผ้าทีก่ าลังเปน็ ที่นยิ มในปจั จบุ ัน จานวน ๓ ชั่วโมง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จุดประสงค์การเรยี นรู้
จดุ ประสงค์ทั่วไป
เพอ่ื ให้มที ักษะในการเลือกผ้าท่ีกาลงั เปน็ ทีน่ ิยมในปัจจุบนั
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
เมือ่ ผูเ้ รยี น เรียนจบสามารถ
๑. เลอื กแบบเสือ้ ผ้าที่กาลงั เป็นท่นี ิยมในปจั จุบันได้
๒. มคี ณุ ธรรมจริยธรรมและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
เคร่ืองมอื และอุปกรณ์
๑. ดินสอ จานวน ๑ แทง่
๒. ยางลบ จานวน ๑ ก้อน
ขอ้ ควรระวงั
ในขณะปฏิบตั ิงานไมค่ วรพูดคุย เพราะจะทาใหเ้ สียสมาธิ
ขอ้ เสนอแนะ
๑. ควรเตรียมอปุ กรณ์ใหค้ รบ
๒. ศึกษาเอกสารประกอบการเรยี นให้เขา้ ใจ
๓. ตั้งใจดคู รูบรรยาย และสอบถามถา้ ไมเ่ ขา้ ใจ
วธิ ีการเลอื กเสอ้ื ผ้าทีก่ าลงั เป็นท่ีนยิ มในปจั จุบนั
๑.ขั้นสาธิต
๑.๑ ครบู รรยายประกอบสไลด์ Powerpoint เน้ือหาในหน่วยที่ ๑ เรื่องชนิดและลกั ษณะของ
เสื้อผ้าท่ีกาลงั เป็นทน่ี ิยมในปจั จบุ ัน
๓๓
๒.ขั้นฝกึ หัด
๒.๑ ใหผ้ ู้เขา้ รบั การฝึกอบรมเลือกแบบเส้ือท่ีกาลังนิยม ให้เหมาะกับตวั เอง จานวน ๒ แบบ
๒.๒ วาดรปู เสื้อทั้ง ๒ แบบลงในห่นุ โครงสรา้ ง
เสอ้ื แบบท่ี ๑ เสื้อตัวหลวม เสื้อเขา้ รปู มีปก ไมม่ ีปก
ตกแต่งดวั ย ผา้ กนุ๊ ลูกไม้ ระบาย ตอ่ ลายผา้ ตีเกล็ด ตดั ปะ
ปักดว้ ยวสั ด.ุ ..........................................................................................
เสอ้ื แบบที่ ๒ เป็นเสอื้ ตวั หลวม เสื้อเขา้ รูป มปี ก ไมม่ ปี ก
ตกแตง่ ดวั ย ผา้ กนุ๊ ลกู ไม้ ระบาย ต่อลายผ้า ตเี กล็ด ตัดปะ
ปกั ด้วยวสั ดุ...................................................................................
๓๔
๓. สรุปวิธีการเลือกแบบเสื้อท่นี ิยมในปจั จุบันใหเ้ หมาะกับตัวเอง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................... .
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................... ......
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................... .................................
................................................................................................ ................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
๔. ขั้นฝึกจนชานาญ
๔.๑ ใหผ้ เู้ ขา้ รบั การฝึกอบรมเลอื กแบบเส้ืออนื่ ๆ อีกในนิตยสาร อินเตอร์เนต็
๓๕
แบบทดสอบก่อนเรยี น
หน่วยท่ี ๑ เรอื่ ง ชนดิ และลักษณะของเสอ้ื ผา้ ทีก่ าลงั เป็นที่นิยมในปจั จุบัน
วชิ า เส้อื สมัยนยิ ม ๑ รหสั วิชา ๑๔๐๑-๑๓๐๔ ระยะเวลาทาแบบทดสอบ ๓๐ นาที
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คาสง่ั : จงทาเคร่อื งหมาย ลงในกระดาษคาตอบ ช่องท่ีเหน็ ว่าถูกทส่ี ดุ เพียงขอ้ เดียว
หา้ มขีดเขียนข้อความใดๆ ลงในแบบทดสอบ
๑. หลังสงครามโลกครงั้ ที่ ๒ ทาไมผู้หญิงถึงใส่กางเกง
ก. ตอ้ งการเปล่ียนแปลงแฟชัน่ ไปจากเดิม ข. เพื่อให้ดเู หมือนผูช้ าย
ค. ต้องทางานนอกบา้ นเหมือนผ้ชู าย ง. ขาดแคลนผ้าเปน็ อย่างมาก
๒. การแต่งกายท่เี นน้ แต่งชุดสเี ข้มหรอื สดี าท้ังชดุ รวมทง้ั เครื่องประดับ เป็นการแต่งกายแบบใด
ก. แบบโลลติ า ข. แบบฮิปฮอป
ค. แบบโกธิค ง. แบบโบโฮ
๓. การแต่งกายทีเ่ ลยี นแบบสาวยปิ ซี เป็นการแตง่ กายแบบใด
ก.แบบโลลิตา ข. แบบฮปิ ฮอป
ค. แบบโกธคิ ง. แบบโบโฮ
๔. การแตง่ กายแบบดบั เบล้ิ ยีนส์ คอื การแตง่ กายในข้อใด
ก. เดรสตวั ยาวกบั กางเกงยนี ส์ ข. เส้อื ยนี ส์กบั กางเกงยนี ส์
ค. เส้ือเชติ้ สขี าวกบั กางเกงยีนส์ ง. เสื้อยืดสขี าวกับกางเกงยีนส์
๕. การแตง่ กายแบบ MAXI & SNEAKERS คอื การแตง่ กายในข้อใด
ก. เสือ้ ยนี สก์ ับกระโปรง ข. เดรสตวั ยาวกับกางเกงขาส้ัน
ค. เสื้อตวั ยาวกบั กางเกงยดื ง. เดรสตัวยาวกบั รองเท้าผา้ ใบ
๖. การแตง่ กายแบบ WHITE SHIRT คอื การแตง่ กายในข้อใด
ก. เดรสตวั ยาวกับกางเกงยีนส์ ข. เสื้อยนี ส์กบั กางเกงยนี ส์
ค. เสื้อเชต้ิ สขี าวกับกางเกงยีนส์ ง. เสอ้ื ยดื สีขาวกบั กางเกงยีนส์
๗. การแตง่ กายแบบ เสื้อยืดสีขาว ควรใสเ่ สื้อยืดสขี าวและต้องใส่อะไรเพ่ิมจงึ จะดูดี
ก. ใสก่ างเกงยีนส์ ข. ใส่กระโปรงบาน
ค. ใส่หมวกใบใหญ่ ง. ใส่รองเท้าส้นสงู และกระเป๋าเกๆ๋
๘. การใสเ่ สอื้ เบลเซอร์ ควรใส่ไปสถานทีใ่ ด
ก. ท่ีทางาน ข. ไปห้างสรรพสนิ คา้
ค. ไปงานเลีย้ ง ง. ถูกทกุ ข้อ
๙. กางเกงยีนส์เอวสูง ควรนามาจับคกู่ ับส่งิ ใด เพ่ือให้ดูทะมัดทะแมง
ก. หมวกเก๋ๆ ข. กระเป๋าจีบ
ค. รองเทา้ ผา้ ใบ ง. สร้อยคอยาวหลายๆ เสน้
๑๐. การแตง่ กายแบบ ชุดเดรสสไตล์เส้ือเช้ติ มีคอนเซปอย่างไร
ก. แต่งกายแบบน้อยแตเ่ นีย้ บ ข. แต่งกายให้เยอะด้วยเคร่อื งประดับ
ค. แตง่ กายโดยใช้เคร่ืองประดับสสี ันมากๆ ง. แต่งกายแบบธรรมดา ไม่มีเครือ่ งประดับ
๓๖
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
หนว่ ยท่ี ๑ เรื่อง ชนดิ และลักษณะของเสอ้ื ผ้าทกี่ าลงั เปน็ ที่นยิ มในปจั จบุ นั
วชิ า เสอื้ สมัยนิยม ๑ รหัสวิชา ๑๔๐๑-๑๓๐๔ ระยะเวลาทาแบบทดสอบ ๓๐ นาที
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑. ค
๒. ค
๓. ง
๔. ข
๕. ง
๖. ค
๗. ง
๘. ง
๙. ค
๑๐. ก
๓๗
แบบทดสอบหลังเรียน
หนว่ ยที่ ๑ เรอ่ื ง ชนดิ และลกั ษณะของเส้อื ผา้ ทก่ี าลงั เป็นท่ีนิยมในปจั จุบนั
วิชา เสื้อสมยั นิยม ๑ รหัสวิชา ๑๔๐๑-๑๓๐๔ ระยะเวลาทาแบบทดสอบ ๓๐ นาที
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คาส่งั : จงทาเครอื่ งหมาย ลงในกระดาษคาตอบ ช่องที่เห็นวา่ ถกู ที่สุดเพียงขอ้ เดียว
ห้ามขดี เขียนข้อความใดๆ ลงในแบบทดสอบ
๑. การแต่งกายแบบ WHITE SHIRT คอื การแตง่ กายในข้อใด
ก. เดรสตวั ยาวกบั กางเกงยนี ส์ ข. เสอ้ื ยีนส์กับกางเกงยีนส์
ค. เสอื้ เชิ้ตสีขาวกับกางเกงยนี ส์ ง. เสื้อยดื สขี าวกับกางเกงยีนส์
๒. กางเกงยนี สเ์ อวสูง ควรนามาจบั คูก่ ับสิ่งใด เพื่อให้ดูทะมัดทะแมง
ก. หมวกเกๆ๋ ข. กระเปา๋ จบี
ค. รองเท้าผา้ ใบ ง. สรอ้ ยคอยาวหลายๆ เสน้
๓. การแต่งกายแบบ ชดุ เดรสสไตล์เสือ้ เชติ้ มีคอนเซปอย่างไร
ก. แตง่ กายแบบนอ้ ยแตเ่ นี้ยบ ข. แต่งกายใหเ้ ยอะด้วยเครือ่ งประดับ
ค. แตง่ กายโดยใช้เคร่ืองประดับสีสันมากๆ ง. แตง่ กายแบบธรรมดา ไม่มเี ครอื่ งประดบั
๔. การแตง่ กายแบบ เสื้อยืดสีขาว ควรใส่เส้อื ยดื สขี าวและตอ้ งใส่อะไรเพ่ิมจึงจะดูดี
ก. ใส่กางเกงยีนส์ ข. ใส่กระโปรงบาน
ค. ใสห่ มวกใบใหญ่ ง. ใสร่ องเท้าส้นสูงและกระเป๋าเก๋ๆ
๕. การแตง่ กายแบบดบั เบล้ิ ยีนส์ คือการแตง่ กายในข้อใด
ก. เดรสตวั ยาวกบั กางเกงยีนส์ ข. เสือ้ ยนี ส์กบั กางเกงยีนส์
ค. เสอื้ เชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์ ง. เสือ้ ยืดสขี าวกับกางเกงยนี ส์
๖. การแต่งกายแบบ MAXI & SNEAKERS คือการแตง่ กายในขอ้ ใด
ก. เสอ้ื ยีนส์กับกระโปรง ข. เดรสตวั ยาวกับกางเกงขาสั้น
ค. เสือ้ ตัวยาวกับกางเกงยืด ง. เดรสตัวยาวกบั รองเทา้ ผ้าใบ
๗. หลงั สงครามโลกคร้งั ที่ ๒ ทาไมผู้หญิงถึงใส่กางเกง
ก. ต้องการเปล่ียนแปลงแฟช่นั ไปจากเดิม ข. เพื่อให้ดูเหมือนผู้ชาย
ค. ต้องทางานนอกบ้านเหมือนผ้ชู าย ง. ขาดแคลนผา้ เป็นอย่างมาก
๘. การแตง่ กายทเี่ นน้ แตง่ ชดุ สีเขม้ หรอื สดี าท้ังชุด รวมทั้งเครอื่ งประดับ เปน็ การแต่งกายแบบใด
ก. แบบโลลิตา ข. แบบฮิปฮอป
ค. แบบโกธิค ง. แบบโบโฮ
๙. การแต่งกายทเี่ ลยี นแบบสาวยิปซี เป็นการแต่งกายแบบใด
ก.แบบโลลติ า ข. แบบฮปิ ฮอป
ค. แบบโกธคิ ง. แบบโบโฮ
๑๐. การใส่เส้อื เบลเซอร์ ควรใส่ไปสถานท่ีใด
ก. ท่ีทางาน ข. ไปห้างสรรพสนิ ค้า
ค. ไปงานเลยี้ ง ง. ถกู ทกุ ข้อ
๓๘
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
หน่วยท่ี ๑ เรอ่ื ง ชนดิ และลกั ษณะของเสอื้ ผา้ ท่กี าลังเปน็ ที่นยิ มในปจั จบุ นั
วชิ า เส้ือสมยั นยิ ม ๑ รหัสวิชา ๑๔๐๑-๑๓๐๔ ระยะเวลาทาแบบทดสอบ ๓๐ นาที
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑. ค
๒. ค
๓. ก
๔. ง
๕. ข
๖. ง
๗. ค
๘. ค
๙. ง
๑๐. ง
๓๙
แบบประเมินผลกจิ กรรมระหว่างเรยี น
หน่วยที่ ๑ เร่อื ง ชนดิ และลักษณะของเส้อื ผ้าที่กาลงั เปน็ ที่นิยมในปัจจบุ ัน
ลาดับ ชือ่ -นามสกลุ แบบฝึกหัดที่ ๑ รวม หมายเหตุ
(๒๐ คะแนน) ๒๐ คะแนน
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔
๑๕
๑๖
๑๗
๑๘
๑๙
๒๐
๒๑
๒๒
๒๓
๒๔
๒๕
๔๐
ใบประเมนิ ผลท่ี ๑
ใบงานท่ี ๑ ชือ่ งาน เลอื กเสอื้ ผา้ ทกี่ าลงั เปน็ ท่นี ิยมในปจั จุบนั
ชื่อ......................................................นามสกลุ ...................................................เลขที่............................
ที่ รายการประเมิน คะแนนท่ีได้ หมายเหตุ
๑ การเตรียมงาน (๓ คะแนน)
- การวางแผนการทางาน (๑ คะแนน)
- จดั เตรียมเครอื่ งมอื วสั ดุอุปกรณ์ (๑ คะแนน)
- ศึกษารายละเอียดใบงาน (๑ คะแนน)
๒ การเลือกใช้วสั ดุ (๓ คะแนน)
- มกี ารวางแผนการใชว้ ัสดอุ ย่างเหมาะสม (๑ คะแนน)
- มกี ารเลอื กใช้วัสดไุ ดเ้ หมาะสมกับงาน (๑ คะแนน)
- ใช้วัสดอุ ยา่ งประหยดั (๑ คะแนน)
๓ ลาดับข้นั การปฏิบัตงิ าน (๔ คะแนน)
- ปฏบิ ัติงานตามข้ันตอน (๒ คะแนน)
- รู้จกั แกป้ ญั หาด้วยตนเอง (๒ คะแนน)
๔ การดูแลและการเกบ็ รักษาวสั ดอุ ุปกรณ์ (๒ คะแนน)
- ดูแลและเก็บรกั ษาวสั ดอุ ปุ กรณ์ถูกต้องเหมาะสม (๒ คะแนน)
- ไมด่ ูแลและเกบ็ รกั ษาวัสดุอุปกรณ์ (๐ คะแนน)
๕ ผลงานสาเร็จ (๘ คะแนน)
- ผลงานสาเรจ็ ถูกต้องสมบูรณ์ (๒ คะแนน)
- มคี วามคิดริเริม่ สรา้ งสรรค์ (๒ คะแนน)
- ผลงานมคี วามประณีตสะอาดเรียบรอ้ ย (๒ คะแนน)
- เสรจ็ ทันเวลาที่กาหนด (๒ คะแนน)
รวมคะแนนทไี่ ด้ (คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน)
ขอ้ เสนอแนะ............................................................................................................................. ...............
.......................................................................................................................................................... ......
........................................................................................................................... .....................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................. ...............................................................................
ลงชอ่ื .............................................................
(นางสาวบุญนาค ภัทรพงศม์ ณี)
วนั ท่ี...................เดือน...............................พ.ศ.................
๔๑
แบบประเมนิ ผลดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
หน่วยท่ี ๑ เร่ือง ชนดิ และลกั ษณะของเส้อื ผา้ ท่ีกาลังเปน็ ที่นิยมในปจั จุบนั
ความรบั ผดิ ชอบ
๑๐ คะแนน
การตรง ่ตอเวลา ๒ คะแนน
เลขที่ ชือ่ -นามสกลุ เตรียม ัวสดุ ุอปกรณ์ หมายเหตุ
้ตังใจทางาน
ูดแลรักษา ุอปกรณ์
่สงงาน
ีมมนุษย์ ัสม ัพนธ์ ๓ คะแนน
พึ่งพาตนเอง ๕ คะแนน
รวม ๒๐ คะแนน
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔
๑๕
๑๖
๑๗
๑๘
๑๙
๒๐
๒๑
๒๒
๒๓
๒๔
๒๕
๔๒
สรุปการประเมินผล
หนว่ ยที่ ๑ เร่ือง ชนดิ และลกั ษณะของเสอื้ ผ้าท่ีกาลงั เปน็ ท่ีนยิ มในปจั จบุ นั
เลขท่ี ชอื่ -นามสกลุ แบบ ึฝกหัด ๒๐ คะแนน หมาย
สอบก่อนเรียน ๒๐ คะแนน เหตุ
๑ สอบห ัลงเรียน ๒๐ คะแนน
๒ ใบงานที่ ๕.๑=๒๐ คะแนน
๓ ิจต ิพ ัสย ๒๐ คะแนน
๔ รวม ๑๐๐ คะแนน
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔
๑๕
๑๖
๑๗
๑๘
๑๙
๒๐
๒๑
๒๒
๒๓
๒๔
๒๕
๔๓
บรรณานุกรม
วนิ ทิ ร สอนพรนิ ทร์. การทาแบบตัดและเทคนิคการตัดเย็บเสื้อผ้า. กรุงเทพมหานคร : ดา่ นสทุ ธา
การพมิ พ์, ๒๕๖๐.
วนิ ิทร สอนพรนิ ทร์ . การสรา้ งแบบตดั และเทคนคิ การตัดเย็บเสื้อผ้า . กรุงเทพมหานคร : เกยี รตกิ ร
การพิมพ์ , ๒๕๔๘ .
สุดารตั น์ . ม.ป.ป. ประวตั เิ ครอ่ื งแตง่ กาย. สืบคน้ เมือ่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐.
จาก https://nicksudarat41.wordpress.com/เสื้อผา้ แฟช่ัน.
สุดารตั น์ . ม.ป.ป. แฟช่ันในประเทศไทย. สืบคน้ เม่ือ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐.
จาก https://nicksudarat41.wordpress.com/เสอ้ื ผ้าแฟชนั่ .
สุดารตั น์ . ม.ป.ป. อตุ สาหกรรมแฟชน่ั . สบื ค้นเม่ือ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐.
จาก https://nicksudarat41.wordpress.com/เส้ือผ้าแฟชัน่ .
Aisaiwjhaa . ม.ป.ป. พิจารณารปู แบบการแตง่ ตัวของตนเอง . สืบค้นเมือ่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐.
จาก https://aiwawjhaa.blogspot.com/
Issue. ม.ป.ป. รปู แบบการแต่งตวั ท่นี ิยมในปจั จุบัน. สืบค้นเม่อื ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐.
จาก http://issue247.com/fashion/fashion-guides
๔๔
หนว่ ยท่ี ๒
จานวน ๓ ชั่วโมง
แผนการจดั การเรียนรู้
วชิ า เส้อื เบื้องต้น
ชอ่ื หน่วย เลือกวัสดอุ ุปกรณ์ใหเ้ หมาะสมกบั เสื้อสมัยนิยม
เรอ่ื ง เลือกวัสดุอปุ กรณ์ให้เหมาะสมกบั เส้ือสมยั นิยม
๑. สาระสาคญั
การเลือกวสั ดุใหเ้ หมาะสมกบั แบบเสื้อสมัยนิยม มีความจาเปน็ อยา่ งยงิ่ ผ้เู ข้ารบั การฝกึ อบรม
ตอ้ งเรียนรู้ เพื่อสามารถเลือกวัสดุให้เหมาะสมกบั แบบ รวมทง้ั ใช้วัสดุเสรมิ แตง่ ให้เหมาะสมเพื่อให้เสอื้
ออกมามลี ักษณะทด่ี ี
๒. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพียง
จดุ ประสงค์ทั่วไป
เพื่อใหผ้ ูเ้ รยี นมคี วามรู้เก่ียวกับการเลือกวัสดุอปุ กรณใ์ ห้เหมาะสมกับเสอื้ สมัยนิยม
จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
๑. บอกการเลอื กวสั ดอุ ปุ กรณ์ให้เหมาะสมกับเส้ือสมยั นิยมได้ถูกต้อง
๒. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวชิ าชพี
๓ เนือ้ หาสาระ
การเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับแบบเสือ้ สมยั นิยม มคี วามจาเปน็ อย่างยงิ่ ผู้เขา้ รับการฝกึ อบรม
ต้องเรียนรู้ เพ่ือสามารถเลือกวสั ดุใหเ้ หมาะสมกับแบบ รวมท้ังใช้วสั ดเุ สริมแต่งให้เหมาะสมเพื่อใหเ้ ส้ือ
ออกมามลี ักษณะทีด่ ี
๔. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ นาเข้าสบู่ ทเรียน
๑. ครแู จกแบบทดสอบกอ่ นเรยี นประจาหนว่ ยที่ ๒ เร่อื ง การเลือกวัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับ
เสื้อสมัยนิยม
๒. ครนู ารปู แบบเสือ้ ท่กี าลงั เป็นท่นี ิยมในปจั จุบนั ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมดู และต้ังคาถามผู้เข้า
รับการฝึกอบรมว่า ใช้วัสดอุ ุปกรณอ์ ะไรบ้าง
๓. ครูสังเกต รว่ มอภิปราย และต้งั คาถามเพอื่ ทดสอบความรู้ของผเู้ ขา้ รบั การฝึกอบรม
๔. ครชู ้ีแจง เกี่ยวกบั จดุ ประสงค์รายวชิ า หน่วยที่ ๒ เรือ่ ง การเลือกวสั ดอุ ปุ กรณ์ใหเ้ หมาะสมกับ
เส้ือสมยั นิยม
ขั้นสอน
๑. ครนู าเสนอเน้ือหา หน่วยการเรียนที่ ๒ เรื่อง การเลือกวัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับเสื้อสมัย
นิยม ด้วยการบรรยาย ประกอบสไลด์ Power Point และถามตอบ เพ่ือสอบถามความเข้าใจเกี่ยวกับ
๔๕
การเรียนการสอน ประกอบกบั การฝึกปฏบิ ตั ิ โดยการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยท่ี ๒ การเลือก
วัสดอุ ุปกรณใ์ หเ้ หมาะสมกับเส้ือสมัยนิยม รายละเอยี ดดังนี้
๒. ครูให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมศึกษาเน้ือหาในเอกสารประกอบการเรียน และทาแบบฝึกหัด
หลงั จากเรยี นจบเนื้อหา
๓. ใหผ้ ู้เรียนแบง่ กลุม่ ๆ ละ ๔ คน
๔. ครแู จกเอกสารประกอบการเรียน หนว่ ยที่ ๒ ใหผ้ ูเ้ รยี นศกึ ษาเนื้อหา ประมาณ ๓๐ นาที
๕. ครแู จกใบงานท่ี ๒ ให้ผเู้ รยี นคน้ ควา้ และเลือกวสั ดอุ ุปกรณ์ทีใ่ ช้กับแบบเสือ้ สมัยนิยมทเ่ี ลอื กไว้
ในหน่วยที่ ๑ ทง้ั ๒ แบบ ใหเ้ วลา ๓๐ นาที
๖. ให้ตวั แทนผูเ้ รยี นนาเสนอหน้าชน้ั เรียน กลุม่ ละ ๕ นาที
๗ ครูและผเู้ รียนช่วยกันเสนอแนะการเลือกวัสดุอปุ กรณ์ใหเ้ หมาะสมกบั เสอ้ื สมัยนิยม
ขั้นทากจิ กรรมปฏบิ ัติ
๑. ครอู ธิบายจุดประสงคแ์ ละบรรยายเนือ้ หา ตามใบงานที่ ๒
๒. ครูจัดเตรียมใบงานสาหรับการปฏบิ ตั งิ าน
๓. ครูเดินตรวจการปฏบิ ตั งิ านของแตล่ ะคนพรอ้ มให้คาแนะนา และให้กาลงั ใจในการปฏิบัตงิ าน
ขัน้ สรุป
๑. ครูสรุปเน้ือหา หน่วยการเรียนท่ี ๒ เร่ืองการเลือกวัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับเส้ือสมัยนิยม
ด้วยการบรรยายและถามตอบ
๒. ครูให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทาแบบทดสอบหลังเรียนบทที่ ๒ เรื่อง การเลือกวัสดุอุปกรณ์ให้
เหมาะสมกับเสอ้ื สมยั นยิ ม จานวน ๑๐ ข้อ
๓. ใหผ้ เู้ รียนสรุปการเลอื กวสั ดอุ ุปกรณใ์ หเ้ หมาะสมกบั เส้ือสมัยนิยม
ข้ันประเมินผล
๑. ครสู ังเกตความสนใจของผู้เรียน
๒. สอบหลงั เรียน
๕. สือ่ และแหล่งการเรียนรู้
สอ่ื สง่ิ พมิ พ์
๑. เอกสารประกอบการเรยี น หนว่ ยท่ี ๒ เรอ่ื งการเลอื กวัสดุอุปกรณใ์ ห้เหมาะสมกับเสื้อสมัย
นิยม
๒. แบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยที่ ๒ เร่อื งการเลือกวัสดอุ ุปกรณ์ให้เหมาะสมกบั เสอ้ื สมยั นยิ ม
๓. แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยท่ี ๒ เรื่องการเลอื กวสั ดอุ ปุ กรณใ์ ห้เหมาะสมกับเสอ้ื สมัยนยิ ม
๔. ใบงานท่ี ๒ เร่อื งการเลือกวัสดอุ ุปกรณใ์ ห้เหมาะสมกับเสือ้ สมยั นยิ ม
สื่อโสตทัศน์
๑. ซดี รี อม เรือ่ ง การเลอื กวัสดอุ ุปกรณ์ให้เหมาะสมกบั เสอ้ื สมยั นยิ ม
ส่ือวัสดุ
๑. กระดานไวทบ์ อร์ด
๒. ปากกาไวทบ์ อรด์
๔๖
๓. ตวั อยา่ งวัสดุท่ใี ชต้ กแต่งเส้ือผ้า
เครอื่ งมอื และอุปกรณ์
๑. ดนิ สอ จานวน ๒๐ แทง่
๒. ยางลบ จานวน ๒๐ ก้อน
๖. หลกั ฐาน
งานท่ีมอบหมายหรือกิจกรรม
กอ่ นเรยี น
๑. ใหผ้ เู้ ขา้ รับการฝึกอบรมทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยที่ ๒ เรื่องการเลือกวัสดอุ ปุ กรณใ์ ห้
เหมาะสมกับเส้ือสมยั นยิ ม จานวน ๑๐ ข้อ
๒. ให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมศึกษาจุดประสงค์การเรยี นรู้ในหนว่ ยที่ ๒ จากเอกสารประกอบการ
เรียน
ขณะเรยี น
๑. ใหผ้ เู้ ขา้ รับการฝึกอบรมศึกษารายละเอียดเน้ือหาวชิ าท่ีเรยี น จากเอกสารประกอบการเรยี น
หนว่ ยท่ี ๒ เรื่อง การเลือกวัสดอุ ปุ กรณใ์ ห้เหมาะสมกบั เส้ือสมัยนยิ ม
๒. ใหผ้ เู้ ขา้ รับการฝึกอบรมทาแบบฝึกหดั ท่ี ๒ เร่ือง การเลอื กวัสดุอปุ กรณ์ใหเ้ หมาะสมกับเสือ้
สมยั นิยม เมอ่ื ผเู้ ข้ารับการฝึกอบรมเรียนจบเนื้อหา
๓. ให้ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรม ศึกษาและปฏบิ ตั ิตามใบงาน
๔. ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมศึกษาเพ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั วสั ดแุ ละอุปกรณท์ ี่ใช้สาหรับแบบเสอื้ ทน่ี ิยมใน
ปจั จุบัน ตามเอกสารหรืออนิ เตอรเ์ น็ต
๕. ใหผ้ เู้ ขา้ รบั การฝึกอบรมช่วยกนั ทาความสะอาดห้องเรียนตามตารางทาความสะอาด
หลังเรยี น
๑. ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตรวจแบบฝกึ หัดท่ี ๒ จากเฉลยแบบฝึกหัดของครผู ู้สอน
๒. ครูตรวจผลงานและประกาศคะแนนจากการประเมินก่อนเรียนให้ผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรมทราบ
๗. วดั และประเมินผล
กอ่ นเรียน
๑. ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี ๒ เร่อื งการเลือกวัสดุอุปกรณใ์ หเ้ หมาะสมกับเสื้อสมัย
นยิ ม จานวน ๑๐ ข้อ (คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน) บันทกึ ผลลงในแบบฟอรม์ ใบสรุปการประเมินผลชอ่ ง
ก่อนเรียน
๒. สังเกตความสนใจของผูเ้ ข้ารับการฝึกอบรม ในการศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสาคญั
ขอบข่ายเน้อื หา จากเอกสารประกอบการเรียน
๔๗
ระหวา่ งเรยี น
ภาคทฤษฎี
๑. สังเกตความสนใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ระหว่างการทากิจกรรม ตลอดจนการวางแผน
ดาเนินงาน ตามใบงานท่ี ๒
๒. สังเกตการเตรียมงานก่อนปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เช่น ดินสอ ยางลบ ข้ันตอน
การปฏบิ ตั ิงาน การเตรียมพนื้ ทใี่ ห้พร้อมที่จะปฏบิ ตั งิ าน
๓. สังเกตความสนใจในการปฏิบัติงาน การเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ การดูแลรักษาเครื่องมือ
ตลอดจนลักษณะนิสยั ในการทางาน พร้อมทงั้ บันทกึ คะแนนลงในใบประเมนิ ผล
ภาคปฏิบัติ
๑. สังเกตความสนใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ในการศึกษารายละเอียดการปฏิบัติงาน ในใบ
งานท่ี ๑
๒. สังเกตการณ์เตรียมงานก่อนการปฏิบัติงาน เช่น อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน คู่มือการ
ปฏิบตั งิ านใหพ้ ร้อม
๓. สังเกตความสนใจของการปฏิบัติงาน การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ และการดูแลรักษาเครื่องมือ
ตลอดจนลักษณะนสิ ัยการทางาน พร้อมกับบันทกึ คะแนนลงในแบบประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน
หลงั เรยี น
ภาคทฤษฎี
๑. ตรวจผลการตอบแบบฝึกหัดเนื้อหาประจาหน่วยการเรียนท่ี ๒ แบบฝึกหัดท่ี ๒ พร้อมทั้ง
บนั ทกึ ผลลงในแบบประเมินผลกจิ กรรมระหว่างเรยี น
๑.๑ ตรวจผลการตอบคาถามในแบบฝึกหดั ท่ี ๒ พร้อมท้ังบนั ทึกผลลงในแบบประเมิน
กจิ กรรมระหว่างเรียน คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน รายละเอยี ดดังนี้
๑. ตอบถูกต้อง มีเน้อื หาครบถ้วน ได้ ๒๐ คะแนน
๒. ตอบคาถามถกู ต้อง มเี น้ือหาไมค่ รบถ้วน ได้ ๑๗ คะแนน
๓. ตอบคาถามไม่ถกู ต้อง มเี น้ือหาไม่ครบ ได้ ๑๔ คะแนน
๒. ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยที่ ๒ เรื่อง การเลือกวัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับเสื้อสมัย
นิยม จานวน ๑๐ ขอ้ (คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน) บันทกึ ลงในสรปุ การประเมินผล
๓. เกณฑก์ ารประเมินผล ประกอบดว้ ยเกณฑ์มาตรฐาน ดังตอ่ ไปนี้
๓.๑ คะแนนตั้งแต่ ๑๖-๒๐ คะแนน แสดงว่ามผี ลการเรยี น ระดับดีมาก
๓.๒ คะแนนต้งั แต่ ๑๔-๑๕ คะแนน แสดงว่ามผี ลการเรยี น ระดับดี
๓.๓ คะแนนตง้ั แต่ ๑๒-๑๓ คะแนน แสดงวา่ มผี ลการเรยี น ระดบั ปานกลาง
๓.๔ คะแนนตงั้ แต่ ๑๐-๑๑ คะแนน แสดงว่ามีผลการเรยี น ระดับอ่อน
๓.๕ คะแนนต่ากว่า ๑๐ คะแนน แสดงวา่ มีผลการเรียน ต่ากว่าเกณฑต์ อ้ งปรับปรงุ
หมายเหตุ กรณีที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้คะแนนต่ากว่าเกณฑ์ จะให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทบทวน
เนื้อหาและสอบแกต้ ัวใหม่จนกวา่ จะผ่านเกณฑ์
๔๘
ภาคปฏบิ ตั ิ
๑. ตรวจผลการปฏบิ ัติตามใบงานของผูเ้ รียน บนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั งิ านตามใบงานท่ี ๒ ประกอบด้วย
๑.๑ การเตรยี มงาน (๓ คะแนน) ประกอบด้วย
๑.๑.๑ การวางแผนการทางาน (๑ คะแนน)
- มีการวางแผน ได้ ๑ คะแนน
- ไมม่ ีการวางแผน ได้ ๐ คะแนน
๑.๑.๒ จัดเตรยี มเคร่ืองมือวสั ดอุ ปุ กรณ์ (๑ คะแนน)
- จัดเตรยี มเคร่ืองมือวัสดุอุปกรณ์ ได้ ๑ คะแนน
- ไม่ได้จัดเตรยี มเคร่ืองมือวัสดุอปุ กรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๑.๑.๓ ศึกษารายละเอียดใบงาน (๑ คะแนน)
- มกี ารศกึ ษารายละเอยี ด ได้ ๑ คะแนน
- ไม่มกี ารศึกษารายละเอยี ด ได้ ๐ คะแนน
๑.๒ การเลือกใชว้ สั ดุ (๓ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๑.๒.๑ มกี ารวางแผนการใชว้ ัสดุอย่างเหมาะสม (๑ คะแนน)
- มีการวางแผน ได้ ๑ คะแนน
- ไมม่ ีการวางแผน ได้ ๐ คะแนน
๑.๒.๒ มกี ารเลอื กใช้วสั ดไุ ด้เหมาะสมกบั งาน (๑ คะแนน)
- มกี ารเลอื กใช้ ได้ ๑ คะแนน
- ไมม่ กี ารเลือกใช้ ได้ ๐ คะแนน
๑.๒.๓ ใชว้ สั ดุอย่างประหยดั (๑ คะแนน)
- ใช้วสั ดุอย่างประหยดั ได้ ๑ คะแนน
- ใช้วัสดุไมป่ ระหยัด ได้ ๐ คะแนน
๑.๓ ลาดับขน้ั การปฏบิ ัติงาน (๔ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๑.๓.๑ ปฏบิ ัตงิ านตามขั้นตอน (๒ คะแนน)
- มกี ารปฏิบัติตามข้ันตอน ได้ ๒ คะแนน
- มีการปฏบิ ตั งิ านตามข้ันตอนบา้ ง ได้ ๑ คะแนน
- ไม่มีการปฏบิ ตั งิ านตามขนั้ ตอน ได้ ๐ คะแนน
๑.๓.๒ รู้จกั แก้ปญั หาดว้ ยตนเอง (๒ คะแนน)
- แกป้ ญั หาเอง ได้ ๒ คะแนน
- ใหเ้ พ่ือนช่วยแกป้ ัญหา ได้ ๑ คะแนน
- แกป้ ัญหาเองไม่ได้ ได้ ๐ คะแนน
๑.๔ การดูแลและการเก็บรักษาวัสดอุ ุปกรณ์ (๒ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๑.๔.๑ ดูแลและเกบ็ รักษาวัสดุอุปกรณถ์ ูกตอ้ งเหมาะสม (๒ คะแนน) ประกอบดว้ ย
- ดูแลและเกบ็ รกั ษาวสั ดอุ ปุ กรณถ์ กู ต้องเหมาะสม ได้ ๒ คะแนน
- ดูแลและเก็บรักษาวสั ดุอุปกรณ์บางส่วนถกู ต้อง ได้ ๑ คะแนน
- ไมด่ ูแลและเก็บรกั ษาวัสดอุ ุปกรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๑.๕ ผลงานสาเรจ็ (๘ คะแนน) ประกอบดว้ ย
๑.๕.๑ ผลงานสาเร็จถูกต้องสมบรู ณ์ (๒ คะแนน)
๔๙
- ผลงานสาเร็จถกู ต้องสมบรู ณ์ ได้ ๒ คะแนน
- ผลงานสาเรจ็ ถูกตอ้ งแตไ่ ม่สมบรู ณ์ ได้ ๑ คะแนน
- ผลงานสาเรจ็ ไมถ่ กู ต้อง ได้ ๐ คะแนน
๑.๕.๒ มีความคิดรเิ ริม่ สรา้ งสรรค์ (๒ คะแนน)
- มีความคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรค์ ได้ ๒ คะแนน
- ไม่มีความคดิ ริเรมิ่ สร้างสรรค์ ได้ ๐ คะแนน
๑.๕.๓ ผลงานมีความประณีตสะอาดเรียบร้อย (๒ คะแนน)
- มีความประณีตสะอาดเรยี บร้อย ได้ ๒ คะแนน
- มคี วามประณีตสะอาดเรียบรอ้ ยบางช้นิ ได้ ๑ คะแนน
- ไม่มคี วามประณีต ได้ ๐ คะแนน
๑.๕.๔ เสรจ็ ทันเวลาที่กาหนด (๒ คะแนน)
- เสร็จทันเวลาที่กาหนด ได้ ๒ คะแนน
๒. เกณฑก์ ารประเมนิ ผล ประกอบดว้ ยเกณฑ์มาตรฐาน ดงั ต่อไปนี้
๒.๑ คะแนนตั้งแต่ ๑๖ คะแนนข้ึนไป แสดงวา่ ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมมผี ลการประเมินการ
ปฏิบัติงาน “ผา่ น” ระดับดีมาก
๒.๒ คะแนนต้ังแต่ ๑๔-๑๕ คะแนนข้ึนไป แสดงว่าผเู้ ขา้ รบั การฝึกอบรมมีผลการประเมินการ
ปฏบิ ตั ิงาน “ผา่ น” ระดับดี
๒.๓ คะแนนตงั้ แต่ ๑๒-๑๓ คะแนนข้ึนไป แสดงวา่ ผูเ้ ข้ารับการฝกึ อบรมมีผลการประเมินการ
ปฏบิ ตั งิ าน “ผา่ น” ระดับปานกลาง
๒.๔ คะแนนตา่ กว่า ๑๒ คะแนน แสดงว่าผู้เขา้ รับการฝึกอบรมมีผลการประเมินการ
ปฏบิ ตั งิ าน “ไม่ผ่าน” ระดับต้องปรบั ปรุงแก้ไข
หมายเหตุ กรณที ผ่ี ู้เข้ารับการฝึกอบรมมีคะแนนต่ากว่า ๑๒ คะแนน ใหผ้ ู้เขา้ รบั การฝึกอบรมแก้ไขผล
การปฏบิ ตั ิงานให้สมบรู ณ์มากย่งิ ขนึ้ ในระยะเวลา ๑ สปั ดาห์ พร้อมกบั ขอรบั การประเมินผลจากครูผ้สู อน
ใหม่ จนกวา่ จะผา่ นเกณฑ์ทีก่ าหนด
๓. สงั เกตความสนใจของผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรม
ภาคจติ พิสยั
เกณฑ์การประเมนิ ผลด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (๒๐ คะแนน)
ประกอบดว้ ย
๑. การตรงต่อเวลา (๒ คะแนน) ประกอบด้วย
๑.๑ มาเรยี นตรงต่อเวลาสมา่ เสมอ ได้ ๒ คะแนน
๑.๒ มาเรียนสาย ได้ ๑ คะแนน
๑.๓ มาเรยี นสายเกนิ ๑๕ นาที หรอื ขาดเรียน ได้ ๐ คะแนน
๒. ความรบั ผิดชอบ (๑๐ คะแนน) ประกอบด้วย
๒.๑ การเตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณ์ (๒ คะแนน)
- มกี ารเตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ ได้ ๒ คะแนน
- ไม่มกี ารเตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๕๐
๒.๒ ความตงั้ ใจในการทางาน (๓ คะแนน)
- มีความตัง้ ใจในการทางานสมา่ เสมอ ได้ ๓ คะแนน
- มีความต้ังใจในการทางานเป็นบางครั้ง ได้ ๒ คะแนน
- ไม่มคี วามต้ังใจในการทางาน ได้ ๑ คะแนน
๒.๓ การดแู ลเกบ็ รักษาเคร่อื งมอื วสั ดุอุปกรณ์ (๑ คะแนน)
- ดแู ลเกบ็ รกั ษาเครอื่ งมือวัสดอุ ปุ กรณ์ให้อยู่ในสภาพปกติ ได้ ๑ คะแนน
- ไมม่ ีการดูแลเกบ็ รักษาเครือ่ งมอื วัสดอุ ุปกรณ์ ได้ ๐ คะแนน
๒.๔ การสง่ งาน (๔ คะแนน)
- สง่ งานตรงเวลา ได้ ๔ คะแนน
- สง่ งานเลยเวลาทีก่ าหนด ๑-๒ วนั ได้ ๓ คะแนน
- สง่ งานเลยเวลาทก่ี าหนด ๓-๔ วนั ได้ ๒ คะแนน
- สง่ งานเลยเวลาที่กาหนด ๕-๖ วัน ได้ ๑ คะแนน
- สง่ งานเลยเวลาท่กี าหนด ๗ วัน ได้ ๐ คะแนน
๓. การมีมนุษยส์ ัมพนั ธ์ (๓ คะแนน) ประกอบด้วย
๓.๑ มกี ารทางานร่วมกบั ผู้อ่นื ได้ทุกคน ได้ ๓ คะแนน
๓.๒ มกี ารทางานรว่ มกับผู้อ่ืนไดเ้ ฉพาะบางคน ได้ ๒ คะแนน
๓.๒ ทางานรว่ มกับผู้อ่นื ไม่ได้ ได้ ๐ คะแนน
๔. การพ่ึงพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (๕ คะแนน) ประกอบด้วย
๔.๑ นาความรไู้ ปใชใ้ นชีวิตประจาวัน ทางานทไ่ี ด้รับมอบหมายดว้ ยตนเอง ใช้วัสดุอยา่ ง
ประหยดั ศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้เพิ่มเตมิ ได้ ๕ คะแนน
๔.๒ ทางานท่ีได้รบั มอบหมายดว้ ยตนเอง ใชว้ ัสดุอย่างประหยดั ศึกษาคน้ คว้าหาความรเู้ พิม่ เตมิ
ได้ ๔ คะแนน
๔.๓ ทางานท่ีไดร้ ับมอบหมายด้วยตนเอง ศกึ ษาคน้ คว้าหาความรู้เพิม่ เติม ได้ ๓ คะแนน
๔.๔ ทางานท่ีไดร้ ับมอบหมายดว้ ยตนเอง สอบถามความรจู้ ากผอู้ ่นื ได้ ๒ คะแนน
๔.๕ ทางานท่ีไดร้ บั มอบหมายดว้ ยตนเอง ได้ ๑ คะแนน
๘. กิจกรรมเสนอแนะ
๘.๑. ให้ผู้เรยี นศกึ ษาคน้ ควา้ วสั ดุและวธิ กี ารตกแต่งเส้ือผ้าในปัจจบุ นั ทางอนิ เตอร์เน็ต